อาหยูเอ่ยต่อว่า “ซื่อจื่อคงไม่คิดว่าข้าหลับสักตื่นหนึ่งแล้วจะลืมเรื่องทั้งหมดที่ผ่านมา และกลับมาเป็นข้าคนเดิมที่ให้ความสำคัญกับท่านเป็นอันดับหนึ่งหรอกกระมัง”
เฉินเค่อจี่ได้ฟังก็มีสีหน้าบึ้งตึง
อาหยูเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “ข้าต้องการเวลาอยู่นิ่งๆ สักพัก ซื่อจื่อก็อาจจะต้องการเวลาทบทวนความสัมพันธ์ระหว่างเราอีกสักพักเช่นกัน”
เฉินเค่อจี่ขยับริมฝีปากเล็กน้อยและเอ่ยว่า “ข้าขอโทษ”
อาหยูยิ้มอย่างเป็นปริศนาพร้อมทั้งเอ่ยว่า “ดูเหมือนประโยคที่ซื่อจื่อพูดกับข้าบ่อยที่สุดก็คงจะเป็นประโยคนี้”
เฉินเค่อจี่ตกใจจนพูดไม่ออกอีกครั้ง เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยและเอ่ยว่า “เจ้าเปลี่ยนไปนะ”
“ทุกคนก็เปลี่ยนแปลงได้ทั้งนั้น หรือว่าซื่อจื่อไม่ได้เปลี่ยนแปลง” คนเราล้วนแต่ต้องการการเติบโต ตอนที่เฉินเค่อจี่ยังเป็นหนุ่ม ก็ไม่ได้ทำกับนางถึงขนาดนี้เช่นกัน
เฉินเค่อจี่ถูกตอกกลับจึงนิ่งเงียบไป
ทั้งสองคนอยู่ในความสัมพันธ์ชนิดที่เรียกว่ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก ทั้งสองพักอยู่ที่บ้านพักตากอากาศด้วยกัน เฉินเค่อจี่ไปหาหมอวันเว้นวัน แต่เพื่อปกปิดสถานะที่แท้จริงของตน เขาได้เชิญหมอไปรักษาในที่อีกแห่ง เพียงแต่จำนวนครั้งในการเข้าออก ‘บ้านหลังนั้น’ ของเฉินเค่อจี่ก็มากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเช่นกัน
ส่วนอาหยูก็ใช้เวลาว่างในการตกปลา บางครั้งก็ไปเยี่ยมตระกูลเซี่ย ช่างเป็นช่วงเวลาที่นางผ่อนคลายและมีความสุขเหลือเกิน
ผู้ที่นั่งอยู่ใต้ต้นไม้พร้อมกับเบ็ดตกปลาอย่างอาหยูลูบแมวลายบนตักไปมา ในที่สุดเฉินเค่อจี่และหร่วนมั่วฉิงก็พัฒนาความสัมพันธ์ไปถึงขั้นนั้นแล้ว
อาหยูจิ๊ปากด้วยความสลดใจ กระดาษสัญญาใบนั้นเพิ่งเขียนระบุเงื่อนไขไว้ไม่นาน บัดนี้เขากลับลืมจนหมดสิ้น คำสัญญาหรือคำสาบานใดๆ ก็ไม่ได้สำคัญไปกว่าชีวิตใหม่ที่เขากำลังจะมีในไม่ช้านี้
ได้ลงเอยกันแล้วก็ดี
จากนี้ไปก็จะเป็นฉาก ‘หากผีเสื้อขยับปีก จะสะเทือนไปทั้งโลกา’ สินะ?
ท้ายที่สุดสองคนนี้ก็จะไม่มีทางได้อยู่ร่วมกันไปชั่วชีวิต นางอุตส่าห์อดทนอดกลั้นมานาน ในที่สุดก็สามารถเล่าความลับนี้ให้คนทั้งเมืองได้รู้ด้วยแล้ว
มีความสุขจังเลย...
ที่นางรอมาจนถึงตอนนี้ก็เพราะกลัวว่าหร่วนมั่วฉิงจะรู้เรื่องนี้เสียก่อนแล้วนึกรังเกียจในตัวเฉินเค่อจี่ และอีกใจก็กลัวว่าเฉินเค่อจี่จะแบกรับความกดดันไว้ไม่ไหวจนคิดสั้นและจบชีวิตตนเอง ชายผู้นี้แม้ดูภายนอกจะเป็นคนเข้มแข็งแต่ภายในเปราะบางเหลือเกิน
ถ้าทั้งคู่ถอดใจเสียก่อน นางจะแก้แค้นเอากับใครเล่า?
แต่เมื่อพวกเขาได้สานสัมพันธ์กันแล้ว เฉินเค่อจี่ก็คงไม่กล้าตายง่ายๆ กระมัง
เพี้ยง! ขอให้เป็นอย่างนั้นเถอะ
ชั่วต่อไปนะ...
ผู้ที่ไม่รู้เลยว่าหายนะกำลังจะมาถึงตัวในไม่ช้าอย่างเฉินเค่อจี่กำลังกอดรัดฟัดเหวี่ยงอยู่บนร่างของหร่วนมั่วฉิง
เขามีชีวิตอยู่มาตั้งยี่สิบเจ็ดปี ในที่สุดก็ได้ลิ้มรสความเป็นลูกผู้ชายที่แท้จริง และรู้สึกว่ายี่สิบเจ็ดปีที่ผ่านมาของเขาสูญเปล่าไปเฉยๆ
หลังจากเพลงรักที่เร่าร้อนบรรเลงจบคนทั้งสองต่างก็มีเหงื่อโซมกาย
หร่วนมั่วฉิงนอนซบแนบอกเฉินเค่อจี่ ยกนิ้วมือเรียวยาวของนางลูบไล้ใบหน้าของเขาอย่างเบามือ ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ เขามีใบหน้าคล้ายกับรักแรกของนางเหลือเกิน
ในชาติที่แล้วนางพยายามอย่างยิ่งที่จะเป็นที่ต้องตาต้องใจของชายในฝัน แต่ชายผู้นั้นก็รักสตรีที่มีรูปร่างงดงาม มีชาติตระกูลเป็นหนึ่ง ในคืนที่ทั้งสองแต่งงานกันตัวนางดื่มสุราจนเมาพับหลับไป เมื่อตื่นขึ้นมาก็พบว่าตนคือหร่วนมั่วฉิง สตรีรูปงามบุตรสาวของขุนนางเสียแล้ว
ฟ้าดินคงอยากชดเชยให้กับความเสียใจของนาง ในชั่วขณะที่เฉินเค่อจี่ปรากฏกาย นางไม่อยากเชื่อสายตาจึงนิ่งมองเขาเนิ่นนาน เฉินเค่อจี่มียศถาบรรดาศักดิ์สูงส่งกว่าชายคนเดิมของนางในชาติก่อน รูปร่างหน้าตาของเขาหล่อเหลาโดดเด่นกว่าใคร ที่สำคัญเขารักนาง
เมื่อนิ่งกอดอยู่ครู่หนึ่งเฉินเค่อจี่ก็เตรียมจะกลับ
หร่วนมั่วฉิงมิได้เอ่ยรั้งเขา แต่แววตาของนางแสดงถึงความอาลัยอาวรณ์อย่างไม่ปิดบัง
เฉินเค่อจี่เอ่ยกับนางด้วยความสงสาร “พรุ่งนี้ข้าจะมาหาเจ้า”
ครู่นั้นหร่วนมั่วฉิงไม่อยากรั้ง นางเขย่งตัวขึ้นและประทับรอยจูบลงบนใบหน้าของเขา
เฉินเค่อจี่หน้าแดงก่ำ เขาไม่ค่อยคุ้นชินกับความกล้าอย่างสตรีกร้านโลกของนาง แต่ก็ให้ความรู้สึกหวานชื่นในหัวใจ ความยินดีและเป็นกันเองของนางเป็นความจริงใจอย่างที่สุด เมื่อได้เห็นก็รู้ถึงความในใจได้ทันที ไม่เหมือนกับบุตรสาวตระกูลสูงคนอื่นๆ ที่มักจะใส่หน้ากากไม่รู้กี่ชั้น
เฉินเค่อจี่เจอนางครั้งแรกกลางฤดูหนาว เขาออกมาเดินเล่นเพื่อผ่อนคลายและบังเอิญได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวที่สวนดอกเหมย เสียงนั้นเอ่ยขึ้นว่า “ลมวสันต์ผันเยือนเคลื่อนราตรี กิ่งดอกหลีบานเบ่งแย้มแต้มฤดู”
คำเหล่านั้นทำให้เขาประหลาดใจยิ่งนักจึงเดินตามเสียงไป จนพบว่ามีสตรีนางหนึ่งยืนอยู่ท่ามกลางพื้นหิมะจึงเอ่ยถามว่า “เรียนถามแม่นางว่า บทกวีเมื่อครู่เป็นของกวีท่านใดรึ”
สตรีนางนั้นเพียงแต่ยิ้มโดยไม่ตอบ เขานิ่งอึ้งไปแล้วจึงถามต่อ “หรือว่าแม่นางเป็นผู้แต่ง” ดูไปแล้วนางน่าจะอายุเพียงสิบห้าปีเท่านั้น นั่นทำให้เขานึกประหลาดใจไม่น้อย
บรรดาเด็กรับใช้ที่อยู่ข้างๆ ดูมีท่าทีไม่พอใจที่เขาไม่เชื่อในฝีมือกลอนของเจ้านายตน พวกนั้นสบถเบาๆ อย่างไม่สบอารมณ์ จากนั้นก็แย่งกันท่องบทกวีออกมาอีกหลายวรรค ซึ่งเป็นบทกวีที่เขาไม่เคยได้ยินมาก่อน จึงได้เชื่อในตอนนั้น
จากนั้นเป็นต้นมาคนทั้งสองก็ค่อยๆ สนิทสนมกัน
ไม่รู้ว่าเขาเริ่มหวั่นไหวตั้งแต่เมื่อไร รู้แต่เพียงว่าหากเขาได้เห็นนาง บรรยากาศโดยรอบก็จะเงียบลงชั่วคราว และจะมีทั้งสองอยู่ด้วยกันเพียงลำพังบนโลกใบนี้
อันที่จริงเขาไม่ควรจะสานสัมพันธ์ใดๆ กับนาง เพราะรับปากกับเซี่ยหว่านหยูเอาไว้แล้ว แต่เวลาที่ผ่านมาเขาใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความกดดันมากมาย เมื่อแผลใจยังไม่สมานดี ซ้ำยังต้องกินยาทุกวัน แล้วยังต้องไปหาหมอวันเว้นวันอีกด้วย พอกลับไปที่บ้านพักตากอากาศเขาก็จะบังเอิญพบกับเซี่ยหว่านหยู เมื่อได้เห็นใบหน้ากึ่งยิ้มกึ่งบึ้งของนางก็ยิ่งทำให้เขาลำบากใจมากขึ้น
เขารู้สึกว่าตนถูกความกดดันจุกที่อกจนแทบคลั่งแล้วก็อดไม่ได้ที่จะไปหาหร่วนมั่วฉิง ซึ่งนางก็มองออกว่าเขามีเรื่องไม่สบายใจ จึงเชิญเขามากินอาหารด้วย
ขณะที่อยู่ในภวังค์ ไม่แน่ใจว่าใครเป็นฝ่ายเริ่มก่อน แต่ในที่สุดก็จบลงกับเรื่องที่ไม่ควรเกิด
หากเป็นสตรีนางอื่นก็คงร้องห่มร้องไห้และหาว่าเขารังแกนาง แล้วถามหาความรับผิดชอบจากเขา แต่กับหร่วนมั่วฉิงนางกลับบอกว่านางสมยอมและนางชอบเขา
อันที่จริงสิ่งที่ทำให้เขาดีใจยิ่งกว่าประโยคนั้นของนางก็คือ...โรคของเขาหายเป็นปลิดทิ้ง
วันนั้นเขากลับบ้านได้อย่างไรเขาก็จำไม่ได้แล้ว แต่เมื่อกลับมาถึงบ้านพักตากอากาศเขาก็เรียกให้ป่ายเหอนำน้ำเย็นมากะละมังใหญ่ราดลงบนศีรษะ
หลังจากนั้น ในที่สุดเขาก็เข้าใจว่าขอเพียงเขามีอารมณ์ เทวดาก็จะมอบยารักษาโรคน่าอัปยศของเขาให้โดยปริยาย เขาไม่อยากวางมือในตอนนี้แต่...
เฉินเค่อจี่ยิ้มให้อาหยูผู้ซึ่งอุ้มแมวแล้วเดินมาหาช้าๆ เมื่อคิดถึงคำสัญญาที่เคยให้ไว้เขาก็รู้สึกอารมณ์ดิ่งลงในฉับพลัน
อาหยูเพียงแต่มองเขาแวบหนึ่งแล้วคิดไปว่าวันนี้เขาดูแปลกไป อาหยูเอ่ยว่า “ท่านแม่ส่งคนมาเชิญพวกเรากลับไปฉลองเทศกาลไหว้บ๊ะจ่างด้วยกัน”
เฉินเค่อจี่เพียงแต่รับคำและถามว่านางจะกลับตำหนักเมื่อไร
อาหยูตอบว่า “พรุ่งนี้ข้าก็จะกลับแล้ว”
เฉินเค่อจี่เอ่ยว่า “พรุ่งนี้ข้ายังต้องไปหาท่านหมอซ่งอีก เดี๋ยววันมะรืนข้าค่อยกลับก็แล้วกัน เจ้ากลับไปก่อนเถิด”
อาหยูลูบหางแมว ก่อนจะรับคำเบาๆ และพาแมวเดินจากไป
ชิ... ไปหาหมอซ่งหรือ? ไปหาหมอหร่วนล่ะสิไม่ว่า
วันถัดมาอาหยูออกเดินทางกลับเมืองหลวงและบังเอิญได้พบกับเฉินหลิงหรง ซึ่งเป็นบุตรสาวคนโตของพระชายาที่เคยไม่ชอบหน้าเซี่ยหว่านหยูมาก่อน เพราะคิดว่าเซี่ยหว่านหยูทำให้พี่ชายคนโตของนางต้องเสียเวลา
พระชายาซึ่งรู้เรื่องนี้ดี ได้สั่งกำชับเฉินหลิงหรงว่าห้ามปฏิบัติตัวอย่างไม่ให้เกียรติกับพี่สะใภ้ของตนเหมือนที่เคยทำมา เพราะตอนนี้เซี่ยหว่านหยูไม่ใช่เซี่ยหว่านหยูคนเก่าอีกแล้ว จนถึงตอนนี้พระชายายังไม่อาจคาดเดาแผนการในใจนางได้ ไม่รู้ว่านางคิดอะไรอยู่ บางครั้งก็เหมือนจะอดทนได้เหมือนที่ผ่านมา แต่บางครั้งก็เหมือนเปลี่ยนไปเป็นคนละคนคล้ายไม่อาจรับแรงกดดันใดๆ ได้อีก
ถึงอย่างไรพระชายาก็นึกหวาดกลัวอาหยู นางจึงขอเพียงให้สามารถรักษาความสงบสุขในบ้านได้เป็นพอ เรื่องอื่นๆ ก็ยอมๆ กันไปก่อน
เฉินหลิงหรงฟังผู้เป็นมารดาเอ่ยโน้มน้าวจนแทบทนไม่ไหว นางรู้สึกว่ามารดาของตนใจดีเกินไป ตระกูลเซี่ยจะมีอำนาจเพียงใดก็ช่าง แต่ครอบครัวของนางก็เป็นเชื้อพระวงศ์เหมือนกัน ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นจะต้องกลัวพวกเขา
ตัวนางอายุน้อยกว่าพี่ชายสามปี ตอนนี้มีบุตรชายและบุตรสาวเรียบร้อยแล้ว ส่วนพี่ชายยังไม่มีทายาทแม้แต่คนเดียว น่ากลัวว่าต่อไปตำแหน่งซื่อจื่อผู้สืบทอดทุกอย่างในตำหนักจะต้องตกเป็นของลูกๆ ฉู่เช่อเฟยอย่างแน่นอน
ยิ่งคิดยิ่งแค้นใจ เฉินหลิงหรงจึงตัดสินใจว่าจะต้องเจรจากับเซี่ยหว่านหยูให้รู้ความว่าเป็นสตรีไม่ควรจะหึงหวงสามีจนถึงเพียงนี้