ซินยู่พยายามช่วยนางเย่ผู้เป็นแม่ดึงกะละมังซักผ้าออกมาแล้วแขวนผ้าบนราวไม้ไผ่ เธอพบว่าเสื้อผ้าเหล่านั้นมีกางเกงชั้นในของแม่รวมอยู่ด้วย จึงเริ่มมีท่าทีอึดอัดใจ
“แม่ ทำไมถึงเอากางเกงในไปตากไว้อย่างนั้นล่ะ เดี๋ยวใครเห็นเข้าก็อายแย่” และยังบอกอีกว่า “ขาดขนาดนี้แล้วจะเก็บไว้ทำไมอีก” เธอคิดไปว่า หากซ่งเจี้ยนปังมาเห็นเข้าคงหัวเราะเยาะบ้านเธอน่ะสิ
เย่หมู่นิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ เธอหันมามองกางเกงซับในที่เป็นรูของตนแล้วจึงค่อยได้สติ เพิ่งเข้าใจคำว่า ‘กางเกงใน’ ที่ลูกสาวหมายถึงคงจะเป็น ‘กางเกงซับใน’ ไม่รู้ว่าซินยู่ไปเรียนคำว่ากางเกงในมาจากไหน และอีกอย่างคนในหมู่บ้านก็ตากเสื้อผ้าไว้หน้าบ้านด้วยกันทั้งนั้นเพราะแดดกำลังดี
นางเย่สงสัยในคำที่ซินยู่กล่าวว่า ‘ขาดหมดแล้ว เก็บไว้ทำไมกัน’ กางเกงซับในตัวนี้เพิ่งใช้ได้สามปี ยังนับว่าเป็นของใหม่อยู่เลย ต้องใช้สักหกปีถึงจะเรียกว่าไม่ใหม่ และหากเอามาปะชุนก็จะใช้ต่อได้อีกสามปี รวมทั้งสิ้นเก้าปี อย่างนี้ต่างหากที่เรียกว่าของเก่า
ลูกสาวคนนี้แต่งงานไปได้ไม่กี่วัน ก็กลายเป็นคนใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายไปแล้วรึ?
เมื่อหันไปมองซ่งเจี้ยนปังที่นั่งอยู่ในห้องก็คิดว่าเขาคงไม่ได้ยิน เย่หมู่จึงเรียกลูกสาวคนโตเข้ามาใกล้ๆ และเอ่ยสอนว่า “ลูกพูดอะไรอย่างนั้น มีให้ใส่ก็ดีขนาดไหนแล้วยังจะมารังเกียจอีก ขาดแล้วก็ปะก็ซ่อมจะไปทิ้งขว้างได้อย่างไร แม่รู้ว่าตระกูลซ่งร่ำรวย แต่ไม่ใช่ว่าลูกจะใช้เงินตามอำเภอใจอย่างนี้ พ่อแม่สามีของลูกเป็นคนประหยัดด้วยกันทั้งคู่ ถ้ารู้เรื่องนี้เขาจะมองลูกอย่างไร”
ซินยู่นึกโมโหตัวเอง เธอลืมไปได้อย่างไรว่ายุคนี้เป็นยุค 80s ซึ่งเป็นยุคที่บ้านเมืองกำลังยากจนอย่างยิ่ง
อาหยูที่อยู่บริเวณนั้นได้ยินก็เลิกคิ้วเล็กน้อย ตลอดครึ่งเดือนที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาที่เธออยู่ในโรงเรียน เธอได้ทบทวนความทรงจำและพยายามพิจารณาถึงพฤติกรรมของซินยู่โดยละเอียด จึงสามารถมั่นใจได้ว่าพี่สาวคนนี้ต้องมาจากคนละช่วงเวลาแน่นอน ไม่แน่ว่าอาจจะมาก่อนหรือหลังแต่งงานเพียงไม่กี่วัน
ที่มั่นใจเพราะซินยู่ปฏิบัติต่อคนในบ้านตระกูลเย่อย่างสนิทสนมแทบทุกคนยกเว้นเธอ และดูท่าทางจะพึงพอใจกับการแต่งงานของตนกับซ่งเจี้ยนปัง ทั้งยังหวาดระแวงเธออย่างยิ่ง
ผู้ที่ย้อนเวลากลับมาอย่างซินยู่ย่อมมีองค์ความรู้ของอนาคตติดตัวมาด้วย คำโบราณเคยกล่าวไว้ว่า ได้รู้ก่อนผู้อื่นสามวันจะหาเงินเร็วกว่าผู้อื่นทั้งชาติ ยิ่งรู้ล่วงหน้าและมีวิสัยทัศน์ก็จะยิ่งสามารถเริ่มกิจการได้ก่อน
ในเมื่อซินยู่เป็นคนที่ย้อนเวลากลับมา หมายความว่าก่อนย้อนเวลามานั้นทุกสิ่งที่หล่อนเผชิญจะต้องเป็นเหตุการณ์อีกแบบ ไม่รู้ว่าชาติที่ซินยู่ประสบพบเจอมา น้องสาวอย่างฟู่ยู่ไปทำผิดกับหล่อนเรื่องใด จึงทำให้พี่สาวมีใจอคติกับน้อง
เมื่อมั่นใจแล้วว่าซินยู่คือคนที่ย้อนเวลากลับมาและยังคิดแค้นต่อฟู่ยู่ อาหยูก็ย้อนกลับไปคิดถึงโศกนาฏกรรมในชีวิตของฟู่ยู่บ้าง
มีหลายเหตุการณ์ที่ทำให้อาหยูสงสัยว่าซินยู่คิดร้ายต่อน้องสาวชีวิตในชาติที่แล้วของฟู่ยู่ ตอนที่เธอกำลังพาลูกสาวเดินเล่นก็ถูกคนตระกูลอู่มาแย่งลูกสาวไปจากอก ไหนจะเรื่องที่ฟู่ยู่ถูกครอบครัวของสามีกักตัวไว้ แม้จะพยายามพาลูกสาวหลบหนีก็ยังถูกอู่ซิ่งกั๋วตามมาทันเวลา หรือว่าเรื่องนี้จะมีคนแอบส่งข่าวอยู่เบื้องหลังกัน?
ที่น่าสงสัยอีกเรื่องก็คือการสอบเข้ามหาวิทยาลัยนั่นอีก ฟู่ยู่ท้องเสียทั้งสามครั้ง เรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับซินยู่ผู้ล่วงรู้อนาคตด้วยหรือไม่?
หากสิ่งที่เธอเดาไว้เป็นความจริง นั่นก็หมายความว่า...
หนึ่ง... ชาติที่แล้วฟู่ยู่เคยทำบางสิ่งบางอย่างให้ซินยู่ไม่พอใจ ทำให้พี่สาวเกลียดเธอเข้ากระดูก
สอง... พอคนพี่ได้มีโอกาสย้อนเวลากลับมาแก้ไขอดีต หล่อนจึงใช้วิธีสกปรกจัดการกับน้องสาวฝาแฝดของตนเองจนชีวิตย่อยยับอับปาง
และสาม... ฟู่ยู่จบชีวิตตัวเอง กลายเป็นดวงวิญญาณอาฆาตกระทั่งอาหยูมาเจอเข้า และให้การช่วยเหลือในที่สุด
พอเชื่อมโยงกับเรื่องที่ซินยู่กลัวว่าเธอจะใกล้ชิดกับซ่งเจี้ยนปัง อาหยูก็เดาไปว่าหรือร่างนี้จะเคยลักลอบเป็นชู้กับซ่งเจี้ยนปังมาก่อน?
อาหยูขมวดคิ้วอย่างข้องใจ เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด... การจะเป็นคนดีในวันที่ชีวิตราบรื่นนั้นทำได้ไม่ยาก แต่การรักษาความดีในวันที่ยากลำบากนั้นทำได้ไม่ง่าย เจ้าของร่างเดิมนี้เคยพบเจอความยากลำบากมาสารพัด ทว่าแม้ตัวตายก็ยังมีเจตนาดีต่อผู้อื่น ไม่มีวี่แววว่าจะสามารถทำเรื่องผิดศีลธรรมได้
ซ่งเจี้ยนปังก็ดูเป็นคนรักครอบครัว ไม่เหมือนบุรุษที่คอยหว่านเสน่ห์หญิงสาวไปทั่ว
อาหยูนึกตงิดๆ ในใจ อยากรู้เหลือเกินว่าก่อนย้อนเวลากลับมานั้นซินยู่เคยผ่านอะไรมาจึงทำให้หล่อนกลายเป็นคนแบบนี้
ซินยู่กินข้าวกลางวันที่บ้านก่อนจะขอตัวลากลับ
อาหยูอาศัยจังหวะที่เย่หมู่ออกจากบ้านเดินไปตั้งเตาในครัว ขณะที่กำลังวุ่นอยู่กับงาน เย่หงหลี่ก็เดินเข้ามาหา พอเห็นข้าวของกองโตวางอยู่บนโต๊ะ เขาจึงถามว่า “พี่จะทำอะไรหรือครับ?”
อาหยูตอบสั้นๆ “หาเงินน่ะสิ”
เย่หงหลี่ไม่เชื่อคำพูดของเธอ จึงเอ่ยถาม “กำลังใช้เงินต่างหาก ของตั้งมากมายขนาดนี้ พี่ใช้เงินซื้อหมดไปตั้งเท่าไหร่แล้ว”
“เข้าใจสุภาษิตที่ว่าไม่ทิ้งลูกไว้ที่บ้าน ก็ล่าหมาป่าไม่ได้ไหมล่ะ? อะไรที่ควรยอมก็ต้องยอมเสียบ้าง เพื่อจะได้ผลตอบแทนที่มากกว่า” อาหยูยังเอ่ยย้ำอีกว่า “มาพอดีเลย มาช่วยพี่หน่อย ไปล้างมือก่อน”
เย่หงหลี่ไปล้างมืออย่างว่าง่ายแล้วเอ่ยถามเธออย่างสงสัย “พี่จะหาเงินยังไงเนี่ย?”
“ใกล้ๆ โรงเรียนของเธอมีคนตั้งซุ้มขายอาหารหรือเปล่า ขายดีไหม?”
เย่หงหลี่เรียนมัธยมต้นอยู่ในโรงเรียนประจำเขต
“ขายดีมากครับ” แววตาของเย่หงหลี่เป็นประกายอย่างยินดี แล้วจึงเดินไปใกล้พี่สาว “พี่รองจะขายอะไรหรือ” คำว่า ‘หาเงิน’ ของพี่สาวดูจะมีความเป็นไปได้บ้างแล้ว
อาหยูตอบเสียงเรียบ “ขายปลากรอบสามรส”
เย่หงหลี่ครุ่นคิดครู่หนึ่ง “แค่ฟังก็น่ากินแล้ว ทั้งหอมทั้งกรอบ”
“ไม่ใช่แค่ฟังดูน่ากินเท่านั้นนะ ถ้าได้เอาเข้าปากก็อร่อยมากทีเดียว ก่อไฟให้พี่เร็ว ถ้าแม่กลับมาก่อนคงไม่ยอมให้พี่ลองทำแน่”
เมื่อคิดถึงมารดาซึ่งแม้แต่น้ำมันสักถ้วยยังถนอมไว้ให้กินได้จนแก่จนเฒ่า ถ้าต้องกลับมาเห็นข้าวของเต็มโต๊ะก็คงห้ามไม่ให้ทั้งสองทำอาหารแน่ เย่หงหลี่จึงรีบกระวีกระวาดช่วยพี่สาว
เริ่มจากแล่เนื้อให้เป็นชิ้นประมาณหนึ่งเซนติเมตร ถ้าบางเกินไปก็จะไหม้ แต่ถ้าหนาเกินไปก็จะทอดไม่กรอบ จากนั้นก็ผสมหอม กระเทียม ขิง น้ำตาลทราย ซีอิ๊วและเครื่องปรุงต่างๆ เพื่อปรุงเป็นซอสหมัก
ซอสหมักชนิดนี้ยิ่งเก็บนานรสชาติยิ่งอร่อย ให้นำปลาที่แล่เป็นชิ้นๆ ลงหมักในซอสก่อนจะยกขึ้นผึ่งให้สะเด็ดน้ำ จากนั้นก็นำลงไปทอดในน้ำมันเดือด อ้อ... แล้วต้องเทน้ำมันจนท่วมเนื้อปลาด้วยนะ
เรียกว่าเงินสิบหยวนที่ได้มาจากการขายผม เธอนำไปซื้อวัตถุดิบเหล่านี้มาเตรียมประกอบอาหารจนหมด
ผู้ที่นั่งอยู่หลังเตาเพื่อก่อไฟอย่างเย่หงหลี่ได้กลิ่นหอมโชยมาก็รู้สึกน้ำลายสอ เขากลืนน้ำลายอึกใหญ่แล้วจึงเปรยว่า “หอมจัง”
อาหยูนึกอยากขำ “หยิบไปชิมสักชิ้นสิ”
เย่หงหลี่แทบจะทะยานไปหาพี่สาว เขาหยิบปลาที่ทอดจนเหลืองกรอบเข้าปากโดยไม่สนใจว่าเพิ่งจะยกออกจากกระทะใหม่ๆ
พอเคี้ยวคำแรกก็รู้สึกถึงความกรอบและรสชาติของเนื้อปลาที่หมักไว้อย่างเต็มที่ เด็กหนุ่มยิ้มตาหยีอย่างพึงพอใจ “อร่อยมาก ต้องมีคนอยากซื้อแน่ๆ”
อาหยูคีบปลาชิ้นหนึ่งเข้าปากเพื่อลองชิมรสชาติ มีวัตถุดิบอีกหลายอย่างที่เธอไม่อาจหาซื้อได้ในยุคนี้ ฉะนั้นรสชาติจึงด้อยกว่าที่เธอคิดไว้เล็กน้อย แต่โดยรวมแล้วก็เป็นที่น่าพึงพอใจทีเดียว
“กลิ่นอะไรน่ะ ทำไมถึงหอมนัก” เย่หมู่กลับจากไร่นาเพื่อมาเอาของที่บ้านจึงได้กลิ่นหอมของปลาทอดลอยมาจากห้องครัว เพียงแค่เห็นน้ำมันที่นอนอยู่ก้นกระทะเย่หมู่ก็รู้สึกเสียดายจนลืมกลิ่นหอมเสียสิ้น เธอตบหน้าตักอย่างแรง
“เจ้าลูกพวกนี้ เล่นพิเรนทร์อะไรกันอีก หา!”
เย่หงหลี่ตกใจจนมือสั่น เกือบทำปลากรอบที่อยู่ในมือร่วง
เขาหันไปมองที่ประตูพลางหดคอ ทักด้วยรอยยิ้มเจื่อน “แม่ กลับมาแล้วหรือครับ”
เย่หมู่รีบก้าวเข้าไปในครัว “ถ้าฉันไม่กลับมา พวกแกก็คงทำห้องครัวพังพินาศหมดน่ะสิ”
พอเบิกตามองดูน้ำมันในกระทะ เย่หมู่ก็รู้สึกปวดใจคล้ายกับมีใครเอามีดมากรีดเป็นแผล “เอาน้ำมันมาจากไหนตั้งมากมาย” เย่หมู่ได้สติก็เอ่ยถาม เพราะน้ำมันในบ้านเหลืออยู่เพียงก้นกระปุกแล้ว เมื่อหันกลับไปมองอีกฝั่งก็เห็นข้าวของมากมายกองอยู่บนโต๊ะ ของเหล่านี้ไม่เคยมีอยู่ในบ้านมาก่อน
เย่หมู่รีบหันขวับไปมองอาหยู ยังไม่ทันตั้งตัวก็ถูกลูกสาวป้อนปลากรอบใส่ปาก รสชาติของปลาที่ทั้งกรอบทั้งกลมกล่อมทำให้เย่หมู่ต้องเคี้ยวครั้งแล้วครั้งเล่า “นี่มันอะไร?” เธอเอ่ยถามทั้งๆ ที่ยังงงงวย
“ปลากรอบสามรสที่พี่รองทำครับ” เพื่อปลอบใจไม่ให้มารดาเสียใจจนเกินไป เย่หงหลี่จึงรีบเอ่ยเสริมว่า “อร่อยไหมครับแม่ พี่รองอยากจะเอาของพวกนี้ไปขายในเมือง ผมว่าต้องมีคนซื้อแน่ๆ กลิ่นหอมขนาดนี้คงดึงคนมาลองชิมกันครึ่งเมืองละมั้ง”
เย่หมู่เพิ่งจะกินปลาไปได้หนึ่งชิ้น หล่อนถามย้ำว่า “ปลาอะไรนะ?”
เย่หงหลี่ตอบเสียงดัง “ปลากรอบสามรสครับ กรอบๆ รสชาติกลมกล่อม อร่อยมากจริงๆ”
“จะเอาของพวกนี้ไปขายน่ะรึ?” เย่หมู่เพิ่งได้สติกลับมา
อาหยูตอบด้วยรอยยิ้มว่า “ค่ะ ตอนนี้หนูเห็นว่าในเขตหมู่บ้านของเรามีรถเข็นขายของอยู่หลายคัน แม่ค้าส่วนใหญ่ก็ขายของกินทั้งนั้น แถมยังขายดิบขายดีอีกต่างหาก”