ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

นางรองสองวิญญาณ ตอน ไม่ท้องเสียที 女配不想死(快穿)

ผู้แต่ง ฮวนกุยอี่
ผู้แปล Hongsamut
ประเภท
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
ถ้าอ่านหนังสือเจอพลอตย้อนเวลาเมื่อไหร่ ร้อยทั้งร้อยพวกผู้หญิงที่ย้อนเวลากลับมาในยุคอดีตมักเป็นนางเอก พวกนางจะชนะทุกคน ฉลาดเป็นกรด เพราะล่วงรู้อนาคตที่คนอื่นไม่รู้ ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่คนรอบกายนางจะพ่ายแพ้ราบคาบ กลายเป็นตัวตลกไปแบบไม่รู้เรื่องรู้ราว เช่นเดียวกับเซี่ยหว่านหยู... นางต้องสูญเสียสามีที่ ‘นกเขาไม่ขัน’ ให้กับผู้หญิงอีกคนที่ทำให้เขา ‘ผงาด’ ขึ้นมาเป็นชายเต็มตัวได้อีกครั้ง จะด้วยเหตุผลกลใดนางไม่รู้ รู้เพียงว่าตั้งแต่ที่หญิงคนนี้เข้ามา ชีวิตสมรสของนางก็พังไม่เป็นท่าและต้องลาจากโลกนี้ไปพร้อมกับความอาฆาตแค้น แต่โชคดีที่นิยายเล่มนี้มีปีศาจแมวเช่น ‘อาหยู’ คอยเฝ้าดูอยู่ เพื่อจะบำเพ็ญเพียรให้ได้หางที่เก้า ปีศาจแมวเช่น ‘อาหยู’ จำต้องตามหานางรองโชคร้ายเหล่านี้แล้วแก้ไขให้ชีวิตของพวกนางสมหวังอย่างที่ควรจะเป็น สิ่งที่ปีศาจแมวอยากจะบอกนักท่องเวลาทั้งหลายก็คือ อย่าคิดว่าย้อนเวลาได้แล้วจะสุขสมหวังเสมอไป ทะลุมิติมาโดนกระทืบ ก็เป็นไปได้เหมือนกัน!

บทนำ

นางรองสองวิญญาณ ตอนญาติสาวตัวร้าย
จากเรื่อง: 女配不想死(快穿)
ฮวนกุยอี่ เขียน ห้องสมุด แปล
Author: Huan Gui Yi
Chinese edition copyright 北京晋江原创网络科技有限公司
Cover illustration Wumo
Thai edition copyright Hongsamut.com Co., Ltd.
ALL RIGHTS RESERVED

สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
-------------------------------------------

               “เจ้าปรารถนาอะไร?”

               สตรีนางหนึ่งสวมกระโปรงแดง นัยน์ตาของนางเต็มไปด้วยความเคียดแค้น นางเอ่ยว่า “ขอให้เฉินเค่อจี่เป็นหมัน!”

               แม้แต่คนที่ผ่านโลกมามากอย่างอาหยูยังนิ่งอึ้ง นึกอยากจะหัวเราะออกมา นางตอบไปว่า “ข้าจะให้เจ้าสมดังปรารถนา”

               หลังจากที่พูดจบอาหยูก็ลืมตาขึ้น ภาพที่ปรากฏต่อหน้าคือ

ซุ้มเตียงที่งดงาม และเฉินเค่อจี่_สามีของนางซึ่งนั่งอยู่ปลายเตียงกำลังแสยะยิ้มส่งมาให้อย่างเย้ยหยัน “ตื่นแล้วใช่ไหม ข้าจะเรียกคนให้เอาน้ำเข้ามาก็แล้วกัน” เขาเอ่ยขึ้นเบาๆ

               อาหยูเพียงแต่รับคำ จากนั้นก็แอบพินิจบุรุษตรงหน้า

               ดวงตาของเขาสุกสกาวดั่งดวงดาว จมูกเป็นสัน ร่างกายกำยำเยี่ยงชายชาตรี มองรวมๆ แล้วนับว่าเป็นบุรุษที่รูปงามจนน่าทึ่ง

               เฉินเค่อจี่สั่นกระดิ่ง ไม่นานก็มีบ่าวรับใช้แบกถังน้ำเข้ามา

ในห้อง โดยมากคนที่เฉินเค่อจี่ไว้วางใจจะเป็นคนที่รู้การรู้งานและ

เก็บความลับได้เป็นอย่างดี

               เมื่อบ่าวรับใช้ที่ชื่อป่ายเหอออกจากห้องไปแล้ว ในถังน้ำนั้นก็เผยให้เห็นผ้าปูเตียงและผ้าขนหนูแช่อยู่ด้านใน ทำคล้ายกับว่าคน

ทั้งสองเพิ่งเสร็จกามกิจกันมาหยกๆ

               ผู้คนในบ้านต่างรู้ว่าซื่อจื่อและซื่อจื่อเฟยรักกันกลมเกลียว

เพียงไร ดังนั้นจึงไม่อาจคิดไปได้ว่าซื่อจื่อผู้มีใบหน้าหล่อเหลาดัง

เทพบุตรจะ ‘นกเขาไม่ขัน’ มาแต่กำเนิด

               แต่เรื่องแบบนี้ก็ดำเนินมาเป็นเวลาเจ็ดปีแล้ว!

               เฉินเค่อจี่มีสีหน้าบึ้งตึง เขากำหมัดแน่นคล้ายกับจะตอบรับความอัปยศเหล่านี้ด้วยสีหน้าไม่สนใจโลก

               อาหยูมิได้เอ่ยถาม นางทำเช่นเดียวกับที่เซี่ยหว่านหยูทำมาตลอดเจ็ดปี... คือสงบปากสงบคำ

               ตอนที่แต่งงานกันใหม่ๆ เซี่ยหว่านหยูมักจะเอ่ยปลอบสามี

แต่คำพูดของนางเป็นเหมือนคมมีดกรีดแทงใจดำของเฉินเค่อจี่ เขามักสีหน้าเปลี่ยน พอเห็นดังนั้นเซี่ยหว่านหยูจึงเลือกที่จะเก็บความรู้สึกเหล่านั้นไว้ในใจและนิ่งเสีย

               คนทั้งสองไม่ได้พูดอะไรทั้งสิ้น ต่างคนต่างขึ้นไปนอนบนเตียงอีกครั้ง

               บนเตียงเดียวกันแต่กลับมีผ้าห่มสองผืนที่แบ่งแยกกันอย่างชัดเจน เฉินเค่อจี่พลิกตัวไปอีกทาง เขาหันหลังให้อาหยู

               อาหยูแทบจะยันคนผู้นี้ลงจากเตียง แต่เมื่อคิดไปแล้วก็รู้ว่าตนไม่ควรจะทำอะไรวู่วาม นางจึงค่อยๆ พลิกตัวไปอีกทางและนึกทบทวนความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม

               พอรู้ทุกอย่างจนกระจ่าง นางก็นิ่งอึ้งไปนาน

               อืม...

               ในโลกใบนี้มีเพียงคนที่เลวกว่า... แต่ไม่มีใครเลวที่สุดสินะ

สารบัญ

กิ่งทองใบหยก

               เซี่ยหว่านหยูเป็นบุตรสาวของจี้กั๋วกง

               นางมีรูปโฉมงดงามหมดจดและเป็นสตรีที่น่าหลงใหล เมื่ออายุสิบเจ็ด นางก็แต่งให้กับบุตรชายของหรงอ๋อง— ท่านชายเฉินเค่อจี่ ทุกคนต่างพากันยกย่องชื่นชมว่าสองคนนี้เหมาะสมกันราวกับกิ่งทองใบหยก

               เซี่ยหว่านหยูหลงรักในตัวเฉินเค่อจี่มาหลายปีย่อมพอใจในการแต่งงานครั้งนี้ แต่ในคืนวันแต่งงานที่ควรจะเป็นค่ำคืนของความรักอันหอมหวาน นางกลับรู้สึกคล้ายกับมีคนนำไม้มาตีกลางศีรษะ เพราะได้รู้ความจริงว่า...สามีของตนนกเขาไม่ขัน

               สตรีที่ทั้งโง่และไร้เดียงสาเช่นนาง มองว่าอย่างไรเขาก็คือคนรักและไม่ถือโทษตระกูลเฉินที่หลอกให้นางแต่งด้วย ตรงกันข้ามนางกลับปลอบใจเฉินเค่อจี่และสาบานกับเขาว่าจะช่วยเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ

               นางเก็บเรื่องนี้เป็นความลับยาวนานมาถึงเจ็ดปี เจ็ดปีที่นางไม่มีสัมพันธ์ทางกายกับสามีเลยแม้แต่หนเดียว ทว่าเซี่ยหว่านหยูก็พอใจกับชีวิตความเป็นอยู่เช่นนี้ สำหรับนางแล้วขอเพียงได้ใช้ชีวิตกับเขาอย่างมีความสุข แม้จะไม่สามารถมีลูกด้วยกันได้ก็ไม่เป็นไร

               แต่แม่นางผู้ไร้เดียงสากลับไม่รู้เลยว่าความรักในครั้งนี้มีเพียงนางที่อยากดำเนินต่ออยู่คนเดียว

               เวลาผ่านไป คุณความดีกลับกลายเป็นแรงแค้น สิ่งที่เซี่ยหว่านหยูพยายามปกป้องและเสียสละต่อเฉินเค่อจี่กลายเป็นความกดดันทางใจที่เขาต้องแบกไว้อย่างหนักอึ้ง นานวันเข้าเขายิ่งไม่ยอมเผชิญหน้ากับเซี่ยหว่านหยู ถึงกระนั้นเฉินเค่อจี่ก็ยังคงเสแสร้งแสดงความรักเฉกเช่นสามีที่ดี จนเซี่ยหว่านหยูวางใจในตัวเขา

               หากหร่วนมั่วฉิงไม่ได้ปรากฏกาย บางทีเซี่ยหว่านหยูอาจจะยังเก็บความหวังนี้ไว้ใช้หล่อเลี้ยงจิตใจจนมีความสุขไปชั่วชีวิต

               น่าเสียดายที่หร่วนมั่วฉิงปรากฏกายขึ้น สตรีนางนี้ดูลึกลับและมีหลายเรื่องที่น่าประหลาดใจ นอกจากนี้นางยังสามารถเขียนบทกลอนที่ทำให้ผู้ที่ได้อ่านได้ฟังพากันชื่นชม

               ที่น่าประหลาดใจกว่านั้นก็คือ ดูเหมือนโรคที่เฉินเค่อจี่เป็นอยู่คล้ายจะเป็นๆ หายๆ

               ราวกับเขาพยายามรักษาตนให้บริสุทธิ์เพื่อรอคอยการมาถึงของหร่วนมั่วฉิงกระนั้น เพราะเมื่อได้อยู่กับนาง โรคที่เฉินเค่อจี่เป็นอยู่กลับสามารถหายได้โดยไม่ต้องใช้ยาและยังแข็งแกร่งมากเสียด้วย

               สตรีเช่นนี้เหตุใดเฉินเค่อจี่จะไม่รักเล่า เขารักหร่วนมั่วฉิงจนหมดหัวใจ รักจนกระทั่งไม่เห็นสตรีนางใดอยู่ในสายตา รวมทั้งภรรยาอย่างเซี่ยหว่านหยู

               หากไม่มีการเปรียบเทียบก็คงไม่รู้สึกเสียใจ แต่เมื่อได้เปรียบเทียบแล้วเซี่ยหว่านหยูจึงรู้ว่าเฉินเค่อจี่ไม่เคยรักนางมาก่อน ด้วยเหตุนี้เซี่ยหว่านหยูจึงไม่อาจลงให้เขา ผู้คนข้างกายพยายามพูดโน้มน้าวนาง ทำให้นางยินยอมให้หร่วนมั่วฉิงเป็นอนุในบ้าน

               แต่แม้เซี่ยหว่านหยูจะยินยอม หร่วนมั่วฉิงกลับไม่ยอมเป็นอนุ นางเอ่ยประโยคที่ว่า “ยอมเป็นเมียหลวงยาจก ดีกว่าเป็นอนุเศรษฐี” ทว่าสตรีนางนี้พูดอย่างทำอีกอย่าง ไม่นานหลังจากนั้นนางก็แอบมีความสัมพันธ์กับเฉินเค่อจี่ และกลายเป็นเมียอีกคนของเขาไปโดยปริยาย

               เรื่องนี้ทำให้เซี่ยหว่านหยูหมดหวังในตัวเฉินเค่อจี่อย่างยิ่ง นางเป็นคนมีนิสัยที่ว่าหากรักก็รักสุดหัวใจ หากเกลียดก็เกลียดจนเข้ากระดูกดำ ตอนที่นางรักเฉินเค่อจี่นางก็ยอมใช้ชีวิตอยู่กับเขาไปจนตายโดยไร้ทายาทและยังช่วยเขาปกปิดความลับเรื่องนกเขาไม่ขัน มากที่สุดคือถึงขั้นยอมลดทิฐิของตนให้เขารับหร่วนมั่วฉิงเข้ามาเป็นอนุเพื่อให้สามารถมีทายาทสืบสกุลได้ แต่เมื่อนางไม่ได้รักเฉินเค่อจี่แล้ว นางจึงอยากเอาชีวิตสามีและเมียน้อยผู้ทำผิดประเวณีคู่นี้เหลือเกิน

               สุดท้าย... ผู้ที่ต้องทุกข์ทรมานที่สุดกลับเป็นตัวเซี่ยหว่านหยูเอง

               แม่ทัพดูแลชายแดนอย่างจี้กั๋วกงหรือเซี่ยเหว่ย— บิดาของนางถูกตั้งข้อหาว่าเป็นไส้ศึกให้ศัตรู ทำให้ตระกูลเซี่ยต้องถูกกวาดล้างและได้รับโทษทั้งตระกูล

               โทษนี้ไม่ได้รวมถึงสตรีที่แต่งออกจากบ้านแล้ว ฉะนั้นเซี่ยหว่านหยูจึงไม่ต้องลำบากไปด้วย เพียงแต่ต้องถูกถอดยศ

               ซื่อจื่อเฟย* เช่นนาง ต้องกลายเป็นบุตรสาวที่มีบิดาต้องโทษในข้อหาขายชาติ แล้วนางจะเป็นสะใภ้ใหญ่ของเฉินเค่อจี่ที่มีศักดิ์เป็นถึงราชนิกุลคนหนึ่งได้อย่างไร ตำหนักอ๋องไม่ได้ขับไล่นางออก ทำแค่สั่งให้นางย้ายไปอยู่อารามชีท้ายตำหนักแทน

               คนในตระกูลนี้ก็ช่างเสแสร้งเก่งเหลือเกิน ด้านหนึ่งก็ใช้เซี่ยหว่านหยูเป็นคนนำพาชื่อเสียงและเกียรติยศมาสู่ตระกูลของพวกเขา ส่วนอีกด้านก็หาทางกำจัดนางเสียให้พ้นทาง ขอเพียงเซี่ยหว่านหยูตาย เฉินเค่อจี่ก็จะสามารถสู่ขอหร่วนมั่วฉิงได้อย่างถูกต้องแล้ว

               ผู้ที่สิ้นหวังและมืดแปดด้านอย่างเซี่ยหว่านหยู ใช้เครื่องประดับในร่างทั้งหมดที่มีแลกกับอาภรณ์สีแดงและกระโดดเข้ากองไฟเพื่อฆ่าตัวตาย ตามตำนานเล่าว่าผู้ที่ฆ่าตัวตายด้วยอาภรณ์สีแดง เมื่อตายไปจะกลายเป็นวิญญาณเฮี้ยน

               แต่วิญญาณเฮี้ยนกลับไม่ได้เป็นกันง่ายๆ

               อาหยูถอนหายใจอย่างสลดหดหู่ โชคดีที่สตรีนางนี้มาเจอตน ไม่อย่างนั้นความแค้นในใจก็ยังคงฝังลึกอยู่อย่างนั้น และจะทำให้นางกลายเป็นเพียงสัมภเวสีที่เร่ร่อนไปมาระหว่างภพภูมิอย่างไม่รู้จักจบสิ้น

               เช้าวันรุ่งขึ้น คนทั้งสองลุกออกจากเตียง

               ในตอนกลางวันเฉินเค่อจี่มักวางตัวเป็นสามีแสนดี ที่เอาใจใส่ดูแลภรรยาอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ยามกินอาหารเช้าเขาก็มักจะตักน้ำแกงให้อาหยูอย่างอ่อนโยน และเอ่ยว่า “ระวังร้อนล่ะ”

               อาหยูแย้มยิ้มตอบจางๆ

               ช่วงเวลาอาหารเช้าเฉินเค่อจี่จะคอยเหลือบตามองเพื่อสังเกตจานของอาหยู วันนี้เขาเห็นว่าในจานของนางมีซาลาเปาที่วางไว้จนเย็นชืดไปแล้วก้อนหนึ่ง

               ที่ผ่านมาเวลาที่เขาคีบอาหารให้ นางมักจะกินจนหมดอย่างมีความสุข ครั้งนี้นางดูผิดแปลกไปจากเดิม แต่เขาก็ไม่ได้เก็บมาคิดให้มากความและไม่ได้เอ่ยถาม

               เมื่อกินอาหารเช้าเรียบร้อย ทั้งสองก็เดินไปคารวะหรงอ๋องและพระชายาที่เรือนเหอเซียง หรงอ๋องแต่เดิมเคยเป็นองค์ชายเจ้าสำราญมาก่อน เป็นที่รู้กันไปทั่วว่าเขาไม่ทำงานจึงไม่จำเป็นต้องเข้าประชุมกับราชสำนัก ส่วนเฉินเค่อจี่ก็ไม่ใช่ผู้มีความสามารถโดดเด่นจึงไม่มีคุณสมบัติมากพอที่จะเข้าร่วมทำงานในราชสำนัก ฉะนั้นในตอนเช้าจึงเห็นสองพ่อลูกใช้ชีวิตตามสบายอยู่แต่ในตำหนัก

               เมื่อเดินจนใกล้จะถึงด้านนอกประตูก็ได้ยินเสียงหัวเราะสดใสไร้เดียงสาของเด็กน้อยคนหนึ่ง

               “เช้าวันนี้อันเกอของพวกเรากินอะไรมารึ?” หรงอ๋องเอ่ยหยอกล้อกับเด็กน้อยที่คุกเข่าอยู่ที่พื้นอย่างอารมณ์ดี เด็กน้อยคนนี้เป็นหลานชายคนโตชื่อว่าอันเกอ เป็นหลานที่เกิดจากบุตรชายที่มาจากภรรยารองของหรงอ๋อง จึงไม่ได้นับเป็นหลานย่าทางสายเลือดของพระชายาโดยตรง

               ตอนนี้อันเกออายุสามขวบปี กำลังอ้วนท้วนจ้ำม่ำ น่ารักน่าเอ็นดูเหมือนเด็กน้อยที่อยู่ข้างรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิม

               อันเกอเอ่ยเล่าตามแบบของเด็กสามขวบที่พูดไม่ชัดนักแต่ก็ช่างเจรจา จึงทำให้ทุกคนอดขำไม่ได้ มีเพียงพระชายาเท่านั้นที่แววตาของนางปรากฏความเย็นชาซ่อนอยู่ในส่วนลึก

               หรงอ๋องลูบท้องของอันเกอและเอ่ยว่า “เจ้าเก่งเหลือเกิน กินได้เยอะเชียว” เมื่อเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นเฉินเค่อจี่และอาหยูเดินยิ้มๆ เข้ามาด้านใน

               สายตาของทุกคนที่มองมายังทั้งสอง ต่างก็คิดกันไปต่างๆ นานา

               ทุกคนต่างรู้ดีเรื่องที่สะใภ้ใหญ่ไม่ตั้งครรภ์ ทว่าซื่อจื่อก็ไม่ยอมมีภรรยารองเพื่อสืบทอดตระกูล ทำให้หรงอ๋องไม่ค่อยพอใจสองสามีภรรยาคู่นี้เท่าไรนัก

               อาหยูเข้ามาคารวะหรงอ๋องและพระชายาด้วยความเคารพ

               หรงอ๋องพยักหน้ารับเล็กน้อย ส่วนพระชายาก็ยิ้มให้นางอย่างมีเมตตา

               ส่วนกับคนอื่นๆ นางคารวะมาก็คารวะตอบ

               อันเกอกำมืออูมๆ แล้วหันมาเอ่ยด้วยเสียงไร้เดียงสาว่า “คารวะท่านลุง ท่านป้า”

               เฉินเค่อจี่ยิ้มรับการคารวะของเด็กน้อย

               อาหยูแย้มยิ้มอย่างสนิทสนมกับเด็กชาย พลางเอ่ยว่า “อันเกอ ทำไมวันนี้ตื่นเช้าจัง”

               นั่นทำให้ทุกคนประหลาดใจมาก เพราะที่ผ่านมาเซี่ยหว่านหยูไม่ค่อยทำตัวสนิทสนมกับเด็กๆ ในบ้านเท่าไรนัก อาจเพราะคิดว่าตนไม่อาจมีลูกได้ นางจึงไม่ชอบคุยกับเด็กๆ

               แต่วันนี้พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตกรึ?

               ที่น่าประหลาดใจไปกว่านั้นก็คือ อันเกอกลับเป็นคนวิ่งไปหานางเอง

               อาหยูมองร่างอ้วนจ้ำม่ำของอันเกอด้วยความเอ็นดู ทำไมพวกเขาจะไม่รู้ว่าการที่เซี่ยหว่านหยูไม่เข้าใกล้เด็กๆ ก็เพราะกลัวว่าจะทำให้เฉินเค่อจี่คิดมาก

               ใบหน้าของอันเกอเต็มไปด้วยรอยยิ้มดีใจจนแก้มเปลี่ยนเป็นสีชมพูระเรื่อ แม้จะไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรแต่เขากลับดีใจ ดีใจเหลือเกิน ดีใจเสียจนพูดไม่ออก

               สะใภ้รองจึงเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “วันนี้ไม่รู้เป็นอะไร จู่ๆ อันเกอก็นึกอยากมากับข้า เขายังบอกว่าอยากจะมาทำความเคารพญาติผู้ใหญ่ ข้าก็เลยพามาด้วย”

               “อันเกอของพวกเราช่างเป็นเด็กกตัญญูเหลือเกิน” อาหยูลูบศีรษะของเขาและกล่าวชื่นชม

               เรื่องที่เด็กน้อยชอบนางไม่นับว่าแปลก เด็กๆ ทุกคนในโลกนี้ล้วนเป็นทาสแมวด้วยกันทั้งนั้น เด็กมักมีดวงจิตที่ละเอียดอ่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสัตว์เล็กสัตว์น้อยอย่างแมวและสุนัข ก่อนหน้านี้ หากนางคิดจะไปไหนมาไหนในร่างแมวขาวขนฟู อาหยูก็มักจะถูกห้อมล้อมด้วยกลุ่มเด็กเล็กอยู่เสมอ

               พอได้รับคำชม เด็กน้อยรูปร่างจ้ำม่ำก็ยิ้มจนตาหยี

มีเรื่องกลุ้มใจ

               สตรีรูปโฉมงดงามหยอกล้อกับเด็กน้อยหน้าตาน่าเอ็นดู เป็นภาพที่ใครเห็นเป็นต้องประทับใจ แต่กลับเป็นภาพที่แทงใจดำของเฉินเค่อจี่ เขาจึงเบือนหน้าหนี

               พระชายาคอยสังเกตอากัปกิริยาของบุตรชายแล้วก็ให้สงสารเขายิ่งนัก นางมีลูกคนเดียว ซ้ำร้ายเขายังอาภัพเกิดป่วยเป็นโรคประหลาด พระชายาหันไปค้อนใส่อาหยู ไม่รู้ว่าวันนี้นังเด็กนี่เป็นอะไรขึ้นมาจึงได้ทำตัวรักเด็กเกินพอดี

               เมื่อผ่านไปครู่หนึ่งทุกคนต่างก็แยกย้าย ใครทำงานก็ออกจากบ้านไป ใครกลับห้องก็กลับไป

               พระชายาเรียกตัวอาหยูเอาไว้ก่อน นางหรี่ตามองหลายครั้งและคิดว่าวันนี้สะใภ้ของตนเปลี่ยนไปจากปกติ เหมือนจะพูดน้อยลง คล้ายๆ กับมีเรื่องกลัดกลุ้มในใจ

               ผู้ที่เพิ่งจะแยกตัวเดินกลับไปอย่างสะใภ้รองและสะใภ้สาม ต่างก็พูดถึงความผิดปกติของอาหยูเช่นกัน

               สะใภ้รองมองบุตรชายที่กำลังวิ่งเล่นไล่จับผีเสื้อและเอ่ยว่า “วันนี้แปลกเหลือเกิน เป็นครั้งแรกที่ข้าเห็นสะใภ้ใหญ่ทำท่าสนิทสนมกับอันเกอของพวกเราถึงเพียงนี้”

               สะใภ้สามมองซ้ายมองขวาสำรวจโดยรอบ แล้วจึงกระซิบกระซาบว่า “หรือว่านางหมดหวังแล้วจริงๆ จึงอยากจะอุปถัมภ์อันเกอของเจ้า”

               “ไม่กระมัง เรื่องนี้ไม่ใช่ว่านางจะตัดสินใจคนเดียวได้เสียหน่อย ยังมีพี่ใหญ่และท่านพ่อท่านแม่อีก พวกเขาจะอนุญาตหรือ” แม้สะใภ้รองจะพูดอย่างนั้นแต่นางก็เริ่มตงิดใจ กลัวว่าเรื่องนี้จะเป็นความจริง ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าตนคิดเกินเลยไปใหญ่

               หรงอ๋องจะยอมให้บุตรชายคนโต ทายาทอันดับหนึ่งของตำหนักอ๋องต้องไร้ทายาทเพียงเพราะสตรีที่ไม่สามารถมีลูกได้อย่างไร?

               ตอนนี้เซี่ยหว่านหยูยังสาวและตระกูลเซี่ยก็ยังมีอำนาจ รออีกสักสามปีห้าปี หากเซี่ยหว่านหยูยังไม่สามารถมีลูกได้ ก็ไม่เชื่อหรอกว่าหรงอ๋องและพระชายาจะนิ่งเฉยโดยไม่ทำอะไรเลย แม้แต่ซื่อจื่อเองก็คงนั่งไม่ติดกับเรื่องนี้

               “ก็ไม่แน่นะ เจ้าดูสิ พี่ใหญ่รักสะใภ้ใหญ่เสียขนาดนั้น หากเป็นคนอื่นพอแต่งงานแล้วผู้หญิงไม่ยอมมีลูกให้ก็คงจะหย่าไปนานแล้ว หรือต่อให้ฝ่ายหญิงจะมีลูกให้นับสิบ แต่หากผู้ชายคิดอยากจะมีอนุก็มีได้ไม่ยาก ผู้ชายที่รักภรรยาอย่างพี่ใหญ่นับว่าเป็นหนึ่งในหมื่นเชียวนะ” สะใภ้สามเอ่ยขึ้นด้วยความอิจฉา และยังพูดเสริมอีกว่า “แม้สะใภ้ใหญ่จะไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ แต่การที่นางมีโอกาสแต่งกับสามีที่รักนางเพียงคนเดียว ซ้ำยังได้เจอกับแม่สามีอย่างท่านแม่ที่ให้ความสำคัญกับนาง เป็นใครก็ต้องอิจฉา”

               สะใภ้สามเอ่ยพลางบิดผ้าเช็ดหน้าและครุ่นคิดไปว่า เซี่ยหว่านหยูมีชาติตระกูลดีจึงได้แต่งเข้ามาอยู่ในตำหนักอ๋อง ได้เจอแม่สามีที่ดีและมีสามีที่รักนางเพียงคนเดียวนับว่าฝ่ายนั้นวาสนาดีแล้ว ทว่าสวรรค์ยังเมตตาไม่ยอมให้นางกำเนิดบุตร ไม่เช่นนั้นสตรีที่เพียบพร้อมไปเสียทุกอย่างเช่นนางคงจะเหยียบหัวสะใภ้คนอื่นๆ จมดินเสียแล้ว สะใภ้อย่างพวกนางจะมีหน้าอะไรไปเปรียบเทียบอีก

               แต่เมื่อคิดทบทวนไปมาก็คิดได้ว่า แม้เซี่ยหว่านหยูจะไม่อาจมีลูกแต่ซื่อจื่อก็ไม่ได้ปันใจให้สตรีอื่น ไม่คิดแม้แต่จะหาอนุ เมื่อมาเทียบกับสามีของพวกนาง ไม่ว่าจะเป็นสตรีงดงามหรือขี้เหร่ก็ลากขึ้นเตียงได้ทั้งนั้น สะใภ้สามแค่นึกก็โมโหจนแทบอยากจะฉีกผ้าเช็ดหน้าเสียเดี๋ยวนั้น

               สะใภ้รองหันไปค้อนใส่สะใภ้สาม... ในใจก็นึกอิจฉาอยู่เหมือนกันไม่ใช่รึ ชิ!

               อย่างไรก็ตามชื่อเสียงของเซี่ยหว่านหยูในเมืองหลวงยังไม่ค่อยดีเท่าไรนัก ทุกคนต่างพากันพูดว่านางเป็นสตรีที่ร่างกายอ่อนแอ เป็นแม่ไก่ที่ออกไข่ไม่ได้ เป็นสะใภ้ที่ทำหน้าที่ไม่สมบูรณ์

               สะใภ้รองลูบท้องของตน ดูเหมือนนางกำลังจะตั้งครรภ์อีกหน เกิดเป็นสตรีความสามารถอื่นนับเป็นเพียงของนอกกาย แต่ความสามารถในการตั้งครรภ์ต่างหากที่จะประกาศศักดาของสตรีได้อย่างแท้จริง

 

               ภายในเรือนเหอเซียง

               พระชายามองอาหยูด้วยแววตาเอ็นดู เอ่ยถามว่า “วันนี้ข้าเห็นเจ้าดูเหม่อลอย มีเรื่องกลุ้มใจอะไรรึ?” นางถามด้วยน้ำเสียงที่แสดงถึงความห่วงใย

               ภายในเมืองหลวงทุกคนต่างบอกว่าเซี่ยหว่านหยูเป็นคนโชคดีที่ได้เจอกับแม่สามีที่ใจกว้าง รักและห่วงใยนางเหมือนมารดาแท้ๆ เซี่ยหว่านหยูยืนยันไม่ให้เฉินเค่อจี่มีอนุ มารดาของเขาก็ไม่ได้เป็นเหมือนแม่สามีคนอื่นๆ ซึ่งคงจะดุลูกสะใภ้ไปแล้ว นางไม่พยายามยัดเยียดสตรีนางอื่นให้บุตรชายขณะเดียวกันก็พยายามปกป้องลูกสะใภ้ของตนอีก

               อาหยูหลุบตาลงเล็กน้อยเพื่อซ่อนแววตาเย้ยหยัน แม่สามีจะไม่ปกป้องนางได้อย่างไร เพราะคนที่ไม่สามารถมีลูกได้จริงๆ ก็คือบุตรชายของตัวเอง ฉะนั้นพระชายาจึงทำได้เพียงปลอบใจนาง ปลอบเสียจนเซี่ยหว่านหยูยอมเป็นคนแบกรับปมด้อยเรื่องนี้เอาไว้เอง

               แม่ลูกคู่นี้ก็ช่างหน้าไม่อาย หลอกให้เจ้าของร่างนี้แต่งงานด้วยไม่พอ ยังจะให้นางอดทนเป็นสะใภ้ที่ถูกผู้อื่นหยามเหยียด ส่วนพวกเขาก็วางท่าเป็นคนดี กลายเป็นแม่สามีและสามีที่ดีในสายตาของทุกคน

               “ท่านแม่” อาหยูเงยหน้าขึ้นทั้งๆ ที่น้ำตารื้น นางทำทีคล้ายจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็เงียบไปเสีย

               พระชายานึกหวั่นใจ นางเอ่ยถามเสียงอ่อนว่า “เจ้าไปเจอเรื่องลำบากใจอะไรเข้า บอกมาเถิดเดี๋ยวแม่จะจัดการให้”

               อาหยูหันไปมองเด็กรับใช้ในห้องด้วยแววตาอึดอัดใจ นั่นทำให้พระชายายิ่งหวั่นใจ จึงได้ส่งสัญญาณบอกให้พวกเขาออกจากห้องไป จนกระทั่งภายในห้องเหลือเพียงสองคน

               อาหยูจึงละล่ำละลักเอ่ยขึ้นว่า “ท่านแม่ พวกเราเชิญหมอที่มีชื่อเสียงมารักษาเซี่ยหลี่อีกหนเถิดเจ้าค่ะ”

               เฉินเค่อจี่มีชื่อที่เรียกแทนตัวเขาอีกชื่อว่า ‘เซี่ยหลี่’ ที่มาจากสมญานามเต็มของเขาคือ ‘เค่อจี่เซี่ยหลี่เว่ยเหริน’ ความหมายคือ ผู้ที่รักษาตนให้อยู่ในศีลธรรมที่ดีงาม

               เมื่อนางพูดถึงประเด็นนี้ พระชายาก็รู้สึกประหลาดใจมาก นางนิ่งมองอาหยูอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะค่อยๆ เอ่ยขึ้นว่า “ก่อนหน้านี้เจ้าบอกว่าเจ้าจะไม่ทรมานเซี่ยหลี่อีกแล้ว ตอนนี้ทำไมจึงได้เปลี่ยนแปลงความคิดเสียเล่า”

               โรคของเฉินเค่อจี่ถูกตรวจพบก่อนที่เขาจะกลายเป็นหนุ่ม เดิมเขาก็เป็นเหมือนกับเด็กชายคนอื่นๆ ที่เริ่มมีลูกกระเดือกและเสียงแตกตอนอายุสิบสองสิบสามปี แต่องคชาตของเขากลับไร้ความรู้สึกทางเพศ ในตอนแรกพระชายาแอบคิดว่าเรื่องนี้คงไม่รุนแรงนัก จึงหาเด็กรับใช้ที่หน้าตาสะสวยมาปลุกอารมณ์ของผู้เป็นบุตร ทว่าครั้งนั้นเองที่นางตระหนักถึงความหนักหนาสาหัสของปัญหานี้

               เรื่องนี้ถูกเก็บเป็นความลับสุดยอด พระชายาปิดข่าวเงียบสนิทแล้วหาหมอที่มีชื่อเสียงมารักษาบุตรชายไปพลางๆ แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่หาย หลังจากที่เซี่ยหว่านหยูแต่งเข้ามาเป็นสะใภ้ในบ้าน พระชายาก็ยังคงรักษาบุตรชายอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งสี่ปีที่แล้วบุตรชายของนางทนไม่ไหว เขาเอ่ยขอร้องด้วยสองตาแดงก่ำว่าอย่าได้ทรมานเขาอีกเลย

               น้ำตาลูกผู้ชายไม่หลั่งรินออกมาง่ายๆ หากไม่ถึงที่สุดจริงๆ

               เมื่อเห็นบุตรชายเป็นเช่นนั้น พระชายาก็รู้สึกเหมือนมีคมมีดกรีดลงกลางใจ เซี่ยหว่านหยูเองก็บอกว่าไม่ต้องรักษาแล้ว พระชายาจึงค่อยโล่งใจขึ้นบ้าง ตลอดหลายปีที่ผ่านมาผู้เป็นแม่อย่างนางก็หมดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพียงแต่ยังคงรู้สึกผิดต่อเซี่ยหว่านหยู ฉะนั้นเมื่อเซี่ยหว่านหยูยอมแพ้และทำใจยอมรับเรื่องนี้ได้ นางก็ยินดียิ่ง

               แต่เวลาผ่านไปสี่ปี เซี่ยหว่านหยูกลับเป็นฝ่ายเปิดประเด็นเรื่องหมอขึ้นมาอีกครั้ง ทำให้พระชายากลัดกลุ้มใจอีกหน ทำไมจู่ๆ ลูกสะใภ้จึงได้เปลี่ยนความคิดเสียเล่า?

               หรือนางจงใจจะสาดเกลือใส่แผลใจของพวกเขา?

               อาหยูเอ่ยทั้งน้ำตาว่า “ท่านแม่ เมื่อวานข้าบังเอิญได้ยินพวกเด็กรับใช้พูดกันว่า ต่อไปก็ไม่รู้ว่าตำหนักแห่งนี้จะตกอยู่ในมือของใคร ท่านแม่...เมื่อครู่ข้าอุ้มอันเกอ แต่ก็ไม่อาจทำใจยอมรับเขาได้ ลูกที่ไม่ได้คลอดเองก็ไม่นับว่าเป็นลูก แม้ข้าจะพยายามทำดีต่ออันเกอเพียงไรก็ไม่อาจสนิทใจ ต่อไปเขาจะต้องเติบโตแล้วกลับไปกตัญญูต่อพ่อแม่แท้ๆ หรือปู่ย่าแท้ๆ ของเขาเท่านั้น หากเป็นเช่นนั้น... ครอบครัวบ้านสายหลักของเราจะทำอย่างไรล่ะเจ้าคะ? ท่านแม่... หรือว่าท่านอยากจะมอบตำหนักใหญ่โตหลังนี้ให้แก่ลูกหลานของครอบครัวบ้านสายรอง อันเป็นเชื้อสายของภรรยาคนอื่นๆ เล่าเจ้าคะ?”

               พระชายาย่อมไม่ยอมอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นนางจะพยายามปิดข่าวเรื่องที่บุตรชายของตนไม่อาจมีทายาทได้หรือ ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะไม่อยากให้บุตรชายสูญเสียตำแหน่งทายาทอันดับหนึ่งของตำหนักอ๋องไป

               หลังจากที่อาหยูไปแล้ว พระชายาก็นิ่งทบทวนอยู่นานและตัดสินใจว่าจะขอลองดูอีกครั้ง บางทีอาจจะรักษาได้ หรงอ๋องมักจะให้ความเมตตาต่อบุตรชายคนที่สองและคนที่ห้าอันเกิดจากภรรยาคนอื่นๆ ต่อไปหากว่าครอบครัวบ้านสายหลักจะรับลูกของใครมาเป็นบุตรบุญธรรม ก็เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าจะต้องรับลูกหลานจากสองครอบครัวนี้ หากจะให้ลูกหลานของเมียน้อยได้ขึ้นครองตำหนักนี้ต่อ แค่คิดพระชายาก็รู้สึกสะอิดสะเอียนแล้ว

               ดังนั้นพระชายาจึงได้ส่งคนไปเชิญตัวอาหยูมาอีกครั้ง เพื่อบอกการตัดสินใจของตน

               พระชายายิ้มอย่างขมขื่นและเอ่ยว่า “เจ้าอย่าทำเหมือนแม่เป็นคนนอก พวกเราต่างหากที่ต้องขอบคุณเจ้า หลายปีมานี้เจ้าคงลำบากมาก”

               อาหยูตอบว่า “เป็นหน้าที่ของข้าอยู่แล้วเจ้าค่ะ”

              พระชายาพอใจอย่างยิ่ง นางรู้สึกชื่นชมในตัวเซี่ยหว่านหยู สะใภ้ที่นางบรรจงคัดเลือกอย่างดีที่สุด ผู้ที่เพียบพร้อมทั้งชาติตระกูล รูปร่างหน้าตา และยังมีจิตใจที่ดีงามอย่างที่หาได้ยาก

ช่างไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย

               ตอนที่ตัดสินใจแต่งเซี่ยหว่านหยูเข้ามาเป็นสะใภ้นางเคยนึกพนันกับตนเองในใจว่า เซี่ยหว่านหยูคงมีใจรักบุตรชายของตน และไม่รังเกียจที่บุตรชายไม่อาจทำหน้าที่ของสามีได้อย่างสมบูรณ์

               โชคดีที่นางพนันได้ถูกต้อง เซี่ยหว่านหยูเหมาะสมกับตำแหน่งสะใภ้ยิ่งกว่าที่พระชายาคิดไว้เสียอีก หลายปีที่ผ่านมาบุตรชายของนางก็ช่วยยกระดับตระกูลเซี่ยให้สูงขึ้น แม้ว่าตระกูลของพวกเขาจะนับเป็นหนึ่งในเชื้อพระวงศ์ แต่หรงอ๋องก็ไม่มีอำนาจในมือ กล่าวได้ว่าพวกเขาเป็นที่นับหน้าถือตาแต่ยังไม่มีอำนาจเพียงพอ

               “ถ้าอย่างนั้น ข้าควรจะบอกเซี่ยหลี่อย่างไรดี” อาหยูมองพระชายาพลางเอ่ยถาม

               “ข้าจะเป็นฝ่ายบอกเองก็แล้วกัน”

               ก็ดีเหมือนกัน เขาเป็นบุตรชายของฝ่ายนั้น อาหยูกลัวว่าหากตนเป็นคนพูดก็อาจจะกระทบต่อความสัมพันธ์ฉันผัวเมีย ย่อมไม่เป็นผลดีเท่าไร

               พระชายายังกล่าวอีกว่า นางจะเป็นคนไปหาหมอมาเอง

               อาหยูกล่าวขอบคุณแม่สามี

               เมื่อสนทนากันอีกเล็กน้อย อาหยูก็ขอตัวลากลับ

               พอกลับมาที่เรือนของตน อาหยูก็อุ้มแมวตัวหนึ่งขึ้นมาลูบขนของมันเบาๆ

               ช่างไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย ผู้หญิงคนหนึ่งไม่สามารถมีบุตรได้ก็ถือเป็นความผิดร้ายแรงที่ครอบครัวของสามีสามารถสั่งให้หย่าร้างได้อย่างถูกต้อง

               แต่ถ้าเหตุเกิดจากตัวผู้เป็นสามีเสียเอง ผู้หญิงคนนั้นกลับไม่สามารถทอดทิ้งสามีได้

               หากนางอยากจะลุกขึ้นแล้วเดินจากไปโดยที่ยังคงรักษาเกียรติของตนได้อย่างครบถ้วนก็ต้องหาวิธีสักหน่อย นางไม่รีบร้อนหรอกยังมีเวลาอีกมากที่จะจัดการให้เฉินเค่อจี่ได้รับความเจ็บปวด อับอาย และไม่มีที่ยืนในสังคม

               สำหรับลูกผู้ชายแล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทรมานเสียยิ่งกว่าตาย นางจะตอกย้ำเฉินเค่อจี่ครั้งแล้วครั้งเล่าว่าเขาเป็นผู้ชายที่ใช้ไม่ได้ ให้สมกับที่เจ้าของร่างนี้ฝากมาจัดการ

               ชาติที่ผ่านมาเฉินเค่อจี่ไม่ได้เป็นสุภาพบุรุษอย่างที่แสดงออกให้ทุกคนเห็น เรื่องในห้องหอก็ยิ่งแล้วใหญ่ เขาพยายามใช้การแต่งงานมาปกปิดข้อบกพร่องของตน หลอกใช้หญิงที่รักเขาอย่างจริงใจ ตอนที่นางหมดประโยชน์แล้ว เขาก็ชักสีหน้าเปลี่ยนแปลงความคิดและการกระทำของตนเองอย่างสิ้นเชิง เขาตะโกนออกมาว่าเกลียดที่นางมาขัดขวางความสุขของเขา

               ผู้ชายสารเลวเช่นนี้ นางจะต้องจัดการให้หลาบจำ!

 

               เย็นวันนั้น เฉินเค่อจี่กลับมาจากที่ทำงาน

               เขาถูกพระชายาเรียกตัวไปพบ เมื่อสั่งให้เด็กรับใช้ออกไปจนหมดแล้ว พระชายาก็พูดด้วยสีหน้าเป็นการเป็นงานถึงเรื่องที่อยากเชิญหมอมารักษาเขา

               เฉินเค่อจี่กำหมัดแน่น ภาพความอัปยศอดสูเมื่อหลายปีที่ผ่านมายังคงติดตรึงอยู่ในความทรงจำ

               เมื่อเห็นเขามีสีหน้าเปลี่ยนไป เส้นเอ็นที่มือปูดโปนขึ้นมาอย่างชัดเจน พระชายาก็สะเทือนใจยิ่งนัก นางอยากจะหยุดเพียงเท่านี้ แต่เมื่อคิดถึงความเป็นไปได้ที่ทายาทของสตรีอื่นจะขึ้นมาครองตำหนัก นางก็ตัดสินใจพูดต่อไปว่า “เซี่ยหลี่ ตัวเจ้าลำบากทำดีแล้วจะปล่อยให้คนอื่นฮุบความดีความชอบเอาไว้ทั้งหมดเลยรึ ยอมให้เรื่องที่เจ้าทำมาทั้งหมดถูกคนอื่นชุบมือเปิบไปเลยใช่ไหม?”

               เฉินเค่อจี่หน้าถอดสี ทำไมเขาจะไม่อยากมีบุตรสืบสกุลเล่า แต่เขารักษามาตั้งหลายปีจึงไม่อยากก้าวเข้าไปในวงจรนั้นอีก แม้อาการทางกายจะเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย แต่ความสะเทือนใจต่างหากที่เป็นเรื่องที่ยากจะรับได้

               ทำไมตัวเขาต้องเป็นโรคนี้

               “หว่านหยูเป็นคนเสนอเรื่องนี้ใช่หรือไม่” เฉินเค่อจี่รู้สึกถึงความผิดปกติของอาหยูเมื่อเช้า

               พระชายาเห็นสีหน้าของบุตรชายจึงถอนหายใจเบาๆ และเอ่ยว่า “หว่านหยูหวังดีต่อเจ้า มีประโยคหนึ่งที่นางพูดถูก เด็กอย่างอันเกอก็มีพ่อแม่ของเขาเองซ้ำยังอาศัยอยู่ใต้ชายคาเดียวกัน จะสนิทสนมกับพวกเจ้าได้อย่างไร ตอนนี้เจ้าก็ยังหนุ่มยังแน่นจะยอมแพ้ไปแบบนี้น่ะหรือ เรื่องนี้ก็ยังเกี่ยวกับชีวิตที่เหลือของหว่านหยูอีกด้วย แม่ไม่มีทางทำร้ายเจ้าหรอก ที่ทำไปก็เพราะหวังดีกับเจ้าทั้งนั้น”

               พระชายาเอ่ยพลางน้ำตารื้น บุตรชายนางป่วยเป็นโรคนี้ในใจนางกลับเจ็บปวดยิ่งกว่า

               ในที่สุดเฉินเค่อจี่ก็ยอมแต่โดยดี เขาไม่อาจทนเห็นมารดาหลั่งน้ำตาต่อหน้าได้ ในใจลึกๆ ตัวเขาเองก็ยังปรารถนาจะมีทายาทสืบสกุลอยู่เหมือนกัน ดังนั้นเขาจึงพยายามเผชิญหน้ากับบาดแผลในใจที่ยังไม่หายดีอีกครั้ง

               เมื่อออกจากเรือนเหอเซียง เฉินเค่อจี่ไม่ได้กลับไปที่เรือนของตนทันทีแต่ไปที่ห้องหนังสือ สั่งให้คนไปบอกภรรยาว่าเขามีธุระต้องจัดการ คืนนี้จะพักที่ห้องหนังสือ เขาไม่อยากพบหว่านหยู ความโกรธที่ยังคงคุกรุ่นอยู่ในใจทำให้เขาไม่รู้จะปั้นหน้าอย่างไรเมื่อได้พบนาง

               ผู้ที่กำลังลูบขนแมวอยู่อย่างอาหยูได้ฟังก็เพียงแต่รับคำเบาๆ

               เพียงเท่านี้ก็รับไม่ไหวแล้วหรือ?

               เมื่อเทียบกับความเจ็บปวดที่เขาฝากไว้กับเซี่ยหว่านหยูนี่ถือเป็นเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น

               อาหยูวางแมวลงบนพื้น เมื่อเขาไม่มานางก็จะไปหาเขาเอง หากเป็นเซี่ยหว่านหยูคนเดิมซึ่งยังไม่รู้ตัวตนที่แท้จริงของเฉินเค่อจี่ก็คงไม่ไปหา เพราะจะทำให้เขารู้สึกแย่กับปมด้อยของตนมากขึ้น แต่ดวงวิญญาณของร่าง ณ ตอนนี้เป็นอาหยู

               ยิ่งอยากหนี นางยิ่งอยากสาดเกลือเข้าไปในแผลใจของเขามากขึ้น

               เฉินเค่อจี่นั่งอยู่ในห้องหนังสือ แววตาของเขาว่างเปล่าไร้ความรู้สึกใดๆ จู่ๆ ก็มีเสียงเคาะประตูทำให้เขาต้องตื่นจากภวังค์

               “ซื่อจื่อ ซื่อจื่อเฟยมาหาเจ้าค่ะ”

               เฉินเค่อจี่นิ่งอึ้งเล็กน้อย นางมาทำไม ไม่รู้หรือว่าตอนนี้เขาไม่อยากเจอนาง

               เฉินเค่อจี่ผู้ซึ่งเคยชินกับนิสัยเรียบร้อยอ่อนโยนของเซี่ยหว่านหยู เริ่มนึกย้อนไปถึงความผิดปกติของนางที่เกิดขึ้นเมื่อเช้าอีกครั้ง

               นัยน์ตาของเขาปรากฏวี่แววแห่งความรำคาญที่แม้แต่ตนเองก็ไม่อาจสังเกต เขาคว้าหนังสือมาวางไว้บนโต๊ะอย่างขอไปทีและเอ่ยว่า “เข้ามาได้”

               อาหยูเปิดประตูเข้ามาในห้อง แววตาของนางเต็มไปด้วยความเย็นชา

               เฉินเค่อจี่นิ่งอึ้งไปเล็กน้อย

               “ท่านทำงานยุ่งหรือไม่อยากเจอข้ากันแน่เจ้าคะ” อาหยูยกมุมปากยิ้มคล้ายจะเยาะเย้ย ดวงตาของนางมองหนังสือที่วางกลับหัวอยู่บนโต๊ะ

               เฉินเค่อจี่นิ่งอึ้งไปเล็กน้อย เขายังถึงขั้นสงสัยว่าตนกำลังตกอยู่ในความฝันหรือไม่ ได้แต่มองอาหยูซึ่งมีท่าทีต่างจากปกติไปมาก

               ป่ายเหอและเด็กรับใช้ที่ติดตามอาหยูมาอย่างจื่อซูประหลาดใจกับสิ่งที่ได้ยิน ป่ายเหอที่เป็นบ่าวรับใช้คนสนิทของเฉินเค่อจี่กลัวว่าอาหยูจะพูดอะไรที่ไม่เหมาะไม่ควรออกมา จึงรีบพาจื่อซูออกจากห้องไป และยังปิดประตูเบาๆ ด้วยความใส่ใจ

               เฉินเค่อจี่ขมวดคิ้วเล็กน้อย เขามองหนังสือที่วางกลับหัวไว้บนโต๊ะแล้วหันไปมองดวงหน้าเรียบเฉยไร้ความรู้สึกของอาหยูโดยไม่พูดไม่จา

               อาหยูก้าวไปเบื้องหน้าเล็กน้อยและเอ่ยคาดคั้นว่า “เหตุใดท่านจึงไม่อยากพบข้า เป็นเพราะข้าขอให้ท่านแม่เชิญหมอมารักษาอย่างนั้นรึ”

               เฉินเค่อจี่ยิ่งขมวดคิ้วแน่นขึ้น เขาไม่ค่อยคุ้นเคยกับท่าทางพูดจาคาดคั้นของอาหยู รู้สึกว่านางแปลกไปคล้ายกับเป็นคนที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อน เขาเอ่ยว่า “หว่านหยู วันนี้เจ้าเป็นอะไรของเจ้า”

               อาหยูแสดงท่าทีเหมือนถูกพูดจี้ใจดำ นางเอ่ยด้วยความร้าวรานใจว่า “ในสายตาของท่าน ข้าควรจะเอาแต่เก็บตัวอยู่ในเรือนจิ่นฟางเก๋อโดยไม่มารบกวนท่าน ข้าจึงจะเป็นคนปกติใช่หรือไม่? ในสายตาของท่าน ข้าไม่ควรจะไปหาท่านแม่ ไม่ควรไปรบกวนให้ท่านแม่หาหมอเก่งๆ มารักษา ข้าควรจะยืนยันกับท่านว่าต่อไปจะไม่พูดถึงการหาหมอมารักษาอีกใช่หรือไม่?”

               เฉินเค่อจี่มีแววตาประหลาดใจ เขาลุกขึ้นยืนและเอ่ยว่า “เจ้าพูดอะไรของเจ้า”

               “พูดถึงเรื่องที่ข้าต้องทำก่อนหน้านี้ พูดถึงเรื่องที่ท่านเคยให้ข้าทำอย่างไรเล่า” อาหยูยังคงจ้องเขาเขม็งและเอ่ยด้วยน้ำเสียงคล้ายจะเย้ยหยัน

               “พูดพล่อยๆ ทั้งเพ” เฉินเค่อจี่กล่าวด้วยความโมโห “วันนี้เจ้าเป็นอะไรของเจ้า พูดจาเลอะเทอะทั้งวัน”

               อาหยูกระตุกมุมปากยิ้ม นางเค้นแววตาเจ็บปวดอย่างยากจะพรรณนาออกมา ก่อนจะเอ่ยว่า “บ่ายวันนี้มีข่าวดีเกี่ยวกับสะใภ้รอง... ท่านเคยคิดไหมว่าคนทั้งตำหนักรวมถึงคนข้างนอกเขาวิจารณ์และตำหนิข้าอย่างไรบ้าง แม้แต่แม่ของตัวข้าเองและคนอื่นๆ ก็คงอยากจะสั่งสอนข้า ทุกคนอยากจะขอให้ข้าทำตัวใจกว้างบ้างล่ะ ยอมให้ท่านมีอนุบ้างล่ะ เพราะท่านเป็นผู้ชาย หากไร้บุตรสืบสกุลย่อมต้องเสียใจเป็นธรรมดา แล้วข้าเล่า? ข้าเองก็เป็นมนุษย์มีเลือดเนื้อ มีหัวใจ ข้าเสียใจได้ไม่ต่างจากท่าน เฉินเค่อจี่... ข้าเหนื่อยที่จะต้องแบกรับคำติฉินเหล่านี้เหลือเกินแล้ว”

               เฉินเค่อจี่หน้าถอดสีด้วยความตกใจ คำพูดของนางเป็นดั่งเข็มทิ่มแทงลงมาในใจเขาอย่างไม่บันยะบันยัง เขามองหน้าอาหยูด้วยความสงสัยคล้ายกับอยากพินิจให้รู้แน่ว่า นางพูดจริงๆ หรือพูดเพราะอารมณ์ชั่ววูบเท่านั้น

               “ทุกครั้งที่ข้าพูดอะไรหรือทำอะไรที่บังเอิญไปกระทบใจท่าน ท่านก็มักจะเป็นอย่างนี้ จะไม่ยอมพบหน้าข้า รู้ไหมว่าทุกครั้งที่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมาข้าคิดอะไรอยู่? ข้าคิดโทษตัวเองและยังกลัวไปว่าท่านจะคิดโทษข้าหรือไม่ นานวันเข้าเมื่ออยู่ต่อหน้าท่านข้าจึงไม่กล้าพูดหรือทำอะไรอีก ทุกครั้งข้าต้องทบทวนซ้ำแล้วซ้ำเล่าก่อนจะเอ่ยปากออกมาสักคำ ข้าเหนื่อยเหลือเกิน”

               “หว่านหยู ข้าไม่ได้คิดอย่างนั้น ข้าจะโทษเจ้าได้อย่างไร” เฉินเค่อจี่รู้สึกว่าดวงใจของเขาเหมือนกับสมอเรือที่จมดิ่งลงในห้วงทะเลลึก “ข้ากำลังโทษตนเองต่างหาก”

ไฟแห่งความเคียดแค้น

               เฉินเค่อจี่อยากอธิบายแต่กลับถูกอาหยูเอ่ยตัดบทขึ้นมา “แต่ข้ารู้สึกว่าท่านกำลังโทษข้า” โทสะของอาหยูเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นางเอ่ยว่า “ข้าอยากจะรักษาความรู้สึกของท่านจึงได้ระมัดระวังทุกคำพูด กลัวว่าท่านจะคิดมาก แต่ท่านไม่เคยห่วงใยความรู้สึกข้าเหมือนที่ข้าทำกับท่านเลย หากไม่ชอบท่านก็หลบหน้า แต่เวลาที่ข้าไม่พอใจข้ากลับต้องเป็นฝ่ายปลอบโยนท่าน ข้าถูกผู้คนนำไปนินทาลับหลังว่ามาครองตำแหน่งสะใภ้ใหญ่โดยไม่ยอมให้กำเนิดทายาท นับเป็นสะใภ้ที่บกพร่อง ท่านรู้หรือไม่ว่าในใจข้าเจ็บปวดเพียงใด แต่ข้าไม่กล้าแสดงออกมา เพราะกลัวว่าท่านจะคิดมากและจะเสียใจอีก แต่ความเสียใจและความเจ็บปวดของข้าล่ะ ท่านเคยรู้บ้างหรือไม่? ท่านคงรู้แต่ก็ไม่ได้เก็บไปคิดมาก เพราะถ้าคิดก็จะหันกลับมาโทษตัวเอง ท่านไม่อยากเจ็บปวด ดังนั้นจึงแสร้งทำเป็นไม่เห็นความเจ็บปวดของข้า”

               ผู้ที่ถูกแทงใจดำแทบทุกประโยคอย่างเฉินเค่อจี่นิ่งอึ้งมองอาหยูด้วยความอัศจรรย์ใจ ใบหน้าของนางปรากฏแววโทสะอย่างไม่ปิดบัง ดวงตาทั้งสองข้างคล้ายมีไฟแห่งความเคียดแค้นคุกรุ่นอย่างต่อเนื่อง

               เฉินเค่อจี่รู้สึกอัปยศอดสูอย่างที่สุด เขาไม่กล้าสบสายตาคมกริบคู่นั้นของนางจึงเอ่ยว่า “ข้าขอโทษหว่านหยู ต่อไปข้าจะไม่ทำอย่างนี้อีกแล้ว ข้าจะยอมรับการรักษาจากหมอ”

               เมื่อพูดมาได้ครึ่งหนึ่งเขาก็รู้สึกอึดอัดใจจนยากจะเอ่ยปาก

               อาหยูยักไหล่อย่างไม่ยี่หระพร้อมกับเอ่ยว่า “ท่านอยากทำอะไรก็ทำเถิด ข้าไปกะเกณฑ์อะไรไม่ได้ และไม่อยากกะเกณฑ์อะไรอีกแล้ว”

               หากอยากรักษาก็ไปรักษา เพราะอย่างไรเสียก็คงรักษาไม่หาย โรคของชายคนนี้คงมีเพียงสตรีนางนั้นที่รักษาได้ แต่ชาตินี้ไม่เหมือนชาติที่แล้ว ถ้านังนั่นรักษาเขาหายได้จริงๆ ปีศาจอย่างอาหยูนี่แหละจะทำให้เขากลับมาเป็นอีกหน

               การได้สมปรารถนาแล้วสูญเสียไปจากมือ นับเป็นความเจ็บปวดยิ่งกว่า!

               “หว่านหยู” เฉินเค่อจี่เห็นว่านางมีสีหน้าเย็นชาก่อนจะหันหลังและเดินจากไป ใจของเขาเต้นแรงด้วยโทสะ บังคับให้ร่างของเฉินเค่อจี่พุ่งตรงมารั้งร่างของนางไว้ ในห้วงความคิดของเขาคล้ายมีเสียงกระซิบบอกว่าจะให้นางไปทั้งอย่างนี้ไม่ได้ มิฉะนั้นเขาคงไม่มีโอกาสรั้งนางไว้อีกแล้ว

               “ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้” อาหยูเอ่ยอย่างโมโห

               “หว่านหยู เจ้าฟังข้าอธิบายก่อน” เฉินเค่อจี่ร้อนใจอย่างยิ่ง เขาจับข้อมืออาหยูไว้แน่น

               ผู้ที่ถูกเขาจับข้อมือไว้อย่างอาหยูมีสีหน้าฉุกคิดออกมาแวบหนึ่ง แล้วจึงยิ่งดิ้นรนขัดขืนเขา “ข้าไม่ฟัง ข้าไม่ฟัง ข้าไม่อยากฟังท่านอธิบาย” ขณะที่กำลังยื้อยุดฉุดกระชากกันอยู่นั้น อาหยูก็ฟาดมือตบลงบนหน้าของเฉินเค่อจี่อย่างแรง

               “เพียะ!” เสียงตบดังขึ้นอย่างแรง

               เฉินเค่อจี่ถูกตบจนหน้าสะบัดไปอีกทางและรู้สึกหน้าชาไปกว่าครึ่ง

               อาหยูหน้าถอดสีคล้ายกับรู้ตัวว่าพลั้งมือไป

               ผู้ที่ถูกป่ายเหอตามมาแก้สถานการณ์อย่างพระชายานิ่งอึ้งกับภาพที่เห็นตรงหน้า นางชะงักมือค้างไว้ที่ประตู ดวงหน้าเต็มไปด้วยความร้อนใจ มีเพียงแววตาของนางเท่านั้นที่ปรากฏความตกใจและประหลาดใจอย่างยิ่ง

               “ข้า...” อาหยูหันไปมองมือที่ชูขึ้นกลางอากาศคล้ายกับไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี ก่อนจะซุกมือลงด้วยความสับสน

               “หว่านหยู” พระชายาอยากจะเข้าไปห้ามนางตามสัญชาตญาณ แต่กลับถูกมือที่อาหยูสะบัดลงมากระทบเข้ากับหลังมือของตนจนรู้สึกเจ็บชา ส่วนอาหยูก็รีบก้าวสั้นๆ หนีห่างออกไป

               พระชายากุมมือที่ยังเจ็บอยู่และคว้าคนข้างๆ เอาไว้ กว่านางจะได้สติอาหยูก็วิ่งหายไปแล้ว พระชายาหันกลับมามองบุตรชายที่เพิ่งถูกตบอย่างเฉินเค่อจี่ และรีบถามเขา “เกิดอะไรขึ้นรึ”

               รู้สึกว่าวันนี้ทั้งวันมีเรื่องผิดปกติเกิดขึ้นตลอด หางตาของนางกระตุกเล็กน้อย กระตุกบ่อยจนนางรู้สึกเป็นกังวล

               เฉินเค่อจี่คล้ายกับเพิ่งจะตื่นจากความฝัน เขายกมือขึ้นลูบหน้าที่ยังชาจากการถูกตบ สูดลมผ่านไรฟันส่งเสียงครวญอย่างเจ็บปวด

               พระชายาตกใจมาก นางรีบสำรวจใบหน้าของบุตรชาย เห็นรอยแดงปรากฏเล็กน้อยแต่ไม่ถึงกับบวม เซี่ยหว่านหยูซึ่งเป็นสตรีจะมีแรงตบสักเท่าไรกัน

               เฉินเค่อจี่กลับรู้สึกว่าตนถูกตบจนหน้าฉีกและเจ็บมากขึ้นเรื่อยๆ คล้ายกับมีหนอนหลายร้อยตัวชอนไชกัดกินบนใบหน้า เจ็บเสียจนมีน้ำรื้นออกมา

               พระชายาประหลาดใจกับท่าทีของเขา คิดไปว่าเขาเจ็บขนาดนั้นเลยรึ จากนั้นจึงรีบสั่งให้คนไปยกน้ำร้อนมา

               ใบหน้าทางด้านซ้ายของเขาปวดจนเฉินเค่อจี่ต้องส่งเสียงร้องแทบตลอดเวลา เขาขบกรามแน่นจนใบหน้าตึงและเกร็งไปทั้งร่าง พยายามสะกดกลั้นความเจ็บปวดอย่างสาหัส

               พระชายามองดูใบหน้าของเขาที่ค่อยๆ เปลี่ยนจากสีแดงเป็นสีขาวซีดลงเรื่อยๆ แล้วจึงหันมามองที่มือของตน ตอนที่นางถูกตีโดนก็รู้สึกเจ็บอยู่บ้างแต่ตอนนี้ก็ไม่ได้เป็นอะไรนี่

               เฉินเค่อจี่อดไม่ได้ที่จะกระแทกตัวนั่งลงข้างฝา เขาเจ็บปวดอย่างสุดจะกลั้น พระชายาก็ไม่รู้จะทำอย่างไรกับผู้ที่เจ็บปวดจนแทบบอกไม่ถูก เฉินเค่อจี่ไม่สนใจผู้เป็นมารดา เขารู้สึกถึงความเจ็บปวดที่ค่อยๆ แผ่ไปถึงกระดูก หว่านหยูใช้แรงขนาดไหนในการตบเขานะ

               ไม่ใช่ตบสิ... เหมือนข่วน

               ข่วนด้วยกรงเล็บของปีศาจ!

               ขณะนั้นเองป่ายเหอก็ถือกะละมังน้ำเข้ามา ผ้าชุบน้ำบิดหมาดๆ หลังจากเอามาแตะเบาๆ ที่ผิวหน้าของเฉินเค่อจี่ เขาก็สะดุ้งและร้องเสียงดังลั่น “อย่ามาแตะ” ป่ายเหอถูกผลักออกไปอย่างแรงจนไปกระแทกกะละมังที่วางอยู่ ทำให้น้ำร้อนหกไหลนองพื้น

               ป่ายเหอรีบคุกเข่าลงขอโทษทันที

               พระชายาเม้มริมฝีปากเล็กน้อย นางรู้สึกว่าบุตรชายของตนทำเกินไปแต่อย่างไรก็ต้องสะกดกลั้นความคิดนั้นไว้ แอบคิดในใจว่าบุตรชายแกล้งทำเป็นเจ็บเพราะไม่อยากให้นางพูดถึงเรื่องหาหมออีก จึงพยายามทำเรื่องเล็กให้กลายเป็นเรื่องใหญ่

               แต่พอคิดทบทวนไปมา ก็คิดว่าบุตรชายนางไม่น่าจะเป็นคนอย่างนั้น “ไปเชิญหมอมาตรวจหน่อย”

               สิ้นสุดคำนั้นเฉินเค่อจี่ก็รู้สึกว่าความเจ็บปวดที่แผ่ซ่านไปถึงกระดูกเมื่อครู่ค่อยๆ ทุเลาลง จึงรีบเอ่ยว่า “ไม่ต้อง ตอนนี้ข้าไม่รู้สึกเจ็บขนาดนั้นแล้วท่านแม่”

               พระชายา “...”

               เฉินเค่อจี่หน้าแดงก่ำ ไม่ใช่เพราะเขาไม่เจ็บแต่เป็นเพราะรู้สึกอาย แม้แต่ตัวเขายังรู้สึกว่าตนออกอาการจนเกินงาม พอเขายกมือขึ้นลูบหน้าตัวเองอีกหนก็รู้สึกเจ็บเพียงเล็กน้อยเท่านั้น คล้ายกับว่าความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้เป็นเพราะเขาอุปาทานไปเอง

               แปลกเหลือเกิน...

               พระชายาค่อยๆ ถอนหายใจเบาๆ แล้วจ้องมองเขา “ไม่เจ็บก็ดี” จากนั้นก็หันมาสั่งให้ป่ายเหอออกไป นางมองเฉินเค่อจี่แล้วเอ่ยว่า “ทำไมเจ้ากับหว่านหยูจึงทะเลาะกันได้”

               เฉินเค่อจี่มีสีหน้าอึดอัดใจ เขาก้มหน้าเล็กน้อยและเอ่ยว่า “เป็นความผิดของข้าเอง ข้าทำผิดต่อนางเองขอรับท่านแม่ นางไม่ได้ตั้งใจตีข้า เมื่อครู่เป็นการพลั้งมือไปเท่านั้น”

               เมื่อครู่เกิดอะไรขึ้นพระชายาย่อมรู้ดี เซี่ยหว่านหยูเกิดพลั้งมือขณะที่กำลังอลวน แม้ว่านางจะสงสารบุตรชายเพียงใดแต่ก็ไม่ได้กล่าวโทษเซี่ยหว่านหยู

               สะใภ้ของตนทำไปเพราะอะไร...พระชายารู้ดีและรู้สึกร้อนใจเช่นกัน

               แต่งงานกันมาก็เจ็ดปีแล้ว ทั้งสองไม่เคยมีปากเสียงกันมาก่อน ดังนั้นการที่เซี่ยหว่านหยูจะทะเลาะกับบุตรชายนางถึงขั้นนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องเล็ก พระชายาไม่กล้าละเลย เพราะกลัวว่าเรื่องนี้จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ร้ายแรงยิ่งกว่า

               เฉินเค่อจี่มีท่าทีอึกอักพูดไม่ออก สิ่งที่นางพูดทำให้เขาไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยปาก ด้วยรู้ดีว่าตนทำผิดต่อเซี่ยหว่านหยูและทำให้นางต้องเสียโอกาสเสียเวลา ทั้งหมดเป็นความผิดของเขาแต่เขากลับปล่อยให้นางต้องตกเป็นที่ครหา

               บางครั้งเขาก็อยากพูดปลอบนางแต่คำพูดเหล่านั้นก็ติดอยู่เพียงริมฝีปาก โรคที่เป็นอยู่เป็นบาดแผลในใจที่เขาไม่กล้าเอื้อมไปสัมผัส ไม่อยากพูดและไม่อยากให้ใครพูดถึง ดังนั้นเขาจึงต้องแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้

               ก่อนหน้านี้เซี่ยหว่านหยูไม่เคยพูดถึงมาก่อน ฉะนั้นเขาจึงไม่เคยคิดถึงความรู้สึกของนาง จนกระทั่งวันนี้ จู่ๆ นางก็ระเบิดอารมณ์ออกมา คงเป็นเพราะนางไม่อาจสะกดกลั้นอารมณ์ได้อีกต่อไป เฉินเค่อจี่ยิ่งคิดก็ยิ่งละอายใจมากขึ้น

               พระชายานึกหวั่นใจ นางเดาว่า “หรือว่าจะเป็นเรื่องเชิญหมอมาตรวจ เจ้าไม่อยากเชิญหมอมาอย่างนั้นรึ?”

               “ไม่ใช่หรอกท่านแม่ ข้ายินดีจะหาหมอ” เฉินเค่อจี่กำมือไว้แน่น แววตาเหนื่อยล้า

               “แล้วเป็นเพราะอะไร” พระชายายังเอ่ยขึ้นอีกว่า “อย่างไรเจ้าก็ต้องบอกแม่มาว่าเพราะอะไร แม่จึงจะช่วยเจ้าพูดได้ เจ้าก็เห็นท่าทีของหว่านหยูแล้วว่านางไม่ปกติ หากเรายังคงนิ่งดูดายโดยไม่ทำอะไร กลัวว่านางจะกัดฟันทำลายความสัมพันธ์ระหว่างเจ้ากับนางเสีย”

               เมื่อคิดถึงท่าทีของอาหยู เฉินเค่อจี่ก็รู้สึกหวั่นใจอยู่ไม่น้อย เขาพยายามสะกดกลั้นความเจ็บปวดเล่าสิ่งที่นางพูดออกมา แต่ไม่กล้าเล่าถึงตอนหลังที่เซี่ยหว่านหยูต้องทนรับความทุกข์จากคำครหา เซี่ยหว่านหยูต้องเป็นคนรับความผิดนี้แทนเขา ทำให้เขารู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนัก แต่ขณะเดียวกันก็อึดอัดจนทำอะไรไม่ถูก

               เมื่อได้ฟัง พระชายาก็อดไม่ได้ที่จะคิดว่าเซี่ยหว่านหยูทำตัวไม่รู้ประสา แม่สามีอย่างนางก็เชิญหมอมาตามความต้องการของอีกฝ่ายแล้วนี่นา การรื้อฟื้นเรื่องนี้เท่ากับเป็นการสะกิดแผลใจบุตรชายของนางเสียเปล่าๆ การที่บุตรชายของนางอยากอยู่เงียบๆ ก็เป็นเรื่องปกติไม่ใช่รึ ที่ผ่านมาสะใภ้ใหญ่ก็เป็นคนช่างเอาใจสามี แต่วันนี้ทำไมจึงกลายเป็นอีกแบบ

ข้าจะไปขอโทษนางเอง

               จู่ๆ พระชายาก็คิดถึงข่าวที่บุตรชายคนรองของตำหนักกำลังจะมีสมาชิกใหม่ หรือว่าหว่านหยูได้รับข่าวนี้จึงเกิดความสะเทือนใจ เพราะหากข่าวนี้เปิดเผยออกมา นางก็จะถูกเปรียบเทียบและตำหนิติเตียนซ้ำอีก เมื่อคิดไปแล้วพระชายาก็นึกสะเทือนใจแทน

               “หว่านหยูทำไปเพราะอารมณ์ชั่ววูบ พอกลับไปแล้วเจ้าก็ไปพูดกับนางดีๆ ปลอบนางสักหน่อยเดี๋ยวก็หาย” พระชายาเอ่ยกำชับอีกว่า “ต่อไปเจ้าต้องห่วงความรู้สึกของเมียให้มาก เพราะไม่ว่าอย่างไร...” นางเว้นจังหวะครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ “นางก็ช่วยพวกเราเอาไว้”

               เฉินเค่อจี่หลับตาลง “ข้าเข้าใจแล้ว ข้าจะไปขอโทษนางเอง”

               พระชายาพยักหน้าและมองผู้เป็นบุตรด้วยความรักและเอ็นดู “ลำบากเจ้าแล้ว”

               เฉินเค่อจี่ยกมุมปากเล็กน้อย เขาอยากจะยิ้มเพื่อให้มารดาวางใจแต่ก็ยิ้มไม่ออกจริงๆ ภาพที่ปรากฏตรงหน้าพระชายาจึงเป็นภาพที่ทำให้นางรู้สึกปวดใจเหลือเกิน...

 

               หลังจากได้ฟาดฟันยกที่หนึ่งไปแล้ว

               อาหยูก็เดินออกจากห้องหนังสือด้วยความพอใจ ถือว่านางชิงทำแต้มไปล่วงหน้าก่อนก็แล้วกัน นางไม่ได้กลับไปที่เรือนของตนในทันที แต่กลับเดินไปที่ประตูเตรียมจะออกจากตำหนัก

               สตรีที่ถูกบ้านของสามีรังแกก็ควรจะต้องออกไประบายให้บ้านฝั่งของตนฟังสักหน่อยถึงจะดูสมเหตุสมผล นางถูกชาวบ้านตำหนิด้วยความเข้าใจผิดมาเป็นเวลาหลายปี ถึงเวลาที่จะคืนความยุติธรรมให้กับเซี่ยหว่านหยูตัวจริงแล้ว ต่อไปสองแม่ลูกจะได้รู้ว่าการถูกผู้คนประณามลับหลังนั้นเจ็บปวดสักแค่ไหน

               ป๋ายโหมวโหม่ว— บ่าวรับใช้คนสนิทของพระชายาเห็นว่านางไม่ได้เดินกลับไปที่เรือนของตน จึงได้รีบเข้าไปถาม หญิงนางนี้ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในห้องหนังสือ เพราะพระชายาบอกให้บ่าวทุกคนรออยู่ข้างนอก นางจึงรู้เพียงว่า ‘ซื่อจื่อและซื่อจื่อเฟยทะเลาะกัน’

               อาหยูตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ข้าจะไปไหนมาไหนต้องรายงานเจ้าด้วยรึ”

               ป๋ายโหมวโหม่วหน้าเจื่อนทันที “บ่าวไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นเจ้าค่ะ” นางมองตามหลังซื่อจื่อเฟยที่เดินไป จากนั้นป๋ายโหมวโหม่วก็มองหาเด็กรับใช้แล้วสั่งให้ไปรายงานพระชายาว่า ‘ซื่อจื่อเฟยกำลังจะกลับบ้านเดิมของตนแล้ว’

               ป๋ายโหมวโหม่วแอบเบ้ปากด้วยความหมั่นไส้ นางนึกดูแคลนในตัวซื่อจื่อเฟยนางนี้อยู่ไม่น้อย ตัวเองไม่อาจมีบุตรแล้วยังมีหน้าทำตัวหน้าหนา ยืนหยัดจะรักษาตำแหน่งซื่อจื่อเฟยอยู่ได้ เป็นเพราะพระชายาของนางมีความเมตตาจึงได้ให้อภัยหรอกนะ หากเป็นสะใภ้บ้านอื่นคงถูกฟ้องหย่าไปนานแล้ว ฝ่ายนั้นควรจะรู้สึกเจียมเนื้อเจียมตัวสิ ที่ไหนได้ยังกล้ามามีปากมีเสียงกับสามีอีก!

               พระชายาและเฉินเค่อจี่รู้แล้วว่าอาหยูกำลังไปที่จวนจี้กั๋วกง ทั้งสองมองหน้ากันด้วยความประหลาดใจ ต่างเห็นความกังวลในแววตาของอีกฝ่าย ต่างก็กลัวว่าอาหยูจะกลับบ้านไปด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจและบังเอิญหลุดปากพูดเรื่องคอขาดบาดตายนี้ออกมา

               สองแม่ลูกรีบวิ่งไปที่ประตูด้วยหวังว่าจะสามารถรั้งนางไว้ได้ ในที่สุดทั้งสองก็ไปถึงตัวอาหยูก่อนที่อีกฝ่ายจะออกจากตำหนัก

               อาหยูกำลังเตรียมจะขึ้นรถม้า

               “หว่านหยู ข้าได้พูดกับเซี่ยหลี่แล้ว เขาบอกว่าเขาไม่ได้ตั้งใจจะทำอย่างนั้นกับเจ้า เจ้าอย่าได้ถือสาสามีของตัวเองเลย” พระชายากล่าวกับนางอย่างอ่อนโยน พลางหันไปมองเฉินเค่อจี่

               “หว่านหยู เรื่องนี้ข้าผิดไปแล้ว ต่อไปข้าจะไม่ทำอย่างนี้อีก” เฉินเค่อจี่เอ่ยกับนางด้วยแววตาจริงจัง

               พูดมาถึงตรงนี้ บรรดาเด็กรับใช้ที่อยู่โดยรอบต่างหูผึ่งรอฟังบทสนทนา

               อาหยูกวาดสายตามองไปโดยรอบ คนพวกนี้คงพากันคิดว่าตนหาเรื่องชวนทะเลาะกับสามี ส่วนเฉินเค่อจี่ก็ยังเป็นสามีที่เมตตาและให้อภัยนางเสมอมา พระชายาเองก็สวมบทบาทแม่สามีดีเด่นได้เก่งเหลือเกิน

               ทุกครั้งมักจะเป็นเช่นนี้อยู่เสมอ สองแม่ลูกคู่นี้มักจะสาดโคลนใส่นางต่อหน้าธารกำนัล สมญานามสตรีขี้อิจฉาของนางมาจากการเสแสร้งแสดงท่าทีของสองแม่ลูกต่อหน้าผู้คน คล้ายกับพวกเขาเป็นคนอ่อนโยนใจดี และกลายเป็นตัวนางเองที่จิตใจคับแคบร้ายกาจ

               อย่าว่าแต่คนอื่นเลย แม้แต่คนตระกูลเซี่ยที่บ้านของนางเอง ก็ยังรู้สึกสงสารลูกเขยและแอบช่วยเหลือเขาอยู่หลายครั้ง

               อาหยูหัวเราะออกมาเบาๆ และเอ่ยว่า “ท่านแม่กับซื่อจื่อกำลังทำอะไรกันหรือเจ้าคะ คนไม่รู้จะคิดว่าข้าหาเรื่องพวกท่านอีกแล้ว ไม่รู้ว่าจะแอบเอาเรื่องของข้าไปนินทาว่าร้ายอะไรอีก”

               พระชายาและเฉินเค่อจี่ต่างมีสีหน้าเปลี่ยนไป

               อาหยูเอ่ยว่า “ข้าอยากจะไปบำเพ็ญกุศลนอกตำหนักสักระยะหนึ่ง เพื่อสวดมนต์อ้อนวอนขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์อวยพรก็เท่านั้น”

               พระชายาพยายามปรับสีหน้าและเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “ถ้าอย่างนั้นก็ให้เซี่ยหลี่ไปส่งเจ้าเถิด”

               “พรุ่งนี้ซื่อจื่อยังต้องไปทำงาน ไม่จำเป็นต้องไปส่งหรอกเจ้าค่ะ ข้าก็มีช่วงเวลาที่อยากจะอยู่คนเดียวเหมือนกัน” อาหยูพูดประโยคนี้พร้อมกับหันไปมองเฉินเค่อจี่ นี่เป็นประโยคที่เขาชอบพูดประโยคหนึ่งทีเดียว

               เฉินเค่อจี่ได้ฟังนางพูดอย่างนั้นก็วางหน้าไม่ถูก

               เมื่อพูดมาถึงขั้นนี้แล้วพระชายาจะว่าอะไรได้อีก นางทำได้เพียงกำชับว่าให้ระมัดระวังเรื่องการเดินทาง เมื่อรู้แน่ชัดว่าลูกสะใภ้ไม่ได้ไปที่จวนจี้กั๋วกงแต่ไปบำเพ็ญกุศลที่อารามชี พระชายาก็ค่อยวางใจลง เมื่อผ่านไปหลายวันเซี่ยหว่านหยูหายโกรธแล้วบุตรชายนางไปปลอบก็คงจบเรื่อง

               เมื่อบอกลาคนทั้งสองแล้วอาหยูก็ขึ้นนั่งบนรถม้าและแอบสังเกตสีหน้าของพวกเขา แม้ว่าพวกเขาจะมีท่าทีเคอะเขินอยู่บ้าง แต่นางกลับสังเกตเห็นแววตาแห่งความกังวล ตอนนี้สองแม่ลูกมิได้เป็นกังวลว่านางจะพูดออกไป เพราะทั้งคู่ยังคงมั่นใจว่าเซี่ยหว่านหยูยังจงรักภักดีต่อพวกเขา

               อาหยูสบถเบาๆ คิดในใจว่าความรักที่เซี่ยหว่านหยูมีต่อเฉินเค่อจี่ด้วยความบริสุทธิ์ใจได้ตายไปแล้ว พร้อมกับเจ้าของร่างเดิม

               ตายด้วยน้ำมือของคนทั้งสอง!

               คืนนั้นอาหยูนอนอยู่บนเตียงคนเดียวอย่างสบายใจ ตอนที่นางนอนเตียงเดียวกับผู้ชายอย่างเฉินเค่อจี่แม้จะใช้ผ้าห่มคนละผืนแต่นางก็รู้สึกขยะแขยง

               อาหยูหลับอย่างสบายใจ เช้าวันรุ่งขึ้นนางก็เดินทางจากอารามชีออกนอกเมืองไปอีกยี่สิบลี้ และตรงไปยังบ้านพักตากอากาศที่ภูเขาเยี่ยนลู่

               ‘องค์หญิงเจินติ้ง_หรือท่านย่าของตระกูลเซี่ย’ พักผ่อนที่บ้านพักตากอากาศนี้เป็นเวลานานแล้ว องค์หญิงมีอายุเกือบเจ็ดสิบปีแต่ยังคงมีความจำเป็นเลิศ

               ชาติที่แล้วจี้กั๋วกง—เซี่ยเหว่ย บิดาของนางต้องโทษขายชาติ พ่อและบุตรชายอีกสามคนของเขาจึงต้องถูกเรียกตัวกลับเมืองหลวงเพื่อมารับโทษประหารตามไปด้วย ข่าวร้ายนี้ทำให้องค์หญิงเจินติ้งซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นองค์หญิงใหญ่หรือก็คือพี่สาวของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน ตกใจจนกลายเป็นอัมพาต หลังจากนั้นไม่กี่วันนางก็จากโลกนี้ไป

               หากองค์หญิงใหญ่ไม่ได้สิ้นพระชนม์ ช่วงเวลาสุดท้ายในชีวิตของเซี่ยหว่านหยูคงไม่ลำบากดังเช่นที่ผ่านมา ด้วยบารมีขององค์หญิงใหญ่ คนของตำหนักอ๋องจะมีใครกล้าทำอะไรนาง?

               เมื่อได้เจอผู้เป็นหลานสาวองค์หญิงเจินติ้งก็ดีใจมาก เมื่อตระหนักได้ว่านี่ไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมในการมาเยี่ยม จึงเอ่ยถามนางว่า “เจ้ามาจากไหนกันล่ะเนี่ย?”

               อาหยูหลุบตาลงเล็กน้อยและตอบเบาๆ ว่า “มาจาก... มาจากอารามชีชิงเยว่เจ้าค่ะ”

               องค์หญิงใหญ่ตกใจกับสิ่งที่ได้ยิน นางมองผู้เป็นหลานสาวด้วยแววตาประหลาดใจ และเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “เกิดอะไรขึ้น บอกย่ามาย่าจะได้จัดการให้ หากยังเก็บงำไว้อย่างนี้เจ้าจะเป็นทุกข์เสียเอง”

               ถึงจะถามอย่างนั้นแต่ก็พอคาดเดาถึงความทุกข์ของหลานสาวได้ ชีวิตของหลานสาวมีเรื่องเดียวที่ไม่ราบรื่นก็คือแต่งงานมาเจ็ดปีแล้ว แต่ยังไม่มีทายาทแม้แต่คนเดียว

               จู่ๆ อาหยูก็สองตาแดงก่ำ องค์หญิงใหญ่ตกใจมากขึ้น นางรีบคาดคั้นหลานสาวต่อ “ใครทำให้เจ้าเสียใจ เจ้าบอกมาเถิดเดี๋ยวย่าจะไปจัดการให้”

               อาหยูโผเข้าหาอ้อมกอดขององค์หญิงเจินติ้ง องค์หญิงใหญ่กอดนางด้วยความสงสารและพยายามปลอบประโลม

               ครู่ใหญ่เมื่ออาหยูสงบสติลงจึงเอ่ยขึ้นว่า “ท่านย่า ข้าเหนื่อยเหลือเกิน หลายปีมานี้ข้าเหนื่อยมาก เหนื่อยจนจะแบกรับไม่ไหวแล้ว”

               องค์หญิงเจินติ้งไม่เคยเห็นนางเป็นอย่างนี้มาก่อน จึงตอบไปว่า “แบกไม่ไหวก็ไม่ต้องแบกสิลูก เจ้าบอกย่ามาก่อนว่าเกิดอะไรขึ้น”

               “ท่านย่า ครอบครัวของน้องรองตั้งครรภ์อีกแล้ว” อาหยูเอ่ยขึ้น

               เมื่อได้ฟัง องค์หญิงเจินติ้งก็มีสีหน้าขมขื่นเหมือนมีใครกรอกยาขมหม้อโตใส่ปากนาง

               อาหยูยิ้มอย่างฝืดเฝื่อน เอ่ยว่า “ข้ากลัวว่า ตอนนี้คงมีคนจำนวนมากที่กำลังนินทาข้าสารพัด หาว่าข้าเป็นแม่ไก่ที่ออกไข่ไม่ได้”

               องค์หญิงเจินติ้งสงสารหลานจับใจ หลายปีมานี้หลานสาวนางต้องทนรับความทุกข์มาโดยตลอด บางครั้งนางยังอยากบอกหลานสาวให้ปล่อยวางเสียบ้างและยอมให้สามีมีอนุ เหตุใดนางจะไม่รู้ว่าหลานสาวนางอดทนเพียงใด หลายครั้งที่คำพูดมาจ่อที่ริมฝีปากแต่ก็จำต้องกลืนลงคอเสีย

               “พวกเขามีสิทธิ์อะไรมาพูดอย่างนั้นกับข้า ข้าจะมีหรือไม่มีลูกปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวข้าสักหน่อย” อาหยูเอ่ยตัดพ้อด้วยความเศร้า

               องค์หญิงเจินติ้งตกใจกับสิ่งที่ได้ยิน นางเบิกตามองหลานสาวซึ่งเอ่ยด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย นางถามเสียงสูงด้วยความประหลาดใจว่า “คนที่มีปัญหาคือเซี่ยหลี่อย่างนั้นรึ?”

               อาหยูเริ่มหน้าแดง จากนั้นก็พยักหน้าเบาๆ รับคำ

เขาเป็นอะไร?

               องค์หญิงเจินติ้งเบิกตาโพลงคล้ายกับไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน นางตะลึงงันอยู่นานกว่าจะได้สติกลับมา ในใจเต็มไปด้วยโทสะที่ถูกหลอกลวงเป็นเวลานาน ทั้งยังรู้สึกสงสารหลานที่ต้องมารับกรรมแทน “ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทำไมเจ้าไม่บอกย่า”

               อาหยูน้ำตาไหลพรั่งพรูออกมาโดยไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียว นางกัดฟันแน่น

               “เด็กน้อยเอ๊ย ทำไมเจ้าจึงได้โง่ขนาดนี้นะ” องค์หญิงเจินติ้งยกมือขึ้นตีนางด้วยความโมโหแทน และเอ่ยว่า “เขาเป็นอะไร?”

               อาหยูหน้าแดงก่ำและยังคงนิ่งเงียบ

               ส่วนองค์หญิงเจินติ้งก็รอคอยคำตอบอย่างร้อนใจ นางตีแขนหลานสาวอย่างแรงและเอ่ยถามว่า “มาถึงขั้นนี้แล้วเจ้ายังจะปิดบังย่าอีกรึ”

               “เขา... เขา... นกเขาไม่ขันเจ้าค่ะ” อาหยูพูดตะกุกตะกักออกมา

               องค์หญิงเจินติ้งเอ่ยถามซ้ำด้วยความตกใจ “ตั้งแต่เมื่อไร?”

               อาหยูตอบด้วยน้ำเสียงเศร้าสลด “ตั้งแต่ก่อนแต่งงานเจ้าค่ะ”

               เมื่อคิดถึงภาพการดูแลเอาใจใส่ของเฉินเค่อจี่ก่อนแต่งงาน องค์หญิงเจินติ้งก็นึกโมโหมากขึ้นไปอีก ในเมื่อเขาป่วยอย่างนี้แล้วอยากจะหาเมียทำไมกัน อย่างนี้เท่ากับเป็นการจงใจทำร้ายคนอื่นด้วยการหาเมียสักคนมารับความผิดแทนตนน่ะสิ

               “ย่าตาบอดเอง แม้จะเลือกอย่างดีที่สุดแล้ว ก็ยังได้ไอ้คนสารเลวมาเป็นคู่ครองของเจ้า” องค์หญิงเจินติ้งรู้สึกปวดใจนัก ตอนนั้นมีชายหนุ่มรูปงามชาติตระกูลดีมาสู่ขอหลานสาวมากมาย แต่นางกลับเลือกไอ้คนที่ท่าดีทีเหลวมาให้หลานตัวเองต้องเป็นฝ่ายรับกรรม

               อาหยูรีบเอ่ยว่า “ข้าเป็นคนเลือกเขาเอง เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับใครทั้งนั้น ทั้งหมดนี้เป็นเพราะข้าหาเรื่องเอง ท่านย่าอย่าโทษตัวเองนะเจ้าคะ ไม่อย่างนั้นข้าก็จะพลอยเสียใจไปด้วย”

               องค์หญิงเจินติ้งสะกดกลั้นความเศร้าโศกเสียใจเมื่อคิดถึงหลานสาวที่ต้องยอมทนเป็นที่ครหานานถึงเจ็ดปี ในใจรู้สึกปวดร้าว นางเอ่ยว่า “เจ้าเด็กคนนี้นี่ ทำไมจึงได้ปิดบังพวกเรามาโดยตลอด เจ้าเป็นห่วงเขาแล้วเขาเคยเป็นห่วงเจ้าไหม ปัญหาอยู่ที่ตัวเขาแท้ๆ แต่เขากลับพาความทุกข์ความกังวลมาให้เจ้า ให้สตรีอย่างเจ้าออกหน้ารับคำครหาของคนอื่นแทน ส่วนตัวเขาก็วางตัวเป็นสามีที่ดี ทำไมข้าถึงได้เลี้ยงหลานได้ไร้เดียงสาอย่างนี้นะ”

               อาหยูร้องไห้กระซิกๆ

               องค์หญิงเจินติ้งทั้งโกรธทั้งสงสารแต่ก็ไม่กล้าดุหลานสาวอีก นางจึงพุ่งความโกรธมาที่เฉินเค่อจี่และเอ่ยว่า “รู้หน้าไม่รู้ใจจริงๆ ข้าคิดว่าเขาเป็นคนดี ไม่คิดว่าจะเป็นเพียงเศษสวะที่กล้าใช้เมียบังหน้า หมอนี่สมควรตาย” เรื่องที่เฉินเค่อจี่นกเขาไม่ขันยังน่าโมโหน้อยกว่าการที่เขายกความผิดทั้งหมดให้หลานสาวของนาง เขาคงคิดว่าการที่เขาเสื่อมสมรรถภาพทางเพศเป็นเรื่องที่น่าขายหน้า แล้วเรื่องที่หลานสาวของนางไม่ตั้งครรภ์เสียทีมันน่าอวดนักรึ!

               ถ้าเฉินเค่อจี่อยู่ต่อหน้านางเวลานี้ นางคงใช้ไม้เท้าฟาดให้ตายไปแล้ว องค์หญิงเจินติ้งค่อยระงับอารมณ์และเอ่ยถามอีกว่า “แล้วหรงอ๋องกับพระชายารู้เรื่องนี้หรือไม่”

               อาหยูตอบว่า “หรงอ๋องไม่รู้ ทว่าพระชายารู้ตั้งแต่แรกแล้วเจ้าค่ะ”

               องค์หญิงเจินติ้งหัวเราะอย่างเย็นชาและเอ่ยว่า “ทำไมนิสัยจึงเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือได้ถึงขนาดนี้ แม่ลูกคู่นี้นี่จริงๆ เลย เจ้ากลายเป็นเมียที่หึงหวงสามีจนคนในเมืองหลวงเขาโพนทะนาไปทั่ว สองแม่ลูกกลับวางท่าเป็นคนดีเสียจนคนเขาสรรเสริญ เจ้าก็โง่เหลือเกิน” องค์หญิงเจินติ้งปวดหัว “บ้านเราเลี้ยงเจ้ามาจนโตก็เพื่อเป็นเบี้ยล่างให้เขาเหยียบอย่างนั้นรึ”

               “ข้าผิดไปแล้วท่านย่า ข้าผิดไปแล้ว ข้าไม่ควรถูกความรักบังตาจนโงหัวไม่ขึ้น ข้ารักเขาดังนั้นจึงไม่อยากให้เขาอับอาย แต่ถ้าหากเขารักข้าก็ไม่ควรให้ข้าเป็นฝ่ายรับความผิดเพียงคนเดียว ทว่าเขาไม่ได้ทำอย่างนั้น ข้าควรจะดูออกตั้งแต่แรกว่าเขาไม่ได้ชอบข้า”

               องค์หญิงเจินติ้งจึงเอ่ยปลอบว่า “ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น เป็นผัวเมียกัน มีอะไรก็ต้องช่วยเหลือแบ่งเบากัน ไม่มีใครที่ควรจะแบกรับความรู้สึกของใครได้ตลอดไปหรอก โชคดีที่เจ้าคิดได้และไม่ได้ทำผิดถลำลึกลงไปกว่านี้ แล้วตอนนี้เจ้าคิดจะทำอย่างไรต่อ จะอยู่กับเขาต่อไปหรือไม่” องค์หญิงเจินติ้งเอ่ยถามนางด้วยแววตาสงสัยใคร่รู้

               อาหยูส่ายหน้าเบาๆ อย่างหนักแน่นและเอ่ยว่า “ไม่แล้วเจ้าค่ะ คงจะอยู่ด้วยกันต่อไปไม่ได้แล้ว แต่ข้าก็ไม่อยากออกไปโดยที่ยังมีคำครหาเป็นมลทินติดตัว ข้ายังเป็นสาวบริสุทธิ์หมดจดแล้วเหตุใดต้องมาแปดเปื้อนเพราะคนอย่างเขาด้วย”

               และอีกอย่าง นางยังไม่อยากหลีกทางให้ใครขึ้นนั่งตำแหน่งแทน ซึ่งดูจะง่ายเกินไปสำหรับนังหร่วนมั่วชิง เรื่องอะไรนางจะยกตำแหน่งซื่อจื่อเฟยของตำหนังอ๋องให้ฝ่ายนั้นได้ง่ายๆ

               หร่วนมั่วชิงเคยบอกว่าไม่อยากเป็นอนุไม่ใช่รึ ไม่อยากเป็นก็ต้องเป็น ในเมื่ออยากได้สามีคนอื่น ก็คุกเข่ายกน้ำชาให้เมียหลวงของเขาหน่อยจะเป็นไร

               แค่คิดก็สนุกแล้ว!

               องค์หญิงเจินติ้งเข้าใจความหมายของหลานสาว หากเปิดโปงเรื่องของเฉินเค่อจี่ให้ทุกคนได้รู้ หว่านหยูก็จะสามารถกอบกู้ชื่อเสียงกลับคืนมาได้ และยังได้รับความสงสารเห็นอกเห็นใจจากผู้คน แต่หากเลิกราในตอนนี้ทันที นางก็จะถูกหัวเราะเยาะหรือถึงขั้นถูกตำหนิติเตียนเอาได้ เพราะยุคสมัยนี้ปฏิบัติต่อผู้หญิงอย่างโหดร้ายเสียยิ่งกว่าชาย

               องค์หญิงเจินติ้งมองผู้เป็นหลานด้วยความสงสารและถามว่า “เจ้ามีแผนการอะไร เล่ามาเถิด”

               อาหยูขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วจึงเอ่ยว่า “ช่วงนี้ข้าบังเอิญรู้มาว่า เฉินเค่อจี่แอบมีใครนอกบ้าน” เล่าพลางคิดไปตามความทรงจำเดิมของเจ้าของร่าง

               ในช่วงเวลานี้ เฉินเค่อจี่ได้รู้จักกับหร่วนมั่วชิงแล้ว ความสัมพันธ์อยู่ในขั้นไหนยังไม่อาจรู้ อาหยูส่งแมวสายสืบของตนไปจับตามองเป็นที่เรียบร้อย

               องค์หญิงเจินติ้งที่เห็นขันทีมานักต่อนัก เพียงแต่หัวเราะอย่างเย็นชาและเอ่ยปากวิจารณ์ว่า “ดันทุรังเสียจริง” พลางคิดไปว่าหลานสาวของตนคงได้สติเพราะหญิงสาวนางนี้กระมัง

               อาหยูส่ายหน้าเล็กน้อยและเอ่ยว่า “สตรีนางนี้ดูจะแปลกๆ โรคของเฉินเค่อจี่เหมือนจะหายเมื่อได้อยู่กับนางเจ้าค่ะ”

               องค์หญิงเจินติ้งกะพริบตาถี่ๆ คล้ายกับไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน

               อาหยูหัวเราะเยาะหยัน “คงเป็นเพราะพวกเขาเป็นคู่สร้างคู่สมกันกระมัง ข้าอยากจะขอให้ท่านย่าหาคนที่ไว้ใจได้ให้ข้าสักหน่อย ข้าอยากทำเรื่องบางอย่างเจ้าค่ะ”

               สหายแมวอาจช่วยสืบข่าวได้ แต่เรื่องบางเรื่องก็ต้องอาศัยคนช่วย

               อาหยูเล่าแผนการโดยสังเขปให้องค์หญิงใหญ่ฟัง อันที่จริงที่นางอยากได้กำลังคนเพิ่มก็เนื่องจากไม่เชื่อว่าพ่อของตนจะทำการขายชาติ บุตรชายของตระกูลเซี่ยไปทำงานที่ชายแดนและได้รับการปูนบำเหน็จเลื่อนตำแหน่งมากมาย นับเป็นที่อิจฉาของผู้คน

               เดิมทีเจ้าของร่างนี้ตั้งใจจะสืบหามือมืดที่อยู่เบื้องหลังการใส่ร้ายตระกูลเซี่ยและแก้แค้นอยู่แล้ว แต่นางกลับมาตายเสียก่อน ภารกิจนี้จึงตกอยู่กับอาหยู นางต้องสืบให้รู้แน่ชัดว่ากระบวนการนี้เกี่ยวข้องกับตำหนักอ๋องหรือไม่ หรือหรงอ๋องตั้งใจจะบีบบังคับนาง ดังนั้นจึงแอบกระทำการบางอย่างลับหลัง หากล้มตระกูลเซี่ยได้ก็เท่ากับสามารถล้มนางได้เหมือนกัน

               เมื่อได้ยิน องค์หญิงเจินติ้งก็ถอนหายใจเบาๆ และมองผู้เป็นหลานสาวด้วยความสงสาร “เมื่อพลาดแล้วก็จำไว้เป็นบทเรียน ตอนนี้เจ้าโตแล้ว อยากทำอะไรก็ทำเถิด เดี๋ยวย่าจะคอยช่วยเหลืออยู่เบื้องหลัง” อาหยูมองท่านย่าด้วยความซาบซึ้งใจ

               องค์หญิงเจินติ้งค่อยๆ ลุกขึ้นยืน

               อาหยูมองตาม...

               องค์หญิงเจินติ้งหัวเราะเบาๆ และเอ่ยว่า “ไป ข้าจะพาเจ้าไปทวงคืนความยุติธรรม” พลางคิดไปว่า ในเมื่อหว่านหยูบอกแล้วว่าไม่อยากใช้ชีวิตอยู่กับเฉินเค่อจี่ นางจึงไม่จำเป็นต้องไว้หน้าตำหนักอ๋องอีก นางจะไปจัดการให้พวกเขารู้ว่า หากคิดจะรังแกคนตระกูลเซี่ยจะมีจุดจบอย่างไร

 

               องค์หญิงเจินติ้งเลือกเวลาในช่วงพลบค่ำ เป็นจังหวะที่สามคนพ่อแม่ลูกอยู่ที่ตำหนักกันพร้อมหน้า

               “กู๋หมู่* มาได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ” หรงอ๋องมีท่าทีประหลาดใจ พอคิดถึงอาหยู เขาก็มีสีหน้าเคร่งขรึมขึ้นมาทันที

               เมื่อคืนเขากลับดึก แต่เมื่อกลับมาก็ได้รับรายงานว่าสะใภ้ใหญ่ออกไปที่อารามชิงเยว่ตั้งแต่พลบค่ำ ดูเหมือนจะมีเรื่องทะเลาะกับบุตรชายคนโตของเขา คงเกี่ยวข้องกับข่าวดีของบุตรชายคนรองกระมัง หรงอ๋องคิดว่าสะใภ้ใหญ่กับบุตรชายของเขาคงพูดคุยกันเรื่องการรับอนุ ทำให้ลูกสะใภ้ไม่พอใจ ด้วยเหตุนี้หรงอ๋องจึงได้ถามไถ่เรื่องนี้กับภรรยาของตนอีกด้วย

               พระชายาเล่าคล้ายกับว่าเหตุการณ์ทุกอย่างปกติ แต่เขาไม่ได้โง่ เขายังคิดว่าจะมีสะใภ้บ้านไหนที่โมโหร้ายขนาดนี้ ต้องถือว่าตำหนักอ๋องเมตตานางจึงได้อดทนมาตลอดหลายปี

               ตอนนี้เขายังอยากจะมอบสาวใช้ให้บุตรชายอีกสักสองนางเสียด้วยซ้ำ บุตรชายของเขาภูมิฐานและมีอนาคตไกล กลับต้องถูกผู้หญิงคนหนึ่งถือสิทธิ์ขาดครอบครองแต่เพียงผู้เดียว หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้นานวันเข้า อายุมากขึ้นแต่ยังไม่มีทายาทจะขายหน้าเขาเปล่าๆ

               แต่ไม่รู้ว่าพระชายาถูกเซี่ยหว่านหยูใส่ยาเสน่ห์อะไร นางจึงพูดออกปากปกป้องลูกสะใภ้ นางบอกว่าเรื่องของเด็กๆ ผู้ใหญ่อย่างเราไม่ควรยื่นมือเข้าไปยุ่ง ทั้งยังบอกอีกว่าให้เห็นแก่หน้าองค์หญิงเจินติ้ง ทำให้หรงอ๋องออกจากเรือนเหอเซียงไปด้วยความโมโห

               เมื่อเห็นว่าอาหยูพาองค์หญิงเจินติ้งกลับมาพร้อมกัน ความคิดแรกของหรงอ๋องก็คือ นางอยากให้องค์หญิงเจินติ้งมาช่วยเจรจาระงับเรื่องการหาอนุให้ ซึ่งไร้เหตุผลสิ้นดี

ข้าจะสบายดีได้อย่างไร?

               หรงอ๋องตัดสินใจแน่ชัดว่าไม่ว่าอย่างไรวันนี้เขาก็ต้องพูดกับองค์หญิงเจินติ้งให้รู้เรื่องกันไป จะปล่อยให้นางเป็นต้นเหตุให้พวกเขาหมดคนสืบทอดตระกูลไม่ได้

               ในขณะที่หรงอ๋องกำลังนึกโมโห พระชายาและเฉินเค่อจี่กลับหวั่นใจกับเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นไม่น้อย พวกเขาต่างรู้สึกถึงลางสังหรณ์ไม่ดีที่รออยู่เบื้องหน้า

               หรงอ๋องผู้ซึ่งเริ่มมีโทสะคุกรุ่นตัดสินใจอย่างแน่แน่ว

               ไม่ว่าวันนี้องค์หญิงเจินติ้งจะพยายามพูดจาหว่านล้อมอย่างไรเขาก็จะให้บุตรชายมีอนุให้ได้ ไม่อย่างนั้นเขาก็คงสิ้นผู้สืบทอดตระกูลกันพอดี

               เมื่อเห็นว่าองค์หญิงเจินติ้งมาด้วยเจตนาจะเอาเรื่องเขา หรงอ๋องก็นิ่งอึ้งไปเล็กน้อยก่อนที่โทสะในใจจะเตรียมพร้อมรอเวลาระเบิดออกมา แม้ว่าองค์หญิงเจินติ้งจะมีสถานะสูงส่งและตระกูลเซี่ยจะมีอำนาจในมือเพียงใด แต่ก็ไม่ควรจะเอาอำนาจเหล่านี้มารังแกผู้อื่น

               หรงอ๋องเริ่มมีสีหน้าไม่ดี เขาคารวะองค์หญิงใหญ่ด้วยสีหน้าบึ้งตึง เขาสรุปไปแล้วว่าอาหยูไม่อยากให้บุตรชายเขามีอนุ จึงได้เชิญองค์หญิงใหญ่มาระงับเหตุ กู๋หมู่เองก็คงสับสนแล้วจริงๆ เพราะนางเป็นถึงองค์หญิงจึงสามารถใช้อำนาจบังคับไม่ให้สามีของหลานสาวมีอนุได้ แต่หลานสาวของนางไม่ใช่องค์หญิง ย่อมไม่อาจทำอย่างนั้นได้

               “ถามว่าข้าสบายดีไหม ข้าจะสบายดีได้อย่างไร? หากข้าไม่สบายลูกหลานข้าก็คงจะไม่สบายด้วยเหมือนกัน” องค์หญิงเจินติ้งไม่ได้นึกไว้หน้าเขาแม้แต่น้อย เมื่อเห็นหน้าหรงอ๋องเข้านางก็จะนึกถึงสิ่งที่หลานสาวต้องทนทุกข์ทรมานตลอดหลายปี ยิ่งทำให้โทสะในใจรอเวลาปะทุ

               หรงอ๋องนึกสะดุ้งอยู่ในใจ เขาเป็นอ๋องที่ไม่เคยทำงาน อีกทั้งยังไม่ใช่หลานแท้ๆ ขององค์หญิงใหญ่ เมื่อถูกขึ้นเสียงใส่เขาก็ตอกกลับไปว่า “กู๋หมู่พูดอย่างนี้หมายความว่าอย่างไร”

               พระชายาและเฉินเค่อจี่ต่างรู้สึกตรงกันข้ามกับหรงอ๋อง คนที่มีความลับซ่อนอยู่ในใจอย่างสองแม่ลูกต่างรู้ดีว่าการที่องค์หญิงเจินติ้งมาในครั้งนี้มีเจตนาไม่ดีแอบแฝง พวกเขารู้สึกราวกับมีกระต่ายกระโดดโลดเต้นอยู่ในท้อง จะอย่างไรก็ไม่อาจสยบความกังวลได้

               “กู๋หมู่ ดูเหมือนจะมีเรื่องเข้าใจผิดกันนะเพคะ” พระชายารีบเข้าไปประนีประนอมด้วยรอยยิ้ม มือที่กำผ้าเช็ดหน้าชุ่มไปด้วยเหงื่อ นางรู้สึกขนลุกไปทั้งร่าง อดไม่ได้ที่จะเหลือบมองไปทางอาหยู

               ตอนนี้อาหยูเพียงแต่หลุบตาต่ำมองที่ปลายเท้าตน คล้ายกับจะไม่เห็นสัญญาณขอความช่วยเหลือจากพระชายา

               นั่นยิ่งทำให้นางกระวนกระวายใจอย่างยิ่ง พระชายาลองเอ่ยว่า “หว่านหยู เรื่องที่เซี่ยหลี่ทำไม่ถูกต้อง แม่ได้สั่งสอนเขาไปแล้ว อันที่จริงก็ไม่จำเป็นต้องให้เรื่องถึงกู๋หมู่เลยนี่นา”

               “เจ้าไม่อยากให้เรื่องนี้ถึงหูข้าทั้งชีวิตอยู่แล้ว จะได้หลอกใช้หลานสาวของข้าให้สาแก่ใจไงเล่า” องค์หญิงเจินติ้งกระแทกไม้เท้าลงบนพื้นอย่างแรงด้วยความโมโห ไม้เท้าที่ทำจากไม้จันทน์ครั้นกระทบกับพื้นหินอ่อนสีขาวก็เกิดเสียงก้องกังวาน

               ขณะเดียวกันนั้น หรงอ๋องผู้ซึ่งมีไฟโทสะอยู่เต็มอกก็หันมา

สบถใส่พระชายาของตนว่า “เซี่ยหลี่มีความผิดเรื่องอะไรกัน การไม่มีลูกหลานสืบสกุลถือเป็นความผิดใหญ่หลวง พวกเรารอมาตั้งหลายปี ตำหนักอ๋องของพวกเราเมตตานางอย่างถึงที่สุดแล้ว”

               “ท่านอ๋อง!” พระชายาเอ่ยอย่างตกใจ นางมองอาหยูและองค์หญิงเจินติ้งด้วยความหวาดกลัว ภายในใจของนางไม่อาจสะกดกลั้นความหวั่นใจนี้ได้

               “ช่างมีเมตตาเหลือเกิน” องค์หญิงเจินติ้งกระแนะกระแหน ซ้ำยังเอ่ยอีกว่า “ยังมีหน้ามาพูดอีก”

               หรงอ๋องไม่อาจระงับอารมณ์ได้อีก จึงเอ่ยว่า “กู๋หมู่ อย่าทรงรังแกกันเกินไปนะพ่ะย่ะค่ะ หว่านหยูแต่งมาเป็นสะใภ้ที่ตำหนักเราตั้งเจ็ดปี ยังไม่มีวี่แววว่าจะมีทายาทให้เราสักคนเดียว อีกทั้งนางยังไม่ยอมให้เซี่ยหลี่มีอนุ มีบ้านไหนบ้างที่อดทนได้ตั้งเจ็ดปีนอกจากบ้านเราเล่า? เป็นเพราะเราเหยียบย่ำหว่านหยูหรือท่านเหยียบย่ำเซี่ยหลี่กันแน่ เรื่องนี้กู๋หมู่ได้โปรดพิจารณาให้ชัดเจนด้วย”

               พระชายาหน้าถอดสี มีเหงื่อผุดขึ้นเต็มหน้าผากอย่างไม่อาจควบคุมได้ นางดึงมือของหรงอ๋องไว้และเอ่ยว่า “ท่านอ๋องพูดอย่างนั้นกับกู๋หมู่ได้อย่างไรเจ้าคะ”

               “ทำไมข้าจะพูดไม่ได้!” หรงอ๋องสะบัดมือพระชายาออกอย่างเหลืออด “เจ้านั่นแหละใจดีเกินไป พวกเขาก็เลยได้คืบจะเอาศอก”

               “พวกเจ้าต่างหากที่ได้คืบจะเอาศอก!” องค์หญิงเจินติ้งมองชายหญิงตรงหน้าด้วยแววตาคมกริบและจ้องมองพระชายาด้วยสายตาเย็นชา “โถ...แม่คนดี ช่างน่าขันเสียเหลือเกิน หากไม่ใช่เพราะบุตรชายเจ้ามีปัญหาเสียเอง เจ้าคงไม่ใจดีขนาดนี้และคงเปลี่ยนใจมาทรมานหลานข้าตั้งนานแล้ว”

               พูดแล้ว... นางพูดออกมาแล้ว!

               พระชายารู้สึกราวกับมีเสียงฟ้าผ่าดังสนั่นทำให้ตกใจจนขวัญกระเจิง ห้วงความคิดว่างเปล่าไปชั่วขณะ

               หรงอ๋องซึ่งอยู่ในห้วงแห่งโทสะแทบไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ตนได้ยิน “ท่านว่าอะไรนะ?” เสียงของเขาเปลี่ยนไปทันที

               พระชายาร้อนใจจนอยู่ไม่สุข นางโอบร่างของเฉินเค่อจี่ที่กำลังสั่นสะท้านพลางเอ่ยทั้งน้ำตาว่า “กู๋หมู่ เป็นความผิดของหม่อมฉันเองเพคะ เป็นความผิดของหม่อมฉันเอง ขอได้โปรดอย่าว่าอะไรเซี่ยหลี่อีกเลย”

               “แค่ประโยคเดียวก็รับไม่ได้ แต่หว่านหยูต้องทนรับฟังคำพูดเสียดแทงใจนางมาถึงเจ็ดปี ยังต้องรับฟังคำดุด่าที่รุนแรงยิ่งกว่านี้อีกนับไม่ถ้วน” องค์หญิงเจินติ้งพูดต่อไปอย่างไม่สงสารเลยแม้แต่น้อย นางยังย้ำอีกว่า “ปัญหาอยู่ที่ลูกเจ้าแท้ๆ กลับผลักความผิดมาให้ผู้หญิง ปล่อยให้ผู้หญิงตัวคนเดียวอย่างนางต้องตกเป็นขี้ปากของชาวบ้านอย่างสนุกสนาน ส่วนเจ้าสองแม่ลูกก็วางท่าเป็นสามีที่ดี เป็นแม่สามีที่แสนวิเศษ พวกเจ้าไม่นึกละอายใจบ้างเลยหรืออย่างไร?”

               องค์หญิงเจินติ้งกระแทกไม้เท้าลงบนร่างของเฉินเค่อจี่และชี้ไปที่พระชายาก่อนจะเอ่ยว่า “พวกใจไม้ไส้ระกำ”

               เฉินเค่อจี่ร่างสั่นสะท้านเหมือนปลาปักเป้าตัวพองใหญ่ที่ถูกทิ่มให้แตกแล้วแฟบลงในคราวเดียว

               พระชายารู้สึกใบหน้าร้อนผ่าวก่อนจะพูดด้วยเสียงที่เบาลงปนสะอื้น “กู๋หมู่ หว่านหยูจงรักภักดีในตัวเซี่ยหลี่ดังขุนเขา พวกเราจะระลึกถึงบุญคุณข้อนี้ตลอดไป”

               “หน็อยแน่!” องค์หญิงเจินติ้งสบถออกมาและเอ่ยว่า “ถ้าหากพวกเจ้าซาบซึ้งในบุญคุณของนางจริง ทำไมไม่นึกสงสารนางบ้าง ทำไมจึงปล่อยให้นางแบกรับความกดดันทั้งหมดเพียงคนเดียว”

               “กู๋หมู่... เราอธิบายได้นะเพคะ แต่คนในสังคมจะเอาไปโพนทะนาต่อ” พระชายาพูดด้วยความเศร้าสลด

               “ประสาทกินหรืออย่างไร หว่านหยูอายุยังน้อยจึงยอมรับกรรมเพราะรักลูกชายเจ้า แล้วเจ้าคิดว่าข้าโง่เหมือนกันรึ ไม่รู้ว่าพวกเจ้าสองแม่ลูกกำลังคิดอะไรอยู่ แค่คำอธิบายต่อสาธารณชนก็ไม่ยอมพูด พยายามรักษาชื่อเสียงของพวกเจ้า แต่นั่นกลับทำให้ชื่อเสียงของหว่านหยูยิ่งย่ำแย่” องค์หญิงเจินติ้งกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “หากพวกเจ้าคิดว่าเรื่องนี้ไม่น่าฟัง ก็น่าจะถอยสักก้าวแล้วอธิบายกับคนอื่นๆ ว่าเฉินเค่อจี่ได้รับบาดเจ็บทำให้มีบุตรยาก บุตรชายสามคนของจวนอันกั๋วกงมีร่างกายอ่อนแอและมีลูกยากเหมือนกัน แต่ทุกคนก็ยังอยู่ดีไม่ใช่รึ หรือไม่เจ้าก็หาคนมาแกล้งทำเป็นคลอดตบตาคนอื่น อุ้มทารกออกมาจากห้องแล้วอุปถัมภ์เขาเป็นลูกก็ยังได้ เพียงเท่านี้ก็สามารถรักษาชื่อเสียงของเฉินเค่อจี่ได้แล้ว หว่านหยูเองก็ไม่ต้องถูกคนปรามาสด้วย”

               องค์หญิงผู้ชราหอบหายใจด้วยความโกรธ “แต่พวกเจ้ากลับไม่ทำอะไรเลย ปล่อยให้หว่านหยูก้มหน้าปาดน้ำตาเพียงลำพัง เพราะในสายตาของพวกเจ้า ถ้าหากหว่านหยูถูกด่าพวกเจ้าก็จะกลายเป็นคนดี ฉะนั้นจึงไม่จำเป็นต้องออกโรงปกป้องนางใช่ไหมเล่า?”

               พระชายาได้ยินคำพูดขององค์หญิงเจินติ้งก็สะท้านไปทั้งร่าง พยายามข่มใจกล่าวออกไปว่า “ไม่ใช่อย่างนั้นนะเพคะกู๋หมู่ เป็นเพราะเราประมาทและละเลย ไม่ได้คิดถึงความเจ็บปวดของหว่านหยู หากต่อไป... ต่อไปจากนี้พวกเราจะทำตามคำสั่งของกู๋หมู่เพคะ”

               พระชายายังคงคาดหวังในตัวอาหยู สะใภ้คนนี้รักบุตรชายนางมาก แม้จะเสียอกเสียใจก็คงไม่ถึงขั้นตัดสัมพันธ์ในคราวเดียว จึงเอ่ยว่า “หว่านหยู พวกเราผิดเองที่ทำให้เจ้าลำบากใจ ตอนนี้เราสำนึกผิดแล้ว เดี๋ยวแม่จะไปจัดการตามที่องค์หญิงใหญ่บอกนะ”

               อาหยูหัวเราะอย่างเย็นชาและเอ่ยว่า “พระชายา เรื่องนี้พวกท่านคิดไม่ถึงจริงๆ หรือว่าเคยคิดแล้วแต่ไม่ยอมทำกันแน่เจ้าคะ”

               พระชายาสะดุ้งอย่างตกใจ รู้ว่าบัดนี้สะใภ้ของตนไปยืนอีกฝั่งหนึ่งแล้ว ให้ตายอย่างไรก็คิดไม่ถึงว่าเรื่องจะดำเนินมาถึงขั้นนี้ แล้วจะให้นางบอกไปว่าอย่างไรเล่า? นางเองก็เคยคิดจะใช้วิธีอย่างที่องค์หญิงเจินติ้งพูดไว้เหมือนกัน แต่นางกลับคิดว่าหากมีคนรู้เพิ่มอีกคนก็ยิ่งอันตรายมากขึ้น จึงไม่ยอมทำอย่างนั้น

               จู่ๆ พระชายาก็แก้ปัญหาด้วยการกรีดร้องอย่างเศร้าโศกเสียใจพลางเอ่ยว่า “หว่านหยู ตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ แม่ดูแลเจ้าอย่างไรเจ้าไม่รับรู้เลยรึ เจ้าอย่าได้ห่วงหน้าพะวงหลังจนสับสนแบบนี้สิ แม่ทำให้เจ้าลำบากใจก็จริง แต่แม่ไม่ได้ตั้งใจให้เป็นอย่างนั้น”

               “พูดดีเหลือเกิน มาบอกว่าตนคิดไม่ถึงเสียได้ เอาเป็นว่า... เมื่อก่อนไม่คิดจะทำ ต่อไปก็ไม่ต้องทำแล้วล่ะ” องค์หญิงเจินติ้งเอ่ยด้วยสีหน้าเย็นชา

               พระชายานิ่งมององค์หญิงใหญ่อย่างตกใจ

               องค์หญิงเจินติ้งตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือกว่า “หย่าเสีย”

 

จะเอาอย่างไร?

               พระชายาแทบทรุดลงกับคำที่ได้ยิน นางรีบเอ่ยว่า “ไม่ได้นะเพคะกู๋หมู่ เด็กสองคนนี้รักกันมาตั้งหลายปี จะไปพรากพวกเขาออกจากกันได้อย่างไร กู๋หมู่... ตอนนี้หม่อมฉันได้ส่งคนไปหาหมอที่มีชื่อเสียงมาทำการรักษาแล้ว เซี่ยหลี่จะต้องอาการดีขึ้นในเร็ววันแน่ จะต้องอาการดีขึ้นแน่ๆ บุญคุณของหว่านหยูที่มีต่อเซี่ยหลี่พวกเราจะจำให้ขึ้นใจ และจะไม่ทำให้นางต้องลำบากใจอีกแม้แต่น้อย”

               หากจะหย่ากันก็ต้องมีเหตุผล การที่ตระกูลเซี่ยยอมให้บุตรสาวของพวกเขาต้องเป็นหม้ายก็ต้องบอกเหตุผลที่แท้จริงว่าเหตุใดต้องหย่า เพื่อให้บุตรสาวของพวกเขาพ้นมลทิน ตอนนั้นชื่อเสียงของบุตรชายนางคงป่นปี้และตำหนักอ๋องคงถูกผู้คนหัวเราะเยาะไปทั่ว ไม่แน่ว่าบุตรชายนางก็อาจจะไม่สามารถรักษาตำแหน่งซื่อจื่อไว้ได้ ด้วยความผิดครั้งนี้นางสองแม่ลูกคงได้จบเห่กันพอดี

               “ยิ่งอยู่ที่ตำหนักของพวกเจ้าต่อไปก็มีแต่จะยิ่งซวย” องค์หญิงเจินติ้งเอ่ยด้วยความโมโหและบอกว่า “ข้าประคบประหงมเลี้ยงหลานมาจนเติบใหญ่ เพื่อให้พวกเจ้ามาหลอกใช้งั้นรึ? ยอมให้เหยียบย่ำเจ็ดปีไม่พอยังทิ้งมลทินไว้ให้นางอีก ตระกูลเซี่ยของพวกเราไปทำบาปทำกรรมอะไรให้ตำหนักอ๋องกัน พวกเจ้าจึงได้ทำอย่างนี้กับพวกเรา เจ้าเองก็มีบุตรสาว ถ้าบุตรสาวของเจ้าถูกทำอย่างนี้บ้างเจ้าจะไม่สงสารรึ ข้าจะบอกให้นะ การแต่งงานของทั้งสองอย่างไรก็ต้องหย่า แม้ว่าเจ้าไม่อยากหย่าก็ต้องหย่า” องค์หญิงเจินติ้งพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

               หรงอ๋องผู้ที่ตั้งใจจะกล่าวโทษองค์หญิงใหญ่ตั้งแต่แรก พอกลายเป็นฝ่ายผิดเสียเองจึงได้แต่นิ่งเงียบมาตลอด ยิ่งเมื่อเห็นว่าเรื่องราวบานปลายจนกลายเป็นเรื่องเลวร้าย จึงได้ดึงดันเอ่ยขึ้นว่า “กู๋หมู่โปรดใจเย็นก่อนพ่ะย่ะค่ะ”

               หรงอ๋องกลืนน้ำลายลงอย่างยากลำบาก รู้สึกว่าเกียรติยศที่มีมาทั้งชีวิตเพิ่งมาจบสิ้นลงในวันนี้ เขาเอ่ยขึ้นว่า “เป็นเพราะเราไม่ดีกับหว่านหยูเอง แต่เรื่องการหย่าร้างไม่ใช่เรื่องเล็ก ข้าจึงอยากจะขอร้องให้กู๋หมู่ช่วยพิจารณาให้ถี่ถ้วนเถิดพ่ะย่ะค่ะ”

               องค์หญิงเจินติ้งเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน “การไม่มีลูกสืบสกุลเป็นความผิดยิ่งใหญ่มิใช่หรือ? อ้อ! ตำหนักอ๋องของพวกเจ้าไม่มีทายาทยังนับเป็นความผิด แล้วหว่านหยูของพวกเราไม่มีทายาทจะไม่ผิดรึ? ตระกูลเซี่ยของพวกเราเมตตาพวกเจ้าอย่างถึงที่สุดแล้ว พวกเจ้าต่างหากเล่าที่ได้คืบจะเอาศอก”

               ทุกคำที่หรงอ๋องพูดก่อนหน้านี้ถูกตอกกลับในคราวเดียว หรงอ๋องหน้าแดงด้วยความอับอาย นึกโกรธไปถึงพระชายาและเฉินเค่อจี่ที่ล้วนแต่ทำเรื่องงามหน้าทิ้งไว้ทั้งนั้น ทำให้เขาเข้าใจผิดและโพล่งคำพูดที่ย้อนกลับมาตบหน้าตนเองเสียได้

               องค์หญิงเจินติ้งระบายความโกรธลงบนร่างของเฉินเค่อจี่ที่แสร้งทำเป็นหมดฤทธิ์เดชว่า “เจ้าพูดเองไม่ใช่รึว่าจะทำอย่างไรก็ได้ ข้าจะให้เจ้าลงลายมือชื่อในหนังสือแจ้งหย่า ทำไมยังไม่รีบเขียนอีก”

               เฉินเค่อจี่ตัวแข็ง เขามองไปที่อาหยูด้วยแววตาคล้ายจะขอร้อง

               อาหยูมีสีหน้าราบเรียบแต่ภายในใจกลับเย็นยะเยือก เขาจะกล้าเขียนได้อย่างไร ในเมื่อถ้าไม่มีหว่านหยูคอยปกป้องชื่อเสียงให้ เขาจะยังคงรักษาความเป็นบุรุษที่สมบูรณ์ต่อหน้าผู้อื่นได้อยู่อีกหรือ?

               เมื่อเห็นหลานสาวนิ่งไปองค์หญิงเจินติ้งก็นึกหวั่นใจ นางอยากจะให้หลานสาวเห็นสันดานของบุรุษผู้นี้อย่างชัดเจน อย่ายอมใจอ่อนกับคำพูดโน้มน้าวใจแค่ไม่กี่ประโยคเป็นอันขาด

               “หว่านหยู เจ้าตัดใจได้จริงๆ รึ ก่อนหน้านี้เป็นเพราะแม่ไม่ดีเอง ไม่ได้คิดถึงใจเจ้ามากพอ ตอนนี้แม่สำนึกผิดแล้ว แม่จะชดเชยให้เจ้าอย่างดีที่สุด เราคุยกันแล้วไม่ใช่รึว่าจะหาหมอมารักษาเซี่ยหลี่ เขาจะต้องหายจากโรคนี้ เมื่อหายแล้วทุกอย่างก็จะดีขึ้นเอง ความดีที่เจ้าฝากไว้กับเซี่ยหลี่ ความรักที่เจ้ามีให้เขา เซี่ยหลี่จะจดจำและตอบแทนเจ้าอย่างดีที่สุด” พระชายาพยายามพูดจาหว่านล้อม โน้มน้าวอาหยูให้เปลี่ยนใจและเอ่ยย้ำว่า “เขาจะไม่มีทางทรยศเจ้า ต่อไปเมื่อเขาหายดีแล้วก็จะไม่มีทางมองหญิงอื่นแม้แต่น้อย จะรักเจ้าเพียงคนเดียว”

               คำพูดนั้นดูเหมือนจะทำให้อาหยูหวั่นไหว นางค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองไปยังเฉินเค่อจี่ที่มีใบหน้าซีดเผือด หน้าถอดสีจนแทบจะโปร่งแสง

               เฉินเค่อจี่นั่งนิ่งและกลอกตาไปมาเล็กน้อย

               พระชายาคล้ายกับเห็นแสงอาทิตย์รำไรที่ปลายฟ้า นางปรากฏความหวังอีกครั้งจึงเอ่ยว่า “หว่านหยู แม่รู้ว่าแม่ทำให้เจ้าลำบากใจ แม่จะชดเชยให้เอง และไหนจะเซี่ยหลี่อีกล่ะ เขารักเพียงเจ้า เพียงแต่เขารู้สึกผิดต่อเจ้าจึงไม่กล้าเผชิญหน้าก็เท่านั้น”

               อาหยูยังคงจ้องมองเฉินเค่อจี่ด้วยแววตาสับสน พระชายารีบผลักเฉินเค่อจี่เพื่อให้บุตรชายเอ่ยง้ออาหยูบ้าง นางไม่ได้มองผิดจริงๆ เซี่ยหว่านหยูรักบุตรชายนางมาก ถ้าหากยังหลงเหลือความรักนั้นอยู่บ้างเรื่องคงไม่เลวร้ายเกินไปนัก

               ขณะนั้นเอง ในห้วงความคิดของเฉินเค่อจี่ก็ปรากฏภาพของหร่วนมั่วฉิงที่งดงาม สดใสและไร้เดียงสา เมื่อมีนางปรากฏกายต่อหน้า เขาก็รู้สึกเป็นตัวของตัวเอง ลืมเรื่องอาการป่วยของตน และไม่ต้องแบกรับความรู้สึกผิดที่มีต่อเซี่ยหว่านหยูอีก

               เฉินเค่อจี่ต่อสู้กับความสับสนในใจอยู่พักหนึ่ง นั่นคงเป็นความคิดบ้าๆ ของเขาเท่านั้น

               “หว่านหยู ชาตินี้ข้าจะไม่มีทางทรยศต่อเจ้า” เขาได้ยินเสียงของตนดังขึ้น คล้ายกับดังก้องสะท้อนไปตามสายลม

               แววตาของอาหยูเต็มไปด้วยความสับสน คล้ายกับนางถูกสั่นคลอนความเชื่อมั่นตั้งแต่แรกเสียแล้ว

               “หว่านหยู เจ้าอย่าได้ทำผิดซ้ำสองอีกนะ” องค์หญิงเจินติ้งเอ่ยทักท้วงด้วยความร้อนใจ

               หรงอ๋องรีบเอ่ยปลอบนางด้วยเสียงที่อ่อนลงว่า “กู๋หมู่ โบราณกล่าวไว้ว่า ‘ต่อให้รื้อวัดสักสิบหลังก็อย่าได้พังความสัมพันธ์ผัวเมียให้ต้องหย่าขาด’ ถ้าเรื่องนี้ถูกแพร่งพรายออกไปจะมีผลต่อชื่อเสียงของหว่านหยูเช่นกัน กู๋หมู่ เซี่ยหลี่มีความผิดจริง แต่ความรักความสัมพันธ์ระหว่างเขากับหว่านหยูก็หาได้ยากยิ่ง ขอกู๋หมู่ได้โปรดให้โอกาสพวกเขาอีกสักครั้งเถิด ได้โปรดวางใจว่าต่อไปตำหนักอ๋องของพวกเราจะไม่ยอมให้หว่านหยูต้องน้ำตาตก หรือลำบากใจอีกแม้แต่น้อย หากเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นอีก กู๋หมู่ก็พานางไปได้เลย”

               หรงอ๋องเอ่ยขอร้องด้วยหวังว่าจะให้เรื่องนี้จบลงโดยดี อย่างไรก็ตาม การแต่งงานครั้งนี้จะให้หย่าร้างไม่ได้เด็ดขาด เพราะหากต้องหย่าร้างจริง คนในเมืองหลวงก็คงเอาเรื่องของตำหนักอ๋องไปพูดกันสนุกปาก

               องค์หญิงเจินติ้งเอ่ยถามอาหยูด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “หว่านหยู จะเอาอย่างไร?”

               “หว่านหยู” เฉินเค่อจี่ก็เรียกนางเช่นกัน เขามองนางด้วยแววตาจริงจัง

               แววตาของอาหยูจึงเปลี่ยนไป สุดท้ายนางจึงหันไปมององค์หญิงเจินติ้งผู้เป็นย่าเป็นเชิงขอร้อง

               องค์หญิงเจินติ้งเอ่ยขึ้นด้วยความผิดหวัง “เจ้ายังจะโง่อยู่อีกรึ?”

               “ท่านย่า” อาหยูเอ่ยอ้อนวอนด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

               พระชายาและหรงอ๋องต่างดีใจยิ่งนัก เฉินเค่อจี่เองก็ค่อยคลายความกังวลลง

               แต่แววตาของอาหยูกลับซ่อนรอยยิ้มเย็นชาไว้อย่างมิดชิด พวกเขาคิดว่าจะรอดพ้นจากชะตากรรมครั้งนี้แล้วรึ ฝันไปเถอะ องค์หญิงเจินติ้งหลับตาลงด้วยความเอือมระอา นางกัดฟันและเอ่ยว่า “ไม่หย่าก็ได้ แต่พวกเจ้าต้องรับปากข้าอย่างหนึ่ง”

               พระชายาอ้าปากเตรียมจะรับคำ

               องค์หญิงเจินติ้งกลับเอ่ยว่า “ข้าอยากได้คำรับรองที่เป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจน” นางรู้ตัวดีว่าตนเป็นย่าที่ชรามากแล้ว หากนางสิ้นใจไปก่อน เรื่องราวในวันนี้ของหลานสาวก็คงถูกปิดเงียบเป็นแน่ แล้วใครเล่าจะมาช่วยเหลือหว่านหยูต่อสู้กับตำหนักอ๋องได้อีก?

               พอได้ยิน พระชายาถึงกับพูดไม่ออก

               องค์หญิงเจินติ้งหัวเราะอย่างเย็นชาและเอ่ยว่า “ตอนที่พวกเจ้ามาสู่ขอก็พูดไว้ดิบดีมิใช่รึ แล้วตอนนี้เป็นอย่างไรเล่า”

               คนของตำหนักอ๋องทั้งสามหน้าชาไปตามๆ กัน

               ขณะที่ทุกคนไม่รู้จะจัดการอย่างไร หรงอ๋องก็กระแอมไอถามนางว่าต้องการให้พวกเขารับประกันอะไร

               องค์หญิงเจินติ้งจึงเอ่ยว่า “ไม่ว่าเฉินเค่อจี่จะหายป่วยหรือไม่ ห้ามมีสตรีนางอื่นเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นก็ต้องหย่าร้างสถานเดียว”

               หรงอ๋องรับปากทันที แอบคิดในใจว่าคำขอร้องนี้ก็ไม่ได้มากเกินไป เซี่ยหว่านหยูทำเพื่อบุตรชายเขาขนาดนี้ คำขอร้องของกู๋หมู่จึงฟังดูมีเหตุผล

               คงมีแต่พระชายาที่มีสีหน้าลังเล แล้วจึงค่อยพูดความคิดของตนออกมาอย่างกล้าๆ กลัวๆ ว่านางกำลังอยากหาอนุให้บุตรชายสักคนเพื่อกอบกู้ชื่อเสียงของเซี่ยหว่านหยู

               องค์หญิงเจินติ้งหันไปค้อนใส่พระชายา แล้วพูดว่า “ตอนนี้เจ้าทำร้ายหว่านหยูคนเดียวยังไม่พอ ยังคิดทำร้ายบุตรสาวบ้านอื่นอีกหรือ บุตรชายของเจ้าเป็นดั่งแก้วตาดวงใจ แล้วบุตรสาวบ้านอื่นเป็นเพียงยอดหญ้าอย่างนั้นใช่ไหม?” องค์หญิงใหญ่ว่าต่ออย่างเหลืออด “ที่ผู้คนครหาหว่านหยูในตอนนี้ เป็นเรื่องที่นางไม่ยอมคลอดบุตร ไม่ยอมมอบทายาทให้จวนอ๋องไม่ใช่เรื่องอนุ ตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน สตรีที่หึงหวงสามี ไม่ยอมให้สามีมีอนุไม่ได้มีหว่านหยูเพียงคนเดียว ขุนนางใหญ่ในราชสำนักหลายคนก็มีเมียเดียว เจ้าฉลาดขนาดนี้คงหาวิธีรักษาชื่อเสียงของเซี่ยหลี่ได้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าจะตั้งใจคิดหาวิธีหรือไม่”

                พระชายามีสีหน้าเคร่งเครียด หากทำให้เซี่ยหว่านหยูคลอดลูกออกมาสักคนก็จะสามารถลบคำครหานี้ได้ แต่เรื่องนี้ช่างเสี่ยงเหลือเกิน ทว่าในตอนนี้นางจะกล้าปฏิเสธได้อย่างไร จำจะต้องก้มหน้ารับคำไปเท่านั้น

สักขีพยาน

               “ข้าเขียนเอง” เฉินเค่อจี่ไม่ยอมให้แม่ของตนถูกองค์หญิงเจินติ้งบีบบังคับจนหมดหนทาง จึงเอ่ยขึ้นเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ หากโรคของเขารักษาไม่ได้ก็ไม่จำเป็นต้องไปรบกวนใครอีก ตัวเขาทำให้หว่านหยูต้องเสียเวลามามากพอแล้ว การที่จะมอบชีวิตที่เหลือทั้งหมดให้นางเพียงคนเดียวก็เป็นเรื่องที่สมควร

               จากนั้นคนรับใช้ก็ได้นำพู่กัน กระดาษและถาดฝนหมึกมาวาง ทุกคนรอเป็นสักขีพยาน ในขณะที่เฉินเค่อจี่เขียนใบสัญญา องค์หญิงเจินติ้งผู้ชราก็ฉลาดพอ นางบีบบังคับให้หรงอ๋องและพระชายาลงนามในสัญญาด้วย

               อาหยูแอบยกมุมปากยิ้มอย่างสะใจ ครั้งนี้นางได้ช่วยดวงวิญญาณของเซี่ยหว่านหยูระบายความแค้นแล้ว มิหนำซ้ำยังช่วยให้องค์หญิงเจินติ้งระบายโทสะทั้งหมดกับคนตำหนักอ๋องอีกด้วย

               ส่วนสัญญาฉบับนี้ก็ทำไว้เพียงเพื่อเป็นหลักฐาน รอจนกระทั่งเฉินเค่อจี่และหร่วนมั่วฉิงสานสัมพันธ์จนถึงขั้นหนึ่ง นางก็จะใช้สัญญาฉบับนี้ตอกหน้าทั้งสอง ให้คนทั้งโลกได้รู้กันไปว่า คนผู้นี้ตอนที่ป่วยอยู่ได้เหยียบย่ำความรู้สึกของนางอย่างไร แล้วพอหายป่วยเป็นปลิดทิ้งก็กลับทรยศนาง ทำเป็นเหมือนคนไม่รู้จักกันเสียด้วยซ้ำ ถึงตอนนั้นนางจะสามารถเดินออกจากตำหนักอ๋องได้อย่างสง่างาม ผู้คนส่วนใหญ่ก็จะเข้าข้างนาง

               คำครหานั้นสามารถฆ่าคนได้จริงๆ

               เมื่อเรื่องจบลงเรียบร้อยอาหยูก็ส่งองค์หญิงเจินติ้งออกจากตำหนักไป หรงอ๋องและคนอื่นๆ อยากตามมาส่งด้วยแต่ถูกองค์หญิงเจินติ้งปฏิเสธ

               ตอนที่นั่งอยู่บนรถม้า องค์หญิงเจินติ้งถามอาหยูด้วยน้ำเสียงจริงจังว่านางมิได้หวั่นไหวจริงๆ ใช่หรือไม่

               อาหยูวางหน้าไม่ถูก ก่อนหน้านี้นางแอบคิดว่าท่านย่าแสดงละครได้สมจริงเหลือเกิน อาหยูเอ่ยยืนยันกับองค์หญิงเจินติ้งถึงสามครั้งว่าตนหมดความรักกับเฉินเค่อจี่แล้วจริงๆ

               องค์หญิงเจินติ้งยอมฝืนใจเชื่อหลานสาว แต่เมื่อคิดถึงความสัมพันธ์ที่เซี่ยหว่านหยูมีต่อเฉินเค่อจี่ตลอดมา นางก็แอบเผื่อใจไว้บ้างเมื่อส่งท่านย่ากลับไปแล้ว อาหยูก็มุ่งหน้าตรงไปที่เรือนจิ่นฟางเก๋อ นางมิได้สนใจสามพ่อแม่ลูกที่นั่งรออยู่ในห้องรับแขก ตอนนี้เฉินเค่อจี่ผู้มีหัวใจบอบบาง คงกำลังพรรณนาทุกข์โศกของตนให้หรงอ๋องฟังเพื่อเรียกร้องความเห็นใจอยู่กระมัง

               เฉินเค่อจี่มองตนเองสูงส่งแต่ก็ดันมาเป็นโรคนี้ ความรู้สึกเสียใจอย่างมหาศาลทำให้เขาลดทอนคุณค่าในตัวเอง กลายเป็นคนอ่อนไหวง่าย แค่เพียงลมพัดยอดหญ้าเขาก็ปลิวไปตามสายลมได้แล้ว คำพูดเพียงเล็กน้อยขององค์หญิงใหญ่ทำให้เขาหันกลับมาโทษตัวเอง ดังนั้นคนข้างกายจึงต้องพลอยทุกข์ร้อนไปตามๆ กัน จะทำอะไรนิดๆ หน่อยๆ ก็อาจแทงใจดำเขา

               ดังนั้นวันหนึ่งๆ จึงย่อมมีเรื่องมากระทบกระเทือนจิตใจเขาเป็นร้อยเป็นพันครั้ง

               เขาเปราะบาง แตกง่ายเสียจนอาหยูรำคาญ

               เรื่องโรคทางใจนี้หร่วนมั่วฉิงก็สามารถรักษาให้หายได้เช่นกัน ตอนนั้นเขาพูดว่าอย่างไรนะ... อาหยูคิดทบทวน อ้อ... เมื่อได้อยู่กับหร่วนมั่วฉิง เขาจะรู้สึกสบายใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

               เฮอะ! เขาคงรู้สึกว่าการอยู่กับเซี่ยหว่านหยูทำให้เขาอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก แต่ความอึดอัดนี้เขาเป็นคนร้องขอเองตั้งแต่แรก ทั้งโกหก ทั้งอ้อนวอนเพื่อให้ได้มา

               เมื่อกลับมาที่เรือนจิ่นฟางเก๋อ อาหยูสั่งให้คนปิดประตูเรือนหลังและไม่ยอมพบใครทั้งนั้น ตอนนี้นางกำลังรอให้เฉินเค่อจี่รีบสานสัมพันธ์กับหร่วนมั่วฉิงให้ถึงขั้นนั้นโดยเร็ว นางจะได้ทำความปรารถนาของเจ้าของร่างเดิมนี้ให้สำเร็จ จากนั้นนางจะหนีจากคนกลุ่มนี้ไปไกลแสนไกล นางไม่นึกอยากมองเขาแม้แต่หางตา

              

               ภายในห้องรับแขก พ่อแม่ลูกต่างร้อนใจอย่างยิ่ง

               หรงอ๋องผู้ซึ่งปกติไม่เคยต้องลำบากใจขนาดนี้ ได้ระบายโทสะทั้งหมดลงที่พระชายาและเฉินเค่อจี่ เขาด่าว่าคนทั้งสองจนป่นปี้ไม่เหลือชิ้นดี

               “ถ้ารู้ว่าตัวเองเป็นโรคอย่างนี้ นึกอยากแต่งสะใภ้เข้าบ้านก็ควรจะหาสะใภ้ตระกูลเล็กๆ จะได้บีบบังคับหรือตั้งเงื่อนไขได้ง่าย แต่พวกเจ้ากลับมักใหญ่ใฝ่สูงไปคว้าลูกสาวบ้านเซี่ยมาเป็นสะใภ้ ตอนนี้เราเลยต้องตกเป็นเบี้ยล่างของฝ่ายนั้นไปเสียแล้ว”

               หรงอ๋องชี้ไปที่เฉินเค่อจี่ เขาตั้งใจจะด่าแต่ตอนนี้เมื่อเห็นผู้เป็นบุตรชายหน้าซีดเผือดราวกับหิมะ และคิดถึงโรคที่บุตรชายของตนเป็นอยู่ก็อดเห็นใจฐานะผู้ชายด้วยกันมิได้ จึงเปลี่ยนเอาความโกรธมาลงที่พระชายาแทน

               “เจ้าก็เหลือเกิน ปิดบังข้ามาได้ตั้งหลายปี เมื่อวานเจ้ายังมีท่าทีไม่ชัดเจน ทำให้วันนี้ข้าพาลโกรธเซี่ยหว่านหยูและกู๋หมู่ไปด้วย เจ้านี่มันร้ายจริงๆ”

               “ท่านพี่จะด่ากันให้ตายเลยหรือเจ้าคะ” พระชายาเอ่ยทั้งน้ำตา

               “พวกเจ้าต่างหากที่บีบบังคับให้ข้ากลุ้มใจตาย” หรงอ๋องชี้หน้านางก่อนจะสะบัดแขนเสื้อแล้วเดินจากไปอย่างรวดเร็ว เขาไม่อยากได้ยินนางพร่ำเพ้อพรรณนาอะไรอีกแล้ว พอเกิดเรื่องนี้ขึ้น จู่ๆ เขาก็รู้สึกว่าภรรยาของตนน่ากลัวเหลือเกิน แม้จะรู้ว่าพระชายาทำเพื่อบุตรชาย แต่พฤติกรรมของนางก็ร้ายกาจอย่างที่ตัวเขาเองยังคาดไม่ถึง แล้วไหนจะบุตรชายที่ทำให้เขารู้สึกเป็นคนอื่นในชั่วพริบตาอีกเล่า? เซี่ยหว่านหยูอุตส่าห์ทุ่มเทแรงกายแรงใจให้พวกเขาขนาดนั้น แต่ผลลัพธ์กลายเป็นพวกเขาย้อนกลับไปทำร้ายนาง

               เมื่อมาคิดพินิจให้ดีก็รู้สึกสะเทือนใจเหลือเกิน หรงอ๋องจึงไปหาฉู่เช่อเฟย* เขาต้องการคนอ่อนโยนอย่างฉู่เช่อเฟยมาปลอบประโลมเพื่อบรรเทาโทสะในครั้งนี้

               พระชายาพยายามตั้งสติเพื่อปลอบบุตรชายอย่างเฉินเค่อจี่และเอ่ยว่า “เจ้าไปดูหว่านหยู พูดปลอบใจนางสักหน่อย พูดกับนางดีๆ ล่ะ”

               เมื่อเฉินเค่อจี่คิดถึงอาหยูเขาก็รู้สึกสับสนในใจอีกครั้ง หากเป็นก่อนหน้านี้เขาคงรู้สึกระลึกถึงบุญคุณที่ยากจะทดแทน แล้วกลายมาเป็นความกดดันในตัวเอง แต่ตอนนี้ภาพของนางกลับปรากฏเป็นความกลัวภายในใจอย่างยากที่จะบรรยาย คงไม่มีใครอยากจะขุดคุ้ยความรู้สึกจากก้นบึ้งของหัวใจออกมาเพื่อเผชิญกับความจริง

               แต่เมื่อเห็นแววตาของพระชายาในเวลานี้ เขาจึงทำได้เพียงพยักหน้าแล้วเอ่ยปลอบมารดาเล็กน้อยก่อนจะออกจากห้องรับแขกไป

               เมื่อเขาจากไปแล้วพระชายาก็มีสีหน้าเปลี่ยนไป ดวงตาคู่นั้นของนางแฝงด้วยแววขยะแขยงในใจ นางนึกแค้นเซี่ยหว่านหยูที่กล้าเหยียบหน้านางกับลูกโดยไม่นึกเกรงใจ ทำให้เรื่องบานปลายจนหรงอ๋องรู้ความจริง ไม่รู้ว่าหรงอ๋องจะคิดอย่างไรกับผู้เป็นบุตร แต่ไม่ว่าจะโกรธแค้นเพียงใด นางก็ไม่อาจทำอะไรสะใภ้คนนี้ได้ เพราะถึงอย่างไรนางก็ต้องอาศัยหว่านหยูเพื่อรักษาฐานะและตำแหน่งซื่อจื่อของบุตรชายให้มั่นคง

               พระชายามีไฟแค้นสุมอก นางนั่งหมอบอยู่บนโต๊ะและปล่อยโฮออกมา เหตุใดฟ้าดินจึงรังแกนางและลูกอย่างไม่ปรานีถึงเพียงนี้ ทำไมไม่เป็นคนอื่น ทำไมต้องเป็นบุตรชายของนางที่ต้องมารับชะตากรรมกับโรคที่น่าอัปยศนี้ด้วย

               เฉินเค่อจี่กลับมาที่เรือนจิ่นฟางเก๋อและไม่ได้รับการต้อนรับจากภรรยาของตน แต่ถึงกระนั้นเขากลับรู้สึกโล่งใจไม่น้อย สายตาของเด็กรับใช้นามว่าจื่อซูที่มองมายังเขาเปลี่ยนไปจากเดิม เขาจึงรีบออกจากที่ตรงนั้นไป

               ตอนนั้นจื่อซูก็อยู่ในห้องรับแขกเช่นกัน ดังนั้นนางจึงรู้เรื่องอาการป่วยที่เฉินเค่อจี่เป็น ก่อนหน้านี้ความรู้สึกเคารพและซาบซึ้งที่มีกลับตาลปัตรเป็นความเกลียดชังและขยะแขยงในชั่วพริบตา รู้สึกเพียงว่าคุณหนูของจื่อซูช่างอาภัพเหลือเกิน

               พระชายามอบค่าปิดปากกับคนที่อยู่ในเหตุการณ์ เมื่อเห็นว่ามีคนจำนวนไม่น้อย นางก็โกรธเสียจนอยากก่นด่าคนทั้งหมด คนมากมายขนาดนี้หากจะฆ่าเสียทั้งหมดก็ดูจะเจตนาจนเกินไป จึงทำได้เพียงใช้บุญคุณมาบีบบังคับพวกเขา นั่นยิ่งทำให้พระชายานึกโมโหองค์หญิงเจินติ้งและอาหยูมากขึ้นไปอีก

               ขณะที่กำลังแค้นจนแน่นอก นางก็ได้ยินเฉินเค่อจี่มาบอกว่าอาหยูปิดประตูเงียบและไม่ยอมพบใคร ข่าวนี้ทำให้นางตกใจจนแทบทำถ้วยน้ำชาหล่นแตก นางขบกรามแน่นด้วยความโมโห พยายามบอกตนเองให้สงบสติอารมณ์ไว้ก่อน

               ตั้งแต่เมื่อวานจนถึงวันนี้ พระชายาถูกอาหยูหาเรื่องใส่จนเริ่มนึกกลัว นางไม่กล้าทำอะไรกับสะใภ้ของตนเหมือนตอนที่คิดว่าอีกฝ่ายเป็นหญิงสาวไร้เดียงสาอีกแล้ว เพราะกลัวว่าจะถูกตอกกลับแบบเจ็บแสบ

 

               วันถัดมาเฉินเค่อจี่ไม่ได้ไปทำงาน

               เขาลาป่วย

               ในภาวะอารมณ์เช่นนี้เขาไม่พร้อมจะพบปะกับใคร พระชายาจึงได้ให้เขาไปรักษาตัวที่บ้านพักตากอากาศจะได้หลบจากข่าวคำครหา ส่วนพระชายารั้งอยู่ที่ตำหนักเพื่อจัดการส่งคนที่รู้เรื่องนี้ออกจากตำหนักไป จะได้ไม่มีเสี้ยนหนามทิ่มแทงใจบุตรชาย

               ในเมื่อนางได้พูดต่อหน้าองค์หญิงเจินติ้งแล้วว่าจะให้บุตรชายรักษาตัว ก็ต้องทำให้เห็นเป็นรูปธรรม เพราะหากรักษาได้จริงๆ ปัญหาวุ่นวายในตอนนี้ก็จะหมดไป

               อาหยูก็ติดตามไปที่บ้านพักตากอากาศด้วยเช่นกัน การที่พระชายาตามไปส่งนาง ก็ได้หาโอกาสพูดกับอาหยูด้วย

               อาหยูยิ้มด้วยสีหน้าปกติและเอ่ยว่า “ท่านแม่วางใจเถิดเจ้าค่ะ ข้าจะดูแลเซี่ยหลี่ให้ดี”

               เมื่อเห็นลูกสะใภ้กลับมามีท่าทีปกติ พระชายากลับรู้สึกเสียวสันหลังวาบ แต่ก็บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าเป็นเพราะอะไร

               เฉินเค่อจี่และอาหยูนั่งรถม้าคนละคันเพื่อมุ่งหน้าไปยังบ้านพักตากอากาศ พวกเขาหอบสัมภาระไปพักที่นั่น

               พอสบโอกาส เฉินเค่อจี่คล้ายจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็นิ่งไปครู่หนึ่ง จนกระทั่งหาจังหวะพูดกับนางว่า “เจ้ายังโกรธข้าอยู่หรือไม่”

               อาหยูเพียงแต่รับคำเบาๆ เฉินเค่อจี่จึงนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ

ข้าขอโทษ

               อาหยูเอ่ยต่อว่า “ซื่อจื่อคงไม่คิดว่าข้าหลับสักตื่นหนึ่งแล้วจะลืมเรื่องทั้งหมดที่ผ่านมา และกลับมาเป็นข้าคนเดิมที่ให้ความสำคัญกับท่านเป็นอันดับหนึ่งหรอกกระมัง”

               เฉินเค่อจี่ได้ฟังก็มีสีหน้าบึ้งตึง

               อาหยูเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “ข้าต้องการเวลาอยู่นิ่งๆ สักพัก ซื่อจื่อก็อาจจะต้องการเวลาทบทวนความสัมพันธ์ระหว่างเราอีกสักพักเช่นกัน”

               เฉินเค่อจี่ขยับริมฝีปากเล็กน้อยและเอ่ยว่า “ข้าขอโทษ”

               อาหยูยิ้มอย่างเป็นปริศนาพร้อมทั้งเอ่ยว่า “ดูเหมือนประโยคที่ซื่อจื่อพูดกับข้าบ่อยที่สุดก็คงจะเป็นประโยคนี้”

               เฉินเค่อจี่ตกใจจนพูดไม่ออกอีกครั้ง เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยและเอ่ยว่า “เจ้าเปลี่ยนไปนะ”

               “ทุกคนก็เปลี่ยนแปลงได้ทั้งนั้น หรือว่าซื่อจื่อไม่ได้เปลี่ยนแปลง” คนเราล้วนแต่ต้องการการเติบโต ตอนที่เฉินเค่อจี่ยังเป็นหนุ่ม ก็ไม่ได้ทำกับนางถึงขนาดนี้เช่นกัน

               เฉินเค่อจี่ถูกตอกกลับจึงนิ่งเงียบไป

               ทั้งสองคนอยู่ในความสัมพันธ์ชนิดที่เรียกว่ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก ทั้งสองพักอยู่ที่บ้านพักตากอากาศด้วยกัน เฉินเค่อจี่ไปหาหมอวันเว้นวัน แต่เพื่อปกปิดสถานะที่แท้จริงของตน เขาได้เชิญหมอไปรักษาในที่อีกแห่ง เพียงแต่จำนวนครั้งในการเข้าออก ‘บ้านหลังนั้น’ ของเฉินเค่อจี่ก็มากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเช่นกัน

               ส่วนอาหยูก็ใช้เวลาว่างในการตกปลา บางครั้งก็ไปเยี่ยมตระกูลเซี่ย ช่างเป็นช่วงเวลาที่นางผ่อนคลายและมีความสุขเหลือเกิน

               ผู้ที่นั่งอยู่ใต้ต้นไม้พร้อมกับเบ็ดตกปลาอย่างอาหยูลูบแมวลายบนตักไปมา ในที่สุดเฉินเค่อจี่และหร่วนมั่วฉิงก็พัฒนาความสัมพันธ์ไปถึงขั้นนั้นแล้ว

               อาหยูจิ๊ปากด้วยความสลดใจ กระดาษสัญญาใบนั้นเพิ่งเขียนระบุเงื่อนไขไว้ไม่นาน บัดนี้เขากลับลืมจนหมดสิ้น คำสัญญาหรือคำสาบานใดๆ ก็ไม่ได้สำคัญไปกว่าชีวิตใหม่ที่เขากำลังจะมีในไม่ช้านี้

               ได้ลงเอยกันแล้วก็ดี

               จากนี้ไปก็จะเป็นฉาก ‘หากผีเสื้อขยับปีก จะสะเทือนไปทั้งโลกา’ สินะ?

               ท้ายที่สุดสองคนนี้ก็จะไม่มีทางได้อยู่ร่วมกันไปชั่วชีวิต นางอุตส่าห์อดทนอดกลั้นมานาน ในที่สุดก็สามารถเล่าความลับนี้ให้คนทั้งเมืองได้รู้ด้วยแล้ว

               มีความสุขจังเลย...

               ที่นางรอมาจนถึงตอนนี้ก็เพราะกลัวว่าหร่วนมั่วฉิงจะรู้เรื่องนี้เสียก่อนแล้วนึกรังเกียจในตัวเฉินเค่อจี่ และอีกใจก็กลัวว่าเฉินเค่อจี่จะแบกรับความกดดันไว้ไม่ไหวจนคิดสั้นและจบชีวิตตนเอง ชายผู้นี้แม้ดูภายนอกจะเป็นคนเข้มแข็งแต่ภายในเปราะบางเหลือเกิน

               ถ้าทั้งคู่ถอดใจเสียก่อน นางจะแก้แค้นเอากับใครเล่า?

               แต่เมื่อพวกเขาได้สานสัมพันธ์กันแล้ว เฉินเค่อจี่ก็คงไม่กล้าตายง่ายๆ กระมัง

               เพี้ยง! ขอให้เป็นอย่างนั้นเถอะ

               ชั่วต่อไปนะ...

 

               ผู้ที่ไม่รู้เลยว่าหายนะกำลังจะมาถึงตัวในไม่ช้าอย่างเฉินเค่อจี่กำลังกอดรัดฟัดเหวี่ยงอยู่บนร่างของหร่วนมั่วฉิง

               เขามีชีวิตอยู่มาตั้งยี่สิบเจ็ดปี ในที่สุดก็ได้ลิ้มรสความเป็นลูกผู้ชายที่แท้จริง และรู้สึกว่ายี่สิบเจ็ดปีที่ผ่านมาของเขาสูญเปล่าไปเฉยๆ

               หลังจากเพลงรักที่เร่าร้อนบรรเลงจบคนทั้งสองต่างก็มีเหงื่อโซมกาย

               หร่วนมั่วฉิงนอนซบแนบอกเฉินเค่อจี่ ยกนิ้วมือเรียวยาวของนางลูบไล้ใบหน้าของเขาอย่างเบามือ ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ เขามีใบหน้าคล้ายกับรักแรกของนางเหลือเกิน

               ในชาติที่แล้วนางพยายามอย่างยิ่งที่จะเป็นที่ต้องตาต้องใจของชายในฝัน แต่ชายผู้นั้นก็รักสตรีที่มีรูปร่างงดงาม มีชาติตระกูลเป็นหนึ่ง ในคืนที่ทั้งสองแต่งงานกันตัวนางดื่มสุราจนเมาพับหลับไป เมื่อตื่นขึ้นมาก็พบว่าตนคือหร่วนมั่วฉิง สตรีรูปงามบุตรสาวของขุนนางเสียแล้ว

               ฟ้าดินคงอยากชดเชยให้กับความเสียใจของนาง ในชั่วขณะที่เฉินเค่อจี่ปรากฏกาย นางไม่อยากเชื่อสายตาจึงนิ่งมองเขาเนิ่นนาน เฉินเค่อจี่มียศถาบรรดาศักดิ์สูงส่งกว่าชายคนเดิมของนางในชาติก่อน รูปร่างหน้าตาของเขาหล่อเหลาโดดเด่นกว่าใคร ที่สำคัญเขารักนาง

               เมื่อนิ่งกอดอยู่ครู่หนึ่งเฉินเค่อจี่ก็เตรียมจะกลับ

               หร่วนมั่วฉิงมิได้เอ่ยรั้งเขา แต่แววตาของนางแสดงถึงความอาลัยอาวรณ์อย่างไม่ปิดบัง

               เฉินเค่อจี่เอ่ยกับนางด้วยความสงสาร “พรุ่งนี้ข้าจะมาหาเจ้า”

               ครู่นั้นหร่วนมั่วฉิงไม่อยากรั้ง นางเขย่งตัวขึ้นและประทับรอยจูบลงบนใบหน้าของเขา

               เฉินเค่อจี่หน้าแดงก่ำ เขาไม่ค่อยคุ้นชินกับความกล้าอย่างสตรีกร้านโลกของนาง แต่ก็ให้ความรู้สึกหวานชื่นในหัวใจ ความยินดีและเป็นกันเองของนางเป็นความจริงใจอย่างที่สุด เมื่อได้เห็นก็รู้ถึงความในใจได้ทันที ไม่เหมือนกับบุตรสาวตระกูลสูงคนอื่นๆ ที่มักจะใส่หน้ากากไม่รู้กี่ชั้น

               เฉินเค่อจี่เจอนางครั้งแรกกลางฤดูหนาว เขาออกมาเดินเล่นเพื่อผ่อนคลายและบังเอิญได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวที่สวนดอกเหมย เสียงนั้นเอ่ยขึ้นว่า “ลมวสันต์ผันเยือนเคลื่อนราตรี กิ่งดอกหลีบานเบ่งแย้มแต้มฤดู”

               คำเหล่านั้นทำให้เขาประหลาดใจยิ่งนักจึงเดินตามเสียงไป จนพบว่ามีสตรีนางหนึ่งยืนอยู่ท่ามกลางพื้นหิมะจึงเอ่ยถามว่า “เรียนถามแม่นางว่า บทกวีเมื่อครู่เป็นของกวีท่านใดรึ”

               สตรีนางนั้นเพียงแต่ยิ้มโดยไม่ตอบ เขานิ่งอึ้งไปแล้วจึงถามต่อ “หรือว่าแม่นางเป็นผู้แต่ง” ดูไปแล้วนางน่าจะอายุเพียงสิบห้าปีเท่านั้น นั่นทำให้เขานึกประหลาดใจไม่น้อย

               บรรดาเด็กรับใช้ที่อยู่ข้างๆ ดูมีท่าทีไม่พอใจที่เขาไม่เชื่อในฝีมือกลอนของเจ้านายตน พวกนั้นสบถเบาๆ อย่างไม่สบอารมณ์ จากนั้นก็แย่งกันท่องบทกวีออกมาอีกหลายวรรค ซึ่งเป็นบทกวีที่เขาไม่เคยได้ยินมาก่อน จึงได้เชื่อในตอนนั้น

               จากนั้นเป็นต้นมาคนทั้งสองก็ค่อยๆ สนิทสนมกัน

               ไม่รู้ว่าเขาเริ่มหวั่นไหวตั้งแต่เมื่อไร รู้แต่เพียงว่าหากเขาได้เห็นนาง บรรยากาศโดยรอบก็จะเงียบลงชั่วคราว และจะมีทั้งสองอยู่ด้วยกันเพียงลำพังบนโลกใบนี้

               อันที่จริงเขาไม่ควรจะสานสัมพันธ์ใดๆ กับนาง เพราะรับปากกับเซี่ยหว่านหยูเอาไว้แล้ว แต่เวลาที่ผ่านมาเขาใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความกดดันมากมาย เมื่อแผลใจยังไม่สมานดี ซ้ำยังต้องกินยาทุกวัน แล้วยังต้องไปหาหมอวันเว้นวันอีกด้วย พอกลับไปที่บ้านพักตากอากาศเขาก็จะบังเอิญพบกับเซี่ยหว่านหยู เมื่อได้เห็นใบหน้ากึ่งยิ้มกึ่งบึ้งของนางก็ยิ่งทำให้เขาลำบากใจมากขึ้น

               เขารู้สึกว่าตนถูกความกดดันจุกที่อกจนแทบคลั่งแล้วก็อดไม่ได้ที่จะไปหาหร่วนมั่วฉิง ซึ่งนางก็มองออกว่าเขามีเรื่องไม่สบายใจ จึงเชิญเขามากินอาหารด้วย

               ขณะที่อยู่ในภวังค์ ไม่แน่ใจว่าใครเป็นฝ่ายเริ่มก่อน แต่ในที่สุดก็จบลงกับเรื่องที่ไม่ควรเกิด

               หากเป็นสตรีนางอื่นก็คงร้องห่มร้องไห้และหาว่าเขารังแกนาง แล้วถามหาความรับผิดชอบจากเขา แต่กับหร่วนมั่วฉิงนางกลับบอกว่านางสมยอมและนางชอบเขา

               อันที่จริงสิ่งที่ทำให้เขาดีใจยิ่งกว่าประโยคนั้นของนางก็คือ...โรคของเขาหายเป็นปลิดทิ้ง

               วันนั้นเขากลับบ้านได้อย่างไรเขาก็จำไม่ได้แล้ว แต่เมื่อกลับมาถึงบ้านพักตากอากาศเขาก็เรียกให้ป่ายเหอนำน้ำเย็นมากะละมังใหญ่ราดลงบนศีรษะ

               หลังจากนั้น ในที่สุดเขาก็เข้าใจว่าขอเพียงเขามีอารมณ์ เทวดาก็จะมอบยารักษาโรคน่าอัปยศของเขาให้โดยปริยาย เขาไม่อยากวางมือในตอนนี้แต่...

               เฉินเค่อจี่ยิ้มให้อาหยูผู้ซึ่งอุ้มแมวแล้วเดินมาหาช้าๆ เมื่อคิดถึงคำสัญญาที่เคยให้ไว้เขาก็รู้สึกอารมณ์ดิ่งลงในฉับพลัน

               อาหยูเพียงแต่มองเขาแวบหนึ่งแล้วคิดไปว่าวันนี้เขาดูแปลกไป อาหยูเอ่ยว่า “ท่านแม่ส่งคนมาเชิญพวกเรากลับไปฉลองเทศกาลไหว้บ๊ะจ่างด้วยกัน”

               เฉินเค่อจี่เพียงแต่รับคำและถามว่านางจะกลับตำหนักเมื่อไร

               อาหยูตอบว่า “พรุ่งนี้ข้าก็จะกลับแล้ว”

               เฉินเค่อจี่เอ่ยว่า “พรุ่งนี้ข้ายังต้องไปหาท่านหมอซ่งอีก เดี๋ยววันมะรืนข้าค่อยกลับก็แล้วกัน เจ้ากลับไปก่อนเถิด”

               อาหยูลูบหางแมว ก่อนจะรับคำเบาๆ และพาแมวเดินจากไป

               ชิ... ไปหาหมอซ่งหรือ? ไปหาหมอหร่วนล่ะสิไม่ว่า

               วันถัดมาอาหยูออกเดินทางกลับเมืองหลวงและบังเอิญได้พบกับเฉินหลิงหรง ซึ่งเป็นบุตรสาวคนโตของพระชายาที่เคยไม่ชอบหน้าเซี่ยหว่านหยูมาก่อน เพราะคิดว่าเซี่ยหว่านหยูทำให้พี่ชายคนโตของนางต้องเสียเวลา

               พระชายาซึ่งรู้เรื่องนี้ดี ได้สั่งกำชับเฉินหลิงหรงว่าห้ามปฏิบัติตัวอย่างไม่ให้เกียรติกับพี่สะใภ้ของตนเหมือนที่เคยทำมา เพราะตอนนี้เซี่ยหว่านหยูไม่ใช่เซี่ยหว่านหยูคนเก่าอีกแล้ว จนถึงตอนนี้พระชายายังไม่อาจคาดเดาแผนการในใจนางได้ ไม่รู้ว่านางคิดอะไรอยู่ บางครั้งก็เหมือนจะอดทนได้เหมือนที่ผ่านมา แต่บางครั้งก็เหมือนเปลี่ยนไปเป็นคนละคนคล้ายไม่อาจรับแรงกดดันใดๆ ได้อีก

               ถึงอย่างไรพระชายาก็นึกหวาดกลัวอาหยู นางจึงขอเพียงให้สามารถรักษาความสงบสุขในบ้านได้เป็นพอ เรื่องอื่นๆ ก็ยอมๆ กันไปก่อน

               เฉินหลิงหรงฟังผู้เป็นมารดาเอ่ยโน้มน้าวจนแทบทนไม่ไหว นางรู้สึกว่ามารดาของตนใจดีเกินไป ตระกูลเซี่ยจะมีอำนาจเพียงใดก็ช่าง แต่ครอบครัวของนางก็เป็นเชื้อพระวงศ์เหมือนกัน ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นจะต้องกลัวพวกเขา

               ตัวนางอายุน้อยกว่าพี่ชายสามปี ตอนนี้มีบุตรชายและบุตรสาวเรียบร้อยแล้ว ส่วนพี่ชายยังไม่มีทายาทแม้แต่คนเดียว น่ากลัวว่าต่อไปตำแหน่งซื่อจื่อผู้สืบทอดทุกอย่างในตำหนักจะต้องตกเป็นของลูกๆ ฉู่เช่อเฟยอย่างแน่นอน

               ยิ่งคิดยิ่งแค้นใจ เฉินหลิงหรงจึงตัดสินใจว่าจะต้องเจรจากับเซี่ยหว่านหยูให้รู้ความว่าเป็นสตรีไม่ควรจะหึงหวงสามีจนถึงเพียงนี้