ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

ดวงใจประกาศศึก (ลงอ่านฟรีจนจบเล่ม เป็นของขวัญปีใหม่ 2021)

ผู้แต่ง mirininthemoon
ประเภท
ประเภทหนังสือ (น 18+) เหมาะสมกับผู้มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป
กาลครั้งหนึ่ง คุณคือความรักที่ดีที่สุดของผม

บทนำ

"เรามักหลบหน้าแฟนเก่า เพราะกลัวว่าเขาจะทำให้เราตกหลุกรักเขาได้อีกครั้ง"

ส่งเล่มนี้มาขอโทษแฟนเก่าที่หายไปนาน ^^

เอาจริงๆ จากใจ... คิดถึงมากจริง ๆ

----------------

"ดวงใจประกาศศึก" เป็นท็อปฟอร์มของ mirin ที่ไม่รู้ว่าอีกกี่ปีจะกลับมาเขียนแบบนี้ได้อีกครั้ง

เนื้อเรื่องจะแนวสบาย ๆ กลั่นออกมาจากการเก็บเล็กผสมน้อย "ความสุข" ในช่วงเวลาที่หายไปและดึงออกมาเป็นคาแรกเตอร์ของประกาศศึก & ลลนา 

ปีนี้สาหัสมาก... เราว่าทุกคนคงโดนกันหมด จะโควิดหรือเศรษฐกิจก็ตาม เล่มนี้อยากเปิดให้อ่านฟรีเพื่อให้กำลังใจทุกท่านหวังว่าจะช่วยให้เพื่อน ๆ คลายเครียดจากหลาย ๆ อย่างในปีที่แสนสาหัสอย่างปีนี้นะคะ

1. รายตอน ลงให้ฟรีเป็นของขวัญปีใหม่ 2021 ลงจนจบ ครบถ้วน กระทั่งตอนพิเศษ

2. อีบุค+หนังสือ มีขายสำหรับผู้ที่อยากเก็บ (เรื่องนี้แบ่งเป็น 5 เล่มจบ เล่มละ 450++ หน้า หนากว่าลิลิตบุษษา)

*** เริ่มอัพ 25/09/2020 อัพจนจบเล่ม และจะลบหลังจากลงจบแล้วหนึ่งเดือน

*** ณ วันนี้ (25/11/2020)  อัพจบไปแล้วหนึ่งเดือน ดังนั้นจะลบจนเหลือแค่ 60 บทแรกสำหรับเป็นตัวอย่างให้ผู้ที่อยากทดลองอ่าน

*** ผู้ที่อยากเก็บอีบุค หาซื้อได้ในเวบ hongsamut.com, meb, fictionlog และ hytext 

ขอบคุณค่ะ

mirininthemoon

สารบัญ

อารัมภบท: ครึ่งหนึ่งของชีวิต

          เวลาหกโมงเช้า

          เด็กสาวคนหนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดหนองคาย ตอนนี้ยังเช้าอยู่ภายในสถานีจึงมีคนมารอใช้บริการไม่มากนัก รถโดยสารเที่ยวแรกก็จะเปิดขายตั๋วตอนเจ็ดโมงครึ่ง บริเวณตัวอาคารจึงค่อนข้างเงียบสงัด

          พอมาถึงเธอก็ยืนหอบพร้อมกับยกมือขึ้นขยับแว่นตากรอบชมพูที่เลนส์ข้างหนึ่งมีรอยร้าวแล้วค่อยๆ ยืดตัวมองไปรอบด้านอย่างระแวดระวัง

          ตรงหน้าเธอมีเก้าอี้พลาสติกตั้งเรียงรายอยู่เกือบห้าสิบตัว มีคนนั่งๆ นอนๆ กอดกระเป๋าเดินทางเพื่อรอต่อรถไปยังนครหลวงเวียงจันทน์ของสปป.ลาว

          เด็กสาวกวาดตามองจนแน่ใจว่าคนที่ตนรอไม่ได้ยืนอยู่บริเวณนี้ เธอรีบกระชับกระเป๋าเป้สีเทาตรงแผ่นหลังแล้วเดินก้มหน้าก้มตาไปยังบริเวณตลาดเช้าที่อยู่ด้านข้างสถานี

          การแต่งกายด้วยชุดที่ค่อนข้างหลวมทำให้ไม่สามารถบอกได้ชัดเจนว่าเธอมีรูปร่างอย่างไร แต่อายุน่าจะราวๆ สิบสี่สิบห้าเพราะยังถักเปียสองข้างทรงนักเรียน พอเดินมาถึงโซนตลาดเธอก็ยกโทรศัพท์มือถือขึ้นเพื่อเช็กข้อความที่ถูกส่งเข้ามาแล้วก้าวไปหาชายสูงวัยที่ยืนเฝ้ายามอยู่ด้านหน้า

          “ลุงคะ โรงรับจำนำฮ่วนเส็งอยู่ตรงไหนทราบไหมคะ?”

          “ข้ามถนนไปฝั่งโน้นแล้วเลี้ยวซอยแรก”

          เธอกล่าวขอบคุณแล้วรีบสาวเท้าข้ามไปโดยไม่เสียเวลาขึ้นสะพานลอย พอมาถึงอีกฝั่งก็มองซ้ายขวาเป็นหนที่สอง แล้วเดินเลี้ยวตรงมุมตึกเข้าไปในซอยที่ยังร้างผู้คน

          จู่ๆมือข้างหนึ่งก็เอื้อมมาดึงร่างเด็กสาวเอาไว้พร้อมกับใช้มืออีกข้างปิดปากเธอไว้แน่น เธอดิ้นรนอย่างขวัญเสีย ในขณะที่กำลังจะงับมือนั้นก็ได้ยินเสียงปรามขึ้นมาเสียก่อน “นี่ฉันเอง”

          พี่เป๊ก!

          ‘ลลนา’ หันกลับไปมองอย่างรวดเร็วจึงได้เห็นร่างของเด็กหนุ่มที่ยืนหลบมุมกำแพงรอเธออยู่นานแล้ว พอเห็นว่าเธอหยุดดิ้นเขาก็ค่อยๆ ปล่อยมือ “มาช้าจัง”

          ลลนาตกใจแต่ก็รู้สึกโล่งอกที่เขามาตามนัด ไม่อย่างนั้นเธอก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไป

          วันนี้ร่างสูงของ ‘ประกาศศึก’ อยู่ในชุดเสื้อยืดสีขาวเรียบๆ และกางเกงยีนส์สีเทาหม่น ลลนาเคยชินกับการเห็นรุ่นพี่ในโรงเรียนคนอื่นๆ สวมใส่เสื้อผ้าราคาแพง สะพายกระเป๋าข้างหนังวัวที่บอกถึงรสนิยมและฐานะทางบ้าน แต่น่าประหลาดที่เสื้อผ้าเหล่านั้นกลับไม่ได้จำเป็นสำหรับเด็กหนุ่มที่มีรูปร่างสูงใหญ่ผึ่งผายอย่างประกาศศึก แค่กางเกงยีนส์
ตัวหนึ่งกับเสื้อที่ไม่มีสัญลักษณ์อะไรเลยเขาก็สามารถทำให้ตัวเองดูดีขึ้นมาได้

          อีกฝ่ายกำลังจ้องเธอด้วยสีหน้ายินดี แต่รอยยิ้มที่ว่ากลับค่อยๆ จางลงแล้วแทนที่ด้วยแววตาตกตะลึง

          ลลนาหลุบตาลงต่ำ พยายามเอียงใบหน้าไปอีกทางแล้วถามเสียงเบา “ทำบัตรผ่านแดนหรือยังคะพี่?”

          “เธอโดนพ่อตบมาเหรอ?” เขาไม่ยอมให้เธอเปลี่ยนเรื่อง ประกาศศึกเอาแต่จ้องมองเธอด้วยสายตายากจะคาดเดา ตอนนี้ใบหน้าของยัยหนูนามีสภาพบวมช้ำจนน่าใจหาย ดวงตาภายใต้กรอบแว่นของเธอมีข้างหนึ่งปูดบวม เส้นเลือดฝอยแตกกระจายย้อมจนตาขาวกลายเป็นสีแดงก่ำ ริมฝีปากบนบวมเจ่อและตรงลำคอก็มีรอยนิ้วมือปรากฏอย่างชัดเจน

          ประกาศศึกสบถคำหยาบออกมาอย่างทนไม่ไหว ต่อให้ ‘เสี่ยอ้วน’ เป็นคนที่ชอบใช้กำลังกับลูกเมียแต่ก็ไม่ควรทำโทษลูกสาวคนเดียวหนักถึงขั้นนี้

          เธอเป็นแค่เด็ก ม.3

          เป็นเด็กที่เพิ่งทำบัตรประชาชนด้วยซ้ำ! เขาโมโหแต่ไม่รู้ว่าจะลงกับใครจึงได้แต่ยืนหลับตาคลึงหว่างคิ้วไม่ให้ตัวเองระเบิดออกมา

          “มีอะไรอยากจะเล่าให้ฉันฟังไหม?” เขาถาม

          พอได้ยินคำถามลลนาก็อยากจะนั่งลงแล้วพ่นทุกอย่างที่อัดอั้นอยู่ในใจออกมา แต่เธอรู้ดีว่าทั้งคู่อยู่ในสถานการณ์ที่จำเป็นต้องเร่งเดินทาง จึงแค่ส่ายหน้าแล้วเดินตรงไปยังโรงรับจำนำที่เพิ่งเปิดร้านได้ไม่นาน เมื่อเข้ามาด้านในโรงรับจำนำทั้งคู่ก็จัดการเปลี่ยนของมีค่าที่ใส่ติดตัวอยู่ไปเป็นเงินก้อนหนึ่ง ลลนาถอดตุ้มหูเพชรเม็ดเล็กๆ ที่แม่ของเธอให้เป็นของขวัญวันเกิดแล้ววางลงบนถาด ก่อนจะผลักไปให้เจ้าของร้าน

          เจ้าของร้านยังไม่ทันจะเอื้อมมือมาหยิบตุ้มหู ประกาศศึกก็ดึงถาดกลับมาเสียก่อน “อันนี้เป็นของขวัญจากแม่เธอ เก็บไว้เถอะ”

          เด็กสาวกำลังจะอ้าปากแย้ง แต่เขากลับโยนตุ้มหูคู่นั้นมาให้แล้วจัดการถอดนาฬิกา Panerai ของตนออกมาใส่ถาดแทน เจ้าของร้านหยิบนาฬิกาเรือนนั้นไปส่องราวห้านาทีแล้วถ่ายรูปบันทึกไว้เป็นหลักฐาน ก่อนจะพูดเสียงเรียบว่า “แสนห้า”

          “นี่ Luminor 1950 นะเฮีย สายเป็นหนังกลับด้วย เฮียเก็บไว้ขายต่อก็สองแสนกว่าแล้ว”

          ไอ้เด็กนี่ดูเหมือนนักเรียน ม.ปลาย ยังหัวเกรียนอยู่เลยแต่เสือกรู้ดีเหลือเกิน เจ้าของร้านตัดใจบอกเพิ่มไปอีกนิด “แสนแปด”

          “แสนเก้า”

          “แสนแปดห้า!”

          “โอเค”

          “จ่ายเป็นเช็คได้ไหม?” อีกฝ่ายเดินออกมาถาม

          “ขอเงินสด”

          จังหวะนั้นสายตาคมกริบของเจ้าของร้านเผลอก้มมองลงต่ำ
พอเห็นยี่ห้อรองเท้าที่เจ้าเด็กหัวหมอคนนี้ใส่แล้วเขาก็เกือบสะดุ้ง “ไม่ขาย Lebron ด้วยล่ะ?”

          ลลนาได้ยินถึงกับตกใจ รองเท้าคู่นี้พี่เป๊กรักมาก พ่อของเขาซื้อให้ตอนวันเกิดปีที่แล้วเอง “ไม่ขายค่ะ!”

          “แปดหมื่น” ประกาศศึกตอบกลับอย่างไม่ต้องคิด

          “เจ็ดก็พอไอ้น้อง นี่มันของมือสองนะ”

          “ซื้อใหม่แสนสองนะเฮีย ไปเช็กราคาในเว็บได้เลย แปดหมื่นนี่ราคาหิวข้าวเช้า”

          เจ้าของร้านยืนนิ่งไปสักพักก่อนจะพยักหน้ารับ

          หลังจากนั้นอีกห้านาที ประกาศศึกก็เดินออกมาจากโรงรับจำนำด้วยเท้าเปล่า กลายเป็นลลนาที่ต้องกัดฟันพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด “ถ้าพี่เห็นแก่เงินแบบนี้ ต่อไปเราอาจต้องแก้ผ้าเดิน”

          “เรากำลังหนีออกจากบ้านนะ ไม่ได้ไปเซเว่นหน้าปากซอยถึงจะได้มีแค่แบงก์ยี่สิบก็อยู่ได้” กล่าวจบเขาก็ยัดเงินสดปึกใหญ่ใส่ซองสีน้ำตาลจากนั้นก็ใส่ลงไปในกระเป๋าเป้ที่เธอสะพายอยู่ “แบกเอาไว้ ฉันจะได้ไม่ต้องถือให้หนัก”

          ทั้งคู่หาซื้อรองเท้าผ้าใบราคาสองร้อยกว่าบาทที่ขายอยู่ตรงหน้าตลาดให้ประกาศศึกคู่หนึ่ง จากนั้นก็ซื้อแซนด์วิชกินกันคนละชิ้น ระหว่างเดินไปกินไป เธอก็เล่าเรื่องที่ตัวเองโดนขังอยู่ในบ้านตลอดสามวันมานี้ให้เขาฟัง ลลนาเล่าพลางถอนหายใจ จากนั้นก็ยื่นแขนซ้ายไปให้เขาดูว่าตนถูกลวดเกี่ยวในขณะที่ปีนกำแพงบ้านหนีออกมา เธอไม่รู้ว่าทำไมถึงต้องเล่าละเอียดขนาดนี้ แต่อะไรบางอย่างในตัวประกาศศึกทำให้เธอรู้ว่าตนสามารถระบายความทุกข์ออกมาได้อย่างหมดเปลือก

          ประกาศศึกนิ่งฟัง จังหวะที่ทั้งคู่กำลังเดินข้ามถนนกลับไปยังฝั่งสถานีขนส่งเขาก็สอดมือเข้ามาแล้วกระชับอุ้งมือของเธอไว้ “คุณป๋าเคยเล่าให้ฉันฟังว่าพ่อของเธอเป็นคนที่มีนิสัยรุนแรง พวกเมียน้อยเมียเก็บของเขาโดนตบตีทุกคน ตอนที่ป๋าเล่าฉันยังไม่อยากจะเชื่อ แต่พอเห็นเขาลงมือลงไม้กับเธอฉันก็คิดว่า...” เด็กหนุ่มเอียงศีรษะไปมองรุ่นน้อง ม.3 ที่ใครต่อใครต่างพากันแซวว่าเป็นแฟนตน หัวใจของเขาหดเกร็งไปกับสองตาบวมเป่งของเธอ “ถ้าหนนี้หนีพ้น เราจะไม่กลับมาหนองคายอีก”

          ทั้งสองเดินเคียงข้างกันด้วยสีหน้าที่แตกต่าง คนหนึ่งครุ่นคิด อีกคนมีสีหน้าหวาดกลัวจนซีดเผือด

          พี่เป๊กบอกว่าหนี... ก็ใช่น่ะสิ... นี่มันคือการหนีจริงๆ!

          ความคิดที่ว่า ‘ตนกำลังจะหนีออกจากบ้านไปพร้อมกับรุ่นพี่ผู้ชาย’ ทำให้ลลนารู้สึกหวาดกลัว ด้วยวัยเพียงสิบห้า สิ่งที่เธอกำลังจะทำมันฟังดูร้ายแรงเหลือเกินสำหรับเด็กสาวคนหนึ่ง และไม่ว่าจะทำสำเร็จหรือไม่ ชื่อเสียงของเธอก็เน่าหนอนฟอนเฟะไปแล้วนับตั้งแต่วินาทีแรกที่ก้าวเท้าออกจากบ้าน

          เธอหันไปมองร่างสูงของประกาศศึก “แล้วครูฝ้ายล่ะคะ ถ้าพี่ไปแล้วจะไม่คิดถึงพ่อพี่เหรอ?”

          เธออาจจะเป็นกาฝากในชีวิตของพ่อ... แต่พี่เป๊กไม่ใช่ ครูฝ้ายรักลูกชายคนเดียวของเขายิ่งกว่าอะไรทั้งนั้น การที่จู่ๆ พี่เป๊กก็หายตัวไปแน่นอนว่าเจ้าพ่อค่ายมวยคนนั้นต้องโกรธแค้นแทบขาดใจ

          “ไว้เรา... ปลอดภัยดีแล้วฉันค่อยโทรกลับมาหาป๋า”

          “หนูไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเรากำลังตัดสินใจแบบนี้” เธอเปรยออกมาเสียงเบาให้พอได้ยินกันสองคน

          เรื่องที่ทั้งคู่กำลังทำจะส่งผลเสียต่ออนาคตของเขามากกว่าตัวเธอ เธอรู้สึกขอบคุณและอุ่นใจที่เขากระโดดเข้ามาปกป้อง พยายามลากเธอออกมาจากบ้านที่เหมือนกับขุมนรก แต่อีกใจก็รู้สึกเจ็บปวดเหลือเกิน

          เขาเป็นนักกีฬาโรงเรียน ฐานะดี อนาคตไกล และทุกอย่างอาจจะพังพินาศลงเพราะเธอ “ความจริงแล้วครูฝ้ายพูดถูก พวกเราควรจะห่างกันสักพัก”

          เขาเหล่ตามองมา “นี่เธอคิดจะผลักฉันออกจากวงจรชีวิตเหรอ?”

          “พี่แน่ใจว่าเราทำถูกแล้วใช่ไหมคะ?” เธอหลุดถามประโยคเดิมๆ ออกมา

          เขากุมมือข้างหนึ่งของเธอเอาไว้แน่น พาเดินไปยังตู้กดน้ำดื่ม “ฉันไม่อยากเห็นเธอโดนตีแบบนี้อีก”

          “แล้ว... ถ้าข้ามไปฝั่งลาวสำเร็จ เราจะไปไหนต่อ”

          “ฉันจะหาทางติดต่อกับแม่”

          “แต่ถ้าเราหาแม่พี่ไม่เจอล่ะ?”

      “ฉันก็ต้องมีแผนสองอยู่ในใจสิน่า เธอไม่ต้องห่วงปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฉันเถอะ” แน่นอนว่าถ้าไปอยู่ต่างบ้านต่างเมืองเขาก็ต้องดิ้นรน ประกาศศึกรู้ดีว่าเปอร์เซ็นต์ที่จะตามหาแม่ของเขาพบนั้นเป็นศูนย์ แม่เลิกรากับพ่อไปนานแล้วและไม่เคยติดต่อกลับมาอีก แต่นั่นไม่ใช่เรื่องที่ลลนาจำเป็นต้องรู้ หน้าที่ของเขาคือปลอบให้เธอสบายใจ

          เด็กหนุ่มกะคร่าวๆ ว่าเงินที่ตนมีอยู่ในมือตอนนี้อาจพอประคับประคองสองชีวิตไปได้อย่างน้อยก็สักครึ่งปี และภายในครึ่งปีนี้เขาจะต้องขวนขวายหางานทำให้เร็วที่สุด เขายินดีทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้น้องน้อยคนนี้ต้องลำบาก ต่อให้ต้องทำงานที่ใช้แรงเขาก็ไม่เกี่ยง

          “เราจะได้เรียนต่อไหมคะพี่เป๊ก?”

          “เรียนสิ” แต่ต้องหาเงินกินข้าวก่อนนะ “อย่าคิดมาก... เออนี่ ถ้าจะเข้าห้องน้ำก็จัดการให้เรียบร้อยเลยนะ เพราะเดี๋ยวเราต้องนั่งรถกันอีกนาน”

          เธอตอบรับเสียงงึมงำในลำคอแล้วแยกตัวเดินเข้าไปในห้องน้ำหญิง

 

          ประกาศศึกหยิบมือถือขึ้นมาไล่อ่านข้อความบนหน้าจอระหว่างที่ยืนรอลลนาเข้าห้องน้ำ

          สักพักก็มีคนกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาประกบ ไม่จำเป็นต้องเป็นคนความรู้สึกไวประกาศศึกก็พอเดาได้ว่าตนกำลังมีปัญหา พอเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้งเขาก็พบว่าตัวเองถูกล้อมด้วยชายฉกรรจ์เจ็ดชีวิต แต่ละคนล่ำสันบึกบึน แม้จะไม่สูงใหญ่แต่หากโผเข้ามาพร้อมกันก็เล่นงานเขาน่วมได้เหมือนกัน

          ไม่นานก็มีชายวัยกลางคนแต่งตัวแนวสปอร์ต สวมแว่นสีชา เดินฝ่าวงล้อมเข้ามาด้วยท่าทางเรียบเรื่อย

          ชายฉกรรจ์ทุกคนแหวกเปิดทางให้เขาด้วยกิริยานอบน้อม พอมาถึงชายคนนั้นก็ตรงเข้ามากอดบ่าเด็กหนุ่มที่ยืนนิ่งอยู่กลางวง แล้วพาเดินออกห่างจากหน้าห้องน้ำหญิง

          ทันทีที่อยู่ด้วยกันตามลำพัง ฝ่ายนั้นก็ตรึงประกาศศึกไว้ด้วยดวงตาเรียวเล็กที่จ้องมาอย่างเยือกเย็น ดูคล้ายกับจงอางเตรียมฉก

          “ดูเหมือนว่าลูกสาวของฉันจะอยู่กับเธอ”

          ประกาศศึกยกมุมปากขึ้นยิ้มน้อยๆ เขามั่นใจว่าตนได้ยินน้ำเสียงดูแคลนออกมาจากปากของเสี่ยค้าไม้ชื่อดัง ตั้งแต่เกิดพ่อก็เลี้ยงเขามาเหมือนเพื่อนคนหนึ่ง เขาไม่เคยถูกกดดัน ข่มขู่ให้หวาดกลัวหรือถูกบีบบังคับให้ต้องยอมก้มหัวมาก่อน ดังนั้นจึงเลือกตอบไปตามสัญชาตญาณว่า “ครับ... ผมกำลังจะพาเขาหนีไปจากพ่อใจร้าย”

        “อืม” เสี่ยอ้วนกระแอมตอบ “อะไรทำให้มั่นใจขนาดนั้นล่ะ” พูดจบฝ่ายนั้นก็หันไปโบกมือให้ชายสี่คนที่ยืนเฝ้าอยู่หน้าห้องน้ำ เจ้าสี่คนนั้นหักข้อนิ้วมือดังเป๊าะๆ แล้วเดินตรงมาทางนี้ทันที

          ประกาศศึกยืนนิ่ง คาดว่าวันนี้คงจบไม่สวยเสียแล้ว

          ยิ่งพอได้ยินเสียงกรีดร้องของลลนา เขาก็รู้ว่าเธอโดนรวบตัวทันทีที่ก้าวออกมาจากห้องน้ำหญิง ด้วยความเป็นห่วงเขาจึงรีบโพล่งออกไป “ทั้งหมดเป็นความคิดของผม ผมเป็นคนชวน... เขาไม่ได้อยากมาตั้งแต่แรก เสี่ยปล่อยหนูนาเถอะแล้วผมจะไม่ยุ่งอีก...”

          “พี่เป๊ก!” เด็กสาวกรีดร้องเสียงสั่น เรียกสายตาของผู้ที่เดินผ่านไปมาให้หันมามองกันประปราย แต่เนื่องจากยังเช้าอยู่มากคนเลยไม่เยอะเท่าไหร่ ประกอบกับที่นี่มีเพียงยามแก่ๆ เฝ้าเวรอยู่แค่คนเดียว ตาแก่นั่นพอเห็นกลุ่มนักเลงเดินมาก็ปลีกตัวหายไปเสียแล้ว

          เจ้าสี่คนที่เดินอาดๆ เข้ามาหาไม่ได้สร้างความหนักใจให้กับเด็กหนุ่มเท่ากับอีกสามชีวิตที่กำลังฉุดทึ้งดึงรั้งร่างที่กำลังดิ้นหนีของหนูนา

          จังหวะหนึ่ง... หนูนากัดไอ้เลวที่เอามืออุดปากเธอไว้ มันสะบัดมือเร่าๆ และเงื้อขึ้นตบ

          เพียะ!

          เสียงนี้ทำให้กำแพงความอดทนในใจของประกาศศึกพังทลาย เขาอาศัยจังหวะที่เสี่ยอ้วนเผลอคว้าข้อมือของอีกฝ่ายแล้วจับบิดไพล่หลัง พร้อมกับดึงปืนสั้นที่เอวของฝ่ายนั้นขึ้นมาจ่อขมับ

          ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วมากจนไม่ว่าใครก็คาดไม่ถึง

          “คุณต้องเป็นพ่อที่เหี้ยแค่ไหนถึงจะยืนมองคนอื่นตบลูกตัวเองได้น่ะ หืม?” เขากระซิบเบาๆ ข้างหูเสี่ยค้าไม้ที่กำลังยืนตาเหลือกด้วยความตกใจ ประกาศศึกย้ำอีกหนอย่างแค้นจัด “ปล่อยหนูนา!”

          ไม่ต้องให้เจ้านายสั่งลูกน้องก็ยอมปล่อยมือแต่โดยดี ลลนาวิ่งรี่เข้ามาหลบอยู่ด้านหลังประกาศศึกอย่างนึกหวาด สายตาเธอไม่ละจากร่างของพ่อที่เริ่มหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง เสียงหัวเราะที่คล้ายคนโรคจิตของเสี่ยอ้วนทำให้ประกาศศึกยิ่งสงสารหนูนาเข้าไปใหญ่

          เธอโตมาแบบไหนวะเนี่ย?

          “โถ โถ โถ นี่มึงคิดจะจีบลูกสาวกูเหรอไอ้หนู มึงรู้ไหมว่ามันน่ะแรดเหมือนแม่ฝรั่งของมัน ฮ่าๆๆ คิดจะจีบเด็กลูกครึ่ง มึงทำใจเรื่องถูกสวมเขาเอาไว้แล้วหรือยัง” เสี่ยอ้วนตบอกตัวเอง “กูนี่ มึงดูกู... แม้แต่กูก็ยังไม่รู้เลยว่าอีเด็กนี่ใช่ลูกกูหรือเปล่า”

          ผัวะ!

          ประกาศศึกใช้ด้ามปืนตบหัวเสี่ยอ้วนไปทีหนึ่งโดยไม่รู้ตัว

          “เสี่ย!”

          “คุณพ่อ!” แม้แต่ลลนาก็ยังอึ้ง

          พี่เป๊ก-ตบ-หัว-พ่อเธอ

          เธอถือโอกาสนี้คว้าข้อมือของประกาศศึกเพื่อดึงให้วิ่งหนีไปพร้อมกัน

          เด็กหนุ่มลังเล เขารู้ดีว่าตนมีเรื่องกับชายคนนี้ไม่ได้แต่ถ้าไม่อัดมันให้น่วมไปซะก่อนมันจะต้องส่งคนวิ่งไล่ตามมาแน่ๆ

          วินาทีนั้นเขาหันไปมองสีหน้าที่เป็นกังวลของลลนา

        แม้ว่าหนูนาจะโกรธอย่างไรแต่ลึกๆ ในใจเธอยังคงรักพ่อซึ่งเป็นญาติที่เหลืออยู่เพียงคนเดียว ประกาศศึกกัดฟันอย่างหงุดหงิด ทำได้เพียงเตะข้อพับขาให้อีกฝ่ายร่วงลงไปกองกับพื้นแล้ววิ่งตามการจูงอันไร้ทิศทางของลลนา

          “ปืน!” เด็กสาวร้องเตือน

          เขารีบโยนปืนทิ้งถังขยะถังแรกที่ตนพอจะหาได้ การต้องขึ้นศาลเยาวชนบ่อยครั้งในเรื่องตีรันฟันแทงทำให้ประกาศศึกรู้ดีถึงข้อแตกต่างของการมีอาวุธในครอบครองกับการทะเลาะวิวาทธรรมดา อีกใจหนึ่งเขายังคิดว่าฝ่ายนั้นคงไม่กล้าใช้ปืนผาหน้าไม้กับตน เพราะนี่คือที่สาธารณะและอีกอย่างหนูนาเองก็อยู่กับเขา ไม่มีพ่อคนไหนหรอกที่...

          เปรี้ยง!

          เสียงปืนลั่นขึ้นมาจากทางด้านหลัง พร้อมกับการไล่กวดสุดฝีเท้าของชายหน้าเหี้ยมทั้งเจ็ด

          ประกาศศึกเพิ่งสำนึกว่าตนคิดบวกเกินไป

          ในโลกใบนี้มีสัตว์ที่รักลูก แต่ก็มีสัตว์ที่ฆ่าลูกเพื่อกินเป็นอาหารทันทีที่คลอดเหมือนกัน!

          เพราะหนูนาวิ่งช้าและเขาเป็นห่วงเธอมาก ประกาศศึกจึงคว้าร่างเล็กมาอุ้มไว้แนบอกแล้วพาวิ่งออกมาจากสถานีขนส่งผู้โดยสาร เขาวิ่งฝ่ากลางสี่แยกเพื่อข้ามถนนไปยังอีกฟาก

          กลุ่มนักเลงทางด้านหลังยังวิ่งตามมาติดๆ อย่างไม่ลดราวาศอก ไม่ว่าเขาจะวิ่งไปทางไหนพวกมันก็จะแยกย้ายกันดักซ้ายดักขวาทำให้ต้องเปลี่ยนทางหนีทีไล่

          เขารู้ว่าตนเองกำลังโดนตีกรอบเข้ามาเรื่อยๆ จึงตัดสินใจวิ่งเข้าไปในตัวอาคารแห่งหนึ่งที่ดูคล้ายกับหอพักซึ่งด้านหลังตัวตึกมีบันไดหนีไฟทอดยาวลงมา

         เมื่อมาถึงเขาก็จับลลนาโยนเข้าไปในลิฟต์แก้วที่กำลังเปิดค้างแล้วกดขึ้นไปชั้นบนสุด จากนั้นก็คว้าเก้าอี้ไม้ตัวหนึ่งไว้ในมือแล้วยืนขวางอยู่หน้าลิฟต์อย่างรอคอย

          ชายฉกรรจ์ทั้งเจ็ดใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เงาของพวกมันทอดยาวราวกับเปรตที่ค่อยๆ คืบคลานเข้ามาหาเขา

          หนึ่งในนั้นชักปืนออกมาเตรียมไว้

          เขาได้ยินเสียงเธอกรีดร้องและทุบกระจกใสด้านในอย่างบ้าคลั่ง จึงหันกลับไปมองสบตา

          “ไม่... ไม่เอาแบบนี้!”

          ลิฟต์แก้วค่อยๆ เคลื่อนขึ้นไปสู่ที่สูง

          “พี่เป๊ก... พี่เป๊ก!”

          เธอร้องไห้... น้ำตาไหลอาบแก้ม

          ภาพนั้นสลักแน่นอยู่ในความทรงจำของเขาไปอีกหลายสิบปี อย่างไม่มีวันลืม

1.ตามหาช้างเผือก

        

 

 

 

         “ได้ยินข่าวเด็กลูกครึ่งนั่นทีไรก็ปวดหัว... ทำปีกกล้าขาแข็งหนีไปเรียนกรุงเทพฯ สุดท้ายก็ไม่พ้นเรื่องผู้ชาย

          ปากเล่าไปส่วนมือก็ยุ่งอยู่กับการตักกล้วยบวชชีใส่ถุงไปด้วย

          ลูกค้าที่ยืนหูผึ่งอยู่ตั้งแต่แรกรีบขอข้อมูลเพิ่ม “ลูกครึ่งไหน? ใช่ลูกสาวของเสี่ยอ้วนหรือเปล่าเจ๊”

          “จะเป็นใครไปได้อีกล่ะ... นี่อย่าเอ็ดไปเชียวนะ” แม่ค้าขนมหวานลดเสียงให้เบาลง ยื่นหน้าเข้าไปใกล้กลุ่มคนฟังอีกนิด “ตอนเด็กก็เคยทำเรื่องงามหน้ามาแล้วครั้งหนึ่งจนชื่อเหม็นไปทั้งอำเภอ... พอโตเป็นสาวยังก่อเรื่องเดิมๆ ซ้ำซากไม่จบไม่สิ้น” จากนั้นก็มองซ้ายมองขวาเหมือนกลัวใครจะได้ยิน เจ้าตัวรู้ดีว่าท่าทางแบบนี้จะช่วยเรียกแขกสายเผือกได้ดีนัก “แหล่งข่าวเล่าว่าไปอยู่กรุงเทพฯ หล่อนก็พยายามให้ท่าเจ้านาย พอเจ้านายจับได้ก็เลยโดนเฉดหัวออกจากงาน แต่เรื่องยังไม่จบแค่นั้นนะยะ”

          แล้วพวกสอดรู้ก็มาจริงๆ

          ลูกค้าร้านขายผักแผงข้างๆ กับคนที่ต่อคิวรอซื้อข้าวขาหมูค่อยๆ เขยิบเข้ามาฟังด้วยแบบไม่กระโตกกระตาก “ทำไมเหรอเจ๊”

          เจ๊ร้านขนมหวานเริ่มพล่ามต่อ “ก็หล่อนไม่ยอมออกดีๆ น่ะสิ เห็นว่าอาละวาดพังออฟฟิศเขาด้วย ทางบริษัททนไม่ไหวเลยติดต่อทางบ้านให้รีบมารับตัวไปให้พ้นๆ หน้าก่อนที่เขาจะแจ้งความ”

          คนฟังแต่ละคนตาโตหูผึ่ง “เหมือนเมื่อเก้าปีก่อนไม่ผิด ตอนนั้นก็ให้ท่าลูกชายค่ายมวย เกือบทำให้เขาเสียอนาคตแน่ะ ดีนะที่พ่อเขารู้ทัน รีบดึงลูกชายเขาห่างออกมาซะก่อน”

          “เอ๊ะ แกนี่ อย่าลามไปถึงครูเป๊กสิ... เรื่องมันนานมากแล้วนะ” อีกคนนึกสงสารลูกชายค่ายมวยชื่อดังที่ตอนนี้ชีวิตกำลังรุ่งเรืองถึงขีดสุด ค่ายมวยก็กำลังไปได้สวย การพลาดพลั้งตอนวัยรุ่นเพียงครั้งเดียวของเขาไม่ควรถูกดึงมาวิจารณ์ต่อเนื่องยาวนานเกือบสิบปี

          แต่ไม่รู้เป็นไง... เมื่อไหร่ที่มีการยกหัวข้อของลูกสาวเสี่ยอ้วนขึ้นมานินทา ครูเป๊กมักจะโดนลากมาเกี่ยวข้องทุกครั้ง เหมือนมีกลางวันก็ต้องมีกลางคืนอย่างไรอย่างนั้น

          “งานเลยมาตกที่พ่อแม่เลย น่าสงสารเนอะพี่ที่มีลูกสาวแบบนั้น” อีกคนพึมพำ

          “เออ... คนที่น่าสงสารที่สุดก็คือคุณตันหยงแม่เลี้ยงของเขานั่นแหละ” ลูกค้าร้านผักเผลอสอดปากขึ้นมาบ้าง “ดีกับลูกเลี้ยงสารพัดแต่เด็กมันไม่เอาอะไรสักอย่าง ซ้ำปากยังชอบว่าร้ายแม่เลี้ยงเสียๆ หายๆ ตั้งแต่เกิดมาฉันไม่เคยเห็นแม่เลี้ยงคนไหนจะใจกว้างไปกว่าคุณตันหยงอีกแล้ว ถ้าเป็นฉันนะ ตบลงไปกองที่พื้นนานแล้ว”

          “เด็กมันคงได้เชื้อแม่ฝรั่งของมัน” อีกคนสอดขึ้นมาอย่างมีอารมณ์ร่วม “ตอนแหม่มนั่นยังไม่ตายก็มีข่าวฉาวแบบนี้บ่อย พอตายลูกก็เดินตามรอยเท้าแม่เป๊ะ เรียกว่าลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นคงไม่ผิด นับเป็นเวรกรรมของเสี่ยอ้วนแท้ๆ”

          ยิ่งวิจารณ์เสียงก็ยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ ตัวปล่อยข่าวลือต้นเรื่องกวาดตามองรอบตัวแล้วบรรจงยกนิ้วชี้ขึ้นแตะปาก “บอกแล้วว่าอย่าเอ็ดไป เดี๋ยวเรื่องเก่าๆ ของเด็กนี่ถูกขุดคุ้ยขึ้นมาจะเสียหายลามไปถึงครูเป๊กได้ เรื่องนี้ขอให้ทุกคนอย่าแพร่งพรายให้คนนอกรู้เด็ดขาดนะ ช่วยกันเก็บเป็นความลับสุดยอดนะ ถือว่าเจ๊ขอ”

          เด็กผมแกละที่ยืนรอกล้วยบวชชีอยู่เผลอได้ยินไปกับเขาด้วย จากที่ฟังนิ่งๆ พอได้ยินคำว่า ‘ครูเป๊ก’ หัวใจก็เต้นแรงขึ้นมา เขารีบยื่นเงินให้แม่ค้าแล้วคว้าถุงขนมวิ่งข้ามซอยไปหากลุ่มเพื่อนที่ยืนเลียไอติมรออยู่หน้าร้านสะดวกซื้อ พอมาถึงเด็กๆ ทั้งหลายก็ถูกเรียกให้มาสุมหัวกัน พวกเขากระซิบกระซาบเสียงเบา หัวข้อที่คุยไม่พ้น ‘เรื่องลับสุดยอด’ ที่เจ้าแกละได้ยินมาเมื่อครู่

          “กูบอกแม่ได้ไหมวะ?” น้องคนหนึ่งในแก๊งเปรยขึ้น

          “เอ๊ะ เจ๊เขาบอกว่าไม่ให้แพร่งพรายให้คนนอกรู้” อีกาคาบข่าวรู้สึกเหมือนโดนลูบคม

          “แต่แม่กูไม่ใช่คนนอกซะหน่อย”

          น้องฟันหลอพยักหน้าเห็นด้วย “บ้านกูก็อยู่ท้ายตลาดนี่เอง คนที่บ้านเกิดแก่เจ็บตายที่นี่มาตั้งหลายชั่วโคตร แบบนี้ยังไม่เรียกว่าคนในอีกเหรอ”

          “งั้นคงบอกได้แหละ แต่จะรู้ได้ยังไงว่าแม่มึงจะไม่พูดมาก?”

          “ไม่หรอก ถ้าแม่กูนะ... แกบอกแค่พ่อคนเดียวแหละ ไม่บอกคนอื่น” ส่วนพ่อก็สนิทกับคนในแก๊งเหล้าแค่ไม่กี่คนเอง

          เจ้าตัวเล็กที่สุดในกลุ่มยิ้มกว้าง “แม่กูยิ่งแล้วใหญ่ ไม่สนิทกับใครเลยนอกจากเจ๊ดาร้านทำผมหน้าปากซอย”

          เด็กๆ ตกลงกันเสียดิบดี หลังจากคุยจบยังไม่ลืมกำชับกันและกันว่าไม่ให้แพร่งพรายออกไปให้คนนอกรู้ เพราะ ‘กลัวจะเสียหายลามไปถึงครูเป๊กได้’

---------------------------------------------------

          วันนี้ประตูหน้าของค่ายมวยศิษย์ทรงชัยเปิดกว้างต่างจากทุกวัน

          ประตูเหล็กลวดลายจงอางแผ่แม่เบี้ยเก่าคร่ำที่ปิดสนิทแล้วล่ามโซ่มาแรมปี ตอนนี้กลับเปิดออกเหมือนจะบอกว่า ‘ยินดีต้อนรับผู้มาเยือน’

          ต่อให้ประตูค่ายจะอ้ากว้างแต่กลับไม่มีใครคิดจะก้าวเข้ามาในสถานที่แห่งนี้ ชาวบ้านละแวกนี้ลือกันว่าที่นี่ ‘เจ้าที่แรง’ อาจเป็นเพราะพวกเขาหวาดผวากับบรรดารูปปั้นที่ตั้งตระหง่านขนาบอยู่สองข้างทางเดินตั้งแต่หน้าประตูยาวเข้าไปหลายกิโลจนถึงตัวตึกด้านใน รูปปั้นจำลองเหล่านั้นมีขนาดเท่าตัวคนจริง และถูกจัดวางให้แสดงท่าทางการต่อสู้แบบแม่ไม้มวยไทยในรูปแบบต่างๆ ใบหน้าของบรรดารูปปั้นถูกถอดแบบมาจากนักมวยเก่าของค่ายนี้ที่เคยมีชื่อเสียงโด่งดังเมื่อครั้งอดีต นับเป็นการโชว์โพรไฟล์ของค่ายมวยที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเสียจริงๆ

          ‘มาติกา’ ค่อยๆ เดินฝ่าสายลมแรงและความหนาวของเดือนธันวาคมเข้าไปด้านในค่ายมวย ยิ่งเดินลึกเข้าไปเธอก็ยิ่งรู้สึกเหมือนอากาศรอบตัวเย็นลงเรื่อยๆ

          วันนี้ฟ้าปิด แสงแดดส่องลงมารำไรแต่กลับมีสายลมกระโชกแรงที่กระหน่ำพัดจนเธอต้องกระชับเสื้อสูทเข้าหากันแน่นยิ่งกว่าเดิม ระหว่างที่เดินหญิงสาวก็กวาดสายตาไล่ไปตามรูปปั้นแต่ละตัวที่ขนาบอยู่สองทางเดินไปด้วย ถ้านี่เป็นรูปปั้นที่ขึ้นรูปเลียนแบบตัวคนจริงๆ ก็ต้องยอมรับว่านักมวยค่ายนี้ตัวใหญ่มาก ดวงตาคมหวานมองจ้องรูปปั้นที่อยู่ใกล้ที่สุด

          ‘สลับฟันปลา... แสดงโดย ทรงชัย ศิษย์ทรงชัย พ.ศ. 2412’

          2412...

          อย่าบอกนะว่าค่ายมวยนี้เปิดมาแล้วร้อยกว่าปี!

          รูปปั้นนี้ดูเก่าคร่ำไปตามกาลเวลา ใบหน้าเลือนหายไปจนเกือบหมด ลักษณะการแต่งตัวดูโบร่ำโบราณเหมือนนักมวยสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ที่เห็นชัดเจนคือโครงร่างที่สูงใหญ่บึกบึน ถ้าเป็นคนโบราณรูปร่างแบบนี้เหมาะจะเป็นนักรบมากกว่านักมวย

          “ชื่อทรงชัย ศิษย์ทรงชัย... หรือว่าจะเป็นต้นตระกูลศิษย์ทรงชัย?” มาติกาพึมพำกับตัวเอง การที่ถูกส่งให้มาหาข้อมูลของค่ายมวยที่โด่งดังที่สุดในแถบอีสานเหนือทำให้เธอทั้งตื่นเต้นทั้งขยาด สมาคมมวยสากลที่หัวหน้าเธอเป็นประธานใหญ่ตามตื๊อเจ้าของค่ายมวยแห่งนี้ให้ร่วมส่งนักกีฬาเข้าคัดตัวเพื่อฟอร์มทีมสู้ศึกเอเชียนเกมส์ที่กำลังจะมาถึงในอีกสองปีข้างหน้า นี่คือสาเหตุที่เธอบากหน้ามาไกลถึงเขตลำน้ำโขง

          ค่ายมวยศิษย์ทรงชัยโด่งดังในเรื่องสร้างนักกีฬามวยอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นมวยสากล มวยสากลสมัครเล่น มวยไทย หรือแม้กระทั่งมวยปล้ำ โค้ชทีมชาติแต่ละคนก็ล้วนถือกำเนิดมาจากที่นี่ หัวหน้าของเธอมั่นใจว่าหากลุยเข้ามาขอความร่วมมือเพื่อชาติบ้านเมือง เจ้าของค่ายต้องไม่กล้าปฏิเสธแน่

          ตอนนี้สมาคมกำลังเผชิญวิกฤติขาดแคลนนักกีฬา แต่ที่ขาดที่สุดก็คือนักกีฬาหญิง

          และก็เป็นไปตามที่หวัง หลังจากติดต่อกันไปมาทางอีเมลเกือบครึ่งปี ทางสมาคมก็ได้รับอนุญาตให้เข้าไปเยี่ยมชมนักกีฬาได้ พอนัดวันกันเป็นมั่นเหมาะ มาติกาและทีมงานรวมทั้งช่างภาพก็จับตั๋วเครื่องบินจากกรุงเทพฯ มุ่งขึ้นอีสานเหนือไปอย่างไม่รีรอ แต่พอมาถึงสิ่งที่ต้อนรับกลับเป็นเพียงประตูเหล็กที่เปิดกว้าง ใบไม้แห้งที่เกลื่อนเต็มพื้น และบรรยากาศวังเวงสุดประมาณ

          “พี่มาร์กี้ดูนี่... ปักษาแหวกรัง” ช่างภาพที่มาด้วยรัวชัตเตอร์ไม่หยุด มาติกามองไปยังรูปปั้นทางด้านขวาบ้าง มันเป็นรูปปั้นของชายหนวดเขี้ยวคนหนึ่งที่ยืนออกมือในลักษณะปัดป้องและยกเข่าซ้ายขึ้นสูงเหมือนจะถือโอกาสตีเข่ากลับ

          “เท่เนอะพี่”

          มาติกาพยักหน้าตอบ หลุบตาลงต่ำมองตรงแท่นใต้ฝ่าเท้ารูปปั้น ‘ปักษาแหวกรัง... แสดงโดย วันชนะ ศิษย์ทรงชัย พ.ศ. 2421’

          นามสกุลนี้อีกแล้ว หรือว่ารูปปั้นนี้จะเป็นทายาทสายตรงของรูปปั้นเมื่อครู่?

          ดูทรงแล้วน่าจะใช่ เพราะรูปปั้นจำลองทั้งสองมีรูปร่างที่ใกล้เคียงกัน ใบหน้าของคนตระกูลศิษย์ทรงชัยค่อนข้างมีเอกลักษณ์ เป็นใบหน้าแข็งๆ เหมือนประกอบขึ้นจากเส้นตรงหลายๆ เส้นที่วางพาดตัดกันไปมา ไม่มีส่วนที่โค้งละมุนละไมชวนให้รู้สึกว่าน่ารักน่าเอ็นดู เหมาะแก่การนำมาสลักเป็นรูปปั้นแล้วตั้งไล่โจรผู้ร้ายแบบนี้แหละ

          ดูน่ากลัวยิ่งกว่าศาลพระภูมิร้าง!

          พอหันไปมองรูปปั้นตัวถัดไปเธอก็ทอดถอนใจ คิดไม่ผิดจริงๆ... รูปปั้นนี้ก็มีใบหน้าและนามสกุลเดียวกัน ‘ชวาซัดหอก... แสดงโดย ครองพล ศิษย์ทรงชัย พ.ศ. 2439’

          นั่นก็ใช่ ‘อิเหนาแทงกริช... แสดงโดย เลิศหล้า ศิษย์ทรงชัย พ.ศ. 2452’

          ยิ่งเดินเข้าใกล้ตัวตึกด้านใน มาติกาก็ยิ่งมั่นใจว่าบรรดารูปปั้นเหล่านี้คงถอดแบบมาจาก ‘หัวหน้าค่าย’ คนก่อนๆ ที่ล่วงลับไปแล้ว ถ้าอย่างนั้นค่ายมวยที่ก่อตั้งมานับร้อยปีแห่งนี้ก็เป็นกิจการที่ดำเนินงานและส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นสินะ หากเรื่องที่คาดเดานี้เป็นความจริงก็นับว่าครอบครัวประหลาดนี้น่าทึ่ง เธอไม่เคยเห็นความรักความหลงใหลใดๆของบุคคลหนึ่งจะสามารถส่งต่อไปตามสายเลือดสู่ลูกหลาน

          เพราะความรักความชอบของมนุษย์เราไม่เหมือนกัน มันไม่ใช่โรคร้ายหรือกรุ๊ปเลือดที่สามารถส่งต่อผ่านทาง DNA ได้ซะหน่อย

          หญิงสาวสาวเท้าเร็วขึ้นกว่าเดิม หลังจากเดินมาได้ยี่สิบห้านาทีเธอก็เริ่มเห็นหลังคาสีเทาของตึกรับรองด้านในบางส่วนแล้ว ที่นี่น่าจะกว้างกว่าร้อยไร่ เพียงแค่ระยะห่างระหว่างประตูหน้ามายังตึกรับรองก็น่าจะประมาณ 3 กิโล โชคร้ายที่ประตูทางเข้าติดป้ายชัดเจนว่า [ห้ามรถทุกชนิดเข้าออกบริเวณค่าย]  ไม่อย่างนั้นเธอคงสั่งให้คนขับรถขับเข้ามาแล้ว

          มาติกาฆ่าเวลาในการเดินเท้าอันน่าเบื่อนี้ด้วยการสำรวจรูปปั้นที่เรียงรายทั้งซ้ายขวา ยิ่งมองเธอก็ยิ่งเพลิดเพลินมากขึ้นเรื่อยๆ ความรู้สึกหวาดกลัวในทีแรกเปลี่ยนเป็นความอยากรู้อยากเห็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งรูปปั้นจำลองตัวหลังๆ ที่ค่อนข้างมีรายละเอียดครบ ทั้งเสื้อผ้าและเส้นสายของกล้ามเนื้อถูกสลักออกมาจนดูเหมือนจริงมาก มีการลงสี แรเงา ใส่เส้นผมจนดูคล้ายคนจริงๆ มายืนต้อนรับอยู่สองข้างทางเดิน

          รูปปั้นบางตัวถูกปั้นเป็นคู่ นัยว่าเป็นนักมวยฝาแฝด แต่ไม่ว่ารูปปั้นตัวไหนๆ ก็ล้วนมีใบหน้าและโครงร่างเหมือนกันหมด

          ตัวใหญ่ๆ หน้าดุๆ

          ‘ขุนยักษ์จับลิง... แสดงโดย ประกาศิต ศิษย์ทรงชัย พ.ศ. 2545’มาติกาขมวดคิ้ว รูปปั้นตัวนี้ชื่อคุ้นๆ แถมยังปั้นได้เหมือนจริงมากอีกด้วยพอเดินไปยังตัวสุดท้ายหญิงสาวถึงกับอุทานออกมา ตัวเมื่อครู่ว่าเหมือนจริงแล้ว แต่ตัวนี้เหมือนจริงยิ่งกว่าทุกตัวที่ผ่านมา

          มาติกาเบิกตาโตมองรูปปั้นตัวใหม่ที่เหมือนเพิ่งถูกยกมาตั้งไว้ไม่นาน โครงร่างของรูปปั้นดูแข็งแกร่ง สีที่ทาก็ยังสดใหม่ งานศิลปะชิ้นนี้สูงใหญ่ไหล่กว้าง ผิดก็แต่มันไม่ได้สวมชุดนักมวยแต่กลับสวมเสื้อไนกี้สีดำ กางเกงวอร์มขายาว และอยู่ในท่ายืนกอดอกมองตรง

          มาติกามองไล่ไปยังเครื่องหน้าของรูปปั้นตรงหน้า นึกชื่นชมปลายคิ้วเรียวเข้มตวัดสูงเหมือนเทพกวนอู หน่วยตาเรียวยาวดูเจ้าเล่ห์ ปลายหางตาชี้ขึ้นเล็กน้อย รูปปั้นตัวนี้มีโครงหน้าที่คมเฉียบ ไม่ใช่หน้าหวานเหมือนที่กำลังเป็นที่นิยมกัน แต่ก็ดูเก๋แบบดิบๆ

          มันมีผมสั้นเกรียน โหนกแก้มและจมูกขึ้นสันชัดเจน ดูแข็งกร้าวเป็นเหลี่ยมเป็นมุม

          และก็เหมือนรูปปั้นทุกตัว ใบหน้าของมันเหมือนจะประกอบขึ้นจากเส้นตรงหลายๆ เส้นที่วางพาดตัดกันไปมา ถ้าไม่มีริมฝีปากเต็มอิ่ม รูปปั้นตัวนี้คงจะดูเหมือนสิงโตหิน

          ถ้าเปรียบเป็นงานศิลปะ รูปปั้นตัวสุดท้ายก็คือผืนผ้าใบที่โดนสาดสีเข้าไปอย่างดิบๆ ไม่มีการวางแผนก่อนล่วงหน้า ทำให้ภาพที่ออกมาขาดความอ่อนหวานไปอย่างน่าใจหาย

          “ใครปั้นกันล่ะนี่... ปั้นออกมาได้น่ากลัวชะมัด” หญิงสาวเดินวนรอบงานศิลปะชิ้นสุดท้าย สองตาพยายามมองหาแท่นหินใต้ฝ่าเท้าของรูปปั้นไปด้วย “เอ... มันกำลังยืนท่าอะไรนะ?”

          จำได้ว่าทุกตัวก่อนหน้าจะมีชื่อสลักไว้ที่ไหนสักแห่ง และต้องมีคำอธิบายด้วยว่าเจ้าตัวกำลังยืนทำท่าทางอะไรอยู่

          “ประกาศศึก ศิษย์ทรงชัย”

          เสียงหนึ่งลอยเอื่อยๆ เข้ามาในหู มาติกาตัวแข็งทื่อ รู้สึกหนาวเยือกเหมือนโดนน้ำเย็นสาด!

          เธอค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมาสบตารูปปั้นตัวสุดท้าย จากนั้นก็เผลอร้องอุทานออกมาเมื่อเห็น ‘มัน’ กะพริบตาแล้วค่อยๆ เหยียดยิ้ม

          “ผมชื่อประกาศศึก ศิษย์ทรงชัย เป็นหัวหน้าค่ายรุ่นที่แปดของที่นี่... คุณมาผิดเวลานัดสามชั่วโมง!”

2.ประกาศศึก ศิษย์ทรงชัย

          คนที่พาเธอชมสถานที่ไม่ใช่ใครอื่น

          เขาคือ ‘นายประกาศศึก ศิษย์ทรงชัย’ หรือ ‘ครูเป๊ก’ หัวหน้าค่ายมวยศิษย์ทรงชัยที่โด่งดังที่สุดในเขตลำน้ำโขง

          มาติกาเงยหน้ามองนายใหญ่ของค่ายมวยดังที่เดินอยู่ข้างๆ เธอมากว่าสองชั่วโมงแล้ว ต้องยอมรับว่าเขาตัวสูงจริงๆ ทั้งสูงใหญ่ไหล่กว้าง และที่สำคัญเดินเร็วมากๆ สาวกรุงเทพฯ อย่างเธอทั้งตัวเล็กและขาสั้น ก้าวหนึ่งของเขาเท่ากับสองก้าวครึ่งของเธอเลยทีเดียว

          “ฝั่งนั้นเป็นหอพักนักมวยรุ่นเฮฟวี่เวท... พวกที่หนักมากกว่า 86 กิโล พวกเขาจะฝึกแบบเน้นสร้างกล้ามเนื้อเป็นหลัก กินแบบลดแป้งเน้นโปรตีน แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องห้ามน้ำหนักลดด้วย เพราะฉะนั้นเราเลยจำเป็นต้องแยกห้องเก็บตัวนักกีฬากับห้องครัวออกให้เป็นสัดเป็นส่วน จะให้พวกเขามากินรวมกับนักมวยรุ่นอื่นๆ ไม่ได้”

          มาติกาพยักหน้ารับ พอจดเสร็จเธอก็ยกโทรศัพท์ขึ้นตั้งใจจะถ่ายภาพ แต่...

          “ช่วยอ่านป้ายด้วย...” คนข้างกายปรามเธออย่างนุ่มนวล พร้อมกับพยักพเยิดไปทางป้ายภาษาอังกฤษที่เขียนไว้ว่า [NO PHOTO]

          “อ๋อ... ค่ะ” เสียงเอ่ยขัดของเขาทำให้เธอตกใจจนโทรศัพท์มือถือหลุดจากมือ แต่นึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะมือไม้ไว เขาคว้ามันได้กลางอากาศก่อนที่มันจะร่วงลงกระแทกพื้น

          เธอถอนหายใจอย่างโล่งอกแล้วยื่นมือไปขอคืน “ขอบคุณนะคะ เกือบไปแล้ว ดีที่คุณ...”

          “ผมเก็บไว้ให้ก่อนดีกว่า คุณถือของเยอะ ถ้าทำโทรศัพท์ตกแตกเสียดายแย่”

          มาติกากะพริบตาปริบๆ หลังจากทำความเข้าใจกับคำพูดของเขาอยู่พักใหญ่ถึงเพิ่งตระหนักว่า... เธอโดนยึดโทรศัพท์!

          หัวหน้าค่ายมวยสอดโทรศัพท์มือถือของเธอไว้ตรงกระเป๋ากางเกงด้านหลัง จากนั้นก็อธิบายต่อ “ส่วนตึกโน้นจะเป็นหอพักของกลุ่มนักมวยรุ่นจูเนียร์ ไลท์ และมิดเดิลเวท กลุ่มนักชกที่มีหุ่นกลางๆ ไม่จำเป็นต้องเก็บตัวมากมายนัก ส่วนมากก็มักจะออกมาทำกิจกรรมกลางแจ้งกันที่ลานเสาธงด้านหน้า หรือไม่ก็กระจายตัวไปทำภารกิจตามชมรมต่างๆ”

          “ที่นี่มีชมรมด้วยหรือคะ?” ข้อมูลของที่นี่เยอะมาก ดีนะที่เธอแอบเปิดโหมดอัดเสียงไว้ในโทรศัพท์ ถึงจะถ่ายรูปเก็บกลับไปไม่ได้ อย่างน้อยได้อัดเสียงเขากลับไปเปิดในที่ประชุมก็ยังดี

          “เยอะแยะ มีทั้งดนตรีและกีฬาอื่นๆ ที่นอกจากมวย ทางค่ายมีจัดกรุ๊ปออกไปสอนเด็กๆ ตามโรงเรียนเพื่อหารายได้พิเศษให้นักมวยของเราด้วย”

          “ถ้าอย่างนั้นคุณก็มีนักมวยรุ่นเล็กด้วยสินะคะ”

          เขาขยิบตาตอบ “ผู้หญิง คนแก่ เด็ก... อะไรที่หายใจได้ ค่ายผมมีหมดแหละ”

          ทั้งคู่เดินคุยกันไปเรื่อยๆ ส่วนมากก็เป็นรายละเอียดปลีกย่อยเกี่ยวกับที่นี่ เช่นมีตึกอยู่ทั้งหมดกี่ตึก โครงสร้างอาคารสร้างมากี่ปี และมีนักมวยประจำอาศัยอยู่ที่นี่ทั้งหมดกี่คน ยิ่งคุยล้วงลึกมาติกาก็ยิ่งรู้สึกทึ่งกับโลกใบใหม่ที่ตนเองกำลังก้าวเข้าไปหา

          นี่คือโลกของผู้กล้า... โลกที่ชื่อเสียงต้องแลกมาด้วยหยาดเหงื่อและความมานะพยายามอย่างยิ่งยวด

 

          ระหว่างที่เดินนั้นก็จะมีนักมวยวิ่งรวมตัวกันเป็นกลุ่มๆ สวนทางกับเธอ

          แต่ละคนเหมือนอยู่ในโลกของตัวเอง บางคนวิ่งพร้อมกับใส่หูฟังฟังเพลงไปด้วย มองเผินๆ ที่นี่เหมือนค่ายทหาร ต่างกันแค่ที่นี่มีผู้หญิงอยู่ประปราย แล้วพวกหล่อนเหล่านั้นก็ดูจะฝึกซ้อมหนักไม่แพ้ผู้ชาย ไม่อยากจะคิดเลยว่าในแต่ละปีค่ายมวยแห่งนี้ต้องจ่ายเงินเลี้ยงดูคนไปมากขนาดไหน

          ระหว่างที่เธอกำลังยืนคิดอยู่นั้น เจ้าของค่ายก็เดินห่างไปไกลแล้ว

          มาติกาสบถเบาๆ นึกอยากจะถอดรองเท้าแล้ววิ่งตาม

          เธอเป็นเจ้าหน้าที่ที่ทางสมาคมส่งมาให้ประเมินศักยภาพของนักมวยในค่ายศิษย์ทรงชัย เพื่อเฟ้นหา ‘ช้างเผือก’ ส่งสู้ศึกเอเชียนเกมส์ที่อินโดนีเซียในอีกสองปีข้างหน้า รู้อย่างนี้แล้วแทนที่หัวหน้าค่ายจะพินอบพิเทาเอาใจเธอและคณะ เขากลับสั่งให้ตากล้องและคนขับรถรออยู่ด้านนอก ส่วนเธอก็มีสิทธิ์เยี่ยมชมได้แค่สามชั่วโมงเท่านั้น

          มาติการีบวิ่งกระหืดกระหอบไล่ตามแผ่นหลังกว้างของครูฝึกคนดังไปติดๆ ไม่มีใครบอกเธอมาก่อนว่าหัวหน้าค่ายที่นี่ตัวสูง เธอต้องเงยหน้าคุยกับเขามากว่าสองชั่วโมงจนเส้นเอ็นที่คอแข็งค้างปวดระบมถ้ารู้มาก่อนล่วงหน้าว่าจะมาเจอยักษ์ เธอจะใส่ส้นสูงมาสักสี่นิ้ว!

          ค่ายมวยศิษย์ทรงชัยกว้างขวางปลอดโปร่ง มีทั้งหอพัก โรงอาหาร สนามซ้อมในร่ม ลานฝึก และเวทียกพื้นอีกนับสิบเวที คาดว่าคงกินพื้นที่มากกว่าร้อยไร่ สมาคมมวยสากลของเธอแจ้งว่านายประกาศิต ศิษย์ทรงชัย เจ้าของค่ายมวยคนเก่าเพิ่งประกาศวางมือจากวงการไปตั้งแต่ต้นปีโดยทิ้งมรดกอันประมาณค่ามิได้ไว้ในมือบุตรชายคนเดียวที่ไม่เอาไหนสักอย่าง

          ไม่เอาไหนน่ะเหรอ?

          ตอนแรกที่ได้ฟังหัวหน้าบรีฟงาน มาติกาวาดภาพตัวเองยืนอธิบายเรื่องหลักเกณฑ์ของการแข่งขัน โปรแกรมฝึกซ้อมและเงินรางวัลให้นักเลงภูธรที่ไม่รู้หนังสือสักตัวฟัง ที่ไหนได้ นายประกาศศึกหรือครูเป๊กของเด็กๆ ในค่ายกลับทำให้เธอรู้ว่าตัวเอง ‘คิดผิด’

          จากการบรรยายตลอดสองชั่วโมงที่ผ่านมา เธอรู้สึกว่าเขาเป็นคนจริงจังคนหนึ่ง ถึงจะมาดีลงานกับเขาเป็นหนแรกแต่น้ำเสียงเรียบเรื่อยติดจะเกียจคร้านเล็กๆ ของเขาตอนที่อธิบายเรื่องต่างๆ ให้ฟัง กลับทำให้เธอรู้สึกเคลิ้มตาม ท่าทางเขาเหมือนพูดไปเรื่อยๆ แบบไม่ใส่ใจ แต่หากฟังดีๆ จะพบว่าเขารู้จริงเกี่ยวกับสิ่งที่ตนกำลังเอ่ย ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ อุปกรณ์ ต้นไม้ใบหญ้า หรือแม้กระทั่งผู้คน เขาสามารถบรรยายรายละเอียดของสิ่งของและนิสัยใจคอของคนเหล่านั้นออกมาได้หมดด้วยท่าทางที่เป็นธรรมชาติอย่างยิ่ง

          เสมือนว่าเธอเป็นเพื่อนสาวที่มาเยี่ยมเขาที่บ้าน แล้วเขาที่เพิ่งตื่นนอนก็พาเธอเดินชมถิ่นที่อยู่ของตัวเอง บอกว่าห้องน้ำอยู่ตรงนี้ ห้องครัวอยู่ตรงนั้น ท่าทางสบายๆ ของเขาช่วยทำให้บรรยากาศไม่เคร่งเครียดเป็นธุรกิจเกินไปนัก เขาแนะนำให้เธอรู้จักนักมวยในค่ายที่พอมีแววเป็น ‘ช้างเผือก’ อยู่หลายคน คนนั้นก็ดี คนนี้ก็น้องรัก ทว่าน้องรักแต่ละคนหูตาเป็นสับปะรดเหลือเกิน มั่นใจได้เลยว่าถ้าเธอหยิบก้อนหินออกไปจากค่ายสักก้อน พวกเขาคงเฮโลเข้ามาเด็ดหัวเธอแน่

          ที่สำคัญไม่มีใครมีท่าทีว่าอยากเป็นนักมวยทีมชาติเลยสักคน

          “ตรงนี้เป็นส่วนของเวทีจำลอง เอาไว้ซ้อมก่อนขึ้นชกจริง” เขาหันมาอธิบายเธอแล้วก็หยุดชะงัก

          มาติกาขมวดคิ้ว ถ้าเธอดูไม่ผิดสีหน้าของเขาเหมือนจะมีแววขบขันปะปนอยู่ ดวงตาคมเข้มคู่นั้นทอประกายอ่อนแสงลงกว่าเดิม ทำให้ใบหน้าเขาดู... อืม... เรียกว่ากรุ้มกริ่มจะได้ไหมนะ “มีอะไรหรือเปล่าคะ?”

          “รองเท้าคุณ”

          เธอก้มหน้าลงมองตามสายตาของอีกฝ่าย จากนั้นก็สบถเบาๆ “แย่จริง ฉันไม่รู้สึกตัวเลยนะเนี่ย”

          “นั่งก่อนไหม?”

          “ก็ดีค่ะ”

          เขาลากเก้าอี้เหล็กข้างเวทีมาให้เธอตัวหนึ่ง มาติกานั่งลง เธออุทานเสียงดังเมื่ออีกฝ่ายโน้มตัวลงนั่งยองๆ ตรงปลายเท้าเธอ เขาประคองเท้าเล็กๆ ของเธอเอาไว้ในอุ้งมือสีน้ำผึ้ง นิ้วเรียวทั้งห้าดูแข็งแกร่งแต่ก็สวยอย่างไม่น่าเชื่อ เขาสอดมือซ้ายล็อกใต้ฝ่าเท้าของเธอไว้ ส่วนมือขวาก็จับตรงส้นสูงแหลมๆ ที่ตอนนี้บิดไม่เป็นรูป จากนั้นก็ค่อยๆหักมันออกอย่างเบามือ เปลี่ยนสภาพรองเท้าส้นสูงของเธอให้กลายเป็นรองเท้าส้นเตี้ย

          มาติกาเห็นเขาเคลื่อนมือมาหักส้นรองเท้าอีกข้างของเธอออกบ้าง จากมุมนี้เธอมองเห็นแพขนตายาวเรียงเส้นสวยของอีกฝ่ายแล้วนึกอยากจะยื่นมือออกไปนับว่ามันมีทั้งหมดกี่เส้น ซึ่งก็เป็นเรื่องแปลก เพราะชายหนุ่มตรงหน้าไม่ใช่สเปกเธอสักนิด เธอไม่เคยสนใจผู้ชายที่ผิวคล้ำกว่าตัวเองมาก่อน

          แต่ถึงจะหน้าดุ เขาก็ยังใจดีช่วยเหลือเธอ มาติกานึกถึงประกายตาอ่อนแสงของเขาตอนที่เห็นว่ารองเท้าของเธอส้นหัก เอ... หรือว่า

          “คุณมีน้องสาวเหรอคะ ทำคล่องมือเชียว”

          “ผมเป็นลูกคนเดียว” ตอบพลางพยักพเยิดไปยังสมุดโน้ตบนตักเธอ “คุณศึกษาประวัติครอบครัวผมมาแล้วไม่ใช่เหรอ”

          มาติกาพยักหน้ารับอย่างขัดเขิน... ก็จริง

          หัวหน้าค่ายลากเก้าอี้อีกตัวมานั่งเคียงข้างเธอ จากนั้นก็ชี้ไปบนเวทีมวยที่มีคนกำลังฝึกซ้อมอยู่ด้านบน มาถึงตอนนี้ท่าทางของเขาดูผ่อนคลายลงมาก ดูไม่เป็นทางการเหมือนที่เจอในตอนแรก “เรากำลังซ้อมใหญ่ อีกสองวันมีชกไทยไฟต์นัดพิเศษ”

          หญิงสาวมองตาม อดรู้สึกเพลิดเพลินไม่ได้

          “หมอนั่นชื่อจ้อย เมื่อก่อนบวชเป็นพระอยู่วัดข้างๆ ค่ายนี่แหละ แต่พอถูกจับได้ว่าอมเงินบริจาคของวัดก็เลยโดนดักกระทืบ ผมไปช่วยมาตอนที่มันนอนซี่โครงหักอยู่ตรงท่าน้ำ...” แล้วเขาก็ทำในสิ่งที่เธอไม่คาดคิด จู่ๆ ครูเป๊กก็ป้องปากแล้วตะโกนขึ้นไปบนเวที “เฮ้ยจ้อย โบกมือทักทายแมวมองหน่อยเร็ว”

          ไม่มีเสียงตอบรับจากนักมวยที่กำลังซ้อมต่อยเป้าเมื่อครู่ เจ้าจ้อยคว้าผ้าเช็ดตัวได้ก็พันหน้าพันตา วิ่งลงจากเวทีปรี่เข้าห้องแต่งตัวไป

          “มันเป็นเด็กขี้อายน่ะ” เขายิ้มอย่างเอ็นดูพลางส่ายหน้า ก่อนจะชี้ให้มาติกามองไปยังอีกคน “ส่วนไอ้นั่น... แดง”

          “คนไหนคะ ฉันมองไม่เห็น” หญิงสาวพยายามหรี่ตามองไปยังเวทีด้านในสุดที่ทั้งอับแสงและอยู่ในมุมมืด

          “คุณต้องก้มหัวลงอีกนิด นั่นแหละอีกนิด เห็นหรือยัง?”

          “หะ... เห็นแล้วค่ะ” นั่นมันคนแคระนี่!

          เขาป้องปากตะโกนอีกรอบ “แดงโชว์ตัวหน่อยซิ”

          นักมวยร่างป้อมกางเกงแดงที่ยืนอยู่กลางเวทีหันมายิ้มแหยๆ ตอบ... ซวยล่ะ... ถึงตาเขาแล้วเหรอเนี่ย เขาพยายามแล้วที่จะไม่สบตาพี่เป๊ก!

          “ตอนที่ผมเจอแดงครั้งแรก แดงกำลังนั่งสานปลาตะเพียนขายอยู่ตรงหน้าตลาดโต้รุ่ง ตอนนั้นแดงเตี้ยกว่านี้สักคืบเห็นจะได้” ไม่อธิบายเปล่ายังทำมือทำไม้ประกอบ เจ้าแดงนักมวยที่ถูกพาดพิงเกิดอาการหน้าแดง หูผึ่ง พอได้ยินว่าคนด้านล่างเวทีพูดถึงตัวเองพลันรู้สึกมือไม้เก้งก้างขึ้นมา เขาต่อยผิดต่อยถูกจนถูกคู่ชกเสยคางเข้าให้หมัดหนึ่ง

          “เจ้าแดงเป็นตัวเก็งของค่ายเรา ด้วยความที่มันน้ำหนักน้อยก็เลยลงรุ่นมินิฟรายเวทได้ โชคดีที่มันมาเอาดีทางด้านกีฬา ถ้าไม่ได้ต่อยมวยมันคงสูงสัก...” หยุดคิดนิดหนึ่ง “ร้อยสี่สิบห้าเองล่ะมั้ง ใช่ไหมไอ้น้อง”

          เจ้าแดงกัดฟันหันมาหัวเราะแห้งๆ อีกครั้ง ในใจภาวนาให้พี่เป๊กเลิกแซวเสียที เพราะตอนนี้เขาอายจะตายอยู่แล้ว

          ผัวะ!

          โดนต่อยอีกทีซะงั้น เจ้าแดงเซแซ่ดๆ ชาไปทั้งหน้า

          “เอ้า... ไอ้แดงเกร็งแขนเข้าไว้” พูดจบชายหนุ่มก็หันมาหามาติกา “จริงๆ แล้วเด็กค่ายผมฝีไม้ลายมือดี แต่โดดเด่นกันไปคนละด้าน ถ้าคุณอยากเลือกคนที่ตรงใจ แนะนำให้ส่งโค้ชของสมาคมมาคลุกคลีกินนอนอยู่กับพวกเราสักสองสามเดือนน่าจะดี”

          มาติกาหัวเราะออกมา “สองสามเดือนเชียวหรือคะ?”

          “ใช่” สีหน้าเขาไม่ขำไปด้วย “โค้ชจำเป็นต้องร่วมฝึกซ้อมไปกับเด็กๆ ถ้าไม่ซี้กันจริงแล้วละก็ เวลาขึ้นเวทีจะแนะนำไม่ถูก เด็กมันจะไม่ฟังเอา”

          “หมายความว่า... คุณเองก็กินนอนอยู่กับนักมวยพวกนี้เหมือนกันเหรอ” เธอรู้ว่าเขาเป็นผู้ฝึกสอนตัวหลักของค่ายนี้ แต่อีกนัยหนึ่งเขาก็เป็นถึงลูกชายเจ้าของค่าย คงเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะ...

          “ใช่ ผมกินนอนที่นี่ตั้งแต่สี่ขวบ สำหรับพวกเขาแล้วผมเป็นทั้งพี่ทั้งเพื่อน... มานี่สิ” เขาลุกขึ้นยืนอีกครั้งแล้วชวนเธอเดินต่อ “มีอะไรจะให้ดู”

          มาติกาเดินตามอีกฝ่ายไปยังลานหินกว้างๆ ที่อยู่ด้านหลังซึ่งค่อนข้างครึกครื้นไปด้วยผู้คน ประมาณจากสายตาคร่าวๆ น่าจะมีหลักร้อย

          ตรงหน้าเป็นลานหินซึ่งถูกแบ่งออกเป็นสี่โซนใหญ่ๆ ล้อมรอบด้วยต้นนางพญาเสือโคร่งที่ปลูกไว้เรียงรายนับไม่ถ้วน เหนือเสาหินสองต้นที่ขนาบตรงทางเข้าลานหินมีป้ายตัวใหญ่เขียนว่า [ลานนางพญา]

          ในช่วงฤดูหนาวแบบนี้ต้นนางพญาเสือโคร่งกำลังผลัดใบ ออกดอกสีชมพูหวานกระจ่างดูคล้ายซากุระ ทำให้ทั่วทั้งบริเวณดูสดใสสะอาดตา ขัดกับบรรยากาศกรำศึกอย่างฮึกเหิมของเหล่านักมวยที่กำลังฝึกซ้อมอยู่ตรงลานด้านล่าง

          นักมวยหญิง!

          มาติกามองภาพตรงหน้าด้วยสายตาติดจะเลื่อนลอย เธอรู้สึกเหมือนตัวเองถูกห้วงมิติปัดกระเด็นจนมาตกอยู่ในยุคกรุงศรีที่มีแต่กลุ่มนักมวยกำลังฟันดาบซ้อมรบ แต่ละคนดูทะมัดทะแมง ท่อนบนสวมเสื้อยืดสีขาวสกรีนด้านหลังว่า [ศิษย์ทรงชัย] ท่อนล่างสวมกางเกงบ็อกเซอร์ขาสั้นอวดกล้ามเนื้อขาที่แน่นแข็ง ตรงกำปั้นพันผ้าฝ้ายสีขาวดูน่าเกรงขาม บ้างก็ออกหมัด บ้างก็ออกเท้า ที่ช่ำชองหน่อยก็เล่นท่าเล่นทาง อวดความเก๋าของตัวเองพร้อมกับออกเสียงดัง ฮื่อ ฮ่า ฮื่อ ฮ่า

          ถ้าคนเดียวร้องก็ว่าไปอย่าง แต่นี่ร้องร่วมกันนับร้อยชีวิต

          น้ำเสียงเหล่านั้นดุดันคุกคาม พอส่งเสียงออกมาพร้อมกันแบบนี้จึงฟังเหมือนเสียงหายใจของกระทิงดุนับร้อยตัว ถ้าใครเผลอมาเดินเล่นแถวนี้แล้วได้ยินเข้าเป็นต้องวิ่งป่าราบด้วยความกลัวอย่างแน่นอน

          “มิน่า ทางสมาคมถึงบอกว่าที่นี่เป็นแหล่งฝึกนักมวยฝีมือดี” หญิงสาวถึงกับอุทาน ถ้าไม่ได้เห็นกับตาเธอคงวาดภาพการรวมตัวที่ยิ่งใหญ่แบบนี้ไม่ออก ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าทำไมค่ายมวยศิษย์ทรงชัยถึงได้ยืนหยัดอยู่ในเส้นทางของกำปั้นได้อย่างเต็มภาคภูมิ

          ทั้งสถานที่ อุปกรณ์ และจำนวนคนหลายร้อยที่ค่ายมวยแห่งนี้ต้องเลี้ยงดูปูเสื่อ ไหนจะค่ากิน ค่าฝึกซ้อมและส่งเข้าแข่งขันระดับประเทศ... มาติกาค่อยๆ ใช้ดวงตากลมโตเหลือบมองใบหน้าดุๆ ของคนด้านข้าง เมื่อมุมมองเปลี่ยน ความคิดที่มีต่ออีกฝ่ายก็เปลี่ยนตาม

          ประกาศศึก ศิษย์ทรงชัย...

          ภายใต้หน้ากากที่ดูเหมือนไม่แคร์โลก บรรพบุรุษของเขาส่งต่อภาระที่หนักอึ้งมาให้เขาจริงๆ

          เธอเริ่มนับถือเขาขึ้นมาบ้างแล้ว

          จริงๆ ถ้ามองดีๆ ผิวของเขาก็ไม่ได้คล้ำกว่าแฟนเก่าของเธอสักเท่าไหร่

          มาติกาเดินไปยืนกอดอกพิงลำต้นอวบใหญ่ของต้นไม้ต้นหนึ่ง กวาดตามองกลุ่มหญิงสาวที่มีตั้งแต่เด็กสาว สาวรุ่น ยันวัยกลางคนที่กำลังฝึกซ้อมกันอย่างหนักท่ามกลางอากาศหนาว มีกลีบดอกไม้สีชมพูของต้นนางพญาเสือโคร่งโปรยปรายลงมาตามกระแสลมที่พัดแผ่ว บรรยากาศที่นี่เหมือนบ้านพักตากอากาศระดับโลก ให้ความรู้สึกเป็นเมืองหนาวที่ผสมผสานกับความเป็นไทยแท้ได้อย่างลงตัว

          กองทัพนักรบหญิง สมชื่อลานนางพญา

          ผ่านไปพักใหญ่ๆ เธอก็เอ่ยขึ้นมาว่า “แบบนี้แหละที่หัวหน้าฉันกำลังตามหา นักมวยหญิงสามคนที่คุณบอกว่าจะจัดหาให้ทางเราอยู่ไหนคะ?”

          “ตอนนี้ทางค่ายกำลังคัดตัวกันอยู่ครับ ผมได้มาแล้วสองคนเพื่อเข้าคัดตัวในสองรุ่น คือรุ่นฟลายเวท* และเฟเธอร์เวท** แต่คนสุดท้ายผมอยากได้นักมวยที่รูปร่างสูงเพรียวสักหน่อย ยิ่งอึดยิ่งดี เอาไว้เล่นรุ่นไลท์เวท*** แข่งกับฝรั่ง”

          มาติกานิ่งไป “บางทีฉันก็แอบคิดไปว่า สรีระแบบสาวเอเชียจะสู้ฝรั่งได้เหรอ”

          “ถึงตัวเล็กแต่ก็มีข้อดี ผู้หญิงเอเชียจะปราดเปรียวกว่า กล้ามเนื้อแน่น ข้อมือข้อเท้าแข็ง ถ้าได้โค้ชดีๆ สอนเก่งๆ ทำไมจะสู้ไม่ได้” ระหว่างที่ตอบความคิดของเขาก็ไพล่ไปถึงคนคนหนึ่งอย่างไม่รู้ตัว

          มาติกาเพ่งสายตามองกลุ่มผู้หญิงตรงหน้า ลักษณะการต่อสู้ของพวกเธอเหล่านั้นเหมือนไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว อย่างเช่นตอนนี้ นักมวยหญิงผมสั้นคนหนึ่งกำลังขึ้นเข่าใส่ผู้หญิงชุดแดงในสไตล์แม่ไม้มวยไทย แต่อีกฝ่ายกลับงัดท่าทางเหมือนคาราเต้ขึ้นมาตั้งรับและตอบกลับด้วยการตบอีกฝ่ายด้วยฝ่ามือ ซึ่งวิธีการใช้ฝ่ามือรูปแบบนี้มีในมวยจีนเท่านั้น

          “พวกเขาทำอะไรกันอยู่คะ?”

          “ฝึกความทนทานของกล้ามเนื้อ” เขาอธิบาย “ทักษะแรกที่นักมวยของเราต้องมี ก็คือการเอาตัวรอดในสถานการณ์จริงที่ไม่ใช่แค่บนเวที วิธีการต่อสู้แบบที่พวกเธอกำลังฝึกเราเรียกว่า ‘สตรีทแบตเทิล’…” ประกาศศึกเปรยขึ้นมาอย่างภาคภูมิใจ “ทุกคนต้องสู้กันในพื้นที่ที่ถูกกำหนดไว้โดยสามารถใช้อวัยวะทุกส่วนในร่างกายในการห้ำหั่นคู่ต่อสู้ไม่ว่าจะเป็นหมัด เข่า ศอก เท้า จะดึงผม จิกตา หักแขนหักขา เรียกว่าทุกแขนงของศิลปะการต่อสู้สามารถดึงมาใช้ได้ทั้งนั้น” หลังจากอธิบายมาถึงตรงนี้ เขาก็หันไปสบตามาติกา “ใครทนการฝึกแบบนี้ไม่ได้ก็จะถูกคัดออกจากค่ายไปเอง”

          “โหดจริงๆ ค่ะ” เธอยอมรับ

          “นักมวยหญิงเป็นอาวุธลับของค่ายเรา ก่อนที่พ่อของผมจะวางมือจากวงการท่านตั้งใจปั้นนักมวยหญิงขึ้นมา หวังว่าจะผลักดันเข้าสู่เวทีแข่งขันระดับโลก”

          “ท่านมองการณ์ไกล” มาติกาพยักหน้า ไม่รู้นึกอย่างไร จู่ๆ เธอก็หมุนตัวมาเผชิญหน้ากับเขาแล้วผายมือสองข้างออก เจตนาเผยสัดส่วนในชุดเดรสชีฟองสีน้ำตาลให้อีกฝ่ายมองในระยะประชิด “แล้วอย่างฉัน พอจะเป็นอาวุธลับบ้างได้ไหมคะ?”

          ประกาศศึกนิ่งไป

          มาติกานึกก่นด่าตัวเองในใจ ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่

          ทำไมถึงดูเหมือนกำลัง...

          เธอแสร้งหัวเราะ ยิ่งนานใบหน้ายิ่งซับสีเลือดจนแดงปลั่ง พอตั้งท่าจะพูดอะไรบางอย่างต่อก็มีหนุ่มร่างผอมคนหนึ่งวิ่งเข้ามาแทรกกลางเสียก่อน คนที่เพิ่งมาถึงดูกระหืดกระหอบ ใบหน้าดำๆ ของเขาแดงจัดเหมือนคนที่ตื่นเต้นจนควบคุมอาการไม่อยู่

          “พี่เป๊ก... ข่าวใหญ่พี่” มาถึงก็ไม่ขออนุญาตอะไรทั้งนั้น สะกิดครูฝึกได้ก็ลากเข้าไปแจ้งข่าวทันที

          มาติกาขมวดคิ้ว ปรายตามอง พยายามแอบฟังคนทั้งคู่สนทนากันแต่ก็ได้ยินแค่คำบางคำ เธอจับใจความไม่ได้มากนักจึงไม่รู้ว่าเป็นข่าวดีเกี่ยวกับอะไร แต่รู้ว่าน่าจะสำคัญมากทีเดียว เพราะนายประกาศศึกที่เมื่อครู่ยังอยู่ในท่าทีสบายๆ ถึงกับเหยียดหลังตรง สองมือกอดอก สีหน้าเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด

          อาจเพราะคนแจ้งข่าวตัวเตี้ยกว่าเขามาก บางจังหวะเขาถึงกับโน้มตัวลงและเอาหูตัวเองไปจ่อปากคนพูด

          พอฟังจบดวงตาทั้งคู่ก็ดูขรึมลงไปหลายระดับ

          ครูฝึกคนดังล้วงกระเป๋าหยิบแบงก์ร้อยส่งให้ ‘สายสืบ’ ไปสามใบ แต่ข่าวนี้น่าจะสำคัญไม่น้อย เพราะก่อนจากไปสายสืบร่างผอมยังโดนกระชากแขนเข้ามายัดแบงก์ห้าร้อยเข้าไปในอกเสื้ออีกหนึ่งใบ!

          “มีอะไรเพิ่มเติมให้รีบมาแจ้งฉัน รอบหน้าจะเพิ่มให้เป็นหนึ่งพัน”

          “ครับพี่” ลาภหล่นทับแท้ๆ พูดประโยคเดียวได้ถึงแปดร้อย อยู่กับพี่เป๊กมาสิบกว่าปีมีหรือที่เขาจะไม่รู้ว่าเรื่องนี้สำคัญกับอีกฝ่ายแค่ไหน

          พอบุคคลที่สามจากไปไกลแล้ว มาติกาถึงได้กล้าเอ่ยปาก “มีอะไรหรือเปล่าคะ?” เธอรู้ดีว่าคำถามของตัวเองออกจะละลาบละล้วงไปสักหน่อย แต่วันนี้เธอมาในฐานะเจ้าหน้าที่ของสมาคม เป็นคนที่จะตัดสินชี้ชะตาอนาคตของค่ายมวยเขาว่าจะได้รับการผลักดันให้โด่งดังระดับโลกหรือไม่ เธอคิดว่ามันไม่เกินไปหรอกถ้าจะเอ่ยถามในสิ่งที่ตนอยากรู้สักคำสองคำ

          แต่คำตอบที่ได้กลับเป็น “วันนี้ผมคงพาทัวร์ได้แค่นี้” ชายหนุ่มโบกไม้โบกมือ ก่อนจะหมุนตัวกลับหลังหัน แล้วเดินออกไปจากลานฝึก

          เดินไปได้สักพักเขาก็ชะงักฝีเท้า หันหน้ากลับมาแล้วตะโกนว่า “เกือบลืม นี่โทรศัพท์ของคุณ เดี๋ยวสักพักผมจะให้รถกอล์ฟพาคุณไปส่งด้านนอก”

          มาติกาอึ้ง นึกไม่ถึงว่าอยู่ดีๆ ตัวเองจะโดนทิ้งแบบนี้

          บอกจะไปก็ไปทันทีเลยงั้นเหรอ?

          เป็นคนที่ไม่แคร์อะไรทั้งสิ้นสินะ... หญิงสาวถอนหายใจอย่างหงุดหงิด ส่ายหัวไปมาแล้วก้มหน้าลงมองหน้าจอมือถือของตัวเอง

          จู่ๆ ก็นึกบางอย่างขึ้นได้เลยสไลด์ดูโปรแกรมอัดเสียงที่แอบเปิดไว้ก่อนหน้า

          หาย...

          มันหายไปแล้ว ถูกลบไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้!

 

-------------------

*น้ำหนักไม่เกิน    51    กก.
**น้ำหนักไม่เกิน    57    กก.
***น้ำหนักไม่เกิน    60    กก.

 

3.แฟนเก่า

 

          เมื่อไหร่จะเปิดได้ล่ะ... ช้าจริงคอมฯ ตัวนี้

          คนด้านข้างบ่นไม่หยุดสักที ‘สารวัตรหมี’ ได้แต่เงยหน้ามองนาฬิกาแขวนผนังของโรงพักประจำอำเภอแล้วหันไปมองหน้าเพื่อนที่เร่งไม่เลิกอยู่นั่นแหละ ตอนนี้เลยเวลาเลิกงานของเขามานานแล้วแต่จู่ๆ เจ้าเป๊กก็โผล่มาเยี่ยมเยียนถึงที่แบบไม่โทรแจ้งล่วงหน้า มาถึงก็ตะโกนสั่งออกมาประโยคเดียวว่า

          “เข้าเฟซบุ๊กเร็ว”

          สารวัตรหมีส่ายหน้า มือหนึ่งจุดบุหรี่ส่งให้เพื่อนอีกมือกดย้ำๆ ไปตรงปุ่มเปิดคอมพิวเตอร์ตัวเก่าที่ตั้งอยู่ในห้องทำงาน “อยากให้รวดเร็วทันใจก็เหมาคอมฯ มาบริจาคโรงพักหน่อยสิครับคุณเศรษฐี” คอมพิวเตอร์ที่นี่ทั้งเก่าทั้งล้าสมัย จะต่ออินเทอร์เน็ตทียังต้องอาศัยเชื่อมไวไฟกับมือถือของเขาเป็นหลัก ให้เร็วกว่านี้คงไม่ได้

          “มาแล้ว... มาแล้ว”

          หน้าจอมอนิเตอร์โชว์เฟซบุ๊กส่วนตัวของสารวัตรหมี มีรูปเจ้าตัวสวมชุดลำลองยืนยิ้มหน้าบานต้อนรับอยู่ตรงกลาง พื้นหลังเฟซบุ๊กใช้รูป ‘งานปลูกป่าสามัคคี’ เป็นรูปประกอบฉาก มองเผินๆ เหมือนเจ้าของเฟซบุ๊กเป็นชาวสวนชาวไร่ธรรมดาๆ ไม่ได้ดูโดดเด่นหรือส่อแววอันตรายใดๆ เพราะเหตุนี้สารวัตรหมีจึงมีเพื่อนขอแอดมาเยอะแยะ เจ้าตัวรู้จักบ้างไม่รู้จักบ้างแต่ก็กดรับไปทุกคน ตอนนี้เฟซบุ๊กของเขาจึงมีเพื่อนเกือบสามพันไอดี

          “แฟนเก่ามึงใช้ชื่อเฟซว่าอะไรนะ” สารวัตรเผลอหันมาถาม พอถามจบก็ร้อง ‘อุ่ย’ แล้วยกมือซ้ายปิดปาก ส่วนมือขวาเขกโต๊ะสามที สีหน้าสำนึกผิดสุดๆ

          ประกาศศึกหรี่ตาลง ช่วงจังหวะนั้นเหมือนมีหลายสิ่งหลายอย่างแล่นผ่านสมองเขาไปอย่างรวดเร็ว สายฝนด้านนอกเริ่มโปรยปรายลงมาทั้งๆ ที่อยู่ในช่วงฤดูหนาวแท้ๆ

          สายฝนที่โปรยมากระทบหน้าต่าง มองคล้ายกับหยาดน้ำตาของใครบางคน

          แฟนเก่าเหรอ?

          ความคิดของเขาถูกดึงย้อนกลับไปในอดีตอย่างช่วยไม่ได้

          ภายในห้องทำงานของสารวัตรหมีเงียบกริบ คงเหลือไว้แต่เพียงเสียงลมหายใจแผ่วเบา

          ในที่สุดประกาศศึกก็พูดขึ้น “ลองเสิร์ชคำว่า... ลลนา”

          เมื่อครู่เผลอปากพล่อยไป สารวัตรหมีจึงรีบขยับนิ้วรัวแป้นพิมพ์อย่างเต็มที่เป็นการไถ่โทษ ปากก็พึมพำเบาๆว่า “หนูนากับกูรู้จักกันผิวเผินผ่านทางมึง ไม่ได้สนิทอะไรมากมาย ถ้าเขาเกิดบล็อกกูออกจากรายชื่อเพื่อนของเขาไปแล้ว มึงก็อย่าหัวเสียล่ะ” ถึงจะพูดแบบนั้นแต่ในใจก็หวังว่าเพื่อนรักจะได้พบกับคนที่เขาอยากเจอ

          ไอ้เป๊กกับเขาเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เล็ก ธรรมดาแล้วหมอนี่มีเรื่องที่สนใจในชีวิตอยู่เพียงไม่กี่อย่าง

          ค่ายมวย กล้อง แล้วก็... เด็กสาวแก้มแดงปลั่งถักเปียสองข้างที่ชื่อ ‘หนูนา’

          แต่เรื่องมันก็ผ่านมานานมากแล้วนะ!

          สารวัตรภูธรพยายามไล่นิ้วขยับเมาส์เพื่อเลื่อนหน้าจอ สองตาจับจ้องอย่างระมัดระวังแต่ก็ไม่พบว่าตัวเองมีเพื่อนชื่อ ‘ลลนา’ สักคน เขาแอบใจแป้ว แหงนหน้ามองสีหน้าเรียบนิ่งของคนข้างตัว “เดี๋ยวกูจะลองเสิร์ชเป็นภาษาอังกฤษดีกว่า ยุคนี้เขาไม่ตั้งชื่อภาษาไทยกันแล้ว” พูดจบก็หัวเราะปิดท้าย น่าเสียดายไม่มีใครขำด้วย

          ไล่ขึ้น ไล่ลง เปลี่ยนชื่อค้นหาอยู่หลายหนทั้งชื่อเล่น ชื่อจริง ชื่อพ่อ ชื่อแม่ แต่ก็ยังไม่เจอ

          สุดท้ายสารวัตรหมีก็หันมาสบตาเพื่อน “ไปหาอะไรกินกันไหม กูเลี้ยงเอง”

          ตอนนั้นแหละที่อีกฝ่ายเริ่มขยับตัว “เดี๋ยว... เลื่อนขึ้น!”

          “อะไรของมึง”

          “เลื่อนขึ้นไปด้านบนหน่อย กูเห็นอะไรแวบๆ”

          สารวัตรหนุ่มนิ่งงัน มองหน้าเพื่อนตาไม่กะพริบ... เป๊กมันจะรู้ไหมเนี่ยว่าสีหน้าแววตามันดูตื่นเต้นผิดปกติ ถ้ารู้มันคงเขินแย่แต่เขาจะไม่บอกหรอก เขาชอบตอนมันหลุดๆ อย่างนี้แหละ สารวัตรหมีไม่กล้าชักช้า รีบใช้เมาส์เลื่อนหน้าจอค่อยๆ ไล่ขึ้นไปด้านบนตามคำสั่ง

          “หยุดอยู่ตรงนั้นแหละ ไอดีข้างบน”

          “คนนี้น่ะเหรอ?”

          ต่อให้เป็นคนจิตแข็งก็ยังต้องนิ่งงัน สารวัตรหมีเจ้าของเฟซจำไม่ได้เลยว่าตัวเองเคยแอดไอดีนี้เป็นเพื่อนด้วย รูปที่เห็นทำให้เขาหายใจไม่ทั่วท้องสักเท่าไหร่

          มันเป็นรูปขาวดำของเด็กสาวลูกครึ่งคนหนึ่ง ถักผมเปียสองข้าง อยู่ในชุดนักเรียนมัธยม จากรูปดูก็รู้ว่าถ่ายเพื่อใช้ทำบัตรนักเรียนและน่าจะถ่ายมานานมากแล้วด้วย

          “ใช่... คนนี้แหละ” ประกาศศึกตอบ ชั่วเวลานั้นความคิดของเขาก็ย้อนกลับไปไกลแสนไกล

 

----------------------------

 

          ลุงคะ ขอหมูปิ้งสองไม้ข้าวเหนียวหนึ่งห่อ

          “ยี่สิบสี่ไม้ที่ปิ้งอยู่บนเตามีคนเหมาไปหมดแล้ว เนื้อหมูก็หมด ถ้าอยากกินต้องรออีกสักพัก กำลังให้คนไปซื้อมาเพิ่มอยู่”

          “ค่ะ” เด็กสาวผมเปียกระซิบตอบเบาหวิว เธอยกมือขยับแว่นกรอบชมพูแล้วแอบเหลือบตามองเด็กหนุ่มตัวใหญ่ในชุดนักบอลที่ยืนทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้แต่ก็ยืนเฝ้าหมูปิ้งยี่สิบสี่ไม้อย่างหวงก้าง ใบหน้าเล็กๆหันกลับมาอย่างเงียบๆ ก่อนจะหมุนตัวลากจักรยานแล้วเดินจากไป

          ประกาศศึกมองตาม เห็นเธอหยุดตรงอัฒจันทร์ตัวยาวตรงข้างสนาม แล้วก็เหมือนทุกวัน เธอจอดรถจักรยานแล้วก็นั่งมองกลุ่มเด็ก ม.6 เล่นบอลกันอย่างสนุกสนาน

          “เอ้า ได้แล้วๆ ร้อนๆ เลย” พ่อค้าจัดการยัดหมูปิ้งใส่ถุงพร้อมข้าวเหนียวนึ่งแล้วส่งให้เขา ในจังหวะเดียวกันประกาศศึกก็ได้ยินเสียง ‘ปัง’ ดังลั่น จากนั้นกลุ่มนักฟุตบอลก็กรูกันเข้าไปหาอัฒจันทร์ไม้ที่วางอยู่ข้างสนาม รวมถึงเพื่อนในทีมของเขาด้วย

          มีเสียงตะโกนโหวกเหวก... ไม่นานครูพละก็วิ่งตรงมา

          ประกาศศึกรีบจ่ายเงิน เขาคว้าหมูปิ้งแล้ววิ่งตรงไปที่อัฒจันทร์ไม้ ภาพที่เห็นคือเด็กสาวคนหนึ่งกำลังนอนหงายหน้าอย่างหมดท่าอยู่ใต้อัฒจันทร์โดยมีลูกฟุตบอลบุบๆ ลูกหนึ่งกำลังกลิ้งไปมาอยู่ด้านข้าง

          เลือดมากมายไหลออกมาเปรอะใบหน้าของเด็กสาว แว่นตากรอบสีชมพูของเธอตกอยู่ไม่ไกลในสภาพเลนส์แตกและบิดเบี้ยว

          ประกาศศึกขมวดคิ้ว... เธอคือลูกครึ่งที่สวมแว่นกรอบชมพูคนเมื่อครู่

          ครูพละได้สติเป็นคนแรก รีบวิ่งเข้าไปช่วยประคองเด็กสาวเคราะห์ร้ายที่กำลังตะเกียกตะกายลุกขึ้นนั่งด้วยความตกใจ ความโกลาหลรอบตัวพลันบังเกิด มีเสียงร้องหาน้ำแข็ง อุปกรณ์ปฐมพยาบาล รวมทั้งน้ำสะอาด ทุกคนดูเหมือนพร้อมจะกรูกันเข้ามาช่วยน้อง ม.3 ที่โดนลูกหลงถูก ‘บอลอัดเข้าใบหน้า’ คนนี้อย่างมีน้ำใจ แต่กลับโดนครูพละไล่ให้ถอยห่าง ไม่ต้องมามุง หลายคนจึงเดินจากไปแต่ประกาศศึกยังคงยืนมองอยู่ที่เดิม

          หลังจากตรวจดูอาการคร่าวๆ แล้ว ครูสมชายก็แจ้งว่า “แค่ปากแตกและเลือดกำเดาไหล ตรงโหนกแก้มถูกกระแทกจนบวมนิดหน่อย นอกนั้นก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง เดี๋ยวครูจะไปเอาน้ำแข็งมาประคบให้” พูดจบก็วิ่งจากไป

          เด็กสาวดูไม่ค่อยสนใจคำพูดของครูสมชายสักเท่าไหร่ เธอเหมือนพยายามคลำหาอะไรสักอย่างบนพื้น

          ประกาศศึกเดาว่าน่าจะเป็นแว่นสายตากรอบชมพูที่บิดเบี้ยวอันนั้น เขาไม่ได้หยิบมันมาให้เธอเพราะสภาพของมันเละเหลือทน เขาเพียงแต่เดินเข้าไปใกล้ร่างชุ่มเลือดแล้วโน้มตัวลงไปกระซิบเบาๆ ว่า “ไม่ต้องหาหรอก มันแตกหมดแล้ว”

          “พี่เป๊ก?” เธอหลุดอุทานออกมาเบาๆ

          คำเรียกขานของเธอทำให้เขาตกใจยิ่งกว่า เขากำลังจะถามกลับว่ารู้ชื่อเขาได้อย่างไร

          เด็กสาวก็เอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง “พี่ ม.6 ใช่ไหมคะ?”

          เขาค่อยๆ คลายคิ้วที่ขมวดกันออก... หรือจะหูฝาด “ใช่”

          หลังจากได้คำตอบจากเขา ใบหน้าของเธอก็ค่อยๆ ซับสีเลือด ประกาศศึกคิดว่าชั่วชีวิตนี้เขาคงจำภาพนี้ได้ไม่ลืม ภาพสีแดงของโลหิตที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวผ่านลำคอขาวผ่อง เปลี่ยนให้มันเป็นสีชมพูเปล่งปลั่งก่อนจะค่อยๆ ลามไปยังพวงแก้ม ขมับ และใบหู อาการหน้าแดงกะทันหันของเธอทำให้เลือดกำเดาที่ไหลอยู่แล้วยิ่งทะลักทลายออกมาไม่ขาดสาย นับเป็นภาพที่ทั้งน่ารักและชวนสยดสยองไปพร้อมๆ กัน

          หลายปีต่อจากนั้น เขาแอบตั้งชื่อภาพนี้ว่า ‘หนูน้อยแก้มแดงท่ามกลางทะเลเลือด’

          “พะ... พี่ ม.6 ช่วยเก็บแว่นให้หนูหน่อยได้ไหมคะ?”

          “ก็บอกว่ามันแตกแล้ว”

          “ละเอียดเลยเหรอ?”

          เขาปรายตามองไปบนพื้นอีกครั้ง “ไม่... แค่ร้าว”

          “ขอหน่อยได้ไหมคะ ไม่มีมันหนูมองไม่เห็นอะไรเลย” ดวงตาของเธอเป็นสีน้ำตาลใสแจ๋วแต่กลับดูเลื่อนลอยและว่างเปล่า เธอหันหน้ามาทางเขาแต่กลับไม่สบตา เหมือนเธอไม่รู้จริงๆ ว่าดวงตาเขาอยู่ส่วนไหนของใบหน้ากันแน่

          ประกาศศึกเห็นแบบนี้ก็นึกประหลาดใจ เขามีเพื่อนสายตาสั้นเยอะ แต่สั้นชนิดเกือบบอดแบบเธอเขาไม่เคยเห็นมาก่อน “มองไม่เห็นจริงๆ เหรอ?” เขาลองส่ายสองนิ้วไปมาตรงหน้าเด็กสาว สีหน้าเธอยังคงนิ่ง ลูกตาไม่เคลื่อนไหวตาม ท่าทางจะไม่เห็นจริงๆ ด้วยแฮะ เด็กหนุ่มอมยิ้ม จากนั้นก็คว้าแว่นแล้วโยนส่งไปให้

          เธอรับมันมาถือแล้วสวมอย่างเก้ๆ กังๆ

          พอเรียบร้อยดีแล้วสายตาคู่นั้นก็มองมาทางเขาอีกครั้ง ก่อนจะพึมพำเบาๆ “ตัวจริงซะด้วย”

          จังหวะนั้นครูสมชายก็วิ่งกลับมาพร้อมกับน้ำแข็งก้อน บอกให้เธอเงยหน้าแล้วประคบจมูกเอาไว้พร้อมกับหันมาสั่งเขาที่กำลังยืนงงอยู่ “ดีเลย... เป๊กอยู่ที่นี่ด้วย เธอตัวสูงกว่าใครเพื่อน ช่วยแบกน้องเขาไปส่งห้องพยาบาลหน่อยนะ” เรื่องนี้เป็นปัญหาพอสมควรเพราะเด็กสาวเคราะห์ร้ายคนนี้ ต่อให้รูปร่างเพรียวบางแต่ก็มีความสูงเกือบร้อยเจ็ดสิบ ครูสมชายที่มีรูปร่างเล็กแกร็น สูงเพียงร้อยห้าสิบห้าจึงแบกเด็กสาวคนนี้ขึ้นหลังไม่ถนัดนัก

          เรื่องในวันนี้จึงจบลงตรงที่ทุกคนในทีมฟุตบอลได้กินหมูปิ้งยกเว้นเขา เพราะเขาต้องแบกเด็ก ม.3 คนนี้ไปส่งให้ถึงมือครูพยาบาล

          ประกาศศึกโน้มตัวลงแล้วแบกเด็กสาวขึ้นหลังตามคำขอของครูสมชาย ความรู้สึกแรกคือ ‘ชุดนักเรียนที่เธอสวมอยู่หลอกตาชะมัด’ เด็กสาวคนนี้สูงก็จริงแต่ตัวเบาและมีส่วนโค้งส่วนเว้าชัดเจน พอเขาเริ่มเดิน หน้าอกเล็กๆ ของเธอก็ชนเข้ากับแผ่นหลังของเขาเป็นระยะๆ

          จู่ๆ เธอก็ชะโงกหน้ามากระซิบข้างหูเขา “ฝากเก็บกระเป๋านักเรียนให้หนูด้วย”

          เขารู้สึกจั๊กจี้จนขนอ่อนที่หูลุกเกรียว เด็กหนุ่มโน้มตัวลงคว้ากระเป๋านักเรียนสีดำมาถือไว้

          “ขอบคุณค่ะ” จากนั้นเธอก็เงียบ

          และเพราะว่าเธอเงียบเกินไป เขาจึงรู้สึกอึดอัด “จริงสิ... เมื่อกี้นั่งเหม่อหรือไงถึงโดนบอลอัดหน้าเอาได้”

          เขาอุตส่าห์ชวนคุย แต่คนด้านหลังกลับเอาแต่นิ่งเงียบ

          ประกาศศึกหัวเราะเบาๆ กับตัวเอง ก่อนจะแซวขึ้นมาว่า “คนบางคน พูดทีก็กลัวดอกพิกุลจะร่วง”

          “ไม่ได้กลัวค่ะ แค่กำลังคิด” คราวนี้อีกฝ่ายยอมตอบออกมาแล้ว

          “คิดว่า?”

          “คิดว่าพี่เจาะหูซ้ายตั้งสามรูแล้วยังรอดฝ่ายปกครองมาได้ หนูว่าเก่งมาก”

          ใจเขาหายวาบ ไหนว่าสายตาไม่ดีไง! “ถ้าเธอปากพล่อยฉันจะโยนเธอลงตรงนี้”

          มีเสียงหัวเราะเบาๆ ดังขึ้นมาจากด้านหลัง “พี่ต้องโกนหัวเองแน่เลย เพราะมีรอยมีดโกนบาดตรงท้ายทอยด้วย”

          “...”

          “แล้วค่อยคุยกันใหม่นะคะ” ตัดบทเสร็จเรียบร้อยน้อง ม.3 ผู้เคราะห์ร้ายก็ยกสองมือโอบลำคอเขา เอนร่างซบแล้วหลับไปอย่างเงียบๆ ปล่อยให้ประกาศศึกเดินกระแทกส้นเท้าร้องฮึ่มอยู่คนเดียว ตอนที่เขาไปถึงห้องพยาบาลเธอก็ยังไม่ตื่น ครูพยาบาลบอกว่าเธออาจเสียเลือดไปมากจนเพลีย บอกให้เขากลับไปได้เลยครูจะดูแลต่อเอง พูดจบครูพยาบาลก็กระวีกระวาดไปหายา

          ประกาศศึกจ้องมองร่างที่เปื้อนเลือดไปครึ่งตัว สภาพของเธอดูเหมือนเพิ่งจะเหยียบกับระเบิดมา

          พอเขาหมุนตัวเดินไปยังประตู เสียงเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นเบาๆ “พี่คะ”

          ประกาศศึกชะงักฝีเท้า มือขวาจับลูกบิดประตูค้าง

          “หนูชื่อลลนา อยู่ ม.3/2 ขอบคุณที่ช่วยนะคะ”

          เขานึกไม่ถึงว่าเธอจะตื่นตอนนี้ ยิ่งนึกไม่ถึงว่าเธอจะแนะนำตัวเองกับเขา

          เขาปรายตามองคนบนเตียงพยาบาล ตอบกลับไปเสียงเรียบ “ประกาศศึก ม.6/1”

          เด็กสาวหลับตาลงพร้อมกับรอยยิ้มจางๆ สีหน้าของเธอเหมือนจะบอกเขาว่า

          ‘หนูรู้ตั้งนานแล้วค่ะ...’

4.อยากตาย

         

          เขาตายยังวะ?”

          เสียงถามแทรกของสารวัตรหมีทำให้ประกาศศึกตวัดสายตาคมกริบไปทางเพื่อน อีกฝ่ายรีบสงบปากสงบคำทันใด

          ทั้งสองมองใบหน้าเด็กสาวในภาพถ่าย เธอมีสีหน้าเรียบเรื่อยเหมือนหุ่น ไม่ยิ้ม ไม่บึ้ง สองตาว่างเปล่ามองตอบพวกเขามานิ่งๆ ความน่ากลัวของภาพถูกเพิ่มระดับขึ้นด้วยสัญลักษณ์โบดำไว้ทุกข์ที่ติดอยู่ตรงมุมขวาด้านล่างของรูป

          “หลอนว่ะเป๊ก” สารวัตรหมีลูบอกป้อยๆ ยิ่งตกใจเข้าไปใหญ่เมื่อเห็นชื่อไอดีเฟซ

          ‘ฉันกำลังมีความสุข’

          “ฉันกำลังมีความสุข...” ประกาศศึกพูดทวนประโยคเดียวกับที่สารวัตรหมีกำลังนึกถึง “กดเข้าไปดู”

          “อย่าเลยเป๊ก เท่าที่กูจำได้หนูนาไม่ได้หน้าตาแบบนี้ซะหน่อย” ที่แย่ไปกว่านั้น ผู้หญิงบ้านี่ทำไมไม่ใช้รูปปัจจุบันของตัวเอง ไปขุดรูปหลอนตอนสมัยเด็กๆ มาใช้ทำไม!

          “นี่รูปเขาตอนอายุสิบสาม ก่อนหน้านั้นแม่เขาเสีย...” ครูฝึกหนุ่มถองเพื่อนแรงๆ ทีหนึ่ง “กดเข้าไปสิ”

          “ใช้กูจัง”

          พอกดเข้าไปก็พบว่าเฟซบุ๊ก ‘ฉันกำลังมีความสุข’ ใช้พื้นหลังรูป ‘พระนอน’ เป็นแบนเนอร์ขนาดใหญ่ทางด้านบน เฟซนี้มีเพื่อนมากมายไม่ต่างกับเฟซของสารวัตรหมี สายตาคมปลาบของประกาศศึกจ้องมองตรงจุดสำคัญจุดแรกก่อน

          สถานะ : โสด

          คำนี้เรียกรอยยิ้มเพลียๆ และอาการส่ายหน้าเล็กๆ จากเขา ประกาศศึกไล่สายตาลงมาด้านล่างโดยอาศัยอ่านคร่าวๆ พอเก็บรายละเอียดในภาพรวมก่อนจะกดเข้าไปดูในส่วนของ PHOTO

          ในอัลบั้มรูปเจ้าของเฟซลงรูปในวัยเด็กของตัวเองอีกสามสี่รูป ซึ่งก็เป็นรูปที่เขาเคยเห็นมาแล้วทั้งนั้น นอกนั้นก็ไม่มีอะไรแตกต่างจากเด็กสาวทั้งหลาย เธอแชร์เคล็ดลับการทำอาหาร สูตรขนมอร่อย สิบร้านชาบูที่ชาตินี้ต้องไปกินให้ได้ วิธีการทอดไข่อย่างไรไม่ให้เละ ฯลฯ

          ถ้าดูผิวเผินจากสิ่งที่เธอแชร์ ผู้มาเยือนอาจจะพอเดาได้ว่าเจ้าของเฟซเป็นกุลสตรีที่สนใจเรื่องทำอาหารและชอบเข้าครัว

          ทั้งรูป ทั้งเรื่องที่แชร์ไม่ได้มีอะไรแปลก แต่จำนวนไลก์และคอมเมนต์นี่สิแปลก

          “เพื่อนเกือบห้าพัน ทุกโพสต์มีไลก์หลักร้อยแต่กลับมีคนคอมเมนต์ไม่เกินสาม ตลกดี” สารวัตรหมีชิงเอ่ยปากขึ้นมาเสียก่อน พอเลื่อนลงไปเรื่อยๆ ก็พบว่านอกจากเจ้าของเฟซจะขยันแชร์นั่นแชร์นี่แล้ว ยังมีการโพสต์ดราม่าลอยๆ อยู่เป็นระยะๆ ลักษณะการใช้คำก็แปลกๆ บางครั้งเหมือนจะพูดกับตัวเอง บางครั้งเหมือนจะเรียกร้องความสนใจจากคนรอบด้าน

          [เราตายแล้วใช่ไหม ทำไมไม่มีใครมองเห็นเราเลย]

          สารวัตรหมีอ่านแล้วก็รู้สึกขนลุก อดหันไปถามเพื่อนไม่ได้ “เขาเป็นพวกคลั่งศาสนาหรือเปล่าวะ?”

          “ไม่ เขาชอบยิงนกตกปลา”

          ไม่เข้ากับแบนเนอร์รูปพระนอนด้านบนเอาเสียเลย จริงๆ สารวัตรหมีไม่อยากล้วงลึกลงไปมากกว่านี้ ไม่อยากศึกษาชีวิตหรือความคิดใดๆ ของเด็กสาวผมเปียคนนี้อีกแล้ว กลัวว่าถ้าไล่หน้าจอลงไปเรื่อยๆ แล้วอาจเจอกับบางสิ่งที่ไม่เป็นอย่างที่หวังแล้วตัวเองจะไม่สบายใจ เขาหันไปถามเพื่อน “พอได้ยังวะ?”

          อีกฝ่ายไม่ตอบ แต่กลับแย่งเมาส์จากเขาไปเลื่อนหน้าจอเสียเอง

          [ศรัทธามันก็ไม่ได้หายไปไหน มันยังอยู่ เพียงแต่เราไม่เชื่อมันแล้วเท่านั้นเอง]

          ประกาศศึกไล่สายตาลงมองตรงคอมเมนต์ มีแต่คนกดไลก์แต่กลับไม่มีคอมเมนต์ให้กำลังใจใดๆ ทั้งสิ้น เฟซนี้ต่างกับเฟซของสารวัตรหมีลิบลับ ทั้งๆ ที่ฝ่ายนั้นมีจำนวนเพื่อนน้อยกว่าแต่ทุกครั้งที่มีการโพสต์
ข้อความใดๆ ก็มักจะมีการชวนคุยตอบกลับหลักสิบไปถึงหลักร้อย

          ลลนาไม่ได้กลับบ้านมานานหลายปี ได้ข่าวว่าหลังจากเรียนจบเธอก็เข้าทำงานกับบริษัทข้ามชาติแห่งหนึ่ง เขาคิดมาตลอดว่าชีวิตการทำงานในเมืองหลวงของเธอคงจะแวดล้อมไปด้วยเพื่อนฝูงและงานเลี้ยงสังสรรค์ ทำให้ไม่มีเวลาปลีกตัวกลับบ้านเกิด หรือว่าเขาจะคิดผิดมาตลอด?

          เขาเลื่อนหน้าจอขึ้นไปด้านซ้ายบ้าง

          เพจที่ติดตาม : ร้อยวิธีฆ่าตัวตาย, ชมรมคนไร้เพื่อน, หากคุณต้องใช้ชีวิตอยู่กับโรคซึมเศร้า

          หมายความว่าไงวะ?

          หัวใจของเขาเหมือนจะหดตัวกะทันหัน ระดับความเร็วของมันทำให้เขาถึงกับหน้าเสีย

          เธอเหมือนไม่ใช่เด็กสาวที่เขาเคยรู้จัก เด็กสาวคนนั้นแม้จะขี้อายแต่ก็มองโลกใบนี้อย่างมีสีสัน

          ประกาศศึกโยนเมาส์ในมือทิ้ง ไม่รู้ว่าตัวเองกลั้นหายใจเอาไว้ตั้งแต่ตอนไหน พอรู้ตัวก็ค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกมาช้าๆ เขาหันหน้าไปทางด้านซ้ายเพราะมีใครบางคนสะกิดเรียก

          “เอาอีกตัวไหม?” สารวัตรหมีนั่งมองอยู่นานแล้ว เขาเป็นคนขวัญอ่อน ให้ร่วมเล่นเกมอะไรกับใครเขามักจะขอบายเพราะถนัดแต่นั่งเป็นกองเชียร์อยู่ข้างเวทีเท่านั้น

          ประกาศศึกคว้าบุหรี่ที่อีกฝ่ายยื่นให้แล้วอัดเข้าปอดไปแรงๆ สองที พอสมองค่อยโล่งขึ้นมาบ้างเขาก็เงยหน้ามองหน้าจอต่อ

          “มีอะไรก็เล่าสู่กันฟังได้นะ” สารวัตรหมีอาสา

          ประกาศศึกนิ่งไปสักพัก ก่อนจะหลุดปากออกมา “เมื่อตอนบ่ายมีข่าวว่ายัยนี่ถูกไล่ออกจากงาน”

          “อ้อ...” ไม่รู้จะตอบอะไรดี “มึงก็เลย... หวังว่าเขาจะกลับมาหนองคาย?”

          “เปล่า” ประกาศศึกหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ เรื่องของเขาและเด็กสาวคนนั้นมันผ่านไปนานแล้ว นานมากเสียจนภาพของเธอค่อนข้างเลือนรางในความทรงจำ บางครั้งลลนาก็เป็นเหมือนภาพสีเก่าๆ ขาดๆ ในฝันร้ายของเขาเท่านั้น แต่หลังจากอายุยี่สิบเจ็ดเขาก็ยุ่งกับงานจนไม่มีเวลาจะไปฝันอีก “แค่อยากมาดูหน้าคนที่ไปไหนไม่รอด”

          “ชั่วจริงๆ” สารวัตรหมีหัวเราะเสียงดัง “นี่สิเพื่อนกู เอาเลย ในเมื่อเขาเคยทิ้งเราพอเขาล้มเราก็ต้องเหยียบซ้ำ มึงใช้ไอดีกูได้เลย เดี๋ยวกูก็บล็อกเขาแล้ว”

          หลังจากเสียงหัวเราะค่อยๆ จางไป ความเงียบก็แวะเวียนเข้ามาอีกครั้ง

          “ไม่ต้องแล้วมั้ง มีคนทำแทนกูตั้งเยอะ” ประกาศศึกไล่อ่านคอมเมนต์เพื่อนๆ ของลลนาที่มากดไลก์ใต้โพสต์

          ไม่มีใครคอมเมนต์ปลอบใจเจ้าของเฟซเลยสักคน

          เฟซบุ๊กใจดีส่งเขาไปยังหน้าไอดีของเพื่อนเหล่านั้น ดูจากประวัติการทำงานที่ลงไว้ หลายคนเป็นเพื่อนที่ทำงานบริษัทเดียวกันกับลลนาทั้งสิ้น มีตั้งแต่ฝ่ายบุคคล พนักงานแผนกส่งออก พนักงานฝ่ายบัญชี ลักษณะการพูดคุยของแต่ละคนดูเหมือนจะสนิทสนมกันมาก เพราะมีการคุยเรื่องเดียวกัน ใช้อักษรย่อเหมือนกัน และมีความรู้สึกร่วมไปในทางเดียวกันอีกด้วย

          [นังธิดาช้างจะลาออกแล้วเหรอเนี่ย]

          [นึกว่าตัวเองสำคัญสินะ พอจะออกแม้แต่บอสก็ไม่รั้งไว้]

          [เลขาคนใหม่สวยซะ น. กระเด็น]

          [#เบ้ปากมองบน]

          ฯลฯ

          เกิดอะไรขึ้นวะ?

          จู่ๆ ความรู้สึกเดิมๆ ก็โผล่เข้ามาในหัวของประกาศศึก

          พอสารวัตรหมีเห็นสีหน้าของเพื่อนก็ชะโงกหน้าเข้ามากวาดสายตาอ่านบ้าง อ่านจบก็เปรยออกมาคำหนึ่ง “เมืองหลวงอากาศไม่ดีจริงด้วยแฮะ สงสัยยัยหนูนาจะเจอปัญหามลภาวะเป็นพิษเข้าซะแล้ว”

--------------------------------------

          สารวัตรครับ

          เสียงเรียกของตำรวจที่ยืนเก้ๆ กังๆ อยู่ตรงประตูเรียกสติของชายหนุ่มทั้งสองกลับมา

          “มีอะไรเหรอหมวด” สารวัตรเจ้าของห้องถือโอกาสนี้รีบเลื่อนโน้ตบุ๊กออกห่างจากเพื่อน เขาเอาเมาส์โยนทิ้งแล้วยัดเยียดกาแฟแก้วหนึ่งใส่มือประกาศศึกแทน

          “ผมจะเปลี่ยนเวรแล้วครับ แต่บังเอิญด้านนอกมีผู้หญิงคนหนึ่งขึ้นมาแจ้งความเรื่องมอเตอร์ไซค์หาย โวยวายใหญ่เลย ถ้าสารวัตรว่าง...”

          “ผมว่าง” เจ้าของห้องรีบตอบ พร้อมกับหันไปตบบ่าเพื่อนรัก “เฮ้ย ออกจากห้องได้แล้ว กูต้องไปทำงาน”

          ประกาศศึกยืดตัวยืนขึ้น พยายามปล่อยวางความสงสัยต่างๆในใจลง วันนี้ที่เขามาหาสารวัตรหมีก็เพราะความอยากรู้อยากเห็นอันเป็นความเคยชินส่วนตัวเท่านั้น ตั้งแต่บอกลากับรักแรกไปเมื่อหลายปีก่อน นิสัยสอดแนมของเขาก็ผุดขึ้นมาอย่างไม่รู้สาเหตุ ทั้งๆ ที่เขาก็ไม่ได้เสียใจกับความรักครั้งนั้นสักเท่าไหร่ ไม่ได้คิดถึงมันแล้วด้วยซ้ำ แต่ก็อดจะเงี่ยหูฟังข่าวคราวเกี่ยวกับเด็กสาวคนนั้นไม่ได้

          โชคไม่ดี... พอรู้แล้วก็จำได้แม่นยำทุกเรื่องเสียด้วย

          ไม่รู้ว่าตอนนี้เธอจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร ในความทรงจำของเขา ลลนาในวัยสิบห้าปีเป็นสาวน้อยหน้าหวานอมเศร้า ด้วยความที่มีแม่เป็นชาวต่างชาติ เธอจึงเป็นเด็กลูกครึ่งที่มีส่วนสูงมากกว่าเกณฑ์ ด้วยเหตุนี้ล่ะมั้ง เธอถึงยอมคบหาเป็นแฟนกับเขาที่ตัวใหญ่กว่าเด็กหนุ่มคนอื่นๆ ในโรงเรียน

          จำได้ว่าตอนที่เขาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่หกก็มีส่วนสูง 185 เซนติเมตรแล้ว โครงร่างของคนตระกูลเขาใหญ่มาตั้งแต่รุ่นปู่ รุ่นทวด ประกอบกับครอบครัวเขาทำธุรกิจเกี่ยวกับกีฬา ทั้งอาหารการกินและสภาพแวดล้อมจึงหล่อหลอมให้เขาบึกบึนมากกว่าเด็กหนุ่มในวัยเดียวกัน เขาเล่นกีฬาแทบทุกชนิดที่มีในยุคนั้น นักกีฬาอายุสิบแปดปีที่มีความสูงเท่านี้ไม่นับว่าเป็นเรื่องแปลก

          แต่สำหรับสาวน้อยอายุสิบห้าปีที่เรียนอยู่มัธยมศึกษาปีที่สามอย่างลลนา ความสูง 168 เซนติเมตรของเธอเป็นที่ล้อเลียนกันไปทั้งโรงเรียน เขายังจำแผ่นหลังของเด็กสาวที่มักจะก้มหน้าก้มตาปั่นจักรยานไปโรงเรียนได้ เธอเป็นคนไม่ค่อยพูดและชอบเก็บตัว คงมีแต่เขาคนเดียวเท่านั้นล่ะมั้งที่เธอคุยด้วยมากที่สุด

          ทุกๆ วันหลังเลิกเรียน เขาจะออกไปเตะบอลตรงสนามกีฬาหน้าโรงเรียน พอสี่โมงตรงก็จะมีร่างสูงของเด็กสาวคนหนึ่งลากจักรยานผ่านหน้าสนามไปซื้อข้าวเหนียวกับหมูปิ้งสองไม้ จากนั้นเธอก็จะค่อยๆ
พาร่างโย่งๆ ของตัวเองลากจักรยานไปจอดไว้ข้างอัฒจันทร์ แล้วก็นั่งกินหมูปิ้งพลางมองพวกเขาเตะฟุตบอลไปด้วย พอฟ้าเริ่มมืดเธอค่อยปั่นจักรยานกลับบ้านไปตามลำพัง

          เขายังเคยสงสัยว่าทำไมเธอถึงดูโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงาขนาดนั้น

          เขาเก็บข้อสงสัยนี้ไปถามแม่ครัวในค่ายที่รู้จักคนไปทั่วทั้งอำเภอ คำตอบที่ได้ไม่ค่อยกระจ่างสักเท่าไหร่

          “ป้าว่าอ้ายเป๊กอย่าไปยุ่งเลย บ้านนั้นเขารวยมากก็จริงแต่คุณผู้หญิงเขาเยอะ เสี่ยอ้วนมีเมียน้อยเมียเก็บไม่รู้ตั้งกี่คน เด็กคนนั้นแม่ตายไปแล้ว พ่อก็ไม่อยู่ให้เห็นหน้า เขาจะไปหวังพึ่งใครได้อีกล่ะคะ”

          ตอนนั้นเขายังคิดว่าตนโชคดี ต่อให้แม่จะทิ้งเขาไปตั้งแต่อายุยังน้อยแต่พ่อก็ครองตัวเป็นโสดเรื่อยมา เขาไม่เคยถูกบังคับให้ต้องอยู่ในจุดที่ต้องแบ่งปันคนในครอบครัว หรือข้าวของใดๆ กับใครทั้งสิ้น

          “จะปิดไฟแล้วนะ” สารวัตรหมีตะโกนบอก แล้วก็ไม่รอช้ากดปิดสวิตช์ไฟอย่างใจร้าย ทำให้ประกาศศึกที่ยืนนิ่งอยู่กลางห้องต้องเดินลากเท้าออกมาอย่างเสียมิได้

          แต่ทันใดนั้น

          ติ๊ง...

          ท่ามกลางความมืดของห้องทำงานสารวัตรหมี หน้าจอโน้ตบุ๊กเริ่มทำงานอีกครั้ง

          จอมอนิเตอร์สว่างวาบขึ้นมา พร้อมกับข้อความใหม่ที่เพิ่งโพสต์ลงในเฟซบุ๊กแบบสดๆ ร้อนๆ เป็นข้อความจากเฟซของลลนาที่พวกเขาเปิดค้างไว้เมื่อครู่

          [อยากตาย]

5.นรก!

 

          ตึก SETFIFTY เป็นตึกเล็กๆ ที่ซุกตัวอยู่ท่ามกลางตึกสูงใจกลางเมืองในย่านธุรกิจ

          แม้จะเป็นเวลาสามทุ่มตรงแล้วแต่ก็ยังมีพนักงานเดินสวนกันไปมา ร่างสูงของชายหนุ่มในชุดเสื้อโปโลกึ่งลำลองก้มมองนาฬิกาข้อมือ เขานั่งรออยู่ตรงนี้เกือบสองชั่วโมงแล้ว พอผู้คนเริ่มบางตาเขาก็ก้าวเข้าไปด้านใน

          ด้วยความสูง 190 เซนติเมตร ใบหน้าสวมแว่นสีชา มือขวาถือกระเป๋าลากใบโตสีกรมท่า เขาจึงมองคล้ายกลุ่มผู้บริหารชาวต่างชาติที่ SETFIFTY เชิญมาร่วมประชุมเมื่อเช้า พอเดินเข้ามาภายในตึกเขาก็ตรงดิ่งไปยังลิฟต์แก้วที่อยู่ด้านในสุดซึ่งเป็นลิฟต์ประจำตัวของผู้บริหารของบริษัท

          กลุ่มพนักงานรักษาความปลอดภัยเคลื่อนไหวทันที

          รปภ. ร่างบึกบึนสองคนหันมาสบตากัน จากนั้นคนหนึ่งก็เดินตรงไปยังแผ่นหลังกว้างที่กำลังยืนรอลิฟต์แก้ว ในใจคิดว่าจะคุยกันรู้เรื่องหรือเปล่านะ ดูโครงร่างของชายตรงหน้าถ้าไม่ใช่แขกขาวก็น่าจะเป็นฝรั่งไปเลย แล้วเขาก็พูดภาษาอังกฤษไม่เก่งเสียด้วยสิ

          รปภ. คนนั้นยื่นมือเข้าไปสะกิดแผ่นหลังกว้างอย่างกล้าๆ กลัวๆ 

          เมื่อครู่ที่มองจากระยะไกล ชายคนนี้ยังไม่ดูสูงใหญ่เท่าไหร่นัก แต่พอต้องมายืนในระยะประชิดแบบนี้เขาถึงเพิ่งรู้ว่าคนตรงหน้ามีลาดไหล่ที่กว้างเอามากๆ เหนือขึ้นไปคือลำคอแข็งแกร่งสีน้ำตาลไหม้แดดกับศีรษะได้รูปที่โกนจนเกรียนสั้น

          พอถูกเขาสะกิดอีกฝ่ายก็หันมา

          ใบหน้านั้นทำให้คนใจกล้าถึงกับขวัญหนีดีฝ่อ เผลอถอยหลังไปสองก้าวอย่างไม่รู้ตัว “คือ...”

          หน้าดุฉิบหาย... ปลายคิ้วยกสูงยังกับเสือ!

          คนที่โดนสะกิดถอดแว่นแล้วเสียบไว้ตรงกระเป๋าเสื้อ ถามเหมือนไม่รู้จริงๆ “มีอะไรเหรอครับ?”

          “เอ่อ...”

          รปภ. อีกคนที่เพิ่งเดินมาสมทบรีบปรี่เข้ามาแก้สถานการณ์แทน “คือว่าลิฟต์ตัวนี้ เป็นลิฟต์แก้วตัวพิเศษที่เปิดเฉพาะชั้นสิบห้าครับคุณ อนุญาตให้ใช้ได้แค่คนที่ถือกุญแจของผู้บริหารเท่านั้น ไม่ทราบว่าคุณต้องการไปชั้นไหนเหรอครับ?” ระหว่างที่อธิบายก็มองหน้าอีกฝ่ายไปด้วย เขาไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเมื่อครู่ลูกน้องตนถึงกับผงะถอย

          ชายคนนี้มีใบหน้าที่แข็งกร้าวดุดัน เขาตัดผมเกรียนสั้น ปล่อยใบหน้าให้เขียวครึ้มไปด้วยไรเคราที่ลากยาวมาปกคลุมสองข้างแก้มตลอดจนถึงปลายคาง ยิ่งทำให้โครงหน้านี้ดูเข้มไปหมดทุกสัดส่วน ที่ดูน่ากลัวที่สุดเห็นจะเป็นดวงตาคมกริบดำมืดคู่นั้น

          “ผมเป็นผู้เชี่ยวชาญของบริษัทรักษาความปลอดภัยสแกมเมอร์” เขาชี้ไปยังสัญลักษณ์ตรงอกเสื้อของตัวเอง “เมื่อช่วงเช้าฝ่ายเทคนิคของคุณติดต่อเรามา แจ้งว่าระบบจับภาพเคลื่อนไหวของกล้องวงจรปิดที่นี่มีปัญหา ให้รีบมาจัดการให้ได้ภายในวันนี้”

          รปภ. สองคนค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกมาพร้อมกันเบาๆ

          ที่แท้ก็มาจากบริษัทรักษาความปลอดภัย “ใช่ครับ กล้องวงจรปิดของเราเสียจริงๆ เห็น รปภ. กะเช้าแจ้งมาอยู่เหมือนกัน ถ้ายังไงผมต้องขอตรวจค้นกระเป๋าของคุณด้วยครับ” หัวหน้าพนักงานรักษาความปลอดภัยลอบมองสัญลักษณ์ตรงอกเสื้อของชายหนุ่มอีกหน พอแน่ใจว่าเป็นแบรนด์ที่คุ้นตา น้ำเสียงเขาก็อ่อนลงอีกสองระดับ “การตรวจแบบเข้มงวดนี่เป็นคำสั่งจากส่วนกลางนะครับ ไม่ใช่เฉพาะคุณที่โดน ผมต้องตรวจทุกคนที่เข้าออก”

          “ครับ” ชายหนุ่มโน้มร่างลงเปิดซิปและอ้าปากกระเป๋ากว้าง

          พอเห็นว่ามีแต่อุปกรณ์ซ่อมบำรุงจริงๆ แถมทุกชิ้นยังติดสติกเกอร์ของบริษัทรักษาความปลอดภัยสแกมเมอร์ รปภ. ทั้งสองก็รู้สึกโล่งใจมากขึ้น ก่อนจะจัดการแจ้งไปยังหน่วยรักษาความปลอดภัยคนอื่นๆ ว่า ‘บริษัทส่งคนมาดูกล้อง’ จากนั้นก็พาชายหนุ่มไปส่งยังลิฟต์ตัวกลาง และยังไม่ลืมกำชับว่า “ห้องควบคุมกล้องวงจรปิดกับรีเซ็ตระบบคอมพิวเตอร์จะอยู่ชั้นสิบสี่นะครับ ออกจากลิฟต์แล้วเลี้ยวซ้าย เดินตรงไปจนสุดทางจะเห็นห้องกระจกอยู่ห้องหนึ่ง”

          พอก้าวเข้ามาในลิฟต์ ‘ผู้เชี่ยวชาญของบริษัทรักษาความปลอดภัย’ ก็ถอยไปยืนชิดผนังทางด้านหลัง

          จังหวะที่ประตูกำลังจะปิด หัวหน้า รปภ. มองเขาอีกแวบหนึ่ง

          ประตูลิฟต์เคลื่อนเข้าหากันอย่างช้าๆ ทันใดนั้นฝ่ามือหนาของหัวหน้า รปภ. ก็ยื่นมาขวางประตูไว้ “ด้านบนทางเดินลดเลี้ยว ผมว่า... ผมกับลูกน้องขึ้นลิฟต์ไปส่งคุณด้วยตัวเองดีกว่า”

          ชายผู้มาเยือนยามวิกาลหลุบตาลงมองปลายเท้าตัวเอง มุมปากค่อยๆ ตีโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มรู้ทัน “งั้นก็ต้องรบกวนด้วยครับ”

          หลังจากประตูลิฟต์ปิดลง เสียงโครมครามก็ดังสนั่นจนลิฟต์สั่นไหวไปหมด

--------------------------------------------------

          เขาไม่รู้ว่าตัวเองยังมีสติสตังครบถ้วนอยู่หรือเปล่า

          ในเวลาเกือบห้าทุ่มหลายบ้านคงเข้านอนกันหมดแล้ว แต่ตัวเขายังขับรถไล่ตามหาลลนาอย่างบ้าคลั่ง

          ไม่มีเบาะแสใดๆ ที่เธอทิ้งไว้บนโต๊ะทำงานในบริษัท มีแต่ปฏิทินตั้งโต๊ะที่เจ้าตัวขีดเขียนด้วยลายมือเป็นระเบียบว่า ‘สี่ทุ่ม นัดส่งงานบัญชีให้ลูกค้าแถวท่าดินแดง’

          ประกาศศึกไม่รู้ตำแหน่งที่ลลนานัดแนะอย่างแน่ชัด แต่เขาก็คว้าเบาะแสสุดท้ายนี้เอาไว้แล้วขับรถบึ่งมายังเขตฝั่งธนด้วยเหตุผลที่อธิบายไม่ได้

          ถ้าบอกว่าการกระทำทั้งหมดเกิดจากความอยากรู้อยากเห็น มันก็ดูเหมือนลงทุนมากไปสักหน่อย แต่ถ้าบอกว่าที่ลงทุนทำไปทั้งหมดเพราะเขายังมีเยื่อใยกับอีกฝ่าย นั่นก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่ เพราะตัวตนความเป็นลลนาสำหรับเขามันค่อยๆ จางหายไปจากหัวใจนานมากแล้ว

          เขาไม่เจอเธอเกือบสิบปี ต่อให้อีกฝ่ายเดินผ่านหน้าก็ไม่แน่ว่าเขาจะจำได้ในทันที โชคดีที่เธอมีความสูงเป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่น

          พอนึกถึงลลนาทุกคนก็ต้องคิดถึงความร่ำรวยมหาศาลของพ่อเธอ คนที่โรงเรียนมักกระซิบกระซาบกันถึงคฤหาสน์หลังใหญ่โตและชีวิตอันสุขสบายท่ามกลางคนรับใช้มากมายของลลนา คนในแถบลุ่มน้ำโขงไม่มีใครไม่รู้จัก ‘เสี่ยอ้วน โพนพิสัย’ คนที่เป็นตัวตั้งตัวตีจัดกิจกรรมบั้งไฟพญานาคทุกๆ ปี

          สำหรับชาวหนองคายแล้ว ครอบครัวนี้สูงส่งไม่ต่างจากราชวงศ์

          เสี่ยอ้วนร่ำรวยจากธุรกิจหลายแขนง มีเมียที่ตบแต่งอย่างออกหน้าอยู่สองคน... คนแรกเป็นแหม่มแต่เสียชีวิตไปแล้ว คนที่สองก็คือคุณนายตันหยง นอกจากตันหยงเสี่ยก็มีเมียน้อยอีกนับสิบ แต่มีลูกสาวเพียงคนเดียวนั่นคือลลนา ด้วยความที่บ้านรวย อีกทั้งพ่อยังมีชื่อเสียงไปทั่ว สถานะในโรงเรียนของลลนาจึงค่อนข้างสูงกว่าเด็กสาวในรุ่นราวคราวเดียวกันและมันทำให้เธอมีเพื่อนไม่มากนัก

          เขายังจำได้ดี ทุกๆ เย็นเธอมักจะมานั่งห้อยขาบนอัฒจันทร์ไม้ นั่งรอเพื่อนๆ ของเธอที่จะมาหาหลังเลิกเรียน ระหว่างนั้นเธอก็จะฆ่าเวลาด้วยการนั่งดูพวกเขาเล่นฟุตบอลไปด้วย การที่มีเธอนั่งอยู่ข้างสนามทำให้เขาเผลอเลี้ยงลูกบอลลัดเลาะไปแถวๆ หน้าอัฒจันทร์อยู่บ่อยๆ สายตาว่อกแว่กของเขามักเคลื่อนไปตามเรียวขาอันเรียวยาวของเธอ หลังจากเลิกเรียนเธอจะเปลี่ยนจากรองเท้านักเรียนมาสวมรองเท้าคีบ การได้เห็นนิ้วเท้าเปล่าเปลือยของเธอทำให้เขาหัวสมองว่างเปล่าไปพักใหญ่

          ลลนาเป็นแค่เด็กสาวผมเปียที่ยังไม่โตคนหนึ่ง แต่เพราะเธอเป็นลูกผสมไทยอเมริกัน โครงร่างของเด็กสาวจึงล้ำหน้าเกินอายุไปไกล สองเท้าที่สอดอยู่ในรองเท้าคีบฟองน้ำนั้นขาวผ่อง หน้าเท้าแคบยาวและบอบบาง เล็บทุกเล็บตัดเรียบขัดจนมันวับ เป็นเท้าของลูกคนรวยทั่วไปที่ถูกดูแลมาอย่างดี จากขนาดเท้าเดาได้เลยว่าอนาคตเธอจะต้องมีเรือนร่างสูงโปร่งอย่างแน่นอน

          เธอมักนั่งแกว่งสองเท้าไปมาพร้อมกับกินหมูปิ้ง และจ้องมองพวกเขาด้วยสายตาสนอกสนใจ บางครั้งที่เขาแอบเตะบอลแหย่เข้าไปใกล้ๆ เธอก็ยังโน้มตัวลงมารับไว้แล้วยื่นคืนให้พร้อมกับสายตาที่มองเขาอย่างกับเทิดทูนวีรบุรุษผู้กู้ชาติ

          เขาไม่อยากจะเชื่อ... ขนาดกลิ่นของเธอยังให้ความรู้สึกแพงสุดๆ ดูร่ำรวยหอมหวาน ไม่เหมือนกลิ่นโคโลญจ์ถูกๆ ในเซเว่นที่กลุ่มแม่ครัวในค่ายของเขาชอบใช้กัน

          แล้วไหนจะท่าทางขัดเขินแบบนั้นอีก

          เพื่อนๆ ของเขาหลายคนแอบเรียกเธอว่า ‘ยัยคุณหนู’ พวกเขาชอบเอาศอกถองกันไปมาอย่างกระเซ้าเย้าแหย่ ชักชวนกันให้มองเวลาเธอเดินผ่าน ที่ใจกล้าหน่อยก็แกล้งทำเป็นซัดลูกบอลเข้าใส่หวังเรียกร้องความสนใจจากเธอ แต่ทั้งหมดทั้งมวลกลับไม่เคยมีใครกล้าจีบเธอสักคน

          ไม่มีทั้งนั้น...

          ทั้งๆ ที่ยัยคุณหนูสวยน่ารักขนาดที่ว่า...

          เอี๊ยดด!!!

          เวรเอ๊ย! กลางค่ำกลางคืนของเมืองหลวง มีช้างป่ามาเดินเพ่นพ่านได้ไงวะ!

          ประกาศศึกขบกรามแน่น นี่ถ้าเมื่อครู่เขากดเบรกไม่ทันมีหวังปาเจโร่คันนี้ได้ชนลูกช้างกระเด็น

          เงาตะคุ่มๆ นั่นเคลื่อนผ่านถนนด้านหน้าไปอย่างเชื่องช้า... แต่เขาก็ยอมจอดรอ

          ท่ามกลางหมอกสีขาวจางๆ ยามค่ำคืนที่ฟ้าไร้ดาว ท้องถนนว่างโล่ง ฝนหลงฤดูโปรยลงมาบางเบายิ่งทำให้บรรยากาศเย็นเยียบดูน่ากลัว เวลานี้มีเพียงรถของชายหนุ่มคันเดียวที่จอดติดไฟแดงอยู่ตรงวงเวียนเล็ก ด้านซ้ายของเขาคือวัดพิชัยญาติ ขวาคือวัดอนงค์ ตรงไปด้านหน้าก็คือวงเวียนอันคดเคี้ยวที่เลือนรางเพราะสายฝน บรรยากาศชวนหลอนแต่สำหรับคนจิตแข็งเช่นเขาแค่นี้จิ๊บจ๊อย

          ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นแล้วสบถเบาๆ ก่อนจะกระแทกฝ่ามือกดแตรดังลั่นอย่างไม่เกรงใจใคร

          ปริ๊น... ปริ๊นนนนน

          ลูกช้างตัวนี้มันเดินๆ หยุดๆ ป่วยหรือไงวะ...

          ชายหนุ่มมองซ้ายแลขวาอย่างหงุดหงิด รีบก็รีบ ยังต้องติดสี่แยกไฟแดง แถมยังต้องมาติดช้างป่าโง่ๆ ที่เดินไม่รู้จักกาลเทศะนั่นอีก

          ปริ๊น... ปริ๊นนนนน เขาพยายามกดแตรไล่มันแล้วไขกระจกลง ตะโกนออกไปเสียงเข้มว่า “เร็วๆ หน่อย ใครก็ได้เอากล้วยโยนล่อมันที ผมจะรีบไป”

          เงาตะคุ่มสีดำตรงหน้าหันขวับมาทางเขา

          จังหวะนั้นเองประกาศศึกถึงเพิ่งรู้ว่าตนคิดผิด ร่างที่อยู่ๆ ก็เดินตัดหน้ารถในระยะ 20 เมตรไม่ใช่เงาตะคุ่ม และยิ่งกว่านั้นคือ... ไม่ใช่ช้าง!

          เขากะพริบตาสองที จ้องภาพตรงหน้านิ่งๆ โดยไม่กล้าหายใจ สมองดูดซับข้อมูลเข้ามาประมวลผลและส่งต่อไปยังเซลล์ประสาททั่วร่างกาย สุดท้ายก็สรุปออกมาว่า... เป็นคน เป็นคนคนหนึ่งที่มีรูปร่างอ้วนใหญ่น่ากลัวในชุดสีดำปลอด

          ชีวิตนี้ประกาศศึกไม่เคยกลัวผี หลังจากไปใช้ชีวิตที่อเมริกามาหลายปี เขาก็ยิ่งไม่เชื่อเรื่องที่อยู่เหนือคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์

          แต่สิ่งมีชีวิตตรงหน้าทำให้เขาเกือบจะยอมรับว่าผีอาจมีจริง อาจจะมีเจ้าแม่ เจ้าพ่ออะไรสักองค์นึกโกรธที่เขาบีบแตรเมื่อครู่เลยส่งควายธนูมาเด็ดหัวเขา?

          ใช่... ควายธนู อย่างน้อยก็น่าจะหนักราวๆ 120 กิโล หรืออาจจะมากกว่านั้น ร่างที่หนาเป็นชั้นๆ ของมันถูกปกคลุมด้วยเสื้อยืดกับกางเกงรัดๆ สีดำ ยิ่งรัดก็ยิ่งดูปลิ้น มันเดินเท้าเปล่าอยู่บนพื้นถนน สองเท้าแช่อยู่ในน้ำที่ท่วมขังเจิ่งนอง แผ่นหลังงองุ้มและศีรษะที่ก้มต่ำของมันยิ่งทำให้ดูเหมือนก้อนอะไรสักก้อนที่กำลังกลิ้งจากถนนฝั่งขวามาฝั่งซ้าย

          ไฟแดงเปลี่ยนเป็นไฟเขียวตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แต่ที่รู้ๆ คือตอนนี้ประกาศศึกลืมเรื่องลลนาไปอย่างสนิทใจ เขาขับรถตามหลังสิ่งมีชีวิตตัวนั้นไปอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว ชายหนุ่มพยายามเพ่งมองใบหน้าของมันให้ชัดเจนกว่านี้แต่ก็ติดที่หัวของมันเต็มไปด้วยผมที่ฟูยุ่ง อีกทั้งยังยาวจนปกคลุมไปเกือบครึ่งร่าง บางส่วนของปอยผมแนบลู่ไปกับใบหน้า ทำให้มองไม่เห็นอะไรเลยนอกจากสีดำปลอดไปทั้งตัว

          ในขณะที่มันยกเท้าเดิน เขาเห็นนิ้วทั้งห้าอย่างชัดเจน... มีห้าไม่ได้มีหก หรือสี่

          มันเป็นมนุษย์!

          ก้อนเนื้อในคราบมนุษย์เคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้า ถนนวงแหวนตรงหน้าเป็นเส้นทางกลับรถใต้สะพานพระปกเกล้า ยิ่งฝนตกก็ยิ่งปราศจากผู้คนและแสงไฟ ร่างนั้นจึงดูเหมือนจะกลืนหายไปท่ามกลางความมืดได้ทุกเมื่อ ทำให้หลายครั้งประกาศศึกต้องแอบส่องไฟสูงไปที่แผ่นหลังอวบอ้วนเพื่อจะได้มองเห็นชัดขึ้น

          ในที่สุดมันก็หยุดอยู่กลางสะพาน

          เขาเห็นมันหยุดนิ่งอยู่ตรงนั้นไม่เคลื่อนไปไหนอีกจึงจอดรถและดับเครื่องห่างออกมาประมาณ 20 เมตร

          นอกจากคลั่งไคล้ในกีฬามวยแล้ว อีกกิจกรรมหนึ่งที่เขาชื่นชอบก็คือเล่นกล้อง

          ชายหนุ่มคว้ากล้องตัวโปรดของตนเองออกมาจากรถเงียบๆ สวมเลนส์เข้าไปเพื่อปรับโหมดถ่ายภาพกลางคืน เขาค่อนข้างมั่นใจว่าสิ่งมีชีวิตตรงหน้าจะช่วยให้เขาคว้ารางวัลใดรางวัลหนึ่งจากการประกวดภาพถ่ายติดวิญญาณที่จะจัดขึ้นปลายปีนี้ได้ พับผ่าเหอะ... เขาจะตั้งชื่อรูปนี้ว่าอะไรดี

          หลอน?

          ชายหนุ่มปรับเป็นโหมดเก็บเสียง ยกกล้องขึ้นจ่อดวงตา จากนั้นก็ซูมเข้าไปแล้วเตรียมกดชัตเตอร์

          จังหวะนั้นเอง...

          ปีศาจควายธนูก็ยกขาหมูขึ้นมาปัดปอยผมบนใบหน้า เผยให้เห็นกรอบแว่นสีชมพูสะดุดตา กระจกแว่นตามีไอน้ำเกาะพราว มันค่อยๆ เบือนหน้ามองมาทางเขาและแสยะยิ้มให้

          พระเจ้าช่วย... ใบหน้าอ้วนกลมนั่นอัปลักษณ์เป็นที่สุด!

          ชายหนุ่มถึงกับชะงักมือค้าง กดชัตเตอร์ไม่ลง

          ใบหน้านั้นมีแต่เนื้อ เนื้อ แล้วก็เนื้อ... ก้อนเนื้อกลมสองข้างแก้มห้อยย้อยลงมาจนแทบจะชนกับเนื้ออูมๆ ตรงคางอยู่แล้ว จมูกกลายเป็นส่วนที่เล็กที่สุดบนใบหน้าเพราะถูกเบียดเสียจนมองไม่เห็นรู ปากเล็กหน้าผากอูม สองตาถูกซ่อนอยู่ภายใต้แว่นตากรอบสีชมพูอันจิ๋ว

          เป็นใบหน้าที่น่าเกลียดที่สุด

          เหมือนใครแกล้งปั้นซาลาเปาเบี้ยวๆ แล้วเอาปากกาเมจิกสีชมพูมาวาดวงกลมทิ้งไว้สองวง

          “ถ่ายสิ ไม่อยากถ่ายฉันแล้วเหรอ!” ฝ่ายนั้นตะโกนถามออกมาด้วยน้ำเสียงแหบพร่า

          ประกาศศึกลดกล้องลง ขมวดคิ้ว... เป็นเสียงของผู้หญิง

          ที่แท้ก็หญิงอ้วน!

          “ใช่สิ... คนหน้าตาอย่างฉันมันไม่คู่ควรอยู่ในกล้องของใครหรอก”

          พูดจบเธอก็ทำให้เขาช็อกด้วยการปีนราวสะพาน!

          การเคลื่อนไหวของเธอรวดเร็วมาก เหมือนจะบอกเขาเป็นนัยว่าก่อนหน้านี้เธอแค่หลอกเขาแบบนิ่มๆ ให้เชื่อว่าคนอ้วนอย่างเธอนั้นเชื่องช้า

          ประกาศศึกไม่ทันคิดอะไรทั้งนั้น ปริญญาโทด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาบอกเขาว่ามวลน้ำหนักของผู้หญิงตรงหน้าบวกกับความสูงของสะพานและความตึงของผิวน้ำที่เรียบนิ่งในคืนนี้ ถ้ารวมทั้งหมดเข้าด้วยกันแล้ว

          ยัยอ้วนนี่ได้ไปกราบยมบาลแน่!

          ชายหนุ่มโยนกล้องในมือทิ้ง สองเท้าวิ่งไปข้างหน้าอย่างไม่คิดชีวิต เขารู้ดีว่าหากเขาลังเลแม้เพียงเล็กน้อย ชีวิตของยัยอัปลักษณ์ตรงหน้าต้องจบสิ้นแน่นอน

          ด้วยระยะทางเพียง 20 เมตร ประกาศศึกมาทันจังหวะที่สาวอ้วนกำลังเหวี่ยงตัวเองผ่านราวสะพานอย่างทุลักทุเล พอเธอเห็นเขาเข้ามาใกล้ ความประหลาดใจก็ฉายขึ้นบนใบหน้าแวบหนึ่ง คล้ายจะตกตะลึง
แต่ก็แค่ประเดี๋ยวประด๋าวเท่านั้นเพราะหลังจากนั้นทั้งสีหน้าและแววตาของเธอก็เริ่มว่างเปล่าอีกครั้ง

          ในระยะใกล้เพียงแค่นี้ ประกาศศึกเพิ่งจะรับรู้ว่า ‘ผู้คิดสั้นคนล่าสุด’ อายุยังไม่มากนัก

          น่าจะสัก... กลางถึงปลายสามสิบ

          เอ๊ะ หรือสี่สิบ?

          โอ๊ย... ไม่รู้สิหน้าแก่มากๆ!

          ไม่รู้แหละ ตอนนี้เธอและเขากำลังยืนอยู่คนละฟากของราวสะพาน เขายืนอยู่ฝั่งโลกมนุษย์ส่วนเธอยืนอยู่ฝั่งเดียวกับนรกสวรรค์ หญิงอ้วนตรงหน้าค่อยๆ คลี่ยิ้มออกมา เป็นยิ้มที่น่าเกลียดชะมัด คือมันดูเหมือนจะเป็นเรื่องยากมากที่เธอจะยิ้มเพราะเนื้อตรงสองข้างแก้มมันเบียดเสียจนริมฝีปากบางของเธอเหยียดออกได้อย่างยากลำบาก เหมือนใบหน้าของเด็กอ้วนที่โดนสองมือของผู้ใหญ่ประคองแล้วบีบสองแก้มเข้าหากัน เขาไม่อยากนึกถึงภาพนั้นหรอกนะ แต่ว่า... เธอมองคล้าย
แบบนั้นจริงๆ

          “นรก!” เขาเผลอหลุดพึมพำออกมา

          เธอหุบยิ้มทันที

          มันช่างเป็นบุญต่อสายตาชะมัด “อย่ายิ้มเลย ไม่ต้องขอบคุณผมด้วย ช่วยข้ามราวสะพานกลับมาก็พอ ฆ่าตัวตายมันบาปนะ”

          ยัยอ้วนนิ่งไปนาน สองมือกำราวสะพานแน่น...

          ผ่านไปราวกับชั่วกัปชั่วกัลป์ ในที่สุดเธอก็ชะโงกหน้าเข้ามาหาเขา เขาคิดว่าเธอคงอยากได้ความช่วยเหลือเพราะข้ามราวสะพานกลับมาเองไม่ไหวจึงยื่นมือส่งไปให้ ทว่าเธอกลับกุมมือเขาไว้แล้วดึงเข้าหาตัวเอง ก่อนจะกระซิบข้างหูเขาเบาๆ ว่า “ไอ้เวร!”

          จากนั้นก็เหวี่ยงร่างเขาทิ้งลงแม่น้ำที่อยู่ด้านหลังด้วยพละกำลังมหาศาล

6.ตักบาตรร่วมขัน

 

          ทฤษฎีของฟรอยด์บอกไว้ว่า

          ‘อารมณ์ชั่ววูบมักจะเกิดกับคนที่ถูกสภาวะจิตใต้สำนึกเข้าครอบงำ จนเลือกที่จะกระทำตามอารมณ์ของตัวเองอย่างขาดเหตุผล’

          อารมณ์ชั่ววูบของยัยอ้วนนี่คือ หล่อนเหวี่ยงเขาลงจากสะพาน

          ส่วนอารมณ์ชั่ววูบของเขาก็คือ เผลอลากหล่อนลงนรกตามมาด้วย!

          เนื่องจากร่ำเรียนสายพลศึกษามาตลอดชีวิต แน่นอน... เกียรตินิยมอันดับหนึ่งสาขาวิทยาศาสตร์การกีฬาของเขาไม่ใช่ได้มาเพราะโชคช่วย ดังนั้นถ้าดูจากท่าลงน้ำของเขาและผู้หญิงคนนี้แล้ว ประกาศศึกสามารถคำนวณได้อย่างว่องไวว่าทั้งคู่จะกระแทกกับผิวน้ำในแนวนอนดังปังใหญ่ ยิ่งเธอมีน้ำหนักเป็นร้อยกิโล แรงกระแทกก็จะแรงมากกว่าเขาถึงสามเท่า แล้วผิวน้ำที่เรียบนิ่งแบบในคืนนี้ก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึงความตึงผิวว่าจะมีมากขนาดไหน ในระยะความสูงเกือบ 50 เมตร
ร่างอ้วนๆ นี้จะแตกโพละไม่ต่างจากขว้างไข่เป็ดใส่พื้นซีเมนต์!

          แต่เดี๋ยวก่อน

          ชั่วขณะนั้นเสียงของอาจารย์ก็ผุดขึ้นมาในสมอง “สาเหตุที่คนกระโดดน้ำตายมักจะได้ตายสมใจเพราะหนึ่ง... น้ำมีมวลและความหนาแน่นเช่นเดียวกับสสารชนิดอื่น และแรงตึงผิวของน้ำสามารถแข็งแกร่งเทียบเท่ากับพื้นผิวของหินได้ในระยะความสูงที่ 50 เมตรขึ้นไป และสอง... ก็คือท่าลง”

          ใช่แล้วท่าลง!

          ท่าลงน้ำสำคัญที่สุด การทำตัวให้เรียวเล็กจะช่วยลดแรงปะทะได้มากกว่า

          การกางมือ กางขา จะทำให้หน้าอกหรือแผ่นหลังกระแทกผิวน้ำเต็มๆ หากเป็นแบบนั้นตับไตไส้พุงได้กองรวมเป็นก้อนเดียวกันแน่

          ชั่ววินาทีแห่งชีวิต ประกาศศึกคว้าแขนสาวอ้วนได้เป็นอันดับแรก เขารีบพลิกตัวเธอเข้ามากอดแล้วกดหัวให้แนบกับหน้าอกตนซึ่งเป็นท่าที่เซฟกะโหลกศีรษะและต้นคอมากที่สุด เขาพยายามบังคับร่างของอีกฝ่ายให้พุ่งลงน้ำในแนวดิ่งโดยเอาสองขาลง การที่ต้องทำตัวให้ ‘เรียวเล็ก’ ทั้งๆ ที่เธอมีรูปร่างเหมือนลูกบอลนั้นเป็นเรื่องที่ยากมาก

          เขาไม่มีเวลาคิดอะไรอีก

          หลังจากสูดลมหายใจเข้าปอดได้ไม่กี่เฮือกร่างทั้งร่างก็ร่วงสู่ผิวน้ำอันดำมืดของแม่น้ำเจ้าพระยา

          ตูมมมม!!!

          ที่แท้แล้วการลงสู่ผิวน้ำจากระยะสูงมันเจ็บมาก... เจ็บราวกับถูกสิบล้อกระแทก

          แรงอัดมหาศาลกระแทกแผ่นหลัง ชายโครง และสีข้างทำให้เขารู้สึกเหมือนโดนใครเอาค้อนกระทุ้งไปตามเนื้อตัวเพื่อไล่อากาศออกจากปอด น้ำหนักของคนที่เขากอดไว้ยิ่งฉุดให้ทั้งคู่จมดิ่งลงสู่เบื้องล่าง และโชคดีที่เมื่อครู่ประกาศศึกตัดสินใจพลิกตัวสาวอ้วนแล้วพาเธอลงน้ำด้วยขาแทนหัว เพราะวินาทีที่ทั้งคู่จมดิ่งลงไปนั้น ฝ่าเท้าของเขาก็สัมผัสได้ถึงดินโคลนที่ก้นแม่น้ำเลยทีเดียว

          มีทั้งดิน เศษหิน เศษเหล็ก และขยะ!

          การที่คนเรา ‘จะตายหรืออยู่’ อาจขึ้นอยู่กับช่วงเวลานี้เท่านั้น สำหรับคนที่ว่ายน้ำเป็นและกระโดดลงน้ำอย่างถูกท่าถูกทาง อุปสรรคต่อไปของพวกเขาก็คือ ‘จะขึ้นสู่ผิวน้ำทันไหม’

          กระแสน้ำที่เย็นเฉียบและหมุนวนทำให้ความดันในหูของ
ชายหนุ่มลดลงอย่างรวดเร็ว เริ่มจากมีเสียงปรี้ดยาวๆ ในรูหูและค่อยๆ แผ่วลงเรื่อยๆ จนกระทั่งเข้าสู่สภาวะ ‘หูดับ’ หรือสูญเสียการได้ยินอย่างสิ้นเชิง

          สติเป็นสิ่งเดียวที่เขาพยายามเหนี่ยวรั้งเอาไว้สุดแรง ประกาศศึกไม่รู้ว่าร่างที่เขากอดอยู่ยังมีชีวิตอยู่อีกไหม แต่คิดว่าไม่น่าจะรอดไปได้ แน่นอน ตัวเขาที่ผ่านการฝึกฝนร่างกายมาอย่างโชกโชนจะค่อนข้าง
ได้เปรียบกว่าในแง่เทคนิคการผ่อนลมหายใจ

          ชายหนุ่มพยายามตะเกียกตะกายพาตัวเองขึ้นสู่ผิวน้ำ เขาพยายามลาก ‘ศพ’ ของเธอขึ้นมาจากก้นแม่น้ำด้วย มันคงดูไม่ดีนักถ้าพรุ่งนี้เช้าเธอจะโผล่ขึ้นมาเองในสภาพบวมอืด อย่างน้อยเขาก็เป็นคนสุดท้ายในโลกนี้ที่ได้คุยกับเธอ

          แต่ว่าเขาลากเธอไม่ขึ้น... ร่างของยัยช้างพังนี่หนักมากๆ

          ประกาศศึกเงยหน้ามองผิวน้ำเบื้องบน ตัดสินใจทิ้ง ‘ศพ’ ไว้ที่นี่และเอาชีวิตรอดเพราะลมหายใจของเขาเหลือน้อยลงทุกที

          ทว่าจังหวะนั้น... เขากลับโดนใครบางคนดึงขา!

          สายน้ำรอบร่างหมุนเป็นเกลียวแรงขึ้นเรื่อยๆ เขาพยายามจะสะบัดให้หลุดจากมือปีศาจนั่นแต่ก็ไม่เป็นผล

          ประกาศศึกเริ่มหายใจไม่ออก... ไม่... เขาต้องไม่จมน้ำ

          คนอย่างเขาเกิดมาริมฝั่งโขง ดำผุดดำว่ายมาตั้งแต่เด็ก ชินกับสายน้ำยิ่งกว่าเส้นเลือดในร่างกาย

          เขาต้องไม่จมน้ำตาย!

--------------------------------------------------

          พี่เป๊ก... พี่เป๊ก!”

          พรวด!

          ร่างร่างหนึ่งโผล่ขึ้นมาบนผิวน้ำพร้อมกับเสียงหอบโยน เด็กหนุ่มลอยตัวนิ่งเหนือผิวน้ำในคลองที่เย็นฉ่ำ พอหายใจได้คล่องแล้วเขาถึงหันไปส่งยิ้มกว้างให้คนบนเรือพาย “ว่าไง เกินสองนาทีไหม?”

          ใบหน้าเล็กๆ ที่ขาวซีดค่อยๆ ซับสีเลือดขึ้นมาทีละน้อย เด็กสาวในชุดเสื้อนักเรียนสีขาวค่อยๆ ผ่อนลมหายใจที่กลั้นอยู่ออกมา เรียวคิ้วที่ขมวดตึงค่อยๆ คลายออก เธอขยับจากกราบเรือมานั่งกอดอกแล้วทำหน้านิ่ง “วันหลังถ้าจะเล่นพิเรนทร์แบบนี้อีก พี่ก็ชวนคนอื่นมาดูแทนเหอะ...” หลังจากเขาหายไปใต้น้ำสามสิบวินาที ลลนาก็เริ่มอยู่ไม่สุขแล้ว แค่คิดว่าเขาจะไม่โผล่ขึ้นมาอีกเธอก็กลัวเสียจนขนแขนลุกพรึ่บ

          “อ้าว ไม่ยินดีด้วยกันเหรอ ฉันเพิ่งฝึกได้ไม่นานนี้เองนะ”

          “เนี่ยเหรอที่บอกว่ามีของดีจะโชว์” เธอเบ้ปาก

          เด็กหนุ่มว่ายน้ำเข้ามาเกาะขอบเรือ ยกร่างเปียกๆ ของตัวเองขึ้นมาครึ่งหนึ่งแล้วเอื้อมมือไปคว้าผลไม้ใกล้มือ

          ทว่าไม่ทันได้แตะ มือเด็กสาวก็ฟาดเพียะลงมา “ของพระ!”

          “ทำไมวันนี้ต้องไปตักบาตรที่วัดด้วยล่ะ?” เขาถาม ถึงไม่ได้กินแต่ก็อุตส่าห์ใจดีว่ายน้ำลากเรือพายให้โดยที่อีกฝ่ายไม่ต้องร้องขอ “ธรรมดาฉันเห็นหลวงพ่อพายเรือไปรับบิณฑบาตที่ท่าน้ำบ้านเธอเองนี่”

          ในเมื่อมีเขาคอยลากเรือให้ เธอจึงไม่จำเป็นต้องพายเอง ลลนาวางไม้พายไว้ข้างตัวแล้วหยิบดอกบัวตูมขึ้นมาแทน เธอบรรจงพับกลีบรอบดอกบัวลงครึ่งหนึ่งอย่างสวยงาม ไฮไลต์ของวันนี้ไม่ใช่ดอกบัวแต่เป็นช่อมะลิหอมกรุ่นที่เธอเตรียมมา “วันนี้เป็นวันสำคัญของหนู หนูเลยอยากตักบาตรที่วัด จะได้ถือโอกาสถวายดอกไม้พระด้วย” ไม่พูดเปล่า ยัง
เงยหน้าขึ้นออกคำสั่งกับคนที่ว่ายน้ำอยู่ข้างเรือ “ลากเร็วๆ หน่อยสิคะ เดี๋ยวหนูไปไม่ทัน พระท่านจะออกเรือมาซะก่อน”

          ตอนนี้เธอกล้าสั่งเขา... ไม่เหมือนเดือนแรกที่ทั้งสองเริ่มต้นพูดคุยกัน ตอนนั้นเธอค่อนข้างเหนียมอายเพราะตัวเองเคยล้มหน้าแตกปากเจ่อต่อหน้าเขามาแล้ว

          แต่เขากลับเป็นฝ่ายทำไม่รู้ไม่ชี้ พอเห็นว่าหลังจากเกิดเหตุการณ์น่าอายในวันนั้นเธอก็ยังมานั่งเล่นอยู่ตรงอัฒจันทร์เหมือนเดิม เขาก็เลยเดินอาดๆ เข้ามาสอนวิธี ‘ป้องกันตัว’ ให้เธอในกรณีที่ลูกบอลลอยมากะทันหันแบบไม่รู้เหนือรู้ใต้ พอเธอรับบอลได้เก่งขึ้น เขาก็ใช้ให้เธอเป็นคนจดผลคะแนน รู้ตัวอีกทีเธอก็เลื่อนขั้นเป็นผู้จัดการทีมฟุตบอลของรุ่นพี่ ม.6 ไปซะแล้ว

          แลกกับหมูปิ้งฟรีสองไม้ทุกเย็น

          เด็กสาวดึงความคิดกลับมาแล้วปรายตามองคนที่เกาะอยู่ตรงกราบเรือด้วยสายตาอ่อนแสง ประกาศศึกเป็นวายร้ายประจำอำเภอ ใครๆ ก็เรียกเขาว่าไอ้แสบ เธอเคยได้ยินสาวๆ ม.4 กระซิบกระซาบเกี่ยวกับเขาในห้องน้ำหญิงของโรงเรียน เล่ากันว่าเขาเป็นลูกชายของค่ายมวยดัง วันๆ เอาแต่เกเร ไม่เรียน ไม่สนใจอะไรทั้งนั้นและยังชอบหาเรื่องมาให้ทางบ้านปวดหัวอยู่บ่อยๆ

          เธอได้ยินชื่อเสียงเขามานานแล้ว พ่อของเธอที่กำลังจะลงเล่นการเมืองในปีหน้าไม่ชอบครอบครัวของเขา ท่านเรียกบ้านของเขาว่า ‘ซุ้มนักเลง’ และมักลงท้ายประโยคให้เธอฟังอยู่บ่อยๆ ว่า ‘อยู่ให้ห่าง เดี๋ยวเดือดร้อน’

          เธอชายตาแอบมอง ‘พี่เป๊ก’ สีหน้าเขาเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่าง สักพักก็หันมาถามเธอว่า “เธอบอกว่าเป็นวันสำคัญของเธอ... วันเกิดล่ะสิ?” เขาถาม

          สาวน้อยทำเมิน ไม่ตอบคำถามของเขา

          เขาโจนตัวเองขึ้นมาบนเรืออีกครั้ง คราวนี้เขานั่งอยู่ตรงกราบเรือทำให้เธอต้องรีบถอยกรูดไปคานน้ำหนักอยู่อีกฟากหนึ่ง ไม่อย่างนั้นเรือคงได้พลิกคว่ำ

          “พี่เป๊ก!” เธอปรามอย่างโมโห ภาพที่เห็นยิ่งทำให้ใบหน้าของเด็กสาวแดงก่ำ

          ประกาศศึกสวมกางเกงขาสั้นสีดำเพียงแค่ตัวเดียว เปิดเผยผิวเนื้อเปล่าเปลือยสีทองแดงให้เธอเห็นอย่างโจ่งแจ้ง แม้จะเป็นเพียงเด็กหนุ่ม ม.ปลาย ผมสั้นเกรียน แต่เขากลับมีเส้นสายของมัดกล้ามที่สวยงามคมชัด ไม่ใหญ่เหมือนพวกเพาะกายแต่ก็ไม่เล็กเหมือนเด็กหนุ่มกำลังโต เธอกลั้นใจถามออกไปเสียงเข้ม “ปีนขึ้นมาทำไม?”

          “อยากได้อะไรเป็นของขวัญวันเกิดไหม?”

          ใบหน้าของลลนาร้อนผ่าวตลอดพวงแก้มถึงลำคอ โชคร้ายที่เธอเป็นคนผิวขาวจึงยิ่งเห็นการเปลี่ยนแปลงนี้ได้อย่างชัดเจน เมื่อปรายตาไปทางกราบเรือก็เห็นเขาหลุบตาลงนิ่งๆ แต่ริมฝีปากเหมือนกำลังกลั้นยิ้ม

          คราวนี้เขาตวัดสองขาขึ้นมาบนเรือแล้วพลิกตัวลงนอนแผ่หลา จากนั้นก็ใช้สองมือหนุนหัว อวดรูปร่างที่ดูเหมือน ‘รูปปั้นหน้าบ้านเขา’ ให้เธอดูชัดๆ เต็มสองตา

          ลลนาตาค้าง

          “โตแล้ว... อยากเห็นอะไรที่ไม่เคยเห็นบ้างไหม?”

          พอได้ยินคำถามนี้ ตาที่กำลังเบิกกว้างก็กะพริบสองที

          เขา-อ่อย-ฉัน?

          เด็กสาวหลับตา มือขวาจับไม้พายแน่น พอได้สติก็ฟาดลงไปเต็มแรง “ไอ้พี่เป๊ก!”

          “โอ๊ย!” เขาพลิกตัวหลบพัลวันจนเรือเอียงซ้ายที ขวาที เธอเห็นรอยหยอกล้อระยิบระยับอยู่ในดวงตาของเขา “ฉันหมายถึงไปหาที่เที่ยวแปลกๆ อะไรแบบนี้ อย่าคิดไปไกลนักสิ...”

          เสียงหัวเราะดังลั่นออกมาจากเรือที่ลอยอยู่กลางน้ำ มีทั้งเสียงแหย่ เสียงด่า ลลนาพยายามเตือนให้เขาเบาเสียงลงหน่อย ถ้าพ่อของเธอจับได้ว่าทั้งคู่อยู่ด้วยกันในสภาพนี้ มีหวังโดนเฆี่ยนหลังลายแน่

          สำหรับลลนา การที่ได้พบประกาศศึกในเช้าวันนี้นับเป็นเรื่องที่วิเศษสุด บ้านเธอและเขาอยู่กันคนละฟากฝั่งคลอง เธอเคยนั่งเรือผ่านบ้านเขาอยู่หลายครั้งและมักเห็นกลุ่มนักมวยลงมาเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนานหลังจากฝึกซ้อมในตอนเช้า แต่เธอไม่เคยพบเขา... ครั้งนี้เป็นครั้งแรก

          แล้วที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่าก็คือ... วันนี้พี่เป๊กทักเธอก่อน

          เขาตะโกนเรียกเธอจากท่าน้ำก่อนจะแยกตัวออกจากกลุ่มเพื่อนแล้วว่ายตรงเข้ามาหาเธอ จังหวะนั้นเธอทั้งตกใจและประหม่า ไม่รู้ว่าจะเริ่มประโยคสนทนากับอีกฝ่ายอย่างไร แต่เขาก็ไม่ได้ทำให้เธอต้องกังวลใจ เขาเป็นคนเริ่มบทสนทนาก่อน

          เด็กหนุ่มเกาะกราบเรือ มองเธอด้วยสายตาเปล่งประกายวิบวับ “เชื่อไหมว่าฉันดำน้ำได้สองนาทีโดยไม่ขึ้นมาหายใจ”

          “ไม่เชื่อ”

          “จริงๆ ฉันเพิ่งทำได้วันนี้วันแรกเลย นี่ดูนะ...” แล้วเขาก็ผลุบหายไปกลางสายน้ำ

          ตอนนั้นเธอตกใจแทบตาย!

          เมื่อคิดถึงเรื่องที่เกิดเมื่อครู่ลลนาก็อมยิ้ม พอไล่ตีกันจนเหนื่อยทั้งคู่ก็ทรุดตัวนั่งลงบนเรือแล้วหายใจหอบโยน

          เรือพายลำน้อย พอไร้ฝีพายก็ลอยนิ่งกลางผิวน้ำไม่ยอมไปไหน ลมหนาวอันสดชื่นพัดผ่านมาเป็นระยะๆ หอบเอากลิ่นหอมกรุ่นของต้นจำปีริมน้ำมาให้คนบนเรือได้ชื่นใจ

          ต่างฝ่ายต่างเงียบ

          ลลนานั่งเอนหลังพิงกราบเรือนิ่ง สักพักก็หันไปมองเขา เธอเห็นรอยยิ้มของอีกฝ่ายค่อยๆ หุบลง สีหน้าดูจริงจังขึ้นอีกหลายขุม “งานบั้งไฟพญานาคปีนี้ เธอมีคิวต้องไปไหนไหม?”

          เด็กสาวเงยหน้าขึ้นทันที จากนั้นก็หลุบตาลงเพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะเห็นประกายเจิดจ้าในนั้น

          “ว่าไงล่ะ?”

          “พี่จะ... ชวนหนูเหรอ?”

          เขายักไหล่ ประมาณว่าจะคิดยังไงก็ได้ “ถ้าจะไปด้วยกัน มาเจอฉันตรงหน้าป้ายเทศบาลสักบ่ายสาม”

          ไม่ต้องถามเลย แหงอยู่แล้ว เธออยากไปที่สุด ต่อให้ถูกพ่อล่ามขากับเสาบ้านเธอก็ยอมตัดขาทิ้ง!

          ลลนาสนใจแต่ก็ยังลังเล “ทำไมพี่ถึงชวนหนูนา?” พูดจบเธอก็ยกมือปรามเขาเสียเอง “อย่า... ไม่ต้องตอบ”

          คนเขารู้กันไปทั่วอำเภอว่าลูกสาวของเสี่ยอ้วนไม่เคยได้รับอนุญาตให้ไปงานที่ใหญ่ระดับจังหวัด “ขอบคุณนะคะที่ชวน แน่ล่ะหนูว่างอยู่แล้ว ไม่มีคิวต้องไปไหนหรอก” งานใหญ่ระดับจังหวัดพ่อของเธอมักอาสาเป็นเจ้าภาพเสมอ ดีไม่ดีคนงานที่บ้านคงไม่เหลือสักคน

          ดีเหลือเกินที่พี่เป๊กชวน เด็กสาวเงยหน้ามองสบสายตาที่กำลังจ้องมาของเขา

          คงเป็นเพราะเธอเงยหน้ากะทันหันเขาเลยไม่ทันปรับสีหน้า เธอจึงเห็นแววตาที่ฉายแววเวทนาออกมาชัดเจน เด็กสาวจ้องตอบสักพักแล้วแสร้งหันไปมองทางอื่น

          “ถ้างั้น... อาทิตย์หน้าเจอกัน” เขาย้ำ

          เธอยังคงนิ่งเฉย...

          โธ่ ยายแว่น... งับเหยื่อหน่อยสิ แหม่

          เธอมีท่าทีครุ่นคิด ในที่สุดก็ยิ้มรับแต่กลับเปลี่ยนเรื่องพูดซะงั้น “ลึกๆ แล้วพี่ก็เป็นคนใจดีเหมือนกันนะ แต่ทำไมกลับชอบทำเป็นเกเร ทำตัวใจร้ายให้คนอื่นเขาเข้าใจผิดอยู่เรื่อย”

          “นี่ ยัยน้อง” ประกาศศึกหัวเราะออกมาทันที “คนอื่นเขาเข้าใจถูกทุกคนนั่นแหละ มีแต่เธอนี่แหละที่ตาถั่ว มีแว่นซะเปล่า...” ไม่พูดเปล่า เขายื่นมือมาดึงแว่นกรอบชมพูของเธอออกแล้วเอียงหน้ามากระซิบข้างหู “ลึกลงไปถึงแกนกระดูกฉันก็ใจร้ายอย่างที่เห็นเปี๊ยบ”

          ลลนามีสีหน้าตกใจ สองมือควานหาแว่นจ้าละหวั่น “แว่นหนู... พี่เป๊ก... แว่นหนู!”

          ท่าทางเหมือนคนตาบอดไม่ผิด... คิดจะแกล้งยัยนี่น่ะง่ายมากเพราะจุดอ่อนมีเยอะเหลือเกิน

          เด็กหนุ่มส่ายหน้า โยนแว่นคืนให้พร้อมกับไม้พาย “ฉันไปล่ะ วันนัดอย่าลืมขนเงินไปเยอะๆ ด้วยนะ เพราะฉันจะพาเพื่อนอีกสี่คนไปรุมปอกลอกเธอ”

          ลลนาลนลานรับแว่นมาสวมแล้วทำหน้ามุ่ย

          เด็กหนุ่มกำลังจะหย่อนร่างลงแม่น้ำ แต่จังหวะนั้นกลับเห็นเรือพายอีกลำที่บรรจุพระภิกษุชราหนึ่งรูปกับสามเณรน้อยอีกสองพายผ่านมาพอดี จะกระโดดน้ำหนีก็ไม่ทันเสียแล้ว

          เด็กสาวรีบคว้าผ้าขาวม้าที่ซุกอยู่ในช่องเก็บของตรงหัวเรือออกมาโยนให้เขา ประกาศศึกรับไว้และจัดการเช็ดหัวเช็ดตัวอย่างลวกๆ

          พอเห็นว่าเขาจัดการตัวเองเรียบร้อยดีแล้ว เธอก็ตะโกนไปยังเรือพายของทางวัดว่า “นิมนต์ค่ะหลวงพ่อ”

          ครั้นพระภิกษุได้ยินเสียงเรียก ท่านก็หันหัวเรือแล้วพายตรงมาทางเรือเล็กของลลนา ใบหน้ายิ้มแฉ่งของสามเณรน้อยโผล่มาทักทาย แต่พอเห็นว่าวันนี้ ‘โยมพี่’ ไม่ได้อยู่บนเรือคนเดียว เณรน้อยในผ้าเหลืองก็หันไปสบตากันแล้วไม่วายยื่นมือไปสะกิดหลวงพ่อ

          ภิกษุชราไม่ได้ใส่ใจอะไรทั้งนั้น พอพายมาใกล้ท่านก็บังคับเรือให้นิ่งแล้วย่นหัวคิ้วมองจำนวนคนบนเรืออีกลำเพียงแวบหนึ่ง ภาพที่เห็นคือเด็กสาวตรงบ้านหัวคลองฝั่งซ้ายกับเด็กหนุ่มที่บ้านท้ายคลองฝั่งขวา คนหนึ่งสวมชุดนักเรียนขาวสะอาดใหม่เอี่ยม สีหน้าเบิกบานสดชื่น ส่วนอีกคนนั่งขัดสมาธิ กอดอก เอนหลังพิงหัวเรือด้วยสีหน้านิ่งเฉย

          ภิกษุชราเลิกคิ้วเล็กน้อย จากนั้นก็ปรายตาปรามสองสามเณรที่กำลังกระซิบกระซาบกันไปมา พอทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง ท่านก็เปิดฝาบาตร

          ลลนาจัดการดึงเรือสองลำให้มาชิดกัน จากนั้นก็ลำเลียงอาหารคาวที่จัดเตรียมไว้ลงไปในบาตรทีละถุง เริ่มจากมัสมั่นไก่ ตามด้วยแกงเขียวหวานหมู พะแนงเนื้อ ตบท้ายด้วยข้าวสวยสีขาวสะอาดตาและกล้วยบวชชี เด็กสาวลังเลครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปประคองมะลิสีม่วงช่อเล็กๆ ช่อหนึ่งบรรจงวางตามลงไปด้วย

          ทุกการกระทำของเธออยู่ในสายตาของเขาทั้งหมด ประกาศศึกหลุบตามองมะลิช่อเล็กๆ ที่ถูกยัยแว่นประคองราวกับของมีค่า มะลิช่อนั้นมีสามดอกบานและสี่ดอกตูม ทุกดอกล้วนเป็นสีม่วงดูแปลกตา น่าจะเป็นมะลิพันธุ์ผสมที่หายากทีเดียว มันส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ รวยรินออกมาไม่ขาดสายจนกระทั่งหลวงพ่อปิดฝาบาตร ลลนาวางดอกบัวลงบน
ฝาบาตรอีกกำหนึ่งก่อนจะพนมมือ

          “ยถา วาริวหา ปูรา ปริปูเรนฺติ สาครํ...” เสียงสวดนำดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงบของสายน้ำ ตามมาด้วยเสียงเล็กใสของสองเณรน้อยนักปฏิบัติ “เอวเมว อิโต ทินฺนํ เปตานํ อุปกปฺปติ”

          ทั้งสามเสียงดังประสานกันอย่างไพเราะเพราะพริ้ง เป็นจังหวะจะโคน ราวกับพรอันประเสริฐจากเบื้องบน

          ลลนาก้มศีรษะแตะหน้าผากกับปลายนิ้วที่พนมอยู่ สายลมเย็นพัดโชยมากระทบผิวกายเป็นระลอก บรรยากาศในยามนี้เหมือนกับอยู่ในห้วงฝันอันศักดิ์สิทธิ์ เธอรู้สึกเบาสบาย โล่งใจ และปล่อยวางทุกอย่างลงได้ชั่วขณะ

          จังหวะนั้นเอง... เธอรู้สึกเหมือนว่ามีมือข้างหนึ่งเคลื่อนมาแตะที่ปลายศอกของตน พอปรายตามองก็เห็นปลายนิ้วแข็งแรง เล็บทรงเหลี่ยมตัดสั้นเรียบร้อยและข้อมือสีทองแดง เด็กสาวอดใจไม่ไหวจึงมองไล่จากปลายนิ้วไปยังท่อนแขนแล้วเงยหน้าขึ้นสบตาคนที่นั่งซ้อนอยู่ด้านหลัง

          ประกาศศึกเคลื่อนตัวมาใกล้ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่ทราบได้ ตอนนี้เขานั่งขัดสมาธิอยู่ด้านหลัง เอื้อมมือแตะข้อศอกเธอด้วยสีหน้าไม่รู้ไม่ชี้

          เธอย่นหัวคิ้วใส่เขา

          “ขอแบ่งบุญหน่อย” อีกฝ่ายตอบกลับมาง่ายๆ เหมือนขอแบ่งขนมในถุงกินด้วยคน

          เสียงสวดแผ่วลง ลดจากสามเสียงเหลือเสียงเดียว เด็กหนุ่มเงยหน้ามองสองเณรน้อยที่กำลังนั่งพนมมือค้าง มองจ้องมาเหมือนอยากรู้อยากเห็นสุดชีวิต

          “อะฮึ่ม” เด็กหนุ่มทำตาดุ ยิ้มเหี้ยมตอบกลับ “สวดไป”

          ได้ผล... เสียงสวดดังประสานกันขึ้นมากลบเสียงหลวงพ่อเสียมิด “อิจฺฉิตํ ปตฺถิตํ ตุมฺหํ ขิปฺปเมว สมิชฺฌตุ สพฺเพ ปูเรนฺตุ สงฺกปฺปา จนฺโท ปณฺณรโส ยถา มณิ โชติรโส ยะ... ถา”

          หลังจากเรือพายของทางวัดเคลื่อนจากไป ประกาศศึกก็หันมาบอกเด็กสาวที่นั่งอิ่มอกอิ่มใจอยู่บนเรือ “มะลิม่วงเมื่อครู่เธอปลูกเองเหรอ”

          ลลนายิ้มกว้าง “เปล่าค่ะแต่หนูชอบสีของมัน ยังคิดเลยว่าถ้ามันออกดอกเมื่อไหร่จะเอาไปทับให้เป็นดอกไม้แห้งแล้วเคลือบพลาสติกทำเป็นที่คั่นหนังสือสวยๆ”

          เขาพยักหน้ารับ “ฉันต้องรีบไปแล้ว เธอพายเรือกลับเองได้นะ”

          “ได้อยู่แล้ว จะให้หนูพายไปส่งพี่ด้วยไหม?” เธอยิ้มแฉ่งส่งให้

          “ไม่ต้อง” เขาโยนผ้าขาวม้าคืนเธอแล้วหย่อนตัวลงจากเรือ ก่อนไปไม่วายหันหน้ามาสำทับ “หลังเลิกเรียนเจอกันที่สนามบอล” พูดจบก็ดำน้ำหายไปอย่างรวดเร็ว

7.เห็นแว่นตาหนูไหม?

 

          ธรรมดามันก็ลอยคออยู่แถวนี้นะครับ สงสัยวันนี้คงเล่นจนลืมดูเวลา

          เขาเพิ่งว่ายมาถึงท่าน้ำทันได้ยินคำขอโทษขอโพยของพ่อ

          “อ้าว มาพอดี... เร็วหน่อยเจ้าเป๊ก หลวงพ่อท่านต้องไปอีกหลายบ้าน”

          เด็กหนุ่มก้าวขึ้นบันไดท่าน้ำแล้วรับผ้าขนหนูจากเด็กที่ยืนอยู่ข้างหลังพ่อของเขามาเช็ดตัวลวกๆ ก่อนจะหันไปก้มลงกราบหลวงพ่อที่นั่งนิ่งอยู่ในเรือพายพร้อมกับสามเณรน้อยอีกสองรูป เมื่อครู่เขาพยายามว่ายทวนน้ำกลับมาให้ทันเรือลำเล็กของหลวงพ่อ แต่เพราะกระแสน้ำที่เชี่ยวและเรือพายของชาวบ้านที่เริ่มหนาตา ทำให้เขาต้องว่ายอ้อมคุ้งน้ำทะลุไปยังคลองเล็กอีกสายแล้ววกกลับตรงทางแยกเล็กๆ ก่อนจะถึงบ้าน ทว่าโชคร้ายดันมาถึงหลังหลวงพ่อเพียงไม่กี่อึดใจ

          ไม่รู้ว่าเรื่องเมื่อครู่หลวงพ่อจะ…

          ประกาศศึกนั่งเงียบอยู่ท่ามกลางกลุ่มเด็กหนุ่มในค่าย ตาจ้องมองใบหน้าชราของภิกษุตรงหน้า

          หลวงพ่อไม่ได้จ้องตอบเขา สีหน้าไม่มีแววพิรุธใดๆ ซ่อนอยู่ทั้งนั้น

          ท่านทำเช่นเดียวกับเมื่อครู่ พอเห็นว่าทุกคนพร้อมหน้าพร้อมตากันดีแล้วท่านก็เปิดฝาบาตรออก ‘ครูฝ้าย’ หันไปรับอาหารคาวชุดใหญ่ที่ลูกศิษย์ซึ่งนั่งอยู่ทางด้านหลังส่งให้ มีทั้งผัดผักหลากชนิด ข้าวกล้องสีแดงหอมกรุ่น และผลไม้นานาชนิด เตรียมตัวจะตักบาตรเต็มที่

          แต่พอเห็นของที่จัดวางอยู่ในบาตรของหลวงพ่อ ครูฝ้ายก็ถอนหายใจเสียงหนัก “ใครกันตักบาตรด้วยของแบบนี้มาได้ ใจร้ายจริงๆ” ครูฝ้ายหันไปพยักหน้าทางด้านหลัง เด็กหนุ่มหลายคนกรูกันเข้ามาอาสาเคลียร์บาตรให้หลวงพ่อ แต่ทันใดนั้นประกาศศึกที่นั่งอยู่ด้านหน้าสุดก็ยกมือปรามคนอื่นๆ แล้วขยับตัวเข้าไปทำหน้าที่นี้เอง

          การเคลียร์บาตรคือการจัดเก็บบาตรให้มีพื้นที่ว่าง เพื่อให้พระสามารถรับของถวายจากชาวบ้านคนอื่นๆ ได้อีก ธรรมดาแล้วจะเป็นหน้าที่ของเด็กวัดหรือไม่ก็สามเณรที่ติดตามมาด้วย ประกาศศึกเบือนหน้าไปมองสองสามเณรน้อยที่ไม่รู้หน้าที่ของตัวเองเอาเสียเลย สายตาของเขาทำให้สองสามเณรถึงกับก้มหน้างุด

          สองมือว่องไวของประกาศศึกเคลื่อนเข้าไปหยิบถุงอาหารเล็กๆ หลากหลายชนิดที่กองอยู่ด้านในบาตรไปวางไว้ในชะลอมใบใหญ่ที่วางอยู่ข้างตัวหลวงพ่อ หูก็ฟังพ่อของเขาพร่ำบ่นไปด้วย “คนสมัยนี้เอาง่ายเข้าว่า ตักบาตรแต่ละทีไม่มีคิดเผื่อสุขภาพของพระของเณรบ้างเลย ถ้าฉันหมดนี่หลวงพ่อคงต้องเข้าโรงพยาบาลอีกรอบแน่” พูดมาถึงตรงนี้ครูฝ้ายก็ไม่ลืมถามไถ่ภิกษุชรา “โรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันเห็นเขาว่าต้องทำบอลลูนหัวใจ และมีค่าใช้จ่ายมาก หากว่าหลวงพ่อมีปัญหาเรื่องปัจจัย...”

          “อาตมามีบัตรประกันสุขภาพอยู่แล้ว ขอบใจพ่อฝ้ายมาก” หลวงพ่อเอ่ยตัดบทด้วยน้ำเสียงสุภาพอ่อนโยน

          ครูฝ้ายเป็นแบบนี้ตั้งแต่เป็นเด็กยันหนุ่ม... แม้ว่าจะมีรูปร่างสูงใหญ่ ดุดัน มาดนักเลง แต่กลับเป็นผู้ที่ตั้งมั่นในพระรัตนตรัยอย่างแน่วแน่ ปวารณาตนเป็นผู้อุปการะพุทธศาสนาอย่างแข็งขันมาโดยตลอด ในทุกๆ เช้า หากไม่ติดเดินทางไปไหนแล้ว ครูฝ้ายก็จะมาตักบาตรเสมอ

          หลวงพ่อหลุบตาลงมองเด็กหนุ่มที่กำลังสาละวนย้ายของออกจากบาตร “ลูกชายครูฝ้ายยิ่งโตยิ่งหน่วยก้านดี เห็นว่างานวัดใหญ่ปีนี้จะลงชกกับค่ายมวยกำนันยง”

          ประกาศศึกชะงักมือเล็กน้อย ก่อนจะเคลื่อนไหวต่อ

          “ผมก็หวังว่ามันจะสู้เขาได้ แต่ลูกชายของฝ่ายนั้นก็ลีลาใช้ได้เหมือนกันล่ะครับหลวงพ่อ” ครูฝ้ายเอื้อมมือมาตบบ่าลูกชายสองที “เจ้าเป๊กมันเรียนไม่เก่ง เกเร หัวขี้เลื่อยเหมือนผม แต่ยังดีที่ไม่ข้องแวะเรื่องเหล้ายาหรือผู้หญิง หากปิดเทอมคราวหน้าไม่มีรายการชกที่ไหน ผมจะส่งไปให้ช่วยงานหลวงพ่อที่วัดนะครับ” พูดจบก็หัวเราะ

          ภิกษุชราหัวเราะตามจนไหล่กระเพื่อม “เป็นเด็กดี” ชมเสร็จท่านก็ปรายตามองลงไปในบาตรที่ตอนนี้ว่างโล่ง เหลือเพียงมะลิสีแปลกตาช่อหนึ่งวางเด่นเป็นสง่าอยู่ตรงก้นบาตร และกำลังส่งกลิ่นหอมกรุ่น

          หลวงพ่อมองมะลิช่อนั้นแล้วเหลือบมองประกาศศึก ก่อนจะพบว่าเขาจ้องท่านอยู่ก่อนแล้ว

          จังหวะนั้นดวงตาสองคู่พลันสบประสาน

          ดวงตาคู่แรกเป็นของภิกษุชราที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมานาน รู้เท่าทันทุกสิ่งในโลกใบนี้จนเห็นเป็นอนิจจัง

          ดวงตาอีกคู่เป็นของเด็กหนุ่มกำลังโตที่อยากจะคว้าทุกสิ่งไว้ในกำมือ แต่ก็ยังกล้าๆ กลัวๆ

          “หลวงพ่อ... ผมตักบาตรเลยนะครับ” ครูฝ้ายที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรหยิบถุงอาหารเตรียมรออยู่ตรงหน้า ถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเคารพนบนอบ

          ภิกษุชราถอนหายใจยาว จากนั้นก็พยักหน้าเบาๆ ให้เด็กหนุ่ม... เบาจนแทบจะไม่มีใครสังเกต

          ประกาศศึกหลุบตาลง อาศัยจังหวะที่ทุกคนมัวแต่จัดเตรียมสำรับอาหาร ‘คว้ามะลิม่วง’ ช่อนั้นมาซ่อนในกำมือแล้วค่อยๆ หดข้อศอกกลับจากนั้นก็กระเถิบตัวไปนั่งทางด้านหลัง

          หลังจากนั้นไม่ว่าจะเป็นเสียงสวดให้พร หรือเสียงเรียกให้มากรวดน้ำของพ่อ เขาก็ไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น

          สนใจเพียงมะลิม่วงในมือช่อนั้น

---------------------------------------------------------

          เธอกำลังกดหัวเขาอยู่?

          โอ่งมังกรแตกที่ผลุบๆ โผล่ๆ อยู่ตรงผิวน้ำ กำลังกดหัวเขา!

          “เฮือก!” ประกาศศึกไม่รู้ว่าตัวเองมาลอยคออยู่เหนือผิวน้ำตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ยัยอ้วนข้างกายกำลังทำให้เขาจมลงไปอีกรอบ

          ในเมื่อต่างคนต่างยังหายใจอยู่ประกาศศึกจึงพยายามเรียกสติกลับมาให้เร็วที่สุด ในยามนี้เขารู้สึกว่าร่างของเขาช้ำไปจนถึงปอด น่าจะเกิดจากแรงกระแทกของผิวน้ำและแรงกดของผู้หญิงข้างตัว หูข้างซ้ายดับไม่ได้ยินเสียงอะไรทั้งนั้น ส่วนหูข้างขวาดีกว่าหน่อย ยังพอได้ยินเสียงสำลักน้ำของเธอ เดาว่าสภาพของเธอคงไม่ดีไปกว่าเขาสักเท่าไหร่

          โชคดีของเธอที่น้ำหนักตัวไม่ใช่อุปสรรคเวลาคนเราอยู่ในน้ำ!

          ร่างกายมนุษย์มีความหนาแน่นน้อยกว่าน้ำ ซึ่งน่าจะเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 985 กิโลกรัม/ลูกบาศก์เมตร ดังนั้นเมื่อเรากระโดดลงไปในน้ำจึงมีสิ่งที่เรียกว่า ‘แรงลอยตัว’ ทำให้ไม่ว่าอย่างไรเราก็จะลอยขึ้นมา ดังนั้นการที่เธอยังไม่จมไม่ใช่เรื่องแปลก ถ้าเธอยังไม่เสียชีวิตยังไงเธอก็ต้องลอยขึ้นมา

          คนที่จมน้ำตายโดยมากจะเกิดจากสภาวะตกใจจนถึงขีดสุด หรือร่างกายอ่อนแรงจนเผลอกลืนน้ำลงกระเพาะไปมาก ทำให้ความหนาแน่นในร่างกายขณะนั้นมี ‘มากกว่าน้ำ’ จนทำให้จมลง

          เพราะฉะนั้นสิ่งที่เขาควรทำในตอนนี้คือสะกิดให้เธอ ‘ตั้งสติ’ แล้วนอนหงาย พยายามกลืนน้ำลงไปให้น้อยที่สุด แล้วลอยคอเข้าหาฝั่ง!

          “นี่... เธอ... เธอหยุด” เขาพยายามจะบอกอีกฝ่ายให้หยุดตะเกียกตะกาย แต่พอเขาเคลื่อนตัวเข้าใกล้ก็ถูกเธอรวบกอดแล้วกดหัวลงสู่เบื้องล่างครั้งแล้วครั้งเล่า

          ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ เห็นทีเขาคงจะกลายเป็นศพแรกล่ะ

          “ขอโทษนะ” ตัวเธอใหญ่ไม่น้อย การจะลากเข้าฝั่งได้เขาจำเป็นต้องทำให้เธอหมดสติไปเสียก่อน ทันทีที่คิดได้ชายหนุ่มก็ดำน้ำแล้วพลิกตัวอ้อมไปด้านหลังของยัยอ้วน พอโผล่ขึ้นเหนือผิวน้ำอีกครั้งเขาก็ล็อกท่อนแขนแข็งแกร่งของตนเองกับลำคอของอีกฝ่ายแน่น อาศัยจังหวะที่เธอกำลังตกใจ กำหมัดแล้วชกเข้าไปแรงๆ ตรงกกหูซ้าย

          โพละ!

          เพราะตั้งใจให้อีกฝ่ายวูบในหมัดเดียวเพื่อจะได้เซฟแรงไว้ลากช้างพังตัวนี้เข้าฝั่ง เขาจึงทุ่มกำลังต่อยเข้าไปอย่างไม่ยั้งมือ

          เธอสะดุ้งเฮือก ตาเหลือกกลับเป็นสีขาว มือไม้อ่อนแรงและสงบลง

          ชายหนุ่มรีบคว้าโอกาสทองนี้ไว้ไม่ให้หลุดมือ เขาซ้อนร่างประชิดทางด้านหลังแล้วใช้สองมือประคองขากรรไกรอวบอ้วนทั้งสองข้างของเธอเอาไว้ จากนั้นก็ใช้เท้าถีบน้ำค่อยๆ พยุงตัวเข้าหาท่าน้ำที่ใกล้ที่สุดโดยไม่ลืมยกใบหน้าของเธอให้ลอยเหนือผิวน้ำไปด้วย ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยเพราะใต้แม่น้ำมีกระแสน้ำวนอยู่หลายจุดมองคล้ายหลุมดำที่คอยดักแมลงหน้าโง่เพื่อกลืนลงท้อง

          ประกาศศึกพยายามว่ายทวนกระแสน้ำที่พัดมาเป็นระลอก จากซ้ายบ้าง ขวาบ้าง คลื่นของแม่น้ำจะไม่มีแบบแผนแน่นอนเหมือนกับคลื่นในทะเล ขึ้นอยู่กับระดับความลึกและอุณหภูมิของน้ำในแต่ละช่วง ชายหนุ่มค่อยๆ ว่ายไปยังท่าน้ำที่มีแสงไฟวิบวับ ดูแล้วน่าจะเป็นท่าน้ำของวัด เขายกแขนข้างหนึ่งกวาดกองผักตบชวาที่ลอยตัวอัดกันแน่นเต็มผิวน้ำและพยายามแทรกตัวเองฝ่าดงสีเขียวเข้าไป พร้อมกับลากร่างอ้วนให้ตามมาด้วย กว่าจะมาถึงท่าน้ำได้พลเมืองดีอย่างเขาก็เกือบจะถอดใจอยู่หลายหน

          พอมาถึงจุดหมายงานลำบากก็ถามหาอีกหน ประกาศศึกงัดสารพัดกลยุทธ์ออกมาเพื่อดึงร่างของผู้หญิงแปลกหน้าคนนี้ขึ้นฝั่ง เขาไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้น้ำหนักตัวของเธออยู่ที่เท่าไหร่ กินน้ำเข้าไปมากแค่ไหน รู้แต่ว่าตัวเองเป็นนักกีฬาที่มีสภาพร่างกายที่แข็งแกร่งสมบูรณ์

          ด้วยความสูง 190 เซนติเมตร และน้ำหนัก 100 กิโลกรัมของเขามาจากมวลกล้ามเนื้อล้วนๆ ดังนั้นจึง ‘ไม่ควรจะมีงานหนักอะไรที่เขาทำไม่ได้’ ถูกไหม?

          แต่เขากลับยกร่างผู้หญิงคนนี้ขึ้นจากน้ำไม่ได้

          ให้ตายเถอะ... เธอไม่ได้เป็นแค่ผู้หญิงอ้วนธรรมดาๆ แต่ดูเหมือนว่ากระดูกของเธอทำมาจากเหล็กซะด้วย

          อ้วนตัน!

          กดลงไปตรงไหนก็พบแต่เนื้อแน่นๆ นางยักษ์ตนนี้ไม่ได้เป็นคนอ้วนแบบเนื้อนุ่มเด้งดึ๋งที่เรียกกันว่า ‘สร้อยทองตีโปร่ง’ แต่เธอกลับแน่นแข็งและหนักไปทุกอณู ประกาศศึกกัดฟันตัดสินใจรวบสองมือของหญิงเคราะห์ร้ายให้ยกสูง แล้วกระชากขึ้นมาเป็นจังหวะเหมือนชักเย่อ

          สูดหายใจเข้าเต็มปอด... กลั้นไว้แล้วปล่อยเสียงร้อง ‘ฮุ่ย’ ออกมาพร้อมแรงกระชาก

          ครืด... หัวเกยบันไดหินขั้นแรก

          เขาโยกตัวไปด้านหน้าเล็กน้อย แล้วทิ้งตัวกระชากกลับด้านหลังเป็นหนที่สอง ‘เล่... ฮุ่ย’

          ครืด... ลำตัวขึ้นมาบ้างแล้ว

          สาม... ‘ฮุ่ย’...

          สี่... ‘เล่...ฮุ่ย’...

          ห้า... ‘ฮุ่ย’…

          ในที่สุดก็มาถึงหัวบันได!

          ประกาศศึกทิ้งตัวลงนอนหงายแล้วหอบหายใจ ไม่ลืมใช้ท่อนขาล็อกร่างของหญิงอ้วนเอาไว้เพื่อป้องกันไม่ให้เธอกลิ้งตกลงไปอีก ยิ่งคิดยิ่งไม่อยากจะเชื่อว่าตัวเองเพิ่งรอดตายจากการกระโดดแม่น้ำเจ้าพระยา พอปรายตามองตัวปัญหาที่นอนนิ่งเป็นก้อนหินอยู่ไม่ห่างก็ยิ่งแปลกใจเข้าไปใหญ่

          ผู้หญิงคนนี้ก็รอดตายเหมือนกับเขา?

          ชายหนุ่มเบือนหน้าไปมองสะพานที่อยู่ไม่ไกลแล้วหันกลับมาจ้องหล่อนอีกครั้ง มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่คนธรรมดาสามัญแถมตัวยังอ้วนเผละจะสามารถรอดตายจากการกระโดดสะพานที่มีระดับความสูงขนาดนั้นได้ ไม่ว่าเธอจะเป็นใครก็ตาม ผู้หญิงคนนี้แข็งแรงกว่าที่เขาคิด

          เขามองเธอนิ่ง ยิ่งมองใบหน้านี้ก็ยิ่งรู้สึกคุ้นตา

          เธอมีผิวขาวซีด หน้าผากกลมนูน ปลายหูเรียวนิดๆ สองข้างแก้มเป็นก้อนนูนใหญ่ที่เบียดเข้าหากันจนปากและจมูกเหลือเป็นจุดเล็กๆ นี่ไม่ใช่ใบหน้าที่จะสามารถบรรยายอะไรออกมาได้มากนัก เพราะทุกองคาพยพกระจิ๋วหลิวไปเสียหมด โดยเฉพาะตาคู่นั้น... สองตาที่ปิดสนิทคู่นั้น

          มีเสียไอค่อกแค่กออกมาจากร่างของเธอ

          “เอ้า...” เขาใช้ท่อนขาพลิกร่างที่นอนนิ่งอยู่ให้ตะแคงข้างแล้วช่วยตบหลังอีกฝ่ายเพื่อไล่น้ำไล่ลมออกจากปอด พอเธอนอนตะแคงเขาก็เห็นรอยช้ำสีม่วงเป็นวงใหญ่ตรงกกหูข้างซ้าย พอยื่นมือไปคลำก็โล่งอกที่ไม่มีเลือดออกจากหู ค่อยยังชั่วหน่อย นี่ถ้าตายขึ้นมาญาติเธอมีหวังมาไล่เช็กบิลเขาแน่

          จริงสิ แล้วผู้หญิงคนนี้มีญาติไหม?

          คนเราต้องมีใครสักคนในชีวิตบ้าง อาจจะพ่อแม่ สามี หรือลูกๆ

          ประกาศศึกเคลื่อนตัวไปมองอีกฝ่ายอย่างจดๆ จ้องๆ ก่อนจะตัดสินใจล้วงมือเข้าไปค้นตามกระเป๋าเสื้อ กระเป๋ากางเกงและเนื้อตัวของหญิงสาว เขาพบว่าเธอมีเงินสดติดตัวไม่มาก ไม่มีเครื่องประดับตามตัว ไม่มีหลักฐานอะไรที่พอจะระบุได้ว่าเธอเป็นใคร มีแค่มือถือขนาดเล็กเครื่องหนึ่งที่หน้าจอเปียกน้ำจนดับสนิท

          ตอนนี้เขามีเพียงสองทางเลือก หนึ่ง... แจ้งตำรวจบอกว่ามีคนกระโดดน้ำตาย แต่กรณีนี้เขาจะถูกลากเข้าไปเป็นพยานร่วมรู้เห็นในเหตุการณ์ด้วย ดีไม่ดีอาจต้องเดินทางมากรุงเทพฯ อีกหลายหนเพื่อให้ปากคำ หรือสอง... ทิ้งเธอไว้ที่นี่ ทำไม่รู้ไม่ชี้แล้วแอบหนีไปซะตอนนี้

          ความคิดที่สองดูจะมีความเป็นคนน้อยไปสักหน่อยแต่ก็เข้าท่ากว่าความคิดแรก จริงอยู่เวลาช่วยใครเราควรช่วยให้ถึงที่สุด แต่คนสมัยนี้หัวจิตหัวใจไม่เหมือนเมื่อก่อน เขาจะมั่นใจได้อย่างไรว่าคนแปลกหน้าคนนี้จะไม่แจ้งความป้ายสีว่าเขารู้เห็นเป็นใจในการกระโดดน้ำของเธอ

          ระหว่างที่เขากำลังคิดชั่งน้ำหนักอยู่นั้น ฝูงหมาตรงท่าน้ำก็จงใจประสานเสียงหอนแล้วจ้องมา

          ท่าทางของพวกมันเหมือนอยากรู้อยากเห็น ยิ่งเห่า ยิ่งหอน ก็ยิ่งเหมือนระดมกำลังพล ไม่ถึงสองนาทีตรงท่าน้ำแห่งนี้ก็เต็มไปด้วยสุนัขเจ้าถิ่นเกือบยี่สิบตัว ประกาศศึกเห็นแล้วก็ถอนหายใจยาว ในเมื่อเจ้าของบ้านเขามาไล่ที่แล้วจะนั่งๆ นอนๆ ต่อก็ยังไงอยู่

          ประกาศศึกจึงลุกขึ้นยืนแล้วถอดเสื้อยืดออกมาบิดน้ำ ชายหนุ่มหลุบตามองร่างอ้วนนั่นอีกหนก่อนจะส่ายหน้าแล้วเตรียมจะหมุนตัวเดินจาก แต่ว่า...

          ปับ!

          จู่ๆ ร่างอ้วนที่นอนอยู่บนพื้นตรงหน้าก็ตบพื้นเสียงดัง เสียงนั้นหยุดความคิดทั้งมวลของชายหนุ่มไว้ เธอยกบั้นท้ายมหึมาขึ้นแล้วค่อยๆ ยันตัวเองลุกนั่ง

          ประกาศศึกหรี่ตาจ้องทุกการเคลื่อนไหวของเธอ สองมือกำหมัดแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว ขาขวาก้าวถอยหลังหนึ่งก้าวแล้วงอเข่าเล็กน้อยให้อยู่ในท่าตั้งรับ เกิดมีตัวอะไรกระโจนมากะทันหันจะได้รับมือได้อย่างทันท่วงที

          แต่ร่างนั้นไม่ได้ยืนขึ้น

          ท่ามกลางฝูงหมาที่กำลังเห่าหอน สองมืออวบล่ำของเธอตะปบลงบนพื้นรอบตัว

          ปับ... ปับ...

          บางจังหวะก็ลากร่างที่ผมเผ้ายุ่งเหยิงของตนคลานไปคลานมาด้วยท่าทางที่ชวนขนลุกไม่น้อย

          “แว่น... แว่นฉัน เห็นแว่นฉันไหม”

          ประกาศศึกรีบขยับตัวไปยืนอยู่ใต้แสงไฟส่องถนน ยิ่งเธอคลานมาใกล้กลิ่นของเธอยิ่งแรงแตะจมูกจนเขาต้องย่นหัวคิ้ว มันเป็นกลิ่นคล้ายบ๊วยดองที่ถูกแช่นานจนลืมเปิดฝาขวด อาจเพราะเมื่อครู่ไม่ได้อยู่ในที่สว่างเขาจึงไม่ได้เอะใจว่าสภาพของเธอจะย่ำแย่ขนาดนี้ แต่พอเธอมาหยุดอยู่ใต้แสงไฟบ้างเขาก็เห็นตัวตนของเธอชัดเจนยิ่งกว่าเดิม

          ชุดดำที่ผู้หญิงคนนี้สวมอยู่ขาดเป็นริ้วเหมือนถูกตะปูตัวใหญ่เกี่ยว และน่าจะเกี่ยวโดนเนื้อตรงเอวของเธอไปด้วยไม่น้อยเพราะอีกฝ่ายงอตัวเหมือนจะพับไปด้านหนึ่ง

          แว่นเหรอ?

          เขาตะลึงงัน... ท่าทางและคำเพ้อที่หลุดออกมาจากปากผู้หญิงตรงหน้า ทำให้ ‘พี่ ม.6’ ที่จำศีลอยู่ในใจเขามานานแสนนานตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เด็กหนุ่มคนนั้นกำลังตะกุยตะกายฟาดงวงฟาดงาอย่างแรงอยู่ในอกเขา น่าแปลกที่ชีวิตของคนคนหนึ่งจะสามารถมีสองตัวตนแฝงเร้นอยู่ในร่าง เขาเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุด

          ชายหนุ่มที่มั่นใจในตนเอง เรียบง่าย เต็มไปด้วยพลังชีวิตและพร้อมที่จะมุ่งสู่อนาคตอันสดใสคือเขาในทุกวันนี้ที่ใครต่อใครต่างพากันเรียกว่าครูเป๊กจนติดปาก แต่ลึกๆ แล้ว... เขารู้ดีว่าส่วนที่ลึกที่สุดของหัวใจตัวเองยังคงมีเด็กมัธยมปลายในชุดนักเรียนคนหนึ่งนั่งนิ่งอยู่ตรงอัฒจันทร์หน้าสนามฟุตบอลเหมือนเดิม นั่งอยู่ในตำแหน่งเดิม แล้วเฝ้าถามตัวเองด้วยคำถามเดิมๆ ว่า ‘หนูนาจะไม่มาอีกแล้วจริงๆ เหรอ?’

          ประกาศศึกถอนหายใจยาว

          ชายหนุ่มเช่นเขารู้จักแต่ก้าวเดินไปข้างหน้า แต่เด็กหนุ่มคนนั้นยังคงนั่งรออยู่ตรงที่เดิมตลอดกาล

          ท่านั่งที่แปะตัวเองอยู่กับพื้น ตบมือซ้ายขวาสลับไปมารอบด้าน... ท่านั่งแบบนี้

          ‘พี่เป๊กเห็นแว่นตาหนูไหมคะ...’

          ‘พี่หาแว่นตาให้หนูนาหน่อย มันหล่นตรงสนามหญ้าล่ะมั้ง...’

          ประกาศศึกรู้สึกหนาวเยือกไปตลอดแผ่นหลัง... เอาเถอะ ครั้งนี้ ‘พี่ ม.6’ คนนั้นชนะ

          เขาจ้องมองร่างตรงหน้าค่อยๆ หมดแรงและฟุบลงไปอีกครั้ง หลังจากครุ่นคิดสักพักชายหนุ่มก็ตัดสินใจเดินตรงเข้าไปหา รวบรวมพละกำลังที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดในตัว กัดฟันลากร่างนั้นขึ้นมาแบกบนหลังแล้วพาเธอกลับไปยังรถของตนที่จอดอยู่ตรงเชิงสะพาน

8.แกข่มขืนฉันเหรอ?

 

            “วันนี้ลิฟต์เสียครับคุณ

          ท่าทางที่นิ่งงันชะงักค้างของลูกบ้านกดดันให้บรรยากาศรอบด้านน่าหวาดกลัวยิ่งกว่ามีใครเอาปืนมาจ่อหัวเขาซะอีก เป็น รปภ. นี่ก็ไม่ง่ายเลยว่าไหม

          รปภ. ร่างผอมกระแอมขึ้นมาครั้งหนึ่ง ยืดตัวตรงแล้วกล่าวซ้ำอีกหนด้วยมาดของพนักงานที่รับผิดชอบต่อหน้าที่ “วันนี้คอนโดเราลิฟต์เสียครับคุณผู้ชาย ทางนิติกำลังเร่งซ่อม น่าจะใช้ได้อีกทีพรุ่งนี้เช้า คุณผู้ชายอาจจะต้องเดินเท้าขึ้นบันไดตรงทางหนีไฟไปก่อน” พูดจบก็เหลือบตามองไปทางด้านหลังของลูกบ้านหนุ่มที่เนื้อตัวเปียกปอนดูไม่ได้

          พอเห็นก็พูดต่อไม่ออก...

          ด้านหลังของลูกบ้านคือรถเข็นกระเป๋าขนาดใหญ่ที่ทางคอนโดเตรียมไว้สำหรับให้ความสะดวกแก่ลูกบ้านในการเคลื่อนย้ายสิ่งของหนักๆ เช่นกระเป๋าเดินทาง เฟอร์นิเจอร์ ฯลฯ แต่ตอนนี้บนรถเข็นกลับมีร่างร่างหนึ่งนอนขดตัวอยู่ในสภาพเปียกปอน สองเท้าเปลือยเปล่า มองคล้ายคนเมาหัวราน้ำ

          ชายหนุ่มดูจะหัวเสียไม่น้อย “สรุปต้องเดินเท้าอย่างเดียว?” ห้องเขาอยู่ชั้น 27 เชียวนะ!

          “ครับผม” ตอบไปก็หนักใจไม่น้อย

          “ดี... ดีจริงๆ” พ่อของเขาลงทุนซื้อคอนโดในกรุงเทพฯ ไว้หลายห้อง แต่โดยมากเขาจะเลือกพักที่ The Glass House เพราะชื่นชอบที่มันเป็นเพนท์เฮ้าส์สองชั้น พื้นที่กว้างขวาง แถมยังอยู่ใจกลางเมือง จะเปลี่ยนใจไปหาที่อื่นนอนก็ไม่สมควรเพราะตอนนี้ดึกมากแล้ว

          ในที่สุดก็ต้องยอมตัดใจดึงร่างของผู้หญิงแปลกหน้าลงมาจากรถเข็นแล้วใช้สองมือล็อกใต้รักแร้ของเธอเอาไว้ ลากตรงไปยังประตูเหล็กด้านข้างซึ่งเป็นทางเข้าของทางหนีไฟ รปภ. คนนั้นอุตส่าห์วิ่งมาเสนอความช่วยเหลืออย่างมีน้ำใจ แต่ด้วยตัวที่เล็กแกร็นทำให้อีกฝ่ายยกไม่ได้แม้แต่ขาข้างหนึ่งของเธอ ประกาศศึกกล่าวขอบใจแล้วให้ทิปไปสองร้อย ก่อนจะตวัดร่างอวบอ้วนขึ้นบ่า

          จังหวะแรกที่ยัยอ้วนนี่ทับลงมา เข่าทั้งสองข้างของเขาถึงกับทรุด หนักจนหน้ามืด มองอะไรก็เห็นเป็นสีขาวดำไปหมด

          ไม่น่าจะใช่ 120 แล้วมั้ง... หรือจะ 150 กิโล?

          ธรรมดาร่างกายมนุษย์จะสามารถแบกรับน้ำหนักได้ไม่เกินสองเท่าของน้ำหนักตัว ตัวเขาเองหนัก 100 กิโล ซึ่งน้ำหนักที่ว่ามาจากมวลกล้ามเนื้อที่ฝึกฝนมาอย่างหนักนับสิบปี ถ้าเธอหนัก 120 จริง เขาน่าจะแบกไหว แต่ปัญหาก็คือ

          ชายหนุ่มมองสูงขึ้นไปเบื้องบน...

          ระดับความลาดชันถึงสี่สิบห้าองศาแบบนี้ กว่าเขาจะไปถึงชั้น 27 ได้ พื้นรองเท้าคงสึกแน่

          คิดไปคิดมาก็วางเธอลง แล้วเปิดประตูเหล็กตะโกนออกไปถาม รปภ. คนเมื่อครู่ “น้อง... มี M100 หรือเปล่า?”

          “เซเว่นข้างล่างมีครับคุณผู้ชาย” ตอบพลางยิ้มกว้าง

          “วิ่งไปซื้อให้ผมหน่อย”

          “เอากี่ขวดดีครับ?”

          ชายหนุ่มยื่นแบงก์พันให้ใบหนึ่ง “สักสอง”

          “สองขวด” รปภ. ชูสองนิ้วหน้าตาสดใส

          “สองโหล!”

         ----------

          กว่าจะลากขามาถึงห้องพักของตัวเองได้ เขาก็ล่อ M100 ไปไม่น้อย

          ประกาศศึกลากขา พาตัวเองเดินโซซัดโซเซมาหยุดอยู่หน้าประตูห้อง ตอนนี้เขาทั้งหิวข้าว ทั้งหน้ามืด ทั้งง่วงนอนจนนึกอยากจะหลับแล้วไปตื่นเอาชาติหน้า

          เขาพลิกร่างบนแผ่นหลังทิ้งลงบนพื้นหน้าห้อง ความรู้สึกเบาสบายหายใจเต็มปอดกลับคืนมาอีกครั้ง

          หนึ่งชั่วโมงกับการแบกๆ วางๆ... ซัด M100...  แล้วแบกๆ วางๆ ให้ข้อคิดอะไรเขาได้หลายอย่าง

          ที่แน่ๆ คือ... เขารู้สึกรักพ่อขึ้นมาทันที

          ขอบคุณป๋าที่เลี้ยงดูลูกชายคนนี้มาอย่างดี ไม่เคยให้เขาต้องทำงานหนักสักครั้ง เขาเพิ่งรู้ซึ้งถึงคำสอนของพ่อที่พร่ำบอกว่า “ตั้งใจเรียนหนังสือนะเจ้าเป๊ก โตขึ้นจะได้ไม่ต้องไปแบกข้าวสาร ทำงานใช้แรงงานมันเหนื่อยนา” แต่ก่อนเขาไม่เคยจะใส่ใจเพราะมันเป็นเรื่องที่ไกลตัวมากๆ เนื่องจากที่บ้านเขามีธุรกิจส่วนตัวที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยอยุธยายังไม่เป็นเมืองหลวง ครอบครัวเขามีฐานะที่ดีระดับหนึ่ง ซึ่งก็ยากมากที่จะเจ๊งในรุ่นเขา จึงแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่ทายาทคนเดียวอย่างเขาจะต้องทำงานใช้แรงงาน

          อีกอย่าง เขาแข็งแรงจะตาย

          แต่พอต้องมาแบกหามจริงๆ เขาถึงได้รู้ว่ามันเหนื่อยมาก ใช่... มันเหนื่อยแบบนรกสูบเลยล่ะ บันไดหินยี่สิบเจ็ดชั้นที่ผ่านมาสามารถกระชากลมหายใจออกจากร่างใครก็ได้

          ประกาศศึกไขกุญแจเปิดประตู เรียบร้อยแล้วก็ลากร่างที่นอนสงบนิ่งอย่างมีความสุขเข้ามาในห้องหรูขนาด 150 ตารางเมตร วิวแม่น้ำเจ้าพระยาที่เป็นจุดเด่นของห้องไม่ได้ทำให้เขารู้สึกสบายตาเหมือนทุกครั้ง ตรงกันข้ามมันกลับชวนให้นึกถึงความเย็นยะเยือกของน้ำเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน... นึกถึงทีก็หงุดหงิดที ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเขาเพิ่งกระโดดแม่น้ำลงไปงมหอยโข่งยักษ์ที่ไม่ได้มีความสวยสักกระผีก เป็นเรื่องที่โง่เง่าที่สุดในรอบสิบปีและต้องปิดปากเงียบไม่ให้เพื่อนฝูงรู้ด้วย
ไม่งั้นโดนล้อตาย

          พอจัดการปิดประตูเรียบร้อยชายหนุ่มก็ลากร่างของเธอเข้าไปโยนกองในห้องน้ำ

          เปิดฝักบัว ปรับระดับน้ำให้อุ่นแล้วเร่งแรงฉีดให้แรงที่สุด

          “ฟู่วววว”

          กระแสน้ำฉีดออกมาจากรอบทิศทาง พร้อมกับแสงสีฟ้าอ่อนๆ และเสียงดนตรีที่เปิดคลอเบาๆ

          สวรรค์ชัดๆ...

          ตอนนี้ยัยอ้วนยังไม่ตื่น... มีคราบโคลนจากร่างของเธอละลายหลุดออกมาตามกระแสน้ำแล้วไหลลงไปในท่อ ตัวเธอเองก็ดูสกปรกมากๆ จนเขาเกือบนึกไปว่าเธอจะแตกโพละแล้วละลายไหลลงท่อไปพร้อมโคลนซะแล้ว

          ประกาศศึกจัดการถอดเสื้อผ้าแล้วอาบน้ำให้ตนเองอย่างไม่นึกอาย ถ้าอีกฝ่ายจะลืมตาขึ้นมาเห็นเขาเปลือยก็ช่างปะไร เขาไม่มีปัญหาในเรื่องนี้อยู่แล้ว เธอไม่ใช่สาวสวยบอบบางที่จะทำให้เขาเกิดอาการหน้าแดงม้วนต้วนได้สักหน่อย ตอนอยู่ที่ค่ายมวยเขาก็เลี้ยงจิ้งหรีดใส่ขวดไว้ในห้องน้ำอยู่หลายตัว เวลาเขาอาบน้ำพวกมันก็มองมา เขาเข้าส้วม
พวกมันก็ยังคงมอง ไม่ว่าเขาจะทำอะไรพวกมันก็มองตลอด คิดซะว่าเธอเป็นจิ้งหรีดอีกตัวก็แล้วกัน

          พออาบน้ำชำระร่างกายเรียบร้อยแล้ว ประกาศศึกก็เดินออกไปสวมกางเกงบอลขาสั้นตัวหนึ่ง เหยียดแข้งเหยียดขากำลังจะเตรียมตัวนอนแล้วเกิดนึกอะไรขึ้นมาได้ ชายหนุ่มเดินตรงเข้าไปเปิดประตูห้องน้ำอีกครั้งแล้วมอง ‘จิ้งหรีด’ ตัวอ้วนกลมที่ยังคงกองนิ่งอยู่ตรงพื้น

          ร่างในชุดสีดำของเธอให้ความรู้สึกแปดเปื้อนและแปลกแยก เมื่อนอนอยู่บนพื้นหินอ่อนสีขาวสะอาดของเพนท์เฮ้าส์สุดหรู รอยขาดตรงเอวของชุดที่เธอสวมอยู่ทำให้เขานึกขึ้นมาได้ว่าอีกฝ่ายน่าจะมีบาดแผลที่ต้องเร่งใส่ยา

          ถ้าปล่อยไว้แบบนี้มีหวังติดเชื้อ ปอดบวมถามหาแน่ เขาควรอาบน้ำทำแผลให้เธอก่อนดีไหม?

          แต่เธอเป็นคนแปลกหน้า อีกทั้งยังเป็นผู้หญิง

          ‘เปล่าสักหน่อย... มันเป็นแค่จิ้งหรีด’ เสียงของพี่ ม.6 ในมุมมืดของหัวใจตะโกนสวนออกมา

          เออจริง...

          ประกาศศึกยืนคิดอยู่นาน ในที่สุดก็ตัดสินใจเดินไปรื้อตู้เก็บของแล้วหยิบแปรงขัดผ้าสีขาวสะอาดออกมา ตามด้วยสบู่เหลว น้ำยาฆ่าเชื้อเดทตอล และยาสระผม ทั้งหมดเป็นของใหม่ที่ยังไม่เคยแกะใช้มาก่อน และที่สำคัญ... มีตุนไว้เป็นแกลลอน

          จากนั้นก็เดินเข้าไปในห้องน้ำอีกครั้ง ชายหนุ่มเปิดฝักบัวสุดแรง ทั้งยังดึงเอาสายชำระข้างชักโครกออกมาฉีดร่วมด้วย เขาจัดการลอกคราบเธอด้วยความช่วยเหลือของกรรไกร มืออันคล่องแคล่วตั้งใจตัดไปเรื่อยๆ ไล่ตั้งแต่ชายผ้าด้านบนลงล่าง พอลอกส่วนแรกออกแล้วชายหนุ่มก็ถึงกับผงะ

          ผิวเนื้อด้านในของหญิงสาวขาวซีดราวกับศพบวมน้ำ มีร่องรอยของบาดแผลกระจายไปทั่วร่าง เขียวช้ำเป็นหย่อมๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตรงแผ่นหลัง น่าจะเกิดจากการปะทะกับผิวน้ำเมื่อหลายชั่วโมงก่อน เขากดสายชำระฉีดไปตามซอกคอ ซอกแขนและข้อพับขาที่มีโคลนจับเป็นเส้นหนา ที่มีสภาพเกินจะเยียวยาเห็นจะเป็นเส้นผม มันพันกันยุ่งเหยิงไปทั้งหัวเหมือนไม่มีวันจะสางออกนอกจากโกนทิ้งแล้วปล่อยให้งอกใหม่

จัดการไปทีละส่วนก็แล้วกัน

          เริ่มจากส่วนล่างก่อน เขาจดๆ จ้องๆ อยู่นานก่อนจะใช้กรรไกรตัดกางเกงในตัวใหญ่แล้วดึงออกมาโยนทิ้งลงถังขยะ ผิวเนื้อด้านในขาวกว่าต้นขาด้านนอกพอสมควร

          ชายหนุ่มกลืนน้ำลาย... ไม่ใช่เพราะหื่นแต่เพราะตกใจ

          ทีแรกเขาเตรียมใจมาว่างานนี้คงยาก อย่างน้อยในชีวิตนี้เขาก็ไม่เคยอาบน้ำให้ผู้หญิงคนไหนแบบสนิทชิดเชื้ออย่างนี้มาก่อน คงไม่กล้าจะแตะ จับ ล้วง ถู แน่ๆ แต่พอเอาเข้าจริงๆ... เขาตกใจมากที่ตัวเองเฉยชาเหมือนกามตายด้าน ในส่วนสงวนที่ไม่ควรเห็นเขาก็สามารถมองได้ด้วยสายตาที่ไร้ความรู้สึก การเห็นร่างเปลือยของผู้หญิงคนนี้ไม่ได้ทำให้เขากระดากอายจนมือไม้สั่นอย่างที่คิด

          ผิดกับตอนเป็นเด็กหนุ่ม แค่เห็นนิ้วก้อยเท้าของลลนาเขาก็เก็บเอาไปคิดมากตั้งเกือบเดือน!

          แต่อย่างว่าแหละ เธอคนนี้ดูเหมือนก้อนเนื้อกลมๆ สักสี่ห้าก้อนที่เอามาแปะเข้าด้วยกัน ไม่ได้มีส่วนโค้งส่วนเว้าตรงไหนที่ยืนยันว่าเธอเป็นผู้หญิงด้วยซ้ำ ด้วยสภาพแบบนี้เธอคงไม่สามารถเร้าอารมณ์พิศวาสจนทำให้ไฟราคะของใครลุกโชนขึ้นมาได้

          “รูสักรูยังไม่มีให้เห็น” เขาพึมพำแล้วหันไปคว้าบวบขัดตัวมาฉีกห่อพลาสติกออกแล้วเริ่มขัดผิวเธอเบาๆ พวกซอกเล็กซอกน้อยอย่างง่ามนิ้วเท้า ข้อพับแขนขา เขาก็ให้บริการอย่างทั่วถึง ตรงไหนทำความสะอาดเสร็จแล้วก็ราดทับอีกทีด้วยเดทตอลเพื่อฆ่าเชื้อ

          พอจัดการส่วนล่างเสร็จเรียบร้อยก็ต่อด้วยส่วนบน

          ชายหนุ่มหันไปคว้ากรรไกรมาตัด ‘บรา’ ตัวเท่าบ้านจนขาดเป็นสองชิ้น นึกสงสัยว่าบริษัทไหนกันที่ใจดีผลิตชั้นในตัวใหญ่ขนาดนี้มาขาย นี่ล่ะสิที่เขาบอกว่า ‘ไม่ว่าลูกค้าจะเป็นใคร มีความแตกต่างกันสักแค่ไหน นักการตลาดจะมองเห็นคุณเสมอ’ พอตัดเสร็จเขาก็ค่อยๆ ดึงมันออกจากร่างของเธอ

          โอ้โฮ...

          โอ้โฮฮฮฮฮ...

          พอไม่มีอะไรปกปิด ช่วงบนก็เหมือนช่วงล่างเปี๊ยบ!

          แล้วจะร้องโอ้โฮทำไม?

          ก็แปลกใจไง... ทำไม... ร้องไม่ได้เหรอ?

          ก็ชาตินี้ยังไม่เคยเจอใครที่มองหัวหรือหางก็เหมือนกันไปหมดนี่!

          ชายหนุ่มกลอกตามองเพดานแล้วเริ่มลงมือขัดต่อ

          อืม... ลึกๆ แล้วใจแกหวังจะได้เห็นอะไรที่เซ็กซี่หน่อยใช่ไหมล่ะ? เหมือนคนที่งมเหรียญดำๆ จากก้นแม่น้ำได้ ใจก็คงหวังอยู่บ้างว่าหลังจากขัดออกมาแล้วมันจะมีเนื้อในเป็นทองคำอะไรงี้ แต่พอพบว่ามันมีสภาพ ‘เหมือนที่มันควรจะเป็น’ หรือก็คือเหรียญบาทธรรมดาเหรียญหนึ่ง แกก็เลยอยากจะลงไปดิ้นกลางพื้นห้อง

          “บ้าชะมัด” ชายหนุ่มหัวเราะเสียงดัง ฮัมเพลงไปพลางระหว่างที่สองมือทำงานไม่หยุด พอเงยหน้ามองเวลาอีกครั้งก็พบว่าตีห้าครึ่งไปซะแล้ว อีกไม่กี่นาทีฟ้าก็คงจะสว่างเต็มตา พอเช็ดตัวให้ยัยอ้วนเสร็จเรียบร้อยเขาก็จัดการจับข้อเท้าทั้งสองของเธอแล้วยกขึ้น จากนั้นก็ลากออกมาจากห้องน้ำ

          ในขณะที่ลากออกมานั้นหัวของเธอก็กระแทกกับประตูโครมใหญ่

          หญิงสาวลืมตาทันที

          “เอาแล้วไง!” ประกาศศึกร้องโวยวายออกมา แผลที่ตัวยังไม่ได้ใส่ยาอย่าบอกนะว่าหัวก็แตกด้วย เขารีบกระโดดเข้าไปคว้าหัวของอีกฝ่ายขึ้นมา แล้วใช้ไฟจากมือถือส่องหาบาดแผล

          โชคดีแค่ปูดเล็กน้อย...

          เพราะมัวแต่ยุ่งอยู่กับการสำรวจศีรษะของอีกฝ่าย เขาจึงไม่ได้สังเกตเห็นใบหน้าซีดขาวและสองตาที่เบิกค้างของเธอ หญิงสาวพยายามขยับหัวตัวเอง สีหน้ายังคงว่างเปล่าแต่ดวงตากลับเต็มไปด้วยคำถาม

          “ค่อยใส่ยาทีหลังก็แล้วกัน” เธอได้ยินเสียงชายหนุ่มแปลกหน้าพูดขึ้นมา เป็นโทนเสียงแหบกร้าวเหมือนเอาเหล็กสองชิ้นมาครูดกัน หญิงสาวพยายามส่ายหัวเรียกสติแล้วฟังให้ชัดอีกครั้ง ได้ยินเขาพูดเสริมขึ้นมาอีกว่า “วันนี้เธอเล่นเอาฉันไม่ได้นอนทั้งคืน”

          ไม่ได้นอนทั้งคืน?

          หญิงสาวกวาดสายตามองรอบห้อง ก่อนจะก้มหน้าลงมองร่างของตัวเอง ภาพทุกภาพดูเลือนรางไร้ความคมชัด เธอกะพริบตาอยู่หลายครั้งและยกมือขึ้นลูบใบหน้า

          แว่น... แว่นล่ะ?

          เธอพยายามกวาดมือแตะพื้นรอบตัวด้วยท่าทางที่เคยชิน หูยังคงได้ยินเสียงของชายแปลกหน้าลอยผ่านเข้ามาเป็นระยะๆ “นอนไปก่อนก็แล้วกัน ไว้ตื่นมาฉันค่อยหาเสื้อผ้าให้ ตอนนี้ฉันเองก็ง่วงมาก”

          เมื่อสองมือควานไม่เจอแว่น หญิงสาวจึงเคลื่อนมือเข้ามา ค่อยๆ แตะไปตามแขน ข้อพับ และลาดไหล่ของตัวเอง ยิ่งลูบต่ำลงไปเธอก็ยิ่งเกิดอาการตาค้าง ประกายตาดิ่งลึกลงเรื่อยๆ

          เรื่อยๆ...

          จนใกล้เคียงกับฆาตกร

          ประกาศศึกสาละวนกับการจัดเตียงและรื้อหาผ้าห่มในตู้เสื้อผ้า จึงไม่ได้รับรู้ถึงความผิดปกติใดๆ ที่ด้านหลัง จนกระทั่งมีเสียงลากของหนักดังขึ้น ชายหนุ่มขมวดคิ้วแล้วเอี้ยวตัวไปมอง

          จังหวะนั้นเอง... โครม!

          เก้าอี้เหล็กตัวหนึ่งก็ฟาดใส่หัวเขาอย่างจัง ความรู้สึกแรกเหมือนมีใครขับรถกระบะคันใหญ่พุ่งชนด้วยความเร็วร้อยห้าสิบแรงม้า ความรู้สึกต่อมาคือมือเท้าชาไปหมด ลำคอขมปร่า สมองว่างเปล่า

          และไม่รับรู้อะไรอีก!

9.อีอ้วน!

 

          ปวด... ปวดหัวตั้งแต่กลางกระหม่อมยันท้ายทอย

          ประกาศศึกพยายามยกเปลือกตาหนักอึ้งขึ้นแต่ก็ทำได้เพียงระยะเวลาสั้นๆ เขาทำได้เพียงใช้สติตรวจสอบการดำรงอยู่ของตัวเอง

          เวลานี้ลมหายใจของเขายังคงมีอยู่แต่บางเบา และสูดลมเข้าไปได้ไม่ลึกสุดปอด

          ตรงหางคิ้วขวาเป็นจุดที่ร้อนที่สุดบนใบหน้า แถมยังมีอาการชาวาบเป็นระยะๆ คาดว่าคงแตก

          ฟันยังอยู่ครบทุกซี่ในปากที่บวมเจ่อ

          ตำแหน่งท้ายทอยปวดระบมเหมือนถูกอังไฟ ทุกครั้งที่พยายามยกหัวขึ้นกลับรู้สึกเจ็บจนต้องขบกรามเอาไว้ไม่ให้ครางออกมา

          ให้ตายเหอะเป๊ก แกแหลกไม่มีชิ้นดี!

          เกิดอะไรขึ้นวะเนี่ย?

          ชายหนุ่มพยายามคิดทบทวนความทรงจำทั้งๆ ที่หัวปวดแทบระเบิด เมื่อคิดอะไรไม่ออกเขาก็เงยหน้ามองออกไปนอกหน้าต่างเป็นอันดับแรก มองแล้วก็กะพริบตา สะบัดศีรษะแล้วมองอีกหน ทำไมเครื่องเรือนทุกชิ้นถึงลอยอยู่บนเพดานได้?

          พอครุ่นคิดสะระตะแล้วชายหนุ่มก็ร้อง “ฉิบหายแล้วกู” รู้สึกเจ็บวาบในอกจนปวดแสบปวดร้อนไปหมด

          เขากำลังห้อยหัว!

          เขาดิ้นขลุกขลักพยายามขยับมือและเท้าตนเองแต่ก็พบความจริงที่น่าตกใจยิ่งกว่า นั่นก็คือร่างของตนถูกมัดแขนมัดขาแล้วผูกติดอยู่กับเก้าอี้เหล็กตัวหนึ่ง ในสภาพสองมือถูกไขว้อ้อมไปด้านหลังเก้าอี้แล้วมัดข้อมือ ลำตัวถูกมัดรวบเข้ากับพนักพิง ข้อเท้าก็ถูกมัดเข้าไว้ด้วยกัน

          ร่างของเขาถูกแขวนอยู่ในสภาพกลับหัวทั้งคนทั้งเก้าอี้ ที่สำคัญ... แขวนอย่างหมิ่นเหม่ไว้กับพัดลมเพดานเสียด้วย

          ส่วนมากพัดลมแบบแขวนเพดานจะถูกผูกไว้กับคานเหล็กใต้ฝ้าเพดาน แต่ถ้าดิ้นมากๆ ตัวพัดลมก็มีสิทธิ์ร่วงลงมาได้เหมือนกัน

          ประกาศศึกเริ่มหายใจติดขัด ตั้งสติ... ตั้งสติเข้าไว้ไอ้เป๊ก แต่ไม่ว่าจะกล่อมตัวเองยังไงท้ายที่สุดสติก็ขาดผึง

          “อีอ้วนนนน &*J*%^#@*&%^$@”

          สารพัดคำหยาบที่จำได้ตั้งแต่ออกจากท้องแม่ถูกขุดขึ้นมาตะโกนอย่างไม่แคร์อะไรอีกต่อไปแล้ว

          ด่าเสร็จก็หอบจนตัวโยน รู้สึกแสบคอไปหมด

          ผ่านไปพักใหญ่ๆ กว่าเขาจะตั้งสติได้ พอปัดความโกรธทิ้งเขาก็เริ่มคิดหาทางเอาตัวรอด ชายหนุ่มเริ่มกวาดตาพิจารณาสิ่งของรอบกาย สภาพห้องที่เห็นด้านล่างยังดีอยู่ ไม่มีร่องรอยของการรื้อค้นใดๆ ถ้าให้เดาคือนังยักษ์นั่นไม่ใช่มิจฉาชีพที่ประสงค์จะฆ่าเขาชิงทรัพย์

          ใต้ร่างของเขาคือกองเลือดกองหนึ่งซึ่งน่าจะมาจากหางคิ้วที่ร้อนผ่าวของเขาเองนั่นแหละ สรุปคือเขาน่าจะหัวแตกและสลบไปได้สัก... ชายหนุ่มปรายตามองนาฬิกาตัวใหญ่ตรงผนังห้อง มันบอกเวลาสามทุ่มของวันพุธ

          พอตระหนักได้ว่าตัวเองหลับยาวไปถึงสองวันเขาก็รู้สึกสะบัดร้อนสะบัดหนาว รีบหันหน้ามองซ้ายมองขวาแต่ก็ไม่พบใครทั้งนั้น ดูเหมือนคนร้ายจะไม่อยู่

          เขาพยายามกะระยะคร่าวๆ ด้วยสายตา เนื่องจากคอนโดห้องนี้เป็นเพนท์เฮ้าส์แบบสองชั้น ระยะความสูงจากเพดานจนถึงพื้นน่าจะประมาณ 5-6 เมตรได้ หากเขาแกว่งตัวแรงสักหน่อยก็อาจจะดึงพัดลมเพดานให้ตกลงมา แต่ปัญหาก็คือระหว่างที่ร่างกระแทกพื้นเขาจะพลิกตัวเอาสีข้างลงทันหรือไม่ แล้วจะเอียงตัวหนีซากพัดลมที่ถล่มลงมาทันหรือเปล่า เพราะถ้าหนีไม่พ้น... โชคดีก็คงแค่ดามคอ ถ้าโชคร้ายก็คงต้องไปเกิดใหม่ล่ะ

          นี่มันเกมเสี่ยงดวงหรือไงวะ?

          เขาไม่มีทางเลือกนอกจากจะพยายามโยกร่างตัวเอง ไม่นานก็มีเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดมาจากด้านบน โครงเหล็กของพัดลมเริ่มสั่นไหวจากน้ำหนักตัวและแรงเหวี่ยงของเขา คาดว่าอีกไม่นานมันคงตกลงมาตามคาด

          ความเสียวพุ่งจากปลายเท้าไต่ระดับไล่ไปถึงคอหอย ประกาศศึกยิ่งแกว่งเสียงเหล็กบดกับฝ้าเพดานก็ยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ ปลายหางตาของเขามองเห็นฝุ่นผงบางๆ ที่โปรยลงมาจากเบื้องบน ตามมาด้วยเศษหินเล็กๆ และเสี้ยนไม้อันเกิดจากการแตกของฝ้าเพดาน

          เอาล่ะ อีกไม่นานแล้ว

          นับสาม... สองมือเขาเกร็งแน่น กำหมัดอยู่ด้านหลัง ร่างทั้งร่างเกร็งตัวพร้อมรับศึกหนัก

          นับสอง... สายตาเขาตวัดสูง มองเห็นฐานพัดลมที่เริ่มพะเยิบพะยาบมากขึ้นทุกที

          เขาแกว่งตัวแรงขึ้นเรื่อยๆ

          ในที่สุดจังหวะที่เขารอคอยก็มาถึง เสียงดัง ‘เปรี๊ยะ’ จนแสบแก้วหูปะทุขึ้น

          นับหนึ่ง... โลกของเขาพลิกคว่ำพลิกหงายอยู่หลายตลบ

          เขาก้มหน้าเก็บศีรษะให้ได้มากที่สุดแล้วเอี้ยวตัว พยายามเอาสีข้างฝั่งขวาลงพื้นเพื่อป้องกันการหลังหักจากสภาวะตกกระแทก

          ตึง!

          พอร่างแตะพื้นได้เขาก็ไม่รอช้า รีบใช้สองขายันพื้นแล้วพลิกตัวในจังหวะต่อมา เพื่อหลบใบพัดอันแหลมคมของพัดลมเพดาน

          โครม!

          ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วและบีบจิตมากจนกล้ามเนื้อแทบทุกส่วนเกิดอาการตะคริวกิน ประกาศศึกถอนหายใจยาวๆ ทดลองคลายกล้ามเนื้อที่เกร็งค้างด้วยการขยับนิ้วมือนิ้วเท้าอย่างช้าๆ

          ความรู้สึกร้อนวาบที่ไหล่ในเวลานี้น่าจะเกิดจากอาการฟกช้ำหรือไม่ก็ไหล่หลุด ซึ่งนั่นไม่ใช่ปัญหาใหญ่ ขอเพียงส่วนหัวไม่เป็นอะไร จะขาหรือแขนหักก็นับว่าคุ้มแล้ว

          หลังจากนอนนิ่งอีกสิบนาที เขาก็เริ่มใช้สองเท้ายันตัวเองคืบไปด้านหน้า เนื่องจากมันเป็นส่วนเดียวที่ไม่โดนมัดติดกับเก้าอี้มันจึงสามารถเคลื่อนไหวได้อิสระที่สุด ชายหนุ่มพาตัวเองเข้าหาใบพัดเหล็กที่บิดเบี้ยวไม่เหลือชิ้นดี ยื่นสองเท้าเข้าไปหาแล้วพยายามตัดเชือกที่มัดอยู่ตรงกลางให้ขาดออกจากกัน

          การทำแบบนี้กินแรงไม่น้อย เพราะต้องเกร็งหน้าท้องยกขาคู่ขึ้นค้างกลางอากาศและออกแรงถู ถูไปครึ่งชั่วโมงเชือกเส้นหนาก็เพิ่งจะรุ่ยไปได้ไม่เท่าไหร่ มันไม่เห็นจะง่ายเหมือนในหนังสักนิด

          ถ้างานนี้เขารอดไปได้ นังอ้วนที่มัดเขาเป็นหมูยอจะต้องถูกเอาคืนเป็นร้อยเป็นพันเท่า

          สาบานเลย!

----------

          เธอเพิ่งกลับมาจากการซื้อแว่นตากรอบชมพู และไอโฟนเครื่องใหม่

          พอโทรศัพท์ใช้งานได้อีกครั้ง หญิงสาวก็เปิดไล่ดูข้อความในไลน์และกล่องแมสเสจพร้อมกับตรวจเช็กจดหมายในอินบ็อกซ์ เลนส์แว่นตาอันใหม่ส่องประกายวิบวับ ในยามที่แสงไฟจากหน้าจอมือถือวาบผ่าน เธออ่านเก็บข้อมูลอย่างช้าๆ ด้วยสายตาครุ่นคิดและริมฝีปากที่เม้มเข้าหากัน

          มีการลงข้อความสั้นๆ ไม่กี่บรรทัดในเว็บไซต์ของบริษัทเกี่ยวกับคำสั่ง ‘ไล่เธอออก’ อย่างกะทันหัน ในกล่องข้อความเฟซบุ๊กมีการส่งคำทักทายสั้นๆ มาจากกลุ่มผู้ร่วมงานสายเผือกที่อยากรู้อยากเห็นเรื่องของคนอื่นมากกว่าจะนึกเป็นห่วงเธออย่างจริงจัง หญิงสาวเบ้ปาก ปัดข้อความเหล่านั้นทิ้งไปโดยไม่เปิดอ่าน

          หญิงสาวเดินลากเท้าออกมาจากลิฟต์แล้วตรงเข้าไปไขประตูห้อง 2701 ที่ตนใช้พักอาศัยชั่วคราว เธอพาตัวเองเดินเข้าไปในห้องหรูและไม่ลืมหันมาล็อกประตูอย่างแน่นหนา พอก้าวเข้ามาภายในห้องและนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อสองวันก่อนความกลัวก็แล่นขึ้นมาจุกอก

          เธอถูก ‘สัตว์นรก’ ตัวหนึ่งพามาที่นี่หมายจะข่มขืน โชคดีที่เธอไหวตัวทัน จัดการฟาดหัวมันจนแบะและตากแห้งไว้กับพัดลมเพดาน

ห้องนี้คงจะเป็นห้องของมันล่ะมั้ง?

          หญิงสาววางถุงของกินในมือลงบนพื้นหน้าประตู คิดแล้วยังขนลุกไม่หาย เขาว่าคนเราเมื่อคราวชีวิตตกต่ำไม่ว่าจะหันหน้าไปทางไหนก็ล้วนแล้วแต่เฮงซวยทั้งสิ้น อันนี้เรื่องจริง

          ลลนาทิ้งตัวนั่งลงกับพื้น สองมือควานเข้าไปในถุงซูเปอร์มาร์เก็ตอย่างไม่รู้ตัว เพื่อนรักคนแรกที่เสนอตัวมาปลอบใจยามคับขันคือมะม่วงดอง เธอค่อยๆ ลอกพลาสติกของถาดโฟมแล้วหยิบมะม่วงดองชิ้นหนึ่งออกมาชิม

          เปรี้ยวไปหน่อยแต่ก็ยังช่วยดึงสติที่กำลังเตลิดให้เข้าที่ได้

          ทันทีที่มะม่วงดองคำแรกเข้าไปสถิตอยู่ในโพรงปาก ความรู้สึกสดชื่นล้ำลึกก็แผ่ซ่านออกมา หญิงสาวหลับตาสูดลมหายใจหวานหอมเข้าไปเต็มปอด ต่อมรับรสที่ปลายลิ้นเริ่มทำงาน เธอรู้สึกเหมือนกับว่ามะม่วงชิ้นนั้นเป็นก้อนเมฆสีทองที่กำลังละลายอย่างเชื่องช้า ปลดปล่อยความรู้สึกปลอบประโลมมาสู่จิตใจที่เหน็บหนาวของเธอ เป็นส่วนหนึ่งของร่างกายเธอ เป็นขุมพลังที่...

          เอ๋... มือซ้ายควานเข้าไปในถาดโฟมอีกครั้ง แล้วก็ต้องขมวดคิ้ว

          หมด?

          “อะไรกัน” เธออุทานเสียงแหลม จำได้ว่าตอนซื้อถาดหนึ่งมีถึงยี่สิบชิ้นนี่ “ไม่นะ... ทำไมน้อยอย่างนี้”

          เธอหันไปจัดการกับอาหารถุงอื่นๆ บ้าง พอกินทุกอย่างเสียเรียบวุธเธอก็เงยหน้าคำรามลั่น “โอย ยังไม่อิ่มเลย... หิวแสบท้องไปหมดแล้ว”

 

----------

            คำพูดที่ตะโกนออกมาจากปากยัยอ้วน ทำให้คนที่แอบมองอยู่ในมุมมืดถึงกับตะลึงงัน

          เขาซ่อนตัวอยู่หลังชั้นวางของตั้งแต่ได้ยินเสียงไขประตูห้อง

          มือซ้ายถือมีดอีโต้ มือขวาควงไม้เบสบอล

          ตั้งใจจะจู่โจมตั้งแต่จังหวะแรกที่แม่นี่หันหลังให้ แต่ใครจะไปรู้ว่าอยู่ๆ เธอก็โยนถุงในมือนับสิบถุงลงพื้นแล้วตั้งหน้าตั้งตา ‘สวาปาม’ ทุกอย่าง... สาบานว่าทุก-ทุก-อย่าง ด้วยกิริยาอยากอาหารเหมือนน้องหนูผู้หิวโหย

          เธอจัดการเขมือบทุกอย่างตรงหน้าประตูห้องนั่นเลย ไม่ยอมเสียเวลาถอดรองเท้าเสียด้วยซ้ำ

          ตั้งแต่คลานผ่านเชิงกรานแม่ออกมาดูโลก ประกาศศึกไม่เคยเห็นใครกินแบบลืมหายใจอย่างนี้มาก่อน นังยักษ์ตรงหน้าสามารถกินมะม่วงดองกับข้าวสวย กินทุเรียนสลับกับไก่ย่างเคเอฟซีก็ได้ด้วย สกิลการเขมือบอาหารของผู้หญิงคนนี้เรียกได้ว่าน่าสะพรึงกว่าปลาดูดเสียอีก เธอสามารถเทมะม่วงดองหนึ่งถาดใหญ่เข้าปากได้เหมือนกรอกน้ำเปล่า เขาแทบไม่เห็นเธอเคี้ยวอะไรเลยด้วยซ้ำ

          เธอจัดการทุกอย่างจนเสร็จสิ้นด้วยสีหน้านิ่งเฉย พอกินเสร็จเรียบร้อยยังไม่ทันได้เช็ดปากดีเธอก็หวีดร้องขึ้นมาว่า ‘หิวแสบท้องไปหมดแล้ว’

          ปึก!

          จังหวะที่กำลังยืนตะลึง เขาเผลอทำไม้เบสบอลตกพื้น

          นังช้างน้ำหันขวับทันที “ใคร!” จากนั้นก็แผดเสียงกรีดร้องดังกว่าเดิม “ออกมานะ!”

          ประกาศศึกกัดฟันแน่น แนบแผ่นหลังชุ่มเหงื่อของตัวเองกับชั้นวางของ แม้แต่สองมือที่กำอาวุธก็ยังเปียกชุ่มไปหมด เขาได้ยินเสียงฝ่ายนั้นฟาดงวงฟาดงาแล้วเริ่มเปล่งวาจาอาฆาตมาดร้าย

          “ถ้าไม่ออกมาแล้วฉันจับได้ ฉันจะหักกระดูกแกมาแทะเล่น!”

          เป๊กเอ๊ย... ชายหนุ่มแทบจะทึ้งหัวตัวเอง

          “อา... ใช่ ต้องเป็นแกแน่” เธอมีสีหน้าเหมือนเพิ่งนึกอะไรขึ้นมาได้ จากนั้นก็วิ่งตึงๆ ตรงเข้าไปในห้องนั่งเล่นด้านใน ประกาศศึกอาศัยจังหวะนี้เร้นกายผลุบเข้าไปในห้องครัวที่อยู่ไม่ห่าง แล้วสอดส่ายสายตาจ้องมองเธอจากด้านหลังของตู้เย็น เขาเห็นเธอยืนหอบหายใจแรง กำหมัดแน่น เธอเงยหน้ามองเพดานแล้วก้มหน้าลงมองเศษเชือกที่ขาดออกจากกัน ปากพึมพำเสียงเครียด

          “ที่แท้ก็แกนั่นเอง ไอ้แมงดา...” พูดจบเธอก็กวาดสายตาคมดุมองรอบด้าน “อยู่ไหนแล้วล่ะ... อยู่ไหน”

          เขาลูบแขนที่ขนลุกชันด้วยอาการหลอนสุดๆ!

          เธอค้นหาไปตามซอกมุมของห้องนั่งเล่นอย่างใจเย็น ไม่เว้นแม้แต่ในถังขยะหรือโถส้วม หลังจากที่ไม่พบอะไรเธอก็ยืนนิ่งเล็กน้อย จากนั้นก็ฉีกยิ้มกว้างสุดสยอง สองตาแพรวพราวระยิบระยับ

          “เออ จริงสิ...” เธอหลุดปากออกมาเบาๆ

          จริงอะไร? ที่ไหน? ยังไง? เมื่อไหร่? เขาจะประสาทอยู่แล้วโว้ย!

เขาเห็นเธอเดินตรงไปยังโต๊ะทำงานเล็กๆ ข้างเปียโน ตำแหน่งนั้นมีโทรศัพท์มือถือวางอยู่เครื่องหนึ่ง

          ประกาศศึกใจหายวาบ เป็นโทรศัพท์ของเขาเอง แต่ดูเหมือนเขาจะไม่ได้พกโทรศัพท์เครื่องนี้ติดตัวขึ้นมาบนห้องด้วยนี่นา มันควรจะอยู่ในรถไม่ใช่เหรอ?

          แต่เดี๋ยว... ตรงตำแหน่งนั้นมีกล้องถ่ายรูปของเขาวางอยู่พร้อมคีย์การ์ดคอนโด แล้วก็กุญแจรถ

          ที่แท้ยัยนี่ก็ค้นรถเขาเรียบร้อยแล้ว!

          ประกาศศึกกัดฟันกรอด นึกไปถึงใบหน้าแป้นแล้นของ รปภ. ร่างผอมที่อยู่ชั้นล่าง เฮอะ บริการทุกระดับประทับใจจริงจริ๊ง... เขาไม่มีเวลาคิดคาดโทษใครเพราะตอนนี้เธอคว้าโทรศัพท์ของเขาขึ้นมาปัดหน้าจอเปิด “เอ๊... มือถือเครื่องนี้ของใครน้า” เธอเปรยขึ้นมา

          หญิงสาวเดินพร้อมกับฮัมเพลงไปด้วย มือซ้ายไล้หน้าจอมือถือ ส่วนมือขวาก็คว้าด้ามไม้กวาดฟาดไปตามโซฟา ประตู หน้าต่าง และผ้าม่านดังป้าบๆ

          ในที่สุดเธอก็หัวเราะเสียงกร้าว “เจอแล้ว!”

          โอย... กลัวแล้วแม่จ๋า!

          ชายหนุ่มเกร็งไปทั้งร่าง เขาทรุดกายลงนั่งยองๆ ด้วยปลายเท้าแล้วค่อยๆ นับลมหายใจรอ

          “แหม... หัวใจเต้นแรงเชียวนะ คงจะตื่นเต้นล่ะสิ” เสียงกลั้วหัวเราะของเธอดังขึ้นจากประตูห้องครัว

          ประกาศศึกชะงักงัน ค่อยๆ เคลื่อนร่างถอยหลังสองก้าว

          “โอ๊ะโอ เคลื่อนตัวหนีอีกด้วย... ทำไม แกคิดว่าจะหนีพ้นเหรอ?” เสียงสนุกสนานเอ่ยดักทาง

          ชายหนุ่มค่อยๆ ผ่อนลมหายใจ เขานิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะตวัดสายตาลงมองนาฬิกา ‘สมาร์ทวอทช์’ ที่ข้อมือของตัวเอง หน้าจอนาฬิกากำลังกะพริบวับๆ บอกจังหวะการเต้นของหัวใจเขา บอกแคลอรีที่ถูกเผาผลาญ แรงดันเลือด แม้แต่จังหวะก้าวเดินก็ถูกคำนวณออกมาบนหน้าจอจนหมดสิ้น

          ไม่เลว ถึงแม้จะดูเหมือนคนสติไม่สมประกอบในบางครั้ง แต่ผู้หญิงคนนี้ช่างสังเกตและฉลาดทีเดียว

          รู้จักใช้มือถือเชื่อมโยงกับนาฬิกาบนข้อมือเขาซะด้วย!

          “ว่ายังไง... จะเผยตัวดีๆ หรือจะให้ฉันพังห้องครัวสุดหรูนี่” เธอก้าวเข้าหาเคาน์เตอร์กลางห้องครัว ซึ่งตัวเขานั่งย่อตัวแอบอยู่ด้านล่าง

          แน่นอน... เธอไม่รู้ว่าเขาซ่อนตัวอยู่ตรงไหน เพียงแต่จับจังหวะการเคลื่อนไหวของเขาได้เท่านั้น

          ชายหนุ่มค่อยๆ ผ่อนลมหายใจ หมุนบิดข้อมือไปมา ตั้งแต่เกิดมาเขาไม่เคยต้องปะทะกำลังกับผู้หญิงคนไหนมาก่อนและไม่คิดจะทำหากไม่จำเป็น เพราะเขารู้ดีว่าตัวเองรูปร่างสูงใหญ่ กระดูกตัน มือไม้หนัก ถ้าหากอยู่ในค่ายมวยเขาก็จะไม่ฝึกสอนนักมวยหญิงด้วยตัวเองเพราะกลัวว่าตัวเองจะทำร้ายพวกเธอ จึงมักให้คำชี้แนะผ่านครูฝึกคนอื่นๆ แทน

          แต่เธอคนนี้ทำให้เขาต้องละวางกฎเกณฑ์ของตัวเองลง

          ชายหนุ่มนั่งสงบสติอารมณ์ พอเสียงเดินใกล้เข้ามาเรื่อยๆ สีหน้าเขาก็เริ่มว่างเปล่า

          ขณะที่เงาดำยื่นผ่านเข้ามาในครรลองสายตา... เขาก็แตะปลายนิ้วจรดพื้นด้วยท่าเตรียมพร้อม

          เพียงเสี้ยววินาทีที่ปลายเท้าโผล่มาให้เห็น

          ข้อมือแข็งแกร่งปานคีมเหล็กก็คว้าหมับเข้าที่ข้อเท้าอวบนุ่มข้างหนึ่ง แล้วกระชากเข้าหาตัวอย่างแรง

          ตึง!