ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

Puppet Prince ความรักของจักรกล 偃师传说

ผู้แต่ง
ผู้แปล ห้องสมุด
ประเภท
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
ถ้าหุ่นยนต์มีชีวิต เขาจะอบอุ่นได้ครึ่งหนึ่งของมนุษย์ไหม?

บทนำ

Author: Li Mao Ai Chi Yu

Chinese edition copyright by 广州阿里巴巴文学信息技术有限公司

Thai edition copyright Hongsamut.com Co., Ltd. ALL RIGHTS RESERVED

----------

ถ้าหุ่นยนต์มีชีวิต เขาจะอบอุ่นได้ครึ่งหนึ่งของมนุษย์ไหม?

สารบัญ

บทนำ (ตัวอย่างทดลองอ่าน)

เทียนลั่วปีที่ 423 เดือน 7 วันที่ 15 ในราชวงศ์หนันโจว

หลังจากฮ่องเต้โจว ‘อู่หวงตี้’ เสด็จสวรรคตได้สิบห้าวัน

ณ ยอดเขาคุนหลุน

ปรากฏสองเงาร่างกำลังเดินตามกันอยู่ คนหนึ่งคืออวี๋ฮองเฮาที่เพิ่งสูญเสียพระสวามี นางพันผ้าคลุมไหล่สีแดงรอบไหล่ทั้งสองข้างอย่างแน่นหนา ชายผ้าทิ้งตัวยาวระไปกับพื้นที่ปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลน อีกหนึ่งคือชายชราตาบอดที่เดินนำด้วยอาการสั่นเทา บริเวณดวงตาของเขาถูกปิดด้วยผ้าสีดำแล้วผูกปมแบบลวกๆ ไว้ด้านหลัง ปล่อยชายให้พลิ้วไหวอยู่กับเส้นผมขาวดุจหิมะ

อวี๋ฮองเฮาจ้องมองชายผ้าสีดำของชายชราตรงหน้าด้วยความรู้สึกหวั่นใจ ไม่รู้ว่าชายชราผู้นี้จะสามารถมีชีวิตอยู่ได้อีกนานเท่าไร? เพราะเห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายก้าวอย่างเชื่องช้าด้วยฝีเท้าไม่มั่นคง จนคนมองถึงกับเผลอถอนใจออกมาเฮือกใหญ่ วันเวลาไม่เคยปรานีใครจริงๆ แม้แต่ชายที่มีชื่อเสียงยิ่งใหญ่ในใต้หล้าเช่นคนผู้นี้ก็หนีไม่พ้นต้องแก่ชรา

เขาเดินต่อไปช้าๆ ร่างกายไหวโอนไปมาตามการก้าวเท้า หลายครั้งที่อวี๋ฮองเฮาอยากจะเดินขึ้นไปช่วยพยุงอีกฝ่ายไว้ แต่เมื่อนึกถึงสาเหตุของผ้าสีดำผืนนั้น นางก็เลิกล้มความคิดไป

ในที่สุดชายชราก็หยุดลงหน้าศาลาแห่งหนึ่งบนยอดเขาคุนหลุน ศาลาแห่งนี้เป็นเพียงศาลาเดียวที่ตั้งอยู่ข้างหน้าผาสูงที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ มีชื่อว่า ‘ศาลาชมทะเล’ ซึ่งทะเลในที่นี้ก็คือทะเลเมฆ ท่ามกลางหิมะที่โปรยปรายเต็มท้องฟ้า ยิ่งทำให้ภาพศาลาแห่งนี้ดูเงียบเหงา

ทั้งสองยืนอยู่ข้างกัน เบื้องล่างเป็นหน้าผาที่มีทะเลเมฆพลิ้วไหวไปมาตามสายลม นกกระเรียนป่าตัวหนึ่งส่งเสียงร้องกังวานขณะบินผ่าน แทรกความเงียบสงัดที่ครอบคลุมอยู่รอบด้าน

ชายชราซุกมือทั้งสองข้างไว้ในแขนเสื้อด้วยความหนาวเหน็บ เคราสีขาวปลิวไสวไปกับลมภายใต้แสงอาทิตย์อัสดง ระหว่างคนทั้งคู่ยังมีเพียงความเงียบ สุดท้ายก็เป็นชายชราที่เอ่ยขึ้นมาก่อน

“ย่างเข้าฤดูใบไม้ร่วงแล้ว อืม...นับวันลมบนเขาคุนหลุนก็ยิ่งพัดแรงขึ้นเรื่อยๆ”

“ถึงจะแรงเพียงใดคงไม่เท่ากับแรงลมในราชสำนักหรอก” อวี๋ฮองเฮาเอ่ยเหมือนหงุดหงิด

“ขึ้นชื่อว่าลมก็คือลมอยู่วันยันค่ำ เพียงแค่พัดในพื้นที่ที่ไม่เหมือนกันเท่านั้น ลมบางชนิดพัดแรงจนโลกใบนี้วุ่นวายสับสน ส่วนลมบางชนิดก็พัดแล้วทำให้จิตใจเป็นทุกข์”

“แล้วมันต่างกันตรงไหน?”

“โลกวุ่นวายเพราะความสกปรกโสมม ใจเป็นทุกข์เพราะความโหดร้าย”

ใบหน้าของอวี๋ฮองเฮาหม่นลงทันที “เช่นนั้นตามความเห็นของท่านแล้ว ครั้งนี้บ้านเมืองของเราจะเกิดภัยพิบัติหรือไม่?”

ชายชรายิ้มเล็กน้อย พูดต่อไปว่า “ผ่านไปก็หลายปี ท่านยังคงกังวลและคิดมากอยู่อีกหรือ? หากจะว่าไป การลงจากเขาคุนหลุนขององค์รัชทายาท แท้จริงแล้วมันไม่ใช่สิ่งที่เราปรารถนาหรอกรึ?”

อวี๋ฮองเฮาไม่ได้ตอบ ท่าทางเหมือนกำลังใคร่ครวญคำพูดของชายชราพร้อมกับหวนรำลึกถึงบางสิ่งบางอย่างอยู่

ชายชราจึงพูดต่อ “นี่อาจจะเป็นเรื่องที่ดีก็ได้!”

อวี๋ฮองเฮาชำเลืองมองอีกฝ่าย “ข้าคิดไม่ออกเลยว่ามันจะเป็นเรื่องดีได้อย่างไร”

“ท่านจะได้เปลี่ยนสถานะจากฮองเฮามาเป็นไทเฮาแล้วมิใช่หรือ?”

สีหน้าของฮองเฮาฉายแววเย็นชาออกมาแวบหนึ่งก่อนจะกลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว

ชายชราเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “ตามกำหนดการ ตอนนี้ขบวนขององค์รัชทายาทคงจะถึงเฟิงมู่แล้ว”

“ดงต้นอ้อที่เฟิงมู่งดงามพอที่ลูกคนนี้จะไปเยี่ยมชม คาดว่าปีนี้ดอกอ้อคงบานสะพรั่งไม่แพ้ปีนั้น”

ชายชราเหมือนรับรู้ถึงความรู้สึกของอวี๋ฮองเฮาจึงยิ้มมุมปากน้อยๆ แล้วเริ่มท่องกลอนบทหนึ่ง

“ลมพัดแรงบนเวิ้งหิมะกว้าง

ต้นอ้อสั่นไหวหนาวสุดฟ้าไกล

ชีวิตนี้ขอเมาเคล้าสุรา

ลอยเรือน้อยใต้แสงนวลของจันทรา”

สีหน้าอวี๋ฮองเฮาพลันเปลี่ยนไป “ทำไมท่านถึงรู้จักกลอนบทนี้ด้วย”

ชายชราพูดเสียงจริงจัง “สำหรับพวกเราชาวหนันโจว ฮ่องเต้โจวเป็นยอดนักรบที่แข็งแกร่งยิ่งนัก ใครเลยจะคิดว่าฝ่าบาทจะอ่อนหวานได้? หากไม่ใช่เป็นเพราะท่านอยู่เคียงข้างเขาในปีนั้น เกรงว่ากลอนบทนี้คงจะมีแต่กลิ่นอายของการฆ่าฟันเป็นแน่”

ดวงตาของอวี๋ฮองเฮามีหยาดน้ำเอ่อคลอ แต่คำพูดกลับเข้มแข็งและหนักแน่น

“คนก็ตายไปแล้วอย่าไปพูดถึงอีกเลย เรื่องที่ข้าเป็นห่วงก็คือลูกชายคนนี้ เกรงว่าในแผ่นดินนี้มีคนที่อยากจะฆ่าเขาไม่น้อยไปกว่าคนที่อยากจะฆ่าข้า แล้วพวกเราจะยอมปล่อยให้เป็นแบบนี้โดยไม่แยแสงั้นรึ?”

“ถึงเขาจะเป็นลูกของท่าน แต่ข้าเป็นคนช่วยชีวิตเขาไว้ ทว่าหากคิดให้ถ้วนถี่เขาไม่ได้เป็นของใครทั้งสิ้น เขาจะต้องต่อสู้และดิ้นรนในโลกที่เต็มไปด้วยความโหดร้าย ต้องพบกับอุปสรรคมากมาย ดังนั้นเขาจะต้องหาตัวเองให้พบ ไม่อย่างนั้นแผนการที่ยิ่งใหญ่ของเราจะไม่มีวันประสบความสำเร็จได้เลย!”

ทั้งสองคนต่างเงียบงันกันไปพักใหญ่ ได้ยินเพียงเสียงลมที่พัดผ่านซึ่งยิ่งนานก็ยิ่งแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ชายชราหันหน้าไปทางอาทิตย์อัสดง แสงสุดท้ายของวันกำลังจะลาลับ ถึงยังดูสว่างไสว แต่ก็มีความริบหรี่แฝงอยู่ในที เป็นแสงสุดท้ายที่กำลังยื้อแย่งกันแบ่งขอบฟ้ากับผืนดิน ชายชราเหม่อมองไปไกลแสนไกลก่อนจะถามคนที่ยืนอยู่ข้างกาย

“ตรงนั้นยังมีแสงอยู่หรือเปล่า?”

“ยังมีอีกเล็กน้อย”

“ดีแล้ว”

---------------------------------------------

องค์รัชทายาทลงจากเขาคุนหลุน (ตัวอย่างทดลองอ่าน)

คืนเดือนเพ็ญ ณ ที่ราบเฟิงมู่

ที่ราบเฟิงมู่นี้เป็นทุ่งหญ้าที่กว้างใหญ่ไพศาล สวยงามที่สุดในดินแดนใหญ่เทียนลั่ว ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของแคว้นหนันโจว มีชายแดนติดต่อกันกับแคว้นเทียนลั่ว มีแม่น้ำไหลผ่านหลายสายและยังมีบึงน้อยใหญ่อยู่มากมาย

ที่ตั้งของบึงเหล่านี้จะเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล เมื่อบึงมีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่ง ชนเผ่าที่อาศัยอยู่บนทุ่งหญ้าก็ต้องอพยพตามไปด้วย โดยทั่วไปคนมักจะเรียกบึงเหล่านี้ว่า…

‘อูถูหลีข่า’ ความหมายคือ…ไข่มุกที่ถูกลมพัดจนกระจัดกระจายอยู่บนผืนดินอันกว้างใหญ่ไพศาล นับพันปีมาแล้วที่ชาวเฟิงมู่พากันตั้งถิ่นฐานอยู่บนทุ่งหญ้าริมแม่น้ำ ดำรงชีวิตด้วยการเลี้ยงสัตว์และจับปลาอย่างมีความสุข

นอกจากนี้บนที่ราบเฟิงมู่ยังมีดงต้นอ้อที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา นักปราชญ์ชาวหนันโจวชอบนำสถานที่แห่งนี้ไปแต่งเป็นเรื่องราวและเล่าขานต่อๆ กัน ในสมัยโบราณดงต้นอ้อแห่งนี้ถูกขนานนามว่า ‘เจียนเจีย’ และถูกจดบันทึกลงในหนังสือที่รวบรวมรายชื่อของบึงและแม่น้ำต่างๆ ไว้ว่า ‘ทะเลเจียนเจีย’

ทะเลเจียนเจียแห่งนี้กว้างใหญ่ยิ่งนัก ยามใดที่มีลมพัดมา ในทะเลก็จะเกิดระลอกคลื่นสีขาวจากดอกอ้อที่งดงามตระการตา กอปรกับที่ค่ำคืนนี้เป็นคืนเดือนเพ็ญ แสงจันทร์สีนวลสาดส่องลงมารับกับสีของทะเลดอกอ้อ ทำให้ทั้งผืนฟ้าและแผ่นดินเป็นเฉดสีเดียวกัน ทั้งดอกอ้อและแสงจันทร์เปล่งประกายส่งเสริมซึ่งกันและกัน

ทว่าใครเลยจะคาดคิดว่าจะเห็นเรือที่ควรแล่นบนแผ่นน้ำมาอยู่เหนือทะเลผืนนี้ ลำเรือเป็นสีดำเงาแวววาว แต่กลับสลักด้วยลวดลายที่มีสีสันสดใส ตรงหัวเรือแกะสลักภาพปริศนาภาพหนึ่ง เป็นเหมือนสัญลักษณ์อะไรสักอย่าง

บนเรือมีบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งนั่งอยู่ เขาสวมเสื้อสีเขียว มือซ้ายหยิบหมากสีดำ มือขวาหยิบหมากสีขาว กำลังตั้งอกตั้งใจเล่นหมากล้อมเงียบๆ ในขณะที่เรือปริศนาลำนี้ค่อยๆ แล่นไปบนทะเลต้นอ้ออย่างเชื่องช้าเหนือผืนดินที่เงียบสงัดท่ามกลางแสงจันทร์ ทำให้บรรยากาศรอบด้านยิ่งดูลึกลับและน่าหวาดกลัว

ณ สถานที่ห่างไกลออกไปในทะเลเจียนเจีย มีมือสังหารในชุดเสื้อสีน้ำเงินนั่งอยู่บนพื้น คนกลุ่มนี้จ้องมองภาพเบื้องหน้าตาเขม็งก่อนจะค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกมา

“มาแล้วหรือ?” หัวหน้ามือสังหารถาม

“มาแล้ว เห็นเรือเพียงลำเดียวเท่านั้น” ลูกน้องตอบเสียงเบา

“เรืออะไร?”

“ดูเหมือนจะเป็นเรือลอยลมของแคว้นหนันโจว”

“เห็นสัญลักษณ์ที่หัวเรือหรือยัง?" คนเป็นหัวหน้าถามต่อ

“เห็นแล้ว เป็นรูปดอกกุหลาบ ชัดเจนว่าเป็นตราสัญลักษณ์ประจำตระกูลจีของแคว้นหนันโจว”

“อีกไกลเท่าไรถึงจะเข้ามาในรัศมีที่สามารถโจมตีได้”

“สามสิบฉื่อ”

“มือธนูเตรียมพร้อม! น้าวสาย เตรียมยิง!” หัวหน้าออกคำสั่งเสียงเบาทว่าดุดันยิ่ง

ไม่ว่าใครก็คงนึกไม่ถึงว่า ลึกเข้าไปในทะเลต้นอ้อนี้จะมีอันตรายซุกซ่อนอยู่รอบด้าน มีคนกลุ่มใหญ่กำลังรอคำสั่งปฏิบัติการอยู่

จังหวะนั้นเองราวกับบุรุษที่นั่งเล่นหมากล้อมบนเรือลอยลมจะสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง เขาจึงเงยหน้าขึ้นแล้วมองไกลออกไปยังทะเลดอกอ้อ แสงจันทร์นวลตกกระทบร่างสูงใหญ่ เห็นเป็นเงาทอดยาวลงเบื้องล่าง ทันใดนั้นเองภายใต้เงาของเขาก็ปรากฏร่างชายชราผู้หนึ่ง อีกฝ่ายเอ่ยขึ้นด้วยเสียงแผ่วเบา

“องค์ชาย”

ผู้ที่ถูกเรียกว่าองค์ชายหันหน้าไปมอง แล้วถามขึ้นมา “ซูกงกง ทิวทัศน์ของที่นี่ถือว่าสวยหรือไม่?”

ซูกงกงรู้สึกแปลกใจ…ทำไมองค์ชายถึงถามเช่นนี้ ที่นี่นับเป็นทิวทัศน์ที่งดงามที่สุดของที่ราบเฟิงมู่แล้ว!

เมื่อเห็นอีกฝ่ายเงียบไป องค์ชายก็ขานเรียกอีกครั้ง

“ซูกงกง”

“กระหม่อมอยู่นี่พ่ะย่ะค่ะ”

องค์ชายจึงเอ่ยต่อราวกับจะออกตัว “ข้าอาศัยอยู่ที่เขาคุนหลุนมาตั้งแต่เด็ก นอกจากหิมะแล้ว ไม่ว่าสิ่งใดก็ไม่เคยเห็นมาก่อน แล้วก็ไม่มีใครเคยบอกว่าแบบใดถึงจะเรียกว่างดงาม ดังนั้นข้าจึงอยากจะถามความคิดเห็นจากท่านดู”

ซูกงกงได้ยินก็รู้สึกแปลกใจ “องค์ชายไม่ต้องใส่พระทัยความคิดเห็นของกระหม่อมหรอก”

ทันใดนั้นองค์ชายก็นึกบางอย่างได้ “โจวเจาหวังเคยเขียนกลอนบทหนึ่งเกี่ยวกับที่นี่ไว้ใช่ไหม?”

ซูกงกงพยักหน้าพร้อมกับล้วงกระดาษออกมาจากแขนเสื้อแล้วส่งให้ “องค์ชายควรจะทรงเคยชินกับการที่มีเสด็จพ่อเป็นฮ่องเต้แล้วนะพ่ะย่ะค่ะ นี่เป็นต้นฉบับของกลอนที่ฮ่องเต้ทรงแต่งไว้เมื่อห้าปีก่อน”

องค์ชายรับไปแล้วเปิดออกอ่าน…

"ลมพัดแรงบนเวิ้งหิมะกว้าง

ต้นอ้อสั่นไหวหนาวสุดฟ้าไกล

ชีวิตนี้ขอเมาเคล้าสุรา

ลอยเรือน้อยใต้แสงนวลของจันทรา"

กลอนบทนี้มีทั้งหมดสี่ประโยค หลังจากองค์ชายอ่านจบประโยคแรกก็เหมือนกับทะเลดอกอ้อจะเกิดระลอกคลื่น กระทั่งเขาอ่านถึงประโยคที่สาม ซูกงกงก็สังเกตเห็นอะไรบางอย่างจึงยกมือขึ้นให้สัญญาณ เรือพลันหยุดลง ทันใดนั้นเองด้านหลังเรือก็เกิดเสียงดังพรึ่บ! ธงผืนหนึ่งถูกชูขึ้นมา บนธงถูกปักด้วยด้ายเงินเส้นเล็กเป็นรูปดอกกุหลาบ

ทันทีที่ธงโบกสะบัดตามแรงลม ทะเลดอกอ้อสีขาวรอบลำเรือก็พลันมืดครึ้มจากปลายหอกจำนวนมากที่พุ่งขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียง ภาพที่เห็นราวกับจู่ๆ ก็มีต้นไม้ที่ทำจากทองสัมฤทธิ์โผล่พรวดขึ้นมาจากดิน

เมื่อองค์ชายอ่านถึงประโยคที่สี่ ซูกงกงก็เปลี่ยนสัญญาณมือ หอกเหล่านั้นถูกฟาดไปเบื้องหน้าพร้อมกัน เห็นปลายหอกชี้ไปยังท้องฟ้า ไม่รู้ว่ามีนักรบในชุดเกราะสีดำมากเพียงใดที่กำลังแปรกระบวนอยู่ในทะเลดอกอ้อแห่งนี้ พวกเขาโอบล้อมเรือไว้ตรงกลาง พร้อมปกป้องเจ้านายด้วยชีวิต

ตอนนั้นเองที่สายลมหยุดพัด พลอยให้รอบด้านของลำเรือเงียบสงัดและน่ากลัวยิ่งกว่าเดิม ซูกงกงรู้ทันทีว่าหากกลุ่มมือสังหารรอจังหวะอยู่ นี่ก็เป็นช่วงเวลาที่อีกฝ่ายควรจะเริ่มลงมือได้แล้ว

ฟิ้ว!

ธนูไฟดอกหนึ่งพลันพุ่งออกจากดงดอกอ้อ เป้าหมายคือชายหนุ่มที่อยู่บนลำเรือ องค์ชายมองธนูไฟที่วิ่งเข้าหาตนอย่างเนือยๆ ไม่ได้มีอาการหวาดกลัวเลยสักนิด เขาเพียงเคาะนิ้วรัวเร็วกับแขนเสื้อ ท่าทางเหมือนกำลังใคร่ครวญบางอย่างอยู่ ขณะที่ลูกธนูกำลังจะพุ่งเข้าดวงตา ชายหนุ่มก็เบี่ยงศีรษะเล็กน้อย ลูกธนูพุ่งเฉียดจอนผมไปปักอยู่ที่ลำเรือ เห็นปลายธนูสั่นไหวตามแรงยิง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นชวนให้คิดว่า หากฝ่ายตรงข้ามขยับทิศทางการยิงอีกสักนิด ก็เป็นไปได้ว่าอาจจะปลิดชีพชายหนุ่มได้ด้วยธนูเพียงดอกเดียว

แต่น่าเสียดาย...โอกาสที่ว่านั้นหมดลงเสียแล้ว

ลูกธนูดอกเมื่อครู่ยังคงลุกไหม้จากปลายธนูลามไปยังตัวเรือ แต่เนื่องจากตัวเรือทำจากวัสดุพิเศษ เพียงไม่นานเปลวไฟจึงค่อยๆ เล็กลง

องค์ชายสะบัดแขนเสื้อ จ้องมองภาพตรงหน้าด้วยสายตาคมกริบ กระทั่งเปลวไฟค่อยๆ มอดลงและดับไปในที่สุด

ทะเลต้นอ้อกลับคืนสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง

เป็นความเงียบสงบก่อนพายุร้ายจะโหมกระหน่ำ!

---------------------------------------------

เปลวไฟในเจียนเจีย (ตัวอย่างทดลองอ่าน)

ใจกลางของทะเลต้นอ้อเกิดระลอกคลื่นที่แปลกประหลาด

ราวกับมีคลื่นใต้น้ำที่ไหลเชี่ยว แท้จริงแล้วมันคือพวกมือสังหารที่กำลังปรับกระบวนท่าเพื่อที่จะทำการบุกอีกครั้ง เพียงพริบตาทหารองครักษ์ก็ตกอยู่ในวงล้อมของพวกมือสังหารเสียแล้ว ในขณะเดียวกันองค์ชายซึ่งอยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่าก็มองเห็นพวกมันได้อย่างชัดเจน

ท่ามกลางต้นอ้อที่พลิ้วไหว มองเห็นหัวคนผลุบโผล่ไปมา ถึงอีกฝ่ายจะอำพรางตัวได้ดีเพียงใด แต่ชายหนุ่มก็สามารถคำนวณตำแหน่งของพวกมันได้อย่างแม่นยำ

“ทางทิศตะวันออกมีมือสังหารแปดสิบเจ็ดคน ธนูกลสี่สิบเครื่อง”

องค์ชายคำนวณด้วยการขยับนิ้วมือไปมาแล้วเอ่ยออกมาอย่างมั่นใจ

ซูกงกงรีบชี้ไปตามตำแหน่งที่เจ้านายบอกอย่างรวดเร็ว ทหารองครักษ์ปรับเปลี่ยนกระบวนท่า เตรียมที่จะบุกในทันที ทว่าองค์ชายกลับโบกมือห้ามไว้

“อย่าเพิ่งบุก ข้าจะรอให้เครื่องธนูกลของข้าศึกเผยออกมาให้หมดเสียก่อน”

ซูกงกงไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคิดจะทำอะไร จึงถามตามตรง “ความหมายขององค์ชายคือ…?”

องค์ชายอธิบายว่า “รอให้พวกมันยิงธนูออกมาก่อน ในขณะที่พวกมันเปิดฉากรุกเต็มที่ พวกเราค่อยหาโอกาสที่ดีที่สุด”

“ถ้าเช่นนั้นทหารของเราจะต้องทำอะไรบ้าง?” ซูกงกงถามต่อ

“ไม่ต้อง ปักหลักให้มั่นแล้วอยู่ให้นิ่ง รอสัญญาณ หากข้าขยับ พวกเจ้าจึงค่อยขยับ”

ปัง!

ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว!

เขาเพิ่งพูดจบก็เกิดเสียงดังแทรก ในตำแหน่งที่ห่างออกไปในทะเลเจียนเจียมีแสงสว่างพุ่งขึ้นมา เป็นลูกธนูไฟที่พุ่งออกมาอย่างมืดฟ้ามัวดิน รอบด้านพลันสว่างไสวไปทั่วราวกับดวงดาวที่เปล่งแสงระยิบระยับอยู่กลางนภา เสียงของห่าธนูดังสนั่นทั่วท้องฟ้ายามค่ำคืน

องค์ชายจ้องมองภาพเบื้องหน้าเงียบๆ ในดวงตาเหมือนมีแสงจากดาวตกแวบผ่าน นิ้วมือเรียวยาวขยับอย่างว่องไว เคาะลงไปบนแขนเสื้อ

ในสายตาของเขาเหมือนกับช่วงเวลาถูกดึงให้ช้าลง... ช้าลง... ช้าลงเรื่อยๆ

สรรพเสียงรอบด้านค่อยๆ เลือนหาย เหตุการณ์ต่างๆ ดำเนินไปอย่างช้าๆ เขาเห็นเหล่านักรบกระโดดขึ้นกลางอากาศ เห็นธงที่เคยโบกสะบัดกลับหยุดนิ่ง ลูกธนูไฟที่พุ่งแหวกอากาศสร้างแสงสว่างเป็นสายดูสวยงามยิ่งนัก บรรยากาศแข็งค้างเหมือนโลกทั้งใบกลับสู่ความเงียบสงบ ไม่ได้ยินเสียงใดอีกเลย ทุกสิ่งทุกอย่างหยุดนิ่ง ไร้การเคลื่อนไหว

ชายหนุ่มกวาดตามองลูกธนูไฟที่พุ่งมาหา ตั้งแต่ลูกธนูไฟที่อยู่ล่างสุดไปจนถึงตำแหน่งสูงสุด ในที่สุดเขาก็เห็นช่องว่างขนาดเล็กท่ามกลางลูกธนูที่พุ่งมาอย่างมากมาย มันเป็นช่องว่างที่แทบจะมองไม่เห็น เมื่อเขามองผ่านช่องว่างนั้น สายตาก็ปะทะกับแสงจันทร์เย็นยะเยือกที่ส่องลงมายังโลกมนุษย์ ท่ามกลางแสงจันทร์ที่ให้ความรู้สึกเงียบเหงาและเย็นชา กลับแฝงไว้ด้วยความหวังและโอกาสในการรอดชีวิต

องค์ชายยกยิ้มมุมปาก นิ้วมือหยุดเคาะกับแขนเสื้อ โลกทั้งใบและสรรพสิ่งทั้งหลายเริ่มขยับและสั่นไหวอีกครั้ง ห่าธนูทั้งหมดที่แน่นิ่งอยู่กลางอากาศพลันพุ่งลงมา องค์ชายขยับตัวเล็กน้อยบนเรือลอยลม ทุกการเคลื่อนไหวรวดเร็วดุจสายฟ้า ชายหนุ่มสามารถหลบลูกธนูทุกดอกได้อย่างสวยงาม ไม่รู้ว่าเขาขยับตัวไปแล้วกี่ครั้ง จนกระทั่งฝีเท้าหยุดลงจึงพบว่า นอกจากจุดที่เขายืนอยู่ พื้นที่รอบๆ เกือบทั้งหมดมีแต่ลูกธนูปัก!

และเมื่อครู่ยามที่องค์ชายเริ่มขยับ เหล่านักรบก็ขยับตัวเช่นกัน ทุกคนตะโกนเสียงดังพร้อมกับชักดาบออกมากวัดแกว่ง ขณะที่ทะยานออกไปข้างหน้าโดยไม่สนว่าจะตายหรือรอด

ในเวลาเดียวกับที่เหล่านักรบพุ่งตัวออกไป บริเวณหัวเรือก็ปรากฏปืนลมใหญ่กระบอกหนึ่งโผล่ออกมาทันที!

พอหัวหน้ามือสังหารมองเห็นปืนลมใหญ่ สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป เนื่องจากเพิ่งพบว่าพวกตนทำผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง เพราะหากเป้าหมายที่พวกเขาต้องการลอบสังหารนั้นอยู่บนเรือลอยลมแล้วละก็ พวกเขาก็ไม่ควรลืมว่าเรือลอยลมทุกลำจะมีปืนลมใหญ่อยู่หนึ่งกระบอกเสมอ

สาเหตุที่เรือลอยลมสามารถลอยอยู่กลางอากาศได้นั้น มาจากกลไกที่คิดค้นโดยตระกูล ‘กงซู’ ด้วยการบรรจุพลังลมไว้ใต้ท้องเรือ ทำให้เกิดแรงดันไปยังเบื้องล่างพร้อมกับแรงผลักให้เดินหน้า ส่งผลให้เรือสามารถลอยอยู่กลางอากาศได้ แต่ข้อเสียคือเรือชนิดนี้จะแล่นได้ช้า ส่วนมากจึงเป็นเรือสำหรับพวกเชื้อพระวงศ์และขุนนางต่างๆ ใช้ในการชมดอกไม้และอาบแสงจันทร์เท่านั้น ยามใดที่เจอกระแสลมแรงแล้วหลบไม่ทัน มันก็จะตกลงมาอย่างไม่เป็นท่า

โชคดีที่ต่อมาคุณชายรองตระกูลกงซูได้คิดวิธีพิสดารขึ้นมาได้ เขาใส่ท่อที่รวบรวมพลังลมไว้ในท้องเรือโดยตั้งชื่อให้ว่า ‘ปืนนำลม’ เพื่อขับเคลื่อนเรือลอยลมให้ไปในทิศทางตรงกันข้ามกับที่ปืนนำลมถูกติดตั้งไว้ เป็นการแก้ปัญหาเรื่องความเร็วของเรือลอยลมได้อย่างยอดเยี่ยมไร้ที่ติ

 แต่ไม่เคยมีใครคิดมาก่อนว่าจะมีคนเอาเจ้าปืนนำลมกระบอกนั้นมาพัดธนูไฟอย่างเช่นในตอนนี้

 ปืนลมใหญ่กำลังถูกเร่งเครื่องให้ร้อน จากเสียงเบาแล้วดังขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งเกิดเป็นลมกระโชกแรง เพียงพริบตาที่ลูกธนูเข้าใกล้ลำเรือก็ถูกเป่าจนกระจัดกระจายไปคนละทิศละทาง ไฟที่อยู่บนลูกธนูถูกพัดดับไปกว่าครึ่ง ทำให้ลูกธนูที่ถูกยิงออกมานับพันนับหมื่นดอกกลายเป็นเรื่องที่น่าขบขันในที่สุด

เหล่านักรบผู้กล้าพุ่งเข้าหาศัตรูด้วยท่าทีไร้ความกังวล ราวกับฝูงสุนัขจิ้งจอกหิวโหยที่กำลังพุ่งตรงไปหาเหยื่อ เมื่อพวกมือสังหารเสียโอกาสในการโจมตีจากระยะไกล ก็จำต้องชักดาบออกมาแล้วพุ่งตัวเข้าปะทะ

ซูกงกงรู้ได้ทันทีว่า...เมื่อครู่องค์ชายกำลังรอเวลาที่ธนูไฟทั้งหมดพุ่งเข้ามาในรัศมีของปืนลมใหญ่ เพราะหากยิงปืนลมใหญ่ช้าหรือเร็วเกินไปก็อาจทำให้เกิดความสูญเสียมากมาย

ซูกงกงรู้สึกเคารพนับถือองค์ชายผู้นี้เป็นอย่างมาก ขณะที่เขากำลังจะถามองค์ชายว่ามีอะไรจะรับสั่งอีกหรือไม่ เมื่อเขาหันหน้ากลับมาก็ต้องร้องเสียงแหลมทันที แทบจะหงายหลังล้มลงกับพื้น

เขามองเห็นอะไร?

ภายใต้พระจันทร์เต็มดวง องค์ชายกับเรือลอยลมถูกพัดปลิวขึ้นไปหมุนเคว้งคว้างในอากาศ

ไม่ว่าใครก็คงคิดไม่ถึงว่า ไอ้ปืนนำลมที่ทรงพลังเมื่อกี้นี้จะพาร่างขององค์ชายและเรือให้ลอยว่อน!

และตอนนี้เองที่การต่อสู้ได้รุนแรงขึ้น

เปลวไฟสว่างไสวไปทั่วท้องฟ้าแถบทะเลเจียนเจีย!

---------------------------------------------

แรกพบที่ป่าหิ่งห้อย (ตัวอย่างทดลองอ่าน)

ทางทิศตะวันออกของทะเลเจียนเจียมีป่าแห่งหนึ่ง

ป่าแห่งนี้ทอดตัวยาวนับพันลี้ เป็นแนวกั้นธรรมชาติระหว่างเมืองต่างๆ ในแคว้นเทียนลั่วกับแคว้นหนันโจว ตั้งอยู่ใกล้กับทะเลเจียนเจีย และมีบึงขนาดเล็กมากมายซึ่งเป็นถิ่นกำเนิดของหิ่งห้อยจำนวนนับไม่ถ้วน พอถึงเวลากลางคืนหิ่งห้อยเหล่านี้ก็จะพากันให้ความสว่างไสวไปทั่วผืนป่า ทำให้ป่าแห่งนี้ถูกขนานนามว่า ‘ป่าหิ่งห้อย’

ในค่ำคืนที่พระจันทร์เต็มดวง แสงจากดวงจันทร์สาดส่องผ่านต้นไม้ใหญ่ ทำให้เกิดเงาของต้นไม้พาดผ่านทางเดินเล็กสายหนึ่งในป่าตลอดทาง

เอี่ยนซือซือนั่งอยู่บนหลังลาสีดำด้วยท่าทางเบื่อหน่าย ตาทั้งสองข้างหลุบลง ปากเชิดขึ้นเล็กน้อย ผมสีดำเงาสลวยพลิ้วไหวกลางสายลม ตอนนี้เป็นเวลาพลบค่ำ มีหิ่งห้อยมากมายบินไปตามเส้นทางประจำเพื่อไปยังบริเวณที่ชุ่มชื้นของป่า แสงจากหิ่งห้อยที่กำลังบินผ่านหัวของหญิงสาว ส่องให้เห็นใบหน้าที่งดงามและดวงตากลมโตสดใสขณะที่คลี่ยิ้มรับแสงสว่างจากหิ่งห้อย

นางรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นทันใด รีบดึงร่ม ‘เทพราตรี’ ออกมาจากข้างหลังแล้วชูขึ้นสูงก่อนจะโบกไปมา โดยหวังว่าจะจับหิ่งห้อยได้สักสองสามตัว กระดิ่งไม้ที่ห้อยอยู่ที่เอวส่งเสียงตามการเคลื่อนไหวของหญิงสาว

“ป่าแห่งนี้ช่างมหัศจรรย์ยิ่งนัก งดงามเหลือเกิน เจ้าว่าจริงไหม ปั้นปู้?” เอี่ยนซือซือหันกลับไปถาม

ผู้ที่อยู่ข้างหลังเป็นเด็กหนุ่มในชุดดำ สวมหน้ากากสีดำทำให้เห็นเพียงสายตาที่เยือกเย็น เขาเดินตามหลังลามาอย่างไม่รีบร้อน พอได้ยินเอี่ยนซือซือถามตัวเอง เด็กหนุ่มก็พยักหน้ารับแบบทื่อๆ

“พวกเรากำลังจะเดินออกจากป่าแล้ว พอออกจากป่านี้ไปก็จะเป็นที่ราบเฟิงมู่ ที่นั่นมีแคว้นเทียนลั่วที่กว้างใหญ่แล้วยังมีทะเลเจียนเจียที่สวยงามที่สุด”

เอี่ยนซือซือพูดเพ้อๆ พลางยิ้มหวาน “ข้าได้ยินมาว่ามีบึงใหญ่ติดกับทะเลเจียนเจียชื่อว่า ‘บึงเฟิงมู่’ ปลาที่นั่นตัวใหญ่อวบอ้วน พวกเราจับปลามาแล้วล้างให้สะอาด ใส่เกลือลงไปเล็กน้อย ทาน้ำผึ้งอีกสักหน่อย จากนั้นก็จุดไฟด้วยต้นอ้อ ให้กลิ่นหอมของต้นอ้อแทรกซึมเข้าไปในเนื้อปลา แล้วย่างด้วยไฟอ่อนๆ ปลาก็จะค่อยๆ กลายเป็นสีเหลืองทอง...”

เอี่ยนซือซือกลืนน้ำลายลงคอแล้วพูดต่อ “อา…สุดยอด ไม่สนแล้ว! ข้าจะกิน ข้าจะกิน! วิ่งเร็วๆ เข้า เจ้าลา!”

เอี่ยนซือซือหยิกก้นเจ้าลาสีดำอย่างแรง เจ้าลารู้สึกเจ็บจึงวิ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ไม่นานก็ไปถึงชายป่าซึ่งเป็นที่ตั้งของที่ราบเฟิงมู่

หลังจากขี่ลาออกจากป่ามาแล้ว หญิงสาวก็จ้องมองไปยังทะเลเจียนเจียที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาด้วยความดีใจ นางสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ อย่างสบายอารมณ์ “อากาศของทุ่งหญ้าแห่งนี้ช่างสดชื่นจริงๆ เอ๊ะ! ดูเหมือนว่าข้าจะได้กลิ่นไหม้ของต้นอ้อ สงสัยข้าคงจะหิวมาก พวกเรารีบไปจับปลาดีกว่า”

ตอนนี้เองที่หญิงสาวรู้สึกถึงบางอย่างที่ไม่ชอบมาพากล เมื่อนางสังเกตดูดีๆ จึงเห็นว่าทะเลเจียนเจียกำลังเกิดไฟไหม้ มีเปลวเพลิงพวยพุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้าและมีเสียงต่อสู้ดังกึกก้องลอยมาแต่ไกล

เอี่ยนซือซือรีบชักกริชออกมากำแน่น ในใจคิดว่านี่มันเรื่องอะไรกัน! เป็นการฆ่าคนหรือเป็นการวางเพลิงกันแน่? หรือจะเป็นอย่างที่อาจารย์มักจะบอกอยู่เสมอว่าในยุทธภพมีการแก้แค้นและการฆ่าฟันกันอยู่ร่ำไป

หญิงสาวลงจากหลังลาอย่างระมัดระวังแล้วเดินไปหลบอยู่ข้างทาง ถึงตำแหน่งที่ตนอยู่จะเป็นเนินสูง แต่เพราะสถานที่เกิดเหตุอยู่ไกล นางจึงเห็นเพียงเปลวไฟที่พวยพุ่งขึ้นไปบนฟ้าและได้ยินเสียงคนตะโกนโหวกเหวกพร้อมกับเสียงอาวุธปะทะกันเท่านั้น

“ที่ใดมีการรบราฆ่าฟันย่อมต้องมีเรื่องยุ่งยาก และเมื่อมีเรื่องยุ่งยากเกิดขึ้นก็ย่อมต้องการจอมยุทธ์ผู้ยิ่งใหญ่ ดังคำกล่าวที่ว่า เมื่อพานพบสิ่งที่ไม่เป็นธรรมย่อมต้องชักดาบออกปกป้อง เจ้าโจรร้าย! อย่าคิดนะว่าจะหนีไปได้ ข้าจอมยุทธ์เอี่ยนจะเอาชีวิตสุนัขของพวกเจ้า!”

เอี่ยนซือซือหันหน้าไปทางที่เปลวไฟกำลังลุกโชนแล้วตะโกนออกไปหลายคำโดยไม่สนใจว่าจะมีใครได้ยิน จากนั้นนางก็วิ่งลงไปจากเนินเขาทันที เมื่อไปถึงขอบทะเลเจียนเจีย เด็กสาวก็กำกริชไว้มั่น ฟันต้นอ้อไปสองสามต้นแล้วคว้าไว้พร้อมกับวิ่งกุมหัวกลับมาอย่างรวดเร็ว

“วิ่งเร็วๆ เลยเจ้าลา! ยังไม่รีบหนีเอาตัวรอด สมองมีปัญหารึไง!” เอี่ยนซือซือตะโกนพร้อมกับหอบต้นอ้อวิ่งผ่านเจ้าลาดำมาอย่างรวดเร็ว

ดูเหมือนเจ้าลาจะเข้าใจในสิ่งที่เอี่ยนซือซือบอก มันจึงรีบวิ่งตามมาแบบสุดชีวิต เอี่ยนซือซือได้แต่มองตามหลังเจ้าลาโง่ที่วิ่งผ่านหน้าตัวเองไปตาปริบๆ มันพุ่งตรงเข้าไปในป่าโดยไม่หันหัวกลับมามองนางสักนิด

หลังจากเข้าไปในป่าแล้ว เอี่ยนซือซือก็หยุดฝีเท้า ตบหน้าอกตัวเองเบาๆ ขณะที่หอบแฮก “ข้าตกใจเกือบตาย ข้าตกใจเกือบจะตายอยู่แล้ว! เฮอะ! เห็นแก่ที่ข้ายังไม่อิ่มท้อง ครั้งนี้ข้าจะยอมไว้ชีวิตพวกโจรวางเพลิงนั้นไปก่อน ไป! พวกเราไปกันเถอะ ปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่า ยอมอ้อมสักหน่อยเพราะอย่างไรก็ไปถึงบึงเฟิงมู่ได้เหมือนกัน”

เอี่ยนซือซือตบก้นลาเพื่อเร่งให้มันเดินทางต่อไป แต่เมื่อกี้เจ้าลาวิ่งมาด้วยความเหน็ดเหนื่อย พอถึงตอนนี้ไม่ว่านางจะทำอย่างไรมันก็ไม่ยอมเดินไปข้างหน้า ทำเพียงเงยหน้าขึ้นแล้วมองซ้ายมองขวา ก่อนจะก้มหน้าเล็มหญ้าสองสามคำแล้วขยับเดินไปอีกหน่อย จากนั้นก็เงยหน้ามองไปมาอีกรอบแล้วก็ก้มหน้ากินหญ้าต่อตามเดิม

เจ้าลาเดินไปตรงไหน ปั้นปู้ก็เดินตามหลังไปอย่างนั้น ช่างเป็นบรรยากาศที่น่าอึดอัดมากสำหรับคนมอง เอี่ยนซือซือถึงกับถอนหายใจแบบเซ็งสุดขีด “ตัวหนึ่งเอาแต่กิน อีกคนก็แสนจะทึ่ม ทั้งที่ข้าถูกลิขิตมาให้เป็นจอมยุทธ์ผู้เกรียงไกร แต่เหตุไฉนจึงมีคู่หูอย่างพวกเจ้าทั้งสอง โอย... ข้าจะบ้าตายอยู่แล้ว!”

หญิงสาวแหงนหน้ามองฟ้า แล้วตะโกนด้วยความโกรธ “สวรรค์! ท่านจะให้คนที่ดีกว่านี้กับข้าไม่ได้เชียวรึ?”

ทันทีที่สิ้นเสียงนางก็รับรู้ได้ถึงความผิดปกติ หิ่งห้อยนับพันบินอย่างสับสนอลหม่านอยู่เหนือหัว หญิงสาวเพ่งมองบนท้องฟ้า เอ่ยอย่างไม่แน่ใจ

“ดูเหมือนจะเป็นคน...”

นางมองแผ่นไม้และพวกเครื่องยนต์ที่หล่นลงมาจากฟ้า ก่อนจะถูกชายหนุ่มเสื้อเขียวร่วงลงมาใส่อย่างแรง! ตลอดชีวิตของเอี่ยนซือซือ หลายครั้งที่นางมักจะหวนคิดถึงเสี้ยวขณะนี้อยู่เสมอ นางรู้สึกว่าตัวเองเสียเวลาไปเปล่าๆ ถึงสิบแปดปี เพียงเพื่อเสี้ยวอึดใจนี้เท่านั้น เป็นช่วงเวลาที่เหมือนกับทุกสิ่งทุกอย่างหยุดชะงักลงชั่วคราว

ตอนแรกนางเห็นชายคนนั้นมองลงมาจากท้องฟ้า ใบหน้าที่หล่อเหลาอยู่ท่ามกลางหิ่งห้อยนับพันนับหมื่น หิ่งห้อยที่อวดแสงระยิบระยับ ส่องให้เห็นดวงตาดุจดวงดาวทอประกายของเขา เอี่ยนซือซือมองเห็นตัวเองในดวงตาคู่นั้น เป็นตัวเองในแบบที่นางไม่เคยพบเห็นมาก่อน นางและเขาถูกห้อมล้อมด้วยแสงวับวาวจากหิ่งห้อย ครั้นทั้งสองยิ่งใกล้กันขึ้นเรื่อยๆ ยามนั้นเอี่ยนซือซือถึงกับลืมความหวาดกลัวไปอย่างสิ้นเชิง นางจำได้เพียงตัวเองยื่นริมฝีปากออกไป...ตามที่ใจปรารถนา

เพราะถ้านี่คือเรื่องจริงที่สวรรค์ลิขิตมา เช่นนั้นก็ขอให้ข้าได้จุมพิตนี้เถอะ...

แน่นอนว่านางคงจะคิดมากเกินไป เพราะชายที่หล่นลงมาจากฟ้านั้นไม่สามารถบังคับทิศทางตนเองได้เลย สุดท้ายเขาก็พุ่งลงมากระแทกกับร่างของเอี่ยนซือซือเต็มแรง ทำเอาหญิงสาวหน้ามืดในทันที

ก่อนที่นางจะสลบไป ริมฝีปากก็ยังคงยื่นออกไปอยู่ ทว่าในใจกลับคิดซ้ำไปซ้ำมา

“สวรรค์กลั่นแกล้งข้า!”  

---------------------------------------------

บุรุษเสื้อเขียว (ตัวอย่างทดลองอ่าน)

เวลาต่อมา

บุรุษเสื้อเขียวกำลังนั่งอยู่ข้างกองไฟ ในมือจับทัพพีไม้คนอะไรบางอย่างในหม้อ ด้านหลังของเขามีชายชุดดำจ่อดาบเล็งมาที่ท้ายทอย ไม่ว่าชายเสื้อเขียวจะเดินไปที่ไหน ชายชุดดำก็จะเดินตามไปด้วยราวกับว่าหากเขาทำตัวน่าสงสัยเมื่อไร ดาบของชายเสื้อดำก็พร้อมจะแทงทะลุคอได้ทุกเมื่อ

ไม่ไกลกันบนพื้นหญ้าที่ปูด้วยใบไม้ มีร่างเอี่ยนซือซือนอนนิ่งอยู่บนนั้น หญิงสาวเริ่มรู้สึกตัวแต่ยังคงมึนงงอยู่ ในความพร่าเลือนนางเหมือนเห็นใบหน้าที่คุ้นเคย คนผู้นั้นมองมาที่นางด้วยความเมตตาพร้อมกับส่งรอยยิ้มอบอุ่นมาให้... หญิงสาวลุกพรวดขึ้นนั่งในทันที สมองที่สับสนทำให้นางรู้สึกหงุดหงิด

นี่คงจะเป็นความฝันอีกแล้ว...

ขณะที่หญิงสาวกำลังจะอ้าปากบ่น สายตากลับเหลือบเห็นใบหน้ายิ้มแย้มของชายเสื้อเขียวเสียก่อน

“เจ้าตื่นแล้ว!” ชายชุดเขียวร้องทัก

เอี่ยนซือซือมองอีกฝ่ายนิ่ง ลืมไปเลยว่าตัวเองจะพูดอะไร ได้แต่จ้องใบหน้าชายหนุ่ม มีคนหน้าตาดีขนาดนี้อยู่ในโลกด้วยหรือ สงสัยข้าคงกำลังฝันอยู่แน่ๆ ดูสิ... ดวงตาของเขาดำขลับเป็นประกายราวกับบึงน้ำใส เอ... ว่าแต่ทำใบหน้าถึงคุ้นๆ ผิวก็ขาวจนสว่าง ขาวกว่าผิวข้าเสียอีก อยากจะหยิกจริงๆ

ความคิดยังไม่ทันจบนางก็ยื่นมือออกไปด้วยอาการงงๆ แล้วบีบใบหน้าชายหนุ่มเบาๆ แล้วลองหยิกดู

“โอ๊ะ! ทั้งเนียนทั้งนุ่ม ทำไมในความฝันพวกผู้ชายถึงหน้าตาดีกันทั้งนั้น แล้วแบบนี้พวกสตรีจะอยู่ยังไง?” เอี่ยนซือซือลูบคลำใบหน้าของชายหนุ่มด้วยความชื่นชม “ฝันดีแท้ๆ ถ้าไม่ต้องตื่นจากฝันจะดีที่สุดเลย!”

ชายเสื้อเขียวนั่งยองๆ อยู่กับพื้น มองเอี่ยนซือซืออย่างงุนงง ปล่อยให้มือนางลูบคลำใบหน้าของเขาไปมา “นี่เจ้ากำลังทำอะไร?”

มือเอี่ยนซือซือถึงกับชะงัก ดึงสติกลับมาทันควัน หรือว่านี่จะไม่ใช่ความฝัน? นางแอบหยิกตัวเองทีหนึ่งก็รู้สึกเจ็บ ให้ตายเถอะ! ไม่ใช่ฝันนี่นา ขายหน้าจริงๆ!

นางชักมือกลับช้าๆ เหมือนเสียดาย แล้วเอ่ยกลบเกลื่อนไปว่า “ลูบนิดเดียวจะเป็นไรไป? ใครจะไปรู้ว่าตอนที่ข้าสลบ เจ้าได้ฉวยโอกาสเอาเปรียบข้าหรือเปล่า ข้าแค่ถอนทุนคืนบ้างก็เท่านั้น” พูดจบนางก็จ้องเขาตาเขม็ง

ชายเสื้อเขียวได้ยินก็รู้สึกประหลาดใจไม่น้อย คิ้วสองข้างขมวดแน่นก่อนจะหัวเราะออกมา ทำให้ใบหน้าที่ดูเยือกเย็นกลับเป็นเหมือนแสงอาทิตย์แรกของฟ้าหลังฝน

เอี่ยนซือซือมองอย่างใจลอย นางรู้สึกคุ้นเคยกับดวงตาคู่นี้อยู่ไม่น้อย จึงถามตรงๆ “นี่... พวกเราเคยเจอกันที่ไหนมาก่อนหรือเปล่า?”

ชายหนุ่มยิ้มกว้าง “คงงั้นกระมัง”

เอี่ยนซือซือรู้สึกขุ่นเคืองกับคำตอบแบบขอไปทีของชายหนุ่ม “เจ้ายิ้มทำไม? อย่าเชียวนะ... เจ้าคงไม่ได้คิดว่าข้ากำลังจีบเจ้าอยู่ใช่ไหม? คนอย่างเจ้าในสมองคิดอะไรอยู่อย่านึกว่าข้าไม่รู้... จริงสิ มืดค่ำอย่างนี้เจ้าโผล่มาจากที่ไหนกันแน่?”

ชายเสื้อเขียวยังคงยิ้มแล้วตอบว่า “ข้าไม่ได้โผล่มาจากไหน แต่หล่นลงมาจากฟ้า”

“หล่นลงมางั้นหรือ? อ๊ะ! ข้าจำได้แล้ว เจ้านั่นเอง! เจ้าเป็นคนที่หล่นลงมาจากฟ้าแล้วกระแทกใส่ข้า!” เอี่ยนซือซือเริ่มจำเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ได้ ทว่าพอจำได้ก็รู้สึกปวดเนื้อปวดตัวทันที

“ข้าไม่ได้มีเจตนาจะหล่นใส่เจ้านะ” ชายเสื้อเขียวพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง แววตาฉายความเสียใจเป็นอย่างยิ่ง

“นี่ขนาดไม่ได้ตั้งใจยังกระแทกลงมาเต็มแรง ถ้าเจ้าตั้งใจข้าคงจะตายไปแล้วแน่ๆ! อาจารย์ของข้ามักพูดอยู่เสมอว่า ‘ยุทธภพนั้นอันตรายและโหดร้ายมาก’ มันเป็นอย่างที่อาจารย์ว่าจริงๆ งั้นเจ้าลองบอกมาว่าข้าควรจะคิดเงินเท่าไรดี? เจ้ากระแทกใส่ข้ารุนแรงขนาดนี้ เจ้าจะจ่ายเป็นเงินสักกี่ตำลึง?”

“เงินหรือ?” ชายเสื้อเขียวลุกขึ้นยืนแล้วทำท่าคลำหาเงินไปทั่วตัว แต่กลับไม่พบเลยสักอีแปะ “ข้าไม่มีเงินเลย ขอติดไว้ก่อนได้ไหม เอาไว้วันหลังมีเงินแล้วค่อยจ่ายให้เจ้าก็แล้วกัน”

ไม่มีเงินงั้นหรือ? เอี่ยนซือซือคิดไปคิดมาแล้วบอกว่า “คนจนก็มีวิธีจ่ายแบบคนจน งั้นต่อจากนี้เจ้าห้ามไปไหน คอยอยู่รับใช้ข้าแล้วกัน คิดเสียว่าเป็นดอกเบี้ย หากเมื่อไรเจ้าหาเงินได้ครบ จ่ายหนี้ข้าหมดแล้ว เมื่อนั้นเจ้าถึงจะไปได้ ว่าแต่...เจ้าตัวใหญ่และหนักขนาดนี้ ทำไมถึงหล่นลงมาจากฟ้าได้ล่ะ?”

ชายเสื้อเขียวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะนั่งลงแล้วเอ่ยเสียงจริงจัง “พวกเราถูกมือสังหารซุ่มโจมตี ข้าโดนระเบิดจนกระเด็นขึ้นไปบนฟ้า...”

“มือสังหารงั้นรึ?” นางเอ่ยแทรก ในสมองทบทวนภาพบางอย่างแล้วถามต่อ “พวกเจ้าเจอมือสังหารที่ไหน?”

“แถวบริเวณที่เต็มไปด้วยต้นอ้อไงล่ะ”

เป็นไปตามที่คิดจริงๆ ด้วย ตอนนี้เอี่ยนซือซือเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง เปลวเพลิงที่พวยพุ่งในทะเลเจียนเจียตอนนั้นก็คือช่วงที่พวกเขาถูกมือสังหารโจมตี หญิงสาวหันมาสังเกตชายตรงหน้าอีกครั้ง เมื่อดูจากหน้าตาที่เกลี้ยงเกลาราวกับหยก ถึงเสื้อผ้าจะขาดรุ่งริ่งแต่ก็มองออกว่าตัดจากเนื้อผ้าชั้นดี ทั้งเนื้อทั้งตัวเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายของคนมีชาติตระกูล แน่นอนว่าเขาต้องเป็นลูกเศรษฐี การที่พวกศัตรูของเขาเลือกซุ่มโจมตีที่นั่น นับว่าเป็นการเลือกทำเลได้ดีทีเดียว เพราะสถานที่นี้เป็นป่ารกร้างที่ไม่มีผู้คนอาศัยอยู่ ง่ายต่อการลงมือฆ่าคน คนผู้นี้สามารถหนีรอดออกมาได้ถือว่าโชคดีอย่างเหลือเชื่อ

เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ เอี่ยนซือซือก็ถามด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลลง “เจ้าหนีออกมาได้คนเดียวเองหรือ?”

ชายเสื้อเขียวนิ่งเงียบอยู่สักครู่แล้วพยักหน้า

เอี่ยนซือซือรู้สึกสงสารเขาขึ้นมาจับใจ นางตบอกตัวเองแล้วบอกว่า “เจ้าสบายใจได้ ต่อไปข้าจะปกป้องเจ้าเอง เฮ้อ... คิดๆ แล้วข้ารู้สึกอิจฉาเจ้าจริงๆ เจ้ายังหนุ่มยังแน่นก็มีคนเก่งอย่างข้ามาช่วยปกป้องแล้ว... เฮอะ! เจ้าช่างโชคดีอะไรเช่นนี้ แต่การปกป้องก็ส่วนการปกป้อง ถึงอย่างไรเรื่องเงินที่เจ้าเป็นหนี้ข้า เจ้าก็ยังจะต้องจ่ายอยู่ดี รู้ไหม?...เฮ้ย! เจ้ากำลังมองอะไรน่ะ?”

ชายเสื้อเขียวกำลังจ้องมองมาที่หน้าอกของเอี่ยนซือซือแล้วพึมพำ “หัวใจของเจ้ามีเสียงเต้นไม่เหมือนเดิม...ช่างไพเราะเสียจริง”

เอี่ยนซือซือโกรธจัดจนสีหน้าเปลี่ยน “เจ้าพูดอะไร! นี่เป็นคำชมที่แย่ที่สุดที่ข้าเคยได้ยินมาเลย! ว่าแต่เจ้าชื่ออะไร?” นางถามต่อ

“จีเยี่ยเฉิน! ตามธรรมเนียมแล้วข้าก็ควรจะถามชื่อของเจ้าด้วย”

“เอี่ยนซือซือ เอี่ยน ของคำว่า...เอี่ยนซือ[1]” เอี่ยนซือซือตอบอย่างภาคภูมิใจ

“เอี่ยนซือคืออะไร?” จีเยี่ยเฉินถามด้วยความอยากรู้

“เจ้าไม่รู้จักเอี่ยนซือรึ หรือว่าเจ้าไม่ใช่ชาวเทียนลั่ว?”

เอี่ยนซือซือถามอย่างประหลาดใจ บนแผ่นดินที่กว้างใหญ่แห่งนี้ นามนี้เปรียบดังเทพเจ้าเลยนะ เป็นไปได้อย่างไรที่ยังมีคนที่ไม่รู้จัก

จีเยี่ยเฉินบอกแบบเขินๆ “ตั้งแต่เล็กจนโตข้าอยู่ในที่ห่างไกล เรื่องราวมากมายในโลกภายนอก ข้าจึงไม่ค่อยรู้”

อ๋อ... เอี่ยนซือซือพยักหน้า “มิน่าล่ะ... เอาอย่างนี้แล้วกัน เจ้าจำไว้เลยว่าในโลกนี้คนที่เก่งกาจที่สุด มีความสามารถที่สุด ยอดเยี่ยมที่สุด ผู้คนจะพากันเรียกว่า ‘เอี่ยนซือ’ ส่วนตัวข้านี้ชื่อ ‘เอี่ยนซือซือ’ ฮ่าๆๆ ข้าก็จะเป็นคนที่สุดยอดของสุดยอดคนหนึ่งเลยทีเดียว! เจ้ารู้ไหมว่าเพราะอะไร?”

เอี่ยนซือซือไม่ได้รอให้จีเยี่ยเฉินได้ตอบ นางหัวเราะอย่างภาคภูมิใจแล้วอธิบายต่อ “เพราะว่าในชื่อของข้านั้นมีคำว่า ‘ซือ’ เพิ่มมาอีกหนึ่งตัวไงเล่า!”

จีเยี่ยเฉินพยักหน้ารับแบบอึ้งๆ แล้วเปลี่ยนเรื่องคุย “ข้าต้มแกงเห็ดไว้หม้อหนึ่ง เจ้าอยากจะกินไหม?” เขาพูดจบก็ลุกขึ้นเดินไปข้างกองไฟ

“เห็ดงั้นหรือ?” เอี่ยนซือซือลูบคลำท้อง ตอนนี้นางรู้สึกหิวอยู่เหมือนกัน “ตามจริงแล้วที่ข้าเร่งรีบเดินทางก็เพราะอยากจะไปกินปลาที่บึงเฟิงมู่ แต่ตอนนี้คงไม่ได้กินปลาแล้ว มีเห็ดให้กินก็ไม่เลวนะ... ไม่ใช่สิ เมื่อครู่ข้าไม่ได้คุยเรื่องเห็ดกับเจ้านี่!”

เอี่ยนซือซือหันขวับไปมองด้วยความโมโห จึงเพิ่งสังเกตเห็นว่าปั้นปู้กำลังเดินตามจีเยี่ยเฉินทุกย่างก้าว ในมือของเขาถือดาบจ่อไปที่ท้ายทอยของจีเยี่ยเฉิน คาดว่าตอนที่เขาเห็นนางสลบแล้วคงกลัวว่าจีเยี่ยเฉินจะทำร้ายนาง พอรู้เช่นนี้ในใจหญิงสาวก็อบอุ่นขึ้นมาก นางรีบโบกมือให้อีกฝ่ายเก็บดาบ ปั้นปู้จึงค่อยๆ เก็บดาบอย่างเชื่องช้าแล้วเดินกลับไปยืนอยู่ข้างๆ เอี่ยนซือซือ

นางกวาดตามองรอบๆ ก็พบว่าบริเวณนี้เป็นลานโล่งเล็กๆ ในป่า เห็นแสงระยิบระยับเหมือนตะเกียงธรรมชาติดวงน้อยๆ แสดงว่ายังอยู่ในป่าหิ่งห้อยนั่นเอง เอี่ยนซือซือเอามือยันพื้นเพื่อจะลุกขึ้น แต่กลับรู้สึกเจ็บที่ข้อเท้า นางเซถอยหลังก่อนจะนั่งลงบนพื้นตามเดิม ปากร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด

“เจ้าเป็นอะไร?” จีเยี่ยเฉินหันไปมองตามเสียง เห็นเอี่ยนซือซือกุมเท้าของตัวเองอยู่ สีหน้าดูเจ็บปวดยิ่ง

เอี่ยนซือซือชี้ไปที่เท้า “ดูเหมือนจะบาดเจ็บเสียแล้ว”

จีเยี่ยเฉินนั่งลงด้านข้าง มองข้อเท้านางด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไม่มีวี่แววของความสงสาร หลังจากวิเคราะห์เสร็จก็บอกว่า “แค่บาดเจ็บภายนอกเล็กน้อย ไม่เป็นอะไรมากหรอก” พูดจบก็ยื่นแกงเห็ดให้

เอี่ยนซือซือหมดคำจะพูด การปลอบใจคนอื่นมีแบบนี้ด้วยหรือ? นางชำเลืองมองแกงเห็ดในหม้อแล้วตักกินไปสองสามคำ คิดไม่ถึงว่าแกงเห็ดที่ดูธรรมดาจะมีรสชาติที่ไม่เลวเลยทีเดียว หลังจากจีเยี่ยเฉินบอกว่าเขากินเสร็จแล้ว นางจึงจัดการกินจนหมดในพริบตา จากนั้นก็เช็ดปากด้วยความอิ่มเอมใจ

ในระหว่างนั้นไม่รู้ว่าจีเยี่ยเฉินไปเก็บยาสมุนไพรมาจากไหน เขาบดมันจนละเอียดแล้วเตรียมจะทาที่ข้อเท้าของเอี่ยนซือซือ ทว่าชายหนุ่มยังไม่ทันได้เข้าใกล้นาง เจ้าปั้นปู้ก็เอาดาบชี้ไปที่หน้าของเขา สายตาจับจ้องไปยังของในมือชายหนุ่มเขม็ง ส่งสัญญาณว่าไม่ให้เข้ามา

เอี่ยนซือซืออดไม่ได้ที่จะหัวเราะ นางดึงชายเสื้อสีดำของปั้นปู้เอาไว้แล้วบอกว่า “ปั้นปู้ เขาไม่ใช่คนร้าย เก็บดาบของเจ้าซะ”

ปั้นปู้มีท่าทางลังเลครู่หนึ่งก่อนจะเก็บดาบแล้วถอยไปอยู่ข้างๆ ดังเดิม

ข้อเท้าที่เจ็บเป็นแค่อาการฟกช้ำ ไม่ได้บาดเจ็บถึงเอ็นและกระดูก จีเยี่ยเฉินจึงทำการพอกยาแล้วพันผ้าให้อย่างระมัดระวัง เอี่ยนซือซือไม่รู้สึกเจ็บสักเท่าไรแล้ว แต่ที่ประหลาดคือใบหน้าของนางกลับแดงระเรื่อดังสีลูกท้อ

---------------------------------------------

 

[1] ในที่นี้หมายถึง ผู้เชี่ยวชาญในการผลิตและบังคับเครื่องยนต์

ศัตรูตามมาติดๆ (ตัวอย่างทดลองอ่าน)

ยามค่ำคืนในป่าช่างเงียบสงัด

ไม่มีเสียงใดๆ แม้กระทั่งเสียงของแมลง จีเยี่ยเฉินนั่งอยู่ข้างกองไฟ จู่ๆ เขาก็ถามขึ้นว่า “เจ้าจะเดินทางไปไหนหรือ?”

เอี่ยนซือซือดึงหญ้าจากพื้นขึ้นมาต้นหนึ่งแล้วแกว่งเล่นในมือ ก่อนตอบว่า “ข้าจะไปตามหาอาจารย์ เขาจากไปสามปีแล้วยังไม่กลับมา ข้ารออยู่ตั้งนาน พอคิดไปคิดมาก็เลยตัดสินใจออกตามหาดีกว่า แต่ถึงจะหาอาจารย์ไม่เจอก็ไม่เป็นไร เพราะถึงอย่างไรข้าก็มั่นใจว่าเขาเองก็ต้องคิดถึงข้ามาก”

“ทำไมอาจารย์ของเจ้าถึงต้องจากไป”

สายตาเอี่ยนซือซือเหม่อลอย เหมือนนางกำลังมองไปยังสถานที่ไกลแสนไกลแห่งหนึ่ง นางคิดถึงวันนั้นตอนที่ตนเองตื่นขึ้นมาแล้วไม่เห็นเงาอาจารย์อยู่ในสวน นางกับปั้นปู้พากันเดินหาทั่วบ้านก็ไม่พบ ในที่สุดก็เห็นจดหมายที่อาจารย์ทิ้งไว้ในห้องสมุดลับ มีอักษรเขียนไว้เพียงไม่กี่ตัว

‘ไม่ต้องเป็นห่วง ใช้ชีวิตต่อไปให้ดีๆ’

เอี่ยนซือซือนึกถึงความรู้สึกเคว้งคว้างและผิดหวังในวันนั้น “ถ้าข้ารู้ก็คงไม่ออกตามหาเขาหรอก... แล้วเจ้ามีอาจารย์หรือเปล่า?”

จีเยี่ยเฉินส่ายหัว “ไม่มี”

“เช่นนั้นก็ดี จะได้ไม่มีใครทิ้งเจ้าไป” นางพูดแบบสบายๆ นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยต่อว่า “ตามจริงแล้วการมีอาจารย์ก็ไม่เห็นว่าจะมีอะไรดี อย่างเช่นอาจารย์ของข้า วันๆ ได้แต่ใช้ข้าให้ซักผ้าทำกับข้าวแล้วก็ถูบ้าน ซ้ำยังให้ข้าเขียนหนังสืออ่านหนังสือ แล้วก็บ่นจุกจิกจู้จี้ตลอด ข้าเบื่อจะตายอยู่แล้ว”

จีเยี่ยเฉินไม่รู้ว่าจะพูดอะไรก็เลยเงียบ

“แล้วเจ้าจะไปไหนหรือ?” นางถามทำลายความเงียบนั้นลง

“ไปแคว้นหนันโจว” สำหรับชื่อนี้แล้วเขาไม่คุ้นเคยเอาเสียเลย ขนาดเป็นคนเอ่ยเองยังรู้สึกประหลาด

“พอดีเลย พวกเราก็กำลังจะไปทางนั้นเหมือนกัน” นางพูดอย่างมีความสุข

นางจะมีเพื่อนร่วมทางแล้ว ทั้งยังเป็นชายรูปงามเสียด้วย ไม่เลว ไม่เลวจริงๆ

ยามนี้ท้องฟ้าเริ่มสว่าง พอจะมองเห็นป่ารอบด้านได้อย่างรางๆ เป็นเพราะยังมีหมอกและใบไม้บดบังแสงอาทิตย์เอาไว้ ทำให้ในป่าดูมืดครึ้มไม่เหมาะที่จะอยู่นานๆ ทั้งสองจึงตัดสินใจที่จะออกจากป่าแห่งนี้

เอี่ยนซือซือนั่งบนหลังลาสีดำ มีปั้นปู้เดินตามอยู่ข้างหลังและมีจีเยี่ยเฉินเดินเบิกทางอยู่ข้างหน้า จีเยี่ยเฉินเดินๆ หยุดๆ เดี๋ยวก็ตรวจตำแหน่งทิศทาง บางครั้งก็เหมือนกำลังคิดคำนวณบางอย่างอยู่ เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับพวกมือสังหาร พวกเขาจึงไม่ควรเดินไปในทิศทางเดิม จำต้องหาทางออกทางใหม่ แต่หลังจากเดินอยู่ตั้งนานก็ยังคงวนเวียนอยู่ในป่าเหมือนเดิม

เอี่ยนซือซือรู้สึกกลุ้มใจเป็นอย่างยิ่งจึงดึงแผนที่จากถุงสัมภาระหลังลามาพิจารณา แผนที่นี้นางซื้อมาจากพ่อค้าเร่ที่พบระหว่างทาง บนแผนที่ส่วนใหญ่จะเป็นแผนที่ของแคว้นเทียนลั่ว สำหรับป่าแห่งนี้ในแผนที่แสดงไว้เป็นจุดเล็กๆ ซึ่งมีแต่ชื่อเท่านั้น ไม่มีภาพเส้นทางใดๆ เลย ในป่าอันเวิ้งว้างกว้างใหญ่มีทั้งงูพิษและสัตว์ร้ายอยู่มากมาย หากหาทางออกไปไม่ได้ ต่อให้ไม่เจอกับมือสังหาร ชีวิตน้อยๆ ของพวกตนก็ยังยากที่จะปกป้องเอาไว้

ขณะที่นางกำลังครุ่นคิดอยู่ จีเยี่ยเฉินก็หยุดเดินแล้วเพ่งมองไปข้างหน้า เบื้องหน้าชายหนุ่มเป็นลำธารเล็กสายหนึ่ง ลำธารนี้ไหลผ่านป่าในแนวขวางราวกับจะแบ่งป่านี้ออกเป็นสองส่วน ป่าที่อยู่ฝั่งตรงกันข้ามดูมืดสนิท ไม่มีแสงอะไรเลย ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็ไม่สามารถมองลึกเข้าไปในป่านั้นได้ นอกจากเสียงน้ำไหลแล้วก็ไม่มีเสียงอื่นใดอีก

เอี่ยนซือซือถามอย่างร้อนรน “เกิดอะไรขึ้นหรือ?”

“ข้างหน้าไม่ปลอดภัย” จีเยี่ยเฉินก้มลงไปเก็บหินมาก้อนหนึ่งแล้วขว้างเข้าไปในป่าที่อยู่ฝั่งตรงข้าม ได้ยินเสียงหินตกพื้น ผ่านไปชั่วอึดใจก็มีเสียงดังสวบสาบ ตามมาด้วยเสียงร้องคำรามดังก้องไปทั่วฟ้า

เอี่ยนซือซือตกใจกลัว น้ำเสียงตื่นตระหนก “ถอยกลับไปทางเดิมกันเถอะ!”

ใบหน้าจีเยี่ยเฉินยังคงสงบนิ่ง เขาส่ายหน้าไปมา “หากพวกมือสังหารเหล่านั้นยังไม่ตาย อย่างไรก็ต้องมาหาข้าอีกเป็นแน่ ตอนนี้หากหันหลังกลับก็เท่ากับเดินเข้าไปในปากเสือ ไปแล้วไปลับจะไม่ได้กลับมาอีก ดังนั้นพวกเราเดินเลียบไปตามลำธารนี้ดีกว่า ขอเพียงอย่าข้ามไปยังอีกฝั่งก็พอแล้ว”

เอี่ยนซือซือขมวดคิ้ว หากพวกมือสังหารตามมา พวกมันจะฆ่าข้าด้วยหรือเปล่านะ? อาจารย์ก็ยังหาไม่เจอ แล้วถ้าข้าต้องมาเสียชีวิตที่นี่ โอ…สวรรค์ เมื่อถึงเวลานั้นกว่าจะเจออาจารย์ ข้าคงจะกลายเป็นศพแล้ว

จีเยี่ยเฉินหันหน้ากลับไปมอง พอเห็นนางกำลังทำหน้ามุ่ยเหมือนก้อนซาลาเปา เขาก็หัวเราะ “พวกมันไม่ได้หาพวกเราเจอง่ายๆ หรอก”

“จริงหรือ?”

จีเยี่ยเฉินพยักหน้าแล้วยิ้มอย่างมีเลศนัย

 

ในป่าหิ่งห้อย

ยามนี้สถานที่ที่พวกเขาเคยอยู่มาก่อนปรากฏร่างชายกลุ่มหนึ่งยืนรวมตัวกัน

ภายใต้แสงจากคบไฟที่ส่องสว่างไปทั่วบริเวณ มีชายในชุดสีเงินสวมหน้ากากสิบกว่าคนกำลังยืนล้อมเสาต้นหนึ่งอยู่ ในที่สุดชายสวมหน้ากากคนหนึ่งก็ถามว่า “หัวหน้า นี่มันอะไรกันแน่? พวกมันเล่นตลกอะไรกับเราอีกแล้ว?”

บนเสานั้นมีไม้กระดานแผ่นหนึ่งแขวนอยู่ มีผงถ่านเขียนตัวอักษรไว้บนนั้นว่า ‘ข้ามุ่งหน้าไปทางนี้’ ข้างๆ ตัวหนังสือมีรูปลูกศรชี้บอกทิศทาง

ชายที่พูดคนแรกเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเดือดดาลเล็กน้อย “จะมีคนโง่อย่างนี้ด้วยหรือ? แน่นอนว่านี่ต้องเป็นกลยุทธ์ ‘ส่งเสียงบูรพาฝ่าตีประจิม’ เพื่อหลอกล่อให้ศัตรูหลงทิศทาง มันจะต้องไปอีกทางหนึ่งเป็นแน่”

ชายสวมหน้ากากอีกคนแสดงความเห็นบ้าง “แต่หากพวกมันจงใจทำให้พวกเราคิดว่าเป็นการ ‘ส่งเสียงบูรพาฝ่าตีประจิม’ ล่ะ? ดังนั้นเส้นทางที่เห็นว่าช่างโง่เขลาอาจจะเป็นทางที่ถูกต้องก็ได้”

ชายสวมหน้ากากคนแรกเอ่ยเสียงขุ่น “หากเป็นอย่างที่เจ้าพูด แสดงว่าพวกมันเดาว่าพวกเราจะคิดว่ามันจงใจใช้กลยุทธ์หลอกล่องั้นสิ?”

ชายสวมหน้ากากคนที่สามกลับมีความคิดพิสดารขึ้นไปอีก “แล้วถ้าพวกมันเป็นแค่คนปัญญาอ่อน ไม่ได้คิดอะไรมากมายแบบนั้นล่ะ?”

พอฟังมาถึงตอนนี้ ชายสวมหน้ากากหลายคนก็เริ่มรู้สึกจนปัญญา เพียงหลุมพรางตื้นๆ ง่ายๆ แค่นี้ก็ทำให้การสะกดรอยต้องหยุดชะงักแล้ว

คนที่เป็นหัวหน้าขมวดคิ้ว เอ่ยด้วยน้ำเสียงดุดัน “ดูท่าพวกเราจะเจอยอดฝีมือเข้าแล้ว พวกเราจำต้องแยกกำลังพลออกเป็นสองส่วน”

“แต่หัวหน้า... เหนือ ใต้ ออก ตก มีทั้งหมดสี่ทิศ อย่างนี้พวกเราต้องแบ่งกำลังออกเป็นสี่ส่วนไหม?”

“ตอนนี้กำลังคนของเราไม่พอ จะเอาคนเยอะแยะมาจากไหนกัน” คนที่เป็นหัวหน้าพูดอย่างเกรี้ยวกราด พวกเขาพลาดที่ปล่อยให้มันหนีไปได้ที่ทะเลเจียนเจีย เมื่อหวนคิดถึงภารกิจในครั้งนี้ นายใหญ่มีคำสั่งเด็ดขาดว่าต้องชนะเท่านั้น ห้ามแพ้! และถ้าปฏิบัติการครั้งนี้ไม่ประสบความสำเร็จ หลังกลับไปจะต้องถูกลงโทษอย่างรุนแรง

จังหวะนั้นเองก็มีนกกางเขนไม้ตัวหนึ่งบินมาเกาะที่หัวไหล่ของเขา ชายที่เป็นหัวหน้ายื่นมือไปปลดจานทรงกลมที่คอของนกกางเขนไม้ จากนั้นก็ดึงจดหมายที่ขาของมันออกมาคลี่อ่าน

หลังอ่านจบ เขาก็หัวเราะขึ้นมาทันที “คราวนี้ไม่ต้องห่วงอะไรอีกแล้ว นายใหญ่ได้เตรียมทุกอย่างไว้เรียบร้อย” จานเข็มทิศในมือของเขาสั่นไหวเล็กน้อยก่อนจะชี้ไปยังทิศทางหนึ่งอย่างรวดเร็ว คนที่เป็นหัวหน้าตะโกนสั่งทุกคนเสียงดัง

“ไปกันเถอะ!”

เพียงชั่วพริบตา ชายสวมหน้ากากสิบกว่าคนก็หายไปไม่เห็นแม้เงา เหลือไว้เพียงเสาต้นเดียวที่ดูราวกับกำลังหัวเราะเยาะพวกที่หลงคิดว่าตัวเองฉลาดเสียเหลือเกิน

---------------------------------------------

ศัตรูที่แฝงเร้น (ตัวอย่างทดลองอ่าน)

ริมลำธาร

ดูเหมือนจีเยี่ยเฉินจะสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง เขามองกลับไปยังเส้นทางที่เพิ่งเดินผ่านมา จ้องอยู่นานครู่ใหญ่ก่อนจะถามว่า

“บ่าวรับใช้ของเจ้าคนนั้นหายไปไหน?”

เอี่ยนซือซือหันหลังกลับไปมองแล้วหัวเราะร่า “ปั้นปู้น่ะหรือ เขาเดินค่อนข้างช้า และเขาไม่ใช่บ่าวของข้าหรอกแต่เป็นญาติของข้าเอง เห็นว่าเขาเชื่องช้าอย่างนี้แต่วรยุทธยอดเยี่ยมมากนะ หลายปีมานี้เขาเป็นคนที่คอยปกป้องข้า”

ทั้งสองยืนรออยู่ไม่นานปั้นปู้ก็มาถึง จีเยี่ยเฉินเลือกเส้นทางเดินได้แล้ว ทั้งหมดจึงพากันออกเดินทางต่อไป เอี่ยนซือซือนั่งอยู่บนหลังลา แต่สายตามักจะคอยมองไปยังป่าที่อยู่ฝั่งตรงข้าม ตลอดทางที่ผ่านมาถึงพวกนางจะเจอสัตว์ตัวเล็กๆ อยู่บ้าง แต่ก็ไม่เห็นจะมีสัตว์ที่ดุร้ายเลย นางคิดว่าสัตว์ร้ายเหล่านั้นคงจะอยู่ที่ป่าฝั่งตรงข้ามกันหมดเป็นแน่

ไม่รู้ว่าใจนางคิดไปเองหรือว่าเพราะกำลังหวาดกลัว นางจึงรู้สึกเหมือนกับกำลังมีคนแอบจ้องมองพวกตนอยู่

 

ดงป่าไม้ที่มืดทึบอีกฟากของลำธาร

มีต้นไม้สูงใหญ่แผ่กิ่งก้านหนาแน่น ใบไม้ปกคลุมไปทั่วทั้งบริเวณจนบดบังท้องฟ้าและแสงแดดราวกับแสงอาทิตย์เป็นแขกที่ไม่ได้รับเชิญจึงถูกกีดกันเอาไว้ภายนอก จู่ๆ พลันมีเสียงคำรามดังขึ้น ก่อนจะค่อยๆ เลือนหาย เพียงไม่นานป่าก็กลับคืนสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง

บนยอดของต้นไม้ที่สูงใหญ่ต้นหนึ่ง มีอีกาสีดำกำลังจับจ้องไปที่ริมลำธาร มันรอจนกระทั่งคนทั้งสามที่ริมลำธารเดินห่างออกไปจึงกระพือปีกแล้วบินเข้าไปใจกลางป่าลึก

อีกาดำบินซอกซอนในป่าอย่างคุ้นเคยกับเส้นทางเป็นอย่างดี ในป่าที่หนาทึบแห่งนี้มีบ้านที่ไม่ค่อยสะดุดตาตั้งอยู่หนึ่งหลัง มันบินไปเกาะที่ไหล่ของชายคนหนึ่ง คนผู้นั้นสวมใส่ชุดสีเทาใบหน้าเหี่ยวย่นแต่กลับมีผมสีดำสนิทที่ดูประหลาด

ชายชราผมดำเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “ว่ามา”

เสียงแหลมสูงของเจ้าอีกาดังขึ้น “เจ้านาย พวกนั้นมากันสามคน”

“อืม… ไปทางไหน?” ชายชราผมดำเหลือบมองเจ้าอีกาแวบหนึ่ง เผยให้เห็นใบหน้าขาวซีดที่ไม่มีสีเลือดเลยสักนิด

เจ้าอีการายงานต่อไป “เกาะกลางบึง เกาะกลางบึง”

“เฮอะ...เจ้าพวกรนหาที่ตาย ไหนๆ ก็มาแล้วอย่าหวังว่าจะได้ออกไปอีก! เมืองอสูรจักรกลของข้าเป็นดินแดนต้องห้าม ไม่ใช่ว่าใครก็สามารถบุกเข้ามาได้ ไป! ไปเฝ้าดูพวกมันต่อไป”

“ทราบแล้ว ทราบแล้ว” อีกาดำกระพือปีกแล้วบินจากไป

ชายชราผมดำขยับนิ้วมือไปมาขณะหันมองไปทางหน้าประตูที่มีหมาป่าสีเทาสองตัว ตัวหนึ่งอยู่ทางซ้าย อีกตัวอยู่ทางขวา หมาป่าทั้งสองยืนนิ่งไม่ขยับเขยื้อน ท่าทางไม่เหมือนกับหมาป่าทั่วไป ที่หัวและที่ขาทั้งสี่ของพวกมันมีไม้สีดำเสียบอยู่ กลางหน้าผากแกะสลักลายสีแดงเพลิงที่เหมือนกับตราสัญลักษณ์ เขี้ยวใหญ่สองข้างยิ่งทำให้น่ากลัว เท้าทั้งสี่มีเล็บแข็งที่แหลมคม ด้วยรูปลักษณ์อย่างนี้ไม่ว่าใครได้พบเห็นก็คงรู้สึกครั่นคร้าม หนำซ้ำดวงตาของพวกมันยังแดงฉานราวกับปีศาจร้ายที่โหดเหี้ยมก็ไม่ปาน

ชายชราผมดำมองเจ้าสัตว์ร้ายทั้งสองด้วยความภาคภูมิใจ สัตว์ทาสสร้างได้ยากมาก โอกาสที่จะทำสำเร็จมีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย จำต้องเอาสัตว์เป็นๆ มาทำจึงจะสำเร็จได้ การใช้วิธีสร้างแบบนี้จะทำให้พวกสัตว์ทาสคงสัญชาตญาณดิบเหมือนเช่นเดิมในขณะที่ความสามารถในการต่อสู้มากกว่าเดิมหลายเท่า นอกจากนี้พวกมันยังทำตามคำสั่งของผู้บังคับอย่างสิ้นเชิง จึงถือว่าเป็นอาวุธที่มีอานุภาพสูงในการทำลายล้าง

“เมื่อข้ามีวิธีลับที่ได้สูญหายไปนานแล้วเช่นนี้ อีกไม่นานเกินรอข้าก็จะได้เป็นเจ้ายุทธภพ!”

เมื่อพึมพำกับตัวเองจบ เขาก็ขยับกายเพียงเล็กน้อย ร่างพลันหายไปราวกับหมอกควันที่สลายภายในพริบตา เหลือไว้เพียงสัตว์ป่าดวงตาสีแดงเพลิงทั้งสองที่ยังยืนนิ่งอยู่หน้าประตู ดวงตาที่ราวกับปีศาจร้ายจ้องมองเงียบๆ ไปยังป่ามืดทึบ

 

เสียงน้ำไหลรินหนักบ้างเบาบ้างสลับกันเป็นระยะ

เอี่ยนซือซือหลับตาลงขณะติดตามคณะเดินเลียบไปตามทางน้ำไหล นางไม่รู้เลยว่าพวกตนเดินทางมานานเท่าไรแล้ว และเพลงที่นางร้องไปนั้นก็ซ้ำไปซ้ำมาไม่รู้กี่ครั้ง ตอนนี้นางอยากจะเอ่ยบางอย่าง เพราะนานแล้วที่จีเยี่ยเฉินไม่ได้พูดอะไรสักคำ ทำให้เมื่อเวลาผ่านไปบรรยากาศก็ยิ่งอึดอัด

ขณะที่หญิงสาวกำลังรู้สึกกลุ้มใจ ทันใดนั้นนางก็ได้ยินเสียงน้ำไหลดังขึ้นเรื่อยๆ ราวกับว่ามีใครกำลังร้องรำทำเพลงอย่างสนุกสนาน เสียงของน้ำดังสะท้อนไปทั่วป่าทำให้เอี่ยนซือซือดีใจอย่างออกนอกหน้า

“ฮ่าๆๆ พวกเรากำลังจะออกจากป่าแล้วใช่ไหมเนี่ย?” นางตบลงไปที่ตัวลาเพื่อให้มันรีบวิ่งเร็วขึ้น

จีเยี่ยเฉินได้ยินคำพูดนางก็พลอยหัวเราะตามไปด้วย ทว่าสายตากลับมองไปอีกทางซึ่งเป็นป่ารกครึ้ม

เมื่อพวกเขาเดินทางต่อก็พบว่าท้องฟ้ายิ่งสว่างขึ้นเรื่อยๆ เอี่ยนซือซือถึงกับร้องตะโกนด้วยความตื่นเต้นดีใจ ส่วนเจ้าลาดำก็ดูเหมือนจะดีใจไม่แพ้กันเพราะมันรีบวิ่งไปข้างหน้าอย่างสุดชีวิต

ทันทีที่หลุดออกไปจากป่า พวกเขาก็พบกับแสงแดดที่ไม่ได้เห็นมานาน ดวงอาทิตย์ส่องแสงเป็นแนวทแยงลงมา เอี่ยนซือซือหลับตาลง มุมปากยกยิ้มอย่างมีความสุขก่อนจะค่อยๆ ลืมตาขึ้น

นางมองเห็นบึงน้ำใสสีเขียวมรกต มีน้ำจากลำธารสายเล็กไหลมาตามแนวป่าที่ลาดชันลงสู่บึงใหญ่ น้ำนั้นใสมากจนมองเห็นเบื้องล่างที่มีตอไม้หักจมอยู่ ตรงกลางบึงมีเกาะเล็กๆ หนึ่งเกาะ เกาะนี้มีลักษณะคดโค้ง บนเกาะมีต้นไม้ขึ้นอยู่เพียงไม่กี่ต้นและดูเหมือนจะมีเสียงนกร้องดังแว่วมาจากกิ่งไม้แถวนั้น

“ตามปกติแล้วทิวทัศน์ที่สวยงามที่สุดมักจะอยู่ในสถานที่ลึกลับและห่างไกล จำต้องผ่านป่าดงพงไพรจึงจะได้เห็นความงามนั้น” เอี่ยนซือซือรำพึงด้วยความชื่นชม

“ทิวทัศน์ที่นี่นับว่าสวยที่สุดได้เลยใช่ไหม?” จีเยี่ยเฉินถามยิ้มๆ ไม่รู้ว่าเขาเดินมายืนอยู่ข้างๆ ตั้งแต่เมื่อไร

“แน่นอน ที่นี่สวยงามที่สุดเลย” หญิงสาวตอบ

“เช่นนั้นที่นี่ก็เป็นสถานที่สวยงามที่สุดลำดับสามที่ข้าเคยเห็น”

“ความงามลำดับสามรึ แล้วลำดับสองล่ะ?”

“ทะเลต้นอ้อแห่งนั้นไง คนของข้าบอกว่าที่นั่นเป็นสถานที่ที่งดงามที่สุดของที่ราบเฟิงมู่”

“อืม…ที่นั่นงดงามที่สุดในที่ราบเฟิงมู่จริงด้วย” เอี่ยนซือซือยังถามต่อ “แล้วทิวทัศน์ที่สวยงามลำดับหนึ่งล่ะ?”

จีเยี่ยเฉินตอบเสียงเบา ทว่าบังเอิญมีลมพัดมาพอดีทำให้กิ่งไม้สั่นไหวจนไม่ได้ยินคำพูดของเขา

เอี่ยนซือซือได้ยินไม่ชัดจึงตั้งท่าจะถามซ้ำ แต่ท้องเจ้ากรรมที่ไม่รู้จักเวล่ำเวลาเกิดมีเสียงดัง นางลูบคลำท้องพลางยิ้มแหย “แย่จริง เจ้าท้องทรยศนี่ไม่ไว้หน้ากันเลย พวกเรารีบหาอะไรกินสักหน่อยเถอะ”

“หาสถานที่ที่ปลอดภัยกันก่อนดีกว่า” จีเยี่ยเฉินมองไปรอบๆ บึงขณะที่นิ้วมือกำลังเคาะเบาๆ กับแขนเสื้อ

เอี่ยนซือซือเห็นท่าทางเขาก็พอเดาได้ว่าอีกฝ่ายคงกำลังตรวจดูสภาพแวดล้อมโดยรอบ ตลอดทางที่ผ่านมานางมักจะเห็นเขาทำเช่นนี้อยู่เสมอ นางจึงไม่ได้ทำเสียงรบกวนใดๆ ตอนนี้หญิงสาวรู้สึกทั้งดีใจทั้งกังวล นางดีใจที่ได้เห็นแสงตะวันที่ไม่ได้พบมานานแล้ว ส่วนที่ยังกังวลก็คือ… ยามนี้ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็เห็นแต่ป่าสุดลูกหูลูกตา ป่าหิ่งห้อยผืนนี้เปรียบเสมือนทะเลสีเขียวกว้างใหญ่ที่ไร้จุดสิ้นสุด

ผ่านไปครู่หนึ่งสายตาของจีเยี่ยเฉินก็ไปหยุดอยู่กลางบึง ก่อนเอ่ยขึ้นว่า “ดูแล้วพวกเราคงต้องไปที่กลางบึง ที่นั่นค่อนข้างปลอดภัย”

เอี่ยนซือซือพิจารณาเกาะที่อยู่กลางบึงแล้วถามอย่างไม่เข้าใจ “ที่นั่นมีน้ำล้อมรอบทำให้ยากต่อการข้ามไป แล้วพวกเราจะทำอย่างไร?”

จีเยี่ยเฉินเงยหน้ามองฟ้า ตอบไปว่า “ข้ามีวิธี ตอนนี้ฟ้าใกล้จะมืดเต็มที หากมืดลงแล้วพวกเรายังอยู่ในป่ามันจะไม่ปลอดภัย เพราะศัตรูอาจจะโผล่ออกมาเมื่อไรก็ได้”

“ศัตรูรึ?... ไหน...ไหนล่ะศัตรู? เจ้า... เจ้าวางใจได้ ข้าจะปกป้องเจ้าเอง” เอี่ยนซือซือมองซ้ายมองขวาด้วยความหวาดกลัว มือทั้งสองกอดอกแน่น นางแสร้งทำหน้านิ่ง เอ่ยด้วยเสียงขึงขัง ทว่าในใจนั้นอยากจะวิ่งหนีไปให้พ้น แต่ว่ารอบด้านนอกจากป่าแล้วก็มีเพียงปั้นปู้เท่านั้นที่กำลังเดินมาช้าๆ

เอี่ยนซือซือพลันรู้สึกโล่งอก นางปล่อยมือทั้งสองลงข้างลำตัวอย่างเขินๆ ก่อนจะหันมองคนที่อยู่ข้างกายอีกครั้ง บนใบหน้าจีเยี่ยเฉินมีรอยยิ้มน้อยๆ ดวงตาดำสนิทเหมือนบึงน้ำลึกที่ใสบริสุทธิ์กำลังมองนางด้วยความสนใจเป็นอย่างยิ่งราวกับว่าเขาได้ค้นพบเรื่องที่น่าสนุกเรื่องหนึ่งแล้ว

---------------------------------------------

พักแรมที่เกาะกลางบึง (ตัวอย่างทดลองอ่าน)

เกาะเบื้องหน้าห่างจากฝั่งประมาณสิบจั้ง

ดังนั้นหากจะข้ามไปก็ต้องมีเรือ จีเยี่ยเฉินใช้ไม้ในป่ามามัดเป็นแพแบบง่ายๆ จากนั้นก็ให้ปั้นปู้เป็นคนถ่อแพ ประเดี๋ยวเดียวคนทั้งกลุ่มก็ไปถึงเกาะ

เกาะนี้ไม่ใหญ่มาก กว้างประมาณหกจั้งเท่านั้น นอกจากต้นไม้เพียงไม่กี่ต้นก็ไม่มีอะไรอีกเลย แต่สำหรับทัศนวิสัยในการมองนับว่ายอดเยี่ยม เพราะสามารถมองเห็นบริเวณรอบๆ ได้อย่างชัดเจน เป็นสถานที่ที่มีทิวทัศน์สวยงามมากแห่งหนึ่ง

เอี่ยนซือซือกำลังจะกระโดดลงจากหลังลา แต่บังเอิญคิดอะไรได้ก็เลยนั่งบนหลังลาต่อไป จากนั้นนางก็ส่งสายตาไปที่จีเยี่ยเฉินแล้วกระแอมสองครั้ง ทว่าอีกฝ่ายกลับไม่สังเกตเห็น เขายังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม

เฮ้อ... สงสัยเจ้าเซ่อนี่คงไม่รู้ว่าเจ้าหนี้คืออะไร เอี่ยนซือซือจ้องเขาอีกครั้ง ใช้สายตาเป็นตัวบังคับเช่นเคย

“ตาของเจ้าเป็นอะไรไปหรือ?” จีเยี่ยเฉินถามขณะจ้องมองดวงตาของนางที่กำลังกะพริบถี่ๆ

เอี่ยนซือซือรู้สึกหมดอารมณ์ เอ่ยตามตรง “เจ้าดูไม่ออกหรือว่าข้าอยากจะให้เจ้าอุ้มข้าลง? ตอนนี้ข้าเป็นเจ้าหนี้ของเจ้า การที่เจ้ารับใช้ข้านั้นถือว่าเป็นการจ่ายดอกเบี้ย”

จีเยี่ยเฉินเข้าใจได้ทันที เขาเลิกคิ้วสูงก่อนจะหัวเราะ “อ้อ... อย่างนี้นี่เอง วันหลังเจ้าช่วยบอกข้าตรงๆ ดีกว่า ข้านึกว่าเจ้าเจ็บตาเสียอีก”

คงเพราะเขาเป็นคุณชายที่มาจากตระกูลมั่งคั่งจึงยังไม่รู้จักสำนึกว่าตัวเองเป็นทาสขัดดอก โชคดีแล้วที่เจ้ามาเจอเจ้าหนี้อย่างข้า เอี่ยนซือซือรู้สึกกระหยิ่มในใจว่าตัวเองทั้งใจกว้างและมีเมตตา

“ช่างเถอะ ครั้งนี้ข้าให้อภัย แต่คราวหน้าเจ้าก็หัดดูสีหน้ากันหน่อย ข้าเป็นเจ้าหนี้ จะให้คอยเตือนเจ้าทุกครั้งคงไม่ได้หรอกนะ”

จีเยี่ยเฉินเดินมาหาจากนั้นก็แบกนางลงจากหลังลา ใช่แล้ว ไม่ผิด! มันเป็นการแบก เอี่ยนซือซือเริ่มโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง

“เดี๋ยว! รอเดี๋ยว ปล่อยข้าลงเดี๋ยวนี้!”

จีเยี่ยเฉินทำตามคำสั่ง ปล่อยนางไว้บนหลังลาเหมือนเดิม เอี่ยนซือซือจ้องไปที่เขา พูดรัวเร็วจนฟังแทบไม่ได้ศัพท์ “ข้า… ข้าไม่ใช่กระสอบป่าน! เจ้าทำกับสาวงามสะพรั่งอย่างข้าเช่นนี้ได้ยังไง?”

จีเยี่ยเฉินสีหน้าหม่น “แล้วจะให้ทำอย่างไรเล่า?”

เอี่ยนซือซือเห็นใบหน้าหล่อเหลาหม่นหมองก็โกรธไม่ลง นางอธิบาย “อุ้มกับแบกไม่เหมือนกัน การอุ้มนั้นใช้มือ แต่การแบกใช้ไหล่ เจ้ามานี่”

จีเยี่ยเฉินเดินไปหาตามคำสั่งแล้วปฏิบัติตามคำแนะนำของนาง เขาอุ้มนางลงมา พอนางนั่งลง เขาก็เดินไปทำงานต่อ

เอี่ยนซือซือเห็นเขาเก็บกิ่งไม้มาหลายกิ่งแล้วเอาไปเสียบตรงนั้นทีเสียบตรงนี้ที นางไม่เข้าใจว่าเขากำลังทำอะไรแต่คาดว่าคงจะทำเพื่อความปลอดภัย แต่ดูท่าแล้วเขาคงจะไม่เสร็จงานง่ายๆ แน่ ส่วนท้องนางก็กำลังร้องประท้วง คงป่วยการที่จะรอให้ลูกหนี้คนนี้มาคอยดูแลนางเสียแล้ว

หญิงสาวมองปลาในบึงที่ว่ายผ่านหน้า ก่อนจะหันไปสั่งปั้นปู้ให้เอาไม้มาเหลาให้แหลมแล้วใช้แทงปลาในน้ำ แต่พอปลาว่ายผ่านมาจริงๆ ปั้นปู้กลับยืนนิ่งไม่กระดุกกระดิก กว่าเขาจะขยับตัวปลาก็ว่ายหนีไปหมดแล้ว ในที่สุดก็จับอะไรไม่ได้ จำต้องล้มเลิกไป

เอี่ยนซือซือหันไปมองเจ้าลาดำที่กินหญ้าอยู่ริมตลิ่งอย่างสบายอารมณ์แล้วรู้สึกอิจฉาที่มันไม่ต้องกังวลเรื่องอาหาร นางคิดไปว่าหากตัวเองเป็นสัตว์ตัวหนึ่งก็คงไม่ต้องกังวลเรื่องอาหารสามมื้อเหมือนลา พอมันหิวก็กินหญ้า ที่ราบเฟิงมู่เต็มไปด้วยหญ้า ต่อให้กินทั้งชาติก็ไม่หมด แต่พอคิดอีกที ชีวิตของสัตว์...สุดท้ายก็จะกลายเป็นอาหารในจานของผู้คน เฮ้อ... ไม่เอาดีกว่า

 

เมื่อความมืดคืบคลานเข้ามา

เอี่ยนซือซือก็บอกให้ปั้นปู้ก่อไฟ จีเยี่ยเฉินที่เพิ่งทำงานเสร็จเดินไปหยิบหม้อลงมาจากหลังลา แล้วล้วงเอาเห็ดออกมาจากสาบเสื้อ จากนั้นเขาก็นำเห็ดไปล้างจนสะอาดแล้วเริ่มลงมือทำอาหาร

หญิงสาวคิดไม่ถึงว่าเขาจะพกเห็ดติดตัวเอาไว้ แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่าเขาเก็บเห็ดมาตั้งแต่เมื่อไร ยามนี้ในใจแค่รู้สึกกระหยิ่มที่ตนพกหม้อมาด้วยจึงมีให้ใช้งาน

เนื่องจากท้องร้องมานานแล้ว นางจึงจ้องเขม็งด้วยดวงตาที่กลมโต ถึงจะมีแค่เห็ดแต่ก็ดีกว่าไม่มีอะไรเลย โดยเฉพาะเห็ดที่ผ่านการปรุงของจีเยี่ยเฉินนั้นนับว่าเป็นอาหารชั้นเลิศเลยทีเดียว

สำหรับนาง บนโลกนี้สิ่งที่ไม่ควรพลาดคือทิวทัศน์ที่งดงาม อาหารที่เลิศรสแล้วก็คนงาม เอี่ยนซือซือแอบมองด้านข้างของเขาขณะที่อีกฝ่ายกำลังทำงานยุ่งแล้วคิดในใจว่า หากเจ้านี่เป็นผู้หญิงละก็ แน่นอนว่าจะต้องเป็นสาวงามที่ไม่มีที่ติ นางนึกไปถึงภาพจีเยี่ยเฉินในแบบผู้หญิง เขาใส่กระโปรงผ้าไหมบางๆ เอาพัดบังใบหน้าไว้แล้วส่ายสะโพกเดินมา ท่าทางที่อีกฝ่ายขมวดคิ้วเล็กน้อยยิ้มหน่อยๆ ดูแล้วงดงามบาดตาบาดใจยิ่งนัก

สุดท้ายเอี่ยนซือซือก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้

เมื่อได้สติกลับคืนมา นางก็เห็นจีเยี่ยเฉินกำลังมองตนด้วยสายตาแปลกๆ หญิงสาวก้มหน้าลงทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ เอากิ่งไม้ขีดเล่นไปมาบนพื้นดิน

พอน้ำเดือด เห็ดในหม้อก็ลอยขึ้นมาที่ผิวน้ำ เนื้อเห็ดเป็นสีเหลือง ส่วนน้ำแกงนั้นก็ใสน่ากินมาก ซึ่งแตกต่างจากครั้งก่อนอยู่บ้าง มองแล้วช่างน่าเจริญอาหารจริงๆ

จีเยี่ยเฉินยกหม้อมาวางตรงหน้าแล้วทำท่าบอกให้นางกินก่อน

เอี่ยนซือซือลงมือกินทันทีอย่างไม่เกรงใจ ที่ผ่านมานางมักจะนั่งกินคนเดียวจึงมีแค่หม้อหนึ่งใบกับช้อนอีกหนึ่งคันเท่านั้น นางกินไปหลายคำก็พบว่าเห็ดทั้งสดและอ่อนนุ่ม พอเข้าปากแล้วรับรู้ได้ถึงรสหวานนิดๆ หญิงสาวอดไม่ได้ก็เลยกินต่ออีกหลายคำจนเห็ดในหม้อหายไปครึ่งหนึ่ง ตอนนี้นางรู้สึกมีความสุขมาก หลังเช็ดปากเสร็จก็ยื่นช้อนไปให้จีเยี่ยเฉิน

ชายหนุ่มขมวดคิ้วมองเหมือนรังเกียจ เขาจุ่มช้อนลงไปในน้ำเพื่อล้าง จากนั้นก็เริ่มใช้อย่างสบายใจ

เรื่องนี้ทำให้เอี่ยนซือซือโกรธจนถึงกับกระโดดขึ้นมายืน ทว่าเดิมทีขาของนางก็เจ็บอยู่แล้ว หญิงสาวจึงร้องโอ๊ยแล้วจำต้องกลับลงไปนั่งตามเดิม

เจ้านี่กำลังรังเกียจข้าอยู่ใช่ไหม? เจ้าหารู้ไม่ว่าช้อนที่ข้าใช้อยู่นี้มีคนมากมายที่อยากจะแย่งกันใช้ เฮอะ! น่าโมโหจริงๆ! แล้วนางก็คิดขึ้นมาได้ว่า หากไม่ได้แกงเห็ดที่เขาต้ม นางคงต้องหิวไส้กิ่วเป็นแน่ เมื่อคิดเปรียบเทียบทั้งสองอย่างแล้ว เอาเป็นว่าเสมอกัน! นางจึงไม่โกรธอีกต่อไป

 

หลังจากฟ้ามืดมิด

นอกจากเสียงน้ำไหลซ่าๆ ในป่านั้นก็เงียบสนิทจนวังเวงอย่างไรชอบกล ดังนั้นเพื่อความปลอดภัย กองไฟจึงถูกดับ

 เอี่ยนซือซือไม่รู้ว่าตนเองเป็นอะไร นางรู้สึกปวดหัวแล้วดวงตาก็เริ่มร้อนผ่าว ต่อจากนั้นก็รู้สึกเศร้ามาก ดูเหมือนความเศร้าที่เก็บซ่อนอยู่ในใจจะพากันไหลทะลักออกมา ปกติแล้วนางร้องไห้น้อยมาก ขนาดอาจารย์ห่างหายไป นางก็ไม่เคยร้องไห้ แต่ตอนนี้กลับยากจะบังคับน้ำตาไม่ให้มันรินไหล หญิงสาวกอดอกแน่นขณะยืนพิงต้นไม้โดยมีปั้นปู้เฝ้ามองนางเงียบๆ เหมือนที่ผ่านมา... คอยเฝ้าและปกป้องนาง

---------------------------------------------

มือสังหารตามมาทัน (ตัวอย่างทดลองอ่าน)

จีเยี่ยเฉินที่นั่งอยู่ข้างๆ รับรู้ถึงความผิดปกติของเอี่ยนซือซือ จึงถามเสียงเบา

“เจ้ากลัวหรือ? ถึงที่นี่จะมืด แต่ข้าก็สามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ ได้ เจ้าไม่ต้องกังวล”

เอี่ยนซือซือส่ายหน้าพลางเช็ดน้ำตา แล้วเพิ่งนึกออกว่ามืดขนาดนี้เขาคงไม่เห็นท่าทางนางหรอกโดยลืมคิดถึงคำพูดเมื่อครู่ของอีกฝ่าย “ข้าเองก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร หลังกินต้มเห็ดของเจ้า ข้าก็รู้สึกอยากจะร้องไห้ หรืออาจเป็นเพราะข้าคิดถึงตาเฒ่านั่นมากเกินไป”

ตาเฒ่าคือชื่อที่นางใช้เรียกอาจารย์ แต่หลังจากที่เขาหายไป นางก็ไม่ได้เรียกเขาเช่นนี้อีกเลย

“ตาเฒ่าคืออาจารย์ของข้า ปกติแล้วข้าเป็นคนพูดน้อย มีแต่ตาเฒ่าคนเดียวที่เอาแต่พูด... พูดๆๆ พูดเสียจนข้าเบื่อจะตายอยู่แล้ว แต่ตอนนี้พอไม่มีเขา ข้าก็คิดถึง อยากให้เขากลับมาทำให้ข้าเบื่ออีก...” เอี่ยนซือซือพึมพำกับตัวเอง พูดถึงเรื่องราวต่างๆ ที่ปกติแล้วจะไม่เอ่ยถึงเลย

“ไม่ใช่เจ้าหรือที่บอกว่ามีอาจารย์ก็ไม่เห็นจะมีอะไรดี?” ปากจีเยี่ยเฉินพูดไป แต่สายตากลับกวาดมองไปรอบๆ

“ข้าก็แค่พูดไปอย่างนั้น แค่นี้เจ้าก็เชื่อแล้วหรือ? ถึงเขาจะเข้มงวดอยู่บ้าง แต่เขาก็รักข้าที่สุด เป็นศิษย์อาจารย์เพียงวันเดียวก็นับว่าเป็นบุตรและบิดาไปตลอดชีวิต”

จีเยี่ยเฉินไม่รู้จะพูดอะไรอีก ได้แต่ส่งเสียง “อืม...”

เอี่ยนซือซือได้ยินเสียงขานรับที่ปราศจากความเห็นอกเห็นใจ ยิ่งทำให้น้ำตาไหลมากกว่าเดิม “เจ้าจะปลอบใจข้าสักหน่อยไม่ได้เชียวหรือ?”

จีเยี่ยเฉินเกาหัวแล้วพูดว่า “ได้เลย... ปลอบเจ้า!”

เอี่ยนซือซือรอการปลอบใจของเขาอยู่ แต่หลังจากอีกฝ่ายพูดประโยคนี้จบก็เงียบไป ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ อีกเลย

หญิงสาวมองอย่างไม่เข้าใจ “แค่นี้หรือ? แล้วคำปลอบใจล่ะ?”

“เมื่อกี้ข้าก็พูดไปแล้วไม่ใช่หรือ?... ปลอบเจ้า!”

เอี่ยนซือซือแทบคลั่ง สรุปว่าคนผู้นี้ปลอบใจคนเป็นหรือเปล่า? “เวลาที่ผู้หญิงบอกให้ปลอบใจ หมายถึงนางอยากจะให้เจ้ากอดสักหน่อย พูดปลอบใจสักนิด แม้ว่าเราจะรู้จักกันไม่นาน ตัวข้าเองก็ค่อนข้างจะประหม่า แต่ว่าตอนนี้ข้ายินดีที่จะพิจารณาคำขอจากเจ้า มากอดข้าเถอะ หากหมดเวลาเมื่อไร ข้าจะไม่คอยแล้ว!”

จีเยี่ยเฉินเข้าใจทันที “อ้อ... เจ้าน่าจะบอกตั้งแต่แรก แท้จริงแล้วก็เป็นเช่นนี้นี่เอง”

ชายหนุ่มพูดจบก็ยังคงไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ทั้งสองกลับไปสู่ความเงียบสงบดังเดิม

เอี่ยนซือซือจึงโมโหขึ้นมาอีกรอบ “เจ้าเป็นอะไรไปอีกล่ะ? มัวแต่รออะไรอยู่?”

“ก็รอให้หมดเวลาไง!” จีเยี่ยเฉินตอบ

มาถึงตอนนี้นางก็สุดที่จะอดกลั้นได้ไหว “ข้ารู้แล้วว่าทำไมถึงมีคนอยากจะฆ่าเจ้านัก เชื่อหรือเปล่าว่ายามนี้ข้าเองก็อยากจะใช้ดาบฟันเจ้าสักแผล”

จีเยี่ยเฉินมีสีหน้าสับสนเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่ และคำพูดที่เขาเอ่ยต่อมานั้น ยิ่งทำให้นางสติแตก “เช่นนั้นเจ้าช่วยบอกข้าหน่อยว่าทำไมคนอื่นจึงอยากฆ่าข้านัก?”

เอี่ยนซือซือโกรธจนลุกขึ้นเดินทั้งที่ขากะเผลก ความโกรธที่ท่วมท้นในอกเปลี่ยนเป็นน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม “โอ๊ย! ข้าทนไม่ไหวแล้ว! คนทึ่มสมควรตายอย่างเจ้าเงียบไปเลย แล้วจำไว้ว่าตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป คำเดียวเจ้าก็ไม่ต้องพูด หากข้าพูด เจ้าก็ฟัง ยามใดที่ข้าพูดอย่างมีความสุข เจ้าก็แค่ยิ้ม เมื่อใดที่ข้าพูดแล้วรู้สึกเศร้า เจ้าก็ร้องไห้ตามข้า... ห้ามส่ายหน้าอย่างเด็ดขาด!”

เอี่ยนซือซือระบายอารมณ์เสร็จก็ร้องไห้ฮือๆ แล้วเล่าเรื่องราวของตัวนางเอง แต่ทำไมถึงต้องเล่า... นางก็ไม่รู้เหมือนกัน “ปีนั้นตาเฒ่า ข้าไม่รู้ว่าเขาอายุเท่าไรกันแน่ แต่เอาเป็นว่าแก่แล้ว เขาเดินผ่านหมู่บ้านแห่งหนึ่ง จากนั้นก็ได้ช่วยเด็กหญิงตัวน้อยๆ คนหนึ่งขึ้นมาจากบ่อน้ำที่แห้งไปแล้ว เด็กผู้หญิงอายุห้าปี ใช่... ห้าปี แต่นางลืมไปแล้วว่าตัวเองตกลงไปในบ่อร้างได้อย่างไร อาจเพราะเหตุจำเป็นหรือพ่อแม่คงไม่ต้องการนางอีกแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม จากนั้นก็ไม่เคยมีใครมาตามหานางเลย...”

เอี่ยนซือซือจำได้ว่าเคยถามอาจารย์เหมือนกันว่าทำไมไม่มีใครมาตามหานาง ทว่าอาจารย์ไม่ได้ตอบ อาจเป็นไปได้ว่าอาจารย์เองก็ไม่รู้จะตอบอย่างไรเช่นกัน

“ตาเฒ่าพาเด็กน้อยไปยังสถานที่ที่งดงามมากแห่งหนึ่ง อืม...งดงามที่สุด จากนั้นนางกับตาเฒ่าก็ปักหลักอาศัยอยู่ที่นั่น ทุกวันตาเฒ่าจะเอาแต่ค้นคว้าและพัฒนาวิชาค่ายกลต่างๆ แต่ก็ไม่เคยลืมที่จะบอกให้นางหัดอ่านและเขียนหนังสือ ซักเสื้อผ้า ทำกับข้าวและเก็บกวาดบ้าน ช่วงแรกๆ นางมักจะบ่นด้วยความไม่พอใจแล้วแอบขโมยเงินเก็บไว้ หวังว่าสักวันจะหนีไปให้พ้นจากตาเฒ่าคนนี้”

เอี่ยนซือซือยิ้มเศร้า น้ำตาไหลพรากไม่หยุด เอ่ยต่อเสียงสะอื้น

“ตาเฒ่าสอนวรยุทธให้เด็กน้อย หลังฝึกได้เพียงไม่กี่วัน ทั้งเนื้อทั้งตัวนางก็เขียวช้ำไปหมด เด็กน้อยคิดว่าตาเฒ่าจะต้องจงใจแกล้งตนแน่ๆ จึงแอบขี้เกียจไม่อยากจะฝึกต่อ พอตาเฒ่ารู้เข้าก็จับนางไปขังไว้ในห้อง ให้นางหันหน้าเข้าหาผนังเพื่อสำนึกผิด ห้องนั้นเป็นห้องเก็บหนังสือ ในห้องไม่มีอะไรเลยนอกจากหนังสือ นางเบื่อมาก และเพราะไม่มีอะไรทำ นางจึงเปิดหนังสือเล่มนั้นบ้างเล่มนี้บ้างไปวันๆ ทำให้อ่านหนังสือไปได้หลายเล่มเลยทีเดียว แต่สำหรับวรยุทธนั้นไม่ก้าวหน้าเลยสักนิด ตาเฒ่ารู้สึกจนปัญญาก็เลยให้นางเรียนรู้เรื่องค่ายกล ตอนเริ่มต้นนางก็ไม่ค่อยอยากจะเรียนเท่าไร จนกระทั่งมีวันหนึ่งที่ตาเฒ่าพาคนผู้หนึ่งมา...”

เอี่ยนซือซือจำได้ว่านั่นเป็นครั้งแรกที่นางได้เจอกับปั้นปู้ และหลังจากวันนั้น นางจึงรู้ว่าอะไรคือ ‘เอี่ยนซือ’ ทำให้นางตัดสินใจที่จะเป็นเอี่ยนซือ

หญิงสาวจมอยู่ในความทรงจำของตัวเอง ความคิดล่องลอยไปไกลแสนไกลจนกระทั่งมีมือข้างหนึ่งยื่นมาปิดปากเอาไว้ แล้วดึงนางเข้าไปหลบอยู่หลังต้นไม้ใหญ่

นางดิ้นรนแล้วพูดว่า “ข้ายังเล่าไม่จบ... เจ้า...”

จีเยี่ยเฉินเอ่ยเสียงเบาข้างหู “เงียบก่อน มีคนมา”

เอี่ยนซือซือหยุดดิ้น ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไรที่ริมบึงมีคบเพลิงส่องสว่าง มีชายในชุดสีเงินสวมหน้ากากสิบกว่าคนยืนอยู่ริมน้ำ

หนึ่งในนั้นพูดขึ้นว่า “หัวหน้า ที่นี่เป็นแค่บึงน้ำเท่านั้น และตอนนี้ก็มืดมากแล้ว พวกเรามองไม่เห็นอะไรในบึงเลย จะไปทางไหนต่อดี?”

เจ้าหัวหน้ามองตรงมาที่กลางบึง เอี่ยนซือซือจับมือจีเยี่ยเฉินแน่นอย่างไม่รู้ตัว แม้แต่การหายใจก็เบาลง เพราะเกรงว่าคนกลุ่มนั้นจะรู้ว่าพวกตนอยู่ตรงนี้

คนผู้นั้นมองมาที่บึงแล้วก็ก้มมองของในมือ ทว่าระยะห่างไกลเกินไป ทำให้เอี่ยนซือซือมองเห็นไม่ชัด รู้เพียงว่าคนผู้นั้นกำลังใช้ของบางอย่างในการตรวจสอบ จู่ๆ นางก็ฉุกคิดขึ้นได้จึงมองไปที่จีเยี่ยเฉิน... หรือว่าพวกมันมาตามหาเขา?

หญิงสาวได้ยินคนที่เป็นหัวหน้าพูดขึ้นว่า “มาถึงตรงนี้เข็มทิศเกิดขัดข้อง ดูท่าแล้วเขาจะต้องอยู่แถวนี้เป็นแน่”

ชายสวมหน้ากากอีกคนเอ่ยขึ้นบ้าง “หัวหน้า หรือว่านี่จะเป็นกลอุบายของเขาอีกแล้ว เพราะก่อนหน้านี้เข็มทิศก็ยังปกติดีอยู่เลย”

เจ้าหัวหน้ายิ้มอย่างเยียบเย็น “เข็มทิศอยู่ในมือข้าตลอดเวลา ถึงมันจะมีกลอุบายก็ไม่อาจทำอะไรเข็มทิศนี้ได้ เจ้าอย่าพูดจาเหลวไหล!”

ชายสวมหน้ากากอีกคนที่ยืนใกล้กันเอ่ยว่า “หัวหน้า หรือว่าเขา...”

ทว่าอีกฝ่ายยังพูดไม่ทันจบ คนเป็นหัวหน้าก็เอ่ยตัดบทเสียงเย็น “หากมีชีวิตก็ต้องพบตัว หากตายก็ต้องพบศพ!”

ก่อนหน้าเข็มทิศยังปกติ แต่มาถึงตำแหน่งนี้กลับขัดข้อง ทำให้คนเป็นหัวหน้าเกิดความสงสัยจึงสั่งเสียงดุดัน

“เตรียมธนูไฟ!”

“รับทราบ!”

ธนูไฟทั้งหมดขึ้นสาย พร้อมยิงทันที พอคนที่เป็นหัวหน้าให้สัญญาณมือก็เกิดเสียงดัง

ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว!...

ลูกธนูไฟสิบกว่าดอกพุ่งผ่านท้องฟ้ายามราตรี ตรงมาที่กลางบึง หลังจากแสงสว่างวูบผ่านไปก็เหลือเพียงแสงไฟดุจดาวดวงเล็กที่ค่อยๆ ดับลง

บรรยากาศรอบบึงน้ำกลับมาเงียบสงบดังเดิม

เอี่ยนซือซือเบิกตามองลูกธนูที่ปักอยู่ข้างตัว ยามนี้นางได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นโครมคราม หากไม่ใช่จีเยี่ยเฉินปิดปากไว้ นางคงตกใจจนตะโกนเสียงดังออกมาแล้ว

คนที่เป็นหัวหน้ามองมายังกลางบึงด้วยดวงตาลุกวาว เวลาผ่านไปที่กลางบึงยังคงเงียบกริบไม่มีปฏิกิริยาใดๆ เขาจึงหันไปสั่งคนที่ยืนอยู่ด้านข้าง “ส่งข่าวสารกลับไป ให้ตามหาต่อ มันยังหนีไปไม่ไกลหรอก”

“ขอรับ” คนที่รับคำสั่งเอานกกางเขนไม้ออกมาหนึ่งตัวแล้วติดจดหมาย ไม่นานกางเขนไม้ก็กระพือปีกบินขึ้นไปในท้องฟ้า

ไม่มีใครรู้เลยว่าหลังจากกางเขนไม้บินขึ้นไปได้ไม่นาน ก็มีลูกธนูดอกหนึ่งถูกยิงออกไปเงียบๆ

เจ้ากางเขนไม้ร่วงลงมาทันที!

---------------------------------------------

อันตรายที่ไม่ได้คาดคิด (ตัวอย่างทดลองอ่าน)

แสงไฟที่ริมบึงได้หายไปแล้ว

ทว่าเอี่ยนซือซือยังคงนั่งนิ่งไม่ขยับเขยื้อน ผ่านไปสักครู่จีเยี่ยเฉินก็ปล่อยมือออกจากปากนางแล้วกระซิบเบาๆ “พวกมันไปแล้ว”

เอี่ยนซือซือรู้สึกโล่งอก มาถึงตรงนี้น้ำตาก็หยุดไหลแล้ว หลังจากได้ระบายอารมณ์ไปเมื่อครู่ นางก็รู้สึกผ่อนคลายและสบายใจขึ้นมาก เรื่องราวเหล่านั้นนางไม่เคยบอกใครมาก่อน วันนี้ไม่รู้เป็นเพราะอะไรนางถึงได้พูดออกมามากมาย นางมองไปที่จีเยี่ยเฉิน ในใจไม่รู้ว่าจะโกรธหรือขอบคุณเขาดีจึงได้แต่เปลี่ยนไปถามว่า “พวกมันจะหาเราเจอไหม?”

จีเยี่ยเฉินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยขึ้นว่า “หากเป็นคนที่ไม่คุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมแถวนี้ก็คงหาไม่พบหรอก แต่ถึงอย่างไรที่นี่ก็ไม่เหมาะที่เราจะพักอยู่นานเกินไป”

“ดูไปแล้วคนพวกนี้เหมือนจะมาตามหาเจ้าโดยเฉพาะ” เอี่ยนซือซือพูดตามการคาดเดาของตัวเอง

จีเยี่ยเฉินยิ้มแบบสบายๆ ไม่มีอาการตื่นเต้นหรือตกใจกับการที่ตนเองถูกตามล่าหมายจะเอาชีวิต “ข้าก็คิดว่าใช่! เพราะที่นี่มีแค่เราเพียงสองคนเท่านั้น พวกเขาคงไม่ได้มาตามฆ่าเจ้าแน่”

“เจ้ายังจะยิ้มได้อีกหรือ?” เอี่ยนซือซือขมวดคิ้ว ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมตาทึ่มนี่ถึงทำตัวสบายๆ อย่างนี้ “เจ้าไม่กลัวสักนิดเลยหรือ? คนพวกนี้แค่มองก็รู้แล้วว่าถูกฝึกมาอย่างดี ไม่ใช่โจรกระจอกทั่วไป เจ้ามีความแค้นอะไรกับพวกมันรึ?”

“คนผู้หนึ่งฆ่าคนอีกคน น้อยนักที่จะทำไปเพราะความแค้น”

“เจ้าคงไม่อยากพูดถึงใช่ไหม? ถึงพวกเราจะพบกันด้วยความบังเอิญเพราะเจ้าตกลงมาใส่ข้า แต่ข้าก็ไม่ได้ถือสาเจ้า หนำซ้ำตอนนี้พวกเรายังลงเรือลำเดียวกันอีก” เอี่ยนซือซือยิ่งพูดก็ยิ่งโมโห “ข้าเองก็เป็นคนที่ปกป้องเจ้าอยู่ เจ้ายังถือว่าข้าเป็นคนนอกอีกรึ?”

“ข้าอยู่ที่เขาคุนหลุนมาตั้งแต่เด็กจนโต นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าลงจากเขา คนพวกนี้มาขัดขวางไม่ให้ข้าเดินทางไปแคว้นหนันโจว” จีเยี่ยเฉินพูดเสียงเรียบ ไม่มีวี่แววของความตื่นเต้นเลยสักนิด “แท้จริงแล้ว... ข้าเป็นองค์รัชทายาทของแคว้นหนันโจว”

“องค์รัชทายาทของแคว้นหนันโจว! เจ้าหมายถึงแคว้นหนันโจวนั่นน่ะนะ? แล้วเจ้าพูดถึงรัชทายาท และยังเป็นรัชทายาทของหนันโจวอีกด้วย?” เอี่ยนซือซือถามวกไปวนมาเพื่อความแน่ใจ ในใจรู้สึกอึดอัดเป็นอย่างยิ่ง ใต้หล้านี้มีใครที่ไม่รู้จักแคว้นหนันโจว ทว่าแคว้นนั้นไม่เคยมีองค์รัชทายาทมาก่อน ไม่เคยได้ยินเลยว่าฮ่องเต้ของหนันโจวจะมีรัชทายาทด้วย!

จีเยี่ยเฉินตอบว่า “ตอนที่ข้าลงจากเขา อาจารย์บอกว่าข้าเป็นองค์รัชทายาทของแคว้นหนันโจว แต่เนื่องจากตอนเด็กร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงจึงถูกส่งตัวมารักษาที่เขาคุนหลุน ตอนนี้ร่างกายแข็งแรงหายดีเป็นปกติ ก็กลับไปได้แล้ว”

เอี่ยนซือซือส่ายหน้าเหมือนไม่อยากจะเชื่อ ทำไมแคว้นหนันโจวถึงมีองค์รัชทายาทโผล่มาได้ แม้ว่าพวกราชนิกุลของหนันโจวจะแซ่จี แต่คนแซ่จีก็มีเป็นหมื่นเป็นพัน ใช่ว่าทุกคนจะสืบเชื้อสายมาจากฮ่องเต้ แต่ถ้าเขาว่าเช่นนั้นก็ช่างเถอะ ถึงอย่างไรความปลอดภัยก็สำคัญกว่า

เอี่ยนซือซือแอบตั้งใจไว้แน่วแน่ หากออกจากป่าแห่งนี้ได้เมื่อไรก็จะแยกตัวไปทันที ทางใครทางมัน! นางไม่สนหรอกว่าเขาจะเป็นองค์รัชทายาทอะไรนั่น เพราะอย่างไรชีวิตน้อยๆ ของนางก็สำคัญกว่า

 

ดึกสงัด

เอี่ยนซือซือกำลังหลับสนิท จู่ๆ ก็ถูกปลุกกะทันหัน นางลืมตามองจีเยี่ยเฉินอย่างงงๆ ทว่ายังไม่ทันได้พูดอะไรก็ถูกอีกฝ่ายลากลงไปในบึง น้ำเย็นในบึงทำให้หญิงสาวตื่นเต็มตา นางพยายามดึงมืออีกฝ่ายออก แต่จีเยี่ยเฉินกลับจับมือนางไว้แน่นแล้วดึงให้ดำดิ่งลงไปใต้น้ำ เอี่ยนซือซือว่ายน้ำไม่เป็น ได้แต่ปล่อยให้เขาลากลงไปเรื่อยๆ ทันใดนั้นก็มีเสียงดังแว่วมาจากด้านบน ตามมาด้วยเสียงบางอย่างตกตามลงมาในน้ำ

หลังจากทั้งสองหนีไปไม่นาน บนเกาะที่มืดมิดพลันมีคบไฟสว่างขึ้น ภายใต้แสงไฟปรากฏร่างชายชราผมดำ ใบหน้าเหี่ยวย่นเป็นร่องลึก มีอีกาดำตัวหนึ่งยืนเกาะอยู่บนไหล่

ชายชราผมดำเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก “ใครบังอาจบุกรุก ฆ่าให้หมด!”

พอรู้ว่ามีคนมา เอี่ยนซือซือก็ไม่กล้าขยับอีก ทว่าลมที่กักเก็บไว้กำลังจะหมดลง นางรู้สึกหายใจลำบากขึ้นเรื่อยๆ เหมือนกับมีหินก้อนใหญ่มาทับอยู่บนอก ในสมองเริ่มมึนงง ในที่สุดนางก็ทนไม่ไหวจึงกระตุกเสื้อจีเยี่ยเฉินแล้วชี้ไปข้างบน จากนั้นก็ชี้มาที่ปาก ความหมายก็คือถ้าไม่รีบขึ้นไป ข้าก็จะทนไม่ไหวแล้ว

จีเยี่ยเฉินไม่ได้พานางขึ้นไป แต่กลับดึงร่างนางเข้ามาหา เอี่ยนซือซือไม่รู้ว่าเขาจะทำอะไร ต่อมาเขาก็ก้มหน้าลง เอาปากประกบกับปากของนาง เอี่ยนซือซือได้ยินเสียง ‘วิ้ง’ ดังขึ้นในหัว แทบจะลืมหายใจไปเลย จนกระทั่งในปากมีอากาศไหลผ่านเข้ามานางจึงรู้ว่าเขากำลังผายปอดให้ เมื่อได้สัมผัสปากที่เย็นและอ่อนนุ่ม หญิงสาวก็มีความรู้สึกที่พูดไม่ออกบอกไม่ถูก

บนผิวน้ำมีเสียงหนึ่งดังขึ้น หญิงสาวเหมือนคิดบางอย่างได้จึงเหลือบตามองไปรอบๆ สิ่งที่เห็นมีแค่น้ำกับน้ำ ทว่านางรู้จักปั้นปู้เป็นอย่างดี อีกฝ่ายต้องกระโดดน้ำตามมาด้วยแน่ จีเยี่ยเฉินทำท่าบอกให้เงียบอย่าส่งเสียงแล้วชี้ไปที่ข้างบน เอี่ยนซือซือพยักหน้าเข้าใจ แต่ยังอดไม่ได้ที่จะกวาดตามองไปรอบๆ อย่างไม่รู้ตัว

ทั้งสองคนดำอยู่ที่ก้นบึง เพราะน้ำไม่ลึกมากจึงสามารถมองเห็นแสงไฟบนฝั่งได้รางๆ ถ้าเป็นเวลากลางวัน พวกนั้นคงสามารถมองเห็นพวกเขาได้อย่างง่ายดาย

 

บนเกาะกลางบึง

“ผู้อาวุโสม่อ ผู้ที่บุกรุกเข้ามาในป่าถูกจัดการเรียบร้อยแล้วขอรับ” องครักษ์จักรกลรายงาน

“เป็นคนตระกูลกงซูใช่ไหม?” ผู้อาวุโสม่อถาม ทว่าสายตากลับจับจ้องลงไปในบึง

“เรียนผู้อาวุโส ดูเหมือนจะไม่ใช่คนตระกูลกงซู เพราะคนพวกนี้เหมือนกำลังตามล่าใครอยู่ พวกเราค้นสิ่งนี้เจอในตัวพวกมัน” องครักษ์จักรกลยื่นกระดาษหนังแกะม้วนหนึ่งให้

ผู้อาวุโสม่อยื่นนิ้วมือที่เหมือนกิ่งไม้แห้งไปรับแล้วคลี่ออกดู บนกระดาษมีรูปของชายคนหนึ่ง รูปนั้นเหมือนกับจีเยี่ยเฉินไม่มีผิด

“ในเมื่อเป็นการตามล่า ดังนั้นคนผู้นี้ก็จะต้องอยู่ที่นี่แน่นอน” ดวงตาที่ขุ่นมัวของผู้อาวุโสม่อจ้องไปยังลาดำที่ยืนอยู่ด้านข้าง

“ส่งคนมาค้น! จัดการพวกที่หลบหนีให้หมด! ห้ามให้ใครแพร่งพรายความลับของที่นี่ออกไปได้อย่างเด็ดขาด” ผู้อาวุโสม่อยื่นรูปภาพที่อยู่ในมือให้ แล้วเอ่ยต่อไป “ก่อนหน้านี้เจ้าเมืองได้ส่งข่าวมาให้เราระวังคนตระกูลกงซู พวกเจ้าตรวจสอบดูสิว่าคนผู้นี้เป็นใคร?”

“ขอรับ”

เสียงที่อยู่บนเกาะจางหายไปไม่นาน เพียงพริบตาแสงไฟก็สว่างไสวทั้งเกาะ คนด้านบนเริ่มทำการค้นหาไปทั่ว

ที่ก้นบึงจีเยี่ยเฉินพาเอี่ยนซือซือค่อยๆ เคลื่อนตัวไปข้างหน้าช้าๆ สลับกับหยุดทำการเป่าอากาศให้นางเป็นระยะ ไม่รู้ว่าทั้งคู่ว่ายมานานเท่าไร เพราะตอนนี้แสงไฟด้านบนได้หายไป ยิ่งทำให้ก้นบึงมืดสนิทจนเปรียบเสมือนคุกที่กว้างใหญ่ พาให้คนรู้สึกหวาดกลัวอย่างบอกไม่ถูก

เอี่ยนซือซือหลับตาปี๋ ไม่อยากมองความมืดที่อยู่โดยรอบ ในหัวหวนคิดถึงเรื่องที่สองคนนั้นพูดคุยกัน ถึงนางจะฟังได้ไม่ชัดเจน แต่ก็รู้ว่าคนพวกนั้นต้องการฆ่าปิดปากอย่างแน่นอน ทั้งที่พวกตนก็ไม่รู้ว่าที่นั่นเก็บซ่อนความลับอะไรไว้ ตอนนี้สิ่งที่นางกังวลก็คือยังไม่พบปั้นปู้ ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นอย่างไรบ้างหรือว่ากำลังตามมา พอคิดถึงตรงนี้นางก็รีบลืมตา ทว่ายังคงมองไม่เห็นอะไรอยู่ดี

นางได้แต่ปลอบใจตัวเองเงียบๆ วรยุทธของปั้นปู้ยอดเยี่ยมมาก คนทั่วไปคงไม่สามารถทำร้ายเขาได้แน่ ปั้นปู้คงไม่เป็นอะไร...

ขณะที่หญิงสาวกำลังคิดฟุ้งซ่าน จีเยี่ยเฉินก็หยุดลงกะทันหัน เหมือนกับเขากำลังดึงอะไรบางอย่างอยู่ นางจำได้ว่าเมื่อตอนกลางวันเคยเห็นท่อนไม้หักจมอยู่ก้นบึงมากมาย แต่ว่านางว่ายน้ำมาตั้งนานกลับไม่ชนสักท่อน ไม่รู้เหมือนกันว่าจีเยี่ยเฉินทำได้อย่างไร ทั้งที่ในน้ำมืดสนิทเพียงนี้ ทำไมเขาจึงรู้ทิศทางอย่างแม่นยำและสามารถหลบหลีกท่อนไม้หักเหล่านั้นได้

หนำซ้ำเขายังสามารถกลั้นหายใจในน้ำได้ด้วย อย่างน้อยก็เป็นเวลาชั่วครึ่งก้านธูปเลยทีเดียว ท่าทางเขาไร้ซึ่งความกดดันใดๆ หากนางสามารถเรียนรู้วิชานี้ได้บ้าง วันหลังถ้าจะหลบหนีก็คงทำได้อย่างง่ายดาย

ผ่านไปอีกครู่หนึ่ง จีเยี่ยเฉินก็เติมลมหายใจให้นางอีกครั้ง เขาจับมือนางไว้แล้วพาว่ายต่อไปข้างหน้า เอี่ยนซือซือรู้สึกเหมือนพวกตนได้ว่ายเข้าไปในปากถ้ำ น้ำยิ่งไหลแรงขึ้น ทั้งสองปล่อยร่างให้ไหลไปตามกระแสน้ำ

---------------------------------------------