ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

นางรองสองวิญญาณ ตอน ญาติสาวตัวร้าย

ผู้แต่ง ฮวนกุยอี่
ผู้แปล Hongsamut
ประเภท
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
ค่ายทหาร… มักเป็นที่ที่นางเอกส่วนใหญ่ ‘ปลอมตัวเป็นชาย’ เข้าไปโลดแล่นภายในแล้วได้สามีกลับมา ท่านหญิงจิ้นหยางเองก็เหมือนกัน ระหว่างที่ปลอมเป็นชาย นางตกหลุมรัก ‘ลู่หมิงหย่วน’ นายทหารผู้หนึ่งเข้าอย่างจัง ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าเขามีคู่หมั้นอยู่แล้วแต่นางหาได้ใส่ใจไม่ หญิงผู้นั้นคงเป็นได้แค่นางรองไร้บทบาท สุดท้ายก็ต้องยอมถอยให้ท่านหญิงตระกูลสูงอย่างนางอยู่ดี มิใช่ว่านิยายทุกเล่มเป็นอย่างนี้หรือ? ทว่า... ท่านหญิงจิ้นหยางมองพลาดไปประการหนึ่ง นิยายเล่มนี้มีปีศาจแมวเช่น ‘อาหยู’ คอยเฝ้าดูอยู่ เพื่อจะบำเพ็ญเพียรให้ได้หางที่เก้า ปีศาจแมวเช่น ‘อาหยู’ จำต้องตามหานางรองโชคร้ายเหล่านี้ แล้วแก้ไขให้ชีวิตของพวกนางสมหวังอย่างที่ควรจะเป็น สิ่งที่ปีศาจแมวเกลียดที่สุดก็คือนางเอก ‘ร้ายเดียงสา’ นี่แหละ ปลอมตัวเป็นชายหาผัว นั่นมันพลอตเก่าแล้ว อยากได้ของของคนอื่น มันต้องแลกเยอะหน่อย!

บทนำ

นางรองสองวิญญาณ ตอนญาติสาวตัวร้าย
จากเรื่อง: 女配不想死(快穿)
ฮวนกุยอี่ เขียน ห้องสมุด แปล
Author: Huan Gui Yi
Chinese edition copyright 北京晋江原创网络科技有限公司
Cover illustration Wumo
Thai edition copyright Hongsamut.com Co., Ltd.
ALL RIGHTS RESERVED

สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
-------------------------------------------

               เมื่อถูกทำลายความสาว นางก็ควรจะแต่งงานกับคนที่พรากความสาวของตน

               เป็นเพราะนางบ้า หรือพวกเขาบ้ากันแน่

               เหยียนเจียยู่มองตัวเองในกระจก มองรูปโฉมอันงดงาม มองดวงหน้าขาวผ่องชวนหลงใหล

               เพราะความงามที่เลื่องลือไปไกลนี้เองนำหายนะมาสู่นาง

               กิ๊บทองลากผ่านผิวขาวผ่องเป็นยองใย ความเย็นแผ่กระจายไปทั่วผิวหนังซึมลึกไปถึงกระดูก สตรีในกระจกแย้มยิ้มงดงาม งามเสียจนใครเห็นเป็นต้องหวั่นไหว

               นางจะเก็บใบหน้านี้ไว้ เขาอยากแต่งกับนางไม่ใช่รึ

               ก็ได้... นางจะแต่ง แต่งกับคนที่ทำร้ายนาง ทรยศนาง

               หลังจากนั้นก็อย่าคิดจะหนีเชียว!

               “คุณหนูเจ้าคะ” ผู้ที่เข้ามาในห้องคือแม่นมซ่ง เมื่อเห็นเหยียนเจียยู่หยิบกิ๊บมาวาดลงบนใบหน้าก็ตกใจจนหน้าถอดสี แทบจะทำถ้วยยาในมือหล่นลงพื้น

               เหยียนเจียยู่วางกิ๊บทองลง หันมามองใบหน้าตื่นตระหนกของแม่นมซ่งที่เพิ่งเดินเข้ามาในห้อง

               นางเอ่ยว่า “แม่นม ข้าไม่ทำเรื่องโง่ๆ อย่างนั้นหรอก”

               ดวงตาของนางมีน้ำตาคลอ แววตาเต็มไปด้วยความเศร้า เพียงเท่านั้นคนที่พบเห็นก็สงสารจับใจ

               แม่นมซ่งรู้สึกถึงความเย็นที่ค่อยๆ แผ่จากพื้นกระดานมาสู่ร่าง นางยืนนิ่งเหมือนท่อนเหล็ก ดวงตาเบิกโพลงคล้ายกับเพิ่งเห็นสิ่งที่น่ากลัวเหลือเกิน

               เหยียนเจียยู่ยังคงยิ้มแย้มเป็นปกติ เมื่อเห็นแม่นมซ่งถือยานอนหลับนางก็ยื่นมือไปรับ ถ้าได้กินยานอนหลับนางคงจะไม่ฝันร้ายอีกต่อไป

               แม่นมซ่งชักมือกลับเล็กน้อยตามสัญชาตญาณ

               เหยียนเจียยู่รู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายพยายามจะห้าม นางจึงเงยหน้ามองแม่นมซ่ง แววตาคู่นั้นทำให้อีกฝ่ายสะดุ้งตกใจอีกหน

               แววตาเหมือนคนปลงตก คิดได้... หลังจากที่ใช้น้ำตาล้างหน้าแทนน้ำมาเป็นเวลานาน

               แม่นมซ่งคลายมือออก เอ่ยทั้งๆ ที่มีน้ำรื้นเต็มตาว่า “คุณหนูผู้อาภัพของบ่าว บ่าวต้องขอโทษไปยังท่านพ่อและท่านแม่ของคุณหนูด้วยเจ้าค่ะ”

               เมื่อคิดถึงพ่อแม่ที่ตายจากไปนานแล้วขอบตาของเหยียนเจียยู่พลันร้อนผ่าว นางกลืนยานอนหลับลงคอไปอึกหนึ่งแล้วค่อยๆ จิบยาที่เหลือช้าๆ

               ขมเหลือเกิน

               น้ำตาหยดหนึ่งไหลออกจากหางตาของเหยียนเจียยู่ รินลงในถ้วยยาจนรวมเป็นหนึ่งเดียว

               เมื่อดื่มยานอนหลับแล้ว เหยียนเจียยู่ก็เดินไปยังเตียงนอน แต่จู่ๆ กลับเดินเซและรู้สึกว่าภาพตรงหน้ามืดลง

               แม่นมซ่งรีบคว้าร่างของนางที่หงายมาข้างหลัง แม่นมซ่งสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว ร่างที่ไร้เรี่ยวแรงของเหยียนเจียยู่พยายามรวบรวมพลังเฮือกสุดท้ายเพื่อลืมตาขึ้น นางมองไปยังผู้ที่เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขกับนางมานานอย่างแม่นมซ่ง ถามเบาๆ ออกมาว่า “มัน—เป็น—ใคร--กัน?”

               “คุณหนูได้โปรดอย่าโทษข้าเลย...ข้า... ถูกบีบบังคับมาเช่นกัน” แม่นมซ่งเอ่ยทั้งน้ำตา

               เหยียนเจียยู่นึกอยากจะหัวเราะ ที่แท้ก็คนใต้ชายคาเดียวกันทั้งนั้น

               พวกนั้นขโมยทรัพย์สมบัติของนาง ขโมยความสาวของนาง ขโมยวาสนาครองคู่ของนางยังไม่พอ

               แม้แต่ชีวิตของนางพวกเขาก็ยังจะอยากได้!

               วันถัดมา...

               แสงอาทิตย์ส่องให้ความอบอุ่นสดใส น่าจะเป็นการเริ่มต้นวันใหม่ที่งดงามและทรงพลัง

               แต่จู่ๆ ก็มีเสียงร้องไห้ทำลายบรรยากาศเงียบสงบ

               “แย่แล้วคุณหนูเหยียนผูกคอตาย!”

สารบัญ

ตั้งใจจะยั่วใครกันหรือ?

               “น่าโมโหเหลือเกิน น่าโมโหจริงๆ นังเจียยู่ นังสารเลว”

               หลิงเอ๋อกระทืบเท้าไปมาด้วยความโกรธ หน้าอกนางกระเพื่อมขึ้นลงอย่างแรงด้วยโทสะที่อัดอั้นในใจ “นังคนชั่ว”

               “พอได้แล้ว” ลู่ฮูหยินสบถใส่หญิงสาวที่ไม่ระวังคำพูดคำจาด้วยท่าทางเคร่งขรึม “คำก็เลว สองคำก็ชั่ว หญิงสาวผู้ดีที่ไหนเขาพูดจาหยาบคายอย่างนี้บ้าง”

               “นังเจียยู่ นังชั่วช้า” หลิงเอ๋อระเบิดโทสะออกมา นางกระทืบเท้าและตะโกนว่า “ท่านแม่ นางด่าข้าสาดเสียเทเสีย พอด่าแล้วก็ยังมีหน้าแกล้งเป็นลมอีก มีแต่นังแพศยานี่เท่านั้นที่จะกล้าแสร้งทำตัวอ่อนแอให้คนอื่นสงสาร ท่านย่าก็ลำเอียง เชื่อนางแต่ไม่ยอมเชื่อข้า”

               เรื่องรูปร่างหน้าตาที่ขี้ริ้วขี้เหร่เป็นปมด้อยของหลิงเอ๋อ หากพูดจี้จุดนางเข้า นางก็พร้อมจะระเบิดอารมณ์ทันที ทั้งๆ ที่มารดาของนางเป็นสตรีที่มีรูปโฉมงดงามอย่างหาได้ยากยิ่ง แม้จะอายุสี่สิบปีแล้วแต่ก็ยังคงความสง่างามไว้ได้อย่างหมดจด

               ในความทรงจำวัยเยาว์อันน่าเวทนาของหลิงเอ๋อ ไม่ว่าจะเป็นท่านพ่อซึ่งถึงแม้จะสุขภาพไม่แข็งแรง เจ็บป่วยออดๆ แอดๆ แต่ก็ยังคงความสง่างามเช่นชายชาตรีไว้อย่างน่าหลงใหล ส่วนพี่ชายของนาง ลู่หมิงหย่วนก็ได้รับมรดกหน้าตาคมคายและงามสง่ามาจากท่านพ่ออย่างสมบูรณ์ เป็นที่ร่ำลือกันไปทั่วทั้งเมืองว่าเขาเปรียบดั่งเทพบุตรจุติลงมา

               มีเพียงนางคนเดียวที่มีรูปร่างหน้าตาผิดแผกแตกต่างจากคนในครอบครัวลิบลับ เมื่อยืนเรียงกับบรรดาพี่น้อง นางก็เสมือนเป็ดบ้านที่ทั้งอ้วนและมอมแมมซึ่งยืนรวมกับฝูงหงส์ที่งามสง่า

               โดยเฉพาะอย่างยิ่ง... เจียยู่

               นางผู้นั้นมีรูปโฉมงดงามชนิดที่ใครเห็นเป็นต้องหลงใหล แม้แต่ตัวหลิงเอ๋อเองยังนึกอยากกระชากหนังหน้าของเจียยู่มาแปะไว้บนใบหน้าของตนแทน

               ลู่ฮูหยินไม่ได้ตอบโต้คำพูดของหลิงเอ๋อผู้เป็นบุตรสาวแม้แต่คำเดียว

               หลายคนรู้ดีว่าหลิงเอ๋อชอบสร้างเรื่อง นางมักจะโกหก ใส่ร้ายเจียยู่อย่างหน้าตาเฉย เหตุการณ์เช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งสองครั้ง และไม่ใช่สิบยี่สิบครั้ง ตั้งแต่เล็กจนโตน่าจะมากกว่าร้อยครั้งเห็นจะได้

               แต่ละครั้งนางก็มักจะโกหกซ้ำแล้วซ้ำเล่า โกหกเสียจนลู่ฮูหยินผู้เป็นมารดารู้สึกละอายแทน แต่บุตรสาวของนางคนนี้กลับไม่นึกละอายหรือเข็ดหลาบ ยังคงโกหกซ้ำแล้วซ้ำอีกทั้งๆ ที่ถูกจับได้เสมอ

               ลู่ฮูหยินไม่เข้าใจเลยว่าทำไมนางจึงมีบุตรสาวที่หน้าไม่อายอย่างนี้ บางครั้งนางแอบสงสัยว่า หรือลูกของตนจะถูกสลับตัว แต่บางครั้งก็นึกย้อนกลับมาสงสารหลิงเอ๋อว่านางไม่มีพ่อคอยดูแลให้ความอบอุ่น ทำให้แม่อย่างนางรักและตามใจบุตรสาวคนนี้มากเกินไป นานวันเข้าจึงกลายเป็นคนเอาแต่ใจไปโดยปริยาย

               แต่ในเมื่อตอนนี้ต้องเผชิญหน้ากับบุตรสาวที่กำลังมีโทสะคุกรุ่น ลู่ฮูหยินก็ไม่กล้าเติมน้ำมันใส่ไฟให้ยิ่งปะทุ นางเพียงแต่เอ่ยอย่างใจเย็นว่า “หากเจ้าไม่ไปหาเรื่องนางก่อน นางจะด่าเจ้าได้อย่างไร”

               หญิงสาวที่เมื่อครู่กำลังแสดงอาการโกรธเป็นฟืนเป็นไฟกลับมีท่าทีอ่อนลง และเอ่ยว่า “ข้าพูดไม่จริงตรงไหน แต่ละวันนางก็เดินยุรยาตรกรีดกรายให้คนนั้นคนนี้ดู นางชอบทำท่าทางอ่อนแอน่าสงสาร ทำตัวเป็นกุลสตรีที่เรียบร้อยหมดจด เฮอะ...ตั้งใจจะยั่วใครกันหรือ? ท่านแม่... นางแค่เป็นหญิงแพศยาคนหนึ่ง ท่านจะยอมให้นางแต่งงานกับพี่ชายข้าได้อย่างไร ท่านมองดูร่างผอมโซของนางสิ อย่าว่าแต่จะมีลูกเลย จะอยู่ได้อีกสักกี่วันก็ไม่รู้ ถึงเวลานั้นพี่ชายของข้าก็จะกลายเป็นพ่อม่าย แล้วจะมีผู้ดีตระกูลไหนยอมให้บุตรสาวมาแต่งงานกับพ่อม่ายเมียตายล่ะเจ้าคะ”

               “หยุดพูดเพ้อเจ้อได้แล้ว เจ้ายิ่งพูดก็ยิ่งเลยเถิดกันไปใหญ่” ลู่ฮูหยินเอ่ยตำหนิบุตรสาวด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด “หากเรื่องนี้ไปถึงหูท่านย่าของเจ้า บทลงโทษคงไม่ใช่แค่ถูกด่า ไม่แน่เจ้าอาจจะถูกส่งไปขอขมาบรรพบุรุษที่ศาลบรรพชนก็เป็นได้”

               หลิงเอ๋อหดคอห่อไหล่ด้วยความกลัว โทสะในใจนางลดลงมาก

               ลู่ฮูหยินเอ่ยด้วยเสียงที่อ่อนลงว่า “ยิ่งพูดยิ่งเลอะเทอะไปใหญ่ การแต่งงานของเจียยู่กับพี่ชายของเจ้าเป็นเรื่องที่ท่านปู่หมั้นหมายไว้ตั้งแต่แรกแล้ว ไม่ใช่เรื่องที่เจ้าจะเอามาพูดลอยๆ ได้”

               ลู่รั่วหลิงโมโหขึ้นมาอีกครั้ง “ท่านปู่ลำเอียง เห็นเจียยู่ก็สงสารว่านางไม่มีที่พึ่งก็เลยบังคับให้พี่ชายของข้าแต่งงานด้วย นังนั่นมันขี้สำออย แล้วทำไมท่านปู่ไม่ให้พี่ชายใหญ่เป็นคนแต่งแทนเล่า? พี่ชายของข้าเป็นบุตรชายของบ้านใหญ่ เขาต้องดูแลกิจการของทางบ้านต่อ จะให้ไปแต่งงานกับนังเด็กนั่น ท่านปู่ลำเอียงเหลือเกิน”

               ลู่ฮูหยินบิดผ้าเช็ดหน้าในมือไปมา ประโยคนี้นางไม่เห็นด้วยเพราะรู้ดีว่าท่านพ่อจัดงานแต่งครั้งนี้เพราะเห็นแก่บุตรชายของนางเป็นสำคัญ

               ก่อนอื่นต้องรู้เสียก่อนว่าสามีของนางเป็นใคร?

               แม้ว่าสามีของนางจะเป็นบุตรชายคนโตของตระกูลลู่ แต่ก็เป็นคนที่มีสุขภาพไม่แข็งแรงมาตั้งแต่เด็ก จนกระทั่งเขาเสียชีวิตก็ยังไม่มีตำแหน่งทางราชการ ทำให้ครอบครัวที่ประกอบไปด้วยนาง กับบุตรชาย—ลู่หมิงหย่วนและบุตรสาว—หลิงเอ๋อ ไม่ได้มีสถานะที่สูงส่งใดๆ ในสังคมนัก

               แล้วเจียยู่เล่าเป็นใคร?

               แม้ว่าเจียยู่จะสูญเสียบิดาเช่นเดียวกันกับลู่หมิงหย่วน แต่บิดาของนางก็มีตำแหน่งเป็นถึงซวนผิงโหว ตำแหน่งนี้คือตำแหน่งที่ท่านปู่ของนาง—นายท่านผู้เฒ่าเหยียนอุตส่าห์ฟาดฟันแย่งมาได้

               สมัยก่อนนายท่านผู้เฒ่าเหยียนเคยเป็นพ่อค้าเกลือรายใหญ่ของแคว้น เขาเป็นคนฉลาดและมีวิสัยทัศน์ เคยให้ความช่วยเหลือฮ่องเต้เกาจู่ในการปฏิวัติยึดอำนาจและสนับสนุนงบประมาณให้กองทัพของฮ่องเต้เป็นจำนวนมาก

               หลังจากที่ฮ่องเต้เกาจู่สามารถขึ้นครองบัลลังก์มังกรได้สำเร็จ พระองค์จัดการมอบยศถาบรรดาศักดิ์ให้กับขุนนางผู้มีความดีความชอบทั้งหลาย นายท่านผู้เฒ่าเหยียนก็เป็นหนึ่งในนั้น เขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นท่านโหว ทำให้ยกระดับตระกูลจากพ่อค้าขึ้นมาเป็นขุนนางที่มีหน้ามีตาทันที

               บรรดาศักดิ์โหวส่งต่อมายังรุ่นบิดาของเจียยู่ที่มีนามว่าเหยียนลู่ฟู่ เหยียนลู่ฟู่เองก็ทำความดีความชอบไม่น้อยหน้ารุ่นพ่อ บิดาของเจียยู่เสี่ยงชีวิตเข้าไปช่วยอันอ๋องที่ถูกข้าศึกล้อมอยู่ จนตัวเองต้องเสียชีวิตในสนามรบ อันอ๋องสำนึกในบุญคุณของลู่ฟู่ จึงได้ขอให้ฮ่องเต้เกาจู่พระราชทานอนุญาตให้บุตรของลู่ฟู่สืบทอดตำแหน่งโหวต่อไปได้โชคร้ายที่เจียยู่เป็นหญิงจึงไม่อาจรับบรรดาศักดิ์นี้ แต่ฮ่องเต้ก็ยังทรงปรานี มีรับสั่งให้บุตรที่เกิดหลังจากการแต่งงานของนางไม่ต้องใช้แซ่ตามสามีนาง ให้กลับมาใช้แซ่เหยียน และสืบทอดตำแหน่งซวนผิงโหวต่อไปได้

               ตระกูลเหยียนมีเจียยู่เป็นบุตรสาวเพียงคนเดียว บรรดาศักดิ์จึงตกทอดแก่บุตรชายของนางเท่านั้น

               นายท่านผู้เฒ่าของบ้านตระกูลลู่ที่เป็นญาติทางฝั่งมารดาของนางรู้เรื่องนี้ดีกว่าใคร จึงรีบจัดการหมั้นหมายหลานชายตระกูลลู่กับหลานสาวตระกูลเหยียน

               ดังนั้นจึงต้องบอกว่าตระกูลลู่ต่างหากที่โชคดี เพราะเจียยู่ไม่ได้มาตัวเปล่า นางมาพร้อมกับบรรดาศักดิ์ขั้นโหวที่จะส่งต่อถึงบุตรของนางและยังมีสมบัติอีกมากมายติดไม้ติดมือมาด้วย เนื่องจากท่านปู่ของนางเคยเป็นพ่อค้าเกลือมาก่อน ฉะนั้นทรัพย์สินของตระกูลนี้จึงมากมายเป็นภูเขาเลากา

               เรื่องนี้ตระกูลลู่รู้ดี... เพียงแต่เรื่องที่มีเงื่อนไขมากมายเหล่านี้ ลู่ฮูหยินไม่อาจอธิบายให้บุตรสาวผู้เป็นแก้วตาดวงใจของนางรับฟังได้

               หลิงเอ๋อเอ่ยว่าพี่ชายของนางไม่ได้รับความเป็นธรรม “พี่ข้าเป็นผู้มีความสามารถเพียบพร้อมทั้งด้านบู๊และบุ๋น ซึ่งจะทำให้เขาเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานได้อีกนาน ถึงเวลานั้นอาจจะมีสตรีที่เพียบพร้อมมากมายรอเขาอยู่ก็เป็นได้ ทำไมต้องไปสู่ขอหญิงกำพร้าไร้ญาติขาดมิตรคนนั้นด้วย ทำไมกัน? หรือว่าทำเพราะความสวยของนาง? อ้อ หรือว่าเพราะตำแหน่งซวนผิงโหวที่ตกทอดกันมา? นั่นมันก็แค่หัวโขนประดับชื่อแซ่ ใครจะไปสนใจกัน”

               ในสายตานาง พี่ชายของนางคู่ควรกับองค์หญิงผู้สูงศักดิ์เท่านั้น การที่เขาได้แต่งกับเจียยู่จึงเป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง

               ลู่ฮูหยินสบถออกมาด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราดว่า “หุบปากเดี๋ยวนี้นะ ยิ่งพูดยิ่งลามปามไปใหญ่ นางเป็นลูกพี่ลูกน้องของเจ้าและยังเป็นว่าที่พี่สะใภ้อีกด้วย หากเจ้ายังกล้ากล่าววาจาสามหาวอย่างนี้อีก ข้าจะกักบริเวณเจ้า”

               หลิงเอ๋อกระทืบเท้าด้วยความโมโหและเอ่ยว่า “ใครอยากให้นางมาเป็นพี่สะใภ้กันเล่า?” ว่าแล้วก็พุ่งตัวออกจากประตูไป

               “กลับมาเดี๋ยวนี้นะ” ลู่ฮูหยินตะโกนตามด้วยความโมโห

               หลิงเอ๋อวิ่งไปโดยไม่หันกลับมามองแม้แต่น้อย

               ลู่ฮูหยินโกรธจนต้องตบโต๊ะและสบถออกมาว่า “นับวันยิ่งเสียคนเข้าไปใหญ่”

               ป๋ายมามาถือพัดไว้ในมือ และโบกเบาๆ พลางเอ่ยปรามว่า “นางเป็นคนพูดจาตรงไปตรงมา ฮูหยินก็อย่าได้โกรธไปเลยเจ้าค่ะ”

               ลู่ฮูหยินตอบไปว่า “นางเป็นคนไม่รู้จักสำรวมวาจา หากอยู่ที่บ้านก็ไม่เป็นไรแต่ถ้าออกข้างนอก อ้าปากพูดแบบนี้ไม่ช้าก็เร็วต้องมีเรื่องจนได้ เพราะข้าตามใจนางจนเคยตัว ตอนนี้เลยแทบไม่เห็นหัวใครแล้ว”

               ป๋ายมามาแย้งว่า “นางยังเด็กนะเจ้าคะ”

               ลู่ฮูหยินส่ายหน้าอย่างระอา “ไม่เด็กแล้วล่ะ อายุสิบห้าปีเข้าไปแล้ว ข้าควรจะหาคู่ให้นางตั้งนานแล้ว แต่ก็ด้วยนิสัยอย่างนี้จะไปหาใครที่ไหนมาแต่งกับนางได้”

               แม้จะเป็นบุตรสาวตระกูลลู่ แต่หลิงเอ๋อมีรูปโฉมแตกต่างจากคนอื่นในครอบครัวอย่างสิ้นเชิง ทั้งยังเป็นคนที่มีนิสัยเอาแต่ใจตนเอง

               ครอบครัวไหนจะเหมาะสมกับชาติตระกูลของหลิงเอ๋อ?

               ใครบ้างที่อยากจะแต่งงานกับหลิงเอ๋อ?

ใดๆ ในโลกล้วนเป็นเช่นนี้

               เรื่องพวกนั้นจำเป็นต้องหาต่อ หากจะหาบุรุษจากครอบครัวที่ด้อยกว่าสักหน่อย เขาก็คงไม่กล้ารังแกบุตรสาวนาง แต่หากครอบครัวหรือชาติตระกูลนั้นต่ำต้อยเกินไป นางก็รู้สึกสงสารบุตรสาว จึงยังหาไม่ได้สักที ยิ่งคิดยิ่งปวดเศียรเวียนเกล้า เมื่อมาคิดทบทวนเรื่องของบุตรชายอีก ลู่ฮูหยินก็ยิ่งปวดใจ ลูกทั้งสองของนางไม่มีใครทำให้เบาใจลงได้สักคน

               “เตรียมข้าวของสักสองสามอย่าง เผื่อเอาไปให้ญาติสาวของเราด้วย” ลู่ฮูหยินเอ่ยกับป๋ายมามา

               ป๋ายมามารับคำ แล้วจึงเดินไปดูของในห้องเก็บสมบัติ...

               อาหยูจับชีพจรของตนแล้วถอนใจเบาๆ

               แม้นางจะไม่ฆ่าตัวตายในตอนนี้ แต่สุขภาพแบบนี้ก็คงอยู่ได้อีกไม่นานนัก

               “คุณหนูเจ้าคะ ยาอุ่นกำลังดีรีบดื่มเถิดเจ้าค่ะ พอได้ดื่มยานี้แล้วสุขภาพก็จะดีวันดีคืน” แม่นมซ่งผู้มีใบหน้าที่อ่อนโยน กำลังประคองถ้วยยาสีน้ำตาลเข้มเดินเข้ามาในห้อง

               เมื่อเห็นถ้วยยา อาหยูก็นึกถึงยานอนหลับถ้วยนั้นและคิดถึงเหตุการณ์ที่เจ้าของร่างเดิมต้องเผชิญ

               จำได้ว่าตอนที่เจ้าของร่างเดิมใกล้จะหมดสติ นางถูกแม่นมซ่งจับแขวนคอแล้วบอกกับคนอื่นว่านางฆ่าตัวตาย

               แม่นมซ่งเดิมเป็นแม่นมของตระกูลลู่ นางเคยติดตามมารดาของเจียยู่ ซึ่งแต่ก่อนเป็นคุณหนูคนหนึ่งของตระกูลลู่ มาแต่งงานกับเหยียนลู่ฟู่...คุณชายตระกูลเหยียน

               หลังจากคุณหนูของนางแต่งงานแล้วก็กลายเป็นเหยียนฮูหยิน นางจึงย้ายมาอยู่ที่จวนซวนผิงโหวด้วยเพื่อดูแลคุณหนู หลังจากเหยียนลู่ฟู่เสียชีวิต แม่นมซ่งก็ติดตามเหยียนฮูหยินกลับไปอาศัยอยู่ที่บ้านตระกูลลู่อีกครั้ง

               พ่อแม่ พี่น้อง สามี และบุตรชายบุตรสาวของนางต่างเป็นบ่าวรับใช้ในบ้านตระกูลลู่ การที่นางจะทรยศคนตระกูลเหยียนย่อมทำได้โดยง่าย เจ้านายที่เลี้ยงมากับมือตั้งแต่ยังเล็กจะเทียบอะไรกับครอบครัวที่เป็นสายเลือดแท้ๆ ของตนได้

               เพียงแต่ว่า... เจ้านายคนไหนที่อยู่เบื้องหลังการทรยศของแม่นมซ่งนะ?

               เมื่อคิดทบทวนถึงเรื่องราวของแต่ละคนที่อยู่ในตระกูลลู่ อาหยูก็เห็นว่าคนที่น่าสงสัยมีจำนวนไม่น้อย เจียยู่ผู้นี้ก้าวเข้ามาในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยอันตรายเหลือเกิน

               อาหยูรับถ้วยยามาและดมกลิ่นก่อน ไม่ลืมแตะชิมเล็กน้อยอย่างรอบคอบ นางพบว่ายาถ้วยนี้มีสิ่งผิดปกติแปลกปลอมอยู่จริง

               เฮ้อ น่าสงสารเหลือเกิน คุณหนูเหยียนคนงามที่เพิ่งตายไปคงไม่รู้ความจริงเลยสินะ ว่าตัวเองถูกป้อนยาพิษมาตลอด

               การเต้นของชีพจรเจ้าของร่างบ่งบอกชัดเจนว่านางโดนวางยาชนิดนี้มาไม่ต่ำกว่าครึ่งปีแล้ว และอีกไม่ถึงปีนางก็จะมีร่างกายที่อ่อนแรงลงเรื่อยๆ และขาดใจตายในที่สุด

               ช่วงหลังๆ มามีการเพิ่มตัวยาเพื่อให้ออกฤทธิ์แรงขึ้น จึงยิ่งย่นระยะเวลาการตายให้สั้นลงไปอีก เจียยู่ร่างกายอ่อนแอแต่เดิมอยู่แล้ว หากนางตายด้วยอาการคล้ายกับคนป่วยก็คงไม่มีใครสงสัย

               “ขมเหลือเกิน ข้าไม่อยากดื่ม ข้าง่วง ขอข้านอนดีกว่า” อาหยูจงใจวางยาไว้ตำแหน่งเดิม ไม่สนใจคำคะยั้นคะยอของบ่าวรับใช้และแม่นมซ่ง นางเอนกายลงนอนบนเตียงและหันหลังให้คนอื่นๆ ก่อนจะบอกว่า “อุ้มเสี่ยวไกวมาให้ข้าที”

               แม่นมซ่งและบ่าวรับใช้คนอื่นเห็นว่าจะคะยั้นคะยออย่างไรก็ไม่สำเร็จ จึงไม่เอ่ยอะไรอีก เจียยู่ดื่มยามาตั้งแต่เด็ก คงดื่มจนเบื่อเลยหาข้ออ้างที่จะปฏิเสธ นางมักจะงอแงเรื่องกินยาทุกๆ สามหรือห้าวันอยู่แล้ว ฉะนั้นพฤติกรรมในหนนี้จึงไม่แปลก

               แม่นมซ่งเอ่ยว่า “ถ้าอย่างนั้นคุณหนูหลับสักครู่ก่อนเถิด เดี๋ยวค่อยลุกมากินก็ได้เจ้าค่ะ” จากนั้นก็สั่งให้คนไปอุ้มเสี่ยวไกวมาให้นาง เสี่ยวไกวเป็นแมวเปอร์เซียที่เหยียนกู้เหลียงเลี้ยงเอาไว้

               อาหยูนอนกอดแมวเปอร์เซียขนสวยมันวาวบนเตียง ในเมื่อรอบกายมีแต่มนุษย์ที่ปองร้าย มิสู้หันหน้าคุยกับแมวจะดีกว่า ในช่วงที่ยังไม่รู้ว่าใครอยู่เบื้องหลังการกระทำของแม่นมซ่ง การปฏิเสธไม่ดื่มยาทุกครั้งก็ไม่ใช่เรื่องดีเพราะจะเป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่น ฉะนั้นนางต้องแก้สถานการณ์เฉพาะหน้าด้วยการปรุงยาถอนพิษขึ้นมา

               นางลูบขนแมวไปพลางนึกย้อนถึงความทรงจำ

               เจียยู่สูญเสียบิดาตั้งแต่เด็ก นางติดตามมารดามาอยู่ที่บ้านตระกูลลู่และอาศัยอยู่ที่นี่เรื่อยมา จากนั้นก็มีการหมั้นหมายเรื่องการแต่งงานของนางกับพี่ชายที่เป็นลูกพี่ลูกน้องที่อายุมากกว่านางสี่ปีนามว่าลู่หมิงหย่วน ปีต่อมา แม่ม่ายผู้สูญเสียสามีอย่างมารดาของเจียยู่ก็ตรอมใจเพราะการจากไปของสามี จึงคิดสั้นกระโดดน้ำและตายตามสามีไป

               เจียยู่เลยกลายเป็นเด็กกำพร้าที่สูญเสียทั้งพ่อและแม่ ดูเผินๆ เหมือนว่าคนในตระกูลลู่จะสงสารหลานสาวที่ขาดพ่อแม่คนนี้ จึงเลี้ยงดูนางเหมือนเป็นบุตรสาวคนหนึ่งของบ้าน แต่ถึงกระนั้นก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงบางเรื่องในครอบครัวได้

               คำครหานินทาจากคนในบ้านทำให้เจียยู่มีนิสัยอ่อนไหวและเปราะบางมากขึ้นเรื่อยๆ นางพยายามบอกตนเองเสมอว่า หากโตขึ้นตนก็จะได้แต่งงานกับญาติผู้พี่ลู่หมิงหย่วน บ้านตระกูลลู่ก็จะเป็นของตนแล้ว

               ดังนั้น เมื่อนางบังเอิญพบว่าลู่หมิงหย่วนมีความสัมพันธ์อันดีกับท่านหญิงจิ้นหยางแห่งตำหนักอันอ๋อง นางก็แกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ และไม่กล้าไปหาหลักฐานมายืนยัน

               จู่ๆ มือที่ลูบขนแมวน้อยก็ชะงักไปครู่หนึ่ง อาหยูยกมุมปากยิ้มจางๆ

               ท่านหญิงจิ้นหยางเป็นดั่งแก้วตาดวงใจของอันอ๋องและพระชายา อีกทั้งอันอ๋องยังเป็นอ๋องที่มีอำนาจเข้มแข็งอยู่ในมือ หากลู่หมิงหย่วนได้แต่งงานกับท่านหญิงจิ้นหยางคงจะมีอนาคตรุ่งเรืองอย่างไม่สิ้นสุด

               แต่เมื่อกลับมามองเจียยู่ซึ่งมีร่างกายอ่อนแอ ไม่มีทั้งพ่อและแม่ ไม่มียศถาบรรดาศักดิ์และอำนาจใดๆ สิ่งเดียวที่มีคือทรัพย์สมบัติมหาศาลกับตำแหน่งซวนผิงโหวสำหรับบุตรชายคนโตของนาง

               ทรัพย์สินของนางนั้นอยู่ในความครอบครองของตระกูลลู่ตั้งแต่แรกแล้ว ส่วนเรื่องการสืบทอดตำแหน่งซวนผิงโหว ด้วยสุขภาพร่างกายอันอ่อนแอของนางก็ยากที่จะคลอดลูกออกมาอย่างปลอดภัย หากไม่มีลูกแล้ว ตำแหน่งนี้ก็ต้องถูกทิ้งเปล่าๆ และอีกอย่างตำแหน่งซึ่งเป็นเพียงหัวโขนจะสำคัญไปกว่าอำนาจในมือได้หรือ?

               ดังนั้นยาพิษที่ค่อยๆ ทำลายสุขภาพจึงถูกนำมาให้นางดื่มเป็นประจำ หากเจียยู่ตาย การแต่งงานครั้งนี้ก็ต้องเป็นโมฆะ ทรัพย์สมบัติของตระกูลเหยียนซึ่งตกทอดกันมาไม่รู้กี่รุ่นต่อกี่รุ่นก็จะตกเป็นของตระกูลลู่ไปโดยปริยาย

               แผนการที่ถูกวางไว้อย่างดีกลับถูกผู้ที่ไร้เดียงสา และอยู่ในห้วงอารมณ์แห่งเสน่หาอย่างท่านหญิงจิ้นหยางทำลายเสียสิ้น

               อาหยูจับลำคอนวลผ่องของตน การที่มีคนบอกว่าเจียยู่คิดสั้นและฆ่าตัวตาย นั่นเป็นเรื่องที่ตบตาได้ดียิ่งกว่าการอ้างว่านางป่วยตายเสียอีก

               ขณะที่อาหยูกำลังคิดทบทวนเรื่องราวต่างๆ ของเจ้าของร่างนี้ นางก็รู้สึกเหนื่อยล้า ร่างกายนี้ช่างอ่อนแอเหลือเกิน พอเผลอหลับไปงีบหนึ่งก็กินเวลาถึงหนึ่งชั่วยาม การได้พักผ่อนครู่ใหญ่ทำให้อาหยูพอมีเรี่ยวแรงขึ้นมาบ้าง

               แม่นมซ่งบอกว่าป๋ายมามาซึ่งเป็นบ่าวรับใช้คนสนิทของลู่ฮูหยิน ได้นำของขวัญมามอบให้เพื่อเป็นการขอโทษแทนหลิงเอ๋อผู้เป็นบุตรสาว

               อาหยูมองของตรงหน้า เห็นโสมร้อยปีหนึ่งแง่งและแจกันที่ทำจากหยกขาวเหอเถียนชั้นดีอีกหนึ่งชิ้น ของทุกอย่างช่างดูหรูหรางดงามยิ่งนัก ทุกครั้งที่หลิงเอ๋อรังแกเจ้าของร่างนี้ ลู่ฮูหยินก็จะนำของขวัญมาขอขมาด้วยความใส่ใจ ของขวัญที่นำมามอบทุกครั้งล้วนแต่เป็นสิ่งที่มีราคาและแตกต่างกันไป ดังนั้นทุกคนจึงกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่าลู่ฮูหยินใจดีมีเมตตายิ่ง

               ตระกูลเดิมของลู่ฮูหยินคือตระกูลป๋ายซึ่งล่มสลายไปนานแล้ว และตัวนางก็ไม่มีสมบัติติดตัวมากมายนัก ส่วนตระกูลลู่แม้จะมีความเป็นมายาวนานนับร้อยปี แต่ทรัพย์สินก็ค่อยๆ ร่อยหรอลงเรื่อยๆ

               เมื่อสี่สิบปีที่แล้วมีปรากฏการณ์อีกวานหนานตู้* ทำให้ทรัพย์สินในบ้านร่อยหรอไปไม่น้อย ถึงกระนั้นตระกูลลู่ก็ยังสามารถรักษาหน้าตาเอาไว้ได้บ้าง หลังจากที่คุณหนูตระกูลลู่คนหนึ่งได้แต่งงานกับคุณชายตระกูลเหยียน ในที่สุดพวกเขาก็ไม่ต้องพยายามรักษาภาพลักษณ์อีกต่อไป พวกเขาใช้ความเป็นญาติกับตระกูลเหยียนเพื่อยกระดับหน้าตาในสังคม

               เรื่องเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องที่บ่าวรับใช้ในตระกูลเหยียนเล่าให้ฟังตอนที่เจ้าของร่างนี้ยังเป็นเด็ก และยังบอกนางอีกว่า ตระกูลลู่ได้ถือครองทรัพย์สมบัติของตระกูลเหยียนเอาไว้หมดแล้ว ฉะนั้นนางจึงไม่ใช่คนอื่นคนไกล นางสามารถอาศัยอยู่ในบ้านตระกูลลู่ได้อย่างสบายใจ ตอนหลังบ่าวรับใช้คนนั้นก็หายไป

               หลังจากนั้นเจียยู่ก็ค่อยสังเกตเห็นว่า บ่าวรับใช้ที่มาจากบ้านตระกูลเหยียนหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยทีละคน...ละคน

               ความโลภเหมือนมหาสมุทรที่ไร้ก้น จะเติมอย่างไรก็ไม่มีวันเต็ม

               ใดๆ ในโลกล้วนเป็นเช่นนี้

               ผ่านไปครู่หนึ่ง แม่นมซ่งก็ประคองถ้วยยาที่ถูกอุ่นให้ร้อนเข้ามาอีกหน นางเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าปกติไม่ได้มีความประหม่าให้เห็นแม้แต่น้อย

               ครั้งแรกที่นางวางยาคุณหนู นางก็ตกใจอย่างบอกไม่ถูก

               ครั้งที่สองก็รู้สึกผิดจนยากจะปกปิดสีหน้า

               แต่พอนานวันเข้าก็กลายเป็นความเคยชิน นางพยายามบอกตนเองเสมอว่า คุณหนูเกิดมาอาภัพถึงเพียงนี้จะอยู่ดูโลกนานๆ ไปทำไมกัน ให้โอกาสนางไปอยู่ร่วมกับพ่อและแม่ที่ปรโลกย่อมเป็นเรื่องที่ดีกว่า พอพร่ำบอกตนเองอย่างนี้หลายครั้งเข้า แม่นมซ่งก็เริ่มเชื่ออย่างนั้นจริงๆ

หงุดหงิดง่ายเสียจริง

               อาหยูรับถ้วยยามาจากนางและกำลังจะยกขึ้นดื่ม เสี่ยวไกวกลับพุ่งเข้ามาหาและปัดถ้วยยาตกแตก อาหยูถอนหายใจเบาๆ นางเคาะหัวเสี่ยวไกวไปครั้งหนึ่งและบอกว่า “ดูสิ ทำอะไรของเจ้า”

               แม่นมซ่งบ่นว่า “เจ้าแมวตัวนี้ถูกตามใจจนเคยตัวเสียแล้ว โชคดีที่ยาไม่ลวกผิวคุณหนู ไม่อย่างนั้นต้องแย่แน่ๆ คุณหนูคงต้องสอนมันบ้างนะเจ้าคะ”

               เหมือนเสี่ยวไกวจะรู้ว่าพวกมนุษย์กำลังพูดถึงตน มันจึงส่งเสียงครางเบาๆ กระโดดลงพื้นและเดินออกจากห้องไป

               แม่นมซ่งเห็นแล้วก็นึกขำ จึงพูดว่า “หงุดหงิดง่ายเสียจริง” จากนั้นก็สั่งให้บ่าวรับใช้เปลี่ยนเสื้อผ้าให้อาหยู แล้วจึงสั่งให้บ่าวอีกกลุ่มหนึ่งไปต้มยามาใหม่

               อาหยูเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “แม่นมเองก็ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเสียเถิด”

               แม่นมซ่งก้มลงมองเสื้อผ้าของตนที่มีคราบยาเปรอะเปื้อน จึงรับคำนางแล้วขอตัวออกจากห้องไป

               เมื่อแม่นมซ่งกลับมาในห้องของตนก็จัดการลั่นดาลประตูจากด้านใน หยิบกุญแจมาไขเปิดประตูตู้เสื้อผ้า เปิดช่องลับและหยิบกล่องไม้กล่องหนึ่งออกมา จากนั้นก็ใช้กุญแจอีกดอกเปิดกล่องไม้ สิ่งที่อยู่ข้างในเป็นขวดลายครามขนาดเล็ก อีกทั้งยังมีกระดาษที่ถูกตัดและพับไว้เป็นอย่างดี

               แม่นมซ่งเปิดขวดออก และเตรียมจะเทสิ่งของที่อยู่ในขวดห่อใส่กระดาษเพื่อนำไปใช้ นางไม่กล้าพกยาขวดนี้ติดตัว กลัวว่าหากเผลอทำหล่นจะมีคนเก็บได้ เรื่องทั้งหมดก็อาจถูกเปิดโปง

               ขณะเดียวกันนั้นเองก็มีแมวตัวอ้วนกลมกระโดดลงมาจากด้านบนตู้เสื้อผ้า แม่นมซ่งส่งเสียงร้องด้วยความตกใจ นางยกมือขึ้นบังตามสัญชาตญาณก่อนที่ขวดในมือจะหล่นลงพื้นเสียงดังกังวานและแตกกระจาย สิ่งที่บรรจุอยู่ในขวดจึงฟุ้งเต็มพื้น เสี่ยวไกวกระโดดลงบนไหล่ของแม่นมซ่งแล้วกระโจนลงพื้น มันดมสิ่งที่กระจายอยู่ด้วยท่าทางอยากรู้อยากเห็น ก่อนจะก้าวถอยหลัง ย่อตัวลงและฉี่ใส่ผงยาเหล่านั้นแม่นมซ่งหน้าถอดสี นางยกเท้าเตรียมจะเตะ ทว่าเสี่ยวไกวเพียงแต่ร้องเหมียวแล้ววิ่งหนีไป จากนั้นก็มีเสียงใครบางคนเรียกนางอย่างร้อนใจ

               “มามา... เกิดอะไรขึ้นรึเจ้าคะ” บ่าวรับใช้ข้างนอกได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวจึงรีบเข้ามาดูสถานการณ์ แม่นมซ่งไม่มีท่าทีกังวล นางตอบว่า “ไม่มีอะไร แค่เสี่ยวไกวมาวิ่งเล่นในห้องของข้า” จากนั้นก็รีบใช้เท้าเขี่ยผงยาพวกนั้นไปไว้ตรงมุมหนึ่งของห้อง

               แม่นมซ่งหันไปถลึงตาใส่เสี่ยวไกวที่นั่งอยู่บนชั้นวางของ พยายามสะกดกลั้นความรู้สึกขยะแขยงในใจ พลางบรรจงเก็บเศษขวดที่เต็มไปด้วยกลิ่นฉี่แมวขึ้นมา

               ประตูถูกเปิดออก เสี่ยวไกววิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว บ่าวรับใช้เอ่ยพร้อมรอยยิ้ม “มามา เสี่ยวไกวทำของท่านพังอีกแล้วรึเจ้าคะ?”

               แม่นมซ่งตอบด้วยความรำคาญว่า “ไอ้ตัวป่วนนั่นถูกคุณหนูตามใจจนเคยตัว เข้ามาทำของในห้องเสียหายไม่เว้นแต่ละวัน”

               บ่าวรับใช้เอ่ยว่า “เดี๋ยวข้าเข้าไปเก็บให้เจ้าค่ะ”

               แม่นมซ่งรีบตอบ “ไม่เป็นไรหรอก ข้าเก็บเสร็จแล้ว”

               อาหยูอุ้มเสี่ยวไกวที่วิ่งกลับมาคล้ายกับจะอวดผลงานของตน นางไม่คิดว่ามันจะทำงานได้อย่างราบรื่นถึงเพียงนี้ ก่อนหน้านี้ตอนที่นั่งอยู่บนเตียง นางได้นำขวดยาที่มียาลูกกลอนอยู่ด้านในมาหยอกเสี่ยวไกว เพราะโดยปกติแล้วยาพิษมักจะถูกบรรจุอยู่ในขวดเพื่อให้เก็บรักษาได้ง่าย เสี่ยวไกวจำกลิ่นยาได้จึงออกไปจัดการแทนนางเสียเอง

               แมวเป็นสัตว์ที่ดุเดือดเลือดร้อนจริงๆ

               นางจูบจมูกของมันแทนคำชม ช่างเป็นแมวที่ฉลาดเหลือเกิน

               ตอนนี้ไม่มียาแล้ว แม่นมซ่งจึงต้องไปเอายากับคนที่อยู่เบื้องหลังนาง คราวนี้อาหยูก็จะได้เห็นแล้วว่าใครคือผู้สั่งการแม่นมซ่ง

               ลู่ฮูหยินรึ?

               หรือว่าจะเป็นฮูหยินผู้เฒ่าลู่?

               หรือว่าจะเป็นคนอื่น?

               ลู่ฮูหยินและฮูหยินผู้เฒ่าลู่เป็นสองคนแรกที่อาหยูนึกสงสัยในตัวพวกเขา

               ลู่ฮูหยินคือมารดาของลู่หมิงหย่วน ลู่หมิงหย่วนนับเป็นความหวังของอีกครึ่งชีวิตที่เหลือของนาง

               ส่วนฮูหยินผู้เฒ่าลู่คือผู้อาวุโสสูงสุดของตระกูลลู่ และเป็นญาติทางสายเลือดคนเดียวของเจียยู่ เป็นคนเดียวในบ้านที่รักและห่วงหาอาทรเจ้าของร่างนี้ที่สุด

               แต่ทั้งคนตระกูลลู่และหลานสาวคนนี้ต่างก็เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขด้วยกันทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับว่าเลือดเนื้อเชื้อไขฝ่ายไหนจะมีอิทธิพลมากกว่ากัน เมื่อเทียบกับอนาคตอันรุ่งเรืองของตระกูลลู่ เห็นได้ชัดว่าเจียยู่ถูกให้ความสำคัญเป็นอันดับรอง

               อาหยูอยากจะรู้เหลือเกินว่า ฮูหยินผู้เฒ่าลู่ไม่รู้ไม่เห็นเรื่องการตายของเจียยู่ หรือรู้แต่ทำเป็นนิ่ง หรือแท้จริงแล้วนางคือผู้อยู่เบื้องหลังกันแน่!

               ลู่หมิงหย่วนกล่าวลาเพื่อนร่วมงานก่อนจะเดินออกจากวังหลวง

               ปีที่แล้วเขาสอบผ่านเข้ามาเป็นขุนนางฝ่ายบู๊ และได้รับเลือกเป็นทหารองครักษ์ผู้มีหน้าที่ดูแลในยามที่ฮ่องเต้เสด็จประพาสนอกวัง นอกจากนั้นยังมีหน้าที่ตรวจตราดูแลความปลอดภัยในเขตพระราชฐานในยามกลางคืนอีกด้วย

               ขณะที่กำลังขี่ม้ากลับจวน จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงใสของใครคนหนึ่งตะโกนขึ้นว่า “ลู่เอ้อเกอ*”

               ลู่หมิงหย่วนมีสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย เขาจงใจเร่งความเร็วของม้าตัวที่ขี่อยู่

               บ่าวรับใช้ผู้ติดตามนามว่าป๋ายมั่วคล้ายจะพูดอะไรบางอย่าง จะขยับริมฝีปากแต่ก็ต้องเงียบไป

               “ลู่เอ้อเกอ หยุดเดี๋ยวนี้นะ” เสียงนั้นกล่าวอย่างร้อนใจ จากนั้นก็มีเสียงฝีเท้าม้าควบตามมา

               ตรงหน้าพวกเขาคือตลาดที่จอแจ ลู่หมิงหย่วนไม่กล้าบังคับม้าเข้าไปด้านในเพราะมีคนพลุกพล่าน เขาจึงรั้งม้าเอาไว้ ไม่นานนักผู้ที่เรียกเขาก็ควบม้ามาขวาง

               คนที่นั่งอยู่บนหลังม้าสีขาวตัวงามยากจะแยกแยะได้ว่าเป็นชายหรือหญิง ดวงหน้านั้นงดงามได้รูป กำลังมองมายังลู่หมิงหย่วนด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยโทสะและตัดพ้อ

               ลู่หมิงหย่วนเม้มริมฝีปากแน่น ท่าทางอึดอัด

               ผู้มาใหม่ขวางทางเขาไว้ แล้วเอ่ยถามด้วยความไม่พอใจว่า “ท่านไม่อยากเจอข้าขนาดนี้เลยรึ”

               ถนนเส้นนี้อยู่ใกล้เมืองหลวง แม้จะไม่มีผู้คนขวักไขว่ไปมาแต่ก็มีคนเดินผ่านเป็นระยะๆ หากจะสนทนาที่นี่ดูจะไม่สะดวกเท่าไร ลู่หมิงหย่วนจึงเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “พวกเราไปนั่งสนทนากันที่โรงน้ำชาชิงถิงเถอะ”

               คนผู้นั้นเปลี่ยนจากสีหน้าบึ้งตึงเป็นยินดี และรีบตามไปด้วยท่าทางเบิกบาน

               “ลู่เอ้อเกอ พวกเราไม่ได้ดื่มชาร่วมกันนานแล้วนะ” นางพูดพลางทำหน้ามุ่ย หลายครั้งที่นางพยายามนัดแต่เขาก็มีข้ออ้างปฏิเสธตลอด

               ทุกครั้งที่ลู่หมิงหย่วนอยู่ตามลำพังกับนาง เขามักจะเกร็งไปทั้งร่าง หลังจากได้รู้ว่านางเป็นสตรีไม่ใช่ชายหนุ่มเขาก็ยิ่งทำตัวเหินห่าง ระหว่างชายหญิงเดิมทีก็มีช่องว่างอยู่แล้ว นับประสาอะไรกับคนที่มีคู่หมั้นแล้วอย่างเขา

               เมื่อเข้ามาในห้องรับรองของโรงน้ำชา ท่านหญิงจิ้นหยางก็สั่งรายการอาหารอย่างคล่องแคล่ว “ชาปี้หลัวชุนหนึ่งกา ขนมเปี๊ยะไส้ชาเขียว ขนมรากบัว ลูกเหมยดอง ส้มโอมือ...”

               สิ้นสุดคำพูดของนาง ลู่หมิงหย่วนก็มีสีหน้าสับสนไม่น้อย ของเหล่านี้ล้วนแต่เป็นสิ่งที่เขาชอบกินทั้งนั้น แต่เขาไม่ได้ตั้งใจจะมาดื่มชา เขาตั้งใจจะพูดบางเรื่องกับนางให้ชัดเจน

               หลังจากภายในห้องเหลือเพียงสองคน ลู่หมิงหย่วนก็เอ่ยปากขึ้นว่า “ท่านหญิง ท่านเป็นหญิงข้าเป็นชาย เราไม่ควรไปมาหาสู่กัน คนอื่นเห็นเข้าก็อาจจะเอาไปนินทาได้”

               “ข้าไม่สนหรอก” ท่านหญิงจิ้นหยางเชิดคางและเอ่ยปัด ดวงตาของนางแสดงให้เห็นความเป็นตัวของตัวเองและความปรารถนาในใจอย่างปิดไม่มิด

               อันอ๋องเป็นเชื้อพระวงศ์สายโลหิตเดียวกันกับฮ่องเต้ ส่วนพระชายาของเขาแซ่เดิมคือแซ่ชุย อันอ๋องมีบุตรชายซึ่งเกิดจากพระชายาและอนุรวมทั้งสิ้นสิบเอ็ดคน แต่กลับมีนางเป็นบุตรสาวเพียงแค่คนเดียว ฉะนั้นท่านหญิงจิ้นหยางจึงใช้ชีวิตอย่างอิสระตามอำเภอใจยิ่งกว่าองค์หญิงในวังเสียอีก

               ลู่หมิงหย่วนกลับเอ่ยว่า “แต่ข้าสน”

               ท่านหญิงจิ้นหยางหุบยิ้มทันที พร้อมกับตั้งคำถาม “เพราะเจียยู่รึ?”

               ลู่หมิงหย่วนมีสีหน้าเคร่งเครียดอยู่ครู่หนึ่ง ตอบเสียงเบาว่า “ข้าไม่อาจทำร้ายนาง”

               “แต่ท่านไม่ได้ชอบนาง” ท่านหญิงจิ้นหยางเอ่ยด้วยเสียงทุ้มต่ำ “ไม่ชอบแต่ก็ต้องแต่งกับนาง ท่านทำได้รึ? หากวันใดที่นางรู้ความจริงเรื่องนี้จะทำใจได้รึ? ฉะนั้นเราทั้งสามต่างก็ไม่สบายใจเหมือนๆ กัน ท่านคิดหรือว่าการกระทำของตนช่างวิเศษวิโสเหลือเกิน ทำไมจึงได้ใจร้ายอย่างนี้!”

               ท่านหญิงจิ้นหยางกระทืบเท้าด้วยความโมโหและเอ่ยต่อว่า “ทั้งๆ ที่มีทางออก ทำไมต้องยอมจำนนอย่างว่าง่ายด้วย เจียยู่งดงามขนาดนั้น ต้องมีคนชอบนางมากมาย เราลองหาสักคนที่รักและจริงใจต่อนาง ให้นางแต่งออกไปจะไม่ดีกว่าหรือ?”

               ลู่หมิงหย่วนเอ่ยตอบด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ท่านหญิงเห็นการแต่งงานเป็นเรื่องเล่นๆ อย่างนั้นสินะ”

               ท่านหญิงจิ้นหยางผุดลุกขึ้นทันที นางชี้หน้าลู่หมิงหย่วนและเอ่ยว่า “ท่านรับผิดชอบนางด้วยการแต่งงาน แล้วข้าเล่า ตอนที่ท่านกอดข้า หอมข้า ท่านเคยคิดรับผิดชอบบ้างหรือไม่?”

               ลู่หมิงหย่วนหัวใจเต้นแรง เอ่ยว่า “ตอนนั้นเป็นอุบัติเหตุ แล้วอีกอย่าง ข้ายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าท่านเป็นผู้หญิง” ตอนที่ซ้อมวรยุทธร่วมกัน นางยืนโงนเงนไปมาเขาจึงรีบเข้าไปประคองนาง คิดไม่ถึงว่าจะกลายเป็นอุบัติเหตุที่บังเอิญเข้าอย่างจัง ทำให้ต่างฝ่ายต่างเคอะเขินด้วยกันทั้งคู่

ท่านชอบข้า

               “ข้าไม่สนใจหรอก กอดก็กอดแล้ว หอมก็หอมแล้ว ท่านต้องรับผิดชอบ ไม่อย่างนั้นข้าจะบอกท่านพ่อกับท่านแม่ว่าท่านล่วงเกินข้า และจะบอกทุกคนให้รู้ด้วยว่าท่านไม่ให้เกียรติข้า” ท่านหญิงจิ้นหยางเริ่มพูดให้เรื่องบานปลายใหญ่โตมากขึ้นไปอีก

               “ท่านหญิง” ลู่หมิงหย่วนขมวดคิ้ว “ทำไมต้องทำให้เราลำบากใจด้วยกันทั้งคู่เล่า”

               ท่านหญิงจิ้นหยางตอบทั้งๆ ที่สองตาแดงก่ำว่า “ข้าจะทำให้ลำบากใจด้วยกันทั้งหมดนี่แหละ หากท่านไม่ชอบข้า ข้าจะไม่มาขอร้องเด็ดขาด แต่ท่านเองก็ชอบข้า ข้าก็ชอบท่าน แล้วทำไมพวกเราจะอยู่ด้วยกันไม่ได้”

               ลู่หมิงหย่วนเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจังว่า “ท่านหญิงเข้าใจผิดแล้วล่ะ ข้าคิดกับท่านหญิงเป็นพี่น้องเท่านั้น ไม่ได้คิดเกินเลย”

               “ท่านชอบข้า หากท่านแน่ใจว่าไม่เคยคิดเกินเลย ก็จ้องตาข้าและบอกว่าไม่ชอบสิ ลองบอกว่าไม่เคยชอบข้ามาก่อนได้ไหมเล่า?” ท่านหญิงจิ้นหยางเอ่ยโดยที่มีน้ำตาคลอหน่วย

               พอสบเข้ากับดวงตาที่แฝงด้วยแววตัดพ้อและเด็ดเดี่ยว ลู่หมิงหย่วนรู้สึกคล้ายกับมีปุยนุ่นมาติดคอจนไม่อาจเอื้อนเอ่ยคำใดออกมาได้ ในใจรู้สึกผิดอย่างยิ่งเพราะความจริงแล้วเขาก็รู้สึกหวั่นไหวในตัวท่านหญิงเช่นกัน

               เดิมทีเขาเชื่อฟังคำสั่งของท่านปู่ที่สั่งอย่างหนักแน่นว่าญาติผู้น้องของเขาคนนั้นไม่มีบิดามารดา นางมีเขาเป็นที่พึ่งเพียงหนึ่งเดียว ยิ่งตอนหลังนางก็มีสุขภาพไม่แข็งแรง ทำให้เขาไม่อาจทิ้งนางให้อยู่ตามลำพังได้ จึงตั้งมั่นที่จะทำตามคำสั่งเสียของท่านปู่

               ทว่าท่านหญิงจิ้นหยางก็เป็นสตรีที่มั่นใจในตนเองสูง แววตาของนางมักเผยความในใจอย่างชัดเจน มองคล้ายพระอาทิตย์ส่องแสง ชวนให้เขานึกอยากเข้าใกล้โดยไม่รู้ตัว

               ตอนแรกเขานึกเป็นห่วงเป็นใยนางเหมือนน้องชายคนหนึ่ง แต่พอรู้ว่านางเป็นสตรีและรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงในใจ เขาก็รีบแสดงท่าทีเย็นชาและทำตัวเหินห่าง ความรู้สึกคนอาจจะควบคุมไม่ได้ก็จริงแต่เขาสามารถควบคุมพฤติกรรมได้

               ท่านหญิงจิ้นหยางเปลี่ยนจากใบหน้าที่มีน้ำตาเอ่อล้นเป็นใบหน้ายิ้มแย้ม นางรีบเช็ดน้ำตาและเอ่ยว่า “นั่นไง ท่านชอบข้า”

               ลู่หมิงหย่วนกล่าวด้วยแววตาสับสน “แล้วอย่างไรเล่า ท่านหญิงพร่ำเพ้อพรรณนาว่ารักข้า แต่รู้หรือไม่ว่าหากข้าทำลายการแต่งงานที่ทางบ้านจัดเตรียมไว้แล้วมาอยู่กับท่านหญิง คนข้างนอกจะตำหนิข้าอย่างไรบ้าง พวกเขาจะพูดกันว่าข้าผิดคำสัญญา เพราะทะเยอทะยานใฝ่สูงเกินตัว หากชื่อเสียงข้าเสียหาย ตระกูลข้าก็จะพลอยอับอายไปด้วย ญาติผู้น้องก็จะถูกหัวเราะเยาะเพราะข้า ท่านหญิงอยากให้เป็นอย่างนั้นจริงๆ รึ”

               ท่านหญิงจิ้นหยางนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ ก่อนจะเอ่ยว่า “ต้องมีวิธี ต้องมีวิธีที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายลงเอยด้วยดี ต้องมีวิธีแน่ๆ พวกเราช่วยกันคิดหาทางออกก็ได้นี่”

               ลู่หมิงหย่วนส่ายหน้าช้าๆ “ไม่มีหรอก”

 

               หลังจากที่ลู่หมิงหย่วนกลับไปแล้ว

               ท่านหญิงจิ้นหยางก็ฟุบหน้าลงบนโต๊ะและปล่อยโฮออกมา บ่าวรับใช้ที่ติดตามนางมานานนามว่าฮวาหยู่นึกสงสารจับใจ แต่ไม่ว่าจะปลอบอย่างไรก็ไม่อาจทำให้ผู้เป็นนายมีท่าทีอ่อนลงได้ จึงเอ่ยว่า “คุณหนูเหยียนสุขภาพไม่แข็งแรง คงจะอยู่ได้ไม่นานนักหรอกเจ้าค่ะ”

               “เจ้าหมายความว่าอย่างไร?” ท่านหญิงจิ้นหยางรีบเงยหน้าขึ้นจากโต๊ะทันที

               นางไม่อยากให้เจียยู่แต่งงานกับลู่หมิงหย่วน แต่ก็ไม่ได้หวังจะให้เจียยู่ตาย ท่านหญิงรู้ว่าสิ่งที่ตนทำนั้นไม่ถูกต้อง ไม่ใช่ว่าจะไม่เคยลังเลมาก่อน นางพยายามตีตัวออกห่างจากลู่หมิงหย่วนแต่ก็ไม่อาจลืมเขา ในเมื่อเขาดีขนาดนี้นางจะลืมเขาลงได้อย่างไร

               ยิ่งนางปฏิเสธ กลับยิ่งรู้สึกว่าเขาดีมากขึ้นไปอีก หากนางขาดจากชายผู้นี้ไปก็ไม่รู้ว่าต่อไปจะได้เจอคนดีๆ อย่างนี้อีกหรือไม่

               ฮวาหยู่ตบปากตัวเองและเอ่ยว่า “ท่านหญิงให้อภัยบ่าวด้วย บ่าวปากมากไปเอง” หากคุณหนูเหยียนตายเร็วก็ว่าไปอย่าง แต่หากประคองสังขารอยู่ได้อีกสามปีห้าปี ท่านหญิงของนางไม่ต้องรออีกสามปีห้าปีเหมือนกันรึ

               ท่านหญิงจิ้นหยางตอบกลับว่า “หากยังกล้าปากมากอีก ข้าจะส่งเจ้าไปอยู่บ้านนอกโน่น ถ้าลู่เอ้อเกอได้ยินเข้า เขาจะคิดอย่างไรกับข้า”

               ฮวาหยู่รีบรับคำแต่โดยดี

               “ไอ้หยา... ใครมันบังอาจทำให้ท่านหญิงจิ้นหยางของพวกเราต้องเสียน้ำตาได้นะ” แขกผู้ไม่ได้รับเชิญผลักประตูเข้ามาในห้องอย่างองอาจ

               ท่านหญิงจิ้นหยางรีบเช็ดน้ำตาอย่างรวดเร็ว นางผุดลุกขึ้นและเรียกเขาว่า “ลิ่วถางเกอ*” แล้วก็ไม่ได้พูดอะไรอีก

               องค์ชายหกเดินเข้ามาหาและพินิจมองนางตั้งแต่หัวจรดเท้า จากนั้นก็หันไปมองถ้วยชาสองใบที่วางอยู่บนโต๊ะ “ลู่หมิงหย่วนรังแกเจ้ารึ เดี๋ยวข้าจะไปสั่งสอนเขาเอง”

               ท่านหญิงจิ้นหยางตกใจจนต้องเบิกตาโพลง

               “ข้าเห็นหมดแล้วล่ะ” องค์ชายหกยกนิ้วชี้และนิ้วกลางชี้ไปที่ตาของตนเอง และเอ่ยว่า “ข้าเห็นเจ้าสองคนเข้ามาในโรงน้ำชา แต่เห็นเขาออกไปคนเดียว เจ้าสองคนมีอะไรกันรึ?”

               ท่านหญิงจิ้นหยางหน้าแดงด้วยความประหม่า นางเบือนหน้าหนีและเลือกที่จะไม่มองหน้าผู้เป็นญาติผู้พี่

               ผู้ที่จับแววแห่งความเจ็บปวดในดวงตาของนางได้อย่างองค์ชายหก ถอนหายใจเบาๆ และเอ่ยว่า “ผกาโรยกลีบคล้ายเชื้อเชิญ สายน้ำกลับเมินไม่ไยดี” พลางกล่าวต่อด้วยความเศร้าหมอง “ได้มีคู่หมั้นคู่หมายที่งดงามเหนือสตรีใดนับเป็นวาสนา เหตุใดเขาจึงยังไม่พอใจอีก”

               คำพูดนั้นทำให้ท่านหญิงจิ้นหยางหันหน้ากลับมาทันที

 

               เมื่อลู่หมิงหย่วนกลับมาถึงบ้าน เขาก็ไปคารวะฮูหยินผู้เฒ่าลู่ก่อน

               เมื่อได้เห็นผู้เป็นหลานชาย ฮูหยินผู้เฒ่าลู่ก็ยิ้มจนเห็นริ้วรอยบนใบหน้าปรากฏชัดเป็นริ้วเล็กๆ นางถามเขาด้วยความเป็นห่วงเป็นใยว่าวันนี้เหนื่อยหรือไม่ มีเรื่องไม่สบายใจอะไรหรือเปล่า

               ลู่หมิงหย่วนเล่าแต่เรื่องที่สบายใจทว่าไม่พูดเรื่องที่ตนกำลังไม่สบายใจ จนกระทั่งมาถึงเรื่องที่เขาได้รับบัตรเชิญงานแต่งของเพื่อนร่วมงานคนหนึ่ง เขาเอ่ยว่า “เพื่อนคนนี้เด็กกว่าข้าตั้งสองปี แต่ได้แต่งงานแล้ว”

               ฮูหยินผู้เฒ่าลู่ซึ่งกำลังลูบขนแมวชะงักมือเล็กน้อยอย่างยากที่จับอาการได้ นางเอ่ยว่า “จะว่าไป ข้าก็ควรจัดงานแต่งงานให้เจ้ากับยู่เอ๋อได้แล้ว แต่สุขภาพของนางไม่แข็งแรงนัก ข้าก็เลยคิดจะรอให้นางดีขึ้นสักพักค่อยจัดงาน”

               ลู่หมิงหย่วนเอ่ยว่า “พอเรื่องน่ายินดีมารอถึงหน้าบ้าน สิ่งอัปมงคลย่อมหนีหาย หากมีข่าวดีบางทีอาการป่วยของเจียยู่อาจจะดีขึ้นสักหน่อยนะขอรับ”

               พลางคิดในใจว่า หากเขาแต่งงาน ท่านหญิงจิ้นหยางคงล้มเลิกความตั้งใจแล้วกระมัง

               ฮูหยินผู้เฒ่าลู่นิ่งอึ้งไปเล็กน้อยแล้วจึงลูบขนแมวเป็นพักๆ พลางเอ่ยว่า “บนโลกใบนี้ ส่วนใหญ่ก็จะมีแต่สตรีที่คิดถึงความสุขของบุรุษก่อน น้ำใจอย่างเจ้าช่างหาได้ยากยิ่ง เพียงแต่เรื่องการแต่งงานจะกำหนดวันสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้ หากจะแต่งก็ต้องหาฤกษ์ยามให้ดี ประเดี๋ยวข้าจะไปปรึกษากับแม่ของเจ้าอีกครั้ง”

               ลู่หมิงหย่วนรับปากแต่โดยดี สักพักเขาก็ขอตัวลาจากเรือนหรงโซ่วไปที่เรือนยู่เซิงเพื่อคารวะลู่ฮูหยินผู้เป็นมารดา จากนั้นก็ประคองกล่องสุ่ยฮวา* ไปหาอาหยูที่เรือนฝูฉู เขาเอ่ยว่า “หลิงเอ๋อน้องสาวข้าไม่มีเจตนาจะพูดอย่างนั้นหรอก อย่าใส่ใจไปเลย”

               เขาพร่ำพูดคำนี้จนแม้แต่ตัวเองก็ยังนึกละอายใจ เขาจำไม่ได้แล้วว่าตนเองมาขอโทษแทนหลิงเอ๋อผู้เป็นน้องสาวมาแล้วกี่ครั้ง น้องสาวของเขามีนิสัยน่าเอือมระอาจนไม่รู้จะจัดการอย่างไรดี

               อาหยูแย้มริมฝีปากสีชมพูระเรื่อยิ้มตอบเขา “ข้าเป็นลมเพราะร่างกายข้าไม่แข็งแรงเอง ไม่เกี่ยวอะไรกับนางหรอก”

               ลู่หมิงหย่วนยิ่งละอายใจมากกว่าเดิม เขาเอ่ยว่า “เจ้าไม่ต้องพูดจาปกป้องนางหรอก คนผิดก็คือผิด ท่านแม่สั่งลงโทษให้นางนั่งคัดคุณสมบัติกุลสตรีไปแล้ว”

               อาหยูจึงไม่ได้พูดอะไรอีก

               ลู่หมิงหย่วนก็ไม่รู้จะสนทนาเรื่องอะไรต่อ เพราะคู่หมั้นเขาชอบวาดรูป ดนตรี งานศิลปะอย่างสตรี ส่วนตัวเขาชอบอยู่กับการฝึกวรยุทธและอ่านตำราพิชัยสงคราม อายุของทั้งคู่ห่างกันสี่ปี ทำให้ทั้งสองแทบไม่มีประโยคสนทนาที่จะคุยกันต่อได้

               เขารู้สึกเสมอว่าญาติผู้น้องคนนี้เหมือนน้ำค้างบริสุทธิ์บนกลีบดอกไม้ ในยามรุ่งอรุณจะงดงามผุดผ่องและบอบบางยิ่ง ฉะนั้นเวลาอยู่ใกล้นางเขาจึงต้องระมัดระวังตัว บางครั้งก็วางตัวไม่ถูก

               ทั้งสองพยายามสนทนากันด้วยความเคอะเขิน ก่อนที่ลู่หมิงหย่วนจะบอกให้นางพักผ่อนให้มาก จากนั้นก็ขอตัวลากลับ

               อาหยูเดินไปส่งเขาที่หน้าประตูและมองตามจนเขาเดินลับตาไป

               ชาติที่แล้วเจียยู่เจ้าของร่างนี้ บังเอิญได้เห็นท่านหญิงจิ้นหยางกอดลู่หมิงหย่วนจากทางด้านหลัง แม้ว่าทั้งสองจะผละออกจากกันอย่างรวดเร็วแต่ทั้งคู่ก็สนทนากันต่ออีกระยะหนึ่ง แม้จะอยู่ห่างไกลจนนางไม่ได้ยินบทสนทนาชัดเจนนัก แต่ด้วยท่าทางของคนทั้งสอง นางก็พอจะเดาได้ว่าลู่หมิงหย่วนปฏิบัติต่อสตรีนางนี้แตกต่างจากคนอื่น และต่างจากที่ปฏิบัติต่อนางอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นนางจึงมั่นใจว่าคนทั้งสองต้องแอบมีใจให้กัน

               แต่เมื่อครู่นางเพิ่งจะได้ยินอะไรมา?

               ลู่หมิงหย่วนกลับเป็นฝ่ายเอ่ยปากขอให้มีการจัดการแต่งงานอย่างนั้นรึ?

               ถ้าอย่างนั้น นางสามารถคาดเดาได้หรือไม่ว่าเขามิใช่หนึ่งในบุคคลต้องสงสัยที่วางยาเจ้าของร่างนี้?

               หากเป็นอย่างนั้นจริง ก็ถือว่าเป็นเรื่องดีกับดวงวิญญาณที่ตายไป เพราะอย่างน้อยบุรุษในดวงใจของนางก็ไม่ได้คิดจะทำร้ายนาง

คนผู้นั้น

               อาหยูแย้มยิ้มอย่างเย้ยหยัน ความคิดที่เขาอยากจะจัดการเรื่องการแต่งงานกับนาง คงเป็นสัญญาณที่เร่งให้นางจบชีวิตลงเร็วขึ้นกระมัง

               หาก ‘คนผู้นั้น’ รู้คงจะรีบลงมือแล้ว!

               ฮูหยินผู้เฒ่าส่งคนไปเชิญลู่ฮูหยินมาที่เรือนหรงโซ่ว และคุยถึงเรื่องที่ลู่หมิงหย่วนต้องการจะจัดงานแต่งงาน

               ลู่ฮูหยินยิ้มละไม แล้วเอ่ยว่า “ข้าคิดมาตลอดว่าสุขภาพของหลานสาวยังอ่อนแอ กลัวว่าจะทำให้นางเหนื่อย แต่ไม่ได้คิดที่จะช่วยบรรเทาทุกข์ในใจให้นาง เป็นเพราะข้าไม่ดีเอง โชคดีที่หมิงหย่วนคิดถึงเรื่องนี้ หากยู่เอ๋ออาการดีขึ้นคงเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง”

               ฮูหยินผู้เฒ่าลู่หัวเราะเบาๆ “ไม่เกี่ยวกับเจ้าหรอก ข้าเองก็คิดไม่ถึงเหมือนกัน เป็นเพราะหมิงหย่วนคิดได้รอบคอบ”

               ลู่ฮูหยินยกมือขึ้นคารวะแม่สามี “เป็นเพราะท่านแม่สอนเขามาดีเจ้าค่ะ”

               ฮูหยินผู้เฒ่าลู่สงสารลู่หมิงหย่วนที่สูญเสียผู้เป็นบิดาด้วยปัญหาสุขภาพ และแม่ของเขาก็ยังมาจากตระกูลไร้อำนาจ นางจึงตัดสินใจเลี้ยงดูหลานชายคนนี้เอง

               ฮูหยินผู้เฒ่าลู่หัวเราะชอบใจ ส่ายหน้าช้าๆ “พวกเราไม่ต้องชมกันเองหรอก ก่อนหน้านี้ข้าไม่รู้ความคิดของหลานชาย ตอนนี้รู้แล้วก็ควรจะเตรียมจัดการงานแต่งเสียให้เรียบร้อย”

               ลู่ฮูหยินยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาปิดมุมปากและเอ่ยว่า “ที่ท่านแม่พูดก็ถูก อย่างไรก็ขอเชิญท่านแม่ช่วยหาฤกษ์งามยามดีให้เด็กทั้งสองด้วย”

               ฮูหยินผู้เฒ่าลู่พยักหน้า ตอบว่า “ปีนี้ก็นับว่าดีอยู่ เพียงแต่ในช่วงเดือนเจ็ดไม่เหมาะแก่การจัดงานมงคล รอให้ถึงเดือนแปด ข้าจะนำดวงชะตาของหมิงหย่วนและยู่เอ๋อไปให้ ‘จือหรงซือไท่’* คำนวณดวงชะตาออกมา”

               เดือนเจ็ดถือเป็นเดือนปล่อยผี เป็นช่วงที่ประตูยมโลกเปิด ทำให้ดวงวิญญาณทั้งหลายเดินทางมายังโลกมนุษย์ ต้องรอให้พ้นวันที่สามสิบไปเสียก่อนประตูนรกถึงปิดลง วิญญาณทั้งหลายจึงจะเดินทางกลับ ดังนั้นเดือนเจ็ดจึงเป็นเดือนกลางปีที่สำคัญเดือนหนึ่ง ซึ่งห้ามจัดงานมงคลเด็ดขาด

               ลู่ฮูหยินเอ่ยว่า “ท่านแม่พูดถูกแล้วเจ้าค่ะ คงต้องรบกวนท่านแม่แล้ว”

               เมื่อลู่ฮูหยินกลับไป ฮูหยินผู้เฒ่าลู่ก็เข้าไปสวดมนต์ในห้องพระ คืนนั้นนางนอนกลิ้งไปกลิ้งมาบนเตียง ใช้เวลานานกว่าจะข่มตาหลับลงได้

               ใต้ผืนฟ้าเดียวกัน อาหยูกลับนอนไม่หลับ

               เดือนแปดที่กำลังจะมาถึงจะเกิดเรื่องไม่ดีกับเจียยู่ ดังนั้นจึงหมายความว่า ตั้งแต่อดีตจนกระทั่งเจียยู่เสียชีวิตไป นางยังไม่เคยรู้เลยว่าลู่หมิงหย่วนอยากจะแต่งงานกับตน

               อาหยูนอนพลิกตัวไปมาและคิดถึงคำพูดของฮูหยินผู้เฒ่าลู่กับลู่ฮูหยิน ซึ่งฟังคล้ายจะเป็นบทสนทนาทั่วๆ ไปแต่เมื่ออาหยูเริ่มให้ความสงสัยในใจ แต่ละคำแต่ละประโยคของพวกเขากลับคล้ายมีความนัยซ่อนอยู่

               ผู้ที่ยากข่มตาหลับเช่นเดียวกันกับอาหยูก็คือแม่นมซ่ง นางเป็นกังวลเรื่องขวดยาที่แตก และลังเลว่าควรจะไปเอายาเพิ่มดีหรือไม่ ใจหนึ่งก็กลัวว่าจะโดนตบตีและด่าทอกลับมา อีกใจก็คิดว่า เจียยู่เป็นเด็กที่ตนเลี้ยงมาเองกับมือตั้งแต่เล็ก จะอย่างไรย่อมมีความผูกพัน หากนางดื่มยาพิษลดลงอีกสักเล็กน้อย อาจจะทำให้มีชีวิตยืนยาวได้อีกสักวันสองวัน

               แม่นมซ่งลังเลใจและคิดวกวนไปมาอยู่ถึงสองวัน ในขณะที่ยังไม่อาจตัดสินใจได้ อีกฝ่ายก็เป็นคนมาหานางเอง

               “นายท่านได้พู่กันหางกระต่ายชั้นดีมา จึงให้ข้านำมันมามอบให้คุณหนูที่จวนเจ้าค่ะ” จงฉวนเจียประคองกล่องไม้ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าสองกล่องมามอบให้กับคุณหนูทั้งสองของจวน นั่นก็คือหลิงเอ๋อและเจียยู่ นายท่านที่นางหมายถึงก็คือประมุขตระกูลลู่ หรือก็คือนายท่านรองนามว่า ‘ลู่เม่าเตียน’ ซึ่งตอนนี้เป็นถึงรองเสนาบดีประจำสำนักบัณฑิตหลวง

               แม่นมซ่งยื่นมือทั้งสองออกไปรับกล่องพู่กัน

               อาหยูที่ยืนอยู่ใกล้ๆ เห็นเข้าก็เอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ขอบพระคุณท่านลุงรอง”

               จงฉวนเจียยังได้ถามถึงสุขภาพของคุณหนูเหยียน

               อาหยูสนทนากับนางด้วยดี เมื่อพูดคุยได้สักพักแม่นมซ่งก็เป็นผู้ส่งจงฉวนเจียออกจากเรือนด้วยความเคารพ เนื่องจากจงฉวนเจียมาในฐานะตัวแทนของลู่เม่าเตียน จึงต้องให้เกียรตินาง

               อาหยูรู้สึกได้ถึงสีหน้าและแววตาของคนทั้งสองที่แปลกไปในช่วงก่อนจะกลับ นางหรี่ตาครุ่นคิด

               จงฉวนเจียเกาะแขนแม่นมซ่งเดินออกจากบ้านไปอย่างสนิทสนม ขณะเดียวกันก็สนทนาถึงเรื่องทั่วไปอย่างออกรส เมื่อเดินออกมาได้สักพักจงฉวนเจียยังคงมีรอยยิ้มบนใบหน้าแต่เสียงกลับเบาลง นางพูดว่า “ใส่เพิ่มเป็นสองเท่า”

               แม่นมซ่งหุบยิ้มและมีสีหน้าเคร่งเครียด “ทำไมเล่า?”

               จงฉวนเจียขยิบตาให้นาง และแสร้งยิ้มพลางเอ่ยว่า “บุตรชายคนที่สองของเจ้าใกล้จะได้ขึ้นไปเป็นบ่าวขั้นที่หนึ่งแล้วล่ะสิ อยากให้เขาไปอยู่ประจำที่เรือนไหนกันล่ะ หรือจะให้ไปอยู่กับพ่อของเขาจะได้ดูแลง่ายหน่อย”

               สามีของแม่นมซ่งเป็นคนดูแลร้านค้าแห่งหนึ่งของตระกูล เขาเคยเป็นบ่าวรับใช้เก่าแก่ของตระกูลเหยียน แต่แน่นอนว่าตอนนี้ร้านค้าเหล่านั้นล้วนอยู่ในความครอบครองของตระกูลลู่ทั้งหมดแล้ว

               ผู้ที่รับรู้ถึงเสียงคุกคามอย่างแม่นมซ่งไม่กล้าถามหรือมีข้อแม้ใดๆ จึงเอ่ยขึ้นว่า “ข้าว่าจะไปหาเจ้าอยู่พอดี เพราะเมื่อเช้านี้ข้าพลั้งมือทำขวดยาหล่นแตก”

               จงฉวนเจียเอ่ยถามด้วยแววตาเย็นชา “เพิ่งแตกเมื่อเช้ารึ”

               แม่นมซ่งไม่กล้าพูดโกหก นางตอบว่า “แตกเมื่อวานซืนตอนบ่ายแต่ข้าไม่กล้าพูด พี่สาวได้โปรดยกโทษให้ข้าสักครั้งเถิด ครั้งต่อไปข้าไม่กล้าทำอย่างนี้อีกแล้ว”

               จงฉวนเจียหรี่ตามองนางและเอ่ยว่า “ตอนนี้เจ้าก็เหมือนลูกธนูที่ถูกยิงออก ไม่อาจหันหัวกลับมาได้อีก ฉะนั้นอย่าได้คิดตุกติก”

               แม่นมซ่งเริ่มมีเหงื่อไหลออกตามตัวด้วยความประหม่า รีบตอบว่า “ไม่หรอก ไม่”

               จงฉวนเจียกวาดสายตามองไปโดยรอบและเอ่ยว่า “ข้าไม่อยากพูดมาก เจ้าเข้าใจทุกอย่างก็ดีแล้ว พรุ่งนี้ให้มาเอาของกับข้าก็แล้วกัน”

               แม่นมซ่งรับคำแต่โดยดี

               จงฉวนเจียตบหลังมือของนางและหัวเราะเสียงดัง พลางเอ่ยว่า “น้องข้า ส่งพี่ตรงนี้ก็พอ รีบกลับไปดูแลคุณหนูเหยียนเถิด หากมีอะไรขาดเหลือละก็ส่งคนมาบอกข้าด้วย”

               แม่นมซ่งรับคำด้วยรอยยิ้ม “พี่สาวเดินทางปลอดภัย หากมีเวลาเราค่อยกินข้าวด้วยกัน”

               เมื่อหันกลับมาก็เห็นแมวนอนอยู่ในพงหญ้า ผู้ที่มีความลับในใจซึ่งไม่อาจให้ใครล่วงรู้ได้อย่างแม่นมซ่งจึงตกใจจนสะดุ้งสุดตัว นางยกมือขึ้นทาบอก เผลอกระโดดหลบแล้วร้องด้วยความตกใจ

               “เหมียว” เสี่ยวไกวร้องเบาๆ อย่างเกียจคร้าน แล้วหันหลังวิ่งหนีไป

               แม่นมซ่งตบหน้าอกตัวเองเบาๆ เพื่อปลอบขวัญแล้วเดินกลับไปคล้ายกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น หลังจากนั้นจึงได้เห็นอาหยูกำลังนั่งปรุงเครื่องหอมด้วยท่าทีจริงจัง

               ด้านหน้านางมีขวดน้ำหอมวางเรียงรายอยู่เป็นจำนวนมาก ชวนให้ผู้พบเห็นตาลาย ท่าทางตอนที่ปรุงเครื่องหอมนั้นดูคล่องแคล่ว ขนตางอนยาวกระพือขึ้นลงคล้ายกับปีกผีเสื้อที่กำลังเคลื่อนไหวอย่างแผ่วเบาและสง่างาม เมื่อนางลืมตาก็จะเห็นดวงตาดำขลับสุกใสดุจดังดวงดาวยามราตรี

               แม่นมซ่งรีบหลบสายตาและเอ่ยว่า “คุณหนูปรุงเครื่องหอมมาได้สักพักแล้ว พักก่อนเถิดเจ้าค่ะ เพ่งนานนักเดี๋ยวจะเหนื่อย”

               อาหยูตอบทั้งๆ ที่มือยังง่วนอยู่กับงานตรงหน้า “ไม่เหนื่อยหรอก ข้าเองก็ไม่มีอะไรทำ”

               นางตอบพลางคิดไปว่า นี่เป็นของขวัญชิ้นสำคัญที่นางจะมอบให้กับองค์ชายหกและท่านหญิงจิ้นหยาง เพียงแต่ยังขาดยาอีกสองสามชนิด ที่บ้านตระกูลลู่มีห้องเก็บยา แต่นางไม่อาจไปเอาในตอนนี้ได้เพราะจะทำให้มีคนสงสัย เวลานี้ไม่ใช่ช่วงที่นางต้องเปิดเผยตัวตน

               รอให้นางจัดการให้ท่านหญิงจิ้นหยางและองค์ชายหกได้รับกรรมที่ตนก่อไว้เสียก่อน

               รอให้นางสามารถแยกแยะได้ว่า ใครเป็นคนใครเป็นผีในบ้านหลังนี้ และสามารถทำตามความปรารถนาสองข้อของดวงวิญญาณผู้ตายได้สำเร็จ

               ตอนนั้นนางถึงจะกระชากหน้ากากเปิดเผยตน!

               ณ เวลานี้ อาหยูอยู่ในร่างของเด็กกำพร้าไร้ที่พึ่ง ซ้ำยังถูกญาติพี่น้องรังแก สภาพร่างกายของนางและทรัพย์สมบัติของตระกูลเหยียนที่หายไปหมดคลัง เป็นหลักฐานที่ช่วยยืนยันความจริงเรื่องนี้

               เจียยู่ไม่มีตั๋วเงินในมือสักใบเดียวและไม่เคยรู้ว่าตระกูลเหยียนมีทรัพย์สมบัติมากมายเพียงใด บรรดาแก้วแหวนเงินทองสามารถสนองความโลภของคนได้โดยง่าย แต่ทรัพย์สมบัติอันเป็นที่ดินหรือร้านค้าจะต้องถูกจดบันทึกไว้กับทางราชการ ฉะนั้นจึงไม่สามารถยักย้ายถ่ายเทได้ง่ายๆ แน่

               นางน่าจะพอสืบหาจนเจอได้สักวัน!

 

               หลังจากกินอาหารกลางวันเสร็จ

               อาหยูก็อุ้มแมวขึ้นไปนอนกลางวันด้วยกันบนเตียง เรื่องนี้ไม่ใช่ฝีมือของลู่ฮูหยิน ไม่ใช่ฝีมือของฮูหยินผู้เฒ่า แต่กลับเป็นฝีมือของลู่เม่าเตียนนี่เอง!

               การที่เจียยู่ฆ่าตัวตาย เจ้านายทุกคนในบ้านตระกูลลู่ต่างมีแรงจูงใจในการสังหารนางด้วยกันทั้งหมด หากปล่อยให้นางได้แต่งงานออกเรือนทั้งๆ ที่ยังมีลมหายใจอยู่ จะเป็นการทำให้ตระกูลลู่สูญเสียผลประโยชน์มหาศาลใช่หรือไม่?

               ถ้าใช่... การที่นายท่านรอง—ลู่เม่าเตียน สั่งให้แม่นมซ่งสังหารเจียยู่จึงเป็นเรื่องที่อาหยูไม่นึกประหลาดใจแม้แต่น้อย

               ทว่าเขาเลือกจะลงมือวางยานางก่อนที่จะมีการจัดงานแต่งงานครึ่งปี นั่นเป็นเรื่องที่อาหยูยังไม่เข้าใจเหตุผล

               ไม่ว่าเจียยู่จะเป็นหรือตาย ก็คงไม่กระทบต่อทรัพย์สมบัติของตระกูลเหยียนที่ตระกูลลู่ฮุบไปก่อนหน้านี้นี่นา... หรืออาจจะเกี่ยวกับการแบ่งผลประโยชน์?

ภริยาเอกของจวน

               บ้านตระกูลลู่ ณ เวลานี้ประกอบด้วยบ้านสามสายอาศัยอยู่รวมกัน ก็คือบ้านสายหลักของครอบครัวของนายท่านใหญ่ บ้านสายรองของครอบครัวนายท่านรอง และบ้านสายสามของครอบครัวนายท่านสาม

               แต่มีเพียงบ้านสายหลักเท่านั้นที่เป็นทายาทสายตรงผู้สืบทอดตระกูลอย่างแท้จริง เหตุเพราะนายท่านใหญ่เป็นบุตรชายคนโตอันเกิดจากฮูหยินผู้เฒ่าลู่...ภริยาเอกของจวน

               เดิมทีฮูหยินผู้เฒ่าลู่มีบุตรธิดาสองคน ก็คือนายท่านใหญ่ผู้วายชนม์และลู่เยี่ยนหรู...มารดาของเจียยู่ ดังนั้นลู่หมิงหย่วนและเจียยู่จึงนับเป็นลูกพี่ลูกน้องสายตรงที่ค่อนข้างใกล้ชิดกันทางสายเลือด เพราะชายหนุ่มก็นับว่าเป็นหลานย่า ส่วนหญิงสาวก็นับว่าเป็นหลานยาย

               หากเจียยู่ได้แต่งเป็นสะใภ้ของบ้านสายหลัก ครอบครัวของนายท่านใหญ่ก็จะมีสิทธิ์ได้ผลประโยชน์จากทรัพย์สมบัติของนางมากที่สุด

               ด้วยเหตุนี้ใช่หรือไม่ นายท่านรองอย่างลู่เม่าเตียนที่เป็นเพียงบุตรอันเกิดจากอนุภรรยา ไม่ใช่บุตรของฮูหยินผู้เฒ่าลู่โดยตรงจึงพยายามลอบสังหารเจียยู่?

               ไม่น่าจะใช่...

               เพราะถ้าหากเจียยู่เสียชีวิตลงก่อน ด้วยความเข้มข้นของสายเลือด ไม่ว่าอย่างไรบ้านสายหลักก็ยังคงมีสิทธิ์ได้ผลประโยชน์มากกว่าบ้านสายรองและบ้านสายสามอยู่ดี เพราะอย่างไรพี่ก็ยังคงเป็นพี่ เมื่อนับตามกฎระเบียบแล้ว ทรัพย์สมบัติเหล่านี้ ส่วนใหญ่ก็จะต้องกลายเป็นของทายาทบ้านสายหลักเช่นลู่หมิงหย่วนอยู่วันยังค่ำ

               เอ... หรือจะเกี่ยวกับท่านหญิงจิ้นหยาง?

               หากเจียยู่ตายแล้ว ลู่หมิงหย่วนได้แต่งงานกับท่านหญิงจิ้นหยาง เขาจะมีอันอ๋องเป็นที่พึ่ง หากเป็นเช่นนั้น เขาจะสามารถนำพาคนตระกูลลู่ไปสู่ความรุ่งเรืองได้ทั้งครอบครัว

               ลู่เม่าเตียนอาจจะอยากเป็นท่านอาที่แสนดี ก็เลยคิดการณ์ไกลเผื่อลูกของพี่ชาย

               หรือมีความเป็นไปได้อีกอย่าง จงฉวนเจียได้รับคำสั่งมาจากคนอื่นที่ไม่ใช่นายท่านรอง?

               อาหยูนวดขมับของตนอย่างปวดเศียรเวียนเกล้า ตระกูลลู่ดูเละเทะวุ่นวายเสียยิ่งกว่าที่นางคิดไว้หลายเท่า จู่ๆ ในหัวของนางก็ผุดความคิดบางอย่างขึ้นมา ทำให้ต้องเบิกตาโพลงด้วยความตื่นเต้น

               สมมุติว่า จงฉวนเจียได้รับคำสั่งจากลู่เม่าเตียนให้มาทำภารกิจ การที่นางสั่งให้เพิ่มยาพิษเป็นเท่าตัวย่อมต้องมีสาเหตุมาจากการที่ลู่หมิงหย่วนเพิ่งเอ่ยปากขอแต่งงาน

               แต่เรื่องนี้ลู่เม่าเตียนจะรู้ได้อย่างไร?

               เจ้าแมวไม่ได้กลับมาเล่าให้นางฟังว่าฮูหยินผู้เฒ่าบอกเรื่องนี้กับลู่เม่าเตียนเสียหน่อย

               อืม... หรือว่าลู่เม่าเตียนรู้เรื่องนี้จากคนอื่น?

               แล้วคนอื่นที่ว่านั้นเป็นใคร?

               อาหยูมีสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย ในตอนนี้นางพุ่งความสนใจไปที่ลู่เม่าเตียนเป็นคนแรกก่อนเลย

 

               แม่นมซ่งแอบไปเอาของกับจงฉวนเจียด้วยท่าทางลับๆ ล่อๆ

               นางทั้งสองเป็นบ่าวรับใช้อาวุโส เรื่องงานบ้านพวกนางไม่จำเป็นต้องลงแรงทำงานด้วยตนเอง อาศัยคอยเรียกใช้บ่าวรับใช้คนอื่นๆ ให้ทำแทนก็พอ

               เมื่อมีเวลาว่างพวกนางจึงสามารถนัดกินข้าวหรือเล่นไพ่ด้วยกันได้ ดังนั้นการที่แม่นมซ่งเดินไปเอาของกับจงฉวนเจียจึงไม่ผิดสังเกตสำหรับผู้อื่น

               ตอนกลับมาแม่นมซ่งไม่เพียงแต่ถือของกำนัลที่ตนได้รับ ทว่าได้นำขวดยาพิษที่ถูกบรรจุไว้เต็มกลับมาด้วย

               ครั้งนี้อาหยูไม่ได้สั่งให้เจ้าแมวน้อยไปทำขวดแตก แต่นางดื่มยาไปได้ครึ่งหนึ่งแล้วจึงแสร้งทำเป็นรู้สึกขมมากจนทนไม่ไหว พ่นยาออกมาทั้งหมด

               ยาบางส่วนถูกพ่นใส่หน้าแม่นมซ่งจนเปียกโชก แม่นมซ่งร้องออกมาด้วยความตกใจ บางส่วนจึงไหลเข้าปากนางไปด้วย พอนึกได้ว่าเป็นยาพิษ นางก็รีบล้วงคอตัวเองให้อาเจียนออกมาตามสัญชาตญาณ

               แค่เพียงคิดว่าตนได้บังเอิญชิมยาในถ้วยนั้นไปเพียงเล็กน้อยก็นึกตกใจมาก แม้จงฉวนเจียจะบอกว่ายาชนิดนี้ดื่มเพียงเล็กน้อยจะไม่เกิดผลใดๆ แต่แม่นมซ่งที่เคยเห็นผลลัพธ์ของยาซึ่งส่งให้สุขภาพของเจียยู่ทรุดลงเรื่อยๆ ก็เกิดความกลัวในใจอยู่มาก

               เมื่อสำรอกยาออกมา แม่นมซ่งก็เริ่มรู้สึกว่าอาหยูและบ่าวรับใช้คนอื่นๆ กำลังจ้องมองตนอยู่

               นางหน้าถอดสี เพิ่งตระหนักว่าตนแสดงออกชัดเจนเกินไป

               อาหยูหลุบตาลงเล็กน้อยและเอ่ยว่า “ข้าขอโทษนะแม่นม ยานี่ขมเหลือเกิน ข้าดื่มไม่ไหวจริงๆ”

               แม่นมซ่งใจเต้นแรงด้วยความตกใจพลางคิดไปว่า นี่เป็นเพราะนางเพิ่มปริมาณของพิษจึงทำให้ยาขมขึ้นกว่าเดิมหรือไม่ นางรีบเอ่ยขึ้นด้วยความร้อนใจ “ยาขมจริงๆ เจ้าค่ะ ขมเกินไปแล้ว ข้าเองก็รู้สึกขมไปถึงคอ ประเดี๋ยวครั้งหน้าข้าจะเติมน้ำตาลให้นะเจ้าคะ”

               อาหยูเพียงแต่ยิ้มตอบเล็กน้อย ทว่ารอยยิ้มที่ส่งมาดูน่าตระหนกตกใจเหลือเกิน

               นางยิ้มเหมือนรู้ทัน!

               ครู่นั้นแม่นมซ่งไม่อยากเชื่อสายตาตนเอง นางรีบเบือนหน้าหนีและสั่งให้บ่าวรับใช้เปลี่ยนเสื้อผ้าให้อาหยู จากนั้นก็สั่งให้คนมาเก็บกวาดพื้นตรงนั้นและยังบอกว่า “ไปบอกให้คนต้มยามาใหม่ด้วยนะ”

               อาหยูส่ายหน้าช้าๆ ตอบว่า “เดี๋ยวข้าจะออกไปข้างนอกแล้ว ข้ากลับมาค่อยว่ากัน”

               ของสกปรกพวกนี้นางดื่มน้อยเท่าไรยิ่งดี หากไม่มีทางเลือกอื่นก็ต้องฝืนดื่มไปก่อน เวลานี้เจ้าร่างนี้ยังแข็งแรงพอที่จะรับมือได้อยู่บ้าง แต่เรื่องยาถอนพิษก็เป็นเรื่องเร่งด่วนที่จะต้องทำให้เสร็จ

               นางไม่จำเป็นต้องถอนพิษทั้งหมด เพราะหากพิษหมดไปก็จะไม่เหลือหลักฐานการวางยาพิษในร่างร่างนี้ นางจะต้องรักษาระดับพิษในร่างให้คงที่ อย่าให้เพิ่มขึ้นจนร่างนี้ทรุดโทรมเป็นพอ

               หากจะต้มยาใหม่ก็ต้องใช้เวลาเคี่ยวอีกหนึ่งชั่วยาม เมื่อเห็นว่าคงไม่ทันแน่ แม่นมซ่งจึงเอ่ยว่า “ข้างนอกมีคนเดินขวักไขว่ไปมา หากคุณหนูถูกชนล้มเข้าย่อมไม่ดีแน่ อยู่ฉลองเทศกาลฉีเฉียว* ด้วยกันที่บ้านดีกว่าเจ้าค่ะ”

               อาหยูส่ายหน้า ตอบว่า “ข้าไม่ได้ออกจากบ้านมานานแล้ว อยากออกไปเดินเล่นเปิดหูเปิดตาสักหน่อย”

               วันนี้เป็นวันเทศกาลฉีเฉียว ราชสำนักจึงได้จัดให้มีงานเฉลิมฉลองขึ้น ปีนี้เป็นปีครบรอบสามสิบปีของการก่อตั้งแคว้น สามสิบปีที่ผ่านมาแผ่นดินร่มเย็นเป็นสุข การบริหารบ้านเมืองเป็นไปด้วยความเรียบร้อยราบรื่น ราษฎรจึงสุขสำราญกันทั่วหน้า

               เมืองเย่เฉิงกลายเป็นเมืองหลวงของแคว้น ช่วงเวลานี้นับว่ามีความเจริญรุ่งเรืองมากที่สุด และทุกครั้งที่ถึงช่วงเทศกาล บรรยากาศในเมืองหลวงก็ยิ่งคึกคัก การแสดงร้องเล่นเต้นระบำถูกจัดขึ้นอย่างสนุกสนานและยิ่งใหญ่อลังการ

               เทศกาลฉีเฉียวมีอีกชื่อหนึ่งว่าเทศกาลแห่งความรัก อาหยูอยากออกไปชมความคึกคักของงาน และจะได้อาศัยโอกาสนี้แอบไปหาส่วนผสมในการปรุงยาถอนพิษอีกด้วย

               แม่นมซ่งเห็นว่าอีกฝ่ายยังคงยืนยันว่าจะไปร่วมงานให้ได้ จึงไม่ได้ห้ามปรามอีก แต่เลือกที่จะกลับห้องไปเปลี่ยนเสื้อผ้าแทน

               อาหยูเองก็เปลี่ยนเสื้อผ้าเหมือนกัน เสร็จเรียบร้อยแล้วนางก็เดินไปที่เรือนหรงโซ่ว

               ครั้นฮูหยินผู้เฒ่าลู่เห็นนาง ก็รีบเดินเข้ามาจูงมืออาหยูให้มานั่งข้างตน ริ้วรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้ามาพร้อมกับรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความรักความเมตตา

               อาหยูแอบคิดในใจว่าอีกฝ่ายเป็นพวกปากปราศรัยน้ำใจเชือดคอ แม้ว่าปีศาจอย่างนางจะไม่มีหลักฐานมายืนยัน แต่ก็สามารถอ่านความคิดที่ยายแก่นี่มีต่อเจียยู่ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง เพียงแต่อีกฝ่ายใช้ใบหน้าและแววตาที่เต็มไปด้วยความเมตตาฉาบอยู่บนหนังหน้าอีกที ทำให้มนุษย์คนอื่นๆ มองไม่เห็นเจตนาร้ายที่แอบแฝงอยู่

               “ออกไปข้างนอกก็ดี เอาแต่อยู่ในบ้านทั้งวันคงเบื่อแย่”

ฮูหยินผู้เฒ่าลู่หันไปมองผู้ที่จะออกจากบ้านพร้อมกันอย่างหลิงเอ๋อและลู่รั่วฉี พลางสั่งกำชับว่า “ยู่เอ๋อสุขภาพไม่แข็งแรง พวกเจ้าดูแลนางดีๆ ล่ะ”

               “สุขภาพไม่แข็งแรงแล้วจะออกจากบ้านทำไมกัน ไม่รู้จักเจียมเนื้อเจียมตัว” หลิงเอ๋อทำเป็นพึมพำกับตัวเอง แต่เป็นการพึมพำที่ทำให้ทุกคนได้ยินโดยทั่ว

               ผู้ที่นั่งอยู่ข้างๆ อย่างคุณหนูสี่นามว่าลู่รั่วฉีก็ได้ยินเช่นกัน นางมองหลิงเอ๋อด้วยหางตา คิดไปว่าคนเรามีสันดานอย่างไรหน้าตาก็แสดงออกมาอย่างนั้น นางไม่นึกประหลาดใจเลยว่าทำไมอีกฝ่ายถึงได้หน้าตาอัปลักษณ์นัก

               ลู่รั่วฉีเป็นบุตรสาวภรรยาเอกจากบ้านสายรอง อายุเท่ากันกับหลิงเอ๋อ นางมักจะมีปากมีเสียงกับหลิงเอ๋อเสมอ ทุกครั้งที่มีเรื่องมีราว หลิงเอ๋อก็มักจะวิ่งไปฟ้องว่าตนถูกรังแกเพราะตนไม่มีพ่อพลางร้องไห้คิดถึงนายท่านใหญ่ที่ตายไป เลยทำให้ลู่รั่วฉีโดนด่ายกใหญ่

               จะไม่ให้ลู่รั่วฉีเกลียดนางได้อย่างไร?

               ฮูหยินผู้เฒ่าลู่คิดว่าหากหลานสาวทั้งสองเอาแต่ทะเลาะกันอย่างนี้ จะเสียชื่อเสียงความเป็นกุลสตรีเข้าสักวัน ลู่รั่วฉีนั้นห้ามปรามได้ง่ายเพราะพอจะมีมารยาทและเชื่อฟังอยู่บ้าง แต่หลิงเอ๋อนี่น่ะสิ นางถูกเลี้ยงดูมาจนเสียคนไปหมดแล้ว

               ฮูหยินผู้เฒ่าพยายามปรามลู่ฮูหยินอยู่หลายครั้งว่าอย่าได้ตามใจบุตรสาวจนเคยตัว ควรจะดัดนิสัยหลิงเอ๋อบ้าง หากได้รับการสั่งสอนและลงโทษแรงๆ นางอาจจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้

               แต่ในเมื่อแม่สามีเองก็ไม่กล้าสอนแล้วลูกสะใภ้อย่างลู่ฮูหยินจะกล้าหรือ นางก็ได้แต่ปรามบุตรสาวไปเบาๆ ตามมารยาทเหมือนเช่นคราวนี้

               ลู่ฮูหยินหันไปถลึงตาใส่หลิงเอ๋อ แล้วเอ่ยว่า “เจ้าพูดอะไรของเจ้า ยังไม่รีบขอโทษพี่สาวเจ้าอีก”

               หลิงเอ๋อหน้าเจื่อนแต่ยังคงปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือกับมารดา

               เมื่ออยู่ต่อหน้าคนมากมาย ลู่ฮูหยินยิ่งรู้สึกขายหน้ามากขึ้นไปอีก “ไม่รู้จักกาลเทศะเลยรึ”

นังลูกไม่รักดี

               อาหยูเห็นท่าว่าจะนาน นางอยากรีบออกไปข้างนอกจึงเอ่ยแก้สถานการณ์แทนว่า “ท่านป้าอย่าได้โกรธไปเลย น้องสามเพียงแต่พูดเล่นกับข้าเท่านั้น”

               “เลิกเสแสร้งได้แล้ว” หลิงเอ๋อสะบัดหน้า หันมาถลึงตาใส่อาหยูด้วยความโมโห

               อาหยูตีหน้าขรึมทันที

               ลู่ฮูหยินเห็นดังนั้น ก็ยิ่งมีใบหน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย

               “นังลูกไม่รักดี ข้าว่าเจ้าไม่ต้องออกจากบ้านแล้ว อยู่ที่นี่แหละ จะได้ไม่ไปสร้างเรื่องสร้างราวที่ไหน”

               หลิงเอ๋อได้ฟังก็รีบหันไปฟ้องฮูหยินผู้เฒ่าลู่ว่า “ท่านย่า ดูสิเจ้าคะ”

               ฮูหยินผู้เฒ่าลู่วางหน้าเคร่ง “ยิ่งโตยิ่งเคยตัว ทำไมถึงพูดกับพี่เจ้าอย่างนั้น ยังไม่รีบขอโทษอีก”

               อาหยูได้แต่บอกปัดว่าไม่เป็นไร

               เมื่อเห็นฮูหยินผู้เฒ่าลู่และลู่ฮูหยินต่างรุมตำหนินาง หลิงเอ๋อก็รู้ว่าหากตนไม่ยอมอ่อนข้อให้ในตอนนี้ก็คงไม่ได้ออกจากบ้านแน่ๆ จึงจำยอมเอ่ยกับอาหยูว่า “ข้าไม่ได้ตั้งใจ”

               อาหยูยกมุมปากยิ้ม เพียงตอบไปว่า “ข้ารู้”

               รู้ดีว่าเจ้าตั้งใจ!

               ร่างร่างนี้กระซิบบอกนางว่าถูกกลั่นแกล้งมามากมายเพียงใดแล้ว เจียยู่คนเดิมเป็นคนที่มีจิตใจอ่อนไหวง่ายมาตั้งแต่เล็ก นิสัยของหลิงเอ๋อทำให้นางแอบไปนั่งร้องไห้ไม่รู้กี่ครั้งกี่หน

               “นี่ก็ได้เวลาแล้ว พวกเจ้ารีบออกไปเถอะ ระวังตัวด้วย” ฮูหยินผู้เฒ่าลู่กุมมืออาหยูและมองนางเป็นเชิงปลอบโยน

               ปลอบประโลมอย่างนี้อีกแล้ว... ชาติที่แล้วฮูหยินผู้เฒ่าลู่ก็เคยบอกกับเจ้าของร่างเดิมว่า ‘หลิงเอ๋อถูกตามใจจนเสียนิสัย ถ้าตำหนินางด้วยวิธีรุนแรงอาจจะยิ่งทำให้ก้าวร้าวมากขึ้นไปอีก ดังนั้นจึงขอให้เจ้าอภัยให้ญาติผู้น้อง หากมิใช่เรื่องหนักหนาสาหัสก็อย่าได้ถือสา ใจมนุษย์มีวันเปลี่ยน สักวันหลิงเอ๋อจะต้องเห็นความดีของเจ้าแน่’

               และเจียยู่ก็เชื่อในคำพูดของยายแก่นี่อย่างสนิทใจ

 

               เมื่อกล่าวลาญาติผู้ใหญ่แล้ว สามพี่น้องก็ออกจากบ้าน

               แม่นมซ่งไม่ได้ติดตามไปด้วย งานรื่นเริงเช่นนี้บรรดาคุณหนูมักจะพาบ่าวรับใช้สาวๆ ติดตามไป เพราะไม่อยากให้บ่าวมีอายุอย่างนางตามมาเข้มงวดในเรื่องของกฎระเบียบ

               เมื่อออกจากเรือนหรงโซ่วแล้ว หลิงเอ๋อก็ปรายตามองอาหยูแวบหนึ่ง หลุดปากออกมาลอยๆ ว่า “ดัดจริต”

               อาหยูหลุบตาลงเล็กน้อย ทำเป็นไม่ได้ยิน

               หลิงเอ๋อยกมุมปากยิ้มด้วยความสะใจ และยิ่งรู้สึกขัดหูขัดตาที่เห็นลู่รั่วฉียืนอยู่ข้างตน อย่าคิดนะว่านางไม่เห็นแววตาสมน้ำหน้าของลู่รั่วฉีที่มองมาตอนนางถูกท่านย่าตำหนิ

               จู่ๆ ระหว่างที่เดิน หลิงเอ๋อก็ยกมือขึ้นลูบผมของตนคล้ายจะอวดบางอย่าง จริงเสียด้วย เมื่อยกมือขึ้นแขนเสื้อของนางก็รั้งลงมาตรงข้อศอก เผยให้เห็นแขนอูมๆ ที่มีกำไลหยกน้ำผึ้งเนื้องามสวมอยู่

               อาหยูลอบสังเกตแล้วนึกได้ว่า เมื่อครึ่งเดือนก่อนลู่เม่าเตียนนำกำไลหยกจำนวนหนึ่งกลับมาที่บ้าน เพื่อให้บรรดาหญิงสาวได้เลือก ลู่รั่วฉีและหลิงเอ๋อบังเอิญเลือกกำไลหยกสีน้ำผึ้งเหมือนกัน สุดท้ายลู่เม่าเตียนกลับยกให้หลิงเอ๋อเป็นฝ่ายได้ไป

               ฝ่ายที่ได้ก็ยิ้มเยาะยินดี ส่วนฝ่ายที่ผิดหวังก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ

               เมื่อได้เห็นกำไลหยกที่ข้อมืออีกฝ่าย ลู่รั่วฉีก็มีสีหน้าเปลี่ยนไปทันที แววตาของนางเต็มไปด้วยโทสะลุกโชน ท่านพ่อเห็นว่าหลิงเอ๋ออายุยังน้อยซ้ำยังกำพร้าบิดา ก็นึกสงสารนางจึงบอกให้ตนเป็นฝ่ายยอม หากจะพูดถึงเรื่องความน่าสงสาร ผู้ที่ขาดทั้งบิดาและมารดาอย่างเจียยู่ไม่น่าสงสารกว่ารึ?

               นางไม่เคยเห็นหลิงเอ๋อยอมลงให้เจียยู่สักครั้ง ซ้ำยังนำเอาปมด้อยเรื่องการเป็นเด็กกำพร้าของอีกฝ่ายมาล้อเล่นอย่างสนุกปาก

               หลิงเอ๋อเอ่ยถามทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่า “วันนี้น้องสี่ได้ใส่กำไลหยกแดงมาด้วยหรือไม่?”

               ลู่รั่วฉียกแขนเสื้อเผยให้เห็นแขนขาวนวลที่สวมกำไลฝังมุกสีแดงสด สีดูตัดกับผิวขาวราวหิมะของนาง “กำไลหยกนั่นค่อนข้างใหญ่ ข้าสวมแล้วหลวมไปสักหน่อย วันนี้ก็เลยไม่สวม”

               นางมองแขนอูมๆ ของหลิงเอ๋อ พลางนึกว่าจะดีใจกับหยกสีน้ำผึ้งไปทำไมกัน นางต่างหากที่ยอมมอบ ‘ของเหลือเลือก’ ของนางกับอีกฝ่าย ความจริงนางได้กำไลฝังมุกมาก่อนหน้าวงหนึ่งแล้วต่างหาก

               ไม่รู้อะไร... ยังมีหน้ามาอวด!

               ลู่รั่วฉีเอ่ยเสริมว่า “สวมวงนี้ดีกว่า สั่งทำมาเพื่อให้พอดีกับข้อมือของข้าโดยเฉพาะ”

               หลิงเอ๋อโมโหจนอยากจะท้าตบตีกับลู่รั่วฉีเสียเดี๋ยวนั้น แต่นางไม่กล้ามีเรื่องมีราว ไม่เช่นนั้นวันหน้าคงไม่ได้ออกจากบ้านอีก จึงจำเป็นต้องสะกดความโกรธไว้ในใจ

               หลิงเอ๋อได้แต่แยกตัวไปนั่งเชิดหน้าบนรถม้าอีกฟากหนึ่ง เมื่อรถม้าแล่นผ่านโรงน้ำชาชิงถิง นางก็ตะโกนบอกให้คนขับหยุดรถและเอ่ยด้วยท่าทางหยิ่งยโสว่า “ข้านัดกับท่านหญิงจิ้นหยางเอาไว้ พวกเจ้าไปเที่ยวกันเองเถอะ แล้วตอนขากลับก็ไม่ต้องมารับข้าด้วย ท่านหญิงจะส่งข้ากลับบ้านเอง”

               ลู่รั่วฉีเบ้ปากด้วยความหมั่นไส้... จะดีใจอะไรนักหนา ท่านหญิงจิ้นหยางอยากได้พี่ชายเจ้าต่างหากถึงได้ยอมคบหาสมาคมกับคนเช่นเจ้า

               แต่พอเห็นหลิงเอ๋อแสดงออกมาชัดเจนว่ากลัวนางจะเข้าไปตีสนิทกับท่านหญิงจิ้นหยางบ้าง ลู่รั่วฉีก็จงใจก้าวลงจากรถม้าและเอ่ยว่า “คิดๆ ดูแล้ว พวกเราก็อยากจะเข้าไปคารวะท่านหญิงสักหน่อยเหมือนกัน พี่ยู่ไปด้วยกันไหม?”

               หลิงเอ๋อเบิกตาโพลง “ท่านหญิงยังมาไม่ถึงนะ”

               ลู่รั่วฉีแหวกม่านรถม้าเป็นเชิงบอกให้อาหยูลงมาด้านล่าง “ถ้าอย่างนั้น พวกเรานั่งจิบน้ำชารอไปก่อนก็แล้วกัน”

               หากสายตาสามารถสังหารคนได้ ป่านนี้ลู่รั่วฉีก็คงถูกหลิงเอ๋อแทงจนพรุนไปทั้งร่างแล้ว

 

               “ดูหญิงคนนั้นสิ งามยิ่งกว่าสตรีใดที่ข้าเคยพบมาเสียอีก”

               บุรุษสวมอาภรณ์สีน้ำเงินที่ยืนอยู่บนชั้นสามของโรงน้ำชาเอ่ยปากชมจากใจจริง เขาเผอิญก้าวออกมายืนตรงระเบียงแล้วเห็นเหตุการณ์ด้านล่างพอดี เขาได้แต่พึมพำกับตนเองว่า นางเป็นหญิงสาวบ้านไหนกันหนอ “ฉางอัน เจ้าไปสืบข่าวนางมาให้ข้าสักหน่อยเถอะ”

               “ฮึ! พอแผลเก่าเริ่มตกสะเก็ดเจ้าก็ลืมความเจ็บปวดเสียแล้ว ทำไมกัน ผิดหวังครั้งแล้วครั้งเล่ายังไม่พออีกรึ? สตรีที่งามอย่างนั้นอาจมองภายนอกคล้ายกับไร้พิษสง แต่ความจริงนางอาจจะร้ายพอๆ กับความงามของนางทีเดียว กล่าวกันว่าบุรุษเช่นเรานิยมสังหารคนด้วยมีด แต่สตรีเช่นพวกนางแค่สายตาก็เพียงพอจะทำให้คนเข่นฆ่ากันได้แล้ว”

               บุรุษอาภรณ์สีน้ำเงินจ้องมองอีกฝ่ายแล้วเอ่ยว่า “บอกข้ามาตามตรงเถอะ เจ้าเองก็เคยเจ็บปวดมาไม่น้อยเหมือนกันใช่หรือไม่ ถึงได้รู้ดีนัก”

               บุรุษในอาภรณ์สีม่วง “...”

               บุรุษอาภรณ์สีน้ำเงินเอ่ยอย่างปวดใจ “คนเราไม่ควรนำอดีตมาตัดสินอนาคต ดูอย่างข้าสิ เจ็บมาก็ตั้งหลายหน แต่ข้าก็ยังเชื่อว่าโลกใบนี้ยังมีสตรีที่ดีพร้อมรอข้าอยู่สักที่”

               บุรุษอาภรณ์สีม่วงเสริมให้ว่า “แล้วความเชื่อนี้ก็ทำให้ผิดหวังอีกครั้ง”

               “ผิดหวังหนึ่งครั้งก็ได้บทเรียนหนึ่งหน คนไร้ประสบการณ์เช่นเจ้าเวลาล้มมักจะเจ็บกว่าข้า”

               บุรุษอาภรณ์สีม่วงย้อนว่า “ไม่จำเป็นต้องห่วงข้าหรอก ห่วงตัวเองเถอะ”

               หลิงเอ๋อพยายามคิดหาวิธีที่จะไล่เจียยู่และลู่รั่วฉี

               เพราะหากคุณหนูทั้งสองได้พบกับท่านหญิงจิ้นหยาง ก็อาจจะเบี่ยงเบนความสนใจของท่านหญิงไปจากตัวนางได้

               ครู่นั้น... มีรถม้าคันหนึ่งวิ่งเข้ามาใกล้ๆ แล้วหยุดลงข้างรถม้าของนาง

               เป็นรถม้าของท่านหญิงจิ้นหยาง

               ลู่รั่วหลิงนึกสะดุ้งในใจ

               ฮวาหยู่เป็นคนที่ก้าวลงมาจากรถม้าก่อน เมื่อเห็นเจียยู่ยืนอยู่ที่หน้าโรงน้ำชาก็ตกใจ นางหันไปเอ่ยเตือนท่านหญิงจิ้นหยางที่ยังอยู่ในรถม้าว่า “ท่านหญิงเจ้าคะ ด้านล่างมีคุณหนูสามกับคุณหนูสี่ของตระกูลลู่ นางมาพร้อมกับคุณหนูเหยียนด้วย”

               ท่านหญิงจิ้นหยางที่กำลังเตรียมจะลงจากรถม้าชะงักเล็กน้อย เมื่อปรับสีหน้าได้จึงก้าวลงไปพร้อมด้วยรอยยิ้ม นางเป็นสตรีรูปร่างอรชร มิได้มีผิวขาวผ่องอย่างที่สตรีทั่วไปปรารถนา แต่กลับมีผิวสีน้ำผึ้งผุดผาด ใบหน้างดงามได้รูปคมเข้ม ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นวีรสตรีผู้เก่งกล้า

               ผิดกับใบหน้าที่งดงามอ่อนหวานของเจียยู่ นางมองคล้ายดอกไม้ที่ผลิบานในฤดูใบไม้ผลิ ทุกอิริยาบถที่เห็นดูทรงเสน่ห์ เย้ายวน มีเพียงผิวพรรณขาวซีดซึ่งบ่งบอกว่านางสุขภาพไม่สมบูรณ์นัก ทำให้ใครเห็นเป็นต้องนึกเวทนา

               “ท่านหญิง” หลิงเอ๋อก้าวไปขวางอยู่เบื้องหน้าเจียยู่และลู่รั่วฉี

               อาหยูและลู่รั่วฉีย่อตัวคารวะท่านหญิงบ้าง

               ท่านหญิงจิ้นหยางปรายตามองแล้วเอ่ยว่า “ช่วงนี้สุขภาพของคุณหนูเหยียนดีขึ้นแล้วรึ”

               อาหยูเอ่ยตอบตามมารยาท “ดีขึ้นบ้างแล้ว ขอบคุณท่านหญิงที่เป็นห่วง”

               ท่านหญิงจิ้นหยางเม้มริมฝีปากเล็กน้อย และเอ่ยต่อ “ในเดือนหน้า ที่ตำหนักของพวกเราจะมีการจัดงานฉลองดอกกุ้ยฮวา ข้าเชิญบรรดาคุณหนูตระกูลสูงมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก หากคุณหนูเหยียนสะดวกก็มาร่วมสนุกด้วยกันได้”

               อาหยูเงยหน้ามองท่านหญิงจิ้นหยาง จู่ๆ ท่านหญิงก็หน้าเจื่อน อาหยูจึงเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้มว่า “ถ้าอย่างนั้นก็ต้องขอรบกวนด้วยแล้ว”

               งานเลี้ยงฉลองดอกกุ้ยฮวานี้จงใจจัดขึ้นเพื่อนางโดยเฉพาะ ทำไมนางจะไม่รู้เล่า ท่านหญิงจิ้นหยางช่างเพียรพยายามเหลือเกิน ครู่นั้นอาหยูพลันนึกถึงท่านหญิงผู้นี้ในชาติที่แล้ว สตรีนางนี้ก็เป็นอีกคนที่ทุ่มเทให้กับความรักอย่างสุดกำลัง จนเผลอทำร้ายผู้บริสุทธิ์ไปอีกหลายชีวิต

               การสังหารคนทำได้หลายวิธี วิธีที่ตรงไปตรงมาก็คือตัดหัวให้หลุดออกจากบ่า แต่ท่านหญิงจิ้นหยางกลับอยากให้เจียยู่ตายทั้งเป็น นางเคียดแค้นที่เจียยู่มาขวางทางความรักระหว่างนางกับลู่หมิงหย่วน ดังนั้นจึงอยากหาทางกำจัด แต่ถึงกระนั้นท่านหญิงก็ยังรู้สึกว่าตนเองกำลังมอบความเมตตาอย่างยิ่งให้กับศัตรูหัวใจ อย่างไรเสียก็ไม่ได้ฆ่าเจียยู่ตรงๆ ซ้ำยังเปิดโอกาสให้ได้มีชีวิตที่ดีก่อนตายอีกด้วย

พวกเจ้าจะไปไหนกันรึ

               ท่านหญิงจิ้นหยางบิดชายแขนเสื้อ เอ่ยว่า “รบกวนอะไรกัน ข้ามีแต่จะต้องต้อนรับเจ้าอย่างดี” จากนั้นก็หันหน้าไปมองลู่รั่วฉีและหลิงเอ๋อ “พวกเจ้าก็ต้องมาด้วยนะ เดี๋ยวข้าจะส่งเทียบเชิญไปให้”

               ลู่รั่วฉีรับคำอย่างยินดี

               ส่วนหลิงเอ๋อเองก็รับคำเหมือนคุณหนูทั้งสอง แต่ใบหน้าดูไม่ค่อยสบอารมณ์นัก ลู่รั่วฉีและเจียยู่แย่งความโดดเด่นจากนางไปเสียแล้ว หากมิใช่เพราะตน ท่านหญิงจิ้นหยางจะเชิญสองคนนั้นรึ หากถึงวันนั้น หลิงเอ๋อจะต้องออกงานพร้อมกันกับสองพี่น้อง คงต้องเกิดการเปรียบเทียบในเรื่องหน้าตาและการแต่งกายแน่ ยิ่งคิดหลิงเอ๋อก็ยิ่งรู้สึกปวดใจเหมือนมีใครเอาไฟมาลน

               “พวกเจ้าจะไปไหนกันรึ” ท่านหญิงจิ้นหยางเอ่ยถาม

               ลู่รั่วฉีตอบว่า “พวกเรานัดกันว่าจะไปเที่ยวงานเทศกาลเจ้าค่ะ”

               หลิงเอ๋อแทรกขึ้นว่า “ถ้าอย่างนั้นพวกเจ้าก็ไปเสียสิ ป่านนี้คนที่เจ้านัดไว้คงจะรออยู่แล้ว”

               ลู่รั่วฉีหันมาค้อนใส่นาง คนที่สร้างเรื่องขายหน้าได้ตลอดเวลาเช่นนี้ ทำไมจะต้องมาเป็นลูกพี่ลูกน้องกับนางด้วย

               ลู่รั่วฉีกล่าวลาท่านหญิงจิ้นหยาง นางไม่ได้สนิทสนมกับท่านหญิงคนนี้ เมื่ออยู่สนทนาด้วยจึงไม่สนุกสักเท่าไร

               ท่านหญิงจิ้นหยางเองก็ไม่อยากเห็นหน้าเจียยู่เหมือนกัน เพราะลึกๆ แล้วนางรู้สึกผิดต่ออีกฝ่ายอยู่บ้าง ดังนั้นรถม้าทั้งสองจึงแยกกันที่หน้าโรงน้ำชา ต่างฝ่ายต่างรู้สึกโล่งใจขึ้นมาก

               ลู่รั่วฉีเบ้ปาก เอ่ยว่า “ดูท่าทางประจบประแจงของพี่สามสิ ข้าเห็นแล้วขัดหูขัดตาเหลือเกิน”

               อาหยูได้ฟังก็หัวเราะ

               ลู่รั่วฉีหันไปมองอาหยู นางไม่ได้หวังจะให้อาหยูพูดเสริมคำพูดของตน ญาติผู้พี่คนนี้ไม่เคยนินทาใครลับหลังแม้แต่ครั้งเดียว กระทั่งหลิงเอ๋อที่เคยรังแกนางนับครั้งไม่ถ้วนก็ไม่เคยถูกหยิบยกขึ้นมาว่ากล่าวลับหลัง ในสายตาของลู่รั่วฉี เจียยู่อ่อนแอเกินไป

               แต่สำหรับผู้ที่นับว่าเป็นคนนอกมาขออาศัยบ้านคนอื่นเขาอย่างเจียยู่ การระมัดระวังคำพูดคำจาถือเป็นเรื่องที่สมควร

               “พวกคุณหนูจ้าวคงรอแย่แล้ว น้องสี่รีบไปเถิด” อาหยูเอ่ยเตือนนาง

               ลู่รั่วฉีนัดเพื่อนสนิทของนางมาเจอกันในงาน เพื่อนทั้งสามก็พาบ่าวรับใช้อีกสองคนมาร่วมงานเช่นกัน

               อาหยูซื้อหน้ากากอันหนึ่งมาสวมเพื่อเป็นการปกปิดสายตา จากนั้นนางก็พาบ่าวรับใช้เดินเล่นในงาน แม้ว่าจะไม่มีการลอยโคม แต่บริเวณงานก็มีหนุ่มสาวจำนวนมากที่สวมหน้ากากในแบบต่างๆ กันไป เมื่อได้สวมหน้ากากปิดบังใบหน้าที่แท้จริงแล้ว สิ่งที่เป็นกำแพงกั้นระหว่างความสัมพันธ์ชายหญิงก็ดูจะเบาบางลงไปมาก

               อาหยูเดินชมงานไปเรื่อยเปื่อย ระหว่างทางก็แวะซื้อหน้ากากที่ต่างกันออกไปให้บ่าวรับใช้ทั้งสอง เมื่อเดินผ่านร้านอาหารที่ค่อนข้างเงียบ นางก็บอกว่า “ข้าเดินจนเหนื่อยแล้ว เราเข้าไปพักที่นั่นสักหน่อยเถิด”

               อาหยูมีร่างกายอ่อนแออยู่แล้ว ดังนั้นบ่าวรับใช้นามว่าเตี๋ยชุ่ยและเตี๋ยลู่จึงมิได้สงสัย

               เตี๋ยลู่บอกพนักงานในร้านว่าต้องการเข้าไปนั่งพักในห้องอาหาร

               อาหยูสั่งอาหารหลายรายการและยังสั่งสุรามาอีกโถหนึ่ง พวกนางออกมาทั้งๆ ที่ยังไม่ได้กินข้าวเย็นจึงตั้งใจจะมากินข้างนอก

               “คุณหนูจะดื่มสุราได้อย่างไรเจ้าคะ” บ่าวรับใช้ทั้งสองรีบเอ่ยห้าม “หากฮูหยินผู้เฒ่ารู้เข้าจะต้องดุแน่”

               อาหยูหันไปมองพวกนางแล้วกระซิบเบาๆ ว่า “ตอนอยู่ในบ้านก็ไม่ให้ข้าดื่มอยู่แล้วนี่ ตอนนี้ไม่ว่าใครก็ห้ามไม่ได้ทั้งนั้น ข้าอยากกินอยากดื่มเพื่อลิ้มรสชาติของชีวิตสักหน่อย”

               บ่าวรับใช้ได้ยินก็ไม่กล้าห้ามอีก พวกนางหวังว่าคุณหนูจะดื่มเพียงอึกเดียว และด้วยท่าทีกระตือรือร้นของคุณหนู ใครจะกล้าปฏิเสธได้

               เมื่อสุรามาถึงอาหยูก็ดื่มไปอึกหนึ่งจริงๆ นางขมวดคิ้วแล้วพึมพำว่า “ก็ไม่ได้อร่อยเท่าไร ไม่รู้ทำไมแม่นมถึงได้ชอบดื่มนัก แต่โถสุราโถนี้ช่างปั้นได้วิจิตรเหลือเกิน” นางมองไปมองมาเสร็จแล้วก็ผลักไปด้านข้างก่อนจะหันไปกินอาหารบนโต๊ะแทน หลังจากกินไปได้เพียงเล็กน้อยก็เริ่มอิ่ม

               “อาหารที่เหลือพวกเจ้าก็กินกันเถิด ส่วนสุราโถนั้นอยากดื่มก็ดื่ม ค่อยๆ ดื่มนะไม่ต้องรีบร้อน ข้าไม่ไปไหนอยู่แล้ว จะอยู่ชมทิวทัศน์ริมแม่น้ำที่นี่แหละ”

               อาหยูเดินไปหยุดอยู่ที่ริมหน้าต่างซึ่งสามารถมองเห็นโค้งน้ำขนาดใหญ่ เวลานี้ใกล้จะพลบค่ำ โคมไฟด้านนอกจุดกันพึ่บพั่บ ดูสว่างไสวภายใต้แสงแห่งราตรีกาล มีคนจำนวนไม่น้อยลงไปล้างมือริมฝั่งแม่น้ำ ส่วนใหญ่เป็นสตรี

               ตามตำนานเล่าว่า ‘ชีเซียนหนู่’ ซึ่งเป็นเทพธิดาจะมาอาบน้ำในแม่น้ำของโลกมนุษย์ ทุกวันขึ้นเจ็ดค่ำ เดือนเจ็ด ดังนั้นน้ำในแม่น้ำจึงถือเป็นของมงคล จะนำมาซึ่งโชคลาภต่างๆ ให้ผู้ที่สัมผัส

               บ่าวรับใช้ทั้งสองมีสีหน้าเบิกบานขึ้นมาเมื่ออาหารถูกยกลงโต๊ะ อาหารที่วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะน่ากินทั้งนั้น ยังมีสุราชั้นดีอีกด้วย แม้จะเอาเงินเดือนของนางทั้งสองตลอดสองเดือนมารวมกัน ก็ไม่อาจหาซื้อสุราโถนี้ได้

               เมื่อกล่าวขอบคุณเรียบร้อยแล้ว บ่าวทั้งสองก็นั่งลงด้วยความดีใจ ตั้งหน้าตั้งตากินอาหารอย่างหิวกระหาย ไม่นานนักสุราโถนั้นก็ถูกดื่มจนหมด แล้วบ่าวทั้งสองก็ฟุบตัวนอนหลับอยู่บนโต๊ะ

               อาหยูที่นั่งชมทิวทัศน์อยู่ริมหน้าต่าง ค่อยๆ ลุกขึ้นปิดหน้าต่างแล้วจึงเดินไปยืนอยู่ข้างบ่าวทั้งสอง นางยกมือขึ้นแตะขมับเพื่อตรวจให้แน่ใจว่าทั้งสองจะสลบไสลตลอดหนึ่งชั่วยาม โดยไม่ตื่นขึ้นมาเสียก่อน

               อาหยูยกมุมปากยิ้ม คิดไปว่าเจ้าของร่างเดิมนี้เป็นคนที่มีความรู้ด้านสมุนไพรกว้างขวางจึงปลูกดอกไม้และพืชพันธุ์ต่างๆ ในสวนไม่น้อย ในบรรดาพันธุ์ไม้เหล่านั้นมีจำนวนหนึ่งที่นำมาใช้ประโยชน์ได้

               ตอนที่นางปรุงเครื่องหอมเล่นๆ ในเรือนก็ค้นพบความลับเหล่านี้โดยบังเอิญ จึงได้พกติดตัวมาในวันนี้ และแอบเติมลงไปในสุราก่อนหน้าที่บ่าวทั้งสองจะดื่มแล้ว ทำให้ทั้งคู่หลับสนิท

               อาหยูจัดการถอดเสื้อคลุมของเตี๋ยชุ่ยมาสวมลงบนร่างตน แล้วเปลี่ยนไปทำทรงผมแบบบ่าวรับใช้ สุดท้ายก็สับเปลี่ยนรองเท้า

               จากนั้นนางก็สวมหน้ากากเดินออกจากห้องและเอ่ยกับเด็กในร้านว่า “ข้าจะออกไปซื้อของให้คุณหนูสักหน่อย ตอนนี้คุณหนูกำลังพักผ่อนอยู่ด้านใน หากนางยังไม่เรียก พวกเจ้าก็อย่าเพิ่งเข้าไปรบกวน” อาหยูพูดจาด้วยสำเนียงของเตี๋ยชุ่ย เมื่ออยู่ในโลกมนุษย์นานวันเข้า วิชาตีสองหน้าตาไม่กะพริบที่นางเรียนรู้จากมนุษย์ทั้งหลายก็ยิ่งกล้าแกร่งมากขึ้นเรื่อยๆ

               เด็กในร้านรับเหรียญจากมือของนางและยิ้มรับคำ

               อาหยูก้าวลงมาจากชั้นสองของร้าน ผ่านไปสักพักก็ไปหยุดที่ร้านตัดเสื้อผ้า นางถอดเครื่องแบบของสาวใช้ตระกูลลู่ออก และเปลี่ยนเป็นสวมอาภรณ์แบบบุรุษแทน แม้แต่หน้ากากก็ยังเปลี่ยนไปใช้อันใหม่ร้านตัดผ้าแอบนึกไปว่า คุณหนูคนนี้อาจจะเป็นสตรีบ้านไหนที่กำลังหนีออกมาระเริงชู้จึงทำตัวลึกลับแบบนี้ ไม่รู้หน้าตาเป็นอย่างไรหนอ?

               ผู้ที่ไม่ได้แอบเป็นชู้กับใครแต่แอบมาซื้อยาอย่างอาหยูเดินออกจากร้านเสื้อผ้า ตรงไปยังร้านยาที่นางเล็งเอาไว้ก่อนหน้านี้และเอ่ยกับเจ้าของร้านว่า “ช่วยข้าปรุงยาตามสูตรนี้ แล้วปั้นเป็นลูกกลอนที” ยาลูกกลอนนี้นางจะปรุงไว้ให้ตัวเองกิน

               เสียงของนางเปลี่ยนเป็นคล้ายกับบุรุษที่อยู่ในช่วงวัยรุ่น ชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่ด้านหลังโต๊ะขายของมองสูตรยาเหล่านั้นแล้วขมวดคิ้ว เห็นว่าแต่ละขนานล้วนแต่เป็นยาถอนพิษที่มีสรรพคุณอ่อน และมิใช่กรณีเร่งด่วนอะไร จึงเอ่ยว่า “อีกสามวันค่อยมาเอา”

               อาหยูตอบกลับทันที “ท่านหมอ อีกสามวันข้างหน้าข้าเกรงว่าอาจจะไม่มีเวลามาเอา เร็วหรือช้ากว่านั้นอีกสักหน่อยได้หรือไม่” วันขึ้นสิบห้าค่ำ เดือนเจ็ดเป็นวันสารทจีน นางคงพอมีเวลาออกจากบ้านอีกสักครั้งโดยไม่เป็นที่สงสัยได้

               “ตกลงตามนั้น จะมารับเมื่อไรก็ได้”

               อาหยูจ่ายเงิน รับใบนัดและจากไป นางเดินเลี้ยวเข้าร้านยาอีกร้านและซื้อยาประจำบ้านทั่วไปอีกสามชนิด นางยัดซองยาเหล่านี้รวมกันในถุงเงินใบเล็ก ยาทั้งสามชนิดนี้นางจะใช้ประโยชน์อีกอย่าง

               เมื่อเสร็จธุระแล้วอาหยูก็มีสีหน้าพึงพอใจ นางเดินวนทั่วบริเวณอีกครั้งเพื่อหาที่เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วรีบกลับไปที่ร้านอาหาร

               “เหมียว” แมวลายตัวหนึ่งที่อยู่บนหลังคาร้องทัก

               อาหยูหน้าเจื่อนไปเล็กน้อย พอเดินไปได้สักพักก็พบว่ามีหางงอกออกมาจากด้านหลังของตน ที่นี่มีคนอยู่ไม่น้อย นางจึงพยายามสะบัดหางให้หลุดแต่ก็ไม่สำเร็จ บังเอิญหันไปเห็นตรอกเล็กๆ ที่อยู่ด้านข้าง นางจึงเดินเข้าไป

               ผู้ที่แอบเดินตามอยู่เบื้องหลังนางมีท่าทีอยากรู้อยากเห็น เขารีบตามไปสอดส่องดูตอนที่เห็นอาหยูเดินเข้าไปในตรอกลึก ทุกคนต่างตื่นเต้นว่าจะได้ดูเรื่องสนุกเข้าแล้ว

               คนกลุ่มนั้นอยู่ในอาการมึนเมา เห็นได้ชัดว่าดื่มไปไม่น้อย พวกเขาสวมเสื้อผ้าหรูหราบ่งบอกถึงสถานะและชาติตระกูล

               ผู้ที่สวมอาภรณ์ผ้าลายดูเหมือนจะเป็นหัวโจกของกลุ่ม เขาเอ่ยว่า “แค่ได้เห็นเอวเล็กๆ ของนางก็ฟันธงได้แล้วว่าต้องเป็นหญิงงาม พวกเจ้าแพ้แล้ว รีบจ่ายเงินมาเสียดีๆ”

               “เจ้าบอกว่าเป็นหญิงก็เป็นหญิงรึ เมื่อครู่ยังไม่ถอดหน้ากากออกมาเลยด้วยซ้ำ”

               “เฮอะ! ถอดหน้ากากก็ยังฟันธงไม่ได้ ต้องถอดเสื้อผ้าจึงจะแน่ใจ”

               “โอ้โห ตี้อี๋หมิน เจ้ายังเป็นคนอยู่หรือไม่”

               “ฮ่า ฮ่า ฮ่า” ทุกคนต่างหัวเราะกันยกใหญ่ กลิ่นสุราคละคลุ้งไปทั้งตรอก

               “พวกเจ้าถอยไป ข้ามองปราดเดียวก็ดูออกแล้ว นางต้องเป็นผู้หญิงแน่ๆ อย่ากลัวไปเลย ข้าจะทำให้นางถอดหน้ากากออกให้พวกเราได้เห็นเป็นขวัญตา” ชายอาภรณ์ลายเดินตรงไปหาอาหยู

               “ไม่ผิดแน่ ไม่ผิดแน่ คุณชายฮวางของพวกเราดูผู้หญิงมานักต่อนักแล้ว”

               อาหยู “...”

               จู่ๆ นางก็ถูกพวกบ้ากามไล่ตามอย่างนั้นรึ?

ที่นี่ที่ไหนกัน?

               พอตามมาถึงตรอกมืด ชายอาภรณ์ลายที่มีกลิ่นสุราคละคลุ้งไปทั้งตัวก็ถลาเข้าหานาง เขายื่นมือออกมาด้วยหมายจะดึงหน้ากากออกจากใบหน้าของอาหยู

               อาหยูจับข้อมือของเขาไว้แล้วเอ่ยถาม “ไม่มีใครสอนพวกเจ้าเรื่องมารยาทหรอกรึ” สิ้นเสียง นางก็หักแขนเขาทันที!

               “โอ๊ย!” ชายอาภรณ์ลายส่งเสียงร้องออกมาอย่างเจ็บปวด คนที่อยู่ด้านหลังไม่กล้าพูดอะไร ได้แต่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ยังไม่ทันที่สติจะกลับมา อาหยูก็ใช้สันมือฟาดลงที่ต้นคอของเขา

               ชายผู้นั้นหมดสติไปอย่างรวดเร็ว

               คนที่อยู่ด้านหลังรีบพุ่งตัวเข้ามาหมายจะแก้แค้นให้สหาย

               มีเพียงบุรุษอาภรณ์สีน้ำเงินที่ดูแตกต่างจากคนอื่นอย่างสิ้นเชิง เขายังคงยืนอยู่ที่เดิมด้วยสีหน้าตกตะลึงกับภาพที่เห็น เมื่อเสียงร้องโอดโอยอย่างเจ็บปวดดังก้องในหู สติสัมปชัญญะที่มีไม่มากนักจากการบั่นทอนของฤทธิ์สุราก็ค่อยๆ กลับคืนมา

               เขาจำได้ว่าระหว่างที่ดื่มกินอยู่บนชั้นสองของโรงเตี๊ยมฝั่งตรงข้ามโรงน้ำชา เขาก็พบกับหญิงที่งามยิ่งกว่าสตรีใดยืนอยู่หน้าโรงน้ำชาชิงถิงพอดี พอไปสืบมาก็รู้ว่านางมีเจ้าของแล้ว ตอนนั้นเขาปวดใจอย่างยิ่งจึงพาผองเพื่อนไปร่ำสุรากันต่อที่อีกร้านหนึ่ง ด้วยหวังจะดื่มสุราให้ลืมใบหน้าหวานๆ ของนาง แต่คาดไม่ถึงว่าผู้ที่นับถือเป็นพี่เป็นน้องกับเขาจะไม่ได้ปลอบใจเขา แต่กลับชวนกันลอบสะกดรอยตามสาวงามเสียนี่

               จนกระทั่งถึงตอนนี้ เขาไม่รู้ว่าตนเองมายืนอยู่ที่นี่ได้อย่างไร

               ผู้ที่ร่ำสุราไปยกใหญ่อย่างเว่ยอิงเสา พอได้สติก็มองไปยังความมืดรอบตัว “ที่นี่ที่ไหนกัน?”

               “โอย...”

               เว่ยอิงเสาตกใจจนรู้สึกขนลุกไปทั่วทั้งตัว เขามองร่างของเหล่าบุรุษที่นอนระเกะระกะอยู่บนพื้น และเงยหน้าขึ้นเห็นอาหยูที่ยังยืนผงาดอย่างมั่นอกมั่นใจ

               “โจร...โอ๊ย!” หยกชิ้นหนึ่งลอยมาโดนจมูกของเว่ยอิงเสาเต็มแรง ทำให้มีทั้งเลือดและน้ำตาไหลออกมาพร้อมกัน

               อาหยูรู้สึกว่าจังหวะหัวใจตนเต้นแรงขึ้น นางไม่มีกะจิตกะใจจะจัดการกับใครอีก พอกลับหลังหันได้ก็รีบวิ่งหนีไปเต็มฝีเท้า ร่างกายที่นางอาศัยอยู่อ่อนแอยิ่งนัก แค่จัดการกับคนกลุ่มนั้นนางก็เหนื่อยจนแทบจะหายใจไม่ทันแล้ว

               เว่ยอิงเสาลูบจมูกที่มีเลือดไหลออกมา แต่พอเห็นเงาของเฉิงเยี่ยนที่กำลังวิ่งตรงเข้ามาหา เขาก็คล้ายกับเห็นบ่อน้ำท่ามกลางทะเลทราย เขาตะโกนเรียกสหายรักว่า “พี่เฉิง ช่วยด้วย มีโจรสวมหน้ากากไล่ฆ่าคน”

               อาหยูรีบสกัดมือที่หมายจะตรงเข้ามารั้งนางจากด้านข้างแล้วกระโดดตัวลอยเตะตอบ เฉิงเยี่ยนตั้งรับได้ทัน ทั้งสองฟาดฟันกันท่ามกลางแสงสลัวในตรอกเล็ก

               หากจะพูดถึงกระบวนท่า เฉิงเยี่ยนหรือจะสู้ปีศาจแมวพันปีเช่นนางได้ แต่โชคร้ายที่เขามีเรือนร่างที่แข็งแกร่ง ไม่เหมือนอาหยูที่อยู่ในร่างของสตรีใกล้ตาย นางเพิ่งเสร็จจากการจัดการกับคนก่อนหน้าไปหลายคนก็เหนื่อยจนแทบจะทรงตัวไม่ไหวแล้ว

               ด้วยสภาพสังขารที่ไม่สมบูรณ์ทำให้อาหยูเป็นฝ่ายเสียเปรียบและถูกรวบมือไว้ได้ในที่สุด

               เฉิงเยี่ยนแอบนึกประหลาดใจ พอเขาสัมผัสกับข้อมือของอีกฝ่ายก็รู้สึกถึงความผิดปกติ จู่ๆ เขาก็ได้ยินเสียงลมหายใจหอบโยนของโจรน้อย

               คนที่เขาจับตัวได้เป็นสตรีอย่างนั้นรึ ครู่นั้นเขาอึ้งไปชั่วขณะ

               ช่วงที่อยู่ในภวังค์แห่งความตกใจ อาหยูก็ยกเข่ากระแทกใส่หว่างขาเขาเต็มแรง

               “เจ้า!”

               เมื่อได้รับความเจ็บปวดอย่างที่บุรุษทั่วไปยากที่จะทนรับ เฉิงเยี่ยนจึงก้มตัวลงและไม่อาจเอื้อนเอ่ยคำใดออกมาอีก เพียงแต่มองตามด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยโทสะ

               โจรน้อยนี่อาจไม่ใช่สตรีอย่างที่คิด!

               อาหยูที่ถูกมองว่าไม่ใช่สตรีวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต

               เฉิงเยี่ยนอยากจะวิ่งตามแต่แขนขาไร้ซึ่งเรี่ยวแรง จึงทำได้เพียงกัดฟันแน่น ก้มตัวลงและพยายามอดทนกับความเจ็บปวดอันแสนสาหัส

               เว่ยอิงเสากลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ ก่อนจะเอ่ยตะกุกตะกักขึ้นว่า “พี่เฉิง เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง”

               อีกฝ่ายตอบด้วยสีหน้าเหยเก “จะเหลือรึ” เขาตอบเสียงลอดไรฟัน

               เว่ยอิงเสาหนีบขาเข้าหากัน ไม่กล้าจินตนาการถึงความเจ็บปวดอันน่าขนหัวลุกนั่น เขาสบถอย่างโมโห “นักเลงนั่นก็เหลือร้ายจริงๆ บังอาจโจมตีจุดยุทธศาสตร์ได้”

               นั่นไม่เพียงเป็นจุดยุทธศาสตร์อันน่าหวงแหน แต่เป็นสิ่งที่ประกาศศักดาของความเป็นชาย จะให้เกิดอันตรายไม่ได้เด็ดขาด เว่ยอิงเสายกมือขึ้นลูบคอตนเองและรู้สึกถึงความเย็นที่แผ่ซ่าน เขาเดินโซซัดโซเซไปหาสหายและเอ่ยชวน “ไปหาหมอกันเถอะ”

               ผู้ที่ค่อยๆ ได้สติกลับมาอย่างเฉิงเยี่ยนเกิดอาการหน้าดำคร่ำเครียด เมื่อได้กลิ่นสุราจากปากของสหายก็ทำจมูกฟุดฟิด แล้วก็พบว่าในตรอกนี้มีกลิ่นสุราคละคลุ้งเต็มไปหมด จึงชี้ไปยังบรรดาบุรุษที่นอนเกลื่อนกลาดและถามไปว่า “เกิดอะไรขึ้น”

               เขาได้ยินเสียงไม่ชอบมาพากลในตรอก จึงได้วิ่งเข้ามาดู พลันเห็นผู้ที่ใบหน้าเต็มไปด้วยโลหิตอย่างเว่ยอิงเสาร้องขอความช่วยเหลือด้วยสีหน้าแตกตื่น

               เฉิงเยี่ยนยังไม่ทันถามเรื่องราวให้ละเอียด ในใจก็หวังจะจับตัวผู้ก่อเหตุให้ได้ จึงไม่ได้สังเกตว่าที่นี่มีกลิ่นสุราคละคลุ้ง

               เฉิงเยี่ยนใช้ปลายเท้าเขี่ยใบหน้าของชายหนึ่งในนั้น อาศัยแสงสลัวของดวงจันทร์เพ่งพินิจรูปพรรณสัณฐานก่อนจะขมวดคิ้วและนึกในใจว่า ‘นี่มันฮวางซานหลาง บุตรชายของคหบดีใหญ่นี่นา’

               “นักเลงเมื่อครู่คิดจะฆ่าคนผู้นี้” คนที่พึ่งจะได้สติกลับมาอย่างเว่ยอิงเสาตบตักดังฉาดเมื่อคิดถึงเรื่องนี้ขึ้นได้ เขาคุกเข่าลงเขย่าร่างของฮวางซานหลางชายผู้สวมอาภรณ์ลาย และเอ่ยเรียก “ฮวางเหล่าซาน ฮวางเหล่าซาน เอ๊ะ... ยังหายใจอยู่นี่” เว่ยอิงเสาตรวจสอบดูรอบหนึ่งแล้วจึงค่อยโล่งใจว่าชายผู้นี้ยังไม่ตาย

               เฉิงเยี่ยนขบกรามแน่นแล้วก้มลงไปนวดขมับให้คนเหล่านั้นครู่หนึ่ง จนพวกเขาได้สติกลับมา

               “โอ๊ย! โอ๊ย!” ชายแต่ละคนค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นนั่ง ร้องโอดครวญอย่างเจ็บปวด หลายคนยังมีสีหน้างงงวยคล้ายกับไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น

               “ใครต่อยข้า ปวดไปหมดทั้งตัวแล้ว”

               “ไอ้นักเลงนั่นไง”

               “นักเลงที่ไหนกัน นางเป็นผู้หญิงนะ” ฮวางซานหลางที่เกือบจะคอหักร้องตอบอีกฝ่าย เพื่อยืนยันในสิ่งที่ตนวิเคราะห์

               “เป็นไปไม่ได้ ต้องเป็นผู้ชายแน่ๆ จะมีสตรีนางไหนโหดร้ายได้ถึงเพียงนี้”

               “เจ้าแพ้แล้ว จ่ายเงินให้ข้าเดี๋ยวนี้” ชายฉกรรจ์ที่ยังคงเต็มไปด้วยฤทธิ์สุราและระบมจนแทบทนไม่ไหว ยังไม่ลืมที่จะคิดบัญชีของตน

               “ไสหัวไปเลยนะ ผู้หญิงก็คือผู้หญิง ข้าเอาหัวเป็นประกันได้เลยว่าอย่างไรนังนั่นก็เป็นผู้หญิง”

               ตี้อี๋หมินกัดริมฝีปากและเอ่ยอย่างเคียดแค้นว่า “ข้าไม่สนหรอกว่าจะเป็นสตรีหรือบุรุษ ให้ตาย... มันทำให้ข้าเจ็บระบมไปหมดทั้งตัวแล้ว อย่างไรก็ต้องแก้แค้นให้ได้”

               “ใช่ๆๆ เอามันให้ตายเลย”

               เว่ยอิงเสานิ่งอึ้งอยู่ตรงนั้นก่อนจะเอ่ยออกมาทีละคำว่า “สตรี... แพ้แล้ว... เงิน... อย่างนั้นรึ” เขาได้ยินทุกคำชัดเจน แต่พอเอามาเชื่อมโยงกันทำไมจึงไม่อาจเข้าใจได้

               ผู้ที่อยู่ในอาการสะลึมสะลืออย่างฮวางซานหลางเอ่ยอธิบายเรื่องราวทั้งหมดให้เขาฟัง

               เว่ยอิงเสา “...”

               ฮวางซานหลางเงยหน้าขึ้นมอง ในที่สุดก็เห็นร่างของเฉิงเยี่ยนที่ยืนอยู่ไม่ไกล จึงร้องขึ้นอย่างตะลึงว่า “ท่านอ๋องน้อย”

               ใบหน้าเคร่งขรึมของเฉิงเยี่ยนยิ่งเครียดมากขึ้นไปอีก เจ้าเหลือเดนพวกนี้มันบังอาจรังแกสตรี แต่กลับเจอของจริงเข้าเลยถูกสั่งสอนจนระบมไปทั้งตัวนั่นเอง

               ส่วนตัวเขาเฉิงเยี่ยน... ถูกเว่ยอิงเสาทำให้เข้าใจผิด จึงเผลอลงไม้ลงมือกับสตรีนางนั้นเข้า ฝ่ายนั้นคงคิดว่าเขาเป็นพวกเดียวกันกับคนเมากลุ่มนี้ จึงได้โจมตีคืน

               บัดนี้เขาเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดแล้ว เฉิงเยี่ยนหน้าแดงสลับดำ เขามาช่วยพวกขี้เมาลวนลามผู้บริสุทธิ์ที่เป็นหญิงอย่างนั้นรึ... แค่คิดก็ผิดแล้ว

               “โอ๊ย! โอ๊ย! โอ๊ย!” ผู้ที่คุกเข่าอยู่ที่พื้นอย่างเว่ยอิงเสาถูกเฉิงเยี่ยนดึงคอเสื้อขึ้นมา

               เฉิงเยี่ยนเอ่ยถามด้วยสีหน้าบึ้งตึงว่า “ไหนว่าโจรฆ่าคน?”

               ผู้ที่ยังไม่เข้าใจเหตุการณ์ดีเท่าไรอย่างเว่ยอิงเสามีสีหน้าโล่งใจ เขาตบอกตนเองและเอ่ยว่า “ไม่ใช่ก็ดีแล้วไง โธ่ ตกใจหมด ตอนแรกข้าก็คิดว่าจะมีคนตายเสียอีก”

               เฉิงเยี่ยนเตะสหายเต็มแรง

               เว่ยอิงเสาหน้าคว่ำลงบนพื้นถนนในตรอก เขาขมวดคิ้วแล้วร้องว่า “จมูกข้า”

               เลือดกำเดาไหลทะลักออกมาทันที เว่ยอิงเสาน้ำตาซึมอย่างเจ็บปวด เขาชี้มือไปยังเฉิงเยี่ยนและตะคอกว่า “เจ้าทำอะไรของเจ้า”

               “น่าจะฆ่าเจ้าเสียให้จบๆ ไป” เฉิงเยี่ยนสบถออกมา จากนั้นก็เตะผู้ที่บอกว่าจะไปล้างแค้นอย่างตี้อี๋หมิน “ให้มันรู้จักอายเสียบ้าง สตรีเอวบางร่างน้อยขนาดนั้น เจ้าปล่อยให้นางไล่ตีราวกับสุนัขแล้วยังมีหน้ามาภูมิใจอีกรึ เรื่องนี้ต้องจบเพียงแค่นี้ หากข้ารู้ว่ามีใครตามไปล้างแค้นอีกละก็ ข้าเอาตายแน่”

               เมื่อถูกเตะซ้ำรอยเดิมที่บาดเจ็บ ตี้อี๋หมินก็ร้องโอดโอยออกมาอย่างใจเสาะ เมื่อเห็นสีหน้าเคร่งเครียดของเฉิงเยี่ยน เขาก็รีบรับคำว่า “ท่านอ๋องน้อย ข้าก็พูดไปอย่างนั้นเองขอรับ ไม่ได้คิดจะทำจริงสักหน่อย ข้าไม่ทำเด็ดขาด”

               บรรดาชายฉกรรจ์ที่เหลือซึ่งปวดระบมไปทั้งตัว ช่วยกันเอ่ยเสริมทั้งๆ ที่ใบหน้าแดงก่ำ ตอนนี้จะให้มองไปทางไหนก็ได้ แต่ไม่มีใครกล้ามองใบหน้าท่านอ๋องน้อยแม้แต่คนเดียว

               เฉิงเยี่ยนเองก็ระอาที่จะมองพวกเขา จึงกลับหลังหันแล้วเดินจากไป

ข้ายังต้องลาดตระเวนอยู่แถวๆ นี้

               ผู้ที่กุมจมูกของตนอยู่อย่างเว่ยอิงเสา หลังจากได้สติกลับมา ในที่สุดก็เข้าใจแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น เขาลุกขึ้นเตะฮวางซานหลางบ้าง

               “แม่งเอ๊ย! กล้าดึงข้ามาลำบากกับพวกเจ้าด้วยรึ ตัดขาด พวกเราตัดขาดความเป็นสหายกันตั้งแต่วันนี้ ต่อไปอย่ามาชวนข้าดื่มสุราอีก”

               เว่ยอิงเสามีโทสะแน่นอก เตะซ้ำไปอีกสองที ก่อนจะรีบวิ่งตามเฉิงเยี่ยนไป “พี่เฉิง พี่เฉิง ท่านฟังข้าอธิบายก่อน ข้าไม่รู้เรื่องด้วยนะ ข้าจะกล้าทำเรื่องต่ำช้าเช่นนั้นได้อย่างไร ข้าไม่ได้ทำอะไรเลย ข้าเพียงแต่ดื่มจนเมา... พี่เฉิง พี่เฉิง ไม่เอาน่าเราเป็นญาติกันนะ”

               เสียงนั้นค่อยๆ กลืนหายไปในตรอกมืด เหลือเพียงกลุ่มคนเมาที่นั่งมองหน้ากันไปมา จะทำอย่างไรต่อดี วันนี้พวกเขาดวงซวยเหลือเกิน

               นังหญิงผู้นั้นวิ่งหายไปทางไหนก็ไม่รู้แล้ว ถ้าพวกเขาพยายามออกตามหา อาจได้เจอในละแวกใกล้ๆ นี้ แต่เมื่อเฉิงเยี่ยนเอ่ยห้ามอย่างเด็ดขาด ใครจะกล้าขัดคำสั่งของท่านอ๋องน้อยที่มากบารมีเช่นเขากัน คนผู้นี้ยิ่งโหดเหี้ยมเป็นที่เลื่องลือเสียด้วย

               “อา... คุณหนู ข้าหลับไปได้อย่างไรกัน! คุณหนูได้โปรดให้อภัยด้วยเจ้าค่ะ” เตี๋ยชุ่ยตีหัวตัวเองอย่างหงุดหงิด

               “คุณหนูโปรดให้อภัยด้วยเจ้าค่ะ” เตี๋ยลู่เองก็รีบขอโทษขอโพย

               อาหยูเพียงแต่ยิ้มและเอ่ยว่า “สุรานี่คงมีฤทธิ์ไม่น้อย พวกเจ้าก็เลยหลับสบาย ข้าเองก็ไม่มีธุระอะไรจะไปไหนจึงไม่ได้ปลุก ไม่ต้องเป็นกังวล ข้าไม่บอกเรื่องนี้กับแม่นมหรอก”

               ใบหน้าเตี๋ยชุ่ยและเตี๋ยลู่ปรากฏรอยยิ้มอย่างซาบซึ้งยินดี

               อาหยูยิ้มจางๆ แม้เมื่อครู่จะมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเล็กน้อยแต่ก็จบลงด้วยดี เรื่องที่นางต้องการทำลุล่วงไปตามแผนแล้ว

               นางเงยหน้าขึ้นทอดสายตามองไปยังทิวทัศน์ริมแม่น้ำ

               “นั่นคือคุณชายรองกับคุณหนูสามหรือเปล่าเจ้าคะ?” เตี๋ยชุ่ยผู้มีสายตาเฉียบคมเอ่ยถามขึ้น

               อาหยูกระตุกมุมปากยิ้ม ตรงนั้นยังมีท่านหญิงจิ้นหยางอีกหนึ่งคน

               “ท่านหญิง พี่ชายของข้าเองก็มา” หลิงเอ๋อชี้ไปยังองครักษ์ผู้ที่ทำหน้าที่ตรวจตราเมืองซึ่งยืนห่างออกไปไม่ไกลนัก

               เทศกาลฉีเฉียวนานปีจะมีสักครั้ง ผู้คนที่มาร่วมงานจึงมีไม่น้อย ดังนั้นความปลอดภัยจึงเป็นเรื่องสำคัญ ลู่หมิงหย่วนและทหารองครักษ์ทั้งหลายพร้อมใจผลัดเวรมาตรวจตรารักษาความปลอดภัยอยู่เสมอ

               ท่านหญิงจิ้นหยางปรากฏแววตาแห่งความยินดีเผยออกมาอย่างไม่ปิดบัง ตั้งแต่จากกันที่โรงน้ำชาครั้งก่อน พวกเขาก็ไม่ได้เจอกันอีกเลย คราวก่อนคำพูดของเขาฟังดูมีเหตุผล ดังนั้นนางจึงพยายามหาทางออกซึ่งทำให้ทั้งสองฝ่ายต่างพึงพอใจ

               “พี่รอง” หลิงเอ๋อจูงมือท่านหญิงจิ้นหยางเข้าไปหาลู่หมิงหย่วน วันนี้เขาสวมเสื้อเกราะอันเป็นเครื่องแบบขององครักษ์ทำให้ดูองอาจสง่างาม ยิ่งดวงหน้าของเขาหล่อเหลาราวกับเทพบุตร ยิ่งทำให้ไม่ว่าหญิงใดที่เดินผ่านเป็นต้องเหลียวหลังมองซ้ำอีกรอบ

               ลู่หมิงหย่วนหันมามองพวกนาง ประกายตาของเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อยก่อนจะยกมือขึ้นคารวะท่านหญิงจิ้นหยาง

               องครักษ์ที่ยืนอยู่ข้างหลังเห็นลู่หมิงหย่วนทำความเคารพ จึงรู้ว่าสตรีที่มีท่าทางทะมัดทะแมงคนนี้เป็นถึงท่านหญิง พวกเขาจึงรีบถวายความเคารพตามไปด้วย พอหันมาเห็นรูปโฉมของหลิงเอ๋อก็อดไม่ได้ที่จะหันไปมองใบหน้าของลู่หมิงหย่วนอีกครั้ง เหตุใดคนเป็นพี่เป็นน้องที่คลานตามกันมาแท้ๆ ถึงได้มีรูปร่างหน้าตาที่แตกต่างกันลิบลับ

               หลังจากกล่าวทักทายแล้วลู่หมิงหย่วนก็เอ่ยกับน้องสาวว่า “เจ้าเที่ยวเล่นไปก่อน ข้ายังต้องลาดตระเวนอยู่แถวๆ นี้”

               “ไม่เอาล่ะท่านพี่ ท่านไปเดินเที่ยวเล่นกับพวกเราเถอะ” หลิงเอ๋อกลอกตาไปมา พยายามดึงแขนเสื้อของลู่หมิงหย่วนอย่างออดอ้อน

               “อย่าดื้อน่า ตอนนี้ข้ากำลังปฏิบัติหน้าที่ จะให้ทิ้งงานไปได้อย่างไร” ลู่หมิงหย่วนเอ่ยตำหนิด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

               หลิงเอ๋อเบ้ปากอย่างไม่สบอารมณ์ แต่ยังคงจับแขนเสื้อของพี่ชายเอาไว้ไม่ยอมปล่อย

               จังหวะนั้นท่านหญิงจิ้นหยางก็ก้าวเข้ามาดึงมือของหลิงเอ๋อที่จับแขนเสื้อลู่หมิงหย่วนกลับ นางมีสีหน้าปกติ ทั้งยังเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ภาระหน้าที่ต้องมาก่อน รอให้พี่ชายของเจ้าผลัดเวรแล้วค่อยมาเดินเที่ยวเล่นกับเจ้าก็ยังไม่สาย พวกเราไปดูทางโน้นกันก่อนเถอะ”

               ท่านหญิงจิ้นหยางเอ่ยอย่างนั้น หลิงเอ๋อก็จำต้องฟัง นางหันไปมองค้อนลู่หมิงหย่วนพลางตัดพ้อว่า “ท่านพี่ไม่รักข้าเอาเสียเลย ข้าไปเดินเล่นกับท่านหญิงดีกว่า”

               ลู่หมิงหย่วนเม้มริมฝีปากแน่น คล้ายมีความหนักใจบางอย่างที่ไม่อาจเอ่ยออกมาได้

               ท่านหญิงจิ้นหยางแย้มยิ้มเล็กน้อย จู่ๆ ในใจก็นึกถึงคำโบราณที่กล่าวว่า ‘พี่ชายเป็นเหมือนพ่อ พี่สะใภ้เป็นเหมือนแม่ให้เจ้าพึ่งพา’ จากนั้นนางก็หน้าแดงขึ้นมาอย่างเขินอาย

               ลู่หมิงหย่วนและทหารใต้บังคับบัญชาประสานมือคารวะท่านหญิงจิ้นหยางก่อนจะจากไป หน้าที่เขาคือคอยตรวจตราความเรียบร้อยบริเวณริมแม่น้ำ ชายหนุ่มกำมือแน่นเป็นระยะๆ สิ่งที่เขากำอยู่คือด้ายห้าสีหรือที่เรียกกันว่า ‘เซียงเลี่ยนอ้าย’ ในงานเทศกาลเช่นวันนี้มักจะมีสตรีมากมายทำด้ายลักษณะนี้มาผูกไว้บนร่างชายที่ตนหมายปอง

               นี่เป็นด้ายที่ท่านหญิงจิ้นหยางอาศัยจังหวะที่นางดึงมือของหลิงเอ๋อยัดใส่ไว้ในแขนเสื้อของเขา เมื่ออยู่ต่อหน้าคนมากมาย เขาจึงไม่กล้าคืนนาง ครู่นั้นเอง ลู่หมิงหย่วนก็มีสีหน้าลำบากใจขึ้นมา เขาอุตส่าห์พูดชัดเจนขนาดนั้นแล้วนางยังไม่ยอมเลิกราอีก นั่นทำให้ลู่หมิงหย่วนรู้สึกสับสนในใจเหลือเกิน

               เมื่อท่านหญิงจิ้นหยางและหลิงเอ๋อเดินจากมา พวกนางก็มาหยุดอยู่ตรงริมแม่น้ำแล้วก้มลงล้างมือเพื่อความเป็นสิริมงคล

               ลู่รั่วหลิงเอ่ยขึ้นว่า “พอได้รับความเป็นมงคลจากชีเซียนหนู่แล้ว พรุ่งนี้ท่านหญิงก็จะได้พบกับชายในดวงใจแล้วล่ะเจ้าค่ะ”

               ท่านหญิงจิ้นหยางหน้าแดงอย่างเขินอาย นางแสร้งทำเป็นหยิกแก้มหลิงเอ๋ออย่างหยอกเย้า “เจ้ากล้าล้อข้าเล่นรึ”

               หลิงเอ๋อรีบหันหน้าหนี เอ่ยว่า “จะกล้าได้อย่างไรล่ะเจ้าคะ ข้าอยากให้ท่านหญิงพบกับคู่ครองที่เหมาะสมจริงๆ” อย่างเช่นพี่ชายของนาง จากที่ได้เห็นเมื่อครู่ ที่แท้ท่านหญิงจิ้นหยางก็แอบชอบพี่ชายของนางนั่นเอง มิน่าอีกฝ่ายจึงทำดีกับนางถึงเพียงนี้

               และก็คงมีเพียงสตรีที่เพียบพร้อมด้วยรูปโฉมและชาติตระกูลอย่างท่านหญิงจิ้นหยาง จึงจะเหมาะสมกับพี่ชายคนเก่งของนาง หากได้ท่านหญิงจิ้นหยางมาเป็นพี่สะใภ้ นางก็จะถูกยกระดับขึ้นมาอีกขั้นและสามารถหาคู่ครองในตระกูลที่ดียิ่งขึ้นได้ เพราะอาจได้รับความช่วยเหลือจากตำหนักอันอ๋อง

               คราวนี้พวกเขาซึ่งมาจากครอบครัวบ้านสายหลักคงจะมีหน้ามีตา มีอำนาจเหนือลูกหลานของบ้านสายรองได้ พี่น้องตระกูลลู่คนอื่นๆ ก็จะหันมาให้ความเคารพนบนอบครอบครัวนาง ซึ่งเมื่อถึงวันนั้น นางก็อยากจะเห็นกับตาว่าลู่รั่วฉีจะกล้าแผลงฤทธิ์ใส่นางอีกหรือไม่

               ยิ่งได้วาดวิมานสานฝันไว้สวยหรูเท่าไร ก็ยิ่งนึกรังเกียจเจียยู่มากขึ้นเท่านั้น ถ้าไม่ใช่เพราะนังญาติตัวดีมาขวางทางไว้ ตอนนี้ความฝันอันงดงามก็คงสำเร็จไปได้ด้วยดีแล้ว ทำไมนังขี้สำออย ขี้โรคคนนั้นไม่ตายๆ ไปเสียทีนะ

               “อ้าว หลิงเอ๋อทำไมมาอยู่ที่นี่ได้เล่า?” กำลังนึกด่าอยู่ในใจ คนที่ถูกด่าก็มาให้เห็น หลิงเอ๋อหน้าเจื่อนลงทันที อาหยูที่ถือพัดในมือหันมาเอ่ยกับนางว่า “ข้าบังเอิญมองเห็นพี่รองกับเจ้าจากที่ไกลๆ ก็เลยเดินมาดูเสียหน่อย”

               “มีอะไรน่าดูกัน พี่ชายของข้ากำลังทำงานอยู่ ไม่ได้มาเที่ยวเล่น” หลิงเอ๋อย่นจมูกตอบ

               เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ ท่านหญิงจิ้นหยางก็นึกสะดุ้งในใจและมีท่าทีประหม่า นางพยายามสะกดกลั้นความกังวลและมองไปทางอาหยู

               ขนตาของอาหยูสั่นไหวเล็กน้อย นางแค่หลบตาลงแต่ไม่ได้พูดอะไร

               นางคงไม่เห็นกระมัง?

               ท่านหญิงจิ้นหยางนึกโล่งใจและรู้สึกเสียดาย คิดไปว่าหากเจียยู่รู้เรื่องนี้เข้า อีกฝ่ายจะทำอย่างไร จะกล้าตรงมาหาเรื่องนางหรือไม่?

               แน่นอนอาหยูจะต้องเล่นงานคนที่กล้ายั่วยวนคู่หมั้นของคนอื่นให้ได้รับบทเรียน แต่ยังไม่ใช่เวลานี้

               ขณะเดียวกันก็มีเสียงร้องของแมวป่าดังขึ้น มันกระโดดมาที่ขาของหลิงเอ๋อจนนางร้องอย่างตื่นตกใจแล้วรีบยกขาหนี “ไป! ไป! ไปเดี๋ยวนี้นะ ว้าย! ว้าย!”

               หลิงเอ๋อลืมไปว่าตนยืนอยู่ริมแม่น้ำ นางตกใจจนไม่ทันระวังตัว ขณะที่กำลังไล่แมวป่านางก็เสียการทรงตัว หงายหลังตกลงไปในน้ำเสียอย่างนั้น

               นางไม่วายควานมือเปะปะ แล้วคว้าท่านหญิงจิ้นหยางที่มีสีหน้าตื่นตะลึงลงน้ำตามไปด้วย

               ตูม... เสียงคนแรกตกน้ำ

               ตูม... เสียงคนที่สองโดนลากลงไปด้วย

               เพราะหญิงทั้งคู่ตกน้ำ บรรยากาศริมแม่น้ำจึงอลหม่านขึ้นทันที

               แมวป่าเจ้าปัญหาเมื่อครู่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย

               อาหยูยกพัดขึ้นปิดปากตนเองเพื่อป้องกันไม่ให้ใครเห็นรอยยิ้มระรื่นชื่นบานของตน

               ไม่นานก็มีเสียงคนกระโดดลงน้ำตามไปอีกหลายคน

               พองมสตรีทั้งสองขึ้นมาได้ คนช่วยก็ไม่กล้าพาพวกนางขึ้นฝั่งในทันที เพราะอาภรณ์ที่สวมในช่วงฤดูร้อนเป็นเนื้อผ้าที่ค่อนข้างบาง ตอนอยู่ในน้ำอาจไม่เป็นไร แต่หากขึ้นจากน้ำละก็ มองแทบจะเปลือยเปล่าไปทั้งตัวแล้ว

               บรรดาบ่าวรับใช้พากันยืนนิ่ง แม้พวกเขาอยากจะเข้าไปช่วยแต่ก็ไม่มีใครกล้า หากว่าพวกเข้าเผลอมองเห็นเรือนร่างของท่านหญิงเข้าโดยบังเอิญ อาจจะกลายเป็นการนำภัยมาสู่ตนได้