เหมยจื่อไม่รู้ว่าตนเองหมดสติไปนานแค่ไหน
ตอนที่นางฟื้นขึ้นมาพอเปิดเปลือกตาที่หนักอึ้งได้ นางก็เห็นเพดานบ้านที่ทั้งเก่าและทรุดโทรม ซ้ำยังมีฝุ่นเกาะหนาเต็มไปหมด หญ้าแฝกที่ใช้มุงหลังคาบางส่วนหลุดห้อยราวกับจะร่วงหล่นลงมาได้ทุกเมื่อ เหมยจื่อจำบ้านหลังนี้ได้ทันทีเพราะนางใช้ชีวิตอยู่บ้านหนังนี้มานานถึงสิบหกปี
หญิงสาวทบทวนเรื่องราวในหัวจึงนึกได้ว่าก่อนหน้านี้ตนพยายามฆ่าตัวตาย นางจึงรีบยกมือคลำไปที่ลำคอของตนเองก็พบบาดแผลเป็นรอยยาว เมื่อมือสัมผัสไปโดนก็ทำให้รู้สึกปวดแปลบ
ถ้าเช่นนั้น...เรื่องที่นางฆ่าตัวตายก็ไม่ใช่ความฝัน เพียงแต่นางทำไม่สำเร็จต่างหาก!
เมื่อได้สติเต็มที่ นางก็รู้สึกกระหายน้ำจึงพยายามลุกขึ้นจากเตียงโดยไม่สนใจอาการป่วยไข้ของตน เหมยจื่อหยิบถ้วยที่วางอยู่บนโต๊ะแล้วรินน้ำใส่ก่อนจะยกขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด ทว่าหลังจากดื่มแล้วนางก็ยังรู้สึกกระหายน้ำอยู่ดี นางค่อยๆ เดินเกาะไปตามผนังบ้านก่อนจะผลักประตูให้เปิดออก
ที่ลานหน้าบ้าน ‘อาชิว’ น้องชายของนางกำลังยืนหั่นผักป่าที่ใช้เป็นอาหารเลี้ยงหมูอยู่ ซึ่งก่อนหน้างานนี้เป็นหน้าที่ของนาง ทันทีอาชิวเห็นพี่สาวเดินออกมาข้างนอกได้ก็ดีใจมาก เขารีบวางมีดหั่นหักผักลงบนเขียง แล้ววิ่งเข้ามาหาพลางถามว่า
“พี่ใหญ่ พี่ไม่เป็นไรใช่ไหม?”
เหมยจื่อส่ายหน้าตอบกลับไปว่า “ข้าไม่เป็นไร ท่านแม่และจูเถาเล่า?”
อาชิวชี้มือออกไปด้านนอก “อยู่ที่นาขอรับ”
หมู่บ้านที่นางอาศัยมาตั้งแต่เกิดชื่อ ‘หมู่บ้านลี่สุ่ย’ หมู่บ้านนี้ตั้งอยู่ในหุบเขาลึก พื้นที่ที่ใช้เพาะปลูกได้จึงมีไม่มากนัก ดังนั้นหากครอบครัวใดได้ครอบครองพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ก็จะถือว่าเป็นครอบครัวที่มีฐานะ
ต้นตระกูลของเหมยจื่อเองก็มีที่นาทำกินอุดมสมบูรณ์ จึงนับได้ว่ามีฐานะดีทีเดียว แม้ว่ารุ่นต่อมาจะทำมาหากินสู้คนรุ่นก่อนไม่ได้แต่ก็ยังมีที่นาทำให้อยู่ได้อย่างไม่ลำบาก
แต่พอมาถึงรุ่นพ่อของเหมยจื่อสถานการณ์กลับเปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากตอนที่บิดาของนางป่วยหนัก มารดาของนางจำต้องแบ่งขายที่นาไปหลายแปลงเพื่อนำเงินมารักษาอาการป่วยของสามี ยามนี้จึงเหลือเพียงที่นาผืนเล็กแห้งแล้งซึ่งอยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านให้พออาศัยทำกิน แต่ถึงจะเหลือที่นาแห่งนั้นเพียงผืนเดียวแต่มารดาของนางก็ยังเห็นที่ผืนนั้นเป็นสมบัติอันล้ำค่า
ที่นาผืนนี้ ในหนึ่งปีจะทำการเพาะปลูกใหญ่ได้สองฤดูกาล ดังนั้นหากจะเรียกว่าครอบครัวนางเป็นครอบครัวของเกษตรกรก็ว่าได้
ในฤดูกาลแรกพวกนางจะปลูกข้าวสาลี ส่วนอีกฤดูกาลจะปลูกข้าวโอ๊ต และระหว่างนั้นยังปลูกข้าวฟ่างเสริมอีกด้วย ทว่าแม้จะทำงานหนักขนาดนี้ ผลผลิตที่ได้รับในแต่ละปีก็ยังแทบจะไม่พอเลี้ยงคนในบ้านที่มีเพียงสี่คน และแม้ช่วงนี้จะไม่ใช่ช่วงหน้านาแต่งานก็ยังล้นมือ มารดาและน้องสาวของนางจึงต้องออกไปทำงานที่นาแทบทุกวัน
เหมยจื่ออยากจะออกไปช่วยแม่กับน้องสาวทำงาน แต่เพราะสภาพร่างกายที่ยังไร้เรี่ยวแรง สุดท้ายนางจึงเดินไปที่เขียงไม้แล้วหยิบมีดที่น้องชายเพิ่งวางมาหั่นผักป่าแทน
.
ผ่านไปครู่หนึ่งก็ได้ยินเสียงดังขึ้นจากนอกรั้ว
ท่านแม่และน้องสาวกลับมาแล้ว พอทั้งสองเดินเข้ามาในเขตบ้าน เสียงก่นด่าจากมารดาก็ดังขึ้น
“คิดจะตายทั้งทีทำไมไม่ทำให้มันดีๆ หน่อย ทำได้ครึ่งๆ กลางๆ แล้วถูกผู้ชายหามกลับมาส่งบ้านแบบนี้ จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ชื่อเสียงก็แทบจะไม่เหลืออยู่แล้วยังต้องมาด่างพร้อยเพราะเรื่องนี้อีก!”
อาชิวอดไม่ได้จึงถามด้วยความประหลาดใจ “ในเมื่อชื่อเสียงก็ไม่มีอยู่แล้ว ทำไมยังด่างพร้อยได้อีกล่ะ?”
พอคนเป็นแม่ได้ยินคำถามก็ยิ่งโกรธ นางฉวยไม้กวาดที่อยู่ใกล้มือมาตีก้นลูกชายอย่างแรง อาชิวตกใจรีบเผ่นแนบไปไกล สุดท้ายไม้กวาดด้ามนั้นก็พุ่งเข้าไปในเล้าไก่ด้านข้างเกิดเสียงดัง ‘โครม’ จนไก่แตกตื่นบินว่อนออกมาจากเล้าเต็มลานหน้าบ้านไปหมด เสียงไก่ร้องดังกระต๊ากๆ ขนไก่ปลิวกระจัดกระจายไปทั่ว ช่างเป็นภาพที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย
จูเถาเช็ดเหงื่อบนใบหน้าแล้วรวบผมขึ้นสูงพลางพูดว่า “อย่างไรก็เสียชื่อเสียงไปแล้ว ชีวิตนี้อย่าหวังว่าจะขายออกเลย อยู่บ้านคอยปรนนิบัติท่านแม่ไปเถอะ!”
ผู้เป็นแม่หันไปถลึงตาใส่ลูกสาวคนรองที่พูดจาไม่เข้าหู ก่อนจะว่าด้วยอารมณ์ขุ่นเคือง “พูดจาเหลวไหล! เจ้าเคยเห็นลูกสาวบ้านไหนบ้างที่ขายไม่ออก หากหมู่บ้านนี้มันไม่มีใครแล้วจริงๆ ก็หาผู้ชายต่างหมู่บ้านสักคนมาแต่งกันไป ไม่ต้องมากพิธีแค่ขอให้ถูกต้องตามประเพณีก็พอ!”
เหมยจื่อได้แต่ก้มหน้าก้มตาไม่ปริปากสักคำ ในมือกำมีดหั่นผักแน่น
ขายไม่ออกก็ไม่ต้องขาย!
ใครอยากจะทำอะไรก็ทำ!
นางไม่สนใจอีกต่อไปแล้ว!
.
ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา
ชื่อเสียงของเหมยจื่อก็ย่ำแย่ลง ข่าวที่ร่ำลือกันในหมู่บ้านหาใช่เพียงเรื่องนัดแนะผู้ชายหนีออกจากหมู่บ้านแล้วถูกทิ้งไม่มาตามนัด ตอนนี้ยังเพิ่มเรื่องระหว่างนางกับเซียวจิงซันเข้าไปอีก ชาวบ้านพากันพูดปากต่อปากว่าเซียวจิงซันอุ้มเหมยจื่อกลับมาส่งที่บ้านด้วยตนเอง หนำซ้ำยังไปส่งนางถึงในห้องนอนเสียด้วย ต่อจากนี้สตรีนามว่าเหมยจื่อไม่มีทางได้แต่งงานเป็นแน่
ตลอดทางเดินไปที่นา เหมยจื่อได้ยินคำติฉินนินทาดังแว่วมาเป็นระยะ หญิงสาวขบกรามจนแน่น แสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน แต่ในใจก็อดคิดมากตามไม่ได้ โชคยังดีที่ระหว่างทางไม่เจอกับเซียวจิงซัน ไม่อย่างนั้นนางคงลำบากใจมากกว่านี้เป็นแน่
.
วันนี้ท้องฟ้าปลอดโปร่งและมีแดดจ้า
เหมยจื่อ มารดาและน้องสาวไปช่วยกันถอนวัชพืชที่ขึ้นอยู่ในนา แสงแดดที่แผดเผาทำให้ทั้งสามรู้สึกกระหายน้ำ นางจึงกึ่งวิ่งกึ่งเดินกลับบ้านเพื่อไปนำน้ำชามาให้แม่และน้องสาว ระหว่างทางบังเอิญพบกับเซียวจิงซันที่เพิ่งกลับมาจากด้านนอก บนหลังของเขาหิ้วคันธนูไว้อย่างเคย
เมื่อชายหนุ่มเดินใกล้เข้ามาแล้วเห็นเหมยจื่อ เขาก็นึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้น จึงชะงักฝีเท้าและเอ่ยถามขึ้นว่า “เจ้าหายดีแล้วหรือ?”
เหมยจื่อเอาแต่ก้มหน้า ทว่าปลายหางตาเหลือบเห็นว่ามีสายตาหลายคู่กำลังจับจ้องมาที่ตน หญิงสาวจึงทำเพียงแค่พยักหน้าให้เขา แล้วรีบวิ่งไปที่บ้านของตนเอง ทันทีที่เข้าไปในบ้านเสียงนินทาเหล่านั้นก็ยังดังแว่วมาให้ได้ยิน หนำซ้ำยังตามมาด้วยเสียงหัวเราะเย้ยหยันอย่างไม่เกรงใจ
เหมยจื่อรินน้ำใส่ถ้วยดื่มไปอึกใหญ่ ก่อนจะถอนใจยาวออกมา
นี่สินะ...ที่เขาว่า ‘ยิ่งหวาดกลัวสิ่งใด ยิ่งได้เจอสิ่งนั้น!’
อันที่จริงนางไม่ได้เก็บเรื่องของเซียวจิงซันมาคิดหรือใส่ใจเท่าใดนัก เพราะเขาอายุมากกว่านางตั้งหลายปีและทั้งสองก็ไม่เคยมีอะไรข้องเกี่ยวกัน แต่ใครเลยจะคาดคิดว่าจากนี้ไม่นานจะเกิดเรื่องที่ทำให้นางต้องตกตะลึงจนถึงกับตาค้างเลยทีเดียว
.
เซียวจิงซันส่งแม่สื่อมาสู่ขอเหมยจื่อถึงบ้าน
ชายหนุ่มเชิญท่านป้าหลิ่วจินซึ่งเป็นแม่สื่อประจำหมู่บ้านให้ไปสู่ขอนางตามธรรมเนียม
เมื่อมารดาของเหมยจื่อเห็นว่ายังมีคนต้องการลูกสาวของตนไปเป็นภรรยา แม้ท่าทางชายผู้นี้จะดูประหลาดไปสักหน่อย แต่ก็ไม่ได้พิการแขนขา นางจึงรีบตกปากรับคำ แม้แต่เรื่องสินสอดทองหมั้นก็มิได้เรียกร้องแต่อย่างใด
ส่วนเรื่องพิธีแต่งงานก็ตกลงกันได้อย่างรวดเร็ว แต่สิ่งที่มารดาของเหมยจื่อไม่คาดฝันก็คือ ทางฝ่ายชายได้จัดเตรียมสินสอดไว้ให้ครบครันตามขนบธรรมเนียมประเพณีที่ยึดถือกันภายในหมู่บ้าน มีไก่ตัวผู้และไก่ตัวเมียอย่างละคู่ เนื้อหมูหนักห้าชั่ง ปลาตัวใหญ่หนึ่งตัว ขนมสี่อย่าง ทั้งยังมีธัญพืชหลากหลายชนิดน้ำหนักรวมสิบสองชั่ง และเงินอีกเก้าตำลึง
ดังนั้นเมื่อมารดาฝ่ายหญิงเห็นสินสอดครบถ้วนตามธรรมเนียมก็ยินดีและพอใจมาก แทบอยากจะยกลูกสาวให้ออกเรือนไปเสียเดี๋ยวนั้น
จูเถาได้แต่มองดูเหตุการณ์อยู่ข้างๆ ไม่ออกความคิดเห็นใดๆ บอกเพียงว่าเมื่อถึงคราวตนเองออกเรือนบ้าง สินสอดของนางต้องไม่น้อยหน้าเหมยจื่อแน่นอน ไม่อย่างนั้นนางจะไม่ยอมแต่งงานเด็ดขาด
ท่านป้าซงเซียงที่อยู่ข้างบ้านเห็นสินสอดที่เซียวจิงซันเตรียมมาก็พูดปลอบเหมยจื่อว่า แม้ฝ่ายชายจะอายุจะมากไปสักหน่อย แต่ก็ดูเอาใจใส่ดี สิ่งที่ควรจัดเตรียมมาให้ฝ่ายหญิงก็ครบถ้วนมิได้ขาดตกบกพร่อง หากเหมยจื่อตกลงปลงใจออกเรือนไปกับชายผู้นี้ก็ไม่น้อยหน้าสตรีอื่นในหมู่บ้านเลยสักนิด
ในเมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว นางยังสามารถพูดอะไรได้อีกเล่า?
เหมยจื่อทอดสายตาไปไกล เหม่อมองเทือกเขาที่มีหมอกหนาปกคลุมอยู่เบื้องหน้า ในหัวของนางหวนคิดถึงภาพของชายผู้นี้ ทว่าใบหน้าของเขากลับเลือนรางในความคิด จดจำได้เพียงภาพแผงอกกว้างภายใต้เสื้อที่เปี่ยมชุมไปด้วยเหงื่อและกล้ามแขนอันกำยำของเขา
นางต้องออกเรือนแล้วจริงๆ หรือ? หนำซ้ำยังเป็นชายที่ไม่รู้จักมักคุ้นกันเลยแม้แต่น้อย?
ออกเรือนไปกับคนที่ใครๆ ต่างร่ำลือว่าเป็นโจรป่า!
-----------------------------------------------------------------------------------