ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

สยบรักจอมเสเพล(长风渡)

ผู้แต่ง Mo Shu Bai
ผู้แปล Hongsamut
ประเภท
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
ในสังคมจีน... คำว่า 'อิปู้เติงทียน' หรือ 'ก้าวเดียวขึ้นสวรรค์' เป็นสิ่งที่หญิงสาวไฝ่ฝันกันมาก แล้วทำอย่างไรจึงจะขึ้นสวรรค์ได้ในก้าวเดียวเล่า? ก็ต้องหาสามีดีๆ น่ะสิ! เพื่อที่จะแต่งงานกับผู้ชายที่ดีพร้อม 'หลิ่วอวี้หรู' ไช้เวลาสิบห้าปีในการฝึกฝนตัวเองให้เป็นสตรีที่เพียบพร้อม อ่อนหวาน ฉลาด และช่างเอาอกเอาใจ แต่ฝันหวานสิบห้าปีของนางกลับพังทลายลง เมื่อสุดท้ายโชคไม่เข้าข้างทำไห้นางต้องแต่งกับจอมเสเพล 'กู้จิ่วชีอ' เจ้าลูกแหง่พ่อแม่ไม่สั่งสอนที่วันๆ เอาแต่เที่ยวเตร่สำมะเลเทเมา เก่งสุดคือหาเรื่องใช้เงิน จาก 'ก้าวเดียวขึ้นสวรรค์' กลายเปิน 'ก้าวเดียวลงนรก' นางควรทำอย่างไรต่อดี? อ่อนแอก็แพ้ไปอย่างนั้นรึ! ไม่.. คนอย่างหลิ่วอวี้หรูไม่เคยพายแพ้ให้กับโชคชะตา ในเมื่อนางใช้เวลาสิบห้าปีในการฝึกฝนตัวเอง จะขอใช้เวลาห้าสิบปีที่เหลือในชีวิตฝึกฝนเขาบ้าง คิดได้ดังนั้นนางจึงคว้ามีดมากุมไว้ในมือ เริ่มปฏิบัติการเปลี่ยนไอ้ชั่วให้เป็นผัวแห่งชาติ!

บทนำ

สยบรักจอมเสเพล 
จากเรื่อง: 长风渡
Mo Shu Bai เขียน ห้องสมุด แปล
Author: Mo Shu Bai
Chinese edition copyright 北京晋江原创网络科技有限公司
Cover Picture Jiu Wei Yao Hu, Jun Ling
Thai edition copyright Hongsamut.com Co., Ltd.
ALL RIGHTS RESERVED

------------------------------------
 

ในสังคมจีน...
คำว่า 'อิปู้เติงทียน' หรือ 'ก้าวเดียวขึ้นสวรรค์' เป็นสิ่งที่หญิงสาวไฝ่ฝันกันมาก
แล้วทำอย่างไรจึงจะขึ้นสวรรค์ได้ในก้าวเดียวเล่า?
ก็ต้องหาสามีดีๆ น่ะสิ!

เพื่อที่จะแต่งงานกับผู้ชายที่ดีพร้อม
'หลิ่วอวี้หรู' ไช้เวลาสิบห้าปีในการฝึกฝนตัวเองให้เป็นสตรีที่เพียบพร้อม
อ่อนหวาน ฉลาด และช่างเอาอกเอาใจ

แต่ฝันหวานสิบห้าปีของนางกลับพังทลายลง
เมื่อสุดท้ายโชคไม่เข้าข้างทำไห้นางต้องแต่งกับจอมเสเพล 'กู้จิ่วชีอ'
เจ้าลูกแหง่พ่อแม่ไม่สั่งสอนที่วันๆ เอาแต่เที่ยวเตร่สำมะเลเทเมา เก่งสุดคือหาเรื่องใช้เงิน

จาก 'ก้าวเดียวขึ้นสวรรค์' กลายเปิน 'ก้าวเดียวลงนรก' นางควรทำอย่างไรต่อดี?
อ่อนแอก็แพ้ไปอย่างนั้นรึ!

ไม่.. คนอย่างหลิ่วอวี้หรูไม่เคยพายแพ้ให้กับโชคชะตา
ในเมื่อนางใช้เวลาสิบห้าปีในการฝึกฝนตัวเอง จะขอใช้เวลาห้าสิบปีที่เหลือในชีวิตฝึกฝนเขาบ้าง
คิดได้ดังนั้นนางจึงคว้ามีดมากุมไว้ในมือ
เริ่มปฏิบัติการเปลี่ยนไอ้ชั่วให้เป็นผัวแห่งชาติ!

สารบัญ

1.ข้าฝันร้าย

               ราตรีนี้มืดมิดราวกับอยู่ในฝัน

               นางถือโคมไฟดวงหนึ่ง รีบร้อนก้าวเดินไปบนถนนในตรอกเล็ก

               แสงจันทร์ตกกระทบบนทางเดินอันคดเคี้ยว สะท้อนให้เห็นเงาร่างโปร่งบางที่กำลังสั่นไหวไปมา มองคล้ายกับยมทูตที่กำลังเยื้องย่างอยู่ในยามวิกาล

               ปลายทางของถนนสายนี้มีแสงไฟส่องสว่าง คนจำนวนมากกำลังยืนวิพากษ์วิจารณ์เสียงขรม บ้างก็กำลังร่ำไห้ มีเสียงคำรามของบุรุษดังปะปนไปกับเสียงกรีดร้องแหลมเล็กของสตรี ทุกเสียงที่ได้ยินล้วนทำให้หนังศีรษะหนักและชาราวกับยกโลกันตนรกมาวางแผ่อยู่บนโลกมนุษย์

               หญิงสาวเดินออกจากตรอกเล็กตรงเข้าไปยังกลุ่มคน หัวใจของนางเต้นกระหน่ำ ได้แต่ยืนฟังเสียงคนวิพากษ์วิจารณ์กันว่า “ตระกูลกู้ทำความผิดอะไรงั้นหรือ?”

               “ทำผิดตรงไหนกันเล่า!” คนที่ยืนมองคนหนึ่งเอ่ยแย้งขึ้น “แม่ทัพหวังแค่ขาดเงินค่าเสบียง  เลยหาแพะอ้วนๆ มาฆ่าเล่นก็เท่านั้น”

               เมื่อทอดตามองไป นางพบว่าคนที่กล่าวแย้งก็คือนักเล่านิทานที่มักจะรู้ข่าวสารไวกว่าชาวบ้านทั่วไป เขาถอนใจแล้วเอ่ยต่อ “หลังจากเหลียงอ๋องก่อกบฏ ฟ่านเซวียนก็ยกทัพบุกเข้าเมืองหลวงโดยอ้างว่าต้องการกำจัดทรราช แต่พอมาถึงเขากลับสังหารเชื้อพระวงศ์ราชสกุลหลี่ตายหมดภายในคืนเดียว แล้วยังจับไทเฮากับเหล่าขุนนางราชสำนักไว้เป็นตัวประกันเพื่อให้คนเหล่านั้นแต่งตั้งเขาขึ้นเป็นฮ่องเต้”

               นักเล่านิทานส่งเสียงขึ้นจมูกอย่างดูแคลน “ฮึ! ฟ่านเซวียนเป็นใคร? เขาก็เป็นแค่แม่ทัพประจำมณฑลโยวโจวเท่านั้น ยังกล้าตั้งตนเป็นฮ่องเต้ด้วยรึ! แม้แต่ขุนนางตัวเล็กๆ เช่นเขายังทำแบบนี้ได้
คนอื่นๆ ก็ต้องทำได้เหมือนกันน่ะสิ! ด้วยเหตุนี้แม่ทัพประจำมณฑลต่างๆ  จึงใช้ข้ออ้างกำจัดกบฏตั้งตนเป็นใหญ่ไปตามๆ กัน พี่น้องเอ๋ย... กลียุคมาถึงแล้ว แม่ทัพหวังของพวกเราคงทำตัวไหลไปตามน้ำเหมือนขุนนางคนอื่นๆ นั่นเอง”

               “ถ้าจะโทษก็ต้องโทษตระกูลกู้” นักเล่านิทานใช้ปลายพัดชี้ไปอีกด้าน สายตาของทุกคนมองไปยังบานประตูสีแดงชาด ตรงหน้าประตูมีสตรีนางหนึ่งถูกทหารดึงผมลากตัวออกมา นางกรีดร้องปานจะขาดใจ แต่ทุกคนกลับมองอย่างเฉยชา พลางฟังนักเล่านิทานเล่าต่อไปว่า

               “เดิมทีตระกูลกู้ร่ำรวยเงินทอง อีกทั้งยังมีความเกี่ยวดองกับเหลียงอ๋องจึงทำให้พวกเขามีอิทธิพลในหยางโจวไม่น้อย บุตรชายคนโตของตระกูลกู้นามว่ากู้จิ่วซือเป็นคนไม่เอาไหน วันๆ เอาแต่เข้าบ่อนหาเรื่องคนไปทั่ว ถ้าไม่ใช่เพราะเขาเคยทำให้บุตรชายแม่ทัพหวังขาหัก วันนี้ตระกูลกู้จะโดนเอาคืนอย่างนี้หรือ”

               “นั่นสิ” เมื่อเอ่ยถึง ‘กู้จิ่วซือ’ ก็มีคนสำทับขึ้นทันควัน “ตอนนั้นเขาไม่เพียงจะตีขาบุตรชายคนโตของแม่ทัพหวังหักเท่านั้น ข้ายังได้ยินมาว่าเขาขี่ม้าเล่นกลางเมืองจนม้าเกือบเหยียบมารดาของจิ่วเซิงตายอีกด้วย”

               พอมีคนเริ่มต้นก็มีคนสำทับต่อกันไปเรื่อยๆ

               พริบตาเดียว เรื่องราวก็พลิกจนกลายเป็นว่า ‘คุณชายกู้จอมเสเพล’ เอาแต่เล่นพนันและหาเรื่องชกต่อยไปทั่ว อีกทั้งยังเป็นคนเลวที่วางเพลิงฆ่าคน และชอบทำแต่เรื่องชั่วร้าย

               ‘หลิ่วอวี้หรู’ รู้สึกเหมือนหายใจติดขัด

               ไม่รู้ว่าเหตุใดตนเองจึงมีความรู้สึกเช่นนี้ รู้เพียงว่ามารดาของ ‘จิ่วเซิง’ เดิมทีก็เป็นผู้หญิงที่ชอบหลอกเงินคนอื่นไปทั่ว ยามปกติมีคนด่าทอนางมากมาย แต่ตอนนี้นางกลับกลายเป็นหญิงวัยกลางคนที่น่าเวทนาไปเสียได้

               ส่วนบุตรชายของแม่ทัพหวังที่พวกเขาพูดถึงนั้นก็เป็นคนเจ้าชู้ ลามก ลวนลามหญิงสาวดีๆ ไปไม่รู้เท่าไร แต่เพราะอิทธิพลของตระกูลจึงไม่มีใครทำอะไรเขาได้

               นางมองสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าอย่างเงียบๆ มือที่ถือโคมไฟกำแน่นขึ้น จากนั้นนางก็เห็นสตรีในเครื่องแต่งกายหรูหราราคาแพงถูกบุรุษอายุยี่สิบกว่าปีลากตัวออกมา มีบุรุษอีกคนหนึ่งวิ่งตะโกนไล่ตามมาว่า “ท่านแม่!”

               บุรุษที่ไล่ตามมาดูแล้วอายุไม่ถึงยี่สิบ กวานหยกที่สวมมวยผมไว้เอียงกระเท่เร่ เส้นผมดำขลับหลุดลุ่ย เสื้อผ้ายังมีคราบเลือดติดอยู่ ใบหน้าของเขามีแต่คราบน้ำตาและความคับแค้นใจ แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้นก็ไม่อาจทำลายความสง่างามของเขาไปได้

               ชายหนุ่มผู้นั้นมีดวงตารูปดอกท้อ คิ้วดกดำเรียวสะบัดเป็นทิวยาวราวกับขุนเขา มีความงามสง่าน่ามอง แต่เพราะเขาเป็นคนรูปร่างสูงโปร่ง ดวงตาและหัวคิ้วค่อนข้างห่างแต่ดูชัดเจน แม้เครื่องหน้าจะประณีตอย่างไรกลับมองแล้วให้ความรู้สึกสะอาดตามากกว่าจะเป็นความงามในแบบของสตรี

               ทันทีที่ชายหนุ่มปรากฏตัว ผู้คนที่กำลังวิพากษ์วิจารณ์ต่างพากันปิดปากเงียบ ทุกคนมองไปยังชายฉกรรจ์ที่กำลังลากร่างมารดาของเขา เจ้านั่นวางมือไว้บนหัวไหล่ของนาง แล้วยิ้มพลางกล่าวว่า “กู้จิ่วซือ เจ้าเก่งนักไม่ใช่หรือ ตอนนี้รู้จักร้องไห้เป็นแล้วรึ?”

               ได้ยินเช่นนี้กู้จิ่วซือก็โกรธจนตัวสั่น เขาตอกกลับไปว่า“หวังหรง ใครทำก็ต้องให้คนนั้นรับผิดชอบสิ ปล่อยท่านแม่ข้าเดี๋ยวนี้!”

               “พูดอะไรของเจ้า” ‘หวังหรง’ หัวเราะ แล้วสะบัดแส้ในมือเบาๆ “ตระกูลกู้ของเจ้าร่วมมือกับเหลียงอ๋องก่อกบฏ ความผิดนี้เจ้าจะรับคนเดียวไหวรึ วางใจเถอะ มารดาของเจ้าไม่ตายหรอก ท่านพ่อของข้าเป็นคนใจกว้าง ลูกเล็กเด็กแดงกับผู้หญิงในบ้านเจ้าพวกเราจะไว้ชีวิต อ้อจริงสิ เจ้ายังไม่มีลูกนี่นะ”

               ว่าแล้วหวังหรงก็ถอนใจราวกับเสียดายเต็มประดา “อืม...เจ้าไม่มีภรรยา ในบ้านก็มีแต่มารดากับอนุของบิดาเจ้าไม่กี่คนที่พอจะขายออก แต่พวกนางก็อายุมากแล้ว คงจะมีแต่หอคณิกาไร้อันดับที่พอจะรับซื้อไว้ น่าเสียดายจริงๆ”

               “หวังหรง!” กู้จิ่วซือคำราม

               หวังหรงเห็นท่าทางของอีกฝ่ายแล้วก็หัวเราะเยาะเสียงดัง “แบบนี้ไม่ดีหรือไร จะได้มีคนคอยดูแลมารดาเจ้าอย่างไรเล่า เมื่อเจ้ากับบิดาจากไปแล้วก็จะได้ไม่ต้องเป็นห่วงอีก”

               กู้จิ่วซือไม่ตอบ เขากำหมัดแน่น เบื้องบนสายฝนโปรยลงมา รอบด้านมีแต่เสียงกรีดร้องของเหล่าสตรี บุรุษตระกูลกู้ไม่ว่าใครก็ต้องตายด้วยกันทั้งหมด ดังนั้นแต่ละคนจึงไม่หวาดกลัวอะไรอีก ต่างพากันถือกระบี่ยืนบังอยู่เบื้องหน้ากลุ่มสตรี ด้วยความคิดจะคุ้มครองลูกเมียตัวเอง

               กู้จิ่วซือมองหวังหรงเงียบๆ สายตาของเขามีทั้งความสิ้นหวังและเจ็บปวด เหมือนนกน้อยที่ถูกจับขังอยู่ในกรง ไม่อาจบินขึ้นสู่ฟากฟ้า

               ในที่สุดเขาก็เอ่ยขึ้น “หวังหรง ต้องทำอย่างไรเจ้าจึงจะยอมปล่อยมารดาข้า”

               “ทำอย่างไรรึ?” หวังหรงหัวเราะ เขาลูบปลายคางทำท่าครุ่นคิด “เจ้าลอง... โขกหัวให้ข้าสักสามทีแล้วเอ่ยปากขอเป็นลูกบุญธรรมของข้าสิ หลังจากเป็นลูกบุญธรรมของข้าแล้ว ก็ถือว่าเจ้าเป็นหลานของบิดาข้า ไม่แน่ว่าตระกูลกู้ของเจ้าอาจจะรอดก็ได้”

               ขนตาของกู้จิ่วซือสั่นไหวเบาๆ

               หลิ่วอวี้หรูมองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยท่าทางสงบนิ่ง ยามนี้สายฝนโหมกระหน่ำรุนแรงจนโคมไฟที่นางถืออยู่เปียกชุ่มไปหมด ผู้คนที่มุงดูอยู่โดยรอบทยอยจากไปเพราะฝนที่ตกหนักขึ้นเรื่อยๆ เหลือเพียงนางที่ยืนอยู่ที่เดิมด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไร้ซึ่งความยินดีหรือเศร้าใจใดๆ

               ผ่านไปพักใหญ่ นางก็ได้ยินกู้จิ่วซือกดเสียงต่ำเอ่ยขึ้นว่า “ได้”

               เขาพูดแล้วก้มศีรษะทั้งๆ ที่ร่างกายสั่นสะท้าน พร้อมกับงอเข่าลงเล็กน้อย

               พริบตานั้นเอง สตรีที่อยู่ข้างกายหวังหรงก็ชักมีดเล่มเล็กออกจากแขนเสื้อ คิดจะเสือกแทงเข้าท้องน้อยของหวังหรง

               แต่องครักษ์ที่อยู่ด้านข้างเร็วกว่า เขาฟันดาบลงไปในจังหวะที่สตรีนางนั้นชักมีดออกมา

               กู้จิ่วซือตะโกนออกมาอย่างตกใจ เขาโถมตัวเข้าไปหามารดาอย่างรวดเร็ว ทันใดนั้นทั้งมีดและดาบต่างฟันแทงลงมาจากทั่วทุกสารทิศ ร่างของสองแม่ลูกถูกแทงทะลุนับสิบแผล

               “ลูกแม่...”

               ร่างของสตรีนางนั้นสั่นระริก นางยกมือที่มีแต่เลือดขึ้นมาแนบใบหน้าของกู้จิ่วซือ กล่าวออกมาอย่างติดๆ ขัดๆ “ขอเป็นสุนัขในแผ่นดินสุขสงบ แต่ไม่ขอเป็นคนที่เกิดในกลียุค หากชาติหน้ามีโอกาสได้เกิดใหม่ ขออย่าให้เดินผิดทาง...”

               กู้จิ่วซือไม่ขยับ เลือดสดๆ ทะลักออกจากปากของเขาคำโต

               สตรีผู้นั้นหลับตาลงช้าๆ

               กู้จิ่วซือคุกเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้นแล้วรับคำมารดาเบาๆ ว่า “ลูก... ทราบแล้ว” จากนั้นเขาก็ดึงดาบที่คาอยู่บนตัวออกมาแล้วลุกขึ้นยืนช้าๆ

               สายฝนที่ตกลงมาปะปนกับหยาดโลหิตไหลนองไปตามพื้นจนกระทั่งไหลมาถึงปลายเท้าของหลิ่วอวี้หรู กู้จิ่วซือถือดาบแล้วหันหน้ากลับมา ทันใดนั้นสายฟ้าก็ฟาดลงมาเกิดเป็นแสงแปลบปลาบไปทั่วบริเวณ ร่างของกู้จิ่วซือเต็มไปด้วยโลหิต มองคล้ายอสุรกายที่ผุดขึ้นมาจากโลกันตนรก

               ผู้คนแตกตื่นจนต้องถอยหลังไปก้าวหนึ่ง

               กู้จิ่วซือถือดาบก้าวเข้ามาหานางทีละก้าว

               “ช่วยด้วย...”

               เสียงแหบแห้งของเขาดังขึ้นพร้อมกับสายตาที่จ้องมองนางเขม็ง

               “หลิ่วอวี้หรู” เขาเรียกชื่อนาง “ช่วยข้าด้วย!”หลิ่วอวี้หรูสะดุ้งตื่นเพราะเสียงไก่ขัน

               ตอนที่นางลืมตาเป็นเวลายามห้า* ดวงอาทิตย์เพิ่งโผล่พ้นขอบฟ้าสาดแสงอ่อนโยนเข้ามาในห้อง

               ‘อิ้นหง’ สาวใช้คนสนิทหอบดอกฟ่งเซียนที่เพิ่งเด็ดจากสวนเข้ามาปักในแจกัน นางกล่าวยิ้มแย้มกับหลิ่วอวี้หรูว่า “คุณหนูตื่นแล้วหรือเจ้าคะ”

               หลิ่วอวี้หรูถอนใจเบาๆ ไม่ส่งเสียงตอบ ตอนนี้ในหัวของนางยังมีแต่ภาพดวงตาที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวังและเจ็บปวดคู่นั้น

               อิ้นหงนิ่วหน้า จากนั้นก้าวเข้ามาหยุดข้างกายหลิ่วอวี้หรูแล้วถามว่า “คุณหนูเป็นอะไรไปเจ้าคะ?”

               คำถามของอิ้นหงทำให้หลิ่วอวี้หรูค่อยๆ ตั้งสติอย่างเชื่องช้า พอนางรู้สึกตัวก็ตบหน้าผากตัวเองเบาๆ พลางถอนใจ “ข้าฝันร้าย”

2.สงบสุขและปลอดภัย

               ไม่เพียงจะเป็นฝันร้ายแต่ยังเป็นความฝันที่เหลวไหลสิ้นดีนางไม่เพียงจะฝันถึงกู้จิ่วซือที่ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับตน แต่ยังฝันว่าเหลียงอ๋องก่อกบฏจนแผ่นดินเกิดความวุ่นวายอีกด้วย

               ไม่ว่าใครต่างก็รู้ดีว่าเหลียงอ๋องเป็นอ๋องต่างแซ่ที่มีความจงรักภักดีกับราชวงศ์อย่างยิ่ง เหลียงอ๋องเฝ้าปกปักรักษาชายแดนตะวันตกเฉียงใต้ มีกำลังพลในมือ อีกทั้งยังเคยช่วยเหลือฮ่องเต้ให้พ้นจากอันตรายอยู่บ่อยครั้ง และเพื่อให้ฮ่องเต้ไว้วางใจ เหลียงอ๋องถึ'กับส่งคนในครอบครัวไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือคนชรามาเป็นตัวประกันในเมืองหลวง

               ถ้าเขาคิดจะก่อกบฏก็คงจะทำไปนานแล้วยังจะรอมาจนถึงตอนนี้อีกหรือ?

               ส่วนแม่ทัพประจำมณฑลโยวโจวคนปัจจุบัน แม้นางจะยังไม่รู้ชื่อแซ่ ไม่รู้ว่าเป็นใคร แต่ก็พอจะรู้คร่าวๆ ว่าแซ่จ้าวและไม่ได้ชื่อ‘ฟ่านเซวียน’ อย่างที่นางฝันถึงเป็นแน่

               ส่วนครอบครัวของกู้จิ่วซือและหวังหรง...

               สองตระกูลนี้มีการคบค้าสมาคมกันอย่างเป็นมิตร แม้ไม่ค่อยได้ยินว่าหวังหรงและกู้จิ่วซือจะคบหาเป็นสหายสนิท แต่คิดว่าคงมีสายสัมพันธ์ที่ไม่เลวนัก กู้จิ่วซือจะกล้าดีถึงขนาดไปตีขาหวังหรงหักได้อย่างไร?

               เมื่อขบคิดอย่างละเอียดแล้ว หลิ่วอวี้หรูพลันรู้สึกว่าความฝันของตนเป็นเรื่องน่าหัวเราะ

               แต่เหตุใดนางจึงฝันถึงกู้จิ่วซือได้?

               นางอดคิดไม่ได้ว่าตัวเองนี่ช่างประหลาดดีแท้!

               นางกับกู้จิ่วซือแทบไม่เคยเกี่ยวข้องกัน กู้จิ่วซือเป็นบุตรชายสายตรงของตระกูลคหบดีที่มีอำนาจและเงินทองมากที่สุดในเมืองหยางโจว ส่วนนาง... แม้จะเป็นบุตรสาวสายตรงก็จริง แต่กลับไม่ได้รับความเอ็นดูจากคนในครอบครัวสักเท่าไร อีกอย่างครอบครัวของนางก็เป็นเพียงครอบครัวของพ่อค้าขายผ้าเล็กๆ ครอบครัวหนึ่งเท่านั้นที่นางรู้จักกู้จิ่วซือก็เพราะว่าคุณชายคนนั้นวันๆ เอาแต่หาเรื่องอยู่ในเมืองหยางโจวไม่หยุดไม่หย่อน ไม่ว่าจะเดินไปตรงไหนก็มักจะได้ยินข่าวลือของเขา

               วันนี้นางได้ยินว่าเขาจ่ายเงินหนึ่งพันตำลึงเพื่อซื้อรอยยิ้มของนางคณิกาอันดับหนึ่งใน ‘หอชุนฟง’

               พรุ่งนี้ได้ยินข่าวว่าเขาเสียเงินเดิมพันนับหมื่นตำลึงในบ่อนพนันเพียงชั่วข้ามคืน

               บางครั้งที่นางไปตลาดก็ยังเคยเห็นกู้จิ่วซือ คุณชายผู้นั้นสะดุดตาอย่างยิ่ง เขามักสวมอาภรณ์สีขาวปลอด มือหนึ่งถือพัดจีบ ส่วนอีกมือถือกรงนก ใบหน้าหล่อเหลานั้นมักมีรอยยิ้มลำพองใจปรากฏให้เห็นอยู่เสมอ อีกทั้งดวงตายังดูแวววาวแจ่มใส เจือความจองหองและหยิ่งยโสเฉกเช่นบุตรชายคหบดีใหญ่

               รูปลักษณ์ภายนอกที่สะดุดตาเช่นนั้น อีกทั้งเจ้าตัวยังขยันทำเรื่องวุ่นวายไม่เว้นแต่ละวัน ถึงนางไม่อยากรู้จักเขาก็คงยากที่จะหลีกเลี่ยง

               นางไม่รู้ว่ากู้จิ่วซือรู้จักตนหรือไม่ บางทีเขาอาจจะรู้จักนางก็เป็นได้ เพราะในเมืองหยางโจวนางก็พอมีชื่อเสียงอยู่บ้าง แต่ชื่อเสียงเหล่านี้กลับมิได้น่ายกย่องชื่นชมสักเท่าไร นั่นเพราะว่านางมีชื่อเสียงในด้านความยากลำบาก

               ครอบครัวของนางทำการค้าเกี่ยวกับผ้าไหมอยู่ในเมืองหยางโจวแห่งนี้ ทำให้พอจะติดอันดับพ่อค้าที่มีอันจะกินในเมืองนี้ได้อย่างเฉียดฉิว ‘หลิ่วเซวียน’ บิดาของนางนั้นมีนิสัยเจ้าชู้เสเพล ส่วน‘ซูหวั่น’ ซึ่งเป็นมารดาของนางก็เป็นภรรยาที่มีแม่สื่อแม่ชักหามาตบแต่งให้เท่านั้น แม้ว่าซูหวั่นหรือที่ใครๆ ต่างเรียกว่า ‘หลิ่วฮูหยิน’จะครอบครองฐานะภรรยาเอกแต่ก็ไม่ได้รับความรักใคร่โปรดปรานอีกทั้งสุขภาพยังไม่ค่อยแข็งแรงทำให้หลายปีมานี้หลิ่วฮูหยินมีหลิ่วอวี้หรูเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียว ในขณะที่ ‘จางเยว่เอ๋อ’ อนุภรรยากลับให้กำเนิดบุตรชายสองคนและบุตรสาวอีกหนึ่งให้กับนายท่านหลิ่ว

               เมื่อไม่มีปัญญาคลอดบุตรชาย ก็จะนับว่าเป็นความผิดร้ายแรงของสตรีในยุคนี้ ดังนั้นแม้ว่าหลิ่วฮูหยินจะเป็นภรรยาเอก แต่หน้าที่ดูแลเรื่องภายในบ้านกลับตกเป็นของจางเยว่เอ๋อ หลิ่วฮูหยินมีแต่ตำแหน่งแต่ไร้อำนาจในมือย่อมมีชีวิตที่ไม่สมดังใจหวัง คนทั่วทั้งเมืองหยางโจวต่างก็รู้ดีว่าหลิ่วเซวียนเป็นพวกหลงอนุภรรยา ไม่ไยดีภรรยาเอกจึงเกิดความเวทนาเห็นใจหลิ่วฮูหยินและหลิ่วอวี้หรูเป็นอย่างมาก

               เพราะต้องมีชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ ทำให้หลิ่วอวี้หรูต้องทำตัวสงบเสงี่ยมเรียบร้อยอยู่ตลอด นางต้องรู้จักกาลเทศะ รู้จักรุกรู้จักถอย เมื่อพบเจอใครก็ต้องมอบมนุษยสัมพันธ์ที่ดีให้ไปก่อนถึงสามส่วน ไม่ทำในสิ่งที่ผิดระเบียบหรือเกินเลยจากที่ถูกที่ควร

               หลิ่วอวี้หรูจึงกลายเป็นกุลสตรีที่เพียบพร้อมและปฏิบัติตนอยู่ในขนบประเพณีอันดีงาม เป้าหมายของนางคือการหาคู่ครองที่เหมาะสมและแต่งงานออกไปอย่างมีหน้ามีตา การใช้ชีวิตอยู่อย่างสงบสุขและปลอดภัยนั้นเป็นแผนการหนึ่งในชีวิตที่นางคิดเอาไว้อย่างรอบคอบแล้ว

               นางเป็นคนที่มีเป้าหมายและมักจะลงมือทำให้บรรลุ เพื่อให้ตัวเองมีชีวิตอย่างที่วาดไว้ หลิ่วอวี้หรูคิดไว้นานแล้วว่าอยากจะแต่งงานกับ ‘เย่ซื่ออัน’ คุณชายใหญ่ตระกูลเย่

               ตระกูลเย่แตกต่างจากครอบครัวพ่อค้าอย่างพวกนาง พวกเขาเป็นคนท้องถิ่น บ้านตระกูลเย่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับบ้านตระกูลหลิ่วพวกเขานับได้ว่ามีฐานะเท่าเทียมกัน หลิ่วอวี้หรูและ ‘เย่อวิ้น’ คุณหนูตระกูลเย่ก็เป็นสหายที่ดีต่อกัน นางจึงมักไปบ้านตระกูลเย่อยู่เป็นประจำ

               หลิ่วอวี้หรูคุ้นชินกับการสั่งสอนบุตรหลานของคนตระกูลเย่มาตั้งแต่เด็ก นึกชื่นชมว่าพวกเขามีความเที่ยงตรง ไม่ใช่ครอบครัวที่รังเกียจคนยากจน ยกย่องคนรวย ฮูหยินผู้เฒ่าเย่เองก็ชอบนาง ส่วนคุณชายเย่ซื่ออันผู้นั้น ตอนที่เขายังไม่ไปเรียนหนังสือที่สำนักไป๋ลู่นางก็เคยเห็นเขาอยู่หลายหน

               ตอนนั้นนางยังเด็ก ยังไม่มีใครมองออกว่าพอโตเป็นสาวแล้วนางจะงดงามหรือไม่ เพียงแต่เห็นว่าหน้าตาสะอาดสะอ้านกิริยามารยาทเรียบร้อย แม้จะไม่ค่อยพูดแต่ก็เป็นเด็กที่ทำอะไรด้วยความสุขุมรอบคอบ

               ส่วนเย่ซื่ออันนั้นเป็นคนที่เรียนเก่งที่สุดในบรรดาเด็กๆ ทั้งหมด อนาคตในภายภาคหน้าคงจะสอบได้ตำแหน่งที่ดีสักตำแหน่ง คนอย่างเย่ซื่ออันนับว่าไม่เลว ตระกูลเย่เองก็ถือว่าดี ถ้าได้แต่งเข้าตระกูลนี้อย่างน้อยก็คงทำให้นางบรรลุเป้าหมายของการใช้ชีวิตอย่าง ‘สงบสุขและปลอดภัย’ ได้

               เพื่อให้ได้แต่งงานกับเย่ซื่ออัน หลิ่วอวี้หรูจึงมักไปหาเย่อวิ้นที่บ้านตระกูลเย่อยู่เป็นประจำ บางครั้งก็ช่วยเย่อวิ้นดูแลฮูหยินผู้เฒ่า รู้จักพูดจาให้ฮูหยินผู้เฒ่าสบายใจ นางทำเช่นนี้มานานถึงเจ็ดแปดปี ทำจนฮูหยินผู้เฒ่าเกิดความเอ็นดู ถ้าจะให้หลานชายแต่งงานกับหญิงสาวที่ไม่รู้นิสัยใจคอ มิสู้ให้แต่งกับคนที่รู้ว่ามีนิสัยอย่างไรแล้วยังช่างเอาอกเอาใจอย่างหลิ่วอวี้หรูไม่ดีกว่าหรือ?

               ดังนั้นหนึ่งวันก่อนที่นางจะเข้าพิธีปักปิ่น* ฮูหยินผู้เฒ่าเย่ก็เป็นฝ่ายมาเยือนบ้านตระกูลหลิ่วด้วยตัวเอง แล้วยังพูดกับนางเป็นการส่วนตัวว่า “รอให้ผ่านไปอีกสักหน่อย ข้าจะมาคุยกับพ่อแม่ของเจ้าสักครั้ง”

               ได้ยินเช่นนี้นางก็เข้าใจความหมายของฮูหยินผู้เฒ่าเย่เป็นอย่างดี หลิ่วอวี้หรูจึงรอคอยอย่างตั้งใจ

               รอแล้วรอเล่า... รอจนมาถึงวันนี้

               หลิ่วอวี้หรูวักน้ำเปล่าล้างหน้าเพื่อให้ตัวเองตื่นจากฝันร้าย เวลานั้นก็ได้ยินอิ้นหงกล่าวอย่างดีใจว่า “คุณหนู ฮูหยินผู้เฒ่าเย่มาเจ้าค่ะ!”

               ได้ยินเช่นนี้หลิ่วอวี้หรูก็ใจเต้นแรง มาเสียทีสินะ... ชีวิตที่สงบสุข!

               นางอยากออกไปดูเหตุการณ์ที่ห้องโถงด้านหน้า อยากฟังว่าฮูหยินผู้เฒ่าเย่พูดอย่างไร แต่นางเป็นผู้น้อย ถ้าไม่มีใครเรียกการทะเล่อทะล่าออกไปนับว่าไม่เหมาะสม หลังจากรออยู่นาน ในที่สุดก็มีคนมาเรียกให้นางออกไปยังห้องโถงด้านหน้า หลิ่วอวี้หรูล้างหน้าแต่งตัวเรียบร้อยแล้วก็สูดลมหายใจลึกๆ ก่อนจะก้าวตามสาวใช้ออกไป

               ในห้องโถงมีคนนั่งอยู่สามคน ฮูหยินผู้เฒ่าเย่นั่งอยู่บนเก้าอี้ด้านหน้าสุดที่อยู่ทางซ้ายมือ ส่วนนายท่านหลิ่วบิดาของนางนั่งอยู่ทางขวา อนุจางนั่งยิ้มแย้มพูดคุยกับฮูหยินผู้เฒ่าเย่อยู่บนเก้าอี้ที่อยู่ใกล้กับนายท่านหลิ่วมากที่สุด

               หลิ่วอวี้หรูตะลึงงัน ก่อนจะรีบก้มหน้าลงเพื่อปกปิดความรู้สึกที่ไม่ค่อยน่ายินดีลงไป

               ท่านแม่ของนางล่ะ? ทำไมท่านแม่ถึงไม่ถูกเรียกมาด้วย?

               ฮูหยินผู้เฒ่าเย่เห็นนางเข้ามาก็เอ่ยอย่างยินดี “มานี่มา อวี้หรูมานั่งคุยกันเถิด”

               หลิ่วอวี้หรูเงยหน้ายิ้มให้ฮูหยินผู้เฒ่า นางยังคงทำความเคารพทุกคนในที่นั้นอย่างอ่อนน้อม เมื่อได้รับคำอนุญาตจากบิดาแล้วนางจึงนั่งลงข้างกายฮูหยินผู้เฒ่า

               ฮูหยินผู้เฒ่าจับมือนางไว้แล้วกล่าวยิ้มๆ ว่า “อวี้หรู เจ้าเป็นหญิงสาวที่มีมารยาทและเชื่อฟังผู้ใหญ่มากที่สุดเท่าที่ข้าเคยเห็นมา ก่อนหน้านี้ข้าก็คิดแล้วว่าตระกูลหลิ่วอบรมสั่งสอนบุตรหลานได้ดี
ถ้าได้เจ้ามาเป็นหลานสาวของข้าก็จะเป็นเรื่องที่ดียิ่งนัก”

               “ฮูหยินผู้เฒ่าพูดอะไรเช่นนั้น” นายท่านหลิ่วรินน้ำชาให้อีกฝ่ายพลางกล่าวยิ้มๆ “อวี้หรูชอบไปอยู่ข้างกายท่าน อาจเป็นเพราะท่านอบรมนางได้ดีมากกว่าพวกเรา ตระกูลเย่ของท่านเป็นตระกูลบัณฑิต อวี้หรูของเราเลยพลอยได้รับอานิสงส์ไปด้วย”

               ทั้งสองฝ่ายยกยอปอปั้นกันอยู่พักหนึ่ง นายท่านหลิ่วจึงค่อยเข้าประเด็นสำคัญกับหลิ่วอวี้หรู เขากระแอมเบาๆ “อวี้หรูเอ๊ย วันนี้ที่ฮูหยินผู้เฒ่าเย่มาที่นี่ก็เพราะจะมาปรึกษาเรื่องการแต่งงานของเจ้า
นางหวังจะให้เจ้าเข้าพิธีวิวาห์กับคุณชายใหญ่ ที่พวกเราเรียกเจ้ามาก็เพราะอยากถามว่าเจ้าคิดเห็นอย่างไร”

3.แบบนี้คงไม่ได้

               ได้ยินเช่นนี้หลิ่วอวี้หรูก็รีบสะกดความยินดีเอาไว้ แล้วตอบกลับเสียงอ่อนว่า “ลูกแล้วแต่ท่านพ่อท่านแม่เจ้าค่ะ”

               ทุกคนได้ยินก็ยิ้ม นายท่านหลิ่วเอ่ยต่อ “ถ้าอย่างนั้นก็ว่ากันตามนี้ ทว่าดูเหมือนคุณชายใหญ่กำลังเข้าร่วมการสอบระดับมณฑลอยู่ ไม่รู้ว่าจะมาสู่ขอได้เมื่อไหร่” นายท่านหลิ่วกล่าวเป็นนัย วางท่าเหมือนกังวลเสียเหลือเกิน “ข้าได้ยินมาว่าคุณชายใหญ่ตระกูลกู้เองก็อายุอานามพอสมควรแล้ว ตอนนี้มารดาของเขาก็กำลังคิดถึงเรื่องนี้อยู่ได้ข่าวว่าก่อนหน้านี้คนตระกูลกู้ไปเยือนบ้านตระกูลหลิวมาแล้วหนหนึ่ง... ฮูหยินผู้เฒ่า” นายท่านหลิ่วหันกลับมาเอ่ยกับหญิงชรา “คงต้องรีบหน่อยแล้วล่ะ”

               คนที่นั่งอยู่ในที่นั้นต่างเข้าใจความหมายของนายท่านหลิ่วดีกู้จิ่วซือมีชื่อเสียงเลื่องลือในฐานะนักเลงโตของหยางโจวก็จริงแต่ที่บ้านเขาก็มีหน้ามีตาไม่น้อย บิดามารดาของเขาจึงคิดจะให้เขาได้แต่งกับหญิงสาวที่เพียบพร้อมที่สุดในเมืองหยางโจว

               แต่สตรีเหล่านั้นไม่ว่าใครก็ไม่ถูกใจและไม่อยากแต่งกับกู้จิ่วซือ กลัวแต่ว่าเขาจะลดมาตรฐานลงมาสู่ขอหลิ่วอวี้หรูที่มีคุณสมบัติดีเยี่ยมแต่ฐานะทางบ้านธรรมดาแทน ถึงตอนนั้นถ้าทางโน้นใช้อิทธิพลของครอบครัวมาบีบบังคับ จะไม่แต่งก็คงไม่ได้

               ทว่าในเมื่อกู้จิ่วซือไปตระกูลหลิวแล้ว... ก็ไม่ควรมาตระกูลหลิ่วอีก

               เพราะ ‘หลิวซืออวี่’ คุณหนูตระกูลหลิวผู้นั้นมีคุณสมบัติที่ดีกว่าหลิ่วอวี้หรู ที่นายท่านหลิ่วเอ่ยขึ้นมาตอนนี้ ก็แค่อยากให้หลิ่วอวี้หรูมีหน้ามีตาขึ้นมาอีกสักเล็กน้อย

               ส่วนหลิ่วอวี้หรูเมื่อได้ยินคำว่า ‘ตระกูลหลิว’ ก็เหลือบตาขึ้น
มองบิดาอย่างไม่รู้ตัว นางรู้สึกกระวนกระวายใจไม่น้อย หลิวซืออวี่เป็นสหายสนิทที่ผูกพันกับนางอย่างมาก คนอย่างกู้จิ่วซือคิดจะไปสู่ขอสหายของนางจริงหรือ?

               นางหลุบตาครุ่นคิด อีกสักครู่นางต้องไปพบหลิวซืออวี่เสียแล้ว!

               ส่วนฮูหยินผู้เฒ่าเย่ พอได้ยินนายท่านหลิ่วพูดเช่นนี้ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เอ่ยเพียงว่า “วางใจได้ รอให้การสอบเสร็จสิ้นเสียก่อน ข้าจะให้บุตรชายข้าพา ‘ซื่ออัน’ มาสู่ขอด้วยตัวเอง”

               “ถ้าอย่างไร... ก็ให้นายท่านเย่มาสู่ขอก่อนดีหรือไม่?” อนุจางเอ่ยขึ้นมาอย่างได้จังหวะ “เรื่องนี้เดิมทีก็เป็นเรื่องของผู้ใหญ่อยู่แล้ว คุณชายใหญ่จะกลับมาหรือไม่ก็คงไม่เป็นไร เราควรตกลงกันไว้ก่อน จะได้ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงในภายหลัง”

               “แบบนี้คงไม่ได้” ฮูหยินผู้เฒ่าเย่ส่ายหน้า “สหายของบุตรชายข้าเข้ารับตำแหน่งแม่ทัพประจำมณฑลโยวโจว ทำให้บุตรชายข้าต้องเดินทางไปอวยพรสหาย ยังกลับมาตอนนี้ไม่ได้”

               พอได้ยินคำว่า ‘แม่ทัพประจำมณฑลโยวโจว’  หลิ่วอวี้หรูก็เอ่ยถามอย่างไม่ทันคิด “คนผู้นั้นแซ่ฟ่านใช่หรือไม่เจ้าคะ?”

               ทุกคนมองนางเป็นตาเดียว หลิ่วอวี้หรูเองก็ตะลึงงัน นางก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเหตุใดตนถึงได้หลุดปากถามออกไปเช่นนั้น

               บางทีความฝันในตอนเช้าตรู่อาจจะทำให้นางจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว แต่เมื่อถามออกไปแล้วก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โต นางจงใจผ่อนเสียงให้อ่อนลง แสร้งถามอย่างไม่ค่อยเข้าใจว่า “ใต้เท้าที่เป็นแม่ทัพประจำมณฑลโยวโจวคนใหม่นั้นแซ่ฟ่าน นามว่าเซวียนใช่ไหมเจ้าคะ?”

               “เจ้ารู้ได้อย่างไร?” ฮูหยินผู้เฒ่าประหลาดใจ

               หลิ่วอวี้หรูถึงกับใจหายวูบ รู้สึกราวกับถูกใครตีเข้าที่ศีรษะอย่างแรง แต่นางไม่ได้แสดงความรู้สึกใดๆ ออกมา เอ่ยเพียงว่า “เคยได้ยินสหายเอ่ยถึงบ้างเจ้าค่ะ ก่อนนี้ข้าก็ยังไม่เชื่อว่าตำแหน่งแม่ทัพประจำมณฑลจะเปลี่ยนตัวกันได้ง่ายๆ”

               “ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้” ฮูหยินผู้เฒ่าเย่หัวเราะ “เจ้าพูดได้ถูกต้อง แต่ฟ่านเซวียนรับราชการอยู่โยวโจวได้สิบสามปีแล้ว รากฐานมั่นคงนัก แม่ทัพคนก่อนเพิ่งป่วยตาย ก่อนตายได้เสนอชื่อของเขา ทำให้เขาได้ดำรงตำแหน่งนี้”

               ได้ยินเช่นนี้นายท่านหลิ่วก็พยักหน้ารับ พลางรำพันว่า “ชะตาชีวิตของคน...”

               เมื่อคุยเรื่องสู่ขอได้พอประมาณแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่าเย่ก็หาเรื่องคุยเรื่อยเปื่อยต่ออีกครู่หนึ่งก่อนจะขอตัวกลับ

               รอจนกระทั่งฮูหยินผู้เฒ่าเย่จากไปแล้ว หลิ่วอวี้หรูก็กลับไปยังเรือนของตนแล้วเรียกอิ้นหงเข้ามาด้วยท่าทีกระวนกระวายใจอย่างเห็นได้ชัด

               นางเดินมาหยุดอยู่หน้าโต๊ะเขียนหนังสือแล้วเริ่มคิดถึงเรื่องราวในความฝัน

               “ฟ่านเซวียน แม่ทัพประจำมณฑลโยวโจว”

               “กู้จิ่วซือ หวังหรง”

               “เหลียงอ๋อง”

               นางเขียนสิ่งที่ฝันถึงอย่างละเอียดลงบนกระดาษแล้วอ่านรายชื่อที่อยู่บนนั้น จากนั้นก็มีภาพดวงตาของกู้จิ่วซือผุดขึ้นมา

               “ช่วยด้วย”

               นางหลับตาลงช้าๆ

               ฟ่านเซวียน... นี่เป็นแค่เรื่องบังเอิญ หรือเป็นฝันทำนายเหตุ

               บางทีอาจเป็นแค่เรื่องบังเอิญก็ได้

               หลิ่วอวี้หรูพยายามโน้มน้าวตัวเองว่าบางทีนางอาจเคยได้ยินข่าวนี้มาก่อน แต่ก็ลืมไปแล้ว

               นางหาเหตุผลนับไม่ถ้วนมายืนยันกับตนเอง ผ่านไปอีกครู่ใหญ่ หลิ่วอวี้หรูก็ลุกขึ้นเพราะทนไม่ไหว พร้อมกับเรียกอิ้นหงเข้ามา

               “ไปบอกอนุจางว่าข้าจะขออนุญาตไปบ้านตระกูลหลิว”

 

               ตอนนี้จางเยว่เอ๋อเป็นคนดูแลกิจการภายในบ้านตระกูลหลิ่ว

               ทุกครั้งที่หลิ่วอวี้หรูจะออกจากบ้าน จำเป็นต้องได้รับการอนุญาตจากอนุจางเสียก่อน

               อิ้นหงเอ่ยเตือนผู้เป็นนายว่า “ควรบอกเรื่องการสู่ขอให้ฮูหยินใหญ่รับรู้ก่อนดีหรือไม่เจ้าคะ?”

               หลิ่วอวี้หรูตะลึงงัน ก่อนจะถอนใจ “เจ้าพูดถูก ต้องบอกให้ท่านแม่รู้เรื่องเสียก่อน”

               กล่าวจบนางก็เดินไปหาหลิ่วฮูหยินที่เรือน ภายในเรือนของหลิ่วฮูหยินมีกลิ่นยาอยู่ตลอดทั้งปี เจ้าของเรือนกำลังเอนกายอยู่บนตั่ง พลางก้มหน้าอ่านหนังสือ

               หลังจากเดินเข้ามาในเรือนแล้วหลิ่วอวี้หรูก็พินิจมองของตกแต่งภายในเรือนอย่างละเอียด เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครกลั่นแกล้งอะไรมารดาตน นางก็นั่งลงข้างกายมารดา เอ่ยขึ้นว่า “ท่านแม่ ท่านคงได้ยินเรื่องที่ฮูหยินผู้เฒ่าเย่มาที่บ้านของเราแล้ว”

               “ได้ยินแล้ว” หลิ่วฮูหยินไอเบาๆ พลางยิ้มตอบ “พ่อของเจ้าให้คนมาเชิญแม่ แต่แม่ไม่ค่อยสบาย จะให้ไปพบแขกก็คงไม่ดี เลยให้อนุจางไปแทน”     

               หลิ่วอวี้หรูฟังแล้วก็มิได้คิดจะจับผิดคำพูดของซูหวั่น นางรู้ว่ามารดาไม่ต้องการให้นางไม่สบายใจ ไม่เช่นนั้นหากมีข่าวลือออกไปว่างานแต่งของบุตรสาวในไส้แต่มารดาแท้ๆ มิได้ออกหน้า แต่กลับให้อนุภรรยาออกไปรับแขกแทน จะนับเป็นเรื่องน่าขายหน้าอย่างยิ่ง

               หลิ่วอวี้หรูรู้สึกปวดใจยิ่งนัก นางเข้าใจดีจึงมิได้แสดงสีหน้าใดๆ ออกไป นางยิ้มพลางยกน้ำชาที่วางอยู่ใกล้ๆ มาให้มารดาดื่ม จากนั้นก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ให้ซูหวั่นฟังอย่างละเอียด

               “สินสอดของตระกูลเย่คงมีมาก อนุจางและท่านพ่อจึงร้อนรนกลัวว่าพวกเขาจะเปลี่ยนใจ ถึงขนาดรีบเอ่ยปากเร่งรัด” หลิ่วอวี้หรูกล่าวยิ้มๆ “แต่ท่านแม่วางใจเถิดเจ้าค่ะ ข้าแต่งไปแล้วคงไม่ถูกคนอื่นกดขี่แน่”

               ได้ยินเช่นนี้หลิ่วฮูหยินกลับขมวดคิ้วแน่น ดูเหมือนนางอยากจะกล่าวบางสิ่ง แต่สุดท้ายก็ถอนใจแล้วเอ่ยอย่างจนใจว่า “พ่อของเจ้าทำเช่นนี้ไม่เหมาะไม่ควร คนอื่นจะดูถูกเอาได้” 

               หลิ่วอวี้หรูรู้สึกขมขื่นใจ เมื่อครู่นี้มีหรือนางจะไม่รู้สึก แต่นางไม่อาจปรับทุกข์ต่อหน้ามารดา เพราะต่อให้บ่นไปมารดาก็ทำอะไรไม่ได้ พูดไปแล้วก็มีแต่จะสร้างความน้อยเนื้อต่ำใจให้มากกว่าเดิมดังนั้นหลิ่วอวี้หรูจึงแสร้งทำเป็นกล่าวอย่างไม่เข้าใจว่า “ท่านแม่คิดมากเกินไปแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่าเย่ให้ความเอ็นดูลูกมากนะเจ้าคะ”

               พอเห็นว่าบุตรสาวไม่คิดอะไรมาก หลิ่วฮูหยินก็ไม่รู้ว่าตนควรจะยินดีหรือเป็นห่วงบุตรสาวดี สุดท้ายนางก็ได้แต่ถอนใจ จากนั้นก็กำชับหลิ่วอวี้หรูไปอีกหลายคำว่าต้องทำตัวสงบเสงี่ยมเรียบร้อย นางพร่ำสอนจนตัวเองรู้สึกเพลีย จึงเอนตัวลงนอนพักผ่อน

               เมื่อออกจากเรือนของมารดาแล้วหลิ่วอวี้หรูก็ถอนใจ นางมองพื้นที่ของเรือนเล็กแห่งนี้ซึ่งถูกล้อมรอบด้วยกำแพงสี่เหลี่ยมแล้วครุ่นคิด หลังจากที่นางแต่งไปบ้านตระกูลเย่แล้วนางจะกลับมาเยี่ยมท่านแม่บ่อยๆ ได้หรือไม่นะ? หลิ่วอวี้หรูครุ่นคิดอยู่ชั่วขณะก่อนจะไปขออนุญาตจางเยว่เอ๋อ จากนั้นก็เดินทางไปยังบ้านตระกูลหลิว

               ระหว่างทางนางให้คนนำเทียบขอเข้าพบไปให้หลิวซืออวี่ล่วงหน้า เพื่อให้หลิวซืออวี่มีเวลาเตรียมตัว ทันทีที่ได้เจอหน้าสหาย หลิ่วอวี้หรูก็รู้ว่าหลิวซืออวี่เพิ่งจะหยุดร้องไห้ไปได้ไม่นาน

               นางเดินเข้าไปหาอีกฝ่าย แสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้แล้วดึงมือหลิวซืออวี่มากุมไว้ เอ่ยกับสหายว่า “วันนี้เจ้าเป็นอะไรไปถึงออกมาเจอข้าทั้งๆ ที่ตาบวมอย่างนี้”

               ได้ยินเช่นนั้น ดวงตาของหลิวซืออวี่พลันแดงก่ำขึ้นอีกหนหลิ่วอวี้หรูส่งสายตาให้สาวใช้ที่อยู่ด้านข้างให้ถอยห่างออกไปแล้วค่อยดึงสหายเดินเข้าไปในสวน “อยากร้องก็ร้องออกมาเถอะ ข้าจะพาเจ้าไปเดินเล่นในสวน รอให้เจ้าร้องจนพอใจแล้วค่อยพูดกับข้า”             

               ได้ยินเช่นนี้หลิวซืออวี่ก็สูดจมูกฟึดฟัด ทำท่าคล้ายกับจะยิ้มแต่สุดท้ายก็ยิ้มไม่ออก หลังจากพยายามยกมุมปากขึ้นหลายครั้ง
นางก็เอ่ยขึ้นว่า “ช่างเถอะ ข้าไม่ฝืนทำหน้าตายิ้มแย้มต่อหน้าเจ้าแล้ว”

               “เกิดอะไรขึ้น เล่าให้ข้าฟังหน่อยได้หรือไม่?”

               “นายท่านกู้มาที่บ้านข้า” หลิวซืออวี่เอ่ยปากเล่าอย่างยากลำบาก “เมื่อสองวันก่อน นายท่านกู้กับกู้ฮูหยินมาที่บ้านข้าพร้อมกัน มาถึงแล้วก็เรียกข้าไปยังห้องโถง พินิจดูอยู่ครู่หนึ่งก็กล่าวชมแล้วให้กำไลหยกข้ามาวงหนึ่ง จากนั้นก็บอกให้ข้าออกไป”

4.ข้าพูดแทนเขาเอง

               ได้ยินเช่นนี้หลิ่วอวี้หรูพลันนิ่วหน้า “พวกเขาทำอย่างนี้หมายความว่าอย่างไร?”

               “ข้าไม่รู้ แต่ท่านพ่อท่านแม่ข้าเกรงว่า...” หลิวซืออวี่พูดขึ้นมาก็ทำท่าจะร้องไห้อีก “พวกเขาจะมาสู่ขอข้าให้กับกู้จิ่วซือ”

               เป็นคำตอบที่ไม่เหนือความคาดหมาย หลิ่วอวี้หรูถอนใจในห้วงคิดของนางมีดวงตาของกู้จิ่วซือที่อยู่ในภาพฝันคู่นั้นผุดขึ้นมา นางครุ่นคิดไปมา หลิ่วอวี้หรูไม่รู้ว่าความฝันนั้นจะจริงหรือเท็จแต่การแต่งงานหนนี้จะปล่อยให้เกิดขึ้นไม่ได้

 

               ในระหว่างที่หลิ่วอวี้หรูมาพบกับหลิวซืออวี่

               มีชายหนุ่มสามคนสวมชุดบ่าวรับใช้ของบ้านตระกูลหลิวเดินก้มหน้าเข้ามาในสวนดอกไม้ สองคนที่เดินอยู่ด้านข้างค่อนข้างเตี้ย ส่วนคนตรงกลางมีรูปร่างสูงโปร่ง พอเดินเคียงกันแบบนี้จึงดูเหมือนภูเขาที่ตรงกลางสูงและลาดไหล่เขาทั้งสองข้างค่อนข้างต่ำ

               แม้พวกเขาจะสวมชุดบ่าวรับใช้และมีสีหน้าแววตาเรียบเฉย แต่ท่วงท่ากลับมิได้มีความหวาดกลัว เห็นได้ชัดว่ามิใช่ท่าทีของบ่าวทั่วไป โดยเฉพาะคนที่ยืนอยู่ตรงกลาง หลังจากเดินไปได้ครู่หนึ่งเขาก็หยิบพัดจีบใต้แขนเสื้อออกมาจิ้มบ่าชายหนุ่มที่เดินอยู่ด้านข้างพลางเอ่ยขึ้น “เฉินสวิน นี่เจ้าคิดจะทำบ้าอะไร”

               “อีกเดี๋ยวก็รู้ อย่าเพิ่งใจร้อนสิ” ‘เฉินสวิน’ เอ่ยตอบ

               “เจ้าพูดแบบนี้มาครึ่งวันแล้วนะ” กู้จิ่วซือเอ่ยอย่างไม่พอใจ “ตอนอยู่ข้างนอกก็บอกว่าถ้าเข้ามาในบ้านตระกูลหลิวแล้วจะบอกข้า นี่ปลอมตัวเข้ามาแล้วเจ้าก็ยังไม่พูด อยากโดนตีงั้นรึ?”

               “ข้าพูดแทนเขาเอง” ‘หยางเหวินชาง’ ที่เดินอยู่อีกด้านทนไม่ไหว เอ่ยขึ้นอย่างตื่นเต้นว่า “พวกเราพาเจ้ามาดูหน้าว่าที่ภรรยาอย่างไรเล่า”

               “ภรรยาข้า?”

               กู้จิ่วซือหยุดเดินกะทันหันทำให้หยางเหวินชางเกือบเดินชนตัวเขา เขามองสีหน้าตกตะลึงของกู้จิ่วซือแล้วเอ่ยอย่างหวาดๆ ว่า “ใช่”

               “ข้าจะมีภรรยาได้อย่างไร” กู้จิ่วซือนิ่วหน้า “ทำไมตัวข้าเองยังไม่รู้เลยเล่า?”

               “บิดามารดาของเจ้ามาบ้านตระกูลหลิวเมื่อสองวันก่อน”หยางเหวินชางกล่าวอย่างขลาดๆ “เจ้าไม่รู้เรื่องนี้งั้นรึ?”

               ได้ยินเช่นนี้กู้จิ่วซือถึงกับสูดหายใจลึกๆ กำพัดแล้วคิดจะเดินหนี แต่หยางเหวินชางและเฉินสวินดึงตัวเขาเอาไว้แล้วกระซิบว่า “อย่าเพิ่งไปสิ มาถึงที่นี่แล้วก็ดูให้แน่ชัดไปเลยว่าหน้าตาของนางเป็นอย่างไร แล้วค่อยไป”        

               “ถึงจะงามราวกับเทพธิดาข้าก็ไม่แต่ง!” กู้จิ่วซือคำรามในลำคอ เฉินสวินยังคิดจะพูดอะไรต่อ แต่ถูกหยางเหวินชางผลักเข้าไปหลังภูเขาจำลองพร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงรีบร้อนว่า “มีคนมา!”

               ชายหนุ่มทั้งสามทำอะไรไม่ถูกจึงรีบหลบเข้าไปด้านในภูเขาจำลอง พื้นที่ด้านในค่อนข้างแคบ ดังนั้นทั้งสามจึงต้องเบียดกันแต่ถึงอย่างนั้นกู้จิ่วซือก็ไม่ลืมใช้พัดจิ้มเฉินสวิน เฉินสวินกัดฟันไม่โต้ตอบเขาคว้าปลายพัดของกู้จิ่วซือเอาไว้ ทั้งสองจ้องหน้าพร้อมกับใช้สายตาฟาดฟันกันอยู่ภายในช่องลับของภูเขาจำลองอย่างเงียบๆ ตอนนี้เองที่มีเสียงฝีเท้าดังมาจากด้านนอก มีเสียงหญิงสาวสองคนกำลังสนทนากันอยู่

               ทั้งสามฟังอยู่นานก่อนจะเข้าใจว่าที่แท้ก็เป็นเสียงของหลิวซืออวี่ นางไม่อยากแต่งงานกับกู้จิ่วซือ จึงเอาแต่คร่ำครวญเสียงสูงเหมือนแทบจะขาดใจ

               เมื่อฟังจากคำเรียกขาน หญิงสาวที่กำลังพูดอยู่อีกคนหนึ่งก็น่าจะเป็นหลิ่วอวี้หรู บุตรสาวสายตรงของตระกูลหลิ่วที่มีชื่อเสียงเรื่องความเป็นอยู่ที่น่าเวทนา นางเกิดมาในครอบครัวที่เหยียบภรรยาเอกและยกย่องอนุ

               ทั้งสามตั้งใจฟังพวกนางสนทนากันอย่างเงียบๆ ได้ยินหลิวซืออวี่ระบายความในใจพร้อมกับร้องไห้ว่า “อวี้หรู ตระกูลกู้มีกิจการใหญ่โต ข้ากลัวว่าท่านพ่อจะรับปากพวกเขาเพราะเห็นแก่เงิน ถ้าต้องแต่งได้กับเขาจริงๆ เจ้าว่าข้าจะอยู่ได้หรือ?”

               หลิ่วอวี้หรูฟังแล้วก็ถอนใจ นางกุมมือหลิวซืออวี่เอาไว้ก่อนจะปลอบโยนเสียงอ่อน “ความทุกข์ของเจ้าข้าเข้าใจดี ถ้าให้ข้าแต่งกับเขา ข้าก็คงจะไปกระโดดน้ำตายเหมือนกัน”

               ได้ยินถึงตรงนี้สีหน้าของกู้จิ่วซือก็ดูไม่ดีนัก สหายทั้งสองหันไปมองหน้าเขาแต่กู้จิ่วซือแสร้งคลี่พัดออกมาพัดอย่างเยือกเย็นราวกับไม่ได้ยินสิ่งใด

               ทั้งสามตั้งใจฟังต่อ ได้ยินหลิ่วอวี้หรูออกความคิดให้กับหลิวซืออวี่ว่า “พวกเราไปสอบถามนิสัยใจคอของเขาจากคนอื่นให้ละเอียดดีหรือไม่? ถ้าได้รู้เกี่ยวกับความชอบของเขาก่อน พอถึงตอนนั้นเจ้าก็ทำตัวตรงข้ามกับความชอบของเขา จะได้บีบให้เขายกเลิกการสู่ขอไป”

               “บีบให้เขายกเลิกการสู่ขอ?” หลิวซืออวี่ตะลึง

               หลิ่วอวี้หรูพยักหน้า เอ่ยต่อไปว่า “อย่างเช่น ข้าได้ยินมาว่าที่กู้จิ่วซือยังไม่มีคู่หมายมาจนถึงตอนนี้ก็เพราะเขามีเงื่อนไขในการหาภรรยาที่สูงส่งเลิศเลอ เขาไม่ชอบหญิงสาวที่ทำตัวตามกฎระเบียบ
ยิ่งไม่ชอบคนที่อ้าปากก็พูดถึงแต่คำสอนของขงจื๊อ วันนี้เจ้าก็กลับไปท่องสี่ตำราห้าคัมภีร์ให้ขึ้นใจ หากวันหน้าได้เจอกัน เจ้าก็ท่องคำกลอนเหล่านั้นสั่งสอนเขา”

               เฉินสวินและหยางเหวินชางฟังถึงตรงนี้ก็มองไปยังกู้จิ่วซือ พร้อมกับยกนิ้วหัวแม่มือและใช้สายตาเป็นการยกย่องว่า ‘แม่นางคนนี้ร้ายกาจ’

               กู้จิ่วซือไม่พูดไม่จา แววตาของเขามีแต่ความดูแคลนแฝงอยู่

               จากนั้นเขาได้ยินหลิ่วอวี้หรูพูดต่อไปว่า “ข้ายังได้ยินว่าเขาไม่ชอบสตรีที่ดูเสแสร้งแกล้งทำเป็นอ่อนแอ โดยเฉพาะคนที่เป็นฝ่ายเสนอตัวเข้าหา เขายิ่งไม่ชอบ ถ้าวันหน้าเจ้าเจอเขาก็ต้องบีบเสียงพูดให้ดูเสแสร้งเข้าไว้ ถ้าเขาพูดอะไรที่หนักไปสักหน่อย เจ้าต้องรีบร้องไห้ออกมาทันที เวลาพูดจาก็อย่ามีเหตุผลเกินไปนัก เจ้าจะต้องแสร้งทำตัวไร้เหตุผลและพูดจาไม่รู้เรื่อง แล้วต้องรู้จักขอเงินเขาด้วย”

               “มัน...” หลิวซืออวี่ลังเลก่อนจะเอ่ยว่า “มันไม่ค่อยจะดีกระมัง...”

               “เจ้าก็อย่าทำออกนอกหน้าเกินไปนักสิ” หลิ่วอวี้หรูยิ้ม “ต่อหน้าคนอื่นก็อย่าเข้าไปพูดคุยกับเขาตรงๆ แต่ถ้าเจอกับเขาเป็นการส่วนตัวค่อยทำ เป็นแบบนี้ไม่กี่ครั้งเดี๋ยวเขาก็ถอยแล้ว ชื่อเสียงของเขาไม่ดีเท่าไรนัก ต่อให้กู้จิ่วซือเอาเรื่องของเจ้าไปพูดต่อ ใครเล่าจะเชื่อ คนอื่นก็ต้องคิดว่าเขาจงใจทำลายชื่อเสียงเจ้า”

               “เยี่ยม!” หลิวซืออวี่ตัดสินใจ “เจ้าพูดถูก ถ้าข้าไม่หาเรื่องให้เขาคลื่นไส้ เขาก็จะต้องทำให้ข้าลำบากใจแน่”

               “ยังมีอีก...” หลิ่วอวี้หรูพยายามช่วยสหายคิดอย่างตั้งใจ
               “คนอย่างเขาไม่เคยเข้าร่วมงานชมบุปผา นั่นอาจจะมีเหตุผลซ่อนเร้นก็เป็นได้... ว่ากันว่าในอดีตตระกูลเย่เคยจัดงานเลี้ยงหนหนึ่ง แต่สาวใช้ที่คอยรับใช้ในงานแขวนถุงหอมที่มีกลิ่นฉุนแรง ด้านในถุงอัดแน่นด้วยกลีบดอกไม้แห้ง กู้จิ่วซือที่มาร่วมงานด้วยจึงกลับไปอย่างรวดเร็ว ไม่แน่ว่า... เขาอาจไม่ชอบกลิ่นหอมของดอกไม้ที่ฉุนจัดก็เป็นได้ ข้าจะหาถุงหอมที่มีกลิ่นแรงให้เจ้า เมื่อไหร่ที่ต้องเผชิญหน้ากับเขาให้เจ้าทากลิ่นนี้ไว้ที่ผ้าเช็ดหน้าแล้วโบกต่อหน้าเขา... โบกสักหลายๆ ครั้ง”

               หยางเหวินชางและเฉินสวินรู้สึกเห็นใจกู้จิ่วซือขึ้นมาทันที

               กู้จิ่วซือแพ้กลิ่นดอกไม้จริงๆ เมื่อใดที่ได้กลิ่นดอกไม้ฉุนแรงเขาจะจามอย่างหนัก ถึงขนาดผื่นขึ้นเต็มตัว แม้แต่เรื่องนี้ยังถูกแม่นางคนนี้สังเกตเห็น ถ้านางตั้งใจสืบเรื่องของกู้จิ่วซือจริงๆ บางทีกู้จิ่วซืออาจโชคร้ายไปทั้งชีวิตก็เป็นได้

               กู้จิ่วซือฟังสตรีทั้งสองวางแผนว่าจะจัดการกับเขาอย่างไรเพื่อให้เขายกเลิกการหมั้นหมายครั้งนี้แล้วก็บังเกิดโทสะ

               เขาฟังไปจนกระทั่งหลิวซืออวี่เอ่ยอย่างกังวลว่า “ถ้าทำถึงขนาดนี้แล้วเขายังคิดจะแต่งงานกับข้าอยู่อีกล่ะ ถึงตอนนั้นจะทำอย่างไรดี”

               กู้จิ่วซือทนฟังต่อไปไม่ไหว

               เขารู้สึกว่าตัวเองถูกเหยียบย่ำศักดิ์ศรีอย่างใหญ่หลวง ในขณะที่หยางเหวินชางและเฉินสวินยังไม่ทันตั้งตัวเขาก็พุ่งออกจากภูเขาจำลอง แล้วตะโกนว่า “เจ้าวางใจได้ ข้าไม่มีทางแต่งกับเจ้าหรอก!”

               หลิ่วอวี้หรูและหลิวซืออวี่หันกลับไปมองอย่างพร้อมเพรียง หลิ่วอวี้หรูเห็นใบหน้าที่เคยปรากฏในความฝันแล้วก็ตะลึงงัน ส่วนหลิวซืออวี่กลับนิ่วหน้า “เจ้าพูดอะไร เจ้าเป็นบ่าวรับใช้ของเรือนไหน ทำไมถึงมาอยู่ตรงนี้ได้”

               หลิ่วอวี้หรูเห็นกู้จิ่วซือเลิกคิ้วทำท่าอ้าปาก ก็คิดว่าเขากำลังจะบอกถึงฐานะตัวตนของตนเอง

               การที่ได้พบหน้ากู้จิ่วซือในสวนดอกไม้ คนตระกูลหลิวย่อมไม่กล้าทำอะไรแน่ แต่ถ้าข่าวนี้แพร่ออกไป คนที่จะเสียหายก็คือนางและหลิวซืออวี่

               ดังนั้นหลิ่วอวี้หรูจึงไม่คิดถึงเรื่องอื่นอีก นางก้าวไปด้านหน้าแล้วตวาดด้วยเสียงหนักๆ ว่า “เจ้าเป็นบ่าวไพร่จากเรือนไหนถึงได้กล้าเข้ามายังเรือนชั้นใน! มีใครอยู่ไหม มาจับตัวบ่าวพวกนี้โยนออกไปด้านนอกด้วย!”

               กล่าวจบนางก็ลากหลิวซืออวี่วิ่งหนีไป ส่วนกู้จิ่วซือที่ถูกหลิ่วอวี้หรูตวาดใส่ก็ตกตะลึงอยู่กับที่ไปชั่วขณะ เมื่อเขาตั้งสติได้ก็พบว่าทั้งตัวเอง หยางเหวินชาง และเฉินสวินที่เพิ่งออกจากภูเขาจำลองถูกบ่าวรับใช้ในบ้านตระกูลหลิวล้อมเอาไว้อย่างแน่นหนา

               นี่เป็นครั้งแรกที่บ่าวรับใช้ของตระกูลหลิวพบว่ามีคนปลอมตัวเข้ามาในบ้าน แม้จะยังไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร แต่คิดว่าคงเป็นพวกหัวขโมยระดับล่าง ดังนั้นบ่าวทั้งหลายต่างทุ่มเทกำลังเกินร้อยเพื่อจับตัวคนทั้งสาม

5.จับตาไปทำไม?

               แต่ปกติชายหนุ่มทั้งสามก็มักจะทะเลาะวิวาทตามท้องถนนกันเป็นประจำอยู่แล้ว อีกทั้งกู้จิ่วซือยังร่ำเรียนวรยุทธมาตั้งแต่เล็ก มีฝีมือยอดเยี่ยม เขาหลบซ้ายหลีกขวาท่ามกลางฝูงชนแล้วคว้าตัวสหายด้วยมือทั้งสองข้าง ก่อนจะวิ่งหนีการไล่จับจากบ่าวรับใช้ด้วยการปีนกำแพง

               เมื่อทั้งสามสลัดคนที่ไล่ตามได้แล้วก็ยืนพิงกำแพงหายใจแรงๆ อย่างเหนื่อยหอบ เฉินสวินเอ่ยขึ้นว่า “แม่นางคนนั้นขี้กลัวเหลือเกินไม่พูดไม่จาก็ตะโกนเรียกคนเข้ามาจับพวกเราแล้ว ทำให้พวกเราต้องวิ่งหนีแทบตาย”

               “นางนี่นะขี้กลัว” กู้จิ่วซือฟังแล้วก็เอ่ยเยาะ “นางคงรู้ตัวอยู่แล้วแต่แกล้งทำเป็นเลอะเลือนเสียมากกว่า นางกลัวว่าพวกเราจะทำลายชื่อเสียงของพวกนางน่ะสิ! ดอกบัวดำอย่างหลิ่วอวี้หรู ฮึ! ภายนอกทำตัวสะอาดสะอ้านแต่ในใจกลับคดเคี้ยวลึกลับเสียยิ่งกว่าบ่อโคลน นางซับซ้อนมากกว่าหลิวซืออวี่มากนัก”

               “มิน่า” ได้ยินถึงตรงนี้หยางเหวินชางก็พึมพำ “นางถึงได้หมั้นหมายกับคนอย่างเย่ซื่ออันได้”

               “เจ้าว่านางจะแต่งกับใครนะ?” กู้จิ่วซือหันหน้ากลับมาทันที

               หยางเหวินชางกล่าวอย่างประหลาดใจ “ก็เย่ซื่ออันบัณฑิตอันดับหนึ่งของสำนักไป๋ลู่อย่างไรเล่า ได้ยินว่าฮูหยินผู้เฒ่าเย่ประกาศเอาไว้นานแล้วว่าหลานสะใภ้ของนางจะต้องเป็นหลิ่วอวี้หรูเท่านั้น
เจ้าไม่รู้เรื่องเลยหรือ?”

               กู้จิ่วซือทำหน้าตาเหลอหลา ภาพของหญิงสาวที่เจอเมื่อครู่ปรากฏอยู่ในหัว

               หลิ่วอวี้หรูเป็นสตรีที่แสนจะธรรมดาไม่มีอะไรโดดเด่นชาติกำเนิดก็สามัญ หน้าตาหรือก็ดูพื้นๆ ไร้ความโดดเด่นใดๆ วางตัวอยู่ในกฎระเบียบ นอกจากความคิดที่เหมือนจะซับซ้อนกว่าคนอื่นอยู่สักหน่อย นางก็ไม่มีอะไรน่าสนใจอีก คนอย่างนางเหมาะสมกับเย่ซื่ออันตรงไหน?

               เย่ซื่ออันเป็นศิษย์คนสุดท้ายของ ‘มหาบัณฑิตซูเหวิน’ ที่ใครๆ ต่างก็เอ่ยปากว่าเขาน่าจะมีอนาคตก้าวไกลกว่าชายหนุ่มในรุ่นเดียวกัน

               แต่เย่ซื่ออันก็เป็นคนที่กู้จิ่วซือนึกรังเกียจ เจ้านั่นเป็นเพียงสุภาพบุรุษจอมปลอมคนหนึ่งเท่านั้น

               กู้จิ่วซือได้แต่ครุ่นคิดในใจว่าสมควรแล้ว... การแต่งงานครั้งนี้นับว่าเหมาะสมดี

 

               ความทรงจำที่กู้จิ่วซือมีต่อเย่ซื่ออันนั้นล้วนมาจาก‘กู้หล่างหัว’ ผู้เป็นบิดา

               แม้บิดาของเขาจะเป็นพ่อค้าแต่ก็เป็นพวกชื่นชอบโคลงกลอน อยากให้เขาตั้งใจเรียนหนังสือ และหวังจะให้เขาสอบได้ตำแหน่งทางราชการสักตำแหน่ง

               ทว่าเขาไม่สนใจเรื่องการเรียนมาตั้งแต่ไหนแต่ไร กลับชอบเที่ยวเล่นมากกว่า เพื่อกระตุ้นความสนใจของเขา นายท่านกู้จึงยกเย่ซื่ออันมาเป็นแบบอย่างสั่งสอนเขาอยู่ตลอด จนทำให้กู้จิ่วซือมีความรู้สึกไม่ดีต่อเย่ซื่ออัน ยามนี้เมื่อรู้ว่าเย่ซื่ออันกำลังจะอ้าแขนรับหญิงสาวอย่างหลิ่วอวี้หรูที่มีความคิดซับซ้อนแต่หน้าตาธรรมดาเป็นภรรยา เขาก็รู้สึกสะใจอยู่ไม่น้อย

               ทันใดนั้นกู้จิ่วซือก็เกิดความคิดบางอย่างขึ้นมา เขายกมุมปากขึ้นเล็กน้อยพร้อมกับจึงใช้พัดจิ้มเฉินสวินแล้วเอ่ยกับอีกฝ่ายว่า

               “เจ้าช่วยหาคนจับตาดูหลิ่วอวี้หรูให้ข้าหน่อย”

               “จับตาไปทำไม?” เฉินสวินตะลึงงัน จากนั้นเบิกตากว้าง “จิ่วซือ เจ้าคงไม่ได้ถูกตาต้องใจหลิ่วอวี้หรูหรอกนะ!”

               “พูดเพ้อเจ้ออะไรของเจ้า!” กู้จิ่วซือจิ้มพัดกับศีรษะอีกฝ่าย แล้วกล่าวอย่างโมโหว่า “ข้าดูเป็นคนไร้รสนิยมถึงเพียงนั้นเชียวรึ
จะบอกให้เจ้ารู้ไว้อย่างหนึ่งนะ ต่อให้สตรีในใต้หล้านี้ล้มหายตายจากไปจนไม่มีเหลือ ข้าก็ไม่แต่งกับนาง!”

               “แล้วเจ้าให้เฉินสวินไปจับตาดูนางทำไม?” หยางเหวินชางเริ่มระแวง เขารู้สึกว่าคนอย่างกู้จิ่วซือสามารถทำอะไรได้ทุกอย่าง

               กู้จิ่วซือเลิกคิ้ว “นางเล่นงานข้าแล้วข้าก็ต้องใจดีปล่อยนางไปอย่างนั้นรึ? พวกเจ้าก็คิดจะปล่อยนางไปง่ายๆ เหมือนกันหรือ? จะบอกให้นะ ตอนนี้นางเป็นคู่หมายของเย่ซื่ออัน เย่ซื่ออันกดหัวพวกเราแล้วนางยังมาตบหน้าพวกเราซ้ำอีก ถ้าไม่เอาคืนเสียบ้างจะเรียกว่าเป็นลูกผู้ชายได้อย่างไร”

               หยางเหวินชางและเฉินสวินฟังแล้วก็รู้สึกว่ามีเหตุผล

               เย่ซื่ออันเป็นคนที่คุณชายเสเพลในเมืองหยางโจวอย่างพวกเขาชิงชังเป็นที่สุด เย่ซื่ออันอาศัยว่าตัวเองเรียนเก่งจึงวางท่าข่มพวกเขาอยู่เสมอ ตอนนี้คู่หมายของเจ้านั่นยังมาพูดจาข่มเหงพวกเขาอีก จะให้อดทนกับเรื่องนี้ต่อไปคงไม่ได้

               พวกเขาต้องเอาคืน!

               เมื่อทั้งสามเห็นพ้องต้องกัน เฉินสวินจึงรีบไปหาคนที่ตนเองรู้จักแล้วสั่งการให้ไปเฝ้าอยู่หน้าบ้านของหลิ่วอวี้หรู หากมีการเคลื่อนไหวอะไรก็ห้ามปล่อยผ่านเป็นอันขาด!

               จากนั้นทั้งสามก็ปรึกษากันว่าจะรับมือหลิ่วอวี้หรูอย่างไร

 

 

               ส่วนทางด้านหลิ่วอวี้หรูและหลิวซืออวี่ พอหนีพ้นจากชายหนุ่มทั้งสามก็รีบวิ่งกลับเข้าไปยังเรือนเล็ก

               หลิ่วอวี้หรูเล่าความจริงให้หลิวซืออวี่ฟังแล้วพูดปลอบให้นางสบายใจก่อนจะขอตัวกลับบ้าน

               ขณะที่นั่งอยู่ในรถม้า นางอดปวดหัวไม่ได้ เมื่อทุกอย่างเป็นเช่นนี้หลิวซืออวี่ไม่มีทางได้แต่งกับกู้จิ่วซือเป็นแน่ ด้วยนิสัยของกู้จิ่วซือ เขาไม่มีทางรับหลิวซืออวี่เป็นภรรยาอีก ขอเพียงกู้จิ่วซือไม่ตกลงผู้ใหญ่ในบ้านตระกูลกู้ที่ตามใจเขามากย่อมไม่มีทางบังคับฝืนใจเขา แต่เกรงว่าเรื่องนี้จะเป็นชนวนความแค้นระหว่างนางกับกู้จิ่วซือเสียแล้ว

               นางมักใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังมาตลอด นี่เป็นครั้งแรกที่กระทำการโดยไม่ยั้งคิดจนถึงขั้นไปหาเรื่องกับตัวยุ่งอย่างกู้จิ่วซือเข้า ยังดีที่นางกำลังจะออกเรือน

               เมื่อคิดถึงตรงนี้หลิ่วอวี้หรูก็ระบายลมหายใจยาวๆ อย่างโล่งอก

               นางกำลังจะออกเรือนแล้ว ขอเพียงนางแต่งงานกับเย่ซื่ออัน ถึงกู้จิ่วซือจะไม่พอใจนางเพียงใดก็ต้องเห็นแก่หน้าเย่ซื่ออันและยอมปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไป

               ตระกูลกู้อาจไม่เห็นตระกูลหลิ่วที่เป็นเพียงครอบครัวพ่อค้าตัวเล็กๆ อยู่ในสายตา แต่ตระกูลเย่เป็นคนท้องถิ่นซึ่งอาศัยอยู่ที่นี่มาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ ดังนั้นตระกูลกู้ย่อมต้องให้เกียรติพวกเขาไม่มากก็น้อย อีกอย่างนางเป็นเพียงหญิงสาวตัวเล็กๆ กู้จิ่วซือเป็นลูกผู้ชาย คงไม่คิดแค้นหาเรื่องนางให้อับอายกระมัง

               ทว่านางยังคงไม่วางใจ จึงคาดหวังให้เย่ซื่ออันรีบกลับมาจัดการสู่ขอตนให้เรียบร้อยโดยเร็ว

               หลังจากนั้นอีกหลายวัน หลิ่วอวี้หรูที่รอการกลับมาของเย่ซื่ออันก็ให้คนไปสืบหาข่าวของเขา ในขณะเดียวกันก็ส่งคนไปจับตามองความเคลื่อนไหวของตระกูลกู้อีกด้วย ผ่านไปไม่ถึงสองวัน อิ้นหงก็เดินหน้าตายิ้มแย้มเข้ามา “คุณหนู ท่านได้ยินข่าวหรือยังเจ้าคะเขาลือกันว่าเมื่อวานนายท่านกู้ไล่ตีคุณชายกู้ไปตามท้องถนนเพราะโมโหจัด”

               พอได้ยินชื่อกู้จิ่วซือก็ทำให้มือของหลิ่วอวี้หรูชะงักค้างไปชั่วขณะ นางก้มหน้าปักผ้าต่อพลางเอ่ยราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

               “เพราะเหตุใดกัน?”

               “ได้ยินว่าเกี่ยวกับเรื่องแต่งงานเจ้าค่ะ” อิ้นหงจัดดอกไม้พร้อมกับเล่าเรื่องที่ได้ยินมา “คุณชายกู้ตะโกนไปทั่วถนนว่าเรื่องการแต่งงานเขาจะเป็นคนตัดสินใจเอง ถ้าเขาไม่ตกลง ถึงพ่อแม่จะไปสู่ขอบุตรสาวบ้านไหนเขาก็จะไม่รับ นายท่านกู้โมโหจนแทบเสียสติ ได้ยินว่าถือกระบองไล่ตีคุณชายกู้ออกมาจากบ้านเลยทีเดียวเจ้าค่ะ”

               เมื่อเล่าถึงตรงนี้อิ้นหงก็หัวเราะออกมา หลิ่วอวี้หรูเองก็หัวเราะเช่นเดียวกัน

               จู่ๆ นางก็คิดถึงเหตุการณ์ในความฝันขึ้นมาอย่างไม่ทันรู้ตัว

               ความจริงแล้วกู้จิ่วซือผู้นี้ไม่นับว่าเป็นคนเลวร้ายอะไร แม้ปกติจะทำเรื่องเหลวไหลไร้สาระไปบ้าง แต่เรื่องที่ผิดต่อฟ้าดินนั้นเขาไม่เคยทำ ปกติกู้จิ่วซือมักก่อเรื่องให้เป็นที่ขบขันในเมืองหยางโจวเท่านั้นคนเหลวไหลเรื่อยเฉื่อยเช่นเขา แม้จะน่ารังเกียจไปสักหน่อย แต่ถ้ามีจุดจบอย่างในความฝันก็ดูน่าสงสารจนเกินไป

               หลิ่วอวี้หรูถอนใจ นางไม่รู้ว่าเรื่องราวในฝันนั้นจะเป็นจริงหรือเท็จ แต่หากเป็นจริง นางจะทำอะไรได้เล่า?

               หลิ่วอวี้หรูครุ่นคิดอยู่นาน จนกระทั่งอิ้นหงจัดดอกไม้เสร็จแล้วหันมาเห็นว่าหลิ่วอวี้หรูกำลังนั่งเหม่อ นางจึงกล่าวยิ้มๆ ว่า “คุณหนูถ้าท่านรู้สึกเบื่อ พวกเราไปหาซื้อเครื่องแป้งกันดีหรือไม่เจ้าคะ?”

               หลิ่วอวี้หรูฟังแล้วจึงค่อยตั้งสติได้ ตอนนี้นางพลันนึกได้ว่าเครื่องแป้งที่ใช้อยู่เพิ่งหมดไป ส่วนของมารดาก็ต้องซื้อมาเพิ่มอีกหน่อย หลังจากคิดแล้วนางจึงลุกขึ้นพลางเอ่ยว่า “เช่นนั้นพวกเราก็ออกไปเดินเล่นกันเถอะ”

               นางเติบใหญ่ขึ้นทุกวัน วันเวลาที่จะอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ก็น้อยลงตามไปด้วย นางคิดอยากจะปรนนิบัติมารดาให้มากอีกสักหน่อย ของอะไรที่พอจะซื้อให้มารดาได้นางก็ต้องรีบหาซื้อไว้ นี่เป็นความกตัญญูพื้นฐานที่บุตรสาวอย่างนางสมควรทำ

               พอคิดได้เช่นนี้ หลังจากขออนุญาตอนุจางแล้วหลิ่วอวี้หรูก็ออกไปข้างนอก

               ทันทีที่นางก้าวออกจากประตูบ้าน ขอทานน้อยที่เฉินสวินสั่งให้มาคอยจับตาดูก็รีบไปรายงานกู้จิ่วซืออย่างไม่รั้งรอ

               ยามนี้กู้จิ่วซือ เฉินสวิน และหยางเหวินชางกำลังเล่นพนันกันอยู่ในบ่อน พอได้ยินว่าหลิ่วอวี้หรูก้าวเท้าออกจากบ้าน กู้จิ่วซือก็ไม่เล่นต่อ เขาลากหยางเหวินชางและเฉินสวินออกไปหาหลิ่วอวี้หรูด้วยความมุ่งมั่น

               พวกเขาปรึกษากันดีแล้วว่าคราวก่อนหลิ่วอวี้หรูทำกับกู้จิ่วซืออย่างไร คราวนี้กู้จิ่วซือก็จะปฏิบัติกับนางอย่างนั้นเช่นกัน หลิ่วอวี้หรูสอนสหายของนางให้วางตนในแบบที่กู้จิ่วซือไม่ชอบ กู้จิ่วซือก็จะเลียนแบบสิ่งที่หลิ่วอวี้หรูรังเกียจ

               แต่... คนอย่างหลิ่วอวี้หรูชอบหรือไม่ชอบอะไรเล่า?

6.ผู้หญิงคนนี้!

               กู้จิ่วซือขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง ความจริงเขาไม่รู้เกี่ยวกับความชอบของอีกฝ่ายเลย สิ่งที่เขารู้มีเพียงอย่างเดียวนั่นคือหลิ่วอวี้หรูรังเกียจตน เพราะหลิ่วอวี้หรูพูดออกมาจากปากเองว่า “ถ้าให้ข้าแต่งกับเขา ข้าก็คงจะไปกระโดดน้ำตายเหมือนกัน” ในเมื่อนางรังเกียจเขาขนาดนี้เขาก็ควรไปหาเรื่องนางด้วยตัวเอง

               ทำให้นางคลื่นไส้ตายไปเลย!

               คุณชายเสเพลทั้งสามมีความคิดที่แสนจะเรียบง่าย พวกเขารุดไปหาหลิ่วอวี้หรู พอมาถึงก็เห็นหญิงสาวกำลังเลือกเครื่องแป้งอยู่ในร้าน นางเป็นลูกค้าประจำของที่นี่ เจ้าของร้านเองก็รู้ดีว่าหลิ่วอวี้หรูมิใช่ลูกค้ามือเติบแต่นางเป็นคนอัธยาศัยดี มีความเป็นกันเองกับผู้อื่นแตกต่างจากคุณหนูตระกูลใหญ่ที่ชอบเอาแต่ใจ ดังนั้นแม้นางจะซื้อสินค้าในร้านไม่มากแต่เจ้าของร้านก็ยังให้ความสนิทสนมกับนางไม่น้อย เขาชวนนางพูดคุยพร้อมกับแนะนำสินค้าชนิดใหม่ให้นางไปด้วย

               หลิ่วอวี้หรูถูกใจแป้งชาดกล่องหนึ่งที่เป็นสินค้าตัวใหม่ของร้าน แต่เมื่อถามราคาแล้วนางก็เริ่มลังเล ขณะที่กำลังชั่งใจอยู่นั้นนางพลันได้ยินเสียงเรียกชื่อตนเองดังขึ้นจากทางด้านหลัง เสียงเรียกนั้นเต็มไปด้วยความกระตือรือร้นและอ่อนหวานราวกับเคลือบน้ำตาล

               “น้องอวี้หรู!”

               ทันทีที่ได้ยินหลิ่วอวี้หรูถึงกับตัวแข็งทื่อแล้วหันหน้าไปมองอย่างตกใจ นางเห็นว่าด้านหน้าร้านขายเครื่องแป้งมีคุณชายสามคนกำลังก้าวยาวๆ เข้ามา คนที่เดินนำคือกู้จิ่วซือ เขาสวมเสื้อคลุมตัวยาวสีแดงสดปักลายเมฆากุ๊นขอบด้วยดิ้นทอง สวมกวานสีทองประดับมุกอยู่เหนือศีรษะ มือหนึ่งถือพัดจีบอันเป็นเอกลักษณ์เพราะตัว ใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสทำให้ดูงามสง่าน่าชม ส่วนหยางเหวินชางที่เดินอยู่ด้านหลังสวมชุดสีน้ำเงิน ในขณะที่เฉินสวินสวมชุดสีเขียวใบไผ่ ทั้งคู่ต่างถือพัดจีบไว้ในมือแล้วโบกไปโบกมาพร้อมกับก้าวเท้าตามกู้จิ่วซือเข้ามาด้านในร้าน

               เดิมทีสถานที่แห่งนี้เป็นที่สำหรับสตรี แต่ชายหนุ่มอย่างพวกเขากลับเข้ามาโดยไร้ท่าทางเคอะเขิน มีแต่เหล่าหญิงสาวที่ตกใจกันยกใหญ่ รีบยกพัดกลมขึ้นปิดบังใบหน้าแล้วถอยหลบไปทางด้านข้าง แม้หลิ่วอวี้หรูจะมีปฏิกิริยาช้ากว่าคนอื่นไปครึ่งจังหวะแต่ก็ตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว นางหมุนตัวคิดจะหลบออกไปทางหลังร้าน

               “น้องอวี้หรู!” เฉินสวินก้าวยาวๆ มาขวางหลิ่วอวี้หรูเอาไว้ได้ทัน

               หลิ่วอวี้หรูกัดฟันแล้วหมุนตัวไปอีกทาง แต่หยางเหวินชางกลับยืนปิดทางอีกด้านเอาไว้เสียแล้ว

               หลิ่วอวี้หรูและสาวใช้ถูกชายหนุ่มทั้งสามห้อมล้อม โดยมีกู้จิ่วซือยืนพิงโต๊ะคิดเงินตรงด้านข้าง แล้วเอ่ยปากลากเสียงยาวอย่างเกียจคร้านว่า “น้องอวี้หรู มาซื้อแป้งชาดหรือจ๊ะ?”

               กู้จิ่วซือเป็นคนหน้าตาดี ท่าทางที่ดูเหมือนไม่ใส่ใจของเขา หากคนอื่นทำขึ้นมาบ้างก็คงจะดูเฉื่อยชาไม่กระฉับกระเฉง แต่พอเขาเป็นคนทำ กลับให้ความรู้สึกเรื่อยเฉื่อยในแบบที่งามสง่าแฝงความน่าดูเอาไว้ไม่น้อย

               อิ้นหงตกใจกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจนตัวสั่น ส่วนหลิ่วอวี้หรูนั้นแสร้งทำเป็นเยือกเย็น นางหมุนตัวกลับไปเอ่ยกับเจ้าของร้านว่า “เถ้าแก่ ในเมื่อมีลูกค้าบุรุษเข้ามาในร้าน ข้าคงไม่สะดวกที่จะอยู่ต่อแล้ว”

               ได้ยินเช่นนี้เจ้าของร้านที่เพิ่งตั้งสติได้ก็รีบฉีกยิ้มแล้วเอ่ยปากอ้อมแอ้มกับกู้จิ่วซือ “คุณชายกู้ ที่นี่เป็นร้านเครื่องแป้งนะขอรับ ดูสิพอท่านมาถึงลูกค้าของข้าก็ เอ้อ...”

               “อ้อ... เรื่องนี้” กู้จิ่วซือตวัดสายตาไปขัดจังหวะการพูดของเจ้าของร้าน เขาทิ้งสายตาที่มีนัยประมาณว่า ‘จงรู้จักวางตัว’ ให้เจ้าของร้านแล้วเอ่ยขึ้นตรงๆ “วันนี้ข้าจะเหมาเครื่องแป้งทั้งหมดของร้านท่าน เช่นนี้คงไม่ส่งผลกระทบต่อลูกค้าคนอื่นแล้วสินะ”

               ว่าแล้วกู้จิ่วซือก็หันกลับมามองหลิ่วอวี้หรู แล้วผ่อนน้ำเสียงให้อ่อนลง “น้องอวี้หรู เจ้าอยากได้เครื่องแป้งชนิดไหนก็หยิบเอาได้เลยพี่ชายจะมอบให้เป็นของกำนัล”

               “คุณชายกู้พูดจาระมัดระวังด้วย!” อิ้นหงระเบิดโทสะออกมา นางกล่าวเสียงสั่นว่า “คุณหนูของข้าเป็นหญิงสาวที่ยังไร้มลทิน มาจากครอบครัวที่ดี ท่านทำแบบนี้ ทำแบบนี้...”

               “ข้าทำอะไร?” กู้จิ่วซือย้อนถามยิ้มๆ “แม่หนูน้อย ไหนพูดมาสิว่าข้าทำอะไร?”

               “คุณชายกู้” หลิ่วอวี้หรูแสดงสีหน้าหวาดหวั่นระคนน้อยใจออกมาให้คนทั้งร้านเห็น น้ำเสียงที่เอ่ยมีความกลัวเกรงแฝงอยู่ไม่น้อย “ข้าไม่รู้ว่าวันนี้ท่านมาด้วยเหตุอันใด ข้ากับท่านแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว อีกทั้งพวกเราไม่เคยมีการคบค้าสมาคมกันมาก่อน ถ้าพี่น้องในบ้านข้าได้ล่วงเกินอะไรท่านไป ก็ขอให้คุณชายอย่าได้ถือสา”

               หลิ่วอวี้หรูเข้าใจแล้วว่าวันนี้กู้จิ่วซือมาหานางเพราะต้องการหาเรื่อง นางหนีไม่พ้นแน่ สิ่งที่สำคัญกว่าก็คือ ‘ตายอย่างไรให้คงไว้ซึ่งเกียรติ’ ถ้าฉลาดนางต้องรักษาชื่อเสียงของตนเอาไว้ให้ดี อย่าให้คนนอกคิดว่านางกับกู้จิ่วซือมีความสัมพันธ์ส่วนตัว ดังนั้นนางจึงรีบหาทางปัดความเกี่ยวข้องพร้อมกับพูดเป็นนัยให้คนอื่นคิดไปว่า ที่แท้ก็มีคนที่บ้านของนางเคยล่วงเกินกู้จิ่วซือ นางก็แค่พลอยฟ้าพลอยฝนไปด้วย

               เมื่อเห็นท่าทีของหลิ่วอวี้หรูแล้วกู้จิ่วซือก็รู้สึกปวดฟันขึ้นมาทันที ยังไม่ทันเอ่ยปากก็ได้ยินอีกฝ่ายกล่าวต่อไปว่า “คุณชายกู้ ผู้ใหญ่มักไม่ถือสาเอาความกับผู้น้อย ถ้าให้อภัยได้ก็ควรจะให้อภัยกัน
ข้าขออภัยแทนพี่น้องในบ้านของข้าด้วย ขอท่านอย่าได้ทำให้ข้าลำบากใจเลย”

               ขณะที่พูดขอบตาของหลิ่วอวี้หรูก็แดงระเรื่อ ในสายตาของคนอื่นนางเป็นหญิงสาวตัวเล็กๆ ที่กำลังถูกรังแก

               หยางเหวินชางและเฉินสวินที่อยู่ด้านข้างเริ่มทำอะไรไม่ถูก มโนธรรมด้านดีเริ่มตำหนิพวกเขาที่รังแกอีกฝ่ายจนถึงกับร้องไห้ นี่พวกเขาทำเกินไปหรือไม่?

               ทว่ากู้จิ่วซือกลับรู้ทันเล่ห์เหลี่ยมของหลิ่วอวี้หรู เขาอุทานออกมาเบาๆ ก่อนจะรำพึงรำพันว่า “เจ้านี่เล่นละครเก่งจริงๆ”

               “คุณชายกู้” หลิ่วอวี้หรูได้ยินแล้วก็น้ำตาไหลพราก

               หยางเหวินชางยิ่งตื่นตระหนกเข้าไปใหญ่ “จิ่วซือพอแค่นี้เถอะน่า”

               กู้จิ่วซือมองสหายที่เริ่มแปรพักตร์ ไฟโทสะก็พลันผุดขึ้นในใจ

               ผู้หญิงคนนี้!

               เขาเริ่มทนไม่ไหวได้แต่สูดหายใจเข้าลึกๆ ในที่สุดก็ตัดสินใจใช้วิธีที่ต้องสูญเสียด้วยกันทั้งสองฝ่าย

               เขาหัวเราะเบาๆ ก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าให้อ่อนโยนขึ้นแล้วเอ่ยว่า “น้องอวี้หรู อย่าร้องไห้ไปเลย ข้าไม่ได้เจตนาจะทำให้เจ้าต้องลำบากใจเสียหน่อย ข้าแค่... ชอบเจ้าเท่านั้น”

               หลิ่วอวี้หรูฟังแล้วก็ตกใจจนโต้ตอบอีกฝ่ายไม่ถูก

               นางเหลือบตามองชายหนุ่มที่พยายามแสดงท่าทางว่ามีใจให้นางอย่างลึกซึ้ง ความคิดแรกคืออยากจะตบเขาให้หน้าหัน แต่นางยังคงแสร้งทำสีหน้างุนงงระคนตื่นตระหนก “คุณชายกู้ อย่าได้พูดล้อเล่นแบบนี้!”

               “น้องอวี้หรู” กู้จิ่วซือก้าวเข้าไปหานางก้าวหนึ่ง

               ในขณะเดียวกันหลิ่วอวี้หรูก็รีบถอยหลังไปก้าวหนึ่ง กู้จิ่วซือเห็นท่าทางที่ดูอ่อนแอเปราะบางของอีกฝ่ายแล้วก็พยายามระงับความคิดวู่วามที่อยากจะจับนางโยนลงสระน้ำด้านนอกเอาไว้อย่างสุดความสามารถ เขาเอ่ยต่อเสียงอ่อนโยนว่า “ล้อเล่นที่ไหนเล่า ข้าถูกใจเจ้าตั้งแต่แรกพบหน้า พอเห็นเจ้าอีกครั้งความรักก็ปักอก ชาตินี้ทั้งชาติ หากไม่ใช่เจ้า ข้าก็จะไม่แต่งกับใครทั้งนั้น”

               “...” หลิ่วอวี้หรูจนคำพูด

               นางรู้สึกว่าตัวเองกำลังพ่ายแพ้ ถ้าเทียบความหนาของหนังหน้า นางยังเอาชนะกู้จิ่วซือไม่ได้!

               เมื่อเห็นว่าหลิ่วอวี้หรูเริ่มปั้นหน้าต่อไปไม่ไหว กู้จิ่วซือก็ยิ้มออกมาอย่างลำพองใจ

               หลิ่วอวี้หรูเห็นรอยยิ้มของอีกฝ่ายแล้วก็รับรู้ถึงความใจแคบของกู้จิ่วซือขึ้นมาทันที นางนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เริ่มรู้ว่าถ้าปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป เกรงว่ากู้จิ่วซือคงไม่ยอมเลิกราง่ายๆ

               นางถอนใจ จากนั้นก็ตัดสินใจกระซิบกับเขาเบาๆ ว่า“คุณชายกู้ เรื่องคราวก่อนข้าต้องขออภัยด้วย ที่ทำไปก็ด้วยความจำเป็นทั้งสิ้น ชื่อเสียงของสตรีที่ยังไม่ออกเรือนนั้นสำคัญมาก เรื่องคราวก่อนข้าทำไม่ถูกเอง วันนี้ที่ท่านมาหาเรื่องข้าจะถือว่าสมควรแล้ว ขอท่านอย่าได้เอาความอีกเลยได้หรือไม่”

               เมื่อได้ฟังเสียงกระซิบของหลิ่วอวี้หรูแล้วกู้จิ่วซือก็ยิ้มพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบว่า “ไหนว่า... ถ้าข้าขอเจ้าแต่งงาน เจ้าจะกระโดดน้ำไม่ใช่รึ? ตอนนี้ข้าขอเจ้าแต่งแล้วเจ้าก็รีบไปกระโดดน้ำเสียสิ” เขาพยักพเยิดไปทางด้านหลัง “คูน้ำอยู่ตรงนั้น ไปกระโดดเดี๋ยวนี้!”

               หลิ่วอวี้หรูนิ่งเงียบ นางเม้มปากด้วยความโกรธ พยายามสะกดโทสะเอาไว้แล้วเอ่ยว่า “คุณชายกู้ ถ้าข้ากระโดดน้ำแล้ว ท่านถึงจะยอมเลิกราใช่หรือไม่?”

               กู้จิ่วซือหยุดคิด... ความจริงเมื่อครู่ตอนที่หลิ่วอวี้หรูยอมรับผิดกับเขาอย่างจริงใจ เขาก็รู้สึกว่าไฟโทสะมอดดับลงไปแล้ว เมื่อไร้โทสะเขาก็หมดความสนใจที่จะกลั่นแกล้งนางต่อ หลังจากหยุดคิดไปชั่วขณะกู้จิ่วซือก็คลี่ยิ้มแล้วยกมือลูบปลายคางพลางตอบว่า “ก็ไม่เชิง เอาอย่างนี้... ขอเพียงเจ้ากล้าพูดว่าเย่ซื่ออันเป็นคนไม่เอาไหนสู้กู้จิ่วซือที่แสนหล่อเหลา ฉลาดเฉลียวและนิสัยดีก็ไม่ได้ ข้าก็จะยอมปล่อยเจ้าไป”

               นี่เป็นคำพูดที่บิดาเขามักเอ่ยชมเย่ซื่ออันทั้งสิ้น

7.ข้าทำให้ท่านต้องขบขันแล้ว

               ได้ยินเช่นนี้หลิ่วอวี้หรูถึงกับนิ่งขึง นางพยายามย้อนคิดถึงคำพูดเมื่อครู่นี้แล้วเอ่ยขึ้นเบาๆ ว่า “ที่คุณชายกู้ต้องการให้ข้าพูดก็คือ คุณ... คุณชายเย่เป็นคนไม่เอาไหน สู้... สู้ท่านที่เอ่อ...”

               “แสนหล่อเหลา” กู้จิ่วซือเอ่ยเตือน

               “อ้อ...” หลิ่วอวี้หรูพยักหน้า กล่าวตะกุกตะกักต่อไปว่า “แสนหล่อเหลา ฉลาดเฉลียวและนิสัย...”

               “ดี!” กู้จิ่วซือกล่าวย้ำ

               “นิสัยดี... ก็ไม่ได้” หลิ่วอวี้หรูพยักหน้ากล่าวต่อ “ท่านยังเป็นสุภาพบุรุษผู้ทรงธรรม สูงส่งเที่ยงตรง ไม่มีทางหาเรื่องผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างข้าแน่”

               กู้จิ่วซือฟังถึงตรงนี้ก็พ่นเสียง “ชิ” ออกมา ก่อนจะปรามว่า“เจ้านี่ช่างพูดนักนะ เอาล่ะ” เขาคว้ากล่องเครื่องแป้งมาโยนเล่นในมือ

               “ไปได้”

               ได้ยินคำนี้แล้วหลิ่วอวี้หรูก็รู้สึกราวกับถูกปลดจากพันธนาการ นางรีบหมุนตัวเดินออกจากร้านไปอย่างไม่รอช้า

               แต่ในขณะที่หลิ่วอวี้หรูก้าวเดินออกมาได้ไม่กี่ก้าว กู้จิ่วซือกลับเรียกนางเอาไว้ “ช้าก่อน”

               กู้จิ่วซือเหลือบมองบรรดาหญิงสาวที่อยู่ในร้านเครื่องแป้งซึ่งยามนี้กำลังใช้พัดกลมปิดบังใบหน้า ก่อนจะประกาศว่า “อนุญาตให้ทุกคนเลือกเครื่องแป้งที่ชอบคนละกล่อง แล้วลงบัญชีชื่อข้าไว้”

               ได้ยินเช่นนั้น หญิงสาวทั้งหลายก็สบตากันแล้วนิ่งคิด มีคนที่ใจกล้าสองสามคนเดินออกมาเลือกเครื่องแป้ง

               เมื่อมีคนเริ่มต้น คนอื่นๆ ก็ทำตามบ้าง

               กู้จิ่วซือไม่เอ่ยสิ่งใดอีก เขาสะบัดพัดแล้วออกคำสั่งกับบ่าวรับใช้ให้อยู่รอจ่ายเงิน หลังจากสั่งการเรียบร้อยแล้วเขาก็เรียกหยางเหวินชางและเฉินสวินให้เดินออกจากร้านพร้อมกัน พอเดินมาถึงข้างกายหลิ่วอวี้หรู กู้จิ่วซือก็หยุดมองนางตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้วพยักพเยิดให้ “ยืนรออะไรเล่า ไปเลือกสิ”

               หลิ่วอวี้หรูตะลึงงัน กู้จิ่วซือเลิกคิ้ว “นี่เจ้าดูถูกข้าหรือไร!”

               “มิกล้า เพียงแต่ว่า...”

               หลิ่วอวี้หรูยังไม่ทันพูดจบ กู้จิ่วซือก็โยนเครื่องแป้งให้นางกล่องหนึ่ง “เอาไป แล้วไปเลือกเพิ่มอีกสักสองสามกล่อง ภายภาคหน้าหากได้แต่งกับเย่ซื่ออัน” เขากดเสียงให้เบาลง ดวงตาที่น่ามองคู่นั้นส่องประกายเจิดจ้าแล้วเอ่ยอย่างจริงจังว่า “ช่วยจัดการเขาแทนข้าด้วยล่ะ” กล่าวจบกู้จิ่วซือก็หัวเราะร่าแล้วพาพวกพ้องเดินจากไป

               หลิ่วอวี้หรูยืนตะลึงอยู่ที่เดิม นางถือกล่องแป้งในมือแล้วคิดถึง ‘ท่าทางเลิกคิ้ว’ เมื่อครู่ของกู้จิ่วซือ

               เครื่องแป้งกล่องนี้เป็นกล่องเดียวกับที่นางลังเลไม่กล้าซื้อเมื่อครู่

               ส่วนทางด้านกู้จิ่วซือ หลังจากเดินออกมานอกร้านเครื่องแป้งแล้ว หยางเหวินชางก็ถามเขาอย่างประหลาดใจว่า “เจ้ามอบเครื่องแป้งให้นางทำไม?”

               “ไม่ง่ายเลย” กู้จิ่วซือโบกพัดไปมา

               “อะไรที่ว่าไม่ง่าย” เฉินสวินถามอย่างแปลกใจ

               กู้จิ่วซือถอนใจแล้วเอ่ยอย่างเวทนาว่า “เมื่อครู่ที่จู่ๆ นางก็เปลี่ยนคำพูดมาขอโทษข้า ข้าก็รู้สึกว่าความจริงแล้วหญิงสาวคนนี้ก็ไม่ได้น่าชิงชังสักเท่าไร”

               ว่าแล้วเขาก็ยกพัดขึ้นบังแสงแดด พลางเงยหน้ามองกระดิ่งลมที่แขวนอยู่ใต้ชายคาของหอชุนฟง

               กู้จิ่วซือนิ่วหน้า ก่อนจะเอ่ยต่อไปว่า “ข้าเพิ่งนึกได้ว่าการรังแกนางอย่างนี้ดูเหมือนจะไร้คุณธรรมไปสักหน่อย... เพราะว่า” เขาเม้มปาก “ทุกวันนี้นางเองก็คงใช้ชีวิตไม่ง่ายสักเท่าไร”

 

               หลิ่วอวี้หรูถือกล่องแป้งอยู่นานกว่าจะตั้งสติได้

               หญิงสาวในร้านต่างวุ่นอยู่กับการเลือกเครื่องแป้ง จึงไม่มีใครมาสนใจบทสนทนาระหว่างนางและกู้จิ่วซือ อิ้นหงเองก็ไปเลือกแป้งชาดมากล่องหนึ่ง พอเดินกลับมาแล้วเห็นว่าหลิ่วอวี้หรูกำลังถือกล่องแป้งในมือก็ถามยิ้มๆ ว่า “คุณหนู ท่านไม่ไปเลือกอีกสักกล่องเล่าเจ้าคะ”

               “อืม” หลิ่วอวี้หรูหลุบตาลง หญิงสาวในร้านต่างพากันเลือกเครื่องแป้งอย่างดีอกดีใจ หากนางไม่เลือกก็จะดูผิดปกติ

               นางเก็บกล่องแป้งไว้ในแขนเสื้อแล้วตั้งใจเดินกลับไปเลือกเพิ่มอีกสักสองสามกล่อง เมื่อเจ้าของร้านเห็นนางก็กล่าวยิ้มๆ “คุณหนูหลิ่ว คุณชายกู้ก็เป็นคนนิสัยเช่นนี้แหละ ท่านอย่าได้ถือสาเขาเลย เขาเป็นคนปากร้ายใจดีมาตั้งแต่ไหนแต่ไร คาดว่าก่อนหน้านี้คงจะมีพี่น้องสักคนของคุณหนูเผลอไปเอาชนะเขาในบ่อนเข้า เขาถึงได้มาหาเรื่องระบายโทสะกับคุณหนู ท่านก็ทนๆ เอาหน่อยก็แล้วกัน ไม่มีอะไรร้ายแรงหรอก ดูสิ พอเขาระบายโทสะเสร็จแล้วก็ใช้เงินซื้อความสบายใจให้กับตนเองเสียยกใหญ่”

               “เถ้าแก่พูดถูก” หลิ่วอวี้หรูถอนใจ “ข้าทำให้ท่านต้องขบขันแล้ว”

 

               ระหว่างที่หลิ่วอวี้หรูเลือกเครื่องแป้งอยู่ในร้าน กู้จิ่วซือก็กลับไปเล่นพนันในบ่อนตามเดิม

               คนทั้งคู่ต่างก็ไม่รู้ว่าบทสนทนาระหว่างกันได้ถูกนำกลับไปรายงานตระกูลกู้อย่างรวดเร็ว

               ในเวลาเดียวกันนั้นนายท่านกู้ก็กำลังด่ากู้จิ่วซือให้ฮูหยินของตนฟังอยู่ในห้องโถงด้วยความโมโห “เจ้าลูกเวร ไม่รู้จักสำนึกบุญคุณกันบ้าง เคยคิดบ้างหรือไม่ว่าเหตุใดข้าจึงไปสู่ขอผู้หญิงให้! ถ้าไม่เป็นเพราะกลัวว่าสักวันท่านลุงของมันจะลากตัวไปหาคู่ถึงในวังหลวง ข้าก็คงไม่ยื่นมือไปยุ่งด้วยหรอก ด้วยรูปร่างหน้าตาของมันแล้ว หากเป็นที่ถูกตาต้องใจองค์หญิงสักคนขึ้นมา คิดว่าตัวเองจะทนรับความกดดันนี้ได้รึ!”

               “ท่านพี่อย่าเพิ่งโมโหไปเลยเจ้าค่ะ” ‘เจียงโหรว’ หรือที่ใครๆ ต่างก็พากันเรียกว่ากู้ฮูหยินถอนใจออกมา “จิ่วซือพูดถูก จะแต่งกลับใครก็ควรให้เขาหาคนที่รักที่ชอบเอง ท่านไปสู่ขอหญิงสาวให้เขาอย่างไม่รู้เหนือรู้ใต้ เกิดได้แต่งกับคนที่ไม่เหมาะสมกัน แล้วมันจะดีหรือเจ้าคะ?”

               “แล้วแบบไหนถึงจะเรียกว่าเหมาะสม หรือต้องแต่งกับองค์หญิงถึงจะเหมาะสม!”

               ขณะที่ทั้งสองกำลังโต้เถียงกัน พ่อบ้านก็รีบร้อนวิ่งเข้ามาในห้องโถง

               “นายท่าน! ฮูหยิน!” พ่อบ้านวิ่งพลางตะโกนอย่างดีอกดีใจ“หาพบแล้วขอรับ!”

               “หาอะไรพบ?” นายท่านกู้และกู้ฮูหยินถามออกมาอย่างประหลาดใจ 

               พ่อบ้านรีบตอบเสียงดัง “ก็คนที่นายน้อยถูกใจน่ะสิขอรับ”

               เมื่อได้ยินคำนี้ กู้ฮูหยินถึงกับเปล่งเสียงขึ้นมาอย่างตื่นเต้น“คนที่จิ่วซือถูกใจงั้นรึ! ทำไมไม่เห็นเขาเล่าให้พวกเราฟังบ้างเลย?”

               เทียบกับกู้ฮูหยินแล้วนายท่านกู้มีความเยือกเย็นมากกว่าเขาถามกลับไปว่า “เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าจิ่วซือมีคนที่ถูกใจแล้ว”

               พ่อบ้านรีบเล่าเรื่องราวที่ได้รู้จากองครักษ์ให้ผู้เป็นนายฟังอย่างตื่นเต้น “นายน้อยประกาศออกมาว่าถ้าเขาคิดจะแต่ง ก็ต้องแต่งกับคุณหนูผู้นี้เท่านั้น ถ้าไม่เรียกว่าถูกใจแล้วจะเป็นอะไรไปได้ล่ะขอรับ นายท่านขอรับ... ข้าน้อยรู้จักนางดี ตอนนี้จึงส่งคนไปสืบความเป็นไปของนาง นางเป็นหญิงสาวจากครอบครัวที่ดี นิสัยก็น่ารัก แม้ว่าหน้าตาจะธรรมดาไปสักหน่อยแต่ก็ไม่ถือว่าแย่ ถ้าจะหาภรรยาให้นายน้อยก็ต้องหาคนที่เขาชอบที่สุดนะขอรับ”

               “พ่อบ้านพูดถูก” หลังจากตั้งสติได้แล้วกู้ฮูหยินก็รีบเอ่ยว่า“ถ้าอย่างนั้นเจ้าจงรีบไปเตรียมตัว หาข้อมูลเกี่ยวกับหญิงสาวนางนี้อีกสักหน่อย ถ้าเป็นคนที่เหมาะสมจริง พรุ่งนี้ข้ากับนายท่านจะไปสู่ขอด้วยตัวเอง”

               พ่อบ้านได้รับคำสั่งแล้วก็ล่าถอยออกไป นายท่านกู้ย้อนคิดถึงคำพูดของพ่อบ้านแล้วหันไปเอ่ยกับกู้ฮูหยินว่า “ฮูหยิน ทำไมข้าถึงได้รู้สึกว่าเรื่องนี้มันแปลกๆ”

               “ก็แปลกสิ” กู้ฮูหยินถอนใจ “แต่ไหนแต่ไรจิ่วซือมีอะไรก็จะพูดกับข้า แต่ตอนนี้เขามีหญิงสาวในดวงใจแต่กลับไม่เคยพูดให้ข้าได้ยินสักคำ แล้วนางยังเป็นสตรีที่แสนจะธรรมดาอีกด้วย เอ... พวกเขารู้จักกันได้อย่างไรนะ?”

               นายท่านกู้นิ่งเงียบ เขาครุ่นคิดอย่างละเอียด หลังจากคิดดีแล้วก็เอ่ยกับกู้ฮูหยินว่า “เรื่องการหมั้นหมายนี่เจ้าอย่าเพิ่งพูดกับจิ่วซือจะดีกว่า อย่างไรเสียเขาก็เป็นคนประกาศออกมาเองว่าถ้าไม่ใช่หญิงสาวนางนี้ก็จะไม่แต่งเด็ดขาด เช่นนั้นก็รอให้พวกเราจัดการเรื่องสู่ขอให้เรียบร้อยเสียก่อน ครั้งนี้จะให้เขาสร้างเรื่องให้เราปวดหัวอีกไม่ได้”

               “แต่...” กู้ฮูหยินยังคงลังเล “การสู่ขอภรรยาสักคนนับเป็นเรื่องใหญ่ ถ้าเราไม่พูดคุยกับลูกก่อน มันคงไม่ค่อยดีกระมัง”

               “ไม่เป็นไร” นายท่านกู้โบกมือตัดบท “ขืนยังดึงเวลาต่อไม่จัดการเรื่องการแต่งงานให้เรียบร้อย แล้วจะรอให้พี่ชายเจ้ามาลากจิ่วซือเข้าเมืองหลวงรึ? ถึงตอนนั้นพวกเราจะปฏิเสธก็คงจะสายไปเสียแล้ว”

               ได้ยินเช่นนี้กู้ฮูหยินก็เข้าใจความหมาย ตอนนี้สามีนางไม่อยากจะรู้เหตุผลที่บุตรชายประกาศออกไปเช่นนั้น เขาคิดเพียงว่า ‘ในเมื่อเจ้ากล้าประกาศ ข้าก็กล้าที่จะสนอง’ หากภายภาคหน้ามีปัญหาใดๆ เกิดขึ้นเขาก็จะเอาคำประกาศนี้ตบหน้าบุตรชายไปเสียเลย

 

               วันรุ่งขึ้นพ่อบ้านก็นำภาพวาดและประวัติของหญิงสาวปริศนากลับมารายงาน

               ได้ความว่าสตรีในดวงใจของกู้จิ่วซือมีนามว่าหลิ่วอวี้หรูนางเกิดและเติบโตในเมืองหยางโจว ชีวิตความเป็นอยู่นั้นแสนจะธรรมดา นางเป็นกุลสตรีที่ประพฤติตนอยู่ในกรอบของศีลธรรมจรรยา เป็นแบบฉบับของหญิงสาวที่ดีพร้อม สองสามีภรรยาตระกูลกู้พอใจมาก สำหรับบุตรชายที่ ‘พึ่งพาไม่ได้’ ของพวกเขา หากได้แต่งงานกับสตรีที่ ‘พึ่งพาได้’ เช่นนี้ พวกเขาก็รู้สึกดีใจมากแล้ว

               “แต่ว่า... มีข่าวลืออยู่เรื่องหนึ่ง” พ่อบ้านลังเลก่อนตัดสินใจเล่าว่า “ได้ยินมาว่าฮูหยินผู้เฒ่าเย่ถูกใจคุณหนูหลิ่วผู้นี้มาก ดูเหมือนว่าจะมีการพูดคุยและตกลงเรื่องการแต่งงานระหว่างสองตระกูลเป็นการส่วนตัวไปเรียบร้อยแล้วขอรับ”

               ได้ยินเช่นนี้กู้ฮูหยินถึงกับร้อนใจ “ตกลงเรียบร้อยแล้วงั้นรึ?”

               “เรื่องนี้ยังเป็นแค่ข่าวลือขอรับ” พ่อบ้านรีบตอบ

8.ท่านเห็นเป็นอย่างไร

               “เอาอย่างนี้” นายท่านกู้หยุดคิดแล้วเอ่ยเสียงหนักแน่น“พวกเราไปเยี่ยมตระกูลหลิ่วกันก่อน ดูว่าเรื่องทั้งหมดเป็นมาอย่างไรกันแน่ ถ้าทั้งสองตระกูลนั่นตกลงกันแล้ว สุภาพชนเช่นเราย่อมไม่แย่งชิงของรักของผู้อื่น แต่ถ้ายังไม่ตกลง... ก็ให้ตระกูลหลิ่วเป็นคนตัดสินใจ”

               พ่อบ้านเข้าใจความหมายของผู้เป็นนายดี วันรุ่งขึ้นจึงได้นำรายการสินสอดที่กู้ฮูหยินเขียนขึ้นแล้วพาคนกลุ่มใหญ่ติดตามนายท่านกู้และกู้ฮูหยินไปเยือนตระกูลหลิ่ว

 

               ในตอนที่สองสามีภรรยาตระกูลกู้เดินทางมาถึงบ้านตระกูลหลิ่ว

               หลิ่วอวี้หรูยังดูแลมารดาอยู่ในห้อง ส่วนนายท่านหลิ่วก็ไม่คิดว่านายท่านกู้และกู้ฮูหยินจะมาคุยเรื่องการสู่ขอบุตรสาว เขาจึงมิได้เรียกหลิ่วอวี้หรูออกมาพบ

               ตระกูลกู้เป็นคหบดีที่มีกิจการใหญ่โตในเมืองหยางโจว อนุจางและนายท่านหลิ่วจึงรู้สึกกระวนกระวายกับการมาเยือนในครั้งนี้ทั้งคู่พยายามคาดเดาเจตนาของอีกฝ่ายพร้อมกับชวนสนทนาเรื่องสัพเพเหระ หลังจากคุยกันไปได้ครู่หนึ่งนายท่านกู้ก็เอ่ยยิ้มๆ ว่า

               “หลายวันก่อนได้ยินว่าที่บ้านของท่านมีงานมงคล ดูเหมือนว่าคุณหนูหลิ่วได้ตกลงหมั้นหมายกับตระกูลเย่แล้ว ไม่ทราบว่ามีเรื่องเช่นนี้จริงหรือไม่?”

               เมื่อได้ยินเช่นนั้นนายท่านหลิ่วก็สบตากับอนุจาง

               อนุจางเป็นคนหัวไวจึงเข้าใจถึงจุดประสงค์ที่นายท่านกู้มาในวันนี้ได้ทันที

               เดิมนางก็สงสัยอยู่ว่าทำไมคนตระกูลกู้ถึงมาเยือนบ้านตระกูลหลิ่วได้ ที่แท้ก็มาเพราะเรื่องของหลิ่วอวี้หรู

               หลิ่วอวี้หรูเป็นบุตรสาวของหลิ่วฮูหยิน อนุจางมิได้รักใคร่เอ็นดูนางมากนัก แต่อย่างน้อยก็ยังทำดีด้วย นางดูออกว่าหลิ่วอวี้หรูวางแผนเรื่องการแต่งงานของตัวเองเอาไว้แล้ว นางรู้ดีว่าหลิ่วอวี้หรูอยากแต่งงานกับตระกูลที่ดี

               ถ้าหลิ่วอวี้หรูได้แต่งเข้าตระกูลดีๆ ก็จะมีสินสอดทองหมั้นมากมายเทกลับมา สินสอดเหล่านั้นย่อมเป็นของคนตระกูลหลิ่วต่อไปก็จะกลายเป็นของบุตรชายของนาง ดังนั้นอนุจางจึงปล่อยให้หลิ่วอวี้หรูจัดการวางแผนชีวิตของตัวเองด้วยความเต็มใจ เดิมทีตอนที่ตระกูลเย่มาทาบทามนั้นนางก็พอใจมากแล้ว สินสอดของตระกูลเย่มีไม่น้อย ดังนั้นนางจึงรีบร้อนอยากให้หลิ่วอวี้หรูออกเรือนไปเสีย แต่เมื่อเทียบกับตระกูลกู้แล้ว ตระกูลเย่หรือจะเทียบได้!

               อนุจางดีดลูกคิดรางแก้วในหัวอย่างรวดเร็ว ในขณะที่นายท่านหลิ่วยังลังเลนางกลับหัวเราะออกมาแล้วเอ่ยว่า “นั่นเป็นเพียงข่าวลือเท่านั้น อวี้หรูของพวกเราสนิทสนมกับคุณหนูตระกูลเย่ ดังนั้นจึงสนิทสนมกับคนตระกูลเย่ตามไปด้วย แต่เรื่องการแต่งงานพวกเรายังมิได้เอ่ยถึงมาก่อน ตอนนี้คุณชายใหญ่ตระกูลเย่ยังอยู่ระหว่างการสอบเข้ารับราชการ แล้วจะมีเวลามาพูดคุยเรื่องนี้ได้อย่างไร”

               นายท่านหลิ่วได้ยินอนุจางพูดโกหกก็เริ่มกระสับกระส่าย แต่นางพูดมาขนาดนี้แล้วเขาก็ไม่อาจโต้แย้งให้นางต้องอับอาย จึงได้แต่พยักหน้ารับพลางกล่าวว่า “ยังมิได้ตกลงหมั้นหมายกัน”

               กู้ฮูหยินและนายท่านกู้สบตากันพลางถอนใจ กู้ฮูหยินมิได้อ้อมค้อม นางพูดถึงจุดประสงค์ที่มาเยือนในวันนี้ว่า “ข้าขอกล่าวตามตรงว่าที่พวกเรามาเยือนในวันนี้ก็เพราะอยากสู่ขอคุณหนูหลิ่วให้กับ
จิ่วซือบุตรชายของเรา”

               จากนั้นกู้ฮูหยินก็เอ่ยชมหลิ่วอวี้หรูอีกยกใหญ่ แล้วต่อด้วยการกล่าวชมบุตรชายตนบ้าง สุดท้ายก็เอ่ยเข้าประเด็นสำคัญพร้อมกับโบกมือให้กับสาวใช้ที่อยู่ข้างกาย ก่อนจะหันมาพูดกับนายท่านหลิ่ว

               “ตระกูลกู้ของเราเป็นคนตรงไปตรงมา ทำอะไรก็เน้นความจริงใจเป็นหลัก ทั้งหมดนี้เป็นรายการสินสอดของตระกูลกู้ หากท่านทั้งสองตอบรับการสู่ขอครั้งนี้ พรุ่งนี้พวกเราจะมาสู่ขอคุณหนูหลิ่วอย่างเป็นทางการอีกครั้ง ถ้าพวกท่านเห็นว่ายังมีอะไรที่ขาดตกบกพร่องก็บอกกับพวกเราได้ พวกเราจะจัดการให้ตามที่ต้องการ”

               ได้ยินเช่นนี้ดวงตาของอนุจางถึงกับเปล่งประกายเจิดจ้านางยิ้มแย้มเบิกบานมองนายท่านหลิ่วรับรายการสินสอดมาถือไว้ ความยาวของรายการสินสอดนั้นนับว่าน่าตกใจยิ่งนัก โดยเฉพาะตัวเลขที่ระบุอยู่ในนั้นถือได้ว่าเป็นจำนวนมหาศาลสำหรับครอบครัวพ่อค้าธรรมดาอย่างตระกูลหลิ่ว

               อนุจางมองสีหน้าของนายท่านหลิ่ว แม้อีกฝ่ายจะพยายามวางตัวเยือกเย็นเพียงใดแต่แววตาของเขาก็ทรยศออกมาอยู่ดี จึงทำให้อนุจางเกิดความมั่นใจขึ้นมา

               นายท่านหลิ่วมองรายการสินสอดเสร็จแล้วก็ส่งให้กับอนุจาง นางมองตัวเลขที่อยู่ในรายการแล้วก็หายใจติดขัด แต่ยังกระแอมเบาๆ แสร้งเอ่ยอย่างเสียดายว่า “ถึงข้าจะมิใช่มารดาแท้ๆ ของอวี้หรู แต่อวี้หรูก็เป็นบุตรสาวสายตรงของบ้านเรา ข้ารักนางเหมือนกับบุตรสาวแท้ๆ คนหนึ่งของตน เงินทองไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด ที่สำคัญกว่าก็คือ... คุณชายกู้มีความจริงใจต่ออวี้หรูสักแค่ไหน”

               ก่อนที่กู้ฮูหยินจะมาเยือนตระกูลหลิ่ว นางได้หาข้อมูลเกี่ยวกับตระกูลหลิ่วมาอย่างละเอียด นางรู้ดีว่าอนุจางเป็นคนประเภทใดจึงเข้าใจคำว่า ‘จริงใจ’ ของอีกฝ่ายดี นางมองไปยังนายท่านกู้ก่อนจะกล่าวยิ้มๆ ว่า “คนบ้านข้าพูดจาไม่ค่อยเก่ง พูดคำสวยหรูก็ไม่เป็น ได้แต่ใช้เงินทองมาแสดงความจริงใจแทน แต่ที่ทำเช่นนี้เรามิได้คิดจะดูแคลนคุณหนูหลิ่ว ชั่วชีวิตของคนเราสิ่งของที่จับต้องได้เท่านั้นจึงจะสามารถกำเอาไว้ในมือ ท่านว่าจริงหรือไม่”

               “เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน” นายท่านกู้กระแอมเบาๆ “พวกเรายังมีร้านค้าอีกห้าร้านอยู่บนถนนฝั่งตะวันออกของเมือง ข้าจะให้ใส่ไว้ในรายการสินสอดพวกนี้ด้วย ท่านเห็นเป็นอย่างไร”

               ถนนฝั่งตะวันออกเป็นถนนสายที่คึกคักและมีผู้คนหนาแน่นมากที่สุดในเมืองหยางโจว แค่ร้านค้าร้านเดียวก็ราคาไม่น้อยแล้ว

               แต่นี่ให้ตั้งห้าร้าน!

               แม้จะบอกว่าอีกฝ่ายเป็นตระกูลกู้ที่ร่ำรวยมหาศาล แต่รายการสินสอดครั้งนี้นับว่ามากมายเกินกว่าที่ครอบครัวคหบดีครอบครัวไหนจะกล้าเสนอออกมา

               อนุจางรู้หลักการที่ว่า ‘เมื่อได้พอแล้วควรหยุด’ นางมองนายท่านหลิ่วก่อนจะสะกดความตื่นเต้นในอก แล้วเอ่ยปากกับสามีว่า

               “นายท่านเจ้าคะ คุณชายกู้เป็นชายหนุ่มที่หล่อเหลาและมากความสามารถ เขาถูกใจอวี้หรูของเรานับว่าเป็นวาสนาของนางแล้ว ท่านคิดว่าอย่างไรเจ้าคะ?”

               นายท่านหลิ่วฟังอนุจางพูด ขณะเดียวกันก็เหลือบมองรายการสินสอด แม้เขาจะเป็นห่วงอนาคตของบุตรสาวแต่ในใจก็นึกเสียดายเงินทองของมีค่าเหล่านี้ เขานิ่งคิดอยู่พักใหญ่ก็ยังตัดสินใจไม่ได้ ในที่สุดก็เอ่ยว่า “ไม่ทราบว่าคุณชายกู้คิดอย่างไรกับการแต่งงานครั้งนี้”

               เขาเคยเสวนากับสองสามีภรรยาตระกูลกู้มาก่อน รู้ว่าทั้งคู่มีนิสัยเข้ากับคนอื่นได้ง่าย ถ้าบุตรสาวแต่งเข้าไปไม่น่าจะได้รับความลำบากอะไร แม้กู้จิ่วซือจะเสเพลไปบ้าง แต่การที่หญิงสาวคนหนึ่งจะมีชีวิตที่ดีหรือไม่นั้นมักขึ้นอยู่กับว่าคนที่นางแต่งด้วยนั้นชอบนางหรือเปล่าต่างหาก

               เมื่อได้ยินคำถามนี้กู้ฮูหยินก็ยิ้มออกมา “ถ้าไม่ใช่เพราะบุตรชายของเรานิยมชมชอบในตัวคุณหนูหลิ่ว แล้วพวกเราจะเสียเวลามาที่นี่ทำไม”

               นายท่านหลิ่วโล่งอก เขาว่าแล้วเชียว... ระดับตระกูลกู้หากคิดจะหาลูกสะใภ้ที่เหมาะสมสักคน ไยต้องมาถึงที่นี่

               นายท่านหลิ่วหัวเราะ เขากำลังคิดว่าเรื่องทั้งหมดควรถามความเห็นจากหลิ่วอวี้หรูก่อน พลันได้ยินอนุจางเอ่ยแทรกขึ้นว่า “ถ้าอย่างนั้นก็นับเป็นคู่ขวัญสวรรค์ประทาน เฒ่าจันทรามาผูกด้ายแดง! ก่อนหน้านี้อวี้หรูของพวกเราก็เคยพูดถึงคุณชายกู้เช่นกัน เอ่ยชมว่าคุณชายกู้เป็นชายหนุ่มรูปงาม อีกทั้งยังมีความจริงใจ เป็นลูกผู้ชายที่หาได้น้อยนัก!”

               สีหน้าของนายท่านหลิ่วพลันแปรเปลี่ยน

               กู้ฮูหยินถึงกับหลุดปากถามอย่างประหลาดใจ “คุณหนูหลิ่วพูดเช่นนี้จริงหรือ?”

               “จริงเจ้าค่ะ” อนุจางสนทนากับกู้ฮูหยินอย่างยิ้มแย้มแจ่มใส“อวี้หรูของพวกเราแม้ไม่ค่อยได้พูดคุยกับคุณชายกู้แต่ก็มีความเลื่อมใสในตัวเขาอยู่มาก”

               “เป็นเรื่องดียิ่ง” กู้ฮูหยินหันไปเอ่ยกับนายท่านหลิ่ว “ท่านหลิ่ว ถ้าเช่นนั้นวันพรุ่งนี้พวกเราจะมาสู่ขออย่างเป็นทางการ ตกลงกันตามนี้นะ”

               นายท่านหลิ่วถูกสตรีทั้งสองกล่าวรับลูกกันไปมาเช่นนี้ก็ไม่รู้จะปฏิเสธอย่างไร หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งเขาก็คิดได้ว่า เดิมทีการแต่งงานของบุตรสาวนั้นก็เป็นการตัดสินใจของบิดามารดาอยู่แล้ว
อีกทั้งหลิ่วอวี้หรูยังเป็นเด็กดีว่านอนสอนง่ายมาตลอด ไม่ว่าจะแต่งกับเย่ซื่ออันหรือกู้จิ่วซือ สำหรับนางแล้วคงไม่ต่างกันกระมัง

               ดังนั้นนายท่านหลิ่วจึงพยักหน้ารับอย่างยิ้มแย้ม “ถ้าเช่นนั้นข้าจะรอการมาเยือนของพวกท่านในวันพรุ่งนี้”

               เมื่อตกลงกันได้แล้วนายท่านหลิ่วและอนุจางก็ลุกขึ้นส่งนายท่านกู้และกู้ฮูหยินกลับไป เมื่อแขกจากไปแล้วเขาก็ถอนใจแล้วเอ่ยว่า “เรื่องนี้ให้เจ้าเป็นคนไปบอกกับอวี้หรูก็แล้วกัน พวกเจ้าเป็นผู้หญิงเหมือนกันน่าจะพูดกันสะดวกหน่อย”      

               อนุจางยิ้มรับ นางรีบคล้องแขนนายท่านหลิ่ว “นายท่านวางใจเถอะเจ้าค่ะ ตระกูลกู้ดีกว่าตระกูลเย่มากนัก ตระกูลเย่มีกฎเกณฑ์มากมาย ส่วนคนตระกูลกู้พูดง่ายมีทั้งเงินและอำนาจ อีกทั้งพวกเขายังมีบุตรชายเพียงคนเดียว แม้กู้จิ่วซือจะทำตัวเสเพลไปบ้าง แต่โลกนี้ยังจะมีใครที่สมบูรณ์แบบอีกเล่า ขอเพียงกู้จิ่วซือชอบอวี้หรูของเราหลังจากแต่งไปแล้วนางจะต้องมีชีวิตที่ดีแน่”

               “เจ้าพูดถูก” นายท่านหลิ่วระบายลมหายใจ แล้วกล่าวต่อไป “ยังคงเป็นเจ้าที่คิดอะไรได้รอบคอบนัก”

               “ท่านอย่าเป็นห่วงไปเลย ข้าจะไปบอกกับอวี้หรูเองเจ้าค่ะ”อนุจางตอบรับเสียงอ่อนหวาน “อวี้หรูอายุยังน้อย การแต่งงานเป็นเรื่องสำคัญ อย่างไรก็ต้องให้ผู้ใหญ่อย่างเราช่วยดูให้ถึงจะดี”

9.เลี้ยงแล้วคุ้มจริงๆ

               ได้ยินอนุจางเอ่ยปลอบใจ นายท่านหลิ่วก็คลายความกังวลลง แล้วออกไปจัดการเรื่องการค้าขายต่อ เมื่อนายท่านหลิ่วจากไปแล้วอนุจางก็ให้คนไปสืบหาข่าวระหว่างหลิ่วอวี้หรูและกู้จิ่วซือจึงได้รู้เรื่องที่เกิดขึ้นในร้านขายเครื่องแป้ง

               อนุจางฟังแล้วก็หัวเราะ นางนั่งอยู่บนเก้าอี้และพูดกับสาวใช้ว่า “ซูหวั่นไม่เก่งก็จริงแต่บุตรสาวของนางกลับเป็นที่ถูกอกถูกใจผู้ชายไปทั่ว เอาล่ะ เจ้าเอาเหตุผลนี้ไปบอกกับนางว่า เพราะนางทำตัว
ไม่เหมาะสมจึงต้องถูกกักบริเวณสักครึ่งเดือน รอให้ข้าและนายท่านจัดการเรื่องหมั้นหมายให้เรียบร้อยเสียก่อนค่อยปล่อยนาง แล้วอย่าลืมสั่งให้ทุกคนเก็บปากเก็บคำให้ดี ก่อนการหมั้นหมายจะเสร็จสิ้นไม่ว่าใครก็ห้ามบอกเรื่องนี้กับนางเด็ดขาด ใครกล้าขัดคำสั่งข้าจะขายทิ้งเสีย!”

               สาวใช้เข้าใจถึงจุดประสงค์ของอนุจางจึงรับคำทันที “นายหญิงวางใจได้เจ้าค่ะ ไม่มีใครกล้านำเรื่องนี้ไปรายงานนางแน่”

               อนุจางพยักหน้าพลางครุ่นคิด “ช่วงนี้ก็พูดจาเอาใจนางหน่อย ตอนนี้นางยังรอให้เย่ซื่ออันกลับมาสู่ขออยู่ เจ้าก็กล่อมนางไปเรื่อยๆ รอให้ตระกูลกู้จัดการเรื่องหมั้นหมายเรียบร้อยแล้ว ข้าค่อยไปพูดเรื่องนี้กับนาง”

               “เจ้าค่ะ” สาวใช้รับคำอย่างยิ้มแย้ม “นายหญิงวางใจเถอะเจ้าค่ะ บ่าวจะจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อย อย่างไรเสียนางก็จะเป็นฮูหยินน้อยตระกูลกู้ในอนาคต บ่าวไม่กล้าล่วงเกินนางแน่”

               “น่าเสียดายนะ” อนุจางถอนใจเฮือกใหญ่ “ข้าไม่มีบุตรสาวที่อายุเหมาะสม เสวี่ยเอ๋อของข้ายังเด็กเกินไป ไม่เช่นนั้นตระกูลเย่ก็นับว่าไม่เลว ส่วนหลิ่วอวี้หรูคนนี้...” อนุจางก้มหน้ามองรายการสินสอดแล้วหัวเราะเยาะ “เลี้ยงแล้วคุ้มจริงๆ”

 

               หลิ่วอวี้หรูแปลกใจกับคำสั่งกักบริเวณของอนุจางยิ่งนัก

               แม้อนุจางจะไม่นับว่าดีกับนาง แต่เพื่อเป็นการเอาใจบิดาของนาง สตรีผู้นั้นจึงมักวางท่าเยี่ยงมารดาผู้เปี่ยมเมตตา ถึงจะเป็นเพียงอนุภรรยาแต่อนุจางก็จัดการดูแลเรื่องภายในบ้านได้ดีไม่น้อยหน้าไปกว่าภรรยาเอก แม้ว่าหลายปีมานี้อนุจางจะไม่ตั้งใจอบรมเลี้ยงดูหลิ่วอวี้หรูแต่ก็ไม่เคยสั่งกักบริเวณนางมาก่อน การที่จู่ๆ มาสั่งกักบริเวณนางเพียงเพราะเรื่องที่ถูกกู้จิ่วซือเข้ามาตอแยทำให้หลิ่วอวี้หรูรู้สึกประหลาดใจนัก

               หลังจากสาวใช้นาม ‘กุ้ยเซียง’ นำความของอนุจางมาบอกแก่หลิ่วอวี้หรู แล้วเห็นว่าอีกฝ่ายมีสีหน้าแคลงใจจึงพูดไขข้อข้องใจให้นางว่า “คุณหนูใหญ่อย่าได้นึกตำหนินายหญิงของบ่าวเลยเจ้าค่ะ สถานะของท่านในตอนนี้ไม่เหมือนที่ผ่านมา ที่นายหญิงกักบริเวณคุณหนูก็เพื่อให้คนภายนอกรับรู้ว่าตระกูลหลิ่วเรามีการอบรมบุตรสาวอย่างเข้มงวด ทั้งหมดที่ทำไปเพราะคิดถึงชื่อเสียงของท่านเป็นสำคัญ ขอให้ท่านเข้าใจด้วย”

               กุ้ยเซียงกล่าวออกมาอย่างสมเหตุสมผล หากมิใช่เพราะหลิ่วอวี้หรูรู้จักนิสัยใจคอของอนุจางดี คงจะคิดว่าอีกฝ่ายตัวทำเปรียบประหนึ่งมารดาผู้แสนดี

               ทว่านางรู้ดีว่าคนอย่างอนุจางนั้นเห็นผลประโยชน์ส่วนตนเป็นสำคัญ การที่จู่ๆ อีกฝ่ายมาคิดแทนนางเช่นนี้ทำให้หลิ่วอวี้หรูรู้สึกระแวงแคลงใจ แต่นางไม่ได้แสดงออกมาทางสีหน้า เพียงแค่รับคำสั่งการกักบริเวณอย่างว่านอนสอนง่าย เมื่อกุ้ยเซียงออกไปแล้ว อวี้หรูก็หยิบอุปกรณ์เย็บปักถักร้อยขึ้นมา จากนั้นก็พาอิ้นหงไปนั่งปักผ้าอยู่ในสวน

               อิ้นหงเป็นคนนิสัยเถรตรง นางถามอย่างสงสัยว่า “หรือว่าอนุจางจะเปลี่ยนนิสัยกะทันหัน เริ่มมีใจคิดแทนคุณหนูบ้างแล้ว”

               มือที่กำลังปักผ้าของหลิ่วอวี้หรูชะงักไปชั่วขณะ นางครุ่นคิดก่อนเอ่ยตอบ “นางคงกลัวว่าจะมีเหตุเปลี่ยนแปลงใดๆ เกี่ยวกับการแต่งงานระหว่างข้ากับตระกูลเย่กระมัง”

               เพราะการแต่งงานของนางสำหรับอนุจางแล้วนับได้ว่าเป็นการรับทรัพย์ก้อนโต นางไม่มีพี่น้อง สมบัติของตระกูลหลิ่วจึงต้องตกเป็นของบุตรชายฝ่ายนั้นทั้งหมด ดังนั้นหลายปีที่ผ่านมา อนุจางจึงมิได้ขัดขวางหากนางต้องการจะหาคู่ครองจากตระกูลที่มีหน้ามีตา

               เนื่องจากยังไม่เคยมีความขัดแย้งรุนแรงเกี่ยวกับเรื่องผลประโยชน์ อีกทั้งยังดูคล้ายจะมีผลประโยชน์ร่วมกัน หลายปีที่ผ่านมา บ้านตระกูลหลิ่วจึงมีแต่ความสงบสุขและปรองดอง แต่หลิ่วอวี้หรูรู้ดีว่าในสภาพที่มารดาของนางไร้บุตรชายให้พึ่งพา ทางเดียวที่จะช่วยให้มารดามีชีวิตอย่างสุขสบายได้ก็คือ นางต้องหาคู่ครองที่ดีและมีฐานะ

               ถ้านางได้คู่ครองที่ดี อนุจางจะต้องเห็นแก่หน้านางแล้วช่วยดูแลมารดาของนางให้สุขสบาย

               สำหรับผู้หญิงเราแล้ว การถือกำเนิดมาบนโลกใบนี้นับเป็นการเกิดครั้งที่หนึ่ง การเกิดครั้งนี้จะตัดสินชะตาชีวิตก่อนการแต่งงาน ส่วนการแต่งงานนั้นนับเป็นการเกิดครั้งที่สองซึ่งจะตัดสินชะตาทั้งชีวิตที่เหลือ

               หลิ่วอวี้หรูเชื่อในเหตุผลข้อนี้ ดังนั้นนับตั้งแต่รู้ความนางจึงมุ่งมั่นคิดวางแผนเพื่อหาคู่ครองที่ดีให้กับตน มาถึงตอนนี้นางหาได้แล้ว นี่อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้อนุจางเปลี่ยนท่าทีต่อนางกระมัง

               หลิ่วอวี้หรูคิดแล้วก็รู้สึกสบายใจขึ้นไม่น้อย นางปักนกเป็ดน้ำคู่หนึ่งเสร็จแล้วก็รู้สึกปวดตาจึงวางเข็มและด้ายจากนั้นก็เดินกลับเข้าห้อง

               “คุณหนู” อิ้นหงรู้ว่าผู้เป็นนายจะไปทำอะไร จึงอดถามอย่างประหลาดใจไม่ได้ “จะอ่านหนังสืออีกหรือเจ้าคะ?”

               หลิ่วอวี้หรูรับคำ นางหยิบหนังสือที่ชื่อ ‘บันทึกเสี่ยวสือซัน’ขึ้นมาแล้วเอ่ยเสียงอ่อนว่า “ครั้งก่อนที่ไปตระกูลเย่ อาอวิ้นบอกกับข้าว่าก่อนหน้านี้คุณชายเย่อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วชอบมาก ข้าจึงต้องรีบอ่านตามให้ทัน ต่อไปจะได้มีเรื่องคุยกับเขา”

               อิ้นหงได้ยินเช่นนี้ก็ถอนใจ “คุณหนู ท่านคิดไกลเกินไปแล้ว เพื่อให้มีเรื่องคุยกับคุณชายเย่ท่านใกล้จะเป็นสตรีที่รอบรู้ไปเสียทุกเรื่องแล้ว”

               ได้ยินเช่นนี้หลิ่วอวี้หรูก็หัวเราะ นางไม่ได้เอ่ยสิ่งใดแต่กลับก้มลงพลิกหน้าหนังสืออ่านบันทึกเสี่ยวสือซันอย่างตั้งอกตั้งใจ

               นับตั้งแต่นางตัดสินใจว่าจะแต่งงานกับเย่ซื่ออัน นางก็สอบถามทุกเรื่องที่เกี่ยวกับเขาจากเย่อวิ้น เย่อวิ้นรู้ความในใจของนางอีกทั้งนางยังอยู่ในฐานะสหายสนิท เย่อวิ้นจึงบอกทุกอย่างแก่นางโดยไม่ปิดบัง ไม่ว่าเย่ซื่ออันอ่านหนังสือเล่มไหน ชอบของสิ่งใด นางล้วนรู้ดี

               หลายปีมานี้เพื่อจะทำตัวให้เข้ากับเย่ซื่ออันให้ได้ หลิ่วอวี้หรูจึงไล่อ่านหนังสือที่เย่ซื่ออันอ่านทั้งหมด นางยังเรียนดนตรี เดินหมาก
ฝึกคัดตัวอักษรและวาดภาพ อีกทั้งยังแต่งบทกลอนที่สามารถนำออกเผยแพร่สู่สาธารณะได้อยู่หลายบท นอกจากนี้หลิ่วอวี้หรูยังคัดลายมือที่คล้ายคลึงกับลายมือของเย่ซื่ออันได้ด้วย

               ความพยายามที่นางทุ่มเทไปมากมายก็เพียงเพื่อให้ได้แต่งงานกับเย่ซื่ออัน เมื่อคนเราพยายามทำอะไรนานๆ ทุ่มเทให้บางสิ่งอย่างมาก ก็อดจะคิดไปเองไม่ได้ นางเห็นหน้าเย่ซื่ออันเพียงไม่กี่ครั้ง เคยพูดคุยกันไม่กี่ประโยค เย่ซื่ออันอายุสิบสามปีก็ไปร่ำเรียนวิชาที่สำนักไป๋ลู่ ความทรงจำที่นางมีต่อเขาจึงหยุดอยู่ในช่วงก่อนเขาอายุสิบสามปีเท่านั้น

               นอกจากเย่ซื่ออันแล้ว หลิ่วอวี้หรูไม่เคยคิดจะแต่งงานกับใครอื่นอีก นางอ่านบันทึกเสี่ยวสือซันพลางจินตนาการถึงท่าทียามที่เย่ซื่ออันพลิกอ่านหนังสือเล่มนี้ นางกำลังเดาว่าตอนนั้นเขาคิดอะไร เมื่ออ่านจบแล้วนางก็ถอนใจ พลางเหลือบมองอิ้นหงแล้วเอ่ยอย่างกังวลว่า

               “เจ้าคิดว่าคุณชายเย่จะกลับมาเมื่อไหร่”

               “วางใจเถอะเจ้าค่ะ” อิ้นหงตอบยิ้มๆ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นเสียงกระซิบ “คุณชายเย่ต้องใกล้กลับมารับคุณหนูเป็นภรรยาแล้วแน่ๆ!”

               “พูดจาเหลวไหล!” หลิ่วอวี้หรูผลักตัวสาวใช้คนสนิททั้งที่ยังมีรอยยิ้มบนใบหน้า นางมักปล่อยตัวตามสบายในขณะที่อยู่ตามลำพังกับอิ้นหง ทั้งคู่หยอกเย้ากันอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นหลิ่วอวี้หรูก็จัดการ
ล้างหน้าแล้วเข้านอน

               ก่อนนอนหลิ่วอวี้หรูลืมตามองหนังสือที่วางอยู่ด้านข้าง นางไม่รู้ว่าทำไมถึงได้เอ่ยกระซิบเสียงเบาว่า “คุณชายเย่ ท่านจะต้องรีบกลับมานะ ชั่วชีวิตนี้ข้าต้องพึ่งพาท่านแล้ว” พูดแล้วนางก็หยิบหนังสือมากอดแนบอกราวกับกอดความหวังทั้งหมดของตัวเองไว้

 

               เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น

               หลิ่วอวี้หรูตื่นนอนตามปกติ นางคัดอักษรเป็นอันดับแรกไม่นานนักก็ได้ยินเสียงอึกทึกดังมาจากด้านนอก จึงหันไปถามอิ้นหงอย่างประหลาดใจ “ไปดูสิว่าเกิดอะไรขึ้น”

               อิ้นหงรับคำแล้วเดินออกไป ผ่านไปครู่หนึ่งสาวใช้คนสนิทก็วิ่งกลับเข้ามา “คุณหนู คนที่เฝ้าอยู่นอกเรือนบอกว่าท่านถูกกักบริเวณทำให้ตัวข้าเองก็ออกไปไหนไม่ได้ แต่เขาจะส่งคนไปดูแล้วกลับมาบอกพวกเราเจ้าค่ะ”

               หลิ่วอวี้หรูพยักหน้า ยามนี้นางรู้สึกกระวนกระวายใจอย่างบอกไม่ถูก ผ่านไปอีกครู่หนึ่งก็มีอาหารเช้าส่งเข้ามา หลิ่วอวี้หรูรีบรั้งตัวสาวใช้ที่มาส่งอาหารไว้ “ช่วยไปบอกอนุจางว่าข้าขอไปเยี่ยมท่านแม่”

               สาวใช้รับคำแล้วล่าถอยไป หลิ่วอวี้หรูได้แต่นั่งรออยู่ในเรือน อิ้นหงเห็นแล้วจึงเอ่ยกับนางว่า “คุณหนู ท่านกินอาหารก่อนเถิดเจ้าค่ะ กินแล้วค่อยออกไป”

               หลิ่วอวี้หรูรู้ว่าอิ้นหงพูดถูก นางจะตื่นตระหนกก่อนจะรู้เรื่องราวแน่ชัดไม่ได้ ดังนั้นจึงนั่งลงกินอาหารเช้าอย่างสงบนิ่งเพื่อรอให้คนกลับมารายงาน

10.ตระกูลกู้มาสู่ขอ!

               นางนั่งรออยู่ครู่หนึ่งก็รู้สึกว่าหนังตาหนักอึ้ง ความง่วงงุนที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันทำให้นางรู้สึกถึงความผิดปกติ จึงเอ่ยขึ้นอย่างสงสัยว่า “อิ้นหง ทำไมข้าถึงได้รู้สึกง่วงอย่างนี้”

               “ง่วง?” อิ้นหงเอ่ยอย่างงุนงง “คุณหนูจะนอนสักงีบหรือไม่เจ้าคะ”

               หลิ่วอวี้หรูง่วงจัดจนทนไม่ไหวจึงพยักหน้าให้เหมือนสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว นางให้อิ้นหงประคองร่างตนไปที่เตียงนอน อิ้นหงกล่าวยิ้มๆ ว่า “สงสัยเมื่อคืนนี้คุณหนูคงนอนไม่ค่อยหลับถึงได้ง่วงขนาดนี้”

               หลิ่วอวี้หรูไม่ตอบ พอหัวถึงหมอนนางก็หลับไปในทันทีหญิงสาวนอนหลับไปนานมาก เมื่อตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็เป็นเวลาบ่ายแล้ว อิ้นหงปลุกนางเบาๆ “คุณหนู คุณหนูเจ้าคะ”

               หลิ่วอวี้หรูลืมตาแล้วนอนนิ่ง อิ้นหงเอ่ยอย่างร้อนใจว่า “คุณหนูตื่นได้แล้วเจ้าค่ะ อนุจางมาที่นี่เจ้าค่ะ นางบอกว่ามีเรื่องจะคุยกับคุณหนู”

               หลิ่วอวี้หรูได้ยินแล้วก็ขนลุกชัน นางรู้สึกปวดหัวเล็กน้อยความไม่สบายตัวที่ไม่คุ้นเคยทำให้นางหวาดระแวงขึ้นมา ตอนนี้นางยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จึงได้แต่ยันตัวลุกขึ้นจากเตียง หลังจากล้างหน้าหวีผมแล้วก็ออกไปยังห้องด้านนอก

               อนุจางมารออยู่ครู่หนึ่งแล้ว เมื่อเห็นหลิ่วอวี้หรูออกมานางก็มีสีหน้ากลัดกลุ้มให้เห็น “อวี้หรู...”

               หลิ่วอวี้หรูเห็นสีหน้าของอนุจางแล้วก็ใจหายวาบ

               อนุจางถอนใจก่อนจะเอ่ยว่า “อวี้หรู วันนี้ที่ข้ามาเพราะจะบอกกับเจ้าเรื่องหนึ่ง วันนี้...” อนุจางลังเลก่อนจะกล่าวต่อไปว่า “ตระกูลกู้มาสู่ขอเจ้า”

               ได้ยินเช่นนี้หลิ่วอวี้หรูถึงกับเบิกตากว้าง นางเหมือนจะรู้ในทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น ทว่าก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี

               ตระกูลกู้มาสู่ขอ!

               ทำไมตระกูลกู้ถึงมาสู่ขอนาง?

               ร่างของหลิ่วอวี้หรูโอนเอนจนอิ้นหงที่อยู่ด้านข้างต้องรุดเข้ามาประคอง อิ้นหงเองก็พลอยตื่นตระหนกตามไปด้วย นางรู้ดีว่าคุณหนูของตนอยากแต่งกับเย่ซื่ออันมากเพียงใด หลิ่วอวี้หรูยังรอคอย
เย่ซื่ออันอยู่ทุกวี่ทุกวันอย่างอดทน แล้วเหตุใด... เหตุใดจึงกลายเป็นตระกูลกู้มาสู่ขอเสียได้!

               “ท่านพ่อ...” หลิ่วอวี้หรูเอ่ยขึ้นมาอย่างยากลำบาก “ท่านพ่อว่าอย่างไรเจ้าคะ”

               “นายท่านตอบตกลงไปแล้ว” อนุจางแสร้งทำเป็นเสียดาย

               หลิ่วอวี้หรูหลับตาลงอย่างเจ็บปวดใจ

               อนุจางก้าวเข้ามากุมมือหลิ่วอวี้หรูแล้วเอ่ยอย่างอ่อนโยนว่า“อวี้หรู เรื่องนี้ข้ารู้ว่าเจ้าเสียใจแค่ไหน แต่ที่นายท่านทำไปทั้งหมดก็เพื่อเจ้า”

               ร่างของหลิ่วอวี้หรูสั่นระริก นางได้แต่กัดฟันกรอดไม่พูดไม่จา

               อนุจางดึงตัวหลิ่วอวี้หรูให้นั่งลงเคียงข้างกันแล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “เดิมทีที่เจ้าคิดจะแต่งเข้าตระกูลเย่ นายท่านก็รู้สึกเป็นห่วงอยู่ไม่น้อย ตระกูลเย่เป็นตระกูลบัณฑิตมากความสามารถย่อมต้องมีกฎเกณฑ์มากมายภายในบ้าน พวกเราเป็นครอบครัวพ่อค้า หากเจ้าแต่งเข้าไปแล้วก็กลัวว่าจะถูกคนอื่นดูแคลนเอาได้ อีกทั้งตอนนี้เย่ซื่ออันก็ไปสอบเข้ารับราชการ อนาคตยังอีกยาวไกล หากวันหน้าเขาต้องไปเป็นขุนนางในเมืองหลวง เกรงว่าเขาจะไปถูกตาต้องใจหญิงสาวคนอื่น ถ้าวันหนึ่งเขากลายเป็นเฉินซื่อเหม่ย* ขึ้นมา เจ้าจะกลายเป็นภรรยาบ้านนอกที่อีกฝ่ายไม่ต้องการทันที ถึงตอนนั้นชีวิตของเจ้าจะลำบากเพียงใดกันเล่า”

               ว่าแล้วอนุจางก็แสร้งทำท่าโศกเศร้า “อีกอย่าง ถ้าต้องไปอยู่ถึงเมืองหลวง ระยะทางห่างไกลปานนั้น ต่อไปพ่อลูกจะพบหน้ากันก็คงยาก เดิมนายท่านก็คิดมากและเสียใจที่จะต้องให้เจ้าแต่งไปตระกูลเย่อยู่แล้ว พอดีกับที่ตระกูลกู้มาสู่ขอเจ้า นายท่านคิดดีแล้วว่ากู้จิ่วซือคนนี้แม้จะไม่มีวิชาความรู้อะไร นิสัยก็อาจเหลวไหลไปบ้าง แต่ตระกูลกู้มีอิทธิพลไม่น้อย พี่ชายของกู้ฮูหยินก็เป็นถึงขุนนางใหญ่ในเมืองหลวง นายท่านกู้ยังเป็นคหบดีอันดับหนึ่งของหยางโจว

               แม้ว่ากู้จิ่วซือจะไม่ประสบความสำเร็จ แต่ต่อไปย่อมต้องอยู่ในหยางโจวไม่มีทางไปอยู่เมืองหลวงแน่ เจ้าเองก็คงจะอยู่ที่หยางโจวต่อ ได้นอนอยู่บนกองเงินกองทอง มีกินมีใช้ไปตลอดชีวิต อีกทั้งพวกเราก็ได้รับการยืนยันจากตระกูลกู้แล้วว่านายท่านกู้และกู้ฮูหยินชื่นชอบเจ้ามาก ต่อไปเมื่อได้แต่งเข้าบ้านตระกูลกู้ เจ้าจะได้กลายเป็นภรรยาเอก เป็นฮูหยินใหญ่อย่างสมศักดิ์ศรี ทุกเรื่องในบ้านล้วนแต่อยู่ในการดูแลของเจ้า พอเงินทองอยู่ในมือแล้วคนอย่างกู้จิ่วซือคิดอยากจะทำอะไร เจ้าก็ปล่อยเขาไปเถอะ”

               หลิ่วอวี้หรูได้แต่นิ่งเงียบ ระหว่างที่ฟังอนุจางพูดนางพยายามสงบสติอารมณ์ลงอย่างช้าๆ

               นางรู้แล้วว่ายามนี้เกิดอะไรขึ้น

               ตระกูลกู้มาสู่ขอนาง ด้วยฐานะของฝ่ายนั้นย่อมมีสินสอดทองหมั้นจำนวนมาก หากได้นั่งอยู่ต่อหน้าเงินทองจำนวนมากบุตรสาวเช่นนางจะยังสำคัญอยู่อีกหรือ? แม้ว่าการล่วงเกินตระกูลเย่นั้นจะเป็นเรื่องใหญ่โตไม่น้อย แต่การได้เก็บเงินเอาไว้ในมือต่างหากถึงจะเป็นเรื่องสำคัญที่สุด

               เหตุใดอนุจางถึงได้กักบริเวณนาง?

               เพราะเหตุใดหลังจากนางกินอาหารเช้าแล้วจึงรู้สึกง่วงนอน?

               นั่นเป็นสิ่งที่อนุจางทำเพื่อจัดการให้การสู่ขอในวันนี้สำเร็จลุล่วงโดยไร้อุปสรรคใดๆ พวกเขากลัวว่านางจะออกไปอาละวาด กลัวว่านางจะไม่ยอมรับปากเรื่องนี้!

               แต่จะให้นางทำใจยอมรับได้อย่างไร! หลิ่วอวี้หรูกัดฟันจนแทบแตก

               นางใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อเฝ้ารอเย่ซื่ออัน

               นางเตรียมตัวมาตลอดชีวิตเพื่อจะแต่งงานกับเย่ซื่ออัน แต่สุดท้ายกลับมาบอกนางว่าจะให้นางแต่งกับกู้จิ่วซือ! กู้จิ่วซือที่หญิงสาวตระกูลใหญ่ทั่วทั้งหยางโจวอยากหลบลี้หนีห่าง ไม่ว่าใครได้ยินชื่อเขาก็ต้องสีหน้าเปลี่ยน เป็นคนที่ถูกตำหนิติเตียนและถูกด่าทอว่าเป็นเจ้าตัวร้ายชอบก่อความวุ่นวายไปทั่ว

               บอกว่าทำเพื่อนาง บอกว่าอยากให้นางใช้ชีวิตอยู่บนกองเงินกองทอง ถ้าจริงก็แล้วไป แต่ถ้าเรื่องในความฝันของนางเป็นจริงขึ้นมาเล่า?

               ยามนี้แม่ทัพประจำมณฑลโยวโจวคือ ฟ่านเซวียน ถ้าความฝันนั้นเป็นความจริง การที่นางแต่งงานกับกู้จิ่วซือ นอกจากต้องเอาความสุขทั้งชีวิตไปทิ้งแล้ว ดีไม่ดีอาจจะต้องเอาชีวิตไปทิ้งเพิ่มอีกด้วย!

               นางไม่กลัวตาย แต่ถ้านางตายแล้วท่านแม่จะทำอย่างไร

               ท่านแม่มีนางเป็นลูกเพียงคนเดียวไร้บุตรชายให้พึ่งพาท่านแม่มีความเสี่ยงที่จะถูกสามีหย่าขาดได้ตลอดเวลา ถ้านางตายไปแล้วใครจะคอยดูแลช่วยเหลือมารดาของนางเล่า?

               อีกอย่าง ถ้านางไม่อยู่แล้วมารดายังจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้หรือ!

               หลิ่วอวี้หรูครุ่นคิดอยู่ในใจ ก่อนจะรู้สึกตัวเย็นวาบ

               อนุจางเห็นหลิ่วอวี้หรูไม่พูดไม่จาก็ตบหลังมือนางเบาๆ เอ่ยอย่างอ่อนโยนว่า “อวี้หรู... อย่าคิดมากเลย ถ้าเจ้าแต่งเข้าตระกูลกู้ไปแล้วมารดาของเจ้าก็จะมีชีวิตที่สุขสบายตามไปด้วย ไม่ต้องพูดถึง
เรื่องอื่นแค่เรื่องอาการป่วยของมารดาเจ้าก็มีหนทางรักษาให้หายได้ท่านหมอที่มาตรวจอาการก่อนหน้านี้ก็บอกแล้วว่าอาการป่วยของนางต้องอาศัยตัวยาราคาแพง แต่พวกเราก็ไม่มีความสามารถจะซื้อหามาได้ หากเจ้าแต่งเข้าตระกูลกู้ ของดีที่มีอยู่ในใต้หล้านี้มีหรือที่จะหามาไม่ได้”

               อนุจางกึ่งขู่กึ่งปลอบแต่แววตามีแต่ความกังวลเต็มเปี่ยม“อวี้หรู ลองคิดเพื่อมารดาของเจ้าดูบ้างสิ”

               หลิ่วอวี้หรูไม่ตอบ นางลืมตาขึ้นอีกครั้งแล้วมองอนุจางนิ่ง

               การถูกมองด้วยดวงตาสุกกระจ่างคู่นั้นทำให้อนุจางตัวเย็นขึ้นมาไม่น้อย นางรู้สึกราวกับว่าหลิ่วอวี้หรูอ่านความคิดนางออก แต่พอคิดอีกทีก็ไม่น่าจะเป็นไปได้

               เด็กสาวอายุแค่สิบห้าแบบหลิ่วอวี้หรู ยังจะเข้าใจอะไร?

               ความกังวลของอนุจางหายไปอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นนางก็เห็นหลิ่วอวี้หรูก้มหน้าแล้วเอ่ยเสียงเศร้า “ข้า... ข้าขอปรึกษากับท่านแม่ก่อนได้หรือไม่”

               “เด็กโง่” อนุจางตอบเสียงอ่อน “บิดาเจ้าตัดสินใจไปแล้ว สินสอดก็รับมาแล้ว ยังจะเปลี่ยนใจได้อีกหรือ? ถ้าหนนี้เจ้ากล้าถอนหมั้นเจ้าคงไม่มีทางหาครอบครัวดีๆ อย่างตระกูลกู้มาสู่ขอได้อีกแล้วนะ”

               ข้อนี้อนุจางพูดไม่ผิด ถ้านางถอนหมั้นตระกูลกู้ ชาตินี้ทั้งชาติคงต้องแต่งงานกับครอบครัวยากจน พวกพ่อค้าตัวเล็กๆ หรือไม่ก็คนฆ่าสัตว์

               หลิ่วอวี้หรูนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแสดงออกมาว่ายอมรับชะตากรรม “ในเมื่อท่านพ่อกับท่านตัดสินใจแล้วก็ให้ว่ากันไปตามนั้นเถิดเจ้าค่ะ ส่วนทางตระกูลเย่... เราคงต้องมีเหตุผลในการปฏิเสธ”

               “เรื่องนี้เจ้าวางใจได้” อนุจางตอบกลับทันที “ข้าส่งคนไปบอกกล่าวเรื่องนี้กับฮูหยินผู้เฒ่าเย่แล้ว ตระกูลกู้มาสู่ขอกะทันหันไม่ว่าใครก็คิดไม่ถึง ตระกูลกู้มีอิทธิพลกว้างขวาง พวกเราจึงไม่กล้าล่วงเกินคิดว่าฮูหยินผู้เฒ่าเย่จะต้องเข้าใจแน่”

               หลิ่วอวี้หรูไม่เอ่ยสิ่งใด อนุจางวางแผนเอาไว้หมดแล้วจนนางไม่เหลือทางให้ถอยอีก

               จู่ๆ นางก็เกิดความคิดวู่วามอยากจะโต้แย้งคำพูดของสตรีตรงหน้าอย่างไม่เกรงใจ อยากจะฮึดสู้จนบาดเจ็บล้มตายด้วยกันทั้งสองฝ่าย ทว่าสติสัมปชัญญะรั้งตัวนางเอาไว้ นางจึงไม่ได้พูดสิ่งที่คิดออกไป ได้แต่ก้มหน้าซ่อนน้ำตาที่กำลังคลอเบ้า แล้วเอ่ยเสียงแหบว่า“ท่านจัดการทุกอย่างได้รอบคอบเช่นนี้ ข้าก็วางใจ” พูดจบหลิ่วอวี้หรูก็ลุกขึ้นยืน “วันนี้เป็นวันที่ท่านแม่ต้องกินยา ข้าไม่วางใจจึงอยากจะไปดูแลด้วยตัวเอง ไม่ทราบว่าจะได้หรือไม่”

               อนุจางนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง นางขบคิดอยู่ในใจว่าอย่างไรเสียหลิ่วอวี้หรูก็จะต้องแต่งงานเข้าบ้านตระกูลกู้ หากไม่สร้างความแค้นต่อกันได้ก็จะเป็นการดี ตอนนี้หลิ่วอวี้หรูดูเหมือนยังคิดไม่ตก นางควรทำตัวเป็น ‘แม่รอง’ ที่ดีต่อไปเพื่อตกปลาตัวใหญ่ในอนาคต