“พี่ซางซางน่าสงสารจังเลยนะคะ” จั๋วม่านอินส่ายหน้าช้าๆ และเอ่ยว่า “คุณอาคะ พวกเราทุกคนติดต่อพี่ซางซางไม่ได้ หนูเป็นห่วงมากว่าพี่เขาอาจจะเป็นอะไรไป คุณอาช่วยติดต่อพี่เขาให้หน่อยได้ไหมคะ”
จั๋วหลีจึงพูดว่า “ซางหยูมีเพื่อนอย่างพวกหนู ช่างดีเหลือเกิน” จากนั้นก็กดโทรศัพท์โทรหาซางหยูต่อหน้าจั๋วม่านอิน ปลายสายแจ้งว่าปิดเครื่อง
“คุณอามีเบอร์โทรอื่นของพี่ซางซางไหมคะ” โดยปกติแล้วดารามักจะมีเบอร์โทรศัพท์หลายเบอร์
จั๋วหลีตอบว่า “ก็มีแค่เบอร์เดียวนี่ล่ะจ้ะ”
“แล้วคุณพ่อของพี่ซางซางล่ะคะ”
จั๋วหลีตอบว่า “เดี๋ยวอาจะลองไปถามให้”
“ถามตอนนี้เถอะค่ะ” พอพูดออกไปจั๋วม่านอินจึงรู้สึกว่าเธอเอ่ยอย่างรีบร้อนเกินไปจึงขมวดคิ้วกลบเกลื่อนแล้วพูดว่า “ติดต่อไม่ได้ตั้งหลายวัน หนูเองก็กังวลจนบอกไม่ถูกค่ะ”
จั๋วหลีไม่ได้คิดมาก เธอจึงโทรหาสามี ‘ซางเหวินซาน’ ในทันที
“เขาก็มีแค่เบอร์นี้นี่ล่ะจ้ะ”
จั๋วม่านอินมีสีหน้าเคร่งขรึมขึ้นในทันที
ระบบจึงเอ่ยเตือนเธอว่า “ถ้าซางหยูเอาแต่หลบตัวอยู่ที่นั่นไม่ยอมออกมา ก็อาจจะยังพอใช้งานพวกเขาได้”
จั๋วม่านอินจึงค่อยๆ มีสีหน้าผ่อนคลายลง เธอพยายามรวบรวมสติและเอ่ยกับจั๋วหลีอย่างเกรงอกเกรงใจ ก่อนจะส่งเธอกลับ
พอจั๋วหลีไปแล้ว จั๋วม่านอินก็มีสีหน้าบึ้งตึงทันที “แล้วตอนนี้จะทำอย่างไรล่ะเนี่ย คนก็ติดต่อไม่ได้ ทำอย่างไรซางหยูถึงจะออกมา ถ้าเธออยู่ที่นั่นตลอดสี่เดือนยาก็คงหมดฤทธิ์แล้ว” จั๋วม่านอินหน้าถอดสี “เธอคิดว่าฉันจะถูกพลังสะท้อนกลับอย่างไร ฉันจะกลับไปขี้เหร่รึเปล่า”
จั๋วม่านอินรีบจับหน้าตัวเองอย่างตื่นตระหนก
พลังสะท้อนกลับจะให้ผลลัพธ์ที่จะเกิดในลักษณะตรงกันข้าม ทว่าเป็นอย่างไรนั้นระบบเองก็บอกได้ไม่ชัดเจนเพราะมันเองก็ไม่เคยมีประสบการณ์ ทุกสิ่งที่มันทำในตอนนี้ก็เหมือนเป็นการคลำทางไปเรื่อยๆ
“อินอิน เธออย่าร้อนใจไป พวกเรายังมีเวลาตั้งสี่เดือนค่อยๆ แก้ไขไป ห้ามลนลานเด็ดขาด” ระบบเอ่ยปลอบ จั๋วม่านอินอย่างอ่อนโยน
จั๋วม่านอินกระทืบเท้าอย่างกระวนกระวาย “อย่างนั้นเธอก็บอกฉันมาสิ ว่าฉันต้องทำอย่างไร”
วิธีที่ระบบคิดออกก็คือ การรอคอย
“นั่นมันบ้านของคนอื่น ทำไมเธอถึงได้กล้าอยู่ที่นั่นนานขนาดนั้นโดยไม่ละอาย”
พอใช้คำว่า ‘รอ’ ก็ต้องรอนานถึงหนึ่งเดือน จั๋วม่านอินเอ่ยอย่างโมโหว่า “ยังต้องรอต่อไปอีกไหม รออีกสักสามเดือน รอให้ฤทธิ์ยาหมดฤทธิ์ไปเอง รอให้พวกเราถูกพลังสะท้อนคืน รอให้พวกเราซวยกันหมดใช่ไหม!”
เธอระบายความโมโหใส่ระบบ ระบบก็เอาแต่นิ่งเงียบ
จั๋วม่านอินระบายอารมณ์อีกยกใหญ่ เธอปาข้าวของกระจัดกระจายเต็มห้องรับแขก และนั่งหอบอยู่บนโซฟา “แต่ฉันรอต่อไปไม่ได้แล้วล่ะ”
“แล้วเธอจะทำอะไรล่ะ”
ใบหน้างดงามของจั๋วม่านอินปรากฏแววแห่งความอำมหิต เธอเอ่ยว่า “ให้เฮยเฟิ่นไปจัดการ ให้คนที่พักที่นั่นรำคาญจนทนไม่ไหว ทำให้ซางหยูถูกไล่ออกมาหรือไม่ก็ทำให้เธอละอายจนต้องย้ายออกมาเอง”
ขอเพียงซางหยูปรากฏกาย ภาพความขี้เหร่ก็จะถูกเผยแพร่อีก ถ้าซางหยูมีปากเสียงกับพวกปาปารัซซีอีกล่ะก็จะยิ่งดีใหญ่ หากซางหยูอารมณ์เสียหลังจากถูกปาปารัซซีขวางทางไว้คงได้ปะทะกันแน่ๆ ครั้งที่แล้วซางหยูก็แย่งกล้องถ่ายรูปของปาปารัซซีมาขว้างจนแตก และเกือบจะเข้าไปทำร้ายคนด้วยซ้ำ
ระบบไม่ได้ปฏิเสธเธอ
จั๋วม่านอินเดินเข้าไปในห้องหนังสือแล้วเปิดคอมพิวเตอร์ แสงจากหน้าจอส่องกระทบดวงหน้างดงามของเธอซึ่งบัดนี้ฉายแววแห่งความโหดเหี้ยมและเคียดแค้น
จั๋วม่านอินเอ่ยกับระบบว่า “ซ่อนไอพีฉัน”
ส่วนอาหยูหลังจากมีการสอบประวัติของเธอโดยละเอียด เธอก็สามารถเข้าทำงานในห้องปฏิบัติการทดลองของสถาบันได้อย่างราบรื่น
เธอเข้าทำงานในตำแหน่งเด็กฝึกงานของศาสตราจารย์จาง พอฝึกงานได้ครบหนึ่งปีก็จะได้ตำแหน่งขั้นต่ำเป็นนักวิจัยฝึกหัด ในตอนนั้นจึงจะนับว่าเป็นเจ้าหน้าที่อย่างเป็นทางการของสถาบัน
จากที่เธอได้ส่งรายงานซึ่งมีมูลค่ามหาศาลไปหลายฉบับ อาหยูเข้าทำงานกับสถาบันได้ไม่นานก็ได้รับการจัดสรรให้อยู่ห้องพักส่วนตัวซึ่งอยู่ในตึกเดียวกันกับเจียงเชี่ยน
เจียงเชี่ยนผู้ซึ่งช่วยเธอขนของเอ่ยอย่างอาลัยอาวรณ์ว่า “พักอยู่ด้วยกันก็ดีออกอย่างน้อยก็ได้เป็นเพื่อนกัน” ที่สำคัญก็คือเธอกินข้าวได้เยอะขึ้น คิดไม่ถึงว่าไม่เจอกันแค่ไม่กี่ปีฝีมือการทำอาหารของซางหยูจะพัฒนาขึ้นอีกขั้น โดยเฉพาะการทำอาหารประเภทปลาเธอทำได้อร่อยจนต้องกินหมดเกลี้ยงทุกครั้ง
อาหยูเพียงแต่ยิ้มโดยไม่ได้ตอบอะไร
หอพักของเธออยู่ด้านหลังตึกวิจัย อาหยูยังคงใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย วันหนึ่งเธอใช้เวลาอย่างน้อยสิบหกชั่วโมงหมกตัวอยู่ในห้องปฏิบัติการทดลอง หลังจากได้รับการอนุญาตจากศาสตราจารย์จาง เธอใช้เวลาที่เหลือจากการศึกษาวิจัยเรื่องมดลูกเทียมโดยการใช้ร่างของตนเองตั้งเป็นสมมติฐานในการค้นคว้าวิจัยหาสาเหตุของสิวและไขมันบนร่าง
ศาสตราจารย์จางเตือนว่าให้เธอระมัดระวังเรื่องสุขภาพเรื่องมีสิวและอ้วน ส่วนใหญ่มักจะมีสาเหตุจากการนอนหลับ
อาหยูจึงรับปากและดูแลสุขภาพของตนเองตามปกติ
ตอนนี้ทุกคนรู้เพียงว่าอาหยูเข้าพักในที่พักของบุคลากรของสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ แต่ไม่รู้ว่าเธอได้เข้าทำงานในสถาบันวิทยาศาสตร์แล้ว
เมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้นักข่าวที่อยากทำข่าวต่างก็รามือ เพราะที่นั่นเป็นสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ แม้พวกเขาจะใจกล้าบ้าบิ่นเพียงใดก็ไม่กล้าไปป้วนเปี้ยนใกล้ๆ ที่พักของซางหยูเหมือนที่เคยทำ แม้แต่การใช้โดรนเพื่อแอบดูก็ยังไม่กล้า หากถูกเข้าใจผิดว่าเป็นสายลับขายชาติจนเกิดเป็นเรื่องราวใหญ่โตขึ้นมาจะทำอย่างไร?
พวกนักข่าวรามือได้ แต่พวกเฮยเฟิ่นกลับไม่มีทีท่าว่าจะลดความพยายามแม้แต่น้อยภายใต้การยุยงส่งเสริมของจั๋วม่านอิน
จั๋วม่านอินพิมพ์คำยั่วยุเข้าไปในกลุ่มแชทว่า “อย่างไรพวกเราก็ยังเป็นผู้เยาว์ จะมีอะไรให้กลัว!”
เด็กๆ วัยรุ่นซึ่งอายุยังน้อยต่างเลือดร้อนไม่กลัวฟ้ากลัวดิน หลังจากถูกกระตุ้นในกลุ่มพวกเขาแทบจะอยากออกไปฆ่าคนด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับดูถูกคนคนหนึ่ง พวกเขาคิดว่าสิ่งที่พวกเขากำลังทำในตอนนี้เป็นเรื่องที่แสนธรรมดาอย่างยิ่ง
คนพวกนี้พยายามแอบเข้าไปด้านใน แต่ก็ถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยซึ่งหูไวตาไวกักตัวไว้ด้านนอก ช่างน่าขันเหลือเกินแม้แต่ผู้ใหญ่ที่เข้ามาสอดแนมเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยยังจับได้ แล้วนับประสาอะไรกับเด็กวัยรุ่นที่มากันเป็นกลุ่ม
ลองแล้วลองเล่าพลาดแล้วพลาดเล่าทำจนเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเองก็หัวเสีย
คนที่หัวเสียยิ่งกว่าเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยก็คือเด็กวัยรุ่นกลุ่มนี้ พวกเขาทั้งอายทั้งโมโห เด็กหนุ่มคนหนึ่งหยิบป้ายผ้าออกมาชูตรงนั้นมีข้อความว่า “ซางหยูออกมาเดี๋ยวนี้!!!”
บ่ายวันนั้นสถาบันวิทยาศาสตร์ก็โพสต์ข้อความลงในเวยป๋อว่า...
‘ไม่ชอบก็ได้แต่อย่าทำร้ายกัน’ โดยโพสต์ภาพป้ายผ้าเป็นภาพประกอบข้อความ
หลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมง ข่าวที่สถาบันวิทยาศาสตร์ออกมาปกป้องซางหยูก็กลายเป็นข่าวร้อนในทันที
- แม่ หนูตาฝาดไปหรือเปล่าเนี่ย?
- เฮ้ย! บัญชีผู้ใช้ของสถาบันวิทยาศาสตร์ถูกแฮ็กหรือเปล่า?
- โอ้โห นี่มันประตูทางทิศใต้ของสถาบันวิทยาศาสตร์นี่นา โคตรเจ๋ง! ไปหาเรื่องถึงสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติเลย นับถือจริงๆ
- นั่นใช่ประเด็นรึ? เปล่าเลย ประเด็นสำคัญก็คือซางหยูอยู่ในสถาบันวิทยาศาสตร์ต่างหาก!
- เกินไปแล้วมั้ง คนเขาออกจากวงการไปแล้วยังตามจองล้างจองผลาญไม่เลิก
- แฟนคลับกลุ่มนั้นร้ายมาโดยตลอด เอาแต่คอยรังควานซางหยูจนตอนนี้ออกจากวงการแล้วก็ยังตามตอแยไม่เลิก
- จู่ๆ ฉันก็นึกสงสาร
- ถ้าไม่ใช่เพราะซางหยูเสียโฉม จั๋วม่านอินจะมีวันนี้หรือ
- จะว่าไปทำไมซางหยูถึงได้อยู่ที่สถาบันวิทยาศาสตร์ และทำไมสถาบันวิทยาศาสตร์จึงต้องโพสต์เวยป๋อเพื่อปกป้องเธอ
- ข่าวอ้างอิงเชื่อถือได้บอกว่า ซางหยูเข้าฝึกงานในสถาบันวิทยาศาสตร์
- หรือว่าตกอับแล้วไปหาเรื่องทำเล่นๆ เดี๋ยวจะเดือดร้อนเอาเปล่าๆ นะ
คำวิพากษ์วิจารณ์ที่มีเนื้อหาคล้ายๆ กันเหล่านี้มีต่อเนื่องอยู่หลายหน้าจนกระทั่งบัญชีผู้ใช้หนึ่งที่มีผู้ติดตามหลายแสนคนโพสต์ว่า...
- ‘คุณอาทำงานอยู่ในสถาบันวิทยาศาสตร์ ฉันถามคุณอาแล้ว ซางหยูเข้าทำงานในสถาบันวิทยาศาสตร์จริง คุณอาฉันยังบอกว่าเธอเป็นคนมีไอเดียดีมากน่าจะทำงานด้านวิทยาศาสตร์ตั้งนานแล้ว’
ฝ่ายที่เข้าข้างซางหยูและถูกด่าก่อนหน้านี้มาโพสต์กลับว่า...
- ฮ่า ฮ่า ฮ่า หน้าแตกเลยล่ะสิ
หลังจากนั้นข้อความแสดงความคิดเห็นก็มีทิศทางที่เปลี่ยนไป
- ฉันไม่ใช่แฟนคลับของซางหยูแต่ฉันอยากบอกว่า อย่างไรเธอก็เป็นคนที่สำเร็จการศึกษาจากอเมริกาถ้าได้ทำงานในสถาบันวิทยาศาสตร์แล้วจะแปลกตรงไหน มีคนอิจฉาตาร้อนขนาดนั้นเลยหรือ
- ฉันรู้ว่ามีคนในวงการบันเทิงบางคนอยู่ต่อไม่ได้ก็กลับไปสืบทอดธุรกิจของครอบครัว แต่ฉันไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีบางคนอยู่ในวงการบันเทิงต่อไปไม่ได้ก็กลับไปเป็นนักวิทยาศาสตร์ได้!!!
ซางหยู : แม้ว่าฉันจะใช้หน้าตาหากินไม่ได้อีก แต่ฉันจะใช้ความรู้ความสามารถทำมาหากินต่อ พร้อมกับภาพสีดำ