ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

ภูผาอิงนที (山河枕)

ผู้แต่ง โม่ซูไป๋
ผู้แปล Hongsamut
ประเภท
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
ฉู่อวี๋-- วีรสตรีสองชาติ ชาติที่แล้วนางไล่ตามความรักไปไกลสุดหล้า ละทิ้งทั้งเกียรติยศ ศักดิ์ศรี และคู่หมั้นผู้องอาจจากตระกูลแม่ทัพใหญ่ ไปเป็นเพียงภรรยาไร้ศักดินาของนายอำเภอตัวเล็ก ๆ ใช้เลือดเนื้อและหยาดเหงื่อของตน ผลักดันจนเขาคนนั้นกลายเป็นมหาเสนาบดีอันดับหนึ่ง แต่สุดท้ายเขากลับทอดทิ้งนาง กู้ฉู่เซิง-- มหาเสนาบดีคู่บัลลังก์ หลังจากที่นางสิ้นลมหายใจ เขาเพิ่งตระหนักถึงความรู้สึกที่แท้จริงของตน เขารักนาง! ชีวิตที่เหลืออีกสามสิบปีต่อจากนั้นช่างว่างเปล่าเมื่อไม่มีดวงตะวันดวงนั้นอีก หากความตายเป็นสิ่งเดียวที่ช่วยปลดปล่อยเขาจากความทุกข์... เขาก็ยอม ขอเพียงได้เจอนางอีกครั้ง ได้บอกรักนางอีกหนก็พอ! เว่ยอวิ้น แม่ทัพของแผ่นดิน นางเป็นสะใภ้ใหญ่ของบ้าน เป็นภรรยาของพี่ชายที่เขาไม่ควรใกล้ชิดด้วย แต่วันเวลากลับผลักดันให้เขาเข้าใกล้นาง ร่วมเป็นร่วมตายกับนาง พอรู้สึกตัวอีกที... เขาก็อยู่ในโลกที่ไม่มีนางไม่ได้อีก ถ้ารักนี้ผิดนัก ก็ขอให้ความผิดบาปทั้งหมดตกอยู่ที่เขาคนเดียวเถอะ!

บทนำ

Author: Mo Shu Bai
Chinese edition copyright 北京晋江原创网络科技有限公司
Cover Picture Jun Ling
Thai edition copyright Hongsamut.com Co., Ltd.
ALL RIGHTS RESERVED

--------
 

ฉู่อวี๋-- วีรสตรีสองชาติ
ชาติที่แล้วนางไล่ตามความรักไปไกลสุดหล้า
ละทิ้งทั้งเกียรติยศ ศักดิ์ศรี และคู่หมั้นผู้องอาจจากตระกูลแม่ทัพใหญ่
ไปเป็นเพียงภรรยาไร้ศักดินาของนายอำเภอตัวเล็ก ๆ
ใช้เลือดเนื้อและหยาดเหงื่อของตน
ผลักดันจนเขาคนนั้นกลายเป็นมหาเสนาบดีอันดับหนึ่ง
แต่สุดท้ายเขากลับทอดทิ้งนาง

กู้ฉู่เซิง-- มหาเสนาบดีคู่บัลลังก์
หลังจากที่นางสิ้นลมหายใจ
เขาเพิ่งตระหนักถึงความรู้สึกที่แท้จริงของตน
เขารักนาง!
ชีวิตที่เหลืออีกสามสิบปีต่อจากนั้นช่างว่างเปล่าเมื่อไม่มีดวงตะวันดวงนั้นอีก
หากความตายเป็นสิ่งเดียวที่ช่วยปลดปล่อยเขาจากความทุกข์... เขาก็ยอม
ขอเพียงได้เจอนางอีกครั้ง ได้บอกรักนางอีกหนก็พอ!

เว่ยอวิ้น แม่ทัพของแผ่นดิน
นางเป็นสะใภ้ใหญ่ของบ้าน เป็นภรรยาของพี่ชายที่เขาไม่ควรใกล้ชิดด้วย
แต่วันเวลากลับผลักดันให้เขาเข้าใกล้นาง ร่วมเป็นร่วมตายกับนาง
พอรู้สึกตัวอีกที... เขาก็อยู่ในโลกที่ไม่มีนางไม่ได้อีก
ถ้ารักนี้ผิดนัก ก็ขอให้ความผิดบาปทั้งหมดตกอยู่ที่เขาคนเดียวเถอะ!

สารบัญ

เสียงที่คุ้นเคย(ตัวอย่างทดลองอ่าน)

               สายฝนเดือนเก้าเริ่มมีความหนาวเหน็บแทรกอยู่

               เสียงฝนตกเปาะแปะที่ดังอยู่นอกเรือนผสานกับเสียงสวดมนต์ที่กำลังดังอยู่ข้างหู ทำให้ ‘ฉู่อวี๋’ ที่สะลึมสะลือรู้สึกถึงความเย็นยะเยือกตรงหัวเข่า นางรู้สึกเจ็บราวกับมีเข็มนับพันทิ่มแทง อาจเป็นเพราะคุกเข่านานเกินไปกระมัง

               เสียงที่คุ้นเคยเสียงหนึ่งดังเอะอะอยู่ด้านนอก

               “นางกำลังจะออกเรือนอยู่แล้ว ให้คุกเข่าเช่นนี้ ถ้าล้มหมอนนอนเสื่อไปจะทำอย่างไร!”

               “ข้าไม่สนเหตุผลเหล่านั้นของท่าน ข้าถามนางแล้วว่าได้ก้าวออกจากจวนแม่ทัพสักครึ่งก้าวหรือไม่! ในเมื่อนางบอกว่าไม่ แล้วจะมีอะไรให้ลงโทษอีกเล่า!”

               “ตีก็ตีแล้วด่าก็ด่าแล้ว ท่านยังต้องการอะไรอีก!” เสียงของสตรีนางนั้นพูดไปสะอื้นไป “ต้องให้อาอวี๋ตายก่อน ท่านถึงจะพอใจใช่ไหม!”

               ใครกันนะ?

               ความนึกคิดของฉู่อวี๋เริ่มแตกซ่าน นางเงยหน้าขึ้น เบื้องหน้าคือรูปปั้นพระโพธิสัตว์กวนอิมที่เปี่ยมเมตตา ควันธูปที่ลอยวนอยู่นั้นทำให้ใบหน้าของรูปปั้นดูเลือนราง

               กวนอิมแกะสลักรูปนี้ทำให้ฉู่อวี๋นึกประหลาดใจ รูปปั้นนี้ได้ถูกนำไปฝังรวมกับศพท่านย่าแล้วมิใช่หรือ?

               อีกทั้ง... ท่านย่าของนางก็ถึงแก่กรรมไปเกือบสิบปีแล้ว        

               หากจะบอกว่ากวนอิมแกะสลักรูปนี้ทำให้นางประหลาดใจ แต่หลังจากรวบรวมสติได้ เสียงที่ดังอยู่ด้านนอกนั้นยิ่งทำให้นางประหลาดใจมากกว่าเดิม

               เพราะนั่นคือเสียงมารดาของนางที่ถึงแก่กรรมไปแล้วเมื่อสี่ปีก่อน!

               ที่นี่คือที่ไหน?

               นางเริ่มแตกตื่น จากนั้นก็ครุ่นคิดถึงช่วงเวลาก่อนที่ตนจะหมดสติ

               เวลานั้นเป็นฤดูหนาว นางนอนซุกอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนา ห่างออกไปมีอ่างไฟใส่ถ่านไม้คุณภาพต่ำที่ทำให้เกิดควันดำลอยอยู่รอบด้าน

               ผ่านไปครู่หนึ่งม่านประตูก็ถูกปัดขึ้น สตรีนางหนึ่งก้าวเข้ามาในห้องพร้อมกับเด็กอายุไม่ถึงแปดขวบคนหนึ่ง ผู้มาเยือนสวมกระโปรงยาวตัดเย็บจากผ้าไหมสู่สีฟ้าสดใส คลุมทับด้วยเสื้อคลุมขนห่านตัวสวย ต่างหูไข่มุกกลมวาวทิ้งตัวอยู่ข้างใบหู และตอนนี้มันก็กำลังสั่นไหวไปมาพร้อมกับการเคลื่อนไหวของนาง

               ผู้มาเยือนเป็นสตรีอายุใกล้สามสิบ แต่ยังคงความงดงามและสดใสเฉกเช่นดรุณีน้อยวัยแรกรุ่น แตกต่างจากร่างที่นอนป่วยอยู่บนเตียงอย่างสิ้นเชิง

               นางกับสตรีผู้นี้เรียกได้ว่าคลานตามกันมา ทว่าสตรีที่อยู่ตรงหน้ายังคงความงดงามในวัยเยาว์ ส่วนนางนั้นกลับดูร่วงโรยราวกับอาทิตย์อับแสง สองมือของนางหยาบกร้านและเต็มไปด้วยแผลเป็น ใบหน้ามีริ้วรอยแห่งความกังวลและกลัดกลุ้มที่สะสมมานานปี ดวงตาแห้งผากเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง ไม่มีเค้าของคุณหนูใหญ่แห่งจวนแม่ทัพที่งามสง่าและกล้าหาญในอดีตแม้สักเศษเสี้ยว

               สตรีนางนั้นเดินเข้ามาคำนับให้แล้วเรียก “พี่สาว”

               ฉู่อวี๋ไร้สิ้นเรี่ยวแรง สายตาที่เหม่อลอยของนางหยุดชะงักอยู่บนร่างของเด็กน้อยที่อยู่ข้างกายอีกฝ่าย นางมองเขานิ่งๆ

               เด็กคนนั้นเมื่อเห็นฉู่อวี๋ก็ไม่มีความรู้สึกใกล้ชิดแต่อย่างใด เขาถอยหลังไปก้าวหนึ่งราวกับหวาดกลัว

               ลมหายใจของฉู่อวี๋ชะงักไปเล็กน้อย สตรีนางนั้นจับอารมณ์ที่ขึ้นลงของนางได้จึงผลักเด็กชายเบาๆ พร้อมกับเอ่ยว่า “เหยียนชิง เรียกฮูหยินใหญ่สิ”

               เด็กน้อยรุดขึ้นมาด้านหน้า เรียกด้วยน้ำเสียงนอบน้อมว่า “ฮูหยินใหญ่”

               ม่านตาของฉู่อวี๋หดแคบ

               ฮูหยินใหญ่? ฮูหยินใหญ่ที่ไหนกัน นางเป็นมารดาแท้ๆ ของเขา! มารดาที่อุ้มท้องเขามานานถึงสิบเดือน!

               “ฉู่จิ่น...” เสียงสั่นเครือของฉู่อวี๋ดังขึ้น นางอยากจะด่าทออีกฝ่ายเหลือเกินแต่เมื่อเห็นท่าทีไม่ใส่ใจของน้องสาวแล้ว นางก็รู้ว่าด่าไปก็คงไร้ประโยชน์

               เวลานี้นางสูญเสียกระบี่ในมือ สูญสิ้นกระบี่ในใจ หากนางคิดจะให้เด็กน้อยเรียกขานนางว่าแม่ จำเป็นต้องให้น้องสาวคนนี้อนุญาต

               นางมองไปยังฉู่จิ่นด้วยสายตาวิงวอน ฉู่จิ่นเข้าใจแต่แสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง อีกฝ่ายก้าวเข้ามาขยับผ้าห่มให้พี่สาวแล้วเอ่ยอย่างอ่อนโยน “อีกสักครู่ฉู่เซิงก็คงมา พี่ไม่ต้องคิดมาก”

               ฉู่อวี๋รู้ว่าน้องสาวไม่มีทางให้ ‘กู้เหยียนชิง’ เรียกนางว่าแม่เป็นแน่ นางคว้ามืออีกฝ่ายไว้แล้วจ้องตาเขม็ง

               ฉู่จิ่นมองอยู่นานก่อนจะโปรยยิ้มอย่างเชื่องช้าแล้วโบกมือให้คนพาตัวเหยียนชิงออกไป จากนั้นนางก็ก้มหน้าลงจ้องตาฉู่อวี๋

               “ดูท่าพี่คงทนไม่ไหวแล้วกระมัง”

               ฉู่อวี๋สะอึก เพราะฉู่จิ่นพูดความจริง นางไม่ไหวแล้ว สุขภาพร่างกายของนางย่ำแย่มานาน หลายครั้งที่นางขอร้อง ‘กู้ฉู่เซิง’ ให้ส่งตนกลับเมืองหัวจิง นางหวังจะได้เห็นหน้าบิดา ได้เห็นคนที่ตนรักที่สุดในชาตินี้... ก่อนตาย

               ทว่ากู้ฉู่เซิงกลับปฏิเสธคำขอ ตอนนี้นางไม่เหลือเวลาอีกแล้ว กู้ฉู่เซิงจึงยอมกลับมาเมืองคุนหยางเพื่อจะบอกนางว่า เขาจะพานางกลับหัวจิง

               แต่นางคงกลับไปไม่ได้แล้ว ชีวิตนางถูกลิขิตให้ตายอยู่ต่างเมือง             

               ฉู่จิ่นมองพี่สาวนิ่ง สีหน้าของนางเย็นชาลงเรื่อยๆ “แค้นหรือไม่?” นางเอ่ยเสียงราบเรียบ

               ฉู่อวี๋ใช้สายตาจ้องกลับไปแทนคำตอบ

               นางจะไม่แค้นได้อย่างไร...

               เดิมทีนางเป็นคุณหนูผู้สูงศักดิ์ แต่ต้องตกอยู่ในสภาพนี้แล้วจะไม่แค้นใจได้อย่างไร

               “แต่... พี่ถือดีอะไรมาแค้นข้าล่ะ” ฉู่จิ่นเอ่ยต่อเสียงอ่อนโยน “ข้าทำผิดต่อพี่ตรงไหนหรือ”

               คำพูดนี้ทำให้ฉู่อวี๋ตะลึงงัน ฉู่จิ่นยกมือที่ยังคงบอบบางราวกับสาวน้อยทาบลงบนหลังมือของฉู่อวี๋ “แต่ละเส้นทาง พี่เป็นคนเลือกเองทั้งนั้น พี่ต้องการหนีตามกู้ฉู่เซิงข้าก็ช่วยพี่ พี่ต้องการให้กู้ฉู่เซิงมีผลงานทางการทหารถึงกับยอมเข้าสู่สนามรบ นั่นก็ไม่เกี่ยวกับคนอื่น...” น้องสาวหยุดพูดเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยต่อ “เป็นพี่ที่ต้องการแต่งงานกับเขา ไม่มีใครบังคับพี่ไม่ใช่หรือ?”

               ถูกต้อง นางต้องการแต่งงานกับกู้ฉู่เซิง!

               กู้ฉู่เซิงหมั้นหมายกับฉู่จิ่นมาตั้งแต่เล็ก แต่เพราะนางชอบกู้ฉู่เซิง ในช่วงเวลาที่ตระกูลกู้ตกอับ... กู้ฉู่เซิงถูกปลดออกจากตำแหน่งคุณชายอันสูงศักดิ์แล้วส่งตัวไปชายแดน ฉู่จิ่นมาหานางพร้อมกับร้องไห้คร่ำครวญ บอกว่ากลัวจะต้องไปตกระกำลำบากที่ชายแดน นางเห็นว่าน้องสาวไม่ได้รักชอบกู้ฉู่เซิงจึงขอร้องให้ตัวเองได้แต่งงานกับเขา โดยเปลี่ยนให้ฉู่จิ่นแต่งงานกับ ‘เว่ยจวิ้น’ ทายาทจวนเจิ้นกั๋วโหวแทน

               ตอนนั้นทุกคนต่างบอกว่านางเสียสติไปแล้ว ยอมทิ้งการเกี่ยวดองกับตระกูลที่ยิ่งใหญ่มาหาคุณชายตกยากที่ไม่มีใครกล้าแตะต้อง บิดาที่เอ็นดูนางที่สุดก็ไม่ยอมรับ กู้ฉู่เซิงเองก็ไม่ยอมตอบรับคำขอเช่นกันเพราะเขาไม่ได้มีใจให้นางแม้แต่น้อย

               แม้ว่าจะไม่มีใครสนับสนุนแต่นางก็คิดหาวิธีไล่ตามกู้ฉู่เซิงไปจนถึงเมืองคุนหยางจนได้ กู้ฉู่เซิงถูกความมุ่งมั่นของนางสั่นคลอน เขาซาบซึ้งใจที่นางอยู่เคียงข้างเขาในยามยาก และในที่สุดเขาก็ยอมรับนางเป็นภรรยา

               เดิมกู้ฉู่เซิงเป็นคนมีความสามารถอยู่แล้ว นางอยู่ชายแดนเป็นเพื่อนเขา ช่วยกันผ่านวันเวลาอันยากแค้นนานถึงหกปี ให้กำเนิดบุตรชายแก่เขา มีส่วนช่วยให้เขาก้าวหน้าในหน้าที่การงานจนถูกย้ายกลับไปยังหัวจิง จวบจนได้ดำรงตำแหน่งอัครเสนาบดี

               ถ้าทุกอย่างมีเพียงเท่านี้ก็คงเป็นเรื่องที่น่ายินดี

               แต่ปัญหาอยู่ที่กู้ฉู่เซิงยังคงมีใจคิดถึงฉู่จิ่นอยู่ตลอด อีกทั้งฉู่จิ่นที่แต่งไปจวนเจิ้นกั๋วโหวก็พบกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน บุรุษทุกคนในตระกูลตายอยู่กลางสนามรบเหลือเพียง ‘เว่ยอวิ้น’ ที่มีอายุเพียงสิบสี่ปีคอยเป็นเสาหลักให้กับตระกูลเพียงคนเดียว ฉู่จิ่นมีหรือจะยอมเป็นหม้าย นางจึงขอให้ตระกูลเว่ยออกหนังสือหย่าให้

               หลังจากกู้ฉู่เซิงได้กลับมาพบกับฉู่จิ่นอีกครั้ง ความหลังครั้งเก่าก็ทำให้ทั้งสองกลับมามีความสัมพันธ์กันอีกครั้ง ถึงตอนนั้นมีหรือที่ฉู่อวี๋จะทนไหว

               หลังจากที่ฉู่จิ่นแต่งเข้าบ้าน ฉู่อวี๋ก็หาเรื่องโวยวายอยู่ตลอด ความอิจฉาริษยาทำให้นางสูญเสียการควบคุมตัวและเผลอทำลายความรู้สึกดีๆ ที่กู้ฉู่เซิงมีให้ตนไปทีละน้อย จนสุดท้ายนางก็ถูกกู้ฉู่เซิงส่งตัวกลับไปเมืองคุนหยางด้วยข้ออ้างที่ว่า ‘ให้นางกลับมาดูแลมารดา’

               นางอยู่ที่คุนหยางนานถึงหกปีจนกระทั่งตาย คิดไปคิดมาแล้วนางอยู่กับกู้ฉู่เซิงมานานถึงสิบสองปี

               ที่ฉู่จิ่นถามนั้นเป็นความจริง ทำไมนางต้องแค้นใจด้วย กู้ฉู่เซิงไม่ต้องการนาง ตอนนั้นเขาก็พูดอย่างชัดเจน นางเป็นฝ่ายขอร้องแกมบังคับเขาเอง กู้ฉู่เซิงต้องการฉู่จิ่น แต่นางอาศัยที่ตัวเองเสียสละเพื่อเขามากมาย จึงได้บังคับให้พวกเขาแยกจากกัน

               บางทีพวกเขาอาจมีความผิด แต่คนที่ผิดแล้วผิดอีกก็คือตัวนางที่ไม่เคยลืมหูลืมตา ไปรักคนที่ไม่สมควรรัก

               ทั้งลมทั้งหิมะพัดแรงขึ้น มีเสียงฝีเท้าที่รีบร้อนแต่หนักแน่นของบุรุษผู้หนึ่งดังมาจากด้านนอก เขาเป็นเช่นนี้เสมอ ไม่แสดงความรู้สึกใดๆ ไม่เคยมีใครมองออกว่าเขาคิดอะไรอยู่

               หลังจากนั้นไม่นาน บุรุษผู้นั้นก็ปัดผ้าม่านเดินเข้ามา เขาสวมชุดขุนนางสีม่วงปักลายหมั่ง สวมกวานสีทอง ดูผ่ายผอมไปบ้างแต่ใบหน้ายังคงหล่อเหลางามสง่าแฝงความดุดัน

               เขายืนอยู่หน้าประตู ชะงักนิ่งอยู่ตรงนั้น สายลมพัดละอองหิมะเข้ามาจนฉู่อวี๋รู้สึกเหมือนมีก้อนเลือดจุกแน่นอยู่กลางอก

               ยามนี้ นางเพิ่งค้นพบใจตัวเองว่า ความรักลึกซึ้งที่บ่มเพาะมาสิบสองปีของนางนั้นได้ถูกปล่อยวางลงแล้ว

               นางมองบุรุษที่ยืนอยู่ตรงหน้า พบว่าตนไม่ได้รักเขาอีกต่อไป ความรักของนางถูกกาลเวลากัดเซาะจนเลือนหายไปจนหมดสิ้นแล้ว เหลือเพียงความยึดติดที่วางไม่ลงเท่านั้น

               ก่อนหน้านี้ไม่ใช่เพราะนางรักเขา เพียงแต่นางยังทำใจยอมรับไม่ได้

อย่าได้เกี่ยวข้องกันอีก!(ตัวอย่างทดลองอ่าน)

               หลังจากคิดได้แล้ว นางจึงได้แต่นึกเสียใจกับเวลาสิบสองปีที่ผ่านมา

               สิบสองปีก่อน นางไม่ควรก้าวเท้าออกจากบ้านแม้แต่ก้าวเดียว ไม่ควรไล่ตามคนไร้รักมาจนถึงดินแดนรกร้างห่างไกล ไม่ควรคิดว่าจะใช้ความจริงใจของตัวเองหลอมละลายก้อนหินที่เย็นกระด้างก้อนนี้ นางคลี่ยิ้มอย่างเชื่องช้าราวกับคุณหนูใหญ่คนเดิมของจวนแม่ทัพเมื่อสิบสองปีก่อน

               “กู้ฉู่เซิง” นางหายใจแรง พลางเอ่ยปากออกมาเบาๆ “ถ้าได้เกิดใหม่ ข้าขอให้พวกเราอย่าได้เกี่ยวข้องกันอีก!”

               ม่านตาของกู้ฉู่เซิงหดแคบลงทันที ส่วนฉู่อวี๋เมื่อเอ่ยประโยคนี้จบก็กระอักเลือดออกมาอย่างรุนแรง ฉู่จิ่นกรีดร้องด้วยความตกใจ กู้ฉู่เซิงรีบรุดขึ้นมาด้านหน้า รวบตัวนางเอาไว้ มือทั้งสองของเขาสั่นระริก เสียงที่เปล่งออกมาทั้งแหบแห้งและขวัญเสีย

               “อาอวี๋...”

               ถ้าได้เกิดใหม่...

               ในความคิดของฉู่อวี๋มีแต่ความปรารถนาก่อนตาย นางคิดวนเวียนไม่ขาดสาย จนกระทั่งตอนนี้ที่กำลังนั่งคุกเข่าอยู่ ทันใดนั้นนางก็เข้าใจแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น ความยินดีปรีดาพุ่งปรี่ล้นหัวใจจนนางถึงกับลุกพรวด

               ฮูหยินผู้เฒ่าฉู่ที่สวดมนต์อยู่ด้านข้างสะดุ้งตัวลอยกับการกระทำของนาง นึกไม่ถึงว่าจู่ๆ หลานสาวที่โดนทำโทษให้คุกเข่าอยู่เป็นนาน จะลุกขึ้นเดินโซซัดโซเซเกาะขอบประตูออกไปจ้องคู่สามีภรรยาที่กำลังโต้เถียงกันอยู่ด้านนอก

               ข้างกายฉู่ฮูหยินมีฉู่จิ่นบุตรสาวคนเล็กกำลังยืนประคองระหว่างที่นางโต้เถียงกับสามีคอเป็นเอ็น ส่วน ‘ฉู่เจี้ยนชาง’ นั้นใกล้จะระงับโทสะไม่อยู่ เขาพยายามสะกดอารมณ์อย่างสุดความสามารถ

               “พวกเจ้าคิดว่าจวนเจิ้นกั๋วโหวเป็นที่ไหนรึ นึกอยากจะแต่งก็แต่ง อยากจะหนีก็หนี บัณฑิตอ่อนแออย่างกู้ฉู่เซิงเอามาเทียบกับ ‘เว่ยซื่อจื่อ’* ได้ที่ไหน อย่าว่าแต่ซื่อจื่อเลย ต่อให้เป็นคุณชายเจ็ดตระกูลเว่ยที่อายุแค่สิบสี่ปีก็ยังดีกว่ากู้ฉู่เซิงมากนัก! ข้าจะไม่หักหน้าจวนเจิ้นกั๋วโหว แล้วก็จะไม่มีวันยอมให้ฉู่อวี๋แต่งงานกับกู้ฉู่เซิงด้วย!”

               “ข้าไม่สนใจว่าท่านจะให้อาอวี๋ทำอะไร ข้ารู้แต่ว่าตอนนี้นอกจากนางจะถูกท่านตีแล้วยังต้องคุกเข่าอยู่ข้างในอีก!” ฉู่ฮูหยินนัยน์ตาแดงก่ำ “นางเป็นลูกสาวของข้า อย่างอื่นข้าไม่สน ข้าอยากให้นางปลอดภัยเท่านั้น ถ้าวันนี้นางคุกเข่าจนเป็นอะไรไป ท่านจะคืนลูกสาวให้ข้าได้หรือ!”

               “นางฝึกวรยุทธมาตั้งแต่เล็ก เจ้าดูถูกนางเกินไปแล้ว” ฉู่เจี้ยนชางนิ่วหน้า “ลูกสาวคนโตของเจ้าหนังหนาจะตาย”

               “ฉู่เจี้ยนชาง!”

               ฉู่ฮูหยินขึ้นเสียงสูง “นางเป็นหญิงนะ ท่านจำได้ไหม!”

               “เพราะอย่างนั้นข้าถึงไม่ได้โบยนางตามกฎทหารอย่างไรเล่า!” ฉู่เจี้ยนชางโพล่งออกมา ทำให้ฉู่ฮูหยินใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธแค้น นางโมโหจนถึงกับคิดจะลงไม้ลงมือ ในตอนที่กำลังจะฟาดฝ่ามือใส่สามีนั้น นางพลันได้ยินเสียงร้องด้วยความร้อนใจของฉู่อวี๋ดังขึ้น          

               “ท่านพ่อ ท่านแม่!”

               เสียงของนางไม่เหมือนยามปกติ มีบางสิ่งแฝงอยู่ในนั้นมากมายราวกับเพิ่งเดินทางผ่านระยะทางอันไกลโพ้นมา

               ทั้งสองตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะ เมื่อหันกลับไปดูก็เห็นฉู่อวี๋วิ่งตรงมาหาอย่างรีบร้อน นางโถมเข้าไปกอดฉู่เจี้ยนชางผู้เป็นบิดา “ท่านพ่อ...”

               ความอบอุ่นที่เกิดขึ้นกะทันหันทำให้ฉู่อวี๋อยากร้องไห้ให้สะใจนัก

               ท่านพ่อยังมีชีวิตอยู่ ทุกคนยังมีชีวิตอยู่ ยังไม่เกิดอะไรขึ้น ชีวิตของนางสามารถเริ่มต้นใหม่ได้อีกครั้ง

               อาการออดอ้อนที่มาอย่างไม่คาดฝันของฉู่อวี๋ สร้างความตกใจให้กับฉู่เจี้ยนชางอย่างยิ่ง

               ความคิดแรกของเขาก็คือ ลูกคนนี้คงจะคุกเข่าจนเสียสติไปแล้ว

               ฉู่อวี๋โตมากับเขาที่เป็นคนสอนให้นางฝึกวรยุทธ นางจึงไม่เหมือนเด็กสาวบ้านอื่น นางไม่เคยร้องไห้สะอึกสะอื้นหรือทำอะไรอิดๆ ออดๆ

               นางชอบกู้ฉู่เซิง ไม่ว่าอะไรก็ยอมให้อีกฝ่ายจนหมด ตระกูลกู้ได้รับโทษเนื่องจากช่วยพูดให้กับ ‘ฉินอ๋อง’ ที่ก่อกบฏ ในขณะที่คนอื่นๆ อยากจะหลบหน้าหลบตาจากคนตระกูลนี้ แต่บุตรสาวที่แสนโง่เง่าของเขากลับส่งทั้งเงินทั้งจดหมายให้กับกู้ฉู่เซิง ก่อนที่นางจะออกเรือนไม่กี่วันยังกล้าวางแผนหนีไปชายแดนกับกู้ฉู่เซิงอีกด้วย

               ความใจกล้าขนาดนี้ดูจะเกินขอบเขตเสียแล้ว!

               ยังดีที่สาวใช้คนสนิทของนางนำเรื่องนี้มาบอกฉู่เจี้ยนชางเสียก่อน ทำให้เขาขัดขวางฉู่อวี๋ที่กำลังคิดจะหลบหนีออกจากจวนได้ทันท่วงที ไม่ให้โอกาสนางทำความผิดมหันต์ เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาฉู่เจี้ยนชางก็ตีสีหน้าบึ้งตึง พร้อมเอ่ยเสียงเย็นกระด้างว่า “เจ้าคิดได้แล้วหรือยัง ถ้ายังคิดไม่ได้ก็กลับไปคุกเข่าต่อ”

               “คิดได้แล้วเจ้าค่ะ!” ฉู่อวี๋รู้ว่าฉู่เจี้ยนชางพูดถึงเรื่องอะไร

               นางกำลังคิดทบทวนความทรงจำ ตอนนี้น่าจะเป็นตอนที่นางอายุสิบห้า เดือนเก้าในวัยสิบห้าปีของนาง นางได้รับสมรสพระราชทานจากฮ่องเต้ให้เข้าพิธีวิวาห์กับเว่ยจวิ้น ทายาทของจวนเจิ้นกั๋วโหว พิธีการทุกอย่างถูกเตรียมไว้หมดแล้ว มีการสู่ขอกันตามธรรมเนียมอย่างถูกต้อง ใกล้จะถึงวันพิธีอยู่แล้วปรากฏว่าช่วงเวลานี้นี่เองที่ฉินอ๋องซึ่งคิดก่อการกบฏมาได้ครึ่งปีถูกจับตัวส่งเข้าคุก

               บิดาของกู้ฉู่เซิงเคยได้รับความช่วยเหลือจากพระชายาอ๋อง เขาจึงช่วยพูดให้กับฝ่ายฉินอ๋อง แค่คำพูดไม่กี่คำก็สร้างความพิโรธให้กับฮ่องเต้จนถูกลงโทษประหารชีวิต ส่วนกู้ฉู่เซิงที่เพิ่งเป็นขุนนางในราชสำนักก็พลอยฟ้าพลอยฝน ถูกลดตำแหน่งจากคุณชายผู้สูงศักดิ์แล้วส่งตัวไปชายแดน

               จากขุนนางในราชสำนัก กู้ฉู่เซิงถูกลดตำแหน่งให้กลายเป็นนายอำเภอเล็กๆ ซึ่งเป็นเพียงขุนนางขั้นเก้าเท่านั้น

               เมื่อนางทราบข่าวจึงรู้สึกร้อนใจ ประจวบเหมาะกับฉู่จิ่นมาร้องไห้ปรับทุกข์ว่าไม่ต้องการแต่งงานไปลำบากกับกู้ฉู่เซิงที่ชายแดน ดังนั้นสองพี่น้องจึงวางแผนให้ฉู่อวี๋แอบหนีตามกู้ฉู่เซิงไป เมื่อฉู่อวี๋หนีไปแล้วตระกูลฉู่ก็ไม่มีทางเลือก ต้องให้ฉู่จิ่นแต่งงานเข้าจวนโหวแทน

               ฉู่จิ่นเองก็เป็นบุตรสาวสายตรง เพียงแต่ไม่ใช่บุตรสาวคนโต นางแตกต่างจากฉู่อวี๋ที่ร่ำเรียนวรยุทธตรงที่นางเรียนรู้โคลงฉันท์กาพย์กลอนกับฉู่ฮูหยิน กอปรกับหน้าตาสวยหวานทำให้นางกลายเป็นที่หมายปองของคุณชายในเมืองหัวจิงมากกว่าครึ่ง พวกนางจึงคิดว่าด้วยความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ตระกูลเว่ยคงไม่ว่าอะไรหากจะให้ฉู่จิ่นเข้าพิธีแทน

               สองพี่น้องต่างวางแผนกันอย่างดี ให้บ่าวชายส่งจดหมายบอกกู้ฉู่เซิงล่วงหน้าแล้วให้เขามารอนางอยู่นอกประตูเมือง เมื่อเห็นว่าใกล้จะถึงเวลาจึงลอบดำเนินการ ปรากฏว่าฉู่เจี้ยนชางจับตัวนางได้ขณะที่กำลังปีนกำแพงหนีพอดี

               ชาติที่แล้วหลังจากที่นางถูกจับได้แล้วถูกสั่งให้คุกเข่าตลอดทั้งคืน เป็นฉู่จิ่นที่พูดเกลี้ยกล่อมให้มารดาพานางกลับห้อง จากนั้นก็แอบปล่อยนางไปอีกหน ฉู่อวี๋จึงมีโอกาสขี่ม้าเร็วไล่ตามกู้ฉู่เซิงที่ออกเดินทางล่วงหน้าไปแล้ว

               แต่ครั้งนี้ฉู่อวี๋ไม่มีทางทำเช่นนั้น นางรีบตอบบิดาอย่างเด็ดเดี่ยว “ลูกไม่หนีไปไหนแล้ว ลูกจะรอเข้าพิธีแต่งงานกับเว่ยซื่อจื่อ!”

               ฉู่เจี้ยนชางมองฉู่อวี๋ด้วยความฉงน ไม่เข้าใจว่าจู่ๆ ลูกสาวคนนี้เปลี่ยนใจกะทันหันได้อย่างไร แต่เมื่อพินิจดูแล้วก็ไม่เหมือนว่านางจะโกหก

               ลูกสาวคนโตของเขาเป็นคนตรงไปตรงมา ไร้เล่ห์เหลี่ยม นางไม่มีทางโกหกคนในบ้านเด็ดขาด เขาครุ่นคิดก่อนมองสบสายตาแวววาวคู่นั้น และเมื่อเห็นใบหน้าที่ซีดขาวของบุตรสาวเขาก็พลันรู้สึกสงสารขึ้นมา ฉู่เจี้ยนชางโบกมือแล้วกล่าวว่า “ช่างเถอะๆ เจ้ากลับไปพักผ่อนก่อน วันมะรืนเจ้าก็จะต้องออกเรือนแล้วอย่าได้หาเรื่องอะไรอีก อย่างไรตอนนี้กู้ฉู่เซิงก็ไปไกลแล้ว ส่วนเจ้าก็เลิกคิดเรื่องนี้ได้แล้ว”

               “เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ” ฉู่อวี๋พยักหน้า ฉู่จิ่นที่อยู่ด้านข้างก้าวเข้ามาประคองนางไว้ ฉู่อวี๋ตัวสั่นเล็กน้อย คิดจะดึงมือกลับ แต่ต้องพยายามฝืนตัวเองเอาไว้ ไม่ให้ทำอะไรที่ผิดสังเกต

               ฉู่เจี้ยนชางเห็นฉู่อวี๋ก้มหน้าก็คิดว่านางสำนึกเสียใจ เขาได้แต่ถอนใจแล้วตบไหล่นางพลางเอ่ยว่า “เชื่อพ่อเถอะลูก เว่ยซื่อจื่อดีกว่ากู้ฉู่เซิงมากนัก พอเห็นแล้วเจ้าก็จะรู้เอง ความรักเป็นเรื่องที่สามารถเกิดขึ้นภายหลังได้ อย่าได้ขัดขืนอีกเลย พ่อไม่เคยคิดร้ายต่อเจ้า”

               “ลูกทราบเจ้าค่ะ” ฉู่อวี๋พยักหน้าด้วยความจริงใจ

               เว่ยจวิ้นทายาทจวนโหวและคนตระกูลเว่ยทั้งหมดต่างเป็นลูกผู้ชายที่ปกปักรักษาแผ่นดินโดยแท้ กู้ฉู่เซิงที่ดีแต่รู้จักวางแผนใช้อำนาจในมือเทียบพวกเขาไม่ได้สักกระผีก

               ชาตินี้นางอยากจะบ่มเพาะความรู้สึกดีๆ กับเว่ยจวิ้นเช่นกัน แต่คิดว่าคงไม่มีโอกาส

               ฉู่อวี๋คิดถึงชะตาชีวิตของตระกูลเว่ยแล้วก็รู้สึกเสียดายไม่น้อย

               เมื่อเห็นฉู่อวี๋ดูไม่สดใสร่าเริง ฉู่เจี้ยนชางจึงโบกมือให้ภรรยาและบุตรสาวคนเล็กเข้ามาประคองนางกลับเรือน

               ตลอดทางมารดาทั้งปลอบทั้งกล่อม บอกนางว่าอย่าคิดถึงกู้ฉู่เซิงอีกเลย ในฐานะพ่อแม่ย่อมต้องการให้ลูกสาวของตัวเองมีชีวิตที่ดี ฉู่อวี๋ไม่พูดอะไรได้แต่ฟังเงียบๆ แม้มารดาของนางจะทำเรื่องเหลวไหลในชาติที่แล้ว เคยลำเอียงเข้าข้างฉู่จิ่นอยู่มาก แต่ก็ยังมีความจริงใจให้กับนาง

               เพียงแต่หน้ามือก็เนื้อ หลังมือก็เนื้อ มารดาของนางคงตัดสินใจลำบาก

               นางนิ่งเงียบปล่อยให้ฉู่จิ่นประคองไปจนถึงห้องนอน หลังจากสาวใช้ดูแลให้นางล้างหน้าเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว หญิงสาวก็ทิ้งตัวลงบนเตียงแล้วหลับตาพักผ่อน

พี่ดีขึ้นบ้างหรือไม่?(ตัวอย่างทดลองอ่าน)

               วันนี้มีเรื่องเกิดขึ้นมากมายเหลือเกิน นางต้องเก็บสะสมเรี่ยวแรงและสมาธิเพื่อวางแผนการให้กับตัวเองว่าควรทำอย่างไรต่อ ในอดีตนางคิดมาตลอดว่าชีวิตที่ดีของตนก็คือการได้ติดตามกู้ฉู่เซิง มาบัดนี้เมื่อมีทางให้เลือกใหม่นางจึงทำอะไรไม่ถูก

               นางหลับตาได้ไม่เท่าไร พลันได้ยินเสียงของฉู่จิ่น

               ฉู่จิ่นยกชามยาเข้ามาแล้วไล่คนอื่นๆ ออกไป จากนั้นก็มาหยุดยืนตรงหน้าฉู่อวี๋ แล้วเรียกเสียงอ่อนโยน

               “พี่อวี๋”

               ฉู่อวี๋ลืมตาขึ้นช้าๆ เห็นสีหน้าเป็นกังวลของฉู่จิ่นเข้าพอดี

               “พี่อวี๋ พี่ดีขึ้นบ้างหรือไม่?”

               สีหน้านั้นมิได้เสแสร้ง ฉู่อวี๋ไขว้เขวจนอดคิดไม่ได้ว่าบางทีฉู่จิ่นในตอนนี้คงจะมีความจริงใจให้กับพี่สาวอยู่บ้าง

               เมื่อเห็นฉู่อวี๋ไม่พูดไม่จา ฉู่จิ่นก็เขยิบเข้ามาใกล้ กระซิบเบาๆ ว่า “พี่อวี๋ พี่กู้ให้คนนำข่าวมาบอกว่าเขายังรอพี่อยู่”

               เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ฉู่อวี๋พลันเงยหน้ามองฉู่จิ่นด้วยสายตาคาดไม่ถึง

               กู้ฉู่เซิงรอนางอยู่หรือ?

               เป็นไปไม่ได้!

               ในชาติที่แล้วกู้ฉู่เซิงไม่เคยสนใจนางแม้แต่น้อย ต่อให้ได้รับจดหมายของนางแล้ว เขาก็ยังเดินทางออกจากเมืองหัวจิงอย่างรีบร้อน แล้วยังจะบอกว่าเขารอนางได้อย่างไร

               ต้องมีอะไรผิดพลาดแน่

               นางจ้องฉู่จิ่น ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเข้าใจเรื่องราวทุกอย่าง

               ไม่มีทางที่คำพูดนี้จะมาจากกู้ฉู่เซิงแน่ แต่เพราะฉู่จิ่นต้องการให้นางจากไปเพื่อให้ตำแหน่งว่าที่ฮูหยินทายาทจวนโหวนั้นเป็นของตน จึงตั้งใจพูดให้ความหวังฉู่อวี๋ ให้ฉู่อวี๋รีบจากไปโดยเร็ว

               ชาติก่อนอีกฝ่ายมิได้พูดเช่นนี้ เพราะว่าตอนนั้นฉู่อวี๋ไม่ต้องการความหวังจากฉู่จิ่น นางเลือกที่จะจากไปโดยไม่แม้แต่จะหันหน้ากลับมามองด้วยซ้ำ แต่ชาตินี้นางเพิ่งบอกกับฉู่เจี้ยนชางไปแล้วว่าจะออกเรือนไปกับคนตระกูลเว่ย ฉู่อวี๋อยากจะหัวเราะดังๆ นัก น้องสาวคนนี้ของนางทำอะไรก็เพื่อประโยชน์ของตัวเองทั้งนั้น

               แต่นางพยายามสะกดรอยยิ้มให้อยู่แค่ริมฝีปาก จากนั้นก็แสร้งทำหน้าตาบึ้งตึง นิ่วหน้าพลางเอ่ยว่า “คำพูดเช่นนี้เจ้าอย่าได้พูดกับข้าอีก”

               “พี่อวี๋” ฉู่จิ่นประหลาดใจ มีความหวาดวิตกพาดผ่านในดวงตาของนาง

               ฉู่อวี๋เอ่ยต่อเสียงเรียบ “ข้าคิดดีแล้ว การแต่งงานของข้ากับคนตระกูลเว่ยนั้นเป็นพระบัญชาของฮ่องเต้ หากข้าหนี ถึงแม้ว่าตระกูลเว่ยจะไม่ว่าอะไร และฝ่าบาทจะไม่กล่าวโทษลงมาเพราะเห็นแก่หน้าตระกูลฉู่ แต่ก็ถือว่าเป็นการกระทำที่ล่วงเกินเบื้องสูงอาจทำให้ตระกูลเว่ยเกิดความแค้นใจได้”

               การตกต่ำของตระกูลฉู่ในภายหลังก็มีที่มาจากเรื่องนี้

               แม้ว่าหลังจากนี้ไม่นานบุรุษตระกูลเว่ยต้องสังเวยชีวิตในสนามรบจนหมด เหลือไว้เพียงน้องเล็กอย่างเว่ยอวิ้นคนเดียวเท่านั้น แต่เด็กหนุ่มอายุสิบสี่คนนั้นก็ย่างเท้าเข้าสู่สนามรบอย่างห้าวหาญ ตอนอายุสิบหก เขากำจัดแคว้นเป่ยตี๋เพื่อล้างแค้นให้บิดาและพี่ชายได้สำเร็จ หลังจากนั้นราชสำนักก็เข้าสู่ยุคที่มีอิทธิพลสองฝ่ายคานอำนาจกันอย่างเข้มข้น ฝ่ายบู๊เป็นของตระกูลเว่ย ฝ่ายบุ๋นเป็นของตระกูลกู้

               เว่ยอวิ้นเป็นพวกที่มีแค้นต้องชำระ มีบุญคุณต้องทดแทน คนที่ดีกับเขา เขาจะตอบแทนอย่างถึงที่สุด ส่วนคนที่ร้ายกับเขา เขาไม่มีทางปล่อยไปแม้แต่คนเดียว

               ตระกูลฉู่ใช้กลยุทธ์สับตัวเจ้าสาวให้ฉู่จิ่นเข้าพิธีกับพี่ชายของเขา แล้วฉู่จิ่นยังซ้ำเติมตระกูลเว่ยด้วยการขอหนังสือหย่าหลังจากพี่ชายเขาตายในสนามรบเพื่อตัวเองจะได้ไม่ต้องเป็นหม้าย มิหนำซ้ำก่อนออกจากจวนไปนางยังมีปากเสียงกับฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยจนอีกฝ่ายล้มป่วย เรื่องนี้เว่ยอวิ้นจำฝังใจ หลังจากมีอนาคตสดใสเขาก็นำเรื่องนี้มาแก้แค้นกับฉู่เจี้ยนชาง

               ถ้าไม่ใช่เพราะกู้ฉู่เซิงยังให้การดูแลตระกูลฉู่อยู่บ้าง ฉู่เจี้ยนชางคงไม่มีทางเกษียณอายุราชการกลับไปอยู่บ้านเดิมได้อย่างปลอดภัย

               เมื่อคิดถึงวิธีการของเว่ยอวิ้น ฉู่อวี๋ถึงกับหวาดวิตกขึ้นมา นางปรายตามองฉู่จิ่น เอ่ยด้วยน้ำเสียงวิตกกังวล “น้องพี่ พวกเราจะเห็นแก่ความสุขของตัวเองโดยไม่สนใจครอบครัวไม่ได้”

               ฉู่จิ่นสะอึกกับคำพูดของฉู่อวี๋จนคิดอะไรไม่ออกอยู่นาน สุดท้ายก็ฝืนหัวเราะ “พี่อวี๋พูดได้ถูกต้อง ข้าแค่คิดว่าเรื่องแต่งงานเป็นเรื่องใหญ่ การใช้ความสุขของพี่สาวมาแลกกับคนในตระกูลทำให้ข้ารู้สึกเห็นใจพี่นัก ถ้าข้าสามารถรับความทุกข์นี้แทนท่านได้ ข้าก็ยินดี”

               ไปรับความทุกข์ที่ตระกูลเว่ยหรือ?

               ไม่ว่าใครก็รู้ว่าตอนนี้ตระกูลเว่ยได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้มากเพียงใด นับตั้งแต่ต้นราชวงศ์ ตระกูลเว่ยก็เป็นแม่ทัพผู้ภักดี ได้รับบรรดาศักดิ์เป็นกั๋วกงถึงสามคน และเป็นโหวอีกสี่คน เป็นตระกูลใหญ่ที่มีเกียรติและทรงอิทธิพลมาก คนในตระกูลแต่ละคนต่างก็งามสง่าหน้าตาคมเข้ม ถึงเว่ยจวิ้นจะไม่ใช่ชายหนุ่มที่โดดเด่นที่สุดในเจ็ดขุนศึกตระกูลเว่ย แต่หากฉู่จิ่นได้แต่งกับเขาก็ไม่มีวันน้อยหน้าใครแน่

               การแต่งงานครั้งนี้จะว่าไปแล้วตระกูลฉู่ต่างหากที่เป็นฝ่ายเด็ดดอกฟ้า

               เพื่อเกลี้ยกล่อมนาง ฉู่จิ่นถึงกับพูดได้ทุกอย่าง

               เมื่อคิดถึงการเสียสละของตระกูลเว่ยหลังจากนี้ แล้วมาได้ยินคำพูดของฉู่จิ่น ทำให้ฉู่อวี๋รู้สึกไม่พอใจขึ้นมา นางเอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “ตระกูลเว่ยมีแต่ผู้จงรักภักดี เสียสละเลือดเนื้อเพื่อแผ่นดิน ได้แต่งงานเข้าตระกูลเว่ยถือเป็นวาสนาของข้า แต่ก่อนสองตาข้ายังไร้แวว แต่ตอนนี้ข้าตาสว่างแล้ว เจ้าอย่าได้พูดเช่นนี้อีก ถ้าข้าได้ยินก็อย่าหาว่าพี่สาวคนนี้ไม่ไว้หน้าเจ้า!”

               ฉู่จิ่นถึงกับพูดไม่ออก นางมองใบหน้าพี่สาวที่ดูจริงจังแล้วยังคิดจะเอ่ยเตือนว่า ‘เมื่อคืนไม่ใช่ท่านหรือที่ยังวางแผนหนีตามกู้ฉู่เซิงกับข้าน่ะ’ แต่เพราะนางรู้ดีว่าพี่สาวคนนี้มีวรยุทธสูงส่ง เป็นคนนิสัยเถรตรง เมื่อตั้งใจทำอะไรแล้วก็ไม่มีทางเปลี่ยนใจ ถ้ายังโต้แย้งกันอีก ดีไม่ดีเกิดลงไม้ลงมือ นางจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบเอาได้

               ดังนั้นฉู่จิ่นจึงยิ้มอย่างฝืดฝืน “พี่อวี๋คิดได้เช่นนี้ก็ดีแล้ว คิดว่าพี่คงจะเหนื่อยไม่น้อย ยาวางอยู่ตรงนี้นะเจ้าคะ ข้าขอตัว”

               ฉู่อวี๋พยักหน้า หลับตานิ่ง

               ฉู่จิ่นถอยออกไปอย่างนอบน้อม จนกระทั่งเดินมาถึงสวนด้านนอกสีหน้าของนางก็เปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด นางกำมือเข้าหากันแน่น เวลานี้ฉู่อวี๋ไม่ยอมหนีตามผู้ชายไป หมายความว่านางจะต้องแต่งงานกับผู้ชายคนนั้นใช่ไหม!

               ไม่ได้! นางจะไม่ยอมแต่งกับกู้ฉู่เซิงเป็นอันขาด

               ในเมื่อเป็นสะใภ้จวนโหวไม่ได้ นางก็ไม่มีทางไปร่วมทุกข์กับกู้ฉู่เซิงที่ชายแดนแน่ กว่าจะได้กลับมาเมืองหลวง กว่าจะหลุดจากตำแหน่งนายอำเภอเล็กๆ ช่วงเวลาที่งดงามที่สุดของนางคงถูกกลบฝังอยู่ในสายลมอันเย็นยะเยือกทางชายแดนเสียก่อนกระมัง... ฉู่จิ่นลอบวางแผนในใจ

 

               เวลานี้กู้ฉู่เซิงนั่งอ่านข่าวล่าสุดที่ได้รับมาเงียบๆ ในรถม้า

               เพราะตอนนี้เขาเป็นไข้ลมเย็น ดังนั้นระหว่างที่อ่านจึงไอออกมาเป็นระยะๆ

               หลังจากบิดาล่วงลับคนในตระกูลต่างก็ตกอับ คุณชายผู้สูงส่งเช่นเขากลับต้องมาอยู่ในฐานะปุถุชนคนธรรมดา คนอื่นๆ ต่างคิดว่าเขาทำอะไรไม่ถูก แต่คิดไม่ถึงว่าเด็กหนุ่มผู้นี้จะรับความจริงได้เร็วกว่าคนทั่วไป

               ดูเหมือนว่าตอนนี้เขากำลังนั่งรอใครบางคนอยู่

               ทหารที่ยืนรออยู่อีกด้านเริ่มเอ่ยอย่างทนไม่ไหว “คุณชายกู้ ได้เวลาออกเดินทางแล้ว”

               กู้ฉู่เซิงเหลือบมองประตูเมืองแวบหนึ่ง ก่อนจะส่งสายตาให้บ่าวรับใช้ เมื่อเห็นเช่นนั้นบ่าวรับใช้ก็รีบยัดเงินหนึ่งตำลึงให้ทหารนายนั้นพร้อมกับยิ้มประจบ “ใต้เท้ากรุณารอสักครู่ อีกไม่นานก็เดินทางได้แล้วขอรับ”

               “อย่างมากก็รอได้ถึงอาทิตย์ตกดิน” นายทหารคนนั้นนิ่วหน้า จากนั้นก็เอ่ยต่อ “จะรอนานกว่านั้นไม่ได้”

               ได้ยินถึงตรงนี้กู้ฉู่เซิงพลันขมวดคิ้ว

               อาทิตย์ตกดิน...

               เขาย้อนคิดถึงเหตุการณ์ในชาติที่แล้ว ภาพเหตุการณ์ตอนที่ฉู่อวี๋ไล่ตามตนมา และสุดท้ายทั้งคู่ก็ได้พบกัน

               เมื่อคิดถึงชื่อนี้ กู้ฉู่เซิงก็รู้สึกเจ็บปวดใจจนต้องหลับตาลง

               คนอื่นต่างคิดว่าเขาไม่หวาดกลัวที่จะเผชิญหน้ากับสิ่งที่ตระกูลกู้กำลังประสบอยู่ แต่ความจริงแล้วไม่ใช่เลย

               ยามที่เขาเป็นหนุ่มน้อย เขาต้องเผชิญหน้ากับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ใจเขามีแต่ความหวาดหวั่นไม่มั่นใจ ตอนนั้นเขามีแต่ไฟโทสะและรู้สึกไม่พอใจไปกับทุกสิ่งทุกอย่าง แต่เมื่อเด็กสาวคนนั้นขี่ม้าตามมาแล้วใช้กระบี่ปัดผ้าม่านหน้ารถม้าขึ้น พลางตะโกนด้วยเสียงดังกังวานว่า “ไม่ต้องกลัวนะ ข้ามาส่งเจ้าแล้ว”

               คำพูดประโยคนั้นทำให้เขาเกิดความกล้าขึ้น

               ตอนนั้นเขาไม่รู้ใจของตัวเองดีพอ คิดว่าตนรังเกียจกลิ่นเหงื่อบนตัวนาง รังเกียจที่นางไม่สำรวมกิริยา ไม่ชอบที่นางพูดจาเล่นหัวกับทหารในค่ายได้อย่างไร้ขอบเขต

               นางไล่ตาม เขาหลบหลีก เขาคิดมาตลอดว่าคนที่อยู่ในใจควรจะเป็นฉู่จิ่นผู้งดงามบริสุทธิ์ไร้มลทิน จนกระทั่งนางตายต่อหน้าเขา

               เมื่อคิดถึงช่วงเวลานั้น กู้ฉู่เซิงรู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบรัดอย่างแรง เขาหลับตาลง ค่อยๆ ผ่อนลมหายใจเพื่อคลายความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น

               การตายของฉู่อวี๋เป็นบทเริ่มต้นของความรักที่เขามีต่อนาง

               หลังจากนางตายเขาถึงได้รู้ว่า วันเวลาที่ไม่มีคนขี่ม้ามาส่งท่ามกลางสายฝนนั้นทรมานเพียงใด เพิ่งได้รู้ว่าสิ่งที่เขารังเกียจในตอนนั้นแท้จริงคือความริษยา เป็นอาการต่อต้านของเด็กหนุ่มผู้มีแต่ความอับอายและไม่รู้จักความรัก

               ยิ่งนางตายจากไปนานเท่าไร ความรักที่เขามีต่อนางก็ยิ่งลึกซึ้งเกินบรรยาย สุดท้ายชาติก่อนเขาก็ตายภายใต้คมกระบี่ของเว่ยอวิ้น ในชั่วขณะนั้นเองเขารับรู้ถึงการหลุดพ้น...

ชาตินี้นางก็ต้องมาแน่!(ตัวอย่างทดลองอ่าน)

               เมื่อฟื้นขึ้นมาอีกครั้งเขาก็พบว่าตัวเองได้ย้อนกลับมาอยู่ในวัยสิบเจ็ดปี สิ่งที่เกิดขึ้นสร้างความยินดีให้เขาอย่างหาที่เปรียบมิได้

               ดีเหลือเกิน...

               เขาลืมตาขึ้นอีกครั้ง ริมฝีปากแย้มยิ้มจนสองตาตีวงโค้ง

               เขาสามารถเห็นฉู่อวี๋ที่ยังมีชีวิตอยู่ได้อีกครั้ง

               และครั้งนี้...

               เขาจะดีต่อนางให้มากที่สุด

               กู้ฉู่เซิงรอจนกระทั่งพระอาทิตย์ตกดินก็ยังไม่เห็นเงาของฉู่อวี๋

               สิ่งที่แตกต่างจากความทรงจำทำให้เขาเกิดความกังวล นายทหารคนนั้นหมดความอดทนไปแล้วเช่นกัน อีกฝ่ายรีบขี่ม้ามาหาแล้วเอ่ยอย่างไม่พอใจว่า “ออกเดินทางได้แล้ว!”

               กู้ฉู่เซิงมองประตูเมืองที่มีคนเข้าๆ ออกๆ ก่อนจะสูดลมหายใจลึกแล้วออกเดินทาง

               ไม่เป็นไร... ฉู่อวี๋จะต้องตามมาแน่

               ฉู่อวี๋ในวัยสิบห้ามีความรักลึกซึ้งในตัวเขา เขาย่อมรู้ดีกว่าใคร

               ชาติที่แล้วนางมา ชาตินี้นางก็ต้องมาแน่!

               ขณะที่กู้ฉู่เซิงออกเดินทางตามเส้นทางชีวิตของตนนั้น ฉู่อวี๋ก็กำลังนอนหลับฝันหวาน

               เมื่อนางตื่นขึ้นก็ได้รับข่าวที่ฉู่จิ่นสั่งให้คนส่งมาให้ น้องสาวบอกว่ากู้ฉู่เซิงเดินทางออกจากเมืองหลวงแล้ว ฉู่อวี๋ไม่สนใจว่ากู้ฉู่เซิงจะออกจากเมืองหลวงหรือไม่ ที่นางสนใจมากกว่าก็คือ เหตุใดน้องสาวคนนี้จึงมีหูตามากมาย

               นางไม่รู้เรื่องข้างนอกแม้แต่น้อย แต่คุณหนูเล็กอย่างฉู่จิ่นกลับรู้เรื่องกู้ฉู่เซิงออกจากเมืองหลวงได้อย่างไร เรื่องนี้ฉู่จิ่นคงได้ข่าวมาจากกู้ฉู่เซิง ซึ่งบอกได้ว่าความจริงหลายปีมานี้กู้ฉู่เซิงและฉู่จิ่นต่างก็ไม่เคยตัดขาดความสัมพันธ์ต่อกัน

               ในขณะที่ฉู่จิ่นบอกว่าไม่มีความรู้สึกใดๆ กับกู้ฉู่เซิง แต่เพื่อให้พี่สาวหนีตามกู้ฉู่เซิงไปนั้น นางกลับยังรักษาการติดต่อกับกู้ฉู่เซิงเอาไว้

               ฉู่อวี๋แหย่กระดาษในมือกับอ่างไฟก่อนจะออกคำสั่งกับสาวใช้ “ไปบอกคุณหนูรองว่าเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องมาบอกข้า เรื่องระเบียบต่างๆ คงไม่ต้องให้ข้าพูดมาก นางควรรู้ดี” ว่าแล้วฉู่อวี๋ก็เงยหน้ามองสาวใช้ “จวนแม่ทัพมีเกียรติมีศักดิ์ศรี ให้นางจำไว้ให้ดี!”

               สาวใช้คนนั้นไม่รู้รายละเอียดในกระดาษ นางถูกฉู่อวี๋ตำหนิจนรีบลนลานจากไป ฉู่อวี๋มองแสงไฟที่ติดๆ ดับๆ อยู่ในอ่างไฟแล้วถอนใจออกมาเฮือกหนึ่ง

               กระดาษแผ่นนี้ทำให้นางหมดสิ้นความรู้สึกดีๆ กับน้องสาวแท้ๆ ของตน นิสัยปากว่าตาขยิบของฉู่จิ่นนั้นมิใช่นิสัยที่เกิดขึ้นในอนาคตแต่เป็นสิ่งที่ฝังแน่นอยู่ในกมลสันดานของนางต่างหาก!

               ตอนนั้นนางชอบกู้ฉู่เซิง แต่เพราะเขาเป็นคู่หมายของฉู่จิ่น นางจึงไม่เคยแสดงออก หลายปีที่ผ่านมานางไม่เคยพูดอะไรกับเขาแม้สักคำเดียว แม้แต่เวลาพบหน้ากันยามปกติก็มักจะหลีกหนี เมื่อฮ่องเต้พระราชทานสมรสนางจึงตกปากรับคำ นางคิดว่าตัวเองทำดีที่สุดแล้ว แม้แต่ตอนที่นางไล่ตามกู้ฉู่เซิงไปถึงคุนหยาง กู้ฉู่เซิงเองก็ยังคาดไม่ถึง

               ถ้าไม่ใช่เพราะฉู่จิ่นมาคร่ำครวญ ถ้าไม่ใช่ฉู่จิ่นมาขอร้องแล้วบอกว่าไม่ชอบกู้ฉู่เซิง นางจะทนรอกู้ฉู่เซิงไปทำไม

               ด้านหนึ่งบอกว่าตัวเองไม่ชอบกู้ฉู่เซิง อยากให้พี่สาวไล่ตามความรักที่แท้จริง แต่อีกด้านหนึ่งก็ยังตัดบัวเหลือเยื่อใยกับเขาอยู่

               ฉู่อวี๋รู้สึกจนใจ นางไม่เข้าใจว่าเหตุใดฉู่จิ่นจึงมีนิสัยเช่นนี้ ทั้งๆ ที่เป็นบุตรีในจวนแม่ทัพ ทั้งๆ ที่เป็นลูกสาวจากภรรยาเอกเหมือนกัน แล้วเหตุใดจึงมีนิสัยที่แตกต่างกันเช่นนี้ได้

               ฉู่อวี๋คิดอยู่ครู่หนึ่งก็ไม่อยากคิดให้เสียเวลา ตอนนี้นางหากระดาษพู่กันมาเพื่อใช้เขียนเรียบเรียงเหตุการณ์ใหญ่ๆ ที่เกิดขึ้นในชาติที่แล้วเท่าที่ตนยังจำได้ ในเมื่อได้มีโอกาสเกิดใหม่อีกครั้งนางย่อมไม่กลับมาอย่างเสียเปล่าแน่

               ในช่วงเวลาอันใกล้นี้เหตุการณ์ใหญ่ที่สุดก็คงหนีไม่พ้นคนตระกูลเว่ยต้องสังเวยชีวิตในสนามรบ

               ในวันแต่งงานของฉู่อวี๋กับเว่ยจวิ้น มีรายงานด่วนจากชายแดนถูกส่งมาทำให้เว่ยจวิ้นต้องติดตามบิดาออกรบ          

               ตระกูลเว่ยมีบุตรชายทั้งหมดเจ็ดคน มีเว่ยอวิ้นเป็นลูกชายคนที่เจ็ด เขาอายุน้อยที่สุดแต่ก็ติดตามบิดาและพี่ๆ เข้าสนามรบเช่นกัน ทุกคนต่างก็คิดว่าเทพสงครามตระกูลเว่ยคงจะกลับมาพร้อมกับชัยชนะในเวลาไม่นานเหมือนทุกๆ ครั้ง ทว่าหลังจากนั้นไม่นานกลับมีข่าวว่ากองทัพทหารหาญจำนวนเจ็ดหมื่นภายใต้การนำของตระกูลเว่ยต้องตายอยู่ในหุบเขาไป๋ตี้ทั้งหมด

               น้องเล็กเว่ยอวิ้นนำโลงศพคนในครอบครัวกลับเมืองหลวงและถูกศาลต้าหลี่สอบสวน จากนั้นสาเหตุที่พ่ายแพ้ครั้งนี้ก็ถูกประกาศออกมาว่านายท่านใหญ่ตระกูลเว่ย ‘เจิ้นกั๋วโหวเว่ยจง’ ไม่ฟังคำสั่งของฮ่องเต้ ลอบนำทหารไล่บดขยี้ทัพแตกพ่ายของเป่ยตี๋ขึ้นเขาไป เป็นเหตุให้ทหารล้มตายจำนวนมาก

               หลังจากเรื่องนี้ถูกประกาศออกไป ตระกูลใหญ่ทั้งหลายต่างแสดงท่าทีว่าต้องการตัดขาดความสัมพันธ์กับตระกูลเว่ย นอกจากสะใภ้รอง ภรรยาของคุณชายรองเว่ยซู่ที่ฆ่าตัวตายตามสามีแล้ว สะใภ้และอนุภรรยาคนอื่นๆ ต่างทยอยกันขอหนังสือหย่า เว่ยอวิ้นตั้งตนเป็นตัวแทนพี่ชายทั้งหลายเขียนหนังสือหย่าร้างให้สตรีเหล่านี้ เพียงพริบตาเดียวตระกูลเว่ยก็แตกฉานซ่านเซ็น จวนโหวอันกว้างใหญ่เหลือเพียงเว่ยอวิ้นและหลานๆ ซึ่งยังไม่เติบใหญ่อีกห้าชีวิต

               ตอนนั้นฉู่อวี๋ติดตามกู้ฉู่เซิงไปไกลถึงคุนหยาง คุนหยางเป็นเมืองอันดับสองของชายแดนเหนือ เป็นแหล่งขนส่งเสบียงที่สำคัญ

ตอนนั้นฉู่อวี๋ยังช่วยกู้ฉู่เซิงทำงานขนส่งเสบียงอยู่หลายครั้ง

               แต่กว่าที่ฉู่อวี๋จะรู้ข่าวสงคราม คนตระกูลเว่ยก็ตายกันไปแล้ว ตอนนั้นคนตระกูลเว่ยตายอย่างไร แล้วตายเพราะอะไร นางไม่รู้เรื่อง

               นางรู้แต่ว่าภายหลัง ‘เหยาหย่ง’ ผู้มีตำแหน่งเป็นพี่ชายของฮองเฮาได้รับราชโองการให้รักษาเมืองไป๋เอาไว้ แต่สุดท้ายเขาก็ทิ้งเมืองแล้วหนีเอาตัวรอด ตอนนั้นเกิดเหตุการณ์วุ่นวายไปทั่วทุกหย่อมหญ้า แต่ละพื้นที่ได้รับผลกระทบมากมาย ไม่มีคนในราชสำนักให้ใช้แม้แต่คนเดียว เว่ยอวิ้นซึ่งขณะนั้นกำลังถูกขังอยู่ในคุกจึงได้อาสาออกรบด้วยการเอาชีวิตเป็นเดิมพัน

               ไม่ชนะก็ตาย

               ภายหลังเว่ยอวิ้นกลับมาพร้อมชัยชนะ วันที่กลับมาเขาถือหัวของเหยาหย่งเข้าไปในห้องทรงพระอักษร เมื่อออกมาอีกครั้งฮ่องเต้ก็เลื่อนบรรดาศักดิ์ให้กับขุนศึกคนสุดท้ายของตระกูลเว่ยที่ยอมพลีชีพเพื่อแว่นแคว้นอีกครั้ง

               นางไม่ต้องการให้คนตระกูลเว่ยตาย ฉู่อวี๋กำพู่กันแน่น มีแววเย็นกระด้างในดวงตา ชายหนุ่มที่มีความรักชาติและภักดีเช่นขุนศึกตระกูลเว่ยไม่สมควรตาย นางเขียนเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับตระกูลเว่ยออกมาอย่างละเอียดถี่ถ้วน เขียนไปเรื่อยๆ จนกระทั่งฟ้าใกล้สาง จากนั้นมารดาพาคนยกถาดอาหารเข้ามา

               ภายในจวนแม่ทัพแขวนโคมแดง ติดกระดาษสีแดงเต็มไปหมด ฉู่ฮูหยินเห็นฉู่อวี๋กำลังเขียนอะไรอยู่ก็พูดอย่างร้อนใจ “เจ้าทำอะไรของเจ้า จะออกเรือนอยู่แล้วแท้ๆ ยังไม่พักผ่อนอีก แม่จะรอดูว่าวันนี้เจ้าจะผ่านไปได้อย่างไร!”

               “ท่านแม่ ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ”

               ฉู่อวี๋โยนกระดาษแผ่นนั้นลงในอ่างไฟ นางเรียบเรียงเหตุการณ์ในชาติที่แล้วมาตลอดทั้งคืน รายละเอียดทั้งหมดถูกนางย้อนคิดอีกรอบ จนจดจำทุกอย่างได้ขึ้นใจ ฉู่อวี๋หมุนตัวกลับมาอย่างเชื่องช้า เห็นสิ่งของที่สาวใช้ตระเตรียมแล้วจึงอมยิ้ม ถามท่านแม่ว่า “นี่เป็นชุดวิวาห์หรือเจ้าคะ?”

               “ใช่สิ รีบเปลี่ยนเข้าเถอะ” มารดาของนางตอบอย่างไม่ค่อยพอใจ แต่เมื่อเห็นลูกสาวมีความยินดีจึงทำให้ความไม่พอใจเจือจางลงไปไม่น้อย นางเรียกคนเข้ามาช่วยล้างหน้าและแต่งตัวให้ฉู่อวี๋

               หลังอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า ทาน้ำมันดอกกุ้ยฮวาบนศีรษะแล้วก็เปลี่ยนเป็นชุดวิวาห์สีแดงสดปักลายหงส์ด้วยดิ้นทอง จากนั้นฉู่อวี๋ก็นั่งอยู่เบื้องหน้าคันฉ่องอย่างสำรวม ปล่อยให้สาวใช้เข้ามาแต่งหน้าให้

               ฉู่จิ่นประคองหวีเข้ามายืนอยู่ข้างกายฉู่ฮูหยิน นางเอ่ยกับมารดาว่า “ท่านแม่ หวีผมได้แล้วเจ้าค่ะ”

               ฉู่ฮูหยินมองเงาของฉู่อวี๋ที่ปรากฏในคันฉ่อง จากนั้นจึงพูดกับฉู่จิ่นด้วยเสียงแหบพร่า “ดูนางสิ ปกติพี่สาวเจ้าไม่ชอบแต่งตัว แต่พอแต่งขึ้นมาก็น่าดูยิ่งนัก พี่สาวเจ้ากำลังจะออกเรือนแล้ว” ว่าแล้วฉู่ฮูหยินก็หยิบหวีขึ้นมา สับเข้ากับเส้นผมที่ทิ้งตัวลงมาของฉู่อวี๋พร้อมกับเอ่ยเสียงแหบพร่า

               “หลังจากนี้เมื่อไปอยู่ตระกูลเว่ยแล้วก็อย่าได้ทำอะไรเอาแต่ใจเหมือนอยู่ที่บ้าน สตรีที่ออกเรือนแล้วอย่างไรก็ต้องเป็นฝ่ายเสียเปรียบอยู่บ้าง เจ้าอยู่ตระกูลเว่ย ไม่ว่าเรื่องอะไรถ้าอดทนได้ก็อดทนไป อย่าได้ทะเลาะเบาะแว้งกับใครเขา”

               ถ้าเป็นเมื่อก่อนได้ยินคำพูดเหล่านี้ ฉู่อวี๋คงต้องแย้งฉู่ฮูหยินกลับไปหลายคำ ทว่าบัดนี้นางฟังเสียงสั่นเครือของมารดาพลันรู้สึกว่าความยึดติดในใจสลายไปหมดแล้ว นางถอนใจรับคำเพียงว่า “ลูกทราบแล้วเจ้าค่ะ”

               ฉู่ฮูหยินพยักหน้า หวีผมให้ฉู่อวี๋อีกครั้ง

               “หวีครั้งที่หนึ่ง ขอให้อยู่จนแก่เฒ่า...”

               “หวีครั้งที่สอง ลูกหลานเต็มบ้าน...”

               ฉู่ฮูหยินหวีผมให้ฉู่อวี๋ไปก็น้ำตาคลอไป จนกระทั่งหวีเสร็จนางก็ระงับอารมณ์ไม่อยู่จึงออกตัวว่าเหนื่อยแล้ว ให้ฉู่จิ่นประคองไปนั่งพักอีกด้านหนึ่ง

               สาวใช้เข้ามาเกล้ามวยให้กับฉู่อวี๋จากนั้นก็จัดการสวมมงกุฎหงส์ให้นาง กว่าจะแต่งตัวเสร็จท้องฟ้าก็เริ่มสว่างขึ้นทีละน้อย มีเสียงปี่ฆ้องดังขึ้นทางด้านนอก สาวใช้คนหนึ่งวิ่งเข้ามาอย่างรีบร้อน ร้องรายงานอย่างตื่นเต้นว่า “ฮูหยิน คุณหนูใหญ่ คนตระกูลเว่ยมาแล้วเจ้าค่ะ!”

เด็กคนนี้นี่..(ตัวอย่างทดลองอ่าน)

               พอได้ยินฉู่ฮูหยินก็ลุกขึ้นยืน ทำท่าเหมือนจะเดินออกไป แต่เพิ่งก้าวออกจากประตู พลันคิดว่า “ไม่ได้ ไม่ได้ กว่าจะถึงต้องอีกสักครู่” ดังนั้นจึงกลับเข้ามารอคนตระกูลเว่ยพร้อมกับหญิงสาวคนอื่นๆ ในห้อง

               ว่ากันตามธรรมเนียม เมื่อคนตระกูลเว่ยมารับตัวเจ้าสาว ทางตระกูลฉู่จะต้องหาเรื่องสร้างความยุ่งยากให้กับพวกเขาสักเล็กน้อยเพื่อความสนุกสนาน จนกระทั่งถึงฤกษ์ที่วางไว้จึงค่อยปล่อยตัวฉู่อวี๋ออกมา ดังนั้นด้านนอกจึงมีแต่เสียงอึกทึก ฉู่อวี๋และคนอื่นๆ ที่นั่งรออยู่ในห้องเกิดความอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาบ้างแล้ว

               ฉู่จิ่นยังเป็นเด็กสาว เมื่อได้ยินเสียงดังจากข้างนอกจึงเอ่ยว่า “ท่านแม่ ให้ข้าออกไปดูสักหน่อยนะเจ้าคะ”

               ว่าแล้วทุกคนต่างก็เกิดความคิด มองไปยังฉู่ฮูหยินพร้อมกัน ฉู่ฮูหยินยิ้มอย่างอดไม่ได้ “พวกเจ้านี่ระงับใจกันไม่ได้เลยหรือ ก็แค่มารับตัวเจ้าสาวเท่านั้น มีอะไรน่าดูกันเล่า”

               น่าดูสิ!

               ฉู่อวี๋ตอบในใจ

               งานวิวาห์ของนางในชาติก่อนนั้นเรียบง่ายและซอมซ่อเป็นที่สุด ตอนนั้นนางอยู่กับกู้ฉู่เซิงที่คุนหยาง จัดโต๊ะเชิญลูกน้องของกู้ฉู่เซิงมาร่วมงานแค่สองโต๊ะ จากนั้นก็เปิดผ้าคลุมหน้า เท่ากับจบพิธี กู้ฉู่เซิงเคยบอกว่าจะจัดงานวิวาห์ให้กับนางอย่างสมเกียรติอีกครั้ง นางก็ได้แต่รอ

               แต่งานแต่งหนนี้ย่อมแตกต่างออกไป ฉู่อวี๋สะกดความใคร่รู้เอาไว้ เอ่ยกับฉู่ฮูหยินว่า “ท่านแม่ พวกเราออกไปดูกันเถอะ”

               “เด็กคนนี้นี่...” ฉู่ฮูหยินยิ้ม ระหว่างนั้นได้ยินเสียงเอะอะดังมาจากข้างนอก จากนั้นก็เห็นบุรุษสองคนต่อสู้กันอยู่บนหลังคาบ้าน

               ฉู่จิ่นอุทานอย่างตกใจ “พี่รองนี่นา!”

               ตระกูลฉู่เป็นตระกูลแม่ทัพ มีบุตรธิดาทั้งหมดสี่คน คนโตคือ ‘ฉู่หลินหลาง’ ดำรงตำแหน่งทายาทท่านแม่ทัพ ‘ฉู่หลินซี’ เป็นคุณชายรอง ฉู่อวี๋และฉู่จิ่นเป็นคุณหนูใหญ่และคุณหนูรอง เพราะฉู่หลินหยางคำนึงถึงฐานะตัวเองจึงทำอะไรไม่ได้ก็เลยให้ฉู่หลินซีลงมือกับคนตระกูลเว่ยแทน

               หญิงสาวในบ้านต่างกรูกันมาดูการต่อสู้บนหลังคาที่ริมหน้าต่าง ฉู่อวี๋และฉู่จิ่นเดินมาแหงนหน้ามองอยู่ข้างประตูห้อง

               ฉู่หลินซีสวมชุดผ้าไหมสีน้ำเงิน ดูหรูหรางามสง่า ส่วนเด็กหนุ่มที่อยู่ตรงข้ามเขานั้นอายุเพียงแค่สิบสี่ สวมชุดดำพอดีตัว เกล้าผมเป็นมวยสูงและมัดด้วยผ้ารัดผมสีขาวสลับดำ แม้เขาจะแต่งกายอย่างทะมัดทะแมง แต่ความหยิ่งผยองที่แผ่กระจายออกมานั้นก็มิได้ด้อยไปกว่าฉู่หลินซีแม้แต่น้อย

               เดิมทีฉู่หลินซีก็มีรูปร่างหน้าตาดูดีอยู่แล้ว แต่เด็กหนุ่มคนนั้นกลับดูคมคายเสียยิ่งกว่า ดวงตาของเขาสุกใสเปล่งประกายดั่งดวงดาว ขนคิ้วดกดำ นัยน์ตาหงส์ที่เรียวยาวคู่นั้นปลายเชิดเล็กน้อย ดูมีเสน่ห์บาดตาอย่างบอกไม่ถูก ทว่าสีหน้าของเขากลับเคร่งขรึม เอาการเอางานจนเหลือไว้เพียงความเฉียบคม

               เป็นความเคร่งขรึมที่หาได้ยากในตัวคุณชายตระกูลใหญ่ทั้งหลาย ประดุจดอกไม้น้ำแข็งที่ผลิบานอยู่กลางชายแดนอันหนาวเหน็บ ทั้งสูงค่าและกล้าแกร่ง

               สายตาของฉู่อวี๋นิ่งค้างอยู่บนร่างเด็กหนุ่ม พริบตานั้นเองนางราวกับย้อนไปในอดีตชาติ ครั้งแรกและครั้งเดียวที่นางได้พบกับเขาในระยะที่ใกล้กันมากที่สุด

               ตอนนั้นเขากลายเป็น ‘เจิ้นเป่ยอ๋อง’ ผู้เกรียงไกรไปทั่วแผ่นดิน เป็นแม่ทัพภาคผู้ควบคุมกองทหารทั้งห้ากองทัพ มีกำลังพลในมือมหาศาลและยังเป็นผู้ทรงอิทธิพลในราชสำนัก

               วันที่นางถูกกู้ฉู่เซิงส่งตัวออกจากหัวจิง บนฟ้าพร่างพรายไปด้วยหิมะและสายลม ส่วนเขากำลังขี่ม้ากลับเมืองหลวง สวมเสื้อคลุมสีดำทับเสื้อตัวในสีขาว ใบหน้าของเขาดูเย็นชา เวลานั้นเขาดูคมเข้มและแข็งกระด้างกว่ายามนี้มาก ไม่ใช่เด็กหนุ่มที่ร่าเริงมีชีวิตชีวาอย่างที่นางเห็นในตอนนี้

               สายตาของเขาเย็นยะเยือกราวกับน้ำในแอ่งน้ำยามฤดูหนาว เขาขี่ม้ามาขวางรถม้าของนางไว้

               “ที่แท้ก็กู้ฮูหยินนี่เอง” น้ำเสียงของเขาราบเรียบ แม้เป็นการไต่ถามแต่ไม่มีความสงสัยเจืออยู่แม้แต่น้อย ราวกับรู้มาก่อนหน้านี้แล้วว่าใครอยู่หลังผ้าม่าน

               ฉู่อวี๋ให้คนปัดผ้าม่านขึ้น นางทำความเคารพเขาในขณะที่นั่งอยู่ในรถม้า และตอบกลับเสียงราบเรียบเช่นกัน “ใต้เท้าเว่ย”

               “กู้ฮูหยินกำลังจะไปไหนหรือ?”

               “คุนหยาง”

               “แล้วจะกลับมาเมื่อใด?”

               “ไม่ทราบ”

               “กู้ฮูหยิน” เว่ยอวิ้นหัวเราะเบาๆ ด้วยน้ำเสียงเสียดแทงลึกถึงหัวใจ “ท่านเคยนึกเสียใจบ้างหรือไม่?”

               ฉู่อวี๋ตะลึงงัน เว่ยอวิ้นทอดตามองไปไกล “กู้ฮูหยินรู้หรือไม่ว่าก่อนที่ตระกูลเว่ยจะไปสู่ขอ พวกเรารู้มาว่าฝั่งตระกูลฉู่มีบุตรีอยู่สองนาง ที่บ้านข้าถามพี่ใหญ่ว่าชื่นชอบคนไหน พี่ใหญ่ยืนยันว่าเขาชอบท่าน เพราะท่านฝึกวรยุทธมาตั้งแต่เล็ก ระหว่างที่รอข้าเติบใหญ่ เขาจะพาภรรยาออกร่วมรบไปกับเขาด้วย”

               “คืนก่อนวันวิวาห์ พี่ใหญ่ของข้าไม่ได้นอนเลยทั้งคืน เขากำชับข้าว่าตระกูลฉู่ฝีมือยอดเยี่ยม ระหว่างรับตัวเจ้าสาว ถ้ามีการท้าทายกันขึ้นก็ให้ข้าออมมือหน่อย” พูดไปพูดมา เขาก็หันมามองนาง

               “กู้ฮูหยินแตกต่างกับน้องสาวของท่าน น้องสาวของท่านเป็นคนที่ชอบฉกฉวยโอกาส แต่กู้ฮูหยินยินดีละทิ้งสมรสพระราชทาน ติดตามใต้เท้ากู้ไปถึงชายแดนเหนือ ยินดีเข้าสู่สนามรบเพื่อความรัก น่าเสียดายที่กู้ฮูหยินมีตาแต่ไร้แวว พี่ใหญ่ข้ายกท่านประหนึ่งของขวัญล้ำค่า แต่ท่านกลับไม่แยแส”

               “จวบจนทุกวันนี้” สายตาของเขาราบเรียบ “เคยนึกเสียใจภายหลังไหม?”

               ตอนนั้นฉู่อวี๋หัวเราะเบาๆ นางประสานสายตากับเขาด้วยสีหน้าเฉยเมย “เรื่องที่ข้าทำไปแล้ว ไม่เคยนึกเสียใจ”

               ชายหนุ่มคนนั้นไม่พูดไม่จา จ้องมองนางนิ่งๆ อยู่นานก่อนเอ่ยอย่างเฉยชา “ช่างน่าเสียดาย”

               นางไม่ได้ตอบ แต่นั่งอย่างสงบเสงี่ยมอยู่ในรถม้า มองร่างของเขาเคลื่อนทัพจากไป

               ยามนี้นางเงยหน้ามองเว่ยอวิ้นและฉู่หลินซีประมือกัน วรยุทธของเขาเหนือชั้นกว่าพี่รองของนางอยู่มาก ระหว่างต่อสู้เขายังออมมือให้ฉู่หลินซีอย่างแนบเนียนอีกด้วย

               ฉู่อวี๋ยกมุมปากขึ้นอย่างอดไม่ได้ นางหยิบก้อนหินในกระถางดอกไม้ด้านข้างแล้วขว้างใส่ฉู่หลินซี ก้อนหินขว้างถูกตัวอีกฝ่ายจนทำให้เขาตกจากหลังคา ฉู่หลินซีร้องโหยหวน

               “เว่ยชีหลาง* เจ้าร้ายกาจนักนะ!”

               เว่ยอวิ้นยืนนิ่งอยู่บนหลังคา ก่อนจะหันไปมองยังทิศที่ฉู่อวี๋ยืนอยู่

               เขาเห็นหญิงสาวสวมชุดวิวาห์ และมงกุฎหงส์ยืนพิงประตูอยู่ ในมือมีก้อนหินที่กำลังโยนขึ้นโยนลงก้อนหนึ่ง ใบหน้าของนางมีรอยยิ้มเจ้าเล่ห์แฝงอยู่

               เว่ยอวิ้นเข้าใจแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นดังนั้นเขาจึงคลี่ยิ้มสดใสออกมา เขาประสานมือให้กับฉู่อวี๋จากนั้นก็กระโดดลงมาด้านล่าง

               ฉู่หลินซีกำลังโวยวายกับพี่น้องคนอื่นๆ ของตระกูลเว่ย โดยมีฉู่หลินหยางเข้ามาห้ามทัพ เว่ยอวิ้นเดินอ้อมมาอยู่ด้านหลังเว่ยจวิ้นกระซิบเบาๆ ว่า “พี่ใหญ่ อาซ้อ... งามมาก!”

               เว่ยจวิ้นสวมชุดเจ้าบ่าวยืนสองมือไพล่หลัง แสร้งทำหน้าตาขึงขัง ก่อนจะกระเถิบเข้าใกล้เว่ยอวิ้นอย่างแนบเนียน กระซิบถามกลับไปว่า “เจ้าเห็นแล้วหรือ?”

               “ฉู่หลินซีตกลงมาก็เพราะอาซ้อ” เว่ยอวิ้นพูดถึงตรงนี้ก็ทำหน้ากังวล “พี่ใหญ่ ข้าว่าต่อไปข้าคงจะสู้พวกพี่สองสามีภรรยาไม่ได้แน่แล้ว”

               เว่ยจวิ้นยิ้มหน้าบาน “แน่นอนอยู่แล้ว สายตาของพี่เจ้าจะมองผิดไปได้อย่างไร”

               ระหว่างที่คุยกันก็ถึงฤกษ์ยามที่กำหนดพอดี ฉู่เจี้ยนชางไม่อยากให้เสียเวลาจึงยกมือขึ้นบอกให้บุตรชายคนโตรีบเรียกน้องชายและคนตระกูลเว่ยคนอื่นๆ ให้ยืนหลบไปสองฝั่ง

               เรือนชั้นในยามนี้มีสาวใช้เดินเข้ามาอย่างรีบร้อนเพื่อช่วยคลุมศีรษะให้กับฉู่อวี๋ แล้วประคองนางไปข้างนอก

               เว่ยซื่อจื่อยืนอยู่ด้านหน้า โดยมีคุณชายเจ็ดเว่ยอวิ้นและคุณชายรองเว่ยซู่ยืนอยู่ด้านหลัง ส่วนคนอื่นๆ ต่างพากันยืนเรียงแถวอยู่ด้านหลังของคนทั้งสาม คนตระกูลฉู่ยืนอยู่บนบันได ขุนนางพิธีการยืนอยู่ทางขวามือตำแหน่งแรก เขาเอ่ยคำตามพิธีการออกมาว่า

               “เปิดประตูเพื่อรับเจ้าสาว!”

               ประตูใหญ่ถูกเปิดออกอย่างช้าๆ ฉู่อวี๋ซึ่งอยู่ในชุดวิวาห์สีแดงถูกฉู่จิ่นประคองมายืนอยู่ต่อหน้าทุกคน

               เบื้องหน้าของนางมีแต่สีแดงเป็นแถบ มองไม่เห็นอะไรแม้แต่น้อย ได้ยินเสียงประทัดดังสนั่นหวั่นไหว จากนั้นก็มีผ้าต่วนสีแดงถูกยื่นส่งมาตรงหน้า นางได้ยินเสียงทุ้มนุ่มที่ไม่อาจปกปิดความตื่นเต้นดังขึ้น “แม่... แม่นาง... แม่นางฉู่”

               ฉู่อวี๋หัวเราะเบาๆ นางจับผ้าต่วนสีแดงเอาไว้พร้อมกับเอ่ยปลอบไปว่า “เว่ยซื่อจื่ออย่าได้ตื่นเต้น” นางเอ่ยต่อว่า “ข้าจะเดินตามท่านเอง”

               เว่ยจวิ้นใจชื้นขึ้นมาเป็นกอง เขากำผ้าต่วนเอาไว้แน่น ความรู้สึกกระวนกระวายลดน้อยถอยลง

               เขาเลือกคนไม่ผิด

               สะใภ้จวนเจิ้นกั๋วโหวสมควรเป็นเช่นนี้ พูดประโยคเดียวก็สามารถปลอบให้สามีลดความตื่นเต้นลงได้

               ความสงบนิ่งของคนตรงหน้าทำให้ฉู่อวี๋รู้สึกสบายใจมากขึ้น

               นางมองไม่เห็นว่า ‘ว่าที่สามี’ นั้นหน้าตาเป็นเช่นไร แต่จากมือที่ยื่นมานางคิดว่าคงไม่แย่สักเท่าไร ฉู่อวี๋ถูกจูงให้ขึ้นเกี้ยวเจ้าสาวอย่างระมัดระวังไปตลอดทาง เขาทำราวกับนางเป็นหญิงสาวบอบบางที่ต้องการการปกป้องคุ้มครอง ฉู่อวี๋ไม่เคยมีประสบการณ์อ่อนหวานเช่นนี้มาก่อน ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ในใจของทุกคนนั้นนางเป็นสตรีที่แข็งกร้าว ไม่ต้องการการทะนุถนอม ไม่ต้องการความรักความเอาใจใส่

               กู้ฉู่เซิงให้ความเกรงใจนางประดุจแขกแปลกหน้า หรือไม่ก็เหมือนผู้บังคับบัญชากับลูกน้อง

อย่าโมโหนะ(ตัวอย่างทดลองอ่าน)

               หลังจากขึ้นเกี้ยวเจ้าสาวแล้วฉู่อวี๋ลอบปัดผ้าม่านขึ้น คิดจะแอบดูเว่ยจวิ้นที่อยู่เบื้องหน้า แต่เว่ยจวิ้นขี่ม้าไปทางหัวขบวนเสียแล้ว ดังนั้นคนที่นางเห็นก็คือเว่ยอวิ้นที่ควบม้าอยู่ด้านข้าง เว่ยอวิ้นสังเกตเห็นการเคลื่อนไหวของฉู่อวี๋จึงยกมุมปากให้ มีรอยยิ้มหยอกเย้ากระจายอยู่ในดวงตาคู่นั้นเหมือนจะบอกว่า เขารู้นะว่านางแอบมอง!

               ฉู่อวี๋รู้สึกเหมือนถูกคนมองทะลุความคิด ซ้ำยังเป็นคนที่เด็กกว่าจึงรู้สึกกระอักกระอ่วนใจไม่น้อย นางรีบปล่อยผ้าม่านแล้วเอาผ้าคลุมหน้าลง แล้วกลับไปนั่งอย่างสำรวม

               จากนั้นฉู่อวี๋ก็เริ่มครุ่นคิด

               ชาติที่แล้วข่าวจากชายแดนถูกส่งมาถึงเมืองหลวงในวันนี้ แต่จะมาถึงเวลาใดนั้นฉู่อวี๋ไม่อาจรู้ได้ ยามนี้สถานการณ์ตรงชายแดนคับขัน ตระกูลเว่ยเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในการออกหน้าทำศึก นางหาเหตุผลที่จะขัดขวางไม่ให้คนตระกูลเว่ยออกรบไม่ได้เลย ถ้าเป็นเว่ยจวิ้น อาจลองใช้ข้ออ้างว่าเพิ่งเข้าพิธีวิวาห์รั้งตัวเขาได้อยู่ แต่ไม่อาจหาเหตุผลให้คนอื่นได้

               ถ้าเช่นนั้นสิ่งที่ทำได้อย่างเดียวก็คือป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่จะทำให้พวกเขาพ่ายทัพ

               ตอนนั้นนางได้ยินว่าเว่ยจงไล่ตามกองทัพที่แตกพ่ายแล้วตกเข้าสู่หลุมพรางของศัตรู ถ้าครั้งนี้ตระกูลเว่ยทำเพียงป้องกันเมืองเอาไว้โดยไม่ไล่ตามข้าศึกไปก็คงไม่เกิดเหตุการณ์ร้ายเช่นนั้นขึ้น

               ฉู่อวี๋ครุ่นคิดพลางฟังเสียงดนตรีด้านนอกที่บรรเลงอยู่นานก่อนที่เกี้ยวเจ้าสาวจะหยุดลง

               เพียงครู่เดียวนางก็พบว่าประตูด้านหน้าของเกี้ยวถูกคนเตะออกอย่างแรง

               ท่ามกลางเสียงหัวเราะอันครึกครื้น ชายผ้าต่วนสีแดงถูกยื่นเข้ามาอีกหน ครั้งนี้เว่ยจวิ้นมิได้พูดตะกุกตะกักอีกแล้ว เขาพูดด้วยน้ำเสียงเจือหัวเราะว่า “แม่นางฉู่ ข้าจะพาเจ้าเข้าบ้าน”

               ฉู่อวี๋จับชายผ้าแล้วก้มมองปลายเท้าก่อนจะเดินตามเว่ยจวิ้นที่นำทางอยู่ด้านหน้า นางเดินตามเขาอย่างมั่นคง เว่ยจวิ้นเอ่ยเตือนนางอย่างใส่ใจว่าควรก้าวตรงไหน ควรหยุดจังหวะใด คนในจวนตระกูลเว่ยต่างพากันกระซิบกระซาบ ถึงเสียงจะเบาแต่นางก็ยังได้ยินชัด

               มีเสียงชายหนุ่มจับกลุ่มคุยกันอย่างตื่นเต้น “ได้ยินว่าอาซ้อมีรูปโฉมงดงามมาก”

               “เสี่ยวชีเล่าว่านางสวยมาก”

               “จะเทียบกับหญิงงามอันดับหนึ่งอย่างฉู่จิ่นได้หรือไม่”

               “เสี่ยวชีเป็นคนตาสูง ถ้าบอกว่าสวยก็จะต้องสวยกว่าฉู่จิ่นเป็นแน่!”

               ฉู่อวี๋ฟังคำพูดที่ตรงไปตรงมาของพี่น้องตระกูลเว่ยแล้วอดยิ้มไม่ได้ เว่ยจวิ้นได้ยินเข้าก็เก้อเขินจนใบหน้าแดงก่ำ เขารู้ว่าฉู่อวี๋เป็นผู้ฝึกวรยุทธ นางต้องได้ยินแน่นอน ดังนั้นเมื่อประคองฉู่อวี๋ข้ามอ่างไฟแล้วเขาจึงถือโอกาสกระซิบข้างหูนาง

               “อย่าโมโหนะ อีกสักครู่ข้าจะจัดการพวกน้องๆ เอง”

               ฉู่อวี๋ฟังแล้วก็อดหัวเราะไม่ได้ “ไม่เป็นไรหรอก ข้าชอบที่พวกเขาเป็นอย่างนี้”

               เว่ยจวิ้นได้ยินเสียงเพียงของฉู่อวี๋ แม้ไม่เห็นใบหน้าอีกฝ่ายแต่เขาก็ยังแอบคิดว่าภรรยาของตนจะต้องงดงามอย่างแน่นอน

               เมื่อคิดเช่นนี้เขาจึงรีบนำทางฉู่อวี๋ไปจนถึงห้องโถงใหญ่

               ทั้งสองคำนับฟ้าดินตามการจัดการของขุนนางพิธีการ ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่น สร้างความยินดีให้กับฉู่อวี๋ นางเริ่มคาดหวังกับการใช้ชีวิตในตระกูลเว่ยขึ้นมาไม่น้อย นางรู้สึกสงบนิ่ง ความยินดีปรีดาค่อยๆ แผ่กระจายออกมาจากร่างของหญิงสาว

               นางไม่ได้แต่งงานกับกู้ฉู่เซิง สิ่งที่เคยเกิดขึ้นในชาติก่อนจะไม่มีวันซ้ำรอยเดิม

               นางยืนอยู่ตรงหน้าเว่ยจวิ้น ในใจนึกอยากเปิดผ้าคลุมเพื่อมองชายหนุ่มตรงหน้าให้ชัดๆ ดูเหมือนว่าเว่ยจวิ้นจะสูงกว่านางประมาณครึ่งศีรษะ หญิงสาวรับรู้ได้ว่าเขาเป็นชายหนุ่มที่สุภาพเรียบร้อยคนหนึ่ง

               ฉู่อวี๋ยืนนิ่งๆ รอให้คนมาประคองนางกลับไปยืนกลางห้อง คุณชายรองเว่ยซู่ก้าวขึ้นมาด้านหน้า พลางออกปากล้อว่า “พี่ใหญ่ รีบเข้าไปเปิดผ้าคลุมหน้าเถอะ อย่าเอาแต่ดื่มสุราสิ”

               “ใช่ๆ” คนอื่นๆ ต่างร้องรับกันอย่างพร้อมเพรียง “พี่ใหญ่ไปเปิดผ้าคลุมหน้าเถอะ! พวกเราไม่ให้พี่ดื่มสุราแล้ว!”

               “ก็ได้ๆ” เว่ยจวิ้นที่กำลังหน้าแดงก่ำเอ่ยกับน้องๆ ที่อยู่รอบกาย “เช่นนั้นก็ทำตามประเพณี พวกเจ้าไปยืนตรงโน้นไป!” ว่าแล้วเขาก็กลัวว่าฉู่อวี๋อาจไม่พอใจ จึงหันกลับมากระซิบกับนาง “แม่นางฉู่ เจ้ากลับไปรอข้าที่ห้องก่อนเถอะ...”

               “ประเดี๋ยวท่านก็จะมาใช่ไหม?” ฉู่อวี๋เอ่ยถามอย่างแผ่วเบา เสียงของนางอ่อนหวานและใสกังวาน เว่ยจวิ้นฟังแล้วใจอ่อนยวบ ตอบกลับไปว่า “ใช่... ไม่นานหรอก”

               “ถ้าอย่างนั้นท่านต้องรับปากข้านะ” น้ำเสียงของฉู่อวี๋หนักแน่น “ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ท่านต้องรีบกลับมาหาข้าที่ห้องก่อน” พูดแล้วฉู่อวี๋พลันรู้สึกตัวว่าสิ่งที่ตนพูดนั้นฟังดูพิลึกไม่น้อย จึงเสริมขึ้นอีกประโยค “กลับมาเปิดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาว”

               คราแรกเว่ยจวิ้นฟังแล้วงง ต่อมาก็เข้าใจว่าฉู่อวี๋คงไม่ชอบให้มีผ้าปิดหน้าอยู่เช่นนี้ เขาจึงรีบเอ่ยขึ้นว่า “ถ้าเจ้าไม่ชอบผ้าคลุมหน้า พอไม่มีใครอยู่ก็ดึงมันออกเถอะ ตระกูลเว่ยเราไม่เคร่งกฎระเบียบมากนักหรอก” เว่ยจวิ้นยังเกรงว่าฉู่อวี๋จะเข้าใจว่าเขาจะอยู่ข้างนอกนาน จึงกล่าวเสริม “แต่อย่างไรข้าก็จะรีบกลับห้อง”

               ฉู่อวี๋พยักหน้า ปล่อยให้คนประคองกลับห้อง ส่วนเว่ยจวิ้นหมุนตัวกลับไปต้อนรับแขกเหรื่อ

 

               ฉู่อวี๋นั่งอยู่บนเตียงภายในห้องหออย่างสงบเสงี่ยม

               นางไม่ชอบให้มีผ้าคลุมหน้าก็จริง แต่นางชอบตระกูลเว่ย เว่ยจวิ้นให้ความสำคัญกับนาง หญิงสาวจึงยินดีทำในสิ่งที่ตนเองทำได้เพื่อตอบแทนเว่ยจวิ้น

               ยามที่นั่งอยู่บนเตียง ฉู่อวี๋เริ่มรู้สึกเบื่อหน่าย นางจึงเริ่มคิดไปสารพัด

               นางไม่ใช่คนเจ้าคิดเจ้าแค้น ในเมื่อเรื่องที่เกิดขึ้นในชาติก่อนไม่ได้เกิดขึ้นในชาตินี้ นางก็จะไม่เอามาคิดให้เป็นทุกข์ อีกอย่างกู้ฉู่เซิงก็จากเมืองหลวงไปแล้ว นางเองก็แต่งเข้าตระกูลเว่ย ยามนี้อดีตของกู้ฉู่เซิงและฉู่จิ่นไม่ใช่เรื่องสำคัญ เรื่องสำคัญที่สุดก็คือการมีชีวิตอยู่กับอนาคต

               จากที่เห็นวันนี้คนตระกูลเว่ยเข้ากับคนอื่นได้ง่ายอย่างที่นางเคยได้ยินมา วันเวลาของนางในตระกูลเว่ยคงไม่ยากลำบากสักเท่าไร อีกสักครู่หากเว่ยจวิ้นกลับมา นางจะลองใช้ข้ออ้างว่านี่เป็น ‘คืนวิวาห์’ เพื่อรั้งตัวเขาเอาไว้ ถ้ารั้งไว้ไม่สำเร็จนางจะลองขอติดตามเว่ยจวิ้นออกไปแนวหน้า และแม้ว่านางจะไปไม่ได้นางก็จะบอกพวกเขาไม่ให้ไล่ตามฝ่ายศัตรูไป ถ้าเช่นนั้นก็ไม่น่าจะเกิดเรื่องอะไรแล้ว

               ถ้าตระกูลเว่ยนำชัยชนะกลับมาได้ นางกับเว่ยจวิ้นจะได้มีเวลาใช้ชีวิตร่วมกัน นางล่วงรู้การเปลี่ยนแปลงในราชสำนักในอีกสิบสองปีข้างหน้า ดังนั้นนางสามารถช่วยรักษาตระกูลเว่ยให้คงอยู่ต่อไปได้

               เมื่อตระกูลเว่ยไม่เป็นอะไร เว่ยอวิ้นก็คงไม่ต้องกลายเป็นเทพสังหารอย่างที่นางเคยรู้จักในชาติก่อน เด็กหนุ่มที่นางพบในวันนี้ยังคงเป็นเด็กหนุ่มที่ร่าเริงสดใสตามวัย ต่อไปเขาคงเติบใหญ่เป็นแม่ทัพผู้งามสง่าเช่นเดียวกับบรรดาพี่ชายของเขา

               ฉู่อวี๋คิดไปไกล

               หลังจากรออยู่นาน สาวใช้ข้างกายเห็นว่านางไม่ขยับตัวจึงเข้ามาสอบถาม “ฮูหยินน้อย ท่านอยากจะกินของว่างบ้างไหมเจ้าคะ”

               “ไม่ต้องหรอก...” ฉู่อวี๋เอ่ยขึ้น เวลานี้เองนางก็ได้ยินเสียงม้าศึกส่งเสียงร้องอยู่ไกลๆ มีเสียงฝีเท้าสับสน ฉู่อวี๋รู้สึกหนักใจขึ้นมาทันที นางลุกขึ้นแล้วเดินออกไปนอกห้องทันที

               สาวใช้ตกใจกับการกระทำของนาง จึงรีบเข้ามาห้ามเอาไว้อย่างลนลาน “ฮูหยินน้อย ท่านจะไปไหนเจ้าคะ”

               ฉู่อวี๋ไม่กล้าแสดงออกให้มากนัก เพราะหากคนอื่นรู้ว่านางสามารถล่วงรู้เหตุการณ์ในอนาคตได้ พวกเขาอาจจะหาว่านางเป็นปีศาจแล้วหาทางกำจัดนางโดยการเผาทั้งเป็นก็ได้ หญิงสาวสะกดความร้อนรุ่มในใจลง นิ่วหน้าพลางตอบว่า “ข้าได้ยินเสียงม้าศึกด้านนอก เกรงว่าจะเกิดเรื่อง จึงอยากจะไปดูสักหน่อย”

               “ฮูหยินน้อยไม่ต้องกังวลไปหรอกเจ้าค่ะ” สาวใช้ยิ้ม “ซื่อจื่อจะต้องจัดการทุกอย่างได้ ฮูหยินน้อยรออยู่ในนี้เถอะเจ้าค่ะ”

               มาแล้ว...

               สิ่งที่นางหวาดกลัวที่สุดมาถึงแล้วสินะ!

               “ข้ารู้สึกเป็นห่วง” ฉู่อวี๋ผลักสาวใช้แล้วเดินออกไปด้านนอก นางทำหน้าตึง “ข้าต้องออกไปดูด้วยตัวเอง”

               สาวใช้ถูกผลักออกไปด้านข้าง ฉู่อวี๋เปิดประตูแล้วก้าวออกไปนอกห้องอย่างร้อนรน นางไม่รู้ถึงแผนผังของจวนตระกูลเว่ยจึงได้แต่เดินไปตามทิศทางที่มีเสียงอึกทึกที่สุด

               ยามนี้เสียงฝีเท้าด้านนอกสับสนปนเป ผู้คนก็มีมาก สาวใช้วิ่งตามฉู่อวี๋ไปด้วยความร้อนใจอย่างที่สุด นางคิดจะดึงตัวฉู่อวี๋เอาไว้ “ฮูหยินน้อย! ฮูหยินน้อย ท่านยังไม่ได้เปิดผ้าคลุมหน้า ท่าน...”

               ยังไม่ทันพูดจบ ก็มีเสียงฝีเท้าที่ก้าวอย่างรีบเร่งมาทางนี้ จากนั้นร่างของเว่ยอวิ้นก็ปรากฏตรงมุมทางเดิน

               เขาสวมเสื้อเกราะพร้อมรบ ดวงตาที่ยังเยาว์วัยคู่นั้นเต็มไปด้วยความดุดันเคร่งขรึม

               ฉู่อวี๋ชะงักนิ่ง กำมือแน่น ปัดผ้าคลุมหน้าขึ้นแล้วจ้องเขา

               เว่ยอวิ้นเห็นหญิงสาวในชุดวิวาห์และสวมมงกุฎหงส์ เมื่อสบตากับอีกฝ่าย เขาก็คุกเข่าลงข้างหนึ่ง ทำความเคารพนางในแบบทหาร จากนั้นก็ใช้มือทั้งสองประคองป้ายหยกมอบให้นาง พร้อมเอ่ยขึ้นว่า

               “มีรายงานเร่งด่วนจากแนวหน้า ทำให้ซื่อจื่อต้องออกรบในทันที เขาให้ข้านำหยกชิ้นนี้มามอบกับฮูหยินน้อย ให้บอกกับฮูหยินน้อยว่าเขาจะรีบกลับมาพร้อมชัยชนะ ขอฮูหยินน้อยอย่าได้เป็นห่วง”

               เมื่อได้ยิน ฉู่อวี๋ก็มองป้ายหยกที่เว่ยอวิ้นประคองเอาไว้ ป้ายหยกชิ้นนั้นถูกลูบคลำจนเงางาม เห็นได้ชัดว่าเป็นหยกที่ใช้ติดตัวเป็นประจำ

ฮูหยินน้อย(ตัวอย่างทดลองอ่าน)

               นางกุมป้ายหยกเอาไว้ ปรายตามองไปด้านนอก “เว่ยจวิ้นอยู่ที่ไหน?”

               “พี่ใหญ่ออกเดินทางแล้ว”

               เสียงของเว่ยอวิ้นเบาลงราวกับรู้ว่าการออกรบในวันวิวาห์เป็นเรื่องที่ทำร้ายจิตใจฝ่ายหญิงอย่างใหญ่หลวง เขานิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งเพื่อสรรหาคำปลอบใจ แต่ฉู่อวี๋กลับหมุนตัวแล้ววิ่งออกไปด้านนอกทันที!

               นางวิ่งเร็วจนเห็นชุดวิวาห์สีแดงสะบัดไปตามแรงลม เว่ยอวิ้นตะลึง หลังจากตั้งสติได้เขาก็รีบวิ่งไล่ตามฉู่อวี๋พร้อมกับร้องเรียกอย่างร้อนใจ “อาซ้อ!”

               ฉู่อวี๋ไม่พูดอะไร นางวิ่งไปจนถึงหน้าประตูใหญ่ คว้าตัวนายทหารที่กำลังขึ้นม้าลงมาแล้วแย่งม้าขี่ออกไป

               คนตระกูลเว่ยได้แต่มองตาค้าง จนกระทั่งเห็นเว่ยอวิ้นวิ่งตามออกมา และเลียนแบบฉู่อวี๋ด้วยการแย่งม้าแล้วขี่ไล่ตามนางไป พวกเขาจึงค่อยตั้งสติกันได้

               “นั่นฮูหยินน้อยนี่”

               “ใช่ฮูหยินน้อยจริงๆ ด้วย!”

               ในขณะที่ทุกคนกำลังตื่นตระหนก ฉู่อวี๋กลับเยือกเย็นยิ่ง

               สายลมในเดือนเก้าเริ่มมีความหนาวเย็น นางเร่งม้าให้ทะยานไปข้างหน้าสุดฝีเท้า สายลมเย็นกรีดใบหน้าของนางจนรู้สึกเจ็บแสบไปหมด เว่ยอวิ้นควบม้าตามมาติดๆ เขาคิดไม่ถึงว่าอาซ้อคนนี้จะขี่ม้าได้ยอดเยี่ยมนัก เขาส่งเสียงเรียกนางอย่างยากลำบาก

               “อาซ้อ! อย่าไล่ตามไปเลย ถึงตามทันก็ไม่มีประโยชน์! พี่ใหญ่ต้องกลับมาแน่ท่านวางใจเถอะ!”

               ฉู่อวี๋ไม่ตอบ นางรู้เส้นทางออกนอกเมืองเป็นอย่างดี ถ้าจะยกทัพไปชายแดนเหนือจะต้องไปทางประตูทิศเหนือ นางขี่ม้าอ้อมมาจนมองเห็นขบวนทัพที่ออกเดินทางอย่างรีบร้อน นางหนีบต้นขากับสีข้างม้าไว้แน่นแล้วทะยานไปหาขบวนทัพที่อยู่ด้านหน้า

               เว่ยอวิ้นตกใจจนแทบเสียสติ เขาคิดว่าถ้าเกิดเหตุไม่คาดฝันกับฉู่อวี๋ขึ้น เขาจะมีหน้าไปบอกบิดากับพี่ใหญ่อย่างไร เขากัดฟันไล่ตามฉู่อวี๋ไป เห็นนางขี่ม้าไล่ตามไปจนถึงถนนหลวง การกระทำของนางทำให้ขบวนทัพทั้งหมดต้องหยุดชะงัก

               เมื่อคนตระกูลเว่ยเห็นหญิงสาวในชุดวิวาห์ปรากฏตัวขึ้นที่ด้านหน้าขบวนทัพอย่างไม่คาดฝันก็ตะลึงพรึงเพริดไปตามๆ กัน จากนั้นพวกเขาก็เห็นเว่ยอวิ้นขี่ม้าตามหลังมา เว่ยจงบังคับม้าให้เดินออกมาข้างหน้าแล้วถามขึ้นอย่างไม่เชื่อสายตาว่า “เสี่ยวชี นี่คือ...”

               “คารวะท่านพ่อ” ฉู่อวี๋ทำความเคารพเว่ยจง จากนั้นก็เอ่ยอย่างนอบน้อมว่า “ลูกเสียมารยาทแล้ว”

               หลังจากได้ยินคำกล่าวของนางแล้ว กองทัพตระกูลเว่ยถึงกับมีสีหน้าหลากหลายอารมณ์

               เมื่อเห็นหญิงสาวในชุดวิวาห์และเว่ยอวิ้นที่ตามหลังมาติดๆ พวกเขาก็พอจะคาดเดาถึงต้นสายปลายเหตุได้ แต่พวกเขาคิดไม่ถึงว่าคนที่มาจะเป็นเจ้าสาวหมาดๆ อย่างฉู่อวี๋!

               ส่วนเว่ยจวิ้นที่ยืนอยู่ด้านหลังเว่ยจงถึงกับนิ่งงันและทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ เขาเห็นฉู่อวี๋หันมาทางตน ทันใดนั้นสายฝนเม็ดละเอียดก็ค่อยๆ โปรยลงมาจากฟากฟ้า ทำให้แขนเสื้อสีแดงที่อยู่เหนือมือบอบบางที่กำลังกำบังเหียนของฉู่อวี๋มีหยดน้ำที่คละเคล้ากับละอองฝุ่นติดอยู่

               นางเชิดหน้าเล็กน้อย แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงดังก้องกังวาน “เว่ยจวิ้น สามีของข้าอยู่ไหน?”

               ทหารของกองทัพตระกูลเว่ยต่างพากันหลบตาวูบ ก้มหน้าลงอย่างพร้อมเพรียงกัน มีเพียงเว่ยจวิ้นที่บากหน้าบังคับม้าให้เดินออกจากแถว และเอ่ยขึ้นมาอย่างยากลำบากว่า “ข้า... อยู่นี่”

               เมื่อเห็นเว่ยจวิ้นก้าวออกมา ทุกคนต่างก็มีสีหน้ากระอักกระอ่วนใจ เพราะการที่มีภรรยาไล่ตามมาแบบนี้ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม มันก็ไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีนัก

               ฉู่อวี๋มองเว่ยจวิ้น ชายหนุ่มตรงหน้าแกร่งกร้าวงามสง่า เป็นเช่นที่นางคิดเอาไว้ไม่มีผิด เขามีกลิ่นอายของคุณชายตระกูลสูง สุขุม และทรงคุณธรรม ดูคล้ายผู้ทรงภูมิมากกว่าจะเป็นนักรบ แม้จะเทียบไม่ได้กับความคมคายของเว่ยอวิ้นในชาติที่แล้ว แต่ความเรียบง่ายสบายตาของเขากลับทำให้ฉู่อวี๋ชื่นชมมากกว่า

               มิใช่บุรุษรูปงามหรอกหรือที่ทำให้ชาติที่แล้วของนางต้องอาภัพ?

               นางมองเขาเงียบๆ จับบังเหียนคุมม้าแล้วเอ่ยว่า “ท่านพี่ จำได้หรือไม่ว่ารับปากอะไรไว้” เว่ยจวิ้นไม่ตอบ ฉู่อวี๋บังคับม้ามาหยุดเบื้องหน้าเขาแล้วโน้มตัวลงเล็กน้อย “ท่านรับปากแล้วว่าจะกลับมาเปิดผ้าคลุมหน้า”

               คนที่ได้ยินรอบด้านต่างพากันตะลึงงัน มือของเว่ยจวิ้นสั่นน้อยๆ เขามองหญิงสาวที่มีความร้อนแรงประดุจเปลวเพลิง รู้สึกเหมือนหัวใจถูกอะไรบางอย่างชนเข้าอย่างแรง

               ทั้งๆ ที่เป็นการแต่งงานตามพิธีการ เป็นการแต่งเพื่อหน้าที่ แต่ชั่วพริบตานั้นหัวใจเขากลับหวั่นไหวขึ้นมาไม่น้อย

               เขายกมือ เลิกผ้าคลุมหน้าของฉู่อวี๋อย่างระมัดระวัง

               ฉู่อวี๋หลุบตาลง ในขณะที่แสงสว่างค่อยๆ เคลื่อนเข้ามาใต้ผ้าคลุมหน้า นางก็ช้อนตามองเขา ดวงตาคู่นั้นของนางกระจ่างใสน่ามองยิ่งนัก มันมาพร้อมกับรอยยิ้มสดใสน่าประทับใจ

               “ท่านพี่” นางเอ่ยขึ้นเบาๆ “ชั่วชีวิตของข้านับจากนี้ไปเป็นของท่านพี่แล้วนะเจ้าคะ” เว่ยจวิ้นไม่ได้พูดอะไรสักคำ เขาได้แต่ยืนใจเต้นตูมตามไม่เป็นจังหวะอยู่อย่างนั้น ฉู่อวี๋ยืดตัวตรงแล้วเอ่ยเสียงราบเรียบ

               “เพราะอย่างนั้นข้าเลยจะขอติดตามท่านพี่ไปรบด้วยเจ้าค่ะ”

               “ไม่ได้!” เว่ยจงได้ยินถึงกับสะดุ้ง รีบขัดขึ้นทันที บรรยากาศอ่อนหวานรอบด้านแตกโพละ! “ตระกูลเว่ยของเราไม่มีวันให้สตรีก้าวเข้าสู่สนามรบ!”

               ตระกูลเว่ยมีสะใภ้ที่มาจากตระกูลแม่ทัพอยู่ไม่น้อย แต่ไม่เคยได้ยินว่ามีคนไหนขอติดตามสามีออกรบ

               ฉู่อวี๋ยังคิดโต้แย้ง “ท่านพ่อ ข้าฝึกวรยุทธมาตั้งแต่เล็ก เคยติดตามบิดาออกรบมาก่อน...”

               “นั่นมันตระกูลฉู่!” เว่ยจงขมวดคิ้ว เขานิ่งคิดแล้วทอดเสียงอ่อนลง “สะใภ้ใหญ่ ความคิดอยากปกป้องสามีของเจ้าพ่อเข้าใจดี แต่ผู้ชายก็มีสนามรบของผู้ชาย ผู้หญิงก็มีงานในบ้านของผู้หญิง ถ้าเจ้าคิดอยากจะทำอะไรเพื่อจวิ้นเอ๋อ ก็กลับไปช่วยท่านแม่จัดการเรื่องต่างๆ ภายในจวนแล้วรอจวิ้นเอ๋อกลับบ้านเถอะ”

               เว่ยจงให้ความสำคัญกับการเป็นช้างเท้าหน้าของผู้ชายมาก เรื่องนี้ฉู่อวี๋ก็เคยได้ยินมาก่อนหน้านี้แล้ว นางมองสบสายตากับเหล่านักรบที่อยู่รอบด้าน แม้แต่เว่ยจวิ้นก็คงไม่เห็นด้วย

               สำหรับผลลัพธ์เช่นนี้นางเตรียมใจไว้แล้ว ที่เอ่ยขึ้นมาก็แค่ลองหยั่งเชิงดู หญิงสาวสูดหายใจลึกๆ แล้วปรายตามองเว่ยจวิ้น “ถ้าเช่นนั้นก็ได้ ข้าจะรอท่านพี่กลับมาเจ้าค่ะ”

               “วางใจเถอะ...” เว่ยจวิ้นซาบซึ้งใจจนทำให้เสียงที่เอ่ยออกมานั้นแหบพร่าอยู่หลายส่วน เขารู้ว่าสนามรบมีอันตรายมากเพียงใด ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยรู้สึก แต่พอมีภรรยารออยู่ที่บ้านก็เริ่มรู้สึกขึ้นมาบ้างแล้ว “ข้าจะต้องกลับมาอย่างปลอดภัย”

               “เจ้าค่ะ” ฉู่อวี๋พยักหน้ามองเขานิ่งๆ “ท่านต้องจำไว้ว่าข้ารอท่านอยู่ที่บ้าน ภารกิจของท่านพี่คือต้องดูแลตัวเองให้ดี การรบครั้งนี้ ‘ให้ใช้การตั้งรับเป็นหลัก’ อย่าได้ไล่ตามทหารที่แตกพ่าย”

               เว่ยจวิ้นตะลึง เขาไม่เข้าใจสิ่งที่นางพูด ฉู่อวี๋จ้องหน้าเขาแล้วเอ่ยย้ำอีกครั้ง “รับปากข้า ไม่ว่าครั้งนี้จะเป็นอย่างไร กองทัพตระกูลเว่ยจะไม่รุกไล่กองทหารที่แตกพ่ายของศัตรู”

               “ท่านพ่อไม่มีทางกระทำการที่วู่วามเช่นนั้น” เว่ยจวิ้นตั้งสติได้ก็เอ่ยยิ้มๆ “เจ้าไม่ต้องเป็นห่วง”

               “สาบานนะเจ้าคะ” ฉู่อวี๋คว้าแขนเสื้อเขาไว้พร้อมกับเค้นเอาคำตอบจากเขา “ถ้าศึกครั้งนี้ท่านพ่อไล่ตามทัพศัตรูไป ท่านจะต้องขัดขวางเขาให้ได้”

               เว่ยจวิ้นอ่อนใจ เขาคิดว่าฉู่อวี๋คงจะเป็นห่วงมากเกินไป จึงยกมือเอ่ยว่า “ได้ ข้าสาบานว่าจะไม่ให้ท่านพ่อไล่ทัพศัตรูที่แตกพ่ายไปแน่”

               ฉู่อวี๋ได้ยินแล้วก็วางใจ นางปล่อยแขนเสื้อของเว่ยจวิ้น แล้วพูดยิ้มๆ ว่า “ข้าจะรอท่านกลับมา” จากนั้นฉู่อวี๋ก็เปิดทาง เอ่ยกับพ่อสามีว่า “ท่านพ่อ... ข้ารบกวนท่านแล้ว”

               เว่ยจงมีสีหน้าอ่อนโยนลงหลายส่วน พอรู้ว่าลูกสะใภ้ที่เพิ่งแต่งเข้าบ้านคนนี้มีใจเป็นห่วงเป็นใยลูกชายเขาก็พอใจยิ่งนัก จากนั้นก็หันไปพยักหน้าให้เว่ยอวิ้น “เสี่ยวชี ส่งอาซ้อกลับจวน”

               เขาพูดจบก็ไม่รอให้เว่ยอวิ้นรับคำ สั่งให้ทุกคนออกเดินทางทันที

               ฉู่อวี๋มองเว่ยจวิ้นที่เคลื่อนห่างออกไป เขายังคงสวมใส่ชุดวิวาห์จึงดูสะดุดตาที่สุดในกองทัพ เว่ยอวิ้นหยุดยืนเป็นเพื่อนนาง หลังจากมองส่งทัพตระกูลเว่ยจากไปไกลแล้วจึงเอ่ยว่า “อาซ้อ กลับเถอะ”

               ครั้งนี้น้ำเสียงของเขาไม่มีแววยั่วเย้าอีกแล้ว แต่กลับเต็มไปด้วยความเคารพเลื่อมใส

               ฉู่อวี๋หันกลับมามอง เมื่อเห็นสายตาที่กระจ่างสดใสของเว่ยอวิ้นแล้วก็ตอบเสียงเรียบ “เจ้าไปกับพวกเขาเถอะ ข้าไม่จำเป็นต้องให้ใครไปส่ง”

               “อาซ้อ...”

               “กว่าจะไปจะมา กว่าจะไล่ตามพวกเขาทันก็เสียเวลาไปมาก ไปถึงแนวหน้าก็ยังต้องใช้กำลังอีกไม่น้อย อย่าทำเรื่องที่เสียแรงเปล่าด้วยการวิ่งไปวิ่งมาเพื่อส่งข้าเลย”

               เว่ยอวิ้นลังเล ฉู่อวี๋มองไปยังทิศที่เว่ยจวิ้นจากไป

               สิ่งที่นางพอจะทำได้นางล้วนทำไปหมดแล้ว เว่ยจวิ้นรับปากว่าจะไม่ไล่ทหารที่แตกพ่าย ในเมื่อเขารับปากแล้วก็ไม่น่าจะมีอะไร... แต่ไม่รู้ว่าทำไมใจของนางจึงยังรู้สึกกังวล แม้จะพบหน้ากันในช่วงเวลาสั้นๆ เพียงครั้งเดียวแต่นางก็พอใจในตัวเว่ยจวิ้นอย่างยิ่ง ถึงจะไม่ได้เป็นสามีภรรยากับเขา แต่ถ้าได้คบเป็นสหายก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีนัก

               นางหันกลับมามองเว่ยอวิ้น ชาติก่อนเว่ยอวิ้นมีชีวิตรอดกลับมาเพียงลำพัง ดังนั้นเขาย่อมมีวิธีของเขา นางมองหน้าอีกฝ่าย พร้อมกับเอ่ยเสียงหนักแน่น “เว่ยอวิ้น รับปากข้าสักเรื่อง”

               “อาซ้อเชิญกล่าว” เว่ยอวิ้นเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังของฉู่อวี๋ จึงรับปากทันทีโดยไม่ถามว่าต้องการให้เขาทำอะไร

               ฉู่อวี๋เอ่ยด้วยน้ำเสียงขอร้อง “คุ้มครองพี่ชายของเจ้าให้ดี พาเขากลับบ้านอย่างปลอดภัยพร้อมกับเจ้าด้วย” ถ้าเกิดอะไรขึ้นมาจริงๆ อย่างน้อยจะได้ไม่เหลือแค่เด็กหนุ่มอายุสิบสี่ที่ต้องกลับมาฝ่ามรสุมที่จะเกิดขึ้นในภายภาคหน้าเพียงลำพัง

จงจำไว้ให้ดี(ตัวอย่างทดลองอ่าน)

               เมื่อฟังถึงตรงนี้เว่ยอวิ้นก็ตะลึงงันก่อนจะยิ้มให้

               “อาซ้อโปรดวางใจ” เขาตอบอย่างภาคภูมิใจ “พี่ใหญ่อาจดูเหมือนคุณชายที่สุภาพเรียบร้อยคนหนึ่ง แต่ความจริงแล้วพี่ชายของข้าเก่งมากเลยนะ” ฉู่อวี๋ยังคิดจะพูดอะไรบางอย่างแต่เว่ยอวิ้นชิงพูดเสียก่อน “แต่อย่างไรก็ตามข้าจะต้องปกป้องพี่ใหญ่ในสนามรบให้สมกับที่รับปากท่าน ถ้าเส้นผมของเขาหลุดแม้แต่เส้นเดียว ข้าจะถือหัวตัวเองกลับมามอบให้ท่านเลย!” เว่ยอวิ้นตบหน้าอกรับรองอย่างมั่นใจ เห็นได้ว่ามีความเชื่อมั่นในตัวพี่ชายมากเพียงใด

               ฉู่อวี๋อยากจะหัวเราะออกมา แต่ไม่ว่าอย่างไรนางก็ยังรู้สึกกังวลใจไม่หาย นางหยุดคิดก่อนเอ่ยว่า “ไปเถอะ แต่จงจำไว้ให้ดี” นางทำหน้าเคร่งแล้วเอ่ยต่อ “ครั้งนี้ตระกูลเว่ยจะต้องรักษาเมืองเอาไว้เป็นหลัก อย่าได้รุกไล่ทหารฝ่ายศัตรูเป็นอันขาด”

               เว่ยอวิ้นพยักหน้าอย่างงุนงง หลังจากเขาขี่ม้าห่างออกไปหลายก้าว จู่ๆ เขาก็หยุดชะงักแล้วหันกลับมามองฉู่อวี๋ “อาซ้อ ทำไมท่านถึงย้ำแต่เรื่องนี้นัก”

               เว่ยอวิ้นมีสัญชาตญาณที่เฉียบคม เว่ยจวิ้นอาจแค่คิดว่าฉู่อวี๋คงจะกังวลมากเกินไป แต่เขาคิดว่าไม่ใช่

               ฉู่อวี๋โกหกไม่เก่ง นางนิ่งเงียบไปชั่วขณะ ก่อนจะเอ่ยขึ้นช้าๆ “ข้าฝันร้าย... ในฝัน... ข้าเห็นพวกเจ้าไล่ตามทหารของศัตรูแล้วพ่ายอยู่ในหุบเขาไป๋ตี้ คนตระกูลเว่ยทั้งหมด... มีแต่เจ้าที่รอดกลับมาได้”

               ฟังแล้วเว่ยอวิ้นถึงกับหน้าเคร่ง ก่อนออกรบพูดจาเช่นนี้เท่ากับเป็นลางไม่ดี ไม่เป็นมงคล เขาควรจะเกิดโทสะแต่สีหน้าของหญิงสาวทำให้เขานิ่งขึง สีหน้าของนางมีแต่ความหมองเศร้าราวกับเรื่องราวทั้งหลายเกิดขึ้นมาแล้วจริงๆ ทำให้คำพูดที่คิดจะแย้งทั้งหมดติดอยู่ที่ริมฝีปาก เขาได้แต่ตอบอย่างฝืนๆ

               “ความฝันมักจะตรงข้ามกับความจริง ท่านอย่าคิดมากไปเลย” ว่าแล้วก็หมุนตัวควบม้าไล่ตามบิดาและพี่ชายไป

               เขาหันหน้ากลับมามองเป็นระยะๆ เห็นถนนที่ทอดตัวยาวไปจนสุดขอบฟ้า มีร่างของหญิงสาวในชุดวิวาห์สีแดงบนหลังม้า ตัดกับสีเหลืองอมน้ำตาลที่เป็นสัญลักษณ์เฉพาะในฤดูใบไม้ร่วง หญิงสาวบนหลังม้ายังคงปักหลักอยู่ที่เดิม

               ท่าทางของนางราวกับกำลังอำลา แต่ก็เหมือนกำลังรอคอย

               ใบหน้าเรียวผอม ดวงตาเรียวยาวดูสงบนิ่งและเฉยเมย

               ที่ผ่านมาเขาเคยเห็นหญิงสาวมานับไม่ถ้วน แต่ไม่เคยมีใครที่งดงามจนสร้างความหวั่นไหวไปจนถึงจิตวิญญาณ และไม่ว่าจะเห็นเมื่อใดก็สั่นสะเทือนไปถึงกลางหัวใจได้เหมือนสตรีนางนี้

               ฉู่อวี๋ยืนส่งจนกองทัพตระกูลเว่ยคนสุดท้ายจากไปแล้วจึงควบม้ากลับจวน

 

               จวนตระกูลเว่ย

               เมื่อพ่อบ้านเห็นนางกลับมาถึงจวนก็เอ่ยอย่างร้อนรนว่า “ฮูหยินน้อย ท่านกลับมาเสียที ฮูหยินใหญ่ให้ท่านไปหาขอรับ”

               “ขอโทษที่ทำให้วุ่นวาย” ฉู่อวี๋พยักหน้า พลางพลิกตัวลงจากหลังม้าจากนั้นก็เอ่ยกับพ่อบ้านว่า “รบกวนท่านไปบอกฮูหยินใหญ่ด้วยว่าข้าจะไปเดี๋ยวนี้”

               เดิมทีพ่อบ้านไม่พอใจในตัวฉู่อวี๋ เพราะไม่เคยเห็นเจ้าสาวที่ทำตัวนอกขนบธรรมเนียมเช่นนี้ แต่ท่าทีของฉู่อวี๋นั้นมีความจริงใจ ทำให้เขาเกิดความสบายใจขึ้นมาไม่น้อย จึงตอบกลับอย่างนอบน้อม “ฮูหยินน้อยโปรดวางใจ ท่านไปล้างหน้าล้างตาก่อนเถอะขอรับ”

               พูดจบพ่อบ้านก็ให้สาวใช้พาฉู่อวี๋กลับไปยังเรือน นางล้างหน้าล้างตาอย่างรวดเร็ว เปลี่ยนไปสวมชุดกระโปรงตัวยาวสีฟ้าสดใส แล้วเดินตามสาวใช้ไปยังเรือนของฮูหยินใหญ่

               ฮูหยินใหญ่ตระกูลเว่ยมีนามเดิมว่า ‘หลิ่วเสวี่ยหยาง’ นางเป็นภรรยาเอกของเว่ยจง เป็นมารดาแท้ๆ ของเว่ยจวิ้นและเว่ยอวิ้น

               กล่าวได้ว่าบุตรชายทั้งเจ็ดคนของตระกูลเว่ย บุตรชายสายตรงซึ่งถือกำเนิดจากฮูหยินใหญ่มีสองคน นั่นก็คือเว่ยซื่อจื่อผู้เป็นทายาทอันดับหนึ่งและคุณชายเจ็ดเว่ยอวิ้น

               อีกห้าคนที่เหลือคือ ‘คุณชายรองเว่ยซู่’ และ ‘คุณชายห้าเว่ยหย่า’ เป็นบุตรชายอันเกิดจาก ‘อนุเหลียง’ ภรรยาคนที่สอง ส่วน ‘คุณชายสามเว่ยฉิน’ ‘คุณชายสี่เว่ยฟง’ และ ‘คุณชายหกเว่ยหรง’ ต่างก็เป็นบุตรชายอันเกิดจาก ‘อนุหวัง’ ภรรยาคนที่สาม

               ฮูหยินใหญ่เป็นคุณหนูที่มาจากตระกูลบัณฑิต แต่เพราะสุขภาพไม่ค่อยดีจึงไม่ยุ่งกับกิจการภายในบ้าน ส่วนฮูหยินผู้เฒ่ามารดาของสามีนางก็ไม่สนใจกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ นางใส่ใจแต่เรื่องใหญ่ๆ ภายในบ้าน ดังนั้นหน้าที่ดูแลบ่าวไพร่และกิจการต่างๆ ภายในจวนจึงตกอยู่ในมือของอนุเหลียงภรรยาคนที่สอง

               ก่อนแต่งงานเข้าตระกูลเว่ย มารดาเคยเล่าเรื่องต่างๆ ในจวนตระกูลเว่ยให้นางทราบบ้างเล็กน้อย เมื่อกล่าวถึงฮูหยินใหญ่ มารดานางเอ่ยเพียงว่า “ฮูหยินผู้นี้มีนิสัยอ่อนแอ หูเบา ไม่เคยแสดงอารมณ์ใดๆ ออกมา เจ้าไม่ต้องใส่ใจนางมากนัก แต่อนุเหลียงที่ดูแลกิจการต่างๆ ภายในบ้านจะต้องคอยเอาใจให้ดี”

               ลูกสะใภ้ที่แต่งเข้าบ้านจะต้องเอาใจแม่สามี นี่เป็นหลักการของการอยู่อาศัยในครอบครัวใหญ่ มารดาของนางผ่านเรื่องราวเหล่านี้มาตลอดชีวิต สั่งสอนฉู่อวี๋เช่นนี้ไม่นับว่าผิด ทว่าตั้งแต่เล็ก ฉู่อวี๋เติบโตอยู่ข้างกายฉู่เจี้ยนชางจึงไม่ค่อยชื่นชอบวิธีของฉู่ฮูหยินสักเท่าไร

               หลิ่วเสวี่ยหยางเป็นแม่สามีของนาง เป็นฮูหยินใหญ่ที่ถูกต้องของตระกูลเว่ย ดังนั้นนางให้ความเคารพต่ออนุเหลียงอย่างไร ก็ต้องยิ่งให้ความเคารพต่อหลิ่วเสวี่ยหยางอย่างนั้น

               ยิ่งไปกว่านั้น ใครบอกว่าหลิ่วเสวี่ยหยางมีนิสัยอ่อนแอ

               ชาติที่แล้วหลังจากเว่ยอวิ้นถูกจับขังคุก เหล่าทหารบุกเข้ามาปิดจวนตระกูลเว่ย กระทำการหยามหมิ่นหญิงสาวทุกคนในครอบครัว คนที่ไปก็ไป คนที่หนีก็หนี อนุเหลียงหอบเงินหอบทองหนีไปจนไม่เห็นแม้แต่เงา มีเพียงสะใภ้รอง ภรรยาผู้ภักดีของเว่ยซู่คนเดียวเท่านั้นที่เลือกฆ่าตัวตายตามสามี ตบท้ายด้วยฮูหยินใหญ่ที่ใครๆ ต่างก็คิดว่าอ่อนแอ นางคว้ากระบี่ขึ้นมาไล่ฟาดฟันเหล่าทหารจนตัวตาย เรื่องนี้สะท้านสะเทือนไปถึงพระเนตรพระกรรณของฮ่องเต้

               แม้จะบอกว่าการเอาชีวิตเข้าแลกนั้นเป็นความโง่เขลา แต่สตรีอ่อนแอที่เกิดจากตระกูลบัณฑิตอย่างนาง สามารถหยิบกระบี่ขึ้นมาฆ่าคนได้ ใครเล่าจะกล้าว่านางอ่อนแออีก?

               ฉู่อวี๋มีความเลื่อมใสในตัวแม่สามีผู้นี้ยิ่งนัก หลังจากแต่งตัวเรียบร้อย นางจึงยืนรอให้สาวใช้เข้าไปรายงานอยู่หน้าห้องของหลิ่วเสวี่ยหยางอย่างสงบเสงี่ยม

               ผ่านไปอีกครู่หนึ่งสาวใช้ก็พาฉู่อวี๋เข้าไปในห้อง เมื่อเดินเข้ามาแล้วนางก็ทำความเคารพคนที่อยู่บนตั่งนอนอย่างสำรวมโดยไม่เงยหน้าขึ้น “ลูกคารวะท่านแม่เจ้าค่ะ”

               เสียงอ่อนระโหยดังขึ้น “ดูท่าแล้วก็เป็นคนรู้จักกฎระเบียบนี่นา แล้วเหตุใดจึงได้ทำเรื่องเหลวไหลออกไปได้”

               ฉู่อวี๋ไม่ตอบ มีคนช่วยประคองตัวหลิ่วเสวี่ยหยางให้ลุกขึ้นมา

               เมื่อนางเคลื่อนไหวก็มีเสียงไอดังขึ้นเบาๆ สาวใช้รีบส่งผ้าเช็ดหน้าให้อย่างรู้งาน หลิ่วเสวี่ยหยางไออยู่ครู่หนึ่งก็มองมายังฉู่อวี๋ เอ่ยอย่างอ่อนใจว่า “เกิดมาในตระกูลแม่ทัพก็มักมีเรื่องทำศึกสงครามอยู่เสมอ ข้ารู้ว่าเจ้าเพิ่งเข้าพิธีวิวาห์ก็ต้องมาเจอเรื่องสามีออกศึกย่อมรู้สึกไม่สบายใจ แต่นี่เป็นชะตาชีวิตของหญิงสาวตระกูลเว่ยอย่างเรา บุตรชายของตระกูลเว่ยทุกรุ่นก็ร่วมปกปักรักษาแผ่นดิน พวกเราเหล่าสตรีแม้ไม่อาจออกรบเพื่อตอบแทนคุณแผ่นดิน ได้แต่อยู่ในจวนรอให้สามีกลับมา แต่ก็ไม่ควรรั้งพวกเขาเอาไว้ ไม่ควรขัดขวางใดๆ ทั้งสิ้น เจ้ารู้หรือไม่”

               ฟังแล้วฉู่อวี๋เข้าใจทันที แม่สามีคนนี้คงคิดว่านางจะไปขัดขวางเว่ยจวิ้น ไม่ให้เขาไปสนามรบ ดังนั้นฉู่อวี๋จึงเอ่ยขึ้นว่า “ท่านแม่พูดได้ถูกต้อง ลูกเองก็คิดเช่นนี้ ลูกพอมีวรยุทธอยู่บ้างจึงคิดจะติดตามท่านพี่ออกรบเพื่อให้ความช่วยเหลือเขาอีกแรง”

               หลังจากฟังแล้วสีหน้าของหลิ่วเสวี่ยหยางก็ดูดีขึ้นกว่าเดิม นางถอนใจก่อนเอ่ยว่า “ข้าเข้าใจความคิดของเจ้าผิดไป แต่การทำศึกนั้นเป็นเรื่องของผู้ชาย ในฐานะของผู้หญิงจะต้องสร้างความมั่นคงให้กับเรือนฝ่ายใน ขยายกิ่งก้านสาขา”

               ว่าแล้วนางก็โบกมือครั้งหนึ่ง หญิงสาวที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับฉู่อวี๋ประคองกล่องใบหนึ่งมายื่นให้

               “นี่เป็นของรับขวัญ” หลิ่วเสวี่ยหยางใช้น้ำเสียงที่อ่อนโยนลงกว่าเดิม สายตาที่มองมายังฉู่อวี๋ก็อ่อนละมุนไม่น้อย “เจ้าเข้ามาอยู่กับตระกูลเว่ยของเราแล้ว ถ้าเจ้าปรนนิบัติเว่ยจวิ้นอย่างดี ข้าย่อมดูแลเจ้าดีเช่นกัน”

               “ท่านแม่โปรดวางใจ” ฉู่อวี๋เอ่ยขึ้น

               หลิ่วเสวี่ยหยางมองประเมินฉู่อวี๋ หญิงสาวหลุบตาปล่อยให้นางมองไปเรื่อยๆ จากนั้นก็ได้ยินเสียงเอ่ยขึ้นว่า “เจ้ากลับไปพักผ่อนเสียเถอะ”

               ฉู่อวี๋รับคำ ก่อนจะล่าถอยออกมาอย่างสำรวม

               หลังจากออกมาแล้ว นางก็มายืนอยู่กลางสวนตระกูลเว่ย ถอนใจยาวๆ และหยิบป้ายหยกในมือขึ้นมาพร้อมกับคิดถึงเว่ยจวิ้น                   ผู้ชายคนนี้เป็นคนดีสินะ

               ชีวิตในชาตินี้ของนางคงจะมีความสุขแล้ว... หญิงสาวยืนคิดอย่างเหม่อลอย

               ฉู่อวี๋นอนหลับในเรือนหอเพียงลำพัง

               เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อตื่นขึ้นมานางก็สั่งให้บ่าวรับใช้ทำความสะอาดเรือนพักจนเป็นระเบียบเรียบร้อย จากนั้นก็เรียกบ่าวรับใช้และคนที่เกี่ยวข้องกับเว่ยจวิ้นมาทำความรู้จัก

               ตระกูลเว่ยมีการอบรมลูกหลานในตระกูลอย่างเข้มงวด หนึ่งในนั้นก็คือก่อนมีครอบครัวไม่อาจยุ่งเกี่ยวกับสตรี ดังนั้นนอกจากสาวใช้คนใหม่ที่ส่งมารับใช้ฉู่อวี๋แล้วก็มีแต่บ่าวชายที่หน้าตาสะอาดเกลี้ยงเกลา

เจ้าชื่ออะไร?(ตัวอย่างทดลองอ่าน)

               คุณชายตระกูลเว่ยแต่ละคนจะมีบ่าวรับใช้ประจำตัวทั้งหมดสามคน คนหนึ่งมีวรยุทธ มีหน้าที่คอยประสานงานกับภายนอก อีกคนหนึ่งคอยดูแลงานต่างๆ ภายในเรือน และคนสุดท้ายเป็นบ่าวรับใช้คนสนิท ตอนนี้บ่าวรับใช้คนสนิทของเว่ยจวิ้นก็ติดตามเขาไปสนามรบด้วยเช่นกัน จึงเหลือคนที่ดูแลงานทั่วไปอย่าง ‘เว่ยเซี่ย’ และ ‘เว่ยชิว’ รวมถึงองครักษ์ประจำตัวที่ยังอยู่ในจวน

               ทั้งสองใช้เวลาตลอดทั้งเช้าพาฉู่อวี๋ไปทำความรู้จักกับผู้คนและเล่าเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับเว่ยจวิ้น ฉู่อวี๋จึงมีความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องภายในตระกูลเว่ยเพิ่มขึ้นประมาณหนึ่ง นางดูบัญชีทรัพย์สินของเว่ยจวิ้น แล้วถามเว่ยชิวว่า “เวลานี้ติดต่อคนที่ชายแดนเหนือได้หรือยัง ข้าอยากรู้เรื่องทางนั้นให้เร็วที่สุด”

               “ฮูหยินน้อยโปรดวางใจเถอะขอรับ ตระกูลเว่ยเลี้ยงพิราบสื่อสารเอาไว้เพื่อการนี้ สามารถรับข่าวจากชายแดนได้ในเวลาอันรวดเร็ว” เว่ยชิวเอ่ยขึ้นทันที

               เลี้ยงพิราบสื่อสารเอาไว้อย่างนั้นหรือ สมกับเป็นตระกูลแม่ทัพจริงๆ ฉู่อวี๋พยักหน้า นางหยุดคิดครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยว่า “ถ้าอย่างนั้นข้าจะเขียนจดหมายถึงเว่ยซื่อจื่อบ้างได้หรือไม่”

               “ย่อมได้ขอรับ ฮูหยินน้อยคิดจะเขียนอะไรหรือขอรับ” เว่ยชิวพูดไปหัวเราะไป

               ฉู่อวี๋ไม่ได้คิดมาก นางหยิบพู่กันและกระดาษมาเขียนเรื่องราวทั่วไปในชีวิตประจำวัน จากนั้นก็ถามเรื่องการศึก ความรู้สึกทั้งหลายต้องใช้เวลาบ่มเพาะ ฉู่อวี๋มีความชื่นชมในตัวเว่ยจวิ้น นางจึงมีความคิดที่จะบ่มเพาะความรักครั้งนี้อย่างกระตือรือร้น เพราะการที่นางได้เป็นภรรยาของเขานับว่าเป็นเรื่องโชคดีแล้ว นางสมควรต้องทำความรู้จักกับเขาให้มากขึ้น

               ฉู่อวี๋คิดมาตลอดว่าข้อดีของตัวเองก็คือการมีจิตใจที่เข้มแข็ง ในการฝึกฝนวรยุทธก็เช่นกัน นางเคยถูกตีจนหมดท่า แม้กระดูกจะหักก็ยังสามารถใช้กระบี่ในมือยันตัวขึ้นมาได้ แม้ว่าชาติที่แล้วนางจะเคยผ่านเหตุการณ์ที่สิ้นหวังจากกู้ฉู่เซิงมาถึงสิบสองปี แต่นางไม่เคยสิ้นหวังกับคนทั้งโลก ด้วยเหตุนี้นางจึงยังคงเชื่อว่าในโลกใบนี้จะมีคนที่คุ้มค่ากับความจริงใจของนางรอนางอยู่

               จดหมายถูกส่งไปแล้ว รอจนกระทั่งถึงตอนบ่ายฉู่อวี๋จึงได้ไปขอพบคนในครอบครัวของคุณชายแต่ละคน

               ตระกูลเว่ยมีลูกชายเจ็ดคน นอกจากเว่ยจวิ้นและเว่ยอวิ้นที่ยังไม่มีภรรยา คนอื่นๆ ต่างมีภรรยาและลูกกันหมดแล้ว แต่เพราะคุณชายที่เหลือเป็นบุตรชายสายรอง สะใภ้ส่วนใหญ่ที่แต่งเข้ามาจึงเป็นบุตรสาวสายรองด้วยเช่นกัน

               ฉู่อวี๋ไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับสะใภ้คนอื่นๆ ของตระกูลเว่ย ชาติที่แล้ว... นางจำได้แต่ชื่อของสะใภ้รอง ‘เจี่ยงฉุน’ ที่เลือกฆ่าตัวตายตามสามีเท่านั้น ส่วนคนอื่นๆ ที่ขอหนังสือหย่าและถีบตัวถอยห่างจากจวนแม่ทัพ ซ้ำยังทิ้งลูกของตัวเองเอาไว้ที่ตระกูลเว่ยให้เว่ยอวิ้นเป็นคนเลี้ยงดูต่อ นางจำชื่อไม่ได้สักคน

               ช่วงที่ฉู่อวี๋ไปเยี่ยมเยียน นางตั้งใจพบกับเด็กๆ เหล่านั้น เด็กๆ มีอายุต่างกันไม่มาก ที่อายุมากสุดก็คือบุตรชายของคุณชายรองเว่ยซู่ เด็กคนนั้นมีอายุเพียงหกปีเท่านั้น และที่เล็กสุดก็คงเป็นบุตรชายของคุณชายหกที่มีอายุเพียงแค่สองปีเท่านั้น เด็กน้อยยังเดินไม่คล่องด้วยซ้ำ

               เด็กๆ เหล่านี้ส่วนใหญ่จะเล่นกันอยู่ในเรือน มีความผูกพันต่อกันอย่างลึกซึ้ง ฉู่อวี๋ทำความเข้าใจถึงนิสัยใจคอและความเคยชินของเด็กๆ และน้องสะใภ้แต่ละคน จึงทำให้นางรู้จักตระกูลเว่ยมากขึ้น

               บรรดาสะใภ้เหล่านี้ต่างไม่มีหน้าที่ดูแลงานภายในจวน

               บางคนทุ่มเทใจกายให้กับสามีเพียงอย่างเดียวเช่นเจี่ยงฉุนก็ไม่ได้ให้ความสนใจกับเสื้อผ้าเครื่องประดับเสียด้วยซ้ำ แม้ตระกูลเว่ยจะเป็นครอบครัวใหญ่ แต่ก็ไม่มีใครต่ำต้อยกว่าใคร ดังนั้นทุกคนจึงอยู่ร่วมกันอย่างกลมเกลียว

               ยามนี้คนที่ดูแลกิจการภายในจวนตระกูลเว่ยคืออนุเหลียง ภรรยาคนที่สองของเว่ยจง ซึ่งก็คือคนที่ชาติก่อนหอบทรัพย์สมบัติของตระกูลเว่ยหนีก่อนใครเพื่อน

               เรื่องที่ถูกอนุภรรยาหอบทรัพย์สินในบ้านหนีออกไปจนเกือบหมด ไม่เพียงจะกลายเป็นเรื่องขบขันในหมู่ชนชั้นสูงของเมืองหลวงยาวนานหลายปี ที่สำคัญมากกว่านั้นก็คือหนทางรับราชการในภายภาคหน้าของเว่ยอวิ้นต้องยากลำบากยิ่งกว่าเดิม เนื่องจากไม่มีเงินทองมากพอจะช่วยแผ้วทางได้

               ใจของฉู่อวี๋พะวงอยู่กับเรื่องในสนามรบแล้วยังต้องจัดการเรื่องภายในจวนอีก ตกดึกจึงนอนหลับไม่สนิท จนกระทั่งเช้าวันรุ่งขึ้น วันนี้เป็นวันที่นางต้องกลับไปเยี่ยมบ้านเดิมตามธรรมเนียม นางจำเป็นต้องลุกขึ้นอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก หญิงสาวไปคารวะหลิ่วเสวี่ยหยางแล้วรายงานกับแม่สามีเรื่องจะกลับไปเยี่ยมบ้าน เมื่อได้รับอนุญาตจึงสั่งให้คนเตรียมรถม้าแล้วเดินออกไปข้างนอก

               นางเดินไปได้ไม่ไกลก็มีสาวใช้ร้องเรียกแล้วเอ่ยอย่างลังเล “ดูเหมือนว่าฮูหยินน้อยจะยังไม่ได้รายงานอนุเหลียงนะเจ้าคะ”

               ได้ยินแล้วฉู่อวี๋จึงหันไปมองสาวใช้อย่างรวดเร็ว นี่เป็นคนที่ตระกูลเว่ยส่งมาให้คอยรับใช้นางไม่ใช่รึ? เวลานี้กิจการภายในของตระกูลเว่ยตกอยู่ในการดูแลของอนุเหลียง สาวใช้คนนี้ย่อมต้องเป็นคนของอนุเหลียง และที่อีกฝ่ายกล่าวเช่นนี้ก็เพราะต้องการเตือนสตินางให้รู้จักพินอบพิเทานั่นเอง ฉู่อวี๋หัวเราะเบาๆ

               “เจ้าชื่ออะไร?”

               เมื่อวานมีชื่อคนให้จดจำมากเกินไป นางจึงลืมชื่อสาวใช้คนนี้ไปแล้ว สาวใช้ถอยหลังก้าวหนึ่งและตอบอย่างนอบน้อมว่า “บ่าวชื่อชุนเอ๋อ”

               “อ้อ ชุนเอ๋อ” ฉู่อวี๋พยักหน้าจากนั้นเอ่ยว่า “ถ้าอย่างนั้น... รบกวนเจ้าไปรายงานอนุเหลียงที”

               ชุนเอ๋อเห็นฉู่อวี๋โอนอ่อนผ่อนตามแต่โดยดีจึงมีรอยยิ้ม นางย่อตัวแล้วรีบถอยออกไป เมื่อนางออกไปแล้วฉู่อวี๋จึงหันไปบอกกับบ่าวรับใช้ที่รออยู่อีกด้านหนึ่งว่า “ไปเถอะ”

               บ่าวรับใช้ตะลึง เอ่ยอย่างไม่แน่ใจ “พี่ชุนเอ๋อ...”

               “ยังจะต้องให้ข้ารอสาวใช้วิ่งกลับมาบอกด้วยงั้นหรือ ด้วยฐานะตอนนี้ ข้าหรือนางที่เป็นเจ้านายกันแน่!” ฉู่อวี๋ทำหน้าตึง “ยังไม่รีบไป!”

               ได้ยินเช่นนี้บ่าวรับใช้ต่างเข้าใจขึ้นมาทันทีว่าชุนเอ๋อแย่แล้ว พวกเขาไม่กล้ายุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้เพราะชุนเอ๋อเป็นสาวใช้ขั้นหนึ่งของจวน ส่วนพวกเขาเป็นเพียงสารถีขับรถม้า เรื่องภายในของฝ่ายหญิงพวกเขาจึงได้แต่ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นแล้วขับรถม้าออกไป

               เมื่อชุนเอ๋อรายงานอนุเหลียงและได้รับการอนุญาตแล้วก็วิ่งกลับมาด้วยความยินดี แต่กลับพบว่าฉู่อวี๋ออกจากจวนไปแล้ว นางเบิกตากว้าง ถามบ่าวรับใช้ที่เฝ้าหน้าประตูว่า “ฮูหยินน้อยล่ะ?”

               “ฮูหยินน้อยจากไปนานแล้ว ทำไมเจ้ายังอยู่ที่นี่อีก”

               คนเฝ้าประตูนิ่วหน้า ชุนเอ๋อได้ยินก็หน้าขาวซีด รู้ว่าตนเองทำให้ฉู่อวี๋ไม่พอใจแล้ว

 

               ส่วนฉู่อวี๋ที่นั่งอยู่ในรถม้าก็ครุ่นคิดถึงเรื่องนี้

               นางออกเรือนอย่างรีบร้อน ทำให้ไม่อาจพาสาวใช้ข้างกายมาด้วยได้ อีกอย่างสาวใช้ที่นางใช้งานอยู่ประจำอย่าง ‘ฉางเยว่’ และ ‘หวั่นเยว่’ ล้วนมีหน้าตางดงาม มารดาของนางเกรงว่าจะทำให้เว่ยจวิ้นเกิดความคิดในทางชู้สาวจึงได้เปลี่ยนเป็นส่งสาวใช้ที่หน้าตาธรรมดามารับใช้แทน ฉู่อวี๋ไม่คุ้นเคยกับสาวใช้คนใหม่ที่มารดาจัดหาให้ พามาด้วยก็เหมือนไม่ได้พามา ดังนั้นนางกลับไปบ้านหนนี้ไม่เพียงจะกลับไปดูสถานการณ์ในครอบครัว แต่ยังคิดจะพาฉางเยว่และหวั่นเยว่กลับมาด้วยกัน

               จวนตระกูลเว่ยและตระกูลฉู่อยู่ห่างกันกว่าครึ่งตัวเมือง ฉู่อวี๋เดินทางราวครึ่งชั่วยามจึงมาถึงบ้านตระกูลฉู่ แต่เพราะยังเป็นช่วงเวลาสาย ว่ากันตามความเคยชินของตระกูลฉู่คงจะเพิ่งกินอาหารเช้าเสร็จ

               คิดไม่ถึงว่านางจะกลับมาเช้าขนาดนี้ ดังนั้นทั้งฉู่เจี้ยนชาง ฉู่หลินหยางและฉู่หลินซียังไม่ทันกลับมาจากข้างนอก ในบ้านจึงมีแค่สมาชิกฝ่ายหญิง ฉู่อวี๋ไม่รีบร้อน อย่างไรก็มีเวลาทั้งวันให้นางได้พบท่านพ่อและพี่ชาย นางตามสาวใช้เข้าไปในห้อง ฉู่ฮูหยินพาฉู่จิ่นและพี่สะใภ้ทั้งสองมารออยู่แล้ว

               พี่สะใภ้ใหญ่ของนางเป็นบุตรีสายตรงของตระกูลเซี่ยนามว่า ‘เซี่ยฉุน’ เป็นคนที่มารดาของนางเห็นมาตั้งแต่เล็ก เซี่ยฉุนมีศักดิ์เป็นญาติผู้น้องของฉู่หลินหยาง มีความอ่อนโยนนุ่มนวลสมเป็นกุลสตรี เมื่อเห็นฉู่อวี๋มาแล้วก็มิได้แสดงออกมากมายแต่อย่างใด เพียงแต่นั่งอยู่ข้างกายแม่สามีแล้วลุกขึ้นพร้อมกับอีกฝ่าย ยิ้มทักทายให้ฉู่อวี๋อย่างงดงามไม่มีที่ติ

               พี่สะใภ้รองเป็นบุตรีสายรองของตระกูลเหยา ได้รับความเอ็นดูจากฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเหยาอยู่ไม่น้อย เดิมทีตระกูลเหยาเป็นตระกูลพ่อค้า แต่มีผลงานทางการทหารจึงสร้างฐานะขึ้นมาได้ ยามนี้ฮ่องเต้ใช้ตระกูลเหยาเป็นดาบคานอำนาจตระกูลใหญ่ทั้งหลาย และหลังจากหญิงสาวตระกูลเหยาคนหนึ่งได้กลายเป็นฮองเฮา จึงทำให้พวกเขามีฐานะที่ไม่ธรรมดา

               ตอนที่ ‘เหยาเถา’ แต่งเข้ามานางก็มีนิสัยปากจัดไม่ยอมคน และเมื่อตระกูลเหยามีอำนาจขึ้นมานางก็ยิ่งหยิ่งผยองมากขึ้นจนกล้าทำตัวเหิมเกริมในตระกูลฉู่ นางยืนอยู่ด้านหลังแม่สามีพร้อมกับพี่สะใภ้ใหญ่เพื่อรอฉู่อวี๋เข้าบ้าน

               หลังจากฉู่อวี๋คำนับเสร็จ มารดาของนางก็รีบเข้ามาประคองบุตรสาว กล่าวด้วยดวงตาแดงก่ำ “ทำไมเพิ่งกลับบ้าน หรือว่าตระกูลเว่ยไม่ให้เจ้ากลับมา หรือว่าเข้ากับคนตระกูลเว่ยไม่ได้”

               “ท่านแม่ทำไมถึงพูดเช่นนี้ล่ะเจ้าคะ” เหยาเถาหัวเราะเบาๆ “อาอวี๋เพิ่งแต่งเข้าไปไม่ทันไรสามีก็ต้องออกรบแล้ว นางอยู่ที่ตระกูลเว่ยเพียงลำพังย่อมมีเรื่องให้ต้องจัดการดูแลมากมาย จะบอกว่าคนตระกูลเว่ยไม่ดีต่อนางก็พูดไม่เต็มปาก อาอวี๋ยังไม่รู้จักสามีดีเสียด้วยซ้ำ”

               คู่บ่าวสาวที่เพิ่งแต่งงานแล้วสามีต้องออกรบ เป็นใครที่เจอกับเรื่องนี้ย่อมรู้สึกไม่ดีเป็นแน่ แต่เหยาเถากลับเลือกที่จะหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูด

ไสหัวไปเดี๋ยวนี้!(ตัวอย่างทดลองอ่าน)

               ฉู่อวี๋รู้ว่าเหยาเถากำลังเยาะเย้ยตน นางกับเหยาเถาเข้ากันไม่ค่อยได้ เหยาเถาเป็นบุตรีสายรองย่อมไม่ชอบนางที่เป็นบุตรีสายตรง ส่วนฉู่อวี๋ก็ไม่ชอบหน้าเหยาเถาเพราะอีกฝ่ายเป็นคนชอบชักสีหน้า ส่วนฉู่อวี๋พูดจาตรงไปตรงมา จึงเกิดความหมางใจกันบ่อยๆ เวลาเจอหน้ากันจึงไม่ค่อยมีใครยอมเก็บอาการใดๆ

               เพราะในชาติที่แล้วนางผ่านประสบการณ์ชีวิตมามาก ทำให้ฉู่อวี๋วางตัวเสแสร้งได้ดีกว่าในอดีต แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับคนอย่างเหยาเถา นางกลับไม่คิดจะเสแสร้ง คำพูดเสียดแทงกำลังจะออกจากปาก แต่พลันคิดได้ว่าในอดีตเพราะนิสัยสู้คนของนางทำให้มารดาคิดว่าคงไม่มีใครรังแกนางได้ ดังนั้นพอมีเรื่องทีไรจึงเอาแต่เข้าข้างฉู่จิ่น

               ดังนั้นคราวนี้ฉู่อวี๋จึงได้แต่ยิ้ม แสร้งทำแววตาหม่นหมอง เอ่ยเสียงแหบแห้ง “ซ้อรองอย่าได้พูดเรื่องนี้เลย”

               ปกติฉู่อวี๋มีนิสัยโผงผางตรงไปตรงมา จู่ๆ เปลี่ยนเป็นเช่นนี้ผู้เป็นมารดาก็รู้สึกปวดใจยิ่งนัก นางรู้สึกว่าลูกสาวคนนี้กำลังเสียใจมาก

               เหยาเถาตกใจจนชะงักงัน ถึงกับย้อนคิดว่าเมื่อครู่ตนทำเกินไปหรือเปล่า ฉู่อวี๋ถึงแสดงท่าทีเช่นนี้

               ฉู่ฮูหยินโกรธจนสองตาแดงก่ำ นางหันไปตวาดใส่ลูกสะใภ้ว่า “กลับไปเรือนของเจ้าเดี๋ยวนี้! มีอย่างที่ไหนเรื่องแบบนี้ยังกล้าพูดกับน้องสามีอีก!”

               เมื่อถูกแม่สามีตวาดใส่เหยาเถาถึงกับตะลึงงัน ความรู้สึกสำนึกผิดที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ถูกโยนทิ้งไปจนหมดสิ้น นางพ่นเสียงออกมาอย่างไม่พอใจ “ข้าพูดความจริงแล้วจะทำไม คิดว่าได้แต่งเข้าตระกูลเว่ยแล้วสูงส่งนักรึไง แต่งได้แล้วจะทำไม วันหนึ่งก็ต้องเป็นหม้ายอยู่ดี”

               “เหยาเถา!” ฉู่ฮูหยินตวาดเสียงกราดเกรี้ยว “ไสหัวไปเดี๋ยวนี้!”

               “ท่านแม่อย่าได้โมโหเลยเจ้าค่ะ” ฉู่จิ่นถอนใจมองไปยังเหยาเถา “ซ้อรองก็อย่าได้น้อยใจท่านแม่เลยนะเจ้าคะ พี่อวี๋อาจจะแค่อ่อนไหวไปสักหน่อย เลยทำให้ท่านแม่ร้อนใจ ท่านเองก็อย่าได้ถือสา กลับไปพักผ่อนที่เรือนก่อนเถอะเจ้าค่ะ”

               ฉู่จิ่นพูดจาอย่างเปิดเผย แต่การพูดเช่นนี้เท่ากับโยนความผิดทั้งหมดให้ฉู่อวี๋ ระหว่างเหยาเถากับฉู่จิ่นนั้นมีสายสัมพันธ์อันดีต่อกัน เมื่อได้ยินฉู่จิ่นพูดเหยาเถาก็รู้สึกสบายใจขึ้น นางพ่นเสียงขึ้นจมูกแล้วหมุนตัวจากไป

               หลังจากพี่สะใภ้จากไปแล้ว ฉู่อวี๋ก็ยังคงมีสีหน้าเฉยเมย หากว่ากันตามนิสัยของนางแล้ว ยามนี้นางต้องตบโต๊ะแล้วถามฉู่จิ่นว่า ‘อะไรที่เรียกว่าอ่อนไหว’ ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าฉู่จิ่นต้องตอบว่าตนทำเพื่อปลอบใจเหยาเถา ให้ฉู่อวี๋ทำใจกว้างอย่าคิดเล็กคิดน้อย สรุปว่าความผิดทุกอย่างก็จะกลายเป็นของฉู่อวี๋ กลายเป็นฉู่อวี๋ที่ต้องเสียเปรียบตลอด

               ในอดีตที่ฉู่จิ่นกล้าทำเช่นนี้ก็เพราะแน่ใจว่ามารดาจะต้องเข้าข้างนาง อีกทั้งฉู่อวี๋เป็นพี่สาว แม้จะดูแก่นแก้วไม่กลัวใคร แต่ก็เป็นคนที่ให้ความสำคัญกับพี่น้องมากคนหนึ่ง

               ฉู่อวี๋ในชาติที่แล้วเป็นเช่นนี้จริง แต่ฉู่อวี๋ในยามนี้ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว นางจิบน้ำชานิ่งๆ บรรยากาศรอบด้านจึงสงบลง เพราะนางมิได้อาละวาดทำให้มารดามีเวลาได้ฉุกคิด อีกฝ่ายจึงเอ่ยตำหนิฉู่จิ่นแทน

               “เมื่อครู่เป็นซ้อรองของเจ้าที่พูดจาแดกดันอาอวี๋ก่อน แล้วทำไมเจ้าถึงบอกว่าเป็นความผิดของพี่เจ้าเสียได้”

               “ข้าก็แค่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น พี่อวี๋กลับบ้านมาทั้งทีจะให้มีเรื่องหรือเจ้าคะ” ฉู่จิ่นประคองมารดานั่งลงแล้วรินชาให้ น้ำชาที่ร้อนพอดีทำให้ฉู่ฮูหยินรู้สึกสบายใจขึ้นไม่น้อย

               ฉู่ฮูหยินหันกลับไปมองลูกสาวคนโตที่ไม่พูดอะไร “นางไปก็ดีแล้ว พวกเราแม่ลูกจะได้คุยกันอย่างสบายใจ เจ้าบอกแม่มาตามจริงสิว่าได้รับความลำบากอะไรที่ตระกูลเว่ยบ้าง”

               “ไม่มีเจ้าค่ะ” ฉู่อวี๋ยิ้ม มีความอ่อนโยนบนใบหน้า เป็นความยินดีปรีดาที่มิได้แสร้งทำ นางยังเอ่ยถึงเว่ยจวิ้นว่า “อาจวิ้นเป็นคนดี ข้าชอบเขามาก”

               ฉู่ฮูหยินวางใจลงได้ รีบพยักหน้า “เจ้าว่าดีแม่ก็พอใจ เจ้าแต่งออกไปแล้วตอนนี้แม่ก็ควรต้องหันมาสนใจเรื่องของน้องสาวเจ้าเสียที” ว่าแล้วฉู่ฮูหยินก็เริ่มเกริ่นนำกับฉู่อวี๋ “เรื่องมงคลของอาจิ่น...”

               แม้ว่ามารดาจะพูดไม่จบแต่ฉู่อวี๋ก็เข้าใจความหมายดี

               ฉู่ฮูหยินไม่ต้องการให้ฉู่จิ่นแต่งงานกับกู้ฉู่เซิง ฉู่จิ่นเองก็ไม่ต้องการเช่นกันเพราะยามนี้ตระกูลกู้อยู่ในสภาวะตกอับ แต่นางไม่มีทางให้ฉู่จิ่นได้สมปรารถนา ดังนั้นฉู่อวี๋จึงพยักหน้าแล้วเอ่ยอย่างจริงจังว่า

               “ข้าเห็นด้วยเจ้าค่ะ สมควรจะปรึกษาเรื่องวันมงคลกับตระกูลกู้ได้แล้ว”

               ฉู่จิ่นถึงกับหน้าเปลี่ยนสีทันที

               นางเคยโอดครวญบอกความในใจของตนกับฉู่อวี๋ แต่ยามนี้พี่สาวกลับบอกว่าจะให้ปรึกษาเรื่องแต่งงานกับตระกูลกู้ เท่ากับว่าอีกฝ่ายไม่ยอมช่วยนางแล้ว

               ฉู่ฮูหยินฟังแล้วก็คิดว่าฉู่อวี๋ยังไม่เข้าใจความหมาย จึงถอนใจหนักแล้วเอ่ยว่า “ตอนนี้สถานการณ์ของตระกูลกู้เป็นเช่นนี้แล้วจะให้อาจิ่นไปร่วมลำบากได้หรือ ความหมายของแม่ก็คือ บัดนี้เจ้าแต่งเข้าตระกูลเว่ยแล้ว ลองดูๆ ว่ามีน้องสามีคนใดที่เหมาะสมกับอาจิ่นบ้างหรือไม่”

               ตระกูลเว่ยยามนี้เหลือเพียงเว่ยอวิ้นที่ยังไม่มีครอบครัว เว่ยอวิ้นอายุสิบสี่ปีแล้ว ส่วนใหญ่ผู้ชายอายุสิบห้าถึงสิบเจ็ดปีก็มักจะมองหาคู่หมาย ฉู่จิ่นเองก็อายุยังน้อย รอเว่ยอวิ้นอีกสักปีสองปีย่อมรอได้ แต่ฉู่อวี๋จะปล่อยให้น้องสาวตนเข้าไปทำร้ายคนดีๆ อย่างเว่ยอวิ้นได้อย่างไร ดังนั้นนางจึงมีสีหน้าไม่สู้ดี

               “เรื่องนี้เกรงว่าท่านพ่อจะไม่เห็นด้วย”

               ฉู่เจี้ยนชางให้ความสำคัญกับคำพูดเป็นอย่างยิ่ง เมื่อรับปากตระกูลกู้แล้ว ไม่ว่าตระกูลกู้เป็นอย่างไรเขาก็ไม่มีวันกลับคำ

               ฉู่ฮูหยินได้ยินฉู่อวี๋เอ่ยถึงสามีก็โมโหขึ้นมาทันที “โคแก่ตัวนั้นพวกเจ้าสองพี่น้องอย่าไปสนใจ มีแม่รับหน้าอยู่ทั้งคน ไม่ต้องกลัว! อาอวี๋ เรื่องแต่งงานของอาจิ่น...”

               ระหว่างนั้นมีเสียงหัวเราะของฉู่เจี้ยนชางดังขึ้นที่นอกประตู ฉู่เจี้ยนชางพาฉู่หลินหยางและฉู่หลินซีเดินเข้ามา ฉู่อวี๋และคนอื่นๆ รีบลุกขึ้นคำนับ ฉู่เจี้ยนชางเห็นบุตรสาวคนโตกลับมาก็ดีใจ เขาตบไหล่นางพลางเอ่ยว่า

               “หน้าตาดูไม่เลวเลยนี่!”

               ฉู่อวี๋และฉู่จิ่นเป็นบุตรสาวด้วยกันทั้งคู่ แต่ฉู่อวี๋เติบโตมาข้างกายบิดาและพี่ชาย เรียกได้ว่านางเติบโตอยู่ที่ชายแดน ไม่รู้ว่าฉู่เจี้ยนชางเลี้ยงบุตรสาวอย่างไรจึงออกมาเหมือนฉู่หลินหยางนัก ส่วนฉู่จิ่นนั้นอยู่กับฉู่ฮูหยินผู้เป็นแม่ ทั้งๆ ที่เป็นพี่น้องคลานตามกันมาแท้ๆ แต่กลับมีนิสัยแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ท่าทีที่บิดามารดามีให้พวกนางก็แตกต่างกัน

               ฉู่จิ่นชอบร้องไห้ ชอบทำท่าเสียใจ ฉู่เจี้ยนชางจึงไม่กล้าด่าไม่กล้าพูดอะไร แต่ฉู่อวี๋ไม่เหมือนกัน ในใจของฉู่เจี้ยนชาง ลูกสาวคนนี้ไม่ต่างกับลูกชายคนโตของเขาเลย

               ฉู่อวี๋ถูกฝ่ามือที่แข็งแรงตบลงไปหลายครั้งก็ยังยิ้มแย้ม พูดด้วยสีหน้าเป็นปกติ “วันนี้ท่านพ่อกลับมาเร็วนะเจ้าคะ”

               “เพราะรู้ว่าเจ้าจะมานะสิ” ฉู่เจี้ยนชางนั่งลงบนเก้าอี้ ดื่มชาแล้วเอ่ยว่า “พ่อพาพี่ชายของเจ้ากลับมาด้วย”

               “อาอวี๋” ฉู่หลินหยางถอนใจ แววตาของเขาเต็มไปด้วยความเห็นใจ “ช่วงนี้เจ้าต้องลำบากแล้ว” เขาเองก็มาจากตระกูลแม่ทัพ ย่อมรู้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมิอาจตำหนิเว่ยจวิ้น เพียงแต่เขาอดรู้สึกสงสารน้องสาวไม่ได้ที่ต้องแต่งงานกับคนที่อาจหัวหลุดจากบ่าได้ทุกขณะเช่นเดียวกับตน

               ฉู่หลินหยางสนิทกับฉู่อวี๋ เขาดูแลนางมาตั้งแต่เล็ก แต่เสียดายที่ชาติก่อนฉู่หลินหยางอายุสั้น ไม่เช่นนั้นฉู่อวี๋คงไม่ตกต่ำขนาดนั้น

               ฉู่อวี๋ได้ยินพี่ใหญ่ถอนใจก็รู้ว่าเขาเห็นใจตน ในใจมีทั้งความอบอุ่นระคนปวดร้าว นางตอบกลับอย่างอ่อนโยน “สามารถแต่งเข้าจวนตระกูลเว่ยได้ถือเป็นวาสนาของข้าแล้ว หญิงสาวในเมืองหลวงรอคอยกันตั้งเท่าไรพี่รู้ไหม นี่เป็นเรื่องที่ข้ายินดีนัก”

               พอเห็นว่าน้องสาวมิได้เสียใจอย่างที่เขาคิด ฉู่หลินหยางจึงวางใจลง

               ฉู่หลินซีชะโงกหน้าเข้ามาแล้วถามฉู่ฮูหยินว่า “ท่านแม่ เมื่อครู่พวกท่านคุยเรื่องอะไรกันอยู่หรือขอรับ”

               ฉู่ฮูหยินทำหน้าเจื่อน ต่อหน้าสามีนางไม่อาจบอกว่ากำลังมองหาว่าที่สามีคนใหม่ให้กับบุตรสาวคนเล็ก

               ฉู่จิ่นเม้มปาก ไม่ตอบคำถาม แต่ฉู่อวี๋กลับแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ พูดยิ้มๆ ว่า “กำลังคุยเรื่องแต่งงานของอาจิ่นเจ้าค่ะ”

               “จริงสิ” ฉู่เจี้ยนชางพยักหน้า “อาจิ่นกับฉู่เซิงก็สมควรจัดงานมงคลได้แล้ว ตอนนั้นน้องสาวของเจ้ารอให้เจ้าออกเรือนไปก่อนแล้วค่อยจัดการเรื่องของตนเอง ตอนนี้เจ้าก็ออกเรือนไปแล้ว พ่อจะให้คนส่งจดหมายไปบอกฉู่เซิง เด็กอย่างฉู่เซิงหยิ่งในศักดิ์ศรี คงกลัวว่าพวกเราจะยกเลิกการหมั้นหมาย เลยไม่ยอมเป็นฝ่ายเอ่ยปากเสียที”

               ว่าแล้วฉู่เจี้ยนชางก็มองไปยังบุตรชายคนโต “หลินหยาง เรื่องนี้ให้เจ้าไปจัด...”

               “ท่านพ่อ!” ฉู่จิ่นทนไม่ไหว นี่เป็นเรื่องใหญ่ที่สุดในชีวิตของนาง ถึงนางจะเป็นคนที่มีความอดทนมาตลอด แต่ตอนนี้กลับทนต่อไปไม่ได้ ฉู่จิ่นคุกเข่าต่อหน้าบิดา ดวงตาแดงก่ำขึ้นมาทันที นางพูดด้วยน้ำตานองหน้า “ท่านพ่อ ข้าไม่แต่ง ข้าไม่อยากแต่งเจ้าค่ะ”

               ฉู่เจี้ยนชางตะลึงงันไปชั่วขณะ บุรุษอย่างเขากลัวน้ำตาของสตรีมากที่สุด เวลาที่ภรรยาร้องไห้เขาก็มักจะทำอะไรไม่ถูก ตอนนี้เห็นบุตรสาวคนเล็กร้องไห้เขาก็ยิ่งมึนงงเข้าไปใหญ่ ได้แต่พูดออกไปว่า “ลุกขึ้นมาก่อน เป็นอะไรไป ก่อนหน้านี้เจ้าเองก็พอใจกับการหมั้นหมายไม่ใช่หรือ”

               ฉู่จิ่นไม่พูด นางก้มหัวส่ายหน้าลูกเดียว

               “เกิดอะไรขึ้นกันแน่ หรือว่ากู้ฉู่เซิงเป็นอะไรไปแล้ว” ฉู่เจี้ยนชางซักไซ้ต่อไป

               ฉู่จิ่นเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง “คนรักของพี่อวี๋ อาจิ่นมิกล้า”

               คำพูดนี้ทำให้ฉู่อวี๋สำลักน้ำชา!