อาหยูถูกจัดให้พักอยู่ในเรือนหลังหนึ่งในที่ว่าการอำเภอ นางยกเก้าอี้มาวางใต้แสงอาทิตย์ จากนั้นก็ใช้เวลาว่างของตนบรรจงหาเห็บหมัดให้แมวป่าตัวหนึ่ง
แมวป่าตัวนี้นำข่าวดีมาให้นาง มันบอกว่าสองผัวเมียตระกูลโจวยอมสารภาพแล้ว อาหยูจึงแอบกระตุกยิ้มด้วยความพึงพอใจ
ในชาติที่แล้ว นางโจวซื่อตายเร็วกว่าเวลาอันควร และการตายของโจวต้าจู้ก็ไม่ได้นำเรื่องดีๆ มาให้
แม้ว่าเจ้าของร่างนี้เกือบจะถูกกระทำชำเราจึงสังหารบิดากำมะลอของตนเพื่อป้องกันตัว แม้ว่านางจะเป็นผู้เสียหาย แต่ในสายตาของคนอื่น นางก็นับเป็นลูกทรพีที่ฆ่าพ่อ ดังนั้นชื่อเสียงของนางจึงถูกทำลายย่อยยับตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มต้นชีวิตใหม่
อีกประการหนึ่งคือ การตายของสองผัวเมียนี้ทำให้จวนโหวไม่อาจลงโทษคนตระกูลโจวได้ตามกฎหมาย ทำให้เรื่องนี้ไม่อาจจบลงอย่างสมบูรณ์
ความชั่วร้ายของสองสามีภรรยาตระกูลโจวถูกปิดบังไว้ จวนจิ้งไห่โหวได้แต่บอกกับคนนอกว่าเรื่องที่ทารกถูกสลับตัวเป็นอุบัติเหตุ คงต้องโทษโชคชะตา
นกกาเหว่าถูกสลับมาอยู่ในรังของนกกางเขน เป็นการจับพลัดจับผลูจากสวรรค์ ทำให้สาวน้อยบ้านนอกกลายเป็นคนโชคดีไปเสียเท่านั้น
เป็นแค่ความโชคดี!
เมื่อทุกอย่างลงเอยเช่นนี้ ใครจะโชคดีไปกว่าเซียวหย่าจุ้นอีกเล่า แม้นางจะมีชาติกำเนิดต้อยต่ำ แต่เพราะแม่บังเกิดเกล้าของนางได้เสี่ยงอันตรายมอบชีวิตใหม่ให้แก่นาง นางจึงได้เหินทะยานขึ้นไปเกาะบนคาคบไม้ที่สูงที่สุด กลายเป็นพญาหงส์ฟ้าที่งามสง่า
แม้ความจริงจะปรากฏออกมา แต่โหวฮูหยินผู้เป็นมารดาที่เฝ้าเลี้ยงดูทะนุถนอมนางมาตั้งแต่อ้อนแต่ออกก็มิอาจทำใจให้เกลียดนางได้
ครอบครัวของท่านโหวยังคงปกป้องนาง ทำให้เซียวหย่าจุ้นสามารถรักษาเกียรติยศของตนไว้ ไม่ว่าจะต้องเผชิญกับมรสุมใดก็ไม่อาจทำให้นางได้รับผลกระทบ
นับเป็นนางเอกในชีวิตจริงที่อุปสรรคใดๆ ก็ไม่อาจแผ้วพาน ช่างโชคดีเหลือเกิน
แต่ชีวิตในชาตินี้ของนางคงไม่ได้โชคดีอย่างนั้นอีก
ลาก่อนเทพแห่งโชคลาภ!
“แมวมาจากไหนกัน?”
เมื่อเห็นจี้หย่วนจื๋อเดินเข้ามา อาหยูก็รีบยืนขึ้นแล้วตอบด้วยรอยยิ้มว่า “มันวิ่งเข้ามาเองเจ้าค่ะ”
ไม่น่าเชื่อว่าแมวป่าที่ไม่คุ้นเคยกับคนจะนั่งอย่างเรียบร้อยในอ้อมกอดของเด็กสาวคนนี้ได้ จี้หย่วนจื๋อเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ดูเหมือนมันจะชอบเจ้าเหลือเกินนะ”
อาหยูแย้มยิ้มพลางคิดในใจว่า บนโลกใบนี้ไม่มีแมวตัวไหนที่กล้าชักสีหน้าใส่ปีศาจแมวเก้าหางเช่นนางหรอก
“ใต้เท้าเจ้าคะ?” ป้าเฉินที่ได้รับมอบหมายให้มาดูแลอาหยูถือถ้วยยาร้อนๆ เดินเข้ามา
เมื่อเห็นยาน้ำสีน้ำตาลคล้ำในถ้วย จี้หย่วนจื๋อก็นึกถึงคำที่ท่านหมอบอกไว้ว่า ตอนนี้ร่างกายของเด็กสาวคนนี้ขาดสารอาหารอย่างแรงจึงจำต้องบำรุง ไม่อย่างนั้นนางอาจจะอายุสั้น
ป้าเฉินมองบาดแผลน้อยใหญ่บนร่างของนาง มิหนำซ้ำที่สะโพกจนถึงต้นขาด้านขวายังมีรอยแผลน้ำร้อนลวกขนาดใหญ่ คงเป็นรอยที่เกิดจากการที่โจวต้าจู้ต้องการทำลายรอยปานไม่ให้มีคนจับได้
ยิ่งรู้ชะตากรรมอันเลวร้ายที่นางต้องพบเจอในวัยเด็กมากเท่าไร จี้หย่วนจื๋อก็ยิ่งเกลียดชังสองผัวเมียตระกูลโจวมากขึ้นเท่านั้น ช่างเป็นมนุษย์ที่ใจไม้ไส้ระกำเหลือเกิน
จี้หย่วนจื๋อยิ้มอย่างอ่อนโยนแล้วพูดกับนางด้วยน้ำเสียงอบอุ่นราวกับพี่ชายที่แสนดี “ดื่มยาเสียก่อนเถิด ข้าทิ้งไว้ให้เย็นลงบ้างแล้ว ตอนนี้กำลังอุ่นพอดี”
ป้าเฉินมองดูนางด้วยแววตาเวทนา ทำไมคนพวกนั้นจึงกล้าทำร้ายเด็กหญิงผู้น่าสงสารอย่างนี้นะ
อาหยูรับถ้วยยามาอย่างว่าง่ายพร้อมกับเอ่ยขอบคุณ “ขอบคุณท่านป้าเจ้าค่ะ”
อาหยูขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วพยายามกลืนยารสชาติขมลงคออย่างยากลำบาก เมื่อจัดการธุระเสร็จนางคงต้องฟื้นฟูร่างกายที่บอบช้ำโดยเร็ว เพราะสภาพในตอนนี้ดูน่าเวทนาไม่น้อย ร่างของเด็กสาวคนนี้ผอมจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก ใบหน้าซูบเซียว โหนกแก้มโผล่ให้เห็นอย่างชัดเจน ดวงตาลึกโบ๋และปูดโปน ใครเห็นก็คงนึกสมเพชไม่น้อย
ร่างนี้ของนางควรจะมีรูปโฉมงดงามตามสังขาร แต่จะดีเพียงใดก็ต้องอยู่ใต้อาณัติของครอบครัวตระกูลโจวมาตั้งแต่เกิด หากปล่อยไว้อย่างนี้อีกสามถึงห้าปี ร่างนี้ก็คงถูกทรมานจนตาย
จำได้ว่าตอนที่เจ้าของร่างขาดใจตาย ก็เป็นเพราะขาดสารอาหารเป็นเวลานาน แม้จะได้กลับไปใช้ชีวิตสุขสบายที่จวนโหวแต่ก็ยังมีความขมขื่น กังวล และคั่งแค้นในความอยุติธรรมที่ตนได้รับ จึงไม่ได้ใส่ใจดูแลสุขภาพของตนนัก
อาหยูเป็นดวงวิญญาณที่มารับช่วงต่อ นางจะไม่ยอมให้ร่างนี้กลับไปมีชีวิตอย่างนั้นอีกเด็ดขาด
ป้าเฉินรับถ้วยเปล่าจากมือนางแล้วจึงเดินออกไป
จี้หย่วนจื๋อมองอาหยูแล้วเอ่ยว่า “โจวต้าจู้และภรรยายอมรับสารภาพแล้ว” เขาเล่าเรื่องนั้นให้นางฟังอีกครั้ง
อาหยูนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง แล้วจึงปล่อยไหล่ลงคล้ายกับรู้สึกโล่งใจพลางพึมพำกับตัวเองว่า “ที่พวกเขาไม่ชอบข้า ไม่ใช่เพราะข้าไม่ดีพอ แต่เป็นเพราะพวกเขาไม่ใช่พ่อแม่แท้ๆ ของข้าอย่างนั้นรึ? ดีเหลือเกิน ช่างดีเหลือเกิน”
เมื่อกล่าวประโยคท้ายๆ ออกมา เสียงของนางก็แผ่วเบาลงเรื่อยๆ รู้สึกขอบตาร้อนผ่าว น้ำตาเม็ดโตจู่ๆ ก็ไหลอาบแก้มร่วงลงมาที่ขา ชั่วขณะนั้น นางรับรู้ถึงความโศกเศร้าของเจ้าของร่างเดิม รับรู้ถึงความกดดัน โหยหาการยอมรับและขาดใจตายทั้งๆ ที่ยังขมขื่นอาฆาตจี้หย่วนจื๋อรู้สึกอึดอัดในใจ เขาเอ่ยปลอบว่า “เจ้าเป็นเด็กดี เจ้าไม่ได้ทำอะไรผิดหรอก พวกเขาต่างหากที่ผิด”
นั่นยิ่งทำให้อาหยูน้ำตาไหล นางพยายามสะกดกลั้นเอาไว้แต่ก็ยังมีเสียงสะอื้นหลุดออกมาเบาๆ ใครได้ฟังก็คงปวดใจ ใครได้เห็นก็คงอดไม่ได้ที่จะหลั่งน้ำตาตามไปด้วย
แมวที่อยู่ในอ้อมกอดของนางเลียนิ้วนางเบาๆ และร้องเหมียวๆ แม้แต่แมวยังถูกนางหลอกให้เชื่อได้สนิท อาหยูแอบคิดในใจว่า ฝีมือการแสดงของตนพัฒนาไปมากทีเดียว
จี้ฮูหยินนั่งมองจดหมายของลูกชายที่ส่งกลับบ้านด้วยสีหน้าตกตะลึง
บุตรชายของนางเล่าว่าเด็กน้อยบ้านนอกคนหนึ่งถูกสลับตัวกับลูกสาวของจวนโหวเป็นเวลานานถึงสิบสามปี เด็กที่ญาติผู้น้องของนางอุ้มชูเลี้ยงดูด้วยความรักและเอาใจใส่แท้จริงแล้วเป็นลูกของคนอื่น แต่ลูกแท้ๆ ของตนกลับถูกทารุณกรรมอยู่ที่บ้านนอกอย่างน่าเวทนา
เป็นไปได้อย่างไร!
จี้ฮูหยินนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ก่อนจะค่อยๆ หันมาสอบถามที่มาที่ไปของเรื่องนี้จากผู้ที่มาส่งจดหมาย
เมื่อได้ฟังคำบอกเล่าของผู้ส่งสาร จี้ฮูหยินก็ร่างสั่นเทาด้วยความตื่นตระหนก เรื่องนี้ช่างร้ายกาจเหลือเกิน ด้วยความอัดอั้นตันใจ จี้ฮูหยินจึงรีบลุกขึ้นแล้วมุ่งหน้าตรงไปยังจวนจิ้งไห่โหวทันที
“วันนี้อากาศดีเหลือเกิน ลมอะไรพัดพี่หญิงมาถึงที่นี่ได้” เซียวฮูหยินเดินเข้ามาจูงมือจี้ฮูหยินด้วยรอยยิ้มอย่างสนิทสนม
สตรีที่อายุเกือบสี่สิบปีอย่างเซียวฮูหยินยังคงความสวยสดงดงามไว้ได้อย่างดี นางทำหน้าที่เป็นฮูหยินใหญ่ผู้ดูแลจวน มีสามีอันเป็นที่เคารพของคนทั่วไป มีลูกชายถึงสามและลูกสาวอีกหนึ่ง ลูกๆ ทุกคนได้ดิบได้ดีกันถ้วนหน้า ไม่มีเรื่องให้กังวลใจ นางจึงมีใบหน้าอิ่มเอมราวกับอายุเพียงสามสิบต้นๆ
แต่จี้ฮูหยินดูมีท่าทีร้อนใจเหลือเกิน
เมื่อเห็นสีหน้าของจี้ฮูหยิน เซียวฮูหยินก็ตกใจไม่น้อย
จี้ฮูหยินพยายามตั้งสติก่อนจะเอ่ยถามว่า “น้องพี่ ข้าถามเจ้าเรื่องหนึ่ง ที่ก้นของหย่าจุ้นมีปานหรือไม่?”
เซียวฮูหยินนิ่งอึ้งด้วยความตกใจ เนื่องจากปานไปปรากฏในที่ที่ไม่เหมาะสม นางจึงกลัวจะกลายเป็นที่ล้อเลียนของผู้อื่นและทำให้บุตรสาวของตนเสียหาย เรื่องนี้จึงรู้เพียงตัวนางและบ่าวรับใช้คนสนิทไม่กี่คนเท่านั้น
เซียวฮูหยินเข้าใจไปอีกทาง จึงเอ่ยถามด้วยความร้อนใจว่า“มีคนเอาเรื่องไปโพนทะนาให้จุ้นเอ๋ออับอายใช่หรือไม่?”
จี้ฮูหยินเห็นว่าญาติผู้น้องเป็นห่วงเด็กคนนั้นถึงเพียงนี้ ก็ยิ่งสับสนในใจ จึงได้เล่าเรื่องที่ทารกทั้งสองถูกสลับตัวกันให้ฟังทันที
ข่าวนี้มาอย่างกะทันหัน เซียวฮูหยินไม่ได้เตรียมใจหรือตั้งตัวมาก่อนจึงตกใจจนแทบสิ้นสติ
เซียวฮูหยินอยากจะคิดว่าญาติผู้พี่ของตนคงอยากล้อตนเล่น แต่เรื่องนี้จะมาพูดเล่นๆ ได้อย่างไร?
นางรู้สึกคล้ายกับมีเม็ดทรายจำนวนมากจุกอยู่ที่ลำคอ นางรู้ดีว่าไม่มีทางที่จี้ฮูหยินจะนำเรื่องอย่างนี้มาล้อเล่นแน่
คนทางนั้นได้สารภาพออกมาหมดเปลือกแล้ว ทั้งยังมีหลักฐานชัดเจน แม้แต่ปานสัญลักษณ์ซึ่งเป็นความลับของจุ้นเอ๋อ อีกฝ่ายก็ยังสามารถพูดออกมาได้อย่างไม่ผิดเพี้ยน
จุ้นเอ๋อไม่ใช่ลูกของตน ลูกแท้ๆ กลับถูกขโมยไปเสียนี่!
เซียวฮูหยินไม่ใช่สตรีธรรมดา แม้จะมีเรื่องสะเทือนใจก็ยังพยายามสงบสติอารมณ์และเอ่ยว่า “นาง... หมายถึงลูกสาวตัวจริงของข้า หลายปีมานี้มีความเป็นอยู่ที่ดีหรือไม่?” นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแหบพร่าปนสะอื้น
จี้ฮูหยินมองผู้เป็นน้องสาวด้วยความสงสารเพราะตนก็มีลูกสาวเช่นกัน แต่เซียวฮูหยินกลับถูกคนขโมยเลือดเนื้อเชื้อไขไป ส่วนความเป็นอยู่ของเด็กคนนั้น เมื่อฟังจากคำบอกเล่าของผู้ส่งสารก็เหมือนจะใช้ชีวิตอยู่อย่างอนาถา คนบ้านนั้นไม่ได้เลี้ยงเสมือนลูกของตน แต่เลี้ยงไม่ต่างจากลูกศัตรู เอาไว้ทุบตีทรมานเพียงเท่านั้น
โลกใบนี้เหตุใดจึงมีคนใจไม้ไส้ระกำขนาดนั้นหนอ?