ตกกลางคืน
อาชี่หลับด้วยความรู้สึกไม่ปลอดภัย เขามักจะต้องกอดบิดาเสมอ
เด็กน้อยนอนอยู่ในอ้อมแขนของเซียวชิงชานแล้วขดตัวเป็นวง มีเพียงวิธีนี้ที่พอจะทำให้เขาหลับสนิทได้ น่าจะเป็นเพราะไม่มีมารดาอยู่ข้างกายมาตั้งแต่เยาว์วัย ทั้งยังลุยน้ำข้ามเขามาตลอดทาง ต้องประสบความทุกข์ยากนานัปการ
ห้องเก็บฟืนแห่งนี้มีช่องให้ลมโกรกเข้ามาทั้งสี่ทิศ ฤดูเหมันต์อากาศหนาวจับใจ เตียงในห้องใช้ไม้แค่ไม่กี่แผ่นมาต่อเป็นเตียงทรงเตี้ย ส่วนด้านบนก็มีผ้าห่มสีเทาผืนบางเท่านั้น เซียวชิงซานเอาเสื้อคลุมมารองไว้ด้านล่าง ตัวเขาเองนอนริมเตียงด้านนอก ตะแคงร่างบังลมหนาวที่พัดเข้ามาในห้องแล้วยื่นแขนข้างหนึ่งออกมาให้อาชี่หนุนต่างหมอน ผ้าห่มบางๆ ผืนนั้นคลุมร่างสองพ่อลูกได้มิดพอดี
“ท่านพ่อหนาวหรือไม่?” อาชี่ถูแขนตัวเองไปมา น้ำเสียงอ่อนโยนเอ่ยอย่างเนิบช้า กะพริบตามองบิดาของเขา
เซียวชิงซานส่ายหน้าไปมา ถึงอย่างนั้นอาชี่ก็ยังคงจับมือข้างหนึ่งของบิดาที่ทิ้งอยู่ข้างลำตัวขึ้นมาเป่าลมเสียงดังใส่สองสามหน สองมืออวบนุ่มนิ่มไม่อาจกอบกุมมือเพียงข้างเดียวของบิดาไว้ได้มิด
“ตอนนี้ท่านแม่จะหนาวเหมือนเราหรือเปล่านะ?” อาชี่พึมพำ
ตอนที่ได้ยินประโยคนี้สีหน้าเยือกเย็นดั่งน้ำแข็งพันปีที่ไม่มีวันละลายของเซียวชิงซานก็มีปฏิกิริยาโต้ตอบ เขาถอนหายใจแล้วตอบกลับเบาๆ ว่า “ถ้าอาชี่หนาว พ่อก็จะกอดเจ้าไว้ แต่ถ้าแม่ของเจ้าหนาว เราสองคนก็ต้องช่วยกันกอดท่านแม่”
อาชี่ไม่เคยเห็นหน้าตาผู้เป็นมารดามาก่อน แต่ก็รู้ว่าท่านแม่ของเขาเป็นคนดีคนหนึ่งและเป็นดั่งดวงใจของท่านพ่อ ทำให้ท่านพ่อและเขาดั้นด้นออกตามหานางด้วยความมุมานะ และต่อไปถ้าได้พบกับนาง เขาก็จะรักนางเช่นเดียวกับที่ท่านพ่อรัก
.
คืนหนึ่งผ่านไป
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้นเสียงลมด้านนอกรุนแรงขึ้นทุกขณะ สายลมหนาวแทรกผ่านเข้ามาในห้อง เซียวชิงซานกอดบุตรชายเอาไว้ นานๆ ทีอาชี่จะได้หลับสนิทเช่นนี้ นิ้วมือใหญ่คล้ายดั่งรังไหมหนาเคลื่อนมาหยุดบนแก้มเด็กน้อย ใบหน้านี้นุ่มนิ่มเหมือนเต้าหู้ขาว มองคล้ายกับมารดาของเขาอย่างไรอย่างนั้น แค่จับเบาๆ ก็เหมือนจะแตกได้แล้ว
ขณะนั้นเองก็มีเสียงพูดคุยดังมาจากด้านนอก ฟังไม่ถนัดนัก
“ท่านพ่อ วันนี้หนาวมาก สุขภาพของท่านก็เป็นเช่นนี้ อย่างไรก็ให้ไปไม่ได้!” น้ำเสียงนุ่มนวลของหญิงสาวดังขึ้นเป็นลำดับทั้งยังแฝงไว้ด้วยความร้อนรน ตามมาด้วยเสียงผู้ชายไอแรงๆ สองครั้งแล้วเอ่ยขึ้นด้วยความอับจน
“สองสามวันมานี้งานรัดตัวนัก ท่านแม่ทัพจะผลิตอาวุธชุดใหม่ ทำให้คนงานไม่พอ พ่อไม่ไปไม่ได้จริงๆ”
“ลาหยุดสักวันเถอะ อย่างไรท่านก็ต้องไปให้หมอตรวจอาการเสียก่อนแล้วค่อยว่ากัน”
“ลาไม่ได้ ลาหยุดหนึ่งวันก็ต้องถูกหักค่าแรงตั้งสามวันเชียวนะ แบบนั้นไม่เท่ากับเสียแรงเปล่ารึ?” จบคำก็มีเสียงถอนหายใจหนักๆ ตามมา
หญิงสาวสะอื้นไห้อย่างหมดปัญญา งานช่างตีเหล็กนั้นเดิมทีก็เหนื่อยมาก ต้องทำทั้งวันเนื้อตัวก็เต็มไปด้วยบาดแผล ช่วงนี้เข้าสู่ฤดูเหมันต์แล้วอากาศยิ่งหนาวยะเยือกเสียจนจับค้อนไว้ในมือไม่อยู่ หากเป็นเช่นนี้ต่อไม่ว่าใครก็คงทนไม่ไหวแน่
เซียวชิงซานมีสีหน้าเรียบเฉย เขาดึงผ้าห่มห่อตัวอาชี่ให้มิดชิดมากขึ้น
“ท่านแม่ทัพใหญ่หนิงเป็นคนที่เห็นแก่ชีวิตราษฎรมาก่อนมิใช่หรือ? เหตุใดถึงไร้น้ำใจเช่นนี้เล่า!” หญิงสาวเอ่ยวาจาดูแคลนเสียงดังก่อนจะถูกบิดาเอามืออุดปากไว้
“อย่าพูดแบบนั้นเชียวนะ!” น้ำเสียงทุ้มต่ำดุแผ่วเบา
พอเซียวชิงซานได้ยินคำว่า ‘แม่ทัพใหญ่หนิง’ ก็ถึงกับชะงักมือแล้วยันร่างลุกขึ้นนั่งในฉับพลัน การเคลื่อนไหวของเขาทั้งแผ่วเบาและปราดเปรียวแต่ก็ยังทำให้อาชี่รู้สึกตัวตื่น
“ท่านพ่อ” อาชี่ขยี้ตาแล้วเรียกออกมาหนึ่งคำ
เซียวชิงซานยกมือส่งสัญญาณให้เด็กน้อยนอนต่อ ส่วนตัวเขาก้าวลงจากเตียง สาวเท้ายาวๆ สองก้าวแล้วแง้มประตูออกไปมอง
ในเพิงไม้ด้านนอกมีคนสองคนยืนอยู่ คนหนึ่งเป็นหญิงสาวในชุดผ้าแพรสีฟ้าน้ำทะเล เรือนผมมัดเป็นมวยทั้งสองข้างผูกด้วยผ้าสีฟ้าเข้าชุด ดูๆ ไปแล้วน่าจะมีอายุราวสิบห้าถึงสิบหก หน้าตาสะสวย ส่วนชายที่อยู่ข้างกันนั้นสวมชุดผ้าแพรสีเทา ร่างกายแข็งแรงกำยำ แต่สีหน้ากลับเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า
“ข้าพอจะช่วยอะไรได้บ้างหรือไม่?” เซียวชิงซานเอ่ยปากถาม
เสียงหนักแน่นที่จู่ๆ ก็ดังมาจากด้านหลังทำให้หญิงสาวต้องหันไปมอง ครั้นเห็นชายแปลกหน้าปรากฏตัวออกมาก็นึกถึงคำของมารดาว่ามีคนมาขออาศัยชั่วคราวที่บ้านจึงมิได้ตกใจนัก แต่คิดไม่ถึงว่าชายที่มาขออาศัยชั่วคราวผู้นั้นจะหน้าตาดีถึงเพียงนี้
เขาตัวสูงใหญ่ อกผาย เอวสอบ บุคลิกหน้าตาโดดเด่น แม้การแต่งกายจะธรรมดาแต่ภาพลักษณ์ที่สะดุดตานั้นให้ปิดบังอย่างไรก็คงไม่มิด
หญิงสาวจับจ้องอย่างตกตะลึงถึงกับลืมตอบไปชั่วขณะ
“ข้าอาสาไปทำงานแทนให้ ไม่คิดค่าแรง ถือว่าเป็นการตอบแทนบุญคุณที่พวกท่านให้ที่พักอาศัย” เซียวชิงซานอธิบายต่อ
ชายเจ้าของบ้านมองด้วยสายตาสงสัยใคร่รู้แล้วเอ่ยถาม “เจ้าตีเหล็กเป็นรึ?”
เซียวชิงซานพยักหน้ารับ “ทำเป็น”
เมื่อวานผู้มาขอพักก็ให้เงินมาแล้วถึงสามชั่ง วันนี้ยังบอกว่าจะตอบแทนด้วยการช่วยงานโดยไม่คิดค่าแรง ไหนเลยจะมีคนดีเช่นนี้อยู่ในโลก?
“พวกเราเพิ่งเคยมาเยือนที่นี่ อะไรก็ไม่คุ้น แค่อยากมีที่ซุกหัวนอน มีข้าวให้กินเท่านั้น” เซียวชิงซานรู้ว่าอีกฝ่ายเกิดคำถามอยู่ในใจจึงอธิบายต่อไปอีกหนึ่งประโยค
“ตกลง ถ้าเช่นนั้นก็ขอบคุณท่านมาก” หญิงสาวชิงตอบออกมาก่อนจะหันไปเจรจากับบิดา “ท่านพ่อ วันนี้พวกเราไปศาลาเชียนจือถังกันเถิด ให้หมอสวีตรวจอาการท่านสักหน่อย”
หญิงสาวผลักผู้เป็นบิดาให้เข้าไปพักด้านใน ครั้นเห็นเซียวชิงซานกำลังจะกลับเข้าห้องก็เอ่ยปากเรียกเขาเอาไว้ “พี่ชาย ท่านชื่ออะไรหรือ?”
เซียวชิงซานหยุดฝีเท้าแต่กลับไม่ตอบคำถาม
“ข้าชื่อหลัวจื่อหลิง” หญิงสาวบอกออกไปอย่างรวดเร็วพร้อมรอยยิ้มงดงาม
เซียวชิงซานขมวดคิ้ว ตอบเพียงว่า “ข้าแซ่เซียว”
หลัวจื่อหลิงเอ่ยต่อเสียงเบาว่า “พี่เซียว เรื่องของท่านพ่อข้าต้องขอบคุณพี่มาก พี่เป็นคนดีจริงๆ”
คนดีรึ?
เซียวชิงซานรู้สึกกระอักกระอ่วนใจ นึกไม่ถึงว่าจะมีคนพูดเช่นนี้กับเขา จู่ๆ ในหูก็แว่วเสียงหวานดังข้ามกระแสธารและภูผาว่า “ชิงซาน ท่านช่างดีเหลือเกิน”
นางมักจะยิ้มให้เขา โอบกอดแล้วบอกว่าเขาดีอย่างนี้อย่างนั้นแต่สุดท้ายก็ยังหนีไปมิใช่หรือ?
นางหลอกเขาให้เชื่อใจแล้วหนีไปเสียไกลลิบ แม้กระทั่งเลือดเนื้อเชื้อไขของตนก็ไม่ต้องการ!
นางไม่ไยดีต่อเขาที่รักนางปานแก้วตาดวงใจ เขาเห็นนางสำคัญเสียยิ่งกว่าชีวิต นางต้องการอะไรเขาก็ยอมลงให้เสมอ แม้จะดีกับนางถึงเพียงนั้นแต่นางก็ยังหนี!
เซียวชิงซานหมุนตัวกลับเข้าห้องโดยไม่ได้พูดอะไรอีก พบอาชี่นั่งอยู่ที่ขอบเตียง กำลังพยายามใส่รองเท้าด้วยตัวเอง พอเห็นดังนั้นเขาก็เอ่ยกับเด็กชาย “ประเดี๋ยวเจ้าต้องออกไปข้างนอกกับพ่อ”
เด็กน้อยพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย ไม่ถามอะไรให้มากความ
.
หนิงหวยทำเหมือนกลัวว่าหนิงฉือจะกลับคำ
ดังนั้นวันต่อมาเขาจึงรีบพานางไปพบแม่ทัพสวี่
ตอนนี้กองทัพกำลังผลิตอาวุธชุดใหม่ ทุกชีวิตในค่ายทหารล้วนวุ่นวายโกลาหล หนิงหวยปลีกตัวออกมาไม่ได้ แน่นอนว่าแม่ทัพสวี่หรือสวี่ลู่ก็มีภารกิจรัดตัวเช่นกัน หนิงหวยจึงตัดสินใจพาหนิงฉือมาที่ค่ายทหารแห่งนี้เสียเลย
ใช่ว่าหนิงฉือจะเพิ่งเคยมาที่นี่ ก่อนหน้านี้ตอนยังเด็ก ถ้าไม่ได้เห็นหน้าพี่ชายสักสองสามวันนางก็คิดถึงจนต้องแอบออกมาหาถึงค่ายทหารแล้ว เมื่อเป็นแบบนี้หลายครั้งเข้าลูกน้องใต้บังคับบัญชาของพี่ชายจึงจดจำนางได้ ทุกคนล้วนเรียกขานนางอย่างอ่อนโยนว่า ‘คุณหนูหนิง’ เพราะถึงอย่างไรนางก็เป็นคุณหนูเล็กที่แม่ทัพของพวกเขายกให้เป็นน้องสาวยอดดวงใจ หากเผลอละเลยแม้เพียงเล็กน้อย ท่านแม่ทัพต้องไม่ปรานีพวกเขาแน่
วันนี้อากาศเย็นอยู่บ้าง หนิงฉือสวมเสื้อกันหนาวแบบบุด้านใน คอปกสีขาวกระจ่างดั่งจันทร์เพ็ญปักลายดอกกล้วยไม้ ผ้าพันคอขนสัตว์ขนาดใหญ่สีขาวที่พันอยู่รอบลำคอยิ่งทำให้ใบหน้านวลดูเรียวเล็ก เสื้อคลุมสีขาวปักลายใบเหมยสีเขียวอ่อนห่มร่างนางไว้มิดชิด แม้แต่ลมหนาวก็ไม่อาจแทรกผ่าน นางเดินตามหลังหนิงหวยอย่างว่าง่ายเหมือนกระต่ายน้อยตัวหนึ่ง
อากาศข้างนอกหนาวเหน็บ กอปรกับสุขภาพร่างกายของหนิงฉือเองก็อ่อนแอ หนิงหวยจึงให้นางรออยู่แต่ในกระโจม
“เจ้านั่งอยู่ที่นี่ก่อน” หนิงหวยชี้ไปยังเบาะนุ่มหลังฉากกันลม
ตามปกติลูกผู้ชายอย่างหนิงหวยอยู่ในค่ายทหารที่สภาพแวดล้อมมิได้พิเศษเลิศเลอโดยไม่เคยคิดเล็กคิดน้อย ส่วนเบาะนุ่มตรงนั้นเขาให้คนจัดเตรียมไว้เพราะตั้งใจจะพาอาฉือมาที่นี่ตั้งแต่เมื่อวาน
หนิงฉือเป็นหญิงสาวที่ยังไม่ได้ออกเรือน แน่นอนว่ามิอาจพบปะชายใดได้อย่างโจ่งแจ้ง ให้นางหลบมาอยู่ด้านหลังเสียก่อน เมื่อแน่ชัดว่าใจนางรู้สึกอย่างไรเรื่องอื่นค่อยว่ากัน หนิงฉือเข้าใจถึงจุดนี้ดี จึงพยักหน้ารับแล้วเดินไปด้านหลังฉากกันลมอย่างเชื่อฟัง
“อีกสักครู่ข้าจะพาแม่ทัพสวี่เข้ามา เจ้าก็อยู่ตรงนี้ไปก่อน” หนิงหวยชะงักเล็กน้อย ปั้นสีหน้าจริงจังแล้วกำชับว่า “ห้ามหลับเด็ดขาด”
หนิงฉือตอบรับอย่างมั่นใจ “ตอนนี้ข้าไม่ง่วงสักหน่อย”
แม้ปากพูดเช่นนั้น แต่พอหนิงหวยคล้อยหลังไป หนิงฉือที่นั่งอยู่บนเบาะนุ่มได้พักหนึ่งกลับเอนกายพิงไปด้านข้างแล้วจู่ๆ ก็หาวออกมาสองครั้ง นางฝืนตัวเองได้เพียงครู่ก็เผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว
ตอนที่ตื่นขึ้นมาไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใดแล้ว ในกระโจมยังคงไร้ผู้คน มีเพียงทหารเฝ้ายามอยู่หน้าประตูที่เป็นเด็กหนุ่มอายุราวสิบสี่ถึงสิบห้า พอได้ยินความเคลื่อนไหวด้านในทหารหนุ่มน้อยก็เปิดม่านหน้ากระโจมพลางเอ่ยเรียก “คุณหนูหนิง?”
หนิงฉือตอบรับอย่างงุนงง
“คุณหนูหนิง ในที่สุดท่านก็ตื่นเสียที เมื่อครู่แม่ทัพใหญ่กับแม่ทัพสวี่มาที่นี่ พอเห็นคุณหนูหลับอยู่ก็เลยพากันกลับออกไปแล้วขอรับ”
หนิงฉือแทบจะจินตนาการถึงท่าทางของหนิงหวยในตอนนั้นได้เป็นฉากๆ เขาจะต้องมองนางแล้วยิ้มอย่างจนปัญญา ในใจทั้งโกรธเคืองและกลัดกลุ้มแต่ก็ปลุกนางไม่ลง
“นอนจนปวดหัวไปหมด” หนิงฉือลุกขึ้นนวดศีรษะแล้วเปล่งเสียงออกมาด้วยความรู้สึกมึนงง
“ให้ข้าพาคุณหนูออกไปเดินเล่นดีกว่า แม่ทัพใหญ่บอกว่ารอจนลมสงบก็ให้พาคุณหนูออกไปสูดอากาศขอรับ” เสียงทหารชั้นผู้น้อยเต็มไปด้วยความกระฉับกระเฉง เขาชะโงกหน้าเข้ามาเสียจนคอยืดคอยาว
“เอาสิ” หนิงฉือสวมเสื้อคลุมแล้วเดินตามทหารชั้นผู้น้อยนายนั้นออกจากกระโจมไป
นางไม่ได้มาเยือนที่นี่หลายปีแล้ว หลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนไปมากเหลือเกิน ยามนี้ในค่ายทหารไม่ว่าจะซ้ายหรือขวาล้วนไม่แตกต่าง ทุกที่ปราศจากมวลบุปผางามให้ชื่นชม หนิงฉือจึงกวาดตามองอย่างไร้จุดหมาย
“ทางด้านโน้นคืออะไร?” สายตาของหนิงฉือจับจ้องไปยังผืนป่าเบื้องหน้า ตรงนั้นดูเหมือนจะมีทางเดิน จากความทรงจำของนาง ในอดีตไม่ได้เป็นเช่นนี้
ทหารนายนั้นหัวเราะแหะๆ แล้วตอบว่า “เพราะกำลังมีการผลิตอาวุธชุดใหม่ จึงจัดที่ทางสำหรับช่างตีเหล็กไว้ทางด้านโน้นชั่วคราว ด้วยเป็นงานสำคัญที่ท่านแม่ทัพต้องจับตาดูด้วยตัวเองขอรับ”
เดิมทีเรื่องนี้ไม่อาจแพร่งพรายได้ แต่นางเป็นถึงน้องสาวของท่านแม่ทัพใหญ่ น่าจะแตกต่างจากคนอื่นๆ หากพูดไปก็คงไม่มีปัญหา
“ซุ่นกุ้ยเอ๋อ ภาพที่ต้องส่งมอบให้นายกองหยาง เจ้าเอาไปไว้ที่ไหน?” มีเสียงคนตะโกนถามมาแต่ไกล
นายทหารซุ่นกุ้ยเอ๋อที่ถูกเรียกตบหน้าผากตัวเองแล้วเอ่ยขึ้นอย่างตกใจ “ข้าลืมไปเสียสนิท!”
พอท่านแม่ทัพมอบหมายให้มาอยู่เป็นเพื่อนคุณหนู เขาก็ลืมเรื่องภาพแผ่นนั้นไปจนสิ้น ตอนนี้ก็ยังคงวางอยู่ที่เดิม แย่แน่แล้ว!
“เจ้าไปเถิด ข้าจำทางได้” หนิงฉือคาดเดาความคิดของเขาได้จึงเอ่ยออกมาด้วยท่าทางสงบนิ่ง
“ขอรับคุณหนู แล้วข้าจะรีบกลับมา” ซุ่นกุ้ยเอ๋อกล่าวทิ้งท้ายอย่างหนักแน่นแล้วสาวเท้าจากไป
---------------------------------------------------------------