ผู้ใหญ่บ้านหมู่สามแอบเตรียมงานศพให้ฉีเหล่าเกิ้นอย่างเงียบๆ
นายท่านฉี หรือที่เรียกกันว่า ‘ฉีเหล่าเกิ้น’ ขณะนี้กำลังนอนหายใจรวยรินอยู่บนเตียง มือข้างหนึ่งกุมอกข้างซ้ายเอาไว้แน่น
หลายวันก่อนเขาเพิ่งจะดีใจที่หลานชาย ‘ฉีจิงหลุน’ เพิ่งจะสอบเข้ารับราชการในตำแหน่ง ‘จู่เหริน’* ได้ หลานคนนี้เพิ่งจะอายุสิบแปดปีก็สามารถสอบเป็นจู่เหรินได้แล้ว
เก่งใช่ไหมล่ะ... เก่งมากทีเดียว!
ศาลบรรพชนในบ้านของฉีเหล่าเกิ้นมีควันลอยออกมาจางๆ
ฉีเหล่าเกิ้นเลี้ยงดูเพชรเม็ดงามเม็ดนี้จนเติบใหญ่ เห็นว่าอนาคตอันสดใสอยู่ใกล้เพียงแค่เอื้อม แต่คิดไม่ถึงว่าหลานชายผู้แสนดีกลับนึกอยากไปสังสรรค์ที่จวนหวังหยวนไว่** และถูกหามตัวกลับมาในสภาพที่เหลือเพียงลมหายใจรวยริน ทำให้ทุกคนถอดใจถึงขั้นตระเตรียมงานศพ
ฉีเหล่าเกิ้นน้ำตานองหน้า เขากระหน่ำหมัดทุบลงบนเตียงอย่างเสียใจ
หลานชายของเขา... หลานชายจู่เหรินของเขา... ยังไม่ทันได้ขึ้นเป็นจอหงวนด้วยซ้ำ!
“พ่อ พ่อ” บิดาของฉีจิงหลุนนามว่าฉีต้าจิน รีบวิ่งเข้ามาอย่างตื่นเต้นและเอ่ยว่า “พ่อ เสี่ยวซานฟื้นแล้ว” ฉีจิงหลุนเป็นลูกชายอันดับที่สามของบ้านจึงมีชื่อเรียกอีกชื่อว่าเสี่ยวซาน
ผู้ที่นอนเศร้าโศกเสียใจอยู่บนเตียงอย่างฉีเหล่าเกิ้นรีบผุดลุกขึ้นแล้ววิ่งตรงไปหาหลานชายอย่างกระฉับกระเฉงเกินอายุ
“ซานเอ๋อฟื้นแล้วจริงๆ หรือ”
แม้แต่ท่านหมอที่ถูกเรียกมาดูอาการก็ยังประหลาดใจ “นับว่าฉีเหล่าเกิ้นเป็นคนมีวาสนา แต่ถึงอย่างไรก็ต้องดูแลสุขภาพให้นายน้อยฉีอีกสักพัก เขาจึงจะกลับมาแข็งแรงดังเดิมได้”
“จะมีผลต่อการสอบจอหงวนในปีถัดไปหรือไม่” คนสามสี่คนที่อยู่บริเวณนั้นเอ่ยถามขึ้นมาพร้อมกัน และหันไปมองหน้าท่านหมออย่างกังวล
เมื่อท่านหมอถูกสายตาหลายคู่จ้องมองอย่างนั้นก็พลันสะท้านไปทั้งร่าง คิดในใจว่าถ้าพร้อมใจกันมองมาแบบนี้เขาย่อมต้องบอกว่า ‘หายดี’ ไปก่อนสิน่า เขาพยักหน้าตอบและเดินออกจากห้องไป ก่อนออกยังหันมาย้ำอีกครั้งว่า “ขอเพียงตั้งใจบำรุง หนึ่งเดือนหลังจากนี้ก็จะหายดีทุกประการ”
คนตระกูลฉีได้ฟังก็ดีใจ เมื่อเห็นฉีจิงหลุนนอนกลอกตาไปมาอยู่บนเตียงก็รู้สึกเป็นห่วง พวกเขาถามท่านหมอกลับไปว่า “แล้วทำไมเขาถึงยังนอนนิ่งอย่างนั้นเล่า ไม่ใช่ว่าเสียสติไปแล้วหรอกนะ”
หลี่รั่วหยูที่เพิ่งก้าวเข้ามาในห้อง ครั้นได้ยินคำถามที่ว่าก็รู้สึกคล้ายมีบางอย่างจุกอยู่ในลำคอทำให้แขนขาไร้เรี่ยวแรง นางจึงด่ากลับไปตามสัญชาตญาณ “พวกเจ้าสิเสียสติ เสียสติด้วยกันทั้งบ้าน!”
ท่านหมอเองพอถูกถามก็นิ่งอึ้งไร้คำตอบ เรื่องของสมองก็เป็นเรื่องที่เขาตอบไม่ได้เหมือนกัน
เมื่อเห็นว่าแม้แต่ท่านหมอก็ยังมีท่าทีลังเล คนตระกูลฉีก็ยิ่งร้อนใจและโวยวายมากขึ้น
เสียงโวยวายของพวกเขาทำให้จิงหลุนปวดหัวอย่างหนัก เขาอยากจะอ้าปากบอกให้ทุกคนเงียบเสียง แต่พอจะแสดงท่าทางใดๆ กลับเวียนหัวขึ้นมาแล้วจึงสลบไปอีกครั้ง
“ลูกพ่อ!”
“หลานปู่!”
ทุกคนต่างกรูกันเข้าไปหาร่างของเขา
หลี่รั่วหยูอยากจะแทรกตัวเข้าไปแต่ทำไม่ได้ จึงได้แต่ยืนร้อนใจอยู่ด้านนอกจนกระทั่งท่านหมอบอกว่าไม่น่าเป็นห่วง ทุกคนจึงค่อยถอนใจอย่างโล่งอก แต่กระนั้นก็ยังมีความเป็นกังวลอยู่ในสีหน้า
ซ้อใหญ่ของฉีจิงหลุนที่เรียกกันว่า ‘นางหยางซื่อ’ ส่งหลี่รั่วหยูออกไปนอกห้องและเอ่ยปลอบนางอย่างเป็นกันเอง
หลี่ฟู่...บิดาของหลี่รั่วหยูเป็นคนมีหน้ามีตาในหมู่บ้าน และยังเปิดโรงเรียนสอนหนังสืออีกด้วย
ฉีจิงหลุนเป็นศิษย์ของหลี่ฟู่ แม้แต่ชื่อเขาหลี่ฟู่ก็ยังเป็นคนตั้งให้ ตอนแรกฉีจิงหลุนชื่อว่าโก่วเซิ่ง จะมีชาวบ้านคนไหนที่สามารถตั้งชื่อให้ลูกได้ไพเราะอย่างนี้กัน!
ซ้อใหญ่หยางซื่อทำตัวสนิทสนมกับหลี่รั่วหยู ไม่ใช่เพราะความสามารถของพ่อนาง แต่ยังเห็นว่าหลี่รั่วหยูเป็นว่าที่น้องสะใภ้อีกด้วย
เมื่อเห็นว่าน้องชายกำลังจะรุ่งเรือง หลี่รั่วหยูยังเป็นสตรีในดวงใจของน้องชาย นางยิ่งต้องกระชับความสัมพันธ์เอาไว้
“เจ้ากลับไปก่อนเถอะ ถ้าเสี่ยวซานฟื้นเมื่อไหร่ข้าจะรีบไปตามเจ้า”
หลี่รั่วหยูรีบกล่าวขอบคุณนาง
จิงหลุนหลับยาวถึงห้าชั่วยามก่อนจะค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ แววตาของเขาเต็มไปด้วยความยินดี
“ฉันฟื้นแล้ว”
กลับชาติมาเกิดรึ เขาเจอเรื่องการกลับชาติมาเกิดหรือนี่!
เมื่อคิดถึงคุณงามความดีต่างๆ ที่ตนเคยได้ทำไว้ในชาติก่อน จิงหลุนก็ตื่นเต้นดีใจ สงสัยเป็นเพราะบุญเก่าเขาถึงได้ตื่นขึ้นมาในร่างของจู่เหรินที่กำลังมีหน้ามีตา ซ้ำยังจะได้ภรรยารูปงาม
นี่ต่างหากที่จะเป็นชีวิตของลูกผู้ชายที่แท้จริง!
บ้านหลังกะทัดรัดหลังนี้ตั้งอยู่ทางทิศเหนือ
ประตูหันไปทางทิศใต้ มีสามห้องนอน ทิศตะวันออกและตะวันตกมีห้องที่แยกออกไปทางด้านหลัง ตรงกำแพงปูกระเบื้องสีขาว ตัวบ้านตั้งอยู่ท่ามกลางผืนหญ้าดูโดดเด่นเป็นสง่า
หลี่ฟู่นอนอยู่บนเตียง เขายกมือปิดปากและไอออกมาหลายครั้ง ดวงหน้าซีดเผือด สุขภาพร่างกายอ่อนแอและอิดโรย
“เจ้าหายดีก็ดีแล้ว หายดีก็ดีแล้ว” หลี่ฟู่เอ่ยซ้ำๆ เมื่อคิดถึงช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานก่อนหน้านี้ เขายังคงเศร้าไม่หาย
“ศิษย์ไม่ดีเอง ปล่อยให้อาจารย์เป็นห่วง”
ฉีจิงหลุนประสานมือคารวะผู้เป็นอาจารย์ เขายังคงมีความทรงจำของร่างเดิมร่างนี้อยู่ หลังจากลองขบคิดอยู่หลายวัน เขาก็พยายามปรับตัวจนทำกิริยาเดินเหินได้แนบเนียนเหมือนเจ้าของร่างเดิมมากขึ้น เรื่องนี้ทำให้เขาดีใจมาก
หลี่ฟู่ยิ้มอย่างพอใจ มองไปยังศิษย์ที่ตนภาคภูมิใจด้วยแววตาอ่อนโยน
เรื่องที่เขาภาคภูมิใจที่สุดในชีวิตก็คือ การได้สอนศิษย์อย่างฉีจิงหลุนให้ขึ้นเป็นจู่เหรินได้ แม้แต่ตัวเขาเองชาตินี้ยังเป็นได้เพียงซิ่วเหริน*** โชคดีที่ฉีจิงหลุนนั้นทั้งเฉลียวฉลาดและมีความพากเพียรจึงสอบเป็นจู่เหรินได้ตั้งแต่อายุยังน้อย อนาคตในภายภาคหน้าคงรุ่งเรืองอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
เรื่องที่เขาไม่อาจทำ ลูกศิษย์ของเขาทำสำเร็จแล้ว ชาตินี้ไม่มีอะไรต้องเสียดายอีก และในเมื่อมีฉีจิงหลุนอยู่ด้วย ลูกสาวของเขาก็มีที่พึ่ง เขาก็ไม่จำเป็นต้องห่วงอะไรแล้ว
หลี่ฟู่ยังคงไออีกหลายครั้ง ผ้าเช็ดหน้าปรากฏรอยเลือดสีคล้ำๆ ทำให้ผู้ที่เห็นรู้สึกใจหาย
ฉีจิงหลุนนึกสะดุ้งในใจ เขารู้ว่าหลี่ฟู่ใกล้จะจบชีวิตลง ความรู้เรื่องนี้เขาได้มาจากความทรงจำของร่างเดิม เมื่อมาเห็นภาพอาจารย์กระอักเลือดเข้าจริงๆ ความคิดแรกที่ผุดขึ้นในหัวก็คือภาพเลือดที่อยู่ในละครโทรทัศน์ ไม่ได้เกินจริงไปสักนิดเลย
หลังจากนิ่งอึ้ง ฉีจิงหลุนก็ได้สติกลับมาแล้วเดินเข้าไปใกล้ๆ อีกหลายก้าว “อาจารย์เป็นอย่างไรบ้างขอรับ”
หลี่ฟู่มองเลือดที่มุมปากอย่างเห็นเป็นเรื่องปกติ “อย่าบอกเรื่องนี้กับอาหยูล่ะ”
ฉีจิงหลุนนิ่งอึ้งไปพักหนึ่งก่อนจะรับคำ เขาไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรดี
หลี่ฟู่มองเขาและเอ่ยสั่งด้วยน้ำเสียงอิดโรย “รินน้ำให้ข้าที”
ฉีจิงหลุนรีบตรงไปรินน้ำอุ่นบนโต๊ะที่วางห่างออกไปไม่ไกลนักและถือเข้ามาให้หลี่ฟู่ อีกฝ่ายรับมาจิบเล็กน้อยแล้วทำท่าจะบ้วนทิ้ง แต่ควานหาไม่เห็นกระโถน จึงหันไปมองฉีจิงหลุนแทน
ฉีจิงหลุนมองหลี่ฟู่พลางเบิกตาโพลง
ขณะนั้นเอง เขาได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากระยะที่ไม่ใกล้และไม่ไกลจนเกินไป อาหยูก้าวเข้ามาในห้องและหยิบกระโถนที่วางอยู่ใต้เตียงไปไว้ตรงหน้าหลี่ฟู่ ทำให้หลี่ฟู่บ้วนน้ำออกจากปากได้อย่างสะดวก
ฉีจิงหลุนที่เริ่มรู้ตัวว่าบกพร่องในหน้าที่ ก็รีบรับกระโถนมาจากอาหยูและส่งยิ้มให้นาง
สตรีผู้นี้เป็นรักแรกในวัยเยาว์ของเจ้าของร่างเดิม นางมีรูปร่างหน้าตาหมดจดงดงามตรงใจเขาทุกประการ ดวงหน้าขาวสะอาดหมดจด รอยยิ้มอันทรงเสน่ห์ที่อ่อนหวานดั่งเทพธิดาจุติลงมา
เมื่อคิดถึงตัวเอง... ตัวเขาก่อนจะกลับชาติมาเกิดใหม่มีอายุยี่สิบสามปี ออกจากโรงเรียนอนุบาลมาก็ไม่เคยได้จับมือใครที่ไม่ใช่ญาติพี่น้องหรือเป็นคนต่างเพศอีก พอกลับชาติมาเกิดเขากลับมีคู่หมั้นและยังเป็นสตรีรูปงามเสียด้วย
กลับชาติมาเกิดนี่ดีเหลือเกิน มหัศจรรย์เหลือเกิน เขาแอบดีใจอยู่ลึกๆ
อาหยูรู้สึกว่าชายผู้นี้มีท่าทางก้อร่อก้อติกจึงแสร้งทำเป็นไม่สนใจเขา นางเองก็พยายามวางท่าทีเหมือนที่เจ้าของร่างเดิมเคยทำ นางมองหลี่ฟู่อย่างประหลาดใจ “ท่านพ่อ ทำไมถึงได้ไอเป็นเลือดอีกแล้ว เป็นตั้งแต่เมื่อไหร่เจ้าคะ”
“เพิ่งจะเป็นวันนี้เอง”
อาหยูเบิกตามองบิดา หลี่ฟู่อธิบายต่อด้วยน้ำเสียงอิดโรย สุขภาพของเขาย่ำแย่ลงเรื่อยๆ แม้จะกินยาไปมากแต่กลับไม่ช่วยให้อาการป่วยดีขึ้น มิหนำซ้ำยังทำให้ทรัพย์สินที่บ้านร่อยหรอลงไปอีก
เมื่อได้ยินลูกสาวบอกว่าจะเชิญหมอมา หลี่ฟู่ก็รีบบอกปัด เขาไม่เห็นความจำเป็นว่าต้องเปลืองเงินมากมายขนาดนั้น
“เรื่องเงินอาจารย์ไม่ต้องเป็นห่วง ศิษย์จะจัดการเอง” ฉีจิงหลุนตบหน้าอกอย่างมั่นใจ ตอนนี้เขาคือคุณชายฉี ย่อมต้องมีเงินเดือนให้ใช้สอย ฉะนั้นเรื่องเงินจึงไม่ใช่ปัญหาใหญ่ ที่แท้แล้วการมีเงินคล่องมือก็เป็นอย่างนี้นี่เอง
พูดแล้วฉีจิงหลุนที่อยากทำหน้าที่ว่าที่ลูกเขยให้ดีก็ออกไปเชิญหมอโดยไม่กล่าวอะไรอีก
“เด็กคนนี้นี่” แม้จะเอ่ยตำหนิ แต่ดวงตากลับเต็มไปด้วยความพึงพอใจ ลูกศิษย์ของเขาเป็นเด็กกตัญญู เหตุใดหลี่ฟู่จะไม่นึกชอบเล่า
------------
* จู่เหริน เป็นตำแหน่งบัณฑิตประจำมณฑล คัดมาจากผู้ที่ได้อันดับหนึ่งจากการสอบแข่งขันหาบัณฑิตประจำอำเภอที่เรียกว่า ‘ซิ่วเหริน’ ผู้ที่สอบได้อันดับหนึ่งนั้นจะได้ขึ้นเป็นจู่เหริน และมีโอกาสเข้ารับราชการ
** หวังเป็นแซ่ของขุนนาง ส่วนหยวนไว่เป็นคำเรียกขุนนางที่ปลดเกษียณแล้ว
*** บัณฑิตประจำอำเภอ