“ข้าจะทราบได้อย่างไร” โหลวซื่ออวี้ฉีกน่องไก่มากินอย่างไม่เกรงใจ “นับตั้งแต่นั้นมา อำเภอของเราก็เหมือนถูกอาถรรพ์อะไรบางอย่างเข้าครอบงำ มีคดีเกี่ยวกับคนตายอยู่ตลอด นายอำเภอที่มารับหน้าที่ต่อก็อยู่กันได้ไม่เกินสองเดือน มีคนบอกว่าเพราะก่อนหน้านี้ตอนที่ซ่อมแซมที่ว่าการอำเภอ คนงานเผลอย้ายแท่งศิลาที่อยู่หน้าประตูออกไปก็เลยทำให้ฮวงจุ้ยเสีย”
“นายอำเภอคนที่สองก็เคยมาที่โรงเตี๊ยมนี้หรือ?”
“ถูกต้อง โรงเตี๊ยมข้าอยู่ใกล้กับที่ว่าการมากที่สุด เวลาขุนนางใหม่มารับหน้าที่ก็มักจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับกันที่นี่ แม้แต่งานเลี้ยงต้อนรับท่าน ใต้เท้าฮั่วก็สั่งการไว้แล้วว่าให้จัดขึ้นวันพรุ่งนี้”
น่องไก่ถูกแทะอย่างเกลี้ยงเกลา รอยยิ้มของโหลวซื่ออวี้ดูจริงใจมากขึ้นกว่าเดิม “หากใต้เท้ามีอะไรที่ชอบหรือไม่ชอบกิน ได้โปรดบอกให้ข้าทราบล่วงหน้า”
ท่าทางของนางเหมือนระแวงเขาอยู่แท้ๆ แต่กลับปากไว ราวกับน่องไก่น่องนี้เป็นอาหารเลิศรสที่สุดในใต้หล้า นางกินจนมือไม้มันแผล็บ
ซ่งลี่เหยียนเห็นแล้วรู้สึกพะอืดพะอม เขาโพล่งไปว่า “ข้าไม่ชอบกินเนื้อไก่”
โหลวซื่ออวี้ชะงัก มองเขาด้วยแววตาหลากหลาย นางยื่นมือดึงจานไก่ย่างเข้ามาหาตัวพร้อมกับพึมพำเบาๆ ว่า “เอาใจยากชะมัด”
“เถ้าแก่เนี้ยโหลว!” ซ่งลี่เหยียนเอ่ยเตือนอย่างสุภาพ “รู้หรือไม่ว่าข้ามีทักษะการฟังที่ไม่ธรรมดา”
“...” โหลวซื่ออวี้รีบยกมือตบปากทีหนึ่ง นางยิ้มตาหยี “ใต้เท้าอย่าถือสาเลย ข้าเป็นคนปากไว พูดอะไรไม่ทันคิดอยู่เสมอ ข้าจะกลับไปสำนึกผิดก็แล้วกันนะเจ้าคะ”
ว่าแล้วนางก็ยกจานไก่ออกไปนอกห้อง
“ใต้เท้า” ซ่งสวินนิ่วหน้าถามไถ่ แต่ซ่งลี่เหยียนกลับส่ายหน้า
นางไม่ใช่คนที่รับมือได้ง่ายเสียด้วย!
โหลวซื่ออวี้อุ้มจานเดินไปกินไปจนถึงชั้นล่าง ห้องโถงมีแต่ความว่างเปล่า เหลือเพียงปันชุนที่นั่งเหม่อลอยอยู่ข้างโต๊ะ พอเห็นนางมาก็วิ่งเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้า
“เถ้าแก่เนี้ย ข้าทำตามที่ใต้เท้าฮั่วสั่งไว้แล้วนะเจ้าคะ แขกขาจรต่างก็คืนห้องเรามาเรียบร้อยเหลือแต่แขกประจำที่อยู่แต่ในห้อง ไม่ยอมออกมา”
“รู้แล้ว” โหลวซื่ออวี้ยัดจานไก่ใส่มือปันชุน ถามว่า “งานเลี้ยงต้อนรับพรุ่งนี้เตรียมการแล้วหรือยัง?”
“เรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ แต่ว่าจู่ๆ แม่ครัวหลินไม่รู้หายไปไหน” ปันชุนเอ่ย “เมื่อวานตอนเช้าตรู่ข้ายังเห็นนางล้างผักอยู่เลย แต่มิรู้ว่านางไปไหนแล้ว จนถึงตอนนี้ยังไม่เห็นตัวเจ้าค่ะ”
“แม่ครัวหลินหรือ? สงสัยจะกลับบ้านเยี่ยมญาติ” โหลวซื่ออวี้โบกมือให้อย่างไม่ใส่ใจ “เจ้าไปช่วยพ่อครัวเฉียนก็แล้วกัน”
เยี่ยมญาติ?
ปันชุนส่ายหน้าทันที “เป็นไปไม่ได้ นางล้างผักค้างอยู่ครึ่งหนึ่ง ที่เหลือยังกองอยู่ข้างบ่อน้ำอยู่เลย เสื้อผ้าสิ่งของในห้องก็ยังอยู่ครบ แล้วปุบปับจะ...”
“นังหนูนี่ ทำไมพูดมากจัง” โหลวซื่ออวี้ฉีกปีกไก่ยัดใส่ปากปันชุน หรี่ตาพูดขึ้นว่า “ในโรงเตี๊ยมนี่เถ้าแก่เนี้ยใหญ่ที่สุด เถ้าแก่เนี้ยพูดอะไรก็ว่าตามนั้น ห้ามถามมากเข้าใจไหม”
“แต่ว่า...”
“ไม่มีแต่” โหลวซื่ออวี้ถลึงตาใส่ “ถ้าพูดมากกว่านี้ข้าจะหักเงินเดือน”
ปันชุนมองโหลวซื่ออวี้อย่างงุนงง ยกมือปิดปากตัวเองทันที
โหลวซื่ออวี้หันหลังไปมองชั้นบนอย่างไม่รู้ตัวก่อนจะลากปันชุนไปมุมห้องด้านหนึ่งกระซิบกับนางว่า “ตอนนี้เรามีแขกผู้ทรงเกียรติอยู่ในโรงเตี๊ยม อะไรที่ควรหรือไม่ควรพูดเจ้าก็คิดให้ดีๆ อย่าให้คนมาหลอกถามอะไรง่ายๆ เข้าใจไหม?”
ยังจะมีอะไรไม่เข้าใจบ้าง... ปันชุนรีบยืดอกรับปากทันทีนางเป็นคนหัวไวแล้วจะถูกใครหลอกถามได้อีกเล่า?
แต่หลังจากนั้นสองชั่วยาม ปันชุนก็ยืนอยู่ตรงหน้าซ่งลี่เหยียนอย่างคนทำอะไรไม่ถูก
ซ่งลี่เหยียนอาบน้ำเสร็จแล้วเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่เป็นชุดลำลองผ้าไหมดำ เขายืนอยู่กลางลานด้านหลัง หันกลับมามองนางพร้อมกับถามว่า “เถ้าแก่เนี้ยของเจ้าปกติชอบทำอะไรบ้าง?”
สายลมเดือนเจ็ดยังอบอ้าว แต่เมื่อพัดมาจากทิศที่เขายืนอยู่กลับให้ความรู้สึกสะอาดสดชื่น ปันชุนถึงกับหน้าแดงเรื่อขึ้นเล็กน้อย นางถอยหลังไปครึ่งก้าวอย่างไม่รู้ตัว ลูบแขนเสื้อพลางตอบ
“เถ้าแก่เนี้ยของเราเป็นคน...ดี ปกตินอกจากจะทำงาน ซื้อวัตถุดิบปรุงอาหาร กับต้อนรับแขกแล้วก็ไม่ได้ทำอะไรอีกเจ้าค่ะ”
“เจ้าไม่ต้องตื่นเต้น” ซ่งลี่เหยียนโบกมือ “ข้าแค่อยากรู้เรื่องของเถ้าแก่เนี้ยเจ้าสักหน่อย ไม่ได้ต้องการสืบคดีอะไร”
น้ำเสียงนั้นอ่อนโยนเกินไป ปันชุนฟังแล้วรู้สึกไม่ค่อยสบายใจ รีบเอ่ยขึ้นว่า “ข้าน้อยมิได้โป้ปด แต่เถ้าแก่เนี้ยของเราไม่มีความชอบอะไรเป็นพิเศษ นอกจาก...” นางเอียงคอคิดเล็กน้อยก่อนจะปรบมืออย่างนึกขึ้นได้ “นอกจากนางจะชอบจุดโคมไฟที่แขวนอยู่หน้าประตูโรงเตี๊ยมทุกเย็น จากนั้นก็นั่งเฝ้าอยู่หน้าประตูจนกระทั่งอาทิตย์ตกดิน”
จุดโคมเฝ้ามองอาทิตย์ตกดิน?
ซ่งลี่เหยียนพยักหน้าแล้วจำไว้ ถามต่อไปว่า “แล้วนางไม่คิดจะออกเรือนกับใครบ้างหรือ? คิดจะเฝ้าโรงเตี๊ยมไปตลอดชีวิตหรือไร?”
พอคำพูดนี้หลุดออกมา ถึงปันชุนจะทึ่มแค่ไหนก็ยังจับความหมายอื่นได้ทันที นางกะพริบตาปริบๆ ก่อนจะเข้าใจขึ้นมาบัดดลนางจึงเผลอหลุดปากออกไปว่า “ใต้เท้ากำลังจะคิดเกินเลยกับเถ้าแก่เนี้ย...?”
“...”
“ข้าน้อยผิดไปแล้ว!” ปันชุนไม่กล้าพูดต่อเพราะยำเกรงในอำนาจที่มีมากกว่า รีบยกมืออุดปาก แต่เมื่อดูจากสีหน้าของใต้เท้าแล้วรู้สึกว่าสิ่งที่ตัวเองคิดไว้คงไม่ผิด
นางหมดคำพูดขึ้นมาฉับพลัน ไม่ใช่เพราะความตื่นตระหนกแต่เพราะรู้สึกประหลาดใจ เมื่อคิดถึงความอยากรู้และความเป็นห่วงเป็นใยที่ใต้เท้ามีให้เถ้าแก่เนี้ย นางก็แอบตาโตใช่... ใต้เท้าให้ความสนใจเถ้าแก่เนี้ยมากกว่าคนอื่นๆ จริงเสียด้วย เขาไม่ได้ถามว่าหลีเสี่ยวเอ้อแต่งงานแล้วหรือยัง แต่กลับถามถึงเถ้าแก่เนี้ย!
ถ้าไม่มีใจแล้วจะเป็นอะไรได้?
ปันชุนมองอีกฝ่ายอย่างตื่นเต้น แล้วหันกลับไปมองทิศที่ตั้งห้องโถงใหญ่ที่เถ้าแก่เนี้ยของนางนั่งอยู่ในตอนนี้ แววตาของปันชุนมีความยินดีปรากฏขึ้น “เถ้าแก่เนี้ยของข้าเป็นสตรี ถ้าเจอคนที่เหมาะสมย่อมต้องออกเรือน ใต้เท้ายังอยากจะรู้เรื่องอะไรของเถ้าแก่เนี้ยอีกหรือไม่ ถ้าข้าน้อยรู้จะบอกท่านหมดเลย”
ซ่งลี่เหยียนรู้สึกว่าเด็กสาวคนนี้คงจะเข้าใจอะไรผิดเป็นแน่“ข้าก็แค่ถามไปอย่างนั้น”
“ข้าน้อยเข้าใจ!”
“ไม่ เหมือนเจ้าจะไม่เข้าใจ...”
“ใต้เท้าวางใจเถอะ” ปันชุนยิ้มไปพูดไป “ข้าน้อยเป็นคนปากหนัก ไม่มีทางพูดให้ใครฟังแน่!”
ยิ่งพูดก็ยิ่งเข้าเนื้อ...
ซ่งลี่เหยียนคร้านจะแก้ตัวอีก ในเมื่อนางพูดถึงขนาดนี้ถ้าเช่นนั้นเขาก็ขอถามต่อก็แล้วกัน “เถ้าแก่เนี้ยของเจ้าชอบออกไปข้างนอกหรือไม่ ส่วนใหญ่ชอบไปเที่ยวเล่นที่ใด?”
“ปกติเถ้าแก่เนี้ยจะไม่ออกจากโรงเตี๊ยม ยกเว้นจะไปจ่ายส่วยที่ว่าการอำเภอ ส่วนใหญ่แล้วจะอยู่ที่โรงเตี๊ยมเจ้าค่ะ”
“ปกตินางจะไปจ่ายส่วยเมื่อไหร่”
“ทุกวันที่หนึ่งของทุกเดือน” ปันชุนหยุดคิดเล็กน้อยก่อนจะเล่าต่อไปว่า “แต่ก็มียกเว้นบ้างเหมือนกัน วันที่ยี่สิบเดือนที่แล้วเถ้าแก่เนี้ยก็ไปที่ว่าการอำเภอมารอบหนึ่ง”
วันที่ยี่สิบเดือนหก สีหน้าของซ่งลี่เหยียนแปรเปลี่ยนเล็กน้อย “ไปนานไหม?”
“เรื่องนี้ข้าน้อยก็ไม่ทันสังเกต แต่ตอนที่กวาดลานด้านหน้าเห็นเถ้าแก่เนี้ยออกไปข้างนอกพอดี...”
“ปันชุน” เสียงของโหลวซื่ออวี้ดังมาจากห้องโถงด้านหน้า“นังเด็กนี่ไปไหนแล้ว รีบมาช่วยกันยกของ!”
“มาแล้วๆ” ปันชุนตกใจจนสะดุ้ง รีบคำนับให้กับซ่งลี่เหยียนคราหนึ่งก่อนวิ่งจากไปอย่างรีบร้อน
ซ่งลี่เหยียนยืนครุ่นคิดอยู่ที่เดิมแล้วก้าวเท้าตามไป
เหตุการณ์วุ่นวายที่เกิดขึ้นก่อนนี้ทำให้โรงเตี๊ยมได้รับความเสียหายไปไม่น้อย เพื่องานเลี้ยงต้อนรับที่จะจัดขึ้น ทำให้โหลวซื่ออวี้พาหลีเสี่ยวเอ้อไปซื้อของมาเพิ่มอีกมากมาย ตอนนี้นางกำลังยืนเท้าสะเอวข้างหนึ่ง ถือพัดในมืออีกข้าง สั่งการไปพร้อมๆ กับหายใจแรง “ยกกันเบาๆ หน่อย! โต๊ะไม้นั่นแพงจะตาย ยกเบาๆ วางเบาๆ !”
“แจกันดอกไม้วางอยู่ตรงกลาง ถูให้ขึ้นเงาด้วย”
“ศิลาหินก้อนนั้นวางไว้เรียกทรัพย์ทางขวามือหน้าประตู อย่าวางเบี้ยวล่ะ”
“โฮ่วเต๋อ ไปยกเนื้อที่จะใช้พรุ่งนี้เข้าไปล้างในครัวก่อน เมื่อครู่ตอนกลับมาข้าเห็นว่าเนื้อในตลาดขายถูกกว่าทุกวัน ก็เลยซื้อมาให้เจ้า”
“อะไรนะ จะเอาของใหม่ จะทันที่ไหนกัน รีบเอาอันนี้เข้าไปก่อนเถอะ เร็วสิ!”
เพิ่งสั่งงานทางนี้เสร็จก็มีพ่อค้าหนวดเฟิ้มเดินมาส่งสมุดบัญชีให้กับนางด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “เถ้าแก่เนี้ย ของส่งครบหมดแล้ว ท่านช่วยคิดบัญชีด้วย”
โหลวซื่ออวี้รับใบรายการมาดู ยังดีที่ไม่หน้ามืดหมดสติไปเสียก่อน นางสูดหายใจลึกๆ พร้อมกับกดจุดเหรินจงที่ใต้จมูกของตัวเอง “ทำไมแพงขนาดนี้!”
พ่อค้าหนวดเฟิ้มส่งยิ้มเอาใจ “นี่ลดให้ท่านตั้งเยอะแล้ว ลูกค้าประจำด้วยกันทั้งนั้น ข้าไม่คิดท่านแพงหรอกน่า”
โหลวซื่ออวี้กัดฟันควักถุงเงินออกมานับ นางนับเงินพลางบ่น “อย่างไรเสียหมาป่าบุกก็นับเป็นภัยพิบัติจากธรรมชาติ ทางอำเภอควรจะชดเชยให้ข้าบ้างนะ”
ปันชุนวางเก้าอี้ไม้ตัวยาวเรียบร้อยแล้วก็กระเถิบเข้ามาใกล้ กระซิบขึ้นว่า “เถ้าแก่เนี้ย เรื่องนี้ท่านก็พูดกับใต้เท้าสิ ข้าว่าน่าจะได้อยู่”
โหลวซื่ออวี้พ่นเสียงอย่างไม่พอใจ “เจ้ายังคิดว่าพวกขุนนางนี่พูดง่ายอีกหรือ?”
“คนอื่นข้าไม่รู้ แต่ใต้เท้านายอำเภอคนนี้ ถ้ากับท่านแล้ว...” นางทำหน้าทะเล้นก่อนหยุดชะงัก ยิ้มจนปากจะฉีกถึงติ่งหู “เขาไม่เหมือนกับคนอื่นๆ แน่”
ซ่งลี่เหยียนที่ลอบสังเกตจากชั้นบน “...”
ไหนว่าตัวเองปากหนัก ไม่บอกกับใครไง?