ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

ฝากหัวใจ 挚野

ผู้แต่ง Ding Mo
ผู้แปล hongsamut
ประเภท
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
สำหรับเธอ ชีวิตของเธอ ไม่มีอะไรอบอุ่นไปกว่าเสียงเพลง และที่สำคัญ เพื่อเขาแล้ว มือคีบอร์ดคนนี้พร้อมสู้ตายในมุมเล็กๆมุมหนึ่งของเวที ร่ายบรรเลงบทเพลงแห่งแสงสว่าง เพื่อนำพาเขาไปสู่จุดหมาย ที่สุดท้ายแล้ว... อาจไม่มีเธอร่วมยืน สำหรับเขา ลมหายใจของเขามีไว้เพื่อเป้าหมายเดียว... นักดนตรีระดับประเทศ การสร้างอาณาจักรแห่งความฝันไม่ใช่เรื่องง่าย เงินทอง อำนาจในมือ ชื่อเสียงที่ได้มา เขาอาจต้องแลกมันมาด้วยมิตรภาพและน้ำตา 'ของเธอ' หรือไม่?

บทนำ

挚野

Author: 丁墨(Ding Mo)
Original story and characters created and copyright 丁墨(Ding Mo)
Cover Arts Beijing White Horse Time Culture Development Co., Ltd.
Thai edition copyright Hongsamut.com Co., Ltd.
ALL RIGHTS RESERVED

-----

สำหรับเธอ
ชีวิตของเธอ ไม่มีอะไรอบอุ่นไปกว่าเสียงเพลง
และที่สำคัญ
เพื่อเขาแล้ว มือคีบอร์ดคนนี้พร้อมสู้ตายในมุมเล็กๆมุมหนึ่งของเวที
ร่ายบรรเลงบทเพลงแห่งแสงสว่าง เพื่อนำพาเขาไปสู่จุดหมาย
ที่สุดท้ายแล้ว... อาจไม่มีเธอร่วมยืน

สำหรับเขา
ลมหายใจของเขามีไว้เพื่อเป้าหมายเดียว... นักดนตรีระดับประเทศ
การสร้างอาณาจักรแห่งความฝันไม่ใช่เรื่องง่าย
เงินทอง อำนาจในมือ ชื่อเสียงที่ได้มา
เขาอาจต้องแลกมันมาด้วยมิตรภาพและน้ำตา 'ของเธอ' หรือไม่?

สารบัญ

ห้องซ้อมดนตรี(ตัวอย่างทดลองอ่าน)

               ห้องซ้อมดนตรีให้เช่า

               ค่าเช่า 100 หยวน/ชั่วโมง หากดนตรีของคุณไพเราะ ค่าเช่าลดลงครึ่งหนึ่ง

               อุปกรณ์ชั้นหนึ่ง คนไม่รู้จักของดีอย่าได้ติดต่อมา

               สถานที่ หวาถิงย่วน เขตเหอซี

               วิธีติดต่อ applewho@yeah.net

               ตอนนี้เป็นฤดูหนาว แสงแดดส่องผ่านหมอกจางๆ ลงมายังเมืองเซียงเฉิง ไม่มีลมแรง ไม่มีหิมะ แต่กระแสลมที่เคลื่อนตัวเบาๆ ก็ยังทำให้อากาศหนาวเย็นเสียดแทงกระดูก

               ชายหนุ่มสามคนเดินอยู่ในเขตหมู่บ้านหวาถิงย่วน

               ตอนบ่ายที่นี่ดูเงียบสงบมาก พวกเขาจึงกลายเป็นคนกลุ่มเดียวที่กำลังเคลื่อนไหวและสร้างสีสันให้กับหมู่บ้านแห่งนี้ พวกเขาบางคนสวมกางเกงยีนส์กับเสื้อแจ็กเก็ต บางคนสวมเสื้อยืดกับเสื้อสเวตเตอร์กางเกงยีนส์ที่พวกเขาสวมบ้างก็ขาดเป็นรู บ้างก็มีขนประดับ ส่วนบนร่างของพวกเขานั้นประดับด้วยสร้อยคอ สร้อยคอมือ ห่วงโซ่กางเกงยีนส์ โซ่สารพัดโซ่กระทบกันเบาๆ พื้นรองเท้าที่ค่อนข้างบางเหยียบย่ำลงบนพื้น แต่ละคนต่างทำคอหด ร่างทั้งร่างสั่นระริกด้วยความหนาว

               แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นพวกเขาก็ไม่ได้สนใจ

               พวกเขาเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าอาคารหลังหนึ่ง ห้องซ้อมดนตรีห้องนั้นอยู่ที่นี่ ตั้งอยู่ที่ชั้นหนึ่งของอาคารหลังนี้ มันดูสะดุดตามาก แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมองไม่เห็น ตรงหน้าประตูมีสวนเล็กๆ ปลูกดอกไฮเดรนเยีย ดอกกุหลาบจีน ดอกเบญจมาศป่า รวมไปถึงกุยช่ายกับพริกอีกหนึ่งแถว บนพื้นถูกปกคลุมด้วยหญ้าสีเขียวขจี แม้จะมีบางส่วนที่แห้งเหี่ยวไปบ้าง แต่ก็ให้ความรู้สึกอบอุ่น ประตูถูกทาด้วยสีฟ้าอ่อน หน้าต่างเป็นสีขาว ตกแต่งอย่างเรียบง่าย แต่พอมองไปกลับให้ความรู้สึกปลอดโปร่งโล่งสบาย

               ทั้งสามหยุดยืนอยู่ตรงหน้าประตูด้วยความลังเล สุดท้ายชายผมสั้น ใบหน้าซูบผอม ดวงตาเรียวยาวก็เอ่ยขึ้นว่า “ที่นี่... ทำไมถึงเหมือนมีกลิ่นอายเซียนปกคลุมนะ จะเป็นที่นี่จริงๆ เหรอ?”

               อีกคนซึ่งไว้ผมยาวมองประตูแล้วก้มลงมองข้อความในโทรศัพท์มือถือ “ไม่ผิดหรอก ที่อยู่ที่คนคนนั้นส่งมาทางอีเมลคือหวาถิงย่วนอาคาร 5 ห้อง 107 เป็นที่นี่ล่ะ อวี้เซิงมิวสิกสตูดิโอ”

               บนประตูมีป้ายซึ่งเขียนคำว่า ‘เซิง’ ด้วยอักษรลี่ซูแขวนเอาไว้ ถึงพวกเขาจะไม่รู้จักศิลปะการเขียนพู่กันจีน แต่ก็คิดตรงกันว่าอักษรตัวนี้ช่างเขียนได้ดีจริงๆ

               หนุ่มผมยาวยกมือขึ้นลูบคางพลางยิ้มอย่างมีเลศนัย “คงไม่ใช่ผู้หญิงหรอกนะ? ถ้าเป็นผู้ชายคงไม่ตกแต่งสตูดิโอแบบนี้ มันดูหวานแหววเป็นบ้า!”

               คนนัยน์ตาหงส์เอ่ยขึ้นบ้าง “ถ้าอย่างนั้นผู้หญิงคนนี้ก็เป็นจอมเสแสร้งน่ะสิ” เขาหมายถึงโฆษณาในอินเทอร์เน็ต

               พวกเขาหัวเราะขึ้นมาพร้อมกัน หนุ่มร่างบึ๊กคนที่สามซึ่งมีคิ้วเข้ม เบ้าตาลึกเดินไปกดกริ่ง อีกสองคนก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป ถึงจะยังไม่ได้ก้าวเข้าไป แต่พวกเขาก็เริ่มเอื้อมมือไปลูบนั่นลูบนี่พลางพยายามยืดคอมองเข้าไปภายในห้อง

               อุณหภูมิที่ลดต่ำลงทำให้หมอกจางๆ เกาะอยู่บนหน้าต่าง ‘สวี่สวินเซิง’ ซึ่งยืนอยู่ตรงข้างโต๊ะกำลังเช็ดกู่ฉินอยู่ พอได้ยินเสียงกริ่ง เธอก็เพียงแค่ยิ้มน้อยๆ ออกมา

               ประกาศให้เช่าห้องซ้อมดนตรีถูกลงไปสามวันแล้ว แต่วันนี้เพิ่งจะมีคนมาดู เธอจึงอดคิดไม่ได้ว่าโฆษณาของตัวเองดูหยิ่งยโสเกินไปหรือเปล่า แต่ก็คร้านจะแก้ไข ดังนั้นเธอจึงตัดสินใจรอ สุดท้ายก็ได้พบกับคนที่มีวาสนาจริงๆ

               สวี่สวินเซิงพับผ้าเช็ดกู่ฉินให้เรียบแล้ววางไว้ตรงตำแหน่งเดิม จากนั้นจึงเร่งฝีเท้าเดินไปที่ประตู ชั่ววินาทีที่ประตูถูกเปิดออก ทั้งสองฝ่ายต่างนิ่งอึ้ง จากนั้นหนุ่มๆ ทั้งสามซึ่งยืนรออยู่ด้วยท่วงท่าสบายๆ ก็รีบยืนตัวตรง

               ‘จ้าวถาน’ ที่เป็นคนกดกริ่งกระแอมขึ้นมาครั้งหนึ่ง “ไม่ทราบว่าที่นี่มีห้องซ้อมดนตรีให้เช่าใช่ไหมครับ?”

               อีกสองคนที่เหลือยิ้มพลางปรายตามองเขาเหมือนจะพูดว่า ‘พอมีสาวๆ อยู่ตรงหน้า นายก็ควบคุมตัวเองไม่ค่อยได้เหมือนกันนี่’

               ใบหน้าของสวี่สวินเซิงสงบนิ่ง เธอตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย “ใช่ พวกคุณคือวงเจามู่ใช่ไหม?”

               ทั้งสามคนรีบพยักหน้า

               สวี่สวินเซิงกล่าว “เข้ามาดูสิ ห้องซ้อมอยู่ที่ชั้นใต้ดินน่ะ” เธอเบี่ยงตัวหลบ หนุ่มๆ ทั้งสามจึงก้าวเข้าไปด้วยฝีเท้าที่เบาลงโดยไม่รู้ตัว สวี่สวินเซิงเปิดประตูออกกว้าง ทำให้ลมเย็นโชยเข้าไปพัดม่านหน้าต่างกับหนังสือบนโต๊ะ พวกเขากวาดตามองไปรอบๆ เห็นผนังห้องถูกทาด้วยสีขาว โต๊ะไม้เป็นเงาวาววับ รอบด้านถูกตกแต่งอย่างเรียบง่าย บนโต๊ะมีกู่ฉินกับขลุ่ยวางเอาไว้ ตรงมุมห้องมีเปียโนสีขาวดำหลังหนึ่ง บนผนังยังมีรูปเด็กๆ ที่มาเรียนกู่ฉินกับขลุ่ยติดเอาไว้หลายใบ น่าจะเป็นนักเรียนของผู้หญิงคนนี้

               ที่นี่คือห้องซ้อมดนตรีอย่างไม่ต้องสงสัย แต่มัน... ไม่เข้ากับแนวดนตรีของพวกเขาสักนิด

               แต่พอพวกเขาเดินตามสวี่สวินเซิงลงไปยังห้องใต้ดิน อะไรบางอย่างก็ระเบิดตูมขึ้นในสมอง

               สวี่สวินเซิงเปิดสวิตช์ไฟ ทำให้ห้องทั้งห้องสว่างขึ้นมาทันที ผนังเก่าๆ ซึ่งไม่มีการตกแต่งใดๆ พื้นซึ่งเต็มไปด้วยริ้วรอย และอากาศซึ่งค่อนข้างอับชื้น ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเพียงแค่ฉากหลังที่ช่วยขับเน้นให้เครื่องดนตรีซึ่งตั้งอยู่ตรงกลางห้องโดดเด่นขึ้น ที่นี่แตกต่างจากชั้นบนโดยสิ้นเชิง มันเป็นโลกที่ดิบเถื่อนและให้ความรู้สึกที่เป็นเฮฟวีเมทัล*เอามากๆ

               หนุ่มผมยาวพุ่งเข้าไปเป็นคนแรก เขาเอื้อมมือไปลูบกีตาร์แต่ไม่กล้าหยิบมันขึ้นมา ปากคำรามเสียงต่ำ “ว้าว Fender Stratocaster** สุดที่รักของฉัน!”

               จ้าวถานเป็นมือเบส เขาเดินตรงไปที่เบสแล้วหันกลับมามองสวี่สวินเซิง พอเห็นเธอพยักหน้าเขาก็หยิบเบสขึ้นมาก่อนจะยิ้มพลางทอดถอนใจ “เป็นของดีจริงๆ!”

               ‘ฮุยจื่อ’ หนุ่มร่างผอมดวงตาเรียวยาวคนนั้นเป็นมือกลอง เขานั่งลงตรงหน้าชุดกลองแล้วหยิบไม้ตีกลองขึ้นมา เขาสูดหายใจลึกๆ พลางลูบกลองเบาๆ “Dixon* … โอ้พระเจ้าฆ่าฉันเถอะ! ขอลองดูได้ไหมครับ?”

               สวี่สวินเซิงเห็นท่าทางของพวกเขาแล้วก็ยิ้มพลางพยักหน้าให้ก่อนจะถอยหลังไปสองสามก้าว หนุ่มๆ ทั้งสามหันไปมองหน้ากัน จากนั้นจ้าวถานก็พูดขึ้นว่า “นักร้องนำของเรายังไม่มา เขาไปทำงานพิเศษตอนบ่าย เราจะขอลองดูก่อน คุณมีของดีแบบนี้ย่อมต้องมีความรู้ด้านดนตรีที่ไม่เลวแน่ ลองฟังดูก่อนว่าเราเหมาะสมกับเงื่อนไขครึ่งราคาของคุณไหม แต่พูดตามตรงนะครับ เครื่องดนตรีดีแบบนี้ เราแทบไม่กล้าขอให้คุณลดราคาเลย!” เขายกมือขึ้นเกาศีรษะ ฮุยจื่อรีบหันไปถลึงตาใส่เขาเหมือนจะบอกว่า ‘นายนี่ซื่อเกินไปแล้ว’

               ‘จางเทียนเหยา’ หนุ่มผมยาวผู้เป็นมือกีตาร์หยิบกีตาร์ขึ้นมาสะพายไว้เรียบร้อยแล้ว “ยังมียามาฮ่าอีกตัว เอาไว้ให้เสี่ยวเหย่ได้พอดี คนสวยฟังดีๆ นะ รับรองว่าเธอต้องพอใจแน่...”

               พูดจบ นิ้วเรียวยาวของเขาก็กรีดลงบนสายกีตาร์ ทันใดนั้นก็บังเกิดเสียงดังกระหึ่ม สวี่สวินเซิงรู้สึกเหมือนแก้วหูสั่นสะเทือนไปวูบหนึ่ง หนุ่มๆ ทั้งสามสบตาแล้วพยักหน้าให้กัน ทันใดนั้นสีหน้าของพวกเขาก็เปลี่ยนไป เสียงกีตาร์พลิ้วไหวเร่งร้อนราวกับสายน้ำ เสียงเบสเต็มไปด้วยประกายไฟคมกริบ มือกลองฮุยจื่อสะบัดหัวไปตามจังหวะของเพื่อนๆ ทั้งสอง ทันใดนั้นเขาก็ยกมือขึ้นแล้วตวัดลงไปอย่างรวดเร็ว

               “ตึง ตึง ตึง...”

               ผนังห้องเหมือนจะเริ่มเคลื่อนไหวไปตามจังหวะเพลง

               สวี่สวินเซิงล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากระโปรงพลางนิ่งฟังอยู่ครู่หนึ่ง รอจนดนตรีจบท่อน ทั้งสามคนก็เงยหน้าขึ้นยิ้มให้เธอด้วยความตื่นเต้น สวี่สวินเซิงอดยิ้มไม่ได้ “พวกคุณเล่นกันไปก่อน เล่นจนพอใจแล้วค่อยขึ้นไปข้างบน”

               “ได้เลย” จางเทียนเหยาตอบ

               สวี่สวินเซิงหมุนกายเดินกลับขึ้นไปข้างบน หนุ่มๆ ทั้งหลายหันไปสบตากัน ยามนี้พวกเขาไม่มีอารมณ์จะคิดอีกแล้วว่าทำไมหญิงสาวซึ่งเล่นเครื่องดนตรีโบราณถึงได้มีเครื่องดนตรีที่เจ๋งสุดๆ ครบชุดแบบนี้ และไม่สนใจอีกแล้วว่าจะได้ค่าเช่าครึ่งราคาหรือไม่ พวกเขาหวังเพียงแค่ว่าจะได้ครอบครองเครื่องดนตรีเหล่านี้และใช้มันฝึกฝน ต่อให้ต้องเช่ามาในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ก็ตาม

               แต่ก่อนที่จะเริ่มเล่นเพลงถัดไป จางเทียนเหยาก็อดพูดขึ้นไม่ได้ “พวกนายไม่รู้สึกบ้างหรือว่าแม่สาวนี่หน้าตาสวยมาก?”

               จ้าวถานยิ้มโดยไม่พูดอะไร

               “พวกเราไม่ได้ตาบอดนี่!” ฮุยจื่อตอบ

               ห้องซ้อมดนตรีใต้ดินเก็บเสียงได้ดีมาก พอสวี่สวินเซิงปิดประตูแล้วนั่งอยู่บนชั้นหนึ่งก็ได้ยินเพียงแค่แว่วๆ ว่าเสียงดนตรีที่งดงามและเต็มไปด้วยความฮึกเหิมกำลังเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง สวี่สวินเซิงนั่งอยู่ตรงข้างโต๊ะครู่หนึ่ง เธอรินน้ำชาให้ตัวเองแล้วยกขึ้นจิบ หัวใจยังคงเต้นแรงเพราะจังหวะที่แสนเร้าใจนั้นยังดังอยู่ตรงข้างหู

               ความรู้สึกนั้นกระตุ้นให้เธอขยับไปนั่งอยู่ตรงหน้ากู่ฉิน หลังจากเปิดผ้าคลุมออกแล้วทาน้ำมันลงบนสาย เธอก็วางมือทั้งสองลงบนสายกู่ฉินเบาๆ

               กู่ฉินส่งเสียงก้องกังวาน โต๊ะสั่นสะเทือนเบาๆ สีหน้าของเธอสงบนิ่งราวดวงตะวันในยามเช้า มีเพียงนิ้วทั้งสิบเท่านั้นที่เคลื่อนไหวอยู่บนสายกู่ฉินอย่างรวดเร็ว จากแผ่วเบาเป็นหนักแน่น จากช้าเป็นเร็ว ทำนองเสียงดนตรีร็อกค่อยๆ จางหายไป เหลือเพียงเสียงกู่ฉินที่ก้องกังวานไปทั่วกับท้องฟ้าที่ค่อยๆ มืดลงและม่านหน้าต่างที่ปลิวไสวไปตามสายลม รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของเธอ ชั่ววินาทีนั้นเธอลืมเลือนทุกสิ่งทุกอย่าง แม้กระทั่งมีคนเดินเข้ามาก็ยังไม่รู้ตัว

               นี่เป็นภาพที่ ‘เฉินเหย่’ ได้เห็นเมื่อพบกับสวี่สวินเซิงครั้งแรก

               หญิงสาวร่างผอม สวมเสื้อไหมพรมหนาอบอุ่นกับกระโปรงยาว เธอรวบผมเป็นหางม้านั่งเงียบๆ อยู่ตรงนั้น ผิวของเธอขาวมาก สองแก้มเป็นสีแดงเรื่อ ใบหน้าของเธอได้รูปสวยดูเปล่งปลั่ง ส่วนดวงตาดำสนิทคู่นั้นโตมาก โดยรวมแล้วช่างเป็นใบหน้าที่ดึงดูดใจผู้คนเหลือเกิน

อยู่เป็นเพื่อนคุณทุกวันคืน!(ตัวอย่างทดลองอ่าน)

               เส้นผมสีดำสลวยถูกแสกไว้ลวกๆ เผยให้เห็นใบหน้าขาวสะอาด เขามีเครื่องหน้าคมชัด ดวงตาลึกเรียวยาว ในลูกตาดำสนิทคู่นั้นเหมือนจะแฝงด้วยประกายเยียบเย็น สันจมูกโด่ง ริมฝีปากเม้มแน่น ตรงหางตาข้างขวามีไฝเล็กๆ เม็ดหนึ่ง หากไฝเม็ดนี้อยู่บนใบหน้าของคนธรรมดาทั่วไปคงจะดูขัดตามาก แต่พออยู่บนใบหน้านี้กลับเสริมใบหน้าของเขาให้ดูโดดเด่นยิ่งขึ้น

               แต่เห็นได้ชัดว่าหนุ่มหล่อคนนี้เป็นพวกชอบอดหลับอดนอน เพราะใต้ตาของเขามีรอยดำคล้ำ แม้ดวงตาทั้งคู่จะดูมีชีวิตชีวา แต่สีหน้ากลับดูอ่อนเพลียอย่างเห็นได้ชัด เห็นสวี่สวินเซิงไม่ตอบ เขาก็เอนกายพิงกับขอบประตูเหมือนแพะตัวใหญ่จอมเกียจคร้าน มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย

               “ฉันถามเธออยู่นะ! เพื่อนของฉันอยู่ที่นี่ใช่ไหม?”

               “พวกเขากำลังลองเครื่องดนตรีอยู่ข้างล่าง” สวี่สวินเซิงพยักหน้ารับ

               เฉินเหย่เงี่ยหูฟังอยู่ครู่หนึ่งจึงพบว่า ที่แท้เสียงดนตรีร็อกก็ถูกเสียงกู่ฉินของผู้หญิงคนนี้กลบเสียมิด เขาขยับยืนตัวตรง “ฉันจะลงไปดูหน่อย”

               “ตามสบาย” สวี่สวินเซิงตอบเรียบๆ

               ตอนที่เดินผ่านข้างกายเธอ เสียงเรียบเฉยของเขาก็ดังขึ้นอีกว่า “เธอดีดกู่ฉินได้ไม่เลวเลย ขอบคุณมาก”

               สวี่สวินเซิงไม่พูดอะไร เธอได้ยินเสียงเขาวิ่งตึงๆ ลงไปข้างล่าง จากนั้นก็มีเสียงหัวเราะเฮฮาของพวกเขาดังขึ้น

               สวี่สวินเซิงนั่งลงดื่มชาต่อแต่ไม่ได้ดีดกู่ฉินอีก เธอยิ้มกับตัวเอง หมอนี่มาจากไหนกัน กล้าทำตัวเป็นผู้รู้มาวิพากษ์วิจารณ์กู่ฉินของเธอ!

               เฉินเหย่โยนกระเป๋าเป้ทิ้งไว้บนพื้น พอเห็นเครื่องดนตรีตรงหน้าเขาก็ทั้งตื่นเต้นทั้งดีใจ เขารีบเอื้อมมือไปคว้ากีตาร์ที่เหลือไว้ให้เขาขึ้นมาลองเสียงดู จางเทียนเหยาขยับเข้ามากอดบ่าเขาเอาไว้ แต่คำพูดประโยคแรกที่พูดออกมากลับกลายเป็นว่า “เฮ้ แม่สาวข้างบนสวยมากใช่ไหม?”

               “กูมาซ้อม ไม่ได้มาจีบสาว” เฉินเหย่ไม่เงยหน้าขึ้นเสียด้วยซ้ำ

               “โอ้โฮ... คนเจ้าชู้จีบสาวไปทั่วอย่างนายเริ่มทำตัวเป็นสุภาพบุรุษแล้วงั้นเรอะ!” จางเทียนเหยาแสร้งร้องโวยวายก่อนจะหดหัวกลับไป

               “เธออาจจะชื่นชมดนตรีของเราก็ได้” จ้าวถานพูดขึ้นบ้าง

               “โน เธอกับเราไม่ใช่คนแบบเดียวกัน” จู่ๆ เฉินเหย่ก็พูดโพล่งขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย เขาเงยหน้าขึ้นฉีกยิ้ม “ยังจะรออะไรอีก? เริ่มได้แล้ว!”

               เพลงยังคงเป็นเพลงเดิม แต่พอมีกีตาร์เพิ่มขึ้นอีกตัว ท่วงทำนองเพลงก็สมบูรณ์แบบขึ้นมาก สวี่สวินเซิงยกถ้วยชาหลงจิ่งขึ้นจิบพลางตั้งใจฟังอยู่เงียบๆ

               ฉันนับเมฆที่ลอยผ่านไปบนท้องฟ้า

               หนึ่งก้อนสองก้อนสามก้อนสี่ก้อน

               แต่ก้อนที่อยากมอบให้เธอ จู่ๆ มันกลับติดไฟ

               แดงเหมือนดวงตาทั้งคู่ของฉัน

               เข้มเหมือนลิปสติกของเธอ

               มันแอบอยู่ตรงขอบฟ้าก่อนจะค่อยๆ เลือนหายไป

 

 

               ฉันเดินผ่านแม่น้ำซงเจียงที่จับตัวเป็นน้ำแข็ง

               หัวใจเยียบเย็นราวถูกน้ำแข็งเกาะกุม

               ลึกลงไปสายน้ำยังคงหลั่งไหล ปลาแหวกว่ายผ่านกาลเวลา

               ฉันทิ้งความรักไว้บนฝั่งด้านซ้าย

               ทิ้งความผิดหวังไว้อีกฟากฝั่งหนึ่ง

               เหลือเพียงตัวฉันที่เดินไปข้างหน้าเพียงลำพัง

 

               บ้านฉันอยู่ทางเหนือของปักกิ่ง

               แต่กลับมาพเนจรร่อนเร่อยู่ทางใต้

               พวกเขาถามฉันว่าทำไมถึงชอบเหม่อมองไปไกล

               ฉันเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังเดินไปทางไหน

               มันจะพาไปยังที่ที่มีเธอได้หรือเปล่า

 

               โอ...

               ท้องฟ้ายังคงเป็นสีฟ้า

               เพียงเอื้อมมือก็สัมผัสขอบฟ้าได้

               ท้องทะเลยังคงลึกเหมือนเดิม

               มันยังคงนิ่งเงียบอยู่เบื้องหลังของฉัน

               เงียบเหมือนกับตัวฉันที่ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร

 

               สาวน้อยที่รัก

               ฉันเต็มใจร่อนเร่

               ฉันเต็มใจพเนจร

               ฉันไม่เคยปล่อยใจอย่างแท้จริง

               ขอเธอโปรดอย่าได้ลืม

               เขียนชื่อของฉันบนท้องฟ้าอย่างกล้าหาญ

               ฟังเสียงเพลงที่ฉันมอบให้จากแดนไกล

               สวี่สวินเซิงคิดไม่ถึงเลยว่าเขาจะมีเสียงเช่นนี้ ใสกระจ่าง บริสุทธิ์ราวกับเปลวไฟที่ลุกโชนในยามค่ำ พอขึ้นเสียงสูง เสียงแหบพร่าแกมสั่นน้อยๆ นั้นก็แฝงด้วยพลังบางอย่างตามธรรมชาติ

               เดิมดนตรีของเพื่อนๆ เขาก็ยอดเยี่ยมอยู่แล้ว แต่พอเขาใช้พลังทั้งหมดเปล่งเสียงร้องเพลงท่อนที่ว่า ‘ฉันเต็มใจร่อนเร่ ฉันเต็มใจพเนจร...’ เครื่องดนตรีทั้งหมดก็เหมือนจะซีดจางไร้สีสัน มีเพียงเสียงของเขาเท่านั้นที่ดังทะลุผ่านอากาศและกำแพงห้องเข้ามาสู่ใบหู มุ่งตรงเข้ามาในหัวใจของเธอ

               จู่ๆ สวี่สวินเซิงก็นึกถึงกู่ฉินที่เคยเห็นที่บ้านเพื่อนของพ่อขึ้นมา มันเป็นกู่ฉินซึ่งเต็มไปด้วยริ้วรอยแต่กลับเปล่งประกายวาววับราวกับของใหม่ เพียงแค่แตะสายพิณเบาๆ มันก็เปล่งเสียงที่ทั้งกังวานใส หนักแน่นและสั่นน้อยๆ เช่นนี้

               เขาเป็นนักร้องที่มีพรสวรรค์จริงๆ

               สวี่สวินเซิงคิดไม่ถึงเลยว่า การที่ตัวเองแค่นึกสนุกเปิดให้เช่าห้องซ้อมดนตรีก็จะมีโอกาสได้พบกับวงดนตรีที่มีศักยภาพสูงและนักร้องนำที่อายุน้อยแต่มากความสามารถเช่นนี้ ถึงแม้ว่าตอนนี้พวกเขาจะไม่มีชื่อเสียงใดๆ ในเมืองเซียงเฉิงก็ตาม

               พอเพลงจบลง สวี่สวินเซิงก็ได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ ใส่ไมโครโฟน จากนั้นก็มีเสียงพูดดังขึ้นว่า “ขอบคุณทุกคน พวกเราดีใจมากที่วันนี้ได้รับรางวัลชนะเลิศ เอ่อ... ขอขอบคุณแฟนๆ ของเรา ผู้จัดการวงของเรา MR บลาๆ ขอบคุณทุกๆ คน! โปรดจำชื่อของพวกเราไว้ เรามาจากเมืองเซียงเฉิง…”

               ตามมาด้วยเสียงตะโกนของหนุ่มๆ ที่ดังขึ้นพร้อมกันว่า “วงเจามู่จะอยู่เป็นเพื่อนคุณทุกวันคืน!”

               สวี่สวินเซิงมองออกไปนอกหน้าต่าง ความมืดปกคลุมรอบด้าน แสงไฟเริ่มส่องสว่าง มุมปากของเธอประดับด้วยรอยยิ้มบางๆ แต่สีหน้ายังคงเรียบเฉยเหมือนเคย

               ไม่นานนักพวกเขาก็เดินขึ้นมา

               สมาชิกในวงมอบหมายให้จ้าวถานเป็นตัวแทนไปตกลงเรื่องค่าเช่ากับสวี่สวินเซิง เฉินเหย่จับฮู้ดขึ้นมาสวมพลางเดินก้มหน้าตามมาเป็นคนสุดท้าย ท่าทางเหมือนกับเรื่องทั้งหมดไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเขาสักนิด

               คิดไม่ถึงว่าพอขึ้นมาบนชั้นหนึ่งจะเห็นสวี่สวินเซิงชงชาสี่ถ้วยไว้รออยู่แล้ว หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมาส่งยิ้มให้ แม้พวกเขาจะไม่ค่อยได้ดื่มชาแต่แค่ดมดูก็ได้กลิ่นหอมจางๆ ที่ไม่ต่างจากบุคลิกของเธอลอยมาจากถ้วยกระเบื้องเคลือบใบเล็กๆ เหล่านั้น

               “เอ่อคือว่า... คนสวย” จ้าวถานยกมือขึ้นลูบศีรษะตัวเอง “เราอยากจะเช่าที่นี่”

               จางเทียนเหยาทนรอไม่ได้อีก เขารีบพุ่งออกไปข้างหน้า รอยยิ้มสดใสดูคล้ายพวกอันธพาล “พี่สาว ให้เราเช่าครึ่งราคาเถอะนะ ฟังเสียงกีตาร์ของผมแล้วไม่รู้สึกชื่นชมบ้างเลยเหรอ? นักร้องนำของเราเป็นไงบ้าง เจ๋งไหม? มือกลอง มือเบส มีใครบ้างที่ไม่เจ๋ง? วันนี้มือคีย์บอร์ดไม่มา แต่รับรองว่าไม่มีทางทำให้คุณผิดหวังแน่!”

               พวกเขายิ้มออกมาพร้อมกัน ฮุยจื่อร้องด่าว่า “เจ้าบ้า พูดตรงๆ แบบนี้เลยเรอะ!”

               บางทีอาจเป็นเพราะเฉินเหย่ตัวสูงที่สุดและเงียบที่สุด สวี่สวินเซิงก็เลยมองเห็นเขาเป็นคนแรก ฮู้ดนั่นปิดบังใบหน้าของเขาไว้ครึ่งหนึ่ง ทำให้เห็นเพียงรอยยิ้มจางๆ กับมุมปากที่เต็มไปด้วยความเชื่อมั่น

               สวี่สวินเซิงยิ้มออกมาบ้าง “ฝึกซ้อมอยู่ตั้งนาน พวกคุณดื่มชาก่อนสิ” นี่เป็นมารยาทในการต้อนรับแขก

               “อ้อ” คนทั้งหมดเดินมาหยิบถ้วยชาไปคนละใบแล้วดื่มลงไปรวดเดียว เฉินเหย่เดินตามมาช้าๆ เป็นคนสุดท้าย เขาเอื้อมมือมาหยิบถ้วยชาไปพลางปรายตามองสวี่สวินเซิงแวบหนึ่ง แต่สวี่สวินเซิงกำลังก้มลงหยิบสัญญาออกมาจากลิ้นชักจึงไม่ได้มองเขา

               “ฉันให้พวกคุณเช่า” สวี่สวินเซิงยิ้มพลางกล่าวเสียงอ่อนโยน “ชั่วโมงละ 50 หยวน แต่จะต้องดูแลรักษาเครื่องดนตรีทั้งหมดเป็นอย่างดี เครื่องดนตรีชุดนี้เป็นของสะสมของฉัน พวกคุณสามารถใช้ได้สัปดาห์ละสองครั้ง จะให้ดีก็เป็นช่วงบ่ายถึงก่อนสี่ทุ่ม”

               “เย้!”

               “เยี่ยมไปเลย! เยี่ยมสุดๆ ไปเลย!”

               “พี่สาวเจ๋งมาก!”

               หนุ่มๆ ทั้งหลายกล่าวชื่นชมด้วยความตื่นเต้นยินดี มีเพียงเฉินเหย่ที่ยังคงยืนพิงผนังพลางวางถ้วยชาลงบนโต๊ะเงียบๆ

               “ถ้าอย่างนั้นพวกคุณก็อ่านสัญญาก่อน” สวี่สวินเซิงกล่าว

               จ้าวถานอ่านดูรอบหนึ่ง เมื่อพบว่าไม่มีปัญหาอะไรก็ถามขึ้นว่า “ใครจะเป็นคนเซ็น?” ทั้งหมดมองหน้ากันไปมาด้วยความลังเล เพราะพวกเขาต่างก็ไม่เคยเซ็นสัญญาอะไรมาก่อน ในขณะที่จางเทียนเหยากำลังจะยื่นมือออกไปนั้น เฉินเหย่ก็เดินตรงมาหยิบปากกาบนโต๊ะขึ้นไปถือเอาไว้โดยไม่ได้สนใจจะอ่านเนื้อหาของสัญญาสักนิด แต่พอเห็นคำว่า ‘สวี่สวินเซิง’ สามคำเขากลับตะลึงงันไปครู่หนึ่ง

               แม้กระทั่งเด็กประถมก็ยังมองออกว่า ลายมือของผู้หญิงคนนี้สวยมาก

               แต่เฉินเหย่ก็จรดปากกาเขียนตัวอักษรที่หน้าตาเหมือนกรงเล็บไก่คล้ายลายมือของเด็กประถมลงข้างๆ ชื่อของเธอโดยไม่เปลี่ยนสีหน้าสักนิด

               สวี่สวินเซิงรับสัญญากลับไปมองแวบหนึ่งด้วยสีหน้าเรียบเฉย จากนั้นจึงเก็บมันไว้ในลิ้นชัก “ครั้งหน้าที่มาซ้อมพวกคุณค่อยเอาค่าเช่ามาจ่ายก็ได้ จะแบ่งจ่ายเป็นครั้งๆ หรือจ่ายรวดเดียวเลยก็ได้”

               “ตกลง” เฉินเหย่

               จางเทียนเหยายิ้มกว้าง “พี่สาว คุณนี่เป็นคนดีจริงๆ รสนิยมสูง สายตาก็ดีเยี่ยม สมกับเป็นผู้ค้นพบพวกเราจริงๆ! ครั้งหน้าถ้าพวกเราจะเข้าร่วมการแข่งขันหรือเปิดการแสดง เราขอเอ่อ... ยืมเครื่องดนตรีชุดนี้ของคุณได้ไหม?”

               ทั้งหมดนิ่งเงียบไปในทันที พวกเขาหันมามองสวี่สวินเซิงเป็นตาเดียว สวี่สวินเซิงก็เอ่ยตอบอย่างเป็นธรรมชาติว่า “ตอนนี้ฉันกับพวกคุณไม่ได้มีความสัมพันธ์ใดๆ ต่อกัน พูดเรื่องนี้ตอนนี้ไม่คิดว่าเร็วไปหน่อยเหรอ?”

               วันนี้ผู้หญิงคนนี้พูดง่ายมาตลอด ขออะไรก็ให้ทุกอย่าง แถมยังใจกว้างลดค่าเช่าให้พวกเขาตั้งห้าสิบเปอร์เซ็นต์ จางเทียนเหยาคิดไม่ถึงเลยว่าเธอจะปฏิเสธตรงๆ แบบนี้ เขาจึงตะลึงงันไปครู่หนึ่ง แต่พอคิดๆ ดูก็รู้สึกว่าเธอพูดไม่ผิด ในใจจึงอดคิดไม่ได้ว่า ผู้หญิงคนนี้ดูเผินๆ เหมือนพูดง่ายเป็นกันเอง แต่จริงๆ แล้วไม่ธรรมดาเลย

ไว้พบกันใหม่(ตัวอย่างทดลองอ่าน)

               เฉินเหย่ยื่นมือมาตบหัวจางเทียนเหยาทีหนึ่ง “ไปกันได้แล้ว ฉันเซ็นสัญญาเสร็จแล้ว ยังจะมาตีสนิทอะไรอีก?”

               พอเดินออกไปข้างนอก พวกเขาก็พบว่าหิมะกำลังโปรยปรายเฉินเหย่ยื่นมือออกไปรองเกล็ดหิมะเอาไว้ก่อนจะกำไว้ในมือ คนอื่นๆ ต่างหดคอแน่นด้วยความหนาว ยิ่งฟ้ามืดแบบนี้อากาศก็ยิ่งหนาว แสงไฟอบอุ่นบนตึกสูงรอบด้านทยอยสว่างขึ้น แต่ก็ยังดูห่างจากคนอย่างพวกเขามากอยู่ดี คืนนี้พวกเขารู้สึกตื่นเต้นยินดีมาก

               “อ๊า...” เฉินเหย่ตะโกนขึ้นเป็นคนแรก เสียงตะโกนของเขาทำให้โคมไฟระบบอัตโนมัติหลายดวงบนตึกถึงกับสว่างขึ้น จากนั้นจางเทียนเหยาและจ้าวถานก็พากันส่งเสียงตะโกนขึ้นมาบ้าง แต่ก่อนที่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยจะมาห้ามปราม พวกเขาก็วิ่งหายไปท่ามกลางความมืดเสียก่อน

 

               เดี๋ยวนี้สวี่สวินเซิงมีชีวิตที่เป็นระบบระเบียบมาก

               เด็กๆ ส่วนใหญ่จะมาเรียนในช่วงสุดสัปดาห์หรือไม่ก็ตอนเย็น เธอจึงใช้เวลาในช่วงตอนกลางวันหมดไปกับการแต่งเพลง ซ้อมกู่ฉิน และปลูกดอกไม้ บางครั้งก็จะขึ้นเขาไปเด็ดผลไม้หรือเก็บใบชา บางครั้งก็รับงานแสดงหารายได้พิเศษ รายได้ไม่สูงแต่ก็ไม่ถือว่าต่ำ รายได้จำนวนนี้เพียงพอให้เธอสามารถใช้ชีวิตได้อย่างอิสรเสรี

               บางครั้งเมื่อพูดถึงเธอ เพื่อนสมัยเรียนบางคนจะพูดว่า “สวี่สวินเซิงน่ะหรือ เธอมีความกล้าหาญ กล้าใช้ชีวิตอย่างที่ใครๆ อยากจะเป็น”

               แต่ก็มีบางคนที่พูดว่า “สมัยเรียนมหาวิทยาลัย สวี่สวินเซิงเรียนวิชาเอกที่ดีขนาดนั้น แต่กลับไม่คิดจะแสวงหาความก้าวหน้าสักนิด”

               แต่ไม่ว่าใครจะพูดอะไร สวี่สวินเซิงก็เพียงแค่ยิ้มเฉยๆ เท่านั้น

               พ่อแม่ของเธอเองก็ไม่ได้ใส่ใจ หลังจากจ่ายเงินค่าห้องนี้ให้เธอหมดแล้ว พวกท่านก็ปล่อยให้เธอใช้ชีวิตตามสบาย บางครั้งเมื่อพ่อโทรมาถามวิธีปลูกดอกไม้จากเธอ สองพ่อลูกจะปรึกษากันอยู่เป็นนานจนกระทั่งแม่ของเธอร้องว่า “กับข้าวเย็นหมดแล้ว!” จากนั้นแม่ก็จะฉวยโอกาสแย่งหูโทรศัพท์ไปกำชับสวี่สวินเซิงรอบหนึ่งว่า ต้องใช้ชีวิตให้มั่นคง ตั้งใจทำงาน แล้วก็อย่าลืมฝึกฝนวิชาเอกที่เธอร่ำเรียนมาด้วย

               ตอนนั้นสวี่สวินเซิงนั่งอยู่บนเก้าอี้โยกในห้องทำงาน มือข้างหนึ่งยื่นออกไปสัมผัสกับแสงแดด ปากก็รับคำช้าๆ

               หลังจากให้เช่าห้องซ้อมดนตรีไปแล้ว วงเจามู่ไม่ได้มาฝึกซ้อมทันที สวี่สวินเซิงเองก็ไม่สนใจ ไม่นานนักก็ถึงสุดสัปดาห์ นักเรียนกู่ฉินคนหนึ่งของเธอต้องเข้าร่วมการแสดงทางศิลปวัฒนธรรมที่ทางโรงเรียนจัดขึ้น ผู้ปกครองหวังว่าเธอจะไปช่วยชี้แนะและให้กำลังใจแก่นักเรียนของเธอได้ สวี่สวินเซิงก็รับปากด้วยความเต็มใจโดยไม่พูดถึงค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

               การแสดงของนักเรียนชั้นประถมถูกจัดขึ้นบนลานกว้างริมฝั่งแม่น้ำ ตอนที่สวี่สวินเซิงไปถึง รอบด้านมีนักเรียนกับผู้ปกครองอยู่เต็มไปหมดแล้ว เวทีถูกตั้งขึ้นที่ด้านหน้า เด็กๆ กลุ่มหนึ่งกำลังร้องเพลงเต้นรำกันอย่างสนุกสนาน แถมเพลงที่ร้องก็เป็นเพลงที่กำลังนิยมกันอีกด้วย สวี่สวินเซิงยืนมองอยู่ที่ด้านหลังครู่หนึ่งก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ ในใจคิดว่าเด็กๆ เหล่านี้ช่างน่ารักและมีชีวิตชีวาเหลือเกิน

               การแสดงของนักเรียนของเธอถูกจัดอยู่ในลำดับท้ายๆ พอเห็นว่าเธอมาชมการแสดง เด็กน้อยก็ดีใจมาก ผู้ปกครองก็รู้สึกพอใจเช่นกัน สวี่สวินเซิงย่อกายลงพูดกับนักเรียนตัวน้อยของเธอพลางให้กำลังใจรอบหนึ่งและชี้ให้เธอเห็นข้อผิดพลาดที่ตัวเองมักจะทำบ่อยๆ เด็กน้อยรับคำเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะไม่ทำผิดอีก จากนั้นก็ขึ้นเวทีไปด้วยความมั่นใจ

               นักเรียนของเธอแสดงได้ไม่เลว สุดท้ายก็ได้รางวัลที่สองมาครอบครอง หลังจากผู้ปกครองพาเด็กน้อยกลับไปด้วยความยินดีแล้ว สวี่สวินเซิงไม่มีอะไรทำก็เลยอยู่ดูการแสดงต่ออีกครู่หนึ่ง ไม่นานนักการแสดงก็สิ้นสุด ผู้ปกครองกับนักเรียนทั้งหมดแยกย้ายกันไปอย่างรวดเร็วราวกับกระแสคลื่น เหลือไว้เพียงเวทีว่างเปล่ากับขยะเต็มลาน รวมไปถึงพนักงานที่กำลังเริ่มขนย้ายโต๊ะเก้าอี้เท่านั้น

               สวี่สวินเซิงเงยหน้าขึ้น พบว่าแสงแดดบริเวณริมแม่น้ำกำลังสดใส เธอหรี่ตามองอยู่ครู่หนึ่งก็ตัดสินใจหันกายเดินกลับบ้าน ระหว่างทางเธอก้มลงเก็บถุงใบหนึ่งขึ้นมาถือไว้ในมือ พอเห็นขยะก็เก็บใส่ถุงไปเรื่อยๆ

               เดินไปได้ระยะหนึ่ง ขณะที่กำลังจะก้มลงเก็บขวดเครื่องดื่มสองขวดที่ตกอยู่บนพื้น พนักงานหลายคนก็ลากเก้าอี้พลาสติกแถวหนึ่งเดินผ่านเธอไปพอดี

               สวี่สวินเซิงรีบถอยหลังมาสองก้าวเพื่อเปิดทางให้พวกเขา แต่ทันใดนั้นเธอกลับได้ยินเสียงดังกังวานพูดขึ้นว่า “เธอว่างแบบนี้ตลอดเลยเหรอ?”

               ไม่ว่าใครก็ตามที่เคยได้ยินเสียงนี้แม้เพียงครั้งเดียว ก็จะไม่มีทางลืมไปตลอดชีวิตแน่

               สวี่สวินเซิงเงยหน้าขึ้นมองเฉินเหย่ซึ่งอยู่ในชุดเสื้อยืดกับกางเกงลำลองสีดำทั้งชุด เส้นผมของเขายังคงถูกแสกเอาไว้ลวกๆ เหมือนเดิม ดวงตาเปล่งประกายฉายแววเกียจคร้านราวกับดวงอาทิตย์ในฤดูหนาว เวลาเขาพูดจะมีควันขาวๆ ลอยออกมาจากปาก

               สวี่สวินเซิงมองท่อนแขนเปลือยของเขาด้วยความตกใจ “คุณไม่หนาวเหรอ?”

               เฉินเหย่เห็นเธอสวมเสื้อหนาจนตัวกลมเหมือนลูกบอลแต่ก็ยังคงเป็นลูกบอลที่ดูสดใสมีชีวิตชีวาก็อดยิ้มไม่ได้ เขาใช้มือประคองเก้าอี้พลาสติกแถวนั้นเอาไว้พลางกล่าวว่า “ทำงานแบบนี้ หนาวก็บ้าน่ะสิ”

               สวี่สวินเซิงไม่ค่อยชินกับวิธีพูดของเขาสักเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร พอหันไปมองก็พบว่ามีคนหน้าตาคล้ายกับเพื่อนร่วมวงของเขากำลังขนของอยู่ที่ด้านหน้าเช่นกัน

               “เธอกำลังทำอะไร?” เฉินเหย่จ้องถุงขยะในมือของเธอ

               สวี่สวินเซิงก้มลงมองแวบหนึ่งก่อนจะตอบว่า “พอดีอยู่ว่างๆ น่ะ”

               เฉินเหย่พยักหน้า “ช่วยพวกเราได้พอดี เดี๋ยวพวกเรายังต้องทำความสะอาดอีก”

               สวี่สวินเซิงเอ่ยถามช้าๆ “งานที่พวกคุณทำตอนกลางวันคืองานนี้เหรอ?”

               เฉินเหย่ยื่นมือออกไปคว้าเก้าอี้อีกตัวที่วางใกล้ๆ มาซ้อนเข้าด้วยกันพลางตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก “ก็ไม่ใช่เสียทีเดียว มีงานอะไรให้ทำพวกเราก็ทำทั้งนั้นแหละ”

               “อ้อ” สวี่สวินเซิงไม่รู้จะพูดอะไรกับเขาอีก ดังนั้นจึงขยับตัวหลีกทางให้เขาเดินไปก่อน

               “ไปก่อนนะ” เฉินเหย่พูดพร้อมกับลากเก้าอี้ที่วางซ้อนกันจนสูงเหมือนภูเขาลูกย่อมๆ เดินไปข้างหน้าโดยไม่หันมามองเธออีก

               “ไว้พบกันใหม่” สวี่สวินเซิงเอ่ยเบาๆ

               คิดไม่ถึงว่าเพิ่งพูดจบ จางเทียนเหยาก็วิ่งมาถึงพอดี เขาก็เหมือนกับเฉินเหย่ที่ถอดเสื้อนอกออกจนเหลือแค่เสื้อยืดตัวเดียว ผมยาวของเขาถูกรวบไว้ที่ด้านหลัง เผยให้เห็นใบหน้าหล่อเหลาขาวสะอาด

               “สวี่สวินเซิง!” ท่าทางของจางเทียนเหยาดูดีใจมาก เขารีบก้าวพรวดมาหยุดอยู่ตรงหน้าเฉินเหย่ อยู่ในตำแหน่งตรงกลางระหว่างพวกเขาสองคนพอดี

               “คุณมาได้ยังไง?” จางเทียนเหยาเอ่ยถาม

               สวี่สวินเซิงอธิบายว่าตนเองมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรไปรอบหนึ่ง ทันใดนั้นเฉินเหย่ที่นิ่งเงียบมาตลอดก็พูดแทรกขึ้นว่า “ฉันเห็นเธอกำลังเก็บขยะอยู่”

               จากนั้นพวกเขาก็หัวเราะขึ้นพร้อมกัน สวี่สวินเซิงไม่รู้ว่าพวกเขาหัวเราะเรื่องอะไร จางเทียนเหยายกนิ้วโป้งให้ “ยอมแพ้ คุณนี่ไม่ธรรมดาจริงๆ!”

               สวี่สวินเซิงคิดๆ แล้วก็ยิ้มออกมาบ้าง เมื่อเห็นว่าทั้งสองยังคงยืนปักหลักอยู่ตรงหน้าเธอจึงเอ่ยขึ้นด้วยความปรารถนาดี “ระวังจะเป็นหวัดล่ะ”

               จางเทียนเหยาตอบ “ไม่หรอก คุณดูถูกพวกเราเกินไปแล้ว เราหางานทำก็เพราะเสี่ยวเหย่บอกว่าต้องออกกำลังกายบ้าง จะเล่นดนตรีก็ต้องมีร่างกายที่แข็งแรง โดยเฉพาะนักร้องนำกับมือกีตาร์หลัก ใช่ไหมเสี่ยวเหย่?”

               “อืม” เฉินเหย่ส่งเสียงรับคำเบาๆ

               สวี่สวินเซิงประหลาดใจอยู่บ้าง คิดไม่ถึงเลยว่าหมอนี่จะคิดไกลแบบนี้

               “ถ้าอย่างนั้นก็เอาไว้พบกันใหม่นะ” เธอโบกมือให้ทั้งคู่

               แต่จางเทียนเหยากลับเอ่ยขึ้นว่า “สวี่สวินเซิง คืนวันพุธหน้าพวกเรามีแสดงที่ไลฟ์เฮ้าส์แบล็กคา คุณจะไปดูไหม?”

               สวี่สวินเซิงชะงัก จางเทียนเหยามองเธอด้วยความคาดหวัง

               แต่เฉินเหย่กลับหัวเราะเบาๆ “นายเชิญเธอไปทำไม เธอเหมือนคนที่ชอบดนตรีใต้ดินงั้นเหรอ? นายไม่ใช่บีโธเฟนเสียหน่อย!”

               จางเทียนเหยารู้สึกผิดหวังแต่ก็ยังไม่ยอมตัดใจ “มาเถอะน่า ตอนนี้คุณถือว่าเป็นสปอนเซอร์ของเราเชียวนะ เสี่ยวเหย่ ผม ฮุยจื่อ และถานจื่อจะไปกันทุกคน เราได้รับเชิญให้ไปแสดง มีบัตรผ่านประตูฟรีหลายใบ คุณจะพาเพื่อนมาด้วยก็ได้...”

               ภายใต้แสงตะวัน พวกเขามองเธอพยักหน้าเบาๆ อย่างคาดไม่ถึง ดวงตาสดใสของเธอโค้งเล็กน้อย เหมือนกับยิ้มแต่ก็ไม่ได้ยิ้ม

               “ได้ ฉันจะไป” เธอพูด “พวกคุณไม่ต้องให้บัตรฉันหรอก ฉันจะซื้อเอง ถือเป็นการสนับสนุนพวกคุณยังไงล่ะ เพราะถึงอย่างไร... ฉันก็ไม่ได้ฟังแต่บีโธเฟนอยู่แล้ว”

               เฉินเหย่ชะงัก แต่จางเทียนเหยากลับหัวเราะเสียงดัง เขาเอื้อมมือไปตบศีรษะเฉินเหย่ทีหนึ่งก่อนจะพูดว่า “ว้าว ผมมองไม่ผิด คุณเป็นผู้หญิงที่มีรสนิยมจริงๆ! วันนั้นผมจะใช้กีตาร์ทำให้เวทีลุกเป็นไฟแน่!”

               สวี่สวินเซิงเดินจากไปอย่างช้าๆ เหมือนตอนที่เธอเดินมา ส่วนเฉินเหย่และจางเทียนเหยาก็หันกลับไปทำงานต่อ อย่าเห็นว่าตอนที่พูดคุยกับสวี่สวินเซิงทั้งคู่ดูผ่อนคลายมาก แต่จริงๆ แล้วหลังจากขนย้ายข้าวของมาทั้งวัน พวกเขาก็ทั้งอ่อนล้าทั้งปวดเมื่อยไปทั้งตัว แต่พวกเขาก็ฝืนสังขารที่เหน็ดเหนื่อยเหมือนวัวทำงานที่เหลือจนเสร็จ รอจนคนอื่นขับรถขนอุปกรณ์จากไป ทั้งสองจึงค่อยหยิบเสื้อแจ็กเก็ตขึ้นมาสวมโดยคร้านจะสวมเสื้อไหมพรมอีกชั้นเพื่อป้องกันอากาศหนาว จากนั้นก็ทิ้งตัวลงนั่งตรงข้างกระถางต้นไม้บนลานกว้างพลางทอดตามองดูแม่น้ำโดยไม่สนใจว่าพื้นจะสกปรกหรือไม่

ดื่มให้ชุ่มคอหน่อยสิ(ตัวอย่างทดลองอ่าน)

               จางเทียนเหยาหยิบบุหรี่ที่เหลือครึ่งซองออกมาจุดให้ตัวเองมวนหนึ่งแล้วโยนอีกมวนไปให้เฉินเหย่ สีหน้าของจางเทียนเหยาในยามนี้ดูเคร่งขรึมแตกต่างจากเมื่อครู่โดยสิ้นเชิง หลังจากสูบบุหรี่อยู่ครู่หนึ่ง เขาก็เอ่ยถามเฉินเหย่ว่า “เราคว้าโอกาสขึ้นแสดงในแบล็กคามาอย่างยากลำบาก นายว่าสัปดาห์หน้า... เราจะดังไหม?”

               เฉินเหย่ใช้นิ้วเรียวยาวปัดควันเบาๆ “กลัวอะไร? มีครั้งไหนบ้างที่เราไม่ทำให้เวทีลุกเป็นไฟ?”

               จางเทียนเหยาหัวเราะเสียงดัง ความไม่มั่นใจน้อยนิดที่มีอยู่จางหายไปในชั่วพริบตา เขาหรี่ตาลงพลางกล่าวว่า “ฉันคิดไม่ถึงเลยว่าสวี่สวินเซิงจะรับปาก” น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความยินดีอย่างเห็นได้ชัด

               เฉินเหย่ปรายตามองอีกฝ่ายแวบหนึ่ง “นายคงไม่ได้ชอบเธอหรอกนะ? บัดซบ! นายบ้าไปแล้วรึไง?”

               จางเทียนเหยากล่าวเสียงเรียบ “ชอบบ้าน่ะสิ ฉันหยอกเธอเล่นๆ ไม่ได้รึไง?”

 

               สองทุ่มคืนนั้น ทั้งสองไปถึงไลฟ์เฮ้าส์แห่งหนึ่งตรงตามเวลา

               ถึงแม้ไลฟ์เฮ้าส์แห่งนี้จะไม่มีชื่อเสียงโด่งดังเหมือนแบล็กคา แต่ที่นี่ก็จ่ายค่าตอบแทนให้พวกเขาไม่เลว ฮุยจื่อกับจ้าวถานมาถึงก่อนแล้ว ส่วนมือคีย์บอร์ด ‘จางไห่’ มาสายเหมือนเคย

               ยังไม่ถึงคิวแสดงของพวกเขา ทั้งสี่จึงพากันไปนั่งพักอยู่ที่ห้องพักผ่อนหลังเวที สูบบุหรี่และพูดคุยกันไปเรื่อย เฉินเหย่หยิบโทรศัพท์มือถือออกมาเล่มเกมตามความเคยชิน จ้าวถานยกชาลูกสำรองมายื่นให้ “ดื่มให้ชุ่มคอหน่อยสิ”

               “อืม...” เฉินเหย่ยื่นมือไปรับ

               พวกเขาล้วนเป็นพี่น้องกัน มีเพียงจ้าวถานเท่านั้นที่เป็นเพื่อนร่วมชั้นในมหาวิทยาลัยของเขา ทั้งยังเป็นคนที่ติดตามเขาเดินทางจากตงเป่ยมาสร้างเนื้อสร้างตัวที่เซียงเฉิงด้วยกัน

               แม้จะไม่ค่อยพูดค่อยจา แต่เขาก็คอยดูแลเฉินเหย่อยู่เสมอ

               “บัดซบ!” เฉินเหย่ตะโกนเสียงดังพลางกลอกตา “ฉันถูกฆ่าแล้ว! ถานจื่อ นายไม่ใช่แม่ของฉันเสียหน่อย เรียกให้ฉันดื่มนั่นดื่มนี่อยู่ได้!”

               ทุกคนหัวเราะขึ้นพร้อมกัน จ้าวถานเองก็ไม่ได้โกรธ เขาพูดเสียงเรียบว่า “นายเป็นนักร้องนำ ถ้าไม่ดูแลเสียงให้ดีๆ จะไม่ผิดต่อพวกเราเหรอ?”

               ถึงเฉินเหย่จะยังโมโหแต่ก็ไม่กล้าพูดอะไรอีก เขายกชาขึ้นมาดื่มลงไปรวดเดียวแล้วกระแทกถ้วยลงบนโต๊ะดัง “ปัง”

               ทันใดนั้นเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น จางเทียนเหยาส่งเสียงตอบรับด้วยความเกียจคร้าน “เข้ามา”

               ผู้มาเป็นหญิงสาวย้อมผมสีเหลือง สวมหูแมว แต่งหน้าเข้ม ใส่กระโปรงสั้นเผยให้เห็นขาขาวเรียวยาว อายุประมาณยี่สิบต้นๆ ในมือของเธออุ้มกล่องกีตาร์ขนาดใหญ่เอาไว้ พอโผล่หน้าเข้ามาเห็นพวกเขาก็ยิ้มกว้างทันที

               เมื่อเห็นว่าผู้มาใหม่เป็นใครทุกคนในห้องก็หันขวับไปมองเฉินเหย่เป็นตาเดียว เฉินเหย่ปรายตามองเธอแวบหนึ่งแล้วก็หยิบโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะขึ้นมาเล่นเกมต่อ

               “จะให้พวกเราหลบไปก่อนไหม?” ฮุยจื่อยิ้มเจ้าเล่ห์

               จางเทียนเหยากระซิบเสียงเบา “ฉันบอกแล้วว่ามันเสน่ห์แรง! หน้าตาดีก็ได้เปรียบแบบนี้ล่ะ เราเพิ่งเข้าวงการได้นานเท่าไหร่เอง พวกผู้หญิงก็หลงมันหัวปักหัวปำแบบนี้แล้ว?! ซูเหยียนจะให้เราหลบไปก่อนไหม?” ประโยคสุดท้ายหันไปพูดกับหญิงสาว

               “หลบบ้าน่ะสิ!” เฉินเหย่ไม่เงยหน้าขึ้นมาเสียด้วยซ้ำ

               เพื่อนๆ ของเขาหัวเราะกันอย่างครื้นเครงแล้วรอดูเรื่องสนุกต่อ ส่วนหญิงสาวที่ชื่อซูเหยียนคนนั้นก็ไม่ได้มีท่าทางเขินอายสักนิด ใบหน้าและดวงตาของเธอเปล่งประกายสดใส เป็นแววตาที่หญิงสาวมักจะมีเมื่อมองชายหนุ่มที่ตนเองพึงใจเท่านั้น เธอทักทายพวกเขาทีละคนก่อนจะเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าเฉินเหย่

               “เสี่ยวเหย่” ซูเหยียนพูด “ครั้งก่อนคุณบอกว่าชอบกีตาร์ยี่ห้อนี้ ฉันเลยขอให้คุณพ่อซื้อมาให้แล้ว นี่เป็นของขวัญแสดงความยินดีที่พวกคุณจะได้ขึ้นแสดงที่แบล็กคาเป็นครั้งแรกในสัปดาห์หน้า”

               ในดวงตาและคำพูดของเธอล้วนเต็มไปด้วยความคาดหวัง

               เมื่อเห็นว่าเฉินเหย่ยังคงนิ่งเฉย เธอจึงยิ้มแล้วเปิดกล่องออก หนุ่มๆ ทั้งหลายขยับเข้ามาดู จากนั้นทุกคนก็พากันร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจ “ว้าว! ซูเหยียน เธอนี่ลงทุนจริงๆ!”

               จางเทียนเหยาผลักไหล่เฉินเหย่ทีหนึ่ง “เสี่ยวเหย่ นายยังจะเล่นตัวอีกเหรอ? เพื่อกีตาร์ตัวนี้ อย่างน้อยก็ต้องจูบสักครั้งสิ อย่าว่าแต่ซูเหยียนยังสวยขนาดนี้!” ความหมายในคำพูดของเขาคือ ต่อให้เฉินเหย่ยอมรับรักซูเหยียนก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้

               เฉินเหย่เงยหน้าขึ้น เขาหันไปมองกีตาร์ที มองซูเหยียนที จากนั้นก็ยิ้มออกมา

               วงดนตรีของพวกเขาถูกก่อตั้งขึ้นที่เซียงเฉิงมาหลายเดือนแล้ว ทั้งยังเคยขึ้นแสดงมาหลายครั้ง เรียกได้ว่าพอจะมีชื่อเสียงและมีแฟนคลับอยู่บ้าง ซูเหยียนก็เป็นหนึ่งในนั้น ตั้งแต่สองเดือนก่อนไม่ว่าวงเจามู่ไปแสดงที่ไหน หญิงสาวคนนี้ก็จะตามไปทุกครั้ง ทำให้เฉินเหย่เริ่มรู้สึกรำคาญขึ้นมาบ้างแล้ว

               “กีตาร์ตัวนี้ราคาหลายพันหยวนเลยสินะ?” เฉินเหย่ถาม

               แววภาคภูมิใจปรากฏขึ้นในดวงตาของซูเหยียน คนที่อยู่ในห้องเห็นสีหน้าของเฉินเหย่ก็รู้ทันทีว่าสถานการณ์ไม่ค่อยจะดีนัก เจ้าหมอนี่พูดเสียงแดกดันแบบนี้ คงจะโกรธแล้วสินะ

               เฉินเหย่พูดช้าๆ “แพงขนาดนี้ ฉันทำงานสามเดือนก็ยังซื้อไม่ได้ ถ้ารับเอาไว้ ฉันไม่ต้องขายตัวให้เธอหรอกเหรอ?”

               “เสี่ยวเหย่อย่าล้อเล่นสิ ฉันไม่ได้หมายความอย่างนั้น...” ซูเหยียนหน้าแดงทันที

               แต่เฉินเหย่ไม่สนใจฟังสักนิด เขาพูดตัดบทว่า “ถึงไม่ขายตัวก็ต้องขายไต แต่ไม่ว่าอย่างไหนฉันก็ไม่อยากขายทั้งนั้น ไม่มีความชอบไม่รับของกำนัล เธอเอากีตาร์ตัวนี้กลับไปเถอะ ใครอยากได้ก็เอาไป แต่ฉันจะไม่รับของของผู้หญิงฟรีๆ เด็ดขาด”

               พูดจบก็เอนหลังพิงโซฟาพลางยิ้มออกมา “ที่สำคัญตอนนี้ฉันมีกีตาร์ที่ดีกว่าตัวนี้ให้เล่นแล้ว”

 

               ในความทรงจำของเฉินเหย่ คนในครอบครัวจะขมวดคิ้วทุกครั้งที่เห็นกีตาร์ของเขา

               ไม่เพียงแค่พ่อผู้เข้มงวดและเคร่งขรึมเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงพี่ชายซึ่งดีต่อเขามาตลอดกับแม่ที่แสนอ่อนโยนและอ่อนแอของเขาอีกด้วย แม่มักจะแอบโทรศัพท์มาขอร้องเขาว่า “เสี่ยวเหย่ อย่าดื้อรั้นอีกเลย รีบกลับมาเสิ่นหยางแล้วหางานที่มั่นคงทำได้ไหม?”

               เฉินเหย่อาจจะตะโกนใส่พ่อด้วยความโกรธแค้นได้ แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าแม่ เขามักจะรู้สึกเหมือนตัวเองสูญเสียพลังไปจนหมด นั่นเป็นความเจ็บปวดที่ไม่มีใครเข้าใจ เขาได้แต่รับคำส่งๆ ด้วยความหงุดหงิด บางครั้งก็โมโหจนได้แต่กระแทกหูโทรศัพท์หนี

               แม่มักจะถามหมายเลขบัญชีธนาคารของเขาเพราะอยากจะโอนค่าใช้จ่ายเล็กๆ น้อยๆ ให้ แต่เขาก็ไม่ยอมบอก

               ทุกคืน เฉินเหย่ในวัยยี่สิบสามปีจะนอนอยู่บนเตียงชั้นบนในห้องซึ่งเช่าร่วมกับจ้าวถาน ข้างเตียงมีกีตาร์ซึ่งไม่นับว่าดีนักแต่กลับมีราคาเท่ากับเงินเก็บทั้งหมดของเขาแขวนอยู่ เขามักจะนอนหนุนแขนตัวเองพลางทอดตามองออกไปยังความมืดเบื้องนอก ในใจเหมือนมีโพรงขนาดใหญ่ซึ่งไม่มีวันถมเต็ม

               โชคดีที่หลังจากก่อตั้งวงเจามู่ขึ้น พวกเขาก็เริ่มมีชื่อเสียงในเซียงเฉิง เพียงแต่พวกเขามีโอกาสได้ขึ้นแสดงน้อยมาก ยิ่งงานเทศกาลดนตรีหรือทัวร์คอนเสิร์ตก็ยิ่งไม่เคยมีโอกาสได้เข้าร่วม แต่ในหัวใจที่ว่างเปล่าและเยียบเย็นของเฉินเหย่กลับเต็มไปด้วยความเชื่อมั่น ปัญหาอยู่ที่เวลาเท่านั้น อีกสองปีข้างหน้า หรือบางทีอาจจะปีหน้า พวกเขาจะต้องได้รับความชื่นชมจากทุกคน หรืออาจจะได้รับการยอมรับจากมืออาชีพด้วยก็เป็นได้ พวกเขาจะต้องประสบความสำเร็จได้แน่

               คิดถึงตรงนี้ เฉินเหย่ก็รู้สึกร้อนผ่าวอยู่ในอก เขาล้วงซองบุหรี่ออกมาแล้วหยิบบุหรี่มวนหนึ่งขึ้นมาคาบไว้ในปาก กำลังคิดจะจุดไฟ จ้าวถานซึ่งนอนอยู่บนเตียงชั้นล่างก็พูดขึ้นว่า “อย่านอนสูบบุหรี่บนเตียง ถ้าไฟไหม้ขึ้นมาพวกเราไม่มีปัญญาจ่ายนะ”

               เฉินเหย่ร้องตอบไปว่า “ฉันยังไม่ได้จุด!” จากนั้นก็กระโดดลงมานั่งบนเตียงของจ้าวถาน สูบบุหรี่พร้อมใช้นิ้วเคาะหัวเข่าเป็นจังหวะไปด้วย

               จ้าวถานมองสีหน้าของเขาแล้วก็เอ่ยถามว่า “คิดทำนองใหม่ได้อีกแล้วเหรอ?

               เฉินเหย่ส่งยิ้มสุดเท่ไปให้อีกฝ่าย แต่นิ้วมือยังคงขยับเป็นจังหวะเหมือนหยุดไม่ได้ จ้าวถานลุกขึ้นมาโอบบ่าของเขาเอาไว้ “วันนี้มีอะไรช่วยจุดประกายให้นายอย่างนั้นเหรอ?”

               จู่ๆ นิ้วของเฉินเหย่ก็หยุดชะงัก

               พอจ้าวถานเอ่ยถาม เขาค่อยตระหนักว่า มีทำนองเพลงเพลงหนึ่งดังอยู่ในหัวของเขามาตลอด ทำให้เขาไม่สามารถสงบใจได้อย่างแท้จริง ทำให้จิตใจของเขายังคงรู้สึกกระวนกระวายแม้ว่าจะอยู่ในยามดึกดื่นค่อนคืน

               ภาพหนึ่งผุดขึ้นในสมองของเขา มันเป็นภาพของหญิงสาวที่นั่งอยู่ตรงหน้ากู่ฉินด้วยสีหน้าสงบนิ่ง แววตาเต็มไปด้วยความเคลิบเคลิ้มหลงใหล

               “ฉันก็มีแรงบันดาลใจได้เองทุกวันนั่นล่ะ” เฉินเหย่ว่า

               จ้าวถานยิ้ม “ไสหัวไปเลย”

               บุหรี่หมดมวนพอดี เฉินเหย่จึงเอื้อมมือไปคว้าเสื้อโค้ตทหารมาคลุมร่าง เสื้อตัวนี้พวกเขาซื้อมันมาจากตลาดในราคาที่ถูกมาก มันดูเท่แถมยังอุ่นอีกด้วย จากนั้นก็คลานไปที่โต๊ะเล็กๆ ที่มีอยู่เพียงตัวเดียวภายในห้องแห่งนี้ เขายื่นมือไปเปิดสวิตช์ไฟแล้วหยิบกระดาษกับดินสอออกมา จากนั้นก็เริ่มเขียนทำนองเพลง

               จ้าวถานเล่นโทรศัพท์มือถืออยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าเป็นเวลาตีสองครึ่งแล้ว เขาจึงร้องขึ้นว่า “เฮ้ นอนเร็วหน่อยเถอะ คืนพรุ่งนี้มีการแสดงที่แบล็กคานะ”

               “อืม” เฉินเหย่ส่งเสียงรับคำโดยไม่ได้หันกลับมา จ้าวถานรู้ว่าห้ามไม่ได้จึงล้มตัวลงนอน ไม่นานนักเสียงกรนก็ดังขึ้น ทิ้งห้องเล็กๆ แห่งนี้กับหน้าต่างแคบๆ รวมทั้งโคมไฟเล็กๆ ดวงหนึ่งซึ่งส่องแสงสว่างอยู่จนถึงเช้าให้ตกอยู่อ้อมกอดของความหนาวเย็นของฤดูหนาว

แรดทุกวันนั่น(ตัวอย่างทดลองอ่าน)

               เมื่อจ้าวถานตื่นขึ้นมาแล้วเห็นเงาร่างสูงผอมยังคงก้มหน้าก้มตาอยู่ที่โต๊ะตัวนั้น เขาก็ตกใจมาก “เวรเอ๊ย!”

               จ้าวถานพุ่งไปคว้าหัวไหล่ของเฉินเหย่เอาไว้ “นายไม่รักร่างกายของตัวเองบ้างรึไง? นี่นายไม่นอนทั้งคืนอีกแล้วเรอะ?”

               เฉินเหย่เอนกายพิงเก้าอี้ช้าๆ ใต้ตาทั้งคู่มีรอยดำปรากฏชัด ใบหน้าขาวสะอาดดูซีดยิ่งกว่าเดิม แต่นิ้วเรียวยาวของเขากลับยังคงหมุนดินสอเล่น ริมฝีปากประดับด้วยรอยยิ้มบางๆ “ฉันจะไปนอนเดี๋ยวนี้ เขียนเสร็จแล้ว” เขาอ้าปากหาวก่อนจะคืบคลานขึ้นไปบนเตียงช้าๆ ชั่ววินาทีต่อมาเสียงหายใจยาวเป็นจังหวะก็ดังขึ้น ราวกับว่าจู่ๆ เขาก็แปลงร่างเป็นสุนัขตายอย่างไรอย่างนั้น

               จ้าวถานจนปัญญา เขาหยิบกระดาษบนโต๊ะขึ้นมาลองฮัมเพลงเบาๆ จากนั้นรอยยิ้มก็ค่อยๆ ผุดขึ้นในดวงตา

               แต่วันนี้เฉินเหย่ไม่มีเวลานอนสักเท่าไหร่ เขามีงานต้องทำ แถมยังต้องไปซ้อมที่แบล็กคาซึ่งเป็นไลฟ์เฮ้าส์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังอีกด้วย กว่าจะทำงานทั้งหมดเสร็จ ไลฟ์เฮ้าส์ก็เริ่มเปิดให้บริการแล้ว เฉินเหย่เห็นว่ายังไม่ถึงเวลาแสดงของพวกเขา ดังนั้นจึงล้มตัวลงนอนบนโซฟาโดยไม่สนใจเสียงดนตรีคึกคักรอบด้าน เพื่อนๆ รู้ว่าเขาเหนื่อยมากจึงไม่ได้เรียก ใจคิดว่าเอาไว้ให้ใกล้ถึงเวลาแสดงก่อนค่อยปลุกเขา

               มือคีย์บอร์ดจางไห่เป็นคนที่อายุมากที่สุดในกลุ่ม ปีนี้เขามีอายุยี่สิบแปดย่างยี่สิบเก้าแล้ว คลุกคลีอยู่ในวงการนี้มานาน เพียงแต่ยังไม่มีชื่อเสียงอะไร เขาเป็นชาวเมืองเซียงเฉิงโดยกำเนิด ฝีมืออยู่ในระดับปานกลางแต่มีเส้นสายกว้างขวาง ที่พวกเขามีโอกาสได้มาแสดงที่แบล็กคาก็เพราะจางไห่เป็นคนวิ่งเต้น วันนี้จางไห่มาถึงเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ เขาสวมเสื้อแจ็กเก็ตเปล่งประกายวาววับ ปากคาบซิการ์ราคาถูกเอาไว้ ใบหน้าหยาบกร้านซูบผอมเต็มไปด้วยชีวิตชีวา พอเห็นว่าเฉินเหย่นอนหลับอยู่บนโซฟาก็ขมวดคิ้วแล้วร้องด่าว่า “จะเริ่มแสดงอยู่แล้ว ทำไมเจ้าหมอนี่ยังนอนอยู่อีก?”

               จริงๆ แล้วฮุยจื่อไม่ใช่มือกลองประจำวงของพวกเขา แต่ฮุยจื่อยังเล่นให้กับวงดนตรีอีกวงด้วย สมัยนี้การที่วงดนตรีหน้าใหม่ซึ่งไม่มีอะไรเลยคิดจะหาสมาชิกที่เหมาะสมให้ครบหมดทุกตำแหน่งนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสักนิด แต่ทุกครั้งที่มีซ้อม ฮุยจื่อจะมาตรงเวลาเสมอ นับได้ว่ามีความรับผิดชอบไม่น้อย ยามนี้เขากำลังยืนพิงร่างของจางไห่พลางยิ้มเจ้าเล่ห์ “เมื่อวานเขาคงไม่ได้เล่นสนุกจนลืมตัวหรอกนะ?”

               จ้าวถานหันมาตอบ “อย่าพูดเหลวไหล เมื่อวานเขามีแรงบันดาลใจก็เลยเขียนเพลงตลอดทั้งคืน เพลงนั้นไม่เลวเลย ไว้วันหลังเราค่อยมาฝึกซ้อมกัน”

               ทุกคนถอนใจออกมาพร้อมกัน “เจ้าหมอนี่...” แต่จริงๆ พวกเขาก็ชินเสียแล้ว

               วันนี้จางเทียนเหยาใช้เวลาเปลี่ยนเสื้อผ้าอยู่ในห้องน้ำนานมาก พอเขาออกมา ทุกคนก็สังเกตเห็นว่าวันนี้เขาแตกต่างจากทุกวัน ผมถูกสระไดร์มาเรียบร้อย ปลายคางเรียบลื่นไร้หนวดเครา ใบหน้าถูกล้างสะอาดจนดูขาวกว่าปกติ แถมยังดูเหมือนว่าเขาจะทาแป้งอีกด้วย เสื้อผ้าที่สวมก็เป็นเสื้อเชิ้ตแบรนด์เนมสีขาวที่ปกติไม่ค่อยยอมใส่กับกางเกงสแล็กส์สีดำกระชับสะโพก

               “โอ้โฮ! เหยาจื่อ วันนี้นายแรดอะไรขึ้นมา?” จางไห่ร้องถาม

               “มันก็แรดทุกวันนั่นล่ะ” ฮุยจื่อแดกดัน

               จางเทียนเหยาลูบผมตัวเองด้วยความภาคภูมิใจ จากนั้นจึงนั่งลงข้างๆ คนอื่นๆ “อย่ามัวพูดเหลวไหลอยู่เลย ฉันให้ความสำคัญกับการแสดงในวันนี้ต่างหาก!”

               “หล่อมาก” จ้าวถานยิ้ม

               จางเทียนเหยาชี้ไปยังเฉินเหย่ที่กำลังหลับสนิท “หล่อกว่ามันรึเปล่า?”

               จ้าวถานพยักหน้า “มันนับเป็นตัวอะไร”

               ทุกคนหัวเราะออกมาพร้อมกัน

               จู่ๆ ฮุยจื่อก็ใช้แขนสะกิดจางเทียนเหยา “เฮ้!” พลางมองไปที่ประตู

               จางเทียนเหยา จ้าวถาน และจางไห่มองตามไป ทันใดนั้นพวกเขาก็เงียบกันไปหมด

               เฉินเหย่กำลังหลับ เดี๋ยวก็ฝันเห็นตัวเองกลับไปยังตงเป่ย เท้าเหยียบหิมะหนา ตามองไปยังกิ่งไม้แห้งที่บิดเบี้ยว ในใจทั้งรู้สึกคุ้นเคยทั้งห่างเหิน ทั้งหวานชื่นทั้งเจ็บปวด เดี๋ยวก็รู้สึกเหมือนจะได้ยินเพื่อนๆ ในวงกำลังพูดจ้อกแจ้กอยู่ตรงข้างหู โดยเฉพาะจางเทียนเหยายิ่งเสียงดังจนน่าตกใจ เฉินเหย่ได้ยินเขาโอ้อวดความหล่อเหลาของตัวเองแล้วก็แอบยิ้มเย็นอยู่ในใจ มันหล่อ? ผมเส้นเดียวของฉันยังหล่อกว่ามันเลย

               ยังมีเสียงดนตรีอึกทึกครึกโครมที่ด้านนอก เสียงพูดคุยของผู้คนมากมาย เสียงร้องเพลงของวงที่เล่นเปิดการแสดง เสียงทั้งหมดนี้ก่อให้เกิดเป็นความฝันหลากสีสัน

               ดังนั้นการที่จู่ๆ เสียงหัวเราะของทุกคนเงียบหายไปเสียเฉยๆ จึงทำให้เฉินเหย่รู้สึกเหมือนปรับตัวไม่ค่อยได้ เขาบอกไม่ถูกเหมือนกันว่าความรู้สึกนั้นเป็นอย่างไร มันเหมือนกับจู่ๆ ก็มีอะไรบางอย่างปลุกให้เขาตื่น เฉินเหย่เงยหน้าขึ้นจากท่อนแขนของตัวเอง เห็นพี่น้องทั้งหลายกำลังมองไปทางด้านหนึ่งเป็นตาเดียว เขาจึงหันไปมองบ้าง

               ผู้หญิงคนหนึ่งกำลังเดินมาหยุดอยู่ตรงข้างโต๊ะเก้าอี้ที่วางกระจายอยู่รอบๆ ใกล้กับที่นั่งตามบัตรของพวกเขา ท่ามกลางผู้คนที่กำลังส่งเสียงสรวลเสเฮฮา เธอเดินเงียบมาก แต่ผู้คนมากมายกลับหันไปมองเธอ

               เฉินเหย่จ้องเธอนิ่งด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก

               สถานที่อย่างไลฟ์เฮ้าส์มีสาวสวยมากมาย มีผู้หญิงแบบไหนที่เหล่าเสือหิวซึ่งคลุกคลีอยู่ในไลฟ์เฮ้าส์ไม่เคยเห็นบ้าง แต่ผู้หญิงคนนี้กลับพิเศษกว่าคนอื่นๆ

               วันนี้เธอปล่อยผมลงมา ที่แท้เธอก็มีผมยาวหยักศกสีดำสนิท ผมอ่อนนุ่มแต่ละปอยแนบอยู่กับข้างแก้มอย่างสมบูรณ์แบบ เมื่อถูกขับเน้นด้วยแสงไฟในความมืดเช่นนี้ ผิวซึ่งเดิมเป็นสีขาวอมชมพูอยู่แล้วยิ่งดูเปล่งปลั่งกว่าเดิม ดวงตาลึกยาวทั้งคู่สงบนิ่งราวสาวพรหมจรรย์ ริมฝีปากอ่อนนุ่มซึ่งถูกทาด้วยลิปสติกสีแดงเปล่งประกายจางๆ

               เธอสวมเสื้อคลุมโทนสีอุ่นตัวหลวมกว้าง ด้านในคือเสื้อไหมพรมสีดำพอดีตัวกับกระโปรงที่พันทบกันเป็นชั้นๆ แต่ก็ไม่อาจปกปิดรูปร่างเพรียวแต่อวบอิ่มของเธอได้เลย รองเท้าส้นสูงสองนิ้วที่สวมอยู่ยิ่งขับเน้นให้ร่างของเธอดูสูงเพรียว

               แต่ที่สำคัญที่สุดคือสง่าราศีของเธอ การแต่งหน้าโทนสดใสแฝงด้วยความหรูหรางามสง่ากับเครื่องหน้างดงามทำให้เธอสามารถดึงดูดความสนใจของผู้คนได้ไม่น้อย แต่ดูเหมือนว่าเธอจะเคยชินเสียแล้ว ดังนั้นเธอจึงไม่ได้สนใจนัก หญิงสาวยังคงเดินนวยนาดตรงเข้ามาเรื่อยๆ พร้อมด้วยกระเป๋าถือสีทองปักลายสีเข้มในมือ

               ไม่เพียงแต่ผู้ชายที่มองเธอ ผู้หญิงก็กำลังมองเธอเช่นเดียวกัน ท่ามกลางแสงสลัวนั้น เธอดูเหมือนดอกสาลี่แรกแย้มซึ่งสามารถดึงดูดสายตาของผู้คนได้โดยไม่รู้ตัว

               ที่นั่งบริเวณนั้นถูกจับจองไปหมดแล้ว เธอกวาดตามองไปรอบๆ ทันใดนั้นผู้ชายคนหนึ่งซึ่งครอบครองโต๊ะตัวหนึ่งอยู่เพียงลำพังก็ยิ้มออกมาแล้วพูดอะไรบางอย่างกับเธอ สีหน้าของเธอยังคงสงบนิ่ง จากนั้นเธอก็ยิ้มน้อยๆ แล้วพูดเบาๆ เหมือนจะกล่าวขอบคุณ ผู้ชายคนนั้นจึงหยิบแก้วเหล้าเดินไปนั่งที่โต๊ะข้างๆ กับคนอื่นแทน สีหน้าดูภาคภูมิใจราวกับเพิ่งได้กระทำเรื่องที่น่าชื่นชมบางอย่างลงไป

               สวี่สวินเซิงจัดกระโปรงให้เรียบร้อยแล้วนั่งลงตรงข้างโต๊ะเล็กๆ ตัวนั้น เธอยกมือขึ้นเท้าคาง ตามองไปยังเวที รอคอยอยู่อย่างเงียบๆ

               การเคลื่อนไหวเบาๆ ในอากาศที่เกิดขึ้นเพราะเธอสงบนิ่งลง ชั่ววินาทีต่อมาทุกอย่างก็เข้าสู่ภาวะปกติ คนที่กำลังพูดคุยกันก็หันกลับไปพูดคุยกันต่อ ส่วนคนที่กำลังแอบมองใครบางคนก็หันกลับไปแอบมองเช่นกัน

               ทุกคนที่โต๊ะของเฉินเหย่เหมือนจะถอนใจออกมาพร้อมกัน จางไห่ไม่เคยเห็นสวี่สวินเซิงมาก่อน ดังนั้นจึงเอ่ยเสียงเบาด้วยความตื่นเต้นว่า “ว้าว นางฟ้ามาจากไหนนี่? แถมยังมาคนเดียวเสียด้วย?”

               “พี่ไห่ ห้ามคิดอะไรกับเธอเด็ดขาด” จางเทียนเหยาพูดโพล่งขึ้นมา

               เฉินเหย่เงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างรวดเร็ว ดวงตาของจางเทียนเหยาจ้องตรงไปที่สวี่สวินเซิง ปากกล่าวกับเฉินเหย่ว่า “เสี่ยวเหย่ ฉันเปลี่ยนใจแล้ว”

               เฉินเหย่ไม่พูดอะไร

               จางเทียนเหยาพูดช้าๆ ทีละคำ “พวกนายว่าฉันจะจีบนางฟ้าคนนี้ติดไหม?”

               ทุกคนเงียบไป แต่จากนั้นก็พูดออกมาพร้อมกัน “ไม่ติด!”

               “พวกนายยังเป็นพี่น้องของฉันอยู่รึเปล่า ฉันจะไปเดี๋ยวนี้!” จางเทียนเหยาพูด และขณะที่กำลังคิดจะโบกมือเรียกสวี่สวินเซิง ผู้จัดการไลฟ์เฮ้าส์ก็เดินมาบอกให้พวกเขาเตรียมตัวขึ้นแสดงเสียก่อน จางเทียนเหยารีบตั้งสมาธิ จากนั้นทุกคนก็เดินตามผู้จัดการไปที่เวทีด้วยความเคร่งเครียดแกมคาดหวัง

               ตอนนี้วงเจามู่นับว่ามีแฟนคลับอยู่บ้าง พอเห็นพวกเขาเดินไปที่หลังเวทีก็มีคนตะโกนขึ้นว่า “วงเจามู่!”

               “เสี่ยวเหย่!”

               “เทียนเหยา!”

               พวกเขายิ้มพลางหันกลับไปโบกมือให้แฟนๆ ปกติเฉินเหย่ไม่เคยสนใจเรื่องแบบนี้มาก่อน แต่วันนี้เขากลับหันไปมองแวบหนึ่ง

               หญิงสาวหลายคนที่มองเห็นหน้าไม่ชัดพากันกรีดร้องเสียงแหลม สีหน้าของเฉินเหย่ยังคงเรียบเฉย แต่ชั่ววินาทีต่อมา ทั้งที่อยู่ท่ามกลางผู้คนมากมายและแสงไฟมืดสลัวแต่เขากลับมองเห็นสวี่สวินเซิง เธอเองก็กำลังมองเขา แต่เพียงชั่วพริบตาทั้งสองก็เบือนหน้าไปคนละทางโดยไม่เปลี่ยนสีหน้าสักนิด

               เมื่อไปถึงหลังเวที เฉินเหย่ก็รีบไปยังห้องน้ำแล้วลงมือล้างหน้าลวกๆ จากนั้นก็เอาโลชันของจ้าวถานมาทาใบหน้า ใช้น้ำพรมผมให้เปียกแล้วหวีสองสามครั้ง เท่านี้ก็เสร็จเรียบร้อย

               ไม่นานนักก็ถึงคิวของพวกเขา

               สมาชิกในวงยืนนิ่งอยู่ที่ข้างเวที ไม่มีใครพูดอะไรแม้แต่คำเดียว ยามนี้เวทีว่างรอพวกเขาอยู่แล้ว บนเวทีมีควันปกคลุมจางๆ กับแสงไฟส่องสว่าง ทันทีที่มีคนประกาศชื่อของพวกเขา เสียงกรีดร้องก็ดังขึ้นที่ด้านล่าง มีคนกระโดดโลดเต้นด้วยความตื่นเต้น มีคนยิ้มกว้างด้วยความคาดหวัง

ยอดเยี่ยมที่สุด!(ตัวอย่างทดลองอ่าน)

               ตอนนี้พวกเขารู้สึกว่าลำคอแห้งผาก หัวใจเต้นแรงตามจังหวะเพลงที่บรรเลงก่อนเริ่มการแสดง พนักงานของไลฟ์เฮ้าส์ร้องบอกให้พวกเขารีบขึ้นไป ทันใดนั้นจ้าวถานก็ยื่นมือออกมาแล้วพูดเสียงต่ำว่า

               “วงเจามู่ เรายอดเยี่ยมที่สุด!”

               จางเทียนเหยา ฮุยจื่อ เฉินเหย่ และจางไห่ยิ้มพลางกล่าวคำพูดประโยคนี้ซ้ำด้วยน้ำเสียงหนักแน่นก่อนจะยื่นมือออกมาวางซ้อนกัน “วงเจามู่ เรายอดเยี่ยมที่สุด!”

               ทุกคนขยับมือแรงๆ พร้อมกันสองสามครั้งก่อนจะแยกย้ายกันไป จางเทียนเหยาสะพายกีตาร์กระโดดขึ้นไปบนเวทีเป็นคนแรก จากนั้นก็เป็นจ้าวถาน ตามมาด้วยนักร้องนำเฉินเหย่

               เฉินเหย่เงยหน้าขึ้นมองแสงไฟสลัวบนเวที เสียงกรีดร้องด้วยความตื่นเต้นของผู้ชมเหมือนมีดที่ทิ่มแทงภาพที่เหมือนกับความฝันนี้ให้แตกสลายไป เสียงมากมายดังแทรกเข้ามาในรูหู ทุกตัวโน้ตเหมือนจะแทรกเข้าไปในเส้นเลือดและเซลล์ทุกเซลล์ในร่างของเขา เขากระโดดขึ้นไปบนเวที ความวุ่นวายบังเกิดขึ้นที่เบื้องล่างอีกครั้ง แต่เขากลับรู้สึกเหมือนจะได้ยินเสียงหัวเราะดังขึ้นภายในหัวใจตัวเอง

               หลังจากทุกคนจัดเตรียมเครื่องดนตรีและเสียบปลั๊กเสร็จเรียบร้อย เฉินเหย่ก็เงยหน้าขึ้น ไมโครโฟนตั้งโดดเด่นอยู่ตรงหน้า ระหว่างเขากับบรรดาแฟนคลับ เขารู้สึกเหมือนจะมองเห็นความดีใจผุดขึ้นบนใบหน้าของหญิงสาวที่นั่งอยู่บริเวณแถวหน้า ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วเขามองเห็นอะไรไม่ชัดสักอย่าง เฉินเหย่กุมไมโครโฟนเอาไว้ เสียงในไลฟ์เฮ้าส์ค่อยๆ เงียบลง เขาสัมผัสได้ว่าโลกทั้งใบกำลังเงียบสงบ เหมือนตัวเองอยู่ห่างจากภาพที่เห็นไปมาก แต่ชั่ววินาทีต่อมากลับค้นพบว่าแท้ที่จริงแล้วตนเองกำลังยืนอยู่ตรงกลางภาพต่างหาก

               เสียงเบสดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงกีตาร์ ท่วงทำนองสูงแหลมแหวกผ่านอากาศทำให้เขาได้สติอีกครั้ง เขาเงยหน้าขึ้นมองภาพสลัวรางซึ่งเต็มไปด้วยความบ้าคลั่งตรงหน้า จากนั้นจึงยื่นหน้าเข้าไปใกล้ไมโครโฟน ฝ่ามือร้อนผ่าวแต่ร่างทั้งร่างกลับเยียบเย็นอย่างไม่มีอะไรเปรียบ ในสมองเหลือเพียงความคิดเดียวเท่านั้น

               ความคิดที่แจ่มชัด รุนแรง วนเวียนอยู่อย่างนั้น และไม่มีวันยอมแพ้...

               นี่คือเวทีของฉัน

               ดนตรีของฉัน

               ฉันยอดเยี่ยมที่สุด

               ไม่ว่าบนฟ้าหรือใต้ดิน ไม่ว่าอดีตหรืออนาคต ณ สถานที่แห่งนี้ในช่วงเวลานี้

               ไม่ว่าเป็นหรือตาย ฉันก็ยอดเยี่ยมที่สุด

 

               ตอนแรกเฉินเหย่ไม่ได้ดูต่างจากยามปกติสักเท่าไหร่

               เขายังคงสวมเสื้อผ้าแบบเดิม หวีผมแสกสุดเท่เหมือนเดิม พออยู่ใต้แสงไฟเช่นนี้ ใบหน้าหล่อเหลาของเขาก็ยิ่งดูซีดขาวกว่าปกติ ไม่มีชีวิตชีวาเหมือนเคย

               สวี่สวินเซิงสั่งน้ำมะนาวโซดาแก้วหนึ่งพลางเฝ้ามองเขาอยู่เงียบๆ

               เห็นได้ชัดว่าหนุ่มหล่อคนนี้มีแฟนคลับอยู่บ้าง พอเขากระโดดขึ้นไปบนเวที หญิงสาวทั้งหลายก็พากันกรีดร้องว่า “เสี่ยวเหย่! เสี่ยวเหย่! เสี่ยวเหย่!”

               “เสี่ยวเหย่! เจ๋งโว้ย!” ผู้ชายบางคนตะโกนขึ้นบ้าง

               เฉินเหย่ก้มลงปรับเครื่องดนตรีด้วยสีหน้าเรียบเฉยไร้ความรู้สึก จากนั้นจึงหันไปสบตากับพี่น้องแล้วสื่อสารกันด้วยสัญญาณมือ ทันใดนั้นเสียงดนตรีก็ดังกระหึ่มขึ้น ชายหนุ่มวัยยี่สิบต้นๆ ต่างมีสีหน้าเคร่งขรึมซ้ำยังดูเศร้าโศกเหมือนคนที่ผ่านประสบการณ์ชีวิตมามาก ไม่เข้ากับวัยของพวกเขาสักนิด สวี่สวินเซิงเห็นแล้วก็อดขำไม่ได้ แต่พอเขาอ้าปาก เธอก็หัวเราะไม่ออกอีกต่อไป

               ท่วงทำนองช้า ๆ เปี่ยมพลังเริ่มบรรยายถึงความในใจของผู้ชายคนหนึ่ง เขาเป็นผู้ชายที่ฉลาดมาก หรืออาจจะพูดว่าพวกเขาเป็นวงดนตรีที่ฉลาดมาก เพราะมันสามารถขับเน้นเนื้อเสียงของเขาได้อย่างยอดเยี่ยม

               เสียงของเขาเหมือนนกอินทรีที่ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า เหมือนกระแสน้ำไหลเชี่ยว ยิ่งผ่านเครื่องขยายเสียงเช่นนี้ มันก็ยิ่งดังกังวาน ยิ่งเปี่ยมไปด้วยสีสัน ได้ยินเพียงคำเดียวก็รู้สึกเหมือนทุกตารางนิ้วบนผิวกายผ่อนคลายลง ราวกับกำลังจมลงสู่ท้องทะเลลึก จากนั้นก็คิดอยากจะฟังให้มากขึ้น อยากจะซึมซับให้มากขึ้น

               เปรียบกับตอนที่เขาร้องเมื่อวันก่อน เสียงของเขาในวันนี้ทุ้มต่ำลงหลายส่วน ชั่ววินาทีที่เสียงของเขาดึงดูดความสนใจของทุกคน เขากลับได้แต่กำไมโครโฟนแน่น เดี๋ยวก็หลับตาเดี๋ยวก็ลืมตา แผงอกของเขาสั่นสะเทือนเบาๆ ปลายผมขยับเล็กน้อย ถึงตอนนี้เธอถึงได้ตระหนักว่า ใบหน้านั้นแจ่มชัดสักแค่ไหน

               สิ้นเสียงร้องเพลงที่ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทุกอย่างก็ราวกับเหมือนถูกเร่งให้ร้อนแรงขึ้น เสียงกีตาร์ เสียงเบส และเสียงกลอง รวมทั้งเสียงคีย์บอร์ดก็เหมือนจะระเบิดขึ้นมาจากส่วนลึกของนรกพร้อมๆ กัน ถึงตอนนี้ทุกคนถึงได้สะดุ้งตื่น แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา ท่าทางเซื่องซึมเย็นชาคว้าไมโครโฟนเอาไว้แล้วกระโดดขึ้นมา ท่วงทำนองแหลมสูงดังก้องไปทั่วไลฟ์เฮ้าส์ ตามมาด้วยเนื้อเพลงประโยคแล้วประโยคเล่า... เขากอดกีตาร์เอาไว้ ท่วงทำนองเร่งร้อนซับซ้อนดังขึ้นกลบเสียงทุกเสียงในชั่วพริบตา ทันใดนั้นเฉินเหย่ก็คุกเข่าลงบนพื้น ชั่ววินาทีนั้น สวี่สวินเซิงแน่ใจว่า ในดวงตาสิ้นหวังของเขามีเพียงโลกของตัวเอง เขาไม่เห็นใครอื่นอีก ในที่สุดเขาก็เปล่งเสียงร้องเพลงท่อนที่โศกเศร้าที่สุด แข็งกร้าวที่สุด มีแรงกระแทกรุนแรงที่สุดออกมา ที่เบื้องหลังของเขา จางเทียนเหยา จ้าวถาน... สีหน้าของทุกคนล้วนเปลี่ยนเป็นบ้าคลั่ง นิ้วทุกนิ้วเหมือนพยายามดิ้นรนให้เป็นอิสระ

               ผู้คนส่งเสียงกรีดร้องด้วยความตื่นเต้นสุดขีด บรรดาหญิงสาวแถวหน้าโยกกายไปมา มือคว้าขอบเวทีเอาไว้แน่น หากไม่ใช่เพราะมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยยืนเฝ้าอยู่ พวกเธอคงจะพยายามปีนขึ้นเวทีไปแล้ว แล้วสีหน้าของเฉินเหย่ในตอนนี้เป็นอย่างไร?

               เขาหอบหายใจเบาๆ พลางหันไปมองที่ด้านล่างของเวที ดวงตาคู่นั้นเหมือนกำลังทอดมองไปไกล แววตาเต็มไปด้วยประกายแข็งกร้าว ไม่ยอมแพ้ ก่อนที่สวี่สวินเซิงจะรู้ตัว จู่ๆ ขอบตาของเธอก็ร้อนผ่าว ฝ่ามือเปียกชุ่ม หัวใจเต้นแรงราวกับไม่ใช่ของตัวเอง เธอก็เหมือนกับคนอื่นๆ ที่ถูกเขาชักจูงไป เธอไม่อาจห้ามตัวเองไม่ให้มองดวงตาของเขาได้ แต่เขากลับมองไม่เห็น เธอยังรู้ด้วยว่า เขาในตอนนี้ไม่เห็นอะไรอยู่ในสายตาทั้งนั้น

               การแสดงของวงเจามู่ที่ไลฟ์เฮ้าส์ชื่อดังของเมืองเซียงเฉิงประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก หลังจากเล่นเพลงสี่เพลงที่กำหนดไว้หมดแล้ว พวกเขายังเล่นต่ออีกสองเพลงตามเสียงเรียกร้องของบรรดาแฟนคลับ นับแต่นั้นมาวงเจามู่ก็เปลี่ยนจากวงดนตรีไร้ชื่อในเมืองเซียงเฉิงมาเป็นม้ามืดที่มากด้วยความสามารถ ภายในช่วงระยะเวลาเพียงครึ่งเดือนหลังจากนั้น เว่ยป๋อส่วนตัวของเฉินเหย่ก็มีผู้ติดตามเพิ่มขึ้นจากจำนวนไม่กี่ร้อยไปเป็นหลักหมื่น

               แต่นี่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในภายหลัง

               วันนี้สวี่สวินเซิงฟังเพลงของพวกเขาจนจบครบหกเพลง ในใจเธอเต็มไปด้วยความซาบซึ้งใจและความชื่นชม ดนตรีที่ดีต้องสามารถสั่นสะเทือนจิตวิญญาณของผู้ฟัง พวกเขาทำได้แล้ว และเพราะพวกเขา วันนี้เธอถึงได้รู้สึกประทับใจเช่นนี้

               เธอตัดสินใจว่านับแต่นี้เป็นต้นไป ถ้าพวกเขามาที่ห้องซ้อมดนตรี เธอจะเสิร์ฟชายามบ่ายให้ฟรีๆ ด้วย

               วงเจามู่ก้าวลงจากเวทีไปอย่างสง่างามท่ามกลางเสียงโห่ร้องของผู้ชม ถึงตอนนี้ทุกคนค่อยผ่อนคลายลง พวกเขาหยุดพักครู่หนึ่งเพื่อรอชมการแสดงของวงถัดไป สวี่สวินเซิงกำลังเล่นโทรศัพท์มือถืออยู่ จู่ๆ โทรศัพท์ของเธอก็ดังขึ้น

               “สวี่สวินเซิง คุณเห็นการแสดงของเราหรือเปล่า?” เป็นจางเทียนเหยา

               รอบด้านเต็มไปด้วยเสียงดังเซ็งแซ่ สวี่สวินเซิงจึงจำต้องก้มหน้าลง เธอใช้มือข้างหนึ่งป้องหูฟังเอาไว้พลางพูดเสียงดัง “เห็นแล้วล่ะ มันยอดมากเลย”

               “ตอนนี้เราจะไปกินอาหารมื้อดึกฉลองกัน คุณสนใจจะไปด้วยไหม?” จางเทียนเหยาเอ่ยต่อ

               “ไม่ล่ะ พวกคุณไปฉลองกันให้สนุกเถอะ” สวี่สวินเซิงปฏิเสธ

               แต่จางเทียนเหยากลับทำเหมือนไม่ได้ยิน “เราไปเจอกันที่ประตูหลังนะ ทุกคนรอคุณอยู่ เร็วๆ หน่อยล่ะ!” พูดจบก็ตัดสายไปทันที

               สวี่สวินเซิงหยิบกระเป๋าสะพายแล้วเดินไปถามเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย จากนั้นจึงเดินอ้อมไปที่ประตูหลังของไลฟ์เฮ้าส์ช้าๆ บริเวณนั้นเป็นซอยแคบค่อนข้างลับตาซึ่งเชื่อมต่อกับเขตชุมชน พวกเขายืนสูบบุหรี่รออยู่ที่นั่น ทำให้กลิ่นบริเวณไม่ค่อยดีนัก นอกจากนี้ยังมีหญิงสาวสองคนกับผู้ชายแปลกหน้าอีกสองคน ท่าทางน่าจะเป็นนักดนตรีเช่นกัน

               สวี่สวินเซิงมองปราดเดียวก็เห็นเฉินเหย่ ไม่ใช่เพราะเขาสูงที่สุด หน้าตาดีที่สุด แต่เป็นเพราะวันนี้เขาบังเอิญยืนอยู่ใต้แสงไฟและไม่ได้สวมหมวก ใบหน้านั้นดูกึ่งมืดกึ่งสว่าง ควันจากง่ามนิ้วลอยวนอยู่รอบกาย

               “วันนี้เสี่ยวเหย่ร้องได้ดีมาก” ชายแปลกหน้าคนหนึ่งตบบ่าของเขา เฉินเหย่ยิ้ม รอยยิ้มนั้นแตกต่างจากรอยยิ้มที่แฝงด้วยความเกียจคร้านหรือไม่ก็แววเสียดสีที่เคยเห็นก่อนหน้านี้โดยสิ้นเชิง รอยยิ้มของเขาในยามนี้ทั้งกว้างทั้งเปิดเผยเหมือนกับชายผู้ประสบความสำเร็จ

               เมื่อสวี่สวินเซิงเดินมา เขาก็หันมามอง รอยยิ้มนั้นไม่ได้เลือนหายไปสักนิด แต่สวี่สวินเซิงกลับสังเกตเห็นว่าดวงตาล้ำลึกของเขาเปล่งประกายวูบหนึ่ง เธอคิดว่าบางทีนั่นอาจเป็นสัญชาตญาณป้องกันตัวที่เขามีต่อคนไม่คุ้นเคยก็เป็นได้

ฉันไม่มีมือรึไง?(ตัวอย่างทดลองอ่าน)

               “สวี่สวินเซิง คุณมาแล้ว” จางเทียนเหยาเดินมาหา ท่าทางของเขาดีใจเอามากๆ “ไปกันเถอะ ไปสนุกด้วยกัน”

               สิ้นเสียงของเขาทุกคนก็ขยับ หญิงสาวอีกสองคนสำรวจมองสวี่สวินเซิงเงียบๆ โดยไม่ได้พูดอะไร

               “ฉันไม่...” สวี่สวินเซิงยังพูดไม่ทันจบ ใครบางคนก็ผลักหลังเธอเบาๆ ทำให้ร่างของเธอเซเข้าไปอยู่ในกลุ่มของพวกเขา เธอหันกลับไปมองก็พบว่าเฉินเหย่ ฮุยจื่อ และจ้าวถานกำลังพูดคุยกับผู้ชายคนหนึ่งอยู่ พวกเขาทำราวกับว่าไม่มีใครผลักเธอ และไม่มีใครสังเกตเห็นสักคน

               สวี่สวินเซิงเป็นคนไม่ค่อยคิดอะไรมากอยู่แล้ว ถึงตอนนี้ถ้ายังปฏิเสธอีกก็จะดูเล่นตัวจนเกินไป เธอจึงเดินตามพวกเขาไปอย่างเงียบๆ

               ไม่ไกลนักมีร้านอาหารโต้รุ่งเปิดอยู่ร้านหนึ่ง นักดนตรีใต้ดินมักจะมีการแต่งกายและบุคลิกที่แตกต่างจากคนทั่วไป พอพวกเขาก้าวเข้าไปก็ดึงดูดสายตาของผู้คนได้ไม่น้อย ทุกคนนั่งลงที่โต๊ะตัวหนึ่ง จ้าวถานกับจางเทียนเหยาไปสั่งอาหาร สวี่สวินเซิงเลือกนั่งลงบนเก้าอี้ตรงมุมร้าน ด้านหนึ่งเป็นหญิงสาวคนหนึ่ง ส่วนอีกด้านเป็นฮุยจื่อ แต่จู่ๆ ฮุยจื่อกลับยิ้มกว้างแล้วเปลี่ยนไปนั่งที่อื่น ปล่อยที่นั่งข้างกายเธอให้ว่างเอาไว้

               “เสี่ยวเหย่ ต่อจากนี้มีแผนการอะไร?” ผู้ชายคนหนึ่งพูด “การแสดงวันนี้ประสบความสำเร็จแบบนี้ รับรองต้องดังแน่ ต่อไปพวกนายคงมีโอกาสขึ้นแสดงอีกไม่น้อย!”

               เฉินเหย่ยิ้ม “คืนนี้จะนับเป็นอะไร วงดนตรีของเราต้องก้าวไปได้ไกลและสูงกว่านี้แน่”

               ทุกคนหัวเราะออกมาพร้อมกัน แต่เฉินเหย่ไม่สนใจ เขาฉีกพลาสติกที่ใช้ห่อตะเกียบออก หญิงสาวหน้าตาสะสวย สวมกระโปรงสั้นกับหูกระต่ายที่นั่งอยู่ข้างๆ เห็นเข้าก็รีบยื่นมือมา “เสี่ยวเหย่ ฉันทำให้”

               “ฉันไม่มีมือรึไง?” เฉินเหย่เอ่ยเรียบๆ

               สวี่สวินเซิงสังเกตเห็นว่า ถึงแม้หญิงสาวคนนั้นจะนั่งอยู่ข้างๆ เขา แต่เขากลับเบี่ยงตัวเล็กน้อยเหมือนจะหันหลังให้เธอ ท่าทางเหมือนไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับเธอสักนิด

               หญิงสาวที่นั่งอยู่ข้างๆ สวี่สวินเซิงน่าจะเป็นแฟนของมือคีย์บอร์ดจางไห่ จางไห่กำลังโอบบ่าของเธอเอาไว้พลางคาบบุหรี่มวนหนึ่งไว้ในปาก “ถูกต้อง เราต้องฉวยโอกาสที่กำลังมีชื่อเสียงรับงานแสดงให้มากๆ หาเงินให้มากขึ้น เราเองก็ต้องกินข้าวเหมือนกันนี่นา”

               เฉินเหย่หยิบบุหรี่ขึ้นมาคาบเอาไว้บ้าง ในดวงตาของเขาเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ไม่รู้เหมือนกันว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย

               “เธอเคยกินข้าวในร้านอาหารแบบนี้ไหม?” จู่ๆ เขาก็พูดโพล่งขึ้นมา

               ทุกคนเงียบไปทันที สวี่สวินเซิงเงยหน้าขึ้น เพิ่งรู้ตัวว่าเขากำลังถามเธอ “เคยสิ”

               เฉินเหย่ยิ้ม สวี่สวินเซิงไม่รู้ว่าเจ้าหมอนี่ยิ้มเรื่องอะไร แต่หญิงสาวที่อยู่ข้างกายเขากลับหันมามองสวี่สวินเซิง ทันใดนั้นสีหน้าของเธอก็เปลี่ยนเป็นโศกเศร้า แต่แววตาของสวี่สวินเซิงกลับยังคงสงบนิ่งเหมือนเดิม

               “เราเช่าห้องซ้อมดนตรีของเธอ” เฉินเหย่อธิบายให้เพื่อนคนอื่นๆ ฟัง “กลอง Dixon Artisan ครบชุด, Fender 1956, 1960…”

               คนอื่นๆ ต่างถอนใจคำหนึ่ง ฮุยจื่อหัวเราะเยาะความยากจนของพวกเขา

               “ค่าเช่าต้องมากขนาดไหนเนี่ย?” มีคนเอ่ยถาม

               “ชั่วโมงละ 50 หยวน” เฉินเหย่ตอบเสียงเรียบ

               “ทำไมถึงถูกขนาดนี้?” ใครบางคนหัวเราะ “คนสวย ถ้ารู้ว่ามีเรื่องดีแบบนี้ ผมคงไปเช่าบ้างแล้ว!”

               เฉินเหย่เคาะนิ้วเรียวยาวกับโต๊ะพลางยิ้มตรงมุมปาก “นั่นเป็นเพราะฉันร้องเพลงเพราะต่างหากเล่า ถึงได้ราคาพิเศษแบบนี้ ถ้าเป็นเสียงเป็ดของนาย เธอคงจะคิดราคาเพิ่มเสียด้วยซ้ำ”

               สวี่สวินเซิงนั่งจิบชาเงียบๆ

               ระหว่างที่ทุกคนพูดคุยกัน จ้าวถานกับจางเทียนเหยาก็กลับมา ในมือยังถือเบียร์ลังหนึ่งที่ซื้อมาจากร้านสะดวกซื้อแถวนั้น จางเทียนเหยานั่งลงข้างๆ สวี่สวินเซิงพลางยัดน้ำผลไม้กระป๋องหนึ่งใส่มือเธอ “ซื้อมาให้คุณโดยเฉพาะ”

               สวี่สวินเซิงมองน้ำผลไม้ มันไม่ใช่น้ำผลไม้คั้นสด แต่มีสารแต่งสีปรุงรสเป็นกอง เธอจึงเอื้อมมือไปหยิบกระป๋องเบียร์มาแทน “ฉันว่าฉันดื่มนี่ดีกว่า”

               หนุ่มๆ ทั้งหลายส่งเสียงเฮฮาขึ้นพร้อมกัน แววยินดีแกมประหลาดใจปรากฏขึ้นในดวงตาของจางเทียนเหยา เขาพูดช้าๆ “ผมดูถูกคุณเกินไปจริงๆ”

               อาหารถูกยกมาทีละอย่าง สวี่สวินเซิงเองก็เริ่มหิวแล้ว เธอไม่ชินกับการกินอาหารมื้อดึก แต่โชคดีที่พวกเขาสั่งผักมาด้วย เธอจึงเลือกคีบผักมากิน ไม่นานนักก็วางตะเกียบลง จางเทียนเหยาเห็นเข้าก็เอ่ยขึ้นว่า “คุณกินแค่นี้เองเหรอ?” เสียงของเขาดังมาก

               สวี่สวินเซิงตอบกลบเกลื่อนไปว่า “ยังกินอยู่”

               จางเทียนเหยาเอื้อมมือไปคว้าเนื้อย่างเสียบไม้กำหนึ่งมาวางลงในจานของเธอ หัวคิ้วของสวี่สวินเซิงกระตุกแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร เธอหยิบเนื้อย่างไม้หนึ่งขึ้นมากินจนหมด จากนั้นก็วางลงเป็นเชิงบอกว่าเธอทำเท่าที่จะทำได้แล้ว

               ทันใดนั้น เธอก็รู้สึกว่ามีใครบางคนกำลังหัวเราะ แต่พอเงยหน้าขึ้นกลับพบว่าเฉินเหย่ซึ่งนั่งเยื้องไปในฝั่งตรงข้ามกำลังหันไปมองทางอื่น เขาถือปีกไก่ไว้ในมือไม้หนึ่งพลางพึมพำว่า “เก็บเนื้อย่างไว้ให้ฉันด้วยนะ ยังกินไม่อิ่ม...”

               ยังพูดไม่ทันจบ เนื้อย่างกำหนึ่งก็ถูกยื่นมาตรงหน้า เฉินเหย่เงยหน้าขึ้นมองเธอ จางเทียนเหยาและหญิงสาวที่นั่งข้างๆ ก็หันมามองเธอเป็นตาเดียว

               “คนเก่งย่อมต้องทำงานหนักกว่าคนอื่น” สวี่สวินเซิงพูดอย่างเปิดเผย “พวกนี้ฉันยังไม่ได้แตะ”

               “เอาให้มันกินทำไม!” เสียงของจางเทียนเหยาดังขึ้น

               ท่ามกลางเสียงหัวเราะของทุกคน สวี่สวินเซิงได้ยินเฉินเหย่พูดเบาๆ ว่า “ก็ได้ วางไว้ในชามฉันสิ” โต๊ะอาหารไม่ใหญ่มาก สวี่สวินเซิงแค่โน้มตัวมาก็สามารถวางเนื้อย่างลงในชามของเขาได้ เขายังคงมีท่าทีไม่ใส่ใจเหมือนเคย แต่ไม่นานนักเขาก็หยิบเนื้อย่างขึ้นไปกินทีละไม้ๆ จนหมดอย่างรวดเร็ว

               เรื่องนี้เป็นแค่เหตุการณ์สอดแทรกเล็กๆ น้อยๆ ดังนั้นจึงไม่มีใครสนใจ ทุกคนดื่มเบียร์พลางพูดคุยกันไปเรื่อยๆ จางเทียนเหยาเองก็คอยหันมาพูดกับสวี่สวินเซิงเป็นระยะ สวี่สวินเซิงตอบกลับไปอย่างไม่ค่อยใส่ใจสักเท่าไหร่ พอสมาชิกคนอื่นๆ ในวงขอดื่มกับเธอ เธอก็จิบเบียร์ลงไปอึกหนึ่ง

               เพราะเธอดูสุภาพเรียบร้อยมาก ไม่ใช่ผู้หญิงประเภทที่พวกเขาเคยพบเห็นบ่อยๆ พวกเขาจึงไม่กล้ากรอกเบียร์เธอ จางเทียนเหยาคิดจะกรอกแต่ก็ไม่กล้า เขารู้สึกว่าสวี่สวินเซิงมีรัศมีของความสงบนิ่งบางอย่างที่สามารถต้านทานความรุ่มร้อนทั้งหมดได้ หากไม่มีความจริงใจมากพอ คงไม่กล้าเข้าใกล้เสียด้วยซ้ำ

               แฟนสาวของจางไห่กับหญิงสาวที่นั่งอยู่ข้างกายเฉินเหย่ดื่มไปไม่น้อย ใบหน้าซึ่งตกแต่งเอาไว้อย่างประณีตเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ สวี่สวินเซิงกำลังคิดว่าตอนนี้เวลาเที่ยงคืนกว่าแล้ว น่าจะขอตัวกลับได้แล้ว เพราะอีกเดี๋ยวเธอยังต้องเดินฝ่าความมืดกลับบ้านอีก จู่ๆ กระป๋องเบียร์กระป๋องหนึ่งก็ถูกกระแทกลงตรงหน้า เมื่อเงยหน้าขึ้นก็เห็นว่าหญิงสาวที่ชื่อซูเหยียนซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ เฉินเหย่ กำลังมองมาที่เธอด้วยใบหน้าที่เหมือนจะยิ้มแต่ก็ไม่ได้ยิ้ม

               “เรามาดื่มด้วยกันหน่อย” พูดจบก็ไม่รอให้สวี่สวินเซิงเอ่ยปาก เธอยกแก้วของตัวเองซึ่งรินเบียร์ไว้จนเต็มขึ้นพลางพูดว่า “ฉันดื่มก่อนล่ะ ส่วนเธอตามใจก็แล้วกัน!” พูดจบก็ดื่มลงไปรวดเดียว

               ทุกคนตะลึงงัน ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมลูกสาวเศรษฐีคนนี้ถึงได้ไม่ถูกชะตากับสวี่สวินเซิง จางไห่หรี่ตาลงก่อนจะปรบมือเป็นคนแรก “ซูเหยียน เธอเจ๋งมาก!”

               ทุกคนพากันปรบมือตาม จางเทียนเหยาขมวดคิ้วพลางหันไปถลึงตาใส่เฉินเหย่ แต่อีกฝ่ายกลับเอาแต่ก้มหน้าก้มตากินเซี่ยงจี๊ ไม่ได้สนใจมองเขาสักนิด จางเทียนเหยาจึงหันไปกระซิบกับสวี่สวินเซิงว่า “คุณดื่มสักอึกก็พอแล้ว”

               สวี่สวินเซิงหยิบแก้วของตัวเองขึ้นมา จริงๆ จนถึงตอนนี้เธอเพิ่งจะดื่มเบียร์ไปแค่ครึ่งแก้วเท่านั้น เพราะเธอเองก็ไม่ได้ชอบดื่ม ตอนนี้ดึกมากแล้ว บริเวณบนถนนจึงดูเงียบสงัด ในร้านอาหารมีไอร้อนลอยกรุ่น เบียร์สีเหลืองอ่อนใสในแก้วกระเพื่อมเบาๆ ตามแสงไฟ เธอมองเห็นนิ้วมือของตัวเอง มือที่เล่นกู่ฉินมาหลายปีจนทำให้ปลายนิ้วเรียวยาวทั้งสิบแข็งด้าน หญิงสาวตรงหน้ามีสีหน้าเย่อหยิ่ง ทั้งยังมีอายุน้อยมาก แต่ความอ่อนเยาว์ก็หมายถึงไม่รู้ความ ไม่รู้จักคิด เธอโผเข้าหาหนุ่มหล่อข้างกายโดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น แต่เขากลับไม่แม้แต่จะหันมามองเธอตรงๆ สักครั้ง ไม่รู้เหมือนกันว่าการที่เขาพาเธอมาด้วยเช่นนี้เพื่ออะไรกันแน่ เพื่อโอ้อวด เพื่อฆ่าเวลา หรือเห็นเป็นแค่เรื่องตลกเท่านั้น?

               สวี่สวินเซิงแอบถอนใจเบาๆ เธอหยิบกระป๋องเบียร์ที่อีกฝ่ายวางท้าไว้บนโต๊ะขึ้นมารินให้ตัวเองจนเต็มแก้ว

               “เฮ้ย...” หนุ่มๆ ทั้งหลายร้องขึ้น เฉินเหย่เองก็เงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว

               “คุณหนู เบียร์จะดื่มแบบนี้ไม่ได้” สวี่สวินเซิงพูดเสียงเรียบ “ต่อให้ฉันดื่มเบียร์ของคุณ คุณก็เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้”

               เธอยกแก้วขึ้นดื่มช้าๆ จนหมด สีหน้าของเธอเรียบเฉย ดวงตาเปล่งประกาย ราวกับว่าเบียร์ที่ดื่มลงไปไม่ต่างจากชาหลงจิ่งของเธอสักนิด

               หนุ่มๆ ปรบมือพลางส่งเสียงโห่ร้อง ฮุยจื่อหันไปกระซิบกับเฉินเหย่ “ดูไม่ออกเลยว่าสวี่สวินเซิงจะปากจัดแบบนี้...”

               เฉินเหย่ยิ้ม ซูเหยียนทนไม่ไหวอีกต่อไป เธอลุกพรวดแล้วมองเฉินเหย่ด้วยดวงตาที่มีน้ำตาคลอหน่วย แต่แล้วกลับพบว่าอีกฝ่ายไม่ได้หันมามองเธอสักนิด ซูเหยียนตะโกนคำว่า “เฉินเหย่!” ออกมาด้วยความเจ็บปวด จากนั้นก็วิ่งไปเปิดประตูร้านแล้ววิ่งออกไปข้างนอกทันที

ทางเดียวกันพอดี(ตัวอย่างทดลองอ่าน)

               ทุกคนคิดไม่ถึงว่าจู่ๆ เธอจะวิ่งหนีไปแบบนี้ จึงได้แต่หันไปมองหน้ากัน สวี่สวินเซิงไม่รู้สึกว่าเรื่องนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับตัวเองสักนิด เธอจึงหันไปมองเฉินเหย่ซึ่งเป็นตัวการของเรื่องนี้ ฮุยจื่อผลักบ่าของเขาทีหนึ่ง “นายยังไม่รีบตามเธอไปอีก?”

               เฉินเหย่พูดเสียงเย็น “ฉันจะตามเธอไปทำไม ฉันไม่ได้เป็นคนพามาเสียหน่อย พวกนายต่างหากที่ยืนกรานจะพามา ไปเสียได้ก็ดี”

               จางไห่ยักไหล่ “เสี่ยวเหย่พูดถูก ผู้หญิง ไปแล้วก็แล้วไป วงการนี้ไม่เคยขาดผู้หญิงที่โผเข้ามาเสนอตัวให้อยู่แล้ว”

               แฟนสาวที่นั่งอยู่ข้างๆ แสร้งทุบเขาด้วยความโมโห สวี่สวินเซิงขมวดคิ้ว แต่เมื่อเห็นว่าทุกคนไม่พูดอะไรเธอก็ไม่เอ่ยปาก ทันใดนั้นความคิดแปลกๆ อย่างหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในสมอง... พวกเขาคิดแบบนี้เหมือนกันหมดอย่างนั้นเหรอ รวมไปถึงเฉินเหย่ด้วย?

               ซูเหยียนจากไปแล้ว แต่หนุ่มๆ ทั้งหลายกลับไม่ได้รับผลกระทบสักเท่าไหร่ เฉินเหย่ยังดูผ่อนคลายขึ้นเสียด้วยซ้ำ หลังจากกินต่ออีกครู่หนึ่ง พวกเขาก็แยกย้ายกันกลับบ้าน

               ตอนที่เดินออกมาจากร้านอาหาร สวี่สวินเซิงกำลังจะเอ่ยปากขอตัว แต่จู่ๆ จางเทียนเหยาก็พูดขึ้นว่า “เราจะไปส่งคุณ ทางเดียวกันพอดี อย่าปฏิเสธนะ ไม่อย่างนั้นพวกเราคงไม่วางใจแน่”

               สวี่สวินเซิงจึงไม่พูดอะไร

               คนอื่นๆ ต่างก็แยกย้ายกันกลับบ้าน บ้านของจางไห่กับฮุยจื่อไม่ได้อยู่ทางเดียวกับบ้านของเธอ ดังนั้นจึงมีเพียงจางเทียนเหยา เฉินเหย่ จ้าวถาน และเธอเท่านั้นที่ไปทางเดียวกัน เธอเดินนำอยู่ด้านหน้า ส่วนหนุ่มๆ ทั้งสามเดินตามอยู่ด้านหลัง สวี่สวินเซิงเป็นคนที่ชอบเดินช้าๆ แต่หนักแน่นมั่นคง แม้จะอยู่ท่ามกลางพื้นหิมะในยามดึกสงัด เธอก็ยังเดินตัวตรง ปล่อยให้ชายกระโปรงพลิ้วไหวไปตามสายลม ต่างจากสามคนที่เดินตามอยู่ด้านหลังที่ไม่ยอมอยู่เฉยๆ พวกเขาเดี๋ยวก็เตะกระป๋องข้างทาง เดี๋ยวก็ขู่หมาจรจัดให้ตกใจวิ่งหนีไป เดี๋ยวก็แซวกันไปมา จากนั้นก็หัวเราะออกมาพร้อมกัน

               “สวี่สวินเซิง เมื่อก่อนคุณเล่นดนตรีเหรอ?” จางเทียนเหยาถาม

               “ฉันเรียนแต่งเพลงในมหาวิทยาลัยน่ะ” สวี่สวินเซิงตอบ

               “เธอเรียนมหาวิทยาลัยที่ไหน?” เฉินเหย่ถาม

               “ปักกิ่ง” สวี่สวินเซิง

               เขาไม่ได้ถามอะไรต่ออีก

               “คุณเล่นกู่ฉินมานานแล้วใช่ไหม?” คราวนี้เป็นจ้าวถานที่เอ่ยขึ้นบ้าง

               “เริ่มตอนอายุประมาณหกขวบ” สวี่สวินเซิงตอบไปตามตรง

               “ว้าว...” หนุ่มๆ ทั้งสามร้องอุทานออกมาพร้อมกัน จากนั้นก็พากันหัวเราะออกมา สวี่สวินเซิงซึ่งเดินนำอยู่ด้านหน้าก็อดยิ้มขึ้นมาไม่ได้

               “เราอยากมาฝึกซ้อมตอนบ่ายพรุ่งนี้” พอเดินไปถึงหน้าสตูดิโอ จ้าวถานก็พูดขึ้น

               “ไม่มีปัญหา ฉันอยู่ตลอด” สวี่สวินเซิง

               ความมืดโรยตัวลงมาปกคลุมพื้นดิน ทำให้มองไม่เห็นความโศกเศร้าที่ปลายขอบฟ้า หิมะโปรยปรายลงมาทับถมบันไดกับลานกว้างที่อยู่ด้านนอก สวี่สวินเซิงเดินย่ำผ่านหิมะไปเงียบๆ ทิ้งไว้เพียงรอยเท้าจางๆ เท่านั้น

               เธอหันกลับไปมองชายหนุ่มทั้งสามซึ่งหยุดยืนอยู่ตรงหน้าประตู ไม่ได้เดินตามเข้ามาแล้วพูดว่า “วันนี้ขอบคุณมาก ราตรีสวัสดิ์” ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อว่า “ไว้พบกันพรุ่งนี้”

               พวกเขายิ้มออกมาพร้อมกัน

               เฉินเหย่หันกายเดินจากไปเป็นคนแรก แต่จู่ๆ เขากลับตะโกนขึ้นว่า “สวี่สวินเซิง พรุ่งนี้พบกัน...” โคมไฟระบบอัตโนมัติของบ้านข้างๆ สว่างขึ้นทันที

               สวี่สวินเซิงแอบร้องว่าแย่แล้วอยู่ในใจ ไม่ผิดจากที่คาด หลังจากจางเทียนเหยากับจ้าวถานนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง พวกเขาก็หัวเราะออกมาแล้วเริ่มร้องตะโกนขึ้นบ้าง

               “บ๊ายบาย สวี่สวินเซิง!”

               “ราตรีสวัสดิ์ สวี่สวินเซิง...”

               สวี่สวินเซิงรีบปิดประตู ไม่นานนักเสียงตะโกนโหวกเหวกของพวกเขาก็ค่อยๆ ห่างออกไป ค่อยยังชั่ว ไม่รู้เหมือนกันว่าหลังจากคืนนี้ จะมีเพื่อนบ้านสักกี่คนที่ก่นด่าคนชื่อสวี่สวินเซิง เธอส่ายหน้า แต่หลังจากนั้นก็อดยิ้มออกมาไม่ได้

               คิดๆ ไปแล้วก็ช่างมหัศจรรย์เหลือเกิน เธออยู่ที่นี่คนเดียวมานาน แต่ทำไมเพิ่งเจอพวกเขาได้ไม่กี่วันก็ก้าวเข้าไปอยู่ในแวดวงของพวกเขาได้?

 

               สวี่สวินเซิงกำลังหลับสนิท แต่จู่ๆ กลับถูกปลุกให้ตื่น

               วันนี้ผู้ปกครองมารับเด็กที่มาเรียนกู่ฉินในช่วงเช้าช้า เธอจึงรีบร้อนกินข้าวลวกๆ แล้วก็ซบหน้างีบหลับกับโต๊ะ คิดไม่ถึงเลยว่าพวกเขาจะมาเร็วแบบนี้

               “ตึงๆ… ตึงๆๆ...” เสียงเคาะกระจกหน้าต่างดังขึ้น เห็นชัดๆ ว่ามีกริ่งแต่ไม่ยอมกด สวี่สวินเซิงลืมตาขึ้นมองหน้าต่างซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ใครบางคนกำลังใช้นิ้ววาดแมวบนกระจก นอกจากนี้ก็มีใบหน้าเลือนรางเห็นไม่ชัดอีกสองสามใบหน้าที่กำลังลอยไปมาอยู่ตรงหน้า

               สวี่สวินเซิงเขินมาก เธอรีบสางผมยุ่งเหยิงให้เรียบร้อย กำลังคิดจะไปล้างหน้าแปรงฟัน แต่พวกเขาก็เคาะไม่หยุด เธอจึงต้องวิ่งไปล้างหน้าลวกๆ แล้วรีบไปเปิดประตู ไม่มีโอกาสหวีผมเสียด้วยซ้ำ

               จางเทียนเหยาเดินเข้ามาเป็นคนแรก ตามมาด้วยฮุยจื่อและจ้าวถาน จากนั้นก็ไม่มีใครอีก

               “คนอื่นๆ ล่ะ?” สวี่สวินเซิงถาม

               “พี่ไห่มีธุระจะมาช้าหน่อย ส่วนเสี่ยวเหย่ไปแลกเงิน” ฮุยจื่อตอบ

               “แลกเงิน?” สวี่สวินเซิงสงสัย

               “อือ ก็ต้องจ่ายค่าเช่าให้คุณนี่ มีแต่แบงก์ย่อยเป็นกอง เขาก็เลยบอกว่าจะไปแลกเป็นแบงก์ใหญ่มาให้” ฮุยจื่ออธิบาย

               “อ้อ” สวี่สวินเซิงรับคำอย่างเข้าใจ

               จางเทียนเหยาเดินไปได้สองสามก้าวก็หันกลับมามองเธอยิ้มๆ “ใบหน้าตอนหลับของคุณน่ารักมากเลย”

               สวี่สวินเซิงไม่ตอบ ฮุยจื่อกับจ้าวถานทำหน้ากึ่งยิ้มกึ่งบึ้ง จ้าวถานเอื้อมมือไปผลักจางเทียนเหยาทีหนึ่ง จากนั้นทั้งสามก็ลงไปข้างล่าง

               คำพูดของจางเทียนเหยาทำให้สวี่สวินเซิงรู้สึกขัดเขินอยู่บ้าง เธอรีบเดินไปที่กระจกแล้วลงมือหวีผมเงียบๆ เพิ่งรัดยางเส้นสุดท้ายเสร็จก็มีเสียงเคลื่อนไหวดังขึ้นที่ด้านหลัง พอหันกลับไปมองก็พบว่าเฉินเหย่มายืนอยู่ที่หน้าประตูตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ เขากำลังยืนพิงกำแพงพลางมองเธอด้วยสายตาเรียบเฉย

               สวี่สวินเซิงเดินกลับไปที่โต๊ะพลางเอ่ยเสียงเรียบ “มาแล้วเหรอ?”

               เขาเดินเข้ามา มือข้างหนึ่งถือกระป๋องน้ำอัดลมที่ดื่มไปแล้วครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกข้างล้วงแบงก์ร้อยหลายใบออกมาจากกระเป๋าแล้วโยนลงบนโต๊ะ “ไปซื้อน้ำอัดลมก็เลยมาสาย นี่เป็นเงินค่าเช่าสำหรับการฝึกซ้อมสี่ครั้งในเดือนนี้”

               สวี่สวินเซิงเก็บเงินขึ้นมา จู่ๆ เธอก็นึกถึงคำพูดของฮุยจื่อที่บอกว่าเฉินเหย่ตั้งใจไปแลกเงินมาให้เธอ

               นึกถึงภาพที่เขาตั้งอกตั้งใจยกเก้าอี้พลาสติกที่ลานกว้างริมแม่น้ำเมื่อหลายวันก่อน อาหารมื้อดึกเมื่อวานก็ดูเหมือนว่าเขาจะเป็นคนจ่าย ทั้งหมดประมาณสามสี่ร้อยหยวน

               ตอนนี้เจ้าหมอนี่คงไม่มีเงินแบงก์ใหญ่ติดตัวเลยสินะ? แต่ตอนนี้เขากลับถือกระป๋องน้ำอัดลมเดินอาดๆ ลงไปข้างล่างเสียแล้ว

              

               จริงๆ แล้ววันนี้สวี่สวินเซิงมีหนังสือทฤษฎีดนตรีที่อ่านค้างอยู่เล่มหนึ่ง เธอจึงคิดจะใช้เวลาในช่วงบ่ายอ่านต่อ

               ในขณะที่อ่านเธอก็ไม่ได้ปิดประตูทางลงไปยังห้องใต้ดิน ซ้ำเธอยังใช้เสียงดนตรีที่พวกเขาเล่นขับกล่อมตัวเองอีกด้วย เสียงของคนคนนั้นเพราะมาก ฟังแล้วกลับทำให้เธอยิ่งรู้สึกผ่อนคลายและมีสมาธิมากกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ

               แต่เพิ่งพลิกหนังสือไปได้ไม่กี่หน้า เธอก็เผลอหยุดฟังเขาร้อง เมื่อวานเธอฟังเพลงนี้ไปแล้วรอบหนึ่ง แต่วันนี้กลับเผลอฟังจนจบเพลงอีกครั้ง

               สวี่สวินเซิงคิดอยู่ครู่หนึ่งถึงได้เข้าใจ ทันใดนั้นเธอก็หัวเราะออกมา แม้กระทั่งเพื่อนๆ ของเขาก็ไม่มีใครสังเกตเห็นความแตกต่างเล็กๆ น้อยๆ นั่น

               อะไรบางอย่างดลใจให้เธอดึงลิ้นชักออกมา ในนั้นเต็มไปด้วยขนมที่เตรียมไว้ให้เด็กๆ ที่มาเรียนกู่ฉิน

               แต่หลังจากฟังเขาร้องเพลงที่สอง เพลงที่สาม และเพลงต่อๆ มา สมาชิกในวงคนอื่นๆ ก็สังเกตเห็นความผิดปกติ เสียงตะโกนของจางเทียนเหยาดังขึ้นว่า “เสี่ยวเหย่ ทำไมวันนี้เสียงของนายถึงไม่มีพลังแบบนี้ เมื่อวานไม่ได้นอนอีกแล้วใช่ไหม?”

               “เปล่านะ เมื่อวานพอกลับไปถึงห้อง มันก็หลับเหมือนหมูตายไม่มีผิด” จ้าวถานพูดขึ้นบ้าง

               “แล้วทำไมถึงร้องซังกะตายแบบนี้ อารมณ์ร่วมล่ะหายไปไหน?” จางเทียนเหยาร้องด่า “ไม่ได้กินข้าวมารึไง!”

               เฉินเหย่ด่ากลับ “นายสิซังกะตาย เทพแห่งเสียงเพลงจางเสี่ยวโหย่วน้อยอย่างฉันย่อมมีอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ บ้างสิ ดนตรีของพวกนายต่างหากที่ทำให้ฉันเกิดอารมณ์ร่วมไม่ได้!”

               เสียงของพวกเขาร้องด่าตอบโต้กันไปมา

               สวี่สวินเซิงจนปัญญา

               เฉินเหย่ร้องอีกเพลง ครั้งนี้เขาร้องได้ดีกว่าหลายๆ เพลงก่อนหน้านี้มาก จริงๆ สวี่สวินเซิงก็ไม่ค่อยเข้าใจผู้ชายอายุยี่สิบต้นๆ สักเท่าไหร่ พอท้องหิวพวกเขาก็จะร้องเพลงได้ไม่ดีอย่างนั้นเหรอ? เมื่อก่อนตอนคบกับ ‘สวีจื๋อ’ ครอบครัวของเขามีฐานะร่ำรวย ต่อให้เล่นดนตรีทั้งวันก็ไม่เคยต้องท้องหิวมาก่อน

               ผ่านไปประมาณหนึ่งชั่วโมง สวี่สวินเซิงพบว่าเสียงดนตรีเงียบลงแล้ว พวกเขาคงกำลังพักผ่อน เธอจึงยกกาแฟร้อนหลายถ้วยกับคุกกี้อีกหลายห่อลงไปให้

               เมื่อเห็นเธอปรากฏตัว พวกเขาก็ตะลึงงันไปวูบหนึ่งก่อนจะพากันส่งเสียงโห่ร้องด้วยความดีใจ เธอยิ้มพลางวางถาดลงบนชั้นวางของที่อยู่ด้านข้าง จากนั้นจึงนั่งลงบนเก้าอี้ตัวหนึ่ง

               “อาจารย์สวี่ คุณใจดีจังเลย” ฮุยจื่อว่า “โอริโอ้? ว้าว โอเค คุณยกมาผมก็จะกิน!”

               “ขอบคุณอาจารย์สวี่” จ้าวถานเปลี่ยนคำเรียก “เรากินขนมของเด็กๆ หรือเปล่าครับ?”

               สวี่สวินเซิงแอบคิดว่า เขาดูเป็นคนเงียบๆ แต่ฉลาดไม่น้อยเลย

               “อาจารย์สวี่...” จางเทียนเหยาเรียกล้อๆ จากนั้นจึงหยิบถ้วยกาแฟไปนั่งยองๆ ดื่มอยู่ตรงตำแหน่งที่ไม่ใกล้สวี่สวินเซิงเกินไป แต่ก็ไม่ห่างจนเกินไปเช่นกัน

คุณจะมาเชียร์พวกเราไหม?(ตัวอย่างทดลองอ่าน)

               นับแต่สวี่สวินเซิงลงมา เฉินเหย่ก็เอาแต่ก้มหน้าก้มตาวุ่นวายอยู่กับกีตาร์ของตัวเอง เขาเป็นคนสุดท้ายที่เดินล้วงกระเป๋าเข้ามาด้วยท่าทีสบายๆ ก่อนจะเอื้อมมือมาเลือกขนม สวี่สวินเซิงสังเกตเห็นว่าเขาเลือกขนมแบบที่มีเหลือเยอะที่สุดไปห่อหนึ่ง จากนั้นก็หยิบกาแฟอีกถ้วยไปนั่งดื่มอยู่ข้างๆ จางเทียนเหยา

               ผ่านไปครู่หนึ่ง สวี่สวินเซิงก็กลับขึ้นไปข้างบน

               จนกระทั่งฟ้ามืด เสียงดนตรีถึงได้หยุดลงอีกครั้ง พวกเขาน่าจะเหนื่อยแล้ว สวี่สวินเซิงมีฮีตเตอร์อยู่ตัวหนึ่ง ยามนี้เธอวางมันไว้ที่ข้างโต๊ะพลางเปิดดูนั่นดูนี่ในเว็บไซต์ไปเรื่อยๆ รอบด้านเงียบสงัด เมฆดำบนท้องฟ้าเกาะกลุ่มกัน ราวกับว่าคืนนี้จะมีหิมะตกลงมาอีก

               จู่ๆ ก็มีเสียงถามดังขึ้นที่ด้านหลังว่า “ดูอะไรอยู่หรือครับ อาจารย์สวี่?”

               สวี่สวินเซิงหันกลับไปมองก็พบว่าจางเทียนเหยายืนอยู่ตรงนั้นเพียงลำพังพร้อมด้วยดวงตาที่แฝงด้วยรอยยิ้ม

               พูดตามตรงแล้ว จางเทียนเหยาเป็นชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา เพียงแต่ผมยาวของเขาสะดุดตามากก็เลยทำให้ดูเหมือนคนเสเพล แต่พอเขารวบผมขึ้นไปรัดไว้ที่หลังศีรษะแบบนี้ ถึงได้เห็นว่าเขามีเครื่องหน้าคมชัด แถมฝีมือการเล่นกีตาร์ของเขายังยอดเยี่ยมขนาดนั้น ทำให้มีดีพอที่จะไม่ยี่หระต่อสายตาของคนอื่นๆ แต่พอเขาปิดปากเงียบ ไม่พูดมากเหมือนยามปกติ เขาก็เหมือนเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ยามนี้เขาดูเย็นชา เคร่งขรึม มากด้วยความสามารถ แถมยังดูคุกคามอีกด้วย

               “ไหมพรม? คุณจะถักผ้าพันคอเองเหรอ?” เขาถาม

               “อืม ก็ดูไปอย่างนั้นเอง” สวี่สวินเซิงตอบ

               พวกเขาไม่ได้พูดเรื่องนี้ต่อ เห็นเขายังปักหลักยืนอยู่ที่เดิม สวี่สวินเซิงก็จำต้องละมือจากคีย์บอร์ดแล้วหยิบชาขึ้นมาจิบช้าๆ “จะดื่มชาหน่อยไหม?”

               จางเทียนเหยาดึงเก้าอี้ตัวหนึ่งมานั่งลงข้างๆ “ไม่ ผมเพิ่งดื่มกาแฟที่คุณยกไปให้หมด ขอบคุณมาก”

               สวี่สวินเซิงยิ้มน้อยๆ โดยไม่พูดอะไร

               จางเทียนเหยาเงยหน้าขึ้นมองรูปของเด็กๆ ที่ติดอยู่บนผนังแล้วเอ่ยขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย “คุณชอบดูแลคนอื่นแบบนี้เสมอเลยเหรอ?”

               “แล้วแต่อารมณ์น่ะ” สวี่สวินเซิง

               จางเทียนเหยาหัวเราะเบาๆ พอหันไปมองก็พบว่าหญิงสาวมีสีหน้าสงบนิ่ง ริมฝีปากที่แย้มยิ้มน้อยๆ ดูราวกับมีแสงสว่างซ่อนอยู่ หัวใจของเขากระตุกวูบ ความรู้สึกที่ไม่คุ้นเคยผุดขึ้นในใจ ที่แท้ช่วงเวลานี้ก็งดงามถึงเพียงนี้ ถึงจะเป็นแค่การนั่งอยู่ในห้องเดียวกับเธอเงียบๆ แต่แสงไฟสีส้มบนเพดาน ท้องฟ้ามืดมิดที่อยู่เบื้องนอก กู่ฉินกับโต๊ะไม้ซึ่งตั้งอยู่เต็มห้อง แม้กระทั่งรูปซึ่งติดอยู่เต็มผนังสองด้าน ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนดูงดงามเหลือเกิน

               เขาอยู่ในวงการนี้มาหลายปี ได้พบเห็นผู้หญิงมากหน้าหลายตา แต่วันนี้กลับรู้สึกว่า ที่แท้ความเรียบง่ายและเงียบสงบก็เป็นความงามอีกรูปแบบหนึ่ง

               ในใจเขาเหมือนมีลูกแมวตัวหนึ่งกำลังตะกุยตะกาย เขารู้สึกว่าดวงตาของตนกำลังร้อนผ่าว ผ่านไปครู่ใหญ่จึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่าขึ้นว่า “คุณจะว่าอะไรไหม ถ้าผมจะสูบบุหรี่?”

               สวี่สวินเซิงถอนใจเบาๆ “ไม่หรอก”

               จางเทียนเหยายิ้ม ในใจคิดว่าผู้หญิงคนนี้พูดจาเสียงเรียบแต่กลับน่าสนใจไม่น้อย “ถ้าอย่างนั้นผมจะสูบล่ะนะ” เขาจุดบุหรี่มวนหนึ่งแล้วยกขึ้นสูบ “ปีนี้จะมีการแข่งขันวงดนตรีระดับประเทศ เราจะสมัครเข้าร่วมแข่งขันด้วย อาจารย์สวี่ถึงตอนนั้นคุณจะมาเชียร์พวกเราไหม?”

               สวี่สวินเซิงยื่นมือไปเขี่ยกระถางดอกไม้เล็กๆ บนโต๊ะเล่นเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่าง ท่าทางเหมือนกับไม่ได้ยินที่เขาพูด จางเทียนเหยาอยากพูดต่อแต่ก็พูดไม่ออก ในใจเต็มไปด้วยความยินดีแกมกังวลใจ คิดไม่ถึงว่าจู่ๆ เธอจะเอ่ยปากถามขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “จางเทียนเหยา คุณชอบฉัน คิดจะจีบฉันใช่ไหม?”

               แม้จะเป็นจางเทียนเหยาเจ้าของฉายามังกรขาวน้อยแห่งสนามรักผู้เคยผ่านประสบการณ์ต่างๆ มาอย่างโชกโชนก็ยังอดตกใจไม่ได้ ไม่ว่าผู้หญิงคนไหนก็สามารถพูดตรงๆ แบบนี้ได้ทั้งนั้น แต่เขาคาดไม่ถึงเลยว่าจะเป็นเธอ... เทพธิดาแสนเรียบร้อยผู้เดินออกมาจากภาพวาด เธอน่าจะก้มหน้าไม่พูดไม่จาด้วยความเขินอาย ขอเพียงเขาหน้าด้านรุกต่อ เธอก็ต้องยอมจำนนไม่ใช่เหรอ?

               จางเทียนเหยารู้สึกไม่มั่นใจขึ้นมาทันที เขาพยายามอ่านสีหน้าของเธอ อยากรู้ว่าเธอดีใจหรือไม่พอใจกันแน่ แต่พอคิดดูก็พบว่าเป็นไปไม่ได้ ผู้หญิงคนนี้มีตบะแก่กล้า หลังจากอ่านความในใจของเขาออก เธอกลับเอ่ยคำพูดประโยคนี้ออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แม้กระทั่งแววตาก็ไม่เปลี่ยนสักนิด

               ความรู้สึกที่อ่านใจผู้หญิงไม่ออกแบบนี้ไม่ดีเลย จางเทียนเหยาแข็งใจก้าวออกไปข้างหน้า จากนั้นจึงใช้มือยันกับโต๊ะข้างกายเธอแล้วหันไปถามว่า “ถ้าใช่แล้วจะทำไม?”

               “ถ้าอย่างนั้นก็อย่าจีบฉันเลย ฉันยังไม่คิดจะมีแฟน” น้ำเสียงของเธอยังคงราบเรียบไร้ความรู้สึกเช่นเดิม

               จางเทียนเหยาชะงัก หัวใจทั้งหนักอึ้งทั้งเจ็บปวด เมื่อเห็นเธอหันกายเดินไปยังโต๊ะกู่ฉินซึ่งอยู่อีกด้านหนึ่งของห้อง เขาก็เอ่ยถามว่า “เพราะอะไร?”

               สวี่สวินเซิงมองเขาด้วยสายตาประหลาดใจ “ต้องมีเหตุผลอะไรด้วยเหรอ? ไม่อยากมีแฟนก็คือไม่อยากมีแฟน ถ้าวันนี้ฉันไม่อยากกินส้ม ต้องมีเหตุผลด้วยเหรอ?”

               จางเทียนเหยารู้สึกสับสนเหลือเกิน แม้ในใจของเขาจะรู้สึกเจ็บปวดและหนักอึ้ง แต่คำพูดของสวี่สวินเซิงกลับทำให้เขาหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้

               เห็นได้ชัดว่าผู้หญิงคนนี้ไม่เข้าใจผู้ชาย เพราะเหตุผลที่เธอปฏิเสธเป็นเหตุผลที่ผู้ชายทำใจยอมรับไม่ได้มากที่สุด

               จางเทียนเหยาเริ่มเดินตามเธอไปเหมือนอันธพาล แต่เขาไม่กล้าจับมือเธอ ดังนั้นจึงได้แต่คว้าชายกระโปรงเธอมาจับเอาไว้เบาๆ แล้วพูดเสียงเบาว่า “อาจารย์สวี่ ถ้าเกิดคุณไม่อยากมีแฟนตอนนี้ก็ไม่เป็นไร ผมเข้าแถวไว้ก่อนก็ได้ ให้ผมมีสิทธิ์ได้จีบคุณจะได้ไหม?”

               สวี่สวินเซิงพยายามดึงกระโปรงกลับ แต่กลับดึงไม่หลุด ใบหน้าของผู้ชายตรงหน้าประดับด้วยรอยยิ้มซุกซน แต่แววตากลับล้ำลึก มองแล้วทำให้ผู้คนรู้สึกจนปัญญาและไม่ค่อยสบายใจสักเท่าไหร่

               “อาจารย์สวี่...” เขาเรียกเธอเสียงอ่อน

               สวี่สวินเซิงถอนใจอีกครั้งก่อนจะยิ้มน้อยๆ “ได้ ถ้าอยากมีสิทธิ์ คว้าตำแหน่งชนะเลิศของเมืองเซียงเฉิงมาให้ได้ก่อนค่อยว่ากัน”

               จางเทียนเหยาเดินกลับลงไปที่ชั้นใต้ดินด้วยสีหน้าเคร่งเครียด พี่น้องทั้งหลายต่างก็หันไปมองเขา

               ฮุยจื่อเอ่ยขึ้นว่า “เฮ้ นายคงไม่ได้ทำอะไรอาจารย์สวี่ของเราหรอกนะ?”

               จางเทียนเหยายังไม่ทันตอบ เฉินเหย่ก็พูดขึ้นก่อน “มันกล้าเหรอ?”

               “ไปไกลๆ เลย!” จางเทียนเหยาพูดแล้วเดินผ่านเฉินเหย่ไปหยิบคุกกี้สองชิ้นออกมาจากห่อคุกกี้ที่ซ่อนเอาไว้ก่อนหน้านี้แล้วยัดใส่ปากเคี้ยว จากนั้นจึงเอนกายพิงกำแพง สองตาเปล่งประกายเจิดจ้า แต่น้ำเสียงที่พูดกลับทุ้มหนัก “ฉันเผลอสารภาพรักไปแล้ว”

               “ว้าว...” ทุกคนร้องขึ้นมาพร้อมกัน

               “เร็วขนาดนี้เชียว?”

               “แล้วเธอรับปากไหม?” จ้าวถานถาม

               จางเทียนเหยาแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้า จริง ๆ แล้วก็คือเพดานห้องใต้ดินนั่นแหละ จากนั้นจึงยกมือขึ้นกดหน้าผากพลางกล่าวเสียงเรียบ “ยัง เธอบอกว่าคนที่ได้ตำแหน่งชนะเลิศของเมืองเซียงเฉิงถึงจะมีสิทธิ์จีบเธอ”

 

               การสารภาพรักของจางเทียนเหยาไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรต่อสวี่สวินเซิงสักนิด

               บางทีความรักอาจเป็นความรู้สึกที่ยากเข้าใจ แต่ไม่รักกลับเป็นสิ่งที่ชัดเจนมาก จางเทียนเหยามีจุดเด่นของตัวเอง เขาเป็นคนร่าเริง กระตือรือร้นและมีความสามารถ แต่ในสายตาของสวี่สวินเซิง เขาไม่มีความหนักแน่นมั่นคง แถมยังอายุแค่ยี่สิบสองปี น้อยกว่าเธอหนึ่งปี สวี่สวินเซิงมองไม่เห็นเลยว่า ผู้ชายแบบนี้จะมีความเข้าใจและความรับผิดชอบต่อความรักมากสักแค่ไหน บางทีเขาอาจจะแค่ชื่นชอบรูปลักษณ์ภายนอกของเธอ หรือไม่ก็อาจจะรู้สึกว่าเธอมีนิสัยแปลกใหม่ไม่เหมือนใครก็เท่านั้นเอง

               สวี่สวินเซิงรู้ดีว่า ความรู้สึกชอบอาจเกิดขึ้นได้ง่ายๆ แต่ความรักนั้นไม่ใช่

               ท้องฟ้าค่อยๆ มืดลง ตอนนี้เธอเริ่มหิวแล้ว ทันใดนั้นเธอก็นึกขึ้นได้ว่า วันนี้เฉินเหย่มีอาหารเย็นกินหรือเปล่า? แต่เขาอยู่กับเพื่อนๆ ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่น่าจะอดตาย

               สวี่สวินเซิงโทรสั่งอาหาร

               จนกระทั่งการฝึกซ้อมใกล้สิ้นสุดลง จางไห่ถึงได้มาถึง เขาทักทายเธอสองสามคำ สวี่สวินเซิงรู้สึกไม่ค่อยชอบคนคนนี้สักเท่าไหร่ เพราะรู้สึกว่าเขาเป็นคนกะล่อน เชื่อถือไม่ได้ เธอจึงแค่ตอบส่งๆ ไปเท่านั้น

               การแสดงที่แบล็กคาเมื่อคืน ความสนใจของเธอถูกเฉินเหย่ดึงดูดไปจนหมด เธอจึงจำได้แค่ว่าจางไห่เล่นคีย์บอร์ดได้ไม่เลว วันนี้ได้ฟังเขาเล่นอีกรอบ เธอก็ยิ่งรู้สึกว่าเขาพอจะมีฝีมืออยู่บ้าง แต่ถ้าเทียบกับเสียงร้องของเฉินเหย่และกีตาร์ของจางเทียนเหยาแล้ว เสียงคีย์บอร์ดยังขาดพลังอย่างเห็นได้ชัด เทคนิคก็ด้อยกว่า เรียกได้ว่าด้อยกว่าจ้าวถานเล็กน้อย แต่อยู่ในระดับเดียวกับฮุยจื่อ

               แต่วงดนตรีวงหนึ่งย่อมไม่มีทางสมบูรณ์แบบไปเสียทุกองค์ประกอบอยู่แล้ว

               พวกเขาอยู่ฝึกซ้อมจนถึงหนึ่งทุ่มกว่า ตอนที่พวกเขาเดินขึ้นมาบอกลาสวี่สวินเซิง จางเทียนเหยาไม่ได้มีท่าทีกระตือรือร้นเหมือนวันก่อนๆ เขาเดินรั้งท้ายอยู่กับเฉินเหย่แล้วมองเธออยู่ห่างๆ เท่านั้น เรื่องนี้ทำให้สวี่สวินเซิงพอใจมาก ในที่สุดก็ได้อยู่อย่างสงบเสียที

แล้วคุณไม่ไปด้วยเหรอ?(ตัวอย่างทดลองอ่าน)

               รอจนกระทั่งพวกเขาเดินจากไปไกลแล้ว เธอจึงค่อยเดินไปหยิบไม้กวาดเพื่อจะลงไปทำความสะอาดห้องใต้ดิน เธอคิดว่าหลังจากถูกหนุ่มๆ ทั้งหลายใช้งานมาทั้งวัน ห้องนั้นคงจะต้องรกรุงรังมากแน่ คิดไม่ถึงว่าพอเดินลงไปกลับพบว่าโต๊ะเก้าอี้ถูกตั้งไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ขยะถูกโกยไปทิ้งไว้ในถังขยะตรงมุมกำแพง เหลือเพียงแค่เศษฝุ่นเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น

               เครื่องดนตรีทั้งหมดถูกวางไว้ในตำแหน่งเดิม ปลั๊กไฟถูกม้วนไว้เรียบน้อย สวี่สวินเซิงรู้สึกอารมณ์ดีมาก เธอวางไม้กวาดลงแล้วเดินไปลูบเครื่องดนตรี พอถึงกีตาร์ที่เฉินเหย่ใช้... กีตาร์ตัวเดียวกับที่สวีจื๋อเคยใช้... กีตาร์ของนักร้องนำ เธอยกมือขึ้นดีดเบาๆ ทีหนึ่งก็บังเกิดเสียงกังวานใส สุดท้ายเธอเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าคีย์บอร์ด นึกถึงเพลงที่จางไห่เล่นแล้ว สวี่สวินเซิงก็ยิ้มออกมาด้วยความดูแคลน

               บางทีอาจเป็นเพราะดนตรีของพวกเขาในวันนี้ทำให้เธอรู้สึกเหมือนกับขาดอะไรบางอย่างไป หรือไม่ก็อาจเป็นเพราะการฝึกซ้อมของวงดนตรีทำให้เธอนึกถึงเรื่องราวในอดีต ประกอบกับช่วงเวลานี้รอบด้านยังเงียบสงัดจนทำให้ผู้คนรู้สึกว้าเหว่ อะไรบางอย่างจึงดลใจให้เธอนั่งลงตรงหน้าคีย์บอร์ด หลังจากเสียบปลั๊กเสร็จ เธอก็วางมือลงไปเบาๆ

               เพลงนี้เป็นเพลงเปิดการแสดงของวงเจามู่เมื่อวาน ทั้งยังเป็นเพลงที่สวี่สวินเซิงได้ฟังเฉินเหย่ร้องมาแล้วหลายครั้ง เธอบรรเลงเพลงไปเรื่อยๆ โดยอาศัยความทรงจำ แรกๆ ยังติดขัดอยู่บ้าง มีโน้ตหลายตัวที่เล่นผิด แต่ไม่นานนักก็เริ่มคล่อง ความรู้สึกนี้ช่างห่างไกล ช่างห่างเหิน แต่ก็ช่างคุ้นเคยเหลือเกิน มุมปากของสวี่สวินเซิงค่อยๆ ยกขึ้นช้าๆ เธอเล่นเร็วขึ้นเรื่อยๆ เร็วกว่าจังหวะของพวกเขา บางจังหวะอาจฟังผิดแผกไปบ้างเพราะเป็นการเล่นไปเรื่อยๆ ตามอำเภอใจ ยิ่งเล่นก็ยิ่งไหลลื่น เดี๋ยวก็แผ่วลงเดี๋ยวก็ถี่กระชั้น สวี่สวินเซิงรู้ดีว่านั่นเป็นความรู้สึกที่สว่างสดใส แต่ก็เป็นความรู้สึกที่โศกเศร้าเจ็บปวดเช่นเดียวกัน เป็นความรู้สึกที่เธอสัมผัสได้ในบทเพลงที่เฉินเหย่เขียนขึ้น

 

               หลังจากโน้ตเพลงที่แสนงดงามตัวสุดท้ายจบสิ้นลง

               เธอก็วางมือทั้งสองลงแล้วนั่งนิ่งๆ อยู่ตรงหน้าคีย์บอร์ด ในใจรู้สึกว่ารอบด้านช่างเงียบสงัดจนทำให้ผู้คนรู้สึกอ้างว้างเสียเหลือเกิน แต่พอเงยหน้าขึ้น เธอกลับเห็นคนคนนั้นยืนอยู่บนบันได

               เฉินเหย่ล้วงมือทั้งสองไว้ในกระเป๋ากางเกง บนเส้นผมยังมีเกล็ดหิมะสีขาวเกาะอยู่ หรือบางทีมันอาจกำลังละลาย นี่เป็นครั้งแรกที่สวี่สวินเซิงได้เห็นแววตาเช่นนี้ในดวงตาของเขา ในดวงตาสีดำลึกล้ำนั่นคือความอ่อนโยนใช่ไหม?

               แต่แววอ่อนโยนนั้นก็เลือนหายไปในชั่วพริบตา เขาเอ่ยขึ้นว่า “เธอดัดแปลงเพลงของฉัน” น้ำเสียงของเขาราบเรียบ

               “คุณก็แอบฟังฉันเล่นคีย์บอร์ดเหมือนกัน” สวี่สวินเซิงรีบเอ่ยขึ้นบ้าง

               เฉินเหย่หัวเราะก่อนจะเดินอาดๆ ลงมา “ก็ได้ ถ้าอย่างนั้นเราก็หายกัน” เขาเดินตรงมาหาเธอ สวี่สวินเซิงไม่เข้าใจ เธอยืดตัวตรง เขาเดินเข้ามาใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ บนใบหน้าหล่อเหลาคือสีหน้าที่เรียกได้ว่ากำเริบเสิบสาน แววตาของเขาดูตรงไปตรงมาอย่างที่สุด สวี่สวินเซิงถูกเขาจ้องจนหัวใจเริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะ ดังนั้นเธอจึงเบนสายตาหลบ

               เขาเดินไปหยุดอยู่ตรงบริเวณที่เยื้องไปทางด้านหลังของเธอ จากนั้นจึงก้มลงหยิบหมวกแก๊ปใบหนึ่งขึ้นมาจากเก้าอี้ ปากก็พูดเสียงเรียบว่า “ลืมหมวกไว้ที่นี่เอง”

               สวี่สวินเซิงลุกขึ้นยืน “แล้วพวกเขาล่ะ?”

               เฉินเหย่สวมหมวกลงบนศีรษะ มันบังผมหลายปอยที่เปียกชื้นเพราะหิมะเอาไว้ได้พอดี “กลับไปแล้ว คืนนี้ไม่มีงานแสดง จ้าวถานเลยไปทำงานพิเศษที่ร้านคอมพิวเตอร์แล้ว”

               “แล้วคุณไม่ไปด้วยเหรอ?” เธอถาม

               เขามองเธอด้วยสายตาแปลกๆ “งานบางอย่างต้องอาศัยความสามารถเฉพาะทาง พวกไอทีไม่ใช่ทางของฉัน”

               สวี่สวินเซิงอดยิ้มไม่ได้ จู่ๆ เขาก็ยื่นมือมากดโต๊ะคีย์บอร์ดเอาไว้แล้วโน้มตัวลงมา

               สวี่สวินเซิงเงยหน้าขึ้นมองเขา

               ทันใดนั้นเขาก็ยิ้ม ในรอยยิ้มเย็นชานั้นแฝงด้วยแววอบอุ่นแกมเกเร

               “เธอเล่นคีย์บอร์ดได้ไม่เลวนี่ เจ๋งกว่าพี่ไห่เสียอีก สาวอัจฉริยะอย่างเธอสนใจมาแสดงฝีมือร่วมกับวงของพวกเราบ้างไหม?”

               “ไม่” สวี่สวินเซิงตอบอย่างตรงไปตรงมา

               เขาจ้องเธอตาเขม็ง “ฉันพูดจริงๆ นะ นักร้องนำอย่างฉัน วงดนตรีอย่างเรา... ถ้าดังขึ้นมาเมื่อไหร่ ถึงตอนนั้นถ้าเธออยากเข้าร่วมก็ไม่มีโอกาสแล้ว ไปคิดให้ดีๆ ก่อน”

               หญิงสาวเผยรอยยิ้มออกมาช้าๆ วันนี้ผู้ชายคนนี้ไม่มีแม้แต่เงินจะกินอาหารกลางวันเสียด้วยซ้ำ แต่ทำไมเธอถึงเชื่อว่า เรื่องที่เขาพูดจะเป็นความจริง

               “อืม คิดดีแล้ว” สวี่สวินเซิงกล่าว “เฉินเหย่ ฉันไม่อยากมีชีวิตแบบนั้น พวกคุณสู้ๆ ก็แล้วกัน”

               เฉินเหย่เงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะยืดตัวตรง จากนั้นจึงจับฮู้ดขึ้นมาสวม สวมหมวกสองชั้นซ่อนใบหน้าไว้แบบนี้ไม่รู้สึกอึดอัดบ้างรึไง สวี่สวินเซิงได้ยินเขาหัวเราะฮ่าๆ แล้วพูดว่า “น่าเบื่อ”

               เธอไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียว

               ในตอนนั้นเอง เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงตะโกนว่า “อาหารมาส่งครับ” สวี่สวินเซิงหันกายเดินกลับขึ้นไปชั้นบน เฉินเหย่ก็เดินตามมาติดๆ

               คนส่งอาหารซึ่งมีหิมะเกาะทั่วร่างยื่นถุงส่งให้เธอ

               สวี่สวินเซิงไม่ยื่นมือออกไปรับ เธอเหลือบตามองเฉินเหย่ซึ่งยืนอยู่ข้างๆ ทำเหมือนไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับตัวเองสักนิดแวบหนึ่ง จากนั้นจึงพูดว่า “ฉันยกเลิกคำสั่งซื้อไปแล้วนี่”

               “เอ๊ะ?” คนส่งอาหารร้องอุทานออกมาคำหนึ่งแล้วรีบก้มลงมองโทรศัพท์มือถือ “ผมไม่เห็นเลยนี่ ไม่นะ คุณดูสิ ไม่ได้ยกเลิก...”

               “ฉันอาจจะกดผิด แต่วันนี้ฉันมีนัดทานข้าวกับคนอื่นแล้ว คำสั่งนี้ยกเลิกได้ไหมคะ?” สวี่สวินเซิงกล่าว

               “ได้เสียที่ไหนเล่า อาหารก็ทำเสร็จแล้ว แถมคุณก็จ่ายเงินแล้วด้วย คุณผู้หญิงกินเพิ่มอีกกล่องก็แล้วกัน...” คนส่งอาหารกล่าวอย่างลำบากใจ

               “จะกินไหวได้ยังไง?” สวี่สวินเซิงยิ้ม จากนั้นเธอก็ขมวดคิ้วเหมือนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงหันไปมองเฉินเหย่ “คุณจะช่วยเอาอาหารกล่องนี้ไปได้ไหม?”

               เฉินเหย่ปรายตามองเธอโดยไม่ได้พูดอะไร

               สวี่สวินเซิงพูดต่อ “ฉันนัดกินข้าวกับรูมเมทสมัยเรียนมหาวิทยาลัย พวกคุณคนเยอะ เอาไปกินเป็นอาหารมื้อดึกก็แล้วกัน ฉันไม่ชอบทิ้งอาหาร เสี่ยวเหย่ช่วยฉันหน่อยเถอะนะ”

               ประโยคสุดท้ายกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาอ่อนโยน เฉินเหย่เงยหน้าขึ้น พบว่าในดวงตาของเธอแฝงด้วยรอยยิ้มที่แสนอบอุ่น ราวกับว่าเธอไม่ได้สนใจท่าทีดูแคลนที่เขาแสดงออกในห้องใต้ดินเมื่อครู่สักนิด

               “เธอเลี้ยงอาหารฉันสองรอบแล้ว” เฉินเหย่พูดด้วยน้ำเสียงเกียจคร้านพลางยื่นมือไปรับกล่องอาหาร “ได้ ฉันจะจัดการให้เอง”

               สามครั้งต่างหาก สวี่สวินเซิงแอบแก้อยู่ในใจ

               คิดไม่ถึงว่าเจ้าหมอนี่ได้กำไรแล้วยังจะเล่นตัวอีก รอจนเขาเดินออกไปแล้ว จู่ๆ สวี่สวินเซิงที่กำลังจะปิดประตูก็ได้ยินเขาพูดเสียงดังว่า “เฮ้ สวี่สวินเซิง”

               เธอหันไปมองเขา

               เฉินเหย่ซึ่งยืนอยู่ใต้แสงไฟเผยยิ้มตรงมุมปาก “เมื่อครู่ตอนที่เล่นเพลงนั้น เธอกำลังคิดถึงใครเหรอ?”

               สวี่สวินเซิงชะงัก เขาใช้นิ้วชี้ไปที่อกข้างซ้ายพลางพูดว่า “ฉันฟังความรู้สึกของเธอออก”

               คำพูดของเขาทำให้หัวใจของสวี่สวินเซิงหยุดเต้นไปจังหวะหนึ่ง จากนั้นจึงหัวเราะออกมาเสียงแหบ “ฉันไม่ได้คิดถึงใคร แค่คิดถึงเรื่องบางเรื่องในอดีตเท่านั้น” ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ “อย่าพูดเหลวไหล”

               เฉินเหย่ยกนิ้วขึ้นแตะปีกหมวกพลางยิ้มเหมือนกำลังได้ใจ จากนั้นจึงหันกายเดินจากไป

 

               ห้องที่เขาเช่าอยู่ห่างจากสตูดิโอของสวี่สวินเซิงไม่มาก

               แต่สภาพแวดล้อมกลับด้อยกว่าโครงการไฮโซที่เธออาศัยอยู่อย่างเทียบไม่ติด เฉินเหย่หิ้วกล่องอาหาร ปากฮัมเพลงเบาๆ พลางวิ่งขึ้นไปข้างบนอย่างรวดเร็ว บางครั้งเวลาหิวมากๆ เข้า พอความหิวผ่านพ้นไป เขาก็ไม่รู้สึกทรมานสักเท่าไหร่ เขายังไม่ได้รับค่าจ้างจากการแสดงเมื่อคืนวาน จริงๆ ค่าจ้างงานนั้นก็ไม่มากนัก แถมเขายังใช้เงินทั้งหมดที่มีไปกับอาหารมื้อดึกเมื่อคืนวานจนหมดเกลี้ยง เขารู้ดีว่าต้องทนหิวไปสักมื้อสองมื้อ แต่เขาชินแล้ว คิดไม่ถึงเลยว่าสวี่สวินเซิงจะซื่อบื้อสั่งอาหารเกินมาชุดหนึ่ง ก็เลยเป็นโชคดีของเขา

               พอเข้าไปในห้อง เฉินเหย่ซึ่งกำลังหิวจนท้องร้องก็วางกล่องอาหารลงบนโต๊ะไม้เก่าๆ ที่แสนเล็กแล้วลากเก้าอี้มานั่งลง กล่องอาหารมีทั้งหมดสามใบ พอเปิดฝาออก เฉินเหย่ก็ตะลึงงันไปวูบหนึ่ง

               กล่องแรกมีข้าวสวยเต็มกล่อง กล่องที่สองเป็นกระดูกหมูตุ๋นซานเย่า และกล่องสุดท้ายเป็นหมูผัดพริก

               ความคิดบางอย่างผุดขึ้นในสมองของเขาราวกับกระแสไฟฟ้า แต่ชั่ววินาทีต่อมาจิตใต้สำนึกก็ปฏิเสธความคิดนั้นทันที เธอไม่รู้เสียหน่อยว่าวันนี้เขาไม่มีเงิน

               แถมเธอก็ไม่มีความจำเป็นต้องเอาใจเขา แม้กระทั่งดนตรีของเขาก็อาจไม่ได้อยู่ในสายตาของเธอเสียด้วยซ้ำ

               ระหว่างกลับมาที่ห้องเฉินเหย่วิ่งมาตลอดทาง ดังนั้นอาหารในกล่องจึงยังไม่เย็น ควันร้อนกรุ่นยั่วน้ำลายที่ลอยขึ้นมาจากกับข้าวธรรมดาๆ สองกล่องนั้นทำให้เขานึกถึงความอบอุ่นที่ห่างหายไปนาน

               เขาคีบข้าวขึ้นมากินคำหนึ่ง อะไรบางอย่างจุกอยู่ในลำคอจนทำให้กลืนไม่ลง เขาวางตะเกียบลงแล้วหันไปควานหาน้ำแร่ครึ่งขวดที่โยนทิ้งไว้บนเตียงมาดื่มลงไปอึกใหญ่ จากนั้นจึงกินอาหารทั้งหมดลงไปอย่างรวดเร็ว เพียงพริบตาเดียวใบหน้าของเขาก็กลับมาดูเย็นชา เคร่งขรึม ราวกับไม่มีอะไรที่เขาทำไม่ได้อีกครั้ง