ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

จุดโคมรอท่านนับพันปี(楼边人似玉)

ผู้แต่ง bai lu wei shuang
ผู้แปล Hongsamut
ประเภท
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
ผู้คนต่างพากันนินทาเกี่ยวกับเถ้าแก่เนี้ยของโรงเตี๊ยมจ่างเติง นางเป็นคนแปลก ทั้งน่ารังเกียจ หน้าเงิน หน้าเลือด หว่านเสน่ห์เก่งยิ่งกว่าหญิงคณิกา แต่ที่แปลกกลับไม่ใช่เรื่องนั้น เถ้าแก่เนี้ยของโรงเตี๊ยมจ่างเติงทุกรุ่น ทุกคน จะทำในสิ่งเดียวกันต่อเนื่องยาวนานมานับพันปี นั่นก็คือจุดโคมแดงหน้าประตูโรงเตี๊ยม ทรุดกายลงตรงตีนบันใด และนั่งรอ... รอเพื่อให้คนคนหนึ่งเดินผ่านมาแล้วเอ่ยถามว่า “เราเคยเจอกันมาก่อนหรือเปล่า?” อย่างนี้ทุกชาติไป

บทนำ

จุดโคมรอท่านนับพันปี 
 จากเรื่อง: 楼边人似玉

Author: Bai Lu Wei Shuang
Chinese edition copyright 2019 by NetEase (HangZhou) Networks Co., Ltd.
Cover Picture Wu Mo, Jun Ling
Thai edition copyright Hongsamut.com Co., Ltd.
ALL RIGHTS RESERVED

--------

ผู้คนต่างพากันนินทาเกี่ยวกับเถ้าแก่เนี้ยของโรงเตี๊ยมจ่างเติง

นางเป็นคนแปลก

ทั้งน่ารังเกียจ หน้าเงิน หน้าเลือด หว่านเสน่ห์เก่งยิ่งกว่าหญิงคณิกา

แต่ที่แปลกกลับไม่ใช่เรื่องนั้น

เถ้าแก่เนี้ยของโรงเตี๊ยมจ่างเติงทุกรุ่น ทุกคน จะทำในสิ่งเดียวกันต่อเนื่องยาวนานมานับพันปี

นั่นก็คือจุดโคมแดงหน้าประตูโรงเตี๊ยม ทรุดกายลงตรงตีนบันใด

และนั่งรอ...

รอเพื่อให้คนคนหนึ่งเดินผ่านมาแล้วเอ่ยถามว่า “เราเคยเจอกันมาก่อนหรือเปล่า?”

อย่างนี้ทุกชาติไป


 

สารบัญ

เอ๊ะ! ร่างคน    

               อะไรที่สำคัญที่สุดในชีวิตของมนุษย์เรา?

               เงินไงล่ะ...

               ที่ ‘เมืองเอียนเสีย’ ดวงจันทร์สีเลือดลอยเด่นอยู่กลางนภาในเวลายามหนึ่ง แสงของมันสาดส่องไปทั่วเมืองสร้างบรรยากาศพิลึกพิลั่น น่าขนลุก แต่โหลวซื่ออวี้กำลังกอดผ้าห่มนอนหลับฝันหวาน นางฝันเห็นเงินพร่างพรูลงมาจากฟ้า เหรียญอีแปะกลมๆ มีรูสี่เหลี่ยมตรงกลางเปล่งประกายระยิบระยับตกลงมาในห้องเก็บของของนางพอดี นางยื่นมือไปรองความหนักอึ้งของมันอย่างมีความสุข

               “ฮ่าฮ่า ข้ารวยแล้ว!” นางโถมตัวใส่กองเงินที่สูงท่วมหัว สูดหายใจลึกๆ แล้วนอนกลิ้งไปกลิ้งมาด้วยความตื่นเต้นจนดวงตายิบหยีเป็นเส้นเดียว

               “เถ้าแก่เนี้ย! เถ้าแก่เนี้ย!”

               ข้ามีเงินเต็มห้องเก็บของแล้ว ยังจะมาเรียกเถ้าแก่เนี้ยอะไรอยู่อีก! ตอนนี้กิจการอะไรข้าก็ไม่ใส่ใจแล้ว โหลวซื่ออวี้โบกมือให้อย่างรำคาญใจได้แต่นั่งนับเงินอย่างตื่นเต้น นางนับไปคิดไป เงินมาก
ขนาดนี้จะซื้อโรงเตี๊ยมเพิ่มได้อีกสักกี่แห่งกันนะ

               ทว่ายังไม่ทันรอให้นางนับหมด ก็รู้สึกเจ็บแปลบที่ต้นแขน

               “โอ๊ยๆ” โหลวซื่ออวี้เปล่งเสียงร้องอย่างเจ็บปวด แสงเงินแสงทองหายวับไปกับตา วิญญาณที่กำลังล่องลอยอยู่ในความฝันแสนหวานพลันกลับเข้าสู่ร่าง นางลืมตาลุกขึ้นนั่ง ไม่เห็นเงินทองกองอยู่ตรงหน้าแม้แต่น้อย มีแต่นังหนูตัวแสบที่เข้ามาบีบแขนนางไว้

               “เถ้าแก่เนี้ย ในที่สุดท่านก็ตื่นเสียที! เกิดเรื่อง เกิดเรื่องข้างนอกเจ้าค่ะ!” เสียงของเด็กสาวสั่นเครือ มือเล็กๆ บีบแขนนางไว้แน่นจนเนื้อแทบจะหลุด ท่าทางเหมือนคนเจอผี

               นางปรายตามองแสงจันทร์สีเลือดนอกหน้าต่างแวบหนึ่งแล้วอ้าปากหาว “ปันชุน เจ้ามาอยู่กับข้าที่นี่เกือบเดือนแล้ว เจอเรื่องอะไรก็ทำใจเย็นหน่อยไม่ได้หรือ ส่งเสียงโวยวายอย่างกับไก่โต้งแย่งกันขันเสียนี่”

               “ข้า... เขา... ข้างนอก...” ปันชุนตกใจจนเหงื่อผุดเต็มหน้าผาก ลิ้นก็พันกันยุ่ง นางทำมือทำไม้อยู่เป็นนานก็ยังไม่ได้ความอะไร จึงรีบผลักเถ้าแก่เนี้ยไปข้างหน้าต่าง

               คืนนี้เป็นวันบวงสรวงเทพเจ้า ทุกบ้านในอำเภอต่างปิดประตูหน้าต่างกันสนิท ถนนหนทางที่เงียบเหงามองคล้ายมีสายหมอกปกคลุมอย่างเลือนราง ไม่มีแม้แต่เสียงลมพัด โหลวซื่ออวี้แง้มหน้าต่างออกเป็นช่องเล็กๆ เห็นต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ปากทางสามแยกได้พอดี

               ต้นส้มต้นนั้นสูงใหญ่ กำลังอยู่ในช่วงผลัดใบ มีใบไม้สีเขียวปนเหลืองกองอยู่ใต้ต้น มองคล้ายร่างคน

               เอ๊ะ! ร่างคน          

               โหลวซื่ออวี้รู้สึกผิดปกติ นางผลักหน้าต่างกว้างขึ้นอีกนิดเพื่อมองให้ชัดเจนมากขึ้น

               แต่โรงเตี๊ยมของนางเก่าเหลือเกิน บานพับหน้าต่างไม่ได้หยอดน้ำมันมานาน พอผลักออกไปก็ได้ยินเสียงเอี๊ยดอ๊าดตามมา ฟังเหมือนเสียงคนแก่ที่ไอโขลกๆ สร้างความตกใจให้กับ ‘ร่างคน’ ใต้ต้นไม้จนหันมามอง

               กองใบไม้ร่วงกราวที่มองเหมือน ‘ร่างคน’ ก้าวออกจากเงามืด ในมือลากศพมนุษย์ที่อวัยวะภายในหายเกลี้ยงออกมาด้วยร่างหนึ่ง ดวงตาสีฟ้าหม่นของมันจ้องตรงมายังชั้นสองที่นางยืนอยู่ อากาศที่เดิมทีก็ไม่มีลมอยู่แล้ว แต่จู่ๆ กลับพัดเอากลิ่นคาวเลือดกรูเข้ามาหาจนนางแทบหายใจไม่ออก

               สีหน้าของปันชุนตอนนี้ไร้สีเลือด นางคว้าแขนเสื้อนอนของโหลวซื่ออวี้เอาไว้ เนื้อตัวสั่นสะท้าน “เถ้า... เถ้าแก่เนี้ย นั่นมันอะไรหรือเจ้าคะ?”

               โหลวซื่ออวี้ก่นด่าเสียงต่ำ พลางจิ้มหน้าผากอีกฝ่าย “เจ้านี่โง่จริง มองไม่เห็นหรือไงว่าเจ้านั่นเหมือนตัวอะไร”

               “หมาป่า?!” ปันชุนใกล้ร้องไห้เต็มแก่ “แต่หมาป่าที่ข้าเคยเห็นมันเดินสี่ขานี่นา”

               “หมาป่าปกติล้วนแต่เดินสี่ขา” โหลวซื่ออวี้คว้าไม้ออกมาขัดดาลหน้าต่างอย่างแน่นหนา “แต่ก็มีแบบไม่ปกติอยู่เหมือนกัน ตัวอย่างเช่นเจ้าสองขาที่อยู่ข้างนอกนั่น เราเรียกมันว่าปีศาจหมาป่า”

               เพิ่งสิ้นเสียงพูด ก็มีเงาดำพุ่งกระแทกหน้าต่างที่อยู่เบื้องหน้าของพวกนางอย่างแรง เงาดำขนาดใหญ่ยืดร่างยืนทะมึนบดบังแสงจันทร์ จากนั้นก็มีเสียง ‘โครม’ ลั่นสนั่นหูดังขึ้นอีกครั้ง กรงเล็บคมกริบดำคล้ำตะกายบานหน้าต่างจนเป็นรู แล้วสอดมือเข้ามาหมายจะตะกายหน้าผากปันชุน

               ปันชุนตกใจจนยืนนิ่ง

               โหลวซื่ออวี้ที่อยู่ข้างๆ ยังคุมสติเอาไว้ได้ นางรีบคว้าตัวปันชุนแล้วเหวี่ยงไปทางประตูห้อง ส่วนตัวเองถอยหลบกรงเล็บหมาป่า ก่อนจะรีบพุ่งตัวออกจากห้องนอนนางโดยไม่ลืมคว้าคอเสื้อปันชุนวิ่งตามลงมาข้างล่างด้วย

               หน้าต่างถูกกรงเล็บตะกายไม่กี่ครั้งก็แตกทั้งบาน ปีศาจหมาป่ากระโจนเข้ามาเต็มฝีเท้า

               โหลวซื่ออวี้ไม่กล้าหันกลับไปมอง นางวิ่งข้ามขั้นบันไดลงไปยังห้องโถงใหญ่ แล้วผลักประตูเข้าไปยังห้องแรกของชั้นล่าง

               “เถ้าแก่เนี้ย” หลีเสี่ยวเอ้อเพิ่งสวมเสื้อผ้า ยังไม่ทันผูกเชือกเข้าที่ก็เห็นบางสิ่งถูกโยนเข้ามา

               “ส่งยันต์ปิดฟ้ามาให้ข้า!” เสียงของโหลวซื่ออวี้ทั้งต่ำทั้งร้อนรน หลีเสี่ยวเอ้อเองก็ไม่ถามอะไรมาก รีบรับตัวปันชุนที่แข็งทื่อเหมือนไก่ไม้วางไว้ด้านข้าง จากนั้นเปิดหีบหยิบยันต์กระดาษที่สีเริ่มซีดออกมาหลายใบ

               เอียนเสียเป็นเมืองเล็กๆ ที่อยู่ชายขอบของมณฑลฮวงโจวอยู่ใกล้กับจุดที่แม่น้ำซันเจียงไหลมาบรรจบ แล้วยังอยู่ทางทิศเหนือของภูเขาฉีโต่วซึ่งมีพลังหยินรุนแรง โหลวซื่ออวี้เองก็พอมีความรู้ในเรื่องนี้จึงได้เตรียมยันต์เอาไว้เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน

               ยันต์ปิดฟ้าเป็นยันต์คุ้มภัยที่ราคาถูกที่สุดชนิดหนึ่ง แค่ใช้น้ำลายแตะยันต์แล้วแปะไว้กลางกระหม่อมก็สามารถปิดบัง ‘ไอมนุษย์’ ให้รอดพ้นจากหูตาของปีศาจ

               ทว่าโหลวซื่ออวี้เพิ่งแปะยันต์เสร็จประตูด้านหลังก็ถูกพังเข้ามา สายลมพัดกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งในอากาศพร้อมกับเศษไม้ที่ลอยข้ามศีรษะเต็มไปหมด ทั้งสามคนกลั้นหายใจกันแทบไม่ทัน

               ปีศาจหมาป่านี่มันขนร่วงหรือไร? โหลวซื่ออวี้ถึงกับนิ่วหน้า สองตาจ้องอยู่ที่ขนหมาป่าบนปลายจมูกตัวเองอย่างรังเกียจ พริบตานั้นเอง ดวงตาสีเขียวเรืองแสงของมันจ้องมายังตำแหน่งที่นางยืนอยู่

               ไม่ใช่กระมัง... โหลวซื่ออวี้กลืนน้ำลายอย่างไร้เสียง คิดว่ามันคงบังเอิญเสียมากกว่า นางแปะยันต์แล้วเจ้าบ้านี่จะเห็นนางได้อย่างไร

               แต่เมื่อนางลองขยับคอไปทางซ้าย นัยน์ตาของปีศาจหมาป่าก็เคลื่อนไปทางซ้าย พอนางขยับไปทางขวา ตาของมันก็เคลื่อนไปทางขวาเช่นกัน

               โหลวซื่ออวี้หนักใจ สีหน้าสลดลงทันที “ยันต์พวกนี้เหมือนจะ... หมดอายุ”

               หลีเสี่ยวเอ้อนับถือเถ้าแก่เนี้ยของตัวเองจริงๆ ของที่เกี่ยวข้องกับความเป็นความตายนางยังกล้าประหยัดเงิน!

               “หนีเร็ว!”

               ไม่ต้องให้เขาตะโกน... โหลวซื่ออวี้กระโดดออกไปด้วยสัญชาตญาณเอาตัวรอด นางยันธรณีประตูเพื่อยืมแรงส่งตัวออกไปราวกับลูกธนูที่หลุดจากสาย ไอสังหารจากด้านหลังตามติดมาทันที นางวิ่งหนีไปพร้อมกับเอียงหัวหลบ ยังสามารถเห็นเหงือกสีแดงสดระหว่างเขี้ยวของปีศาจหมาป่าได้จากหางตา

               “ช่วยด้วย... ใครก็ได้ช่วยที” โหลวซื่ออวี้ไม่สนใจว่าจะรบกวนความสุขสงบของชาวบ้านยามวิกาลหรือไม่ นางวิ่งไปตะโกนไป ร่างเล็กบอบบางวิ่งวนไปมา พยายามเอาตัวรอดจากกรงเล็บอันแหลมคมของปีศาจหมาป่า

               คนในโรงเตี๊ยมตื่นตระหนกตกใจ ต่างพากันวิ่งหยิบกระบองแล้วทยอยออกมาช่วยนาง แต่ปีศาจหมาป่าตนนี้มีความสูงเท่าสองคนต่อตัว เนื้อตัวทั้งหนาหนักและแข็งแรง พอกวาดหางไปครั้งหนึ่ง
โต๊ะไม้หลี* ชั้นดีก็ถูกฟาดแตกเป็นผุยผง ไม่ว่าใครก็เข้าใกล้ไม่ได้

               ปากกว้างๆ ที่น่าสะพรึงกลัวอยู่ใกล้แค่เอื้อม โหลวซื่ออวี้วิ่งไม่ไหวแล้ว ขาของนางอ่อนแรง ได้แต่กระโจนไปทางประตูใหญ่หน้าโรงเตี๊ยม ปีศาจที่ตามอยู่ข้างหลังกางเล็บ คิดจะฉีกร่างนางให้ขาดเป็นสองท่อนอย่างไม่ลังเล

               ชั่วพริบตานั้น ก็มีเสียงเสียงหนึ่งดังขึ้นจากหน้าประตู

               กริ๊ง

               เสียงใสกังวานเหมือนเม็ดฝนตกจากฟากฟ้าลงสู่สระน้ำ ก่อเกิดระลอกคลื่นที่กระจายตัวจนเห็นวงกระเพื่อมสีเขียวขยายกว้าง

               ไกลออกไป... มีเสียงต้นไผ่เสียดสีกันไปตามแรงลมที่พัดเอื่อย กลายเป็นเสียงที่สะเทือนไปทั่วฟ้าดิน

               โหลวซื่ออวี้นิ่งขึง เงยหน้ามองไปยังหน้าประตูอย่างตกใจ

               ขื่อหน้าประตูโรงเตี๊ยมมีกระดิ่งเงินที่ไม่ได้ทำความสะอาดมานาน ดำปี๋จนมองไม่เห็นเนื้อเดิมห้อยไว้เฉยๆ พวงหนึ่ง แต่ตอนนี้มันกลับส่งเสียงดัง

               กลิ่นเหม็นคาวในอากาศลดลงไปไม่น้อย นางหันหน้ากลับไปเห็นปีศาจหมาป่ายืนตัวแข็งทื่อ กรงเล็บที่คมกริบถูกเก็บไปทีละนิ้วแววตากระหายเลือดจางลง

               ที่น่าประหลาดกว่านั้นก็คือมันถึงกับถอยหลังไปสองก้าวหันหลังกลับอย่างตื่นกลัวก่อนจะกระโดดข้ามหน้าต่างออกไปอย่างลนลาน

               “...”

               “เถ้าแก่เนี้ย ท่านเป็นไรไหม?”

               “รีบประคองนางขึ้นมาเร็ว”

               “ชาๆ ๆ น้ำชามาแล้ว!”

               พอถูกมือที่ยื่นมาอย่างวุ่นวายประคองขึ้น โหลวซื่ออวี้ถึงกับหอบหายใจเบาๆ ดวงตานางเลื่อนลอยระคนตื่นตกใจ หลังจากตั้งสติได้ นางก็ยกมือผลักถ้วยชาที่จ่อมาถึงปาก แล้ววิ่งโซเซออกไปนอกโรงเตี๊ยม

               ไอหมอกบนถนนลงจัดกว่าเดิม จันทราสีเลือดสาดแสงจนพื้นบริเวณโดยรอบกลายเป็นสีแดง โหลวซื่ออวี้นิ่วหน้า มองจ้องไปตรงหน้า พริบตานั้นรู้สึกว่าเหมือนมีอะไรบางอย่างเดินอยู่กลางหมอก พอนางจ้องอีกครั้งกลับไม่มี

               “เถ้าแก่เนี้ย เถ้าแก่เนี้ย” หลีเสี่ยวเอ้อไม่เคยเห็นนางมีท่าทีประหลาดเช่นนี้มาก่อน จึงรีบวิ่งตามมาดู “ท่านกำลังมองหาอะไร?”

               “เปล่า” นางดึงสายตากลับพร้อมกับหัวเราะอย่างเลื่อนลอย“ไม่ได้หาอะไร”

               “งั้นรีบกลับไปเถอะ เราต้องปิดประตูให้แน่นหนากว่านี้ดูจากสภาพด้านนอกแล้วไม่แน่ว่าจะมีตัวอะไรวิ่งออกมาอีกก็เป็นได้” หลีเสี่ยวเอ้อรีบดึงตัวนางเข้าโรงเตี๊ยมแล้วปิดประตูลงดาลทันที

 

 

-------

*  ต้นหลี คือต้นสาลี่ เป็นไม้เนื้อแข็งที่นิยมนำมาทำเครื่องเรือน

โอ้สวรรค์!

               โรงเตี๊ยมโกลาหลวุ่นวาย แขกที่มาพัก พ่อครัวและสาวใช้ต่างยืนอยู่กลางห้องโถงแล้ววิพากษ์วิจารณ์กันอย่างเมามัน

               “ตั้งแต่เล็กจนโตเพิ่งเคยเห็นหมาป่าที่ตัวใหญ่ขนาดนี้เป็นครั้งแรก นี่มันเรื่องอันใดกัน”

               “เถ้าแก่เนี้ยบอกว่าเป็นปีศาจหมาป่า”

               “เป็นไปได้อย่างไร ต่อให้คนว่างงานไม่มีอะไรทำจะชอบเขียนนิยายเหลียวไจ* ที่มีแต่ภูตผีปีศาจ แต่ทุกคนต่างก็รู้ดีว่ามันไม่มีจริงข้าว่านะ นั่นเป็นหมาป่าที่ตัวใหญ่กว่าปกติเท่านั้น”

               “แต่มันก็น่ากลัว พวกเราแจ้งทางการเถอะ”

               “รอให้ฟ้าสางแล้วค่อยไป ตอนนี้จะมีใครกล้าออกไปกันเล่า”

               ปันชุนเดินผ่านฝูงชนเข้ามาเขย่ามือโหลวซื่ออวี้อย่างขลาดๆ “เถ้าแก่เนี้ย ท่านได้รับบาดเจ็บหรือไม่?”

               โหลวซื่ออวี้ดึงสติกลับมา ร่างนางสั่นสะท้านขึ้นมาคราหนึ่งก่อนจะเงยหน้ามองไปรอบด้าน

               “โอ้สวรรค์!”

               นางตะโกนเสียงดังจนทุกคนในห้องโถงคิดว่าหมาป่าตัวนั้นกลับมาอีก ต่างก็รีบหยิบกระบองขึ้นมาจ้องกันไปมาเขม็ง แต่ไม่มีหมาป่า มีแต่โหลวซื่ออวี้ที่กอดโต๊ะไม้ที่แตกเป็นชิ้นๆ คร่ำครวญราวกับคนเสียสติไปแล้ว

               “โต๊ะไม้หลีร้อยปีของข้า เจ้าอยู่กับข้ามาตั้งหลายปี ทั้งผูกพันทั้งทรงคุณค่า ทำไมอยู่ๆ คิดจะไปก็ไปเสียอย่างนี้!”

               “ยังจะมีแจกันลายครามของข้าอีก! ยุคนี้คนขายเครื่องกระเบื้องเคลือบหลอกได้ไม่ง่ายเหมือนเดิมแล้ว อีกอย่างแจกันที่ใช้เงินแค่พวงเดียว** ก็ซื้อได้อย่างนี้ ข้าจะไปหาจากไหนอีก ยอดดวงใจของข้า! ทำไมเจ้าก็แตกตามเขาไปด้วยเล่า”

               “ยังมีเหล้าฮัวเตียวสิบปีไหนั้นอีก โธ่ๆ ๆ เจ้าลืมตาขึ้นมองข้าหน่อย!”

               ผู้คน “...”

               ปันชุนถามหลีเสี่ยวเอ้ออย่างขลาดๆ ว่า “เมื่อครู่ปีศาจหมาป่าทำให้เถ้าแก่เนี้ยตกใจเกินไปหรือเปล่า?”

               หลีเสี่ยวเอ้อที่อยู่ในโรงเตี๊ยมมานานหลายปีส่ายหน้า “เปล่าขอรับ เถ้าแก่เนี้ยเรามีนิสัยแบบนี้อยู่แล้ว”

               ให้นางเสียทรัพย์ยังร้ายแรงกว่าให้นางเสียชีวิต

               หลีเสี่ยวเอ้อถอนหายใจเฮือกหนึ่งก่อนจะเงยหน้าบอกให้ทุกคนช่วยเก็บกวาดสิ่งของที่แตกหัก ทิ้งเถ้าแก่เนี้ยที่กำลังคร่ำครวญปานใจจะขาดเอาไว้ลำพัง

               โหลวซื่ออวี้เสียใจจริงๆ บ้านเมืองในยามนี้คิดจะหาเงินก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ขยับตัวนิดหน่อยก็เสียเงินแล้ว เจ้าหมาป่านั่นอยากทำลายข้าวของเล็กๆ น้อยๆ บ้างนางก็ไม่ว่า แต่นี่กลับกระโจนเข้ามาพร้อมกับความเสียหายใหญ่หลวง เท่ากับเดือนนี้นางทำงานเปล่าสินะ?แล้วค่าเช่าที่จะทำอย่างไร? เงินเดือนของคนงานจะทำอย่างไร?!

               ตอนนี้นางไม่มีแก่ใจไปสนเรื่องกระดิ่งเงิน นางพุ่งขึ้นไปชั้นบนเก็บกวาดห้องนอนตัวเอง นับของมีค่าในนั้น ผ่านไปอีกครึ่งชั่วยามจึงได้มูลค่าของข้าวของที่เสียหาย

               เป็นเงินถึงห้าสิบพวง!

               โหลวซื่ออวี้ถึงกับเหลือกตามองฟ้า แล้วทิ้งตัวลงหมดสติ!

               ดวงอาทิตย์ร้อนแรงลอยอยู่เหนือเมืองเอียนเสียในเดือนเจ็ด

               บนถนนคึกคัก ร้านขายหมั่นโถวเปิดซึ้งนึ่งร้อนๆ ร้านขายขนมเปี๊ยะก็เริ่มตั้งร้าน มีลูกค้าขาประจำแวะเวียนมาหา มีคนซื้อย่อมต้องมีคนขาย เสียงเงินกระทบกันดังกรุ๊งกริ๊ง

               แต่ที่ที่คนมุงดูอยู่มากที่สุดกลายเป็นโรงเตี๊ยมจ่างเติงที่อยู่ใกล้กับที่ว่าการอำเภอ

               แสงทองเพิ่งส่องพ้นขอบฟ้า โหลวซื่ออวี้ถูกปันชุนปลุกขึ้นมา เหตุการณ์ตื่นเต้นเมื่อคืนทำให้นางนอนหลับไม่สนิท สีหน้าดูย่ำแย่ราวกับคนที่ไม่ได้ถ่ายทุกข์มานานครึ่งเดือน ขอบตาดำคล้ำ ทั่วร่างมีแต่ไอพิฆาต สายตาที่จ้องปันชุนเหมือนกับจะตะโกนว่า ‘ไม่มีเรื่องอะไรยังมาปลุก เดี๋ยวเจอดีแน่!’

               ปันชุนทำอะไรไม่ได้นอกจากบากหน้ากล่าวว่า “เถ้าแก่เนี้ยเมื่อวานทุกคนก็นอนดึกด้วยกันทั้งนั้น แต่มิรู้ทำไมพอตื่นขึ้นมาก็มีคนไปแจ้งทางการ ตอนนี้หัวหน้ามือปราบฮั่วกำลังพาคนมาตรวจโรงเตี๊ยมของเราอย่างละเอียดเลยเจ้าค่ะ”

               โหลวซื่ออวี้ฟังแล้วใบหน้าดำคล้ำ รีบหาเสื้อผ้ามาคลุมตัวแล้ววิ่งไปที่โต๊ะเครื่องแป้ง นางแผ่กล่องแป้งทาหน้าอย่างหงุดหงิด “เจ้าออกไปรับหน้าก่อน ประเดี๋ยวข้าตามลงไป”

               ปันชุนมองโต๊ะเครื่องแป้งที่ถูกตบจนไหวไปมาแล้วก็ได้แต่กลืนน้ำลายด้วยความตื่นตระหนก หันหน้าวิ่งลงบันไดไป

               ด้านล่างมีคนของทางการรออยู่กลุ่มหนึ่ง ปันชุนคิดอย่างสิ้นหวังว่า ‘แย่แน่แล้ว’ เถ้าแก่เนี้ยอารมณ์ไม่ดีแล้วจะมาต้อนรับคนกลุ่มนี้อย่างไร มีภาษิตคำหนึ่งกล่าวไว้ว่า ‘ชาวบ้านไม่ควรงัดข้อกับขุนนาง’ ถ้าถกเถียงกันขึ้นมาโรงเตี๊ยมจะถูกสั่งปิดหรือไม่นะ อมิตตพุทธ กว่านางจะหางานทำได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ยังไม่อยากกลับบ้านไปกินลมซีเป่ย***เสียก่อน

               “แม่นาง แล้วเถ้าแก่เนี้ยของเจ้าล่ะ?” มีคนเงยหน้าขึ้นถาม

               ปันชุนเค้นรอยยิ้ม ตอบกลบเกลื่อนไปว่า “เมื่อคืนเถ้าแก่เนี้ยของพวกเราได้รับความตกใจอย่างหนัก ตอนนี้จึงไม่ค่อยสบายเกรงว่า...”

               ยังไม่ทันพูดจบพลันมีเสียงเปิดประตูดังขึ้นทางด้านหลังตามมาด้วยเสียงร้องทักกลั้วหัวเราะ “อุ๊ยตาย!” จากนั้นก็มีร่างร่างหนึ่งเคลื่อนตัวผ่านร่างของปันชุนราวกับลมพัด

               “หัวหน้ามือปราบฮั่ว ท่านมาจนได้” นัยน์ตาหงส์มีทั้งรอยยิ้มระคนคำติเตียน โหลวซื่ออวี้จับชายกระโปรงเคลื่อนตัวอย่างแช่มช้อยมาหยุดเบื้องหน้าคนผู้นั้น พัดหอมในมือถูกนางโบกเบาๆ “ท่าน
คงไม่รู้ว่าเมื่อวานโรงเตี๊ยมเล็กๆ ของข้าเจอกับหายนะใหญ่หลวงขนาดไหน”

               ใบหน้านางถูกตกแต่งอย่างประณีต ดูเป็นคนละคนกับหญิงที่ตบแป้งอย่างหงุดหงิดในห้องเมื่อครู่ ยามนี้นางคล้ายเทพธิดาลงมาจุติ ทั้งมีเสน่ห์ทั้งอ่อนหวาน แม้แต่หัวหน้ามือปราบอย่าง ‘ฮั่วเหลียง’ที่ทำหน้าตายมาตลอดยังต้องหน้าแดงเพราะคำพูดแค่ไม่กี่คำ

               “เถ้าแก่เนี้ยโหลว คือข้า... คือมีคนไปแจ้งความ...”

               “ข้ารู้ เรื่องใหญ่ขนาดนี้จะไม่แจ้งทางการได้อย่างไร ในเมื่อมาแล้ว หัวหน้ามือปราบฮั่วก็รีบมาดูโรงเตี๊ยมของข้านี่ ถูกปีศาจหมาป่าอาละวาดขนาดนี้แล้ว ทางการจะมีค่าชดเชยซ่อมแซมให้บ้างไหม” ขนตายาวของนางกะพริบปริบๆ อย่างน่าสงสารยิ่งนัก “นี่ก็ถือว่าเป็นภัยธรรมชาติได้กระมัง”

               ‘ฮั่วเหลียง’ ถึงกับหน้าแดงมองซ้ายมองขวา เขาไม่อาจต้านทานหญิงสาวเจ้าเสน่ห์อย่างเถ้าแก่เนี้ยโหลวได้จึงกระแอมเบาๆ แล้วถอยหลังไปครึ่งก้าว “ข้ายังไม่ได้รับการแจ้งความเรื่องหมาป่าบุก แต่ที่มานี่เพราะมีคนแจ้งเรื่องที่แห่งนี้มีคนตาย”

               มือปราบที่ตรวจค้นเรียบร้อยถลันเข้ามารายงานราวกับต้องการยืนยันคำพูดของฮั่วเหลียง “หัวหน้าฮั่ว พบศพอยู่ด้านหลังของโรงเตี๊ยมขอรับ”

               แววตาแปรเปลี่ยน ฮั่วเหลียงยกขาก้าวตามไปทันที

               โหลวซื่ออวี้ยังดูสับสน... ศพ? เมื่อวานนางไม่ตายแล้วจะมีศพจากไหนกันอีก

               เอ๊ะ เดี๋ยวก่อน ศพ?!

               โหลวซื่ออวี้ตั้งสติได้อย่างลนลาน รีบตามไปด้านหลังโรงเตี๊ยม

               ศพชายที่ถูกปีศาจหมาป่าควักไส้ควักพุงออกมาถูกแขวนอยู่บนกำแพงด้านหลัง เขาดูน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง มีกลิ่นเหม็นคละคลุ้งภายในรัศมีสิบก้าว เหล่ามือปราบยืนล้อมบริเวณนั้นอย่างหนาแน่น
เมื่อเห็นฮั่วเหลียงมาถึงจึงค่อยเปิดทาง

               “เถ้าแก่เนี้ยโหลว ท่านคงต้องไปที่ว่าการอำเภอกับเราสักเที่ยว” ฮั่วเหลียงมองไปรอบๆ แวบหนึ่ง พูดสีหน้าขึงขัง “โรงเตี๊ยมก็ต้องถูกปิดชั่วคราว เพื่อป้องกันเบาะแสสูญหาย”

               โหลวซื่ออวี้โมโห “นั่นเป็นศพที่หมาป่ามันคาบเข้ามา ไม่ได้ตายที่ร้านข้าเสียหน่อย ถ้าปิดโรงเตี๊ยมแล้วต่อไปข้าจะทำการค้าอย่างไร”

               “ขอเถ้าแก่เนี้ยให้ความร่วมมือด้วย”

               “ขอข้าให้ความร่วมมือ แต่พวกท่านไม่ร่วมมือกับข้า”โหลวซื่ออวี้กระทืบเท้า “ไม่มีวิธีที่เป็นกลางกว่านี้แล้วหรือ”

               ฮั่วเหลียงมองนางอย่างลำบากใจ พูดเสียงต่ำว่า “ไม่ใช่ข้าไม่เห็นแก่หน้าท่านนะเถ้าแก่เนี้ยโหลว แต่นายอำเภอคนใหม่เพิ่งย้ายมาเมื่อวานนี้ วันนี้เกิดเรื่องใหญ่ในอำเภอฝูอวี้ของเรา ข้าจะปล่อยไปเฉยๆ ได้อย่างไร”

               นายอำเภอคนใหม่?

               โหลวซื่ออวี้ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยแต่ในใจร่ำร้องไม่หยุดแย่แล้ว... การที่ขุนนางใหม่ก้าวเข้ามารับหน้าที่เปรียบเหมือนกับมีคบเพลิงสามท่อน เหตุการณ์ครั้งนี้เท่ากับเป็นโอกาสให้เขาทำผลงาน แต่ถ้าเป็นคดีความขึ้นมาคนทั้งอำเภอก็ต้องรู้เรื่อง แล้วใครยังจะกล้ามาพักหรือมากินอาหารที่โรงเตี๊ยมนางอีก?

               นัยน์ตาหงส์กลอกไปมา... จากนั้นไม่นานโหลวซื่ออวี้ก็ดึงตัวฮั่วเหลียงไปอีกทางเพื่อหลบสายตาผู้คน นางยิ้มประจบ “ใต้เท้าท่านก็เห็นว่าข้าเป็นหญิงสาวตัวคนเดียวไร้ที่พึ่ง ออกมาทำการค้าก็ไม่ใช่เรื่องง่ายอยู่แล้ว ท่านเป็นคนเห็นใจผู้อื่น ช่วยข้าหน่อยไม่ได้หรือ”

               ขณะที่พูดนางก็ล้วงถุงเงินอย่างปวดใจ หลับตายัดเข้าใต้แขนเสื้ออีกฝ่าย

               ฮั่วเหลียงหน้าแดงก่ำ รีบยัดถุงเงินคืน “เถ้าแก่เนี้ยอย่าได้ทำเช่นนี้ ถ้าช่วยได้ข้าก็ต้องช่วยเจ้าเต็มที่อยู่แล้ว แต่นี่มันเรื่องใหญ่...”

               “ใต้เท้าไม่ต้องรีบร้อน ข้ามีวิธีหนึ่ง” โหลวซื่ออวี้ยิ้มจนดวงตาตีวงโค้ง ทั้งมีเสน่ห์ทั้งน่าเอ็นดู “ต้องรบกวนใต้เท้ากลับไปอีกสักเที่ยว”

               ฮั่วเหลียงมองโหลวซื่ออวี้อย่างงงงัน

      

 

------

*  聊斋志异 เหลียวไจจื้ออี้ หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า เหลียวไจ เป็นนิยายที่เขียนเกี่ยวกับภูตผีปีศาจของจีนโบราณ ในเมืองไทยจะรู้จักกันในหนังเรื่องโปเยโปโลเย ผู้แต่งอยู่ในราชวงศ์ชิง ชื่อว่า ผู่ซงหลิง เขียนเรื่องเป็นตอนสั้นๆ
** ในราชวงศ์ซ่งนิยมใช้เงินเหรียญอีแปะมากกว่าก้อนเงินก้อนทอง เงินหนึ่งพวงเท่ากับหนึ่งพันอีแปะ มีค่าเทียบเท่ากับเงินปัจจุบันประมาณ 300 หยวน หรือราว ๆ 1500 บาท

**** เป็นคำเปรียบเปรยว่า อดอยากไม่มีอะไรกิน

เรารออยู่อย่างนี้ไม่ดีแน่

               หน้าประตูโรงเตี๊ยมจ่างเติงมีคนมุงดูมากขึ้นเรื่อยๆ ชาวบ้านที่ไม่รู้ความจริงก็ชี้ชวนกันไปมา ปากก็วิจารณ์ไม่หยุด

               ปันชุนยื่นหน้าขึ้นไปมองชั้นสองอย่างร้อนใจ นางดึงแขนเสื้อของหลีเสี่ยวเอ้อพลางถาม “เถ้าแก่เนี้ยคิดจะทำกระไร?”

               “ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร” หลีเสี่ยวเอ้อมองตามแวบหนึ่งก่อนจะพึมพำว่า “รู้แค่ว่าถ้าเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมา พวกเราคงต้องม้วนเสื่อกลับบ้านเดิม”

               “พวกเราพอจะทำอะไรได้บ้างไหม” ปันชุนกลัดกลุ้มจนทำอะไรไม่ถูก “เรารออยู่อย่างนี้ไม่ดีแน่”

               “รอเถอะ” หลีเสี่ยวเอ้อบอก “คนที่ผูกพันกับโรงเตี๊ยมแห่งนี้มากที่สุดก็คือเถ้าแก่เนี้ย คนที่ฉลาดที่สุดในโรงเตี๊ยมก็คือนาง ถ้านางยังไร้หนทางพวกเราก็จบเห่ แต่ถ้านางมีวิธี...” ยังไม่ทันพูดจบประตูชั้นบนพลันเปิดออก โหลวซื่ออวี้หอบผ้าสีแดงกองใหญ่ก้าวยาวๆลงมา หลีเสี่ยวเอ้อเห็นแล้วพลันคลี่ยิ้ม พูดต่อไปว่า “ถ้านางมีวิธีพวกเราก็รอดจากภัยครั้งนี้ได้”

               ปันชุนจ้องอากัปกิริยาของโหลวซื่ออวี้อย่างทื่อๆ เห็นโหลวซื่ออวี้ก้าวยาวๆ ออกไปหน้าโรงเตี๊ยมอย่างมั่นใจ ยิ้มให้กับชาวบ้านที่มามุงดูจากนั้นสะบัดผ้าแดงในอ้อมแขนอย่างแรง

               เสียงผ้าเสียดสีกัน ตัวอักษรที่ทรงพลังถูกเผยให้เห็นตามมา ทุกอย่างปรากฏแก่สายตาสาธารณชน

               ‘โรงเตี๊ยมจ่างเติงขอแสดงความยินดีและต้อนรับนายอำเภอคนใหม่’

               โหลวซื่ออวี้แขวนผ้าแดงไว้หน้าประตูร้านเรียบร้อยแล้วก็ย่อตัวคำนับไปรอบๆ กล่าวว่า “ใต้เท้านายอำเภอคนใหม่เพิ่งมารับหน้าที่ จึงเลือกโรงเตี๊ยมจ่างเติงของข้าเป็นที่สัมผัสความเป็นอยู่ของชาวบ้าน ดังนั้นคาดว่าหลายวันข้างหน้าโรงเตี๊ยมเราคงไม่อาจเปิดกิจการ หรือให้การดูแลลูกค้าทุกท่านได้ตามปกติ ต้องขออภัยเป็นอย่างสูง”

               ผู้คนที่อออยู่หน้าประตูส่งเสียงอื้ออึงอย่างประหลาดใจ แต่คนเรามักมีนิสัยดูทิศทางลม เมื่อเห็นตัวอักษรบนผ้าแดงชัดเจนความข้องใจก็กลายเป็นเยินยอที่เอ่ยต่อๆ เป็นเสียงเดียวกัน

               โหลวซื่ออวี้รับคำชื่นชมของชาวบ้านอย่างถ่อมตน จากนั้นก็หันไปผงกศีรษะให้มือปราบที่อยู่ด้านข้าง มือปราบที่เฝ้าอยู่ตรงประตูมองนางด้วยสายตาเลื่อมใสแล้วสลายกลุ่มชุมนุมของเหล่าชาวบ้านที่อยากรู้อยากเห็น

               ใบหน้าของโหลวซื่ออวี้ดำคล้ำลงทันทีหลังจากชาวบ้านคนสุดท้ายเดินออกไป นางหันกลับไปมองห้องโถงใหญ่แล้วนวดหัวคิ้วอย่างหงุดหงิด ไม่ลืมส่งสัญญาณให้หลีเสี่ยวเอ้อเก็บผ้าแดงผืนนั้นขึ้น

               “เถ้าแก่เนี้ยยอดเยี่ยมจริงๆ” หลีเสี่ยวเอ้อหัวเราะคิกคัก “วิธีนี้ท่านก็ยังคิดออกมาได้ เรื่องไม่ดีกลายเป็นเรื่องดีไปเสียแล้ว”

               “อย่าเพิ่งได้ใจเร็วเกินไปนัก นี่เป็นแค่การยืมอำนาจผู้อื่นมาบังทางลม เรื่องเลวร้ายยังรออยู่หลังบ้านโน่น” โหลวซื่ออวี้ถอนหายใจ“ยิ่งไปกว่านั้น นายอำเภอคนใหม่จะมาหรือไม่มาก็ยังไม่รู้”

               “อะไรนะ นายอำเภอไม่แน่ว่าจะมา ท่านก็ยังกล้าเขียนป้ายนี่อีกหรือ?” ปันชุนอ้าปากค้าง “เถ้าแก่เนี้ย ท่านใจกล้าเกินไปแล้ว”

               โหลวซื่ออวี้เงยหน้ามองปันชุนพลางหัวเราะหึๆ “ข้าโตขึ้นมาด้วยการกินดีเสือเป็นอาหาร มีอะไรที่ไม่เคยเจอมาบ้าง เรื่องเล็กๆ แค่นี้ทำไมจะไม่กล้า”

               ถ้าทำให้นางเข้าตาจน แม้แต่ป้ายต้อนรับฮ่องเต้นางก็ยังกล้าเขียน!

               ปันชุน “...”

               โหลวซื่ออวี้ไม่ลืมจัดน้ำชาและของว่างมาต้อนรับพี่ๆ เหล่ามือปราบที่เฝ้าอยู่หน้าประตู พร้อมจัดที่ให้พักผ่อนแก่พวกเขาอย่างเหมาะสม ใบหน้างดงามของนางคลี่ยิ้มไปทั่ว เรียกว่ากล่อมมือปราบและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจนยิ้มแย้มแจ่มใสไปตามๆ กัน

               เมื่อจัดการงานทั้งข้างนอกข้างในเรียบร้อยแล้ว นางจึงมีเวลานั่งพักอยู่ข้างโต๊ะว่างตัวหนึ่งที่อยู่ด้านหน้าห้องโถง

               ถ้าจะพูดกันตามตรงก็ต้องบอกว่านางโชคไม่ดี ใครจะคิดว่าปีศาจหมาป่าบุกเข้าโรงเตี๊ยมไม่พอยังจะพาของขบเคี้ยวเข้ามาอีก

               แน่นอนนางไม่สังเกตเห็นศพนั่น ไม่เช่นนั้นคงไม่มีวันลากโรงเตี๊ยมของตนเข้าไปยุ่งด้วย

               ทว่าโหลวซื่ออวี้ตรึกตรองดีแล้วว่าถ้านายอำเภอไม่มาที่ร้านแต่เรียกนางไปให้ปากคำที่อำเภอแทน นางจะประกาศกับคนภายนอกว่า ‘ร้านนี้ได้รับความเมตตาจากใต้เท้านายอำเภอ ให้ไปรับป้ายยกย่องร้านค้าในกรณีที่จ่ายส่วยครบถ้วน’ จากนั้นนางถึงตามหัวหน้ามือปราบฮั่วเดินทางไปที่ว่าการอำเภออย่างเปิดเผยได้

               อย่างน้อยชื่อเสียงของโรงเตี๊ยมก็ไม่เสียหาย

               เสียงดีดลูกคิดดังเป็นจังหวะ โหลวซื่ออวี้อ้าปากหาว มองไปยังหน้าประตูที่ไร้การเคลื่อนไหวก่อนจะฟุบตัวบนโต๊ะ หลับตาพักสมอง              

               “เจ้ามีความผิดมากมาย ใต้หล้านี้ยังมีที่ให้เจ้าอาศัยได้อีกหรือ!”

               ท่ามกลางหมอกหนาทึบ มีคนถามนางเบาๆ ด้วยน้ำเสียงที่เหมือนลอยมาจากบ่อน้ำเย็นเฉียบ เป็นเสียงที่ก้องกังวานและเย็นกระด้าง

               โหลวซื่ออวี้นิ่วหน้า นางรู้สึกอึดอัดกลางหน้าอกจึงยื่นมือออกไปหมายจะคว้าอะไรสักอย่าง แต่สุดท้ายก็คว้าได้แต่อากาศ

               กริ๊ง---

               เสียงกระดิ่งกังวานใสดังอยู่ในถ้ำ จู่ๆ ก็มีภาพคนควบม้าทะยานไปบนท้องทุ่งอันไร้ขอบเขต ดอกไม้ผลิบานอยู่บนกิ่งก้าน ภาพเปลี่ยนเป็นคนผู้นั้นต้มน้ำแกงไก่ให้กับนาง มีฟองอากาศที่ผุดขึ้นเหนือน้ำแกง

               “เช่นนั้น เจ้าก็ติดตามข้าก็แล้วกัน” คนผู้นั้นถอนหายใจ

               เหมือนใจใกล้จะขาด โหลวซื่ออวี้ลืมตาโพลงขึ้นมาทันที

               ปันชุนที่เข้ามาปลุกนางให้ตื่นอยู่ข้างๆ ถึงกับผงะด้วยความตกใจ นางจ้องมองดวงตาที่เต็มไปด้วยประกายราวกับจะกินคน “เถ้า... เถ้าแก่เนี้ย”

               โหลวซื่ออวี้พ่นลมหายใจยาวๆ นางหลับตาแล้วลืมตาขึ้นอีกครั้ง ครานี้แววตามีรอยยิ้มกระจ่างใสระคนเกียจคร้าน “มีอะไรหรือ?”

               “เมื่อครู่มีคนมาแจ้งข่าว บอกว่านายอำเภอใกล้จะมาถึงแล้วเจ้าค่ะ”

               เอ๊ะ ยอมมาด้วย?

               โหลวซื่ออวี้ยินดีนัก นายอำเภอคนนี้ดูจะพูดง่าย อีกสักครู่จะต้องพูดจาหว่านล้อมให้ดี ไม่แน่ว่าถ้าอีกฝ่ายเห็นนางเจริญหูเจริญตาอาจได้ค่าซ่อมแซมโรงเตี๊ยมด้วยก็เป็นได้

               โหลวซื่ออวี้หยิบคันฉ่องขึ้นมาเติมแป้งอีกเล็กน้อย ก่อนจะยกชายกระโปรงเดินไปรอรับอยู่หน้าประตู นางคิดคำประจบเอาใจนายอำเภอคนใหม่ไว้สารพัด

               ครึ่งก้านธูปหลังจากนั้นก็มีรถม้าจอดอยู่หน้าปากทาง

               รองเท้าสีดำขอบสูงคู่ใหญ่เหยียบบนแท่นไม้เตี้ยข้างรถม้า บุรุษเสื้อสีเขียวอมดำผู้หนึ่งทิ้งตัวตามมา

               โหลวซื่ออวี้รีบก้าวเข้าไปรับหน้าแล้วคำนับตามแบบแผนอย่างเรียบร้อย นางเหลือบตาขึ้นพร้อมรอยยิ้ม “ใต้เท้าเป็นห่วงเป็นใยชาวบ้าน สมกับเป็น...” ดวงตานางประสานเข้ากับสระน้ำเย็นเฉียบสองจุดเบื้องหน้าอย่างกะทันหัน ทำให้คำพูดที่เหลืออยู่ของโหลวซื่ออวี้ติดค้างอยู่ในลำคอ

               กริ๊ง–

               กระดิ่งเงินที่แขวนอยู่หน้าประตูดังขึ้นอีกครั้ง นี่ไม่ใช่ความฝันแต่เป็นเสียงที่ดังขึ้นด้วยความยินดีปรีดาอย่างแท้จริง เสมือนคนรู้จักที่รอคอยมานานกลับมาเสียที

               มณฑลฮวงโจวเป็นมณฑลที่อยู่ชายแดนตะวันตกเฉียงเหนือของแผ่นดินต้าซ่ง

               แม้จะเจริญคึกคัก แต่คนที่เดินทางมาจากเมืองหลวงย่อมได้รับความยากลำบากระหว่างการเดินทางไม่น้อย ซ่งลี่เหยียนมาถึงที่แห่งนี้แล้วเดิมคิดจะพักผ่อนหนึ่งวัน แต่คาดไม่ถึงว่าฮั่วเหลียงจะเข้ามารายงานแต่เช้าตรู่ “ใต้เท้า มีคนพบศพกุนซือหลิวที่หายตัวไปเมื่อหลายวันก่อนที่โรงเตี๊ยมจ่างเติง ซึ่งอยู่ติดกับถนนหลินขอรับ”

               มีคนตายไม่ใช่เรื่องแปลก เขาเคยพบเห็นมานักต่อนัก แต่ไม่คาดว่าฮั่วเหลียงจะกล่าวประโยคนี้ต่อ “ทว่าเถ้าแก่ของโรงเตี๊ยมไม่ยอมมาที่ว่าการอำเภอ เถ้าแก่บอกว่ามีเรื่องใหญ่จะต้องรายงานให้กับใต้เท้าได้ทราบ ทว่าต้องการให้ใต้เท้าไปหาที่โรงเตี๊ยมเองขอรับ”

               ซ่งลี่เหยียนรู้สึกขบขัน “เถ้าแก่ไม่ยอมมา พวกเจ้าก็ปล่อยให้ไม่มาอย่างนี้ก็ได้ ดาบที่อยู่ในฝักนั่นเอาไว้ใช้ทำกระไรรึ?”

               ฮั่วเหลียงเบนสายตาหลบอย่างคนร้อนตัว

               นายอำเภอคนใหม่คะเนอายุคงประมาณแค่ยี่สิบสี่ยี่สิบห้าปี หน้าตาหล่อเหลา ผิวพรรณขาวละเอียด ดูแล้วคงเป็นพวกคุณชายจากเมืองหลวงที่ไม่ค่อยได้เห็นโลกกว้าง แต่ไม่รู้ด้วยเหตุใดทั้งๆ ที่อากาศร้อนอบอ้าวแต่เขากลับสัมผัสได้ถึงความเงียบขรึมและเฉยชาจากอีกฝ่าย แค่นายอำเภอคนนี้พูดเล่นเรื่อยเปื่อยก็สามารถทำให้คนที่สนทนาด้วยยำเกรง ไม่กล้าแม้จะหายใจแรง

               “ดูจากท่าทางของท่าน คงจะมีคำพูดที่จะกล่าวแทนเถ้าแก่คนนั้น” ซ่งลี่เหยียนประหลาดใจ เขามองมือปราบที่ยืนเบื้องหน้าอย่างประเมิน สายตาตกอยู่ที่รองเท้าของอีกฝ่าย จากนั้นแววตาพลันแปรเปลี่ยน “โรงเตี๊ยมนั่นอยู่ที่ไหน?”

               ฮั่วเหลียงคิดไปว่าตัวเองคงตายแน่แล้ว แต่ไม่คาดว่าใต้เท้าจะเปลี่ยนคำถามกะทันหัน เขาสะดุ้ง รีบยกมือประสานกัน “อยู่ปากถนนหลิน ห่างที่ว่าการอำเภอไปทางทิศใต้ประมาณหนึ่งร้อยก้าวขอรับ”

               “ไป!”

               ฮั่วเหลียง “...”

               ท่าทางที่เปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันทำให้ฮั่วเหลียงก้มหน้าเดินตามไปเงียบๆ เขามองด้านหลังของใต้เท้าท่านนี้แล้วรู้สึกว่า นอกจากจะเงียบขรึมเฉยชา นายอำเภอคนนี้ยังเป็นคนเข้าใจยาก
อีกด้วย

รูปร่างของมันเป็นเช่นไร?

               ขุนนางที่เพิ่งมารับหน้าที่ใหม่มักจะอยู่เฉยๆ ในจวนระยะหนึ่ง ทำความเข้าใจสถานการณ์ในพื้นที่ก่อนแล้วค่อยแสดงความน่าเกรงขามให้ชาวบ้านร้านตลาดเห็น โดยเฉพาะที่อำเภอฝูอวี้เมืองเอียนเสีย นายอำเภอทั้งแปดคนก่อนหน้านี้ต่างก็ตายระหว่างมารับหน้าที่ จะว่าไปแล้วคนที่เพิ่งมาเป็นลำดับต่อไปควรจะระมัดระวังตัวจึงจะถูก

               แต่ไม่รู้ว่าใต้เท้าซ่งผู้นี้ใจกล้าไม่กลัวตาย หรือว่าเขาไม่ระแคะระคายว่าที่นี่เคยเกิดเรื่องมาก่อน พอบอกว่าไปก็ไปทันที แม้แต่คนติดตามก็พาไปแค่คนเดียว พอมาถึงเขาก็หยุดยืนอยู่หน้าประตูโรงเตี๊ยมจ่างเติงคล้ายครุ่นคิดบางสิ่ง

               แต่คนที่มีอัธยาศัยดี พูดคุยกับคนไปทั่วอย่างเถ้าแก่เนี้ยโหลวมิรู้ว่าเกิดเหตุใดขึ้น เมื่อยืนต่อหน้านายอำเภอคนใหม่ถึงกับตะลึงไม่อาจกล่าวคำประจบยกยอให้ครบถ้วนเหมือนทุกครั้ง สองตาที่นางใช้จ้องมองใต้เท้ามีทั้งตกใจ โกรธขึ้ง และยังมีความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจแฝงอยู่ลึกๆ

               “เถ้าแก่เนี้ย?” เขารู้สึกว่าบรรยากาศพิลึกพิลั่น จึงอดเปล่งเสียงเตือนไม่ได้

               โหลวซื่ออวี้หลุบตาลงต่ำ เก็บความรู้สึกหลากหลายอย่างรวดเร็ว เมื่อนางเหลือบตาขึ้นมองอีกครั้งก็มีแต่รอยยิ้มเฉกเช่นปกติ “ใต้เท้าให้ความเมตตาราษฎรเช่นนี้ นับว่าเป็นบุญของคนในอำเภอ
ฝูอวี้เราแล้ว รีบเข้ามาด้านในเถอะเจ้าค่ะ”

               ซ่งลี่เหยียนมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยสายตาประเมิน เขาคาดไม่ถึงว่าเถ้าแก่โรงเตี๊ยมแห่งนี้จะเป็นสตรี เพราะอำเภอฝูอวี้เป็นพื้นที่การค้าที่มีความคึกคัก คนที่ต้องรับมือกับการค้ารูปแบบนี้ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นบุรุษ

               ถ้าเป็นสตรี ข้อแรก... พวกนางจะทำใจรับงานไม่ได้ ข้อสอง... มักไม่มีวิธีการจัดการที่ดีพอ

               แต่เถ้าแก่โรงเตี๊ยมผู้นี้กลับมีท่าทีเปิดเผย นางสวมกระโปรงตัวยาวสีเหลืองอ่อนทับด้วยผ้าคาดเอวสีม่วงเข้ม แม้สีจะสว่างเจิดจ้าแต่ดูมีรสนิยม ใบหน้าแต่งแต้มเล็กน้อยพอให้มีสีสัน ในมือถือสมุดบัญชีกลางเก่ากลางใหม่เล่มหนึ่ง ดูแล้วเข้ากับลักษณะท่าทางของนางเป็นอย่างดี

               ถ้ามิใช่การชะงักงันของคำพูดเมื่อครู่ อีกทั้งแววตาที่ดูสับสน ซ่งลี่เหยียนคงไม่สนใจนางสักเท่าไร

               “ได้ยินมือปราบฮั่วบอกว่า เถ้าแก่เนี้ยมีเรื่องจะรายงาน” เขาดึงสายตากลับ เดินเข้าไปด้านใน

               โหลวซื่ออวี้สูดหายใจเข้าลึกๆ หันหลังเดินตามไปพร้อมกับเอ่ยเสียงต่ำว่า “ถูกต้อง เมื่อคืนมีหมาป่าบุกเข้าโรงเตี๊ยมของข้าแล้วยังลากศพมาด้วยศพหนึ่ง ข้าคิดว่าหากใต้เท้าไม่มาดูเองกับตา เกรงว่าจะไม่เชื่อในสิ่งที่ข้าเล่า”

               หมาป่า? ซ่งลี่เหยียนเงยหน้า

               โรงเตี๊ยมนี้ค่อนข้างเก่า มีร่องรอยการต่อสู้อยู่ไม่น้อย แต่ที่สะดุดตาที่สุดก็คือรอยเล็บยาวๆ สี่รอยที่อยู่บนเสาหลักกลางห้องโถงในตำแหน่งหนึ่งจั้งกว่า

               “รูปร่างของมันเป็นเช่นไร?”

               “เรียนใต้เท้า รูปร่างภายนอกไม่แตกต่างจากหมาป่าทั่วไป เพียงแต่มีขนาดสูงเท่ากับคนสองคน แล้วยังเดินสองขา”

               ได้ยินนางพูดเช่นนี้ฮั่วเหลียงที่อยู่ด้านข้างก็ถึงกับอมยิ้ม“เถ้าแก่เนี้ย อย่าได้พูดจาเหลวไหลต่อหน้าใต้เท้า โลกนี้จะมีหมาป่าเดินสองขาได้อย่างไร”

               โหลวซื่ออวี้กะพริบตา กล่าวต่อไปอย่างคนที่ไร้ความผิด “คนในโรงเตี๊ยมของข้าต่างก็เห็นกันทุกคน ล้วนเป็นพยานได้”

               ฮั่วเหลียงสะดุ้ง แต่ก็ยังส่ายหน้าว่าไม่เชื่อ เขาหันไปพูดเบาๆ กับซ่งลี่เหยียนว่า “ใต้เท้า มีเหตุการณ์บางอย่างที่ท่านควรรู้ไว้ก่อน”

               “ว่ามา”

               ฮั่วเหลียงเอียงตัวบังโหลวซื่ออวี้แล้วกระซิบกับซ่งลี่เหยียนว่า “เถ้าแก่เนี้ยโหลวคนนี้ไม่ใช่คนเลวอะไร แต่เป็นคนงมงาย เชื่อภูตผีปีศาจ ปีที่แล้วมีชาวบ้านไปเจอมาว่านางแอบตั้งแท่นบูชาด้านนอกอารามเฉิงหวง”

               ซ่งลี่เหยียนเลิกคิ้ว ดวงตาดำสนิทกวาดมองรองเท้าของฮั่วเหลียงอีกครั้ง “ฝุ่นบนรองเท้าของท่านติดมาจากที่นี่หรือ”

               ไม่คาดว่าจู่ๆ ซ่งลี่เหยียนจะถามคำถามนี้ ฮั่วเหลียงถึงกับก้มหน้ามองด้วยความข้องใจ “วันนี้ข้าไปมาระหว่างอำเภอกับโรงเตี๊ยมเท่านั้น ระหว่างทางไปกลับล้วนแต่ขี่ม้า”

               “ถ้าอย่างนั้นก็แล้วไป” ซ่งลี่เหยียนสะบัดแขนเสื้อ “ท่านพาคนไปชันสูตรศพเถอะ”

               ฮั่วเหลียงงงงัน “ใต้เท้า แล้วท่านไม่ไปหรือ?”

               “การชันสูตรศพ อยู่ในความรับผิดชอบของฉีหมิน มีเขาอยู่ด้วยก็พอแล้ว”

               แล้วท่านจะมาที่นี่ทำไม? ฮั่วเหลียงอยากจะถามเหลือเกินแต่เมื่อมองสีหน้าที่ไม่คิดจะอธิบายใดๆ ของใต้เท้าซ่งแล้ว ทำให้เขากลืนคำพูดทั้งหมดลง ยกมือคำนับแล้วล่าถอยไปแต่โดยดี

               ซ่งลี่เหยียนหันกลับมาถามโหลวซื่ออวี้อีกครั้ง “เถ้าแก่เนี้ยจะเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนอย่างละเอียดได้หรือไม่”

               โหลวซื่ออวี้หลุบตาไม่ยอมมองเขาตรงๆ แต่ใบหน้ายังคงมีรอยยิ้ม “ตอนนั้นปันชุนก็อยู่ ให้นางเล่าให้ใต้เท้าฟังก่อนเถอะ ถ้าท่านยังมีข้อสงสัยค่อยมาถามข้าก็แล้วกัน” จากนั้นนางก็ย่อตัวทำความเคารพ แล้วผลักปันชุนออกไป

               ไม่รู้เพราะเหตุใด... ซ่งลี่เหยียนรู้สึกถึงความเป็นอริที่แผ่ออกมาจากร่างนาง แม้ว่าเถ้าแก่เนี้ยคนนี้จะยังคงยิ้มแย้ม แต่ดวงตาและหัวคิ้วกลับดูเคร่งเครียด น้ำเสียงไม่ค่อยเป็นมิตร เมื่อครู่เห็นชัดๆ ว่าเอาแต่จ้องเขา แต่ตอนนี้กลับไม่ยอมแม้แต่จะเหลือบตาขึ้น ทั้งยังถอยหลังไปอีกครึ่งก้าว ฉีกตัวยืนอยู่ด้านข้างเสียอย่างนั้น

               มีเรื่องใดซ่อนเร้นงั้นหรือ?

               ยังไม่ทันได้ขบคิด แม่นางน้อยที่ถูกผลักออกมาก็เอ่ยปาก“ข้าน้อยชื่อปันชุน เรียนใต้เท้า... เมื่อคืนข้าน้อยลุกขึ้นมาเข้าห้องน้ำ ได้ยินเสียงร้องประหลาดอยู่นอกโรงเตี๊ยม ก็เลยแง้มหน้าต่างมองไปข้างนอก...”

               ซ่งลี่เหยียนดึงความสนใจกลับมาฟังปันชุนเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างตั้งใจ เขาเปรียบเทียบคำพูดของนางกับร่องรอยด้านใน ก็สรุปได้ว่าพวกนางมิได้พูดเท็จ

               มีหมาป่าบุกเข้าโรงเตี๊ยม เพียงแต่ว่ามันไม่ใช่หมาป่าทั่วไปแต่เป็นปีศาจหมาป่า!

               ปีศาจหมาป่าชื่นชอบการกินอวัยวะภายในของมนุษย์ เมื่อคืนเป็นวันบวงสรวงเทพเจ้า มีไอหยินรุนแรง ไม่แน่ว่าอาจมีปีศาจที่ตะกละตะกลามควบคุมตัวเองไม่อยู่ออกมาหาอาหาร

               แต่จากสิ่งที่ปันชุนเล่า เถ้าแก่เนี้ยโหลวซื่ออวี้ไม่เพียงเอาชีวิตรอดจากเงื้อมมือปีศาจหมาป่าได้ นางยังช่วยชีวิตปันชุนอีกด้วย

               ซ่งลี่เหยียนมองไปยังโหลวซื่ออวี้อีกครั้ง นางเป็นคนรูปร่างเล็กบาง อีกทั้งไม่น่าจะใช่ผู้ฝึกยุทธ

               สตรีทั่วไป... หากเห็นปีศาจหมาป่าอยู่ใกล้แค่คืบ จะสามารถตั้งสติควบคุมอารมณ์ โดยไม่หนีเอาชีวิตรอดได้หรือ?

               โหลวซื่ออวี้ได้แต่จ้องปลายรองเท้าตัวเองอย่างเหม่อลอย

               ความตื่นตระหนกที่นางเจอวันนี้มีมากกว่าเมื่อคืน คงต้องค่อยๆ ลำดับเรื่องราวอีกครั้งอย่างช้าๆ เพียงแต่ตอนนี้นางจะลำดับเหตุการณ์อย่างไรดี? นางไม่อาจทนฟังน้ำเสียงที่คุ้นเคยนี้ดังขึ้นข้างหูอยู่ตลอด

               “หมาป่าหนีไปเองงั้นหรือ แล้วเป็นเวลาใด”

               “นำยันต์ที่เจ้าว่ามาให้ข้าดูสักหน่อยจะได้ไหม”

               “ของสิ่งนี้ได้มาจากที่ไหน”

               ยิ่งฟังก็ยิ่งปวดใจ ราวกับมีมีดทื่อๆ ลับไปลับมาในโสตประสาท โหลวซื่ออวี้กำสมุดบัญชีแน่น คำหยาบคายทั้งหลายจุกอยู่ที่คอหอยแล้ว

               ในตอนนี้เอง นางเพิ่งได้ยินซ่งลี่เหยียนถาม “เถ้าแก่เนี้ยโหลว?”

               โหลวซื่ออวี้สะดุ้ง รีบดึงความคิดที่เลื่อนลอยกลับมา นางเงยหน้าขึ้น พยายามขยับมุมปากฉีกไปทางใบหู แล้วใช้น้ำเสียงที่คิดว่าเป็นกันเองที่สุดเอ่ยว่า “มีเรื่องใดหรือเจ้าคะ?”

               ซ่งลี่เหยียน “...”

               เขาเคยพบเจอปีศาจสารพัดรูปแบบแต่นี่เป็นครั้งแรกที่ถูกใบหน้าของมนุษย์ทำให้ตกใจ หญิงสาวหน้าตางดงามจู่ๆ ก็มีสีหน้าของฆาตกรอำมหิต นางดูเหมือนจะแสยะยิ้มให้เขาเสียด้วย

               หลีเสี่ยวเอ้อที่อยู่ด้านข้างเห็นสถานการณ์ไม่ค่อยดีจึงรีบกระแอมเบาๆ พร้อมกับชี้ไปที่แผ่นยันต์ในมือของเถ้าแก่เนี้ย เอ่ยเตือนเบาๆ ว่า “เมื่อครู่ใต้เท้าถามว่ายันต์พวกนี้ได้มาจากไหนน่ะขอรับ”

               โหลวซื่ออวี้ตั้งสติได้ รีบยกมือแตะผมก่อนจะยื่นแผ่นยันต์ให้ “ข้าซื้อจากนักพรตพเนจร ราคาแผ่นละห้าอีแปะ เขาว่าใช้ปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย”

               ซ่งลี่เหยียนยื่นมือออกมา นิ้วมือที่เห็นข้อนิ้วแต่ละข้ออย่างชัดเจนนั้นให้ความรู้สึกเย็นเล็กน้อยเมื่อแตะถูกปลายนิ้วของนางอย่างไม่ตั้งใจขณะรับของ เขาดึงมือกลับอย่างนุ่มนวล

               กลายเป็นโหลวซื่ออวี้ที่ตกตะลึง ความปวดร้าวจากก้นบึ้งหัวใจแผ่ซ่านไปทั่วร่าง จนนางถึงกับตัวสั่นอย่างไม่อาจควบคุม

               “มารดามันเถอะ!” คราวนี้นางทนไม่ไหว เผลอหลุดคำหยาบออกมาเต็มๆ

               ซ่งลี่เหยียน “...”

               โหลวซื่ออวี้พูดต่อด้วยใบหน้าที่บิดเบี้ยว “...อืม ยันต์นี้หากใช้งานกะทันหันมันจะไม่ศักดิ์สิทธิ์ ท่านนักพรตเคยบอกไว้เจ้าค่ะ” นางพูดแล้วก็ยิ้มแย้มอย่างเป็นธรรมชาติ ริมฝีปากสีแดงเรื่อนั้นเม้มเข้าหากัน เผยให้เห็นใบหน้าซื่อบริสุทธิ์ไร้พิษภัย ราวกับว่าใบหน้าที่ดูน่าเกลียดน่ากลัวเมื่อครู่เป็นเพราะอาการตาลายของเขาเท่านั้น

               ซ่งลี่เหยียนหลุบตาลงต่ำเล็กน้อย กวาดมองยันต์ในมือครู่หนึ่ง “ไม่คาดว่าในยุคนี้ยังมีคนเชื่อเรื่องภูตผีปีศาจแบบนี้อีก”

               “ใต้เท้าไม่เชื่อหรือเจ้าคะ?” โหลวซื่ออวี้เอียงคอ “ข้าว่านะ... เชื่อยังดีกว่าไม่เชื่อ ท่านลองคิดดูสิ ถ้าไม่มียันต์แผ่นนี้ เมื่อวานอาจมีคนในโรงเตี๊ยมต้องเอาชีวิตมาทิ้ง... ก็เป็นได้”

               “เหลวไหล!” ซ่งลี่เหยียนเก็บยันต์แผ่นนั้นไว้ในแขนเสื้อ เอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ตั้งแต่ก่อตั้งราชวงศ์มา ปีศาจทั้งหลายก็ถูกกำจัดจนหายไปจากโลกนี้พร้อมกับสำนักซั่งชิงแล้ว ราชสำนักเองก็มีประกาศอย่างเป็นทางการมิให้ผู้ใดพูดถึงภูตผีปีศาจหรือสร้างความหวาดกลัวให้กับผู้อื่น ก่อนที่เถ้าแก่เนี้ยโหลวจะพูดอะไรโปรดตรองดูอย่างรอบคอบด้วย”

นี่เป็นกฎ

               โหลวซื่ออวี้สะอึก นางเบ้ปาก ก้มหน้าให้อย่างว่าง่าย “ใต้เท้ากล่าวได้ถูกต้อง”

               พูดโกหกหน้าตายอย่างนี้นางก็ไม่มีอะไรจะโต้แย้ง แค่พยักหน้ารับก็จบกัน

               ซ่งลี่เหยียนดูเหมือนมิค่อยพอใจนักกับท่าทีและน้ำเสียงที่เหมือนขอไปทีของนาง เขาเบือนหน้าหนี “ในโรงเตี๊ยมมีกลิ่นอับซ่งสวิน จุดธูป!”

               “ขอรับ” 

               ธูปที่ดูธรรมดาสามัญแท่งหนึ่งถูกนำมาปักอยู่ตรงหน้าเทพเจ้าโชคลาภที่นางบูชาอยู่ โหลวซื่ออวี้เหล่ตามองพลางด่าในใจว่าเรื่องมากเสียจริง หาเรื่องให้นางไม่พอยังจะมาหาเรื่องเทพโชคลาภของนางอีกด้วย

               แต่เมื่อควันสีน้ำเงินอมเขียวลอยขึ้นในอากาศ สีหน้าของโหลวซื่ออวี้พลันแปรเปลี่ยน นางก้าวพรวดไปข้างหน้าโดยไม่สนใจสิ่งใด แล้วตบสมุดบัญชีในมือลงบนปลายธูปที่มีประกายไฟวูบวาบ!             

               ธูปหอมที่เพิ่งจุดติดกลับถูกปกน้ำมันของสมุดบัญชีตบลงมา!

               มีเสียงดัง ‘ซือ’ คำหนึ่ง ควันลอยคลุ้งในอากาศพลันสลายไปอย่างรวดเร็ว

               โหลวซื่ออวี้กลั้นหายใจ สีหน้าของนางเคร่งเครียดอย่างยิ่งรอจนเห็นว่าไม่มีควันธูปออกมาแล้วจึงได้ถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วเก็บสมุดบัญชีขึ้น

               ภายในห้องโถงเงียบกริบ เมื่อโหลวซื่ออวี้รู้สึกตัวอีกครั้งว่าคนที่นั่งอยู่ด้านข้างเป็นใคร นางถึงกับหันหน้ากลับมาประสานสายตาที่ไม่ค่อยเป็นมิตรกับซ่งลี่เหยียน

               “เถ้าแก่เนี้ยคล่องแคล่วว่องไว สมกับที่รอดพ้นจากกรงเล็บหมาป่ามาได้” นายอำเภอคนใหม่เคาะโต๊ะเบาๆ ยิ้มแค่ปากแต่ไม่เลยไปถึงดวงตา

               เหงื่อเย็นบนตัวโหลวซื่ออวี้ไหลพรูทันที นางยกสมุดบัญชีบังไว้ด้านหน้า อธิบายว่า “กลิ่นธูปหอมนี้ฉุนเกินไปเกรงว่าจะไม่ดีต่อร่างกาย ข้ามีธูปที่กลิ่นเบากว่านี้จะนำมาให้ใต้เท้าจุดดีหรือไม่?”

               แขนเสื้อของนางระผ่านเก้าอี้แต่กลับถูกซ่งลี่เหยียนคว้าเอาไว้ เขาลุกขึ้นยืน ก้าวช้าๆ มาหยุดเบื้องหน้าแล้วหลุบตามอง “ถ้าข้า
ชื่นชอบธูปชนิดนี้ อยากจะจุดมันเล่า?”

               โหลวซื่ออวี้หน้าบึ้ง ทั้งสองอยู่ใกล้กันอย่างยิ่ง ใกล้จนนางได้กลิ่นกายของเขาชัดเจน เริ่มแรกเป็นกลิ่นกำยานหนักๆ แต่เมื่อดม
อีกครั้งจะได้กลิ่นหอมของขี้เถ้า

               กลิ่นนี้เป็นกลิ่นที่นางทั้งรักทั้งชัง นางเคยนอนหลับสนิทภายใต้กลิ่นหอมนี้ เคยพานพบกับความเศร้าราวกับใจจะขาดก็เพราะมัน บัดนี้เมื่อได้ดมอีกครั้งกลับรู้สึกราวกับจะขาดใจ

               ใบหน้าของโหลวซื่ออวี้เริ่มซีดขาว มือไม้สั่นระริก นางเอียงหน้าไปอีกทางพยายามใช้น้ำเสียงราบเรียบตอบเขา “ในเขตอำเภอฝูอวี้ อย่างไรเสียใต้เท้าก็เป็นใหญ่ จะชอบอะไร อยากจะทำอะไรข้าคงห้ามไม่ได้”

               ความรู้สึกของซ่งลี่เหยียนบอกเขาว่า เถ้าแก่เนี้ยคนนี้มีปัญหา และเป็นปัญหาที่ใหญ่มากด้วย!

               “เถ้าแก่เนี้ยรู้จักธูปชนิดนี้ด้วยหรือ?” เขายื่นมือหยิบธูปออกจากกระถางหน้าแท่นบูชาด้านหลัง แล้ววางไว้เบื้องหน้านาง

               โหลวซื่ออวี้ไม่มอง ได้แต่โบกสมุดบัญชี “ข้าจะไม่รู้จักได้อย่างไร ก็ธูปไม้กฤษณามิใช่หรือ ร้านขายธูปบนถนนติดกันก็มีขาย”

               “งั้นหรือ?” เขาพยักหน้า ส่งธูปดอกนั้นให้ซ่งสวินแต่สายตากลับจับจ้องที่โหลวซื่ออวี้ด้วยความสงสัยระคนค้นหา

               โหลวซื่ออวี้แสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ก้มหน้าพลิกสมุดบัญชีต่อ

               ควันสีเขียวอมน้ำเงินลอยอบอวลไปทั่วห้องโถง ไม่นานก็ลอยผ่านหน้าต่างและบันได ออกไปทางเรือนด้านหลังและชั้นสองของโรงเตี๊ยม

               ถ้าหากคนที่อยู่ในนี้ได้เห็นควันธูปพวกเขาจะต้องประหลาดใจมาก แค่ธูปผอมๆ ที่ยาวไม่ถึงครึ่งท่อนแขนกลับมีควันกระจายออกมาราวกับน้ำตก ควันที่ว่าลอยละล่อง ม้วนตัวไปทั่วทุกแห่งหนในโรงเตี๊ยมอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ

               ทว่านอกจากโหลวซื่ออวี้กลับไม่มีใครมองเห็น แต่ถึง
โหลวซื่ออวี้จะมองเห็นนางก็ก้มหน้าแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้

               นี่เป็นธูปดับจิต เป็นผลงานอันยอดเยี่ยมของสำนักซั่งชิงเมื่อใดที่จุดมันขึ้นมา ไอปีศาจที่อยู่ในรัศมีร้อยก้าวจะต้องดับสูญ เรียกได้ว่าเป็นของวิเศษชั้นยอดอีกทั้งยังมีราคาแพง ขายสิบตำลึงเงินต่อหนึ่งดอก แล้วยังไม่ยอมลดราคาอีกด้วย!

               มีเงินย่อมเป็นเรื่องดี โหลวซื่ออวี้คิด แค่ไอปีศาจเล็กน้อยก็มีค่าให้ใช้เงินถึงสิบตำลึงแล้ว

               ควันธูปลอยมาปกคลุมถึงหัวเข่าของนาง แต่นางกลับไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ซ่งลี่เหยียนสังเกตอย่างไม่วางใจอยู่ชั่วขณะ จากนั้นเขาก็จำเป็นต้องละทิ้งความสงสัย เถ้าแก่เนี้ยคนนี้เห็นทีคงไม่ใช่ปีศาจ เพราะไม่มีปีศาจตนใดที่จะยืนอยู่ภายใต้ควันธูปดับจิตได้

               แต่ในเมื่อธูปดับจิตไม่เป็นอันตรายต่อนาง แล้วนางจะเครียดไปทำไม?

               “ใต้เท้า ผู้ชันสูตรฉีมีความคืบหน้าขอรับ”

               ซ่งลี่เหยียนดึงความคิดกลับมา เดินนำคนอื่นไปยังเรือนด้านหลัง

               โหลวซื่ออวี้ย่อมตามไปด้วย หลังจากปัดผ้าม่านหน้าประตูเรือนด้านหลัง นางหยุดถามหลีเสี่ยวเอ้อไปประโยคหนึ่งว่า “คนล่ะ?”

               หลีเสี่ยวเอ้อตอบเสียงต่ำ “ไปแล้ว”

               นางถอนหายใจเบาๆ เฮือกหนึ่ง ทิ้งผ้าม่านแล้วก้าวข้ามธรณีประตู

               ศพชายที่อยู่บนกำแพงเรือนด้านหลังถูกนำลงมา ปิดร่างด้วยผ้าดิบสีขาว นักชันสูตรศพที่สะพายกล่องไม้คำนับให้ซ่งลี่เหยียนอย่างนอบน้อม “ใต้เท้า ชายผู้นี้ตายเนื่องจากถูกสัตว์ร้ายกัดเข้าที่ลำคอ อวัยวะภายในไม่เหลือ จากรอยขีดข่วนบนตัวและรอยเลือด เห็นได้ชัดว่ามิได้ตายในโรงเตี๊ยมแห่งนี้”

               ซ่งลี่เหยียนพยักหน้า เขารับบันทึกที่นักชันสูตรศพบันทึกไว้มาอ่านดูอีกครั้ง “นำศพกลับไปชันสูตรอีกครั้งที่โรงเก็บศพ ส่วนเรือนด้านหลังนี้ยังต้องปิดเอาไว้ชั่วคราว”

               ฟังครึ่งประโยคแรกโหลวซื่ออวี้ก็พยักหน้าอย่างเห็นด้วย รู้สึกว่าคนผู้นี้ทำงานรอบคอบ แต่พอได้ยินครึ่งประโยคหลัง นางถึงกับกระโดดผลุงออกมา “ใต้เท้า ผู้ชันสูตรก็พูดแล้วว่านี่มิใช่สถานที่เกิดเหตุ ทำไมยังต้องปิดอีก”

               ซ่งลี่เหยียนเอียงคอมองนาง “ก่อนที่คดีจะยุติ ที่แห่งนี้สมควรปิดเอาไว้ชั่วคราว นี่เป็นกฎ”

               แล้วกิจการของนางจะทำอย่างไร! โหลวซื่ออวี้ลอบกระทืบเท้าอย่างไม่พอใจ คิดจะเอ่ยปากโต้แย้ง แต่เมื่อมองหน้าเขา นางก็ต้องกลืนคำพูดทั้งหมดลงไป เหลือเพียงสีหน้าที่บิดเบี้ยว แม้แต่ดอกเหมยที่ประดับอยู่กลางหน้าผากก็มองคล้ายกับกรงเล็บสุนัข

               “เถ้าแก่เนี้ยมีอะไรอยากพูดหรือ?” ซ่งลี่เหยียนเอียงคอมองอีกฝ่าย

               โหลวซื่ออวี้กัดฟันยิ้มตอบ “ข้าหรือจะกล้า ใต้เท้าบอกว่าปิดก็ต้องปิด สงสารก็แต่คนงานในร้านเท่านั้น ไม่รู้เดือนต่อไปจะได้กินอิ่มท้องหรือไม่”

               ว่าแล้วก็ทำท่าทำทางยกแขนเสื้อขึ้นมาซับน้ำตา

               ฮั่วเหลียงแอบประเมินสีหน้าของใต้เท้า เกิดความรู้สึกหวาดหวั่น แต่เขากลับได้ยินซ่งลี่เหยียนเอ่ยเสียงเนิบนาบว่า “เถ้าแก่เนี้ยวางใจเถอะ กิจการของโรงเตี๊ยมข้าย่อมมิอาจทำให้เสียหาย เอาอย่างนี้ดีหรือไม่... จวนนายอำเภอยังต้องซ่อมแซมทำให้ข้าเข้าออกไม่สะดวก ในเมื่อโรงเตี๊ยมของเจ้าอยู่ห่างที่ว่าการอำเภอไม่มาก ข้าก็จะช่วยอุดหนุนด้วยการพักที่นี่สักสองสามวัน รอจนคดียุติแล้วค่อยไป”

               โหลวซื่ออวี้ “...”

               ถ้าคนที่พูดเป็นนายอำเภอทั่วไป นางคงคุกเข่าโขกศีรษะให้อย่างซาบซึ้งพร้อมกับเอ่ยคำยินดีต้อนรับที่เขาเข้าพักอย่างตื่นเต้นดีใจ แล้ววิ่งไปหยิบผ้าแดงที่เก็บไปเมื่อเช้ามาแขวนไว้หน้าประตู
แต่เหตุการณ์ตอนนี้ทำให้นางยิ้มไม่ออกร้องไห้ไม่ได้ ได้แต่ยืนแข็งทื่อ กำมือเข้าหากันแน่น

               “ทำไม... เถ้าแก่เนี้ยไม่พอใจงั้นหรือ?”

               “เปล่า” โหลวซื่ออวี้สูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนฉีกยิ้มอย่างตั้งใจ “ข้าจะไม่พอใจได้อย่างไร ใต้เท้าอุตส่าห์ลดตัวมาพักที่นี่ ย่อมถือเป็นเกียรติสูงส่งของโรงเตี๊ยมจ่างเติงของข้า เสี่ยวเอ้อ รีบเข้าไปเก็บกวาดห้องพักแขก”

               “ขอรับ”

               “ใต้เท้า” ฮั่วเหลียงเหมือนไม่วางใจ “หากท่านจะพักอยู่ที่นี่ควรส่งคนมารักษาความปลอดภัยมากสักหน่อย”

               “ไม่ต้อง” ซ่งลี่เหยียนหมุนตัวกลับไปทางห้องโถงด้านหน้า “พวกเจ้าทำงานตามปกติก็พอ”

               ท่านนายอำเภอกล่าวเช่นนี้แต่ฮั่วเหลียงกลับไม่ยอม รีบเดินตามออกไป ฮั่วเหลียงไม่วายดึงแขนเสื้อโหลวซื่ออวี้ที่อยู่ด้านข้าง“เถ้าแก่เนี้ย ท่านต้องตั้งใจต้อนรับสักหน่อยนะ หากใต้เท้าพักอยู่ที่นี่จริงแล้วเกิดเหตุไม่คาดฝันอะไรล่ะก็... จะยุ่งยากทีเดียว”

               โหลวซื่ออวี้ยิ้มให้เป็นการรับคำ ในใจคิดว่ายังจะต้องห่วงคนผู้นี้ไปทำไม เขาไม่ทำให้คนอื่นยุ่งยากก็นับว่าดีมากแล้ว

               ก่อนหน้านี้นางคิดไม่ตกว่าเหตุใดปีศาจหมาป่าที่ดุร้ายขนาดนั้นอยู่ๆ กลับชะงักงันไปอย่างกะทันหัน ถึงขนาดมีความหวาดกลัวแฝงอยู่ในแววตาก่อนจะหนีจาก

               แต่หลังจากที่เห็นนายอำเภอคนใหม่แล้ว โหลวซื่ออวี้พลันเดาได้ถึงสาเหตุ

               เมื่อคืนเขาคงจะมาถึงอำเภอเอียนเสียพอดี จากถนนสายนี้ไปยังจวนนายอำเภอ พวกปีศาจที่อยู่ในรัศมีสิบจั้งย่อมต้องล่าถอยด้วยความเกรงกลัว เรียกได้ว่าเขาบังเอิญช่วยชีวิตนางเท่านั้น

               คาดว่าเขาคงมีพลังวัตรแก่กล้ามิใช่เล่น แต่ยังมาเอ่ยปากกับนางว่าตนไม่เชื่อเรื่องภูตผีปีศาจ

               เชอะ!

               หลังจากติเตียนอยู่ในใจสองสามประโยค โหลวซื่ออวี้ก็กวักมือเรียกปันชุนที่อยู่ด้านข้าง ออกคำสั่งกับนางว่า “สั่งห้องครัวจัดเตรียมของว่างให้ใต้เท้า”

               “เจ้าค่ะ”

               ควันของธูปดับจิตสลายไปจนหมดสิ้น ภายในโรงเตี๊ยมดูสดชื่นขึ้นไม่น้อย ซ่งลี่เหยียนก้าวตามเสี่ยวเอ้อขึ้นไปชั้นสอง เห็นหน้าประตูห้องพักห้องแรกติดป้ายเอาไว้ว่า ‘ห้องเทียนจื้อหมายเลขหนึ่ง’ ก็ผลักเข้าไป ด้านในมีแต่ฝุ่นจับเต็มไปหมด

               “...”

จะเป็นไปได้หรือ?

               “ขอใต้เท้าอย่าได้ถือสา ห้องนี้ไม่มีใครพักมานานแล้วขอรับ” หลีเสี่ยวเอ้อยิ้มประจบก่อนเข้ามาปัดกวาดเช็ดถู เปลี่ยนที่นอนปลอกหมอนเสียใหม่ “ประเดี๋ยวข้าน้อยจะรีบทำความสะอาดให้เรียบร้อย ต้องขอให้ใต้เท้ารอสักครู่”

               ซ่งสวินยืนอยู่ด้านหลังซ่งลี่เหยียน หัวคิ้วขมวดเข้าหากันแน่น “ใต้เท้าท่านแน่ใจว่าจะพักอยู่ที่นี่หรือ?”

               “ในเมื่อมาถึงแล้วก็พักที่นี่แหละ” ซ่งลี่เหยียนก้าวข้ามธรณีประตู เช็ดเก้าอี้ให้สะอาดแล้วนั่งลง มองหลีเสี่ยวเอ้อที่กำลังวุ่นวายกับการทำความสะอาด

               “เถ้าแก่เนี้ยของเจ้าเปิดโรงเตี๊ยมนี้มานานเท่าไรแล้ว?”

               หลีเสี่ยวเอ้อหยุดคิดเล็กน้อยก่อนจะตอบยิ้มๆ “ข้าน้อยก็ไม่ค่อยแน่ใจ น่าจะหลายปีแล้วขอรับ เถ้าแก่เนี้ยของเราเป็นคนอาภัพ ได้ยินว่าเคยมีคู่หมายแต่ฝ่ายชายอายุไม่ยืน ป่วยหนักก่อนเข้าพิธีถ้าจะแต่งงานใหม่ก็ดูไม่เหมาะสม ดังนั้นเถ้าแก่เนี้ยเลยออกมาทำการค้า”

               “ประหลาดดี” ซ่งลี่เหยียนถามต่อ “แล้วโรงเตี๊ยมนี้เคยมีคนน่าสงสัยมาพักบ้างไหม”

               “ดูท่านถามเข้า โรงเตี๊ยมของเรามีคนเข้าออกอยู่ตลอด
คนประเภทไหนก็มีทั้งนั้น จะบอกว่าใครน่าสงสัยไม่น่าสงสัยก็คงบอกไม่ถูก” หลีเสี่ยวเอ้อปูที่นอนเรียบร้อยแล้วก็หันกลับมายิ้ม “ถ้าใต้เท้ามีอะไรจะสั่งข้าน้อยก็เรียกได้เลย ข้าน้อยจะมารับใช้”

               “รบกวนแล้ว”

               ประตูห้องปิดเข้าหากัน ซ่งสวินผลักหน้าต่างออกอย่างรังเกียจ เขาเห็นประตูเล็กของเรือนด้านหลังพอดี ตอนนี้เถ้าแก่เนี้ยที่ชื่อโหลวซื่ออวี้กำลังต่อรองราคากับคนที่นำผักมาส่ง

               “จินละห้าอีแปะ ไหน! เจ้าให้ข้าดูหน่อยสิว่าผักกาดขาวของเจ้าชุบทองหรือเปล่า กินแล้วทองชุบมันจะติดฟันไหม”

               “เถ้าแก่เนี้ย พวกเราได้กำไรนิดเดียวเท่านั้น”

               “ใครๆ ก็ได้กำไรนิดเดียวทั้งนั้นแหละ หลายปีมานี้ข้าสั่งผักของเจ้าก็เพราะราคาถูก ถ้าเจ้าคิดจะขึ้นราคาอย่างนี้ข้าจะไปหาป้าไฉ่ซื้อของจากนางดีกว่า”

               ปากคอเราะราย พูดจาไม่ไว้หน้าใคร ทั้งๆ ที่เป็นหญิงงามแต่กลับเหม็นกลิ่นทองแดงไปทั้งตัว ไม่ว่าใครเห็นก็ย่อมไม่สบายใจ

               “เถ้าแก่เนี้ยคนนี้เค็มจริงๆ” ซ่งสวินอดบ่นขึ้นมาไม่ได้

               ซ่งลี่เหยียนลุกขึ้นเดินไปมองแวบหนึ่ง “ซ่งสวิน เจ้าว่าเถ้าแก่เนี้ยคนนี้มีปัญหาหรือไม่?”

               “ใต้เท้าสงสัยว่านางเป็นปีศาจหรือ?” ซ่งสวินรู้สึกว่าเป็นไปไม่ได้ “ธูปดับจิตก็จุดไปแล้ว ถ้านางเป็นปีศาจจะต้องเผยร่างเดิมไปนานแล้ว”

               “แต่โรงเตี๊ยมแห่งนี้มิได้มีไอปีศาจแค่ไอเดียว” ซ่งลี่เหยียนกล่าว “ฝุ่นที่ติดบนรองเท้าของฮั่วเหลียงได้มาจากที่นี่ มีกลิ่นเหม็นคาวของปีศาจหมาป่าก็จริง แต่ยังมีกลิ่นหอมหวานของปีศาจจิ้งจอกปะปนมาด้วย”

               “จิ้งจอกหรือขอรับ?” ซ่งสวินส่ายหน้า “หากเถ้าแก่เนี้ยเป็นปีศาจจิ้งจอกจริง นางจะกล้าเข้าใกล้ใต้เท้าขนาดนี้ได้อย่างไร?”

               สำนักซั่งชิงเป็นสำนักปราบปีศาจมานานหลายรุ่น ใต้เท้าของเขาเป็นศิษย์สายตรงที่เก่งกาจมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นปีศาจตนใด หากได้เห็นใต้เท้าก็ยังต้องเดินอ้อมไปอีกทาง

               “ไปตรวจดู” ซ่งลี่เหยียนหลุบตา คิดถึงแววตาที่เถ้าแก่เนี้ยมองเขาแล้วก็นิ่วหน้า “ให้ตรวจสอบเรื่องของนางขึ้นไปสามรุ่น”

               “ขอรับ”

               โหลวซื่ออวี้ที่อยู่ประตูเรือนด้านหลังเจรจาราคาได้ตามที่ต้องการแล้วก็เบี่ยงตัวให้คนส่งผักเข้ามา นางหันหลังไปอย่างไม่ตั้งใจ พลันพบว่ามีคนมองมาจากชั้นสอง นางหยุดชะงักก่อนจะโบกพัดหอมแล้วยิ้มให้อีกฝ่าย ตั้งใจใส่จริตจะก้านเต็มที่ ดวงตาของนางตีวงโค้งอย่างน่าดู

               ซ่งลี่เหยียนหางตากระตุกขึ้นมาเล็กน้อย เขาดึงหน้าต่างเข้ามาหากันดังโครม

               เมืองเอียนเสียมีเรือสินค้าล่องผ่าน ส่งสินค้าจากใต้ไปเหนือ

               ถ้าสายตาของคนทั่วไปมอง จะเห็นว่าเป็นทำเลทองของการค้าขาย

               แต่เสียดายในสายตาของสำนักเต๋า สถานที่แห่งนี้มีกลิ่นอายมรณะปกคลุมหนาทึบ ปีศาจออกอาละวาดไปทั่ว แค่ไอปีศาจที่ปกคลุมตอนกลางดึกก็สามารถเอาชีวิตผู้คนที่เดินทางผ่านไปผ่านมาอย่างไม่รู้ตัว ยังไม่พูดถึงปีศาจที่ออกอาละวาดจนทำให้นายอำเภอที่มารับหน้าที่ก่อนนี้แปดคนต้องตายอย่างปริศนา

               ซ่งลี่เหยียนนำเอกสารของคดีเหล่านี้มาอ่านอย่างละเอียด ปรากฏการณ์ประหลาดเริ่มจากต้นปีนี้ นายอำเภอทั้งแปดถูกสัตว์ร้ายกัดตาย คนที่ดำรงตำแหน่งนายอำเภอนานที่สุดอยู่ไม่เกินสองเดือน
สั้นที่สุดก็แค่สองวัน ไม่มีใครจับสัตว์ร้ายตัวนั้นได้ ไม่มีแม้แต่ผู้เห็นเหตุการณ์ด้วยซ้ำ

               ตำแหน่งที่ตั้งของโรงเตี๊ยมจ่างเติงนั้นแปลกประหลาดเพราะอยู่ตรงทางสามแพร่งพอดี รับกลิ่นอายมรณะไปเต็มๆ จะว่าไปแล้วถ้าโรงเตี๊ยมตั้งอยู่ที่นี่มานานจะต้องเคยเกิดเหตุร้ายมาบ้าง อีกทั้งเถ้าแก่โรงเตี๊ยมยังเป็นหญิง นางดูแลกิจการมานานขนาดนี้ไม่เคยเกิดเรื่องร้ายใดๆ เลย... จะเป็นไปได้หรือ?

               ซ่งสวินไปสอบถามแขกในโรงเตี๊ยม ทุกคนจะบอกเป็นเสียงเดียวว่าเถ้าแก่เนี้ยเป็นคนหน้าเลือด นอกจากนั้นก็ไม่มีข้อมูลอื่นใด

               ซ่งลี่เหยียนประหลาดใจนัก สตรีรูปร่างเล็กบางจะจัดการเรื่องต่างๆ เพียงคนเดียวได้อย่างไร

               “ใต้เท้า” เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้นก่อนตามมาด้วยเสียงของโหลวซื่ออวี้ “อาหารเที่ยงเสร็จแล้ว”

               มีความคิดบางอย่างผุดขึ้น ซ่งลี่เหยียนกล่าวว่า “เข้ามา”

               เสียงเปิดประตูดังเอี๊ยด มือเรียวบางประคองถาดอาหารที่มีกับข้าววางเต็มไปหมดยื่นเข้ามาสองถาด ตามมาด้วยใบหน้าทรงเสน่ห์พร้อมกับรอยยิ้มประจบ “ข้าไม่ทราบว่าใต้เท้าชอบรสชาติแบบไหนจึงให้พ่อครัวทำอาหารมาหลายอย่าง หวังว่าใต้เท้าจะไม่รังเกียจ”

               ซ่งลี่เหยียนมองประเมิน เขาพบว่าแม้นางจะยิ้มให้แต่ดวงตาไม่ได้มองมาที่เขา นางวางอาหารลงบนโต๊ะแล้วดันถาดเล็กส่งให้ซ่งสวิน “ส่วนใต้เท้าท่านนี้ ท่านเองก็คงจะหิวแย่แล้วเหมือนกัน ชั้นล่างยังมีโต๊ะว่าง ห้องข้างๆ ก็ว่าง”

               “ขอบคุณ” ซ่งสวินรับมา แต่ยังคงยืนอยู่ข้างกายซ่งลี่เหยียนไม่ขยับ

               อาหารวางอยู่ห้าจาน มีทั้งผักมีทั้งเนื้อครบครันแล้วยังมีไก่อีกตัวหนึ่ง สีสันพอใช้ได้ ซ่งลี่เหยียนกวาดตามองแล้วเอ่ยขึ้นว่า “ช้าก่อน”

               โหลวซื่ออวี้กำลังคิดจะก้าวออกนอกห้อง พอถูกเขาเรียกเช่นนี้ ครึ่งตัวบนจึงอยู่ด้านนอกแต่เท้าอีกข้างยังอยู่ในห้อง จึงเป็นท่าทางที่น่าขบขันสิ้นดี “ไม่ทราบใต้เท้าต้องการสิ่งใดอีก”

               “เถ้าแก่เนี้ยกับข้าเคยรู้จักกันมาก่อนหรือไม่?” ซ่งลี่เหยียนหยิบตะเกียบเขี่ยอาหารสองสามจาน แววตาเต็มไปด้วยความข้องใจ

               แม้ใจจะหายวูบใหญ่ แต่โหลวซื่ออวี้ยืดตัวตรง สูดหายใจเข้าลึก ถามกลับไปอย่างเรียบเฉยว่า “ใต้เท้าหมายความอย่างไร?”

               “อาหารเหล่านี้ไม่มีต้นหอม” เขาเหลือบตาขึ้นมอง “ทำไมเถ้าแก่เนี้ยถึงรู้ว่าข้าไม่ชอบกินสิ่งใด?”

               ความเกลียดต้นหอมของซ่งลี่เหยียนนั้นมีพอๆ กับความชื่นชอบเงินทองของโหลวซื่ออวี้ แต่คนที่รู้เรื่องนี้มีแต่คนข้างกายเขาไม่กี่คน เดิมคิดว่าพ่อครัวคงจะบังเอิญไม่ชอบใส่ต้นหอมในอาหารแต่เมื่อมองอาหารที่อยู่ในมือซ่งสวินกลับมี!

               มุมปากของโหลวซื่ออวี้กระตุก “คือ...”

               “เถ้าแก่เนี้ยมีเรื่องอะไรก็พูดออกมาได้” ซ่งลี่เหยียนนิ่วหน้า “นับตั้งแต่เจ้าเห็นข้าครั้งแรกก็ดูท่าทีประหลาดพิกล”

               ประหลาดพิกล?

               โหลวซื่ออวี้สะบัดพัดหอมในมือ รู้สึกว่าคำครหานี้ไร้เหตุผลสิ้นดี นางคิดว่าตัวเองปรับสีหน้าได้ดีแล้ว นอกจากความตกตะลึงในครั้งแรกที่นางแสดงกิริยาอันไม่เหมาะไม่ควรออกไป อย่างอื่นก็เก็บงำได้มิดชิดนี่

               คิดจะอำนางสินะ! คิดได้เช่นนี้โหลวซื่ออวี้จึงเอ่ยเสียงอ่อน “ใต้เท้าเข้าใจผิดแล้ว เมื่อครู่ที่พ่อครัวทำอาหาร เขาเลือกทำถาดเล็กก่อน ครั้นจะมาทำถาดใหญ่ ต้นหอมในครัวก็หมดพอดีเลยไม่ได้ใส่ให้ใต้เท้า... ทำไมหรือ ใต้เท้าไม่ชอบกินต้นหอมหรือเจ้าคะ?”

               ซ่งลี่เหยียนหรี่ตาลงอย่างไม่พอใจ รู้สึกว่าเถ้าแก่เนี้ยผู้นี้เจ้าเล่ห์ราวกับนางจิ้งจอก เหตุผลที่ฟังขึ้น อีกทั้งสีหน้าบริสุทธิ์ของนางทำให้เขาพูดอะไรไม่ออก

               แต่เขาเชื่อในความรู้สึกของตัวเอง เถ้าแก่เนี้ยคนนี้ต้องมีปัญหาแน่!

               ซ่งลี่เหยียนหลุบตาลงต่ำ มีท่าทีผ่อนคลายแล้วผายมือเชื้อเชิญ “คิดว่าเถ้าแก่เนี้ยเองก็ยังไม่ได้กินอะไร นั่งลงกินด้วยกันเถอะ”

               “ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ข้าเป็นแค่ชาวบ้านร้านตลาด ไม่กล้านั่งเคียง...”

               “นั่งลง!”

               “ก็ได้” โหลวซื่ออวี้นั่งลงอย่างสำรวมแล้วก็ถอนหายใจเหมือนยอมรับชะตากรรมแต่โดยดี จากนั้นจึงค่อยฉีกยิ้มให้เขาต่อ

               “ได้ยินเสี่ยวเอ้อเล่าว่า โรงเตี๊ยมแห่งนี้เปิดมาหลายปีแล้ว แต่ดูเถ้าแก่เนี้ยอายุยังไม่มาก” ซ่งลี่เหยียนเอ่ยเสียงเนิบนาบ “โรงเตี๊ยมนี้เปิดตั้งแต่เมื่อไหร่?”

               ปัญหานี้อีกแล้ว โหลวซื่ออวี้ยกมุมปากขึ้นตอบเขาอย่างไม่ปิดบัง “โรงเตี๊ยมนี้เป็นของต้นตระกูลข้า มันตกทอดมาเรื่อยๆ สุดท้ายก็อยู่ในมือข้าเท่านั้นเอง”

               “แสดงว่าเถ้าแก่เนี้ยอยู่ที่อำเภอฝูอวี้มาตลอด” เขามองโหลวซื่ออวี้ “เจ้ารู้จักนายอำเภอก่อนหน้านี้ดีแค่ไหน?”

               “ท่านถามเช่นนี้ นับว่าถามถูกคน” โหลวซื่ออวี้ปรบมือ“นายอำเภอของที่นี่ข้ารู้จักทุกคน”

               “อ้อ”

               “หลายปีก่อนตอนที่ใต้เท้าโจวรับตำแหน่ง ที่นี่เรียกได้ว่าเจริญรุ่งเรืองอย่างมาก ส่วยการค้าก็น้อย การค้าเป็นไปอย่างคึกคัก โรงเตี๊ยมของข้าได้เงินปีละไม่น้อย ทว่า...ตั้งแต่ปีที่แล้วพอเปลี่ยนใต้เท้าจ้าวมารับตำแหน่งทุกอย่างก็เปลี่ยนไป คนที่ว่าการอำเภอยังมาจัดงานเลี้ยงต้อนรับอยู่ที่โรงเตี๊ยมของข้าอยู่เลย ปรากฏว่าวันรุ่งขึ้นใต้เท้าจ้าวก็ตายอยู่ที่จวนเสียแล้ว”

               ซ่งลี่เหยียนนิ่วหน้า “สาเหตุการตายคือ?”

เอาใจยากชะมัด

               “ข้าจะทราบได้อย่างไร” โหลวซื่ออวี้ฉีกน่องไก่มากินอย่างไม่เกรงใจ “นับตั้งแต่นั้นมา อำเภอของเราก็เหมือนถูกอาถรรพ์อะไรบางอย่างเข้าครอบงำ มีคดีเกี่ยวกับคนตายอยู่ตลอด นายอำเภอที่มารับหน้าที่ต่อก็อยู่กันได้ไม่เกินสองเดือน มีคนบอกว่าเพราะก่อนหน้านี้ตอนที่ซ่อมแซมที่ว่าการอำเภอ คนงานเผลอย้ายแท่งศิลาที่อยู่หน้าประตูออกไปก็เลยทำให้ฮวงจุ้ยเสีย”

               “นายอำเภอคนที่สองก็เคยมาที่โรงเตี๊ยมนี้หรือ?”

               “ถูกต้อง โรงเตี๊ยมข้าอยู่ใกล้กับที่ว่าการมากที่สุด เวลาขุนนางใหม่มารับหน้าที่ก็มักจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับกันที่นี่ แม้แต่งานเลี้ยงต้อนรับท่าน ใต้เท้าฮั่วก็สั่งการไว้แล้วว่าให้จัดขึ้นวันพรุ่งนี้”

               น่องไก่ถูกแทะอย่างเกลี้ยงเกลา รอยยิ้มของโหลวซื่ออวี้ดูจริงใจมากขึ้นกว่าเดิม “หากใต้เท้ามีอะไรที่ชอบหรือไม่ชอบกิน ได้โปรดบอกให้ข้าทราบล่วงหน้า”

               ท่าทางของนางเหมือนระแวงเขาอยู่แท้ๆ แต่กลับปากไว ราวกับน่องไก่น่องนี้เป็นอาหารเลิศรสที่สุดในใต้หล้า นางกินจนมือไม้มันแผล็บ

               ซ่งลี่เหยียนเห็นแล้วรู้สึกพะอืดพะอม เขาโพล่งไปว่า “ข้าไม่ชอบกินเนื้อไก่”

               โหลวซื่ออวี้ชะงัก มองเขาด้วยแววตาหลากหลาย นางยื่นมือดึงจานไก่ย่างเข้ามาหาตัวพร้อมกับพึมพำเบาๆ ว่า “เอาใจยากชะมัด”

               “เถ้าแก่เนี้ยโหลว!” ซ่งลี่เหยียนเอ่ยเตือนอย่างสุภาพ “รู้หรือไม่ว่าข้ามีทักษะการฟังที่ไม่ธรรมดา”

               “...” โหลวซื่ออวี้รีบยกมือตบปากทีหนึ่ง นางยิ้มตาหยี “ใต้เท้าอย่าถือสาเลย ข้าเป็นคนปากไว พูดอะไรไม่ทันคิดอยู่เสมอ ข้าจะกลับไปสำนึกผิดก็แล้วกันนะเจ้าคะ”

               ว่าแล้วนางก็ยกจานไก่ออกไปนอกห้อง

               “ใต้เท้า” ซ่งสวินนิ่วหน้าถามไถ่ แต่ซ่งลี่เหยียนกลับส่ายหน้า

               นางไม่ใช่คนที่รับมือได้ง่ายเสียด้วย!

               โหลวซื่ออวี้อุ้มจานเดินไปกินไปจนถึงชั้นล่าง ห้องโถงมีแต่ความว่างเปล่า เหลือเพียงปันชุนที่นั่งเหม่อลอยอยู่ข้างโต๊ะ พอเห็นนางมาก็วิ่งเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้า

               “เถ้าแก่เนี้ย ข้าทำตามที่ใต้เท้าฮั่วสั่งไว้แล้วนะเจ้าคะ แขกขาจรต่างก็คืนห้องเรามาเรียบร้อยเหลือแต่แขกประจำที่อยู่แต่ในห้อง ไม่ยอมออกมา”

               “รู้แล้ว” โหลวซื่ออวี้ยัดจานไก่ใส่มือปันชุน ถามว่า “งานเลี้ยงต้อนรับพรุ่งนี้เตรียมการแล้วหรือยัง?”

               “เรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ แต่ว่าจู่ๆ แม่ครัวหลินไม่รู้หายไปไหน” ปันชุนเอ่ย “เมื่อวานตอนเช้าตรู่ข้ายังเห็นนางล้างผักอยู่เลย แต่มิรู้ว่านางไปไหนแล้ว จนถึงตอนนี้ยังไม่เห็นตัวเจ้าค่ะ”

               “แม่ครัวหลินหรือ? สงสัยจะกลับบ้านเยี่ยมญาติ” โหลวซื่ออวี้โบกมือให้อย่างไม่ใส่ใจ “เจ้าไปช่วยพ่อครัวเฉียนก็แล้วกัน”

               เยี่ยมญาติ?

               ปันชุนส่ายหน้าทันที “เป็นไปไม่ได้ นางล้างผักค้างอยู่ครึ่งหนึ่ง ที่เหลือยังกองอยู่ข้างบ่อน้ำอยู่เลย เสื้อผ้าสิ่งของในห้องก็ยังอยู่ครบ แล้วปุบปับจะ...”

               “นังหนูนี่ ทำไมพูดมากจัง” โหลวซื่ออวี้ฉีกปีกไก่ยัดใส่ปากปันชุน หรี่ตาพูดขึ้นว่า “ในโรงเตี๊ยมนี่เถ้าแก่เนี้ยใหญ่ที่สุด เถ้าแก่เนี้ยพูดอะไรก็ว่าตามนั้น ห้ามถามมากเข้าใจไหม”

               “แต่ว่า...”

               “ไม่มีแต่” โหลวซื่ออวี้ถลึงตาใส่ “ถ้าพูดมากกว่านี้ข้าจะหักเงินเดือน”

               ปันชุนมองโหลวซื่ออวี้อย่างงุนงง ยกมือปิดปากตัวเองทันที

               โหลวซื่ออวี้หันหลังไปมองชั้นบนอย่างไม่รู้ตัวก่อนจะลากปันชุนไปมุมห้องด้านหนึ่งกระซิบกับนางว่า “ตอนนี้เรามีแขกผู้ทรงเกียรติอยู่ในโรงเตี๊ยม อะไรที่ควรหรือไม่ควรพูดเจ้าก็คิดให้ดีๆ อย่าให้คนมาหลอกถามอะไรง่ายๆ เข้าใจไหม?”

               ยังจะมีอะไรไม่เข้าใจบ้าง... ปันชุนรีบยืดอกรับปากทันทีนางเป็นคนหัวไวแล้วจะถูกใครหลอกถามได้อีกเล่า?

               แต่หลังจากนั้นสองชั่วยาม ปันชุนก็ยืนอยู่ตรงหน้าซ่งลี่เหยียนอย่างคนทำอะไรไม่ถูก

               ซ่งลี่เหยียนอาบน้ำเสร็จแล้วเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่เป็นชุดลำลองผ้าไหมดำ เขายืนอยู่กลางลานด้านหลัง หันกลับมามองนางพร้อมกับถามว่า “เถ้าแก่เนี้ยของเจ้าปกติชอบทำอะไรบ้าง?”

               สายลมเดือนเจ็ดยังอบอ้าว แต่เมื่อพัดมาจากทิศที่เขายืนอยู่กลับให้ความรู้สึกสะอาดสดชื่น ปันชุนถึงกับหน้าแดงเรื่อขึ้นเล็กน้อย นางถอยหลังไปครึ่งก้าวอย่างไม่รู้ตัว ลูบแขนเสื้อพลางตอบ
“เถ้าแก่เนี้ยของเราเป็นคน...ดี ปกตินอกจากจะทำงาน ซื้อวัตถุดิบปรุงอาหาร กับต้อนรับแขกแล้วก็ไม่ได้ทำอะไรอีกเจ้าค่ะ”

               “เจ้าไม่ต้องตื่นเต้น” ซ่งลี่เหยียนโบกมือ “ข้าแค่อยากรู้เรื่องของเถ้าแก่เนี้ยเจ้าสักหน่อย ไม่ได้ต้องการสืบคดีอะไร”

               น้ำเสียงนั้นอ่อนโยนเกินไป ปันชุนฟังแล้วรู้สึกไม่ค่อยสบายใจ รีบเอ่ยขึ้นว่า “ข้าน้อยมิได้โป้ปด แต่เถ้าแก่เนี้ยของเราไม่มีความชอบอะไรเป็นพิเศษ นอกจาก...” นางเอียงคอคิดเล็กน้อยก่อนจะปรบมืออย่างนึกขึ้นได้ “นอกจากนางจะชอบจุดโคมไฟที่แขวนอยู่หน้าประตูโรงเตี๊ยมทุกเย็น จากนั้นก็นั่งเฝ้าอยู่หน้าประตูจนกระทั่งอาทิตย์ตกดิน”

               จุดโคมเฝ้ามองอาทิตย์ตกดิน?

               ซ่งลี่เหยียนพยักหน้าแล้วจำไว้ ถามต่อไปว่า “แล้วนางไม่คิดจะออกเรือนกับใครบ้างหรือ? คิดจะเฝ้าโรงเตี๊ยมไปตลอดชีวิตหรือไร?”

               พอคำพูดนี้หลุดออกมา ถึงปันชุนจะทึ่มแค่ไหนก็ยังจับความหมายอื่นได้ทันที นางกะพริบตาปริบๆ ก่อนจะเข้าใจขึ้นมาบัดดลนางจึงเผลอหลุดปากออกไปว่า “ใต้เท้ากำลังจะคิดเกินเลยกับเถ้าแก่เนี้ย...?”

               “...”

               “ข้าน้อยผิดไปแล้ว!” ปันชุนไม่กล้าพูดต่อเพราะยำเกรงในอำนาจที่มีมากกว่า รีบยกมืออุดปาก แต่เมื่อดูจากสีหน้าของใต้เท้าแล้วรู้สึกว่าสิ่งที่ตัวเองคิดไว้คงไม่ผิด

               นางหมดคำพูดขึ้นมาฉับพลัน ไม่ใช่เพราะความตื่นตระหนกแต่เพราะรู้สึกประหลาดใจ เมื่อคิดถึงความอยากรู้และความเป็นห่วงเป็นใยที่ใต้เท้ามีให้เถ้าแก่เนี้ย นางก็แอบตาโตใช่... ใต้เท้าให้ความสนใจเถ้าแก่เนี้ยมากกว่าคนอื่นๆ จริงเสียด้วย เขาไม่ได้ถามว่าหลีเสี่ยวเอ้อแต่งงานแล้วหรือยัง แต่กลับถามถึงเถ้าแก่เนี้ย!

               ถ้าไม่มีใจแล้วจะเป็นอะไรได้?

               ปันชุนมองอีกฝ่ายอย่างตื่นเต้น แล้วหันกลับไปมองทิศที่ตั้งห้องโถงใหญ่ที่เถ้าแก่เนี้ยของนางนั่งอยู่ในตอนนี้ แววตาของปันชุนมีความยินดีปรากฏขึ้น “เถ้าแก่เนี้ยของข้าเป็นสตรี ถ้าเจอคนที่เหมาะสมย่อมต้องออกเรือน ใต้เท้ายังอยากจะรู้เรื่องอะไรของเถ้าแก่เนี้ยอีกหรือไม่ ถ้าข้าน้อยรู้จะบอกท่านหมดเลย”

               ซ่งลี่เหยียนรู้สึกว่าเด็กสาวคนนี้คงจะเข้าใจอะไรผิดเป็นแน่“ข้าก็แค่ถามไปอย่างนั้น”

               “ข้าน้อยเข้าใจ!”

               “ไม่ เหมือนเจ้าจะไม่เข้าใจ...”

               “ใต้เท้าวางใจเถอะ” ปันชุนยิ้มไปพูดไป “ข้าน้อยเป็นคนปากหนัก ไม่มีทางพูดให้ใครฟังแน่!”

               ยิ่งพูดก็ยิ่งเข้าเนื้อ...

               ซ่งลี่เหยียนคร้านจะแก้ตัวอีก ในเมื่อนางพูดถึงขนาดนี้ถ้าเช่นนั้นเขาก็ขอถามต่อก็แล้วกัน “เถ้าแก่เนี้ยของเจ้าชอบออกไปข้างนอกหรือไม่ ส่วนใหญ่ชอบไปเที่ยวเล่นที่ใด?”

               “ปกติเถ้าแก่เนี้ยจะไม่ออกจากโรงเตี๊ยม ยกเว้นจะไปจ่ายส่วยที่ว่าการอำเภอ ส่วนใหญ่แล้วจะอยู่ที่โรงเตี๊ยมเจ้าค่ะ”    

               “ปกตินางจะไปจ่ายส่วยเมื่อไหร่”

               “ทุกวันที่หนึ่งของทุกเดือน” ปันชุนหยุดคิดเล็กน้อยก่อนจะเล่าต่อไปว่า “แต่ก็มียกเว้นบ้างเหมือนกัน วันที่ยี่สิบเดือนที่แล้วเถ้าแก่เนี้ยก็ไปที่ว่าการอำเภอมารอบหนึ่ง”

               วันที่ยี่สิบเดือนหก สีหน้าของซ่งลี่เหยียนแปรเปลี่ยนเล็กน้อย “ไปนานไหม?”

               “เรื่องนี้ข้าน้อยก็ไม่ทันสังเกต แต่ตอนที่กวาดลานด้านหน้าเห็นเถ้าแก่เนี้ยออกไปข้างนอกพอดี...”

               “ปันชุน” เสียงของโหลวซื่ออวี้ดังมาจากห้องโถงด้านหน้า“นังเด็กนี่ไปไหนแล้ว รีบมาช่วยกันยกของ!”

               “มาแล้วๆ” ปันชุนตกใจจนสะดุ้ง รีบคำนับให้กับซ่งลี่เหยียนคราหนึ่งก่อนวิ่งจากไปอย่างรีบร้อน

               ซ่งลี่เหยียนยืนครุ่นคิดอยู่ที่เดิมแล้วก้าวเท้าตามไป

               เหตุการณ์วุ่นวายที่เกิดขึ้นก่อนนี้ทำให้โรงเตี๊ยมได้รับความเสียหายไปไม่น้อย เพื่องานเลี้ยงต้อนรับที่จะจัดขึ้น ทำให้โหลวซื่ออวี้พาหลีเสี่ยวเอ้อไปซื้อของมาเพิ่มอีกมากมาย ตอนนี้นางกำลังยืนเท้าสะเอวข้างหนึ่ง ถือพัดในมืออีกข้าง สั่งการไปพร้อมๆ กับหายใจแรง “ยกกันเบาๆ หน่อย! โต๊ะไม้นั่นแพงจะตาย ยกเบาๆ วางเบาๆ !”

               “แจกันดอกไม้วางอยู่ตรงกลาง ถูให้ขึ้นเงาด้วย”

               “ศิลาหินก้อนนั้นวางไว้เรียกทรัพย์ทางขวามือหน้าประตู อย่าวางเบี้ยวล่ะ”

               “โฮ่วเต๋อ ไปยกเนื้อที่จะใช้พรุ่งนี้เข้าไปล้างในครัวก่อน เมื่อครู่ตอนกลับมาข้าเห็นว่าเนื้อในตลาดขายถูกกว่าทุกวัน ก็เลยซื้อมาให้เจ้า”

               “อะไรนะ จะเอาของใหม่ จะทันที่ไหนกัน รีบเอาอันนี้เข้าไปก่อนเถอะ เร็วสิ!”

               เพิ่งสั่งงานทางนี้เสร็จก็มีพ่อค้าหนวดเฟิ้มเดินมาส่งสมุดบัญชีให้กับนางด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “เถ้าแก่เนี้ย ของส่งครบหมดแล้ว ท่านช่วยคิดบัญชีด้วย”

               โหลวซื่ออวี้รับใบรายการมาดู ยังดีที่ไม่หน้ามืดหมดสติไปเสียก่อน นางสูดหายใจลึกๆ พร้อมกับกดจุดเหรินจงที่ใต้จมูกของตัวเอง “ทำไมแพงขนาดนี้!”

               พ่อค้าหนวดเฟิ้มส่งยิ้มเอาใจ “นี่ลดให้ท่านตั้งเยอะแล้ว ลูกค้าประจำด้วยกันทั้งนั้น ข้าไม่คิดท่านแพงหรอกน่า”

               โหลวซื่ออวี้กัดฟันควักถุงเงินออกมานับ นางนับเงินพลางบ่น “อย่างไรเสียหมาป่าบุกก็นับเป็นภัยพิบัติจากธรรมชาติ ทางอำเภอควรจะชดเชยให้ข้าบ้างนะ”

               ปันชุนวางเก้าอี้ไม้ตัวยาวเรียบร้อยแล้วก็กระเถิบเข้ามาใกล้ กระซิบขึ้นว่า “เถ้าแก่เนี้ย เรื่องนี้ท่านก็พูดกับใต้เท้าสิ ข้าว่าน่าจะได้อยู่”

               โหลวซื่ออวี้พ่นเสียงอย่างไม่พอใจ “เจ้ายังคิดว่าพวกขุนนางนี่พูดง่ายอีกหรือ?”

               “คนอื่นข้าไม่รู้ แต่ใต้เท้านายอำเภอคนนี้ ถ้ากับท่านแล้ว...” นางทำหน้าทะเล้นก่อนหยุดชะงัก ยิ้มจนปากจะฉีกถึงติ่งหู “เขาไม่เหมือนกับคนอื่นๆ แน่”

               ซ่งลี่เหยียนที่ลอบสังเกตจากชั้นบน “...”

               ไหนว่าตัวเองปากหนัก ไม่บอกกับใครไง?

ไม่เมาไม่เลิก!

               โหลวซื่ออวี้มองปันชุนด้วยสายตาแปลกประหลาด “เจ้าไม่ตั้งใจทำงานให้ดี วันๆ เอาแต่คิดเหลวไหล ข้าจะหักเงิน”

               “ไม่นะ ไม่นะ... ข้าไม่ได้คิดเหลวไหล แต่ใต้เท้าเขา...”

               “พอแล้ว... เจ้ารีบไปช่วยที่ห้องครัว นี่ฟ้าก็ใกล้จะมืดยังทำอาหารเย็นไม่เสร็จเลย” นางผลักปันชุนไปทางห้องครัวด้านหลังก่อนจะหมุนตัวไปออกคำสั่งให้คนอื่นๆ จัดวางสิ่งของให้ดี ทำราวกับไม่เก็บคำพูดของปันชุนมาใส่ใจ

               ซ่งลี่เหยียนยืนอยู่ข้างระเบียงไม้แกะสลักชั้นสองมองลงไปด้านล่าง เห็นเถ้าแก่เนี้ยโหลวหมุนไปหมุนมาทำงานไม่หยุดราวกับลูกข่าง นางยุ่งกับการจัดวางสิ่งของ ยุ่งกับการตรวจสอบ แล้วยังต้องอธิบายให้ลูกค้าที่เดินเข้าร้านฟังอีกเป็นระยะๆ นับตั้งแต่ดวงอาทิตย์ย้ายไปทิศตะวันตกจนกระทั่งลับหายไป นางยังไม่ได้ดื่มน้ำสักคำ

               ท้องฟ้าด้านนอกเริ่มมืดลงเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงเวลาจุดโคม หากว่าตามที่ปันชุนเล่า ตอนนี้โหลวซื่ออวี้ควรจะไปจุดโคมไฟหน้าโรงเตี๊ยมแล้วนั่งเฝ้าอยู่ตรงนั้น แต่ซ่งลี่เหยียนรออยู่นานกลับไม่เห็นนางมีท่าทีแต่อย่างใด

               “เถ้าแก่เนี้ย” หลีเสี่ยวเอ้อยกอาหารเย็นออกมา พลางถามว่า “วันนี้พวกเราไม่จุดโคมหรือ?”

               โหลวซื่ออวี้ใม่มองไปที่หน้าประตูด้วยซ้ำ นางโบกมือ “ไม่ต้องจุดแล้ว”

               หลีเสี่ยวเอ้อประหลาดใจยิ่งนัก เขาอยู่ที่นี่มานานหลายปี แต่ละวันพอถึงช่วงเวลานี้เถ้าแก่เนี้ยจะต้องเดินไปจุดโคม จากนั้นนางก็มักจะนั่งนิ่งๆ อยู่เป็นเวลานาน ใครเรียกก็ไม่สนใจ เป็นภาพที่เขาเคยชินเสียแล้ว แต่ทำไมจู่ๆ วันนี้ถึงไม่ต้องจุดขึ้นมาเล่า?

               “ยกอาหารไปเถอะ เสร็จแล้วก็ไปนั่งกินข้าวด้วยกันทางด้านหลัง” โหลวซื่ออวี้ใช้พัดตีเข้าที่หัวไหล่ของเขา “คืนนี้มีกับข้าวเพิ่ม ยังมีสุราอีกด้วย”

               “ได้ขอรับ... ขอบคุณเถ้าแก่เนี้ย”

               แสงอาทิตย์ลำสุดท้ายลับหาย แสงจันทร์มาแทนที่ ลานด้านนอกหน้าห้องครัวของโรงเตี๊ยมมีโต๊ะสี่เหลี่ยมวางอยู่ มีคนสี่คนนั่งล้อมวงกัน นอกจากโหลวซื่ออวี้แล้วทุกคนต่างก็มองอาหารที่จัดวางอย่างสมบูรณ์ด้วยสีหน้าประหลาดใจ

               “เถ้าแก่เนี้ยไปได้เงินจากไหนมา?” หลีเสี่ยวเอ้อฉีกน่องเป็ดมากินอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา

               โหลวซื่ออวี้ถ่มน้ำลาย “ยังจะได้เงินอะไร ข้านี่ขาดทุนจะแย่แล้ว”

               “แล้วพวกเรายังจะกินดีอย่างนี้อีกรึ?”

               โหลวซื่ออวี้หัวเราะหึๆ ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อย นางคว้าไหสุราที่มีแต่ขี้ดินพอกอยู่เต็มไปหมดขึ้นมา “วันนี้ตัวข้ารู้สึกอารมณ์ดี ก็เลยอยากให้พวกเจ้าได้มีลาภปากกับสุราที่ถูกหมักมาแปดสิบปีเสียหน่อย”

               พ่อครัวเฉียนได้ยินก็หัวเราะ “แปดสิบปีเชียวนะ นี่มันสมบัติประจำตระกูลนี่”

               “ก็ใช่น่ะสิ” นางจ้องไหสุราอยู่ครู่หนึ่ง ขอบตาดูฉ่ำชื้น

               “เถ้าแก่เนี้ย” ปันชุนมองอย่างประหลาดใจ

               โหลวซื่ออวี้หลุบตาพยายามปกปิดสีหน้าของตน นางแกะเศษดินที่ผนึกบนปากไหออก รินสุราจนเต็มชามให้กับตัวเอง “มา ไม่เมาไม่เลิก!”

               “ดี” ทุกคนต่างหัวเราะพร้อมกัน หลีเสี่ยวเอ้อยื่นมือคิดจะรับไหสุราต่อจากนาง แต่ไม่คาดว่าเถ้าแก่เนี้ยไม่มีท่าทีจะปล่อยมือ นางดึงปากไหเอาไว้ข้างหนึ่ง อีกข้างหนึ่งยกชามสุราขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด

               “อา... รสดีจริงๆ” โหลวซื่ออวี้เช็ดปากอย่างมีความสุข จากนั้นรินให้ตัวเองจนเต็ม คว้าถั่วลิสงคั่วใส่ปากสองเม็ดแล้วยกสุราขึ้นซดจนหมดชามอีกครั้ง

               ปันชุนดึงแขนเสื้อหลีเสี่ยวเอ้อพลางกระซิบถามว่า “วันนี้เถ้าแก่เนี้ยอารมณ์ไม่ดีหรือไร?”

               “ข้าว่าไม่ใช่” หลีเสี่ยวเอ้อพูดไปขบคิดไป “ถ้าอารมณ์ไม่ดีเถ้าแก่เนี้ยของเราจะไปนับเงิน ไม่มาดื่มสุรา”

               มีเหตุผล... ปันชุนหยิบตะเกียบขึ้นมาก้มหน้าก้มตากินอาหาร

               โหลวซื่ออวี้กินไปดื่มไป ยิ่งดื่มมากเท่าไรก็ยิ่งหัวเราะเสียงดังมากเท่านั้น สุราหนึ่งไหเทเข้าท้องของนางภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ฤทธิ์สุราบ่มจนใบหน้านางเป็นสีแดงระเรื่อ ดูมีเสน่ห์เย้ายวนใจมากขึ้นกว่าเดิม

               “งานเลี้ยงต้อนรับพรุ่งนี้พวกเจ้าต้องจัดการให้ดี” นางเท้าคางแล้วยื่นมือจิ้มไปที่หน้าผากปันชุน แต่จิ้มอย่างไรก็ไม่โดน “นายอำเภอคนใหม่ของเรานี่ไม่ใช่เล็กๆ ไม่ใช่เล็กๆ ต้องรับรองให้ดี”

               ปันชุนถาม “เถ้าแก่เนี้ย ท่านรู้จักใต้เท้าท่านนี้หรือ?”

               “ไม่รู้จัก” คำตอบของนางคือการส่ายหน้า “ข้าจะรู้จักเขาได้อย่างไร เขาเองก็ไม่รู้จักข้า ข้ารู้แต่ว่าเขาร้ายกาจ ร้ายกาจมาตลอด!” น้ำเสียงที่แฝงความมึนเมาดังผ่านกอไผ่ที่อยู่ข้างกำแพง เข้าไปใน
โสตประสาทของซ่งลี่เหยียนพร้อมกับกลิ่นหอมของสุรา

               ซ่งลี่เหยียนยืนฟังอย่างเงียบงันอยู่ในที่ลับตาคน มีความไม่เข้าใจเต็มดวงตา

               “ใต้เท้า” ซ่งสวินเดินมาจากด้านหลังพร้อมกับรายงานเบาๆ “คนที่ให้ไปสอบถามกลับมารายงานแล้ว พวกเขาบอกว่าบรรพบุรุษของเถ้าแก่เนี้ยโหลวทั้งสามรุ่นต่างก็ดูแลโรงเตี๊ยมแห่งนี้ด้วยกันทุกคน ทุกคนดูเหมือนจะเป็นสตรี ไม่เคยเห็นเถ้าแก่ชายเลยสักคน และเพราะไม่ใช่บุคคลสำคัญแต่อย่างใด พวกเขาเหล่านั้นจึงไม่มีบันทึกในที่ว่าการอำเภอขอรับ”

               “โรงเตี๊ยมนี้เปิดมานานเท่าไรแล้ว?” ซ่งลี่เหยียนถาม

               ซ่งสวินนิ่วหน้า “อย่างน้อยก็เก้าสิบกว่าปี คนอายุมากที่สุดในอำเภอบอกว่า นับตั้งแต่เขาเกิดมาก็เห็นโรงเตี๊ยมแล้ว”

               เป็นโรงเตี๊ยมที่ตกทอดกันมายาวนาน...

               ซ่งลี่เหยียนมองไปยังร่างที่โงนเงนอยู่ข้างโต๊ะห่างจากกอไผ่ออกไป แล้วส่งสายตาให้ซ่งสวิน

               ซ่งสวินเข้าใจ รีบโค้งคำนับแล้วจากไป

               โหลวซื่ออวี้กินอิ่มหนำสำราญดีแล้วก็ลุกขึ้น ใช้มือยันโต๊ะพลางกล่าว “อีกประเดี๋ยวพวกเจ้าเก็บกวาดให้สะอาด พรุ่งนี้ตื่นขึ้นมาเตรียมตัวแต่เช้า อย่านอนจนเลยเวลาล่ะ”

               “วางใจเถอะเถ้าแก่เนี้ย”

               โหลวซื่ออวี้โบกมือให้พวกเขาแล้วก็เดินตุปัดตุเป๋กลับห้อง นางเดินขึ้นบันไดไปชั้นสอง ทางซ้ายมือเป็นห้องพักแขกเทียนจื้อหมายเลขหนึ่ง ทางขวามือเป็นห้องน้ำชา ถัดจากห้องน้ำชาไปทางขวามือจึงเป็นห้องนอนของนาง

               นางเดินไปตามทางอย่างชำนาญแต่พอเปิดประตูแล้วกลับได้กลิ่นประหลาดกลิ่นหนึ่ง

               ใบหูกระดิกเล็กน้อย นางหยุดชะงัก ใช้หางตาเหลือบมองไปยังทิศที่ตั้งฉากบังตาแวบหนึ่ง จากนั้นก็ส่งเสียงเรอออกมาราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้วก้าวเข้าห้อง

               ภายในห้องเงียบสงัด เห็นได้ชัดว่าคนที่ซ่อนตัวอยู่มีวรยุทธยอดเยี่ยม โหลวซื่ออวี้เดินโซซัดโซเซไปจนถึงเตียงนอน ทิ้งตัวนอนหงายจากนั้นก็ส่งเสียงกรนดังด้วยท่าทางที่ไม่ระวังตัวแม้แต่น้อย

               ประตูถูกลมกระแทกจนปิดเข้าหากัน ซ่งสวินที่แอบอยู่หลังฉากถือโอกาสใช้ความมืดพรางตัวเดินมาถึงข้างเตียงเงียบๆ เขายกกระบี่ขึ้นพาดบนลำคอบอบบาง

               ประกายกระบี่เย็นกระด้างสะท้อนกับแสงจันทร์ตกกระทบเปลือกตาที่ปิดสนิทของโหลวซื่ออวี้ ไอสังหารแผ่กระจายไปรอบตัวใครก็ตามที่มีวรยุทธจะต้องเกิดปฏิกิริยาตอบสนองเพื่อรักษาชีวิตตน แต่คนที่นอนบนเตียงหลังนี้ยังหลับอย่างสบายใจราวกับไม่รู้สึกถึงอันตรายที่คุกคาม นางยังทำปากจุ๊บจิ๊บเหมือนคนกำลังฝันดีอีกต่างหาก

               ซ่งสวินนิ่วหน้า ดึงกระบี่เข้ามาแล้วแทงออกไปอีกครั้ง รังสีกระบี่รุนแรงจนเส้นผมของนางสะบัดตามไปด้วย ไอสังหารที่เขาแผ่ออกมาเข้มข้นกว่าเดิม

               แต่คนบนเตียงก็ยังไม่ขยับตัวแม้แต่น้อย

               เขายืนตรงอย่างผิดหวังแต่ยังไม่ยอมแพ้ เขาจึงเดินค้นรอบห้องนอนของนาง ห้องส่วนตัวของหญิงสาวไม่กว้างนักแต่กลับมีกล่องเล็กกล่องน้อยวางซ้อนกันอยู่มากมาย ซ่งสวินเปิดดูทีละกล่อง พบแต่เงินทองและของมีค่าที่นางซุกซ่อนเอาไว้ ยังมีสมุดบัญชีที่สุมเป็น
กองโต นอกจากนี้แล้วก็ไม่มีอะไรอีก

               การค้นหาผ่านไปครึ่งชั่วยามแต่ไม่มีความคืบหน้า ซ่งสวินถึงกับคอตก เขานำความกลับไปรายงาน

               “ถึงไม่มีร่องรอยอะไรก็ไม่อาจแน่ใจว่านางเป็นผู้บริสุทธิ์”ซ่งลี่เหยียนกำเอกสารในมือ ปลายนิ้วลูบไปยังตัวหนังสือซึ่งเกี่ยวข้องกับช่วงเวลาที่เกิดคดี “วันที่ยี่สิบเดือนที่แล้ว หลิวจือเอินนายอำเภอคนก่อนถูกทำร้ายอยู่ในที่ว่าการอำเภอ จากที่ปันชุนเล่า วันนั้นเถ้าแก่เนี้ยของนางไปที่ว่าการอำเภอด้วย”

               ที่บังเอิญไปยิ่งกว่านั้นก็คือ นายอำเภอที่ประสบเหตุทุกคนต่างก็เคยมาที่โรงเตี๊ยมแห่งนี้ก่อนเกิดเหตุด้วยกันทั้งสิ้น ถึงจะเป็นประตูผีที่เอาชีวิตผู้คน ก็ไม่มีทางจัดการได้แม่นยำเช่นนี้

               ความใคร่รู้ผุดขึ้นในใจของซ่งลี่เหยียน เขาถึงกับกำเอกสารทางการแน่นอย่างไม่รู้ตัว

               “ใต้เท้า แล้วงานเลี้ยงต้อนรับวันพรุ่งนี้”

               “ให้ฮั่วเหลียงจัดการไป” เขาดึงความคิดกลับมา เลิกคิ้วเล็กน้อย “ข้าอยากจะรู้เหมือนกันว่าโรงเตี๊ยมจ่างเติงแห่งนี้ มีอาถรรพ์อะไรกันแน่”

               เมฆดำเคลื่อนมาบดบังจันทรา แต่ละบ้านต่างจุดตะเกียง ภายในตรอกที่ว่างเปล่ามีเสียงร้องคำรามต่ำๆ ของสัตว์ป่าดังขึ้นสองครั้งแต่ถูกเสียงตีฆ้องบอกเวลากลบจนมิด

               ภายใต้ท้องฟ้ายามราตรีสีน้ำเงินเข้ม ป้ายร้านที่ทำจากไม้สาลี่ที่เขียนไว้ว่า ‘โรงเตี๊ยมจ่างเติง’ กลับเรืองแสง ให้ความรู้สึกน่าสะพรึงกลัว

               งานเลี้ยงต้อนรับถูกกำหนดขึ้นเวลาเที่ยงวันของวันรุ่งขึ้น

               ปันชุนและหลีเสี่ยวเอ้อลุกขึ้นมาทำงานกันแต่เช้าตรู่ ห้องครัวส่งอาหารออกมาทีละอย่าง เหงื่อของคนทำงานหยดลงมาเป็นเม็ดๆมีเสียงชายเสื้อและแขนเสื้อเสียดสีกัน มีกลิ่นหอมของสุราและเสียงประทัดดังผสานกันไป นับเป็นความครึกครื้นที่มักเกิดขึ้นในโลกมนุษย์ที่สุดแสนจะธรรมดา

ลำบากใต้เท้าแล้ว

               วันนี้โหลวซื่ออวี้แต่งกายด้วยชุดกระโปรงยาวสีแดงสดใสยืนยิ้มพิงหน้าประตู “หัวหน้ามือปราบฮั่วจะเคร่งเครียดไปทำไม ข้างในก็เตรียมพร้อมแล้ว รอคนมาครบก็เปิดงานเลี้ยงได้”

               ขอบตาของฮั่วเหลียงเป็นรอยดำ เห็นได้ชัดว่านอนหลับไม่สนิท เขาประสานมือพลางเอ่ย “มีเถ้าแก่เนี้ยคอยดูแลเรื่องงานเลี้ยงอยู่ข้าก็ไม่ห่วงหรอก แต่ว่า...เฮ้อ”

               “ทำไมหรือ?” โหลวซื่ออวี้เลิกคิ้ว มองซ้ายแลขวาแล้วหยิบพัดขึ้นมาปิดปาก “ใต้เท้ามีเรื่องใดปิดบังข้าหรือ? ข้าไม่ใช่คนปากเปราะนะจะบอกให้”

               ฮั่วเหลียงยังลังเลเล็กน้อยก่อนจะกระซิบเบาๆ ว่า “นายอำเภอคนก่อนๆ ตายไปอย่างไร้สาเหตุ แล้วกุนซือหลิวก็ยังมาตายเพิ่มอีกคน เบื้องบนมีคำสั่งลงมาว่าพวกเราต้องให้คำตอบให้ได้ภายในหนึ่งเดือน ใต้เท้าซ่งเพิ่งมารับตำแหน่ง ตัวเขาเองก็ไม่รู้อะไรเลย แล้วข้าจะไม่เคร่งเครียดได้อย่างไร”

               ถ้าหาสาเหตุไม่เจอ ความผิดจะตกอยู่ที่ตัวเขาเองหรือไม่?ยิ่งคิดก็ยิ่งกลุ้มใจ ฮั่วเหลียงโบกมือ “งานเลี้ยงวันนี้พวกเราไม่ต้องคารวะสุราให้กันหรอก หลังจบงานข้ายังต้องกลับไปที่ว่าการอำเภออีก”

               โหลวซื่ออวี้เลิกคิ้ว ดวงตากลอกไปมาเล็กน้อย นางสะบัดพัด เอ่ยยิ้มๆ ว่า “ลำบากใต้เท้าแล้ว”

               “ไม่หรอก ข้าทำงานให้ราชสำนักนี่นา” ฮั่วเหลียงถอนหายใจแล้วหมุนตัวเดินเข้าด้านใน เขาเดินไปบ่นไป “ไม่รู้ใต้เท้าซ่งจะคอแข็งสักแค่ไหน...”

               เขาคอแข็งมากถึงขนาดดื่มจนคนทั้งหมดในโรงเตี๊ยมแห่งนี้ฟุบไปก่อนได้ก็แล้วกัน โหลวซื่ออวี้ยิ้มจนสองตาตีวงโค้งพร้อมกับตอบคำถามอีกฝ่ายในใจ

               เมื่อนางหันหน้ากลับมามองแท่งศิลาทางด้านขวาของประตู นางพลันหุบยิ้ม

               สองปีก่อนตอนที่นายอำเภอจ้าวมารับหน้าที่ เขารู้สึกว่าแท่งศิลาที่ทำหน้าที่สะกดอาถรรพ์นั้น ฟังดูไร้สาระและไม่มีความจำเป็นจึงได้ให้คนนำแท่งศิลาที่วางไว้นอกประตูที่ว่าการอำเภอไปทิ้งบนเขาร้าง ดังนั้นศิลาแท่งนี้จึงมีแต่ดินโคลนเคลือบ มองไม่เห็นคำที่สลักอยู่บนนั้นว่าเป็นเทพองค์ใด

               แต่ยังดี ของที่ควรอยู่ก็ยังคงอยู่

               โหลวซื่ออวี้ถอนหายใจเบาๆ นางยกชายกระโปรงเดินเนิบนาบไปอยู่ข้างแท่งศิลา ล้วงขวดกระเบื้องใบเล็กออกจากอกเสื้อแล้วเทของเหลวที่มีกลิ่นคาวเหนียวข้นด้านในลงไปบนหินที่ถูกดินจับจนเป็นก้อน โลหิตสีดำคล้ำไหลแตกออกเป็นหลายสาย ค่อยๆ ซึมเข้าไปในเนื้อดิน

               “เถ้าแก่เนี้ย ได้เวลาแล้ว” หลีเสี่ยวเอ้อที่อยู่ด้านในตะโกนเรียก

               “มาแล้วๆ” เก็บขวดใส่ที่เดิมดีแล้ว โหลวซื่ออวี้ก็ลุกขึ้นก้าวข้ามธรณีประตูด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

               แท่งศิลาที่อยู่ด้านหลังมีเสียงปริแตกดังขึ้นเบาๆ แต่ไม่มีใครสนใจ คนของที่ว่าการอำเภอต่างรวมกันอยู่ด้านในโรงเตี๊ยม ทักทายพูดคุยกันตามมารยาท ด้านนอกมีชาวบ้านเดินผ่านไปมาเป็นระยะๆ ต่างก็ถูกมือปราบที่ยืนเฝ้าอยู่ด้านหน้าไล่ให้เดินห่างออกไปสักหน่อย

               งานเลี้ยงเริ่มแล้ว

               ซ่งลี่เหยียนที่นั่งอยู่ที่ตำแหน่งบนสุดเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเป็นชุดผ้าเนื้อบางสีเขียวใบไผ่ บรรดาขุนนางที่มีตำแหน่งสูงในที่ว่าการอำเภอต่างยืนคารวะสุรา พูดจาเยินยอเขาอยู่ด้านข้าง

               “ที่ใต้เท้ามาอำเภอฝูอวี้ของพวกเรา นับเป็นวาสนาของราษฎร ได้ยินว่าใต้เท้าเก่งทั้งบุ๋นและบู๊ มีความกล้าหาญชาญชัย ต่อไปคงต้องรบกวนใต้เท้าให้การดูแลพวกเราด้วย”

               “ใต้เท้าอายุยังน้อยแต่ก็มีผลงานยอดเยี่ยม อายุยี่สิบปีก็ประสบความสำเร็จ มีชื่อเสียงขจรขจาย ข้าน้อยเลื่อมใสยิ่งนัก สุราจอกนี้ข้าน้อยขอคารวะท่าน”

               “ใต้เท้าลองชิมอาหารของที่นี่ดู อย่าเอาแต่ดื่มสุรา มันจะไม่ดีต่อสุขภาพ”

               โหลวซื่ออวี้พาหลีเสี่ยวเอ้อและปันชุนยกอาหารกับสุราไปวางตามโต๊ะต่างๆ นางเหลือบตามองซ่งลี่เหยียนที่มีรอยยิ้มสุภาพห่างเหิน กำลังยกจอกสุราร่วมดื่มกับคนอื่นๆ แม้สุราจะล่วงผ่านลำคอก็ยังไม่เห็นความอบอุ่นในดวงตาจากเขา

               เขาไม่ใช่คนที่ชอบสังสรรค์แต่กลับมีความอดทนเป็นเลิศ เขาปล่อยให้กลุ่มขุนนางจัดเจนประจบสอพลอกันไปเรื่อยโดยไม่แสดงออกถึงความขุ่นเคืองใจให้เห็น

               แต่... เขาเหมือนกับกำลังครุ่นคิดสิ่งใดอยู่ นิ้วชี้ของเขาแตะขอบกระเบื้องเบาๆ เหลือบตามองมายังนาง สายตาคู่นั้นคมกริบเสียจนโหลวซื่ออวี้ตัวสั่นขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ ต้องรีบดึงสายตากลับทันที

               “ใต้เท้าเชิญตามสบาย” นางวางสุราอาหารลงแล้วถอยหลัง

               สุราของโรงเตี๊ยมจ่างเติงตอนเข้าปากอาจไม่ร้อนแรงแต่มีฤทธิ์หนักหน่วง แขกเหรื่อสิบโต๊ะคารวะสุรากันได้แค่สองรอบก็เมามายไปกว่าครึ่ง ที่เหลือเริ่มเล่นเป่ายิ้งฉุบกันแล้ว

               ฮั่วเหลียงไม่ได้ดื่ม เขากำลังกลัดกลุ้มเกี่ยวกับคดีที่เกิดขึ้นแต่จู่ๆ ก็เห็นซ่งลี่เหยียนที่อยู่โต๊ะข้างๆ วางจอกสุรา ฮั่วเหลียงเกร็งร่างอย่างระแวงภัย

               “ใต้เท้า” ฮั่วเหลียงมองซ้ายมองขวาแต่ไม่พบสิ่งใดผิดปกติจึงนึกว่าอีกฝ่ายเมามาย “จะให้ข้าน้อยประคองท่านไปพักผ่อนหรือไม่ขอรับ?”

               “เจ้าให้คนเฝ้าอยู่ด้านนอกหรือเปล่า?” ซ่งลี่เหยียนถาม

               “ขอรับ... มีเฉินเซิงกับจ้าวอู่”

               “ให้พวกเขาเข้ามา” ซ่งลี่เหยียนลุกขึ้นกวาดตามองรอบห้องโถง สีหน้าเคร่งเครียด “พาคนทั้งหมดขึ้นไปชั้นบน”

               ฮั่วเหลียงประหลาดใจ เพิ่งจะดื่มกินไปได้แค่ครึ่งงานมิใช่หรือ... ใต้เท้าคิดทำอะไรกันแน่?

               แต่ซ่งลี่เหยียนไม่คิดจะอธิบายให้มากความ เขาพาซ่งสวินเดินผ่านกลุ่มคนที่พยายามจะชวนเขาคารวะสุราออกไปยังหน้าประตู

               เมื่อครู่ท้องฟ้ายังสดใสเจิดจ้าด้วยแสงตะวัน พริบตาเดียวกลับมีเมฆดำลอยครึ้ม ท้องฟ้าเวลานี้หนักทึบราวกับมีควันดำรมเมืองเอียนเสียเอาไว้ทั้งเมืองจนมองไม่เห็นทาง สายลมกระโชกแรงแต่กลับไม่ให้ความรู้สึกเย็นแม้แต่น้อย มันพัดพากลิ่นดินเหลืองเข้ามาในโรงเตี๊ยมทำให้ทั้งอบทั้งอ้าว

               เหมือนมีคนกลุ่มหนึ่งเดินอยู่ด้านหน้าไกลลิบ แต่ละคนมีรูปร่างสูงต่ำแตกต่างกัน พวกเขาจูงล่อที่แบกสัมภาระเต็มหลังมาด้วย เสียงเกือกเหล็กกระทบกับพื้นเป็นจังหวะ ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ

               ซ่งสวินเห็นแล้วพลันรู้สึกผิดปกติ รีบดึงประตูหน้าโรงเตี๊ยมปิดเข้าหากัน พยายามขัดด้ามกระบี่กับห่วงประตู “ใต้เท้า... ดูท่าจะไม่มาดี”

               ซ่งลี่เหยียนส่งเสียง “อืม” ออกมาเพียงคำเดียว เขาจับจ้องเงาทั้งหลายไม่ยอมให้คลาดสายตา มีความข้องใจฉายชัดอยู่บนใบหน้า “คนเหล่านี้... เหตุใดจึงปรากฏตัวในช่วงเวลานี้”

               เขาบำเพ็ญเพียรจนถึงขั้นที่ปีศาจทั้งหลายมิอาจเข้าใกล้ภายในรัศมีสิบจั้ง เรียกได้ว่าปีศาจที่มุ่งหน้ามาหาเขาได้ จะต้องมีตบะมาไม่น้อยกว่าร้อยปี แต่ปีศาจที่มีอายุร้อยปีเหล่านี้จะปรากฏตัวอยู่ในเมืองใหญ่แบบเอิกเกริกเช่นนี้หรือ?

               ดูท่าคงมิได้เดินทางผ่านมาแล้วคิดจะหาที่พักเป็นแน่

               สายลมกระโชกแรงขึ้น โคมไฟหน้าประตูโรงเตี๊ยมไหวไปมาตามแรงลม มีกลิ่นสาบจางๆ ลอยคลุ้งอยู่ในอากาศ คนทั้งขบวนหยุดชะงักอยู่เบื้องหน้า

               ชายชราหลังค่อมที่ดูเป็นผู้นำกลุ่มสูดหายใจลึก ดวงตาฝ้าฟางเผยประกายละโมบออกมาขณะจ้องไปยังแท่งศิลาหน้าประตู เขาแลบลิ้นเลียริมฝีปาก คิดจะตรงเข้าไปคว้า

               “ไม่รักชีวิตแล้วหรือ?” มีคนเอ่ยเตือนเขาเบาๆ อย่างไม่รีบไม่ร้อน น้ำเสียงที่ว่าหนักแน่นราวกับเสียงท่อนไม้ที่ตีระฆัง ดังสะท้อนไปทั่วถนน

               คนทั้งขบวนตกตะลึงรีบถอยหลังไปสองก้าว ชายชรากลอกดวงตาฝ้าฟางมองมายังต้นเสียง เขาพินิจอยู่นานก่อนจะเอ่ยปาก“ข้าคิดว่าใคร ที่แท้ก็เจ้าหนุ่มสำนักซั่งชิงนี่เอง มิน่าถึงว่าที่นี่มีกลิ่นตุๆ”

               “สำนักซั่งชิง?” ชายหนุ่มรูปร่างผอมสูงด้านหลังพึมพำขึ้น “ไม่ใช่ถูกกำจัดไปหมดแล้วรึ ทำไมยังมีเหลือรอดอยู่อีก”

               “จะสนทำไม เอาของมาสำคัญกว่า!” หญิงที่อยู่ด้านหลังหมดความอดทน นางกางกรงเล็บพร้อมกับกระโจนเข้าหา รูปร่างของนางดูอ่อนช้อยแต่พละกำลังกลับมหาศาล ซ่งลี่เหยียนเบี่ยงตัวหลบการโจมตี แขนเสื้อของเขาสะบัดไปบนขั้นบันไดจนเกิดเสียงปัง ที่บริเวณนั้นกลายเป็นหลุมขนาดเล็กทันที

               แขกเหรื่อที่ดื่มสุราอยู่ด้านในถึงกับตะลึงงัน พวกเขาถามโหลวซื่ออวี้เหมือนคนลิ้นคับปากว่า “เกิดอะไรขึ้น ฟ้าถล่มอยู่ข้างนอกหรือเถ้าแก่เนี้ย?”  

               โหลวซื่ออวี้ยิ้มพลางรินสุรา นางส่ายหน้า “นายท่านคงเมาแล้ว ถึงฟ้าถล่มก็ยังมีขื่อบ้านคอยรองรับอยู่”

               ฮั่วเหลียงนิ่วหน้าพร้อมลุกขึ้นยืน “ไม่ปกติ ข้าต้องออกไปดู”             

               “แหม... หัวหน้ามือปราบฮั่ว” โหลวซื่ออวี้รีบดึงตัวเขาไว้ ปิดปากหัวเราะเบาๆ “จะรีบไปไหน งานเลี้ยงยังไม่เลิก”

               “แต่...”

               “แต่อะไรนักหนา โหลวซื่ออวี้ยกมุมปากขึ้นตามมารยาทยื่นมือตีเบาๆ ที่แผ่นหลังของอีกฝ่าย “ท่านกินอาหารอีกหน่อยเถอะ”

               ฮั่วเหลียงอยากจะบอกว่า ‘ข้ากินลงที่ไหน’ แต่ยังไม่ทันอ้าปากเขาก็รู้สึกเหมือนตัวเองเมาสุรา ลิ้นพองคับปาก สมองเริ่มมึนงง เขาพยายามจะเปล่งคำพูดแต่มันจุกอยู่ตรงคอหอย เขาถูกความมืดดำ
เบื้องหน้าสะกดไปในที่สุด

               “เอ๊ะ มือปราบฮั่วก็เมาแล้วหรือ” มีขุนนางที่ดื่มสุราจนเมาผลักร่างเขาเบาๆ “ทำไมคออ่อนเยี่ยงนี้”

               โหลวซื่ออวี้ได้แต่ยิ้ม พยุงร่างฮั่วเหลียงที่หมดสติไปนั่งพิงเก้าอี้แล้วช้อนสายตามองไปหน้าประตู

               มีไอสังหารอบอวลอยู่ด้านนอก นางเห็นไอปีศาจคืบคลานเข้ามาช้าๆ แต่เพิ่งลอยเข้ามาได้เพียงหนึ่งฉื่อ ก็เหมือนปะทะเข้ากับบางสิ่งทำให้กลิ่นอายมรณะนั้นม้วนตัวกลับออกไปอย่างรวดเร็ว

               เสียงต่อสู้เงียบไปแล้ว โหลวซื่ออวี้ดึงสายตากลับ นางแอบปรบมือให้เขาในใจ

               ยังคงร้ายกาจเช่นเดิม!

เก่งกาจไม่เลว

               ซ่งลี่เหยียนมิได้จัดการปีศาจสามตนในทันที เขาจัดการเรียก ‘ยันต์ไร้อดีต’ ออกมาเผาอย่างรวดเร็ว

               ยันต์ไร้อดีตนั้นมีไว้ใช้สร้างเขตอาคม เขตอาคมที่ว่าจะแข็งแกร่งเพียงใดขึ้นอยู่กับพลังวัตรของผู้ใช้ มันสามารถบดบังสายตาและการรับรู้ทั้งหมดของมนุษย์ได้ ราคาแผ่นละยี่สิบตำลึง แต่
ซ่งลี่เหยียนหยิบใช้อย่างไม่สนใจราคา

               เมื่อเขตอาคมบังเกิด แม้จะมีการต่อสู้กันจนภูเขาถล่มฟ้าทลายอยู่ด้านในก็ไม่สะเทือนออกไปถึงข้างนอก

               “เก่งกาจไม่เลว” ชายชราหลบเขตอาคมนี้ได้ก็เริ่มมีความคิดบางอย่าง น้ำเสียงแหบแห้งจึงดังขึ้น “วันนี้พวกข้ามิได้มาต่อสู้แลกชีวิตกับเจ้า ขอเพียงเปิดทางให้พวกเรา ข้ารับรองว่าจะไม่ทำร้ายคนในโรงเตี๊ยม”

               ท่าทางดูจริงใจ เงื่อนไขก็ดูซื่อสัตย์ แต่ซ่งลี่เหยียนฟังไม่เข้าหู เขารู้เพียงว่าสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าคือปีศาจ ในเมื่อเป็นปีศาจเขาก็ควรชักกระบี่

               เมื่อรับรู้ถึงไอสังหาร ชายชราพลันบันดาลโทสะ “สุราเชื้อเชิญไม่ดื่ม อยากดื่มสุราลงโทษกระนั้นรึ!”

               ยังไม่ทันสิ้นเสียงคำว่า ‘โทษ’ ซ่งลี่เหยียนก็ซัดฝ่ามือออกไปแล้วดึงกระบี่เซี่ยจื้อ* จากกลางอากาศ เขาเคลื่อนตัวเสือกกระบี่ไปยังศีรษะของชายแก่ แต่ปีศาจตนนี้มีอายุมากกว่าร้อยปี ไม่ใช่ปีศาจ
ตัวเล็กๆ ที่จัดการได้ในกระบี่เดียว

               หลังจากหลบปลายกระบี่ได้อย่างหวุดหวิด ชายชราถึงกับบันดาลโทสะ แสยะปากจนใบหน้าหนังคนฉีกขาดแล้วกลับสู่ร่างเดิม ก่อนจะกระโจนเข้ามาอย่างไม่รีรอ

               “กู่เตียว**” เมื่อเห็นร่างเดิมของมัน ซ่งลี่เหยียนก็ลงมือหนักหน่วงกว่าเดิม เขายกกระบี่ขึ้นต้านพละกำลังที่โถมเข้าหาด้วยแรงปะทะที่เหนือกว่า

               ร่างของกู่เตียวคะมำลงกับพื้น กลิ่นคาวเลือดลอยคลุ้งเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดดังแหวกอากาศ

               หนึ่งหญิงหนึ่งชายที่อยู่ด้านหลังอยู่เฉยต่อไม่ได้อีก ปีศาจงูมีพิษร้าย ส่วนปีศาจสุนัขก็มีฟันแหลมคม พวกมันกระโจนเข้าใส่ซ่งลี่เหยียนในคราเดียว

               ซ่งสวินที่ยืนอยู่ด้านข้างถึงกับสำลักกลิ่นอายปีศาจ เขารู้ว่าเหตุการณ์ไม่สู้ดีจึงปรี่ขึ้นมาให้การช่วยเหลือ

               ปีศาจที่มีตบะเป็นร้อยปีแค่ตัวเดียวก็สามารถทำลายล้างมนุษย์ได้ถึงครึ่งอำเภอ นับประสาอะไรกับตรงหน้าที่มีถึงสามตัว แค่จะต้านทานหรือทำให้ล่าถอยก็เสียพลังไปไม่น้อยแล้ว ซ่งลี่เหยียนไม่เพียงจะต่อสู้กับพวกมันแต่ยังต้องควบคุมเขตอาคมไม่ให้แตกอีกด้วย

               ซ่งสวินเข้ามาช่วยอีกแรง แม้เขาจะเคลื่อนไหวว่องไวแต่ก็ยังขาดความมั่นใจ ตอนอยู่เมืองหลวงพวกเขาไม่เคยเจอเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน ถึงใต้เท้าจะมีพลังวัตรที่สูงล้ำแต่พอเจอกับสถานการณ์จริงขึ้นมาก็อาจ...

               แต่ยังไม่ทันได้คิดต่อ ซ่งสวินพลันรู้สึกว่าเบื้องหน้าตนกลายเป็นสีแดง

               เนื้อของเจ้านายเขาถูกกรงเล็บตะปบขาด

               โลหิตกระเซ็นขึ้นฟ้าเป็นสายก่อนจะสาดลงพื้นเป็นหยดเล็กหยดน้อย

 

               ปีศาจชื่นชอบเลือดมนุษย์เป็นที่สุด

               เลือดมนุษย์โดยทั่วไปจะมีกลิ่นคาวเหมือนเหล็กแต่เลือดของซ่งลี่เหยียนกลับหอมหวาน ความเย้ายวนใจเทียบเท่ากับแท่งศิลาทางด้านหลังเลยทีเดียว

               กู่เตียวแลบลิ้นเลียปลายเล็บตัวเองอย่างกระหาย “แม้ว่าศิษย์สำนักซั่งชิงของพวกเจ้าจะนับเป็นเศษสวะ แต่ก็มีรสชาติเอร็ดอร่อยอยู่เหมือนกันนี่”

               “ใต้เท้า!” ซ่งสวินร้องด้วยความตกใจ ใบหน้าซีดขาว

               ซ่งลี่เหยียนไม่สนใจบาดแผลที่แขนทั้งยังไม่มีความตื่นตระหนกใดๆ เขายกกระบี่ขึ้นมารอรับการบุกโจมตีของปีศาจทั้งสามอย่างมั่นคง

               ซ่งสวินรีบร้อนเข้าไปช่วยแต่ด้วยความที่อยู่ไกลเกินไปจึงไม่ทันการณ์ เขาได้แต่มองปีศาจทั้งสามกระโจนเข้าหาซ่งลี่เหยียนอย่างคลุ้มคลั่งจนดินทรายกระจายเต็มอากาศ

               ละอองโลหิตผสมกับดินเหลืองลอยคลุ้ง

               กู่เตียวที่วิ่งอ้าปากอยู่ด้านหน้าสุดพลันชะงักงัน มันไม่ทันเห็นประกายสีเงินที่สว่างวาบรอบร่าง เห็นอีกครั้งร่างของตนก็ถูกฟันเสียแล้ว  

               ระยะห่างเพียงสามก้าว ซ่งลี่เหยียนอาศัยหมอกโลหิตที่ฟุ้งอยู่กลางอากาศ ท่องคาถาด้วยสองตาแข็งกร้าว ไร้ความปรานี “ศิษย์แห่งฟ้าดิน ขับไล่ปีศาจ ขอพลังศักดิ์สิทธิ์ กำราบทั่วทิศ”

               ทันทีที่ท่องคาถาจบ เม็ดทรายผสมโลหิตพลันกลายร่างเป็นก้อนหินยักษ์ขนาดมหึมาที่มีคาถากำกับอยู่ หินก้อนนั้นตกลงบนพื้นเสียงดังตึง

               กู่เตียวหน้าเปลี่ยนสี ปีศาจงูคิดจะใช้หางตีก้อนหินให้แตกแต่ปีศาจสุนัขดึงมันเอาไว้พร้อมกับตวาดว่า “รีบหนีเร็ว!”

               พริบตาที่เอ่ยปาก ปีศาจทั้งสามไม่มีโอกาสหลบหนีเสียแล้วหินยักษ์อีกก้อนตกลงมาปิดทางหนีพร้อมกับทับร่างปีศาจงูและปีศาจสุนัขเอาไว้อย่างแน่นหนา เหลือเพียงกู่เตียวที่วิ่งหนีเอาตัวรอดอย่างลนลาน มันไม่วายหันกลับไปมองสหาย แต่พอหันกลับมาก็ถูกหินยักษ์อีกก้อนทับร่างเสียแล้ว

               โลหิตสีเขียวอมน้ำตาลไหลนองเป็นสาย ภายในเขตอาคมมีแต่เสียงร้องคำรามด้วยความเคียดแค้นและโหยหวนของปีศาจทั้งสามดังสะเทือนเลื่อนลั่นจนซ่งสวินเซไปมา เขาวิ่งโซซัดโซเซอยู่หลายก้าวกว่าจะมาหยุดอยู่ข้างกายซ่งลี่เหยียน

               หินก้อนใหญ่ที่ตกมาจากฟ้าหดตัวเล็กลงทีละน้อย เศษฝุ่นตลบอบอวล แม้แต่หูมนุษย์ยังได้ยินเสียงกระดูกถูกบดจนละเอียด

               ซ่งสวินรู้สึกชาไปถึงหนังศีรษะ เขาถามอย่างอดไม่ได้ว่า “ใต้เท้า นี่คืออะไร?”

               เขาจำไม่ได้ว่าสำนักซั่งชิงเคยสอนคาถานี้ด้วย!

               ซ่งลี่เหยียนไม่ได้ตอบแต่ดึงสายตาจากหินก้อนยักษ์กลับมาแล้วมองไปยังทิศตะวันตก

               มีไอปีศาจคละคลุ้ง น่าจะมีจำนวนไม่น้อยไปกว่าปีศาจทั้งสาม

               ยังมีการต่อสู้หนักหน่วงที่เขาต้องรับมืออีก

 

               เวลาเที่ยงวันผ่านไป

               มีคนเดินไปมาบนถนนอีกครั้ง คนในโรงเตี๊ยมจ่างเติงดื่มกันจนคอพับคออ่อน หลีเสี่ยวเอ้อต้องแบกแขกแต่ละคนขึ้นไปส่งที่ห้อง เขาถึงกับร้องโอดครวญ “นี่มันเกิดอะไรขึ้นถึงดื่มกันเยอะขนาดนี้”

               ปันชุนเองก็รู้สึกประหลาดใจ นางมองซ้ายแลขวา “สุราของร้านเรารสดีขนาดนี้เชียว”

               โหลวซื่ออวี้ยืนหันหลังให้ประตูหน้า ยกพัดขึ้นปิดปากแล้วพูดกลั้วหัวเราะ “สุรามีชื่อของข้าจะรสแย่ได้อย่างไร พวกเจ้าอย่าเอาแต่พูดมาก รีบพาคนขึ้นไปพักผ่อนก่อน”

               “เจ้าค่ะ” ปันชุนตอบรับ จากนั้นก็มองไปยังประตูด้านหน้าที่ยังปิดสนิท “กลิ่นสุราแรงขนาดนี้ เถ้าแก่เนี้ยไม่เปิดประตูให้ลมโกรกหน่อยหรือเจ้าคะ?”

               เหมือนกับตอบรับคำพูดของอีกฝ่าย โหลวซื่ออวี้รู้สึกถึงลำแสง สีขาวที่ส่องผ่านช่องประตูเข้ามาทางด้านหลัง แสงที่ว่ากระทบเส้นผมของนางจนเป็นประกายสีเหลืองทอง นางไม่ได้หันหน้าไปมองแต่กลับเชิดปลายคางขึ้น ม่านตาทั้งคู่หดเข้าหากัน

               นางแว่วเสียงกระบี่กระทบพื้นก้องกังวาน มันดังเพียงครู่เดียวก็จางหาย

               “เถ้าแก่เนี้ยเจ้าคะ?” ปันชุนเรียกอีกหน

               “หืม... ไม่ต้อง” โหลวซื่ออวี้ตั้งสติได้ก็รีบหลุบตาลงต่ำ “ไม่ต้องเปิดประตูหน้าหรอก ข้างนอกลมแรง”

               ลมแรงไม่ดีหรือ? ปันชุนไม่เข้าใจว่าเถ้าแก่เนี้ยกำลังพูดเรื่องอะไร ในสายตาของปันชุนทุกอย่างล้วนเป็นปกติ นางมองไม่เห็นลำแสงสีขาว ไม่สามารถสัมผัสกับกลิ่นอายมรณะที่คละคลุ้ง นางเห็นเพียงเถ้าแก่เนี้ยที่มีสีหน้าเคร่งเครียดราวกับกำลังอดทนรออะไรสักอย่างตรงหน้าประตูโรงเตี๊ยม

               ปลายยามแปด***

               แขกเหรื่อที่ดื่มสุราจนเมามายถูกพาเข้าห้องพักไปหมดแล้ว ปันชุนและหลีเสี่ยวเอ้อจัดการเก็บกวาดทุกอย่างเรียบร้อยแล้วก็เข้าไปพักผ่อน

               ในห้องโถงเหลือเพียงโหลวซื่ออวี้ นางไม่ได้ยืนอยู่หน้าประตูแต่นั่งพิงอยู่ข้างโต๊ะเก็บเงิน นางพลิกสมุดบัญชีดูไปเรื่อยเปื่อย

               เสียงประตูถูกผลักออกดังเอี๊ยด มีคนก้าวเข้ามา กลิ่นคาวเลือดฉุนแรงลอยตามมา

               โหลวซื่ออวี้เงยหน้าทำเหมือนไม่รู้เรื่องราวอะไร มองคนที่เข้ามาอย่างแปลกใจ “ใต้เท้า เกิดอะไรขึ้นเจ้าคะ?”

               โลหิตสีแดงเป็นดวงใหญ่ติดอยู่บนเสื้อลายผ้าไหมสีเขียวใบไผ่ ให้ความรู้สึกน่าดูอย่างประหลาด แต่สีหน้าของซ่งลี่เหยียนกลับดูเคร่งเครียดราวกับมีเมฆดำปกคลุมจนมองไม่เห็นแสงสว่าง เขากวาดตามองห้องโถงที่ว่างเปล่า ในที่สุดสายตาดุดันก็หยุดอยู่ที่ร่างของนาง

               “แท่งศิลาที่หน้าประตู เป็นฝีมือเจ้าหรือ?”

               “ใช่” โหลวซื่ออวี้กะพริบตา “คนขายบอกว่าวางไว้หน้าประตูจะเรียกทรัพย์ ข้าก็เลยซื้อมา”

               ซ่งลี่เหยียนหัวเราะเสียงเย็น เขายกกระบี่ขึ้นพาดลำคอของนาง ดวงตาที่ลุกโชนเต็มด้วยเส้นเลือดฝอย “รนหาที่ตาย!”

               โหลวซื่ออวี้ตัวสั่น นางมองเขานิ่งก่อนที่ปากเล็กๆ จะเริ่มเบะออก น้ำตาไหลพร่างพรู “ใต้เท้า ท่านทำอะไรของท่าน...”

               “ใต้เท้า!” ซ่งสวินที่วิ่งตามอยู่ด้านหลังรีบเข้ามาห้ามไว้พร้อมกับเอ่ยปลอบด้วยน้ำเสียงลนลาน “เถ้าแก่เนี้ยไม่ใช่ปีศาจอีกทั้งยังไร้ความผิด ขอท่านได้โปรดไตร่ตรองอีกครั้ง!”

               “ไร้ความผิด?” ข้อนิ้วที่จับกระบี่ของซ่งลี่เหยียนเป็นสีขาวซีด “หากไม่เพราะมีข้าอยู่ด้วย วันนี้คนทั้งเมืองเอียนเสียคงจะตายเพราะนางไปแล้ว เจ้ายังว่านางไร้ความผิดอีกรึ?”

               “ใต้เท้า ท่านพูดกระไร?” โหลวซื่ออวี้กะพริบตาทีหนึ่ง น้ำตาก็ไหลพรูถูกตัวกระบี่ “ข้าไม่เข้าใจจริงๆ ข้าก็แค่เปิดร้านทำการค้าจะทำร้ายคนในอำเภอได้อย่างไร?”

               “ยังจะเถียงอีก!” คมกระบี่ประชิดเข้ามาอีกหนึ่งนิ้ว ซ่งลี่เหยียนบันดาลโทสะรุนแรง เขาพลิกมือคิดจะคว้าตัวนางเอาไว้แต่ซ่งสวินกลับแทรกร่างเข้ามาขวาง

 

 

--------

* เซี่ยจื้อ 獬豸 เป็นสัตว์ในเทพนิยายจีนโบราณ ที่มีตัวคล้ายสิงโต แต่มีเขาแหลมกลางศีรษะ เวลาต่อสู้ชอบใช้เขาขวิด

** กู่เตียว 蛊雕 เป็นสัตว์ในเทพนิยายจีนโบราณ ตัวเป็นสัตว์สี่เท้า แต่หน้าคล้ายนกเหยี่ยว มีหงอนอยู่ด้านบน

***ประมาณ 14.00-15.00นาฬิกา