ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

ตามนาง

ผู้แต่ง YELIXIAOJIE WORK
ผู้แปล Hongsamut
ประเภท
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
“รอให้เจอตัวเสียก่อน ข้าเล่นงานเจ้าถึงตายแน่”

บทนำ

หญิงสาวผู้แยกแยะความรักและความเกลียดชังอย่างชัดเจน กับชายหนุ่มผู้เหี้ยมโหดเลือดเย็น

หนิงฉือคิดว่าเซียวชิงซานแต่งงานกับนางก็เพื่อสืบทอดวงศ์ตระกูลจึงทอดทิ้งลูกน้อยแล้วหนีไป

แต่นางหารู้ไม่ว่ายามที่ตนเองกินดีอยู่ดี มั่งมีเงินทองและลาภยศ ได้แต่งตัวงามสง่าและพรั่งพร้อมด้วยข้าทาสบริวารมากมายอยู่ในเมืองหวงเฉิงนั้น

เขากลับต้องทนทุกข์และลำบากลำบนบุกป่าฝ่าดง พลิกแผ่นดินต้าฉีทุกซอกทุกมุมจนเลือดตาแทบกระเด็น แม้ตายก็ไม่ยอมลดละเพื่อจะตามหานางให้พบ

...

“รอให้เจอตัวเสียก่อน ข้าเล่นงานเจ้าถึงตายแน่”

ทว่าเจ้าเป็นดั่งสิ่งล้ำค่าในชีวิต แล้วข้าจะทำลงได้อย่างไร

----------------------------

showtime: จันทร์-ศุกร์ (หยุดลงเสาร์-อาทิตย์จ้า)

สารบัญ

ดั้นด้นติดตาม

ระหว่างที่ฟ้าร้องกึกก้อง ฝนได้ตกลงมาห่าใหญ่

โคลนดินสีเหลืองเหนียวเหนอะชุ่มน้ำโถมทะลัก ทำให้ชายเสื้อสีดำแถบหนึ่งหายลับไปกับดินโคลน จากนั้นก็ได้ยินเสียงเด็กร้องไห้ดังมาจากเนินเขา น้ำตาของเขาเคล้าหยาดฝน ปะปนกันอยู่บนใบหน้า

“ท่านพ่อ...”

อาภรณ์เนื้อหยาบบนตัวเด็กน้อยดูหลวมโพรก เนื้อตัวเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยดินโคลน หน้าตาขะมุกขะมอมจนแทบลืมตาไม่ขึ้น นิ้วทั้งสิบที่เหนียวหนึบราวกับขนมจ้างกำลังออกแรงไขว่คว้าอยู่ท่ามกลางดินโคลนเหล่านั้น

“ท่านพ่อ ท่านพ่ออยู่ไหน?”

ใบหน้าถูกดินโคลนพอกทับ เผยให้เห็นเพียงดวงตาที่มีน้ำเอ่อคลอที่ฉายแววหวาดกลัวจนน่าสงสาร เมื่อครู่หากไม่ใช่เพราะถูกบิดาผลักออกมา ตอนนี้เขาก็คงเป็นฝ่ายที่ตกลงไปแล้ว

ในสายตาของเด็กน้อย บิดาก็คือวีรบุรุษที่ยิ่งใหญ่เหนือใครในใต้หล้า

ระหว่างทางจากเชียนหยางมาถึงที่นี่ พวกเขาต้องฝ่าฟันอุปสรรคมานับครั้งไม่ถ้วน ทว่าแม้จะเหลือเพียงลมหายใจเฮือกสุดท้าย ท่านพ่อก็จะต้องปลอดภัย ท่านพ่อไม่มีทางเป็นอะไรแน่ เด็กน้อยบอกกับตัวเองในใจ

เขาไถลไปตามทิศทางที่โคลนถาโถมลงมาเมื่อครู่ ออกแรงขุดลงไปยังพื้นดินเบื้องล่างอย่างไม่คิดชีวิต ก้อนหินและกิ่งไม้ขูดฝ่ามือจนได้เลือด สีแดงสดของเลือดตัดกับสีเหลืองของดิน เจ็บจนเหมือนขั้วหัวใจถูกเด็ด

เสียงลมพัดเอ็ดอึงดังก้องอยู่ในโสตประสาท เสียงสะอื้นไห้คร่ำครวญของเด็กน้อยทวีขึ้นทุกขณะ แต่จู่ๆ ก็มือคู่หนึ่งก็โผล่ขึ้นมาจากกองโคลน

“อาชี่ ช่วยดึงข้าที” น้ำเสียงชายหนุ่มที่หนักแน่นมั่นคงทำให้จิตใจของเด็กสงบลงอย่างน่าอัศจรรย์

เด็กน้อยนามว่า ‘อาชี่’ รีบคว้ามือเขาไว้ทันที

มือเล็กใหญ่สอดประสานกันแน่น เด็กน้อยยึดรากไม้ที่อยู่ข้างๆ ออกแรงดึงคนในกองโคลนขึ้นมาแล้วกระโจนเข้าสู่อ้อมอกกว้างที่แสนอบอุ่น

“ข้าไม่เป็นไร” เสียงชายหนุ่มบอก

ในที่สุดอาชี่ก็สงบอารมณ์ไว้ไม่อยู่ เขาร้องไห้เสียงดังพลางซุกหน้าแนบลำคอของผู้เป็นบิดา ปล่อยให้น้ำตาไหลริน

ชายหนุ่มเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง “อย่าร้องไห้น่า”

คนพูดหัวใจกระตุกเกร็ง กระชับร่างเด็กน้อยให้แน่นขึ้น ประคองศีรษะอีกฝ่ายเอาไว้ ดวงตาทั้งสองจับจ้องบุตรชายไม่วางตาพร้อมกับใช้ฝ่ามือกร้านช่วยเช็ดน้ำตาให้ ดวงหน้าขาวผ่องอ่อนเยาว์ของเด็กน้อยปรากฏให้เห็น

“พ่อเคยบอกเจ้าว่าอย่างไร?” ชายหนุ่มถาม

“ลูกชายของเซียวชิงซาน ทระนงองอาจ ไม่เสียน้ำตาให้กับอะไรง่ายๆ ห้ามร้อง แม้จะตายก็ห้ามร้องไห้” อาชี่ฝืนสูดจมูกแล้วตอบออกมา เขาพยายามกลั้นน้ำตาทั้งหมดเอาไว้ ขอแค่มีท่านพ่ออยู่ข้างๆ เขาก็จะไม่ร้องไห้อีก

“ใกล้ถึงแล้ว ข้ามเขาลูกนี้ไปก็จะเข้าเมืองหวงเฉิง” ชายหนุ่มปลอบเสียงเบา

อาชี่พยักหน้ารับ “พวกเราจวนจะหาท่านแม่เจอแล้วสินะขอรับ?”

---------------------------------------------------------------

ความฝันเช่นเดิม

หนิงฉือรู้ว่านางฝันไปเช่นเคย

ในฝันชายผู้นั้นเปลือยกาย เขาวางศอกแข็งแรงอยู่กับขอบเตียง ผิวสุขภาพดีสีแทนดูแกร่งกำยำประหนึ่งภูผาก็ไม่ปาน กล้ามเนื้อเป็นมัดๆ

หญิงสาวที่อยู่ในอ้อมแขนของเขากลับเหนื่อยล้าร่างกายอ่อนปวกเปียก ได้แต่ขดตัวอิงแอบอยู่ในอ้อมกอดของเขา

ชายหนุ่มเสยนิ้วสางผมดำขลับบนศีรษะของนางเบาๆ เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแหบพร่า “อาฉือ มีลูกชายให้ข้าสักคนได้หรือเปล่า?”

ถัดจากภาพเหตุการณ์นี้นางก็แว่วเสียงเด็กร้องที่ข้างหู เป็นเสียงร้องของทารกที่ยังอยู่ในวัยแบเบาะ เขาร่ำไห้เสียงดังพลางมองนาง น้ำตาของเด็กไหลพรากไม่หยุด นางมองตอบ ภายในใจปวดร้าวราวกับมีเข็มนับหมื่นทิ่มแทงจนโลหิตไหลโซม

นางอยากกอดจูบเด็กน้อย แต่ทำได้เพียงยื่นมือออกไป

ทันใดนั้นก็ปรากฏใบหน้าของคนผู้หนึ่งลอยขึ้นมา แลดูแน่วแน่และเย็นชา

หนิงฉือลืมตาตื่นด้วยความหวาดกลัว ภาพฝันทั้งหมดสลายไปในบัดดล

“อาฉือ นับวันเจ้ายิ่งประพฤติตัวไม่เหมาะสมเอาเสียเลย กลางวันแสกๆ ยังขึ้นเตียงหลับได้ คนที่ไม่รู้จะคิดว่าลูกสาวตระกูลหนิงของเราขี้เกียจสันหลังยาวกันพอดี”

หนิงอวี๋ก้าวเข้ามาในห้องได้ก็เอ่ยเย้าเบาๆ ส่วนนางกำนัลที่ติดตามมานั้นถูกกันตัวไว้นอกห้อง ไม่ได้เข้ามาด้วย หนิงฉือเห็นอีกฝ่ายก็รีบลุกขึ้นคำนับ

“พี่หญิง”

ถึงจะเป็นพี่น้องครอบครัวเดียวกัน แต่หนิงอวี๋ดำรงพระยศเป็นถึงมารดาของแผ่นดิน แม้อีกฝ่ายจะบอกว่าไม่ต้องมากพิธี แต่มารยาทพื้นฐานที่พึงมีก็ควรต้องคงไว้บ้าง

“ระวังหน่อย อย่าสะดุดล้มลงไปเสียเล่า” หนิงฮองเฮารีบยื่นมือเข้ามาประคองน้องสาว แววตาฉายชัดออกมาว่าเอ็นดู

“ตอนแรกก็ว่าจะพักสายตาสักครู่ แต่ไม่รู้ทำไมถึงหลับไปได้” หนิงฉือนวดศีรษะที่รู้สึกปวดขึ้นมาเล็กน้อย

“ช่างเถิด เจ้าอยากจะทำอะไรก็ทำ อยากจะนอนก็นอน อย่าฝืนตัวเองก็พอ” หนิงอวี๋ยิ้มบางๆ แต่ระหว่างนั้นกลับถอนหายใจออกมา

น้องสาวของนางเคยหายตัวไปเป็นระยะเวลาถึงหนึ่งปี พอกลับมาท่าทางก็แปลกไปเป็นคนละคน ดูไร้ชีวิตชีวา บางครั้งนั่งบนเก้าอี้แท้ๆ ก็ยังสามารถหลับตานอนได้

ส่วนระหว่างที่หายไปจะเกิดอะไรขึ้น หนิงฉือไม่เคยปริปากบอกใคร พวกนางเองก็ไม่กล้าถาม ด้วยเกรงว่าจะไปกระทบบาดแผลในใจ จึงได้แต่มองท่าทางเช่นนี้ของหนิงฉือแล้วปลอบโยนเท่าที่พอจะทำได้

หากจะว่าไปแล้วบุตรสาวตระกูลหนิงอย่างพวกนางก็มีพื้นนิสัยเอาแต่ใจเป็นทุนเดิม ต้องอย่าลืมว่าหนิงฉือของนางคือคุณหนูผู้สูงศักดิ์ที่สุดคนหนึ่งในต้าฉี

ตระกูลหนิงเป็นครอบครัวขุนนางชั้นสูง ‘หนิงเสวียนไป่’ บิดาของหนิงฉือรับตำแหน่งเว่ยกั๋วกงมาจากบรรพบุรุษ แม้ในความเป็นจริงจะไร้ซึ่งอำนาจแต่สถานะกลับสูงส่งเสียจนฮ่องเต้ยังต้องให้ความเกรงใจอยู่หลายส่วน

บ้านตระกูลหนิงมีลูกชายหนึ่งลูกสาวสอง หนิงหวยผู้เป็นบุตรชาย พออายุได้สิบหกก็ออกรบ จนถึงตอนนี้ก็อายุครบยี่สิบหกแล้ว เขาดำรงตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ คุมกำลังทหารหนึ่งแสนนาย ส่วนบุตรสาวคนโตก็เป็นถึงฮองเฮาที่ราษฎรเคารพยกย่อง ทั้งยังเป็นสตรีฝ่ายในเพียงหนึ่งเดียวที่ฮ่องเต้ทรงให้ความรักใคร่

ถึงอย่างนั้นหนิงฉือกลับเป็นลูกสาวคนโปรดที่ทุกคนในบ้านตระกูลหนิงโอบอุ้มดั่งแก้วตาดวงใจ

หนิงอวี๋ดึงนางให้นั่งลง กวาดตามองจากบนลงล่างรอบหนึ่ง ครั้นเห็นว่าน้องสาวสีหน้าท่าทางดีขึ้นแล้วถึงค่อยวางใจลง

“ก่อนหน้านี้ฮ่องเต้ทรงเปรยให้ข้าฟังเกี่ยวกับแม่ทัพสวี่ ทรงเล่าว่าเขามาจากครอบครัวทหาร หน้าตาและอุปนิสัยก็สุภาพเรียบร้อย เป็นคนเอาการเอางาน โดยรวมแล้วมีแต่ข้อดี ทรงชมให้ข้าฟังจนตัวเขาแทบจะลอยได้อยู่แล้ว”

ความนัยจากคำพูดของหนิงอวี๋นั้นชัดเจน

หนิงฉืออายุสิบเก้าแล้ว ทั่วทั้งเมืองต้าฉีหญิงสาวที่รุ่นราวคราวเดียวกับนางส่วนใหญ่ล้วนแต่งงานออกเหย้าออกเรือน ถึงขั้นมีลูกวิ่งจนเต็มบ้านกันไปหมด จะเหลือก็แต่นางที่ยังนั่งรอเกี้ยวเจ้าสาวอยู่กับจวน

“ไม่ว่าอย่างไรเจ้าก็ควรออกไปพบปะผู้คนเสียบ้าง มิเช่นนั้นจะรู้ได้อย่างไรว่าตนชอบผู้ชายแบบไหน”

“พี่หญิง ข้า...ข้ายังไม่อยากแต่งงาน” หนิงฉือก้มหน้าพึมพำเสียงเบา และคำพูดนี้นางก็เอ่ยออกมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง

นางไม่คิดที่จะแต่งงาน บางทีในอดีตอาจเคยนึกฝันแต่ตอนนี้เลิกคิดไปนานแล้ว นางเคยถูกเรื่องบางเรื่องกระทบกระเทือนจิตใจแล้วทิ้งไว้เพียงรอยบาดแผล เรื่องอื่นใดจึงไม่สำคัญอีก

“นั่นไง นึกแล้วว่าเจ้าไม่เชื่อฟังคำพูดของข้าหรอก” นัยน์ตาของหนิงอวี๋ฉายแววผิดหวัง ถึงกระนั้นก็ยังยิ้มได้ ในขณะเดียวกันก็ทำทีตัดพ้อ

“เจ้าก็ฟังแต่คำพูดของพี่ใหญ่ ต้องรอให้พี่ใหญ่มาเกลี้ยกล่อมเจ้าถึงจะฟังใช่หรือไม่ โตขนาดนี้แล้วยังทำตัวเป็นเด็กๆ อยู่อีกหรือ” หนิงอวี๋แค่เพียงพูดจาเย้าหยอกเท่านั้น นางเสเปลี่ยนเรื่องเพื่อให้น้องสาวไม่ต้องนึกถึงเหตุการณ์ชวนโศกเศร้าในอดีต “ก็ได้ ในเมื่อเป็นเช่นนั้นรอให้พี่ใหญ่ว่างจากงานทางโน้นแล้วให้เขากลับมาเกลี้ยกล่อมเจ้าเองก็แล้วกัน”

ช่วงนี้หนิงหวยกำลังยุ่งอยู่กับการสร้างอาวุธยุทโธปกรณ์ชุดใหม่ โกลาหลเสียจนไม่ได้กลับจวนมาหลายวันแล้ว ถึงกระนั้นเรื่องของหนิงฉือก็สำคัญที่สุดสำหรับเขาเสมอมา

เขาตามใจน้องสาวมาตั้งแต่นางยังเยาว์วัย สำหรับพี่ชายอย่างเขา แค่นางถูกทำร้ายแม้เพียงปลายผมหนึ่งเส้นก็ปวดใจเหลือทน เรื่องที่นางเคยได้รับความลำบากลำบนช่วงที่หายตัวไปยิ่งไม่ต้องพูดถึง เพราะหนิงฉือเปรียบเสมือนชีวิตจิตใจของหนิงหวย...

“พี่ใหญ่กำลังยุ่ง อย่าไปรบกวนเขาจะดีกว่า”

หนิงฉือรู้ว่าสำหรับนางแล้ว คำพูดของพี่ใหญ่มีอิทธิพลเหนือสิ่งใด หากพี่ใหญ่เกลี้ยกล่อมให้นางไปพบกับแม่ทัพสวี่อะไรนั่นขึ้นมาจริงๆ อย่างไรนางก็ไม่อาจหลบเลี่ยง

“แต่หากเรื่องของเจ้าไม่ดีขึ้น เรื่องของทหารเรือนแสนก็ไม่นับว่าสำคัญสำหรับเขา” หนิงอวี๋รู้นิสัยของหนิงหวยดีว่าเป็นคนหัวรั้น

“ฮองเฮาเพคะ ได้เวลากลับวังแล้ว” นางกำนัลที่อยู่ด้านนอกส่งเสียงเตือนเบาๆ

หนิงอวี๋เป็นคนโปรดของฮ่องเต้ จึงทรงอนุญาตให้กลับบ้านเดิมได้ทุกๆ ครึ่งเดือน เป็นอภิสิทธิ์ที่นางได้รับแต่เพียงผู้เดียวในฝ่ายใน

ยามนี้ฟ้ามืดแล้ว นางเองก็ออกมานานพอดู ถึงเวลาต้องกลับเสียที หนิงอวี๋กำชับหนิงฉืออีกสองสามประโยคแล้วจึงลุกขึ้นเดินจากไปอย่างไม่รีบร้อน

บรรยากาศภายในห้องเงียบสงบลงเช่นเดิม ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหนหนิงฉือพลันแว่วเสียงร้องคุ้นหูขึ้นมาอีกครั้ง

นัยน์ตาของนางฉายแววหวาดหวั่นแฝงไว้ด้วยความว่างเปล่าเลื่อนลอย ไม่รู้ว่าเหม่อมองไปยังที่ใดอยู่นานแล้วจู่ๆ น้ำตาก็เอ่อล้น ร่วงหล่นช้าๆ อาบสองแก้ม

การจากมาคือสิ่งที่นางเลือกเอง... มิใช่หรือ?

---------------------------------------------------------------
 

ถึงหวงเฉิง

หลังจากเดินทางบุกป่าฝ่าดงมาทั้งคืน ในที่สุดก็ถึงเมืองหวงเฉิงเสียที

สองพ่อลูกทอดสายตามองไปยังเมืองหวงเฉิงที่เจริญรุ่งเรืองซึ่งเป็นสถานที่ที่พวกเขาไม่กล้าจินตนาการถึงแม้ยามหลับฝัน

อาชี่ยืนอยู่ข้างกายเซียวชิงซาน ดวงตากลมโตทั้งสองมองภาพบรรยากาศอันแปลกใหม่ทว่ากลับไม่รู้สึกตื่นกลัวแต่อย่างใด มีเพียงความประหลาดใจอยู่บ้างเพราะสถานที่แห่งนี้ช่างแตกต่างจากที่เขาเคยพบเห็นมา

จากเชียนหยางมาถึงเมืองหวงเฉิง ทั้งคู่ต้องเดินทางผ่านทั้งหมู่บ้านน้อยและเมืองใหญ่ แต่ต่อให้เจริญแค่ไหนก็ไม่สู้ที่เห็นอยู่ตรงหน้า

ช่างงดงามตื่นตาตื่นใจจริงๆ

เพราะเหตุการณ์ไม่คาดฝันนอกเมืองที่เกิดขึ้นเมื่อคืนก่อนทำให้ห่อผ้าหายไปกับโคลนถล่ม ยังดีที่ควานหาเงินกลับมาได้บ้าง แม้เสื้อผ้าข้าวของอื่นๆ จะนำกลับมาใช้ไม่ได้แล้วก็ตาม

อาภรณ์คลุมกายที่สองพ่อลูกสวมใส่ตอนนี้สกปรกไม่มีชิ้นดี ดินโคลนแห้งกรังจับตัวเป็นก้อน ผสมกับโลหิตสีแดงบนร่าง ดูไม่เข้ากับภาพบรรยากาศของเมืองหวงเฉิงเอาเสียเลย

ยามนี้ฟ้าใกล้มืดแล้วพวกเขาควรหาที่พักก่อนแล้วค่อยหาเสื้อผ้าใหม่สักสองชุด เนื่องจากต้องอยู่ที่นี่ไปอีกสักระยะ หากพักในโรงเตี๊ยมก็ดูจะไม่เหมาะนัก เกรงว่าเงินทองจะไม่พอเอาได้ เซียวชิงซานคิดทบทวนแล้วจึงตัดสินใจไปเดินหากระท่อมสักหลัง

คืนวันแบบนี้พวกเขาผ่านมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง ผ่านจนกระทั่งเซียวชิงซานเชี่ยวชาญ เขาจึงพาอาชี่เดินตามตรอกที่อยู่ห่างออกไป ระหว่างทางผู้คนที่พบเห็นพวกเขาล้วนแต่หลบเลี่ยงไม่อยากเข้าใกล้ บางคนถึงขั้นแสดงสีหน้าท่าทางหยามเหยียดเพราะเนื้อตัวพวกเขาสกปรก ด้วยสภาพเช่นนี้หากจะบอกว่าเป็นขอทานยังดูไม่เกินจริงแม้แต่น้อย

และแล้วพวกเขาก็หากระท่อมของชาวบ้านได้หลังหนึ่ง ตรงชานเมืองแถบนี้พอข้ามแม่น้ำมาก็มีบ้านหลังนี้ตั้งโดดเดี่ยว ห่างออกไปไม่ไกลนักเป็นอาคารบ้านเรือนที่ใหญ่โตโอ่อ่า เทียบกับกระท่อมหลังนี้ แล้วก็แตกต่างอย่างเห็นได้ชัด

นอกตัวบ้านมีแปลงผักขนาดใหญ่ ครั้นมองไปก็เห็นสตรีที่สวมใส่เสื้อผ้าเนื้อหยาบนางหนึ่ง หญิงผู้นั้นกำลังก้มตัวเช็ดเหงื่อพลางดึงกะหล่ำปลี เซียวชิงซานเดินตรงไปหาด้วยฝีเท้าแผ่วเบา แต่ยังไม่ทันเข้าใกล้หญิงนางนั้นก็เงยหน้ามองมาทางเขาเสียก่อน

ด้วยบุคลิกของเซียวชิงซานความจริงก็ยากที่ใครจะไม่สังเกตเห็น เขามีร่างกายที่สูงใหญ่ปราดเปรียวราวกับเสือดำ เดินไปไหนจึงตกเป็นเป้าสายตาของคนอื่นๆ ได้โดยง่าย

ในหมู่ชาวเมืองทั่วไป การจะหาใครที่มีรูปร่างกำยำทั้งยังมีใบหน้าคมคายโดดเด่นเช่นเขาเห็นจะยาก แต่รังสีอำมหิตที่แฝงเร้นในทุกๆ ย่างก้าวของชายหนุ่มแม้จะซ่อนอย่างไรก็ปิดไม่มิด หญิงนางนั้นมองสองพ่อลูกที่จู่ๆ ก็ปรากฏตัวตรงหน้าด้วยสายตาระแวดระวัง

“พวกเจ้า...มีธุระอะไร?” ใต้พระบาทโอรสสวรรค์ แม้จะปลอดภัยกว่าเมืองอื่นแต่พวกนางก็อยู่ในจุดที่ห่างจากใจกลางเมือง วันดีคืนดีอาจเกิดเรื่องราวไม่คาดฝันขึ้นมาก็เป็นได้

“ข้ากับท่านพ่อเพิ่งเคยมาเยือนเมืองนี้ พวกเราไม่มีที่ไป อยากขอพักอยู่ที่นี่สักสองสามคืนได้ไหมขอรับ” อาชี่เป็นฝ่ายตอบขึ้นมาเสียก่อน น้ำเสียงของเขาสดใสน่าฟัง แม้จะเจือความแหบแห้งจากการกู่ร้องเมื่อวานอยู่บ้างแต่ก็ยังเป็นเสียงที่รื่นหู

เด็กน้อยคนนี้มีบุคลิกเยี่ยมยอดนัก มีความกล้าแกร่งห้าวหาญเหมือนบิดาถึงเจ็ดส่วน อีกสามส่วนเป็นความอ่อนโยนซึ่งน่าจะเป็นลักษณะที่ถ่ายทอดมาจากมารดาของเด็กกระมัง หญิงเจ้าของบ้านแอบคิดในใจ

คำพูดประโยคนี้ของเด็กชายทำให้ความระแวดระวังของผู้ฟังลดลงไปไม่น้อย

“พอหรือไม่?” เซียวชิงซานแบมือออก เผยให้เห็นเศษเงินแตกๆ สองก้อน

หญิงนางนั้นพอเห็นเงินก็ตาเป็นประกาย ขยับเข้าไปสองก้าวแล้วจับจ้องอยู่ที่มือของชายหนุ่มไม่วางตา มองเผินๆ อย่างน้อยก็ต้องมีมูลค่าราวสามชั่ง มากกว่ารายได้ที่ครอบครัวของนางหาได้ทั้งปีเสียอีก หญิงผู้นั้นจ้องมองด้วยใจที่หวั่นไหว อยากรับเงินเหล่านั้นมากำไว้ในมือเสียจริง แต่สติอีกด้านก็กำลังเตือนว่า... เห็นท่าจะไม่ดีนัก

ในบ้านของนางยังมีสามีและบุตรสาวอีกหนึ่งคน ชายหนุ่มผู้นี้มองปราดเดียวก็รู้ว่าแข็งแรงกำยำ หากคิดร้ายขึ้นมาก็สามารถเอาชีวิตพวกนางได้ทั้งครอบครัว

อีกอย่าง... ลูกสาวของนางยังเป็นสตรีที่หน้าตาสะสวย หากอีกฝ่ายเกิดความคิดไม่ถูกไม่ควรขึ้นมาแล้วละก็...

“ข้าคงต้องปรึกษากับคนในบ้านเสียก่อน” จบคำหญิงผู้นั้นก็รีบเดินเข้าบ้านไป

แต่แล้วนางก็กลับออกมาอย่างรวดเร็ว “ในบ้านมีแค่ห้องเก็บฟืนที่ยังว่างอยู่ ทำความสะอาดเสียหน่อยก็พออยู่ได้” หญิงนางนั้นพูดจบก็รีบคว้าเงินจากมือเซียวชิงซานมาเก็บไว้ในแขนเสื้อพร้อมรอยยิ้ม ทั้งหมดเกิดขึ้นรวดเร็วจนมองไม่ทันราวกับนางกลัวว่าใครจะมาแย่งไปอย่างนั้น

เมื่อครู่นางหารือกับสามีแล้วว่าละแวกนี้ยังมีบ้านใหญ่ๆ อยู่อีกหลายหลัง หากอีกฝ่ายกล้าทำอะไรนางก็สามารถตะโกนดังๆ ให้คนมาช่วยได้ อีกอย่างชายหนุ่มผู้นี้ยังมีเด็กมาด้วย ดูเหมือนกำลังหาที่อยู่จริงดังว่า ยิ่งไปกว่านั้น... นั่นเป็นเงินตั้งสามชั่งเชียวนะ!

“ขอบคุณมาก” เซียวชิงซานพยักหน้ารับ ชะงักไปครู่หนึ่งแล้วจึงเอ่ยต่อ “พอจะหาเสื้อผ้าให้พวกข้าสักสองชุดได้หรือไม่ ขอสะอาดๆ และหนาหน่อยก็พอ”

หญิงนางนั้นชะงักไปเล็กน้อย แม้จะไม่อยากทำตามแต่เมื่อนึกถึงเงินที่อยู่ในมือ นางก็พยักหน้าช้าๆ

ในบ้านยังพอมีเสื้อผ้าเก่าๆ อยู่บ้าง หากพ่อหนุ่มคนนี้ใส่เกรงว่าจะเล็กไปสักหน่อย หรือถ้าให้เด็กน้อยใส่ก็ต้องใหญ่เกินไปแน่ๆ แต่เรื่องนั้นนางหาได้ใส่ใจไม่ แค่หยิบมาให้ก็ถือว่าหมดธุระแล้ว

นางไม่ใช่คนดีที่ชอบทำการกุศลเสียหน่อย!

.

เรื่องในค่ายทหารทำให้หนิงหวยยุ่งเสียจนปวดเศียรเวียนเกล้า

แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้นเขาก็ยังสามารถปลีกตัวกลับจวนทั้งๆ ที่ยุ่งเสียเต็มประดา ในตอนนั้นหนิงฉือกำลังกินอาหารเช้าอยู่พอดี

“อาฉือ” หนิงหวยยืนอยู่ที่ประตูเอ่ยปากเรียก เขาออกมาจากค่ายทหารอย่างรีบร้อนจนไม่ทันได้เปลี่ยนเสื้อผ้า ชุดสีดำทะมัดทะแมงเปื้อนฝุ่นขะมุกขะมอม ใต้ตาดำคล้ำ ดูเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด

หนิงฉือรีบร้อนลุกขึ้น “พี่ใหญ่ ทำไมถึงกลับมาได้เล่า?”

หนิงหวยกดให้นางนั่งลงแล้วกวาดตามองบนโต๊ะรอบหนึ่ง หากไม่ใช่เต้าหู้บดก็มักจะเป็นผักกวางตุ้ง ทุกจานล้วนแต่เป็นอาหารมังสวิรัติที่เห็นแล้วถึงกับต้องขมวดคิ้ว “ผอมขนาดนี้ทำไมถึงไม่กินเนื้อสัตว์ให้มากๆ เข้าไว้เล่า ทุกวันกินแต่ของพวกนี้ สุขภาพร่างกายจะยิ่งแย่”

หนิงหวยพูดพลางบีบไหล่น้องสาวไปด้วย นางผอมเสียจนแทบจะเหลือแต่กระดูก เมื่อก่อนยังพอจะกินเนื้อบ้าง แต่ไม่กี่ปีมานี้น้องเล็กของเขาราวกับปวารณาตนเข้าสู่วิถีพุทธ นางไม่แตะต้องเนื้อสัตว์แม้แต่น้อย

พวกเขาสองพี่น้องมีความคล้ายคลึงกันอยู่มาก เพียงแต่หนิงหวยเป็นผู้นำกองทัพ แน่นอนว่าต้องมีร่างกายกำยำเฉกเช่นบุรุษชาตินักรบ ทุกครั้งที่กลับจวนแล้วเห็นว่าหนิงฉือผอมลงเช่นนี้ คนเป็นพี่ก็รู้สึกปวดใจ อยากแบ่งเนื้อของตนกับนางเสียให้รู้แล้วรู้รอด

“กินของพวกนี้จิตใจค่อยรู้สึกดีหน่อย อีกอย่างก็เป็นสิ่งที่ข้าชอบ” หนิงฉือพูดไปก็คีบผักกวางตุ้งใส่ปากคำโต ออกแรงเคี้ยวพลางมองพี่ชาย หนิงหวยเห็นเช่นนั้นก็ขำให้กับท่าทางเหมือนเด็กไม่รู้จักโตของนาง

“เมื่อวานอาอวี๋น่าจะคุยกับเจ้าแล้ว แม่ทัพสวี่นั่น...”

หนิงหวยยังไม่ทันพูดจบหนิงฉือก็ลุกขึ้นฉุดให้อีกฝ่ายนั่งลงข้างๆ นางคีบกับข้าวจ่อปากเขาพลางเอ่ยย้ำ “พี่ใหญ่ กับข้าวจานนี้ต้องถูกปากท่านแน่ๆ ลองชิมดูสิ”

ตะเกียบยื่นมาถึงปากแล้ว หนิงหวยจนปัญญาได้แต่อ้าปากรับ

น้องสาวคนนี้แกล้งทำไขสืออีกแล้วสินะ?

หนิงหวยเคี้ยวสองสามคำก็รีบกลืน หันมาจ้องหน้านางแล้วเอ่ยว่า “ข้าจริงจังนะ เจ้าแค่ลองไปพบเขาสักครั้งเท่านั้น เขาผ่านความเห็นชอบจากข้าแล้ว นี่เจ้ายังไม่เชื่อใจอีกหรือ?”

ถ้าเป็นไปได้หนิงหวยก็อยากจะปกป้องน้องสาวคนเล็กไปตลอดชีวิต เขาจะยอมตามใจทุกอย่าง ขอเพียงนางมีความสุขและปลอดภัยก็พอ แต่สุดท้ายก็เป็นไปไม่ได้ เกิดเป็นสตรีอย่างไรก็ต้องมีครอบครัว เขาทำได้แค่เลือกคนที่เหมาะสมที่สุดให้นางด้วยตัวเอง

“ข้าอยู่กับพี่ใหญ่ตลอดไปไม่ได้หรือ? โลกนี้ไม่มีใครที่จะดีกับข้าเหมือนพี่ใหญ่อีกแล้วนี่” หนิงฉือมองพี่ชายพร้อมรอยยิ้ม นัยน์ตาบนใบหน้างดงามทอประกาย ท่าทางเปี่ยมความหวังทั้งยังดูชอบอกชอบใจ

บิดามารดาของพวกเขาชอบท่องยุทธภพ นานๆ ทีจะกลับจวนสักครั้ง สำหรับหนิงฉือแล้วหนิงหวยคือผู้ที่เลี้ยงดูนางมาจนเติบใหญ่ พี่ชายก็เปรียบเสมือนบิดา และแน่นอนว่าพี่ใหญ่เป็นคนที่นางสนิทสนมยิ่งกว่าใคร

รอยยิ้มบนใบหน้าของหนิงหวยค่อยๆ แข็งค้าง เขาจนปัญญากับหนิงฉือแล้วจริงๆ จะดุก็ดุไม่ได้ จะตีก็ตีไม่ลง ทุกครั้งที่นางไม่เชื่อฟังเขาก็ทำได้แค่ปั้นสีหน้าเย็นชาใส่ และทุกครั้งที่เป็นเช่นนั้นหนิงฉือก็จะยอมโอนอ่อนให้

และในที่สุด...

หนิงฉือก็เม้มริมฝีปาก หลุบตาลง วางตะเกียบบนจานพลางเอ่ยขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์ “ก็ได้”

ไปพบก็ไปพบสิ ความจริงแล้วก็ไม่ได้เสียหายอะไร เพียงแต่นางคร้านที่จะรับมือเท่านั้น

“แล้วอย่าหลับอีกเล่า” เวลาของหนิงหวยมีจำกัด เขาอยู่ได้ไม่นานก็ต้องรีบกลับ แต่ก่อนกลับก็ยังไม่วายจับจ้องน้องสาวพลางพูดทิ้งท้ายราวกับสั่งการ

“คุณหนูเจ้าคะ ตับหมูผัดนี่ เมื่อครู่ท่านแม่ทัพ...” ลวี่หลัวยังไม่ทันพูดจบ หนิงฉือก็ตวัดสายตาเย็นเยียบส่งให้ เจ้านายยังไม่ทันจะเอ่ยอะไร มือของลวี่หลัวก็สั่นจนแทบจะทำจานกับข้าวตก ต้องรีบเอากับข้าวจานนั้นออกไป

หนิงฉือรังเกียจเนื้อสัตว์ เรื่องนี้แม้กระทั่งหนิงหวยก็ยังไม่รู้ เพราะต่อหน้าเขานางไม่เคยแสดงออกชัดเจนด้วยกลัวว่าอีกฝ่ายจะเป็นกังวล

หนิงฉือนึกถึง ‘ชายผู้นั้น’ เขาเป็นคนเงียบๆ ไม่ค่อยพูดค่อยจา แต่กลับชอบกินเนื้อและดื่มสุราเป็นที่สุด ถึงขั้นยอมขลุกอยู่ในครัวหลายชั่วยามเพื่อทำกับข้าวสักมื้อให้นางลิ้มลอง แรกเริ่มนางไม่อยากทำลายความตั้งใจของเขา เพราะถึงอย่างไรเขาก็ตั้งใจทำให้ด้วยความยากลำบาก ลงทุนลงแรงไปมากมาย นางเห็นเขาชอบจึงแสร้งเออออไปว่าตนก็ชอบกินเช่นกัน พยายามตักเนื้อคำโตๆ ใส่ปาก กินไปมากโข

หลังจากนั้นกลางดึกก็ต้องลุกขึ้นมาเพราะรู้สึกไม่สบายท้อง ยังต้องแอบไปอาเจียนอยู่เป็นนาน พอนางไม่ได้อยู่กับเขาอีก แค่เห็นเนื้อสัตว์นางก็อยากจะอาเจียนแล้ว ความรู้สึกแน่นหน้าอกกลับมาอีกครั้ง ทำอย่างไรก็ไม่หาย เหมือนมีหมอกควันปกคลุมร่างนางเอาไว้อย่างแน่นหนา

“ไม่กินแล้ว ข้าง่วง” พูดจบหนิงฉือก็ลุกขึ้นเดินไปยังเตียงนอนทันที

---------------------------------------------------------------

 

ไปค่ายทหาร

ตกกลางคืน

อาชี่หลับด้วยความรู้สึกไม่ปลอดภัย เขามักจะต้องกอดบิดาเสมอ

เด็กน้อยนอนอยู่ในอ้อมแขนของเซียวชิงชานแล้วขดตัวเป็นวง มีเพียงวิธีนี้ที่พอจะทำให้เขาหลับสนิทได้ น่าจะเป็นเพราะไม่มีมารดาอยู่ข้างกายมาตั้งแต่เยาว์วัย ทั้งยังลุยน้ำข้ามเขามาตลอดทาง ต้องประสบความทุกข์ยากนานัปการ

ห้องเก็บฟืนแห่งนี้มีช่องให้ลมโกรกเข้ามาทั้งสี่ทิศ ฤดูเหมันต์อากาศหนาวจับใจ เตียงในห้องใช้ไม้แค่ไม่กี่แผ่นมาต่อเป็นเตียงทรงเตี้ย ส่วนด้านบนก็มีผ้าห่มสีเทาผืนบางเท่านั้น เซียวชิงซานเอาเสื้อคลุมมารองไว้ด้านล่าง ตัวเขาเองนอนริมเตียงด้านนอก ตะแคงร่างบังลมหนาวที่พัดเข้ามาในห้องแล้วยื่นแขนข้างหนึ่งออกมาให้อาชี่หนุนต่างหมอน ผ้าห่มบางๆ ผืนนั้นคลุมร่างสองพ่อลูกได้มิดพอดี

“ท่านพ่อหนาวหรือไม่?” อาชี่ถูแขนตัวเองไปมา น้ำเสียงอ่อนโยนเอ่ยอย่างเนิบช้า กะพริบตามองบิดาของเขา

เซียวชิงซานส่ายหน้าไปมา ถึงอย่างนั้นอาชี่ก็ยังคงจับมือข้างหนึ่งของบิดาที่ทิ้งอยู่ข้างลำตัวขึ้นมาเป่าลมเสียงดังใส่สองสามหน สองมืออวบนุ่มนิ่มไม่อาจกอบกุมมือเพียงข้างเดียวของบิดาไว้ได้มิด

“ตอนนี้ท่านแม่จะหนาวเหมือนเราหรือเปล่านะ?” อาชี่พึมพำ

ตอนที่ได้ยินประโยคนี้สีหน้าเยือกเย็นดั่งน้ำแข็งพันปีที่ไม่มีวันละลายของเซียวชิงซานก็มีปฏิกิริยาโต้ตอบ เขาถอนหายใจแล้วตอบกลับเบาๆ ว่า “ถ้าอาชี่หนาว พ่อก็จะกอดเจ้าไว้ แต่ถ้าแม่ของเจ้าหนาว เราสองคนก็ต้องช่วยกันกอดท่านแม่”

อาชี่ไม่เคยเห็นหน้าตาผู้เป็นมารดามาก่อน แต่ก็รู้ว่าท่านแม่ของเขาเป็นคนดีคนหนึ่งและเป็นดั่งดวงใจของท่านพ่อ ทำให้ท่านพ่อและเขาดั้นด้นออกตามหานางด้วยความมุมานะ และต่อไปถ้าได้พบกับนาง เขาก็จะรักนางเช่นเดียวกับที่ท่านพ่อรัก

.

คืนหนึ่งผ่านไป

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้นเสียงลมด้านนอกรุนแรงขึ้นทุกขณะ สายลมหนาวแทรกผ่านเข้ามาในห้อง เซียวชิงซานกอดบุตรชายเอาไว้ นานๆ ทีอาชี่จะได้หลับสนิทเช่นนี้ นิ้วมือใหญ่คล้ายดั่งรังไหมหนาเคลื่อนมาหยุดบนแก้มเด็กน้อย ใบหน้านี้นุ่มนิ่มเหมือนเต้าหู้ขาว มองคล้ายกับมารดาของเขาอย่างไรอย่างนั้น แค่จับเบาๆ ก็เหมือนจะแตกได้แล้ว

ขณะนั้นเองก็มีเสียงพูดคุยดังมาจากด้านนอก ฟังไม่ถนัดนัก

“ท่านพ่อ วันนี้หนาวมาก สุขภาพของท่านก็เป็นเช่นนี้ อย่างไรก็ให้ไปไม่ได้!” น้ำเสียงนุ่มนวลของหญิงสาวดังขึ้นเป็นลำดับทั้งยังแฝงไว้ด้วยความร้อนรน ตามมาด้วยเสียงผู้ชายไอแรงๆ สองครั้งแล้วเอ่ยขึ้นด้วยความอับจน

“สองสามวันมานี้งานรัดตัวนัก ท่านแม่ทัพจะผลิตอาวุธชุดใหม่ ทำให้คนงานไม่พอ พ่อไม่ไปไม่ได้จริงๆ”

“ลาหยุดสักวันเถอะ อย่างไรท่านก็ต้องไปให้หมอตรวจอาการเสียก่อนแล้วค่อยว่ากัน”

“ลาไม่ได้ ลาหยุดหนึ่งวันก็ต้องถูกหักค่าแรงตั้งสามวันเชียวนะ แบบนั้นไม่เท่ากับเสียแรงเปล่ารึ?” จบคำก็มีเสียงถอนหายใจหนักๆ ตามมา

หญิงสาวสะอื้นไห้อย่างหมดปัญญา งานช่างตีเหล็กนั้นเดิมทีก็เหนื่อยมาก ต้องทำทั้งวันเนื้อตัวก็เต็มไปด้วยบาดแผล ช่วงนี้เข้าสู่ฤดูเหมันต์แล้วอากาศยิ่งหนาวยะเยือกเสียจนจับค้อนไว้ในมือไม่อยู่ หากเป็นเช่นนี้ต่อไม่ว่าใครก็คงทนไม่ไหวแน่

เซียวชิงซานมีสีหน้าเรียบเฉย เขาดึงผ้าห่มห่อตัวอาชี่ให้มิดชิดมากขึ้น

“ท่านแม่ทัพใหญ่หนิงเป็นคนที่เห็นแก่ชีวิตราษฎรมาก่อนมิใช่หรือ? เหตุใดถึงไร้น้ำใจเช่นนี้เล่า!” หญิงสาวเอ่ยวาจาดูแคลนเสียงดังก่อนจะถูกบิดาเอามืออุดปากไว้

“อย่าพูดแบบนั้นเชียวนะ!” น้ำเสียงทุ้มต่ำดุแผ่วเบา

พอเซียวชิงซานได้ยินคำว่า ‘แม่ทัพใหญ่หนิง’ ก็ถึงกับชะงักมือแล้วยันร่างลุกขึ้นนั่งในฉับพลัน การเคลื่อนไหวของเขาทั้งแผ่วเบาและปราดเปรียวแต่ก็ยังทำให้อาชี่รู้สึกตัวตื่น

“ท่านพ่อ” อาชี่ขยี้ตาแล้วเรียกออกมาหนึ่งคำ

เซียวชิงซานยกมือส่งสัญญาณให้เด็กน้อยนอนต่อ ส่วนตัวเขาก้าวลงจากเตียง สาวเท้ายาวๆ สองก้าวแล้วแง้มประตูออกไปมอง

ในเพิงไม้ด้านนอกมีคนสองคนยืนอยู่ คนหนึ่งเป็นหญิงสาวในชุดผ้าแพรสีฟ้าน้ำทะเล เรือนผมมัดเป็นมวยทั้งสองข้างผูกด้วยผ้าสีฟ้าเข้าชุด ดูๆ ไปแล้วน่าจะมีอายุราวสิบห้าถึงสิบหก หน้าตาสะสวย ส่วนชายที่อยู่ข้างกันนั้นสวมชุดผ้าแพรสีเทา ร่างกายแข็งแรงกำยำ แต่สีหน้ากลับเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า

“ข้าพอจะช่วยอะไรได้บ้างหรือไม่?” เซียวชิงซานเอ่ยปากถาม

เสียงหนักแน่นที่จู่ๆ ก็ดังมาจากด้านหลังทำให้หญิงสาวต้องหันไปมอง ครั้นเห็นชายแปลกหน้าปรากฏตัวออกมาก็นึกถึงคำของมารดาว่ามีคนมาขออาศัยชั่วคราวที่บ้านจึงมิได้ตกใจนัก แต่คิดไม่ถึงว่าชายที่มาขออาศัยชั่วคราวผู้นั้นจะหน้าตาดีถึงเพียงนี้

เขาตัวสูงใหญ่ อกผาย เอวสอบ บุคลิกหน้าตาโดดเด่น แม้การแต่งกายจะธรรมดาแต่ภาพลักษณ์ที่สะดุดตานั้นให้ปิดบังอย่างไรก็คงไม่มิด

หญิงสาวจับจ้องอย่างตกตะลึงถึงกับลืมตอบไปชั่วขณะ

“ข้าอาสาไปทำงานแทนให้ ไม่คิดค่าแรง ถือว่าเป็นการตอบแทนบุญคุณที่พวกท่านให้ที่พักอาศัย” เซียวชิงซานอธิบายต่อ

ชายเจ้าของบ้านมองด้วยสายตาสงสัยใคร่รู้แล้วเอ่ยถาม “เจ้าตีเหล็กเป็นรึ?”

เซียวชิงซานพยักหน้ารับ “ทำเป็น”

เมื่อวานผู้มาขอพักก็ให้เงินมาแล้วถึงสามชั่ง วันนี้ยังบอกว่าจะตอบแทนด้วยการช่วยงานโดยไม่คิดค่าแรง ไหนเลยจะมีคนดีเช่นนี้อยู่ในโลก?

“พวกเราเพิ่งเคยมาเยือนที่นี่ อะไรก็ไม่คุ้น แค่อยากมีที่ซุกหัวนอน มีข้าวให้กินเท่านั้น” เซียวชิงซานรู้ว่าอีกฝ่ายเกิดคำถามอยู่ในใจจึงอธิบายต่อไปอีกหนึ่งประโยค

“ตกลง ถ้าเช่นนั้นก็ขอบคุณท่านมาก” หญิงสาวชิงตอบออกมาก่อนจะหันไปเจรจากับบิดา “ท่านพ่อ วันนี้พวกเราไปศาลาเชียนจือถังกันเถิด ให้หมอสวีตรวจอาการท่านสักหน่อย”

หญิงสาวผลักผู้เป็นบิดาให้เข้าไปพักด้านใน ครั้นเห็นเซียวชิงซานกำลังจะกลับเข้าห้องก็เอ่ยปากเรียกเขาเอาไว้ “พี่ชาย ท่านชื่ออะไรหรือ?”

เซียวชิงซานหยุดฝีเท้าแต่กลับไม่ตอบคำถาม

“ข้าชื่อหลัวจื่อหลิง” หญิงสาวบอกออกไปอย่างรวดเร็วพร้อมรอยยิ้มงดงาม

เซียวชิงซานขมวดคิ้ว ตอบเพียงว่า “ข้าแซ่เซียว”

หลัวจื่อหลิงเอ่ยต่อเสียงเบาว่า “พี่เซียว เรื่องของท่านพ่อข้าต้องขอบคุณพี่มาก พี่เป็นคนดีจริงๆ”

คนดีรึ?

เซียวชิงซานรู้สึกกระอักกระอ่วนใจ นึกไม่ถึงว่าจะมีคนพูดเช่นนี้กับเขา จู่ๆ ในหูก็แว่วเสียงหวานดังข้ามกระแสธารและภูผาว่า “ชิงซาน ท่านช่างดีเหลือเกิน”

นางมักจะยิ้มให้เขา โอบกอดแล้วบอกว่าเขาดีอย่างนี้อย่างนั้นแต่สุดท้ายก็ยังหนีไปมิใช่หรือ?

นางหลอกเขาให้เชื่อใจแล้วหนีไปเสียไกลลิบ แม้กระทั่งเลือดเนื้อเชื้อไขของตนก็ไม่ต้องการ!

นางไม่ไยดีต่อเขาที่รักนางปานแก้วตาดวงใจ เขาเห็นนางสำคัญเสียยิ่งกว่าชีวิต นางต้องการอะไรเขาก็ยอมลงให้เสมอ แม้จะดีกับนางถึงเพียงนั้นแต่นางก็ยังหนี!

เซียวชิงซานหมุนตัวกลับเข้าห้องโดยไม่ได้พูดอะไรอีก พบอาชี่นั่งอยู่ที่ขอบเตียง กำลังพยายามใส่รองเท้าด้วยตัวเอง พอเห็นดังนั้นเขาก็เอ่ยกับเด็กชาย “ประเดี๋ยวเจ้าต้องออกไปข้างนอกกับพ่อ”

เด็กน้อยพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย ไม่ถามอะไรให้มากความ

.

หนิงหวยทำเหมือนกลัวว่าหนิงฉือจะกลับคำ

ดังนั้นวันต่อมาเขาจึงรีบพานางไปพบแม่ทัพสวี่

ตอนนี้กองทัพกำลังผลิตอาวุธชุดใหม่ ทุกชีวิตในค่ายทหารล้วนวุ่นวายโกลาหล หนิงหวยปลีกตัวออกมาไม่ได้ แน่นอนว่าแม่ทัพสวี่หรือสวี่ลู่ก็มีภารกิจรัดตัวเช่นกัน หนิงหวยจึงตัดสินใจพาหนิงฉือมาที่ค่ายทหารแห่งนี้เสียเลย

ใช่ว่าหนิงฉือจะเพิ่งเคยมาที่นี่ ก่อนหน้านี้ตอนยังเด็ก ถ้าไม่ได้เห็นหน้าพี่ชายสักสองสามวันนางก็คิดถึงจนต้องแอบออกมาหาถึงค่ายทหารแล้ว เมื่อเป็นแบบนี้หลายครั้งเข้าลูกน้องใต้บังคับบัญชาของพี่ชายจึงจดจำนางได้ ทุกคนล้วนเรียกขานนางอย่างอ่อนโยนว่า ‘คุณหนูหนิง’ เพราะถึงอย่างไรนางก็เป็นคุณหนูเล็กที่แม่ทัพของพวกเขายกให้เป็นน้องสาวยอดดวงใจ หากเผลอละเลยแม้เพียงเล็กน้อย ท่านแม่ทัพต้องไม่ปรานีพวกเขาแน่

วันนี้อากาศเย็นอยู่บ้าง หนิงฉือสวมเสื้อกันหนาวแบบบุด้านใน คอปกสีขาวกระจ่างดั่งจันทร์เพ็ญปักลายดอกกล้วยไม้ ผ้าพันคอขนสัตว์ขนาดใหญ่สีขาวที่พันอยู่รอบลำคอยิ่งทำให้ใบหน้านวลดูเรียวเล็ก เสื้อคลุมสีขาวปักลายใบเหมยสีเขียวอ่อนห่มร่างนางไว้มิดชิด แม้แต่ลมหนาวก็ไม่อาจแทรกผ่าน นางเดินตามหลังหนิงหวยอย่างว่าง่ายเหมือนกระต่ายน้อยตัวหนึ่ง

อากาศข้างนอกหนาวเหน็บ กอปรกับสุขภาพร่างกายของหนิงฉือเองก็อ่อนแอ หนิงหวยจึงให้นางรออยู่แต่ในกระโจม

“เจ้านั่งอยู่ที่นี่ก่อน” หนิงหวยชี้ไปยังเบาะนุ่มหลังฉากกันลม

ตามปกติลูกผู้ชายอย่างหนิงหวยอยู่ในค่ายทหารที่สภาพแวดล้อมมิได้พิเศษเลิศเลอโดยไม่เคยคิดเล็กคิดน้อย ส่วนเบาะนุ่มตรงนั้นเขาให้คนจัดเตรียมไว้เพราะตั้งใจจะพาอาฉือมาที่นี่ตั้งแต่เมื่อวาน

หนิงฉือเป็นหญิงสาวที่ยังไม่ได้ออกเรือน แน่นอนว่ามิอาจพบปะชายใดได้อย่างโจ่งแจ้ง ให้นางหลบมาอยู่ด้านหลังเสียก่อน เมื่อแน่ชัดว่าใจนางรู้สึกอย่างไรเรื่องอื่นค่อยว่ากัน หนิงฉือเข้าใจถึงจุดนี้ดี จึงพยักหน้ารับแล้วเดินไปด้านหลังฉากกันลมอย่างเชื่อฟัง

“อีกสักครู่ข้าจะพาแม่ทัพสวี่เข้ามา เจ้าก็อยู่ตรงนี้ไปก่อน” หนิงหวยชะงักเล็กน้อย ปั้นสีหน้าจริงจังแล้วกำชับว่า “ห้ามหลับเด็ดขาด”

หนิงฉือตอบรับอย่างมั่นใจ “ตอนนี้ข้าไม่ง่วงสักหน่อย”

แม้ปากพูดเช่นนั้น แต่พอหนิงหวยคล้อยหลังไป หนิงฉือที่นั่งอยู่บนเบาะนุ่มได้พักหนึ่งกลับเอนกายพิงไปด้านข้างแล้วจู่ๆ ก็หาวออกมาสองครั้ง นางฝืนตัวเองได้เพียงครู่ก็เผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว

ตอนที่ตื่นขึ้นมาไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใดแล้ว ในกระโจมยังคงไร้ผู้คน มีเพียงทหารเฝ้ายามอยู่หน้าประตูที่เป็นเด็กหนุ่มอายุราวสิบสี่ถึงสิบห้า พอได้ยินความเคลื่อนไหวด้านในทหารหนุ่มน้อยก็เปิดม่านหน้ากระโจมพลางเอ่ยเรียก “คุณหนูหนิง?”

หนิงฉือตอบรับอย่างงุนงง

“คุณหนูหนิง ในที่สุดท่านก็ตื่นเสียที เมื่อครู่แม่ทัพใหญ่กับแม่ทัพสวี่มาที่นี่ พอเห็นคุณหนูหลับอยู่ก็เลยพากันกลับออกไปแล้วขอรับ”

หนิงฉือแทบจะจินตนาการถึงท่าทางของหนิงหวยในตอนนั้นได้เป็นฉากๆ เขาจะต้องมองนางแล้วยิ้มอย่างจนปัญญา ในใจทั้งโกรธเคืองและกลัดกลุ้มแต่ก็ปลุกนางไม่ลง

“นอนจนปวดหัวไปหมด” หนิงฉือลุกขึ้นนวดศีรษะแล้วเปล่งเสียงออกมาด้วยความรู้สึกมึนงง

“ให้ข้าพาคุณหนูออกไปเดินเล่นดีกว่า แม่ทัพใหญ่บอกว่ารอจนลมสงบก็ให้พาคุณหนูออกไปสูดอากาศขอรับ” เสียงทหารชั้นผู้น้อยเต็มไปด้วยความกระฉับกระเฉง เขาชะโงกหน้าเข้ามาเสียจนคอยืดคอยาว

“เอาสิ” หนิงฉือสวมเสื้อคลุมแล้วเดินตามทหารชั้นผู้น้อยนายนั้นออกจากกระโจมไป

นางไม่ได้มาเยือนที่นี่หลายปีแล้ว หลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนไปมากเหลือเกิน ยามนี้ในค่ายทหารไม่ว่าจะซ้ายหรือขวาล้วนไม่แตกต่าง ทุกที่ปราศจากมวลบุปผางามให้ชื่นชม หนิงฉือจึงกวาดตามองอย่างไร้จุดหมาย

“ทางด้านโน้นคืออะไร?” สายตาของหนิงฉือจับจ้องไปยังผืนป่าเบื้องหน้า ตรงนั้นดูเหมือนจะมีทางเดิน จากความทรงจำของนาง ในอดีตไม่ได้เป็นเช่นนี้

ทหารนายนั้นหัวเราะแหะๆ แล้วตอบว่า “เพราะกำลังมีการผลิตอาวุธชุดใหม่ จึงจัดที่ทางสำหรับช่างตีเหล็กไว้ทางด้านโน้นชั่วคราว ด้วยเป็นงานสำคัญที่ท่านแม่ทัพต้องจับตาดูด้วยตัวเองขอรับ”

เดิมทีเรื่องนี้ไม่อาจแพร่งพรายได้ แต่นางเป็นถึงน้องสาวของท่านแม่ทัพใหญ่ น่าจะแตกต่างจากคนอื่นๆ หากพูดไปก็คงไม่มีปัญหา

“ซุ่นกุ้ยเอ๋อ ภาพที่ต้องส่งมอบให้นายกองหยาง เจ้าเอาไปไว้ที่ไหน?” มีเสียงคนตะโกนถามมาแต่ไกล

นายทหารซุ่นกุ้ยเอ๋อที่ถูกเรียกตบหน้าผากตัวเองแล้วเอ่ยขึ้นอย่างตกใจ “ข้าลืมไปเสียสนิท!”

พอท่านแม่ทัพมอบหมายให้มาอยู่เป็นเพื่อนคุณหนู เขาก็ลืมเรื่องภาพแผ่นนั้นไปจนสิ้น ตอนนี้ก็ยังคงวางอยู่ที่เดิม แย่แน่แล้ว!

“เจ้าไปเถิด ข้าจำทางได้” หนิงฉือคาดเดาความคิดของเขาได้จึงเอ่ยออกมาด้วยท่าทางสงบนิ่ง

“ขอรับคุณหนู แล้วข้าจะรีบกลับมา” ซุ่นกุ้ยเอ๋อกล่าวทิ้งท้ายอย่างหนักแน่นแล้วสาวเท้าจากไป

---------------------------------------------------------------

พี่สาวคนงาม

ควันไฟลอยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า

แม้เหมันต์จะหนาวเหน็บแต่เปลวไฟในเตากลับลุกโชนไปทั่วทั้งบริเวณ ในแต่ละจุดมีช่างตีเหล็กอยู่ด้วยกันสองถึงสามคน ทั้งผืนป่าได้ยินเพียงเสียงค้อนตีเหล็กดังระงม

ขณะที่สวี่ลู่เดินตรวจงานตามปกติ จู่ๆ ท่านแม่ทัพใหญ่ก็เรียกให้ไปหาที่กระโจมแล้วบอกว่าอยากให้พบกับใครบางคน ตอนนั้นเขาก็พอเดาได้ว่าท่านแม่ทัพอยากจะพาตนไปพบกับคุณหนูหนิง แต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดยังไม่ทันเจอหน้า อีกฝ่ายก็ให้เขากลับออกมาเสียก่อน พอนึกแล้วในใจก็กลัดกลุ้มยิ่งนัก

“เจ้าเพิ่งมาใหม่รึ?” ดูเหมือนสวี่ลู่ที่เดินผ่านไปจะสังเกตเห็นอะไรบางอย่างเข้าจึงถอยก้าวหนึ่ง แล้วเอ่ยถามด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

เซียวชิงซานสวมเสื้อกั๊กผ้าแพร ช่วงเวลาที่เงื้อแขนขึ้นลงตีเหล็กจะเห็นกล้ามแขนเป็นมัดๆ ทั้งสองข้าง เหงื่อของเขาไหลไปตามกรอบหน้า บ้างก็หยดลงในเตาไฟจนเกิดเสียงดังชี่ๆ ทั้งรูปร่างกำยำและใบหน้าที่โดดเด่นนั้นดึงดูดผู้คนจนต้องมองซ้ำ แค่มองผ่านๆ ก็ทำให้สวี่ลู่สะดุดตาแล้ว

“ท่านลุงหลัวมีธุระ ข้าก็เลยมาทำงานแทน” เซียวชิงซานก้มหน้า กดเสียงต่ำตอบกลับไป

เจ้านี่เข้ามาในค่ายทหารได้เช่นนี้ย่อมต้องผ่านการตรวจตรามาแล้ว อีกทั้งยังหน่วยก้านดีดูมีฝีมือ น่าจะไม่มีปัญหาอะไร แต่สวี่ลู่กลับรู้สึกขัดหูขัดตาขึ้นมาอย่างน่าประหลาด

แม้คนผู้นี้จะเป็นเพียงช่างตีเหล็กแต่บุคลิกกลับไม่ธรรมดาทำให้ไม่กล้าจับจ้องตรงๆ สวี่ลู่กวาดตามองครู่หนึ่งก่อนพยักหน้ารับ เมื่อไม่สามารถจับผิดได้จึงสาวเท้าเดินต่อ

เซียวชิงซานยกมือขึ้นปาดเหงื่อ มือขวาที่ถือค้อนอยู่นั้นชะงักเล็กน้อย เขาเงยหน้าขึ้นมองตามแผ่นหลังของสวี่ลู่ หลังครุ่นคิดอยู่สักครู่ก็ชักสายตากลับแล้วลงมือทำงานต่อ...

.

หนิงฉือรู้กาลเทศะ นางไม่มีทางเดินเพ่นพ่านในเขตพื้นที่ของค่ายทหารแน่

เพียงแต่เมื่อรออยู่พักใหญ่ทหารคนนั้นก็ยังไม่กลับมา นางยืนอยู่ที่เดิมนานๆ ก็เริ่มเบื่อหน่าย พอเห็นฝั่งตรงข้ามดูเหมือนจะมีดอกเหมยบาน หญิงสาวจึงเยื้องย่างไปยังผืนป่านั้น

ต้นเดือนสิบใบไม้ร่วงโรยไปไม่น้อย พฤกษาในพงไพรเหลือเพียงกิ่งก้านแตกแขนงให้ความรู้สึกเงียบเหงาวังเวง

หนิงฉือจัดเสื้อคลุมให้กระชับมากขึ้นแล้วมองไปเบื้องหน้า สายตาจับจ้องอยู่ที่เหมยแดงดงเล็กๆ ที่กำลังออกดอกตูมอยู่สองสามดอก หญิงสาวเดินตรงไปยังดงเหมย พยายามเอื้อมมือคว้าดอกเหมยตูมเหล่านั้น จู่ๆ หูก็แว่วยินเสียงแปลกประหลาดดังชี่ๆ ไม่หยุด

หนิงฉือหัวใจเต้นรัว ขบคิดอย่างรวดเร็วแล้วก็ได้ข้อสรุปในฉับพลัน หญิงสาวกวาดตามองไปยังต้นเสียง เห็นสิ่งมีชีวิตสีเขียวตัวหนึ่งเลื้อยรัดอยู่บนกิ่งไม้สีน้ำตาลกำลังจ้องมา

ช่วงฤดูกาลที่อากาศหนาวเย็นเช่นนี้เหตุใดถึงมีงูได้?

สวรรค์รู้ดีว่านางกลัวสิ่งมีชีวิตนี้เป็นที่สุด!

หนิงฉือกำลังขบคิดหาทางเอาตัวรอด ทว่านางยังไม่ทันได้ทำอะไร จู่ๆ ก็มีมือข้างหนึ่งยื่นมาจับงูตัวยาวราวเจ็ดชุ่นนั้นไว้ก่อนจะชักแขนกลับ อสรพิษพลันหายลับไปจากระยะสายตาของหนิงฉือ หญิงสาวข่มความหวาดกลัวเอาไว้อย่างสุดกำลัง

หนิงฉือก้มหน้ามอง สิ่งที่เห็นกลับเป็นร่างเล็กป้อมของเด็กชายอายุประมาณสองถึงสามขวบ เขาสวมอาภรณ์ซึ่งตัดเย็บจากผ้าแพรสีเทาที่ดูไม่เหมาะกับขนาดตัวเอาเสียเลย มือขาวนุ่มนิ่มยังคงกำงูตัวนั้นเอาไว้แน่น

“เจ้า...ระวังนะ!” หนิงฉือห่วงใยเด็กคนนี้แต่กลับไม่กล้าเข้าใกล้ ได้แต่ร้องออกมาด้วยความตกใจ

“ท่านไม่ต้องกลัวหรอก” อาชี่มองของเล่นในมือ ส่ายหน้าแล้วเอ่ยติดตลกว่า “มันไม่มีพิษสักหน่อย”

เหตุใดถึงมีเด็กน้อยที่กล้าหาญเช่นนี้ได้?

หนิงฉือมองเขาอย่างอกสั่นขวัญแขวน

อาชี่รับรู้ได้ว่าพี่สาวคนสวยตรงหน้ากลัวงูในมือของตนจึงย่อตัวนั่งยองๆ แล้วเอาขวดใบหนึ่งออกมาจากข้างเอว เขาโรยผงสีขาวลงบนตัวงูเล็กน้อย งูสีเขียวตัวนั้นบิดไปมาอยู่บนมือเขาสองสามครั้ง หลังจากนั้นก็ไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ อีก อาชี่จึงยกหางของมันแล้วขว้างออกไปอีกทาง

“ไม่มีอะไรแล้ว” เด็กน้อยหน้ากลมเงยหน้าขึ้นมาส่งยิ้มให้ เสียงของเขากระจ่างใสไพเราะ ระหว่างที่พูดก็สบเข้ากับสายตาที่มองกลับมาด้วยความหวาดกลัวของหนิงฉือ

นางพลันชะงักงันเล็กน้อย ดวงตาคู่นี้ช่างเหมือนกับดวงตาของตนนัก ทั้งยังให้ความรู้สึกใกล้ชิดสนิทสนมระคนน่าหวั่นเกรง หางตาของเด็กชายชี้ขึ้นเล็กน้อย นัยน์ตาส่องแสงเป็นประกาย ทำให้หนิงฉือจ้องมองอย่างลืมตัว หัวใจนางเต้นระทึกในขณะที่ถอยหลังหนึ่งก้าวตามสัญชาตญาณ

“นี่เป็นยาที่ท่านพ่อของข้าให้ไว้ พี่สาววางใจเถิด งูมันตื่นขึ้นมาไม่ได้ในเร็วๆ นี้แน่” อาชี่คิดว่านางยังคงหวาดกลัวจึงชี้ไปที่งูตัวนั้นแล้วอธิบายด้ายท่าทางจริงจัง

เด็กคนนี้ทั้งเฉลียวฉลาดและหัวไว อายุยังน้อยแต่กลับกล้าหาญ แม้หน้าตาจะดูไร้เดียงสาทว่ากลับรู้เรื่องรู้ราว ไม่เหมือนเด็กน้อยที่ถูกเลี้ยงดูอย่างประคบประหงมในฝ่ายในพวกนั้นเลยสักนิด

หนิงฉือมองสำรวจใบหน้าของเขา หลังจากสงบอารมณ์ได้นางก็ย่อตัวลงนั่งยองๆ จนอยู่ในระดับสายตาเดียวกันแล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ขอบใจเจ้ามาก เหตุใดเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่คนเดียวเล่า?”

อาชี่มองตาหนิงฉือที่เหมือนกับตาของเขาทุกกระเบียด นางให้ความรู้สึกสนิทชิดเชื้อจนเขาวางความหวาดระแวงในใจลง

“ท่านพ่อทำงานอยู่ก็เลยให้ข้ามารอที่นี่” อาชี่ตอบพลางชี้ไปข้างหน้า

“แล้วเหตุใดถึงไม่รออยู่ที่บ้านเล่า?” ที่นี่เป็นค่ายทหาร เอาเด็กมาทิ้งไว้ตามลำพังอย่างไรก็ไม่ปลอดภัย หนิงฉือไม่เข้าใจว่าเหตุใดบิดาของเด็กชายคนนี้ถึงได้พาลูกติดสอยห้อยตามมาด้วย

“คือว่าเรา... ไม่มีบ้าน” เด็กน้อยส่ายหน้า น้ำเสียงนุ่มนวลพลันเบาลง หลังจากนั้นเขาก็ค่อยๆ เอ่ยออกมาอีกว่า “ข้ามีแต่ท่านพ่อ”

หัวใจของหนิงฉือกระตุกวูบ นางหวนนึกถึงทารกน้อยคนหนึ่งขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ ทารกที่นางได้พบหน้าเพียงไม่กี่ครั้ง แต่กลับเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขที่ร้อยรัดเชื่อมโยงนางกับเขาเอาไว้อย่างลึกซึ้ง

เขาช่วยชีวิตนาง ส่วนนางก็ลั่นวาจาว่าจะตอบแทน ต่อมาเขาก็ล้อนางเล่นว่าอยากได้ลูกชาย ทว่าช่วงเวลาที่นางอยู่กับเขาในที่สุดก็ไม่อาจยืนยาวไปตลอดชีวิต นางควรต้องจากมา...

“เจ้าอยากได้อะไรไหมหนูน้อย?” หนิงฉืออดลูบหัวเด็กน้อยไม่ได้ นางส่งยิ้มให้พลางกล่าวยืนยัน “ไม่ว่าอะไร ขอเพียงเจ้าปรารถนาข้าจะมอบให้ทุกอย่าง”

อาชี่มองออกว่าคนที่อยู่ตรงหน้าแต่งกายอย่างชนชั้นสูง เสื้อผ้าอาภรณ์ล้วนแต่เป็นของชั้นเลิศ ดูแตกต่างจากเขาและบิดาอย่างเห็นได้ชัด

“เจ้าช่วยข้าไว้ ข้าสมควรตอบแทน” หนิงฉือคิดว่าเด็กน้อยไม่เชื่อคำจึงเอ่ยย้ำ “อยากได้อะไรเจ้าก็พูดมาเถิด”

เด็กชายนึกถึงเรื่องที่บิดาเคยบอกว่าท่านแม่มีดวงตาที่เหมือนกับของเขามาก เป็นดวงตากลมโตสุกสกาว และหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้าในยามนี้ก็มีดวงตาเหมือนเขาราวกับพิมพ์เดียวกัน

“ข้าไม่อยากได้อะไร” อาชี่ยิ้ม ไม่รู้เขาคิดอย่างไรจึงยื่นมือออกไปหมายจะดึงแขนเสื้อหญิงสาว แต่ก็นึกได้ว่ามือของตนสกปรก กลัวว่านางจะรังเกียจก็เลยชักมือกลับ

“ถ้าอย่างนั้นข้ามอบสิ่งนี้แก่เจ้าก็แล้วกัน” หนิงฉือยื่นปิ่นปักผมลายก้านดอกกระจับเลี่ยมทองให้ เดิมทีนางอยากให้เงินเพราะประเมินแล้วว่าเขาน่าจะขัดสน แต่นางไม่ได้นำเงินติดตัวมาด้วยจึงทำได้เพียงยกปิ่นปักผมล้ำค่าชิ้นนี้ให้

“คุณหนู คุณหนู...” ซุ่นกุ้ยเอ๋อส่งเสียงเรียกมาจากด้านหลัง

หนิงฉือจึงลุกขึ้นส่งยิ้มให้เด็กแล้วเอ่ยว่า “เด็กดี เจ้ารอพ่อต่อไปเถอะ แล้วเราค่อยพบกันใหม่!” จบคำนางก็หมุนตัวไปตามเสียงเรียกของซุ่นกุ้ยเอ๋อ รีบสาวเท้าจากไป

มืออวบอูมข้างหนึ่งกำปิ่นปักผมเอาไว้แน่น หลังจากตะลึงงันชั่วครู่เขาก็นึกอยากจะคืนปิ่นชิ้นนี้ให้พี่สาวคนงาม แต่อีกฝ่ายเดินห่างไปไกลจนไม่เห็นแม้เงา

.

“คุณหนูไม่เป็นอะไรใช่ไหมขอรับ? ไม่ได้รับอันตรายใดๆ ใช่หรือเปล่า?”

ซุ่นกุ้ยเอ๋อเดินตามหลังหนิงฉือพลางเอ่ยถาม สายตายังคงกวาดมองขึ้นๆ ลงๆ ด้วยกลัวว่าหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นมา ท่านแม่ทัพใหญ่จะถลกหนังเขาเอาได้

“ฤดูนี้...เหตุใดถึงยังมีงูอยู่อีกเล่า?” หนิงฉือกลับไม่เข้าใจในจุดนี้

“มีขอรับ แม้จะเข้าสู่เหมันต์แต่ในป่าด้านนั้นมีตาน้ำผุดขึ้นมาจึงอบอุ่นกว่าบริเวณโดยรอบอยู่บ้าง อีกทั้งงูบางชนิดก็ไม่ได้จำศีลในช่วงเหมันต์” ซุ่นกุ้ยเอ๋อพูดมาถึงตรงนี้ก็ตกใจ เผลอตวัดเสียงสูงขึ้นมาอย่างฉับพลัน “คุณหนูเจองูรึ!”

หนิงฉือปิดหูโดยไม่รู้ตัว ลูกน้องใต้อาณัติของพี่ใหญ่เป็นอะไรกันไปหมด พอตื่นเต้นตกใจก็มักตะโกนโวยวาย

“พี่ใหญ่” หนิงฉือหันไปเห็นหนิงหวยก็ดีอกดีใจประหนึ่งคว้าฟางเส้นสุดท้ายไว้ได้ นางรีบเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าเขา

“พี่ใหญ่ ท่านส่งใครมาดูแลข้าเนี่ย โหวกเหวกโวยวายเหลือเกิน” หนิงฉือหลุบตาลงบ่นพึมพำ พลางเหลือบมองไปทางซุ่นกุ้ยเอ๋อ

“ก็เพราะข้าอยากให้เจ้าพูดมากๆ หน่อยอย่างไรเล่า” หนิงหวยระเบิดหัวเราะแล้วโบกมือไปทางซุ่นกุ้ยเอ๋อ เป็นสัญญาณบอกให้อีกฝ่ายไม่ต้องเข้ามา

ซุ่นกุ้ยเอ๋ออายุยังน้อย เมื่ออยู่ในค่ายทหารก็ดูแลรับใช้ข้างกายหนิงหวยมาตลอด พอได้พูดก็มักจะหยุดไม่ได้ หนิงหวยคิดว่าช่วงสองสามปีมานี้อาฉืออึดอัดกลัดกลุ้มเกินไปแล้ว หากให้ซุ่นกุ้ยเอ๋อชวนนางพูดคุยบ้างก็คงจะดี

“เจ้าตกปากรับคำเป็นมั่นเหมาะแท้ๆ พอคล้อยหลังข้ากลับหลับเสียนี่ เจ้านี่ไม่ไหวจริงๆ!” หนิงหวยเอ่ยวาจาตำหนิน้องสาว แต่สายตาที่มองกลับอ่อนโยนยิ่ง

“ข้าไม่ได้อยากหลับสักหน่อย แค่จู่ๆ ก็รู้สึกง่วง...”

หนิงฉือพึมพำแก้ตัวยังไม่ทันจบ อยู่ดีๆ หนิงหวยก็ดึงนางเข้ามาหา ก่อนจะชี้ไปที่จุดหนึ่งแล้วเอ่ยอย่างกระตือรือร้นว่า “มองตรงนั้นเร็ว เขาก็คือสวี่ลู่ที่ข้าบอกไงเล่า”

หนิงหวยใช้ร่างบังหนิงฉือไว้ครึ่งค่อนตัว เหลือแต่ลูกนัยน์ตาที่โผล่ออกมา ให้นางมองตรงไปตามคำบอกเล่า

สวี่ลู่สวมชุดทหารเต็มยศ ร่างสูงสง่าแผ่นหลังเหยียดตรง เมื่อมองจากมุมที่นางยืนอยู่จะเห็นใบหน้าด้านข้างของเขาไม่ถนัดนัก แต่ก็ดูเป็นชายหนุ่มหล่อเหลาคนหนึ่ง

สวี่ลู่เหมือนจะสังเกตเห็นว่ามีคนจับจ้องตนอยู่จึงหันมองกลับมา

หนิงหวยรีบดึงน้องสาวเข้ามาในอ้อมแขนแล้วบังนางไว้ทั้งตัว แม้เขาจะเห็นดีเห็นงามในตัวสวี่ลู่ แต่ถึงอย่างไรน้องของเขาก็เป็นผู้หญิง จนกว่านางจะพยักหน้าเห็นชอบ เขาจะให้ผู้ใดยลโฉมไม่ได้

“เป็นอย่างไร?” เสียงของหนิงหวยดังขึ้นมาจากเหนือศีรษะนาง

“พอใช้ได้กระมัง” หนิงฉือเองก็ยังเห็นไม่ชัด ได้แต่ตอบกลับไปอย่างไม่ใส่ใจ

หนิงหวยลูบผมน้องสาวพลางยกยิ้มมุมปาก “ถ้าดูพอแล้วพี่จะส่งเจ้ากลับจวน”

ดูเหมือนในค่ายทหารจะมีงานรัดตัว ความจริงแล้วหนิงฉือคิดว่านางกลับเองได้ แต่ก็ยังพยักหน้ารับอย่างไม่อิดเอื้อน

“ข้าจะไปส่งเจ้า” หนิงหวยกลัวเหลือเกินว่าจะเกิดเรื่องเหมือนเมื่อสามปีก่อน กลัวเหลือเกินว่าน้องสาวคนเล็กจะหายตัวไปอีกครั้ง...หายไปอย่างไร้ร่องรอย ดังนั้นไม่ว่าเรื่องอะไรที่เกี่ยวกับอาฉือ เขาจะต้องจัดการด้วยตัวเอง

---------------------------------------------------------------

นางมีดวงตาเหมือนข้าเลย

หลังจากหนิงหวยส่งหนิงฉือกลับจวนเรียบร้อยแล้ว

เขาก็ไม่ได้รั้งอยู่ต่อแม้เพียงเค่อเดียว แต่รีบเดินทางกลับค่ายทหารทันที

“อาฉือ” หนิงฉือเพิ่งก้าวเท้าเข้าประตูใหญ่ก็ได้ยินเสียงเรียกอันนุ่มนวลของซูซื่อดังมาจากหน้าเรือนรับรอง

ขณะนั้นสาวใช้ที่อยู่ข้างกายเพิ่งจะช่วยหนิงฉือถอดเสื้อคลุมแล้วนำไปถือไว้ในมืออย่างเป็นระเบียบ เผยให้เห็นเสื้อสีเขียวมรกตที่มีเนื้อผ้าบางดั่งปีกหิ่งห้อย ชายเสื้อด้านหน้าตัดเฉียง เสริมคอเสื้อด้วยผ้าสีขาวราวหิมะที่ปล่อยชายลงมาด้านหนึ่ง

สีหน้าของหนิงฉือฉายแววเย็นชาอยู่ชั่วครู่ แต่ขณะที่เงยหน้าขึ้นก็ส่งสายตาเป็นมิตรแฝงไว้ด้วยรอยยิ้มสดใสดั่งตาตั๊กแตนไปให้ นางเดินไปหาซูซื่ออย่างไม่รีบร้อน ค่อยๆ เยื้องย่างทีละก้าว...ทีละก้าวอย่างเชื่องช้า

“ได้ข่าวว่าวันนี้เจ้าไปพบแม่ทัพสวี่มารึ เป็นอย่างไรบ้าง ถูกใจหรือไม่?” ซูซื่อเดินตรงมาหาพลางกล่าวเสียงกลั้วหัวเราะก่อนจะคล้องแขนหนิงฉือไว้ ใช้ถ้อยคำที่แสดงความสนิทสนมอย่างยิ่ง “แม่ทัพสวี่ลู่เป็นชายชาตรีที่ยังหนุ่มยังแน่น ดูดีมีสง่า หญิงสาวมากมายแอบหลงใหลใฝ่ฝันถึงเขาด้วยกันทั้งนั้น”

ซูซื่อเอ่ยอย่างกระตือรือร้น บางจังหวะก็ลอบมองหนิงฉือด้วยแววตาที่เปี่ยมล้นไปด้วยไฟริษยา

“จริงรึ? ข้าไม่ได้มองให้ชัด” หนิงฉือกลับไม่ตื่นเต้น หญิงสาวก้มหน้ามองมือของซูซื่อที่เกาะกุมตนไว้ มุมปากค่อยๆ เม้มทีละนิด

นางไม่คุ้นชินกับความใกล้ชิดเช่นนี้ โดยเฉพาะเมื่อเป็นการกระทำของซูซื่อ!

ซูซื่อเห็นนางดูไม่ค่อยยินดีจึงมองประเมินแบบจับสังเกตแล้วกล่าวลองใจ “อาฉือ เจ้าคงไม่ได้ยังฝังใจเรื่องในตอนนั้นอยู่กระมัง?” ซูซื่อพูดจบก็รอดูปฏิกิริยาของอีกฝ่าย ครั้นเห็นหนิงฉือไม่โต้ตอบใดๆ ก็ชะงักเล็กน้อยแล้วเอ่ยว่า “ผ่านมาตั้งสามปีแล้ว เจ้าก็อย่าได้สนใจไปเลย ผ่านแล้วก็ให้ผ่านไป อย่างไรชีวิตก็ต้องดำเนินต่อ หากจะว่าไปแล้ว...”

“พอเถอะ ไม่ต้องพูดอีก” หนิงฉือเอ่ยแทรกออกมา แววตาพลันเย็นชาขึ้นหลายส่วน ความขุ่นเคืองเผยออกมาให้เห็น

ซูซื่อตกใจที่จู่ๆ อีกฝ่ายก็โมโห นางยืนอึ้งอยู่กับที่ เนื้อตัวแข็งทื่อ สองแขนที่คล้องอยู่กับแขนหนิงฉือก็ไม่รู้ว่าควรจะเอาไปวางไว้ตรงไหน

หนิงฉือสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พร้อมกับหลับตา นางพยายามทำใจให้เย็นลงแล้วจึงเอ่ยเสียงเรียบ “ขออภัย ข้าตื่นตระหนกไปหน่อย”

ซูซื่อกลืนน้ำลายลงคอ “ไม่เป็นไร เป็นข้าเองที่ปากมาก”

นี่เป็นครั้งแรกที่ซูซื่อพูดเรื่องนี้กับนางตรงๆ ทำให้หนิงฉือที่ปกติดูไม่แยแสต่อสิ่งใดถึงกับมีปฏิกิริยารุนแรง ท่าทางของนางแม้แต่ซูซื่อเองก็ยังรู้สึกหวาดกลัว

เกิดอะไรขึ้น? ทำไมคุณหนูหนิงผู้สูงส่งถึงได้เปลี่ยนไปเป็นเช่นนี้?

ซูซื่อหรี่ตาพลางครุ่นคิด

.

ความจริงแล้วเซียวชิงซานตีเหล็กไม่เป็น

เพียงแต่ตอนที่อยู่ในตำบลเชียนหยาง ทางราชสำนักได้ส่งหน่วยสอดแนมมาเสาะหารังโจรของพวกเขาไปทั่วทุกแห่งหน ราวกับต้องการจะจับพวกเขาให้ได้คามือ และผู้ที่เป็นหัวเรือใหญ่ก็คือแม่ทัพใหญ่หนิงหัวหน้าค่ายนี้นี่เอง ดังนั้นเขาจึงตั้งใจแทรกตัวเข้ามาในค่ายทหาร ชายหนุ่มคิดว่าที่นี่อาจมีเบาะแสอาฉือของเขา

ในสายตาของเซียวชิงซาน การตีเหล็กไม่ใช่เรื่องยาก เมื่อได้เข้าไปในเพิงไม้ เขาแค่สังเกตอย่างถี่ถ้วนสักสองสามรอบก็สามารถจับทางได้ ตอนแรกที่ถือค้อนอยู่ในมืออาจดูไม่ถนัดนัก แต่ไม่นานก็เชี่ยวชาญขึ้น ดังนั้นจากสายตาคนนอกที่มองเข้ามา เขาก็ไม่ต่างจากช่างตีเหล็กที่มีความชำนาญคนหนึ่ง

“วันนี้งานไม่เยอะเลยเสร็จเร็ว พวกเจ้ากินข้าวแล้วก็แยกย้ายกันกลับได้” หัวหน้าคนงานกล่าว เขามีนามว่าหลี่ลี่ อายุราวสามสิบสี่สิบปี มีรูปร่างสูงใหญ่ ร่างกายกำยำ หลังจากที่เขาเดินตรวจตราไปแล้วรอบหนึ่งก็พยักหน้าติดๆ กันอย่างพออกพอใจ

“วันนี้เจ้ามาแทนลุงหลัวรึ?” หลี่ลี่ถามพลางมองเซียวชิงซานตั้งแต่หัวจรดเท้า

ชายหนุ่มก้มหน้า ผงกศีรษะรับ

“ดูฝีมือเจ้าก็ใช้ได้ ทำมานานแล้วรึ?” หลี่ลี่ถามต่อ

เซียวชิงซานชะงักเล็กน้อยก่อนจะตอบว่า “สามปี”

“สามปีก็ไม่นับว่านาน แต่ฝีมือเจ้าดูไม่เลวเลยทีเดียว หากเจ้ายังอยากทำงานต่อ ข้าจะไปขออนุญาตท่านแม่ทัพให้”

เซียวชิงซานมองไปทางค่ายทหารที่อยู่เบื้องหน้าแล้วผงกศีรษะอีกครั้ง “วิเศษ”

.

ยามอาทิตย์อัสดง

ท้องฟ้าค่อยๆ มืดลง บรรดาช่างตีเหล็กต่างล้อมวงกินข้าวเย็น แต่เซียวชิงซานกลับลุกขึ้นปลีกตัวจากบริเวณนั้นไปอย่างเงียบเชียบ มุ่งตรงสู่ป่าที่อยู่ด้านข้าง

ตอนที่เขาก้าวเข้ามาก็พบว่าภายในเขตค่ายทหารแห่งนี้ ในป่าแถบนั้นเงียบสงบที่สุด เขาไม่วางใจให้อาชี่อยู่ห่างตัวจนเกินไปจึงทำได้เพียงให้เด็กน้อยรออยู่ในป่าพร้อมกับกำชับบุตรชายว่าอย่าเถลไถล ถ้ามีใครมาก็ให้แอบให้ดีซึ่งเป็นเรื่องที่อาชี่สามารถรับมือได้

“ท่านพ่อ” เซียวชิงซานเพิ่งจะก้าวเท้าเข้าป่า อาชี่ก็คลานออกมาจากพุ่มไม้ที่อยู่ข้างๆ ใบหน้ากลมแป้นเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เขากระโจนเข้าใส่เซียวชิงซานเหมือนกับวัตถุกลมป้อมที่กระโดดแปะติดแล้วไม่ยอมไปไหน

“ท่านพ่อ อาชี่คิดถึงท่านพ่อ” เด็กน้อยเติบโตขึ้นมาท่ามกลางสภาพแวดล้อมเช่นนี้อยู่แล้ว แม้พงไพรจะเต็มไปด้วยภยันตราย ขอเพียงไม่หนักหนาสาหัสจนเกินไป อาชี่ก็สามารถนั่งเฉยๆ รอได้ทั้งวันโดยไม่ปริปากบ่น เพียงแต่การอยู่คนเดียวในความเป็นจริงช่างเงียบเหงานัก ไม่มีใครให้พูดคุย ได้แต่ชมนกกา ปลาหนอนและบุปผา พูดคุยกับดินกับหญ้าอยู่เพียงลำพัง

ไม่มีคนสนใจ ไม่มีใครไยดี

ตอนนี้เขาเหลือแต่บิดา ถ้าเป็นไปได้ก็ไม่ขอแยกจากแม้ชั่วอึดใจ

เซียวชิงซานย่อกายลงพร้อมกับวางมือลงบนไหล่บุตรชายแล้วถามว่า “เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่า?”

เด็กชายคิดทบทวนก่อนพยักหน้ารับ “มีขอรับ ข้าพบพี่สาวคนหนึ่ง”

“พี่สาวรึ?” เหตุใดค่ายทหารแห่งนี้ถึงมีสตรีเล่า?

อาชี่แบมือเผยให้เห็นปิ่นปักผม เขายื่นมันมาตรงหน้าเซียวชิงซานพลางกล่าวต่อ “พี่สาวคนนั้นมอบสิ่งนี้กับข้าด้วย” จากนั้นเขาก็อธิบายสั้นๆ ว่า “ข้าไล่งูให้นาง นางขอบคุณแล้วก็มอบสิ่งนี้มา”

เซียวชิงซานใช้สองนิ้วคีบปิ่นปักผมขึ้นมาพิจารณาอย่างละเอียด เขาดูออกว่าปิ่นปักผมนี้เป็นของล้ำค่า น่าจะมีราคาหลายตำลึง ไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะมีได้ เกรงว่าสตรีผู้นี้จะต้องเป็นลูกหลานผู้ดีมีตระกูล

“เสร็จงานแล้วพวกเรากลับบ้านกันเถิด” เซียวชิงซานหมุนตัวแล้วจับมืออาชี่ไว้ ขณะที่กำลังจะออกเดินอาชี่กลับหยุดชะงัก ยืนนิ่งพลางกะพริบตาปริบๆ มองเขาสองสามครั้ง

“มีอะไรรึ?” เซียวชิงซานถาม

“ท่านพ่อ ท่านรู้ไหมว่าพี่สาวคนนั้นมีดวงตาเหมือนกับข้าเลย”

.

สาวใช้เตรียมสำรับมื้อเย็นเป็นที่เรียบร้อย

ในจวนแห่งนี้หนิงฉืออยู่ตามลำพังมาหลายปีแล้ว เพราะเว่ยกั๋วกงและฮูหยินมักออกเดินทางท่องเที่ยว ไม่ค่อยกลับบ้าน ส่วนหนิงอวี๋เป็นถึงฮองเฮา แน่นอนว่าต้องอยู่ในวังหลวง มีเพียงหนิงหวยที่กลับมาอยู่เป็นเพื่อนหนิงฉือบ้างในยามที่การงานของเขาไม่รัดตัวนัก

ลวี่หลัวเห็นว่าตอนนี้มีซูซื่ออยู่ด้วยก็เลยจัดวางตะเกียบไว้สองคู่ ในความรู้สึกของนาง คุณหนูซูมาเยือนเช่นนี้ก็ดีไม่น้อย

คุณหนูซูเติบโตมาพร้อมกับคุณหนูของนาง เมื่อก่อนทั้งสองเป็นสหายสนิท มักจะไปไหนมาไหนด้วยกันเสมอ เป็นความสัมพันธ์เรียกว่าดียิ่ง แต่แล้วคุณหนูของนางก็หายตัวไป ครั้นกลับมาอีกครั้ง ระหว่างคนทั้งสองกลับไม่สนิทสนมกันเหมือนเดิมอีก

คุณหนูของนางวันๆ ก็เอาแต่เก็บตัวอยู่คนเดียวและมักจะสะเทือนใจได้ง่าย ถ้ามีคนมาอยู่เป็นเพื่อนคอยพูดคุยด้วยก็คงดี

ยามนี้สีหน้าของหนิงฉือกลับมาเป็นปกติแล้ว นางนั่งที่นั่งประจำตำแหน่งของตนแล้วเงยหน้ามองซูซื่อที่นั่งอยู่ข้างๆ โดยมิได้กล่าวถ้อยคำใดเพียงยื่นมือไปจับตะเกียบเท่านั้น หนิงฉือเป็นมังสวิรัติ ไม่กินเนื้อ เรื่องนี้คนในจวนต่างก็รับรู้ ดังนั้นแต่ไหนแต่ไรบนโต๊ะอาหารจึงไม่เคยมีเนื้อมาปะปนในกับข้าว

“วันนี้เป็นวันดีอะไรรึ?” ซูซื่อมองโต๊ะอาหารที่เต็มไปด้วยผักนานาชนิด นางขมวดคิ้วเล็กน้อย อดสงสัยขึ้นมาไม่ได้

“สำรับของคุณหนูเป็นเช่นนี้เสมอ ไม่มีอาหารประเภทเนื้อสัตว์เจ้าค่ะ” ลวี่หลัวอธิบายอยู่ข้างๆ

ซู่ซื่อชะงักก่อนจะกวาดตามองไปโดยรอบ “ดูเหมือนว่าผ่านไปไม่กี่ปี แม้แต่อาหารการกินของเจ้าก็เปลี่ยนไปมาก” ซูซื่อหยิบตะเกียบ คีบผักกวางตุ้งขึ้นมาต้นหนึ่งแล้วใส่เข้าปากเคี้ยวสองสามครั้ง “รสชาติไม่เลว อร่อยใช้ได้” ซูซื่อพยักหน้าพลางเอ่ยชมแล้วคีบกวางตุ้งขึ้นมากินอีกต้นอย่างเอร็ดอร่อย

ตั้งแต่ต้นจนจบหนิงฉือกลับมิได้เงยหน้า ได้แต่คีบผักกินเงียบๆ ไม่ส่งเสียงอะไร

ซูซื่อส่งสายตาให้สาวใช้ที่อยู่ข้างกาย สาวใช้นางนั้นพยักหน้ารับแล้วหยิบสิ่งของบางอย่างส่งให้ เป็นเสื้อคลุมสีขาวราวหิมะ ทำจากขนสัตว์เรียบเนียน ขาวกระจ่างจนคนมองตาพร่า

ซูซื่อรับเสื้อคลุมนั้นมา “สองสามวันก่อน พ่อของข้าไปล่าสุนัขจิ้งจอกมาได้ตัวหนึ่ง ข้าเห็นว่าขนของมันสวยมากก็เลยนำมาตัดเป็นเสื้อคลุมขนสุนัขจิ้งจอก” ซูซื่อวางมือลงบนขนสัตว์นั้น พูดพลางลูบไล้อย่างแผ่วเบา “ความหนาวเหน็บของเหมันต์ค่อยๆ หนักหนาขึ้นทุกขณะ อากาศก็เย็นยะเยือก ข้าเลยตั้งใจนำเสื้อคลุมขนสุนัขจิ้งจอกนี้มามอบให้แก่เจ้า เวลาออกไปข้างนอกจะได้ช่วยคลายหนาวได้บ้าง” ซูซื่อส่งเสื้อคลุมขนสุนัขจิ้งจอกให้นาง เอ่ยพร้อมรอยยิ้มว่า “เจ้าจับดูสิ อุ่นมากเลย”

หนิงฉือเคลื่อนสายตามาจับจ้องเสื้อคลุมขนสุนัขจิ้งจอกตัวนั้น

เป็นขนสุนัขจิ้งจอกชั้นดี...

นางพินิจพิจารณาอยู่สองสามรอบทว่ากลับไม่ได้ยื่นมือรับ หลังจากนิ่งมองอยู่ชั่วครู่นางก็ส่งสายตาให้ลวี่หลัว

ลวี่หลัวเข้าใจอย่างรวดเร็วจึงรีบยื่นมือออกไปรับไว้เสียเอง

“ขอบคุณเจ้ามาก” หนิงฉือยิ้มบางๆ

ซูซื่อประเมินมอง หนิงฉือที่อยู่ตรงหน้าในเวลานี้ให้ความรู้สึกที่ไม่คุ้นเอาเสียเลย ซูซื่อสัมผัสได้ถึงความห่างเหินระหว่างพวกนางทั้งสอง เวลานี้มีบางอย่างไม่เหมือนเดิมและก็เป็นความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย หนิงฉือเปลี่ยนไปไม่น้อยจริงๆ

ซูซื่อพยายามเก็บงำสายตาสำรวจตรวจตราของตนไว้ ทว่ากลับยากที่จะปิดบัง

“ถ้าเช่นนั้นข้าคงต้องขอตัวกลับเสียที” ซูซื่อพูดพร้อมกับลุกขึ้นยืน

“อืม” หนิงฉือพยักหน้ารับ ไม่พูดอะไรต่อก็หมุนตัวเดินเข้าห้องไป

ลวี่หลัวตามเข้ามาในห้อง นางถือเสื้อคลุมขนสุนัขจิ้งจอกไว้แต่ไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรกับมันดี จึงเอ่ยถามเจ้านาย “คุณหนู เสื้อคลุมขนสุนัขจิ้งจอกนี่...”

“ข้าไม่ต้องการ เอาไปไว้ในห้องเก็บของเถอะ” ดูเหมือนหนิงฉือจะมีท่าทีรังเกียจของชิ้นนี้เป็นพิเศษ หลังจากกำชับเสียงเรียบแล้วก็ไม่อยากจะมองมันอีก

ลวี่หลัวดูออกว่าเสื้อคลุมขนสุนัขจิ้งจอกเป็นของมีค่าที่หาได้ยาก กว่าจะตัดเย็บได้ขนาดนี้ แน่นอนว่าต้องใช้เวลาพอสมควร แต่คุณหนูกลับไม่เหลือบแลแม้แต่น้อย

ทำไมเล่า?

---------------------------------------------------------------

กำหนดสามวัน

ซูซื่อกำลังจะออกจากจวน

ขณะที่นางเหยียบเก้าอี้เพื่อก้าวขึ้นรถม้า จังหวะนั้นหญิงสาวก็พลันชะงักแล้วเหลียวมองประตูหน้าจวนอีกหน ก่อนจะหันไปกำชับสาวใช้ที่อยู่อีกฟาก “ไปบอกคุณชายอันว่าข้าส่งมอบเสื้อคลุมขนสุนัขจิ้งจอกให้ถึงมือผู้รับเรียบร้อยแล้ว”

สาวใช้พยักหน้ารับ เตรียมจะไปปฏิบัติตาม แต่ยังไม่ทันจะได้ก้าวเท้า จู่ๆ ซูซื่อก็เหมือนจะคิดอะไรขึ้นมาได้จึงร้องเรียกนางไว้เสียก่อน “ไม่ต้อง ไม่ต้อง ข้าไปเอง”

“แต่คุณหนูเจ้าคะ ตอนนี้ฟ้ามืดแล้ว ท่านควรจะกลับก่อนดีกว่าไม่เช่นนั้นฮูหยินจะเป็นห่วงเอาได้” ทิงฉิน--สาวใช้ข้างกายที่อยู่ด้านหลังได้ยินเข้าก็พูดเตือนขึ้นมา

นางรู้ว่าคุณหนูหวงแหนทุกโอกาสที่จะได้พบหน้าคุณชายอัน แม้แต่จะต้องพึ่งพาหนิงฉือเพื่อให้ได้มาซึ่งโอกาสนั้นก็ตาม ทว่าฮูหยินเข้มงวดมาก เวลาคุณหนูออกไปไหนมาไหนก็ควบคุมอย่างเคร่งครัด เมื่อฟ้ามืดจึงจำต้องกลับทันที

ซูซื่อกัดฟันกรอด นึกย้อนไปถึงตอนที่อันฟู่หลินส่งเสื้อคลุมขนสุนัขจิ้งจอกให้นางพร้อมทั้งฝากฝังซ้ำแล้วซ้ำเล่า บอกนางว่าต้องเอาไปส่งให้ถึงมือหนิงฉือให้จงได้

“เจ้าว่าหนิงฉือมีอะไรดี? เขาถึงได้เฝ้าพร่ำเพ้อละเมอหานางมาตลอดหลายปีเช่นนี้” ซูซื่อยังคงไม่เข้าใจ

ทิงฉินปรนนิบัติข้างกายซูซื่อมาหลายปี เคยได้ยินผู้เป็นนายถามเช่นนี้มาแล้วไม่ใช่แค่ครั้งสองครั้ง นางรู้ว่าตัวเองไม่ควรตอบจึงทำเพียงก้มหน้าไม่แสดงความเห็น

“ถ้าเช่นนั้นก็กลับเถิด” ในที่สุดซูซื่อก็เข้าไปนั่งอยู่ในรถม้าแล้วปิดผ้าม่านลง เอาสองมือวางพาดบนหน้าขาด้วยท่วงท่าสง่างาม

ซูซื่อคิดว่าอย่างไรเสียก็ไม่ควรแหวกหญ้าให้งูตื่น ไม่อย่างนั้นสามปีที่นางพยายามมาทั้งหมดก็จะสูญเปล่า นางลงทุนลงแรงไปมากมายจะให้เป็นเช่นนั้นไม่ได้เด็ดขาด

.

หลัวจื่อหลิงต้มยาที่เพิ่งไปซื้อมาจากศาลาเชียนจือถังอยู่ในครัว

ขณะถือยาออกมาก็พบกับเซียวชิงซานพอดี

นางกวาดตามองเขารอบหนึ่งด้วยรู้ดีว่าสะเก็ดไฟจากเตาที่ลุกโชติช่วงในเพิงไม้ของช่างตีเหล็กกระเด็นไปทั่วทุกสารทิศ หากโดนเสื้อผ้าก็ยากที่จะไม่ทะลุจนเป็นรูโหว่

เดิมทีชุดนี้ก็ซอมซ่อมากพออยู่แล้ว ซ้ำยังเป็นชุดที่บิดาของนางใส่จนขาดปุปะไปทั้งตัว เขารูปร่างสูงใหญ่เวลาใส่จึงดูชอบกล

“พี่เซียว เรื่องวันนี้ต้องขอบคุณท่านมาก” หลัวจื่อหลิงเรียกเขาเอาไว้

เซียวชิงซานหยุดฝีเท้าแต่ยังคงส่ายหน้าปฏิเสธเช่นเดิม

“ชุดของท่านขาดเป็นรูหมดแล้ว เอามาให้ข้าเถิด ประเดี๋ยวข้าจะซ่อมแซมให้” หลัวจื่อหลิงเอ่ยอาสา สายตาจับจ้องอยู่ที่รูขาดบนเสื้อผ้าของเขา

ชุดนี้ขาดวิ่นเกินไปแล้วจริงๆ ทั้งยังไม่พอดีตัวเอาเสียเลย เซียวชิงซานคิดทบทวนแล้วได้ข้อสรุปว่าเขาควรหาเวลาพาอาชี่ไปซื้อเสื้อผ้า เพราะเกรงว่าระยะเวลาที่ต้องอยู่ในเมืองนี้คงจะนานพอดู

หลัวจื่อหลิงเห็นชายหนุ่มไม่พูดไม่จาก็เข้าใจว่าเขาคงมีข้อสงสัยจึงรีบอธิบาย “เมื่อก่อนชุดของบิดาข้ามักจะถูกสะเก็ดไฟจนขาดเป็นรู ก็ได้ข้าเป็นคนซ่อมแซมให้ ดังนั้นพี่เซียววางใจได้ รับรองว่าฝีมือเย็บผ้าของข้าไม่เป็นรองใครแน่”

“ขอบคุณมากแต่ไม่เป็นไร” เซียวชิงซานแสดงออกชัดเจนว่าไม่สะดวกจะคุยด้วย เขากำลังจะก้าวเท้าเข้าห้อง ฉับพลันก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้จึงหยุดฝีเท้าแล้วเอ่ยถาม “ก่อนหน้านี้ข้าได้ยินเจ้าพูดถึงแม่ทัพใหญ่หนิง เจ้า...รู้จักเขาดีหรือ?”

“หา?” หลัวจื่อหลิงคิดไม่ถึงว่าเขาจะถามเรื่องนี้ หลังจากอึ้งงันไปครู่หนึ่งก็ได้แต่ส่ายหน้าแล้วตอบพร้อมรอยยิ้ม “เขาเป็นแม่ทัพใหญ่ผู้สูงส่ง เป็นทายาทของกั๋วกง ข้าก็แค่ชาวบ้านตัวเล็กๆ คนหนึ่งเท่านั้นจะไปรู้จักเขาได้อย่างไร”

หลัวจื่อหลิงนำถ้วยยาไปวางไว้อีกฝั่งแล้วโบกมือให้เซียวชิงซาน “จริงสิ พี่รอสักครู่ได้หรือไม่ ข้าจะเอาของบางอย่างมาให้” จบคำก็หมุนตัวเดินเข้าครัว

ชายหนุ่มได้ยินเสียงฝีเท้าดัง ‘ตึงๆ’ อย่างรีบร้อนเหมือนกลัวว่าเขาจะจากไปเสียก่อน ไม่นานนางก็วิ่งกลับมา

หลัวจื่อหลิงถือวัตถุกลมๆ บางอย่างไว้แล้วแบมือยื่นออกมาตรงหน้าชายหนุ่ม “ข้าให้ท่าน” สิ่งนั้นคือมันหวานสองลูก “บ้านข้าขาดแคลนของอร่อย จะมีมากก็แต่สิ่งนี้ ท่านเหนื่อยมาทั้งวันคงยังไม่ได้กินอะไร...รับไปเถิด ข้าเพิ่งเผามาใหม่ๆ รสชาติหวานมาก”

ฤดูเหมันต์อากาศหนาวสะท้าน แต่มันหวานกลับส่งกลิ่นหอมกรุ่น เดิมทีเซียวชิงซานไม่อยากรับไว้ แต่พอคิดไปว่าอาชี่จะต้องอยากกินจนน้ำลายสอ เขาก็เลยยื่นมือไปรับ

“ขอบคุณมาก นี่คือเงินตอบแทนจากข้า” เซียวชิงซานพูดพลางหยิบเงินออกมา

“ไม่ต้อง ไม่ต้อง” หลัวจื่อหลิงรีบโบกมือปฏิเสธแล้วถอยหลังไปหนึ่งก้าว แสดงออกว่านางไม่ต้องการรับเงินจากเขา “แค่มันหวานสองลูกเท่านั้น ไม่มีราคาค่างวดอะไร”

เซียวชิงซานชะงักไปเล็กน้อยแต่ก็ยังล้วงเหรียญทองแดงออกมาสองเหรียญ ครั้นเห็นนางไม่รับเขาก็วางเงินลงบนขอบหน้าต่างด้านข้าง ผงกศีรษะให้แล้วหมุนตัวเดินเข้าห้องไป

หลัวจื่อหลิงยืนมองแผ่นหลังของเซียวชิงซานที่หายลับไปด้วยดวงตาเป็นประกาย มุมปากของนางค่อยๆ เผยรอยยิ้มออกมา ในใจรู้สึกสั่นสะท้าน ท่าทางดูเลื่อนลอย

“เจ้ามายืนใจลอยอะไรอยู่ตรงนี้ ปล่อยจนยาเย็นชืดหมดแล้ว!” เสียงแหลมของสตรีผู้หนึ่งดังมาจากด้านหลัง ตามมาด้วยฝ่ามือข้างหนึ่งที่ตบลงมาบนไหล่ของนางเต็มแรง

หลัวจื่อหลิงเจ็บจนต้องกุมหัวไหล่ ได้แต่ขมวดคิ้วแล้วหันไปเรียกเสียงเบา “ท่านแม่”

“แค่มองก็รู้ว่าเป็นคนป่าคนเถื่อน ทั้งยังไร้อนาคต ข้าจะบอกให้นะ หัวเด็ดตีนขาดอย่างไรก็ห้ามคิดเกินเลยกับเขาเชียว!” คำพูดของมารดาใจจืดใจดำนัก ถือเป็นการปรามาสอย่างแรง หลังจากนั้นมารดาก็ผลักนางให้เดินไปข้างหน้าพลางร้องสั่ง “พ่อเจ้ารออยู่ รีบเอายาเข้าไปเสียที”

หญิงผู้นี้มีนามว่า ‘หลัวจ้าวซื่อ’ นับได้ว่านางเป็นคนคิดเล็กคิดน้อย จุกจิกหยุมหยิม ในเมื่อที่บ้านมีลูกสาวอยู่คนเดียวทั้งยังหน้าตาสะสวย แน่นอนว่านางต้องวาดฝันให้ลูกสาวได้แต่งงานกับเศรษฐี ชีวิตบั้นปลายจะได้ถูกยกระดับขึ้นมาบ้างและยังได้ช่วยเกื้อหนุนนางกับตาแก่คนนั้น อย่างไรเสียนางก็ไม่อาจยกลูกสาวให้ชายซึ่งไม่มีแม้แต่ที่ซุกหัวนอน ซ้ำยังมีลูกติดเป็นภาระอีกด้วย

หลัวจื่อหลิงถือถ้วยยาพลางกำเหรียญทองแดงไว้ในมือแน่น หญิงสาวเม้มริมฝีปากอย่างไม่พอใจขณะสาวเท้าเข้าไปในห้อง

.

“พี่สาวคนนั้นหน้าตาท่าทางเป็นอย่างไร?”

อาชี่บรรยายไม่ถูก อยากจะวาดภาพแต่ก็ทำไม่เป็น เด็กน้อยก็เลยได้แต่อธิบายว่า “หน้าตาสวยแต่ไม่ค่อยยิ้ม” เด็กน้อยกัดมันหวานคำโต ร่างเล็กๆ ของเขาขดตัวอยู่ข้างกายบิดา

เซียวชิงซานตกอยู่ในภวังค์ กระทั่งอาชี่จ่อมันหวานไปถึงปากผู้เป็นพ่อ แต่เซียวชิงซานก็ยังไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ดูเหมือนเขากำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง ได้แต่จมอยู่กับกระแสธารแห่งความคิด

อาชี่ยื่นมือเช่นนั้นอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเห็นบิดาไม่ขยับเขยื้อนก็ชักมือกลับ “ท่านพ่อ ท่านว่าพี่สาวคนนั้นจะใช่ท่านแม่ข้าหรือเปล่า?”

เซียวชิงซานเองก็สงสัยเช่นเดียวกัน แม้ว่าเขาอยากเจอนางมาโดยตลอดแต่พอจะได้พบหน้ากันจริงๆ เขากลับรู้สึกกลัวขึ้นมา

“ไม่รู้สิ” เขาตามหานางมาหลายปี เดินทางไปหลายแห่งแต่กลับไร้ซึ่งข่าวคราว ดังนั้นตอนที่อาชี่เล่าให้ฟังเขาถึงไม่ได้ตื่นเต้นยินดีนัก แม้จะมีความหวังอยู่บ้างแต่ก็ถูกสติของตนกดเอาไว้

“ครั้งหน้าหากมีโอกาสได้พบกันอีก เจ้าก็ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น ไม่ต้องถามอะไรนางทั้งนั้น” เซียวชิงซานนัดแนะบุตรชาย “ให้วิ่งมาบอกพ่อ”

อาชี่ไม่เข้าใจ แต่ทุกสิ่งที่ท่านพ่อบอกไม่เคยผิด เด็กน้อยจึงพยักหน้ารับคำ

“ท่านพ่อลองชิมสักนิดเถอะ หวานมากนะขอรับ” อาชี่เพียรพยายามส่งมันหวานให้บิดา

เซียวชิงซานจึงก้มลงกัดไปคำหนึ่ง ปลายลิ้นรับรสหวานกำลังดี ขณะนั้นเองเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นมาจากด้านนอก

“เปิดประตู!” เป็นเสียงของหลัวจ้าวซื่อ

เซียวชิงซานลุกขึ้นไปเปิดประตู ใบหน้าบึ้งตึงดุจปีศาจของหลัวจ้าวซื่อพลันปรากฏให้เห็น ดวงตาคู่นั้นจ้องเขม็งมาที่เซียวชิงซานอย่างอำมหิต “ก่อนหน้านี้พวกเจ้าบอกว่าขออาศัยแค่สองสามคืน ตอนนี้ข้าต้องถามให้ละเอียดแล้วว่ามันกี่คืนกันแน่ เมื่อไรถึงจะออกไป ครอบครัวของข้าไม่ใช่สถานสงเคราะห์นะ”

แม้เซียวชิงซานจะให้เงินนางไปแล้วสามชั่งซึ่งถ้าเทียบกับโรงเตี๊ยมทั่วไปก็สามารถพำนักอยู่ได้สักระยะ แต่หลัวจ้าวซื่อเป็นคนโลภมาก ในสายตาของนางเงินที่ตกถึงมือก็คือเงินของตนแล้ว หากเซียวชิงซานคิดจะอยู่เพิ่มอีกคืนก็เท่ากับว่านางขาดทุน ดังนั้นหลัวจ้าวซื่อไม่มีทางยอมเด็ดขาด

“อีกสามวัน” เซียวชิงซานตอบกลับไป เพราะเขาต้องการความมั่นใจในเรื่องบางเรื่องเสียก่อน ดังนั้นจึงต้องใช้เวลาสักระยะ

“สามวันงั้นรึ?” หลัวจ้าวซื่อตะลึงมองอย่างตกใจ เห็นได้ชัดว่าคงไม่คิดว่าจะได้ยินคำตอบแบบนี้ นางกัดฟันจนกรามนูนขึ้น เอ่ยอย่างเดือดดาล “ถ้าพวกเจ้ายังจะอยู่ที่นี่อีกสามวันรวมกับที่อยู่ไปแล้วสองวัน เช่นนั้นก็รวมเป็นห้าวันพอดี ห้าวันนั้นต่างจากตอนแรกที่บอกกับข้าว่าจะขอพักแค่ไม่กี่วันมากนัก เจ้าเป็นผู้ชายมีมือมีเท้า เสื้อผ้าที่ใส่ก็เป็นของบ้านข้า ที่ซุกหัวนอนก็ยังเป็นบ้านของข้า เหตุใดถึงได้หน้าด้านหน้าทนเช่นนี้เล่า?”

เซียวชิงซานคิ้วขมวดแน่น หางตากระตุกเล็กน้อย แม้นัยน์ตาจะดูไม่ยี่หระแต่กลับฉายแววเอาจริง ไอสังหารที่กดเอาไว้แผ่ซ่านออกมาทันทีทำให้ใครต่อใครแทบหายใจไม่ออก

“สามชั่งยังไม่พอรึ?” คำถามของเขาทำให้อากาศในห้องเหมือนจะเยียบเย็นลงในฉับพลัน น้ำเสียงฟังราวกับผู้บังคับบัญชาระดับสูงก็ไม่ปาน ความน่าเกรงขามที่มีมาแต่กำเนิดทำให้ผู้คนไม่กล้าตอบโต้

หลัวจ้าวซื่อสองขาอ่อนแรงขึ้นมาในบัดดล มีแต่สองตาที่ยังคงจ้องตอบอย่างมาดร้าย ถึงนางยังมีถ้อยคำจะพูดแต่กลับไร้เสียง ทำได้เพียงกลืนน้ำลายลงคอ

“ท่านแม่ เงินสามชั่งก็มากพอแล้ว อีกอย่างเขาก็อยู่แค่ห้าวัน” จู่ๆ หลัวจื่อหลิงก็วิ่งมาดึงหลัวจ้าวซื่อไว้จากด้านหลัง ก่อนจะเงยหน้าเจรจากับเซียวชิงซาน “ท่านแม่ข้ามุทะลุไปบ้าง ต้องขอโทษจริงๆ”

ตอนนี้เองที่หลัวจ้าวซื่อได้สติ นางหันไปหยิกลูกสาวแล้วเอ็ดตะโรเสียงดัง “เจ้ามันเห็นขี้ดีกว่าไส้! ข้าขอสั่งเลยนะ ต่อไปห้ามเข้าใกล้เขาอีก” หลัวจ้าวซื่อกัดฟันกรอดแล้วหันไปข่มขู่ชายหนุ่มอย่างโกรธเคือง “ครบสามวันแล้วก็รีบไสหัวออกไปจากบ้านข้าด้วย!”

---------------------------------------------------------------

กล่าวหาต้องมีหลักฐาน

ผ่านไปสองวัน

หลังกลับมาจากค่ายทหารวันนั้นชีวิตของหนิงฉือก็ยังคงดำเนินไปตามปกติ นางอยู่ในจวนเพียงลำพัง ถึงเวลากินก็กิน ถึงเวลานอนก็นอน

ระหว่างนั้นหนิงอวี๋ได้ส่งคนมาหานางครั้งหนึ่งแต่ก็ไม่ได้มีธุระสำคัญอะไร แค่ส่งจดหมายมาถามไถ่ว่าได้พบกับแม่ทัพสวี่แล้วเป็นอย่างไรบ้าง ถูกตาต้องใจหรือไม่

หนิงฉือเองก็ไม่รู้ว่าควรจะตอบกลับเช่นไร เพราะนางเห็นหน้าสวี่ลู่นั่นจากระยะไกลเท่านั้น และถ้าถามตอนนี้ว่าหน้าตาท่าทางของเขาเป็นอย่างไร นางเองก็จำไม่ได้เสียแล้ว หากนานวันไปนางก็คงจำไม่ได้แม้กระทั่งชื่อเสียงเรียงนาม ดังนั้นหญิงสาวจึงหลบเลี่ยงโดยการเขียนตอบไปว่า ‘ดูๆ ไปก่อนแล้วค่อยว่ากันเถิด’

ดูๆ ไปก่อนแล้วค่อยว่ากัน เพราะถึงอย่างไรก็คงไม่มีครั้งต่อไป หนิงฉือรู้สึกว่าตัวเองใช้ชีวิตแบบนี้ก็ดีอยู่แล้ว

“คุณหนูเจ้าคะ” ตอนที่ลวี่หลัวเข้ามาในห้อง หนิงฉือก็เกือบจะผล็อยหลับแล้ว นางนั่งอยู่ริมหน้าต่างพลางนวดกระบอกตาแล้วหันไปมองทางสาวใช้

ลวี่หลัวเดินขึ้นหน้ามาหนึ่งก้าว “สองสามวันที่แล้วคุณชายอันออกไปล่าสัตว์ข้างนอกแล้วได้สุนัขจิ้งจอกมาตัวหนึ่งเจ้าค่ะ”

วันนั้นหนิงฉือรู้สึกสงสัยอยู่บ้าง เพราะหลังจากเกิดเรื่องขึ้นกับนางคราวนั้นซูซื่อก็ไม่ค่อยไปมาหาสู่ แต่แล้วจู่ๆ อีกฝ่ายก็มาเยี่ยมเยียนทั้งยังพูดจาอ้ำๆ อึ้งๆ บอกว่านำเสื้อคลุมขนสุนัขจิ้งจอกมาให้ หากเป็นใครก็ต้องรู้สึกแปลกใจด้วยกันทั้งนั้น หนิงฉือที่ไม่มีอะไรทำก็เลยส่งคนออกไปสืบหาที่มาของเสื้อคลุมขนสุนัขจิ้งจอกตัวนี้

ที่แท้ก็เป็นเขา... อันฟู่หลิน

“ในเมื่อเป็นของจากเขา ข้าก็ยิ่งไม่อยากได้ ส่งคืนไปเถิด” หนิงฉือเอ่ยอย่างปวดหัว

ส่วนลวี่หลัวเมื่อได้ยินคำสั่งเจ้านายก็อึดอัดใจอยู่บ้าง สามปีมานี้คุณชายอันใช้วิธีการมากมายส่งของกำนัลมาให้คุณหนู ทั้งแบบเปิดเผยและปิดบัง ทว่าคุณหนูของนางกลับไม่ยินดีรับ ทุกครั้งพอรู้ความจริงก็จะให้คนเอาไปคืน ส่วนทางด้านจวนของคุณชายอันก็ไม่ยอมรับของที่ถูกตีกลับมาเช่นกัน

หากจะว่าไปแล้วคุณชายอันชอบพอคุณหนูของนางมานานจนในที่สุดเขาก็กราบทูลขอสมรสพระราชทานจากฮ่องเต้เพื่อแต่งงานกับคุณหนู ทว่าในคืนก่อนพิธีแต่งคุณหนูกลับหายตัวไป

แต่แล้วหนึ่งปีให้หลังคุณหนูก็กลับมา คุณชายอันยังคงยืนกรานที่จะแต่งงานด้วย เพียงแต่คุณหนูกลับไม่ยอมเสียแล้ว ทว่าสามปีมานี้เขาก็ไม่เคยล้มเลิกความพยายาม...

หนิงฉือเงยหน้ามองออกไปนอกหน้าต่าง กวาดสายตาผ่านกิ่งไม้แห้งๆ เห็นแสงแดดรำไรที่ดูสดใสและอบอุ่น แล้วจู่ๆ นางก็คิดถึงเด็กน้อยที่เคยพบกันในค่ายทหารเมื่อสองวันก่อนขึ้นมา ใบหน้าแย้มยิ้มของเด็กแวบเข้ามาในสมองอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ทั้งที่นางไม่ใช่คนที่จะคิดถึงใครง่ายๆ เช่นนี้มานานแล้ว

“ลวี่หลัว เตรียมรถม้า”

.

หนิงหวยและสวี่ลู่เดินออกมาจากกระโจม

“ข้าบอกแล้วว่าฝ่าบาทให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก ไม่ทรงอนุญาตให้เกิดข้อผิดพลาดแม้แต่น้อย” หนิงหวยคิ้วขมวดแน่น ใบหน้าฉายแววกลัดกลุ้ม เขาหันมองสวี่ลู่แล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เหตุใดถึงยังเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นได้?”

“ข้ากำลังสืบหาเบาะแส โชคดีที่ตอนนี้พวกอาวุธที่ไม่ได้มาตรฐานนั้นยังมีไม่มาก ยังพอหลอมขึ้นมาทดแทนได้” สวี่ลู่ตอบเสียงเข้ม พูดไปก็อกสั่นขวัญแขวนไม่น้อย

สองสามวันมานี้สวี่ลู่จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวจนไม่ได้ควบคุมการผลิตอาวุธให้ดี ทั้งหมดเป็นเพราะหลังจากที่คุณหนูหนิงมาเยือนวันนั้นก็ไม่มีการพูดถึงนางให้เขาฟังอีกเลย หนิงหวยเองไม่ได้เอ่ยปากอะไร ทำให้เขาได้แต่ครุ่นคิดถึงเรื่องนี้จนละเลยงานสำคัญ

“ตอนนี้ห่างจากระยะเวลาที่ฝ่าบาททรงกำหนดไว้เพียงเดือนเดียวเท่านั้น” หนิงหวยกล่าวเตือน

เขาให้ความสำคัญกับสวี่ลู่มาตลอดจึงมอบหมายงานให้อีกฝ่ายจัดการ และเชื่อมั่นว่าสวี่ลู่จะดำเนินการได้เป็นอย่างดี ถึงขั้นไม่เคยนึกสงสัยแม้แต่น้อย แต่ครั้งนี้ถ้าไม่ใช่เพราะเขาพบข้อผิดพลาดเข้าโดยบังเอิญ เกรงว่าอาวุธที่ไม่ได้มาตรฐานก็คงจะมีมากกว่าที่เห็น หากเป็นเช่นนั้นจะยิ่งกู้สถานการณ์ไว้ได้ยากขึ้นไปอีก

“ทราบแล้วขอรับ ข้าจะรีบไปจัดการเดี๋ยวนี้” สวี่ลู่พยักหน้าให้หนิงหวยแล้วหมุนตัวเดินไปยังเพิงไม้ที่ใช้เป็นสถานที่ตีเหล็ก

เรื่องที่อาวุธมีปัญหาบรรดาช่างตีเหล็กก็พอจะรู้กันอยู่บ้าง พวกเขาได้ยินว่าตอนที่แม่ทัพใหญ่รู้เรื่องนี้เข้าก็ระเบิดโทสะด้วยความกราดเกรี้ยว แม้แต่แม่ทัพสวี่ก็ถูกตำหนิอย่างไม่มีข้อยกเว้น ส่วนลูกน้องใต้บังคับบัญชา แน่นอนว่าตัวสั่นด้วยความหวาดกลัวกันเป็นแถว เพราะการทำให้ท่านแม่ทัพใหญ่โกรธนับเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย

“ของพวกนี้คืออาวุธที่ผลิตขึ้นมาเพื่อทหารกล้า ทุกชิ้นต้องเป็นของที่ดีที่สุด แม้กระทั่งฝ่าบาทก็ยังทรงให้ความสำคัญแต่ดันมาเกิดเรื่องขึ้นเช่นนี้ อย่างไรก็ต้องหาแพะมารับบาป” เมื่อเห็นหัวหน้าหลี่กำลังก้มหน้าก้มตาอธิบายอะไรบางอย่างกับแม่ทัพสวี่ ช่างตีเหล็กสองสามคนที่กำลังนั่งพักก็อดกระซิบกระซาบกันไม่ได้ พวกเขาคุยกันพลางมองหลี่ลี่ที่โค้งคำนับติดๆ กันอยู่หลายครั้ง สถานการณ์ต่อจากนี้ เกรงว่าจะไม่สงบแน่ และแล้ว...

“พวกเจ้าสุมหัวพูดคุยอะไรกันอยู่ตรงนั้น ไม่ทำงานทำการรึ?” หลี่ลี่เดินมาตะโกนถาม หลังจากมองไปรอบๆ สายตาก็มาหยุดอยู่ที่เซียวชิงซาน “เจ้าไปกับข้า แม่ทัพสวี่มีเรื่องอยากถาม”

เวลานั้นเซียวชิงซานกำลังถือค้อนยืนอยู่ข้างเตาไฟ พอได้ยินเช่นนี้เขาก็ไม่ได้พูดอะไร เพียงวางค้อนลงแล้วเดินตามหลี่ลี่ออกไปแต่โดยดี

สีหน้าของสวี่ลู่ไม่สู้ดีเอามากๆ สายตาของเขาเย็นยะเยือก สองมือกำแน่นจนเห็นเส้นเอ็นปูดโปน ส่อเค้าถึงโทสะชัดเจน

“เจ้าเพิ่งเริ่มทำงานเมื่อสามวันก่อนรึ?” สวี่ลู่ถามด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม สายตาจับจ้องอยู่ที่ชายหนุ่มตรงหน้าราวกับกำลังทำการไต่สวน

เซียวชิงซานพลันชะงักก่อนจะพยักหน้าตอบ “ขอรับ”

“หากประมวลดูแล้วอาวุธพวกนี้ก็เริ่มมีปัญหาขึ้นมาเมื่อสามวันก่อนพอดี เหล็กที่ใช้หลอมไม่บริสุทธิ์ มีสิ่งเจือปน พอไล่เลียงแล้วก็พบว่าเป็นความผิดของช่างตีเหล็ก”

ตั้งแต่วันแรกที่เห็นเซียวชิงซานสวี่ลู่ก็รู้สึกขัดหูขัดตา พอเกิดเรื่องคราวนี้ขึ้นจึงโยนความผิดให้อีกฝ่ายโดยไม่ต้องคิดมาก

ช่างตีเหล็กเหล่านี้ล้วนผ่านการตรวจสอบมาอย่างเข้มงวด มีเพียงเซียวชิงซานที่เข้ามาทำงานในภายหลัง บางทีเขาอาจไม่มีฝีมือดีพอแต่เป็นเพราะความประมาทเลินเล่อ หัวหน้าคนงานถึงปล่อยให้เขาเข้ามาได้

“ของพวกนี้... เป็นฝีมือของเจ้าใช่หรือไม่?” สวี่ลู่คว้าหอกที่อยู่ด้านข้างขึ้นมา เพียงหมุนข้อมือ หอกยาวๆ ก็มาอยู่ตรงหน้าเซียวชิงซานอย่างรวดเร็ว

หอกนี้คือตัวอย่างของอาวุธที่มีปัญหา

เซียวชิงซานก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวแล้วยื่นปลายนิ้วไปสัมผัสสิ่งของที่อยู่ตรงหน้าพลางพินิจพิจารณาอย่างละเอียด ไม่นานเขาก็ส่ายศีรษะ ตอบอย่างมั่นใจเต็มเปี่ยม “ไม่ใช่”

แม้เขาจะไม่เคยตีเหล็กมาก่อนแต่รู้ว่าเรี่ยวแรงของตนมีมาก อาวุธที่ผ่านมือเขาย่อมต้องบางเฉียบ

“เจ้ายังไม่ยอมรับอีกหรือ?” สวี่ลู่หรี่ตา วาจาที่เปล่งออกมาเย็นเยียบ “ข้าตรวจสอบแต่ละคนแล้ว เจ้าเพิ่งมาใหม่ ฝีมือยังไม่ดี ดูน่ากังขากว่าใคร แล้วยังกล้าบอกว่าไม่ได้ทำอีกรึ?”

“ท่านแม่ทัพ ข้าไม่ได้ตีเหล็กพวกนี้จริงๆ อีกอย่างถึงข้าจะดูน่าสงสัยแต่การกล่าวหาว่าใครกระทำผิด ท่านก็ต้องมีหลักฐาน”

เซียวชิงซานหลุบตาลง พยายามสะกดเลือดร้อนระอุในตัวไว้ ด้วยรู้ว่าไม่อาจทำให้เรื่องราวลุกลามใหญ่โต ดังนั้นแม้แต่น้ำเสียงที่เปล่งออกมาก็ล้วนเก็บงำความเกรี้ยวกราดไปจนสิ้น เขาเอ่ยวาจาออกมาอย่างจริงจังและหนักแน่น

สวี่ลู่ได้ฟังก็ยกยิ้มมุมปาก จังหวะนั้นเองเขาก็ใช้หอกด้ามนั้นฟาดลงไปบนหลังของเซียวชิงซานเต็มแรง!

เสียงนั้นดังมากทำเอาหลี่ลี่ที่ยืนอยู่ข้างๆ ตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ

แม่ทัพสวี่ฟาดไปสุดแรงเชียวหรือ!

“หลักฐานอย่างนั้นรึ?” สวี่ลู่มองเซียวชิงซาน พอเห็นอีกฝ่ายยังคงหยัดกายตรงได้จึงยกเท้าถีบไปที่ท้องของเขาอีกครั้ง “ข้าบอกว่าใครทำก็คือคนนั้น!”

.

รถม้าหยุดลงตรงหน้าค่ายทหาร

หนิงฉือกระชับเสื้อคลุมให้แน่นขึ้น จากนั้นก็เปิดม่านก้าวลงจากรถม้าโดยมีลวี่หลัวคอยประคองอยู่ข้างๆ

สามปีมานี้น้อยครั้งนักที่คุณหนูจะออกจากจวนด้วยตัวเอง ตอนแรกลวี่หลัวคิดว่าอากาศเช่นนี้คุณหนูคงอยากจะไปเดินชมบุปผา แต่คิดไม่ถึงว่านางจะอยากมาเยือนค่ายทหารชานเมือง หนิงฉือบอกว่าดอกไม้ป่าแถบนี้น่าดูกว่าดอกไม้ที่ถูกประคบประหงมอยู่ในสวน

“คุณหนู เกรงว่า...จะเข้าไปไม่ได้นะเจ้าคะ” ลวี่หลัวรีบเตือนด้วยค่ายทหารไม่ใช่สถานที่สำหรับสตรี

“ข้าจะไปเดินเล่นในป่าด้านข้าง ที่นั่นมีดงดอกเหมยอยู่ ข้าอยากจะไปดูสักหน่อย” นางแค่อยากไปดูว่าที่นั่นมีคนอยู่หรือไม่ หากไม่มีนางก็จะกลับ หนิงฉือพูดพลางเยื้องย่างตรงไปยังจุดหมาย

แต่ยังไม่ทันจะถึงประตูใหญ่ จู่ๆ ก็มีร่างของใครคนหนึ่งกระโดดออกมา หญิงสาวยังไม่ทันเตรียมใจ อีกฝ่ายก็มาหยุดตรงหน้าแล้ว ทั้งยังร้องอุทานด้วยความตื่นเต้นระคนยินดี

“คุณหนู เหตุใดถึงมาอยู่ที่นี่คนเดียวเล่า? มาหาท่านแม่ทัพใหญ่หรือขอรับ?” ซุ่นกุ้ยเอ๋อเพิ่งกลับมาจากข้างนอกพอดี ไม่คาดคิดว่าจะพบหนิงฉือที่นี่จึงร้องเรียกเสียงดัง

แม้นางจะสวมหมวกทรงกรวย แต่สตรีที่มีบุคลิกโดดเด่นเช่นนี้ ซ้ำยังมาปรากฏตัวขึ้นที่นี่ นอกจากคุณหนูหนิงแล้วจะเป็นใครไปได้

“ตอนนี้ท่านแม่ทัพกำลังโมโหและมีเรื่องกลัดกลุ้มเกี่ยวกับอาวุธในกองทัพ หากได้พบคุณหนูก็น่าจะบรรเทาความขุ่นเคืองใจได้บ้างนะขอรับ” ซุ่นกุ้ยเอ๋อหัวเราะแหะๆ เผยให้เห็นฟันขาวแทบจะครบทุกซี่ เขาดูดีใจจากเหตุการณ์ไม่คาดฝันจนเกือบจะกระโดดโลดเต้นแล้ว

“ข้าไม่ได้จะเข้าไปด้านใน” หนิงฉือเห็นซุ่นกุ้ยเอ๋อก็รู้สึกปวดเศียรเวียนเกล้า นางส่ายหน้า ได้แต่ขบคิดว่าทำอย่างไรถึงจะสะบัดเขาให้หลุดได้

“ข้าแค่อยากเข้าป่าไปชมดอกเหมยสักหน่อย” หนิงฉือชี้นิ้วไปที่ป่าด้านข้าง “ครั้งที่แล้วเห็นว่ายังมีแค่ดอกตูม วันนี้ไม่รู้จะบานหรือยัง”

“ดอกเหมยรึ?” ซุ่นกุ้ยเอ๋อทำหน้ายู่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแต่กลับไม่ยอมจากไป เขาสะบัดมือกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “คุณหนู ข้าจะพาท่านลัดเลาะไปทางเพิงไม้นั่น ใกล้กว่าเดินตรงไปจากที่นี่มากโข”

หนิงฉือคิดทบทวนแล้วก็ตอบรับ

ความจริงหากเดินผ่านประตูหน้าผู้คนก็พลุกพล่านไปสักหน่อย การตามซุ่นกุ้ยเอ๋อไปทางประตูหลัง น่าจะไม่ดึงดูดสายตามากนัก

“เมื่อครู่เจ้าบอกว่าพี่ใหญ่กลุ้มใจเรื่องอาวุธ เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า?” หนิงฉือจับชายกระโปรงเดินตามหลังซุ่นกุ้ยเอ๋อพลางเอ่ยถาม

“อาวุธที่เพิ่งผลิตเสียไปชุดหนึ่งขอรับ เห็นว่ามีช่างตีเหล็กเอาสิ่งปลอมปนใส่เข้าไปทำให้ไม่ได้มาตรฐาน ใช้การไม่ได้ ต้องหลอมใหม่ทั้งหมด” ซุ่นกุ้ยเอ๋อเป็นคนเก็บความลับไม่อยู่ ยิ่งเป็นต่อหน้าน้องสาวของแม่ทัพหนิง แน่นอนว่าถามอะไรมาเขาก็ตอบกลับไปตามตรง “อีกทั้งฝ่าบาทยังทรงมีกำหนดเวลา หากทำใหม่ก็เกรงว่าจะไม่ทัน ท่านแม่ทัพถึงได้กลัดกลุ้มมากนัก”

เมื่อเดินมาถึงเพิงไม้ ซุ่นกุ้ยเอ๋อก็หันไปเดินตามแนวเส้นที่อยู่ด้านข้าง ทั้งยังหันกลับมาอธิบายหนิงฉือ “ในเพิงไม้มีเตาหลอมมากมาย อันตรายไม่น้อย คุณหนูอย่าเข้าไปใกล้นะขอรับ เดินจากด้านนี้ไปดีกว่า”

หญิงสาวพยักหน้ารับ ตอบ “อืม” กลับไปหนึ่งคำ

ข้างในนั้นเต็มไปด้วยสะเก็ดไฟที่กระเด็นไปทั่วทุกสารทิศ อีกทั้งบรรดาช่างตีเหล็กก็ดูน่ากลัวจริงๆ นางไม่เข้าไปแน่

ตอนที่ใกล้จะพ้นเพิงไม้นั้นไปจู่ๆ หนิงฉือก็ได้ยินอะไรบางอย่าง เป็นเสียงของหนักๆ กระแทกพื้น หางตาเหมือนจะเห็นความเคลื่อนไหว นางจึงหันไปมองตามสัญชาตญาณ

ห่างออกไปราวสิบก้าว บุรุษในชุดทหารกำลังใช้เท้าเหยียบลงบนหลังของชายคนหนึ่ง นางได้ยินเสียงดัง ‘อั๊ก’ เลยทีเดียว... เรี่ยวแรงที่ใช้ก็มากมายราวกับหมายจะเอาชีวิต

ดูลักษณะแล้วอีกฝ่ายคงจะเป็นช่างตีเหล็กกระมัง?  

---------------------------------------------------------------

แรกพบ

นางรู้สึกว่าบุรุษในชุดทหารนั้นคุ้นตานัก

หลังครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งถึงนึกขึ้นได้ว่านางเคยเห็นชายคนนี้มาก่อน เขาก็คือสวี่ลู่ หรือแม่ทัพสวี่นั่นเอง

หญิงสาวเคยได้ฟังพี่ทั้งสองบรรยายว่าสวี่ลู่เป็นคนอบอุ่นอ่อนโยน ดังนั้นเขาควรจะเป็นสุภาพบุรุษที่รูปร่างสูงโปร่งและหล่อเหลาถึงจะถูก แต่การกระทำที่โหดเหี้ยมและชัดเจนว่าหมายจะทำร้ายคนจนถึงตายทำให้นางเกิดความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย

“คุณหนู อย่าเข้าไปเด็ดขาดนะขอรับ” ซุ่นกุ้ยเอ๋อเห็นหนิงฉือขยับเข้าไปหนึ่งก้าวก็รีบยื่นมือขวางแล้วหมุนตัวมายืนบังนางไว้พลางส่ายศีรษะห้าม

หนิงฉือเองก็ไม่ได้ตั้งใจจะเดินเข้าไปใกล้กว่านี้ นางมองสวี่ลู่อีกครั้ง เห็นเขากัดฟันกรอด นัยน์ตาฉายแววดุดันในขณะที่เหยียบลงไปบนร่างคนใต้ฝ่าเท้าเต็มแรง

ชั่วอึดใจนั้นสายตาของหนิงฉือพลันกระหวัดไปยังชายหนุ่มผู้โชคร้าย อาภรณ์ช่วงบนของเขามีเพียงเสื้อกั๊กที่ทำจากผ้าเนื้อบางตัวเดียว เขามีท่อนแขนแข็งแกร่งกำยำซึ่งมีรอยช้ำสีแดงอมม่วงบวมเป่งเป็นทางยาว เขาใช้ข้อศอกยันพื้นแล้วทนรับการกระทำอันโหดร้ายทารุณของสวี่ลู่โดยไม่มีท่าทีว่าจะตอบโต้

คงจะทำความผิดมากระมัง?

นางไม่ใส่ใจในเรื่องนี้และยิ่งไม่อยากพบหน้าสวี่ลู่อะไรนั่นจึงหมุนตัวกลับ ตั้งใจจะออกไปจากสถานการณ์นี้โดยเร็ว

“อาฉือ” ไม่รู้ว่าหนิงหวยปรากฏตัวขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไร เขาเอ่ยเรียกนางหนึ่งคำแล้วมาหยุดยืนตรงหน้า

“เจ้ามาค่ายทหารแล้วเหตุใดถึงไม่บอกพี่สักคำเล่า?” เดิมทีหนิงหวยตั้งใจจะมาดูสถานการณ์ทางด้านนี้ แต่คิดไม่ถึงว่าจะมาพบหนิงฉือเข้า นานมากแล้วที่นางไม่อยากออกไปไหนด้วยตัวเอง ตอนนี้หนิงหวยจึงรู้สึกว่าการกระทำของน้องสาวนับเป็นสัญญาณที่ดี

“พี่ใหญ่ ข้าได้ยินว่าในค่ายทหารเกิดเรื่องก็เลยมาดูว่าท่านเป็นอย่างไรบ้าง ซุ่นกุ้ยเอ๋อบอกกับข้าว่าหากพี่ใหญ่ได้เห็นหน้าข้าน่าจะคลายโทสะได้บ้าง” หนิงฉือเดินเข้าไปหาแล้วหัวเราะออกมาเบาๆ นางรู้ดีว่าควรจะเบี่ยงเบนความสนใจของพี่ชายอย่างไร

หนิงหวยได้ยินก็วางมือลงบนศีรษะน้องสาวพลางเอ่ยด้วยความรักใคร่เอ็นดู “เจ้าเล่ห์นักนะ แอบมาเที่ยวเล่นล่ะสิไม่ว่า!”

อีกด้านหนึ่งสวี่ลู่กำลังบันดาลโทสะจนเลือดขึ้นสมอง หากไม่ใช่เพราะยังมีสติสัมปชัญญะหลงเหลือบ้างเขาก็คงตีเซียวชิงซานจนตายไปแล้ว สวี่ลู่ทั้งเตะทั้งต่อย แต่ละครั้งล้วนออกแรงอย่างโหดเหี้ยมขนาดที่สามารถถึงแก่ชีวิตได้ราวกับไม่เห็นอีกฝ่ายเป็นคนแม้แต่น้อย

ทว่าชายผู้นี้ก็ปากแข็งนัก จนป่านนี้ยังไม่ยอมรับผิดทั้งยังไม่ยอมอ้อนวอนขอความเมตตา แม้แต่เสียงร้องสักแอะก็ไม่ยอมให้หลุดลอดออกมา

ขณะที่สวี่ลู่ยกหอกขึ้นแล้วหมุนข้อมือเตรียมจะฟาดลงไปนั้น เขาพลันสังเกตเห็นหนิงหวยกับหนิงฉือที่อยู่อีกด้านจึงหยุดการกระทำลงเสียดื้อๆ จากนั้นก็ชักเท้ากลับแล้วหมุนตัวเดินไปทางสองพี่น้อง “ท่านแม่ทัพใหญ่”

หนิงหวยเหมือนไม่สังเกตเห็นเซียวชิงซาน เขาเพียงตบไหล่สวี่ลู่ก่อนจะมองไปยังหนิงฉือแล้วเอ่ยว่า “ในเมื่อวันนี้บังเอิญได้มาพบกัน เช่นนั้นก็จะแนะนำให้รู้จักเสียเลย นี่คือน้องสาวของข้า--หนิงฉือ”

ยามนี้หญิงสาวสวมหมวกทรงกรวยที่มีผ้าตาข่ายสีขาวอำพรางทำให้เห็นรูปโฉมไม่ชัดเจน สวี่ลู่เงยหน้ามอง รู้ดีว่าไม่อาจจับจ้องนางได้นานนัก เขาจึงได้แต่ส่งยิ้มพลางพยักหน้าแล้วแนะนำตัวว่า

“ข้าสวี่ลู่” ความเกรี้ยวกราดและโหดเหี้ยมเมื่อครู่ถูกสะกดไว้อย่างรวดเร็ว เปลี่ยนเป็นเสียงหัวเราะเบาๆ ราวกับเมื่อครู่ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น “ท่านแม่ทัพใหญ่ขอรับ ข้าจับคนทำผิดได้แล้ว มันเข้ามาทำงานแทนช่างตีเหล็กคนหนึ่งเมื่อสามวันก่อน ตอนนี้ข้าสงสัยว่ามันคงจะมีแผนการร้าย”

สวี่ลู่หันไปมองทางด้านนั้นแวบหนึ่งแล้วบอกกับหนิงหวยอย่างมั่นอกมั่นใจ ตอนนั้นเองหนิงหวยถึงได้สังเกตเห็นชายอีกคน

“เจ้าแน่ใจรึ?” หนิงหวยถามออกมาประโยคหนึ่งด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง ดูเหมือนจะไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องนี้เป็นพิเศษ เพียงเหลือบมองแล้วชักสายตากลับ

“มั่นใจขอรับ” สวี่ลู่ชะงักเล็กน้อยก่อนพยักหน้าตอบกลับไป

“ถ้าอย่างนั้นก็ให้คุมตัวไว้ ฟ้ามืดเมื่อไรข้าจะทำการไต่สวน” ทุกวันนี้หนิงหวยมีงานรัดตัว ไม่สามารถดูแลจัดการทุกเรื่องได้ในทีเดียว

สวี่ลู่ส่งสายตาเป็นสัญญาณให้พลทหารด้านหลัง ทหารสองนายรีบรุดเข้ามาพาตัวชายบนพื้นไปคุมขัง ยามนี้เสื้อผ้าของเขาขาดวิ่นไม่มีชิ้นดีทั้งยังเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดและดินโคลน ผมเผ้ายุ่งเหยิงปิดบังใบหน้าไปกว่าครึ่ง แต่ยามที่ลุกขึ้นมาจากพื้น ร่างกายของเขากลับมั่นคงนัก ไม่มีอาการโอนเอนแม้แต่น้อย

ชายผู้นั้นเงยหน้าขึ้น เผยให้เห็นนัยน์ตาสงบนิ่งไร้ความรู้สึก สองตาแดงก่ำบนใบหน้าเปื้อนเลือดมองตรงมาทางพวกหนิงหวย แม้จะอยู่ห่างกันหลายก้าวและหนิงฉือก็มีหมวกทรงกรวยใบนั้นขวางกั้น แต่สายตาของเขาก็ยังติดตรึงอยู่ที่ร่างนางไม่ยอมเคลื่อนไปไหน

ทันทีที่หนิงฉือเงยหน้าขึ้นก็พลันสบเข้ากับสายตาร้อนผ่าวของอีกฝ่าย ร่างของหญิงสาวสั่นเทาด้วยความตกใจ มือกำชายเสื้อแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว ม่านตาหดตัวลง หญิงสาวถอยหลังโดยไม่รู้ตัวพร้อมกับขมวดคิ้วพลางส่ายหน้าอย่างไม่อยากจะเชื่อ

“อาฉือ” หนิงหวยรับรู้ถึงความผิดปกติของน้องสาวจึงยื่นมือออกมาประคองแล้วเอ่ยถาม “เป็นอะไรไปรึ?”

ยามนี้หนิงฉือไม่ได้ยินสรรพเสียงใดๆ ทั้งสิ้น

นางคิดไม่ถึงว่าจะพบเขาที่นี่!

ตอนแรกที่ตัดใจจากลา นางก็ตั้งปณิธานว่านั่นคือการลาจากตลอดชีวิต

เซียวชิงซาน!

ครั้งแรกที่พบกันนางตกอยู่ในมือของโจรร้าย สภาพน่าเวทนาหาใดเปรียบแล้วเขาก็ช่วยนางออกมา นางแทบไม่อยากเชื่อสายตาว่าชายที่อยู่ตรงหน้าในตอนนี้จะเป็นเขา

“พี่ใหญ่” หนิงฉือคว้ามือหนิงหวยไว้แน่น นางวางตัวไม่ถูกจึงเบี่ยงสายตาหลบขณะที่พูดตะกุกตะกัก “ข้า... ข้าอยากกลับบ้าน”

“คุณหนู... คุณหนูจะไปดูดอกเหมยไม่ใช่หรือ? ดงดอกเหมยอยู่ทางนั้นขอรับ จวนจะถึงแล้ว” ซุ่นกุ้ยเอ๋อที่ยืนอยู่ข้างหลังชี้ไปอีกด้านพลางเอ่ยอย่างไม่เข้าใจ

“พี่ใหญ่ ข้าอยากกลับบ้าน” หนิงฉือไม่สนใจ ทำราวกับไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น นางรีบหมุนตัวหันหลังให้เซียวชิงซานแล้วเอ่ยย้ำกับพี่ชาย “ข้าอยากกลับบ้าน”

“พี่จะพาเจ้ากลับ” หนิงหวยไม่รู้ว่าจู่ๆ น้องสาวของตนเป็นอะไร แต่ท่าทางของนางยามนี้ช่างเหมือนกับตอนที่เพิ่งกลับมา ตอนนั้นพอนางเห็นเขาก็รีบกระโจนเข้าสู่อ้อมแขนพลางร้องเรียก ‘พี่ใหญ่ๆ’ จากนั้นก็ร้องไห้โฮ

ท่าทางน้องสาวตอนนั้นเหมือนคนที่ผ่านเรื่องราวมามากมาย ทำให้เขาที่มองอยู่รู้สึกเหมือนหัวใจถูกคว้าน โชคดีที่นางปลอดภัย ไม่มีส่วนใดบุบสลาย

หนิงฉือไม่ใช่คนขี้กลัว กลับกันยามพบสถานการณ์คับขันนางก็มักจะสงบนิ่ง พอเห็นน้องสาวเอ่ยย้ำประโยคเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า หนิงหวยก็รับรู้ได้ถึงความผิดปกติ เพียงแต่เขาไม่รู้ว่าความผิดปกตินี้เกิดจากสิ่งใดกันแน่

ตอนที่หนิงหวยพาหนิงฉือเดินจากมา นัยน์ตาของเซียวชิงซานที่กำลังตะลึงมองด้วยความตกใจก็ทอประกายเจิดจ้า ประหนึ่งได้รับสมบัติล้ำค่าที่หายไปกลับคืนมาอีกครั้ง

.

หนิงฉือจำได้ว่าค่ำคืนนั้นมืดมิด

เดิมทียังมีหญิงสาวอีกสองคนที่ถูกจับตัวมาพร้อมกันกับนาง แต่หญิงทั้งสองถูกนำตัวออกจากรถม้าไปก่อน ไม่รู้ว่าถูกพาตัวไปที่ใด พวกเขาแค่ทิ้งนางไว้บนรถม้าเพียงลำพัง

ทันใดนั้นก็มีเสียงคนต่อสู้กันดังมาจากด้านนอก ไม่รู้ว่าคนอีกกลุ่มโผล่มาจากไหน จู่ๆ ก็ตรงเข้ามาประมือกับพวกโจรร้ายที่ลักพาตัวนาง หนิงฉือแหวกผ้าม่านพลางแอบมองออกไปด้านนอก

ไม่ใช่พี่ใหญ่...

คนพวกนั้นสวมใส่เสื้อผ้าเนื้อหยาบ ไม่ใช่ชุดของคนจากจวนไหนหรือทหารสังกัดใด แต่ละคนกวัดแกว่งดาบเล่มใหญ่ด้วยท่าทางโหดเหี้ยมราวกับต้องการเข่นฆ่าพวกคนร้ายที่จับตัวนางมาให้สิ้นซาก

หนิงฉือรู้ดีว่าในเมื่อตนยังไม่รู้ที่มาที่ไปก็ไม่ควรวู่วาม ดังนั้นนางจึงฉวยโอกาสที่สองฝ่ายกำลังประมือกันวิ่งออกจากรถม้า แต่กลับโชคร้ายที่มีคนไล่ตามมา

พวกองครักษ์!

ทั้งยังเป็นองครักษ์จากราชสำนัก!

ตอนนั้นนางถึงได้รู้ว่าตัวเองคงไปผิดใจกับใครบางคนเข้าเสียแล้ว คิดไม่ถึงว่าจะเป็นคนของราชสำนัก อีกฝ่ายลงทุนลงแรงวางแผนเสียมากมาย ถึงขั้นส่งทหารองครักษ์ออกมาไล่ล่านาง ช่างเป็นการกระทำที่ไม่เลือกวิธีการจริงๆ และขณะที่ดาบเล่มนั้นพุ่งตรงมายังหน้าอกของนาง หนิงฉือก็เตรียมใจรับความตายแล้ว

เจ็บปวดนัก เจ็บเหลือเกิน...

คมดาบเย็นยะเยือกแทรกผ่านเลือดเนื้อของนางทีละน้อย หญิงสาวรู้สึกเจ็บปวดราวกับถูกแทงทะลุหัวใจ ชั่วขณะที่ดวงตากำลังจะปิดลง นางก็เห็นเงาของใครคนหนึ่งพุ่งเข้ามาก่อนจะจำอะไรไม่ได้อีกเลย

ครั้นตื่นขึ้นมาอีกครั้งหญิงสาวก็พบว่าตนเองนอนอยู่บนเตียงในห้องห้องหนึ่ง พอขยับตัวก็กระเทือนไปถึงบาดแผลตรงหน้าอก นางขมวดคิ้วแน่นค่อยๆ ผ่อนลมหายใจถึงจะพอข่มความเจ็บปวดนั้นไว้ได้

เพียงแต่นางอยู่ที่ไหน?

ทันใดนั้นก็มีคนผลักประตูเข้ามา... เป็นบุรุษผู้หนึ่ง

---------------------------------------------------------------

บุกจวน

เขาอายุยี่สิบปีเศษ ยังหนุ่มแน่น มีคิ้วรูปดาบและนัยน์ตาระยิบระยับดุจแสงดาว

เรียกได้ว่าเป็นบุรุษหนุ่มที่มีใบหน้าและดวงตาที่งดงามจนน่าใจหาย ผิดแต่ว่าเขามีรูปร่างที่สูงใหญ่เกินไป เมื่อรวมกับผิวสีเข้มและมัดกล้ามแข็งแกร่งจึงทำให้ทุกคนมองอย่างหวาดกลัวแทนที่จะชื่นชม

“ท่านเป็นใคร?” หนิงฉือมองอีกฝ่ายอย่างระแวดระวัง

บุรุษผู้นั้นตีหน้าเคร่งขรึม ไม่พูดไม่จา ในมือถือจานอยู่ใบหนึ่ง เขาเดินมานั่งตรงขอบเตียงแล้วยื่นมือเข้ามาถอดอาภรณ์ของนาง

ยามที่ฝ่ามือกร้านสัมผัสผิวกาย หนิงฉือก็ตกใจยิ่งนัก รีบละล่ำละลักถาม “ท่านจะทำอะไร?”

นางคิดจะหลบเลี่ยงทว่าบาดแผลที่มีนั้นปวดเหลือทนทำให้ไม่อาจขยับเขยื้อนได้ หนิงฉือเห็นเขาปลดเสื้อของตนลงมาครึ่งหนึ่ง ดวงตานางยิ่งฉายแววหวาดหวั่น ท่าทางดูตื่นตระหนกยิ่งกว่าเดิม

“เจ้าเกือบตายไปแล้ว ข้าจะใส่ยาที่แผลให้” เขาเห็นนางกระวนกระวายจึงยื่นมือไปกดร่างนางให้อยู่นิ่งๆ จากนั้นก็แกะผ้าพันแผล ใส่ยาแล้วจึงพันผ้าให้ใหม่อีกครั้ง การกระทำทุกอย่างรวดเร็วและชำนิชำนาญยิ่ง ทว่าสีหน้ายังคงเย็นชาไม่เปลี่ยน

“ที่นี่ไม่มีผู้หญิงจึงไม่มีใครมาคอยดูแลเจ้านอกจากข้า หากเจ้าอยากจะตาย เจ้าจะเลือกไม่ใส่ยาก็ได้” จบคำเขาก็ดึงชุดของนางกลับเข้าที่ แล้วลุกขึ้นหยิบข้าวของเดินออกไปทันทีพร้อมกับทิ้งประโยคสุดท้ายไว้ว่า

“ถ้าตัดสินใจว่าจะตายก็ให้รีบไปซะ อย่ามาตายในที่ของข้าให้เป็นอัปมงคล!”

.

“ช่วยด้วย!” หนิงฉือตะโกนออกมา

หญิงสาวตื่นขึ้นจากความฝัน เหงื่อเม็ดใหญ่ผุดเต็มกรอบหน้าพร้อมกับหอบหายใจไม่หยุด

นับเป็นอีกครั้งที่นางเก็บภาพที่คมดาบเล่มนั้นปักลงกลางอกมาฝันถึง เหตุการณ์น่าหวาดกลัวหมุนวนกลับมาครั้งแล้วครั้งเล่า

หลังจากที่นางกลับมาจวนกั๋วกงก็มีการสั่งเพิ่มกองกำลังคุ้มกันทันที หญิงสาวกลับห้องมาด้วยอาการตื่นตัว แม้จะนั่งอยู่นานก็ไม่มีทีท่าว่าจะง่วงนอน

ถึงตอนนี้นางจะอยู่ในเมืองหวงเฉิง อีกทั้งข้างกายยังมีพี่ชายและผู้คนนับไม่ถ้วนคอยคุ้มกันแต่หนิงฉือก็ยังหวาดกลัว เพราะการสืบหากลุ่มคนที่ตามสังหารนางในคราวนั้นจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีความคืบหน้า

ก่อนหน้านี้หนิงฉือนั่งนิ่งอยู่ตามลำพัง ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใดกระทั่งความง่วงงุนค่อยๆ คืบคลานเข้ามา ในที่สุดนางก็ผล็อยหลับไป ครั้นตื่นขึ้นมาอีกครั้งหญิงสาวก็พบว่าหน้าผากชุ่มไปด้วยเหงื่อเพราะฝันร้าย

“ลวี่หลัว” หนิงฉือยันฝ่ามือกับเตียง ชันกายลุกขึ้นมาเล็กน้อยพลางร้องเรียก “รินน้ำมาให้ข้าสักถ้วยเถอะ”

ยามนี้ในห้องมืดสนิทขนาดที่ยื่นมือออกมาก็ยังมองไม่เห็นนิ้วทั้งห้า

ลวี่หลัวนอนเฝ้าอยู่ด้านนอกอย่างระแวดระวังโดยไม่ได้หลับลึก เผื่อว่ากลางคืนหากหนิงฉือมีความเคลื่อนไหวอะไรนางจะได้รู้สึกตัว

หนิงฉือขยับกายพิงกับหัวเตียง ตอนนั้นเองนางเหมือนได้ยินเสียงชายผ้าดังสวบสาบเบาๆ ราวกับมีบางอย่างกำลังเข้ามาใกล้ ตอนแรกหนิงฉือคิดว่าเป็นลวี่หลัว ทว่านางเพิ่งจะอ้าปาก... เงาดำของใครคนหนึ่งก็ทาบทับลงมาในฉับพลัน

มือใหญ่ข้างหนึ่งปิดปากนางไว้แน่นจนอากาศผ่านเข้ามาไม่ได้ หลังจากนั้นอีกฝ่ายก็พลิกตัวขึ้นมาคร่อมร่างนางไว้ กลิ่นกายอันคุ้นเคยอบอวลเข้ามาต้องนาสิก หนิงฉือตะลึงมองด้วยความหวาดกลัว อยากหอบหายใจแต่กลับทำไม่ได้แม้แต่จะอ้าปาก เขาทาบร่างลงมาบนร่างของนางจนแนบสนิท

เซียวชิงซาน!

นางอยู่กับอีกฝ่ายมาหนึ่งปีเต็ม กลิ่นกายของเขาเป็นสิ่งที่นางคุ้นเคยอย่างยิ่ง

เขาใช้มือข้างหนึ่งปิดปากนางไว้ ส่วนมืออีกข้างอ้อมมาโอบเอวนางแน่นแล้วโน้มตัวมาข้างหูพร้อมกับกระซิบเสียงต่ำ “ห้ามส่งเสียง”

หนิงฉือกลืนน้ำลายลงคอ ทำได้เพียงกะพริบตาปริบๆ เขาจึงเอามือที่ปิดปากนางออก

“อาฉือ รู้หรือไม่ว่าข้าตามหาเจ้ามานานถึงสามปีเต็ม” เรี่ยวแรงที่เขาใช้กดร่างนางอยู่นั้นไม่มีทีท่าว่าจะผ่อนลงแม้แต่น้อย ร่างของเขาหนักราวกับหินก็ไม่ปาน “เพราะเหตุใดเจ้าถึงได้ใจดำเช่นนี้?” เซียวชิงซานเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังออกมาทีละคำ พูดจบก็ขยับริมฝีปากไปขบลำคอของนาง

ผิวของนางบอบบาง แค่ออกแรงหนักมือเพียงเล็กน้อยก็ทำให้เป็นรอยได้ เรื่องนี้เซียวชิงซานรู้ดี ที่ผ่านมาเขาจึงไม่เคยรุนแรงกับนาง ถึงอย่างนั้นก็ยังทิ้งรอยช้ำเอาไว้บนร่างเป็นแถบๆ

แต่ตอนนี้เขาขบซอกคอของนางด้วยความโกรธจึงไม่ออมแรง หนิงฉือรู้สึกเจ็บแต่ก็ไม่กล้าส่งเสียง เพราะหากเรียกใครเข้ามานางก็มิอาจคาดการณ์ได้ว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร

สวรรค์รู้ดีว่าวันนี้ตอนที่เซียวชิงซานเห็นนางในค่ายทหารจิตใจของเขาพลุ่งพล่านเพียงใด ชั่วอึดใจนั้นหากไม่มีใครอื่นและนางไม่ได้รีบหนีออกไป เขาจะต้องพุ่งตัวไปหานางแน่นอน

เขาคิดถึงนาง คิดถึงมานานเหลือเกินแล้ว

ตั้งแต่หญิงสาวจากไปคราวนั้นเขาก็สาบานกับตัวเองว่าจะต้องตามหานางให้พบ และจากนั้นจะไม่มีวันปล่อยให้นางคลาดสายตาไปได้อีก

โชคดีที่สวรรค์ไม่ได้บีบให้เขามาถึงทางตัน ในที่สุดเขาก็หานางพบจนได้

“ข้า... ข้า...” หนิงฉือไม่รู้ว่าควรจะตอบอย่างไร นางอ้ำอึ้งอยู่นานก็ยังพูดไม่ออก

ทั้งๆ ที่เมื่อกลางวันเขาเพิ่งถูกนำตัวไปคุมขังแล้วเหตุใดถึงยังมาปรากฏตัวที่นี่ได้?

นางรู้ว่าการใช้ไม้แข็งไปงัดข้อกับเขานั้นไม่ใช่ทางออกที่ดี บุรุษผู้นี้เรี่ยวแรงราวกับช้างสาร มือข้างเดียวก็สามารถบีบนางจนตายได้แล้ว

“อาฉือ เก็บของไปกับข้า” เขาดึงนางให้ลุกขึ้นนั่ง

ในสายตาของเซียวชิงซาน ผู้หญิงคนนี้เป็นของเขา เป็นภรรยาเขา เป็นแม่ของลูกชายเขา เขากับนางกราบไหว้ฟ้าดินกันเรียบร้อย และเราสองก็สมัครใจรักใคร่กัน ในเมื่อเจอตัวแล้วเขาก็ไม่มีทางปล่อยนางไป

“ที่นี่เป็นบ้านของข้าแล้วจะให้ข้าไปอยู่ที่ไหน?” พอได้ยินว่าเขาจะพาตัวนางไป หนิงฉือก็กระวนกระวาย อยากใช้เรี่ยวแรงที่มีขืนตัวไว้แต่ก็ไม่อาจสู้แรงของเขาได้

ความจริงแล้วนางเองก็ยังขุ่นเคือง นางโกรธถ้อยคำที่เขาเคยพูด โกรธเรื่องพวกนั้นที่เขาเคยทำ ยิ่งโกรธที่เขายืนยันว่าจะอยู่ต่อในสถานที่แห่งนั้น ไม่ยอมจากมาพร้อมนาง

“เซียวชิงซาน ไหนท่านบอกว่าจะไม่ยอมออกมาจากที่นั่นเป็นอันขาด แล้วตอนนี้ทำไมถึงตามข้าออกมาเล่า?”

เซียวชิงซานชะงักไปเล็กน้อย “เจ้าพูดจาเหลวไหลอะไร!”

เขารู้ว่าแท้จริงแล้วตนเองไม่เคยอ่านใจหนิงฉือออก เรื่องที่นางเข้าใจผิดเหล่านั้น นางไม่รอให้เขาอธิบายสักคำ กลับเลือกที่จะเดินจากไปอย่างใจดำหลังคลอดลูกน้อยได้เพียงสิบวัน ซ้ำยังไม่ฝากฝังถ้อยคำใดๆ ไว้แม้แต่พยางค์เดียว!

ในตอนนั้นปฏิกิริยาตอบสนองแรกของเขาก็คือเป็นห่วงสุขภาพของนาง หมอตำแยบอกว่าช่วงเวลาอยู่ไฟของสตรีนั้นสำคัญมาก หากไม่ระมัดระวังก็จะเป็นบ่อเกิดของโรคภัยไข้เจ็บมากมาย อาฉือร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง ถ้าได้รับความกระทบกระเทือนขึ้นมาไม่รู้ว่าจะส่งผลต่อนางขนาดไหนในอนาคต

“หนิงหวยมีอำนาจควบคุมทหารถึงหนึ่งแสนนายยังพ่ายแพ้แก่ลูกน้องในกองโจรของข้า เจ้าคิดว่าเขาจะทำอะไรข้าได้?” เซียวชิงซานหรี่ตามองนางขณะที่ถามด้วยความโกรธ

หลายปีมานี้เขาเฝ้าคิดถึงสตรีนางนี้แต่เพียงผู้เดียว ยอมละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อนาง ยอมบุกน้ำข้ามภูผา แต่นางกลับคิดเพียงว่าต้องทำเช่นไรถึงจะอยู่ให้ห่างจากเขามากที่สุด

ทันใดนั้นเองก็มีเสียงเรียกดังมาจากด้านนอก

“คุณหนูเจ้าคะ” ดูเหมือนลวี่หลัวจะได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวจึงร้องถาม เมื่อไม่ได้ยินเสียงตอบรับก็เรียกซ้ำอีกครั้ง ทั้งยังมีทีท่าเหมือนจะผลักประตูเข้ามา

เซียวชิงซานจ้องหนิงฉือตาเขม็ง ทว่าตอนที่นางได้ยินเสียงประตูเปิดเขาหายตัวไปเสียแล้ว

.

ลวี่หลัวจุดตะเกียงในห้องจนสว่างไสว

ลวี่หลัวเป็นสาวใช้ประจำตัวคอยปรนนิบัติอยู่ข้างกายหนิงฉือ ขณะเดียวกันก็รับผิดชอบดูแลและปกป้องนางด้วย เพราะเรื่องราวเมื่อสามปีก่อนทำให้หนิงหวยยังคงหวาดผวา เขาจึงเปลี่ยนคนดูแลหนิงฉือทั้งหมด ส่วนคนใหม่ที่รับเข้ามาก็ล้วนแต่มีความสามารถด้านการต่อสู้เป็นอย่างดี

แต่วันนี้ลวี่หลัวรู้สึกว่าตัวเองนอนหลับลึกเป็นพิเศษ สมองยังคงมึนงงไม่แจ่มใส เมื่อครู่ตอนที่อยู่ด้านนอกนางก็เหมือนจะได้ยินเสียงอะไรบางอย่างแต่กลับฟังไม่ค่อยชัดเจน พอเข้าห้องมาก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่ไม่คุ้นเคยทว่ากลับไม่พบสิ่งใด “คุณหนู คอของคุณหนู...”

หลังจากไฟในห้องสว่างแล้วลวี่หลัวหันกลับไปก็สังเกตเห็นรอยแดงบนลำคอของหนิงฉือ เป็นรอยฟันที่ขบลงมาจนแทบจะทะลุชั้นผิว

ชัดเจนว่าถูกกัด! เสื้อผ้าก็ดูหลุดลุ่ย!

“บ่าวจะรีบไปแจ้งท่านแม่ทัพใหญ่” ลวี่หลัวตกใจ ตั้งท่าจะไปเรียกคนอื่นเข้ามาเพราะจิตใต้สำนึกบอกนางว่าเกิดเรื่องขึ้นแล้ว ท่านแม่ทัพใหญ่กำชับว่าความเป็นไปของคุณหนูจะต้องรายงานเขาทุกเรื่อง

“ไม่ต้อง” หนิงฉือในตอนนี้สงบนิ่งขึ้นมาก นางส่งเสียงปรามออกไป “เรื่องในวันนี้ห้ามบอกพี่ใหญ่เด็ดขาด” หนิงฉือหันไปมองกระจกที่อยู่ไกลออกไป ถึงกระนั้นก็ยังคงเห็นรอยแดงบนลำคอได้อย่างชัดเจน นางกระชับคอเสื้อเข้าหากันทันที

หนิงฉือเป็นคนพูดคำไหนคำนั้น เพราะฉะนั้นทุกคำที่นางเอ่ยลวี่หลัวจึงไม่กล้าเพิกเฉย

---------------------------------------------------------------