ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

แม่ทัพในกำมือ

ผู้แต่ง nv wang bu zai jia
ผู้แปล hongsamut
ประเภท
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
เธอเกิดใหม่เพื่อพิชิตใจเขาเท่านั้น

บทนำ

แม่ทัพในกำมือ

Author : nv wang bu zai jia

แปล ทีมงานห้องสมุด 


Thai edition copyright Hongsamut.com Co., Ltd.
ALL RIGHTS RESERVED

---------------------------------------------------

 

เธอเกิดใหม่เพื่อพิชิตใจเขาเท่านั้น

สารบัญ

แรกพบ(rewrite)

               ตำหนักราชบุตรเขยที่ใหญ่โตหรูหราในเมืองเยี่ยนจิง หน้าประตูไม้สีแดงมีรูปปั้นสิงโตตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่    

               ‘กู้เยียน’ ยืนสงบนิ่งข้างรูปปั้น ดวงตาจับจ้องประตูไม้สีแดงตรงหน้า ลมหนาวเย็นยะเยือกพัดผ่านผิวกาย ถนนปราศจากผู้คนสัญจร

               นางก้มลงมองพื้น มือหยาบกร้านเหี่ยวย่นถูกซ่อนไว้ในแขนเสื้อตัวเก่าที่ผ่านการใช้งานมานานหลายปี

               ท่ามกลางความหนาวเหน็บ กู้เยียนในเสื้อตัวบางรู้สึกเจ็บปวดเนื่องจากถูกลมคิมหันต์ที่ทะลุผ่านอาภรณ์กรีดผิวเนื้ออย่างไร้ความปรานี

               เมื่อเงยหน้าขึ้น สายตารังเกียจปนหวาดระแวงของนางกำนัลสองคนที่หน้าประตูก็ประสานเข้ากับนางพอดี

               กู้เยียนคลี่ยิ้มบาง ในใจไม่นึกยินดียินร้ายกับท่าทีเหล่านั้น เพราะตั้งแต่สามีตายไปเมื่อสิบปีก่อน หญิงม่ายผู้งดงามอ่อนหวานเช่นนางก็ชาชินกับสายตาเหยียดหยามตั้งแต่ครั้งที่ตัดสินใจใช้มีดกรีดใบหน้าของตนจนเป็นแผลฉกรรจ์

               ประตูสีแดงบานใหญ่ตรงหน้าคือตำหนักของ ‘เฉินเยว่’หลานชายของสามีนาง เขาคือผู้สืบราชการลับที่มีผลงานโดดเด่นที่สุดในราชสำนัก ผลงานดีเด่นเสียจนฮ่องเต้องค์ปัจจุบันยกองค์หญิงหลิวซึ่งเป็นพระราชนัดดาให้

               หลังจากได้รับแต่งตั้งให้เป็นราชบุตรเขย ความก้าวหน้าทั้งทางราชการและฐานันดรศักดิ์ก็ทำให้เขาถูกริษยาจากขุนนางจำนวนมาก                เนื่องจากผลผลิตของปีนี้ไม่สู้ดี จึงไม่มีใครยอมรับกู้เยียนเข้าทำงาน เมื่ออับจนหนทาง นางจึงต้องบากหน้ามาหาหลานชายผู้เป็นความหวังสุดท้าย

               ที่ผ่านมากู้เยียนสู้ลำบากส่งเสียเฉินเยว่จนเรียนจบ มีหน้าที่การงานที่ดี พรั่งพร้อมไปด้วยยศถาบรรดาศักดิ์ ทั้งยังไม่เคยคาดหวังการยกย่องเชิดชูเยี่ยงอาสะใภ้จากเขา เพียงต้องการน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ ยามไร้ที่พึ่งเท่านั้น

               กว่าครึ่งวันแล้วที่นางยืนรออีกฝ่ายตรงหน้าประตู ผิวกายถูกลมหนาวกรีดจนชาไปทั้งร่าง

               ขณะพยายามขยับแขนขาเพื่อขับไล่ความหนาว ประตูสีแดงบานใหญ่ก็เปิดออก หญิงชรานางหนึ่งโผล่ศีรษะออกมาจากช่องประตูพลางหรี่ตาพินิจผู้มาเยือน

               นางคือบ่าวเฒ่าคนสนิทของเฉินฮูหยิน มารดาของเฉินเยว่ผู้ที่ทอดทิ้งเขาไปตั้งแต่ยังเล็ก

               กู้เยียนส่งยิ้มให้อีกฝ่าย

               หลังจากกวาดตามองกู้เยียนหัวจรดเท้า หญิงชราก็เหน็บแนมขึ้นว่า “เป็นท่านจริงๆ รึนี่? เหตุใดจึงตกต่ำได้ถึงเพียงนี้? คงไม่มีใครจำสะใภ้รองแห่งจวนจิ้นเจียงได้แล้วเป็นแน่!”

               กู้เยียนพยายามเก็บงำความรู้สึกและถามกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “เยว่เอ๋อร์ยังไม่กลับอีกหรือ?”

               หญิงชราก้าวข้ามธรณีประตู สายตาจับจ้องอีกฝ่ายเขม็ง “อย่าได้มาที่นี่อีก แม้ท่านจะเคยเลี้ยงดูคุณชาย แต่ฮูหยินของข้าก็กลับมาทำหน้าที่ของนางแล้ว ซ้ำคุณชายยังไม่ประสงค์จะพบท่านอีกด้วย”

               “ข้าคืออาสะใภ้ที่ส่งเสียเลี้ยงดูเขามากว่าสิบปี เหตุใดจึงไม่อยากพบ?”

               หญิงชราแค่นเสียงฮึ “องค์หญิงเก้าประทับอยู่ข้างใน ที่นี่จึงไม่ต่างจากวังหลวง คนจรจัดหน้าไหนก็เดินเข้าออกไม่ได้!”

               กู้เยียนจ้องหน้าอีกฝ่าย “ทั้งหมดคือความต้องการของเฉินเยว่รึ?”

               “สะใภ้รองรีบกลับไปเถอะ ข้าไม่อยากให้องค์หญิงตกใจในความอัปลักษณ์ของท่าน!”

               กู้เยียนถูกวาจาของบ่าวเฒ่าเสียดแทงจนแทบล้มทั้งยืน “ข้าเข้าใจแล้ว” กล่าวจบก็หันหลังและแหงนหน้ามองฟ้า “ฝากบอกเฉินเยว่ด้วย ข้าจะไม่กลับมาเหยียบที่นี่อีก”

               นางค่อยๆ เดินห่างออกจากประตู ร่างซวนเซไปตามแรงลมที่ปะทะ สังขารอ่อนล้าร่วงโรยราวกับเถาวัลย์เหี่ยวแห้งของต้นหลิว

               เงาของอีกฝ่ายยังไม่ทันลับตาดี หญิงชราก็สบถไล่หลังอย่างไม่เกรงใจ “น่าสมเพช! ตกต่ำจนแทบไม่มีที่ซุกหัวนอน แล้วยังกล้ามาทำจองหองอีก!”

               กู้เยียนรู้ดีว่าใบหน้าอัปลักษณ์ของตนสร้างความหวาดกลัวแก่ผู้อื่น จึงได้แต่ก้มหน้าก้มตาเดินไปตามถนน

               กว่านางจะกระเสือกกระสนมาจนถึงที่นี่ได้ ต้องขอเศษข้าวเศษน้ำและที่พักเพื่อประทังชีวิตมาตลอดทาง แต่สุดท้ายก็ถูกคนของเฉินเยว่ปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย

               กู้เยียนกวาดตามองรอบเมืองเยี่ยนที่เต็มไปด้วยแสงสีตึกรามบ้านช่องใหญ่โตโอ่อ่า นัยน์ตาเลื่อนลอยจับจ้องธงประดับหน้าร้านอาหารด้วยความรู้สึกสิ้นหวัง

               หากจะบากหน้าไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อนหรือคนรู้จักก็กลัวพวกเขาจะรังเกียจคนอัปลักษณ์ที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้าเช่นนาง

               เมื่อร่างกายยังครบถ้วนสมบูรณ์ กู้เยียนจึงคิดจะอ้อนวอนของานและที่พักจากเถ้าแก่เจ้าของร้านสักแห่ง เผื่อจะมีใครเมตตาช่วยเหลือบ้าง

               จู่ๆ ก็มีเด็กรับใช้ในชุดสีครามวิ่งกอดห่อผ้ามาหานางด้วยท่าทางพิรุธ หลังจากหันซ้ายแลขวาจนมั่นใจว่าไม่ถูกใครสะกดรอยตาม เขาก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงระแวดระวัง “ท่านราชบุตรเขยให้ข้านำของ
พวกนี้มาให้” กล่าวจบก็ยัดห่อผ้าใส่มือกู้เยียน “อย่ากลับไปที่จวนอีกนี่คือคำสั่ง!”

               หลังจากอีกฝ่ายวิ่งหายไปแล้ว กู้เยียนก็ก้มลงมองห่อผ้าสีเขียวซีดในมือ นางเคยเย็บสิ่งนี้ให้เฉินเยว่ไว้ใช้ยามต้องเดินทางไปสอบที่เมืองหลวง ครั้งหนึ่งถุงผ้าใบนี้เคยบรรจุอาหาร ของกิน ของใช้ และเงินที่นางเก็บเล็กผสมน้อยด้วยความยากลำบากมานานหลายปี

               เมื่อเปิดมันออก นางก็พบกับเสื้อกันหนาวตัวหนึ่งและเงินอีกสิบตำลึง---นี่คือรางวัลจากการทุ่มเทมาตลอดสิบปีงั้นรึ?

               กู้เยียนยิ้มเยาะให้กับโชคชะตาของตน อดที่จะยอมรับในความช่างเอาใจใส่ของเฉินเยว่ไม่ได้ ทันทีที่รู้ว่านางทั้งจน หนาว และหิวเจียนตาย เขาก็ให้คนนำสิ่งของมาให้

               นางหยิบเสื้อกันหนาวขึ้นสวมและเก็บเงินสิบตำลึงกลับเข้าถุงผ้า เสื้อกันหนาวตัวนี้ปักด้วยด้ายสีทองสวยสดงดงาม ต่างจากเสื้อซอมซ่อที่สวมอยู่จนดูน่าขัน

               ขณะเดินไปอย่างไร้จุดหมาย กลิ่นหอมหนึ่งก็ลอยมาเตะจมูกของกู้เยียน นางรีบเดินตามกลิ่นอาหารนั้นพลางจินตนาการถึงขาหมูเนื้อแน่นในหม้อตุ๋นที่มีน้ำแกงเดือดปุดๆ สีเข้มลอยอยู่

               กู้เยียนหยุดฝีเท้าและมองเข้าไปในบ้านหลังที่มีควันอบอวลลอยออกมาพร้อมกับเสียงหัวเราะเริงร่าของเด็กน้อย

               ข้างในนั้นดูเหมือนจะเต็มไปด้วยความอบอุ่น ทั้งกลิ่นอาหารเลิศรสและเสียงหัวเราะแห่งความสุขของเด็กๆ

               กู้เยียนนิ่งมองควันจากการปรุงอาหารที่ลอยอ้อยอิ่งอยู่นานสักพักก็นึกขึ้นได้ว่าชื่อของตนมีอักษร ‘เยียน’ ที่แปลว่าควันรวมอยู่ด้วย หรือนางจะเป็นเหมือนควันที่เบาบางจนแทบมองไม่เห็น สุดท้ายก็จางหายไปพร้อมกับสายลม

               ระหว่างที่ยืนใจลอยอยู่นั้น เสียงฝีเท้าของม้าก็ดังขึ้นจากทางด้านหลัง กู้เยียนรีบหลบเข้าด้านข้าง แต่ก็ไม่พ้นและถูกม้าที่วิ่งมาอย่างรวดเร็วเฉี่ยวชนจนล้มกลิ้ง

               ถนนเมืองเยี่ยนจิงในเดือนอ้ายเต็มไปด้วยกรวดทรายแข็งกระด้างเนื่องจากอากาศหนาว พอล้มลงกระแทกพื้น ผิวกายและกระดูกทั่วทั้งร่างของนางก็แทบแตกออกเป็นเสี่ยงๆ

               หลายปีที่ผ่านมา งานของกู้เยียนต้องใช้แรงเข้าแลกเป็นหลัก สังขารจึงทรุดโทรมอย่างรวดเร็วแม้จะอายุเพียงยี่สิบหกปี

               รอบกายของนางเต็มไปด้วยเสียงอื้ออึง รวมถึงเสียงร้องด้วยความตกใจของเจ้าม้าที่ถูกกระตุกเชือกอย่างแรงจนต้องหยุดวิ่ง

               “ท่านป้าเป็นอะไรหรือไม่?” เสียงอ่อนโยนหนึ่งดังขึ้นที่ข้างหูของกู้เยียน ตามด้วยการรายงานอย่างนอบน้อม “โหวเหย่ เมื่อครู่ข้าไม่ทันระวังจึงควบม้าชนหญิงชราผู้หนึ่งเข้า เคราะห์ดีที่นางไม่เป็นอะไรมาก”

               บุรุษในรถม้าสั่งการด้วยน้ำเสียงน่าเกรงขาม “ช่วยเหลือนางให้เต็มที่ คนบริสุทธิ์ไม่ควรต้องบาดเจ็บ”

               กู้เยียนพยุงกายลุกขึ้นพร้อมกับฝืนยิ้ม “ข้าไม่เป็นอะไร แค่ตกใจจนล้มลงไปเอง” กล่าวจบก็เงยหน้าขึ้น เห็นว่าทหารองครักษ์ไม่ได้แสดงอาการหวาดกลัวนางแต่อย่างใด เขาเพียงเลิกคิ้วขึ้นเท่านั้น

               กู้เยียนรีบก้มศีรษะ ด้วยกลัวว่าอีกฝ่ายจะรังเกียจและนึกสมเพชในความอัปลักษณ์ เพราะสตรีงดงามเช่นที่นางเคยเป็นอยู่ในยามนี้ไม่มีอีกแล้ว เหลือเพียงหญิงที่สังขารทรุดโทรม ดูไม่ต่างจากคนอายุราวสี่สิบ

               “พานางกลับไปที่จวน ข้าจะทำการสอบถามเอง” บุรุษบนรถม้าเอ่ยเสียงเรียบ

               เสียงคุ้นหูของสตรีที่ด้านล่าง ทำให้ผู้มีความจำเป็นเลิศเช่นเขาระลึกถึงช่วงเวลาสิบปีที่ผ่านมาได้เป็นอย่างดี

               หากจำไม่ผิด นางคือบุตรสาวคนที่สามของ ‘กู้ฉีซิว--เสนาบดีฝ่ายซ้าย’ แห่งเมืองเยี่ยนจิงนามว่ากู้เยียน

               สิบปีก่อน ‘ผิงซีโหว--เซียวเจิ้งเฟิง‘ เป็นเพียงนายทหารชั้นผู้น้อย คุณหนูสามแห่งจวนตระกูลกู้จึงดูสูงส่งเกินกว่าจะเอื้อมถึง

               หลังจากหรี่ตาสำรวจอีกฝ่าย เขาก็พูดขึ้นต่อ “เชิญทางนี้”

               บุรุษผู้แสนจะเย็นชาและเพียบพร้อมด้วยยศถาบรรดาศักดิ์ใช้คำว่า ‘เชิญ’ กับกู้เยียนที่มีสภาพไม่ต่างจากขอทานด้วยกิริยานอบน้อม

               ผิงซีโหวก้มมองสตรีที่นั่งก้มหน้าคุกเข่าด้วยความรู้สึกประหลาดใจ ผมที่เคยดกดำถูกแซมด้วยสีขาวประปราย เสื้อตัวบางที่มีแต่รอยปะชุนถูกสวมทับด้วยเสื้อกันหนาวปักดิ้นทองชวนขบขัน

               นางก้มหน้างุดจนเขาเห็นเพียงสองมือหยาบกร้านบนตัก ภาพตรงหน้าทำผิงซีโหวลำคอแห้งผาก ความปวดร้าวผุดขึ้นในใจอย่างยากจะอธิบาย

               แม้จะเคยพบกันเพียงไม่กี่ครั้ง แต่ผิงซีโหวก็แอบติดตามเรื่องราวของกู้เยียนมานาน จวบจนวันที่นางออกเรือนไปกับบุตรชายของขุนนางตระกูลใหญ่

               ในตอนนั้น เขาถูกเกณฑ์ไปอยู่ในค่ายทหาร อุปสรรคมากมายที่ต้องพบเจอทั้งในการฝึกและสนามรบกลางทะเลทรายทำให้เขาคิดถึงสตรีงามสง่าใต้ต้นท้อผู้นี้อย่างมาก

2 สนทนา(rewrite)

               ช่วยเงยหน้าขึ้นจะได้ไหม?”

               แม้จะไม่รู้จักผิงซีโหวเป็นการส่วนตัว ทว่าน้ำเสียงอ่อนโยนของเขาก็ทำให้กู้เยียนยอมเงยหน้าขึ้น

               บุรุษในอาภรณ์สีดำผู้นี้ดูสง่าผ่าเผย แววตาเยือกเย็น ท่าทางน่าเกรงขามบ่งบอกถึงฐานันดรอันสูงศักดิ์

               เขาสวมมงกุฎทรงสูงไว้บนศีรษะ เสื้อผ้าปักดิ้นทองทั้งชุด เข็มขัดประดับประดาไปด้วยเพชรพลอย

               ผิงซีโหวเบิกตากว้างด้วยความตกใจ แม้ใบหน้าของกู้เยียนจะเต็มไปด้วยรอยแผล แต่เขาก็จำคุณหนูสามผู้งดงามปานล่มเมืองได้เป็นอย่างดี

               หลังจากกลืนน้ำลายเหนียวข้นลงคอ เขาก็ถามอย่างตะกุกตะกักว่า “ใช่คุณหนูสามแห่งจวนตระกูลกู้ หรือไม่? เหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่ได้?”

               กู้เยียนแหงนมองบุรุษบนรถม้าพลางพยายามนึกชื่อเขา---ใบหน้าคมคาย คิ้วเข้มพาดยาว แววตาดุดัน เขาคือใครกันนะ?

               หลังจากตระกูลกู้ของเสนาบดีฝ่ายซ้ายล่มสลาย จวนจิ้นเจียงก็ถึงคราวตกต่ำ สมาชิกในบ้านกระจัดกระจายกันไปคนละทิศละทาง กู้เยียนพาสามีที่ป่วยหนักและหลานชายอายุสิบขวบของเขาฝ่าฟันอุปสรรคมากมาย สุดท้ายก็เหลือตัวคนเดียวกับเสื้อผ้าเก่าซอมซ่อ

               เห็นอีกฝ่ายนิ่งเงียบไป เขาจึงกล่าวต่อ “เป็นเพราะคนของข้าไม่ทันระวัง ทำให้ฮูหยินได้รับบาดเจ็บ ท่านควรกลับจวนกับข้าเพื่อให้หมอตรวจร่างกายสักหน่อย”

               ที่จวนของผิงซีโหว กู้เยียนได้รับการตรวจอย่างเร่งด่วน สุดท้ายก็ไม่พบความผิดปกติใดๆ นอกจากร่างกายที่ทรุดโทรมจากการทำงานหนัก

               บรรดาสาวใช้พากันยกชาร้อนและอาหารจำนวนมากเข้ามาให้นางในห้อง พอเห็นอาหารเลิศรสตรงหน้า กู้เยียนก็ไม่สงวนท่าทีอีก

               ผิงซีโหวลอบมองผ่านช่องหน้าต่างอยู่นาน ครั้นอีกฝ่ายกินเสร็จจึงเดินเข้ามาในห้อง

               พอเห็นเขา นางก็รีบลุกขึ้นและคุกเข่าลงกับพื้น กู้เยียนรู้แล้วว่าอีกฝ่ายคือโหวเหย่ผู้ยิ่งใหญ่ คนทั้งเยี่ยนจิงต่างยำเกรงบุรุษผู้นี้

               ชื่อเสียงของผิงซีโหวเป็นที่กล่าวขวัญไปทั่ว กู้เยียนเองก็เคยได้ยินและได้พบกับเขามาบ้างแล้วเช่นกัน

               ตอนนั้นนางยังไม่ได้แต่งงาน ส่วนเขาก็เป็นเด็กหนุ่มที่มีวรยุทธแก่กล้าและมีหน้าที่คอยติดตามฉีอ๋อง

               ผิงซีโหวนิ่งมองสตรีที่คุกเข่าอยู่บนพื้น ในใจครุ่นคิดถึงสรรพนามที่จะใช้เรียก สุดท้ายก็เอ่ยคำว่า “เฉินฮูหยิน” ออกมา

               มือของกู้เยียนสั่นเทาด้วยความตื้นตัน นานแล้วที่ไม่มีใครเรียกนางอย่างให้เกียรติเช่นนี้

               ก่อนสามีจะเสียชีวิตด้วยโรคร้าย เขาได้ฝากฝังเฉินเยว่เอาไว้ สตรียากไร้เช่นนางจึงต้องบากบั่นเลี้ยงดูเฉินเยว่จนเรียนจบและสอบเข้ารับราชการได้

               ที่ผ่านมาใครๆ มักจะเรียกนางว่า ‘ซ้อกู้’ คำว่าฮูหยินจึงดูห่างไกลจากสภาพของนางยามนี้อย่างมาก

               พอเห็นอีกฝ่ายตกใจ ผิงซีโหวก็รีบพยุงนางให้ลุกขึ้น “อย่าตกใจไปเลย แม้เราจะไม่รู้จักกันเป็นการส่วนตัว แต่ข้าก็เคยพบกับบิดาของท่านหลายครั้ง วันนี้ฮูหยินตกระกำลำบาก ข้าจึงคิดอยากจะช่วยเหลือ ว่าแต่ท่านมาที่เยี่ยนจิงทำไมหรือ?”

               กู้เยียนรู้สึกเบาใจขึ้นมาก นางเริ่มเชื่อแล้วว่าเขาเป็นคนดีมีคุณธรรมอย่างที่ชาวบ้านกล่าวขาน “ชีวิตของข้าผกผัน ความจีรังล้วนไม่มีในโลก ข้าซาบซึ้งยิ่งนักที่โหวเหย่ให้การช่วยเหลือ หากมีโอกาสจักตอบแทนบุญคุณอย่างแน่นอน”

               ผิงซีโหวขมวดคิ้วแน่น “ฮูหยินเลี้ยงดูเฉินเยว่มานานนับสิบปี วันนี้ได้เป็นถึงราชบุตรเขย เหตุใดจึงทอดทิ้งท่านเยี่ยงคนอกตัญญูข้าจะนำเรื่องนี้ไปทูลฮ่องเต้!”

               กู้เยียนส่ายหน้าเป็นพัลวัน “ไม่แปลกหากเขาจะอกตัญญู แม้แต่ทายาทที่แท้จริงบางคนยังไม่ตอบแทนผู้ให้กำเนิด ตัวข้าไม่เคยคิดหวังสิ่งตอบแทน วันนี้ได้เห็นเขาประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานได้พบกับแม่แท้ๆ ได้แต่งงานกับองค์หญิงเก้า ก็นับว่าได้ทำตามที่สามีสั่งเสียไว้อย่างสมบูรณ์แล้ว”

               ผิงซีโหวขมวดคิ้วแน่นขึ้นกว่าเดิม “ฮูหยินไม่นึกตำหนิหลานที่เนรคุณบ้างเลยรึ?”

               กู้เยียนยกยิ้มมุมปาก “ข้าเชื่อว่าใครทำอะไรย่อมได้รับสิ่งนั้นตอบแทน ทุกสิ่งบนโลกนี้ล้วนมีการเปลี่ยนแปลง ยกเว้นกฎแห่งกรรมที่ยุติธรรมและเที่ยงตรงเสมอ”

               ผิงซีโหวจ้องหน้าอีกฝ่ายนิ่งค้าง แม้ร่างของนางจะดูบอบบาง แต่กลับซ่อนความเข้มแข็งและหนักแน่น

               “ฮูหยินกำลังจะไปที่ไหนหรือ?”

               “ต้นไม้ที่ไร้รากแก้ว ก็สุดแล้วแต่โชคชะตาจะนำพา” กู้เยียนตอบกลับอย่างสุภาพ

               ผิงซีโหวนิ่งไปครู่หนึ่ง สักพักก็ยื่นข้อเสนอให้นาง “ทิศตะวันออกของจวนมีห้องหนังสืออยู่ หากฮูหยินไม่รังเกียจก็พำนักอยู่ที่นั่น และช่วยดูแลหนังสือให้ข้าดีหรือไม่?”

               “ขอบคุณโหวเหย่ที่เมตตา” นางส่งยิ้มอ่อนโยน “ข้าร่อนเร่พเนจรมากว่าสิบปี ความรู้ที่มีเห็นจะไม่เพียงพอกับงานของท่าน รังจะเป็นภาระเปล่าๆ”

               ผิงซีโหวยังคงไม่ลดละ “ที่กลางจวนมีเรือนรกร้างอยู่หลังหนึ่ง หากไม่ถือสาก็สามารถพำนักและช่วยดูแลที่นั่นเป็นการตอบแทนได้”

               กู้เยียนเข้าใจเจตนาของผิงซีโหวเป็นอย่างดี เขาเป็นบุรุษไม่สมควรสุงสิงกับสตรีเกินไปนักแต่ก็ยังปรารถนาดีอยากจะให้นางมีความเป็นอยู่ที่สุขสบาย

               “เรียนโหวเหย่ ข้าใช้ชีวิตคนเดียวจนชิน เกรงว่าจะทำตามกฎของที่นี่ได้ไม่ครบถ้วน”

               ผิงซีโหวเม้มปากครุ่นคิด ทว่าไม่ทันจะได้พูดต่อ กู้เยียนก็ขอตัวกลับ

               “ถ้าอย่างนั้น ข้าจะให้คนไปส่งก็แล้วกัน”

               เขามองตามแผ่นหลังที่เคลื่อนออกนอกประตูด้วยความรู้สึกหวั่นไหว แม้ร่างของนางจะถูกปกคลุมด้วยอาภรณ์เก่าซอมซ่อ แต่รูปร่างยังคงอรชรไม่ต่างจากในอดีต

               สุดท้ายผิงซีโหวก็ทนไม่ไหวโพล่งถามด้วยแววตามุ่งมั่น “หากเลือกได้ ฮูหยินจะยังเลือกชีวิตแบบที่เป็นอยู่หรือไม่?”

               คำถามนี้ทำกู้เยียนชะงักค้าง จริงอย่างที่เขาพูด ชีวิตของนางมีเส้นทางให้เลือกเดินมากมาย แต่กลับเลือกที่จะแต่งงานกับ ‘เฉินฉงฮุย’ ทั้งยังต้องตกเป็นฮูหยินรองและลำบากเลี้ยงดูเฉินเยว่อีก

               หากนางเลือกวิถีชีวิตแบบอื่นตั้งแต่แรก คงไม่ตกต่ำถึงเพียงนี้

               กู้เยียนปิดเปลือกตาลงครู่หนึ่ง ก่อนจะลืมตาพร้อมกับภาพชีวิตที่ยากลำบาก

               ดวงตาที่เคยเป็นประกายสดใสเจิ่งนองไปด้วยน้ำตาแห่งความทุกข์ระทม นางพยายามฝืนยิ้มและตอบกลับด้วยใจที่อ่อนล้า “หากเลือกได้ ข้าจะไม่ปล่อยให้ชีวิตต้องเป็นอย่างทุกวันนี้...”

               กู้เยียนไม่เคยน้อยเนื้อต่ำใจในโชคชะตา แต่หากมีโอกาสอีกครั้ง นางจะไม่ขอเป็นผู้สรรค์สร้างชุดแต่งงานเพื่อให้คนอื่นได้มีความสุข จะไม่มีวันทุ่มเทให้กับคนที่ไม่สำนึกในบุญคุณ จะไม่แต่งงานกับคนที่แม้วาระสุดท้ายก็ยังมอบภาระอันหนักอึ้งไว้ให้ รวมถึงจะไม่ยอมใช้ชีวิตอย่างเดียวดายตลอดสิบปีอีกด้วย

               หลังจากเดินออกจากห้องโดยไม่หันกลับไปมองผิงซีโหวอีกกู้เยียนก็บังเอิญได้พบกับ ‘โหวฮูหยิน’ สตรีสูงศักดิ์ที่สุดในเมืองเยี่ยนจิง

               นางปักปิ่นทองไว้บนศีรษะ เสื้อคลุมลายดอกไม้สะบัดพลิ้วตามจังหวะการก้าวเดิน กลิ่นเครื่องประทินผิวและน้ำหอมตลบอบอวลไปทั่ว

               กู้เยียนเองก็เคยอยู่ในสถานะเช่นนี้มาก่อน ไม่ว่าจะไปที่ใดก็ต้องมีสาวใช้คอยห้อมล้อม ทุกคนที่พบเห็นต่างต้องก้มศีรษะให้

               ขณะเดินผ่าน โหวฮูหยินหันไปถามสาวใช้ด้วยน้ำเสียงไม่พอใจว่า “วันนี้โหวเหย่เรียกใครเข้าไปปรนนิบัติ?”

               “ไม่ได้เรียกใครเข้าไปปรนนิบัติเจ้าค่ะ ท่านโหวเพียงสนทนากับหญิงชราที่พากลับมาด้วยเท่านั้น” สาวใช้ลนลานตอบ

               “หญิงชรา?” โหวฮูหยินขมวดคิ้วด้วยความประหลาดใจ

               “วันนี้ขบวนรถม้าของท่านโหวบังเอิญขับชนนาง จึงต้องพากลับมาให้ท่านหมอช่วยดูอาการ”

               โหวฮูหยินพยักหน้าและชี้นิ้วไปที่กู้เยียน “ใช่นางหรือไม่?คนอะไรอัปลักษณ์เสียจริง!” พูดแล้วก็กลอกตาด้วยความเบื่อหน่าย“ก็แค่ยายแก่ข้างถนน เหตุใดต้องเสียเวลาสนทนาด้วย?”

               สตรีสูงศักดิ์ผู้นี้คือคุณหนูสี่ บุตรสาวของผู้ตรวจการหลี่กับฮูหยินรอง นางคือฮูหยินของ ‘ผิงซีโหว--เซียวเจิ้งเฟิง’ เล่ากันว่าท่านโหวคลั่งไคล้นางถึงขั้นนางลุกไม่ขึ้นหลังจากเช้าวันเข้าหอเลยทีเดียว

               ดูเหมือนคุณหนูสี่แห่งจวนตระกูลหลี่จะจำยายแก่ที่เคยเป็นถึงคุณหนูสามแห่งจวนตระกูลกู้ ผู้ที่นางเคยริษยามาโดยตลอดไม่ได้

               หลังออกจากจวนของผิงซีโหว กู้เยียนก็เดินแบกถุงผ้าสีเขียวซีดไปตามทางที่เหน็บหนาว ยิ่งเข้าใกล้ช่วงปีใหม่มากเท่าไหร่ ร้านค้าข้างทางก็ยิ่งปิดให้บริการเร็วเท่านั้น ถนนหนทางจึงเงียบเหงาไปถนัดตา

               นางเดินออกนอกเมืองอย่างไร้จุดหมาย สองเท้าย่ำบนพื้นหิมะหนา ผ่านไปเนิ่นนานสุดท้ายก็ได้พบกับภูเขาลูกใหญ่และกระท่อมหลังเก่าหลังหนึ่ง

               ด้านในทรุดโทรมอย่างหนัก กู้เยียนพบเตียงนอนที่มีเตาไฟอยู่ข้างใต้ ตรงผนังมีกล่องใบเล็กที่ทำจากไม้แดงวางอยู่

               หลังจากสำรวจจนมั่นใจว่าที่นี่คือกระท่อมร้าง นางจึงตัดสินใจค้างอ้างแรม โดยนำของกินที่สาวใช้ของผิงซีโหวจัดเตรียมไว้ให้ออกมาปิ้งกับเตาไฟ

               จู่ๆ เงาของใครบางคนก็วูบไหวผ่านหน้าของนางไปอย่างรวดเร็ว กู้เยียนตกใจจนร่างแข็งค้าง สองมือเย็นเยียบไปด้วยเหงื่อ

               โดยไม่ทันตั้งตัว ทรวงอกของนางถูกคมดาบแทงทะลุจนเลือดสดๆ ไหลริน ความเจ็บปวดเสียดลึกผ่านขั้วหัวใจและแผ่ซ่านไปทั่วทั้งร่าง

               กู้เยียนล้มลงอย่างไร้เรี่ยวแรง ไม่นานก็ฟุบหน้ากับพื้นแล้วแน่นิ่งไป

               ขณะใกล้จะสิ้นลม นางหรี่ตามองใบหน้าของมือสังหาร ทว่าเห็นเพียงชายเสื้อคลุมและรองเท้าหนังเท่านั้น

               ก่อนสติสัมปชัญญะจะดับวูบ กู้เยียนคิดทบทวนอย่างหนักเพื่อหาคำตอบว่าฆาตกรคือใคร แล้วเหตุใดจึงต้องทำร้ายนาง กระทั่งสิ้นใจก็ยังหาคำตอบไม่ได้

3 ชีวิตใหม่(rewrite)

               การเสียชีวิตของหญิงเร่ร่อนถูกกล่าวขวัญไปทั่วทั้งเมือง ซ้ำยังเป็นต้นเหตุของความขัดแย้งในราชสำนักอีกด้วย

               พอทราบข่าว ผู้มีอำนาจในแผ่นดินอย่างผิงซีโหว--เซียวเจิ้งเฟิงก็สั่งให้มีการสอบปากคำเฉินเยว่ตามกระบวนการยุติธรรม

               วันที่กู้เยียนถูกสังหาร หิมะได้กลบร่องรอยของการฆาตกรรมจนหมดสิ้น ซ้ำผู้ถูกกล่าวหายังเป็นถึงราชบุตรเขย หากจะนำตัวเขามาลงโทษคงต้องหาหลักฐานที่แน่นหนาให้ได้

               ช่วงเวลาเดียวกัน เฉินเยว่ปกป้องตนเองด้วยการปลุกระดมเหล่าบัณฑิตของสำนักฮั่นหลินด้วยการกล่าวหาเซียวเจิ้งเฟิงว่าเป็นคนที่แอบสังหารหญิงชราเสียเอง เนื่องจากเขาออกคำสั่งให้องครักษ์ติดตามหญิงเร่ร่อนผู้นั้นไปอย่างเงียบๆ

               หลายทศวรรษแห่งการก่อตั้งราชวงศ์ ขุนนางที่มีความรู้ทางตำราจะได้รับการยกย่องมากกว่าขุนนางที่ทำหน้าที่ออกรบ ฮ่องเต้เองก็มักจะเพิกเฉยต่อขุนนางฝ่ายบู๊ และมอบอำนาจในการบริหาร
บ้านเมืองให้กับขุนนางฝ่ายบุ๋น

               ครั้นเข้าสู่ยุคเรืองอำนาจของแม่ทัพเซียว เขาได้เปลี่ยนแปลงการบริหารงานในราชสำนัก โดยลดทอนอำนาจของขุนนางฝ่ายบุ๋นทั้งหมด เหล่าบัณฑิตของสำนักฮั่นหลินที่เกลียดชังเขาเป็นทุนเดิมอยู่แล้วใช้เรื่องนี้เข้าการโจมตีและสร้างกระแสความเกลียดชังด้วยการประโคมข่าวลือที่รุนแรง

               แต่หากจะกล่าวหาว่าแม่ทัพเซียวส่งทหารองครักษ์ไปสังหารกู้เยียนจริงๆ ก็ยังไม่มีหลักฐานใดที่จะยืนยันข่าวโคมลอยนี้ได้

               เนื่องจากเรื่องนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนาหู ด้วยเชื่อมโยงกับราชสำนักและพัวพันถึงราชบุตรเขยในองค์หญิงเก้า ฮ่องเต้จึงสั่งให้ขุนนางที่เกี่ยวของทำการสอบสวนอย่างละเอียด ทั้งยังกำชับให้จับตัวฆาตกรมาลงโทษให้ได้

               การสืบหาคนร้ายในคดีนี้กินเวลานานหลายปี ยิ่งแกะรอยก็ยิ่งเชื่อมโยงไปถึงผู้มียศถาบรรดาศักดิ์ เมื่อหาข้อสรุปไม่ได้ หน่วยสืบราชการลับจึงต้องยื่นมือเข้ามาช่วยไขคดี สุดท้ายก็ได้พบกับความจริงที่ยากจะมีผู้ใดยอมรับ...

 

               กู้เยียนลืมตาขึ้นอีกครั้งบนเตียงที่คุ้นเคย

               ด้านข้างคือโต๊ะเครื่องแป้งที่ทำจากไม้จันทน์แกะสลักสีทองข้างใต้คือชั้นเก็บของรูปทรงเรียบง่าย ไม่ไกลกันมีเก้าอี้ทรงหกเหลี่ยมวางอยู่ พื้นและผนังห้องประดับด้วยผ้าปักลายดอกไม้และนกน้อยโบยบิน ให้ความรู้สึกสวยงามราวกับมีชีวิต เหนือศีรษะคือภาพวาดอักษรจีนโบราณที่เขียนไว้ว่า ‘หยกไม่เจียระไน ย่อมไร้ค่า’

               แสงของดวงอาทิตย์สีแดงเข้มลอดผ่านหน้าต่างกระทบกับพื้นห้องที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตก ข้าวของที่ใช้ตกแต่งช่างเหมือนกับของที่นางเคยใช้ประดับห้องนอนสมัยเป็นสาวแรกรุ่น แม้แต่ลายตวัดพู่กันจีนก็ยังสะอาดเรียบร้อยและคุ้นตาเสียจนกู้เยียนใจเต้นไม่เป็นระส่ำ

               บ่อยครั้งที่กู้เยียนย้อนฝันถึงชีวิตในวัยสาว ชีวิตที่ไม่มีภาระและความทุกข์ร้อนใดๆ ครั้นพอตื่นขึ้น ความจริงที่แสนเจ็บปวดก็ทำให้นางต้องปาดน้ำตาอย่างเลี่ยงไม่ได้

               วันนี้ก็เช่นกัน ภาพคุ้นตาเหล่านั้นชัดเจนเสียจนกู้เยียนอดที่จะยกมือขึ้นลูบใบหน้าไม่ได้

               พอฝ่ามือสัมผัสถูกผิวหน้าเนียนละเอียดปราศจากริ้วรอยและแผลเป็นแสนอัปลักษณ์ นางก็หยัดกายลุกขึ้นแล้วปรี่ไปที่โต๊ะเครื่องแป้ง

               ภาพที่สะท้อนจากแผ่นทองแดงคือหญิงสาวผมดำสลวยยาวถึงกลางอก ใบหน้างดงามรูปไข่ นัยน์ตาสงบนิ่งราวกับสายน้ำช่วงฤดูใบไม้ผลิ

               กู้เยียนตื่นตะลึงกับเงาในกระจก นางหาใช่หญิงเร่ร่อนใบหน้าอัปลักษณ์ที่ผ่านความยากลำบากนานนับสิบปีคนนั้นอีกแล้ว

               ตอนที่บิดาของนางยังมีชีวิตอยู่ ตระกูลกู้รุ่งเรืองและยิ่งใหญ่ในแผ่นดินนี้ ผู้ที่จะสามารถข้ามธรณีประตูและเข้าไปในห้องรับแขกได้ ต้องเป็นบุคคลสำคัญเท่านั้น

               ขณะกำลังงุนงง เสียงของเด็กสาวคนหนึ่งก็ดังขึ้นพร้อมกับมือที่แหวกม่านประตู “วันนี้อากาศดี คุณหนูทำไมรีบตื่นล่ะเจ้าคะ?”

               สาวใช้อายุสิบห้าปีในชุดสีเขียว คิ้วโก่งได้รูป ดวงตากลมโต เดินเข้ามาในห้องอย่างคล่องแคล่ว

               “ลู่... ฉีรึ?”

               ‘ลู่ฉี’ คือสาวใช้คนสนิทที่ติดตามกู้เยียนตั้งแต่อายุสิบสามปี

               เมื่อเห็นผู้เป็นนายทำหน้างุนงง นางก็รีบเข้ามาประคอง “แถมยังลืมใส่ถุงเท้าอีกด้วย”

               กู้เยียนก้มมองสองเท้าที่เปลือยเปล่า ขนาดของมันกะทัดรัดเฉกเช่นสตรีสูงศักดิ์ทั่วไป เล็บถูกเคลือบด้วยสีชมพูจากดอกไม้จนดูคล้ายกับเปลือกหอยมุก

               พอรู้ตัวว่าได้กลับมามีชีวิตวัยสาวอีกครั้ง นางจึงคิดจะเก็บเกี่ยวความสุขในห้วงความฝันนี้ให้ได้มากที่สุด

               ลู่ฉีประคองคุณหนูของตนกลับขึ้นเตียงและห่มผ้าให้ จังหวะนั้น เสียงตะโกนโหวกเหวกก็ดังขึ้นที่ด้านนอก

               “เอาแต่โวยวายทั้งวัน ไม่รู้มีเรื่องอะไรนักหนา!” ลู่ฉีขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ

               “มีอะไรรึ?”

               “ก็บุตรชายสุดที่รักของหวังมามาไงล่ะเจ้าคะ ไม่รู้ว่าก่อเรื่องอะไรขึ้นอีก!”

               ‘หวังมามา’ ที่ถูกกล่าวถึงคือแม่นมของกู้เยียน บุตรชายของนางมีนิสัยเกเร ติดการพนัน และชอบลักขโมย

               พอรู้ว่าเขาหมดตัวจากการพนันจนถูกเจ้าหนี้ไล่ล่า หวังมามาก็หอบเครื่องประดับที่สะสมมาทั้งชีวิตไปขายเพื่อนำเงินมาใช้หนี้

               กู้เยียนไม่ใช่คนที่ยึดติดกับข้าวของเงินทอง เมื่อถูกแม่นมขโมยเครื่องประดับไปขาย นางจึงทำตัวปกติ ซ้ำยังปฏิบัติกับอีกฝ่ายด้วยความเคารพเหมือนเดิม

               บุตรชายของหวังมามาทำงานให้กับพวกนักเลงหัวไม้ และมักจะนำเรื่องในจวนไปเล่าให้คนภายนอกฟัง จนเป็นสาเหตุให้บิดาของ
กู้เยียนถูกปลดออกจากราชการ

               ไม่นานหลังจากนั้น ตระกูลกู้ก็ถึงคราวตกอับ กู้เยียนและสามีเฉินฉงฮุยต้องขนทรัพย์สมบัติที่มีหนีกลับบ้านเกิด คาดไม่ถึงว่าระหว่างทางจะถูกหวังมามาหักหลังและขโมยทรัพย์สินไปจนหมด

               คิดถึงตรงนี้ นัยน์ตาของกู้เยียนก็ทอประกาย “สวมเสื้อผ้าให้ข้า”

               “คุณหนูจะออกไปดูหรือเจ้าคะ?” ลู่ฉีรู้ดีว่าผู้เป็นนายรักและเคารพหวังมามาอย่างมาก แม้อีกฝ่ายจะชอบพูดจายกตนข่มท่าน แต่ก็ไม่เคยถือสา

               “ในจวนเกิดเรื่องวุ่นวาย ข้าควรไปดูเสียหน่อย” นางคลี่ยิ้มเย็น

               สีหน้าที่จริงจังและเด็ดเดี่ยวของกู้เยียนทำลู่ฉีประหลาดใจ แต่เพราะอีกฝ่ายเพิ่งฟื้นจากอาการป่วย นางจึงคร้านจะสงสัย

               หลังจากสวมเสื้อผ้าเสร็จเรียบร้อย กู้เยียนก็เดินออกไปยังลานกลางบ้านที่นางเติบโต

               จวนตระกูลกู้ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ราชวงศ์ที่แล้ว บ้านทรงโบราณอายุกว่าร้อยปีหลังนี้ตบแต่งอย่างเรียบง่ายทว่าหรูหราด้วยรูปปั้นแกะสลักที่ทำจากหยกขาวในทุกมุมของบ้าน

               บริเวณสวนใกล้กับประตูจวนมีพุทราต้นใหญ่อายุกว่าห้าร้อยปีตั้งอยู่ มันจะผลิดอกออกผลสีแดงเต็มต้นในช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์ของทุกปี

               พุทราหอมหวานกรอบอร่อยคือผลไม้เลื่องชื่อที่ทุกคนในบ้านต่างโปรดปราน แม้แต่ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันก็ยังเคยเด็ดชิมด้วยพระองค์เอง ขุนนางน้อยใหญ่ในเมืองเยี่ยนจิงจึงหวังจะได้ลิ้มรสผลไม้ของจวนนางด้วยกันทั้งนั้น

               ที่ข้างถังเก็บน้ำขนาดใหญ่ใต้ต้นพุทรา หวังมามากับบุตรชายตัวดีของนางกำลังยืนต่อปากต่อคำอยู่กับ ‘อนุโจว’ สตรีวัยสามสิบกว่าในชุดเสื้อผ้าปักด้ายสีทอง

               “คนขโมยย่อมรู้ดีแก่ใจ ที่ข้าด่าเจ้าก็เพราะว่าดูออกอย่างไรล่ะ!” อนุโจวแผดเสียงดังลั่น

               “เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใครถึงกล้าอวดดีถึงเพียงนี้!” หวังมามาชี้หน้าอีกฝ่าย “ตอนที่ฮูหยินยังมีชีวิตอยู่ ใครกันที่คอยยกน้ำชามาประเคนให้ข้า ปากก็พร่ำเรียกป้าหวังๆ พอผลักดันเจ้าจนได้กับนายท่านแล้ว ก็ถึงกับลืมกำพืดเลยรึ?”

               กู้เยียนจำได้เพียงว่า หวังมามาเป็นคนเย่อหยิ่งและไม่ถูกชะตากับอนุโจวอย่างมาก แต่ไม่คิดว่าทั้งสองจะกล้าทะเลาะกันต่อหน้าบ่าวไพร่จนไม่เหลือความเป็นผู้ดีเช่นนี้

               “ท่านพ่ออยู่ที่ไหน?” กู้เยียนหันไปถามลู่ฉี

               “คุณหนูลืมแล้วหรือว่านายท่านต้องนำเสบียงของกองทัพไปส่งที่ชายแดนด้วยตนเอง นี่ก็ผ่านมาเป็นเดือนแล้วยังไม่มีวี่แววว่าจะกลับเลยเจ้าค่ะ” กล่าวจบลู่ฉีก็เบ้ปากใส่หวังมามาและอนุโจว “หากนายท่านอยู่ที่นี่ มีหรือจะกล้าทะเลาะกัน!”

               กู้เยียนก้มหน้าซ่อนแววตา สมองคิดทบทวนเรื่องของชนเผ่าเป่ยตี๋ทางชายแดนฝั่งทิศเหนือ

               ตอนที่นางอายุสิบสี่ปี บุตรชายคนโตของหัวหน้าเผ่าผู้มีนิสัยโหดเหี้ยมขึ้นรับตำแหน่งแทนบิดา เขาพยายามกุมอำนาจทั้งหมดด้วยการลอบฝึกไพร่พล สุดท้ายก็ส่งทหารไปรุกรานทัพหลวงบริเวณชายแดน

               ‘ฮ่องเต้หย่งเหอ’ ที่เพิ่งก่อตั้งราชวงศ์ได้เพียงหกปีโกรธจัดและสั่งให้ ‘ฉีอ๋อง’ ยกทัพออกไปสู้กับอีกฝ่าย

               สงครามนี้กินเวลานานเกือบปี พอรัชทายาททราบข่าวเรื่องที่กองทัพของโอรสนอกสายตาอย่างฉีอ๋องพ่ายแพ้จนถูกบีบให้เข้าร่วมกับศัตรู เขาก็เรียกเสนาบดีกู้เข้าพบและสั่งให้นำเสบียงตลอดจน
งบประมาณไปหนุนกองทัพของฉีอ๋อง

               การสนับสนุนที่ทันท่วงที ทำให้เหล่าทหารฮึกเหิมและมีกำลังใจในการสู้รบอีกครั้ง สุดท้ายก็ขับไล่กองทัพของศัตรูให้ออกไปจากแนวชายแดนได้

               ในตอนนั้น ผิงซีโหวที่เป็นเพียงนายกองนำทหารบุกเข้าไปในค่ายของชนเผ่าเป่ยตี๋และลงมือสังหารหัวหน้าเผ่าด้วยตนเอง ผลงานครั้งยิ่งใหญ่นี้สร้างความดีความชอบให้กับชายหนุ่มอายุยี่สิบปีอย่างมาก ตั้งแต่นั้นมา เขาก็ชนะศึกสงครามนับครั้งไม่ถ้วนจนได้กลายเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในแผ่นดินต้าจาว

               คิดถึงตรงนี้ กู้เยียนก็ชำเลืองมองสตรีสองนางที่ทะเลาะกันอยู่พลางเหยียดยิ้มมุมปาก

จับขโมย(rewrite)

             การมาถึงของกู้เยียนทำบรรดาบ่าวไพร่ไม่กล้ายืนดูเหตุการณ์ต่อและพากันแยกย้ายกลับไปทำงาน

               บรรยากาศที่เปลี่ยนไปทำหวังมามาและอนุโจวหยุดตะเบ็งเสียงใส่กัน ก่อนจะหันไปสบตากับคุณหนูสามที่ยืนจ้องอยู่พอดี

               อนุโจวรู้ดีว่ากู้เยียนเป็นคนดีมีเมตตา ทั้งยังเคารพหวังมามาอย่างมาก นางจึงรีบส่งยิ้มและเดินเข้าไปทักทาย “คุณหนูหายป่วยแล้วหรือเจ้าคะ? ข้าว่าจะพาเสี่ยวหยุนไปเยี่ยมอยู่พอดี”

               เห็นอีกฝ่ายประจบประแจง หวังมามาจึงรีบพูดแทรก “คุณหนูยังไม่ทันหายป่วย ก็มีคนมารังแกข้าถึงที่แล้ว!”

               “อากาศหนาวขนาดนี้ พวกเจ้าไม่กลัวแข็งตายรึ?” กู้เยียนถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา

               “ข้าเองก็ไม่อยากมีเรื่อง แต่พอรู้ว่าต่างหูของเสี่ยวหยุนหายจึงมาสอบถามป้าหวัง ไม่คิดว่านางจะตีโพยตีพายเช่นนี้!” อนุโจวรีบอธิบาย

               กู้เยียนพยักหน้าเล็กน้อย “ในเมื่อสมบัติของอนุโจวหายก็จำเป็นต้องหา อย่าว่าแต่ต่างหูเลย แม้แต่ผ้าสักผืนก็ต้องหาให้พบไม่เช่นนั้นพวกมือไวจะยิ่งได้ใจ”

               ประโยคนี้ทั้งหนักแน่นและดุดันจนหวังมามาเสียวสันหลังวาบ นางหันไปสบตากับบุตรชายที่นั่งคุกเข่าอยู่บนพื้นด้วยสงสัยในท่าทีที่เปลี่ยนไปของคุณหนูสาม

               “ลู่ฉี พาข้ากลับห้อง เรื่องในวันนี้อย่างไรก็ต้องสอบสวนให้รู้ความ”

               ในห้องนอนฝั่งทิศตะวันตก กู้เยียนนั่งจิบชาอยู่บนโต๊ะ ดวงตาคมกริบกวาดมองหวังมามาและอนุโจวที่ยืนก้มหน้าอยู่

               “เล่าเรื่องทั้งหมดให้ข้าฟัง” นางออกคำสั่ง

               หวังมามาและอนุโจวต่างแย่งกันพูด สรุปเรื่องราวได้ว่า ต่างหูหยกคู่สำคัญของคุณหนูรองหรือ ‘กู้หยุน’ บุตรสาวของอนุโจวได้หายไปข้างหนึ่ง หาเท่าไหร่ก็ไม่พบ ถามสาวใช้ก็ไม่มีใครรู้เรื่อง

               “ต่างหูหยกเนื้อดีคู่นี้ นายท่านสั่งทำขึ้นเป็นพิเศษเพื่อมอบให้กับเสี่ยวหยุนในวันเกิด นี่ยังไม่ครบปีก็หายเสียแล้ว หากนายท่านรู้เข้าข้ากับบุตรสาวจะทำอย่างไร?” อนุโจวส่งเสียงสะอึกสะอื้น

               กู้เยียนรู้ถึงความสำคัญของต่างหูหยกคู่นั้นเป็นอย่างดี และเนื่องจากมีขนาดเท่ากับหยดน้ำ เสนาบดีกู้จึงนำไปเจียระไนเป็นต่างหู ตอนแรกก็บอกว่าจะยกให้นาง ทว่าพอถึงวันเกิดของกู้หยุน เขากลับยกให้อีกฝ่ายไปเสียดื้อๆ

               หวังมามารีบแก้ตัวเป็นพัลวัน “คุณหนูสามต้องให้ความเป็นธรรมกับคนแก่หัวหงอกด้วยนะเจ้าคะ เมื่อวานข้าเพียงเดินผ่านห้องของคุณหนูรองเท่านั้น!”

               “เลิกบ่ายเบี่ยงเสียที เจ้านั่นแหละที่ขโมย!” อนุโจวชี้หน้าอีกฝ่าย พร้อมกับหันไปทางกู้เยียน “ข้าไม่มีเจตนาจะใส่ร้ายคนของคุณหนูนะเจ้าคะ เพียงแต่ระยะนี้แม่นมหวังไปป้วนเปี้ยนที่หน้าห้องของบุตรสาวข้าอยู่บ่อยๆ”

               กู้เยียนส่ายหน้าด้วยความระอา “ข้าขอสั่งให้พวกเจ้าไปยืนกลางแดดสองชั่วยาม โทษฐานที่เอะอะโวยวาย!”

               อนุโจวรู้สึกประหลาดใจที่กู้เยียนไม่พูดถึงต่างหู แต่กลับลงโทษเรื่องที่พวกนางทะเลาะกันเมื่อเช้าแทน

               “คุณหนูสาม ข้าเกรงว่านายท่านอาจถามถึง...” อนุโจวยังคงไม่ลดละ

               ไม่รอให้อีกฝ่ายพูดจบ กู้เยียนวางถ้วยชาลงบนโต๊ะไม้จันท์จนเกิดเสียงกังวานใส

               พอถูกจ้องด้วยแววตาเคร่งขรึม อนุโจวก็หน้าซีดเผือดและลุกเดินออกจากห้องไปอย่างไม่สบอารมณ์

               หวังมามากระหยิ่มยิ้มย่องในใจด้วยรู้สึกเหมือนถูกเข้าข้าง ก่อนจะลุกเดินออกไปรับโทษแบบหน้าชื่นตาบาน

               พอทั้งสองคล้อยหลังไป กู้เยียนก็สั่งลู่ฉีว่า “บอก ‘หลานถิง’พี่ชายของเจ้า ว่าให้ไปที่โรงรับจำนำตรงถนนตงเอ้อ สอบถามเถ้าแก่ว่าเมื่อวานมีคนนำต่างหูหยกไปจำนำหรือไม่ หากมีก็ให้นำหลักฐานกลับมาด้วย”

               มารดาของลู่ฉีคือสาวใช้คนสนิทของมารดากู้เยียน หลังจากให้กำเนิดหลานถิงและลู่ฉี นางก็ล้มป่วยและเสียชีวิตในที่สุด ลู่ฉีจึงรับหน้าที่ปรนนิบัติกู้เยียนแทน ส่วนพี่ชายของนางก็มีหน้าที่ดูแลบ่าวผู้ชายในบ้าน ตลอดจนม้าคู่ใจของเสนาบดีกู้

               แม้หลานถิงจะอายุเพียงสิบเจ็ดปี ทว่ารูปร่างกลับกำยำล่ำสันเยี่ยงชายฉกรรจ์ ทั้งยังติดตามบิดาของกู้เยียนไปทำงานด้วยความซื่อสัตย์และตั้งใจเสมอมา

               ที่ครั้งนี้ไม่ได้ติดตามไปราชการที่ชายแดนด้วยก็เพราะเสนาบดีกู้เป็นห่วงความปลอดภัยของทุกคนในบ้าน จึงสั่งให้หลานถิงคอยดูแลความเรียบร้อยแทน

               ลู่ฉีพยักหน้ารับคำและเดินออกจากห้องไป

               หวังมามาและอนุโจวยืนตากแดดอยู่ที่ลานกลางบ้าน คนหนึ่งรับโทษด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ส่วนอีกคนก็ทำหน้าบึ้งปากคว่ำตลอด

               พอถึงเวลาอาหารเช้า ‘เหยียนสั่ว’ และ ‘หยุนเฟิง’ สาวใช้ลำดับสามก็ยกหมั่นโถว ซาลาเปาไส้เนื้อเป็ด ไข่เจียว ผักดองสองสามอย่าง และน้ำแกงไข่ในนมวัวเข้ามาให้กู้เยียนในห้อง

               น้ำแกงไข่ในนมวัวคืออาหารที่เสนาบดีกู้สั่งให้พ่อครัวทำขึ้นเป็นพิเศษทุกวัน ด้วยรู้ว่าร่างกายของบุตรสาวสุดที่รักไม่แข็งแรงเฉกเช่นมารดาที่จากไปก่อนวัยอันควร

               กู้เยียนที่เริ่มจะหิว ล้างมือในอ่างน้ำและลงมือกินอาหารตรงหน้าอย่างรวดเร็ว

               บิดาของนางเป็นคนพิถีพิถัน แม้ตระกูลกู้จะไม่ร่ำรวยเหมือนอย่างขุนนางชั้นสูงคนอื่นๆ แต่พ่อครัวของที่นี่ก็มีฝีมือไม่แพ้พ่อครัว
ในวัง

               กู้เยียนมีชีวิตที่ยากลำบากไม่ต่างจากบ่าวไพร่ในจวนนานนับสิบปี มาวันนี้ได้ดื่มน้ำแกงนมวัวที่มีรสชาติหอมหวาน กลมกล่อมละมุนลิ้น ทำให้ย้อนนึกถึงความหลังกับผู้เป็นบิดาครั้นยังไม่ออกเรือน

               หลังจากกินข้าวเสร็จ กู้เยียนสั่งให้ลู่ฉีนำกู่เจิ้งมาให้

               แม้นางจะไม่ได้จับเครื่องดนตรีเจ็ดสายชนิดนี้มานานกว่าสิบปีแล้ว แต่ขั้นตอนการบรรเลงก็ยังคงประทับแน่นอยู่ในความทรงจำ

               เสียงดนตรีพลิ้วไหวพร้อมโลหิตในกายที่พลุ่งพล่านอย่างทรงพลัง ปลายนิ้วเรียวยาวสะบัดไปตามสายพิณเกิดเป็นท่วงทำนองไพเราะอ่อนหวาน

               หวังมามาและอนุโจวเริ่มอ่อนล้าจากการถูกทำโทษ สาวใช้เองก็ไม่กล้านำเสื้อกันหนาวมาให้ พวกนางจึงได้แต่ยืนตัวสั่นงันงก

               พอเหลือบไปเห็นเหยียนสั่วที่กำลังเดินผ่าน หวังมามาก็ขมุบขมิบปากใส่

               ปกติสาวใช้ลำดับสามผู้นี้จะนอบน้อมและเคารพหวังมามาอย่างมาก ถึงขนาดเรียกว่าแม่บุญธรรม ทว่าวันนี้กลับเดินผ่านราวกับอีกฝ่ายเป็นวิญญาณ

               ไม่นานนัก ลู่ฉีก็กลับมารายงานความคืบหน้าให้กู้เยียนฟัง แล้วก็เป็นดังคาด เมื่อวานนี้บุตรชายของหวังมามาได้ไปที่โรงรับจำนำแห่งนั้นเพื่อจำนำบางอย่างจริงๆ

               “พี่ชายของข้าได้พาเถ้าแก่เจ้าของโรงรับจำนำ พรรคพวกของบุตรชายแม่นมหวัง รวมไปถึงต่างหูหยก ตั๋วจำนำ และหลักฐานอื่นๆ กลับมาด้วยนะเจ้าคะ” ลู่ฉีกล่าว

               กู้เยียนพยักหน้า แววตาซ่อนความเย็นชาไว้หลายส่วน---คนสารเลว กล้าขโมยของสำคัญของคนอื่นไปขายเชียวรึ!

               นางนึกโทษตนเองที่อ่อนแอเสียจนไม่อาจปกครองบ่าวไพร่ในจวนได้ หลังจากครุ่นคิดแผนการอยู่สักพัก กู้เยียนก็ลุกเดินออกจากห้องไป

               ณ ลานกลางบ้าน กู้เยียนตรงเข้าไปหาหวังมามาและอนุโจวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ตามข้าไปที่ประตูสอง”

               ที่นั่น เถ้าแก่เจ้าของโรงรับจำนำและคนงานของเขาได้ยืนรออยู่แล้ว

               เนื่องจากรัฐต้าจาวเคยมีฮ่องเต้ที่เป็นหญิงถึงสามสมัย ภายในวังหลวงจึงเข้มงวดถึงขนาดจัดตั้งสำนักบัณฑิตเพื่อฝึกฝนหญิงสาวที่ต้องการเป็นนางกำนัล ทว่าปัจจุบันได้ลดความเคร่งครัดลงมากพวกนางไม่จำเป็นต้องอยู่ในกรอบของประเพณีและวัฒนธรรมเหมือนแต่ก่อนแล้ว กู้เยียนจึงสามารถพบปะกับบุรุษแปลกหน้าได้โดยไม่มีความผิด

               หลานถิงในชุดสีขาวยืนรอด้วยท่าทางสง่างาม พอเห็นกู้เยียนเขาก็ค้อมกายคารวะ

               นางเหลือบมองเด็กหนุ่มอายุสิบเจ็ดปีผู้มีใบหน้าอ่อนเยาว์ ร่างกายกำยำ แล้วก็อดรู้สึกสลดใจกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับเขาในอนาคตไม่ได้

               ใบหน้าขาวผ่องสดใสของกู้เยียนทำหลานถิงประหม่าไม่น้อย หลายครั้งที่เขาแอบคิดว่านางจะปรากฏกายแล้วลอยหายไปดั่งหมอกควันเหมือนกับชื่อหรือไม่

               พอตั้งสติได้ หลานถิงก็รีบสลัดความคิดประหลาดที่เข้ามารบกวนจิตใจออกไป “คุณหนูขอรับ นี่คือเถ้าแก่และคนงานในโรงรับจำนำของเขาทั้งหมด”

               ทุกคนตรงนั้นรีบโค้งคำนับบุตรสาวของเสนาบดีกู้อย่างรู้งาน

               พอเห็นบรรดาผู้ที่ยืนเรียงกันอยู่ หวังมามาและบุตรชายก็เบิกตากว้างและหันมองกันเลิ่กลั่ก

               “รบกวนเถ้าแก่ช่วยเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานให้คุณหนูของข้าฟังด้วย” หลานถิงกล่าว

               เถ้าแก่เจ้าของโรงรับจำนำรีบหยิบต่างหูออกมาและเริ่มเล่าเหตุการณ์ทั้งหมด โดยมีคนงานของเขาคอยช่วยกันพูดเสริม

               หลังจากเล่าจบ เถ้าแก่ก็ชี้นิ้วไปที่บุตรชายของหวังมามา “เขาคือคนที่นำต่างหูหยกชิ้นนี้ไปจำนำเมื่อวานขอรับ”

               บุตรชายของหวังมามาตกใจตัวสั่น เขาทิ้งตัวลงคุกเข่าตรงหน้ากู้เยียน “ข้าถูกใส่ร้าย คุณหนูโปรดให้ความเป็นธรรมด้วย!”

               หวังมามาเองก็รีบคุกเข่าลง น้ำตาไหลพราก

               กู้เยียนคลี่ยิ้มเย็น นัยน์ตาว่างเปล่าไร้ความรู้สึก “ท่านน้า นี่คือต่างหูของพี่รองใช่หรือไม่?”

               อนุโจวรับต่างหูจากมือของเถ้าแก่ “นี่มัน... ต่างหูของบุตรสาวข้านี่!”

ขาหมูกับกากถั่วเหลือง(rewrite)

               กู้เยียนพยักหน้า พร้อมกับหันไปพูดกับเถ้าแก่เจ้าของโรงรับจำนำต่อ “ต่างหูหยกชิ้นนี้เป็นสมบัติของตระกูลกู้ ไม่ทราบว่าเถ้าแก่รับจำนำไปในราคาเท่าไหร่ ข้าจะได้ซื้อคืน”

               ชายชรารีบปฏิเสธ “ในเมื่อต่างหูชิ้นนี้เป็นของสำคัญที่หายไปจากจวนตระกูลกู้ ข้าก็ยินดีที่จะคืนให้”

               แม้กู้เยียนจะเป็นถึงบุตรสาวของเสนาบดีฝ่ายซ้าย ทว่าความยากลำบากที่ต้องเผชิญมากว่าสิบปีก็ทำให้นางเข้าใจทุกข์ยากของชาวบ้านที่ต้องหาเช้ากินค่ำเป็นอย่างดี

               หลังจากสั่งให้หลานถิงนำเงินจำนวนหนึ่งมามอบให้กับเถ้าแก่เจ้าของโรงรับจำนำแล้ว กู้เยียนก็ตรงเข้าไปหาหวังมามาที่นั่งตาแดงก่ำอยู่บนพื้น

               เพราะนางมีนิสัยอ่อนแอ บ่าวเฒ่าผู้นี้จึงไม่ยำเกรง ทั้งยังกำเริบสืบสานถึงขั้นขโมยข้าวของในจวนไปขายบ่อยครั้ง สุดท้ายก็หักหลังด้วยการหลอกเอาทรัพย์สินไปจนหมด

               กู้เยียนไม่คิดจะสะสางบัญชีแค้นในตอนนี้ เพียงแต่ต้องการรู้ธาตุแท้ของหวังมามาเท่านั้น

               “นำตัวแม่นมหวังและบุตรชายไปขังแยกไว้ก่อน” นางหันไปสั่งหลานถิง

               เนื่องจากเป็นบ่าวเฒ่าคนสนิทของกู้ฮูหยิน หวังมามาจึงได้รับมอบหมายให้ดูแลกู้เยียนจนเติบใหญ่ ทุกคนในจวนต่างให้ความเคารพนับถือนาง มาวันนี้นางกลับถูกสั่งขังด้วยเรื่องลักขโมย จนต้องคุกเข่าอ้อนวอนเด็กสาวที่ตนไม่เคยเห็นหัวมาก่อน

               “เห็นแก่ที่ฮูหยินเคยสั่งเสียไว้ก่อนตาย ข้าเลยทะนุถนอมดูแลท่านเป็นอย่างดี ไม่คิดว่าพอหมดประโยชน์ จะถูกเขี่ยทิ้งแบบไม่ไยดีเช่นนี้!” หวังมามาตัดพ้อ

               ได้ยินอีกฝ่ายรำเลิกบุญคุณ กู้เยียนก็ได้แต่สมเพชตนเองที่ปล่อยให้บ่าวข้างกายยกเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นข้ออ้างยามอับจนอยู่เสมอ

               “จับสองแม่ลูกขังแยกกัน จากนั้นค่อยสอบสวนทีละคน ข้าต้องการรู้ว่าพวกเขาก่อเรื่องอะไรไว้บ้าง” นางกำชับหลานถิงอีกครั้งหลังจากหวังมามาและบุตรชายถูกนำตัวออกไปแล้ว

               แววตาเด็ดเดี่ยวราวกับคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมานานทำหลานถิงประหลาดใจไม่น้อย---เหตุใดหญิงสาวที่อ่อนต่อโลกเช่นนางจึงคิดเรื่องพวกนี้ได้ หรือจะเป็นเพราะอาการป่วย?

               สั่งการเสร็จเรียบร้อย กู้เยียนก็กลับห้องไปพักผ่อนต่อ

               ที่นั่น ชิงเฟิงสาวใช้ของนางได้เตรียมน้ำชา ผลไม้กวนซิ่งเหรินปิ่ง* บัวโหลวเกา** และขนมหวานอีกมากมายไว้ให้

               กู้เยียนที่เพิ่งจะฟื้นจากอาการป่วยยังคงอ่อนเพลียอยู่มาก นางละเลียดกินขนมและชาจากยอดอ่อนของต้นหยางเสี้ยนอย่างช้าๆจากนั้นก็สั่งให้สาวใช้ยกเก้าอี้มาวางที่ริมหน้าต่างเพื่อนั่งชมทิวทัศน์

               ทิศตะวันตกของจวนมีต้นไผ่ขึ้นเรียงราย สีเขียวของมันช่วยเสริมให้หินอ่อนแกะสลักรอบด้านดูโดดเด่นขึ้นจนบ้านเก่าแก่ล้าหลังกลับมีชีวิตชีวาอีกครั้ง

               แม้จะผ่านมาครึ่งวันแล้ว แต่กู้เยียนก็ยังรู้สึกราวกับตกอยู่ในความฝัน นางยังคงเป็นคุณหนูสามวัยสิบห้าปีแห่งจวนตระกูลกู้ ผู้มีบิดาคอยประคบประหงมราวกับไข่ในหิน

               กู้เยียนเผลอยิ้มออกมาอย่างมีความสุข หากนี่คือเรื่องจริง นางก็จะฉวยโอกาสนี้เปลี่ยนแปลงชีวิตไปในทางที่ดีขึ้นให้ได้

               “เที่ยงนี้คุณหนูอยากกินอะไรเจ้าคะ?” หยุนเฟิงที่เดินเข้ามาพอดีโพล่งขึ้น

               สุขภาพของกู้เยียนไม่สู้ดีมาตั้งแต่เด็ก เสนาบดีกู้จึงสั่งให้ทุกคนในโรงครัวพิถีพิถันกับอาหารของนางเป็นพิเศษ

               พอนึกถึงกลิ่นหอมของแกงขาหมูตุ๋นในวันที่เดินหิวโซอยู่บนถนน กู้เยียนก็ตอบกลับแบบไม่ลังเลว่า “ช่วยเตรียมขาหมูตุ๋นถั่วเหลืองให้ข้าด้วย”

               หยุนเฟิงขมวดคิ้วสงสัย “คุณหนูไม่ชอบกินของพวกนี้ไม่ใช่หรือเจ้าคะ?”

               กู้เยียนปรายตามองอีกฝ่าย “ข้าอยากลองกินอาหารที่ต่างจากเดิมบ้างไม่ได้รึ?”

               “ได้เจ้าค่ะ บ่าวจะไปสั่งให้เดี๋ยวนี้”

               “เอาผัดกากถั่วเหลืองมาจานหนึ่งด้วย”

               “คุณหนูอยากกินจริงๆ หรือเจ้าคะ?”

               กากถั่วเหลืองคือของเหลือจากการทำน้ำเต้าหู้หรือเต้าหู้ก้อน คนส่วนใหญ่ไม่นิยมรับประทานและมักจะเททิ้งมากกว่า อย่าว่าแต่คุณหนูในตระกูลสูงที่จะไม่กินของประเภทนี้ แม้แต่สาวใช้อย่างหยุนเฟิงก็ไม่คิดที่จะกินเช่นกัน แต่สำหรับกู้เยียน มันคือวัตถุดิบที่มักจะไปขอซื้อจากโรงงานเต้าหู้ด้วยเงินไม่กี่อีแปะเพื่อนำมาคลุกแป้งและทอดให้เฉินเยว่ที่ต้องอ่านหนังสือสอบอย่างหนักได้กิน ตลอดจนเก็บไว้ทำขนมให้เขารองท้องยามดึกอีกด้วย

               เฉินเยว่ชื่นชอบฝีมือการทำขนมของกู้เยียนมาก ทั้งยังบอกด้วยว่าขนมของนางเลิศรสกว่าใคร

               ได้ยินบทสนทนาของทั้งสอง ‘ชิงเฟิง’ ที่แก่กว่าหยุนเฟิงสองปีก็อดที่จะอมยิ้มไม่ได้ “คุณหนูเพิ่งหายจากอาการป่วยย่อมต้องอยากกินอาหารแปลกใหม่เป็นธรรมดา เจ้ารีบไปสั่งให้พ่อครัวทำเถอะ”

               หยุนเฟิงอายุเพียงสิบสามปีเท่านั้น เมื่อถูกพี่สาวสั่งนางจึงต้องรีบทำตาม

               กู้เยียนมองตามหยุนเฟิงที่เดินออกจากห้องและสวนกับ‘หลี่ฮูหยิน’ ที่หน้าเรือนหลังใหญ่พอดี

               หลังจากที่มารดาของนางเสียชีวิต เสนาบดีกู้ก็โศกเศร้าอย่างหนัก แต่เนื่องจากงานราชการที่ล้นมือทำให้เขาไม่มีเวลาจัดการเรื่องในบ้านและจำต้องแต่งงานกับคนที่ถูกจัดหามาให้นั่นก็คือสตรีนางนี้

               เสนาบดีกู้กังวลว่าภรรยาใหม่จะไม่ยอมเลี้ยงดูบุตรสาวของตน ทว่าหลี่ฮูหยินกลับผ่านการคัดเลือกที่หนักหน่วงมาได้ ซ้ำยังให้ความเคารพกู้เยียนและดูแลทุกอย่างในจวนแทนสามีได้เป็นอย่างดี

               หลายวันมานี้ กู้เยียนป่วยหนักจนล้มหมอนนอนเสื่อ หลี่ฮูหยินกังวลว่าเรื่องของหวังมามากับอนุโจวจะบานปลายจนไปรบกวนลูกเลี้ยงเข้า คาดไม่ถึงว่าสุดท้ายนางจะออกมาจัดการเรื่องนี้ด้วยตนเอง

               “ลำบากคุณหนูสามจนได้” หลี่ฮูหยินเดินเข้ามาในห้อง “อายุเท่านี้ก็สามารถจัดการปัญหาในจวนได้อย่างเฉียบขาดแล้ว ไม่แปลกที่ท่านพี่จะทั้งรักทั้งหวง” กล่าวจบก็ดันร่างของเด็กชายอายุเจ็ดขวบให้มายืนตรงหน้า “ต้องเอาอย่างพี่สาวให้ได้นะชิงเอ๋อร์”

               เด็กคนนี้คือบุตรชายของหลี่ฮูหยินกับบิดาของนาง ก่อนหน้านี้มารดาของกู้เยียนได้ให้กำเนิดบุตรสาว แต่ไม่นานก็เสียชีวิต ตั้งแต่นั้นมากู้ฮูหยินก็ไม่ตั้งครรภ์อีก พอเสนาบดีกู้อายุได้สามสิบสามปี
นางจึงขอให้เขาแต่งภรรยาอีกคนซึ่งก็คืออนุโจว และได้ให้กำเนิดกู้หยุนในเวลาต่อมา

               เมื่อมีทารกน้อยอยู่ในจวน บรรยากาศก็เต็มไปด้วยความปิติยินดี หลังจากนั้นไม่นานกู้ฮูหยินก็ตั้งครรภ์และให้กำเนิดกู้เยียน

               แม้นางจะเป็นเพียงบุตรสาว แต่ก็เป็นลูกที่เกิดจากภรรยาคนแรก เสนาบดีกู้จึงรักและทะนุถนอมนางอย่างมาก ทั้งยังไม่โหยหาที่จะมีบุตรชายไว้สืบสกุลอีกต่อไป

               ครั้นกู้ฮูหยินเสียชีวิตลง เขาจึงยอมแต่งงานกับหลี่ฮูหยิน เพื่อที่นางจะได้ช่วยดูแลกู้เยียนและคอยจัดการทุกอย่างภายในจวนแทนเขา ซึ่งหลี่ฮูหยินก็ได้ให้กำเนิดบุตรชายที่มีนามว่า ‘กู้ชิง’

               แม้เสนาบดีกู้จะดีใจที่ได้บุตรชาย ทว่าความเสียใจจากการสูญเสียภรรยาคนแรกก็ยังคงฝังลึกจนไม่อาจหลุดพ้นจากความทุกข์นี้ไปได้

               หลี่ฮูหยินประคบประหงมกู้ชิงจนเขากลายเป็นเด็กอ้วนท้วนสมบูรณ์ แต่กลับมีนิสัยขี้ขลาดอย่างมาก

               ด้วยรู้ว่าสามีไม่ชื่นชอบในตัวบุตรชาย หลี่ฮูหยินจึงไม่กล้าวางอำนาจในบ้าน ทั้งยังเจียมเนื้อเจียมตัวและให้เกียรติคุณหนูสามกว่าใคร

               กู้เยียนมองเด็กชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าด้วยความเอ็นดู ดวงตาของเขากลมโตไม่ต่างจากนาง ผิวพรรณผุดผ่อง ใบหน้าอิ่มเอิบ แต่กลับมีสีหน้าหวาดกลัวตลอดเวลา

               ก่อนที่ชะตาจะพลิกผันจนต้องกลายเป็นหญิงเร่ร่อน นางปฏิบัติต่อน้องชายคนนี้ด้วยความรักเสมอมา เพียงแต่ไม่ค่อยได้ใช้เวลาร่วมกันเนื่องจากเขาต้องเข้าเรียนทุกวัน ส่วนบิดาของนางก็ยุ่งอยู่แต่กับภารกิจทางราชการจนไม่มีเวลาได้ดูแลเขาอย่างใกล้ชิด

               แม้จะอายุแปดขวบแล้ว แต่กู้ชิงก็ไม่ฉายแววสง่างามเฉลียวฉลาด หรือกล้าหาญใดๆ ออกมา ซ้ำยังขี้กลัวจนน่าเป็นห่วง

               ตอนที่ตระกูลกู้ล่มสลาย หลี่ฮูหยินถูกลุงแท้ๆ บังคับให้แต่งงานใหม่ กู้เยียนยังคงจำสายตาอาลัยอาวรณ์ที่อีกฝ่ายมองนางยามต้องพลัดพรากจากกันได้อยู่

               กู้เยียนกุมมือน้องชาย ถามไถ่เรื่องความเป็นอยู่และการเรียนด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

               ยิ่งได้ฟังกู้ชิงเล่าเรื่องราวต่างๆ ด้วยความตั้งใจ นางก็ยิ่งเอ็นดูเขามากขึ้น

               “ชิงเอ๋อร์ เจ้าเก่งไม่เบาเลยนะ” กู้เยียนลูบศีรษะของอีกฝ่ายอย่างแผ่วเบา “หากท่านพ่อรู้จะต้องดีใจมากแน่ๆ”

               นัยน์ตาของกู้ชิงเปล่งประกาย “ท่านพ่อจะชอบข้าแล้วใช่ไหม?”

               หากเป็นกู้เยียนคนเดิม นางคงไม่สนใจแววตาที่เต็มไปด้วยความรักและปรารถนาจะเป็นที่ยอมรับของเขา แต่หลังจากผ่านโลกมามาก นางก็อดสงสารและเห็นใจน้องชายต่างมารดาคนนี้ไม่ได้

               “แน่นอนอยู่แล้ว วันที่ท่านพ่อกลับมาพี่จะพาเจ้าไปพบและเล่าเรื่องผลการเรียนของเจ้าให้ฟังดีหรือไม่?”

               สีหน้าของกู้ชิงดูสดใสขึ้น โดยเฉพาะแววตาที่ส่องประกายแห่งความหวัง

               หลี่ฮูหยินมองลูกเลี้ยงอย่างประหลาดใจ แม้อีกฝ่ายจะนิสัยดีไม่เย่อหยิ่งทระนงตน ทั้งๆ ที่ถูกตามใจอย่างหนัก แต่การที่นางหวังดีกับบุตรชายของตนถึงเพียงนี้ก็ทำให้หลี่ฮูหยินกระอักกระอ่วนไม่น้อย

6 ญาติในตระกูล(rewrite)

               กู้เยียนรู้สึกได้ถึงสายตาที่มองมา แต่ก็ไม่ได้กล่าวต่อและทำเพียงส่งยิ้มให้

               เพราะรู้ดีว่าหลี่ฮูหยินไม่ได้เป็นคนเลวร้าย อีกทั้งผู้เป็นบิดาจำต้องแต่งงานเพื่อประคับประคองครอบครัว นางจึงปฏิบัติต่อหลี่ฮูหยินด้วยความเคารพมาโดยตลอด

               ตอนที่เสนาบดีกู้ล้มป่วย หลี่ฮูหยินเฝ้าดูแลและปรนนิบัติเขาจวบจนวาระสุดท้าย ความทรงจำที่ดีรวมถึงความรู้สึกผิดที่ไม่ได้เลี้ยงดูแม่เลี้ยงคนนี้ยังคงติดอยู่ในใจของกู้เยียนเสมอมา

               กู้เยียนหยิบผลไม้ที่วางอยู่บนโต๊ะส่งให้กู้ชิง พอได้รับน้ำใจจากอีกฝ่ายเขาก็ลดความหวาดกลัวลงและเล่าเรื่องของตนให้นางฟังต่ออย่างสนุกสนาน

               จังหวะนั้น กู้หยุนในอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มก็เดินเข้ามาในห้องเพื่อขอบคุณกู้เยียนที่ช่วยจับโจรขโมยต่างหูให้

               หญิงสาวผมดำยาวสลวย จิตใจงดงาม และสุภาพเรียบร้อยผู้นี้ไม่ค่อยเป็นที่สนใจของผู้คนสักเท่าไหร่ พอถูกน้องสาวเชื้อเชิญให้นั่ง นางก็ทำตามอย่างว่าง่าย

               “ต้องขอโทษพี่รองด้วยที่คนของข้าแอบไปขโมยของในห้อง หลังจากสอบสวนเสร็จข้าจะให้หลานถิงพาแม่นมหวังและบุตรชายไปขอขมาโทษฐานที่ทำให้ท่านไม่สบายใจอยู่หลายวัน”

               กู้หยุนรู้ดีว่ากู้เยียนเคารพหวังมามาเพียงใด การจะสั่งให้นางมาขอขมาจึงเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจไม่น้อย

               เมื่อถึงเวลาอาหารกลางวัน หลี่ฮูหยินรีบลุกขึ้นเพื่อขอตัวกลับ แต่กู้ชิงไม่ยอม เพราะอยากนั่งคุยกับพี่สาวทั้งสองต่อ

               พิธีแต่งงานของกู้หยุนจะถูกจัดขึ้นช่วงฤดูใบไม้ผลิปีหน้าอนุโจวผู้เป็นแม่จึงง่วนอยู่กับการเตรียมชุดแต่งงานจนไม่มีเวลาสนใจนางเท่าที่ควร

               เห็นท่าทีของพี่สาว กู้เยียนจึงเอ่ยปากชวน “ช่วงที่ท่านพ่อไม่อยู่ พวกเจ้ามากินข้าวกลางวันกับข้าที่นี่ดีหรือไม่?”

               กู้ชิงปรบมือชอบใจ ส่วนกู้หยุนก็ตอบด้วยรอยยิ้มที่สดใสว่า“ข้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง เราสามพี่น้องควรสานสัมพันธ์กันเอาไว้”

               แม้จะไม่พอใจที่บุตรชายทำตัวสนิทสนมกับกู้เยียน แต่หลี่ฮูหยินก็เก็บอารมณ์และฝืนยิ้มออกไป “หลายวันมานี้สุขภาพของข้าไม่สู้ดีนัก หากต้องนำยามากินที่นี่ เกรงว่าห้องของคุณหนูจะตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นยา”

               “หากท่านแม่ต้องกลับไปกินยา ก็กลับไปก่อนเถอะ” กู้ชิงพูดแทรกขึ้น

               ได้ยินเช่นนี้ หลี่ฮูหยินก็ถลึงตาใส่บุตรชาย พร้อมกับขอตัวกลับเรือน

               กู้เยียนสั่งให้หยุนเฟิงไปจัดสำรับเพิ่ม และสั่งลู่ฉีให้ไปบอกป้าหนิวว่านางต้องการโต๊ะกินข้าวที่ใหญ่ขึ้น

               ขณะกำลังรับประทานอาหาร ขาหมูตุ๋นและผัดกากถั่วเหลืองตรงหน้าทำกู้หยุนสงสัยจนอดที่จะถามไม่ได้

               “น้องสาม สิ่งนี้คือ?”

               กู้เยียนหยิบช้อนขึ้นตักผัดกากถั่วเหลืองใส่ชามข้าวของกู้ชิง “เจ้าคงไม่เคยได้กิน ลองชิมดูหน่อยก็แล้วกัน”

               กู้ชิงตักผัดกากถั่วเหลืองใส่ปากอย่างระมัดระวัง แล้วก็พยักหน้าติดกันหลายครั้ง “อาหารจานนี้กลิ่นหอมเหมือนขนมถั่วเหลืองที่ข้าเคยกิน แต่อร่อยกว่ามาก”

               เห็นอีกฝ่ายชื่นชอบ กู้เยียนก็เริ่มเล่าที่มาที่ไปของมันให้ฟัง “กากถั่วเหลืองมีฤทธิ์เย็น ช่วยในการขับพิษ แก้ร้อนใน และห้ามเลือดได้ดี เมื่อเอามาทำเป็นอาหารคาวก็จะอร่อยไปอีกแบบ”

               กากถั่วเหลืองไม่เป็นที่นิยมก็เพราะเนื้อสัมผัสที่ค่อนข้างหยาบ ซ้ำรสชาติยังไม่อร่อยเหมือนวัตถุดิบอื่นๆ ทว่าพ่อครัวตระกูลกู้กลับผัดมันด้วยน้ำมันงาจนมีกลิ่นหอมและรสชาติละมุนลิ้นหาใดเปรียบ

               กู้ชิงที่ผ่านอาหารรสเลิศมามาก รู้สึกได้ถึงความโอชาที่แปลกใหม่ แต่ที่เขาไม่รู้ก็คือ สิ่งนี้สามารถใช้เพื่อลดน้ำหนักได้ด้วย

               กู้เยียนมองร่างเจ้าเนื้อของน้องชายด้วยความเอ็นดู “หากเจ้าชอบก็กินไปเถอะ แค่อย่าอ้วนไปกว่านี้เป็นพอ ไว้ตอนสิบขวบค่อยคิดเรื่องรักษารูปร่างกัน”

               หลังอาหารกลางวัน ‘ซานเหอ’ สาวใช้ของกู้ชิงก็มารับคุณชายของตนกลับเรือน

               ตอนแรกกู้ชิงอิดออดไม่ยอมกลับ แต่เมื่อพี่สาวไม่เอ่ยปากรั้ง เขาจึงยอมกลับแต่โดยดี

               ไม่นานหลังจากอีกฝ่ายกลับไป ลู่ฉีก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาในห้อง แต่แล้วก็ต้องชะงักเมื่อเห็นคุณหนูรองนั่งอยู่

               กู้หยุนที่รู้ตัวรีบลุกขึ้นจากเก้าอี้ แต่ถูกกู้เยียนห้ามไว้ “คนกันเองทั้งนั้น พี่รองไม่ต้องไปไหนหรอก”

               ท่าทีของผู้เป็นนายทำให้ลู่ฉีคลายกังวล นางรายงานว่า“เมื่อครู่พี่ชายของข้าได้ทำการซ้อนแผน โดยหลอกสองแม่ลูกว่าต่างฝ่ายต่างสารภาพหมดแล้ว บุตรชายของนางจึงยอมรับผิดและเล่าวีรกรรมของผู้เป็นแม่ให้ฟังจนหมดเปลือก เหลือเพียงแม่นมหวังเท่านั้นที่ยังไม่ยอมปริปาก” เล่าถึงตรงนี้ ลู่ฉีก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ “นอกจากต่างหูหยกของคุณหนูรองแล้ว แม่นมหวังยังขโมยเงินและเครื่องประดับของคุณหนูไปขายอีกด้วย แม้ข้าจะไม่เคยถูกตำหนิ แต่ก็โทษตนเองมาตลอดว่าเป็นคนสะเพร่า ทั้งยังไม่เคยคิดระแวงนางสักครั้ง!”

               กู้เยียนเดาเหตุการณ์ออกตั้งแต่แรก จึงไม่ได้มีท่าทีประหลาดใจ “ไปพาพวกเขามาพบข้า”

               “อย่ารุนแรงนักเลย อย่างไรแม่นมหวังก็เคยเลี้ยงดูเจ้ามา”กู้หยุนกล่าวเตือน ด้วยรู้ดีว่าผู้เป็นบิดาไว้ใจสาวใช้เพียงสองคน นั่นก็คือหวังมามาและ ‘หนานถิง’ มารดาของลู่ฉีซึ่งเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุ

               ตั้งแต่กู้ฮูหยินจากไป กู้เยียนก็ปฏิบัติกับหวังมามาไม่ต่างจากญาติผู้ใหญ่ ทว่าอีกฝ่ายกลับละโมบโลภมาก ขโมยเงินทองและข้าวของออกไปขายบ่อยครั้ง จนนางต้องแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น

               “พี่รอง ปลวกตัวเล็กๆ ยังสามารถทำลายบ้านทั้งหลังได้ แล้วตระกูลกู้ของเราจะปล่อยไพร่เลวให้ทำลายบ้านง่ายๆ งั้นหรือ?”

               การหายไปของต่างหูหยกนับเป็นเรื่องดีสำหรับกู้เยียน การตัดไฟตั้งแต่ต้นลมจะช่วยให้นางไม่ต้องเผชิญกับความยากลำบากในอนาคตอีก ทว่าตัวแปรสำคัญของเรื่องนี้หาใช่หวังมามา แต่คือบุตรชายของนางมากกว่า

               อีกไม่นาน เขาจะถูกบังคับให้ขโมยเอกสารสำคัญในห้องทำงานของเสนาบดีกู้แทนการใช้หนี้ จากนั้นเอกสารฉบับนี้ก็จะตกไปอยู่ในมือของแม่ทัพเลวคนหนึ่ง

               หลังจากเอกสารถูกปลอมแปลงเนื้อความและนำไปกราบทูลฮ่องเต้ บิดาของกู้เยียนก็ถูกปลดออกจากราชการ การที่หวังมามาต้องขโมยของทั้งหมดแล้วหลบหนีไป ก็เพราะกลัวจะถูกเปิดโปงนั่นเอง

               พอถูกนำตัวเข้ามาในห้อง หวังมามาก็ทรุดตัวลงคุกเข่าต่อหน้ากู้เยียน “ข้าขอรับผิดทั้งหมด หากคุณหนูจะเห็นแก่ความสัมพันธ์ที่ผ่านมาและอภัยให้สักครั้ง ข้าจักไม่ลืมบุญคุณ เป็นเพราะขาดการอบรมสั่งสอน เขาจึงติดการพนันอย่างหนักจนถูกทวงหนี้ด้วยการขู่จะตัดแขนตัดขา ด้วยกลัวว่าจะสูญเสียบุตรชาย ข้าจึงตัดสินใจก่อเรื่องทั้งหมดขึ้น” นางสารภาพทั้งน้ำตา

               กู้เยียนนิ่งมองหญิงชราที่นั่งร้องไห้สะอึกสะอื้นพลางย้อนคิดถึงอดีตที่มีร่วมกัน ไม่ว่านางจะดีกับอีกฝ่ายเพียงใด แต่สุดท้ายก็ถูกหักหลังจนชีวิตต้องดิ่งลงเหว

               หวังมามาคือคนเดียวที่ขโมยความหวังสุดท้ายของกู้เยียนไป คนที่คิดถึงแต่ตนเองจนไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้อื่น แล้วนางจะต้องเห็นใจสตรีผู้นี้ด้วยหรือ?

               กู้เยียนหยิบตั๋วจำนำขึ้นอ่านด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “แม่นมรู้กฎของตระกูลดีแล้วใช่หรือไม่?”

               ประโยคนี้ทำหวังมามาหน้าถอดสี “เจ้าค่ะคุณหนู”

               กฎที่ว่านี้ถูกตั้งขึ้นโดยเสนาบดีกู้ ทุกคนในจวนยกเว้นกู้เยียนและหวังมามาจำต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

               กู้หยุนแอบขมวดคิ้วกับเหตุการณ์ตรงหน้า ด้วยคิดไม่ถึงว่าน้องสาวที่เคยอ่อนหวานเรียบร้อยจะกล้าเด็ดขาดกับผู้เป็นแม่นมเช่นนี้

               “เรียกป้าหยามาที่นี่หรือยัง?” กู้เยียนหันไปถามลู่ฉี

               “นางรออยู่หน้าห้องแล้วเจ้าค่ะ”

               กู้เยียนยกชาขึ้นจิบอย่างใจเย็น “พาแม่นมหวังกับบุตรชายไปพบป้าหยา บอกนางด้วยว่าที่ข้าต้องขายสองคนนี้ก็เพราะชอบลักขโมย เจ้านายใหม่ของพวกเขาจะได้ระมัดระวังตัว”

               หวังมามาเบิกตาโพลงด้วยความตกใจ “ทำไมคุณหนูถึงใจดำเพียงนี้!” กล่าวจบก็พยายามตะกายมือไปจับขาของกู้เยียน “คุณหนูจะทำแบบนี้กับข้าไม่ได้! ลืมไปแล้วหรือว่า...”

               ลู่ฉีรีบเข้ามาฉุดกระชากลากถูหวังมามาออกไป

               กู้เยียนยืนมองอย่างสลดหดหู่ นางรู้สึกสะเทือนใจที่คนเก่าคนแก่ถูกขับไล่และถูกขายเยี่ยงแรงงานชั้นต่ำในวัยชราเช่นนี้

               “พี่รอง ข้าเห็นว่าท่านพ่อมีภารกิจมากมาย ส่วนท่านแม่ก็ไม่ค่อยแข็งแรง ทั้งยังไม่เก่งเรื่องการจัดการอีก จึงอยากจะนำกฎระเบียบที่ท่านพ่อเคยตั้งไว้มาบังคับใช้เท่านั้น หากคนในบ้านไม่ซื่อสัตย์ เราก็ไม่ควรปล่อยไว้ การเชือดไก่ให้ลิงดูจะทำให้จวนของเราสงบสุขไปอีกนาน ไม่ว่าใครก็ไม่กล้าก่อเรื่องขึ้นอีก” กู้เยียนอธิบาย

               กู้หยุนพยักหน้าเข้าใจ “น้องสามช่างรอบคอบเหลือเกิน”

               หลังจากจัดการกับหวังมามาและส่งกู้หยุนกลับเรือนเรียบร้อยแล้ว กู้เยียนก็นั่งชมทิวทัศน์ที่ข้างหน้าต่างต่อ

               ภาพของบ่าวไพร่ที่ช่วยกันทำงานอย่างขยันขันแข็งทำนางอมยิ้มอย่างมีความสุข สักพักจึงหันไปสั่งลู่ฉีให้ตามชิงเฟิงมาพบ

               แม้ลู่ฉีจะเกิดและเติบโตในจวนตระกูลกู้ ทั้งยังเป็นสาวใช้คนสนิทของกู้เยียน ทว่านิสัยที่ไม่รอบคอบก็ทำให้ชิงเฟิงต้องรับหน้าที่ดูแลทรัพย์สินของผู้เป็นนายแทนหวังมามา

               เมื่อทุกอย่างลงตัว กู้เยียนก็เริ่มรู้สึกหิว “ขาหมูตุ๋นเมื่อตอนกลางวันยังมีอยู่หรือไม่? ข้าอยากจะกินต่อสักหน่อย”

               “ข้าตั้งใจเก็บไว้ให้คุณหนูโดยเฉพาะเลยเจ้าค่ะ” ชิงเฟิงตอบด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

7 จุดจบไพร่เลว(rewrite)

               ขาหมูที่ถูกตุ๋นจนหนังกลายเป็นสีแดงใสถูกยกเข้ามาวางบนโต๊ะ กู้เยียนรีบคว้าตะเกียบขึ้นจัดการอาหารตรงหน้าอย่างเอร็ดอร่อย จนหยุนเฟิงที่ยืนมองอยู่มีอาการงุนงง

               หลังจากกินขาหมูหมดไปหนึ่งท่อน นางก็หยิบผ้าขึ้นเช็ดปาก “เจ้ารู้หรือไม่ ขาหมูที่แสนจะธรรมดานี้ไม่ต่างจากยาบำรุงโลหิตนอกจากเลือดจะไหลเวียนดีจนผิวพรรณผ่องใสแล้ว มันยังช่วยให้เอวและเท้าแข็งแรงอีกด้วย”

               ความรู้เหล่านี้ กู้เยียนได้มาช่วงที่ต้องไปใช้แรงงานในบ้านของหมอชราท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการปรับสมดุลในร่างกายมนุษย์

               พอเห็นว่านางอ่านออกเขียนได้ หมอท่านนี้ก็มอบหมายงานคัดลอกหนังสือให้ จนนางมีโอกาสได้ศึกษาหาความรู้จากตำราเหล่านั้นถึงสองปี

               กู้เยียนบรรจงเช็ดมือด้วยสีหน้าพึงพอใจ ก่อนจะหันไปสั่งชิงเฟิงว่า “ไปบอกพ่อครัว ว่าข้าต้องการกินอาหารที่ทำจากขาหมูทุกวัน”

               ที่กล้าสั่งเช่นนี้ ก็เพราะนางมั่นใจในฝีมือของพ่อครัวตระกูลกู้ ว่าเขาจะสามารถนำขาหมูมาประกอบอาหารได้มากกว่าร้อยชนิดอย่างแน่นอน

               แม้จะรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลง แต่ชิงเฟิงก็ไม่ซักไซ้และทำตามอย่างว่าง่าย

               ตั้งแต่นั้นมา กู้เยียนก็ได้กินขาหมูตุ๋นอย่างที่ต้องการทุกวัน บรรดาสาวใช้เริ่มจะเคยชินกับความชอบของนาง โดยเฉพาะ ‘ลุงซุน’ พ่อครัวตระกูลกู้ที่พยายามนำขาหมูมาประกอบอาหารหลากหลายรายการให้ได้ชิม

               ช่วงที่ล้มป่วย กู้เยียนหยุดพักการเรียนที่สำนักบัณฑิตหญิงเป็นเวลาหนึ่งเดือน ซึ่งก็ใกล้ที่จะครบกำหนดแล้ว เวลาว่างส่วนใหญ่ของนางจึงต้องใช้ไปกับการอ่านและเขียนหนังสือเพื่อทบทวนความรู้

               ราชวงศ์ต้าจาวมีการก่อตั้งสำนักบัณฑิตชายและหญิงสำหรับบุตรหลานของเชื้อพระวงศ์โดยตรง แต่หากลูกหลานของขุนนางระดับห้าขึ้นไปต้องการที่จะเข้าเรียนก็สามารถยื่นเรื่องขอสอบคัดเลือกได้

               กู้เยียนสามารถสอบเข้าที่นี่ได้ตั้งแต่อายุเจ็ดขวบ นอกจากจะฉลาดเฉลียวนางยังได้รับการยกย่องว่าเป็นสาวงามประจำสำนักอีกด้วย

               ต่างจากกู้หยุนที่ยังสอบไม่ผ่านสักครั้ง แม้จะพยายามมานานกว่าสามปี สุดท้ายก็ล้มเลิกความตั้งใจและเรียนกับอาจารย์ที่บิดาหามาให้แทน พออายุสิบสามปีนางก็เลิกเรียนเพราะต้องเข้าสู่พิธีหมั้นหมายตามกำหนด

               แม้เสนาบดีกู้จะรักกู้เยียนมากกว่าใคร แต่ก็แอบคาดหวังว่าบุตรชายคนเดียวของตระกูลจะสามารถสอบเข้าสำนักแห่งนี้ได้เช่นกัน

ด้วยเหตุนี้ กู้เยียนจึงใส่ใจที่จะสอบถามเกี่ยวกับการเรียนของน้องชายต่างมารดาเป็นพิเศษ ทั้งยังชอบหาหนังสือไปให้เขาอ่านอีกด้วย

               กู้ชิงชื่นชอบพี่สาวคนนี้มาก โดยเฉพาะเสียงไพเราะอ่อนหวานที่ต่างจากมารดาผู้เคร่งครัดในกฎระเบียบของเขา

               “พี่สาม ข้าบังเอิญได้ยินชาวบ้านพูดถึงความโหดร้ายและจองหองของท่านเมื่อครั้งลงโทษแม่นมหวัง” กู้ชิงกระซิบกระซาบ“แต่ข้ากลับไม่รู้สึกเช่นนั้น เพราะพี่สามใจดีที่สุดเลย”

               เด็กชายอายุเจ็ดขวบที่สวมหมวกประดับหยกชั้นดีไว้บนศีรษะเล่าด้วยแววตาใสซื่อ ความจริงใจของเขาทำกู้เยียนอดที่จะเอ็นดูไม่ได้

               “การแสดงออกของคนเราขึ้นอยู่กับคนที่ต้องปฏิบัติด้วยต่างหากล่ะ” นางกุมมือน้องชายด้วยความรักใคร่ “ด้วยความที่ท่านพ่อเป็นถึงขุนนางชั้นสูง ไม่แปลกที่ผู้คนจะมองเราว่าเย่อหยิ่ง แต่ใช่ว่าเราจะต้องเป็นคนแบบนั้น บทบาทของเราต่างหากที่ทำให้พวกเขาเข้าใจผิดและคิดในแง่ร้ายกันไปเอง”

               กู้ชิงพยักหน้าและเริ่มเล่าต่อ “หลายวันก่อน ข้ากับท่านแม่ไปเยี่ยมท่านยายด้วยกัน ญาติชายของข้าบอกว่าข้าเป็นคนเย่อหยิ่งเพียงเพราะมีสาวใช้คอยตามปรนนิบัติ ทั้งๆ ที่มันไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลย”

               “นั่นก็เพราะเขาไม่ใช่สายเลือดเดียวกันเหมือนอย่างเราสองคนที่มีบิดาคนเดียวกัน กินข้าวหม้อเดียวกัน เติบโตมาด้วยกัน และได้รับการอบรมสั่งสอนแบบเดียวกันไงล่ะ” กู้เยียนอธิบาย “บนโลกใบนี้มีความสัมพันธ์ที่หลากหลาย แต่ความสัมพันธ์ฉันมารดา บิดา บุตร และพี่น้อง ที่แม้จะต้องพลัดพรากจากกัน ก็จะไม่มีวันเลิกราเฉกเช่นความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยาหรือมิตรสหาย เพราะสายเลือดจะเชื่อมโยงพวกเราให้เกื้อกูลและห่วงหากันชั่วนิรันดร์”

               เห็นอีกฝ่ายนิ่งฟังอย่างตั้งใจ กู้เยียนจึงอธิบายต่อ “ที่ท่านพ่อไม่มีเวลาใส่ใจเจ้าก็เพราะติดภารกิจของบ้านเมือง เจ้าในฐานะผู้สืบทอดตระกูลควรแบ่งเบาภาระท่านด้วยการดูแลทุกคนในจวนให้ดีที่สุด เข้าใจหรือไม่?”

               กู้ชิงไม่ค่อยได้รับการอบรมสั่งสอนด้วยเหตุผลจากหลี่ฮูหยินซึ่งเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดามาก่อน ทั้งนางยังชอบพูดให้เขารู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจอยู่บ่อยครั้ง พอได้ยินคำพูดของพี่สาว แววตาบริสุทธิ์ของเขาก็รื้นไปด้วยน้ำตา

               “เราสองคนเป็นพี่น้องและเป็นลูกของท่านพ่อเหมือนกัน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ข้าสัญญาว่าจะดูแลท่านและทุกคนที่นี่ให้ดีที่สุด” เขาเอ่ยคำสัญญา

               หลังจากวันนั้น นางและน้องชายต่างมารดาผู้นี้ก็สนิทสนมกันมากขึ้น โดยกู้ชิงจะแวะเยี่ยมกู้เยียนที่เรือนเกือบทุกวัน ส่วนกู้เยียนก็ช่วยสอนหนังสือให้เขาอย่างตั้งอกตั้งใจ

               หลี่ฮูหยินเฝ้าสังเกตการณ์อย่างไม่สบอารมณ์ และไม่ว่านางจะพูดจาให้ร้ายกู้เยียนอย่างไร กู้ชิงก็ไม่ลดความชื่นชอบในตัวพี่สาวคนนี้เลย

               “พี่สามทั้งถ่ายทอดความรู้ ทั้งสอนการใช้ชีวิตให้กับข้า เหตุใดท่านแม่ต้องให้ร้ายนางด้วย?”

               แววตาใสซื่อบริสุทธิ์ของบุตรชายทำหลี่ฮูหยินไม่พอใจกู้เยียนมากขึ้นกว่าเดิม

               จังหวะนั้น เด็กรับใช้ที่ถูกส่งมาจากนอกเมืองก็เข้ามารายงานเกี่ยวกับชัยชนะของแคว้นต้าจาวต่อชนเผ่าเป่ยตี๋ โดยเสนาบดีกู้กำลังเดินทางกลับเมืองเยี่ยนจิงพร้อมกับฉีอ๋องและบรรดาแม่ทัพ

               กู้เยียนดีใจอย่างมากที่บิดากำลังจะกลับบ้านหลังจากไม่ได้เจอกันนานหลายปี ทั้งยังกลับมาในช่วงที่นางยังเป็นสาวอีกด้วย

               ในตอนนั้น เสนาบดีกู้ดูแลประคบประหงมบุตรสาวคนนี้ดังไข่ในหิน หากเขารู้ว่าสิบปีให้หลังนางจะต้องไปตกระกำลำบาก เขาจะเจ็บปวดเพียงใด

               กู้เยียนออกมายืนรอผู้เป็นบิดาพร้อมกับหลี่ฮูหยิน ผ่านไปครู่ใหญ่ เสียงฝีเท้าของม้าก็ดังขึ้นพร้อมกับเสียงสนทนา จากนั้นเสนาบดีกู้ในวัยห้าสิบปีก็เดินลงจากเกี้ยวด้วยท่าทางสุขุม แววตาสงบนิ่ง ชุดขุนนางพลิ้วไหวไปตามจังหวะการเดิน

               การออกรบครั้งนี้ใช้เวลาร่วมเดือน แม้จะรู้ว่าบุตรสาวอันเป็นที่รักล้มป่วยตอนที่ต้องจากไปทำภารกิจ แต่เขาก็ไม่สะเทือนใจเท่ากับครั้งที่กู้ฮูหยินเสียชีวิต

               พอได้พบกัน กู้เยียนที่น้ำตานองหน้าก็โผเข้ากอดบิดาด้วยความคิดถึง

               “เกิดอะไรขึ้น มีใครรังแกเจ้าหรือ?” เขากอดบุตรสาวด้วยฝ่ามือแข็งแกร่งแสนอบอุ่น “เหตุใดจึงผอมได้ขนาดนี้ แล้วหายดีหรือยัง?”

               กู้เยียนยิ้มทั้งน้ำตา “ไม่ได้ถูกใครรังแกหรอกเจ้าค่ะ ข้าเพียงคิดถึงท่านมากราวกับจากกันนานชั่วชีวิต”

               “คุณหนูสามช่างเป็นเด็กกตัญญูเหลือเกินนะเจ้าคะ” หลี่ฮูหยินพูดแทรกขึ้น

               จังหวะนั้น เสนาบดีกู้หันมองบุตรชายคนเดียวที่ยืนเก้ๆ กังๆ อยู่ เมื่อเห็นว่ากู้ชิงยังคงมีรูปร่างอวบอ้วน เขาก็ชักสีหน้าและชวนกู้เยียนเข้าบ้าน

               ที่ห้องโถงใหญ่ พ่อครัวและบรรดาสาวใช้รีบยกสำรับออกมาจัดวาง พอกู้หยุนมาถึง ทุกคนก็ลงมือรับประทานอาหารกลางวันพร้อมกัน

               บรรยากาศผ่านไปอย่างเงียบเชียบ พอกินเสร็จก็พากันแยกย้าย โดยเสนาบดีกู้ตรงไปยังห้องหนังสือเพื่อสะสางงานต่อ

               ตอนแรกกู้เยียนคิดอยากจะกลับห้องไปพักผ่อน ทว่าถูกหลานถิงตามให้ไปพบกับผู้เป็นบิดาที่ห้องหนังสือเสียก่อน

               ห้องหนังสือแห่งนี้คือสถานที่ที่เสนาบดีกู้โปรดปรานที่สุดในห้องประดับด้วยภาพทิวทัศน์ ภูเขา แม่น้ำ ดอกไม้ และภาพวาดอักษรจีนที่มีลายเส้นคมชัดหนักแน่นอย่าง ‘ฟังเสียงไก่ ร่ายเพลงดาบ’ ของเสนาบดีกู้ ซึ่งกล่าวถึงบุคคลที่พร้อมจะพลีชีพเพื่อชาติเสมอ

               เสนาบดีกู้นั่งมองบุตรสาวอยู่ที่ข้างหน้าต่างไม้ชิงชัน ในมือถือหนังสือโบราณไว้เล่มหนึ่ง “เหตุใดจึงมองภาพวาดอักษรจีนของพ่อราวกับไม่เคยเห็นมาก่อน?”

               กู้เยียนหันไปส่งยิ้ม “ข้าจ้องมันเพราะคิดถึงท่านมากต่างหาก”

               เสนาบดีกู้เลิกคิ้วพลางกวาดตาสำรวจบุตรสาว “เกิดอะไรขึ้นตอนที่พ่อไม่อยู่บ้าน?” ด้วยท่าทางที่เปลี่ยนไป รวมถึงการขับไล่หวังมามาออกจากจวน ทำเขาอดที่จะถามไม่ได้ “เจ้าถูกใครรังแก
หรือเปล่า?”

               กู้เยียนกลัวอีกฝ่ายจะเข้าใจผิดจึงรีบโผเข้าไปกอดแขน “ไม่ได้ถูกใครรังแกเจ้าค่ะ ข้าเพียงคิดได้เท่านั้น”

               “คิดได้? เรื่องอะไร?”

               กู้เยียนจ้องตาผู้เป็นบิดา ในใจพยายามคิดหาคำตอบที่สมเหตุสมผล---หากข้าเล่าเรื่องเมื่อชาติที่แล้วให้ฟัง ท่านพ่อจะต้องเป็นกังวลอย่างแน่นอน

               พอนึกคำตอบที่เหมาะสมได้ นางก็อมยิ้มและถอนหายใจออกมาเบาๆ “ข้าบังเอิญฝันประหลาดช่วงที่ป่วยหนักเจ้าค่ะ”

               “ฝันว่าอะไรรึ?” เสนาบดีกู้เลิกคิ้วถาม

               “ข้าฝันว่าต้องจากบ้าน จากท่านพ่อไปตกระกำลำบากเพียงลำพังนานหลายปี”

               เสนาบดีกู้เดินมากุมมือกู้เยียนด้วยความห่วงใย “แล้วอย่างไรต่อ?”

               กู้เยียนก้มมองมือของบิดา พร้อมกับเอ่ยอย่างแผ่วเบา “ในฝันข้าถูกแม่นมหวังหักหลังและขโมยทรัพย์สินไปจนหมด ไม่นานหลังจากนั้นตระกูลกู้ก็ล่มสลาย สุดท้ายท่านพ่อก็ถูกปลดออกจากราชการ”

               มือของเสนาบดีกู้สั่นเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ ปล่อยมือบุตรสาวด้วยแววตาเคร่งเครียด “เกิดอะไรขึ้นอีก?”

               แม้จะรู้สึกถึงความกังวลของอีกฝ่าย แต่นางก็ตัดสินใจเล่าต่อ “ข้าตื่นนอนด้วยความรู้สึกหวาดระแวง พอดีกับที่ตรวจสอบพบว่าแม่นมหวังขโมยต่างหูหยกของพี่รองไปจึงได้ทำการขับไล่ออกจากจวน”

               เสนาบดีกู้ถอนหายใจออกมาเบาๆ คิ้วเข้มขมวดเป็นปม นัยน์ตาจับจ้องบุตรสาว “พ่อเองก็ฝันแบบเดียวกัน ในนั้นพ่อเห็นเจ้าเดินฝ่าลมหนาวบนถนนที่ไร้ผู้คน พยายามตะโกนเรียกเท่าไหร่เจ้าก็
ไม่ได้ยิน สุดท้ายก็เดินหายไป”

ความรักของพ่อ(rewrite)

               กู้เยียนตกใจและรีบถามกลับ “ในฝันของท่านพ่อ ข้ามีสภาพเป็นเช่นไร?”

               เสนาบดีกู้ขมวดคิ้ว “เจ้าใส่เสื้อผ้าเก่าซอมซ่อ ร่างกายซูบผอม หน้าตามอมแมม แม้จะไม่เห็นหน้าแบบชัดๆ แต่แผ่นหลังและท่าเดินของเจ้าก็ทำให้พ่อมั่นใจแล้ว”

               กู้เยียนนิ่งคิด สักพักก็นึกขึ้นได้ว่านั่นคือตัวนางในวันที่ถูกเฉินเยว่ปฏิเสธอย่างไม่ไยดี

               นางร้องไห้และโผเข้ากอดผู้เป็นบิดาด้วยความอัดอั้นตันใจ “ท่านพ่อ... ข้า.. ข้า...” ริมฝีปากสวยได้รูปสีกุหลาบสั่นระริก มีคำพูดมากมายที่กู้เยียนอยากจะเปล่งออกมา แต่ก็จำใจกลืนลงคอไป

               เสนาบดีกู้ลูบหลังบุตรสาวเบาๆ “แม้ความฝันจะดูเหมือนจริง แต่ก็เป็นเพียงความฝัน ไม่มีทางเกิดขึ้นได้หรอก”

               แม้จะเอ่ยแบบไม่ยินดียินร้าย แต่ในใจของเขากลับหนาวเหน็บ ฝันที่ดูเหมือนจริงนี้สร้างความวิตกให้กับเสนาบดีกู้จนไม่กล้าจะทอดทิ้งบุตรสาวไปไหนอีก ยิ่งได้ยินนางเล่าเกี่ยวกับความฝันที่เหมือนกันอย่างน่าประหลาด เขาก็ยิ่งกังวลมากขึ้น

               เสนาบดีกู้ไม่ได้คิดเรื่องการกลับชาติมาเกิด เขาเพียงรู้สึกถึงลางบอกเหตุที่อาจเป็นคำเตือนจากสวรรค์ให้พวกเขาระมัดระวังตัว เพื่อจะได้ไม่ต้องพบจุดจบที่เลวร้ายเฉกเช่นในฝัน

               กู้เยียนสะอึกสะอื้นอย่างหนักในอ้อมกอดของบิดา หลังจากได้ระบายความอัดอั้นตันใจ นางก็ผ่อนคลายลงและชวนอีกฝ่ายสนทนาเรื่องในบ้านต่อ

               “ท่านพ่อเจ้าคะ ความฝันนั้นทำให้ข้าคิดอะไรบางอย่างได้”

               เสนาบดีกู้พยักหน้า “ว่ามา”

               “ประการแรก หลี่ฮูหยินไม่เชี่ยวชาญเรื่องการจัดการในบ้าน ซ้ำยังหย่อนยานเรื่องกฎระเบียบจนบ่าวไพร่ไม่เคารพยำเกรง ประการที่สอง เราควรใส่ใจกู้ชิงซึ่งเป็นผู้สืบทอดเพียงคนเดียวด้วยการให้เขาเรียนรู้วิชาข้างกายท่านพ่อมากกว่าจะปล่อยไว้กับหลี่ฮูหยิน”

               แม้รู้ดีว่าไม่สมควรกล่าวถึงหลี่ฮูหยินผู้ที่เป็นมารดาเลี้ยงด้วยถ้อยคำเช่นนี้ ทว่าความอ่อนแอของอีกฝ่ายก็ทำให้กู้เยียนอดเป็นห่วงบ้านและน้องชายที่เป็นความหวังของตระกูลไม่ได้

               “ปีนี้ชิงเอ๋อร์อายุได้เจ็ดขวบแล้ว แม้จะปูพื้นฐานด้านการเรียนมานานกว่าสามปี แต่หลังจากที่ข้าได้ลองประเมินความรู้ความสามารถของเขากลับพบว่ายังอ่อนอยู่มาก หากจะสอบแข่งขันเพื่อเข้าสำนักบัณฑิตชายคงเป็นไปได้ยาก”

               เสนาบดีกู้ถอนหายใจเฮือกใหญ่ “เจ้ามีอะไรจะเสนออีกหรือไม่?”

               “ยังมีเรื่องในราชสำนักอีกเจ้าค่ะ หากข้าเผลอล่วงเกินหรือก้าวก่าย ท่านพ่อได้โปรดตักเตือนด้วย”

               เสนาบดีกู้พยักหน้าแทนการอนุญาต

               “ท่านพ่อทำงานให้ราชสำนักต้าจาวด้วยความซื่อสัตย์และจงรักภักดีมานานหลายปี มีสหายมากมายในทุกแวดวง แม้แต่อำนาจในมือของแม่ทัพใหญ่ก็ไม่อาจเทียบเท่าท่านได้ ส่วนเสนาบดีฝ่ายขวาอย่าง ‘เป๋ารุ่ยตง’ ก็เป็นคนเถรตรงและโผงผางเสียจนสร้างศัตรูไปทั่ว” กู้เยียนก้มหน้าซ่อนแววตากังวล “เช่นนี้ ท่านเคยคิดแผนการเพื่อเตรียมรับมือกับยศถาบรรดาศักดิ์และอำนาจที่มีบ้างหรือไม่เจ้าคะ?”

               แม้นางจะเป็นศิษย์ของสำนักบัณฑิตหญิง แต่ก็ไม่เคยสนใจเรื่องการเมืองถึงขนาดต้องนำมาถกกับผู้เป็นบิดา

               เสนาบดีกู้เลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ นัยน์ตาจับจ้องดวงตาของอีกฝ่ายราวกับจะค้นหาความจริง “ที่เจ้าพูดคือสิ่งที่พ่อคิดมานานแล้วเช่นกัน” หลังจากจิบชาที่กู้เยียนส่งให้ เขาก็พูดขึ้นต่อ“หลายปีที่ผ่านมา พ่อมัวแต่วุ่นวายกับภารกิจของราชสำนักจนละเลยเรื่องในบ้าน ทำให้ทุกคนต้องอยู่อย่างไม่เป็นสุขเช่นนี้”

               กู้เยียนเม้มปากแน่นด้วยรู้ดีว่าผู้เป็นบิดาไม่ได้บกพร่องอะไร เพียงแต่ต้องการให้เกียรติมารดาของนางในฐานะฮูหยินใหญ่เท่านั้น ครั้นอีกฝ่ายเสียชีวิตลง เขาจึงไม่มีอารมณ์จะสนใจเรื่องในบ้านยกเว้นเรื่องของนาง

               นัยน์ตาของเสนาบดีกู้ฉายแววสะเทือนใจ “ตอนแรกพ่ออยากให้เจ้าแต่งงานกับรัชทายาทเพื่อจะได้ขึ้นเป็นฮองเฮา” เขายกมือขึ้นลูบเครา

               “แล้วตอนนี้ล่ะเจ้าคะ?”

               ที่นางต้องถาม เพราะหากเขามีความคิดเช่นนี้จริงๆ ก็เท่ากับประเมินฮ่องเต้องค์ปัจจุบันต่ำเกินไป

               แม้พระองค์จะมีพระชนมายุที่ค่อนข้างมาก ทั้งยังมอบหมายงานส่วนใหญ่ให้เสนาบดีกู้ทำแทน ทว่าราชสีห์ก็คือราชสีห์ ถึงจะแกล้งปิดหูปิดตา แต่ก็ยังน่ายำเกรงอยู่ดี

               บิดาของนางหลงคิดไปว่าตนคือเสาหลักเพียงหนึ่งเดียวของราชสำนัก และคงจะเป็นเช่นนี้จวบจนวันที่รัชทายาทได้ขึ้นครองบัลลังก์

               เมื่อรู้ถึงความคาดหวังของอีกฝ่าย ฮ่องเต้จึงเสนอตำแหน่งพระชายาให้กับกู้เยียนในวัยสิบหกปี แต่เพราะเป็นคนจิตใจโลเล พระองค์จึงตระบัดสัตย์ด้วยการให้รัชทายาทเข้าพิธีอภิเษกสมรสกับสตรีอีกนาง

               เพื่อไม่ให้เป็นการเสียหน้า เสนาบดีกู้จำใจยกบุตรสาวสุดที่รักให้แต่งกับบุตรชายคนที่สองของ ‘จิ้นเจียงโหว’ นามว่าเฉินฉงฮุย

               หลังจากทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้น กู้เยียนก็อดที่จะมองใบหน้าของผู้เป็นบิดาไม่ได้ บุรุษผู้นี้อายุสี่สิบแปดปี แต่กลับเหมือนคนอายุสามสิบปลายๆ ซ้ำยังมีริ้วรอยแค่ตรงหางตาเท่านั้น

               ประสบการณ์ในราชสำนักสอนเขาให้เป็นคนเก็บอารมณ์และสีหน้าได้ดี จนผู้ที่สนทนาด้วยไม่อาจคาดเดาความคิดได้

               “ท่านพ่อ...” นางเอ่ยเสียงพร่า

               “วันก่อน พ่อคิดจะเข้าวังเพื่อทูลถามฝ่าบาทเกี่ยวกับพิธีอภิเษกสมรสของเจ้ากับรัชทายาท แต่วันนี้พ่อกลับไม่มั่นใจ” เสนาบดีกู้ถอนหายใจเฮือกใหญ่ “แม้พ่อจะมีฐานอำนาจที่เข้มแข็งในราชสำนัก แต่ความฝันนั้นก็ทำให้พ่อฉุกคิด จากที่เคยศึกษาประวัติศาสตร์ ขุนนางที่มีอำนาจล้นฟ้ามักมีจุดจบที่น่าอนาถ ซ้ำยังนำภัยมาสู่ครอบครัว สิ่งนี้ทำให้พ่อเลิกคิดถึงแต่ความก้าวหน้าและยึดอนาคตของเจ้าเป็นหลัก”

               “ใช่แล้วเจ้าค่ะ คนเราควรต้องกล้าถอยในยามคับขัน”

               “เจ้าว่าพ่อควรทำอย่างไรต่อ?” เสนาบดีกู้เลิกคิ้วถาม

               กู้เยียนตอบกลับอย่างมั่นใจ “ประการแรก เราควรตั้งกฎระเบียบขึ้นใหม่ เพื่อที่ไพร่เลวจะได้ไม่ทำตัวเป็นปลวกร้ายทำลายบ้านประการที่สอง ต้องปลูกฝังความรู้และคุณธรรมให้ชิงเอ๋อร์มากกว่านี้ เพื่อที่ท่านพ่อและตระกูลกู้จะได้ไม่เสื่อมเสียชื่อเสียง”

               เสนาบดีกู้มองบุตรสาวด้วยแววตาชื่นชม

               “ประการที่สาม ตระกูลของเราไม่ควรยึดติดกับยศถาบรรดาศักดิ์ หากจำเป็นต้องสละอำนาจก็ควรทำ”

               “สละอำนาจอย่างนั้นรึ?” เสนาบดีกู้เริ่มไม่เห็นด้วย “นี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ พ่อคิดว่าเราควรนั่งดูสถานการณ์อย่างระแวดระวังมากกว่า”

               “แล้วแต่ท่านพ่อเห็นสมควรเจ้าค่ะ”

               เมื่อได้รู้ความคิดของผู้เป็นบิดา กู้เยียนก็เบาใจขึ้นมาก เพียงเขาเลิกล้มความคิดที่อยากจะให้นางอภิเษกสมรสกับรัชทายาทเรื่องอื่นก็ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป

               สนทนากันไปได้พักหนึ่ง เสนาบดีกู้ก็สั่งให้คนไปตามกู้ชิงมาพบ

               เมื่อเห็นน้องชายต่างมารดาทำท่าเก้ๆ กังๆ ทั้งยังแสดงอาการขัดเขิน กู้เยียนก็ตรงเข้าไปจูงมือเขา พร้อมกับเล่าผลการเรียนที่ผ่านมาให้ผู้เป็นบิดาฟัง

               เสนาบดีกู้ไม่เคยนึกเอ็นดูกู้ชิงมาก่อน แต่พอได้ฟังเรื่องราวของเขา ความเฉยชาที่มีก็ค่อยๆ ลดน้อยลง ทั้งยังรู้สึกด้วยว่าโครงหน้าของบุตรชายคนเล็กดูสง่างามเกินกว่าเด็กวัยเดียวกันมาก

               คิดได้เช่นนี้ สีหน้าของเสนาบดีกู้ก็สดชื่นขึ้น จากนั้นก็ลองตั้งคำถามให้กู้ชิงลองตอบ ซึ่งเขาก็ตอบได้ทั้งหมด

               “ตั้งใจเรียนให้มาก ต่อไปจะได้สอบเข้าสำนักบัณฑิตเหมือนกับพี่สาวของเจ้าได้”

               ได้ยินที่บิดาสั่งสอน กู้ชิงก็ฉีกยิ้มกว้างพลางพยักหน้ารับคำ

 

               เมื่อครบกำหนดลาป่วย กู้เยียนจึงตื่นแต่เช้าเพื่อขึ้นเกี้ยวกลับสำนักบัณฑิตหญิงซึ่งอยู่ห่างจากบ้านของนางที่ซอยเสี่ยวเสียงเฟิงเพียงสามลี้เท่านั้น

               นางแหวกม่านออกดูทิวทัศน์ตระการตาด้วยความตื่นเต้นหอสูงตระหง่านทางทิศตะวันตกล้วนติดป้ายที่เขียนด้วยตัวอักษรสีทองและประดับประดาธงหลากสี บนถนนมีผู้คนสัญจรกันขวักไขว่

               ขณะกำลังเพลิดเพลินอยู่นั้น นางก็รู้สึกได้ถึงสายตาเย้ยหยันของบุรุษบนหลังม้าผู้สวมมงกุฎสีทองประดับหยก ท่าทางสง่างาม

               พอเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายแบบชัดๆ กู้เยียนก็นิ่งอึ้งไป ครั้นตั้งสติได้จึงพยักหน้าให้เขาตามมารยาท และดึงผ้าม่านลง

               ไม่ผิดเขาคือโอรสองค์ที่ห้าถือกำเนิดจาก ‘หวงกุ้ยเฟย’พระสนมคนโปรด นับเป็นน้องชายต่างมารดาของรัชทายาท

               ตั้งแต่เล็กจนโต เยี่ยนอ๋องได้รับความรักและถูกเอาใจจากทั้งฮ่องเต้และหวงกุ้ยเฟย จนกลายเป็นหนุ่มเจ้าสำราญที่เอาแต่หว่านเสน่ห์และเกี้ยวพาราสีไปวันๆ

               กู้เยียนไม่ถูกชะตากับเยี่ยนอ๋อง เนื่องจากเคยถูกเขารังแกเมื่อครั้งไปร่วมงานเลี้ยงในวังกับผู้เป็นบิดา พอเริ่มเป็นหนุ่ม เขาก็ออกมาสร้างตำหนักส่วนตัวติดกับจวนตระกูลกู้อีก

               นี่เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้นางไม่ชื่นชอบเขา เพราะจุดที่ใช้สร้างตำหนักเคยเป็นที่วิ่งเล่นของกู้เยียนมาก่อน อีกทั้งเพื่อนบ้านผู้นี้ก็มักจะจ้องมองนางด้วยแววตาที่แฝงเจตนาร้ายเสมอ

               แต่หลังจากที่ผ่านเรื่องราวแย่ๆ ในชีวิตมา มุมมองของนางต่ออีกฝ่ายก็เปลี่ยนไป ตอนที่ชิงบัลลังก์จากรัชทายาทได้ เขาเป็นคนเดียวที่เปิดช่องทางลับให้กู้เยียนและเฉินฉงฮุยหลบหนีออกจากเมืองเยี่ยนจิง

               กู้เยียนนั่งหลับตาเอนหลังบนเก้าอี้นวมพลางนึกถึงใบหน้าของบุรุษในชุดลายมังกร

               “เจ้าอยากอยู่ที่นี่กับข้าหรือไม่?” ชาติที่แล้วเขาถามนางด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ทว่าแววตาและน้ำเสียงกลับเจ็บปวด

               จิตใจที่ยากแท้หยั่งถึงของฮ่องเต้ทำกู้เยียนไม่อยากมีชีวิตเฉกเช่นบิดา ซ้ำนางยังแต่งงานแล้วจึงปฏิเสธเขาไป

สำนักศึกษาหญิง(rewrite)

               ชาติที่แล้ว กู้เยียนกลายเป็นม่ายตอนอายุสิบหกปี ซ้ำยังต้องลำบากตรากตรำเลี้ยงดูเฉินเยว่เพียงลำพังอีก

               ในคืนที่อากาศหนาวเหน็บและมีฝนโปรยปราย นางได้ยินข่าวเรื่องการสวรรคตของฮ่องเต้ตอนที่กำลังก่อไฟเพื่อทำอาหารเย็น

               บัลลังก์ที่เพียรพยายามครอบครองมาทั้งชีวิตกลับอยู่กับเขาเพียงแค่ปีเดียว สุดท้ายก็ต้องสิ้นพระชนม์แบบมีเงื่อนงำ

               มือของกู้เยียนสั่นเล็กน้อย เมื่อรู้ว่าเมืองที่กำลังสงบสุขนี้จะต้องวุ่นวายและนองเลือดในฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง

               ขณะกำลังครุ่นคิด เกี้ยวของนางก็หยุดลงตรงหน้าสำนักบัณฑิตหญิง ที่ซึ่งเยี่ยนอ๋องได้ยืนรออยู่แล้ว

               “เจ้าคงป่วยหนักมากสินะ ถึงต้องมีคนพยุงลงจากเกี้ยว”แววตาของเขาเป็นประกายกรุ้มกริ่ม น้ำเสียงเจือหยอกล้อ

               “คารวะท่านอ๋อง”

               ท่าทางนอบน้อมของกู้เยียนทำเยี่ยนอ๋องประหลาดใจไม่น้อย “เกิดอะไรขึ้นกับเจ้า ลืมกินยามารึ?”

               “หากไม่มีธุระอะไร หม่อมฉันขอตัวไปเรียนก่อนเพคะ” กล่าวจบนางก็เดินจากไปทันที

               เยี่ยนอ๋องเหม่อมองแผ่นหลังของอีกฝ่ายด้วยความรู้สึกตะขิดตะขวง สักพักก็ยกยิ้มมุมปากอย่างพึงพอใจ

               รอยยิ้มของเขาแฝงความเอ็นดูไว้หลายส่วน ราวกับยินดีที่ได้เห็นเพื่อนบ้านแสดงอาการกระเง้ากระงอดอย่างนั้น

               ในห้องเรียน กู้เยียนได้พบกับหญิงสาวหน้าตาเบิกบานราวกับดอกไม้แรกแย้มหลายคน นางเผลอยิ้มอย่างยินดีเมื่อรู้ว่าได้กลับมาอยู่ในร่างของหญิงสาวอายุสิบห้าปีที่มีร่างกายแข็งแรง ซ้ำยังล่วงรู้อนาคตอีก

               หลายวันมานี้ นอกจากจะสอนหนังสือให้กับกู้ชิงแล้ว กู้เยียนยังใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการทบทวนบทเรียนและฝึกฝนการเขียนเพิ่มเติมอีกด้วย

               หลังจากทักทายบรรดาคุณหนูที่เป็นเพื่อนร่วมห้องแล้วหางตาของกู้เยียนก็บังเอิญสะดุดเข้ากับหญิงสาวใบหน้าขาวผ่องในอาภรณ์หรูหราคนหนึ่ง

               นางคือ ‘หลี่หมิงเยว่’ ชาติที่แล้วเป็นภรรยาของผิงซีโหว--เซียวเจิ้งเฟิง เป็นบุตรสาวที่เกิดจากภรรยารองของผู้ตรวจการหลี่

               หลี่หมิงเยว่มักจะแต่งกายด้วยอาภรณ์สีสันฉูดฉาด แต่งหน้าเข้ม ตระหนี่ถี่เหนียวจนแม้แต่เครื่องประดับยังไม่สวม

               อาจเพราะนางเป็นบุตรสาวของภรรยารอง เพื่อนร่วมห้องจึงไม่ให้ความสำคัญ หลี่หมิงเยว่เลยต้องประจบประแจงทุกคนอยู่ตลอด

               เมื่อก่อน หลี่หมิงเยว่ไม่เคยอยู่ในสายตาของกู้เยียน ครั้นพอนึกถึงบุญคุณที่ผิงซีโหวเคยให้ข้าวให้น้ำ นางจึงพยักหน้าและส่งยิ้มให้อีกฝ่ายอย่างเป็นมิตร

               ท่าทางของกู้เยียนทำหลี่หมิงเยว่ประหลาดใจไม่น้อย แต่ก็ยิ้มตอบและตรงเข้ามาสนทนาด้วย

               ‘ซุนหยาเว่ย’ และ ‘เหอเฟยเฟย’ คือเพื่อนสนิทของกู้เยียนที่นี่ แม้ซุนหยาเว่ยจะเป็นบุตรสาวของแม่ทัพใหญ่และเกิดในตระกูลนักรบ แต่นางกลับมีนิสัยอ่อนโยน ต่างจากเหอเฟยเฟยที่เป็นบุตรสาวคนเดียวและคนสุดท้องของ ‘เต๋อเฉิงโหว’ ที่เป็นคนเย่อหยิ่งและเอาแต่ใจมาก

               พอเห็นกู้เยียนใส่ใจหลี่หมิงเยว่ เหอเฟยเฟยก็ใช้ข้อศอกสะกิดเพื่อนรัก “อย่าเสียเวลากับนางเลย ไปคุยกันตรงนั้นดีกว่า”

               ในสายตาของเหอเฟยเฟย หลี่หมิงเยว่คือบุคคลนอกสายตาที่ไม่คู่ควรจะเสวนาด้วย

               “คุยตรงนี้เถอะ สหายอยู่กันเยอะแยะ”

               เหอเฟยเฟยเบ้ปากอย่างไม่พอใจ “แต่ข้าไม่ชอบพวกนาง!”

               ความเอาแต่ใจของอีกฝ่ายทำกู้เยียนต้องฝืนใจปลอบ “สหายห้องเดียวกันทั้งนั้น อย่าคิดมากไปเลย”

               ซุนหยาเว่ยที่ยืนยิ้มอยู่ด้านข้างพูดเสริมขึ้น “ข้าเห็นด้วยกับกู้เยียน”

               ได้ยินเช่นนี้ เหอเฟยเฟยก็เบือนหน้าไปทางอื่นและไม่พูดอะไรต่อ

               การสนทนาดำเนินไปจนถึงช่วงสำคัญ นั่นคือการที่รัชทายาทจะมาเยี่ยมชมกิจกรรมของสำนักบัณฑิตหญิง เหล่าคุณหนูพากันหน้าแดงด้วยความเขินอาย ด้วยรู้ถึงเหตุผลหลักของผู้มาเยือนเป็นอย่างดี

               สำนักบัณฑิตอายุหลายร้อยปีแห่งนี้ตั้งขึ้นในสมัยฮ่องเต้หญิง‘เหรินหวู่’ ใช้สำหรับอบรมหญิงสาวที่จะเข้าไปอยู่ในวัง หากใครได้เข้าเรียนที่นี่ ก็มีสิทธิ์ถูกคัดเลือกให้เข้าไปอยู่ในวัง

               หลังจากที่ฮ่องเต้เหรินหวู่สวรรคต สำนักบัณฑิตหญิงก็เปิดสอนตามปกติแม้จะมีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง โดยเฉพาะจำนวนการคัดเลือกนางกำนัลเพื่อเข้าวัง ที่จากเดิมสามถึงสี่คน เหลือเพียงหนึ่งถึงสองคนเท่านั้น

               ถึงอย่างนั้น ขุนนางหลายคนก็ยังพยายามให้ลูกหลานมาสอบเข้าที่นี่ เพื่อจะได้รับการอบรมวิชาของสตรีชั้นสูงและออกเรือนไปกับบุรุษจากตระกูลสูงส่ง

               เป็นที่ทราบกันว่า ฮ่องเต้หย่งเหอมีทายาทที่เตรียมจะให้หมั้นหมายอยู่สองพระองค์ คนแรกคือรัชทายาทผู้เป็นบุตรของฮองเฮาและคนที่สองคือเยี่ยนอ๋อง โอรสที่ทรงโปรดปรานมากที่สุด

               โอรสทั้งสองอายุเข้าสิบเก้าชันษาและอยู่ในวัยที่สมควรจะอภิเษก จึงต้องมาทำการคัดเลือกพระชายาในสำนักบัณฑิตหญิงแห่งนี้สีหน้ากระตือรือร้นของเพื่อนร่วมห้องทำเหอเฟยเฟยแค่นเสียงฮึด้วยความดูแคลน ต่างจากซุนหยาเว่ยที่ยังคงสงบนิ่ง

               สายตาเฉียบคมของกู้เยียนชำเลืองมองซุนหยาเว่ย สหายผู้งดงามและอ่อนโยนอย่างรู้ทัน เพราะในขณะที่ทุกคนกำลังตื่นเต้นกับการคัดเลือก เพื่อนสนิทของนางคนนี้ได้เชื่อมสัมพันธ์กับรัชทายาทเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

               ความทรงจำของกู้เยียนเกี่ยวกับรัชทายาทไม่สู้ดีนัก บุรุษที่แสนสง่างามผู้นี้มักจะปฏิบัติดีกับนาง จนเผลอคิดไปว่าเขาคือที่พึ่งสุดท้ายของชีวิต ทว่าลับหลังกลับคบหากับเพื่อนรักของนางอย่าง
ซุนหยาเว่ยเสียนี่

               แม้กู้เยียนจะมีบิดาเป็นถึงเสนาบดีฝ่ายซ้าย แต่ก็ไม่อาจรับประกันว่านางจะได้ขึ้นเป็นพระชายา นอกเสียจากฮ่องเต้จะเป็นผู้มอบตำแหน่งนี้ให้ ซึ่งก็เป็นไปได้ยากมาก

               เรื่องนี้เคยทำกู้เยียนปวดร้าวราวกับถูกโยนลงในกองไฟแห่งความทุกข์ระทม เปลวเพลิงแผดเผานางเสียจนดวงใจแทบแตกสลาย แต่วันนี้กลับยืนสังเกตการณ์ด้วยแววตาที่ว่างเปล่า ไร้ความรู้สึก สมองคิดแต่จะหาทางพาตนเองและบิดาให้หลุดพ้นจากเรื่องราวพวกนี้

               หากเพื่อนรักของนางอยากเข้าพิธีแต่งงานกับรัชทายาท นางก็จะไม่ขัดขวางความสุขของพวกเขา ส่วนเหตุการณ์แย่งชิงบัลลังก์ของสองโอรส หรือแม้แต่การที่พวกเขาถูกคลื่นใต้น้ำอย่างฉีอ๋องกำจัด นางก็จะทำเพียงยืนชมอย่างเงียบๆ เท่านั้น

               กู้เยียนหันไปถามซุนหยาเว่ยด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “เจ้าคิดว่าใครจะได้เป็นพระชายา?”

               เหอเฟยเฟยที่ได้ยิน รีบพูดแทรกขึ้น “มีคนเคยบอกข้าว่าฝ่าบาทอยากได้บุตรสาวคนที่สามของเสนาบดีกู้มาเป็นลูกสะใภ้มาก หากไม่ใช่เจ้า แล้วจะเป็นใครได้อีก?”

               กู้เยียนเอียงคอเล็กน้อยไปทางซุนหยาเว่ย “เจ้าคิดอยากเป็นพระชายาบ้างหรือไม่?”

               ซุนหยาเว่ยรีบส่ายหน้าปฏิเสธ “ข้าไม่มีคุณสมบัติถึงเพียงนั้นหรอก”

 

               แขกคนสำคัญของสำนักบัณฑิตหญิงในวันนี้ มีทั้งรัชทายาท เยี่ยนอ๋อง และฉีอ๋อง

               รัชทายาทในอาภรณ์สีขาวเดินผ่านธรณีประตูเข้ามาอย่างสง่าผ่าเผย แววตาประดับไปด้วยรอยยิ้ม

               ในสายตาของกู้เยียน เขายังคงน่าเกรงขามไม่เปลี่ยน ส่วนฉีอ๋องก็เฉยเมยไร้ความรู้สึก แววตาแฝงความไม่พอใจไว้หลายส่วน ท่วงท่าการเดินแข็งทื่อราวกับหุ่นกระบอกเช่นเคย

               ต้นตระกูลทางฝั่งมารดาของฉีอ๋องล่มสลายจากเหตุการณ์ความวุ่นวายในราชสำนัก พระสนมผู้เป็นมารดาถูกประหารชีวิตด้วยท่อนจันทน์ ตั้งแต่นั้นมา ฮ่องเต้ก็ไม่เคยเหลียวแลโอรสผู้นี้อีกเลย
การได้รับคำสั่งให้ติดตามรัชทายาท จึงอาจเป็นความโชคร้ายสำหรับเขา

               แม้เสนาบดีกู้จะสนิทสนมกับฉีอ๋องเพียงใด แต่ก็จำต้องให้ความสำคัญกับรัชทายาทมากกว่า เพราะความไม่แน่นอนทางการเมืองในรัชสมัยของฮ่องเต้หย่งเหอทำให้เขาต้องปรับตัวอย่างหนัก

               ขณะคิดทบทวนเรื่องราวต่างๆ กู้เยียนก็เหลือบไปเห็นรอยยิ้มเย้ยหยันของเยี่ยนอ๋อง

               เมื่อเห็นอีกฝ่ายมองมา เขาก็เหยียดยิ้มมุมปากและจ้องกลับด้วยสายตาเย็นชา

               สำหรับกู้เยียน บุรุษผู้นี้คือคนไร้ความคิด ไม่ควรค่าจะใส่ใจ นางจึงเบือนหน้าไปทางรัชทายาทที่พยักหน้าให้พลางยิ้มตอบเขาอย่างสุภาพ

               การมาเยือนของเหล่ารัชนิกุลก็เพื่อทดสอบความรู้และประชันบทกลอนกับศิษย์ของที่นี่ นักเรียนหญิงทุกคนต่างกระตือรือร้นเมื่อรู้ว่าจะได้แสดงความสามารถต่อหน้าพวกเขา

               กู้เยียนจำต้องลงแข่งด้วยเช่นกัน เพียงแต่ขอแยกไปยืนสังเกตการณ์ที่ด้านหลังโดยอ้างถึงอาการป่วยที่ผ่านมา การพักฟื้นทำให้นางไม่ได้ฝึกฝนการจับพู่กัน และอาจเวียนศีรษะจากความเครียดได้ เหอเฟยเฟยและซุนหยาเว่ยจึงไปนั่งรวมกับนักเรียนหญิงคนอื่นๆ แทน

               นางยืนมองบรรดาหญิงสาวที่ออกอาการตื่นเต้นจนเกินงามด้วยความรู้สึกหดหู่ หากไม่ได้กลับชาติมาเกิดอีกครั้ง นางก็คงไม่ต่างอะไรจากพวกนั้น

               พอได้ยืนมองผ่านจิตใจที่เข้มแข็ง กู้เยียนกลับรู้สึกไม่อยากชิงดีชิงเด่นกับสาวน้อยเหล่านี้ และแอบย่องออกจากห้องเรียนไปที่สวนหนังสือด้านหลังภูเขา

               สวนแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นติดกับภูเขาและแม่น้ำ สมาชิกของราชวงศ์เท่านั้นจึงมีสิทธิ์ได้ใช้ ต่อมาเมื่อมีการสร้างสำนักบัณฑิตหญิงขึ้น ที่นี่จึงถูกทำเป็นสวนหนังสือซึ่งมีทางเข้าออกห้าประตู

               เมื่อก่อน กู้เยียนชอบมานั่งจิบชา อ่านหนังสือ และชมทิวทัศน์ด้านหลังภูเขาที่เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่อายุกว่าร้อยปี พอสบโอกาส นางจึงกลับมาที่นี่ตามลำพังอีกครั้ง

               ช่วงฤดูใบไม้ผลิ นอกจากต้นสนแล้วยังมีต้นไม้อื่นๆ ที่ผลิดอกออกผลประชันความงามกันอย่างเต็มที่

               หลังจากทิ้งตัวลงนั่งบนก้อนหิน กู้เยียนก็แหงนมองลูกสนที่ดกเต็มต้น ก่อนจะนึกสนุกด้วยการเขย่งเท้าเหยียดแขนขึ้นไปเก็บ

ภูเขาเซียวหนาน(rewrite)

               เซียวเจิ้งเฟิงติดตามฉีอ๋องมาในวันนี้ด้วย

               หลายปีที่ผ่านมา เขาติดตามผู้เป็นนายไปรบนอกเมืองจนต้องเลื่อนการแต่งงาน พอมีโอกาสได้มาทำความรู้จักกับหญิงสาว แม่ทัพเซียวกลับเบื่อหน่ายและหาทางเลี่ยงด้วยการหนีไปที่สวนหนังสือแทน

               หลังจากนั่งสูดอากาศและรับแสงแดดอบอุ่นในฤดูใบไม้ผลิจนพอใจ เขาก็เหยียดกายลงนอนบนเสื่อและผล็อยหลับ กระทั่งเสียงดังกรอบแกรบของใบไม้แห้งทำเขาลืมตาตื่น

               เมื่อปรายตามองไปยังต้นเสียงก็พบกับหญิงสาวในชุดผ้าแพรบางเบาสีเหลือง เรือนร่างได้สัดส่วน ผิวพรรณผุดผ่องเนียนละเอียด ใบหน้างดงามราวกับภาพวาด

               เซียวเจิ้งเฟิงตะลึงค้าง จับจ้องความงามตรงหน้าและสะโพกที่เคลื่อนไหวตามจังหวะการกระโดดด้วยใจหวั่นไหว

               ยามที่กู้เยียนพยายามเขย่งตัวเก็บลูกสน เอวก็คอดลงจนบุรุษที่ลอบมองอยู่กังวลว่ามันจะขาดกลางอากาศ

               เซียวเจิ้งเฟิงประจำอยู่ที่ชายแดนตั้งแต่อายุสิบเจ็ด คุ้นชินกับการใช้ชีวิตในถิ่นทุรกันดารและทะเลทรายกว้างใหญ่ มีนิสัยโผงผางตรงไปตรงมาเยี่ยงชายชาติทหาร น้อยครั้งที่จะมีโอกาสได้พบปะกับสตรีแบบสองต่อสองเช่นนี้

               แม้เมืองเยี่ยนจิงจะเต็มไปด้วยหญิงสาวรูปโฉมงดงาม ทว่ายังไม่มีผู้ใดทำให้เขารู้สึกราวกับต้องมนต์ คิดอยากจะเอื้อมมือออกไปสัมผัสดอกไม้แรกแย้มแสนสวยตรงหน้าเพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้กำลังฝัน

               เซียวเจิ้งเฟิงนิ่งมองอยู่นาน เลือดในกายสูบฉีดจนผิวหน้าและใบหูร้อนผ่าว พอดึงสติกลับมาได้ก็รีบลุกขึ้นเตรียมจะเดินหนี

               เสียงขยับร่างกายของอีกฝ่ายทำกู้เยียนตกใจและร้องออกมาเบาๆ เนื่องจากบุรุษเจ้าของเสียงนอนอยู่บนพื้นและสวมเสื้อผ้าสีใกล้เคียงกับใบไม้ ทำให้ก่อนหน้านี้นางไม่ทันสังเกต

               กู้เยียนกวาดตาสำรวจเขา ก่อนจะขมวดคิ้วและก้าวถอยหลังอย่างระแวดระวัง “เจ้าเป็นใคร? กล้าดีอย่างไรมาแอบดูข้า!”

               พอได้สบตากับนาง เซียวเจิ้งเฟิงก็ใจเต้นแรง สองหูอื้ออึง เลือดในกายพลุ่งพล่านราวกับจะทะลักออกมา

               หลังจากถูกบุรุษแปลกหน้าจ้องตาไม่กะพริบ ภาพที่คุ้นเคยก็ผุดขึ้นในสมองของกู้เยียน---เซียวเจิ้งเฟิง?

               หลังจากที่เขาช่วยชีวิตฉีอ๋องเมื่อครั้งทำสงครามกับชนเผ่าเป่ยตี๋ ทั้งสองก็กลายเป็นเพื่อนสนิทกัน เมื่อผู้เป็นนายต้องเสด็จกลับเมืองเยี่ยนจิงเพื่อรับการปูนบำเหน็จ มีหรือที่เซียวเจิ้งเฟิงจะไม่กลับมาด้วย

               พอถูกอีกฝ่ายเรียกชื่อ หูทั้งสองข้างของเขาก็แดงก่ำเซียวเจิ้งเฟิงแสร้งทำเป็นจับจ้องลูกสนที่ปลิวไปในอากาศ พร้อมกับแนะนำตัวอย่างตะกุกตะกัก “ข้าแซ่เซียว วันนี้มีโอกาสได้ติดตามฉีอ๋อง จึงอยากมานั่งพักผ่อนสักครู่” กล่าวจบก็เม้มปากเล็กน้อย “ขออภัยที่ทำให้เจ้าตกใจ”

               กู้เยียนไม่ได้พูดอะไรต่อ นางเพียงมองสำรวจเขาครู่หนึ่ง

               เซียวเจิ้งเฟิงคือชายหนุ่มหน้าตาคมคาย รูปร่างสูงใหญ่กำยำ สวมชุดลำลองสีเหลืองหม่น แววตาเป็นประกายเฉียบคม ต่างจากแววตาทรงอำนาจที่นางเคยได้พบ ทั้งยังเปี่ยมไปด้วยพลังเฉกเช่นเหล็กกล้าที่ผ่านความร้อนและการตีจนแข็งแกร่ง เพียงแต่ยามนี้ ใบหน้าของเขาแดงด้วยความเขินอาย แผ่นอกขยับขึ้นลงตามจังหวะการหายใจที่ตื่นเต้น

               กู้เยียนหลุบตาลงต่ำ มองรองเท้าทหารของบุรุษที่เดินมาหยุดตรงหน้า

               แม้วันนี้เขาจะเป็นเพียงชายหนุ่มธรรมดาๆ คนหนึ่ง แต่นางรู้ดีว่าอนาคตเขาก็คือโหวเหย่ผู้มีอำนาจล้นฟ้า

               นางเม้มปากและฝืนพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “แม่ทัพเซียว นี่คือพื้นที่ด้านหลังของสำนักบัณฑิตหญิง ไม่อนุญาตให้คนนอกเข้ามา ท่านรีบออกไปจะดีกว่า”

               เซียวเจิ้งเฟิงพยักหน้าช้าๆ สายตามองไปทางอื่น “ขอถามเจ้ารู้ชื่อข้าได้อย่างไร?”

               ท่าทางสุภาพอ่อนน้อมของอีกฝ่ายทำกู้เยียนขบขัน นางกลั้นหัวเราะพลางตอบ “ข้าเพียงแต่เดาเท่านั้น” กล่าวจบก็เดินออกจากตรงนั้นไป

               แม้จะสามารถอธิบายเหตุผลมากมาย แต่นางกลับไม่อยากสานสัมพันธ์กับผู้ที่เคยเมตตาให้ข้าวให้น้ำยามตกต่ำเช่นเขา การแข่งขันเพื่อแย่งชิงบัลลังก์ของบรรดาโอรสจะเกิดขึ้นในอีกสองปีข้างหน้า และยังไม่รู้แน่ชัดว่าบิดาของตนจะเลือกสนับสนุนฝ่ายใดกู้เยียนจึงไม่อยากเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของแม่ทัพผู้อยู่เคียงบ่าเคียงไหล่ฉีอ๋องมาตลอด

               เซียวเจิ้งเฟิงบันทึกภาพรอยยิ้มแสนงดงามของอีกฝ่ายไว้ในใจ ยิ่งเมื่อได้เห็นผ้าแพรผืนบางสีเหลืองพลิ้วไหวไปตามจังหวะการเดินที่เย้ายวน เขาก็ยิ่งจินตนาการถึงสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้อาภรณ์นั้น
ความรู้สึกอยากดื่มด่ำกับธรรมชาติรอบตัวหดหายในทันทีที่นางเดินจากไป

               เมื่อออกจากหลังภูเขาแล้ว กู้เยียนก็ตรงไปยังหอสมุดและบังเอิญได้พบกับฉีอ๋องที่ยืนสงบนิ่งอยู่ข้างๆ หลี่หมิงเยว่ที่กำลังหัวร่อต่อกระซิกอยู่

               นางไม่ได้ยินบทสนทนาของพวกเขา แต่พอจะเดาได้จากอากัปกิริยาและท่าทางเขินอายของหลี่หมิงเยว่ คุณหนูสี่ผู้นี้ไม่สนใจในตัวรัชทายาท หากแต่ตั้งใจจะหว่านเสน่ห์ใส่ฉีอ๋องมากกว่า

               คิดถึงตรงนี้ กู้เยียนก็แค่นเสียงฮึด้วยรู้สึกไม่พอใจแทนเซียวเจิ้งเฟิงขึ้นมา ถึ่งเมื่อครู่เขาจะแสดงกิริยาไม่เหมาะสมกับนาง แต่พอตั้งสติได้ก็รีบละสายตาไปมองทิวทัศน์รอบๆ แทน ซึ่งก็ยังพอจะมีความเป็นสุภาพบุรุษอยู่บ้าง สมกับที่จะได้เป็นผิงซีโหวผู้ยิ่งใหญ่ในแผ่นดิน

               ทั้งๆ ที่รู้ตัวว่าจะต้องแต่งงานกับเซียวเจิ้งเฟิงในวันข้างหน้า ทว่าหลี่หมิงเยว่กลับตั้งหน้าตั้งตาหว่านเสน่ห์ใส่ฉีอ๋องเสียนี่

               จู่ๆ  ฉีอ๋องก็กล่าวอะไรบางอย่างกับหลี่หมิงเยว่และหันหลังกลับด้วยสีหน้าไม่พอใจ จนนางต้องร้อนรนวิ่งตาม

               “น่าไม่อายจริงๆ!” กู้เยียนขมวดคิ้ว

               สิ้นเสียงสบถ ใครบางคนที่ด้านหลังก็ยิ้มเยาะและกล่าวกับนางด้วยน้ำเสียงเย็นชา “คิดว่าหายไปไหน ที่แท้ก็มาแอบดูฉีอ๋องนี่เอง!”

               เยี่ยนอ๋องกล่าวอย่างไม่พอใจ นัยน์ตากวาดมองกู้เยียนศีรษะจรดเท้า “ไม่ต้องรอหรอก เขาเดินไปไกลแล้ว!”

               กู้เยียนหันมาเผชิญหน้ากับอีกฝ่ายด้วยสีหน้าเรียบเฉย “คารวะเยี่ยนอ๋อง”

               เยี่ยนอ๋องตรงเข้ามาใช้พัดช้อนคางนางขึ้นด้วยท่าทางกราดเกรี้ยว “ข้าเข้าใจมาตลอดว่าเจ้าเสน่หาในตัวรัชทายาท ไหนเลยกลับหลงใหลฉีอ๋องที่เพิ่งพบกันไม่กี่ครั้งมากกว่า ซ้ำยังทำหน้าอาลัยอาวรณ์อีก!” เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงดุดัน“ฉีอ๋องอายุยี่สิบเจ็ด ซ้ำยังอภิเษกกับพระชายามานานนับสิบปี เจ้าคิดอยากจะไปเป็นอนุของเขางั้นรึ?”

               กู้เยียนคร้านจะอธิบายให้เยี่ยนอ๋องที่กำลังเข้าใจผิดฟัง แต่เพื่อไม่ให้เรื่องราวบานปลาย นางจึงฝืนยิ้มและตอบกลับอย่างใจเย็น“หม่อมฉันเพียงรู้สึกไม่พอใจกับภาพเมื่อครู่เท่านั้น ส่วนตัวไม่เคยคิดเรื่องชู้สาวกับฉีอ๋องสักครั้ง ขอเยี่ยนอ๋องโปรดสำรวมกิริยา และไม่กล่าววาจาเสียดสีที่อาจทำลายชื่อเสียงข้า” นางยกมือขึ้นกำด้ามพัดไว้แน่นพลางจ้องตาอีกฝ่าย “หากไม่มีธุระอื่นแล้ว หม่อมฉันทูลลา”

               กล่าวจบนางก็ทำท่าจะเดินจากไป แต่กลับถูกเยี่ยนอ๋องดึงข้อมือเอาไว้

               กู้เยียนหาได้หวาดกลัว นางจ้องตาอีกฝ่ายนิ่งค้างราวกับพยายามจะสื่อสารบางอย่าง

               เยี่ยนอ๋องนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง พอสงบสติอารมณ์ได้จึงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ผ่อนคลายลงว่า “ข้ารู้สึกไม่พอใจสายตาที่เจ้ามองเขาเช่นกัน”

               กู้เยียนชะงักไปเล็กน้อย นัยน์ตาจับจ้องอีกฝ่ายอย่างจริงจัง

               บุรุษผู้นี้ใช้ชีวิตสุขสบายไปวันๆ ทั้งเกี้ยวพาราสีหว่านเสน่ห์ใส่หญิงสาว จิตใจก็แสนโหดเหี้ยมอำมหิต หากชาติใหม่นี้นางจะต้องแต่งงาน คู่ชีวิตต้องไม่ใช่คนผู้นี้อย่างแน่นอน

               เพราะการได้เป็นพระชายาของเยี่ยนอ๋อง นอกจากต้องใช้สามีร่วมกับหญิงสาวอีกมากมายแล้ว กู้เยียนจะต้องแบกภาระดูแลอนุในวังหลังอีกสามพันคนด้วย

               สำหรับบุรุษที่เป็นเพื่อนบ้านกันมานานหลายปี ทั้งยังแวะเวียนมาให้เห็นอยู่เสมอ หญิงสาวแรกรุ่นเช่นนางย่อมรู้สึกหวั่นไหวเป็นธรรมดา เพียงแต่ความรู้สึกนี้ช่างเบาบางและพร้อมจะเลือนหายไปตามกาลเวลา กระทั่งเหือดหายจนไม่เหลือร่องรอยใดๆ

               “บิดาของหม่อมฉันเคารพนับถือเยี่ยนอ๋องเป็นอย่างมากซ้ำเรายังเป็นเพื่อนบ้านกันอีก เมื่อนึกถึงความสัมพันธ์เยี่ยงสหายที่มีต่อกันมานานหลายปี หม่อมฉันจะไม่ถือสาคำพูดเมื่อครู่ หวังว่าเยี่ยนอ๋องจะไม่นำเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องมาบันดาลโทสะและทำให้ตนเองเดือดร้อนนะเพคะ” กู้เยียนก้มหน้าพลางกล่าวอย่างสุภาพ “หลายวันมานี้หม่อมฉันสุขภาพไม่สู้ดี ขอตัวก่อน”

               เยี่ยนอ๋องแค่นยิ้มด้วยความขมขื่น หัวใจปวดร้าวเกินอธิบาย ตลอดสองปีที่ผ่านมาเขาเพียรพยายามสร้างความสัมพันธ์ฉันหนุ่มสาวกับนาง แต่กลับไม่เป็นผล ซ้ำยังถูกปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใยอีก

 

 

 

               หลังจากสลัดหลี่หมิงเยว่ได้สำเร็จ

               ฉีอ๋องจึงไปตามหาเซียวเจิ้งเฟิงที่ด้านหลังภูเขา ขณะทั้งสองกำลังเดินกลับ ก็บังเอิญได้เห็นภาพที่เยี่ยนอ๋องคว้าข้อมือของกู้เยียนอยู่

               เซียวเจิ้งเฟิงตะลึงค้าง กระทั่งฉีอ๋องที่อยู่ด้านข้างช่วยดึงสติของเขากลับคืน ไม่คิดว่าจากกันเพียงครู่ พวกเขาจะได้พบกันอีกครั้งในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกเช่นนี้

               หากมองจากระยะไกล ทั้งเยี่ยนอ๋องและกู้เยียนดูสนิทสนมกันมาก ฉีอ๋องที่พอจะรับรู้ได้รีบชวนแม่ทัพคนสนิทเดินเลี่ยงไปอีกทาง

               เซียวเจิ้งเฟิงพยักหน้าและเดินตามอย่างว่าง่าย แต่ไม่นานก็ตัดสินใจถามบางอย่างกับฉีอ๋อง “นางเป็นคุณหนูจากตระกูลไหนหรือขอรับ?”

               “นางคือบุตรสาวที่เกิดจากฮูหยินใหญ่ของเสนาบดีฝ่ายซ้าย นามว่ากู้เยียน”