ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

แม่ผัวเผด็จศึก 重生恶婆婆

ผู้แต่ง มู่ชู่
ผู้แปล ห้องสมุด
ประเภท
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
อยากแต่งกับลูกชาย ถามแม่เขายัง?

บทนำ

Author: MUXU

Chinese edition copyright by 北京晋江原创网络科技有限公司

Thai edition copyright Hongsamut.com Co., Ltd. ALL RIGHTS RESERVED

สารบัญ

มีชีวิตอยู่ก็ไม่ต่างกับตาย

             ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่น... มารดาของอิงกั๋วกงเว่ยเฉิงหลินผู้ที่เก็บตัวสวดมนต์อยู่แต่ในศาลบรรพชนมาเป็นเวลานานในที่สุดก็สิ้นลมหายใจ

            ข่าวนี้แพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวงอย่างรวดเร็วราวกับติดปีก!

            “มารดาของท่านอิงกั๋วกงน่ะหรือ! นางไม่ได้เสียชีวิตไปนานแล้วรึ!” บางคนกล่าวด้วยสีหน้างวยงง

            แม้จะเป็นที่รู้กันดีว่าครอบครัวของท่านอิงกั๋วกงได้รับความเมตตาจากฮ่องเต้เป็นล้นพ้น มิหนำซ้ำตัวท่านเองในช่วงที่ยังหนุ่มก็เป็นคนมีชื่อเสียงโด่งดังคนหนึ่ง ทว่าระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมากลับไม่มีใครเคยได้ยินข่าวคราวของฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นเลยแม้แต่น้อย จู่ๆ ได้ยินข่าวการตายแบบกะทันหัน ทำให้หลายคนเกิดความรู้สึกประหลาดใจไม่น้อย

            “ที่ผ่านมานางเก็บเนื้อเก็บตัว ทั้งวันเอาแต่นั่งสวดมนต์อยู่ในศาลบรรพชนไม่ยอมออกมาพบปะผู้คนยกเว้นญาติสนิท คนอื่นๆ อาจจะลืมนางไปหมดแล้วก็เป็นได้ ที่พวกเราจำนางไม่ได้คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร”

            “เป็นแบบนี้นี่เอง ที่ครอบครัวของท่านอิงกั๋วกงได้ดีก็เพราะฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นผู้นี้คอยสวดมนต์ไหว้พระขอพรให้อยู่ตลอด”

            “ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นผู้นี้ ตอนมีชีวิตอยู่ก็ไม่ต่างกับตายไปแล้ว” ฮูหยินจากครอบครัวมีฐานะคนหนึ่งพูดประโยคที่มีความนัยแอบแฝงอยู่ออกมา

            “ไม่ใช่หรอก พวกเจ้ายังอายุน้อยยังมองสถานการณ์ไม่ขาด”

            “พอได้ยินแบบนี้ทำให้ข้านึกถึงเรื่องที่เคยได้ยินเมื่อหลายปีก่อน ได้ยินว่าฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นกับลูกสะใภ้ไม่ค่อยจะถูกกัน หรือเป็นเพราะเรื่องนี้นางเลยหนีคนในบ้านไปอาศัยอยู่ที่ศาลบรรพชน”

            “ไม่น่าจะใช่ ข้าเคยเจอฮูหยินของท่านอิงกั๋วกง นางมีนิสัยอ่อนโยนและเป็นมิตรกับทุกคน สตรีเช่นนางจะทำเรื่องอกตัญญูได้หรือ” บางคนเถียงขึ้นมา

            “แต่คนเรารู้หน้าไม่รู้ใจ ใครจะไปรู้นิสัยที่แท้จริงของนางได้เล่า”

            “ข้าคิดว่าฮูหยินของท่านอิงกั๋วกงมีโหงวเฮ้งเป็นเลิศ นางไม่น่าจะใช่สตรีจิตใจต่ำช้า พวกเจ้าลองมองไปรอบๆ สิ ทั่วทั้งเมืองหลวงของเรามีใครงามสู้นางได้บ้าง”

            “จริงด้วย นางอายุยังน้อยอยู่แท้ๆ แต่กลับเป็นถึงฮูหยินขั้นที่หนึ่ง สามีของนางทั้งรักและซื่อสัตย์กับนางยิ่งนัก เขาไม่เคยไปหาเศษหาเลยนอกบ้าน อีกอย่างทั้งคู่ก็มีทั้งบุตรชายบุตรสาวด้วยกัน มีสตรีใดบ้างจะโชคนี้เยี่ยงฮูหยินผู้นี้ สวรรค์ช่างกรุณากับนางเหลือเกิน”

            “จริงอย่างเจ้าว่า งานเลี้ยงในวังครั้งที่แล้วหลายคนได้เห็นว่าท่านอิงกั๋วกงยืนรอฮูหยินอยู่ที่ประตูด้านหลังของวัง ข้าเห็นกับตาว่าท่านอิงกั๋วกงพยุงฮูหยินขึ้นรถม้าด้วยตัวเอง เห็นได้ชัดว่าเขาทั้งรักและถนอมฮูหยินราวกับแก้วตาดวงใจทีเดียว”

            “ทั่วทั้งเมืองหลวงนี้ถ้าจะจัดอันดับความรักที่สามีมอบให้ภรรยา หากท่านอิงกั๋วกงได้เป็นอันดับสองคงไม่มีผู้ใดเป็นอันดับที่หนึ่งแล้ว”

            “ฮูหยินผู้นี้ ชาติก่อนต้องทำบุญมาดีมาก ชาตินี้เลยได้อยู่ในครอบครัวที่มีแต่ความสุข”

            สุดท้ายแล้วหัวข้อสนทนากลับกลายเป็นเรื่องฮูหยินแสนดีของท่านอิงกั๋วกง ที่บรรดาฮูหยินทุกคนในเมืองหลวงต่างพากันริษยา ส่วนเรื่องฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นถึงแก่กรรมก็ไม่มีใครกล่าวถึงอีกต่อไป ในเมืองหลวงมักจะมีเรื่องราวเล่าขานของคนใหม่ๆ เกิดขึ้นอยู่ตลอด การจากไปของยายแก่คนหนึ่งซึ่งตอนมีชีวิตอยู่ก็ไม่ได้โด่งดังยังจะมีค่าอะไรให้ผู้คนสนใจเล่า

 

            ดวงวิญญาณของเสิ่นซินเหยียนล่องลอยไปไกล

            คล้ายถูกด้ายเส้นหนึ่งดึงรั้ง แล้วสาวดวงวิญญาณของนางให้ลอยไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง

            นางมองเห็นชุนหลิ่ว สาวใช้ที่ภักดีกับนางมาทั้งชีวิตกำลังคุกเข่าอยู่กับพื้นด้วยท่าทางหมดอาลัยตายอยาก และกำลังรายงานเรื่องการจากไปของนางให้ชายหนุ่มผู้หนึ่งที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวใหญ่ได้รับรู้

            ชายหนุ่มผู้นั้นคือบุตรชายของนางเอง!

            เขาเป็นบุตรที่นางภาคภูมิใจมาตลอดชีวิตและเป็นผู้ที่ส่งนางไปอยู่ในศาลบรรพชนตลอดช่วงบั้นปลายชีวิตของนางด้วย!

            นางจ้องมองชายหนุ่มผู้นั้นตาไม่กะพริบ พินิจพิจารณาแต่ใบหน้าของเขา มองใบหน้าหล่อเหลาที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความเศร้า ในขณะที่เขากำลังจะเสียใจอย่างที่สุด เสียงเรียกของสตรีที่อ่อนโยนน่าฟังเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านนอก

            “ท่านพี่...”

            พลันนั้นเอง ความเศร้าโศกบนใบหน้าของเขาก็เลือนหาย

            “รู้แล้วๆ” สุดท้ายเขาเพียงปรายตามองชุนหลิ่ว จากนั้นก็ลุกขึ้นแล้วเดินตรงไปหาหญิงสาวอันเป็นที่รัก

            นางรู้ว่าทุกอย่างจะจบลงแบบนี้ รู้มาตั้งนานแล้ว ในเมื่อรู้แล้วยังจะคาดหวังอะไรอีกเล่า?

            เสิ่นซินเหยียนยิ้มเย้ยตัวเอง

            จู่ๆ ก็มีพายุพัดมาอย่างแรง นางถูกลมหอบหนึ่งพัดออกจากจวนของอิงกั๋วกง ถูกความรุนแรงของมันดูดร่างแล้วผลักเข้าไปอยู่กลางลำแสงสีขาวสว่างพร่างตา

            เสิ่นซินเหยียนหลับตาแน่น เสียงหวีดหวิวของสายลมฟังคล้ายเสียงกู่ร้องของภูตผีที่ดังขึ้นข้างหู ผ่านไปสักพักพายุก็เริ่มอ่อนแรงลง จากนั้นก็มีเสียงผู้คนพูดคุยกันเซ็งแซ่

            “อ้าวเฮ้ย! ทำไมพระเอกไม่รีบจัดการแม่ชั่วๆ กับน้องสาวร้ายกาจของตัวเองเสียก่อนล่ะ”

            “มีแม่ชั่วแบบนี้น่ารังเกียจจริงๆ รีบๆ ให้นังแม่มารับข้าวกล่อง* แล้วออกจากฉากไปได้แล้ว”

            “พระเอกทำอะไรไม่เด็ดขาด ยอมให้แม่กับน้องสารเลวตามรังควานได้ถึงขนาดนี้”

            “แม่กับน้องของตัวเองก็ไม่ยอมจัดการให้เรียบร้อย ยังมีหน้ามาคิดแต่งเมีย โคตรจะไม่เอาไหน!”

            “พระเอกเป็นผู้ชายไม่เอาไหน ซ้ำยังมีแม่น่ารังเกียจ”

            “โหวตให้เอาแม่พระเอกออกจากเรื่องนี้ได้แล้ว!”

            “เฮ้อ อะไรทำให้นางคิดสั้นขนาดยอมแต่งกับผู้ชายแบบนั้น แม่ผัวร้ายขนาดนี้นางยังจะอยู่ได้หรือ”

            ฯลฯ

            คำพูดพิลึกพิลั่นมากมายผ่านหูเสิ่นซินเหยียนไปอย่างต่อเนื่อง ขณะที่กำลังงุนงงพลันปรากฏแสงสว่างแสงหนึ่งพุ่งตรงเข้ามาในหัว ม่านตาทั้งสองเบิกกว้าง ภาพจำนวนมากผุดขึ้นมาในสมองอย่างรวดเร็ว สองหูของนางยังคงได้ยินเสียงด่าทอจากทุกทิศรอบตัว

            เริ่มแรกนางงุนงง ต่อมาก็ตกใจ สุดท้ายกลับหัวเราะขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง

            ในที่สุดเสียงด่าทอก็เงียบลง

            ที่แท้... ที่แท้นางก็ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้รับบทเป็นแม่ผัวใจร้ายในนิยายแนว ‘ฉ่งเหวิน’* นั่นเอง

            ในเมื่อเป็นนิยายแนวฉ่งเหวิน หากนางได้รับบทเป็นแม่ผัวตัวร้าย ทางเลือกก็มีเพียงตายตั้งแต่ต้นเรื่องหรือไม่ก็ต้องรักและเอ็นดูลูกสะใภ้เสมือนเป็นบุตรสาวที่ตนเองคลอดออกมา

            หากทำตัวเป็นแม่ผัวที่ไม่ชอบลูกสะใภ้และยังสามารถใช้ชีวิตอยู่อย่างมีความสุขไม่ยอมแก่ไม่ยอมตายมาจนถึงกลางเรื่อง อันนี้นับว่าไม่สมเหตุสมผล เพราะตามหลักของนิยายแนวฉ่งเหวินแล้ว ‘ยอมนางเอกอยู่ ขวางนางเอกตาย’ แม่ผัวคนนี้จะมีจุดจบที่ดีไม่ได้!

            โชคร้ายมากที่นางได้บทแม่พระเอก ซ้ำยังได้บทแม่ผัวตัวร้ายที่ใครต่อใครรังเกียจ

            ตูม!! เสียงระเบิดดังสนั่น จากนั้นลำแสงสีขาวเจิดจ้าก็สาดมาที่ศีรษะและใบหน้า เสิ่นซินเหยียนรู้สึกหน้ามืดตามัว จากนั้นก็ค่อยๆ ล้มลง

 

            เสิ่นซินเหยียนมองภาพสะท้อนจากคันฉ่องทองแดง

            ใบหน้าของสตรีแรกรุ่นนางหนึ่งกำลังจ้องตอบนางอย่างงุนงง นางหยิกแผ่นหลังตัวเองแรงๆ ก็รู้สึกได้ถึงความเจ็บปวด

            หรือนางฟื้นจากความตาย?

            นี่ไม่ใช่ความฝัน แต่ทำไมจึงเป็นเช่นนี้ นางไม่ใช่ว่าตายอยู่ในศาลบรรพชนแล้วหรือ?

            โทษฟ้าด่าดินมาตลอด อยู่อย่างเสียสติมาถึงสี่ปีเต็ม สุดท้ายก็เสียชีวิตอยู่ในศาลบรรพชนอย่างน่าสมเพช ที่แย่ไปกว่านั้น บุตรชายคนเดียวของนางหลังจากรู้ข่าวว่ามารดาสิ้นลมก็ไม่ได้รู้สึกเศร้าโศกอะไรแม้แต่น้อย

            ใต้หล้านี้ยังมีแม่คนไหนที่ล้มเหลวเท่านางอีกไหม!

            เมื่อนึกถึงเรื่องต่างๆ ที่ผ่านมา ใบหน้าเสิ่นซินเหยียนพลันมีรอยยิ้มหยันตนเอง รอยยิ้มนี้ดูน่าสงสารเสียยิ่งกว่าคนกำลังร้องไห้

            “เรียนฮูหยิน คุณชายใหญ่มาทำความเคารพฮูหยินเจ้าค่ะ” ชุนหลิ่วเปิดม่านออกเล็กน้อยแล้วรายงานด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม

            นางมองดูบ่าวรับใช้ที่เหมือนจะเยาว์วัยลงกว่าสิบปี ชาติที่แล้วบ่าวผู้นี้ทั้งซื่อสัตย์และภักดีเหลือเกิน ชุนหลิ่วไม่เคยทอดทิ้งนางแม้แต่ครั้งเดียว เสิ่นซินเหยียนพลันรู้สึกแน่นหน้าอกและแสบร้อนบริเวณจมูกคล้ายคนแพ้อากาศ นางรีบเบือนหน้าไปอีกทางพร้อมกับกล่าวเสียงเรียบ

            “ให้เขาเข้ามาได้”

            ชุนหลิ่วมองใบหน้าด้านข้างของเจ้านายด้วยความสงสัย หากเป็นเมื่อก่อนช่วงเวลาที่ฮูหยินรอคอยมากที่สุดคือช่วงที่คุณชายใหญ่มาทำความเคารพ แล้วเหตุใดวันนี้ถึงแสดงออกอย่างเย็นชาเล่า

            ไม่นานนักเด็กหนุ่มในชุดผ้าไหมก็ก้าวเข้ามา

            เด็กหนุ่มมีใบหน้าขาวสะอาด อกผายไหล่ผึ่ง ทั้งที่มีอายุเพียงสิบขวบปี แต่เขากลับมีท่าทีที่สุขุมลุ่มลึกและดูเฉลียวฉลาดเกินวัย

            เขาเป็นบุตรชายคนเดียวของนาง พออายุได้สามปี คุณชายเว่ยเฉิงหลินบุตรชายคนโตของนางก็ถูกท่านปู่ผู้ดำรงตำแหน่งอิงกั๋วกงในขณะนั้นรับตัวไปเลี้ยงดูสั่งสอน

            เดิมทีเสิ่นซินเหยียนคิดว่าบุตรชายของนางเป็นคนเงียบๆ เพราะเขาไม่ค่อยจะยิ้มหรือเล่นหัวกับญาติพี่น้องนัก ทว่าแท้จริงแล้วไม่ใช่

            เมื่อโฉมงามผู้นั้นปรากฏตัว บุตรชายที่เย็นชากับทุกสิ่งของนางกลับมีรอยยิ้มที่อ่อนโยนประดับบนใบหน้าเสมอ เขาถึงกับยอมสลัดเปลือกนอกที่หยิ่งทะนงของตัวเองออก

            เสิ่นซินเหยียนมองใบหน้าของเขาด้วยความรู้สึกสับสน นางมองหน้าบุตรชายที่ตนทั้งรักทั้งเกลียดและแค้นเข้ากระดูกดำ เดิมนางคิดว่าตัวเองจะระงับอารมณ์ของตนเอาไว้ไม่อยู่แล้วตวาดด่าเขาเสียงดัง

            ‘ทำไมถึงทำแบบนี้กับแม่! ทำไมถึงปล่อยให้แม่อยู่อย่างโดดเดี่ยว ทำไมปล่อยให้แม่ต้องสิ้นใจตายไปอย่างน่าอนาถแบบนั้น!’

ลูกขอลา

            แต่ในความเป็นจริงนางกลับนั่งนิ่ง สงบและมีสติเต็มที่ กระทั่งสามารถมองหน้าเขาได้แบบตาไม่กะพริบ มองเขาทำความเคารพนางอย่างอ่อนน้อมแล้วยืนตัวตรงอยู่กลางห้อง

            หรือว่าความเคียดแค้นทั้งหลายล้วนจางหายไปในช่วงตลอดเวลาหลายปีที่นางสติฟั่นเฟือน?

            อาจจะเป็นไปได้ที่ก่อนตายนางยังรู้สึกอยากจะลุกขึ้นสู้ ดวงวิญญาณของนางจึงกลับมายังจวนอิงกั๋วกงอย่างไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ เป็นไปได้ว่านางต้องการเห็นปฏิกิริยาของบุตรชายคนเดียวหลังจากได้ยินข่าวการตายของนาง

            ทว่านางคิดผิด นางคาดคะเนน้ำหนักความสำคัญของตนในใจของลูกผิดไปมาก

            เมื่อไม่ได้ยินเสียงดุด่าจากมารดาเหมือนเช่นเคย เว่ยเฉิงหลินก็เงยหน้าขึ้นมองสตรีที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวใหญ่ จู่ๆ ดวงตาเขาพลันฉายความรู้สึกสลับซับซ้อนออกมาวูบหนึ่ง

            “ท่านแม่” เขาขมวดคิ้วมุ่น น้ำเสียงเปี่ยมด้วยความสงสัย

            เสิ่นซินเหยียนพลันได้สติ เมื่อนางเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง ใบหน้าก็กลับมาเป็นเช่นเดิม

            “นั่งลงสิ เมื่อคืนหลับสบายหรือไม่ ยังอ่านหนังสือจนดึกดื่นอยู่หรือเปล่า ลูกอายุยังน้อยถึงจะขยันแค่ไหนก็ไม่ควรทำลายสุขภาพของตัวเอง การเรียนกับการพักผ่อนล้วนมีความสำคัญเท่าเทียมกัน”

            “เมื่อคืนลูกไม่ได้นอนดึก หัวค่ำก็หลับแล้ว เรื่องที่ท่านแม่สอนสั่งลูกจะจดจำไว้ให้ขึ้นใจ” เว่ยเฉิงหลินนั่งหลังตรง ความนอบน้อมของเขายิ่งทำให้สองแม่ลูกดูห่างเหิน

            หากเป็นชาติที่แล้ว เสิ่นซินเหยียนจะต้องรู้สึกปวดร้าวใจอย่างมาก นางจะต้องต่อว่าท่านกั๋วกงผู้เฒ่า ผู้เป็นปู่ของบุตรชายที่มาพรากเขาไปจากนาง ทว่าตอนนี้นางตายมาแล้วหนึ่งครั้ง พอลืมตาขึ้นอีกครั้งก็ไม่มีความรู้สึกแบบนั้นอีกแล้ว นางพยักหน้าแล้วกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เจ้ากลับไปเถอะ จะได้ไม่เสียเวลาอ่านหนังสือ”

            เดิมเว่ยเฉิงหลินคิดว่าตนเองต้องยืนฟังมารดาก่นด่าต่อว่าอีกหลายชั่วยาม ไม่คิดว่าจะได้ยินมารดาไล่กลับเช่นนี้

            “เช่นนั้นลูกขอลา” เด็กหนุ่มไม่คิดมากอะไร มองมารดาอีกครั้งก่อนจะทำความเคารพแล้วหันหลังเดินจากไป

            เงาร่างของบุตรชายค่อยๆ หายไปจากสายตา เสิ่นซินเหยียนเม้มปากแน่น ดวงตาพร่าพราย

            ทำไมกัน! หรือสวรรค์รู้สึกว่าจุดจบของนางในชาติที่แล้วยังน่าอนาถไม่พอจึงผลักให้นางกลับมาใช้ชีวิตเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า การฟื้นคืนชีพที่สุดแสนจะน่าประหลาดใจไม่ได้เป็นสิ่งที่นางต้องการสักนิด คนที่หัวใจตายไปแล้วทั้งดวง คืนชีพมาอีกครั้งจะมีประโยชน์อะไร!

            ทำไมนางต้องกลับมามีชีวิตอีกครั้ง?

            ไม่ใช่ว่าคนเราพอตายไปแล้วก็เปรียบเสมือนโคมดับหรอกหรือ?

            แล้วทำไมนางถึงยังอยู่ที่นี่?

            ภาพเหตุการณ์ในชาติที่แล้วเรียงร้อยในสมองอย่างต่อเนื่อง ความรู้สึกเจ็บแค้นและปวดแปลบกระจายไปทั่วร่าง จนนางต้องยกมือกดอกตนไว้ ข้างหูคล้ายมีเสียงบางอย่างดังอยู่ตลอด

            ทำไม! ทำไม! ทำไมต้องกลับมามีชีวิตอีก!

            ไม่รู้เวลาผ่านไปนานเพียงใดกว่าที่นางจะสงบใจลงได้ เอาเถอะ ในเมื่อสวรรค์ต้องการให้นางมีชีวิตอีกครั้ง นางก็จะใช้ชีวิตใหม่นี้ให้ดี อย่างน้อยก็สมควรต่อสู้ให้ตัวเองได้อยู่ดีมีสุขกว่าชีวิตก่อน!

            “ชุนหลิ่ว เปลี่ยนชุด” เมื่อคิดได้นางก็ส่งเสียงเรียกสาวใช้คนสนิท ซึ่งอีกฝ่ายก็รีบเข้ามาทันทีอย่างกระตือรือร้น

            “เปลี่ยนเป็นชุดสีเขียวหิมะเถอะ” เสิ่นซินเหยียนมองชุดสีเขียวเข้มที่ชุนหลิ่วนำมาให้แล้วส่ายหน้า จากนั้นก็ชี้ไปยังชุดสีเขียวอ่อนอีกชุดแทน

            “ฮูหยินใส่สีนี้แล้วดูดีมากเลยเจ้าค่ะ” ชุนหลิ่วยิ้มกว้างด้วยความชื่นชม

            ปกติเสิ่นฮูหยินมักสวมชุดสีน้ำเงินเข้มหรือไม่ก็สีเขียวเข้ม แม้

สีเข้มของชุดเหล่านั้นจะทำให้นางดูงามสง่าน่าเกรงขาม แต่ก็ทำให้นางดูแก่กว่าวัยเกิน การเปลี่ยนมาแต่งสีอ่อนทำให้ฮูหยินดูดีกว่ามาก

            ครอบครัวของท่านอิงกั๋วกงก่อร่างสร้างตัวมาจากการรบทัพจับศึก ประมุขในอดีตแต่ละรุ่นล้วนแต่เป็นแม่ทัพผู้มีชื่อเสียง อีกทั้งภรรยาของท่านอิงกั๋วกงคนล่าสุดยังเป็นถึงน้าสาวของฮองเต้ หลังจากแต่งให้บ้านกั๋วกงแล้ว นางก็ให้กำเนิดบุตรชายสองบุตรสาวหนึ่ง

            บุตรชายคนแรกนามว่าเว่ยจวินถิง เขาเป็นชายหนุ่มที่เก่งกาจทั้งบุ๋นและบู๊ กรำศึกไปทั่วทุกสารทิศร่วมกับบิดาตั้งแต่อายุได้เพียงสิบสี่ปี จากนั้นก็แต่งงานกับคุณหนูฟางจากครอบครัวผิงเหลียงโหว ทว่าน่าเสียดายหลายปีก่อนหน้าเว่ยจวินถิงจู่ๆ ก็ป่วยหนักและถึงแก่กรรมไป ผู้สืบทอดตำแหน่ง ‘อิงกั๋วกง’ จึงตกเป็นของบุตรชายคนที่สองนามว่าเว่ยจวินหางแทน

            แม้เว่ยจวินหางจะเป็นพี่น้องร่วมมารดากับเว่ยจวินถิง แต่เมื่อเทียบกันแล้วเขายังด้อยกว่าในทุกด้าน

            เว่ยจวินหางไม่มีความสามารถที่โดดเด่น ซ้ำยังเป็นคนที่ไม่มีความรับผิดชอบ คบหาสมาคมแต่ลูกหลานคหบดีที่ร่ำรวย ทุกวันลอยชายไปมาและมีนิสัยไม่ทำงานทำการเช่นเดียวกัน นานวันเข้าเขาก็ถูกชาวบ้านขนานนามว่า ‘นายท่านรองจอมเสเพล’ ทำให้ท่านอิงกั๋วกงผู้เป็นพ่อโกรธจนถึงขั้นเอาไม้มาไล่ตีลูกชายที่ทำลายชื่อเสียงของวงศ์ตระกูลผู้นี้

            ภรรยาของเว่ยจวินหางมิใช่ใครอื่นเป็นเสิ่นซินเหยียนนั่นเอง

            ถึงแม้เสิ่นซินเหยียนจะได้รับการแต่งตั้งขึ้นเป็นนายหญิงของจวนด้วยบารมีของสามีก็จริง แต่นางกลับไม่ใช่นายหญิงที่มีชีวิตสุขสบายราบรื่นอย่างที่ใครต่อใครคิด

            ความคิดของคนในบ้านเกี่ยวกับสะใภ้ใหญ่และสะใภ้รองย่อมแตกต่างกัน เรื่องนี้คาดว่าผู้อาวุโสของบ้านคงเตรียมการไว้แต่เนิ่นๆ แล้ว จึงได้สู่ขอฟางฮูหยินบุตรสาวคนโตของท่านผิงเหลียงโหวให้แต่งกับเว่ยจวินถิง หลานชายคนโตของบ้าน ส่วนเสิ่นซินเหยียนบุตรสาวของครอบครัวท่านจิ้งอันโป๋* ก็คัดไว้ให้มาแต่งกับบุตรชายคนรองเว่ยจวินหางแทน

            ทว่าน่าเสียดายไม่นานสะใภ้ใหญ่กลับต้องเป็นม่าย

            ชาติที่แล้วของเสิ่นซินเหยียนแม้จะได้เป็นถึงนายหญิงของจวน เป็นภรรยาของทายาทผู้สืบทอดวงศ์ตระกูล แต่กลับถูกฟางฮูหยินผู้เป็นพี่สะใภ้กดขี่ข่มเหงอยู่ตลอด สิ่งเดียวที่สามารถเชิดหน้าชูตานางได้ก็คือบุตรชาย

            บุตรชายของนางมีความสามารถมากกว่าบุตรชายของฟางฮูหยินอย่างไม่อาจเทียบ

            อย่างน้อยที่สุดอิงกั๋วกงผู้เฒ่าก็เลือกที่จะเอาบุตรชายของนางไปเลี้ยงดู แทนที่จะเป็นบุตรชายของฟางฮูหยิน

            เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ใจนางก็หวั่นไหวสั่นสะท้าน เดิมเคยคิดโมโหที่พ่อสามีเอาตัวบุตรชายตนไปโดยไม่ถามความยินยอม แต่อีกใจก็รู้สึกดีใจที่พ่อสามีให้ความสำคัญกับเว่ยเฉิงหลิน

            เสิ่นซินเหยียนคิดถึงเรื่องราวที่ผ่านไปอย่างเหม่อลอย หลังจากเปลี่ยนมาใส่เสื้อผ้าสีอ่อนชุดนี้ก็รู้สึกราวกับเห็นตัวเองกลับไปเป็นสาวอีกครั้ง คันฉ่องทองแดงสะท้อนใบหน้าของหญิงสาวผู้เลอโฉมคนหนึ่ง นางเม้มปาก ถอดชุดสีเขียวอ่อนออกทันทีแล้วเปลี่ยนไปใส่ชุดเกาะอกสีเงินทับด้วยผ้าคลุมสีแดงแทน จากนั้นก็ผัดหน้าบางๆ บัดนี้เงาสะท้อนในคันฉ่องเผยให้เห็นโฉมสะคราญนางหนึ่งที่มีเสน่ห์และมีชีวิตชีวาอย่างมาก ทำเอาชุนหลิ่วที่ยืนอยู่ด้านข้างเอ่ยชมไม่หยุดปาก

            “ฮูหยินสายตาเฉียบแหลมจริงๆ ชุดนี้ดูดีกว่าชุดสีเขียวอ่อนอีกเจ้าค่ะ หากไปเดินอยู่ข้างๆ คุณหนูสี่ ไม่แน่ว่าคนอื่นอาจจะนึกว่าฮูหยินกับคุณหนูสี่เป็นพี่น้องกันก็ได้”

            เมื่อได้ยินคำว่า ‘คุณหนูสี่’ ใบหน้าของเสิ่นซินเหยียนก็แข็งทื่อ ความรู้สึกเจ็บปวดทิ่มแทงใจอีกครั้ง

            “อิ๋งจื่อลูกแม่...” ริมฝีปากสั่นระริกเรียกชื่อบุตรสาวตัวเองอย่างลำบากคล้ายในลำคอมีอะไรบางอย่างติดอยู่

            เว่ยอิ๋งจื่อคือบุตรสาวคนเดียวของนาง สิ่งที่น่าสลดใจอย่างยิ่งในชีวิตของคนเราก็คือการที่แม่คนหนึ่งต้องมาเผาศพบุตรสาวของตัวเอง เรื่องแบบนี้ไม่ว่าใครก็จำจนวันตาย!

            การตายของบุตรสาวคือสาเหตุหลักที่ทำให้นางโกรธแค้นโจวหวั่นหนิงผู้เป็นสะใภ้ของตนและเกลียดชังตระกูลโจวเข้ากระดูก! ต่อให้ในขณะนั้นโจวหวั่นหนิงตั้งท้องหลานให้นางก็ไม่อาจลบเลือนความแค้นนี้ไปได้ แต่สิ่งที่ทำให้แรงแค้นของนางทะลุถึงขีดสุดคือบุตรชายของนางเอง! เว่ยเฉิงหลินออกหน้าปกป้องพี่ชายคนรองของโจวหวั่นหนิง ทั้งที่มันผู้นั้นเป็นคนสังหารน้องสาวตัวเอง!

            ในตอนนั้นนางโกรธจนเสียสติ ไม่ฟังคำอธิบายใดๆ ทั้งสิ้น นางรู้เพียงว่าบุตรสาวของตนเสียชีวิตแต่คนร้ายเพียงแค่ถูกเนรเทศไปยังชายแดนอย่างไร้รอยขีดข่วน จากนั้นไม่นานคนร้ายก็สร้างความดีความชอบทางราชการมาทดแทนความผิดแล้วก็กลับมาใช้ชีวิตสุขสบายเหมือนเดิม

            ทำไม! ทำไม!

            ทำไมคนแซ่โจวที่เหยียบเนื้อย่ำเลือดของผู้อื่นกลับมีชีวิตที่ดี!

            ทำไมบุตรสาวนางถึงตายแต่บุตรสาวบ้านตระกูลโจวกลับได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข!

            บุตรสาวของนางอายุยังน้อยอยู่เลย ยังไม่ผ่านการหมั้นหมายด้วยซ้ำ

            “ฮูหยินคิดถึงคุณหนูสี่อยู่หรือเจ้าคะ? เมื่อครู่ป้าซุนเพิ่งกลับมาถึงจวน นางแจ้งว่าคุณหนูสี่จะกลับมาช่วงสายๆ เจ้าค่ะ” ชุนหลิ่วยิ้มด้วยเข้าใจว่านายหญิงของตนกำลังคิดถึงบุตรสาวที่พักอยู่กับครอบครัวจิ้งอันโป๋

            จริงสิ! อิ๋งเอ๋อของนางยังมีชีวิตอยู่! และอีกไม่นานก็จะกลับมาแล้ว

            นางสูดลมหายใจเข้าออกช้าๆ หลายครั้ง มือกำผ้าเช็ดหน้าแน่น พยายามควบคุมร่างกายให้หยุดสั่น ก่อนจะค่อยๆ ทรุดตัวนั่งลงบนเบาะรองนั่ง

            เสิ่นซินเหยียนพยายามรื้อฟื้นความทรงจำของตน ปีนี้อิ๋งเอ๋อเพิ่งจะอายุได้หกปี เมื่อวันก่อนนางพาลูกๆ กลับไปเยี่ยมท่านตาท่านยายที่จวนจิ้งอันโป๋ มารดาของนางยังคิดถึงหลานๆ จึงขอให้บุตรสาวของนางอยู่ต่ออีกสักพัก

            นางเรียกความทรงจำกลับมาอย่างช้าๆ จากนั้นก็รู้สึกสุขใจมากขึ้นเรื่อยๆ

โจ๊กชามเดียว

            เรื่องมันผ่านไปแล้ว

            ชาติที่แล้วมันผ่านไปแล้ว เหตุร้ายที่จะเกิดกับบุตรสาวก็ยังไม่เกิด ทุกอย่างยังมีโอกาสแก้ไขได้ ชาตินี้นางจะไม่ชิงดีชิงเด่นกับใครอีก ไม่ว่าจะเป็นโจวหวั่นหนิง หลี่หวั่นหนิง เฉินหวั่นหนิงหรือซุนหวั่นหนิง ไม่ว่าจะหวั่นหนิงอะไรก็ช่าง! บุตรชายนางจะแต่งกับคนไหนก็แต่งไปเถอะ!

            หัวใจที่เต้นแรงเริ่มสงบนิ่ง นางถอนหายใจช้าๆ พลันก็เห็นสาวใช้นามเซี่ยเหอเดินกระแทกส้นเข้ามาด้วยสีหน้าบูดบึ้ง

            ชุนหลิ่วพับเสื้อผ้าเสร็จก็วางเข้าไปในตู้เสื้อผ้าตามเดิม พอหันมาเห็นเซี่ยเหอก็เอ่ยทัก “เป็นอะไรไป ถูกพวกป้าๆ ที่ห้องครัวกลั่นแกล้งมาอีกแล้วหรือ?”

            เซี่ยเหอพยายามเก็บความไม่พอใจเอาไว้แล้วทำความเคารพเสิ่นซินเหยียน จากนั้นก็โพล่งออกมาด้วยความโกรธ “ฮูหยินของพวกเรากินโจ๊กรังนกทุกเช้า มาเช้าวันนี้ข้าเห็นว่าในโจ๊กไม่มีรังนกจึงเดินไปถามที่ห้องครัว แต่ป้าชุยกลับบอกว่าเดือนนี้พวกเราใช้เงินเกินงบแล้ว ตอนนี้ร้านขายรังนกทุกร้านต่างพากันขึ้นราคา เดือนหน้าถึงจะซื้อให้ได้”

            “นี่มันอะไรกัน! จวนกั๋วกงร่ำรวยยิ่งใหญ่ แค่นายหญิงของจวนอยากจะกินโจ๊กรังนกสักชามก็ยังไม่ได้เลยหรือ!” ชุนหลิ่วฟังแล้วก็อารมณ์เสียอย่างหนัก

            “เรื่องมันก็เป็นอย่างนี้แหละ” สีหน้าของเซี่ยเหอยังคงโกรธแค้นอยู่ไม่จาง

            นี่เป็นการกลั่นแกล้งสะใภ้รองอย่างเสิ่นซินเหยียนชัดๆ หากเป็นฮูหยินผู้เฒ่าหรือแม้กระทั่งสะใภ้ใหญ่อยากกิน ดูสิว่าป้าชุยจะทำอย่างไรเสิ่นซินเหยียนไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่หัวเราะเบาๆ จากนั้นก็มองหน้าสาวใช้ที่กำลังโกรธเป็นฟืนเป็นไฟแทนนางอยู่แล้วเอ่ยเตือนเสียงเรียบ

            “แค่โจ๊กชามเดียว ไม่ได้กินรังนกแค่ไม่กี่วันข้าไม่เป็นอะไรหรอก พวกเจ้าเป็นคนของข้า ถ้ามาคิดเล็กคิดน้อยกับเรื่องแบบนี้คนอื่นรู้เข้าจะพากันเอาไปนินทาได้”

            ชาติที่แล้วก็เป็นแบบนี้ ตอนนั้นถึงนางจะโมโหสักแค่ไหนแต่สุดท้ายก็ยังต้องอดทนอยู่ดี เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในอดีตพลันนึกขึ้นได้ว่าตนมักจะยอมถอยให้ฟางฮูหยินอยู่เสมอ ยอมแล้วยอมอีก แม้จะถูกรังแกหรือรู้สึกรำคาญขนาดไหน สุดท้ายนางก็จะเก็บงำอารมณ์โกรธเอาไว้เพียงลำพัง

            นั่นเป็นเพราะนางรู้ว่าฟางฮูหยินเป็นที่รักของฮูหยินผู้เฒ่ามากที่สุด เป็นฮูหยินของจวนกั๋วกงที่แม่สามีพอใจมากที่สุด หากไม่ใช่เพราะฟางฮูหยินโชคร้ายสามีตายจากไปเสียก่อน ตำแหน่งนายหญิงของจวนนี้จะกลายเป็นของเสิ่นซินเหยียนได้อย่างไร

            แต่นางกลับมาเกิดใหม่ก็ยังต้องทนเหมือนเดิมอีกงั้นหรือ?

            นางพลันหัวเราะเสียงเย็น

            ไม่!!

            ไม่—ใช่— เรื่อง!!

            ชาติที่แล้วที่นางยอมสิ้นทุกสิ่งอย่างแต่สุดท้ายฟางฮูหยินก็ได้คืบจะเอาศอก ทั้งรวบอำนาจและตำแหน่งนายหญิงของหญิงกลับไปเป็นของตัวเอง จากนั้นก็ยังมายุแยงให้นางกับลูกชายมีปัญหากัน

            การกลับมามีชีวิตในชาตินี้อีกครั้งเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์และเหลือเชื่ออย่างยิ่ง ในเมื่อเป็นแบบนี้แล้วทำไมนางจึงไม่ใช้ชีวิตในแบบที่ตนอยากจะเป็นเล่า!

            เสิ่นซินเหยียนเดินมานั่งบนเก้าอี้ตรงโต๊ะอาหารพร้อมกับกวาดสายตาไปยังอาหารเช้าที่จัดเตรียมเอาไว้ โจ๊กและกับข้าวหลายอย่างถูกปรุงขึ้นอย่างประณีต แม้จะไม่ใช่อาหารที่นางกินอยู่เป็นประจำแต่ก็ดูไม่เลว สิ่งนี้บ่งบอกว่าแม้ฟางฮูหยินจะคุมอำนาจในจวนเอาไว้ แต่ก็ไม่มีใครกล้าต่อกรกับนายหญิงที่แท้จริงของจวนอิงกั๋วกงอย่างนางแบบซึ่งหน้า!

           

            ทุกเช้าฮูหยินผู้เฒ่าจะไปสวดมนต์ที่ห้องพระ สวดเสร็จถึงจะมากินอาหารเช้าอย่างเรียบง่าย

            นางชอบความสงบสุข จึงตั้งกฎเกณฑ์ต่างๆ ให้สะใภ้ทุกคนในจวนปฏิบัติตาม และสะใภ้ทุกคนต้องมาทำความเคารพนางหลังอาหารเช้าของทุกวันอีกด้วย

            อิงกั๋วกงผู้เฒ่านอกจากจะมีฮูหยินผู้เฒ่าที่ให้กำเนิดบุตรชายสองบุตรสาวหนึ่งแล้ว อนุของเขาก็ยังคลอดบุตรชายให้เขาอีกหนึ่งคน ซึ่งก็คือนายท่านสามนามว่าเว่ยจวินเซียน

            มารดาของเว่ยจวินเซียนเสียชีวิตตั้งแต่เขายังเล็ก เขาจึงเติบโตมาในเรือนของฮูหยินผู้เฒ่า ครั้นเติบใหญ่เขาก็แต่งงานกับหยางฮูหยิน บุตรสาวของผู้ตรวจการประจำสำนักพิธีการ ตอนนี้เขากับหยางฮูหยินมีบุตรชายด้วยกันสองคนและบุตรสาวอีกหนึ่ง

            หยางฮูหยินเป็นคนคล่องสังคม แม้จะเป็นเพียงภรรยาของนายท่านสามที่มีศักดิ์เป็นเพียงลูกอนุแต่นางกลับมีมนุษยสัมพันธ์ดี ดังนั้นจึงพอมีสิทธิ์มีเสียงกับฮูหยินผู้เฒ่าอยู่บ้าง

            หลังจากที่พวกสาวใช้เก็บโต๊ะอาหารเช้าเรียบร้อยแล้ว ฟางฮูหยิน เสิ่นซินเหยียนและหยางฮูหยินก็ก้าวเข้ามาในห้องพักของแม่สามี

            จู่ๆ ฮูหยินผู้เฒ่ารู้สึกเหมือนมีแสงสว่างขึ้นตรงหน้า นางจ้องไปยังสตรีที่สวมชุดสีเงินกับเสื้อคลุมแดงที่ยืนอยู่ด้านหลังฟางฮูหยินอย่างไม่รู้ตัว เมื่อเห็นว่าเป็นสะใภ้รองเสิ่นซินเหยียน ใบหน้าก็ฉายแววประหลาดใจออกมา

            ตลอดระยะหลายปีที่ผ่านมานี่ นี่เป็นครั้งแรกที่นางเห็นสะใภ้รองแต่งตัวงดงาม นางสวมชุดเกาะอกสีเงินกับเสื้อคลุมตัวยาวสีแดง รวบผมขึ้นอย่างง่ายๆ แล้วปักตามด้วยปิ่นทองลายผีเสื้อ ทั้งยังเสริมความโดดเด่นด้วยต่างหูไข่มุกทรงน้ำเต้าสีทอง ใบหน้าที่บรรจงแต่งด้วยแป้งสีทองอมแดงขับให้ผิวขาวที่เคยขาวจัดดูธรรมดาอย่างที่สุดกลับมีเสน่ห์น่ามองราวกับไม่ใช่เสิ่นซินเหยียนคนเดิม

            ตอนนี้ฮูหยินผู้เฒ่าเพิ่งจะเข้าใจว่าเหตุใดเมื่อก่อนบุตรชายคนรองของนางจึงเลือกแต่งหญิงสาวผู้นี้ ทั้งที่มีสตรีผู้เพียบพร้อมมาให้เลือกอีกตั้งมากมาย “วันนี้เจ้าแต่งตัวได้งดงามนัก เจ้าควรจะแต่งแบบนี้ตั้งนานแล้ว ยังสาวอยู่แท้ๆ กลับใส่แต่ชุดสีเข้ม จะทำให้ตัวเองดูน่าเบื่อไปไย”

            เสิ่นซินเหยียนยืนงงอยู่กับที่ คิดไม่ถึงว่าฮูหยินผู้เฒ่าจะเอ่ยปากแบบนี้กับตน ครั้นนางเรียกสติกลับมาได้ก็ยิ้มแล้วตอบกลับ “ท่านแม่กล่าวได้ถูกต้อง ที่ผ่านมาเป็นข้าที่เลือกผิด”

            ในใจนางรู้มาตลอดว่าฮูหยินผู้เฒ่าตั้งใจจะเลือกสตรีอื่นมารับตำแหน่งสะใภ้รองแทนนาง แต่เป็นเพราะเว่ยจวินหางยืนกรานจะแต่งกับนางเท่านั้น แผนการจึงเป็นอันต้องพับไป หลังจากที่นางแต่งเข้ามาในจวนหลังนี้ นางจึงกลัวว่าคนในจวนจะคิดว่าตนใช้มารยาหญิงผูกมัดจนเว่ยจวินหางดิ้นไม่หลุด กลัวว่าผู้อาวุโสคนอื่นๆ จะเข้าใจผิดคิดว่านางไม่เคารพผู้ใหญ่ นางจึงเลือกที่จะสวมชุดสีเข้ม นานวันเข้านางก็ชินกับชุดสีเข้มเหล่านั้น

            คาดไม่ถึงจริงๆ ว่าทั้งหมดนี้เป็นเพียงการคิดมากไปเองของตนฝ่ายเดียว

            เสิ่นซินเหยียนพลันคลี่ยิ้มอ่อนหวาน

            ชาติที่แล้วนางสนใจสายตาของผู้อื่นมากไป ได้แต่เก็บความรู้สึกทุกอย่างเอาไว้ในใจจนทำให้ตัวเองเหนื่อยอย่างไร้ประโยชน์

            หยางฮูหยินที่ยืนอยู่ด้านข้างถองศอกหยอกเสิ่นซินเหยียนอย่างสนิทสนม “จริงเจ้าค่ะท่านแม่ เมื่อครู่ที่ข้าเห็นสะใภ้รองแวบแรกยังนึกว่าเป็นเทพธิดาลอยลงมาเสียอีก ห้องนี้เหมือนถูกรัศมีความงามของสะใภ้รองปกคลุมเลยเจ้าค่ะ”

            ฟางฮูหยินปรายตามองเสิ่นซินเหยียนและหยางฮูหยินแล้วต่อคำชมแบบขอไปที “คำพูดของสะใภ้สามน่ารักน่าชังเหลือเกิน”

            เสิ่นซินเหยียนอมยิ้มแล้วปรายตามองไปยังฟางฮูหยิน ได้ยินว่าก่อนหน้านี้นางกำลังปรึกษาหารือกับฮูหยินผู้เฒ่าเกี่ยวกับเรื่องทั่วไปภายในจวน

            หยางฮูหยินอยากจะต่อปากต่อคำกลับ แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะปิดปากเงียบ

            หากจะถามว่าใครพูดเก่งที่สุดในจวนนี้ ถ้าสะใภ้ใหญ่เป็นที่สองก็คงไม่มีใครกล้าเป็นที่หนึ่งแล้ว ตอนนี้สะใภ้ใหญ่กำลังพูดคุยอยู่กับฮูหยินผู้เฒ่าอย่างออกรส ยกยอปอปั้นต่างๆ นานา แสร้งว่าตนเป็นคนดีแต่อย่างไรก็ไม่ยอมยกอำนาจดูแลจวนให้กับเสิ่นซินเหยียนผู้เป็นนายหญิงที่แท้จริงของจวนนี้สักที

            เสิ่นซินเหยียนเข้าใจสถานการณ์ของตัวเองเป็นอย่างดี ถึงแม้จะไม่ค่อยชอบแต่ก็ไม่กล้าพูดอะไรมาก อย่าคิดว่าฮูหยินผู้เฒ่าปฏิบัติกับพวกนางอย่างเท่าเทียมกัน ตลอดเวลาฮูหยินผู้เฒ่ามักจะดีกับสะใภ้ใหญ่มากที่สุดและก็มอบความเอ็นดูให้กับสะใภ้สามที่ช่างฉอเลาะ

            ฮูหยินผู้เฒ่าหันมามองเสิ่นซินเหยียนที่นั่งอยู่ข้างๆ ในใจก็นึกตำหนิอีกฝ่ายอย่างไม่พอใจ

            ‘เจ้านี่มันโง่จริงๆ เป็นถึงนายหญิงที่แท้จริงของจวนอิงกั๋วกง มีทั้งศักดิ์และสิทธิ์อันชอบธรรมทุกประการ แต่กลับยอมให้หญิงที่สามีเสียชีวิตไปแล้วเหยียบหลังอยู่ได้!’

            “เดือนหน้ามีงานครบรอบวันเกิดภรรยาของหรงอันโหว อีกทั้งหลานคนโตของเฉิงอ๋องก็จะมีอายุครบหนึ่งเดือนพอดี รายการของขวัญที่ต้องจัดส่งข้าได้เตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว ขอให้ท่านแม่โปรดพิจารณา” ฟางฮูหยินยื่นรายการของขวัญให้ฮูหยินผู้เฒ่า

            ฮูหยินผู้เฒ่ารับกระดาษแผ่นนั้นมาและกวาดสายตาผ่านไปรอบหนึ่ง นางทำท่าเหมือนจะพูดอะไรกับฟางฮูหยินแต่กลับหยุดนิ่งแล้วเปลี่ยนใจส่งรายการให้กับเสิ่นซินเหยียนแล้วเอ่ย “สะใภ้รองช่วยตรวจดูรายการพวกนี้ด้วย”

            ฟางฮูหยินจำต้องเก็บแขนที่กำลังจะยื่นไปรับรายการฉบับนั้น

            เสิ่นซินเหยียนรับเอารายการของขวัญมาตรวจดูอย่างตั้งใจ เพียงไม่นานก็เอ่ยขึ้น “รายการที่สะใภ้ใหญ่เขียนมาครบถ้วนดี ของขวัญสำหรับภรรยาของหรงอันโหวดูแล้วไม่มีปัญหาอะไร แต่ของขวัญสำหรับหลานคนโตของเฉิงอ๋องข้าไม่คิดว่าเหมาะสม”

            ฟางฮูหยินหันขวับทันที! ใบหน้าฉายถึงความไม่พอใจอย่างชัดเจน แต่ต้องเก็บอารมณ์เอาไว้ไม่พูดอะไรออกมา

            “งั้นหรือ เจ้าคิดว่าไม่เหมาะสมตรงไหนกัน?” ฮูหยินผู้เฒ่ายกคิ้วขึ้นเล็กน้อยพร้อมกับถามออกมาด้วยความอยากรู้

            ฟางฮูหยินเห็นดังนั้นจึงแสร้งยิ้มแล้วเอ่ยอย่างใจกว้าง “สะใภ้รองเห็นว่าตรงไหนมีปัญหาก็พูดออกมาตามตรงเถิด ข้าจะได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ บ้าง”

            คนที่ไม่เคยกุมอำนาจในจวน ทุกวันเอาแต่กินกับนอน คนแบบนี้จะเข้าสังคมเป็นงั้นรึ! ในใจฟางฮูหยินมีแต่ความดูถูกเหยียดหยามต่อเสิ่นซินเหยียน

            หยางฮูหยินเหลือบมองสีหน้าฟางฮูหยิน จากนั้นก็มองไปที่เสิ่นซินเหยียนแล้วก็ยิ้มออกมา

            ในที่สุดสะใภ้รองก็เลือกจะแสดงอำนาจของนายหญิงตัวจริงออกมาแล้ว!

ทุกอย่างล้วนเกิดจากลมปากคน

            เสิ่นซินเหยียนมองฟางฮูหยินด้วยดวงตาเป็นประกายวาววับ ก่อนจะเอ่ยเสียงราบเรียบอย่างมีหลักการ

            “จะว่าไปแล้วสะใภ้ใหญ่ก็เคยมีอำนาจและดูแลจวนนี้มาก่อน เรื่องธรรมเนียมปฏิบัติต่างๆ เหล่านี้ก็สมควรที่จะต้องรู้อยู่บ้าง หรือเพราะตอนนี้สะใภ้ใหญ่ไม่ใช่นายหญิงตัวจริงของจวนกั๋วกงจึงไม่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมสังสรรค์กับเหล่าขุนนางและฮูหยินของพวกเขา ท่านจึงไม่รู้ว่าหลานคนโตของท่านอ๋องเป็นเพียง ‘หลานนอก’ เด็กไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขสายตรงของท่านอ๋อง เป็นลูกหลานก็แต่เพียงในนามเท่านั้น”

            พลันฟางฮูหยินก็หน้าเปลี่ยนสีและรู้ทันทีว่าครั้งนี้นางพลาด!

            ลูกหลานที่ได้ชื่อว่าเป็น ‘หลานนอก’ แม้จะเป็นลูกหลานที่ถือกำเนิดขึ้นในจวนก็จริงแต่ก็เป็นเพียงลูกของภรรยารอง ลูกเก็บมาเลี้ยงหรือบางคนก็เป็นเพียงลูกอนุเท่านั้น ไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขอันเกิดจากภรรยาเอกจึงไม่นับเป็นลูกหลานสายตรง ราชสำนักเคยระบุไว้ว่าเด็กที่มีชาติกำเนิดเช่นนี้หากต้องการจะสืบทอดตำแหน่งของบิดาหรือครอบครองทรัพย์สมบัติของวงศ์ตระกูลต้องให้ฮ่องเต้ลงนามอนุญาตด้วยตนเองเสียก่อน

            รายการของขวัญที่ฟางฮูหยินจัดเตรียมเป็นของขวัญชั้นดี เป็นของขวัญชั้นเลิศที่เหมาะสมสำหรับลูกหลานสายตรงที่แท้จริง

            “ข้าทำงานสะเพร่า ขอบคุณที่สะใภ้รองตักเตือน” ต่อให้ในใจยากจะยอมรับแต่ผิดก็คือผิด ฟางฮูหยินรีบลุกจากเก้าอี้แล้วขออภัยฮูหยินผู้เฒ่าทันที จากนั้นก็หันมาแสดงความขอบใจต่อเสิ่นซินเหยียนอย่างจริงใจ

            “เป็นเพราะเจ้าไม่รู้เลยทำงานพลาดไป แก้ไขให้เรียบร้อยก็ไม่มีปัญหาแล้ว” ฮูหยินผู้เฒ่าปลอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

            ฟางฮูหยินก้มหน้าตอบรับเสียงเบา “เจ้าค่ะ ข้าจะรีบเอากลับไปแก้ให้ถูกต้อง”

            นี่เป็นครั้งแรกที่ฟางฮูหยินผิดพลาด ทว่าที่เลวร้ายที่สุดคือการถูกสะใภ้รองคนที่นางดูถูกดูแคลนมาตลอดเป็นคนชี้จุดผิด สำหรับฟางฮูหยินผู้หยิ่งทระนง นี่เป็นเรื่องที่ยากจะยอมรับได้! โดยเฉพาะอย่างยิ่งประโยคที่เสิ่นซินเหยียนพูดว่า ‘หรือเพราะตอนนี้สะใภ้ใหญ่ไม่ใช่นายหญิงตัวจริงของจวนกั๋วกงจึงไม่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมสังสรรค์กับเหล่าขุนนางและฮูหยินของพวกเขา’ คำพูดประโยคนี้ไม่ต่างอะไรกับการเดินมาตบหน้านางอย่างแรง!

            หน้าที่นายหญิงของจวนขุนนางใหญ่ นอกจากต้องดูแลเรื่องในจวนให้เป็นระเบียบเรียบร้อยแล้วยังต้องรู้จักการเข้าสังคมด้วย ต้องมีการคบค้าและไปมาหาสู่กับเหล่าฮูหยินของขุนนางอื่นๆ เหล่าราชวงศ์รวมถึงเหล่าคหบดีเศรษฐีทั้งหลายในเมืองอีกด้วย แต่เพราะฟางฮูหยินเป็นหญิงม่ายสามีตาย แม้ราชสำนักจะไม่ระบุกฎหรือธรรมเนียมที่ชัดเจนสำหรับแม่ม่ายอย่างนาง แต่ในสังคมชั้นสูงการเป็นม่ายนับว่าเป็นอัปมงคล พวกเขาจึงเลี่ยงที่จะคบหาหรือติดต่อด้วย นี่คือสาเหตุที่ฟางฮูหยินไม่รู้ว่าหลานคนโตของเฉิงอ๋องไม่ใช่หลานสายตรง

            หยางฮูหยินแอบยิ้มเยาะแล้วแสร้งยกมือลูบอกเหมือนตกใจ แต่สีหน้าที่ฉายชัดถึงความสาแก่ใจอย่างไรก็ปิดไม่มิด “ยังดีที่สะใภ้ใหญ่เป็นคนทำงานรอบคอบ ก่อนลงมือทำก็มารายงานท่านแม่ก่อนจึงยังมีโอกาสได้แก้ไขข้อผิดพลาดนี้ ไม่เช่นนั้นหากของขวัญถูกส่งออกไปจะต้องกลายเป็นเรื่องใหญ่ พระชายาของเฉิงอ๋องอาจจะไม่พอใจจวนกั๋วกงของเราได้ ถ้าเป็นแบบนั้นจะต้องแย่แน่ๆ” เป็นครั้งแรกที่นางเห็นสะใภ้ใหญ่พลาด หากไม่ฉวยโอกาสนี้กวาดความดีใส่ตัวไว้บ้างก็โง่เต็มทนแล้ว

            “เรื่องของตำหนักอ๋องใช่เรื่องที่เจ้าสามารถพูดส่งเดชได้งั้นหรือ! ไม่รู้บ้างหรือไงว่าปัญหาทุกอย่างล้วนเกิดจากลมปากคนทั้งนั้น!” ฮูหยินผู้เฒ่าขมวดคิ้วพลางจ้องหน้าสะใภ้สามอย่างตำหนิ

            หยางฮูหยินชะงักนิ่งไปชั่วขณะ สีหน้าสะใจเปลี่ยนเป็นขึงตึงเล็กน้อยก่อนจะรีบกลบเกลื่อนความไม่พอใจแล้วเอ่ยเสียงสำนึกผิด “ท่านแม่สอนได้ถูกต้อง เป็นข้าพูดมากไปเอง”

            เสิ่นซินเหยียนมองดูสีหน้าท่าทีของทั้งสามอย่างละเอียด ครู่หนึ่งก็ลุกขึ้นยืนแล้วเอ่ยอย่างไม่อ้อมค้อมด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

            “สะใภ้ใหญ่ดูแลจวนนี้ด้วยดีเสมอมา ทำงานทุกอย่างได้เรียบร้อยไร้ที่ติ แต่มีเรื่องหนึ่งที่ข้าไม่เข้าใจ เมื่อเช้าป้าชุยบอกกับสาวใช้ของข้าว่าเรือนของข้าใช้เงินเกินงบ ไม่มีเงินมากพอจะซื้อรังนกมาทำโจ๊กรังนกสักถ้วย แต่หลังจากที่ข้าตรวจสอบบัญชีเรือนตนเองอย่างละเอียดแล้วก็ไม่พบการ ‘ใช้เงินเกินงบ’ ต้องรบกวนสะใภ้ใหญ่ช่วยชี้แจงด้วย”

            เป็นดังคาดสายตาของทุกคนในห้องหันจ้องมาที่นางทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่งสายตาของฮูหยินผู้เฒ่า ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความประหลาดใจ

            วันนี้สะใภ้รองไม่เหมือนเดิม!

 

            วันนี้สะใภ้รองเอาความกล้ามาจากไหน!!

            ไม่แปลกที่ฮูหยินผู้เฒ่าจะรู้สึกเช่นนี้ เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาเสิ่นซินเหยียนเป็นคนพูดน้อยถอยเก่ง ไม่ว่าจะเจอเรื่องอะไรที่ไม่เหมาะไม่ควรก็ไม่เคยมีปากมีเสียง ทุกอย่างจะเก็บเงียบไว้ในใจ ไม่เคยกล้าพูดซึ่งหน้าเช่นนี้มาก่อน

            หยางฮูหยินก็ตกใจมากไม่แพ้กันพร้อมกับรู้สึกสนุกขึ้นบ้างแล้ว ไม่รู้วันนี้เสิ่นฮูหยินไปกินดีหมีหัวใจเสือมาหรืออย่างไรจึงกล้าเปิดศึกกับฟางฮูหยินต่อหน้าฮูหยินผู้เฒ่าแบบนี้ ต้องเป็นเรื่องใหญ่แน่ๆ

            ฟางฮูหยินตกตะลึงยิ่งนัก คิดไม่ถึงว่าเสิ่นฮูหยินจะกล้าหาเรื่องกันแบบนี้ พอตั้งสติได้จึงตอบกลับเสียงแข็ง

            “จวนอิงกั๋วกงของเราเงินทองล้นฟ้า แค่โจ๊กรังนกชามเดียวจะมีปัญหาได้อย่างไร! แม้เรือนต่างๆ จะมีค่าใช้จ่ายประจำเดือนกำหนดไว้ชัดเจน แต่เรือนฟูหนิงของนายท่านรองซึ่งเป็นทายาทอันดับหนึ่งที่จะรับสืบทอดตำแหน่งอิงกั๋วกงคนต่อไปจะใช้เงินเกินงบไปบ้าง ก็นับว่าเป็นเรื่องปกติ ไม่มีผู้ใดกล้าตำหนิอยู่แล้ว เรื่องที่สะใภ้รองบอกน่าจะเกิดจากความสะเพร่าของบ่าวรับใช้มากกว่า แต่ไม่ต้องห่วงเรื่องนี้ข้าจะทำการตรวจสอบเอง จะต้องมีคำตอบที่เจ้าพอใจแน่”

            หยางฮูหยินฟังแล้วก็นึกชมอยู่ในใจ ฟางฮูหยินเลือกใช้คำได้เก่งเหลือเกิน ทั้งที่นางคงอยากจะพูดตรงๆ ว่า ‘เรือนฟูหนิงเป็นเรือนของทายาทอันดับหนึ่งของจวนอิงกั๋วกง ต่อให้ข้าจะรังแกใครก็จะไม่รังแกคนเรือนนี้หรอก!’

            ช่างเป็นสะใภ้ใหญ่ที่เอาตัวรอดเก่งและไหวพริบดีจริงๆ!

            การที่เสิ่นซินเหยียนนำเรื่องนี้มาพูดต่อหน้าฮูหยินผู้เฒ่า แน่นอนว่านางจะไม่ยอมให้ฟางฮูหยินรอดตัวไปได้! นางจึงกล่าวตอบด้วยรอยยิ้ม

            “ดูท่าสะใภ้ใหญ่จะยังไม่เข้าใจความหมายของข้า ที่ข้าถามเพียงเพราะต้องการรู้ว่าเรือนฟูหนิงใช้เงินเกินงบตรงไหน ทำไมจึงแตกต่างจากบัญชีในมือข้ามากขนาดนั้น” นางมองฟางฮูหยินนิ่งแล้วกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไม่ช้าไม่เร็ว

            “ทุกเรื่องในจวนนี้ล้วนมีกฎระเบียบกำหนดให้ต้องปฏิบัติตาม แม้เรือนฟูหนิงจะเป็นเรือนของทายาทอันดับหนึ่ง แต่คนในเรือนก็เป็นคนในจวนนี้ย่อมต้องอยู่ภายใต้กฎระเบียบของจวน เงินที่ควรได้กับเงินที่ไม่ควรได้ต้องเป็นตามที่กฎที่จวนกำหนดไว้ คำพูดของสะใภ้ใหญ่ที่กล่าวว่าการที่เรือนฟูหนิงจะใช้เงินเกินงบนับเป็นเรื่องปกติ ไม่มีผู้ใดกล้าตำหนิอยู่แล้ว คำกล่าวนี้ข้าไม่เห็นด้วย!”

            ฟางฮูหยินกัดริมฝีปากแน่น หน้าตาเคร่งเครียดขึ้นหลายส่วน เพราะคำพูดของเสิ่นฮูหยินมีเหตุผลไร้ช่องโหว่ให้นางโต้กลับ

            สีหน้าฮูหยินผู้เฒ่าก็เคร่งเครียดหนักหน่วงไม่แพ้กัน ด้วยรู้ดีว่าสองสะใภ้กำลังงัดข้อกันต่อหน้าตน!

            “ในเมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้ข้าก็จะบอกสะใภ้รองตามตรง บัญชีในมือสะใภ้รองไม่ได้ผิดพลาด แต่เกรงว่าเจ้าจะไม่รู้ว่านายท่านรองเพิ่งมาเบิกเงินไปหนึ่งร้อยชั่งเมื่อวันก่อน ซึ่งเงินก้อนนี้ข้าจำเป็นต้องลงเป็นค่าใช้จ่ายของเรือนฟูหนิง!” ฟางฮูหยินเหยียดยิ้มแล้วกล่าวต่อ “นายท่านรองกับเจ้าเป็นสามีภรรยากัน เรื่องนี้เขาไม่ได้บอกเจ้างั้นหรือ อย่าหาว่าข้าสั่งสอนเลยนะ ในฐานะที่เจ้าเป็นภรรยาก็ควรจะใส่ใจสามีบ้าง”

            เสิ่นซินเหยียนยิ้มตอบสายตาท้าทายของอีกฝ่ายด้วยความสงบ “เรื่องนี้ข้าไม่รู้จริงๆ เป็นข้าที่สะเพร่าเอง แต่ขอถามสักข้อ เงินที่นายท่านรองเบิกไป เขาเอาไปใช้ทำอะไร?”

            ฟางฮูหยินชะงักนิ่งก่อนจะตอบเลี่ยงไป “คนเป็นเมียยังไม่รู้เรื่องสามีตัวเองแล้วข้าจะรู้ได้อย่างไร!”

            “นายท่านรองของข้าเป็นคนสบายๆ นิสัยรักพวกพ้อง มักเห็นเงินทองเป็นของนอกกายอยู่เสมอ การที่เขามาเบิกเงินจำนวนมากออกไปใช้แต่สะใภ้ใหญ่กลับไม่ซักถามแม้สักคำ ในฐานะผู้ที่ดูแลเรื่องการเงินของจวนเรียกว่าทำถูกแล้วหรือ? หากวันนี้เจ้ายอมให้เงินนายท่านรองไปแบบง่ายๆ หมายความว่าวันหน้าเขามาขออีกเท่าไรก็ได้งั้นหรือ?”

            รอยยิ้มเยาะของฟางฮูหยินพลันแข็งค้าง ก่อนจะตอบกลับเสียงดังอย่างไม่พอใจ “เขาเป็นทายาทอันดับหนึ่งของจวนนี้ เขาอยากถอนเงินไปใช้ไม่ว่าจะมากหรือน้อย ข้าขวางได้งั้นรึ!” พูดจบก็พลันได้สติว่าตนพลาด จึงรีบหันไปมองฮูหยินผู้เฒ่าที่บัดนี้สีหน้าตึงเครียดขึ้นอีกหลายส่วน

            คำพูดประโยคนี้คนอื่นพูดได้แต่นางจะพูดไม่ได้เด็ดขาด! โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออยู่ต่อหน้าฮูหยินผู้เฒ่า เพราะถ้าผู้คุมบัญชีของจวนไม่เข้มแข็งพอ ไม่ทำตามกฎระเบียบการเบิกจ่ายที่ตั้งไว้ ยังจะต้องการผู้คุมบัญชีคนนี้ไปอีกทำไม

            ขณะที่ฟางฮูหยินกำลังจะแก้ตัวเพื่อกู้สถานการณ์ตนเอง เสิ่นซินเหยียนก็ก้าวไปคุกเข่าลงตรงหน้าฮูหยินผู้เฒ่า

            “เรื่องนี้นับว่าสะใภ้ใหญ่มีความผิดหนึ่งส่วน ส่วนตัวข้านับว่าผิดเก้าส่วน จริงอย่างที่สะใภ้ใหญ่สั่งสอน ข้าเป็นภรรยาสมควรจะใส่ใจสามีในทุกเรื่อง ความผิดครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะข้ายังใส่ใจนายท่านรองไม่มากพอ ข้ารู้ตัวว่าผิดไปแล้ว อย่างไรเสียสามีภรรยาถือเป็นคนเดียวกัน ดังนั้นเงินร้อยชั่งนั้นขอให้หักจากบัญชีค่าใช้จ่ายของข้าและนายท่านรองเถิด”

            ในใจฮูหยินผู้เฒ่าคิดจะตำหนิสะใภ้รองที่ก้าวร้าวกับสะใภ้ใหญ่ แต่พอเห็นอีกฝ่ายคุกเข่าก้มหน้าสำนึกผิดก็พูดอะไรไม่ออก

            “ลุกขึ้นเถอะ เจ้าเข้าใจเรื่องนี้ก็ดีแล้ว นับจากนี้ไปก็ขอให้สะใภ้ทุกคนจดจำเหตุการณ์นี้ไว้ให้ดี พวกเจ้าต้องดูแลใส่ใจสามีของตนให้ดี”

            แม้จะไม่ถูกฮูหยินผู้เฒ่าตำหนิแต่นี่ไม่ใช่เป้าหมายของเสิ่นซินเหยียน นางเงยหน้าขึ้นสบสายตากับฮูหยินผู้เฒ่า น้ำเสียงราบเรียบแต่จริงจังนัก

            “ยังมีอีกเรื่องที่ข้าอยากจะขอร้องให้ท่านแม่อนุญาตด้วย”

            ฮูหยินผู้เฒ่าขมวดคิ้วอย่างระแวง สังหรณ์ในใจบอกว่าสะใภ้รองไม่น่าจะพูดเรื่องดี แต่นางยังคงนั่งนิ่งรอฟังว่าอีกฝ่ายจะขอร้องเรื่องใด

วันนี้เจ้าสุดยอดไปเลย

            “แม้เรือนต่างๆ ในจวนจะได้รับค่าใช้จ่ายอย่างพอเพียง แต่ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ก็ยังถูกส่วนกลางควบคุมไว้อีกต่อ เรือนต่างๆ ไม่สามารถใช้เงินของตนได้โดยสะดวก เรื่องนี้ข้าคิดว่าไม่ถูกต้อง เพราะไม่เพียงเป็นการเพิ่มงานให้ส่วนกลาง ยังอาจจะทำให้เกิดเรื่องเข้าใจผิดขึ้นได้ด้วย

            หยางฮูหยินดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นเต้น เข้าใจทันทีว่าเสิ่นฮูหยินคิดจะทำสิ่งใด หากเรื่องนี้สำเร็จผลประโยชน์จะมิได้ตกแก่เรือนฟูหนิงเท่านั้น แต่เรือนของนางก็จะพลอยฟ้าพลอยฝนโชคดีไปด้วย!

ในเมื่อเป็นเช่นนี้นางก็สมควรออกแรงช่วยสนับสนุนสักหน่อย

            “ท่านแม่ สะใภ้รองกล่าวได้ถูกต้อง ในเมื่อทุกเรือนต่างได้รับเงินจากส่วนกลางก็สมควรจะให้แต่ละเรือนจัดสรรปันส่วนค่าใช้จ่ายเองจึงจะถูก”

            สีหน้าฮูหยินผู้เฒ่าชัดเจนว่าไม่เห็นด้วย เสิ่นซินเหยียนจึงกล่าวอย่างไม่คิดจะรักษาน้ำใจใคร

            “หรือสะใภ้ใหญ่ต้องการควบคุมการเงินในเรือนของน้องเขย!”

            “บังอาจ!” ฮูหยินผู้เฒ่าตวาดเสียงดัง “สะใภ้รอง เจ้าก้าวร้าวเกินไปแล้ว!”

            “คำพูดนี้ของสะใภ้รองต่อให้ข้าต้องตายสักหมื่นครั้งก็ยังไม่สาสม! ท่านแม่ช่วยทวงความเป็นธรรมให้ลูกด้วย” ฟางฮูหยินคุกเข่าลงตรงหน้าฮูหยินผู้เฒ่าด้วยสีหน้าขาวซีด ท่าทางเหมือนคนใกล้จะร้องไห้เต็มที

            ส่วนหยางฮูหยินเองก็ตกใจในความกล้าบ้าบิ่นของเสิ่นซินเหยียนยิ่งนัก นางมองหน้าอีกฝ่ายอย่างตกตะลึงราวกับเจอผี ทว่าในใจกับกรีดร้องด้วยความยินดีอย่างที่สุด

            เอาเลย! เล่นนังสะใภ้ใหญ่ให้หนักๆ เลย! เอาให้นังปีศาจชั่วร้ายนี้ตายไปเลยยิ่งดี!

            เป็นหญิงม่ายสามีตาย ทว่าไม่ยอมเก็บตัวอยู่ในบ้าน ไม่สนใจการเลี้ยงดูลูกแทนสามีที่ตายแต่กลับหวงก้างอำนาจนายหญิงของจวนไม่ยอมปล่อย! เท่านั้นยังไม่พอ ทั้งที่สามีตายแต่ตัวเองยังวางท่าเหมือนเป็นภรรยาของทายาทผู้สืบทอดตำแหน่งกั๋วกง ทำตัวสูงส่งยิ่งใหญ่ไม่เห็นคนอื่นอยู่ในสายตา ที่ทำได้เพราะสะใภ้รองอ่อนแอ ไม่เคยมีปากเสียง ทั้งที่ตามศักดิ์ฐานะแล้วสะใภ้รองจะจัดการสะใภ้ใหญ่อย่างไรก็ได้

            ไม่เป็นไรที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป แต่นับจากนี้จวนอิงกั๋วกงจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงแน่นอน!

“เสิ่นฮูหยิน! เจ้าเป็นลูกผู้ดีมีชาติตระกูลนะ! วาจาต่ำทรามเช่นนี้พูดออกมาได้อย่างไร! ข้ามองเจ้าผิดไปจริงๆ” ฮูหยินผู้เฒ่าตวาดเสียงดังอย่างโกรธจัด ทำเอาสาวใช้ในห้องสะดุ้งตกใจรีบพากันคุกเข่าก้มหน้าตัวสั่น

            แต่เสิ่นซินเหยียนไม่หวาดหวั่นแม้แต่น้อย นางหันมองฟางฮูหยินก่อนจะสบสายตากับดวงตาที่เต็มไปด้วยโทสะของฮูหยินผู้เฒ่าด้วยความสงบนิ่ง

            “เพียงเพราะข้าพูดความจริงถึงกับทำให้สะใภ้ใหญ่ต้องตายเป็นหมื่นครั้งเชียวหรือ ถ้าเรื่องนี้มีคนนอกรู้เข้าก็ไม่รู้ว่าสะใภ้ใหญ่จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนแล้ว จะพูดอะไรก็ให้ระวังวาจาด้วย! สะใภ้ใหญ่อยู่ในบ้านอย่างสงบแต่นายท่านทั้งสองยังต้องไปพบเจอผู้คนข้างนอก หากมีคนใส่สีตีไข่สร้างเรื่องจนส่งผลกระทบต่อนายท่านทั้งสองย่อมส่งผลต่อชื่อเสียงของจวนกั๋วกงอย่างไม่อาจเลี่ยง ท่านแม่โปรดสงบใจและขอจงไตร่ตรองคำพูดของข้าด้วยว่าถูกต้องหรือไม่”

            ฮูหยินผู้เฒ่าเผยรอยยิ้มยากจะเข้าใจ “ข้าไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเจ้าจะปากดีถึงเพียงนี้”

            “ข้าเพียงแต่พูดความจริงเท่านั้น”

            ฮูหยินผู้เฒ่าจ้องหน้าเสิ่นซินเหยียน สีหน้ายังฉายชัดถึงความไม่พอใจ จากนั้นก็โบกมือไล่ทุกคน “ออกไปให้หมด! ไม่มีใครทำให้ข้าสบายใจได้เลยสักคน!”

            เสิ่นซินเหยียนค้อมตัวทำความเคารพแล้วเดินออกไปโดยมีหยางฮูหยินเดินตามไปติดๆ

            ส่วนฟางฮูหยินได้แต่กัดฟันด้วยความไม่พอใจ นางยังอยากจะเรียกร้องความเป็นธรรมให้ตัวเองแต่สาวใช้ก็เข้ามาพยุงตัวฮูหยินผู้เฒ่ากลับห้องไปพักผ่อนแล้ว นางจึงได้แต่ยืนกำผ้าเช็ดหน้าแน่นอย่างโกรธจัด!

            วันนี้กล่าวได้ว่านางเสียหน้าอย่างที่สุด ถูกไล่ต้อนให้จนมุมด้วยฝีมือของคนที่ตนคิดดูแคลนมาตลอด เป็นเพราะนางประเมินเสิ่นฮูหยินต่ำเกินไปจึงประมาทจนพลาดท่าเสียทีได้ เดิมคิดว่าสะใภ้รองผู้นี้จะไม่มีปากเสียงไปจนตาย ไม่คิดเลยว่าจะร้ายกาจได้ถึงขั้นนี้ ดูท่าอีกฝ่ายคงจ้องหาโอกาสเล่นงานนางมานานแล้ว!

 

            สะใภ้รอง วันนี้เจ้าสุดยอดไปเลยหยางฮูหยินที่เดินตามหลังมาพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นยินดี

            เสิ่นซินเหยียนหันมองแล้วกล่าวตอบด้วยรอยยิ้ม “สะใภ้สามต่างหากที่สุดยอด เจ้าเป็นคนที่ข้าจะไม่กล้าประมาทเลย”

            หมาจนตรอกพอหันกลับมาสู้ก็กัดไม่เลือกจริงๆ!

            หยางฮูหยินแสร้งยิ้มกลบเกลื่อนแล้วเอ่ยชวนคุยเพื่อสลายบรรยากาศที่ตึงเครียด “สะใภ้รองคิดว่าท่านแม่จะฟังคำพูดของท่านไหม แต่ละเรือนจะได้รับสิทธิ์ในจับจ่ายใช้สอยเองไหม?”

            “ความคิดของท่านแม่มีหรือผู้ใดจะคาดเดาได้”

            สะใภ้สามผู้นี้เป็นคนเจ้าเล่ห์ หากไม่มีผลประโยชน์ก็จะไม่ยอมร่วมมือด้วย เป็นต้นหญ้าที่โอนเอนไปตามสายลม แม้นางจะไม่คิดเป็นมิตรกับสะใภ้ใหญ่ แต่ก็มิได้หมายความว่าจะคบหากับสะใภ้สามอย่างสนิทใจ กับคนที่มองเรื่องผลประโยชน์เป็นสำคัญสมควรต้องมีระยะห่างกันสักหน่อย

            ส่วนเรื่องว่าฮูหยินผู้เฒ่าจะทำตามที่นางร้องขอหรือไม่นั้น...

            คำตอบคือต้องทำแน่นอน!

            แม้ฮูหยินผู้เฒ่าจะเอ็นดูฟางฮูหยินมากแต่ก็ยึดถือผลประโยชน์ของจวนกั๋วกงเป็นหลักสำคัญ ถ้าวันนี้นางไม่เริ่มต้นด้วยการพูดเรื่องนายท่านรองเบิกเงินเกินแล้วผู้ดูแลบัญชีของจวนก็ปล่อยให้เบิกไปง่ายๆ การเสนอขอให้แต่ละเรือนจัดการค่าใช้จ่ายของตนเองคงไม่มีทางสำเร็จ

            มีการปูทางเอาไว้ก่อนแล้ว จะชี้นำการตัดสินใจของฮูหยินผู้เฒ่าก็ง่ายขึ้น

            และแน่นอนที่สุดนางไม่มีความจำเป็นที่จะต้องอธิบายเรื่องนี้ให้หยางฮูหยินรับรู้

            ไม่แน่ชัดนักว่าผู้ใดเป็นผู้ตั้งกฎระเบียบเกี่ยวการดูแลภายในจวนอิงกั๋วกง เพราะการจัดการที่รวบอำนาจไว้ที่ส่วนกลางนี้จะส่งผลให้ผู้ดูแลมีอำนาจและน่าเกรงขามอย่างยิ่ง บางทีนี่อาจจะเป็นวิธีการที่ถูกต้องและเหมาะสมก็เป็นได้ ถ้าวัดจากการที่จวนอิงกั๋วกงมีระเบียบเรียบร้อยมากกว่าจวนขุนนางอื่นๆ

            การดูแลจัดการจวนในลักษณะนี้เหมาะสมกับนายหญิงที่มีความสามารถสูงและต้องทำงานเก่งมาก เพราะต้องใช้อำนาจที่ตนมีควบคุมกดดันให้จวนอยู่ในระเบียบเรียบร้อย ให้ทุกเรื่องราวดำเนินไปตามกฎที่จวนกำหนดไว้ แต่ในทางกลับกันถ้านายหญิงไร้ความสามารถ จวนก็จะมีแต่ปัญหาวุ่นวายไม่จบสิ้น

            ฟางฮูหยินคือสตรีที่ฮูหยินผู้เฒ่าคัดเลือกมาอย่างดีเพื่อให้รับตำแหน่งนายหญิงของจวนอิงกั๋วกงในอนาคต นางมีความสามารถเก่งกาจที่ไม่อาจไม่ยอมรับแต่กลับมีจุดอ่อนที่ร้ายแรงที่สุด

            นั่นคือนางไม่ใช่นายหญิงของจวน!!

            หากนางเป็นฮูหยินของทายาทอันดับหนึ่ง ทุกคนในจวนย่อมไร้ข้อกังขาใดๆ ทั้งสิ้น แต่ฟางฮูหยินไม่ใช่... นางไม่ใช่ภรรยาของทายาทผู้สืบทอดตำแหน่งกั๋วกง ไม่ใช่ภรรยาของทายาทอันดับหนึ่ง นางเพียงแต่ใช้ความเมตตาเอ็นดูของฮูหยินผู้เฒ่ายึดอำนาจดูแลจวนไว้ เป็นเช่นนี้ก็ยากที่ผู้ใดจะยอมรับได้

            คนแรกที่ไม่ยอมรับก็คือหยางฮูหยิน!

            มีคำพูดประโยคหนึ่งกล่าวไว้ว่า ‘กินข้าวของใครก็ต้องเชื่อฟังคนนั้น’

            แม้บ่าวรับใช้จะทำงานให้แต่ละเรือน ทว่ากลับต้องรับเงินค่าใช้จ่ายจากส่วนกลาง ดังนั้นการที่บ่าวรับใช้จะไม่ซื่อสัตย์ภักดีต่อเจ้านายเรือนนั้นๆ ก็เป็นเรื่องธรรมดา

            ชาติที่แล้วเสิ่นซินเหยียนก็ต้องอดทนกับเรื่องแบบนี้ บ่าวรับใช้ที่เรือนฟูหนิงของนางกว่าครึ่งเป็นคนของฟางฮูหยิน

            ฟางฮูหยินใช้การดูแลค่าใช้จ่ายในจวนเป็นเครื่องมือสร้างฐานผู้สนับสนุนตนเองให้แข็งแกร่ง นางจึงสามารถควบคุมทุกอย่างในจวนนี้ได้เหมือนเป็นนายหญิงของจวน แต่ชาตินี้เสิ่นซินเหยียนทำลายอำนาจการถือเงินของฟางฮูหยินทิ้งแล้ว แม้นางจะยังรับหน้าที่ผู้ดูแลบัญชีแต่ก็ใช่ว่าจะสามารถทำอะไรได้ตามอำเภอใจเหมือนเดิม

            หยางฮูหยินมองสีหน้าท่าทางของเสิ่นฮูหยินก็รู้แล้วว่าอีกฝ่ายคงไม่พูดอะไรมากไปกว่านี้ ขณะที่นางคิดจะชวนคุยต่อ เสิ่นฮูหยินก็เร่งฝีเท้าไปข้างหน้า ท่าทางร้อนรนของเสิ่นฮูหยินทำให้นางยืนมองอย่างงุนงงอยู่ที่เดิม

 

            เสิ่นซินเหยียนเร่งฝีเท้าไม่หยุด ดวงตาจับจ้องที่ร่างเล็กของเด็กน้อยที่กำลังวิ่งตรงมาหาอย่างไม่กล้ากะพริบตา!

            เด็กน้อยคนนี้คือลูกสาวคนเดียวของนาง! คุณหนูสี่เว่ยอิ๋งจื่อ!

            “ท่านแม่...”

            “คุณหนูสี่ ช้าๆ หน่อย ระวังหกล้มเจ้าค่ะ”

            เสียงเล็กแฝงแววออดอ้อนร้องเรียกนางตั้งแต่ตัวยังมาไม่ถึง

เสิ่นซินเหยียนรู้สึกดวงตาอุ่นร้อนพร้อมกับร่างกายที่สั่นสะท้าน บุตรสาวของนางปีนี้อายุเพียงหกขวบ รวบผมมัดเป็นก้อนซาลาเปาน่ารักสองก้อนบนหัว แก้มสองข้างแดงระเรื่อราวลูกท้อ ดวงตาสีดำกลมโตเปล่งประกายสดใส ชายกระโปรงสีแดงสดสะบัดพลิ้วตามจังหวะวิ่งของเท้าเล็กๆ คู่นั้น

เสิ่นซินเหยียนย่อตัวลงแล้วกางแขนออกกว้างอย่างรอคอย ทันทีที่ร่างเล็กนุ่มและอบอุ่นถลาเข้าสู่อ้อมกอด นางก็ร้องไห้ออกมาด้วยความอัดอั้นตันใจ

            “อิ๋งเอ๋อ...”

            “ท่านแม่กอดข้าจนเจ็บไปหมดแล้ว” เสียงเล็กๆ ในอ้อมกอดร้องประท้วง

            “แม่ขอโทษลูก” นางคลายอ้อมกอดแล้วก้มมองสบดวงตาใสซื่อกระจ่างใสของบุตรสาว เด็กน้อยกะพริบตาปริบๆ ก่อนจะเขย่งตัวขึ้นหอมแก้มมารดาแรงๆ “ท่านแม่ดีที่สุดเลย”

            เสิ่นซินเหยียนรีบระงับอารมณ์ตื้นตันในใจ จากนั้นก็จับมือเล็กอ่อนนุ่มไว้พลางเอ่ยถามอย่างอ่อนโยน “เป็นเด็กดีตอนอยู่บ้านท่านยายหรือเปล่า”

            “เป็นเด็กดีแน่นอน ท่านยายกับท่านน้าชมข้าด้วย” เด็กหญิงยืดอกพูด ท่าทางเหมือนกำลังจะบอกว่า ‘ข้าเป็นเด็กดีมาก ข้าเก่งที่สุด’

            แววตาเสิ่นซินเหยียนเปี่ยมไปด้วยความรัก นางหยิกแก้มบุตรสาวด้วยความเอ็นดูพลางเอ่ยชม “อิ๋งเอ๋อของแม่ดีที่สุดเลย”

            พูดจบเด็กหญิงตัวน้อยก็ยิ้มกว้างอย่างมีความสุข นางมองรอยยิ้มเบิกบานสดใส ทำให้ในใจเสิ่นซินเหยียนรู้สึกอบอุ่นยิ่งนัก “แล้ววันนี้เด็กดีกินมื้อเช้าแล้วหรือยัง”

            “กินแล้วเจ้าค่ะ ข้ากินโจ๊กหนึ่งชาม ขนมดอกกุ้ยฮวาหนึ่งชิ้นแล้วข้าก็กินขนมเหอเถา* มากกว่าพี่ฮุ่ยหนึ่งชิ้นด้วย ท่านยายบอกว่าขอเพียงข้ากินข้าวให้ตรงเวลา ไม่นานข้าก็จะสูงเท่าท่านแล้ว” เด็กหญิงพูดเสียงดังอย่างภูมิใจ ท่าทางพูดไปพลางนับนิ้วไปพลางว่าตนกินอะไรไปบ้างช่างน่ารักน่าเอ็นดูเหลือเกินในสายตามารดา นางปล่อยให้ลูกน้อยพูดโดยไม่ขัด พอเล่าเรื่องของกินจบแล้วก็ถามต่อว่าลูกสาวได้ทำอะไรอีกบ้าง คำถามนี้ยิ่งทำให้เด็กหญิงพูดไม่หยุดอย่างมีความสุขยิ่งนัก

            ระหว่างทางเดินกลับเรือนฟูหนิง เสียงสดใสร่าเริงของเด็กหญิงไม่เงียบไปเลย เช่นเดียวกับรอยยิ้มอ่อนโยนบนใบหน้ามารดา

            “พี่ฮุ่ยมัดผมเป็นแล้วนะ นางบอกว่าจะมัดผมให้ข้าด้วย ใช่แล้วท่านแม่ ท่านดูสิ ต่างหูผีเสื้อคู่นี้พี่ฮุ่ยให้ข้ามา ท่านว่าสวยไหมเจ้าคะ”

            เสิ่นซินเหยียนก้มมองต่างหูรูปผีเสื้ออันเล็กที่งดงามประณีตกลางฝ่ามือเล็กของลูกสาวแล้วเอ่ยชม “สวยมากจริงๆ”

            “ข้ารู้อยู่แล้วว่าท่านแม่ต้องเห็นด้วย ถ้าไม่สวยจริงพี่ฮุ่ยไม่มีทางยกให้ข้าเด็ดขาด พี่ฮุ่ยยังบอกด้วยว่าถ้านางถักผูกแถบผ้าเป็นรูปสวยๆ ได้ นางจะทำให้ข้า ข้าจะได้เอามาติดที่ด้ามพัด พี่ฮุ่ยบอกว่า...”

            ยิ่งเด็กน้อยพูดถึง ‘พี่ฮุ่ย’ ไม่หยุด รอยยิ้มบนใบหน้าของเสิ่นซินเหยียนก็พลันเริ่มเลือนหาย

โง่เขลาเบาปัญญา

             ‘พี่ฮุ่ยคือเสิ่นฮุ่ยหลาน เป็นหลานสาวคนโตของบ้านจิ้งอันโป๋ เป็นลูกของพี่ชาย อายุมากกว่าอิ๋งเอ๋อสองปี ปีนี้เสิ่นฮุ่ยหลานอายุแปดขวบ

            แม้นางจะไม่ชอบพี่สะใภ้เท่าไรนักแต่ก็เอ็นดูหลานผู้นี้อยู่มาก มากถึงขั้นคิดจะให้หลานสาวกับบุตรชายของตนแต่งงานกัน และไม่ใช่แค่คิดแต่ชาติที่แล้วนางยังได้หารือเรื่องนี้กับคนอื่นด้วย

            หากหลานสาวที่นางเอ็นดูมากที่สุด ได้แต่งกับบุตรชายสุดที่รักเป็นความหวังสูงสุดของนางก็คงจะดี ทว่าความหวังของนางต้องพังทลายลงเมื่อโจวหวั่นหนิงปรากฏตัวและต่อมา... เสิ่นซินเหยียนส่ายหัวแรงๆ บอกตัวเองไม่ให้คิดเรื่องที่เคยเกิดขึ้นในชาติที่แล้วอีก

            “อิ๋งเอ๋อชอบพี่ฮุ่ยมากไหม” นางอุ้มบุตรสาวขึ้นมานั่งบนเก้าอี้ จากนั้นก็ช่วยซับเหงื่อเม็ดเล็กให้

            “ชอบมาก พี่ฮุ่ยดีที่สุดเลยเจ้าค่ะ อะไรที่สวยที่อร่อยที่สนุกก็จะมอบให้ข้าหมด” เด็กหญิงพยักหน้าถี่ๆ ราวกับลูกไก่ที่กำลังจิกกินเมล็ดข้าวเปลือกบนพื้น

            “ความสัมพันธ์ระหว่างคุณหนูสี่กับคุณหนูฮุ่ยดีมากเหมือนเป็นพี่น้องแท้ๆ กันเลยเจ้าค่ะ ก่อนกลับคุณหนูสี่จับแขนคุณหนูฮุ่ยไม่ยอมปล่อย บอกจะเอาพี่ฮุ่ยกลับมาจวนด้วยให้ได้ เจ้านายที่จวนจิ้งอันโป๋พากันพูดว่า ‘เอาพี่ฮุ่ยไปเป็นภรรยาของพี่ชายเจ้าเลยดีไหม แบบนี้พี่ฮุ่ยจะได้เล่นกับเจ้าทุกวัน’…” ป้าซุนที่ยืนอยู่ด้านข้างเอ่ยเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างอารมณ์ดี

            ทว่าเสิ่นซินเหยียนฟังแล้วรอยยิ้มใจดีก็หายวับไปทันที นางหันมองป้าซุนด้วยสีหน้าเย็นชา “แม่นมอายุมากแล้ว ยังแยกแยะไม่ได้อีกหรือว่าสิ่งใดควรพูด สิ่งใดไม่ควรพูด”

            ใบหน้าป้าซุนแข็งค้างจากนั้นก็รีบคุกเข่าลงขอโทษขอโพย

 

            เสิ่นซินเหยียนก้มมองกำไลหยกที่ข้อมือพลางลูบเบาๆ โดยไม่สนใจป้าซุน

            อิ๋งจื่อเอียงคอมองมารดาสลับกับป้าซุนอย่างงุนงง เวลาที่ผ่านไปทำให้ป้าซุนที่นั่งคุกเข่าอยู่กับพื้นหน้าเริ่มซีดเพราะยังไม่ได้รับอนุญาตให้ลุกขึ้นยืน

            “ท่านแม่...” เด็กหญิงรู้สึกสงสารแม่นม มือเล็กจึงดึงกระตุกชายเสื้อมารดาอย่างขอร้อง เสิ่นซินเหยียนหยิกแก้มอมชมพูของบุตรสาวเบาๆ จึงค่อยหันมองป้าซุน

            “ลุกขึ้นได้”               

            “ขอบคุณฮูหยิน” ป้าซุนยังเช็ดเหงื่อไม่ทันแห้งดีก็ต้องตัวแข็งทื่อ เมื่อเสิ่นซินเหยียนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบทว่าแฝงความกดดันยิ่งนัก

            “ถึงแม่นมจะมาจากจวนจิ้งอันโป๋แต่เวลานี้ทั้งอาหารและเงินทองก็ล้วนได้รับจากจวนกั๋วกง จะทำสิ่งใดก็ควรแยกแยะให้เป็น อิ๋งเอ๋อเป็นไข่มุกล้ำค่าของข้า เพราะข้าเชื่อใจจึงยอมให้เจ้าเลี้ยงดูนาง หวังว่าวันหน้าเจ้าจะไม่ทำให้ข้าต้องผิดหวังเช่นนี้อีก” เสิ่นซินเหยียนหันมองป้าซุนก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง “อิ๋งเอ๋อยังเด็ก เปรียบไปก็ไม่ต่างจากกระดาษขาว แม่นมเป็นผู้ที่เลี้ยงดูนางอย่างใกล้ชิด อะไรควรพูดอะไรไม่ควรพูด เจ้าต้องรู้ดีอยู่แก่ใจ”

            สีหน้าป้าซุนแดงทีขาวที แต่ไม่กล้าพูดอะไร

            “หลายปีที่ผ่านมาแม่นมเลี้ยงดูอิ๋งเอ๋อมาด้วยความยากลำบาก เรื่องนี้ข้าก็มองเห็น แต่เจ้าควรจำเอาไว้ว่าต้องแยกแยะที่เหมาะที่ควรเอาไว้ด้วย เมื่ออิ๋งเอ๋อเติบใหญ่นางต้องจดจำบุญคุณของแม่นมได้แน่ ในเมื่อเป็นเช่นนี้... เจ้าจะพยายามช่วยคนอื่นให้ตัวเองเหนื่อยเพิ่มไปอีกทำไม ลองไตร่ตรองคำพูดข้าให้ดีว่าถูกหรือไม่”

            ป้าซุนฟังแล้วก็รีบคุกเข่าสำนึกผิดอีกครั้งทันที “ฮูหยินกล่าวได้ถูกต้อง เป็นเพราะข้าโง่เขลาเบาปัญญา จากนี้ไปจะตั้งใจเลี้ยงดูคุณหนูสี่อย่างเต็มที่ เรื่องอื่นจะไม่ยุ่งเกี่ยวอีกเด็ดขาดเจ้าค่ะ”

            “หากแม่นมคิดได้เช่นนี้จริงก็ถือว่าดี เอาเถอะ ตอนนี้เจ้าออกไปก่อน” ไม่ว่าอย่างไร ที่ผ่านมาป้าซุนก็เลี้ยงดูอิ๋งเอ๋ออย่างตั้งใจมาตลอด เสิ่นซินเหยียนจึงเพียงกล่าวตักเตือนไม่คิดจะลงโทษให้มากความ

            ชีวิตในชาตินี้ของนางก็เหมือนท้องฟ้าที่เพิ่งสดใสหลังเมฆดำทะมึนจางหาย นางจึงเข้าใจการกระทำของหลายคนที่นางไม่เคยสนใจเมื่อชาติก่อน... อย่างเช่นป้าซุนและสะใภ้คนอื่นๆ ในจวน

            แต่ในชาติที่แล้ว นางไม่เคยคิดเรื่องการแต่งงานในหมู่เครือญาติมาก่อน ดังนั้นชาตินี้นางจะไม่ยอมให้ความคิด ‘ให้พี่ฮุ่ยแต่งงานกับพี่ชาย’ ฝังอยู่ในหัวบุตรสาวเด็ดขาด!

            ชาติที่แล้วความหวังสูงสุดของบุตรสาวคือการให้พี่ฮุ่ยแต่งงานกับพี่ชายของตน นอกจากจะได้รับผลกระทบจากคนเป็นแม่แล้ว หลานสาวผู้นั้นก็หลงรักบุตรชายของนางชนิดหัวปักหัวปำ ซ้ำยังมีแรงยุส่งเสริมจากคนรอบข้างที่เอาแต่พูดซ้ำๆ ว่าหนุ่มสาวสองคนนี้เป็นคู่ที่เหมาะสมกันอย่างที่สุด

            น่ารังเกียจนัก... รีบจับคู่กันแต่อ้อนแต่ออก!

            อิ๋งเอ๋อของนางก็พลอยได้รับอิทธิพลความคิดเช่นนี้มาจากหมู่ญาติด้วย ไม่รู้ตัวสักนิดว่าความฝันอันเพ้อเจ้อนี้จะทำให้ตัวเองต้องตาย!

            พอคิดถึงเรื่องที่เคยเกิดขึ้นก็เหมือนมีเข็มพันเล่มหมื่นคมทิ่มแทงหัวใจ เสิ่นซินเหยียนรีบสูดลมหายใจลึกยาวเพื่อตั้งสติ ก่อนจะมองสบดวงตากระจ่างใสของบุตรสาว

            “ท่านแม่ แม่นมทำอะไรผิดหรือเจ้าคะ” เด็กหญิงยังคงติดใจสงสัย

            “ใช่ นางพูดในสิ่งที่ไม่สมควรพูด” เสิ่นซินเหยียนลูบใบหน้าบุตรสาวอย่างอ่อนโยน มองอีกฝ่ายพยักหน้ารับอย่างไม่เข้าใจแล้วก็ถอนหายใจยาวอย่างกลัดกลุ้ม

            “อิ๋งเอ๋อ เจ้าต้องจำไว้นะว่า ไม่ว่าจะ... ช่างเถอะ เจ้ายังเล็กอยู่ แล้วข้าจะพูดเรื่องแบบนี้กับเจ้าทำไมกัน” สุดท้ายเสิ่นซินเหยียนก็ไม่พูดสิ่งที่กังวลออกมา นางโอบกอดบุตรสาวแนบอกด้วยความรู้สึกหนักหน่วงในใจยิ่ง อดีตนางเคยที่เป็นแม่ที่อ่อนแอ เรื่องเศร้าที่เกิดกับบุตรสาวในชาติที่แล้วเป็นเพราะนางเลี้ยงดูบุตรสาวไม่ดี เอาแต่ทุ่มเทความสนใจทั้งหมดไปไว้ที่บุตรชาย... บุตรชายที่นางคิดหวังจะฝากชีวิตไว้กับเขา

            ด้วยเหตุนี้แม้นางจะรักบุตรสาวแต่ก็มักจะละเลยและไม่ใส่ใจอยู่เสมอ “ต่อจากนี้แม่จะอยู่กับอิ๋งเอ๋อให้มากขึ้นนะ”

            “จริงหรือเจ้าคะ!” เด็กหญิงจ้องหน้ามารดาด้วยความดีใจ

            “จริงแท้แน่นอน” ผู้เป็นมารดายืนยัน

            ในที่สุดเสิ่นซินเหยียนก็รู้เป้าหมายของการได้กลับมาเกิดใหม่! นางได้โอกาสกลับมาเพื่อเลี้ยงดูบุตรสาวให้ดีกว่าเดิม! ให้อิ๋งเอ๋อได้เติบใหญ่ แต่งงานและมีลูก

            ชีวิตเว่ยอิ๋งจื่อต้องไม่ลงเอยแบบชาติที่แล้ว!

            บุตรสาวของนางต้องมีชีวิตที่มีความสุข!!

            เมื่อคิดได้ดังนี้ ความหนักหน่วงในใจก็สลายสิ้นพร้อมคลี่ยิ้มอ่อนโยนให้เด็กน้อย จากนั้นสองแม่ลูกก็หัวเราะด้วยกันอย่างมีความสุข

 

            นายท่านรอง

            “ฮูหยินอยู่ในห้องหรือเปล่า?”

            “ฮูหยินกำลังคุยกับคุณหนูสี่อยู่ในห้องเจ้าค่ะ”

            ทันทีที่ได้ยินเสียงทุ้มคุ้นหูจากด้านนอก ใจเสิ่นซินเหยียนก็กระตุกแรง

            ท่านพี่...

            นายท่านรองจอมเสเพลที่มีชื่อเสียงฉาวโฉ่ไปทั่วทั้งเมืองหลวง ชั่วชีวิตเขาไม่เคยทำสิ่งใดสำเร็จ นางถูกสั่งให้แต่งงานกับเขาโดยไม่ได้รักกันมาก่อน หลังแต่งงานแล้วนางจึงสนใจลูกมากกว่าสามี

            ทว่ากลับเป็นชายผู้นี้เพียงคนเดียวที่ยืนเคียงข้างนางมาตลอด ไม่ว่านางจะทำสิ่งใดผิดพลาดเขาก็จะก้าวออกมาปกป้องเสมอ หากไม่ใช่เพราะเขาเสียชีวิตไปก่อนจากอุบัติเหตุทำให้นางต้องสูญเสียหลักพึ่งพิง ต่อให้บุตรชายจะโกรธเกลียดนางเพียงใด ถ้าเขายังอยู่...เว่ยเฉิงหลินก็ไม่มีทางส่งนางไปอยู่ในศาลบรรพชนแน่!

            ตอนนี้เมื่อคิดทบทวนอย่างละเอียดก็จดจำได้ว่าก่อนที่ตนจะสิ้นใจ คนที่คิดถึงมากที่สุดกลับไม่ใช่บุตรชายที่นางทั้งรักทั้งแค้นและเกลียดเขาคนนั้น และไม่ใช่สะใภ้ที่ไม่เคยเคารพยำเกรงนางเลยคนนั้น

            แต่เป็นเว่ยจวินหาง!

            สามีที่นางละเลยแต่เป็นคนที่ปักหลักเคียงข้างนางอยู่เสมอต่างหาก!

            “อิ๋งเอ๋อก็อยู่ด้วยใช่ไหม เจ้าเด็กคนนั้นกลับเร็วนะรอบนี้” ยังไม่ทันสิ้นเสียงดี ประตูห้องก็ถูกเปิดเข้ามาแล้ว

            แม้จะถูกชาวเมืองตั้งฉายาให้เป็น ‘นายท่านรองจอมเสเพล’ แต่เขาก็คือทายาทผู้สืบทอดตำแหน่งกั๋วกง เป็นบุรุษที่กำเนิดในตระกูลขุนนางชั้นสูง ในวัยยี่สิบหกปีเขานับว่าหน้าตาดีไม่แพ้ผู้ใด คิ้วดำเข้ม ดวงตาเป็นประกายแวววาว ยามที่ใส่ชุดคลุมสีเงินยิ่งทำให้เขาดูดีขึ้นไปอีก

            เสิ่นซินเหยียนรีบสงบสติอารมณ์แล้วจูงมือบุตรสาวตรงเข้าไปหาสามี “ท่านพี่กลับมาแล้ว”

            เว่ยจวินหางได้ยินเสียงทักทายของภรรยาก็ยิ้มกว้างด้วยความยินดี ไม่รู้เพราะเหตุใดเขาจึงรู้สึกว่าน้ำเสียงและรอยยิ้มของภรรยาวันนี้ช่างอ่อนโยนนัก

            “ไม่ต้องมากพิธี” เว่ยจวินหางรีบก้าวเข้ามาหาพร้อมกุมมือของภรรยาที่ยกประสานคำนับไว้ จากนั้นก็กวาดสายตาขึ้นลงหลายครั้งเพื่อสำรวจนางอย่างละเอียด พลันเสียงสดใสก็ดังขึ้นอย่างออดอ้อน

            “ท่านพ่อ”

            “เด็กดีของพ่อ” เว่ยจวินหางปล่อยมือจากภรรยามาลูบผมบุตรสาวด้วยความรักและเอ็นดู จากนั้นก็หยิบตุ๊กตาหยกตัวน้อยออกมาวางไว้กลางฝ่ามือแล้วยื่นไปตรงหน้าบุตรสาว “อิ๋งเอ๋อดูตุ๊กตาหยกตัวนี้สิ เหมือนเจ้าหรือไม่ พ่อตั้งใจซื้อมันมาให้เลยนะ”

            เด็กหญิงรับตุ๊กตาหยกมาดูด้วยความตื่นเต้น พลิกไปพลิกมาสักพักก็ยิ้มกว้างด้วยความดีใจ “ท่านแม่ ตุ๊กตาหยกตัวนี้เหมือนข้าจริงๆ มีผมสองก้อนบนหัวเหมือนข้าด้วย”

            เสิ่นซินเหยียนก้มมองตุ๊กตาในมือเด็กน้อยแล้วก็ตอบด้วยรอยยิ้ม “เหมือนอิ๋งเอ๋อจริงๆ” พูดจบสองแม่ลูกก็หัวเราะให้กัน เว่ยจวินหางมองแล้วก็ยิ้มกว้างอย่างมีความสุข เมื่อเสิ่นซินเหยียนเงยหน้าขึ้นเห็นรอยยิ้มของสามีก็พลันชะงักนิ่ง

            เมื่อเทียบกับเว่ยจวินถิงผู้พี่ที่มากความสามารถและมีชื่อเสียงดีงามเลื่องลือไปทั่ว สามีของนางผู้นี้เทียบไม่ติดเลยสักด้าน ที่ผ่านมาก็ใช้ชีวิตอยู่ใต้ร่มเงาแห่งชื่อเสียงของพี่ชาย แม้เว่ยจวินถิงจะตายจากไปหลายปีแต่ผู้คนก็ยังมักจะยกสองพี่น้องมาเปรียบเทียบกันเสมอ บางคนก็เป็นกังวลถึงอนาคตของจวนอิงกั๋วกง แต่สามีผู้แสนใจกว้างของนางไม่เคยถือสาหรือใส่ใจคำพูดสบประมาทใดๆ ขนาดมีคนใจกล้ามาพูดใส่หน้าว่าเขาเทียบเว่ยจวินถิงไม่ได้ แต่เว่ยจวินหางก็ไม่เคยถือโทษหรือโกรธเคืองอะไร ซ้ำยังยิ้มยอมรับได้อีกด้วย

            เสิ่นซินเหยียนกับเว่ยจวินหางมิได้รู้จักคบหาจนรักใคร่แล้วแต่งงานกัน นางจึงไม่เคยมีความคิดจะแต่งงานกับเขา ที่สำคัญคือพี่น้องนางทุกคนล้วนได้สามีหรือภรรยาที่เก่งกาจมากปัญญาทั้งนั้น พอพวกเขารู้ว่านางจะแต่งให้ใคร ทุกสายตาล้วนมองมาด้วยความสงสารและเวทนายิ่งนัก ซ้ำร้ายบางคนยังมองด้วยความดูแคลนอีกด้วย เรื่องนี้ทำให้นางน้อยใจในโชคชะตาเหลือเกิน

            ด้านหนึ่งคือสามีที่ไม่อาจเชิดหน้าชูตาในหมู่ญาติพี่น้อง อีกด้านคือบุตรชายที่สร้างความภูมิใจอย่างยิ่ง นานวันผ่านไปความคิดจิตใจของเสิ่นซินเหยียนจึงทุ่มเทไปที่บุตรชายจนหมดสิ้น ฝากความหวังทั้งชีวิตไว้กับเขา

            ตอนนี้มาคิดดูแล้วก็น่าสมเพชตัวเองไม่น้อย หากชาติที่แล้วนางไม่ให้ความสำคัญกับบุตรชายมากขนาดนั้น บางทีชีวิตคงไม่พบจุดจบที่น่าอนาถก็เป็นได้ ทั้งที่มีสามีและลูกชายหญิงสมบูรณ์ แต่นางกลับมี ‘หัวใจแม่ม่าย’ สุดท้ายก็ทำให้ชีวิตตนเองต้องตกต่ำ

เป็นความผิดของข้าเอง

            ขณะที่เว่ยจวินหางเล่นสนุกกับบุตรสาว เขาก็มักจะหันมามองภรรยาอยู่บ่อยครั้ง พอเห็นสีหน้าอมทุกข์หม่นหมองของนาง คิ้วเข้มก็ขมวดแน่น

            ทำไมภรรยาเขาถึงมีท่าทีเศร้าโศกเช่นนี้เล่า ในใจมีเรื่องที่ไม่ออกแก้ไม่ตกหรืออย่างไร หรือจวนจิ้งอันโป๋จะมีปัญหา ไม่น่าใช่ เพราะไม่นานมานี้เขาเพิ่งได้พบน้าชายของนาง เท่าที่พูดคุยกันจวนจิ้งอันโป๋ก็ยังมีความสุขดี ไม่มีเรื่องใดที่จะทำให้นางต้องเป็นกังวลได้

            ถ้าไม่ใช่เรื่องบ้านเดิมก็เหลือเพียงเรื่องบุตรชายเท่านั้น ฮูหยินของเขารักบุตรชายมากแต่กลับไม่สามารถเลี้ยงดูด้วยตนเอง จะได้เจอหน้ากันก็เฉพาะวันสำคัญ แม่ที่ไม่ได้อยู่กับลูกจะไม่รู้สึกเสียใจได้อย่างไร

            ขณะเว่ยจวินหางคิดหาทางช่วยบรรเทาทุกข์ให้ภรรยา เสิ่นซินเหยียนก็เดินมาดึงตัวบุตรสาวออกจากอ้อมกอดเขา “เอาล่ะเลิกเล่นกันได้แล้ว ท่านพี่ก็เล่นเป็นเด็กไปได้”

            เว่ยจวินหางฟังภรรยาตำหนิแล้วก็ยังคงหัวเราะอารมณ์ดี

            เสิ่นซินเหยียนรับผ้าเช็ดหน้าจากชุนหลิ่วมาเช็ดหน้าให้บุตรสาว เสร็จแล้วก็รวบมัดผมเป็นก้อนซาลาเปาให้ใหม่จากนั้นจึงส่งตัวให้ชุนหลิ่วพาออกไปข้างนอกก่อน

            “สะใภ้ใหญ่บอกว่าท่านเบิกเงินจากส่วนกลางออกไป มีเรื่องเช่นนี้จริงหรือ?” เสิ่นซินเหยียนเอ่ยถามขณะรินน้ำชาให้สามี

            “คือ...มี... เกิดเรื่องเช่นนั้นขึ้นจริงๆ” เว่ยจวินหางไม่กล้าสบสายตาราวกับคนทำความผิดแล้วถูกจับได้ แต่ทันใดนั้นก็ฉุกคิดขึ้นได้ว่านี่เป็นครั้งแรกที่ภรรยาซักถามเรื่องของเขา เขารีบขยับเป็นนั่งหลังตรงด้วยท่าทาง ‘ไม่ว่าเจ้าจะถามเรื่องอะไร ข้าจะบอกความจริงกับเจ้าทุกอย่าง!’ เสียดายที่เสิ่นซินเหยียนไม่ได้สนใจท่าทีองอาจของอีกฝ่าย พอส่งถ้วยน้ำชาให้สามีแล้วนางก็เดินหายเข้าไปในห้อง

            เมื่อเสิ่นซินเหยียนเดินกลับมาก็เห็นสามีนั่งถอนหายใจเฮือกๆ ท่าทีเบื่อหน่าย นางพลันขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ “ท่านเป็นอะไรไป?”

            “เปล่า ไม่เป็นอะไรเลย” เว่ยจวินหางตอบส่งๆ แบบขอไปที ไม่มีความกระตือรือร้นเหมือนเมื่อครู่ ซ้ำยังหันมองนางด้วยความน้อยอกน้อยใจอีกด้วย

            เสิ่นซินเหยียนมองท่าทางสามีแล้วก็อดที่จะอมยิ้มไม่ได้ นางเดินไปนั่งข้างเขาแล้ววางกล่องดำลายทองตรงหน้าเขา “นี่คือผลกำไรจากร้านค้า ท่านลองดูว่าพอใช้ไหม ถ้าไม่พอข้าจะให้คนไปเอามาเพิ่ม”

            เว่ยจวินหางมองกล่องใบนั้นอย่างงุนงง แต่เพียงพริบตาก็เปลี่ยนเป็นโกรธจัด! เขาผลักกล่องนั้นออกอย่างแรงแล้วผุดลุกขึ้นยืนทันที “เจ้าหมายความว่าอย่างไร!!”

            เสิ่นซินเหยียนอ้าปากค้างมองท่าทีที่เปลี่ยนไปฉับพลันของสามีอย่างไม่เข้าใจ

            “ข้าเว่ยจวินหาง! ถึงจะไม่ได้มีความสามารถเก่งกาจแต่ก็ไม่คิดจะเอาเงินส่วนตัวของเมียมาใช้! เจ้าทำให้ข้าโกรธมากจริงๆ!” ในใจเขาคิดอยากจะสั่งสอนนางให้รุนแรงกว่านี้แต่พอเห็นสีหน้างุนงงของนางเขาก็พูดอะไรไม่ออก สุดท้ายก็กระแทกเท้าจากไปด้วยความโมโห

            “นายท่านรอง...” ชิวถังที่เพิ่งเดินเข้ามารีบเบี่ยงตัวหลบชายหนุ่มแทบไม่ทัน นางอ้าปากค้างมองตามหลังเขาไปอย่างไม่เข้าใจก่อนจะหันไปถามสาวใช้อีกคนอย่างไม่แน่ใจ “เมื่อครู่คือนายท่านรองใช่ไหม ข้าไม่ได้ดูผิดไปใช่ไหม?”

            “ชะ... ใช่ เป็นนายท่านรองจริงๆ” สาวใช้ตอบเสียงสั่นด้วยความตกใจ

            ชิวถังตาโตอย่างไม่อยากจะเชื่อ นายท่านรองน่ะหรือกล้าเสียงดังกับฮูหยิน เป็นไปไม่ได้!!

            สามีภรรยาคู่นี้รักใคร่ปรองดองและให้เกียรติซึ่งกันและกันอย่างดีมาตั้งแต่แต่งงาน ทั้งสองไม่เคยทะเลาะกันเลย ถึงนายท่านรองจะไม่ใช่บุรุษที่เก่งกาจชั้นเลิศ แต่กับภรรยานั้นกล่าวได้ว่าเขาเป็นสามีชั้นเลิศยิ่งนัก อย่าว่าแต่โกรธเลยแค่เสียงดังไปสักครั้งก็ยังไม่เคย

            ส่วนเสิ่นซินเหยียนที่เดิมยังงุนงงเพียงไม่นานก็ถึงกับต้องยกมือกุมขมับเมื่อเข้าใจว่าสามีโกรธตนเพราะเหตุใด เป็นความผิดของนางเอง นางน่าจะพูดอ้อมค้อมสักหน่อยไม่ควรส่งเงินให้เขาเช่นนั้นเลย

            “ฮูหยิน นายท่านรองเป็นอะไรไปเจ้าคะ” ชิวถังเดินเข้ามาถามหน้าตาตื่น ยิ่งเห็นสีหน้ากลัดกลุ้มของอีกฝ่ายก็ยิ่งตื่นตระหนก หรือฮูหยินจะทำให้นายท่านรองโกรธจริงๆ!

            “เป็นความผิดของข้าเอง ข้าทำเรื่องไร้สติลงไป แต่ไม่เป็นไรข้าจะอธิบายให้เขาเข้าใจเอง” เสิ่นซินเหยียนถอนหายใจยาวก่อนจะหันมาถามสาวใช้ “แล้วเจ้าเข้ามามีเรื่องอะไรงั้นหรือ?”

            “เมื่อครู่ป้าชุยให้คนนำรังนกชั้นดีมาส่งให้เจ้าค่ะ ข้าถามคนที่มาส่งว่าเอามาให้ทำไม ใครสั่ง เขาก็ไม่รู้เรื่องอะไรสักอย่าง ข้าจึงคิดว่าเรื่องนี้ออกจะผิดปกตินะเจ้าคะ” เป็นเพราะเมื่อวานชิวถังขอลากลับไปดูแลแม่ที่ป่วยและเพิ่งกลับเข้าจวนมา นางจึงไม่รู้ว่าเกิดเรื่องใดขึ้นเมื่อเช้าในห้องพระ

            “นางส่งมาให้ก็รับไว้แล้วส่งไปให้พ่อครัวตุ๋น เสร็จแล้วพวกเจ้าก็เอาไปแบ่งกันกิน เรียกให้ชุนหลิ่วกับเซี่ยเหอมากินด้วย”

            ไม่ว่ารังนกนี้จะมาเพราะคำสั่งของฟางฮูหยินหรือฮูหยินผู้เฒ่า เสิ่นซินเหยียนก็ไม่คิดจะใส่ใจ ในเมื่อนางคือฮูหยินของทายาทอันดับหนึ่งผู้ที่จะรับสืบทอดตำแหน่งกั๋วกง รังนกนี้นางจะกินเองหรือแบ่งให้สาวใช้กินอย่างไรก็ได้

 

            เรือนหนิงอันของฮูหยินผู้เฒ่า

            ฮูหยินผู้เฒ่าหลับตาเอนหลังอยู่บนที่นอนโดยมีป้าเหลียงคนสนิทที่รับใช้นางมากกว่าค่อนชีวิตกำลังบีบนวดขาให้ ครู่หนึ่งก็ลืมตาขึ้นถามความเห็น

            “เรื่องที่สะใภ้รองเสนอมา เจ้าคิดว่าควรจัดการอย่างไรดี”

            ป้าเหลียงเงยหน้าขึ้นสบสายตาด้วยแวบหนึ่งก่อนจะกล่าวตอบด้วยรอยยิ้ม “ท่านมีคำตอบในใจอยู่แล้ว จะแกล้งถามข้าอีกทำไมเจ้าคะ”

            ฮูหยินผู้เฒ่าหัวเราะชอบใจก่อนจะถอนหายใจยาว “ที่สะใภ้รองพูดมาก็นับว่ามีเหตุผลสมควรอยู่ แต่ถ้าข้าทำตามที่นางร้องขอก็เกรงว่าสะใภ้ใหญ่จะไม่พอใจ”

            “ท่านคิดมากไปแล้ว สะใภ้ใหญ่เป็นคนที่ท่านเลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็ก ท่านยังไม่รู้จักนิสัยใจคอนางอีกหรือ นางเป็นคนที่เข้าใจเหตุผลต่างๆ ได้ดี เรื่องนี้แม้จะเป็นสะใภ้รองเสนอขึ้น แต่สุดท้ายก็เป็นผลดีต่อจวนกั๋วกง เช่นนี้แล้วสะใภ้ใหญ่จะไม่พอใจท่านได้อย่างไร” ป้าเหลียงกล่าวตอบด้วยรอยยิ้ม

            ฮูหยินผู้เฒ่าฟังแล้วก็เห็นว่าคำพูดป้าเหลียงมีเหตุผลไม่น้อย ครั้นเมื่อคิดถึงบุตรชายคนโตที่ตายจากไปนานหลายปีก็ถอนหายใจยาว

            “ถ้าจวินถิงยังอยู่ เรื่องภายในจวนยังต้องให้คนแก่อย่างข้าออกหน้าให้ลำบากใจอีกรึ! จวินหางก็ไม่ใช่คนเก่งกาจมากความสามารถ ภรรยาของเขายังเทียบกับปี้เจินไม่ได้เลยสักนิด”

            เรื่องนี้ป้าเหลียงไม่กล้าเสนอความคิดเห็น นางจึงเปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่น “เมื่อครู่ข้าเดินผ่านสนามฝึกซ้อมมา เห็นคุณชายใหญ่กำลังฝึกกระบี่อยู่ ท่าทางของคุณชายไม่ผิดไปจากท่านกั๋วกงเลยสักนิดนะเจ้าคะ”

            เมื่อได้ยินเรื่องหลานชายคนโตที่เก่งกาจมากความสามารถ อาการปวดหัวของฮูหยินพลันสลายหายไปทันทีแทนที่ด้วยรอยยิ้มภาคภูมิใจ “หลินเกอเป็นคนมีอนาคตไกล เทียบกันแล้วเก่งกว่าบิดาตนเองหลายเท่านัก ไม่เสียแรงที่ปู่ของเขาสั่งสอนเลี้ยงดูมากับมือ”

            “แต่ไม่รู้ว่าตอนนั้นใครกันที่ร้องไห้ต่อว่าท่านกั๋วกงว่าโหดร้าย สั่งสอนเด็กสี่ขวบไม่ต่างจากฝึกทหาร” ป้าเหลียงพูดจบก็ก้มหน้ากลั้นหัวเราะ

            ฮูหยินผู้เฒ่าตวัดค้อนคนสนิทอย่างขัดใจ “เจ้าปากมากเกินไปแล้ว!”

            ส่วนด้านเว่ยจวินหางเมื่อออกจากเรือนฟูหนิงแล้วก็พลันรู้สึกว่าตนเองทำรุนแรงเกินไป ภรรยาก็แค่หวังดี เขาไม่สมควรขึ้นเสียงใส่นางเช่นนั้น แต่พอคิดว่าจะกลับไปพูดคุยดีๆ กับภรรยาเป็นการขอโทษก็เกิดไม่กล้าด้วยเกรงว่าตอนนี้นางอาจจะกำลังโกรธอยู่ สุดท้ายก็เดินวนไปมาเดินมาอย่างคิดไม่ตก แต่พอฉุกคิดเรื่องหนึ่งขึ้นได้เขาก็รีบมุ่งหน้าไปทางเรือนตะวันออกทันที

 

            ลานฝึกซ้อมของเรือนตะวันออก

            ในลานฝึกมีเด็กหนุ่มผู้หนึ่งกำลังใช้กระบี่ไม้ฝึกเพลงกระบี่อยู่ ทุกท่วงท่าทั้งการแทง ฟันและกระโดดขึ้นกลางอากาศล้วนแข็งแกร่ง ทรงพลังและร้ายกาจ อาจารย์ที่ยืนมองอยู่ด้านข้างพยักหน้าด้วยความพอใจ ครั้นเหลือบเห็นเว่ยจวินหางเดินตรงมาก็เตรียมจะทำความเคารพตามธรรมเนียม แต่อีกฝ่ายกลับยกมือห้ามพร้อมส่ายหน้าเบาๆ เป็นเชิงไม่ให้ส่งเสียง เขาจึงเพียงประสานมือคำนับเท่านั้น

            เว่ยจวินหางยืนมองเด็กหนุ่มในลานฝึกด้วยความภาคภูมิใจ เด็กคนนี้คือบุตรชายคนโตของเขากับเสิ่นซินเหยียน มีบุตรชายที่ดีถึงเพียงนี้ บิดาอย่างเขายังจะต้องการอะไรอีก ต่อให้ตัวเขาจะไม่เอาไหนแต่มีลูกชายที่ยอดเยี่ยม เขาก็สามารถเชิดหน้าอยู่ในเมืองหลวงได้แล้ว ดูสิว่าใครยังจะกล้าดูถูกเขาอีกไหม!

            เมื่อเด็กหนุ่มมองเห็นบิดาตนเองยืนยิ้มอยู่ที่ข้างลานฝึกเขาก็หยุดฝึกแล้วส่งกระบี่ไม้ให้บ่าวรับใช้ จากนั้นก็เดินไปพูดคุยกับอาจารย์ครู่หนึ่งก่อนจะเดินมาทำความเคารพบิดาอย่างสุภาพ

            “คารวะท่านพ่อ”

            “เพลงกระบี่ของเจ้าไม่เลวจริงๆ ร้ายกาจกว่าเพลงกระบี่ของพวกผู้หญิงในวังมาก” เว่ยจวินหางชื่นชมบุตรชายโดยไม่ทันสังเกตว่าอาจารย์ที่ยืนอยู่ไม่ไกลกำลังขมวดคิ้วไม่พอใจกับคำชมนี้ เช่นเดียวกับเว่ยเฉิงหลินที่เม้มปากแน่นก่อนจะอธิบายให้บิดาเข้าใจ

            “ข้าเป็นชายชาตินักรบ เพลงกระบี่ที่ฝึกก็เพื่อใช้ฆ่าศัตรูและป้องกันแว่นแคว้น ทำไมท่านจึงเอาไปเทียบกับเพลงกระบี่ร่ายรำของสตรีในวังเช่นนั้นเล่า”

            อาจารย์ได้ฟังก็พยักหน้าด้วยความพอใจ

            แม้เสียงบุตรชายจะแข็งกระด้างไปสักหน่อยแต่เว่ยจวินหางก็ไม่คิดถือสา เขาพยักหน้าแล้วยิ้มอย่างอารมณ์ดี “ใช่ๆๆ เป็นข้าพูดผิดเอง”

            ถึงกระนั้นในใจเว่ยจวินหางก็บ่นอุบ เจ้าเด็กคนนี้ดีทุกอย่างเสียแต่นิสัยแข็งกร้าวไม่ต่างจากปู่ที่เป็นคนเลี้ยงดู พูดจาไม่รักษาน้ำใจไม่ไว้หน้าใคร เทียบแล้วเล่นกับอิ๋งเอ๋อสนุกกว่ามาก

            ด้านอาจารย์ดูแล้วว่าพ่อลูกคงมีเรื่องคุยกัน เขาจึงประสานมือทำความเคารพแล้วเดินจากไป ซึ่งเว่ยจวินหางก็โบกมืออย่างไม่ใส่ใจนัก

            “ถ้าท่านพ่อไม่มีเรื่องอื่น ลูกขอตัวไปอ่านหนังสือ” เด็กหนุ่มเอ่ยถามเสียงเรียบ

            “เจ้าเด็กคนนี้นี่! จะพักสักนิดบ้างไม่ได้หรือไง!”

            “ท่านปู่พูดเสมอว่าเป็นคนต้องอยู่ในระเบียบ เพียง...”

            เด็กหนุ่มยังพูดไม่ทันจบ เว่ยจวินหางก็โบกมือตัดบท “พอๆ เจ้าจะไปก็ไปเลย!”

            “ถ้าเช่นนั้นลูกขอตัว” เด็กหนุ่มทำความเคารพแล้วหันหลังเดินจากไป ทว่าเพิ่งเดินได้ไม่กี่ก้าว เว่ยจวินหางก็นึกขึ้นได้ว่าตนมาที่นี่เพราะเหตุใดจึงรีบตะโกนเรียกอีกฝ่ายไว้ก่อน

            “รอก่อนๆ” เด็กหนุ่มหยุดเดินแล้วหันกลับมามองบิดา “เจ้าควรหาเวลาไปเยี่ยมแม่ของเจ้าให้บ่อยสักหน่อย ช่วงนี้นางสุขภาพไม่สู้ดีนัก” เพราะเกรงว่าบุตรชายจะสั่งสอนเขาอีกด้วย ‘การสั่งสอนของท่านปู่’ เขาจึงรีบพูดออกมาอย่างรวดเร็ว

            “ท่านแม่สุขภาพไม่ดีงั้นหรือขอรับ! เชิญหมอมาดูหรือยัง แล้วท่านหมอว่าอย่างไรบ้าง ท่านแม่เป็นอะไร!”

            พอเห็นท่าทางเป็นห่วงมารดาจนร้อนรนของบุตรชาย เว่ยจวินหางก็พอใจไม่น้อย “นางไม่เป็นอะไรมาก เจ้าไม่ตกใจไป เป็นเพราะนางคิดถึงเจ้า เป็นห่วงเจ้าที่ต้องอาศัยอยู่ในเรือนคนอื่น นางคิดมากเลยล้มป่วย”

            “ลูกเข้าใจแล้ว ต่อจากนี้ลูกจะพยายามหาเวลาไปเยี่ยมท่านแม่ให้ได้ทุกวัน” เด็กชายให้สัญญา

            เมื่อสิ่งที่คิดไว้ประสบความสำเร็จอย่างน่าพอใจ เว่ยจวินหางก็ให้ยินดีนักจนอยากจะพาบุตรชายไปหาภรรยาตอนนี้เลย จะได้เป็นการขอโทษที่ขึ้นเสียงใส่นางและเป็นการสร้างผลงานให้ตัวเองไปพร้อมกัน แต่ก็เกรงว่าบุตรชายจะเสียการเรียนแล้วตนเองจะต้องถูกอิงกั๋วกงผู้เฒ่าตำหนิจึงต้องล้มเลิกความตั้งใจนี้ไปก่อน แต่ไม่ว่าอย่างไรเขาก็อยากสูญเสีย ‘ผลงานเอาหน้า’ ของตนไปเช่นกัน

            “เจ้าไปเรียนก่อนแล้วตอนเที่ยงค่อยไปกินข้าวกับแม่ของเจ้า แต่ต้องจำไว้นะ! ต้องรอให้ข้าเป็นคนพาเจ้าไปหานางเท่านั้น!”

            เด็กหนุ่มมองบิดาอย่างไม่เข้าใจ “ลูกไปที่เรือนเองได้ ไม่ต้องรบกวนท่านพ่อหรอก”

            “เจ้าทำตามที่ข้าบอกก็พอ!” เว่ยจวินหางตีหน้าเคร่งขรึมจริงจังทั้งยังใช้สายตาที่ ‘พยายามดุดัน’ ข่มขู่สำทับบุตรชายให้เชื่อฟัง จนอีกฝ่ายพยักหน้ารับอย่างงุนงง

            “ได้ ลูกจะทำตามที่ท่านพ่อสั่ง”

จดจำคำสอนของท่านปู่

            อิงกั๋วกงผู้เฒ่าลูบเคราพลางยิ้มอย่างภูมิใจ

            แม้บุตรชายจะไม่เอาไหนแต่หลานชายกลับเก่งกาจสมที่เกิดมาในตระกูลเว่ย วันหน้าจวนกั๋วกงแห่งนี้จะต้องโด่งดังไปทั่วทิศแน่นอน!

            “อ่านหนังสือเสร็จแล้วเจ้าก็ค่อยไปฝึกเพลงทวนที่ปู่สอนไปเมื่อหลายวันก่อน ตระกูลเราเป็นตระกูลนักรบ ดังนั้นลูกหลานตระกูลเว่ยจะละทิ้งวรยุทธประจำตระกูลไม่ได้เด็ดขาด!”

            “ขอรับ หลานจะจดจำคำสอนของท่านปูเอาไว้” เด็กหนุ่มตอบรับอย่างนอบน้อม เขานิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยช้าๆ “วันนี้ท่านแม่ป่วย หลานอยากขออนุญาตกลับไปกินมื้อเที่ยงกับท่านแม่ที่เรือนฟูหนิง”

            “ถ้าป่วยก็ไปตามหมอมาดูอาการสิแล้วก็พักผ่อนให้มาก เจ้าจะไป... เอาเถอะๆ ก็ไปกินข้าวกับแม่เจ้าเถอะ”

            แม้จะไม่เต็มใจ แต่อิงกั๋วกงผู้เฒ่าก็รู้ดีว่าสะใภ้รองผู้นั้นคิดถึง

บุตรชายของตนมากเพียงใด ทว่าแม่ใจดีมักทำให้ลูกเสียคน ยังดีที่เขาเข้มงวดและรีบเอาหลานชายมาเลี้ยงดูเองตั้งแต่สามขวบ เขาจะไม่ยอมให้หลานคนนี้เป็นบุรุษที่เติบโตด้วยมือของสตรีเป็นอันขาด!

            พอคิดถึงลูกชายคนรองที่ไม่ได้เรื่อง ไม่เอาไหนสักอย่าง อิงกั๋วกงผู้เฒ่าก็ปวดหัวขึ้นมา ถ้าลูกชายคนโตยังอยู่เขาก็คงไม่ต้องสั่งสอนหลานชายอย่างยากลำบากเช่นนี้ จวนอิงกั๋วกงไม่ต้องพึ่งบารมีของฮูหยินผู้เฒ่าก็คงจะสามารถรุ่งเรืองเองได้

            อิงกั๋วกงลูบขาข้างซ้ายที่ไม่มีความรู้สึกใดๆ ตั้งแต่หลายปีก่อน ยิ่งนึกถึงเว่ยจวินถิงเขาก็ยิ่งเจ็บปวดใจ

            ลูกชายคนโตที่เก่งกาจทั้งบุ๋นและบู๊ เป็นนั้นต่างหากที่เป็น

ความหวังของตระกูลเว่ย

            สมควรจะได้เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งกั๋วกง

            ไม่ควรเป็นเจ้าลูกคนรองที่ไม่เอาไหน!

 

            เสิ่นซินเหยียนไม่เคยคิดเลยว่าสามีจะสามารถทำให้นางปลื้มปีติได้ถึงเพียงนี้!

            เว่ยจวินหางที่กำลังเดินตรงมาสีหน้ายิ้มกริ่ม ท่าทีเหมือนไปทำเรื่องสำคัญสำเร็จแล้วกำลังจะมารับรางวัลยิ่งใหญ่ แต่พอเห็นร่างที่เดินตามหลังสามีเข้ามา เสิ่นซินเหยียนก็แทบไม่กล้าหายใจ!

            หากไม่ได้ตายไปแล้วครั้งหนึ่ง นางคงจะตื่นเต้นยินดีจนตัวสั่นที่เห็นลูกชายมาถึงเรือน แต่ตอนนี้นางกลับนั่งนิ่งตัวแข็งเกร็งไม่กล้าขยับ ในใจยังมีความหวาดกลัวที่จะสบสายตากับบุตรชาย กลัวว่าความเป็นแม่จะทำให้ตนทุ่มเทความรักให้เขาอีก กลัวความเจ็บปวดจากความผิดหวังของชาติก่อนจะกัดกินใจจนนางกลายเป็นมารดาผู้ชั่วร้าย กลัวว่าสุดท้ายทุกอย่างจะต้องจบลงด้วยความเสียใจอีกครั้ง

            เข้าใกล้ไม่ดี อยู่ห่างก็ไม่ได้ เช่นนั้นก็รักษาระยะห่างไว้ก่อนดีกว่า นางอาจจะยังพอตั้งสติเพื่อทำหน้าที่มารดาที่ดีได้

            “ฮูหยิน เจ้าไม่ดีใจเลยหรือ” เว่ยจวินหางเห็นภรรยานั่งนิ่ง สีหน้าเรียบเฉยก็เริ่มใจเสียว่าสิ่งที่คิดทำเพื่อนางอาจจะไม่ประสบความสำเร็จ

            “ไม่... ข้าดีใจมากจนพูดอะไรไม่ถูกต่างหาก ขอบคุณท่านพี่” เสิ่นซินเหยียนผ่อนลมหายใจช้าๆ และพยายามระงับความสับสนในใจ

            “ท่านแม่” เด็กหนุ่มเดินตรงมาหามารดาด้วยความเป็นห่วง “ท่านแม่เป็นอย่างไรบ้าง มีใครไปเชิญหมอมาตรวจแล้วหรือยัง” สีหน้าเสิ่นซินเหยียนงุนงงไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปยิ้มให้สามี

            “แม่ไม่เป็นอะไร...” พอเห็นบุตรชายขมวดคิ้ว นางจึงรีบเอ่ยต่อ “หมายถึงว่าแม่ดีขึ้นมากแล้ว เจ้าไม่ต้องกังวลไป ดูสิ หน้าเจ้ามีเหงื่อชุ่มเชียวทำไมไม่เช็ดให้แห้งล่ะ ตอนนี้อากาศเริ่มเย็นแล้ว อย่าคิดว่าเจ้าแข็งแรงแล้วจะละเลยไม่ใส่ใจสุขภาพตนเองได้นะ” พูดพลางก็ดึงเขาเข้ามาใกล้ แล้วเช็ดหน้าให้เด็กหนุ่มด้วยความเบามือ

            พอถูกมารดาโอบกอด เว่ยเฉิงหลินก็ให้ยืนตัวเกร็งด้วยความอึดอัดเล็กน้อย แต่พอสัมผัสถึงความอ่อนโยนเขาก็ผ่อนคลายแล้วค่อยๆ เอนตัวพิงร่างนุ่มอุ่นของมารดา

            เสิ่นซินเหยียนชะงักนิ่ง ดวงตาฉายแววสับสนและตกใจ แต่เพียงชั่วอึดใจนางก็เช็ดหน้าให้บุตรชายต่อจนเรียบร้อย จากนั้นก็หันไปสั่งชุนหลิ่วให้ไปตามบุตรสาวมากินข้าวเที่ยงและสั่งเซี่ยเหอให้เตรียมตั้งโต๊ะอาหาร

            เว่ยจวินหางที่ยืนเงียบๆ มองภาพแม่และลูกชายด้วยรอยยิ้มกว้างอย่างมีความสุข และภูมิใจในสิ่งที่ตนทำยิ่งนัก

            มื้อเที่ยงวันนี้ในเรือนฟูหนิงทำให้เว่ยเฉิงหลินซึ่งปกติมีนิสัย ‘กินไม่คุย นอนไม่พูด’ เปลี่ยนไปกลายเป็นหนุ่มน้อยช่างพูดช่างคุย ตลอดมื้อเที่ยงจึงมีแต่เสียงคุยของเด็กหนุ่มและเสียงบ่นงอแงของเด็กหญิงตัวน้อยพร้อมด้วยเสียงหัวเราะของบิดามารดา เช่นเดียวกับสาวใช้ที่ยืนอยู่ด้านนอกที่แอบหัวเราะอย่างสนุกสนาน

            วันนี้เรือนฟูหนิงจึงมีแต่ความสุขและเสียงหัวเราะ

            “ท่านแม่ ข้าไม่อยากกินหัวไช้เท้า” อิ๋งจื่อส่งเสียงอ้อนมารดา พอเห็นอีกฝ่ายนิ่งเฉยไม่ใส่ใจ เด็กหญิงจึงหันไปหาบิดาทันที “ท่านพ่อ...”

            เสียงเล็กอ้อนของบุตรสาวทำให้บิดาใจอ่อนยวบได้ไม่ยาก “ได้ๆ ไม่กินหัวไช้เท้าก็ได้”

            “ท่านพี่!” เสิ่นซินเหยียนจ้องคนที่กำลังยื่นตะเกียบไปในชามของบุตรสาวเพื่อช่วยจัดการกับหัวไช้เท้าชิ้นนั้น

            เว่ยจวินหางถูกสายตาดุเย็นของภรรยาสะกดนิ่ง จึงต้องเบนตะเกียบเปลี่ยนไปคีบเนื้อไก่ใส่ชามข้าวบุตรชายแทน “กินไก่ลูก กินเยอะๆ นะ”

            “ขอบคุณท่านพ่อ” เว่ยเฉิงหลินหันมองสีหน้าเข้มงวดของมารดาก่อนจะหันมองสีหน้าขัดใจปนพะอืดพะอมของน้องสาวแล้วก็หัวเราะออกมา

            “เด็กๆ ห้ามเลือกกิน ไม่งั้นเจ้าจะไม่สูงนะ” อิ๋งจื่อเป็นเด็กกินยากและเลือกกินนัก เสิ่นซินเหยียนจึงมิอาจปล่อยให้บิดาตามใจนางได้

            “ท่านแม่โกหก! น้าใหญ่ก็ไม่กินหัวไช้เท้าเหมือนกัน แต่ท่านน้าก็ยังตัวสูงมาก” เด็กหญิงเถียงทันที

            เจอบุตรสาวเถียงกลับอย่างดื้อรั้นทำเอาเสิ่นซินเหยียนปวดหัวขึ้นมาทันที “ถ้าน้าใหญ่กินหัวไช้เท้าเขาก็อาจจะสูงกว่านี้”

            “ข้าขอสูงเท่าน้าใหญ่ก็พอแล้ว” เด็กหญิงยังไม่ยอมแพ้

            “อิ๋งเอ๋อเป็นผู้หญิง น้าใหญ่เป็นผู้ชาย ถึงท่านน้าไม่กินหัวไช้เท้าเขาก็ตัวสูงได้แต่อิ๋งเอ๋อไม่เหมือนกัน ดูสิ พี่ก็ยังต้องกินหัวไช้เท้าเพื่อให้ตัวสูง” เว่ยเฉิงหลินวางตะเกียบแล้วอธิบายด้วยเหตุผลให้น้องสาวฟังอย่างตั้งใจ

            เด็กหญิงมองหัวไช้เท้าชิ้นโตในชามข้าวพี่ชายแล้วก็ต้องถอนหายใจอย่างยอมแพ้ สีหน้าอับจน “ก็ได้ ข้ายอมกินก็ได้” เมื่อเห็นน้องสาวยอมกิน เว่ยเฉิงหลินก็ยิ้มอย่างพอใจ เขาลูบหัวนางแล้วเอ่ยชมเชยให้กำลังใจ

            เสิ่นซินเหยียนมองภาพความรักใคร่ปรองดองของสองพี่น้องตรงหน้าด้วยความรู้สึกตื้นตันใจนัก ก่อนจะต้องรีบก้มหน้าเมื่อรู้สึกถึงหยาดน้ำตาที่เอ่อคลอ นางจำไม่ได้เลยว่าชาติที่แล้วลูกทั้งสองจะสนิทสนมกันขนาดนี้ ที่จำได้มีเพียงบุตรชายที่เอาแต่ปกป้องเมียแล้วต่อว่าน้องสาวอย่างรุนแรงเสมอ

            “ฮูหยินกินอันนี้สิ รสชาติไม่เลวทีเดียว” เสิ่นซินเหยียนมองกับข้าวที่สามีคีบให้ก่อนจะหันมองสีหน้างอนง้อของเขา แล้วก็ต้องก้มหน้ายิ้มเอียงอายพลางเอ่ยเสียงเบา “ขอบคุณท่านพี่”

            เพียงเท่านี้เว่ยจวินหางก็หัวเราะอย่างมีความสุขแล้วก็คีบกับข้าวเพิ่มให้นางอีกจนชามข้าวของภรรยามีแต่กับข้าวพูนเต็ม “ท่านพี่พอแล้ว ท่านเองก็กินบ้างเถอะ”

            อิ๋งจื่อกะพริบตาปริบๆ มองบิดามารดาคีบกับข้าวให้กันแล้วก็รู้สึกสนุก เด็กหญิงจึงคีบหัวไช้เท้าชิ้นใหญ่ใส่ชามข้าวมารดา พลางเอ่ยด้วยรอยยิ้มน่าเอ็นดู “ท่านแม่กินสิ” จากนั้นก็คีบหัวไช้เท้าอีกชิ้นวางในชามข้าวพี่ชาย “พี่ชายก็ต้องกินด้วยเหมือนกัน” และแน่นอนว่านางไม่ลืมบิดา “ท่านพ่อด้วย” ทันทีที่เห็นจานไช้เท้าว่างเปล่า เด็กหญิงก็ยิ้มกว้างแล้วหัวเราะเสียงดังอย่างมีความสุข           มีหรือเสิ่นซินเหยียนจะไม่รู้ทันบุตรสาว นางหัวเราะแล้วจับบิดจมูกเล็กนั้นเบาๆ “เด็กเจ้าเล่ห์ นี่เป็นแผนของเจ้าใช่ไหม”

            เด็กหญิงยิ้มด้วยความพอใจ ทำให้ทุกคนหัวเราะไปด้วยกัน

            ครอบครัวเล็กๆ กินมื้อเที่ยงด้วยกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาและมีความสุข เมื่ออิ่มแล้วก็ออกไปเดินย่อยอาหารในสวน เสิ่นซินเหยียนเห็นบุตรสาวเริ่มงัวเงีย ดวงตาหรี่ปรือจึงเรียกป้าซุนให้พานางกลับห้อง

            “หลินเกอ เจ้าก็พักผ่อนสักหน่อยก่อนเถอะ ตอนบ่ายจะได้มีแรงอ่านหนังสือ” เสิ่นซินเหยียนรับเสื้อคลุมจากชุนหลิ่วมาผูกคลุมให้บุตรชาย “ลูกทราบแล้ว ถ้าเช่นนั้นลูกขอตัว” พูดจบเด็กหนุ่มก็ทำความเคารพอย่างเรียบร้อยแล้วเดินจากไป

            “เจ้าลูกคนนี้นิสัยแข็งทื่อจริงๆ ไม่มีความ...” เว่ยจวินหางยังพูดไม่ทันจบก็ต้องหยุดชะงักเมื่อเห็นภรรยาหันหลังเดินกลับเข้าเรือน เขารีบก้าวตามนางกลับไปอย่างไม่รอช้า

 

            เมื่อเข้ามาในเรือนแล้วเขาก็รีบชิงพูดขึ้นก่อน

            “ฮูหยิน เรื่องเมื่อเช้าเป็นความผิดของข้าเอง ข้าไม่ควรขึ้นเสียงใส่เจ้า”

            เสิ่นซินเหยียนมองสามีด้วยความประหลาดใจ เดิมทีนางคิดจะอธิบายเหตุผลของตนให้เขาเข้าใจ ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะกล่าวขอโทษนางเช่นนี้

            “ไม่ใช่ความผิดของท่าน เป็นเพราะข้าคิดไม่รอบคอบมากกว่า”

            “ไม่! เรื่องนี้เป็นความผิดของข้า ไม่ว่าอย่างไรข้าก็ไม่ควรใส่อารมณ์และขึ้นเสียงกับเจ้า” เว่ยจวินหางยังคงยืนยัน

            เสิ่นซินเหยียนมองสีหน้าท่าทางดื้อดึงของสามีแล้วก็ถอนหายใจยอมแพ้ “ช่างเถอะ เรื่องผ่านไปแล้วอย่าไปพูดถึงมันอีกเลย แต่พวกเราเป็นสามีภรรยากัน สามีภรรยานับเป็นอันหนึ่งอันเดียว แม้ข้าจะไม่ใช่ฉลาดเก่งกาจอะไร แต่ถ้าท่านมีปัญหา ข้าก็พร้อมช่วยเหลือท่านอย่างสุดความสามารถ”

            ‘สามีภรรยาเป็นอันหนึ่งอันหนึ่งเดียวกัน!’

            นางพูดออกมาแล้ว! เว่ยจวินหางอ้าปากค้างอย่างไม่อยากจะเชื่อกับสิ่งที่ได้ยิน ในใจฟูฟ่องด้วยความยินดียิ่งนัก ยิ่งดีใจรอยยิ้มก็ยิ่งเบิกบานเริงร่าทำเอาเสิ่นซินเหยียนทนมองไม่ไหว

            “ท่านยิ้มอะไร! ห้ามยิ้มนะ!”

            “ได้ๆ ไม่ยิ้มแล้ว” เว่ยจวินหางเก็บรอยยิ้มหมดสิ้น แต่ประกายวิบวับในดวงตากลับเจิดจ้านัก ซ้ำยังเอาแต่จ้องมองใบหน้าภรรยาอย่างไม่ยอมละสายตาไปทางอื่นแม้แต่น้อย

            “ท่านพี่!! ถ้าท่านยังทำแบบนี้ ข้าจะโกรธท่านจริงๆ แล้วนะ!” เพราะประกายในดวงตาสามีเร่าร้อนเกินไป เสิ่นซินเหยียนจึงไม่อาจสบสายตาด้วยได้

            “อย่าโกรธๆ ข้าไม่มองเจ้าแล้วก็ได้” พลันเว่ยจวินหางก็เปลี่ยนกลับมาที่หัวข้อสนทนาเมื่อเช้า “อันที่จริงข้าไม่เคยมีปัญหาเรื่องเงินขาดมือ แต่ที่เบิกจากส่วนกลางไปหนึ่งร้อยชั่งก็เพราะนำไปให้คนที่เดือดร้อนยืม”

            เมื่อได้รู้ความจริง เสิ่นซินเหยียนก็สบายใจที่สามีไม่ได้เดือดร้อนและไม่คิดจะซักไซ้ให้มากความว่าเขาเอาเงินไปให้ผู้ใดยืม แต่เว่ยจวินหางกลับบอกออกมาเอง

            “ข้าเอาเงินให้เหยียนเหอเหนียนแห่งจวนเจิ้งกั๋วกงยืม”

 

แม่ทัพคนโปรด

 

            ถึงตรงนี้เสิ่นซินเหยียนก็ให้รู้สึกประหลาดใจจริงๆ ทำไมนางไม่เคยรู้ว่าสามีรู้จักคนผู้นี้ด้วยท่านรู้จักกับคุณชายสามจวนเจิ้งกั๋วกงด้วยหรือ?”

            “ก็ไม่ได้สนิทสนมอะไรมากนักหรอก แค่เคยกินเหล้าด้วยกันบ้าง ข้าเห็นเขากำลังลำบากจึงให้เขาหยิบยืมไป” เว่ยจวินหางตอบอึกๆ อักๆ ในใจก็กลัวว่าภรรยาจะซักไซ้ถามถึงสาเหตุที่คุณชายสามติดขัดเรื่องเงินทอง

            “ที่แท้ก็เป็นแบบนี้” เสิ่นซินเหยียนพยักหน้าเบาๆ อย่างเข้าใจ “เป็นข้าที่คิดไม่รอบคอบเอง ท่านสามารถซื้อตุ๊กตาหยกให้อิ๋งเอ๋อได้ย่อมไม่ใช่คนที่เงินขาดมือแน่”

            “ครั้งหน้าข้าจะซื้อเครื่องประดับจากร้านขายอัญมณีให้เจ้านะ” เว่ยจวินหางรีบพูดเอาใจ ครั้นเห็นภรรยาสีหน้าเรียบเฉยไม่ตื่นเต้นยินดี เขาจึงนำเสนออย่างอื่นเพิ่ม “ข้าจะซื้อกระโปรงที่สวยที่สุดจากร้านตัดเสื้อผ้าที่ดีที่สุดในเมืองให้ด้วย หรือเจ้าอยากกินขนมอร่อย ถ้าอยากกินข้าจะเชิญพ่อครัวจากร้านมาทำให้เจ้ากินที่จวนนี้เลย”

            ในที่สุดเสิ่นซินเหยียนก็วางเฉยต่อไปไม่ไหว “ท่านเห็นข้าเป็นสตรีที่เห็นแก่ข้าวของราคาแพงนักหรือไง ข้าดูอยากได้อยากมีอัญมณีนักหรือ ทั้งหมดที่ท่านพูดมาไม่คิดว่าคุยโตเกินจริงไปหน่อยหรืออย่างไร! เจ้าของร้านนั้นเป็นใครท่านจึงสามารถเชิญพ่อครัวของเขามาที่จวนได้”

            เว่ยจวินหางชะงักมองดวงตาวาววับของภรรยาแล้วพูดต่อไม่ถูก ไม่ใช่เพราะกลัวแต่เพราะเป็นดวงตานี้สื่ออารมณ์ต่างไปจากปกติ ยังมีริมฝีปากนุ่มชุ่มฉ่ำนั้นอีก เวลานางทำสีหน้าเช่นนี้ช่างดูน่ารักน่ามองเหลือเกิน เขาลูบหัวตัวเองแก้เขิน ก่อนจะบอกด้วยน้ำเสียงมั่นใจ “คนอื่นอาจทำไม่ได้แต่ไม่ใช่ข้า หนิงอ๋องยังติดค้างหนี้บุญคุณข้าเสียด้วยซ้ำ

อย่าว่าแต่พ่อครัวเลย ต่อให้เป็น ‘แม่ทัพคนโปรด’ ถ้าข้าต้องการเขาก็ต้องมอบให้”

            ‘หนิงอ๋อง’ ชื่อนี้ทำให้เสิ่นซินเหยียนขมวดคิ้วแน่นทันที!

            ในเมืองหลวงไม่มีใครไม่รู้จักหนิงอ๋อง คนผู้นี้เจ้าชู้อย่างไร้ผู้ใดเทียบเทียม ไม่มีภรรยาคนไหนยินดีให้สามีของตนสนิทสนมกับอ๋องผู้นี้ แต่สามีของนางกลับพูดถึงหนิงอ๋องอย่างภาคภูมิใจ!

            “หนิงอ๋องดูเหมือนเป็นคนเจ้าเล่ห์แต่กลับไม่มีความระมัดระวังเอาเสียเลย เขาเกือบจะถูกผู้หญิงคนนั้นขโมยหัวใจไปแล้ว หากไม่ใช่เพราะข้าระวังตัว รู้สึกว่าผู้หญิงคนนั้นมีประวัติความเป็นมาน่าสงสัยจึงคอยสอดส่องนางแล้วทักท้วงเขา ไม่เช่นนั้นเขาอาจถูกทิ้งไว้กลางถนนแบบไม่มีเสื้อผ้าติดตัวก็เป็นได้ ข้ามีบุญคุณต่อเขาขนาดนี้ เขาย่อม...”

            “ท่านไปดื่มเหล้ากับหนิงอ๋องในสถานที่สกปรกที่ไหนมา?!”

            เว่ยจวินหางที่กำลังเล่าเรื่องอย่างลำพองใจพลันชะงักนิ่งไปทันที ก่อนจะตั้งสติคิดได้ว่าเรื่องเช่นนี้ไม่สมควรเล่าให้ภรรยาฟัง ยิ่งตอนนี้ภรรยามองเขาด้วยสีหน้าเรียบเฉยพร้อมกับถอนหายใจ เขาจึงต้องยกมือขึ้นสาบานแข็งขัน “ข้าแค่แวะไปนั่งคุยเท่านั้น! ดื่มเหล้าจอกเดียวก็กลับบ้านแล้ว!”

            “จอกเดียวงั้นหรือ” น้ำเสียงเยียบเย็นถามย้ำ

            “ใช่ๆ จอกเดียว จอกเดียวจริงๆ” ถึงตอนนี้เว่ยจวินหางก็แสร้งมองไปรอบห้องแต่ไม่ยอมประสานสายตากับภรรยาแม้เพียงสักแวบ

            “ท่านเจอหนิงอ๋องบ่อยไหม?”

            “เปล่า! ข้าไม่ได้เจอเขาบ่อย แค่เจอกันบนถนนโดยบังเอิญเป็นบางครั้งเท่านั้น ฮูหยิน...เจ้าต้องเชื่อข้านะ ข้าดื่มเหล้ากับเขาครั้งเดียว ไม่ได้หลอกเจ้า ถ้าเจ้าไม่พอใจวันหลังเจอเขาอีกข้าจะเดินหนีไปเลย” เว่ยจวินหางพยายามแสดงความบริสุทธิ์ใจ

            เสิ่นซินเหยียนเห็นท่าทางสามีก็เอ่ยเตือนเสียงเรียบ “ข้าไม่ได้จะห้ามไม่ให้ท่านไปมาหาสู่หนิงอ๋อง อย่างไรเขาก็เป็นเชื้อพระวงศ์ คบหากันไว้ก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย แค่เป็นห่วงว่าท่านจะดื่มมากไปจนเสียสุขภาพได้”

            สีหน้าเว่ยจวินหางงุนงงเหมือนไม่เข้าใจคำพูดของภรรยา แต่เพียงพริบตาก็ยิ้มกว้างแล้วพยักหน้าหนักแน่น “ได้ ข้าจะเชื่อฟังฮูหยิน”

            เห็นรอยยิ้มสดใสจริงใจเต็มหน้าสามีแล้ว เสิ่นซินเหยียนก็ต้องเบือนหน้าหนี ในใจรู้สึกหวั่นไหวจนไม่กล้ามองหน้าเขา เว่ยจวินหางเห็นภรรยาเขินอายก็ยิ่งมีความสุขนัก

            “ยิ้มอะไรกัน ปากท่านจะกว้างถึงใบหูแล้ว” เสิ่นซินเหยียนบ่นอุบ

            “ฮ่าๆๆๆ”

            “ห้ามหัวเราะนะ! ท่านหัวเราะราวกับคนบ้าแล้ว!”

            “ฮ่าๆ ก็ได้ๆ ไม่หัวเราะแล้ว”

            แท้จริงในใจนั้น เว่ยจวินหางกำลังอารมณ์ดีเพราะนานแล้วที่เขาไม่ได้เห็นภรรยาเขินอายทำตัวไม่ถูกเช่นนี้ เชื่อว่าฮูหยินต้องกำลังหึงหวงเขามากเป็นแน่ ยิ่งคิดรอยยิ้มบนใบหน้าก็ยิ่งขยายกว้างทำเอาเสิ่นซินเหยียนยิ่งไม่กล้าสบสายตาด้วย

            พูดคุยกันอีกไม่นานเว่ยจวินหางก็ออกจากเรือนไป ขณะนั้น

ชิวถังซึ่งไปเบิกเงินค่าใช้จ่ายของเรือนฟูหนิงจากส่วนกลางก็กลับมาด้วยสีหน้าเบิกบานยินดี เสิ่นซินเหยียนมองดูก็รู้ว่าสาวใช้ดีใจเรื่องอะไร แน่นอนว่าเรื่องที่แต่ละเรือนจะจัดการดูแลค่าใช้จ่ายกันเองอาจไม่สร้างผลกระทบกระเทือนต่อฟางฮูหยินมากนักแต่ก็นับว่าพอจะขัดขวางไม่ให้อีกฝ่ายวางอำนาจมากเกินไปได้บ้าง รวมทั้งนางเองก็ได้รับผลประโยชน์ด้วย

            “ดีจริงๆ! ต่อไปพวกเราก็ไม่ต้องไปทนมองสีหน้าเหยียดหยามดูแคลนจากพวกส่วนกลางอีกแล้ว!” ชุนหลิ่วรู้ความจริงก็ดีใจจนออกนอกหน้า

            “ใช่! ทั้งที่เป็นเงินของเรือนฟูหนิงแต่จะจับจ่ายใช้สอยแต่ละครั้งกลับต้องไปขอร้องส่วนกลาง ช่างน่าโมโหจริง!” เซี่ยเหอตาลุกวาวเป็นประกาย

            “คำพูดเหล่านี้อย่าได้หลุดปากไปพูดข้างนอกเด็ดขาดเชียว! ถ้าถูกลงโทษขึ้นมาข้าจะดูสิว่าพวกเจ้าจะเอาตัวรอดอย่างไร”

            “ข้ารู้แล้ว เจ้าวางใจเถอะ”

            “เอาล่ะ แบ่งเงินของทุกคนใส่ถุงแยกให้เรียบร้อยแล้วแจกจ่ายออกไป” พูดจบเสิ่นซินเหยียนก็ส่งเทียบเชิญให้ชุนหลิ่ว

            “เทียบเชิญเข้าร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์ในสวนดอกไม้ของ

พระชายาของคังจวิ้นอ๋อง ฮูหยินจะไปร่วมงานด้วยหรือเจ้าคะ?” ชุนหลิ่วรับเทียบเชิญมาเปิดดูแล้วเอ่ยถามอย่างสงสัย

            “ต้องให้เกียรติพระชายาสักหน่อย อีกอย่างช่วงนี้ข้าก็ว่าง ออกไปเข้าสังคมบ้างก็ดี”

            งานเลี้ยงสังสรรค์ในสวนดอกไม้ของพระชายาคังเป็นงานเลี้ยงของเหล่าองค์หญิงและบุตรสาวของขุนนางใหญ่รวมไปถึงบุตรสาวของเศรษฐีที่มีชื่อเสียงในเมืองหลวง เพราะนอกจากในงานจะได้ชมดอกไม้ต้นไม้หายากแล้ว งานนี้ยังทำให้หนุ่มสาวได้พบรักและแต่งงานกันไปหลายคู่ ดังนั้นตระกูลใหญ่ที่มีบุตรสาวถึงวัยออกเรือนจึงไม่พลาดที่จะเข้าร่วมงานนี้

            จวนอิงกั๋วกงไม่มีลูกหลานที่อยู่ในวัยออกเรือน บุตรสาวสองคนของฟางฮูหยินก็อายุเพียงสิบสองปียังห่างไกลจากการหาคู่ครองอีกนาน เช่นเดียวกับบุตรชายบุตรสาวของนาง ดังนั้นการไปร่วมงานครั้งนี้

เสิ่นซินเหยียนจึงต้องการไปชื่นชมต้นไม้ดอกไม้ในตำหนักของพระชายาเท่านั้น

 

            สะใภ้รองอยู่ในเรือนไหม?”

            สิ้นเสียงตะโกนถาม หยางฮูหยินก็ก้าวเข้ามาในเรือนพร้อมด้วยรอยยิ้มกว้าง “อากาศด้านนอกกำลังดี ทำไมสะใภ้รองไม่ออกไปเดินเล่นชมความงามของสวนในเรือนตัวเองบ้างล่ะ”

            “สะใภ้สามเชิญนั่ง ชุนหลิ่วรีบไปยกน้ำชามา” เสิ่นซินเหยียนแม้จะประหลาดใจที่อีกฝ่ายมาเยือนถึงเรือนแต่ก็ออกมาต้อนรับอย่างมีมารยาท

            หยางฮูหยินรับน้ำชาจากชุนหลิ่วแล้วก็เอ่ยชม “สาวใช้ของสะใภ้รองคล่องแคล่ว ท่าทางว่าจะทำงานเก่งมาก ท่านอบรมสั่งสอนคนได้ดีจริงๆ”

            “อย่าชมนางนักเลย เด็กคนนี้ยิ่งบ้ายออยู่ด้วย” เสิ่นซินเหยียนเอ่ยเสียงกลั้วหัวเราะ

            “ฮูหยิน!” ชุนหลิ่วหน้าแดงก่ำด้วยความอาย ก่อนจะโค้งคำนับแล้วถอยออกไป

            เมื่อเหลือลำพังเพียงสองคนหยางฮูหยินก็พูดเข้าเรื่องทันที “นับจากนี้พวกเราจะได้สบายขึ้นเสียที เรื่องวันนี้เป็นเพราะบารมีสะใภ้รองจริงๆ”

            เสิ่นซินเหยียนเข้าใจคำพูดของอีกฝ่ายดี นางจึงเพียงแค่ยิ้มแต่ไม่พูดอะไร หยางฮูหยินเองก็มองว่าสะใภ้รองระวังคำพูดไม่น้อย ดูเหมือนที่ผ่านมาฮูหยินผู้เฒ่าและสะใภ้ใหญ่จะมองสตรีผู้นี้ผิดไปจริงๆ ไม่เช่นนั้นแค่คำพูดไม่กี่ประโยชน์คงดึงอำนาจบางส่วนจากสะใภ้ใหญ่มาได้ง่ายๆ เช่นนี้

            “ทำไมไม่เห็นอิ๋งเอ๋อเลยล่ะ?” เมื่ออีกฝ่ายไม่อยากพูดเรื่องเมื่อเช้า หยางฮูหยินก็ไม่เซ้าซี้แล้วชวนคุยเรื่องอื่นแทน

            “ตอนนี้อาจจะไปหาฮูหยินผู้เฒ่า นางบอกว่าขนมดอกกุ้ยฮวาที่เรือนท่านย่าอร่อยที่สุด ถ้าไม่กินจนพุงกางคงไม่ยอมกลับมาง่ายๆ แน่ ช่างเป็นเด็กตะกละเสียจริง” เมื่อหยางฮูหยินชวนคุยเรื่องลูกสาว เสิ่นซินเหยียนก็สามารถพูดคุยด้วยได้

            “เด็กคนไหนไม่ตะกละบ้างล่ะ แต่ขนมดอกกุ้ยฮวาเรือนท่านแม่ก็อร่อยกว่าที่อื่นจริงๆ อย่าว่าแต่อิ๋งเอ๋อจะชอบ ข้าเองก็ชอบมากเช่นกัน” หยางฮูหยินพูดเสียงกลั้วหัวเราะ

            หลังจากนั้นทั้งสองก็คุยเรื่องลูกกันอย่างสนุกสนานเพลิดเพลิน กระทั่งหยางฮูหยินนึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ “จริงสิระหว่างข้าเดินมาที่นี่เห็นจากไกลๆ ว่าสะใภ้ใหญ่พาหญิงสาวคนหนึ่งมุ่งหน้าไปทางเรือนท่านแม่ ดูเหมือนพวกนางจะหน้าตาคล้ายกันมาก เป็นน้องสาวของสะใภ้ใหญ่มาเมืองหลวงงั้นหรือ?”

            เสิ่นซินเหยียนส่ายหน้าเบาๆ “ข้าไม่รู้เรื่องเลย หากเป็นน้องสาวจริง การมาเยี่ยมพี่สาวที่ไม่พบเจอกันนานหลายปีก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติมิใช่หรือ”

            “จำได้ว่าน้องสาวของสะใภ้ใหญ่คนนี้อายุสิบเจ็ดปีแล้ว หรือนางมาเมืองหลวงเพื่อแต่งงาน เพราะแม้ผิงเหลียงโหวจะถูกฮ่องเต้ขับไล่ไปจากเมืองหลวง แต่พื้นเพครอบครัวเขาก็เป็นคนที่นี่ ดังนั้นบุตรสาวเขาอย่างไรก็ต้องมาแต่งงานในเมืองหลวงแน่” พูดจบหยางฮูหยินก็หัวเราะเสียงหยัน

            เสิ่นซินเหยียนพลันนึกขึ้นได้ว่าชาติที่แล้วหลังจากน้องสาวของฟางฮูหยินเข้ามาอาศัยอยู่ในจวนนี้ คนที่ฟางฮูหยินให้ความสนิทสนมด้วยมากที่สุดก็คือนางผู้นั้น! อีกทั้งฟางฮูหยินมักจะมาจะขอร้องให้เสิ่นซินเหยียนพาน้องสาวของตนไปเข้าร่วมงานเลี้ยงของชนชั้นสูงอยู่เสมอ ด้วยหวังจะให้น้องสาวได้แต่งงานคนที่มีทั้งชาติตระกูลและเงินทองมั่งคั่ง

            หมายความว่า หลังจากนี้นางก็เพียงรอให้ฟางฮูหยินมาขอร้องนางสินะ...

 

คิดจะฆ่าข้าให้ตายหรือไง!

  

            หยางฮูหยินอยู่พูดคุยไม่นานก็ลากลับไป

            เวลานี้ในห้องโถงของเรือน เซี่ยเหอกำลังแจกจ่ายเงินเดือนให้บ่าวรับใช้ในเรือนฟูหนิง

            “เหลียนเซียงนี่เงินเดือนของเจ้า ประทับลายนิ้วมือแล้วรับเงินไปได้” ป้าหวังส่งถุงเงินเดือนให้หญิงสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้า อีกฝ่ายก้มหน้าขอบคุณเสียงเบา หลังจากประทับลายนิ้วมือและรับถุงเงินไปแล้วก็ยังยืนอยู่ไม่ยอมจากไป

            “มีอะไรอีกหรือ?” เซี่ยเหอเงยหน้าขึ้นมองอย่างสงสัย

            “พี่เซี่ยเหอ... แล้วเงินของนายท่านรองล่ะ?” เหลียนเซียงเอ่ยถามเสียงเบา

            “ของนายท่านรองงั้นหรือ?” เซี่ยเหอวางพู่กันลง “ข้าไม่เข้าใจคำถามนี้ของเจ้าจริงๆ เจ้าเป็นใครกัน ทำไมข้าถึงไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเงินส่วนตัวของนายท่านรองต้องให้เจ้าเป็นคนดูแล”

            เหลียนเซียงหน้าแดงแต่นางก็ไม่กล้าจะตอแยกับเซี่ยเหอจึงได้แต่ก้มหน้าไม่สบสายตา “ข้าพูดผิดไปแล้ว พี่อย่าโกรธเลยนะ”

            “ข้าไม่กล้ารับคำขอโทษของเจ้าหรอก เจ้าเป็นคนโปรดของนายท่านรอง อนาคตเจ้าอาจจะเป็นนายหญิงของจวนก็ได้ ส่วนข้าเป็นแค่สาวใช้ ข้าคงรับคำขอโทษของเจ้าไม่ได้” เซี่ยเหอเอ่ยเสียงหยัน

            เหลียนเซียงก้มหน้าขอโทษอีกครั้ง ขณะที่นางกำลังถอยหลังไปด้วยใบหน้าแดงก่ำ สาวใช้คนหนึ่งที่อยู่ด้านหลังก็พูดขึ้นด้วยเสียงไม่พอใจ

            “พี่เซี่ยเหอหมายความว่าอย่างไร! เมื่อครู่พี่เหลียนเซียงก็แค่ถามเท่านั้น อีกอย่างปกติเงินของนายท่านรองก็เป็นพี่เหลียนเซียงเป็นคนรับไว้ ตอนนี้นางแค่...”

            เซี่ยเหอจ้องหน้าสาวใช้คนนั้นอย่างดุดัน “ฟังจากที่เจ้าพูด ดูเหมือนพี่เหลียนเซียงของเจ้าจะมีความสำคัญมากเลยนะ บางทีนายหญิงของข้าคงยังเทียบไม่ได้ ถ้าเช่นนั้นก็ให้พี่เหลียนเซียงของเจ้าเป็นนายหญิงเสียเลยดีไหมเล่า!”

            “พี่เซี่ยเหอยกโทษให้นางด้วย ตงเอ๋อไม่ได้หมายความเช่นนั้น ยกโทษให้นางด้วย” เหลียนเซียงรีบเข้ามาช่วยสาวใช้ด้วยใบหน้าซีดขาว ใบหน้ามีเหงื่อผุดเต็ม

            “แม่นางเซี่ยเหอผู้นี้ช่างยอดเยี่ยมและมีอำนาจมากเสียจริง! คนอื่นที่ไม่รู้เรื่องอาจจะเข้าใจผิดว่าเจ้าเป็นนายหญิงของจวนนี้ได้เลย”

            เหลียนเซียงหันไปมองหน้าคนพูด พลันสีหน้าก็ยิ่งขาวซีดลงไปอีก ยิ่งพอเหลือบเห็นชิวถังนางก็แทบจะเป็นลมแล้ว เหลียนเซียงรีบเดินไปห้ามคนที่กำลังจะพูดต่อ “ท่านแม่! อย่าพูดอะไรอีก ท่านคิดจะฆ่าข้าให้ตายหรือไง!”

            มีเพียงเหลียนเซียงเท่านั้นที่รู้ว่าเพราะเหตุใดตนเองถึงยังอยู่ข้างกายนายท่านรองได้ แต่หากนางมีเรื่องกับคนสนิทของเสิ่นซินเหยียน ไม่ต้องให้อีกฝ่ายออกปากไล่ เพราะนายท่านรองก็จะไม่เอานางไว้แน่!

            “เจ้านี่มันอ่อนแอจริงๆ! ถูกคนอื่นรังแกแล้วยังไม่รู้จักป้องกันตัวอีก! ถึงนางจะเป็นสาวใช้คนสนิทของเสิ่นฮูหยินแต่เจ้าก็เป็นคนที่ฮูหยินผู้เฒ่าส่งมาให้ดูแลนายท่านรองนะ! เอ๊ะ! นี่เจ้าจะทำอะไร จะดึงข้าทำไม! ข้ายังไม่ได้รับเงินเดือนเลยนะ! หยุดเลยนะเจ้าเด็กบ้านี่!” ไม่ว่าคนเป็นแม่จะโวยวายเสียงดังแค่ไหน แต่สุดท้ายเหลียนเซียงก็ดึงอีกฝ่ายออกไปพ้นจากห้องโถงของเรือนจนได้

            คนอื่นในห้องโถงบ้างก็รู้สึกสนุก บ้างก็สงสาร บ้างก็ไม่พอใจแต่ก็ไม่มีใครกล้าพูดอะไร

            ชิวถังเดินเข้ามาถามอย่างสงสัย “เกิดเรื่องอะไรขึ้น ทำไมเจ้าถึงหน้าแดงก่ำขนาดนี้เล่า?”

            “สาวใช้อย่างข้าจะกล้าไปมีเรื่องกับใคร! นางเป็นถึงแม่ยายของนายท่านรองเชียวนะ!” พูดจบเซี่ยเหอก็กระแทกเท้าจากไปด้วยสีหน้าบูดบึ้ง

            “ใครคือแม่ยายของนายท่านรองกัน เจ้าเด็กคนนั้นเป็นบ้าอะไรขึ้นมาอีก!” ชิวถังบ่นพึมพำอย่างไม่เข้าใจ ป้าหวังที่ยืนอยู่ด้านข้างจึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง พอฟังแล้วชิวถังก็ถึงกับกุมขมับด้วยความปวดหัวทันที

 

            แน่นอนว่าเรื่องนี้ย่อมถึงหูของเสิ่นซินเหยียน!

            “ฮูหยินจิตใจดีเกินไปถึงทำให้คนชั้นต่ำพวกนั้นได้ใจ! เป็นแค่สาวใช้ยังคิดจะยุ่งกับเงินของนายท่านรอง แล้วแม่ของนางก็ร้ายกาจนัก! ไม่แน่ว่าอยู่ข้างนอกอาจจะไปเที่ยวบอกใครต่อใครว่าตัวเองเป็น ‘แม่ยายของนายท่านรอง’ ก็ได้นะเจ้าคะ!” เซี่ยเหอฟ้องเจ้านายด้วยใบหน้าแดงก่ำเพราะยังโกรธไม่หาย

            “อะไรนะ! นั่นไม่ใช่คำพูดส่งเดชที่ใครจะพูดก็ได้นะ!” ชิวถังที่กำลังจัดดึงผ้าม่านหันมามองอย่างไม่พอใจ

            “ข้าเห็นด้วยกับพี่เซี่ยเหอ ฮูหยินใจอ่อนเกินไป เหลียนเซียงเป็นใครมาจากไหน ถ้าไม่ใช่เพราะฮูหยินเอ่ยปากมีหรือแต่ละเรือนจะได้รับสิทธิ์ใช้จ่ายเงินตนเอง ที่ผ่านมานางไปรับเงินแทนนายท่านรองก็เลยคิดว่าตัวเองมีอำนาจยิ่งใหญ่ในเรือนนี้ไปแล้ว” ชุนหลิ่วพูดเสริมขึ้นอีกคน

            เสิ่นซินเหยียนนิ่งเงียบฟังสาวใช้ทั้งสามพูดกันขณะที่นึกทบทวนความจำเรื่องสาวใช้ส่วนตัวของสามี

            หลังให้กำเนิดอิ๋งจื่อ ท่านหมอบอกว่าร่างกายของนางได้รับการกระทบกระเทือนอย่างหนักต้องพักผ่อนนานสามถึงเจ็ดปี ถึงภายนอกจวนอิงกั๋วกงจะอยู่กันอย่างสงบ แต่ใช่ว่าจะไม่มีเรื่องอนุและลูกของอนุ เพราะแม้แต่อิงกั๋วกงผู้เฒ่าเองก็เป็นลูกอนุเหมือนกัน

            เว่ยจวินหางเหมือนม้าไร้หัว ไม่ค่อยอยู่ติดบ้านแต่ก็ไม่ใช่บุรุษที่ให้ความสนใจกับผู้หญิงมากนัก ส่วนเสิ่นซินเหยียนก็ทุ่มเทความสนใจทั้งหมดไว้ที่บุตรชายและบุตรสาวไม่ค่อยใส่ใจสามี จึงไม่เคยสนใจว่าเขาจะแอบไปมีอนุไว้หรือเปล่า

            สามีภรรยาคู่หนึ่งที่แยกกันอยู่คนละทางเป็นสิ่งที่มารดาอย่างฮูหยินผู้เฒ่ายอมไม่ได้ นางรักบุตรชายตนเองมากแต่นางก็มิได้ให้บุตรชายกระทำการหยามน้ำใจลูกสะใภ้ด้วยการมีอนุภรรยาอย่างเปิดเผย นางจึงส่งสาวใช้ไปคอยปรนนิบัติใกล้ชิดชนิด ‘ถึงเนื้อถึงตัว’

            เสิ่นซินเหยียนยังจำได้อีกว่าสาวใช้ส่วนตัวแต่ละคนของเว่ยจวินหางล้วนอยู่ไม่นาน ไม่รู้เพราะเหตุใดทุกครั้งที่นางคิดจะไปเยี่ยมสาวใช้เหล่านั้น ก็พบว่าพวกนาง... หากไม่ถูกสามีลากหลบไปก่อนก็ถูกไล่ออกไปแล้ว

            เหลียนเซียงคือคนที่อยู่กับเว่ยจวินหางนานที่สุด!

            แต่สุดท้ายไม่ว่าจะเป็นเหลียนเซียงหรือใครอื่นก็ล้วนมีจุดจบเช่นเดียวกัน นั่นก็คือถูกไล่ออก ที่สำคัญคือชาติที่แล้วเว่ยจวินหางไม่อนุแม้แต่คนเดียวและแน่นอนว่าไม่มีลูกที่เกิดจากหญิงอื่นด้วย เช่นนี้แล้วนางยังมีสิ่งใดที่จะไม่พอใจอีก?

            “ทำไมพวกเจ้าถึงให้ความสนใจนางนักเล่า รู้ทั้งรู้ว่านางเป็นคนของฮูหยินผู้เฒ่า จะทำจะพูดอะไรก็ต้องดูสีหน้าคนที่อยู่เบื้องหลังนางบ้าง เรื่องวันนี้... เซี่ยเหออารมณ์ร้อนเกินไปจริงๆ” เสิ่นซินเหยียนตำหนิสาวใช้เสียงเรียบ

            เซี่ยเหอถูกตำหนิก็เม้มปากแน่น ดวงตาแดงก่ำ สีหน้าดื้อรั้นด้วยความน้อยใจ

            เสิ่นซินเหยียนมองแล้วก็แอบถอนหายใจแต่ไม่เอ่ยปลอบ แม้เซี่ยเหอจะจงรักภักดีแต่เพราะนิสัยปากไวใจร้อนชาติที่แล้วจึงเป็นสาวใช้คนแรกของนางที่ต้องตายเพื่อสังเวยให้กับความขัดแย้งภายในจวนอิงกั๋วกง ในเมื่อวันนี้เกิดเรื่อง นางก็จะถือโอกาสนี้สั่งสอนเพื่อดัดนิสัยเซี่ยเหอไปเสียเลย

            นางวางท่าเย็นชา สีหน้าเรียบเฉย แล้วปล่อยให้อีกฝ่ายก้มหน้าเดินออกจากห้อง จากนั้นจึงค่อยส่งสัญญาณให้ชิวถังตามไป

            ตอนบ่ายเมื่อเซี่ยเหอกลับเข้ามาทำงานในเรือนอีกครั้งก็มีท่าทีสงบลงมาก นางสบสายตากับเสิ่นซินเหยียนอย่างเขินอาย ก่อนจะคุกเข่าและก้มหน้ายอมรับผิด “ฮูหยิน เรื่องเมื่อเช้าข้าผิดไปแล้ว ข้าไม่ควรรังแกผู้อื่นเช่นนั้น”

            เสิ่นซินเหยียนถอนหายใจโล่งอก จากนั้นจึงพยุงอีกฝ่ายให้ลุกขึ้นยืนก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เจ้าคิดได้แบบนี้ก็ดี จะได้ไม่เสียแรงที่พี่ชิวถังของเจ้าเสียเวลาอบรมสั่งสอน แต่ข้ายังมีเรื่องที่จะต้องบอกเจ้าอีกเรื่อง”

            “ฮูหยินเชิญพูด”

            “เจ้าเป็นสาวใช้ข้างกายข้า เป็นคนของเรือนฟูหนิง หากเจ้าทำเรื่องดีงามข้าก็จะพลอยได้รับคำชื่นชมว่ามีคนข้างกายที่มากความสามารถ แต่ถ้าเจ้าทำตัวร้ายกาจน่ารังเกียจ เรือนฟูหนิงก็จะต้องถูกนินทาว่าอบรมสาวใช้ไม่ได้เรื่อง สิ่งใดสมควรให้ก็ต้องให้ สิ่งใดที่ให้ไม่ได้ก็ไม่ต้องให้ แม้เหลียนเซียงจะเป็นคนที่ฮูหยินผู้เฒ่าส่งมา แต่ถ้านางทำผิดกฎระเบียบเจ้าย่อมสามารถว่ากล่าวตักเตือน แต่สำหรับตงเอ๋อ นางเด็กกว่าเจ้ามาก การที่เจ้าลดตัวไปทะเลาะ ไปมีเรื่องกับเด็ก เป็นการกระทำที่โง่เขลานัก เพราะเท่ากับเจ้ากำลังทำลายชื่อเสียงตัวเองด้วยรู้หรือไม่” เห็นอีกฝ่ายนิ่งเงียบอย่างยอมรับ เสิ่นซินเหยียนจึงพูดต่อ

            “เช่นเดียวกับมารดาของเหลียนเซียง ถ้านางพูดจาไม่ดีป้าหวังจะจัดการอบรมสั่งสอนนางเอง เจ้าเด็กกว่านาง ไม่สมควรไปต่อปากต่อคำ”

            ชาตินี้เสิ่นซินเหยียนต้องการให้สาวใช้ข้างกายตนได้มีชีวิตที่ดี ได้แต่งงานมีครอบครัวกับคนที่ดี จึงไม่อยากให้พวกนางต้องชื่อเสียงด่างพร้อยเพราะลมปากผู้อื่น

            “ข้าเข้าใจแล้วฮูหยิน” เซี่ยเหอพยักหน้ารับคำหนักแน่น

 

            อีกด้านหนึ่งเว่ยจวินหางเพิ่งกลับถึงเรือน

            หลังจากล้างหน้าล้างมือจนสะอาดดีแล้ว จึงเพิ่งสังเกตเห็นว่าเหลียนเซียงเข้ามายืนข้างกายพลางยื่นผ้าส่งให้

            “ออกไปได้” เขารับผ้าแล้วก็ออกปากไล่อย่างเย็นชา

            พูดจบเขาก็เดินกอดเงินที่ได้คืนมาวันนี้เข้าห้องไปโดยไม่เหลือบแลนางสักนิด เว่ยจวินหางหยิบกล่องเก็บสมบัติของตนออกมา นำเงินเทลงไป จากนั้นก็นับเงินทั้งหมดอีกครั้ง “เงินเท่านี้น่าจะพอที่จะซื้อเครื่องประดับได้แล้ว แต่เก็บให้มากอีกสักหน่อยดีกว่า”

            หลังจากปิดกล่องก็นำไปวางในตู้เก็บของแล้วใส่กุญแจตู้อีกชั้น พลันก็นึกบางอย่างขึ้นได้จึงตะโกนเรียกคนด้านนอกเสียงดัง

            “เหลียนเซียง!”

            เมื่อได้ยินเสียงเรียก เหลียนเซียงก็รีบวิ่งเข้ามาทันที “นายท่านรองต้องการสิ่งใดหรือเจ้าคะ?”

            “วันนี้เป็นวันจ่ายเงินเดือนถูกไหม?”

            เหลียนเซียงก้มหน้าต่ำ “นายท่านรองจำไม่ผิด วันนี้เป็นวันจ่ายเงินเดือนแต่ข้าไม่สามารถรับเงินเดือนของนายท่านรองมาได้เจ้าค่ะ”

            “เอามาไม่ได้งั้นรึ เพราะอะไร?” เว่ยจวินหางขมวดคิ้วแน่น น้ำเสียงเริ่มไม่สบอารมณ์

            เหลียนเซียงก้มหน้าต่ำลงอีก “ไม่ทราบเจ้าค่ะ พี่เซี่ยเหอบอกแค่ว่าข้าไม่สามารถรับเงินเดือนแทนนายท่านรองได้”

            เว่ยจวินหางฟังแล้วยิ่งขมวดคิ้วแน่นขึ้นไปอีก “เซี่ยเหอเป็นสาวใช้ที่คอยปรนนิบัติฮูหยินมิใช่หรือ แล้วการจ่ายเงินเดือนไปเกี่ยวข้องกับนางได้อย่างไร?”

            “นายท่านรองคงยังไม่ทราบเรื่อง นับตั้งแต่เดือนนี้เป็นต้นไป ค่าใช้จ่ายของแต่ละเรือน นายหญิงประจำเรือนจะรับผิดชอบจัดสรรค่าใช้จ่ายเอง ส่วนกลางจะไม่รับผิดชอบเรื่องนี้แล้ว”

            “ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้” เว่ยจวินหางพยักหน้าอย่างเข้าใจ น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นอารมณ์ดีขึ้นทันใด “เรื่องภายในเรือนฟูหนิง มอบให้ฮูหยินจัดการดูแลเองย่อมดีที่สุด”

            เหลียนเซียงเห็นสีหน้าท่าทางอีกฝ่ายแล้วจึงปิดปากเงียบไม่เล่าเรื่องเซี่ยเหอให้เขาฟัง ในดวงตานางฉายชัดถึงความผิดหวัง แต่เพราะรู้ดีว่าตนอยู่ในฐานะใด นางจึงโค้งคำนับแล้วถอยหลังจากไปเงียบๆ