บาดแผลสุดท้ายที่ยังไม่ได้จัดการคือตราประทับบนข้อมือของปีศาจเงือกที่เกิดจากการถูกโซ่เหล็กรัด
โซ่เหล็กเสียดสีกับผิวหนังของเขาอย่างแรง ทำให้ข้อมือของเขาเป็นแผลเหวอะหวะ ตอนนี้แผลเริ่มตกสะเก็ดบ้างแล้ว แต่ก็ยิ่งดูน่าเกลียด จี้อวิ๋นเหอช่วยล้างแผลใส่ยาให้เขา ระหว่างที่กำลังพันแผล จู่ๆ นางก็รู้สึกว่ามีสายตาเยียบเย็นคู่หนึ่งกำลังจ้องตรงมา
“อ้อ เจ้าตื่นแล้วหรือ” จี้อวิ๋นเหอเอ่ยทัก
ดวงตาสีน้ำเงินจับจ้องนางไม่วางตา จี้อวิ๋นเหอวางยาเม็ดหนิงเสวียะลงตรงหน้าเขา “กินแล้วจะช่วยรักษาอาการบาดเจ็บของเจ้าได้”
ปีศาจเงือกไม่พูดอะไร
“ข้ารู้ว่าเจ้ากำลังคิดอะไรอยู่” จี้อวิ๋นเหอพันแผลให้เขาต่อไปเรื่อยๆ น้ำเสียงที่พูดราบเรียบไม่ต่างจากตอนที่พูดคุยกับชาวหุบเขาบัญชาปีศาจคนอื่นๆ “เจ้ากำลังคิดว่าตายเสียยังดีกว่า หากเป็นข้า
ข้าก็คงคิดเหมือนกัน แต่ถ้าเจ้ายังมีบ้านเกิด ยังมีเรื่องที่ยังไม่ได้ทำยังมีคนที่อยากพบ...”
พูดถึงตรงนี้ จี้อวิ๋นเหอก็เหลือบมองปีศาจเงือกแวบหนึ่ง นางสังเกตเห็นว่าคำพูดของนางทำให้แววตาของเขาไหววูบเล็กน้อย
จี้อวิ๋นเหอรู้ว่าเขาเข้าใจ นางรู้ว่าเขามีความรู้สึกแบบเดียวกับมนุษย์ หรืออาจจะพูดได้ว่าเขาเองก็มีบ้านเกิด มีเรื่องที่อยากทำ และมีคนที่อยากพบเช่นกัน
ยิ่งไปกว่านั้น คำพูดของนางยังทำให้เขาคิดถึงอดีต
“เจ้าต้องรักษาชีวิตเอาไว้ อย่างน้อยก็ตอนที่ยังไม่ได้สิ้นหวังโดยสิ้นเชิง” จี้อวิ๋นเหอตบหลังมือของเขาเบาๆ เห็นบาดแผลทั้งหมดได้รับการทายาพันแผลเสร็จเรียบร้อยแล้ว นางก็เทยาเม็ดหนิงเสวียะออกจากขวดแล้วยื่นไปที่ริมฝีปากของเขา
ริมฝีปากของเขาเย็นเหมือนกับแววตา
หลังจากนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ริมฝีปากของเขาก็เผยอขึ้น ยอมให้จี้อวิ๋นเหอป้อนยาเม็ดหนิงเสวียะให้แต่โดยดี
เห็นเขากินยาแล้ว จี้อวิ๋นเหอก็ลุกขึ้นปัดฝุ่นบนบั้นท้าย จากนั้นจึงก้มลงหยิบห่อผ้าแล้วเดินออกไปข้างนอก
ไม่มีข้อเรียกร้อง ไม่พูดอะไรให้มากความ ราวกับว่านางมาเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บให้เขาเท่านั้น
ราวกับว่า...
นางตั้งใจมาช่วยเขาจริงๆ
พอจี้อวิ๋นเหอผลักประตูออกไป ผู้ช่วยทั้งสองก็สะดุ้งตื่น
เห็นจี้อวิ๋นเหอลงกลอนประตูห้องขัง ทั้งสองก็รีบลุกขึ้นยืน
“ท่านผู้พิทักษ์กฎจะไปแล้วหรือขอรับ?”
“ง่วงแล้ว จะกลับไปนอน” นางตอบก่อนจะกำชับเสียงเรียบ“วันนี้ไม่ต้องใช้คำสาปสายฟ้าบนโซ่เหล็กแล้ว เขาได้รับบาดเจ็บสาหัส ทนอีกไม่ได้แน่ พวกเจ้าแค่เฝ้าเขาเอาไว้ก็พอ”
พูดจบก็สาวเท้าเดินจากไป ทิ้งผู้ช่วยทั้งสองให้ซุบซิบกันอยู่ในคุก “ท่านผู้พิทักษ์กฎ...อ่อนโยนกับเจ้าปีศาจนี่เกินไปหรือเปล่า?”
“เจ้าเพิ่งมาอยู่ที่นี่ได้ไม่นาน มีบางเรื่องยังไม่เข้าใจ ท่านผู้พิทักษ์กฎก้าวมาถึงวันนี้ได้ จะมีฝีไม้ลายมือด้อยกว่าเจ้าหุบเขาน้อยได้อย่างไร? ท่านก็แค่ใช้ไม้อ่อนเท่านั้น”
ทั้งสองซุบซิบกันพลางหันไปมองปีศาจเงือกในห้องขังแม้กระทั่งลมหายใจของเขาก็แผ่วเบามากอย่างเห็นได้ชัด ราวกับว่ายามนี้เขาไม่ได้ยินและไม่เข้าใจอะไรอีกแล้วทั้งสิ้น
จี้อวิ๋นเหอก้าวออกจากคุกใต้ดินพลางสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าไปในปอด อากาศในคุกใต้ดินทั้งชื้นทั้งอึดอัด เทียบกับสายลมที่พัดโชยอย่างอิสรเสรีและกลิ่นดอกไม้หอมอบอวลที่เบื้องนอกไม่ได้สักนิด
แต่เสียดายที่สายลมและกลิ่นหอมของดอกไม้ในหุบเขาบัญชาปีศาจก็เทียบกับโลกภายนอกไม่ได้เช่นกัน
จี้อวิ๋นเหอเดินเข้าไปในส่วนลึกของทะเลดอกไม้ในหุบเขา
กลางหุบเขาบัญชาปีศาจมีทะเลดอกไม้ขนาดใหญ่ซึ่งเหล่าผู้บัญชาการปีศาจที่มาถึงที่นี่รุ่นแรกเป็นผู้ปลูกขึ้น แต่ละฤดูกาลจะมีดอกไม้บานแตกต่างกันไป ดังนั้นทะเลดอกไม้จึงมีดอกไม้บานตลอดทั้งปี
จนถึงวันนี้ หุบเขาบัญชาปีศาจก่อตั้งมาห้าสิบปีแล้ว เหล่าผู้บัญชาการปีศาจไม่มีอารมณ์จะมาเฝ้าดูแลรักษาดอกไม้อีก แต่การปล่อยให้มันเติบโตตามธรรมชาติกลับทำให้มันเพิ่มความดิบเถื่อนขึ้นหลายส่วน ดอกไม้บางชนิดมีหนามแหลม บางชนิดมีพิษ บางดอกสูงถึงครึ่งเอว ปกติจึงไม่ค่อยมีใครเดินเข้ามาในส่วนลึกของทะเลดอกไม้แห่งนี้สักเท่าไร
แต่สำหรับจี้อวิ๋นเหอแล้ว ที่นี่กลับเป็นสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับสงบจิตใจ
นางสูดกลิ่นหอมของดอกไม้พลางเดินต่อไปเรื่อยๆ แต่คิดไม่ถึงเลยว่าจะไปชนกับอาณาเขตเขตหนึ่งเข้า
ตรงหน้ามีกำแพงไร้รูปขวางทางนางเอาไว้
จี้อวิ๋นเหอยื่นมือไปแตะดู ในใจพอจะคาดเดาได้ว่าใครเป็นคนกางอาณาเขตไว้ในส่วนลึกของทะเลดอกไม้ในยามดึกดื่นเที่ยงคืนเช่นนี้ เพียงเคาะเบาๆ สองครั้งอาณาเขตก็หายไป ทันใดนั้นต้นจื่อเถิง* ขนาดใหญ่ต้นหนึ่งก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า ใต้ต้นไม้ที่กำลังออกดอกบานสะพรั่งมีคนสองคนยืนอยู่
จี้อวิ๋นเหอเอ่ย “ข้าคิดอยู่แล้วว่าต้องเป็นเจ้า”
เป็นเสวียะซานเยว่กับ...ทาสของนาง ปีศาจแมวซึ่งมีผมสีทองกับดวงตาแปลกประหลาด
เสวียะซานเยว่บอกใครๆ ว่านี่เป็นปีศาจแมวที่นางเก็บมา เขาเป็นผู้ช่วยจับปีศาจชั้นยอดและเป็นทาสซึ่งเชื่อฟังนางโดยไร้เงื่อนไข อีกทั้งนางยังตั้งชื่อให้ปีศาจแมวด้วยว่าหลีซู
แต่มีเพียงจี้อวิ๋นเหอเท่านั้นที่รู้ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างเสวียะซานเยว่กับหลีซูไม่ได้มีเพียงแค่นี้
จี้อวิ๋นเหอยังจำได้ว่านางรู้จักกับเสวียะซานเยว่ในค่ำคืนหนึ่งเมื่ออายุสิบห้าสิบหกปี
ตอนนั้นจี้อวิ๋นเหอเพิ่งแตกหักกับหลินเฮ่าชิงได้ไม่นาน นางคิดจะหนีไปจากหุบเขาบัญชาปีศาจ แต่จนใจที่ตัวเองไม่แข็งแกร่งพอซ้ำยังไม่มีใครช่วยเหลือ ตอนนั้นนางก็เดินอยู่ท่ามกลางทะเลดอกไม้เหมือนวันนี้ จากนั้น...
ท่ามกลางมวลหมู่ดอกไม้บานสะพรั่ง ใต้แสงจันทร์กระจ่าง นางเห็นหญิงสาวผู้มีใบหน้าเย็นชาเส้นผมยาวสยายคนหนึ่งกำลังก้มลงจุมพิตชายหนุ่มซึ่งกำลังนอนหลับอยู่ใต้ต้นจื่อเถิงเบาๆ
ชั่วขณะนั้น ดวงตาคมปลาบของเสวียะซานเยว่อ่อนโยนยิ่งกว่าสายน้ำเสียอีก
หญิงสาวที่ตกอยู่ในห้วงรัก
นั่นเป็นครั้งแรกที่จี้อวิ๋นเหอได้เห็นคำสี่คำนี้บนใบหน้าของหญิงสาวคนหนึ่งอย่างชัดเจน
แต่มีเรื่องหนึ่งที่ไม่อาจบอกใคร นั่นคือคนที่หญิงสาวผู้นี้กำลังจุมพิตคือหลีซู
นางกำลังจุมพิตปีศาจ จุมพิตทาสของนาง
นับแต่ราชสำนักลงมือกำจัดเผ่าบัญชาปีศาจเมื่อห้าสิบปีก่อน มนุษย์กับปีศาจก็ถูกแยกออกจากกันโดยเด็ดขาด ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถก้าวข้ามเส้นแบ่งอาณาเขตไปได้ โดยเฉพาะผู้บัญชาการปีศาจซึ่งมีพลังเหนือผู้คนธรรมดา เพราะราชวงศ์หวาดระแวงเผ่าพันธุ์ที่แตกต่างจากตัวเองมาก
พวกเขาพยายามแยกเผ่าบัญชาปีศาจกับเหล่าปีศาจออกจากกันสุดความสามารถ เพราะต้องการให้ทั้งสองฝ่ายทำงานรับใช้พวกเขา
ดังนั้นหากมีคนถูกจับได้ว่ารักกับปีศาจ คนผู้นั้นก็ต้องถูกสังหารโดยไร้ข้อยกเว้น
จี้อวิ๋นเหอไปเจอความลับที่เกี่ยวพันถึงความเป็นความตายเข้าพอดี แต่นางกลับเลือกที่จะจากไปเงียบๆ
อย่างไรก็ตาม หลังจากคิดทบทวนซ้ำแล้วซ้ำเล่า จี้อวิ๋นเหอก็รู้สึกว่านางควรต้องหาพันธมิตรสักคน
เสวียะซานเยว่มีฝีมือร้ายกาจ วิทยายุทธ์ของนางคือสิ่งที่จี้อวิ๋นเหอขาดแคลนมากที่สุด นางจะต้องได้รับการคุ้มครองจากใครสักคนถึงจะสร้างขุมกำลังของตัวเองขึ้นได้
ด้วยเหตุนี้ วันรุ่งขึ้นจี้อวิ๋นเหอจึงไปหาเสวียะซานเยว่แล้วพูดว่า “เมื่อวานข้าเห็นอะไรบางอย่างที่ใต้ต้นจื่อเถิงในทะเลดอกไม้”
ถึงเสวียะซานเยว่จะเป็นแค่สาวน้อยคนหนึ่ง แต่พลังของนางกลับไม่ด้อยกว่าผู้บัญชาการปีศาจที่ร้ายกาจที่สุดของราชสำนักสักนิด ข้อบกพร่องเพียงประการเดียวของนางคือนางรู้จักแต่การฆ่า
ไม่รู้จักการกำราบ พอได้ยินจี้อวิ๋นเหอพูดถึงเรื่องนี้ ดวงตาของนางก็เปล่งประกายเยียบเย็น ไอสังหารรุนแรงเริ่มก่อตัวขึ้นกลางฝ่ามือ
“อย่าเพิ่งร้อนใจไป” จี้อวิ๋นเหอยิ้ม “ข้าดูๆ แล้วเจ้าเหมือนชาวยุทธ์ผู้ผดุงคุณธรรม บังเอิญข้าเองก็เหมือนกัน”
เสวียะซานเยว่ยิ้มเย็น “ในหุบเขาบัญชาปีศาจมีคำว่าคุณธรรมด้วยหรือ?”
“กล่าวคำพูดเช่นนี้ออกมาได้ ข้าก็ยิ่งชื่นชมเจ้า เหมือนอย่างที่เจ้าพูด ในหุบเขาบัญชาปีศาจไม่มีคำว่าคุณธรรม แต่...ข้ามี” นางขยับเข้าไปใกล้เสวียะซานเยว่อีกก้าว ดวงตาใสกระจ่างทั้งคู่ทำให้เสวียะซานเยว่หรี่ตาลง “ข้าเป็นคนยุติธรรม ในเมื่อตอนนี้ข้ารู้ความลับของเจ้าแล้ว ข้าก็จะบอกความลับของข้าให้เจ้ารู้เป็นการแลกเปลี่ยน เจ้าเห็นเป็นอย่างไร?”
“บุตรสาวบุญธรรมของเจ้าหุบเขา เจ้ามีความลับอะไรที่มีค่าพอจะแลกกับชีวิตของเจ้าอย่างนั้นหรือ?”
“หลินชางหลานเป็นคนสารเลว เขาใช้ยาควบคุมข้า เพื่อให้ข้าช่วยกระตุ้นลูกชายที่อ่อนแอของเขา และเขายังให้ข้าทำเรื่องสกปรกอีกด้วย”
ตอนที่กล่าวคำพูดเหล่านี้ แววตาของจี้อวิ๋นเหอเยียบเย็นมาก จนถึงตอนนี้ตัวนางเองก็ยังจำได้ดี
“เรื่องสกปรกอะไร?” เสวียะซานเยว่ถาม
“กำราบปีศาจ เปลือกนอกส่งให้ราชนิกุล แต่จริงๆ แล้วคือใช้วิชาบัญชาปีศาจทำให้ปีศาจเหล่านั้นจงรักภักดีต่อหุบเขาบัญชาปีศาจ และส่งข่าวความลับของราชวงศ์กลับมาให้เรา”
เสวียะซานเยว่ตกใจมาก
จี้อวิ๋นเหอยิ้ม “ความลับนี้มากพอจะแลกกับชีวิตของข้าไหม?”
ความลับนี้มีค่ามากกว่าชีวิตของจี้อวิ๋นเหอคนเดียวเสียอีก เพราะหากคนในราชวงศ์รู้เข้า ทุกคนในหุบเขาบัญชาปีศาจ รวมทั้งเจ้าหุบเขา จะไม่มีใครรอดชีวิตไปได้แม้แต่คนเดียว เจ้าหุบเขาบัญชาปีศาจหลินชางหลานแอบทำเรื่องเช่นนี้ลับหลังผู้คน ซ้ำยังมีผู้บัญชาการปีศาจที่...ทำตามคำสั่งของเขาอีกด้วย
-------
* หมายถึงต้นวิสทีเรีย