ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

Hunter's Lady ดรุณีสุดที่รัก

ผู้แต่ง Nv Wang Bu Zai Jia
ผู้แปล ห้องสมุด
ประเภท
ประเภทหนังสือ (น 18+) เหมาะสมกับผู้มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป
เมื่อชายเถื่อนคนหนึ่งช่วยชีวิตนางไว้จากความตาย ชีวิตที่เหลือของนางจึงเป็นของเขา

บทนำ

Author: Nv Wang Bu Zai Jia

Chinese edition copyright by 北京晋江原创网络科技有限公司

Thai edition copyright Hongsamut.com Co., Ltd. ALL RIGHTS RESERVED

----------------------------

เมื่อชายเถื่อนคนหนึ่งช่วยชีวิตนางไว้จากความตาย ชีวิตที่เหลือของนางจึงเป็นของเขา

----------------------------

showtime: จันทร์-ศุกร์ (หยุดลงเสาร์-อาทิตย์จ้า)

สารบัญ

หาที่ตาย

‘เหมยจื่อ’ ตัดสินใจจบชีวิตของตน

นางไม่อาจทนอยู่ต่อไปได้อีกแล้ว ‘ฝูเกอ’ ชายที่เคยตกลงว่าจะหนีออกจากหมู่บ้านแล้วไปใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน กลับผิดคำสัญญาไม่มาตามนัดหมาย ทิ้งให้นางรอคอยอย่างเดียวดายบนหน้าผาทั้งคืน

เมื่อผู้คนล่วงรู้ต่างโจษจันกันไปทั่วทั้งหมู่บ้าน หนำซ้ำตอนนี้เขากำลังจะแต่งหญิงอื่นมาเป็นภรรยา ถ้อยคำซุบซิบนินทาย่อมต้องเพิ่มขึ้นมาอีกมากมาย

แม้ว่านางจะไม่รู้หนังสือมากนัก อีกทั้งไม่ค่อยสนใจเรื่องขนบธรรมเนียมประเพณีสักเท่าใด แต่ก็พอรู้ว่าการตกเป็นขี้ปากชาวบ้านในเรื่องนี้คงทำให้ตนไม่มีหน้าจะไปพบใครได้ ชาตินี้คงหมดหวังที่จะแต่งงานมีครอบครัวดีๆ อย่างหญิงสาวทั่วไป

ในเมื่อเป็นเช่นนี้ไม่สู้ตายเสียดีกว่า หากตายไปก็จะได้ไม่ต้องทุกข์ใจกับคำก่นด่าของมารดา ไม่ต้องทนฟังคำกล่าวโทษทั้งๆ ที่นางไม่ได้ผิดจากปากของน้องสาวตนเอง ไม่ต้องเสียใจกับการถูกชายผู้นั้นทรยศหักหลัง ไม่ต้องเผชิญหน้าต่อคำเสียดสีถากถางของผู้คนรายรอบ ทิ้งความอัปยศอดสูทั้งหมดไว้เบื้องหลัง

เหมยจื่อเดินลัดเลาะไปตามทางเล็กแคบบนภูเขาที่คุ้นชิน เบื้องหน้ามีต้นไม้ใหญ่ที่ลำต้นโน้มเอียงลงมา เหมาะแก่การฆ่าตัวตายของนางมากที่สุด ส่วนจะตายอย่างไรนางได้ไตร่ตรองมาแล้วทั้งคืน

ในเมื่อไม่อาจจบชีวิตตนเองที่บ้านได้เพราะเกรงว่าจะสร้างความอัปมงคลและอาจทำให้แม่กับน้องๆ หวาดกลัว นางจึงตัดสินใจออกมาหาที่ตายเอาดาบหน้า ต้นไม้ที่จะเป็นจุดจบชีวิตของนางมีลำต้นไม่สูงนัก เพียงใช้ผ้าคาดเอวพาดขึ้นไปก็คงช่วยให้แขวนคอตายได้แล้ว

เหมยจื่อเลือกที่จะออกจากบ้านตั้งแต่เช้าตรู่ ทางเดินบนเขาจึงยังไม่ค่อยมีผู้คนสัญจรสักเท่าไร หญิงสาวคิดว่าตนเองโชคดีที่ตื่นแต่เช้า เพราะไหนๆ ก็จะตายแล้ว นางก็ขอเลือกเวลาที่ดีสักหน่อย

ในขณะที่กำลังคิดอยู่นั้น จู่ๆ ก็เห็นเงาร่างใครคนหนึ่งเดินมาแต่ไกล ตอนแรกนางยังเห็นใบหน้าอีกฝ่ายไม่ชัด แต่เมื่อคนผู้นั้นเดินใกล้เข้ามานางจึงได้รู้ว่าเขาคือ ‘เซียวจิงซัน’ นายพรานที่อาศัยอยู่ห่างจากตัวหมู่บ้านไม่มากนัก บนหลังชายหนุ่มแบกคันธนู ในมือหิ้วของป่ามาด้วยหลายชนิด เขาสาวเท้ายาวๆ ตรงมาทางนาง เพื่อมุ่งหน้าเข้าหมู่บ้าน

หญิงสาวรีบก้มหน้าหลุบตาต่ำแสร้งทำเป็นมองไม่เห็น แต่สายตาพลันเหลือบเห็นเสื้อที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อจนเห็นแผงอกกว้างและท่อนแขนกำยำของเขาเข้าอย่างจัง ภาพที่เห็นทำให้นางเขินอายจนหน้าแดงเรื่อ เพียงครู่หนึ่งก็นึกขำตนเองในใจว่า ในเวลาอย่างนี้ยังจะมามัวเขินอะไรกันเล่า เพราะอีกไม่นานนางก็จะตายอยู่แล้ว

เซียวจิงซันเห็นท่าทางประหลาดของเหมยจื่อ จึงมองมาด้วยแววตาสงสัย

หญิงสาวหลบสายตาหันมองไปทางอื่นและยังคงเดินต่อไปเหมือนไม่สนใจเขา กระทั่งทั้งสองเดินสวนทางกัน พอคล้อยหลังอีกฝ่าย เหมยจื่อก็ลอบถอนใจยาว ไม่รู้เพราะเหตุใดชายผู้นี้ถึงทำให้นางเกิดความรู้สึกหวาดกลัวได้ทุกครั้งเวลาที่เจอกัน

อันที่จริงหมู่บ้านบนเขาแบบนี้ก็ไม่ได้ใหญ่โตนัก มีผู้คนอาศัยราวสองร้อยคนเท่านั้น ดังนั้นทุกคนในหมู่บ้านจึงล้วนรู้จักกันเป็นอย่างดี มีเพียงเซียวจิงซันคนนี้แหละที่นางไม่รู้จักมักจี่ด้วย

เมื่อก่อนเคยมีข่าวลือว่าบิดาของเขาเป็นอาจารย์เปิดสำนักสอนหนังสืออยู่ในหมู่บ้านนี้ อาศัยเงินจากการสอนหนังสือเด็กไม่กี่คนมาเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง มาวันหนึ่งผู้เฒ่าเซียวได้จากไปอย่างกะทันหัน หลังจากฝังศพบิดาแล้วเซียวจิงซันก็เก็บข้าวของของตนใส่ห่อผ้าแล้วออกไปจากหมู่บ้าน

ตอนนั้นเขาอายุเพียงสิบสามปีเห็นจะได้ ส่วนนางเองก็มีอายุเพียงขวบเดียวเท่านั้น ยังเป็นเด็กน้อยเดินเตาะแตะไม่รู้เรื่องรู้ราวอยู่เลย ดังนั้นนางจึงไม่มีความทรงจำที่เกี่ยวกับเขาแม้แต่น้อย

กระทั่งฤดูใบไม้ผลิปีที่แล้ว เซียวจิงซันที่จากไปนานถึงสิบห้าปีก็กลับมาที่หมู่บ้าน เขาเติบโตกลายเป็นบุรุษหนุ่มร่างกายกำยำสูงใหญ่ ท่วงท่าสง่างาม ใบหน้าคมสันสมชายชาตรี แต่เพราะนิสัยที่เงียบขรึมและไม่ค่อยพูด เมื่อถูกถามไถ่ว่าไปไหนหรือทำอะไรตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา จึงมักจะไม่ค่อยมีคำตอบออกจากปากเขาเท่าใดนัก

หลังจากนั้นไม่นานก็มีคนเห็นรอยแผลฉกรรจ์บริเวณหน้าอกของชายหนุ่มเข้า ทำให้มีข่าวลือตามมาว่าช่วงที่เขาหายไปต้องไปเป็นโจรป่าอย่างแน่นอน ชาวบ้านจึงพากันตกอกตกใจ สุดท้ายก็ไม่มีใครกล้ามาข้องเกี่ยวกับเขาอีก

แต่เซียวจิงซันกลับไม่สนใจต่อคำร่ำลือดังกล่าว เขากลับไปยังกระท่อมหลังเดิมของบิดา ก่อนจะพบว่ามันทรุดโทรมและผุพังมากจนอาศัยอยู่ไม่ได้แล้ว ชายหนุ่มจึงไปตัดไม้มาสร้างกระท่อมหลังใหม่แล้วมุงหลังคาด้วยหญ้าแฝกและอาศัยอยู่ที่นั่นนับแต่นั้น ตามปกติชายหนุ่มจะขึ้นเขาไปหาของป่าและล่าสัตว์แทบทุกวัน บางครั้งก็จะเอาของเหล่านั้นไปแลกอาหารกับคนในหมู่บ้าน บ้างก็เอาไปขายเพื่อยังชีพ

หลังจากเซียวจิงซันกลับมาที่หมู่บ้าน เหมยจื่อเคยพบเขาเพียงไม่กี่ครั้งแต่ก็ไม่กล้าที่จะเข้าไปคุยด้วย ทุกครั้งที่เจอกันนางก็ได้แต่ก้มหน้าก้มตาแล้วเดินผ่านไปเพียงเท่านั้น นั่นอาจเป็นเพราะนางรู้สึกกลัวบาดแผลบนอกของเขาที่ชาวบ้านต่างพากันพูดถึง อีกอย่างนางเองก็เป็นสาวแล้วและยังไม่ได้แต่งงาน เมื่อเจอกับบุรุษหนุ่มวัยฉกรรจ์ที่ยังไม่ได้ออกเรือนเช่นกันก็ย่อมรู้สึกเขินอายเป็นธรรมดา

มาถึงตอนนี้เมื่อนางตัดสินใจที่จะตาย คาดไม่ถึงว่าคนสุดท้ายที่จะได้พบก็คือชายผู้นี้ เขาคงออกไปล่าสัตว์ตอนเช้ามืดและนี่คงเป็นเวลากลับมาพอดี โชคยังดีว่าเซียวจิงซันไม่ใช่คนช่างพูด ไม่เช่นนั้นนางก็ไม่รู้จะตอบคำถามเขาอย่างไร

เหมยจื่อเดินต่อไปอีกไม่นานก็ถึงต้นไม้ใหญ่ที่เป็นจุดหมายของตน หญิงสาวลูบมือไปบนลำต้นหยาบกระด้างที่ยังมีน้ำค้างยามเช้าเกาะอยู่เล็กน้อย พลางคิดในใจว่านี่คงเป็นสถานที่สิ้นสุดลมหายใจของตนแล้ว

จากนั้นนางก็ปลดผ้าคาดเอวเนื้อหยาบของตนแล้วออกแรงเหวี่ยงผืนผ้าไปพาดกับลำต้นที่โน้มเอียงลงมา ทว่าสายคาดเอวกลับไม่ได้ขึ้นไปพาดบนต้นอย่างที่ตั้งใจแต่กลับตกลงมาตรงหน้านาง เหมยจื่อกัดฟันแน่นอย่างหัวเสียเล็กน้อยแล้วกระหวัดชายกระโปรงของตนขึ้นก่อนจะปีนไปบนต้นไม้ต้นนั้น เรื่องนี้นับว่าไม่ยากสำหรับนาง เพราะไม่มีเด็กในหมู่บ้านคนไหนที่ไม่เคยปีนต้นไม้มาก่อน หนำซ้ำนี่ยังเป็นต้นไม้เอียงๆ ต้นหนึ่งเท่านั้น

กว่าจะจัดการให้สายคาดเอวคล้องกับต้นไม้ได้สำเร็จและผูกปมผ้าแบบเงื่อนตายเรียบร้อย หญิงสาวก็เหนื่อยจนหายใจหอบถี่ จากนั้นนางก็หาก้อนหินใหญ่ก้อนหนึ่งแล้วขึ้นไปยืนเขย่ง พยายามสอดลำคอของตนเข้ากับผ้าที่ผูกเป็นบ่วงเอาไว้

ในขณะที่เหมยจื่อกำลังจะยื่นคอตนเองเข้าไปในบ่วงผ้า นางพลันนึกถึงเรื่องราวมากมายที่ผ่านมาในชีวิต เริ่มตั้งแต่ตอนเล็กที่ต้องกำพร้าบิดา กลายเป็นลูกสาวคนโตที่ต้องดูแลครอบครัวอย่างยากลำบาก อีกทั้งชายที่นางเคยคิดว่ารักกันอย่าง ‘ฝูเกอ’ แต่สุดท้ายแล้วเขาก็ไม่อาจขัดคำสั่งของครอบครัว จึงเลือกที่จะทิ้งนางไปตบแต่งกับหญิงอื่นที่มีเรือกสวนไร่นาติดตัวมาเป็นสินเดิม

หญิงสาวหัวเราะเยาะตัวเองอย่างขมขื่น ค่อยๆ หลับตาลงแล้วยื่นคอผ่านบ่วงผ้า

ตายเสียได้ก็ดี หากตายไปแล้วอย่างน้อยก็ยังขอกับยมบาลได้ว่า หากชาติหน้ามีจริงขอให้ตนได้พบกับผู้ชายดีๆ สักคน

เมื่อตัดสินใจได้ นางก็ใช้ปลายเท้าถีบก้อนหินที่รองเท้าของตนออกอย่างไม่ลังเล พอเท้ากระแทกถูกหินก็รู้สึกเจ็บแปลบ เพียงพริบตาความเจ็บที่เท้าก็ถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกอึดอัดจนหายใจไม่ออก ดวงตากลมโตเบิกกว้าง ร่างนางลอยคว้างอยู่กลางอากาศ ขาทั้งสองข้างดิ้นรนกระเสือกกระสน

นี่นางต้องตายแล้วจริงๆ หรือ!

รสชาติของความตายช่างทรมานเหลือเกิน

ขณะที่ความมืดมิดกำลังจะกลืนกินชีวิตนาง ทันใดนั้นเหมยจื่อก็รู้สึกราวกับร่างทั้งร่างไร้ซึ่งพันธนาการเป็นความรู้สึกที่เบาสบายจนนางคิดว่าตนเองลอยได้ ทว่าร่างกายนางกลับหมดซึ่งเรี่ยวแรง อีกทั้งเปลือกตาก็หนักอึ้งจนไม่สามารถลืมตาได้อีก

แต่แล้ว...ท่ามกลางความพร่าเลือน พลันรู้สึกราวกับถูกบางสิ่งที่ทรงพลังโอบอุ้มเอาไว้ สายลมพัดผ่านร่างอย่างรวดเร็ว เหมือนตัวนางกำลังเคลื่อนไปเบื้องหน้าซึ่งไม่รู้ว่าปลายทางคือที่ใด

-------------------------------------------------------------------------------------

สู่ขอ

เหมยจื่อไม่รู้ว่าตนเองหมดสติไปนานแค่ไหน

ตอนที่นางฟื้นขึ้นมาพอเปิดเปลือกตาที่หนักอึ้งได้ นางก็เห็นเพดานบ้านที่ทั้งเก่าและทรุดโทรม ซ้ำยังมีฝุ่นเกาะหนาเต็มไปหมด หญ้าแฝกที่ใช้มุงหลังคาบางส่วนหลุดห้อยราวกับจะร่วงหล่นลงมาได้ทุกเมื่อ เหมยจื่อจำบ้านหลังนี้ได้ทันทีเพราะนางใช้ชีวิตอยู่บ้านหนังนี้มานานถึงสิบหกปี

หญิงสาวทบทวนเรื่องราวในหัวจึงนึกได้ว่าก่อนหน้านี้ตนพยายามฆ่าตัวตาย นางจึงรีบยกมือคลำไปที่ลำคอของตนเองก็พบบาดแผลเป็นรอยยาว เมื่อมือสัมผัสไปโดนก็ทำให้รู้สึกปวดแปลบ

ถ้าเช่นนั้น...เรื่องที่นางฆ่าตัวตายก็ไม่ใช่ความฝัน เพียงแต่นางทำไม่สำเร็จต่างหาก!

เมื่อได้สติเต็มที่ นางก็รู้สึกกระหายน้ำจึงพยายามลุกขึ้นจากเตียงโดยไม่สนใจอาการป่วยไข้ของตน เหมยจื่อหยิบถ้วยที่วางอยู่บนโต๊ะแล้วรินน้ำใส่ก่อนจะยกขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด ทว่าหลังจากดื่มแล้วนางก็ยังรู้สึกกระหายน้ำอยู่ดี นางค่อยๆ เดินเกาะไปตามผนังบ้านก่อนจะผลักประตูให้เปิดออก

ที่ลานหน้าบ้าน ‘อาชิว’ น้องชายของนางกำลังยืนหั่นผักป่าที่ใช้เป็นอาหารเลี้ยงหมูอยู่ ซึ่งก่อนหน้างานนี้เป็นหน้าที่ของนาง ทันทีอาชิวเห็นพี่สาวเดินออกมาข้างนอกได้ก็ดีใจมาก เขารีบวางมีดหั่นหักผักลงบนเขียง แล้ววิ่งเข้ามาหาพลางถามว่า

“พี่ใหญ่ พี่ไม่เป็นไรใช่ไหม?”

เหมยจื่อส่ายหน้าตอบกลับไปว่า “ข้าไม่เป็นไร ท่านแม่และจูเถาเล่า?”

อาชิวชี้มือออกไปด้านนอก “อยู่ที่นาขอรับ”

หมู่บ้านที่นางอาศัยมาตั้งแต่เกิดชื่อ ‘หมู่บ้านลี่สุ่ย’ หมู่บ้านนี้ตั้งอยู่ในหุบเขาลึก พื้นที่ที่ใช้เพาะปลูกได้จึงมีไม่มากนัก ดังนั้นหากครอบครัวใดได้ครอบครองพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ก็จะถือว่าเป็นครอบครัวที่มีฐานะ

ต้นตระกูลของเหมยจื่อเองก็มีที่นาทำกินอุดมสมบูรณ์ จึงนับได้ว่ามีฐานะดีทีเดียว แม้ว่ารุ่นต่อมาจะทำมาหากินสู้คนรุ่นก่อนไม่ได้แต่ก็ยังมีที่นาทำให้อยู่ได้อย่างไม่ลำบาก

แต่พอมาถึงรุ่นพ่อของเหมยจื่อสถานการณ์กลับเปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากตอนที่บิดาของนางป่วยหนัก มารดาของนางจำต้องแบ่งขายที่นาไปหลายแปลงเพื่อนำเงินมารักษาอาการป่วยของสามี ยามนี้จึงเหลือเพียงที่นาผืนเล็กแห้งแล้งซึ่งอยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านให้พออาศัยทำกิน แต่ถึงจะเหลือที่นาแห่งนั้นเพียงผืนเดียวแต่มารดาของนางก็ยังเห็นที่ผืนนั้นเป็นสมบัติอันล้ำค่า

ที่นาผืนนี้ ในหนึ่งปีจะทำการเพาะปลูกใหญ่ได้สองฤดูกาล ดังนั้นหากจะเรียกว่าครอบครัวนางเป็นครอบครัวของเกษตรกรก็ว่าได้

ในฤดูกาลแรกพวกนางจะปลูกข้าวสาลี ส่วนอีกฤดูกาลจะปลูกข้าวโอ๊ต และระหว่างนั้นยังปลูกข้าวฟ่างเสริมอีกด้วย ทว่าแม้จะทำงานหนักขนาดนี้ ผลผลิตที่ได้รับในแต่ละปีก็ยังแทบจะไม่พอเลี้ยงคนในบ้านที่มีเพียงสี่คน และแม้ช่วงนี้จะไม่ใช่ช่วงหน้านาแต่งานก็ยังล้นมือ มารดาและน้องสาวของนางจึงต้องออกไปทำงานที่นาแทบทุกวัน

เหมยจื่ออยากจะออกไปช่วยแม่กับน้องสาวทำงาน แต่เพราะสภาพร่างกายที่ยังไร้เรี่ยวแรง สุดท้ายนางจึงเดินไปที่เขียงไม้แล้วหยิบมีดที่น้องชายเพิ่งวางมาหั่นผักป่าแทน

.

ผ่านไปครู่หนึ่งก็ได้ยินเสียงดังขึ้นจากนอกรั้ว

ท่านแม่และน้องสาวกลับมาแล้ว พอทั้งสองเดินเข้ามาในเขตบ้าน เสียงก่นด่าจากมารดาก็ดังขึ้น

“คิดจะตายทั้งทีทำไมไม่ทำให้มันดีๆ หน่อย ทำได้ครึ่งๆ กลางๆ แล้วถูกผู้ชายหามกลับมาส่งบ้านแบบนี้ จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ชื่อเสียงก็แทบจะไม่เหลืออยู่แล้วยังต้องมาด่างพร้อยเพราะเรื่องนี้อีก!”

อาชิวอดไม่ได้จึงถามด้วยความประหลาดใจ “ในเมื่อชื่อเสียงก็ไม่มีอยู่แล้ว ทำไมยังด่างพร้อยได้อีกล่ะ?”

พอคนเป็นแม่ได้ยินคำถามก็ยิ่งโกรธ นางฉวยไม้กวาดที่อยู่ใกล้มือมาตีก้นลูกชายอย่างแรง อาชิวตกใจรีบเผ่นแนบไปไกล สุดท้ายไม้กวาดด้ามนั้นก็พุ่งเข้าไปในเล้าไก่ด้านข้างเกิดเสียงดัง ‘โครม’ จนไก่แตกตื่นบินว่อนออกมาจากเล้าเต็มลานหน้าบ้านไปหมด เสียงไก่ร้องดังกระต๊ากๆ ขนไก่ปลิวกระจัดกระจายไปทั่ว ช่างเป็นภาพที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย

จูเถาเช็ดเหงื่อบนใบหน้าแล้วรวบผมขึ้นสูงพลางพูดว่า “อย่างไรก็เสียชื่อเสียงไปแล้ว ชีวิตนี้อย่าหวังว่าจะขายออกเลย อยู่บ้านคอยปรนนิบัติท่านแม่ไปเถอะ!”

ผู้เป็นแม่หันไปถลึงตาใส่ลูกสาวคนรองที่พูดจาไม่เข้าหู ก่อนจะว่าด้วยอารมณ์ขุ่นเคือง “พูดจาเหลวไหล! เจ้าเคยเห็นลูกสาวบ้านไหนบ้างที่ขายไม่ออก หากหมู่บ้านนี้มันไม่มีใครแล้วจริงๆ ก็หาผู้ชายต่างหมู่บ้านสักคนมาแต่งกันไป ไม่ต้องมากพิธีแค่ขอให้ถูกต้องตามประเพณีก็พอ!”

เหมยจื่อได้แต่ก้มหน้าก้มตาไม่ปริปากสักคำ ในมือกำมีดหั่นผักแน่น

ขายไม่ออกก็ไม่ต้องขาย!

ใครอยากจะทำอะไรก็ทำ!

นางไม่สนใจอีกต่อไปแล้ว!

.

ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา

ชื่อเสียงของเหมยจื่อก็ย่ำแย่ลง ข่าวที่ร่ำลือกันในหมู่บ้านหาใช่เพียงเรื่องนัดแนะผู้ชายหนีออกจากหมู่บ้านแล้วถูกทิ้งไม่มาตามนัด ตอนนี้ยังเพิ่มเรื่องระหว่างนางกับเซียวจิงซันเข้าไปอีก ชาวบ้านพากันพูดปากต่อปากว่าเซียวจิงซันอุ้มเหมยจื่อกลับมาส่งที่บ้านด้วยตนเอง หนำซ้ำยังไปส่งนางถึงในห้องนอนเสียด้วย ต่อจากนี้สตรีนามว่าเหมยจื่อไม่มีทางได้แต่งงานเป็นแน่

ตลอดทางเดินไปที่นา เหมยจื่อได้ยินคำติฉินนินทาดังแว่วมาเป็นระยะ หญิงสาวขบกรามจนแน่น แสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน แต่ในใจก็อดคิดมากตามไม่ได้ โชคยังดีที่ระหว่างทางไม่เจอกับเซียวจิงซัน  ไม่อย่างนั้นนางคงลำบากใจมากกว่านี้เป็นแน่

.

วันนี้ท้องฟ้าปลอดโปร่งและมีแดดจ้า

เหมยจื่อ มารดาและน้องสาวไปช่วยกันถอนวัชพืชที่ขึ้นอยู่ในนา แสงแดดที่แผดเผาทำให้ทั้งสามรู้สึกกระหายน้ำ นางจึงกึ่งวิ่งกึ่งเดินกลับบ้านเพื่อไปนำน้ำชามาให้แม่และน้องสาว ระหว่างทางบังเอิญพบกับเซียวจิงซันที่เพิ่งกลับมาจากด้านนอก บนหลังของเขาหิ้วคันธนูไว้อย่างเคย

เมื่อชายหนุ่มเดินใกล้เข้ามาแล้วเห็นเหมยจื่อ เขาก็นึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้น จึงชะงักฝีเท้าและเอ่ยถามขึ้นว่า “เจ้าหายดีแล้วหรือ?”

เหมยจื่อเอาแต่ก้มหน้า ทว่าปลายหางตาเหลือบเห็นว่ามีสายตาหลายคู่กำลังจับจ้องมาที่ตน หญิงสาวจึงทำเพียงแค่พยักหน้าให้เขา แล้วรีบวิ่งไปที่บ้านของตนเอง ทันทีที่เข้าไปในบ้านเสียงนินทาเหล่านั้นก็ยังดังแว่วมาให้ได้ยิน หนำซ้ำยังตามมาด้วยเสียงหัวเราะเย้ยหยันอย่างไม่เกรงใจ

เหมยจื่อรินน้ำใส่ถ้วยดื่มไปอึกใหญ่ ก่อนจะถอนใจยาวออกมา

นี่สินะ...ที่เขาว่า ‘ยิ่งหวาดกลัวสิ่งใด ยิ่งได้เจอสิ่งนั้น!’

อันที่จริงนางไม่ได้เก็บเรื่องของเซียวจิงซันมาคิดหรือใส่ใจเท่าใดนัก เพราะเขาอายุมากกว่านางตั้งหลายปีและทั้งสองก็ไม่เคยมีอะไรข้องเกี่ยวกัน แต่ใครเลยจะคาดคิดว่าจากนี้ไม่นานจะเกิดเรื่องที่ทำให้นางต้องตกตะลึงจนถึงกับตาค้างเลยทีเดียว

.

เซียวจิงซันส่งแม่สื่อมาสู่ขอเหมยจื่อถึงบ้าน

ชายหนุ่มเชิญท่านป้าหลิ่วจินซึ่งเป็นแม่สื่อประจำหมู่บ้านให้ไปสู่ขอนางตามธรรมเนียม

เมื่อมารดาของเหมยจื่อเห็นว่ายังมีคนต้องการลูกสาวของตนไปเป็นภรรยา แม้ท่าทางชายผู้นี้จะดูประหลาดไปสักหน่อย แต่ก็ไม่ได้พิการแขนขา นางจึงรีบตกปากรับคำ แม้แต่เรื่องสินสอดทองหมั้นก็มิได้เรียกร้องแต่อย่างใด

ส่วนเรื่องพิธีแต่งงานก็ตกลงกันได้อย่างรวดเร็ว แต่สิ่งที่มารดาของเหมยจื่อไม่คาดฝันก็คือ ทางฝ่ายชายได้จัดเตรียมสินสอดไว้ให้ครบครันตามขนบธรรมเนียมประเพณีที่ยึดถือกันภายในหมู่บ้าน มีไก่ตัวผู้และไก่ตัวเมียอย่างละคู่ เนื้อหมูหนักห้าชั่ง ปลาตัวใหญ่หนึ่งตัว ขนมสี่อย่าง ทั้งยังมีธัญพืชหลากหลายชนิดน้ำหนักรวมสิบสองชั่ง และเงินอีกเก้าตำลึง

ดังนั้นเมื่อมารดาฝ่ายหญิงเห็นสินสอดครบถ้วนตามธรรมเนียมก็ยินดีและพอใจมาก แทบอยากจะยกลูกสาวให้ออกเรือนไปเสียเดี๋ยวนั้น

จูเถาได้แต่มองดูเหตุการณ์อยู่ข้างๆ ไม่ออกความคิดเห็นใดๆ บอกเพียงว่าเมื่อถึงคราวตนเองออกเรือนบ้าง สินสอดของนางต้องไม่น้อยหน้าเหมยจื่อแน่นอน ไม่อย่างนั้นนางจะไม่ยอมแต่งงานเด็ดขาด

ท่านป้าซงเซียงที่อยู่ข้างบ้านเห็นสินสอดที่เซียวจิงซันเตรียมมาก็พูดปลอบเหมยจื่อว่า แม้ฝ่ายชายจะอายุจะมากไปสักหน่อย แต่ก็ดูเอาใจใส่ดี สิ่งที่ควรจัดเตรียมมาให้ฝ่ายหญิงก็ครบถ้วนมิได้ขาดตกบกพร่อง หากเหมยจื่อตกลงปลงใจออกเรือนไปกับชายผู้นี้ก็ไม่น้อยหน้าสตรีอื่นในหมู่บ้านเลยสักนิด

ในเมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว นางยังสามารถพูดอะไรได้อีกเล่า?

เหมยจื่อทอดสายตาไปไกล เหม่อมองเทือกเขาที่มีหมอกหนาปกคลุมอยู่เบื้องหน้า ในหัวของนางหวนคิดถึงภาพของชายผู้นี้ ทว่าใบหน้าของเขากลับเลือนรางในความคิด จดจำได้เพียงภาพแผงอกกว้างภายใต้เสื้อที่เปี่ยมชุมไปด้วยเหงื่อและกล้ามแขนอันกำยำของเขา

นางต้องออกเรือนแล้วจริงๆ หรือ? หนำซ้ำยังเป็นชายที่ไม่รู้จักมักคุ้นกันเลยแม้แต่น้อย?

ออกเรือนไปกับคนที่ใครๆ ต่างร่ำลือว่าเป็นโจรป่า!

-----------------------------------------------------------------------------------

คืนแต่งงาน

สำหรับเหมยจื่อแล้ว การแต่งงานออกเรือนนั้นถือเป็นเรื่องที่ไกลตัวเหลือเกิน

          บิดาของนางจากไปนานแล้ว อาชิวก็อายุเพียงสิบขวบ ส่วนน้องสาวแม้จะอายุสิบห้า ทว่านิสัยใจคอก็ดื้อรั้นเอาแต่ใจ คาดหวังอะไรมิได้ ตัวนางเองปีนี้อายุสิบหก หากว่ากันตามจริงอายุเท่านี้ก็ควรจะมีลูกแล้ว แต่มารดาก็ยังไม่ยอมให้นางออกเรือนโดยบอกว่าจะให้ช่วยทำงานในบ้านอีกสักปีสองปี รอให้น้องชายโตพอจะช่วยงานทางบ้านได้จึงค่อยหาผู้ชายดีสักคนให้แล้วตบแต่งออกเรือนไป

ที่ผ่านมาเหมยจื่อแอบคบหากับฝูเกอโดยปิดบังไม่ให้มารดารู้ จูเถาและอาชิวก็ได้รับข้าวของกำนัลจากฝูเกอจึงไม่บอกเรื่องดังกล่าวกับมารดา หลังจากนั้นเมื่อฝูเกอไปเอ่ยเรื่องของทั้งสองกับทางบ้าน เขาก็ถูกคนในครอบครัวคัดค้านอย่างหนัก หนำซ้ำคนในครอบครัวฝูเกอยังมากล่าวตักเตือนมารดาของเหมยจื่ออีกด้วย เมื่อมารดาของนางรับรู้เรื่องนี้ก็ด่าทอเหมยจื่อยกใหญ่ด้วยความโมโห ทั้งยังใช้ไม้กวาดตีนางต่อหน้าบิดาของฝูเกอที่เป็นผู้ใหญ่บ้าน

ตามจริงเหมยจื่อไม่เคยคิดจะหนีออกจากบ้าน แต่เมื่อถูกผู้เป็นมารดาทุบตีก็ทำให้นางเสียใจอย่างหนัก ตอนที่ฝูเกอชักชวนให้หนีตาม นางจึงตอบรับโดยไม่คิดอะไรมาก เพราะยามนั้นนางไม่ได้ต้องการสิ่งใด คิดอยู่เพียงอย่างเดียวคือขอแค่มีใครสักคนที่จริงใจกับตนเท่านั้นก็พอ ตอนนั้นฝูเกอให้ความหวังนี้กับนาง ก่อนจะเหยียบย่ำนางจนจมดิน!

หลังผ่านเรื่องราวต่างๆ มาได้ สุดท้ายนางก็กำลังจะออกเรือน และนี่ทำให้เหมยจื่อรู้สึกแปลกประหลาดอย่างที่ไม่อาจบรรยายออกมาเป็นคำพูด

พวกพิธีการแต่งงานต่างๆ เหมยจื่อเคยเห็นมามาก เนื่องจากเพื่อนฝูงในวัยเยาว์ของนางต่างทยอยแต่งงานออกเรือนกันไปทีละคนสองคน คาดไม่ถึงว่าในที่สุดตนเองก็ต้องเดินตามเส้นทางสายนี้ด้วยเช่นกัน แต่เหมยจื่อก็ไม่วายที่จะเศร้าใจ เพราะสำหรับเด็กสาวคนอื่นๆ จุดหมายปลายทางที่พวกนางมุ่งไปนั้นจะมีเจ้าบ่าวที่ตนเองชื่นชอบรอคอยอยู่ ทว่าสำหรับตนนั้นกลับไม่มี

ในเส้นทางของเหมยจื่อ ปลายทางของนางกลับมีผู้ชายที่ทำให้รู้สึกหวาดหวั่น ผู้ชายที่มีรอยแผลฉกรรจ์บนหน้าอก!

.

วันแต่งงาน

เหมยจื่อนั่งอยู่ในเกี้ยวหามที่โคลงเคลงไปมาตลอดทาง พร้อมกับฟังเสียงตีฆ้องร้องเป่าจากด้านนอก ในใจก็คิดว่าเซียวจิงซันทำทุกสิ่งได้เพียบพร้อมและถูกต้องตามขนบธรรมเนียมประเพณีเสียจริง สิ่งที่ควรทำก็ไม่ขาดตกบกพร่องแม้แต่อย่างเดียว เช่นนี้แล้วนางยังรู้สึกเสียดายอะไรอีกเล่า? เมื่อคิดถึงตรงนี้นางก็ขบริมฝีปากภายใต้ผ้าคลุมศีรษะสีแดงแน่น

หลังจากเกี้ยวที่นางนั่งถูกหามโยกเยกรอบหมู่บ้านไปหลายรอบ ในที่สุดหยุดลง

          เหมยจื่อถูกส่งตัวเข้าไปในบ้านหลังใหม่ซึ่งเป็นกระท่อมหลังน้อยของเซียวจิงซัน นางนั่งอยู่บนเตียง ก้มหน้าก้มตานิ่งไม่ขยับเขยื้อน เฝ้ารอเหตุการณ์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้

พอแขกที่มาร่วมงานด้านนอกพากันทยอยกลับ เซียวจิงซันก็กล่าวคำขอบคุณกับมิตรสหายไม่กี่คนที่มาช่วยงาน ก่อนจะมอบสินน้ำใจให้แล้วกล่าวคำอำลาต่อกัน จากนั้นชายหนุ่มก็เดินกลับเข้ามาด้านใน

ประตูกระท่อมเปิดออกดังเอี๊ยด เซียวจิงซันสาวเท้ายาวเข้ามาใกล้ เหมยจื่อพยายามมองลอดผ้าแดงคลุมศีรษะก็เห็นเพียงรองเท้าของผู้ชาย หัวใจของนางพลันเต้นแรงขึ้นมา

สำหรับเรื่องเข้าหอนั้น เหมยจื่อเคยได้ยินคนอื่นๆ พูดถึงมานานแล้ว บรรดาเพื่อนๆ ของนางที่ออกเรือนไปอย่างเช่นอาจินที่เป็นเพื่อนสาวคนสนิทซึ่งแต่งงานไปกับคนในหมู่บ้าน บางคราที่พวกนางกลับบ้านฝ่ายมารดาก็จะพากันจับกลุ่มพูดคุยตามประสาสาวๆ จากนั้นก็จะหัวร่อต่อกระซิกด้วยท่าทางเขินอายจนหน้าแดงไปตามๆ กัน เหมยจื่อนั้นแสร้งทำเป็นไม่สนใจ พยายามจะไม่ฟัง ทว่าคำพูดเหล่านั้นก็ยังคงแว่วเข้าหูอยู่บ้าง

ยามนี้ถึงคราตนเองแต่งงานออกเรือน มารดาก็กระซิบข้างหูมาด้วยอีกคน ตอนนั้นนางไม่กล้าฟังรายละเอียด แต่ก็พอจะรู้คร่าวๆ

ความรู้สึกของนางในตอนนี้คือกลัวเจ็บ และเขินอาย อีกอย่างชายผู้นี้มีรูปร่างสูงใหญ่กำยำกว่าคนธรรมดาทั่วไป ยิ่งทำให้นางรู้สึกหวาดกลัวมากยิ่งขึ้น

มือทั้งคู่ของนางเอาแต่บิดชายผ้าสีแดงไปมา นางคิดว่าเซียวจิงซันเองก็พอจะดูออก เพราะเขาค่อยๆ ขยับมาที่เตียงอย่างเชื่องช้า กระทั่งเงาร่างสูงใหญ่มายืนคร่อมร่างของนางอยู่ เขาก้มหน้ามองนาง ไม่ได้ปริปากพูดสิ่งใด

ทันใดนั้นเหมยจื่อก็รู้สึกกระอักกระอ่วนใจ คิดอยากจะพูดบางอย่าง นางอ้าปากตั้งท่าจะพูดหลายครั้งแต่กลับพูดอะไรไม่ออก

ท้ายที่สุดเซียวจิงซันก็เป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นมาก่อน “เจ้าคงหิวแล้วสินะ?”

เหมยจื่อได้ยินก็ลืมความอึดอัดใจไปจนหมดสิ้น นางรู้สึกหิวจริงๆ ด้วย หิวจนท้องร้องดังลั่น นางยกมือขึ้นกุมท้องของตน โดยหวังว่ามันจะไม่ร้องให้เจ้าของต้องอับอายอีก

ในขณะที่เหมยจื่อกำลังหน้าแดงด้วยความอายอยู่นั้น ผ้าสีแดงคลุมศีรษะก็ถูกเปิดออก แผงอกของเซียวจิงซันอยู่ตรงหน้า หญิงสาวตกใจจนร้องเสียงหลง พอเสียงหลุดจากปาก เหมยจื่อถึงรู้ว่าตนเองทำท่าทางเสียกริยาออกไป จึงรีบยกมือขึ้นปิดปากไว้แล้วลอบมองอีกฝ่ายอย่างระมัดระวัง

หญิงสาวเห็นเซียวจิงซันถือไม้คานตาชั่งอยู่ และเขาใช้ไม้นี้เปิดผ้าคลุมศีรษะของนางเมื่อครู่ ตอนนี้อีกฝ่ายกำลังจับจ้องนางด้วยสีหน้าจริงจัง เมื่อคนทั้งสองสบตากัน เซียวจิงซันก็วางไม้คานตาชั่งลง ชี้ไปที่โต๊ะแล้วกล่าวว่า “กินอะไรเสียก่อนเถอะ”

เหมยจื่อเม้มริมฝีปากแน่น ค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอย่างระวังตัวแล้วเดินอ้อมเซียวจิงซันไปยังโต๊ะ

ชายหนุ่มยกจานกับข้าวมาให้หลายจาน จากนั้นก็ตักโจ๊กข้าวฟ่างตุ๋นกับผักป่าชามหนึ่งและขนมเปี๊ยะมงคลมาให้ แล้วบอกให้นางกิน เหมยจื่อจึงค่อยๆ หยิบตะเกียบขึ้นมา พยายามบังคับตนเองให้ค่อยๆ กินอย่างเรียบร้อย

รอจนเหมยจื่อกินใกล้จะเสร็จ เซียวจิงซันจึงไปหยิบจอกมาสองใบแล้วรินเหล้าใส่ เขาส่งจอกหนึ่งให้นาง อีกจอกถือไว้เอง

เหมยจื่อรีบวางตะเกียบในมือลง จ้องมองอีกฝ่ายอย่างงุนงง ผ่านไปครู่หนึ่งจึงคิดขึ้นมาได้ นี่เป็นการดื่มเหล้ามงคลร่วมกันใช่ไหม? นางรีบรับจอกเหล้ามาแล้วยื่นแขนออกไปคล้องกับแขนของอีกฝ่าย จากนั้นก็กระดกเหล้าดื่มลงคอด้วยความยากลำบาก แม้จะเป็นเหล้ามงคล แต่เมื่อดื่มแล้วก็รู้สึกทั้งขมทั้งร้อนวูบวาบ

เมื่อดื่มเหล้าแล้วเหมยจื่อก็จ้องมองเซียวจิงซันด้วยท่าทางไร้เดียงสา แอบคิดในใจว่าแล้วจากนี้จะต้องทำอะไรต่อ เพราะตอนนี้นางลืมไปหมดแล้ว

ทว่าเซียวจิงซันกลับไม่พูดอะไรสักคำ ลุกขึ้นเอาจอกเหล้าไปเก็บ แล้วกลับมาจัดผ้าคลุมเตียง ก่อนจะหันมาพูดเหมยจื่อที่ยังมีท่าทีตื่นตระหนกว่า “นอนเถอะ”

ใบหน้าเหมยจื่อพลันแดงก่ำ หัวใจเต้นระส่ำขึ้นมาทันที

นอนหลับ! นี่คงเป็นพิธีกรรมสำคัญในคืนแรกของการแต่งงานสินะ!

หญิงสาวก้มหน้าสำรวจตัวเอง ก่อนจะเดินไปหยุดอยู่หน้าเตียงอย่างเงียบงัน ทว่าเมื่อเดินไปถึงหน้าเตียงร่างก็แข็งทื่อขึ้นมา...

แล้วข้าต้องทำอะไรต่อ ถอดเสื้อผ้าออกงั้นรึ?

เซียวจิงซันจ้องมองอีกฝ่ายอย่างครุ่นคิด ผ่านไปครู่หนึ่งเขาจึงชี้ไปที่เตียงแล้วบอกว่า “เจ้านอนด้านใน ข้าอยู่ด้านนอก”

เหมยจื่อมองไปที่เตียง บนนั้นมีผ้าห่มวางไว้สองผืนอย่างเรียบร้อย จากนั้นนางก็มองไปทางเซียวจิงซันด้วยความประหลาดใจ เขาหมายความว่าอย่างไร หรือจะเป็นความหมายอย่างที่นางคาดเดาไว้?

เซียวจิงซันมองดูเหมยจื่อที่ยังไม่ยอมขยับเขยื้อน เลิกคิ้วขึ้นแล้วถามว่า “เจ้าไม่ง่วงหรือ?”

เหมยจื่อรีบพยักหน้ารับ ตอนนี้นางทั้งง่วง ทั้งเหนื่อย

ชายหนุ่มเองก็พยักหน้า เขาถอดเสื้อตัวนอกเนื้อหยาบออกก่อนจะหมุนตัวขึ้นไปบนเตียงเป็นคนแรก

เหมยจื่อถึงกับตาโตเมื่อเห็นเขาถอดเสื้อออกเผยให้เห็นแผงอกกว้าง บนกล้ามเนื้อกำยำมีรอยแผลเป็นฉกรรจ์อยู่รอยหนึ่ง แผลเป็นนั้นยาวตั้งแต่ช่วงซี่โครงไล่ลงไปที่ช่วงเอวจนถึงสายคาดเอวเนื้อผ้าหยาบ เหมยจื่อเห็นก็รู้สึกกลัวขึ้นมาเล็กน้อย แต่ก็ไม่อาจหยุดความคิดของตนได้ บาดแผลนั่นจะยาวไปถึงที่ใดกัน? แผลนั้นคงยาวลงไป ยาวลงไป ยาวลงไปถึง...

มาถึงตรงนี้นางก็ไม่กล้าคิดต่อ ใบหน้าเริ่มรู้สึกร้อนวูบวาบ

เซียวจิงซันที่เปลือยท่อนบน กำลังขยับมือปลดสายคาดเอวออก ทันใดนั้นมือของเขาก็หยุดชะงัก พร้อมกับที่เจ้าตัวเหลือบตามองเหมยจื่อแวบหนึ่ง “ทำไมยังไม่ขึ้นมาอีก?”

ภาพชายผู้นี้ที่นั่งอยู่บนเตียงช่างทำให้คนรู้สึกหวาดหวั่นเสียจริง เขาดูคล้ายกับสัตว์ป่าดุดันตัวหนึ่งที่เปล่งประกายร้อนแรงออกมาอย่างน่าประหลาดจนทำให้นางไม่กล้าเข้าไปใกล้ ทว่าเหตุการณ์ในค่ำคืนนี้เทียบได้กับด่านสำคัญ และเป็นด่านสำคัญที่ไม่ว่าอย่างไรนางก็คงหลบเลี่ยงไม่ได้

--------------------------------------------------------------------------------------------------

เช้าวันใหม่กับชายแปลกหน้า

เหมยจื่อรวบรวมความกล้าทั้งหมด ถอดชุดเจ้าสาวที่หนักอึ้งออก

สายตาเซียวจิงซันที่จับจ้องมาตลอดเวลา ทำเอามือไม้ของหญิงสาวสั่นเทา นางไม่เคยรู้สึกว่า ตนเองหมดความสามารถที่จะบังคับมือตัวเองได้อย่างนี้มาก่อน ราวกับมันไม่ใช่มือตน และเสื้อผ้าก็เหมือนไม่ใช่เสื้อผ้าของนางอีกต่อไปแล้ว

เซียวจิงซังที่สังเกตหญิงสาวตลอดเวลาก็เห็นอาการของนางเช่นกัน จู่ๆ เขาก็ผุดลุกขึ้น พอเขาลุกขึ้นยืน เงาร่างสูงใหญ่ก็ปกคลุมร่างเล็กของหญิงสาวไว้จนมิด มือของเหมยจื่อพลันชะงัก

เซียวจิงซันก้มหน้ามองภรรยาสาวที่ตนเองเพิ่งแต่งงานด้วย ตอนนี้เหมือนนางจะตื่นเต้นจนแทบลืมหายใจแล้ว ชายหนุ่มขมวดคิ้วน้อยๆ บอกว่า “เจ้าไม่ต้องกลัว ข้าจะไปปิดหน้าต่าง”

พูดจบ เขาก็เดินอ้อมร่างของนางไปยังหน้าต่าง เหมยจื่อถอนหายใจโล่งอก รีบถอดเสื้อตัวนอกออกด้วยความรวดเร็ว เหลือเพียงชุดด้านใน จากนั้นก็ปีนขึ้นเตียงด้วยความเร็วอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อนแล้วมุดตัวเข้าไปอยู่ในผ้าห่ม

ตอนที่เซียวจิงซันเดินกลับมาก็พบว่านางขึ้นไปอยู่บนเตียงแล้ว เขาจึงเป่าเทียนให้ดับแล้วพลิกตัวขึ้นไปนอนบนเตียงด้วย

ท่ามกลางความมืดเหมยจื่อได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวที่แผ่วเบา รวมไปถึงรับรู้ได้ถึงไออุ่นที่อยู่ข้างกายอย่างที่ไม่อาจมองข้าม หญิงสาวรู้สึกตื่นกลัวจนต้องจิกผ้าห่มแน่น หัวใจเต้นระรัวไม่ยอมสงบง่ายๆ นางไม่รู้เลยว่าต่อจากนี้ไปจะเกิดอะไรขึ้น

ทว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งนั้น เซียวจิงซันซุกตัวเข้าไปในผ้าห่มแล้วก็ไม่ได้ทำอะไรอีก

เหมยจื่อตื่นเต้นจนนอนเบิกตาโพลง จ้องมองเพดานห้องในความมืด ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไร นางก็ได้ยินเสียงห้าวทุ้มดังมาจากข้างกาย “นอนเถอะ”

ใจของเหมยจื่อจึงค่อยๆ ผ่อนคลาย หลับตาลงได้ในที่สุด ตอนแรกหญิงสาวคิดว่าตนเองคงต้องนอนไม่หลับเป็นแน่ แต่นางเหนื่อยมากจริงๆ พอหลับตาได้ไม่นานก็นอนหลับสนิทตลอดคืน

.

ปกติแล้วเหมยจื่อไม่ใช่คนนอนขี้เซา

ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น เพราะยามเช้าในหมู่บ้านบนเขาจะมีเสียงไก่ขันระลอกแล้วระลอกเล่าคอยปลุกผู้คน ทำให้พวกชาวบ้านต้องรีบลืมตาตื่นมาทำงานบ้านและหุงหาอาหาร

ทว่าวันนี้ตอนที่เหมยจื่อลืมตาขึ้นมานั้นฟ้าก็สว่างมากแล้ว นางรีบลุกขึ้นแล้วมองไปรอบๆ กระท่อมหลังนี้ดูสะอาดเรียบร้อย เครื่องเรือนเรียบง่ายดูแปลกตาไม่คุ้นเคยเป็นอย่างยิ่ง ถึงตอนนี้นางจึงนึกได้ว่าตนเองได้แต่งงานแล้ว หนำซ้ำยังออกเรือนกับเซียวจิงซันที่มีรอยแผลเป็นที่อกด้วย

ทว่าตอนนี้เซียวจิงซันอยู่ที่ใดเล่า?

เหมยจื่อใช้มือคลำผ้าห่มข้างกายก็พบว่าเย็นเฉียบไปแล้ว นางจึงรีบลุกขึ้นมาสวมใส่เสื้อผ้า พอเห็นผมเผ้าของตนยังยุ่งเหยิงอยู่ นางก็ใช้มือลูบผมลวกๆ พอเสร็จเรียบร้อยหญิงสาวก็เม้มริมฝีปากแน่นพร้อมกับรวบรวมความกล้าทั้งหมดแล้วผลักประตูออกไป

ด้านนอกเป็นลานที่ไม่ใหญ่นัก ทั้งสี่ด้านใช้เสาไม้ที่ผูกด้วยเชือกปอมาปักล้อมเอาไว้ บริเวณลานโล่ง ไม่ได้เลี้ยงเป็ดไก่ มีเพียงเพิงเล็กเตี้ยที่เพิ่งสร้างขึ้นใหม่เพิงหนึ่ง ใต้เพิงมีเตาไฟหนึ่งเตาที่มีเปลวไฟลุกโชน แค่มองก็รู้ว่าใช้เป็นที่สำหรับหุงหาอาหาร ขณะนี้บนเตาไฟนั้นมีหม้อใบใหญ่ใบหนึ่งที่มีไอร้อนพวยพุ่ง

ส่วนชายผู้เป็นเจ้าของบ้าน และก็เป็นคนที่ทำให้เหมยจื่อรู้สึกหวาดกลัวที่สุดกำลังถือขวานผ่าฟืนอยู่ที่หน้าเตาไฟนั้น

เซียวจิงซันเปลือยท่อนบนเผยให้เห็นแผ่นหลังที่ดูบึกบึนและแข็งแกร่ง เปี่ยมด้วยพละกำลัง ยามนี้กล้ามเนื้อแน่นตรงช่วงไหล่ของชายหนุ่มเคลื่อนไหวอย่างเป็นจังหวะ แสงแดดยามเช้าในหมู่บ้านบนเขานั้นไม่ร้อนแรงมากนัก ทว่าจู่ๆ เหมยจื่อกลับรู้สึกมึนศีรษะขึ้นมา นางรีบเบนหน้าไปทางอื่น ก่อนจะกระแอมเสียงเบา

ชายหนุ่มหยุดงานผ่าฟืนที่ทำอยู่ หันมามองเหมยจื่อพลางใช้ผ้าซับเหงื่อบนหน้าผากแล้วกล่าวว่า “ตอนนี้อาหารใกล้เสร็จแล้ว เดี๋ยวก็กินได้ เจ้ารอก่อน”

ใบหน้าเหมยจื่อแดงก่ำขึ้นมาทันที ไม่ใช่เป็นเพราะนางเห็นรอยแผลเป็นที่หน้าอกของเซียวจิงซันอย่างชัดเจน แต่ยังเพราะสิ่งที่เขาพูดด้วย ตนเองเป็นภรรยาที่เพิ่งแต่งมาแท้ๆ ทว่าในวันแรกกลับนอนขี้เซาจนต้องให้สามีหุงหาอาหารไว้ให้ เรื่องนี้หากแพร่งพรายออกไปนางคงต้องอับอายจนไม่มีหน้าไปพบเจอใครได้อีกเป็นแน่

นางรีบพยักหน้ารับ แล้วตอบเสียงตะกุกตะกัก “ทะ...ท่านทำงานเถอะ ขะ...ข้าทำอาหารให้เอง” พูดจบก็ก้มหน้าก้มตาเดินไปที่หน้าเตาไฟเพื่อจัดเตรียมเรื่องอาหารต่อ

ใครเลยจะรู้ว่าเซียวจิงซันกลับเอ่ยขึ้นอย่างลังเลว่า “เจ้าไม่ล้างหน้าหวีผมก่อนหรือ?”

เหมยจื่อที่ตอนแรกกำลังจะยื่นมือไปจับฝาหม้อใบใหญ่บนเตาไฟ พอได้ยินก็รีบหดมือกลับ ใบหน้านั้นร้อนผะผ่าว

จริงด้วย! ข้ายังไม่ได้ล้างหน้าหวีผมก็รีบร้อนจะกินอาหารแล้ว หากใครรู้ก็คงขบขันแน่!

หญิงสาวยกมือขึ้นลูบผมตนเองที่ยุ่งเหยิงอยู่ แล้วก้มหน้าพูดเสียงแผ่ว “อืม... ข้าจะไปล้างหน้าหวีผมก่อน”

แต่เหมือนเซียวจิงซันจะไม่ได้ใส่ใจกับอาการประหม่าของนาง เขาวางขวานในมือลงแล้วเดินไปที่เพิง ยกถังไม้ใบหนึ่งขึ้นก่อนกล่าวว่า “ใช้น้ำนี่แล้วกัน เพิ่งตักมาจากลำธารเมื่อเช้านี้เอง”

เหมยจื่อรีบพยักหน้า ยื่นมือไปรับถังไม้ในมือเซียวจิงซัน คาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะไม่ส่งถังให้ แต่กลับยกถังไม้เดินตรงเข้าไปในกระท่อมด้วยตนเอง เหมยจื่อเห็นดังนั้นก็รีบสาวเท้าตาม นางเห็นเซียวจิงซันยกอ่างไม้ออกมาจากด้านข้างกระท่อม แล้วเดินไปหยิบคันฉ่องบานหนึ่งมาวางไว้ให้บนโต๊ะ ก่อนจะหันกลับมาพูดว่า “เจ้าล้างหน้าหวีผมก่อนเถอะ ข้าจะออกไปผ่าฟืนต่อ เรียบร้อยแล้วค่อยกินข้าวกัน”

พอเห็นการกระทำของอีกฝ่าย เหมยจื่อก็ยิ่งรู้สึกขัดเขิน ไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าเขา ได้แต่พยักหน้าน้อยๆ

ขณะที่เซียวจิงซันก้าวเท้าเดินออกไปนั้นยังอุตส่าห์ช่วยปิดประตูให้นางอีกด้วย ตอนที่เหมยจื่อปรายตามองตาม นางก็เห็นแผ่นหลังเปลือยเปล่าของเขามีเหงื่อเม็ดหนึ่งค่อยๆ ไหลลงสู่เบื้องล่าง สุดท้ายก็ซึมเข้าไปในผ้าคาดเอวเนื้อหยาบที่บั้นเอวแล้วหายไปอย่างไร้ร่องรอย

หญิงสาวถอนหายใจยาว พยายามสงบจิตสงบใจ เตรียมจัดการความเรียบร้อยให้ตนเอง

หากว่ากันตามธรรมเนียมแล้วอ่างไม้และคันฉ่องนั้นควรเป็นข้าวของที่ฝ่ายหญิงเป็นผู้จัดหา ทว่าเหมยจื่อแต่งงานกะทันหัน หนำซ้ำมารดานางก็ขัดสนเงินทองจึงคร้านที่จะตระเตรียมข้าวของในการออกเรือนให้ ไม่รู้ว่าเซียวจิงซันได้คาดเดาเอาไว้ล่วงหน้าแล้วหรืออย่างไร ในบ้านของเขาจึงได้จัดเตรียมข้าวของเครื่องใช้เหล่านี้เอาไว้ ทำให้เหมยจื่อรู้สึกซาบซึ้งจนใบหน้าแดงก่ำไปหมดแล้ว

นางเริ่มคิดว่าอันที่จริงเซียวจิงซันผู้นี้ก็มีนิสัยไม่เลวเลย ถึงคนอื่นจะร่ำลือกันว่าเขาออกจะแปลกประหลาดไปสักหน่อย ทว่าเนื้อแท้แล้วเขานับว่าเป็นคนดีคนหนึ่งก็ว่าได้ และนี่ก็ทำให้เหมยจื่ออดนึกถึงฝูเกอไม่ได้ แล้วฝูเกอไม่ใช่คนดีอย่างนั้นหรือ ก่อนหน้านี้ฝูเกอเองก็ดีต่อนางไม่น้อย ทว่าภายหลังฝูเกอกลับทิ้งนางไปแต่งงานกับผู้หญิงอื่น

เหมยจื่อรีบสลัดความคิดพวกนี้ทิ้ง

นางเทน้ำจากถังไม้ลงไปในอ่างไม้แล้วเริ่มล้างหน้าล้างตา แม้นางจะไม่ได้ชื่นชอบเซียวจิงซัน แต่ก็รับรู้ถึงความดีของเขา หญิงสาวจึงตัดสินใจจะไม่หวนนึกถึงฝูเกออีก หากจะว่าไปตอนนี้นางก็ตบแต่งเป็นภรรยาของเซียวจิงซันแล้ว หากยังนึกถึงฝูเกออีกก็คงไม่เหมาะ

เมื่อล้างหน้าเสร็จ เหมยจื่อก็หยิบหวีไม้ท้อมาจุ่มน้ำแล้วเริ่มจัดแต่งทรงผม เมื่อก่อนนางเป็นสาวน้อยยังมิได้ออกเรือนจึงหวีผมแบบเรียบง่ายไม่เป็นทางการ ทว่าตอนนี้ออกเรือนแล้วจึงต้องเกล้าผมให้เรียบร้อย เหมยจื่อเองรู้ดีว่าควรเกล้าอย่างไร แต่พอต้องมาเกล้ามวยผมให้ตนเองจริงๆ นางจึงรู้ว่าไม่ได้ง่ายอย่างที่เคยคิดไว้ หญิงสาวต้องพยายามอย่างที่สุดกว่าจะเกล้าผมออกมาเป็นทรงอย่างที่ตั้งใจ ทว่านางก็ยังอดกังวลใจไม่ได้ว่าทรงผมนี้จะทำให้เซียวจิงซันรู้สึกแปลกประหลาด สุดท้ายนางจึงยืนเกาะขอบประตูด้านใน ไม่กล้าเดินออกไปด้านนอก

ในขณะที่เหมยจื่อกำลังยืนเหม่ออยู่ เซียวจิงซันก็ผลักประตูเข้ามาทำเอานางตกใจสะดุ้งสุดตัว ชายหนุ่มเองก็ตกใจไม่น้อย แต่ด้วยเขาเป็นคนมีปฏิกิริยาตอบสนองไวจึงสำรวมท่าทีกลับมาได้อย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มไม่ได้ถามเหมยจื่อว่าทำไมถึงมายืนเกาะประตู ทำเพียงเดินตรงเข้ามาในบ้านแล้ววางลังถึงลงบนโต๊ะ ในนั้นมีขมนเปี๊ยะมงคลที่เหลือจากเมื่อวานนี้ และยังมีเนื้ออะไรไม่รู้อีกสองชิ้น

 

----------------------------------------------------------------------------------------

มื้อแรก

คนในครอบครัวเหมยจื่อส่วนมากเป็นหญิง ตามปกติอาหารหลักของที่บ้านจึงเป็นพวกธัญพืช มารดาของนางเห็นธัญพืชพวกนี้มีค่าเสียยิ่งกว่าชีวิต แต่ไรมาจึงไม่เคยเอาธัญพืชไปแลกกับเนื้อ ส่วนไก่ที่บ้านก็เลี้ยงไว้เป็นพ่อแม่พันธุ์เพื่อรอเก็บไข่กิน ด้วยเหตุนี้ในหนึ่งปีครอบครัวเหมยจื่อจึงไม่เคยได้เห็นเนื้อสัตว์ในอาหารเลยสักมื้อเดียว คงมีเพียงในช่วงปีใหม่เท่านั้นที่จะได้ลิ้มลองอาหารรสชาติแปลกใหม่บ้าง ตอนนี้เมื่อเหมยจื่อได้กลิ่นหอมกรุ่นของเนื้อที่เพิ่งเสร็จร้อนๆ จึงอดน้ำลายสอไม่ได้

นางรีบก้มหน้าลง กลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ จริงๆ แล้วนางมิใช่คนตะกละ หญิงสาวคิดเสมอว่าของบางอย่างกินหรือไม่กินก็มีค่าเท่ากัน เมื่อก่อนตอนที่อาชิวขึ้นเขาไปยิงนกมาได้ก็เอามาย่างแล้วแบ่งให้เหมยจื่อกับจูเถา ส่วนมากนางจะกินแค่คำเดียว เพราะเห็นว่าน้องชายและน้องสาวกินอย่างเอร็ดอร่อยก็เลยตั้งใจให้น้องๆ ได้กินกันเต็มที่ เพราะของอร่อยสำหรับนางนั้น แค่กินให้หายอยากก็เพียงพอแล้ว

เซียวจิงซันมิได้รับรู้ถึงความคิดของเหมยจื่อ เขาวางลังถึงในมือลงแล้วเดินกลับออกไปด้านนอกอีกครั้ง คราวนี้เขาไปที่เตาไฟเพื่อตักโจ๊ก เหมยจื่อรีบวิ่งออกไปด้านนอกเพื่อช่วยเขา เห็นอีกฝ่ายกำลังใช้ทัพพีไม้ตักโจ๊กสองชาม นางจึงยื่นมือไปหมายจะช่วยยกชามนั้น แต่เพราะยื่นมือเร็วไปหน่อยจึงถูกลวก

เซียวจิงซันรีบเบี่ยงชามหนีพลางกล่าวว่า “เข้าไปเถอะ ข้าทำเองได้”

ปกติแล้วครอบครัวของนางจะเอาชามโจ๊กวางลงในถาดแล้วค่อยยกเข้าไปในบ้าน เมื่อนางเห็นว่าเซียวจิงซันใช้มือเปล่าถือชามโจ๊กร้อนๆ สองใบก็อดเป็นห่วงไม่ได้ จึงเอ่ยเสียงเบาว่า “ท่านวางก่อนเถอะ เดี๋ยวจะลวกมือ”

ทว่าเซียวจิงซันกลับมิได้ใส่ใจ “ข้าหนังหนาไม่กลัวร้อนหรอก”

สายตาของเหมยจื่อหันไปจับจ้องที่มือนั้นแล้วคิดว่าน่าจะจริงตามที่ว่า เพราะมือเซียวจิงซันดูหยาบกร้าน หนาใหญ่ทรงพลัง คล้ายจะทนต่อความร้อนได้เป็นอย่างดี

เหมยจื่อจึงช่วยหยิบตะเกียบที่อยู่ข้างเตาไฟแล้วเดินตามหลังชายหนุ่ม จากนั้นทั้งสองก็นั่งลงประจำที่แล้วเริ่มกินอาหาร

เซียวจิงซันเลือกคีบเนื้อชิ้นที่ใหญ่กว่าวางลงในชามโจ๊กของเหมยจื่อ “เมื่อวานนี้คงเหนื่อยไม่น้อย กินเยอะๆ หน่อย”

เหมยจื่อรีบส่ายหน้าปฏิเสธ “ชิ้นใหญ่เกินไป ข้ากินไม่หมดหรอก”

ใช่ว่านางจะไม่เคยกินเนื้อสัตว์ ทว่าเนื้อชิ้นใหญ่ขนาดนี้นางไม่เคยกินมาก่อน เพราะที่บ้านของนางจะหั่นเนื้อเป็นชิ้นบางๆ แล้วใส่ไปกับข้าวเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

เซียวจิงซันมองสำรวจหญิงสาวแล้วลองคิดดูก็รู้สึกว่านางคงกินเนื้อชิ้นใหญ่ไม่หมดแน่ เขาจึงคีบเนื้อชิ้นนั้นใส่ชามตัวเอง แล้วเอาชิ้นที่เล็กกว่าใส่ในชามนาง

เหมยจื่อแอบมองเซียวจิงซันที่ก้มหน้าก้มตากินโจ๊ก แล้วตัวนางเองก็รีบก้มหน้าลงกินด้วยเช่นกัน

เนื้อชิ้นนี้น่าจะเป็นเนื้อหมูป่ากระมัง เนื้อส่วนใหญ่เป็นเนื้อสัน มีเพียงตรงขอบเท่านั้นที่เป็นมัน ส่วนที่เป็นมันพอผ่านการตุ๋นแล้วก็มีกลิ่นหอมเย้ายวนใจ พอกินเข้าไปในปากก็เอร็ดอร่อยถูกใจนางมาก เหมยจื่อหยิบขนมเปี๊ยะมงคลขึ้นมากัดสลับกับกินโจ๊ก ส่วนเนื้อนางกินเพียงคำเล็กๆ เท่านั้น

หญิงสาวลอบมองผู้ชายตรงหน้าเป็นระยะ ชายผู้นี้ยังไม่อาจถือว่าเป็นคนคุ้นเคย แต่ต่อไปวันข้างหน้านางคงต้องใช้ชีวิตแบบนี้สินะ? หากเป็นเช่นนั้นจริงก็ถือว่าไม่เลวร้ายอะไรนัก พอคิดแบบนี้นางก็พลันหน้าแดงขึ้นมาเล็กน้อย แค่เนื้อเพียงชิ้นเดียวก็ทำให้นางพอใจแล้วหรือ? บางทีอาจเพราะนางเป็นคนตะกละก็ได้

เหมยจื่อกินโจ๊กและขนมเปี๊ยะมงคลจนหมด ส่วนเนื้อชิ้นนั้นถึงจะไม่ใหญ่มาก แต่นางก็ยังกินไม่หมดอยู่ดี หญิงสาวกินไปได้เพียงครึ่งเดียวก็รู้สึกอิ่มและเลี่ยน นางมองเนื้อที่ตัวเองกัด ด้านบนนั้นยังมีรอยฟันอยู่เลย แล้วนางจะบอกเซียวจิงซันอย่างไรว่าตนกินไม่ลงแล้ว

ช่างเป็นเรื่องน่าอับอายขายหน้าจริง!

เหมยจื่อรู้สึกเสียใจ หากรู้อย่างนี้นางไม่ควรแตะต้องเนื้อชิ้นนี้ตั้งแต่แรก น่าจะบอกกับเขาไปว่าตนเองไม่ชอบกินเนื้อ แน่นอนว่าอีกใจนางก็แอบขุ่นเคืองว่าทำไมบ้านท่านถึงต้องหั่นเนื้อใหญ่ขนาดนี้ด้วย

เซียวจิงซันกินข้าวไม่เร็วนัก เขากัดเนื้อคำใหญ่กินโจ๊กคำโตแต่กลับดูไม่มูมมาม ในทางตรงข้ามกลับมีท่าทีสุภาพสง่างาม ในขณะที่เขากำลังตักโจ๊กคำต่อไปเข้าปากก็เห็นเหมยจื่อหยุดกิน จึงถามอย่างไม่เข้าใจ “ทำไมรึ? ไม่ถูกปากหรือ?”

เหมยจื่อรู้สึกลำบากใจที่จะเอ่ย สุดท้ายก็รวบรวมความกล้ากล่าวไปว่า “ข้ากินไม่ลงแล้ว”

น้ำเสียงของนางแผ่วเบาราวกับเสียงแมลงหวี่ ทว่าเซียวจิงซันก็แสดงออกว่าได้ยินชัดเจน เขาหลุบตามองเนื้อตุ๋นที่ยังเหลืออีกเกือบครึ่ง จากนั้นก็มองรูปร่างผอมบางของเหมยจื่อ แล้วขมวดคิ้วพลางกล่าวว่า “เจ้ากินน้อยเกินไป”

เหมยจื่อก้มหน้าลง ใบหน้าร้อนผ่าว ยังคงยืนยันคำเดิม “ข้ากินไม่ลงแล้วจริงๆ”

พูดไปแล้วก็ยังกังวลว่าอีกฝ่ายจะบังคับให้ตนกินต่อ เพราะดูจากท่าทางของเซียวจิงซันแล้วเหมือนกับเขาไม่ค่อยพอใจนัก หญิงสาวเริ่มคิดขึ้นมาว่าหากตนถูกผู้ชายกำยำล่ำสันตรงหน้าบีบบังคับให้กินเนื้อตุ๋นชิ้นนี้จนหมดแล้วนางจะทำอย่างไร พอเกิดความคิดนี้ขึ้นร่างของนางก็พลันสั่นเทิ้ม ช่างน่าหวาดกลัวเสียจริง

นางถึงขนาดคิดว่าเซียวจิงซันกำลังโกรธตนอยู่หรือไม่ เขาจะใช้ไม้ไล่ทุบตีนางอย่างมารดาหรือเปล่า? ยังคิดเลยเถิดไปถึงตอนที่เขาเงื้อขวานผ่าฟืนโดยใช้แรงเต็มกำลัง

คาดไม่ถึงว่าเซียวจิงซันกลับไม่เอ่ยอะไรสักคำ เขาเพียงยื่นตะเกียบมาคีบชิ้นเนื้อที่มีรอยฟันจากชามของนางไปใส่ในชามตนเอง แล้วเริ่มกินต่อ         ทว่าใบหน้าของเหมยจื่อกลับแดงยิ่งกว่าเก่า

นั่นเป็นเนื้อตุ๋นที่นางกินเหลือนะ!

แต่เซียวจิงซันไม่มีท่าทีถือสา เขาเดินออกไปที่เตาไฟเพื่อเติมโจ๊กเพิ่ม จากนั้นก็กินอาหารที่เหลือจนหมด

.

หลังจากแต่งงานได้สองวัน

เหมยจื่อก็ค่อยๆ คุ้นเคยกับวิถีชีวิตของเซียวจิงซัน ชายผู้นี้ไม่มีที่ดินทำกิน อาศัยเพียงการล่าสัตว์เพื่อดำรงชีวิตและหาของป่าตามธรรมชาติในการเลี้ยงปากท้อง

เขามักจะออกไปล่าไก่ป่าหรือกระต่ายบนภูเขาใกล้ๆ หมู่บ้านเพื่อนำมาเป็นอาหาร นานครั้งจึงจะเข้าไปในป่าลึกล่าพวกหมูป่าหรือหมีแล้วเอาไปขายแลกเงิน

เซียวจิงซันเป็นคนไม่สนใจเรื่องทรัพย์สินนอกกาย เมื่อขายของป่าได้เงินมาเขาก็จะเอาไปใช้จ่ายจนหมด ไม่มีเก็บสะสม อย่างเมื่อคราวงานแต่งที่ผ่านมา เซียวจิงซันก็ใช้เงินทั้งหมดที่มีในการจัดงานแต่งงานกับนาง

พอคิดถึงเรื่องนี้เหมยจื่อก็รู้สึกตื้นตันใจไม่น้อย ทว่าตื้นตันก็ส่วนหนึ่ง อีกส่วนก็รู้สึกว่าชายผู้นี้ช่างไม่รู้จักการใช้ชีวิตเอาเสียเลย แม้นางจะไม่กล้าถามว่าในบ้านมีเงินเก็บเท่าไร แต่ก็รู้ได้ว่ายามนี้อีกฝ่ายคงไม่มีเงินเก็บสะสมเป็นแน่ ที่นางมั่นใจขนาดนี้เพราะคืนนี้ตอนที่ตนปล่อยผมเตรียมจะขึ้นเตียงนอน เซียวจิงซันที่เห็นว่านางไม่มีปิ่นปักผมก็เอ่ยออกมาว่า “รอข้าล่าสัตว์ได้เอาไปขายแลกเงินมาแล้ว จะสั่งทำเครื่องประดับให้เจ้านะ”

เหมยจื่อได้ยินก็รีบปฏิเสธ เครื่องประดับพวกนั้นล้วนแต่เป็นของที่คนในตระกูลสูงศักดิ์ใช้กัน ส่วนนางเองสวมใส่เสื้อผ้าธรรมดาเรียบง่ายมาตลอดจนรู้สึกชินชาแล้ว ทว่าเซียวจิงซันที่มีท่าทีไม่สู้ดียังกล่าวต่อไปว่า “ข้าเองก็ไม่รู้ว่าพวกเด็กสาวๆ ต้องการอะไร ทำให้เจ้าต้องมาพลอยลำบากไปด้วย”

เมื่อได้ยินคำพูดชายหนุ่มกลับเป็นเหมยจื่อเองที่รู้สึกไม่ดี นางรู้ดีว่าชื่อเสียงของตนไม่สู้ดีนัก แต่เขายังยินดีที่จะแต่งงานด้วย เพียงเท่านี้นางดีใจมากแล้ว ถึงเซียวจิงซันจะถูกร่ำลือเรื่องความประหลาด ทว่าเขาก็ถือเป็นหนุ่มโสดที่ไม่เคยผ่านการแต่งงาน หนำซ้ำเขาไม่เพียงยินดีที่ได้แต่งงานกัน ยังมีท่าทีกังวลว่าจะทำให้นางต้องลำบากอีกต่างหาก และนี่ทำให้เหมยจื่อรู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนัก นางเองที่พูดไม่เก่งจึงได้แต่คิดในใจว่าจะช่วยแบ่งเบาภาระต่างๆ ของเขา และจะพยายามทำตัวเป็นภรรยาที่ดี

ช่วงสายของวันนี้ นางจัดการซ่อมแซมเสื้อผ้าที่เซียวจิงซันสวมใส่ในยามปกติ จากนั้นก็รวบรวมเสื้อผ้าที่เขาใส่แล้วไว้ในตะกร้าไม้ไผ่เตรียมจะเอาไปซัก

ผู้คนทั่วไปในหมู่บ้านส่วนใหญ่จะกินข้าวแค่สองมื้อ มื้อเช้าและมื้อเย็น ส่วนมื้อกลางวันโดยมากจะเป็นบ้านของคนมีเงินเท่านั้น เหมยจื่อซึ่งเห็นว่าเลยช่วงสายมาแล้ว อีกทั้งเซียวจิงซันที่ออกไปหาของป่าบนเขาใกล้ๆ ก็ยังไม่กลับมา นางจึงเอาเสื้อผ้าที่จะซักออกไปที่ลำธาร

------------------------------------------------------------------------------

 

ผ้าขาว

หมู่บ้านลี่สุ่ยตั้งอยู่บนภูเขาหนิวซัน

บนภูเขามีแม่น้ำไหลผ่านหลายสาย ลำธารที่อยู่ใกล้กับหมู่บ้านเป็นลำธารสายเล็ก บริเวณต้นน้ำจะใช้สำหรับกินดื่มทำอาหาร ส่วนปลายน้ำจะเป็นที่ที่บรรดาหญิงสาวในหมู่บ้านใช้ซักเสื้อผ้า

เหมยจื่อถือตะกร้าไม้ไผ่และอ่างไม้เดินไปที่ริมลำธารตามลำพัง มีหญิงสาวกลุ่มหนึ่งที่มาก่อนจับกลุ่มพูดคุยกันอยู่อย่างสนุกสนาน พอพวกนางเห็นเหมยจื่อ เสียงพูดคุยหยอกล้อก็ค่อยๆ เบาบางก่อนจะเงียบไปในที่สุด

เหมยจื่อคิดว่าคงเป็นเพราะนางทำผมทรงใหม่แล้วดูประหลาด คนอื่นก็เลยมองว่าน่าขัน นางจึงก้มหน้าก้มตาเดิน ไม่ปริปากออกมาแม้แต่คำเดียว หญิงสาวมองหาที่เหมาะๆ ในการซักผ้า ก่อนจะใช้อ่างไม้ตักน้ำในลำธารขึ้นมา แล้วเอาเสื้อผ้าลงไปซัก

ตอนนี้เองที่คนอื่นๆ เริ่มสุมหัวกระซิบกระซาบ ดวงตาแต่ละคนฉายแววอยากรู้อยากเห็นพร้อมกับมองมาที่นางเป็นระยะ ใบหน้าของเหมยจื่อร้อนวูบขึ้นมา ในใจรู้สึกกระอักกระอ่วนไม่น้อย แต่ทำได้เพียงก้มหน้าซักผ้าต่อไป

หญิงสาวซักเสื้อผ้าให้เซียวจิงซันทีละชิ้น ทั้งเสื้อตัวนอก ตัวใน รวมไปถึงกางเกง เสื้อผ้าส่วนใหญ่ของเขาทำจากผ้าเนื้อหยาบหรือไม่ก็เป็นผ้าดิบ ฝีมือการตัดเย็บง่ายๆ ไม่ประณีต นางยังได้กลิ่นเหงื่อจางๆ ของชายหนุ่มติดมากับเสื้อผ้าอีกด้วย

เวลาเหมยจื่อเดินสวนกับชายหนุ่มในหมู่บ้าน นางก็เคยได้กลิ่นเหงื่อจากร่างของพวกเขาอยู่บ้าง แต่ส่วนมากจะเหม็น ทว่ากลิ่นจากเสื้อผ้าของเซียวจิงซันนั้นนางกลับไม่รู้สึกรังเกียจ หนำซ้ำยังรู้สึกว่าสมเป็นชายชาตรีอีกต่างหาก ทำให้เหมยจื่อหวนคิดถึงภาพเมื่อเช้าที่เขาเปลือยท่อนบน หยดเหงื่อไหลเรื่อยลงมาตามร่องกระดูกสันหลัง นางจึงคิดว่าเหงื่อของเซียวจิงซันคงจะอยู่ในเสื้อผ้าพวกนี้เต็มไปหมดแน่

ดวงตะวันสาดแสงแรงกล้า น้ำใสในลำธารบนภูเขาทำให้เหมยจื่อรู้สึกเย็นสบายขึ้นมาบ้าง นางซับเหงื่อบนหน้าผาก ตั้งหน้าตั้งตาซักเสื้อผ้าของเซียวจิงซันไปเรื่อยๆ

ผ่านไปครู่ใหญ่เสียงซุบซิบนินทารอบข้างก็ค่อยๆ จางหาย มีหญิงสาวเกล้ามวยผมคนหนึ่งทรุดตัวลงนั่งข้างกายเหมยจื่อ แล้วกระซิบถามเสียงเบา “เหมยจื่อ เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?”

เหมยจื่อเงยหน้าขึ้นก็เห็นว่าคนข้างๆ คือเพื่อนเล่นในวัยเยาว์--อาจิน อาจินนั้นเป็นคนส่วนน้อยที่แต่งงานกับชายหนุ่มในหมู่บ้านที่เป็นเพื่อนเล่นกันในวัยเด็ก หลายปีมานี้หลังอาจินแต่งงานแล้วก็ภาระมากขึ้น แต่ความสัมพันธ์ของนางกับเหมยจื่อก็ถือว่าไม่เลว

เหมยจื่อส่งยิ้มให้แล้วตอบว่า “ก็ดี”

อาจินได้ยินก็ลังเลเล็กน้อยคล้ายอยากจะพูดบางอย่าง แต่พอเห็นใบหน้ายิ้มแย้มของเหมยจื่อจึงไม่ได้เอ่ยออกมา ทำเพียงย้ายอ่างไม้และถังไม้ของตนมาใกล้ๆ แล้วนั่งซักผ้าอยู่ข้างๆ ซักไปพลางชวนพูดคุยเรื่องสัพเพเหระของที่บ้านไปพลาง

เหมยจื่อสังเกตเห็นว่าตอนที่อาจินพูดคุยด้วยนั้น อีกฝ่ายพยายามหลีกเลี่ยงที่จะเอ่ยถึงการแต่งงานของตน คิดดูแล้วคงเป็นเพราะสหายเกรงว่าเหมยจื่อจะเสียใจ จึงไม่อยากเอ่ยขึ้นมาให้ไม่สบายใจกระมัง

เหมยจื่อรู้ดีว่าอาจินใส่ใจความรู้สึกของนางแต่ก็ยังอดขำไม่ได้ ตามจริงเรื่องที่ฝูเกอทิ้งนางไปนั้น ตอนแรกนางก็เสียใจมาก ทว่าหลังจากที่ไปแขวนคอฆ่าตัวตายใต้ต้นไม้แล้วไม่สำเร็จ ความเศร้าโศกเสียใจก็กลายเป็นเหมือนเมฆหมอกที่ปกคลุมอยู่บนยอดเขาไกลลิบที่ดูเลือนรางมองเห็นไม่ชัดเจน มาถึงตอนนี้จะแต่งงานกับใคร สำหรับเหมยจื่อแล้วก็ไม่ต่างกัน แม้เซียวจิงซันจะเงียบขรึมเฉยชากับคนอื่น แต่เขากลับปฏิบัติต่อนางอย่างดี หญิงสาวจึงไม่มีสิ่งใดให้ต้องแค้นใจเลยสักนิด ทว่าความในใจเช่นนี้ใช่ว่าจะสามารถอธิบายออกมาได้ในเวลาอันสั้น เหมยจื่อจึงไม่ได้อธิบายอะไรให้อาจินฟัง

อาจินแต่งงานกับเฉินหงอวี่ซึ่งเป็นชายหนุ่มในหมู่บ้าน เฉินหงอวี่เป็นคนอารมณ์ดี ก่อนที่ทั้งสองจะแต่งงานนั้นเวลาเจอหน้าก็มักจะต่อล้อต่อเถียงกันเป็นประจำ จากนั้นผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายก็เห็นว่าเด็กทั้งสองเหมาะสมกันจึงจัดการแต่งงานให้ เรื่องจึงได้ลงเอยเช่นนี้ ตระกูลเฉินถือเป็นครอบครัวที่มีฐานะ เฉินหงอวี่เป็นคนอารมณ์ดีและรักภรรยาของตนมาก แต่งงานไม่ถึงปีครอบครัวนี้ก็ได้ตาหนูตัวอ้วนจ้ำม่ำเพิ่มมาอีกหนึ่ง ในหมู่บ้านลี่สุ่ยอาจินนั้นนับว่ามีความเป็นอยู่ดีไม่น้อย

ในระหว่างที่เหมยจื่อกับอาจินกำลังพูดคุยเรื่องที่บ้าน บรรยากาศรอบข้างก็ดูครึกครื้นขึ้นมา บรรดาหญิงสาวที่อยู่รอบข้างพากันมาร่วมผสมโรงพูดคุยด้วย พวกนางถามเหมยจื่อต่างๆ นานา มีหญิงสาวใจกล้าก๋ากั่นคนหนึ่งชื่อว่าหมิงจี๋ถามนางตามตรงว่าเรื่องเมื่อคืนเป็นอย่างไรบ้าง

ไหนเลยเหมยจื่อจะตอบคำถามนั้นได้ หนำซ้ำเรื่องเมื่อคืนยังไม่เหมาะที่จะพูด นางจึงเอาแต่ก้มหน้าซักเสื้อผ้าอย่างเอาจริงเอาจังต่อไป

ครั้นคนอยู่ข้างๆ เห็นเหมยจื่อก้มหน้างุดใบหน้าแดงก่ำก็เข้าใจว่านางเขินอาย เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ยิ่งทำให้คนอื่นพากันตั้งคำถามมากขึ้น หนึ่งในคนเหล่านั้นมีสตรีผู้หนึ่งชื่อว่าหงเจ่า นางเผยยิ้มมีเลศนัยพร้อมกับจ้องมองเสื้อผ้าที่เหมยจื่อกำลังซักอยู่ในมือ แล้วเจตนาถามว่าผ้าสีขาวที่ใช้เมื่อคืนไม่ต้องเอามาซักด้วยหรือ

เดิมทีเหมยจื่อไม่เข้าใจว่าที่หงเจ่าพูดหมายถึงเรื่องใด ทว่าเมื่อได้ยินคำถามนี้หญิงสาวรอบข้างกลับหัวเราะพร้อมกัน หนำซ้ำบางคนยังหัวเราะแล้วแสร้งต่อว่าหงเจ่าว่าถามอะไรไม่ไว้หน้ากันบ้างเลย เหมยจื่อจึงค่อยๆ เข้าใจความหมายของอีกฝ่าย ที่แท้ก็พูดถึงผ้าขาวที่ใช้ปูบนที่นอนในคืนแรกของการเข้าหอนั่นเอง

ใบหน้าของนางแดงขึ้นในฉับพลัน เหลือบตาขึ้นจ้องหงเจ่าด้วยความไม่พอใจแวบหนึ่ง ฝ่ายหงเจ่าที่เป็นคนเจ้าอารมณ์อยู่แล้ว เมื่อเห็นเหมยจื่อจ้องมองตนด้วยสายตาเช่นนี้ก็ยิ่งเอาใหญ่ รุกถามต่อไป “เจ้ารู้แต่เอาเสื้อผ้าของสามีตนเองมาซัก ทำไมถึงไม่เอาผ้าขาวผืนนั้นมาซักด้วย หรือว่าจริงๆ แล้วผ้าขาวผืนนั้นสะอาดเอี่ยมไม่มีรอยเปื้อนอะไรเลย?”

คำพูดของอีกฝ่ายมีเจตนาจะทิ่มแทง ประโยคนี้เท่ากับต้องการบอกว่าก่อนที่เหมยจื่อจะแต่งงานออกเรือนนั้นนางไม่ใช่สาวบริสุทธิ์ผุดผ่องเสียแล้ว คราวนี้เหมยจื่อเดือดดาลขึ้นมาทันที แววตาทอประกายโกรธเกรี้ยว จ้องไปที่หงเจ่าแล้วตวาดเสียงดังว่า “หงเจ่า! เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”

ที่ผ่านมาเหมยจื่อนั้นเป็นคนหัวอ่อนยอมคนมาโดยตลอด แต่ไหนแต่ไรไม่เคยทะเลาะกับผู้อื่นเลย แต่เรื่องในวันนี้ไม่เพียงเกี่ยวพันถึงชื่อเสียงของตน ยังพัวพันไปถึงชื่อเสียงของเซียวจิงซัน นางจึงต้องโต้เถียงกลับไป

คนรอบข้างเห็นว่าการล้อเล่นครานี้ชักจะเลยเถิดกันไปใหญ่จึงรีบห้ามปราม บ้างก็พูดปลอบเหมยจื่อว่าอย่าไปใส่ใจ ที่หงเจ่าเป็นคนปากไม่มีหูรูดพูดจาไม่เกรงใจก็เพียงแค่หยอกล้อกันเท่านั้น บางคนก็ดึงแขนของหงเจ่าแล้วปรามให้รีบหุบปาก ส่วนอาจินนั้นไม่ได้พูดอะไรมาก เพียงเข้าไปจับมือของเหมยจื่อซึ่งกำลังสั่นระริก คล้ายจะบอกว่าอย่าวู่วาม

เมื่อมีคนรอบข้างช่วยไกล่เกลี่ย ในที่สุดเหมยจื่อก็สงบสติอารมณ์ลงได้ นางรู้ดีว่าเรื่องพวกนี้ยากจะอธิบายให้คนอื่นเข้าใจ ไม่อาจพูดให้มากความและก็ไม่สามารถพิสูจน์กันอย่างเปิดเผย ถือเป็นเรื่องที่คลุมเครือ ดังนั้นถึงตนเองจะร้อนใจไปก็ไร้ประโยชน์ ยิ่งร้อนใจก็จะยิ่งตกเป็นขี้ปากคนอื่น อีกฝ่ายอาจกล่าวหาว่าตนอับอายจึงแสร้งทำเป็นโมโห เมื่อคิดได้ดังนี้นางจึงแค่มองหงเจ่าด้วยสายตาแค้นเคืองเป็นครั้งสุดท้าย แล้วนั่งลงซักผ้าต่อ

ทว่ามือก็ยังไม่วายสั่นน้อยๆ หัวใจก็ยังเต้นไม่เป็นจังหวะ เสื้อในมือถูกขย้ำขยี้ไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ จนกระทั่งอาจินเตือนเหมยจื่อจึงเห็นว่าเสื้อตัวนั้นเกือบจะเปื่อยยุ่ยคามือตนแล้ว

.

ใกล้เวลาพลบค่ำ

กลุ่มคนรอบข้างค่อยๆ ทยอยกันกลับ เหมยจื่อเองก็เก็บเสื้อผ้าแล้วเดินกลับบ้านเช่นกัน

ตอนแรกนางเข้าใจว่าเมื่อตนแต่งงานแล้วเรื่องทุกอย่างก็จะดีขึ้น อย่างน้อยข่าวลือก็คงจางหายไปบ้าง มาถึงตอนนี้เห็นทีคงจะไม่ใช่แล้ว ผู้คนในหมู่บ้านไม่มีอะไรให้ทำมากนัก ปกติหากไม่ยุ่งกับเรื่องหาเลี้ยงปากท้องก็จะหาเรื่องนินทาว่าร้ายผู้อื่นเพื่อความสนุกสนาน บางครั้งพูดไปเรื่อยเปื่อยจนคนอื่นต้องแปดเปื้อนมลทิน

เหมยจื่อหอบเอาอ่างไม้และตะกร้าไม้ไผ่กลับมาบ้าน ก็พบว่าเซียวจิงซันกลับมาถึงแล้ว เขานั่งยองๆ อยู่แถวลานบ้าน กำลังจัดการกับไก่ป่าตัวหนึ่งอยู่ พื้นด้านข้างชายหนุ่มจึงเต็มไปด้วยขนไก่ พอเซียวจิงซันเห็นเหมยจื่อก็ชี้ไปที่กองเห็ดป่าแล้วบอกว่า “คืนนี้กินเห็ดป่ากัน”

หญิงสาวพยักหน้ารับ นางวางอ่างไม้ลงแล้วเอาเสื้อออกมาตากบนเชือกปอทีละตัว ถึงผู้คนในหมู่บ้านจะสวมใส่เสื้อผ้าเนื้อหยาบแต่ก็ถนอมอย่างดี ในฤดูร้อนแสงแดดเจิดจ้าซึ่งจะทำให้เสื้อผ้าซีดเก่าได้ง่าย ปกติแล้วพวกเขาจึงซักเสื้อผ้ากันในตอนเย็นแล้วตากช่วงหัวค่ำ พอถึงเวลาเข้านอนก็จะแห้งพอดีเก็บไปได้เลย

เซียวจิงซันเงยหน้ามองภรรยาที่กำลังสะบัดผ้าออกตาก เห็นท่าทางหมดอาลัยตายอยากของนางจึงเอ่ยว่า “วันนี้ต้องลำบากเจ้าแล้ว”

เหมยจื่อหันกลับมาส่งยิ้มเบาบางให้ชายหนุ่ม คิดว่าเซียวจิงซันน่าจะเข้าใจผิด ทว่านางก็ไม่รู้ว่าจะอธิบายกับเขาอย่างไร แม้ยามนี้ตนกับเซียวจิงซันจะได้ชื่อว่าเป็นสามีภรรยากันแล้ว แต่ยังมีเรื่องอีกมากมายที่ทั้งสองไม่อาจพูดต่อกันได้ เพราะตอนนี้คนทั้งคู่ก็ยังเหมือนคนแปลกหน้าต่อกัน

-----------------------------------------------------------------------------------

 

ธนูของนายพราน

เมื่อตากเสื้อผ้าเรียบร้อย เหมยจื่อก็หยิบเห็ดป่าที่วางอยู่ข้างเท้าเซียวจิงซันไปทำความสะอาด

จากนั้นก็หยิบต้นหอมและหั่นขิงไว้เตรียมใช้งาน ตอนนั้นเองที่เซียวจิงซันจัดการกับไก่ป่าตัวนั้นเรียบร้อย เหมยจื่อจึงเดินไปรับมา เซียวจิงซันเห็นท่าทางของนางยังดูเหน็ดเหนื่อย จึงเสนอว่า “เจ้าเข้าไปพักผ่อนในบ้านก่อนเถอะ ข้าทำเอง”

เหมยจื่อจะยอมให้เซียวจิงซันเป็นคนทำอาหารค่ำได้อย่างไร นางดึงดันรับไก่ตัวนั้นมาจนได้ ก่อนจะใช้มีดสับไก่ตัวนั้นเป็นชิ้นๆ หญิงสาวหันไปต้มน้ำจนเดือดแล้วยกลงจากเตามาวางไว้ข้างๆ นางนำเห็ดป่าลงไปลวกในน้ำเดือด จากนั้นก็หันมาเติมฟืนเพิ่มในเตาไฟพร้อมกับวางหม้อใบใหม่ลงไป หญิงสาวใช้ไม้ขัดหม้อเอาไว้จนน้ำที่อยู่ในหม้อเกือบแห้ง

ขณะที่เหมยจื่อกำลังยื่นมือมาหยิบน้ำมัน มือใหญ่จากด้านหลังก็ส่งของที่ต้องการมาให้ หญิงสาวเหลือบมองอีกฝ่ายแวบหนึ่งก่อนจะรับน้ำมันมาแล้วใส่เข้าไปในหม้อเล็กน้อย จากนั้นก็ใส่ขิงที่หั่นเป็นแผ่นและต้นหอมซอยลงไป ไม่นานกลิ่นหอมก็ตลบอบอวลไปทั่ว นางจึงค่อยใส่เนื้อไก่ที่สับเป็นชิ้นและเห็ดป่าตามหลัง

เหมยจื่อยังไม่ค่อยคุ้นเคยกับบ้านหลังนี้นัก จึงถามเซียวจิงซันว่าในบ้านมีเครื่องปรุงรสอะไรบ้าง อีกฝ่ายเดินไปเปิดตู้ไม้เล็กๆ ที่อยู่ด้านข้าง เหมยจื่อจึงพบว่าด้านในมีเครื่องปรุงนานาชนิดอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ เหมือนอีกฝ่ายได้ตระเตรียมข้าวของเครื่องใช้สำหรับสร้างครอบครัว เหมยจื่อมองปราดเดียวก็รู้ทันทีว่าของพวกนี้เพิ่งหาซื้อมาใหม่ ยังไม่เคยมีการใช้งาน เนื้อตุ๋นที่นางกินไปเมื่อเช้าก็ไม่ได้ใช้เครื่องปรุงพวกนี้

หญิงสาวมองเซียวจิงซันอีกครั้ง การกระทำของเขาทำให้นางรู้สึกว่าอีกฝ่ายใส่ใจดูแลตนเป็นอย่างยิ่ง ทว่าเขากลับเบือนหน้าไปทางอื่นแล้วกล่าวเหมือนไม่ใส่ใจ “ตอนข้าลงจากเขาไปขายของ เห็นของพวกนี้จึงซื้อกลับมาด้วย คิดว่าต่อไปคงได้ใช้แน่”

เหมยจื่อคิดถึงคำพูดที่ว่า ‘ต่อไปคงได้ใช้แน่’ แล้วใบหน้าพลันแดงระเรื่อ โชคดีที่อาหารในหม้อเดือดพอดี นางจึงรีบละสายตาจากเขา

แม้เหมยจื่อจะไม่ค่อยได้กินอาหารป่าพวกนี้ แต่เมื่อครั้งที่บิดายังมีชีวิตอยู่ก็ได้พบเห็นไม่น้อย นางรู้ดีว่าไก่ป่าตุ๋นเห็ดนั้นเน้นที่ความสดใหม่ แค่ใช้เกลือป่นปรุงรสเล็กน้อยก็พอแล้ว

          ส่วนเซียวจิงซัน พอเขาเอ่ยจบก็เดินไปหยิบฟืนมาเติมลงในเตาไฟแล้วนั่งลงบนม้านั่งหิน เริ่มชักกล่องสูบลม ไม่นานเปลวไฟในเตาก็ลุกโชติช่วง เหมยจื่อใช้กระบวยไปตักน้ำมาใส่เพิ่มในหม้อที่กำลังเดือดปุดๆ

หญิงสาวเดินไปเอาก้านเกาเหลียง[1] แห้งมาใส่ในลังถึงแล้วปูผ้าขาวบางสะอาดรองอีกชั้น จากนั้นก็เตรียมเอาแผ่นแป้งที่จะกินในค่ำนี้วางลงไป ในขณะที่จะวางนางก็นึกขึ้นได้ว่าหากน้อยไปอีกฝ่ายจะไม่พอกิน จึงหันไปถามว่า “ท่านจะกินกี่ชิ้นเจ้าคะ”

“สามชิ้นก็พอ” เขาตอบกลับมา

เหมยจื่อจึงวางแผ่นแป้งลงไปสี่ชิ้น เพราะตัวนางกินแค่ชิ้นเดียวเท่านั้น

          เมื่อจัดการงานตรงหน้าเสร็จ เหมยจื่อก็มองเซียวจิงซันที่กำลังชักกล่องสูบลมเพื่อเร่งไฟในเตา อีกฝ่ายถอดเสื้อเปลือยท่อนบนเช่นเคย แสงสว่างจากเปลวไฟสะท้อนกับแผลเป็นบนอกของเขายิ่งทำให้น่าหวาดกลัว ทว่าตอนนี้นางกลับไม่ได้รู้สึกหวาดหวั่นเหมือนเมื่อก่อนแล้ว

          หญิงสาวคุกเข่าลงด้านข้างแล้วบอกว่า “ให้ข้าทำเถอะ” จากนั้นนางก็ยื่นมือไปที่กล่องสูบลม

          ปกติแล้วงานครัวจะเป็นหน้าที่ของผู้หญิง จึงเป็นธรรมดาที่เหมยจื่อจะรู้สึกไม่ดีที่เซียวจิงซันต้องมาทำเอง แต่ชายหนุ่มกลับไม่ยอมปล่อยมือง่ายๆ เมื่อเหมยจื่อยื่นมือมาจับกล่องสูบลมจึงสัมผัสเข้ากับมือใหญ่ของเขาเข้า มือนางพลันรู้สึกร้อนวูบราวถูกไฟลวกทำให้ต้องรีบชักมือกลับ

          เซียวจิงซันเงยหน้าสบตากับนางแวบหนึ่ง ท่าทางเหมือนกำลังงุนงงกับท่าทีตื่นตระหนกของนาง เหมยจื่อระบายลมหายใจออกมา แล้วกล่าวเสียงเบา “ข้าทำอาหารจนชินแล้ว”

          ชายหนุ่มเห็นดังนั้นก็ลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวอย่างอารมณ์ดี “ได้ เช่นนั้นเจ้าทำเถอะ”

          พอเหมยจื่อเห็นว่าในที่สุดเขาก็ยอมลุกขึ้นจากม้านั่งหิน นางก็รีบทรุดตัวลงนั่งแทน ม้านั่งหินตัวนี้ยังอุ่นอยู่เลย หญิงสาวรู้สึกว่าใบหน้าตนร้อนวูบขึ้นมาอีกครั้ง แต่นางก็ให้เหตุผลกับตัวเองว่าเป็นเพราะตนอยู่หน้าเตาไฟที่ลุกโชนกระมัง

          จากนั้นนางก็ออกแรงชักกล่องสูบลมไปหลายครั้ง ไฟในเตายิ่งโหมแรงขึ้น ผ่านไปครู่หนึ่งไก่ป่าตุ๋นเห็ดก็ส่งกลิ่นหอมกรุ่น

          ชีวิตนางตอนนี้ช่างเรียบง่ายและสงบสุข ส่วนคำนินทาว่าร้ายพวกนั้นก็ให้คนอื่นพูดกันไปเถอะ อย่างมากนางก็ปิดประตูใช้ชีวิตกับเซียวจิงซันตามลำพังก็พอ

.

ฟ้าใกล้จะมืดแล้ว

หม้อที่ตั้งบนเตาไฟเดือดปุดๆ กลิ่นอาหารหอมตลบอบอวล เหมยจื่อชะโงกหน้าดูก็รู้ว่าอาหารนั้นสุกพร้อมกินแล้ว

          นางหันกลับไปมองคนร่วมบ้าน เห็นเซียวจิงซันนั่งอยู่บนม้านั่งหินอีกตัวด้านข้าง เขากำลังใช้ผ้าเก่าผืนหนึ่งเช็ดถูคันธนูอย่างระมัดระวัง ในครอบครัวของเหมยจื่อไม่มีใครล่าสัตว์ ที่บ้านจึงไม่มีธนู ด้วยเหตุนี้นางจึงไม่เคยเห็นคันธนูของนายพรานมาก่อน นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นใกล้ๆ

หญิงสาวพบว่าคันธนูในมือเขาสูงขนาดครึ่งตัวของนางเห็นจะได้ ดูน่าครั่นคร้ามยิ่ง นางเงยหน้ามองเซียวจิงซันอีกครั้ง เห็นเขาเช็ดถูคันธนูใหญ่ในมืออย่างตั้งใจ ทำราวกับเป็นของล้ำค่าที่สุดรักสุดหวง

          เซียวจิงซันจดจ่ออยู่กับการทำงานจนไม่ได้สังเกตว่าเหมยจื่อกำลังแอบมองตนอยู่ พอเขาเช็ดถูเสร็จก็หยิบลูกศรดอกหนึ่งที่อยู่ข้างๆ ขึ้นมา ลูกศรนั้นเป็นแบบเรียบง่ายดูโบราณ เมื่อสะท้อนกับแสงก็วาววับเป็นประกาย ส่วนปลายลูกศรมีแพขนที่เป็นลวดลาย เหมยจื่อยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกว่าแปลกตา เพราะไม่เคยเห็นใครในหมู่บ้านใช้ลูกศรแบบนี้มาก่อน

          เซียวจิงซันโยนลูกศรในมือเพื่อกะน้ำหนัก จากนั้นก็ทาบกับคันธนูที่เพิ่งเช็ดถูเสร็จ เขาง้างคันธนูด้วยท่าทางขึงขังจนสายตึง

          เหมยจื่อที่มองตามเขาทุกกิริยาท่าทางถึงกับตะลึงงัน รู้สึกว่าเซียวจิงซันที่อยู่ตรงหน้ากลายเป็นคนแปลกหน้าขึ้นมาฉับพลัน แม้ตามจริงนางกับเซียวจิงซันนั้นจะไม่คุ้นเคยกันเลยก็ตาม อีกทั้งไม่อาจใช้เวลาแค่วันสองคนก็สามารถสร้างความคุ้นเคยกันได้

          เมื่อคันธนูในมือของเซียวจิงซันตึงจนสุด จู่ๆ เขาก็ปล่อยมือออก ลูกศรพุ่งตรงออกไปรวดเร็วราวกับมีปีกบิน เหมยจื่อเบิกตาโตมองตามทิศทางที่ลูกศรพุ่งไป ลูกศรที่ถูกยิงด้วยเรี่ยวแรงมหาศาลปักเข้ากับก้อนหินใหญ่นอกลานบ้าน ปลายลูกศรนั้นยังคงสั่นไหว ทว่าหัวลูกศรนั้นปักลึกเข้าไปก้อนหิน!

          ถึงเหมยจื่อจะไม่เคยล่าสัตว์ แต่ก็ไม่ใช่จะไม่รู้ว่าคนอื่นในหมู่บ้านมีฝีมือการล่าสัตว์เช่นไร การยิงธนูเช่นนี้ รับรองว่าไม่มีนายพรานคนใดในหมู่บ้านลี่สุ่ยทำได้แน่ แท้จริงแล้วเซียวจิงซันเป็นใครกันแน่?

          เหมยจื่อพลันคิดถึงคำร่ำลือต่างๆ นานาเกี่ยวกับอีกฝ่ายที่แว่วเข้าหูก่อนที่นางจะแต่งงาน บางคนพูดว่าเขาเคยเป็นโจรป่ามาก่อน แผลเป็นใหญ่นั้นได้มาจากตอนที่เขาออกปล้นชิง

          หรือว่าจะเป็นตามคำร่ำลือนั้นจริงๆ?

          เหมยจื่อจ้องมองลูกศรนั้นอยู่นาน กระทั่งรู้สึกว่ามีสายตาคู่หนึ่งจับจ้องตนอยู่ เมื่อนางหันไปมองก็สบกับดวงตาที่ลุ่มลึกจนไม่อาจเห็นก้นบึ้งที่ราวกับดวงตาของเสือร้าย นางตกใจจนแทบกระโดด แต่ยังสามารถควบคุมตัวเองได้ ถามด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักออกไป “มะ...มีอะไรหรือ?”

          อีกฝ่ายกลับส่ายหน้า ตอบเสียงเบาว่า “ไม่มี”

จากนั้นเขาก็ค่อยๆ ลุกขึ้น เดินอ้อมลานหน้าบ้านไปยังก้อนหินใหญ่ก้อนนั้นแล้วใช้มือเพียงข้างเดียวถอนลูกศรออก ท่าทางเบาสบายเหมือนไม่ได้ออกแรงของอีกฝ่ายทำเอาเหมยจื่อถึงกับงงงัน ทำให้นางเริ่มไม่แน่ใจว่าจริงๆ แล้วตนเองแต่งงานกับคนอย่างไรกันแน่

          เซียวจิงซันเดินถือลูกศรกลับมาแล้วใช้ผ้าเช็ดก่อนจะใส่กลับลงไปในกระบอก ในขณะที่เขาเคลื่อนไหวก็มีสายตาของนางคอยมองตามตลอด และสิ่งที่เพิ่งเห็นก็ทำให้นางยิ่งตะลึง

บนปลายลูกศรนั้นยิงถูกแมลงตัวหนึ่งด้วย!

          เซียวจิงซันเหลือบมองหม้อปิดฝาสนิทที่ตั้งอยู่บนเตาซึ่งตอนนี้มีไอร้อนกรุ่นออกมา แล้วก็ก้มมองไฟในเตาที่เริ่มมอด ก่อนจะเอ่ยเตือนว่า “กินข้าวกันได้แล้ว”

          เหมยจื่อลุกพรวดขึ้นยืนทันที พยักหน้ารับพร้อมตอบกลับรวดเร็ว “จริงด้วย กินข้าวได้แล้ว ข้าจะไปจัดการเดี๋ยวนี้”

          หลังเซียวจิงซันเก็บอุปกรณ์คู่ใจของตนเรียบร้อย เขาก็ไปช่วยเหมยจื่อจัดโต๊ะอาหาร ไม่นานทั้งสองก็นั่งประจำที่ของตน เตรียมกินอาหารที่เพิ่งปรุงมาใหม่ๆ ตรงหน้าอย่างไก่ป่าตุ๋นเห็ดอันแสนโอชะ

          เดิมทีเหมยจื่อก็ไม่ได้รู้สึกหิว แต่พอได้เห็นไก่ป่าตุ๋นดูน่ากิน ท้องของนางก็ร้องออกมาทันที ทว่านางยังไม่ลืมธรรมเนียมที่ต้องให้สามีลงมือกินก่อน หญิงสาวจึงส่งตะเกียบให้เซียวจิงซัน แล้วค่อยหยิบตะเกียบของตนขึ้นมา

          ชายหนุ่มรับตะเกียบที่เหมยจื่อส่งให้ แล้วบอกว่า “ต่อไปไม่ต้องเกรงใจเช่นนี้” พูดจบเขาก็ตั้งหน้าตั้งตากินอาหาร

 

------------------------------------------------------------------------------------------

[1] ข้าวฟ่างพันธุ์หนึ่ง

 

วันแรกหลังแต่งงาน

พอกินข้าวเสร็จเรียบร้อย ทั้งสองก็ช่วยกันเก็บโต๊ะ

ไก่ป่าตุ๋นเห็ดยังเหลืออีกมาก เหมยจื่อจึงถามเซียวจิงซันว่าสถานที่เก็บอาหารอยู่ที่ใด นางจะได้เอาอาหารที่ยังเหลือกว่าครึ่งหม้อไปเก็บไว้ในนั้น

ทุกครัวเรือนในหมู่บ้านลี่สุ่ยจะมีการขุดบ่อรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าไว้ใกล้ๆ ตัวบ้าน ภายนอกจะคลุมด้วยหญ้าแฝก ทำให้ด้านในอุ่นในฤดูหนาวและเย็นในฤดูร้อน ใช้สำหรับเก็บอาหารไม่ให้เน่าเสียง่าย หากเป็นอาหารที่เสียได้ง่ายก็จะรักษาความสดใหม่ไว้ได้สามสี่วัน ส่วนพวกที่ไม่ได้เน่าเสียง่าย บางอย่างอาจจะเก็บรักษาได้เป็นปี

          หลังเอาอาหารที่เหลือไปเก็บก็ไม่มีงานอะไรที่ต้องทำอีกแล้ว ยามค่ำคืนเช่นนี้หากทำงานเย็บปักก็เกรงจะเปลืองน้ำมันตะเกียง อีกอย่างในตอนกลางวันก็ใช่ว่าจะไม่มีเวลาว่าง ดังนั้นงานที่สามารถทำในตอนกลางวันได้ เหตุใดต้องมาทำในตอนกลางคืนให้สิ้นเปลืองน้ำมันตะเกียงด้วยเล่า

หากเป็นเมื่อก่อน ผู้คนในหมู่บ้านจะชอบออกมาเดินเล่นนอกบ้าน พวกเขาจะเดินไปตามทางเดินเล็กๆ บนภูเขาหรือไม่ก็เดินตามท้องถนน บ้างก็จับกลุ่มนั่งด้วยกัน ในมือถือพัดใบลาน นั่งชมดาวตากลมพลางสนทนาไปเรื่อยเปื่อย

ทว่ายามนี้เหมยจื่อแต่งงานกับเซียวจิงซันแล้ว ซ้ำตอนกลางวันยังได้ยินคำเยาะหยันจากหงเจ่าอีก ไม่ว่าอย่างไรนางก็ไม่อยากออกไปเผชิญกับสายตาดูแคลนของคนพวกนั้นอีกแน่ เพราะอาจเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดขึ้นก็เป็นได้ นางจึงเลือกที่จะนั่งบนม้านั่งหิน จัดการกับเห็ดป่าที่เหลือโดยตั้งใจว่าวันรุ่งขึ้นจะเอาไปตากแดดทำเป็นเห็ดแห้งแล้วเก็บไว้กิน

          เซียวจิงซันเองก็ไม่ใช่คนที่ชอบสนุกสนานเฮฮา ตั้งแต่ตอนที่เขากลับมาที่หมู่บ้านลี่สุ่ยก็ไม่ค่อยได้ออกไปคบหาสมาคมกับพวกชายหนุ่มในหมู่บ้านสักเท่าไร ต่อมาเรื่องรอยแผลเป็นฉกรรจ์บนอกก็ยิ่งทำให้ผู้คนสงสัยในตัวเขา จึงยิ่งทำให้ชายหนุ่มออกห่างจากคนในหมู่บ้านมากกว่าเดิม

          เหมยจื่อแอบคิดในใจว่าเป็นแบบนี้ก็ดี เซียวจิงซันจะได้ไม่ต้องออกไปนอกบ้านแล้วทิ้งตนเองให้อยู่เฝ้าบ้านคนเดียว เพราะนางนั้นเป็นคนขี้กลัว เมื่อก่อนตอนอยู่ที่บ้านจะมีทั้งน้องสาวน้องชายและมารดา ทว่าตอนนี้นางต้องมาอยู่ในบ้านที่ลานหน้าบ้านมีเพียงรั้วเตี้ยๆ หนำซ้ำยังห่างไกลคนอื่นอีกต่างหาก ทำให้อดหวาดผวาไม่ได้

          หญิงสาวยกนิ้วมือขึ้นนับ พลันนึกได้ว่าตนแต่งงานมาอยู่ที่นี่สองวันแล้ว ตามธรรมเนียมวันมะรืนจะเป็นเวลาที่ต้องกลับไปเยี่ยมบ้าน ไม่รู้ว่าตอนนี้จูเถากับอาชิวจะเป็นอย่างไร พวกน้องๆ จะคิดถึงตนบ้างไหม? ท่านแม่จะสบายดีหรือไม่? วัชพืชในที่นาถอนกันเสร็จหรือยัง? เหมยจื่อรู้ว่าการคิดถึงเรื่องที่บ้านในตอนนี้นั้นไร้ประโยชน์ คงได้แต่รอให้กลับไปแล้วค่อยว่ากัน

          เซียวจิงซันที่กินอาหารค่ำเสร็จเริ่มถอดเสื้อตัวบนออก เผยให้เห็นแผ่นอกกำยำ และเผยให้เห็นรอยแผลเป็นนั้นอีกครั้ง เหมยจื่อหวนคิดถึงพละกำลังในการยิงธนูของเขาเมื่อตอนพลบค่ำก็รู้สึกกลัว ได้แต่ก้มหน้าก้มตาจัดการกับเห็ดต่อ ไม่กล้ามองเขาตรงๆ อีก

          เซียวจิงซันยืดเส้นยืดสายอยู่ที่ลานหน้าบ้านโดยเริ่มจากท่าหมัดมวย พอถึงตอนนี้เหมยจื่อก็ไม่มีอะไรต้องประหลาดใจอีกแล้ว ต่อให้เซียวจิงซันหยิบดาบขึ้นมาร่ายรำอย่างบ้าคลั่ง นางก็คงเห็นเป็นเรื่องธรรมดา เหมยจื่อนั้นไม่รู้วิชาหมัดมวยอะไรเลย นางรู้เพียงอีกฝ่ายออกหมัดได้อย่างชำนาญ เปี่ยมด้วยพลัง หากจะให้หาคำมาอธิบาย นางก็คงบอกว่าทั้งความชำนาญและความพลิ้วไหวดูคล้ายกับความคล่องแคล่วว่องไวของปลาในลำธาร ส่วนพละกำลังความแข็งแกร่งก็ดุจดั่งเสือดาวในป่าที่เตรียมพร้อมขย้ำเหยื่อทุกเวลา

.

จันทร์กระจ่างลอยสูงเด่นอยู่บนท้องฟ้าอันมืดมิด

สายลมเย็นสบายจากภูเขาพัดผ่านรั้วไม้เตี้ยๆ เข้ามาในลานหน้าบ้าน ทำให้เสื้อผ้าที่ตากอยู่ขยับไปมาตามแรงลม เพลงหมัดมวยอันทรงพลังของเซียวจิงซันยามต้องสายลมก่อให้เกิดเสียงดังเป็นจังหวะ ทำให้เหมยจื่อต้องเงยหน้ามองจนไม่อาจละสายตา

          ท้ายที่สุดเซียวจิงซันก็ย่อเข่าลงในท่าหม่าปู้[1] เก็บมือทั้งสองในท่าพนมมือ จบการร่ายรำหมัดมวยกระบวนท่าแรก

          เหมยจื่อรีบเบือนหน้าไปทางอื่น ขณะที่เซียวจิงซันเดินเข้าไปในบ้านหยิบผ้าเช็ดตัวมาผืนหนึ่งพร้อมกับถือถังมาด้วยสองใบ “ข้าจะไปอาบน้ำที่ลำธารก่อน ตอนกลับจะเอาน้ำมาให้เจ้าด้วย เจ้ารอก่อน ไม่นานหรอก”

          เหมยจื่อก้มหน้าเม้มริมฝีปากแล้วพยักหน้าน้อยๆ ในฤดูร้อนเช่นนี้อันที่จริงก็ควรอาบน้ำสักหน่อย ตอนค่ำหุงหาอาหารจึงทำให้เนื้อตัวมีเหงื่อออกไม่น้อย ตอนแรกนางยังไม่คุ้นเคยกับบ้านหลังนี้ที่เป็นเพียงกระท่อมก็เลยไม่กล้าเอ่ยกับเซียวจิงซัน ยังดีที่เขาเป็นคนเอ่ยปากออกมาเอง

          นางฉวยโอกาสที่เซียวจิงซันไปที่ลำธารกลับเข้าไปในบ้าน หญิงสาวเตรียมเสื้อผ้าที่จะใช้ผลัดเปลี่ยนหลังการอาบน้ำ พร้อมกับผ้าเช็ดตัวและอ่างไม้ใบใหญ่ไว้รอท่า

ผ่านไปครู่หนึ่งชายหนุ่มก็ถือถังไม้สองใบที่ใส่น้ำจากลำธารจนเต็มกลับมา ท่าทางอีกฝ่ายยกถังมาอย่างสบายๆ เหมือนไม่เปลืองแรงเลยสักนิด

          พอเซียวจิงซันเห็นว่าเหมยจื่อเข้าไปรออยู่ในกระท่อมแล้ว เขาจึงเทน้ำใส่อ่างไม้ให้หนึ่งถัง อีกถังวางไว้ด้านข้างเผื่อต้องการใช้งาน จากนั้นเขาก็เดินไปหยิบอ่างไม้มาอีกใบเพื่อให้เหมยจื่อไว้ใช้สอย ในขณะที่ชายหนุ่มจัดแจงสิ่งของต่างๆ ให้ เหมยจื่อที่มองอยู่ด้านข้างก็เริ่มหวั่นใจขึ้นมา หากนางอาบน้ำอยู่ในกระท่อม แล้วเซียวจิงซันเล่า...

          นางยังไม่ทันคิดอะไรต่อ ชายหนุ่มก็ลุกขึ้นเดินออกไปด้านนอก ในขณะที่เดินไปถึงหน้าประตูยังกล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า “เจ้าค่อยๆ อาบเถอะ ข้าจะออกไปเดินเล่นนอกลานบ้านสักครู่”

          เหมยจื่อได้ยินก็ค่อยโล่งใจ หากเซียวจิงซันอยู่แถวลานหน้าบ้าน ประตูหน้าต่างไม่ได้มิดชิดนัก หากเขาเห็นอะไรเข้านางก็คงรู้สึกอึดอัดใจแน่ แต่ถ้าเซียวจิงซันเดินออกไปไกลเกิน ทิ้งให้นางอาบน้ำอยู่คนเดียวตามลำพัง นางก็คงรู้สึกหวาดกลัวเช่นกัน ดังนั้นให้เขาไปเดินเล่นนอกลานบ้านย่อมดีที่สุด

          วันแรกหลังแต่งงานนางก็เหนื่อยเหน็ดจนเหงื่อท่วม ทั้งทำอาหารทั้งซักเสื้อผ้า เนื้อตัวเหนียวเหนอะหนะไปหมด ถึงลมภูเขาจะพัดมาเป็นระยะพอให้อาการเหนียวตัวดีขึ้นบ้าง แต่ก็ยังไม่สบายตัวอยู่ดี ยามนี้พอได้น้ำเย็นจากลำธารมาชำระร่างกายในช่วงอากาศร้อนอบอ้าวของฤดูร้อน จึงถือเป็นความสุขที่ยากจะมีสิ่งใดมาเทียบได้

          เหมยจื่ออาบน้ำอย่างสบายอารมณ์ ใช้ผ้าซับตัวจนแห้งแล้วผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ นางนำเสื้อผ้าที่ใช้แล้วของเซียวจิงซันและของตนใส่ในตะกร้าไม้ไผ่ ตั้งใจจะเอาไปซักที่ริมลำธารวันพรุ่งนี้ หญิงสาวจ้องมองชุดของทั้งสองในตะกร้า ชุดหนึ่งเป็นเสื้อผ้าลายดอกแบบหญิงสาว อีกชุดเรียบง่ายตัดจากผ้าเนื้อหยาบ ดูแตกต่างกันเสียจริง!

          เมื่อเห็นแบบนี้ใบหน้านางก็อดแดงขึ้นมาไม่ได้ แล้วคืนนี้นางจะทำเช่นไรดี คืนนี้จะเหมือนเมื่อคืนหรือไม่ที่น้ำบ่อไม่กล้ำกรายน้ำในลำธาร? ไม่รู้ว่าเซียวจิงซันนั้นคิดอะไรอยู่ ทำไมเมื่อคืนเขาถึงไม่แตะต้องนาง เป็นเพราะใส่ใจกับความรู้สึกของนางหรือเปล่า?

          ก่อนหน้านางชอบพอฝูเกอ จากนั้นฝูเกอก็มาทิ้งไป ทำให้นางไม่คิดเรื่องรักใคร่พวกนั้นอีก นางคิดเพียงในเมื่อยามนี้ตนแต่งงานกับเซียวจิงซันก็ต้องใช้ชีวิตให้ดีต่อไป ทว่าจิตใจของคนทำด้วยเลือดเนื้อ ไม่ว่าจะเป็นหญิงสาวคนใดก็คงหวังอยากจะพบใครสักคนที่รักและทะนุถนอมตนเอง เมื่อได้เจอกับเซียวจิงซันคนนี้ที่ช่างเอาใจใส่ ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่นางจะอดซาบซึ้งและตื้นตันใจไม่ได้

          เซียวจิงซันเห็นแต่ไกลว่าเหมยจื่อเดินออกมาจากกระท่อมแล้ว เขาจึงเดินกลับเข้ามาในลานบ้านอย่างเชื่องช้า เห็นนางกำลังคุกเข่าอยู่ตรงหน้าตะกร้าไม้ไผ่มองเสื้อผ้าที่เพิ่งผลัดเปลี่ยนนิ่ง เขาจึงกระแอมออกมาเบาๆ

          เหมยจื่อได้ยินก็รู้สึกตัวจึงรีบลุกขึ้น นางกล่าวเสียงเบาว่า “ข้าอาบน้ำเสร็จแล้ว”

          ชายหนุ่มพยักหน้าน้อยๆ เดินเข้าไปในบ้านแล้วยกน้ำที่ใช้แล้วออกมาด้านนอก เหมยจื่อเดินตามเข้าไปหมายจะช่วย แต่อีกฝ่ายกลับปฏิเสธไม่ให้นางทำ

          เหมยจื่อยืนตัวแข็งทื่อ มองเซียวจิงซันยกน้ำทั้งสองถังไปนอกลานบ้านแล้วเทลงใต้ต้นซิ่งจื่อ พอเทน้ำเสร็จ ชายหนุ่มก็เดินกลับมา เขาเอาถังน้ำไปวางไว้ที่มุมหนึ่งของลานบ้าน แล้วพูดขึ้นว่า “เข้าบ้านนอนเถอะ”

          หญิงสาวเริ่มกระอักกระอ่วนใจ พอได้ยินเขาพูดจึงทำได้เพียงพยักหน้ารับ แล้วเดินตามเข้าไปในบ้านอีกครั้ง

เหมยจื่อเดินตามเซียวจิงซันเข้าไปในบ้าน มองชายหนุ่มถอดเสื้อตัวบนออกแล้ววางไว้ข้างๆ ในห้องไม่ได้จุดตะเกียงทำให้มองเห็นไม่ค่อยชัดนัก ได้แต่อาศัยแสงจันทร์ที่ลอดผ่านหน้าต่างจึงเห็นรอยแผลเป็นนั้นได้ เหมยจื่อรีบก้มหน้าลง มือทั้งสองประสานกันอย่างไม่รู้จะทำตัวเช่นไรดี

          ถึงเซียวจิงซันและเหมยจื่อจะอยู่ร่วมกันแค่วันเดียว แต่ดูเหมือนชายหนุ่มจะพอดูออกว่าใจนางนั้นคิดอะไรอยู่ เขานั่งอยู่ที่ขอบเตียงแล้วมองนางเงียบๆ เหมือนกำลังครุ่นคิด

 

--------------------------------------------------------------------------------------------------

[1] ท่านั่งม้า

 

 

เรื่องราวในอดีต

ผ่านไปครู่หนึ่งเซียวจิงซันก็กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ข้ามีคำพูดบางอย่างอยากจะบอกเจ้า”

เหมยจื่อรีบพยักหน้ารับ “ท่านกล่าวมาเถอะ”

เซียวจิงซันทำท่าให้นางนั่งลง เหมยจื่อจึงนั่งลงบนม้านั่งไม้ตัวหนึ่งที่อยู่ข้างเตียง

แสงจันทร์นวลสาดส่องเข้ามาในห้องเล็กๆ ทำให้เห็นใบหน้าของคนทั้งสองภายในห้องไม่ค่อยชัดนัก เสียงเซียวจิงซันดังขึ้นท่ามกลางความมืดสลัว “เหมยจื่อ ฐานะของข้าเจ้าเองก็รู้อยู่ ข้ายากจนไร้ทรัพย์สมบัติ ที่นาก็ไม่มี ทรัพย์สินก็ไม่มี อาศัยการล่าสัตว์เพื่อประทังชีวิต มาแต่งงานกับข้าเจ้าเลยต้องลำบากไปด้วย”

เหมยจื่อรีบส่ายหน้า “ไม่ ไม่ ท่านอย่าพูดเช่นนี้ ชื่อเสียงข้าไม่สู้ดีนัก ท่านยอมแต่งงานด้วยข้าก็พอใจมากแล้ว ตัวข้าเองยังเกรงว่าจะทำให้ท่านต้องพลอยเสื่อมเสียไปด้วย”

เซียวจิงซันหัวเราะ “ในเมื่อเจ้ากับข้ากราบไหว้ฟ้าดินก็ย่อมเป็นสามีภรรยากัน จะเกรงเรื่องเสื่อมเสียอะไรเล่า ต่อไปอย่าพูดเช่นนี้อีก”

เหมยจื่อไม่เคยเห็นเซียวจิงซันหัวเราะแบบนี้มาก่อน นางรู้สึกว่าเสียงหัวเราะของเขาช่างสดใสน่าฟังเป็นอย่างยิ่ง เมื่อรวมกับสิ่งที่เขากล่าวออกมาก็ทำให้นางซาบซึ้งใจเหลือเกิน หญิงสาวจึงยิ้มออกมาแล้วพยักหน้ารับพร้อมกับกล่าวว่า “เจ้าค่ะ ข้าเชื่อท่าน ต่อไปจะไม่พูดเช่นนี้อีกแล้ว”

เซียวจิงซันส่งยิ้มกลับไปให้ แล้วใบหน้าเขาก็จริงจังขึ้นมาอีกครั้ง “เหมยจื่อ เจ้ากับข้าไม่ได้ขัดข้องกับการแต่งงานครั้งนี้ อีกทั้งตอนนี้เราก็เป็นสามีภรรยากันแล้วจึงควรซื่อสัตย์ต่อกัน ข้ารู้ว่าเจ้ายังคงสงสัยตัวข้าในหลายๆ เรื่อง แต่เรื่องเหล่านั้นล้วนผ่านพ้นไปแล้ว ข้าเองก็ไม่อยากพูดถึงมันอีก ขอให้เจ้าจดจำไว้เพียงเรื่องเดียวว่า สามีของเจ้าเป็นเพียงนายพรานธรรมดาๆ คนหนึ่งในหมู่บ้านลี่สุ่ยแห่งเขาหนิวโถวเท่านั้นก็พอ”

เมื่อเหมยจื่อได้ยินคำพูดอีกฝ่าย แม้ในใจจะยังเคลือบแคลงอยู่บ้างแต่ก็ไม่เอ่ยถามต่อไปอีก ได้แต่พยักหน้ารับแล้วบอกว่า “เจ้าค่ะ ข้าจะจำไว้”

เซียวจิงซันกล่าวขึ้นมาอีก “วันนี้ข้าเห็นแล้วว่าเจ้ามีหลายเรื่องที่ยังกังวล อย่างเช่นเจ้าคงรู้สึกหวาดกลัวเรื่องของชายหญิงอยู่บ้าง ด้วยเหตุนี้ข้าจึงไม่อยากฝืนใจเจ้า เพราะเรื่องเช่นนี้ควรเป็นเรื่องที่ยินยอมพร้อมใจต่อกัน ดังนั้นข้าเซียวจิงซันขอรับปากว่า หากเจ้าไม่ยินยอม ข้าก็จะไม่ทำอะไรเจ้า ดีหรือไม่?”

ประโยคแรกๆ เขาเอ่ยออกมาตรงๆ จนนางเริ่มอึดอัดใจ ใบหน้าร้อนผะผ่าว ต่อมาพอได้ยินประโยคหลังว่าอีกฝ่ายจะรอจนกว่าตนจะยินยอม นางก็รู้สึกซาบซึ้งใจนัก สำหรับเรื่องระหว่างชายหญิงที่นางมองว่าแสนน่ากลัวนั่น หากตอนนี้สามารถหลบเลี่ยงไปได้ก่อนก็ถือเป็นเรื่องดีไม่น้อย เหมยจื่อจึงได้แต่ก้มหน้า ตอบเสียงเบาราวกับยุงบิน “ดีเจ้าค่ะ”

เมื่อชายหนุ่มเห็นนางไม่มีท่าทีคัดค้านจึงเอ่ยต่อไป “ก่อนหน้านี้ข้าได้พบเจอเรื่องต่างๆ ภายนอกมาไม่น้อย พบเห็นผู้คนและเรื่องราวมาก็หลากหลาย ตอนนี้อายุมากแล้วจึงอยากใช้ชีวิตสงบๆ ในหมู่บ้านแห่งนี้ แม้เจ้าเองจะอายุน้อยกว่าข้า แต่ก็ผ่านเรื่องราวต่างๆ มาไม่น้อยเช่นกัน ข้าจึงเชื่อว่าเจ้ากับข้าต้องประคับประคองชีวิตคู่ให้ดีได้อย่างแน่นอน ในเมื่อเจ้าแต่งมาเป็นภรรยาของข้าแล้ว ทุกสิ่งที่ข้าเซียวจิงซันสามารถทำให้ได้ ข้าก็จะทำอย่างเต็มที่ ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าได้รับความยากลำบากเป็นอันขาด”

เหมยจื่อรับรู้ได้ถึงความจริงใจของเขา คำพูดของอีกฝ่ายตราตรึงเข้าไปถึงก้นบึ้งของหัวใจ สำหรับเหมยจื่อ นางไม่ปรารถนาสิ่งใดแล้ว ขอแค่ได้พบเจอกับคนที่จะอยู่เคียงคู่ตนไปชั่วชีวิตก็เท่านั้น นางเงยหน้ามองเซียวจิงซันแล้วเอ่ยว่า “ท่านวางใจเถอะ ถึงเมื่อก่อนข้าจะได้ยินคำร่ำลือเกี่ยวกับท่านมามากมาย แต่ในเมื่อตอนนี้แต่งงานเป็นภรรยาท่านแล้ว ข้าก็จะตั้งใจทำทุกอย่างให้ดีที่สุด”

เซียวจิงซันพยักหน้ารับ “ข้าเชื่อเจ้า”

ทั้งสองสบตากันภายใต้แสงจันทร์นวล คนหนึ่งนั่งอยู่บนเตียงส่วนอีกคนนั่งอยู่บนม้านั่ง ต่างฝ่ายต่างไม่รู้จะพูดอะไรอีก บรรยากาศภายในกระท่อมตกอยู่ท่ามกลางความเงียบงัน

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไร เซียวจิงซันก็เป็นฝ่ายกระแอมขึ้นมา แล้วบอกว่า “เจ้ายังมีสิ่งใดจะถามข้าอีกหรือไม่? ถามมาได้เลย”

เหมยจื่อแอบคิดในใจว่า นางควรจะถามเขาว่า ‘ก่อนหน้านี้เคยเป็นโจรป่าจริงหรือไม่’ ดีไหม? แต่ไหนเลยจะเอ่ยออกมาได้ แล้วจู่ๆ นางก็นึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมา จึงถามไปว่า “เช่นนั้นข้าขอถามว่า ปีนี้ท่านอายุเท่าไรแล้ว?”

เพราะเมื่อครู่เซียวจิงซันบอกว่าตนเองอายุมาก นางจึงเกิดความสงสัยเพราะก่อนหน้านี้รู้เพียงคร่าวๆ ว่าไม่เกินสามสิบ แต่ก็ไม่รู้อายุที่แท้จริง

เซียวจิงซันยิ้มอยู่ในความมืดพลางตอบกลับไป “ปีนี้ข้ายี่สิบแปด แล้วเจ้าล่ะ?”

แววตาของนางเป็นประกายขึ้นมาวูบหนึ่ง ตอบยิ้มๆ “ถ้าเช่นนั้นท่านกับข้าก็เกิดปีนักษัตรเดียวกัน ปีนี้ข้าอายุสิบหกเจ้าค่ะ”

เซียวจิงซันถอนหายใจยาว “นั่นสิ ปีนักษัตรเดียวกัน แต่ว่าข้าอายุมากกว่าหลายปี ตอนที่ข้าอายุเท่าเจ้า เจ้ายังเล่นดินเล่นโคลนอยู่เลย”

ตอนที่เซียวจิงซันอายุสิบหก นางก็เพิ่งจะสี่ขวบเท่านั้น เหมยจื่อหวนคิดถึงว่าตอนสี่ขวบตนเองทำอะไรอยู่... นางก็คงเล่นดินโคลนไปดูแลน้องสาวไปด้วยกระมัง เป็นอย่างที่เซียวจิงซันพูดไม่ผิดเลย!

ทั้งสองจึงพากันหัวเราะ ทันใดนั้นบรรยากาศภายในห้องก็กลับมีชีวิตชีวาและเป็นกันเองขึ้นมาก สุดท้ายชายหนุ่มก็บอกว่า “ตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว ขึ้นมานอนบนเตียงเถอะ”

ตอนนี้เหมยจื่อไม่รู้สึกกังวลใจอีกแล้ว นางถอดเสื้อตัวนอกออก แล้วก็มุดเข้าไปในผ้าห่มของตน ขณะที่ขึ้นไปบนเตียงฝั่งของตน ต้องผ่านร่างของเซียวจิงซันที่อยู่ด้านนอก ทำให้ได้กลิ่นหอมสดชื่นของน้ำในลำธารจากร่างของเขา หญิงสาวถึงกับหน้าแดง อดคิดไม่ได้ว่าบนร่างของนางก็คงมีกลิ่นแบบนี้เหมือนกันสินะ

นี่เป็นคืนที่สองของการแต่งงานของเหมยจื่อ นางยังคงลืมตาโพลงจ้องมองหลังคากระท่อมในความมืดมิดเช่นเคย ทว่าใจของนางไม่ได้หวาดเกรงเหมือนตอนแรก หญิงสาวแว่วยินเสียงลมหายใจสม่ำเสมอของชายข้างกาย แต่ก็ไม่ได้ทำให้เกิดความหวาดหวั่นแต่อย่างใด กลับเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกไว้วางใจ

นางเชื่อมั่นในชายผู้นี้ และรู้สึกว่าชายผู้นี้จะเป็นผู้นำความสุขมาให้ตน

.

วันรุ่งขึ้น

เหมยจื่อตื่นนอนแต่เช้าตรู่ นางนอนหลับสนิทตลอดคืน คงเป็นเพราะรู้สึกปลอดภัยกระมัง

ครั้นนางลืมตาตื่นก็เห็นว่าชายที่อยู่ข้างกายยังนอนหลับสนิทอยู่ เพราะอยู่ในช่วงฤดูร้อนเขาจึงใช้ผ้าห่มผืนบางห่มเพียงส่วนล่างของร่างกายเท่านั้น เผยให้เห็นแผงอกกำยำและรอยแผลเป็นฉกรรจ์นั้นด้วย เหมยจื่อไม่กล้ามองรอยแผลเป็นของเชัดๆ มาก่อน ยามนี้พอพินิจดูแล้ว นางคิดว่าแผลเป็นนี้น่าจะเกิดจากการถูกมีดฟัน มันยาวจากช่วงอกด้านซ้ายเรื่อยไปถึงเอวแล้วหายไปใต้ผ้าห่มผืนบาง คาดว่าตอนนั้นเขาคงจะเจอกับสถานการณ์ที่อันตรายมาก

เหมยจื่อมองสำรวจชายหนุ่มอย่างละเอียดก็เห็นว่านอกจากรอยแผลเป็นฉกรรจ์ตรงอกที่ปรากฏต่อสายตาแล้ว ยังมีรอยแผลเป็นอื่นทั้งเล็กและใหญ่ เพียงแต่รอยแผลเหล่านั้นไม่ลึกมาก ยามปกติหากไม่ได้สังเกตก็จะมองไม่ออก เหมยจื่อกัดริมฝีปากพลางครุ่นคิด คนผู้นี้ออกไปจากหมู่บ้านแห่งนี้นับสิบปี ไม่รู้ว่าเขาไปทำอะไรมาบ้าง ทำไมถึงได้มีร่องรายของบาดแผลทั่วทั้งร่างกาย

ในขณะที่นางกำลังจ้องเขาอยู่พลันรู้สึกถึงบางสิ่งที่แปลกประหลาด สายตาจึงมองปราดไปก็พบว่าภายใต้ผ้าห่มผืนบางนั้นมีบางอย่างตุงขึ้นมา ดูท่าด้านในคงจะซุกซ่อนอะไรเอาไว้เป็นแน่

เหมยจื่อครุ่นคิดอย่างสงสัย บนร่างของคนผู้นี้มีสิ่งของที่แปลกประหลาดไม่น้อยเลยจริงๆ กระทั่งเวลานอนเขายังต้องซ่อนบางอย่างไว้ใต้ผ้าห่มด้วย ว่าแต่มันคืออะไร? มีด...หรือว่าหน้าไม้?

พอนางตื่นแล้วก็นอนไม่หลับอีก และหากจะลงจากเตียงก็ต้องข้ามตัวเซียวจิงซันออกไป ด้วยเหตุนี้นางจึงถูกกักไว้ด้านในทำให้รู้สึกเบื่อหน่าย พอเบื่อมากเข้าความรู้สึกสงสัยก็ท่วมท้นขึ้นมาอีกครั้ง นางจึงตั้งใจจะฉวยโอกาสที่เซียวจิงซันนอนหลับ ดูว่าแท้จริงแล้วของในนั้นคืออะไร หากนี่เป็นค่ำคืนแรกที่อยู่ด้วยกัน นางคงจะไม่มีความกล้าหาญเช่นนี้เป็นแน่ แต่เป็นเพราะเมื่อคืนนี้เซียวจิงซันได้เผยความในใจกับนางหลายอย่าง ทำให้หญิงสาวค่อยๆ คลายความหวาดกลัวที่มีต่อเขาลง

เหมยจื่อมองตาปริบๆ ในที่สุดก็ตัดสินใจยื่นมือไปหาเจ้าสิ่งที่ตุงๆ อยู่นั้น

พอมือนางสัมผัสโดนเจ้าสิ่งนั้น ก็รู้สึกว่ามันขยับได้เหมือนมีชีวิตหนำซ้ำยังอุ่นมากด้วย และนี่ยิ่งทำให้นางรู้สึกประหลาดใจมากขึ้นไปอีก หญิงสาวกระชับของในมือไว้มั่น ตั้งใจอยากจะรู้ให้ชัดว่าเป็นอะไรแน่

คาดไม่ถึงว่าตอนที่นางกำลังจะทำตามความคิด อยู่ๆ เซียวจิงซันก็ขยับกายแล้วลืมตา หญิงสาวรีบเงยหน้ามอง เห็นสายตาที่ลึกล้ำดุจห้วงทะเลลึกกำลังจ้องตนอยู่!

นางสะดุ้งสุดตัว ร้องเสียงหลงด้วยความตกใจ ชักมือของตนกลับด้วยความรวดเร็ว เซียวจิงซันเองก็มีสีหน้างุนงงเช่นกัน เขาใช้มือยันตัวขึ้นนั่งบนเตียง มองเหมยจื่อที่อยู่ข้างๆ โดยใช้สายตาแทนคำถาม

 

----------------------------------------------------------------------------------------------

 

เจ้าสิ่งนั้นคืออะไร?

เหมยจื่อยิ่งรู้สึกอึดอัดใจเข้าไปใหญ่ นางรู้ว่าตนเองไม่ควรถือวิสาสะจับต้องข้าวของของคนอื่นในขณะที่อีกฝ่ายหลับอยู่

นี่เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง นางรู้สึกโกรธตัวเอง โกรธมือของตนที่อยู่ไม่สุข โกรธที่นางไม่สามารถยับยั้งความอยากรู้อยากเห็นเอาไว้ได้ ยามนี้ตนก็ไม่ต่างจากโจรที่ถูกเจ้าของจับได้ ช่างเป็นเรื่องน่าอับอายเสียจริง! หญิงสาวกัดริมฝีปากเล็กน้อย เหลือบตามองเซียวจิงซันด้วยความระมัดระวัง แอบคิดว่าเขาจะโมโหหรือไม่? จะดุด่านางหรือเปล่า?

คิ้วดำเข้มของเซียวจิงซันขมวดน้อยๆ เมื่อเห็นนางนั่งหงออยู่บนเตียงด้วยท่าทางน่าสงสาร เขาก็ถอนใจยาวแล้วกล่าวว่า “ข้าลุกก่อนแล้วกัน เจ้านอนอีกสักพักเถอะ” พูดจบเขาก็ลงจากเตียง

เหมยจื่อสังเกตเห็นว่าของตุงๆ ที่เซียวจิงซันซุกซ่อนไว้ในผ้าห่มนั้นหายไปแล้ว หายไปรวดเร็วอย่างน่าประหลาด ยิ่งทำให้นางไม่เข้าใจมากขึ้น...

ยังจะมัวสงสัยอีก!

หญิงสาวก้มหน้างุด ต่อว่าตัวเองในใจอย่างดุเดือดอยู่นานกว่าจะได้สติกลับคืนมา นางรีบลุกขึ้นสวมเสื้อผ้า แล้วออกไปทำอาหารเช้าให้เขาเพื่อเป็นการทำดีไถ่โทษ

ตอนที่นางเดินออกไป เซียวจิงซันก็ติดเตาไฟแล้ว ตอนนี้น้ำในหม้อใบใหญ่กำลังเดือด เหมยจื่อรีบตักข้าวฟ่างมาล้างให้สะอาดแล้วใส่ลงไป จากนั้นก็ไปเอาไก่ป่าตุ๋นเห็ดที่เก็บไว้ในบ่อข้างลานบ้านออกมา ก่อนจะตักใส่ชามใบใหญ่แล้วนำไปนึ่งในลังถึง

หญิงสาวยืนกรานให้เขาเข้าไปพักผ่อนต่อในบ้านแล้วนางจะเป็นคนทำอาหารเอง เซียวจิงซันเห็นท่าทางเงอะงะของนางแล้วก็ทิ้งไปไม่ได้ จึงพูดว่า “เจ้าไปชักกล่องสูบลม ข้าจะคอยเติมฟืนแล้วกัน”

การชักกล่องสูบลมนั้นแค่นั่งอยู่ข้างๆ ก็พอแล้ว แต่การเติมฟืนนั้นจะร้อนมากกว่า ในช่วงฤดูร้อนเหงื่อออกง่าย เหมยจื่อเห็นอีกฝ่ายยืนยันเช่นนั้นก็ไม่กล้าแย้งอีกเพราะเช้านี้ตนได้ทำความผิดเอาไว้

เมื่อสองสามีภรรยาช่วยกันคนละไม้คนละมือ ไม่นานอาหารเช้าก็เสร็จเรียบร้อย ตลอดระยะเวลานั้นบรรยากาศช่างเงียบงัน ไม่มีใครพูดคำใด

เหมยจื่อรู้สึกผิดจึงไม่กล้าพูดอะไร ส่วนเซียวจิงซันนั้นไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด เขาถึงเอาแต่ก้มหน้าไม่ยอมมองนางเลยสักนิด ทำให้เหมยจื่อคิดว่าบางทีเขาอาจจะไม่พอใจก็ได้ นางไม่ควรอยากรู้อยากเห็นความลับของคนอื่น แม้นางกำลังรู้สึกสำนึกผิดก็ยังอดสงสัยไม่ได้อยู่ดี

สรุปแล้วเจ้าสิ่งนั้นคืออะไร? แล้วตอนหลังมันหายไปได้อย่างไร!

.

ช่วงสาย

เหมยจื่อนั่งคิดถึงเรื่องกลับไปเยี่ยมบ้านพร้อมกับบิดมือไปมาด้วยท่าทางไม่สบายใจ เนื่องจากนางออกเรือนไปกับคนในหมู่บ้าน การเดินทางกลับบ้านเดิมจึงใช้เวลาไม่มากนัก หลายวันมานี้นางจำต้องหลบหน้าคนในครอบครัวเพราะเกรงจะไม่เป็นมงคล พรุ่งนี้ก็เป็นวันที่จะได้กลับไปเยี่ยมบ้านแล้ว ในที่สุดนางก็จะได้พบกับมารดาและน้องๆ ไม่รู้ว่าพวกเขาจะสบายดีกันไหม?

การได้กลับไปเยี่ยมบ้านถือเป็นเรื่องที่มีความสุข แต่ในใจของเหมยจื่อก็ยังหวาดหวั่นไม่น้อย ประการแรกก็คือไม่รู้ว่ามารดาและจูเถาจะปฏิบัติต่อเซียวจิงซันอย่างไร นางจำได้ว่าก่อนที่ตนจะแต่งงาน น้องสาวยังพูดจาดูแคลนเซียวจิงซันอยู่เลย ส่วนมารดาเมื่อก่อนตอนที่เอ่ยถึงเซียวจิงซันก็ใช้คำพูดที่ไม่ค่อยดีนัก

อีกประการที่นางกังวลคือเรื่องพิธีรีตอง ตามธรรมเนียมแล้วตอนที่ลูกเขยใหม่กลับไปเยี่ยมบ้านภรรยานั้นต้องมีของขวัญติดไม้ติดมือไปด้วย ไม่รู้ว่าเซียวจิงซันที่ออกไปอยู่นอกหมู่บ้านเป็นเวลานานจะรู้ธรรมเนียมนี้หรือไม่? ถ้าเขาไม่รู้นางควรจะบอกอย่างไรดี? เพราะคงไม่อาจบอกไปตรงๆ ว่า ‘นี่ พรุ่งนี้ท่านต้องกลับไปเยี่ยมบ้านท่านแม่กับข้าด้วย อย่าลืมเตรียมของขวัญติดมือไปด้วยล่ะ!’

พอเหมยจื่อมีเรื่องกังวลอยู่ในใจ เมื่อทำสิ่งใดก็เหมือนคนที่จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ตอนนี้นางกำลังถือมีดหั่นเนื้อกระต่ายที่เมื่อวานเซียวจิงซันล่ากลับมาได้ หญิงสาวตั้งใจว่าจะหั่นแล้วเอาไปตากแห้งไว้กินภายหลัง เมื่อทำงานในสภาพเหม่อลอย มีดที่ตั้งใจจะหั่นเนื้อกระต่ายจึงเฉือนเข้าที่นิ้วหัวแม่มือ พริบตาเดียวเลือดก็ไหลออกมาจำนวนมาก

เหมยจื่อรีบใช้มืออีกข้างเช็ดเลือด พอดูบาดแผลอย่างละเอียดก็ต้องตกใจ นิ้วหัวแม่มือถูกบาดเป็นแผลเปิดขนาดใหญ่ เลือดที่ผุดออกมาตามรอยแผลดูแล้วช่างน่ากลัวเสียจริง หากเป็นเวลาปกติมารดาของนางคงสั่งให้ไปเอาดินเหนียวที่ทับถมหลังประตูใหญ่มาโปะแผลเพื่อห้ามเลือด แต่กระท่อมของเซียวจิงซันเพิ่งปลูกใหม่ แล้วจะไปหาดินเหนียวที่ทับถมมานานปีได้จากไหน!

ขณะที่เหมยจื่อกำลังร้อนใจอยู่นั้น เซียวจิงซันก็เดินเข้ามาจากด้านนอกพอดี ครั้นเห็นมือข้างหนึ่งของเหมยจื่อมีเลือดไหลอยู่ก็ตกใจ รีบเดินเข้ามาหา กุมข้อมือนางไว้แล้วถามว่า “นี่มันเกิดอะไรขึ้น?”

เหมยจื่อรู้สึกว่าข้อมือของตนที่ถูกมือใหญ่ออกแรงบีบนั้นทั้งปวดแปลบและร้อนผ่าว ความร้อนนั้นถึงขนาดกลบความเจ็บจากบาดแผลที่นิ้วไปเลย นางขมวดคิ้วน้อยๆ ตอบกลับเสียงเบา “นิ้วถูกมีดบาดตอนหั่นเนื้อเจ้าค่ะ”

พูดจบนางเองยังรู้สึกว่าตนเองซุ่มซ่ามสิ้นดี!

เซียวจิงซันมองบาดแผลนั้นแวบหนึ่งแล้วก็สั่งให้นางยืนนิ่งๆ ห้ามขยับเขยื้อน ส่วนตัวเองเร่งฝีเท้าเดินเข้าไปในบ้าน หยิบผ้าขาวและโถเล็กๆ ใบหนึ่งออกมา เขารีบเทผงสีเทาอมน้ำตาลใส่บาดแผลของเหมยจื่อ

พอผงนั้นสัมผัสกับบาดแผล นางก็รู้สึกทั้งแสบทั้งชาขึ้นมาทันที ผ่านไปครู่หนึ่งแล้วมองดูอีกครั้งก็เห็นว่าผงสีเทาอมน้ำตาลนั้นผสมกับเลือดที่ไหลออกมาแล้วจับตัวเป็นก้อนปิดบาดแผล ความรู้สึกเจ็บปวดค่อยๆ เบาบางลง

จากนั้นเซียวจิงซันก็ฉีกผ้าขาวมาพันแผลที่นิ้วหัวแม่มือให้นางอย่างเบามือ ตอนแรกเพราะความเจ็บปวดเหมยจื่อจึงไม่ได้สนใจเรื่องอื่นใด มาตอนนี้เมื่อความเจ็บปวดค่อยๆ จางหาย นางจึงไม่อาจละสายตาจากชายหนุ่มที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้าแล้วตั้งใจพันแผลให้ตนได้

มือใหญ่ข้างหนึ่งของเขาจับมือเล็กของนางไว้แน่น ส่วนมืออีกข้างก็ใช้ผ้าขาวค่อยๆ พันนิ้วให้นางอย่างระมัดระวังยิ่ง เพราะเขาก้มหน้าอยู่ เมื่อเหมยจื่อมองผ่านขนตางอนยาวจึงเห็นเพียงคิ้วที่ขมวดแน่นของเขาเท่านั้น ดั้งจมูกโด่งเป็นสัน อีกทั้งริมฝีปากที่เม้มแน่น ทำให้เหมยจื่ออดคิดไม่ได้ว่า...

อันที่จริงเมื่อพิจารณาดูดีๆ เซียวจิงซันผู้นี้ก็ดูหล่อเหลาสมเป็นชายชาตรีไม่น้อย คนเช่นนี้ทำไมถึงยอมแต่งงานกับตนนะ เหมยจื่อแอบเย้ยหยันตัวเองในใจ สายตาที่มองชายหนุ่มแฝงไว้ด้วยความซาบซึ้ง ท่าทางที่อีกฝ่ายก้มหน้าก้มตาทำแผลให้นางดูจริงจังเป็นอย่างมาก ลมหายใจของเขาสงบนิ่ง สามารถแต่งงานกับผู้ชายเช่นนี้ได้นางก็ควรจะพอใจแล้ว

เซียวจิงซันนั้นไม่รู้ความในใจของเหมยจื่อแม้แต่น้อย เขาตั้งใจทำแผลให้นางจนเสร็จ แล้วก็มัดเก็บชายผ้าขาวอย่างเรียบร้อย จากนั้นก็บอกว่า “ช่วงนี้ห้ามโดนน้ำ ไม่นานก็หาย”

เมื่อเขาเงยหน้าขึ้ ก็พบว่าเหมยจื่อกำลังจ้องมองตนไม่วางตา จึงเข้าใจว่านางเจ็บจนนิ่งอึ้งไป เขารีบถามว่า “ทำไมหรือ ยังเจ็บอยู่รึ?”

นางรีบส่ายหน้า “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ดีขึ้นมากแล้ว แค่ยังรู้สึกกลัวเท่านั้น” พูดพลางดึงมือตนกลับมาจากมือของเขา ในขณะที่ดึงนั้นหญิงสาวก็รู้สึกราวกับมีบางอย่างขาดหาย มือใหญ่ของเขานั้นทั้งอุ่นทั้งมีพลัง ช่างแตกต่างกับมือของนางโดยสิ้นเชิง

เซียวจิงซันได้ยินก็มองมาด้วยท่าทางเคร่งขรึม “ต่อไปไม่ว่าจะทำสิ่งใดต้องระวัง คราวนี้ถือว่าโชคยังดี แต่ต่อไปหากยังไม่ระวัง คราวหน้าอาจจะร้ายแรงกว่านี้หรือถึงขั้นนิ้วมือขาด เมื่อถึงตอนนั้นเจ้าก็จะรู้ว่าสิ่งใดที่เรียกว่าน่ากลัว”  

เหมยจื่อได้ยินเขาพูดว่านิ้วมือขาดก็นึกถึงเลือดที่ชุ่มโชก นางพลันรู้สึกปวดแปลบที่นิ้วมือทั้งสิบขึ้นมาทันที หญิงสาวรีบส่ายหน้าแล้วบอกว่า “จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร ข้าระมัดระวังมาโดยตลอด”

เซียวจิงซันเห็นว่าภรรยาถูกตนทำให้หวาดกลัวก็รีบกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนลง “ช่างเถอะ ต่อไปเรื่องชำแหละไก่หั่นเนื้อพวกนี้ เจ้าก็ไม่ต้องทำแล้ว ข้าจะเป็นคนทำเอง”

เรื่องนี้เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด นางเป็นภรรยาของเขาแล้วจะให้สามีตนทำเรื่องพวกนั้นได้อย่างไรกัน เหมยจื่อเตรียมขยับปากจะโต้แย้ง แต่เมื่อเหลือบเห็นบาดแผลบนนิ้วตนที่ถูกพันไว้อย่างประณีต ในใจจึงคิดว่า...เรื่องนี้เอาไว้ก่อนเถอะ

หลังจากนั้นอาหารจึงมีเซียวจิงซันเป็นผู้รับผิดชอบทำต่อ ส่วนเหมยจื่อยกม้านั่งตัวเตี้ยมานั่งมองอยู่ข้างๆ บางครั้งก็ช่วยชักกล่องสูบลมให้

ทว่าเซียวจิงซันก็ยังไม่ยอมให้นางช่วยสูบลม เขาบอกว่าตอนนี้อากาศร้อน หากอยู่หน้าเตาไฟจะยิ่งร้อนเข้าไปใหญ่ อีกอย่างนางก็ยังบาดเจ็บอยู่ สู้ไปนั่งรับลมที่ใต้ต้นไม้จะดีกว่า ทว่าเหมยจื่อยังยืนกรานที่จะช่วย นางยังคงยึดมั่นว่าผู้เป็นภรรยานั้นควรจะหุงหาอาหาร เก็บล้างถ้วยชาม ทำงานเย็บปักถักร้อยซึ่งถือเป็นเรื่องที่สมควร ยามนี้ถึงตนจะบาดเจ็บอยู่ทำให้ไม่สามารถทำอาหาร แต่แค่ช่วยสูบลมเป่าไฟนั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ เซียวจิงซันเห็นใบหน้าเรียวเล็กมีท่าทางมุ่งมั่นก็ไม่รู้ว่าควรจะพูดอย่างไร สุดท้ายก็ปล่อยให้นางทำตามใจ

----------------------------------------------------------------------------------------------