ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

นางรองสองวิญญาณ ตอนรักแรก/ยอดหญิง女配不想死(快穿)

ผู้แต่ง ฮวนกุยอี่
ผู้แปล Hongsamut
ประเภท
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
(มีสองเรื่องในเล่มนี้) รักแรก ในฐานะชายที่มีโอกาสกลับชาติมาเกิด แน่นอนสิ่งที่หวังคือ เงินทอง ลาภยศ และสาวงาม ฉีจิงหลุนเองก็หวังเช่นนั้น สตรีที่เขาหมายตาคือรักแรกในวัยเยาว์ของเจ้าของร่างเดิม นางมีรูปร่างหน้าตาหมดจดงดงามตรงใจเขาทุกประการ หากนำความรู้ความสามารถของคนยุคใหม่มาใช้ในยุคโบราณ มีหรือเขาจะสอยดอกฟ้าดอกนี้ไม่ได้ แต่ทุกอย่างมันกลับไม่ง่ายเหมือนที่คิด ----------------------- ยอดหญิง ทั้ง ๆ ที่งามหมดจด แต่เธอกลับเป็นม่ายแต่ยังสาวเพราะสามีขอหย่าไปแต่งกับผู้หญิงที่มั่งคั่งกว่า ลูกฝาแฝดถูกพรากไปจากอก กลั่นแกล้งจนตาย ส่วนตัวเองต้องระหกระเหินไปร้องรำทำเพลง เป็นผู้หญิงไม่ดีในสายตาคนอื่น ในที่สุดยังถูกยิงตาย ในเมื่อเป็นคนดีแล้วรันทดนัก ก็ขอเป็นนางร้ายบ้างแล้วกัน!

บทนำ

(มีสองเรื่องในเล่มนี้)
รักแรก

ในฐานะชายที่มีโอกาสกลับชาติมาเกิด

แน่นอนสิ่งที่หวังคือ เงินทอง ลาภยศ และสาวงาม

ฉีจิงหลุนเองก็หวังเช่นนั้น

สตรีที่เขาหมายตาคือรักแรกในวัยเยาว์ของเจ้าของร่างเดิม

นางมีรูปร่างหน้าตาหมดจดงดงามตรงใจเขาทุกประการ

หากนำความรู้ความสามารถของคนยุคใหม่มาใช้ในยุคโบราณ

มีหรือเขาจะสอยดอกฟ้าดอกนี้ไม่ได้

แต่ทุกอย่างมันกลับไม่ง่ายเหมือนที่คิด


-----------------------
ยอดหญิง

ทั้ง ๆ ที่งามหมดจด

แต่เธอกลับเป็นม่ายแต่ยังสาวเพราะสามีขอหย่าไปแต่งกับผู้หญิงที่มั่งคั่งกว่า

ลูกฝาแฝดถูกพรากไปจากอก กลั่นแกล้งจนตาย

ส่วนตัวเองต้องระหกระเหินไปร้องรำทำเพลง เป็นผู้หญิงไม่ดีในสายตาคนอื่น

ในที่สุดยังถูกยิงตาย

ในเมื่อเป็นคนดีแล้วรันทดนัก ก็ขอเป็นนางร้ายบ้างแล้วกัน!

สารบัญ

รักแรก 1

          ผู้ใหญ่บ้านหมู่สามแอบเตรียมงานศพให้ฉีเหล่าเกิ้นอย่างเงียบๆ

          นายท่านฉี หรือที่เรียกกันว่า ‘ฉีเหล่าเกิ้น’ ขณะนี้กำลังนอนหายใจรวยรินอยู่บนเตียง มือข้างหนึ่งกุมอกข้างซ้ายเอาไว้แน่น

          หลายวันก่อนเขาเพิ่งจะดีใจที่หลานชาย ‘ฉีจิงหลุน’ เพิ่งจะสอบเข้ารับราชการในตำแหน่ง ‘จู่เหริน’* ได้ หลานคนนี้เพิ่งจะอายุสิบแปดปีก็สามารถสอบเป็นจู่เหรินได้แล้ว

          เก่งใช่ไหมล่ะ... เก่งมากทีเดียว!

          ศาลบรรพชนในบ้านของฉีเหล่าเกิ้นมีควันลอยออกมาจางๆ

          ฉีเหล่าเกิ้นเลี้ยงดูเพชรเม็ดงามเม็ดนี้จนเติบใหญ่ เห็นว่าอนาคตอันสดใสอยู่ใกล้เพียงแค่เอื้อม แต่คิดไม่ถึงว่าหลานชายผู้แสนดีกลับนึกอยากไปสังสรรค์ที่จวนหวังหยวนไว่** และถูกหามตัวกลับมาในสภาพที่เหลือเพียงลมหายใจรวยริน ทำให้ทุกคนถอดใจถึงขั้นตระเตรียมงานศพ

          ฉีเหล่าเกิ้นน้ำตานองหน้า เขากระหน่ำหมัดทุบลงบนเตียงอย่างเสียใจ

          หลานชายของเขา... หลานชายจู่เหรินของเขา... ยังไม่ทันได้ขึ้นเป็นจอหงวนด้วยซ้ำ!

          “พ่อ พ่อ” บิดาของฉีจิงหลุนนามว่าฉีต้าจิน รีบวิ่งเข้ามาอย่างตื่นเต้นและเอ่ยว่า “พ่อ เสี่ยวซานฟื้นแล้ว” ฉีจิงหลุนเป็นลูกชายอันดับที่สามของบ้านจึงมีชื่อเรียกอีกชื่อว่าเสี่ยวซาน

          ผู้ที่นอนเศร้าโศกเสียใจอยู่บนเตียงอย่างฉีเหล่าเกิ้นรีบผุดลุกขึ้นแล้ววิ่งตรงไปหาหลานชายอย่างกระฉับกระเฉงเกินอายุ

          “ซานเอ๋อฟื้นแล้วจริงๆ หรือ”

          แม้แต่ท่านหมอที่ถูกเรียกมาดูอาการก็ยังประหลาดใจ “นับว่าฉีเหล่าเกิ้นเป็นคนมีวาสนา แต่ถึงอย่างไรก็ต้องดูแลสุขภาพให้นายน้อยฉีอีกสักพัก เขาจึงจะกลับมาแข็งแรงดังเดิมได้”

          “จะมีผลต่อการสอบจอหงวนในปีถัดไปหรือไม่” คนสามสี่คนที่อยู่บริเวณนั้นเอ่ยถามขึ้นมาพร้อมกัน และหันไปมองหน้าท่านหมออย่างกังวล

          เมื่อท่านหมอถูกสายตาหลายคู่จ้องมองอย่างนั้นก็พลันสะท้านไปทั้งร่าง คิดในใจว่าถ้าพร้อมใจกันมองมาแบบนี้เขาย่อมต้องบอกว่า ‘หายดี’ ไปก่อนสิน่า เขาพยักหน้าตอบและเดินออกจากห้องไป ก่อนออกยังหันมาย้ำอีกครั้งว่า “ขอเพียงตั้งใจบำรุง หนึ่งเดือนหลังจากนี้ก็จะหายดีทุกประการ”

          คนตระกูลฉีได้ฟังก็ดีใจ เมื่อเห็นฉีจิงหลุนนอนกลอกตาไปมาอยู่บนเตียงก็รู้สึกเป็นห่วง พวกเขาถามท่านหมอกลับไปว่า “แล้วทำไมเขาถึงยังนอนนิ่งอย่างนั้นเล่า ไม่ใช่ว่าเสียสติไปแล้วหรอกนะ”

          หลี่รั่วหยูที่เพิ่งก้าวเข้ามาในห้อง ครั้นได้ยินคำถามที่ว่าก็รู้สึกคล้ายมีบางอย่างจุกอยู่ในลำคอทำให้แขนขาไร้เรี่ยวแรง นางจึงด่ากลับไปตามสัญชาตญาณ “พวกเจ้าสิเสียสติ เสียสติด้วยกันทั้งบ้าน!”

          ท่านหมอเองพอถูกถามก็นิ่งอึ้งไร้คำตอบ เรื่องของสมองก็เป็นเรื่องที่เขาตอบไม่ได้เหมือนกัน

          เมื่อเห็นว่าแม้แต่ท่านหมอก็ยังมีท่าทีลังเล คนตระกูลฉีก็ยิ่งร้อนใจและโวยวายมากขึ้น

          เสียงโวยวายของพวกเขาทำให้จิงหลุนปวดหัวอย่างหนัก เขาอยากจะอ้าปากบอกให้ทุกคนเงียบเสียง แต่พอจะแสดงท่าทางใดๆ กลับเวียนหัวขึ้นมาแล้วจึงสลบไปอีกครั้ง

          “ลูกพ่อ!”

          “หลานปู่!”

          ทุกคนต่างกรูกันเข้าไปหาร่างของเขา

          หลี่รั่วหยูอยากจะแทรกตัวเข้าไปแต่ทำไม่ได้ จึงได้แต่ยืนร้อนใจอยู่ด้านนอกจนกระทั่งท่านหมอบอกว่าไม่น่าเป็นห่วง ทุกคนจึงค่อยถอนใจอย่างโล่งอก แต่กระนั้นก็ยังมีความเป็นกังวลอยู่ในสีหน้า

          ซ้อใหญ่ของฉีจิงหลุนที่เรียกกันว่า ‘นางหยางซื่อ’ ส่งหลี่รั่วหยูออกไปนอกห้องและเอ่ยปลอบนางอย่างเป็นกันเอง

          หลี่ฟู่...บิดาของหลี่รั่วหยูเป็นคนมีหน้ามีตาในหมู่บ้าน และยังเปิดโรงเรียนสอนหนังสืออีกด้วย

          ฉีจิงหลุนเป็นศิษย์ของหลี่ฟู่ แม้แต่ชื่อเขาหลี่ฟู่ก็ยังเป็นคนตั้งให้ ตอนแรกฉีจิงหลุนชื่อว่าโก่วเซิ่ง จะมีชาวบ้านคนไหนที่สามารถตั้งชื่อให้ลูกได้ไพเราะอย่างนี้กัน!

          ซ้อใหญ่หยางซื่อทำตัวสนิทสนมกับหลี่รั่วหยู ไม่ใช่เพราะความสามารถของพ่อนาง แต่ยังเห็นว่าหลี่รั่วหยูเป็นว่าที่น้องสะใภ้อีกด้วย

          เมื่อเห็นว่าน้องชายกำลังจะรุ่งเรือง หลี่รั่วหยูยังเป็นสตรีในดวงใจของน้องชาย นางยิ่งต้องกระชับความสัมพันธ์เอาไว้

          “เจ้ากลับไปก่อนเถอะ ถ้าเสี่ยวซานฟื้นเมื่อไหร่ข้าจะรีบไปตามเจ้า”

          หลี่รั่วหยูรีบกล่าวขอบคุณนาง

          จิงหลุนหลับยาวถึงห้าชั่วยามก่อนจะค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ แววตาของเขาเต็มไปด้วยความยินดี

          “ฉันฟื้นแล้ว”

          กลับชาติมาเกิดรึ เขาเจอเรื่องการกลับชาติมาเกิดหรือนี่!

          เมื่อคิดถึงคุณงามความดีต่างๆ ที่ตนเคยได้ทำไว้ในชาติก่อน จิงหลุนก็ตื่นเต้นดีใจ สงสัยเป็นเพราะบุญเก่าเขาถึงได้ตื่นขึ้นมาในร่างของจู่เหรินที่กำลังมีหน้ามีตา ซ้ำยังจะได้ภรรยารูปงาม

          นี่ต่างหากที่จะเป็นชีวิตของลูกผู้ชายที่แท้จริง!

 

          บ้านหลังกะทัดรัดหลังนี้ตั้งอยู่ทางทิศเหนือ

          ประตูหันไปทางทิศใต้ มีสามห้องนอน ทิศตะวันออกและตะวันตกมีห้องที่แยกออกไปทางด้านหลัง ตรงกำแพงปูกระเบื้องสีขาว ตัวบ้านตั้งอยู่ท่ามกลางผืนหญ้าดูโดดเด่นเป็นสง่า

          หลี่ฟู่นอนอยู่บนเตียง เขายกมือปิดปากและไอออกมาหลายครั้ง ดวงหน้าซีดเผือด สุขภาพร่างกายอ่อนแอและอิดโรย

          “เจ้าหายดีก็ดีแล้ว หายดีก็ดีแล้ว” หลี่ฟู่เอ่ยซ้ำๆ เมื่อคิดถึงช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานก่อนหน้านี้ เขายังคงเศร้าไม่หาย

          “ศิษย์ไม่ดีเอง ปล่อยให้อาจารย์เป็นห่วง”

          ฉีจิงหลุนประสานมือคารวะผู้เป็นอาจารย์ เขายังคงมีความทรงจำของร่างเดิมร่างนี้อยู่ หลังจากลองขบคิดอยู่หลายวัน เขาก็พยายามปรับตัวจนทำกิริยาเดินเหินได้แนบเนียนเหมือนเจ้าของร่างเดิมมากขึ้น เรื่องนี้ทำให้เขาดีใจมาก

          หลี่ฟู่ยิ้มอย่างพอใจ มองไปยังศิษย์ที่ตนภาคภูมิใจด้วยแววตาอ่อนโยน

          เรื่องที่เขาภาคภูมิใจที่สุดในชีวิตก็คือ การได้สอนศิษย์อย่างฉีจิงหลุนให้ขึ้นเป็นจู่เหรินได้ แม้แต่ตัวเขาเองชาตินี้ยังเป็นได้เพียงซิ่วเหริน*** โชคดีที่ฉีจิงหลุนนั้นทั้งเฉลียวฉลาดและมีความพากเพียรจึงสอบเป็นจู่เหรินได้ตั้งแต่อายุยังน้อย อนาคตในภายภาคหน้าคงรุ่งเรืองอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

          เรื่องที่เขาไม่อาจทำ ลูกศิษย์ของเขาทำสำเร็จแล้ว ชาตินี้ไม่มีอะไรต้องเสียดายอีก และในเมื่อมีฉีจิงหลุนอยู่ด้วย ลูกสาวของเขาก็มีที่พึ่ง เขาก็ไม่จำเป็นต้องห่วงอะไรแล้ว

          หลี่ฟู่ยังคงไออีกหลายครั้ง ผ้าเช็ดหน้าปรากฏรอยเลือดสีคล้ำๆ ทำให้ผู้ที่เห็นรู้สึกใจหาย

          ฉีจิงหลุนนึกสะดุ้งในใจ เขารู้ว่าหลี่ฟู่ใกล้จะจบชีวิตลง ความรู้เรื่องนี้เขาได้มาจากความทรงจำของร่างเดิม เมื่อมาเห็นภาพอาจารย์กระอักเลือดเข้าจริงๆ ความคิดแรกที่ผุดขึ้นในหัวก็คือภาพเลือดที่อยู่ในละครโทรทัศน์ ไม่ได้เกินจริงไปสักนิดเลย

          หลังจากนิ่งอึ้ง ฉีจิงหลุนก็ได้สติกลับมาแล้วเดินเข้าไปใกล้ๆ อีกหลายก้าว “อาจารย์เป็นอย่างไรบ้างขอรับ”

          หลี่ฟู่มองเลือดที่มุมปากอย่างเห็นเป็นเรื่องปกติ “อย่าบอกเรื่องนี้กับอาหยูล่ะ”

          ฉีจิงหลุนนิ่งอึ้งไปพักหนึ่งก่อนจะรับคำ เขาไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรดี

          หลี่ฟู่มองเขาและเอ่ยสั่งด้วยน้ำเสียงอิดโรย “รินน้ำให้ข้าที”

          ฉีจิงหลุนรีบตรงไปรินน้ำอุ่นบนโต๊ะที่วางห่างออกไปไม่ไกลนักและถือเข้ามาให้หลี่ฟู่ อีกฝ่ายรับมาจิบเล็กน้อยแล้วทำท่าจะบ้วนทิ้ง แต่ควานหาไม่เห็นกระโถน จึงหันไปมองฉีจิงหลุนแทน

          ฉีจิงหลุนมองหลี่ฟู่พลางเบิกตาโพลง

          ขณะนั้นเอง เขาได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากระยะที่ไม่ใกล้และไม่ไกลจนเกินไป อาหยูก้าวเข้ามาในห้องและหยิบกระโถนที่วางอยู่ใต้เตียงไปไว้ตรงหน้าหลี่ฟู่ ทำให้หลี่ฟู่บ้วนน้ำออกจากปากได้อย่างสะดวก

          ฉีจิงหลุนที่เริ่มรู้ตัวว่าบกพร่องในหน้าที่ ก็รีบรับกระโถนมาจากอาหยูและส่งยิ้มให้นาง

          สตรีผู้นี้เป็นรักแรกในวัยเยาว์ของเจ้าของร่างเดิม นางมีรูปร่างหน้าตาหมดจดงดงามตรงใจเขาทุกประการ ดวงหน้าขาวสะอาดหมดจด รอยยิ้มอันทรงเสน่ห์ที่อ่อนหวานดั่งเทพธิดาจุติลงมา

          เมื่อคิดถึงตัวเอง... ตัวเขาก่อนจะกลับชาติมาเกิดใหม่มีอายุยี่สิบสามปี ออกจากโรงเรียนอนุบาลมาก็ไม่เคยได้จับมือใครที่ไม่ใช่ญาติพี่น้องหรือเป็นคนต่างเพศอีก พอกลับชาติมาเกิดเขากลับมีคู่หมั้นและยังเป็นสตรีรูปงามเสียด้วย

          กลับชาติมาเกิดนี่ดีเหลือเกิน มหัศจรรย์เหลือเกิน เขาแอบดีใจอยู่ลึกๆ

          อาหยูรู้สึกว่าชายผู้นี้มีท่าทางก้อร่อก้อติกจึงแสร้งทำเป็นไม่สนใจเขา นางเองก็พยายามวางท่าทีเหมือนที่เจ้าของร่างเดิมเคยทำ นางมองหลี่ฟู่อย่างประหลาดใจ “ท่านพ่อ ทำไมถึงได้ไอเป็นเลือดอีกแล้ว เป็นตั้งแต่เมื่อไหร่เจ้าคะ”

          “เพิ่งจะเป็นวันนี้เอง”

          อาหยูเบิกตามองบิดา หลี่ฟู่อธิบายต่อด้วยน้ำเสียงอิดโรย สุขภาพของเขาย่ำแย่ลงเรื่อยๆ แม้จะกินยาไปมากแต่กลับไม่ช่วยให้อาการป่วยดีขึ้น มิหนำซ้ำยังทำให้ทรัพย์สินที่บ้านร่อยหรอลงไปอีก

          เมื่อได้ยินลูกสาวบอกว่าจะเชิญหมอมา หลี่ฟู่ก็รีบบอกปัด เขาไม่เห็นความจำเป็นว่าต้องเปลืองเงินมากมายขนาดนั้น

          “เรื่องเงินอาจารย์ไม่ต้องเป็นห่วง ศิษย์จะจัดการเอง” ฉีจิงหลุนตบหน้าอกอย่างมั่นใจ ตอนนี้เขาคือคุณชายฉี ย่อมต้องมีเงินเดือนให้ใช้สอย ฉะนั้นเรื่องเงินจึงไม่ใช่ปัญหาใหญ่ ที่แท้แล้วการมีเงินคล่องมือก็เป็นอย่างนี้นี่เอง

          พูดแล้วฉีจิงหลุนที่อยากทำหน้าที่ว่าที่ลูกเขยให้ดีก็ออกไปเชิญหมอโดยไม่กล่าวอะไรอีก

          “เด็กคนนี้นี่” แม้จะเอ่ยตำหนิ แต่ดวงตากลับเต็มไปด้วยความพึงพอใจ ลูกศิษย์ของเขาเป็นเด็กกตัญญู เหตุใดหลี่ฟู่จะไม่นึกชอบเล่า

 

 

------------

* จู่เหริน เป็นตำแหน่งบัณฑิตประจำมณฑล คัดมาจากผู้ที่ได้อันดับหนึ่งจากการสอบแข่งขันหาบัณฑิตประจำอำเภอที่เรียกว่า ‘ซิ่วเหริน’ ผู้ที่สอบได้อันดับหนึ่งนั้นจะได้ขึ้นเป็นจู่เหริน และมีโอกาสเข้ารับราชการ
** หวังเป็นแซ่ของขุนนาง ส่วนหยวนไว่เป็นคำเรียกขุนนางที่ปลดเกษียณแล้ว 

***  บัณฑิตประจำอำเภอ

รักแรก 2

               เด็กคนนี้รู้จักตอบแทนบุญคุณ หลังจากที่สอบเป็นขุนนางได้ ฉีจิงหลุนสามารถแต่งกับสตรีที่สูงศักดิ์กว่าลูกสาวของเขาก็ยังได้ แต่กระนั้นอีกฝ่ายกลับยังไม่เปลี่ยนความคิดและยืนยันจะแต่งงานกับลูกสาวของเขาดังเดิม เมื่อรู้ว่าเขาคงอยู่ต่อได้อีกไม่นาน ก็ไม่สนใจเรื่องการเตรียมการสอบครั้งหน้า รีบหาฤกษ์แต่งงานในทันที ทั้งนี้ก็เพื่อให้เขาได้เห็นลูกสาวมีความสุขและจากไปอย่างหมดห่วง

               หลี่ฟู่กุมมืออาหยูและเอ่ยว่า “มีเหวินซือคอยดูแลเจ้า คราวนี้พ่อคงตายตาหลับแล้ว” ฉีจิงหลุนมีชื่อรองว่าเหวินซือ เป็นชื่อที่หลี่ฟู่ตั้งให้หลังจากเขาสอบซิ่วไฉได้

               หากคนที่เพิ่งจะกระวีกระวาดไปเมื่อครู่เป็นฉีจิงหลุนคนก่อน หลี่ฟู่จะนึกวางใจก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

               แต่ตอนนี้...

               อาหยูที่รู้ดีกว่าใครเพียงแต่หัวเราะตอบอย่างเย็นชา โศกนาฏกรรมในชีวิตของหลี่รั่วหยู เกิดจากน้ำมือชายผู้นี้ทั้งหมด

               ฉีจิงหลุนเกิดในครอบครัวที่ยากจน แต่เป็นคนตั้งใจเรียน ตอนเป็นเด็กชอบมาแอบนั่งคุกเข่าฟังหลี่ฟู่สอนหนังสือ หลี่ฟู่เห็นว่าเขาฟังเพียงสองสามครั้งก็จดจำได้ขึ้นใจและมีความสามารถโดดเด่นยิ่งกว่าบรรดาศิษย์ที่นั่งเรียนในห้องเสียอีก หลี่ฟู่จึงไม่อยากให้เด็กที่มีหน่วยก้านดีอย่างนี้ต้องเสียเวลาเปล่าไปกับเรื่องอื่น จึงรับฉีจิงหลุนเข้ามาเป็นศิษย์

               ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ฉีจิงหลุนก็เป็นศิษย์สำนักตระกูลหลี่ แม้จะไม่มีเงินจ่ายค่าเรียน แต่เขาก็เก็บไข่เป็ดไข่ไก่ รวมทั้งผักต่างๆ นำมาให้อาจารย์เป็นค่าตอบแทน เมื่อมีเวลาว่างก็ไปช่วยงานในบ้านตระกูลหลี่

               นานวันเข้าหลี่รั่วหยูก็สนิทสนมกับฉีจิงหลุน ความรักค่อยๆ บังเกิดและเป็นรักที่ทั้งสองบ้านยินดี เมื่อสอบเป็นซิ่วไฉได้ ฉีจิงหลุนก็มาสู่ขอนาง หลี่ฟู่ย่อมยกให้อย่างเต็มใจ

               พอฉีจิงหลุนอายุสิบแปดปี ก็เข้าเตรียมตัวสอบเป็นจู่เหริน และยังได้เป็นจู่เหรินที่อายุน้อยที่สุดของมณฑลในรอบร้อยปี แม้แต่ผู้ว่าการมณฑลยังนึกชื่นชม

               ในวัยหนุ่มฉีจิงหลุนผู้หล่อเหลามีความรักอย่างลึกซึ้งต่อหลี่รั่วหยู หากไม่เกิดข้อผิดพลาดใดๆ ทั้งสองคงได้เป็นคู่สร้างคู่สมที่สมบูรณ์ที่สุดคู่หนึ่ง

               แต่โชคชะตามักเล่นตลกกับผู้คน หลังจากได้เป็นจู่เหรินแล้ว ฉีจิงหลุนกลับเปลี่ยนเป็นคนละคน

               เนื่องด้วยสุขภาพอันย่ำแย่ของหลี่ฟู่ หลังจากที่ฉีจิงหลุนสอบเป็นจู่เหรินได้ในเดือนที่สอง หลี่ฟู่ก็อนุญาตให้หลี่รั่วหยูกับฉีจิงหลุนแต่งงานกัน หนึ่งปีต่อมา หลี่รั่วหยูพบว่าตนเองตั้งครรภ์ ในเดือน
เดียวกันฉีจิงหลุนก็เข้าเมืองหลวงเพื่อเตรียมสอบเป็นจอหงวนแล้วในที่สุดก็สอบได้ ทำให้มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่ว

               เมื่อได้ทราบข่าวดีนี้ หลี่ฟู่ซึ่งมีโรคภัยรุมเร้าก็นอนหลับตาอยู่บนเตียงแล้วจากไปด้วยรอยยิ้ม หลี่รั่วหยูจัดการงานศพให้บิดาแล้วรอคอยการกลับมาของสามี แต่นางคิดไม่ถึงว่านอกจากฉีจิงหลุนจะนำมาซึ่งเกียรติยศชื่อเสียงแล้ว เขายังนำหญิงรูปงามกลับบ้านมาด้วยคนหนึ่ง

               หลี่รั่วหยูเป็นหญิงสาวกำพร้าไร้ที่พึ่ง ชาติที่แล้วนางต้องฝังศพผู้เป็นบิดาอย่างเศร้าโศก สตรีบอบบางเช่นเจ้าของร่างนี้ต้องทนยอมรับทุกการเปลี่ยนแปลงอย่างน่าเวทนา นางยอมเป็นหมูเป็นหมาขอเพียงได้อยู่ข้างกายสามีก็พอ

               ในตอนนั้นบิดาของหลี่รั่วหยูเพิ่งเสียชีวิตและญาติทางแม่ก็ไม่มีใครให้พึ่งพา หลี่รั่วหยูตั้งครรภ์ได้เพียงสี่เดือนก็ตกอยู่ในสภาพไร้ที่พึ่งอื่นใด เมื่อเจอจอหงวนใหม่ยื่นข้อเสนอนี้ นางจะปฏิเสธได้รึ

               นางต้องไว้อาลัยให้บิดา ทั้งยังกำลังตั้งครรภ์ จึงไม่อาจสนองความต้องการของฉีจิงหลุน เขาเองก็เป็นถึงจอหงวนไม่ใช่ชายหนุ่มในหมู่บ้าน จอหงวนเช่นเขาจะเอาชีวิตทั้งชีวิตมาอยู่เคียงข้างสตรีธรรมดาๆ นางหนึ่งได้อย่างไร

               คำสัญญาว่าจะรักมั่นนิรันดรยังคงก้องอยู่ในหู ทว่าชายที่เคยกล่าวคำสาบานกลับตระบัดสัตย์นำสาวงามคนใหม่กลับมา หลี่รั่วหยูร้องไห้โวยวาย แต่กลับถูกคนตำหนิว่าไม่กตัญญูและไม่รักษาหน้าที่ของภรรยาที่ดี แม้แต่ฉีจิงหลุนยังขมวดคิ้วอย่างไม่สบอารมณ์ใส่นาง “เจ้าเป็นภรรยาหลวง ทำไมเรื่องแค่นี้ถึงยอมไม่ได้ ภรรยาหลวงบ้านอื่นเป็นคนหาอนุให้สามีเสียด้วยซ้ำ”

               คำพูดนั้นเหมือนลูกธนูที่พุ่งมาทิ่มแทงกลางใจ ชั่วขณะนั้น หลี่รั่วหยูรู้สึกเจ็บปวดจนด้านชาไปทั้งหัวใจ ยามมั่งมีหามิตรง่าย แต่งภรรยาก็ง่าย ต่อให้พูดจาหยาบคายก็ยังฟังไม่ไร้เหตุผล นางไม่เคยคิดมาก่อนว่าฉีจิงหลุนจะเป็นคนอย่างนั้น ที่แท้เขาก็ไม่ต่างจากคนเหล่านั้นแม้แต่น้อย

               หลี่รั่วหยูเริ่มทำตัวเป็นภรรยาหลวงผู้ใจกว้าง อ่อนน้อม เป็นแม่ที่เข้มแข็งและทำทุกอย่างเพื่อลูก

               นางเรียนรู้ที่จะต่อสู้ฟาดฟันในโลกแห่งความเป็นจริง

               เรื่องเหล่านี้ทำได้ไม่ง่าย... เพราะสามีของนางฉีจิงหลุนเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นเรื่อยๆ และมีผู้หญิงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ สตรีเหล่านั้นล้วนเป็นผู้ลากมากดีจากตระกูลสูง บ้างก็เป็นลูกสาวแม่ทัพ ลูกสาวคหบดี สาวงามบ้านนอก หญิงกำพร้าบอบบาง ม่ายสาวพราวเสน่ห์จากโรงเตี๊ยม หรือแม้แต่องค์หญิงที่แสนจะโอหังก็ยังมี!

               สตรีแต่ละนางต่างต้องการชื่อเสียง ผลประโยชน์ และความรัก หลี่รั่วหยูซึ่งอยู่ในตำแหน่งภรรยาหลวงเป็นดั่งเป้าธนูรอให้พวกนางมาทิ่มแทง

               มีเพียงฉีจิงหลุนที่หลอกตนเองว่าภรรยาทุกคนในบ้านของตนรักใคร่กลมเกลียว เหมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน ภรรยารูปงามแต่ละนางต่างพยายามแสดงความใสซื่อบริสุทธิ์ให้เขาเห็น ชนิดที่ว่าแม้แต่มดก็ไม่กล้าขยี้ให้ตาย

               ภรรยาที่บังเอิญป่วยตาย จมน้ำตาย หรือตายทั้งกลม ในสายตาของฉีจิงหลุนล้วนแต่เป็นเพราะอุบัติเหตุทั้งสิ้น

               ลูกชายคนโตของหลี่รั่วหยูที่ถูกอ้างว่าพลัดตกน้ำและจมน้ำตาย ฉีจิงหลุนเพียงหลั่งน้ำตาให้ไม่กี่หยดแล้วปลอบหลี่รั่วหยูว่าเป็นเพียงอุบัติเหตุ ต่อไปทั้งสองจะมีลูกด้วยกันอีก

               ตอนนี้เขามีลูกชายตั้งมากมายและมีลูกสาวอีกไม่น้อย ต่อไปก็อาจจะมีลูกชายเพิ่มขึ้นอีกหลายคน ลูกชายตายไปหนึ่งคนไม่เห็นจะเป็นไร แม้ผู้ตายจะเป็นลูกชายคนโตอันเกิดจากภรรยาหลวงแล้วจะมีความหมายอะไร

               ฉีจิงหลุนชี้ให้เห็นว่าอยู่ที่นี่ทุกคนเท่าเทียมกัน และมองว่าการแบ่งแยกภรรยาหลวงออกจากอนุ หรือจัดลำดับลูกภรรยาหลวงกับลูกอนุเป็นกฎที่ไร้สาระ

               ฉีจิงหลุนสามารถมองข้ามการตายของลูกชายคนโต แต่หลี่รั่วหยูไม่อาจทำได้ นางวางแผนจะแก้แค้นฆาตกรที่ทำให้ลูกของนางตาย หลังจากฆาตกรตายแล้วก็ตามแก้แค้นคนที่สมรู้ร่วมคิดกับฆาตกร และที่ละเว้นไม่ได้ก็คือฉีจิงหลุนซึ่งเป็นต้นตอของทุกเรื่อง

               แต่ชาติที่แล้วหลี่รั่วหยูยังไม่ทันได้แก้แค้น นางกลับตายเสียก่อน!

               ในเทศกาลขนมบ๊ะจ่าง มีการนั่งเรือหลงโจวชมแม่น้ำ เรือของนางถูกชนกลางลำ ท่ามกลางความสับสนอลหม่านก็มีมือหนึ่งพยายามดึงเท้านางไว้

               อาหยูซึ่งได้รับความทรงจำจากเจ้าของร่างเดิมกลับคืนมาทั้งหมด สามารถมองทะลุสันดานของฉีจิงหลุนอย่างปรุโปร่ง คนเช่นเขาน่าจะไม่ใช่กลับชาติมาเกิดธรรมดา แต่คงเป็นชะตาฟ้าลิขิต

               จะว่าไปแล้วหลี่รั่วหยูก็คงเคยสงสัยว่าฉีจิงหลุนน่าจะไม่ใช่ฉีจิงหลุนคนเดิม โลกใบนี้ไม่มีใบไม้สองใบที่เหมือนกันทุกประการ และคงไม่มีคนที่นิสัยเหมือนกันทุกกระเบียด

               หลี่รั่วหยูคนเดิมคงคิดไม่ถึงเรื่องการกลับชาติมาเกิด นางคิดว่าน่าจะมีวิญญาณร้ายเข้าสิงหรือมีบางสิ่งที่เกี่ยวกับมนตร์ดำ นางถึงกับเฟ้นหานักพรตลัทธิเต๋ามาแปะยันต์หน้าบ้าน และนำน้ำมนต์มาให้ฉีจิงหลุนดื่ม

               เรื่องเหล่านี้ย่อมไม่เกิดผล เมื่อเขาก้าวหน้าในหน้าที่การงานมากขึ้นเรื่อยๆ หลี่รั่วหยูยิ่งไม่กล้าพูดถึงความสงสัยของตนเอง และเพราะนางไม่มีหลักฐานใดมายืนยันอีกด้วย

 

               ฉีจิงหลุนซึ่งออกจากบ้านไปเมื่อครู่ ไม่นานนักก็เชิญหมอหลวงกลับมาพร้อมกัน

               อาการของหลี่ฟู่เป็นโรคอันเกิดจากพิษในกายเข้าไปทำลายอวัยวะภายใน หมอเองก็หมดปัญญาจะรักษา

               “หยูเอ๋อ เจ้าอย่าเสียใจไปเลย ข้าจะไปหาหมอที่มีฝีมือกว่านี้มาให้” เมื่อมองใบหน้าซีดเผือดของอาหยู ฉีจิงหลุนก็ปวดใจ เขาแทบอยากจะดึงสตรีนางนั้นเข้ามาในอ้อมกอดและปลอบให้นางคลายจากทุกข์โศกเมื่อคิดอย่างนั้นมือก็เคลื่อนไปตามความคิด

               อาหยูบิดตัวหนีแล้วนั่งลงข้างเตียง นางกุมมือบิดาแล้วเช็ดน้ำตา ก่อนที่หมอหลวงจะมานางแอบจับชีพจรของหลี่ฟู่แล้วพบว่าพิษของโรคร้ายเกาะกินถึงกระดูกข้างใน แม้แต่ปีศาจอย่างนางก็จนปัญญาที่จะรักษา ทำได้เพียงลดทอนความทรมานของหลี่ฟู่แล้วประคองให้เขาอยู่ต่ออีกสักครึ่งปี

               ฉีจิงหลุนเห็นท่าทางของนางก็คิดว่าน่าจะทำไปโดยบังเอิญ จึงไม่ได้คิดอะไรมาก เขาเพียงนึกสงสารนางในใจเท่านั้น

               หญิงงามก็คือหญิงงาม แม้แต่ในยามร้องไห้ก็ยังดูงดงาม ใจของฉีจิงหลุนล่องลอยไปถึงคืนวันแต่ง เขาแทบอยากให้ถึงเดือนหน้าไวๆ เมื่อถึงวันเข้าหอคงจะมีความสุขไม่น้อย

               หลี่ฟู่พยายามเอ่ยปลอบลูกสาว อาหยูเช็ดน้ำตาก่อนจะส่งท่านหมอเดินทางกลับ

               ฉีจิงหลุนรีบเดินตาม เมื่อเห็นว่าหมอหลวงไปแล้วจึงยื่นมือไปกุมมืออาหยูไว้

               อาหยูดึงมือออกแล้วจัดแขนเสื้อให้เข้าที่ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “วันนี้ต้องลำบากพี่สามแล้ว พี่ยังไม่หายดี รีบไปพักผ่อนก่อนเถอะเจ้าค่ะ”

               “ข้าสบายดี ตอนนี้แข็งแรงจนฆ่าวัวได้ทั้งตัวเลยล่ะ” ฉีจิงหลุนมองหน้านางด้วยแววตารักใคร่เอ็นดู และกำหมัดแน่นเพื่ออวดนางว่าตอนนี้เขาสามารถฆ่าวัวได้ เอ่อ... ครึ่งตัวกระมัง

รักแรก 3

               ตั้งแต่ที่ฉีจิงหลุนได้รับวรยุทธที่ผ่านการฝึกฝนมายี่สิบปี ไม่ว่าเขาจะมีโอกาสได้ใช้หรือไม่ แต่ก็รู้สึกว่าตนเองมีพละกำลังมากขึ้นไม่น้อย

               เมื่อเห็นแววตาเสน่หาของอีกฝ่าย อาหยูก็นึกระอา นี่เป็นช่วงเวลาที่ฉีจิงหลุนรักหลี่รั่วหยูจากใจจริง แต่รักนี้ช่างด้อยค่าเหลือเกิน เขาสามารถเปลี่ยนไปรักสตรีอื่นได้ตลอดเวลา และยังสามารถรักสตรีหลายคนได้ในคราวเดียว

               ฉีจิงหลุนรักผู้หญิงของเขาทุกคน ขณะเดียวกันก็สามารถรักคนต่อไปและต่อไปได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด!

 

               ฉีจิงหลุนไม่อาจหักห้ามใจตน มิให้แสดงความรักต่อว่าที่ภรรยา

               หากได้ลูบคลำเอวบางบ้างก็ยังดี

               ในตอนนี้ ‘รักแรก’ ของเขากำลังห่วงใยอาการป่วยของบิดานางอยู่

               ฉีจิงหลุนซึ่งไม่อาจทำอะไรได้มากกว่านี้จำต้องจากไปอย่างอาลัยอาวรณ์ ระหว่างทางเขาได้พบกับเด็กสาวในหมู่บ้านเดียวกันถือกะละมังใส่ผ้าเดินมา เมื่อได้เจอฉีจิงหลุนนางก็เอี้ยวคอมองตาม มองแล้วมองอีกทั้งยังมีท่าทีเหนียมอายอย่างยิ่ง

               ฉีจิงหลุน...เป็นบุรุษผู้มีใบหน้าหล่อเหลา ยังเยาว์วัย ซ้ำยังเป็นคนมีความสามารถมาก เขาจึงเป็นชายหนุ่มที่สตรีทั้งหลายต่างพากันหมายปอง แม้จะหมั้นหมายแล้วก็เก็บไปใฝ่ฝันได้นี่นา ขึ้นชื่อว่า
หญิงสาวมีใครบ้างที่ไม่ชอบเพ้อฝัน

               ฉีจิงหลุนรู้สึกเบิกบานใจ ที่ผ่านมามีแต่เขาที่แอบมองหญิงงาม นี่เป็นอีกครั้งที่เขานึกขอบคุณฟ้าที่ให้โอกาสกลับชาติมาเกิด

               ฉีจิงหลุนยิ้มให้นางอย่างเบิกบานใจ “ไปซักผ้ามาหรือ”

               เด็กสาวตกตะลึง คาดไม่ถึงว่าฉีจิงหลุนจะใส่ใจสนทนากับตน แม้ว่าทั้งสองจะเป็นคนในหมู่บ้านเดียวกัน แต่ที่ผ่านมาเวลาบังเอิญพบเจอ ‘ท่านฉีซิ่วไฉ’ มักจะยิ้มให้นางบางๆ เท่านั้น เมื่อรู้สึกตัวว่ากำลังถูกเรียกสนทนาด้วย นางก็หน้าแดงก่ำอย่างเขินอาย ไม่รู้จะตอบอย่างไรดี เพียงแต่ส่งเสียง “อืม” กลับไปเท่านั้น

               ฉีจิงหลุนยิ่งยิ้มกว้างมากกว่าเดิม เขาเดินกลับบ้านอย่างสบายใจ เมื่อมาถึงบ้านก็ตรงไปยังห้องนอนของตน เขาเอนกายลงบนเตียงแล้วความคิดก็จ่อมจมอยู่กับ ‘ระบบ’ ที่เขาจากมา

               ‘ระบบ’ นี้เปิดโอกาสให้ผู้ที่ประสบความสำเร็จทุกคนมาจับรางวัล และจิงหลุนคือผู้ที่ได้รับเลือก ขอเพียงมีคะแนน มีชื่อเสียงมากพอ เขาก็จะสามารถจับรางวัลไปได้เรื่อยๆ ของรางวัลที่ระบบมอบให้ล้วนแต่เป็นของวิเศษ แค่ใช้ของรางวัลเหล่านี้ก็สามารถก้าวขึ้นเป็นผู้ประสบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่าผู้อื่นได้

               ทั้งศิลปะการต่อสู้ ความสามารถด้านกาพย์กลอน ยาเพื่อ
เสริมสร้างรูปลักษณ์ ยาถอนพิษ และไข่ของสัตว์วิเศษก็ยังมีให้เห็น เรียกว่าของวิเศษที่พวกเราคาดไม่ถึงล้วนอยู่ในระบบนี้ด้วยกันทั้งหมด

               ตั้งแต่กลับชาติมาเกิดในหนนี้ เขายังไม่เคยจับรางวัลเลยแม้แต่ครั้งเดียวเพราะคะแนนจิตพิสัยที่สะสมยังมีไม่มากพอ

               คะแนนจิตพิสัยของเขาจะทำให้เขาเป็นที่รู้จักในชาตินี้ ยิ่งตำแหน่งสูงเท่าไหร่ หน้าที่การงานก้าวหน้ามากเท่าไหร่ คะแนนจิตพิสัยก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น พูดง่ายๆ ก็คือ ยิ่งมีคนมาชอบและชื่นชมในตัวเขามากเท่าไหร่ จะทำให้คะแนนจิตพิสัยถูกสะสมมากขึ้นไปเรื่อยๆ

               ตอนนี้เขามีคะแนนจิตพิสัยอยู่ที่สองพันเจ็ดร้อยสี่สิบแปดคะแนนและอยู่ในตำแหน่งจู่เหริน นับว่าคะแนนจิตพิสัยที่มีอยู่ในระดับสูงพอสมควร หากเขาสะสมคะแนนได้ถึงห้าพันคะแนนเมื่อไหร่จึงจะสามารถจับรางวัลได้อีกครั้ง เขาจะต้องหาวิธีทำอะไรสักอย่าง และต้องเป็นเรื่องใหญ่จึงจะสามารถสะสมคะแนนจิตพิสัยจำนวนมาก

               เมื่อลองลิ้มรสชาติแห่งความสำเร็จ เขาก็ใจจดใจจ่อรอรางวัลอีกหน เพื่อให้กลายเป็นคนที่แข็งแกร่งมากขึ้นไปอีก

               ฉีจิงหลุนมองสมบัติในคลังระบบของตน ตอนนี้เขามีทั้งเงินหนึ่งร้อยตำลึง ยาถอนพิษหนึ่งเม็ด และหนังสือการสอบเป็นจอหงวน ในหนังสือเล่มนี้มีบทความหนึ่งร้อยบทที่เคยใช้ในการสอบจอหงวนในอดีต รวมถึงข้อสอบต่างๆ ที่อาจจะออกในอนาคต เขาไม่เชื่อหรอกว่าตนจะดวงซวยถึงขั้นไม่มีข้อสอบออกตรงกับในหนังสือที่เขาเคยอ่าน เมื่อมีหนังสือเล่มนี้อยู่ในมือ การจะคว้าตำแหน่งจอหงวนก็ไม่ใช่เรื่องยาก

               และตอนนี้เขาก็ได้ใช้วรยุทธที่ฝึกฝนเป็นเวลายี่สิบปีเพื่อเพิ่มพลังให้กับตนเอง ทักษะเหล่านี้ล้วนเป็นของที่มาพร้อมกับ ‘ระบบ’ เพื่อมอบให้ผู้เริ่มเล่นใหม่

               เมื่อย้อนดูอยู่หลายครั้ง ฉีจิงหลุนก็ออกจากระบบ

               ระบบของเขาไม่เหมือนกับระบบ AI ทั่วไปแต่เหมือนกับห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่จึงไม่สามารถโต้ตอบกับเขาได้ ฉีจิงหลุนนึกเสียดายอยู่บ้าง เขามักจะรู้สึกว่าระบบที่เขาเล่นยังไม่อัปเดตพอ

 

               หลังจากที่อาหยูพาหลี่ฟู่เข้านอน

               นางก็นั่งรับแสงแดดอยู่ข้างหน้าต่าง แสงแดดในฤดูใบไม้ผลิสาดส่องเข้ามาในห้องให้ความอบอุ่นแก่นาง และทำให้บรรยากาศในห้องสดใส

               แมวสองสามตัวเดินเข้ามาในห้อง แมวตัวหนึ่งซุกซนกว่าตัวอื่น มันปีนชายกระโปรงอาหยูขึ้นไปซุกอยู่ในอ้อมกอดของนาง

               อาหยูลูบขนมันอย่างเอ็นดูและนวดหัวให้มัน ก่อนจะก้มลงอุ้มแมวตัวน้อยขึ้นมาวางไว้บนตัก แล้วปล่อยให้มันใช้เท้าน้อยๆ เหยียบลงบนตัก

               หลี่รั่วหยูคนเดิมปรารถนาจะให้นางกระชากหน้ากากของฉีจิงหลุน เพื่อให้ทุกคนรู้ว่าคนผู้นี้ไม่ใช่ฉีจิงหลุนคนรักเก่าของนาง

               หลี่รั่วหยูเคยสงสัยว่าเขาอาจจะถูกวิญญาณร้ายครอบงำจนทำให้นิสัยเปลี่ยน ส่วนอีกใจก็คิดว่าเขาอาจจะเป็นเพียงคนที่มีชื่อเสียงเกียรติยศแล้วอกตัญญูลืมคุณคน แต่ทั้งหมดนั่นก็เป็นสิ่งที่ยากจะพิสูจน์ได้ในยุคสมัยนี้

               หลังจากที่หลี่รั่วหยูคนเดิมได้พบกับปีศาจแมวอาหยู และเพิ่งรู้ว่าโลกใบนี้มีวิธี ‘ยืมร่างสิงวิญญาณ’ นางก็เชื่ออย่างสนิทใจว่าจะต้องมีดวงวิญญาณร้ายเข้าสิงฉีจิงหลุนเป็นแน่

               หลี่รั่วหยูไม่เชื่อว่าพี่ชายที่เป็นรักแรกของนางและโตมาด้วยกัน จะกลายเป็นคนเจ้าชู้ประตูดินและลืมบุญคุณคนได้อย่างไร ถ้าหากจะเปลี่ยนนิสัยก็คงไม่สามารถทำได้ในเวลาอันสั้นเช่นนี้แน่

               อาหยูเห็นด้วยกับความคิดของนาง คนผู้หนึ่งไม่สามารถเปลี่ยนแปลงตัวอย่างมากมายได้ในเวลาอันสั้นหรอก ฉีจิงหลุนคนใหม่ย่อมไม่อาจลอกเลียนแบบฉีจิงหลุนคนก่อนไปเสียทุกกระเบียด แม้จะมีความทรงจำเดิมอยู่ในร่างก็ตามที

               แม้แต่ตัวนางยังไม่สามารถแสดงเป็นหลี่รั่วหยูได้เหมือนทุกประการ นับประสาอะไรกับฉีจิงหลุนที่มีพฤติกรรมแตกต่างจากคนเก่าอย่างชัดเจน

               ดูเขาสิ... ไม่สนใจรักษาขนบธรรมเนียมหรือให้เกียรติผู้หญิงสักนิด ถ้าจะบอกว่ารักมากก็ยิ่งต้องให้เกียรติมาก แม้ว่าจะพบหน้ากันเพียงลำพังก็ไม่ควรพยายามแตะเนื้อต้องตัว แต่เวลานี้คนผู้นั้นแทบอยากจะเปลือยร่างนางเสียด้วยซ้ำ เขามีท่าทางกะลิ้มกะเหลี่ย แสดงออกว่าดีใจเหมือนหนูตกถังข้าวสาร

               ฉีจิงหลุนที่กำลังตื่นเต้นดีใจจนไม่ทันระวังตัว แสดงพิรุธออกมาให้อาหยูเห็นอยู่หลายครั้ง

               เมื่อย้อนทบทวนความจำ อาหยูก็เกิดความคิดบางอย่างขึ้น

               นางเดินไปในครัวเพื่อเตรียมอาหาร บ้านหลังนี้มีเพียงสองพ่อลูกใช้ชีวิตอยู่ตามลำพัง ปู่กับย่าของนางจากโลกนี้ไปนานแล้ว ลุงป้าน้าอาคนอื่นๆ ก็แยกย้ายไปมีครอบครัวของตน มารดาและพี่ชายอีกสองคนของหลี่รั่วหยูก็ป่วยตายไปก่อนหน้านี้ ดังนั้นบ้านนี้จึงมีเพียงสองพ่อลูกเท่านั้นที่อาศัย

 

               “ไอ้หยา...”

               เสียงหนึ่งร้องขึ้นทำลายความเงียบในยามเช้า มารดาของฉีจิงหลุนพอมองเห็นน้ำในบ่อบาดาลก็ถึงกับล้มก้นกระแทกพื้นอยู่ข้างบ่อ

               “มีอะไรรึ” คนตระกูลฉีรีบทยอยกันออกมาดู เมื่อเห็นเหตุการณ์ชัดเจนก็แทบจะหยุดหายใจไปชั่วขณะ เช้าวันนี้จู่ๆ น้ำในบ่อบาดาลก็มีสีแดงฉานเหมือนโลหิต

               คนที่ขลาดกลัวเห็นภาพตรงหน้าก็อุทานออกมาพลางก้าวถอยหลังอย่างตกใจ

               ฉีจิงหลุนที่หลับเป็นตายงัวเงียตื่น อ้าปากหาวแล้วเปิดประตูมองพร้อมกับตะโกนออกไปอย่างรำคาญ “เอะอะโวยวายอะไรกันแต่เช้า”

               คนตระกูลฉีหันไปมองฉีจิงหลุนพร้อมกัน แม้จะตะลึงตกใจ แต่ฉีเสี่ยวเว่ยผู้เป็นน้องเล็กของบ้านก็ยังนึกน้อยใจที่ถูกพี่ชายตำหนิแทนที่จะปลอบใจนาง

               เมื่อถูกทุกคนมองมาเป็นตาเดียวประกอบกับสายลมปลายฤดูใบไม้ผลิพัดมากระทบร่าง ฉีจิงหลุนก็สะท้าน แล้วจึงนึกได้ว่าตนเอง OOC* เสียแล้ว! แม้ว่าเขาจะมีความทรงจำของร่างเดิมอยู่ แต่ก็เป็นคนละคน นิสัยของเขาก่อนหน้านี้ต่างจากร่างเดิมมาก การจะให้เขาเลียนแบบนิสัยเจ้าของร่างเดิมได้อย่างแนบเนียนนั้น เป็นเรื่องที่ทำได้ยากยิ่ง

               ทว่าแตกต่างแล้วอย่างไรเล่า เขามีความทรงจำของฉีจิงหลุนทั้งหมด คนเรา...มีใครบ้างที่มีนิสัยเหมือนเดิมได้ตลอด รอให้เขาประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียงมากกว่านี้ ใครเล่าจะสนใจว่าเขาเปลี่ยนไปหรือไม่

               แต่ดูเหมือนเรื่องจะดำเนินไปอย่างที่ไม่ค่อยจะได้ดั่งใจเท่าไหร่

               ฉีจิงหลุนเดินออกจากประตู สุนัขตัวเหลืองลายที่นอนอยู่ในบ้านลุกขึ้นยืนแล้วจ้องมองเขาด้วยท่าทางดุร้าย ขนบนหลังของมันลุกชัน ขาหน้าทั้งสองตะกุยตะกายพื้นอย่างกระวนกระวายแล้วส่งเสียงขู่จากลำคอ คล้ายกับเจอศัตรูตัวฉกาจ

               ฉีจิงหลุนตกใจในท่าทีของสุนัขจึงก้าวถอยหลังกลับเข้าไปในบ้านตามสัญชาตญาณ มือข้างหนึ่งเกาะประตูไว้แน่นคล้ายกับพร้อมจะปิดประตูหนีทุกเวลา

                คนตระกูลฉีนึกประหลาดใจ ฉีเสี่ยวเม่ยซึ่งสนิทกับเจ้าเหลืองมากที่สุด วิ่งเข้ามาพลางดุว่า “เจ้าเหลือง แกเป็นอะไรไป นั่นพี่สามนะ เมื่อก่อนแกชอบพี่สามมากที่สุดนี่นา”

 

 

 

-----------

OOC* -ย่อมาจาก Out Of Character ซึ่งหมายถึงการสนทนานอกบท มักเป็นภาษาที่ใช้ในการเล่นเกม

รักแรก 4

               เจ้าเหลืองยังคงส่งเสียงขู่และตะกุยตะกายใส่เขาอย่างดุร้าย คล้ายกับอยากจะกระโจนเข้าไปกัดแต่ยังไม่กล้า จึงส่งเสียงคำรามอยู่อย่างนั้น

               ภาพตรงหน้าทำให้คนตระกูลฉีงุนงง พวกเขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดเจ้าเหลืองจึงมีท่าทางอย่างนั้นโดยไร้สาเหตุ

               ฉีเสี่ยวเม่ยทั้งนึกกลัวและโมโห จึงกระทืบเท้าข่มขู่มันหลายครั้ง “เจ้าเหลือง แกเป็นอะไรของแก”

               “รีบเอาสุนัขบ้านั่นออกไปเร็ว อย่าให้มันทำอะไรเสี่ยวซานได้นะ” ฉีเหล่าเกิ้นเอ่ยขึ้น แล้วสั่งให้หลานสองคนไปจัดการกับสุนัข ฉีจิงหลุนเป็นความหวังของตระกูลฉี จะให้สุนัขตัวหนึ่งมาทำร้ายเขาได้อย่างไร

               เมื่อได้ยินคนที่บ้านเรียกเขาว่าเสี่ยวซาน* ฉีจิงหลุนก็มีสีหน้าบึ้งตึง การที่คนในบ้านเรียกเขาอย่างนี้ทำให้เขารู้สึกคล้ายว่าตนกำลังถูกด่า พอเถียงกลับไปคนตระกูลฉียังมาถามเขาว่า “เมื่อก่อนก็เรียกอย่างนี้ไม่ใช่รึ”

               ฉีจิงหลุนจะพูดอะไรได้ เขาจำต้องปลอบตนเองให้อดทนไว้ รอจนปีกกล้าขาแข็งเสียก่อนเถอะ เขาจะต้องทำให้คนพวกนี้เปลี่ยนคำเรียกตนให้ได้ เขาไม่เชื่อหรอกว่าจะไม่สามารถเปลี่ยนนิสัยหรือความเคยชินของคนพวกนี้

               หลานสองคนเข้ามาจัดการกับเจ้าเหลืองด้วยท่าทางกล้าๆ กลัวๆ โชคดีที่มันแค่แยกเขี้ยวยิงฟันข่มขู่ฉีจิงหลุนคนเดียว แต่ไม่ได้ทำท่าข่มขู่หรือดื้อดึงกับคนอื่นๆ

               “เอ๊ะ อะไรกันเนี่ย” เมื่อได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวในบ้าน บรรดาเพื่อนบ้านก็เข้ามามุงดูเหตุการณ์ ครั้นเห็นเจ้าเหลืองแยกเขี้ยวใส่ฉีจิงหลุนก็นึกประหลาดใจ ต่างก็รู้ว่าสุนัขบ้านของฉีเหล่าเกิ้นเป็นสุนัขที่เชื่องมาก ต่อให้ถูกเด็กๆ ในหมู่บ้านขว้างก้อนหินใส่ก็ยังไม่เห่าสักนิด

               “ไม่มีอะไรหรอก ไม่มีอะไร” ฉีเหล่าเกิ้นบอกปัดแล้วมองไปที่บ่อบาดาลอย่างกังวล

               บรรดาเพื่อนบ้านที่เข้ามาดูเหตุการณ์ต่างประหลาดใจไปตามๆ กัน นี่มันเกิดอะไรขึ้น น้ำในบ่อบาดาลทำไมจึงเป็นสีแดงอย่างน่าประหลาด คนทั้งหมู่บ้านต่างตกใจไม่แพ้กัน แม้แต่ผู้ใหญ่บ้านยังมาดูด้วยตาตนเอง

               พอมีคนวิจารณ์ไปในทางร้าย ส่วนอีกกลุ่มก็รีบแย้งว่าจะต้องใช้เลือดมากมายมหาศาลขนาดไหนจึงจะทำให้กลายเป็นอย่างนี้ได้ คนที่แอบมาหาเรื่องจะต้องทำเป็นขบวนการ แต่กลับไม่มีใครในหมู่บ้านพบเบาะแสหรือร่องรอยแม้แต่คนเดียว กระทั่งสุนัขก็ยังไม่รู้เรื่อง

               แต่หากไม่ใช่ฝีมือมนุษย์ จะเป็นฝีมือใครได้?

               คนทั้งหมู่บ้านหน้าถอดสี ความหวาดกลัวแผ่เป็นวงกว้าง เมื่อใครคนหนึ่งพูดขึ้นอีกคนก็จินตนาการตามทำให้เพิ่มความน่ากลัวมากขึ้นไปอีก

               “เรื่องนี้ต้องมีใครทำผิดต่อบรรพชน หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คุ้มครองหมู่บ้านแน่” คนที่เชื่อเรื่องงมงายเอ่ยขึ้น แม้แต่ฉีจิงหลุนผู้ที่ผ่าน ‘ระบบกลับชาติมาเกิด’ และเห็นโลกมานักต่อนักก็ยังไม่กล้ายืนยันว่าโลกใบนี้จะไม่มีผี หากผีไม่มีจริง แล้วคนอย่างเขาล่ะถือว่าเป็นอะไร?

               ตัวเขาเองรู้ดีอยู่แก่ใจว่าตนคือคนติดหนี้ในระบบอินเทอร์เน็ตจนหาทางออกไม่ได้ แล้วคิดสั้นรมควันฆ่าตัวตาย อย่างนี้น่าจะนับว่าเขาเป็นผีตนหนึ่งเหมือนกัน

               แต่ฉีจิงหลุนไม่เชื่อว่าเรื่องสีแดงโลหิตในบ่อบาดาลจะเป็นการกระทำของผี เขาคิดว่าจะต้องมีคนแกล้งทำเป็นผีแล้วสร้างเรื่องขึ้น แต่จะทำเพื่ออะไรนั้นเขายังไม่อาจรู้ รอให้เขาจับตัวผู้กระทำผิดหรือผู้ที่อยู่เบื้องหลังออกมาให้ได้เสียก่อนจึงจะรู้

               ในขณะที่พวกชาวบ้านกำลังแตกตื่นและหวาดกลัว ฉีจิงหลุนก็ตระหนักในหน้าที่ของตน รู้ว่านี่คือภารกิจของสมาชิกใหม่ในหมู่บ้าน และเป็นก้าวแรกในการเรียกศรัทธาของตน

               ฉีจิงหลุนกระแอมไอเล็กน้อยและเอ่ยว่า “ทุกคนอย่าเพิ่งหวาดกลัวไป เรื่องผีๆ สางๆ มาจากความเพ้อเจ้องมงายของมนุษย์ทั้งนั้น โลกใบนี้จะมีผีได้อย่างไร ต้องมีคนแอบแกล้งเราอยู่เบื้องหลังแน่”

               คำพูดของจู่เหรินย่อมฟังแล้วมีน้ำหนัก คนจำนวนหนึ่งค่อยคลายความกังวลลงและถามเขาว่า “เป็นฝีมือของใครกัน?”

               ยังมีคนอีกกลุ่มที่ยืนยันว่าเป็นเหตุผลทางไสยศาสตร์ ย่ารองของฉีจิงหลุนเป็นคนเอ่ยขึ้นก่อนว่า “เรื่องนี้จะพูดจาพล่อยๆ ไม่ได้ จะเป็นการลบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์เข้า”

               สตรีวัยกลางคนอีกนางหนึ่งเอ่ยว่า “ซานเกอเป็นเด็ก ยังไม่เคยเจอเรื่องอย่างนี้มาก่อน ตอนข้าเป็นเด็กยังเคยเห็นหวางต้าเซียนแสดงอิทธิฤทธิ์เลย...”

               หลังจากนั้นก็มีเรื่องผีสางนางไม้และการแสดงอิทธิฤทธิ์ที่ถูกคนอื่นๆ เล่าออกมาอย่างออกรส

               ฉีจิงหลุนซึ่งถูกลืมไปชั่วขณะได้แต่นิ่งเงียบ “...”

               ฉีจิงหลุนมองไปยังผู้ใหญ่บ้านซึ่งกำลังฟังอย่างประหวั่นพรั่นพรึง จากนั้นผู้ใหญ่บ้านก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมว่า “เชิญเต้าจ่าง** มาเถอะ”

               ฉีจิงหลุนนึกหวั่นใจ นี่คงไม่ใช่ว่ามีใครแอบสร้างเรื่องอยู่เบื้องหลังกระมัง?

               หรือฝ่ายนั้นจะดูออกแล้วว่าเขาไม่ใช่ฉีจิงหลุนคนเดิม?

               คราวนี้จึงกลายเป็นตัวเขาที่จะตระหนกตกใจแทน

 

               “พี่ฉีเป็นอะไรไปหรือ?” อาหยูถามอย่างห่วงใย   

               ฉีจิงหลุนหน้าซีดอย่างตื่นตระหนก เขาสะดุ้งสุดตัวแล้วมองไปยังอาหยู “เอ่อ ไม่มีอะไรหรอก”

               บรรดาชาวบ้านต่างหันมามองเขาเป็นตาเดียว ทำให้ฉีจิงหลุนซึ่งขาดความมั่นใจอยู่แล้วตั้งแต่แรกมีสีหน้าบึ้งตึงและไม่รู้จะวางตัวอย่างไร ชาวบ้านต่างพากันประหลาดใจมากขึ้น

               “พี่ฉี พี่คงตกใจมากล่ะสิ” อาหยูถามดักคอคล้ายกับรู้คำตอบอยู่แล้ว

               เขารีบปฏิเสธ “ตกใจที่ไหนเล่า ข้าจะตกใจกับเรื่องแค่นี้ได้อย่างไร โลกใบนี้มีผีที่ไหนกัน มีแต่คนที่แกล้งเป็นผีเท่านั้น” ปากก็พูดดี แต่สีหน้าท่าทางของเขาขัดกับคำที่พูดออกมาอย่างสิ้นเชิง

               ชาวบ้านกลับไม่ได้เก็บไปคิดให้มากความ พวกเขาผลัดกันเล่าเรื่องราวลึกลับที่ไม่รู้ว่าได้ฟังมาจากไหนกันอีกรอบหนึ่ง

               ผู้ใหญ่บ้านขมวดคิ้วอย่างเคร่งขรึม เขายังจำเรื่องสำคัญได้ จึงกระแอมไอแล้วบอกชาวบ้านที่รุมดูเหตุการณ์อย่างคึกคักให้สงบเสียง แล้วบอกให้ฉีจิงหลุนไปเรียกเต้าจ่างมาที่นี่ เนื่องจากเรื่องนี้เกิดขึ้นที่บ้านตระกูลฉี พวกเขาย่อมต้องเป็นฝ่ายออกค่าใช้จ่ายในการเชิญเต้าจ่าง

               ตั้งแต่ฉีจิงหลุนสอบเป็นซิ่วไฉได้ บ้านของพวกเขาก็มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ยิ่งเมื่อฉีจิงหลุนสอบเป็นจู่เหรินได้ ชีวิตครอบครัวก็ดีขึ้นไปอีกขั้น ฉีเหล่าเกิ้นไม่นึกเสียดายเงินเหมือนเมื่อก่อน เขามองน้ำสีเลือดในบ่อบาดาลอย่างเศร้าสลดและสั่งให้ ‘ฉีต้าไห่’ หลานชายคนโตไปเชิญเต้าจ่างซึ่งอยู่ในสำนักใกล้เคียงมาดูเหตุการณ์

               หลานชายหัวแก้วหัวแหวนของเขากำลังจะสอบเป็นจอหงวน เขาย่อมไม่ยอมให้มีเรื่องร้ายใดๆ มาแผ้วพานได้ เขาคงต้องกลับไปเผากระดาษเงินกระดาษทองที่ศาลบรรพชนเพื่ออ้อนวอนบรรพบุรุษให้ช่วยดูแลเสี่ยวซานให้ดีเสียแล้ว

               ฉีจิงหลุนกำลังนึกหวั่นใจ เตรียมจะเอ่ยปากห้าม แต่ฉีเหล่าเกิ้นบอกว่าให้เชิญมาดูไม่อย่างนั้นคงจะไม่อาจวางใจได้

               พอชาวบ้านเห็นฉีจิงหลุนแสดงออกว่าเห็นต่าง ก็ยิ่งเพิ่มความสงสัยมากขึ้นไปอีก

               ผู้ใหญ่บ้านตะโกนว่า “แยกย้ายกันได้แล้ว” จากนั้นก็สั่งกำชับครอบครัวของฉีเหล่าเกิ้นว่าอย่าได้เข้าใกล้บ่อน้ำบาดาล

               ฉีเหล่าเกิ้นรับคำพร้อมกับพยักหน้าซ้ำๆ คนโง่เท่านั้นแหละที่จะกล้าไปใกล้บ่อ นึกแล้วก็ขนลุกขนพองไปทั่วร่าง ชาวบ้านที่เหลือเตรียมตัวแยกย้ายกันออกจากบริเวณนั้น

               ผู้ที่ยืนอยู่ใต้ชายคาอย่างฉีจิงหลุนกำลังกลัดกลุ้มใจ พลันได้ยินเสียงอ่อนหวานลอยมาข้างหูว่า “พี่ฉีไม่ต้องกังวลไปหรอกเจ้าค่ะ อีกสักครู่เต้าจ่างมาถึงก็คงไม่มีอะไรแล้ว” อาหยูเอ่ยปลอบและยิ้มให้เขาจางๆ การกระทำของนางเป็นการดึงดูดความสนใจของทุกคนมายังฉีจิงหลุนอีกครั้ง

               เมื่อรู้สึกถึงแววตาหวาดระแวงของชาวบ้านทั้งหลาย ฉีจิงหลุนก็ยิ่งกระวนกระวายใจเข้าไปใหญ่

               เขานึกตำหนิอาหยูในใจ... เมื่อไหร่กันที่เขาทำท่ากังวลใจ นางตาบอดหรือ?

               แต่กระนั้นก็ยังพยายามฝืนยิ้มและตอบว่า “ข้าไม่กังวลหรอก ไม่เห็นมีอะไรน่าเป็นห่วงนี่” ทว่าไม่ได้พูดถึงเรื่องคนแกล้งเป็นผีอะไรทำนองนั้นอีก เพราะกลัวว่าจะทำให้ตนได้ยินเรื่องผีสางนางไม้ที่
ชาวบ้านพูดพล่ามไม่หยุด

               อาหยูมองเขาโดยไม่พูดอะไร คล้ายกับไม่เชื่อในสิ่งที่เขาพูดสักเท่าไหร่

               ฉีจิงหลุนยิ่งกว่าโมโห แต่เมื่อเห็นใบหน้าใสซื่อบริสุทธิ์ของนางก็โกรธไม่ลง พอคิดว่าอาหยูคงเป็นห่วงตน เขาจึงมีท่าทีอ่อนลง “ข้าไม่เป็นไรจริงๆ”

               อาหยูพยักหน้าเบาๆ “ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว เต้าจ่างมาถึงคงหาสาเหตุจนพบแน่”

               ฉีจิงหลุนสะดุ้งในใจ วิธีพิสูจน์แบบโบราณจะใช้ได้ผลจริงหรือ?

               พวกนักพรตยุคเก่าเป็นพวกสิบแปดมงกุฎทั้งนั้นน่ะแหละ ผีจะมีจริงที่ไหนกันเล่า! เมื่อเขาปรับอารมณ์ให้เป็นปกติได้ก็เอ่ยปลอบให้อาหยูกลับไปดูแลบิดาของนาง

               ขณะนั้นเองก็มีเสียงบางอย่างดังขึ้น “โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง”

               “เหมียว เหมียว เหมียว”

               “มอ มอ มอ”

               จู่ๆ ก็มีเสียงสัตว์ต่างๆ ร้องดังประสานกัน ชาวบ้านต่างก็สะดุ้งอย่างตกใจ เมื่อหันไปมองก็เห็นฝูงแมวฝูงสุนัขกำลังวิ่งตรงมา ตามด้วยวัวอีกสองตัว

               “นั่นมันสุนัขบ้านฉันนี่”

               “อ้าว นั่นมันแมวของบ้านเจ้าเหล่าซื่อนี่นา”

               “วัวบ้านฉันออกมาได้อย่างไรกันล่ะเนี่ย”

               “...”               

                ทั้งสุนัขและแมวในหมู่บ้านต่างพาสุนัขป่า แมวป่า กรูกันมาล้อมรอบบ้านตระกูลฉี หมู่บ้านนี้ตั้งอยู่ในถิ่นที่ข้าวปลาอาหารอุดมสมบูรณ์ ชาวบ้านใช้ชีวิตกันอย่างมีความสุข คนส่วนใหญ่จึงนิยมเลี้ยงสุนัขไว้เฝ้าบ้าน เลี้ยงแมวไว้จับหนูเฝ้าข้าวสาร ในจำนวนนี้มักจะเลี้ยงสุนัขเป็นส่วนใหญ่

 

 

---------------------

* เสี่ยวซาน มีอีกความหมายหนึ่งคือ ‘มือที่สาม’ ใช้เรียกคนที่เข้าไปแทรกกลางระหว่างคู่รัก

** เต้าจ่าง คือนักพรตในลัทธิเต๋า

รักแรก 5

               ในยามนี้สุนัขเหล่านั้นขนตั้งชัน และมีท่าทางกระวนกระวายคล้ายอยากกระโจนเข้าใส่แต่ไม่กล้า ต่างมองเข้ามาในบ้านด้วยสายตาหวาดระแวง

               ทุกตัวมองมายัง...

               บรรดาชาวบ้านมองตามสายตาของสุนัขและแมวที่จ้องไปยังฉีจิงหลุนซึ่งกำลังมีอาการกระวนกระวาย เขาถอยหลังเล็กน้อย ใจแทบจะหยุดเต้นไปชั่วขณะ

               เดรัจฉานพวกนี้คิดจะทำอะไรกันแน่!

               ชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์ตรงหน้าต่างพากันประหลาดใจ ถ้าแค่สุนัขหรือแมวตัวเดียวก็ไม่เท่าไหร่ หรือจะมากันแค่สองสามตัวก็ยังไม่น่าสงสัย แต่นี่มาทั้งสัตว์เลี้ยงสัตว์ป่า รวมๆ แล้วก็นับสิบ ทำให้สถานการณ์ดูน่ากลัวมากขึ้นไปอีก

               “เกิดอะไรขึ้น ทำไมสัตว์เหล่านี้ถึงได้มาร้องคำรามใส่ฉีซิ่วไฉเล่า?”

               เมื่อมีคนหนึ่งเอ่ยถามจึงจุดประกายความสงสัยให้กับคนอื่นๆ ด้วยเช่นกัน พอคนเหล่านี้เข้าไปจัดการกำราบสัตว์เลี้ยงของตนกลับถูกดึงกางเกง ดึงเท้าให้กลับบ้าน คล้ายกับกลัวว่าผู้เป็นนายจะถูกใครทำร้ายอย่างนั้นแหละ

               ใครๆ ต่างก็รู้ว่าสัตว์มักจะเห็นอะไรชัดเจนกว่ามนุษย์ โดยเฉพาะแมวดำ

               ต้าเหนียง...หญิงคนหนึ่งในหมู่บ้านเห็นแมวดำวิ่งมาชนขาตนก็ตกใจวิ่งหนีออกมา นางแอบคิดทบทวนในใจอยู่หลายตลบ เชื่อว่าน้ำในบ่อบาดาลต้องมีสิ่งอัปมงคลบางอย่างแฝงอยู่แน่ สัตว์เหล่านี้จึงมีท่าทางหวาดกลัว พวกมันพากันจ้องมองฉีจิงหลุนไม่วางตา

               พอนางคิดได้เช่นนี้ก็รีบวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว แล้วยังตั้งใจจะกำชับคนที่บ้านให้อยู่ห่างจากบ้านตระกูลฉีเอาไว้

               เมื่อมีคนแรกก็ต้องมีคนที่สองที่สาม แล้วความหวาดกลัวก็แผ่ขยายเป็นวงกว้าง คนที่วิ่งหนีมีมากขึ้นเรื่อยๆ ก่อนจะไปบางคนยังหันมามองฉีจิงหลุนด้วยสายตาประหลาด

               ฉีจิงหลุนเห็นแววตาของชาวบ้านก็ขนลุกไปทั้งร่าง เขาอยากจะเดินกลับไปที่ห้องแต่ก็เกรงจะทำให้ดูเหมือนตนพยายามหลบหน้า จึงเพียงแต่ย้ายตำแหน่งยืน ถึงกระนั้นพวกสุนัขและแมวก็พากันมองตามการเคลื่อนไหวของเขาอยู่ตลอด

               บรรดาชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์ก็ยิ่งประหลาดใจมากยิ่งขึ้น

               ฉีจิงหลุน “...”

               เมื่อต้องอยู่ท่ามกลางสายตาของคนในหมู่บ้านที่มองมาด้วยความรู้สึกหลากหลาย ก็คล้ายกับมีเข็มมาทิ่มแทงซ้ำๆ เขารู้สึกกระวนกระวายทำอะไรไม่ถูก แผ่นหลังมีเหงื่อไหลจนเปียกชุ่ม หัวใจเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกจากอก

               แม้แต่คนตระกูลฉีเองยังรู้สึกขนลุกขนพอง คนที่กลัวมากหน่อยก็พยายามแอบอยู่ห่างๆ ฉีจิงหลุนเข้าไว้

               ฉีเหล่าเกิ้นเห็นเหตุการณ์เหล่านั้น เขาทั้งนึกหวาดกลัวและโมโห นี่หมายความว่าอย่างไร?

               ฉีเหล่าเกิ้นหันไประบายโทสะใส่ลูกชาย “ทำไมยังไม่รีบไล่สัตว์พวกนี้ไปอีก เสร็จแล้วไปตามเต้าจ่างมาเดี๋ยวนี้” พลางคิดในใจว่า น้ำในบ่อบาดาลต้องมีปัญหาแน่ หลานชายเขาเป็นคนมีวาสนาไม่น่าจะเกี่ยวโยงกับเรื่องเหล่านี้

               เมื่อนายท่านผู้เฒ่าฉีเป็นคนออกคำสั่ง คนตระกูลฉีคนอื่นๆ ก็ต้องรีบไล่พวกสุนัขกับแมวไป จนเหลือแต่เพียงสุนัขป่ากับแมวป่าท่าทางดุร้าย แค่ได้เห็นพวกมันก็นึกหวาดผวาแล้ว ทว่าโชคดีที่พอได้ไล่พวกมันก็หนี แต่ขณะที่ถูกไล่มันก็ยังหันมามองฉีจิงหลุนและคำรามใส่เขาตลอดเวลา

               ในที่สุดพวกสุนัขป่าแมวป่าก็ถูกคนตระกูลฉีไล่ไปจนหมด บรรดาชาวบ้านที่เหลือไม่กี่คน ซึ่งล้วนแต่เป็นผู้ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับคนตระกูลฉีต่างยืนดูเหตุการณ์อย่างสงสัยใคร่รู้

               แม้แต่ผู้ใหญ่บ้านยังรู้สึกขนลุกขนพอง เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นจึงหันไปมองฉีจิงหลุนแล้วหันไปมองบ่อบาดาล ในใจยังคงนึกหวั่น

               “ไม่มีอะไรแล้ว ข้าไปก่อนนะ พวกเจ้าก็อย่าเข้าใกล้บ่อบาดาลนั่นล่ะ” เขาเว้นจังหวะเล็กน้อยแล้วจึงเอ่ยเป็นเชิงปลอบว่า “ระวังตัวด้วย” เมื่อพูดจบเขาก็รีบจากไปอย่างรวดเร็ว

               ภายในบ้านเหลือคนอีกประมาณยี่สิบคน ฉีจิงหลุนรู้สึกถึงบรรยากาศที่แสนจะวังเวง แววตาของพวกชาวบ้านที่มองมาทำให้เขารู้สึกหวั่นใจ แล้วชื่อเสียงของเขาเล่า ฉีจิงหลุนใจเต้นแรง เขาแอบเข้าไปในระบบอีกครั้งแล้วจึงพบว่าคะแนนจิตพิสัยของตนลดลงเหลือเพียงหกร้อยเจ็ดสิบแปดคะแนน และยังลดลงไปเรื่อยๆ

               หัวใจของฉีจิงหลุนยิ่งเต้นแรง และแรงขึ้นอย่างหวาดหวั่น

               “พี่ฉี พี่ฉี” น้ำเสียงนี้กระวนกระวายและแฝงไปด้วยความหวาดกลัว ดึงฉีจิงหลุนให้หลุดออกมาจากความคิดในระบบ เขาพบกับแววตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใยและหวาดกลัวของอาหยู

               ฉีจิงหลุนนิ่งอึ้งและหวาดหวั่น เมื่อหันไปมองคนที่อยู่รอบๆ ก็เห็นว่าคนในครอบครัวเขาต่างก็มีแววตาไม่ต่างจากอาหยู

               จากนั้นเขาก็เลื่อนสายตาไปมองคนในหมู่บ้านที่เหลือ แววตาของคนเหล่านั้นยังเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและสงสัยใคร่รู้

               คนที่อยู่ในที่แห่งนั้นต่างก็เริ่มสงสัย ก่อนหน้านี้ฉีจิงหลุนยังเป็นปกติดี แต่เหตุใดเมื่อครู่จึงเหม่อลอยเหมือนวิญญาณหลุดออกจากร่าง พวกเขาพยายามเรียกอยู่หลายครั้งก็ยังนิ่งเฉย

               แววตาของคนเหล่านั้นเหมือนถังน้ำเย็นที่ราดลงบนศีรษะของฉีจิงหลุนทำให้เขารู้สึกหนาวเหน็บสะท้านไปถึงขั้วกระดูก ร่างของเขาสั่นเทาเล็กน้อย แววตาของทุกคนยิ่งเพิ่มความประหลาดใจมากขึ้นไปอีก เหตุใดฉีจิงหลุนจึงมีท่าทีหวาดกลัวเล่า?

               อาหยูหลุบตาลง คำโบราณว่าไว้ว่าผีสางก็เหมือนการอุปทาน และผู้คนในยุคนี้ล้วนแต่งมงายอยู่กับเรื่องอุปทานเหล่านี้ แม้แต่คนที่มีการศึกษาบางกลุ่มยังเชื่อเรื่องผีสางนางไม้ ไม่เช่นนั้นฮ่องเต้ก็คงไม่สร้างสุสานและเล่าขานกันถึงเรื่องการกลับชาติมาเกิด หรือคาถาอาคมต่างๆ

               หากพวกเขาสงสัยว่าฉีจิงหลุนถูกวิญญาณร้ายเข้าครอบงำ แม้แต่ตำแหน่งจู่เหรินก็คงไม่อาจเรียกศรัทธาคืนมาได้

               คงเหลือแค่คนที่หวาดกลัวและคนที่เคยริษยา จะเข้ามาโจมตีฉีจิงหลุนอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา!

 

               ใกล้เวลาเที่ยง

               ชิงเฟิงเต้าจ่างก็เดินทางมาถึงบ้านตระกูลฉี ผู้ใหญ่บ้านมาต้อนรับเต้าจ่างด้วยตนเอง นอกจากนี้ยังมีชาวบ้านที่อยากรู้อยากเห็นมามุงดูเหตุการณ์ด้วย

               คนที่อาศัยอยู่แถบพื้นที่ชนบทไม่มีเรื่องบันเทิงอื่นใด ก็อาศัยการสอดรู้สอดเห็นเรื่องของเพื่อนบ้านทำให้กลายเป็นเรื่องบันเทิงอย่างหนึ่ง ยิ่งเรื่องภูตผีปีศาจยิ่งน่าสนใจเข้าไปใหญ่ พวกเขาจะยอมปล่อยเรื่องนี้ให้ผ่านไปได้หรือ แม้แต่บรรดาเด็กเล็กเด็กน้อยก็ยังเข้ามาร่วมวงด้วย

               เมื่อเห็นผู้มีวิชาปรากฏกาย ชาวบ้านก็เล่าเรื่องราวไปต่างๆ นานา ว่าไปถึงพฤติกรรมแปลกๆ ของสัตว์ว่าพวกมันเอาแต่เห่าฉีจิงหลุน ในเวลาเพียงครึ่งวันก็มีตำนานมากมายเล่าลือกันไปปากต่อปาก มีคนจำนวนไม่น้อยรู้สึกว่าฉีจิงหลุนแปลกประหลาด

               ก่อนหน้านี้ก็ปางตายมาแล้วครั้งหนึ่ง แม้แต่ท่านหมอยังเคยบอกว่าให้คนตระกูลฉีเตรียมงานศพไว้ได้เลย แต่เพียงพริบตาเดียวจู่ๆ เขาก็ฟื้นขึ้น เพียงไม่กี่วันก็แข็งแรงเป็นปกติ ไม่เหมือนคนที่เพิ่งผ่านวิกฤตจนแทบเอาชีวิตไม่รอดมาแล้ว

               ถ้าไม่เกิดเรื่องประหลาดผู้คนก็คงไม่คิดมาก แต่พอเกิดเรื่องนี้ขึ้นคนก็พูดกันไปปากต่อปาก การที่ฉีจิงหลุนแข็งแรงเป็นปกติได้ในเวลาอันสั้น ไม่นับว่าเร็วเกินไปหน่อยหรือ พอหายดีแล้วก็มีพฤติกรรมต่างจากเมื่อก่อนมากทีเดียว

               การที่ผู้คนรวมกลุ่มกันวิพากษ์วิจารณ์ พอเข้าใจกันไปอย่างหนึ่งก็นำรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ มาตีความไปในทิศทางเดียวกัน ทำให้เกิดความสงสัยมากขึ้น โดยเฉพาะพฤติกรรมของฉีจิงหลุนซึ่งต่างจากฉีจิงหลุนคนเดิมอย่างสิ้นเชิง

               ชิงเฟิงเต้าจ่างมองไปยังหลานคนโตของตระกูลฉี นามว่าฉีต้าไห่

               ฉีต้าไห่เองก็รู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ชอบมาพากล แต่ยากจะตอบได้ว่าเป็นเพราะเหตุใด เมื่อชิงเฟิงเต้าจ่างมองมาเขาก็เพียงแต่หัวเราะแห้งๆ

               “สุนัขกับแมวเห่าคนคนเดียวอย่างนั้นรึ” ชิงเฟิงเต้าจ่างถาม

               “ไม่ใช่แค่สุนัขกับแมวนะขอรับ แม้แต่วัวที่บ้านข้ายังร้องเลย”

               “พวกเป็ดไก่ที่ขังไว้ในเล้าก็ส่งเสียงร้องไม่หยุดขอรับ” ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ใกล้ๆ บ้านของฉีจิงหลุนเอ่ยขึ้น

               “สัตว์พวกนั้นทำท่าเหมือนกลัวฉีจิงหลุนอย่างหนัก”

               ชิงเฟิงเต้าจ่างมีสีหน้าสงสัย เขาลูบเครายาวของตนอย่างครุ่นคิด “ข้าขอไปดูหน่อย” จากนั้นก็เดินตามไปถึงบ้านตระกูลฉี และได้เห็นพวกสุนัขป่า แมวป่า รวมทั้งชาวบ้านมารวมตัวกันอยู่นอกบ้านตระกูลฉี

               คนตระกูลฉีพากันหยิบท่อนไม้ขว้างไล่แมวป่า สุนัขป่า แต่ทำได้เพียงชั่วครู่พวกมันก็วิ่งกลับมาอีก ทำให้พวกเขาเหนื่อยหอบไปตามๆ กัน ความพยายามที่แทบไม่เป็นผลยิ่งทำให้คนร้อนใจ

               “เต้าจ่าง ท่านดูสัตว์พวกนี้สิ ไม่รู้ทำไมจึงวิ่งมารวมกันที่นี่แล้วยังเห่าหอนใส่ฉีจิงหลุนไม่หยุดหย่อน ก่อนหน้านี้ไม่เห็นจะเป็นอย่างนี้นะขอรับ”

               “นั่นน่ะสิ ก่อนหน้านี้ไม่เห็นจะเป็นอย่างนี้...”

               ภาพเหตุการณ์ตรงหน้าทำให้ชิงเฟิงเต้าจ่างนึกฉงนใจไม่แพ้กัน เขาอยู่มาจนค่อนชีวิตก็ยังไม่เคยเห็นเหตุการณ์อย่างนี้มาก่อน สัตว์พวกนี้ยังคงเห่าหอนและส่งเสียงร้องด้วยท่าทางกระวนกระวายคล้ายกำลังหวาดกลัวอะไรบางอย่าง

               เขาพยายามสงบสติและเดินเข้าไปในบ้านตระกูลฉีด้วยสีหน้าราบเรียบ

               ที่นอกชายคาบ้านตระกูลฉีมีคนยืนอยู่ไม่น้อย แต่ปราศจากเงาของฉีจิงหลุน

               ฉีจิงหลุนที่เก็บตัวอยู่ในบ้านพยายามเงี่ยหูฟังความเคลื่อนไหวภายนอก ยิ่งคนมามากเท่าไหร่ เขายิ่งหวั่นใจมากเท่านั้น

               สัตว์เหล่านั้นทำไมจึงทั้งร้องทั้งเห่าใส่เขา ที่สำคัญคือมันร้องและเห่าใส่เขาคนเดียวเท่านั้น หรือพวกมันจะเห็นอะไรบางอย่าง ไม่อย่างนั้นจู่ๆ คงไม่จ้องเล่นงานเขาคนเดียวกระมัง

               ถ้าอย่างนั้นท่านเต้าจ่างจะเห็นด้วยหรือไม่?

รักแรก 6

               ศีรษะของฉีจิงหลุนชุ่มเหงื่อ ท่าทางลนลานจนใบหน้าซีดเผือด

               “ฉีจิงหลุนเล่า” แม้ฉีจิงหลุนไม่อยากออกมาแต่ก็ยังมีคนระลึกถึงเขา ผู้คนต่างให้ความสนใจกับทีท่าของเขามากขึ้น

               ฉีเหล่าเกิ้นนึกสะดุ้งในใจ เขาไม่อยากให้หลานชายต้องมามีมลทินแปดเปื้อนกับเรื่องเหล่านี้ แต่ท่ามกลางสายตาของเพื่อนบ้านและคนในหมู่บ้าน เขาจึงจำต้องให้ฉีจิงหลุนออกมา

               ทันทีที่ฉีจิงหลุนปรากฏกาย ก็ต้องเผชิญกับแววตาหลากหลายของชาวบ้านที่มองมายังตนทำให้เกิดแรงกดดันมหาศาลในใจ รู้สึกลนลานและอยากหลบหนี โดยเฉพาะเมื่อได้สบตากับชิงเฟิงเต้าจ่าง เขาก็ต้องหลบสายตาตามสัญชาตญาณ

               “เต้าจ่าง เต้าจ่าง ทำไมสัตว์พวกนั้นจึงร้องไม่หยุด มีสิ่งอัปมงคลอะไรหรือขอรับ” ชาวบ้านมองไปยังชิงเฟิงเต้าจ่างและนักพรตอีกสี่รูป ทั้งยังเหลือบมองฉีจิงหลุนด้วยแววตาคล้ายกับว่าเขาเป็นตัวซวย

               หารู้ไม่ว่าชิงเฟิงเต้าจ่างก็นึกหวั่นใจไม่แพ้กัน เขาจำวัตรปฏิบัติกิจของนักพรตอยู่แต่ในสำนักเต๋า อาศัยศรัทธาของชาวบ้านดำรงตน ไม่เคยฝึกวิชาปราบผีไล่ปีศาจใดๆ ทั้งสิ้น

               จากคำบอกเล่าของชาวบ้านและดูจากสถานการณ์ตรงหน้า ที่หมู่บ้านนี้มีเรื่องประหลาดอยู่จริงๆ จู่เหรินคนนี้ก็ดูมีท่าทีไม่ชอบมาพากล หากเป็นคนธรรมดาทั่วไป เขาคงเอ่ยปากตัดสินเหตุการณ์ตรงหน้าได้ไม่ยาก แต่ฝ่ายนั้นเป็นจู่เหรินหนุ่มที่มีอนาคตสดใส หากตัวเขาสร้างความเดือดร้อนให้ฝ่ายนั้นตั้งแต่แรก อาจโดนแก้แค้นคืนในภายหลังได้ แล้วเขาจะอยู่ต่อไปอย่างไร

               เมื่อคิดทบทวนไปมา ชิงเฟิงเต้าจ่างก็มีข้อสรุปในใจ เขาเดินไปยังบ่อบาดาลนั้นด้วยอาการสำรวม แล้วก้มลงมองน้ำในบ่อก่อนจะยกประคำสายขึ้นคิดคำนวณ

               ผู้ที่อยู่โดยรอบสังเกตอาการของเขาอย่างใจจดใจจ่อ ฉีจิงหลุนเองก็ใจเต้นแรงจนแทบจะระเบิดออกจากอก

               ชิงเฟิงเต้าจ่างหน้าถอดสี และเอ่ยขึ้นว่า “ปีศาจจากไหนมาอยู่ที่นี่?”

               บรรดาชาวบ้านที่อยู่โดยรอบพากันตกใจจนแทบหัวใจหยุดเต้น พวกเขาถอยหลังไปหลายก้าว แม้แต่ชิงเฟิงเต้าจ่างและศิษย์อีกสี่คนก็ยังก้าวไปข้างหลังด้วยใบหน้าซีดเผือดเหมือนเห็นผีก็ไม่ปาน

               “ผิงเต้า* มีวิชาไม่สูงส่งพอ ขอให้เชิญผู้เก่งกล้าสามารถกว่ามาจัดการเถิด”

               หากเป็นเรื่องของน้ำในบ่อบาดาลก็ยังพอเล่นตามเนื้อเรื่องเพื่อหลอกขายยันต์ได้บ้าง แต่เรื่องสัตว์ที่เห่าหอนพร้อมกันนี่สิ ตัวเขาเองก็ยังลำบากที่จะจัดการ เขาไม่อยากเอาตัวเองไปข้องเกี่ยวด้วย เขายังต้องคิดถึงชื่อเสียงของตนอยู่ พยายามอย่าให้เรื่องตรงหน้านำปัญหามาสู่ตนจะดีกว่า

               เมื่อเป็นเช่นนี้ทุกคนต่างประหลาดใจและหน้าถอดสีไปตามๆ กัน

               เต้าจ่างหมายความว่าอย่างไร? หรือแม้แต่ตัวท่านก็ไม่อาจจัดการปีศาจตนนี้ได้อย่างนั้นรึ

               แววตาของชิงเฟิงเต้าจ่างปรากฏแววแห่งความเคร่งขรึม เขาช่วยได้เพียงเท่านี้ และละอายเกินกว่าที่จะบอกว่าตนเองไร้ความสามารถ

               คำพูดของเขาทำให้ฉีจิงหลุนประหม่าขึ้นมาอีกครั้ง

               อย่าว่าแต่เขาเลย แม้แต่ชาวบ้านในหมู่บ้านต่างก็ประหวั่นพรั่นพรึงไม่แพ้กัน จึงพากันอ้อนวอนให้ชิงเฟิงเต้าจ่างช่วยจัดการกับปีศาจ

               ชิงเฟิงเต้าจ่างนึกละอายใจ ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากจัดการแต่เขาทำไม่ได้ ได้แต่บอกให้คนเหล่านั้นเชิญผู้ที่มีอาคมแก่กล้ามากกว่ามาช่วย

               ชาวบ้านรู้เพียงว่าอย่างไรก็ต้องเชิญอาจารย์ที่มีวิชาสูงกว่าจึงยิ่งหวาดกลัวมากขึ้น ชิงเฟิงเต้าจ่างรีบพาคณะศิษย์ออกมาจากที่แห่งนั้น ทิ้งไว้เพียงความตื่นตระหนกของคนในหมู่บ้าน

               ความหวาดกลัวนั้นดำรงอยู่ในผู้คนอีกเนิ่นนาน แว่วเสียงเห่า เสียงร้องของเหล่าสัตว์ยิ่งทำให้ใจกระวนกระวายมากขึ้น บรรดาชาวบ้านแอบเดินตามเต้าจ่างและศิษย์ด้วยหวังจะเก็บความเป็นสิริมงคลไว้ป้องกันตน

               อาหยูถูกอาสาวของเจ้าของร่างเดิม ที่นางเรียกว่า ‘หลี่กูกู’ พานางเดินจากมา

               อาหยูแย้มยิ้มอย่างที่ไม่อาจสังเกตเห็น ถึงอย่างไรฉีจิงหลุนก็เป็นถึงจู่เหริน คนทั่วไปย่อมให้ความเคารพเขา คงไม่มีใครอยากหาเรื่องใส่ตัว อาหยูไม่คิดว่าฉีจิงหลุนจะถูกกระชากหน้ากากในคราวเดียว แต่น้ำสีขุ่น...เมื่อเทผสมกันมากเข้าก็จะปรากฏความหมองหม่นให้เห็นไม่วันใดก็วันหนึ่ง

               หลี่กูกูจูงมืออาหยูพลางเอ่ยว่า “ช่วงนี้เจ้าก็อย่ามาที่นี่บ่อยนัก”

               อาหยูเม้มริมฝีปาก ไม่ตอบอะไร

               หลี่กูกูถอนหายใจอย่างเศร้าสลดเพราะรู้ว่าเด็กสองคนนี้มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน แต่นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ แม้แต่เต้าจ่างยังยากจะรับมือ นางเองก็หวั่นใจอยู่ไม่น้อย แล้วไหนจะบรรดาสัตว์อีกเล่า
พวกมันต่างก็แสดงอาการหวาดกลัวจู่เหรินด้วยกันทั้งสิ้น

               หลี่กูกูมองซ้ายมองขวาแล้วกระซิบกระซาบกับหลานว่า “เจ้าบอกข้ามาตามตรงนะ จิงหลุนมีอะไรเปลี่ยนไปหรือไม่”

               “มีที่ไหนกันเจ้าคะ กูกูตั้งใจจะบอกอะไรข้ารึ?” อาหยูแสร้งทำเป็นไม่สบอารมณ์

               กูกูตีนางเบาๆ “ข้าเป็นห่วงเจ้าต่างหากเล่า เรื่องวันนี้ประหลาดเหลือเกิน แค่คิดยังขนลุก อย่าบอกนะว่าเจ้าไม่กลัว เหตุใดสัตว์พวกนั้นจึงเอาแต่จ้องจิงหลุนแล้วพากันส่งเสียงคำรามไม่หยุด แล้วทำไมน้ำในบ่อบาดาลหน้าบ้านของเขาจึงเป็นแบบนั้น เจ้าคิดดีๆ นะ แม้แต่ชิงเฟิงเต้าจ่างยังบอกว่ามีปีศาจ มิหนำซ้ำยังเป็นปีศาจที่ตัวท่านจัดการไม่ได้เสียด้วย”

               “กูกูสงสัยว่าพี่สามเป็นปีศาจหรือเจ้าคะ” อาหยูเอ่ยอย่างประหลาดใจ ใบหน้าถอดสีทันที

               หลี่กูกูยกมือปิดปากอาหยู และมองซ้ายมองขวาคล้ายกลัวว่าจะมีใครมาได้ยินเข้า เมื่อเห็นว่าไม่มีใครอยู่บริเวณนั้นก็ค่อยถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่เรื่องจะมีผีสางนางไม้หรือไม่ หลี่กูกูแค่คิดก็สะท้านไปทั้งร่าง “พูดอะไรของเจ้า ห้ามพูดพล่อยๆ นะ อย่าให้จิงหลุนได้ยินเด็ดขาด”

               อาหยูหน้าซีด หลี่กูกูเองก็ไม่ต่าง ระหว่างเดินกลับบ้านทั้งสองไม่ได้สนทนากันอีก

               หลี่กูกูจูงอาหยูกลับมาส่งให้พี่ชายตน เมื่อเข้าไปในห้องส่วนตัวของหลานสาวก็ไม่วายถามอีกครั้งว่า “เจ้าบอกข้ามาตามตรงนะ จิงหลุนต่างจากเมื่อก่อนหรือไม่?”

               อาหยูกัดริมฝีปากแล้วนิ่ง หลี่กูกูเห็นท่าทางเหมือนกำลังครุ่นคิดอย่างนี้ก็ยิ่งรบเร้าให้ตอบ “รีบบอกมาสิ ทำอย่างนี้ข้าก็ร้อนใจแย่”

               “เขา...เขา... ตั้งแต่อาการบาดเจ็บหายดีเขาก็มีท่าทางต่างจากเมื่อก่อนอยู่บ้างเจ้าค่ะ” อาหยูค่อยๆ เอ่ยปากอย่างอ้ำอึ้ง เวลาพูดจากับคนในครอบครัว พฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ของเจ้าของร่างเดิมนางก็ต้องพยายามแสดงให้เหมือน ไม่เช่นนั้นอาจจะเผยพิรุธแล้วจะกลายเป็นตัวเองที่ถูกจับได้แทน

               หลี่กูกูรีบดึงมืออาหยูมากุมไว้ “ต่างที่ตรงไหน?”

               “ตอนนี้เขาพูดน้อยลงกว่าแต่ก่อน เมื่อก่อนหากเขามาหาข้าถึงบ้านก็มักจะต้องถามว่า ‘มีอะไรให้ช่วยหรือไม่’ แล้วมักจะลงมือช่วยงานบ้านงานเรือนของข้าเสมอ แต่ตอนนี้กลับไม่เป็นเช่นนั้น” อาหยูทำท่าคล้ายลำบากใจที่จะกล่าวประโยคถัดไป “แล้วไหนจะเรื่องที่เขาพยายามเข้าใกล้ข้า เมื่อก่อนพี่สามไม่เป็นอย่างนี้ เขามักจะบอกว่าชาติตระกูลข้าสูงส่ง เขาไม่อาจทำให้แปดเปื้อน”

               จะว่าไปก็น่าเสียดาย เจ้าของร่างเดิมของฉีจิงหลุนปฏิบัติต่อสตรีอย่างให้เกียรติ แม้ว่าคู่หมั้นของตนจะเป็น ‘รักแรก’ ตั้งแต่วัยเยาว์ แต่เขาก็ไม่พยายามจะล่วงเกินนางเหมือนเด็กหนุ่มทั่วไป พยายามสำรวมกิริยา ตีกรอบตัวเองให้อยู่ในขนบธรรมเนียมที่ถูกที่ควร แต่พอเกิดการสลับร่าง ฉีจิงหลุนคนนี้กลับกลายเป็นชายเจ้าชู้ เมื่อเห็นหญิงงามที่ต้องตาต้องใจก็หมายจะลากขึ้นเตียงเสียทั้งหมด

               หลี่กูกูทั้งตกใจและโมโห นางตบหน้าตักและร้องออกมาว่า “ไอ้หยา! แสดงว่าเขาถูกของอัปมงคลเข้าแล้วจริงๆ จะเป็นไปได้อย่างไร... ถ้าอย่างนั้นก็ต้องไปเชิญเต้าจ่างที่มีวิชาอาคมสูงกว่านี้มา” จู่ๆ หลี่กูกูก็ผุดลุกขึ้นแล้วพูดกับอาหยูด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “เจ้าห้ามพลั้งปากเรื่องนี้กับคนนอกนะ และห้ามพูดเรื่องนี้กับตัวจิงหลุนเองด้วย อย่าให้เขาสงสัยเจ้าได้ เราไปเล่าเรื่องนี้กับผู้ใหญ่บ้านกันเถอะ”

               อาหยูเอ่ยอย่างร้อนใจ “กูกู หรือว่าพี่สาม... พี่สามจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ กูกูต้องช่วยพี่สามนะเจ้าคะ จะต้องช่วยพี่สามให้ได้”

               หลี่กูกูรีบปลอบใจนาง “เอาน่า อย่าเพิ่งร้อนใจไป”

               ปลอบได้ไม่กี่คำ หลี่กูกูก็จูงมืออาหยูไปหาผู้ใหญ่บ้านซึ่งก็คือบิดาของหลี่กูกูนั่นเอง

               ผู้ใหญ่บ้านกำลังสนทนากับผู้เฒ่าหลายคนในหมู่บ้าน เรื่องที่สนทนาก็ยังเป็นประเด็นของฉีจิงหลุน ตอนนี้ทุกคนต่างอยู่ในอาการหวาดวิตกและสงสัย

               ฉีจิงหลุนเป็นหน้าเป็นตาของคนในหมู่บ้าน เขาเป็นผู้นำชื่อเสียงมาสู่ที่นี่

               ขณะที่กำลังสนทนากันอยู่นั้น หลี่กูกูก็พาอาหยูมาถึงแล้วเล่าเรื่องที่ได้สนทนากับหลานสาวให้ฟัง ทุกคนยิ่งหวั่นใจมากขึ้นไปอีก

               ผู้ใหญ่บ้านตบโต๊ะและเอ่ยขึ้นมา “ข้าได้ยินมาว่าสำนักป๋ายหยุนมีเต้าจ่างที่วิชาอาคมสูงยิ่ง”

               “หากเรียกคนจากสำนักป๋ายหยุน เราคงต้องใช้เงินไม่น้อยเชียวนะ”

               “ให้ฉีเหล่าเกิ้นออกเงินสิ นี่เป็นเรื่องของครอบครัวเขานะ”

               “เงินตั้งมากมายขนาดนั้น ฉีเหล่าเกิ้นไม่ยอมออกหรอก”

               “ไม่ออกแล้วถ้าเกิดอะไรขึ้น พวกเขาจะรับผิดชอบไหวหรือ”

               ผู้ใหญ่บ้านตบโต๊ะและเอ่ยตัดบทว่า “จะเถียงกันไปทำไม ให้พวกเราชาวบ้านออกครึ่งหนึ่งและฉีเหล่าเกิ้นออกอีกครึ่ง เดี๋ยวข้าจะไปเจรจากับเขาอย่างนี้”

 

 

-----------------------------

ผิงเต้า* -คำที่นักพรตใช้เรียกแทนตัวเอง เหมือนคำว่า เต้าจ่าง

รักแรก 7

               ในเมื่อผู้ใหญ่บ้านเจรจาด้วยตนเอง ฉีเหล่าเกิ้นจะกล้าปฏิเสธได้อย่างไร พวกเขาเองก็กลัวไม่ต่างกัน ดังนั้นฉีต้าไห่และหลานคนโตของผู้ใหญ่บ้านจึงออกเดินทางไปที่สำนักป๋ายหยุนพร้อมกัน

               ระหว่างนั้นฉีจิงหลุนซึ่งกำลังหวาดวิตกมาตั้งแต่แรกคิดอยากจะหนี เพราะขืนอยู่ต่อคงไม่ดีกับตัวเขา ชาวบ้านในหมู่บ้านยังโพนทะนาเรื่องนี้ไม่หยุดปาก ตอนเที่ยงก็ยังมีชาวบ้านบางคนแสดงออกทางสีหน้าอย่างชัดเจนว่าสงสัยเขา มองเขาเหมือนว่าเป็นปีศาจร้าย

               คะแนนจิตพิสัยที่เขาพยายามสะสมตอนนี้ลดลงเหลือสามร้อยสิบห้าคะแนนแล้ว หากยังเป็นอย่างนี้ต่อ คะแนนจิตพิสัยคงจะหมดเกลี้ยง เขาจะจับรางวัลชิ้นต่อไปได้อย่างไรเล่า

               ทันทีที่เขาเปิดประตูแล้วเดินออกมา บรรดาสัตว์ที่ออกันอยู่นอกบ้านต่างพากันส่งเสียงร้องอีกระลอก เสียงร้องของมันดัง บีบให้ฉีจิงหลุนวิ่งกลับเข้าไปในบ้านแล้วรีบปิดประตูทันที

               คนตระกูลฉีที่อยู่รอบๆ ต่างก็มองหน้ากันไปมาและรู้สึกคล้ายถูกฟ้าผ่าลงกลางใจ

               มารดาของฉีจิงหลุนขยับแขนเสื้อไปมา นางหันไปมองสามีคล้ายกับคนไร้ที่พึ่ง ดวงตามีน้ำตาคลอเบ้าก่อนจะร่วงเผาะลงมาอย่างหวาดกลัวและกังวล

               ฉีฟู่นั่งยองๆ อยู่ตรงมุมหนึ่งของกำแพง หากเขากังวลก็มักจะทำพฤติกรรมเช่นนี้ แววตาบังเอิญไปสบกับดวงตาคู่นั้นของภรรยาเข้า ฉีฟู่ยิ่งรู้สึกมือเท้าเย็นเฉียบและขมเฝื่อนที่ปลายลิ้น

               ลูกชายของเขามีพฤติกรรมต่างไปจากเมื่อก่อนจริงๆ แม้แต่กินข้าวยังเลือกกินแต่เนื้อไม่ยอมกินเครื่องเคียงจำพวกขิง หอมหัวใหญ่ และยังไม่ค่อยพูดคุยเหมือนเมื่อก่อน ข้าวของในห้องก็วางระเกะระกะไม่ได้ถูกจัดอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยเหมือนเมื่อก่อน

               ที่ผ่านมาแม้บุตรชายจะป่วยก็ยังต้องอ่านหนังสือสักเล็กน้อยถึงจะข่มตาหลับลง แต่หลังจากฟื้นขึ้นมาก็ไม่เคยมีใครเห็นฉีจิงหลุนอ่านหนังสืออีกเลย

               ยิ่งคิดฉีฟู่ยิ่งเป็นกังวล เขารู้สึกคล้ายร่างทั้งร่างจมดิ่งลงในทะเลสาบน้ำแข็งและถูกความหนาวเหน็บซึมเข้ามาในร่างเป็นระยะๆ

               คืนนั้นไม่มีใครข่มตาหลับได้แม้แต่คนเดียว

               วันต่อมาในเวลาใกล้เที่ยง ฉีต้าไห่กลับมาถึงหมู่บ้าน ผู้ที่ตามเขามาด้วยคือนักพรตจากสำนักป๋ายหยุนอีกหกรูป สำนักป๋ายหยุนอยู่ห่างจากหมู่บ้านไปไกลพอสมควร เดินทางในเวลากลางคืนไม่ค่อยสะดวกพวกเขาจึงมาถึงในเวลากลางวัน เต้าจ่างที่เป็นหัวหน้านักพรตมีอายุประมาณห้าสิบ ผมและเครามีสีขาวแซม เขาได้รับนามทางธรรมว่า ‘เหวินยู่เต้าจ่าง’

               หลังจากผ่านพ้นเมื่อคืนไป พรรณไม้ในบ้านตระกูลฉีก็เหี่ยวเฉาลงทันที สัตว์ต่างๆ ยังคงล้อมอยู่นอกบ้านไม่ยอมไปไหน นกฮูกส่งเสียงร้องประหลาดคล้ายจะเย้ยหยันอย่างน่าขนลุก

               เมื่อได้พบกับเหวินยู่เต้าจ่าง ชาวบ้านก็รู้สึกคล้ายกับได้ผู้พิทักษ์มาโปรด ชาวบ้านที่ขี้ขลาดส่วนหนึ่งเก็บข้าวของอพยพไปอาศัยอยู่กับญาติที่หมู่บ้านอื่นแล้ว ทุกคนต่างหวาดกลัวจนไม่เป็นอันทำอะไร

               นักพรตทั้งหกรูปดูน่าเลื่อมใสกว่าคณะของชิงเฟิงเต้าจ่างที่มาก่อนหน้านี้ หลังจากบริกรรมคาถาเรียบร้อยแล้ว เหวินยู่เต้าจ่างก็เบิกตาโพลงขึ้นทันที แววตาของเขาคมกริบเหมือนลูกธนู พุ่งตรงไปยังฉีจิงหลุนที่อยู่ด้านหลัง “คนผู้นั้นเป็นปีศาจ! ฮึ...โอหังนัก อยู่ปรโลกดีๆ ไม่อยู่ กล้าเข้ามาสิงสู่ในร่างมนุษย์คิดจะสร้างความปั่นป่วนวุ่นวายอย่างนั้นรึ?”

               เสียงตวาดเสียงนี้ดังก้องในรูหูของชาวบ้านทั้งหลาย

               ฉีจิงหลุนยืนตะลึงนิ่งอึ้งเหมือนท่อนไม้ ผ่านไปครู่ใหญ่จึงได้ตะโกนว่า “แกนั่นแหละเป็นปีศาจ พูดเพ้อเจ้ออะไรของแก”

               เหวินยู่เต้าจ่างโบกสะบัดไม้ในมือด้วยท่าทางคล่องแคล่วงดงาม ยันต์แผ่นหนึ่งปลิวออกมาแล้วยังมีไฟปริศนาดวงหนึ่งลุกไหม้เผายันต์แผ่นนั้นด้วยตัวเอง เหวินยู่เต้าจ่างตะแคงร่างไปยังทิศทางที่ฉีจิงหลุนยืนอยู่พลางท่องคาถาไล่ภูตผีตามแบบฉบับของลัทธิเต๋า

               ความคิดของฉีจิงหลุนเหลือเพียงความว่างเปล่า เขาพยายามนำความสามารถด้านวรยุทธที่ระบบมอบให้มาใช้ ทำให้สมองประมวลผลอย่างรวดเร็ว ฉีจิงหลุนจึงสามารถหลบหลีกการจู่โจมนั้นได้อย่างคล่องแคล่ว

               เหวินยู่เต้าจ่างเปลี่ยนทิศทางและบริกรรมคาถาซ้ำ

               ฉีจิงหลุนสามารถหลบได้อย่างง่ายดายอีกครั้ง

               แววตาของเหวินยู่เต้าจ่างเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด ศิษย์ห้ารูปรีบเข้ามาช่วยกู้สถานการณ์

               บรรดาชาวบ้านต่างตกตะลึงและนิ่งมองอยู่อย่างนั้น ฉีจิงหลุนมีฝีมือในการป้องกันตัวดีขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?

               “หยุดเดี๋ยวนี้ พวกเจ้าฟังข้าก่อน” เมื่อพยายามหลบถึงสองครั้ง ฉีจิงหลุนก็เพิ่งรู้ว่าตนทำตัวผิดแผกไปจากเดิม ฉีจิงหลุนคนเดิมเป็นเด็กเรียนที่อ่อนวรยุทธ แต่ตัวเขา... เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์คับขัน ถูกดาบไม้จี้ตรงมายังร่างกลับเลือกที่จะตอบโต้

               ยิ่งเขาพยายามต่อสู้มากเท่าไหร่ นักพรตก็ยิ่งเข้าใกล้เขามากขึ้นเท่านั้น

               ยิ่งเขาขัดขืน ทุกอย่างก็ยิ่งวนเวียนเป็นวัฏจักรอยู่อย่างนี้

               แววตาของอาหยูเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและหวาดกลัว แต่ในใจกลับพึงพอใจอย่างยิ่ง ทุกอย่างเป็นไปตามแผนการที่นางวางไว้ นางแอบมอบกระดาษแผ่นหนึ่งให้กับคนที่ไม่ชอบฉีจิงหลุน ฝ่ายนั้นก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี รีบจัดการทำงานให้นางทันที

               เมื่อมองไปยังฉีจิงหลุนที่กำลังร่ายรำวรยุทธอย่างคล่องแคล่ว นางก็ปรากฏแววตาเย้ยหยัน การแสดงตัวเป็นอีกคนหนึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย

               นางเองยังไม่ง่าย... นางมาอยู่โลกใบใหม่ในแต่ละภพ แรกเริ่มก็ยังไร้ประสบการณ์ นางเกือบจะทำเรื่องผิดพลาดอยู่หลายครั้งเหมือนกัน ส่วนคนที่อยู่ตรงหน้า ดูเหมือนจะมีนิสัยแตกต่างจากเจ้าของร่างเดิมอยู่แล้วตั้งแต่แรก ฉะนั้นการจะแสดงออกว่าตนเป็นคนเดิมก็ยิ่งยากเข้าไปใหญ่

               คล้ายกับคนจนที่แสร้งรวยอย่างไรอย่างนั้น!

               อาหยูแสร้งทำเป็นเอ่ยคำพูดที่ทุกคนกำลังสงสัยออกมา “เอ... พี่ฉีมีวรยุทธตั้งแต่เมื่อไรหนอ?”

               “เขาเป็นจิงหลุนที่ไหนกัน นั่นมันวิญญาณร้ายเข้าสิงชัดๆ” หลี่กูกูรีบจูงอาหยูออกมาด้านนอก ชาวบ้านเองก็ต่างพากันวิ่งหนี ต่างคนต่างแยกย้ายกลับบ้านของตน

               คนตระกูลฉีพยายามคิดหาทางออกจนหัวแทบระเบิด

               เหวินยู่เต้าจ่างคิดว่าตนหาเรื่องใส่ตัวเสียแล้ว เขาคิดว่าตนแค่มาจัดการกับดวงวิญญาณร้ายแต่คาดไม่ถึงว่าจะมาเจอคนฝีมือดี แม้แต่ดาบไม้ของเขายังถูกตีจนหล่นกองกับพื้น

               เหวินยู่เต้าจ่างต่อสู้จนอยู่ในสภาพสะบักสะบอม เขาถอยไปด้านหลังสองก้าว เท้าทั้งสองที่อยู่ใต้ชุดนักพรตสั่นระริก “สวรรค์เมตตาด้วย ผิงเต้าขอร้องให้เจ้าออกจากร่างมนุษย์ร่างนี้เถิด อย่าได้สร้างบาปกรรมอีกเลย”

               “พวกเจ้าเข้าใจผิด ฟังข้าพูดนะ ข้าไม่ใช่ปีศาจ” ฉีจิงหลุนกล่าวอย่างร้อนรนและอยากให้คนตระกูลฉีช่วยตนอธิบาย

               ทว่าคนตระกูลฉีเองกลับมีอาการเหมือนเจอเสือร้ายก็ไม่ปาน พวกเขารีบวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว

               ฉีจิงหลุนนิ่งอึ้งอยู่กับที่ “ท่านพ่อ ข้าคือฉีจิงหลุนลูกชายของท่านนะขอรับ จำได้หรือไม่ ตอนห้าขวบข้าเคยแอบกินน้ำตาลในกระปุก แล้วท่านยัง...”

               ฉีจิงหลุนเล่าเรื่องที่เป็นความลับของคนในครอบครัวออกมาแต่กลับไม่มีใครยอมเชื่อ เพราะท่าทางของเขาเมื่อครู่แสดงออกว่ามีพิรุธชัดเจน

               “ถ้าอย่างนั้นก็บอกมาสิว่าทำไมจึงมีวรยุทธ จิงหลุนไม่เคยร่ำเรียนวรยุทธ” ฉีต้าไห่เอ่ยถามถึงข้อพิรุธที่เพิ่งเห็นเมื่อครู่

               ฉีจิงหลุนไม่อาจตอบคำถามนี้

               “โถ่...จิงหลุน แกทำอะไรลูกชายข้า เอาลูกชายข้าคืนมานะ” นางฉีหมู่ร้องไห้โฮออกมา

               อาหยูยังคงรักษารอยยิ้มบนใบหน้าแล้วเอ่ยว่า “ใช่พี่สามแน่หรือ เจ้าเป็นใครกันแน่?”

               “ข้า...ข้า...” พอถูกไล่ต้อนฉีจิงหลุนยิ่งลนลานเข้าไปใหญ่ ที่ปรากฏต่อหน้าเขาในยามนี้คือแววตาอันหลากหลาย ทั้งรังเกียจ หวาดกลัว และตื่นตระหนกของชาวบ้าน หัวใจของเขาเริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะ

               “ปีศาจ มันเป็นปีศาจ!” เหล่าชาวบ้านต่างพากันคว้าอุปกรณ์มาถือ คล้ายกำลังเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจ แต่บางคนก็อดไม่ได้ที่จะก้าวถอยหลังอย่างลังเลและหวาดกลัว

               “เต้าจ่าง เต้าจ่าง ท่านต้องช่วยลูกชายข้านะ!” ฉีฟู่เอ่ยกับเหวินยู่เต้าจ่างอย่างวิตกกังวล เขาแสดงออกอย่างชัดเจนว่าคนตรงหน้าไม่ใช่ลูกชายของตนแน่ แต่เป็นวิญญาณร้ายมาสิงสู่

               เหวินยู่เต้าจ่างดึงดาบไม้ที่อาบด้วยเลือดไก่ออกมา “วางใจเถิด ผิงเต้าจะต้องจัดการกับปีศาจตนนี้ให้ได้”

               เหวินยู่เต้าจ่างแสร้งทำเป็นกล้าหาญ เขาสั่งบรรดาศิษย์ขยับเข้ามาชิดกัน เมื่อรวมกับพลังของกลุ่มชาวบ้านที่ล้อมวงอยู่ในเหตุการณ์แล้ว ฉีจิงหลุนก็ถูกบีบให้อยู่กลางวง ยากจะหลบหนี

               ฉีจิงหลุนเห็นดังนั้นยิ่งมีท่าทางกระวนกระวายใจเข้าไปใหญ่ เขาเป็นคนที่ฟ้าเลือกมานะ เขามีระบบอัจฉริยะอยู่ในมือ ไม่เชื่อหรอกว่าตนจะต้องจบชีวิตลงที่นี่ หากชาตินี้เขาประสบความสำเร็จและรุ่งเรืองขึ้นมาได้ เขาจะจัดการกับไอ้พวกที่ปล่อยข่าวลือเรื่องผีสางบ้าบอเสียให้เข็ดหลาบ

               “เจ้าปีศาจ จะหนีไปไหน” เหวินยู่เต้าจ่างเอ่ยออกมา

               ฉีจิงหลุนซึ่งถูกชาวบ้านล้อมไว้โดยรอบ ลงมืออย่างไม่ปรานีด้วยหวังจะหาทางหลบหนี

               พวกชาวบ้านมีแต่พละกำลังแต่ไร้กระบวนท่าไหนเลยจะสู้ไหว ต่างพากันมองฉีจิงหลุนด้วยแววตาหวาดกลัวยิ่งกว่าเดิม คนที่จะกล้าลุกขึ้นมาต่อกรกับเขามีน้อยลงทุกที

รักแรก 8

               อาหยูคอยกะจังหวะอยู่แล้ว พอสบโอกาสนางก็คว้าหินก้อนหนึ่งขว้างใส่ท้ายทอยของฉีจิงหลุนอย่างแม่นยำ

               เป้าในที่สว่าง ย่อมยากจะหลบลูกธนูที่ยิงออกมาได้

               ฉีจิงหลุนซึ่งไม่ทันได้ตั้งตัวรู้สึกเพียงว่าบริเวณลำคอชาดิก ครู่นั้นเขาพลันอ่อนแรงและถูกดาบของเหวินยู่เต้าจ่างตีเข้าที่เข่าจนทรุดลงกับพื้น

               นักพรตอีกสองรูปรีบเข้ามากดร่างเขาเอาไว้

               พริบตาเดียว ฉีจิงหลุนก็ถูกคณะของเต้าจ่างและชาวบ้านร่วมกันจัดการจนสะบักสะบอม

 

               “ข้าเป็นจู่เหริน มีวรยุทธ พวกเจ้าจะทำอย่างนี้กับข้าไม่ได้”

               “ท่านปู่ ท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านฟังข้าอธิบายก่อน ข้าคือฉีจิงหลุน ไม่ใช่ปีศาจบ้าบออะไรทั้งนั้น ข้าบังเอิญได้อาจารย์ที่มีวรยุทธสูงส่งท่านหนึ่งสอนวิชาให้”

               “ข้าไม่ใช่ปีศาจ พวกเจ้าไปฟังนักพรตหน้าโง่นั่นพูดจาพล่อยๆ ได้อย่างไร มันจงใจจะใส่ร้ายข้า”

               ฉีจิงหลุนถูกพวกชาวบ้านทิ้งร่างไว้กับพื้น เขาพยายามอธิบาย พยายามพูดให้คนตระกูลฉีและชาวบ้านเชื่อ ดวงหน้าของเขาซีดเผือดแทบไม่เหลือสีเลือด เหงื่อเย็นๆ เปียกโชกไปทั่วร่าง สายตาของชาวบ้านโดยรอบที่มองมา เหมือนจะกดหัวเขาลงในบ่อน้ำแข็งเย็นยะเยือก

               คนตระกูลฉีขวัญหนีดีฝ่อ พวกผู้หญิงร้องไห้อย่างหวาดกลัว ฉีหมู่ปล่อยโฮจนร่างอ่อนเปลี้ยไร้เรี่ยวแรงโดยมีสะใภ้กับลูกสาวคอยประคองอยู่ข้างๆ ลูกชายของนางถูกปีศาจเข้าสิง แล้วตัวจริงของเขายังอยู่ดีหรือไม่ ฉีหมู่สงสารลูกชายจับใจ

               ผู้ใหญ่บ้านมองฉีจิงหลุนที่อยู่ในสภาพสะบักสะบอม แล้วก็หันไปเอ่ยกับฉีเหล่าเกิ้นว่า “แจ้งทางการเถอะ” มีประโยคหนึ่งที่ฉีจิงหลุนพูดถูก เขามีวรยุทธ ดังนั้นคนอื่นๆ จึงไม่สามารถจัดการเขาได้ง่ายๆ

               ฉีเหล่าเกิ้นดูแก่กว่าวัยเป็นสิบปีภายในระยะเวลาอันสั้น ความจริงปรากฏให้เห็นต่อหน้า แม้ว่าใจเขาจะไม่อยากเชื่อแต่ก็ต้องเชื่อ หลานชายเขาแปลกไปจริงๆ โดยเฉพาะเรื่องวรยุทธ ถึงจะมีอาจารย์ที่มีวิชาสูงส่งมาสอนแต่ก็ต้องใช้เวลาเรียนหลายปีจึงจะได้ผลลัพธ์เช่นนี้ ที่ผ่านมาหลานชายของเขาอยู่แต่ในบ้านและสำนักบัณฑิต จะไปเรียนวรยุทธกับใครได้

               ฉีเหล่าเกิ้นพยักหน้าแทนคำตอบทั้งๆ ที่ร่างสั่นสะท้าน การพยักหน้าของเขาก็ทำอย่างเหม่อลอย สีหน้าดูซังกะตาย หากเรื่องนี้ล่วงรู้ไปถึงทางการ พวกเขาคงไม่อาจยื่นมือเข้าไปแทรกแซงได้แล้ว

               ผู้ใหญ่บ้านสั่งเด็กหนุ่มสองคนให้รีบเข้าไปตัวอำเภอเพื่อขอกำลังทหารมาจัดการ ฉีจิงหลุนมีท่าทางประหลาดจึงไม่มีใครกล้าเข้าใกล้เขา ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการจับตัวเขาไปส่งทางการ

               ฉีจิงหลุนทั้งประหลาดใจและหวาดกลัว เขาตะโกนอย่างเกรี้ยวกราดว่า “ข้าบอกแล้วอย่างไรว่าข้าไม่ใช่ปีศาจ พวกเจ้าคิดจะทำอะไร” แต่ไม่มีใครสนใจเขา พวกชาวบ้านมองไปยังเหวินยู่เต้าจ่างและบรรดาศิษย์ที่ติดตามมา เพื่อขอให้พวกเขาช่วยคลี่คลายสถานการณ์

               เหวินยู่เต้าจ่างรู้สึกเหมือนท้องบิดมวน ท่าทางชายคนนี้แปลกประหลาดและแตกต่างอย่างสิ้นเชิง หรือว่าจะเป็นฝีมือของปีศาจจริง หากเป็นดังนั้นก็ต้องจัดการให้จบไปเสียเดี๋ยวนี้ ไม่เช่นนั้นจะเป็นการตีงูให้หลังหัก และวันหน้ามันจะกลับมาแว้งกัดอีกครั้ง ถึงตอนนั้นคนที่จะซวยก่อนใครก็คือตัวเขา

               เหวินยู่เต้าจ่างใช้ทุกศาสตร์ที่มี ทั้งคาถาอาคม เลือดไก่ เลือดสุนัขสารพัดที่จะหามาได้

               ผู้ที่พยายามต่อสู้จนเนื้อตัวเต็มไปด้วยเลือดอย่างฉีจิงหลุน พอเห็นดังนั้นจึงเกิดความคิดขึ้นมาประการหนึ่ง ในเมื่อคนกลุ่มนี้เชื่อว่ามีวิญญาณมาสิงสู่ร่าง ถ้าอย่างนั้นก็แสดงไปตามบทบาทที่คนอื่นคิดก็แล้วกัน ถ้าผีไปแล้วเรื่องก็จบไม่ใช่รึ?

               ฉีจิงหลุนแสร้งทำเป็นล้มลงไปชักดิ้นชักงอเหมือนถูกไฟฟ้าช็อต แล้วร้องเสียงหลงก่อนจะหมดสติไป

               “เขาสลบไปแล้ว”

               “เต้าจ่างจัดการกับผีได้แล้วรึ?”

               เหวินยู่เต้าจ่างเองก็ไม่รู้เหมือนกัน เขาเพียงแต่ใช้วิชาทั้งหมดที่เคยอ่านหนังสือมา หรือว่าเขาสามารถจัดการปีศาจได้จริงๆ เขาจ้องมองฉีจิงหลุนที่สลบอยู่กับพื้น นิ่งมองอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะเอ่ยว่า “อย่าเพิ่งเข้าไปใกล้ ระวังด้วย อีกสักครู่ข้าจะทำพิธี”

               ฉีจิงหลุนนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่ก็รู้สึกเหมือนยาวนานนับปี เขาต้องยอมทนให้มดไต่ตามตัวเต็มไปหมด ต่อให้อึดอัดเขาก็ต้องกัดฟันแน่นแล้วทนอย่างนั้น จนเริ่มทนไม่ไหวจึงค่อยๆ ลืมตาขึ้น แต่ก็ต้องประหลาดใจจนหน้าเสียอีกครั้ง “พวกเจ้า ทำไมพวกเจ้าต้องมัดข้าไว้ เกิดอะไรขึ้น ท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านปู่”

               “จิงหลุน เจ้าคือจิงหลุนคนเดิมใช่หรือไม่” ฉีหมู่เดินเข้ามาหาหลายก้าวแต่ก็ถูกลูกสะใภ้ที่ยังอยู่ในอาการตื่นตระหนกรั้งเอาไว้

               ฉีจิงหลุนพยายามดิ้นรนพร้อมกับตะโกนว่า “ท่านแม่ ทำไมข้าถึงถูกมัดตัว”

               “เต้าจ่าง” ฉีเหล่าเกิ้นมองไปยังเหวินยู่เต้าจ่างแล้วก้าวไปยืนเบื้องหน้า “ท่านจัดการกับปีศาจตนนั้นแล้วใช่หรือไม่ หลานข้าไม่เป็นอะไรแล้วใช่ไหม”

               เหวินยู่เต้าจ่างครุ่นคิดแล้วใช้ดาบไม้ชี้ไปยังฉีจิงหลุน “เจ้าปีศาจ อย่าคิดว่าจะปิดบังข้าได้นะ”

               ดวงตาของฉีจิงหลุนกระตุกเบาๆ ตอนนี้เขาถูกมัดมือมัดเท้าอย่างแน่นหนา แต่หมาแมวด้านนอกก็เหลือเกิน ยังทั้งเห่าทั้งหอนไม่หยุด

               อาหยูอดขำไม่ได้ ช่างไร้เดียงสาเหลือเกิน เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้วหากจะบอกว่าฉีจิงหลุนไม่ใช่ปีศาจ คนต่อไปที่จะซวยก็คือนักพรตคนนั้น

               “ปีศาจ ปีศาจอะไรกัน” ฉีจิงหลุนแสร้งแสดงละครตบตา

               พอกล่าวจบเขาก็ถูกโยนแผ่นยันต์ใส่ปึกใหญ่

               ฉีเหล่าเกิ้นทำท่าจะพุ่งเข้าไปขวางด้วยความเป็นห่วงหลาน แต่ก็ถูกลูกหลานรั้งตัวเอาไว้

               ทุกคนต่างอยู่ในอาการหวาดผวา จังหวะนั้นเอง นายอำเภอก็พาทหารกลุ่มหนึ่งมายังที่เกิดเหตุ

               เมื่อครู่ใหญ่ๆ มีคนไปแจ้งกับทางการ พอนายอำเภอได้รับฟังเรื่องราวทั้งหมดเขาก็เอ่ยปากทันทีว่านี่เป็นปัญหาใหญ่ เพราะจู่เหรินนับเป็นบุคคลสำคัญคนหนึ่งของอำเภอทีเดียว

               แต่ในใจนายอำเภอแอบคิดไปว่า ฉีจิงหลุนนับเป็นคนรุ่นใหม่ไฟแรง อนาคตย่อมต้องสดใส ไม่แน่ว่าต่อไปอาจจะมีตำแหน่งใหญ่โตกว่าตัวเขาก็เป็นได้ ยังไม่ทันได้พิจารณาถึงความแปลกประหลาดของเหตุการณ์ นายอำเภอก็นำกำลังมาถึงที่เกิดเหตุด้วยตนเอง

               ฉีจิงหลุนแสร้งทำท่าสงบเสงี่ยมและเอ่ยว่า “ใต้เท้าซ่ง นักพรตปีศาจพวกนั้นใส่ร้ายข้า”

               เมื่อเห็นทางการมาถึง เหวินยู่เต้าจ่างก็เริ่มร้อนใจ เขาพยายามสำรวมอาการให้เป็นปกติและเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะเรื่องที่ฉีจิงหลุนคนเดียวสามารถจัดการกับคนนับสิบได้อย่างง่ายดาย

               ระหว่างการเดินทาง นายอำเภอซ่งได้ฟังเรื่องราวมาบ้างและเห็นว่าน่าสงสัยอยู่เหมือนกัน จึงไม่โทษที่บรรดาชาวบ้านพยายามหาทางป้องกันตัว

               เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสายตาหวาดกลัวและอ้อนวอนของพวกชาวบ้าน นายอำเภอซ่งจะนิ่งดูดายกับเรื่องนี้ได้อย่างไร แต่เขายังไม่กล้าตัดสินโทษจู่เหรินผู้ที่ความผิดยังไม่ปรากฏชัดแจ้ง ครั้นพิจารณาแล้วจึงสั่งให้คนพาฉีจิงหลุนกลับไปที่อำเภอก่อน แล้วค่อยเชิญเหล่านักพรตผู้มีวิชาสูงมาช่วยพิจารณาอีกที

               บรรดาชาวบ้านต่างพากันโล่งใจคล้ายยกภูเขาออกจากอก ขอเพียงไม่มีฉีจิงหลุนอยู่ในหมู่บ้านนี้ พวกเขาก็สบายใจแล้ว

               ฉีหมู่ร้องไห้ปานจะขาดใจ ทุกคนต้องช่วยลูกชายนางให้ได้ เพราะลูกชายของนางเป็นผู้บริสุทธิ์

               นายอำเภอซ่งมีแต่เรื่องหลักการและกฎหมายอยู่ในหัว ทว่าเรื่องปีศาจเข้าสิงจะยกมาอ้างได้หรือ? แต่ถึงกระนั้นเหตุการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านก็น่าสงสัยไม่น้อยเช่นกัน

               นายอำเภอซ่งคิดจนหัวแทบแตก ในที่สุดเขาก็เชิญบรรดาขุนนางอาวุโสมาร่วมหารือในประเด็นนี้ ชาวบ้านห้าคนจากหมู่ที่สามก็มาร่วมด้วย อาหยูซึ่งเป็นคู่หมั้นย่อมต้องเป็นหนึ่งในคนที่ถูกเชิญ

               นายอำเภอถามถึงพฤติกรรมของฉีจิงหลุนทั้งก่อนและหลังอย่างละเอียด ทุกคนต่างบอกว่าเขาเปลี่ยนไปอย่างมาก ทั้งคำพูดคำจาและท่าทาง

               อาหยูให้การอย่างหวาดกลัวว่า “ข้าไม่เคยได้ยินพี่สามเล่าเรื่องเจออาจารย์ที่ไหนมาก่อน และยิ่งไม่เคยได้ยินเรื่องการฝึกวรยุทธด้วย ส่วนสาเหตุที่พี่สามบาดเจ็บก็เพราะไปดื่มสุราที่บ้านหวังหยวนไว่แล้วไม่ระวังเดินตกบันได ถ้าหากเขามีวรยุทธ เขาจะบาดเจ็บได้อย่างไรเจ้าคะ”

               ชาวบ้านคนหนึ่งยังเอ่ยเสริมขึ้นอีกว่า “จู่เหรินยิ่งพูดก็ยิ่งไม่ถูกต้องนะขอรับ เขาเป็นแค่บัณฑิตแรงน้อย หากเป็นเมื่อก่อนแม้แต่ยกน้ำถังเดียวก็ยังลำบาก แต่ตอนนี้แค่มือเดียวเขากลับยกคนทั้งคนได้อย่างง่ายดาย” เขาเล่าพลางนวดบ่านวดไหล่ของตัวเอง ชายผู้นี้คือคนที่ถูกฉีจิงหลุนยกร่างขึ้นขณะที่กำลังสู้กันชุลมุน เขาจึงเชื่ออย่างสนิทใจว่าต้องมีปีศาจสิงร่างของฉีจิงหลุนอย่างแน่นอน

               นายอำเภอให้พวกเขาลงนามในคำให้การ และอนุญาตให้กลับบ้านได้

               “ท่านทั้งหลาย คิดเห็นอย่างไรบ้าง?”

               นายอำเภอถามพลางมองไปยังเหล่านักพรตผู้มีวิชา หลังจากพิจารณาแล้วแม้แต่ตัวเขาเองก็ยังรู้สึกว่าฉีจิงหลุนมีพฤติกรรมที่แปลกประหลาดจริงๆ หลังจากที่พิสูจน์ลายมือของฉีจิงหลุนก็ยิ่งเพิ่มความน่าสงสัยมากขึ้นไปอีก

               ฉีจิงหลุนมีความทรงจำของร่างเดิมอยู่ก็จริง แต่ไม่อาจเขียนตัวอักษรให้เหมือนเจ้าของร่างเดิมในชาติที่แล้วได้ ลายมือเปรียบเสมือนอัตลักษณ์ประจำบุคคล ลอกเลียนกันยาก ผู้เชี่ยวชาญมองปราดเดียวก็พบความแตกต่างอย่างชัดเจนแล้ว

               นั่นยิ่งเป็นข้อน่าสงสัยอีกประการ

รักแรก 9

               บรรดาปราชญ์ที่นายอำเภอซ่งเชิญมาต่างมีความรู้แตกฉาน พวกเขาพบว่าตัวอักษรที่ฉีจิงหลุนเขียนออกมานั้นมีความไม่ชอบมาพากล นักพรตลัทธิเต๋าคนหนึ่งเอ่ยว่า “ในเมื่อแน่ใจกันแล้วว่าเป็นปีศาจจริง ก็อาจมีเพียงวิธีเผาไฟเท่านั้นที่จะสามารถจัดการกับมันได้”

               “อมิตาพุทธ” นักพรตอีกคนยกมือขึ้นราวกับนึกสลด

               “ท่านอย่าได้ใจอ่อนเชียว ฉีจิงหลุนตัวจริงถูกปีศาจฆ่าตายไป หากไม่จัดการเขาให้สิ้นซากจะยิ่งทำให้ปัญหานี้บานปลาย”

               “ใต้เท้าว่าอย่างไร?” นักพรตอีกคนหันมาถามนายอำเภอบ้าง

               นายอำเภอซ่งไม่กล้าตอบ เพราะถึงอย่างไรฉีจิงหลุนก็เป็นถึงจู่เหริน แม้ว่าตอนนี้เขาจะมีท่าทางเหมือนถูกวิญญาณเข้าสิง แต่ไม่มีหลักฐานใดยืนยันว่าเขาทำร้ายคน นายอำเภอซ่งจึงไม่กล้าสั่งให้คนเผาร่างของจู่เหรินท่านนี้ นายอำเภอซ่งจึงเลือกที่จะเลื่อนวันพิจารณา

               ฉีจิงหลุนที่ถูกนำตัวมาขังรู้สึกหมดอาลัยตายอยากและหวาดกลัวกับเรื่องที่จะเกิดขึ้น เขายังไม่ทันได้ทำตามความตั้งใจของตนจนสำเร็จก็ถูกจับและนำมาขังไว้ที่นี่ แม้แต่ตัวเขาเองยังต้องยอมรับว่าตนเผลอแสดงพิรุธต่างๆ ที่กลายเป็นหลักฐานมัดตัวเอง เช่น ลายมือที่เปลี่ยนไป คำพูดคำจา นิสัย ท่าทาง

               คนอื่นคงเชื่อว่าเขาเป็นปีศาจร้ายไปแล้วแน่ สิ่งเดียวที่จะยืนยันว่าผู้คนเสื่อมศรัทธาในตัวเขาก็คือคะแนนจิตพิสัยที่ลดลงอย่างน่าใจหาย

               เป็นอย่างนี้ไปได้อย่างไร?

               คนอื่นที่กลับชาติมาเกิด ต่างก็มีชีวิตราบรื่นกันถ้วนหน้าไม่ใช่รึ พวกนั้นได้ทั้งอำนาจ เงินทอง และสาวงามมาครอบครองอย่างล้นเหลือ แต่ทำไมเขาจึงถูกชาวบ้านมองว่าเป็นปีศาจร้ายไปได้เล่า

               เมื่อคิดถึงพวกหนังสือประวัติศาสตร์ที่เคยอ่านว่า คนโบราณมักจะจัดการกับคนที่มีพฤติกรรมประหลาดอย่างเขาด้วยวิธีการที่รุนแรง เขาก็สะท้านไปทั้งร่าง

 

               ข่าวที่จู่เหรินถูกวิญญาณร้ายสิงร่างถูกนำไปรายงานให้ท่านเจ้าเมืองทราบ

               ใต้เท้าฟางไม่เชื่อเรื่องภูตผีปีศาจมาก่อนก็จริง แต่การที่คน
คนหนึ่งจะมีวรยุทธเก่งกล้าในเวลาอันสั้นโดยที่ร่างกายไม่เคยฝึกฝนกล้ามเนื้ออยู่เป็นประจำเป็นเรื่องที่ค่อนข้างเหลือเชื่อ แล้วไหนจะเรื่องลายมือที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนอีกเล่า

               คนที่ไม่เชื่อเรื่องภูตผีปีศาจอย่างใต้เท้าฟางรู้สึกสับสนในใจ จึงเขียนจดหมายรายงานเรื่องนี้ไปยังเมืองหลวง

               ฟางโหวเหย่ได้รับจดหมายจากบุตรชายจึงตัดสินใจเดินทางไปยังสำนักพรตอันดับหนึ่ง นามว่าสำนักชิงหยาง

               ฉีจิงหลุนซึ่งถูกขังไว้ในคุกไม่รู้เลยว่าคดีของตนกลายเป็นคดีประหลาดที่เล่าขานกันไปทั่ว และยิ่งไม่รู้เลยว่านักพรตลัทธิเต๋าผู้มีวิชาสูงส่งท่านหนึ่งจากสำนักชิงหยางกำลังเดินทางมา

               แต่ละวันเขาเริ่มสำรวจระบบในหัวของตนเองและพยายามค้นหาพลังวิเศษ เขาคือผู้ที่ฟ้าเลือกมาจะอับจนหนทางได้อย่างไร! เขาเชื่อว่านี่เป็นเพียงอุปสรรคที่ต้องพบเจอเท่านั้น บางทีสิ่งที่อันตรายที่สุดอาจจะมีโชคลาภก้อนใหญ่ที่สุดแฝงอยู่ก็ได้

               เขาอาจจะมีโอกาสได้จับรางวัลอีกหนและย้ายไปอยู่สถานที่แห่งใหม่ ได้พบปะกับผู้มีอำนาจ

               ใช่ เขายังมีระบบคอยให้การช่วยเหลือนี่? ถ้าจัดการไม่ได้จริงๆ เขาก็จะสารภาพออกไปตรงๆ ว่าเป็นคนจากโลกอนาคต เขาไม่เชื่อหรอกว่าคนเหล่านี้จะไม่นึกเกรงใจ ขอเพียงเขายังมีชีวิตอยู่และมีของวิเศษในมือ เขาก็จะกลับมาผงาดได้อีกครั้ง

               เมื่อคิดได้อย่างนั้นฉีจิงหลุนจึงค่อยวางใจในที่สุด

               รอแล้วรอเล่า ทนแล้วทนเล่า ในที่สุดก็เหมือนจะมีผู้มีอำนาจสูงส่งท่านหนึ่งมาหาเขา

               ฉีจิงหลุนมองไปยังนักพรตตรงหน้า ฝ่ายนั้นมีทีท่าสำรวมและน่าเกรงขามมากกว่านักพรตคนก่อนๆ ที่เขาเคยเจอ ดูเหมือนจะไม่ใช่คนธรรมดา โดยเฉพาะดวงตาคู่นั้นคล้ายมีแสงเปล่งประกายออกมาดูน่ายำเกรงอย่างยิ่ง

               ฉีจิงหลุนค่อยๆ รวบรวมความกล้าและตั้งสติรอรับ

               ซวนเฉิงจื่อเต้าจ่างหรี่ตามองเขา และเอ่ยว่า “อย่างนี้นี่เอง”

               ฉีจิงหลุนนึกสะดุ้งในใจ

               “เต้าจ่างขอรับ” ใต้เท้าฟางเอ่ยปากเรียกอีกฝ่ายอย่างเคารพ เพราะซวนเฉิงจื่อเต้าจ่างมีตำแหน่งสูงกว่ากั๋วซือ* ทั่วไปเสียด้วยซ้ำมีความชำนาญในศาสตร์ลี้ลับทั้งแปดอย่างน่ามหัศจรรย์ แม้แต่ฮ่องเต้ยังให้ความเคารพ เขาหรือจะกล้าล่วงเกิน              

               ซวนเฉิงจื่อเต้าจ่างนิ่งมองฉีจิงหลุนอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะหันมาบอกใต้เท้าฟางว่า “ข้าอยากจะสนทนากับเขาสักเล็กน้อย”

               ใต้เท้าฟางที่ในใจยังสงสัยใคร่รู้รีบรับคำและจากไปอย่างเงียบๆ

               บรรดาขุนนางทั้งหลายก็ออกจากห้องเช่นกัน

               ฉีจิงหลุนกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เขารู้สึกเกร็งไปทั่วทั้งร่าง ได้แต่ทอดสายตามองซวนเฉิงจื่อเต้าจ่างเป็นระยะๆ

               ซวนเฉิงจื่อยังเอ่ยต่อไปว่า “มนุษย์เรามีสามจิตเจ็ดวิญญาณ... สามจิตนั้นได้แก่ เทียนหุน--จิตแห่งฟ้า ตี้หุน--จิตแห่งดิน และมิ่งหุน--พลังชีวิต ส่วนวิญญาณจะได้แก่ รัก โลภ โกรธ หลง ยินดี เศร้าโศก และเกลียดชัง หลังจากมนุษย์สิ้นใจไปแล้วทั้งจิตและวิญญาณจะมลายหายไปพร้อมกัน เทียนหุนจะกลับไปยังฟากฟ้า ตี้หุนจะยังคงวนเวียนอยู่ที่ศาลเจ้า และมิ่งหุนจะลงไปสู่ปรโลก กระทั่งได้กลับมาเกิดอีกครั้ง จิตทั้งสามจึงจะรวมกันเป็นหนึ่ง”

               “คนที่เจ็บหรือป่วยหนัก จิตวิญญาณจะเกิดการสั่นสะเทือน โบราณว่าช่วงเวลานี้จะมีวิญญาณอื่นเข้ามาสิงสู่ได้ง่ายที่สุด เมื่อร่างนี้ได้รับบาดเจ็บอย่างหนัก ทั้งสามจิตเจ็ดวิญญาณก็จะถูกดวงวิญญาณภายนอกแทรกเข้ามาและทำให้เกิดการแบ่งแยก ตอนนี้ร่างของเจ้าเหลือเพียงพลังชีวิตที่อ่อนแรง หากผิงเต้ามาช้ากว่านี้เพียงหนึ่งเดือน มาช้าจนกระทั่งมิ่งหุนออกจากร่างไปแล้ว ผิงเต้าก็จะไม่สามารถมองเห็นความแตกต่างใดๆ ได้อีก คงไม่อาจช่วยเหลือด้วย”

               ฉีจิงหลุนคล้ายถูกฟ้าผ่าลงกลางใจ ร่างของเขาสั่นสะท้าน ดวงวิญญาณของร่างเดิมยังคงอยู่เหมือนเดิมอย่างนั้นรึ เมื่อนึกได้ว่าบางครั้งเขาเองก็รู้สึกไม่สบายเนื้อสบายตัวอย่างไร้สาเหตุก็รู้สึกขนลุก คงเป็นเพราะเหตุนี้กระมัง

               เป็นไปไม่ได้ เพ้อเจ้อทั้งเพ เจ้าของร่างนี้ตายไปตั้งนานแล้ว ไม่เกี่ยวอะไรกับเขาเลย!

               ซวนเฉิงจื่อเต้าจ่างหยิบกระดิ่งใบหนึ่งออกมา

               ฉีจิงหลุนมองอย่างหวาดระแวง “ท่านจะทำอะไร?”

               ซวนเฉิงจื่อเต้าจ่างเอ่ยว่า “หากพลังชีวิตออกจากร่างนี้ไปแล้ว เจ้าของร่างเดิมก็จะไม่มีทางได้กลับมาอยู่บนโลกอีก”

               ฉีจิงหลุนรู้สึกถึงความเฉียบขาด คล้ายกับพร้อมจะเผชิญหน้าของอีกฝ่าย เขาก้าวถอยหลังอย่างหวาดกลัว เมื่อถอยไปหลายก้าวแผ่นหลังของฉีจิงหลุนก็ชนกับผนังเย็นเฉียบ

               “ท่านจะฆ่าข้ารึ?”

               “เจ้าต้องออกจากร่างนี้ไป พลังชีวิตของร่างเดิมจึงจะมีโอกาสไปเกิดได้อีกครั้ง” ภายในร่างนี้มีดวงวิญญาณสองดวงที่กำลังสู้กันอยู่ มีทั้งดวงที่แข็งแกร่งและดวงที่อ่อนแอ ดวงที่แข็งแกร่งกำลังสูบพลังชีวิตจากดวงที่อ่อนแอกว่าเพื่อหล่อเลี้ยงตัวมันเอง หากดวงวิญญาณที่อ่อนแอถูกสูบพลังชีวิตจนหมดก็ต้องละจากโลกมนุษย์ไปจริงๆ

               ฉีจิงหลุนกล่าวอย่างหวาดกลัวว่า “ท่านจะฆ่าข้าไม่ได้นะ ข้าไม่ได้ตั้งใจ และข้าก็ไม่ได้อยากจะกลับชาติมาเกิด ข้าเองก็ถูกส่งมาเหมือนกัน ท่านออกบวชแล้วไม่ใช่หรือ คนออกบวชแล้วน่าจะมีเมตตาบ้างสิ ทำไมจึงคิดฆ่าคนบริสุทธิ์ได้”

               “แม้ว่าเจ้าจะไม่เจตนา แต่เจ้าก็ได้ขโมยโอกาสการมีชีวิตอยู่ของเจ้าของร่างเดิมไปแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้ต้องดำเนินไปตามแรงกรรม” ซวนเฉิงจื่อเต้าจ่างเว้นจังหวะเล็กน้อย “ผิงเต้าจะพยายามส่งเจ้ากลับไปยังที่ที่จากมา แต่วิชาของผิงเต้ายังไม่แก่กล้าพอ จึงไม่อาจรับประกันได้”

               เมื่อได้ยินว่าเขาจะต้องกลับไปยังที่ที่จากมา เขาจะไม่ตาย ฉีจิงหลุนก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่เพียงครู่เดียวก็นึกแย้งว่า ‘ฉันติดหนี้อินเทอร์เน็ตอยู่นี่นา’ ถ้ากลับไปก็คงไม่มีชีวิตที่ดีเหมือนกันน่ะแหละ พ่อกับแม่ต้องเล่นงานเขาแน่ เพื่อนพ้อง ญาติพี่น้องคงนึกหัวเราะเยาะเขา

               เมื่อได้ยินอีกฝ่ายเกริ่นว่า ไม่แน่ว่าเขาจะได้กลับไปหรือไม่ ฉีจิงหลุนจึงตะโกนออกมา “หากข้าไม่ได้กลับไป ข้าจะตายใช่หรือไม่”

               ซวนเฉิงจื่อเต้าจ่างนิ่งไปเล็กน้อย แล้วจึงพยักหน้า

               ฉีจิงหลุนยิ่งกระวนกระวายมากขึ้น จู่ๆ เขาก็คิดถึงคำถามหนึ่งขึ้นมา “ถ้าข้าจากไปแล้ว ร่างนี้จะฟื้นขึ้นมาอีกครั้งใช่หรือไม่”

               ซวนเฉิงจื่อตอบว่า “ไม่ฟื้น แต่ก็ยังมีโอกาสกลับชาติมาเกิดใหม่”

               “ในเมื่อร่างนี้ฟื้นคืนชีพไม่ได้แล้ว ข้าเองก็ต้องตาย ตระกูลฉีจะไม่เหลือบุตรชายน่ะสิ พวกเขาอุตส่าห์เลี้ยงดูบุตรชายคนนี้ขึ้นมาอย่างยากลำบาก และเขาก็กำลังจะได้เป็นจู่เหริน ครอบครัวยังไม่ทันได้เสวยสุขบุตรชายก็มาด่วนจากไปเสียก่อน เต้าจ่างไม่เห็นใจพวกเขาบ้างเลยรึ เต้าจ่าง เต้าจ่าง”

               ฉีจิงหลุนหวาดหวั่นจนทรุดตัวลงกับพื้น “ข้าไม่ใช่ปีศาจ ข้าไม่มีเจตนาจะทำร้ายใคร ข้าจะกตัญญูต่อบิดามารดาแทนเจ้าของร่างนี้ให้มากที่สุด ให้พวกเขาได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี จะดูแลพวกเขาจนถึงลมหายใจสุดท้าย ข้าสาบานว่าข้าจะกตัญญูต่อพ่อแม่และญาติพี่น้องของเขาด้วย เต้าจ่าง ข้าก็ถือเป็นหนึ่งชีวิต ทุกชีวิตมีค่าเท่ากันมิใช่หรือ หรือว่าชีวิตของข้าไม่สำคัญเสียแล้ว”

               ซวนเฉิงจื่อเต้าจ่างไม่ได้หวั่นไหวตามคำขอของเขา เพียงแต่ตอบกลับมาว่า “เกิดแก่เจ็บตาย ยังไม่ทำให้เจ้าเห็นสัจธรรมของชีวิตอีกหรือ นี่ไม่ใช่ที่ที่เจ้าควรอยู่ อย่าได้นึกอาลัยอาวรณ์เลย”

               เสียงกระดิ่งค่อยๆ ดังก้องกังวานและเกิดเป็นท่วงทำนองไพเราะอย่างยากจะบรรยาย

 

รักแรก 10+ตอนพิเศษ อดีตชาติ 1

               ฉีจิงหลุนรู้สึกคล้ายเสียงนั้นก้องอยู่ในห้วงความคิดของตน ทั้งสามจิตเจ็ดวิญญาณของเขากำลังปั่นป่วน ไม่รู้ว่าอุปทานหรือเรื่องจริงกันแน่แต่เขาไม่กล้ารอให้เรื่องดำเนินไปมากกว่านี้ จึงรีบตะโกนขึ้นว่า “ช้าก่อน”

               ฉีจิงหลุนไม่คิดจะออมพลังวิเศษของตนเอาไว้อีก เขาลนลาน ‘เบิก’ ยาถอนพิษมาจากระบบในห้วงความคิดและเอ่ยว่า “เต้าจ่าง ยาเม็ดนี้เป็นยาถอนพิษ ข้ามีของพวกนี้อยู่อีกมาก ขอเพียงท่านไม่สังหารข้า ข้ายินดียกให้ท่านทั้งหมด ท่านอยากได้อะไรข้ามอบให้ได้ทั้งนั้น ยาที่กินแล้วเป็นอมตะก็มี ขอแค่ท่านช่วยข้า”

               ซวนเฉิงจื่อเต้าจ่างไม่ได้มีสีหน้าหวั่นไหวแต่กลายเป็นหวาดระแวงแทน คนผู้นี้จะเก็บไว้ไม่ได้ ต่อไปอาจจะเป็นภัยร้ายแรงต่อแว่นแคว้น

               ฉีจิงหลุนได้ยินเสียงระฆังดังกังวานมากยิ่งขึ้น เขาอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่รู้สึกถึงความเจ็บปวดมหาศาลที่กดลงกลางกระหม่อมเป็นระยะๆ เขาร้องลั่นและทรุดตัวลงกับพื้น ความเจ็บปวดทำให้เขาตาพร่าจนมองเห็นร่างของเต้าจ่างวัยชรากำลังเคลื่อนไหวรางๆ หูของเขาได้ยินเสียงสวดมนต์ดังก้อง

               ฉีจิงหลุนปวดหัวจนต้องกลิ้งไปมากับพื้น ในห้วงความคิดของเขาคล้ายปรากฏภาพยนตร์ฉายผ่านไปมาอย่างรวดเร็ว

               เขาไปสอบในเมืองหลวงแล้วบังเอิญเจอหญิงงามกำพร้ากลางทาง เขาสอบจอหงวนได้ ได้ขี่ม้าแห่ไปทั่วเมือง เป็นวีรบุรุษที่ช่วยสาวงาม อนาคตรุ่งเรืองสดใส เตรียมตัวก้าวขึ้นเป็นราชบุตรเขย

               ความทรงจำหลั่งไหลออกมาอย่างต่อเนื่องจนฉีจิงหลุนปวดหัวคล้ายกำลังจะแตกเป็นเสี่ยงๆ ก่อนที่ภาพทั้งหมดจะดับวูบลงพร้อมกับเสียงร้องอย่างน่าเวทนาของตัวเขาเอง

 

               “อา...” คนที่นอนอยู่บนเตียงผู้ป่วยสีขาวสะอาดลืมตาขึ้น

               สตรีวัยกลางคนที่เหนื่อยจนฟุบหลับอยู่ข้างเตียงก็ตื่นขึ้นมา เมื่อเห็นว่าลูกชายตนฟื้นแล้วก็ดีใจจนน้ำตาไหล “อาหลุน อาหลุน หมอคะ ลูกชายฉันฟื้นแล้ว”

               จิงหมู่รีบไปเรียกหมอมาดูอาการ

               จิงหลุนยังคงนอนนิ่ง มองภาพตรงหน้าอย่างตกตะลึง เขากลับมาแล้วอย่างนั้นหรือ? เขากลับมาแล้วจริงๆ หรือ? ทำไมเขาถึงกลับมาได้?

               ไม่... ไม่... ไม่... เป็นไปไม่ได้

               จิงหลุนอยากจะหยิกตัวเองแรงๆ เขาคงกำลังฝันไปแน่ๆ ทำไมเขาจึงกลับมาอยู่ในโลกปัจจุบันได้ แต่เมื่อลองหยิกแล้วเขาก็รู้สึกเจ็บจนต้องร้องซี้ด เขาไม่ได้ฝันไป

               แล้วระบบของเขาล่ะ?

               แต่ไม่ว่าจิงหลุนจะพยายามนึกถึงระบบอย่างไร ก็ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่ทันทีที่เขาคลิกแล้วก็เข้าไปในระบบได้

               เขาไม่เพียงแต่กลับมาในโลกปัจจุบัน ทว่าสูญเสียระบบจับรางวัลไปอีกด้วย

               เพียงเท่านี้จิงหลุนก็อยากจะหมดสติไปซะเดี๋ยวนั้น

               จิงหลุนฟื้นขึ้นมาอีกครั้งพร้อมกับเสียงร้องไห้ของผู้เป็นมารดา แต่เขาไม่อยากฟื้นและหวังเหลือเกินว่านี่จะเป็นเพียงฝันร้าย พอตื่นขึ้นมาแล้วเขายังคงเป็นบุคคลที่ได้รับการนับหน้าถือตาอย่างเช่น ‘ฉีจิงหลุน’ จู่เหรินวัยสิบแปดผู้มีวรยุทธและรูปลักษณ์เป็นที่ต้องตาต้องใจสตรีคนเดิม มีภรรยาห้อมล้อมและได้รับการเคารพยกย่องจากผู้คน

               จู่เหรินวัยสิบแปดอย่างนั้นรึ?

               จิงหลุนนิ่งอึ้งไป เขายังไม่ทันได้สอบจอหงวนก็ถูกคนจับได้และกล่าวหาว่าเป็นปีศาจ มิหนำซ้ำยังเชิญนักพรตมาจัดการกับเขาด้วย

               จิงหลุนดึงสติกลับมาอีกครั้งอย่างกระตือรือร้น เขายังมีความทรงจำของอีกช่วงชีวิตหนึ่ง เหมือนกับตัวเขาได้กลับชาติมาเกิดไปมาถึงสองครั้งสองคนอย่างนั้นแหละ

               ความทรงจำแรกคือ เขาเป็นจู่เหรินที่ยังไม่ทันประสบความสำเร็จก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นปีศาจ และถูกนักพรตคนหนึ่งทำพิธีขับไล่วิญญาณ

               ส่วนความทรงจำที่สอง เขาเป็นเหมือนพระเอกในนิยายที่เคยอ่าน ได้ใช้ของวิเศษในระบบทำให้ตนเองประสบความสำเร็จและมีเหล่าสตรีมาห้อมล้อม ทั้งยังมีโอกาสได้สู่ขอองค์หญิงและขึ้นเป็นราชบุตรเขยอีกด้วย แต่จากนั้นก็ถูกฮ่องเต้สั่งประหาร

               จิงหลุนหน้าซีดจนแทบจะเป็นสีโปร่งแสง

               ความทรงจำทั้งสองครั้งเขามีจุดจบเหมือนกันคือความตาย

 

ตอนพิเศษ อดีตชาติ

               ตอนรู้ข่าวการตายของหลี่รั่วหยู ฉีจิงหลุนกำลังทำความดีเพื่อเอาใจสาวงามนางหนึ่ง

               เมื่อเห็นนางแย้มยิ้มอย่างเชิญชวน ฉีจิงหลุนก็ยิ้มตอบอย่างภาคภูมิใจ แผ่นดินนี้ไม่มีผู้หญิงคนไหนที่เขาอยากได้แล้วไม่ได้ แม้สตรีนางนั้นจะเย็นชาไร้หัวใจเพียงใด ขอเพียงเขาปรารถนา ไม่มีใครที่จะหนีจากอ้อมกอดของเขาพ้น

               “หากไม่ได้ยาจากใต้เท้าฉี พ่อของข้าต้องแย่แน่” หญิงงามย่อตัวคารวะ “บุญคุณยิ่งใหญ่ของท่านหนนี้ ข้าจะจดจำไปชั่วชีวิตเจ้าค่ะ”

               ฉีจิงหลุนส่ายพัดในมือเบาๆ และเอ่ยด้วยรอยยิ้มชวนหลงใหล

               “คุณหนูเซี่ยกล่าวเกินไปแล้ว ใต้เท้าเซี่ยมีบุญคุณใหญ่หลวงต่อแผ่นดิน ข้าก็เพียงช่วยเหลือตามกำลังเท่านั้น”

               สิ้นเสียงนั้น เด็กรับใช้ก็เข้ามาขัดจังหวะช่วงกำลังเข้าด้ายเข้าเข็มของฉีจิงหลุน “ใต้เท้าขอรับ ฮูหยินน้อยล่องเรือชมแม่น้ำ ไม่ทันระวังจึงพลัดตกน้ำ ตอนที่ถูกช่วยขึ้นมาได้นาง... นางหยุดหายใจแล้วขอรับ”

               ฉีจิงหลุนตกใจอย่างยิ่ง

               หญิงงามนางนั้นก็ตะลึงกับเรื่องที่ได้ยินเช่นกัน

               “ใต้เท้าขอรับ” เด็กรับใช้เอ่ยเรียกเขาอย่างเป็นห่วง

               ฉีจิงหลุนดึงสติกลับมา ก็ไม่ลืมที่จะยกมือคารวะหญิงงาม “เชิญคุณหนูเซี่ยตามสบาย”

               คุณหนูเซี่ยตอบกลับมาว่า “ใต้เท้ารีบไปเถอะเจ้าค่ะ”

               ฉีจิงหลุนพยักหน้า และขอตัวจากไปอย่างรวดเร็ว

               รอจนกระทั่งฉีจิงหลุนและเด็กรับใช้เดินหายไป สาวใช้ของคุณหนูเซี่ยก็หันมาสบตากับผู้เป็นนาย “คุณหนูเจ้าคะ สายลับของเราเล่าว่าฉีฮูหยินสิ้นใจแล้วเจ้าค่ะ”

               คุณหนูเซี่ยหลุบตาลงเล็กน้อย “เจ้าอยากจะพูดอะไรรึ”

               สาวใช้กัดริมฝีปาก “ใต้เท้าฉีหลงใหลในตัวคุณหนูอย่างยิ่ง”

               คุณหนูเซี่ยยกมุมปากยิ้ม “ปีที่แล้วข้ายังได้ยินเรื่องที่เขาไปพัวพันกับคุณหนูหลีจีที่โรงเตี๊ยมฟางหัวอยู่เลย”

               สาวใช้นิ่งอึ้งอย่างไร้คำโต้ตอบ เรื่องเจ้าชู้ของใต้เท้าฉีนี้จะว่าไปแล้วก็น่าเสียดาย แต่ฉีฮูหยินคนปัจจุบันที่เป็นเพียงหญิงสาวจากบ้านนอกก็เสียชีวิตไปแล้ว ด้วยสถานะของคุณหนูตน นางสามารถขึ้นเป็นฉีฮูหยินคนต่อไปได้อย่างเหมาะสม ส่วนเรื่องบรรดาภรรยารองของใต้เท้าก็ช่างปะไร เพราะถึงแม้คุณหนูจะแต่งให้กับขุนนางคนอื่นๆ พวกเขาก็คงต้องมีภรรยารองอยู่ดี ด้วยความงามที่เหนือกว่าสตรีใดของคุณหนู จะต้องสามารถผูกใจให้ใต้เท้าฉีรักคุณหนูเพียงคนเดียวได้แน่

               คุณหนูเซี่ยยิ้มจางๆ อย่างเย้ยหยัน นางชื่นชมในความสามารถของใต้เท้าฉีและสำนึกในบุญคุณที่เขามอบยาให้ แต่คนทั้งเมืองต่างก็รู้ดีว่าใต้เท้าฉีเป็นคนเจ้าชู้ เขามีสตรีมากมายนับไม่ถ้วน แล้วนางจะเอาตัวเข้าไปเกลือกกลั้วอีกทำไม เขาไม่ใช่ผู้ชายคนเดียวในแผ่นดินนี้เสียหน่อย

               ฉีจิงหลุนไม่รู้เลยว่าตนถูกคนนอกมองอย่างไร เขากลับไปถึงบ้านก็ถามเด็กรับใช้ว่า “ฮูหยินตกน้ำได้อย่างไร”

               ความรู้สึกที่เขามีต่อหลี่รั่วหยูนั้นซับซ้อนอย่างยิ่ง นางเป็นผู้หญิงคนแรกของเขา เป็นสตรีที่ใสซื่อบริสุทธิ์และอ่อนโยนตรงกับผู้หญิงในสเปคของเขาทุกประการ และยังให้กำเนิดลูกชายคนแรกแก่เขาด้วย

               เขาชอบหลี่รั่วหยู แต่ดูเหมือนหลี่รั่วหยูจะไม่ได้ชอบเขา หรือพูดอีกอย่างก็คือ นางชอบฉีจิงหลุนคนก่อนหน้านี้

               เรื่องนี้ทำให้เขาไม่พอใจอย่างยิ่ง เขามีความสามารถและตำแหน่งที่สูงกว่าฉีจิงหลุนคนก่อนมากมายนัก หากไม่ใช่เพราะเขา นางก็คงไม่มีทางได้ขึ้นเป็นฮูหยินของขุนนางขั้นสูงและใช้ชีวิตอย่าง
สุขสบายหรอก

               เมื่อมีอนุในบ้านมากขึ้นเรื่อยๆ เขาก็ยิ่งละเลยเรื่องนี้ เพราะอย่างไรเขาก็มีผู้หญิงมาห้อมล้อมไม่ขาดสาย เขาเห็นแก่ความเป็นภรรยาหลวงและเห็นแก่บุตรชาย เขาจึงดูแลนางด้วยดีเสมอมา
หลายปีมานี้ตำแหน่งเขาสูงขึ้นเรื่อยๆ ผู้หญิงก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน หลี่รั่วหยูจัดการงานในบ้านได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ฉีจิงหลุนเห็นก็พอใจอย่างยิ่ง คนเป็นภรรยาหลวงก็ควรใจกว้างอย่างนี้แหละ

               เมื่อรู้ว่าหลี่รั่วหยูตาย ฉีจิงหลุนย่อมนึกเสียใจเป็นธรรมดา ก็ปีที่แล้วลูกชายของเขาเพิ่งจะจมน้ำตาย ตอนนี้หลี่รั่วหยูก็มาจมน้ำตายไปอีกคน เพียงแค่คิดก็สลดใจแล้ว

               หลังจากงานศพเสร็จสิ้น ฉีจิงหลุนก็ไม่เหลือความเศร้าให้เห็นอีก เขามีเรื่องอื่นต้องจัดการและมีผู้หญิงอีกมากมายให้คอยปลอบโยน ภรรยาที่ไม่ได้รับความโปรดปรานเช่นหลี่รั่วหยูจึงสร้างความ
สะเทือนใจให้เขาได้เพียงไม่กี่วัน

               ผลกระทบใหญ่ที่เกิดขึ้นหลังจากการตายของหลี่รั่วหยูไม่ใช่ความเสียใจ แต่เป็นการสรรหาผู้มานั่งตำแหน่งภรรยาหลวงคนใหม่

               ในยุคนี้ ผู้ชายสามารถแต่งตั้งให้ภรรยารองขึ้นเป็นภรรยาหลวงได้ บรรดาภรรยารองในบ้านต่างพากันหันมาประจบประแจงฉีจิงหลุนมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ฉีจิงหลุนถูกพวกนางรุมห้อมล้อมจนผอมลงไปมาก หากไม่ใช่เพราะมีระบบคอยช่วย เขาคงถูกสูบเนื้อสูบวิญญาณไปจนหมด

               นอกจากสตรีในบ้าน ก็ยังมีบรรดาสตรีที่เขาไปเกี้ยวพาราสีนอกบ้าน พวกนางเหล่านั้นดีใจจนเนื้อเต้น อยากจะขึ้นนั่งตำแหน่งฉีฮูหยินด้วยเหมือนกัน หนึ่งในบรรดาสตรีเหล่านั้นก็ยังมีสตรีสูงศักดิ์อย่างองค์หญิงฝูฮุ่ยรวมอยู่ด้วย

               องค์หญิงฝูฮุ่ยมีความสัมพันธ์กับฉีจิงหลุนมานานแล้ว นางอยากจะให้ฉีจิงหลุนขึ้นเป็นราชบุตรเขย ฉีจิงหลุนเองก็ปรารถนาเช่นกัน การได้ขึ้นเป็นราชบุตรเขยจะทำให้เขาสามารถยกระดับตัวเองขึ้นไปได้อีกขั้น

               แต่เพราะตอนนั้นมีหลี่รั่วหยูขัดขวางความปรารถนานี้อยู่ เขาจึงไม่อาจเอื้อม