เวลาต่อมา
บุรุษเสื้อเขียวกำลังนั่งอยู่ข้างกองไฟ ในมือจับทัพพีไม้คนอะไรบางอย่างในหม้อ ด้านหลังของเขามีชายชุดดำจ่อดาบเล็งมาที่ท้ายทอย ไม่ว่าชายเสื้อเขียวจะเดินไปที่ไหน ชายชุดดำก็จะเดินตามไปด้วยราวกับว่าหากเขาทำตัวน่าสงสัยเมื่อไร ดาบของชายเสื้อดำก็พร้อมจะแทงทะลุคอได้ทุกเมื่อ
ไม่ไกลกันบนพื้นหญ้าที่ปูด้วยใบไม้ มีร่างเอี่ยนซือซือนอนนิ่งอยู่บนนั้น หญิงสาวเริ่มรู้สึกตัวแต่ยังคงมึนงงอยู่ ในความพร่าเลือนนางเหมือนเห็นใบหน้าที่คุ้นเคย คนผู้นั้นมองมาที่นางด้วยความเมตตาพร้อมกับส่งรอยยิ้มอบอุ่นมาให้... หญิงสาวลุกพรวดขึ้นนั่งในทันที สมองที่สับสนทำให้นางรู้สึกหงุดหงิด
นี่คงจะเป็นความฝันอีกแล้ว...
ขณะที่หญิงสาวกำลังจะอ้าปากบ่น สายตากลับเหลือบเห็นใบหน้ายิ้มแย้มของชายเสื้อเขียวเสียก่อน
“เจ้าตื่นแล้ว!” ชายชุดเขียวร้องทัก
เอี่ยนซือซือมองอีกฝ่ายนิ่ง ลืมไปเลยว่าตัวเองจะพูดอะไร ได้แต่จ้องใบหน้าชายหนุ่ม มีคนหน้าตาดีขนาดนี้อยู่ในโลกด้วยหรือ สงสัยข้าคงกำลังฝันอยู่แน่ๆ ดูสิ... ดวงตาของเขาดำขลับเป็นประกายราวกับบึงน้ำใส เอ... ว่าแต่ทำใบหน้าถึงคุ้นๆ ผิวก็ขาวจนสว่าง ขาวกว่าผิวข้าเสียอีก อยากจะหยิกจริงๆ
ความคิดยังไม่ทันจบนางก็ยื่นมือออกไปด้วยอาการงงๆ แล้วบีบใบหน้าชายหนุ่มเบาๆ แล้วลองหยิกดู
“โอ๊ะ! ทั้งเนียนทั้งนุ่ม ทำไมในความฝันพวกผู้ชายถึงหน้าตาดีกันทั้งนั้น แล้วแบบนี้พวกสตรีจะอยู่ยังไง?” เอี่ยนซือซือลูบคลำใบหน้าของชายหนุ่มด้วยความชื่นชม “ฝันดีแท้ๆ ถ้าไม่ต้องตื่นจากฝันจะดีที่สุดเลย!”
ชายเสื้อเขียวนั่งยองๆ อยู่กับพื้น มองเอี่ยนซือซืออย่างงุนงง ปล่อยให้มือนางลูบคลำใบหน้าของเขาไปมา “นี่เจ้ากำลังทำอะไร?”
มือเอี่ยนซือซือถึงกับชะงัก ดึงสติกลับมาทันควัน หรือว่านี่จะไม่ใช่ความฝัน? นางแอบหยิกตัวเองทีหนึ่งก็รู้สึกเจ็บ ให้ตายเถอะ! ไม่ใช่ฝันนี่นา ขายหน้าจริงๆ!
นางชักมือกลับช้าๆ เหมือนเสียดาย แล้วเอ่ยกลบเกลื่อนไปว่า “ลูบนิดเดียวจะเป็นไรไป? ใครจะไปรู้ว่าตอนที่ข้าสลบ เจ้าได้ฉวยโอกาสเอาเปรียบข้าหรือเปล่า ข้าแค่ถอนทุนคืนบ้างก็เท่านั้น” พูดจบนางก็จ้องเขาตาเขม็ง
ชายเสื้อเขียวได้ยินก็รู้สึกประหลาดใจไม่น้อย คิ้วสองข้างขมวดแน่นก่อนจะหัวเราะออกมา ทำให้ใบหน้าที่ดูเยือกเย็นกลับเป็นเหมือนแสงอาทิตย์แรกของฟ้าหลังฝน
เอี่ยนซือซือมองอย่างใจลอย นางรู้สึกคุ้นเคยกับดวงตาคู่นี้อยู่ไม่น้อย จึงถามตรงๆ “นี่... พวกเราเคยเจอกันที่ไหนมาก่อนหรือเปล่า?”
ชายหนุ่มยิ้มกว้าง “คงงั้นกระมัง”
เอี่ยนซือซือรู้สึกขุ่นเคืองกับคำตอบแบบขอไปทีของชายหนุ่ม “เจ้ายิ้มทำไม? อย่าเชียวนะ... เจ้าคงไม่ได้คิดว่าข้ากำลังจีบเจ้าอยู่ใช่ไหม? คนอย่างเจ้าในสมองคิดอะไรอยู่อย่านึกว่าข้าไม่รู้... จริงสิ มืดค่ำอย่างนี้เจ้าโผล่มาจากที่ไหนกันแน่?”
ชายเสื้อเขียวยังคงยิ้มแล้วตอบว่า “ข้าไม่ได้โผล่มาจากไหน แต่หล่นลงมาจากฟ้า”
“หล่นลงมางั้นหรือ? อ๊ะ! ข้าจำได้แล้ว เจ้านั่นเอง! เจ้าเป็นคนที่หล่นลงมาจากฟ้าแล้วกระแทกใส่ข้า!” เอี่ยนซือซือเริ่มจำเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ได้ ทว่าพอจำได้ก็รู้สึกปวดเนื้อปวดตัวทันที
“ข้าไม่ได้มีเจตนาจะหล่นใส่เจ้านะ” ชายเสื้อเขียวพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง แววตาฉายความเสียใจเป็นอย่างยิ่ง
“นี่ขนาดไม่ได้ตั้งใจยังกระแทกลงมาเต็มแรง ถ้าเจ้าตั้งใจข้าคงจะตายไปแล้วแน่ๆ! อาจารย์ของข้ามักพูดอยู่เสมอว่า ‘ยุทธภพนั้นอันตรายและโหดร้ายมาก’ มันเป็นอย่างที่อาจารย์ว่าจริงๆ งั้นเจ้าลองบอกมาว่าข้าควรจะคิดเงินเท่าไรดี? เจ้ากระแทกใส่ข้ารุนแรงขนาดนี้ เจ้าจะจ่ายเป็นเงินสักกี่ตำลึง?”
“เงินหรือ?” ชายเสื้อเขียวลุกขึ้นยืนแล้วทำท่าคลำหาเงินไปทั่วตัว แต่กลับไม่พบเลยสักอีแปะ “ข้าไม่มีเงินเลย ขอติดไว้ก่อนได้ไหม เอาไว้วันหลังมีเงินแล้วค่อยจ่ายให้เจ้าก็แล้วกัน”
ไม่มีเงินงั้นหรือ? เอี่ยนซือซือคิดไปคิดมาแล้วบอกว่า “คนจนก็มีวิธีจ่ายแบบคนจน งั้นต่อจากนี้เจ้าห้ามไปไหน คอยอยู่รับใช้ข้าแล้วกัน คิดเสียว่าเป็นดอกเบี้ย หากเมื่อไรเจ้าหาเงินได้ครบ จ่ายหนี้ข้าหมดแล้ว เมื่อนั้นเจ้าถึงจะไปได้ ว่าแต่...เจ้าตัวใหญ่และหนักขนาดนี้ ทำไมถึงหล่นลงมาจากฟ้าได้ล่ะ?”
ชายเสื้อเขียวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะนั่งลงแล้วเอ่ยเสียงจริงจัง “พวกเราถูกมือสังหารซุ่มโจมตี ข้าโดนระเบิดจนกระเด็นขึ้นไปบนฟ้า...”
“มือสังหารงั้นรึ?” นางเอ่ยแทรก ในสมองทบทวนภาพบางอย่างแล้วถามต่อ “พวกเจ้าเจอมือสังหารที่ไหน?”
“แถวบริเวณที่เต็มไปด้วยต้นอ้อไงล่ะ”
เป็นไปตามที่คิดจริงๆ ด้วย ตอนนี้เอี่ยนซือซือเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง เปลวเพลิงที่พวยพุ่งในทะเลเจียนเจียตอนนั้นก็คือช่วงที่พวกเขาถูกมือสังหารโจมตี หญิงสาวหันมาสังเกตชายตรงหน้าอีกครั้ง เมื่อดูจากหน้าตาที่เกลี้ยงเกลาราวกับหยก ถึงเสื้อผ้าจะขาดรุ่งริ่งแต่ก็มองออกว่าตัดจากเนื้อผ้าชั้นดี ทั้งเนื้อทั้งตัวเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายของคนมีชาติตระกูล แน่นอนว่าเขาต้องเป็นลูกเศรษฐี การที่พวกศัตรูของเขาเลือกซุ่มโจมตีที่นั่น นับว่าเป็นการเลือกทำเลได้ดีทีเดียว เพราะสถานที่นี้เป็นป่ารกร้างที่ไม่มีผู้คนอาศัยอยู่ ง่ายต่อการลงมือฆ่าคน คนผู้นี้สามารถหนีรอดออกมาได้ถือว่าโชคดีอย่างเหลือเชื่อ
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ เอี่ยนซือซือก็ถามด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลลง “เจ้าหนีออกมาได้คนเดียวเองหรือ?”
ชายเสื้อเขียวนิ่งเงียบอยู่สักครู่แล้วพยักหน้า
เอี่ยนซือซือรู้สึกสงสารเขาขึ้นมาจับใจ นางตบอกตัวเองแล้วบอกว่า “เจ้าสบายใจได้ ต่อไปข้าจะปกป้องเจ้าเอง เฮ้อ... คิดๆ แล้วข้ารู้สึกอิจฉาเจ้าจริงๆ เจ้ายังหนุ่มยังแน่นก็มีคนเก่งอย่างข้ามาช่วยปกป้องแล้ว... เฮอะ! เจ้าช่างโชคดีอะไรเช่นนี้ แต่การปกป้องก็ส่วนการปกป้อง ถึงอย่างไรเรื่องเงินที่เจ้าเป็นหนี้ข้า เจ้าก็ยังจะต้องจ่ายอยู่ดี รู้ไหม?...เฮ้ย! เจ้ากำลังมองอะไรน่ะ?”
ชายเสื้อเขียวกำลังจ้องมองมาที่หน้าอกของเอี่ยนซือซือแล้วพึมพำ “หัวใจของเจ้ามีเสียงเต้นไม่เหมือนเดิม...ช่างไพเราะเสียจริง”
เอี่ยนซือซือโกรธจัดจนสีหน้าเปลี่ยน “เจ้าพูดอะไร! นี่เป็นคำชมที่แย่ที่สุดที่ข้าเคยได้ยินมาเลย! ว่าแต่เจ้าชื่ออะไร?” นางถามต่อ
“จีเยี่ยเฉิน! ตามธรรมเนียมแล้วข้าก็ควรจะถามชื่อของเจ้าด้วย”
“เอี่ยนซือซือ เอี่ยน ของคำว่า...เอี่ยนซือ[1]” เอี่ยนซือซือตอบอย่างภาคภูมิใจ
“เอี่ยนซือคืออะไร?” จีเยี่ยเฉินถามด้วยความอยากรู้
“เจ้าไม่รู้จักเอี่ยนซือรึ หรือว่าเจ้าไม่ใช่ชาวเทียนลั่ว?”
เอี่ยนซือซือถามอย่างประหลาดใจ บนแผ่นดินที่กว้างใหญ่แห่งนี้ นามนี้เปรียบดังเทพเจ้าเลยนะ เป็นไปได้อย่างไรที่ยังมีคนที่ไม่รู้จัก
จีเยี่ยเฉินบอกแบบเขินๆ “ตั้งแต่เล็กจนโตข้าอยู่ในที่ห่างไกล เรื่องราวมากมายในโลกภายนอก ข้าจึงไม่ค่อยรู้”
อ๋อ... เอี่ยนซือซือพยักหน้า “มิน่าล่ะ... เอาอย่างนี้แล้วกัน เจ้าจำไว้เลยว่าในโลกนี้คนที่เก่งกาจที่สุด มีความสามารถที่สุด ยอดเยี่ยมที่สุด ผู้คนจะพากันเรียกว่า ‘เอี่ยนซือ’ ส่วนตัวข้านี้ชื่อ ‘เอี่ยนซือซือ’ ฮ่าๆๆ ข้าก็จะเป็นคนที่สุดยอดของสุดยอดคนหนึ่งเลยทีเดียว! เจ้ารู้ไหมว่าเพราะอะไร?”
เอี่ยนซือซือไม่ได้รอให้จีเยี่ยเฉินได้ตอบ นางหัวเราะอย่างภาคภูมิใจแล้วอธิบายต่อ “เพราะว่าในชื่อของข้านั้นมีคำว่า ‘ซือ’ เพิ่มมาอีกหนึ่งตัวไงเล่า!”
จีเยี่ยเฉินพยักหน้ารับแบบอึ้งๆ แล้วเปลี่ยนเรื่องคุย “ข้าต้มแกงเห็ดไว้หม้อหนึ่ง เจ้าอยากจะกินไหม?” เขาพูดจบก็ลุกขึ้นเดินไปข้างกองไฟ
“เห็ดงั้นหรือ?” เอี่ยนซือซือลูบคลำท้อง ตอนนี้นางรู้สึกหิวอยู่เหมือนกัน “ตามจริงแล้วที่ข้าเร่งรีบเดินทางก็เพราะอยากจะไปกินปลาที่บึงเฟิงมู่ แต่ตอนนี้คงไม่ได้กินปลาแล้ว มีเห็ดให้กินก็ไม่เลวนะ... ไม่ใช่สิ เมื่อครู่ข้าไม่ได้คุยเรื่องเห็ดกับเจ้านี่!”
เอี่ยนซือซือหันขวับไปมองด้วยความโมโห จึงเพิ่งสังเกตเห็นว่าปั้นปู้กำลังเดินตามจีเยี่ยเฉินทุกย่างก้าว ในมือของเขาถือดาบจ่อไปที่ท้ายทอยของจีเยี่ยเฉิน คาดว่าตอนที่เขาเห็นนางสลบแล้วคงกลัวว่าจีเยี่ยเฉินจะทำร้ายนาง พอรู้เช่นนี้ในใจหญิงสาวก็อบอุ่นขึ้นมาก นางรีบโบกมือให้อีกฝ่ายเก็บดาบ ปั้นปู้จึงค่อยๆ เก็บดาบอย่างเชื่องช้าแล้วเดินกลับไปยืนอยู่ข้างๆ เอี่ยนซือซือ
นางกวาดตามองรอบๆ ก็พบว่าบริเวณนี้เป็นลานโล่งเล็กๆ ในป่า เห็นแสงระยิบระยับเหมือนตะเกียงธรรมชาติดวงน้อยๆ แสดงว่ายังอยู่ในป่าหิ่งห้อยนั่นเอง เอี่ยนซือซือเอามือยันพื้นเพื่อจะลุกขึ้น แต่กลับรู้สึกเจ็บที่ข้อเท้า นางเซถอยหลังก่อนจะนั่งลงบนพื้นตามเดิม ปากร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด
“เจ้าเป็นอะไร?” จีเยี่ยเฉินหันไปมองตามเสียง เห็นเอี่ยนซือซือกุมเท้าของตัวเองอยู่ สีหน้าดูเจ็บปวดยิ่ง
เอี่ยนซือซือชี้ไปที่เท้า “ดูเหมือนจะบาดเจ็บเสียแล้ว”
จีเยี่ยเฉินนั่งลงด้านข้าง มองข้อเท้านางด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไม่มีวี่แววของความสงสาร หลังจากวิเคราะห์เสร็จก็บอกว่า “แค่บาดเจ็บภายนอกเล็กน้อย ไม่เป็นอะไรมากหรอก” พูดจบก็ยื่นแกงเห็ดให้
เอี่ยนซือซือหมดคำจะพูด การปลอบใจคนอื่นมีแบบนี้ด้วยหรือ? นางชำเลืองมองแกงเห็ดในหม้อแล้วตักกินไปสองสามคำ คิดไม่ถึงว่าแกงเห็ดที่ดูธรรมดาจะมีรสชาติที่ไม่เลวเลยทีเดียว หลังจากจีเยี่ยเฉินบอกว่าเขากินเสร็จแล้ว นางจึงจัดการกินจนหมดในพริบตา จากนั้นก็เช็ดปากด้วยความอิ่มเอมใจ
ในระหว่างนั้นไม่รู้ว่าจีเยี่ยเฉินไปเก็บยาสมุนไพรมาจากไหน เขาบดมันจนละเอียดแล้วเตรียมจะทาที่ข้อเท้าของเอี่ยนซือซือ ทว่าชายหนุ่มยังไม่ทันได้เข้าใกล้นาง เจ้าปั้นปู้ก็เอาดาบชี้ไปที่หน้าของเขา สายตาจับจ้องไปยังของในมือชายหนุ่มเขม็ง ส่งสัญญาณว่าไม่ให้เข้ามา
เอี่ยนซือซืออดไม่ได้ที่จะหัวเราะ นางดึงชายเสื้อสีดำของปั้นปู้เอาไว้แล้วบอกว่า “ปั้นปู้ เขาไม่ใช่คนร้าย เก็บดาบของเจ้าซะ”
ปั้นปู้มีท่าทางลังเลครู่หนึ่งก่อนจะเก็บดาบแล้วถอยไปอยู่ข้างๆ ดังเดิม
ข้อเท้าที่เจ็บเป็นแค่อาการฟกช้ำ ไม่ได้บาดเจ็บถึงเอ็นและกระดูก จีเยี่ยเฉินจึงทำการพอกยาแล้วพันผ้าให้อย่างระมัดระวัง เอี่ยนซือซือไม่รู้สึกเจ็บสักเท่าไรแล้ว แต่ที่ประหลาดคือใบหน้าของนางกลับแดงระเรื่อดังสีลูกท้อ
---------------------------------------------
[1] ในที่นี้หมายถึง ผู้เชี่ยวชาญในการผลิตและบังคับเครื่องยนต์