อาหยูเห็นท่าว่าจะนาน นางอยากรีบออกไปข้างนอกจึงเอ่ยแก้สถานการณ์แทนว่า “ท่านป้าอย่าได้โกรธไปเลย น้องสามเพียงแต่พูดเล่นกับข้าเท่านั้น”
“เลิกเสแสร้งได้แล้ว” หลิงเอ๋อสะบัดหน้า หันมาถลึงตาใส่อาหยูด้วยความโมโห
อาหยูตีหน้าขรึมทันที
ลู่ฮูหยินเห็นดังนั้น ก็ยิ่งมีใบหน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย
“นังลูกไม่รักดี ข้าว่าเจ้าไม่ต้องออกจากบ้านแล้ว อยู่ที่นี่แหละ จะได้ไม่ไปสร้างเรื่องสร้างราวที่ไหน”
หลิงเอ๋อได้ฟังก็รีบหันไปฟ้องฮูหยินผู้เฒ่าลู่ว่า “ท่านย่า ดูสิเจ้าคะ”
ฮูหยินผู้เฒ่าลู่วางหน้าเคร่ง “ยิ่งโตยิ่งเคยตัว ทำไมถึงพูดกับพี่เจ้าอย่างนั้น ยังไม่รีบขอโทษอีก”
อาหยูได้แต่บอกปัดว่าไม่เป็นไร
เมื่อเห็นฮูหยินผู้เฒ่าลู่และลู่ฮูหยินต่างรุมตำหนินาง หลิงเอ๋อก็รู้ว่าหากตนไม่ยอมอ่อนข้อให้ในตอนนี้ก็คงไม่ได้ออกจากบ้านแน่ๆ จึงจำยอมเอ่ยกับอาหยูว่า “ข้าไม่ได้ตั้งใจ”
อาหยูยกมุมปากยิ้ม เพียงตอบไปว่า “ข้ารู้”
รู้ดีว่าเจ้าตั้งใจ!
ร่างร่างนี้กระซิบบอกนางว่าถูกกลั่นแกล้งมามากมายเพียงใดแล้ว เจียยู่คนเดิมเป็นคนที่มีจิตใจอ่อนไหวง่ายมาตั้งแต่เล็ก นิสัยของหลิงเอ๋อทำให้นางแอบไปนั่งร้องไห้ไม่รู้กี่ครั้งกี่หน
“นี่ก็ได้เวลาแล้ว พวกเจ้ารีบออกไปเถอะ ระวังตัวด้วย” ฮูหยินผู้เฒ่าลู่กุมมืออาหยูและมองนางเป็นเชิงปลอบโยน
ปลอบประโลมอย่างนี้อีกแล้ว... ชาติที่แล้วฮูหยินผู้เฒ่าลู่ก็เคยบอกกับเจ้าของร่างเดิมว่า ‘หลิงเอ๋อถูกตามใจจนเสียนิสัย ถ้าตำหนินางด้วยวิธีรุนแรงอาจจะยิ่งทำให้ก้าวร้าวมากขึ้นไปอีก ดังนั้นจึงขอให้เจ้าอภัยให้ญาติผู้น้อง หากมิใช่เรื่องหนักหนาสาหัสก็อย่าได้ถือสา ใจมนุษย์มีวันเปลี่ยน สักวันหลิงเอ๋อจะต้องเห็นความดีของเจ้าแน่’
และเจียยู่ก็เชื่อในคำพูดของยายแก่นี่อย่างสนิทใจ
เมื่อกล่าวลาญาติผู้ใหญ่แล้ว สามพี่น้องก็ออกจากบ้าน
แม่นมซ่งไม่ได้ติดตามไปด้วย งานรื่นเริงเช่นนี้บรรดาคุณหนูมักจะพาบ่าวรับใช้สาวๆ ติดตามไป เพราะไม่อยากให้บ่าวมีอายุอย่างนางตามมาเข้มงวดในเรื่องของกฎระเบียบ
เมื่อออกจากเรือนหรงโซ่วแล้ว หลิงเอ๋อก็ปรายตามองอาหยูแวบหนึ่ง หลุดปากออกมาลอยๆ ว่า “ดัดจริต”
อาหยูหลุบตาลงเล็กน้อย ทำเป็นไม่ได้ยิน
หลิงเอ๋อยกมุมปากยิ้มด้วยความสะใจ และยิ่งรู้สึกขัดหูขัดตาที่เห็นลู่รั่วฉียืนอยู่ข้างตน อย่าคิดนะว่านางไม่เห็นแววตาสมน้ำหน้าของลู่รั่วฉีที่มองมาตอนนางถูกท่านย่าตำหนิ
จู่ๆ ระหว่างที่เดิน หลิงเอ๋อก็ยกมือขึ้นลูบผมของตนคล้ายจะอวดบางอย่าง จริงเสียด้วย เมื่อยกมือขึ้นแขนเสื้อของนางก็รั้งลงมาตรงข้อศอก เผยให้เห็นแขนอูมๆ ที่มีกำไลหยกน้ำผึ้งเนื้องามสวมอยู่
อาหยูลอบสังเกตแล้วนึกได้ว่า เมื่อครึ่งเดือนก่อนลู่เม่าเตียนนำกำไลหยกจำนวนหนึ่งกลับมาที่บ้าน เพื่อให้บรรดาหญิงสาวได้เลือก ลู่รั่วฉีและหลิงเอ๋อบังเอิญเลือกกำไลหยกสีน้ำผึ้งเหมือนกัน สุดท้ายลู่เม่าเตียนกลับยกให้หลิงเอ๋อเป็นฝ่ายได้ไป
ฝ่ายที่ได้ก็ยิ้มเยาะยินดี ส่วนฝ่ายที่ผิดหวังก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ
เมื่อได้เห็นกำไลหยกที่ข้อมืออีกฝ่าย ลู่รั่วฉีก็มีสีหน้าเปลี่ยนไปทันที แววตาของนางเต็มไปด้วยโทสะลุกโชน ท่านพ่อเห็นว่าหลิงเอ๋ออายุยังน้อยซ้ำยังกำพร้าบิดา ก็นึกสงสารนางจึงบอกให้ตนเป็นฝ่ายยอม หากจะพูดถึงเรื่องความน่าสงสาร ผู้ที่ขาดทั้งบิดาและมารดาอย่างเจียยู่ไม่น่าสงสารกว่ารึ?
นางไม่เคยเห็นหลิงเอ๋อยอมลงให้เจียยู่สักครั้ง ซ้ำยังนำเอาปมด้อยเรื่องการเป็นเด็กกำพร้าของอีกฝ่ายมาล้อเล่นอย่างสนุกปาก
หลิงเอ๋อเอ่ยถามทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่า “วันนี้น้องสี่ได้ใส่กำไลหยกแดงมาด้วยหรือไม่?”
ลู่รั่วฉียกแขนเสื้อเผยให้เห็นแขนขาวนวลที่สวมกำไลฝังมุกสีแดงสด สีดูตัดกับผิวขาวราวหิมะของนาง “กำไลหยกนั่นค่อนข้างใหญ่ ข้าสวมแล้วหลวมไปสักหน่อย วันนี้ก็เลยไม่สวม”
นางมองแขนอูมๆ ของหลิงเอ๋อ พลางนึกว่าจะดีใจกับหยกสีน้ำผึ้งไปทำไมกัน นางต่างหากที่ยอมมอบ ‘ของเหลือเลือก’ ของนางกับอีกฝ่าย ความจริงนางได้กำไลฝังมุกมาก่อนหน้าวงหนึ่งแล้วต่างหาก
ไม่รู้อะไร... ยังมีหน้ามาอวด!
ลู่รั่วฉีเอ่ยเสริมว่า “สวมวงนี้ดีกว่า สั่งทำมาเพื่อให้พอดีกับข้อมือของข้าโดยเฉพาะ”
หลิงเอ๋อโมโหจนอยากจะท้าตบตีกับลู่รั่วฉีเสียเดี๋ยวนั้น แต่นางไม่กล้ามีเรื่องมีราว ไม่เช่นนั้นวันหน้าคงไม่ได้ออกจากบ้านอีก จึงจำเป็นต้องสะกดความโกรธไว้ในใจ
หลิงเอ๋อได้แต่แยกตัวไปนั่งเชิดหน้าบนรถม้าอีกฟากหนึ่ง เมื่อรถม้าแล่นผ่านโรงน้ำชาชิงถิง นางก็ตะโกนบอกให้คนขับหยุดรถและเอ่ยด้วยท่าทางหยิ่งยโสว่า “ข้านัดกับท่านหญิงจิ้นหยางเอาไว้ พวกเจ้าไปเที่ยวกันเองเถอะ แล้วตอนขากลับก็ไม่ต้องมารับข้าด้วย ท่านหญิงจะส่งข้ากลับบ้านเอง”
ลู่รั่วฉีเบ้ปากด้วยความหมั่นไส้... จะดีใจอะไรนักหนา ท่านหญิงจิ้นหยางอยากได้พี่ชายเจ้าต่างหากถึงได้ยอมคบหาสมาคมกับคนเช่นเจ้า
แต่พอเห็นหลิงเอ๋อแสดงออกมาชัดเจนว่ากลัวนางจะเข้าไปตีสนิทกับท่านหญิงจิ้นหยางบ้าง ลู่รั่วฉีก็จงใจก้าวลงจากรถม้าและเอ่ยว่า “คิดๆ ดูแล้ว พวกเราก็อยากจะเข้าไปคารวะท่านหญิงสักหน่อยเหมือนกัน พี่ยู่ไปด้วยกันไหม?”
หลิงเอ๋อเบิกตาโพลง “ท่านหญิงยังมาไม่ถึงนะ”
ลู่รั่วฉีแหวกม่านรถม้าเป็นเชิงบอกให้อาหยูลงมาด้านล่าง “ถ้าอย่างนั้น พวกเรานั่งจิบน้ำชารอไปก่อนก็แล้วกัน”
หากสายตาสามารถสังหารคนได้ ป่านนี้ลู่รั่วฉีก็คงถูกหลิงเอ๋อแทงจนพรุนไปทั้งร่างแล้ว
“ดูหญิงคนนั้นสิ งามยิ่งกว่าสตรีใดที่ข้าเคยพบมาเสียอีก”
บุรุษสวมอาภรณ์สีน้ำเงินที่ยืนอยู่บนชั้นสามของโรงน้ำชาเอ่ยปากชมจากใจจริง เขาเผอิญก้าวออกมายืนตรงระเบียงแล้วเห็นเหตุการณ์ด้านล่างพอดี เขาได้แต่พึมพำกับตนเองว่า นางเป็นหญิงสาวบ้านไหนกันหนอ “ฉางอัน เจ้าไปสืบข่าวนางมาให้ข้าสักหน่อยเถอะ”
“ฮึ! พอแผลเก่าเริ่มตกสะเก็ดเจ้าก็ลืมความเจ็บปวดเสียแล้ว ทำไมกัน ผิดหวังครั้งแล้วครั้งเล่ายังไม่พออีกรึ? สตรีที่งามอย่างนั้นอาจมองภายนอกคล้ายกับไร้พิษสง แต่ความจริงนางอาจจะร้ายพอๆ กับความงามของนางทีเดียว กล่าวกันว่าบุรุษเช่นเรานิยมสังหารคนด้วยมีด แต่สตรีเช่นพวกนางแค่สายตาก็เพียงพอจะทำให้คนเข่นฆ่ากันได้แล้ว”
บุรุษอาภรณ์สีน้ำเงินจ้องมองอีกฝ่ายแล้วเอ่ยว่า “บอกข้ามาตามตรงเถอะ เจ้าเองก็เคยเจ็บปวดมาไม่น้อยเหมือนกันใช่หรือไม่ ถึงได้รู้ดีนัก”
บุรุษในอาภรณ์สีม่วง “...”
บุรุษอาภรณ์สีน้ำเงินเอ่ยอย่างปวดใจ “คนเราไม่ควรนำอดีตมาตัดสินอนาคต ดูอย่างข้าสิ เจ็บมาก็ตั้งหลายหน แต่ข้าก็ยังเชื่อว่าโลกใบนี้ยังมีสตรีที่ดีพร้อมรอข้าอยู่สักที่”
บุรุษอาภรณ์สีม่วงเสริมให้ว่า “แล้วความเชื่อนี้ก็ทำให้ผิดหวังอีกครั้ง”
“ผิดหวังหนึ่งครั้งก็ได้บทเรียนหนึ่งหน คนไร้ประสบการณ์เช่นเจ้าเวลาล้มมักจะเจ็บกว่าข้า”
บุรุษอาภรณ์สีม่วงย้อนว่า “ไม่จำเป็นต้องห่วงข้าหรอก ห่วงตัวเองเถอะ”
หลิงเอ๋อพยายามคิดหาวิธีที่จะไล่เจียยู่และลู่รั่วฉี
เพราะหากคุณหนูทั้งสองได้พบกับท่านหญิงจิ้นหยาง ก็อาจจะเบี่ยงเบนความสนใจของท่านหญิงไปจากตัวนางได้
ครู่นั้น... มีรถม้าคันหนึ่งวิ่งเข้ามาใกล้ๆ แล้วหยุดลงข้างรถม้าของนาง
เป็นรถม้าของท่านหญิงจิ้นหยาง
ลู่รั่วหลิงนึกสะดุ้งในใจ
ฮวาหยู่เป็นคนที่ก้าวลงมาจากรถม้าก่อน เมื่อเห็นเจียยู่ยืนอยู่ที่หน้าโรงน้ำชาก็ตกใจ นางหันไปเอ่ยเตือนท่านหญิงจิ้นหยางที่ยังอยู่ในรถม้าว่า “ท่านหญิงเจ้าคะ ด้านล่างมีคุณหนูสามกับคุณหนูสี่ของตระกูลลู่ นางมาพร้อมกับคุณหนูเหยียนด้วย”
ท่านหญิงจิ้นหยางที่กำลังเตรียมจะลงจากรถม้าชะงักเล็กน้อย เมื่อปรับสีหน้าได้จึงก้าวลงไปพร้อมด้วยรอยยิ้ม นางเป็นสตรีรูปร่างอรชร มิได้มีผิวขาวผ่องอย่างที่สตรีทั่วไปปรารถนา แต่กลับมีผิวสีน้ำผึ้งผุดผาด ใบหน้างดงามได้รูปคมเข้ม ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นวีรสตรีผู้เก่งกล้า
ผิดกับใบหน้าที่งดงามอ่อนหวานของเจียยู่ นางมองคล้ายดอกไม้ที่ผลิบานในฤดูใบไม้ผลิ ทุกอิริยาบถที่เห็นดูทรงเสน่ห์ เย้ายวน มีเพียงผิวพรรณขาวซีดซึ่งบ่งบอกว่านางสุขภาพไม่สมบูรณ์นัก ทำให้ใครเห็นเป็นต้องนึกเวทนา
“ท่านหญิง” หลิงเอ๋อก้าวไปขวางอยู่เบื้องหน้าเจียยู่และลู่รั่วฉี
อาหยูและลู่รั่วฉีย่อตัวคารวะท่านหญิงบ้าง
ท่านหญิงจิ้นหยางปรายตามองแล้วเอ่ยว่า “ช่วงนี้สุขภาพของคุณหนูเหยียนดีขึ้นแล้วรึ”
อาหยูเอ่ยตอบตามมารยาท “ดีขึ้นบ้างแล้ว ขอบคุณท่านหญิงที่เป็นห่วง”
ท่านหญิงจิ้นหยางเม้มริมฝีปากเล็กน้อย และเอ่ยต่อ “ในเดือนหน้า ที่ตำหนักของพวกเราจะมีการจัดงานฉลองดอกกุ้ยฮวา ข้าเชิญบรรดาคุณหนูตระกูลสูงมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก หากคุณหนูเหยียนสะดวกก็มาร่วมสนุกด้วยกันได้”
อาหยูเงยหน้ามองท่านหญิงจิ้นหยาง จู่ๆ ท่านหญิงก็หน้าเจื่อน อาหยูจึงเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้มว่า “ถ้าอย่างนั้นก็ต้องขอรบกวนด้วยแล้ว”
งานเลี้ยงฉลองดอกกุ้ยฮวานี้จงใจจัดขึ้นเพื่อนางโดยเฉพาะ ทำไมนางจะไม่รู้เล่า ท่านหญิงจิ้นหยางช่างเพียรพยายามเหลือเกิน ครู่นั้นอาหยูพลันนึกถึงท่านหญิงผู้นี้ในชาติที่แล้ว สตรีนางนี้ก็เป็นอีกคนที่ทุ่มเทให้กับความรักอย่างสุดกำลัง จนเผลอทำร้ายผู้บริสุทธิ์ไปอีกหลายชีวิต
การสังหารคนทำได้หลายวิธี วิธีที่ตรงไปตรงมาก็คือตัดหัวให้หลุดออกจากบ่า แต่ท่านหญิงจิ้นหยางกลับอยากให้เจียยู่ตายทั้งเป็น นางเคียดแค้นที่เจียยู่มาขวางทางความรักระหว่างนางกับลู่หมิงหย่วน ดังนั้นจึงอยากหาทางกำจัด แต่ถึงกระนั้นท่านหญิงก็ยังรู้สึกว่าตนเองกำลังมอบความเมตตาอย่างยิ่งให้กับศัตรูหัวใจ อย่างไรเสียก็ไม่ได้ฆ่าเจียยู่ตรงๆ ซ้ำยังเปิดโอกาสให้ได้มีชีวิตที่ดีก่อนตายอีกด้วย