“ช่วยเงยหน้าขึ้นจะได้ไหม?”
แม้จะไม่รู้จักผิงซีโหวเป็นการส่วนตัว ทว่าน้ำเสียงอ่อนโยนของเขาก็ทำให้กู้เยียนยอมเงยหน้าขึ้น
บุรุษในอาภรณ์สีดำผู้นี้ดูสง่าผ่าเผย แววตาเยือกเย็น ท่าทางน่าเกรงขามบ่งบอกถึงฐานันดรอันสูงศักดิ์
เขาสวมมงกุฎทรงสูงไว้บนศีรษะ เสื้อผ้าปักดิ้นทองทั้งชุด เข็มขัดประดับประดาไปด้วยเพชรพลอย
ผิงซีโหวเบิกตากว้างด้วยความตกใจ แม้ใบหน้าของกู้เยียนจะเต็มไปด้วยรอยแผล แต่เขาก็จำคุณหนูสามผู้งดงามปานล่มเมืองได้เป็นอย่างดี
หลังจากกลืนน้ำลายเหนียวข้นลงคอ เขาก็ถามอย่างตะกุกตะกักว่า “ใช่คุณหนูสามแห่งจวนตระกูลกู้ หรือไม่? เหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่ได้?”
กู้เยียนแหงนมองบุรุษบนรถม้าพลางพยายามนึกชื่อเขา---ใบหน้าคมคาย คิ้วเข้มพาดยาว แววตาดุดัน เขาคือใครกันนะ?
หลังจากตระกูลกู้ของเสนาบดีฝ่ายซ้ายล่มสลาย จวนจิ้นเจียงก็ถึงคราวตกต่ำ สมาชิกในบ้านกระจัดกระจายกันไปคนละทิศละทาง กู้เยียนพาสามีที่ป่วยหนักและหลานชายอายุสิบขวบของเขาฝ่าฟันอุปสรรคมากมาย สุดท้ายก็เหลือตัวคนเดียวกับเสื้อผ้าเก่าซอมซ่อ
เห็นอีกฝ่ายนิ่งเงียบไป เขาจึงกล่าวต่อ “เป็นเพราะคนของข้าไม่ทันระวัง ทำให้ฮูหยินได้รับบาดเจ็บ ท่านควรกลับจวนกับข้าเพื่อให้หมอตรวจร่างกายสักหน่อย”
ที่จวนของผิงซีโหว กู้เยียนได้รับการตรวจอย่างเร่งด่วน สุดท้ายก็ไม่พบความผิดปกติใดๆ นอกจากร่างกายที่ทรุดโทรมจากการทำงานหนัก
บรรดาสาวใช้พากันยกชาร้อนและอาหารจำนวนมากเข้ามาให้นางในห้อง พอเห็นอาหารเลิศรสตรงหน้า กู้เยียนก็ไม่สงวนท่าทีอีก
ผิงซีโหวลอบมองผ่านช่องหน้าต่างอยู่นาน ครั้นอีกฝ่ายกินเสร็จจึงเดินเข้ามาในห้อง
พอเห็นเขา นางก็รีบลุกขึ้นและคุกเข่าลงกับพื้น กู้เยียนรู้แล้วว่าอีกฝ่ายคือโหวเหย่ผู้ยิ่งใหญ่ คนทั้งเยี่ยนจิงต่างยำเกรงบุรุษผู้นี้
ชื่อเสียงของผิงซีโหวเป็นที่กล่าวขวัญไปทั่ว กู้เยียนเองก็เคยได้ยินและได้พบกับเขามาบ้างแล้วเช่นกัน
ตอนนั้นนางยังไม่ได้แต่งงาน ส่วนเขาก็เป็นเด็กหนุ่มที่มีวรยุทธแก่กล้าและมีหน้าที่คอยติดตามฉีอ๋อง
ผิงซีโหวนิ่งมองสตรีที่คุกเข่าอยู่บนพื้น ในใจครุ่นคิดถึงสรรพนามที่จะใช้เรียก สุดท้ายก็เอ่ยคำว่า “เฉินฮูหยิน” ออกมา
มือของกู้เยียนสั่นเทาด้วยความตื้นตัน นานแล้วที่ไม่มีใครเรียกนางอย่างให้เกียรติเช่นนี้
ก่อนสามีจะเสียชีวิตด้วยโรคร้าย เขาได้ฝากฝังเฉินเยว่เอาไว้ สตรียากไร้เช่นนางจึงต้องบากบั่นเลี้ยงดูเฉินเยว่จนเรียนจบและสอบเข้ารับราชการได้
ที่ผ่านมาใครๆ มักจะเรียกนางว่า ‘ซ้อกู้’ คำว่าฮูหยินจึงดูห่างไกลจากสภาพของนางยามนี้อย่างมาก
พอเห็นอีกฝ่ายตกใจ ผิงซีโหวก็รีบพยุงนางให้ลุกขึ้น “อย่าตกใจไปเลย แม้เราจะไม่รู้จักกันเป็นการส่วนตัว แต่ข้าก็เคยพบกับบิดาของท่านหลายครั้ง วันนี้ฮูหยินตกระกำลำบาก ข้าจึงคิดอยากจะช่วยเหลือ ว่าแต่ท่านมาที่เยี่ยนจิงทำไมหรือ?”
กู้เยียนรู้สึกเบาใจขึ้นมาก นางเริ่มเชื่อแล้วว่าเขาเป็นคนดีมีคุณธรรมอย่างที่ชาวบ้านกล่าวขาน “ชีวิตของข้าผกผัน ความจีรังล้วนไม่มีในโลก ข้าซาบซึ้งยิ่งนักที่โหวเหย่ให้การช่วยเหลือ หากมีโอกาสจักตอบแทนบุญคุณอย่างแน่นอน”
ผิงซีโหวขมวดคิ้วแน่น “ฮูหยินเลี้ยงดูเฉินเยว่มานานนับสิบปี วันนี้ได้เป็นถึงราชบุตรเขย เหตุใดจึงทอดทิ้งท่านเยี่ยงคนอกตัญญูข้าจะนำเรื่องนี้ไปทูลฮ่องเต้!”
กู้เยียนส่ายหน้าเป็นพัลวัน “ไม่แปลกหากเขาจะอกตัญญู แม้แต่ทายาทที่แท้จริงบางคนยังไม่ตอบแทนผู้ให้กำเนิด ตัวข้าไม่เคยคิดหวังสิ่งตอบแทน วันนี้ได้เห็นเขาประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานได้พบกับแม่แท้ๆ ได้แต่งงานกับองค์หญิงเก้า ก็นับว่าได้ทำตามที่สามีสั่งเสียไว้อย่างสมบูรณ์แล้ว”
ผิงซีโหวขมวดคิ้วแน่นขึ้นกว่าเดิม “ฮูหยินไม่นึกตำหนิหลานที่เนรคุณบ้างเลยรึ?”
กู้เยียนยกยิ้มมุมปาก “ข้าเชื่อว่าใครทำอะไรย่อมได้รับสิ่งนั้นตอบแทน ทุกสิ่งบนโลกนี้ล้วนมีการเปลี่ยนแปลง ยกเว้นกฎแห่งกรรมที่ยุติธรรมและเที่ยงตรงเสมอ”
ผิงซีโหวจ้องหน้าอีกฝ่ายนิ่งค้าง แม้ร่างของนางจะดูบอบบาง แต่กลับซ่อนความเข้มแข็งและหนักแน่น
“ฮูหยินกำลังจะไปที่ไหนหรือ?”
“ต้นไม้ที่ไร้รากแก้ว ก็สุดแล้วแต่โชคชะตาจะนำพา” กู้เยียนตอบกลับอย่างสุภาพ
ผิงซีโหวนิ่งไปครู่หนึ่ง สักพักก็ยื่นข้อเสนอให้นาง “ทิศตะวันออกของจวนมีห้องหนังสืออยู่ หากฮูหยินไม่รังเกียจก็พำนักอยู่ที่นั่น และช่วยดูแลหนังสือให้ข้าดีหรือไม่?”
“ขอบคุณโหวเหย่ที่เมตตา” นางส่งยิ้มอ่อนโยน “ข้าร่อนเร่พเนจรมากว่าสิบปี ความรู้ที่มีเห็นจะไม่เพียงพอกับงานของท่าน รังจะเป็นภาระเปล่าๆ”
ผิงซีโหวยังคงไม่ลดละ “ที่กลางจวนมีเรือนรกร้างอยู่หลังหนึ่ง หากไม่ถือสาก็สามารถพำนักและช่วยดูแลที่นั่นเป็นการตอบแทนได้”
กู้เยียนเข้าใจเจตนาของผิงซีโหวเป็นอย่างดี เขาเป็นบุรุษไม่สมควรสุงสิงกับสตรีเกินไปนักแต่ก็ยังปรารถนาดีอยากจะให้นางมีความเป็นอยู่ที่สุขสบาย
“เรียนโหวเหย่ ข้าใช้ชีวิตคนเดียวจนชิน เกรงว่าจะทำตามกฎของที่นี่ได้ไม่ครบถ้วน”
ผิงซีโหวเม้มปากครุ่นคิด ทว่าไม่ทันจะได้พูดต่อ กู้เยียนก็ขอตัวกลับ
“ถ้าอย่างนั้น ข้าจะให้คนไปส่งก็แล้วกัน”
เขามองตามแผ่นหลังที่เคลื่อนออกนอกประตูด้วยความรู้สึกหวั่นไหว แม้ร่างของนางจะถูกปกคลุมด้วยอาภรณ์เก่าซอมซ่อ แต่รูปร่างยังคงอรชรไม่ต่างจากในอดีต
สุดท้ายผิงซีโหวก็ทนไม่ไหวโพล่งถามด้วยแววตามุ่งมั่น “หากเลือกได้ ฮูหยินจะยังเลือกชีวิตแบบที่เป็นอยู่หรือไม่?”
คำถามนี้ทำกู้เยียนชะงักค้าง จริงอย่างที่เขาพูด ชีวิตของนางมีเส้นทางให้เลือกเดินมากมาย แต่กลับเลือกที่จะแต่งงานกับ ‘เฉินฉงฮุย’ ทั้งยังต้องตกเป็นฮูหยินรองและลำบากเลี้ยงดูเฉินเยว่อีก
หากนางเลือกวิถีชีวิตแบบอื่นตั้งแต่แรก คงไม่ตกต่ำถึงเพียงนี้
กู้เยียนปิดเปลือกตาลงครู่หนึ่ง ก่อนจะลืมตาพร้อมกับภาพชีวิตที่ยากลำบาก
ดวงตาที่เคยเป็นประกายสดใสเจิ่งนองไปด้วยน้ำตาแห่งความทุกข์ระทม นางพยายามฝืนยิ้มและตอบกลับด้วยใจที่อ่อนล้า “หากเลือกได้ ข้าจะไม่ปล่อยให้ชีวิตต้องเป็นอย่างทุกวันนี้...”
กู้เยียนไม่เคยน้อยเนื้อต่ำใจในโชคชะตา แต่หากมีโอกาสอีกครั้ง นางจะไม่ขอเป็นผู้สรรค์สร้างชุดแต่งงานเพื่อให้คนอื่นได้มีความสุข จะไม่มีวันทุ่มเทให้กับคนที่ไม่สำนึกในบุญคุณ จะไม่แต่งงานกับคนที่แม้วาระสุดท้ายก็ยังมอบภาระอันหนักอึ้งไว้ให้ รวมถึงจะไม่ยอมใช้ชีวิตอย่างเดียวดายตลอดสิบปีอีกด้วย
หลังจากเดินออกจากห้องโดยไม่หันกลับไปมองผิงซีโหวอีกกู้เยียนก็บังเอิญได้พบกับ ‘โหวฮูหยิน’ สตรีสูงศักดิ์ที่สุดในเมืองเยี่ยนจิง
นางปักปิ่นทองไว้บนศีรษะ เสื้อคลุมลายดอกไม้สะบัดพลิ้วตามจังหวะการก้าวเดิน กลิ่นเครื่องประทินผิวและน้ำหอมตลบอบอวลไปทั่ว
กู้เยียนเองก็เคยอยู่ในสถานะเช่นนี้มาก่อน ไม่ว่าจะไปที่ใดก็ต้องมีสาวใช้คอยห้อมล้อม ทุกคนที่พบเห็นต่างต้องก้มศีรษะให้
ขณะเดินผ่าน โหวฮูหยินหันไปถามสาวใช้ด้วยน้ำเสียงไม่พอใจว่า “วันนี้โหวเหย่เรียกใครเข้าไปปรนนิบัติ?”
“ไม่ได้เรียกใครเข้าไปปรนนิบัติเจ้าค่ะ ท่านโหวเพียงสนทนากับหญิงชราที่พากลับมาด้วยเท่านั้น” สาวใช้ลนลานตอบ
“หญิงชรา?” โหวฮูหยินขมวดคิ้วด้วยความประหลาดใจ
“วันนี้ขบวนรถม้าของท่านโหวบังเอิญขับชนนาง จึงต้องพากลับมาให้ท่านหมอช่วยดูอาการ”
โหวฮูหยินพยักหน้าและชี้นิ้วไปที่กู้เยียน “ใช่นางหรือไม่?คนอะไรอัปลักษณ์เสียจริง!” พูดแล้วก็กลอกตาด้วยความเบื่อหน่าย“ก็แค่ยายแก่ข้างถนน เหตุใดต้องเสียเวลาสนทนาด้วย?”
สตรีสูงศักดิ์ผู้นี้คือคุณหนูสี่ บุตรสาวของผู้ตรวจการหลี่กับฮูหยินรอง นางคือฮูหยินของ ‘ผิงซีโหว--เซียวเจิ้งเฟิง’ เล่ากันว่าท่านโหวคลั่งไคล้นางถึงขั้นนางลุกไม่ขึ้นหลังจากเช้าวันเข้าหอเลยทีเดียว
ดูเหมือนคุณหนูสี่แห่งจวนตระกูลหลี่จะจำยายแก่ที่เคยเป็นถึงคุณหนูสามแห่งจวนตระกูลกู้ ผู้ที่นางเคยริษยามาโดยตลอดไม่ได้
หลังออกจากจวนของผิงซีโหว กู้เยียนก็เดินแบกถุงผ้าสีเขียวซีดไปตามทางที่เหน็บหนาว ยิ่งเข้าใกล้ช่วงปีใหม่มากเท่าไหร่ ร้านค้าข้างทางก็ยิ่งปิดให้บริการเร็วเท่านั้น ถนนหนทางจึงเงียบเหงาไปถนัดตา
นางเดินออกนอกเมืองอย่างไร้จุดหมาย สองเท้าย่ำบนพื้นหิมะหนา ผ่านไปเนิ่นนานสุดท้ายก็ได้พบกับภูเขาลูกใหญ่และกระท่อมหลังเก่าหลังหนึ่ง
ด้านในทรุดโทรมอย่างหนัก กู้เยียนพบเตียงนอนที่มีเตาไฟอยู่ข้างใต้ ตรงผนังมีกล่องใบเล็กที่ทำจากไม้แดงวางอยู่
หลังจากสำรวจจนมั่นใจว่าที่นี่คือกระท่อมร้าง นางจึงตัดสินใจค้างอ้างแรม โดยนำของกินที่สาวใช้ของผิงซีโหวจัดเตรียมไว้ให้ออกมาปิ้งกับเตาไฟ
จู่ๆ เงาของใครบางคนก็วูบไหวผ่านหน้าของนางไปอย่างรวดเร็ว กู้เยียนตกใจจนร่างแข็งค้าง สองมือเย็นเยียบไปด้วยเหงื่อ
โดยไม่ทันตั้งตัว ทรวงอกของนางถูกคมดาบแทงทะลุจนเลือดสดๆ ไหลริน ความเจ็บปวดเสียดลึกผ่านขั้วหัวใจและแผ่ซ่านไปทั่วทั้งร่าง
กู้เยียนล้มลงอย่างไร้เรี่ยวแรง ไม่นานก็ฟุบหน้ากับพื้นแล้วแน่นิ่งไป
ขณะใกล้จะสิ้นลม นางหรี่ตามองใบหน้าของมือสังหาร ทว่าเห็นเพียงชายเสื้อคลุมและรองเท้าหนังเท่านั้น
ก่อนสติสัมปชัญญะจะดับวูบ กู้เยียนคิดทบทวนอย่างหนักเพื่อหาคำตอบว่าฆาตกรคือใคร แล้วเหตุใดจึงต้องทำร้ายนาง กระทั่งสิ้นใจก็ยังหาคำตอบไม่ได้