เส้นผมสีดำสลวยถูกแสกไว้ลวกๆ เผยให้เห็นใบหน้าขาวสะอาด เขามีเครื่องหน้าคมชัด ดวงตาลึกเรียวยาว ในลูกตาดำสนิทคู่นั้นเหมือนจะแฝงด้วยประกายเยียบเย็น สันจมูกโด่ง ริมฝีปากเม้มแน่น ตรงหางตาข้างขวามีไฝเล็กๆ เม็ดหนึ่ง หากไฝเม็ดนี้อยู่บนใบหน้าของคนธรรมดาทั่วไปคงจะดูขัดตามาก แต่พออยู่บนใบหน้านี้กลับเสริมใบหน้าของเขาให้ดูโดดเด่นยิ่งขึ้น
แต่เห็นได้ชัดว่าหนุ่มหล่อคนนี้เป็นพวกชอบอดหลับอดนอน เพราะใต้ตาของเขามีรอยดำคล้ำ แม้ดวงตาทั้งคู่จะดูมีชีวิตชีวา แต่สีหน้ากลับดูอ่อนเพลียอย่างเห็นได้ชัด เห็นสวี่สวินเซิงไม่ตอบ เขาก็เอนกายพิงกับขอบประตูเหมือนแพะตัวใหญ่จอมเกียจคร้าน มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย
“ฉันถามเธออยู่นะ! เพื่อนของฉันอยู่ที่นี่ใช่ไหม?”
“พวกเขากำลังลองเครื่องดนตรีอยู่ข้างล่าง” สวี่สวินเซิงพยักหน้ารับ
เฉินเหย่เงี่ยหูฟังอยู่ครู่หนึ่งจึงพบว่า ที่แท้เสียงดนตรีร็อกก็ถูกเสียงกู่ฉินของผู้หญิงคนนี้กลบเสียมิด เขาขยับยืนตัวตรง “ฉันจะลงไปดูหน่อย”
“ตามสบาย” สวี่สวินเซิงตอบเรียบๆ
ตอนที่เดินผ่านข้างกายเธอ เสียงเรียบเฉยของเขาก็ดังขึ้นอีกว่า “เธอดีดกู่ฉินได้ไม่เลวเลย ขอบคุณมาก”
สวี่สวินเซิงไม่พูดอะไร เธอได้ยินเสียงเขาวิ่งตึงๆ ลงไปข้างล่าง จากนั้นก็มีเสียงหัวเราะเฮฮาของพวกเขาดังขึ้น
สวี่สวินเซิงนั่งลงดื่มชาต่อแต่ไม่ได้ดีดกู่ฉินอีก เธอยิ้มกับตัวเอง หมอนี่มาจากไหนกัน กล้าทำตัวเป็นผู้รู้มาวิพากษ์วิจารณ์กู่ฉินของเธอ!
เฉินเหย่โยนกระเป๋าเป้ทิ้งไว้บนพื้น พอเห็นเครื่องดนตรีตรงหน้าเขาก็ทั้งตื่นเต้นทั้งดีใจ เขารีบเอื้อมมือไปคว้ากีตาร์ที่เหลือไว้ให้เขาขึ้นมาลองเสียงดู จางเทียนเหยาขยับเข้ามากอดบ่าเขาเอาไว้ แต่คำพูดประโยคแรกที่พูดออกมากลับกลายเป็นว่า “เฮ้ แม่สาวข้างบนสวยมากใช่ไหม?”
“กูมาซ้อม ไม่ได้มาจีบสาว” เฉินเหย่ไม่เงยหน้าขึ้นเสียด้วยซ้ำ
“โอ้โฮ... คนเจ้าชู้จีบสาวไปทั่วอย่างนายเริ่มทำตัวเป็นสุภาพบุรุษแล้วงั้นเรอะ!” จางเทียนเหยาแสร้งร้องโวยวายก่อนจะหดหัวกลับไป
“เธออาจจะชื่นชมดนตรีของเราก็ได้” จ้าวถานพูดขึ้นบ้าง
“โน เธอกับเราไม่ใช่คนแบบเดียวกัน” จู่ๆ เฉินเหย่ก็พูดโพล่งขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย เขาเงยหน้าขึ้นฉีกยิ้ม “ยังจะรออะไรอีก? เริ่มได้แล้ว!”
เพลงยังคงเป็นเพลงเดิม แต่พอมีกีตาร์เพิ่มขึ้นอีกตัว ท่วงทำนองเพลงก็สมบูรณ์แบบขึ้นมาก สวี่สวินเซิงยกถ้วยชาหลงจิ่งขึ้นจิบพลางตั้งใจฟังอยู่เงียบๆ
ฉันนับเมฆที่ลอยผ่านไปบนท้องฟ้า
หนึ่งก้อนสองก้อนสามก้อนสี่ก้อน
แต่ก้อนที่อยากมอบให้เธอ จู่ๆ มันกลับติดไฟ
แดงเหมือนดวงตาทั้งคู่ของฉัน
เข้มเหมือนลิปสติกของเธอ
มันแอบอยู่ตรงขอบฟ้าก่อนจะค่อยๆ เลือนหายไป
ฉันเดินผ่านแม่น้ำซงเจียงที่จับตัวเป็นน้ำแข็ง
หัวใจเยียบเย็นราวถูกน้ำแข็งเกาะกุม
ลึกลงไปสายน้ำยังคงหลั่งไหล ปลาแหวกว่ายผ่านกาลเวลา
ฉันทิ้งความรักไว้บนฝั่งด้านซ้าย
ทิ้งความผิดหวังไว้อีกฟากฝั่งหนึ่ง
เหลือเพียงตัวฉันที่เดินไปข้างหน้าเพียงลำพัง
บ้านฉันอยู่ทางเหนือของปักกิ่ง
แต่กลับมาพเนจรร่อนเร่อยู่ทางใต้
พวกเขาถามฉันว่าทำไมถึงชอบเหม่อมองไปไกล
ฉันเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังเดินไปทางไหน
มันจะพาไปยังที่ที่มีเธอได้หรือเปล่า
โอ...
ท้องฟ้ายังคงเป็นสีฟ้า
เพียงเอื้อมมือก็สัมผัสขอบฟ้าได้
ท้องทะเลยังคงลึกเหมือนเดิม
มันยังคงนิ่งเงียบอยู่เบื้องหลังของฉัน
เงียบเหมือนกับตัวฉันที่ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร
สาวน้อยที่รัก
ฉันเต็มใจร่อนเร่
ฉันเต็มใจพเนจร
ฉันไม่เคยปล่อยใจอย่างแท้จริง
ขอเธอโปรดอย่าได้ลืม
เขียนชื่อของฉันบนท้องฟ้าอย่างกล้าหาญ
ฟังเสียงเพลงที่ฉันมอบให้จากแดนไกล
สวี่สวินเซิงคิดไม่ถึงเลยว่าเขาจะมีเสียงเช่นนี้ ใสกระจ่าง บริสุทธิ์ราวกับเปลวไฟที่ลุกโชนในยามค่ำ พอขึ้นเสียงสูง เสียงแหบพร่าแกมสั่นน้อยๆ นั้นก็แฝงด้วยพลังบางอย่างตามธรรมชาติ
เดิมดนตรีของเพื่อนๆ เขาก็ยอดเยี่ยมอยู่แล้ว แต่พอเขาใช้พลังทั้งหมดเปล่งเสียงร้องเพลงท่อนที่ว่า ‘ฉันเต็มใจร่อนเร่ ฉันเต็มใจพเนจร...’ เครื่องดนตรีทั้งหมดก็เหมือนจะซีดจางไร้สีสัน มีเพียงเสียงของเขาเท่านั้นที่ดังทะลุผ่านอากาศและกำแพงห้องเข้ามาสู่ใบหู มุ่งตรงเข้ามาในหัวใจของเธอ
จู่ๆ สวี่สวินเซิงก็นึกถึงกู่ฉินที่เคยเห็นที่บ้านเพื่อนของพ่อขึ้นมา มันเป็นกู่ฉินซึ่งเต็มไปด้วยริ้วรอยแต่กลับเปล่งประกายวาววับราวกับของใหม่ เพียงแค่แตะสายพิณเบาๆ มันก็เปล่งเสียงที่ทั้งกังวานใส หนักแน่นและสั่นน้อยๆ เช่นนี้
เขาเป็นนักร้องที่มีพรสวรรค์จริงๆ
สวี่สวินเซิงคิดไม่ถึงเลยว่า การที่ตัวเองแค่นึกสนุกเปิดให้เช่าห้องซ้อมดนตรีก็จะมีโอกาสได้พบกับวงดนตรีที่มีศักยภาพสูงและนักร้องนำที่อายุน้อยแต่มากความสามารถเช่นนี้ ถึงแม้ว่าตอนนี้พวกเขาจะไม่มีชื่อเสียงใดๆ ในเมืองเซียงเฉิงก็ตาม
พอเพลงจบลง สวี่สวินเซิงก็ได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ ใส่ไมโครโฟน จากนั้นก็มีเสียงพูดดังขึ้นว่า “ขอบคุณทุกคน พวกเราดีใจมากที่วันนี้ได้รับรางวัลชนะเลิศ เอ่อ... ขอขอบคุณแฟนๆ ของเรา ผู้จัดการวงของเรา MR บลาๆ ขอบคุณทุกๆ คน! โปรดจำชื่อของพวกเราไว้ เรามาจากเมืองเซียงเฉิง…”
ตามมาด้วยเสียงตะโกนของหนุ่มๆ ที่ดังขึ้นพร้อมกันว่า “วงเจามู่จะอยู่เป็นเพื่อนคุณทุกวันคืน!”
สวี่สวินเซิงมองออกไปนอกหน้าต่าง ความมืดปกคลุมรอบด้าน แสงไฟเริ่มส่องสว่าง มุมปากของเธอประดับด้วยรอยยิ้มบางๆ แต่สีหน้ายังคงเรียบเฉยเหมือนเคย
ไม่นานนักพวกเขาก็เดินขึ้นมา
สมาชิกในวงมอบหมายให้จ้าวถานเป็นตัวแทนไปตกลงเรื่องค่าเช่ากับสวี่สวินเซิง เฉินเหย่จับฮู้ดขึ้นมาสวมพลางเดินก้มหน้าตามมาเป็นคนสุดท้าย ท่าทางเหมือนกับเรื่องทั้งหมดไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเขาสักนิด
คิดไม่ถึงว่าพอขึ้นมาบนชั้นหนึ่งจะเห็นสวี่สวินเซิงชงชาสี่ถ้วยไว้รออยู่แล้ว หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมาส่งยิ้มให้ แม้พวกเขาจะไม่ค่อยได้ดื่มชาแต่แค่ดมดูก็ได้กลิ่นหอมจางๆ ที่ไม่ต่างจากบุคลิกของเธอลอยมาจากถ้วยกระเบื้องเคลือบใบเล็กๆ เหล่านั้น
“เอ่อคือว่า... คนสวย” จ้าวถานยกมือขึ้นลูบศีรษะตัวเอง “เราอยากจะเช่าที่นี่”
จางเทียนเหยาทนรอไม่ได้อีก เขารีบพุ่งออกไปข้างหน้า รอยยิ้มสดใสดูคล้ายพวกอันธพาล “พี่สาว ให้เราเช่าครึ่งราคาเถอะนะ ฟังเสียงกีตาร์ของผมแล้วไม่รู้สึกชื่นชมบ้างเลยเหรอ? นักร้องนำของเราเป็นไงบ้าง เจ๋งไหม? มือกลอง มือเบส มีใครบ้างที่ไม่เจ๋ง? วันนี้มือคีย์บอร์ดไม่มา แต่รับรองว่าไม่มีทางทำให้คุณผิดหวังแน่!”
พวกเขายิ้มออกมาพร้อมกัน ฮุยจื่อร้องด่าว่า “เจ้าบ้า พูดตรงๆ แบบนี้เลยเรอะ!”
บางทีอาจเป็นเพราะเฉินเหย่ตัวสูงที่สุดและเงียบที่สุด สวี่สวินเซิงก็เลยมองเห็นเขาเป็นคนแรก ฮู้ดนั่นปิดบังใบหน้าของเขาไว้ครึ่งหนึ่ง ทำให้เห็นเพียงรอยยิ้มจางๆ กับมุมปากที่เต็มไปด้วยความเชื่อมั่น
สวี่สวินเซิงยิ้มออกมาบ้าง “ฝึกซ้อมอยู่ตั้งนาน พวกคุณดื่มชาก่อนสิ” นี่เป็นมารยาทในการต้อนรับแขก
“อ้อ” คนทั้งหมดเดินมาหยิบถ้วยชาไปคนละใบแล้วดื่มลงไปรวดเดียว เฉินเหย่เดินตามมาช้าๆ เป็นคนสุดท้าย เขาเอื้อมมือมาหยิบถ้วยชาไปพลางปรายตามองสวี่สวินเซิงแวบหนึ่ง แต่สวี่สวินเซิงกำลังก้มลงหยิบสัญญาออกมาจากลิ้นชักจึงไม่ได้มองเขา
“ฉันให้พวกคุณเช่า” สวี่สวินเซิงยิ้มพลางกล่าวเสียงอ่อนโยน “ชั่วโมงละ 50 หยวน แต่จะต้องดูแลรักษาเครื่องดนตรีทั้งหมดเป็นอย่างดี เครื่องดนตรีชุดนี้เป็นของสะสมของฉัน พวกคุณสามารถใช้ได้สัปดาห์ละสองครั้ง จะให้ดีก็เป็นช่วงบ่ายถึงก่อนสี่ทุ่ม”
“เย้!”
“เยี่ยมไปเลย! เยี่ยมสุดๆ ไปเลย!”
“พี่สาวเจ๋งมาก!”
หนุ่มๆ ทั้งหลายกล่าวชื่นชมด้วยความตื่นเต้นยินดี มีเพียงเฉินเหย่ที่ยังคงยืนพิงผนังพลางวางถ้วยชาลงบนโต๊ะเงียบๆ
“ถ้าอย่างนั้นพวกคุณก็อ่านสัญญาก่อน” สวี่สวินเซิงกล่าว
จ้าวถานอ่านดูรอบหนึ่ง เมื่อพบว่าไม่มีปัญหาอะไรก็ถามขึ้นว่า “ใครจะเป็นคนเซ็น?” ทั้งหมดมองหน้ากันไปมาด้วยความลังเล เพราะพวกเขาต่างก็ไม่เคยเซ็นสัญญาอะไรมาก่อน ในขณะที่จางเทียนเหยากำลังจะยื่นมือออกไปนั้น เฉินเหย่ก็เดินตรงมาหยิบปากกาบนโต๊ะขึ้นไปถือเอาไว้โดยไม่ได้สนใจจะอ่านเนื้อหาของสัญญาสักนิด แต่พอเห็นคำว่า ‘สวี่สวินเซิง’ สามคำเขากลับตะลึงงันไปครู่หนึ่ง
แม้กระทั่งเด็กประถมก็ยังมองออกว่า ลายมือของผู้หญิงคนนี้สวยมาก
แต่เฉินเหย่ก็จรดปากกาเขียนตัวอักษรที่หน้าตาเหมือนกรงเล็บไก่คล้ายลายมือของเด็กประถมลงข้างๆ ชื่อของเธอโดยไม่เปลี่ยนสีหน้าสักนิด
สวี่สวินเซิงรับสัญญากลับไปมองแวบหนึ่งด้วยสีหน้าเรียบเฉย จากนั้นจึงเก็บมันไว้ในลิ้นชัก “ครั้งหน้าที่มาซ้อมพวกคุณค่อยเอาค่าเช่ามาจ่ายก็ได้ จะแบ่งจ่ายเป็นครั้งๆ หรือจ่ายรวดเดียวเลยก็ได้”
“ตกลง” เฉินเหย่
จางเทียนเหยายิ้มกว้าง “พี่สาว คุณนี่เป็นคนดีจริงๆ รสนิยมสูง สายตาก็ดีเยี่ยม สมกับเป็นผู้ค้นพบพวกเราจริงๆ! ครั้งหน้าถ้าพวกเราจะเข้าร่วมการแข่งขันหรือเปิดการแสดง เราขอเอ่อ... ยืมเครื่องดนตรีชุดนี้ของคุณได้ไหม?”
ทั้งหมดนิ่งเงียบไปในทันที พวกเขาหันมามองสวี่สวินเซิงเป็นตาเดียว สวี่สวินเซิงก็เอ่ยตอบอย่างเป็นธรรมชาติว่า “ตอนนี้ฉันกับพวกคุณไม่ได้มีความสัมพันธ์ใดๆ ต่อกัน พูดเรื่องนี้ตอนนี้ไม่คิดว่าเร็วไปหน่อยเหรอ?”
วันนี้ผู้หญิงคนนี้พูดง่ายมาตลอด ขออะไรก็ให้ทุกอย่าง แถมยังใจกว้างลดค่าเช่าให้พวกเขาตั้งห้าสิบเปอร์เซ็นต์ จางเทียนเหยาคิดไม่ถึงเลยว่าเธอจะปฏิเสธตรงๆ แบบนี้ เขาจึงตะลึงงันไปครู่หนึ่ง แต่พอคิดๆ ดูก็รู้สึกว่าเธอพูดไม่ผิด ในใจจึงอดคิดไม่ได้ว่า ผู้หญิงคนนี้ดูเผินๆ เหมือนพูดง่ายเป็นกันเอง แต่จริงๆ แล้วไม่ธรรมดาเลย