ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

นางรองสองวิญญาณ ตอนสลับตัวลูกสาว 女配不想死(快穿)

ผู้แต่ง Huan Gui Yi
ผู้แปล hongsamut
ประเภท
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
มีคนประเภทหนึ่งที่ควรจะมีชีวิตที่สวยสดงดงาม แต่กลับต้องเผชิญกับเคราะห์ซ้ำกรรมซัดทำให้ต้องมีจุดจบที่น่าสังเวช ในชีวิตของนางเหมือนจะถูกลิขิตมาให้ต้องพ่ายแพ้อยู่ร่ำไป เรามักจะเรียกคนประเภทนี้ว่า ‘นางรองอนาถา’ เพื่อจะบำเพ็ญเพียรให้ได้หางที่เก้า ปีศาจแมวเช่น ‘อาหยู’ จำต้องตามหาหญิงสาวเหล่านี้ แล้วแก้ไขให้ชีวิตของพวกนางสมหวังอย่างที่ควรจะเป็น ‘สลับตัวลูกสาว’ เป็นเรื่องบุตรสาวขุนนางใหญ่ที่ถูกแอบสลับตัวไปตั้งแต่เกิด นางต้องทนทุกข์อยู่ในบ้านที่ยากจนแร้นแค้น ถูกกดขี่ตบตีสารพัด เป็นนางรองของเรื่องที่มีแต่คนเกลียดชังหยามหมิ่น แต่เด็กอีกคนกลับสวมปีกหงส์ฟ้าของนาง ทะยานขึ้นไปเกาะกิ่งไม้สูง กลายเป็นนางเอกที่เสวยสุขกับวาสนาอันยิ่งใหญ่ของนางแทน แบบนี้ไม่ถูก... ถึงคราวกระชากปีกนางหงส์กำมะลอเสียแล้ว!

บทนำ

นางรองสองวิญญาณ ตอนสลับตัวลูกสาว
จากเรื่อง: 女配不想死(快穿)
ฮวนกุยอี่ เขียน ห้องสมุด แปล

Author: Huan Gui Yi
Chinese edition copyright  北京晋江原创网络科技有限公司
Cover illustration  Ling Zi
Thai edition copyright  Hongsamut.com Co., Ltd.
ALL RIGHTS RESERVED

สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537

----------------------

มีคนประเภทหนึ่งที่ควรจะมีชีวิตที่สวยสดงดงาม 
แต่กลับต้องเผชิญกับเคราะห์ซ้ำกรรมซัดทำให้ต้องมีจุดจบที่น่าสังเวช 
ในชีวิตของนางเหมือนจะถูกลิขิตมาให้ต้องพ่ายแพ้อยู่ร่ำไป 
เรามักจะเรียกคนประเภทนี้ว่า ‘นางรองอนาถา’

เพื่อจะบำเพ็ญเพียรให้ได้หางที่เก้า 
ปีศาจแมวเช่น ‘อาหยู’ จำต้องตามหาหญิงสาวเหล่านี้ 
แล้วแก้ไขให้ชีวิตของพวกนางสมหวังอย่างที่ควรจะเป็น
 
‘สลับตัวลูกสาว’ เป็นเรื่องบุตรสาวขุนนางใหญ่ที่ถูกแอบสลับตัวไปตั้งแต่เกิด 
นางต้องทนทุกข์อยู่ในบ้านที่ยากจนแร้นแค้น ถูกกดขี่ตบตีสารพัด 
เป็นนางรองของเรื่องที่มีแต่คนเกลียดชังหยามหมิ่น 
แต่เด็กอีกคนกลับสวมปีกหงส์ฟ้าของนาง ทะยานขึ้นไปเกาะกิ่งไม้สูง 
กลายเป็นนางเอกที่เสวยสุขกับวาสนาอันยิ่งใหญ่ของนางแทน
 
แบบนี้ไม่ถูก...
ถึงคราวกระชากปีกนางหงส์กำมะลอเสียแล้ว!

สารบัญ

มองคล้ายตาแมว!

                พ่านตี้แบกฟืนมัดใหญ่กลับบ้านอย่างยากลำบาก

                โจวเสียวเป่าที่กำลังวิ่งเล่นบนถนนในหมู่บ้านอย่างมีความสุข วิ่งตรงมาหานางอย่างรีบร้อนพลางเอ่ยถาม “อูถงจื่อ อูถงจื่อไปไหนเสียล่ะ”

                ใบหน้าเหลืองซีดซูบเซียวของพ่านตี้ปรากฏร่องรอยแห่งความหวาดกลัว นางรีบละล่ำละลักตอบว่า “วันนี้ข้าเก็บอูถงจื่อไม่ได้เลยสักลูก”

                ‘อูถงจื่อ*’ เป็นผลไม้สีม่วงเข้ม รสชาติหวานอมเปรี้ยว มันเป็นของโปรดของเด็กๆ ในหมู่บ้าน เพียงแต่ตอนนี้เป็นช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิ ดังนั้นบนภูเขาจึงมีลูกอูถงจื่อไม่มากนัก

                โจวเสียวเป่าไม่ได้สนใจคำตอบของนาง ในเมื่อเขาไม่ได้กินผลไม้ที่ชอบก็โมโห พลันยกมือขึ้นทุบตีลงบนร่างของพ่านตี้พร้อมทั้งสบถด่า “เจ้าแอบกินล่ะสิ เจ้าต้องแอบกินเข้าไปแล้วแน่ๆ นังสารเลว นังเศษสวะ”

                โจวเสียวเป่าอายุเพียงสิบปีแต่ก็มีของกินดีๆ มาประเคนให้เสมอ ฉะนั้นเลยมีเรี่ยวแรงมากกว่าเด็กธรรมดาทั่วไป เมื่อลงมือทุบตีพ่านตี้อย่างเต็มกำลังจึงสร้างความเจ็บปวดให้กับนางไม่น้อย ขอบตาของพ่านตี้ร้อนผ่าวแต่ไม่กล้าหลั่งน้ำตาออกมา    

                มีครั้งหนึ่งที่นางพยายามหลีกหนีจากการทุบตี แต่น้องชายก็วิ่งตามนางมาจนเขาหกล้มหัวเข่าแตก เมื่อท่านพ่อกลับมาถึงบ้านแล้วรู้เข้า ก็ถีบเข้าที่ท้องนางอย่างแรงด้วยความโมโห นางนอนปวดระบมนานถึงสองเดือน

                พ่านตี้ยกมือขึ้นกุมศีรษะเพื่อป้องกันตัวแล้วพยายามถอยห่าง นางขดร่างผอมบางตรงช่องว่างเล็กๆ ระหว่างเล้าหมูและกำแพงดิน พยายามซุกหน้าไว้กับหัวเข่าแล้วใช้แผ่นหลังกำบังตัวเพื่อให้บริเวณที่ถูกทุบตีมีไม่มากนัก นางจะได้ไม่ต้องเจ็บตัวมาก

                เมื่อทุบตีไปสักพักแล้วรู้สึกว่าไม่ถนัดถนี่ โจวเสียวเป่าก็เปลี่ยนเป็นทิ่มแทงแทน เขาเอากิ่งไม้แหลมๆ แทงทะลุเสื้อผ้าบางๆ ที่นางสวมใส่ในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ทำให้พ่านตี้ที่ซุกหน้าอยู่กับหัวเข่าต้องอ้าปากกัดกระโปรงแน่น นางไม่พยายามจะขัดขืนและไม่โต้ตอบใดๆ ทั้งสิ้น

                ดวงหน้าซูบเซียวผอมแห้งจนเห็นโครงหน้าชัดเจนของนาง เก็บอารมณ์ไว้ได้อย่างมิดชิด ผิดกับวัยของนางเหลือเกิน

                “เสียวเป่า พอแล้ว” ผู้ที่ปักผ้าอยู่ในห้องชื่อโจวจาวตี้ผลักประตูแล้วเดินเข้ามา นางปรายหางตามองไปยังร่างของพ่านตี้ที่ขดตัวสั่นเทาอยู่ตรงมุมหนึ่ง แล้วจึงเอ่ยว่า “พี่รองของเจ้าได้เวลาไปทำกับข้าวแล้ว”

                หากตีมันตาย แล้วใครจะทำงานบ้านเล่า!

                โจวเสียวเป่าที่ถือกิ่งไม้แหลมไว้ในมือ ฟาดลงไปด้วยความโมโหอีกสองสามครั้ง แล้วก่นด่าอย่างหยาบคายว่า “พี่ใหญ่ มันกินอูถงจื่อของข้าจนหมด น่าโมโหเหลือเกิน นังสารเลว”

                แม้พ่านตี้จะกล้าหาญอย่างไรก็ไม่มีทางแอบกินอูถงจื่อเด็ดขาด เรื่องนี้โจวจาวตี้รู้ดี การที่นังนั่นเก็บอูถงจื่อไม่ได้นับว่าเป็นเรื่องปกติของฤดูกาลนี้ แต่เพราะท่านพ่อตามใจน้องชายจนเสียคน ทำให้เขากลายเป็นเด็กเจ้าอารมณ์ พอโมโหขึ้นมาไม่ใช่เฉพาะพี่สาวทั้งสองเท่านั้นที่ต้องรองรับอารมณ์ แม้แต่ท่านพ่อท่านแม่เองก็ไม่เว้น ดังนั้นโจวจาวตี้จึงไม่กล้าพูดกับน้องชายด้วยเหตุผล แสร้งปลอบใจไปว่า “ถ้าอย่างนั้น เย็นนี้ก็ไม่ต้องให้มันกินข้าวไปก็หมดเรื่อง”

                โจวเสียวเป่าได้ยินจึงค่อยมีสีหน้าพอใจ เขาใช้ไม้ทิ่มไปที่เอวของพ่านตี้อย่างแรงอีกครั้งเพื่อซ้ำเติม พลางเอ่ยว่า “อย่าเสนอหน้ามากินข้าวล่ะ”

                “ฮึ!” จู่ๆ เด็กสาวที่ขดตัวอยู่ตรงมุมหนึ่งของกำแพงก็สบถออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา ดวงหน้ามอมแมมของนางที่เคยเรียบเฉยจนดูเหมือนไร้ความรู้สึกมาตลอด กลับมีแววอาฆาตมาดร้ายฉายให้เห็นแวบหนึ่ง นางหันกลับมาสบตากับโจวเสียวเป่า ชั่วขณะนั้น ดวงตาของพ่านตี้ราวกับคมกล้าขึ้นหลายส่วน ทั้งยังทอประกายวาววับราวกับรุ้งหลายเฉด

                มองคล้ายตาแมว!

                เมื่อเห็นแววตาคู่นั้นจ้องเขม็งมายังตน โจวเสียวเป่าก็ถึงกับสะดุ้งเฮือก บังเกิดความกลัวขึ้นในใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

                ทำไมจู่ๆ ก็รู้สึกว่านังพ่านตี้ที่ยืนอยู่ตรงหน้าเปลี่ยนไปเป็นคนละคน แต่ไม่นานนักความกลัวของเขาก็มลายหายไป กลายเป็นความโกรธที่ปะทุขึ้นมาแทน “เจ้ากล้าจ้องหน้าข้าอย่างนั้นรึ!”

                เด็กน้อยที่เอาแต่ใจอย่างโจวเสียวเป่ายกกิ่งไม้ขึ้นอีกหน แต่ใครจะไปคิดว่าเขาจะถูกเตะจนล้มกลิ้งลงกับพื้น

                ผู้ที่ถูกเตะจนลงไปนอนกองที่พื้นอย่างโจวเสียวเป่า ไม่ได้สนใจความเจ็บปวดของตนเองเลย เอาแต่ตะโกนร้องเสียงแหลมอย่างเหลือเชื่อว่า “เจ้ากล้าทำข้า... กล้าทำข้าเลยหรือ?”

                โจวจาวตี้ที่ยืนอยู่หน้าห้องก็ตกตะลึงในภาพที่เห็นตรงหน้าไม่ต่างกัน พ่านตี้บ้าไปแล้วรึไงถึงกล้าลุกขึ้นมาเตะเสียวเป่าอย่างนั้น

                นางรนหาที่ตายหรือ?

                เมื่อได้สติ โจวจาวตี้ก็พุ่งตัวเข้าไปเพื่อไกล่เกลี่ยทั้งสอง ไม่ใช่อะไรหรอก หากท่านพ่อท่านแม่กลับมาพบว่ามีเรื่องกันอยู่ นางในฐานะพี่คนโตคงต้องถูกตีเป็นแน่

                “พ่านตี้ เจ้าบ้าไปแล้วรึถึงได้กล้าเตะเสียวเป่าน่ะ” โจวจาวตี้ค่อยๆ ประคองร่างของโจวเสียวเป่าขึ้นมาจากพื้น

                ไม่ใช่ว่าบ้า แต่ข้าไม่ใช่พ่านตี้ของพวกแก! ‘อาหยู’ ที่ปวดระบมไปทั่วทั้งร่างมีสีหน้าดุดันขึ้นเรื่อยๆ นัยน์ตาแมวของนางจ้องมองไปยังสองพี่น้องตระกูลโจวอย่างไม่เป็นมิตร

                วันนี้โจวเสียวเป่าซ้อมนางไปสักพักแล้วก็ยังไม่ยอมเลิกรา ยังใช้ไม้ปลายแหลมมาตามไล่แทงเสียอีก ปกตินางไม่ค่อยจะถือสาเด็กซนสักเท่าไร จะดุด่าตบตีอย่างไรก็ช่างเถอะ นางไม่อยากจะเสียเวลาลุกขึ้นมาสู้ แต่เด็กสันดานหยาบเยี่ยงโจวเสียวเป่า ไม่เพียงแต่ลงไม้ลงมือกับร่างผอมแห้งของนาง กลับชูกิ่งไม้แล้ววิ่งเข้ามาทำร้ายนางไม่หยุด

                ดูอย่างตอนนี้สิ เขาลุกขึ้นมาได้ก็ตะโกนอีกครั้งว่า “ข้าจะตีเจ้าให้ตายเลยนังเศษสวะ!”

                อาหยูตั้งรับอีกฝ่ายด้วยลูกเตะอีกครั้ง โจวเสียวเป่าล้มลงไปกองที่พื้นอีกหน แต่คราวนี้นางไม่ใจดีแล้ว อาหยูคว้าฟืนได้ท่อนหนึ่งก็ระดมฟาดลงบนใบหน้าและเรือนร่างของอีกฝ่ายอย่างไม่ปรานี

                ชอบซ้อมคนไม่ใช่รึ! ลองลิ้มรสชาติของการเป็นผู้ถูกซ้อมเสียบ้างสิ

                ผู้ที่กลิ้งตัวไปมาอยู่บนพื้นอย่างโจวเสียวเป่าร้องไห้โหยหวนจนฟังไม่เป็นเสียงมนุษย์ ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังไม่หยุดด่า ทั้งยังขู่ว่าจะบอกท่านพ่อให้ตีพ่านตี้จนตาย

                “นี่! จะหาเรื่องหรืออย่างไร บ้าไปแล้วรึ” โจวจาวตี้พุ่งตัวเข้ามาหมายจะรั้งพ่านตี้ไว้ นางรีบเอ่ยว่า “คอยดูนะ ท่านพ่อกลับมาต้องตีเจ้าตายแน่ๆ ท่านพ่อไม่มีทางปล่อยเจ้าให้ลอยนวลไปได้อย่างแน่นอน”

                อาหยูหัวเราะอย่างเย็นชา นางหันกลับมาเงื้อฟืนในมือฟาดลงบนใบหน้าของโจวจาวตี้...ลูกสาวคนโตของตระกูลโจวบ้าง นังนี่มักทำตัวไม่ได้เรื่องเหมือนกันกับน้องชาย เอาแต่ยกงานหนักทั้งหมดให้พ่านตี้ทำ มิหนำซ้ำบางครั้งยังมองว่าการที่พ่านตี้ถูกทุบตีบ้าง ถือเป็นเรื่องสนุก

                โจวจาวตี้ร้องเสียงหลง น้ำตาไหลพรากด้วยความเจ็บปวดทรมาน “แก! นังสารเลว แกมันบ้าไปแล้ว พ่านตี้ แกอยากตายหรือไง”

                อาหยูไม่ได้สนใจจะตอบคำถามของโจวจาวตี้ นางก้มหน้าก้มตาตีอย่างเดียวทั้งยังไม่ลืมที่จะหันมาตีโจวเสียวเป่าซ้ำอีก โจวเสียวเป่าสะบักสะบอมบอบช้ำนอนกองอยู่กับพื้น สองพี่น้องตระกูลโจวร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด ในใจนึกหวาดหวั่นถึงพละกำลังอันมหาศาลที่พ่านตี้เพิ่งแสดงออกมา

                เมื่อเห็นว่าเหตุการณ์นี้สร้างความตื่นตระหนกให้คนโดยรอบ อาหยูที่ตีเสร็จก็หมุนตัวกลับหลังหันแล้วเดินจากไป นางเคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างคล่องแคล่วรวดเร็ว ดูไม่คล้ายกับพ่านตี้คนเดิม หลังจากเดินได้สักพักนางก็เริ่มวิ่ง

                ไม่วิ่งไหวหรือ?

                หลังจากก่อเหตุแล้ว ไม่รีบหนีอาจถูกตีตายได้

                นี่ถ้าสามีภรรยาตระกูลโจวรู้ว่าลูกชายที่เป็นดั่งแก้วตาดวงใจ ถูกนางทุบตีไม่ต่างจากสุนัขก็คงต้องย้อนกลับมาตีนางแน่ ถึงคราวนั้นร่างเล็กๆ นี่หากไม่ตายก็คงพิการล่ะ

                โชคดีที่เวลานี้สามีภรรยาตระกูลโจวและชาวบ้านคนอื่นๆ ต่างกำลังทำงานอยู่ในเรือกสวนไร่นา และบ้านของตระกูลโจวก็อยู่ลึกเข้าไปในทางเปลี่ยว บริเวณนั้นไม่ค่อยมีบ้านเรือน เท่ากับเป็นการเปิดทางสะดวกให้กับอาหยู

                ระหว่างทาง อาหยูได้ยินเสียงของซ้อชุ่ยผู้เป็นเพื่อนบ้านร้องเรียกว่า “พ่านตี้...” แต่ประโยคหลังกลับเลือนหายไปกับสายลม เพราะนางเคลื่อนร่างผ่านหน้าซ้อชุ่ยไปอย่างรวดเร็วเสียก่อน

                ซ้อชุ่ยตกตะลึง มองตามแผ่นหลังของอาหยูที่วิ่งผ่านหน้าตนไป นางนิ่งมองอยู่นานกว่าจะได้สติ แล้วนึกได้ว่า เด็กสาวเมื่อครู่คือลูกสาวคนรองที่ผอมบางอ่อนแอของโจวต้าจู้นี่นา แล้วทำไมถึงได้วิ่งเร็วขนาดนั้นเล่า?

                พอซ้อชุ่ยเดินไปยืนอยู่นอกรั้วของบ้านตระกูลโจว ก็เห็นสองพี่น้องตระกูลโจวนอนร้องโอดโอยอยู่กับพื้น ใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยร่องรอยแผลและโลหิต ทำให้ซ้อชุ่ยต้องเบิกตาโพลง จ้องมองอย่างตกใจ “นี่มันเกิดอะไรขึ้น!”

                ตอนแรกที่นางได้ยินเสียงโหวกเหวกโวยวาย ก็คิดเพียงว่า สงสัยลูกสาวคนรองของตระกูลโจวจะถูกพี่สาวและน้องชายกลั่นแกล้งอีกแล้ว แต่เสียงที่ว่ากลับยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ นางเกรงว่าเรื่องจะบานปลายจนถึงแก่ชีวิตจึงรีบมาห้ามไว้

                จะว่าไปเด็กผู้หญิงคนนั้นก็น่าสงสารเหลือเกิน เป็นเด็กขยันทำงานหนักตั้งแต่เช้าจรดเย็น แทบไม่มีเวลาได้พักผ่อน แต่ก็ยังไม่เป็นที่ถูกใจของพี่สาวกับน้องชายอยู่ดี ดังนั้น...ในบางวันพ่านตี้ก็ถึงกับต้องอดข้าวอดน้ำ

                แต่ที่ไหนได้ วันนี้คนที่ถูกซ้อมจนสะบักสะบอมกลับกลายเป็นลูกสาวคนโตและโจวเสียวเป่า เรื่องนี้ทำให้ซ้อชุ่ยนึกประหลาดใจไม่น้อย อาหยูที่วิ่งหนีไปได้สักระยะพลันหยุดฝีเท้า นางก้มหน้าลงสำรวจร่างคล่องแคล่วของตนด้วยความรู้สึกประหลาดใจเช่นกัน

                จริงๆ ร่างนี้ก็เคลื่อนไหวได้ไม่เลวเลยนี่?

บุญสัมพันธ์

                นิ้วเรียวยาวซูบเซียวไม่ต่างอะไรกับตีนไก่ของนางค่อยๆ ยกชายกระโปรงขึ้น ท่อนขาที่เห็นมีแต่หนังหุ้มกระดูกเต็มไปด้วยรอยม่วงเขียวเป็นจ้ำๆ ความน่ากลัวถูกเสริมเข้าไปอีกด้วยร่องรอยบาดแผลนับไม่ถ้วน นางได้แต่ยิ้มเย้ยในโชคชะตาของเจ้าของร่าง

                สองสามีภรรยาตระกูลโจวรู้ทั้งรู้ว่าลูกสาวของตนได้ไปเสวยสุขอยู่ในจวนของขุนนาง แต่ยังกลับมาทุบตี ทำทารุณกรรมเด็กหญิงที่เขาแอบสับตัวมา หากอาหยูไม่ฆ่าเจ้าสารเลวพวกนี้ให้ตาย นางก็คงไม่ใช่แมวแล้ว

                ถูกต้อง... อาหยูเป็นแมว!

                ปีศาจแมวแปดหางที่เฝ้าบำเพ็ญเพียรเพื่อรอให้หางที่เก้าโผล่ออกมาเสียที

                เมื่อใดที่หางสุดท้ายของนางงอกออกมา ความฝันที่จะมีอิทธิฤทธิ์ดังเทพเซียนก็คงจะสัมฤทธิผล

                อาจารย์บอกนางว่า หางที่เก้าจะงอกออกมาได้ก็ต่อเมื่อนางทำให้ดวงวิญญาณของคนที่มี ‘บุญสัมพันธ์’ กับตนสมปรารถนา

                อาหยูเฟ้นหาคนที่มีบุญสัมพันธ์กับนางเจอคนหนึ่ง นางช่วยให้ความปรารถนาของเขาสำเร็จ หางที่เก้าของนางงอกออกมาจริงๆ ทว่าหางแรกกลับหลุดออกไปเสียนี่

                หรืออาจารย์จะล้อนางเล่นแล้ว?

                หางที่งอกออกมาใหม่นั้นมีความงดงามมากกว่าของเดิมอยู่หลายเท่า ทำให้อาหยูพอจะใช้เป็นข้ออ้างเพื่อให้อภัยอาจารย์ตนได้

                ปีศาจแมวเช่นอาหยูท่องไปทั่วทั้งพื้นพิภพ เป้าหมายคือ ‘ทำความดีทิ้งไว้ในโลกาโดยไม่ฝากนามกรให้ใครยกย่อง’ ใครๆ ต่างก็เรียกนางว่า...แมวเหลยเฝิง

                ร่างนี้คือผู้ ‘มีบุญสัมพันธ์’ กับนาง เป็นคนที่เก้าที่นางได้พบ

                เจ้าของร่างนี้เดิมทีเป็นบุตรสาวของจวนจิ้งไห่โหว* ในเมืองหลวง ในอดีต... เซียวฮูหยิน—มารดาเจ้าของร่างนี้ได้เดินทางกลับบ้านเดิมเพื่อไปดูใจมารดาชราภาพของตน ระหว่างทางเกิดโดนกลุ่มโจรบุกเข้าปล้น ทำให้เซียวฮูหยินต้องหนีหัวซุกหัวซุนไปหลบอยู่ใกล้บ้านตระกูลโจว และได้ให้กำเนิดเจ้าของร่างนี้ออกมา

                ในขณะเดียวกันนั้น บ้านตระกูลโจวก็ให้กำเนิดลูกสาวคนหนึ่งเช่นกัน

                โจวต้าจู้ที่ให้ความสำคัญกับลูกชายมากกว่าลูกสาว พอรู้ว่าตนได้ลูกสาวอีกแล้วก็ถึงกับบันดาลโทสะ คิดจะโยนลูกสาวของตนเข้าไปในป่าให้เป็นอาหารของพวกหมาป่า เขาเคยทำแบบนี้กับลูกสาวอีกคนก่อนหน้ามาแล้ว นี่เป็นวิธีที่พวกชาวบ้านมักจะแอบทำโดยหวังว่าครรภ์ถัดไปตนจะโชคดีได้ลูกชายบ้าง การโยนทารกหญิงให้เป็นอาหารของสัตว์เดรัจฉานแล้วปล่อยให้เด็กตายไปอย่างทรมาน เชื่อกันว่าจะทำให้วิญญาณของเด็กหญิงไม่กล้ากลับมาเกิดในท้องอีก

                นางโจวซื่อบังเอิญเห็นเซียวฮูหยินนอนอยู่บนเนินเขานอกบ้านของตนเข้า จึงได้อาศัยจังหวะที่สามีนางกำลังเก็บเครื่องประดับและของมีค่าจากร่างของเซียวฮูหยิน แอบสลับทารกทั้งสอง

                เมื่อได้ลาภก้อนโตแล้ว โจวต้าจู้จึงไม่คิดจะทิ้งลูกสาวของตนอีก ทั้งยังไม่ได้สนใจด้วยว่าภรรยากำลังทำอะไรอยู่ เขารีบหอบทรัพย์สินทั้งหมดกลับไปซ่อนที่บ้านทันที หลังจากนั้นวันถัดมาก็ได้ยินข่าวว่ามีทหารมาช่วยผู้สูงศักดิ์นางหนึ่งที่เป็นลมบนเชิงเขา

                นั่นทำให้โจวต้าจู้นึกตกใจไม่น้อย ตอนแรกเพียงคิดว่าฮูหยินคนนั้นคงเป็นเพียงเศรษฐีธรรมดา ผ่านไปสามวัน โจวต้าจู้ก็ได้พบความผิดปกติของเด็กน้อยลูกสาวตน หลังจากคาดคั้นถามความจริงกับภรรยา เขาจึงทราบเรื่องการลอบสลับทารกจากปากของนางโจวซื่อ ซึ่งเรื่องนี้ก็ทำให้เขาตกใจจนแทบสิ้นสติ

                สองสามีภรรยาไม่กล้าพูดความจริงออกมา ซ้ำยังกลัวว่าจะมีคนสืบรู้ความจริงจนได้ ทั้งสองจึงตกอยู่ท่ามกลางความหวาดผวา แม้ในยามหลับก็ยังฝันเห็นพวกทหารมายืนรออยู่หน้าบ้าน

                พวกเขาอยู่กับความหวาดกลัวเป็นเวลาหลายเดือน จนกระทั่งเหตุการณ์สงบเรียบร้อยโดยที่ไม่มีเรื่องใดเกิดขึ้น สองสามีภรรยาจึงค่อยวางใจลง

                โจวต้าจู้ไม่กล้าพูดถึงเรื่องการนำเด็กไปทิ้งอีกแล้ว กลัวว่าถ้าหญิงผู้ดีตระกูลนั้นมาหาเขาถึงหน้าบ้านจะทำอย่างไร

                ความหวาดกลัวนี้ทำให้ปีแรก ร่างของเด็กทารกคนนี้ถูกเลี้ยงมาแบบตามมีตามเกิด จนกระทั่งโจวต้าจู้ได้นำเครื่องประดับที่ตนขโมยมาออกขายในวันหนึ่ง ทว่ากลับถูกไล่ล่า กระทั่งถูกตัดแขนออกไปข้างหนึ่ง ความพิการหนนั้นเขาโทษว่าเป็นความผิดของพ่านตี้

                และเมื่อเห็นว่าเวลาผ่านไปนานพอสมควรแล้วแต่ยังไม่มีใครออกมาตามหานาง คาดว่าจวนจิ้งไห่โหวย่อมไม่มีทางรู้ความจริงในเรื่องสลับลูกนี้เป็นแน่ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เด็กหญิงที่ถูกสลับตัวก็ใช้ชีวิตอย่างลำบากมากขึ้นเรื่อยๆ มักจะถูกดุด่าทุบตีไม่เว้นแต่ละวัน

                ในชาติที่แล้ว ร่างนี้ถูกทารุณกรรมยาวนานจนกระทั่งอายุสิบห้าปีความจริงจึงปรากฏ และนางก็ถูกส่งตัวกลับไปอยู่ที่จวนจิ้งไห่โหวหลังจากนั้น ทว่าสิ่งที่ได้กลับมากลายเป็นความทรมานอีกรูปแบบหนึ่งซึ่งแตกต่างกันออกไป

                พ่านตี้คล้ายกับไก่ป่าที่หลุดเข้าไปในฝูงหงส์ นางแตกต่างจากคนอื่นอย่างชัดเจน

                อาจกล่าวได้ว่าคนที่โชคดีที่สุดในเรื่องนี้คือ ‘เซียวหย่าจุ้น’ ผู้แสนดี นางก็คือบุตรสาวของครอบครัวโจวที่ถูกสลับตัวมาตั้งแต่แรก

                เซียวหย่าจุ้นอาศัยอยู่ที่จวนจิ้งไห่โหวจนได้ชื่อว่าเป็นลูกสาวของจวนนี้อย่างแท้จริง นางชำนาญด้านดนตรี ศิลปะ โคลงกลอน รวมทั้งมีบุคลิกที่โดดเด่นงามสง่า สมกับเป็นนางหงส์ที่สูงค่า นางครอบครองเกียรติยศชื่อเสียง รวมทั้งความสุขสบายทั้งหมดของพ่านตี้ไปอย่างหมดจด

                สมความปรารถนาของมารดาเจ้าแผนการของนาง!

                ชาติที่แล้ว... เมื่อความจริงปรากฏ ท่านโหวและเซียวฮูหยินยังไม่อาจตัดใจทิ้งเด็กหญิงที่ทั้งสองเลี้ยงมากับมืออย่างเซียวหย่าจุ้นได้ พวกเขาจึงเลี้ยงเอาไว้ทั้งคู่ อีกทั้งยังได้ขอร้องให้พ่านตี้กับเซียวหย่าจุ้นเป็นพี่น้องที่ดีต่อกัน

                สำหรับพ่านตี้แล้ว... เซียวหย่าจุ้นเป็นเสมือนมีดอาบยาพิษที่คอยทิ่มแทงใจ ทุกครั้งที่ได้พบหน้า เรื่องราวในอดีตมักจะผุดขึ้นมาคล้ายกับเป็นแผลสดที่ไม่มีวันเยียวยาได้

                การใช้ชีวิตแบบนี้ทำให้เจ้าของร่างนี้รู้สึกอึดอัดใจไม่น้อย คนรอบข้างก็ไม่ละเว้น พยายามนำนางและเซียวหย่าจุ้นมาเปรียบเทียบในทุกๆ ด้าน แล้วเด็กบ้านนอกที่ไม่เคยได้รับการอบรมสั่งสอนใดๆ อย่างนางจะเทียบอะไรกับสตรีที่งดงามเพียบพร้อมไปด้วยบุคลิกและสติปัญญาอย่างเซียวหย่าจุ้นเล่า?

                เรื่องนี้ทำให้พ่านตี้ปวดใจจนล้มป่วย

                เมื่อต้องถูกเปรียบเทียบกับเซียวหย่าจุ้นอยู่เรื่อยๆ อีกทั้งยังเข้ากับคนในบ้านไม่ได้ ทำให้พ่านตี้ถูกส่งไปอยู่ที่สำนักนางชี

                ปีศาจแมวเช่นอาหยูมีอภินิหารเหนือมนุษย์ประการหนึ่ง คือการสามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขข้อผิดพลาดในอดีตได้ แต่ด้วยวรยุทธ์ที่มีขีดจำกัด นางจึงไม่อาจกำหนดช่วงเวลาที่ต้องการย้อนกลับ ดังนั้น ช่วงเวลาที่นางย้อนกลับมาอาศัยในร่างนี้จึงไม่ค่อยจะแม่นยำนัก

                นางย้อนมาตอนที่พ่านตี้มีอายุสิบสามปี เป็นช่วงสองปีก่อนที่ความจริงจะถูกเปิดเผย จึงไม่ถือว่าเป็นเวลาที่ช้าหรือเร็วจนเกินไป

                เสียงของเจ้าของร่างเดิมดังก้องขึ้นในหัวด้วยความอาฆาตว่า “ข้าอยากให้พวกตระกูลโจวได้รับบทเรียนอย่างที่ควรจะได้รับ”

                ชาติที่แล้วนางโจวซื่อป่วยตาย ส่วนสามีของนางก็ถูกพ่านตี้แทงตายเพราะอีกฝ่ายเข้ามาปลุกปล้ำ

                สองสามีภรรยาตายสบายจนเกินไป ตายอย่างผู้บริสุทธิ์ มิหนำซ้ำหลังจากที่ตายแล้วก็ยังได้รับการคารวะศพจากเซียวหย่าจุ้น

                และด้วยความกตัญญูของเซียวหย่าจุ้น บุตรไม่เอาไหนอีกสองคนของตระกูลโจวจึงพลอยได้ดี โดนเซียวหย่าจุ้นดึงให้ขึ้นเสวยสุขตามไปด้วย

                แล้วบทเรียนของพวกตระกูลโจวเล่า...อยู่ที่ไหน!

                “ข้าจะให้เจ้าได้สมปรารถนา” เสียงนั้นดังขึ้นเบาๆ ท่ามกลางสายลม

                อาหยูเดินมาถึงที่ว่าการอำเภอ นางตีกลองร้องทุกข์และป่าวประกาศออกไปว่า

                “เจ้าข้าเอ๋ย... บ้านตระกูลโจวค้ามนุษย์...”

                นายอำเภอที่เพิ่งมาดำรงตำแหน่งได้ไม่ถึงครึ่งปีเป็นคนที่เกิดในตระกูลสูง

                เขามีสายสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับฮูหยินใหญ่ของจวนจิ้งไห่โหว จึงมักจะเรียกนางว่าท่านน้าอยู่เสมอ

                และด้วยความเกี่ยวข้องนี้ทำให้เขาอดคิดไม่ได้ว่าตนหูฝาดหรือไม่ แต่คำพูดของเด็กสาวรูปร่างผอมบาง ผิวพรรณซีดเซียวตรงหน้า กลับทำให้เขาตัดสินใจเชื่อโดยไม่รู้ตัว

                “...เมื่อหนึ่งเดือนก่อน โจวต้าจู้ดื่มสุราอย่างหนักและกระทำทารุณต่อข้า มิหนำซ้ำยังบอกว่าข้าเป็นบุตรสาวตระกูลสูงแล้วจะทำไม? เพราะถึงอย่างไรเขาก็สามารถตบตีได้ตามอำเภอใจอยู่แล้ว บุตรสาวของเขาต่างหากที่ไปเสวยสุขอยู่ในจวนจิ้งไห่โหว พอเวลาผ่านไปอีกสักหน่อยเขาค่อยเข้าเมืองหลวงไปหานาง แล้วร้องขอให้นางมอบความรุ่งเรืองในหน้าที่การงานให้โจวเสียวเป่าก็ยังได้ ถึงเวลานั้นพวกเขาก็จะได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายแล้ว”

                ทั้งหมดเป็นความจริง แต่คำบอกเล่าเหล่านี้อาหยูเพิ่งเรียบเรียงขึ้นเมื่อครู่

                “ตั้งแต่เด็กจนโต แม้ว่าคนที่ทำความผิดจะเป็นโจวจาวตี้หรือโจวเสียวเป่า แต่คนที่ถูกทุบตีลงโทษก็คือข้า เขาให้ข้าทำงานหนักที่สุดแต่ได้กินข้าวน้อยที่สุด ข้าไม่เข้าใจเลยว่าทำไมพวกเขาจึงลำเอียงขนาดนั้น แต่เมื่อได้ยินประโยคนั้นของเขา ข้าก็นึกสนใจ จึงแอบไปสืบเรื่องราวต่างๆ อย่างเงียบๆ”

                นางเล่าต่อด้วยสีหน้าเรียบเฉย “หลังจากนั้นข้าก็ค้นพบความจริงว่า หลังจากที่ข้าเกิดได้หนึ่งวัน ก็มีโหวฮูหยินท่านหนึ่งมาคลอดบุตรสาวแถวๆ บริเวณบ้านของข้าจริง คนในหมู่บ้านหลายคนต่างรู้กันว่าตอนที่ข้าเกิด ตรงต้นขาซ้ายของข้ามีปานแดงขนาดเท่าฝ่ามืออยู่ แต่หลังจากนั้นพวกเขาก็ไม่มีโอกาสได้เห็นต้นขาของข้าอีก เมื่อข้าอายุได้สองปี ตรงจุดที่ควรจะมีรอยปานแดงกลับถูกน้ำร้อนลวก จึงเป็นแผลเป็น”

นังเด็กสารเลว

                อาหยูถ่ายทอดความทรงจำของร่างนี้ออกมา รวมถึงความทรงจำในวัยเด็กที่แม้แต่เจ้าของร่างเดิมก็ลืมไปแล้ว

                ร่างนี้ฟ้องอาหยูว่าถูกเลี้ยงดูมาอย่างตามมีตามเกิด และมักจะถูกปล่อยให้วิ่งเล่นคลุกดินคลุกทรายอย่างไม่มีใครสนใจ อีกทั้งนางโจวซื่อกับสามียังบังคับให้สวมเสื้อผ้ามิดชิดเพื่อมิให้ใครเห็นรอยบาดแผลบนเรือนร่างอีกด้วย

                โจวต้าจู้มีความคิดว่า หากปล่อยให้พ่านตี้ยังมีปานแดงอยู่อีก ความจริงก็จะถูกเปิดเผยเข้าสักวัน ประกอบกับตอนนั้นเขาเพิ่งจะถูกตัดแขนมา ในใจจึงเต็มไปด้วยโทสะ เขาคว้าน้ำต้มเดือดราดลงบนขาของพ่านตี้อย่างไร้ความปรานี

                เจ้าของร่างนี้เจ็บปวดทรมานจนแทบจะทนไม่ไหว มิหนำซ้ำโจวต้าจู้ยังคิดจะฆ่านางปิดปาก แต่คงไม่ใจเด็ดพอจึงไม่กล้าลงมือ

                “ข้าบังเอิญได้ยินพวกเขาพูดขึ้นว่า ตอนนั้นพวกเขาเก็บของมีค่าจากร่างของโหวฮูหยินมาได้ไม่น้อย และซ่อนไว้หลังก้อนหินบนผนังตรงหัวเตียง”

                แววตาเด็ดเดี่ยวของอาหยูจ้องมองไปยังจี้หย่วนจื๋อผู้เป็นนายอำเภอ ซึ่งกำลังนิ่งฟังด้วยความตระหนกตกใจ

                ในชาติที่แล้ว นายอำเภอหนุ่มคนนี้ทำการสืบสาวราวเรื่องจนความจริงกระจ่าง เขาพบว่ามีการสลับทารกจริง หลังจากที่นางโจวซื่อป่วยตาย สามีของนางก็เกิดความคิดสกปรกกับพ่านตี้ จึงหาโอกาสเหมาะลอบเข้าหาเด็กสาวเพื่อจะข่มขืน

                เจ้าของร่างพยายามตะโกนร้องขอชีวิต บอกว่านางเป็นลูกสาวของเขานะ

                แต่ด้วยความที่โจวต้าจู้กำลังเมาอย่างหนัก เขาจึงหัวเราะตอบอย่างเหี้ยมโหด และบอกไปว่าลูกสาวที่แท้จริงของตนกำลังเสวยสุขอยู่ที่จวนโหวต่างหาก วันนี้เขาอยากจะลองลิ้มรสชาติของคุณหนูแห่งจวนโหวสักหน่อยจะเป็นไร

                ขณะที่กำลังขัดขืนอยู่นั้น เจ้าของร่างนี้ก็ได้คว้าตะเกียบข้างหนึ่งปักเข้าไปที่คอหอยของผู้เป็นบิดาแต่เพียงในนาม การกระทำนั้นทำให้โจวต้าจู้เสียชีวิตทันที

                หลังจากนั้นนางก็ถูกจับตัวมาที่ว่าการอำเภอ นางเล่าในสิ่งที่บิดาของนางเอ่ยออกมาโดยเชื่อว่าเรื่องทั้งหมดเป็นความจริง

                ชาติที่แล้วทุกคนต่างคิดว่านางเสียสติ แต่มีเพียงจี้หย่วนจื๋อผู้เป็นนายอำเภอเท่านั้นที่คิดว่าคำพูดของนางไม่ได้ฟังดูเพ้อเจ้อไปเสียทั้งหมด เขาจึงสืบอย่างจริงจัง ในที่สุดหลักฐานปานแดงบนร่าง รวมทั้งเครื่องประดับที่ซ่อนอยู่ในบ้าน ก็ทำให้ความจริงปรากฏขึ้น

                ในชาตินี้ นายอำเภอจี้หย่วนจื๋อก็คงมอบความยุติธรรมให้ได้เหมือนเดิม เขากลอกตาครุ่นคิดถึงเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับน้าสาวของตน จำได้ว่านางเคยมีเรื่องที่อำเภอป๋ายสือแห่งนี้เมื่อสิบกว่าปีก่อน พอรู้ว่าเขาจะมารับตำแหน่งนายอำเภอที่ป๋ายสือแห่งนี้ ท่านแม่ของเขาก็ยังขุดเรื่องนี้ขึ้นมาเล่าให้เขาฟังอีกหนหนึ่ง ช่างบังเอิญเหลือเกินที่เรื่องกลับกลายเป็นจริงอย่างที่ท่านแม่เขาว่าไว้

                เมื่อได้เห็นเด็กสาวใบหน้าซูบเซียวเช่นพ่านตี้ เขาก็หวนนึกถึงคุณหนูตระกูลสูงของจวนจิ้งไห่โหวอย่างเซียวหย่าจุ้น ทั้งยังแอบคิดไปว่าสิ่งที่พ่านตี้พูดอาจจะเป็นความจริง เพราะใบหน้าของนางก็มีส่วนละม้ายกับครอบครัวท่านโหวอยู่เหมือนกัน

                เรื่องนี้ทำให้จี้หย่วนจื๋อนิ่งงั้นไปครู่ใหญ่ ผ่านไปพักหนึ่งจี้หย่วนจื๋อจึงได้ส่งลูกน้องไปค้นที่บ้านตระกูลโจว จากนั้นก็แอบสืบเรื่องนี้ต่ออย่างลับๆ

                หลังจากที่อาหยูหนีออกมาแล้ว บ้านตระกูลโจวก็เต็มไปด้วยความอลหม่าน ผัวเมียแซ่โจวถูกเพื่อนบ้านตะโกนเรียกให้กลับบ้าน เมื่อกลับมาเห็นสภาพของลูกน้อยทั้งสองผู้เป็นดั่งแก้วตาดวงใจถูกทุบตีจนบอบช้ำ พวกเขาทั้งคั่งแค้นและปวดใจยิ่งนัก

                โจวต้าจู้เป็นห่วงลูกๆ จึงได้เชิญหมอมาตรวจอาการ

                นางโจวซื่อเองก็ร้องไห้จนน้ำตาแทบจะเป็นสายเลือด นางประคองร่างของโจวเสียวเป่าอย่างเบามือ แต่เพราะร่างของโจวเสียวเป่ามีบาดแผลฟกช้ำเต็มไปหมด ฉะนั้นเมื่อนางสัมผัสถูก เขาก็เจ็บปวดจนหันมาทุบตีผู้เป็นมารดา พร้อมทั้งก่นด่าทั้งน้ำตาว่า “อย่าแตะต้องตัวข้า ข้าเจ็บจะตายอยู่แล้ว ท่านพ่อ ข้าจะตีนังโจวพ่านตี้ให้ตาย นังโจวพ่านตี้มันสันดานสุนัข เลี้ยงไม่เชื่อง พ่อแม่ไม่สั่งสอน...” แม้จะอายุไม่กี่ขวบ แต่โจวเสียวเป่าก็สามารถหาคำมาพร่ำด่าได้สารพัด

                เมื่อบรรดาชาวบ้านได้ยินต่างก็ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย ในเมื่อเด็กนี่พูดว่าพี่สาวคนรองพ่อแม่ไม่สั่งสอน ก็เท่ากับเป็นการย้อนกลับมาด่าพ่อแม่ตัวเองไม่ใช่รึ? แต่เมื่อหันไปมองผู้เป็นพ่อแม่ พวกเขา เห็นว่าสองคนนั้นยังคงมองโจวเสียวเป่าด้วยสีหน้าปกติ ไม่ได้สะดุดหูกับคำพูดเหล่านั้น พวกชาวบ้านจึงได้แต่มองหน้ากัน และส่ายหน้าอย่างระอาใจ

                ส่วนผู้เป็นบิดาก็ด่าด้วยโทสะว่า “นังเด็กสารเลว แน่จริงอย่ากลับมาให้เห็นหน้าอีกนะ ไม่อย่างนั้นก็รอดูได้เลยว่าข้าจะจัดการกับมันอย่างไร นังลูกไม่รักดี”

                โจวจาวตี้เองก็ไม่ลืมใส่ไฟ นางฟ้องผู้เป็นพ่อทั้งน้ำตาว่า “ท่านพ่อ น้องรองอยากจะตีน้องเล็กให้ตาย ข้าตั้งใจจะเข้าไปห้ามว่าอย่าตีน้องเลย แต่นางกลับหันมาตบข้าด้วย นางทำอย่างนี้ได้อย่างไร”

                นางโจวซื่อถึงกับยกมือขึ้นปาดน้ำตาเมื่อเห็นรอยแผลบนใบหน้าของผู้เป็นลูกสาว นางเอ่ยด้วยความเจ็บปวดหัวใจว่า “พ่านตี้ทำไมถึงทำอย่างนี้ นางกล้าดีมาทำร้ายพวกเจ้าได้อย่างไร”

                “ความอดทนของแต่ละคนไม่เท่ากันหรอก” จู่ๆ ซ้อชุ่ยก็เอ่ยขึ้นมา บ้านสองหลังอยู่ห่างกันไม่มากนัก นางจึงมักจะได้ยินครอบครัวนี้ลงไม้ลงมือกับลูกสาวคนรองมาโดยตลอด พูดแล้วนางก็เบ้ปากและเอ่ยเสริมอีกว่า “ในเมื่อพวกเจ้าทรมานนางเยี่ยงทาส นางก็อาจขัดขืนขึ้นมาด้วยความไม่พอใจเข้าสักวัน ถ้าเป็นข้านะ... ข้าหนีไปเป็นขอทานอยู่นอกบ้านตั้งนานแล้ว น่าจะดีกว่าทนอยู่กับครอบครัวของเจ้าเสียอีก”

                คำพูดของนางทำให้โจวต้าจู้หันมาถลึงตาใส่ด้วยความโมโหและเอ่ยว่า “นี่เป็นเรื่องในครอบครัวของข้า เจ้าอย่ามายุ่ง”

                แม้ว่าซ้อชุ่ยจะนึกหวั่นในใจแต่ก็ไม่ได้แสดงออกทางสีหน้า นางสบถเบาๆ และตอบว่า “ข้าก็ขี้เกียจจะยุ่งเหมือนกัน” จากนั้นก็หลังหันแล้วเดินจากไป

                เมื่อชาวบ้านทุกคนนึกถึงชะตากรรมของพ่านตี้ช่วงที่อาศัยอยู่ในครอบครัวนี้ ต่างก็รู้สึกสลดใจไปตามๆ กัน จึงพากันแยกย้ายกลับไปหมด

                “ขอให้นังหนูพ่านตี้อย่าได้กลับมาอีกเลย เป็นขอทานนอกบ้านยังจะดีกว่าอยู่ที่นี่เสียอีก”

                “นั่นน่ะสิ ขืนกลับมาก็ต้องถูกโจวต้าจู้ตีจนตายอยู่ดี นังหนูผู้น่าสงสารเอ๊ย ตั้งแต่เกิดมาข้าก็ไม่เคยเห็นนางจะมีชีวิตที่ดีอย่างใครเขาสักวันเลย”

                “สองผัวเมียตระกูลโจวนั่นก็เหลือเกินจริงๆ จะลำเอียงเลือกที่รักมักที่ชังไปทำไมกัน เพราะถึงอย่างไรก็เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของตนทั้งหมดไม่ใช่รึ ข้าก็เคยเห็นคนลำเอียงรักลูกนะ แต่ไม่เคยเห็นใครที่ลำเอียงขนาดนี้มาก่อน”

                “ใครจะไปรู้เล่าว่าพวกเขาคิดอะไรอยู่ สงสารก็แต่นังหนูเท่านั้นแหละ”

                ในหมู่บ้านเล็กๆ ไม่มีกิจกรรมให้ทำเพื่อฆ่าเวลามากนัก ทุกคนจึงหยิบยกเรื่องของโจวต้าจู้มาวิจารณ์กันอย่างสนุกปาก

                ขณะเดียวกันก็มีคนจากที่ว่าการอำเภอสองคน เดินมายังถนนทางเข้าหมู่บ้าน

                พวกชาวบ้านมักจะเกรงกลัวและเคารพกลุ่มคนที่ทำงานรับราชการอยู่แล้ว เมื่อเห็นเขามาถามทาง จึงรีบพยักหน้าและตอบอย่างนอบน้อมว่า “บ้านของโจวต้าจู้ เดินไปเลี้ยวซ้ายและเลี้ยวขวา จากนั้นให้เลี้ยวซ้ายอีกทีก็จะเห็นบ้านก่ออิฐหลังหนึ่งอยู่ริมสระ บ้านหลังนั้นแหละขอรับ”

                จะว่าไปแล้วโจวต้าจู้ก็ถือว่าเป็นผู้มีฐานะดีคนหนึ่ง คนส่วนใหญ่ในชุมชนแห่งนี้อาศัยอยู่ในบ้านที่สร้างจากดิน หลังคามุงด้วยหญ้าคา แต่บ้านของโจวต้าจู้ก่อจากอิฐอย่างมั่นคง เคยมีคนเล่ากันว่ามีอยู่ปีหนึ่งโจวต้าจู้ออกไปทำงานต่างบ้านต่างเมืองแล้วได้เงินกลับมาเป็นจำนวนมาก

                แม้ผู้บอกทางจะนึกประหลาดใจเพียงใด แต่เขาก็ไม่กล้าเอ่ยถามให้มากความ ได้แต่มองตามหลังเจ้าพนักงานสองคนนั้นแล้วก็แอบลัดเลาะตามไป เพื่อหวังจะดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในบ้านของโจวต้าจู้

                พวกนั้นไปก่อเรื่องอะไรไว้หรือ ทำไมจึงมีเจ้าพนักงานมาหาถึงบ้านได้เล่า?

                เมื่อเห็นเจ้าพนักงานสองคนมาหาถึงบ้าน สองสามีภรรยาก็หน้าซีดเผือดด้วยความตกใจ นางโจวซื่อถูมือไปมาอย่างกลัดกลุ้ม

                ส่วนโจวต้าจู้ เขาได้แต่พยักหน้าและเอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้มว่า “มีอะไรหรือขอรับ?”

                เจ้าพนักงานจ้าวไห่พินิจมองชายที่อยู่ตรงหน้าครู่หนึ่ง พลางคิดว่าคดีนี้อาจจะมีความเกี่ยวข้องกับสตรีผู้สูงศักดิ์ในเมืองหลวง ใต้เท้าจึงได้กำชับไว้ว่าให้เขาเก็บเรื่องนี้เป็นความลับเพื่อไม่ให้เสียรูปคดีในภายหลัง

                จ้าวไห่เอ่ยว่า “มีคดีโจรกรรมคดีหนึ่ง ที่จำเป็นต้องสอบปากคำเจ้าทั้งสอง”

                โจวต้าจู้เอ่ยถามด้วยความระมัดระวัง “ใต้เท้า... เอ่อ... คดีอะไรหรือขอรับ?”

                “เดี๋ยวไปถึงที่ว่าการอำเภอพวกเจ้าก็รู้เอง” จ้าวไห่หันไปส่งสายตาให้สัญญาณกับจางเชา จากนั้นจางเชาก็ตรงเข้าไปในบ้าน

                “ใต้เท้า... นี่... นี่มัน” โจวต้าจู้อยากจะขัดขวางแต่ก็ไม่กล้า ทำได้เพียงแต่มองจ้าวไห่ ในใจก็เกิดความกังวลอยู่ไม่น้อย

                จางเชาทำตามคำบอกเล่าของอาหยูว่า ที่กระเบื้องตรงหัวเตียงแถวที่สามมีกล่องไม้ขนาดใหญ่เท่าฝ่ามือซ่อนอยู่ ภายในกล่องมีเครื่องประดับจำนวนมากที่ถูกห่อไว้อย่างดีด้วยผ้าเช็ดหน้า ดูก็รู้ว่านี่ไม่ใช่ของที่ครอบครัวโจวสมควรจะมี

                เมื่อเห็นจางเชาเอากล่องไม้ออกมา โจวต้าจู้ก็คอตกและเหงื่อกาฬผุดขึ้นเต็มหน้า

นี่มันเกิดอะไรขึ้น?

                นางโจวซื่อถึงกับเข่าอ่อนด้วยความตกใจ นางกระแทกก้นนั่งลงกับพื้น ริมฝีปากสั่นระริกเหมือนปลาที่ว่ายขึ้นมาเกยตื้นบนฝั่ง

                โจวต้าจู้ที่หน้าซีดเผือดด้วยความตกใจ รีบเอ่ยหาข้ออ้างว่า “นี่... นี่คือของที่พวกเราบังเอิญเก็บได้บนเขา... เป็นของที่เก็บได้ขอรับใต้เท้า... นี่คือของที่พวกเราเก็บได้ทั้งหมด”

                ผู้ที่ผ่านประสบการณ์มามากอย่างจ้าวไห่ ได้เห็นก็รู้ทันทีว่าสองสามีภรรยาคู่นี้ต้องเคยก่อคดีมาก่อน ฉะนั้นจึงเชื่อในคำพูดของอาหยูไปแล้วกว่าครึ่ง การที่สองผัวเมียกล้าสลับบุตรสาวของตนกับคุณหนูของจวนโหว เป็นเรื่องที่บังอาจเหลือเกิน

                เมื่อนึกถึงสภาพของเด็กสาวที่มีร่างกายผอมบางและซูบเหลือง จ้าวไห่ผู้ซึ่งเป็นพ่อคนแล้วก็ยิ่งมองโจวต้าจู้ด้วยแววตาขยะแขยงมากกว่าเดิม เขาเอ่ยว่า “ของพวกนี้จะเก็บได้จริงหรือไม่ ประเดี๋ยวใต้เท้าจะเป็นคนตัดสินเอง”

                ร่างของโจวต้าจู้สั่นเทาด้วยความหวาดกลัว ขาทั้งสองข้างสั่นผับๆ จนแทบจะทรงตัวไว้ไม่ได้

                เมื่อสองผัวเมียถูกนำตัวออกจากบ้านไป โจวจาวตี้และโจวเสียวเป่าก็จำต้องสะกดกลั้นความเจ็บปวดแล้วลากสังขารตามบิดามารดาไปด้วย สีหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว

                นี่มันเกิดอะไรขึ้น?

                นังพ่านตี้เกิดฮึดสู้ลุกขึ้นมาต่อต้านพวกเขารึ?

                เหตุใดท่านพ่อท่านแม่ถึงถูกจับตัวไปเสียเล่า?

                ส่วนอีกฝั่ง เจ้าพนักงานก็ได้ควานหาตัวหมอตำแยที่ทำคลอดนางโจวซื่อจนพบ หมอตำแยหวังเป็นคนมีฝีมือในการทำคลอดอย่างยิ่ง นางเคยทำคลอดให้กับคนตระกูลสูงจำนวนไม่น้อย นางเป็นคนมั่นใจในตนเองจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงอันดังว่า

                “ลูกสาวของโจวต้าจู้รึ ข้าจำได้ดี ที่ก้นของนางมีปานขนาดใหญ่ น่าจะใหญ่ประมาณครึ่งก้นได้ เป็นปานสีแดงส้ม ข้าทำคลอดให้คนมานานแต่ไม่เคยเห็นใครมีปานที่ใหญ่ขนาดนี้มาก่อน โชคดีเป็นปานที่ก้นเพราะหากปรากฏที่ใบหน้าละก็ นางคงจะเสียโฉมไปแล้ว ข้าจำไม่ผิดแน่ๆ ปานใหญ่ซะขนาดนั้นหากจะลืม คงลืมไม่ลง”

                เจ้าพนักงานถามต่อไปอีกว่า “นอกจากเจ้าและผัวเมียสกุลโจวทั้งสองนั่น มีคนอื่นรู้เรื่องนี้อีกหรือไม่?”

                “เขาก็รู้กันทั้งหมู่บ้านนั่นแหละ ปานใหญ่ซะขนาดนั้น” หมอตำแยหวังยกมือขึ้นเพื่อกะขนาดของปาน และพูดด้วยความสลดใจว่า “ผ่านมาตั้งหลายปีแล้ว พวกรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ข้าคงจำไม่ได้อีก แต่ปานที่เป็นสัญลักษณ์ชัดเจนอย่างนั้น คนเป็นแม่ย่อมต้องเคยเล่าให้คนอื่นฟังบ้าง แล้วคนในหมู่บ้านก็ชอบฟังเรื่องของชาวบ้านจะตาย”

                เจ้าพนักงานไม่เข้าใจว่าเรื่องนี้น่าตื่นเต้นอย่างไร จึงเอ่ยว่า “ถ้าอย่างนั้น รบกวนเจ้าไปที่ว่าการอำเภอกับข้าหน่อย”

                โจวจาวตี้และโจวเสียวเป่าถูกกันตัวไว้นอกที่ว่าการอำเภอ

                ทั้งสองมองตามหลังท่านพ่อท่านแม่ที่ถูกคุมตัวให้เดินเข้าไปด้านในด้วยความหวาดกลัว

                อำนาจของที่ว่าการอำเภอซึ่งเป็นสถานที่ราชการ ทำให้พวกเขารู้สึกคล้ายกับกำลังยืนอยู่ในปากของสัตว์ร้ายตัวมหึมาที่พร้อมจะกลืนกินพวกเขาได้ทุกเวลา

                เมื่อสองสามีภรรยาถูกคุมตัวเข้ามาคุกเข่าในห้องโถงด้วยสีหน้าหวาดผวา พวกเขาก็เหลือบไปเห็นอาหยูเข้า ทันใดนั้นโจวต้าจู้ก็มีสีหน้าแปรเปลี่ยน โทสะที่ผุดขึ้นมาเป็นริ้วๆ มีอำนาจเหนือความกลัว เขาพุ่งตัวไปหมายจะทุบตีอาหยู แต่กลับถูกจ้าวไห่รั้งไว้ก่อน

                โจวต้าจู้โกรธจนใบหน้าแดงก่ำ เขาชี้หน้าอาหยูพลางตะโกนด่าว่า “นังเด็กขี้โกหก เจ้าใช่ไหมที่กุเรื่องพวกนี้ขึ้นมา”

                “บังอาจนัก อยู่ต่อหน้าใต้เท้ายังกล้ากล่าววาจาสามหาว” จ้าวไห่เตะไปที่ข้อพับเข่าของโจวต้าจู้จนอีกฝ่ายล้มลงที่พื้นอย่างแรง

                นางโจวซื่อเห็นดังนั้นก็คุกเข่าลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัว สายตาจ้องไปที่อาหยูซึ่งแสดงสีหน้าไร้ความรู้สึก ครู่หนึ่งนางก็หันมองไปทางโจวต้าจู้ผู้เป็นสามีซึ่งมีสีหน้าที่เต็มไปด้วยความเคียดแค้น นางหวาดกลัวมากจนไม่อาจกลั้นน้ำตาเอาไว้ได้ เป็นความกลัวที่ไม่อาจจะอธิบายออกมาได้เสียด้วย

                “ใต้เท้า นี่เป็นเครื่องประดับที่พวกเราค้นเจอในบ้านตระกูลโจวขอรับ” จางเชาส่งกล่องใบนั้นให้จี้หย่วนจื๋อ

                จี้หย่วนจื๋อเป็นผู้ที่มาจากตระกูลสูง เขารู้ดีว่าเหล่าคหบดีมักจะชอบทำสัญลักษณ์ไว้ที่เครื่องประดับของตน ฉะนั้นเมื่อเขาเปิดกล่องจึงพบกำไลข้อมือทองคำวงหนึ่งที่สลักอักษร ‘เซียว’ เอาไว้ ซึ่งตรงกับแซ่ของคนในจวนโหวพอดี

                เมื่อพบความจริงข้อนี้ จี้หย่วนจื๋อก็หันไปมองสองสามีภรรยาด้วยแววตาคมกริบและถามว่า “โจวต้าจู้ นางโจวซื่อ พวกเจ้าไปได้เครื่องประดับเหล่านี้มาจากไหน?”

                สองสามีภรรยาตัวสั่นงันงกด้วยความตกใจ พวกเขาทรุดตัวอยู่กับพื้น ไม่กล้าแม้แต่จะหลั่งน้ำตาออกมาสักหยด

                โจวต้าจู้ยังพอมีความกล้าเหลืออยู่บ้างจึงตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า “ข้าเก็บได้ พวกเราเก็บได้บนเขาขอรับใต้เท้า ท่านอย่าได้ไปฟังนังเด็กคนนั้นมันพูดพล่อยๆ เด็กคนนั้นมันเพิ่งตีพี่สาวและน้องชายของตัวเองแล้วกลัวว่าข้าจะลงโทษ จึงได้กุเรื่องขึ้นมาใส่ร้ายข้า นี่เป็นความเข้าใจผิด ท่านกำลังเข้าใจผิดทั้งหมด เป็นเพราะพวกข้าไม่ได้สั่งสอนลูกให้ดีเองขอรับ”

                จี้หย่วนจื๋อถามซ้ำว่า “เจ้ารู้รึว่านางพูดอะไร?” โจวต้าจู้ได้ฟังคำถามก็ถึงกับนิ่งอึ้งไป

                เจ้าพนักงานแจ้งว่ามีคดีโจรกรรมแล้วมาหาเขาถึงบ้าน เจ้าหน้าที่พบกล่องเครื่องประดับทันที โจวต้าจู้จึงคาดว่านังเด็กพ่านตี้คงแจ้นมาแจ้งความ แม้เขาจะไม่รู้ว่านางไปเอาความกล้านี้มาจากไหนก็ตาม

                “นางบอกว่าเมื่อสิบสามปีที่แล้ว พวกเจ้าอาศัยจังหวะที่จิ้งไห่โหวฮูหยินกำลังลำบาก นำลูกของตนไปสลับกับลูกของจิ้งไห่โหวฮูหยิน” จี้หย่วนจื๋อพูดพลางจ้องมองอากัปกิริยาของสองผัวเมีย จึงเห็นว่าทั้งสองต่างขบกรามแน่นและหน้าซีดเผือดด้วยความตกใจ

                โจวต้าจู้พูดทั้งๆ ที่ฟันยังกระทบกันดังกึกๆ อย่างยากที่จะควบคุม “ใส่...ใส่ร้าย ข้าถูกใส่ร้าย”

                ส่วนโจวฮูหยินก็ตกใจจนใบหน้าไร้สีเลือด นางแทบไม่กล้าหายใจเสียงดัง จากนั้นนางก็รู้สึกได้ถึงความเปียกชื้นที่กางเกงก่อนจะมีกลิ่นสาบอ่อนๆ ลอยมาแตะจมูก

                สองสามีภรรยาโจวถูกจับแยกไปสอบสวน

                จากนั้นสามีจึงได้รู้ความจริงอันน่าใจหายว่า แท้จริงแล้วนายอำเภอท่านนี้เป็นหลานของจิ้งไห่โหวฮูหยิน และนายอำเภอก็ได้เขียนจดหมายสอบถามถึงสัญลักษณ์บนเครื่องประดับ นั่นยิ่งทำให้โจวต้าจู้เคียดแค้นจนแทบคลั่ง เขารีบปัดความรับผิดชอบทั้งหมดให้กับนางโจวซื่อทันที

                 “เป็นเพราะนังเมียของข้ามันสลับเด็ก ข้าเพียงแต่ต้องการจะเก็บเครื่องประดับเอาไว้เท่านั้น แต่นางกลับอาศัยจังหวะที่ข้าเผลอลอบสลับเด็ก พอข้ารู้ความจริงก็อยากจะคืนลูกไป แต่นางอยากให้ลูกของตนมีชีวิตที่ดี หัวเด็ดตีนขาดอย่างไรก็ไม่ยอมให้ข้าเอาลูกไปคืน ใต้เท้า... เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับข้า เป็นความผิดของนังผู้หญิงคนนั้นทั้งหมด”

                เมื่อโจวต้าจู้ยอมรับสารภาพแล้ว ผู้ที่ปิดปากเงียบมาตลอดอย่างนางโจวซื่อจึงยอมพูดออกมาว่า “ข้าเอง ข้าเป็นคนทำเองทั้งหมด เรื่องนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับสามีของข้า ข้าเป็นคนทำ ข้าทำเรื่องนี้คนเดียว”

                เจ้าพนักงานจึงถามว่า “ทำไมเจ้าต้องสลับทารกด้วย?”

                “เพราะว่าพ่อของลูกไม่อยากได้ลูกสาว และจะโยนทารกซึ่งเป็นลูกของข้าให้เป็นอาหารหมาป่า ลูกสาวคนที่สองของข้าเคยถูกโยนให้หมาป่ากินไปแล้ว ข้าจะทำใจได้อย่างไร ข้าไม่ยอมให้ลูกสาวคนนี้ของข้าถูกกินไปอีกหรอก...”

                นางโจวซื่อร้องไห้สะอึกสะอื้นเป็นวรรคเป็นเวร เสียงพูดปนสะอื้นของนางฟังแทบไม่ได้ศัพท์ เมื่อเจ้าพนักงานได้ยินก็นิ่งอึ้งแล้วจึงเอ่ยขึ้น “เจ้าไม่อยากให้ลูกสาวของตนต้องกลายเป็นอาหารของหมาป่า ก็เลยเอาลูกของคนอื่นมารับชะตากรรมแทนอย่างนั้นสินะ”

                นางโจวซื่อถึงกับคอตก น้ำตานางไหลพรากๆ เอาแต่คร่ำครวญปานจะขาดใจ นางจนปัญญาและไร้หนทางจริงๆ ไม่ว่าจะขอร้องอย่างไรสามีของนางก็ไม่ยอมเก็บลูกเอาไว้

                เมื่อเห็นว่าที่พงหญ้ามีเด็กน้อยนอนหายใจรวยรินอยู่ นางก็เกิดความคิดว่าต้องสลับลูก เพราะหากนางสลับลูกกับสตรีนางนี้ อย่างน้อยทารกลูกของนางก็อาจจะมีชีวิตอยู่ต่อ

                นางจึงอาศัยจังหวะที่ผู้เป็นสามีกำลังเก็บเครื่องประดับจากร่างของสตรีนางนั้น รีบอุ้มร่างของทารกที่กำลังหลับสนิทและมีคราบเลือดติดอยู่บนตัววางลง แล้วนำร่างของเด็กน้อยที่แทบจะไม่มีแรงร้องไห้ออกมาใส่ไว้ในตะกร้าไผ่แทน

                นางคงคาดไม่ถึงว่า ด้วยสถานะอันสูงส่งของฮูหยินนางนี้ จะทำให้ลูกสาวของตนได้เป็นคุณหนูของจวนโหวในพริบตา

                “สลับทารกก็แล้วไปเถอะ แต่ทำไมพวกเจ้าไม่ดูแลเด็กคนนี้ให้ดี” เจ้าพนักงานไม่เข้าใจเลย ด้วยความละโมบโลภมากของสองสามีภรรยานี้ พวกเขาได้ทำให้เด็กทารกที่เกิดบนกองเงินกองทองถึงกับต้องตกระกำลำบาก ในเมื่อรู้ดีแล้วก็ควรจะชดเชยด้วยการดูแลเอาใจใส่นางให้ดีไม่ใช่รึ ตรงกันข้าม ขณะที่ลูกในไส้ของตนได้ดิบได้ดีเสวยสุขในตระกูลสูง พวกเขากลับเลี้ยงลูกคนอื่นอย่างกับหมูกับหมา

                คำถามนั้นทำให้นางโจวซื่อจนถ้อยคำที่จะตอบโต้ ครอบครัวนางผู้ชายเป็นใหญ่ แล้วนางจะมีสิทธิ์ตัดสินใจอะไรได้

                จี้หย่วนจื๋อถอนหายใจเบาๆ แล้วมองดูร่างของสตรีที่มีสีหน้าหวาดกลัวอย่างยิ่ง ที่ผ่านมานางช่างใจไม้ไส้ระกำเหลือเกิน เมื่อคิดทบทวนอยู่ครู่หนึ่ง เขาจึงได้เขียนจดหมายอีกฉบับแล้วสั่งให้ม้าเร็วนำไปส่งในเมืองหลวง

                ทบทวนจนแน่ใจแล้ว จี้หย่วนจื๋อจึงลุกขึ้นยืน

เป็นแค่ความโชคดี!

                อาหยูถูกจัดให้พักอยู่ในเรือนหลังหนึ่งในที่ว่าการอำเภอ นางยกเก้าอี้มาวางใต้แสงอาทิตย์ จากนั้นก็ใช้เวลาว่างของตนบรรจงหาเห็บหมัดให้แมวป่าตัวหนึ่ง

                แมวป่าตัวนี้นำข่าวดีมาให้นาง มันบอกว่าสองผัวเมียตระกูลโจวยอมสารภาพแล้ว อาหยูจึงแอบกระตุกยิ้มด้วยความพึงพอใจ

                ในชาติที่แล้ว นางโจวซื่อตายเร็วกว่าเวลาอันควร และการตายของโจวต้าจู้ก็ไม่ได้นำเรื่องดีๆ มาให้

                แม้ว่าเจ้าของร่างนี้เกือบจะถูกกระทำชำเราจึงสังหารบิดากำมะลอของตนเพื่อป้องกันตัว แม้ว่านางจะเป็นผู้เสียหาย แต่ในสายตาของคนอื่น นางก็นับเป็นลูกทรพีที่ฆ่าพ่อ ดังนั้นชื่อเสียงของนางจึงถูกทำลายย่อยยับตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มต้นชีวิตใหม่

                อีกประการหนึ่งคือ การตายของสองผัวเมียนี้ทำให้จวนโหวไม่อาจลงโทษคนตระกูลโจวได้ตามกฎหมาย ทำให้เรื่องนี้ไม่อาจจบลงอย่างสมบูรณ์

                ความชั่วร้ายของสองสามีภรรยาตระกูลโจวถูกปิดบังไว้ จวนจิ้งไห่โหวได้แต่บอกกับคนนอกว่าเรื่องที่ทารกถูกสลับตัวเป็นอุบัติเหตุ คงต้องโทษโชคชะตา

                นกกาเหว่าถูกสลับมาอยู่ในรังของนกกางเขน เป็นการจับพลัดจับผลูจากสวรรค์ ทำให้สาวน้อยบ้านนอกกลายเป็นคนโชคดีไปเสียเท่านั้น

                เป็นแค่ความโชคดี!

                เมื่อทุกอย่างลงเอยเช่นนี้ ใครจะโชคดีไปกว่าเซียวหย่าจุ้นอีกเล่า แม้นางจะมีชาติกำเนิดต้อยต่ำ แต่เพราะแม่บังเกิดเกล้าของนางได้เสี่ยงอันตรายมอบชีวิตใหม่ให้แก่นาง นางจึงได้เหินทะยานขึ้นไปเกาะบนคาคบไม้ที่สูงที่สุด กลายเป็นพญาหงส์ฟ้าที่งามสง่า

                แม้ความจริงจะปรากฏออกมา แต่โหวฮูหยินผู้เป็นมารดาที่เฝ้าเลี้ยงดูทะนุถนอมนางมาตั้งแต่อ้อนแต่ออกก็มิอาจทำใจให้เกลียดนางได้

                ครอบครัวของท่านโหวยังคงปกป้องนาง ทำให้เซียวหย่าจุ้นสามารถรักษาเกียรติยศของตนไว้ ไม่ว่าจะต้องเผชิญกับมรสุมใดก็ไม่อาจทำให้นางได้รับผลกระทบ

                นับเป็นนางเอกในชีวิตจริงที่อุปสรรคใดๆ ก็ไม่อาจแผ้วพาน ช่างโชคดีเหลือเกิน

                แต่ชีวิตในชาตินี้ของนางคงไม่ได้โชคดีอย่างนั้นอีก

                ลาก่อนเทพแห่งโชคลาภ!

                “แมวมาจากไหนกัน?”

                เมื่อเห็นจี้หย่วนจื๋อเดินเข้ามา อาหยูก็รีบยืนขึ้นแล้วตอบด้วยรอยยิ้มว่า “มันวิ่งเข้ามาเองเจ้าค่ะ”

                ไม่น่าเชื่อว่าแมวป่าที่ไม่คุ้นเคยกับคนจะนั่งอย่างเรียบร้อยในอ้อมกอดของเด็กสาวคนนี้ได้ จี้หย่วนจื๋อเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ดูเหมือนมันจะชอบเจ้าเหลือเกินนะ”

                อาหยูแย้มยิ้มพลางคิดในใจว่า บนโลกใบนี้ไม่มีแมวตัวไหนที่กล้าชักสีหน้าใส่ปีศาจแมวเก้าหางเช่นนางหรอก

                “ใต้เท้าเจ้าคะ?” ป้าเฉินที่ได้รับมอบหมายให้มาดูแลอาหยูถือถ้วยยาร้อนๆ เดินเข้ามา

                เมื่อเห็นยาน้ำสีน้ำตาลคล้ำในถ้วย จี้หย่วนจื๋อก็นึกถึงคำที่ท่านหมอบอกไว้ว่า ตอนนี้ร่างกายของเด็กสาวคนนี้ขาดสารอาหารอย่างแรงจึงจำต้องบำรุง ไม่อย่างนั้นนางอาจจะอายุสั้น

                ป้าเฉินมองบาดแผลน้อยใหญ่บนร่างของนาง มิหนำซ้ำที่สะโพกจนถึงต้นขาด้านขวายังมีรอยแผลน้ำร้อนลวกขนาดใหญ่ คงเป็นรอยที่เกิดจากการที่โจวต้าจู้ต้องการทำลายรอยปานไม่ให้มีคนจับได้

                ยิ่งรู้ชะตากรรมอันเลวร้ายที่นางต้องพบเจอในวัยเด็กมากเท่าไร จี้หย่วนจื๋อก็ยิ่งเกลียดชังสองผัวเมียตระกูลโจวมากขึ้นเท่านั้น ช่างเป็นมนุษย์ที่ใจไม้ไส้ระกำเหลือเกิน

                จี้หย่วนจื๋อยิ้มอย่างอ่อนโยนแล้วพูดกับนางด้วยน้ำเสียงอบอุ่นราวกับพี่ชายที่แสนดี “ดื่มยาเสียก่อนเถิด ข้าทิ้งไว้ให้เย็นลงบ้างแล้ว ตอนนี้กำลังอุ่นพอดี”

                ป้าเฉินมองดูนางด้วยแววตาเวทนา ทำไมคนพวกนั้นจึงกล้าทำร้ายเด็กหญิงผู้น่าสงสารอย่างนี้นะ

                อาหยูรับถ้วยยามาอย่างว่าง่ายพร้อมกับเอ่ยขอบคุณ “ขอบคุณท่านป้าเจ้าค่ะ”

                อาหยูขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วพยายามกลืนยารสชาติขมลงคออย่างยากลำบาก เมื่อจัดการธุระเสร็จนางคงต้องฟื้นฟูร่างกายที่บอบช้ำโดยเร็ว เพราะสภาพในตอนนี้ดูน่าเวทนาไม่น้อย ร่างของเด็กสาวคนนี้ผอมจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก ใบหน้าซูบเซียว โหนกแก้มโผล่ให้เห็นอย่างชัดเจน ดวงตาลึกโบ๋และปูดโปน ใครเห็นก็คงนึกสมเพชไม่น้อย

                ร่างนี้ของนางควรจะมีรูปโฉมงดงามตามสังขาร แต่จะดีเพียงใดก็ต้องอยู่ใต้อาณัติของครอบครัวตระกูลโจวมาตั้งแต่เกิด หากปล่อยไว้อย่างนี้อีกสามถึงห้าปี ร่างนี้ก็คงถูกทรมานจนตาย

                จำได้ว่าตอนที่เจ้าของร่างขาดใจตาย ก็เป็นเพราะขาดสารอาหารเป็นเวลานาน แม้จะได้กลับไปใช้ชีวิตสุขสบายที่จวนโหวแต่ก็ยังมีความขมขื่น กังวล และคั่งแค้นในความอยุติธรรมที่ตนได้รับ จึงไม่ได้ใส่ใจดูแลสุขภาพของตนนัก

                อาหยูเป็นดวงวิญญาณที่มารับช่วงต่อ นางจะไม่ยอมให้ร่างนี้กลับไปมีชีวิตอย่างนั้นอีกเด็ดขาด

                ป้าเฉินรับถ้วยเปล่าจากมือนางแล้วจึงเดินออกไป

                จี้หย่วนจื๋อมองอาหยูแล้วเอ่ยว่า “โจวต้าจู้และภรรยายอมรับสารภาพแล้ว” เขาเล่าเรื่องนั้นให้นางฟังอีกครั้ง

                อาหยูนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง แล้วจึงปล่อยไหล่ลงคล้ายกับรู้สึกโล่งใจพลางพึมพำกับตัวเองว่า “ที่พวกเขาไม่ชอบข้า ไม่ใช่เพราะข้าไม่ดีพอ แต่เป็นเพราะพวกเขาไม่ใช่พ่อแม่แท้ๆ ของข้าอย่างนั้นรึ? ดีเหลือเกิน ช่างดีเหลือเกิน”

                เมื่อกล่าวประโยคท้ายๆ ออกมา เสียงของนางก็แผ่วเบาลงเรื่อยๆ รู้สึกขอบตาร้อนผ่าว น้ำตาเม็ดโตจู่ๆ ก็ไหลอาบแก้มร่วงลงมาที่ขา ชั่วขณะนั้น นางรับรู้ถึงความโศกเศร้าของเจ้าของร่างเดิม รับรู้ถึงความกดดัน โหยหาการยอมรับและขาดใจตายทั้งๆ ที่ยังขมขื่นอาฆาตจี้หย่วนจื๋อรู้สึกอึดอัดในใจ เขาเอ่ยปลอบว่า “เจ้าเป็นเด็กดี เจ้าไม่ได้ทำอะไรผิดหรอก พวกเขาต่างหากที่ผิด”

                นั่นยิ่งทำให้อาหยูน้ำตาไหล นางพยายามสะกดกลั้นเอาไว้แต่ก็ยังมีเสียงสะอื้นหลุดออกมาเบาๆ ใครได้ฟังก็คงปวดใจ ใครได้เห็นก็คงอดไม่ได้ที่จะหลั่งน้ำตาตามไปด้วย

                แมวที่อยู่ในอ้อมกอดของนางเลียนิ้วนางเบาๆ และร้องเหมียวๆ แม้แต่แมวยังถูกนางหลอกให้เชื่อได้สนิท อาหยูแอบคิดในใจว่า ฝีมือการแสดงของตนพัฒนาไปมากทีเดียว

 

                จี้ฮูหยินนั่งมองจดหมายของลูกชายที่ส่งกลับบ้านด้วยสีหน้าตกตะลึง

                บุตรชายของนางเล่าว่าเด็กน้อยบ้านนอกคนหนึ่งถูกสลับตัวกับลูกสาวของจวนโหวเป็นเวลานานถึงสิบสามปี เด็กที่ญาติผู้น้องของนางอุ้มชูเลี้ยงดูด้วยความรักและเอาใจใส่แท้จริงแล้วเป็นลูกของคนอื่น แต่ลูกแท้ๆ ของตนกลับถูกทารุณกรรมอยู่ที่บ้านนอกอย่างน่าเวทนา

                เป็นไปได้อย่างไร!

                จี้ฮูหยินนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ก่อนจะค่อยๆ หันมาสอบถามที่มาที่ไปของเรื่องนี้จากผู้ที่มาส่งจดหมาย

                เมื่อได้ฟังคำบอกเล่าของผู้ส่งสาร จี้ฮูหยินก็ร่างสั่นเทาด้วยความตื่นตระหนก เรื่องนี้ช่างร้ายกาจเหลือเกิน ด้วยความอัดอั้นตันใจ จี้ฮูหยินจึงรีบลุกขึ้นแล้วมุ่งหน้าตรงไปยังจวนจิ้งไห่โหวทันที

                “วันนี้อากาศดีเหลือเกิน ลมอะไรพัดพี่หญิงมาถึงที่นี่ได้” เซียวฮูหยินเดินเข้ามาจูงมือจี้ฮูหยินด้วยรอยยิ้มอย่างสนิทสนม

                สตรีที่อายุเกือบสี่สิบปีอย่างเซียวฮูหยินยังคงความสวยสดงดงามไว้ได้อย่างดี นางทำหน้าที่เป็นฮูหยินใหญ่ผู้ดูแลจวน มีสามีอันเป็นที่เคารพของคนทั่วไป มีลูกชายถึงสามและลูกสาวอีกหนึ่ง ลูกๆ ทุกคนได้ดิบได้ดีกันถ้วนหน้า ไม่มีเรื่องให้กังวลใจ นางจึงมีใบหน้าอิ่มเอมราวกับอายุเพียงสามสิบต้นๆ

                แต่จี้ฮูหยินดูมีท่าทีร้อนใจเหลือเกิน

                เมื่อเห็นสีหน้าของจี้ฮูหยิน เซียวฮูหยินก็ตกใจไม่น้อย

                จี้ฮูหยินพยายามตั้งสติก่อนจะเอ่ยถามว่า “น้องพี่ ข้าถามเจ้าเรื่องหนึ่ง ที่ก้นของหย่าจุ้นมีปานหรือไม่?”

                เซียวฮูหยินนิ่งอึ้งด้วยความตกใจ เนื่องจากปานไปปรากฏในที่ที่ไม่เหมาะสม นางจึงกลัวจะกลายเป็นที่ล้อเลียนของผู้อื่นและทำให้บุตรสาวของตนเสียหาย เรื่องนี้จึงรู้เพียงตัวนางและบ่าวรับใช้คนสนิทไม่กี่คนเท่านั้น

                เซียวฮูหยินเข้าใจไปอีกทาง จึงเอ่ยถามด้วยความร้อนใจว่า“มีคนเอาเรื่องไปโพนทะนาให้จุ้นเอ๋ออับอายใช่หรือไม่?”

                จี้ฮูหยินเห็นว่าญาติผู้น้องเป็นห่วงเด็กคนนั้นถึงเพียงนี้ ก็ยิ่งสับสนในใจ จึงได้เล่าเรื่องที่ทารกทั้งสองถูกสลับตัวกันให้ฟังทันที

                ข่าวนี้มาอย่างกะทันหัน เซียวฮูหยินไม่ได้เตรียมใจหรือตั้งตัวมาก่อนจึงตกใจจนแทบสิ้นสติ

                เซียวฮูหยินอยากจะคิดว่าญาติผู้พี่ของตนคงอยากล้อตนเล่น แต่เรื่องนี้จะมาพูดเล่นๆ ได้อย่างไร?

                นางรู้สึกคล้ายกับมีเม็ดทรายจำนวนมากจุกอยู่ที่ลำคอ นางรู้ดีว่าไม่มีทางที่จี้ฮูหยินจะนำเรื่องอย่างนี้มาล้อเล่นแน่

                คนทางนั้นได้สารภาพออกมาหมดเปลือกแล้ว ทั้งยังมีหลักฐานชัดเจน แม้แต่ปานสัญลักษณ์ซึ่งเป็นความลับของจุ้นเอ๋อ อีกฝ่ายก็ยังสามารถพูดออกมาได้อย่างไม่ผิดเพี้ยน

                จุ้นเอ๋อไม่ใช่ลูกของตน ลูกแท้ๆ กลับถูกขโมยไปเสียนี่!

                เซียวฮูหยินไม่ใช่สตรีธรรมดา แม้จะมีเรื่องสะเทือนใจก็ยังพยายามสงบสติอารมณ์และเอ่ยว่า “นาง... หมายถึงลูกสาวตัวจริงของข้า หลายปีมานี้มีความเป็นอยู่ที่ดีหรือไม่?” นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแหบพร่าปนสะอื้น

                จี้ฮูหยินมองผู้เป็นน้องสาวด้วยความสงสารเพราะตนก็มีลูกสาวเช่นกัน แต่เซียวฮูหยินกลับถูกคนขโมยเลือดเนื้อเชื้อไขไป ส่วนความเป็นอยู่ของเด็กคนนั้น เมื่อฟังจากคำบอกเล่าของผู้ส่งสารก็เหมือนจะใช้ชีวิตอยู่อย่างอนาถา คนบ้านนั้นไม่ได้เลี้ยงเสมือนลูกของตน แต่เลี้ยงไม่ต่างจากลูกศัตรู เอาไว้ทุบตีทรมานเพียงเท่านั้น

                โลกใบนี้เหตุใดจึงมีคนใจไม้ไส้ระกำขนาดนั้นหนอ?

ข้าไม่ใช่แม่เจ้า!

                เซียวฮูหยินกำมือแน่นแล้วหลับตาลงช้าๆ ก่อนจะเอ่ยว่า “นางคงไม่ได้อยู่ดีนักหรอกใช่ไหม บ้านนั้นคงไม่ได้เลี้ยงดูนางอย่างดี พวกคนที่คิดฆ่าลูกสาวโดยหวังจะได้ลูกชายในท้องถัดไป จะดูแลลูกสาวอย่างดีได้รึ ไม่อย่างนั้นเด็กคงไม่ทุกข์ทรมานจนต้องมาร้องขอความเห็นใจถึงที่ว่าการอำเภอเช่นนี้แน่” เซียวฮูหยินมีดวงตาแดงก่ำ นางพูดต่อไปว่า “พี่หญิงเล่าเถิด ข้ารับได้”

                จี้ฮูหยินถอนใจด้วยความสลดหดหู่ และเอ่ยว่า “สถานการณ์ของเด็ก... ตอนนี้ไม่สู้จะดีเท่าไร นางใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นด้วยความยากลำบาก” เว้นจังหวะพูดไว้ครู่หนึ่งแล้วจี้ฮูหยินจึงเอ่ยต่อไปว่า “พวกนั้นกลัวว่าคนอื่นจะเห็นปานสัญลักษณ์บนร่างของนาง ถึงกับใช้น้ำร้อนราดลงบนผิวหวังจะให้เกิดแผลเป็น”

                เซียวฮูหยินกำมือแน่นจนเล็บจิกไปในเนื้อ เลือดไหลซึมออกมาแต่นางกลับไม่รู้สึกเจ็บ กระนั้นก็ยังกัดฟันอดทนนิ่งฟังต่อ

                จี้ฮูหยินไม่เคยเห็นญาติผู้น้องเป็นอย่างนี้มาก่อน รู้สึกทั้งสงสารและเป็นห่วงจึงค่อยๆ แกะมือนางออกและเอ่ยว่า “เรื่องมันผ่านไปแล้ว เจ้าเจอลูกแล้ว ต่อไปก็ดูแลนางให้ดี เจ้าอย่าทำร้ายตัวเองสิ”

                เซียวฮูหยินน้ำตาไหลพรากปานจะขาดใจ นางยกมือขึ้นปิดหน้าพลางปล่อยโฮออกมา “เป็นความผิดของข้าเอง ความผิดของข้าทั้งหมด ข้าทำนางหายไป ข้าไม่ได้ดูแลนางให้ดี เป็นเพราะข้าลูกจึงต้องเป็นอย่างนี้”

                จี้ฮูหยินก็พลอยตาแดงๆ ตามไปด้วย นางหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาซับน้ำตาให้ผู้เป็นน้องพลางเอ่ยว่า “เจ้าจะโทษตัวเองได้อย่างไร เป็นเพราะความโหดเหี้ยมอำมหิตของสองผัวเมียคู่นั้นแท้ๆ เจ้าสองแม่ลูกจึงพลอยได้รับกรรมตามไปด้วย เจ้าอย่าได้คิดโง่ๆ เลย หากจะโทษก็ต้องโทษมนุษย์ที่ไม่มีหัวใจพวกนั้นแหละ”

                เซียวหย่าจุ้นซึ่งออกไปเดินเที่ยวนอกบ้านกับพี่น้องกลับมาแล้ว นางกำลังจะเข้าไปรายงานตัวกับผู้เป็นมารดา กลับได้ยินเสียงร้องไห้เสียนี่ นางรีบเข้ามาในห้องทันทีพลางเอ่ยถาม “ท่านแม่ ทำไมถึง...”

                เมื่อถูกเซียวฮูหยินมองด้วยสายตาเกรี้ยวกราด เซียวหย่าจุ้นก็ต้องชะงักฝีเท้า

                ดวงหน้าที่เปื้อนน้ำตาของเซียวฮูหยิน จ้องมองผู้ที่เพิ่งเดินเข้ามาในห้องอย่างเซียวหย่าจุ้นด้วยแววตาที่ต่างออกไป ท้ายที่สุดจึงค่อยๆ เปลี่ยนไปเป็นความเกรี้ยวกราดและอาฆาตแค้น

                พ่อแม่ของเด็กหญิงคนนี้อยากให้ลูกสาวของตนมีชีวิตที่ดีจึงแอบสลับเด็กทารกทั้งสอง และเพื่อเป็นการปกป้องเซียวหย่าจุ้น พวกมันยังราดน้ำร้อนลงบนเรือนร่างลูกในไส้ของนาง แล้วลูกแท้ๆ ของนางจะเจ็บปวดสักเพียงใด

                ในตอนที่ลูกสาวของนางต้องใช้ชีวิตไม่ต่างอะไรกับการตายทั้งเป็น แต่เซียวหย่าจุ้นกลับเสวยสุข กินอิ่มหลับสบายอย่างนั้นรึ

                สิบสามปีที่ผ่านมา ฝ่ายนั้นทรมานลูกสาวแท้ๆ ของนางสารพัดวิธี แต่นางและครอบครัวกลับดูแลเด็กสาวคนนี้ด้วยความรักและเอาใจใส่

                ครอบครัวของนางเหมือนคนโง่ที่ถูกชาวบ้านสองผัวเมียนั่นปั่นหัวเล่น คนทั้งคู่คงหัวเราะเยาะนางหลายครั้ง และยังรู้สึกสาแก่ใจที่ความปรารถนาของตนสัมฤทธิผล

                เซียวฮูหยินแค้นใจนัก แววตาของนางฉายแววอาฆาตมากขึ้นเรื่อยๆ

                เมื่อเซียวหย่าจุ้นเห็นแววตาของผู้เป็นมารดาก็รู้สึกหวาดกลัวอย่างประหลาด นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า “ท่านแม่ มีอะไรหรือเจ้าคะ?”

                ยิ่งเซียวฮูหยินนึกถึงชะตากรรมอันน่าเวทนาของลูกสาวตนมากเท่าไร ก็ยิ่งเคียดแค้นสองสามีภรรยาใจยักษ์มากขึ้นเท่านั้น

                เซียวฮูหยินจ้องมองลูกเลี้ยงที่อยู่ตรงหน้าและเอ่ยเสียงหนักแน่นว่า “ข้าไม่ใช่แม่เจ้า!”

                ฮูหยินผู้เฒ่าเซียวกำลังสวดมนต์ด้วยการนับลูกประคำในมือ

                แต่จะอย่างไรก็ไม่อาจสงบสติอารมณ์ได้

                นางหันไปมองบุตรชายคนโตที่มีสีหน้าไม่สู้ดี อีกทั้งเซียวฮูหยินลูกสะใภ้ก็มีสีหน้าซีดเผือด เนื่องจากยังตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

                พวกนางจะต้องรับหลานแท้ๆ กลับมาเลี้ยงที่บ้าน เรื่องนี้ไม่ต้องสงสัย เพียงแต่เมื่อคิดถึงเรื่องจัดการกับสองผัวเมียตระกูลโจวแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่าก็ได้แต่ถอนหายใจเบาๆ พลางเอ่ยว่า “ถูกชาวบ้านสองคนนั้นปั่นหัวเล่นก็กลายเป็นเรื่องน่าอับอายขายหน้าพออยู่แล้วแต่นี่ยังไม่ทันจะปกปิดเรื่องราวก็ถูกบุตรชายตระกูลจี้โพนทะนาไปทั่ว เข้าใจว่าตัวเขาเป็นนายอำเภอที่จัดการเรื่องนี้อยู่ แต่อย่างไรก็ไม่ควรกระโตกกระตากให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ จะขายหน้ากันเสียเปล่าๆไม่ว่าอย่างไรสองผัวเมียนั่นก็เลี้ยงลูกหลานของเราจนโต หากคนเขารู้ว่าลูกหลานเราไปแจ้งความจับพ่อแม่ที่เลี้ยงตัวเองมา นางจะกลายเป็นลูกทรพีไปทันที ที่จริงแล้วสองผัวเมียนั่นเราแอบจัดการกับพวกเขาเงียบๆ ก็ยังได้ ส่วนเรื่องเด็กก็แค่ปล่อยข่าวให้คนนอกรับรู้ว่าตอนนั้นมีเหตุชุลมุนจึงมีการอุ้มเด็กผิดตัวไป”

                “สองผัวเมียคู่นั้นกลายเป็นพ่อแม่ที่เลี้ยงดูบุตรสาวของข้ามาตั้งแต่เมื่อไรกัน! หากคนทั่วไปได้รู้ว่าสองผัวเมียตระกูลโจวทำอะไรไว้กับลูกหลานบ้านเราบ้าง ย่อมไม่มีใครกล่าวโทษเรื่องที่นางไปแจ้งความจับพวกเขาว่าเป็นความผิด ท่านแม่คงอยากจะปกป้องชื่อเสียงของเซียวหย่าจุ้นมากกว่ากระมัง”

                เซียวฮูหยินเอ่ยเถียงด้วยน้ำเสียงประชดประชัน ชะตากรรมของบุตรสาวทำให้นางรู้สึกสลดใจ แต่กลับไม่อาจถามหาความรับผิดชอบจากใครได้ ในเมื่อไม่มีใครผิดก็ต้องโทษโชคชะตา เรื่องนี้มีผลต่อชื่อเสียงของเซียวหย่าจุ้นก็จริง แต่เรื่องที่แม่แท้ๆ ของเซียวหย่าจุ้นเจตนาสลับทารกนั้นเป็นความผิดที่น่าขยะแขยงอย่างยิ่ง หากจะนับกันตามตรง เซียวหย่าจุ้นก็นับเป็นบุตรสาวของผู้ประสงค์ร้าย ฉะนั้น หากชื่อเสียงและเกียรติยศของนางจะดับลงก็สมควรแล้ว

                เมื่อได้ยินลูกสะใภ้เรียกจุ้นเอ๋อด้วยชื่อเต็ม ฮูหยินผู้เฒ่าพลันรู้ว่าสะใภ้ใหญ่ของนางคงโกรธจุ้นเอ๋อเข้าแล้วจริงๆ แต่เรื่องนี้จะโทษจุ้นเอ๋อไม่ได้ เพราะนางก็เป็นเพียงเด็กหญิงคนหนึ่งเท่านั้น มิได้ร่วมรู้เห็น ร่วมกระทำผิดกับพ่อแม่ตัวเองเสียหน่อย

                ฮูหยินผู้เฒ่าจึงพยายามพูดจาไกล่เกลี่ย “ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นห่วงลูก ข้าเองก็สงสารนางเช่นกัน แต่เจ้าจะใช้อารมณ์ตัดสินเรื่องนี้ไม่ได้

จะจัดการกับสองผัวเมียนั่นอย่างไรก็ทำไป ไม่เห็นจะต้องไปผ่านกระบวนการทางกฎหมายให้คนเขารู้กันทั่วเลย เจ้าพูดเองว่าเรื่องนี้จะทำให้จุ้นเอ๋อเสื่อมเสียชื่อเสียง นางเป็นบุตรสาวที่เจ้าเลี้ยงมาตั้งแต่เด็กจนโต ที่ผ่านมานางก็เป็นเด็กดี มีความกตัญญู เจ้าจะทำลายชื่อเสียงของนางได้ลงคอเชียวรึ”

                เซียวฮูหยินสะเทือนใจอย่างมาก นางรู้สึกเจ็บแปลบไปทั้งหัวใจ นางทำไม่ลง แต่ก็ต้องแข็งใจไว้ หากใจอ่อนกับเซียวหย่าจุ้นก็เท่ากับเป็นการทำร้ายลูกในไส้ของตนเช่นกัน

                นางรักเซียวหย่าจุ้นมาแล้วสิบสามปี แต่ไม่เคยได้แสดงความรักความเอาใจใส่ต่อบุตรสาวแท้ๆ ของตนเลยสักครั้ง ดังนั้นนางจึงไม่มีอะไรติดค้างกับเซียวหย่าจุ้น แต่ชีวิตนี้นางติดค้างกับลูกสาวแท้ๆของตนต่างหาก

                เซียวฮูหยินเงยหน้าขึ้นมองฮูหยินผู้เฒ่าพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ข้าไม่ได้ทำลายชื่อเสียงของนาง แต่เป็นพ่อแม่แท้ๆ ของนางต่างหากที่ทำลายนางอย่างย่อยยับ ถ้าพวกเขาไม่ขโมยลูกสาวข้าไปก็คงไม่มีเรื่องอย่างวันนี้ ท่านแม่... หย่าจุ้นได้เสวยสุขกับความผิดที่พ่อแม่แท้ๆ ของนางได้ก่อเอาไว้ เวลานี้นางควรจะได้รับผลกรรมในฐานะทายาทของผู้กระทำผิดด้วยเช่นกัน”

                “เจ้าไม่อยากให้จุ้นเอ๋อได้ดีถึงเพียงนี้เชียวรึ” ฮูหยินผู้เฒ่าย้อนถามด้วยความโมโห

                “ท่านแม่ หากท่านจะรักจะห่วงเซียวหย่าจุ้นขนาดนี้ ทำไมจึงไม่รักไม่ห่วงหลานแท้ๆ ของท่านสักหน่อยเล่า แต่เดิมนางควรจะได้รับความรักจากคนในครอบครัวเป็นอย่างดี แต่ต้องมาใช้ชีวิตอย่างทุกข์ทรมาน นางอุตส่าห์ดั้นด้นกลับบ้านมาได้ แต่ย่าแท้ๆ ของนางกลับขอร้องให้นางรักษาชื่อเสียงของศัตรู แล้วอย่างนี้มิต้องปิดบังเรื่องที่นางถูกทารุณ ต้องบอกว่าบ้านตระกูลโจวดูแลนางเป็นอย่างดีด้วยหรือไม่? ท่านแม่จะให้นางทำใจยอมรับได้อย่างไรเจ้าคะ?” เซียวฮูหยินพร่ำพรรณนาทั้งน้ำตา

                แม้จะพูดอย่างนั้น แต่ฮูหยินผู้เฒ่ากลับมีความลำเอียงอยู่ในใจ นางมีหลานสาวสิบคน แต่มีเพียงจุ้นเอ๋อคนเดียวเท่านั้นที่นางเลี้ยงมากับมือ ชีวิตนี้นางไม่เคยมีโอกาสได้เลี้ยงบุตรสาว ดังนั้นจึงรักหลานสาวคนนี้ดั่งแก้วตาดวงใจ ตลอดหลายปีที่อยู่ด้วยกันมา แม้จะเป็นเพียงหลานแต่ก็มีความผูกพันเหมือนเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขที่ตนคลอดออกมาเสียเอง

                ฮูหยินผู้เฒ่าเซียวหันไปมองจิ้งไห่โหวบุตรชายของตน แล้วจึงเอ่ยปากว่า “ข้าเองก็ยอมรับว่าข้าเห็นแก่ตัวไม่น้อย แต่เพื่อรักษาหน้าตาและชื่อเสียงของจวนนี้ และเพื่อให้เป็นผลดีต่อเด็กทั้งสองเด็กสาวอย่างพวกนางไม่สมควรต้องขึ้นโรงขึ้นศาล”

                “ในเมื่อมีผู้ถูกแจ้งความ ก็ให้ดำเนินการตามกฎหมายไปความผิดไม่ได้อยู่ที่เราและไม่ได้อยู่ที่ลูก ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องน่าอาย”จิ้งไห่โหวมองไปยังฮูหยินผู้เฒ่าเซียวที่ยังอยู่ในอาการร้อนใจพลางเอ่ยต่อ “ท่านแม่ ผัวเมียตระกูลโจวอยากให้ลูกของตนมีชีวิตที่ดีจึงได้แอบสลับลูกกับพวกเรา หากเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้วพวกเรายังจะพยายามรักษาชื่อเสียงของลูกพวกเขา ก็เท่ากับเป็นการทำร้ายจิตใจ และไม่ยุติธรรมต่อลูกสาวแท้ๆ ของพวกเรานะขอรับ”

                เมื่อเห็นคนทั้งสองตัดสินใจได้อย่างนี้ ฮูหยินผู้เฒ่าก็บันดาลโทสะถึงขีดสุด ตบโต๊ะแล้วตวาดว่า “พวกเจ้าจะบีบบังคับให้จุ้นเอ๋อไปตายอย่างนั้นรึ หากเรื่องนี้ถูกโพนทะนา คนนอกจะมองจุ้นเอ๋ออย่างไร นางจะมีชีวิตอยู่ต่อได้อย่างไร เจ้าเลี้ยงดูนางมาตั้งหลายปี ช่างใจร้ายใจดำเหลือเกิน”

ตัดไม่ได้ก็ต้องตัด

                จิ้งไห่โหวไม่สนใจมารดา ยังอธิบายย้ำอีกว่า “จะเป็นไปได้อย่างไร เราส่งนางไปอยู่อีกที่หนึ่ง ให้นางได้มีชีวิตใหม่ พอผ่านไปอีกสักสองปี ก็หาครอบครัวที่เหมาะสมให้นางได้แต่งออก ตอนแต่งงานก็มอบเงินขวัญถุงให้ ของในจวนที่เป็นของนางก็มีมากโข สมบัติพวกนี้มากพอที่จะให้นางใช้ชีวิตอย่างสุขสบายไปจนแก่เฒ่า”

                ฮูหยินผู้เฒ่ามองจิ้งไห่โหวด้วยสายตายากจะเชื่อ พลางพูดว่า “เจ้าจะเนรเทศจุ้นเอ๋อไปอย่างนั้นรึ เจ้าเลี้ยงดูนางมาตั้งสิบสามปี แม้จะไม่ใช่คนในสายเลือดแต่ความผูกพันที่มีมายาวนาน นึกจะตัดก็ตัดได้ง่ายๆ อย่างนั้นเชียวรึ”

                “ตัดไม่ได้ก็ต้องตัด” จิ้งไห่โหวกล่าวกับฮูหยินผู้เฒ่าผู้ซึ่งกำลังตกตะลึงอยู่ไม่น้อย “หากเป็นเพียงความบังเอิญที่ต้องสลับตัว เราจะเลี้ยงดูนางต่อไปก็ไม่เป็นปัญหา ถือว่าเรามีลูกสาวเพิ่มมาอีกคน แต่สิ่งที่สองผัวเมียนั่นทำไว้คือเจตนาจะพรากลูกของเรา และยังทำทารุณลูกของพวกเราอีก การที่เราไม่ถือโทษโกรธหย่าจุ้นก็เพราะเห็นแก่ความผูกพันที่มีต่อกันถึงสิบสามปี การส่งนางไปอยู่ที่อื่นก็เพื่อจะได้หลบหนีคำครหาและเริ่มต้นชีวิตใหม่ ท่านแม่...พวกเราเมตตานางมากแล้วนะขอรับ”

                ฮูหยินผู้เฒ่าหมดปัญญาที่จะตอบโต้ นางมีสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย ผุดลุกขึ้นแล้วเอ่ยว่า “หากเจ้าจะส่งนางออกไปละก็ ส่งแม่แก่ๆ อย่างข้าไปด้วยสิ ในเมื่อบ้านนี้เห็นคนแก่เป็นหัวหลักหัวตอ ข้าไม่อยู่แล้วก็ได้ หรูอี้... เก็บข้าวของ พวกเรากลับหยางโจวกัน”

                “ท่านแม่!” จิ้งไห่โหวเรียกนางไว้ด้วยความรู้สึกปวดเศียรเวียนเกล้า

                เซียวฮูหยินเห็นฮูหยินผู้เฒ่ายังดื้อดึง ไม่ยอมให้พวกนางส่งเซียวหย่าจุ้นออกไป ก็จำต้องโอนอ่อนผ่อนตามยอมให้เซียวหย่าจุ้นอยู่ในจวนต่อ การที่ฮูหยินผู้เฒ่าออกหน้าแทนอย่างไม่นึกห่วงศักดิ์ศรีของตน หมายความว่าความคาดหวังของสองผัวเมียตระกูลโจวนั่นสมปรารถนาไปหนึ่งอย่างแล้ว อย่างน้อยลูกสาวของพวกเขาก็ตะกายฟ้ากลายเป็นหงส์ได้จริงๆ ซ้ำยังได้ท่านย่าเป็นผู้ออกหน้ารับแทนเสียด้วย ฉะนั้นลูกสาวแท้ๆ ของนางจึงเหลือนางเพียงคนเดียวที่จะยืนเคียงข้างแล้ว

                จิ้งไห่โหวไม่อาจทนเห็นผู้เป็นมารดาหลั่งน้ำตาได้ จึงถอนใจเบาๆ

                ส่วนเซียวฮูหยินที่รู้ทัน ก็ทำเพียงส่งเสียงหัวเราะอย่างเย็นชาก่อนจะสะบัดชายผ้าแล้วเดินจากไป

                จิ้งไห่โหวเห็นภรรยาเป็นดังนั้นก็ไม่สบายใจ ตอนแรกเขายังนึกสงสารในตัวเซียวหย่าจุ้นไม่น้อย แต่เมื่อถูกฮูหยินผู้เฒ่ารบเร้าอย่างนี้ก็ทำให้ความสงสารลดลงไปมาก ฮูหยินผู้เฒ่าเฝ้าแต่พร่ำพูดว่าเซียวหย่าจุ้นเป็นผู้บริสุทธิ์น่าสงสาร แต่แท้จริงแล้วลูกสาวของเขาและเซียวฮูหยินต่างหากที่เป็นผู้บริสุทธิ์และน่าสงสารมากกว่า

                เมื่อปลอบใจฮูหยินผู้เฒ่าจนดีขึ้น จิ้งไห่โหวก็ขอตัวจากไป

                หรูอี้กลับนึกกังวลใจจึงเอ่ยถามว่า “นายท่านเจ้าคะ โหวเหย่กับฮูหยินใหญ่ดูจะไม่พอใจหรือเปล่า”

                ฮูหยินผู้เฒ่านวดขมับด้วยความปวดเศียรเวียนเกล้า เอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมว่า “ก็พวกเขาเล่นใจดำขนาดนั้น ข้าก็ต้องงัดไม้ตายออกมาใช้น่ะสิ” นางอายุขนาดนี้แล้ว หากไม่ใช่เพราะจะเอาชนะให้ได้ นางจะยอมขายหน้าร้องห่มร้องไห้ทำตัวเป็นเด็กดื้อได้หรือ

                ฮูหยินผู้เฒ่าเซียวบ่นกับหรูอี้ว่า “จุ้นเอ๋อไม่ใช่ลูกที่สองคนนั้นเลี้ยงมากับมือ จึงไม่มีความอาลัยอาวรณ์ อยากจะตัดก็ตัดง่ายๆ แต่จุ้นเอ๋อเป็นเด็กสาวที่น่ารักและแสนจะบริสุทธิ์ นางทำอะไรผิดรึ”

                เมื่อนึกถึงเด็กน้อยน่ารักรู้ประสาอย่างเซียวหย่าจุ้น หรูอี้ก็นึกเจ็บแปลบในใจ จึงได้เอ่ยปลอบไปว่า “เรื่องนี้เกิดขึ้นกะทันหัน ท่านโหวและฮูหยินใหญ่คงกำลังตรึกตรองอยู่ หากผ่านช่วงเวลาอันเปราะบางนี้ไปแล้ว พวกเขาคงไม่อาจตัดสัมพันธ์ที่มีมาเป็นสิบปีได้หรอกเจ้าค่ะ”

                ฮูหยินผู้เฒ่ามีสีหน้าสลดใจ เมื่อนึกถึงเซียวหย่าจุ้น นางก็ค่อยๆ ขยับกายลุกขึ้น “แม่หนูน้อยหลานรักของข้าคงจะเสียใจอยู่มาก ข้าต้องไปดูนางสักหน่อยแล้ว”

                เป็นดังที่คาด เซียวหย่าจุ้นตกใจและเสียใจจนแทบจะสิ้นสติ จู่ๆ นางกลับไม่ใช่บุตรสาวของท่านพ่อท่านแม่ ไม่ใช่ลูกหลานตระกูลเซียว แล้วยังถูกเซียวฮูหยินผู้เป็นมารดามองด้วยสายตาเกลียดชัง ทำให้ไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรต่อ เมื่อเห็นฮูหยินผู้เฒ่าเดินเข้ามาด้วยสีหน้าแสดงความห่วงใย เซียวหย่าจุ้นก็รีบโผเข้าหาอ้อมกอดของผู้เป็นย่า แล้วร้องไห้ด้วยความอัดอั้นตันใจ

                นางร้องไห้เสียจนฮูหยินผู้เฒ่ารู้สึกเจ็บปวดไปด้วย จึงเอ่ยด้วยความห่วงใยว่า “อย่าได้กลัวไปเลย ย่าอยู่นี่ ย่าอยู่นี่แล้ว เรื่องนั้นย่าจัดการเรียบร้อยแล้ว เจ้าไม่ต้องกลัวนะ ไม่เป็นไรแล้วล่ะ”

                ฮูหยินผู้เฒ่าเล่าให้อีกฝ่ายฟังว่านางพยายามดึงดันจนสำเร็จ สามารถระงับการตัดสินใจของจิ้งไห่โหวและภรรยาได้ในที่สุด

                เซียวหย่าจุ้นยังคงตะลึงนิ่งอึ้งไม่อาจพูดคำใดออกมาได้ “นี่... นี่มัน...” ภายในใจของนางเต็มไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งซาบซึ้งยินดีที่จะได้อยู่ที่นี่ต่อ แต่ก็กังวล

                “ท่านพ่อท่านแม่ก็รักและสงสารเจ้า แต่ตอนนี้ยังไม่อาจทำใจได้ เจ้าก็อย่าได้ถือสาเลย ผ่านไปสักพักก็คงจะดีขึ้นเอง”

                เซียวหย่าจุ้นหลั่งน้ำตาไหลอาบแก้มให้คนแก่เห็นอีกครั้ง

                ผู้เป็นย่าก็ทำได้เพียงลูบหลังและเอ่ยปลอบใจว่า “หลายปีมานี้ น้องสาวของเจ้าได้รับความลำบากมามาก ในใจนางคงมีแต่ความแค้นเคือง หากเรื่องไหนที่นางทำไปแล้วไม่ใช่ความผิดร้ายแรง เจ้าก็ให้ยอมลงให้นางสักหน่อย แต่หากเกินไปจริงๆ ก็แค่มากระซิบบอกย่า ย่าจะไม่ยอมให้เจ้าถูกรังแกแน่”

                ในสายตาของฮูหยินผู้เฒ่า หญิงสาวที่ถูกเลี้ยงมาจากบ้านนอกไม่ใช่คนที่เซียวหย่าจุ้นสมควรจะลดตัวลงไปคบค้าสมาคมด้วย ไม่ว่าอย่างไร สามีภรรยาตระกูลโจวก็เป็นคนที่เลี้ยงเด็กนั่นมา การที่นางแจ้งความจับพ่อแม่ที่เลี้ยงดูตนนับว่าเป็นการอกตัญญูอย่างหนึ่ง

                คนที่มีนิสัยอย่างนี้ เมื่อกลับมาอยู่บ้านก็คงหาเรื่องจุ้นเอ๋อไม่หยุดไม่หย่อนแน่

                จุ้นเอ๋อของนางเป็นเพียงเด็กน้อยไร้เดียงสา แม้จะเป็นคนฉลาดมีเหตุมีผล แต่หากต้องรับมือกับหญิงบ้านนอกที่เจ้าเล่ห์เจ้ากล จุ้นเอ๋อก็อาจจะกลายเป็นเด็กไร้เหตุผลในสายตาของคนอื่นได้

                เซียวหย่าจุ้นพยักหน้าและเอ่ยว่า “หากนางจะไม่ชอบข้าก็ถือเป็นเรื่องปกติ ท่านย่าเจ้าคะ... ข้าจะยอมลงให้นางทุกอย่างเจ้าค่ะ”     

                ฮูหยินผู้เฒ่าพยักหน้าด้วยความชื่นชม นางชอบนิสัยของหลานรักคนนี้มาตลอด จุ้นเอ๋อเป็นเด็กที่อ่อนหวานและแสนดี ขอให้เด็กทั้งสองเป็นเด็กน่ารัก รู้ประสาด้วยกันทั้งคู่เถอะ จะได้ดูแลกันและกันด้วยความรักความสามัคคีไปตลอดกาล

 

                จิ้งไห่โหวพบว่าภรรยาของตนกำลังเดินไปเดินมาในห้องด้วยความโมโห

                นางมีสีหน้าเคร่งขรึม แววตาเยือกเย็น

                จิ้งไห่โหวถอนหายใจเบาๆ เอ่ยว่า “ในสายตาของเจ้า ข้าดูเป็นคนเลวขนาดนั้นเชียวรึ”

                เซียวฮูหยินนิ่งอึ้งกับคำถามที่ได้ยิน

                “นางก็คือลูกสาวของข้าเหมือนกัน แม้แต่ผัวเมียตระกูลโจวคู่นั้นยังรักลูกของตน แล้วข้าจะเทียบไม่ได้กับพวกมันเลยเชียวรึ”

                เซียวฮูหยินจ้องมองสามี คล้ายกับกำลังพิเคราะห์ความจริงใจที่ปรากฏบนสีหน้าและแววตาของเขา แล้วโทสะของนางจึงค่อยๆ ทุเลาลง นางเอ่ยว่า “แล้วที่ท่านเอ่ยปากเมื่อครู่เล่า?”

                “ข้าก็เพียงคิดจะปลอบใจท่านแม่ เพราะอย่างไรเสีย เราก็คงไม่อาจปล่อยให้ท่านแม่โมโหอย่างนี้ต่อไปได้ เราอาจจะจัดการอย่างที่เราเคยคุยกันไว้ตั้งแต่แรกแบบลับๆ แต่เจ้าจงระวังเอาไว้ด้วย หลังจากที่จัดการเรื่องนี้เสร็จ ท่านแม่อาจจะโมโหเจ้า” จิ้งไห่โหวเอ่ยอย่างละอายใจ

                ใครใช้ให้เขามีแม่ที่ไม่ฟังเหตุผลกันเล่า!

                เซียวฮูหยินส่ายหน้า “ข้าไม่สนใจหรอก” เพราะนางตั้งใจจะจัดการอย่างที่ได้คิดไว้ตั้งแต่ต้น ดังนั้นนางจึงทำใจไว้ก่อนแล้วว่าจะต้องถูกฮูหยินผู้เฒ่าโกรธ

                จิ้งไห่โหวเอ่ยว่า “ถ้าเราทำสำเร็จ ท่านแม่ก็คงโกรธไปอีกสักพักใหญ่เลยล่ะ”

                เซียวฮูหยินเบ้ปากอย่างไม่นึกใส่ใจ นางหันไปมองจิ้งไห่โหว “ข้าไม่ได้เอาเรื่องนี้มาลงความแค้นกับเซียวหย่าจุ้น แต่ข้าไม่อาจปล่อยให้นางอยู่เพื่อทำร้ายความรู้สึกของลูกสาวเราได้ ไม่อย่างนั้นจะเท่ากับเป็นการสาดน้ำเกลือลงบนแผลสดๆ ของลูก”

                จิ้งไห่โหวถอนหายใจด้วยความเศร้า เอ่ยว่า “ข้ารู้ดี สิ่งที่หย่าจุ้นได้รับนั้นมากพอแล้ว จะให้นางได้รับประโยชน์ต่อก็ไม่สมควร หากเราใจอ่อน สุดท้ายจะก่อให้เกิดหนามยอกอกในใจลูกสาวแท้ๆ ของเรา”

                เมื่อนึกถึงลูกสาวที่เกิดและเติบโตขึ้นมาในถิ่นทุรกันดาร เซียวฮูหยินก็มีน้ำรื้นในดวงตาด้วยความเวทนา นางเอ่ยว่า “ข้า... หากไม่ใช่เพราะข้าหมดสติในตอนนั้น ก็คงจะไม่ยอมเปิดโอกาสให้พวกมันสลับลูกของเราไปได้”

                เมื่อเห็นเซียวฮูหยินกล่าวตำหนิตนเองอีกครั้ง จิ้งไห่โหวก็เอ่ยปลอบด้วยความเห็นใจ “ไม่ใช่ความผิดของเจ้าหรอก เพราะความสารเลวของสองผัวเมียคู่นั้นต่างหาก พรุ่งนี้เราก็จะออกเดินทางไปรับลูกของเรากลับมาแล้ว ต่อไปพวกเราก็คอยดูแลนางให้ดีเพื่อชดเชยในสิ่งที่นางเคยสูญเสีย เติมเต็มในสิ่งที่นางขาดแคลนมาตลอดเวลาหลายปีก็แล้วกัน”

                เซียวฮูหยินพยักหน้าทั้งน้ำตา ในใจอยากจะรีบติดปีกบินไปยังอำเภอป๋ายสือเสียเดี๋ยวนี้ นางจะไปกอดลูกสาวแล้วบอกว่า ‘ต่อไปแม่จะไม่ยอมให้เจ้าได้รับความลำบากใดๆ อีก’

สอนแค่ครั้งเดียวก็ทำได้แล้ว

                แสงอาทิตย์ของฤดูใบไม้ร่วงส่องสว่างให้ความอบอุ่นแสงนั้นสาดลงมาทางช่องหน้าต่างก่อนจะกระทบลงบนพื้นห้อง

                หลิวซื่อ...ภรรยาของจี้หย่วนจื๋อมองอาหยูที่เดินเข้ามาทำความเคารพในห้องอย่างนอบน้อมแล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “น้องเจ้าช่างฉลาดเหลือเกิน สอนแค่ครั้งเดียวก็ทำได้แล้ว”

                หลังจากที่สามีของนางรับรู้ชะตากรรมของอาหยู หลิวซื่อก็นึกสงสารนางจับใจ ดังนั้นก่อนที่ฮูหยินตระกูลเซียวจะเดินทางมารับตัว หลิวซื่อจึงได้พาอาหยูมาอยู่ด้วยเพื่อช่วยดูแลนาง

                หลิวซื่อเกรงว่าหากอาหยูกลับไปที่บ้านตระกูลเซียวจะรู้สึกไม่คุ้นชินกับการวางตัวในบ้านตระกูลสูง นางจึงสอนเรื่องกิริยามารยาทให้ และก็ถือว่าอีกฝ่ายเป็นเพชรเนื้อดี เมื่อขัดเพียงเล็กน้อยก็ส่องประกายงดงาม ทำให้หลิวซื่อเกิดความประทับใจ จึงตั้งใจสอนอาหยูมากขึ้นไปอีก เมื่อเริ่มสอนเรื่องความประพฤติแล้วก็เริ่มสอนหนังสือให้อีกฝ่ายอ่านออกเขียนได้อีกด้วย

                ใบหน้าของอาหยูเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ความปรารถนาแรงกล้าของเจ้าของร่างเดิม คือต้องการให้ตัวเองโดดเด่นยิ่งกว่าเซียวหย่าจุ้น และกลายเป็นความภาคภูมิใจของเซียวฮูหยิน

                และอาหยูก็จะทำให้ความปรารถนาของดวงวิญญาณนั้นเป็นจริง!

                หลายวันมานี้ผิวพรรณของนางเริ่มมีน้ำมีนวลขึ้นบ้างแล้ว สภาพที่น่าเวทนาเมื่อแรกพบจางหายไป รอยยิ้มของนางยังเผยแววแห่งความน่ารักน่าเอ็นดู หลิวซื่อลูบหลังมือนางอย่างอ่อนโยนและตั้งอกตั้งใจสอนนางต่อ

                คืนนั้นหลิวซื่อได้เอ่ยปากปรับทุกข์กับจี้หย่วนจื๋อว่า“น่าเสียดาย อาหยูเสียเวลาเรียนรู้ไปหลายปี ความสามารถขนาดนี้ หากได้รับการอบรมสั่งสอนตั้งแต่ยังเด็กจะต้องเป็นสตรีที่โดดเด่นอีกคนหนึ่งทีเดียว”

                ในเมืองหลวง เซียวหย่าจุ้นเป็นเด็กสาวที่มีชื่อเสียงโดดเด่นคนหนึ่ง นางเป็นที่รักและที่ชื่นชมของคนทั่วไปอยู่ไม่น้อย แต่หลังจากที่หลิวซื่อได้รู้จักอาหยูมาระยะหนึ่ง นางกลับนึกชอบในนิสัยสุขุมเยือกเย็นของอาหยูมากกว่า และอีกอย่าง... อาหยูคือผู้ที่มีชะตากรรมเลวร้ายที่สุดคนหนึ่งในเรื่องนี้ ฉะนั้นใครที่ได้ยินได้ฟังก็อดนึกเวทนานางไม่ได้

                จี้หย่วนจื๋อกล่าวว่า “ตอนนี้ก็ยังไม่ถือว่าสายไปหรอก หากแต่งงานมีลูกแล้วมาค้นพบความจริงในเรื่องนี้ นั่นแหละจึงจะถือว่าสายไป”

                หลิวซื่อถอนใจยาวด้วยความสงสาร และเอ่ยถามอีกว่า “ท่านน้าเดินทางใกล้จะถึงหรือยัง?”

                จี้หย่วนจื๋อเอ่ยตอบ “อีกวันสองวันก็คงถึงแล้วล่ะ”

 

                เซียวฮูหยินออกเดินทางพร้อมกับบุตรชายคนโตที่ชื่อเซียวหยาง

                พวกเขาต้องใช้เวลาประมาณสามวันจึงถึงที่หมาย

                เซียวฮูหยินรีบลงจากรถม้าด้วยความตื่นเต้น นางเกือบจะเสียหลักตกลงจากรถม้า

                อาหยูมองไปยังเซียวฮูหยินที่กำลังวิ่งมาหานาง รู้สึกขอบตาร้อนผ่าวก่อนที่จะมีน้ำรื้นออกมาด้วยความตื้นตัน นี่เป็นความรู้สึกที่ยังหลงเหลืออยู่ประปรายของดวงวิญญาณเจ้าของร่างเดิม ร่างที่นางอาศัยอยู่นี้ยังคงเหลือเค้ารอยของความทรงจำเดิมๆ อยู่บ้าง ดังนั้นนางจึงพลอยซาบซึ้งและตื้นตันใจอย่างไม่รู้ตัวไปด้วย

                ในชาติที่แล้ว ร่างนี้มีอายุได้ไม่ถึงยี่สิบปีก็ตรอมใจตายเพราะความขมขื่นและพ่ายแพ้ แต่คนคนเดียวที่รักนางอย่างสุดหัวใจโดยไร้ข้อแม้คือเซียวฮูหยินผู้นี้ ส่วนคนอื่นๆ ในจวนตระกูลเซียวมีบ้างที่แสดงออกมาเพราะความผูกพันหรือบ้างก็ต้องการผลประโยชน์ แต่ทุกคนยังคงรักและดูแลเซียวหย่าจุ้นเหมือนเดิม มีเพียงเซียวฮูหยินที่เอาใจใส่ดูแลนางและมีท่าทีห่างเหินกับเซียวหย่าจุ้น

                แม้ว่าเจ้าของร่างเดิมจะทำตัวดีเทียบไม่ได้กับเซียวหย่าจุ้น และมักจะทำเรื่องน่าอับอายขายหน้าอยู่เสมอ แต่เซียวฮูหยินก็ไม่เคยทอดทิ้งลูกสาวคนนี้ เซียวฮูหยินพยายามพร่ำบอกพร่ำสอนลูกสาวคนนี้อย่างอดทน แต่กระนั้นก็ยากที่จะเปลี่ยนแปลงกิริยาท่าทางแบบชาวบ้านๆ ของนางได้

                เรียกว่าเจ้าของร่างเดิมทำให้เซียวฮูหยินเสียใจและผิดหวังครั้งแล้วครั้งเล่า

                ยิ่งนางเปิ่นเท่าไร เซียวหย่าจุ้นก็ยิ่งดูคล้ายหงส์ฟ้ามากขึ้นเท่านั้น

                ต่อมาไม่นาน เจ้าของร่างผู้โง่งมนี้ก็ได้ทำความผิดครั้งใหญ่ทำให้เซียวฮูหยินถึงกับต้องไปคุกเข่าต่อหน้าเซียวหย่าจุ้นเพื่ออ้อนวอนขอร้อง จึงมีการประนีประนอมลดโทษด้วยการส่งเจ้าของร่างเดิมของนางไปอยู่ที่สำนักนางชี คราวนั้นเซียวฮูหยินก็ตัดสินใจติดตามบุตรสาวไปด้วย

                เรียกว่าเป็นมารดาที่ทรหดอดทนยิ่งนัก

                เซียวฮูหยินที่เพิ่งมาถึง ได้ยินมาตลอดการเดินทางว่าบุตรสาวของนางได้รับการเลี้ยงดูอย่างยากลำบาก จึงทำใจไว้ส่วนหนึ่งแล้วเมื่อนางได้มาเห็นร่างกายที่ซูบผอมของลูกสาวด้วยตาตนเองก็พบว่า เด็กอายุสิบสามปีตรงหน้ากลับมีรูปร่างคล้ายกับเด็กอายุเพียงแค่สิบปี สภาพที่เห็นนั้นเลวร้ายกว่าที่เซียวฮูหยินคาดไว้หลายเท่า

                ผู้เป็นแม่น้ำตาไหลออกมาด้วยความสงสาร นางเป็นแม่ประสาอะไรถึงไม่สามารถแยกแยะลูกในไส้ของตนได้ ทำให้ลูกสาวแท้ๆ ถูกคนใจร้ายพรากไปทรมานเสียปางตาย

                แม้แต่คนเป็นพี่ชายอย่างเซียวหยาง หลังจากได้เห็นน้องสาวที่อยู่ตรงหน้าก็รู้สึกขอบตาร้อนผ่าว

                สองแม่ลูกพบกัน ต่างก็ร้องไห้น้ำตาไหลด้วยความตื้นตันใจ

                เซียวฮูหยินมองหน้าลูกสาวด้วยแววตาของแม่ผู้รอคอยลูกมาเป็นเวลานาน ส่วนอาหยูก็เรียกนางว่า “ท่านแม่” ยิ่งทำให้เซียวฮูหยินน้ำตาทะลักออกมาด้วยความปีติในใจ สองแม่ลูกโผกอดกันแล้วร้องไห้ด้วยความยินดี

                สายเลือดที่แท้จริงได้พบกัน นับเป็นเรื่องดีที่ฟ้าประทานพวกนางควรจะยินดีต่างหากเล่า

                เซียวฮูหยินเช็ดน้ำตาเบาๆ อาหยูหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับน้ำตาให้มารดา

                แววตาของเซียวฮูหยินแฝงด้วยรอยยิ้ม เอ่ยว่า “แม่ร้องไห้ด้วยความดีใจต่างหากเล่า” พลางกุมมือของอาหยูเอาไว้แน่น คล้ายกับเกรงว่าหากคลายมือออกเพียงเล็กน้อยจะถูกพรากลูกสาวจากไปอีก “ดีแล้ว กลับมาก็ดีแล้วลูกแม่ ต่อไปแม่จะไม่ยอมให้เจ้าได้รับความลำบากใดๆ อีก”

                อาหยูพยักหน้ารับคำผู้เป็นมารดา

                “หย่าหยู... ต่อไปเจ้าจงใช้ชื่อนี้ พี่สาวน้องสาวของเจ้าต่างมีชื่อที่นำหน้าด้วยคำว่า ‘หย่า’ ซึ่งแปลว่าสง่างาม ส่วนคำว่า ‘หยู’ นั้นแปลว่าหยก รวมแล้วจึงแปลว่าหยกงามอันทรงคุณค่า” เซียวฮูหยินเอ่ยขึ้น

                นางจะไม่ยอมให้บุตรสาวขุนนางใหญ่ใช้ชื่อที่คนตระกูลโจวตั้งให้เด็ดขาด นับประสาอะไรกับชื่อ ‘พ่านตี้’ นั่น เซียวฮูหยินเอานิ้วมือจุ่มน้ำชาแล้วเขียนให้บุตรสาวดู ในใจคิดไปว่าบุตรสาวคงยังอ่านหนังสือไม่ออก เพียงแค่คิดเท่านั้นหัวใจก็เจ็บแปลบเสียแล้ว

                แต่นางกลับเห็นว่าอาหยูใช้น้ำชาเขียนอักษรนั้นออกมาอีกครั้ง นั่นทำให้เซียวฮูหยินประหลาดใจมาก อาหยูจึงเอ่ยว่า “อาซ้อสอนข้าให้เขียนอักษรหลายตัวเลยเจ้าค่ะ”

                เซียวฮูหยินหันไปมองหลิวซื่อด้วยความซาบซึ้งใจ

                หลิวซื่อรีบเอ่ย “เป็นเพราะนางฉลาดหลักแหลม เรียนเพียงไม่นานก็จำได้ ไม่เสียแรงที่เกิดมาเป็นลูกสาวของท่านน้า”

                อาหยูแย้งว่า “เป็นเพราะอาซ้อตั้งใจสอนข้า ไม่รังเกียจในความโง่เขลาของข้า”

                ด้วยความประหลาดใจในเรื่องนี้ ทำให้เซียวฮูหยินนึกรักใคร่ในตัวลูกสาวมากขึ้นไปอีก ในฐานะคนเป็นแม่ ไม่มีสิ่งใดที่ทำให้นางมีความสุขไปกว่าการมีลูกที่ได้ดังใจ

                เซียวฮูหยินจับมืออาหยูเอาไว้ไม่ยอมปล่อย แล้วพูดคุยกับลูกสาวไม่ขาดปาก คืนนั้นสองแม่ลูกนอนบนเตียงเดียวกัน

                เซียวฮูหยินใช้โอกาสนี้สำรวจร่างกายของอาหยู นางพบบาดแผลน้อยใหญ่ทั่วทั้งเรือนร่าง โดยเฉพาะตรงบริเวณต้นขาที่ถูกน้ำร้อนลวกจนเป็นแผลเป็น เพียงเท่านั้นเซียวฮูหยินก็น้ำตาซึมออกมาด้วยความรู้สึกผิด และยิ่งอาฆาตแค้นในตัวผัวเมียตระกูลโจวมากขึ้นไปอีก

                อาหยูปลอบผู้เป็นมารดาอย่างอ่อนโยน

 

                วันถัดมาเซียวฮูหยินเดินทางไปพบกับสองสามีภรรยาผู้เป็นต้นเหตุ

                นางอยากเห็นกับตาตนเองว่า มนุษย์สองคนที่มีจิตใจโหดเหี้ยมอำมหิตขนาดนั้นจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร และอยากจะถามพวกมันเหลือเกินว่า รู้ทั้งรู้ว่าลูกสาวแท้ๆ ของตนได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายในบ้านของนาง พวกเครื่องประดับที่มีก็ได้มาจากร่างของนาง แล้วทำไมยังกล้ามาทรมานลูกสาวของนางอีก

                อาหยูครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะบอกว่า นางเองก็อยากตามไปด้วยเช่นกัน

                เมื่อลูกสาวเอ่ยปากขอ เซียวฮูหยินก็ไม่ได้ปฏิเสธ

                ทันทีที่ได้เห็นสองสามีภรรยา นางก็พบว่าพวกเขามีหน้าตาคล้ายคลึงกับเซียวหย่าจุ้นมาก!

                เรื่องที่เซียวหย่าจุ้นไม่มีลักษณะคล้ายกับนางหรือจิ้งไห่โหว เซียวฮูหยินเคยพูดทีเล่นทีจริงว่า ‘เอ เจ้ามีหน้าตาคล้ายใครกัน?’

                ตอนนั้นฮูหยินผู้เฒ่าเซียวและเซียวหย่าจุ้นได้เอ่ยออกมาว่า...นางคล้ายกับย่าทวด

                วันนี้เซียวฮูหยินได้รู้ความจริง ว่าแท้จริงแล้วเซียวหย่าจุ้นหน้าตาคล้ายใคร ที่แท้นางก็หน้าตาเหมือนพ่อแม่บังเกิดเกล้าของนางไม่มีผิดเพี้ยน

                ภายใต้สายตาเย็นชาของเซียวฮูหยิน สองผัวเมียตระกูลโจวต่างรู้สึกสะท้านไปทั่วทั้งร่าง ลมหายใจคล้ายจะหยุดลงชั่วขณะ

                ความมืดภายในห้องคุมขังไม่มีแสงสว่างใดๆ นอกจากแสงจากคบไฟที่ถูกจุดไว้ แม้ว่าในเวลากลางวันเช่นนี้ ใบหน้าของเซียวฮูหยินจะถูกซ่อนอยู่ภายใต้แสงสะท้อนของเปลวแดดที่ลอดเข้ามาทางหน้าต่าง แต่แววตาของนางกลับเคร่งขรึมเยือกเย็น คล้ายกับเงาของจันทราที่ทอดลงบนหยดน้ำแล้วซ่อนความรู้สึกที่ลึกซึ้งบางอย่างเอาไว้

พวกเราผิดไปแล้ว

                “ลูกสาวของพวกเจ้าทั้งดื่มด่ำและเสวยสุข ได้ใช้ชีวิตดีๆ แทนหยูเอ๋อของข้า แล้วเหตุใดพวกเจ้าจึงไม่ยอมดูแลลูกสาวของข้าบ้าง”

                สองผัวเมียตระกูลโจวคุกเข่าอยู่กับพื้นแล้วคู้ตัวลงด้วยความหวาดกลัว ทั้งสองก้มหน้าแต่ไม่ยอมเอ่ยตอบ

                นัยน์ตาของโจวต้าจู้ปรากฏแววแค้นออกมาแวบหนึ่ง หากไม่ใช่เพราะนังเด็กนั่น เขาก็คงไม่เอาเครื่องประดับไปขายและคงไม่ถูกคนฟันจนแขนขาด ในตอนแรกเขากลับมาทุบตีนางเพราะความโมโหแต่หลังจากนั้นเขากลับพบว่าการได้ทุบตีนางทำให้เขารู้สึกว่าตนเองอยู่เหนือกว่า นางเป็นลูกสาวตระกูลท่านโหวแล้วอย่างไรเล่า ในเมื่อบ้านนั้นก็ถูกพวกเขาปั่นหัวจนไม่รู้จริงเท็จใดๆ แล้ว อีกอย่างในสายตาของเขาลูกสาวก็เหมือนหมูเหมือนหมา อยากด่าก็ด่า อยากตีก็ตี หรือจะฆ่าจะแกงอย่างไรก็ได้นี่

                ส่วนนางโจวซื่อก็เอาแต่น้ำตาไหลอาบแก้ม นางอยากจะดูแลพ่านตี้อยู่หรอกนะ แต่สามีของนางก็ไม่เคยฟัง นางจะพูดหรือเตือนอะไรเขา เขาก็เอาแต่ตบตีนาง แล้วผู้หญิงอย่างนางจะทำอะไรได้

                แน่นอนว่านั่นเป็นเพียงสิ่งที่พวกเขาคิดในใจ แต่ไม่มีใครกล้าพูดออกมา

                โจวต้าจู้ยังไม่อยากตาย จึงโขกศีรษะลงกับพื้นครั้งแล้วครั้งเล่าและเอ่ยว่า “ฮูหยิน พวกเราผิดไปแล้ว พวกเราทำไปเพราะความสับสน ละโมบโลภมาก ฮูหยินเป็นผู้มีความเมตตา ได้โปรดไว้ชีวิตพวกเราเถิด”

                เซียวฮูหยินมองดูโจวต้าจู้ที่ร่ำไห้ปานจะขาดใจ แล้วก็นึกถึงบาดแผลที่นางพบบนเรือนร่างของลูกสาว “ขอให้ข้าไว้ชีวิตพวกเจ้า แล้วพวกเจ้าเคยคิดจะไว้ชีวิตหยูเอ๋อของข้าหรือไม่”

                โจวต้าจู้ชะงักไปครู่หนึ่ง เวลานี้เขาคงทำได้เพียงร้องไห้อ้อนวอนขอความเมตตา ในใจนึกเสียใจ หากรู้ว่าเรื่องจะมาถึงขั้นนี้ ตอนนั้นเขาไม่น่าใจอ่อนยอมไว้ชีวิตนังพ่านตี้เลย หากนางตายไปเสียตั้งแต่แรก เรื่องก็คงไม่บานปลายมาถึงขั้นนี้

                นางโจวซื่อเองก็คุกเข่านิ่งที่พื้นคล้ายกับยอมรับโชคชะตานี้แล้ว จนกระทั่งได้ยินเสียงเซียวฮูหยินเอ่ยอย่างเคียดแค้นว่า “ข้าจะไม่มีวันปล่อยพวกเจ้าสองคนไปเด็ดขาด บาดแผลที่พวกเจ้าฝากไว้บนเรือนร่างของหยูเอ๋อ ข้าจะให้พวกเจ้าทั้งสองรวมทั้งลูกสาวของพวกเจ้าได้รับด้วย”

                เมื่อได้ยินคำนั้น ทั้งสองก็เงยหน้าขึ้นด้วยความตกใจ นางโจวซื่อละล่ำละลักว่า “ไม่ ไม่ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับลูกของพวกเรานะ เป็นความผิดของพวกเราทั้งหมด คนที่สมควรตายก็คือพวกเราทั้งสองฮูหยินเจ้าคะ ท่านเป็นคนดีมีความเมตตาได้โปรดปล่อยลูกของพวกเราไปเถิด ข้าขอคำนับท่านตรงนี้ ฮูหยินได้โปรด ได้โปรดเห็นใจข้าด้วย”

                นางโจวซื่อโขกศีรษะลงบนพื้นครั้งแล้วครั้งเล่า จนหน้าผากมีเลือดไหล

                ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่มีสิทธิ์จะเป็นห่วงลูก เพียงแต่การรักและห่วงลูกของตนทว่าเลือกจะทำร้ายให้ลูกของคนอื่นต้องเดือดร้อน อย่างนี้เซียวฮูหยินยอมไม่ได้เด็ดขาด นางชี้หน้านางโจวซื่อและเอ่ยว่า“เจ้าเองก็ห่วงลูกของตนเหมือนกันนี่ แล้วตอนที่พวกเจ้าทรมานหยูเอ๋อทำไมจึงไม่คิดบ้างเล่า ว่าพวกเราจะเป็นห่วงลูกของเราบ้าง หากพวกเจ้าดูแลนางเป็นอย่างดี ข้าอาจจะเห็นแก่บุญคุณที่เคยทำไว้ แล้วเลือกไว้ชีวิตพวกเจ้าก็ได้”

                นางโจวซื่อร้องไห้จนน้ำตาแทบเป็นสายเลือด นางยังคงโขกศีรษะลงที่พื้นต่อไป พลางพูดว่า “ข้าขอโทษ... ข้าขอโทษฮูหยินข้ามันเลวเอง นี่เป็นความผิดของพวกเราทั้งหมด ฮูหยินได้โปรด ฮูหยินได้โปรดปล่อยลูกของเราไปด้วยเถิดเจ้าค่ะ”

                เซียวฮูหยินมีสีหน้าเรียบเฉย ทีตอนนี้มาสำนึกผิด แล้วเมื่อก่อนนางทำอะไรอยู่เล่า?

                หากหยูเอ๋อไม่หลุดออกมาจากวงจรนั้นได้ พวกเขาก็ไม่มีทางสำนึกผิดเด็ดขาด ฉะนั้นตอนนี้น้ำตาที่ไหลนองหน้าไม่ใช่เพราะว่ารู้สึกผิด แต่เป็นเพราะพวกเขาหวาดกลัวต่างหาก นี่เป็นเพียงแค่การเริ่มต้นเท่านั้น ความตายถือเป็นการเมตตาพวกเขาเกินไป นางอยากให้พวกเขาได้ลิ้มรสชาติของความรู้สึกตายทั้งเป็น

                เซียวฮูหยินคร้านที่จะมองทั้งสองอีกต่อไป นางจูงมืออาหยูเดินจากไป

                “พ่านตี้ พ่านตี้” จู่ๆ นางโจวซื่อก็ตะโกนเรียก

                อาหยูหันกลับมามอง แล้วสบกับสายตาอ้อนวอนขอร้องด้วยความหวังของนางโจวซื่อ

                นางโจวซื่อเอ่ยอ้อนวอนว่า “แม่ขอโทษเจ้า ให้เจ้าเห็นแก่ความเป็น...”

                “หุบปาก! เจ้ายังคู่ควรที่จะเรียกตัวเองว่าแม่อีกรึ” เซียวฮูหยินหันไปสบถใส่นางโจวซื่อคล้ายกับสัตว์ที่หวงลูกตามสัญชาตญาณของความเป็นแม่

                นางโจวซื่อตกใจจนร่างสั่นเทา นางมองแววตาที่เต็มไปด้วยโทสะของเซียวฮูหยินด้วยความหวาดกลัว

                อาหยูยกมือขึ้นลูบหลังของเซียวฮูหยินเพื่อเป็นการปลอบประโลม แล้วหันไปพูดกับผู้เป็นแม่ที่เลี้ยงเจ้าของร่างนี้มาสิบสามปีว่า “ท่านอยากจะขอให้ข้าเห็นแก่ช่วงเวลาตลอดหลายปีที่ผ่านมา อยากจะให้คิดว่าตัวท่านเองก็เคยทำดีกับข้าอยู่บ้าง อยากจะขอร้องให้ข้าช่วยดูแลโจวจาวตี้ โจวเสียวเป่า รวมถึงลูกสาวในเมืองหลวงของท่านใช่หรือไม่?”

                นางโจวซื่อมองนางด้วยแววตาอ้อนวอนแกมหวาดหวั่น“ข้าขอร้องล่ะ ขอร้องเจ้าด้วย”

                อาหยูนิ่งมองนางโจวซื่อด้วยความไม่เข้าใจในความหน้าหนาของมนุษย์

                แน่ล่ะ... เจ้าของร่างของนางเกลียดโจวต้าจู้จนเข้ากระดูกดำ แต่กลับยังเหลือความผูกพันให้กับนางโจวซื่อบ้าง ในตอนที่นางถูกทุบตีเนื้อตัวเต็มไปด้วยบาดแผลและรอยเลือด นางโจวซื่อก็ยังนึกสงสารนาง สำหรับคนที่ใช้ชีวิตท่ามกลางความมืดมาหลายปี แสงแห่งความเมตตาแม้เพียงน้อยนิดก็มากพอที่จะทำให้ดวงวิญญาณเดิมของร่างนี้รู้สึกตื้นตัน

                แต่เมื่อได้รู้ว่านางโจวซื่อคือต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น เจ้าของร่างเดิมก็ผิดหวังและเสียใจอย่างมาก ยิ่งผูกพันมากเท่าไรก็ยิ่งเกลียดมากเท่านั้น

                “อืม ลองคิดดูแล้ว ท่านก็เคยทำดีกับข้าบ้างเหมือนกัน...ดูอย่างตอนที่รู้ทั้งรู้ว่าโจวต้าจู้ดื่มเหล้าเมาแล้วชอบทุบตีคน ท่านกลัวว่าตัวเองจะถูกทำร้ายก็เลยสั่งให้ข้าคอยรินเหล้าแล้วเก็บถ้วยเก็บชาม เมื่อข้าถูกทุบตีท่านก็รีบพาลูกชายลูกสาวแท้ๆ หนีออกไป”

                อาหยูเล่าต่อไปเรื่อยๆ ตามความทรงจำที่ยังคงเหลือของร่างนี้

                “โจวจาวตี้แอบกินขนมของโจวเสียวเป่าแล้วหาว่าข้าเป็นคนขโมย ท่านรู้ดีแก่ใจว่าอะไรเป็นอะไรแต่กลับไม่พูดออกมาแม้แต่คำเดียว จนข้าถูกตีจนสะบักสะบอม ท่านกลับออกมาทำท่าทำทางร้องห่มร้องไห้ว่าสงสารข้า”

                “ข้ายังไม่หายดีก็ต้องลุกขึ้นมาทำงานหนัก งานสกปรกต่างๆ ที่ตัวท่านไม่อยากทำและไม่กล้าเรียกใช้โจวจาวตี้ ท่านก็มักใช้ให้ข้าไปทำแทน นี่คือสิ่งที่ท่านถือว่าเคยทำดีต่อข้าอย่างนั้นรึ ทำกับข้าขนาดนั้นแล้วยังมีหน้ามาเอ่ยปากขอร้องข้าอีกหรือ ใจกล้าจริงๆ”

                ริมฝีปากนางโจวซื่อสั่นระริกคล้ายกับอยากจะปฏิเสธ แต่กลับไม่อาจพูดอะไรออกมาได้ นางเพียงแต่นิ่งมองอาหยูอย่างตกตะลึงในใจรู้สึกว่าเด็กสาวตรงหน้าแปลกไปจากพ่านตี้คนเดิมที่นางเคยรู้จัก

                ราวกับเป็นคนละคน!

                นางไม่เคยเห็นอาหยูในลักษณะนี้มาก่อน ใบหน้าของอาหยูเรียบเฉยเหมือนไร้ความรู้สึกต่อทุกสรรพสิ่ง ดวงตาสุกสกาวคู่นั้นวาววับราวกับตาแมว มีความเย็นชาเหมือนน้ำแข็งในฤดูหนาวซ่อนอยู่ แค่ปรายตามองมาก็ทำให้นางโจวซื่อรู้สึกเย็นวาบไปทั้งร่าง

                นางหวาดกลัวขึ้นมาทันที

                น้ำเสียงเย็นชาของอาหยูสำหรับนางโจวซื่อแล้ว ฟังดูน่ากลัวยิ่งกว่าความร้ายกาจของสามีตนเสียอีก

                เซียวฮูหยินได้ฟังก็กัดฟันแน่น ความแค้นในใจทำให้ดวงหน้าของนางบิดเบี้ยวเหยเก เซียวฮูหยินแทบอยากจะถลกหนังของผัวเมียคู่นี้ออกมา เพื่อชดใช้ให้กับความผิดทั้งหมดที่พวกมันทำกับลูกสาวตน

                อาหยูประคองร่างของเซียวฮูหยินที่สั่นเทาด้วยความโมโหเอ่ยว่า “ท่านแม่ เราไปกันเถอะเจ้าค่ะ”

                เซียวฮูหยินบีบมือผู้เป็นลูกด้วยความสงสาร เมื่อเห็นใบหน้าเล็กๆ ของนางเรียบเฉย ก็ยิ่งรู้สึกเจ็บแปลบในหัวใจ มีเพียงคนที่ถูกทำร้ายจนหัวใจด้านชาไปแล้วเท่านั้นจึงจะสามารถพูดถ้อยคำเหล่านี้ออกมาด้วยใบหน้าเฉยเมยได้

                ชั่วขณะที่หันกลับไป เซียวฮูหยินได้หันไปสบสายตากับเซียวหยางบุตรชายที่ยืนอยู่ด้านหลัง

                เขาเข้าใจความหมายของผู้เป็นมารดาทันที จึงจงใจเดินตามไปช้าๆ ก่อนจะยื่นตั๋วเงินใบหนึ่งให้กับผู้คุมเรือนจำแล้วเอ่ยว่า “ดูแลพวกเขาให้ดี แต่ไม่อนุญาตให้ตายนะ”

                สองผัวเมียตระกูลโจวบังเอิญได้ยินเข้า ก็หวาดกลัวจนตัวสั่น

                ผู้คุมยิ้มให้พวกเขาอย่างมีเลศนัย เอ่ยว่า “คุณชายโปรดวางใจ”

                เซียวหยางมองไปยังสองผัวเมียด้วยสายตาที่เปล่งประกายสะใจก่อนจะเดินออกจากคุกไป คนอย่างนี้สมควรได้รับกรรมที่ทำไว้ เขาจะทำให้พวกมันอยู่ในสภาพเหมือนตายทั้งเป็น!

                ครึ่งเดือนต่อมา สองสามีภรรยาตระกูลโจวก็ถูกตัดสินลงโทษด้วยการเนรเทศให้ไปอยู่ชายแดน

                ในยุคนี้การค้ามนุษย์ถือเป็นความผิดร้ายแรง ผู้ที่กระทำการดังกล่าวสมควรได้รับโทษประหารเสียด้วยซ้ำ แต่เซียวฮูหยินไม่อยากให้พวกเขาตาย การตายเป็นความทรมานเพียงพริบตาเดียวเท่านั้น แลดูจะเมตตาเกินไปสำหรับพวกเขา นางอยากให้สองผัวเมียได้รับความทุกข์ทรมานอย่างที่พวกเขาควรจะได้รับ

                ที่ชายแดนแห่งนั้น นางได้เตรียมการไว้เป็นอย่างดีแล้วว่าควรทำอย่างไร จึงจะให้พวกเขาใช้ชีวิตแบบคนที่ตายทั้งเป็น นางจะให้พวกเขาทรมานอย่างแสนสาหัสจนกว่าจะสิ้นอายุขัย

เจ้ากล้าตบข้ารึ

                เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้ว เซียวฮูหยินก็เดินทางกลับเมืองหลวง

                อาหยูเอ่ยว่า “ข้าอยากกลับไปดูที่บ้านตระกูลโจวสักหน่อยที่นั่นมีคนจำนวนไม่น้อยที่เคยดูแลข้า ข้าอยากจะกลับไปขอบคุณพวกเขา” ชาวบ้านหลายคนที่เห็นว่านางน่าสงสารมักแอบทำอาหารมาให้นาง เมื่อเห็นว่าโจวต้าจู้ทำกับนางเกินไป บางครั้งพวกเขาก็ลุกขึ้นมาปกป้องนาง

                “ได้สิจ๊ะลูก” เซียวฮูหยินลูบศีรษะนางด้วยความเอ็นดู การที่ลูกสาวของตนรู้จักกตัญญูต่อผู้ที่เคยช่วยชีวิตนั้น ทำให้เซียวฮูหยินภาคภูมิใจไม่น้อย

                ขณะเดียวกัน เซียวฮูหยินก็ได้สั่งให้คนเตรียมของขวัญไว้ขอบคุณกลุ่มชาวบ้านเอาไว้ด้วย

                ทันทีที่อาหยูปรากฏกายที่หมู่บ้านอีกครั้ง นางก็ได้รับความสนใจจากผู้คนไม่น้อย

                คดีความระหว่างโจวต้าจู้และเซียวฮูหยินเป็นที่รู้กันไปทั่ว ผู้คนต่างพากันสนใจเป็นอย่างมาก เมื่อผลการตัดสินคดีถูกรายงานออกมา ทุกคนก็แทบจะไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน คดีนี้เลวร้ายอย่างที่พวกเขาไม่เคยคาดคิดมาก่อน แล้วยังเชื่อมโยงถึงบุคคลผู้มีตำแหน่งสำคัญในเมืองหลวง ดังนั้นเรื่องของสองสามีภรรยาจึงถูกโพนทะนาไปทั่วอำเภออย่างรวดเร็ว

                ในตอนนั้น ชาวบ้านจึงเข้าใจทันทีว่าเหตุใดโจวต้าจู้กับเมียของเขาจึงได้ลำเอียงขนาดนั้น ทำเหมือนกับพ่านตี้ไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของตน แต่เมื่อคิดไปว่าสองผัวเมียยอมให้ลูกของตนไปสุขสบายในเมืองหลวงทว่ากลับมาทรมานลูกคนอื่นอย่างนี้ ก็รู้สึกว่าจิตใจของพวกเขาทำด้วยอะไรกัน

                ฉะนั้นชื่อเสียงของโจวต้าจู้และภรรยาจึงย่อยยับป่นปี้ลงไปในชั่วพริบตา แม้แต่ลูกชายลูกสาวของเขาก็พลอยถูกรังเกียจไปด้วย ในยุคสมัยนี้ หากใครกระทำความผิดหรือสร้างความอัปยศอดสูลูกหลานของพวกเขาอีกสามรุ่นจะต้องถูกขับไล่ออกจากวงสังคมไปตามๆ กัน

                เรื่องนี้ผู้ใหญ่บ้านโกรธมาก เขาขับไล่ลูกๆ ของตระกูลโจวออกจากหมู่บ้าน เพราะไม่อยากข้องเกี่ยวกับทายาทของนักโทษผู้กระทำความผิด และอีกประการหนึ่งก็กลัวว่าหากลูกของตระกูลโจวยังอยู่ที่นี่ อาจจะสร้างความไม่พอใจให้กับคนในจวนโหวได้

                โจวจาวตี้และโจวเสียวเป่าเพิ่งจะสูญเสียผู้เป็นพ่อเป็นแม่แล้วยังถูกคนในหมู่บ้านขับไสไล่ส่งจนแทบจะเอาชีวิตไม่รอด สองพี่น้องตระกูลโจวถูกบีบให้ต้องร่อนเร่พเนจร บ้านของพวกเขาต้องถูกปล่อยทิ้งให้รกร้าง ไม่อาจกลับบ้านของตนได้

                บรรดาญาติพี่น้องต่างพากันรังเกียจโจวต้าจู้ และเกรงว่าพวกตนอาจจะเป็นที่ขุ่นเคืองของคนในจวนโหวไปด้วย จึงไม่ยอมรับสองพี่น้องไปอุปการะ

                สองพี่น้องไม่มีทางไป ได้แต่อาศัยอยู่ในกระท่อมเก่าๆ ท้ายหมู่บ้านเพื่อซุกหัวนอน และหาอาหารกินด้วยความยากลำบาก

                เมื่อก่อนตอนที่โจวต้าจู้มีเงินทอง ทำให้ลูกๆ ใช้ชีวิตกันอย่างสุขสบาย โจวจาวตี้และโจวเสียวเป่าเป็นคนหยิ่งทะนงในตัวเองและไม่เคยเห็นหัวใคร อีกทั้งยังมักจะดูถูกคนในหมู่บ้าน เมื่อตกอับจึงไม่มีใครยื่นมือมาช่วยเหลือพวกเขา

                สองพี่น้องบากหน้าไปขอข้าวตามบ้านต่างๆ ก็ไม่มีคนเมตตา จำต้องปาดน้ำตาแล้วเดินขึ้นเขาไปหาของป่ากิน ถึงกระนั้นโจวเสียวเป่าก็ยังติดนิสัยคุณชายน้อยของบ้าน ยังคงเลือกของกินและดึงดันเรียกร้องเอาแต่ใจเหมือนเคย

                เมื่อก่อนโจวจาวตี้ยอมลงให้น้องชาย แต่ตอนนี้เรื่องอะไรจะต้องยอมด้วยเล่า หากไม่ใช่เพราะเขาอารมณ์ร้อนวู่วามทุบตีพ่านตี้ขนาดนั้น นังพ่านตี้จะเอาความกล้ามาจากไหนหนีไปฟ้องที่ที่ว่าการอำเภอได้ หากพ่านตี้ไม่แจ้งความจับพ่อกับแม่ พวกเขาก็ยังคงมีชีวิตที่ดีเหมือนเดิมแล้ว

                เมื่อโทสะพลุ่งพล่าน โจวจาวตี้ก็เงื้อมือตบลงบนใบหน้าของผู้เป็นน้อง

                โจวเสียวเป่าถูกตบหน้าเข้าก็ตะลึงนิ่งอึ้งด้วยความตกใจ แล้วจึงพบว่าฟันของตนหลุดออกมาด้วย “เจ้าตบข้ารึ เจ้ากล้าตบข้ารึ”

                ในความคิดของโจวเสียวเป่า อย่างไรเสียพี่สาวต้องยอมเขาอย่างเดียวเท่านั้น

                ครู่นั้นเอง โจวจาวตี้ก็ถูกผู้เป็นน้องชายกระชากผมจนต้องส่งเสียงร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด แล้วสองพี่น้องก็เข้าห้ำหั่นกันอย่างไม่มีใครยอมใคร

                คนหนึ่งอายุมากกว่า ส่วนอีกคนก็แรงมากกว่า

                ทั้งสองตบตีกันจนยากจะแยกออกจากกันได้ ท้ายที่สุดโจวจาวตี้ก็เป็นฝ่ายได้เปรียบ ความอัดอั้นตันใจที่ฝังอยู่เป็นเวลานานหลายปีถูกระเบิดออกมาในคราวเดียว

                โจวจาวตี้คร่อมอยู่บนร่างของโจวเสียวเป่าด้วยความโมโหนางทั้งตบทั้งตี ปากก็ตะโกนด่าว่า “เพราะเจ้า เป็นเพราะเจ้าคนเดียว หากไม่ใช่เพราะอยากได้ลูกชายอย่างเจ้า ท่านพ่อก็คงไม่อยากทิ้งลูกสาว แล้วท่านแม่จะคิดถึงเรื่องสลับลูกได้อย่างไร เป็นเพราะเจ้าเจ้าทำร้ายพวกเราทั้งครอบครัว ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้ารังแกพ่านตี้ทั้งวัน พ่านตี้จะหมดความอดทนหรือ เป็นเพราะเจ้า เป็นเพราะเจ้าคนเดียว”

                นางลืมไปเสียสนิทว่าตัวนางเองก็มีส่วนรังแกพ่านตี้ไม่น้อย

                โจวจาวตี้พูดไปร้องไห้ไป

                โจวเสียวเป่าก็ร้องไห้กับผู้เป็นพี่ และเอ่ยว่า “พี่... ข้าคิดถึงท่านพ่อท่านแม่ ข้าอยากกินไก่ย่าง”

                สองพี่น้องเริ่มหิวจนท้องร้อง ต่างกอดกันร้องไห้

                เด็กทั้งสองกอดกันสักพักก็หันมาโทษกันอีก แล้วก็ตบตีกัน สักพักก็กลับมาคืนดีกัน...

                ต่างก็ดำเนินชีวิตไปอย่างทุลักทุเล ภายในเวลาหนึ่งเดือนพวกเขาได้ลิ้มรสความลำบากอย่างที่ไม่เคยได้พบเจอมาก่อนในชีวิต

                เมื่อเห็นว่าฤดูหนาวใกล้จะมาถึง แม้สายลมที่พัดจะมาเพียงแผ่วเบาแต่ก็ทำให้ร่างของโจวจาวตี้สั่นสะท้าน ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความเศร้าหมอง พวกเขาไม่มีเสบียงและเสื้อผ้ามากพอที่จะให้ความอบอุ่นในฤดูหนาว แค่คิดถึงสิ่งที่จะต้องเผชิญก็แทบจะหลั่งน้ำตาออกมาแล้ว

                “จาวตี้ พ่านตี้กลับมาเยี่ยมหมู่บ้าน!” เถาฮวา หลานสาวคนโตของผู้ใหญ่บ้านเห็นโจวจาวตี้จึงได้เอ่ยทักทาย เพราะก่อนหน้านี้โจวจาวตี้ถือว่าตนเองมีเงินทองจึงไม่เห็นหัวใครรวมทั้งเถาฮวาด้วย นางจึงอยากจะถือโอกาสนี้เยาะเย้ยเสียหน่อย

                โจวจาวตี้มีสีหน้าบึ้งตึงมากกว่าเดิม

                เถาฮวารีบเอ่ยต่อว่า “อ้อ ไม่ใช่สิ ตอนนี้จะเรียกนางว่าพ่านตี้ไม่ได้แล้ว นางเป็นถึงบุตรสาวของจวนโหวเชียวนะ ต้องเรียกว่าคุณหนูเซียวมาแล้ว ข้าได้ยินว่า โหวฮูหยินนำของมามากมายเพื่อมาขอบคุณคนที่เคยดูแลคุณหนูเซียวตลอดหลายปีที่ผ่านมาอีกด้วย”

                เถาฮวายังเอ่ยอีกว่า “โหวฮูหยินและคุณหนูเซียวยืนอยู่ใต้ต้นไทรในหมู่บ้านนั่น พวกเจ้าอยากไปดูสักหน่อยหรือไม่ อย่างไรเสียพวกเจ้าก็เคยเป็นพี่น้องกับนางมาหลายปี ไม่แน่ว่าคุณหนูเซียวอาจจะมอบของดีๆ ให้กับพวกเจ้าก็เป็นได้”

                “พี่รองมาแล้วรึ ข้าจะไปหาพี่รอง” โจวเสียวเป่าร้องไห้พลางเอ่ยทั้งน้ำตาด้วยความตื่นเต้นดีใจ แล้วรีบตรงไปที่หมู่บ้าน

                เถาฮวานิ่งอึ้งด้วยความตกใจ สีหน้าของนางดูสับสนอย่างยิ่ง นางเห็นโจวจาวตี้ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเดินตามไปเช่นกัน

                เถาฮวาแอบคิดในใจว่า ที่แท้ก็ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น พ่อแม่หน้าหนาอย่างไร ลูกสองคนก็ไม่ต่าง

                โจวจาวตี้นึกหวั่นใจ ใจหนึ่งก็คิดว่าพ่านตี้จะทำดีกับพวกนางได้อย่างไร แต่เมื่อคิดถึงภาพที่พ่านตี้ยอมให้พวกนางรังแกได้ง่ายๆ แล้วก็ยิ่งคิดถึงฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึงในไม่ช้า ทำให้นางพยายามคิดในแง่ดีไว้ก่อน

                บรรยากาศใต้ต้นไทรเต็มไปด้วยความคึกคัก ผู้คนที่ได้ยินข่าวนี้ต่างมารวมตัวกัน เมื่อถึงปลายฤดูใบไม้ผลิต่างก็เริ่มว่างจากงานเก็บเกี่ยว เซียวฮูหยินออกคำสั่งให้คนเตรียมข้าวสารและเนื้อปลาไว้หลายคันรถเพื่อให้อาหยูนำมาขอบคุณผู้คน

                อาหยูจำได้ดีว่าใครบ้างที่เคยให้อาหารนางเพื่อประทังชีวิต ใครบ้างที่เคยช่วยนางหาบน้ำ ใครบ้างที่นางเคยขอความช่วยเหลือ และจำได้ว่าใครบ้างที่เคยสร้างความเจ็บปวดกับนางไว้

                ใครที่ช่วยนางมากนางก็ให้มาก ใครที่ช่วยนางน้อยนางก็ให้น้อย ใครที่ไม่เคยช่วยนางเลยก็ไม่ได้แม้แต่นิดเดียว

                คนส่วนใหญ่จึงได้ของจากนาง มีคนจำนวนน้อยแสนน้อยที่ไม่ได้อะไรติดมือกลับไปเลย ในบรรยากาศที่คนส่วนใหญ่กำลังตื่นเต้นดีใจ คนที่ไม่ได้ก็อิจฉาตาร้อนแล้วเดินจากไป

                คนที่ได้ของมากที่สุดคือซ้อชุ่ย นางเป็นคนใจดีและเป็นเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงจึงสงสารพ่านตี้ไม่น้อย ครั้งนี้ไม่ใช่เฉพาะนางเท่านั้นที่ได้ของกลับ สามีและลูกชายของนางก็ได้ของเต็มไม้เต็มมือกลับบ้านเช่นกัน ในบรรดาของเหล่านั้นยังมีขาหมูท่อนหนึ่งที่มีน้ำหนักกว่าห้าจิน ซึ่งเพียงพอสำหรับพวกเขาจะกินไปตลอดทั้งฤดูหนาวแล้ว

                ดวงหน้าของซ้อชุ่ยเต็มไปด้วยความยินดี ก่อนหน้านี้สามีมักจะบอกว่านางบกพร่องในหน้าที่และยังเอาอาหารของที่บ้านไปให้พ่านตี้กินอีก ดูสิว่าครั้งนี้เขาจะว่าอย่างไร หากไม่ใช่เพราะว่านางเต็มใจช่วยเหลือพ่านตี้ในคราวนั้น พวกเขาก็คงไม่ได้ของกลับบ้านในวันนี้ไม่ว่าอย่างไรคนทำดีก็ย่อมได้ดี

                เมื่อได้ฟังสตรีสูงศักดิ์เอ่ยว่าจะให้ลูกชายทั้งสองของตนไปทำงานในที่ว่าการอำเภอ ซ้อชุ่ยก็แทบเป็นลมล้มพับด้วยความดีใจ นางรีบคุกเข่าลงแล้วกล่าวขอบคุณด้วยความซาบซึ้ง

                อาหยูรีบเข้าไปประคองร่างของซ้อชุ่ยขึ้นมาและเอ่ยว่า “ท่านจะทำอย่างนี้ไม่ได้นะ หลายปีมานี้ท่านดูแลข้ามามากแล้ว”

                “นั่นน่ะสิ หยูเอ๋อก็เล่าให้ข้าฟังเหมือนกัน” เซียวฮูหยินมองซ้อชุ่ยด้วยความซาบซึ้ง “ต้องขอบคุณพวกเจ้าที่ดูแลนางเป็นอย่างดี”

                ซ้อชุ่ยรีบละล่ำละลักตอบ “เอ่อ... ยิน...ยินดีเจ้าค่ะ”