ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

นางรองสองวิญญาณ ตอนน้องเมียมาแล้ว女配不想死(快穿)

ผู้แต่ง ฮวนกุยอี่
ผู้แปล Hongsamut
ประเภท
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
อีกวิธีหนึ่งที่จะทำให้นางเอกของเรื่องได้เปรียบคนอื่นคือ... การย้อนเวลา พวกที่ย้อนเวลากลับมาในร่างของตัวเองสมัยยังเยาว์ มักจะแก้ไขในเรื่องที่ตนเคยพลั้งพลาดในอดีต ซินยู่ก็เหมือนกัน... ชาติที่แล้วเธอหนีงานแต่งไปกับชายที่ตนรัก ทิ้งให้น้องสาวฝาแฝดต้องแต่งงานแทน แต่ที่ไหนได้ ฟู่ยู่กลับได้ดีส่วนคนอย่างเธอต้องตกอับยากไร้ ใครเล่าจะยอม! เมื่อย้อนกลับมาได้อีกครั้ง สิ่งแรกที่ซินยู่ทำคือจัดการนังน้องสาวตัวแสบให้ย่อยยับกันไปข้าง แต่เธอจะทำได้หรือ เพราะน้องสาวคนนี้ไม่ใช่คนเดิมที่เธอจะเอาเปรียบได้อีก!

บทนำ

นางรองสองวิญญาณ ตอนน้องเมียมาแล้ว女配不想死(快穿)

ฮวนกุยอี่ เขียน,ห้องสมุด แปล

--------------------------------

               “จำเลยเย่ฟู่ยู่ มีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ถูกตัดสินโทษประหารและลิดรอนสิทธิ์ทั้งหมด”

               จำเลยหญิงที่นั่งอยู่บนแท่นมีดวงหน้าอิดโรย แววตาไร้ความกังวลเหมือนคนที่แทบจะไร้สติ

               มารดาที่นั่งอยู่ข้างๆ รีบคุกเข่าต่อผู้พิพากษาและอ้อนวอนว่า “ท่านคะ ลูกสาวของดิฉันถูกบีบบังคับ คนบ้านนั้นสมควรตาย คนสารเลวบ้านนั้นสมควรตายทั้งหมด!”

               ทั้งผู้พิพากษาและเจ้าพนักงานสอบสวนต่างรู้สึกเวทนาจับใจ

               เย่ซินยู่ผู้เป็นพี่สาวยกมือปิดหน้าและปล่อยโฮออกมาด้วยความเศร้าสลด ดวงตามีน้ำเอ่อคลอ

               แต่มุมปากกลับแย้มยิ้มจางๆ...

สารบัญ

1.เธอคิดผิด!

               ซินยู่และฟู่ยู่ เป็นฝาแฝดหญิงของบ้านตระกูลเย่

               ซินยู่ผู้พี่เคยตัดสินใจพลาดเรื่องหนึ่ง คือการหนีงานแต่งงานระหว่างตนเองกับซ่งเจี้ยนปังไปใช้ชีวิตอยู่กับผู้ชายไร้แก่นสารอย่างเก๋ออี้หมิน

               จำได้ว่าหนนั้น เธอทิ้งให้ครอบครัวต้องรับหน้ากับงานแต่งที่ไร้เจ้าสาวไปอย่างไม่เหลียวแล โชคดีที่ฟู่ยู่แฝดน้องยอมเข้าพิธีวิวาห์แทน ทำให้งานมงคลทั้งหลายผ่านไปได้อย่างราบรื่น

               เธอคิดมาตลอดว่าตัวเองโชคดีที่ไม่ได้แต่งงานกับพ่อหม้ายลูกติด

               แต่แท้ที่จริงแล้วเธอคิดผิด!

               หลังจากหนีตามกันไป ซินยู่และเก๋ออี้หมินก็เดินทางไปยังแผ่นดินทองในตำนานอย่าง ‘เมืองท่าชายทะเลเผิงเฉิง’ ต้องรู้ก่อนว่าคนแผ่นดินใหญ่หากต้องการก้าวไกลในอนาคต พวกเขามักจะเดินทางไปเริ่มต้นชีวิตการงานที่เผิงเฉิง ถ้าโชคดีก็จะสามารถหาหนทางข้ามไปทำงานที่ ‘เกาะก่างเฉิง’* ได้ในที่สุด

               แต่จินตนาการกับความเป็นจริงช่างแตกต่าง คนที่ไปกอบโกยเงินทองที่เผิงเฉิงจนร่ำรวยมีมากก็จริง แต่คนที่ขาดทุนย่อยยับกลับบ้านเกิดมีมากกว่า โดยมากคนต่างจังหวัดส่วนใหญ่ที่มาที่นี่มักจะได้งานแบบหาเช้ากินค่ำเท่านั้น

               ทั้งซินยู่และเก๋ออี้หมินทำงานสายตัวแทบขาดตั้งแต่เช้าจรดเย็น แต่ก็หาได้เพียงอาหารอิ่มท้อง ความเป็นอยู่ของพวกเขาย่ำแย่เสียยิ่งกว่าเมื่อครั้งยังอยู่บ้านเดิมเสียอีก

               ภายในเวลาสั้นๆ เพียงไม่กี่เดือน ซินยู่ก็ได้เห็นธาตุแท้ของเก๋ออี้หมิน นอกจากจะหน้าตาดี คารมเป็นเลิศแล้ว เขาก็ไม่มีอะไรดีสักอย่าง กลับกลายเป็นเขาต่างหากที่ต้องพึ่งพาเธอ!

               ชีวิตช่วงเวลานี้ต่างจากที่เธอคิดไว้ราวฟ้ากับเหว ตอนที่เธอหนีออกจากบ้านได้แอบสาบานกับตนเองว่าจะต้องได้ดิบได้ดีและกลับบ้านเกิดอย่างมีหน้ามีตา แต่ถ้าชีวิตยังคงเป็นเช่นนี้เธอจะกลับบ้านพร้อมกับความรุ่งเรืองได้อย่างไร?

               ความเสียใจที่ชีวิตไม่ได้เป็นอย่างที่หวังทำให้ซินยู่ขบกรามแน่น พวกเขาตัดสินใจย้ายเมืองอีกครั้ง คราวนี้เธอและเก๋ออี้หมินแอบลักลอบหนีจากเมืองท่าอย่างเผิงเฉิง ข้ามเกาะไปหางานทำในก่างเฉิงได้สำเร็จ

               เกาะก่างเฉิงศิวิไลซ์ไม่ต่างกับสวรรค์ ที่นั่นตึกรามบ้านช่องใหญ่โต รถราวิ่งกันขวักไขว่ แต่ละสิ่งที่เธอเคยได้ยินได้ฟังมาปรากฏอยู่ตรงหน้า กลายเป็นเรื่องแปลกใหม่น่าสนใจ แต่ไม่นานนักเธอก็รู้สึกคล้ายกับถูกราดน้ำเย็นเฉียบลงมากลางกระหม่อม ความเหน็บหนาวแผ่ซ่านไปถึงขั้วกระดูก

               เมืองสวรรค์แห่งนี้ไม่เหมาะสำหรับคนที่ไร้การศึกษาและไม่มีความสามารถโดดเด่นเช่นพวกเขาทั้งสอง ที่นี่ไม่ใช่สวรรค์แต่กลับเป็นนรก

               ร่างของซินยู่สั่นสะท้าน หลั่งน้ำตาออกมาไม่ขาดสาย

               เก๋ออี้หมิน คนสารเลว เขากล้าพาเธอหนีมาจมปลักแบบนี้ได้อย่างไร!

               ซินยู่ยกมือขึ้นปาดน้ำตา เธอไม่อยากอยู่ที่นี่อีกแล้ว

               จนกระทั่งถึงช่วงคริสต์ศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด ซินยู่จึงรวบรวมความกล้าเดินทางกลับบ้าน ตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมาเธอเก็บเงินได้ไม่น้อยเลยอยากจะกลับไปทำกิจการที่บ้านเกิด จะให้ดีก็หาคนซื่อสัตย์จริงใจสักคนมาใช้ชีวิตร่วมกันอย่างเรียบง่ายและเป็นสุข เรื่องราวที่เธอต้องพบเจอตลอดหลายปีที่ผ่านมา เธอแต่งเรื่องเตรียมเล่าให้คนทางบ้านฟังเรียบร้อยแล้ว

               เธอคิดว่าคนที่จะมาต้อนรับเธอกลับบ้านเกิดคงจะเป็นครอบครัวเกษตรกร พวกประเภททำงานหนักหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน คิดว่าตนคงจะได้เจือจุนพวกเขาบ้างแต่ก็ไม่เป็นไร ถือเป็นการชดเชยเวลาหลายปีที่เธอไม่ได้ดูแลพ่อแม่

               แต่สิ่งที่คาดไม่ถึงอย่างยิ่งก็คือ พี่ๆ น้องๆ ที่บ้านเกิดกลับใช้ชีวิตดีกว่าที่ซินยู่คิดไว้หลายเท่า บ้านเกิดของเธอเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ บ้านแต่ละหลังถูกสร้างขึ้นใหม่เสียใหญ่โต ตึกรามบ้านช่องส่วนมากสูงเกือบสามชั้น แต่ละบ้านแข่งกันตกแต่งสวนหน้าบ้านอย่างงดงามหรูหรา

               พี่ชายและพี่สะใภ้ของเธอเปลี่ยนที่ดินทางการเกษตรให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติ กิจการเรียกได้ว่ารุ่งเรืองอย่างยิ่ง ส่วนน้องชายของเธอก็สอบเข้าทำงานในสถานีตำรวจและได้แต่งกับภรรยาซึ่งมีชาติตระกูลไม่เบา

               ที่เหนือความคาดหมายที่สุดก็คือ...ฟู่ยู่

               น้องสาวของเธอที่แต่งงานกับซ่งเจี้ยนปังแทนเธอ กลับโชคดีมหาศาล!

               สามีของฟู่ยู่ได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นเรื่อยๆ ส่วนตัวฟู่ยู่เองก็เป็นถึงศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ทั้งสองได้ให้กำเนิดฝาแฝดชายหญิงคู่หนึ่ง มีชีวิตที่สมบูรณ์พูนพร้อมและมั่งคั่งอย่างยิ่ง

                ซินยู่ตะลึงงันกับสิ่งที่ได้เห็น พอกลับถึงบ้านพ่อกับแม่ยังด่าว่าเธอจากเหตุการณ์ในหนหลัง พวกเขาบอกว่าเธอใจร้าย ถ้าไม่อยากแต่งก็ควรจะแจ้งตั้งแต่เนิ่นๆ ไม่ควรหนีไปในคืนก่อนแต่ง ทำเช่นนี้เหมือนไม่รับผิดชอบ พอรู้ว่าเจ้าสาวไม่อยู่พวกเขาก็ตกใจมาก

               จำได้ว่าวันแต่ง คุณย่าของบ้านตระกูลซ่งมารอแสดงความยินดี เพื่อนร่วมกองทัพของซ่งเจี้ยนปังก็มาตั้งหลายคน ถ้างานวันนั้นไม่มีเจ้าสาว ตระกูลซ่งก็คงขายหน้ามากและอาจจะส่งผลกระทบต่อการงานของซ่งเจี้ยนปังด้วย

               แล้วถ้าหากคุณย่าเสียใจจนล้มป่วยขึ้นมา จะกลายเป็นความบาดหมางระหว่างสองตระกูลไหม?

               พวกเขาเล่าว่าปีนั้น คุณลุงใหญ่ของบ้านตัดสินใจให้ฟู่ยู่ไปแต่งงานแทนพี่สาว เพราะอย่างไรคนนอกก็แยกไม่ออกอยู่แล้วว่าแฝดคนไหนเป็นคนไหน และคงไม่มีวิธีใดจะดีไปกว่านี้เพราะฝาแฝดคนพี่ได้นำเงินทั้งหมดในบ้านหอบหนีไปด้วยแล้ว

               ถ้าการแต่งงานกลายเป็นโมฆะ พวกเขาก็ไม่มีเงินสินสอดหกร้อยหกสิบหกหยวนมาคืนให้ซ่งเจี้ยนปังหรอก!

               แต่เรื่องก็ปิดไม่มิด ตระกูลซ่งรู้จนได้ว่าเจ้าสาวตัวจริงหนีไป ทำให้แฝดน้องเข้าหน้ากับครอบครัวฝ่ายชายไม่ได้ไปอีกหลายปีทีเดียว

               ซินยู่ฟังคำตัดพ้อทั้งหลายด้วยหัวใจที่เคียดแค้นริษยา จะมาด่าเธออีกทำไมในเมื่อตอนนี้ฟู่ยู่กับซ่งเจี้ยนปังก็รักกันดีแล้วนี่!

               ซ่งเจี้ยนปังในเวลานี้ดำรงตำแหน่งนายพลระดับสูงของกองทัพ นั่นหมายความว่าแฝดพี่อย่างเธอโง่ละทิ้งตำแหน่งคุณนายท่านนายพลหนีตามไอ้หน้าตัวเมียอย่างเก๋ออี้หมินไป กลายเป็นการประเคนโชคลาภทั้งหมดให้แฝดน้องอย่างฟู่ยู่ไปโดยปริยาย

               เธอทำทั้งหมดนี้เพื่ออะไรกัน โง่จริงๆ เลย!

               ครั้นได้เห็นภาพของซ่งเจี้ยนปังและฟู่ยู่ด้วยตาตนเอง เธอก็รู้สึกเสียใจและเสียดายอย่างสุดซึ้ง

               ซ่งเจี้ยนปังไม่ได้มีท่าทีโกรธเคืองเธอเกี่ยวกับเรื่องราวแต่หนหลัง เขามีสง่าราศีของผู้บังคับบัญชาการระดับสูงที่ใครได้พบเห็นก็รู้สึกอุ่นใจและยำเกรง ในอดีตซินยู่เคยรู้สึกชอบเขาอยู่บ้างเหมือนกัน เธอชอบเครื่องแบบทหาร ชอบความแข็งแกร่งและความเป็นระเบียบวินัยอย่างชายชาติทหารของเขา ไม่อย่างนั้นเธอจะยอมตกปากรับหมั้นกับเขาหรือ?

               แต่ตอนนั้นเธอยังเด็กและคิดเพียงผิวเผิน รวมทั้งยังถูกเจ้าหน้าตัวเมียเก๋ออี้หมินหลอกจนหลงเชื่อทำให้รู้สึกว่าการเป็นภรรยาของทหารตัวเล็กๆ นั้นลำบาก เธอจึงหน้ามืดตามัวหนีตามเก๋ออี้หมินไป

               ระหว่างงานเลี้ยงต้อนรับกลับบ้านของซินยู่ ซ่งเจี้ยนปังคอยตักกับข้าวและแกะก้างปลาให้ฟู่ยู่ผู้เป็นภรรยาอย่างเอาใจใส่ บุรุษที่สง่างามดูแข็งแกร่งนั่งเคียงข้างหญิงสาวผู้งดงาม ช่างเป็นภาพที่น่ามองเหลือเกิน

               ซินยู่เป็นฝาแฝดกับฟู่ยู่ก็จริงแต่ตอนนี้ชีวิตของทั้งสองต่างกันอย่างสิ้นเชิง ภาพแต่ละภาพจึงเสียดแทงใจดำของซินยู่จนแทบจะหลั่งน้ำตาออกมา

               อาหารมื้อนั้นเธอดื่มเหล้าเข้าไปมาก เมื่อกลับไปถึงที่พักเธอก็ยังนั่งดื่มตามลำพังต่อ เธอดื่มจนหลับไปและตื่นขึ้นมาอีกทีก็ได้รู้ว่า...

               ตนย้อนเวลากลับมาเสียแล้ว!

               ย้อนกลับมาในคืนที่ตัวเองกำลังเก็บข้าวของหนีออกจากบ้านพอดีเสียด้วย!

               เมื่อได้ย้อนเวลากลับมา ความทรงจำในวันวานพลันปรากฏชัดเจนในห้วงความคิด ครั้งนี้นังฟู่ยู่ตัวแสบไม่มีวันแย่ง ‘วาสนาด้ายแดง’ ของเธอไปอีกเป็นอันขาด

               ไม่มีวัน!

               คืนนี้เธอจะไม่หนี แล้วพรุ่งนี้เธอจะแต่งกับซ่งเจี้ยนปังให้ได้!

               ซินยู่คิดเองเออเองจนหน้าตาบิดเบี้ยวเหยเก นัยน์ตาปรากฏแววโหดเหี้ยมอำมหิต

 

               วันรุ่งขึ้น... บ้านตระกูลเย่ก็คึกคักเพราะเป็นวันแต่งงานของซินยู่

               ฟู่ยู่แฝดน้องถูกมารดาเรียกใช้สารพัด เธอวิ่งวุ่นในงานด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ส่วนซินยู่กลับนิ่งมองน้องสาวด้วยแววตาเย็นชาและหวาดระแวง

               ตระกูลซ่งขับรถจี๊ปมารับเจ้าสาว ทำให้บรรดาแขกเหรื่อที่มาร่วมงานต่างพากันอิจฉาตาร้อนเพราะปกติแค่มีรถแทรกเตอร์ก็หรูมากแล้ว นั่นแสดงให้เห็นว่าตระกูลซ่งมั่งมีเพียงใด

               หลังจากจบงาน เจ้าสาวก็ขนทรัพย์สมบัติและเงินสินเดิมออกจากบ้านไป เสียงประทัดถูกจุดดังระรัวไม่ขาดสาย

               คืนนั้นฟู่ยู่ก็ทิ้งกายลงบนเตียงด้วยความเหนื่อยล้า เธอไม่อยากขยับตัวไปทำอะไรทั้งนั้น ผ่านไปครู่หนึ่งเปลือกตาของฟู่ยู่ก็สั่นไหวเล็กน้อย เธอนอนนิ่งอยู่บนเตียงอีกสักระยะและลืมตาขึ้น แววตาของเธอเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

               อาหยูค่อยๆ ลุกขึ้นนั่งช้าๆ และมองสำรวจไปโดยรอบ เมื่อได้เห็นสภาพบ้านก็ถอนหายใจเบาๆ อย่างสลดหดหู่

               ตระกูลเย่ยากจนเหลือเกิน ใช่ว่าเธอจะไม่เคยใช้ชีวิตอย่างยากลำบากมาก่อน ทว่าหลายร้อยปีที่ผ่านมาเธอมีความเป็นอยู่ที่สุขสบายกว่านี้ ตื่นขึ้นมาก็มีเสื้อผ้าสวม มีอาหารให้กินและมีบ่าวรับใช้คอยปรนนิบัติห้อมล้อม นานวันเข้าก็เริ่มรู้สึกเคยตัว

               “หมวยเล็ก น้ำร้อนแล้วรีบไปอาบเถอะลูก” เย่หมู่* ผู้เป็นแม่ตะโกนเรียกจากนอกบ้าน

               อาหยูรับคำก่อนจะลุกขึ้นหยิบเสื้อผ้าแล้วเดินออกจากห้อง

2.จุดจบที่น่าเวทนากว่าพี่สาว...

               บริเวณบ้านของเธอ ทั้งพ่อแม่และพี่ใหญ่ ‘เย่หงหยาง’ กำลังนำอาหารจำนวนมากที่เหลือจากงานเลี้ยงลงไปแขวนไว้เหนือบ่อตักน้ำ อากาศเดือนสี่ร้อนจนไม่อาจเก็บอาหารไว้ได้นาน โชคดีที่พวกเขามีบ่อตักน้ำซึ่งเป็นเหมือนตู้เย็นตามธรรมชาติอยู่ใกล้บ้านของเธอ

               อาหยูนิ่งมองด้วยความสนอกสนใจอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงเดินเข้าไปในห้องครัว ลงกลอนจากด้านในแล้วตักน้ำร้อนกับน้ำเย็นผสมกันเพื่ออาบ

               ภายในบ้านหลังนี้ไม่มีห้องอาบน้ำที่แยกส่วนเฉพาะเสียด้วยสิ สภาพบ้านของตระกูลเย่ค่อนข้างย่ำแย่ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะยุคสมัยที่ประเทศจีนกำลังปฏิวัติวัฒนธรรม อีกเหตุผลหนึ่งคงเป็นเพราะสมาชิกในครอบครัวทุกคนมีภาระเยอะ

               นางเย่หมู่ผู้เป็นแม่นั้นเป็นหญิงที่มีการศึกษา ทำให้บุตรชายคนโตเย่หงหยาง น้องชายคนเล็กเย่หงหลี่ และฝาแฝดหญิงซินยู่กับฟู่ยู่ก็โดดเด่นด้วยกันทั้งนั้น เย่หมู่ยืนยันอย่างหนักแน่นว่าเธอต้องการให้ลูกเรียนหนังสือ ไม่ว่าจะลำบากยากจนเพียงใดก็ตาม

               ในบรรดาลูกทั้งสี่... เย่หงหยางและซินยู่เรียนจบแค่ชั้นมัธยมต้น ฟู่ยู่ทำคะแนนได้ดีและสอบติดโรงเรียนมัธยมที่ดีที่สุดในอำเภอเธอจึงเรียนจนจบมัธยมปลาย ส่วนเย่หงหลี่ตอนนี้เรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่สองเท่านั้น

               ยุคสมัยนี้ถ้ามีคนในบ้านเรียนสูงเพิ่มขึ้นหนึ่งคน ก็จะมีรายรับเพิ่มอีกหนึ่งช่องทาง แต่ก็จะเสียแรงงานราคาถูกไปอีกหนึ่งคนด้วยเช่นกัน

               บ้านตระกูลเย่ทำนาในที่ดินไม่กี่ไร่ นานๆ ทีเย่หมู่ก็จะรับงานพิเศษด้านการแพทย์ เช่นออกไปรักษาอาการป่วยของคนในหมู่บ้านเพื่อรับอาหารเป็นสิ่งตอบแทน รายได้ที่เข้ามาเพียงน้อยนิดนี้ทำให้ครอบครัวของพวกเขาดำเนินชีวิตต่ออย่างยากลำบาก

               ขณะที่อาหยูกำลังอาบน้ำก็คิดถึงวิธีหาเงินเพื่อจะยกระดับชีวิตของครอบครัว เจ้าของร่างเดิมนี้มีความปรารถนาหนึ่ง ก็คืออยากให้ครอบครัวของตนมีความเป็นอยู่ที่ดี

               จะว่าไปแล้ว ชะตากรรมของคนตระกูลเย่ที่เธอได้ยินมาจากคำบอกเล่าของดวงวิญญาณอาฆาตทำให้นึกสลดใจไม่น้อย ด้วยการกระทำของลูกๆ ส่งผลให้พ่อแม่ใช้ชีวิตที่เหลืออยู่อย่างแร้นแค้นและพบกับความลำบากอย่างไม่สิ้นสุด

               ลูกสาวทั้งสองของบ้านนี้ต่างเผชิญกับชะตากรรมที่โหดร้าย ส่วนลูกชายคนเล็กเย่หงหลี่ก็หลงผิด ทำให้พี่ชายที่เป็นคนซื่อตรงมาตลอดอย่างเย่หงหยางได้รับผลกระทบจากการกระทำของน้องชายและน้องสาว พลอยมีชีวิตตกต่ำตามไปด้วย

               จำได้ว่าเหตุการณ์ต่อจาก ‘วันนี้’ ก็คือ ลูกสาวคนโตซินยู่ที่แต่งงานไปอยู่บ้านตระกูลซ่งจะทำให้ครอบครัวมีหน้ามีตาและช่วยยกฐานะครอบครัวขึ้น หลังจากที่มีการปฏิวัติประเทศตระกูลซ่งจึงถือเป็นตระกูลที่ร่ำรวยตระกูลหนึ่งในเขตนี้ สามีของซินยู่ที่เพิ่งจะแต่งไปวันนี้มีนามว่าซ่งเจี้ยนปัง ต่อไปเขาจะเป็นถึงรองผู้บังคับบัญชาทหาร

               เห็นได้ชัดว่าการแต่งงานครั้งนี้ช่วยให้ตระกูลเย่ถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้น ตอนแรกสองผัวเมียตระกูลเย่ไม่เห็นด้วยกับการแต่งงาน เนื่องจากซ่งเจี้ยนปังเคยแต่งงานมาแล้วครั้งหนึ่ง ภรรยาที่ป่วยตายไปของเขาได้ให้กำเนิดบุตรชายสองและบุตรสาวอีกหนึ่ง ซ่งเจี้ยนปังจึงนับว่าอายุมากกว่าลูกสาวของเธอถึงสิบปี ซ้ำยังเป็นพ่อหม้าย

               อีกประการก็คือ หน่วยทหารของซ่งเจี้ยนปังมีภารกิจที่อันตรายอย่างยิ่ง แม้จะไม่รู้แน่ชัดว่าทำหน้าที่อะไรแต่ก็ได้ยินมาว่า ‘มักได้รับบาดเจ็บอยู่เสมอ’

               แต่ถึงกระนั้นซินยู่ก็แต่งงานเข้าไปด้วยความยินดี แม้ชีวิตหลังแต่งงานจะไม่ได้ราบรื่นเท่าใดนัก เพราะสามีของเธอเป็นห่วงและรักบุตรชายบุตรสาวของตนมากกว่าภรรยาใหม่ และลูกเลี้ยงของเธอก็แย่เหลือเกิน พวกพี่ป้าน้าอาก็สร้างปัญหาไม่น้อย ซินยู่ไม่ใช่คนใจเย็นและอดทนกับเรื่องเหล่านี้มากนัก สามีของเธอต้องไปทำงานนอกบ้าน ไม่ค่อยอยู่ด้วยกัน ดังนั้นจึงเกิดความระหองระแหงภายในบ้านอยู่เนืองๆ

               หลายปีต่อมาซินยู่หย่าขาดจากสามีเนื่องจากเขาจับได้ว่าเธอมีชู้ หลังจากหย่ากันแล้ว ซินยู่ยังจะกล้าทำการค้า ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เธอขาดทุนย่อยยับและเป็นหนี้เป็นสินมากมาย มิหนำซ้ำยังทำผิดต่อญาติคนหนึ่งที่ดึงเข้ามาร่วมหุ้นด้วยทำให้คนตระกูลเย่ถูกพี่น้องรุมประณาม หลายบ้านถึงกับประกาศตัดญาติขาดมิตร

               เรื่องนี้แม้แต่พี่สะใภ้ซึ่งเป็นคนใจเย็นก็ยังยืนกรานว่าหล่อนและสามีจะขอแยกบ้าน ด้วยกลัวว่าจะถูกซินยู่ทำให้พลอยลำบากไปด้วย

               ส่วนฟู่ยู่กลับมีจุดจบที่น่าเวทนากว่าพี่สาว...

               เธอล้มเหลวจากการพยายามสอบเข้าเรียนมหาวิทยาลัยถึงสามครั้งด้วยเหตุผลที่ไม่อาจคาดเดาได้

               ครั้งแรกเธอท้องร่วงกะทันหัน

               ครั้งที่สองเธอพยายามระวังอย่างที่สุดแต่ก็ยังท้องร่วงอีก

               พอมาครั้งที่สาม คนทั้งบ้านต่างพยายามระวังอย่างยิ่งแต่เธอก็ดันมาปวดท้องในวันเข้าสอบพอดี

               เมื่อเกิดเรื่องขึ้นถึงสามครั้ง ฟู่ยู่จึงสงสัยว่าตนคงจะกังวลจากการสอบ แม้ว่าเย่หมู่ผู้เป็นมารดาจะยินดีให้เธอกลับไปสอบอีก แต่เธอรู้สึกละอายใจที่จะให้คนทั้งบ้านส่งเธอเรียน จึงล้มเลิกความตั้งใจในการเรียนและทำงานเป็นครูในหมู่บ้านแทน

               หลังจากนั้นทางบ้านได้จัดให้เธอแต่งงานกับเจ้าของร้านถ่ายภาพอย่างอู่ซิ่งกั๋ว

               นั่นคือจุดเริ่มต้นอันเลวร้ายในชีวิตของเธออย่างแท้จริง

 

               อู่ซิ่งกั๋วเป็นชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาและมักจะมีใบหน้ายิ้มแย้มอยู่เสมอ

               ใครเห็นเป็นต้องรัก ผู้คนที่อยู่ในย่านใกล้เคียงต่างบอกว่าเขาเป็นคนพูดจาดี ตอนที่หมั้นหมาย คนจำนวนไม่น้อยต่างบอกว่าฟู่ยู่โชคดี

               ในตอนแรกฟู่ยู่เองก็คิดอย่างนั้น จนกระทั่งเธอบังเอิญได้ไปเจอกับเพื่อนชายสมัยเรียนด้วยกันที่ริมถนน จึงสนทนากันเล็กน้อยและอู่ซิ่งกั๋วมาพบเข้าพอดี คืนนั้นอู่ซิ่งกั๋วตบหน้าฟู่ยู่อย่างแรง นี่เป็นครั้งแรกที่เขาลงไม้ลงมือกับภรรยา

               ฟู่ยู่นิ่งอึ้งด้วยความตกใจ เธอไม่อยากเชื่อว่าเขาจะกล้าทำได้ลงคอ เมื่อตบเธอเสร็จอู่ซิ่งกั๋วก็รีบขอโทษ สุดท้ายฟู่ยู่ก็ยอมยกโทษให้เขา

               เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นหลังจากที่ทั้งสองแต่งงานกันได้เพียงเดือนเดียว ซินยู่เพิ่งจะเริ่มกิจการและขาดทุนมหาศาล พ่อแม่ของเธอกำลังเป็นทุกข์กับเรื่องนี้ ฟู่ยู่จึงไม่อยากให้ท่านทั้งสองต้องมากังวลใจกับเรื่องของตนอีก และหากเธอไม่ให้อภัยเขาก็คงไม่มีทางเลือกอื่น เพราะในยุคสมัยนี้การที่สามีจะตบตีภรรยาเป็นเรื่องที่มีให้เห็นไม่น้อยและการหย่าร้างกันเป็นเรื่องน่าอับอายยิ่งกว่า

               ในตอนนั้นฟู่ยู่ไม่มีทางรู้เลยว่าความรุนแรงในบ้านไม่ควรให้เกิดขึ้นแม้แต่ครั้งเดียว ไม่อย่างนั้นจะเกิดขึ้นอีกนับครั้งไม่ถ้วน

               อู่ซิ่งกั๋วลงมือเป็นครั้งที่สอง เพียงเพราะมีลูกค้าผู้ชายมาถ่ายรูปที่ร้านและมองฟู่ยู่ที่กำลังวิ่งวุ่นวายช่วยงานอยู่ในร้าน เขาตบตีเธออย่างรุนแรงและบอกว่าเธอเป็นผู้หญิงสำส่อนเหมือนพี่สาว

               พอฟู่ยู่หนีกลับมาที่บ้านของตน อู่ซิ่งกั๋วก็ตามมาง้อถึงบ้านและร้องห่มร้องไห้เพื่อขอให้เธอให้อภัยเขา บรรดาเพื่อนพ้องและญาติพี่น้องต่างพยายามพูดจาให้ทั้งสองคืนดีกันตามคำโบราณที่บอกว่า ‘แม้จะรื้อวัดสักสิบหลังก็อย่าได้ทำลายการแต่งงานแม้เพียงครั้งเดียว’

               คนตระกูลเย่พยายามพูดปลอบให้เธอให้อภัยอู่ซิ่งกั๋ว เพราะตระกูลเย่มีลูกสาวคนหนึ่งที่หย่ากับสามีไปแล้ว จึงไม่อยากให้ลูกสาวคนที่สองหย่าอีก ในที่สุดฟู่ยู่ก็ต้องยอมกลับบ้านไปพร้อมกับอู่ซิ่งกั๋ว

               อู่ซิ่งกั๋วมีท่าทีสงบเสงี่ยมเรียบร้อยอยู่พักใหญ่ เขาพยายามดูแลเธอด้วยความเอาใจใส่มากขึ้น ฟู่ยู่รู้ว่าเขาเป็นคนขี้หึงจึงพยายามรักษาระยะห่างจากผู้ชายทุกคน เรื่องราวคล้ายจะดำเนินไปด้วยดี ระหว่างนั้นฟู่ยู่ก็ตั้งครรภ์ อู่ซิ่งกั๋วดูแลเธอดีขึ้นไปอีก ชีวิตคู่ที่สงบสุขของคนทั้งสองราบรื่นจนกระทั่งถึงวันที่เธอให้กำเนิดลูกสาว

               การที่เขาลงมือในครั้งนี้ไม่ใช่เพราะความหึงหวง แต่เป็นเพราะฟู่ยู่ให้กำเนิดลูกสาว!

               มารดาของอู่ซิ่งกั๋วก็ถือหางลูกชาย หล่อนพร่ำด่าด้วยโทสะว่าอุตส่าห์ดูแลสะใภ้อย่างเธอด้วยความยากลำบาก หวังว่าจะได้หลานชายสืบสกุล ที่ไหนได้กลับกลายเป็นเด็กผู้หญิงไร้ค่า พ่อสามีของเธอก็เพียงแต่ยืนดูอยู่ข้างๆ โดยไม่ออกปากห้ามปราม

               ฟู่ยู่ที่มีบาดแผลเต็มตัวอาศัยจังหวะที่พวกเขาเผลอแอบหนีไปยังสถานีตำรวจ ถึงอย่างนั้นตำรวจกลับบอกว่านี่เป็นเรื่องภายในครอบครัว พวกเขาไม่รับร้องเรียน อีกทั้งยังบอกไปยังคนตระกูลอู่ให้มารับตัวเธอกลับ ตำรวจได้ตักเตือนพวกเขาสองสามคำก่อนจะยอมให้อู่ซิ่งกั๋วพาฟู่ยู่กลับบ้าน

               วินาทีนั้นฟู่ยู่ทั้งหวาดกลัวและสิ้นหวัง เธออยากหนี แต่อู่ซิ่งกั๋วกลับจับมือเธอไว้แน่นและพยายามฉุดกระชากลากเธอกลับบ้าน เมื่อไปถึงบ้านก็ทุบตีและทำร้ายเธออีก หาว่าเธอกล้าไปแจ้งตำรวจทำให้ครอบครัวของเขาเสื่อมเสียและตกเป็นขี้ปากชาวบ้าน

               ฟู่ยู่คิดเรื่องการหย่าร้างผุดขึ้นมาในหัวอย่างชัดเจน เมื่อเรื่องบานปลายไปถึงสถานีตำรวจตระกูลเย่จึงได้ยินเรื่องนี้ พอได้พบฟู่ยู่ที่มีสภาพสะบักสะบอมน่าเวทนา พวกเขาจึงบันดาลโทสะ

               เย่หงหลี่น้องชายของเธอเป็นคนหนุ่มเลือดร้อน เขาพุ่งเข้าไปต่อยพี่เขย แม้แต่คนที่เป็นสุภาพบุรุษตลอดมาอย่างเย่หงหยางยังอดไม่ได้ที่จะลงไม้ลงมือ

3.การสังหารที่โหดเหี้ยม

               อู่ซิ่งกั๋วถูกสองพี่น้องซ้อมจนอยู่ในสภาพสะบักสะบอม พ่อแม่ของเขาอยากเข้าไปช่วยลูกชายแต่ก็ถูกพ่อแม่ตระกูลเย่ขวางเอาไว้ จนกระทั่งเพื่อนบ้านแห่แหนเข้ามาดูจึงสามารถช่วยอู่ซิ่งกั๋วออกมาได้สำเร็จ

               ฟู่ยู่เอ่ยปากขอหย่าต่อหน้าทุกคน บรรดาเพื่อนบ้านรีบพากันเอ่ยปลอบ คนตระกูลเย่ต่างมีสีหน้าเคร่งขรึม ไม่มีใครพูดอะไรแม้แต่คำเดียว

               อู่ซิ่งกั๋วเห็นอย่างนั้นก็เริ่มลนลาน เขาเอ่ยขอโทษและอ้อนวอนเธอทั้งน้ำตา

               ฟู่ยู่กลับตัดสินใจหย่าอย่างเด็ดขาด เธอไม่เหลือความหวังใดๆ ในตัวอู่ซิ่งกั๋วอีก หากไม่รีบหย่าเธอคงถูกซ้อมตายในวันใดวันหนึ่งเป็นแน่ ยิ่งไปกว่านั้นก็คือลูกสาวของเธอ เธอรู้ว่าตระกูลอู่ให้ความสำคัญกับลูกชายและรังเกียจเหยียดหยามลูกสาวเพียงใด เธอเห็นมามากแล้วกับครอบครัวที่ให้ความสำคัญกับลูกชายมากกว่าลูกสาว ทำให้ลูกสาวมีความเป็นอยู่ที่น่าเวทนาไม่ต่างกับทาส เธอรู้สึกโชคดีเหลือเกินที่พ่อแม่ของตนไม่ใช่คนอย่างนั้น ดังนั้นเธอจะไม่ยอมให้ลูกสาวของเธอเติบโตในสภาพแวดล้อมเช่นนั้นเป็นอันขาด

               เมื่อเห็นท่าทีหนักแน่นของฟู่ยู่ พ่อสามีก็บอกอย่างเจ้าเล่ห์ว่าหากจะหย่าต้องทิ้งลูกเอาไว้และคืนเงินที่ยืมไปทั้งหมดมาด้วย ซินยู่พี่สาวของเธอเคยยืมเงินอู่ซิ่งกั๋วไปเป็นจำนวนมากเพื่อทำการค้า

               พอได้ยินอย่างนี้ฟู่ยู่ก็ถึงกับตะลึง

               ตอนที่รู้ว่าซินยู่ไม่ใช่คนที่ทำการค้าเป็น ฟู่ยู่เคยห้ามอู่ซิ่งกั๋วแล้วว่าอย่าให้พี่สาวของตนยืมเงิน ซ้ำยังเคยทะเลาะเรื่องนี้กับซินยู่มาแล้วครั้งหนึ่ง เธอคิดว่าหลังจากที่ทะเลาะกับพี่สาวฝาแฝดไปครั้งนั้น ซินยู่คงจะไม่กลับมายืมเงินอู่ซิ่งกั๋วอีก

               แต่เมื่อเห็นอู่ซิ่งกั๋วหยิบสัญญากู้ยืมออกมา เธอจึงรู้ว่าซินยู่ยังคงแอบติดต่อขอยืมเงินจากเขาในตอนที่เธอไม่อยู่ และยืมไปทั้งหมดหนึ่งหมื่นห้าพันหยวน!

               จะอย่างไรฟู่ยู่ก็ไม่อาจทิ้งลูกของเธอไว้กับครอบครัวที่ใจดำอำมหิต แต่หากให้ตระกูลเย่เทหน้าตักทั้งหมดที่มีเพื่อใช้หนี้ อย่าว่าแต่เงินหนึ่งหมื่นห้าพันหยวนเลย แม้แต่เงินแค่ห้าพันหยวนก็ยังไม่มี

               ตระกูลอู่ไม่เพียงแต่เอ่ยปากข่มขู่เรื่องเงิน พวกเขายังไปฟ้องเรื่องนี้กับซินยู่ ซินยู่แฝดผู้พี่จึงได้ขอร้องให้น้องสาวฝาแฝดอดทนอีกสักหน่อย หล่อนจะพยายามคิดหาวิธีหาเงินใช้หนี้ให้ได้

               แต่ฟู่ยู่ไม่อาจทนอยู่ต่อได้แม้แต่วันเดียว เธออ้างว่าต้องการสงบสติอารมณ์แล้วจึงพาลูกสาวกลับไปอาศัยที่บ้านตระกูลเย่ ตระกูลอู่เห็นว่าอย่างไรเสียเธอก็ต้องยินยอมทำตามข้อเสนอจึงไม่ได้รั้งเธอไว้

               หลังจากออกจากบ้านมาได้สองสามวัน ฟู่ยู่ก็ไปที่ศาลเพื่อฟ้องหย่า เธอไม่อาจใช้ชีวิตร่วมกับอู่ซิ่งกั๋วได้อีกต่อไป เธอเคยศึกษาข้อกฎหมายและพบว่าทารกแรกเกิดมักจะได้รับการตัดสินจากศาลให้อยู่ในความปกครองของมารดา ส่วนเรื่องเงินกู้ยืมของพี่สาว แม้จะถูกฟ้องร้องแต่ก็ไม่ถึงขั้นติดคุก เธอจะช่วยซินยู่หาเงินคืนพวกเขาให้จงได้

               เมื่อข่าวการฟ้องหย่าแพร่สะพัดออกไปก็เกิดแรงกระเพื่อมคล้ายกับก้อนหินที่โยนลงน้ำ ตระกูลเย่เกิดความอลหม่านวุ่นวาย ยังโชคดีที่ตระกูลเย่ยอมรับการตัดสินใจของฟู่ยู่แต่คำพิพากษากลับบอกว่าการที่สามีตบตีภรรยาเป็นพฤติกรรมไม่น่าให้อภัยก็จริง แต่หากจะใช้เหตุผลข้อนี้มาฟ้องหย่า กฎหมายไม่สนับสนุน เพราะเท่ากับไม่เคารพการจดทะเบียนแต่งงาน

               ในเมื่อศาลไม่ได้ตัดสินเด็ดขาดให้มีการหย่า ตระกูลอู่จึงอยากจะพาฟู่ยู่และลูกสาวกลับบ้านอีกครั้งแต่ก็ถูกคนตระกูลเย่ขวางไว้ คนตระกูลอู่มาก่อกวนที่บ้านเธอหลายหนและอาศัยจังหวะที่ฟู่ยู่อุ้มลูกเดินเล่นอยู่ในหมู่บ้าน แย่งลูกไปจากเธอ

               ฟู่ยู่พาครอบครัวของตนไปทวงลูกกลับคืนมา ตระกูลอู่กลับบอกให้เพื่อนบ้านมาช่วยกันห้ามเธอ เพื่อนบ้านเหล่านั้นล้วนเป็นชายฉกรรจ์ทั้งหมด

               ในตอนแรกคนในละแวกนั้นต่างคิดว่าการที่อู่ซิ่งกั๋วซ้อมเมียเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง แต่หลังจากที่ฟู่ยู่ไปแจ้งความและยังฟ้องร้องขึ้นโรงขึ้นศาล ทำให้คนจำนวนไม่น้อยคิดว่าเธอสมควรโดนซ้อม

               มีผู้หญิงบ้านไหนที่ไม่โดนสามีทำร้ายบ้าง?

               ทุกคนก็โดนตบตีด้วยกันทั้งนั้น คงมีแต่เธอกระมังที่โดนแล้วสำออย โดนตบตีไม่กี่ครั้งก็ทำเป็นเรื่องใหญ่โต เมียนอกลู่นอกทางอย่างนี้สมควรซ้อมให้หลาบจำเสียบ้างไม่อย่างนั้นก็จะยิ่งเหิมเกริม

               แม่สามีใช้ลูกเธอเป็นตัวประกันเพื่อบีบบังคับให้ฟู่ยู่ยอมรับผิดและกลับบ้าน เพื่อลูกของตนฟู่ยู่จำต้องกลับมายังบ้านตระกูลอู่ที่เต็มไปด้วยเสือสิงห์กระทิงแรด เธอแทบไม่อยากคิดว่าตระกูลอู่จะปฏิบัติต่อตนอย่างไร

               พวกเขากลัวว่าเธอจะหนีไปอีกจึงขังเธอไว้ในห้องห้องหนึ่ง กระนั้นฟู่ยู่ก็ยังอุตส่าห์หาช่องทางพาลูกสาวหนีไปอยู่ที่อื่น แต่ไม่นานนักก็ถูกอู่ซิ่งกั๋วจับตัวได้ ครั้งนี้แม่สามีกลัวว่าเธอจะหนีไปอีกจึงได้เอาลูกของเธอไปซ่อนและบังคับให้เธอมีหลานชายให้อีกคนจึงจะยอมให้ได้พบกับลูกสาว ไม่อย่างนั้นก็จะทิ้งลูกสาวของเธอลงโถส้วมให้ตายไปเสีย

               เคราะห์ซ้ำกรรมซัด

               เย่หงหลี่ผู้เป็นน้องชาย... เพื่อจะหาเงินมาช่วยซินยู่ใช้หนี้จึงร่วมมือกับแก๊งขายของผิดกฎหมายและถูกจับได้ เขาได้รับโทษจำคุกสิบปี ทำให้สองสามีภรรยาตระกูลเย่ต้องล้มป่วยเพราะตรอมใจ ลูกสาวของฟู่ยู่ถูกแม่สามีของเธอซ่อนเอาไว้ ส่วนตัวเธอก็เหมือนตกนรกทั้งเป็น

               นั่นเป็นช่วงเวลาที่ฟู่ยู่ทุกข์ทรมานเหมือนตาย หลายครั้งที่เธออยากจบชีวิตตนเองเสียแต่ก็นึกถึงหน้าพ่อแม่และลูกสาวจึงพยายามกัดฟันรักษาบาดแผลทั้งกายใจและประคองชีวิตต่อ

               จนกระทั่งเธอบังเอิญได้ยินพ่อสามีของเธอคุยกับอู่ซิ่งกั๋ว ว่าลูกสาวของเธอป่วยตายไปสักพักแล้วแต่พวกเขาอยากปิดบังเรื่องนี้ไว้ รอจนกว่าเธอให้กำเนิดหลานชายให้ได้เสียก่อนค่อยเปิดเผย

               วินาทีที่รู้ข่าวการตายของลูกสาว ฟู่ยู่ทั้งเสียใจและโล่งใจในคราวเดียว เธอแกล้งพ่อสามีจนหกล้มกระดูกหัก ทำให้แม่สามีต้องรีบดิ่งมาจากบ้านนอก หล่อนด่าว่าเธอที่ไม่ยอมดูแลคนแก่ในบ้านให้ดี

               ฟู่ยู่ทนนิ่งฟังแม่สามีด่าไปยกหนึ่ง หลังจากอาหารเย็นเธอก็ใส่ยาสลบลงไปในอาหาร ยาสูตรนี้ทำจากสมุนไพรที่มีส่วนผสมลับเฉพาะ เธอแอบจำสูตรมาจากมารดาที่เป็นหมอพื้นบ้าน

               ตอนที่พ่อแม่ลูกตระกูลอู่ตื่นขึ้นมาก็พบว่าพวกตนถูกมัดมือมัดเท้าและมีผ้ายัดปาก โดยมีฟู่ยู่ถือมีดทำครัวนั่งอยู่ตรงกลาง

               นี่เป็นภาพที่น่าสะพรึงกลัวจนทำให้พวกเขาถึงกับฉี่ราดโดยไม่รู้ตัว ฟู่ยู่กระหน่ำมีดแทงลงบนร่างของอู่ซิ่งกั๋วต่อหน้าพ่อแม่สามีสารเลว เพื่อให้พวกเขาได้เห็นลูกชายสุดที่รักของตนตายไปต่อหน้าต่อตา จากนั้นเธอก็เข้าไปสังหารแม่สามีและพ่อสามีตามลำดับ

               โลหิตสีแดงฉานหลั่งไหลนองพื้น ฟู่ยู่ที่มีสีหน้าราบเรียบยืนนิ่งรอกลุ่มเพื่อนบ้านที่ได้กลิ่นคาวเลือดบุกเข้ามาด้านใน เสียงกรีดร้องด้วยความตกใจคล้ายกับเห็นปีศาจร้ายของพวกเขาไม่อาจทำให้ฟู่ยู่สะทกสะท้านได้

               เธอสังหารสามศพ

               และเป็นการสังหารที่โหดเหี้ยมอำมหิต

               แม้ว่าเธอจะเคยได้รับชะตากรรมที่ทุกข์ทรมานเพียงใด ฟู่ยู่ก็ไม่อาจหนีพ้นโทษประหาร

               แต่เอาเถอะ จะอย่างไรเธอก็ไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกแล้ว

 

               อาหยูถอนหายใจเบาๆ และพยายามดึงตัวเองออกมาจากความเจ็บปวดและสิ้นหวังเหล่านั้น

               เจ้าของร่างนี้มีความปรารถนาสามประการ

               ประการแรก จะไม่ยอมแต่งงานกับอู่ซิ่งกั๋วและจะไม่ยอมให้ผู้หญิงบริสุทธิ์คนไหนต้องแต่งงานเข้าไปในบ้านตระกูลอู่ ให้ผู้ชายเลวทรามอย่างอู่ซิ่งกั๋วทรมานอีก เห็นได้ชัดว่าแม้โลกใบนี้จะโหดร้ายกับฟู่ยู่เพียงใด แต่หญิงสาวคนนี้ก็ยังคงรักษาความอ่อนโยนดีงามในใจไว้จนถึงที่สุด

               ความปรารถนาประการที่สอง ฟู่ยู่ต้องการควบคุมสภาพจิตใจของตนให้เป็นปกติเพื่อสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้อย่างราบรื่น หากความสามารถของตัวเธอเองไม่ถึงขั้นก็เป็นเรื่องที่ยอมรับได้ แต่ถ้าทุกครั้งที่ต้องไปสอบกลับต้องพบเจออุปสรรค... เธอรับไม่ได้

               คะแนนของฟู่ยู่คนนี้ติดอันดับหนึ่งในสามของชั้นเรียนมาตลอด เจ้าตัวค่อนข้างมั่นใจว่าตนจะสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงได้อย่างแน่นอน

               ส่วนความปรารถนาข้อที่สามก็คือ อยากให้ครอบครัวได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ครอบครัวที่ว่านี้ฟู่ยู่หมายรวมถึงพี่สาวฝาแฝดอย่างซินยู่ด้วย แม้ว่าพี่สาวจะเป็นคนทำให้ฟู่ยู่ต้องพลอยลำบาก แต่ซินยู่ก็เป็นพี่สาวของเธอ เธอยังทำใจให้เกลียดพี่สาวของตนไม่ได้

               ทว่าอาหยูไม่ใช่ฟู่ยู่ เธอจึงไม่มีความผูกพันกับซินยู่มาตั้งแต่ยังเด็ก อาหยูหรี่ตาลงอย่างครุ่นคิด ดูเหมือนพี่สาวฝาแฝดคนนี้มีอะไรแปลกๆ บางอย่างนะ?

               วิธีทำธุรกิจของซินยู่น่าประหลาด แล้วไหนจะคำพูดคำจาเวลาพลั้งปากออกมาอีกล่ะ?

               อาหยูเคยท่องไปในโลกทั้งอดีต ปัจจุบันและอนาคต ฉะนั้นจึงเดาว่าพี่สาวฝาแฝดคนนี้ของฟู่ยู่หากไม่ใช่ดวงวิญญาณผู้อื่นกลับชาติมาเกิด ก็ต้องย้อนเวลากลับมาอาศัยในร่างเดิม

               ยิ่งคิดถึงเหตุการณ์ที่พี่สาวเคยทำไว้แต่ละเรื่อง ความสงสัยในใจของอาหยูก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ

               แล้วไหนจะเรื่องที่เจ้าของร่างนี้ ‘ท้องเสียก่อนสอบถึงสามหน’ อีกเล่า?

               อาการท้องเสียแบบเดียวกันถึงสามครั้ง อาจกล่าวได้ว่าฟู่ยู่ตื่นเต้นเสียจนท้องเสียเลยไม่สามารถเข้าสอบได้

4.คล้ายกับว่า...

               แต่ฟู่ยู่ก็ไม่ใช่คนอ่อนไหวหรือขี้กังวลขนาดนั้นนี่นา?

               อาหยูกลัวว่าชาตินี้คงจะเหมือนกับอีกหลายชาติที่เธอเคยพบมา ที่จนแม้ว่าเจ้าของร่างนี้จะตายไป ก็ยังไม่รู้ว่ามีความลับอีกมากมายซ่อนอยู่!

 

               เมื่อครบกำหนดสามวัน เจ้าสาวก็ต้องกลับมาเยี่ยมบ้าน

               คนตระกูลเย่ตื่นแต่เช้าเพื่อเตรียมต้อนรับลูกเขยคนใหม่ อันที่จริงอาหยูไม่ควรอยู่บ้าน เวลานี้เธอน่าจะไปโรงเรียนหรือไม่ก็มีธุระที่อื่นเพราะเรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องของเด็กสาว แต่อาหยูอยากจะสังเกตพี่สาวฝาแฝดที่มีพิรุธคนนี้ จึงได้แกล้งป่วยและได้เขียนใบลาฝากไปกับเพื่อนที่อยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน

               ระหว่างทางกลับบ้าน มือข้างหนึ่งของซินยู่วางอยู่บนหน้าท้องที่แข็งแกร่งของซ่งเจี้ยนปัง ส่วนมืออีกข้างก็ถือของขวัญไหว้ผู้ใหญ่ ภายในรถยังมีขนมหวาน ผลไม้แห้งและเหล้าอีกหนึ่งโถ ของขวัญไหว้ผู้ใหญ่ในครั้งนี้ถือว่าสมหน้าสมตาและสมฐานะอย่างยิ่ง

               “อย่าเอามือมาวางไว้บนตัวผมสิ เดี๋ยวคนอื่นเห็นเข้าจะมองไม่ดี” คนที่กำลังปั่นจักรยานอย่างซ่งเจี้ยนปังเอ่ยกับเธออีกครั้ง เพราะมองเห็นรอยยิ้มกรุ้มกริ่มของชาวบ้าน

               “เห็นแล้วจะเป็นไรไป ในเมื่อเราก็แต่งงานกันแล้ว” ซินยู่เอ่ยด้วยน้ำเสียงออดอ้อนออกมาอย่างไม่รู้ตัว เธอเลื่อนมือไปด้านหน้าคล้ายจะจงใจยั่วยวนบุรุษผู้นี้

               เชอะ! ปากบอกไม่ต้องการแต่ในใจก็ปรารถนาจนแทบอดรนทนไม่ไหวล่ะสิ!

               ซ่งเจี้ยนปังขมวดคิ้วเล็กน้อย ความรู้สึกอึดอัดใจผุดขึ้นมาอีกครั้ง เมียใหม่ของเขาคนนี้ทั้งสาวทั้งสวย ในฐานะผู้ชายเขาย่อมยินดี แต่ความยินดีนี้บังเกิดรอยร้าวตั้งแต่คืนแรกของวันแต่งงานเพราะเขาเห็นว่าเธอชำนิชำนาญกับเรื่องบนเตียงเสียเหลือเกิน

               คล้ายกับว่า... คล้ายกับเธอเคยผ่านประสบการณ์บรรเลงเพลงรักมานับร้อยนับพันครั้งแล้ว หากไม่ใช่เพราะเยื่อพรหมจรรย์ขาด เขาก็คงสงสัยว่าครอบครัวของเธอคงแอบจับเธอใส่ตะกร้าล้างน้ำให้เขาเป็นแน่

               ตลอดสองวันที่อยู่ด้วยกันเขาพบว่าเธอมักจะแสดงท่าทีออดอ้อนและยั่วยวนเขาอยู่เสมอ ดูไม่เหมือนหญิงสาววัยสิบแปดสักเท่าไหร่

               ตัวเขาเวลานี้อายุยี่สิบแปดจึงเคยรู้จักผู้หญิงมาแล้วมากมาย หรืออาจจะเป็นเพราะว่าหญิงสาววัยกำดัดมักจะเป็นอย่างนี้ด้วยกันทั้งนั้น?

               “โอ้ นังหนูซินกับผัวกลับมาแล้ว” ป้าสะใภ้ของตระกูลเย่เอ่ยทักทายด้วยความยินดี

               พอเห็นอย่างถนัดตาว่าใครเป็นคนเอ่ยปากทักทาย รอยยิ้มบนใบหน้าของซินยู่ก็ค่อยๆ จางหาย

               ก่อนย้อนเวลากลับมา คุณลุงกับป้าสะใภ้คนนี้เป็นคนเอ่ยปากโน้มน้าวให้พ่อแม่ของเธอส่งฟู่ยู่ไปแต่งงานกับซ่งเจี้ยนปังแทนเธอ ฟู่ยู่ก็ยินยอมโดยไม่ลังเล ถ้าหากไม่มีพวกเขา นังสารเลวนี่คงไม่ได้เสวยสุขอย่างง่ายดายนักหรอก

               ลูกชายคนที่สองของคุณลุงกับป้าสะใภ้บังเอิญทำงานเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของซ่งเจี้ยนปังพอดี ด้วยความที่ตอนนี้รั้งตำแหน่งหลานเขยและเป็นหัวหน้าของลูกชาย ซ่งเจี้ยนปังจึงหยุดทักทายคุณลุงกับป้าสะใภ้เป็นอย่างดี ป้าสะใภ้ยิ้มอย่างยินดีมากขึ้นไปอีก แต่เมื่อหันมาเห็นว่าใบหน้าของซินยู่บึ้งตึง หล่อนก็ชะงักรอยยิ้ม

               คนที่รู้สึกถึงความผิดปกติอย่างซ่งเจี้ยนปังหันมามองภรรยา ซินยู่ปรับสีหน้าให้เป็นปกติและเอ่ยว่า “ป้าคะ อีกเดี๋ยวให้หลานๆ มาที่บ้านนะ หนูกับเจี้ยนปังนำขนมมาให้พวกเขามากมายเลยล่ะ”

               ป้าสะใภ้ของเธอจึงเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้มว่า “ลิงฝูงนั้นคงดีใจกันมาก พ่อแม่ของหนูชะเง้อคอคอยแล้ว รีบไปกันเถอะ”

               เมื่อเอ่ยทักทายเสร็จซ่งเจี้ยนปังก็พาซินยู่จากไป

               เมื่อทั้งสองลับตา ป้าสะใภ้ก็เบ้ปากด้วยความหมั่นไส้ พอได้ดิบได้ดีก็ทำเป็นลืมบุญคุณคน เธออุตส่าห์เป็นแม่สื่อแม่ชักให้ทั้งคู่ได้แต่งงานกัน ลูกสาวคนโตของบ้านนั้นไร้มารยาทไม่รู้จักกาลเทศะมาตั้งแต่ไหนแต่ไร หากไม่ใช่เพราะแฝดคนน้องอยากจะสอบเข้าเรียนมหาวิทยาลัย เธอคงไม่แนะนำสามีให้แฝดคนพี่หรอก

               “พ่อคะ แม่คะ พวกเรากลับมาแล้ว” ซินยู่ตะโกนเรียกพ่อแม่ก่อนจะเหลือบเห็นอาหยูซึ่งอยู่ในสวน ซินยู่ตวาดขึ้นมาด้วยความตกใจว่า “ทำไมเธอยังอยู่ที่บ้านอีกล่ะ?” แล้วจึงก้าวมายืนขวางหน้าซ่งเจี้ยนปังสองสามก้าวอย่างไม่รู้ตัว

               อาหยูเลิกคิ้วมองตอบด้วยสายตาสงสัยใคร่รู้

               ท่าทางเหมือนคนหวงของของซินยู่นี่ หมายความว่าอย่างไรนะ?

 

               ด้วยความตกใจในน้ำเสียงและท่าทีออกตัวว่า ‘หวง’ จนเห็นได้ชัดของภรรยา

               ทำให้ซ่งเจี้ยนปังหันไปมองแฝดน้องอย่างประหลาดใจ

               เมื่อซินยู่เห็นสายตาของสามีเธอก็มีสีหน้าบึ้งตึงก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงเพื่อแก้ไขสถานการณ์ว่า “วันนี้เธอควรจะไปโรงเรียนไม่ใช่หรือ?”

               อาหยูที่กำลังเก็บผักในแปลงมองไปยังซินยู่ที่มีแววตาไม่เป็นมิตร แล้วจึงตอบด้วยรอยยิ้ม “เมื่อวานฉันรู้สึกไม่ค่อยสบาย วันนี้เลยลาโรงเรียนน่ะ”

               ซินยู่ยกมุมปากยิ้มเล็กน้อย พยายามสะกดกลั้นความรู้สึกรังเกียจผู้เป็นน้องแล้วเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง “แล้วตอนนี้ดีขึ้นหรือยังล่ะ?”

               อาหยูตอบเบาๆ “ดีขึ้น กินข้าวเที่ยงเสร็จก็คงจะไปโรงเรียนได้แล้วล่ะ”

               ซินยู่อือออรับคำเบาๆ

               อาหยูจึงเอ่ยทักทายซ่งเจี้ยนปังว่า “สวัสดีค่ะพี่เขย”

               ซ่งเจี้ยนปังเพียงแต่พยักหน้าตอบพร้อมด้วยรอยยิ้ม

               เด็กฝาแฝดไม่ได้มีให้เห็นมากนัก ซ่งเจี้ยนปังจึงอดไม่ได้ที่จะหันไปมองน้องภรรยาแล้วจึงหันมามองซินยู่ แม้ทั้งสองจะมีหน้าตาคล้ายกันมาก แต่เมื่อสวมเสื้อผ้าต่างกันโดยรวมจึงพอแยกออกได้

               ผู้เป็นน้องสาวในยามนี้ถักเปียสองข้างและสวมเสื้อสีน้ำเงินที่ซักจนซีด และคงเป็นเพราะเธอยังเป็นนักเรียนอยู่ จึงยังมีความเป็นเด็กสาวที่ใสซื่อบริสุทธิ์ออกมาให้เห็น

               สำหรับแฝดผู้พี่ วันนี้ซินยู่สวมเสื้อเชิ้ตสีเหลืองและกระโปรงสีเทาอ่อน ปล่อยผมยาวสยาย เธอแต่งงานแล้วจึงทำให้ดูเป็นสาวกว่าแฝดผู้น้องไม่น้อย

               ซ่งเจี้ยนปังเพียงแต่มองเผินๆ โดยไม่ได้ใส่ใจมากนัก แต่หารู้ไม่ว่าสายตาของเขาทำให้ซินยู่ใจเต้นไม่เป็นจังหวะด้วยความหวาดระแวง เธอกลัวว่าคนทั้งสองจะสบตากันแล้วทำให้ถ่านไฟเก่าลุกโชน เพราะก่อนที่เธอจะย้อนเวลากลับมาสองคนตรงหน้าเคยครองคู่กันมาก่อน

               “เจี้ยนปังกับหมวยใหญ่มาแล้ว” พ่อแม่รวมทั้งพี่ชายคนโตได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวที่หน้าบ้าน ก็เดินออกมาต้อนรับลูกสาวคนโตและเขยใหม่

               “พ่อครับ แม่ครับ” ซ่งเจี้ยนปังหยุดสายตามองเย่หงหยางครู่หนึ่ง เมื่อนับอายุแล้วดูเหมือนเย่หงหยางจะเด็กกว่าเขาหลายปี แต่สถานการณ์ในตอนนี้ควรจะเรียกโดยนับตามลำดับญาติ ดังนั้นเขาจึงเรียกบุรุษหนุ่มคนนี้ว่า “พี่ใหญ่”

               เมื่อถูกเรียกอย่างนั้น เย่หงหยางก็มีท่าทางเก้อเขิน เพราะหากนับตามอายุแล้วเขาก็เด็กกว่าซ่งเจี้ยนปังมาก จึงพูดแก้เก้อว่า “เรียกผมว่าหงหยางก็พอครับ ไม่ต้องมากพิธี”

               ซ่งเจี้ยนปังหัวเราะเบาๆ

               เมื่อเห็นลูกสาวกับลูกเขยถือข้าวของมาพะรุงพะรัง เย่หมู่ก็เอ่ยว่า “มาเยี่ยมก็ดีแล้ว ไม่เห็นต้องหอบของมามากมายอย่างนี้เลย เปลืองเงินเปล่าๆ”

               “ของเยี่ยมเท่านี้เอง ไม่ได้ใช้เงินมากมายหรอกครับ” ตระกูลเย่เตรียมของรับขวัญงานแต่งให้ซินยู่มากมาย ทำให้ซ่งเจี้ยนปังพลอยได้หน้าไปด้วย เมื่อตระกูลเย่รักษาเกียรติของเขา เขาก็ต้องตอบแทนด้วยการเตรียมของขวัญอย่างประณีตที่สุดมาคืนให้

               ผู้คนในหมู่บ้านส่วนใหญ่แล้วพอได้เงินสินสอดก้อนโต ก็มักจะส่งลูกสาวออกไปพร้อมกับผ้าปูที่นอนและผ้าห่มขาดๆ ชาวบ้านทั่วไปเห็นภาพอย่างนี้จนชินตาเพราะถือว่าเงินสินสอดของลูกสาวถือเป็นค่าน้ำนมและค่าเลี้ยงดูให้กับบ้านเจ้าสาว

               ตระกูลเย่เป็นตระกูลระดับกลางค่อนไปทางระดับล่างด้วยซ้ำ แต่กลับเตรียมของรับขวัญแต่งงานให้ลูกสาวอย่างสมน้ำสมเนื้อ ประเมินดูแล้วก็คงใช้เงินไปไม่น้อยกว่าสามร้อยหยวน ซ่งเจี้ยนปังยังไม่รู้ว่าในมือของซินยู่ยังมีเงินขวัญถุงอีกสามร้อยแปดสิบหยวนด้วย

               ซ่งเจี้ยนปังไม่ได้ปรารถนาเงินขวัญถุงของเจ้าสาว เพราะลำพังเงินเดือนของเขาและการที่ครอบครัวได้รับสัมปทานบ่อปลาก็มีรายได้มากพออยู่แล้ว สิ่งที่เขาอยากได้ก็คือ เขาอยากดองกับครอบครัวที่เปี่ยมเมตตาและจิตใจดีอย่างตระกูลเย่ ต่อไปหากต้องเชื่อมสัมพันธ์กันก็คงไม่มีใครคิดเอารัดเอาเปรียบใคร

               สองพ่อลูกเชิญซ่งเจี้ยนปังเข้าไปในบ้าน

               “หมวยเล็ก หนูไปรินน้ำชามาหน่อยลูก” มารดาสั่งอาหยู

               เธอรับคำแล้วเดินตรงไปที่ห้องครัว ใบชาทั้งหมดเป็นใบชาที่พ่อของเธอขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพรและบังเอิญเจอต้นชา ฉะนั้นจึงมีเพียงไม่กี่หยิบมือ แม้แต่บิดาของเธอยังไม่กล้าดื่ม จะมีก็แต่เวลาที่ญาติหรือเพื่อนสนิทมาเยี่ยมจึงจะชงออกมารับแขก

               “เดี๋ยวฉันชงเอง เธอไปทำงานของเธอเถอะ” ซินยู่มาแย่งงานอาหยู ไม่ยอมเปิดโอกาสให้เธอได้อยู่ใกล้ชิดกับซ่งเจี้ยนปังแม้สักขณะจิต หากน้องสาวคนนี้อาศัยจังหวะตอนชงชายั่วยวนซ่งเจี้ยนปัง เธอจะทำอย่างไร

               อาหยูหันไปมองพี่สาว ยิ้มเล็กน้อยแล้วเดินเข้าไปในครัวเหมือนเดิม

               ซ้อใหญ่ที่กำลังทำกับข้าวในครัวเอ่ยหยอกว่า “ให้หมวยเล็กทำเถอะ วันนี้หมวยใหญ่เป็นแขกของบ้านเรานะ”

               ซินยู่หยิบกระปุกชาออกมาและเอ่ยว่า “แขกที่ไหน คนครอบครัวเดียวกันทั้งนั้น”

               ภายในบ้านเธอหาได้เพียงแก้วชาปากบิ่นสามใบ นัยน์ตาของซินยู่ปรากฏสายตาดูแคลน รอให้เธอหาเงินได้มากกว่านี้ เธอจะยกระดับชีวิตคนในครอบครัวเสียใหม่ แต่เมื่อคิดไปว่าฟู่ยู่จะพลอยได้ดิบได้ดีไปด้วยเธอก็นึกปวดใจ แต่หากตัวเธอจะใช้ชีวิตที่ดีโดยไม่กลับมาเหลียวแลพ่อแม่ก็อาจจะกลายเป็นที่ครหาได้

5.เธอจะทำอะไร?

               ยิ่งคิดยิ่งสับสนในใจ ระหว่างนั้นซินยู่ก็ต้มชาเสร็จทั้งสามแก้ว

               ตั้งแต่เริ่มชงชาจนชงเสร็จ อาหยูไม่ได้ยื่นมือเข้าไปยุ่งแม้แต่น้อย

               มารดาและสะใภ้ใหญ่กำลังยุ่งวุ่นวายอยู่ในครัว ตระกูลเย่อยากจะเตรียมอาหารให้เต็มโต๊ะเพื่อต้อนรับเขยใหม่ แต่น่าเสียดายที่วัตถุดิบมีจำกัด ดังนั้นกับข้าวที่หรูหราที่สุดบนโต๊ะจึงมีแค่สองอย่างคือปลาตัวหนึ่งและไก่อีกตัว

               ภายในห้องครัวไม่ได้สนทนากันเท่าไหร่นัก เมื่อล้างผักเสร็จและไม่มีงานอื่น อาหยูก็เด็ดยอดหญ้าไปหยอกไก่เล่น ตอนนี้เธออยากเลี้ยงแมวสักตัวไว้เล่นด้วยเหลือเกิน แต่หมู่บ้านแห่งนี้ทุกคนต่างหาเช้ากินค่ำจึงไม่มีเวลาว่างเลี้ยงแมว ในยุคนี้คนที่เลี้ยงแมวได้ก็มักจะร่ำรวยและมีเวลาว่างเท่านั้น

               อาหยูกำลังนึกเบื่อ เธอผุดความคิดบางอย่างในใจก่อนจะเดินเข้าไปในห้องรับแขก

               ซินยู่นั่งอยู่ข้างๆ ซ่งเจี้ยนปัง พอเห็นอาหยูเข้าก็รู้สึกเกร็งไปทั้งร่างอย่างไม่อาจควบคุม คล้ายกับได้เจอศัตรูตัวฉกาจ เธอเพิ่งจะย้อนเวลากลับมาได้แค่สามวัน ดังนั้นความทรงจำที่ฟู่ยู่และซ่งเจี้ยนปังรักกันหวานชื่นยังคงชัดเจนอยู่ในห้วงความคิด

               เธอกลัวเหลือเกินว่าฟู่ยู่จะเป็นเหมือนในอดีตที่พรากซ่งเจี้ยนปังไปจากเธอ

               ช่างน่าสนุกเหลือเกิน อาหยูรู้สึกว่าตนเองเป็นมารผจญตัวฉกาจ เมื่อย้อนระลึกถึงความทรงจำเดิมของร่างนี้ก็พบว่า ในอดีตซินยู่เคยซ้ำเติมเคราะห์กรรมของเจ้าของร่างนี้ให้เลวร้ายยิ่งไปกว่าเดิม แต่ถึงกระนั้นเจ้าของร่างนี้ก็ไม่ได้นึกแค้นเคืองพี่สาวแต่อย่างใด

               อาหยูมองซินยู่ด้วยรอยยิ้มแล้วกวักมือเรียก

               ซินยู่ยังนั่งอยู่ที่เดิม

               “แม่เรียกพี่น่ะ” อาหยูแสร้งโกหก

               ซินยู่ไม่มีทางเลือกอื่น เธอจำต้องลุกขึ้นยืน ผู้ชายในห้องทั้งสามเหลือบตามองเล็กน้อยแล้วจึงสนทนากันต่อ

               เมื่อออกจากห้องไปแล้วซินยู่ก็เดินตรงเข้าไปในห้องครัว แต่กลับถูกอาหยูรั้งมือเอาไว้แล้วพามาที่ข้างเล้าไก่ กลิ่นสาบของขี้ไก่ลอยโชยมาปะทะจมูก

               ซินยู่ขมวดคิ้วเล็กน้อย รีบก้าวถอยหลังและเอ่ยว่า “เธอจะทำอะไร?”

               อาหยูมองอีกฝ่ายด้วยความประหลาดใจ คล้ายกับรู้สึกแปลกใจว่าเหตุใดพี่สาวต้องแสดงท่าทีรังเกียจด้วย เพราะส่วนใหญ่แล้วก็เป็นพี่สาวที่คอยทำหน้าที่ให้อาหารไก่ที่บ้านเสมอ

               ซินยู่รู้สึกว่าตนเองแสดงท่าทีชัดเจนเกินไปจึงกระวนกระวายใจเล็กน้อย เพราะก่อนย้อนเวลากลับมาเธอใช้ชีวิตอยู่แต่ในเมืองศิวิไลซ์มาตลอดยี่สิบปี ไม่ได้เกลือกกลั้วกับขี้ไก่แบบนี้สักหน่อย “ถ้ามีกลิ่นขี้ไก่ติดตัวฉัน พี่เขยเธอคงได้หัวเราะเยาะฉันแน่”

               “พี่เขยรักพี่สาวขนาดนั้นจะหัวเราะเยาะได้ยังไง” อาหยูเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้ม “พี่อยู่ที่นั่นสบายดีไหม” เธอแสดงท่าทีของน้องที่เป็นห่วงพี่

               ก็ต้องสบายดีอยู่แล้วสิยะ! ซินยู่แอบนึกในใจและแย้มยิ้มอย่างเย็นชา ใจยังคิดไปว่าน้องสาวที่แสนดีตอนนี้คงแสร้งยิ้มแบบหน้าชื่นอกตรมอยู่สินะ คิดแค่นี้เธอก็สะใจแล้ว

               “สบายดีทุกอย่างแหละ” ซินยู่ตอบด้วยท่าทางเหนียมอายเล็กน้อย “พี่เขยเธอดูแลพี่เป็นอย่างดี พ่อสามีแม่สามีทางนั้นก็ดีกับพี่ ลูกเลี้ยงก็น่ารักเรียบร้อยกันทุกคน คนอื่นในครอบครัวก็ไม่กล้าเหิมเกริมกับพี่ด้วย”

               อยู่ต่อหน้าอาหยู เรื่องไม่ดีซินยู่พยายามพูดให้ดีเข้าไว้ อีกฝ่ายจะได้อิจฉาตาร้อนจนแทบขาดใจ แต่คำพูดเมื่อครู่ก็ไม่ได้ปั้นเรื่องสักหน่อย เพราะคนตระกูลซ่งต่างก็ดีกับเธอทุกคน นอกจากเด็กน้อยทั้งสามที่อคติและเมินเฉยกับเธอบ้าง คนอื่นๆ ในบ้านก็ดีทุกอย่าง

               จำได้ว่าก่อนย้อนเวลากลับมา พ่อกับแม่พร่ำบ่นให้ฟังว่าฟู่ยู่ตกระกำลำบากอยู่ที่บ้านตระกูลซ่งตั้งหลายปีหลังจากที่ต้องแต่งงานแทนเธอ

               การที่เธอหนีไปในคืนวันแต่งงานก็เท่ากับเป็นการตบหน้าเจ้าบ่าวอย่างแรงและเป็นการสวมเขาให้เขา เรื่องนี้ผู้คนรู้กันทั่ว แม้แต่คนใจกว้างอย่างซ่งเจี้ยนปังก็ยังนึกแค้น แม้จะรู้ว่าฟู่ยู่เป็นผู้บริสุทธิ์แต่ก็ปฏิบัติกับเธออย่างเย็นชาเสมอมา

               ทว่าฟู่ยู่ยังคงทำหน้าที่ของตนตามปกติ ท่ามกลางความเมินเฉยของคนในตระกูลซ่ง ฟู่ยู่ต้องอดทนต่อความกดดันต่างๆ และแอบไปร้องไห้ลับหลังหลายครั้งจนนับไม่ถ้วน เธอใช้เวลาอยู่หลายปีกว่าจะเอาชนะอคติของตระกูลซ่ง ทำให้พวกเขาหันมายอมรับและรักในตัวเธอได้

               ขณะเดียวกันฟู่ยู่ยังต้องคิดหาสารพัดวิธีเพื่อกลับไปเรียนต่อ ในที่สุดก็ประสบความสำเร็จด้วยการสอบเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยใกล้ๆ ที่ทำงานของซ่งเจี้ยนปัง

               เรื่องที่ฟู่ยู่ต้องเผชิญหน้ากับตระกูลซ่งนั้นไม่ต่างอะไรกับนรก แต่เวลานี้ซินยู่ไม่ได้หนีการแต่งงาน ฉะนั้นตระกูลซ่งย่อมต้องปฏิบัติต่อเธอด้วยดี

               อาหยูแย้มยิ้ม เธอจำได้ว่าในความทรงจำนั้น ซินยู่และตระกูลซ่งมีช่วงชื่นมื่นด้วยกันทั้งสองฝ่าย แต่สุดท้ายก็ทะเลาะกันจนอลหม่านวุ่นวาย อาหยูแสร้งทำเป็นไม่เห็นความระแวงและรำคาญในสายตาของซินยู่ ได้แต่เอ่ยถามหล่อนถึงชีวิตหลังแต่งงานด้วยความห่วงใยตามประสาพี่น้อง

               ผู้หญิงที่แต่งงานแล้วกลับมาอยู่บ้านหลังแต่งมักถูกถามด้วยคำถามเหล่านี้อยู่แล้ว แต่ซินยู่ร้อนตัวและรู้สึกว่าอาหยูมีเจตนาไม่ดี ซึ่งความคิดแบบนี้ทำให้อาหยูยิ่งรู้สึกประหลาดใจ ท่าทีของซินยู่ที่มีต่อเธอคล้ายกับเห็นเธอเป็นมือที่สาม ความระแวงและอคติเป็นสิ่งที่เธอไม่อาจมองผ่านได้

               ซินยู่พูดเออออตามไปพอเป็นพิธี พลันก็เหลือบไปเห็นลุงของตนพาหลานๆ มาร่วมยินดีจึงรีบทิ้งอาหยูไว้ข้างหลังแล้วเดินไปทักทายว่า “สวัสดีค่ะคุณลุง”

               อาหยูยกมุมปากยิ้ม เมื่อครู่เธอพยายามเค้นถามจนมั่นใจแล้วว่าพี่สาวฝาแฝดคนนี้มีปัญหาบางอย่าง แต่จะเป็นเรื่องอะไรนั้น เธอยังไม่รู้แน่ชัด

               ขณะที่กินข้าวร่วมโต๊ะด้วยกัน ซินยู่อดไม่ได้ที่จะสังเกตอาการของอาหยูและซ่งเจี้ยนปังว่าได้ส่งสายตาให้กันหรือไม่ ในชาตินี้เธอจะไม่ยอมให้วาสนาด้ายแดงของตนถูกทำลายเป็นอันขาด

               อาหยูนั่งตรงกันข้ามกับซ่งเจี้ยนปังและซินยู่ การที่บนโต๊ะมีทั้งปลาทั้งไก่ ก็ถือเป็นอาหารชั้นเลิศที่หาได้ยากสำหรับคนตระกูลเย่แล้ว แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ซินยู่ไม่ได้กินอะไรมากนัก เธอเพียงแต่ขยับตะเกียบคีบผักไม่กี่ชิ้น

               ตอนที่ทำมาหากินอยู่ในเกาะก่างเฉิง จำได้ว่าคนยิ่งมีเงินมากเท่าไหร่ก็ยิ่งใส่ใจดูแลสุขภาพของตนมากขึ้นเท่านั้น เธอเองก็ซึมซับวัฒนธรรมจากคนทางโน้นจนติดเป็นนิสัย

               พ่อแม่ของเธอเห็นอย่างนั้นก็นึกว่าคนตระกูลซ่งร่ำรวย ลูกสาวคงได้กินเนื้อหมูเนื้อปลาจนเบื่อหน่าย พอกลับมากินข้าวที่บ้านจึงไม่ยอมกินอาหารที่ชอบ ไม่อย่างนั้นหล่อนคงลงมือฉีกขาไก่ไปแล้ว

               “เจี้ยนปัง ฉันอยากกินปลาจังเลยค่ะ” จู่ๆ ซินยู่ที่ยังรู้สึกสับสนในใจก็หันไปมองซ่งเจี้ยนปังและเอ่ยกับเขาเบาๆ

               ซ่งเจี้ยนปังมองเธออย่างงุนงง เพราะจานปลาก็อยู่ตรงหน้าภรรยานี่เอง

               เมื่อซินยู่เห็นท่าทีของเขาก็รู้ว่าเขาไม่เข้าใจความหมายที่เธอพยายามจะสื่อ จึงเกิดโทสะในใจไม่น้อย เขายังเคยช่วยตักปลาให้ฟู่ยู่แถมยังช่วยแกะก้างออกด้วยความเอาใจใส่ ภาพที่ปรากฏต่อหน้าเธอวันนั้นยังประทับอยู่ในความทรงจำอย่างชัดเจน

               อาหยูเห็นดังนั้นก็เผลอยิ้มออกมา

               ซินยู่เห็นน้องสาวยิ้มแย้มก็รู้สึกเสียหน้าอย่างยิ่ง คิดไปเองว่าอาหยูซึ่งนั่งอยู่ตรงกันข้ามเธอคงนึกหัวเราะเยาะตนในใจ

               เย่หงหยางยังแทงซ้ำเหมือนจะตอกย้ำเธออีกครั้งว่า “หมวยใหญ่ ปลาก็อยู่ตรงหน้าเธอนี่”

               อาหยูก้มหน้าเล็กน้อยคล้ายจะพยายามซ่อนรอยยิ้ม เธอคิดว่าทุกคนที่นั่งร่วมโต๊ะคงคิดเหมือนกันว่าซินยู่อยากจะแสดงความรักหวานชื่นให้คนในบ้านได้เห็น แต่ซ่งเจี้ยนปังกลับไม่เข้าใจความหมายพอเรียนจบมัธยมต้นเขาก็เข้าไปเป็นทหาร ผู้ที่ฝึกหนักอยู่ในกองทัพเป็นเวลาสิบสามปีอย่างซ่งเจี้ยนปังคงไม่เข้าใจความหมายที่หญิงสาววัยกำดัดต้องการจะสื่อสาร

               จะให้เขาหยิบอาหารให้รึ ภายในกองทัพก็มีแต่ต้องแย่งกันกินเท่านั้นแหละ!

               ซินยู่ยื่นตะเกียบไปคีบปลาตรงหน้าอย่างน้อยใจ

               เมื่อกินข้าวเสร็จอาหยูก็เตรียมตัวไปโรงเรียน การเดินทางจากบ้านไปโรงเรียนซึ่งอยู่ในอำเภอนั้นค่อนข้างลำบาก ต้องใช้เวลาประมาณสามชั่วโมงกว่า

               ซ่งเจี้ยนปังเอ่ยถามเย่หงหยางด้วยความหวังดีว่า อยากจะเอารถจักรยานของเขาไปส่งฟู่ยู่ขึ้นรถที่สถานีหรือไม่ เพราะระยะทางจากบ้านตระกูลเย่ไปยังสถานีขนส่งต้องใช้เวลาเดินถึงครึ่งชั่วโมงทีเดียว แต่ถ้าปั่นจักรยานก็สามารถย่นระยะเวลาได้อีกมาก

               ซินยู่รู้สึกเหมือนถูกเสี้ยนปักกลางอก เธอเงยหน้าขึ้นมองคล้ายกับไม่อยากเชื่อ

               ซ่งเจี้ยนปังขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางคิดไปว่า ตั้งแต่มาถึงบ้านตระกูลเย่ภรรยาดูมีท่าทีแปลกไปอย่างเห็นได้ชัด

               อาหยูเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้มว่า “ไม่ต้องหรอกค่ะ เดี๋ยวฉันเดินไปเอง จะได้ย่อยอาหารด้วย”

               “จะเดินไปทำไมกันไกลขนาดนั้น ให้พี่ใหญ่ไปส่งดีกว่า จักรยานก็เป็นของพี่เขยเธอไม่ใช่ของใครที่ไหน จะเกรงใจทำไมกัน” ซินยู่รีบเอ่ยเสริมด้วยรู้ตัวว่าเมื่อครู่ตนแสดงพิรุธให้คนอื่นเห็น แต่เธอควบคุมตัวเองไม่ได้จริงๆ ภาพความทรงจำที่ฟู่ยู่ฝากไว้ช่างน่าปวดใจเหลือเกิน

               โชคดีที่หลายเดือนฟู่ยู่จึงจะกลับบ้านเสียครั้งหนึ่ง ส่วนซ่งเจี้ยนปังก็คงไม่มาบ้านนี้หากไม่มีธุระ ขอเพียงคนทั้งสองไม่พบหน้ากัน เธอก็มีเวลามากพอที่จะจัดการกับอารมณ์ของตัวเอง

6.ไอ้เด็กเวร

               ตลอดเวลาหลายปีก่อนย้อนเวลากลับมา เธอต้องผ่านมือผู้ชายมานับไม่ถ้วน จึงพอจะอ่านสถานการณ์และเล่นละครตบตาเก่ง เพียงแต่พออายุมากขึ้นเธอต้องรามือจากเรื่องพวกนี้และอาศัยอสังหาริมทรัพย์ที่สะสมไว้ทำให้ตนเป็นเสือนอนกินแทน ความสามารถในการแสดงที่เคยมีจึงค่อยๆ หายไป

               รอให้รื้อฟื้นวิชาเดิมเสียก่อนเถอะ ฟู่ยู่ที่เป็นสาวชาวบ้านธรรมดา ไม่เคยเผชิญหน้ากับโลกภายนอกจะเป็นคู่ต่อกรของเธอได้อย่างไร!

               คนเป็นแม่รู้สึกสงสารลูกสาวและเห็นว่าจักรยานก็เป็นของลูกเขยไม่ใช่ของใครอื่น อีกอย่างลูกเขยของเธอก็คงจะนั่งอยู่ที่นี่อีกสักพักใหญ่กว่าจะลากลับ หากจะยืมรถจักรยานของเขาปั่นไปส่งลูกสาวคนเล็กก็คงไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร

               เธอจึงบอกให้เย่หงหยางปั่นจักรยานไปส่งอาหยู แม้ว่าตระกูลเย่จะไม่มีรถจักรยานแต่เย่หงหยางก็เคยยืมจักรยานของคนแถวบ้านมาฝึกขี่อยู่บ้าง ในยุคนี้จักรยานยังเป็นของหายาก ขนาดเย่หงหยางเองพอรู้ว่าจะได้ขับก็รู้สึกตื่นเต้นอยู่ไม่น้อย

               อาหยูไม่ได้ปฏิเสธอีก มารดาของเธอนำอาหารที่เตรียมเรียบร้อยวางไว้บนรถแล้วกำชับว่าต้องกินข้าวให้ตรงเวลาและอย่าอ่านหนังสือดึกนัก พร้อมทั้งคำบ่นด้วยความห่วงใยอีกยืดยาว

               ซินยู่เห็นแล้วก็นึกปวดใจ คำที่บอกว่ารักลูกเท่ากันมีจริงที่ไหน?

               มีสิ... ก็เห็นๆ กันอยู่ว่าพ่อแม่รักน้องสาวมากกว่าเธอ ทั้งยังหวังว่าน้องสาวจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยเพื่อเป็นหน้าเป็นตาให้กับครอบครัว นังอสรพิษนี่หรือจะเหมาะกับการเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ทำให้สถานศึกษาต้องแปดเปื้อนเสียเปล่าๆ ล่ะไม่ว่า

               อาหยูต้องเปลี่ยนรถหลายช่วงจึงสามารถเดินทางถึงโรงเรียน โชคดีที่คาบเรียนสุดท้ายเพิ่งเริ่ม เธอก้าวไปขานรับครูที่กำลังยืนเรียกชื่อนักเรียนอยู่หน้าห้อง

               ครูที่ยืนอยู่หน้าห้องหันมายิ้มให้เธออย่างอ่อนโยนและส่งสัญญาณให้เธอเข้ามาในห้อง เจ้าของร่างนี้ทำคะแนนสอบเป็นลำดับต้นๆ มาโดยตลอด จึงเป็นที่รักของคุณครูทุกคนในสถานศึกษา

               หญิงสาวที่มีคะแนนโดดเด่นอย่างนี้กลับท้องเสียถึงสามหน จนไม่อาจสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ หากอาการท้องเสียเป็นฝีมือของคนที่จงใจแกล้ง คนที่ลงมือถือว่าใจดำยิ่งนัก

               ยุคนี้เต็มไปด้วยคนที่มีผลการเรียนดี การสอบเข้ามหาวิทยาลัยเป็นทางออกทางเดียวที่จะทำให้เธอหลุดพ้นจากสภาพความเป็นอยู่ที่แร้นแค้น การทำลายการสอบเข้ามหาวิทยาลัยของคนผู้หนึ่งเท่ากับเป็นการทำลายทั้งชีวิตที่เหลือทั้งหมด

               พอเดินมานั่งประจำที่ได้อาหยูก็หมุนปากกาลูกลื่นในมือ ตอนนี้ภารกิจเร่งด่วนที่สุดก็คือการสอบเข้ามหาวิทยาลัยซึ่งจะมีขึ้นในอีกสองเดือนครึ่ง โชคดีที่เธอมีความทรงจำของร่างเดิมอยู่ หลายปีที่ผ่านมาเธอก็ร่ำเรียนมานักต่อนัก ปีศาจอย่างเธอมีความทรงจำเป็นเลิศ หากใช้เวลาทบทวนอีกสักเล็กน้อยก็สามารถนำความรู้กลับมาใช้ได้

               เรื่องถัดไปก็คือ ความปรารถนาในการหาเงินมายกระดับคุณภาพชีวิตของคนในครอบครัว

               ส่วนเรื่องสุดท้ายเป็นเรื่องของอู่ซิ่งกั๋ว...

               ตอนนี้เขายังคงหาเงินอยู่ที่เมืองเผิงเฉิง การที่ชายคนนั้นเป็นสามีที่ตบตีภรรยาเพราะเขารู้สึกว่าการตบตีภรรยาเป็นเรื่องที่สามีสามารถทำได้ แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าคนอื่นเขามักจะรักษามารยาททางสังคมเป็นอย่างดี ดังนั้นจึงไม่ต้องเป็นห่วงว่าเขาจะไปทำร้ายคนอื่น

               หลังจากที่การสอบสิ้นสุดลง เธอจะต้องหาทางไปยังเมืองเผิงเฉิงสักรอบให้ได้

               ส่วนเรื่องของซินยู่ หล่อนจะกลายร่างเป็นจิ้งจอกหางโผล่ออกมาให้เห็นอีกหรือไม่ คงต้องรอดูในช่วงเวลาของการสอบที่จะมาถึงในไม่ช้า

               ซินยู่และซ่งเจี้ยนปังรอจนกระทั่งเย่หงหยางกลับมาจากส่งอาหยู พวกเขานั่งเล่นอยู่ที่บ้านอีกครึ่งชั่วโมง จากนั้นจึงรับของขวัญจากญาติผู้ใหญ่และลากลับบ้านไป

 

               ซ่งหมู่มารดาของซ่งเจี้ยนปัง มองของที่ลูกชายคนโตและสะใภ้ใหญ่ถือกลับมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

               คนตระกูลเย่แม้จะยากจนแต่ก็รู้กาลเทศะเป็นอย่างดี ถือว่าหนนี้หล่อนเลือกสะใภ้ได้ถูกต้อง

               ซ่งหมู่เอ่ยทักทายคนทั้งสอง “ขี่จักรยานมาตั้งไกลคงเหนื่อยมากกระมัง ในหม้อมีซุปถั่วเขียวอยู่ พวกเธอไปตักกินสักหน่อยเถอะ”

               ซินยู่กำลังกระหายอยู่พอดีจึงเข้าไปในครัว แต่กลับไม่พบซุปถั่วเขียวอย่างที่แม่สามีบอก ขณะนั้นเองที่นอกหน้าต่างก็มีศีรษะของใครคนหนึ่งโผล่ขึ้นมา เขาก็คือซ่งต้าเป่า...ลูกชายคนโตของซ่งเจี้ยนปัง

               ซ่งต้าเป่าโผล่หน้าขึ้นมาได้ก็รีบวิ่งหนี

               ซินยู่โกรธจนหน้าเหยเก แอบพึมพำว่า ‘ไอ้เด็กเวร’ เมื่อเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นซ่งเจี้ยนปังยืนอยู่หน้าประตู ซินยู่ตกใจจนหน้าซีด ได้แต่ทำปากพะงาบๆ คล้ายอยากจะแก้ตัวแต่ก็พูดไม่ออก

               ซ่งเจี้ยนปังมองเธอด้วยแววตาเรียบเฉยแล้วจึงกวาดสายตามองหม้อที่ว่างเปล่า เขาเข้าใจสถานการณ์ทันที “เด็กมันตะกละตะกลามน่ะ”

               ซินยู่หน้าซีด เมื่อได้ยินดังนั้นก็ปรากฏสีโลหิตขึ้นบนใบหน้าด้วยความละอาย เธออยากจะย้อนเวลาได้อีกครั้งเสียเหลือเกิน ทำไมเธอถึงได้สบถคำนั้นออกมานะ และที่เลวร้ายยิ่งกว่าก็คือดูเหมือนซ่งเจี้ยนปังจะได้ยินคำหยาบนั้นของตนด้วย

               อันที่จริงซ่งเจี้ยนปังไม่ได้ยินคำสบถของภรรยา แต่ดูจากสถานการณ์แล้วก็รู้ว่าเธอคงพูดคำที่ไม่น่าฟังสักเท่าไหร่ออกมา

               วินาทีนั้น ซ่งเจี้ยนปังตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะไม่ยอมให้ซินยู่ติดตามไปกองทัพด้วย ตำแหน่งของเขาในตอนนี้สามารถพาครอบครัวติดตามไปอยู่ด้วยได้ แต่ถ้าเขาพาซินยู่ไป เด็กทั้งสามก็ต้องไปเหมือนกัน ถ้าเอาแต่เมียใหม่ไปแล้วทิ้งให้ลูกๆ อยู่ที่บ้านคนอื่นเขาจะคิดอย่างไร

               ซ่งเจี้ยนปังเองก็มักจะมีภารกิจให้ต้องไปทำอยู่บ่อยๆ หากซินยู่ทำตัวไม่ดีกับเด็กๆ เขาก็คงจัดการลำบาก ดังนั้นเขาจึงปรึกษาหารือกับพ่อแม่ว่าจะให้ซินยู่และเด็กๆ อยู่ที่บ้านเพื่อสร้างความสนิทสนมกันสักระยะ พอเข้ากันได้ดีแล้วค่อยติดตามไปอยู่กับเขา

               ซินยู่รู้สึกแค้นใจจนอยากแทรกแผ่นดินหนี ทำไมเขาต้องได้เห็นภาพด้านที่ไม่ดีของเธอด้วย

               ทำไมเธอถึงไม่รู้จักสงบปากสงบคำบ้าง!

               “ยืนที่หน้าประตูทำไมกัน” ซ่งหมู่ผลักลูกชายให้เดินเข้าไปในห้องครัว เมื่อเห็นหม้อว่างเปล่าก็ตบตักตนเองและเอ่ยว่า “ต้องเป็นเอ้อเป่ากับต้าเป่าแน่ๆ กินไปสองถ้วยแล้วยังไม่พอ คืนนี้ถ้ากล้าฉี่รดที่นอนนะ จะฟาดด้วยไม้ขนไก่เลยคอยดู”

               แต่กระนั้นก็ไม่ได้เรียกหลานมาลงโทษต่อหน้า มีเด็กบ้านไหนบ้างที่ไม่ตะกละ บ้านของพวกเขาก็ไม่ได้ขาดแคลนเงินทองเสียหน่อย ซ่งหมู่คิดได้ดังนั้นจึงไปเตรียมซุปให้ใหม่และเอ่ยว่า “เดี๋ยวแม่จะทำซุบไข่หวานให้กินแทนก็แล้วกัน”

               เมื่อเห็นว่าซุปไข่หวานย่อมต้องแพงกว่าซุปถั่วเขียวเป็นไหนๆ ซินยู่ก็รีบเอ่ยห้าม “ไม่ ไม่ต้องหรอกค่ะแม่ เดี๋ยวหนูกินน้ำก็พอ” เธออาศัยจังหวะนี้หันหลังเพื่อจะได้ไม่ต้องสบตากับซ่งเจี้ยนปัง แต่ในใจกลับสับสนอย่างยิ่ง ได้แต่คิดหาวิธีว่าจะกอบกู้สถานการณ์ได้อย่างไร

               ซ่งหมู่เป็นคนที่พูดอย่างไรทำอย่างนั้น นางรีบตอกไข่สองฟองราดลงบนน้ำตาลทรายขาว จากนั้นก็เทน้ำร้อนลงไป เพียงเท่านี้ซุบไข่หวานก็เสร็จเรียบร้อย

               ซินยู่พยายามกลืนซุปถ้วยนั้นลงคอ ในหัวของเธอเต็มไปด้วยความคิดแบบคนอนามัยจัดว่าของพวกนี้จะสะอาดหรือ? แค่ดื่มไปคำหนึ่งก็รู้สึกมวนท้องแล้ว

               เมื่อเห็นว่าสะใภ้ใหญ่ดื่มซุปลงคออย่างยากลำบาก ซ่งหมู่ก็มีสีหน้าเคร่งขรึม

               มีคนไม่ชอบดื่มซุปไข่หวานด้วยรึ?

               เด็กหลายคนในบ้านชอบกันเหลือเกิน สงสัยสะใภ้คนนี้ไม่มีรสนิยมอย่างพวกผู้ดีกระมัง

               ซินยู่ฝืนกลืนซุปไข่หวานถ้วยนั้นลงคออย่างยากลำบาก เธอเงยหน้ามองไปยังประตูและเห็นว่าซ่งเจี้ยนปังเดินออกไปแล้ว ซินยู่เดินกลับไปที่ห้องอย่างเป็นทุกข์ ใจของเธอเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ สายตาจรดมองไปยังหัวเตียง เธอเดินตรงไปเปิดลิ้นชักล่างสุดออก สิ่งที่อยู่ด้านในสุดคือถุงยางอนามัยที่ซ่งเจี้ยนปังนำกลับมาจากหน่วยอนามัยในอำเภอ คิดไม่ถึงว่าในพื้นที่อย่างนี้ก็เริ่มมีการใช้ถุงยางอนามัยกันแล้ว

               เธอจ้องมองถุงยางอนามัยครู่หนึ่ง จากนั้นก็เดินไปล็อกกลอนประตู เดินวนกลับมาที่เดิมแล้วหยิบเข็มออกมาบรรจงจิ้มลงบนผิวถุงยางแต่ละชิ้นอย่างระมัดระวัง

               ก่อนที่จะมีการหมั้นหมาย ซ่งเจี้ยนปังคุยกับเธอว่าเขาอยากอยู่ด้วยกันไปสักสองสามปีแล้วค่อยมีลูก เขาอยากรอให้เธออายุเกินยี่สิบเสียก่อน รอให้เด็กๆ ลูกของเขารู้ประสาเสียก่อนจึงค่อยมีลูกเพิ่ม

               ตอนนั้นเธอรับปากแต่โดยดี ทว่าจากประสบการณ์การใช้ชีวิตอยู่นอกบ้านกว่ายี่สิบปีก่อนย้อนเวลากลับมาทำให้เธอรู้ว่าลูกเป็นอาวุธสำคัญที่จะรั้งผู้ชายเอาไว้ได้ ถ้าในอดีตเธอสามารถมีลูกได้สักคนก็คงไม่ถูกทอดทิ้งในยามแก่เฒ่า มีเพื่อนและพี่น้องหลายคนที่ไม่ได้งดงามเท่าเธอด้วยซ้ำ แต่พอพวกหล่อนตั้งครรภ์ บั้นปลายชีวิตจึงไม่ถึงกับตกยากมากนัก

               หากเธอสามารถมีลูกชายให้ซ่งเจี้ยนปังได้สักคน ก็จะมีที่ยืนในครอบครัวนี้อย่างมั่นคง

               และไหนจะเรื่องคนสารเลวอย่างเก๋ออี้หมิน เรื่องที่ทั้งสองแอบมีความสัมพันธ์กันอย่างลับๆ อีกเล่า? ในอนาคตหากเรื่องนี้ยังคงต้องเกิดขึ้นอยู่ ซ่งเจี้ยนปังก็จะให้อภัยเธอถ้าเธอมีลูกกับเขา

               “ก๊อกๆ ๆ”

               จู่ๆ ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นทำให้ซินยู่สะดุ้งด้วยความตกใจ รีบดันลิ้นชักเก็บของเข้าที่เดิม แล้วพยายามปรับสีหน้าและอารมณ์ให้เป็นปกติก่อนจะเดินไปเปิดประตู

               “เมื่อครู่เหงื่อออก ฉันก็เลยเข้ามาเปลี่ยนเสื้อผ้าน่ะค่ะ” ซินยู่เอ่ยกับซ่งเจี้ยนปังที่ยืนอยู่หน้าประตู เขาเพียงแต่พยักหน้าแล้วเดินเข้ามาในห้อง จากนั้นก็ปิดประตูลง

7.หนูอยากเป็นเจ้าสาว

               เสียงปิดประตูดังปังทำให้ซินยู่สะดุ้งในใจ

               ซ่งเจี้ยนปังนั่งอกผายไหล่ผึ่งอยู่บนเก้าอี้ จากนั้นก็ชี้ไปยังเก้าอี้อีกตัว

               ซินยู่ยังนึกละอายใจ จึงนั่งลงบนเก้าอี้ตัวนั้นด้วยความประหม่า

               ซ่งเจี้ยนปังจุดบุหรี่มวนหนึ่งแล้วเอ่ยขึ้นว่า “ต้องแต่งงานกับผม คงทำให้คุณลำบากแล้ว”

               ซินยู่นิ่งอึ้งไปเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยตอบ “ไม่ลำบากหรอกค่ะ การได้แต่งงานกับคุณถือเป็นบุญของฉันแล้ว”

               ซ่งเจี้ยนปังหัวเราะเบาๆ “พอแต่งเข้ามาก็ต้องเป็นแม่เลี้ยงของเด็กอีกสามคน แล้วต้องแยกกันอยู่กับสามี จะเรียกว่าเป็นบุญได้อย่างไร เป็นเพราะผมไม่ได้ดูแลคุณให้ดีต่างหาก”

               ซินยู่นิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ เธอไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรต่อดี ตอนนี้เธอลำบากอยู่เหมือนกันแต่เมื่อคิดถึงอนาคตในภายภาคหน้าก็ไม่รู้สึกลำบากมากเท่าไหร่ เธอควรจะอดเปรี้ยวไว้กินหวาน

               “ภรรยาคนก่อนของผมด่วนจากไป ตัวผมก็ทำงานที่ค่าย มีแต่ปู่กับย่าคอยเลี้ยงดูเด็กๆ พวกเขาเลยถูกตามใจจนเคยตัว ถ้ามีตรงไหนที่พวกเขาทำไม่ถูกคุณช่วยสั่งสอนก็แล้วกัน ส่วนผู้ใหญ่ทางนั้นเดี๋ยวผมจะไปพูดกับเขาเอง หากยังตามใจกันอย่างนี้ต่อ โตขึ้นคงจะกลายเป็นนักเลงข้างถนนกันพอดี”

               ซินยู่คิดว่าเขาจะเข้ามาตำหนิตนว่าไม่ควรด่าเด็กๆ แต่คิดไม่ถึงว่าเขาจะเอ่ยประโยคนี้ออกมา นั่นทำให้เธอรู้สึกละอายใจและหลงใหลในตัวบุรุษผู้นี้มากขึ้นไปอีก

               ซ่งเจี้ยนปังอัดควันบุหรี่เข้าปอดแล้วจึงเอ่ยอีกว่า “พวกเด็กๆ ยังไม่รู้ประสา ถ้าทำตัวไม่เหมาะไม่ควรตรงไหน คุณก็ช่วยบอกช่วยสอนพวกเขาหน่อย ผมรู้ว่าเป็นแม่เลี้ยงไม่ง่าย แต่ถ้ามีตรงไหนที่คุณลำบากใจจะสอนพวกเขาก็ให้บอกมา เดี๋ยวผมจะหาวิธีเอง”

               ซินยู่ยิ่งรู้สึกอบอุ่นใจ “พวกต้าเป่าเป็นเด็กดีทุกคนค่ะ”

               “พวกลิงนั่นชอบปีนหลังคา จะเป็นเด็กดีตรงไหนกัน” ซ่งเจี้ยนปังด่าลูกชายตนด้วยใบหน้ายิ้มๆ “ลูกสาวก็ยิ่งน่าปวดหัว เด็กผู้หญิงควรจะทำตัวเป็นกุลสตรีแต่ยัยหนูกลับถูกพี่ชายสองคนพาเล่นจนเป็นลิงเป็นค่างตามไปด้วย”

               ซินยู่หัวเราะตามคำพูดของเขาและนึกโล่งใจมากทีเดียว เรื่องที่เกิดขึ้นในห้องครัวคงจะจบลงเพียงเท่านี้กระมัง

               ถ้าสองผัวเมียอยู่ในห้องกันตามลำพังในเวลากลางวันแสกๆ คงจะดูไม่งาม ซ่งเจี้ยนปังจึงลุกขึ้นแล้วบอกว่า “คุณเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะ”

               ซินยู่จึงเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วเดินออกจากห้องไป

 

               “พี่คะๆ หนูอยากใส่ชุดสีแดงตัวยาว หนูอยากเป็นเจ้าสาว”

               ซ่งเสี่ยวเม่ยเขย่าแขนซ่งต้าเป่าผู้เป็นพี่

               ซ่งต้าเป่าเป็นพี่ชายที่แสนดี เขากลอกตาไปมา ครุ่นคิดว่าจะไปหาชุดสีแดงมาจากไหนดี?

               เขาอาศัยจังหวะที่ผู้ใหญ่เผลอ พาซ่งเสี่ยวเม่ยเดินไปที่ห้องของคุณพ่อ พอลองผลักประตูก็รู้ว่าประตูล็อก พวกเด็กๆ เดินไปด้านหลังของหน้าต่างแล้วสอดมือคลำไปจนปลดล็อกหน้าต่างได้ในที่สุด

               เมื่อก่อนตอนที่พ่อของพวกเขาไม่อยู่บ้านและยังไม่มีแม่เลี้ยงเจ้าปัญหามาอยู่ด้วย พวกเขาสามารถเข้าออกห้องนี้ได้ตามอำเภอใจ

               ซ่งต้าเป่าเอ่ยว่า “เธอคอยดูอยู่ที่นี่นะ ถ้ามีใครมาค่อยเรียกพี่”

               ซ่งเสี่ยวเม่ยพยักหน้าอย่างจริงจัง มองตามพี่ชายที่หายเข้าไปในห้องอย่างคล่องแคล่ว

               ซ่งต้าเป่าหยิบผ้าคลุมเตียงสีแดงที่เขาคิดว่าสวยที่สุดออกมา เป็นผ้าที่สามารถคลุมร่างของน้องสาวได้ตั้งแต่หัวจรดเท้า อย่างนี้สิถึงจะเรียกว่าเจ้าสาว!

               นอกจากผ้าคลุมเตียงแล้วเขาก็หยิบลูกโป่งหน้าตาประหลาดมาอีกจำนวนหนึ่ง นี่คงเป็นของเล่นที่พ่อตั้งใจจะซื้อไว้ให้พวกเขากระมัง

               “ลูกโป่งหรือ” ซ่งเสี่ยวเม่ยร้องออกมาด้วยความยินดี “หนูไม่อยากเล่นเป็นเจ้าสาวแล้วค่ะ” ลืมไปแล้วว่าเมื่อครู่เธออยากเป็นเจ้าสาว

               ซ่งต้าเป่ามองน้องสาวอย่างระอา ครู่หนึ่งจึงกลับเข้าไปในห้องเอาผ้าคลุมเตียงวางคืนไว้ที่เดิมแล้วจูงเธอกลับไปหาน้องชายอีกคน

               ซ่งเสี่ยวเม่ยหยิบลูกโป่งจำนวนหนึ่งออกมาเป่า แต่เป่าอย่างไรก็ไม่พอง จึงหันมามองพี่ชายด้วยความโมโห “พี่คะ...ดูสิ”

               ซ่งต้าเป่าถอนหายใจอย่างไม่สบอารมณ์แล้วจึงรับลูกโป่งจากเธอมาเป่า แต่เขาพยายามเป่าอย่างไรก็ไม่พองออก จึงเอ่ยออกมาว่า “อันนี้รั่วแล้ว”

               พอเปลี่ยนอีกชิ้นก็เหมือนเดิม “เอ๊ะ อันนี้ก็รั่ว”

               แล้วหยิบมาเปลี่ยนอีกก็รั่วอีกเช่นกัน จึงพูดว่า “ทำไมลูกโป่งถึงรั่วเหมือนกันหมดเลยล่ะ?”

               “ต้าเป่า” ซ่งเจี้ยนปังกำลังอยากเรียกลูกชายคนโตมาคุยด้วย เมื่อเดินเข้าไปใกล้จึงได้เห็นของที่อยู่ในมือเขา ผู้เป็นพ่อเอ่ยปากอย่างโมโหว่า “ใครใช้ให้ลูกเข้าไปค้นของในห้องพ่ออย่างนั้น”

               “พ่อ พ่อถูกหลอกแล้ว ลูกโป่งที่พ่อซื้อมารั่วทั้งหมดเลย” ซ่งต้าเป่าชูสิ่งที่เขาคิดว่าเป็นลูกโป่งแล้วหัวเราะเยาะผู้เป็นพ่อ

 

               ซินยู่ที่อยู่ในสวน โน้มตัวลงหยิบไม้กวาด

               เธอแสร้งทำเป็นกวาดพื้น พอเงยหน้าขึ้นเห็นถุงยางอนามัยในมือของซ่งต้าเป่าก็สะดุ้งตกใจคล้ายกับเห็นผีก็ไม่ปาน

               สามีของเธอ...ซ่งเจี้ยนปังมีสีหน้าที่เปลี่ยนไปไม่น้อย เขาหันไปมองซินยู่ตามสัญชาตญาณ พอเห็นว่าเธอหน้าเสีย แววตาของเขาจึงค่อยๆ ขรึมลงเรื่อยๆ

               ซ่งเจี้ยนปังก้าวยาวๆ เข้าไปหาลูกชายแล้วดึงถุงยางอนามัยกลับมา “อืม รั่วหมดแล้ว เดี๋ยวพ่อจะซื้ออันที่ไม่รั่วมาให้เล่นนะ”

               เพียงพริบตาเดียวสิ่งที่เด็กๆ คิดว่าเป็นลูกโป่งก็มาอยู่ในมือของผู้เป็นพ่อ ซ่งต้าเป่ายื่นมือคว้าเหมือนอยากได้คืน เขาแย้งว่า “รั่วแล้วแต่ก็เล่นได้นะครับ”

               ซ่งเจี้ยนปังหยิบเงินออกมาจากกระเป๋ายื่นให้ลูกชายและเอ่ยว่า “พาน้องๆ ไปหาอะไรกินเถอะ”

               เมื่อมีเงินแล้วค่อยคุยกันง่ายหน่อย ซ่งต้าเป่ารับเงินจากพ่อแล้วพาน้องสาวเดินไปร้านขายขนม ไม่ลืมหันไปตะโกนเรียกน้องชายอีกคนด้วยสีหน้ายินดี “เอ้อเป่า มานี่เร็ว”

               ซ่งเอ้อเป่าที่กำลังเล่นปั้นดินกับเด็กคนอื่นอยู่ในที่ที่ห่างออกไปไม่ไกลนัก เห็นท่าทางของพี่ชายก็รีบวิ่งมาหาอย่างรวดเร็ว

               “ลูกโป่งรั่วหมดเลยหรือ?” ซ่งหมู่ผู้เป็นย่าของเด็กๆ ย่อมไม่รู้จักถุงยางอนามัยซึ่งเป็นของทันสมัย “ซื้อมาจากไหนกัน? ร้านของฉุนอิงหรือเปล่า? ทำไมถึงได้ขายลูกโป่งรั่วๆ ให้ลูกเสียเล่า ไม่ได้ๆ แม่ต้องไปพูดให้รู้เรื่องสักหน่อย” ซ่งหมู่ที่ไม่ยอมอะไรง่ายๆ ตั้งท่าพร้อมจะมีเรื่องมีราวทุกขณะ

               ซ่งเจี้ยนปังต้องเอ่ยห้ามมารดาให้สงบปาก แล้วพาตนเองเดินกลับเข้าห้องนอนไป

               มือของซินยู่ที่กุมไม้กวาดสั่นระริก เธอกำมือแน่นจนเห็นเส้นเอ็นปูดโปนชัดเจน เด็กสองคนนั่นเกิดมาเพื่อเป็นเจ้ากรรมนายเวรของเธอจริงๆ ซ่งเจี้ยนปังต้องสงสัยว่าเป็นฝีมือเธอ แล้วเธอจะอธิบายอย่างไรดี? จะปฏิเสธเสียงแข็งหรือจะสารภาพตามตรงดีล่ะ?

               ซินยู่รีบประมวลผลในหัวอย่างรวดเร็ว ร่างของเธอหนาวสะท้านด้วยความหวั่นวิตก ไม่รู้เลยว่าจะเดินตามเข้าไปในห้องดีหรือไม่

               ภายในห้องนอนเวลานี้มีข้าวของวางกระจัดกระจาย แต่ไม่มีใครใส่ใจอะไรนัก

               สีหน้าของซ่งเจี้ยนปังราบเรียบเหมือนน้ำที่สงบนิ่ง แม้จะไม่ได้ระเบิดออกมาแต่ก็ดูน่ายำเกรง เขานิ่งมองซินยู่เหมือนกับจะรอให้เธอเป็นฝ่ายอธิบายเรื่องนี้เอง

               ขาทั้งสองข้างของซินยู่สั่นระริกอย่างไม่อาจควบคุม ดวงหน้าของเธอซีดเผือดด้วยความหวาดกลัว เธอก้มหน้าเล็กน้อยไม่กล้าสบตากับซ่งเจี้ยนปังตรงๆ

               เมื่อรออยู่นานกลับไม่ได้ยินคำอธิบาย ซ่งเจี้ยนปังจึงเป็นคนเอ่ยขึ้นเพื่อทำลายความเงียบเสียเอง “คุณเป็นคนทำหรือ?”

               ถุงยางรั่วอาจเป็นเรื่องบังเอิญได้ แต่หากรั่วเหมือนกันทั้งสี่ชิ้นคงไม่อาจเรียกได้ว่าบังเอิญ อีกอย่างสีหน้าท่าทางของซินยู่ก็แสดงพิรุธออกมาอย่างชัดเจน

               ซินยู่ละล่ำละลักตอบไปว่า “ฉัน... ฉัน...” แล้วน้ำตาก็ไหลรินออกมาไม่ขาดสาย “คุณเองก็จะไปทำงานในกองทัพอยู่แล้ว ฉันอยู่บ้านเพียงลำพังคงเหงาแย่ก็เลยอยากมีเด็กสักคนมาเป็นเพื่อน ฉันแค่อยากมีที่ยึดเหนี่ยวจิตใจน่ะค่ะ”

               แล้วจึงพูดต่อด้วยเสียงสั่นเครือว่า “พวกเด็กๆ ลูกของคุณไม่ชอบฉัน ถ้าฉันมีลูกของตัวเองสักคนพวกเขาก็คงเข้ามาสนิทสนมในฐานะพี่น้อง เท่านี้ก็คงทำให้พวกเรากลมเกลียวกันได้แล้ว ดังนั้นฉันก็เลย... ฮือๆ ๆ” ซินยู่ยกมือขึ้นปิดหน้าทรุดตัวลงนั่งกอดเข่าร้องไห้

               ซ่งเจี้ยนปังมีความรู้สึกหลากหลายเกิดขึ้นในใจ การที่ซินยู่อยากมีลูกสักคนก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่พวกเขาเคยให้คำมั่นสัญญากันก่อนหน้านี้แล้วนี่นา ความซื่อสัตย์นับเป็นคุณธรรมขั้นพื้นฐานของคน หากเธออยากมีลูกก็ควรปรึกษาเขาก่อนสิ การที่เธอแอบทำอะไรลับหลังอย่างนี้มันถูกหรือ?

               พอมีเรื่องสองเรื่องเกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน สองตาซ่งเจี้ยนปังที่มองไปยังซินยู่จึงแฝงไปด้วยแววพินิจพิเคราะห์ เขาจำต้องยอมรับว่าภรรยาสาวแสนสวยของเขาคนนี้ไม่ได้เป็นหญิงสาวไร้เดียงสาอย่างที่เคยคิดไว้ เพียงเท่านั้นซ่งเจี้ยนปังก็รู้สึกจุกในอก ความปรารถนาที่จะมีครอบครัวสงบสุขจะเป็นไปได้หรือไม่ ซ่งเจี้ยนปังไม่อาจมั่นใจได้เลย

               “ต่อไปหากคุณคิดจะทำอะไรก็บอกผมตรงๆ สิ ผัวเมียกันมีอะไรก็ควรจะเปิดอกคุยกัน” ซ่งเจี้ยนปังนวดหว่างคิ้วอย่างอ่อนใจ บอกกับตนเองว่าเธอยังเด็ก เพิ่งจะอายุสิบแปดก็คงมีเรื่องที่ทำไม่ถูกบ้าง ส่วนตัวเขาอายุมากกว่าเธอหลายปีก็ควรจะบอกจะสอน และเมตตาต่อเธอให้มาก

               ซินยู่ซึ่งมีน้ำตานองหน้าพยักหน้าซ้ำๆ อย่างแข็งขันแล้วตอบว่า “ทราบแล้วค่ะ ครั้งนี้ฉันสำนึกผิดแล้ว ต่อไปฉันจะไม่ตัดสินใจเองตามลำพังอีกเด็ดขาด”

8.นายจะไปไหนหรือ?

               ซ่งเจี้ยนปังถอนหายใจอย่างโล่งอกแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงใจว่า “ก่อนหน้านี้ผมเคยบอกคุณแล้วว่า ไม่ได้ห้ามให้คุณมีลูกแต่อยากจะรอสักสองปี คุณเองก็ยังเด็ก หากมีลูกตั้งแต่อายุยังน้อยก็อาจจะไม่ดีต่อสุขภาพ ส่วนผมเองก็มีความคิดที่เห็นแก่ตัวอยู่บ้าง ถ้าผมแต่งงานกับคุณแล้วมีลูกใหม่ทันที ลูกๆ ของผมก็คงยากจะรับได้ ต่อไปพี่น้องก็จะไม่สนิทกัน ผมจึงอยากให้คุณกับเด็กๆ สนิทกันเสียก่อน รอจนเด็กๆ ยินดีจะมีน้องชายน้องสาว เราจะมีลูกเพิ่มอีกสักคนก็ไม่สาย”

               ซินยู่ได้ฟังก็พยักหน้าซ้ำๆ แล้วตอบว่า “เป็นเพราะฉันวู่วามเองค่ะ ตอนนี้ฉันเข้าใจดีแล้วจะทำตามที่คุณบอกทุกอย่าง”

               เมื่อเห็นว่าเธอสำนึกผิด ซ่งเจี้ยนปังก็ไม่กล้าพูดอะไร ได้แต่เก็บความอัดอั้นนั้นไว้ในใจ “ผมจะไปเอาน้ำมาให้คุณล้างหน้าสักหน่อยก็แล้วกัน” ว่าแล้วซ่งเจี้ยนปังก็ก้าวออกจากห้องไป

               ซินยู่รีบปาดน้ำตาบนใบหน้า มือทั้งสองข้างประสานกันไว้แน่น ช่วงเวลานี้คล้ายกับตอนที่เธอได้ขึ้นรถข้ามภูเขาสมัยเป็นเด็ก หัวใจมักเต้นระรัวไม่เป็นจังหวะคล้ายกับพร้อมจะพุ่งออกมานอกอกได้ทุกเมื่อ

               ซินยู่ถอนหายใจคล้ายกับยกภูเขาลูกใหญ่ออกจากอก โชคดีที่ซ่งเจี้ยนปังให้อภัย แต่เธอก็อดไม่ได้ที่จะนึกด่าซ่งต้าเป่าในใจ เพราะความซุกซนของเด็กเวรนั่นเลยเกือบทำให้เธอมีปัญหา เด็กตัวแค่นี้ยังกล้ามาขโมยของของผู้ใหญ่ พอโตแล้วจะขนาดไหนนะ

               เมื่อคิดถึงตรงนี้ จู่ๆ ซินยู่ก็นิ่งอึ้งไปชั่วขณะ

               จำได้ว่าอีกยี่สิบปีต่อจากนี้ ซ่งต้าเป่าจะสืบทอดกิจการของผู้เป็นพ่อ ซ่งเอ้อเป่าเข้ารับราชการ ส่วนซ่งเสี่ยวเม่ยไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ ซินยู่กล้ำกลืนความอัดอั้นตันใจเอาไว้ แม้จะไม่สบายใจแต่เมื่อมองในทางกลับกัน หากตีสนิทกับเด็กเหล่านี้เอาไว้แต่เนิ่นๆ ไม่แน่ว่าลูกของเธอก็คงจะสุขสบายเช่นกัน

               คืนนั้นสองผัวเมียนอนบนเตียงเดียวกันแต่ไม่ได้มีความสัมพันธ์เกินเลย ความปรารถนาทางกายของซินยู่ผุดขึ้นมาอีกครั้ง เธอยื่นมือไปสะกิดผู้เป็นสามีแต่ก็ต้องชักมือกลับด้วยเหตุผลที่เธอเองก็ไม่เข้าใจ

               ซินยู่กัดริมฝีปากพลางครุ่นคิดว่าตนคงต้องรออีกสักสองวัน เพราะถึงอย่างไรซ่งเจี้ยนปังก็ยังอยู่ที่บ้านอีกประมาณครึ่งเดือน ยังพอมีเวลาให้ทั้งสองผูกสัมพันธ์กันจนแน่นแฟ้น

 

               วันต่อมาซ่งเจี้ยนปังไปช่วยครอบครัวซ่อมเล้าหมู

               ซินยู่ก็พยายามอดทนต่อกลิ่นที่น่าสะอิดสะเอียนเหล่านี้แล้วมาช่วยเขา เมื่อเห็นว่าเธอต้องฝืนทนทำงาน ซ่งเจี้ยนปังก็บอกว่าที่นี่ไม่มีงานอะไรให้เธอทำหรอก

               ซินยู่บอกว่าไม่เป็นไร เธอพยายามอดทนกับกลิ่นอีกพักใหญ่ แต่ในที่สุดก็ทนไม่ไหวจึงได้เดินห่างออกไป

               ซ่งหมู่ผู้เป็นแม่สามีแอบเบ้ปากให้เธอลับหลัง นางซ่งรู้สึกว่าสะใภ้คนนี้ช่างสำอางหยิบโหย่งเหลือเกิน ก่อนหน้านี้อยู่ในบ้านตัวเองก็ต้องเหยียบขี้ไก่ที่มีเกลื่อนกลาดไม่ใช่หรือ พอแต่งงานเท่านั้นแหละ แม้แต่เล้าหมูหล่อนก็ไม่กล้าเข้าใกล้

               หรือตอนที่อยู่บ้านเดิมไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างนี้กัน?

               เชอะ! ตระกูลเย่ลำบากกว่าบ้านของเธอเป็นไหนๆ สงสัยคิดว่าได้แต่งเข้ามาอยู่บ้านสามีก็ต้องทำตัวเป็นคุณนายให้สมฐานะ

               ซ่งเจี้ยนปังเห็นภรรยาย่นจมูก ในใจได้แต่แอบคิดว่าท่าทีของซินยู่เหมือนผู้หญิงที่ทำงานในเมืองเสียเหลือเกิน

               “พี่เจี้ยนปัง ซ่อมเล้าหมูหรือครับ?”

               “อ้าว อี้หมินหรือ? เจี้ยนปังเขากลัวว่าตัวเองจะเหงาน่ะ เล้าหมูก็อยู่ของมันดีๆ ไม่เห็นต้องให้ซ่อมที่ตรงไหน แต่พี่เขาดันบอกว่าตอนนี้อยู่บ้านพอดีก็เลยอยากจะล้อมใหม่ให้มันแข็งแรงขึ้นอีกสักหน่อย จะได้ไม่พังแล้วลำบากต้องหาคนมาซ่อม” นางซ่งเอ่ยปากบ่นลูกชาย แต่น้ำเสียงกลับแฝงด้วยความโอ้อวดอย่างภาคภูมิใจ

               เมื่อมองไปเห็นคนที่อยู่นอกรั้ว ร่างของซินยู่ก็สั่นเทาอย่างหวาดระแวง เธอหันไปมองซ่งเจี้ยนปังตามสัญชาตญาณ เห็นว่าเขากำลังหันหลังให้เธอและก้มหน้าก้มตาทำงาน ซินยู่จึงก้มหน้าลงอย่างรวดเร็ว กลัวว่าซ่งเจี้ยนปังจะเห็นท่าทีที่มีพิรุธของตน

               เก๋ออี้หมินหัวเราะแล้วตอบว่า “ในละแวกนี้ก็มีแต่พี่เจี้ยนปังนี่แหละที่กตัญญูที่สุด”

               ซ่งเจี้ยนปังยกมุมปากยิ้มเล็กน้อยและตอบว่า “ก็ไม่เท่าไหร่หรอก นายจะไปไหนหรือ?”

               เก๋ออี้หมินเหลือบมองซินยู่ที่ยืนก้มหน้าอยู่ แล้วตอบไปว่า “ไปหาคุณปู่คุณย่าสักหน่อยครับ”

               “แม่บอกว่านายป่วย แต่ก็ดูหน้าตาสดใสดีอยู่นี่”

               “ดีขึ้นแล้วครับ”

               “ออกมาเดินเล่นสักหน่อยสุขภาพจะได้ดีขึ้นไวๆ” ซ่งหมู่มองเก๋ออี้หมินที่ผอมแห้งเหมือนไม้กระดานแล้วนึกเป็นห่วงแทนแม่ของเขา ผู้ชายคนนี้ผอมยิ่งกว่าลูกสาวบ้านอื่นเสียอีก แต่ก็หน้าตาดีที่สุดในละแวกนี้แล้วกระมัง

               เก๋ออี้หมินเป็นคนหล่อเหลาสะอาดสะอ้าน ถ้าเกิดในยุคก่อนเขาก็คงได้รับความนิยมอย่างยิ่ง แต่ในสมัยนี้กลับไม่ได้น่าหลงใหลถึงขนาดนั้น ทุกวันนี้หนุ่มเนื้อหอมมักจะมีบุคลิกแบบซ่งเจี้ยนปังซึ่งมีมาดของชายชาตรีที่น่ายกย่อง ดูพึ่งพาอาศัยได้

               เมื่อสนทนากันอีกเล็กน้อยเก๋ออี้หมินก็เดินจากไป แต่ในใจของซินยู่กลับไม่อาจสงบ

               คนสารเลวนี่จะมาทำไม มาข่มขู่คุกคามเธอหรือ?

               เมื่อคิดถึงว่าในอดีตตนละทิ้งอนาคตอันสดใสและมั่นคงอย่างการเป็นคู่ชีวิตของซ่งเจี้ยนปัง เพื่อหนีตามผู้ชายที่พาเธอไปสู่เหวนรก เพียงเท่านี้ซินยู่ก็อยากมีชีวิตอยู่เพื่อฉีกร่างของมันผู้นั้นออกเป็นชิ้นๆ เสียแล้ว

               ไม่ได้! ต้องหาวิธีจัดการกับเรื่องนี้

               ถ้ายอมให้เก๋ออี้หมินมาหาที่นี่บ่อยๆ เธอก็อาจจะเผลอแสดงพิรุธออกมาให้ใครจับได้แน่ เธอจะไม่ยอมให้เก๋ออี้หมินมาทำลายความสุขในชาตินี้ของเธอหรอก

               เก๋ออี้หมินซึ่งเดินจากไปแล้วหันกลับมามองบ้านตระกูลซ่ง คืนก่อนหน้าวันแต่งงานเขารออยู่ที่ท้ายหมู่บ้านจนถึงตีสามแต่ซินยู่ก็ยังไม่มา เขาอยากจะเข้าไปหาถึงในบ้านแต่ไม่รู้ว่าบ้านของเธออยู่ตรงไหน จึงจำต้องกลับไปด้วยความผิดหวัง

               เนื่องจากเขานั่งตากน้ำค้างอยู่หลายชั่วโมง พอกลับไปเลยเป็นไข้และป่วยนานถึงสามวัน ทันทีที่เริ่มมีเรี่ยวมีแรงเขาก็ตรงมาที่บ้านตระกูลซ่งเพราะอยากเห็นเธอแม้สักครู่หนึ่งก็ยังดี

               หลังจากที่เฝ้าสังเกตการณ์อยู่นานหลายวัน ในที่สุดเก๋ออี้หมินก็สามารถหาโอกาสสนทนากับซินยู่เพียงลำพังได้

               “เธอถูกพ่อแม่จับได้ตอนที่พยายามหนีใช่ไหม” เก๋ออี้หมินพยายามหาเหตุผลแทนอีกฝ่าย

               เมื่อเห็นแววตาหวานซึ้งของเขา ซินยู่ก็แทบอยากจะอาเจียน

               “ไม่หรอก เป็นเพราะฉันไม่อยากไปกับเธอแล้วต่างหาก ถ้าหนีไปแล้วพ่อแม่ฉันจะทำยังไง บ้านของเราคงถูกชาวบ้านกดให้จมดินจนไม่เป็นผู้เป็นคน แล้วบ้านของเธอก็คงไม่ต่าง พวกเราจะเห็นแก่ตัวไม่ได้ เรื่องระหว่างเราเป็นแค่ความผิดพลาด ให้นึกเสียว่าไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นจะดีกว่า”

               เก๋ออี้หมินมองเธอคล้ายกับไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน เขาพูดว่า “เธอยอมใช้ชีวิตกับซ่งเจี้ยนปังด้วยการยอมเป็นแม่เลี้ยงของเด็กอีกสามคน นี่เป็นเพราะพ่อแม่ของเธอบังคับแน่ๆ ซินยู่...นี่มันสมัยไหนแล้ว การแต่งงานเป็นเรื่องที่ตัดสินใจเองได้ พวกเรามีอำนาจที่จะหาความสุขด้วยตัวของเราเอง”

               ซินยู่อยากจะเงื้อมือขึ้นตบหน้าของเก๋ออี้หมินเหลือเกิน ความสุขที่เขาพูดถึงก็คือการพาเธอไปลำบากที่เมืองเผิงเฉิงแล้วยังหลอกให้ไปใช้ชีวิตที่เกาะก่างเฉิง พอสุดท้ายอับจนหนทาง เธอก็ต้องขายตัว

               “ฉันยอม ฉันรู้สึกว่าชีวิตอย่างนี้ก็ดีเหมือนกัน ตอนนี้ฉันแต่งงานกับซ่งเจี้ยนปังแล้ว ต่อไปเธอก็อย่ามาหาฉันอีกเลย ถ้าใครมาเห็นเข้าจะดูไม่ดี”

               เก๋ออี้หมินเอ่ยด้วยความเจ็บปวด “ก่อนหน้าทำไมเธอไม่พูดอย่างนี้ เธอบอกว่าการเป็นเมียทหารน่ากลัว และการเป็นแม่เลี้ยงก็น่ากลัวยิ่งกว่า”

               ซินยู่ตอบว่า “ก่อนหน้าก็คือก่อนหน้า ตอนนั้นฉันยังเป็นเด็กไม่รู้ประสา อย่าถือสาฉันสิ”

               เก๋ออี้หมินกระวนกระวายใจ “ถ้าอย่างนั้นเรื่องระหว่างเราก็ไม่ใช่เรื่องจริงอย่างนั้นน่ะหรือ?”

               ซินยู่มองซ้ายมองขวาด้วยความกังวลใจ “พูดเบาๆ หน่อย ฉันแต่งงานแล้วนะ เรื่องระหว่างเราไม่ควรจะเริ่มตั้งแต่แรกแล้ว เอาเถอะ ยังไงเธอก็ไม่ควรมาหาฉันอีก” ซินยู่ตั้งใจจะตัดสัมพันธ์กับเก๋ออี้หมินแล้วต่อไปค่อยหาทางล้างแค้นเจ้าหน้าตัวเมียคนนี้

               “เธอไม่ได้เป็นคนแบบนี้เสียหน่อย” เก๋ออี้หมินมองหน้าเธออย่างเจ็บปวด เขาดูเหมือนคนที่ถูกหลอกอย่างหนักหนาสาหัส

               ซินยู่มองเขาอย่างรู้สึกสะอิดสะเอียน หน้าตาท่าทางอย่างนี้แหละที่เคยเกลี้ยกล่อมหญิงสาวไร้เดียงสาอย่างตนให้หลงเชื่อจนยอมไปร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วย เธอพยายามซ่อนความขยะแขยงในใจแล้วเอ่ยกับเก๋ออี้หมินด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “ถ้าเธอหวังดีกับฉันจริงๆ ก็อย่ามาหาฉันอีก ไม่อย่างนั้นหากมีใครมาพบเข้า พวกเราคงจะจบเห่กันพอดี”

               “ซินยู่ ฉันจะพาเธอหนี เราหนีไปเมืองท่าเผิงเฉิงกัน ฉันไม่สนหรอกว่าเธอจะเคยแต่งงานแล้ว” เก๋ออี้หมินกุมมือของซินยู่ไว้

               ซินยู่มีสีหน้าเหยเกทันที เธอพยายามสะบัดมือออกอย่างแรงและเอ่ยว่า “ฉันไม่ไปกับเธอเด็ดขาด ฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องหรือไง ตอนนี้ฉันมีชีวิตที่ดีมากอยู่แล้ว ฉันไม่อยากข้องเกี่ยวกับเธออีก จำไว้เลยนะว่าถ้าเธอทำให้ครอบครัวของทหารแตกแยกเธอต้องติดคุก ถ้าไม่อยากติดคุกละก็อยู่ห่างๆ ฉันไว้”

9.สกัดดาวรุ่ง

               เมื่อเห็นเขาสบถอย่างเกรี้ยวกราด ซินยู่ก็เดินจากไปอย่างรวดเร็ว

               เก๋ออี้หมินตกใจและเจ็บปวดนัก เขาไม่เข้าใจว่าในระยะเวลาสั้นๆ ทำไมเธอจึงเปลี่ยนไปราวกับเป็นใครอีกคนที่เขาไม่รู้จัก

 

               หลังจากนั้นอีกหลายวัน

               ซินยู่พบว่าเก๋ออี้หมินไม่ได้พยายามมาชะเง้อชะแง้ที่บ้านตระกูลซ่งอีก จึงคิดว่าเขาคงตกใจกับคำขู่ว่าอาจจะติดคุก นั่นก็ไม่แปลกเพราะเก๋ออี้หมินเป็นคนเหลาะแหละอยู่แล้ว

               วันหยุดของซ่งเจี้ยนปังใกล้จะหมดลงในอีกไม่ช้า เหลือเวลาอีกแค่สามวันเขาก็ต้องกลับไปทำหน้าที่ในค่ายทหาร ซ่งเจี้ยนปังเอ่ยกับซินยู่ว่า “เดี๋ยวพรุ่งนี้พวกเราไปหาพ่อแม่อีกสักครั้งดีไหม?”

               พรุ่งนี้เป็นวันเสาร์ ฟู่ยู่จะกลับมาจากโรงเรียน ซินยู่ไม่อยากจะกลับบ้านไปเจอน้องสาวฝาแฝดสักเท่าไหร่แต่ก็ไม่อาจหาเหตุผลมาปฏิเสธ จึงจำต้องรับปากเขา

               วันต่อมาซ่งเจี้ยนปังก็พาซินยู่มุ่งหน้าตรงไปยังบ้านตระกูลเย่ที่ซอมซ่อ ก่อนออกเดินทางซ่งหมู่ได้เตรียมปลาไว้ให้หลายตัว มิหนำซ้ำระหว่างทางซ่งเจี้ยนปังก็ยังซื้อผลไม้จำนวนหนึ่ง เหล้าขวด บุหรี่อีกหลายซอง เมื่อคิดถึงเด็กๆ ที่บ้านนั้นเขาก็ซื้อขนมเพิ่มอีกหลายกระปุก

               เมื่อเห็นของพะรุงพะรังอย่างนี้ ซินยู่ก็นึกในใจว่าคนอย่างซ่งเจี้ยนปังแม้ดูจากภายนอกจะเป็นคนเข้มแข็ง โผงผางอย่างชายชาติทหาร แต่ในใจกลับละเอียดอ่อนและเอาใจใส่อย่างยิ่ง เมื่อคิดว่าในอดีตตนได้มอบโอกาสนี้ให้ฟู่ยู่ไปครอง ก็รู้สึกเจ็บปวดใจนัก

               “ฮัดชิ่ว...” อาหยูที่เดินมาใกล้ประตูจามไปครั้งหนึ่ง พอได้ยินเสียงความเคลื่อนไหว นางเย่ก็เงยหน้าขึ้นมองลูกสาวคนเล็กอย่างประหลาดใจ “ตัดผมแล้วหรือลูก ทำไมตัดสั้นขนาดนี้ล่ะ”

               อาหยูลูบผมของตนที่ถูกตัดสั้นจนเหี้ยนเท่าติ่งหู ในยุคนี้หญิงสาวมักตัดผมสั้นที่สุดก็แค่ปลายคาง คนที่ตัดสั้นขนาดเธอมีน้อยแสนน้อย แม้แต่ช่างตัดผมยังต้องถามเธอถึงสามครั้งเพื่อยืนยันว่าต้องการให้ตัดสั้นขนาดนี้จริงหรือไม่

               “อากาศร้อนแล้วค่ะแม่ ตัดผมสั้นจะได้สระง่ายหน่อย” ความจริงแล้ว อาหยูตัดผมสั้นแล้วยังขายผมมัดนั้นได้เงินมาอีกตั้งสิบหยวน เธอตั้งใจจะนำเงินก้อนนี้มาเป็นต้นทุนให้ทางบ้าน ที่บ้านของเธอมีเงินเก็บแค่ไม่กี่เหมา แม้เธอจะเป็นปีศาจแต่ก็คงไม่สามารถคว้าเงินจากอากาศมาได้ อีกอย่างตัวเธอก็มีฝาแฝด ควรจะหาสัญลักษณ์บางอย่างเพื่อให้ทั้งคู่ดูแตกต่างกันบ้าง

               “ก็ไม่เห็นต้องตัดจนสั้นขนาดนี้เลยนี่” เย่หมู่มองอย่างไรก็รู้สึกแปลกตา ลูกสาวตัดผมสั้นขนาดนี้จึงดูราวกับเด็กน้อย

               “สวยดีออกครับ พี่รองตัดผมอย่างนี้สวยกว่าเมื่อก่อนเสียอีก” เย่หงหลี่รีบประจบ

               อาหยูชมว่าเขาเป็นคนรุ่นใหม่ที่ตามีแวว แล้วหยิบลิ้นจี่กระป๋องหนึ่งออกมาจากกระเป๋านักเรียนส่งให้น้องชาย

               “ขอให้พี่รองมีอายุยืนหมื่นปี หมื่นๆ ปี” เย่หงหลี่รีบให้พรแล้วคว้าผลไม้กระป๋องเดินเข้าห้องของตัวเองไป

               เย่หมู่เอ่ยถามอย่างประหลาดใจว่า “ลูกซื้อของพวกนี้ทำไมกัน ผมของลูกขายได้เงินแล้วล่ะสิ ขายได้เท่าไหร่ล่ะ?”

               “สิบหยวนค่ะ” อาหยูเอ่ยตอบตามความจริง

               เย่หมู่ตอบว่า “ก็น่าจะราคานี้แหละ อย่าใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายนักล่ะ ใช้กระเบียดกระเสียรสักหน่อยก็ดี”

               อาหยูรับคำแต่โดยดี เธอไม่ได้บอกว่าอันที่จริงเธอก็ใช้เงินไปพอประมาณแล้ว เงินจำนวนนั้นได้กลายมาเป็นของในกระเป๋านักเรียนของเธอนี่แหละ เสาร์อาทิตย์ที่แล้วเธอไปเดินเล่นในตัวอำเภอและสังเกตเห็นว่าการขายของกินเป็นธุรกิจที่ไปได้สวย ช่วงเวลานี้ประเทศจีนก็ปฏิวัติมาได้สองปีแล้ว ทุกคนมีเงินเหลือในมือและมองว่าเรื่องกินเป็นเรื่องสำคัญ พวกเขาต่างยอมเสียเงินเพื่อซื้อของกินอร่อยๆ มาสนองกิเลสตน

               หากเป็นเรื่องกิน... อาหารประเภทอื่นเธอยังทำไม่ค่อยได้ แต่ถ้าเป็นประเภทปลาเธอชำนิชำนาญเป็นที่สุด ถ้าเธอสามารถสอนให้คนตระกูลเย่ทำได้ เงินก็จะไหลมาเทมาเร็วกว่าการที่พวกเขาทำนาและเลี้ยงไก่เสียด้วยซ้ำ

               รออีกสักพักเธอก็จะซื้อปลาจากคนในหมู่บ้านมาทำให้พวกเขาลองชิม คงจะเชิญชวนให้พวกเขาเห็นดีด้วยได้

               “แม่ครับ ชิมสักคำสิ” เย่หงหลี่เปิดผลไม้กระป๋องเทลงในถ้วย ใช้ช้อนตักยื่นป้อนมารดา

               เย่หมู่ตอบว่า “แม่ไม่กินหรอก ลูกกินเถอะ”

               เย่หงหลี่ยังคงตื๊อไม่เลิก เด็กหนุ่มสูงจนเกือบเท่าผู้เป็นมารดาอยู่แล้ว

               คนเป็นแม่หลบอย่างไรก็ไม่พ้นจึงจำต้องกินไปหนึ่งคำแล้วจึงเอ่ยว่า “แบ่งพี่สาวกินด้วย ที่เหลือก็อย่ากินจนหมด เก็บไว้ให้ซ้อใหญ่อีกคน”

               “รู้แล้วครับ” เย่หงหลี่หันมาป้อนอาหยูบ้าง

               เธอกินไปหนึ่งคำแล้วจึงลูบหัวเขาอย่างเอ็นดูก่อนจะพูดว่า “เธอกินเองเถอะ”

               เย่หงหลี่ยิ้มอย่างเบิกบาน น่าสงสารที่ชาติก่อนเด็กหนุ่มที่ฉลาดและรู้ประสาอย่างเขากลับต้องมาลำบากวุ่นวายกับเรื่องในครอบครัวจนไม่มีใจจะเรียนหนังสือ พอถึงมัธยมปีที่ห้าเขาก็ต้องออกมาหาเงิน ตอนหลังเขายังไปเข้าร่วมกับแก๊งมิจฉาชีพเพื่อหารายได้ให้ทางบ้าน สุดท้ายจึงถูกลงโทษจำคุกสิบปี

               หากเป็นอย่างที่อาหยูคาดเดาไว้จริง

               ‘พี่สาวตัวแสบซินยู่’ คือมือฉมังในการสกัดดาวรุ่งเลยทีเดียว!

 

               “ทำไมต้องซื้อของกลับมาพะรุงพะรังขนาดนี้เล่า”

               เมื่อเห็นซ่งเจี้ยนปังและซินยู่ถือถุงน้อยใหญ่มา นางเย่ก็รู้สึกเกรงใจจึงหันไปค้อนใส่ลูกสาวคนโตพร้อมกับสบถเบาๆ

               ทำไมซินยู่ไม่รู้จักห้ามสามีบ้าง ขืนเป็นอย่างนี้ต่อไปคนตระกูลซ่งก็อาจจะเก็บไปนินทาลับหลังว่า บ้านตระกูลเย่กอบโกยสมบัติของฝั่งลูกเขยมาเป็นของตัวเอง

               “หนูบอกแล้วว่าไม่ต้องซื้อเยอะขนาดนี้ แต่เจี้ยนปังก็จะซื้อให้ได้” ซินยู่รู้ดีอยู่แก่ใจว่าการที่ซ่งเจี้ยนปังทำดีต่อครอบครัวเธออย่างเอาใจใส่อย่างนี้ ก็เพราะเห็นแก่หน้าเธอ

               คำพูดนี้เย่หมู่ได้ยินก็นึกยินดี ลูกเขยของเธอคนนี้อาจจะอายุมากไปสักหน่อยแถมยังมีลูกติดตั้งสาม แต่เรื่องอื่นๆ เขากลับทำได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ที่สำคัญที่สุดก็คือหมวยใหญ่เองก็มีความสุขกับชีวิตแต่งงาน

               เย่หมู่หันไปตะโกนเรียกคนในบ้านว่า “หมวยเล็ก ไปเรียกพ่อมาจากสวนหน่อยลูก” อาหยูซึ่งกำลังสานตะกร้าเอ่ยรับคำเบาๆ แล้วจึงเดินออกไป

               เมื่อได้เห็นหญิงสาวผมสั้นที่เดินออกมาจากบ้าน ซินยู่ก็มีสีหน้าเปลี่ยน เพราะผมถือเป็นความงามอันดับสองรองจากใบหน้า หากเปลี่ยนทรงผมก็คล้ายกับเปลี่ยนโฉมหน้าใหม่

               แม้แต่ซ่งเจี้ยนปังยังนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ พี่น้องคู่นี้ดูจะไม่เหมือนกันเสียแล้ว

               “พี่สาวกับพี่เขยมาแล้วหรือคะ?” อาหยูเอ่ยทักทายอย่างว่าง่าย

               เวลาก็ล่วงเลยมาครึ่งเดือนแล้ว ซินยู่จึงไม่ได้มีท่าทีโกรธเคืองจนควบคุมตนเองไม่ได้เหมือนช่วงสองสามวันแรกที่เจอหน้ากัน เธอถามอาหยูกลับไปว่า “ตัดผมแล้วหรือ?”

               อาหยูตอบว่า “อืม... ยาวแล้วดูแลยาก”

               ซินยู่เอ่ยชม “ตัดแล้วก็น่ารักดีนี่” ว่าแล้วก็แอบหันไปมองซ่งเจี้ยนปัง เมื่อเห็นว่าเขายังมีแววตาปกติไม่ได้แอบมองอาหยูก็ค่อยคลายกังวล

               อาหยูแย้มยิ้มรับคำชมแล้วจึงเดินออกจากบ้านไปหาเย่ฟู่

               หลังจากเย่ฟู่* ผู้เป็นบิดากลับมาถึงบ้านเขาก็นั่งสนทนากับซ่งเจี้ยนปังในห้อง เย่หมู่เห็นดังนั้นจึงกลับไปซักผ้าอยู่หลังบ้าน

               เมื่อในห้องมีแขก อาหยูก็ยกตะกร้าสานมานั่งทำต่อใต้ร่มไม้แทน

               “จะสานตะกร้านี้ไปทำไม” ซินยู่ที่เดินตามมาถามอาหยูอย่างสงสัย

               อาหยูหันไปมองซินยู่และคิดไปว่า เมื่อไม่นานมานี้ทั้งสองยังเคยนั่งสานตะกร้าด้วยกันอยู่เลย

               “ก็เอาไว้ขายน่ะสิ” ถ้ามีเวลาว่าง คนตระกูลเย่จะนั่งสานตะกร้าหรือไม่ก็กระเช้าไม้ไผ่ แล้วเอาไปขายที่ ‘ตลาดคนเมือง’ เพื่อแลกกับเงินหนึ่งเหมา ห้าเฟิน*

               ช่วงเวลาเลิกเรียนฟู่ยู่ก็จะสานตะกร้า หญิงสาวในหมู่บ้านที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเธอ หากไม่ทำงานบ้านก็มักจะแต่งงานออกไปอยู่ที่อื่น มีเพียงเธอที่ครอบครัวยังส่งเสียให้เรียนหนังสือ ในใจเจ้าของร่างเดิมเคยนึกละอายในจุดนี้อยู่เสมอ ดังนั้นเมื่อว่างเว้นจากการเรียนเธอจะพยายามทำงานให้มากที่สุด

               ซินยู่ย้อนทบทวนความทรงจำในวัยสาวก่อนจะแย้มยิ้มจางๆ เธอหันมามองอาหยูที่นั่งอยู่บนเก้าอี้พลางเคลื่อนนิ้วเรียวยาวสานตะกร้าอย่างคล่องแคล่วว่องไว ช่างเป็นภาพที่งดงามยิ่งนัก ฟู่ยู่คงใช้วิธีนี้ในการทำงานหาเงินเข้าบ้านกระมัง

               หลายวันก่อนซินยู่เองก็เพิ่งคิดวิธีหาเงินเข้าบ้านเช่นกัน

               ช่วงยุค 90s เธอรู้จักคนคนหนึ่งที่ไปทำงานในเมืองหลวง เจ้านายของเขาเปิดโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าอยู่ในเมือง ปีหนึ่งๆ สามารถทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำ การเปิดโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าหาเงินง่ายเหมือนเก็บเงินที่โปรยมาจากฟ้า เธอจึงอยากเปิดโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าสักแห่ง ก่อนหน้านี้เธอเคยศึกษาเรื่องการตัดเสื้อผ้าอยู่บ้างและยังเคยเปิดร้านขายเสื้อผ้ามาก่อน เธอจึงสนใจงานด้านนี้

               แฟชั่นในเกาะก่างเฉิงเป็นแฟชั่นที่ทันสมัยและยังไม่เคยมีมาก่อนในโลกใบนี้ นี่ยังไม่รวมถึงแฟชั่นของเมืองท่าอย่างเผิงเฉิงก็เคยได้รับความนิยมไม่น้อย เธอเป็นคนจากอนาคต ถ้าเธอคิดจะออกแบบเสื้อผ้าก็สามารถทำให้เป็นที่น่าสนใจได้ไม่ยาก

               ต่อไปถ้าเธอรับผิดชอบเรื่องหาเงินเข้าบ้าน ให้ซ่งเจี้ยนปังพยายามหาความก้าวหน้าในวงการทหาร เมื่อสมบูรณ์พร้อมทั้งเงินทองและอำนาจ ครอบครัวของเธอและเขาจึงจะยืนในสังคมได้อย่างมั่นคง

10.พี่จะหาเงินยังไงเนี่ย?

               ซินยู่พยายามช่วยนางเย่ผู้เป็นแม่ดึงกะละมังซักผ้าออกมาแล้วแขวนผ้าบนราวไม้ไผ่ เธอพบว่าเสื้อผ้าเหล่านั้นมีกางเกงชั้นในของแม่รวมอยู่ด้วย จึงเริ่มมีท่าทีอึดอัดใจ

               “แม่ ทำไมถึงเอากางเกงในไปตากไว้อย่างนั้นล่ะ เดี๋ยวใครเห็นเข้าก็อายแย่” และยังบอกอีกว่า “ขาดขนาดนี้แล้วจะเก็บไว้ทำไมอีก” เธอคิดไปว่า หากซ่งเจี้ยนปังมาเห็นเข้าคงหัวเราะเยาะบ้านเธอน่ะสิ

               เย่หมู่นิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ เธอหันมามองกางเกงซับในที่เป็นรูของตนแล้วจึงค่อยได้สติ เพิ่งเข้าใจคำว่า ‘กางเกงใน’ ที่ลูกสาวหมายถึงคงจะเป็น ‘กางเกงซับใน’ ไม่รู้ว่าซินยู่ไปเรียนคำว่ากางเกงในมาจากไหน และอีกอย่างคนในหมู่บ้านก็ตากเสื้อผ้าไว้หน้าบ้านด้วยกันทั้งนั้นเพราะแดดกำลังดี

               นางเย่สงสัยในคำที่ซินยู่กล่าวว่า ‘ขาดหมดแล้ว เก็บไว้ทำไมกัน’ กางเกงซับในตัวนี้เพิ่งใช้ได้สามปี ยังนับว่าเป็นของใหม่อยู่เลย ต้องใช้สักหกปีถึงจะเรียกว่าไม่ใหม่ และหากเอามาปะชุนก็จะใช้ต่อได้อีกสามปี รวมทั้งสิ้นเก้าปี อย่างนี้ต่างหากที่เรียกว่าของเก่า

               ลูกสาวคนนี้แต่งงานไปได้ไม่กี่วัน ก็กลายเป็นคนใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายไปแล้วรึ?

               เมื่อหันไปมองซ่งเจี้ยนปังที่นั่งอยู่ในห้องก็คิดว่าเขาคงไม่ได้ยิน เย่หมู่จึงเรียกลูกสาวคนโตเข้ามาใกล้ๆ และเอ่ยสอนว่า “ลูกพูดอะไรอย่างนั้น มีให้ใส่ก็ดีขนาดไหนแล้วยังจะมารังเกียจอีก ขาดแล้วก็ปะก็ซ่อมจะไปทิ้งขว้างได้อย่างไร แม่รู้ว่าตระกูลซ่งร่ำรวย แต่ไม่ใช่ว่าลูกจะใช้เงินตามอำเภอใจอย่างนี้ พ่อแม่สามีของลูกเป็นคนประหยัดด้วยกันทั้งคู่ ถ้ารู้เรื่องนี้เขาจะมองลูกอย่างไร”

               ซินยู่นึกโมโหตัวเอง เธอลืมไปได้อย่างไรว่ายุคนี้เป็นยุค 80s ซึ่งเป็นยุคที่บ้านเมืองกำลังยากจนอย่างยิ่ง

               อาหยูที่อยู่บริเวณนั้นได้ยินก็เลิกคิ้วเล็กน้อย ตลอดครึ่งเดือนที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาที่เธออยู่ในโรงเรียน เธอได้ทบทวนความทรงจำและพยายามพิจารณาถึงพฤติกรรมของซินยู่โดยละเอียด จึงสามารถมั่นใจได้ว่าพี่สาวคนนี้ต้องมาจากคนละช่วงเวลาแน่นอน ไม่แน่ว่าอาจจะมาก่อนหรือหลังแต่งงานเพียงไม่กี่วัน

               ที่มั่นใจเพราะซินยู่ปฏิบัติต่อคนในบ้านตระกูลเย่อย่างสนิทสนมแทบทุกคนยกเว้นเธอ และดูท่าทางจะพึงพอใจกับการแต่งงานของตนกับซ่งเจี้ยนปัง ทั้งยังหวาดระแวงเธออย่างยิ่ง

               ผู้ที่ย้อนเวลากลับมาอย่างซินยู่ย่อมมีองค์ความรู้ของอนาคตติดตัวมาด้วย คำโบราณเคยกล่าวไว้ว่า ได้รู้ก่อนผู้อื่นสามวันจะหาเงินเร็วกว่าผู้อื่นทั้งชาติ ยิ่งรู้ล่วงหน้าและมีวิสัยทัศน์ก็จะยิ่งสามารถเริ่มกิจการได้ก่อน

               ในเมื่อซินยู่เป็นคนที่ย้อนเวลากลับมา หมายความว่าก่อนย้อนเวลามานั้นทุกสิ่งที่หล่อนเผชิญจะต้องเป็นเหตุการณ์อีกแบบ ไม่รู้ว่าชาติที่ซินยู่ประสบพบเจอมา น้องสาวอย่างฟู่ยู่ไปทำผิดกับหล่อนเรื่องใด จึงทำให้พี่สาวมีใจอคติกับน้อง

               เมื่อมั่นใจแล้วว่าซินยู่คือคนที่ย้อนเวลากลับมาและยังคิดแค้นต่อฟู่ยู่ อาหยูก็ย้อนกลับไปคิดถึงโศกนาฏกรรมในชีวิตของฟู่ยู่บ้าง

               มีหลายเหตุการณ์ที่ทำให้อาหยูสงสัยว่าซินยู่คิดร้ายต่อน้องสาวชีวิตในชาติที่แล้วของฟู่ยู่ ตอนที่เธอกำลังพาลูกสาวเดินเล่นก็ถูกคนตระกูลอู่มาแย่งลูกสาวไปจากอก ไหนจะเรื่องที่ฟู่ยู่ถูกครอบครัวของสามีกักตัวไว้ แม้จะพยายามพาลูกสาวหลบหนีก็ยังถูกอู่ซิ่งกั๋วตามมาทันเวลา หรือว่าเรื่องนี้จะมีคนแอบส่งข่าวอยู่เบื้องหลังกัน?

               ที่น่าสงสัยอีกเรื่องก็คือการสอบเข้ามหาวิทยาลัยนั่นอีก ฟู่ยู่ท้องเสียทั้งสามครั้ง เรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับซินยู่ผู้ล่วงรู้อนาคตด้วยหรือไม่?

               หากสิ่งที่เธอเดาไว้เป็นความจริง นั่นก็หมายความว่า...

               หนึ่ง... ชาติที่แล้วฟู่ยู่เคยทำบางสิ่งบางอย่างให้ซินยู่ไม่พอใจ ทำให้พี่สาวเกลียดเธอเข้ากระดูก

               สอง... พอคนพี่ได้มีโอกาสย้อนเวลากลับมาแก้ไขอดีต หล่อนจึงใช้วิธีสกปรกจัดการกับน้องสาวฝาแฝดของตนเองจนชีวิตย่อยยับอับปาง

               และสาม... ฟู่ยู่จบชีวิตตัวเอง กลายเป็นดวงวิญญาณอาฆาตกระทั่งอาหยูมาเจอเข้า และให้การช่วยเหลือในที่สุด

               พอเชื่อมโยงกับเรื่องที่ซินยู่กลัวว่าเธอจะใกล้ชิดกับซ่งเจี้ยนปัง อาหยูก็เดาไปว่าหรือร่างนี้จะเคยลักลอบเป็นชู้กับซ่งเจี้ยนปังมาก่อน?

               อาหยูขมวดคิ้วอย่างข้องใจ เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด... การจะเป็นคนดีในวันที่ชีวิตราบรื่นนั้นทำได้ไม่ยาก แต่การรักษาความดีในวันที่ยากลำบากนั้นทำได้ไม่ง่าย เจ้าของร่างเดิมนี้เคยพบเจอความยากลำบากมาสารพัด ทว่าแม้ตัวตายก็ยังมีเจตนาดีต่อผู้อื่น ไม่มีวี่แววว่าจะสามารถทำเรื่องผิดศีลธรรมได้

               ซ่งเจี้ยนปังก็ดูเป็นคนรักครอบครัว ไม่เหมือนบุรุษที่คอยหว่านเสน่ห์หญิงสาวไปทั่ว

               อาหยูนึกตงิดๆ ในใจ อยากรู้เหลือเกินว่าก่อนย้อนเวลากลับมานั้นซินยู่เคยผ่านอะไรมาจึงทำให้หล่อนกลายเป็นคนแบบนี้

               ซินยู่กินข้าวกลางวันที่บ้านก่อนจะขอตัวลากลับ

               อาหยูอาศัยจังหวะที่เย่หมู่ออกจากบ้านเดินไปตั้งเตาในครัว ขณะที่กำลังวุ่นอยู่กับงาน เย่หงหลี่ก็เดินเข้ามาหา พอเห็นข้าวของกองโตวางอยู่บนโต๊ะ เขาจึงถามว่า “พี่จะทำอะไรหรือครับ?”

               อาหยูตอบสั้นๆ “หาเงินน่ะสิ”

               เย่หงหลี่ไม่เชื่อคำพูดของเธอ จึงเอ่ยถาม “กำลังใช้เงินต่างหาก ของตั้งมากมายขนาดนี้ พี่ใช้เงินซื้อหมดไปตั้งเท่าไหร่แล้ว”

               “เข้าใจสุภาษิตที่ว่าไม่ทิ้งลูกไว้ที่บ้าน ก็ล่าหมาป่าไม่ได้ไหมล่ะ? อะไรที่ควรยอมก็ต้องยอมเสียบ้าง เพื่อจะได้ผลตอบแทนที่มากกว่า” อาหยูยังเอ่ยย้ำอีกว่า “มาพอดีเลย มาช่วยพี่หน่อย ไปล้างมือก่อน”

               เย่หงหลี่ไปล้างมืออย่างว่าง่ายแล้วเอ่ยถามเธออย่างสงสัย “พี่จะหาเงินยังไงเนี่ย?”

               “ใกล้ๆ โรงเรียนของเธอมีคนตั้งซุ้มขายอาหารหรือเปล่า ขายดีไหม?”

               เย่หงหลี่เรียนมัธยมต้นอยู่ในโรงเรียนประจำเขต

               “ขายดีมากครับ” แววตาของเย่หงหลี่เป็นประกายอย่างยินดี แล้วจึงเดินไปใกล้พี่สาว “พี่รองจะขายอะไรหรือ” คำว่า ‘หาเงิน’ ของพี่สาวดูจะมีความเป็นไปได้บ้างแล้ว

               อาหยูตอบเสียงเรียบ “ขายปลากรอบสามรส”

               เย่หงหลี่ครุ่นคิดครู่หนึ่ง “แค่ฟังก็น่ากินแล้ว ทั้งหอมทั้งกรอบ”

               “ไม่ใช่แค่ฟังดูน่ากินเท่านั้นนะ ถ้าได้เอาเข้าปากก็อร่อยมากทีเดียว ก่อไฟให้พี่เร็ว ถ้าแม่กลับมาก่อนคงไม่ยอมให้พี่ลองทำแน่”

               เมื่อคิดถึงมารดาซึ่งแม้แต่น้ำมันสักถ้วยยังถนอมไว้ให้กินได้จนแก่จนเฒ่า ถ้าต้องกลับมาเห็นข้าวของเต็มโต๊ะก็คงห้ามไม่ให้ทั้งสองทำอาหารแน่ เย่หงหลี่จึงรีบกระวีกระวาดช่วยพี่สาว

               เริ่มจากแล่เนื้อให้เป็นชิ้นประมาณหนึ่งเซนติเมตร ถ้าบางเกินไปก็จะไหม้ แต่ถ้าหนาเกินไปก็จะทอดไม่กรอบ จากนั้นก็ผสมหอม กระเทียม ขิง น้ำตาลทราย ซีอิ๊วและเครื่องปรุงต่างๆ เพื่อปรุงเป็นซอสหมัก

               ซอสหมักชนิดนี้ยิ่งเก็บนานรสชาติยิ่งอร่อย ให้นำปลาที่แล่เป็นชิ้นๆ ลงหมักในซอสก่อนจะยกขึ้นผึ่งให้สะเด็ดน้ำ จากนั้นก็นำลงไปทอดในน้ำมันเดือด อ้อ... แล้วต้องเทน้ำมันจนท่วมเนื้อปลาด้วยนะ

               เรียกว่าเงินสิบหยวนที่ได้มาจากการขายผม เธอนำไปซื้อวัตถุดิบเหล่านี้มาเตรียมประกอบอาหารจนหมด

               ผู้ที่นั่งอยู่หลังเตาเพื่อก่อไฟอย่างเย่หงหลี่ได้กลิ่นหอมโชยมาก็รู้สึกน้ำลายสอ เขากลืนน้ำลายอึกใหญ่แล้วจึงเปรยว่า “หอมจัง”

               อาหยูนึกอยากขำ “หยิบไปชิมสักชิ้นสิ”

               เย่หงหลี่แทบจะทะยานไปหาพี่สาว เขาหยิบปลาที่ทอดจนเหลืองกรอบเข้าปากโดยไม่สนใจว่าเพิ่งจะยกออกจากกระทะใหม่ๆ

               พอเคี้ยวคำแรกก็รู้สึกถึงความกรอบและรสชาติของเนื้อปลาที่หมักไว้อย่างเต็มที่ เด็กหนุ่มยิ้มตาหยีอย่างพึงพอใจ “อร่อยมาก ต้องมีคนอยากซื้อแน่ๆ”

               อาหยูคีบปลาชิ้นหนึ่งเข้าปากเพื่อลองชิมรสชาติ มีวัตถุดิบอีกหลายอย่างที่เธอไม่อาจหาซื้อได้ในยุคนี้ ฉะนั้นรสชาติจึงด้อยกว่าที่เธอคิดไว้เล็กน้อย แต่โดยรวมแล้วก็เป็นที่น่าพึงพอใจทีเดียว

               “กลิ่นอะไรน่ะ ทำไมถึงหอมนัก” เย่หมู่กลับจากไร่นาเพื่อมาเอาของที่บ้านจึงได้กลิ่นหอมของปลาทอดลอยมาจากห้องครัว เพียงแค่เห็นน้ำมันที่นอนอยู่ก้นกระทะเย่หมู่ก็รู้สึกเสียดายจนลืมกลิ่นหอมเสียสิ้น เธอตบหน้าตักอย่างแรง

               “เจ้าลูกพวกนี้ เล่นพิเรนทร์อะไรกันอีก หา!”

 

               เย่หงหลี่ตกใจจนมือสั่น เกือบทำปลากรอบที่อยู่ในมือร่วง

               เขาหันไปมองที่ประตูพลางหดคอ ทักด้วยรอยยิ้มเจื่อน “แม่ กลับมาแล้วหรือครับ”

               เย่หมู่รีบก้าวเข้าไปในครัว “ถ้าฉันไม่กลับมา พวกแกก็คงทำห้องครัวพังพินาศหมดน่ะสิ”

               พอเบิกตามองดูน้ำมันในกระทะ เย่หมู่ก็รู้สึกปวดใจคล้ายกับมีใครเอามีดมากรีดเป็นแผล “เอาน้ำมันมาจากไหนตั้งมากมาย” เย่หมู่ได้สติก็เอ่ยถาม เพราะน้ำมันในบ้านเหลืออยู่เพียงก้นกระปุกแล้ว เมื่อหันกลับไปมองอีกฝั่งก็เห็นข้าวของมากมายกองอยู่บนโต๊ะ ของเหล่านี้ไม่เคยมีอยู่ในบ้านมาก่อน

               เย่หมู่รีบหันขวับไปมองอาหยู ยังไม่ทันตั้งตัวก็ถูกลูกสาวป้อนปลากรอบใส่ปาก รสชาติของปลาที่ทั้งกรอบทั้งกลมกล่อมทำให้เย่หมู่ต้องเคี้ยวครั้งแล้วครั้งเล่า “นี่มันอะไร?” เธอเอ่ยถามทั้งๆ ที่ยังงงงวย

               “ปลากรอบสามรสที่พี่รองทำครับ” เพื่อปลอบใจไม่ให้มารดาเสียใจจนเกินไป เย่หงหลี่จึงรีบเอ่ยเสริมว่า “อร่อยไหมครับแม่ พี่รองอยากจะเอาของพวกนี้ไปขายในเมือง ผมว่าต้องมีคนซื้อแน่ๆ กลิ่นหอมขนาดนี้คงดึงคนมาลองชิมกันครึ่งเมืองละมั้ง”

               เย่หมู่เพิ่งจะกินปลาไปได้หนึ่งชิ้น หล่อนถามย้ำว่า “ปลาอะไรนะ?”

               เย่หงหลี่ตอบเสียงดัง “ปลากรอบสามรสครับ กรอบๆ รสชาติกลมกล่อม อร่อยมากจริงๆ”

               “จะเอาของพวกนี้ไปขายน่ะรึ?” เย่หมู่เพิ่งได้สติกลับมา

               อาหยูตอบด้วยรอยยิ้มว่า “ค่ะ ตอนนี้หนูเห็นว่าในเขตหมู่บ้านของเรามีรถเข็นขายของอยู่หลายคัน แม่ค้าส่วนใหญ่ก็ขายของกินทั้งนั้น แถมยังขายดิบขายดีอีกต่างหาก”