เขานึกถึงคนโสดในโรงงานที่อายุสามสิบสี่สิบแล้วยังไม่แต่งงาน บางคนต้องไปหาเมียจากชนบทแต่เมียในชนบทไม่มีทั้งเงินและไม่มีบัตรเสบียงอาหาร ได้เมียแบบนี้ก็เหมือนเพิ่มภาระให้ชีวิตชัดๆ! แถมลูกที่เกิดมาก็ต้องจดทะเบียนมีชื่ออยู่ในสำมะโนครัวฝ่ายชนบท เท่ากับทำงานคนเดียวต้องหาเลี้ยงคนทั้งบ้าน!
หลิวเหมยเห็นอีกฝ่ายลดท่าทีแข็งกร้าวลงก็เหยียดยิ้มอย่างเหนือกว่า “จำไว้นะซูต้าจื้อ ถ้าเธอเชื่อฟังฉันฉันก็จะอยู่กับเธอ แต่ถ้าเธอไม่เชื่อฟังฉันจะทิ้งให้เธออยู่คนเดียว แล้วจะคอยดูว่าคนอื่นจะหัวเราะเยาะเธอขนาดไหน”
ซูต้าจื้อเม้มปากแน่นไม่พูดอะไรอีก จากนั้นก็นอนลงตามเดิม
พี่ใหญ่พูดถูก! เขาจะแยกบ้านไม่ได้ ตอนนี้ยังไม่ทันแยกบ้านหลิวเหมยก็กดขี่เขาแล้ว ต่อไปถ้าแยกบ้านกันชีวิตเขาจะเป็นอย่างไร
โชคดีที่ยังมีพี่ใหญ่อยู่ รอให้พี่ใหญ่กลับมาทุกอย่างจะต้องดีขึ้น!!
หลิวเหมยเห็นอีกฝ่ายยอมเลิกราจึงค่อยกลับขึ้นไปนอนบนเตียง สามีเป็นแบบนี้เธอก็รู้สึกโมโหนัก ทั้งที่ตนเองทำเพื่ออนาคตของทั้งคู่แต่ซูต้าจื้อกลับมาขึ้นเสียงใส่อารมณ์กับเธอ! ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโหหลิวเหมยจึงนอนหันหลังให้สามี ถ้าเขาไม่ง้อเธอก็จะไม่ยอมพูดด้วย! ดูซิว่าใครจะแน่กว่ากัน!
สองวันต่อมา
ซูหยีนอนพักฟื้นอยู่ในโรงพยาบาลมาสองวันแล้วจึงเตรียมตัวกลับบ้าน เพราะจำเป็นต้องรักษา ‘ตำแหน่งสาวทอผ้า’ เอาไว้ก่อน ร่างกายอ่อนแอเพราะขาดสารอาหารจนเป็นลมไม่ใช่โรคร้ายแรง หากเธอนอนโรงพยาบาลนานกว่านี้ ชื่อเสียงดีๆ ที่เจ้าของร่างสร้างไว้จะกลายเป็นชื่อเสียไป
สำหรับคนชนชั้นแรงงานแล้วจะเสียชื่อเสียงด้วยเรื่องเจ็บป่วยไม่ได้!
แต่สำหรับซูเสี่ยวจื้อสองวันมานี้เขาใช้ชีวิตอย่างสุขสบายมาก ด้วยข้ออ้างว่าต้องคอยดูแลพี่สาวจึงไม่ต้องไปเรียนหนังสือ นอกจากเวลากินข้าวที่ต้องมาดูแลพี่สาวแล้ว เวลาที่เหลือเขาก็ออกไปเที่ยวเล่นข้างนอก ความเป็นอยู่สบายเสียจนไม่อยากให้พี่สาวออกจากโรงพยาบาลเลยทีเดียว พอวันนี้ซูหยีบอกว่าจะกลับบ้าน เด็กหนุ่มจึงหน้าบึ้งอย่างไม่พอใจ
“พี่ใหญ่! พี่นอนโรงพยาบาลต่อสิ! สุขภาพของพี่ยังไม่ดีขึ้นเลยนะ!”
ซูหยีมองเด็กหนุ่มอย่างรู้ทันแต่กลับบอกเขาอย่างอ่อนโยน “ไม่ได้หรอก พี่รับปากว่าจะช่วยหางานให้เธอไม่ใช่หรือ พี่ไม่ออกจากโรงพยาบาลแล้วจะหางานให้เธอได้อย่างไร พี่รู้ว่าเธอไม่สบายใจเรื่องนี้ พี่ก็ไม่สบายใจเหมือนกัน”
ซูเสี่ยวจื้อนิ่งอึ้ง ที่แท้พี่ใหญ่ก็ทำเพื่อเขานี่เอง ทั้งที่เจ้าหน้าที่เหยียนบอกให้พี่ใหญ่พักผ่อนมากๆ แต่พี่ก็ยังจะฝืนออกโรงพยาบาลเพื่อไปหางานให้เขาทำตามที่รับปากไว้
“พี่ใหญ่ พี่ดีกับฉันจริงๆ”
ซูต้าจื้อซาบซึ้งในความมีน้ำใจของพี่สาวมากขึ้นไปอีก
ซูหยีหัวเราะในลำคอ ทีเจ้าของร่างหาให้กินให้ใช้ไม่พูดดีด้วยสักคำ! พอเธอให้เลิกเรียนออกมาทำงานกลับซาบซึ้งขอบคุณเสียยกใหญ่! ถึงได้มีคำบอกว่าพวกเด็กๆ น่ะเลี้ยงดีมากไม่ได้นักหรอก กินดีอยู่ดีเกินไปก็มักจะไม่รู้จักสำนึกบุญคุณ
“พี่ใหญ่...”
ตอนที่ซูหยีเก็บของเสร็จและกำลังจะบอกให้น้องชายช่วยถือก็เห็นซูหลินเดินเบะปากเข้ามา ไม่เจอกันสองวันสาวน้อยผอมลงมากทีเดียว ทั้งยังดูไม่สดใสอีกด้วย
“น้องสี่เธอเป็นอะไร?” ซูเสี่ยวจื้อกับซูหลินอายุห่างไม่มาก ทั้งสองจึงเป็นพี่น้องที่ค่อนข้างสนิทและเอาใจใส่ต่อกันค่อนข้างมาก เห็นซูหลินมีสภาพแบบนี้เขาก็รู้สึกเป็นห่วงไม่น้อย
ซูหลินเบะปากน้ำตาคลอมองพี่สาวอย่างน้อยใจสุดทน “ฉันหิว ฮือๆๆๆ วันนี้ฉันได้กินข้าวต้มแค่ครึ่งถ้วยเอง ฮือๆๆๆ พี่ใหญ่ ตอนนี้ฉันหิวมากเลย ฉันหิว ฮือๆๆ”
เมื่อวานก็ทนหิวแทบตายมาทั้งวัน เมื่อเช้ากว่าจะอ้อนวอนขอร้องพี่รองกับพี่สะใภ้ให้พาไปกินข้าวด้วยได้ก็พูดเสียน้ำลายแทบแห้ง ไม่คิดเลยว่าพี่สะใภ้จะขี้เหนียวและใจดำมาก! สั่งข้าวต้มครึ่งถ้วยให้เธอกิน กินหมดถ้วยแล้วก็ยังไม่หายหิว ตอนนี้เธอหิวจนยืดตัวไม่ขึ้นแล้ว!
เห็นสาวน้อยหิวจนหมดแรงแบบนี้ ซูหยีกลับไม่รู้สึกสงสารเลยสักนิด ซ้ำยังแกล้งถาม “พี่รองไม่พาเธอไปกินข้าวด้วยหรือไง”
“พี่รองพาไปแต่พี่สะใภ้ให้ฉันกินข้าวต้มแค่ครึ่งถ้วย ฮือๆๆ” ซูหลินบอกเสียงเบาแทบไม่ได้ยินเพราะไม่มีแรง
“พี่รองทำเกินไปแล้ว!” ซูต้าจื้อโมโหแทนน้องสาว
“อย่าไปโกรธพี่รองเลย ใครให้พี่สะใภ้พวกเธอเป็นคนถือเงินล่ะ ในสายตาพี่สะใภ้คนแซ่ซูอย่างพวกเราล้วนเป็นคนนอก ขนาดพี่รองของพวกเธอจะทำอะไรก็ต้องดูสีหน้าพี่สะใภ้ก่อน คนนอกก็คือคนนอก จะหวังให้คนอื่นมาดูแลดีเหมือนที่พี่ดูแลพวกเธอได้อย่างไร”
ซูเสี่ยวจื้อพยักหน้าแรงๆ อย่างเห็นด้วย
“พี่ใหญ่มีอะไรให้ฉันกินบ้างไหม ตอนนี้ฉันหิวมากเลย” ซูหลินบอกเสียงแหบแห้ง
“กลับถึงบ้านแล้วค่อยกิน พี่ใช้เงินส่วนตัวไปกับงานแต่งของพี่รองหมดแล้ว ไหนเลยจะมีเงินเหลือมาซื้อของกินให้เธอได้ สองสามวันมานี้ยังต้องอาศัยเสี่ยวจื้อดูแลเลย เสี่ยวจื้อของพี่โตแล้วจริงๆ” พูดพลางลูบศีรษะเด็กหนุ่มอย่างชื่นชม ทำเอาซูเสี่ยวจื้อยืดอก สีหน้าภูมิใจนัก
ได้ยินว่ากลับบ้านแล้วจะมีของกิน ซูหลินก็พยักหน้าถี่ๆ “ถ้างั้นพวกเราก็รีบกลับบ้านกันเถอะ”
“อืม” ซูหยีหัวเราะ เจ้าของร่างเคยง้อน้องสาวเสียแทบคุกเข่าขอร้องยังไม่ยอมกิน ตอนนี้กลับเชื่อฟังว่าง่าย ช่างเป็นเด็กที่ขาดการอบรมจริงๆ
กลับถึงบ้านไม่ต้องให้ซูหยีลงมือ เธอเพียงแค่ไขกุญแจเปิดตู้ ซูหลินก็จัดการลงมือทำอาหารเองแล้ว
หลายปีมานี้เจ้าของร่างเดิมเป็นคนหุงหาทำกับข้าวให้น้องๆ เสมอ ซูหลินนั้นไม่เคยลงมือทำกับข้าวเลยสักครั้ง รวมถึงงานบ้านก็ทำไม่คล่อง ตอนนี้กระทั่งจุดเตาติดไฟก็ยังทำไม่ได้ สาวน้อยทั้งหิวทั้งร้อนใจจนแทบจะร้องไห้อีกแล้ว ซูเสี่ยวจื้อทนดูไม่ได้จึงไปช่วยติดไฟให้
“ไม่ได้เรื่องเลย!” ซูเสี่ยวจื้อบ่นอย่างขัดใจ ปกติเขาจับนกมากินก็ต้องย่างเอง
ซูหยีเช็ดหน้าพลางสั่งสอน “น้องสี่ ต่อไปเธอต้องรับผิดชอบเรื่องทำกับข้าวแล้วล่ะจะได้ฝึกมือให้คล่องกว่านี้ หากวันไหนพี่ไม่สบายขึ้นมาอีก เธอจะได้ดูแลตัวเองได้ไม่ใช่ปล่อยให้ตัวเองหิวโซเหมือนตอนนี้ เรียนรู้ให้มากเข้าไว้ ไม่มีอะไรเสียหายหรอก”
ผ่านความหิวทรมานมาสองวัน ตอนนี้ซูหลินไม่อยากได้อะไรทั้งนั้นแล้ว อยากจะกินแต่ข้าวจึงพยักหน้าอย่างว่าง่าย
เพียงแค่ต้มข้าวโพดข้นๆ นิดหน่อย ครู่เดียวก็สุกกินได้แล้ว สามคนกินกันคนละถ้วย กระทั่งก้นหม้อซูหลินก็ยังกวาดเกลี้ยง
ซูหยีล็อกตู้ใส่เสบียงอีกครั้ง พอท้องอิ่มซูหลินก็คิดถึงกระโปรงที่อยากได้ตัวนั้นขึ้นมาอีกแต่เธอกลัวความทรมานจากความหิวจึงไม่กล้างอนพี่สาวอีกเหมือนกัน สาวน้อยได้แต่พูดเสียงสั่นพร้อมน้ำตาที่ไหลริน
“พี่ใหญ่ ซ่งเสี่ยวมีกระโปรงใหม่ใส่ทุกวันฉันก็อยากจะมีบ้าง ทำไมคนอื่นมีแต่ฉันไม่มี ฉันรู้ ฉันไม่มีพ่อแม่ คนอื่นมีพ่อแม่รัก ชีวิตฉันรันทดมากจริงๆ นะพี่ใหญ่”
พ่อแม่ไม่อยู่เป็นความเจ็บปวดที่ฝังลึกในกระดูกเจ้าของร่างและเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เธอทุ่มเทความรักให้น้องๆ อย่างไร้ขีดจำกัดเช่นกัน
หากคนที่ซูหลินคร่ำครวญด้วยคือเจ้าของร่างเดิม ซูหยีมั่นใจเลยว่าสาวน้อยต้องได้กระโปรงตัวใหม่ที่อยากได้แน่นอน! แต่น่าเสียดายที่ซูหยีคือคนที่ได้ยิน เธอจึงแค่กระตุกยิ้มมุมปาก “น้องสี่รู้ก็ดีแล้ว พวกเราเป็นลูกไม่มีพ่อแม่ ชีวิตก็ต้องรันทดเป็นธรรมดา จะเอาตัวเองไปเทียบกับคนที่มีพ่อแม่ครบได้อย่างไร”
ซูหลินอ้าปากค้าง ซูหยีแค่นยิ้มแล้วพูดต่อเสียงเรียบ “เธอโตพอที่จะเรียนรู้ได้แล้ว พี่ส่งเสียให้เธอเรียนหนังสือเธอยังอยากจะได้กระโปรงใหม่อีก ถ้าเธอใช้เงินหมดแล้วเสี่ยวจื้อจะทำอย่างไร เขายังต้องแต่งเมียอีกนะ”
“ใช่ๆ เรื่องกระโปรงนั่นน่ะถ้าเธออยากได้ก็เลิกเรียนหนังสือสิ ออกมาทำงานหาเงินซื้อเอง จะมาขอพี่ใหญ่ทำไม พี่ใหญ่ทำงานหนักมากจนต้องเข้าโรงพยาบาลแล้ว เธอก็รู้ไม่ใช่หรือ”
ซูหยีถอนหายใจยาว
ซูหลินปาดน้ำตา พูดไม่ออก ตอนนี้พี่รองก็ถูกพี่สะใภ้ควบคุม ยังเอาตัวไม่รอดจึงดูแลเธอไม่ได้ พี่ใหญ่ก็ไม่ยอมซื้อกระโปรงใหม่ให้ ฮือๆๆๆๆ ทำไมชีวิตของเธอถึงได้รันทดมากขนาดนี้
“ฉันไม่เรียนหนังสือแล้ว! ฉันไม่ไปเรียนหนังสือแล้ว! ฉันจะหาเงินซื้อของด้วยตัวเอง พอใจหรือยัง!”
“ได้!” ซูหยีพยักหน้า ลุกขึ้นสะพายเป้เพื่อออกไปข้างนอก “พอดีเลย วันนี้พี่จะไปถามที่โรงงานว่ารับคนงานเพิ่มหรือเปล่า ถึงเวลาเธอกับเสี่ยวจื้อจะได้มีงานทำ พี่ก็จะได้หมดห่วง”
ซูหลินอ้าปากค้าง สีหน้าตื่นตะลึง! หมายความว่าอย่างไร! พี่ใหญ่พูดแบบนี้หมายความว่า...
ขณะที่ซูหลินตกใจกับท่าทีของพี่สาว ซูเสี่ยวจื้อกลับยิ้มร่าหน้าบานอย่างถูกใจ “พี่ใหญ่วางใจเถอะ ฉันจะตั้งใจทำงานให้ดีแน่นอน!”
ขอเพียงไม่ต้องเรียนหนังสือ อะไรก็ดีทั้งนั้น
“พี่ใหญ่ พี่ไม่ให้ฉันเรียนหนังสือแล้วหรือ...” ซูหลินถามเสียงสะอื้น
“ก็เธอพูดเองว่าจะไม่เรียนหนังสือแล้ว เสี่ยวจื้อก็ได้ยิน”
ซูเสี่ยวจื้อรีบพยักหน้า “ใช่ๆ เธอเป็นคนพูดเอง ฉันได้ยินเต็มสองหูเลย!”
ซูหยีมองสีหน้าลังเลของเด็กสาวแล้วถามเสียงกลั้วหัวเราะ “กระโปรงใหม่กับเรียนหนังสือ เธอเลือกได้เพียงอย่างเดียว”
ซูหลินมองสีหน้าพี่สาวอย่างไม่มั่นใจว่าอีกฝ่ายแค่ลองใจหรือพูดจริง แต่แค่เห็นแววตาอีกฝ่าย สาวน้อยก็รู้ชัดในทันที
พี่ใหญ่พูดจริง!!
“คิดได้หรือยังล่ะ” ซูหยีถามเสียงเรียบ
“นี่น้องสี่ไม่ต้องเสียเวลาคิดแล้ว ออกมาทำงานกันเถอะ จะเรียนหนังสือทำไม” ซูเสี่ยวจื้อชวน
“ฉันจะเรียนหนังสือ...” ซูหลินก้มหน้าตอบเสียงสะอื้น เธอไม่ยอมออกมาทำงานแน่ เธอจะเรียนหนังสือ! เพื่อนของเธอเรียนหนังสือ เธอก็จะเรียน! เธอไม่อยากไปทำงานที่โรงงาน
ซูหยีพยักหน้า “ได้! เธอเลือกเรียนหนังสือก็จะได้เรียนหนังสือต่อไป แต่ตอนนี้เสี่ยวจื้อก็เริ่มจุนเจือครอบครัวแล้ว ทุกคนในบ้านออกไปทำงานหาเงินเข้าบ้าน มีเธอคนเดียวที่เสียเงินไปเรียนหนังสือ ดังนั้นจากนี้เธอจะต้องช่วยแบ่งเบาภาระในบ้าน ต่อไปหลังเลิกเรียนต้องรีบกลับบ้าน ทำความสะอาด ทำกับข้าว ซักผ้า ทั้งหมดนี้เป็นหน้าที่ของเธอ!”
ซูหลินปากอ้าตาค้างอย่างยากจะเชื่อ! เมื่อก่อนขนาดถุงเท้าพี่ใหญ่ยังไม่ให้เธอซักเลย! “พี่ใหญ่! พี่...”
“ใช่ๆ พวกเราทำงานหนักมาก เธอต้องช่วยงานบ้าน” ซูเสี่ยวจื้อพยักหน้าเห็นด้วยกับพี่สาวอย่างรวดเร็ว
“ตกลงตามนี้ ไม่งั้นเธอก็ต้องออกมาทำงาน ถ้าเธอทำงานหาเงิน งานบ้านก็ไม่ต้องทำ” ซูหยีย้ำ
“ใช่ๆ จะอยู่สบายไม่ทำอะไรเลยไม่ได้หรอก” ซูเสี่ยวจื้อยังคงพยักหน้าสนับสนุนพี่ใหญ่เต็มที่!
ซูหลินมองดูสีหน้าจริงจังของพี่ทั้งสองแล้วก็หันหลังร้องไห้วิ่งออกไป
ฮือๆๆ ฉันจะเรียนหนังสือ ฉันจะไม่ยอมทำงานบ้าน ฮือๆๆ พี่ใหญ่ใจร้ายเกินไปแล้ว!
“พี่ใหญ่ น้องสี่เป็นอะไร” ซูเสี่ยวจื้อเกาหัวแกรกๆ อย่างไม่เข้าใจ
ซูหยีสะพายเป้ “ไม่เป็นไรหรอก เด็กผู้หญิงก็ขี้งอนเอาแต่ใจแบบนี้นั่นล่ะ เดี๋ยวก็ดีขึ้นเอง พี่ทำเพื่อเธอนะเสี่ยวจื้อ ถ้าน้องสี่ช่วยแบ่งเบาภาระในบ้านได้พี่ก็จะมีเวลาทำงานหาเงินเพิ่มขึ้น ต่อไปเสี่ยวจื้อของพวกเราจะได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เอาล่ะ พี่จะไปโรงงาน ส่วนเธอก็พักผ่อนอยู่บ้านแล้วกัน เมื่อวานก็เหนื่อยดูแลพี่ทั้งวันแล้ว”
ซูเสี่ยวจื้อมองตามหลังซูหยีไปด้วยความซาบซึ้งใจจนน้ำตาแทบไหล
พี่ใหญ่ดีจริงๆ !