ราตรีนี้มืดมิดราวกับอยู่ในฝัน
นางถือโคมไฟดวงหนึ่ง รีบร้อนก้าวเดินไปบนถนนในตรอกเล็ก
แสงจันทร์ตกกระทบบนทางเดินอันคดเคี้ยว สะท้อนให้เห็นเงาร่างโปร่งบางที่กำลังสั่นไหวไปมา มองคล้ายกับยมทูตที่กำลังเยื้องย่างอยู่ในยามวิกาล
ปลายทางของถนนสายนี้มีแสงไฟส่องสว่าง คนจำนวนมากกำลังยืนวิพากษ์วิจารณ์เสียงขรม บ้างก็กำลังร่ำไห้ มีเสียงคำรามของบุรุษดังปะปนไปกับเสียงกรีดร้องแหลมเล็กของสตรี ทุกเสียงที่ได้ยินล้วนทำให้หนังศีรษะหนักและชาราวกับยกโลกันตนรกมาวางแผ่อยู่บนโลกมนุษย์
หญิงสาวเดินออกจากตรอกเล็กตรงเข้าไปยังกลุ่มคน หัวใจของนางเต้นกระหน่ำ ได้แต่ยืนฟังเสียงคนวิพากษ์วิจารณ์กันว่า “ตระกูลกู้ทำความผิดอะไรงั้นหรือ?”
“ทำผิดตรงไหนกันเล่า!” คนที่ยืนมองคนหนึ่งเอ่ยแย้งขึ้น “แม่ทัพหวังแค่ขาดเงินค่าเสบียง เลยหาแพะอ้วนๆ มาฆ่าเล่นก็เท่านั้น”
เมื่อทอดตามองไป นางพบว่าคนที่กล่าวแย้งก็คือนักเล่านิทานที่มักจะรู้ข่าวสารไวกว่าชาวบ้านทั่วไป เขาถอนใจแล้วเอ่ยต่อ “หลังจากเหลียงอ๋องก่อกบฏ ฟ่านเซวียนก็ยกทัพบุกเข้าเมืองหลวงโดยอ้างว่าต้องการกำจัดทรราช แต่พอมาถึงเขากลับสังหารเชื้อพระวงศ์ราชสกุลหลี่ตายหมดภายในคืนเดียว แล้วยังจับไทเฮากับเหล่าขุนนางราชสำนักไว้เป็นตัวประกันเพื่อให้คนเหล่านั้นแต่งตั้งเขาขึ้นเป็นฮ่องเต้”
นักเล่านิทานส่งเสียงขึ้นจมูกอย่างดูแคลน “ฮึ! ฟ่านเซวียนเป็นใคร? เขาก็เป็นแค่แม่ทัพประจำมณฑลโยวโจวเท่านั้น ยังกล้าตั้งตนเป็นฮ่องเต้ด้วยรึ! แม้แต่ขุนนางตัวเล็กๆ เช่นเขายังทำแบบนี้ได้
คนอื่นๆ ก็ต้องทำได้เหมือนกันน่ะสิ! ด้วยเหตุนี้แม่ทัพประจำมณฑลต่างๆ จึงใช้ข้ออ้างกำจัดกบฏตั้งตนเป็นใหญ่ไปตามๆ กัน พี่น้องเอ๋ย... กลียุคมาถึงแล้ว แม่ทัพหวังของพวกเราคงทำตัวไหลไปตามน้ำเหมือนขุนนางคนอื่นๆ นั่นเอง”
“ถ้าจะโทษก็ต้องโทษตระกูลกู้” นักเล่านิทานใช้ปลายพัดชี้ไปอีกด้าน สายตาของทุกคนมองไปยังบานประตูสีแดงชาด ตรงหน้าประตูมีสตรีนางหนึ่งถูกทหารดึงผมลากตัวออกมา นางกรีดร้องปานจะขาดใจ แต่ทุกคนกลับมองอย่างเฉยชา พลางฟังนักเล่านิทานเล่าต่อไปว่า
“เดิมทีตระกูลกู้ร่ำรวยเงินทอง อีกทั้งยังมีความเกี่ยวดองกับเหลียงอ๋องจึงทำให้พวกเขามีอิทธิพลในหยางโจวไม่น้อย บุตรชายคนโตของตระกูลกู้นามว่ากู้จิ่วซือเป็นคนไม่เอาไหน วันๆ เอาแต่เข้าบ่อนหาเรื่องคนไปทั่ว ถ้าไม่ใช่เพราะเขาเคยทำให้บุตรชายแม่ทัพหวังขาหัก วันนี้ตระกูลกู้จะโดนเอาคืนอย่างนี้หรือ”
“นั่นสิ” เมื่อเอ่ยถึง ‘กู้จิ่วซือ’ ก็มีคนสำทับขึ้นทันควัน “ตอนนั้นเขาไม่เพียงจะตีขาบุตรชายคนโตของแม่ทัพหวังหักเท่านั้น ข้ายังได้ยินมาว่าเขาขี่ม้าเล่นกลางเมืองจนม้าเกือบเหยียบมารดาของจิ่วเซิงตายอีกด้วย”
พอมีคนเริ่มต้นก็มีคนสำทับต่อกันไปเรื่อยๆ
พริบตาเดียว เรื่องราวก็พลิกจนกลายเป็นว่า ‘คุณชายกู้จอมเสเพล’ เอาแต่เล่นพนันและหาเรื่องชกต่อยไปทั่ว อีกทั้งยังเป็นคนเลวที่วางเพลิงฆ่าคน และชอบทำแต่เรื่องชั่วร้าย
‘หลิ่วอวี้หรู’ รู้สึกเหมือนหายใจติดขัด
ไม่รู้ว่าเหตุใดตนเองจึงมีความรู้สึกเช่นนี้ รู้เพียงว่ามารดาของ ‘จิ่วเซิง’ เดิมทีก็เป็นผู้หญิงที่ชอบหลอกเงินคนอื่นไปทั่ว ยามปกติมีคนด่าทอนางมากมาย แต่ตอนนี้นางกลับกลายเป็นหญิงวัยกลางคนที่น่าเวทนาไปเสียได้
ส่วนบุตรชายของแม่ทัพหวังที่พวกเขาพูดถึงนั้นก็เป็นคนเจ้าชู้ ลามก ลวนลามหญิงสาวดีๆ ไปไม่รู้เท่าไร แต่เพราะอิทธิพลของตระกูลจึงไม่มีใครทำอะไรเขาได้
นางมองสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าอย่างเงียบๆ มือที่ถือโคมไฟกำแน่นขึ้น จากนั้นนางก็เห็นสตรีในเครื่องแต่งกายหรูหราราคาแพงถูกบุรุษอายุยี่สิบกว่าปีลากตัวออกมา มีบุรุษอีกคนหนึ่งวิ่งตะโกนไล่ตามมาว่า “ท่านแม่!”
บุรุษที่ไล่ตามมาดูแล้วอายุไม่ถึงยี่สิบ กวานหยกที่สวมมวยผมไว้เอียงกระเท่เร่ เส้นผมดำขลับหลุดลุ่ย เสื้อผ้ายังมีคราบเลือดติดอยู่ ใบหน้าของเขามีแต่คราบน้ำตาและความคับแค้นใจ แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้นก็ไม่อาจทำลายความสง่างามของเขาไปได้
ชายหนุ่มผู้นั้นมีดวงตารูปดอกท้อ คิ้วดกดำเรียวสะบัดเป็นทิวยาวราวกับขุนเขา มีความงามสง่าน่ามอง แต่เพราะเขาเป็นคนรูปร่างสูงโปร่ง ดวงตาและหัวคิ้วค่อนข้างห่างแต่ดูชัดเจน แม้เครื่องหน้าจะประณีตอย่างไรกลับมองแล้วให้ความรู้สึกสะอาดตามากกว่าจะเป็นความงามในแบบของสตรี
ทันทีที่ชายหนุ่มปรากฏตัว ผู้คนที่กำลังวิพากษ์วิจารณ์ต่างพากันปิดปากเงียบ ทุกคนมองไปยังชายฉกรรจ์ที่กำลังลากร่างมารดาของเขา เจ้านั่นวางมือไว้บนหัวไหล่ของนาง แล้วยิ้มพลางกล่าวว่า “กู้จิ่วซือ เจ้าเก่งนักไม่ใช่หรือ ตอนนี้รู้จักร้องไห้เป็นแล้วรึ?”
ได้ยินเช่นนี้กู้จิ่วซือก็โกรธจนตัวสั่น เขาตอกกลับไปว่า“หวังหรง ใครทำก็ต้องให้คนนั้นรับผิดชอบสิ ปล่อยท่านแม่ข้าเดี๋ยวนี้!”
“พูดอะไรของเจ้า” ‘หวังหรง’ หัวเราะ แล้วสะบัดแส้ในมือเบาๆ “ตระกูลกู้ของเจ้าร่วมมือกับเหลียงอ๋องก่อกบฏ ความผิดนี้เจ้าจะรับคนเดียวไหวรึ วางใจเถอะ มารดาของเจ้าไม่ตายหรอก ท่านพ่อของข้าเป็นคนใจกว้าง ลูกเล็กเด็กแดงกับผู้หญิงในบ้านเจ้าพวกเราจะไว้ชีวิต อ้อจริงสิ เจ้ายังไม่มีลูกนี่นะ”
ว่าแล้วหวังหรงก็ถอนใจราวกับเสียดายเต็มประดา “อืม...เจ้าไม่มีภรรยา ในบ้านก็มีแต่มารดากับอนุของบิดาเจ้าไม่กี่คนที่พอจะขายออก แต่พวกนางก็อายุมากแล้ว คงจะมีแต่หอคณิกาไร้อันดับที่พอจะรับซื้อไว้ น่าเสียดายจริงๆ”
“หวังหรง!” กู้จิ่วซือคำราม
หวังหรงเห็นท่าทางของอีกฝ่ายแล้วก็หัวเราะเยาะเสียงดัง “แบบนี้ไม่ดีหรือไร จะได้มีคนคอยดูแลมารดาเจ้าอย่างไรเล่า เมื่อเจ้ากับบิดาจากไปแล้วก็จะได้ไม่ต้องเป็นห่วงอีก”
กู้จิ่วซือไม่ตอบ เขากำหมัดแน่น เบื้องบนสายฝนโปรยลงมา รอบด้านมีแต่เสียงกรีดร้องของเหล่าสตรี บุรุษตระกูลกู้ไม่ว่าใครก็ต้องตายด้วยกันทั้งหมด ดังนั้นแต่ละคนจึงไม่หวาดกลัวอะไรอีก ต่างพากันถือกระบี่ยืนบังอยู่เบื้องหน้ากลุ่มสตรี ด้วยความคิดจะคุ้มครองลูกเมียตัวเอง
กู้จิ่วซือมองหวังหรงเงียบๆ สายตาของเขามีทั้งความสิ้นหวังและเจ็บปวด เหมือนนกน้อยที่ถูกจับขังอยู่ในกรง ไม่อาจบินขึ้นสู่ฟากฟ้า
ในที่สุดเขาก็เอ่ยขึ้น “หวังหรง ต้องทำอย่างไรเจ้าจึงจะยอมปล่อยมารดาข้า”
“ทำอย่างไรรึ?” หวังหรงหัวเราะ เขาลูบปลายคางทำท่าครุ่นคิด “เจ้าลอง... โขกหัวให้ข้าสักสามทีแล้วเอ่ยปากขอเป็นลูกบุญธรรมของข้าสิ หลังจากเป็นลูกบุญธรรมของข้าแล้ว ก็ถือว่าเจ้าเป็นหลานของบิดาข้า ไม่แน่ว่าตระกูลกู้ของเจ้าอาจจะรอดก็ได้”
ขนตาของกู้จิ่วซือสั่นไหวเบาๆ
หลิ่วอวี้หรูมองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยท่าทางสงบนิ่ง ยามนี้สายฝนโหมกระหน่ำรุนแรงจนโคมไฟที่นางถืออยู่เปียกชุ่มไปหมด ผู้คนที่มุงดูอยู่โดยรอบทยอยจากไปเพราะฝนที่ตกหนักขึ้นเรื่อยๆ เหลือเพียงนางที่ยืนอยู่ที่เดิมด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไร้ซึ่งความยินดีหรือเศร้าใจใดๆ
ผ่านไปพักใหญ่ นางก็ได้ยินกู้จิ่วซือกดเสียงต่ำเอ่ยขึ้นว่า “ได้”
เขาพูดแล้วก้มศีรษะทั้งๆ ที่ร่างกายสั่นสะท้าน พร้อมกับงอเข่าลงเล็กน้อย
พริบตานั้นเอง สตรีที่อยู่ข้างกายหวังหรงก็ชักมีดเล่มเล็กออกจากแขนเสื้อ คิดจะเสือกแทงเข้าท้องน้อยของหวังหรง
แต่องครักษ์ที่อยู่ด้านข้างเร็วกว่า เขาฟันดาบลงไปในจังหวะที่สตรีนางนั้นชักมีดออกมา
กู้จิ่วซือตะโกนออกมาอย่างตกใจ เขาโถมตัวเข้าไปหามารดาอย่างรวดเร็ว ทันใดนั้นทั้งมีดและดาบต่างฟันแทงลงมาจากทั่วทุกสารทิศ ร่างของสองแม่ลูกถูกแทงทะลุนับสิบแผล
“ลูกแม่...”
ร่างของสตรีนางนั้นสั่นระริก นางยกมือที่มีแต่เลือดขึ้นมาแนบใบหน้าของกู้จิ่วซือ กล่าวออกมาอย่างติดๆ ขัดๆ “ขอเป็นสุนัขในแผ่นดินสุขสงบ แต่ไม่ขอเป็นคนที่เกิดในกลียุค หากชาติหน้ามีโอกาสได้เกิดใหม่ ขออย่าให้เดินผิดทาง...”
กู้จิ่วซือไม่ขยับ เลือดสดๆ ทะลักออกจากปากของเขาคำโต
สตรีผู้นั้นหลับตาลงช้าๆ
กู้จิ่วซือคุกเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้นแล้วรับคำมารดาเบาๆ ว่า “ลูก... ทราบแล้ว” จากนั้นเขาก็ดึงดาบที่คาอยู่บนตัวออกมาแล้วลุกขึ้นยืนช้าๆ
สายฝนที่ตกลงมาปะปนกับหยาดโลหิตไหลนองไปตามพื้นจนกระทั่งไหลมาถึงปลายเท้าของหลิ่วอวี้หรู กู้จิ่วซือถือดาบแล้วหันหน้ากลับมา ทันใดนั้นสายฟ้าก็ฟาดลงมาเกิดเป็นแสงแปลบปลาบไปทั่วบริเวณ ร่างของกู้จิ่วซือเต็มไปด้วยโลหิต มองคล้ายอสุรกายที่ผุดขึ้นมาจากโลกันตนรก
ผู้คนแตกตื่นจนต้องถอยหลังไปก้าวหนึ่ง
กู้จิ่วซือถือดาบก้าวเข้ามาหานางทีละก้าว
“ช่วยด้วย...”
เสียงแหบแห้งของเขาดังขึ้นพร้อมกับสายตาที่จ้องมองนางเขม็ง
“หลิ่วอวี้หรู” เขาเรียกชื่อนาง “ช่วยข้าด้วย!”หลิ่วอวี้หรูสะดุ้งตื่นเพราะเสียงไก่ขัน
ตอนที่นางลืมตาเป็นเวลายามห้า* ดวงอาทิตย์เพิ่งโผล่พ้นขอบฟ้าสาดแสงอ่อนโยนเข้ามาในห้อง
‘อิ้นหง’ สาวใช้คนสนิทหอบดอกฟ่งเซียนที่เพิ่งเด็ดจากสวนเข้ามาปักในแจกัน นางกล่าวยิ้มแย้มกับหลิ่วอวี้หรูว่า “คุณหนูตื่นแล้วหรือเจ้าคะ”
หลิ่วอวี้หรูถอนใจเบาๆ ไม่ส่งเสียงตอบ ตอนนี้ในหัวของนางยังมีแต่ภาพดวงตาที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวังและเจ็บปวดคู่นั้น
อิ้นหงนิ่วหน้า จากนั้นก้าวเข้ามาหยุดข้างกายหลิ่วอวี้หรูแล้วถามว่า “คุณหนูเป็นอะไรไปเจ้าคะ?”
คำถามของอิ้นหงทำให้หลิ่วอวี้หรูค่อยๆ ตั้งสติอย่างเชื่องช้า พอนางรู้สึกตัวก็ตบหน้าผากตัวเองเบาๆ พลางถอนใจ “ข้าฝันร้าย”