คนที่พาเธอชมสถานที่ไม่ใช่ใครอื่น
เขาคือ ‘นายประกาศศึก ศิษย์ทรงชัย’ หรือ ‘ครูเป๊ก’ หัวหน้าค่ายมวยศิษย์ทรงชัยที่โด่งดังที่สุดในเขตลำน้ำโขง
มาติกาเงยหน้ามองนายใหญ่ของค่ายมวยดังที่เดินอยู่ข้างๆ เธอมากว่าสองชั่วโมงแล้ว ต้องยอมรับว่าเขาตัวสูงจริงๆ ทั้งสูงใหญ่ไหล่กว้าง และที่สำคัญเดินเร็วมากๆ สาวกรุงเทพฯ อย่างเธอทั้งตัวเล็กและขาสั้น ก้าวหนึ่งของเขาเท่ากับสองก้าวครึ่งของเธอเลยทีเดียว
“ฝั่งนั้นเป็นหอพักนักมวยรุ่นเฮฟวี่เวท... พวกที่หนักมากกว่า 86 กิโล พวกเขาจะฝึกแบบเน้นสร้างกล้ามเนื้อเป็นหลัก กินแบบลดแป้งเน้นโปรตีน แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องห้ามน้ำหนักลดด้วย เพราะฉะนั้นเราเลยจำเป็นต้องแยกห้องเก็บตัวนักกีฬากับห้องครัวออกให้เป็นสัดเป็นส่วน จะให้พวกเขามากินรวมกับนักมวยรุ่นอื่นๆ ไม่ได้”
มาติกาพยักหน้ารับ พอจดเสร็จเธอก็ยกโทรศัพท์ขึ้นตั้งใจจะถ่ายภาพ แต่...
“ช่วยอ่านป้ายด้วย...” คนข้างกายปรามเธออย่างนุ่มนวล พร้อมกับพยักพเยิดไปทางป้ายภาษาอังกฤษที่เขียนไว้ว่า [NO PHOTO]
“อ๋อ... ค่ะ” เสียงเอ่ยขัดของเขาทำให้เธอตกใจจนโทรศัพท์มือถือหลุดจากมือ แต่นึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะมือไม้ไว เขาคว้ามันได้กลางอากาศก่อนที่มันจะร่วงลงกระแทกพื้น
เธอถอนหายใจอย่างโล่งอกแล้วยื่นมือไปขอคืน “ขอบคุณนะคะ เกือบไปแล้ว ดีที่คุณ...”
“ผมเก็บไว้ให้ก่อนดีกว่า คุณถือของเยอะ ถ้าทำโทรศัพท์ตกแตกเสียดายแย่”
มาติกากะพริบตาปริบๆ หลังจากทำความเข้าใจกับคำพูดของเขาอยู่พักใหญ่ถึงเพิ่งตระหนักว่า... เธอโดนยึดโทรศัพท์!
หัวหน้าค่ายมวยสอดโทรศัพท์มือถือของเธอไว้ตรงกระเป๋ากางเกงด้านหลัง จากนั้นก็อธิบายต่อ “ส่วนตึกโน้นจะเป็นหอพักของกลุ่มนักมวยรุ่นจูเนียร์ ไลท์ และมิดเดิลเวท กลุ่มนักชกที่มีหุ่นกลางๆ ไม่จำเป็นต้องเก็บตัวมากมายนัก ส่วนมากก็มักจะออกมาทำกิจกรรมกลางแจ้งกันที่ลานเสาธงด้านหน้า หรือไม่ก็กระจายตัวไปทำภารกิจตามชมรมต่างๆ”
“ที่นี่มีชมรมด้วยหรือคะ?” ข้อมูลของที่นี่เยอะมาก ดีนะที่เธอแอบเปิดโหมดอัดเสียงไว้ในโทรศัพท์ ถึงจะถ่ายรูปเก็บกลับไปไม่ได้ อย่างน้อยได้อัดเสียงเขากลับไปเปิดในที่ประชุมก็ยังดี
“เยอะแยะ มีทั้งดนตรีและกีฬาอื่นๆ ที่นอกจากมวย ทางค่ายมีจัดกรุ๊ปออกไปสอนเด็กๆ ตามโรงเรียนเพื่อหารายได้พิเศษให้นักมวยของเราด้วย”
“ถ้าอย่างนั้นคุณก็มีนักมวยรุ่นเล็กด้วยสินะคะ”
เขาขยิบตาตอบ “ผู้หญิง คนแก่ เด็ก... อะไรที่หายใจได้ ค่ายผมมีหมดแหละ”
ทั้งคู่เดินคุยกันไปเรื่อยๆ ส่วนมากก็เป็นรายละเอียดปลีกย่อยเกี่ยวกับที่นี่ เช่นมีตึกอยู่ทั้งหมดกี่ตึก โครงสร้างอาคารสร้างมากี่ปี และมีนักมวยประจำอาศัยอยู่ที่นี่ทั้งหมดกี่คน ยิ่งคุยล้วงลึกมาติกาก็ยิ่งรู้สึกทึ่งกับโลกใบใหม่ที่ตนเองกำลังก้าวเข้าไปหา
นี่คือโลกของผู้กล้า... โลกที่ชื่อเสียงต้องแลกมาด้วยหยาดเหงื่อและความมานะพยายามอย่างยิ่งยวด
ระหว่างที่เดินนั้นก็จะมีนักมวยวิ่งรวมตัวกันเป็นกลุ่มๆ สวนทางกับเธอ
แต่ละคนเหมือนอยู่ในโลกของตัวเอง บางคนวิ่งพร้อมกับใส่หูฟังฟังเพลงไปด้วย มองเผินๆ ที่นี่เหมือนค่ายทหาร ต่างกันแค่ที่นี่มีผู้หญิงอยู่ประปราย แล้วพวกหล่อนเหล่านั้นก็ดูจะฝึกซ้อมหนักไม่แพ้ผู้ชาย ไม่อยากจะคิดเลยว่าในแต่ละปีค่ายมวยแห่งนี้ต้องจ่ายเงินเลี้ยงดูคนไปมากขนาดไหน
ระหว่างที่เธอกำลังยืนคิดอยู่นั้น เจ้าของค่ายก็เดินห่างไปไกลแล้ว
มาติกาสบถเบาๆ นึกอยากจะถอดรองเท้าแล้ววิ่งตาม
เธอเป็นเจ้าหน้าที่ที่ทางสมาคมส่งมาให้ประเมินศักยภาพของนักมวยในค่ายศิษย์ทรงชัย เพื่อเฟ้นหา ‘ช้างเผือก’ ส่งสู้ศึกเอเชียนเกมส์ที่อินโดนีเซียในอีกสองปีข้างหน้า รู้อย่างนี้แล้วแทนที่หัวหน้าค่ายจะพินอบพิเทาเอาใจเธอและคณะ เขากลับสั่งให้ตากล้องและคนขับรถรออยู่ด้านนอก ส่วนเธอก็มีสิทธิ์เยี่ยมชมได้แค่สามชั่วโมงเท่านั้น
มาติการีบวิ่งกระหืดกระหอบไล่ตามแผ่นหลังกว้างของครูฝึกคนดังไปติดๆ ไม่มีใครบอกเธอมาก่อนว่าหัวหน้าค่ายที่นี่ตัวสูง เธอต้องเงยหน้าคุยกับเขามากว่าสองชั่วโมงจนเส้นเอ็นที่คอแข็งค้างปวดระบมถ้ารู้มาก่อนล่วงหน้าว่าจะมาเจอยักษ์ เธอจะใส่ส้นสูงมาสักสี่นิ้ว!
ค่ายมวยศิษย์ทรงชัยกว้างขวางปลอดโปร่ง มีทั้งหอพัก โรงอาหาร สนามซ้อมในร่ม ลานฝึก และเวทียกพื้นอีกนับสิบเวที คาดว่าคงกินพื้นที่มากกว่าร้อยไร่ สมาคมมวยสากลของเธอแจ้งว่านายประกาศิต ศิษย์ทรงชัย เจ้าของค่ายมวยคนเก่าเพิ่งประกาศวางมือจากวงการไปตั้งแต่ต้นปีโดยทิ้งมรดกอันประมาณค่ามิได้ไว้ในมือบุตรชายคนเดียวที่ไม่เอาไหนสักอย่าง
ไม่เอาไหนน่ะเหรอ?
ตอนแรกที่ได้ฟังหัวหน้าบรีฟงาน มาติกาวาดภาพตัวเองยืนอธิบายเรื่องหลักเกณฑ์ของการแข่งขัน โปรแกรมฝึกซ้อมและเงินรางวัลให้นักเลงภูธรที่ไม่รู้หนังสือสักตัวฟัง ที่ไหนได้ นายประกาศศึกหรือครูเป๊กของเด็กๆ ในค่ายกลับทำให้เธอรู้ว่าตัวเอง ‘คิดผิด’
จากการบรรยายตลอดสองชั่วโมงที่ผ่านมา เธอรู้สึกว่าเขาเป็นคนจริงจังคนหนึ่ง ถึงจะมาดีลงานกับเขาเป็นหนแรกแต่น้ำเสียงเรียบเรื่อยติดจะเกียจคร้านเล็กๆ ของเขาตอนที่อธิบายเรื่องต่างๆ ให้ฟัง กลับทำให้เธอรู้สึกเคลิ้มตาม ท่าทางเขาเหมือนพูดไปเรื่อยๆ แบบไม่ใส่ใจ แต่หากฟังดีๆ จะพบว่าเขารู้จริงเกี่ยวกับสิ่งที่ตนกำลังเอ่ย ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ อุปกรณ์ ต้นไม้ใบหญ้า หรือแม้กระทั่งผู้คน เขาสามารถบรรยายรายละเอียดของสิ่งของและนิสัยใจคอของคนเหล่านั้นออกมาได้หมดด้วยท่าทางที่เป็นธรรมชาติอย่างยิ่ง
เสมือนว่าเธอเป็นเพื่อนสาวที่มาเยี่ยมเขาที่บ้าน แล้วเขาที่เพิ่งตื่นนอนก็พาเธอเดินชมถิ่นที่อยู่ของตัวเอง บอกว่าห้องน้ำอยู่ตรงนี้ ห้องครัวอยู่ตรงนั้น ท่าทางสบายๆ ของเขาช่วยทำให้บรรยากาศไม่เคร่งเครียดเป็นธุรกิจเกินไปนัก เขาแนะนำให้เธอรู้จักนักมวยในค่ายที่พอมีแววเป็น ‘ช้างเผือก’ อยู่หลายคน คนนั้นก็ดี คนนี้ก็น้องรัก ทว่าน้องรักแต่ละคนหูตาเป็นสับปะรดเหลือเกิน มั่นใจได้เลยว่าถ้าเธอหยิบก้อนหินออกไปจากค่ายสักก้อน พวกเขาคงเฮโลเข้ามาเด็ดหัวเธอแน่
ที่สำคัญไม่มีใครมีท่าทีว่าอยากเป็นนักมวยทีมชาติเลยสักคน
“ตรงนี้เป็นส่วนของเวทีจำลอง เอาไว้ซ้อมก่อนขึ้นชกจริง” เขาหันมาอธิบายเธอแล้วก็หยุดชะงัก
มาติกาขมวดคิ้ว ถ้าเธอดูไม่ผิดสีหน้าของเขาเหมือนจะมีแววขบขันปะปนอยู่ ดวงตาคมเข้มคู่นั้นทอประกายอ่อนแสงลงกว่าเดิม ทำให้ใบหน้าเขาดู... อืม... เรียกว่ากรุ้มกริ่มจะได้ไหมนะ “มีอะไรหรือเปล่าคะ?”
“รองเท้าคุณ”
เธอก้มหน้าลงมองตามสายตาของอีกฝ่าย จากนั้นก็สบถเบาๆ “แย่จริง ฉันไม่รู้สึกตัวเลยนะเนี่ย”
“นั่งก่อนไหม?”
“ก็ดีค่ะ”
เขาลากเก้าอี้เหล็กข้างเวทีมาให้เธอตัวหนึ่ง มาติกานั่งลง เธออุทานเสียงดังเมื่ออีกฝ่ายโน้มตัวลงนั่งยองๆ ตรงปลายเท้าเธอ เขาประคองเท้าเล็กๆ ของเธอเอาไว้ในอุ้งมือสีน้ำผึ้ง นิ้วเรียวทั้งห้าดูแข็งแกร่งแต่ก็สวยอย่างไม่น่าเชื่อ เขาสอดมือซ้ายล็อกใต้ฝ่าเท้าของเธอไว้ ส่วนมือขวาก็จับตรงส้นสูงแหลมๆ ที่ตอนนี้บิดไม่เป็นรูป จากนั้นก็ค่อยๆหักมันออกอย่างเบามือ เปลี่ยนสภาพรองเท้าส้นสูงของเธอให้กลายเป็นรองเท้าส้นเตี้ย
มาติกาเห็นเขาเคลื่อนมือมาหักส้นรองเท้าอีกข้างของเธอออกบ้าง จากมุมนี้เธอมองเห็นแพขนตายาวเรียงเส้นสวยของอีกฝ่ายแล้วนึกอยากจะยื่นมือออกไปนับว่ามันมีทั้งหมดกี่เส้น ซึ่งก็เป็นเรื่องแปลก เพราะชายหนุ่มตรงหน้าไม่ใช่สเปกเธอสักนิด เธอไม่เคยสนใจผู้ชายที่ผิวคล้ำกว่าตัวเองมาก่อน
แต่ถึงจะหน้าดุ เขาก็ยังใจดีช่วยเหลือเธอ มาติกานึกถึงประกายตาอ่อนแสงของเขาตอนที่เห็นว่ารองเท้าของเธอส้นหัก เอ... หรือว่า
“คุณมีน้องสาวเหรอคะ ทำคล่องมือเชียว”
“ผมเป็นลูกคนเดียว” ตอบพลางพยักพเยิดไปยังสมุดโน้ตบนตักเธอ “คุณศึกษาประวัติครอบครัวผมมาแล้วไม่ใช่เหรอ”
มาติกาพยักหน้ารับอย่างขัดเขิน... ก็จริง
หัวหน้าค่ายลากเก้าอี้อีกตัวมานั่งเคียงข้างเธอ จากนั้นก็ชี้ไปบนเวทีมวยที่มีคนกำลังฝึกซ้อมอยู่ด้านบน มาถึงตอนนี้ท่าทางของเขาดูผ่อนคลายลงมาก ดูไม่เป็นทางการเหมือนที่เจอในตอนแรก “เรากำลังซ้อมใหญ่ อีกสองวันมีชกไทยไฟต์นัดพิเศษ”
หญิงสาวมองตาม อดรู้สึกเพลิดเพลินไม่ได้
“หมอนั่นชื่อจ้อย เมื่อก่อนบวชเป็นพระอยู่วัดข้างๆ ค่ายนี่แหละ แต่พอถูกจับได้ว่าอมเงินบริจาคของวัดก็เลยโดนดักกระทืบ ผมไปช่วยมาตอนที่มันนอนซี่โครงหักอยู่ตรงท่าน้ำ...” แล้วเขาก็ทำในสิ่งที่เธอไม่คาดคิด จู่ๆ ครูเป๊กก็ป้องปากแล้วตะโกนขึ้นไปบนเวที “เฮ้ยจ้อย โบกมือทักทายแมวมองหน่อยเร็ว”
ไม่มีเสียงตอบรับจากนักมวยที่กำลังซ้อมต่อยเป้าเมื่อครู่ เจ้าจ้อยคว้าผ้าเช็ดตัวได้ก็พันหน้าพันตา วิ่งลงจากเวทีปรี่เข้าห้องแต่งตัวไป
“มันเป็นเด็กขี้อายน่ะ” เขายิ้มอย่างเอ็นดูพลางส่ายหน้า ก่อนจะชี้ให้มาติกามองไปยังอีกคน “ส่วนไอ้นั่น... แดง”
“คนไหนคะ ฉันมองไม่เห็น” หญิงสาวพยายามหรี่ตามองไปยังเวทีด้านในสุดที่ทั้งอับแสงและอยู่ในมุมมืด
“คุณต้องก้มหัวลงอีกนิด นั่นแหละอีกนิด เห็นหรือยัง?”
“หะ... เห็นแล้วค่ะ” นั่นมันคนแคระนี่!
เขาป้องปากตะโกนอีกรอบ “แดงโชว์ตัวหน่อยซิ”
นักมวยร่างป้อมกางเกงแดงที่ยืนอยู่กลางเวทีหันมายิ้มแหยๆ ตอบ... ซวยล่ะ... ถึงตาเขาแล้วเหรอเนี่ย เขาพยายามแล้วที่จะไม่สบตาพี่เป๊ก!
“ตอนที่ผมเจอแดงครั้งแรก แดงกำลังนั่งสานปลาตะเพียนขายอยู่ตรงหน้าตลาดโต้รุ่ง ตอนนั้นแดงเตี้ยกว่านี้สักคืบเห็นจะได้” ไม่อธิบายเปล่ายังทำมือทำไม้ประกอบ เจ้าแดงนักมวยที่ถูกพาดพิงเกิดอาการหน้าแดง หูผึ่ง พอได้ยินว่าคนด้านล่างเวทีพูดถึงตัวเองพลันรู้สึกมือไม้เก้งก้างขึ้นมา เขาต่อยผิดต่อยถูกจนถูกคู่ชกเสยคางเข้าให้หมัดหนึ่ง
“เจ้าแดงเป็นตัวเก็งของค่ายเรา ด้วยความที่มันน้ำหนักน้อยก็เลยลงรุ่นมินิฟรายเวทได้ โชคดีที่มันมาเอาดีทางด้านกีฬา ถ้าไม่ได้ต่อยมวยมันคงสูงสัก...” หยุดคิดนิดหนึ่ง “ร้อยสี่สิบห้าเองล่ะมั้ง ใช่ไหมไอ้น้อง”
เจ้าแดงกัดฟันหันมาหัวเราะแห้งๆ อีกครั้ง ในใจภาวนาให้พี่เป๊กเลิกแซวเสียที เพราะตอนนี้เขาอายจะตายอยู่แล้ว
ผัวะ!
โดนต่อยอีกทีซะงั้น เจ้าแดงเซแซ่ดๆ ชาไปทั้งหน้า
“เอ้า... ไอ้แดงเกร็งแขนเข้าไว้” พูดจบชายหนุ่มก็หันมาหามาติกา “จริงๆ แล้วเด็กค่ายผมฝีไม้ลายมือดี แต่โดดเด่นกันไปคนละด้าน ถ้าคุณอยากเลือกคนที่ตรงใจ แนะนำให้ส่งโค้ชของสมาคมมาคลุกคลีกินนอนอยู่กับพวกเราสักสองสามเดือนน่าจะดี”
มาติกาหัวเราะออกมา “สองสามเดือนเชียวหรือคะ?”
“ใช่” สีหน้าเขาไม่ขำไปด้วย “โค้ชจำเป็นต้องร่วมฝึกซ้อมไปกับเด็กๆ ถ้าไม่ซี้กันจริงแล้วละก็ เวลาขึ้นเวทีจะแนะนำไม่ถูก เด็กมันจะไม่ฟังเอา”
“หมายความว่า... คุณเองก็กินนอนอยู่กับนักมวยพวกนี้เหมือนกันเหรอ” เธอรู้ว่าเขาเป็นผู้ฝึกสอนตัวหลักของค่ายนี้ แต่อีกนัยหนึ่งเขาก็เป็นถึงลูกชายเจ้าของค่าย คงเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะ...
“ใช่ ผมกินนอนที่นี่ตั้งแต่สี่ขวบ สำหรับพวกเขาแล้วผมเป็นทั้งพี่ทั้งเพื่อน... มานี่สิ” เขาลุกขึ้นยืนอีกครั้งแล้วชวนเธอเดินต่อ “มีอะไรจะให้ดู”
มาติกาเดินตามอีกฝ่ายไปยังลานหินกว้างๆ ที่อยู่ด้านหลังซึ่งค่อนข้างครึกครื้นไปด้วยผู้คน ประมาณจากสายตาคร่าวๆ น่าจะมีหลักร้อย
ตรงหน้าเป็นลานหินซึ่งถูกแบ่งออกเป็นสี่โซนใหญ่ๆ ล้อมรอบด้วยต้นนางพญาเสือโคร่งที่ปลูกไว้เรียงรายนับไม่ถ้วน เหนือเสาหินสองต้นที่ขนาบตรงทางเข้าลานหินมีป้ายตัวใหญ่เขียนว่า [ลานนางพญา]
ในช่วงฤดูหนาวแบบนี้ต้นนางพญาเสือโคร่งกำลังผลัดใบ ออกดอกสีชมพูหวานกระจ่างดูคล้ายซากุระ ทำให้ทั่วทั้งบริเวณดูสดใสสะอาดตา ขัดกับบรรยากาศกรำศึกอย่างฮึกเหิมของเหล่านักมวยที่กำลังฝึกซ้อมอยู่ตรงลานด้านล่าง
นักมวยหญิง!
มาติกามองภาพตรงหน้าด้วยสายตาติดจะเลื่อนลอย เธอรู้สึกเหมือนตัวเองถูกห้วงมิติปัดกระเด็นจนมาตกอยู่ในยุคกรุงศรีที่มีแต่กลุ่มนักมวยกำลังฟันดาบซ้อมรบ แต่ละคนดูทะมัดทะแมง ท่อนบนสวมเสื้อยืดสีขาวสกรีนด้านหลังว่า [ศิษย์ทรงชัย] ท่อนล่างสวมกางเกงบ็อกเซอร์ขาสั้นอวดกล้ามเนื้อขาที่แน่นแข็ง ตรงกำปั้นพันผ้าฝ้ายสีขาวดูน่าเกรงขาม บ้างก็ออกหมัด บ้างก็ออกเท้า ที่ช่ำชองหน่อยก็เล่นท่าเล่นทาง อวดความเก๋าของตัวเองพร้อมกับออกเสียงดัง ฮื่อ ฮ่า ฮื่อ ฮ่า
ถ้าคนเดียวร้องก็ว่าไปอย่าง แต่นี่ร้องร่วมกันนับร้อยชีวิต
น้ำเสียงเหล่านั้นดุดันคุกคาม พอส่งเสียงออกมาพร้อมกันแบบนี้จึงฟังเหมือนเสียงหายใจของกระทิงดุนับร้อยตัว ถ้าใครเผลอมาเดินเล่นแถวนี้แล้วได้ยินเข้าเป็นต้องวิ่งป่าราบด้วยความกลัวอย่างแน่นอน
“มิน่า ทางสมาคมถึงบอกว่าที่นี่เป็นแหล่งฝึกนักมวยฝีมือดี” หญิงสาวถึงกับอุทาน ถ้าไม่ได้เห็นกับตาเธอคงวาดภาพการรวมตัวที่ยิ่งใหญ่แบบนี้ไม่ออก ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าทำไมค่ายมวยศิษย์ทรงชัยถึงได้ยืนหยัดอยู่ในเส้นทางของกำปั้นได้อย่างเต็มภาคภูมิ
ทั้งสถานที่ อุปกรณ์ และจำนวนคนหลายร้อยที่ค่ายมวยแห่งนี้ต้องเลี้ยงดูปูเสื่อ ไหนจะค่ากิน ค่าฝึกซ้อมและส่งเข้าแข่งขันระดับประเทศ... มาติกาค่อยๆ ใช้ดวงตากลมโตเหลือบมองใบหน้าดุๆ ของคนด้านข้าง เมื่อมุมมองเปลี่ยน ความคิดที่มีต่ออีกฝ่ายก็เปลี่ยนตาม
ประกาศศึก ศิษย์ทรงชัย...
ภายใต้หน้ากากที่ดูเหมือนไม่แคร์โลก บรรพบุรุษของเขาส่งต่อภาระที่หนักอึ้งมาให้เขาจริงๆ
เธอเริ่มนับถือเขาขึ้นมาบ้างแล้ว
จริงๆ ถ้ามองดีๆ ผิวของเขาก็ไม่ได้คล้ำกว่าแฟนเก่าของเธอสักเท่าไหร่
มาติกาเดินไปยืนกอดอกพิงลำต้นอวบใหญ่ของต้นไม้ต้นหนึ่ง กวาดตามองกลุ่มหญิงสาวที่มีตั้งแต่เด็กสาว สาวรุ่น ยันวัยกลางคนที่กำลังฝึกซ้อมกันอย่างหนักท่ามกลางอากาศหนาว มีกลีบดอกไม้สีชมพูของต้นนางพญาเสือโคร่งโปรยปรายลงมาตามกระแสลมที่พัดแผ่ว บรรยากาศที่นี่เหมือนบ้านพักตากอากาศระดับโลก ให้ความรู้สึกเป็นเมืองหนาวที่ผสมผสานกับความเป็นไทยแท้ได้อย่างลงตัว
กองทัพนักรบหญิง สมชื่อลานนางพญา
ผ่านไปพักใหญ่ๆ เธอก็เอ่ยขึ้นมาว่า “แบบนี้แหละที่หัวหน้าฉันกำลังตามหา นักมวยหญิงสามคนที่คุณบอกว่าจะจัดหาให้ทางเราอยู่ไหนคะ?”
“ตอนนี้ทางค่ายกำลังคัดตัวกันอยู่ครับ ผมได้มาแล้วสองคนเพื่อเข้าคัดตัวในสองรุ่น คือรุ่นฟลายเวท* และเฟเธอร์เวท** แต่คนสุดท้ายผมอยากได้นักมวยที่รูปร่างสูงเพรียวสักหน่อย ยิ่งอึดยิ่งดี เอาไว้เล่นรุ่นไลท์เวท*** แข่งกับฝรั่ง”
มาติกานิ่งไป “บางทีฉันก็แอบคิดไปว่า สรีระแบบสาวเอเชียจะสู้ฝรั่งได้เหรอ”
“ถึงตัวเล็กแต่ก็มีข้อดี ผู้หญิงเอเชียจะปราดเปรียวกว่า กล้ามเนื้อแน่น ข้อมือข้อเท้าแข็ง ถ้าได้โค้ชดีๆ สอนเก่งๆ ทำไมจะสู้ไม่ได้” ระหว่างที่ตอบความคิดของเขาก็ไพล่ไปถึงคนคนหนึ่งอย่างไม่รู้ตัว
มาติกาเพ่งสายตามองกลุ่มผู้หญิงตรงหน้า ลักษณะการต่อสู้ของพวกเธอเหล่านั้นเหมือนไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว อย่างเช่นตอนนี้ นักมวยหญิงผมสั้นคนหนึ่งกำลังขึ้นเข่าใส่ผู้หญิงชุดแดงในสไตล์แม่ไม้มวยไทย แต่อีกฝ่ายกลับงัดท่าทางเหมือนคาราเต้ขึ้นมาตั้งรับและตอบกลับด้วยการตบอีกฝ่ายด้วยฝ่ามือ ซึ่งวิธีการใช้ฝ่ามือรูปแบบนี้มีในมวยจีนเท่านั้น
“พวกเขาทำอะไรกันอยู่คะ?”
“ฝึกความทนทานของกล้ามเนื้อ” เขาอธิบาย “ทักษะแรกที่นักมวยของเราต้องมี ก็คือการเอาตัวรอดในสถานการณ์จริงที่ไม่ใช่แค่บนเวที วิธีการต่อสู้แบบที่พวกเธอกำลังฝึกเราเรียกว่า ‘สตรีทแบตเทิล’…” ประกาศศึกเปรยขึ้นมาอย่างภาคภูมิใจ “ทุกคนต้องสู้กันในพื้นที่ที่ถูกกำหนดไว้โดยสามารถใช้อวัยวะทุกส่วนในร่างกายในการห้ำหั่นคู่ต่อสู้ไม่ว่าจะเป็นหมัด เข่า ศอก เท้า จะดึงผม จิกตา หักแขนหักขา เรียกว่าทุกแขนงของศิลปะการต่อสู้สามารถดึงมาใช้ได้ทั้งนั้น” หลังจากอธิบายมาถึงตรงนี้ เขาก็หันไปสบตามาติกา “ใครทนการฝึกแบบนี้ไม่ได้ก็จะถูกคัดออกจากค่ายไปเอง”
“โหดจริงๆ ค่ะ” เธอยอมรับ
“นักมวยหญิงเป็นอาวุธลับของค่ายเรา ก่อนที่พ่อของผมจะวางมือจากวงการท่านตั้งใจปั้นนักมวยหญิงขึ้นมา หวังว่าจะผลักดันเข้าสู่เวทีแข่งขันระดับโลก”
“ท่านมองการณ์ไกล” มาติกาพยักหน้า ไม่รู้นึกอย่างไร จู่ๆ เธอก็หมุนตัวมาเผชิญหน้ากับเขาแล้วผายมือสองข้างออก เจตนาเผยสัดส่วนในชุดเดรสชีฟองสีน้ำตาลให้อีกฝ่ายมองในระยะประชิด “แล้วอย่างฉัน พอจะเป็นอาวุธลับบ้างได้ไหมคะ?”
ประกาศศึกนิ่งไป
มาติกานึกก่นด่าตัวเองในใจ ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่
ทำไมถึงดูเหมือนกำลัง...
เธอแสร้งหัวเราะ ยิ่งนานใบหน้ายิ่งซับสีเลือดจนแดงปลั่ง พอตั้งท่าจะพูดอะไรบางอย่างต่อก็มีหนุ่มร่างผอมคนหนึ่งวิ่งเข้ามาแทรกกลางเสียก่อน คนที่เพิ่งมาถึงดูกระหืดกระหอบ ใบหน้าดำๆ ของเขาแดงจัดเหมือนคนที่ตื่นเต้นจนควบคุมอาการไม่อยู่
“พี่เป๊ก... ข่าวใหญ่พี่” มาถึงก็ไม่ขออนุญาตอะไรทั้งนั้น สะกิดครูฝึกได้ก็ลากเข้าไปแจ้งข่าวทันที
มาติกาขมวดคิ้ว ปรายตามอง พยายามแอบฟังคนทั้งคู่สนทนากันแต่ก็ได้ยินแค่คำบางคำ เธอจับใจความไม่ได้มากนักจึงไม่รู้ว่าเป็นข่าวดีเกี่ยวกับอะไร แต่รู้ว่าน่าจะสำคัญมากทีเดียว เพราะนายประกาศศึกที่เมื่อครู่ยังอยู่ในท่าทีสบายๆ ถึงกับเหยียดหลังตรง สองมือกอดอก สีหน้าเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
อาจเพราะคนแจ้งข่าวตัวเตี้ยกว่าเขามาก บางจังหวะเขาถึงกับโน้มตัวลงและเอาหูตัวเองไปจ่อปากคนพูด
พอฟังจบดวงตาทั้งคู่ก็ดูขรึมลงไปหลายระดับ
ครูฝึกคนดังล้วงกระเป๋าหยิบแบงก์ร้อยส่งให้ ‘สายสืบ’ ไปสามใบ แต่ข่าวนี้น่าจะสำคัญไม่น้อย เพราะก่อนจากไปสายสืบร่างผอมยังโดนกระชากแขนเข้ามายัดแบงก์ห้าร้อยเข้าไปในอกเสื้ออีกหนึ่งใบ!
“มีอะไรเพิ่มเติมให้รีบมาแจ้งฉัน รอบหน้าจะเพิ่มให้เป็นหนึ่งพัน”
“ครับพี่” ลาภหล่นทับแท้ๆ พูดประโยคเดียวได้ถึงแปดร้อย อยู่กับพี่เป๊กมาสิบกว่าปีมีหรือที่เขาจะไม่รู้ว่าเรื่องนี้สำคัญกับอีกฝ่ายแค่ไหน
พอบุคคลที่สามจากไปไกลแล้ว มาติกาถึงได้กล้าเอ่ยปาก “มีอะไรหรือเปล่าคะ?” เธอรู้ดีว่าคำถามของตัวเองออกจะละลาบละล้วงไปสักหน่อย แต่วันนี้เธอมาในฐานะเจ้าหน้าที่ของสมาคม เป็นคนที่จะตัดสินชี้ชะตาอนาคตของค่ายมวยเขาว่าจะได้รับการผลักดันให้โด่งดังระดับโลกหรือไม่ เธอคิดว่ามันไม่เกินไปหรอกถ้าจะเอ่ยถามในสิ่งที่ตนอยากรู้สักคำสองคำ
แต่คำตอบที่ได้กลับเป็น “วันนี้ผมคงพาทัวร์ได้แค่นี้” ชายหนุ่มโบกไม้โบกมือ ก่อนจะหมุนตัวกลับหลังหัน แล้วเดินออกไปจากลานฝึก
เดินไปได้สักพักเขาก็ชะงักฝีเท้า หันหน้ากลับมาแล้วตะโกนว่า “เกือบลืม นี่โทรศัพท์ของคุณ เดี๋ยวสักพักผมจะให้รถกอล์ฟพาคุณไปส่งด้านนอก”
มาติกาอึ้ง นึกไม่ถึงว่าอยู่ดีๆ ตัวเองจะโดนทิ้งแบบนี้
บอกจะไปก็ไปทันทีเลยงั้นเหรอ?
เป็นคนที่ไม่แคร์อะไรทั้งสิ้นสินะ... หญิงสาวถอนหายใจอย่างหงุดหงิด ส่ายหัวไปมาแล้วก้มหน้าลงมองหน้าจอมือถือของตัวเอง
จู่ๆ ก็นึกบางอย่างขึ้นได้เลยสไลด์ดูโปรแกรมอัดเสียงที่แอบเปิดไว้ก่อนหน้า
หาย...
มันหายไปแล้ว ถูกลบไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้!
-------------------
*น้ำหนักไม่เกิน 51 กก.
**น้ำหนักไม่เกิน 57 กก.
***น้ำหนักไม่เกิน 60 กก.