ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

หลบหน่อย แม่จะเดิน(Back to 1960)

ผู้แต่ง HuTu
ผู้แปล Hongsamut
ประเภท
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
แม้จะอยู่ที่ไหน หงส์ก็ยังเป็นหงส์

บทนำ

แม้จะอยู่ที่ไหน หงส์ก็ยังเป็นหงส์

 

---------

showtime: จันทร์-ศุกร์(หยุดลงเสาร์-อาทิตย์จ้า)

สารบัญ

คนงานโรงงานทอผ้า

            เมื่อเสียงออดสัญญาณพักเที่ยงดังขึ้น คนงานโรงงานทอผ้าเจียงตงก็พากันเดินไปที่โรงอาหารอย่างเร่งรีบ

          วันนี้เป็นวันจันทร์ โรงอาหารมีขนมแป้งทอดโรยต้นหอมขาย เป็นขนมที่ทำจากแป้งผสมน้ำมันถั่วเหลือง กรุบกรอบเคี้ยวเพลิน ขนาดว่านั่งอยู่ในโรงงานยังได้กลิ่นหอมโชยยั่วน้ำลาย พอได้ยินเสียงสัญญาณพักเที่ยง คนงานจึงพากันรีบวิ่งไปที่โรงอาหารเพราะกลัวขนมอร่อยจะขายหมดเสียก่อน

          ตั้งแต่ต้นปีที่แล้วอาหารที่ขายในโรงอาหารก็คุณภาพและรสชาติแย่ลงทุกวัน ไม่เหมือนปี 1958 ที่มีอาหารอร่อยให้กินจนพุงกางทุกมื้อ ไม่ใช่อย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้และไม่ต้องใช้บัตรแลกซื้ออาหารให้ยุ่งยากอีกด้วย

          ตอนนี้พอนึกถึงเรื่องราวสมัยก่อนก็รู้สึกเหมือนฝันไปแล้วก็ได้แต่หวังว่าวันเวลาที่ยากลำบากจะผ่านไปเร็วๆ เพื่อให้ชีวิตแสนสุขกลับคืนมา

          ซูหยีถือกล่องข้าวพลางชะเง้อคอมองเข้าไปในโรงอาหารเพราะอยากรู้ว่ามื้อกลางวันวันนี้โรงงานมีอะไรให้กินบ้าง

          นี่เป็นอาหารมื้อที่สองที่กินในโรงอาหาร มื้อเช้ามีแค่ข้าวต้มกับขนมแป้งข้าวโพดขายเท่านั้นซึ่งไม่อยู่ท้องสักเท่าไหร่ เพราะยังไม่ทันเที่ยงท้องก็ร้องโครกครากเสียแล้ว

          พอเห็นว่าในถาดยังมีขนมแป้งทอดโรยต้นหอมเหลืออยู่ ซูหยีกลืนน้ำลายอึกใหญ่แล้วรีบบอกเสียงดัง “ขนมแป้งทอดโรยต้นหอมสองชิ้น!”

          “บัตรอาหารสองขีด!” พ่อครัวหนิวตอบเสียงดัง

          ราคาถูกจริงๆ! ถูกมากเลย! ซูหยีรีบควักบัตรอาหารยื่นให้อย่างไว!

          พ่อครัวหนิวคีบขนมแป้งทอดโรยต้นหอมสองชิ้นใส่ชามให้เธอก่อนจะถามอย่างแปลกใจ “ซูน้อย ทำไมกลางวันวันนี้เธอไม่รีบกลับบ้านล่ะ? ไม่สนใจคนที่บ้านแล้วหรือไง สงสัยพระอาทิตย์จะขึ้นทางตะวันตกเสียแล้ว”

          ซูหยีหัวเราะ “โตเป็นหนุ่มเป็นสาวกันหมดแล้ว ยังจะต้องให้ฉันคอยดูแลอีกทำไมกัน พ่อครัวหนิว ต่อไปฉันจะย้ายมากินข้าวที่โรงอาหารแล้วนะ”

          พ่อครัวหนิวตกใจกับคำตอบนี้เสียทัพพีในมือแทบหลุด! กระทั่งซูหยีเดินไปไกลแล้วเขาจึงหันไปถามเมียที่ตักอาหารอยู่ด้านข้าง “นี่ๆ แกว่าซูน้อยเป็นอะไรหรือเปล่า ปกติเลิกงานก็ต้องรีบกลับบ้าน ถ้าวันไหนโรงงานมีอาหารดีๆ อร่อยๆ ก็ขนกลับบ้านหมด แต่เมื่อกี้กลับบอกว่าต่อไปจะย้ายมากินข้าวที่โรงอาหารแล้ว หมายความว่ายังไง! ต่อไปนี้ซูน้อยจะไม่เอาอาหารไปเผื่อใครแล้วหรือ!”

          หากว่าเป็นจริงตามที่ซูหยีพูด พวกน้องๆ ของเธอก็คงมีชีวิตอยู่ยากแล้ว นอกจากต้าจื้อยังมีน้องที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะอีกสองคน ต่อให้มีอาหารขายแต่ไม่มีเงินไปซื้อก็ไม่ได้กิน

          “ไม่เอาไปเผื่อใครแล้วจะทำไม!” ป้าหนิวตักข้าวต้มให้คนงานพลางตอบสามีด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ “พวกไม่รักดีไม่มีน้ำใจพวกนั้นฉันว่าไม่ต้องสนใจก็ถูกแล้ว! ต้าจื้อแต่งงานก็ร้องจะแยกบ้าน ฉันได้ยินมาว่าเพราะบ้านฝั่งเมียเขาจ้องที่ตรงนี้ตาเป็นมันเลยเชียว! ส่วนไอ้สองคนเล็กนั่นก็หาเรื่องให้ซูน้อยปวดหัวไม่เว้นวัน! ถ้าไอ้สามคนนี้เป็นลูกฉันนะ ฉันจะสั่งสอนให้พวกมันจำจนวันตายเลยว่าควรสำนึกบุญคุณใคร!”

          พ่อครัวหนิวฟังแล้วก็พยักหน้าเห็นด้วย

          หลายปีมานี้ซูหยีลำบากมามากแล้ว เพราะซูกั๋วตงกับเมียช่วยโรงงานออกไปส่งสินค้าด้วย ระหว่างทางเกิดอุบัติเหตุเสียชีวิตจากไปทั้งคู่ ลูกสี่คนจึงกลายเป็นเด็กกำพร้า เวลานั้นซูหยีลูกสาวคนโตเพิ่งอายุได้สิบหก เธอกำลังจะหมั้นหมายกับผู้ชายคนหนึ่ง แต่เพราะภาระที่ต้องดูแลน้องอีกสามคนทำให้การหมั้นหมายต้องยกเลิกไป แค่พริบตาเดียวปีนี้ซูหยีก็อายุยี่สิบหกแล้ว เป็นสาวแก่ที่ยังไม่แต่งงาน แถมยังไม่มีผู้ชายสักคนสนใจเธออีก!

          หากซูหยีไม่สนใจน้องสามคนขึ้นมาจริงๆ คนนอกจะว่าเธอไม่ดีไม่ได้!

 

            กินข้าวเสร็จแล้วซูหยีก็รีบไปล้างจานชามเพื่อจะได้นอนพักช่วงเที่ยง

          สมัยนี้ไม่มีกระทั่งน้ำมันใช้ทำอาหารจึงไม่จำเป็นต้องใช้น้ำยาล้างจานให้ยุ่งยาก แค่เปิดก๊อกน้ำให้แรงๆ ให้น้ำชะล้างคราบสกปรกก็ใช้ได้แล้ว

          ในห้องพักผ่อนมีเพียงโต๊ะเก้าอี้เก่าๆ ด้านข้างมีชั้นวางแก้วน้ำและถ้วยชามที่ล้างเสร็จแล้ว หลังเก็บจานชามและหยิบแก้วน้ำของตัวเองออกมาเทน้ำดื่มเรียบร้อย ซูหยีก็เดินไปนั่งบนเก้าอี้ตัวหนึ่งแล้วนอนฟุบหน้าบนโต๊ะ คนงานที่ทยอยเดินเข้ามาพอเห็นซูหยีฟุบหลับอยู่ก็สะกิดเรียกกันให้ดูด้วยความแปลกใจ

          ในโรงงานทอผ้าเจียงตงนี้มีใครไม่รู้บ้างว่าทุกวันตอนเที่ยงซูหยีจะต้องรีบกลับบ้านไปดูแลน้องๆ พอสัญญาณพักเที่ยงดังก็จะวิ่งหายออกไปคนแรกและกลับมาทำงานช่วงบ่ายเป็นคนสุดท้าย แต่วันนี้เกิดอะไรขึ้น! นอกจากจะไม่รีบวิ่งกลับบ้านแล้วยังเอาบัตรอาหารไปซื้อข้าวกินในโรงอาหารอีก! แถมกินเสร็จก็ไม่กลับบ้านแต่มานอนหลับอยู่ในห้องพักผ่อนนี้!

          ถึงทุกคนจะประหลาดใจแต่พอเห็นซูหยีหลับสนิทก็ไม่มีใครกล้าส่งเสียงดังรบกวนเธอ หลังเก็บจานชามของตัวเองเรียบร้อย บางคนก็กลับออกไปทำงาน บางคนก็เดินไปนั่งฟุบหลับที่โต๊ะไม่ต่างกัน

          ซูหยีพลิกหน้าไปมาเพราะนอนไม่สบาย จนเห็นแก้มที่ถูกกดทับจนแดง เมื่อนึกถึงว่าตั้งแต่เล็กตัวเองกินอยู่หลับนอนสุขสบายมาตลอด ซูหยีก็ถอนหายใจอย่างอัดอั้น

          ถึงปู่ของเธอจะอายุมากแล้วแต่สามารถนำพาตระกูลซูให้ร่ำรวยมั่งคั่ง มีความเป็นอยู่แบบมีอันจะกินอย่างเหลือเฟือ ดังนั้นตั้งแต่เธอเกิดมาชีวิตก็สุขสบายไปเสียทุกอย่าง ก่อนอายุสิบขวบเธอคือคุณหนูตระกูลซูที่ทุกคนให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง เป็นลูกสาวคนเดียวของพ่อเป็นหลานสาวคนเดียวของปู่ แต่ปู่กลับเลี้ยงดูเธอเหมือนเป็นหลานชายคนหนึ่ง ซึ่งซูหยีไม่มีปัญหากับเรื่องนี้เพราะเธอเข้าใจดีว่าทรัพย์สมบัติมหาศาลของตระกูลอย่างไรก็ต้องมีคนรับช่วงสืบทอดดูแล แต่พอเธออายุสิบขวบแม่ก็คลอดน้องชายฝาแฝดออกมา ตระกูลซูมีลูกชายแล้ว ลูกสาวอย่างเธอจึงต้องถอยหลบไป

          เวลานั้นซูหยีรู้สึกว่าการมีน้องชายมาแบกภาระของตระกูลแทนเธอเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะอย่างไรเธอก็ยังเป็นคนตระกูลซู ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถมองข้ามหัวเธอไปได้ เธอย่อมต้องมีส่วนแบ่งในทรัพย์สมบัติของตระกูล! อีกทั้งการมีชีวิตสุขสบายโดยไม่ต้องทำงานหนักเป็นเรื่องดีจะตาย ซูหยีจึงชอบชีวิตในช่วงนี้มาก

          แต่ใครเลยจะรู้ว่าจู่ๆ พ่อของเธอกลับมีความคิดเรื่อง ‘หมั้นหมายระหว่างสองตระกูลใหญ่’ ขึ้นมา อันที่จริงหากฝ่ายชายดีพร้อมทุกอย่าง ซูหยีก็พอจะทำใจก้มหน้ารับชะตากรรมนี้ได้ แต่อีกฝ่ายกลับมีปัญหาเรื่องสมอง!

          ‘คนเราไม่ทำเพื่อตัวเองก็ไม่มีใครทำเพื่อเรา’

ในที่สุดซูหยีก็เข้าใจประโยคนี้ซึ้งถึงกระดูก!!

          ซูหยีรู้ดีว่าเธอสู้สมองอันชาญฉลาดของปู่ไม่ได้แต่กับพ่อที่แสนขลาดเขลานั้นคนละเรื่องกัน! ซูหยีจัดการวางแผนล่อลวงให้พ่อของเธอต้องยักยอกเงินบริษัทมาใช้แล้วถูกจับได้ พ่อถูกไล่ออก ส่วนน้องชายฝาแฝดยังเรียนหนังสือ ปู่ฉลาดแต่ก็แก่และไม่มีแรงจะลุกออกมาบริหารบริษัทแล้ว ดังนั้นเธอจึงต้องก้าวเข้าไปรับผิดชอบธุรกิจและชีวิตคนในครอบครัว ทำให้งานแต่งของเธอต้องถูกยกเลิกไปโดยปริยาย

          ใช้เวลาไม่กี่ปีซูหยีอาศัยเส้นสายจากกิจการของที่บ้านแอบเปิดบริษัทตัวเองขึ้นมา กว่าคนในบ้านจะรู้ บริษัทที่ปู่สร้างขึ้นมาก็เหลือแต่เปลือกเสียแล้ว

          ‘ผู้ฉลาดคือผู้รู้เวลา’

แน่นอนว่าทุกคนในตระกูลซูถูกสอนมาเหมือนเธอ พวกเขาจึงเข้าใจความหมายของประโยคนี้ดี เมื่อชัดเจนว่าไม่มีทางทำให้เธอคืนสมบัติที่กลืนกินไปแล้วออกมาได้ พวกเขาจึงต้องยอมถอยสุดตัว กระทั่งปู่ที่ป่วยร่อแร่ก็ยังต้องยอมทำดีกับเธอและขอให้เธอดูแลน้องๆ อย่าทอดทิ้งคนตระกูลเดียวกัน

          สำหรับซูหยีการเลี้ยงน้องชายสองคนไม่ใช่เรื่องเหลือบ่ากว่าแรงแต่ไม่ใช่การเลี้ยงผีดูดเลือดไม่รู้จักอิ่มสองตัว! เพราะนั่นเท่ากับว่าเงินของเธอจะถูกผลาญไม่มีวันจบสิ้น ดังนั้นหลังจากน้องชายเรียนจบเธอก็ไล่พวกเขาออกไปทำงานและไม่ให้กลับมาอยู่บ้าน ซึ่งพวกเขาต้องกัดฟันทำตามอย่างไม่มีทางเลือก เพราะคำพูดของเธอเป็นใหญ่ที่สุด ทุกคนในครอบครัวไม่ว่าจะขยับตัวทำอะไรก็ต้องดูสีหน้าเธอก่อน!

          ใช้ชีวิตเป็นผู้นำตระกูลนานหลายปีจนซูหยีมั่นใจว่าเธอจะได้เป็นผู้นำตระกูลไปตลอดชีวิต แต่สวรรค์กลับไม่อยากให้เธออยู่สบายเกินไป นอนหลับอยู่ดีๆ ก็ตื่นขึ้นมาในปี 1959 แล้วต้องมาอยู่ในร่างของคนที่ดันมีชื่อแซ่เดียวกัน!

          ซูหยีไม่รู้ว่าเรื่องบ้าๆ นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ไม่รู้ว่าจิตวิญญาณเจ้าของร่างตัวจริงหายหัวไปไหน เธอออกจากบ้านที่ไม่คุ้นเคยมาทำงานในโรงงานด้วยความทรงจำของเจ้าของร่าง ตลอดทางจากบ้านมาโรงงานเธอเห็นป้ายบนกำแพง เครื่องหมายบนถนนที่บอกชัดว่านี่คือยุคสมัยปี 1959

          ซูหยีไม่รู้ว่าความทรงจำที่มีเป็นความจริงหรือความฝันกันแน่ แต่เธอมั่นใจว่าชีวิตที่ยังหายใจอยู่ตอนนี้เป็นความจริง เพราะความหิวและความเหนื่อยมันมีอยู่จริงๆ! เครื่องจักรในโรงงานทอผ้ายุค 60s ที่เก่าแสนเก่า และอากาศที่ร้อนจัดภายในโรงงานที่ทำเธอแทบจะทนไม่ไหวแล้ว!

 

            เสียงสัญญาณเข้างานช่วงบ่ายดังขึ้น คนงานหญิงในห้องพักผ่อนทยอยลุกขึ้นเดินไปหยิบแก้วน้ำแล้วกลับเข้าโรงงาน

          “ซูหยีถึงเวลาทำงานแล้ว!”

          ซูหยีเงยหน้าขึ้นมองคนที่มาเขย่าไหล่ตัวเอง พอจำได้ว่าเป็นจูหลิงหลิงที่ทำงานอยู่ด้วยกันก็ยิ้มให้ “จะไปเดี๋ยวนี้ล่ะ”

          ในโรงงานทอผ้ามีสายงานหลายสายแต่ซูหยีจัดให้สายงานทอผ้าเป็นงานหนักที่สุด!

          ไม่ใช่แค่งานหนักเท่านั้นแต่ยังไม่มีการสอบเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งเพื่อขอเงินเดือนเพิ่มได้อีก เป็นสายงานที่ดักดาน ไร้ความก้าวหน้า เหมือนกับว่าถ้าเข้ามาเป็นสาวทอผ้าแล้วก็ต้องทอผ้าไปจนตาย!

          ถึงจะมีความทรงจำจากเจ้าของร่างและซูหยีก็สามารถทำงานนี้ได้ แต่ถ้าเธอยังติดอยู่ในร่างนี้เธอไม่มีวันยอมทำงานนี้ไปตลอดแน่!

          เช็ดเหงื่อบนหน้าแล้วซูหยีก็หันมองสาวคนงานข้างๆ ที่กำลังทำงานไปหยอกล้อกันไป ไม่มีใครสนใจเธอ

          เธอรู้ว่าสาวโรงงานเหล่านี้ไม่ชอบซูหยีที่เป็นเจ้าของร่างตัวจริง เพราะภาระหน้าที่ที่ต้องดูแลครอบครัวทำให้เธอต้องกลับบ้านเร็วและเข้างานสาย ดังนั้นเพื่อให้หัวหน้าพอใจเวลาทำงานเธอจึงก้มหน้าก้มตาทำงานจริงจัง ไม่เคยเงยหน้าขึ้นมาพูดเล่นหรือหัวเราะกับใครเลย หลายปีที่ทำงานในโรงงานแห่งนี้ เจ้าของร่างจึงมีเพื่อนชนิดนับนิ้วยังเหลือ!

          เจ้าของร่างคนนี้ยอมเป็นวัวเป็นควายให้คนในบ้านจริงๆ! ช่างเสียสละใหญ่หลวงเหลือเกิน

          ซูหยีคิดแล้วก็เบ้ปาก

          ถ้าจะต้องมีใครเป็นวัวเป็นควายคนนั้นต้องไม่ใช่เธอ! แต่คนในครอบครัวต่างหากที่ต้องเป็นวัวควายให้เธอร้อยไว้ใช้งาน!!

 

            ขณะเดียวกันที่บ้านตระกูลซูมีสองคนที่กำลังลูบท้องด้วยความหิวโหย!

หลิวเหมยเป็นภรรยาของซูต้าจื้อที่เพิ่งแต่งงานเข้ามาเป็นสะใภ้ตระกูลซู เธอหันมองสามีด้วยสีหน้าไม่พอใจ “ทำไมวันนี้พี่ใหญ่ยังไม่กลับมาอีกล่ะ! เมื่อเช้าก็ไม่สนใจพวกเรา ตอนเที่ยงก็ยังไม่สนใจพวกเราอีก!”

          ซูต้าจื้อก้มหน้าตอบเสียงเบา “ฉันว่าพี่ใหญ่จะต้องโกรธที่พวกเราขอแยกบ้านแน่เลย”

          “จะโกรธทำไม!” หลิวเหมยเสียงแหลม “เธอแต่งงานมีครอบครัวของตัวเองแล้วยังต้องเลี้ยงน้องชายน้องสาวต่ออีกหรือไง! บ้านเล็กขนาดนี้มีพวกเขาอยู่ในบ้าน เธอยังกล้าคิดจะมีลูกอีกไหมล่ะ!”

          “แต่... แต่นี่เป็นบ้านที่พ่อกับแม่ทิ้งไว้ให้...”

          “เธอเป็นลูกชายคนโตบ้านนี้ก็ควรต้องเป็นของเธอ! เดี๋ยววันนี้พอพี่ใหญ่กลับมาเธอต้องพูดให้พี่ใหญ่รีบย้ายออกไปเสียที พี่ใหญ่อายุขนาดนี้แล้วยังไม่คิดจะหาผู้ชายแต่งงานออกไปอีก! คิดจะอยู่เป็นสาวแก่เฝ้าบ้านนี้หรือไง!”

          เห็นสามีก้มหน้าไม่พูด หลิวเหมยจึงพูดต่อ “ยังมีอีก น้องชายน้องสาวของเธอก็โตขนาดนี้แล้วยังจะให้ที่บ้านหาเลี้ยงอีกหรือ! โดยเฉพาะน้องสาวเธอนะบ้ามาก! คิดได้ยังไงเรื่องซื้อกระโปรงอะไรนั่น ฉันแต่งงานก็มีแค่ชุดธรรมดา น้องสาวเธอฝันหวานเกินไปแล้ว ถ้าพี่ใหญ่จะยอมซื้อให้ก็เป็นเรื่องของพี่ใหญ่ แต่เธอไม่ต้องช่วยออกเงินเลยนะ!”

          ซูต้าจื้อพยักหน้าแข็งขันทันที

ได้เวลาเลิกงาน

            หกโมงเย็นได้เวลาเลิกงาน

          วันนี้ซูหยีเข้างานกะเช้าจึงได้เลิกงานตอนหกโมงเย็น หลังคนงานกะเช้าทยอยออกคนงานกะดึกก็ทยอยเข้าไปทำงานต่อ การเข้ากะแบบนี้ไม่มีกำหนดตายตัว ดูเหมือนว่าอีกไม่กี่วันต่อจากนี้เธอก็ต้องเข้างานกะดึก พอคิดว่ากลางคืนตนเองจะไม่ได้แถมยังต้องนั่งทำงานอีก ใจซูหยีก็ไม่เป็นสุขแล้ว!

          อ๊ะ! ใช่แล้ว!

คืนนี้พอนางหลับแล้วอาจจะตื่นกลับไปที่บ้านตระกูลซูของตัวเองก็เป็นได้!

          พอคิดได้ดังนี้ซูหยีก็รีบไปกินข้าวเย็นที่โรงอาหาร เธอกินแค่พออิ่มแล้วรีบวิ่งกลับบ้านของเจ้าของร่างนี้

          เวลานี้เป็นเวลาเลิกงานของคนงานกะเช้าของโรงงาน บนถนนจึงมีคนเดินพลุ่กพล่าน ล้วนใส่เครื่องแบบโรงงานเดียวกันแต่ต่างสี มีทั้งสีน้ำเงิน สีเทา สีเหลือง ทุกคนหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส สำหรับคนในยุค 60s นี้พวกเขาถือว่างานหนักไม่ใช่ภาระแต่เป็นเรื่องมีเกียรติ

          เป็นยุครุ่งโรจน์ของชนชั้นแรงงานจริงๆ

          เรื่องนี้ทำให้ซูหยีรู้สึกว่าตัวเองยังพอมีโชคอยู่บ้างที่ตื่นขึ้นมาในร่างที่เป็นชนชั้นแรงงาน เธอยังพอจำได้จากตำราเรียนบ้างว่ายุคนี้ถ้าเป็นชาวนาคือยากจนสามรุ่น! ไม่มีวันลืมตาอ้าปากได้ เพราะชาวนาเป็นชนชั้นที่แร้นแค้นยากจนจนไม่น่าเชื่อว่าจะใช้ชีวิตรอดไปได้ อาหารสามมื้ออย่าหวัง! แค่หวังให้กินอิ่มสักมื้อยังยาก! หากซูหยีเจ้าของร่างนี้เป็นชาวนาในชนบท ไม่แน่ว่าตอนนี้เธออาจกำลังแงะเปลือกไม้กินอยู่ก็เป็นได้

          รู้สึกตัวอีกครั้งซูหยีก็กำลังยืนจ้องประตูบ้านของเจ้าของร่าง ในใจเธอไม่รู้สึกอยากเปิดเข้าไปเลยสักนิด ที่แบบนี้คนควรอยู่เสียที่ไหนกันเล่า!

          บ้านตระกูลซูนี้อยู่ในสวนแห่งหนึ่ง ในสวนเล็กๆ นี้มีคนอยู่อาศัยมากกว่าสิบครอบครัว แต่ละครอบครัวมีเพียงหนึ่งห้องเท่านั้น ทั้งครอบครัวอัดรวมกันอยู่ในนั้น หม้อถังกาละมังไหทัพพีทุกอย่างกองๆ รวมกันไว้ด้านหนึ่ง ส่วนในสวนด้านนอกก็มีข้าวของวางอยู่เต็ม ไม่ว่าจะมองไปด้านไหนก็รู้สึกอึดอัดไปหมดทุกด้าน

          “ซูหยีกลับมาแล้วรึ ทำไมไม่เข้าบ้านล่ะ?” ป้าหลี่ที่เดินออกมาตักน้ำเห็นเธอยืนเหม่ออยู่หน้าบ้านก็ร้องถามอย่างแปลกใจ

          “เพิ่งกลับมาค่ะ” ซูหยีสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติก่อนจะหันไปยิ้มตอบ

          ซูหยีจ้องประตูไม้เก่าผุแล้วขมวดคิ้วแน่น ก่อนจะค่อยๆ เปิดประตูเข้าไป

          ภาพที่เห็นคือสองสามีภรรยาหนุ่มสาวนั่งอยู่ที่โต๊ะ ผู้หญิงถักผมเปียสองข้าง หน้ายาว จมูกนิดปากหน่อย แต่งชุดเครื่องแบบพนักงานสีเทาทั้งตัวเหมือนกัน ผู้ชายใส่ชุดเครื่องแบบโรงงานทอผ้า หน้าเหลี่ยม ท่าทางเชื่อถือได้

          ซูหยีรู้จากความทรงจำของเจ้าของร่างว่านี่คือซูต้าจื้อ ลูกคนที่สองของตระกูลซูกับหลิวเหมยน้องสะใภ้ที่เพิ่งแต่งงานเข้ามาได้ไม่ถึงสามเดือน ก่อนหน้าทั้งสองเรียกร้องต้องการขอแยกบ้าน ปัญหาก็คือสองคนนี้ไม่ได้ต้องการย้ายออกแต่ต้องการบ้านหลังนี้ไว้แล้วไล่ทุกคนออกไป ซูหยีบอกได้เลยว่าทั้งคู่หน้าด้านสูสีกับพ่อขี้ขลาดของเธอที่ขายลูกสาวกินทีเดียว

          แต่นี่คือปัญหาส่วนตัวของเจ้าของร่าง ซูหยีจึงไม่สนใจ พอเปิดประตูแล้วก็เดินเข้าบ้านไปโดยไม่เหลือบแลทั้งคู่และไม่พูดอะไร

          เห็นพี่สาวกลับมาซูต้าจื้อก็ขยับราวกับจะพูดแต่ถูกหลิวเหมยส่งสายตาปรามไว้จึงไม่ได้พูดอะไรออกมา

          บนที่นอนด้านบนด้านหนึ่งมีเด็กสาวในชุดกระโปรงสีฟ้านั่งอยู่ พอเห็นซูหยีเดินเข้ามาก็สะบัดหน้าไปอีกด้านอย่างแรงแล้วทิ้งตัวลงนอน

          “ฉันไม่กินอะไรทั้งนั้น!”

          นี่คือซูหลินเป็นลูกคนที่สี่ของตระกูลซู เป็นน้องสาวคนเล็ก อายุสิบสี่ปี กำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมต้น ในความทรงจำของเจ้าของร่างทำให้ซูหยีได้รู้ว่าลูกสาวคนเล็กคนนี้ถูกเอาใจมาตั้งแต่เล็ก โตมาไม่เคยรู้จักความยากลำบากจนกลายเป็นคนนิสัยฟุ้งเฟ้อและตอนนี้ก็ต้องการจะซื้อชุดกระโปรงแบบรัสเซียตามแบบเพื่อนๆ ที่โรงเรียน แต่เพราะซูหยีใช้เงินไปกับงานแต่งของซูต้าจื้อหมดแล้ว บัตรแลกซื้อเสื้อผ้าก็ใช้ไปหมดแล้วด้วย จึงไม่สามารถตอบสนองความต้องการของน้องสาวได้ ซูหลินจึงงอนพี่สาวด้วยการไม่กินข้าวเย็นมาสองวันแล้วเพื่อให้พี่สาวคนโตมาง้อ

          ไม่กินก็ไม่ต้องกิน ดี! ไม่เปลือง!

 

          ซูหยีคิดพลางเหยียดยิ้มอย่างไม่สนใจ เธอมีอาหารส่วนของตัวเองกินก็พอแล้ว ไม่สนหรอกว่าใครจะประท้วงไม่ยอมกิน ในยุคที่กินไม่อิ่มแบบนี้มีคนไม่กินก็ดี เธอจะได้เก็บไว้กินคนเดียวให้อิ่ม

          ก้มหยิบกะละมังจากใต้เตียง หยิบเสื้อผ้าสะอาดหนึ่งชุด จากนั้นก็เดินออกไปอาบน้ำที่ห้องน้ำในสวนด้านนอก ห้องน้ำที่มีขนาดประมาณห้าตารางเมตรนี้เป็นห้องน้ำที่ทางการสร้างไว้ให้ เธอใช้บัตรน้ำไปซื้อน้ำร้อนมาอาบให้สบายเนื้อตัว โชคดีที่ตอนนี้เป็นฤดูร้อน ถ้าเป็นฤดูหนาวจะต้องลำบากมากแน่ๆ

          หวังว่าเมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาเธอจะได้กลับไปอยู่ในยุคสมัยของตัวเองเสียที

          กว่าเธอจะได้เป็นผู้นำตระกูลซู กว่าจะได้มีชีวิตสุขสบายเธอเหนื่อยยากไปตั้งเท่าไหร่ สวรรค์จะแกล้งให้เธอมาตกระกำลำบากในยุค 60s นี้ไม่ได้!!

          ไม่มีอาหารดีๆ ให้กิน ไม่มีเสื้อผ้าดีๆ ให้ใส่ แถมยังต้องทำงานหนักอีก! แค่วันเดียวเธอก็ทนไม่ไหวแล้ว! ถ้าต้องอยู่นานกว่านี้ฆ่าเธอให้ตายเสียเลยดีกว่า

 

          ในบ้าน

หลิวเหมยมองออกไปข้างนอกแล้วหันกลับมาพูดกับสามีอย่างไม่เข้าใจ “พี่สาวเธอเป็นอะไร เมื่อเช้าก็ออกจากบ้านไปโดยไม่ทำกับข้าวให้ ตอนเที่ยงก็ไม่กลับมาทำอาหารให้กิน กว่าจะกลับก็เย็นค่ำ! กลับมาแล้วก็ไม่ถามพวกเราสักคำว่ากินข้าวหรือยัง ไม่สนใจใครทั้งนั้นเลย ทำเกินไปแล้วนะ!”

          “พี่ใหญ่คงโกรธจริงๆ แล้ว...”

          ซูต้าจื้อก็อึ้งอย่างคาดไม่ถึงเหมือนกัน ปกติพี่ใหญ่เลิกงานแล้วก็จะรีบกลับบ้าน เวลาที่พวกเขากลับมาถึงก็จะมีอาหารพร้อมอยู่บนโต๊ะแล้ว ทุกวันพี่ใหญ่ต้องเห็นน้องๆ กินข้าวอิ่มก่อนเธอถึงจะวางใจ เคยเป็นอย่างตอนนี้เสียที่ไหนกัน! ทั้งกลับดึกทั้งไม่สนใจใคร ขนาดน้องสี่นอนงอนไม่ยอมกินข้าวอยู่บนที่นอนก็ไม่สนใจง้อ ปกติพี่ใหญ่ต้องรีบยกข้าวไปง้อแล้วแต่วันนี้กลับทำเหมือนมองไม่เห็นน้องสี่!

          ดูท่าแล้วคราวนี้พี่ใหญ่คงโกรธไม่เบาเลย…

          ซูหลินนอนมือลูบท้องแต่กลับหลับตาแน่นอย่างแน่วแน่ เธอไม่เชื่อหรอกว่าพี่ใหญ่จะไม่สนใจแล้วไม่ยอมมาง้อ เดี๋ยวพี่ใหญ่กลับเข้ามาแล้วเห็นเธอยังนอนอยู่จะต้องรีบมาอ้อนวอนให้เธอกินข้าวแน่!

          แต่เธอจะไม่กิน! จนกว่าพี่ใหญ่จะสัญญาว่าจะซื้อกระโปรงชุดนั้นให้เธอ!

          เมื่อซูหยีเปิดประตูกลับเข้าอีกครั้ง เธอก็พบว่าทุกคนยังอยู่ในท่าเดิมไม่ขยับ ซึ่งซูหยีก็เดินผ่านทุกคนไปอย่างไม่สนใจเหมือนเดิมเช่นกัน คนพวกนี้ไม่ใช่ครอบครัวของเธอแต่เป็นของเจ้าของร่างนี้ ดังนั้นพวกเขาไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับเธอทั้งสิ้น อีกอย่างพรุ่งนี้พอตื่นมาเธอก็จะไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว จึงยิ่งไม่จำเป็นต้องสนใจคนพวกนี้!

          เก็บของเรียบร้อยซูหยีก็ดึงม่านคั่นที่นอนปิดแล้วเอนตัวลงนอน พอหลับตาลงก็บอกทุกคน “คืนนี้อยู่กันเงียบๆ หน่อย ผัวเมียอย่าเพิ่งมีอะไรกัน”

          “...!!” ซูต้าจื้อกับหลิวเหมยหน้าแดงก่ำพูดไม่ออก

          แต่ซูหลินนั้นถึงกับผุดลุกขึ้นนั่งทันทีที่พี่สาวพูดจบ เด็กสาวเบิกตากว้างจ้องมองม่านคั่นที่นอนด้วยสีหน้ายากจะเชื่อ! เช่นเดียวกับซูต้าจื้อกับหลิวเหมยที่จ้องม่านคั่นที่นอนตาไม่กะพริบ!

          หรือจะแกล้งนอน...?

          เดิมทั้งสามยังมีความหวังว่าพี่ใหญ่จะแค่แกล้งหลับ แต่พอได้ยินเสียงลมหายใจสม่ำเสมอและเสียงกรนเบาๆ ทั้งสามก็ตัวแข็งทื่ออย่างตกใจจริงๆ

          “โอย หิวๆๆ มีอะไรให้กินบ้าง หิวจะตายแล้ว!” หนุ่มน้อยอายุสิบหกปีที่เพิ่งเปิดประตูเข้ามาคือซูเสี่ยวจื้อเป็นลูกคนที่สามของตระกูลซู เขาขมวดคิ้วมองพี่ชายกับพี่สะใภ้และน้องสาวอย่างประหลาดใจ ก่อนจะรีบเดินไปเปิดหม้อข้าวข้างประตู พอเห็นหม้อว่างเปล่าก็โวยเสียงดัง

“นี่ทุกคนกินหมดจนไม่มีข้าวเหลือให้ฉันกินเลยหรือ!” เมื่อก่อนไม่ว่าเขาจะกลับดึกแค่ไหน ต่อให้ไม่มีข้าวก็ต้องมีหมั่นโถวร้อนๆ รออยู่

ซูหลินลูบท้องแบนราบแล้วตวัดค้อนพี่ชาย “จะกินอะไรกันล่ะ! ฉันยังไม่ได้กินเลย!”

“เป็นเพราะเธอไม่กินเองต่างหาก! ไม่ต้องมาโทษคนอื่น!” หนุ่มน้อยหันมองรอบตัว “พี่ใหญ่ล่ะ เรียกพี่มาหุงข้าวทำกับข้าวให้ฉันกินหน่อยสิ ฉันหิวจะตายอยู่แล้วเนี่ย! เตะบอลมาตั้งแต่บ่าย!”

ทั้งสามคนชี้ไปที่ที่นอนที่มีม่านปิดอยู่แล้วพูดพร้อมกัน “นอนแล้ว”

“...!!”

เธอกำลังฝันร้าย!

เวลานี้ซูหยีนอนไม่สบายเลยสักนิดเพราะเธอกำลังฝันร้าย!

ในฝันเธอเป็นเด็กสาวอายุสิบหกที่เพิ่งสูญเสียพ่อแม่ น้องสามคนก็ยังเล็ก เพื่อเลี้ยงดูน้องๆ เธอจึงเสียสละไม่เรียนต่อแล้วไปสมัครทำงานในโรงงานทอผ้าแทนตำแหน่งของแม่ตัวเอง

ทุกวันไม่เพียงต้องทำงานหนักยังต้องแบกรับภาระเลี้ยงดูน้องสามคนอีกด้วย

ทุกวันไม่เคยกินอิ่ม ไม่เคยนอนหลับสบาย มีแต่ความเหน็ดเหนื่อยที่ทำให้เธอแทบขาดใจตาย

ซูหยีด่าตัวเองให้หยุดทำเรื่องโง่ๆ เสียที แต่ก็ไม่อาจบังคับร่างกายได้ ทุกวันยังคงก้มหน้าเป็นวัวควายรับใช้น้องๆ ต่อไป ทั้งที่ในใจโกรธจนแทบกระอักเลือดตายแล้ว!

พลันซูหยีก็สะดุ้งตื่น!

นี่เป็นความฝันไม่ใช่ความจริง!

ซูหยีคือหัวหน้าตระกูลซู ไม่ว่าจะที่บริษัทหรือที่บ้านทุกคนต้องดูสีหน้าเธอทั้งนั้น เธอไม่มีทางกลายเป็นคนอ่อนแอเป็นเหยื่อให้ถูกรังแกได้แน่ ต่อให้เป็นพ่อแม่หรือน้องแท้ๆ ก็รังแกเธอไม่ได้!!

เมื่อรู้สึกตัวตื่นอีกครั้งซูหยีก็ควานมือไปรอบตัวเพื่อหาโทรศัพท์มือถือ แต่ควานหาอยู่นานก็ไม่เจอ เธอชะงักนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะมองรอบตัวแล้วกะพริบตาปริบๆ อย่างงุนงง

ทำไมเธอยังอยู่ที่เดิม???

ไม่ใช่ว่านอนหลับตื่นขึ้นมาก็จะได้กลับบ้านแล้วหรือ?

หมายความว่าสวรรค์จะให้เธออยู่ที่นี่จริงๆ หรือ???

ซูหยีทึ้งผมแรงๆ! ให้กับความหวังที่พังทลายหมดสิ้น เมื่อวานนี้เธอยังปลอบใจตัวเองได้ว่า ‘ท่องเที่ยวยุค 60 หนึ่งวันหรรษาฮาเฮ’ แต่ตอนนี้จะไม่ใช่เที่ยวหนึ่งวันแล้ว!

เพราะเธออาจจะต้องอยู่ที่นี่ ‘ตลอดชีวิต!’

ซูหยีกระชากม่านคั่นเปิดอย่างแรงด้วยความโมโห ขณะก้าวลงจากเตียงซูเสี่ยวจื้อที่หิวจนทนไม่ไหวก็รีบบอก “ตื่นเสียทีนะพี่ใหญ่ มีอะไรให้ฉันกินบ้าง ฉันหิวจะตายแล้วนะ!”

ซูหยีหันขวับ! เธอมองหนุ่มน้อยที่พูดจาวอนตายด้วยดวงตาขุ่นจัด! “กินๆๆๆ ในหัวมีแต่เรื่องกิน! หิวนักก็ไปทำกินเองสิ! จะมาเรียกพี่ทำไม! พี่ไม่ใช่แม่บ้านพวกเธอนะ!”

พูดจบก็หยิบขันล้างหน้าและแปรงสีฟันเดินกระแทกเท้าออกไปด้วยความโมโห!

พอเปิดประตูออกมาแล้วเห็นสภาพสวนเก่าโทรมกับห้องพักที่เรียงอัดแน่น ซูหยีก็เงยหน้าตะโกนขึ้นฟ้าเสียงดังอย่างสุดทน!

“โว้ย!!! นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน!!”

หลังสิ้นเสียงตะโกนของซูหยีก็ได้ยินเสียงหม้อกะละมังหล่นกระแทกพื้นพร้อมเสียงตะโกนถามอย่างตื่นตกใจ

“เฮ้ย! เกิดอะไรขึ้น! เสียงใครเนี่ย!”

“บ้านไหนตีกัน ใครๆๆ!”

“พวกแซ่ซูตีกันอีกแล้วใช่ไหม?!”

ซูหยีตะโกนระบายอารมณ์เสร็จก็เดินไปล้างหน้าแปรงฟันด้วยสีหน้าเรียบเฉย

เธอใช้น้ำเย็นล้างหน้าแรงๆ หลายครั้ง จึงพอจะทำให้หัวใจที่เต้นด้วยความโมโหสงบลงได้บ้าง

‘เอาเถอะ อย่างน้อยก็ไม่ต้องนอนข้างถนน ไม่ได้อยู่ในร่างคนเถื่อน ยังมีงานให้ทำ ถึงสภาพบ้านจะโคตรแย่ก็ไม่เป็นไร ไม่มีแม่บ้านก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยก็มีโรงอาหารของโรงงานให้หาข้าวกินได้ น้องสามคนก็ดูแข็งแรงให้ใช้งานได้ สามารถช่วยทำกับข้าวยกน้ำได้’

หลังพยายามสะกดจิตปลอบใจตัวเองให้ยอมรับสภาพ ซูหยีก็พอจะใจเย็นและมีสติกลับคืนมาได้บ้าง

ชีวิตแตกต่างราวฟ้ากับเหว! จากผู้นำตระกูลที่มีคนรองมือรองเท้าคอยปรนนิบัติรับใช้ไม่ห่างกลายเป็นพี่ใหญ่ที่มีหน้าที่ดูแลรับใช้น้องๆ

ดูแลรับใช้น้องๆ งั้นรึ!

ฝันไปเถอะ!!

 

            ชุมชนนี้มีก๊อกน้ำเพียงก๊อกเดียว ทุกครอบครัวต้องใช้ร่วมกัน ซูหยีล้างหน้าเสร็จก็ถอยออกมาให้คนอื่นเข้าไปใช้ต่อ คนมาทีหลังเห็นหน้าซูหยีมีแต่น้ำก็เข้าใจว่าเธอกำลังร้องไห้เสียใจ

          เรื่องในครอบครัวตระกูลซูทั่วทั้งชุมชนนี้มีใครไม่รู้บ้าง ก็แค่เรื่องน้องชายแต่งเมียแล้วจะทอดทิ้งพี่สาวไม่เอาไหนกับน้องสองคนที่ไม่มีงานทำ ต้องอาศัยพี่ๆ หาเลี้ยง

          ถ้ามีการแยกบ้านจริงๆ ไม่รู้ว่าซูหยีกับน้องสองคนจะเป็นอย่างไร

          “ซูหยี พวกเธอทะเลาะกันอีกแล้วหรือ?”

          คนที่ถามคืออาสะใภ้หลิวซึ่งมีศักดิ์เป็นอาสะใภ้ของหลิวเหมย เพราะสามีของอาสะใภ้หลิวเป็นอาของหลิวเหมย เรื่องขอแยกบ้านก็เป็นฝีปากอาสะใภ้หลิวยุแยงหลานสาว ซึ่งคนอื่นๆ ต่างก็รู้ทั้งนั้น พอเห็นอาสะใภ้หลิวเดินมาพูดกับซูหยีจึงรีบสะกิดเรียกกันให้ดู

          อาสะใภ้หัวเราะแล้วพูดต่อ “คนแต่งงานแล้วก็สมควรมีบ้านของตัวเอง ถ้าพ่อแม่เธอยังอยู่นะก็คงจัดการให้ต้าจื้อกับเมียเรียบร้อยแล้ว แต่พี่สาวคนโตก็เหมือนแม่ เธอเป็นพี่สาวคนโตก็ควรยกบ้านให้น้อง ดึงดันอยู่แบบนี้ก็ไม่มีประโยชน์หรอก”

          พี่สาวคนโตเหมือนแม่!!

          คำพูดนี้ใช้รังแกได้แต่คนอ่อนแอซื่อบื้อเท่านั้น! แต่ไม่ใช่คนที่เป็นผู้นำตระกูลซูอย่างเธอ!

          ซูหยีแกล้งถอนหายใจเสียงดัง น้ำเสียงเหนื่อยหน่าย “อาสะใภ้อย่าพูดไป เมื่อก่อนตอนที่พ่อกับแม่เพิ่งเสียชีวิต ต้าจื้อเป็นเด็กดีมากเลยนะ เขาบอกว่าจะเป็นเสาหลักให้พี่น้องทุกคน จะดูแลน้องๆ จนโต แต่พอแต่งงานไม่กี่เดือนก็ลืมพ่อแม่พี่น้องเสียแล้ว ฉันเพิ่งเข้าใจคำโบราณที่ว่าแต่งเมียสำคัญต้องดูที่นิสัย ได้เมียนิสัยไม่ดีก็จะกลายเป็นคนจิตใจไม่ดีตามไปด้วย อาสะใภ้หลิวว่าครอบครัวเมียของต้าจื้อสั่งสอนลูกสาวมายังไงนะ มังกรมีลูกเป็นมังกร หงส์มีลูกเป็นหงส์ ส่วนลูกหนูก็ขุดรูเก่ง คำกล่าวนี้ก็ดูเหมือนจะเป็นจริงอีกแล้ว”

          “ฮ่าๆ อ๊ะ”

          คนที่ยืนแปรงฟันอยู่ใกล้ๆ ได้ยินทุกคำของซูหยีชัดเจน ถึงกับหลุดหัวเราะออกมาทั้งที่ฟองยาสีฟันเต็มปาก

          ส่วนอาสะใภ้หลิวก็โมโหจนหน้าแดงก่ำ “ซูหยี! เธอพูดเกินไปแล้วนะ! ไม่รู้จักเคารพกันบ้างเลย”

          ซูหยีหันมองอาสะใภ้หลิว“คำพูดจริงใจฟังไม่เพราะหูหรอก ใช่ว่าฉันจะไม่รู้จักเคารพผู้ใหญ่นะ แต่ใครใช้ให้ฉันต้องมาเจอน้องสะใภ้ไม่เคารพผู้ใหญ่ก่อนด้วยเล่า ฉันก็ต้องดึงดันแบบนี้นั่นล่ะ ไม่อย่างนั้นน้องๆ สองคนของฉันก็คงต้องถูกเฉดหัวไล่ให้ไปนอนข้างถนนแล้ว อาสะใภ้หลิว ถ้าน้าเป็นผู้ใหญ่ที่ดีก็สั่งสอนหลิวเหมยหน่อยนะ ถ้าปล่อยไว้แบบนี้ฉันก็กลัวว่าลูกสะใภ้คนอื่นที่นี่จะเอาหลิวเหมยเป็นเยี่ยงอย่างกันหมด”

          ผู้ใหญ่หลายคนที่ได้ยินคำพูดนี้ของซูหยีสีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด ยิ่งคนไหนมีลูกชายที่เพิ่งแต่งเมียก็ถึงกับคิดหนัก ถ้าหลิวเหมยแย่งบ้านได้จริง สะใภ้ของตัวเองก็อาจจะเลียนแบบเอาอย่างบ้างก็เป็นได้

          หนุ่มสาวที่เพิ่งแต่งงานใหม่ก็อยากมีห้องมีบ้านเป็นของตัวเองทั้งนั้น

          ซูหยีเดินผ่านหน้าอาสะใภ้หลิวไปโดยไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะโมโหจนหน้าแดงปากเบี้ยว ระหว่างทางยังเจอน้องสามคนที่เดินมาล้างหน้าแปรงฟันด้วย แม้จะเห็นเธอแต่พวกเขาก็ไม่ทักทายเธอสักคำ ซึ่งซูหยีก็คร้านจะใส่ใจเด็กไร้การอบรมพวกนี้เหมือนกัน

          เจ้าของร่างนี้เลี้ยงน้องสามคนมาด้วยความยากลำบากเพียงลำพัง แม้ซูต้าจื้อจะมีงานทำแต่เพิ่งเข้าทำงานได้ไม่นานก็คบหากับหลิวเหมย เงินเดือนที่ควรจะเอามาจุนเจือคนในครอบครัวก็ดันยกให้บ้านตระกูลหลิวหมด! แถมพอจะแต่งงานกลับเป็นซูหยีที่ต้องออกแรงช่วยทุกอย่างรวมถึงต้องออกเงินช่วยจัดงานอีก! แต่เจ้าของร่างนี้ยังซวยไม่หยุดเพราะสุดท้ายน้องชายกลับเชื่อฟังเมียขอแยกบ้านโดยไม่นึกถึงความดีของพี่สาวเลยสักนิด!

          ส่วนน้องอีกสองคนก็ขาดการอบรมสั่งสอนที่ดีจึงกลายเป็นเด็กเอาแต่ใจคิดถึงแต่ตัวเอง ซูเสี่ยวจื้อไม่อยากเรียนหนังสือจึงทำตัวเกเรอยู่นอกบ้าน พอพี่สาวเอาใจใส่ก็บ่นว่ายุ่งมากเกินไป ส่วนซูหลินยิ่งแย่หนัก ทำตัวเหมือนคนหูหนวกตาบอดที่มองไม่เห็นว่าครอบครัวลำบากแค่ไหน สนใจแต่เรื่องของตัวเอง อยากเอาชนะเพื่อนด้วยเรื่องโง่ๆ ทั้งเรื่องเสื้อผ้าและอาหารราคาแพง พอที่บ้านไม่ให้ก็อดข้าวประท้วง

          เมื่อวานนี้ซูหยีมีความหวังว่าจะสามารถกลับไปสู่ยุคสมัยของตัวเองได้จึงไม่สนใจพวกเขา แต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว! เธอไม่ใช่ผู้นำตระกูลซูที่ร่ำรวยมั่งคั่งมากอำนาจแต่เป็นแค่พี่สาวคนโตของพี่น้องตระกูลซูที่โคตรยากจน!

          ดังนั้นต่อให้น้องสามคนจะเฮงซวยแค่ไหนเธอก็ต้องสนใจพวกเขา! แต่ซูหยีไม่มีความคิดจะกำจัดพวกเขาออกไปจากบ้าน เพราะทั้งสามล้วนเป็น ‘แรงงาน’ ที่ใช้ได้ ที่สำคัญคือไม่ว่าจะยุคไหนสมัยใด การเป็นผู้หญิงตัวคนเดียวกับเป็นผู้หญิงที่มีครอบครัวหนุนหลังก็ต่างกันมาก

          เมื่อกลับถึงบ้านซูหยีก็รีบตรวจดูทรัพย์สมบัติทั้งหมดที่มีทันที ในเมื่อต้องอยู่ที่นี่ต่อไปเธอต้องมั่นใจว่าตัวเองจะได้กินอิ่มนอนหลับทุกวัน

          เดือนนี้เจ้าของร่างซื้อเสบียงอาหารมาตุนไว้พร้อมแล้ว ส่วนบัตรอาหารเหลือไม่มาก ถ้าเอาไปซื้ออาหารที่โรงอาหารก็จะกินได้ไม่กี่มื้อ ตอนนี้เพิ่งกลางเดือนจะกินดีแค่ไม่กี่มื้อแล้วหิ้วท้องหิวไปจนสิ้นเดือนไม่ได้

          ดังนั้นก่อนที่เงินเดือนจะออกอีกครั้ง เธอจะไปกินข้าวที่โรงอาหารอีกไม่ได้แล้ว

          ซูหยีสำรวจเสบียงที่อยู่บนชั้นวางของ มีข้าวสารห้ากิโล ข้าวโพดแห้งสิบห้ากิโลกับแป้งสาลีและแป้งข้าวโพด ทั้งหมดคือเสบียงให้คนทั้งบ้านสำหรับเดือนนี้

          นอกจากนี้ในตระกร้ายังมีหมูสามชั้นตากแห้งราวหนึ่งขีดที่เป็นเสบียงเหลือมาจากช่วงตรุษจีน เวลาเจ้าของร่างทำกับข้าวก็จะหั่นแบ่งมาใช้อย่างประหยัด เพื่อให้น้องๆ ได้กินอาหารที่มีเนื้อสัตว์บ้าง ถือได้ว่าหมูสามชั้นนี้เป็นของที่มีค่ามากที่สุดในบ้าน

          มองดูเสบียงอนาถาเหล่านี้แล้วซูหยีก็รู้สึกหนาวเยือกในอกนัก

          ไม่ว่าเธอจะปลอบใจตัวเองอย่างไรก็เปลี่ยนแปลงความเป็นจริงของยุคสมัยนี้ไม่ได้ ยุคสมัยที่ขาดแคลนอาหารและเครื่องนุ่งห่มอย่างที่สุด แล้วกับบ้านตระกูลซูที่ยากจนข้นแค้นเหลือแสนนี้ก็ช่างขาดแคลนไปเสียทุกอย่างจริงๆ

          ซูหยีลูบหน้าอย่างท้อแท้ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วตักข้าวสารใส่หม้อ หั่นหมูตากแห้งสองสามชิ้นใส่ลงในหม้อเพื่อเตรียมทำอาหารเช้าให้ตัวเอง

          แต่เธอจุดเตาถ่านไม่ติด!

          ซูหยีนั่งมองเตาถ่านพร้อมความคิดที่ผุดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

          เธอต้องการแรงงานมาจุดเตา!

          เมื่อคิดได้แล้วซูหยีก็ขยี้ตาตัวเองแรงๆ จนตาแดง

          “พี่ใหญ่ พี่ร้องไห้ทำไม! กับข้าวเสร็จหรือยัง”

          ซูเสี่ยวจื้อล้างหน้าเสร็จคนแรก เขารีบเดินกลับมาเพื่อจะกินข้าวเช้า เด็กหนุ่มรู้ดีว่าทุกเช้างานแรกของพี่ใหญ่คือทำอาหารเช้า แล้วก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ แต่พอเห็นพี่ใหญ่ตาแดงร้องไห้อยู่หน้าเตาถ่าน เด็กหนุ่มก็หน้างออย่างหงุดหงิด เขาหิวจะตายอยู่แล้ว! พี่ใหญ่จะร้องไห้ทำไม ทำไมไม่รีบทำกับข้าว!

          ซูหยีได้ยินเสียงก็ยิ่งขยี้ตาพร้อมสูดหายใจแรงๆ เหมือนคนพยายามกลั้นสะอื้นก่อนจะหันมองเด็กหนุ่มด้วยสีหน้าเจ็บปวด

          ใบหน้าซูเสี่ยวจื้อคล้ายซูหยีค่อนข้างมาก แต่ดวงตาที่เป็นประกายทำให้รู้ว่าหนุ่มน้อยคนนี้เป็นพวกใช้ชีวิตอย่างสงบไม่เป็น!

“ยังจะถามอีกว่าพี่ร้องไห้ทำไม! ไม่ใช่เพราะเธอรึไง พี่รองของเธอขอแยกบ้านแล้วต่อไปเธอจะไปอยู่ที่ไหน! พี่กับน้องสี่เป็นผู้หญิงอย่างไรก็ไม่มีปัญหา วันหน้าพอแต่งงานแล้วก็ยังไปอยู่บ้านสามีได้ แต่เธอเป็นผู้ชายจะทำอย่างไร กระทั่งบ้านซุกหัวนอนยังไม่มี วันหน้าจะแต่งเมียได้ยังไง!”

          ซูเสี่ยวจื้ออ้าปากค้าง

แยกไม่ได้!

เรื่องพี่รองขอแยกบ้านเขาก็รู้เห็นอยู่ แล้วก็รู้ด้วยว่าเป็นเพราะพี่รองกลัวเมียเกินไป ถึงได้เชื่อฟังที่เมียสอนไม่เถียงสักคำ

เดิมเขาเองก็ไม่พอใจอยู่เหมือนกันแต่คิดว่านี่เป็นปัญหาที่พี่ใหญ่ต้องจัดการ เขาไม่จำเป็นต้องสนใจ แต่พอวันนี้ได้ฟังพี่ใหญ่พูดถึงได้รู้ว่าเขาคิดผิด! การที่พี่รองขอแยกบ้านคนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือตัวเขาเอง!

          นี่หมายความว่าพี่รองกำลังจะแย่งบ้านไปจากเขาใช่ไหม!!

          ซูหยีตบไหล่เด็กหนุ่มเบาๆ “เสี่ยวจื้ออายุสิบหกถือว่าโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว พี่รู้ว่าเธออยากทำงานเร็วๆ เพราะอยากช่วยแบ่งเบาภาระของที่บ้าน ตอนนี้พี่ก็พยายามช่วยหางานให้อยู่ รอให้พี่หางานให้เธอได้ก่อน เธอก็ไม่ต้องไปโรงเรียนแล้ว”

          ฉับพลันในหัวเด็กหนุ่มก็เหมือนมีพลุนับไม่ถ้วนระเบิดดังไม่หยุด! “จริงหรือ! พี่ใหญ่พูดจริงใช่ไหม! แต่พี่บังคับเคี่ยวเข็ญให้ฉันไปโรงเรียนตลอดไม่ใช่หรือ!” เมื่อก่อนพอเขาบอกว่าจะไม่ไปเรียน พี่ใหญ่ก็ร้องไห้จะเป็นจะตายทุกครั้งแล้วก็ต้องลากเขาไปโรงเรียนจนได้

          “จริงสิ!” ซูหยีพยักหน้ายืนยัน

          เจ้าของร่างอยากให้น้องๆ มีอนาคตที่ดีจึงบังคับให้น้องไปเรียนหนังสือ แต่ซูหยีไม่คิดแบบนั้น! ในเมื่อไม่อยากเรียนก็ไม่ต้องเรียน อยากทำงานก็ทำเลยจะได้มีรายได้เข้าบ้าน แล้วก็ยกเงินเดือนทั้งหมดให้เธอ เธอจะได้มีกินมีใช้อย่างสุขสบาย

          “ตอนนี้พี่คิดได้แล้ว เธอเป็นผู้ชายก็ควรทำงานสร้างเนื้อสร้างตัวเสียตั้งแต่ตอนนี้เลย ไม่อยากเรียนก็เลิกเรียน ต่อจากนี้พี่จะสนับสนุนเธอ!”

          ซูเสี่ยวจื้อพยักหน้าถี่ยิบ “ฉันรับปากพี่ใหญ่! ฉันจะช่วยผ่อนเบาภาระพี่เอง! แล้วบ้านหลังนี้ฉันก็จะไม่ยอมให้พี่รองแย่งไปได้แน่นอน พี่ใหญ่วางใจเถอะ!”

          เด็กหนุ่มยิ้มหน้าบานอย่างมีความสุข ขอเพียงเขาไม่ต้องไปโรงเรียนเรื่องอื่นก็คุยกันได้ทั้งนั้น ส่วนเรื่องที่ต้องไปทำงานก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ทำงานอย่างไรก็สบายกว่าเรียนหนังสือแน่ หรือถ้าทำงานแล้วเหนื่อยเขาก็เลิกทำ กลับบ้านมานอนให้พี่ใหญ่เลี้ยงก็ได้

          ซูหยีมองน้องชายด้วยสีหน้าซาบซึ้ง “ถ้าอย่างนั้นพี่ก็คงต้องอาศัยเธอแล้ว” พูดจบก็ยัดคีมคีบถ่านใส่มืออีกฝ่าย “เมื่อกี้พี่ร้องไห้มากไปจนแสบตา ตอนนี้เธอช่วยพี่จุดเตาหน่อยนะ วันนี้พวกเราจะไม่ทำกับข้าวให้พวกเขากิน เป็นการสั่งสอนให้พวกเขารู้จักความร้ายกาจของพวกเราเสียบ้าง! พวกเราจะทำกินกันแค่สองคน กินข้าวเสร็จพี่จะไปหางานให้เธอทำ”

          คำพูดนี้ทำให้ซูเสี่ยวจื้อรู้สึกเป็นพวกเดียวกับพี่สาวขึ้นมาทันที! “ได้! พี่ไปนั่งพักก่อนเถอะ จุดเตาก่อไฟเป็นเรื่องง่ายๆ ฉันถนัดอยู่แล้ว”

          แล้วซูเสี่ยวจื้อก็ทำได้อย่างที่พูดจริงๆ เพราะแค่พริบตาเขาก็จุดเตาเรียบร้อย ซูหยีมองควันไฟสีขาวขุ่นแล้วก็รีบปิดจมูกพลางนึกขำอยู่ในใจ เอาเถอะถึงชีวิตจะยังมองไม่เห็นความหวังสักเท่าไหร่ แต่ถ้าเตาถ่านจุดไฟติดได้ก็คงพอมีความหวังอยู่บ้าง

          ขณะที่ซูเสี่ยวจื้อทำอาหารมื้อเช้า อีกสามคนที่ล้างหน้าเสร็จเดินกลับเข้ามา ซูหยีไม่สนใจ เธอเดินกลับไปนั่งหวีผมที่เตียงตนเอง

          เจ้าของร่างไว้ผมยาวถึงเอวแต่เพราะกินไม่อิ่มนอนไม่พอ เส้นผมจึงแตกปลายและแห้งเสีย ไม่สวยเลยสักนิด ซูหยีต้องหวีอยู่นานกว่าจะถักเปียได้

          ตั้งแต่เช้าจนถึงตอนนี้พวกซูต้าจื้อไม่ได้ยินซูหยีพูดสักคำ กระทั่งทำกับข้าวซูเสี่ยวจื้อก็เป็นคนทำ ทั้งสามมองพี่สาวคนโตด้วยสีหน้าประหลาดใจ หลิวเหมยดันหลังสามี ซูต้าจื้อจึงก้าวออกมาพูดอึกอักอย่างกล้าๆ กลัวๆ

          “พี่ใหญ่ เอ่อ เรื่องบ้านนี้...พี่คิดยังไง....?”

          “จะต้องคิดอะไร! พี่รองจะยึดบ้านหลังนี้ไม่ได้!” ซูเสี่ยวจื้อตะโกนเสียงกร้าวมาจากหน้าเตา

          หลิวเหมยหัวเราะ “เสี่ยวจื้อ นี่เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ เด็กอย่างเธอไม่เกี่ยวนะ”

          “ทำไมจะไม่เกี่ยว! ฉันก็เป็นลูกชายตระกูลซูเหมือนกันนะ!”

          “แต่พี่ชายเธอเป็นลูกชายคนโต”

          “ลูกคนโตของบ้านเราคือพี่ใหญ่!” ซูเสี่ยวจื้อก้าวมายืนเคียงข้างพี่สาวอย่างปกป้อง

เห็นซูเสี่ยวจื้อที่ปกติไม่ยุ่งเรื่องในบ้าน จู่ๆ ก็ออกตัวปกป้องซูหยีแบบนี้ คนทั้งบ้านต่างก็มองเด็กหนุ่มเหมือนเห็นตัวประหลาด กระทั่งซูหลินที่กำลังงอนอยู่ก็ยังมองพี่ชายอย่างคาดไม่ถึงเช่นกัน

          หลิวเหมยกัดฟันกรอด! เธอรู้สึกว่าถูกน้องชายสามีหยามหน้า! “ไม่ว่ายังไงก็ต้องแยกบ้าน!”

          “แยกไม่ได้!” ซูเสี่ยวจื้อเสียงดัง

          “ต้องแยก!” หลิวเหมยกรีดร้องเสียงแหลมอย่างไม่ยอมเช่นกัน

          ซูหยีเหลือบมองทั้งสองแวบหนึ่ง เธอได้ยินเสียงฝาหม้อขยับเพราะน้ำเดือดจึงลุกไปเปิดฝาหม้อแล้วตักข้าวต้มใส่ชามตัวเองก่อนจะเรียกน้องชาย “เสี่ยวจื้อ ข้าวต้มสุกแล้ว อย่าเพิ่งทะเลาะกันเลย พวกเรามากินข้าวกันเถอะ”

          พอได้ยินพี่สาวเรียกซูเสี่ยวจื้อก็วิ่งไปหาหม้อข้าวต้มทันที เขาหยิบชามตะเกียบของตัวเองออกมาพลางสูดกลิ่นข้าวต้มหอมๆ เข้าปอดอย่างมีความสุข

          อีกสามคนยืนมองสองพี่น้องน้ำลายแทบไหล

          ข้าวต้มหมู!

          ซูเสี่ยวจื้อนั้นทนหิวมาตั้งแต่เมื่อคืน เขาตักข้าวต้มอย่างรวดเร็ว พี่ใหญ่ต้มไม่มากตอนนี้มีเหลือแค่ครึ่งถ้วยเท่านั้น เดิมเด็กหนุ่มจะตักให้หมด เพราะพี่ใหญ่บอกแล้วว่าจะสั่งสอนพี่รองกับพี่สะใภ้ให้สำนึกเสียบ้างแต่ไม่ได้บอกว่ารวมซูหลินด้วย เด็กหนุ่มจึงหันไปบอกน้องสาว

          “น้องสี่ เอาถ้วยของเธอมาสิ”

          จังหวะที่เด็กสาวขยับจะก้าวเท้า เธอก็เหลือบมองซูหยีที่ก้มหน้าก้มตากินข้าวไม่พูดแล้วก็เบ้ปาก “ฉันไม่กิน! หิวตายไปเลยก็ดี!”

          ไม่ว่ายังไงเธอก็ต้องได้กระโปรงชุดนั้น!

          ซูเสี่ยวจื้อมองพี่สาวที่ยังคงตักข้าวต้มกินหน้าตาเฉยก็ยักไหล่ เด็กหนุ่มไม่ใช่คนเอาใจใครอยู่แล้ว ได้ยินน้องสาวบอกไม่กินเขาก็ยิ้มกว้างทันที “งั้นฉันกินเอง”

          ถึงจะเป็นแค่ข้าวต้มครึ่งถ้วยแต่ก็ช่วยประทังความหิวไปได้สักพัก

          หลิวเหมยเห็นเด็กหนุ่มตักข้าวต้มจนหมดหม้อก็โวยเสียงแหลม “ฉันกับต้าจื้อยังไม่ได้กินเลยนะ!”

          ซูหยีเงยหน้าขึ้นมองน้องสะใภ้ “จะกินได้ยังไง พวกเธออยากแยกบ้านไม่ใช่หรือ ถ้างั้นก็เริ่มจากแยกเรื่องเสบียงอาหารก่อนเลย อาหารทั้งหมดในบ้านนี้เป็นเงินฉันซื้อมา! ส่วนของเธอกับต้าจื้ออยู่ที่บ้านตระกูลหลิว!”

          “...!!”

          ซูหลินยืนลูบท้องเว้าแบนของตัวเองพลางมองพี่สาวอย่างน้อยใจ เธอหิวจะตายอยู่แล้ว ทำไมพี่ใหญ่ยังไม่รีบง้อเธออีก หรือพี่ใหญ่จะไม่สนใจเธอแล้วจริงๆ

          ซูหยีกินข้าวเสร็จก็สะพายเป้แล้วหันไปเรียกน้องชาย “เสี่ยวจื้อ ไปกันเถอะ”

          “ไปกันพี่ใหญ่!” ซูเสี่ยวจื้อที่ได้รับการดูแลจากพี่สาวเพียงคนเดียวรู้สึกเหมือนตัวเองได้สวัสดิการพิเศษจากรัฐ เด็กหนุ่มยิ่งรู้สึกว่าตนต้องเคียงข้างพี่ใหญ่ไม่ทอดทิ้ง! เพื่อเขาพี่ใหญ่กล้าลุกขึ้นสู้กับพี่รอง ดังนั้นเขาจะเป็นตัวถ่วงของพี่ใหญ่ไม่ได้!

          ซูหลินอ้าปากค้างยืนมองทั้งสองออกจากบ้านไปด้วยกันก่อนจะหันมาถามซูต้าจื้ออย่างงงๆ “พี่รอง พวกเราจะกินอะไรล่ะ?”

          “กินอะไร! ฉันกับพี่ชายเธอก็ยังไม่ได้กินเลย!” หลิวเหมยตวาดน้องสามีเสียงแข็ง

          หลังจากแต่งงานเข้าบ้านตระกูลซูมา เธอมีข้าวกินครบทุกมื้อ แต่ไม่รู้ทำไมสองวันนี้พี่สาวสามีจึงเกิดบ้าขึ้นมา

          “ต้าจื้อ พวกเราออกไปกินข้าวกัน”

          ยังดีที่เธอมีบัตรแลกอาหารเก็บไว้อยู่ หลิวเหมยไม่ได้โง่ เงินเดือนของเธอกับต้าจื้อจะยกให้ครอบครัวหมดได้อย่างไร ก็แค่แบ่งให้บางส่วนแต่เงินส่วนใหญ่เธอเก็บไว้เอง ที่บอกกับพี่น้องของสามีว่ายกเงินเดือนให้ครอบครัวหมดก็เพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขามีหวังว่าจะได้ใช้เงินของต้าจื้อเท่านั้น

          ตอนนี้ซูต้าจื้อกำลังอึ้งและงงไปหมดแล้ว

          นี่มันเรื่องอะไรกัน! ทำไมพี่ใหญ่ถึงทำกับเขาแบบนี้ กระทั่งอาหารการกินก็ยังต้องแบ่งแยกชัดเจน

          ซูต้าจื้อเคยชินกับการมีพี่ใหญ่ดูแล ตอนนี้เขาจึงรู้สึกสับสนจับต้นชนปลายไม่ถูก เขาเดินตามภรรยาออกไปอย่างงงๆ โดยไม่สนใจน้องสาวเลยสักนิด

          พี่สาวยังไม่สนใจแล้วเขาเป็นพี่ชายจะสนใจทำไม!

          ซูหลินมองทุกคนเดินออกไปจากบ้านจนเหลือเธอเพียงคนเดียว “ฮือๆๆๆ พี่ใหญ่ พี่ไม่รักฉันแล้ว ฮือๆๆๆ”

คนขาดสารอาหาร

ในใจซูหยีนั้นไม่คิดจะดูแลซูหลินจริงๆ

ยุคสมัยนี้เด็กสาวอายุเท่าซูหลินสามารถออกไปทำงานหาเงินมาจุนเจือครอบครัวได้แล้ว มีแต่ครอบครัวที่มีฐานะเท่านั้นที่สามารถส่งลูกสาวเรียนหนังสือสูงๆ ได้ ด้วยฐานะของบ้านตระกูลซู การที่ซูหลินยังได้เรียนหนังสือถือว่าเป็นเรื่องที่มหัศจรรย์เหลือเชื่อมาก!

แน่นอนว่าความมหัศจรรย์นี้แลกมาด้วยการทำงานหนักสายตัวแทบขาดของเจ้าของร่าง รวมถึงการยอมกินไม่อิ่มเพื่อส่งเสียให้น้องสาวได้เรียนหนังสือ

น้องชายอีกสองคนก็ไม่อาจกล่าวได้ว่าแข็งแรงมากนัก แต่ก็พอใช้ชีวิตไปได้อย่างไม่ลำบาก ผิดกับร่างกายของเจ้าของร่าง

‘คนขาดสารอาหาร’ ไม่มีคำไหนที่จะอธิบายรูปร่างของซูหยีได้ดีกว่านี้อีกแล้ว

สภาพร่างกายเช่นนี้นอกจากจะบอกว่าเจ้าของร่างต้องใช้ชีวิตอดอยากลำบากมากแค่ไหนแล้ว อีกเรื่องที่ชัดเจนคือร่างกายนี้อ่อนแอมาก!

          ผอมเสียจนแก้มตอบ ผิวแห้งกร้านเหลืองคล้ำ ผมแห้งแตกหยาบ ผ่ายผอมเสียจนหาเนื้อไม่เจอ เหมือนคนที่มีแค่หนังติดกระดูก!

          โชคยังดีที่เจ้าของร่างนี้เป็นคนรูปร่างสันทัด ใบหน้าได้รูป ดวงตากลมโต จมูกโด่งสวย ริมฝีปากอิ่ม ถ้าได้รับการบำรุงดูแลดีๆ ก็ถือว่าเป็นหญิงสาวที่สวยน่ามองคนหนึ่งทีเดียว

          น่าเสียดายที่ถูกความลำบากเคี่ยวกรำทำลายจนมองไม่เห็นความสวยที่ซ่อนอยู่

          ต้องกินเนื้อ! เธอต้องกินเนื้อมากๆ!

          คิดได้แล้วซูหยีก็รีบเดินไปโรงงาน

          เวลานี้การเป็นสาวทอผ้าในโรงงานเป็นหลักประกันเดียวว่าเธอจะไม่อดตาย ดังนั้นเธอจะทำงานผิดพลาดไม่ได้!

          ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาเข้างานของกะเช้า แต่ก็มีคนงานจำนวนไม่น้อยที่มาก่อนเวลา บ้างก็เตรียมตัวเข้างาน บ้างก็จับกลุ่มพูดคุยกัน แต่พอซูหยีก้าวเข้ามา ทุกคนก็หันมามองอย่างพร้อมเพรียงกัน

          สองวันแล้วที่ซูหยีมาทำงานแต่เช้า คงเพราะเรื่องน้องชายคนรองขอแยกบ้านแน่ๆ ดูท่าว่าต้าจื้อกับเมียคงจะอาละวาดหนัก กระทั่งคนดีอย่างซูหยียังโมโหถึงได้มาทำงานแต่เช้าแบบนี้

          ซูหยีไม่สนว่าใครจะมองหรือคิดกับเธออย่างไร ตอนนี้เธอคิดอย่างเดียวว่าต้องทำอย่างไรจึงจะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น! ร่างนี้อ่อนแอมากเกินไป ที่เมื่อก่อนยังเคลื่อนไหวได้เพราะความตั้งใจที่เด็ดเดี่ยวแน่วแน่ของเจ้าของร่างแต่ไม่ใช่กับซูหยี!

ความทุกข์ยากแสนสาหัสระดับนี้เธอไม่คิดจะแบกรับไว้ ที่สำคัญคือร่างกายอ่อนแอนี้ไม่เหมาะกับการทำงานเป็นสาวทอผ้าที่ไร้อนาคต! ไม่ต่างจากเป็นวัวเป็นควายประจำโรงงาน คือต้องทำงานหนักแต่กลับได้ผลตอบแทนน้อยนิด ทำจนตายก็เป็นได้แค่คนงานทอผ้า!

เพราะฉะนั้นหากเธออยากมีชีวิตที่ดีขึ้น เธอต้องไปให้พ้นจากสภาพความเป็นอยู่ตอนนี้ให้ได้!

          เมื่อคิดแล้วซูหยีก็ลงมือทันทีอย่างไม่รอช้า!

          ดังนั้นในช่วงเช้าขณะที่คนงานกำลังขะมักเขม้นทำงานอย่างตั้งใจ ซูหยีก็เป็นลมหมดสติกลางโรงงานอย่างมีเกียรติ!

          ทันทีที่ซูหยีเป็นลม คนงานทั้งโรงงานก็แตกตื่นทันใด

          “ซูหยีเป็นลม!”

          “สีหน้าซูหยีไม่ดีเลย สุขภาพเธอต้องแย่มากแน่ๆ”

          “อย่าเพิ่งพูดกันสิ! รีบพาเธอไปส่งโรงพยาบาลเร็ว อย่าเป็นอะไรนะซูหยี”

          อย่างรวดเร็ว หัวหน้าสวีก็สั่งให้รถส่งของพาซูหยีไปส่งที่โรงพยาบาลประจำมณฑล หลังจากนั้นจึงให้คนไปแจ้งน้องชายของเธอ

 

            ซูต้าจื้อทำงานอยู่ในโรงงานทอผ้าเจียงตงเช่นกัน เขากับซูหยีเข้าทำงานแทนพ่อกับแม่พร้อมกัน พี่ใหญ่ให้เขาทำงานในแผนกโกดังเก็บสินค้า หลายปีมานี้เขาจึงทำงานอย่างสบายมาตลอด

          เพิ่งนับของเสร็จ ซูต้าจื้อก็นั่งคิดว่าจะเกลี้ยกล่อมพี่สาวอย่างไรดี

          เหตุผลของหลิวเหมยก็ถูกต้อง เขามีเมียแล้ววันหน้าก็ต้องมีลูก เป็นไปไม่ได้ที่จะอาศัยอยู่ร่วมกับพี่น้องไปตลอดชีวิต เขาควรต้องคิดเพื่อลูกเสียตั้งแต่ตอนนี้

          เพิ่งตัดสินใจได้เด็ดขาด ซุนเสี่ยวกังที่ทำงานแผนกเดียวกันก็วิ่งมาหาหน้าตาตื่น “ต้าจื้อ! รีบไปโรงพยาบาลเร็ว! พี่สาวนายเป็นลมหมดสติไปแล้ว”

          ซูต้าจื้ออ้าปากค้าง หน้าซีดเผือด “นายบอกว่าใครเป็นลมนะ?!”

          “พี่สาวนายไงเล่า! ซูหยีน่ะ! ซูหยี! ลุงจางที่อยู่แผนกส่งของเพิ่งพาไปส่งที่โรงพยาบาล แผนกสวัสดิการแรงงานก็ตามไปด้วยเหมือน นายรีบไปดูพี่สาวเถอะ”

          พี่ใหญ่เป็นลมหมดสติ!!

          เป็นไปได้ยังไง เมื่อเช้าตอนออกมาจากบ้านพี่ใหญ่ก็ยังดีๆ อยู่เลย ตลอดหลายปีมานี้พี่ใหญ่ไม่เคยเป็นลมเลย ขนาดไม่สบายเป็นไข้ตัวร้อนจัดก็ไม่เคยเป็นลมจนถึงขั้นต้องไปโรงพยาบาลเลย!

         

โรงพยาบาลประจำมณฑล

          สภาพของร่างนี้ต่อให้ซูหยีไม่แกล้งเป็นลม แต่เมื่อมาตรวจสุขภาพก็ต้องเจอปัญหาที่หมักหมมอยู่ในร่างนี้อยู่ดี ทั้งพักผ่อนน้อย ทำงานหนักเกินไป ขาดสารอาหาร เลือดลมไม่หมุนเวียนและอื่นๆ อีกมากมาย

          หลังตรวจร่างกายเสร็จคุณหมอก็เขียนใบสั่งยาให้เจ้าหน้าที่แผนกสวัสดิการแรงงานของโรงงานไปที่โรงครัวของโรงพยาบาลเพื่อขอเบิกถั่วเหลืองสองขีดครึ่งกับน้ำตาลทรายแดงหนึ่งขีดครึ่งและไข่หนึ่งฟอง พอซูหยีฟื้นได้สติจะได้มีไข่ต้มน้ำตาลทรายแดงกิน

          เจ้าหน้าที่แผนกสวัสดิการแรงงานที่มาชื่อเหยียนเสี่ยวฟาง เป็นสาวน้อยคนหนึ่ง พอได้ยินคำสั่งหมอแล้วก็อดกลืนน้ำลายไม่ได้ ก่อนจะรีบเอาใบสั่งยาไปโรงครัว

          ตอนที่ยกไข่ต้มน้ำตาลทรายแดงกลับมา ซูหยีก็ฟื้นได้สติแล้ว

          ถึงเริ่มต้นเธอจะแกล้งเป็นลมแต่ตอนที่นอนโคลงเคลงมาในรถเธอก็เผลอหลับไปจริงๆ ที่ตื่นขึ้นมาก็เพราะได้กลิ่นอาหารโชย แสดงว่าตอนนี้คงจะเป็นเวลากินข้าวเที่ยงแล้วแน่

          เหยียนเสี่ยวฟางเห็นเธอฟื้นแล้วก็ยิ้มดีใจ “คุณซูหยี คุณฟื้นแล้วหรือ รู้สึกดีขึ้นไหม”

          ซูหยีมองประเมินสาวน้อยแวบหนึ่งก่อนจะแกล้งตอบเสียงอ่อนแรง “ฉันเป็นอะไรไป...”

          “คุณเป็นลม!” น้ำเสียงเหยียนเสี่ยวฟางตื่นเต้นมาก สาวน้อยรู้สึกว่าคนที่ทำงานจนเป็นลมกลางโรงงานนั้นช่างเป็นคนที่มีเกียรติเหลือเกิน แม้อีกด้านจะหมายความว่าแผนกสวัสดิการแรงงานทำงานผิดพลาดที่ดูแลคนงานไม่ดีก็ตาม

          “หมอบอกว่าคุณขาดสารอย่างหนักจึงสั่งของบำรุงให้คุณแล้ว รีบลุกขึ้นมากินตอนที่ยังร้อนเถอะ” พูดพลางรีบวางถ้วยกระเบื้องเคลือบไว้บนโต๊ะแล้วช่วยพยุงร่างซูหยีให้ลุกขึ้นนั่งบนเตียง

          ซูหยีลุกขึ้นนั่งพลางมองสาวน้อยใสซื่อด้วยความรู้สึกผิด เวลาโกหกคนดีเธอมักจะรู้สึกไม่ค่อยดีเสมอ เธอจึงรีบบอก “คุณก็ยังไม่ได้กินข้าวเหมือนกันใช่ไหม ถ้างั้นพวกเรามาแบ่งกันกินเถอะ”

          เหยียนเสี่ยวฟางได้ยินก็ส่ายหน้าจริงจัง “ไม่ได้ๆ นี่เป็นอาหารบำรุงสุขภาพของคุณ คุณซูหยี คุณต้องดูแลร่างกายให้แข็งแรงก่อน เพราะมีเพียงร่างกายที่แข็งแรงเท่านั้นจึงจะสามารถทำงานได้ดี จะให้พวกเราสวัสดิการแรงงานมาแย่งกินของบำรุงของคุณ พวกเราทำไม่ได้!”

          คุณหมอบอกว่าคุณซูหยีร่างกายอ่อนแอมาก จะต้องบำรุงรักษาให้ดี แต่เธอก็เคยได้ยินเรื่องความยากลำบากของครอบครัวคุณซูหยีมาบ้าง พอได้ยินอีกฝ่ายจะแบ่งของบำรุงให้เธอกินด้วยก็ให้รู้สึกว่าคุณซูหยีช่างเป็นคนดีจริงๆ

          ซูหยีมองประกายตาซาบซึ้งใจของสาวน้อยแล้วก็ให้ละอายแก่ใจขึ้นมาวูบหนึ่ง คนสมัยนี้ช่างซื่อตรงเกินไปแล้ว เห็นอีกฝ่ายยังมองจ้องด้วยแววตาเป็นประกายวิบวับก็หันไปยกถ้วยไข่ต้มน้ำตาลทรายแดงขึ้นมาตักกิน

          สำหรับยุคนี้ไข่ต้มน้ำตาลทรายแดงคงเป็นอาหารเลิศรสที่หากินได้ยากมาก แต่ซูหยีกลับไม่รู้สึกถึงรสชาติล้ำเลิศเลยสักนิด ในใจเธอนึกถึงอาหารหรูหราราคาแพงในยุคสมัยของตัวเอง

          กินได้สองคำ ซูหยีก็ตาแดงน้ำตาคลอ

          “คุณซูหยีร้องไห้ทำไมล่ะ?!”

          “โรงงานดีกับฉันขนาดนี้ แต่เมื่อก่อนฉันทำงานแย่มาก ฉันรู้สึกผิดต่อโรงงานจริงๆ ฉันละอายใจเหลือเกินแล้ว” ซูหยีพูดพลางใช้หลังมือปาดน้ำตาแรงๆ ทำให้รอบดวงตาแดงก่ำน่าสงสารยิ่งนัก

          เหยียนเสี่ยวฟางเห็นอีกฝ่ายพยายามกลั้นสะอื้นจนตัวสั่นก็ยิ่งสงสารจับใจ “คุณซูหยี คุณจะต้องละอายใจทำไม! คุณเป็นลมขณะทุ่มเททำงานหนักให้โรงงานนะ! คุณเป็นคนกระตือรือร้นและขยันที่สุดในชนชั้นแรงงานของพวกเรา คุณเป็นแบบอย่างที่ดี! ไม่มีอะไรที่คุณต้องละอายใจเลย”

          “เจ้าหน้าที่เหยียนอย่าปลอบใจฉันเลย ฉันรู้ตัวดีว่าฉันแย่ขนาดไหน” พูดแล้วก็กุมมือสาวน้อย น้ำตาไหลรินเป็นสาย

          “พ่อกับแม่จากฉันไปเร็วมากจนฉันตั้งตัวไม่ทัน ตอนนั้นโรงงานให้ข้าวฉันกินให้งานฉันทำ ทำให้ฉันสามารถเลี้ยงดูน้องๆ ได้ ฉันก็ควรตอบแทนโรงงานด้วยการทำงานหนักให้เต็มที่ แต่หลายปีมานี้ที่บ้านลำบากมาก ฉันจึงไม่ได้ทุ่มเททำงานอย่างเต็มที่ ทุกครั้งที่นึกถึงว่าฉันไม่ได้ตอบแทนความมีน้ำใจของโรงงานก็รู้สึกละอายใจจนไม่อาจสู้หน้าใครได้ แต่ตอนนี้ฉันตัดสินใจได้แล้ว!” ซูหยีปาดน้ำตาอีกครั้ง สีหน้าเปลี่ยนเป็นมุ่งมั่นจริงจัง สองมือบีบมืออีกฝ่ายแน่น

          “เจ้าหน้าที่เหยียน! ต่อจากนี้ฉันจะยืนหยัดเคียงข้างโรงงาน! ฉันจะทุ่มเททำงานหนักเพื่อโรงงาน ทอผ้าให้มากขึ้น เพื่อให้โรงงานผลิตสินค้าได้มากขึ้น เพื่อให้ประชาชนประเทศเรามีเสื้อผ้าดีๆ ใส่!”

          สาวน้อยมองดูซูหยีด้วยความประทับใจจนน้ำตาเอ่อคลอ

          ชีวิตคุณซูหยีช่างลำบากเหลือเกิน หลายปีมานี้ต้องทำงานเพื่อเลี้ยงดูคนในครอบครัว ความเป็นอยู่ขัดสนจนคนทั้งโรงงานรับรู้กันทั่ว แต่กลับมีความตั้งใจเต็มเปี่ยมที่จะทำงาน ขนาดนอนป่วยหมดแรงอยู่บนเตียงแบบนี้ก็ยังคิดจะทำงานหนักเพื่อโรงงาน

          คุณซูหยีเป็นชนชั้นแรงงานที่มีเกียรติจริงๆ!

          เป็นคนที่มีความขยันขันแข็งที่สุด! เป็นคนที่สมควรได้รับความช่วยเหลือ!

สวัสดิการแรงงาน

เมื่อคิดดังนี้แล้วเหยียนเสี่ยวฟางก็บีบมือซูหยีแน่น น้ำเสียงจริงจัง

“คุณซูหยี สวัสดิการแรงงานจะช่วยคุณ! ต่อไปถ้าคุณมีปัญหาเรื่องการทำงานก็ให้มาหาสวัสดิการแรงงาน พวกเราจะช่วยคุณแก้ปัญหาเอง”

          “จริงรึ!”

          เหยียนเสี่ยวฟางมองแววตาซูหยีแล้วก็รู้สึกเหมือนตนเองเป็นความหวังเป็นที่พึ่งพิงเดียวของอีกฝ่าย พลันในใจสาวน้อยก็รู้สึกถึงความรับผิดชอบอย่างฮึกเหิม

          ฉันเป็นเจ้าหน้าที่สวัสดิการแรงงานก็ต้องช่วยคนงานแก้ปัญหา!

          “จริงคะ!” เธอตอบหนักแน่น “ต่อไปนี้คุณมีปัญหาอะไรก็มาหาฉันที่สวัสดิการแรงงานได้!”

          ซูหยีดีใจมาก “สวัสดิการแรงงานเป็นที่พึ่งของคนชั้นแรงงานอย่างพวกเราจริงๆ เจ้าหน้าที่เหยียน ฉันจะอยู่เคียงข้างโรงงาน พยายามเรียนรู้เพื่อให้เป็นคนมีความสามารถมากกว่านี้ วันหน้าฉันจะต้องหาทางตอบแทนสวัสดิการแรงงานที่ช่วยเหลือฉันวันนี้แน่!”

          “ฉันจะช่วยให้คุณก้าวหน้าค่ะ!” สาวน้อยก็ตื่นเต้นดีใจไม่แพ้กัน

          ได้ยินคนงานมีความเชื่อมั่นและไว้ใจสวัสดิการแรงงานเช่นนี้ เหยียนเสี่ยวฟางรู้สึกเป็นเกียรติและมีความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง

          “พี่ใหญ่...”

          ขณะที่หญิงสาวทั้งสองกำลังรู้สึกดีใจและมีความหวังอยู่นั้น ซูต้าจื้อที่เพิ่งมาถึงก็ส่งเสียงเรียกพี่สาว พลันรอยยิ้มบนใบหน้าซูหยีก็หายไป เช่นเดียวกับเหยียนเสี่ยวฟางที่มองชายหนุ่มแล้วรู้สึกขัดตานัก เพราะนึกถึงเรื่องที่เขากับเมียขอแยกบ้าน ทำให้คุณซูหยีคนดีต้องลำบาก

          “คุณซูต้าจื้อ คุณมาเยี่ยมพี่สาวช้ามากนะ”

          ซูต้าจื้ออ้าปากค้าง ใบหน้าแดงก่ำอย่างอับอาย ที่เขามาช้าเพราะต้องเดินมาจากโรงงาน ในเมื่อเขาไม่มีเงินติดตัวเลยสักแดง! กระทั่งเงินจะขึ้นรถโดยสารประจำทางก็ยังไม่มี! ซึ่งแน่นอนว่าเขาไม่สามารถพูดความจริงออกไปได้

          เหยียนเสี่ยวฟางรู้สึกว่าผู้ชายคนนี้ทำเกินไปแล้วจริงๆ ไม่ได้นึกถึงความเป็นพี่น้องกันเลยสักนิด เป็นน้องชายแท้ๆ แต่มาช้ากว่าสวัสดิการแรงงานของเธอเสียอีก จะเห็นแก่คุณซูหยีที่ยังนอนอยู่บนเตียง เธอจึงไม่ตำหนิเขาต่อหน้าพี่สาวที่กำลังป่วย

          “คุณซูหยี ฉันขอตัวไปกินข้าวก่อน อีกสักพักจะกลับมาดูคุณ”

          ซูหยียิ้มขอบคุณ “เจ้าหน้าที่เหยียน ฉันอยู่คนเดียวได้ คุณกลับไปทำงานเถอะ อย่าเสียเวลางานเพื่อฉันไปมากกว่านี้เลย”

          “ไม่เป็นไร สวัสดิการแรงงานทางนั้นให้ภารกิจฉันมาดูแลคุณอยู่แล้ว”

          เหยียนเสี่ยวฟางยิ้มตอบอย่างจริงใจ แต่ตอนที่เดินผ่านหน้าซูต้าจื้อ เธอก็อดมองเขาอย่างตำหนิไม่ได้

          ซูหยีมองตามหลังเหยียนเสี่ยวฟางไปด้วยความรู้สึกละอายใจ เธอไม่คิดว่าคนสมัยนี้จะเรียบง่ายจริงใจเหมือนที่เคยได้ยินมาจริงๆ ทำให้คนใจดำอย่างเธอรู้สึกผิดได้ แต่ก็ดีที่ทำให้เธอได้รู้ว่านี่คือคนที่สามารถคบหาเป็นเพื่อนกันได้อย่างจริงใจ

 

          “พี่ใหญ่…”

          ซูต้าจื้อเห็นเหยียนเสี่ยวฟางไปแล้วจึงค่อยกล้าส่งเสียงอีกครั้ง

          ซูหยีปรายตามองเขาแวบหนึ่ง จากนั้นก็หันไปหยิบถ้วยไข่ต้มน้ำตาลทรายแดงขึ้นมาตักกิน ซูต้าจื้อถึงกับกลืนน้ำลายอึกใหญ่ด้วยความหิว หญิงสาวไม่สนใจ ตักกินคำใหญ่ไม่กี่คำก็หมดถ้วย

          “ต้าจื้อ ไข่นี่อร่อยจริงๆ” บอกพลางวางถ้วยเปล่าไว้บนโต๊ะข้างเตียงแล้วถามเสียงเรียบ “เธอรู้ไหมว่าพี่ไม่ได้กินไข่มากี่ปีแล้ว”

          ซูต้าจื้อยังไม่ทันกลืนน้ำลายลงไปก็ชะงักค้างอยู่ที่ลำคอ... พี่ใหญ่ไม่ได้กินไข่มากี่ปี ห้าปี หกปี เจ็ดปีหรือแปดปีกันแน่

          ซูหยีถอนหายใจ “พี่ไม่ได้กินไข่ตั้งแต่วันที่พ่อแม่เสียชีวิต”

          ซูต้าจื้ออึ้งจนพูดไม่ออก

          “ต้าจื้อ ตอนนั้นที่บ้านลำบากมาก เราสองคนเพิ่งเริ่มทำงาน ไข่หนึ่งฟองต้องเอามาทำเป็นไข่ตุ๋นเพื่อจะให้ทุกคนได้กิน เห็นพวกเธอกินกันอย่างเอร็ดอร่อยพี่ไม่กล้ากินสักคำ”

          “พี่ใหญ่ ต่อไป... ต่อไปฉันจะซื้อไข่ให้พี่กิน...” ต้าจื้อพูดอย่างไม่มั่นใจ ด้วยรู้ดีว่าตนเองไม่มีเงินเลย เพราะยกเงินเดือนให้หลิวเหมยหมด

          “เธอคิดว่าพี่เป็นคนยังไง คิดว่าพี่พูดเพราะอยากกินไข่หรือไง!” เธอพูดเพราะอยากกินเนื้อต่างหากเล่า!

          ซูต้าจื้อส่ายหน้า “เปล่า ไม่ใช่อย่างนั้น”

          สีหน้าซูหยีเคร่งเครียด “พี่ยอมอดเพื่อให้พวกเธอได้กิน แต่นึกไม่ถึงว่าเธอจะคิดว่าพี่จะร้ายกับเธอได้ แล้วยังขอแยกบ้านกับพี่อีก!”

          “ฉัน...ฉัน...” พอได้ยินคำตัดพ้อของพี่สาวซูต้าจื้อก็ละอายใจจนพูดไม่ถูก

          “พี่รู้ว่าเรื่องขอแยกบ้านไม่ใช่ความคิดเธอแต่เป็นความคิดหลิวเหมยใช่ไหม เมียบอกให้เธอต้องดูแลครอบครัวตัวเอง บอกให้ต้องแยกบ้านใช่ไหม”

          ซูต้าจื้อพยักหน้ายอมรับ

          “ต้าจื้อ เธอลองถามใจตัวเองดู หลายปีมานี้พี่เคยทำตัวแย่ๆ กับเธอไหม เคยแบมือขอเงินเธอสักแดงไหม อาหารที่กินของที่ใช้พี่หาให้เธอทุกอย่าง แต่หลังจากแต่งงานแล้วเธอใช้ชีวิตยังไง วันนี้ที่เธอมาช้าเพราะเดินมาจากโรงงานใช่ไหมล่ะ”

          เห็นสีหน้าเจ็บปวดเพราะถูกแทงใจดำของซูต้าจื้อแล้ว ซูหยีก็พูดอย่างเห็นใจ

          “ทำไมหลิวเหมยถึงทำกับเธอแบบนี้ล่ะ เหมือนเธอเป็นวัวควายที่ต้องทำงานให้ ไม่สิ! แย่ยิ่งกว่าเสียอีก! วัวควายทำงานหนักยังไงเจ้าของก็ยังต้องให้หญ้าให้น้ำกินอย่างดี แต่เธอล่ะ! นอกจากต้องหาเลี้ยงคนอื่นแล้วยังต้องถูกเขาข่มเหงอีก! ถ้าหลิวเหมยรักเธอจริงทำไมไม่ให้เงินเธอบ้าง ให้เธอลำบากเดินมาไกลขนาดนี้ได้ยังไง นี่คงยังไม่ได้กินข้าวเลยใช่ไหม”

          ซูต้าจื้อฟังแล้วยิ่งรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจนัก เขาพยักหน้าถี่ๆ

          “ดูสภาพเธอตอนนี้สิ กระทั่งบัตรซื้ออาหารยังไม่มี! เงินเดือนเธอก็ไม่น้อยเลย ผัวเมียทำงานทั้งคู่แต่ทำไมเธอต้องทนหิวเหมือนคนอดอยาก ขนาดว่าตอนนี้ยังไม่มีลูก เธอก็มีความเป็นอยู่แย่ขนาดนี้แล้ว! ไม่ต้องเทียบกับกรรมกรเลยแม้แต่ชาวนาเธอก็ยังเทียบไม่ได้! พี่น้องชาวนาอยู่บ้านเดียวกันยากจนอย่างไรก็ยังมีข้าวกินอิ่มทุกมื้อ ก่อนเธอมีเมียพี่เลี้ยงเธออ้วนท้วนสมบูรณ์ หากไม่ใช่เพราะเลี้ยงเธออย่างดีพี่จะต้องมานอนโรงพยาบาลเพราะขาดสารอาหารได้ยังไง!”

          สภาพซูต้าจื้อตอนนี้ทั้งหิวทั้งเหนื่อย พอได้ยินคำพูดนี้ของพี่สาวก็รู้สึกว่าชีวิตตนลำบากเกินไปแล้ว! ทั้งที่ทำงานมีเงินเดือนแต่กลับไม่มีเงินซื้อข้าวไม่มีเงินขึ้นรถ! ทำไมจึงตกต่ำเช่นนี้!

          “พี่...ฉัน...”

          ซูหยีไม่อยากมองสีหน้าท่าทางขี้ขลาดของชายหนุ่มจึงหันมองไปทางประตูห้องคนไข้ “เธอรู้ไหมว่าเพราะอะไรพี่ถึงไม่ยอมให้แยกบ้าน พี่เป็นผู้หญิงแต่งงานออกไปยังไงก็มีบ้านให้อยู่ แบบนี้แล้วคิดว่าพี่จะเสียดายบ้านหลังนั้นหรือไง แต่พี่เป็นห่วงเธอ! ขนาดมีพี่อยู่หลิวเหมยยังทำกับเธอแบบนี้ ถ้าพี่ไม่อยู่หลิวเหมยไม่ข่มเหงเธอจนตายไปเลยรึ! ต้าจื้อ เธอเป็นน้องชายพี่นะ! พี่จะทนเห็นคนอื่นรังแกเธอได้อย่างไร รู้บ้างไหมว่าใจพี่เจ็บแค่ไหน!”

          ซูต้าจื้ออ้าปากค้างอย่างคาดไม่ถึง ที่แท้พี่ใหญ่ไม่ยอมแยกบ้านก็เพราะเป็นห่วงเขา! ไม่อยากให้ถูกหลิวเหมยข่มเหงนี่เอง!

          คนป่วยเตียงข้างๆ ฟังพี่น้องคุยกันก็เข้าใจเรื่องทั้งหมดได้ไม่ยาก

          พี่สาวเลี้ยงน้องชายจนโต น้องชายถูกเมียใจร้ายสอนให้มารังแกพี่สาว แต่พี่สาวกลับไม่โทษน้องชาย ทั้งยังเป็นห่วงว่าน้องชายจะถูกคนอื่นรังแกเสียอีก

          ช่างเป็นพี่สาวที่รักและเป็นห่วงน้องเหลือเกิน

          คนป่วยเตียงข้างๆ อีกเตียงเป็นยายแก่คนหนึ่งตำหนิซูต้าจื้อตรงไปตรงมา “เธอน่ะไม่ได้เรื่อง เป็นลูกผู้ชายกลับยอมให้เมียบังคับได้ ถ้าพ่อแม่ไม่ตายจากไปเสียก่อน เมียเธอไม่บีบบังคับพ่อแม่เธอด้วยรึ!”

          “นั่นสิ ดูแค่สภาพร่างกายก็รู้แล้ว น้องชายร่างกายแข็งแรงแต่ดูพี่สาวสิ! เธอควรจะตาสว่างได้แล้ว พี่น้องน่ะต่อให้กระดูกหักก็ยังมีเส้นเอ็นที่เชื่อมติดกันนะ!” คนป่วยอีกเตียงพูดขึ้นบ้าง

          ซูหยีถอนหายใจ “ฉันไม่หวังให้เขามาตอบแทนฉันหรอก ฉันเป็นห่วงว่าเขาจะถูกคนอื่นรังแก นึกถึงตอนที่พ่อกับแม่จากไปตอนนั้น เขายังเล็กมาก พวกเราพี่น้องโตมาด้วยกันอย่างยากลำบาก วันนี้ต้องมาเห็นเขาถูกคนอื่นข่มเหง ฉันเจ็บที่ใจนัก!”

          ซูต้าจื้อหน้าแดงก่ำ ในที่สุดก็ทนความรู้สึกผิดในใจไม่ไหว คุกเข่าร้องไห้ข้างเตียง “พี่ใหญ่ ฉัน...”

          ซูหยีเอื้อมมือไปตบหัวของเขาเบาๆ “น้องรัก อย่าร้อง”

          ดังนั้นถึงได้มีคำกล่าวว่าเด็กที่ร้องไห้เป็นมีนมกิน เจ้าของร่างเดิมมีแต่ให้ ไม่เคยพูดถึงความลำบากของตัวเองมาก่อน คนทั้งบ้านจึงถูกเลี้ยงมาให้เห็นแก่ตัว ใครยังจะจำได้ว่าที่พวกเขาอยู่มาได้นั้นเป็นเพราะความเสียสละอันยิ่งใหญ่ของใคร

          ซูต้าจื้อร้องไห้พักใหญ่กว่าจะสงบ “พี่ใหญ่ ฉัน...ฉันไม่แยกบ้านแล้ว”

          ซูหยีส่ายหน้าถอนใจ “ไม่แยกบ้าน เธอไม่กลัวหลิวเหมยแล้วรึ เงินที่เธอมีก็ถูกหลิวเหมยดูแลหมด เฮ้อ ทำไมเธอถึงได้มีชีวิตแย่อย่างนี้นะ มีผู้ชายบ้านไหนบ้างไม่ดูแลเรื่องเงินของตัวเอง”

          “จริงด้วย บ้านฉันลูกชายฉันเป็นคนดูแลเองนะ” ยายแก่เตียงข้างๆ พูดขึ้น

          “พี่ใหญ่ ต่อไปนี้...ต่อไปนี้เงินของฉันไม่ให้หลิวเหมยแล้ว ฉันจะดูแลเอง” ซูต้าจื้อพยายามบอกเสียงจริงจัง

          “ถ้าหลิวเหมยไม่ยอมเธอจะทำยังไง”

เงินของฉัน...

            ซูต้าจื้อพูดไม่ออกเพราะไม่เคยมีความคิดนี้ในหัวเลย

          “หากว่าแม่ของพวกเรายังอยู่ก็คงจะดี แม่คงช่วยดูแลเงินได้ เพราะตอนนี้ในใจเธอคงคิดว่าพี่สาวแท้ๆ ที่เติบโตมาด้วยกันคนนี้กลายเป็นคนนอกไปเสียแล้ว”

          “พี่ใหญ่! ฉันไม่ได้เห็นพี่เป็นคนนอกนะ”

          ซูหยีไม่สนใจ “รู้ไหมทำไมเสี่ยวจื้อไม่อยากเรียนหนังสือ ก็เพราะน้องเห็นว่าครอบครัวเราลำบากจึงอยากออกไปทำงานหาเงิน เขายังบอกด้วยว่าต่อไปเงินเดือนของเขาจะเอามาให้พี่เก็บ พอถึงวันที่เขาแต่งงานก็จะไม่ให้พี่ออกเงินแต่จะใช้เงินที่เขาทำงานหามาเอง เสี่ยวจื้อบอกว่าจะไม่ทำตัวอย่างเธอแน่”

ซูต้าจื้อนึกถึงตอนตัวเองแต่งงานแล้วใช้เงินที่บ้านก็ก้มหน้าอย่างละอาย “พี่ใหญ่ เงินของฉัน... ต่อไปพี่ก็ช่วยฉันเก็บแล้วกัน...”

          ซูหยีมองดูเขาพลางกล่าว “ต้าจื้อ อย่าว่าแต่เงินเลย ตอนนี้ให้เธอไปซื้อซาลาเปาไส้หมูมาให้พี่ พี่ก็ยังไม่เชื่อเลย”

          “...”

 

            ตอนที่เหยียนเสี่ยงฟังกลับ ซูต้าจื้อก็ถูกซูหยีไล่กลับไปทำงานแล้ว

          จากการพูดคุยซูหยีสรุปได้ว่าที่ซูต้าจื้อมีนิสัยความคิดแบบนี้เป็นเพราะเมื่อก่อนถูกเจ้าของร่างเดิมเลี้ยงดูดีเกินไป ไม่เคยเจอลมเจอฝน ไม่เคยต้องรับผิดชอบ ไม่เคยเจอปัญหาหรือความทุกข์ จึงถูกคนอื่นเป่าหูได้ง่าย แต่ยังเทียบกับพ่อขี้ขลาดขายลูกสาวกินของเธอไม่ได้! ถึงเธอจะไม่ชอบคนนิสัยแบบซูต้าจื้อแต่เขามีงานทำ เมื่อมีงานทำก็หมายความว่ามีเงินเดือนประจำทุกเดือนและสวัสดิการต่างๆ อีกมากมาย ซูต้าจื้อจึงเป็นเหมือนบัตรอาหารที่เธอต้องกำไว้ให้แน่น

          ตอนนี้ซูต้าจื้อที่ถูกมองว่าเป็นบัตรอาหารก็หวังอยากได้บัตรอาหารเช่นกัน

          ออกจากโรงพยาบาลแล้วเขายิ่งรู้สึกว่าหิวมากขึ้น พูดตามจริงหลายปีมานี้แม้หลายมื้อจะกินไม่อิ่มถึงอย่างนั้นในท้องก็ยังพอมีอาหารอยู่บ้าง แต่ตอนนี้เขาหิวมาก! เวลาเดินผ่านร้านอาหารที่บริหารโดยรัฐบาลแล้วได้กลิ่นอาหารโชยออกมาก็หิวจนต้องกลืนน้ำลายอึกใหญ่หลายครั้ง พอล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงแล้วพบเพียงความว่างเปล่า เขาก็รู้สึกแย่มาก ยิ่งพอนึกถึงคำพูดพี่สาวที่พูดกับเขาในโรงพยาบาล ซูต้าจื้อยิ่งรู้สึกหดหู่เหลือเกิน

          ทำไมเขาถึงมีความเป็นอยู่แย่ขนาดนี้ เป็นคนทำงานมีเงินเดือนแต่ข้าวจะกินให้อิ่มสักมื้อยังไม่มีเงินซื้อ!

          พอได้เวลาเลิกงานตอนบ่ายซูต้าจื้อก็รีบกลับบ้าน หวังจะมาหาอาหารกินให้อิ่มสักหน่อย แล้วจะขอเงินกับบัตรอาหารคืนจากหลิวเหมยด้วย เพื่อจะไปร้านอาหารแล้วซื้อซาลาเปาไส้หมูให้พี่ใหญ่กิน

          ปรากฏว่ากลับมาถึงบ้านก็เห็นแต่ซูหลินนั่งกุมท้องอยู่หน้าประตู พอเงยหน้าขึ้นมาเห็นเขา ดวงตาน้องสาวก็เปล่งประกายมีความหวังขึ้นทันใด

          “พี่สะใภ้เธอล่ะ?”

          พี่ใหญ่อยู่โรงพยาบาล เสี่ยวจื้ออยู่ข้างนอกจนเคยตัว ทำไมหลิวเหมยยังไม่กลับมา?

          ซูหลินจับแขนพี่ชาย “มีแต่ฉันอยู่บ้านคนเดียว พี่รอง พี่รีบพาฉันไปกินอะไรหน่อยสิ ฉันหิวจะตายอยู่แล้ว” เป็นเพราะงอนพี่ใหญ่ เด็กสาวเลยกินแต่น้ำเปล่ามาหนึ่งวันหนึ่งคืนแล้ว ตอนนี้ซูหลินเริ่มคิดได้แล้วว่าไม่ควรทรมานตัวเองแบบนี้เลยจริงๆ

          ซูต้าจื้อล้วงกระเป๋ากางเกงที่ว่างเปล่า “ออกไปกินอะไรล่ะ! พวกเราต้องทำกินกันเองแล้ว”

          แต่เมื่อทั้งสองไปที่ตู้กับข้าวก็พบว่ามันถูกใส่กุญแจล็อกแน่นหนา!

 

            ฟ้าใกล้มืดแล้ว หลิวเหมยเพิ่งกลับมา ใบหน้ายิ้มแย้ม

          หลายวันมานี้เธอกังวลเรื่องแยกบ้านมาก เดิมเคยคิดว่าจะสามารถจัดการได้ง่ายๆ ไม่คิดเลยว่าจะกลายเป็นปัญหาลำบากขึ้นมา

          วันนี้จึงกลับไปหารือกับคนในครอบครัว พวกเขาบอกว่าหากทางนี้ดื้อดึงนักพวกเขาจะมาคุยกับพี่สาวสามีให้เอง อย่างไรเสียต้าจื้อกับเธอก็มีความคิดเป็นหนึ่งเดียวกัน ถึงเวลาก็ขู่พี่สาวสามีหนักๆ หน่อย บอกว่าถ้าไม่ยอมแยกบ้านไปเธอจะกลับไปอยู่กับครอบครัวตัวเอง ให้ต้าจื้ออยู่ที่นี่ไปคนเดียว พี่สาวสามีเป็นคนรักน้องมากจะต้องยอมย้ายออกไปแน่นอน

          ส่วนเรื่องที่ว่าแยกบ้านแล้วพี่น้องสามีจะไปอยู่ที่ไหนอย่างไรหลิวเหมยไม่รู้สึกกังวลเลย พี่สาวสามีเป็นคนโสดไปอยู่หอพักคนโสดในโรงงานได้ ส่วนน้องชายน้องสาวก็ไปอยู่หอพักโรงเรียน ต่อไปหากพี่สาวสามีแต่งงานก็ย้ายไปอยู่บ้านสามี น้องชายน้องสาวทำงานก็ไปอยู่หอพักคนงาน

          เรื่องนี้หลิวเหมยไม่คิดว่าตนเองใจดำเพราะคิดว่าได้ทนกับการอยู่ในบ้านที่มีคนเยอะมามากพอแล้ว กว่าจะได้แต่งงานก็ลำบาก อุตส่าห์โชคดีไม่มีพ่อแม่สามีคอยกดดัน เธอก็ต้องคิดหาวิธีทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นกว่านี้ เพื่อที่วันหน้าลูกเกิดมาจะได้มีบ้านดีๆ อยู่ เธอจะไม่ยอมให้ลูกต้องอยู่อย่างแออัดยัดเยียดเหมือนที่เธอเคยอยู่

          ตอนที่เปิดประตูเข้าไปแล้วเห็นซูต้าจื้อกับซูหลินนั่งหลังตาอยู่บนเก้าอี้โดยไม่เปิดไฟ บรรยากาศดูวังเวงนักก็ถามอย่างประหลาดใจ “ทำไมไม่เปิดไฟกันล่ะ แล้วพี่ใหญ่อยู่ไหน?”

          “พี่ใหญ่ไม่สบาย” ซูต้าจื้อตอบเสียงแข็งกระด้าง

          หลิวเหมยตกใจ “ทำไมถึงไม่สบายล่ะ วันนี้ก็ยังเห็นดีๆ อยู่ไม่ใช่รึ!”

          “ทำงานหนักเกินไป ขาดสารอาหาร!” ซูต้าจื้อนึกถึงซูหยีที่ยังอยู่โรงพยาบาลก็ยิ่งรู้สึกผิด “หลิวเหมย ทำไมเธอเพิ่งกลับ”

          “ฉันไปบ้านแม่มา” หลิวเหมยวางกระเป๋าแล้วเดินไปเปิดไฟ พี่ใหญ่เป็นคนจ่ายค่าไฟ เธอก็ไม่จำเป็นต้องประหยัด

          ได้ยินหลิวเหมยตอบ ซูต้าจื้อยิ่งไม่พอใจ เขาลูบท้องแบนราบของตัวเอง “เธอกินข้าวหรือยัง ฉันกับน้องสี่ยังไม่ได้กินข้าวเลย”

          “ทำไมยังไม่กินล่ะ” หลิวเหมยประหลาดใจ “ฉันกินอิ่มมาแล้วจากที่บ้าน ฉันนึกว่าพวกเธอกินแล้วเสียอีก”

          กิน-อิ่ม-มา-แล้ว!!

          เขาทนหิวมาตั้งแต่กลางวันแต่หลิวเหมยกลับไปกินข้าวที่บ้านเดิมแล้วเพิ่งกลับมาตอนนี้! ในเวลาที่ต่อให้มีเงินมีบัตรก็ยังซื้อข้าวกินไม่ได้เพราะร้านอาหารปิดหมดแล้ว!

          ซูต้าจื้อรู้สึกถึงน้ำตาที่เอ่อคลอด้วยความเจ็บใจ

          “ฉันหิวจังเลย พี่รอง...” ซูหลินบอกเสียงแผ่ว ในใจก็บอกตัวเองว่าต่อไปนี้เธอจะไม่ประท้วงด้วยวิธีทรมานแบบนี้อีกแล้ว

          ซูต้าจื้อไม่พูดอะไร จู่ๆ ก็ลุกขึ้นเดินออกไป

          “อ้าว เธอจะไปไหน?”

          หลิวเหมยมองดูสามีของตนอย่างประหลาดใจ เธอรู้สึกว่าบรรยากาศในบ้านมีบางอย่างผิดปกติ ทำไมอยู่ๆ พี่ใหญ่ถึงป่วย สามีตนเองก็ดูแปลกไป

          “ไปหาพี่ใหญ่ไปเอากุญแจ” ซูต้าจื้อตอบโดยไม่หันกลับมามอง

          ตอนกลางวันเพิ่งพูดกับพี่ใหญ่เป็นมั่นเหมาะ ยังไม่ทันข้ามคืนก็ต้องกลับไปหาพี่ใหญ่เพื่อขอข้าวกินอีก! ซูต้าจื้อทั้งอายทั้งหดหู่จนสับสนไปหมด เดินไปไม่นานเขาก็ร้องไห้ออกมาด้วยความอัดอั้นและคับแค้นใจนัก!

          เขาเป็นน้องชายที่ใช้ไม่ได้เลยจริงๆ!

 

            ที่โรงพยาบาล

          ซูหยีกับซูเสี่ยวจื้อเพิ่งกินซาลาเปาไส้หมูซึ่งซื้อมาจากร้านอาหารของรัฐ โดยใช้เงินส่วนตัวของซูเสี่ยวจื้อซื้อมา

          ซูหยีคิดว่าตนเองนอนโรงพยาบาลย่อมต้องมีคนคอยดูแล น้องสาวคนเล็กนั้นยังไม่ได้รับการอบรมสั่งสอนจึงยังใช้งานไม่ได้ ส่วนน้องชายคนโตตอนนี้คงสับสนอย่างหนักก็ใช้งานไม่ได้เช่นกัน อีกอย่างเธอไม่ชอบผู้ชายท่าทางอ่อนแอขี้ขลาดแบบนั้นด้วย จึงเหลือแต่ซูเสี่ยวจื้อที่พอจะช่วยดูแลเธอได้ เมื่อบ่ายเธอจึงวานให้เหยียนเสี่ยวฟางไปบอกกับซูเสี่ยวจื้อ ให้เขารู้ว่าพี่ใหญ่ของเขานอนป่วยอยู่ในโรงพยาบาล

          หากเป็นเมื่อก่อนเด็กหนุ่มก็คงไม่กระตือรือร้นสนใจพี่สาวแบบนี้ แต่หลังจากได้พูดคุยและกินข้าวด้วยกันสองคนเมื่อเช้า ซูเสี่ยวจื้อก็รู้สึกเป็นพวกเดียวกับซูหยี อีกทั้งซูหยีก็รับปากแล้วว่าจะหางานให้เขาทำ ถ้าเขามีงานทำก็ไม่ต้องไปเรียนหนังสือ ดังนั้นพอรู้ว่าอีกฝ่ายนอนป่วยอยู่โรงพยาบาลเขาก็รีบวิ่งมาหาทันที

          หลังจากเล่นละครขอความเห็นใจไปหนึ่งฉาก ซูเสี่ยวจื้อก็ออกไปซื้อซาลาเปาไส้หมูกับข้าวต้มในโรงอาหารของโรงพยาบาลมาให้พี่สาวกินด้วยเงินของตัวเอง สองพี่น้องกินมื้อเย็นด้วยกันอย่างเอร็ดอร่อย

          “เสี่ยวจื้อนี่เป็นครั้งแรกที่พี่ได้กินอาหารดีขนาดนี้ในรอบหลายปีเลยนะ” ซูหยีพูดพลางถอนหายใจ “พี่คิดถึงพ่อกับแม่ เมื่อก่อนตอนพ่อแม่ยังอยู่ พวกเราพี่น้องยังพอได้กินอาหารดีๆ บ้าง แต่พอพ่อแม่เสียไปแล้ว พี่ก็ไม่กล้ากินของดีๆ อีกเลย เพราะอยากให้พวกเธอได้มีอาหารกินให้อิ่มท้องมากขึ้น”

          ซูเสี่ยวจื้อเช็ดปากลวกๆ “พี่ใหญ่วางใจเถอะ รอให้ฉันทำงานแล้ว พวกเราจะกินซาลาเปาไส้หมูกันทุกวันเลย”

          “กินซาลาเปาไส้หมูไม่สำคัญหรอก พี่อยากออกจากโรงพยาบาลได้เร็วๆ เธอก็โตขนาดนี้แล้ว พี่ตั้งใจจะหาเงินให้เยอะขึ้น เพื่อให้เธอไว้ใช้แต่งเมีย”

          เด็กหนุ่มหน้าแดงก่ำ

          “เธอไม่ต้องกังวลใจไปหรอกนะ วันนี้ต้าจื้อมาเยี่ยมพี่ที่โรงพยาบาลเหมือนกัน เขาเห็นว่าพี่ทำงานหนักจนเป็นลมก็เริ่มคิดได้บ้าง เขารับปากว่าต่อจากนี้จะให้พี่เป็นคนดูแลเรื่องเงิน พี่รู้นะว่าต้าจื้อคิดอะไร เขาคิดว่าใช้เงินของพี่แต่งเมียเป็นเรื่องน่าอายมาก เขาเองก็ลูกผู้ชายเต็มตัวคนหนึ่งต้องอยู่อย่างมีเกียรติจะอาศัยผู้หญิงหาเลี้ยงย่อมไม่ถูกต้อง จากนี้ถ้ามีต้าจื้อช่วยแบ่งเบาภาระที่บ้านพี่ก็จะสามารถดูแลเธอได้มากขึ้น”

          “ฉันก็จะไม่ใช้เงินพี่เหมือนกัน ฉันสามารถหาเงินแต่งเมียเองได้!” ซูเสี่ยวจื้อบอกเสียงหนักแน่น เขาก็เป็นผู้ชายอกสามศอกที่รักเกียรติรักศักดิ์ศรีมากเหมือนกัน!

          ซูหยีอมยิ้ม “พูดอะไรโง่ๆ แบบนั้นล่ะ เธอน่ะเป็นน้องชายของพี่ ในโลกนี้พวกเราเป็นคนที่สนิทกันที่สุด พี่ย่อมต้องตั้งใจดูแลเธออย่างดี ที่สำคัญพี่ไม่คาดหวังว่าเธอจะเก็บเงินได้หรอก พวกผู้ชายไม่เคยมีใครเก็บเงินได้ ดูพี่รองเธอสิ ทำงานมาหลายปียังไม่มีเงินเก็บเลย ไม่ว่าครอบครัวไหนก็ต้องให้ผู้หญิงเป็นคนเก็บเงินทั้งนั้น นี่ถ้าแม่พวกเรายังอยู่แม่ก็คงสามารถดูแลเงินให้พวกเธอได้ ยังดีที่ตอนนี้พี่ชายของเธอรู้จักคิดแล้ว เขาเลยจะให้พี่เป็นคนเก็บเงิน ต่อไปพี่ก็ตั้งใจจะเก็บเงินพี่รองเธอให้ดี เขาจะได้มีเงินเก็บเยอะๆ”

          “พี่ใหญ่ ถ้างั้นเงินของฉัน พี่ก็เป็นคนเก็บให้ฉันด้วยนะ”

          หลุดปากพูดออกไปแล้วซูเสี่ยวจื้อก็มีสีหน้าลังเลวูบหนึ่ง เอาเงินให้พี่ใหญ่แล้วเขาจะกินอยู่อย่างไร แต่พอเห็นสีหน้าซาบซึ้งของพี่ใหญ่ เด็กหนุ่มก็เลิกลังเลทันใด เอาเงินให้พี่ใหญ่เก็บให้ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเสียหน่อย เขาเป็นลูกผู้ชายจะแย่กว่าพี่รองได้ยังไง! พี่รองถูกพี่สะใภ้ข่มเหงจนกลัวหัวหดไม่กล้ามีปากมีเสียง เขาจะไม่เป็นอย่างพี่รองแน่นอน!

 

ไว้ใจไม่ได้

            เอาเงินให้พี่สาวเก็บอย่างไรก็ดีกว่าให้เมียเก็บ พี่ใหญ่บอกว่าพี่รองไม่มีเงินเลย กระทั่งจะนั่งรถโดยสารก็ยังขึ้นไม่ได้เพราะไม่มีเงิน ช่างน่าขายหน้าจริงๆ!

          ซูหยีมองเด็กหนุ่มด้วยสีหน้าซาบซึ้งและตื่นเต้น “เสี่ยวจื้อ! พี่ดีใจมากจริงๆ ใช่ว่าพี่จะอยากได้เงินของเธอนะ แต่นี่คือเรื่องของความเชื่อถือและไว้ใจกัน! พี่รู้อยู่แล้วว่าเสี่ยวจื้อของพวกเราไม่ใช่คนอกตัญญูอย่างที่คนพวกนั้นพูดกัน เธอวางใจได้ พี่จะต้องหางานให้เธอทำได้เร็วๆ นี้แน่ เธอจะได้ทำงานอย่างที่เธอชอบ”

          ซูเสี่ยวจื้อยิ้มร่า “พี่เป็นพี่สาวแท้ๆ ของฉัน ฉันไม่เชื่อพี่แล้วจะเชื่อใคร ฉันไม่เหมือนพี่รองหรอกที่ก้มหัวเชื่อฟังคนอื่นแต่ไม่เชื่อพี่สาวแท้ๆ ของตัวเอง!”

          เห็นพี่สะใภ้ท่าทางแบบนั้นก็รู้แล้ว เมียไว้ใจไม่ได้เหมือนพี่ใหญ่!

          ที่สำคัญซูเสี่ยวจื้อไม่เคยเห็นสะใภ้บ้านไหนเหมือนพี่ใหญ่ ที่ทำงานหนักเพื่อครอบครัวจนเป็นลมเพราะเหนื่อย

          คุยกันเสร็จ ซูเสี่ยวจื้อก็ยกถ้วยตะเกียบไปล้าง

          เดิมทีซูหยีจะลงจากเตียงไปล้างให้ แต่แค่ก้าวลงจากเตียงก็ขาอ่อนจนเกือบลงไปนั่งกับพื้นแล้ว เด็กหนุ่มทนดูไม่ไหวจึงรีบยกถ้วยไปล้างเอง ซูหยีจึงนอนแทะเมล็ดแตงโมบนเตียงอย่างสบายอารมณ์

          ตอนที่ซูเสี่ยวจื้อออกมาจากห้องพักคนไข้ก็เจอเข้ากับซูต้าจื้อที่เพิ่งมาถึง เด็กหนุ่มถลึงตามองพี่ชายอย่างไม่พอใจ “พี่รองอย่ามาพูดให้พี่ใหญ่ยอมแยกบ้านอีกเลย! พี่ใหญ่เป็นถึงขนาดนี้แล้วพี่จะใจดำไปถึงไหน!” สำหรับซูเสี่ยวจื้อเวลานี้ใครที่คิดแย่งบ้าน เขาจะถือว่าอีกฝ่ายเป็นศัตรู!

          ซูต้าจื้อไม่รู้ความคิดของซูเสี่ยวจื้อ คิดว่าน้องชายไม่พอใจเพราะเรื่องที่ตนขอแยกบ้านจนเป็นสาเหตุที่ทำให้พี่ใหญ่เป็นลม ชายหนุ่มจึงยิ่งรู้สึกเศร้าใจมาก กระทั่งเสี่ยวจื้อที่ไม่เคยสนใจใครก็ยังรู้จักสงสารพี่ใหญ่ เข้าใจพี่ใหญ่ แล้วดูเขาสิ! กลับใจดำทำร้ายคนที่เอาใจใส่ตนเองให้เสียใจได้

          ชายหนุ่มไม่พูดอะไร เขาก้มหน้าแล้วรีบเดินเข้าห้องพักคนไข้ไป

          ซูเสี่ยวจื้อเห็นพี่ชายเข้าไปในห้องพักคนไข้ก็รีบวิ่งไปล้างถ้วยตะเกียบ ตั้งใจว่าล้างเสร็จก็จะรีบกลับไปคุ้มครองพี่สาว ตอนนี้พี่ใหญ่ยังป่วยอยู่อาจจะสู้พี่รองไม่ไหว ถ้าพี่ใหญ่แพ้เขาก็จบเห่ด้วยเหมือนกัน!

          ในห้องซูหยีที่กำลังนั่งแทะเมล็ดแตงโมบนเตียง พอเห็นซูต้าจื้อเข้ามา มือที่กำลังเอาเมล็ดแตงโมเข้าปากก็เปลี่ยนเป็นใส่ไว้กล่องแทน “ต้าจื้อมาแล้วรึ พี่กำลังกะเทาะเมล็ดแตงโมให้เสี่ยวจื้อน่ะ น้องสามเป็นคนดีจริงๆ พอรู้ว่าพี่ไม่สบายก็รีบมาดูแลทันที แล้วเขายังซื้อซาลาเปาไส้หมูกับเมล็ดแตงโมให้พี่กินอีกด้วย”

          คำพูดนี้ไม่ต่างจากมีดแหลมคมปักเข้าที่หัวใจของซูต้าจื้อ!

          “นั่งพักก่อนสิ ดึกขนาดนี้แล้วมาทำไมหรือ วันพรุ่งนี้เธอต้องทำงานไม่ใช่หรือไง ทางนี้พี่มีเสี่ยวจื้อดูแลแล้ว เธอไม่ต้องเป็นห่วงพี่หรอก”

          ซูต้าจื้อรู้สึกเหมือนถูกมีดปักอีกครั้ง!

          เขาไม่ได้มาเพื่อจะดูแลพี่ใหญ่แต่มาหาเพื่อขอข้าวกิน คำพูดที่คิดจะขอกุญแจไขตู้กับข้าวถูกกลืนลงท้อง สภาพพี่ใหญ่เป็นแบบนี้เขายังจะมีหน้ามาขอข้าวกินอีก...

          โครกคราก!

          หญิงสาวเลิกคิ้วสูงมองซูต้าจื้อที่ยืนกุมท้อง ใบหน้าแดงก่ำด้วยความอาย ท้องร้องดังลั่นขนาดนี้แสดงว่ายังไม่ได้กินข้าวล่ะสิ ทั้งที่เลยเวลากินข้าวมานานแล้ว แบบนี้ที่บ้านคงมีปัญหาแน่ ดีจริงๆ ที่เมื่อเช้าเธอตัดสินใจหากุญแจมาล็อกตู้กับข้าวไว้ ในใจนั้นแอบดีใจแต่ซูหยีกลับแสร้งถามอย่างเป็นห่วง

          “ต้าจื้อท้องเธอเป็นอะไร! ไม่สบายท้องหรือ ปวดท้องตรงไหนบ้าง ไปให้หมอดูสักหน่อยไหม กินของผิดมาหรือเปล่า!”

          ซูต้าจื้อฟังแล้วก็อยากจะร้องไห้แต่ไร้น้ำตา เขากินของผิดเสียที่ไหนเล่า! เขายังไม่ได้กินอะไรเลยต่างหาก!

          “ตอนเย็นเธอกับหลิวเหมยกินอะไรกันล่ะ พี่ก็ไม่ได้อยากจะตำหนิน้องสะใภ้หรอกนะ ตอนนี้ยังไม่ได้แยกบ้าน พี่แค่ไม่อยู่บ้านวันเดียวหลิวเหมยก็ดูแลเธอไม่ดีเสียแล้ว ถ้าวันหน้าแยกบ้านกันหลิวเหมยจะดูแลเธอได้ดีเท่าพี่ไหม ถ้าเธอกินอาหารผิดจนท้องเสียทุกวันจะเป็นยังไง รู้แบบนี้เมื่อเช้าพี่ไม่ล็อกตู้ไว้ก็ดี เธอจะได้ต้มข้าวต้มกินเอง ที่พี่ทำทุกอย่างตอนนี้ก็เพื่อไม่ให้หลิวเหมยแยกบ้านออกไป เพื่อที่พี่จะได้สามารถดูแลเธอไปได้ตลอด ยิ่งเห็นสภาพเธอตอนนี้พี่ยิ่งไม่ไว้ใจเลยจริงๆ”

          ซูต้าจื้ออัดอั้นใจมาก พี่ใหญ่พูดถูก แค่พี่ไม่อยู่บ้านวันเดียวเขาก็หิวจะตายแล้ว หากแยกบ้านกันขึ้นมาหลิวเหมยจะดูแลเขาได้ดีเท่าพี่ใหญ่ไหม ในเมื่อหลิวเหมยเป็นพวกสนใจแต่ตัวเอง แบบนี้วันหน้าเขาต้องถูกทอดทิ้งให้หิวตายแน่! พลันชายหนุ่มก็นึกถึงคำพูดของหลิวเหมยที่เคยบอกว่าหลังจากแต่งงานกันแล้วชีวิตเขาจะดีขึ้นและจะมีแต่ความสุข

          หลิวเหมยโกหก!

          ตอนนี้เพิ่งแต่งงานกันได้ไม่กี่เดือนชีวิตเขาก็ลำบากแล้ว วันหน้ายังจะมีหวังอะไรอีก!

          “พี่ใหญ่ ฉัน...ฉัน...” ซูต้าจื้อคับแค้นใจและอับอายจนพูดไม่ออก หากพี่ใหญ่รู้ว่าเขายังไม่ได้กินอะไรจะทำอย่างไร เขาทนแบกรับความอับอายนี้ไม่ไหวหรอก เขาทำตัวแย่ๆ กับพี่ไว้มาก โวยวายจะขอแยกบ้านแต่ตอนนี้กลับหิ้วท้องมาขอพี่กินข้าว ยิ่งคิดก็ยิ่งอายจนไม่กล้าสู้หน้าพี่แล้ว

          “พี่รอง ทำไมพี่ยังอยู่อีกล่ะ! พี่ยังอยากจะพูดอะไรกับพี่ใหญ่อีก!”

          ซูเสี่ยวจื้อที่ล้างจานเสร็จกลับเข้ามา เด็กหนุ่มมองพี่ชายอย่างดุดัน

          ซูหยีหัวเราะพลางกล่าว “เสี่ยวจื้อ พี่ชายเธอไม่สบาย เขากินของไม่สะอาดเลยท้องเสีย พาพี่ชายเธอไปหาหมอหน่อยสิ”

          “หาหมอทำไม! พี่รองกินจนท้องเสียนั่นก็เท่ากับว่ายังมีกิน ทำไมไม่คิดเอาของกินมาให้พี่ใหญ่บ้าง” ซูเสี่ยวจื้อกระแทกเสียงอย่างโมโห

          ต่อหน้าน้องชาย ซูต้าจื้อก็ยิ่งไม่มีหน้าขอซูหยีกินข้าว เขาลุกขึ้นยืน “พี่ใหญ่ พรุ่งนี้...พรุ่งนี้ฉันค่อยมาดูพี่” พูดจบก็วิ่งออกไปทันที

          ซูหยีหยิบเมล็ดแตงโมที่กะเทาะเปลือกแล้วใส่ปาก เธอตั้งใจว่าจะอยู่โรงพยาบาลต่ออีกสองวันค่อยกลับบ้าน ถือว่าให้ร่างนี้ได้พักผ่อนเสียหน่อย

 

            ที่บ้านซูหลินหิวจนหน้ามืด นอนไร้เรี่ยวแรงอยู่บนเตียง

          แต่หลิวเหมยยังนอน เธอนั่งรอซูต้าจื้อกลับบ้าน ทันทีที่เห็นชายหนุ่มเปิดประตูบ้านเข้ามาก็ถามเสียงแข็งไม่พอใจ “ทำไมเพิ่งกลับมา! เอากุญแจกลับมาได้หรือเปล่า พี่ใหญ่นี่จริงๆ เล๊ย! จะล็อกตู้ทำไมเนี่ย!”

          “ก็เธอขอแยกบ้านไม่ใช่หรือไง!” ซูต้าจื้อตอบเสียงแข็งเหมือนกัน หากไม่ใช่เพราะหลิวเหมยอยากจะแยกบ้าน พี่ใหญ่ก็คงจะไม่ล็อกตู้หรอก!

          สีหน้าหลิวเหมยตื่นตะลึงกับท่าทีของสามีมาก “ต้าจื้อ! เธอพูดว่าอะไรนะ!”

          “ไม่ได้พูดอะไร!” ซูต้าจื้อทิ้งตัวนอนบนเตียงด้วยความโมโห เวลานี้เขากำลังสับสนอย่างหนัก! ทำไมพอมีเมียแล้วความเป็นอยู่ของเขาถึงอนาถเหลือเกิน แค่จะกินให้อิ่มสักมื้อยังทำไม่ได้! พลันชายหนุ่มก็พรวดพราดลุกขึ้นนั่งแล้วหันขวับไปมองหลิวเหมยอย่างดุดัน ทำเอาอีกฝ่ายตกใจไม่น้อย

          “ต้าจื้อ เธอเป็นอะไร!”

          “เอาเงินกับบัตรซื้อเสบียงอาหารมาให้ฉัน” ซูต้าจื้อยื่นมือออกไป

          ดวงตาหลิวเหมยเบิกกว้าง “จะเอาเงินกับบัตรซื้อเสบียงอาหารไปทำอะไร ที่บ้านก็ใช่ว่าไม่มีกิน เธอไม่เห็นจำเป็นต้องใช้เงินเลย” ผู้ชายจะพกเงินทำไม ผู้ชายไม่รู้จักดูแลบ้าน ใช้จ่ายไม่คิด ต่อไปยังจะต้องใช้เงินอีกเยอะ

ไม่จำเป็นต้องใช้เงิน! ไม่จำเป็นต้องใช้เงิน! ไม่จำเป็นต้องใช้เงิน!

          คำนี้ทำให้ซูต้าจื้อโมโหจนตัวสั่น! วันนี้กระทั่งเงินค่ารถโดยสารประจำทางก็ยังไม่มี ตอนนี้เขาก็ยังหิวอยู่เลย!

          “เอาเงินกับบัตรมาให้ฉัน!”

          “ซูต้าจื้อ! วันนี้เธอกินอะไรผิดเข้าไปหรือไง! ถึงได้กล้าพูดกับฉันแบบนี้!” หลิวเหมยสีหน้าตื่นตะลึง “ฉันเป็นเมียเธอนะ! ไม่อยากอยู่ด้วยกันแล้วหรือไง!”

          แน่นอนซูต้าจื้ออยากมีเมียอยู่ด้วยแต่เขาก็อยากมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีเหมือนกัน เมื่อก่อนไม่ว่าหลิวเหมยจะพูดอะไรเขาก็เชื่อฟังทุกอย่าง ทั้งเงินเดือนทั้งบัตรต่างๆ ก็ให้หลิวเหมยเก็บ เพราะเธอบอกว่าวันหน้าทั้งคู่จะได้อยู่อย่างสุขสบาย แต่ตอนนี้เขามองไม่เห็นความเป็นอยู่ที่ดีเลย! พี่ใหญ่พูดถูกจริงๆ ถ้าหลิวเหมยดีต่อเขาจริงทำไมถึงไม่แบ่งเงินให้เขาใช้บ้าง ปล่อยให้เขาหิวอยู่แบบนี้ได้ยังไง!

          ความหิวทำให้ซูต้าจื้อใจกล้าขึ้นมาก “เอาเงินกับบัตรมาให้ฉัน! ฉันเป็นผู้ชาย ไม่มีเงินติดตัวเลยได้ยังไง!”

          “ซูต้าจื้อ ฉันว่าเธอเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ!” หลิวเหมยลงจากเตียงอย่างโมโหไม่แพ้กัน ที่เธอแต่งงานกับซูต้าจื้อนอกจากจะมองเห็นอนาคตในหน้าที่การงานของเขาแล้ว ยังรู้สึกว่าเขาเป็นคนหัวอ่อน อยู่ด้วยกันอย่างไรเขาก็ต้องเชื่อฟังเธอ ไม่นึกเลยว่าแต่งงานกันไม่นานเขาก็เปลี่ยนไปเสียแล้ว

          ไม่ได้! เธอจะอ่อนข้อให้ไม่ได้! ถ้าครั้งนี้ยอมตามที่เขาต้องการ ครั้งหน้าเขาจะต้องเรียกร้องหนักกว่านี้แน่! คิดแล้วหลิวเหมยก็ใช้นิ้วจิ้มไปที่หัวสามีแรงๆ “ซูต้าจื้อ! ถ้าเธอยังกล้าพูดจาแบบนี้กับฉันอีก ฉันจะกลับไปอยู่กับแม่ ส่วนเธอก็อยู่ที่นี่ไปคนเดียวแล้วกัน! ฉันจะดูว่าเธอจะใช้ชีวิตเป็นคนโสดไปตลอดชีวิตยังไง!”

          ประโยคนี้ทำให้ซูต้าจื้อชะงักนิ่งไป

พี่ใหญ่พูดถูก!

   

            เขานึกถึงคนโสดในโรงงานที่อายุสามสิบสี่สิบแล้วยังไม่แต่งงาน บางคนต้องไปหาเมียจากชนบทแต่เมียในชนบทไม่มีทั้งเงินและไม่มีบัตรเสบียงอาหาร ได้เมียแบบนี้ก็เหมือนเพิ่มภาระให้ชีวิตชัดๆ! แถมลูกที่เกิดมาก็ต้องจดทะเบียนมีชื่ออยู่ในสำมะโนครัวฝ่ายชนบท เท่ากับทำงานคนเดียวต้องหาเลี้ยงคนทั้งบ้าน!

          หลิวเหมยเห็นอีกฝ่ายลดท่าทีแข็งกร้าวลงก็เหยียดยิ้มอย่างเหนือกว่า “จำไว้นะซูต้าจื้อ ถ้าเธอเชื่อฟังฉันฉันก็จะอยู่กับเธอ แต่ถ้าเธอไม่เชื่อฟังฉันจะทิ้งให้เธออยู่คนเดียว แล้วจะคอยดูว่าคนอื่นจะหัวเราะเยาะเธอขนาดไหน”

          ซูต้าจื้อเม้มปากแน่นไม่พูดอะไรอีก จากนั้นก็นอนลงตามเดิม

          พี่ใหญ่พูดถูก! เขาจะแยกบ้านไม่ได้ ตอนนี้ยังไม่ทันแยกบ้านหลิวเหมยก็กดขี่เขาแล้ว ต่อไปถ้าแยกบ้านกันชีวิตเขาจะเป็นอย่างไร

          โชคดีที่ยังมีพี่ใหญ่อยู่ รอให้พี่ใหญ่กลับมาทุกอย่างจะต้องดีขึ้น!!

          หลิวเหมยเห็นอีกฝ่ายยอมเลิกราจึงค่อยกลับขึ้นไปนอนบนเตียง สามีเป็นแบบนี้เธอก็รู้สึกโมโหนัก ทั้งที่ตนเองทำเพื่ออนาคตของทั้งคู่แต่ซูต้าจื้อกลับมาขึ้นเสียงใส่อารมณ์กับเธอ! ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโหหลิวเหมยจึงนอนหันหลังให้สามี ถ้าเขาไม่ง้อเธอก็จะไม่ยอมพูดด้วย! ดูซิว่าใครจะแน่กว่ากัน!

 

            สองวันต่อมา

          ซูหยีนอนพักฟื้นอยู่ในโรงพยาบาลมาสองวันแล้วจึงเตรียมตัวกลับบ้าน เพราะจำเป็นต้องรักษา ‘ตำแหน่งสาวทอผ้า’ เอาไว้ก่อน ร่างกายอ่อนแอเพราะขาดสารอาหารจนเป็นลมไม่ใช่โรคร้ายแรง หากเธอนอนโรงพยาบาลนานกว่านี้ ชื่อเสียงดีๆ ที่เจ้าของร่างสร้างไว้จะกลายเป็นชื่อเสียไป

          สำหรับคนชนชั้นแรงงานแล้วจะเสียชื่อเสียงด้วยเรื่องเจ็บป่วยไม่ได้!

          แต่สำหรับซูเสี่ยวจื้อสองวันมานี้เขาใช้ชีวิตอย่างสุขสบายมาก ด้วยข้ออ้างว่าต้องคอยดูแลพี่สาวจึงไม่ต้องไปเรียนหนังสือ นอกจากเวลากินข้าวที่ต้องมาดูแลพี่สาวแล้ว เวลาที่เหลือเขาก็ออกไปเที่ยวเล่นข้างนอก ความเป็นอยู่สบายเสียจนไม่อยากให้พี่สาวออกจากโรงพยาบาลเลยทีเดียว พอวันนี้ซูหยีบอกว่าจะกลับบ้าน เด็กหนุ่มจึงหน้าบึ้งอย่างไม่พอใจ

          “พี่ใหญ่! พี่นอนโรงพยาบาลต่อสิ! สุขภาพของพี่ยังไม่ดีขึ้นเลยนะ!”

          ซูหยีมองเด็กหนุ่มอย่างรู้ทันแต่กลับบอกเขาอย่างอ่อนโยน “ไม่ได้หรอก พี่รับปากว่าจะช่วยหางานให้เธอไม่ใช่หรือ พี่ไม่ออกจากโรงพยาบาลแล้วจะหางานให้เธอได้อย่างไร พี่รู้ว่าเธอไม่สบายใจเรื่องนี้ พี่ก็ไม่สบายใจเหมือนกัน”

          ซูเสี่ยวจื้อนิ่งอึ้ง ที่แท้พี่ใหญ่ก็ทำเพื่อเขานี่เอง ทั้งที่เจ้าหน้าที่เหยียนบอกให้พี่ใหญ่พักผ่อนมากๆ แต่พี่ก็ยังจะฝืนออกโรงพยาบาลเพื่อไปหางานให้เขาทำตามที่รับปากไว้

          “พี่ใหญ่ พี่ดีกับฉันจริงๆ”

          ซูต้าจื้อซาบซึ้งในความมีน้ำใจของพี่สาวมากขึ้นไปอีก

          ซูหยีหัวเราะในลำคอ ทีเจ้าของร่างหาให้กินให้ใช้ไม่พูดดีด้วยสักคำ! พอเธอให้เลิกเรียนออกมาทำงานกลับซาบซึ้งขอบคุณเสียยกใหญ่! ถึงได้มีคำบอกว่าพวกเด็กๆ น่ะเลี้ยงดีมากไม่ได้นักหรอก กินดีอยู่ดีเกินไปก็มักจะไม่รู้จักสำนึกบุญคุณ

          “พี่ใหญ่...”

          ตอนที่ซูหยีเก็บของเสร็จและกำลังจะบอกให้น้องชายช่วยถือก็เห็นซูหลินเดินเบะปากเข้ามา ไม่เจอกันสองวันสาวน้อยผอมลงมากทีเดียว ทั้งยังดูไม่สดใสอีกด้วย

          “น้องสี่เธอเป็นอะไร?” ซูเสี่ยวจื้อกับซูหลินอายุห่างไม่มาก ทั้งสองจึงเป็นพี่น้องที่ค่อนข้างสนิทและเอาใจใส่ต่อกันค่อนข้างมาก เห็นซูหลินมีสภาพแบบนี้เขาก็รู้สึกเป็นห่วงไม่น้อย

          ซูหลินเบะปากน้ำตาคลอมองพี่สาวอย่างน้อยใจสุดทน “ฉันหิว ฮือๆๆๆ วันนี้ฉันได้กินข้าวต้มแค่ครึ่งถ้วยเอง ฮือๆๆๆ พี่ใหญ่ ตอนนี้ฉันหิวมากเลย ฉันหิว ฮือๆๆ”

          เมื่อวานก็ทนหิวแทบตายมาทั้งวัน เมื่อเช้ากว่าจะอ้อนวอนขอร้องพี่รองกับพี่สะใภ้ให้พาไปกินข้าวด้วยได้ก็พูดเสียน้ำลายแทบแห้ง ไม่คิดเลยว่าพี่สะใภ้จะขี้เหนียวและใจดำมาก! สั่งข้าวต้มครึ่งถ้วยให้เธอกิน กินหมดถ้วยแล้วก็ยังไม่หายหิว ตอนนี้เธอหิวจนยืดตัวไม่ขึ้นแล้ว!

          เห็นสาวน้อยหิวจนหมดแรงแบบนี้ ซูหยีกลับไม่รู้สึกสงสารเลยสักนิด ซ้ำยังแกล้งถาม “พี่รองไม่พาเธอไปกินข้าวด้วยหรือไง”

          “พี่รองพาไปแต่พี่สะใภ้ให้ฉันกินข้าวต้มแค่ครึ่งถ้วย ฮือๆๆ” ซูหลินบอกเสียงเบาแทบไม่ได้ยินเพราะไม่มีแรง

          “พี่รองทำเกินไปแล้ว!” ซูต้าจื้อโมโหแทนน้องสาว

          “อย่าไปโกรธพี่รองเลย ใครให้พี่สะใภ้พวกเธอเป็นคนถือเงินล่ะ ในสายตาพี่สะใภ้คนแซ่ซูอย่างพวกเราล้วนเป็นคนนอก ขนาดพี่รองของพวกเธอจะทำอะไรก็ต้องดูสีหน้าพี่สะใภ้ก่อน คนนอกก็คือคนนอก จะหวังให้คนอื่นมาดูแลดีเหมือนที่พี่ดูแลพวกเธอได้อย่างไร”

          ซูเสี่ยวจื้อพยักหน้าแรงๆ อย่างเห็นด้วย

          “พี่ใหญ่มีอะไรให้ฉันกินบ้างไหม ตอนนี้ฉันหิวมากเลย” ซูหลินบอกเสียงแหบแห้ง

          “กลับถึงบ้านแล้วค่อยกิน พี่ใช้เงินส่วนตัวไปกับงานแต่งของพี่รองหมดแล้ว ไหนเลยจะมีเงินเหลือมาซื้อของกินให้เธอได้ สองสามวันมานี้ยังต้องอาศัยเสี่ยวจื้อดูแลเลย เสี่ยวจื้อของพี่โตแล้วจริงๆ” พูดพลางลูบศีรษะเด็กหนุ่มอย่างชื่นชม ทำเอาซูเสี่ยวจื้อยืดอก สีหน้าภูมิใจนัก

          ได้ยินว่ากลับบ้านแล้วจะมีของกิน ซูหลินก็พยักหน้าถี่ๆ “ถ้างั้นพวกเราก็รีบกลับบ้านกันเถอะ”

          “อืม” ซูหยีหัวเราะ เจ้าของร่างเคยง้อน้องสาวเสียแทบคุกเข่าขอร้องยังไม่ยอมกิน ตอนนี้กลับเชื่อฟังว่าง่าย ช่างเป็นเด็กที่ขาดการอบรมจริงๆ

 

            กลับถึงบ้านไม่ต้องให้ซูหยีลงมือ เธอเพียงแค่ไขกุญแจเปิดตู้ ซูหลินก็จัดการลงมือทำอาหารเองแล้ว

          หลายปีมานี้เจ้าของร่างเดิมเป็นคนหุงหาทำกับข้าวให้น้องๆ เสมอ ซูหลินนั้นไม่เคยลงมือทำกับข้าวเลยสักครั้ง รวมถึงงานบ้านก็ทำไม่คล่อง ตอนนี้กระทั่งจุดเตาติดไฟก็ยังทำไม่ได้ สาวน้อยทั้งหิวทั้งร้อนใจจนแทบจะร้องไห้อีกแล้ว ซูเสี่ยวจื้อทนดูไม่ได้จึงไปช่วยติดไฟให้

          “ไม่ได้เรื่องเลย!” ซูเสี่ยวจื้อบ่นอย่างขัดใจ ปกติเขาจับนกมากินก็ต้องย่างเอง

          ซูหยีเช็ดหน้าพลางสั่งสอน “น้องสี่ ต่อไปเธอต้องรับผิดชอบเรื่องทำกับข้าวแล้วล่ะจะได้ฝึกมือให้คล่องกว่านี้ หากวันไหนพี่ไม่สบายขึ้นมาอีก เธอจะได้ดูแลตัวเองได้ไม่ใช่ปล่อยให้ตัวเองหิวโซเหมือนตอนนี้ เรียนรู้ให้มากเข้าไว้ ไม่มีอะไรเสียหายหรอก”

          ผ่านความหิวทรมานมาสองวัน ตอนนี้ซูหลินไม่อยากได้อะไรทั้งนั้นแล้ว อยากจะกินแต่ข้าวจึงพยักหน้าอย่างว่าง่าย

          เพียงแค่ต้มข้าวโพดข้นๆ นิดหน่อย ครู่เดียวก็สุกกินได้แล้ว สามคนกินกันคนละถ้วย กระทั่งก้นหม้อซูหลินก็ยังกวาดเกลี้ยง

          ซูหยีล็อกตู้ใส่เสบียงอีกครั้ง พอท้องอิ่มซูหลินก็คิดถึงกระโปรงที่อยากได้ตัวนั้นขึ้นมาอีกแต่เธอกลัวความทรมานจากความหิวจึงไม่กล้างอนพี่สาวอีกเหมือนกัน สาวน้อยได้แต่พูดเสียงสั่นพร้อมน้ำตาที่ไหลริน

“พี่ใหญ่ ซ่งเสี่ยวมีกระโปรงใหม่ใส่ทุกวันฉันก็อยากจะมีบ้าง ทำไมคนอื่นมีแต่ฉันไม่มี ฉันรู้ ฉันไม่มีพ่อแม่ คนอื่นมีพ่อแม่รัก ชีวิตฉันรันทดมากจริงๆ นะพี่ใหญ่”

          พ่อแม่ไม่อยู่เป็นความเจ็บปวดที่ฝังลึกในกระดูกเจ้าของร่างและเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เธอทุ่มเทความรักให้น้องๆ อย่างไร้ขีดจำกัดเช่นกัน

          หากคนที่ซูหลินคร่ำครวญด้วยคือเจ้าของร่างเดิม ซูหยีมั่นใจเลยว่าสาวน้อยต้องได้กระโปรงตัวใหม่ที่อยากได้แน่นอน! แต่น่าเสียดายที่ซูหยีคือคนที่ได้ยิน เธอจึงแค่กระตุกยิ้มมุมปาก “น้องสี่รู้ก็ดีแล้ว พวกเราเป็นลูกไม่มีพ่อแม่ ชีวิตก็ต้องรันทดเป็นธรรมดา จะเอาตัวเองไปเทียบกับคนที่มีพ่อแม่ครบได้อย่างไร”

          ซูหลินอ้าปากค้าง ซูหยีแค่นยิ้มแล้วพูดต่อเสียงเรียบ “เธอโตพอที่จะเรียนรู้ได้แล้ว พี่ส่งเสียให้เธอเรียนหนังสือเธอยังอยากจะได้กระโปรงใหม่อีก ถ้าเธอใช้เงินหมดแล้วเสี่ยวจื้อจะทำอย่างไร เขายังต้องแต่งเมียอีกนะ”

          “ใช่ๆ เรื่องกระโปรงนั่นน่ะถ้าเธออยากได้ก็เลิกเรียนหนังสือสิ ออกมาทำงานหาเงินซื้อเอง จะมาขอพี่ใหญ่ทำไม พี่ใหญ่ทำงานหนักมากจนต้องเข้าโรงพยาบาลแล้ว เธอก็รู้ไม่ใช่หรือ”

          ซูหยีถอนหายใจยาว

          ซูหลินปาดน้ำตา พูดไม่ออก ตอนนี้พี่รองก็ถูกพี่สะใภ้ควบคุม ยังเอาตัวไม่รอดจึงดูแลเธอไม่ได้ พี่ใหญ่ก็ไม่ยอมซื้อกระโปรงใหม่ให้ ฮือๆๆๆๆ ทำไมชีวิตของเธอถึงได้รันทดมากขนาดนี้

          “ฉันไม่เรียนหนังสือแล้ว! ฉันไม่ไปเรียนหนังสือแล้ว! ฉันจะหาเงินซื้อของด้วยตัวเอง พอใจหรือยัง!”

          “ได้!” ซูหยีพยักหน้า ลุกขึ้นสะพายเป้เพื่อออกไปข้างนอก “พอดีเลย วันนี้พี่จะไปถามที่โรงงานว่ารับคนงานเพิ่มหรือเปล่า ถึงเวลาเธอกับเสี่ยวจื้อจะได้มีงานทำ พี่ก็จะได้หมดห่วง”

          ซูหลินอ้าปากค้าง สีหน้าตื่นตะลึง! หมายความว่าอย่างไร! พี่ใหญ่พูดแบบนี้หมายความว่า...

          ขณะที่ซูหลินตกใจกับท่าทีของพี่สาว ซูเสี่ยวจื้อกลับยิ้มร่าหน้าบานอย่างถูกใจ “พี่ใหญ่วางใจเถอะ ฉันจะตั้งใจทำงานให้ดีแน่นอน!”

          ขอเพียงไม่ต้องเรียนหนังสือ อะไรก็ดีทั้งนั้น

          “พี่ใหญ่ พี่ไม่ให้ฉันเรียนหนังสือแล้วหรือ...” ซูหลินถามเสียงสะอื้น

          “ก็เธอพูดเองว่าจะไม่เรียนหนังสือแล้ว เสี่ยวจื้อก็ได้ยิน”

          ซูเสี่ยวจื้อรีบพยักหน้า “ใช่ๆ เธอเป็นคนพูดเอง ฉันได้ยินเต็มสองหูเลย!”

          ซูหยีมองสีหน้าลังเลของเด็กสาวแล้วถามเสียงกลั้วหัวเราะ “กระโปรงใหม่กับเรียนหนังสือ เธอเลือกได้เพียงอย่างเดียว”

          ซูหลินมองสีหน้าพี่สาวอย่างไม่มั่นใจว่าอีกฝ่ายแค่ลองใจหรือพูดจริง แต่แค่เห็นแววตาอีกฝ่าย สาวน้อยก็รู้ชัดในทันที

          พี่ใหญ่พูดจริง!!

          “คิดได้หรือยังล่ะ” ซูหยีถามเสียงเรียบ

          “นี่น้องสี่ไม่ต้องเสียเวลาคิดแล้ว ออกมาทำงานกันเถอะ จะเรียนหนังสือทำไม” ซูเสี่ยวจื้อชวน

          “ฉันจะเรียนหนังสือ...” ซูหลินก้มหน้าตอบเสียงสะอื้น เธอไม่ยอมออกมาทำงานแน่ เธอจะเรียนหนังสือ! เพื่อนของเธอเรียนหนังสือ เธอก็จะเรียน! เธอไม่อยากไปทำงานที่โรงงาน

          ซูหยีพยักหน้า “ได้! เธอเลือกเรียนหนังสือก็จะได้เรียนหนังสือต่อไป แต่ตอนนี้เสี่ยวจื้อก็เริ่มจุนเจือครอบครัวแล้ว ทุกคนในบ้านออกไปทำงานหาเงินเข้าบ้าน มีเธอคนเดียวที่เสียเงินไปเรียนหนังสือ ดังนั้นจากนี้เธอจะต้องช่วยแบ่งเบาภาระในบ้าน ต่อไปหลังเลิกเรียนต้องรีบกลับบ้าน ทำความสะอาด ทำกับข้าว ซักผ้า ทั้งหมดนี้เป็นหน้าที่ของเธอ!”

          ซูหลินปากอ้าตาค้างอย่างยากจะเชื่อ! เมื่อก่อนขนาดถุงเท้าพี่ใหญ่ยังไม่ให้เธอซักเลย! “พี่ใหญ่! พี่...”

          “ใช่ๆ พวกเราทำงานหนักมาก เธอต้องช่วยงานบ้าน” ซูเสี่ยวจื้อพยักหน้าเห็นด้วยกับพี่สาวอย่างรวดเร็ว

          “ตกลงตามนี้ ไม่งั้นเธอก็ต้องออกมาทำงาน ถ้าเธอทำงานหาเงิน งานบ้านก็ไม่ต้องทำ” ซูหยีย้ำ

          “ใช่ๆ จะอยู่สบายไม่ทำอะไรเลยไม่ได้หรอก” ซูเสี่ยวจื้อยังคงพยักหน้าสนับสนุนพี่ใหญ่เต็มที่!

          ซูหลินมองดูสีหน้าจริงจังของพี่ทั้งสองแล้วก็หันหลังร้องไห้วิ่งออกไป

          ฮือๆๆ ฉันจะเรียนหนังสือ ฉันจะไม่ยอมทำงานบ้าน ฮือๆๆ พี่ใหญ่ใจร้ายเกินไปแล้ว!

          “พี่ใหญ่ น้องสี่เป็นอะไร” ซูเสี่ยวจื้อเกาหัวแกรกๆ อย่างไม่เข้าใจ

          ซูหยีสะพายเป้ “ไม่เป็นไรหรอก เด็กผู้หญิงก็ขี้งอนเอาแต่ใจแบบนี้นั่นล่ะ เดี๋ยวก็ดีขึ้นเอง พี่ทำเพื่อเธอนะเสี่ยวจื้อ ถ้าน้องสี่ช่วยแบ่งเบาภาระในบ้านได้พี่ก็จะมีเวลาทำงานหาเงินเพิ่มขึ้น ต่อไปเสี่ยวจื้อของพวกเราจะได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เอาล่ะ พี่จะไปโรงงาน ส่วนเธอก็พักผ่อนอยู่บ้านแล้วกัน เมื่อวานก็เหนื่อยดูแลพี่ทั้งวันแล้ว”

          ซูเสี่ยวจื้อมองตามหลังซูหยีไปด้วยความซาบซึ้งใจจนน้ำตาแทบไหล

พี่ใหญ่ดีจริงๆ !

เหลียวหลังมอง?

ออกจากบ้านซูหยีก็ไปร้านตัดผม

          ผมยาวนี้อย่างไรก็ต้องตัดทิ้ง! ร่างกายขาดสารอาหารก็แย่พอแล้วยังจะเลี้ยงผมยาวๆ ไว้ทำไม อีกทั้งผมนี้ก็แห้งเสียแทบดูไม่ได้ แต่ละวันเสียเวลาสระหวีไปมาก ยุ่งยากเกินไป

          “ตัดผมทรงเดียวกับคุณหลิวหูหลันให้ฉันหน่อย” ซูหยีบอกทรงผมยอดนิยมในยุคนี้

ทรงผมแบบหลิวหูหลันในยุคนี้ยังไม่ได้รับการปรับปรุง ซูหยีจึงแนะนำช่างให้เปลี่ยนแปลงจากทรงเดิมเล็กน้อย ช่างตัดผมทำตามแล้วก็รู้สึกทรงผมใหม่นี้ดูดีมีชีวิตชีวากว่าเดิมมาก ในใจก็คิดว่าต่อไปจะชักชวนให้ลูกค้าที่ไว้ผมยาวเปลี่ยนเป็นทรงนี้กันให้เยอะๆ

ผู้หญิงทำงานจะไว้ผมยาวไปทำไม สู้เอาเวลาทำผมไปทำงานให้มากขึ้นยังจะดีเสียกว่า

“เป็นอย่างไรบ้าง ถูกใจไหม” ช่างตัดผมถามด้วยสีหน้าภูมิใจ

“สวยค่ะ” ซูหยีหันซ้ายขวามองเงาสะท้อนในกระจกอย่างพอใจ รูปหน้าเจ้าของร่างนี้สวยไม่เลวทีเดียว ถ้าแต่งหน้าสักหน่อยจะดูสดใสน่ามองขึ้นมาก แล้วถ้าได้รับการบำรุงรักษาร่างกายดีๆ ก็จัดว่าเป็นหญิงสาวที่สวยไม่น้อยคนหนึ่ง

“คุณฝีมือดีมากค่ะ ดูสิตอนฉันเดินเข้าร้านมายังดูไม่ได้เลย ตอนนี้ถ้าฉันเดินออกไป ร้อยทั้งร้อยทุกคนต้องเหลียวหลังมองฉันแน่ๆ”

“ร้อยทั้งร้อย? เหลียวหลังมอง?” ช่างตัดผมที่คาบบุหรี่ไว้ในปากเลิกคิ้วสูง

ซูหยียิ้ม “ก็คือถ้ามีหนึ่งร้อยคนเดินผ่านฉัน ทั้งหนึ่งร้อยคนนั้นก็จะหันกลับมามองทรงผมนี้ ฉันขอเดาว่าคุณคงตัดผมมาหลายปีแล้วใช่ไหม ผมทรงคุณหลิวนี้คุณก็คงตัดมาหลายครั้งแล้วเหมือนกันเพราะคุณตัดได้แตกต่างจากคนอื่นที่ฉันเคยเห็น”

ช่างตัดผมยิ้มภูมิใจ “ใช่แล้ว ครอบครัวฉันทำอาชีพตัดผมทุกรุ่น ผมเธอวันนี้ฉันจะไม่คิดเงิน พอยาวแล้วก็กลับมาตัดที่ร้านอีก อย่าให้คนอื่นตัดให้เสียทรงเสียล่ะ”

“แน่นอน! ต่อไปผมของฉันจะมอบให้เป็นหน้าที่คุณคนเดียว ช่างตัดผมคนอื่นอย่าคิดจะได้ตัด” ซูหยีตอบรับจริงจัง

ประโยคนี้ทำให้ช่างตัดผมหัวเราะเสียงดังอย่างถูกใจ

ออกจากร้านตัดผมแล้วซูหยีก็รู้สึกว่าหัวเบาสบายขึ้นเยอะ ผมสั้นลงโดยไม่เสียเงินเป็นเรื่องที่เธอพอใจมาก

สมัยนี้อะไรประหยัดได้ก็ควรประหยัด เจ้าของร่างเดิมก็ใช่ว่าจะร่ำรวย ต่อให้ตอนนี้ไม่ต้องเลี้ยงน้องทั้งสามแล้ว แค่บำรุงตัวเองให้มีเนื้อหนังมากกว่านี้ยังลำบากเลย ไม่คิดเลยว่าตอนที่กำลังหาทางต่อรองราคาช่างตัดผมจะพูดเองว่าไม่คิดเงิน

คนสมัยนี้มีน้ำใจกันจริงๆ

 

ตอนที่ไปถึงโรงงานก็ใกล้จะเที่ยงแล้ว

วันนี้ซูหยีไม่ได้มาทำงานแต่มาเพื่อจะบอกขอบคุณคนในฝ่ายสวัสดิการแรงงานโดยเฉพาะเหยียนเสี่ยวฟาง รวมถึงหัวหน้าฝ่ายของตนเองและทุกคนที่ช่วยเหลือวันที่เธอเป็นลม

สองวันที่อยู่โรงพยาบาลซูหยีก็ไม่ได้นอนให้เสียเวลาไปเปล่าๆ เธอขอยืมกระดาษปากกาจากพยาบาลมาร่างจดหมายขอบคุณยาวเหยียด ตั้งแต่หัวหน้าฝ่าย เพื่อนร่วมงานยันลุงยามที่เฝ้าประตูโรงงาน นอกจากขอบคุณยังมีข้อความแสดงความซาบซึ้งที่ได้รับการดูแลอย่างดีจากโรงงาน พร้อมทั้งสัญญาว่าจะเป็นแรงงานที่แข็งขันของโรงงาน ทุ่มเทแรงกายแรงใจทั้งหมดให้โรงงาน และเพื่อให้จดหมายฉบับนี้มีระดับมากขึ้น ซูหยีก็ขอยืมหนังสือเกี่ยวกับคุณหมอที่มีความคิดก้าวหน้ามาอ่านเพิ่มเพื่อหาประโยคเด็ดกินใจมาใช้ในจดหมายนี้ด้วย

สำหรับผู้นำตระกูลซูที่ต้องขึ้นพูดในที่สาธารณะบ่อยๆ การเขียนจดหมายขอบคุณให้ซาบซึ้งถึงใจเป็นเรื่องง่ายมาก!

ฝ่ายสวัสดิการแรงงานมีคนไม่เยอะ เจ้าหน้าที่สองคน หัวหน้าสองคนและผู้จัดการหนึ่งคน วันนี้ผู้จัดการซุนไม่อยู่

ซูหยีเคาะประตูอย่างมีมารยาทก่อนเปิดเข้าไป พอเห็นทุกคนหันมามองเธอก็ยิ้มตอบอย่างนอบน้อมก่อนจะเอ่ย

“สวัสดีค่ะ ฉันคือซูหยีมาจากฝ่ายผลิต สองวันก่อนฉันเป็นลมในโรงงาน โชคดีได้เจ้าหน้าที่ฝ่ายสวัสดิการแรงงานดูแลอย่างดี วันนี้ฉันแข็งแรงออกจากโรงพยาบาลได้แล้วจึงอยากมาขอบคุณทุกคนค่ะ”

“คุณซูหยี! ทำไมคุณถึงรีบออกจากโรงพยาบาลล่ะ” เหยียนเสี่ยวฟางมองอีกฝ่ายด้วยความเป็นห่วง เธอยังคิดอยู่เลยว่าวันนี้จะไปเยี่ยมซูหยีที่โรงพยาบาลอีก

คนฝ่ายสวัสดิการแรงงานพอรู้ว่าซูหยีมาเพื่อกล่าวขอบคุณก็ยิ้มแย้มต้อนรับทันที ทำงานอย่างพวกเขาก็ต้องการได้รับการยอมรับและเป็นที่ยอมรับ แบบนี้จึงจะสามารถแสดงให้เห็นว่าการทุ่มเททำงานของตนมีคุณค่า

หัวหน้าจางพอรู้ว่าซูหยีมาจากฝ่ายผลิตก็ยิ้มแล้วพูดขึ้นก่อน “เกรงใจเกินไปแล้ว ช่วยเหลือดูแลคนงานเป็นหน้าที่ของสวัสดิการแรงงานอยู่แล้ว เป็นสิ่งที่พวกเราสมควรทำ เพราะพวกเราเป็นพี่น้องชนชั้นแรงงานเหมือนกัน ไม่มีแบ่งแยก”

สีหน้าซูหยีแสดงความซาบซึ้งจนน้ำตาคลอ เธอยื่นจดหมายขอบคุณในมือให้หัวหน้าจาง ขณะนึกทบทวนความทรงจำของเจ้าของร่าง รู้ว่าหัวหน้าจางคนนี้เป็นผู้หญิงที่มีนิสัยแข็งกร้าวโฉ่งฉ่าง ซูหยีจึงกล่าวตอบเสียงสั่นอย่างตื้นตันใจ

“เวลาพวกเราฝ่ายผลิตทำงานได้ดีโรงงานก็ยังชื่นชม ครั้งนี้เจ้าหน้าที่สวัสดิการแรงงานทำงานได้ดีฉันก็ต้องมาขอบคุณเช่นกัน ฉันโชคดีได้เจ้าหน้าที่เหยียนตามไปดูแลถึงโรงพยาบาล ทั้งยังพูดปลอบใจให้กำลังใจ ทำให้ฉันตื้นตันและซาบซึ้งใจเหลือเกิน เพราะคำพูดของเจ้าหน้าที่เหยียนฉันจึงตั้งใจจะทำตัวให้เป็นแรงงานที่มีประโยชน์ต่อโรงงานมากที่สุด ให้เหมือนที่เจ้าหน้าที่สวัสดิการแรงงานที่มีความกระตือรือร้นและรักความก้าวหน้า”

คำพูดยกยอนี้ของซูหยีทำให้คนฝ่ายสวัสดิการแรงงานปลาบปลื้มจนตัวลอยกันทั้งฝ่าย โดยเฉพาะหัวหน้าจางที่ยิ้มไม่หุบเลยทีเดียว พอเปิดอ่านจดหมายของซูหยีแล้วก็ตาโตอย่างคาดไม่ถึง

“จดหมายนี้คุณเขียนเองจริงๆ หรือ!”

ผู้หญิงที่มีลายมือสวยนั้นหาได้ยากมาก แต่ตัวหนังสือในจดหมายนี้ทั้งมีระเบียบ สวยงามและมีพลังยิ่งกว่าผู้ชายเขียนเสียอีก!

เห็นปฏิกิริยาของหัวหน้าจางแล้วซูหยีก็แอบยิ้มในใจ สองวันที่ตนเองทุ่มเทเขียนจดหมายนี้ไม่เสียเปล่าแล้ว เธอจึงกล่าวเสียงอ่อนอย่างถ่อมตัว “ฉันเป็นคนเขียนเองค่ะ ฉันไม่ได้เรียนหนังสือมากนักจึงเขียนได้ไม่สวย...”

“ไม่สวยอะไรกัน! เขียนได้สวยมากเลย” หัวหน้าจางเอาจดหมายขอบคุณให้คนอื่นดู

หัวหน้าหูรับจดหมายมาอ่านแล้วก็กล่าวชื่นชม “เขียนได้สวยจริงๆ เขียนได้สวยกว่าฉันอีก” เพราะหัวหน้าหูรับผิดชอบงานประชาสัมพันธ์ในโรงงานจึงให้ความสำคัญเรื่องลายมือเป็นสำคัญ

ซูหยีรีบโบกมือ “ไม่กล้า ไม่กล้า”

“คุณซูหยีฝึกเขียนแบบนี้ได้ยังไงกัน” เดิมเหยียนเสี่ยวฟางคิดว่าตนเองก็ลายมือสวยคนหนึ่ง แต่พอเห็นลายมือซูหยีแล้วก็อายจนไม่กล้าเทียบด้วย

ซูหยีแสร้งก้มหน้าเหมือนเขินอาย “หลายปีมานี้ฉันไม่มีโอกาสเรียนหนังสือแต่ก็ไม่อยากทิ้งสิ่งที่เคยเรียนมา ถ้าพอจะมีเวลาบ้างก็จะพยายามฝึกหัดเขียนตัวหนังสือไม่ให้ลืม ฝึกเขียนมากๆ ก็กลายเป็นแบบนี้” ซูหยีอ้างเหตุผลไปเรื่อย ทั้งที่ความจริงแล้วการเขียนตัวอักษรเป็นสิ่งที่เธอเคร่งครัดกับตัวเองมาก แม้จะมีคอมพิวเตอร์ใช้ แต่ในฐานะซีอีโอของบริษัทก็ยังต้องมีการเขียนบทความ ประกอบกับนิสัยชอบเอาชนะและไม่ยอมด้อยกว่าคนอื่น ซูหยีจึงฝึกคัดลายมือทุกวันวันละครึ่งชั่วโมง โดยเฉพาะจดหมายวันนี้ที่เธอตั้งใจจะสร้างความประทับใจจึงตั้งใจเขียนอย่างทุ่มเท

ส่วนเรื่องลายมือไม่เหมือนเจ้าของร่างซูหยีไม่กลัวว่าจะมีใครจับได้ เพราะหลายปีมานี้เจ้าของร่างไม่เคยเขียนหนังสือต่อหน้าคนอื่นเลย กระทั่งตอนรับเงินเดือนก็ยังใช้วิธีประทับรอยนิ้วมือ

ทุกคนในฝ่ายสวัสดิการแรงงานต่างรู้สภาพที่บ้านของซูหยี รู้ว่าเพื่อน้องๆ ซูหยีจึงไม่ได้เรียนต่อ หลายปีที่ผ่านมาก็ไม่เคยมีผลงานโดดเด่นจึงไม่ได้รู้สึกเสียดายที่ซูหยีไม่ได้เรียนหนังสือ แต่พอได้เห็นจดหมายวันนี้ก็ให้รู้สึกเสียดายแทน คนที่เขียนตัวหนังสือได้สวยขนาดนี้จะต้องเรียนหนังสือได้ดีแน่ๆ

เดิมเหยียนเสี่ยวฟางก็ชื่นชมซูหยีที่ทุ่มเททำงานจนเป็นลมอยู่แล้ว วันนี้พอได้เห็นลายมืออีกฝ่ายก็ยิ่งประทับใจอีกฝ่ายมากขึ้นอีก ทั้งที่ซูหยีเป็นคนงานฝ่ายผลิตยังสามารถฝึกเขียนหนังสือจนสวย แต่ตัวเองนั่งทำงานสบายๆ กลับเขียนตัวหนังสือได้แค่พอใช้เท่านั้น

หัวหน้าจางอ่านจดหมายขอบคุณของซูหยีแล้วพบว่ามีลำดับขั้นตอนในการเรียบเรียงชัดเจน แล้วยังมีทั้งข้อความปลุกใจข้อความให้กำลังใจที่อ่านแล้วให้ความรู้สึกฮึกเหิมมาก

หัวหน้าหูอ่านจดหมายซูหยีหลายรอบก่อนจะเอ่ย “ในจดหมายขอบคุณของคุณมีพูดถึงฝ่ายอื่นๆ ด้วย ฉันแนะนำว่าให้ติดประกาศให้ทุกคนในโรงงานได้อ่าน”

“ทำได้หรือคะ?” ซูหยีถามอย่างไม่มั่นใจ