ขณะที่เว่ยจวินหางเล่นสนุกกับบุตรสาว เขาก็มักจะหันมามองภรรยาอยู่บ่อยครั้ง พอเห็นสีหน้าอมทุกข์หม่นหมองของนาง คิ้วเข้มก็ขมวดแน่น
ทำไมภรรยาเขาถึงมีท่าทีเศร้าโศกเช่นนี้เล่า ในใจมีเรื่องที่ไม่ออกแก้ไม่ตกหรืออย่างไร หรือจวนจิ้งอันโป๋จะมีปัญหา ไม่น่าใช่ เพราะไม่นานมานี้เขาเพิ่งได้พบน้าชายของนาง เท่าที่พูดคุยกันจวนจิ้งอันโป๋ก็ยังมีความสุขดี ไม่มีเรื่องใดที่จะทำให้นางต้องเป็นกังวลได้
ถ้าไม่ใช่เรื่องบ้านเดิมก็เหลือเพียงเรื่องบุตรชายเท่านั้น ฮูหยินของเขารักบุตรชายมากแต่กลับไม่สามารถเลี้ยงดูด้วยตนเอง จะได้เจอหน้ากันก็เฉพาะวันสำคัญ แม่ที่ไม่ได้อยู่กับลูกจะไม่รู้สึกเสียใจได้อย่างไร
ขณะเว่ยจวินหางคิดหาทางช่วยบรรเทาทุกข์ให้ภรรยา เสิ่นซินเหยียนก็เดินมาดึงตัวบุตรสาวออกจากอ้อมกอดเขา “เอาล่ะเลิกเล่นกันได้แล้ว ท่านพี่ก็เล่นเป็นเด็กไปได้”
เว่ยจวินหางฟังภรรยาตำหนิแล้วก็ยังคงหัวเราะอารมณ์ดี
เสิ่นซินเหยียนรับผ้าเช็ดหน้าจากชุนหลิ่วมาเช็ดหน้าให้บุตรสาว เสร็จแล้วก็รวบมัดผมเป็นก้อนซาลาเปาให้ใหม่จากนั้นจึงส่งตัวให้ชุนหลิ่วพาออกไปข้างนอกก่อน
“สะใภ้ใหญ่บอกว่าท่านเบิกเงินจากส่วนกลางออกไป มีเรื่องเช่นนี้จริงหรือ?” เสิ่นซินเหยียนเอ่ยถามขณะรินน้ำชาให้สามี
“คือ...มี... เกิดเรื่องเช่นนั้นขึ้นจริงๆ” เว่ยจวินหางไม่กล้าสบสายตาราวกับคนทำความผิดแล้วถูกจับได้ แต่ทันใดนั้นก็ฉุกคิดขึ้นได้ว่านี่เป็นครั้งแรกที่ภรรยาซักถามเรื่องของเขา เขารีบขยับเป็นนั่งหลังตรงด้วยท่าทาง ‘ไม่ว่าเจ้าจะถามเรื่องอะไร ข้าจะบอกความจริงกับเจ้าทุกอย่าง!’ เสียดายที่เสิ่นซินเหยียนไม่ได้สนใจท่าทีองอาจของอีกฝ่าย พอส่งถ้วยน้ำชาให้สามีแล้วนางก็เดินหายเข้าไปในห้อง
เมื่อเสิ่นซินเหยียนเดินกลับมาก็เห็นสามีนั่งถอนหายใจเฮือกๆ ท่าทีเบื่อหน่าย นางพลันขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ “ท่านเป็นอะไรไป?”
“เปล่า ไม่เป็นอะไรเลย” เว่ยจวินหางตอบส่งๆ แบบขอไปที ไม่มีความกระตือรือร้นเหมือนเมื่อครู่ ซ้ำยังหันมองนางด้วยความน้อยอกน้อยใจอีกด้วย
เสิ่นซินเหยียนมองท่าทางสามีแล้วก็อดที่จะอมยิ้มไม่ได้ นางเดินไปนั่งข้างเขาแล้ววางกล่องดำลายทองตรงหน้าเขา “นี่คือผลกำไรจากร้านค้า ท่านลองดูว่าพอใช้ไหม ถ้าไม่พอข้าจะให้คนไปเอามาเพิ่ม”
เว่ยจวินหางมองกล่องใบนั้นอย่างงุนงง แต่เพียงพริบตาก็เปลี่ยนเป็นโกรธจัด! เขาผลักกล่องนั้นออกอย่างแรงแล้วผุดลุกขึ้นยืนทันที “เจ้าหมายความว่าอย่างไร!!”
เสิ่นซินเหยียนอ้าปากค้างมองท่าทีที่เปลี่ยนไปฉับพลันของสามีอย่างไม่เข้าใจ
“ข้าเว่ยจวินหาง! ถึงจะไม่ได้มีความสามารถเก่งกาจแต่ก็ไม่คิดจะเอาเงินส่วนตัวของเมียมาใช้! เจ้าทำให้ข้าโกรธมากจริงๆ!” ในใจเขาคิดอยากจะสั่งสอนนางให้รุนแรงกว่านี้แต่พอเห็นสีหน้างุนงงของนางเขาก็พูดอะไรไม่ออก สุดท้ายก็กระแทกเท้าจากไปด้วยความโมโห
“นายท่านรอง...” ชิวถังที่เพิ่งเดินเข้ามารีบเบี่ยงตัวหลบชายหนุ่มแทบไม่ทัน นางอ้าปากค้างมองตามหลังเขาไปอย่างไม่เข้าใจก่อนจะหันไปถามสาวใช้อีกคนอย่างไม่แน่ใจ “เมื่อครู่คือนายท่านรองใช่ไหม ข้าไม่ได้ดูผิดไปใช่ไหม?”
“ชะ... ใช่ เป็นนายท่านรองจริงๆ” สาวใช้ตอบเสียงสั่นด้วยความตกใจ
ชิวถังตาโตอย่างไม่อยากจะเชื่อ นายท่านรองน่ะหรือกล้าเสียงดังกับฮูหยิน เป็นไปไม่ได้!!
สามีภรรยาคู่นี้รักใคร่ปรองดองและให้เกียรติซึ่งกันและกันอย่างดีมาตั้งแต่แต่งงาน ทั้งสองไม่เคยทะเลาะกันเลย ถึงนายท่านรองจะไม่ใช่บุรุษที่เก่งกาจชั้นเลิศ แต่กับภรรยานั้นกล่าวได้ว่าเขาเป็นสามีชั้นเลิศยิ่งนัก อย่าว่าแต่โกรธเลยแค่เสียงดังไปสักครั้งก็ยังไม่เคย
ส่วนเสิ่นซินเหยียนที่เดิมยังงุนงงเพียงไม่นานก็ถึงกับต้องยกมือกุมขมับเมื่อเข้าใจว่าสามีโกรธตนเพราะเหตุใด เป็นความผิดของนางเอง นางน่าจะพูดอ้อมค้อมสักหน่อยไม่ควรส่งเงินให้เขาเช่นนั้นเลย
“ฮูหยิน นายท่านรองเป็นอะไรไปเจ้าคะ” ชิวถังเดินเข้ามาถามหน้าตาตื่น ยิ่งเห็นสีหน้ากลัดกลุ้มของอีกฝ่ายก็ยิ่งตื่นตระหนก หรือฮูหยินจะทำให้นายท่านรองโกรธจริงๆ!
“เป็นความผิดของข้าเอง ข้าทำเรื่องไร้สติลงไป แต่ไม่เป็นไรข้าจะอธิบายให้เขาเข้าใจเอง” เสิ่นซินเหยียนถอนหายใจยาวก่อนจะหันมาถามสาวใช้ “แล้วเจ้าเข้ามามีเรื่องอะไรงั้นหรือ?”
“เมื่อครู่ป้าชุยให้คนนำรังนกชั้นดีมาส่งให้เจ้าค่ะ ข้าถามคนที่มาส่งว่าเอามาให้ทำไม ใครสั่ง เขาก็ไม่รู้เรื่องอะไรสักอย่าง ข้าจึงคิดว่าเรื่องนี้ออกจะผิดปกตินะเจ้าคะ” เป็นเพราะเมื่อวานชิวถังขอลากลับไปดูแลแม่ที่ป่วยและเพิ่งกลับเข้าจวนมา นางจึงไม่รู้ว่าเกิดเรื่องใดขึ้นเมื่อเช้าในห้องพระ
“นางส่งมาให้ก็รับไว้แล้วส่งไปให้พ่อครัวตุ๋น เสร็จแล้วพวกเจ้าก็เอาไปแบ่งกันกิน เรียกให้ชุนหลิ่วกับเซี่ยเหอมากินด้วย”
ไม่ว่ารังนกนี้จะมาเพราะคำสั่งของฟางฮูหยินหรือฮูหยินผู้เฒ่า เสิ่นซินเหยียนก็ไม่คิดจะใส่ใจ ในเมื่อนางคือฮูหยินของทายาทอันดับหนึ่งผู้ที่จะรับสืบทอดตำแหน่งกั๋วกง รังนกนี้นางจะกินเองหรือแบ่งให้สาวใช้กินอย่างไรก็ได้
เรือนหนิงอันของฮูหยินผู้เฒ่า
ฮูหยินผู้เฒ่าหลับตาเอนหลังอยู่บนที่นอนโดยมีป้าเหลียงคนสนิทที่รับใช้นางมากกว่าค่อนชีวิตกำลังบีบนวดขาให้ ครู่หนึ่งก็ลืมตาขึ้นถามความเห็น
“เรื่องที่สะใภ้รองเสนอมา เจ้าคิดว่าควรจัดการอย่างไรดี”
ป้าเหลียงเงยหน้าขึ้นสบสายตาด้วยแวบหนึ่งก่อนจะกล่าวตอบด้วยรอยยิ้ม “ท่านมีคำตอบในใจอยู่แล้ว จะแกล้งถามข้าอีกทำไมเจ้าคะ”
ฮูหยินผู้เฒ่าหัวเราะชอบใจก่อนจะถอนหายใจยาว “ที่สะใภ้รองพูดมาก็นับว่ามีเหตุผลสมควรอยู่ แต่ถ้าข้าทำตามที่นางร้องขอก็เกรงว่าสะใภ้ใหญ่จะไม่พอใจ”
“ท่านคิดมากไปแล้ว สะใภ้ใหญ่เป็นคนที่ท่านเลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็ก ท่านยังไม่รู้จักนิสัยใจคอนางอีกหรือ นางเป็นคนที่เข้าใจเหตุผลต่างๆ ได้ดี เรื่องนี้แม้จะเป็นสะใภ้รองเสนอขึ้น แต่สุดท้ายก็เป็นผลดีต่อจวนกั๋วกง เช่นนี้แล้วสะใภ้ใหญ่จะไม่พอใจท่านได้อย่างไร” ป้าเหลียงกล่าวตอบด้วยรอยยิ้ม
ฮูหยินผู้เฒ่าฟังแล้วก็เห็นว่าคำพูดป้าเหลียงมีเหตุผลไม่น้อย ครั้นเมื่อคิดถึงบุตรชายคนโตที่ตายจากไปนานหลายปีก็ถอนหายใจยาว
“ถ้าจวินถิงยังอยู่ เรื่องภายในจวนยังต้องให้คนแก่อย่างข้าออกหน้าให้ลำบากใจอีกรึ! จวินหางก็ไม่ใช่คนเก่งกาจมากความสามารถ ภรรยาของเขายังเทียบกับปี้เจินไม่ได้เลยสักนิด”
เรื่องนี้ป้าเหลียงไม่กล้าเสนอความคิดเห็น นางจึงเปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่น “เมื่อครู่ข้าเดินผ่านสนามฝึกซ้อมมา เห็นคุณชายใหญ่กำลังฝึกกระบี่อยู่ ท่าทางของคุณชายไม่ผิดไปจากท่านกั๋วกงเลยสักนิดนะเจ้าคะ”
เมื่อได้ยินเรื่องหลานชายคนโตที่เก่งกาจมากความสามารถ อาการปวดหัวของฮูหยินพลันสลายหายไปทันทีแทนที่ด้วยรอยยิ้มภาคภูมิใจ “หลินเกอเป็นคนมีอนาคตไกล เทียบกันแล้วเก่งกว่าบิดาตนเองหลายเท่านัก ไม่เสียแรงที่ปู่ของเขาสั่งสอนเลี้ยงดูมากับมือ”
“แต่ไม่รู้ว่าตอนนั้นใครกันที่ร้องไห้ต่อว่าท่านกั๋วกงว่าโหดร้าย สั่งสอนเด็กสี่ขวบไม่ต่างจากฝึกทหาร” ป้าเหลียงพูดจบก็ก้มหน้ากลั้นหัวเราะ
ฮูหยินผู้เฒ่าตวัดค้อนคนสนิทอย่างขัดใจ “เจ้าปากมากเกินไปแล้ว!”
ส่วนด้านเว่ยจวินหางเมื่อออกจากเรือนฟูหนิงแล้วก็พลันรู้สึกว่าตนเองทำรุนแรงเกินไป ภรรยาก็แค่หวังดี เขาไม่สมควรขึ้นเสียงใส่นางเช่นนั้น แต่พอคิดว่าจะกลับไปพูดคุยดีๆ กับภรรยาเป็นการขอโทษก็เกิดไม่กล้าด้วยเกรงว่าตอนนี้นางอาจจะกำลังโกรธอยู่ สุดท้ายก็เดินวนไปมาเดินมาอย่างคิดไม่ตก แต่พอฉุกคิดเรื่องหนึ่งขึ้นได้เขาก็รีบมุ่งหน้าไปทางเรือนตะวันออกทันที
ลานฝึกซ้อมของเรือนตะวันออก
ในลานฝึกมีเด็กหนุ่มผู้หนึ่งกำลังใช้กระบี่ไม้ฝึกเพลงกระบี่อยู่ ทุกท่วงท่าทั้งการแทง ฟันและกระโดดขึ้นกลางอากาศล้วนแข็งแกร่ง ทรงพลังและร้ายกาจ อาจารย์ที่ยืนมองอยู่ด้านข้างพยักหน้าด้วยความพอใจ ครั้นเหลือบเห็นเว่ยจวินหางเดินตรงมาก็เตรียมจะทำความเคารพตามธรรมเนียม แต่อีกฝ่ายกลับยกมือห้ามพร้อมส่ายหน้าเบาๆ เป็นเชิงไม่ให้ส่งเสียง เขาจึงเพียงประสานมือคำนับเท่านั้น
เว่ยจวินหางยืนมองเด็กหนุ่มในลานฝึกด้วยความภาคภูมิใจ เด็กคนนี้คือบุตรชายคนโตของเขากับเสิ่นซินเหยียน มีบุตรชายที่ดีถึงเพียงนี้ บิดาอย่างเขายังจะต้องการอะไรอีก ต่อให้ตัวเขาจะไม่เอาไหนแต่มีลูกชายที่ยอดเยี่ยม เขาก็สามารถเชิดหน้าอยู่ในเมืองหลวงได้แล้ว ดูสิว่าใครยังจะกล้าดูถูกเขาอีกไหม!
เมื่อเด็กหนุ่มมองเห็นบิดาตนเองยืนยิ้มอยู่ที่ข้างลานฝึกเขาก็หยุดฝึกแล้วส่งกระบี่ไม้ให้บ่าวรับใช้ จากนั้นก็เดินไปพูดคุยกับอาจารย์ครู่หนึ่งก่อนจะเดินมาทำความเคารพบิดาอย่างสุภาพ
“คารวะท่านพ่อ”
“เพลงกระบี่ของเจ้าไม่เลวจริงๆ ร้ายกาจกว่าเพลงกระบี่ของพวกผู้หญิงในวังมาก” เว่ยจวินหางชื่นชมบุตรชายโดยไม่ทันสังเกตว่าอาจารย์ที่ยืนอยู่ไม่ไกลกำลังขมวดคิ้วไม่พอใจกับคำชมนี้ เช่นเดียวกับเว่ยเฉิงหลินที่เม้มปากแน่นก่อนจะอธิบายให้บิดาเข้าใจ
“ข้าเป็นชายชาตินักรบ เพลงกระบี่ที่ฝึกก็เพื่อใช้ฆ่าศัตรูและป้องกันแว่นแคว้น ทำไมท่านจึงเอาไปเทียบกับเพลงกระบี่ร่ายรำของสตรีในวังเช่นนั้นเล่า”
อาจารย์ได้ฟังก็พยักหน้าด้วยความพอใจ
แม้เสียงบุตรชายจะแข็งกระด้างไปสักหน่อยแต่เว่ยจวินหางก็ไม่คิดถือสา เขาพยักหน้าแล้วยิ้มอย่างอารมณ์ดี “ใช่ๆๆ เป็นข้าพูดผิดเอง”
ถึงกระนั้นในใจเว่ยจวินหางก็บ่นอุบ เจ้าเด็กคนนี้ดีทุกอย่างเสียแต่นิสัยแข็งกร้าวไม่ต่างจากปู่ที่เป็นคนเลี้ยงดู พูดจาไม่รักษาน้ำใจไม่ไว้หน้าใคร เทียบแล้วเล่นกับอิ๋งเอ๋อสนุกกว่ามาก
ด้านอาจารย์ดูแล้วว่าพ่อลูกคงมีเรื่องคุยกัน เขาจึงประสานมือทำความเคารพแล้วเดินจากไป ซึ่งเว่ยจวินหางก็โบกมืออย่างไม่ใส่ใจนัก
“ถ้าท่านพ่อไม่มีเรื่องอื่น ลูกขอตัวไปอ่านหนังสือ” เด็กหนุ่มเอ่ยถามเสียงเรียบ
“เจ้าเด็กคนนี้นี่! จะพักสักนิดบ้างไม่ได้หรือไง!”
“ท่านปู่พูดเสมอว่าเป็นคนต้องอยู่ในระเบียบ เพียง...”
เด็กหนุ่มยังพูดไม่ทันจบ เว่ยจวินหางก็โบกมือตัดบท “พอๆ เจ้าจะไปก็ไปเลย!”
“ถ้าเช่นนั้นลูกขอตัว” เด็กหนุ่มทำความเคารพแล้วหันหลังเดินจากไป ทว่าเพิ่งเดินได้ไม่กี่ก้าว เว่ยจวินหางก็นึกขึ้นได้ว่าตนมาที่นี่เพราะเหตุใดจึงรีบตะโกนเรียกอีกฝ่ายไว้ก่อน
“รอก่อนๆ” เด็กหนุ่มหยุดเดินแล้วหันกลับมามองบิดา “เจ้าควรหาเวลาไปเยี่ยมแม่ของเจ้าให้บ่อยสักหน่อย ช่วงนี้นางสุขภาพไม่สู้ดีนัก” เพราะเกรงว่าบุตรชายจะสั่งสอนเขาอีกด้วย ‘การสั่งสอนของท่านปู่’ เขาจึงรีบพูดออกมาอย่างรวดเร็ว
“ท่านแม่สุขภาพไม่ดีงั้นหรือขอรับ! เชิญหมอมาดูหรือยัง แล้วท่านหมอว่าอย่างไรบ้าง ท่านแม่เป็นอะไร!”
พอเห็นท่าทางเป็นห่วงมารดาจนร้อนรนของบุตรชาย เว่ยจวินหางก็พอใจไม่น้อย “นางไม่เป็นอะไรมาก เจ้าไม่ตกใจไป เป็นเพราะนางคิดถึงเจ้า เป็นห่วงเจ้าที่ต้องอาศัยอยู่ในเรือนคนอื่น นางคิดมากเลยล้มป่วย”
“ลูกเข้าใจแล้ว ต่อจากนี้ลูกจะพยายามหาเวลาไปเยี่ยมท่านแม่ให้ได้ทุกวัน” เด็กชายให้สัญญา
เมื่อสิ่งที่คิดไว้ประสบความสำเร็จอย่างน่าพอใจ เว่ยจวินหางก็ให้ยินดีนักจนอยากจะพาบุตรชายไปหาภรรยาตอนนี้เลย จะได้เป็นการขอโทษที่ขึ้นเสียงใส่นางและเป็นการสร้างผลงานให้ตัวเองไปพร้อมกัน แต่ก็เกรงว่าบุตรชายจะเสียการเรียนแล้วตนเองจะต้องถูกอิงกั๋วกงผู้เฒ่าตำหนิจึงต้องล้มเลิกความตั้งใจนี้ไปก่อน แต่ไม่ว่าอย่างไรเขาก็อยากสูญเสีย ‘ผลงานเอาหน้า’ ของตนไปเช่นกัน
“เจ้าไปเรียนก่อนแล้วตอนเที่ยงค่อยไปกินข้าวกับแม่ของเจ้า แต่ต้องจำไว้นะ! ต้องรอให้ข้าเป็นคนพาเจ้าไปหานางเท่านั้น!”
เด็กหนุ่มมองบิดาอย่างไม่เข้าใจ “ลูกไปที่เรือนเองได้ ไม่ต้องรบกวนท่านพ่อหรอก”
“เจ้าทำตามที่ข้าบอกก็พอ!” เว่ยจวินหางตีหน้าเคร่งขรึมจริงจังทั้งยังใช้สายตาที่ ‘พยายามดุดัน’ ข่มขู่สำทับบุตรชายให้เชื่อฟัง จนอีกฝ่ายพยักหน้ารับอย่างงุนงง
“ได้ ลูกจะทำตามที่ท่านพ่อสั่ง”