ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

นางรองสองวิญญาณ ตอนคู่หมั้นคู่หมาย女配不想死(快穿)

ผู้แต่ง ฮวนกุยอี่
ผู้แปล Hongsamut
ประเภท
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
งอนเก่ง ร้องไห้เก่ง ชีวิตปากกัดตีนถีบ แต่แค่เดินเดี๋ยว ๆ ก็ล้ม... เดี๋ยว ๆ ก็สะดุด ซุ่มซ่ามเปิ่นโก๊ะน่าเอ็นดู ประหนึ่งเป็นคุณหนูมาแต่กำเนิด หรือผู้ชายจะชอบผู้หญิงแบบนี้? ชาติที่แล้ว... มารดาของเฝิงหยูต้องสูญเสียสามีและทรัพย์สินเงินทองให้กับเมียน้อย... แบบนี้ ตัวเฝิงหยูเองก็ต้องสูญเสียคู่หมั้นให้กับผู้หญิง... แบบนี้ สุดท้าย... ผู้หญิงเก่งแต่ไร้จริตมารยาอย่างพวกเธอ กลับต้องมีจุดจบที่น่าอนาถ แต่ชาตินี้คงไม่เป็นอย่างนั้น นังคนไหนคิดจะไต่เต้าด้วยการเอาเต้าไต่ คงต้องมาไฝว้กันสักรอบล่ะ!

บทนำ

นางรองสองวิญญาณ ตอนคู่หมั้นคู่หมาย
จากเรื่อง: 女配不想死(快穿)
ฮวนกุยอี่ เขียน ห้องสมุด แปล
Author: Huan Gui Yi
Chinese edition copyright 北京晋江原创网络科技有限公司
Cover illustration Wumo
Thai edition copyright Hongsamut.com Co., Ltd.
ALL RIGHTS RESERVED

--------------------------------------------------------------------

งอนเก่ง ร้องไห้เก่ง
ชีวิตปากกัดตีนถีบ แต่แค่เดินเดี๋ยว ๆ ก็ล้ม... เดี๋ยว ๆ ก็สะดุด
ซุ่มซ่ามเปิ่นโก๊ะน่าเอ็นดู ประหนึ่งเป็นคุณหนูมาแต่กำเนิด
หรือผู้ชายจะชอบผู้หญิงแบบนี้?

ชาติที่แล้ว...
มารดาของเฝิงหยูต้องสูญเสียสามีและทรัพย์สินเงินทองให้กับเมียน้อย... แบบนี้
ตัวเฝิงหยูเองก็ต้องสูญเสียคู่หมั้นให้กับผู้หญิง... แบบนี้
สุดท้าย... ผู้หญิงเก่งแต่ไร้จริตมารยาอย่างพวกเธอ กลับต้องมีจุดจบที่น่าอนาถ

แต่ชาตินี้คงไม่เป็นอย่างนั้น
นังคนไหนคิดจะไต่เต้าด้วยการเอาเต้าไต่ คงต้องมาไฝว้กันสักรอบล่ะ!

สารบัญ

1.สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก

               เพลงโศกถูกบรรเลงภายในห้องตั้งศพ

               เสียงร้องไห้ดังระงมไปทั่ว วันนี้เป็นวันฌาปนกิจศพของนายท่านเกา

               เกาลี่ฮวาร้องไห้โฮเหมือนคนไร้สติ เฝิงหย่วนเผิงลูบหลังปลอบโยนภรรยา ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยคราบน้ำตาโดยปราศจากการเสแสร้ง สีหน้าของเขาราวกับว่าผู้ตายเป็นบิดาแท้ๆ ไม่ใช่พ่อตาของตนกระนั้น ความเศร้าที่เขาแสดงออกดูมากเสียยิ่งกว่าสูญเสียพ่อแท้ๆ ของตนด้วยซ้ำ

               อาหยูหลุบตาลง ยกมือขึ้นลูบดอกไม้สีขาวตรงหน้าอก...

               หากไม่ใช่เพราะนายท่านเกา เฝิงหย่วนเผิงอดีตเด็กยากจนในเขตทุรกันดารคงไม่อาจสร้างเครือข่ายธุรกิจอันยิ่งใหญ่เช่นอาณาจักรตระกูลเฝิงได้

               เมื่อไร้เงาของนายท่านเกาคอยปกป้องเฝิงหย่วนเผิงจึงเศร้าโศกเสียใจเป็นอย่างยิ่ง แต่ภายใต้ความเสียใจกลับมีความโล่งใจแฝงอยู่ ในที่สุด ‘รัดเกล้ารอบศีรษะของซุนหงอคง’ ก็หายไปเสียที!

               นัยน์ตาของอาหยูปรากฏแววเย็นชา หลังจากที่นายท่านเกาตายไปได้สามปีลูกนอกสมรสของเฝิงหย่วนเผิงที่เพิ่งเรียนจบจากอเมริกาก็เดินทางมาที่บริษัทตระกูลเฝิง เขามีนามว่า ‘เฝิงข่าย’ อายุน้อยกว่าเฝิงหยูเพียงหกเดือนเท่านั้น เรื่องนี้ถูกเก็บงำเป็นความลับนานถึงยี่สิบสามปี

               ชาติที่แล้ว... หลังจากนายท่านเกาสิ้นลม ลูกนอกสมรสก็เดินอาดๆ เข้ามาในบริษัทกระทำการบางอย่างเป็นการตบหน้าของเฝิงหยูและมารดาของเธอ!

               จะว่าไปเฝิงหยู และ ‘เกาลี่ฮวา’ ผู้เป็นมารดานับว่าเป็นสองคนที่โชคร้าย ต้องมาเจอผู้ชายสารเลวอย่างเฝิงหย่วนเผิงยังไม่พอ ฝ่ายนั้นยังแอบมีชู้และซุกลูกไว้ไม่ให้ครอบครัวรู้อีกด้วย

               เมื่อพิธีศพเสร็จสิ้นลงก็เป็นการยกและเคลื่อนย้ายศพไปยังสถานฌาปนกิจ เกาลี่ฮวาร้องไห้แทบขาดใจ อาหยูที่ในขณะนี้มาอยู่ในร่างของ ‘เฝิงหยู’ ก้าวเข้าไปประคองมารดา ตัวเธอเองก็หลั่งน้ำตามากมายไม่ต่างกัน

               เฝิงหยู... เจ้าของร่างเดิมของเธอคนนี้โตมาจากการเลี้ยงดูของนายท่านเกา อาหยูไล่ดูความทรงจำเก่าๆ ของร่างที่ตนมาอาศัย พลันรับรู้ถึงความรู้สึกและร่วมเศร้าโศกเสียใจกับการจากไปของญาติผู้ใหญ่ท่านนี้เช่นกัน

               เกาลี่ฮวาจับมืออาหยูไว้แน่น ร่างทั้งร่างสั่นสะท้าน อาหยูกุมมือมารดาเป็นการปลอบใจ เมื่อสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก การร้องไห้ก็นับเป็นการระบายความเศร้าโศกที่ดีที่สุด

               หลังจากที่นำเถ้ากระดูกของนายท่านเกาบรรจุไว้ในสุสานเป็นที่เรียบร้อย คนตระกูลเกาก็ให้ความดูแลแขกเหรื่อ คนที่เป็นญาติสนิทมิตรสหายหรือแม้แต่เพื่อนทหารผ่านศึกของนายท่านเกาก็มาร่วมงานไม่น้อย

               เฝิงหย่วนเผิงทำหน้าที่ต้อนรับแขกในงานได้อย่างคล่องแคล่วยิ่งกว่า ‘เกาเจิ้นหัว’ ลูกชายของผู้ตายเสียอีก ตระกูลเกาไม่ได้เพียงแค่ร่ำรวยแต่ยังมีทายาทน้อย นายท่านเกามีลูกชายสองคน ลูกสาวหนึ่งคน

               ลูกชายคนโตที่เป็นทหารเสียชีวิตในการทำภารกิจครั้งแรก เขายังไม่ได้แต่งงานจึงไม่มีทายาทสืบสกุล เกาเจิ้นหัวลูกชายคนที่สองเป็นศาสตราจารย์ เขาให้กำเนิดหลานชายให้นายท่านเกาหนึ่งคน ส่วนลูกสาวคนสุดท้องก็คือเกาลี่ฮวา มารดาของเฝิงหยูเจ้าของร่างนี้นั่นเอง

               เกาเจิ้นหัวเป็นผู้คงแก่เรียน ส่วนเกาลี่ฮวาก็ไม่ชอบทำธุรกิจ นายท่านเกาจึงยกทรัพย์สมบัติทั้งหมดให้ลูกเขยอย่างเฝิงหย่วนเผิงแทน

               ตลอดยี่สิบสามปีที่ผ่านมา เฝิงหย่วนเผิงปฏิบัติต่อตระกูลเกาอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ใครๆ ต่างก็ชมว่าเขาเป็นสามีที่ดี ลูกเขยที่เอาใจใส่ และเป็นบิดาที่ยอดเยี่ยม แต่หลังจากที่ตระกูลเกาหมดประโยชน์ เขาก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ แอบมีสัมพันธ์กับหญิงที่ตนเคยชอบพอจนถึงขั้นมีลูกชายนอกสมรสด้วยกันคนหนึ่ง มิหนำซ้ำยังจะเอามาเปิดตัวอย่างออกหน้าออกตา

               หลังจากส่งแขกกลับไปแล้ว อาหยูก็ดูแลคนที่ร้องไห้ปริ่มว่าจะขาดใจอย่างเกาลี่ฮวา นายท่านเกาจากไปอย่างกะทันหัน คืนวันนั้นเขาก็ยังทะเลาะกับลูกสาวว่าอยากกินหมูน้ำแดง หลังจากทะเลาะเบาะแว้งก็เกิดอาการหัวใจวายเฉียบพลันจนถึงแก่ชีวิต ฉะนั้น... เกาลี่ฮวาจึงยากที่จะทำใจยอมรับได้

               รอจนกระทั่งเกาลี่ฮวามีท่าทีสงบลงอาหยูจึงเดินออกจากห้องไป เธอเห็นเฝิงหย่วนเผิงกำลังนั่งสูบบุหรี่อยู่ในห้องรับแขก ควันบุหรี่ลอยคลุ้งกลางอากาศบดบังใบหน้าของเขา ทำให้เห็นเพียงเลือนราง

               เฝิงหย่วนเผิงพ่นควันออกมา พอได้ยินเสียงเคลื่อนไหวก็หันมามองลูกสาวที่เพิ่งปรากฏกาย “แม่เขาหลับแล้วหรือ?”

               “ยังค่ะ แม่บอกว่าอยากอยู่เงียบๆ สักพัก”

               เฝิงหย่วนเผิงถอนหายใจอย่างเศร้าสลด “ถ้าอย่างนั้นก็ให้อยู่เงียบๆ ไปก่อนเถอะ แม่เขาคงเสียใจมากและไม่อยากให้ลูกเสียใจด้วย ลูกเองก็เหนื่อยมาแล้วทั้งวัน ไปพักผ่อนไป”

               “พ่อก็รีบพักผ่อนนะคะ” อาหยูพยักหน้า แล้วเดินกลับไปยังห้องของตน

               พอมาถึงเธอก็นั่งโล้ชิงช้าทรงรังนกที่วางอยู่ตรงระเบียงห้อง มองดูท้องฟ้ายามราตรี เธอย้อนเวลากลับมาในตอนนี้ไม่นับว่าเหมาะสมเท่าใดนัก ถ้ามาเร็วกว่านี้อีกสักสองวัน บางทีเธออาจจะช่วยชีวิตนายท่านเกาเอาไว้ได้

               ถ้าได้นายท่านเกาเป็นที่พึ่ง ภารกิจของเธอก็จะมีโอกาสสำเร็จไปแล้วกว่าครึ่ง น่าเสียดายที่เธอทำได้เพียงย้อนเวลากลับมาในช่วงงานศพของเขา แต่เอาเถอะ... ทุกอย่างคงไม่ได้เลวร้ายจนเกินไปนัก

               ชาติที่แล้วตอนที่รู้ว่าคนอย่าง ‘เฝิงข่าย’ มีตัวตน ก็เป็นช่วงเวลาที่เฝิงหยูทิ้งปริญญาโทที่กำลังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศอังกฤษแล้วกลับบ้าน เธอพยายามเข้ามาทำงานในบริษัทตามหลังเฝิงข่ายเพื่อแย่งอำนาจบริหาร แต่เนื่องจากเฝิงหย่วนเผิงแอบช่วยเฝิงข่ายอยู่เบื้องหลัง เฝิงหยูที่อ่อนประสบการณ์กว่าจึงเป็นฝ่ายเสียเปรียบ

               เคราะห์ซ้ำกรรมซัด ‘ซือหยางซั่ว’ คู่หมั้นของเฝิงหยูเกิดพบรักแท้กับหมี่พ่านพ่าน หลายปีก่อนหน้าหมี่พ่านพ่านยังไม่รู้เดียงสา จึงพลาดตกล่องปล่องชิ้นกับซือหยางซั่วจนมีลูกชายด้วยกันคนหนึ่ง ซือหยางซั่วจึงขอยกเลิกสัญญาหมั้น เพื่อหันมาเชิดหน้าชูตาสองแม่ลูกคู่นี้แทน

               เฝิงหยูไม่ยอม เธอเคยชอบพอกับซือหยางซั่ว แม้จะไม่ถึงกับหลงรักหัวปักหัวปำแต่ตอนที่ทำสัญญาหมั้นหมายทั้งสองครอบครัวก็ตกลงกันเป็นมั่นเป็นเหมาะ ครอบครัวของเขาและเธอมีฐานะดีด้วยกันทั้งคู่จึงหวังจะผนึกทองเป็นแผ่นเดียวกัน ดังนั้นเฝิงหยูจึงไม่ได้รู้สึกโกรธแค้นเพราะถูกหักหลัง แต่ที่ไม่ยินยอมเป็นเพราะว่าตอนนี้เธอกำลังต้องการความช่วยเหลือจากครอบครัวของคู่หมั้น เพื่อยึดอำนาจบริหารคืน

               เฝิงซื่อกรุ๊ปก่อตั้งขึ้นหลังจากที่เฝิงหย่วนเผิงแต่งงานกับเกาลี่ฮวาแล้ว ต้นทุนในการก่อตั้งบริษัทมาจากสินเดิมของเกาลี่ฮวาทั้งนั้น เฝิงซื่อกรุ๊ปเป็นสมบัติร่วมของสองสามีภรรยา หลังจากที่นายท่านเกาเสียชีวิต คนที่ไม่ชำนิชำนาญด้านการทำธุรกิจอย่างเกาลี่ฮวาก็ถูกสามีหลอกให้เซ็นข้อตกลงหลายฉบับ ดังนั้นในอาณาจักรเฝิงซื่อกรุ๊ปที่ยิ่งใหญ่ สองแม่ลูกจึงมีสิทธิ์ครอบครองเพียงเล็กน้อย เรื่องนี้ทำให้เฝิงหยูคับแค้นใจเหลือเกิน

               ตระกูลซือก็ไม่เห็นด้วยกับซือหยางซั่ว เพราะว่าที่ลูกสะใภ้อย่างเฝิงหยู ทั้งฉลาด จิตใจดี และจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยมีชื่อเสียง แม้ว่าตอนนี้เฝิงหยูจะกำลังตกที่นั่งลำบากแต่หากได้รับการสนับสนุนจากตระกูลซืออาจจะยังพอประคับประคองไปได้ หรือหากทำไม่สำเร็จอย่างน้อยเงินสินเดิมของเธอก็คงไม่ต่ำกว่าพันล้าน

               ส่วน ‘หมี่พ่านพ่าน’ ผู้หญิงอีกคนเป็นเพียงสาวบ้านนอกที่เกิดในครอบครัวธรรมดา เธอตั้งครรภ์ทั้งที่ยังไม่ได้เข้าพิธีแต่ง มิหนำซ้ำยังไม่มีอาชีพเป็นหลักเป็นแหล่ง

               ตระกูลซือที่เห็นแก่ชื่อเสียงมาตลอดจะเห็นดีเห็นงามด้วยได้อย่างไร อีกประการหนึ่งตอนที่สองตระกูลทำการหมั้นหมายก็เป็นที่รู้กันดีทั่วทั้งวงสังคม พอเฝิงหยูเผชิญวิกฤตตระกูลซือกลับจะขอถอนสัญญาหมั้น เรื่องนี้ย่อมต้องกลายเป็นข่าวฉาวให้เขาลือกันไปในทางที่ไม่ดีแน่

               เฝิงหยูรู้ดีว่าพ่อแม่ของซือหยางซั่วไม่มีวันปล่อยให้เขาตัดสินใจเอง หากหมี่พ่านพ่านเป็นลูกผู้ดีมีตระกูล พวกเขายังพอจะหลับหูหลับตาได้ แต่หญิงสาวคนนั้นมีฐานะและชนชั้นต่างจากลูกชายของพวกเขามาก หากนำมายกย่องเชิดชูก็รังแต่จะทำให้ตระกูลซือต้องแปดเปื้อน

               ถึงกระนั้น... หมี่พ่านพ่านก็ยังไปแสดงความน่าสงสารต่อหน้าบิดามารดาของซือหยางซั่ว ทั้งยังยกลูกของตนมากล่าวอ้างว่าเป็นสายเลือดของตระกูลซือ จะอย่างไรวันหนึ่งลูกของตนก็ต้องได้ในสิทธิ์ที่ควรได้ คำพูดนี้ทำให้ ‘นางซือหมู่’ ผู้เป็นแม่ปวดเศียรเวียนเกล้ากับเมียของลูกชาย จะอย่างไรเด็กชายคนนั้นก็เป็นหลาน และยังหน้าตาเหมือนกับลูกชายของเธอทุกประการ ถ้านางซือหมู่รักลูกก็จำต้องรักแม่ของลูกด้วย

               ตระกูลซือไม่ยอมให้ถอนสัญญาหมั้น ส่วนซือหยางซั่วที่สงสารเมียและลูกของตนที่ต้องอยู่อย่างหลบๆ ซ่อนๆ ก็พยายามเรียกร้องให้มีการถอนสัญญาหมั้น

               ทั้งสองฝ่ายจึงขัดแย้งกัน...

               เฝิงหยูชาติที่แล้วทุ่มเทแรงกายแรงใจจัดการกับคู่หมั้นสารเลวและน้องชายนอกสมรส ขณะเดียวกันก็หาเวลาไปเป่าหูนางซือหมู่ ให้รังแกหมี่พ่านพ่าน จนเป็นเหตุให้หมี่พ่านพ่านทะเลาะกับซือหยางซั่ว

               ทั้งคู่ทะเลาะกันจนเรื่องบานปลายใหญ่โต

               ผู้คอยดูละครฉากสำคัญอย่างเฝิงหยู พบความจริงอีกอย่างว่าเฝิงข่ายน้องชายคนละแม่ของตนก็มีใจให้หมี่พ่านพ่านเช่นกัน

               ไม่คาดว่านางเอกผู้แสนดีของเรื่องจะเสน่ห์แรงขนาดนี้!

2.นางร้ายตกอับ

               เฝิงหยูกระพือเรื่องนี้ขึ้นมาอีกหน มีข่าวฉาวอะไรก็เอาไปฟ้องซือหยางซั่ว หรือต่อให้ไม่มีข่าวฉาวเธอก็สร้างข่าวปลอมเพื่อให้ซือหยางซั่วหึงหวงอีกฝ่าย เธอคอยดูหมี่พ่านพ่านและซือหยางซั่วทำร้ายจิตใจกันไปมาครั้งแล้วครั้งเล่า

               ซือหยางซั่วและเฝิงข่ายเปรียบเหมือนกวางตัวผู้ในทุ่งหญ้าแถบแอฟริกาที่มักจะใช้เขาคู่งามปะทะกำลังอย่างดุเดือดเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจและความเป็นใหญ่ พวกเขาเข้าสนามแข่งกันแย่งชิงกวางตัวเมียอย่างหมี่พ่านพ่านกันอย่างเอาเป็นเอาตาย

               เฝิงหยูใช้โอกาสนี้ล้มเฝิงข่าย เธอวางแผนไว้อย่างดีว่าหากซือหยางซั่วสามารถช่วยเธอล้มเฝิงข่ายได้เธอจะยอมถอนหมั้นเพื่อเป็นการขอบคุณ ผู้ชายที่เคยนอนกับเพื่อนของคู่หมั้นเพื่อจงใจประชดคู่หมั้น แล้วสุดท้ายยังไปหลงรักผู้หญิงแบบหมี่พ่านพ่านอีก

               ผู้ชายอย่างนี้เธอรับไม่ได้!

               คิดไม่ถึงว่าหมี่พ่านพ่านซึ่งถูกทรมานใจอยู่หลายครั้ง ท้ายสุดกลับเลือกซือหยางซั่ว มิหนำซ้ำเธอยังมีอิทธิพลต่อเฝิงข่าย ทำให้เขายอมรามือแต่โดยดี ยอมวางตัวเองเป็นเพียงพระรองแสนดีที่คอยดูแลอยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ

               ชายทั้งสองยอมจับมือสมานฉันท์กัน ต่างสัญญาว่าจะช่วยกันดูแลหมี่พ่านพ่านเป็นอย่างดี พอทุกฝ่ายคืนดีกันก็พบว่าเฝิงหยูคือต้นตอของความขัดแย้งทั้งหมด

               เฝิงหยู “...”

               แย่ล่ะ เจ้าของร่างเดิมร่างนี้กลายเป็นนางร้ายตกอับทันที!

               คนที่จับมือสมานฉันท์กันร่วมมือย้อนกลับมาทำร้ายเฝิงหยูผู้ซึ่งคอยกระพือความริษยาและเป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด

               เธอทุ่มเทแรงกายอีกครั้งเพื่อรับมือจนสามารถส่งตัวเฝิงข่ายเข้าคุกในข้อหาอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ เพิ่งจะโล่งใจได้ไม่นาน เฝิงหยูที่เพิ่งจะทำโอทีเสร็จก็ถูก ‘เจี่ยหลินน่า’ ขับรถชนตาย ณ โกดังสินค้าใต้ดิน

               ‘เจี่ยหลินน่า’ เป็นเพื่อนสนิทของเฝิงหยู แต่เธอเป็นคนประเภทหน้าไหว้หลังหลอก ปากอย่างใจอย่าง ใจของเจี่ยหลินน่าอยู่ที่เฝิงข่าย เธอแค่อยากหลอกใช้เฝิงหยูเป็นเครื่องมือในการกำจัดหมี่พ่านพ่านหญิงสาวในดวงใจของเฝิงข่ายเท่านั้น เมื่อถูกเฝิงหยูพลิกบทบาทเป็นฝ่ายหลอกใช้งานตนบ้าง รักสามเส้าของเจี่ยหลินน่าจึงจบลงอย่างน่าอนาถ

               ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเจี่ยหลินน่าที่สิ้นเนื้อประดาตัวทั้งยังมีหนี้สินล้นพ้นจะมีจิตคิดแค้นเฝิงหยู ชายอันเป็นที่รักของเธอต้องเข้าคุก เธอจึงดื่มเหล้าไปหลายขวดจนเมามายและบ้าคลั่ง จากนั้นก็ขับรถชนเฝิงหยู

               สรุปแล้วเฝิงหยูจึงต้องตายอย่างน่าอนาถเช่นนั้นเอง!

               อาหยูเล่นโทรศัพท์มือถือและคิดถึงเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นทั้งหมดในชาติก่อน จากนั้นก็ลุกขึ้นเดินไปยังระเบียงห้องแล้วกดโทรออก “สวัสดีค่ะ ใช่เบอร์ของคุณสู่หรือเปล่าคะ?”

               ‘คุณสู่’ เป็นนักสืบเอกชนที่เฝิงหยูเคยจ้างมาทำงาน เป็นคนมีฝีมือ ชาติที่แล้วเคยช่วยเฝิงหยูเอาไว้ไม่น้อย

               เมื่อนัดหมายเวลาพบกันเป็นมั่นเหมาะแล้ว อาหยูก็วางสาย เธออยากให้อีกฝ่ายช่วยรวบรวมหลักฐานการมีชู้ของเฝิงหย่วนเผิง เพื่อให้เกาลี่ฮวาได้เห็นธาตุแท้ของเฝิงหย่วนเผิงในเร็ววัน จะได้ไม่ต้องถูกหลอกให้เซ็นข้อตกลงสารพัดจนกลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบ

               ทางที่ดีคือการกล่อมให้เกาลี่ฮวาหย่า มารดาของเธอมีทั้งเงินและเวลา ทั้งยังเพิ่งจะอายุสี่สิบต้นๆ ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้เกาลี่ฮวาสามารถมีรักครั้งใหม่ได้ไม่ยาก หรือจะเลี้ยงหนุ่มๆ ไว้คอยดูแลก็ยังได้ ไม่จำเป็นต้องอยู่กับคนสารเลวอย่างเฝิงหย่วนเผิงให้หมดเวลาของชีวิตไปอย่างไร้ค่า

               ความปรารถนาสูงสุดของดวงวิญญาณเฝิงหยูคือการทำให้มารดาของตนหลุดออกจากตระกูลเฝิง ตระกูลที่ปอกลอกและทำลายความสุขของเธอ

               มีอยู่ปีหนึ่งเกาลี่ฮวาเคยคิดถึงเรื่องหย่าร้าง แต่ก็เป็นห่วงไม่อยากให้ภรรยาน้อยคนนั้นได้จดทะเบียนสมรสง่ายๆ ส่วนอีกใจก็พะวงเนื่องจากเธอถูกหลอกเอาทรัพย์สินไปเกือบทั้งหมด ถ้าหย่าร้างก็จะได้สมบัติเป็นส่วนแบ่งเพียงเล็กน้อย หากไม่หย่า อย่างน้อยเธอยังสามารถให้ลูกสาวเข้าทำงานในบริษัทได้โดยไม่ถูกครหา เหตุผลข้อสุดท้ายคือเธอยังคงอาลัยอาวรณ์ เพราะอย่างไรทั้งสองก็เป็นสามีภรรยากันมายี่สิบห้าปี เกาลี่ฮวารักเฝิงหย่วนเผิงด้วยใจจริง ไม่อย่างนั้นเธอผู้เป็นลูกสาวตระกูลผู้มีอันจะกินจะยอมแต่งงานกับชายยากจนข้นแค้นอย่างเฝิงหย่วนเผิงได้อย่างไร

               มาถึงวันนี้ ความกังวลใจประการที่สอง นั่นคือการถูกหลอกเซ็นข้อตกลงจนหมด ส่วนความกังวลใจในข้อแรกจัดการได้ไม่ยาก
แต่ความกังวลใจในข้อสุดท้าย... เรื่องที่เกาลี่ฮวายังคงมีความรู้สึกดีๆ ในใจต่อเฝิงหย่วนเผิง อาหยูคงต้องคิดหาวิธีจัดการอีกครั้ง

 

               หมี่พ่านพ่านที่อยู่อีกฟากหนึ่งของเมือง กำลังยื่นถุงน้ำร้อนส่งให้กับเถาฟางหยู่ที่เป็นรูมเมท

               เถาฟางหยู่หน้าซีด เธอรีบเอาถุงน้ำร้อนมาวางไว้บริเวณหน้าท้องแล้วถอนหายใจอย่างผ่อนคลาย “ขอบคุณมากนะ พ่านพ่าน”

               หมี่พ่านพ่านมีสีหน้ากังวล “เธอหน้าซีดจัง ไปห้องพยาบาลกันหน่อยไหม”

               เถาฟางหยู่ส่ายหน้า “ครั้งนี้ยังดีหน่อย มีอยู่หนหนึ่งฉันปวดจนเป็นลมไปเลยล่ะ เฮ้อ น่าอิจฉาคนที่ไม่ปวดประจำเดือนอย่างพวกเธอจัง”

               หมี่พ่านพ่านตอบอย่างภาคภูมิใจ “ฉันไม่เคยปวดประจำเดือนเลย ต่อให้กินไอศกรีมก็ไม่ปวด”

               “แหม... เก่งจริงนะเธอ” รูมเมทอีกคนหยอกเย้าน้ำเสียงเกินจริง

               หมี่พ่านพ่านหัวเราะชอบใจ

               กระเป๋าน้ำร้อนช่วยชีวิตเถาฟางหยู่ไว้ได้ทันเวลา เธอมองหมี่พ่านพ่านอย่างคลางแคลงใจ “พ่านพ่าน ครั้งที่แล้วประจําเดือนของเธอมาเมื่อไหร่น่ะ ทำไมฉันจำไม่ได้”

               หมี่พ่านพ่านลูบคางพลางครุ่นคิด “หลังจากกลับมามหาวิทยาลัย ก็ยังไม่มาอีก”

               รูมเมทประหลาดใจ “นี่มันสองเดือนกว่าแล้วนะ”

               หมี่พ่านพ่านตอบด้วยสีหน้าราบเรียบ “ประจำเดือนฉันมาไม่ค่อยตรงเวลา ตอนอยู่มัธยมปลายเคยขาดนานถึงสามเดือน พอไปตรวจที่โรงพยาบาลหมอก็สั่งให้กินยาต่อเนื่องตั้งหลายเดือน พอได้กินยาก็มาตรงเวลา พอหยุดยาก็มาๆ ขาดๆ อีก แม่บอกว่าฉันอายุยังน้อย รออีกสักสองสามปีประเดี๋ยวประจำเดือนก็มาเป็นปกติ ตอนแม่ฉันยังสาวก็เป็นอย่างนี้เหมือนกัน ช่างเถอะ มาไม่มาก็ได้ ฉันสบายอีกต่างหาก”

               “ฉันว่าเธอไปตรวจดูหน่อยไหม?”

               หมี่พ่านพ่านทำหน้ามุ่ย “ฉันเกลียดการกินยาที่สุดเลย”

 

               กลางดึกคืนนั้นหมี่พ่านพ่านตื่นขึ้นมาด้วยอาการปวดเกร็งที่ช่องท้อง

               ความรู้สึกคล้ายกับมีใครเอากรรไกรมาทิ่มแทงท้องจนรู้สึกเหมือนอวัยวะภายในแหลกละเอียดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ร่างของเธอเต็มไปด้วยเหงื่อโทรมกาย

               หมี่พ่านพ่านปวดจนไม่อาจอธิบายออกมาเป็นคำพูด เธอเพียงแต่ส่งเสียงคราง “ปวด…ปวด...หัวหน้าห้อง…” หมี่พ่านพ่านร้องเรียกคนให้ช่วย แต่เวลาตีสองเป็นช่วงเวลาที่หลายคนหลับสนิท

               หมี่พ่านพ่านปลดล็อกโทรศัพท์มือถือด้วยสองมืออันสั่นเทาแล้วโทรหาเถาฟางหยู่ โชคดีที่ฝ่ายนั้นไม่ได้ปิดโทรศัพท์เวลานอน

               เถาฟางหยู่สะดุ้งตื่นเพราะได้ยินเสียงโทรศัพท์ เธองัวเงียกดรับสาย ขณะเดียวกันก็รู้สึกว่าเตียงทางฝั่งตรงกันข้ามมีแสงจากโทรศัพท์วาบขึ้น แสงนั้นส่องใบหน้าซีดเผือดของใครคนหนึ่งเข้าพอดี เถาฟางหยู่ตกใจจนแทบสิ้นสติ ความง่วงหายเป็นปลิดทิ้ง

               “หัวหน้าห้อง ฉัน...ฉันปวดท้อง” เสียงของหมี่พ่านพ่านดังมาจากทั้งทางโทรศัพท์และเตียงที่อยู่ตรงกันข้าม

               เถาฟางหยู่รีบลงจากเตียงแล้วเปิดไฟ “ทำไมถึงปวดท้องได้ ประจำเดือนจะมาหรือ?”

               หมี่พ่านพ่านที่ไร้เรี่ยวแรง ใบหน้ามีแต่น้ำตาอาบแก้ม “น่าจะยังไม่มานะ”

               “ถ้าอย่างนั้นก็ใกล้จะมาแล้วล่ะมั้ง บางครั้งฉันก็เป็นอย่างนี้เหมือนกัน ก่อนประจําเดือนจะมาก็มักจะปวดท้องสักครั้งหนึ่ง” เถาฟางหยู่ผู้มีประสบการณ์ด้านนี้โชกโชนเอ่ยตอบ “เดี๋ยวฉันไปเอาน้ำร้อนมาให้ เอากระเป๋าน้ำร้อนด้วย”

               เถาฟางหยู่มาถึงก็กดน้ำร้อนจากกระติกใส่แก้วประมาณครึ่งแก้ว ผสมกับน้ำธรรมดาก่อนจะยื่นให้หมี่พ่านพ่าน “ระวังนะเดี๋ยวจะหกเอา”

               เพิ่งจะพูดจบไม่ทันขาดคำ หมี่พ่านพ่านผู้ยื่นมืออันสั่นเทามารับแก้วน้ำ ก็ทำแก้วกระจกหลุดมือแตกดังเพล้ง

               “เป็นอะไรกัน?” เพื่อนร่วมห้องอีกสองคนถูกปลุกให้ตื่นจนได้

               เถาฟางหยู่รีบหันไปตอบ “พ่านพ่านปวดท้องน่ะ”

               พอได้ยินอย่างนั้น เพื่อนอีกสองคนก็รีบเข้ามาช่วย เมื่อเห็นหมี่พ่านพ่านดื่มน้ำอุ่นและประคบกระเป๋าน้ำร้อนก็ยังไม่มีท่าทีทุเลาลง เพื่อนๆ ก็เริ่มมีท่าทีร้อนใจ “ไปโรงพยาบาลเถอะ อยู่ใกล้แค่นี้เอง”

               หมี่พ่านพ่านรู้สึกว่าการไปโรงพยาบาลด้วยเรื่องนี้ดูขายหน้าเหลือเกิน ทีเวลาเถาฟางหยู่ปวดท้องไม่เห็นต้องไปโรงพยาบาล รอแค่ไม่เกินสองชั่วโมงก็หายดีแล้ว เธอจึงเอ่ยปากปฏิเสธ “ไม่ต้องหรอก ฉันจะทน...อูย” ความเจ็บปวดถาโถมเข้ามาอีกระลอกทำให้ประโยคที่เหลือกลายเป็นเสียงสูดลมลอดผ่านไรฟัน

               เถาฟางหยู่และเพื่อนสาวอีกสองคนทำอะไรไม่ถูก พวกเธอมองดวงหน้าซีดเผือด และร่างที่มีเหงื่อเย็นไหลซึมของหมี่พ่านพ่านแล้วจึงปรึกษาหารือกันว่าจะต้องพาเธอไปโรงพยาบาล

               หมี่พ่านพ่านที่รู้สึกคล้ายตัวเองเพิ่งเฉียดความตายไปเมื่อครู่ไม่ได้เอ่ยปฏิเสธอีก เธอพูดอะไรไม่ออกแล้ว รูมเมทของเธอช่วยกันหิ้วปีกซ้ายขวา ตอนนี้ประตูหอปิดเรียบร้อยแล้วเถาฟางหยู่จึงพาพ่านพ่านไปหาคุณน้าผู้ดูแลหอแทน

3.ตั้งครรภ์

               คุณน้าที่กำลังหลับอยู่ในห้องพักเวรถูกปลุกให้ตื่น ถึงจะไม่รู้ว่ามีเรื่องอะไรแต่ก็ไม่กล้าโอ้เอ้ เด็กยุคนี้ส่วนใหญ่มักจะเป็นบุตรโทน หากใครเป็นอะไรขึ้นมา ผู้ปกครองอาจจะมาเอาเรื่องถึงมหาวิทยาลัยก็เป็นได้

               คุณน้าผู้ดูแลหอรวมถึงอีกสามชีวิตช่วยกันพาหมี่พ่านพ่านไปส่งโรงพยาบาล หลังจากที่ทำการตรวจจนทราบผล คนทั้งสี่ก็ยืนนิ่งตะลึงเป็นท่อนไม้

               หมี่พ่านพ่านกำลังตั้งครรภ์!

               เธอตั้งครรภ์ได้สามเดือนแล้ว!

               คุณน้าผู้ดูแลหอมีสีหน้าเคร่งขรึม เด็กผู้หญิงสมัยนี้ทำไมไม่รู้จักรักนวลสงวนตัวบ้าง อายุไม่เท่าไหร่ก็ปล่อยให้ตัวเองท้องเสียแล้ว ถ้าพ่อแม่รู้เข้าจะเสียใจขนาดไหน ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโหแทน

               เถาฟางหยู่และเพื่อนอีกสองยังคงอยู่ในอาการตกตะลึง ทั้งสามมองหน้ากันไปมา ไม่มีใครกล้าเอ่ยอะไร หมี่พ่านพ่านกำลังท้อง เป็นไปไม่ได้หรอก เธอไม่น่าจะเป็นคนอย่างนั้นนี่

               หมอฉีดยาให้หมี่พ่านพ่านหนึ่งเข็ม หลังจากนั้นอาการปวดก็ทุเลาลง พอได้ยินผลการตรวจเธอก็มองหน้าพยาบาลที่นำผลตรวจมาแจ้งคล้ายไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน “คงมีอะไรผิดพลาดล่ะมั้งคะ”

               พยาบาลผู้มีประสบการณ์โชกโชนตอบกลับเสียงราบเรียบ “ถ้าหนูไม่เชื่อจะลองไปตรวจที่โรงพยาบาลอื่นก็ได้นะ” เรื่องอย่างนี้เธอเห็นมานักต่อนักแล้ว วัยรุ่นสมัยนี้มักนึกสนุกเพียงชั่วครู่ชั่วยามโดยไม่หาทางป้องกัน การทำแท้งจึงเป็นเรื่องง่ายเหมือนตัดผม มีให้เห็นจนชินตา

               “เป็นไปไม่ได้ หนูยังไม่มีแฟน หนู…” หมี่พ่านพ่านหน้าซีดด้วยความตกใจ ความทรงจำเมื่อสามเดือนที่แล้วหลั่งไหลมาเหมือนกระแสน้ำที่ถาโถม

               ปิดเทอมที่ผ่านมา เธอจับฉลากได้รางวัลทริปหรูเที่ยวเกาะเป่าเป็นเวลาสองวัน จำนวนสองที่นั่ง ทริปนี้จ่ายทั้งค่าเครื่องบิน ค่าโรงแรมห้าดาว และอาหารเช้า-เย็น รวมถึงทัวร์เที่ยวรอบเกาะ

               เธอดีใจจนนอนไม่หลับทั้งคืน แต่น่าเสียดายที่คุณพ่อคุณแม่ของเธอต่างไม่มีเวลา เธอก็เลยชวนญาติผู้พี่ที่กำลังอยู่ในช่วงปิดเทอมเหมือนกันไปเที่ยว ตั้งแต่เล็กจนโตเธอยังไม่เคยออกไปเที่ยวนอกมณฑลเลยสักหน นี่เป็นครั้งแรกที่เธอจะได้เดินทางไปเที่ยวไกลๆ กับเขาบ้าง

               แต่ดีใจได้ไม่นานก็เกิดเรื่อง ในทริปท่องเที่ยววันที่สองญาติผู้พี่ของเธอไม่สบายจึงต้องนอนพักอยู่ที่ห้อง เธอไม่กล้าออกไปเที่ยวคนเดียวจึงอยู่ในห้องเป็นเพื่อน

               ค่ำวันนั้น เธอและพี่สาวนั่งกินข้าวด้วยกันในห้อง พี่สาวของเธอกินเพียงสองสามคำก็กินไม่ลงอีกเธอจึงกินที่เหลือแทนทั้งหมด แล้วยังดื่มเครื่องดื่มทั้งสองแก้วจนเกลี้ยง เครื่องดื่มที่ว่ามีรสหวานนิดๆ รสชาติเหมือนสาโทแต่อร่อยกว่ามาก

               พี่สาวเห็นว่าเธอน่าจะเบื่อก็เลยบอกให้ลงไปเดินเล่น เพราะที่โรงแรมมีสวนดอกไม้ให้ชม

               เมื่อเดินได้รอบหนึ่งเธอก็เริ่มรู้สึกเวียนหัวจึงเดินขึ้นห้อง ขณะที่กำลังอยู่ในอาการสะลึมสะลือเธอกลับเดินเข้าไปในห้องห้องหนึ่ง แล้วถูกผู้ชายที่ร่างกายเต็มไปด้วยกลิ่นเหล้ากดร่างของเธอไว้บนเตียง เขาประพรมจูบลงบนเนื้อตัวของเธอ จูบจนเธอเริ่มเคลิ้มตาม จนกระทั่งความเจ็บปวดจู่โจมเป็นระลอก เธอจึงค่อยได้สติขึ้นบ้าง

               ท่ามกลางแสงไฟริบหรี่ เธอมองเห็นชายหนุ่มหล่อเหลาคนหนึ่ง เขามีใบหน้าคมเข้ม จมูกโด่ง ริมฝีปากบาง เขาในตอนนั้นหน้าแดงเล็กน้อยด้วยฤทธิ์สุรา แววตาเหม่อลอย ขณะที่เธอกำลังนิ่งมองอยู่นั้น ก็ถูกเขาประทับจูบลงบนริมฝีปากอีกหน ทำให้ไม่อาจเอ่ยปากใดๆ ได้ เลยต้องยอมจำนนแต่โดยดี

               ไฟพิศวาสโหมแรงจนกระทั่งชายผู้นั้นเหนื่อยแล้วหลับไป พอเขาปล่อยเธอ เธอก็พยายามยืนด้วยสองขาที่สั่นเทาแล้วก้าวลงจากเตียง ในหัวเต็มไปด้วยความสับสน

               เกิดอะไรขึ้น?

               ทำไมในห้องถึงมีชายแปลกหน้าเพิ่มมาอีกคน แล้วยังทำกับเธอแบบนี้

               พี่สาวล่ะ พี่สาวอยู่ไหน?

               พอมองสำรวจไปรอบห้องเธอก็ตกใจจนแทบสิ้นสติ ภาพที่แปลกตาทำให้เธอเพิ่งรู้ตัวว่าเข้าผิดห้องเสียแล้ว หนุ่มหล่อคนนั้นสับสนคิดว่าเธอเป็นแฟนของเขาอย่างนั้นหรือ?

               เสียงอื้ออึงดังก้องในหู เธอยืนนิ่งอยู่สักพักก่อนจะรีบเก็บเสื้อผ้าที่วางเกลื่อนกลาดอยู่บนพื้นมาแต่งตัวให้เรียบร้อย และเตรียมจะออกไป ขณะนั้นเองก็เจอกับผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งกำลังจะเดินเข้ามา

               ผู้หญิงคนนั้นดูมีสง่าราศี รูปโฉมน่าหลงใหล แววตาคมกริบดุจคมมีด หมี่พ่านพ่านรู้สึกคล้ายว่าตัวเองถูกกระหน่ำแทงจนเกือบสิ้นใจ

               “เธอมาอยู่ในห้องนี้ได้ยังไง พวกเธอทำอะไรกัน?”

               หมี่พ่านพ่านบิดเสื้อของตัวเองไปมาด้วยความประหม่า และอ้อมแอ้มอธิบายว่า “ฉันเข้าห้องผิดค่ะ เขา เขา เขาจำคนผิด”

               ตอนหลังผู้หญิงคนนั้นจึงบอกเธอว่า ชายที่อยู่ในห้องเป็นแฟนของหล่อน เรื่องนี้ความผิดอยู่ที่เธอที่เข้าผิดห้องแต่กลับกลายเป็นเรื่องบานปลาย จนทุกคนต่างมีสีหน้าเคร่งเครียด

               ผู้หญิงคนนั้นเสนอจะจ่ายเงินชดเชยให้กับเธอ แต่เธอยังไม่ทันจะได้รับก็วิ่งหนีไปเสียก่อน โชคดีที่ญาติผู้พี่ของเธอนอนหลับสนิท ไม่รู้ด้วยซ้ำตอนเธอกลับมาที่ห้อง

               จากนั้นเธอก็ไม่ได้เห็นคู่รักคู่นั้นที่โรงแรมอีก นานวันเข้าก็ลืมเรื่องนี้ไปเสีย นานๆ ครั้งจึงจะบังเอิญฝันเห็นภาพในคืนนั้น แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะท้องได้

               หมี่พ่านพ่านกุมท้องของตัวเอง เธอท้องแล้วจริงหรือ?

 

               บรรยากาศยามเช้าพัดพากลิ่นของดอกหอมหมื่นลี้เข้ามาทักทาย

               อาหยูนั่งรอเฝิงหย่วนเผิงและเกาลี่ฮวาอยู่ที่โต๊ะอาหาร สักครู่เฝิงหยวนเผิงก็ปรากฏกายตรงบันไดพร้อมกับเสียงฝีเท้า

               “แม่ล่ะคะ?” อาหยูลุกขึ้น

               “แม่เขายังไม่ตื่น พ่อก็เลยไม่ได้ปลุก” เฝิงหย่วนเผิงถอนหายใจ “เมื่อคืนแม่ของลูกเอาแต่ร้องไห้ทั้งคืน พ่อจะพูดถึงคุณตาไม่ได้เลย”

               อาหยูครุ่นคิดในใจ เมื่อพิจารณาถึงเหตุการณ์ตรงหน้าและเรื่องราวในอดีต ใครบ้างจะไม่อิจฉาเกาลี่ฮวาที่ได้สามีมากความสามารถแล้วยังรักเดียวใจเดียว ไม่เหมือนคนอื่นที่มีสามีเจ้าชู้ประตูดิน ขี้เหล้าเมายา แอบมีภรรยาน้อย บ้างก็กกลูกเลี้ยง มีวีรกรรมเลวร้ายให้เห็นทุกรูปแบบ

               แต่กระนั้นใครจะไปคิดว่า หลังจากที่เฝิงหย่วนเผิงใช้ประโยชน์จากตระกูลเกาจนพอใจ เขาจะใจร้ายใจดำกับภรรยาเก่าได้ขนาดนี้ ใจดำขนาดกล้ายึดคืนอำนาจจากเธอมาเกือบทั้งหมด เขายอมให้
ลูกนอกสมรสของตนเดินอย่างผึ่งผายเข้ามาในบริษัท แล้วกดหัวเฝิงหยูผู้เป็นลูกสาวอันเกิดกับภรรยาหลวง ซ้ำยังให้ลูกชายกับภรรยาน้อยคู่นี้ย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองด้วยกัน

               ความรุ่งเรืองที่เกาลี่ฮวาเคยมี สูญสลายหลังจากที่เฝิงข่ายและแม่ของเขาปรากฏตัว จนเป็นเหตุให้เธอกลายเป็นโรคซึมเศร้า

               เฝิงหย่วนเผิงนวดหว่างคิ้วอย่างเหนื่อยล้า เมื่อคืนนี้เขานั่งทบทวนความทรงจำเกี่ยวกับนายท่านเกาเป็นเพื่อนเกาลี่ฮวาอยู่นานสองนาน จนกระทั่งเกือบตีหนึ่ง เธอจึงหลับไปด้วยความเหนื่อย

               เมื่อเห็นเฝิงหย่วนเผิงมีท่าทีเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด อาหยูก็เอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง “แล้วทำไมพ่อไม่นอนต่ออีกสักหน่อยล่ะคะ”

               เฝิงหย่วนเผิง “เดี๋ยวอีกสักครู่พ่อต้องไปประชุม”

               อาหยูพยักหน้า

               เมื่อเดินมาถึงโต๊ะอาหาร เฝิงหย่วนเผิงก็ลากเก้าอี้มานั่ง เขาพินิจมองการแต่งกายของลูกสาว “จะออกไปข้างนอกงั้นหรือ?”

               อาหยูวางสีหน้าราบเรียบ “หนูจะไปเอาของที่บ้านคุณตาสักหน่อยค่ะ จะได้เก็บไว้เป็นที่ระลึก”

               เฝิงหย่วนเผิงถอนหายใจซ้ำๆ และเอ่ยปลอบเธออย่างอ่อนโยน “ทำใจเสียเถอะ ตาเขาเป็นห่วงลูกที่สุด คงหวังอยากเห็นลูกใช้ชีวิตอย่างมีความสุข”

               อาหยูพยายามฝืนยิ้ม “หนูรู้ค่ะ”

               หลังจากกินข้าวเช้าเสร็จคนขับรถก็พาเฝิงหย่วนเผิงมุ่งหน้าไปยังบริษัท

               อาหยูสั่งให้คนรับใช้คอยดูแลเกาลี่ฮวาแล้วจึงขับรถออกไปบ้าง หลังจากนั้นครึ่งชั่วโมงเธอก็มาถึงยังที่ที่นัดหมาย พอเข้าไปในห้องรับรอง อาหยูก็โทรแจ้งหมายเลขห้อง

               ไม่นานนักฝ่ายนั้นก็ตอบข้อความกลับมา อาหยูคำนวณเวลาแล้วจึงเรียกพนักงานมาสั่งขนมและน้ำชา ประมาณสิบนาทีให้หลังก็มีคนเปิดประตูเข้ามาในห้อง บริกรชายเอ่ยเชิญเธอด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลและอ่อนโยนว่า “คุณผู้หญิง เชิญครับ”

               อาหยูยิ้มจางๆ และมองไปยังผู้หญิงสวยคนหนึ่งซึ่งยืนอยู่ตรงประตู

               ดวงตาของผู้หญิงคนนี้ตีวงโค้งคล้ายรูปดอกท้อ คิ้วเด่นได้รูป ใบหน้าตกแต่งด้วยแป้งบางๆ ทำให้ดูมีเสน่ห์ เธอสวมชุดสีกากีเข้ารูปเผยให้เห็นช่วงขารำไร ดูสวยและเท่ในคราวเดียว รองเท้าส้นสูงทำให้ร่างของเธอสูงเลยศีรษะของบริกรชายที่อยู่ด้านข้าง คาดคะเนด้วยสายตาก็คงมีความสูงไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบเซนติเมตร

               ผู้หญิงคนนั้นเดินกรีดกรายเข้ามาและส่งยิ้มให้อาหยู

               อาหยูยิ้มตอบแล้วผายมือเชิญ

               บริกรหนุ่มรู้สึกหัวใจสั่นไหว เขารู้สึกว่าวันนี้ตนโชคดีเหลือเกิน ได้เจอผู้หญิงสวยตั้งสองคน สวยอย่างกับดาราเลยทีเดียว

               “ดื่มอะไรดีคะ?” อาหยูถาม

               “ชาเหมาเจียนค่ะ” อีกฝ่ายเอ่ยตอบด้วยเสียงทุ้มต่ำ

               “ขนมล่ะคะ?”

               ผู้หญิงคนนั้นมองขนมแกล้มน้ำชาหน้าตาน่ากินที่วางอยู่บนโต๊ะแล้วจึงเชิดคางขึ้นเล็กน้อย “เท่านี้พอแล้วค่ะ”

               อาหยูพยักหน้าแล้วจึงหันไปเอ่ยกับบริกร “รบกวนเสิร์ฟชาด้วยค่ะ”

               บริกรยังคงเหม่อมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความประทับใจก่อนจะพยักหน้ารับคำสั่งแล้วรีบเสิร์ฟชาให้กับพวกเธอ ก่อนจะก้าวออกจากห้องไปด้วยความเสียดาย

4.ข่าวลือไปไกลจริงๆ

               สาวสวยคนนั้นแย้มยิ้มอย่างทรงเสน่ห์ “คุณไม่ประหลาดใจเลยหรือ?”

               อาหยูยังคงยิ้ม “ฉันก็เคยได้ยินงานอดิเรกของคุณสู่มาบ้าง ‘นักแต่งหญิงมือฉมัง’ นับเป็นเกียรติมากที่ได้เจอตัวจริง”

               “ข่าวลือไปไกลจริงๆ” เขากระแอมไอและปรับเสียงเป็นผู้ชายตามปกติ

               อาหยูเพียงแต่ยิ้ม ไม่ได้พูดอะไร

               สู่ซินมองสำรวจเธอ เขาไม่ได้ถามว่าเธอไปได้ข่าวนี้มาจากไหน แต่เอ่ยถามอาหยูถึงประเด็นของวันนี้ “คุณอยากสืบอะไรหรือ?”

               อาหยูผลักรูปภาพสามใบไปตรงหน้าเขา ในนั้นมีรูปเฝิงหย่วนเผิง เฝิงข่าย และกู๋หย่าผิง สองรูปหลังเธอใช้วิธีแฮ็กระบบและดึงรูปเหล่านี้มาจากเฟซบุ๊กของเฝิงข่าย เมื่อสิบสองปีก่อนเฝิงหย่วนเผิงเปิดบริษัทที่อเมริกา ขณะเดียวกันก็พาสองแม่ลูกคู่นี้ไปซ่อนตัวอยู่ที่อเมริกา ทุกปีเฝิงหย่วนเผิงจะอาศัยข้ออ้างไปตรวจดูงานของบริษัทเพื่อเดินทางไปอเมริกาอยู่เสมอ

               พอเปิดดูโพรไฟล์ในเฟซบุ๊กของเฝิงข่ายก็พบว่าเขาใช้ชีวิตอย่างทายาทมหาเศรษฐี ที่มีบ้านหรู รถสปอร์ต เรือใบ เรือดำน้ำ ทุกอย่างอู้ฟู่หรูหรา ไม่รู้ว่าตอนที่พวกเขาใช้เงินของเฝิงหย่วนเผิง จะสำนึกบ้างหรือไม่ว่าครึ่งหนึ่งเป็นสิทธิ์ของเกาลี่ฮวา

               ถึงแม้จะรู้อยู่เต็มอกแต่ก็คงสะใจกระมัง?

               พอกู๋หย่าผิงได้สามีมาถือหางเสือ ฝ่ายนั้นก็ทั้งโทรศัพท์และส่งรูปมาโอ้อวดเกาลี่ฮวาที่เป็นภรรยาหลวง

               “ฉันอยากได้หลักฐานการนอกใจของผู้ชายคนนี้” อาหยูชี้รูปของเฝิงหย่วนเผิง “ผู้หญิงคนนั้นเป็นภรรยาน้อยและลูกชายนอกสมรสที่เขาแอบเลี้ยงไว้ในอเมริกา ฉันอยากให้คุณสืบรู้ให้แน่ชัดว่าสองแม่ลูกคู่นี้ครอบครองทรัพย์สมบัติมากน้อยแค่ไหน รวมถึงที่มาที่ไปของพวกเขา”

               ในเมื่อเป็นทรัพย์สินที่สามีภรรยาครอบครองร่วมกัน ย่อมไม่สมควรที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะถือสิทธิ์ยึดครองและจัดสรรแต่เพียงฝ่ายเดียว หากฝ่ายสามีอยากเลี้ยงภรรยาน้อยก็ควรใช้ส่วนที่เขาได้รับแบ่งหลังจากการหย่าภรรยาหลวงแล้วสิ

               สู่ซินก้มลงมองภาพ แม้ว่าชายวัยกลางคนในรูปจะมีดวงหน้ากลมเหมือนพระจันทร์เต็มดวงและมีพุงอ้วน แต่หากพินิจให้ดีก็จะเห็นว่าเขามีเค้าโครงใบหน้าคล้ายกับสาวสวยผู้ว่าจ้างเขา จึงเป็นไปได้อย่างยิ่งว่าทั้งสองจะเป็นพ่อลูกกัน แต่ด้วยจรรยาบรรณของนักสืบ เขาเลยไม่ได้เอ่ยถามให้มากความ เพียงแต่ขมวดคิ้วเล็กน้อย “ทรัพย์สินที่อเมริกาหรือครับ?”

               อาหยูชี้ไปที่ภาพของเฝิงหย่วนเผิง “กลางเดือนหน้าเขาจะไปอเมริกา ที่อยู่และข้อมูลของคนทั้งสาม ถ้าคุณสะดวกฉันจะฝากไว้ในอีเมล คุณทิ้งอีเมลไว้อีกสักครู่ฉันจะส่งให้ ฉันรู้ว่าการทำงานที่ต่างประเทศลำบากกว่าในประเทศ คุณเรียกราคามาได้เลย”

               สู่ซินยิ้มออก ความกระตือรือร้นปรากฏขึ้นในแววตา เขาชอบลูกค้ากระเป๋าหนักอย่างนี้ที่สุด

               หลังจากนั้นครึ่งชั่วโมง อาหยูก็เดินออกจากห้องน้ำชาพร้อมกันกับสู่ซิน พอใกล้จะถึงประตูทางออกก็มีผู้ชายสองคนปรากฏกาย แสร้งแกว่งกุญแจรถหรูยี่ห้อดังด้วยท่าทางวางมาด และเอ่ยแซวว่า “น้องสาว ไปทานอาหารด้วยกันหน่อยไหมครับ”

               สู่ซินกวาดตาสำรวจพวกเขา ตอบด้วยน้ำเสียงผู้หญิงกลับไป “ฉันไม่เคยกินอาหารกับคนที่ขี้เหร่กว่าฉัน เห็นแล้วกินไม่ลง”

               อาหยูยกมุมปากยิ้ม

               ชายสองคนนั้นค่อยๆ หน้าแดง “พูดอย่างนี้ได้ยังไง!” เขาว่าพลางทำท่าจะเข้ามาคว้าตัว “วันนี้ไม่ว่าอย่างไรฉันก็ต้องกินข้าวมื้อนี้กับพวกเธอให้ได้”

               สู่ซินจับมือของอีกฝ่ายที่ยื่นมาแล้วหักอย่างแรง ชายผู้นั้นร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด ก่อนที่ร่างของเขาจะถูกโยนลงพื้น “สารรูปทุเรศตา แต่ดันมาโลกสวย”

               ชายอีกคนตั้งใจจะเข้าไปช่วยเพื่อนรุม แต่เมื่อเห็นฝีมือของอีกฝ่ายแล้วหันมามองเพื่อนที่ยังหมอบอยู่ที่พื้นด้วยความเจ็บปวดจนใบหน้าบิดเบี้ยว ก็ตัดสินใจประคองเพื่อนกลับไป

               คนที่เตรียมสู้อย่างอาหยูจึงเก็บฝีมือไว้ก่อน

               สู่ซินแย้มยิ้ม เอ่ยด้วยเสียงที่เหมาะกับรูปลักษณ์ของเขาในยามนี้ “ปฏิบัติกับศัตรูให้เหมือนใบไม้ปลิดปลิวในฤดูใบไม้ร่วง แต่ปฏิบัติต่อลูกค้าให้เหมือนกับสายน้ำในฤดูใบไม้ผลิ ศัตรูของลูกค้าก็นับเป็นศัตรูของผมด้วยเหมือนกัน”

               รอยยิ้มยังคงปรากฏอยู่บนใบหน้าของอาหยู

               หมอนี่ร้ายจริงๆ!

 

               อาหยูแยกจากนักแต่งหญิงมือฉมัง ผู้งดงามเกินหญิง

               จากนั้นก็ขับรถมุ่งหน้าไปที่บ้านตระกูลเกา ธรรมชาติที่เงียบสงบรอบด้านมีแต่สีเขียวของใบไม้และเสียงนกร้องขับขาน ในเวลาที่เริ่มสายเช่นนี้ผู้คนบ้างก็ไปทำงานบ้างก็ไปโรงเรียนกันแล้ว ในบ้านหลังใหญ่จึงเหลือคนเพียงไม่กี่คน

               อาหยูจอดรถไว้นอกบ้านตระกูลเกา บ้านหลังนี้สร้างไว้เพื่อเป็นที่พักอาศัยหลักของนายท่านเกา ส่วนภรรยาของเขาเสียชีวิตตั้งแต่เมื่อหลายสิบปีที่แล้ว ด้วยเหตุนี้... เมื่อนายท่านเกาจากไปอีกคน คนตระกูลเกาจึงต้องย้ายออก

               ตระกูลเกาไม่ได้อับจนที่อยู่อาศัย แต่การย้ายออกจากที่นี่หมายความว่าพวกเขาต้องย้ายออกจากศูนย์กลางของครอบครัวไปด้วย

               ตอนแรกคิดว่านายท่านเกาที่มีร่างกายแข็งแรงน่าจะอยู่ต่อได้อีกสักสิบปี จนกระทั่งทายาทรุ่นที่สามอย่างเกาเจียซู่และเฝิงหยูยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง ใครจะคิดว่านายท่านเกาจะด่วนจากไปเร็วขนาดนี้

               รุ่นหลานยังไม่ทันลงหลักปักฐานอย่างมั่นคง ไม้ใหญ่ของบ้านกลับโค่นล้ม ผนวกกับมาเจอลูกเขยเนรคุณอย่างเฝิงหย่วนเผิงจึงเป็นเหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด ทำให้คนตระกูลเกาถูกเหยียบย่ำแทบจมดิน

               “นั่นอาหยูหรือ?” เมื่อได้ยินเสียงความเคลื่อนไหว ‘เกาเจียซู่’ ก็เดินออกมาจากบ้าน ตอนนี้เขากำลังเรียนปีสามเกี่ยวกับการเมืองและกฎหมายในมหาวิทยาลัยมีชื่อ นายท่านเกาฝากความหวังไว้กับ
หลานชายเพียงคนเดียวคนนี้มาก หลังจากมีหลานชายและหลานสาว นายท่านเกาก็ให้ความสำคัญกับการศึกษาของทั้งสองอย่างยิ่ง น่าเสียดายที่ท้ายสุดแล้วเขาก็ไม่อาจอยู่รอดูความสำเร็จในวันข้างหน้าของหลานๆ

               “พี่ใหญ่” อาหยูเอ่ยปากเรียก และหันไปเห็นเกาเจิ้นหัวกับภรรยาเดินตามมาอีกด้วย

               คุณลุงและคุณป้าของเฝิงหยูยังอาศัยอยู่ที่บ้านหลังนี้ เป็นเพราะเกาเจิ้นหัวยังเป็นห่วงเกาลี่ฮวาผู้เป็นน้อง “แม่ของหนูดีขึ้นบ้างหรือยัง?”

               อาหยู “ดีขึ้นแล้วค่ะ”

               เกาเจิ้นหัวถอนหายใจอย่างโล่งอก นายท่านเกาจากไปกะทันหัน ไม่มีใครเตรียมใจยอมรับกับความสูญเสียมาก่อน จนถึงวันนี้เขาก็ยังรู้สึกคล้ายเป็นเพียงแค่ฝัน คนเพิ่งเห็นกันอยู่หลัดๆ เมื่อหลายวันก่อนยังเคยพูดคุยหัวเราะด้วยกัน พริบตาเดียวกลับต้องจากกันอย่างไม่มีวันกลับ หากไม่นึกถึงก็ยังพอทำใจได้ แต่พอคิดถึงเรื่องเก่าๆ เขาก็รู้สึกขอบตาร้อนผ่าว

               ลุงเกากะพริบตาถี่ๆ และพยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้ “สองวันนี้หนูยังอยู่ในประเทศ ก็อยู่เป็นเพื่อนแม่บ่อยๆ แม่เขาคงยอมฟังหนูที่สุดแล้ว”

               อาหยูพยักหน้า “คุณลุงคะ หนูอยากพาแม่ไปพักผ่อนที่อังกฤษสักระยะ แม่กำลังทุกข์หนัก ส่วนพ่อก็มัวแต่ยุ่งเรื่องงาน หนูกลัวว่าแม่อยู่คนเดียวจะคิดมาก” พอไปถึงประเทศอังกฤษ ค่อยเอาหลักฐานที่เฝิงหย่วนเผิงนอกใจให้เกาลี่ฮวาดู เมื่อไม่มีเฝิงหย่วนเผิงคอยรบกวน การเกลี้ยกล่อมให้เกาลี่ฮวาขอหย่าก็ยิ่งทำได้ง่าย

               ยิ่งหย่ากันเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งเป็นผลดีกับฝั่งของพวกเธอมากเท่านั้น ตอนนี้นายท่านเกาเพิ่งจากไปได้ไม่นาน เป็นช่วงเวลาที่บ้านตระกูลเการะส่ำระสายและอ่อนแอ ทำให้เฝิงหย่วนเผิงเลือกที่จะเปิดตัวบ้านเล็กอย่างไม่เกรงใจใคร ถ้าหย่ากันแล้ว... เฝิงหย่วนเผิงก็จะไม่สามารถใช้สิทธิ์ความเป็นลูกเขยของบ้านมาเอาเปรียบคนที่บ้านตระกูลเกาได้อีก

               เกาเจิ้นหัวมีท่าทีประหลาดใจ ก่อนจะพยักหน้า “ไปพักผ่อนก็ดีเหมือนกัน แต่ดูเหมือนแม่ของหนูจะไม่ชอบไปต่างประเทศนะ” ตอนที่น้องสาวเขายังเยาว์วัยมักจะชอบเที่ยว แต่พอลูกโตกลับไม่ชอบออกไปไหน

               “หนูจะลองปลอบแม่ดูค่ะ ถ้าไม่สำเร็จ คุณลุงกับคุณป้าก็ช่วยพูดให้หนูด้วยนะคะ” อาหยูเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม ชาติที่แล้วเฝิงหยูก็อยากจะพาเกาลี่ฮวาไปเที่ยวพักผ่อนที่ต่างประเทศ เพียงแต่เกาลี่ฮวาลังเลและไม่ยอมรับปาก แต่ครั้งนี้ไม่ว่าอย่างไรเธอก็ต้องพาเกาลี่ฮวาไปด้วยให้ได้ หากเธอยืนยันในความคิดนี้อย่างหัวชนฝา ไม่ว่าอย่างไรเกาลี่ฮวาจะต้องยอมทำตามแน่

               หลังจากสนทนากันอีกเล็กน้อย อาหยูก็ขึ้นไปหยิบหนังสือที่นายท่านเกาชอบอ่านตอนยังมีชีวิตอยู่ และออกตัวปฏิเสธที่จะทานอาหารร่วมกับครอบครัวของคุณลุงและขอตัวลากลับ

               ก่อนจากกัน ป้าสะใภ้กล่าวว่า “วันสองวันนี้พวกเราจะจัดเก็บของของคุณตาหนู รอให้แม่ของหนูรู้สึกดีขึ้นบ้างแล้ว หนูค่อยชวนเธอมาดูว่าอยากเก็บอะไรกลับไปเป็นที่ระลึกบ้าง”

               อาหยูรับคำแต่โดยดี

               เมื่อกลับมาถึงบ้าน คนรับใช้ก็บอกอาหยูว่าเกาลี่ฮวาตื่นแล้ว กำลังเดินเล่นอยู่ในสวนดอกไม้

               ภายใต้แสงอาทิตย์อันอบอุ่น เกาลี่ฮวานั่งเหม่อลอยบนเก้าอี้หวายด้วยสองตาว่างเปล่า มีแมวเปอร์เซียสีขาวตัวหนึ่งนั่งอยู่บนตัก พอเห็นอาหยูเข้ามามันก็กระโดดลงมาด้วยท่าทางกระตือรือร้นแล้ว
กระโจนใส่อาหยู ส่งเสียงร้องเมี้ยวๆ อย่างออดอ้อน

               อาหยูก้มตัวลงอุ้มแมวขึ้นมาและเดินไปหาเกาลี่ฮวา “แม่คะ”

               เมื่อเห็นลูกสาว เกาลี่ฮวาก็ปรากฏรอยยิ้มบนใบหน้า “กลับมาแล้วหรือ”

               อาหยูยิ้มแล้วนั่งลงข้างเกาลี่ฮวา ก่อนจะเล่าถึงคำพูดของ
ป้าสะใภ้

               ดวงหน้าของเกาลี่ฮวาปรากฏความขมขื่นออกมาให้เห็นเล็กน้อย “ถ้ามีเวลาแม่จะไปสักหน่อย ลุงกับป้าบอกไหมว่าจะย้ายออกเมื่อไหร่”

               “คุณลุงบอกว่าอีกเจ็ดวันค่ะ”

               เกาลี่ฮวาพยักหน้า

5.ไปพักผ่อนบ้างก็ดี

               “แม่คะ” อาหยูกุมมือเกาลี่ฮวา “แม่ไปอยู่อังกฤษเป็นเพื่อนหนูสักพักดีไหมคะ หนูอยู่ที่นั่นคนเดียวเหงาเหลือเกิน” หากขอร้องให้เกาลี่ฮวาไปอยู่ที่นั่นเพื่อพักผ่อน หล่อนอาจจะไม่ยอมรับปาก แต่หากบอกว่าให้ไปอยู่ที่นั่นเป็นเพื่อนลูกสาว มีหรือจะปฏิเสธ

               เกาลี่ฮวาประหลาดใจนัก... จู่ๆ ลูกสาวก็มาแสดงความอ่อนแอให้เธอเห็น ทั้งๆ ที่ฝ่ายนั้นมักใช้ชีวิตตามลำพังอย่างเข้มแข็งมาโดยตลอด ปีที่เฝิงหยูเพิ่งเข้าเรียนมัธยมปลายในต่างประเทศ เธอเคยเสนอตัวไปอยู่เป็นเพื่อนแต่ก็ถูกลูกสาวปฏิเสธ บอกว่าไปคนเดียวได้ ให้เธออยู่ที่บ้านเป็นเพื่อนคุณตาและคุณพ่อแทน

               แต่ลูกสาวก็ทำให้เห็นจริงๆ ว่าสามารถใช้ชีวิตเพียงลำพังได้ ทั้งเรื่องการใช้ชีวิตและเรื่องเรียนเฝิงหยูทำได้อย่างสมบูรณ์แบบไม่ขาดตกบกพร่อง ซ้ำยังผ่านการคัดเลือกของมหาวิทยาลัยชื่อดังอีกด้วย

               ลูกสาวของเธอไม่เหมือนกับคำพูดที่มักเปรยกันว่า การปล่อยลูกไปเรียนเมืองนอกก็เหมือนปล่อยม้าป่าพยศให้ไปทำเรื่องเสื่อมเสีย ที่บ้านอาจถูกผลาญเงินไปมหาศาลแต่ได้คนที่ไม่เป็นโล้เป็นพายกลับมา

               เมื่อนึกทบทวน เกาลี่ฮวาจึงคิดว่าลูกสาวตนคงกำลังสะเทือนใจกับการจากไปอย่างกะทันหันของคุณตา ครู่นั้นเธอนึกสงสารลูกสาวจับใจ อย่าว่าแต่ไปอยู่อังกฤษเป็นเพื่อนลูกเลย หากลูกบอกว่าอยากได้ดาวบนฟ้าเธอก็จะหาทางปีนไปเก็บมาให้ได้

               เกาลี่ฮวาตบหลังมือลูกสาวเป็นเชิงปลอบ “ถ้าอย่างนั้นก็รอให้พ้นวันครบรอบเจ็ดวันของคุณตาไปก่อน แล้วแม่จะบินไปเยี่ยมลูก”

               “หนูก็จะรอให้พ้นวันครบรอบเจ็ดวันไปก่อนแล้วค่อยกลับค่ะ”

               เกาลี่ฮวาประหลาดใจ “แล้วไม่ต้องเข้าเรียนหรือลูก?”

               “ก็แค่ลาเรียนไม่กี่วันเอง หนูทำเรื่องเรียบร้อยแล้วค่ะ” อาหยูกลัวว่าเฝิงหย่วนเผิงจะอาศัยจังหวะที่เกาลี่ฮวากำลังอยู่ในช่วงโศกเศร้าจากการสูญเสีย หลอกให้เธอเซ็นสัญญา ชาติที่แล้วเอกสารสำคัญฉบับหนึ่งถูกเซ็นในช่วงหลังงานศพไม่นาน

 

               หลังจากเฝิงหย่วนเผิงกลับมาจากบริษัท ก็ถูกแจ้งให้ทราบว่าภรรยาและลูกสาวจะไปต่างประเทศด้วยกัน

               เขาไม่ได้มีท่าทีสงสัยหรือคลางแคลงใจ ทั้งยังบอกด้วยความปรารถนาดีว่า “ไปพักผ่อนบ้างก็ดี”

               ค่ำวันนั้น ซือหยางซั่วโทรศัพท์มานัดอาหยูไปกินข้าวเย็นวันพรุ่งนี้แต่อาหยูปฏิเสธ เธอไม่อยากเสียเวลากับผู้ชายไร้แก่นสารคนนี้อีก

               เจ้าของร่างเดิมร่างนี้พร่ำโทษสายตาตัวเองอยู่หลายครั้งที่มองคนผิด เฝิงหยูคนเก่าเคยเห็นว่าซือหยางซั่วเป็นคนมากความสามารถ หน้าตาดี ฐานะครอบครัวก็สมกัน จึงได้ตกปากรับคำหมั้นหมาย ด้วยหวังว่าครอบครัวที่สมบูรณ์พร้อมของทั้งสองจะได้เป็นทองแผ่นเดียวกัน ตระกูลเฝิงจะได้รุ่งเรืองมากขึ้น

               แต่คิดไม่ถึงว่าผู้ชายคนนี้จะไม่รักษาสัญญา

               เฝิงหยูเป็นคนที่มีคุณสมบัติโดดเด่นและยังเป็นลูกสาวคนเดียวของตระกูลเฝิง เบื้องหลังของเธอมีนายท่านเกาคอยสนับสนุนอยู่ เธอมีพื้นเพชาติตระกูลดีขนาดนี้จะยอมให้ลูกชายบ้านตระกูลซือมาเหยียบย่ำศักดิ์ศรีกันง่ายๆ ได้อย่างไร แม้จะไม่ห่วงศักดิ์ศรีก็น่าจะห่วงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์บ้าง

               เธอจับได้ว่าซือหยางซั่วแอบลักกินขโมยกินลับหลังเฝิงหยูมาโดยตลอด หลังจากได้พบกับหมี่พ่านพ่าน เขาก็แอบเลี้ยงเธอไว้ในบ้านพักส่วนตัว นานวันเข้าก็เกิดเป็นความรักความผูกพัน จนเขาตัดสินใจขอยกเลิกสัญญาหมั้นในช่วงที่กำลังเตรียมงานแต่ง

               ซึ่งก็เป็นช่วงเวลาที่เฝิงหยูกำลังวิกฤต เธอกำลังเปิดสงครามฟาดฟันกับเฝิงข่าย อันที่จริงเธอก็ได้ยินข่าวลือมาบ้างว่าซือหยางซั่วแอบคบกับผู้หญิงคนอื่นถึงขั้นมีลูกด้วยกัน หากเป็นเมื่อหลายปีก่อนเฝิงหยูคงตามเหยียบหน้าซือหยางซั่วไปแล้ว แต่ช่วงเวลานั้นเฝิงหยูกำลังเจออุปสรรคจากทั่วทุกสารทิศ เธอจึงจำต้องอดกลั้นและแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น

               แต่เธอคิดไม่ถึงว่าซือหยางซั่วจะทำลายสัญญาหมั้นโดยไม่ไยดีต่อข้อตกลงที่ทำร่วมกัน ตอนที่เธอเพิ่งกลับจากต่างประเทศ เขาเคยบอกว่าจะช่วยเธอทวงคืนอำนาจของตระกูลเฝิงกลับมา และถ้าสำเร็จเธอจะมอบหุ้นของเฝิงซื่อกรุ๊ปให้เขาบางส่วนเป็นการตอบแทน

               นักธุรกิจย่อมคำนึงถึงผลประโยชน์ เฝิงหยูไม่ได้คิดอยากให้ตระกูลซือช่วยตนเพียงเพราะความสัมพันธ์ของเธอกับลูกชายบ้านนั้น

               คนอย่างเธอฆ่าได้แต่หยามไม่ได้!

               หากเธอไม่ได้ดี ก็อย่าหวังว่าคนพวกนี้จะได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขเลย เฝิงหยูนึกผยองในใจ หลังจากที่เธอจัดการกับเฝิงข่ายแล้ว ถ้าหากเจี่ยหลินน่าไม่ฆ่าเธอตายเสียก่อนเธอก็คงจะจัดการกับซือหยางซั่วเป็นรายต่อไป

               เรื่องที่เฝิงหยูยังทำไม่สำเร็จ อาหยูจะช่วยให้เป็นจริง เธอคิดพลางลูบขนแมวด้วยความเอ็นดู

               “เมี้ยว” แมวเปอร์เซียขาวขนนุ่มร้องเบาๆ อย่างสบายอารมณ์

               อาหยูจิ้มจมูกมันและหัวเราะเบาๆ…

 

               “เฝิงหยูเป็นอย่างไรบ้างลูก”

               นางซือหมู่นั่งดูทีวีอยู่ในห้องรับแขกระหว่างรอลูกชายและสามีกลับบ้าน เมื่อเห็นซือหยางซั่วเดินเข้าประตูมาก็เอ่ยถาม

               ซือหยางซั่วถอดสูทส่งให้แม่บ้านที่คอยยืนรออยู่ด้านข้าง “น้าเกายังเศร้าอยู่ครับ เธอก็เลยต้องอยู่เป็นเพื่อน ช่วงนี้ยังออกจากบ้านไม่ได้”

               นางซือหมู่ถอนหายใจด้วยความสงสาร “นายท่านเกามาด่วนจากไป น้าเกาของลูกคงยังทำใจไม่ได้เป็นธรรมดา” เมื่อคิดถึงนายท่านเกา นางซือหมู่ก็มีท่าทีใจลอย แม้ว่านายท่านเกาจะเกษียณตัวเองแล้วแต่บรรดาญาติพี่น้องและเพื่อนร่วมงานก็ยังมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันอยู่ เขาเป็นเหมือนสมอเรือ เป็นหลักให้กับลูกหลาน คิดไม่ถึงว่าจะด่วนจากไปเร็วถึงเพียงนี้

               “แล้วทำไมลูกไม่กลับมากินข้าวที่บ้าน?”

               “ผมนัดเพื่อนไว้ครับ”

               นางซือหมู่นึกประหลาดใจ “เพื่อนที่ไหนกัน ผู้หญิงหรือผู้ชาย”

               ซือหยางซั่วขมวดคิ้วเล็กน้อย “ผู้ชายครับ”

               เมื่อเห็นว่าลูกชายกำลังไม่พอใจนางซือหมู่ก็รู้สึกไม่ชอบมาพากล เธอส่งสายตาบอกให้แม่บ้านออกจากห้องแล้วกวักมือเรียกผู้เป็นลูกชาย

               ซือหยางซั่วยังคงขมวดคิ้ว เขาเดินไปนั่งข้างผู้เป็นมารดา

               “ทำหน้าบูดอย่างนั้นทำไม คิดว่าแม่อยากจะว่าแกหรือ” นางซือหมู่เองก็ไม่สบอารมณ์ “เพราะแกนั่นแหละทำแต่เรื่องวุ่น โชคดีที่เรื่องยังไม่รู้ไปถึงตระกูลเฝิง เฝิงหยูเป็นคนไม่ยอมใคร ถ้าเธอรู้เรื่องนั้นเข้า อาจจะโวยวายถึงขั้นขอยกเลิกการหมั้นเลยก็ได้”

               นางซือหมู่พึงพอใจในตัวว่าที่ลูกสะใภ้อย่างเฝิงหยูเป็นอย่างมาก เพราะฝ่ายนั้นมีความเพียบพร้อมด้วยชาติตระกูล การศึกษาและรูปร่างหน้าตา มีแค่เรื่องเดียวที่เธอไม่ค่อยชอบใจเท่าไหร่ ก็คือว่าที่ลูกสะใภ้คนนี้เป็นคนใจเด็ด ต่อไปหากเข้ามาอยู่ในบ้านคงจะปกครองลำบาก

               แต่เมื่อคิดถึงสถานะการเป็นทายาทเพียงคนเดียวของเฝิงหยู นางซือหมู่ก็คิดว่าคุ้ม รอให้เฝิงหยูแต่งเข้ามาอยู่บ้านเธอพร้อมกับเฝิงซื่อกรุ๊ปเสียก่อน สถานะของลูกชายเธอก็จะยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้น ตระกูลซือของพวกเธอไม่เหมือนตระกูลเฝิง ตระกูลซือตกทอดกิจการถึงทายาทรุ่นที่สามแล้ว แม้ว่ากิจการจะอยู่ในมือของครอบครัวเธอ แต่ก็ยังมีญาติๆ คนอื่นคอยจ้องตาเป็นมัน

               ซือหยางซั่วที่รู้ตัวว่าทำผิดเม้มริมฝีปากโดยไม่โต้ตอบใดๆ

               ปลายเดือนเจ็ดเขาไปทำงานที่เกาะเป่า ตอนกินมื้อเย็นเขาเจอกับกานซินโหรวเพื่อนที่มหาวิทยาลัยโดยบังเอิญ ซือหยางซั่วเคยตามจีบกานซินโหรวมาตลอด ตอนที่เกือบจะจีบติด เธอกลับถูกทายาทไฮโซคนหนึ่งคาบไปกิน

               ในงานเลี้ยง พอกานซินโหรวรู้ฐานะที่แท้จริงของเขาแล้ว ก็มีท่าทีตื่นเต้นและแสดงความในใจอย่างเปิดเผย

               คิดไม่ถึงว่าผู้หญิงที่เขาไม่ได้เจอเป็นเวลาหลายปีจะเปิดเผยธาตุแท้ของตัวเองชัดเจนขนาดนี้ เธออาศัยจังหวะที่เขากำลังเมาแอบย่องขึ้นเตียง แล้วยังบอกว่านั่นเป็นครั้งแรกของเธอ คิดว่าเขาโง่
อย่างนั้นหรือ เขาเห็นกับตาว่าเธอเคยแอบมีอะไรกับคนอื่นบนรถแต่กลับมาบอกว่าเขาขโมยความบริสุทธิ์ของเธอ อีกทั้งยังตามตื๊อเขาอีก เห็นเขาเป็นของตายหรืออย่างไร

               เมื่อเห็นว่าซือหยางซั่วมีท่าทีไม่พอใจ นางซือหมู่ก็ไม่พูดถึงเรื่องนี้อีกเพราะกลัวลูกชายจะโมโห เธอตบหัวเข่าเขาเบาๆ และเอ่ยเตือนว่า “จะทำอะไรก็คิดให้รอบคอบล่ะ หนูเฝิงหยูเป็นคนดี ลูกต้องรักษาเธอเอาไว้ให้ได้”

               ซือหยางซั่วคลายเนกไท “ครับ ผมเข้าใจ”

               “เข้าใจก็ดีแล้ว” นางซือหมู่ยิ้ม “สองวันนี้เฝิงหยูยังไม่กลับไปเรียน ลูกก็อยู่เป็นเพื่อนเธอบ่อยๆ ล่ะ”

               ซือหยางซั่วรับคำ

               หลังจากนั้นเขาก็พยายามนัดอาหยูอีก แต่อาหยูก็ยังยกเกาลี่ฮวามาเป็นข้ออ้างในการปฏิเสธ

               ซือหยางซั่วเห็นว่าก็ฟังสมเหตุสมผล จึงไม่ได้คิดให้มากความ ตอบไปว่า “ถ้าอย่างนั้น ฉันจะไปส่งเธอกับคุณน้าที่สนามบิน”

               อาหยูเพียงแต่ยิ้ม ไม่ได้รับคำ อย่างไรเธอก็ต้องยกเลิกสัญญาหมั้นกับซือหยางซั่วอยู่แล้ว แต่จะรีบทำในตอนนี้ไม่ได้ สิ่งที่สำคัญกว่าก็คือหยุดความสูญเสียของเกาลี่ฮวา

 

               วันที่ออกเดินทาง

               ซือหยางซั่วมาที่บ้านตระกูลเฝิงและเอ่ยทักทายว่า “สวัสดีครับคุณลุงคุณป้า”

               เฝิงหย่วนเผิงรีบเดินมาต้อนรับ “หยางซั่วมาแล้วหรือ”

               เกาลี่ฮวายิ้มกว้าง คล้ายกำลังชื่นชมลูกเขย “หยางซั่วมานั่งนี่สิลูก”

               ซือหยางซั่วเห็นแล้วก็ส่งยิ้มให้อาหยูบ้าง

               อาหยูยิ้มตอบจางๆ ร่างสูงใหญ่และดูภูมิฐานของชายหนุ่มตรงหน้า ใครเห็นเป็นต้องหลงใหล

6.จะนึกเสียดายทำไม

               เมื่อกล่าวทักทายกันเล็กน้อยก็ถึงเวลาออกเดินทาง เฝิงหย่วนเผิงเอ่ยเสียงอ่อนโยนว่า “ถ้าอย่างนั้นก็รบกวนหยางซั่วด้วยนะ”

               “คุณลุงไม่ต้องเกรงใจหรอกครับ เป็นหน้าที่ผมอยู่แล้ว”

               เฝิงหย่วนเผิงหัวเราะชอบใจ เขามองตามหลังคนทั้งสามเดินออกจากประตูและนั่งรถจากไป ก่อนที่รอยยิ้มบนใบหน้าจะค่อยๆ จางลง

               ขณะที่นั่งรถก็มีการสนทนากันเป็นระยะๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการพูดคุยระหว่างเกาลี่ฮวาและซือหยางซั่ว ส่วนอาหยูแกล้งทำเป็นงีบหลับ เกาลี่ฮวาจึงพูดด้วยเสียงที่เบาลงและหยุดการสนทนา
ในที่สุด

               พอมาถึงสนามบินซือหยางซั่วก็ช่วยทั้งสองเช็กอินขึ้นเครื่องและโหลดกระเป๋าจนเสร็จ เขามองตามอาหยูและเกาลี่ฮวาจนทั้งคู่เดินเข้าด่านตรวจคนเข้าเมืองไป ซือหยางซั่วจึงค่อยถอนหายใจด้วยความโล่งอก

               ไปได้สักที แน่ล่ะเขาพึงพอใจในตัวว่าที่ภรรยาผู้เพียบพร้อม แต่กลับไม่ได้รู้สึกว่าเธอน่าดึงดูด สำหรับเขาแล้วเฝิงหยูเป็นคนที่คู่ควรแก่การเชยชม แต่ไม่ควรครอบครอง เวลาอยู่กับเขาเธอมักมีท่าทีห่างเหินไม่น้อย

               คงเป็นเพราะทั้งสองมีเวลาอยู่ร่วมกันน้อย หากเธอเรียนจบกลับมา ได้อยู่ด้วยกันมากขึ้นความห่างเหินเหล่านี้คงหายไป ทั้งสองคงกลายเป็นคู่สร้างคู่สมที่เหมาะกันเหมือนกิ่งทองใบหยก

               ซือหยางซั่วยกมุุมปากยิ้มอย่างดูแคลนแล้วจึงกลับหลังหันเดินจากไป

               ขณะที่กำลังรอขึ้นเครื่องในโถงรับรองผู้โดยสาร เกาลี่ฮวาก็ยิ้มละไมพลางเอ่ยว่า “หยางซั่วเขาเป็นคนมีน้ำใจนะ”

               อาหยูเพียงแต่ยิ้มรับ

               เกาลี่ฮวาจับมือเธอมาตบหลังมือเบาๆ “ลูกน่ะ อย่าเอาแต่สนใจเรื่องเรียนอย่างเดียว หาเวลาผูกสัมพันธ์กับหยางซั่วบ้าง แยกกันอยู่คนละฟ้าไม่ติดต่อกัน เดี๋ยวความสัมพันธ์จะกลายเป็นจืดชืด เผื่อมีมือที่สามมาแทรกกลางจะว่าอย่างไรจ๊ะ?”

               อาหยูตอบด้วยรอยยิ้ม “หมั้นหมายกันขนาดนี้แล้วถ้ายังถูกแย่งไปได้ หมายความว่าเราคงไม่ใช่คู่กัน ถ้าอย่างนั้นจะช้าหรือเร็วก็ต้องถูกแย่งค่ะ จะนึกเสียดายทำไม”

               “เพ้อเจ้อ!” เกาลี่ฮวาตีเธอเบาๆ

               สองแม่ลูกเถียงกันไปมาจนขึ้นเครื่อง

 

               ขณะเดียวกันสองผัวเมียบ้านตระกูลหมี่ต่างก็พากันร้องห่มร้องไห้จนน้ำตาเหือดแห้ง

               หมี่พ่านพ่านหนีไปแล้ว

               หมี่พ่านพ่านไปตรวจที่โรงพยาบาลและรู้ว่าตัวเองท้อง หลังจากนั้นคุณน้าผู้ดูแลหอก็รายงานครูที่ปรึกษา ครูที่ปรึกษาก็รีบแจ้งพ่อและแม่ของเธอ สองผัวเมียตกใจจนแทบสิ้นสติ รีบเรียกรถเดินทางเข้าเมืองกลางดึกทันที

               พอมาถึงหมี่พ่านพ่านเอาแต่ร้องไห้โดยไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียว ทั้งพ่อและแม่ต่างพากันเดาว่าน่าจะเกิดเรื่องในช่วงที่เธอไปเที่ยวเกาะเป่า พอเค้นถามมากเข้าจึงได้รู้ความจริงว่าหมี่พ่านพ่านถูกชายแปลกหน้า ‘ข่มเหง’ ที่โรงแรม

               หมี่ฟู่ผู้เป็นพ่อทั้งโกรธทั้งสงสาร “ทำไมไม่บอกให้พ่อรู้ตั้งแต่แรก”

               หมี่พ่านพ่านยังคงร้องไห้สะอึกสะอื้นจนแทบหายใจไม่ทัน เรื่องใหญ่ขนาดนี้เธอจะกล้าเล่าได้อย่างไร

               หมี่ฟู่เริ่มมีโทสะพลุ่งพล่านเต็มอก เขาผุดความคิดหนึ่งขึ้นมา “ต้องแจ้งความ!”

               หมี่พ่านพ่านรีบส่งเสียงรั้งไว้อย่างร้อนใจ “หนูเข้าผิดห้องเองค่ะ เขาก็เลยเข้าใจผิดคิดว่าหนูเป็นแฟนของเขา”

               หมี่ฟู่เริ่มถอดใจ ถ้าอย่างนั้นจะถือเป็นการ ‘ข่มขืน’ หรือไม่? แต่เรื่องก็ผ่านไปตั้งนานแล้วและยังไม่มีหลักฐานมายืนยัน อีกทั้งเรื่องนี้ยังเกิดขึ้นที่เกาะเป่า ตำรวจที่นี่จะรับแจ้งความหรือ? แล้วพวกเขาจะสามารถหาตัวชายคนนั้นเจอหรือเปล่า… คำถามต่างๆ ถาโถมเข้ามาในหัวของหมี่ฟู่

               นางหมี่หมู่ซึ่งยังอยู่ในอาการวิตกกระวนกระวาย เอาแต่นั่งร้องไห้ข้างๆ ลูกสาวด้วยความเสียใจ “ถ้าแจ้งความแล้วเรื่องนี้ถูกแพร่งพรายออกไป พ่านพ่านของเราจะมีหน้าไปเจอคนได้อย่างไร เธอเป็นลูกสาวนะ”

               หมี่ฟู่นิ่งอึ้ง เขานั่งยองๆ ยกสองมือกุมหัวด้วยความอับจนหนทาง ดวงตาทั้งสองข้างแดงก่ำ

               ผ่านไปครู่ใหญ่หมี่ฟู่ก็เช็ดน้ำตาและไม่ได้พูดถึงเรื่องแจ้งความอีก เขากัดฟันแน่น “จะเก็บเด็กคนนี้ไว้ไม่ได้” ถือเสียว่าครอบครัวของเขาดันโชคร้าย โดนหมากัดเข้าก็แล้วกัน

               นางหมี่หมู่พยักหน้าซ้ำๆ

               แต่หมี่พ่านพ่านกลับตกตะลึง เธอรีบปกป้องลูกตามสัญชาตญาณของคนเป็นแม่

               “หรือว่าแกยังอยากคลอดออกมาอีก” หมี่ฟู่มองเธอคล้ายไม่อยากเชื่อ

               นางหมี่หมู่เองก็มองลูกสาวด้วยสายตาไม่ต่างกัน “พ่านพ่าน!”

               หมี่พ่านพ่านหดคอ มือทั้งสองข้างที่กุมท้องไว้ก่อนหน้านี้บีบเข้าหากันแน่น “แต่... แต่นี่ก็ถือเป็นหนึ่งชีวิตนะคะ”

               นางหมี่หมู่ไม่อยากเชื่อหูตัวเอง “พูดอะไรโง่ๆ ของแก แกเพิ่งจะอายุยี่สิบกำลังเรียนมหาวิทยาลัย แกจะมีลูกได้อย่างไร ใครเป็นพ่อเด็กก็ยังไม่รู้ ถ้าแกคลอดลูกออกมานั่นแหละถึงจะบาปยิ่งกว่า พอคลอดออกมาแล้วแกจะเลี้ยงอย่างไร ดูแลอย่างไร แล้วลูกแกจะมีหน้าไปเจอใครได้”

               หมี่พ่านพ่านไร้ซึ่งคําตอบ เธอเอาแต่ร้องไห้คร่ำครวญ ในหัวมีแต่ความคิดว่าเด็กเป็นผู้บริสุทธิ์ การทำแท้งคือการฆ่าคน

               ไม่ว่าพ่อและแม่จะพยายามพูดอย่างไรหมี่พ่านพ่านก็ไม่ยอม เมื่อเจ้าตัวไม่ยอมโรงพยาบาลก็ไม่อาจทำแท้งให้ได้

               เมื่อพูดดีๆ ไม่เป็นผล หมี่ฟู่และนางหมี่หมู่จึงวางแผนจะพาตัวหมี่พ่านพ่านไปทำแท้งในโรงพยาบาลที่ไม่เคร่งครัดในกฎระเบียบมากนัก พวกเขาจะไม่ยอมให้เธอคลอดเด็กคนนี้ออกมาเด็ดขาด นั่นเป็นเด็กที่เกิดจากการข่มขืน ไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่าคนที่ข่มขืนเธอเป็นใคร หากคลอดเด็กคนนี้ออกมา ชีวิตที่เหลือของลูกสาวคงถูกทำลายจนหมดสิ้น

               หมี่พ่านพ่านบังเอิญได้ยินพ่อและแม่คุยกัน จึงอาศัยจังหวะตอนที่ทั้งคู่เผลอ แอบหนีไป

               เมื่อลงจากเครื่องบินที่ประเทศอังกฤษ

               อาหยูพาเกาลี่ฮวาเข้าที่พักเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เธอก็ไปทำเรื่องลาออกที่มหาวิทยาลัย

               คนอย่างเธอไม่ได้ยึดถือใบประกาศนียบัตรเป็นแกนหลักของชีวิต ความตั้งใจอย่างแรงกล้าในตอนนี้คือการสร้างบริษัทขึ้นมาใหม่ให้ยิ่งใหญ่กว่าบริษัทตระกูลเฝิง

               วันหนึ่งมีเพียงยี่สิบสี่ชั่วโมง ดังนั้นเธอจึงไม่มีเวลาเรียนไปด้วยริเริ่มบริษัทไปด้วย เธอจำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง และเธอเลือกสร้างธุรกิจ เพราะอย่างไรเสียความรู้ทางโลกเหล่านี้เธอก็เคยร่ำเรียนมาหลายภพแล้ว ขอเพียงสามารถทำให้ธุรกิจรุ่งเรืองขึ้นมาได้ ก็ถือว่าสำเร็จยิ่งกว่าการได้รับประกาศนียบัตรจบการศึกษาเป็นไหนๆ

               อาหยูตัดสินใจว่าจะยังไม่บอกเรื่องลาออกจากที่เรียนให้เกาลี่ฮวารู้ในตอนนี้ เธอยังไม่อยากให้มารดาต้องเป็นกังวล ข่าวใหญ่ควรจะแจ้งไปทีละเรื่องดีกว่า

               หลังจากลาออกแล้ว อาหยูยังคงทำเหมือนว่าออกไปเรียนแต่เช้าและกลับบ้านค่ำมืดเหมือนเคย เธอทำตัวยุ่งจนแทบไม่มีเวลา อาหยูตั้งใจว่าจะเปิดบริษัทยา หากต้องการสร้างนวัตกรรมยาชนิดใหม่อาจต้องใช้เวลากว่าสิบปี ใช้เงินเป็นพันล้านดอลลาร์ แต่ในมือของเธอมีสูตรยาดีที่ผ่านการทำวิจัยและทดสอบเป็นที่เรียบร้อยจึงสามารถประหยัดเวลาและเงินทุนลงได้มาก ตอนนี้เธออยากจะเปิดตัวครีมรักษาอาการผมร่วง เพราะที่ประเทศอังกฤษมีคนหัวล้านอยู่ไม่น้อย

               แม้ว่าอาหยูจะยุ่งแต่ก็ไม่ลืมเกาลี่ฮวา เธอได้จัดหาแม่บ้านคนหนึ่งให้คอยอยู่เป็นเพื่อนเกาลี่ฮวา ชื่อว่า ‘จ้าวหยี’ จ้าวหยีเป็นผู้หญิงที่มีประสบการณ์ชีวิตคล้ายกับเกาลี่ฮวา เธอเดินทางมาสร้างฐานะกับสามีที่ประเทศอังกฤษ ทั้งสองเปิดร้านอาหารจีน เมื่อพอจะหาเงินได้บ้างสามีก็ถูกหญิงสาวที่เยาว์วัยคาบไปกิน เขาไม่เอาทั้งภรรยาเก่าและลูก จะเอาแค่ทรัพย์สมบัติกับภรรยาน้อยเท่านั้น

               จ้าวหยีเป็นคนเด็ดขาด เธอรวบรวมหลักฐานและฟ้องร้องต่อศาลจนได้สมบัติส่วนใหญ่กลับมา ตอนนี้ลูกชายของเธอเป็นคนบริหารร้านอาหาร ส่วนตัวจ้าวหยีเองก็ออกเดินทางท่องเที่ยวและยังมีรักครั้งใหม่อีกหลายครั้ง ได้ใช้ชีวิตหลังหย่าอย่างมีความสุข

               หลังจากอาหยูเสนอแนะจ้าวหยีเล็กน้อย เธอก็เข้าใจเจตนาของอาหยู จึงมักจะพูดกรอกหูเกาลี่ฮวาเป็นประจําว่าผู้ชายที่นอกใจภรรยาเป็นแค่ขยะกองหนึ่ง ห้ามเก็บไว้เด็ดขาด ทรัพย์สมบัติเหล่านั้นก็ต้องยึดคืนมา อย่าให้ผู้หญิงอื่นแย่งไปได้ง่ายๆ เมื่อมีเงินอยู่กับตัวจะทำอะไรก็ได้ จะเสพสุขสักแค่ไหนก็ยังได้

               เกาลี่ฮวาตกตะลึงจนนิ่งอึ้ง อาหยูสังเกตเห็นว่าเกาลี่ฮวาดูจะเชื่อคำพูดของจ้าวหยีอยู่บ้างเหมือนกัน จะว่าไปมนุษย์บางครั้งก็แปลก คำพูดของคนนอกกลับได้ผลกว่าคำพูดจากปากคนในบ้านเสียอีก

 

               “ค่ะแม่ แม่ไปเที่ยวเถอะค่ะ หนูอยู่ได้” อาหยูวางโทรศัพท์ลง

               เกาลี่ฮวาโทรมาบอกว่าวันนี้จะไม่กลับไปทานอาหารเย็น เธอจะไปทานอาหารอียิปต์กับจ้าวหยี

               หลังจากวางโทรศัพท์ลง เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นอีกครั้ง อาหยูก้มลงมอง หน้าจอโทรศัพท์ปรากฏชื่อ ‘นักแต่งหญิงมือฉมัง’

               อาหยูจึงกดรับสาย “สวัสดีค่ะ”

               “ว่างไหมครับ”

               อาหยูเอนหลังเล็กน้อย “ว่างค่ะ”

               สู่ซินที่ตอนนี้เดินทางไปสืบเรื่องราวของสองแม่ลูกที่อเมริกา เคาะแป้นพิมพ์เสียงดังต๊อกแต๊ก “ผมส่งอีเมลให้คุณแล้วนะ เห็นแล้วต้องเซอร์ไพรส์แน่”

               อาหยูเลิกคิ้วและเปิดอีเมล สิ่งที่ปรากฏขึ้นเต็มสองตาของเธอก็คือภาพใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มของกู๋หย่าผิง ด้านข้างมีภาพของเด็กหนุ่มหน้าตาดีคนหนึ่ง ทั้งสองมีท่าทีสนิทสนมและเด็กหนุ่มคนนั้นไม่ใช่เฝิงข่าย

7.คุณไม่ต้องไปสนใจ

               “เซอร์ไพรส์ไหมล่ะ!” สู่ซินถามอย่างชอบใจ เขามาเพื่อจับตาดูเมียน้อย แต่คิดไม่ถึงว่าจะได้เจอชู้หนุ่มน้อยของเมียน้อยด้วย

               เท่านั้นยังไม่พอ... จากการสืบสองวันเต็ม เขาพบว่าชู้หนุ่มของเธอก็มีคนที่ชอบอยู่แล้วเหมือนกันแต่ยังไม่ได้คบหา เพียงแต่กำลังสืบข้อมูลของคนที่ชอบอย่างบ้าคลั่ง นักสืบอย่างเขาชอบฉากละครที่วุ่นวายอลเวงอย่างนี้เหลือเกิน

               อาหยูคลี่ยิ้มอย่างพึงพอใจ “ปล่อยเรื่องนี้ไป คุณไม่ต้องไปสนใจ”

               สู่ซินเหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ เขาถามเธออย่างประหลาดใจว่า “คุณเป็นคนวางแผนหรือ?”

               อาหยูหัวเราะเบาๆ บนโลกนี้ไม่ใช่แค่ผู้ชายที่มีตัณหา ผู้หญิงก็ตัณหารุนแรงไม่แพ้กัน โดยเฉพาะผู้หญิงวัยกลางคนอย่างกู๋หย่าผิง

               เฝิงหย่วนเผิงจะบินไปหาเธอเพียงปีละสองถึงสามครั้ง มาแต่ละครั้งก็อยู่เพียงไม่กี่วัน กู๋หย่าผิงย่อมรู้สึกเหงา ทั้งสองอยู่ห่างไกลกันและตัวเธอยังอยู่ในดินแดนที่ค่อนข้างเปิดกว้างอย่างอเมริกา

               พอมาพบกับเด็กหนุ่มที่ทั้งหล่อเหลา ทั้งยังเอาใจเก่ง

               เมื่อเทียบกับชายแก่พุงพลุ้ยที่แสนน่าเบื่อ มีหรือที่เธอจะไม่สั่นคลอน

               เขาคู่ใหญ่ถูกสวมลงบนหัวของเฝิงหย่วนเผิง หากเป็นแบบนี้หลังจากหย่าแล้วเธออยากจะรู้เหลือเกินว่าเฝิงหย่วนเผิงยังจะกล้าพาภรรยาน้อยมาอยู่ด้วยกันอีกไหม? แล้วเขาจะรับเฝิงข่ายเป็นลูกอย่างไม่คลางแคลงใจได้จริงๆ หรือเปล่า?

               อาหยูเอ่ยยอมรับอย่างอารมณ์ดี “ชู้มืออาชีพ ระดับร้อยคะแนนเต็ม”

               สู่ซินผิวปากและปรบมือแสดงความยินดี “ขอให้ทุกอย่างราบรื่นนะครับคุณผู้หญิง!”

 

               อาหยูอ่านเอกสารในอีเมลถึงที่มาในทรัพย์สินของกู๋หย่าผิงและเฝิงข่ายอย่างคร่าวๆ

               ได้ความว่าเฝิงหย่วนเผิงโอนทรัพย์สินหลายรายการไปไว้ในมือสองแม่ลูกอย่างระมัดระวัง แต่ก็ยังถูกขุดคุ้ยขึ้นมาจนได้ สู่ซินเป็นนักสืบที่มีความสามารถเหลือเกิน

               อาหยูยกมุมปากยิ้ม ชมเขาว่า “คุณก็เก่งเหมือนกันนะ”

               สู่ซินหัวเราะเสียงดัง “ไม่เก่งเท่าคุณหรอก” หญิงสาวในสายเป็นคนตาต่อตา ฟันต่อฟัน เขาคิดแล้วก็ได้แต่นับถืออยู่ในใจ

               หลังจากวางสายสู่ซินก็ลูบคางอย่างครุ่นคิด เขาพอจะเดาแผนการของเธอออก ได้แต่นึกทึ่งที่พบว่ามันเป็นแผนการลึกซึ้งเกินกว่าใครจะคาด เรื่องโอนทรัพย์สินนี่สามารถนำมาเป็นชนวนเหตุแห่งความขัดแย้งได้เป็นอย่างดีทีเดียว

               ส่วนอาหยู... หลังจากวางสายเธอก็หมุนโทรศัพท์ในมือเล่น

               นี่เพิ่งจะก้าวแรกเท่านั้น

               ความปรารถนาอันยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของกู๋หย่าผิง คือการได้ขึ้นเป็นคุณนายตระกูลเฝิงอย่างเป็นทางการ น่าเสียดายที่เฝิงหย่วนเผิงยังพยายามรักษาหน้าตา เขาไม่ยอมหย่ากับเมียแต่งสักที ก็อย่างว่าล่ะนะ คนในแวดวงธุรกิจล้วนแต่มีบ้านเล็กบ้านน้อยด้วยกันทั้งนั้น แต่มีน้อยคนนักที่จะหย่ากับภรรยาหลวงแล้วมาอยู่กับภรรยาน้อย

               ยิ่งไปกว่านั้น ใครๆ ต่างก็รู้ว่าการพึ่งภรรยาเป็นแค่ลมปาก ความจริงแล้วคือการพึ่งพ่อตาแม่ยายต่างหากเล่า เมื่อพ่อตาตายจากก็คิดจะขอหย่ากับภรรยานับเป็นการกระทำที่เลือดเย็นอย่างยิ่ง เป็นเรื่องที่ยอมรับได้ยาก ฝ่ายเกาลี่ฮวาเองก็คงไม่ยอมง่ายๆ ด้วย

               ชาติที่แล้ว หลังจากที่กู๋หย่าผิงรู้ว่าสามีไม่ยอมหย่ากับเมียหลวง แม้ว่าลูกชายของตนจะได้รับการยอมรับเพียงใด โดดเด่นสักแค่ไหน แต่ก็หนีไม่พ้นสถานะลูกเมียเก็บอยู่ดีเพราะเธอและเฝิงหย่วนเผิงไม่มีวันครองคู่กันได้อย่างเปิดเผย

               คนที่กำลังนึกหยิ่งผยองอย่างกู๋หย่าผิงจะยอมได้หรือ?

               เธอโทรไปคุกคามเกาลี่ฮวาอย่างหนัก ส่งรูปสามคนพ่อแม่ลูกไปอวดอีกฝ่าย จนถึงขั้นกล้าไปโอ้อวดตนแล้วพูดจาข่มขู่เกาลี่ฮวาต่อหน้า เพื่อให้เกาลี่ฮวาโมโหจนขอหย่ากับเฝิงหย่วนเผิงเสียเอง

               เกาลี่ฮวาทุกข์หนักและเครียดมากขึ้นทุกวัน เฝิงหยูจึงพาไปอยู่ด้วยที่เมืองนอกอาการถึงค่อยบรรเทาลงบ้าง

               นับว่าเป็นเมียเก็บที่ฤทธิ์เดชเยอะไม่เบาทีเดียว อาหยูหัวเราะอย่างเย็นชา ชาตินี้ต่อให้เธอสามารถพูดจาโน้มน้าวจนเกาลี่ฮวาหย่าได้สำเร็จ แต่คนอย่างกู๋หย่าผิงก็อย่าได้คิดว่าจะสมหวัง

 

 

               กู๋หย่าผิงไม่รู้แม้แต่น้อยว่าภัยกำลังมาถึงตัว

               เธอรู้สึกทั้งปวดใจและเบิกบานในเวลาเดียวกัน

               ที่ปวดใจก็เนื่องมาจากความกลัว เพราะหากเฝิงหย่วนเผิงรู้ว่าตนแอบมีชายอื่น ทุกอย่างก็คงจบเห่กันพอดี เธอกับลูกชายใช้ชีวิตในอเมริกาเพียงแค่สองคนมาตั้งหลายปี ไม่ใช่ว่าจะไม่เคยมีใครเข้ามาจีบ แต่ไม่มีครั้งไหนที่ความรู้สึกรุนแรงเท่าครั้งนี้ แรงเสน่หาที่แม้แต่ตัวเธอเองก็ไม่อาจควบคุม

               หลายปีมาแล้วที่กู๋หย่าผิงไม่ได้มีความสุขอย่างนี้

               ยี่สิบปีที่ผ่านมา เธอไม่เคยต้องกังวลเรื่องการใช้ชีวิต อยากซื้ออะไรก็ซื้อเพราะเงินในบัตรเครดิตไม่มีวันใช้หมด แต่นั่นยิ่งทำให้หัวใจของเธอว่างเปล่า

               เมื่อใจว่างเปล่า ร่างกายก็ว่างเปล่าเช่นกัน

               พอมีน้ำรดลงบนหัวใจที่แห้งแล้งก็เหมือนคนที่ติดอยู่ในกับดักเสน่หา ชวนให้ปรารถนาไม่สิ้นสุด

               กู๋หย่าผิงถลำลึกลงไปเรื่อยๆ หากเธอไม่ได้รับโทรศัพท์จากเฝิงหย่วนเผิงที่แจ้งว่าจะมาดูงานที่อเมริกา คนที่ตกอยู่ในห้วงแห่งความอภิรมย์อย่างกู๋หย่าผิงก็คงลืมไปแล้วว่าตนยังมีเฝิงหย่วนเผิงอยู่

               เฝิงหย่วนเผิงลงจากเครื่องบินก็เข้าประชุมที่บริษัทสาขาก่อน หลังจากประชุมเสร็จเขาก็เลี้ยงอาหารบรรดาผู้จัดการและคณะผู้ร่วมงาน เกือบสี่ทุ่มจึงขึ้นรถกลับบ้านพัก

               ‘เหล่าหวัง’ เป็นคนขับรถของเฝิงหย่วนเผิงมายี่สิบปี เขาทำตามคำสั่งของเจ้านายด้วยการขับรถอ้อมไปยังบ้านอีกหลังของเจ้านายที่แอบสร้างไว้ บ้านหลังนี้ไม่เพียงแต่มีหญิงงามรออยู่เท่านั้น ยังมีคุณชายน้อยที่อายุไล่เลี่ยกับคุณหนูที่บ้านหลักอีกด้วย

               เหล่าหวังรู้ทุกอย่างแต่เขาไม่เคยพูดอะไรทั้งนั้น เพราะเฝิงหย่วนเผิงเป็นคนให้เงินเดือนเขาเองกับมือทุกเดือน

               “หย่วนเผิง” กู๋หย่าผิงวิ่งเข้าไปต้อนรับอย่างยินดี ชีวิตที่สุขสบายทำให้เธอดูอ่อนกว่าวัยหลายปี เธอยังคงรักษาความงามของรูปโฉมไว้ได้อย่างหมดจด ทรวดทรงองค์เอวจึงดูคล้ายกับหญิงวัยสามสิบต้นๆ เท่านั้น

               เฝิงข่ายยิ้มกว้างเช่นกัน “พ่อครับ”

               เมื่อได้เห็นสองแม่ลูก เฝิงหย่วนเผิงก็แสดงความสุขใจออกมาทางสีหน้าอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะเมื่อได้เห็นลูกชายร่างสูงใหญ่กำยำอย่างเฝิงข่าย เขาพลันรู้สึกคล้ายกับได้เห็นภาพของตัวเองเมื่อครั้งยังเป็นหนุ่ม

               กู๋หย่าผิงเข้ามากอดแขนของเฝิงหย่วนเผิงแล้วออดอ้อน “ดื่มมาอีกแล้วสินะคะ หมอบอกว่าให้คุณดื่มน้อยลงหน่อยไม่ใช่หรือ?”

               เฝิงหย่วนเผิงหัวเราะเสียงดัง “ผมดื่มไปแค่สองแก้วเอง ถ้ามัวแต่ฟังหมอทุกอย่างก็ไม่ต้องทำการทำงานกันพอดี”

               เฝิงข่ายไม่เห็นด้วย “ดื่มมากจะไม่ดีต่อตับนะครับ”

               สามคนพ่อแม่ลูกสนทนากันก่อนจะเดินเข้าบ้าน เป็นภาพครอบครัวที่อบอุ่นเหลือเกิน

               พอเข้ามาในบ้านเสียงโทรศัพท์ของเฝิงหย่วนเผิงก็ดังขึ้น พอหยิบมาดูเขาก็ยิ้มและเอ่ยว่า “คุณย่าโทรมา คงต้องถามถึงลูกแน่ๆ”

               กู๋หย่าผิงอมยิ้มและมองเฝิงหย่วนเผิงรับโทรศัพท์ เขาพูดโทรศัพท์ไม่กี่คำแล้วจึงส่งให้ลูกชาย

               ตั้งแต่ลูกชายคนนี้เกิดมาก็ได้รับการยอมรับจากญาติผู้ใหญ่ตระกูลเฝิงไปเรียบร้อยแล้ว เฝิงหย่วนเผิงเป็นลูกชายคนเดียวของตระกูล เฝิงข่ายจึงนับว่าเป็นหลานชายคนเดียวเช่นกัน เขาจึงเป็นดั่งแก้วตาดวงใจของญาติผู้ใหญ่ตระกูลเฝิง เกาลี่ฮวามีเพียงบิดาซึ่งเป็นข้าราชการบำนาญ ตอนนี้บิดาก็ตายไปแล้ว จะมีอะไรมาสู้กับกู๋หย่าผิงได้

               เฝิงข่ายรีบเรียกปลายสายเสียงอ่อน “คุณย่าครับ”

               ย่าเฝิงได้ยินเสียงของหลานชาย ก็ฉีกยิ้มอย่างเบิกบาน

               ปีที่เกาลี่ฮวาคลอดเฝิงหยู เธอเคยบอกให้เกาลี่ฮวาบำรุงร่างกายแล้วมีลูกชายอีกคนเพราะตระกูลเฝิงจะไร้ทายาทไม่ได้ แม้ยุคนี้จะเป็นยุคบังคับให้มีลูกได้เพียงคนเดียว แต่ครอบครัวของพวกเธอมีเส้นสายแล้วก็พร้อมที่จะจ่ายค่าปรับ จึงไม่มีอะไรต้องกลัว

               แต่เกาลี่ฮวากลับบอกว่าจะมีลูกชายหรือลูกสาวก็เหมือนกัน เธอไม่อยากละเมิดกฎข้อบังคับของรัฐบาล เธอรั้นจนสองปู่ย่าเฝิงโมโห หากสะใภ้คนนี้ดื้อดึงในเรื่องอื่นก็แล้วไป แต่นี่รั้นจนจะทำให้ตระกูลเฝิงของพวกเขาต้องไร้ทายาท เรียกว่าใช้ไม่ได้

               เรื่องนี้ทำให้ย่าเฝิงโวยวาย ไม่ว่าลูกชายจะพยายามพูดอย่างไรก็ไม่เป็นผล หญิงชราถึงขั้นบอกว่าจะไม่เอาลูกสะใภ้คนนี้ก็ยังได้แต่เธอต้องได้อุ้มหลานชาย จนกระทั่งลูกชายมาบอกว่าผู้หญิงคนหนึ่งกำลังตั้งท้องลูกของเขา พอตรวจแล้วก็รู้ว่าเป็นหลานชาย หลังจากนั้นย่าเฝิงจึงไม่ทะเลาะกับเกาลี่ฮวาอีก เธอหันไปดูแลหลานชายของตนแทน

               เชอะ! นังเกาลี่ฮวาไม่อยากมีลูกชายงั้นเหรอ?

               นี่ไงล่ะ มีผู้หญิงอื่นมาตั้งท้องแทนแล้ว ต่อไปนังลูกสะใภ้ตัวดีจะต้องเสียใจ มีผู้หญิงดีๆ ที่ไหนเขาจะไม่ยอมมีลูกชายกันบ้าง?ไม่อย่างนั้นสมบัติทั้งหมดก็ต้องตกเป็นของคนอื่นสิ สิ่งที่พยายามหามาทั้งชีวิตไม่สูญเปล่าหรอกเหรอ?

               ย่าเฝิงเอ่ยถามข่าวคราวของหลานชายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน หลานชายของเธอหน้าตาเหมือนกับลูกชายในวัยหนุ่มไม่มีผิด ต่อไปภายภาคหน้าจะต้องโดดเด่นมีความสามารถ ดูแลกิจการของพ่อต่อไปได้แน่

               เฝิงข่ายตอบว่า “คุณย่าไปทานมื้อค่ำก่อนเถอะครับ เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมจะวิดีโอคอลหา”

               ย่าเฝิงรับคำแล้วยังเอ่ยว่า “ถ้าอย่างนั้นก็รีบพักผ่อนล่ะ พรุ่งนี้ยังต้องไปเรียนไม่ใช่หรือ จะซื้ออะไรเพิ่มเติมก็บอกพ่อเขานะ อย่ามัวแต่หวงเงินไว้ไม่กล้าใช้ พ่อเขาก็หาเงินมาไว้ให้หลานใช้นั่นแหละ”

8.แพ้ให้กับอำนาจเงิน

               พูดจบย่าเฝิงจึงวางสายอย่างเสียดายแล้วออกไปกินอาหาร ลูกชายของเธอสร้างบ้านสามชั้นหลังหนึ่งไว้ให้เธอที่บ้านเกิด ทั้งยังเรียกให้ครอบครัวของลูกสาวคนโตย้ายมาอยู่ดูแลเธอ เพราะเธอไม่ชินกับการใช้ชีวิตในเมืองที่มีกฎระเบียบมากมาย อยู่ในเมืองกรุงมิสู้ใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านเกิด จะทำอะไรก็ได้ ญาติพี่น้องและเพื่อนบ้านต่างก็ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ดีกว่าอยู่ในเมืองเป็นไหนๆ

 

               แม้ว่าจะไม่ได้เจอกันเป็นเวลาสามเดือนกว่า แต่ทั้งสามก็ติดต่อกันเป็นประจำจึงไม่ได้มีเรื่องต้องสนทนามากนัก

               ตอนค่ำ ทุกคนสนทนากันเพียงเล็กน้อยแล้วจึงแยกย้ายเข้าพักในห้องของตน

               ความห่วงหาอาทรเริ่มทำงาน เฝิงหย่วนเผิงเริ่มบรรเลงเพลงรักกับกู๋หย่าผิง ทว่าเวลานี้ใจของกู๋หย่าผิงต่างไปจากเมื่อก่อน พอได้สัมผัสก้อนไขมันนิ่มๆ ได้แตะถูกผิวหนังที่หย่อนยานของเฝิงหย่วนเผิง จู่ๆ เธอกลับรู้สึกรังเกียจ รู้สึกคล้ายกับมีหนอนอ้วนๆ มาไต่ตามร่าง ครั้นกู๋หย่าผิงผุดความคิดนี้ขึ้นมาในหัวเธอก็ตกใจ แต่พอนึกได้ก็ต้องรีบแสร้งทำเป็นเคลิบเคลิ้มไปกับบทเพลงเสน่หาของชายวัยกลางคนตรงหน้า

               ด้วยเหตุที่เฝิงหย่วนเผิงอายุมากและมักจะดื่มสุราสังสรรค์เป็นประจำ เขาจึงไม่ค่อยมีเรี่ยวแรง ไม่เร่าร้อนเหมือนเมื่อตอนหนุ่ม พอสู้ศึกได้ไม่นานนักก็ถอยทัพและนอนหลับอย่างเหนื่อยอ่อน

               กู๋หย่าผิงถอนหายใจเบาๆ ด้วยความโล่งอก เธอหันไปมองเฝิงหย่วนเผิงที่นอนกรนอยู่ข้างๆ ในห้วงความคิดปรากฏภาพของเขาในวัยหนุ่ม ตอนนั้นเฝิงหย่วนเผิงหน้าตาคมเข้มและเป็นที่หมายปองของสาวๆ ในห้อง เพื่อนร่วมชั้นเรียนมีไม่น้อยที่แอบชอบเขา

               เธอเองก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่เธอต่างจากเพื่อนผู้หญิงคนอื่นๆ เพราะเฝิงหย่วนเผิงก็ชอบเธอด้วยเหมือนกัน ในยุคนั้นต่างฝ่ายต่างพยายามยับยั้งชั่งใจ และยังมีเรื่องการสอบเข้ามหาวิทยาลัยเป็น
เป้าหมายหลัก ทั้งสองจึงเพียงแต่แอบมีใจให้กันและหวังว่าจะสามารถสอบเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเดียวกันได้ ถ้าทำได้พวกเขาก็จะสามารถคบกันอย่างเปิดเผย

               แต่เรื่องกลับไม่เป็นอย่างที่ตั้งใจ เฝิงหย่วนเผิงสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยในเมืองหลวงได้อย่างราบรื่น ส่วนรายชื่อของเธอกลับตกไปอยู่มหาวิทยาลัยอื่น เธอจึงเลือกที่จะเรียนซ้ำอีกหนึ่งปีเพื่อให้มีอนาคตที่รุ่งเรืองกว่านี้ แล้วจะได้เดินรอยตามชายในดวงใจ

               ระหว่างที่เธอกำลังเรียนซ้ำ เฝิงหย่วนเผิงก็หมั่นเขียนจดหมายมาให้กำลังใจเธอ เขาหวังอยากให้เธอเข้ามาเรียนที่เมืองหลวง แต่ในการสอบครั้งที่สองเธอกลับทำได้ไม่ดีสักเท่าไหร่ เธอสอบติดวิทยาลัยแห่งหนึ่งทางภาคใต้

               คนหนึ่งอยู่ทางเหนืออีกคนอยู่ทางใต้ ระยะทางห่างกันเป็นพันลี้ ทั้งสองจึงทำได้เพียงเขียนจดหมายและโทรหากันเป็นประจำ เมื่อติดต่อกันน้อยลง นานวันเข้าเฝิงหย่วนเผิงก็เป็นฝ่ายขอบอกเลิก

               เธอได้เจอกับเขาอีกครั้งในงานเลี้ยงรุ่นช่วงที่กลับมาฉลองปีใหม่ที่บ้านเกิด เธอจึงได้รู้ว่าหลังจากเรียนจบได้สองปี เฝิงหย่วนเผิงก็แต่งงานกับลูกสาวข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และกำลังมีกิจการใหญ่โต แต่เฝิงหย่วนเผิงไม่ได้มีความสุขในชีวิต

               เขาบอกว่าภรรยาของตนมีทิฐิสูง ไม่ค่อยลงรอยกับแม่และพี่น้องในครอบครัว

               เขาบอกว่าตระกูลเกามีอำนาจควบคุมเขาทุกอย่าง เขาบอกว่าเขาไม่เคยลืมกู๋หย่าผิงเลย

               กู๋หย่าผิงเพิ่งรู้ว่าที่แท้เธอไม่ได้พ่ายแพ้ให้กับเวลาและระยะทาง

               แต่เธอแพ้ให้กับอำนาจเงินต่างหากล่ะ!

               ครั้งนั้นเธอจงใจตั้งครรภ์ลูกของเขา ตัวเธอเองก็ไม่รู้ว่าไปเอาความกล้ามาจากไหน จึงตัดสินใจเก็บลูกไว้ ตอนนั้นถ่านไฟเก่ายังคงร้อนระอุ เธอไม่อาจหักห้ามใจได้ พอตั้งครรภ์ก็ทำตัวโง่งมอย่างนั้นอยู่สามปี เรื่องราวต่างๆ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

               หลังจากคลอดลูกเธอเคยนึกเสียใจ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความเสียใจเหล่านั้นก็จางหาย

               ในยุคนั้นเพื่อนๆ ของเธอต่างก็ตรากตรำทำงานเพื่อให้ได้บ้านได้รถ ดูเหนื่อยล้าและแก่กว่าวัย แต่ของเหล่านี้เธอกลับได้มาง่ายเพียงดีดนิ้ว หากเธอไม่ตัดสินใจอยู่กับเฝิงหย่วนเผิง เธอและครอบครัวของเธอคงไม่มีวันได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายอย่างที่เป็นอยู่

               จนถึงตอนนี้เธอก็ไม่เคยนึกเสียใจ เธอไม่เคยเลือกเดินทางผิด ทิศทางที่เธอเลือกมักจะดีขึ้นเรื่อยๆ ท้ายที่สุดเธอและลูกชายอาจไม่จำเป็นต้องอยู่อย่างหลบๆ ซ่อนๆ อีกต่อไป ลูกชายของเธอจะสืบทอดธุรกิจเฝิงซื่อกรุ๊ป ส่วนตัวเธอจะได้ขึ้นเป็นคุณนายเฝิง ครอบครัวคงได้อยู่ด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตาเสียที

               กู๋หย่าผิงปรากฏรอยยิ้มอย่างพึงพอใจ นั่งวาดภาพฝันไว้อย่างงดงาม

               เฝิงหย่วนเผิงอยู่ดื่มด่ำความสุขในบ้านหลังนี้เป็นเวลาสามวันและจากไปอย่างอาลัยอาวรณ์ มีเพียงสถานที่แห่งนี้เท่านั้นที่สามารถทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายได้อย่างแท้จริง ไม่ต้องคอยแสดงละคร
ตลอดเวลา

               สู่ซินรวบรวมหลักฐานตลอดสามวันนั้นและส่งอีเมลให้อาหยู หลังจากนั้นครึ่งชั่วโมงก็ได้รับข้อความแจ้งเตือนว่ามีเงินเข้าบัญชี เขานับจำนวนเลขศูนย์ที่ปรากฏในยอดเงินก่อนจะผิวปากอย่างสบายอารมณ์

               ลูกค้าจงเจริญ!

 

               เกาลี่ฮวาอยู่ที่อังกฤษเป็นเวลาเดือนกว่า

               เธออยู่ต่อไม่ได้อีกแล้วจึงวางแผนจะกลับบ้าน การทิ้งสามีให้อยู่ที่บ้านเพียงลำพังไม่ใช่เรื่องดี อีกอย่างนี่ก็ใกล้จะครบรอบวันตายของผู้เป็นพ่อ เธอจึงอยากไปร่วมพิธีรำลึก

               เกาลี่ฮวาจึงบอกลูกสาวว่าอยากกลับประเทศจีน

               อาหยูมีสีหน้าเคร่งขรึมขึ้นมาทันที การกลับประเทศจีนไม่ใช่เรื่องน่าเป็นห่วงแต่เธอไม่อาจไว้วางใจเฝิงหย่วนเผิง เขาอาจจะใช้โอกาสนี้หลอกให้เกาลี่ฮวาเซ็นเอกสารที่ไม่เป็นธรรมได้

               เมื่อเห็นอาหยูมีสีหน้าเคร่งเครียด เกาลี่ฮวาก็รู้สึกไม่สบายใจ

               อาหยูเอ่ยว่า “แม่คะ ไปที่ห้องหนังสือกับหนูหน่อยเถอะค่ะ หนูมีเรื่องสำคัญจะบอกแม่”

               เกาลี่ฮวาใจหล่นไปอยู่ตาตุ่ม “มีเรื่องอะไรหรือลูก อย่าทำให้แม่ตกใจสิจ๊ะ”

               อาหยูเม้มริมฝีปาก ประคองเกาลี่ฮวาเดินขึ้นไปชั้นบนแล้วให้นั่งบนเก้าอี้ด้านหน้าคอมพิวเตอร์ตัวหนึ่ง จากนั้นเธอก็เดินไปเปิดคอมพ์แล้วเริ่มประโยคบอกเล่าที่ตรงประเด็นอย่างที่สุดว่า “แม่คะ เฝิงหย่วนเผิงมีภรรยาน้อย”

               “เป็นไปไม่ได้!” เกาลี่ฮวายังไม่เชื่อคำพูดของลูกสาว คนอย่างเฝิงหย่วนเผิงจะทำอย่างนั้นได้อย่างไร เขากล้าขนาดนั้นเลยหรือ! เกาลี่ฮวาสะท้านไปทั้งร่าง แววตาเต็มไปด้วยความกังวล

               อาหยูมองแววตาของเกาลี่ฮวา เห็นความกลัวปรากฏขึ้นจางๆ แม้จะนึกสงสารแต่ก็ยังต้องพูดต่อ ให้เจ็บครั้งเดียวนับว่าดีกว่าทรมานไม่สิ้นสุด

               “ตอนที่หนูกลับจีนครั้งที่แล้ว หนูบังเอิญได้ยินพวกเขาคุยโทรศัพท์ ยังรู้สึกว่าบทสนทนาฟังดูแปลกๆ หนูเลยแอบจ้างนักสืบเอกชน ถึงได้รู้ว่าเฝิงหย่วนเผิงแอบเลี้ยงผู้หญิงคนหนึ่งไว้ที่อเมริกา
ผู้หญิงคนนี้ยังมีลูกชายกับเฝิงหย่วนเผิงด้วยคนหนึ่ง เขาอายุน้อยกว่าหนูแค่หกเดือนเองด้วย แม่คะ... ลูกนอกสมรสคนนี้ชื่อว่าเฝิงข่าย ชื่อเขาตั้งตามชื่อของหนู เฝิงข่ายกำลังเรียนบริหารธุรกิจ แม่คะ ถึงขั้นนี้แล้ว แม่รู้ถึงเจตนาของเฝิงหย่วนเผิงหรือยังคะ?”

               เกาลี่ฮวารู้สึกเหมือนมีเสียงดังอื้ออึงในสมอง เจ็บเหมือนโดนฟ้าผ่าลงกลางกระหม่อม วิญญาณแทบจะหลุดลอยออกจากร่างไปเสียตอนนั้น

               อาหยูกุมมือที่เย็นเฉียบของเกาลี่ฮวาเพื่อให้กำลังใจ

               ผ่านไปครู่หนึ่ง เกาลี่ฮวาก็กลอกตาไปมา “เขาเด็กกว่าลูกแค่หกเดือน” นั่นก็หมายความว่าขณะที่เธอกำลังตั้งครรภ์... เฝิงหย่วนเผิง
ก็มีหญิงอื่นแล้ว

               อาหยูพยักหน้า เธอคลิกภาพของเฝิงข่ายออกมาให้มารดาดู ไม่ต้องอธิบายอะไรมากเกาลี่ฮวาก็คงจะเข้าใจได้เพราะเฝิงข่ายหน้าตาคล้ายคลึงกับเฝิงหย่วนเผิงในวัยหนุ่มมาก

               เกาลี่ฮวานิ่งมองภาพตรงหน้าและรู้สึกเย็นสันหลังวาบ เธอแย่งเมาส์มาจากมือลูกสาวแล้วคลิกดูรูปภาพถัดไปเรื่อยๆ นอกจากภาพแล้วยังมีวิดีโอสั้นๆ อีกหลายคลิป

               เฝิงหย่วนเผิงมีสัมพันธ์สวาทกับกู๋หย่าผิงจริง มีสายสัมพันธ์ฉันพ่อลูกที่ลึกซึ้งกับเฝิงข่ายจริง เมื่ออยู่ด้วยกันแล้วทั้งสามก็ดูเป็นครอบครัวที่อบอุ่นครอบครัวหนึ่ง ทุกปีเฝิงหย่วนเผิงจะบินไปอเมริกาหลายหน ที่แท้ก็เพื่อไปหาเมียเก็บกับลูกนอกสมรสนี่เอง!

               ภาพแต่ละภาพบาดตาบาดใจเหลือเกิน เกาลี่ฮวาหน้าซีดลงเรื่อยๆ

               อาหยูลูบหลังให้เกาลี่ฮวาอย่างเบามือ เธอรู้สึกได้ถึงอาการสั่นสะท้านเบาๆ ของมารดา

               เมื่อดูไปได้ครึ่งหนึ่งเกาลี่ฮวาก็ไม่อาจทนดูต่อ เธอทิ้งเมาส์ในมือแล้วเอนหลังกับเก้าอี้ หายใจหอบแรงจนหน้าอกกระเพื่อมคล้ายปลาที่กำลังขาดน้ำ

               เธอคิดว่าตนได้ครอบครองชีวิตหลังแต่งงานที่สมบูรณ์แบบ ที่แท้ทั้งหมดกลับเป็นเรื่องโกหกทั้งเพ เกาลี่ฮวารู้สึกคล้ายกับโลกถล่มลงมาในวินาทีนั้น ดวงตาทั้งสองข้างแดงก่ำ ทั้งเสียใจทั้งโมโห ได้แต่ถลึงตามองภาพเฝิงหย่วนเผิงโอบกอดกู๋หย่าผิงด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “เขาหลอกแม่ เขาทำกับแม่อย่างเจ็บแสบเหลือเกิน!”

               อาหยูปลอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “แม่คะ แม่ยังมีหนูนะคะ”

               เกาลี่ฮวาสะท้านไปทั้งร่าง เพียงครู่เดียวน้ำตาก็ไหลลงมาเหมือนฝนห่าใหญ่ “เขาทำอย่างนี้ได้อย่างไร เขาทำอย่างนี้กับแม่อย่างนี้ได้อย่างไร แม่ทำอะไรผิด ทำไมเขาถึงได้ทรยศแม่! แล้วเขาเอาลูกไปไว้ที่ไหน!”

               อาหยูลูบหลังเกาลี่ฮวาเบาๆ “แม่ไม่ได้ทำอะไรผิดหรอกค่ะ เฝิงหย่วนเผิงต่างหากที่มักง่ายหลายใจและทำผิดต่อแม่”

               เกาลี่ฮวายังร้องไห้คร่ำครวญไม่ขาดสาย

9.เธอไม่รู้เลยจริงๆ

               อาหยูปล่อยให้มารดาร้องไห้เพื่อระบายความทุกข์ในใจ ผ่านไปครู่หนึ่ง รอจนกระทั่งเกาลี่ฮวาเริ่มสงบลงเธอจึงพูดต่อไปว่า “ผู้หญิงคนนี้ชื่อว่ากู๋หย่าผิง เป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนกับเฝิงหย่วนเผิงสมัยมัธยม”

               เกาลี่ฮวาเพิ่งรู้สึกว่าอาหยูเรียกขานพ่อตัวเองด้วยชื่อเต็มมาโดยตลอด เธอขยับริมฝีปากตั้งท่าจะปรามลูกสาว แต่ก็กลืนคำพูดเหล่านั้นลงคอไป ผู้ชายไม่ซื่อสัตย์อย่างนี้ไม่คู่ควรเป็นพ่อคนด้วยซ้ำ

               เกาลี่ฮวานิ่งมองภาพกู๋หย่าผิงที่ยังคงความสาวสวยดูอ่อนกว่าวัยอย่างเคียดแค้น เธอรู้สึกรังเกียจรอยยิ้มของผู้หญิงคนนั้นเหลือเกิน “คนรักเก่าอย่างนั้นหรือ?”

               อาหยูพยักหน้า “น่าจะเลิกกันตอนเฝิงหย่วนเผิงอยู่ปีสามค่ะ” นี่เป็นข้อมูลที่เฝิงหยูสืบรู้มาในชาติที่แล้ว กู๋หย่าผิงต่างหากที่เรียกเกาลี่ฮวาว่าเมียน้อย เกาลี่ฮวาคือคนที่มาแทรกกลางความรักระหว่างเธอกับเฝิงหย่วนเผิง

               พอได้รู้เกาลี่ฮวาก็นึกสลดใจ หรือเป็นตัวเธอกันแน่ที่เป็นเมียน้อย?

               เพื่อคลายปมในใจของเกาลี่ฮวา เฝิงหยูจึงสืบหาข้อมูลเรื่องนี้มายืนยัน

               เมื่อได้ยินเรื่องราวทั้งหมดเกาลี่ฮวาจึงค่อยคลายกังวล เพราะเธอรู้จักกับเฝิงหย่วนเผิงหลังจากที่เขาเรียนจบแล้ว

               เกาลี่ฮวาจ้องมองรูปของเฝิงหย่วนเผิงที่ยิ้มกว้างอย่างเบิกบาน เห็นเพียงเท่านี้ก็รู้ว่าเขามีความสุขแค่ไหน มันทำให้เธอทั้งเจ็บทั้งแค้น “เขาลืมคนรักเก่าไม่ลง แล้วทำไมต้องมาจีบแม่ด้วย”

               อาหยูนิ่งเงียบ การเอาชนะใจเกาลี่ฮวาได้ทำให้เขาลดเวลาที่ต้องต่อสู้ในแวดวงธุรกิจลงถึงสิบปี แค่ได้แต่งงานกับเกาลี่ฮวา เขาก็จะได้ก้าวสู่ความยิ่งใหญ่อย่างที่ไม่เคยคาดฝันมาก่อน

               แล้วอย่างนี้จะมีผู้ชายสักกี่คนปฏิเสธเล่า?

               “เพื่อให้ได้คุณตาของลูกมาเป็นแรงหนุนทางธุรกิจน่ะสิ” เกาลี่ฮวาถามเองตอบเองด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน เธอจ้องมองใบหน้าของเฝิงหย่วนเผิง รู้สึกคล้ายหัวใจของตนจมดิ่งอยู่ในทะเลน้ำแข็ง สามีที่ร่วมเรียงเคียงหมอนกันมาเป็นเวลาถึงยี่สิบสามปี ไม่ได้เป็นคนอย่างที่คิดว่าเป็น

               นี่เขาทรยศภรรยาและลูกสาวไปมีเมียน้อยนานถึงยี่สิบสามปีเชียวหรือ?

               เกาลี่ฮวาหยิบโทรศัพท์ที่วางอยู่ด้านข้าง คิดอยากจะโทรถามเฝิงหย่วนเผิงว่าจิตใจทำด้วยอะไร ทำไมถึงทำร้ายเธอกับลูกได้ลงคอ

               อาหยูรั้งมือของเกาลี่ฮวาไว้แล้วมองเข้าไปในสองตาของมารดา “แม่คะ แม่อยากจะโทรศัพท์ถามเฝิงหย่วนเผิงว่าอะไรต้องคิดก่อน พอถามแล้วจะเกิดอะไรตามมาหลังจากนั้นเคยคิดบ้างไหมคะ? หรือแม่จะบอกให้เขาจัดการกับแม่ลูกคู่นั้นและทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น? แล้วถ้าเขายังอาลัยอาวรณ์ หรือย้อนกลับมาเล่นงานเราล่ะ เราจะทำอย่างไรคะ? หรือหากเขายอมถอยหนึ่งก้าว รับปากว่าจะจัดการกับสองแม่ลูกนั่น แล้วแม่จะสามารถใช้ชีวิตกับเขาต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้อยู่หรือคะ?”

               เกาลี่ฮวานิ่งอึ้ง แววตาเต็มไปด้วยความสับสน...

 

               ความผูกพันตลอดยี่สิบสามปีไม่ใช่เสื้อผ้าขาดๆ ที่นึกจะทิ้งก็ทิ้งได้อย่างไม่เสียดาย

               อาการลังเลของเกาลี่ฮวาก็เป็นเรื่องที่อาหยูคาดการณ์ไว้อยู่แล้ว เกาลี่ฮวาไม่ใช่คนที่ตัดสินใจอะไรเด็ดขาดเป็นทุนเดิม พอเคียดแค้นเฝิงหย่วนเผิงแล้วจะกล้าลุกขึ้นมาตัดความสัมพันธ์ในทันที นั่นก็ไม่ใช่วิสัยของเกาลี่ฮวาอีกเหมือนกัน

               โดยเฉพาะในชาตินี้...เวลานี้ เฝิงหย่วนเผิงยังไม่ได้ทำเรื่องชั่วร้ายอีกเรื่องหนึ่ง นั่นก็คือ เขายังไม่ได้ขโมยหุ้นของเกาลี่ฮวา เฝิงข่ายยังไม่ได้เข้ามายึดบริษัท กู๋หย่าผิงยังไม่ได้มาอยู่ข้างกายเฝิงหย่วนเผิง… เรื่องราวเหล่านั้นยังไม่เกิดขึ้น

               คำถามของอาหยูทำให้เกาลี่ฮวาหน้าซีด แม้เฝิงหย่วนเผิงจะไล่ตะเพิดสองแม่ลูกไปไกลแสนไกล แต่เธอจะยังสามารถใช้ชีวิตอยู่กับเขาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้อยู่หรือไม่?

               เกาลี่ฮวาไม่รู้ เธอไม่รู้เลยจริงๆ

               อาหยูลูบหลังเกาลี่ฮวาอย่างเบามือแล้วจึงคาดคั้นให้อีกฝ่ายตัดสินใจ “ตระกูลเฝิงรู้ว่าเฝิงหย่วนเผิงมีเมียน้อยและยังรู้เรื่องของเฝิงข่ายมาตั้งแต่ต้น ช่วงที่กู๋หย่าผิงอยู่ไฟ ย่าเฝิงเป็นคนดูแลผู้หญิงคนนั้นด้วยตัวเอง ตลอดหลายปีมานี้ทั้งสองบ้านติดต่อกันเสมอ ย่าเฝิงให้ความสำคัญกับลูกชายหลานชายแค่ไหนแม่ก็รู้ ต่อให้เฝิงหย่วนเผิงจะทำใจทิ้งสองแม่ลูกนั่นได้ แต่ญาติผู้ใหญ่ของตระกูลเฝิงก็ยังคงทิ้งหลานชายคนนั้นไม่ลง แล้วแม่คิดว่าคนอย่างเฝิงหย่วนเผิงจะกล้าทิ้งลูกชายเพียงคนเดียวของตัวเองแล้วขัดใจกับที่บ้านหรือคะ?”

               ชาติก่อนตอนที่เฝิงหยูส่งเฝิงข่ายเข้าคุก ย่าเฝิงแทบอยากจะฆ่าเฝิงหยูเสียด้วยซ้ำ

               ตัวเฝิงหย่วนเผิงเองก็รักลูกชายมากกว่าลูกสาว แม้แต่หลานฝั่งญาติเขายังปฏิบัติต่อหลานที่เป็นเด็กหญิงแตกต่างจากหลานที่เป็นเด็กชาย เรื่องนี้เฝิงหยูรับรู้ได้ตั้งแต่เธอยังเล็ก ทำให้เธอฝึกฝนตัวเองเพื่อเอาชนะความคิดนี้ของบิดา ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เธอมีความสามารถโดดเด่นกว่าผู้ชายส่วนใหญ่ที่อยู่รอบกาย เฝิงหย่วนเผิงภาคภูมิใจในตัวลูกสาวก็จริงแต่มีหลายครั้งที่เขาแอบคิดว่าหากเธอเป็นลูกชายก็คงจะดี

               แม้ว่าเขาจะนึกเสียดายที่เฝิงหยูไม่ใช่ลูกชาย แต่กลับดูแลเฝิงหยูอย่างรักและทะนุถนอม เขาไม่ได้ขอให้เกาลี่ฮวามีลูกชายให้ตน ทั้งยังส่งคนที่ยังวุ่นวายไม่เลิกอย่างย่าเฝิงกลับไปอยู่บ้านนอกเพื่อไม่ให้มารบกวนเกาลี่ฮวา คนอื่นๆ ต่างชมว่าเขาเป็นพ่อและสามีที่ดี ใครจะไปคิดว่าเขาเลือกแก้ปัญหาด้วยการมีบ้านเล็ก

               หลังจากที่ได้รู้ความจริงเรื่องเฝิงหย่วนเผิงนอกใจ เกาลี่ฮวาก็ไม่ได้แสดงท่าทีสะเทือนใจกับเรื่องนี้มากนัก เพียงแต่ยิ่งรู้สึกนึกรังเกียจ “ตอนที่แม่คลอดลูกออกมา ย่าเฝิงเจอหน้าแม่หนแรกก็บอกให้แม่มีลูกอีกคน พอแม่ไม่ยอมย่าเฝิงก็ทำหน้าบึ้ง ตอนนั้นแม่ยังคิดว่าถ้าเฝิงหย่วนเผิงของลูกมีท่าทีแบบนี้ด้วยอีกคน แม่จะขอหย่า แต่กลับกลายเป็นว่าเฝิงหย่วนเผิงไปเจรจากับย่าเฝิงแทนแม่ หลังจากนั้นย่าเฝิงก็มีท่าทีเปลี่ยนไป หลายปีมานี้ย่าเฝิงไม่ได้พูดถึงการมีลูกชายอีก แม่ยังคิดว่าเขาคงมีวิธีลดทิฐิของแม่ตัวเอง แต่ที่ไหนได้...”

               “เฝิงหย่วนเผิงรักลูกชายมากกว่าลูกสาว เรื่องนี้แม่รู้มาโดยตลอด ยุคสมัยของแม่ไม่เหมือนของพวกลูก แต่ละบ้านยังคงหัวโบราณอยู่มาก แม่คิดว่าขอแค่เฝิงหย่วนเผิงดีกับลูกก็พอ หลายปีที่ผ่านมาเขาก็ดูแลลูกเป็นอย่างดี คิดไม่ถึงว่าความจริงกลับเป็นเช่นนี้ สองบ้านนั้นร่วมมือกันปิดบังเราสองคนแม่ลูก พวกเขาต่างหากที่เป็นครอบครัวเดียวกัน แต่พวกเราเป็นคนนอก เราเป็นคนนอกนะลูก!”

               ในสายตาคนตระกูลเฝิง... เป็นเช่นนั้นจริงๆ

               อาหยูนั่งลง จ้องมองเข้าไปในดวงตาของเกาลี่ฮวา “ถ้าอย่างนั้น แม่คิดว่าแม่จะยังรักษาสถานะการเป็นครอบครัวของตัวเองไว้อยู่ไหมคะ?”

               เกาลี่ฮวาไม่ได้เอ่ยต่อ แววตาคล้ายกำลังสับสนอย่างยิ่ง

               อาหยูก็ไม่ได้คาดหวังให้มารดาตอบในทันที เพียงแต่เอ่ยเบาๆ ว่า “เรื่องการมีภรรยาน้อยก็เหมือนแมลงวันที่บินเข้าไปในปาก ถ้าไม่คายออกมาก็ต้องกลืนลงคอไป แต่อย่างไรก็ห้ามเคี้ยวเพราะมีแต่จะทำให้รู้สึกสะอิดสะเอียน แม่คิดให้ดีนะคะ”

               คนจำนวนมากเจ็บปวดก็เพราะรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก จำต้องอมแมลงวันตัวนั้นไว้ในปากอย่างกล้ำกลืนฝืนทน

               เมื่อพาเกาลี่ฮวาไปพักผ่อนแล้ว อาหยูก็เดินลงไปข้างล่าง

 

               สามวันหลังจากนั้น

               เกาลี่ฮวาที่มีดวงหน้าอิดโรยและเศร้าหมองเอ่ยกับอาหยูว่า “แม่จะหย่ากับเฝิงหย่วนเผิง” เฝิงหย่วนเผิงไม่ใช่พวกเจ้าชู้ประตูดินที่มีอะไรกับผู้หญิงตอนเมา ทั้งหมดทั้งมวลเขาทำอย่างตั้งใจ ความสัมพันธ์ของเขากับกู๋หย่าผิงทำลายชีวิตการแต่งงานของเธอจนหมดสิ้น

               เธอไม่สามารถกลืนแมลงวันตัวนี้ลงคอได้ ชาตินี้ทั้งชาติก็กลืนไม่ลง เธอไม่มีทางลืมภาพรอยยิ้มตอนที่เฝิงหย่วนเผิงและกู๋หย่าผิงได้อยู่ด้วยกัน ในเมื่อใจของผู้ชายคนนี้ไม่ได้อยู่กับเธอ แล้วเธอจะเก็บเขาไว้ทำไม

               ที่พี่จ้าวพูดก็ถูก ผู้ชายนอกใจเมียก็เหมือนกับขยะ คอยสูบเลือดสูบเนื้อจากสมบัติงานแต่งไปบำเรอผู้หญิงอีกคนกับลูกนอกสมรส นับว่าเป็นขยะกองหนึ่ง

               เกาลี่ฮวามีแววตาที่หนักแน่นขึ้นกว่าเดิมมาก “แม่จะหย่ากับเขา แม่จะพยายามทวงคืนสมบัติมาให้ได้มากที่สุด บริษัทนี้ตั้งขึ้นมาได้ก็เพราะสินเดิมของแม่ หลายปีมานี้หากไม่ใช่เพราะคุณตาของลูก เฝิงหย่วนเผิงก็คงไม่มีวันเติบโตรุ่งเรืองได้ราบรื่นขนาดนี้ แม่จะปล่อยให้เมียน้อยกับลูกนอกสมรสคนนั้นมาเสวยสุขง่ายๆ ไม่ได้เด็ดขาด ให้แม่บริจาคกับประเทศชาติยังจะดีกว่ามอบให้สองแม่ลูกนั่น”

               พอพูดมาถึงตอนท้ายเกาลี่ฮวาก็กัดฟันแน่น หลายปีมานี้เธอเป็นคุณนายที่ไม่ต้องห่วงกังวลในกิจการของบริษัท แต่ช่วงแรกของการก่อตั้งเธอเคยร่วมฝ่าฟันเคียงบ่าเคียงไหล่กับเฝิงหย่วนเผิงมาอยู่เหมือนกัน ผลแอปเปิลที่ปลูกอย่างยากลำบากจะให้สองแม่ลูกคู่นั้นขโมยไปกินง่ายๆ ได้อย่างไร เกาลี่ฮวานึกแค้นที่ตนไม่สามารถทำให้เขาออกจากครอบครัวไปแบบสิ้นเนื้อประดาตัว

               อาหยูแอบนึกขอบคุณจ้าวหยี โชคดีที่เกาลี่ฮวายังไม่ถูกความรักทำให้ตาบอดไปเสียทีเดียว แม้จะเป็นความเจ็บปวดที่ลึกถึงขั้วกระดูก แต่เชื่อเถอะว่าไม่เจ็บเท่าพิษที่ซึมลึกไปถึงหัวใจหรอก

10.เธอแน่ใจแล้ว?

               “ถ้ามีหลักฐานมาพิสูจน์ว่าเขาผิด ตอนแบ่งสมบัติเราจะเป็นฝ่ายได้เปรียบค่ะแม่” อาหยูเอ่ยปลอบ “กู๋หย่าผิงกับลูกก็คงได้ไปไม่เท่าไหร่”

               ว่าแล้วอาหยูก็เปิดอีเมลในโทรศัพท์ และวางไว้ตรงหน้าเกาลี่ฮวา

               เกาลี่ฮวาตะลึงกับภาพตรงหน้า กู๋หย่าผิงสวมเขาให้เฝิงหย่วนเผิงอย่างนั้นหรือ? ในใจเธอทั้งโกรธและบังเกิดความรู้สึกเศร้าสลด เฝิงหย่วนเผิงถูกผู้หญิงอย่างนี้หักหลังเหมือนที่เขาทำกับเธอ

               “หลังจากหย่าแล้ว เฝิงหย่วนเผิงก็คงไม่แต่งงานกับผู้หญิงคนนี้” อาหยูพึมพำออกมาเบาๆ

               ความคิดที่ว่า หากตนหย่าจะยิ่งเป็นการเปิดทางให้เมียน้อย ยิ่งคิดจึงยิ่งกังวล แต่เมื่อรู้อย่างนี้เกาลี่ฮวาก็เบาใจลงไปมาก ครั้นคิดได้ว่าเฝิงข่ายจะได้ครอบครองสมบัติในส่วนของเฝิงหย่วนเผิงซึ่งควรจะเป็นของลูกสาวเธอ ก็รู้สึกไม่สบายใจอีก แม้ว่ากู๋หย่าผิงจะถูกเฝิงหย่วนเผิงทอดทิ้งแต่หากยังมีลูกชายคนนี้อยู่ด้วย หล่อนก็ยังสามารถมีชีวิตที่ดีได้ ความสุขสบายที่กู๋หย่าผิงมีอยู่ทุกวันนี้มาจากเงินเหล่านั้น ซึ่งควรจะเป็นของลูกสาวเธอตั้งแต่แรก

               อาหยูได้ฟังก็ยิ้ม “เวลายังอีกยาวนานนะคะ ใครจะไปรู้... วันหนึ่งเฝิงหย่วนเผิงอาจจะถังแตกก็ได้ค่ะ”

               เกาลี่ฮวาไม่ได้คิดมาก เธอพยักหน้ารับ “คนบาปแบบนี้ ก็สมควรแล้วที่จะล้มละลาย” ในใจกลับนึกสลดอย่างยิ่ง ในเมื่อพ่อของเธอไม่อยู่แล้ว เธอกับลูกจะจัดการกับเสือติดปีกอย่างเฝิงหย่วนเผิงได้อย่างไร เธอทำได้เพียงพร่ำบอกตัวเองว่าขอให้ฟ้าดินช่วยจัดการคนชั่วให้สิ้นซาก

 

 

               เมื่อแน่ใจว่าเกาลี่ฮวาไม่ได้ตัดสินใจเพราะความโกรธเพียงชั่ววูบ

               แต่เป็นการตัดสินใจหลังจากผ่านการครุ่นคิดมาแล้วอย่างหนัก อาหยูจึงค่อยวางใจ ขอเพียงเกาลี่ฮวาไม่นึกอาลัยอาวรณ์ในตัวเฝิงหย่วนเผิง เธอก็สามารถจัดการเฝิงหย่วนเผิงได้อย่างถนัดมือ

               ทั้งสองจึงได้ซื้อตั๋วเครื่องบินกลับประเทศโดยไม่ได้แจ้งให้เฝิงหย่วนเผิงรู้ล่วงหน้า เกาลี่ฮวานึกกังวลว่าเรื่องวุ่นวายเหล่านี้จะกระทบต่อการเรียนของอาหยู แต่อาหยูก็พยายามบอกปัดให้มารดาวางใจ เธอตั้งใจว่ารอเวลาให้ผ่านไปอีกสักพักค่อยบอกเรื่องลาออกให้เกาลี่ฮวารู้

               แม้เกาลี่ฮวาจะแสร้งทำเป็นเข้มแข็งให้เธอเห็น แต่อาหยูย่อมมองออกว่ามารดาทุกข์ใจเพียงใด เพราะอย่างไรเสียทั้งสองก็เป็นสามีภรรยากันมานานถึงยี่สิบสามปี หล่อนไม่เพียงแต่สูญเสียเฝิงหย่วนเผิงผู้เป็นสามี แต่ยังมาถึงจุดจบของชีวิตการแต่งงานที่มีความสุข ความเชื่อใจที่มีต่อสามีถูกทำลายลง รวมถึงความศรัทธาในตัวเองก็ลดน้อยลงเช่นกัน

               พอลงจากเครื่องคนทั้งสองก็มุ่งหน้าไปยังบ้านตระกูลเกา ตอนนั้นเป็นช่วงค่ำ ทั้งลุงเกาและป้าสะใภ้ต่างอยู่ด้วยกันพร้อมหน้า

               ลุงเการู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลจากน้ำเสียงของอาหยูทางโทรศัพท์ แต่ยังไม่รู้รายละเอียด เมื่อได้เห็นสีหน้าเจ็บแค้นและสลดหดหู่ของน้องสาว ในใจก็นึกกังวล จึงรีบถามว่าเกิดอะไรขึ้น

               อาหยูเล่าเหตุการณ์ทุกอย่างเหมือนเป็นเรื่องปกติ และหยิบรูปภาพออกมาให้พวกเขาดู

               เรื่องนี้ทำให้เกาเจิ้นหัวอ้าปากค้างอย่างประหลาดใจและสะเทือนใจ เขาจ้องมองภาพเฝิงหย่วนเผิงโอบกอดผู้หญิงอีกคนอย่างไม่เชื่อสายตา พอฟังอาหยูเล่าจบก็โกรธจนตัวสั่น โดยเฉพาะเรื่องที่
ตระกูลเฝิงสมรู้ร่วมคิดเรื่องลูกนอกสมรสอย่างเฝิงข่าย และร่วมกันปิดบังตระกูลเกาของพวกเขามาโดยตลอด

               เกาเจิ้นหัวแค้นแน่นอก แต่เขาเป็นคนมีการศึกษาสูงจึงไม่สามารถสบถคำหยาบคายออกมา ทำเพียงตบโซฟาอย่างโมโห “เกินไปแล้ว! มันทำอย่างนี้ได้อย่างไร!”

               ป้าสะใภ้ประคองร่างของเกาลี่ฮวาที่น้ำตาอาบแก้ม “ตระกูลเฝิงช่างใจดำเหลือเกิน”

               เกาเจิ้นหัวสะกดกลั้นความโกรธและเอ่ยถามน้องสาวว่า “ลี่ฮวา เธอจะทำอย่างไรต่อ”

               “หย่าค่ะ” เกาลี่ฮวาเค้นคำออกมาด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความแค้น

               เกาเจิ้นหัวและภรรยาชำเลืองมองหน้ากัน ต่างเห็นความประหลาดใจที่แสดงออกมาทางแววตาของอีกฝ่าย คิดไม่ถึงว่าคนที่ลังเลไม่กล้าตัดสินใจอย่างเกาลี่ฮวาจะประกาศออกมาอย่างเด็ดขาดถึงเพียงนี้ แต่อีกใจหนึ่งพวกเขากลับโล่งอก

               เกาเจิ้นหัวถามเกาลี่ฮวาเพื่อให้แน่ใจ “เธอแน่ใจแล้ว?”

               เกาลี่ฮวาสองตาแดงก่ำ เอ่ยอย่างเคียดแค้นว่า “พี่รอง อย่างไรเสียฉันก็จะต้องจับหมาป่าที่เลี้ยงไม่เชื่องเนรคุณคนอย่างเฝิงหย่วนเผิงมารับกรรมให้ได้ ฉันจะต้องเรียกคืนสมบัติของบ้านเรากลับมาให้ได้มากที่สุด หลายปีมานี้ฉันดีกับมันขนาดไหน... แต่มันล่ะ!” เกาลี่ฮวาชี้อกตัวเอง น้ำตาไหลรินเป็นสาย “มันเอามีดมาแทงลงบนใจฉันอย่างโหดเหี้ยมและเลือดเย็น ฉันไม่มีทางให้อภัย ชาตินี้ไม่มีทางให้อภัยมันเด็ดขาด”

               เกาเจิ้นหัวไม่อาจลืมความแค้นครั้งนี้ได้ “เราหาทนายสักคนมาปรึกษากันก่อนเถอะ” จากนั้นเขาก็ต้องการจะติดต่อเพื่อนที่เป็นทนาย

               อาหยูรีบเอ่ยว่า “คุณลุงคะ หนูติดต่อ ‘ทนายจี้’ เพื่อนของหนูที่อยู่เมืองจ้งเฉิงเอาไว้แล้วค่ะ เราจะนัดเจอกันพรุ่งนี้บ่าย”

               เกาเจิ้นหัวเคยได้ยินชื่อคนคนนี้มาก่อน เขามีชื่อเสียงในแวดวงการเมืองและกฎหมาย ถนัดเรื่องคดีหย่าร้างเป็นที่สุด โดยเฉพาะการหย่าร้างของครอบครัวเศรษฐี เกาเจิ้นหัวรู้ดีว่าการหย่าร้างของ
เกาลี่ฮวาและเฝิงหย่วนเผิง ไม่ได้สำคัญที่การหย่า แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่การแบ่งสมบัติ

               “ได้ยินมาว่าคนคนนี้มีความสามารถ ได้รับการยอมรับในสำนักงานอัยการเป็นอย่างมาก” เกาเจิ้นหัวพยักหน้าอย่างไว้วางใจพลางคิดถึงเส้นสายของครอบครัวตน นายท่านเกาไม่อยู่แล้วก็จริงแต่ความสัมพันธ์ของท่านยังอยู่

               เกาเจิ้นหัวหันไปมองอาหยู เมื่อเทียบกับท่าทีเจ็บปวดรวดร้าวราวจะขาดใจของเกาลี่ฮวา หลานสาวของเขากลับดูสงบนิ่งกว่า พอย้อนคิดทบทวนจึงพบว่าเมื่อครู่เธอเรียกพ่อของตัวเองด้วยชื่อเต็ม
ทุกคำ ทำให้รู้ว่าเด็กคนนี้เข้มแข็งว่าน้องสาวของเขาเสียอีก เธอคงสงสารแม่มาก โชคดีที่เฝิงหยูเป็นที่พึ่งของเกาลี่ฮวาได้ ทำให้เขาหายห่วง

 

               วันถัดมา เกาเจิ้นหัวไปพบทนายจี้พร้อมกับอาหยูและเกาลี่ฮวา

               ทนายจี้เตรียม ‘บันทึกข้อตกลงการหย่า’ หรือ ‘สัญญาหย่าโดยความยินยอม’ มาเรียบร้อยเนื่องจากอาหยูได้มอบหมายให้เขาเตรียมไว้ก่อนหน้า ส่วนเรื่องการแบ่งทรัพย์สมบัติ ให้แบ่งในสัดส่วนสามต่อหนึ่ง โดยฝ่ายหญิงจะได้สามส่วน โดยคิดจากสินเดิมของเกาลี่ฮวาซึ่งถือว่าเป็นสินส่วนตัวก่อนสมรสและอีกครึ่งหนึ่งของสินสมรสซึ่งก็คือครึ่งของทรัพย์สินทั้งหมดที่หามาได้หลังสมรสของเฝิงหย่วนเผิง

               จากประสบการณ์ของเขา ฝ่ายนั้นคงไม่ยินยอมเซ็นข้อตกลงฉบับนี้แน่ ทนายจี้จึงเอ่ยความคิดเห็นของตนให้ทุกคนรับรู้เอาไว้เสียก่อน

               “ถ้าไม่ยอมก็ไปเจอกันที่ศาล” เกาลี่ฮวากัดฟันแน่น “เขาอาศัยเงินของฉันสร้างธุรกิจจนใหญ่โต สมบัติเขาฉันขอแบ่งมาครึ่งหนึ่งยังถือว่าน้อยไปด้วยซ้ำ อาหยูเป็นลูกสาวแท้ๆ ของเขา หากจะได้สมบัติครึ่งหนึ่งของเขาก็เป็นเรื่องที่สมควร ไม่อย่างนั้นจะให้ลูกนอกสมรสทั้งหมดเลยใช่ไหม ฝันไปเถอะ!”

               ถ้าคำนวณจากความสัมพันธ์ก็ดูจะเหมาะสม แต่ในทาง
กฎหมายกลับไม่อาจทำอย่างนั้นได้ ข้อตกลงอย่างนี้ต้องได้รับความยินยอมจากฝ่ายชาย หากฝ่ายนั้นยินยอมแต่โดยดี ก็ดำเนินการง่าย แต่หากฝ่ายนั้นไม่ยินยอม ก็ต้องไปสู้กันอีกทีในศาล

               แม้ว่าเฝิงหย่วนเผิงจะเป็นฝ่ายผิด ศาลอาจตัดสินให้ฝ่ายผิดชดใช้ให้ฝ่ายหญิงบ้าง แต่ก็คงไม่ใช่จำนวนเงินที่มหาศาลเช่นนี้

               ทนายจี้อธิบายตามข้อกฎหมายและความเป็นไปได้ก่อนจะแจ้งว่าจะพยายามทำอย่างดีที่สุด ทั้งยังไม่อยากให้ตั้งความหวังไว้สูง ไม่อย่างนั้นอาจจะต้องเสียใจทีหลัง

               “จากหลักฐานที่มีอยู่ในมือก่อนหน้านี้ เป็นประโยชน์ต่อฝั่งของคุณผู้หญิงมากครับ” นั่นทำให้ทนายจี้ดีใจอยู่ไม่น้อย เพราะน้อยนักที่ผู้ชายจะยอมรับว่าเขาแอบมีบ้านเล็กแต่หากมีหลักฐานมัดตัวก็ยากจะปฏิเสธ ดังนั้นการหย่าร้างจึงมีความเป็นไปได้ เพียงแต่ข้อตกลงเรื่องการแบ่งสมบัติของผู้ว่าจ้างเขารายนี้ ดูจะโหดอยู่บ้าง

               เมื่อได้ยินอย่างนั้นอาหยูก็มีท่าทีสงบนิ่ง “เรื่องทรัพย์สิน พวกเราจะแจ้งให้มีการอายัดทรัพย์ไว้ก่อนที่จะมีการพิจารณาเรื่องหย่า คดีนี้ทนายจี้ค่อยๆ สู้ก็ได้ค่ะ พวกเราไม่รีบ”

               ทนายจี้ประหลาดใจ การแจ้งอายัดทรัพย์ไว้ก่อนก็เพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโอนสมบัติที่แอบซุกซ่อนไว้ซึ่งควรจะเป็นสินสมรสให้แก่ผู้อื่นและยอมให้ศาลอายัดไว้

               ตระกูลเฝิงมีกิจการใหญ่โต การจะแบ่งทรัพย์สมบัติย่อมเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา เพราะคงจะยุ่งยากซับซ้อนไม่น้อย หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องการยื้อเวลา คดีนี้อาจจะต้องต่อสู้กันหลายปี ฝ่ายหญิงอาจไม่รีบร้อนแต่ฝ่ายชายซึ่งต้องหมุนเงินในการทำธุรกิจจะรอช้าได้หรือ? หากทำอย่างนี้รังแต่จะทำให้ทั้งสองฝ่ายเสียหาย ไม่ว่าใครก็ยากจะทนได้

               เกาลี่ฮวากัดฟันแน่น “ถ้าเขาไม่ยอม ฉันก็จะสู้คดีไปเรื่อยๆ ฉันจะยื้อเวลาไว้ แม้ฉันจะต้องล้มละลาย ก็จะไม่ยอมให้พวกนั้นได้สมบัติไปง่ายๆ เด็ดขาด” ตอนแรกเกาลี่ฮวายังนึกเห็นใจเฝิงหย่วนเผิงอยู่บ้าง แต่พอได้ยินอาหยูพูดเธอก็ตัดสินใจเด็ดขาดว่า

               เงินเป็นของนอกกาย ไม่ตายก็หาใหม่ได้!

               ทนายจี้มองเกาลี่ฮวาที่กัดฟันเอ่ยปากอย่างหนักแน่นแล้วจึงหันไปมองอาหยู ดูเหมือนผู้ว่าจ้างสองแม่ลูกจะไม่ได้ห่วงเรื่องความเสียหายที่เกิดขึ้น เมื่อเป็นดังนั้นเขาก็ไม่ว่าอะไรอีก