ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

ทาสปีศาจ 驭鲛记

ผู้แต่ง JiuLuFeiXiang
ผู้แปล Hongsamut
ประเภท
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
ทันทีที่เห็นฤทธิ์เดชของเงือกหนุ่มดวงตาสีน้ำเงินเจิดจรัสตนนี้ จี้อวิ๋นเหอก็รู้ว่าปราบไม่ง่าย ในฐานะผู้บัญชาการซ้ายของ ‘หอบัญชาปีศาจ’ นางจำต้องทำตามคำขอของลูกค้า... นั่นคือ หนึ่ง ต้องทำให้มันยอมพูด สอง ต้องเปลี่ยนหางของมันให้เป็นขา สาม ต้องทำให้มันยอมเป็นทาสรับใช้ที่ภักดีต่อองค์หญิงซุ่นเต๋อ สองข้อแรกจัดการลุล่วงไปแล้ว แต่ข้อที่สามนี่สิ... นางควรทำอย่างไรดีเมื่อราชันแห่งท้องทะเลหันมาติดหนึบอยูุ่กับนางแทน!

บทนำ

ทาสปีศาจ
จากเรื่อง: 驭鲛记

Author: JiuLuFeiXiang
Chinese edition copyright 2019 by NetEase (HangZhou) Networks Co., Ltd.
Cover Picture Jun Ling, Liu Shui Hua
Thai edition copyright Hongsamut.com Co., Ltd.
ALL RIGHTS RESERVED
-----------------------------------------------------

 

ทันทีที่เห็นฤทธิ์เดชของเงือกหนุ่มดวงตาสีน้ำเงินเจิดจรัสตนนี้
จี้อวิ๋นเหอก็รู้ว่าปราบไม่ง่าย
ในฐานะผู้บัญชาการซ้ายของ ‘หอบัญชาปีศาจ’
นางจำต้องทำตามคำขอของลูกค้า... นั่นคือ

หนึ่ง ต้องทำให้มันยอมพูด
สอง ต้องเปลี่ยนหางของมันให้เป็นขา
สาม ต้องทำให้มันยอมเป็นทาสรับใช้ที่ภักดีต่อองค์หญิงซุ่นเต๋อ

สองข้อแรกจัดการลุล่วงไปแล้ว
แต่ข้อที่สามนี่สิ...
นางควรทำอย่างไรดีเมื่อราชันแห่งท้องทะเลหันมาติดหนึบอยูุ่กับนางแทน!

สารบัญ

1.ใครสนใจเจ้ากัน

               ฤดูหนาวฟ้ามืดเร็ว

               ดวงอาทิตย์นอกหน้าต่างกำลังจะตกดิน แสงสีส้มอมทองสาดส่องลงบนกระดาษปิดหน้าต่างที่ทำขึ้นเป็นพิเศษ ทำให้หน้าต่างดูราวกับเรืองแสงทว่าในห้องกลับไม่มีแสงสว่างแม้แต่น้อย หากไม่ใช่มีเปลวเทียนไหววูบขนาดเท่าเม็ดถั่ว ในห้องนี้ก็ไม่มีแสงสว่างอะไรเลย

               คนที่นอนอยู่ใต้ผ้าต่วนขยับตัวพลางส่งเสียงฮึดฮัดก่อนจะตื่นจากนิทรา

               นางหรี่ตามองไปทางหน้าต่าง “อา... ฟ้ามืด ต้องตื่นแล้ว” นางอ้าปากหาวพลางลุกจากเตียงไปนั่งลงตรงหน้าคันฉ่อง

               หลังจากหวีผมเรียบร้อยนางก็เหลือบมองไปนอกหน้าต่าง ฟ้ากำลังมืดลงเรื่อยๆ หางคิ้วของนางขยับเล็กน้อย นิ้วซีดขาวยื่นออกไปข้างหน้า เสียง “แอ๊ด” ดังขึ้น หน้าต่างที่ปิดสนิทถูกผลักเปิด นางยืนข้างผนัง ยื่นปลายนิ้วออกไปสัมผัสกับแสงแดดยามพลบค่ำ

               พริบตาเดียวมือผอมแห้งข้างนั้นก็เหลือเพียงแค่โครงกระดูกน่าสยดสยองราวกับถูกแดดแสงสุดท้ายเลาะเนื้อออกไปจนหมด ทว่าร่างกายส่วนที่ไม่ได้สัมผัสโดนแสงกลับยังอยู่ในสภาพปกติ

               จี้อวิ๋นเหอพลิกมือไปมา มองมือที่เหลือเพียงโครงกระดูกใต้แสงแดดของตน ทดลองกำมือ “น่าตกใจจริงๆ” น้ำเสียงของนางราบเรียบไร้ซึ่งความรู้สึก พูดยังไม่ทันขาดคำก็เห็นสาวใช้หิ้วตะกร้าอาหารเดินตรงมาที่เรือน

               จี้อวิ๋นเหอรั้งมือกลับแต่ไม่ได้ปิดหน้าต่าง

               ถึงวันนี้จะมีแดดแต่อากาศยังคงหนาวเย็น ลมหนาวพัดโชยเข้ามาในห้องทว่านางกลับไม่รู้สึกหนาว นางเพียงแต่หลบไปอยู่
ด้านหลังผนัง ตาทอดมองไปยังภูเขาและแม่น้ำที่อยู่ห่างออกไปพลางพ่นควันสีขาวออกจากปาก “ดูท่าคืนนี้จะหิมะตก อุ่นสุราดื่มสักกาดีกว่า”

               เสียง “ปัง” ดังขึ้นพร้อมกับประตูห้องถูกผลักเปิดออกอย่างแรง ดวงอาทิตย์เบื้องนอกลับเส้นขอบฟ้าไปแล้วทำให้ในห้องมืดลงอย่างรวดเร็ว

               เจียงเวยเอี๋ยนสาวใช้ที่เพิ่งมาใหม่หิ้วตะกร้าอาหารเข้ามาในห้องอย่างอารมณ์เสีย “ยังคิดจะดื่มสุราอีกรึ เจ้าสุขภาพอ่อนแอขี้โรค ไม่กลัวดื่มจนตายหรือไร” เจียงเวยเอี๋ยนเลิกคิ้วสูงอย่างวางอำนาจ
“ปิดหน้าต่างเสีย ตายยังเรียกว่าดีแต่ถ้าล้มป่วย ข้าก็ต้องเหนื่อยดูแลเจ้าอีก” นางพูดเสียงหนักพลางยกอาหารในตะกร้าออกมาวางบนโต๊ะ

               จี้อวิ๋นเหอเอนกายพิงข้างหน้าต่างพลางมองอีกฝ่ายเงียบๆ ได้ยินเจียงเวยเอี๋ยนพูดจาแดกดันก็ไม่ได้โกรธแต่อย่างใด ซ้ำริมฝีปากยังประดับด้วยรอยยิ้มจางๆ

               “หิมะตกหนักแบบนี้ ใครๆ ก็พักผ่อนอยู่ในห้องทั้งนั้น มีแต่ข้าที่ต้องมาส่งอาหารให้เจ้า” เจียงเวยเอี๋ยนบ่นพลางจัดวางจานอาหารลงบนโต๊ะให้เรียบร้อย แต่พอหันไปเห็นจี้อวิ๋นเหอยังไม่ปิดหน้าต่าง
นางก็เบิกตาโตด้วยความโมโห “เจ้าไม่ได้ยินที่ข้าพูดรึไง?”

               “ได้ยินแล้ว” จี้อวิ๋นเหอมองอีกฝ่ายยิ้มๆ ราวกับว่าคนที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่สาวใช้อารมณ์ร้ายขี้บ่น แต่เป็นภาพทิวทัศน์งดงามที่หาชมได้ยาก “พูดต่อไปสิ”

               เห็นจี้อวิ๋นเหอทำท่าไม่ใส่ใจเช่นนี้ เจียงเวยเอี๋ยนก็โมโห นางกระแทกชามลงบนโต๊ะก่อนจะก้าวยาวๆ ไปที่หน้าต่างแล้วจัดการปิดด้วยตัวเอง แต่ยังไม่ทันแตะโดนบานหน้าต่าง มือข้างหนึ่งก็ลอดผ่านแขนของนางมาดันบานหน้าต่างเอาไว้

               จี้อวิ๋นเหอจอมขี้โรคดันบานหน้าต่าง ไม่ยอมให้นางปิด

               เจียงเวยเอี๋ยนหันกลับมาถลึงตาใส่ แต่จี้อวิ๋นเหอก็ยังคงมีสีหน้ากึ่งยิ้มกึ่งบึ้งเหมือนเดิม “ข้าอยากโดนลมหน่อย อึดอัดมาทั้งวันแล้ว...”

               นางยังพูดไม่ทันจบ เจียงเวยเอี๋ยนก็ปัดมือของนางอย่างแรง

               “ใครสนใจเจ้ากัน”

               จี้อวิ๋นเหอหรี่ตามองหลังมือของตัวเองที่ถูกตีจนเป็นรอยแดง

               เจียงเวยเอี๋ยนปิดหน้าต่างเสร็จก็ตั้งท่าจะเดินกลับเข้าไปในห้อง “กินข้าวเองนะ เสร็จแล้วก็...” สาวใช้ยังพูดไม่ทันจบ จี้อวิ๋นเหอก็คว้าข้อมือของนางเอาไว้ สาวใช้ชะงักก่อนจะหันขวับกลับมาจ้องจี้อวิ๋นเหอ แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไร จู่ๆ นางก็รู้สึกว่าร่างของตัวเองลอยขึ้น จากนั้นศีรษะก็กระแทกเข้ากับหน้าต่างที่เพิ่งปิดดัง “ปัง” ทำให้หน้าต่างเปิดออกอีกครั้ง

               ลมหนาวเบื้องนอกโชยมาปะทะกับใบหน้า ร่างท่อนบนของเจียงเวยเอี๋ยนยื่นออกไปนอกหน้าต่าง ที่ยังไม่พลัดตกลงไปจากตึกสามชั้นหลังนี้ก็เพราะอาศัยแรงจากมือของจี้อวิ๋นเหอที่ยึดปกเสื้อของนางเอาไว้เท่านั้น

               ใบหน้าของสาวใช้เปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ เสียงที่พูดเริ่มสั่น “เจ้า...เจ้าจะทำอะไร! ปล่อย...ไม่ อย่าปล่อย...”

               จี้อวิ๋นเหอใช้มือข้างหนึ่งคว้าร่างอีกฝ่ายเอาไว้ ส่วนอีกข้างเช็ดเหงื่อที่ซึมออกมาบนหน้าผาก ไอสองครั้งก่อนจะทอดถอนใจ“เฮ้อ เดี๋ยวนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อน แค่ขยับนิดหน่อยก็เหนื่อยจนใจสั่นมือสั่นเสียแล้ว”

               สาวใช้ได้ยินเช่นนี้ก็ตกใจจนต้องรีบคว้าข้อมือของจี้อวิ๋นเหอเอาไว้ “อย่าๆๆ อย่าสั่นนะ”

               จี้อวิ๋นเหอยิ้ม “ใครสนใจเจ้ากัน” นางทำท่าจะปล่อยมือ

               เจียงเวยเอี๋ยนกรีดร้องด้วยความตกใจ แต่ชั่วขณะนางพลันรู้สึกเหมือนมีพลังกลุ่มหนึ่งดึงร่างของนางกลับเข้าไปในห้อง

               นางค่อยๆ ลืมตาขึ้น พบว่าจี้อวิ๋นเหอเป็นคนดึงนางกลับมา หลังจากทรงตัวได้นางก็หันกลับไปมองเบื้องหลัง ด้านนอกมีลมหนาวพัดแรง ดวงอาทิตย์ตกดินไปแล้ว ไม่มีความอบอุ่นหลงเหลืออยู่สักนิด

               นางเกือบจะพลัดตกลงไป...

               เจียงเวยเอี๋ยนหันกลับไปมองจี้อวิ๋นเหอซึ่งกำลังส่งยิ้มบาดตามาให้

               “ความรู้สึกที่ถูกรังแกเป็นอย่างไรบ้าง?” จี้อวิ๋นเหอเอ่ยถาม

               หลังจากรอดจากความตายมาได้ ความโกรธแค้นที่ถูกกลั่นแกล้งก็กลบความหวาดกลัวจนมิด

               เจียงเวยเอี๋ยนฝึกวิทยายุทธ์มาตั้งแต่เด็กย่อมไม่อาจยอมรับความพ่ายแพ้ง่ายๆ นางบอกตัวเองว่าเมื่อครู่จี้อวิ๋นเหอแค่ฉวยโอกาสลอบโจมตีตอนที่นางไม่ทันระวังตัวเท่านั้น นางเป็นหลานสาวแท้ๆ
ของแม่บ้านใหญ่ แม้ว่าท่านอาหญิงจะกำชับแล้วกำชับอีกไม่ให้นางก่อเรื่องที่เรือนอวิ๋นย่วน แต่ในเรือนอวิ๋นย่วนมี ‘เจ้านาย’ ขี้โรคอาศัยอยู่เพียงคนเดียว

               แม้จะได้ชื่อว่าเป็นเจ้านาย แต่จริงๆ แล้วก็เป็นแค่คนที่ถูกกักบริเวณอยู่ที่นี่ เรือนอวิ๋นย่วนตั้งอยู่บนเกาะกลางทะเลสาบ รอบด้านไม่มีทางเข้าออก หากไม่มีคำสั่งจากเบื้องบนคนนอกจะไม่มีสิทธิ์ก้าวเข้ามาใกล้เกาะแห่งนี้ด้วยซ้ำ แต่ในเมื่อคนนอกเข้ามาไม่ได้ คนในเรือนอวิ๋นย่วนก็ไม่อาจจากไปโดยพลการเช่นกัน

               โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ‘เจ้านาย’ ผู้นี้ยิ่งไม่อาจก้าวออกจากประตูห้องแม้เพียงก้าวเดียว

               ทุกครั้งที่เจียงเวยเอี๋ยนมาส่งอาหาร ตอนที่ออกไปต้องใส่กลอนประตูให้เรียบร้อยทุกครั้ง เรียกได้ว่าไม่ต่างจากการควบคุมตัวนักโทษสักนิด

               ได้ยินมาว่าสตรีผู้นี้กับนายใหญ่ในจวนมีความสัมพันธ์บางอย่างต่อกัน แต่นางมาอยู่ที่นี่หลายวันแล้ว อย่าว่าแต่มาที่เรือนอวิ๋นย่วน แม้แต่เกาะกลางทะเลสาบ นายใหญ่ผู้นั้นก็ไม่เคยเหยียบย่างมาสักครั้ง นางคิดในใจว่านี่ก็แค่สตรีที่ถูกทอดทิ้งซึ่งกำลังจะป่วยตายเท่านั้น แม้กระทั่งฐานะที่ถูกต้องก็ไม่มี ทำไมจะข่มเหงไม่ได้!

               เจียงเวยเอี๋ยนถูกตามใจมาตั้งแต่เด็ก หากไม่ใช่ฐานะครอบครัวตกต่ำลง นางก็คงไม่ต้องขอร้องอาหญิงให้รับนางเข้ามาเป็นสาวใช้ในจวนแห่งนี้ ซ้ำตอนนี้ยังต้องมาถูกกลั่นแกล้งอีก

               เจียงเวยเอี๋ยนยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห นางตวัดฝ่ามือใส่ใบหน้าของจี้อวิ๋นเหอพลางร้องตะโกนด่า “เจ้านับเป็นตัวอะไร!”

               แต่ฝ่ามือของนางยังไม่ทันกระทบโดนใบหน้าของจี้อวิ๋นเหอ ใครบางคนก็คว้าข้อมือของนางเอาไว้เสียก่อน

               ไม่ใช่แรงของผู้หญิง เจียงเวยเอี๋ยนหันไปมองก็พบว่าผู้มาสวมชุดยาวสีดำ ดวงตาสีน้ำเงินคู่นั้นเย็นเยียบราวน้ำแข็งในฤดูหนาว

               นี่...นี่คือ...

               เจียงเวยเอี๋ยนจำอีกฝ่ายได้ นางตกใจจนตัวสั่น แต่ยังไม่ทันได้ทำความเคารพมือที่คว้าข้อมือเอาไว้ก็เลื่อนมาที่ลำคอของนางเจียงเวยเอี๋ยนได้ยินเสียงเย็นชาเจือด้วยไฟโทสะดังขึ้นข้างหู เสียงนั้นเย็นเยียบราวกับคมมีดน้ำแข็งที่เลาะเนื้อตัดกระดูกของผู้คนได้

               “เจ้านับเป็นตัวอะไร?”

               ชั่วขณะต่อมา ร่างของนางก็ถูกโยนออกไปจากหน้าต่างชั้นสามที่ถูกเปิดทิ้งเอาไว้ไม่ต่างจากขยะชิ้นหนึ่ง

               เสียง “ตูม” ดังขึ้นพร้อมกับที่ร่างของนางกระแทกเข้ากับสระน้ำที่จับตัวเป็นน้ำแข็งในสวน น้ำแข็งบนผิวน้ำแตกกระจาย ร่างของนางจมลงไปในน้ำก่อนจะลอยขึ้นมาใหม่ เจียงเวยเอี๋ยนพยายาม
ร้องตะโกนขอความช่วยเหลือ เดี๋ยวก็ร้องว่าช่วยด้วย เดี๋ยวก็ร้องว่านายท่านไว้ชีวิตด้วย

               บรรดาบ่าวรับใช้และสาวใช้ที่ยืนอยู่นอกเรือนต่างตกใจมาก ทุกคนเงยหน้าขึ้นมองชั้นสามเป็นตาเดียวแต่ไม่มีใครกล้าขยับ

               “เอ้า... รีบช่วยนางขึ้นมาเร็ว” จี้อวิ๋นเหอที่อยู่บนชั้นสามโผล่หน้าออกมาร้องบอกคนข้างล่าง “ถ้าไม่รีบช่วยคงต้องตายแน่”

               ทว่าบรรดาบ่าวรับใช้ก็ยังไม่กล้าขยับอยู่ดี พวกเขาไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าเพราะไอเยียบเย็นซึ่งแผ่ออกมาจากร่างของชายชุดดำที่อยู่ข้างกายจี้อวิ๋นเหอให้ความรู้สึกที่น่าหวาดหวั่น

               จี้อวิ๋นเหอเห็นเช่นนี้ก็เบ้ปากเล็กน้อย “ก็ได้ๆ ข้าจะปิดหน้าต่าง พวกเจ้ารีบช่วยนางขึ้นมาซะ แค่นี้เขาก็มองไม่เห็นแล้ว”

               “...” คนที่กล้าพูดแบบนี้ต่อหน้าเจ้านายคงมีแต่สตรีในห้องผู้นี้เท่านั้น

               เสียง “แกร๊ก” ดังขึ้น จากนั้นหน้าต่างชั้นสามก็ถูกปิดลงจริงๆ

               ลมหนาวถูกกันเอาไว้เบื้องนอก จี้อวิ๋นเหอหันไปมองชายหนุ่มข้างกาย จากนั้นจึงก้าวถอยหลังไปนั่งลงบนเก้าอี้ที่ด้านข้าง

               “ฉางอี้ ช่วงนี้เจ้าอารมณ์ไม่ค่อยดีเลยนะ”

               “มากินข้าว”

2.ผู้คุมขังกับผู้ถูกคุมขัง

               ทั้งสองพูดกันคนละเรื่อง ฉางอี้เดินไปที่โต๊ะแล้วลงมือจัดชามกับตะเกียบที่ถูกจัดค้างไว้ให้เรียบร้อย แต่จี้อวิ๋นเหอก็ยังไม่ขยับนางมองฉางอี้เงียบๆ นิ่งนาน จนกระทั่งผ่านไปครู่ใหญ่ถึงได้พูดว่า “เจ้าปล่อยข้าไปเถอะ ข้าถูกขังมานานพอแล้ว”

               ฉางอี้วางตะเกียบลงบนชาม แม้เสียงตะเกียบกระทบชามจะไม่ดังมากแต่ก้องอยู่ในห้องเงียบๆ เช่นนี้ก็นับได้ว่าน่าตื่นตระหนกไม่น้อย

               จี้อวิ๋นเหอถอนใจคำหนึ่ง “เจ้าจะเก็บข้าไว้ทำไม ข้าคงอยู่ได้อีกไม่กี่วัน เจ้าให้ข้าออกไปชมหิมะ ชมจันทร์ ชมดอกไม้ที่กำลังจะเบ่งบานไม่ดีกว่าหรือ ถ้าโชคดี ไม่แน่ว่าอาจได้เห็นฝนตกในฤดูร้อน... ข้าอยากมีชีวิตอิสระบ้าง...”

               “จี้อวิ๋นเหอ” ฉางอี้หันกลับมา ดวงตาสีน้ำเงินเยียบเย็นคู่นั้นดูราวกับไร้ความรู้สึก แต่ก็เหมือนมีคำพูดนับพันนับหมื่นซ่อนอยู่ “ถ้าเจ้าเก่งจริงก็ฆ่าข้าอีกรอบแล้วจากไปสิ”

               ทั้งสองสบตากันเงียบๆ

               สุดท้ายจี้อวิ๋นเหอก็เป็นฝ่ายหัวเราะออกมา “ถ้าเจ้าพูดแบบนี้ตั้งแต่หกปีก่อน คืนนี้ข้าก็คงจากไปแล้ว”

               ได้ยินนางกล่าวคำพูดประโยคนี้ออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ฉางอี้ก็กำมือแน่น แต่จากนั้นเขาก็คลายมือออกแล้วก้าวไปหยุดอยู่ตรงหน้านาง มือข้างหนึ่งยกขึ้นจับปลายคางของนางเอาไว้ ดวงตาจ้องตรงเข้าไปในดวงตาของนางเหมือนอยากจะค้นหาความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ในนั้น แต่กลับไม่พบอะไรเลย

               มันยังคงเหมือนเดิม ดำสนิท ซ่อนความลับทั้งหมดเอาไว้อย่างมิดชิด

               ฉางอี้เอ่ย “เสียดายที่ตอนนี้ไม่ใช่หกปีก่อน”

               “ใช่” จี้อวิ๋นเหอหลุบตาลง “ไม่ใช่หกปีก่อนแล้ว” นางยิ้ม “เจ้ากลายเป็นปีศาจที่ร้ายกาจ ส่วนข้าเปลี่ยนจากผู้บัญชาการปีศาจมาเป็นคนพิการ ฉางอี้...” เสียงของจี้อวิ๋นเหอแฝงแววหยอกล้อ ทำให้ฉางอี้ต้องเม้มปากแน่น “ฐานะของเราในตอนนี้กับเมื่อหกปีก่อน สลับกันพอดี”

               ผู้คุมขังกับผู้ถูกคุมขัง

               สลับกันพอดี

 

               หกปีก่อน นอกหุบเขาบัญชาปีศาจ

               ตอนที่จี้อวิ๋นเหอรับ ‘สินค้า’ จากขันทีท่าทางเย่อหยิ่งเป็นช่วงเดือนสามซึ่งอากาศดีที่สุด

               นอกหุบเขาบัญชาปีศาจเต็มไปด้วยดอกไม้ป่าเบ่งบานส่งกลิ่นหอมชื่นใจ แต่ขันทีที่เอาแต่พูดพร่ำเสียงแหลมกำชับนั่นกำชับนี่กลับทำให้จี้อวิ๋นเหอหงุดหงิด

               “นี่คือปีศาจเงือกที่นายของเราลงทุนลงแรงมากกว่าจะจับมาได้ พวกเราให้เวลาเจ้าสามเดือน กำราบปีศาจตัวนี้ให้ได้ อย่าให้ตอนที่กลับมารับอีกทีมันยังถูกขังอยู่ในหีบแปะยันต์แบบนี้ล่ะ ขนย้ายลำบาก มองแล้วก็หงุดหงิด”

               คนที่รับหน้าที่ติดต่อกับขันทีจอมเย่อหยิ่งผู้นี้คือฉวีเสี่ยวซิงผู้ช่วยของจี้อวิ๋นเหอ ฉวีเสี่ยวซิงอายุยังน้อยแต่มีคารมคมคาย เขาตอบรับอย่างยิ้มแย้ม “กงกงวางใจเถิด หลายสิบปีมานี้หุบเขาของเรากำราบปีศาจมาแล้วมากมาย ไม่ว่าในหีบเหล็กใบนี้เป็นปีศาจประเภทอะไรขอเพียงมาถึงที่นี่ รับรองว่าตอนที่จากไปมันจะตามท่านไปอย่างว่านอนสอนง่าย ไม่กล้าแข็งข้อแน่นอน”

               “อืม อย่าประมาทล่ะ ระวังให้ดี เจ้าเงือกนี่ไม่ธรรมดาเลย”

               “เราทราบขอรับ นี่เป็นงานที่องค์หญิงซุ่นเต๋อมีพระบัญชามา คนหุบเขาบัญชาปีศาจย่อมต้องสั่งสอนเจ้าปีศาจนี่สุดความสามารถ รับรองว่าตอนที่กลับไปต้องไม่ทำให้จางกงกงเสียหน้า”

               ฉวีเสี่ยวซิงเชี่ยวชาญการรับมือคนเหล่านี้ เขาพูดจาไพเราะน่าฟัง ในที่สุดแววพึงพอใจก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของจางกงกง

               จี้อวิ๋นเหอฟังพวกเขาพูดคุยกันพลางเดินไปที่รถม้า

               หีบสีดำที่ด้านหลังรถม้าสูงประมาณครึ่งเอว ทำจากเหล็กกล้า แล้วยังมียันต์แปะอยู่เต็มไปหมด จี้อวิ๋นเหอเอื้อมมือไปแตะยันต์แผ่นหนึ่ง พอเห็นตัวอักษรบนยันต์ นางก็เลิกคิ้วขึ้นก่อนจะดึงยันต์แผ่นนั้นออกมา

               ทันใดนั้นก็บังเกิดเสียง “ตึง!” ดังออกมาจากหีบเหล็กกล้า ตามมาด้วยเสียงโซ่กระทบกันดังแกร๊งๆ

               ดวงตาของจี้อวิ๋นเหอเปล่งประกายวูบ ปีศาจตนนี้ร้ายกาจมาก มียันต์แปะอยู่มากมายขนาดนี้ นางดึงออกมาแค่แผ่นเดียว มันกลับรู้...

               เสียงกระแทกจากในหีบทำให้ม้าตกใจมาก มันส่งเสียงร้องพลางยกขาหน้า แต่คนขับรถม้าก็รีบรั้งบังเหียนเอาไว้ วุ่นวายอยู่พักใหญ่กว่าจะปลอบมันให้สงบลงได้

               จางกงกงหันกลับมา “โอ๊ย ระวังหน่อย! ปีศาจตนนี้ร้ายกาจมากนะ!” เขาพูดพลางถอยหลังไปหลายก้าว “เจ้าเป็นใคร! ถ้าไม่รู้อะไรก็อย่าซี้ซั้วแตะนั่นแตะนี่! รีบแปะยันต์กลับไปซะ ระวังจะถูกลงโทษล่ะ!”

               ฉวีเสี่ยวซิงรีบยิ้มเอาใจ “นั่นคือ...”

               “ผงชาดสีแดงกับยันต์สีเหลือง แล้วก็มีคำสาปสายฟ้าเพื่อปิดกั้นประสาทสัมผัสทั้งห้า ผนึกพลังปีศาจ ทั้งหมดล้วนเป็นฝีมือของท่านราชครู” จี้อวิ๋นเหอตัดบทคำพูดของฉวีเสี่ยวซิงพลางพลิกยันต์ในมือเล่น ดวงตาฉายแววคมปลาบหันไปจ้องขันทีที่ยืนอยู่ด้านข้าง เพียงกระดิกนิ้วครั้งเดียว ยันต์แผ่นนั้นก็พุ่งไปแปะลงบนลำคอของจางกงกงอย่างรวดเร็วราวกับลูกธนูที่พุ่งออกจากสาย

               ดวงตาของจางกงกงเบิกกว้างจนแทบถลนออกจากเบ้าปากอ้ากว้างเหมือนกำลังจะร้องตวาดด้วยความโมโหแต่กลับไม่อาจเปล่งเสียงออกมาได้เลย จางกงกงตกใจมาก เขารีบยกมือขึ้นกระชากยันต์ที่แปะอยู่บนลำคอ แต่มือก็กระเด้งออกมาทุกครั้ง แววตาของเขาฉายแววหวาดกลัวเพิ่มขึ้นอีกเจ็ดส่วน ดวงตาทั้งคู่จ้องจี้อวิ๋นเหอด้วยความหวาดหวั่น นิ้วชี้ไปที่นาง แต่กลับพูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว

               “พูดมากน่ารำคาญ” จี้อวิ๋นเหอตบมือ “ในที่สุดก็เงียบเสียที”

               นางหันไปส่งสายตาให้ชายฉกรรจ์หลายคนที่ยืนอยู่ด้านหลัง พวกเขาก็เดินตรงไปที่รถม้า เหล่าองครักษ์ที่ทำหน้าที่คุ้มครองรถม้าอยู่เห็นเช่นนี้ก็พากันเอื้อมมือไปแตะด้ามดาบด้วยความเคร่งเครียด

               “รถม้านี่หุบเขาบัญชาปีศาจเรารับเอาไว้แล้ว อีกสามเดือนค่อยมารับปีศาจในหีบกลับไป เรารับรองว่าปีศาจตัวนี้จะว่านอนสอนง่าย ส่วนพวกเจ้ามีหน้าที่เพียงรับรองความปลอดภัยของมันทั้งขาไปและขากลับ นี่เป็นเรื่องที่พวกเจ้าควรทำอยู่แล้ว ตอนนี้ปีศาจมาถึงหุบเขาบัญชาปีศาจแล้วย่อมสมควรต้องส่งมอบให้เราแล้วรีบกลับไปเสีย”จี้อวิ๋นเหอจ้องเหล่าองครักษ์

               คำพูดของจี้อวิ๋นเหอทำให้เหล่าองครักษ์หันไปมองหน้ากันก่อนจะตัดสินใจถอยหลังไป ชายฉกรรจ์ทั้งหลายตรงเข้าไปบอกให้คนขับรถม้าลงจากรถ จากนั้นก็ขับรถม้าตรงเข้าไปในหุบเขาบัญชาปีศาจ

               รถม้าถูกขับไปแล้ว จี้อวิ๋นเหอเหลือบมองขันทีแวบหนึ่ง “ข้าไม่ค่อยรู้เรื่องยันต์ ติดเป็นแต่ดึงออกไม่เป็น กลับไปหาท่านราชครูเถอะ”พูดจบก็สะบัดหน้าเดินเข้าไปในหุบเขา

               ฉวีเสี่ยวซิงรีบยิ้มเป็นเชิงขออภัยพลางอธิบายให้จางกงกงฟัง “นั่นคือผู้บัญชาการปีศาจของเรา อารมณ์ไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ แต่วิชาบัญชาปีศาจของนางสูงส่งที่สุดในหุบเขาของเราเลยทีเดียว กงกงอย่าได้โมโห เฮ้อ... ยันต์นี่ข้าก็ทำอะไรไม่ได้ อาคมของข้าอ่อนด้อยไม่อาจเทียบกับนาง เกรงว่าท่านคงต้องกลับไปขอให้ท่านราชครูช่วยแล้ว...”

               “ฉวีเสี่ยวซิง”

               จี้อวิ๋นเหอร้องเรียก ฉวีเสี่ยวซิงรีบหันไปตอบรับ จากนั้นก็ได้แต่ส่งสายตาขออภัยไปให้จางกงกงที่กำลังร้อนใจจนหน้าแดงก่ำก่อนจะรีบวิ่งตามจี้อวิ๋นเหอไป

               พอตามไปทัน ฉวีเสี่ยวซิงก็ถอนใจคำหนึ่งพลางกล่าวอย่างไม่พอใจนัก “ท่านผู้พิทักษ์กฎซ้ายขอรับ บอกท่านตั้งกี่ครั้งแล้วว่า ถึงคนที่ส่งปีศาจมาจะเป็นแค่บ่าวรับใช้ของเหล่าผู้สูงศักดิ์ แต่คำพูดของพวกเขาก็มีน้ำหนัก จะล่วงเกินตามใจชอบไม่ได้... คนที่มาครั้งนี้ยิ่งเป็นขันทีคนสนิทขององค์หญิงซุ่นเต๋อ ถ้าเขากลับไปพูดจาให้ร้ายท่านกับองค์หญิง...”

               “อืมๆ ข้าลำบากแล้วยังไม่ได้ดีอีก” จี้อวิ๋นเหอรับคำส่งๆ

               “ดังนั้น ท่านกลับไปปลดยันต์ให้เขาเถอะนะขอรับ ถ้าปล่อยให้เป็นใบ้กลับไปแบบนี้ ไม่รู้จะเคียดแค้นสักแค่ไหน”

               จี้อวิ๋นเหอปรายตามองเขาแวบหนึ่ง “ฉวีเสี่ยวซิง คนที่เราต้องเอาใจคือเจ้านายของพวกเขา ไม่ใช่เขา และวิธีเอาใจเจ้านายของพวกเขาก็คือกำราบปีศาจให้ดีๆ ไม่จำเป็นต้องทำอย่างอื่น”

               ได้ยินจี้อวิ๋นเหอกล่าวเช่นนี้ ฉวีเสี่ยวซิงก็ได้แต่ถอนใจ

               “ท่านพูดมีเหตุผล เฮ้อ...จะโทษก็โทษที่โลกใบนี้โหดร้ายกับเผ่าบัญชาปีศาจของเรา ได้ยินว่าเมื่อห้าสิบปีก่อน ตอนที่ท่านราชครูยังปรุงยาพิษที่ใช้ต่อกรกับเผ่าเราไม่สำเร็จ เผ่าของเรายิ่งใหญ่มาก สามารถเรียกลมเรียกฝนมาบัญชาปีศาจ ใครจะไปคิดว่าผ่านมาแค่ห้าสิบปีก็ตกต่ำถึงขั้นนี้ แม้กระทั่งขันทีคนหนึ่งก็สั่งให้เราทำนั่นทำนี่ได้”

               “พอเถอะ พูดยังกับว่าเมื่อห้าสิบปีก่อนเจ้าเกิดแล้วอย่างนั้นล่ะ”

               จี้อวิ๋นเหอตำหนิอีกฝ่าย เพิ่งพูดจบทั้งสองก็เดินไปถึงประตูหุบเขาบัญชาปีศาจพอดี ประตูใหญ่เปิดกว้าง ในหุบเขาเต็มไปด้วยหมอกปกคลุม จี้อวิ๋นเหอเปลี่ยนไปพูดเรื่องอื่น “ปีศาจเงือกที่ถูกส่งมาวันนี้น่าจะมีประวัติความเป็นมาไม่ธรรมดา เราไปเปิดหีบในคุกใต้ดินกัน”

               ฉวีเสี่ยวซิงพยักหน้าตอบรับ

               ในคุกใต้ดินของหุบเขาบัญชาปีศาจ บนลูกกรงเหล็กมีผนึกคำสาปสำหรับกักพลังปีศาจติดอยู่โดยรอบ

               หีบเหล็กถูกส่งไปยังห้องขังที่มีขนาดใหญ่ที่สุด บนหีบมีตะขอเหล็กอันหนึ่ง ทันทีที่เหล่าผู้บัญชาการปีศาจเกี่ยวตะขอเหล็กเข้ากับโซ่ที่ห้อยลงมาจากเพดาน ผนึกคำสาปบนลูกกรงเหล็กรอบด้านก็
เปล่งแสงสว่างจ้า

               หีบกักปีศาจนี้เป็นสิ่งที่หุบเขาบัญชาปีศาจสร้างขึ้นสำหรับให้เหล่าผู้สูงศักดิ์ใช้คุมขังปีศาจที่เพิ่งจับได้ จะได้สะดวกต่อการขนย้ายมาที่หุบเขา

3.เผ่าเงือก

               ในหีบมีโซ่เหล็กสำหรับพันธนาการปีศาจ ส่วนตะขอบนหีบนั้น แท้ที่จริงแล้วก็คือส่วนปลายของโซ่เหล็ก พอตะขอถูกเกี่ยวเข้ากับโซ่ในห้องขัง โซ่ที่พันธนาการปีศาจเอาไว้ก็เชื่อมต่อเข้ากับโซ่เหล็กเส้นอื่นๆ จากนั้นพลังของผนึกบนโซ่เส้นอื่นๆ ก็จะถูกส่งมายังโซ่ที่อยู่ในหีบ เช่นนี้เมื่อเปิดหีบออก ปีศาจก็จะทำร้ายผู้บัญชาการปีศาจไม่ได้

               เกี่ยวตะขอกับโซ่เหล็กเข้าด้วยกันเสร็จเรียบร้อย ผู้บัญชาการปีศาจคนหนึ่งก็สอดกุญแจเข้าไปในรูกุญแจของหีบที่ขังปีศาจเอาไว้ เสียง “แกร๊ก” ดังขึ้นครั้งหนึ่ง ทันใดนั้นเสียงเคาะ “ตึงๆๆๆ” ติดต่อกันก็ดังออกมาจากในหีบ

               ผู้บัญชาการปีศาจยังไม่ทันดึงกุญแจออก จู่ๆ หีบกักปีศาจที่มียันต์แปะอยู่รอบด้านก็ถูกเคาะจากด้านในจนแตกกระจายเป็นชิ้นๆชั่วขณะต่อมาหางขนาดใหญ่ของปีศาจเงือกก็พุ่งออกมาอย่างรวดเร็ว

               จี้อวิ๋นเหอซึ่งยืนอยู่นอกห้องขังยังไม่ทันได้ร้องว่า ‘ระวัง’ลมปีศาจก็ก่อตัวขึ้นในห้องขัง ทันใดนั้นหางเงือกสีขาวสลับน้ำเงินขนาดใหญ่ก็กวาดไปรอบๆ ด้วยความเร็วดุจสายฟ้า ผู้บัญชาการปีศาจที่อยู่ในห้องขังส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด เพียงพริบตาเดียวเลือดสีแดงสดก็สาดกระเซ็นไปทั่ว

               จี้อวิ๋นเหอรีบกดศีรษะของฉวีเสี่ยวซิงให้นอนหมอบลงบนพื้น หลบรอดไอสังหารจากหางของปีศาจเงือกไปได้อย่างหวุดหวิด

               พอเงยหน้าขึ้นมองอีกครั้งก็พบว่าหีบกักปีศาจในห้องขังแตกกระจายเป็นชิ้นๆ ไปแล้ว เศษซากของหีบกระจัดกระจายไปทั่ว มือทั้งสองของปีศาจเงือกถูกมัดห้อยอยู่กับโซ่ด้านบน ร่างของเขาเปลือยเปล่า ร่างกายท่อนล่างคือหางปลาขนาดใหญ่ แต่มันแตกต่างกับหางของปีศาจเงือกทั่วไปตรงที่หางของเขาเป็นสีขาวสลับน้ำเงินเป็นชั้นๆ ราวกับดอกบัว ที่น่าตื่นตะลึงยิ่งกว่านั้นคือใบหน้าของปีศาจเงือกตนนี้

               เผ่าเงือกมักจะมีหน้าตางดงาม แต่จี้อวิ๋นเหอคิดไม่ถึงเลยว่าจะมีใบหน้าที่งดงามจนทำให้ผู้คนลืมหายใจเช่นนี้...

               นี่คือ...

               ปีศาจเงือกเพศผู้ตนหนึ่ง

 

               เผ่าเงือกมีความงดงามอ่อนช้อย

               ส่วนใหญ่เป็นเพศเมีย ปีศาจเงือกเพศผู้นั้นมีน้อยมาก ถึงจะมีก็ปราบพยศยาก เพราะมีไอปีศาจรุนแรง ดังนั้นจึงแทบจะไม่มีปีศาจเงือกเพศผู้ถูกจับส่งมาที่หุบเขาบัญชาปีศาจเลย

               ครั้งนี้องค์หญิงซุ่นเต๋อคงลงทุนลงแรงไปไม่น้อยเลยสินะจี้อวิ๋นเหอคิด จากนั้นนางก็เห็นปีศาจเงือกตรงหน้ายกหางขึ้นตวัดไปรอบๆ อีกครั้ง ครั้งนี้ทุกคนล้วนตกอยู่ภายใต้การโจมตี แม้กระทั่งจี้อวิ๋นเหอที่นอนหมอบอยู่บนพื้นก็ยังหลบไม่พ้น นางจึงจำต้องยกมือขึ้นร่ายคาถาใช้ปราณสร้างโล่กำบังขึ้นอย่างรวดเร็ว

               กระแสลมอันบ้าคลั่งกระแทกเข้ากับโล่ปราณที่นางสร้างขึ้นดัง “ตึงๆๆ” เสียงดังสนั่นหวั่นไหวทำให้ฉวีเสี่ยวซิงซึ่งนอนอุดหูอยู่บนพื้นถึงกับร้องอุทานด้วยความตกใจ

               ชั่วพริบตาเดียวเสียงกระแทกก็ผ่านเลยไป ผู้บัญชาการปีศาจที่ฝีมืออ่อนด้อยกว่าซึ่งอยู่ห่างไปไม่กี่ก้าวไม่อาจต้านทานการโจมตีของพลังปีศาจ บ้างก็ถูกกระแทกจนกระอักเลือดกระเด็นไปไกล บ้างก็เสียชีวิตทันที ในห้องขังเต็มไปด้วยผู้บาดเจ็บล้มตาย

               จี้อวิ๋นเหอมองภาพตรงหน้าด้วยความตื่นตระหนก

               นางไม่เคยเห็นปีศาจเงือกเพศผู้มาก่อน แต่ก็พอจะรู้ระดับพลังปีศาจของเผ่าเงือก แต่ปีศาจเงือกที่จับมาได้วันนี้กลับมีพลังสูงกว่าที่นางเคยรู้มามาก

               นางไม่เคยเห็นปีศาจตนไหนสามารถใช้พลังปีศาจทำร้ายผู้คนได้ทั้งที่มีหินเหล็กกล้าผนึกพลังปีศาจขวางกั้นอยู่เช่นนี้มาก่อนเลย

               รอบด้านเต็มไปด้วยเสียงร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดจี้อวิ๋นเหอหรี่ตามองปีศาจเงือกในห้องขังพลางยกมือขึ้นกุมด้ามกระบี่ตรงข้างเอวเอาไว้ จริงๆ แล้วในบรรดาผู้บัญชาการปีศาจที่อยู่ที่นี่ในวันนี้ นอกจากฉวีเสี่ยวซิงแล้วนางไม่คิดจะช่วยใคร แต่หากปล่อยให้เจ้าเงือกนี่อาละวาดต่อ ตัวนางเองกับฉวีเสี่ยวซิงก็คงต้องพลอยลำบากไปด้วย

               นางเพิ่งจะเริ่มเคลื่อนไหว ปีศาจเงือกที่อยู่ในห้องขังก็หันขวับมาจ้องนางตาเขม็ง ดวงตาทั้งสี่ข้างประสานเข้าด้วยกัน จี้อวิ๋นเหอมองสีน้ำเงินประหลาดในดวงตาของอีกฝ่าย มันดูราวกับท้องทะเลที่จับตัวเป็นน้ำแข็ง หนาวเยือกเสียดแทงเข้าไปถึงกระดูก ไอสังหารรุนแรงทำให้ผู้คนถึงกับอกสั่นขวัญแขวน

               เพียงสบตากัน จี้อวิ๋นเหอก็หนาวเยือกไปทั้งกาย นางคิดในใจว่า หากวันนี้ไม่เอาจริงคงจะสยบปีศาจตนนี้ไม่ได้แน่

               ปีศาจเงือกยกหางขึ้นเล็กน้อย ตั้งท่าจะสำแดงฤทธิ์อีกรอบ ทันใดนั้น ลูกธนูสีทองยาวดอกหนึ่งก็พุ่งมาจากทางเข้าอีกด้านหนึ่งก่อนจะทะลุผ่านรอยแตกของลูกกรงเหล็กเข้าไปตรึงหางของปีศาจเงือกไว้กับผนังห้องขัง!

               ส่วนปลายของลูกธนูดอกนั้นมีโซ่เหล็กสีดำเส้นหนึ่งร้อยอยู่ ทันทีที่ปลายลูกธนูทะลุผ่านหางของปีศาจเงือก โซ่เหล็กซึ่งถูกควบคุมด้วยอาคมก็พันรัดหางของเขาเอาไว้อย่างรวดเร็วราวกับเถาวัลย์

               โซ่เหล็กรัดแน่นจนเขาไม่อาจขยับหางได้อีก

               ปีศาจเงือกส่งเสียงร้องในลำคอคำหนึ่ง บนหน้าผากมีเหงื่อซึมออกมาราวกับว่ากำลังเจ็บปวดมาก แต่แววตากลับยังคงแข็งกร้าวไม่ยอมแพ้ เขาพยายามดิ้นรนสุดชีวิต แต่ยิ่งพยายามดิ้นรนมากเท่าไร บาดแผลบนหางที่ถูกโซ่รัดไว้ก็ยิ่งฉีกกว้างขึ้นเรื่อยๆ เลือดสีแดงสดไหลนองราวกับน้ำตก

               ในตอนนั้นเอง เสียงตวาดของชายหนุ่มคนหนึ่งก็ดังมาจากทิศทางที่ลูกธนูถูกยิงมา “ยังจะนอนทำอะไรอยู่อีก! ลุกขึ้นมาตั้งค่ายกลเดี๋ยวนี้!”

               จี้อวิ๋นเหอเงยหน้าขึ้นมองก่อนจะปล่อยมือจากด้ามกระบี่“ฉวีเสี่ยวซิง” นางเรียกผู้ช่วยที่นอนหมอบตัวสั่นระริกอยู่บนพื้น “ลุกขึ้นมาได้แล้ว ที่นี่หมดเรื่องของเราแล้ว ไปกันเถอะ”

               ฉวีเสี่ยวซิงเงยหน้าขึ้นอย่างไม่มั่นใจนัก “หมด...หมดเรื่องแล้ว?” เขาเบือนหน้ามองไปข้างๆ พอเห็นคนที่เดินเข้ามาในห้องขังจากทางด้านขวาก็ถอนใจด้วยความโล่งอก “อ้อ เจ้าหุบเขาน้อยมาแล้ว...”

               จี้อวิ๋นเหอได้ยินน้ำเสียงโล่งใจของเขาก็หรี่ตาลงพลางปรายตามองด้วยความไม่พอใจ “ทำไม? ฟังจากน้ำเสียงของเจ้า เจ้ารู้สึกว่าข้าไม่มีปัญญาปกป้องเจ้าอย่างนั้นรึ?”

               ฉวีเสี่ยวซิงฉลาดเฉลียวสักแค่ไหน ได้ยินเช่นนี้ก็รีบฉีกยิ้มแล้วพูดกับจี้อวิ๋นเหอว่า “ท่านผู้พิทักษ์กฎซ้ายพูดอะไรขอรับ ท่านเก่งกล้าสามารถถึงเพียงนี้ย่อมต้องปกป้องข้าได้อยู่แล้ว ข้าแค่รู้สึกว่าท่านเจ้าหุบเขาน้อยมาช่วย ท่านก็จะทุ่นแรงไปได้ไม่น้อย ไม่ว่าอย่างไรข้าย่อมต้องยืนอยู่ข้างท่านอยู่แล้ว วางใจได้เลยขอรับ”

               จี้อวิ๋นเหอหันไปเหลือบมองปีศาจเงือกในกรงขัง ยามนี้ค่ายกลในห้องขังเริ่มทำงานแล้ว ตะขอเหล็กสองอันพุ่งออกมาจากผนังด้านหลัง ทะลุผ่านกระดูกหัวไหล่ของเขาไป การโจมตีอย่างต่อเนื่องทำให้ปีศาจเงือกเจ็บปวดจนไม่อาจใช้พลังปีศาจได้อีก ไม่นานนักเสียงร้องครวญครางของเขาก็ถูกเสียงร่ายคาถาของเหล่าผู้บัญชาการปีศาจที่อยู่ด้านนอกกลบจนมิด

               แสงสีทองปรากฏขึ้นรอบห้องขัง หินเหล็กกล้าสีดำทั้งหมดเปล่งแสงสว่างขึ้นพร้อมกัน ทำให้คุกใต้ดินเต็มไปด้วยแสงสว่างเจิดจ้า

               นอกจากสั่นระริกด้วยความเจ็บปวด ปีศาจเงือกตนนั้นไม่มีพลังพอจะต่อต้านอีก

               “ไปกันเถอะ” จี้อวิ๋นเหอร้องเรียกฉวีเสี่ยวซิงก่อนจะสาวเท้าเดินจากไปตามทางเดินด้านซ้าย

               ก่อนจะเลี้ยวตรงมุมทางเดิน จี้อวิ๋นเหอเหลือบไปเห็นเจ้าหุบเขาน้อยหลินเฮ่าชิงซึ่งกำลังปรึกษาหารือกับผู้อื่นอยู่มองมาที่นางพอดีแต่จี้อวิ๋นเหอกลับไม่คิดจะหยุดเท้า นางก้าวออกจากคุกใต้ดินไปราวกับมองไม่เห็นเสียด้วยซ้ำ

               จะว่าไปความสัมพันธ์ระหว่างจี้อวิ๋นเหอกับหลินเฮ่าชิงไม่ใช่แค่กระอักกระอ่วนเท่านั้น

               เจ้าหุบเขาบัญชาปีศาจหลินชางหลานอายุมากแล้ว แต่กลับไม่เคยแสดงท่าทีเกี่ยวกับเรื่องผู้สืบทอดให้ชัดเจน

               หลินเฮ่าชิงบุตรชายของหลินชางหลานถูกใครๆ เรียกว่าเจ้าหุบเขาน้อย แต่จนบัดนี้ หลินชางหลานก็ยังไม่เคยประกาศออกมาชัดๆ ว่าจะมอบตำแหน่งเจ้าหุบเขาให้แก่หลินเฮ่าชิง ซ้ำยังให้ความสำคัญกับบุตรสาวบุญธรรมอย่างจี้อวิ๋นเหอจนออกนอกหน้า อีกทั้งยังแต่งตั้งจี้อวิ๋นเหอให้ดำรงตำแหน่งผู้พิทักษ์กฎซ้ายอีกด้วย

               วิชาบัญชาปีศาจของจี้อวิ๋นเหอเหนือล้ำกว่าใครในหุบเขาบัญชาปีศาจ หากตัดสินกันด้วยความสามารถ จี้อวิ๋นเหอย่อมเหนือกว่าหลินเฮ่าชิงอย่างไม่ต้องสงสัย ประกอบกับท่าทีที่ไม่แน่ชัดของเจ้าหุบเขาเฒ่า จี้อวิ๋นเหอจึงกลายเป็นหนึ่งในผู้สืบทอดในสายตาของทุกคนไปโดยปริยาย นานวันเข้า ผู้คนในหุบเขาบัญชาปีศาจก็แบ่งออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายที่ให้ความสำคัญกับความสามารถสนับสนุนจี้อวิ๋นเหอให้เป็นเจ้าหุบเขาคนต่อไป ส่วนฝ่ายที่ให้ความสำคัญกับสายเลือดต่างยืนกรานให้การสนับสนุนหลินเฮ่าชิง

               ทั้งสองฝ่ายต่อสู้ชิงดีชิงเด่นกันทั้งในที่ลับและที่แจ้ง ความสัมพันธ์ฉันพี่น้องของจี้อวิ๋นเหอกับหลินเฮ่าชิงจึงค่อยๆ เปลี่ยนเป็นน้ำกับไฟดังเช่นทุกวันนี้

               แต่คนอื่นๆ กลับไม่รู้เลยว่า จี้อวิ๋นเหอไม่ได้อยากเป็นเจ้าหุบเขาเลยสักนิด ความปรารถนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของนางคือหาเงินก้อนใหญ่สักก้อนแล้วย้ายไปอยู่ที่เจียงหนาน จากนั้นก็นั่งกินนอนกินอย่างมีความสุขไปชั่วชีวิต

               เสียดายที่โชคชะตาไม่เป็นใจ...

4.ผู้น้อยไม่ทราบขอรับ

               หุบเขาบัญชาปีศาจแห่งนี้ ไม่ใช่ว่านางอยากจากไปก็จากไปได้ตามใจชอบ

               นึกถึงเรื่องนี้ จี้อวิ๋นเหอก็ถอนใจออกมาคำหนึ่ง “งานกำราบปีศาจเงือกตนนี้ห้ามรับเด็ดขาด” นางหันไปสั่งฉวีเสี่ยวซิง “เผือกร้อนชิ้นนี้ให้คนอื่นรับไปซะ”

               ฉวีเสี่ยวซิงชะงัก “แต่ท่านผู้พิทักษ์กฎซ้าย ปีศาจเงือกตนนี้องค์หญิงซุ่นเต๋อเป็นคนส่งมานะขอรับ... หากท่านกำราบมันได้ อนาคตองค์หญิงซุ่นเต๋อย่อมต้องช่วยสนับสนุนท่าน ท่านก็รู้นี่ขอรับว่า...”ฉวีเสี่ยวซิงหันไปมองรอบๆ ก่อนจะขยับไปกระซิบตรงข้างหูของจี้อวิ๋นเหอ “ท่านก็รู้นี่ขอรับว่า คำพูดของราชนิกุลมีน้ำหนักต่อหุบเขาบัญชาปีศาจเรามาก หากองค์หญิงซุ่นเต๋อช่วยท่าน ตำแหน่งเจ้าหุบเขา...”

               นางไม่อยากได้ตำแหน่งเจ้าหุบเขาสักนิด

               แต่คำพูดนี้ จี้อวิ๋นเหอย่อมไม่อาจบอกฉวีเสี่ยวซิง นางได้แต่ปรายตามองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าเย็นชาพลางพูดว่า “แล้วถ้ากำราบไม่ได้เล่า?”

               ฉวีเสี่ยวซิงชะงักไปอีกรอบ “เอ่อ...” เขากะพริบตาปริบๆ “ท่านผู้พิทักษ์กฎ... หรือท่านกังวลว่าตัวเองจะ...กำราบปีศาจเงือกตนนั้นไม่ได้?”

               นางกังวลว่าถ้าตัวเองกำราบปีศาจเงือกตนนั้นได้ องค์หญิงซุ่นเต๋อจะพอพระทัยต่างหาก ถ้าองค์หญิงซุ่นเต๋อช่วยพูดสนับสนุนนางจริงๆ นับแต่นี้ไป แม้กระทั่งชีวิตที่สงบสุขเช่นนี้นางก็คงรักษาเอาไว้ไม่ได้

               “เจ้าจะคิดแบบนั้นก็ได้” จี้อวิ๋นเหอเดินไปถึงเรือนของตัวเองพอดี นางหันกลับมาปิดประตูพลางออกปากไล่ “สรุปแล้วข้าไม่อยากรับงานนี้ หลินเฮ่าชิงหรือใครอยากจะรับก็ให้รับไป ข้าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้เด็ดขาด”

               พูดจบก็ปิดประตูดังโครม จากนั้นฉวีเสี่ยวซิงก็ได้ยินเสียงเกียจคร้านของคนด้านในดังออกมาว่า “ระยะนี้บอกใครๆ ว่าข้าเก็บตัว ไม่คิดจะทำอะไรทั้งนั้น”

               ฉวีเสี่ยวซิงเบ้ปาก แต่เขาเองก็ไม่มีปัญญาจะบังคับให้ผู้บังคับบัญชาทำอะไรได้

               ทว่าพอถึงยามพลบค่ำ ฉวีเสี่ยวซิงก็กลับมาเคาะประตูเรือนของจี้อวิ๋นเหออีกครั้ง “ท่านผู้พิทักษ์กฎ”

               รออยู่ครู่ใหญ่ เสียงของจี้อวิ๋นเหอถึงได้ดังออกมาจากด้านใน “บอกแล้วว่าข้ากำลังเก็บตัวไม่ใช่หรือ?”

               “ขอรับ แต่ท่านเจ้าหุบเขาต้องการพบท่าน”

               “...”

               ประตูเปิดออก จี้อวิ๋นเหอเกาศีรษะเหมือนกำลังปวดหัว “ท่านเจ้าหุบเขามีธุระอะไรหรือ?”

               “ผู้น้อยไม่ทราบขอรับ”

               จี้อวิ๋นเหอจนปัญญา สุดท้ายก็ได้แต่ทำตามคำสั่ง

 

               ตำหนักใหญ่ของหุบเขาบัญชาปีศาจมีชื่อว่าลี่เฟิงถัง

               จี้อวิ๋นเหอก้าวผ่านประตูตำหนักเข้าไปก็พบว่าหลินเฮ่าชิงกำลังยืนหลุบตาอยู่ข้างกายประมุขเฒ่าเงียบๆ ลางสังหรณ์บอกนางทันทีว่าสถานการณ์ไม่ค่อยจะดีนัก

               “ท่านเจ้าหุบเขา” จี้อวิ๋นเหอทำความเคารพ เจ้าหุบเขาเฒ่าหลินชางหลานอายุเจ็ดสิบปีแล้ว ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่น แต่ดวงตาทั้งคู่กลับยังคมปลาบน่าเกรงขามไม่ต่างจากตาของเหยี่ยว

               “แค่กๆ...อวิ๋นเหอมาแล้วหรือ” หลินชางหลานไอสองครั้งก่อนจะกวักมือเรียกจี้อวิ๋นเหอให้เดินไปหา “ระยะนี้กำลังยุ่งเรื่องอะไรอยู่?”

               จี้อวิ๋นเหอเดินไปหยุดอยู่ทางด้านขวาของหลินชางหลานอย่างว่าง่าย จากนั้นจึงค้อมกายตอบเสียงเบา “ปีศาจที่เพิ่งกำราบเสร็จถูกส่งไปหมดแล้ว สองวันนี้ยุ่งอยู่กับการถ่ายทอดเคล็ดวิชาบัญชาปีศาจให้ผู้บัญชาการปีศาจใต้บังคับบัญชาเจ้าค่ะ”

               หลินชางหลานพยักหน้า “เด็กดี พยายามทำเพื่อหุบเขาบัญชาปีศาจเราสุดความสามารถ” มือผอมแห้งราวกิ่งไม้ยื่นมากุมมือของจี้อวิ๋นเหอเอาไว้แล้วตบเบาๆ “ลำบากเจ้าแล้ว”

               “ผู้น้อยสมควรทำเช่นนี้อยู่แล้ว” จี้อวิ๋นเหอค้อมกายคำนับอีกรอบ

               หลินเฮ่าชิงเหลือบตามองจี้อวิ๋นเหอแวบหนึ่ง

               หลินชางหลานพยักหน้าด้วยความปลาบปลื้มใจพลางกล่าวเสียงแหบพร่า “หุบเขาบัญชาปีศาจเรารับผู้มีความสามารถเอาไว้มากมาย เราโชคดีที่ได้รับพระกรุณาจากฮ่องเต้เกาจู่ให้มาตั้งรกราก
ณ ดินแดนห่างไกลทางใต้แห่งนี้ บัดนี้องค์หญิงซุ่นเต๋อทรงส่งปีศาจร้ายกาจตนหนึ่งมาให้หุบเขาบัญชาปีศาจเราช่วยกำราบให้ นี่เป็นพระกรุณา ภารกิจอันหนักหน่วงนี้จะผิดพลาดไม่ได้เด็ดขาด”

               จี้อวิ๋นเหอกับหลินเฮ่าชิงต่างฟังเงียบๆ

               แม้สีหน้าของจี้อวิ๋นเหอจะราบเรียบไร้ความรู้สึก แต่ในใจกลับกำลังร้องโอดครวญ ดูท่าเรื่องกำราบปีศาจตนนั้น ไม่ใช่นางอยากหลบเลี่ยงก็จะหลบเลี่ยงได้...

               “ข้าคิดทบทวนดูแล้ว ปีศาจระดับนี้มีแต่มอบให้เจ้าสองคนจัดการเท่านั้น ข้าถึงจะวางใจ” หลินชางหลานไออีกสองครั้งก่อนจะพูดต่อ “ระยะนี้สุขภาพข้าไม่ค่อยดี ข้ารู้ดีว่าเวลาใกล้จะหมดแล้ว...”

               “ท่านเจ้าหุบเขาเปี่ยมด้วยวาสนา”

               “ท่านพ่อมีอายุยืนยาว”

               จี้อวิ๋นเหอกับหลินเฮ่าชิงพูดออกมาพร้อมกันพลางทรุดกายลงคุกเข่า

               หลินชางหลานโบกมืออย่างยิ้มแย้ม “ข้ารู้สุขภาพของตัวเองดี ถึงเวลาต้องกำหนดตัวผู้สืบทอดตำแหน่งเจ้าหุบเขาแล้ว”

               เพียงกล่าวคำพูดประโยคนี้ออกมา ในลี่เฟิงถังก็เหลือเพียงความเงียบ

               “พวกเจ้าต่างก็เป็นลูกของข้าและต่างก็มีคุณสมบัติโดดเด่นพอๆ กัน ข้ายากจะเลือกได้จริงๆ พวกเจ้าก็ฉวยโอกาสนี้ประลองฝีมือกันสักครั้ง”

               หลินชางหลานหยิบจดหมายฉบับหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ กระดาษที่ใช้เขียนจดหมายเป็นกระดาษเนื้อดีซ้ำยังมีกลิ่นหอมจางๆ

               “วันก่อนองค์หญิงซุ่นเต๋อทรงส่งจดหมายมาสั่งให้เรากำราบปีศาจตนนี้ พระองค์ทรงมีความปรารถนาสามประการ หนึ่งคือทำให้มันพูดภาษามนุษย์ได้ สองคือเปลี่ยนหางให้เป็นขา สามคือทำให้มันไม่มีความคิดต่อต้านใดๆ ตลอดกาล ทั้งสามประการนี้ ถ้าพวกเจ้าคนไหนทำได้สำเร็จก่อนก็จะได้เป็นเจ้าหุบเขาคนต่อไป”

               “ลูกรับบัญชา” หลินเฮ่าชิงประสานมือตอบรับ

               แต่จี้อวิ๋นเหอกลับไม่พูดอะไรสักคำ

               หลินชางหลานหันมาจ้องจี้อวิ๋นเหอ “อวิ๋นเหอ?”

               จี้อวิ๋นเหอเงยหน้าขึ้น เพียงได้เห็นแววตาเป็นมิตรแฝงด้วยไอสังหารของอีกฝ่าย หัวใจของนางก็หนาวเยือก สุดท้ายจึงได้แต่ข่มความรู้สึกทั้งหมดเอาไว้แล้วตอบว่า “เจ้าค่ะ อวิ๋นเหอรับบัญชา”

               จี้อวิ๋นเหอเดินออกจากลี่เฟิงถังในสภาพที่จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวนัก จนกระทั่งหลินเฮ่าชิงเรียกชื่อของนาง นางถึงได้รู้สึกตัว

               จี้อวิ๋นเหอเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่าย

               “อวิ๋นเหอ” ใบหน้าของหลินเฮ่าชิงมีเพียงความสุภาพห่างเหิน “ต่อไปคงต้องขอคำแนะนำจากเจ้าแล้ว”

               จี้อวิ๋นเหอตอบกลับไปตามมารยาท “ท่านพี่เกรงใจไปแล้ว”จากนั้นทั้งสองก็ไม่มีอะไรจะพูดกันอีก

               สวนดอกไม้นอกลี่เฟิงถังมีดอกไม้เบ่งบานตลอดปี เวลามีลมโชยผ่านกลีบดอกไม้ กลิ่นหอมอบอวลจะฟุ้งกระจายไปทั่วหุบเขา งดงามนัก จี้อวิ๋นเหอมองหลินเฮ่าชิง มุมปากของนางขยับเล็กน้อย แต่พอจะเอ่ยปากพูด หลินเฮ่าชิงกลับเบือนหน้าหลบสายตาของนางก่อนจะหันหลังเดินจากไปด้วยท่าทีเย็นชา

               จี้อวิ๋นเหอมองตามหลังเขาไปเงียบๆ พลางยิ้มขื่น

               นางเรียกเขาว่าพี่เพราะนางเคยเห็นเขาเป็นพี่ชายแท้ๆ หรืออาจจะพูดได้ว่า แม้กระทั่งตอนนี้ก็ยังเป็นเช่นนั้นอยู่

               จี้อวิ๋นเหอหันหลังกลับ ท่ามกลางแสงแดดอบอุ่นของฤดูใบไม้ผลิ ในหุบเขาเต็มไปด้วยดอกไม้บานสะพรั่ง จู่ๆ จี้อวิ๋นเหอก็รู้สึกเหมือนกำลังมองเห็นอดีต

               นางเห็นตัวเองในอดีตเมื่อหลายปีก่อนตอนที่ยังเป็นเด็กหญิงไม่รู้ความ นางชอบกระโดดโลดเต้นอยู่ท่ามกลางสวนดอกไม้ ส่วนหลินเฮ่าชิงซึ่งมีอายุมากกว่านางหลายปีกำลังยืนมองนางอยู่ไกลๆ ด้วยแววตาอบอุ่นและรอยยิ้มเขินอาย

               นางเด็ดดอกไม้เป็นกำวิ่งไปถามเขา “พี่เฮ่าชิง ดอกไม้สวยหรือไม่!”

               หลินเฮ่าชิงลูบศีรษะนางยิ้มๆ พลางค่อยๆ หยิบเศษหญ้าและกิ่งไม้ที่ติดอยู่บนเส้นผมของนางออก เสร็จแล้วก็เสียบดอกไม้ดอกหนึ่งให้ตรงข้างหู “เสียบดอกไม้ไว้บนผมแบบนี้สวยมากๆ เลย”

               แต่ตอนนี้ พี่ชายผู้มีรอยยิ้มอบอุ่นในความทรงจำของนางกลับเหลือเพียงแค่เงาหลังเย็นชาไร้ความรู้สึก...

               จี้อวิ๋นเหอก้มหน้าลง นางรู้ดีกว่าใครทั้งนั้นว่าที่ความสัมพันธ์ระหว่างนางกับเขากลายเป็นแบบนี้ ไม่ใช่ความผิดของหลินเฮ่าชิงแม้แต่น้อย

               จะโทษ ก็ต้องโทษนาง...

               ตอนที่จี้อวิ๋นเหอกลับไปถึงเรือนชีอวิ๋นท้องฟ้าก็มืดแล้ว นางนั่งอยู่ในห้อง จุดตะเกียง แล้วก็มองดูเปลวเทียนขนาดเท่าเม็ดถั่วไหววูบไปมา หนึ่งครั้ง สองครั้ง จนกระทั่งนับไปถึงครั้งที่ห้า จู่ๆ ก็มีไอปีศาจกลุ่มหนึ่งปรากฏขึ้นกลางอากาศ จากนั้นร่างของหญิงสาวผมดำในชุดเสื้อขาวกระโปรงแดงก็ปรากฏกายขึ้นในห้อง

               จี้อวิ๋นเหอเขี่ยตะเกียงเบาๆ โดยไม่สนใจจะมองหญิงสาวผู้นั้นสักนิด “ว่ามา ครั้งนี้หลินชางหลานให้ข้าประลองกับหลินเฮ่าชิงตรงๆ เขาอยากให้ข้าจริงจังมากแค่ไหน?”

               น้ำเสียงของหญิงสาวเย็นเยียบ “ต้องการให้เจ้าทำสุดความสามารถ”

               จี้อวิ๋นเหอยิ้ม “ข้าทำสุดความสามารถ? หากข้ากำราบปีศาจเงือกตนนั้นได้จริงๆ หลินชางหลานจะกล้ามอบตำแหน่งเจ้าหุบเขาให้ข้าจริงงั้นหรือ?”

               “ท่านเจ้าหุบเขาย่อมมีความคิดของตัวเอง เจ้าไม่ต้องถามให้มากความ” หญิงสาวตอบสั้นๆ ก่อนจะโยนยาเม็ดหนึ่งมาตรงหน้าจี้อวิ๋นเหอ “เจ้ารู้เพียงแค่ว่า ถ้าเขาค้นพบว่าเจ้าไม่ทำสุดความสามารถอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า เจ้าจะไม่ได้ยาถอนพิษ”

               จี้อวิ๋นเหอรับยาเอาไว้ หางตาเหลือบไปเห็นร่างของหญิงสาวเสื้อขาวกระโปรงแดงจางหายไปราวกับภูตผีเหมือนตอนที่มา นางใช้นิ้วคีบยาเม็ดนั้นเอาไว้พลางเม้มปากแน่น

5.ไม่ว่าทางไหนก็เป็นทางตันทั้งนั้น...

               ทุกคนในหุบเขาบัญชาปีศาจรวมทั้งหลินเฮ่าชิงต่างก็คิดว่าหลินชางหลานโปรดปรานจี้อวิ๋นเหอมาก เจ้าหุบเขาเฒ่าแต่งตั้งนางเป็นผู้พิทักษ์กฎ ปฏิบัติต่อนางแทบไม่ต่างจากหลินเฮ่าชิง ซ้ำยังมีท่าทีจะให้นางรับตำแหน่งผู้สืบทอดแทนหลินเฮ่าชิงอีกด้วย

               แต่มีเพียงจี้อวิ๋นเหอเท่านั้นที่รู้ว่า ชายชรามากเล่ห์ผู้นั้นไม่มีทางมอบตำแหน่งเจ้าหุบเขาบัญชาปีศาจทางตอนใต้นี้ให้ ‘คนนอก’เด็ดขาด แม้ว่าคนผู้นั้นจะเป็นบุตรสาวบุญธรรมของเขาก็ตาม

               อย่าว่าแต่หลินชางหลานยังไม่เคยเห็นนางเป็นบุตรสาวบุญธรรมจริงๆ มาก่อน นางเป็นแค่หมากตัวหนึ่งของตาเฒ่าที่ช่วยทำเรื่องสกปรก ไม่อาจพบหน้าผู้คนแทนเขาเท่านั้น

               จี้อวิ๋นเหอกินยาถอนพิษของเดือนนี้ลงไป รสขมฝาดที่กระจายไปทั่วปากทำให้นางมีสติแจ่มใสพอจะคิดทบทวนถึงสถานการณ์คับขันที่กำลังเผชิญอยู่ได้

               นางรู้ว่าตาเฒ่าไม่ได้คิดจะมอบตำแหน่งเจ้าหุบเขาให้นาง แต่ตอนนี้กลับจัดให้มีการประลองอย่างเปิดเผย ซ้ำยังสั่งให้นางทำสุดความสามารถ ถ้านางแพ้ หลินเฮ่าชิงจะได้สืบทอดตำแหน่ง ส่วนนางก็ต้องถูกหุบเขาบัญชาปีศาจทอดทิ้ง แม้กระทั่งฉวีเสี่ยวซิงและคนที่สนับสนุนนางมาตลอดหลายปีที่ผ่านมาก็คงจะได้รับผลกระทบไม่น้อย

               แต่หากนางชนะ สถานการณ์กลับจะยิ่งแย่กว่าเดิม

               ไม่รู้เหมือนกันว่าตาเฒ่าเตรียมแผนการอะไรไว้จัดการกับนาง หรือต่อให้ไม่มีแผนการอะไร แค่ไม่ให้ยาถอนพิษที่นางต้องกินทุกเดือน นางก็คงทนไม่ไหวแล้ว

               ไม่ว่าทางไหนก็เป็นทางตันทั้งนั้น...

               จี้อวิ๋นเหอดึงสาบเสื้อเบาๆ นางเพิ่งกินยาลงไป ร่างกายจึงค่อนข้างร้อนผ่าว ยิ่งคิดถึงสถานการณ์ในตอนนี้นางก็ยิ่งหงุดหงิด จู่ๆ นางก็รู้สึกอึดอัดขึ้นมา ดังนั้นจึงตัดสินใจออกไปเดินเล่นข้างนอก

               ค่ำคืนในฤดูใบไม้ผลิของหุบเขาบัญชาปีศาจอากาศค่อนข้างหนาวเย็น จี้อวิ๋นเหอใช้ความคิดไปพลางเดินเล่นไปพลาง สุดท้ายก็ไปถึงคุกใต้ดินที่คุมขังปีศาจเงือกโดยไม่รู้ตัว

               จริงๆ แล้วไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

               คุกที่คุมขังปีศาจเงือกมีค่ายกลอยู่มากมาย ทั่วทั้งหุบเขาบัญชาปีศาจมีอยู่เพียงแห่งเดียวเท่านั้น ก่อนหน้านี้มีปีศาจที่มีคุณสมบัติพอจะถูกคุมขังอยู่ที่นี่น้อยมาก ปกติจึงแทบจะไม่มีใครมาเลย ด้วยเหตุนี้ เวลาจี้อวิ๋นเหอมีเรื่องหงุดหงิดไม่สบายใจจึงมักจะมาเดินเล่นแถวนี้บ่อยๆ บางครั้งก็ถึงกับเข้าไปอยู่ในคุกใต้ดินด้วย

               ด้านในไม่มีใครเลยสักคน ที่นี่จึงเป็นหนึ่งในสถานที่เพียงไม่กี่แห่งที่ทำให้นางรู้สึกปลอดภัย

               ปีศาจเงือกถูกขังอยู่ข้างใน คืนนี้ในคุกใต้ดินมีคนเฝ้าอยู่ไม่น้อย พอเห็นจี้อวิ๋นเหอ ทุกคนก็ทำความเคารพพลางส่งเสียงเรียก “ท่านผู้พิทักษ์กฎ”

               จี้อวิ๋นเหอพยักหน้าพลางเอ่ยถาม “เจ้าปีศาจนั่นว่าง่ายอยู่หรือเปล่า?”

               ผู้คุมพยักหน้า “ตอนกลางวันท่านเจ้าหุบเขาน้อยสั่งสอนมันไปรอบหนึ่ง ตอนกลางคืนก็เลยไม่มีเรี่ยวแรงจะอาละวาดขอรับ”

               จี้อวิ๋นเหอพยักหน้า “ข้าจะเข้าไปดูหน่อย”

               นางจะเข้าไป ผู้คุมย่อมไม่กล้าขัดขวาง จี้อวิ๋นเหอก้าวลงไปยังคุกใต้ดินช้าๆ นางไม่ได้พยายามปิดบังเสียงฝีเท้าเพราะตระหนักดีว่า สำหรับปีศาจที่มีพลังระดับนั้น ไม่ว่านางพยายามปกปิดร่องรอยมากแค่ไหน เขาก็ต้องรู้อยู่ดี

               ห้องใต้ดินเงียบสงัด ลูกกรงเหล็กขนาดใหญ่มียันต์แปะไว้เต็มไปหมด คราบเลือดเมื่อตอนกลางวันถูกทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมาทำให้ห้องขังดูเยียบเย็นอย่างบอกไม่ถูก

               ปีศาจเงือกเจ้าของหางขนาดใหญ่ถูกแขวนไว้กลางห้องขังอย่างเดียวดาย หางของเขายาวจรดพื้น เกล็ดซึ่งกระทบกับแสงจันทร์เปล่งประกายระยิบระยับ แค่นี้ก็พอจะมองออกแล้วว่าเมื่อก่อนมันเคยงดงามน่าตื่นตะลึงสักแค่ไหน

               จี้อวิ๋นเหอก้าวเข้าไปช้าๆ เส้นผมสีเงินยาวจรดเอวบดบังใบหน้าของปีศาจเงือกเอาไว้ครึ่งหนึ่ง แต่จี้อวิ๋นเหอก็ยังรู้สึกว่าปีศาจเงือกตนนี้งดงามมาก

               งดงามเหลือเกิน

 

               จี้อวิ๋นเหอเดินไปหยุดอยู่นอกห้องขัง

               เงยหน้ามองผ่านลูกกรงหนาซึ่งเต็มไปด้วยยันต์เข้าไปด้านใน ปีศาจเงือกที่ถูกมัดมือทั้งสองห้อยไว้กับเพดานมีบาดแผลทั่วร่าง กระดูกไหปลาร้าถูกเหล็กสีดำแทงทะลุ โซ่เหล็กเส้นหนึ่งรัดหางสีขาวสลับน้ำเงินแสนสวยของเขาเอาไว้ ทำให้เขาไม่อาจขยับเขยื้อนได้เลย

               ร่างของเขาเต็มไปด้วยเลือด แม้กระทั่งโซ่เหล็กก็ถูกย้อมเป็นสีแดงฉาน ใบหน้าที่อยู่ใต้แสงจันทร์สลัวซีดขาวราวกระดาษ ถึงจี้อวิ๋นเหอจะอยู่ที่หุบเขาบัญชาปีศาจมาหลายปี เคยเห็นภาพที่โหดร้ายทารุณมานักต่อนัก ทว่ายามนี้ก็ยังอดอกสั่นขวัญแขวนไม่ได้

               แต่ถึงจะหวาดหวั่น รูปโฉมของปีศาจเงือกตนนี้ก็ยังทำให้นางหลงลืมตนไปชั่วขณะ

               บนโลกนี้มีคนบางคนและของบางอย่างที่เวลาเบ่งบานก็งดงามจนทำให้ผู้คนใจสั่น เวลาโรยราก็ยังคงมีเสน่ห์ทำให้ผู้คนหลงใหล

               จี้อวิ๋นเหอก้าวเข้าไปอยู่ในเขตระวังภัยของปีศาจเงือก ดวงตาที่กระชากวิญญาณได้ขยับเบาๆ ขนตาสั่นระริก จากนั้นเขาก็ลืมตาขึ้น ดวงตาสีน้ำเงินเย็นชาหันมาจับจ้องอยู่ที่ร่างของจี้อวิ๋นเหอ สิ่งที่เขาเห็นคือความมืดของคุกใต้ดิน แสงไฟ และร่างในชุดสีอ่อนของนาง

               มุมปากที่ตกลงเล็กน้อยแฝงด้วยความเย็นชา พลังอำนาจรวมทั้งความสูงส่งที่ติดตัวมาแต่กำเนิด แววตาที่น่าหวาดหวั่นฉายแววระแวดระวัง ไอสังหารและความห่างเหินทำให้ผู้คนรู้สึกเหมือนถูกมีดน้ำแข็งทิ่มแทงเข้าที่หัวใจ

               เขาไม่พูดอะไรสักคำ

               ขันทีที่ส่งปีศาจเงือกตนนี้มาไม่ได้ให้ข้อมูลอะไรเกี่ยวกับเขาเลย ทั้งเรื่องที่เขามาจากไหน ชื่ออะไร สภาพร่างกายเป็นอย่างไร พลังอาคมสูงถึงระดับไหน... แน่นอน เขาไม่ได้บอกชาวหุบเขาบัญชาปีศาจด้วยว่าปีศาจเงือกตนนี้พูดได้หรือไม่

               ที่บอกว่าต้องการให้เขาพูดภาษามนุษย์ได้ คือต้องสอนให้เขาพูด หรือทำให้เขายอมเอ่ยปากพูดกันแน่?

               แววตาของเขาไม่อาจข่มขู่ให้จี้อวิ๋นเหอยอมถอยหลัง นางก้าวไปข้างหน้าอีกก้าวจนแทบจะชิดกับลูกกรงห้องขังก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองสำรวจเขา

               ดวงตาทั้งสี่ข้างประสานเข้าด้วยกัน

               จี้อวิ๋นเหอไม่รู้ว่าปีศาจเงือกตนนี้กำลังคิดอะไรอยู่ แต่นางกลับรู้สึกแปลกๆ ว่า สถานการณ์ของตัวเองในตอนนี้คล้ายกับปีศาจตรงหน้ามาก

               สถานการณ์คับขัน

               อยู่ที่หุบเขาบัญชาปีศาจลำบาก จากไปก็ไม่มีผลดี

               หากหุบเขาบัญชาปีศาจทางใต้กำราบเขาไม่สำเร็จ เขาจะถูกส่งไปที่หอบัญชาปีศาจทางเหนือ เกาะบัญชาปีศาจทางตะวันออกหรือไม่ก็เขาบัญชาปีศาจทางตะวันตก... ทั้งหมดล้วนอยู่ภายใต้การควบคุมของราชสำนัก ทั้งยังเป็นสถานที่เพียงสี่แห่งที่อนุญาตให้ผู้ที่มีพลังบัญชาปีศาจอาศัยอยู่ได้

               ทุกที่ต่างก็ไม่เป็นมิตรกับปีศาจ

               สถานการณ์ที่จี้อวิ๋นเหอเผชิญอยู่ในตอนนี้แตกต่างจากเขาตรงไหน?

               หลินเฮ่าชิง หลินชางหลาน คนแรกหวาดระแวงนางจนอยากจะกำจัดนางเสียให้สิ้นซาก ส่วนคนหลังใช้ประโยชน์จากนางทุกวิถีทางจนเรียกได้ว่าอยากจะรีดเลือดทุกหยดของนางออกมาให้รู้แล้วรู้รอด หากนางแอบหนีไปจากหุบเขาบัญชาปีศาจ นอกจากพิษในร่างจะกำเริบแล้ว ทางราชสำนักยังจะมองว่านางเป็นผู้ทรยศ ต่อจากนี้จะไม่มีที่ไหนในเขตแดนทั้งสี่ของผู้บัญชาการปีศาจยอมรับนางเอาไว้อีก

               คิดๆ ดูแล้ว นางไม่ต่างจากปีศาจที่อยู่ในห้องขังเลยสักนิด

               เขาเป็นของเล่นของผู้มีอำนาจ นางเป็นหมากของผู้อื่น

               เสียงเลือดหยดลงบนพื้นดังติ๋งๆ จี้อวิ๋นเหอกวาดตามองแผงอกแกร่งและกล้ามเนื้อท้องของปีศาจเงือกพลางเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ในใจอดคิดไม่ได้ว่าปีศาจเงือกตนนี้ช่างดูทรงพลังเหลือเกิน

               สายตาของนางเลื่อนต่ำลงไป ยามนี้หางของเขาไม่ได้เรียบลื่นเปล่งประกายระยิบระยับเหมือนที่เห็นเมื่อตอนกลางวันอีกแล้ว ทั้งหมดนี้เป็นเพราะขาดน้ำ ซ้ำยังถูกสายฟ้าฟาดจนเกล็ดหลุดไปหลายเกล็ด บาดแผลฉกรรจ์ดูน่ากลัวมาก

               จริงๆ แล้วจี้อวิ๋นเหอไม่ชอบใช้ความรุนแรงกำราบปีศาจ

               นางตวัดข้อมือครั้งหนึ่งเพื่อสร้างกลุ่มน้ำขึ้นกลางฝ่ามือ เพียงสะบัดมือครั้งเดียว กลุ่มน้ำนั้นก็พุ่งตรงไปปกคลุมหางของปีศาจเงือกเอาไว้

               บางทีคงเป็นเพราะเวทนาเขาและเวทนาตัวเองที่ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่แตกต่างจากเขา

               ปีศาจเงือกตั้งท่าจะต่อต้านตามสัญชาตญาณ แต่เพียงขยับร่างกายเล็กน้อย โซ่เหล็กบนร่างก็ส่งเสียงดัง “เคร้ง” ชั่วขณะต่อมาโซ่เหล็กที่ลงอาคมเอาไว้ก็ปล่อยสายฟ้าออกมาฟาดเข้าใส่ร่างของเขาดัง “เปรี้ยง” ทำให้เขาเจ็บปวดไปจนถึงกระดูก

               ร่างของปีศาจเงือกสั่นระริก เขากัดฟันแน่น แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากปล่อยให้เลือดไหลออกมาจากบาดแผลทั่วร่างอีกครั้ง...

               แม้จะเจ็บปวดถึงเพียงนี้ เขาก็ยังกัดฟันทนเงียบๆ... บางที เขาคงไม่มีแรงจะร้องแล้วสินะ

               “อย่าขยับ” จี้อวิ๋นเหอเอ่ย เสียงที่ต่ำกว่าสตรีทั่วไปดังสะท้อนอยู่ในห้องขัง แต่กลับให้ความรู้สึกอ่อนโยนอย่างน่าประหลาด “ไม่ได้ทำร้ายเจ้า” นางพูด

               สายตาของจี้อวิ๋นเหอเลื่อนขึ้นไปประสานกับดวงตาสีน้ำเงินของปีศาจเงือก

               นางยังไม่หยุดร่ายอาคม สายน้ำซึ่งแฝงด้วยความอบอุ่นจากร่างของนางยังคงหลั่งไหลออกจากฝ่ามือไปโอบล้อมหางของปีศาจเงือกเอาไว้อย่างต่อเนื่อง

               เกล็ดที่หลุดล่อนค่อยๆ กลับคืนสู่สภาพเดิม เกล็ดที่เสียหายแต่ละเกล็ดค่อยๆ ซ่อมแซมตัวเอง ส่วนที่ไม่ได้รับบาดเจ็บก็กลับคืนสู่ตำแหน่งเดิมอย่างรวดเร็ว ไม่นานนักหางของปีศาจเงือกก็เปล่งประกายระยิบระยับบาดตาเหมือนครั้งแรกที่นางได้เห็น

               ปีศาจเงือกมองนางด้วยสายตาเย็นชาไร้ความรู้สึก

6.เจ้ารู้ได้อย่างไร?

               จี้อวิ๋นเหอเองก็ไม่ได้คาดหวังว่าเขาจะมีปฏิกิริยาตอบโต้ นางรั้งมือกลับแล้วกำมือเป็นหมัด ทันใดนั้นสายน้ำก็สลายตัวไป นางเงยหน้าขึ้นมองปีศาจเงือก “เจ้าอยากไปจากที่นี่สินะ?”

               ปีศาจเงือกไม่พูด ราวกับไม่ได้ยินคำพูดของนาง

               “ข้าเองก็อยากไป” นางพูดเสียงเบาเหมือนกำลังพึมพำกับตัวเอง “ทำตัวดีๆ แบบนี้จะได้สบายขึ้นหน่อย”

               พูดจบนางก็เงยหน้าขึ้นมองปีศาจเงือกยิ้มๆ ก่อนจะหันกายเดินจากไปโดยไม่สนใจเขาอีก

               จี้อวิ๋นเหอก้าวออกจากคุกใต้ดินพลางเงยหน้าขึ้นมองดวงจันทร์ จมูกสูดกลิ่นหอมของดอกไม้ซึ่งกรุ่นกำจายอยู่ทั่วหุบเขาตลอดปี นางสูดหายใจลึกๆ ครั้งหนึ่ง ถึงจะไม่ชอบหุบเขาบัญชาปีศาจ แต่
จี้อวิ๋นเหอก็จำต้องยอมรับว่านางชอบทางใต้ ชอบความอบอุ่นที่แสนอ่อนโยน ดอกไม้ที่เบ่งบานตลอดปี รวมไปถึงสายลมที่พัดโชยอย่างอิสรเสรี

               หลายปีมานี้ นางเฝ้าคิดหาหนทางมาตลอด นางอยากจะค่อยๆ คิด ค่อยๆ วางแผนให้ตัวเองสามารถถอนตัวจากหุบเขาบัญชาปีศาจได้อย่างปลอดภัย แต่...ตอนนี้นางคงไม่มีเวลาอีกแล้ว

               ในเมื่อไม่อาจหลบเลี่ยงจากการแข่งขันที่จะเริ่มต้นในวันพรุ่งนี้ ก็มีแต่ต้องเข้าร่วมเท่านั้น

               เพียงแต่คู่ต่อสู้ของนางไม่ใช่หลินเฮ่าชิงแต่เป็นหลินชางหลาน เจ้าหุบเขาชราผู้ยังคงมีแววตาโหดเหี้ยมอันตรายคนนั้นต่างหาก

               หลินชางหลานเคยบอกนางนานแล้วว่าพิษในร่างของนางมียาแก้ หากกินแล้วก็ไม่จำเป็นต้องกินยาระงับพิษเดือนละครั้งอีกต่อไป ขอเพียงนางตั้งใจทำงานให้เขา วันหนึ่งเขาจะมอบยาถอนพิษเม็ดสุดท้ายเม็ดนั้นให้นาง

               จี้อวิ๋นเหอเคยมีความหวังในตัวหลินชางหลาน แต่ตอนนี้ไม่มีอีกแล้ว นางถึงกับสงสัยด้วยว่ายาถอนพิษมีจริงหรือไม่ แต่ไม่เป็นไร ต่อให้ไม่มียาถอนพิษ ขอเพียงมีสูตรปรุงยาระงับพิษที่ต้องกินทุกเดือน นางก็ไปจากหุบเขาบัญชาปีศาจได้...หรือหากไม่มีสูตรปรุงยาระงับพิษ ขอแค่มียาชะลออาการมากพอ นางก็จะหาคนมาศึกษาค้นคว้าตำรับยา หรือต่อให้ได้ยาระงับพิษมาเพียงเล็กน้อย นางก็ยังจะไปจากหุบเขาบัญชาปีศาจอยู่ดี

               นางทนมามากพอแล้ว

               ชีวิตที่ไร้อิสระเช่นนี้ นางทนมามากพอแล้ว

               นางอยากใช้ชีวิตตามความปรารถนาของตัวเอง อยากชมจันทร์ ชมดอกไม้ ท่องเที่ยวไปทั่วแผ่นดินตามที่ต้องการโดยไม่ต้องถูกใครบังคับควบคุมอีก

               การต่อสู้ครั้งสุดท้ายของนางกับหลินชางหลานสมควรเริ่มขึ้นได้แล้ว

               เริ่มจากปีศาจเงือกตนนี้

               “จิ่นซาง” จี้อวิ๋นเหอโน้มกายลงจุมพิตเกสรดอกไม้ดอกหนึ่งตรงข้างทาง “กลับมาได้แล้ว”

               สายลมพัดโชยมา ทำให้ดอกไม้สั่นไหวเบาๆ ไม่รู้เหมือนกันว่าคำพูดประโยคเมื่อครู่ของจี้อวิ๋นเหอลอยไปยังทิศทางใด

 

               วันรุ่งขึ้น ท้องฟ้าสดใส

               แสงแดดและสายลมในฤดูใบไม้ผลิลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาในห้อง แสงแดดหยุดอยู่แค่โต๊ะเขียนหนังสือ แต่สายลมอันอบอุ่นกลับอ้อมผ่านฉากกั้นมากระทบกับเส้นผมตรงข้างหูของหญิงสาวซึ่งนอนอยู่บนเตียง

               เสียงเคาะประตูดังขึ้นตามมาด้วยเสียงร้องเรียกของฉวีเสี่ยวซิง “ท่านผู้พิทักษ์กฎ! อวิ๋นเหอ! นายหญิง! นี่มันกี่ยามแล้ว! ท่านยังนอนอยู่อีกรึ!”

               เสียงเคาะประตู “ตึงๆๆๆ” ดังไม่หยุด ในที่สุด...

               จี้อวิ๋นเหอเปิดประตูด้วยความหงุดหงิด นางขมวดคิ้วแน่น เส้นผมบนศีรษะยุ่งเหยิง เสื้อผ้าที่คลุมอยู่บนร่างค่อนข้างยับย่นน้ำเสียงไม่เป็นมิตรสักนิด “เอะอะอะไรกัน!”

               ฉวีเสี่ยวซิงก้าวถอยหลังด้วยความตกใจ

               “ข้า...ข้าก็ไม่อยากมารบกวนท่านหรอก ใครไม่รู้บ้างว่าตอนตื่นนอนท่านอารมณ์บูดสักแค่ไหน...”

               ทุกคนต่างก็รู้กันทั้งนั้นว่าจี้อวิ๋นเหอมีนิสัยชอบนอนดึกตื่นสาย อีกทั้งตอนตื่นนอนก็อารมณ์ไม่ค่อยจะดี

               ฉวีเสี่ยวซิงพึมพำด้วยความน้อยใจ “แต่ข้าร้อนใจแทนท่านนี่นา การประลองของท่านกับเจ้าหุบเขาน้อยเป็นเรื่องสำคัญมากเจ้าหุบเขาน้อยพาคนไปที่คุกใต้ดินตั้งแต่เช้าตรู่แล้ว แต่ท่าน...ท่านนอนจนเกือบจะเที่ยงแล้วนะ... คนอื่นไม่กล้าปลุกท่าน หน้าที่นี้ก็ต้องตกมาเป็นของข้าน่ะสิ”

               จี้อวิ๋นเหอลืมเรื่องกำราบปีศาจไปเสียสนิท

               นางกระแอมเบาๆ ครั้งหนึ่งก่อนจะพยายามรักษาหน้าสุดความสามารถ “การกำราบปีศาจต้องใช้ฝีมือ ไม่ใช่ใครตื่นเช้ากว่าปีศาจก็จะเชื่อฟังมากกว่าเสียที่ไหน” นางขยี้ตาพลางโบกมือไล่ฉวีเสี่ยวซิง “เอาล่ะๆ ไปได้แล้ว ให้ข้าล้างหน้าล้างตาหน่อย เดี๋ยวจะตามไป”

               “เกรงว่าคงไม่มีเวลาให้เจ้าล้างหน้าล้างตาแล้ว” เสียงของสตรีนางหนึ่งดังขึ้นที่ด้านหลังของฉวีเสี่ยวซิง จี้อวิ๋นเหอยื่นหน้าไปมองก็พบว่าผู้มามีขาเรียวยาว เอวคอดบาง ผมยาวจรดหัวเข่า เครื่องหน้าคม หางตาชี้ขึ้นเล็กน้อย ใบหน้างดงามเย็นชาแฝงด้วยไอสังหารอยู่สามส่วน

               “เอ๋” จี้อวิ๋นเหอกะพริบตา ความง่วงที่หลงเหลืออยู่หายไปทันที “ซานเยว่?”

               จี้อวิ๋นเหอพึมพำด้วยความงุนงง “เมื่อวานข้าคงไม่ได้ส่งสารผิดไปให้เจ้าหรอกนะ? เจ้ากลับมาได้อย่างไร? เจ้าไปกำจัดปีศาจกับคนของเขาบัญชาปีศาจทางตะวันตกไม่ใช่หรือ? เร็วขนาดนี้เชียว?”

               “ฮะ” เสวียะซานเยว่แค่นหัวเราะเสียงเย็น “นับวันคนทางตะวันตกก็ยิ่งไร้ฝีมือ ปีศาจงูยักษ์อะไรกัน เห็นชัดๆ ว่ามันยังแปลงเป็นคนไม่ได้เสียด้วยซ้ำ แค่นี้พวกไม่เอาไหนนั่นก็ไม่มีปัญญาจัดการ รายงานที่ส่งมาน่าตกใจมาก เอาจริงๆ ใช้เวลาแค่นิดเดียวเท่านั้น”

               เสวียะซานเยว่ไม่เชี่ยวชาญการกำราบปีศาจ แต่หากพูดถึงการเข่นฆ่าปีศาจแล้ว ในหุบเขาบัญชาปีศาจนี้มีแค่ไม่กี่คนเท่านั้นที่เหนือกว่านาง

               “เรื่องของเจ้าต่างหากที่น่ากังวล” เสวียะซานเยว่ปรายตามองจี้อวิ๋นเหอด้วยสายตาเย็นชา “การแข่งขันครั้งนี้เกี่ยวข้องกับตำแหน่งเจ้าหุบเขา เจ้ายังมีเวลาเกียจคร้านอีกรึ?”

               เสวียะซานเยว่คว้ามือจี้อวิ๋นเหอเอาไว้แล้วดึงให้เดินตามไปโดยไม่สนใจผมเผ้ายุ่งเหยิงของอีกฝ่ายสักนิด “หลินเฮ่าชิงเริ่มลงทัณฑ์แล้ว”

               จี้อวิ๋นเหอเข้าใจความหมายของเสวียะซานเยว่ นางหมายความว่า หลินเฮ่าชิงเริ่มลงทัณฑ์แล้ว ถ้านางไปช้าแล้วปีศาจเงือกยอมเอ่ยปากพูดเสียก่อน นางก็จะกลายเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในการแข่งขันรอบแรก แต่ไม่รู้ทำไม พอได้ยินเสวียะซานเยว่กล่าวคำพูดประโยคนี้ ภาพที่ปรากฏขึ้นในสมองของนางกลับเป็นภาพเกล็ดที่ได้รับบาดเจ็บ ผิวกายที่เต็มไปด้วยเลือด รวมทั้งดวงตาสีน้ำเงินหนักแน่นแกมเย็นชาของปีศาจเงือกตนนั้น

               “วิธีลงทัณฑ์ทำให้เขาพูดไม่ได้หรอก”

               เสวียะซานเยว่หันกลับมามอง “เจ้ารู้ได้อย่างไร?”

               จี้อวิ๋นเหอยิ้มบาง “ถ้าวิธีลงทัณฑ์ใช้ได้ผล องค์หญิงซุ่นเต๋อคงไม่ส่งเขามาที่นี่ การลงทัณฑ์ของราชสำนักไม่มีทางเบากว่าหุบเขาบัญชาปีศาจแน่”

               เสวียะซานเยว่ผ่อนฝีเท้าให้ช้าลง “เจ้ามีแผนการแล้วหรือ?”

               จริงๆ แล้วเสวียะซานเยว่รู้สึกเลื่อมใสจี้อวิ๋นเหออยู่บ้าง ตลอดหลายปีมานี้ ปีศาจที่จี้อวิ๋นเหอกำราบได้ในปีเดียวมีจำนวนมากกว่าที่ผู้บัญชาการปีศาจกว่าครึ่งของหุบเขาบัญชาปีศาจสามารถกำราบได้ตลอดชีวิตเสียอีก นางเหมือนจะมองทะลุเข้าไปเห็นความหวาดกลัวที่ซ่อนอยู่ส่วนลึกในหัวใจของปีศาจ จากนั้นก็จะใช้มันควบคุมปีศาจเหล่านั้น

               ความสามารถในการอ่านใจปีศาจของนางน่ากลัวมากๆ

               “มีก็มีอยู่” จี้อวิ๋นเหอเหลือบมองเสวียะซานเยว่แวบหนึ่ง“ว่าแต่ถ้าเป็นคนอื่นยังพอว่า เจ้าจะสนใจการแข่งขันครั้งนี้ไปทำไม? เจ้าก็รู้สถานการณ์ของข้าดีนี่”

               ทั้งสองรู้จักกันมาหลายปี ต่างฝ่ายต่างก็ล่วงรู้ความลับที่ซ่อนอยู่ในใจของอีกฝ่ายดี

               จี้อวิ๋นเหอไม่มีอะไรปกปิดนาง นางเองก็เช่นกัน

               “ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม นี่เป็นโอกาส” เสวียะซานเยว่พูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น จากนั้นก็ลากจี้อวิ๋นเหอตรงไปที่คุกใต้ดินโดยไม่สนใจอะไรอีก

               จี้อวิ๋นเหอมองมือของเสวียะซานเยว่ที่กุมมือของนางเอาไว้ด้วยแววตาที่อบอุ่นขึ้น นางชอบความรู้สึกที่ถูกผู้อื่นจูงมือมาก เพราะความรู้สึกเช่นนี้ทำให้นางรู้สึกเหมือนตัวเองมีเพื่อน ไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว

               นอกคุกใต้ดินมีคนมากมายกำลังมุงดูเรื่องสนุกกันอยู่

               ตอนที่จี้อวิ๋นเหอถูกเสวียะซานเยว่ลากไปถึง มีเสียงสายฟ้าฟาด “เปรี้ยงๆ” ดังมาจากคุกใต้ดิน

               ผู้บัญชาการปีศาจคนหนึ่งพึมพำขึ้นว่า “เจ้าหุบเขาน้อยใจร้อนเกินไปหรือเปล่า ลงทัณฑ์แบบนี้จะทำให้เจ้าเงือกนั่นตายก่อนน่ะสิ”

               “เจ้าหุบเขาน้อยรู้ดีว่ากำลังทำอะไรอยู่ เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงหรอก”

               จี้อวิ๋นเหอขมวดคิ้ว บังเอิญมีคนเหลือบมาเห็นนางก็รีบหลีกทางให้พลางร้องเรียกว่า “ท่านผู้พิทักษ์กฎ”

               คำสองคำนี้ทำให้คนที่อยู่ด้านหน้าหันขวับมาอย่างรวดเร็วพอเห็นจี้อวิ๋นเหอ ทุกคนก็รีบหลีกทางให้พลางค้อมศีรษะลง ทำให้จี้อวิ๋นเหอสามารถเดินผ่านไปได้โดยสะดวก

               ยามนี้ในคุกใต้ดินที่เคยว่างเปล่ามีคนยืนอยู่เต็มไปหมดหลินเฮ่าชิงยืนอยู่ตรงหน้าห้องขัง ใบหน้าที่สะท้อนกับสายฟ้าดูเย็นชา หรืออาจจะเรียกได้ว่าอำมหิต เขาจ้องปีศาจเงือกตาเขม็ง ไม่ยอมให้ทุกความรู้สึกบนใบหน้าของอีกฝ่ายหลุดรอดสายตาไปได้

               ทันทีที่จี้อวิ๋นเหอก้าวเข้าไปในคุกใต้ดิน ขนตาของปีศาจเงือกที่ไม่ว่าลงทัณฑ์อย่างไรก็ไม่เปลี่ยนสีหน้าสักนิดกลับขยับเบาๆ เขาเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ดวงตาสีน้ำเงินเยียบเย็นมองตรงไปที่ร่างของจี้อวิ๋นเหอซึ่งกำลังเดินลงบันไดมา

               หลินเฮ่าชิงจับตามองปีศาจเงือกอยู่ตลอดเวลา พออีกฝ่ายเคลื่อนไหว เขาก็มองตามสายตาของอีกฝ่ายไป

7.ผู้พิทักษ์กฎมาสายแล้ว

               จากนั้นเขาก็พบว่า ปีศาจเงือกกำลังมองจี้อวิ๋นเหอ จี้อวิ๋นเหอเองก็กำลังขมวดคิ้วมองปีศาจเงือก ราวกับว่า...นางกำลังเป็นห่วงปีศาจตนนี้

               มือที่ตกอยู่ข้างกายของหลินเฮ่าชิงกำเป็นหมัดแน่น ดวงตายิ่งฉายแววอำมหิต ดูคล้ายกับหลินชางหลานอยู่หลายส่วน...

               “ผู้พิทักษ์กฎมาสายแล้ว”

               หลินเฮ่าชิงกล่าวพลางยกมือขึ้น การโจมตีด้วยสายฟ้าที่หยุดชะงักไปจึงเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง ลูกกรงเหล็กที่เต็มไปด้วยยันต์ส่งเสียง “ครืน” ครั้งหนึ่ง จากนั้นสายฟ้าที่เจิดจ้าบาดตาก็พุ่งตรงเข้าหาร่างของปีศาจเงือก

               ปีศาจเงือกซึ่งถูกจับแขวนอยู่กลางอากาศเจ็บปวดจนไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้ใดๆ อีก กล้ามเนื้อทั่วร่างของเขาแข็งเกร็งขึ้นวูบหนึ่งก่อนจะคลายตัวอย่างรวดเร็ว ศีรษะของเขาก้มต่ำ เส้นผมสีเงินห้อยลงมาปกคลุมใบหน้า ทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยเลือดดูสกปรก

               เขาดูเหมือนตุ๊กตาผ้าไร้ชีวิต ดวงตาสีน้ำเงินคู่นั้นถูกหนังตาบดบังเอาไว้ ทำให้ใครๆ มองไม่เห็นความรู้สึกในดวงตาของเขา

               สีหน้าของจี้อวิ๋นเหอราบเรียบ ไม่มีวี่แววใส่ใจสักนิด นางยืดเอวอย่างเกียจคร้านพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงล้อเล่นแกมเยาะหยัน

               “ทำไมเจ้าหุบเขาน้อยถึงไม่พูดว่าตัวเองใจร้อนเล่า”

               หลินเฮ่าชิงยิ้ม “ฝีมือกำราบปีศาจของอวิ๋นเหอยอดเยี่ยมนัก เราผู้พี่ย่อมไม่กล้าดูแคลน มีแต่ต้องทำสุดกำลังถึงจะคู่ควรกับความสามารถของเจ้า”

               “เวลากำราบปีศาจข้าไม่ชอบให้คนมากขนาดนี้มามุงดู”จี้อวิ๋นเหอเดินนำเสวียะซานเยว่ลงมาที่คุกใต้ดิน จากนั้นจึงนั่งลงบนหินก้อนหนึ่ง เสวียะซานเยว่หยุดยืนอยู่ข้างๆ นางก็เอนกายพิงร่างอีกฝ่ายอย่างเกียจคร้าน เสวียะซานเยว่เหลือบมองนางแวบหนึ่ง แต่ก็ยอมปล่อยให้นางพิงแต่โดยดี จี้อวิ๋นเหอยกมือขึ้นเล็กน้อยเป็นเชิงถ่อมตน “ท่านพี่ลองก่อนเถิด เพียงแต่ว่า...”

               จี้อวิ๋นเหอเบ้ปากก่อนจะพูดเสียงเรียบ “เพียงแต่ได้ยินมาว่าองค์หญิงซุ่นเต๋อมีฐานะสูงส่ง ไม่ว่าอยากได้อะไรก็ต้องสมบูรณ์แบบที่สุด ข้าไม่รู้ว่าปีศาจเงือกตนนี้มีพลังฟื้นตัวแข็งแกร่งแค่ไหน ท่านพี่... การแข่งขันเป็นเรื่องรอง เรื่องสำคัญที่สุดคือจะทำให้งานสำเร็จลุล่วงอย่างสมบูรณ์แบบที่สุดได้อย่างไรต่างหาก”

               สีหน้าของหลินเฮ่าชิงเคร่งขรึมลง จากนั้นสายตาของเขาก็เบนจากร่างของจี้อวิ๋นเหอไปยังร่างของปีศาจเงือกที่กำลังหายใจรวยริน

               จี้อวิ๋นเหอพูดไม่ผิด

               ยามนี้ราชสำนักมีอำนาจมากที่สุด ราชนิกุลมีฐานะสูงส่งที่สุด ไม่ใช่ช่วงเวลาที่เผ่าบัญชาปีศาจสามารถเรียกลมเรียกฝนได้ตามใจชอบอีกแล้ว ราชสำนักแบ่งเผ่าบัญชาปีศาจออกเป็นสี่กลุ่มและให้แยกย้ายกันอยู่ตามทิศต่างๆ เพื่อจำกัดขุมกำลังของพวกเขา ภารกิจสำคัญที่สุดของเผ่าบัญชาปีศาจในยามนี้ไม่ใช่การกำจัดปีศาจอีกต่อไป แต่เป็นการปฏิบัติตามคำสั่งของราชสำนักต่างหาก

               หน้าที่สำคัญที่สุดของพวกเขาคือการกำราบปีศาจเหล่านี้ให้เป็นไปตามความประสงค์ของราชนิกุล

               ถึงจะเป็นการแข่งขันที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งเจ้าหุบเขา แต่ก็ต้องคำนึงถึงพระประสงค์ขององค์หญิงซุ่นเต๋อเป็นอันดับแรก

               องค์หญิงต้องการให้ปีศาจเงือกตนนี้พูดได้ มีขา ยอมเชื่อฟัง ไม่ได้ต้องการทาสรับใช้ที่มีสภาพยับเยิน

               หลินเฮ่าชิงโบกมือครั้งหนึ่ง ผู้ช่วยของเขาก็ปิดค่ายกลสายฟ้าเพื่อยุติการโจมตี หลินเฮ่าชิงก้าวไปหยุดอยู่ตรงหน้าห้องขังพลางเงยหน้าขึ้นมองปีศาจเงือกที่ถูกแขวนอยู่ตรงกลางห้อง “เผ่าเงือกของเจ้ามีสติปัญญาฉลาดหลักแหลม เจ้าน่าจะรู้ว่าอะไรคือทางเลือกที่ดีที่สุด ขอเพียงเจ้ายอมเชื่อฟัง...”

               ยังพูดไม่ทันจบ ปีศาจเงือกก็เงยหน้าขึ้นจ้องหลินเฮ่าชิงตาเขม็ง ดวงตาของเขาใสกระจ่าง ไม่มีแววเซื่องซึมท้อแท้แม้แต่น้อย ทั้งยังมีไอสังหารรุนแรงกว่าเมื่อวานเสียด้วยซ้ำ

               แสงสีน้ำเงินอ่อนปรากฏขึ้นรอบกายเขา ผู้ช่วยที่ด้านข้างเห็นเช่นนี้ก็รีบเปิดค่ายกลสายฟ้าใหม่ ทันใดนั้นในห้องขังก็เต็มไปด้วยเสียงฟ้าร้องคำราม คนที่มุงดูอยู่ด้านนอกแตกฮือไปคนละทิศละทางอย่างรวดเร็ว

               เพราะไอปีศาจที่แผ่ซ่านมาจากร่างของปีศาจเงือกแผ่กระจายออกไปถึงนอกคุกใต้ดิน

               จี้อวิ๋นเหอเห็นหางของเขาขยับ ทันใดนั้น หางสีน้ำเงินขนาดใหญ่ซึ่งมีคราบเลือดเกรอะกรังก็สะบัดอย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้า ทำให้โซ่ที่ล่ามอยู่ส่งเสียง “เคร้ง!” ดังสนั่น แม้กระทั่งลูกธนูทองคำที่
ตรึงหางเอาไว้กับพื้นก็ถูกดึงจนหลุด!

               หางของปีศาจเงือกฟาดเข้าใส่ลูกกรงเหล็กตรงหน้าหลินเฮ่าชิงอย่างแรง

               ลูกกรงที่ถูกฟาดงอไปทันที ส่วนที่ยื่นโค้งออกมาอยู่ห่างจากใบหน้าของหลินเฮ่าชิงแค่สามชุ่นเท่านั้น

               “ท่านเจ้าหุบเขาน้อย!” ผู้ช่วยที่อยู่ด้านข้างตกใจมาก เขารีบดึงหลินเฮ่าชิงให้ถอยห่างออกมา “ท่านบาดเจ็บ!” ผู้ช่วยอีกคนร้องด้วยความตื่นตระหนก

               โหนกแก้มของหลินเฮ่าชิงถูกกรีดเป็นแผล แผลนั้นยังมีเลือดไหลอยู่ ผู้ช่วยรีบร่ายคาถาห้ามเลือดให้แต่กลับห้ามเลือดไม่สำเร็จหลินเฮ่าชิงผลักผู้ช่วยให้ถอยห่างออกไป “โดนลูกธนูทองคำ ปลายธนูมีอาคมอยู่ พวกเจ้าห้ามเลือดไม่ได้หรอก”

               ลูกธนูทองคำ...

               ทุกคนหันไปมองในห้องขัง จากนั้นก็พบว่าปีศาจเงือกยังคงจ้องหลินเฮ่าชิงไม่วางตา ส่วนหางของเขาเต็มไปด้วยบาดแผล

               การโจมตีเมื่อครู่ทำให้โซ่เหล็กที่ร้อยหางของเขาเอาไว้เกือบจะขาดสะบั้น เลือดสีแดงสดไหลนอง โซ่เหล็กยังคงร้อยทะลุร่างของเขา แต่ลูกธนูทองคำที่ตรึงหางเอาไว้หักไปแล้ว

               เมื่อครู่ตอนที่เขาสะบัดหาง ลูกธนูทองคำปลิวมากระแทกกับลูกกรงเหล็ก ส่วนหัวที่หักพุ่งออกไปกรีดใบหน้าของหลินเฮ่าชิงเข้าพอดี

               เหล่าผู้บัญชาการปีศาจที่อยู่ในคุกใต้ดินไม่กล้าพูดอะไรสักคำ แต่แววตาที่มองปีศาจเงือกกลับเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

               บาดเจ็บขนาดนั้น ใครจะคิดว่าเขายังมีแรงต่อต้านอีก? ถึงขั้นนี้แล้วเขาก็ยังมีความมุ่งมั่นที่จะต่อต้าน ปีศาจทุกตนที่พวกเขาเคยเห็นมา ไม่ว่าตนไหนถูกลงทัณฑ์เช่นนี้ก็ไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไปทั้งนั้น...

               ปีศาจเงือกตนนี้...

               กำราบได้จริงๆ หรือ?

               ในห้องขังยังมีสายฟ้าฟาดดังเปรี้ยงๆ ด้านนอกเต็มไปด้วยเสียงร้องเอะอะโวยวายของเหล่าผู้บัญชาการปีศาจที่พยายามหลบหนีเอาชีวิตรอด เพดานคุกใต้ดินมีหินร่วงลงมาไม่ขาดสาย ในที่สุด ความวุ่นวายที่บังเกิดก็ทำให้จี้อวิ๋นเหอหายง่วง

               นางมองปีศาจเงือกในห้องขังเงียบๆ จากนั้นก็พบว่าดวงตาสีน้ำเงินของอีกฝ่ายเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและความอดทนอย่างที่นางไม่เคยเห็นมาก่อน

               “เงือกถือกำเนิดจากจิตวิญญาณของท้องทะเล” เสวียะซานเยว่พึมพำ “ข้าคิดว่าเป็นแค่ตำนานเสียอีก ที่แท้ก็เป็นความจริง”

               จี้อวิ๋นเหอหันไปมองเสวียะซานเยว่ “อย่าให้คนอื่นได้ยินล่ะ”

               คนในหุบเขาบัญชาปีศาจ ห้ามชื่นชมปีศาจเด็ดขาด

               แม้ว่าปีศาจตนนี้จะทำให้จี้อวิ๋นเหอรู้สึกเลื่อมใสอยู่บ้างก็ตาม

 

               ปีศาจเงือกใช้เรี่ยวแรงไปกับการโจมตีเมื่อครู่จนเกือบหมด

               เขาถูกแขวนอยู่กลางห้องขัง ซ้ำสายฟ้าจากค่ายกลก็ยังฟาดใส่ร่างของเขาไม่หยุด

               ยามนี้หลินเฮ่าชิงได้รับบาดเจ็บ ความสนใจของเหล่าผู้ช่วยจึงหันเหไปที่หลินเฮ่าชิง ไม่มีใครสนใจอีกว่าค่ายกลยังเปิดอยู่ หรือไม่...พวกเขาก็จงใจเปิดค่ายกลทิ้งเอาไว้ เพราะเชื่อว่าการทำเช่นนี้จะทำให้พวกเขาปลอดภัยมากกว่า

               “เจ้าหุบเขาน้อย ที่นี่อันตราย ก้อนหินก็ร่วงลงมาไม่หยุด เราออกไปเถอะขอรับ”

               บาดแผลบนใบหน้าของหลินเฮ่าชิงยังมีเลือดไหลไม่หยุด เขารวบรวมอาคมเพื่อรักษาบาดแผลให้ตัวเอง พอได้ยินเช่นนี้ แววตาอันตรายของเขาก็หันไปจับจ้องอยู่ที่ร่างของปีศาจเงือกซึ่งมีสภาพ
ไม่ต่างจากตุ๊กตาผ้าขาดๆ

               “ให้คนมาซ่อมห้องขัง” เขาออกคำสั่ง ผู้ช่วยรีบรับคำพลางตั้งท่าจะเดินตามเขาไป แต่หลินเฮ่าชิงกลับไม่ได้รีบร้อนจากไป เขาหันกลับไปมองจี้อวิ๋นเหอที่ยังปักหลักอยู่กับที่ไม่ต่างจากภูเขาไท่ซาน

               “ผู้พิทักษ์กฎไม่ไปหรือ?”

               “ข้าจะอยู่อีกสักพัก ป้องกันไม่ให้เจ้าเงือกนี่ทำอะไรอีก” ในที่สุด สายตาของจี้อวิ๋นเหอก็ละจากร่างของปีศาจเงือกไปมองหลินเฮ่าชิง“เจ้าหุบเขาน้อยได้รับบาดเจ็บ อาคมบนลูกธนูทองคำร้ายกาจมาก รีบกลับไปรักษาเถอะ ไม่อย่างนั้นจะยิ่งแย่”

               “ผู้พิทักษ์กฎเองก็ระวังตัวให้มาก” หลินเฮ่าชิงปรายตามองผู้ช่วยทั้งสองแวบหนึ่ง “พวกเจ้าอยู่คุ้มกันผู้พิทักษ์กฎที่นี่ ถ้าเจ้าเงือกนี่กล้าทำอะไรอีกก็รีบมารายงานข้า”

               ผู้ช่วยทั้งสองอ้ำอึ้ง เห็นได้ชัดว่าไม่อยากรั้งอยู่ที่นี่ แต่เพราะไม่กล้าฝ่าฝืนคำสั่ง สุดท้ายจึงได้แต่ก้มหน้ารับคำ

               หลินเฮ่าชิงก้าวออกจากคุกใต้ดินท่ามกลางการประคับประคองของคนอื่นๆ

               จี้อวิ๋นเหอปัดฝุ่นบนร่าง จากนั้นจึงลุกขึ้นเดินตรงไปยังจุดเปิดปิดค่ายกล

               ผู้ช่วยทั้งสองที่หลินเฮ่าชิงทิ้งเอาไว้มองจี้อวิ๋นเหอด้วยสายตาหวาดระแวง นางเอื้อมมือไปกุมคันบังคับค่ายกลที่ทำจากไม้เอาไว้ต่อมานางก็ดึงคันบังคับลง ยุติการโจมตีด้วยสายฟ้า

               “ท่านผู้พิทักษ์กฎ” ผู้ช่วยคนหนึ่งเอ่ยขึ้น “ทำแบบนี้เกรงว่าจะไม่เหมาะนะขอรับ”

               “ไม่เหมาะตรงไหน?” จี้อวิ๋นเหอปรายตามองพวกเขาแวบหนึ่ง “เจ้าหุบเขาน้อยมีวิธีกำราบปีศาจของเจ้าหุบเขาน้อย ข้าเองก็มีวิธีกำราบปีศาจของข้า” พูดจบนางก็เดินตรงไปที่ประตูห้องขังโดยไม่สนใจคนทั้งสองแล้วเริ่มร่ายคาถา เตรียมเปิดประตูเหล็กของห้องขังที่ขังปีศาจเงือกเอาไว้

               ถึงตอนนี้ ผู้บัญชาการปีศาจที่มุงดูอยู่ด้านนอกก็หนีไปเกือบหมดแล้วเพราะหวาดกลัวการโจมตีเมื่อครู่ ส่วนพวกที่ยังรั้งอยู่แค่ไม่กี่คนเห็นเช่นนี้ก็รีบร้องว่า “ท่านผู้พิทักษ์กฎ ไม่ได้นะขอรับ!”

8.เอายามาให้ข้า

               ทว่าจี้อวิ๋นเหอไม่สนใจเสียงของพวกเขาสักนิด ผู้ช่วยทั้งสองตั้งท่าจะเข้ามาขัดขวางการร่ายอาคมของจี้อวิ๋นเหอ แต่ก่อนที่มือของพวกเขาจะสัมผัสโดนร่างของนาง ปราณกระบี่สายหนึ่งกลับพุ่งตรงมาฟัน “ฉับ” ลงตรงหน้าของทั้งสอง ปราณกระบี่ฝังลึกเข้าไปในดินถึงสามส่วน ทำให้ผู้ช่วยถึงกับเย็นสันหลัง...

               “นับวันคนของเจ้าหุบเขาน้อยก็ยิ่งไม่รู้ความ” เสวียะซานเยว่ซึ่งถือดาบยืนอยู่ด้านข้างมีใบหน้าเย็นชา แววตาเยียบเย็นน่าตื่นตระหนก “ท่านผู้พิทักษ์กฎจะทำอะไรต้องให้พวกเจ้าควบคุมด้วยหรือ?”

               ไม่มีใครในหุบเขาบัญชาปีศาจไม่รู้ระดับพลังฝีมือของเสวียะซานเยว่ หลินเฮ่าชิงไปแล้ว ที่เหลืออยู่มีแต่ลูกกระจ๊อก ผู้ช่วยทั้งสองไม่กล้าพูดอะไรกับเสวียะซานเยว่ ดังนั้นจึงหันไปร้องบอกจี้อวิ๋นเหอว่า “ท่านผู้พิทักษ์กฎ! ห้ามเปิดประตูห้องขังเด็ดขาด ถ้าปีศาจเงือกหนีไป...”

               ยังพูดไม่ทันขาดคำ อาคมบนประตูห้องขังก็สลายไป จี้อวิ๋นเหอดึงประตูห้องขังให้เปิดออกแล้วก้าวเข้าไปด้านใน นางไม่ได้รีบร้อนปิดประตู ซ้ำยังหันกลับไปผลักประตูให้เปิดกว้างยิ่งกว่าเดิม

               ผู้บัญชาการปีศาจที่ยืนอยู่ห่างออกไปเห็นเข้าก็รีบวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว ส่วนผู้ช่วยทั้งสองที่จำต้องรั้งอยู่เพราะคำสั่งต่างก็หน้าซีดไปตามๆ กัน แม้กระทั่งขาทั้งสองก็เริ่มสั่นระริก

               ปีศาจเงือกตนนี้ทำให้พวกเขาขวัญเสียไม่น้อย

               จี้อวิ๋นเหอหัวเราะเบาๆ จากนั้นจึงปิดประตูห้องขังช้าๆ

               เสียง “เคร้ง” ดังขึ้นครั้งหนึ่ง ห้องขังถูกกันออกจากโลกภายนอกอีกครั้ง

               นางเดินไปหยุดอยู่ตรงข้างกายปีศาจเงือกแล้วเงยหน้าขึ้นมองเขา เมื่อได้มายืนมองในระยะใกล้ซ้ำยังไม่มีลูกกรงและสายฟ้าขวางกั้นเช่นนี้ จี้อวิ๋นเหอก็ยิ่งรู้สึกว่าบาดแผลบนร่างของเขาน่ากลัวมาก

               บาดเจ็บสาหัสขนาดนี้ จะหนีไปได้อย่างไร?

               จี้อวิ๋นเหอยืนอยู่ตรงหน้าหางขนาดใหญ่ของปีศาจเงือก ยามนี้หางที่ควรงดงามน่าตื่นตะลึงห้อยตกระพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง สูงขึ้นไปคือเส้นผมสีเงินที่เต็มไปด้วยฝุ่นผงและเลือดเกรอะกรัง ยังมีใบหน้าซีดขาวและดวงตาที่ยังคงลืมอยู่ได้ด้วยความมุ่งมั่นในใจเท่านั้น

               ดวงตาของเขาเป็นสีน้ำเงินเยียบเย็นเหมือนน้ำแข็ง จี้อวิ๋นเหอเคยเห็นมาก่อน แต่ยามนี้นางกลับรู้สึกว่าดวงตาของเขาดูหม่นหมอง ไร้ชีวิตชีวา ราวกับว่าเขาได้ตายไปแล้วครึ่งหนึ่ง

               จี้อวิ๋นเหอรู้ว่า เมื่อครู่ปีศาจเงือกตนนี้ได้ใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีไปหมดแล้ว

               เพียงเพราะต้องการทำร้ายหลินเฮ่าชิงที่สร้างความอัปยศให้เขาเท่านั้น

               นางแอบถอนใจเบาๆ ในหุบเขาบัญชาปีศาจ ปีศาจที่หัวแข็งมีแต่ต้องทนทุกข์ทรมานมากขึ้นเท่านั้น ยิ่งหัวแข็งก็ยิ่งลำบาก

               มนุษย์ก็เช่นเดียวกัน

               จี้อวิ๋นเหอก้มหน้าลงมองบาดแผลบนหางของเขา โซ่เหล็กที่ร้อยทะลุหางของเขายังร้อยทะลุกล้ามเนื้อและกระดูกของเขาด้วยจี้อวิ๋นเหอควักมีดเล่มเล็กที่ติดตัวไว้ออกมาแล้วลงมือกรีดเนื้อตรงปลายหางของเขาซึ่งเป็นจุดสุดท้ายที่ยังมีโซ่ร้อยอยู่ ทำให้โซ่หล่นลงบนพื้นดัง “เคร้ง”

               แม้หางของปีศาจเงือกจะได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่อย่างน้อยเมื่อไม่มีโซ่เหล็กคอยถ่วง แขนทั้งสองที่ถูกห้อยอยู่กับเพดานก็จะแบกรับน้ำหนักน้อยลงมาก

               จี้อวิ๋นเหอเงยหน้าขึ้นมองเขาอีกรอบ สำหรับปีศาจเงือกแล้วการใช้มีดกรีดหางของเขาเมื่อครู่ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกอะไรสักนิด แต่น้ำหนักที่ลดลงกลับทำให้เขาได้สติขึ้นมาบ้าง

               ดวงตาสีน้ำเงินขยับเล็กน้อย ในที่สุดเขาก็มองเห็นใบหน้าของจี้อวิ๋นเหอที่ยืนอยู่ด้านล่าง

               จี้อวิ๋นเหอรู้ว่าเขากำลังมองมา นางจึงขยับปากพูดโดยไร้เสียงว่า ‘ทำไมต้องทำแบบนี้ด้วย’

               แววตาสั่นระริกของเขาบอกให้นางรู้ว่า เขาเข้าใจ

               แต่พวกเขาก็ไม่ได้สื่อสารกันมากไปกว่านี้ จี้อวิ๋นเหอคิดในใจว่า ต่อให้ตอนนี้ปีศาจเงือกอยากพูด เขาก็คงไม่มีแรงจะพูด

               ครั้งนี้หลินเฮ่าชิงคงร้อนใจจริงๆ เขาถึงทำอะไรเหลวไหลแบบนี้

               จี้อวิ๋นเหอหันไปมองด้านนอก “ขยับคันบังคับนั่นซิ ปล่อยเขาลงมา”

               ผู้ช่วยทั้งสองของหลินเฮ่าชิงพากันส่ายหน้า เสวียะซานเยว่แค่นเสียงเย็นคำหนึ่ง จากนั้นก็หันไปเก็บก้อนหินก้อนหนึ่งขึ้นมาโยนใส่คันบังคับค่ายกลโดยคร้านจะพูดอะไรอีก ทันใดนั้นค่ายกลก็เคลื่อนไหว ร่างของปีศาจเงือกที่ถูกแขวนอยู่กลางห้องขังค่อยๆ ถูกปล่อยลงมาช้าๆ

               จี้อวิ๋นเหอมองเขา พอหางของปีศาจเงือกสัมผัสกับพื้นจี้อวิ๋นเหอก็เอื้อมมือไปโอบเอวของเขาเอาไว้ เกล็ดปลาตรงบริเวณที่เชื่อมต่อกับผิวเนื้อของเขาค่อนข้างนิ่ม มันเปล่งประกายจางๆ อีกทั้งสัมผัสก็ค่อนข้างเย็น จี้อวิ๋นเหอคิดว่าเป็นความรู้สึกที่แปลกประหลาดมาก แต่นางก็ไม่กล้าลูบมากนัก เพราะยามนี้ทั่วร่างของปีศาจเงือกไม่มีบริเวณไหนเลยที่ไม่ได้รับบาดเจ็บ

               นางวางร่างของปีศาจเงือกลงบนพื้นพลางขมวดคิ้ว

               “เอายามาให้ข้า”

               ผู้ช่วยทั้งสองมองหน้ากัน “ท่านผู้พิทักษ์กฎ...ท่านจะ...รักษาบาดแผลให้ปีศาจตนนี้หรือ?”

               “ไม่อย่างนั้นจะให้ทำอะไร?” จี้อวิ๋นเหอเริ่มหงุดหงิด “ซ้อมพวกเจ้าแล้วรักษาพวกเจ้าแทนงั้นรึ?”

               นางกล่าวคำพูดนี้ด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่ผู้ช่วยทั้งสองฟังแล้วกลับตื่นตระหนกมาก หลายปีมานี้จี้อวิ๋นเหอสร้างสมบารมีจนกลายเป็นที่เกรงขามของชาวหุบเขาบัญชาปีศาจ ไม่ใช่เพราะอาศัยความเกียจคร้านและอารมณ์หงุดหงิดตอนตื่นนอนอย่างแน่นอน

               ทั้งสองมองหน้ากันแวบหนึ่งพลางสะกิดแขนกันไปมา สุดท้ายคนหนึ่งก็ยอมออกไปหยิบยาแต่โดยดี

               จี้อวิ๋นเหอฉวยโอกาสระหว่างที่รอยาตรวจดูบาดแผลบนร่างของปีศาจเงือกอย่างละเอียด ตั้งแต่ดวงตาลงมาถึงแผงอก ตั้งแต่ช่วงเอวไปถึงปลายหาง ยามนี้ปีศาจเงือกยังพยายามฝืนครองสติเอาไว้ ตอนแรกเขายังมองจี้อวิ๋นเหอ แต่พอรู้ว่าจี้อวิ๋นเหอกำลังทำอะไร จู่ๆ ปีศาจเงือกที่ไม่ว่าถูกลงทัณฑ์อย่างไรก็ไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้กลับกะพริบตาปริบๆ จากนั้นก็เบือนหน้าหนีไปทางอื่นด้วยท่าทางเกร็งๆ

               จี้อวิ๋นเหอย่อมรับรู้ถึงการเคลื่อนไหวของเขา นางเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง

               โอ้โฮ ดูท่าปีศาจเงือกหัวแข็งตนนี้หนังหน้าบางมากเลยนี่นา

 

               ก่อนยาจะถูกนำมา

               จี้อวิ๋นเหอใช้อาคมสร้างน้ำขึ้นสร้างความชุ่มชื้นให้แก่เกล็ดที่แห้งผากบนหางของปีศาจเงือก ถึงตอนนี้ แม้หางของเขาจะยังเต็มไปด้วยบาดแผลแต่ก็ดูดีกว่าสภาพแห้งกร้านแกมสกปรกเมื่อครู่มาก

               ระหว่างที่จี้อวิ๋นเหอช่วยทำความสะอาดหางให้ ปีศาจเงือกก็ผล็อยหลับไปเพราะทนความอ่อนล้าไม่ไหวอีก

               “ท่านผู้พิทักษ์กฎ ยาขอรับ” คนที่ไปเอายามาร้องบอก แต่พอเห็นปีศาจเงือกที่นอนอยู่บนพื้นโดยไม่มีโซ่เหล็กพันธนาการแม้แต่เส้นเดียว เขาก็ไม่กล้าเข้ามาใกล้ห้องขัง สุดท้ายก็ได้แต่กอดห่อยายืนอยู่ห่างออกไปมาก

               จี้อวิ๋นเหอเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง “เจ้าจะให้ข้าออกไปรับรึไง?”

               คนผู้นั้นตัวสั่น หลังจากลังเลอยู่นาน เขาก็ตัดสินใจก้าวมาข้างหน้าก้าวหนึ่ง เสวียะซานเยว่ทนดูไม่ได้ “คนของหุบเขาบัญชาปีศาจกลัวปีศาจขนาดนี้ พวกเจ้าสั่งสอนกันอย่างไร? ไม่อับอายบ้างหรือ?” นางก้าวพรวดๆ ไปแย่งห่อผ้าในมือของคนผู้นั้นมาโยนเข้าไปในห้องขัง

               ห่อผ้าซึ่งถูกโยนผ่านซี่ลูกกรงเข้ามาถูกจี้อวิ๋นเหอรับเอาไว้อย่างง่ายดาย นางแกะห่อผ้าออกแล้วนับดู คนคนนี้นับว่าซื่อมาก แม้จะเอายามาไม่น้อย แต่ก็ล้วนเป็นยารักษาบาดแผลภายนอก ใช้รักษาอาการบาดเจ็บภายในของปีศาจเงือกไม่ได้

               แต่คิดๆ แล้วก็ไม่แปลก ผู้บัญชาการปีศาจไม่ควรรักษาอาการบาดเจ็บภายในให้ปีศาจที่กำลังกำราบ เพราะอาจทำให้พวกเขาได้พละกำลังที่สูญเสียไปกลับคืนมา นี่เป็นความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการกำราบปีศาจอยู่แล้ว

               จี้อวิ๋นเหอหันไปถามเสวียะซานเยว่ “มียาเม็ดหนิงเสวียะไหม?”

               ยาเม็ดหนิงเสวียะเป็นยารักษาอาการบาดเจ็บภายในชั้นยอดที่หุบเขาบัญชาปีศาจปรุงขึ้น

               เสวียะซานเยว่คิดไม่ถึงว่าจี้อวิ๋นเหอคิดจะให้ยาดีขนาดนี้กับปีศาจเงือก นางรู้สึกว่าไม่เหมาะสมนักแต่ก็ยอมหยิบขวดใบหนึ่งในอกเสื้อออกมาโยนให้จี้อวิ๋นเหอโดยไม่ได้ถามอะไรให้มากความ

               สีหน้าของผู้ช่วยทั้งสองเปลี่ยนไปทันที แต่เพราะหวาดเกรงคำข่มขู่ของจี้อวิ๋นเหอ พวกเขาจึงไม่กล้าพูดอะไรสักคำ

               จี้อวิ๋นเหอไม่สนใจสักนิดว่าคนที่อยู่ด้านนอกจะคิดอย่างไร พอได้ขวดยามา นางก็หยิบยาเม็ดหนิงเสวียะออกมาป้อนให้ปีศาจเงือก แต่อีกฝ่ายกลับกัดฟันแน่น จี้อวิ๋นเหอพยายามอยู่นานก็ยังป้อน
ไม่สำเร็จ นางถอนใจคำหนึ่งก่อนจะวางยาเม็ดหนิงเสวียะไว้ด้านข้าง จากนั้นจึงหยิบยาทาบาดแผลภายนอกขึ้นมาทาแผลให้เขาแทน

               ปลายนิ้วของนางเคลื่อนไหวช้าๆ เหมือนกำลังสัมผัสกับเต้าหู้ที่แตกง่าย นางค่อยๆ ทาอย่างระมัดระวังจนถึงขั้นที่เรียกได้ว่าไม่ยอมให้บาดแผลใต้เกล็ดเกล็ดไหนหลุดรอดสายตาไปได้แม้แต่แผลเดียว

               บาดแผลน่าเกลียดที่เต็มไปด้วยคราบเลือดเกรอะกรังค่อยๆ สมานตัวช้าๆ

               ปีศาจเงือกมีบาดแผลเยอะมาก บ้างก็ทั้งแคบทั้งลึก บ้างก็ทั้งกว้างทั้งใหญ่ ใส่ยายาก พันแผลก็ยิ่งยาก กว่าจะจัดการเสร็จเรียบร้อยแล้วเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง จี้อวิ๋นเหอก็พบว่าแสงที่สาดส่องเข้ามาในคุกใต้ดินกลับกลายเป็นแสงจันทร์สีเงินยวงไปเสียแล้ว

               เสวียะซานเยว่ไม่รู้จากไปตั้งแต่เมื่อไร ส่วนลูกน้องสองคนที่หลินเฮ่าชิงทิ้งไว้ให้เฝ้าดูนางกำลังนั่งสัปหงกหลังชนกันอยู่บนก้อนหินด้านข้าง

               เมื่อตั้งใจทำอะไร เวลามักผ่านไปโดยไม่รู้ตัวเสมอ จี้อวิ๋นเหอเงยหน้าขึ้นพลางขยับคอที่แข็งเกร็งไปมา

9.ข้าคิดอยู่แล้วว่าต้องเป็นเจ้า

               บาดแผลสุดท้ายที่ยังไม่ได้จัดการคือตราประทับบนข้อมือของปีศาจเงือกที่เกิดจากการถูกโซ่เหล็กรัด

               โซ่เหล็กเสียดสีกับผิวหนังของเขาอย่างแรง ทำให้ข้อมือของเขาเป็นแผลเหวอะหวะ ตอนนี้แผลเริ่มตกสะเก็ดบ้างแล้ว แต่ก็ยิ่งดูน่าเกลียด จี้อวิ๋นเหอช่วยล้างแผลใส่ยาให้เขา ระหว่างที่กำลังพันแผล จู่ๆ นางก็รู้สึกว่ามีสายตาเยียบเย็นคู่หนึ่งกำลังจ้องตรงมา

               “อ้อ เจ้าตื่นแล้วหรือ” จี้อวิ๋นเหอเอ่ยทัก

               ดวงตาสีน้ำเงินจับจ้องนางไม่วางตา จี้อวิ๋นเหอวางยาเม็ดหนิงเสวียะลงตรงหน้าเขา “กินแล้วจะช่วยรักษาอาการบาดเจ็บของเจ้าได้”

               ปีศาจเงือกไม่พูดอะไร

               “ข้ารู้ว่าเจ้ากำลังคิดอะไรอยู่” จี้อวิ๋นเหอพันแผลให้เขาต่อไปเรื่อยๆ น้ำเสียงที่พูดราบเรียบไม่ต่างจากตอนที่พูดคุยกับชาวหุบเขาบัญชาปีศาจคนอื่นๆ “เจ้ากำลังคิดว่าตายเสียยังดีกว่า หากเป็นข้า
ข้าก็คงคิดเหมือนกัน แต่ถ้าเจ้ายังมีบ้านเกิด ยังมีเรื่องที่ยังไม่ได้ทำยังมีคนที่อยากพบ...”

               พูดถึงตรงนี้ จี้อวิ๋นเหอก็เหลือบมองปีศาจเงือกแวบหนึ่ง นางสังเกตเห็นว่าคำพูดของนางทำให้แววตาของเขาไหววูบเล็กน้อย

               จี้อวิ๋นเหอรู้ว่าเขาเข้าใจ นางรู้ว่าเขามีความรู้สึกแบบเดียวกับมนุษย์ หรืออาจจะพูดได้ว่าเขาเองก็มีบ้านเกิด มีเรื่องที่อยากทำ และมีคนที่อยากพบเช่นกัน

               ยิ่งไปกว่านั้น คำพูดของนางยังทำให้เขาคิดถึงอดีต

               “เจ้าต้องรักษาชีวิตเอาไว้ อย่างน้อยก็ตอนที่ยังไม่ได้สิ้นหวังโดยสิ้นเชิง” จี้อวิ๋นเหอตบหลังมือของเขาเบาๆ เห็นบาดแผลทั้งหมดได้รับการทายาพันแผลเสร็จเรียบร้อยแล้ว นางก็เทยาเม็ดหนิงเสวียะออกจากขวดแล้วยื่นไปที่ริมฝีปากของเขา

               ริมฝีปากของเขาเย็นเหมือนกับแววตา

               หลังจากนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ริมฝีปากของเขาก็เผยอขึ้น ยอมให้จี้อวิ๋นเหอป้อนยาเม็ดหนิงเสวียะให้แต่โดยดี

               เห็นเขากินยาแล้ว จี้อวิ๋นเหอก็ลุกขึ้นปัดฝุ่นบนบั้นท้าย จากนั้นจึงก้มลงหยิบห่อผ้าแล้วเดินออกไปข้างนอก

               ไม่มีข้อเรียกร้อง ไม่พูดอะไรให้มากความ ราวกับว่านางมาเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บให้เขาเท่านั้น

               ราวกับว่า...

               นางตั้งใจมาช่วยเขาจริงๆ

               พอจี้อวิ๋นเหอผลักประตูออกไป ผู้ช่วยทั้งสองก็สะดุ้งตื่น

               เห็นจี้อวิ๋นเหอลงกลอนประตูห้องขัง ทั้งสองก็รีบลุกขึ้นยืน

               “ท่านผู้พิทักษ์กฎจะไปแล้วหรือขอรับ?”

               “ง่วงแล้ว จะกลับไปนอน” นางตอบก่อนจะกำชับเสียงเรียบ“วันนี้ไม่ต้องใช้คำสาปสายฟ้าบนโซ่เหล็กแล้ว เขาได้รับบาดเจ็บสาหัส ทนอีกไม่ได้แน่ พวกเจ้าแค่เฝ้าเขาเอาไว้ก็พอ”

               พูดจบก็สาวเท้าเดินจากไป ทิ้งผู้ช่วยทั้งสองให้ซุบซิบกันอยู่ในคุก “ท่านผู้พิทักษ์กฎ...อ่อนโยนกับเจ้าปีศาจนี่เกินไปหรือเปล่า?”

               “เจ้าเพิ่งมาอยู่ที่นี่ได้ไม่นาน มีบางเรื่องยังไม่เข้าใจ ท่านผู้พิทักษ์กฎก้าวมาถึงวันนี้ได้ จะมีฝีไม้ลายมือด้อยกว่าเจ้าหุบเขาน้อยได้อย่างไร? ท่านก็แค่ใช้ไม้อ่อนเท่านั้น”

               ทั้งสองซุบซิบกันพลางหันไปมองปีศาจเงือกในห้องขังแม้กระทั่งลมหายใจของเขาก็แผ่วเบามากอย่างเห็นได้ชัด ราวกับว่ายามนี้เขาไม่ได้ยินและไม่เข้าใจอะไรอีกแล้วทั้งสิ้น

               จี้อวิ๋นเหอก้าวออกจากคุกใต้ดินพลางสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าไปในปอด อากาศในคุกใต้ดินทั้งชื้นทั้งอึดอัด เทียบกับสายลมที่พัดโชยอย่างอิสรเสรีและกลิ่นดอกไม้หอมอบอวลที่เบื้องนอกไม่ได้สักนิด

               แต่เสียดายที่สายลมและกลิ่นหอมของดอกไม้ในหุบเขาบัญชาปีศาจก็เทียบกับโลกภายนอกไม่ได้เช่นกัน

               จี้อวิ๋นเหอเดินเข้าไปในส่วนลึกของทะเลดอกไม้ในหุบเขา

               กลางหุบเขาบัญชาปีศาจมีทะเลดอกไม้ขนาดใหญ่ซึ่งเหล่าผู้บัญชาการปีศาจที่มาถึงที่นี่รุ่นแรกเป็นผู้ปลูกขึ้น แต่ละฤดูกาลจะมีดอกไม้บานแตกต่างกันไป ดังนั้นทะเลดอกไม้จึงมีดอกไม้บานตลอดทั้งปี

               จนถึงวันนี้ หุบเขาบัญชาปีศาจก่อตั้งมาห้าสิบปีแล้ว เหล่าผู้บัญชาการปีศาจไม่มีอารมณ์จะมาเฝ้าดูแลรักษาดอกไม้อีก แต่การปล่อยให้มันเติบโตตามธรรมชาติกลับทำให้มันเพิ่มความดิบเถื่อนขึ้นหลายส่วน ดอกไม้บางชนิดมีหนามแหลม บางชนิดมีพิษ บางดอกสูงถึงครึ่งเอว ปกติจึงไม่ค่อยมีใครเดินเข้ามาในส่วนลึกของทะเลดอกไม้แห่งนี้สักเท่าไร

               แต่สำหรับจี้อวิ๋นเหอแล้ว ที่นี่กลับเป็นสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับสงบจิตใจ

               นางสูดกลิ่นหอมของดอกไม้พลางเดินต่อไปเรื่อยๆ แต่คิดไม่ถึงเลยว่าจะไปชนกับอาณาเขตเขตหนึ่งเข้า

               ตรงหน้ามีกำแพงไร้รูปขวางทางนางเอาไว้

               จี้อวิ๋นเหอยื่นมือไปแตะดู ในใจพอจะคาดเดาได้ว่าใครเป็นคนกางอาณาเขตไว้ในส่วนลึกของทะเลดอกไม้ในยามดึกดื่นเที่ยงคืนเช่นนี้ เพียงเคาะเบาๆ สองครั้งอาณาเขตก็หายไป ทันใดนั้นต้นจื่อเถิง* ขนาดใหญ่ต้นหนึ่งก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า ใต้ต้นไม้ที่กำลังออกดอกบานสะพรั่งมีคนสองคนยืนอยู่

               จี้อวิ๋นเหอเอ่ย “ข้าคิดอยู่แล้วว่าต้องเป็นเจ้า”

               เป็นเสวียะซานเยว่กับ...ทาสของนาง ปีศาจแมวซึ่งมีผมสีทองกับดวงตาแปลกประหลาด

               เสวียะซานเยว่บอกใครๆ ว่านี่เป็นปีศาจแมวที่นางเก็บมา เขาเป็นผู้ช่วยจับปีศาจชั้นยอดและเป็นทาสซึ่งเชื่อฟังนางโดยไร้เงื่อนไข อีกทั้งนางยังตั้งชื่อให้ปีศาจแมวด้วยว่าหลีซู

               แต่มีเพียงจี้อวิ๋นเหอเท่านั้นที่รู้ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างเสวียะซานเยว่กับหลีซูไม่ได้มีเพียงแค่นี้

               จี้อวิ๋นเหอยังจำได้ว่านางรู้จักกับเสวียะซานเยว่ในค่ำคืนหนึ่งเมื่ออายุสิบห้าสิบหกปี

               ตอนนั้นจี้อวิ๋นเหอเพิ่งแตกหักกับหลินเฮ่าชิงได้ไม่นาน นางคิดจะหนีไปจากหุบเขาบัญชาปีศาจ แต่จนใจที่ตัวเองไม่แข็งแกร่งพอซ้ำยังไม่มีใครช่วยเหลือ ตอนนั้นนางก็เดินอยู่ท่ามกลางทะเลดอกไม้เหมือนวันนี้ จากนั้น...

               ท่ามกลางมวลหมู่ดอกไม้บานสะพรั่ง ใต้แสงจันทร์กระจ่าง นางเห็นหญิงสาวผู้มีใบหน้าเย็นชาเส้นผมยาวสยายคนหนึ่งกำลังก้มลงจุมพิตชายหนุ่มซึ่งกำลังนอนหลับอยู่ใต้ต้นจื่อเถิงเบาๆ

               ชั่วขณะนั้น ดวงตาคมปลาบของเสวียะซานเยว่อ่อนโยนยิ่งกว่าสายน้ำเสียอีก

               หญิงสาวที่ตกอยู่ในห้วงรัก

               นั่นเป็นครั้งแรกที่จี้อวิ๋นเหอได้เห็นคำสี่คำนี้บนใบหน้าของหญิงสาวคนหนึ่งอย่างชัดเจน

               แต่มีเรื่องหนึ่งที่ไม่อาจบอกใคร นั่นคือคนที่หญิงสาวผู้นี้กำลังจุมพิตคือหลีซู

               นางกำลังจุมพิตปีศาจ จุมพิตทาสของนาง

               นับแต่ราชสำนักลงมือกำจัดเผ่าบัญชาปีศาจเมื่อห้าสิบปีก่อน มนุษย์กับปีศาจก็ถูกแยกออกจากกันโดยเด็ดขาด ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถก้าวข้ามเส้นแบ่งอาณาเขตไปได้ โดยเฉพาะผู้บัญชาการปีศาจซึ่งมีพลังเหนือผู้คนธรรมดา เพราะราชวงศ์หวาดระแวงเผ่าพันธุ์ที่แตกต่างจากตัวเองมาก

               พวกเขาพยายามแยกเผ่าบัญชาปีศาจกับเหล่าปีศาจออกจากกันสุดความสามารถ เพราะต้องการให้ทั้งสองฝ่ายทำงานรับใช้พวกเขา

               ดังนั้นหากมีคนถูกจับได้ว่ารักกับปีศาจ คนผู้นั้นก็ต้องถูกสังหารโดยไร้ข้อยกเว้น

               จี้อวิ๋นเหอไปเจอความลับที่เกี่ยวพันถึงความเป็นความตายเข้าพอดี แต่นางกลับเลือกที่จะจากไปเงียบๆ

               อย่างไรก็ตาม หลังจากคิดทบทวนซ้ำแล้วซ้ำเล่า จี้อวิ๋นเหอก็รู้สึกว่านางควรต้องหาพันธมิตรสักคน

               เสวียะซานเยว่มีฝีมือร้ายกาจ วิทยายุทธ์ของนางคือสิ่งที่จี้อวิ๋นเหอขาดแคลนมากที่สุด นางจะต้องได้รับการคุ้มครองจากใครสักคนถึงจะสร้างขุมกำลังของตัวเองขึ้นได้

               ด้วยเหตุนี้ วันรุ่งขึ้นจี้อวิ๋นเหอจึงไปหาเสวียะซานเยว่แล้วพูดว่า “เมื่อวานข้าเห็นอะไรบางอย่างที่ใต้ต้นจื่อเถิงในทะเลดอกไม้”

               ถึงเสวียะซานเยว่จะเป็นแค่สาวน้อยคนหนึ่ง แต่พลังของนางกลับไม่ด้อยกว่าผู้บัญชาการปีศาจที่ร้ายกาจที่สุดของราชสำนักสักนิด ข้อบกพร่องเพียงประการเดียวของนางคือนางรู้จักแต่การฆ่า
ไม่รู้จักการกำราบ พอได้ยินจี้อวิ๋นเหอพูดถึงเรื่องนี้ ดวงตาของนางก็เปล่งประกายเยียบเย็น ไอสังหารรุนแรงเริ่มก่อตัวขึ้นกลางฝ่ามือ

               “อย่าเพิ่งร้อนใจไป” จี้อวิ๋นเหอยิ้ม “ข้าดูๆ แล้วเจ้าเหมือนชาวยุทธ์ผู้ผดุงคุณธรรม บังเอิญข้าเองก็เหมือนกัน”

               เสวียะซานเยว่ยิ้มเย็น “ในหุบเขาบัญชาปีศาจมีคำว่าคุณธรรมด้วยหรือ?”

               “กล่าวคำพูดเช่นนี้ออกมาได้ ข้าก็ยิ่งชื่นชมเจ้า เหมือนอย่างที่เจ้าพูด ในหุบเขาบัญชาปีศาจไม่มีคำว่าคุณธรรม แต่...ข้ามี” นางขยับเข้าไปใกล้เสวียะซานเยว่อีกก้าว ดวงตาใสกระจ่างทั้งคู่ทำให้เสวียะซานเยว่หรี่ตาลง “ข้าเป็นคนยุติธรรม ในเมื่อตอนนี้ข้ารู้ความลับของเจ้าแล้ว ข้าก็จะบอกความลับของข้าให้เจ้ารู้เป็นการแลกเปลี่ยน เจ้าเห็นเป็นอย่างไร?”

               “บุตรสาวบุญธรรมของเจ้าหุบเขา เจ้ามีความลับอะไรที่มีค่าพอจะแลกกับชีวิตของเจ้าอย่างนั้นหรือ?”

               “หลินชางหลานเป็นคนสารเลว เขาใช้ยาควบคุมข้า เพื่อให้ข้าช่วยกระตุ้นลูกชายที่อ่อนแอของเขา และเขายังให้ข้าทำเรื่องสกปรกอีกด้วย”

               ตอนที่กล่าวคำพูดเหล่านี้ แววตาของจี้อวิ๋นเหอเยียบเย็นมาก จนถึงตอนนี้ตัวนางเองก็ยังจำได้ดี

               “เรื่องสกปรกอะไร?” เสวียะซานเยว่ถาม

               “กำราบปีศาจ เปลือกนอกส่งให้ราชนิกุล แต่จริงๆ แล้วคือใช้วิชาบัญชาปีศาจทำให้ปีศาจเหล่านั้นจงรักภักดีต่อหุบเขาบัญชาปีศาจ และส่งข่าวความลับของราชวงศ์กลับมาให้เรา”

               เสวียะซานเยว่ตกใจมาก

               จี้อวิ๋นเหอยิ้ม “ความลับนี้มากพอจะแลกกับชีวิตของข้าไหม?”

               ความลับนี้มีค่ามากกว่าชีวิตของจี้อวิ๋นเหอคนเดียวเสียอีก เพราะหากคนในราชวงศ์รู้เข้า ทุกคนในหุบเขาบัญชาปีศาจ รวมทั้งเจ้าหุบเขา จะไม่มีใครรอดชีวิตไปได้แม้แต่คนเดียว เจ้าหุบเขาบัญชาปีศาจหลินชางหลานแอบทำเรื่องเช่นนี้ลับหลังผู้คน ซ้ำยังมีผู้บัญชาการปีศาจที่...ทำตามคำสั่งของเขาอีกด้วย

 

 

 

-------

* หมายถึงต้นวิสทีเรีย

10.เจ้ามาทำอะไรอยู่ที่นี่?

               เสวียะซานเยว่นิ่งเงียบไปนาน นางกวาดตามองจี้อวิ๋นเหอเหมือนกำลังพิจารณาดูว่าคำพูดของอีกฝ่ายน่าเชื่อถือแค่ไหน สุดท้ายนางก็เอ่ยถามว่า “เจ้าต้องการอะไร?”

               “ข้าต้องการเพื่อนสักคน” นางยิ้มพลางเอื้อมมือไปจับเส้นผมยาวของเสวียะซานเยว่แล้วพันนิ้วกับผมของอีกฝ่ายเล่น “เพื่อนที่จะไม่มีวันทรยศข้าตลอดกาล”

               มิตรภาพที่สร้างขึ้นจากการล่วงรู้ความลับขั้นสุดยอดของอีกฝ่ายย่อมแข็งแกร่งมากเป็นพิเศษ

               “ข้ายังต้องการเพื่อนที่จะหนีออกไปจากหุบเขาบัญชาปีศาจพร้อมกับข้าด้วย”

               เสวียะซานเยว่ตะลึงงัน

               จี้อวิ๋นเหอไม่โง่ นับแต่ชั่วขณะที่เห็นเสวียะซานเยว่จูบหลีซู นางก็รู้แล้วว่าอะไรคือสิ่งที่เสวียะซานเยว่ต้องการ อีกฝ่ายก็เหมือนกับนาง อยากไปจากหุบเขาบัญชาปีศาจ อยากมีอิสระ อยากใช้ชีวิตแบบที่ตัวเองต้องการ

               ด้วยเหตุนี้ คำพูดประโยคนี้จึงทำให้นางรักษาชีวิตเอาไว้ได้ซ้ำยังแลกเพื่อนมาคนหนึ่ง

               นับแต่นั้นเป็นต้นมา จี้อวิ๋นเหอก็เริ่มวางแผน นางเริ่มสร้างขุมกำลังของตัวเองในหุบเขาบัญชาปีศาจโดยอาศัยผลประโยชน์และมิตรภาพเป็นเครื่องมือ

               โชคดีที่เพื่อนซึ่งได้มาด้วยการแลกความลับและผลประโยชน์ สุดท้ายแล้วกลับกลายมาเป็นเพื่อนแท้

               บางทีอาจเป็นเพราะบนโลกใบนี้มีคนบางคนที่เกิดมาถูกชะตากันอยู่แล้ว หรือไม่ก็อาจเป็นเพราะพวกนางคล้ายกันมาก ต่างฝ่ายต่างมีความคิดต่อต้านฝังลึกอยู่ในกระดูก ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นก็ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง

               ย้อนกลับไปคิดถึงอดีตแล้ว จี้อวิ๋นเหอก็อดทอดถอนใจไม่ได้

               “เจ้ามาทำอะไรอยู่ที่นี่?” เสียงของเสวียะซานเยว่ดึงความคิดของนางกลับมา “รักษาบาดแผลให้ปีศาจเงือกเสร็จแล้วหรือ?”

               จี้อวิ๋นเหอโบกมือเป็นเชิงทักทายเสวียะซานเยว่กับหลีซู “บาดแผลนั่นคิดจะรักษาก็รักษาได้อย่างนั้นหรือ” จี้อวิ๋นเหอเหลือบมองหลีซูแวบหนึ่ง “เจ้าระวังตัวหน่อย ตอนนี้ไม่เหมือนกับเมื่อก่อน”

               เสวียะซานเยว่พยักหน้า หลีซูซึ่งยืนอยู่ข้างๆ ก้มลงมองนางแวบหนึ่ง ดวงตาสีแดงข้างหนึ่งสีน้ำเงินข้างหนึ่งฉายแววอ่อนโยนไม่แตกต่างกัน

               จี้อวิ๋นเหอมองดอกจื่อเถิงที่โปรยปรายลงมา ภาพของคนสองคนที่ยืนอยู่ใต้ต้นไม้ท่ามกลางแสงจันทร์ดูงดงามราวกับภาพวาด

               พวกเขาเหมาะสมกันถึงเพียงนั้นแต่กลับต้องทำตัวหลบๆ ซ่อนๆ เหมือนหัวขโมยเพราะกฎเกณฑ์บ้าๆ บอๆ จี้อวิ๋นเหอถอนใจพลางปัดฝุ่นบนเสื้อผ้า จากนั้นก็ตั้งท่าจะจากไป “ไม่รบกวนแล้ว
ข้ากลับไปก่อนนะ”

               ระหว่างทางเดินกลับ นางเงยหน้าขึ้นมองดวงจันทร์พลางคิดหวังว่าตัวเองจะได้ไปจากหุบเขาบัญชาปีศาจเร็วขึ้นอีกนิด หวังว่าชีวิตที่ต้องคอยวางแผนเล่นงานกันและต้องคอยหวาดระแวงอยู่ตลอดเวลาจะจบลงเร็วขึ้นอีกนิด และหวังว่าคนที่นางใส่ใจจะได้ใช้ชีวิตอย่างอิสรเสรีเร็วขึ้นอีกนิด

 

               วันรุ่งขึ้น หลินเฮ่าชิงไปที่คุกใต้ดินตั้งแต่ฟ้ายังไม่ทันสาง

               เห็นบาดแผลบนร่างของปีศาจเงือกถูกจี้อวิ๋นเหอรักษาเรียบร้อยแล้ว เขาก็ไม่ได้พูดอะไรมาก เขาเพียงแค่สั่งให้จับปีศาจเงือกขึ้นไปแขวนไว้เหมือนเดิม จากนั้นก็เริ่มถามคำถาม หากปีศาจเงือก
ไม่ตอบ เขาก็ใช้สายฟ้าลงโทษ

               นี่เป็นวิธีที่หุบเขาบัญชาปีศาจใช้บ่อยๆ ลงทัณฑ์ปีศาจไปเรื่อยๆ จนกระทั่งแนวป้องกันในใจของอีกฝ่ายถูกทำลายและเริ่มทำตามที่ผู้บัญชาการปีศาจต้องการ ขอเพียงยอมทำตามครั้งหนึ่ง
ผู้บัญชาการปีศาจก็จะเริ่มให้รางวัล นานวันเข้าเหล่าปีศาจก็จะเคยชินกับการทำตามทุกคำสั่งของผู้บัญชาการปีศาจ

               อย่างไรก็ตาม มีปีศาจบางตนเหมือนกันที่หัวแข็งมากจนกระทั่งตายก็ยังไม่ยอมทำตามคำสั่งของผู้บัญชาการปีศาจ แต่ไม่เคยมีปีศาจตนไหนที่...เย็นชาเหมือนปีศาจเงือกตนนี้มาก่อน

               ทุกครั้งที่ถูกสายฟ้าฟาด เขาไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้ใดๆ ทั้งสิ้น ราวกับว่าเขาสามารถควบคุมทุกปฏิกิริยาตอบโต้ของตัวเองได้ เขาจะเอาแต่ก้มหน้า หลับตา ไม่พูดไม่จา ทำให้ผู้อื่นมองไม่เห็นจุดอ่อนของเขา

               เมื่อไม่รู้ว่าถูกสายฟ้าฟาดเข้าที่ไหนถึงจะทำให้เขาเจ็บมากที่สุด หลินเฮ่าชิงก็ไม่สามารถลงทัณฑ์ไปที่จุดอ่อนของเขา

               หลินเฮ่าชิงเสียเวลาไปมาก แต่ผลลัพธ์ก็ไม่ต่างจากเมื่อวาน จนกระทั่งใกล้เที่ยง จี้อวิ๋นเหอถึงได้ย่างกรายมา

               วันนี้มีคนมามุงดูน้อยกว่าเมื่อวานมาก จี้อวิ๋นเหออ้าปากหาวพลางก้าวเข้ามาในคุกใต้ดิน ผู้ช่วยของหลินเฮ่าชิงเหลือบไปเห็นนางเข้าก็รีบเอ่ยทัก “ท่านผู้พิทักษ์กฎ”

               จี้อวิ๋นเหอพยักหน้าพลางเดินไปนั่งลงที่ก้อนหินด้านข้าง ไม่ได้รีบร้อนชิงดีชิงเด่นกับหลินเฮ่าชิงสักนิด

               แต่ทันทีที่นางนั่งลง ปีศาจเงือกกลับลืมตาขึ้นมองนาง ดวงตาสีน้ำเงินเย็นชาไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ แต่ชั่วขณะต่อมาเขาก็หลับตาลงเหมือนเดิม

               “อวิ๋นเหอ”

               จี้อวิ๋นเหอตะลึงงันไปครู่หนึ่ง เพราะหลินเฮ่าชิงไม่ได้เรียกนางแบบนี้มาหลายปีแล้ว พอตั้งสติได้นางก็ลุกขึ้นยืน “เจ้าหุบเขาน้อย?”

               “ตอนบ่ายข้าต้องไปที่หอควบคุมกฎ ปีศาจเงือกนี่มอบให้เจ้ากำราบก็แล้วกัน”

               จี้อวิ๋นเหอชะงัก “หอควบคุมกฎ?” หัวใจของนางกระตุกวูบ“ผู้บัญชาการปีศาจคนไหนทำผิดกฎอย่างนั้นหรือ? ถึงกับต้องรบกวนเจ้าหุบเขาน้อยด้วย?”

               หลินเฮ่าชิงพยักหน้าด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “เช้าวันนี้ ท่านเจ้าหุบเขาได้รับจดหมายลับร้องเรียนว่าผู้บัญชาการปีศาจเสวียะซานเยว่กับหลีซูทาสของนางมีความสัมพันธ์ลับๆ ต่อกัน ท่านเจ้าหุบเขาจึงมีคำสั่งให้ข้าไปสอบสวนเสวียะซานเยว่”

               หลินเฮ่าชิงกล่าวคำพูดนี้ด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่จี้อวิ๋นเหอฟังแล้วกลับหนาวเยือกไปทั้งร่าง

               นางเงยหน้าขึ้นมองหลินเฮ่าชิงเงียบๆ พลางพยายามบังคับตัวเองไม่ให้แสดงความรู้สึกใดๆ ออกมาทางสีหน้า ราวกับว่าเสวียะซานเยว่ที่เขาพูดถึงไม่ได้เกี่ยวข้องกับนางสักนิด

               แต่จะไม่เกี่ยวข้องได้อย่างไร ใครๆ ในหุบเขาบัญชาปีศาจต่างก็รู้กันทั้งนั้นว่าเสวียะซานเยว่เป็นมือซ้ายขวาของจี้อวิ๋นเหอ และเพราะมีเสวียะซานเยว่อยู่ จี้อวิ๋นเหอจึงสามารถเปลี่ยนฐานะจากบุตรสาวบุญธรรมของเจ้าหุบเขาไปเป็นผู้บัญชาการปีศาจที่แข็งแกร่งที่สุดในหุบเขาบัญชาปีศาจได้รวดเร็วถึงเพียงนี้

               หลินเฮ่าชิงตั้งใจพูดให้นางฟัง เบื้องหลังสีหน้าอ่อนโยนและคำพูดแสนสุภาพของเขามีรอยยิ้มเยาะหยันและความปลาบปลื้มยินดีซ่อนอยู่

               เสแสร้ง...

               แต่จี้อวิ๋นเหอไม่อาจก่นด่าเขา เพราะนางเองก็เสแสร้งเช่นกัน

               นางแสร้งทำเป็นงุนงงแกมประหลาดใจ “เอ๋? ทำไมเสวียะซานเยว่ถึงได้ทำเรื่องเหลวไหลแบบนี้? รบกวนท่านเจ้าหุบเขาน้อยช่วยสอบสวนให้กระจ่างด้วย”

               “แน่นอนอยู่แล้ว ปีศาจเงือกตนนี้ปากแข็งมาก ตอนบ่ายต้องรบกวนผู้พิทักษ์กฎแล้ว” หลินเฮ่าชิงกล่าวจบก็หันกายเดินจากไป

               จี้อวิ๋นเหอมองเขาจากไปพร้อมกับผู้ช่วยเป็นโขยงที่เดินตามหลัง แต่วันนี้แตกต่างจากเมื่อวาน เพราะเขาไม่ได้ทิ้งผู้ช่วยเอาไว้แม้แต่คนเดียว ราวกับว่าต่อให้วันนี้จี้อวิ๋นเหอทำให้ปีศาจเงือกเอ่ยปากพูดได้ เขาก็ไม่สนใจผลแพ้ชนะสักนิด

               ก่อนจากไป หลินเฮ่าชิงหันกลับไปมองแวบหนึ่ง ภาพที่เขาเห็นคือภาพที่จี้อวิ๋นเหอกำลังก้มหน้าพลางกำหมัดแน่น

               เขารู้จักจี้อวิ๋นเหอเหมือนกับที่จี้อวิ๋นเหอรู้จักเขา

               เขาเองก็มองเห็นความรู้สึกที่แท้จริงซึ่งซ่อนอยู่ใต้หน้ากากจอมปลอมของอีกฝ่ายเช่นกัน

               ใครใช้ให้เขากับนางเป็น ‘พี่น้อง’ ที่เติบโตมาด้วยกันและสนิทสนมกันมาตั้งแต่เด็กเล่า...

               มุมปากของหลินเฮ่าชิงยกขึ้นเล็กน้อยพลางแค่นเสียงเย็นคำหนึ่ง ไม่รู้เหมือนกันว่ากำลังยิ้มหรือกำลังเยาะหยัน

               ผู้ช่วยที่อยู่ข้างๆ ไม่เข้าใจการกระทำของหลินเฮ่าชิงสักนิด

               “ท่านเจ้าหุบเขาน้อย ปล่อยผู้พิทักษ์กฎไว้คนเดียวแบบนี้จะดีหรือขอรับ? เมื่อวานพวกข้าดูแล้วรู้สึกว่า ผู้พิทักษ์กฎดูเหมือนจะใช้แผน...ไม้อ่อน หากวันนี้นางทำให้ปีศาจเงือกเอ่ยปากพูดได้...”

               “ไม่เป็นไร แผนโจมตีจิตใจต้องใช้เวลา แล้ววันนี้นางก็คงไม่มีอารมณ์จะใช้เล่ห์เหลี่ยมอะไร ยิ่งไปกว่านั้น...” เขาชะงักเล็กน้อยก่อนจะทอดตามองไปยังทิศที่ตั้งของหอควบคุมกฎ “ต่อให้นางชนะยกแรกก็ไม่เป็นไรเหมือนกัน”

               จี้อวิ๋นเหอที่ไม่มีเสวียะซานเยว่ก็ไม่ต่างอะไรกับแมวที่ถูกถอนเขี้ยวเล็บ จะมีปัญญาทำอะไรได้

               ความคิดของหลินเฮ่าชิงไม่ได้มีอคติ

               หากสูญเสียเสวียะซานเยว่ไป จี้อวิ๋นเหอคงไม่ต่างอะไรกับได้รับบาดเจ็บสาหัส

               ไม่มีใครในหุบเขาบัญชาปีศาจรู้ว่าเสวียะซานเยว่ร้ายกาจถึงขั้นไหน ทุกคนรู้เพียงแค่ว่านับแต่อายุครบสิบหกปี เสวียะซานเยว่ก็ไม่เคยพ่ายแพ้ปีศาจตนไหนมาก่อน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ผู้บัญชาการปีศาจจากเขตแดนอื่นๆ เดินทางมาแลกเปลี่ยนฝีมือ เกือบสิบปีมานี้เสวียะซานเยว่ยังไม่ทันได้ใช้ความสามารถทั้งหมดที่มีก็สามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ได้อย่างง่ายดายทุกครั้ง

               ด้วยเหตุนี้ ถึงแม้ว่าเสวียะซานเยว่จะเป็นคนอารมณ์ร้ายแต่กลับไม่มีใครในหุบเขาบัญชาปีศาจกล้าพูดจาล่วงเกินนางสักคนแม้กระทั่งเจ้าหุบเขาก็เหมือนจงใจปล่อยให้นางทำทุกอย่างตามใจชอบ

               นางเหมือนกับผู้บัญชาการปีศาจที่มีชีวิตอยู่เมื่อห้าสิบปีก่อน ในจิตวิญญาณจึงเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น รักอิสรเสรี เอาแต่ใจ ซ้ำยังแข็งแกร่งมากอย่างที่ไม่มีใครสามารถเอาชนะได้ ลักษณะเด่นเหล่านี้ล้วนเห็นได้อย่างชัดเจนในตัวนาง

               เพราะไม่รู้จักความหวั่นเกรง นางถึงได้กล้าฝ่าฝืนข้อห้ามไปรักกับปีศาจ