ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

นางรองสองวิญญาณ ตอนนางเอกตกอับ女配不想死(快穿)

ผู้แต่ง ฮวนกุยอี่
ผู้แปล Hongsamut
ประเภท
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
เป็นนางเอกสาวสวยดาวรุ่งอยู่ดี ๆ ซางหยูกลับถูกขโมย ‘สกิลนางเอก’ โดยไม่ทันรู้ตัว ทำให้ตนเองป่วยด้วยโรคนอนไม่หลับ แถมต้องกลายร่างเป็นยัยอ้วนสิวเขรอะแสนอัปลักษณ์

บทนำ

นางรองสองวิญญาณ ตอนคู่หมั้นคู่หมาย
จากเรื่อง: 女配不想死(快穿)
ฮวนกุยอี่ เขียน ห้องสมุด แปล
Author: Huan Gui Yi
Chinese edition copyright 北京晋江原创网络科技有限公司
Cover illustration Wumo
Thai edition copyright Hongsamut.com Co., Ltd.
ALL RIGHTS RESERVED

----------------------------------------

เป็นนางเอกสาวสวยดาวรุ่งอยู่ดี ๆ
ซางหยูกลับถูกขโมย ‘สกิลนางเอก’ โดยไม่ทันรู้ตัว ทำให้ตนเองป่วยด้วยโรคนอนไม่หลับ
แถมต้องกลายร่างเป็นยัยอ้วนสิวเขรอะแสนอัปลักษณ์

เพียงเท่านั้นยังไม่หนำใจ จั๋วม่านอินญาติผู้น้องตัวดีของซางหยู ต้องการให้เธอตกต่ำถึงขีดสุด
ถูกแบนออกจากวงการ สูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างและมีจุดจบที่น่าสมเพช

ซางหยูต้องตายอย่างอนาถแบบนั้น
เธอจะยอมตายตาหลับปล่อยให้ญาติสาวจอมลวงโลกมาแย่งชิงความเป็นนางเอกไปฟรีๆ ได้อย่างไร?
ทุกอย่างมีค่าตอบแทนที่ต้องจ่ายค่า!
อาหยูจึงย้อนเวลามาทวงทุกสิ่งคืนแทนซางหยู
ให้รู้กันเสียบ้างว่านางเอกที่แท้ทรูนั้นไม่ใช่ใครก็เป็นได้นะเธอ!

สารบัญ

1.วันนี้เธอดูหน้าตาสดใสดีนะ

               อาหยูมองภาพตัวเองในกระจกและเห็นสิวที่ทั้งแดงทั้งอักเสบขึ้นเต็มบนหน้า หรืออาจจะลุกลามมาถึงคอด้วยซ้ำ

               สิวบางเม็ดเริ่มมีหนองไหลออกมา ใครเห็นเป็นต้องรู้สึกขยะแขยงจนขนลุกขนพอง แค่มีสิวเต็มหน้ายังไม่พอตอนนี้เธอยังอ้วนเผละจนเสียโฉม เธอสูงหนึ่งร้อยเจ็ดสิบเซนติเมตร น้ำหนักหนึ่งร้อยเจ็ดสิบกิโลกรัม ช่างเป็นภาพที่น่าทุเรศเหลือเกิน

               แม้เธอจะเป็นเพียงแมวตัวหนึ่งแต่เธอก็รักสวยรักงามอย่างยิ่ง

               อาหยูเดินออกจากห้องน้ำด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก เธอเปิดอัลบั้มภาพของร่างเดิมแล้วจึงค่อยมีท่าทีอ่อนลง ยิ่งเปิดภาพเก่าๆ อาหยูก็ค่อยสงบสติอารมณ์ลงได้ ร่างเดิมของ ‘ซางหยู’ ไม่ได้ขี้เหร่เลย แต่เป็นคนสวยมากด้วยซ้ำ เธอเคยได้รับรางวัลนักแสดงดีเด่นแล้วจะเป็นคนขี้เหร่ได้อย่างไร ซางหยูเป็นคนมีใบหน้าสะสวยผิวพรรณสะอาดสะอ้าน ร่างสูงโปร่ง ทั้งสง่างามและมีเสน่ห์ ความงามของเธอยังเป็นที่ลือเลื่องในวงการบันเทิงอีกด้วย

               ติ๊งต่อง ติ๊งต่อง...

               กริ่งหน้าบ้านที่กดอย่างรีบร้อนแสดงถึงอารมณ์ของผู้มารอด้านนอกในยามนี้ อาหยูลุกขึ้นเดินไปยังประตูและมองผ่านตาแมวประตู จึงเห็นผู้หญิงคนหนึ่งอายุประมาณสี่สิบปีกำลังยืนรอที่หน้าประตู เธอเป็นผู้จัดการของซางหยูนามว่า ‘หยูเจียเซียง’

               “ซาง...”

               แม้ว่าหยูเจียเซียงจะเตรียมใจไว้แล้วแต่ยังอดตกใจในสภาพของซางหยูไม่ได้ ในตอนแรกเธอตกใจกับสภาพของซางหยูที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากนั้นยิ่งตกใจที่ซางหยูไม่ได้สวมผ้าปิดปาก ตั้งแต่รูปร่างหน้าตาของซางหยูเปลี่ยนไปเธอก็ไม่กล้าเจอใครอีก ถ้าไม่เจอได้ก็ดีแต่ถ้าจำเป็นต้องเจอเธอจะต้องสวมอุปกรณ์ปิดบังใบหน้าตลอด

               เมื่อคิดถึงเรื่องนี้หยูเจียเซียงก็นึกปวดใจอย่างยิ่ง ปวดใจชนิดที่ไม่อยากมีความเจ็บปวดเช่นนี้อีกต่อไป ซางหยูเป็นเด็กปั้นของเธอ จากรูปร่างหน้าตาที่สวยงามและฝีมือการแสดงและการร่วมงานกับเธอ หากไม่เกิดปัญหาใดเธอก็สามารถโด่งดังได้เป็นสิบปี แต่ดันมาเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นเสียก่อน ชีวิตของดาราที่ควรจะรุ่งเรืองจึงดับลง

               อาหยูหลีกทางเพื่อให้หยูเจียเซียงเดินเข้ามาในห้องได้สะดวก

               หยูเจียเซียงเดินเข้าไปด้านในอย่างรู้สึกทั้งโมโหและเสียดาย พอเดินไปได้เล็กน้อยเธอก็ชะงักฝีเท้าและหันมามองอาหยู

               อาหยูก็มองเธอเช่นกัน

               หยูเจียเซียงรู้สึกทนไม่ไหวที่จะมองเธอตรงๆ จึงเบือนหน้าหนี อันที่จริงเธอไม่กล้าที่จะมองหน้าซางหยูโดยเฉพาะเมื่อเธอคิดถึงดวงหน้าเดิมของซางหยูซึ่งเป็นความแตกต่างที่น่าสลดใจจนเกินไป

               หลังจากหันหน้าไปทางอื่นก็นึกได้ว่าซางหยูอ่อนไหวมากขึ้นทุกวัน หยูเจียเซียงจึงพยายามบังคับตนเองให้หันหน้ากลับ แต่กลับเห็นว่าเธอยังคงมีสีหน้าปกติ อืม... ที่ว่าปกตินั้นสามารถเห็นได้เพียงในแววตาของซางหยู ในยามนี้ยากจะมองหาผิวส่วนที่ดีบนใบหน้าของเธอแล้วนับประสาอะไรกับการแสดงสีหน้า

               มีเพียงแววตาทรงดอกท้อคู่นั้นที่ยังคงรักษาความเป็นเธอคนเดิมหลงเหลือให้เห็นอยู่บ้าง ดวงตาคู่นั้นฉายแววราบเรียบ ดวงตาสีคล้ายอำพัน มีคนเคยให้คำจำกัดความดวงตาของเธออย่างนี้ หากจะพูดอย่างที่แฟนคลับที่คลั่งไคล้เธอเคยบอกเอาไว้ก็คือ เพียงแค่ซางหยูชายตามองแวบเดียว ผู้ที่สบตาด้วยก็อาจแข็งเป็นหินได้

               อาหยูนิ่งมองหยูเจียเซียงโดยไม่หลบตาและยังมีแววตาราบเรียบ

               ในห้วงความคิดนั้นหยูเจียเซียงคล้ายมองเห็นซางหยูในยามที่เธอเคยรุ่งเรืองและมั่นใจในรูปโฉมของตน ไม่ว่าใครก็ไม่อาจทำให้เธอหวั่นไหวได้ ในที่สุดเธอก็รู้แล้วว่าสิ่งใดที่หายไป ช่วงที่ผ่านมานี้ซางหยูเกลียดชังและดูถูกสารรูปของตัวเองทำให้ความมั่นใจของเธอหายไปจนหมดสิ้น

               หยูเจียเซียงประหลาดใจอย่างยิ่ง เกิดเรื่องอะไรที่เธอไม่รู้อย่างนั้นหรือ?

               หยูเจียเซียงจึงเอ่ยถามอย่างอ้อมๆ ว่า “วันนี้เธอดูหน้าตาสดใสดีนะ”

               อาหยูยกมุมปากยิ้ม “เอาแต่โทษตัวเองไปก็ไร้ประโยชน์”

               หยูเจียเซียงทั้งรู้สึกคล้ายได้รับการปลอบใจและทั้งรู้สึกโศกเศร้าในคราวเดียว “เธอคิดได้ก็ดีแล้ว ซางซางเธอยังคงสาว อนาคตยังอีกยาวไกล มีช่องทางทำมาหากินอีกตั้งมากตั้งมาย” พลางคิดว่าอย่างไรก็ดีกว่าการจมปลักอยู่กับความทุกข์อย่างหมดอาลัยตายอยาก ขอเพียงเธอผ่านช่วงเวลาเหล่านี้ไปได้ ขอเพียงเธอไม่หวังเงินจากวงการบันเทิง ด้วยวุฒิการศึกษาของเธอก็คงไม่ทำให้เธอถึงขั้นอดตาย ซางหยูคือหนึ่งในดาราเพียงไม่กี่คนที่จบการศึกษาในระดับสูง เธอจบปริญญาตรีจากอเมริกา พอเริ่มมีชื่อเสียงในวงการบันเทิงก็ได้แฟนคลับที่เป็นพวกปัญญาชนอีกไม่น้อย เพราะคนส่วนใหญ่ต่างรู้ว่าคนที่อยู่ในวงการนี้มีการศึกษาไม่ค่อยสูงนัก ฉะนั้นในบรรดาดาราที่มีการศึกษาจึงมีชื่อของเธอรวมอยู่ด้วย

               “ช่วงที่ผ่านมานี้คงทำให้พี่ลำบากแล้ว” อาหยูกล่าวขอบคุณ พอเธอตกต่ำเพื่อนรอบๆ ตัวเธอต่างหนีหายกันหมด เหลือข้างกายแค่ไม่กี่คน หนึ่งในนั้นก็คือ หยูเจียเซียง ที่พยายามช่วยซางหยูอย่างสุดกำลัง

               หยูเจียเซียงตอบกลับเธออย่างเป็นกันเองว่า “ระหว่างพวกเรายังจะต้องเกรงใจอะไรกัน”

               หลังจากที่สนทนาทักทายกันอีกเล็กน้อย อาหยูเป็นคนเปิดปากถามก่อนว่า “เอกสารข้อตกลงในการยกเลิกสัญญา พี่เซียงเอามาด้วยรึเปล่าคะ?”

               เธอย่อมนำมาอยู่แล้วเพราะที่หยูเจียเซียงมาในวันนี้ก็เพื่อให้เธอเซ็นยกเลิกสัญญา เธอปรากฏสีหน้าอึดอัดใจอย่างทนรับไม่ได้ พอรูปร่างหน้าตาของซางหยูเปลี่ยนไปในทางแย่ลง บรรดาสปอนเซอร์ต่างก็ยกเลิก เท่านั้นไม่พอยังต้องจ่ายเงินชดเชยให้พวกเขาอีกมหาศาล

               อาหยูเปิดสัญญาอ่านผ่านๆ เมื่อแน่ใจว่าไม่มีปัญหาอะไรก็ลงชื่อในทุกจุด หลังจากเซ็นชื่อในสัญญานี้แล้วเงินที่ซางหยูสร้างมาตลอดสามปีก็จะเหลือเพียงเล็กน้อย

               หยูเจียเซียงลังเลครู่หนึ่ง เธออยากเอ่ยพูดแต่กลับไม่กล้า ตอนนี้ซางหยูกลายเป็นตัวตลกให้หัวเราะเยาะของคนในโลกโซเชียล มีรายการเรียลลิตี้โชว์รายการหนึ่งกลับมองเห็นโอกาสในเรื่องนี้และส่งคำเชิญไปยังบริษัทเพื่อให้ซางหยูมาเป็นแขกรับเชิญในรายการ ด้วยสถานะตัวตนของซางหยูก่อนหน้านี้ยังเป็นกระแสให้ขายได้จนทุกวันนี้ย่อมสามารถเพิ่มเรตติ้งให้เป็นอย่างดี บริษัทได้อนุมัติแล้วและสั่งให้เธอมาบอกเรื่องนี้กับซางหยู แต่เธอจะเอ่ยอย่างไรดีเล่า

               “พี่เซียงมีเรื่องอะไรจะพูดกับฉันรึเปล่าคะ” อาหยูเอ่ยถาม

               หยูเจียเซียงคล้ายจะเอ่ยปากพูดแต่ก็เงียบไป เธอคิดทบทวนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ท้ายสุดจึงตัดสินใจบอกเรื่องนี้อย่างระมัดระวัง หากเธอไม่พูดบริษัทก็ต้องส่งคนอื่นมาบอกอยู่ดี ตอนนั้นคนอื่นอาจจะมีคำพูดทำร้ายจิตใจซางหยูได้ยิ่งกว่า

               อาหยูเอ่ยด้วยใบหน้ากึ่งยิ้มกึ่งบึ้งว่า “คงคิดจะใช้ให้ถึงที่สุดจริงๆ ด้วย”

               หยูเจียเซียงยิ่งคิดยิ่งโมโห “บริษัทก็ทำเกินไปจริงๆ หลายปีมานี้เธอทำเงินให้บริษัทตั้งเท่าไหร่ พอเกิดเรื่องกับเธอบริษัทกลับไม่ช่วยออกโรงพูดปกป้องเธอเลยแล้วยังจะเหยียบเธอจมดินอีก ร้ายจริงๆ”

               ซางหยูเธอเป็นดาวเด่นในวงการบันเทิง แม้ตอนนี้จะไม่เป็นเหมือนเดิมแล้วแต่ที่ผ่านมาเธอก็สร้างผลงานและชื่อเสียงเอาไว้มาก หากทำเป็นเมินเฉยใส่เหมือนการส่งเธอไปอยู่ตำหนักเย็นก็ยังเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะเธอไม่มีประโยชน์ทางธุรกิจอีกแล้ว ทว่าการจะเอาเธอมาเหยียบย่ำซ้ำเติมอย่างนี้ หากเป็นคนที่เห็นแก่หน้าของเธอบ้างก็คงไม่คิดจะทำ

               เธอคิดว่าประธานหัวคงถูกยาเสน่ห์ของจั๋วม่านอินเข้า จึงได้ตัดสินใจอย่างไม่คิดหน้าคิดหลังอย่างนี้

               “ซางซาง” หยูเจียเซียงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ และเอ่ยว่า “ยกเลิกสัญญาเถอะ เธอกับบริษัทเหลือเวลาร่วมงานกันเพียงครึ่งปี ค่าปรับการยกเลิกสัญญาคงไม่สูงนัก”

               หยูเจียเซียงดีใจที่ซางหยูมีวิสัยทัศน์และคิดเตรียมการเผื่อเหตุการณ์ในภายภาคหน้าไว้แล้ว จึงตั้งใจเขียนข้อตกลงในการยกเลิกสัญญาทิ้งเอาไว้ ซางหยูเข้าวงการเพียงเพราะตั้งใจจะชิมลางงานด้านนี้ ตอนแรกไม่คิดว่าตัวเองจะโด่งดังจึงได้เตรียมแผนสำรองไว้ให้ตน ตอนนั้นบริษัทยังอยู่ในช่วงที่ขาดสภาพคล่อง คุณสมบัติของซางหยูก็โดดเด่นอย่างยิ่ง ดังนั้นจึงรับปากเงื่อนไขของเธอ

               “ถ้าเธอยังมีเงินไม่พอ ฉันให้เธอยืมเงินก่อนก็ได้” คนทั้งสองร่วมงานกันมาหลายปี เธอในฐานะผู้จัดการก็ได้ส่วนแบ่งไปไม่น้อย ซางหยูยังเป็นคนใจกว้างและมักจะให้อั่งเปาซองโตกับเธอ

               ซางหยูแย้มยิ้มและพลางตอบว่า “ฉันต้องการยกเลิกสัญญา และตอนนี้ฉันยังมีเงินพอค่ะ”

               หยูเจียเซียงค่อยโล่งใจ อารมณ์ของซางหยูในยามนี้ถือว่าย่ำแย่อย่างยิ่ง หากเธอต้องไปร่วมรายการเรียลลิตี้คงจะเป็นการบีบให้ซางหยูอับจนหนทางอย่างแท้จริง ในวงการก็เคยมีกรณีอย่างนี้เกิดขึ้นมาก่อน เธอรักซางหยูเหมือนน้องแท้ๆ และไม่อยากให้ซางหยูมีจุดจบอย่างนั้น

               “เธออย่าได้คิดเกรงใจฉันเลย”

               ซางหยูตอบว่า “เงินพอจริงๆ ค่ะ ถ้าไม่พอเดี๋ยวฉันจะขอยืมพี่”

               หยูเจียเซียงจึงไม่ได้พูดอะไรในประเด็นนี้อีก เธอบอกเพียงว่าตัวเธอเตรียมจะย้ายไปอยู่ที่เฟยเถิงซึ่งเป็นบริษัทคู่แข่ง เพราะว่าบริษัทกานหยูทำให้เธอหมดใจและไม่อยากทนทำงานที่นี่อีกต่อไป

               หยูเจียเซียงจากไปแล้ว

               อาหยูก็เปิดโทรทัศน์และเปลี่ยนไปดูช่องแตงโม ซึ่งกำลังออกอากาศรายการวาไรตี้โชว์หรือก็คือรายการนานาสาระบันเทิงที่กำลังเป็นที่นิยมที่สุดของประเทศจีนในตอนนี้

2.ชีวิตที่ดีและมีสุข

               มีการประชันด้านการแสดง นักแสดงตลกชายที่เป็นแขกรับเชิญแสร้งร้องไห้และเอ่ยว่า “ม่านอินเธอมันคือไอดอลที่มีความหลากหลาย เธอจะไม่ให้พวกที่มีความสามารถอย่างพวกเราทำมาหากินบ้างเลยหรือ”

               ผู้ที่ถูกส่งบทมาอย่างจั๋วม่านอินตอบด้วยรอยยิ้มว่า “เป็นเพราะโจวเหล่าซือสอนฉันดี ไปๆ มาๆ ฉันก็เลยได้แสดงละครอย่างไม่ทันตั้งตัว”

               โจวเหล่าซือที่ถูกกล่าวถึงแย้มยิ้มและเอ่ยตอบว่า “เสี่ยวจั๋วเป็นคนมีพรสวรรค์มาก...”

               อาหยูซึ่งนั่งอยู่บนโซฟายกมุมปากยิ้ม จั๋วม่านอินเป็นดาราที่กำลังโด่งดังและได้รับความนิยมอย่างมากในตอนนี้ เธอเป็นดาราสาวสวยและดูภูมิฐาน มีแนวบุคลิกที่ดูสงบเยือกเย็นคล้ายกับซางหยู และทั้งสองยังทำงานอยู่บริษัทเดียวกัน พอซางหยูตกกระป๋องจั๋วม่านอินก็รุ่งเรืองขึ้นอย่างรวดเร็ว

               อันที่จริงซางหยูและจั๋วม่านอินยังเป็นญาติกัน แม่เลี้ยงของซางหยูเป็นอาของจั๋วม่านอิน

               เมื่อก้มลงบีบชั้นไขมันที่เอวอาหยูก็ขมวดคิ้วอย่างครุ่นคิด เจ้าของร่างเดิมได้ให้โรงพยาบาลใหญ่ทั้งในและต่างประเทศตรวจหาสาเหตุอยู่หลายครั้งแต่กลับไม่เป็นผล แต่หลังจากที่อาหยูลองจับชีพจรก็พบว่าเป็นไปได้อย่างยิ่งที่ร่างนี้จะถูกทำร้ายแต่จะด้วยวิธีการใดนั้น เธอต้องการอุปกรณ์ในการตรวจสอบ

               ความโชคร้ายของซางหยูเกิดจากการที่ร่างกายส่วนต่างๆ ของเธอเกิดปัญหา เริ่มมาจากปีที่แล้ว ที่เธอเริ่มทุกข์ทรมานจากโรคนอนไม่หลับ เธอนอนไม่หลับทั้งกลางวันและกลางคืน การอดนอนเป็นเวลานานทำให้ผมร่วง และยังกระทบต่อการทำงาน

               ครั้งที่หนักที่สุดก็คือ การที่ซางหยูนั่งหลับในขณะที่กำลังดูการเดินแบบที่ปารีส เธอนั่งอยู่แถวแรกและสามารถหลับได้ถึงแม้จะนั่งอยู่ต่อหน้างานแสดงระดับโลก เป็นนัยคล้ายเย้ยหยันว่างานเดินแบบครั้งนี้น่าเบื่อเพียงใด

               ซางหยูตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้น แม้แต่ตัวเธอเองก็ไม่อยากเชื่อว่าเธอจะทำเรื่องที่ไม่น่าเชื่อถืออย่างนั้นออกมาได้ หลังจากเหตุการณ์นั้นเธอก็พยายามหาวิธีรักษา

               แต่สำหรับผู้จัดงาน การกระทำของซางหยูถือเป็นการตบหน้าและยั่วโมโหเขาอย่างแรง ผู้จัดงานโมโหอย่างยิ่งและปฏิเสธการจ้างงานซางหยู ในวงการแฟชั่นมีสัมพันธ์เชื่อมกันเป็นทอดๆ หลังจากนั้นซางหยูก็ติดแบล็กลิสต์หรือบัญชีดำกับสินค้าแบรนด์เนมอีกหลายรายการ

               ตอนนั้นข่าวดังมาถึงในประเทศจีน ซางหยูกลายเป็นที่หัวเราะเยาะของชาวโซเชียลและเกิดข่าวฉาวไปทั่ว

               แต่ไหนแต่ไรมา ซางหยูเป็นคนวางตัวได้อย่างเหมาะสมมาตลอด เธอมีการศึกษาสูงดูภูมิฐานและมีความสามารถด้านการแสดง แม้แต่สปอนเซอร์ยังกล่าวชม

               เมื่อถูกยกย่องให้สูงเท่าไหร่ ยามตกลงมาก็น่าอนาถมากเท่านั้น ผู้คนที่คอยซ้ำเติมก็แห่แหนกันมาอย่างคึกคัก

               นี่คือช่วงชีวิตที่แย่ที่สุดของซางหยู แต่น่าเสียดายนี่เป็นแค่การเริ่มต้นเท่านั้น

               ซางหยูซึ่งนอนไม่หลับเป็นเวลานานทำให้อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดและโมโหง่าย แต่ในช่วงนั้นเองจั๋วม่านอินก็เข้ามาในวงการภายใต้ภาพลักษณ์ของญาติผู้น้อง และยังแย่งหนังที่ซางหยูเคยแสดง

               ในวงการบันเทิงต้องแก่งแย่งชิงดีกัน นี่เป็นเรื่องธรรมดาอย่างยิ่ง

               แต่ที่ไม่ธรรมดาก็คือจั๋วม่านอินแอบยั่วโมโหซางหยูลับหลัง ซางหยูซึ่งอารมณ์แปรปรวนอยู่แล้วเป็นทุนเดิมถึงกับยกมือฟาดลงบนหน้าจั๋วม่านอิน ทำให้จั๋วม่านอินได้รับคะแนนสงสารเพิ่มขึ้น ส่วนซางหยูกลับยิ่งถูกกดจนจมดิน

               หลังจากนั้นจู่ๆ ซางหยูก็กลายเป็นคนกินจุขึ้นมา แต่ก่อนเธอเป็นคนที่ควบคุมตนเองได้เป็นอย่างดี แต่ช่วงนั้นเธอเหมือนเปลี่ยนเป็นคนละคน เธอไม่อาจควบคุมปริมาณการกินของตัวเองได้ ร่างทั้งร่างของเธอเหมือนลูกโป่งที่ถูกเติมลมอย่างรวดเร็ว ในขณะที่น้ำหนักตัวกำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ใบหน้าของซางหยูก็มีสิวขึ้นเต็มไปหมด

               โรคของเธอถูกบอกเล่ากระจายข่าวออกไปจนเป็นที่หัวเราะเยาะของชาวเน็ต ทั้งคำด่าและคำดูหมิ่นเย้ยหยันหลั่งไหลมาหาซางหยูจากทั่วทุกสารทิศ

               นี่เป็นยุคสมัยที่เห็นแก่รูปร่างหน้าตาเป็นสำคัญโดยเฉพาะในวงการบันเทิง

               อย่าว่าแต่คนอื่นเลยแม้แต่ซางหยูยังรู้สึกเกลียดสารรูปของตัวเอง ไม่มีผู้หญิงคนไหนไม่รักสวยรักงามโดยเฉพาะผู้หญิงที่เคยสวยมาก่อน

               เมื่อเสียโฉมก็ไม่มีที่ยืนในวงการบันเทิงให้ซางหยูอีกต่อไป ซางหยูเองก็ไม่มีกะจิตกะใจสนใจการงานตัวเอง เธอเป็นโรคซึมเศร้าขั้นรุนแรง ซางหยูยกเลิกสัญญาและลาออกจากวงการ เธออยากเดินทางไปต่างประเทศเพื่อรักษาโรคซึมเศร้า

               จั๋วม่านอินกลับเหมือนเงาตามตัวที่มักจะปรากฏตัวในชีวิตประจำวันของซางหยู

               คำเสียดสีดูหมิ่นเหยียดหยามของจั๋วม่านอินทำให้ซางหยูยิ่งคลั่งมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งยิงจั๋วม่านอิน ปืนที่ใช้ยิงจั๋วม่านอินเป็นปืนที่ซางหยูตั้งใจจะเตรียมไว้ให้ตัวเอง

               แต่เหตุการณ์แปลกประหลาดกลับเกิดขึ้น วินาทีที่กระสุนกำลังจะโดนร่างของจั๋วม่านอิน จู่ๆ มันกลับเบี่ยงหันเหอย่างฉับพลัน พร้อมกับจั๋วม่านอินยกมุมปากแสยะยิ้ม

               ไม่มีใครเชื่อคำพูดของซางหยู ทุกคนต่างคิดว่าเธอเสแสร้งแกล้งบ้าและพยายามพูดเพื่อให้พ้นผิดทางกฎหมาย

               ในห้องขังซางหยูจ้องมองจั๋วม่านอินและเอ่ยด้วยเสียงแหบพร่าว่า “แกมันเป็นตัวอะไรกันแน่”

               ดูเหมือนจั๋วม่านอินจะยิ่งสวยขึ้นกว่าเดิม ดวงหน้างดงามหมดจดคล้ายภาพสลักของช่างฝีมือชั้นเยี่ยม เธอเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้มว่า “พี่ซางซาง ฉันม่านอินไงคะ”

               หนึ่งเดือนหลังจากนั้นซางหยูผู้ถูกโรคซึมเศร้ารุมเร้ามาเป็นเวลานาน ใช้ด้ามแปรงสีฟันจบชีวิตตัวเองในห้องขัง

 

               ณ ตึกบริษัทกานหยู ชั้นสิบหก

               จั๋วม่านอินทำการเซ็นสัญญากับจ้าวเหลียงซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบรายการ ‘ชีวิตที่ดีและมีสุข’

               “ม่านอินของพวกเราอายุยังน้อย ดังนั้นคุณต้องช่วยดูแลเธอให้ดีด้วยนะ” ‘หัวหมิงเฉิง’ ประธานกรรมการบริหารคนปัจจุบันของกานหยูเอ่ยกับจ้าวเหลียงด้วยรอยยิ้ม ความหมายที่มีในคำพูดก็คือ... หลายเรื่องในชีวิตประจำวันที่แสนจะธรรมดาแต่เมื่อถูกนำไปตัดต่อในรายการทีวีกลับต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ดาราที่มีชื่อเสียงจำนวนไม่น้อยที่ถูกเล่ห์อุบายจากทางรายการกลั่นแกล้งเนื่องจากสปอนเซอร์ที่สนับสนุนรายการมีอิทธิพลต่อเรื่องนี้

               หัวหมิงเฉิงอายุสามสิบปี เมื่อสามปีก่อนเขาเพิ่งรับช่วงต่อธุรกิจจากผู้เป็นพ่อ แม้ว่าจั๋วม่านอินจะเป็นดาวเด่นของกานหยู แต่โดยหลักการแล้วเขาในฐานะประธานบริษัทก็ไม่จำเป็นต้องมาต้อนรับดูแลเอง

               จ้าวเหลียงย่อมเข้าใจความหมายที่ซ่อนอยู่ในคำพูดของเขา หัวหมิงเฉิงต้องการที่จะสนับสนุนและส่งเสริมจั๋วม่านอิน ผู้หญิงสวยขนาดนั้นเขาย่อมเต็มใจดูแลเธอ

               “คุณจั๋วยอมมีส่วนร่วมในรายการของพวกเรา นั่นถือว่าเป็นเกียรติอย่างยิ่งแล้วครับ” จ้าวเหลียงเอ่ยอย่างนอบน้อม แฟนคลับของจั๋วม่านอินร้ายไม่เบา ตั้งแต่เมื่อครั้งที่ซางหยูตบหน้าจั๋วม่านอิน ซางหยูก็ยังถูกแฟนคลับตามรังควานไม่เลิกจนถึงตอนนี้ และภาพสารรูปที่เปลี่ยนไปของซางหยูซึ่งกำลังว่อนอยู่ในเน็ตก็เป็นฝีมือของแฟนคลับจั๋วม่านอินด้วยเช่นกัน

               แม้จ้าวเหลียงจะอยากเล่นตุกติกแต่ก็จะไม่ทำอย่างนี้กับจั๋วม่านอิน ตอนนี้จั๋วม่านอินกำลังเป็นที่นิยมและได้รับการประคบประหงมจากกานหยู เธอยังมีอนาคตอีกยาวไกล คนอย่างนี้ควรจะผูกมิตรไว้ ตอนแรกเขาอยากจะหยิบยกเรื่องซางหยูที่เสียโฉมมาเป็นหัวข้อสร้างกระแส เมื่อมีจั๋วม่านอินและซางหยูต้องปลุกกระแสให้โด่งดังขึ้นได้อย่างแน่นอนแต่น่าเสียดายที่ซางหยูไม่ยอมร่วมรายการ

               หลังจากสนทนากันอีกเล็กน้อยผู้ช่วยของหัวหมิงเฉิงและผู้จัดการของจั๋วม่านอินก็ส่งผู้รับผิดชอบรายการออกจากห้องประชุมไป

               หัวหมิงเฉิงขยับเนกไทตรงหน้าอกและเอ่ยกับจั๋วม่านอินด้วยรอยยิ้มว่า “รายการนี้ไม่ธรรมดา พวกเขาจะเชิญแต่ดาราที่มีชื่อเสียงถ้าออกอากาศไปแล้วเรตติ้งต้องสูงแน่”

               จั๋วม่านอินแย้มยิ้มจางๆ และเอ่ยว่า “ประธานหัวเห็นว่ารายการไหนดี ก็ดีทั้งนั้นล่ะค่ะ”

               หัวหมิงเฉิงยิ่งยิ้มอย่างเบิกบานมากขึ้นไปอีก เขามองจั๋วม่านอินด้วยแววตาชื่นชม ไม่มีซางหยูแล้วโชคดีที่ยังมีจั๋วม่านอินซึ่งมีรูปโฉมงดงามและมีความสามารถด้านการแสดงไม่ด้อยไปกว่ากัน อีกไม่นานก็คงโด่งดังในขั้นเดียวกับซางหยูหรืออาจจะมีชื่อเสียงมากกว่าด้วยซ้ำ

               เมื่อคิดถึงซางหยู หัวหมิงเฉิงก็ยิ่งทั้งนึกเสียดายและนึกรังเกียจ ใครจะไปรู้ว่าเธอจะทำตัวเองให้ตกอยู่ในสภาพอย่างนั้น ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกสะอิดสะเอียน

               “ตอนแรกรายการนี้ได้เชิญซางหยูอีกคน เพราะเห็นว่าเธอต้องชดเชยค่าเสียหายตั้งมากมายเงินคงกำลังขาดมือ อย่างน้อยนี่ก็เป็นช่องทางรายได้ ถ้าเธอเปิดตัวได้ดีก็อาจจะทำคะแนนนิยมกลับมาได้บ้าง แต่เธอกลับตอบปฏิเสธและยังอยากยกเลิกสัญญากับบริษัท”

               หัวหมิงเฉิงแสร้งทำทีเอ่ยอย่างสลด อันที่จริงเจตนาของเขาไม่ได้ทำเพื่อซางหยูแต่ทำเพื่อจั๋วม่านอิน

                รูปโฉมและบุคลิกของจั๋วม่านอินใกล้เคียงกับซางหยู เธอทั้งสองยังเป็นญาติกัน ตอนที่เพิ่งเปิดตัวจั๋วม่านอินก็ถูกจับคู่กับซางหยูนี่เป็นเจตนาของกานหยูเช่นกัน จั๋วม่านอินอยากจะสร้างคะแนนความนิยมให้เกิดขึ้นกับตัวเอง ส่วนกานหยูก็อยากปั้นคนใหม่ๆ

3.เพราะว่าเธอเป็นนางเอก

               ซางหยูเป็นคนเย็นชาและเย่อหยิ่งจึงไม่ได้เห็นจั๋วม่านอินอยู่ในสายตา เมื่อบริษัทให้ทั้งสองออกรับงานคู่กัน เธอก็ไม่ได้กระตือรือร้นที่จะให้ความร่วมมือหรือปฏิเสธแต่อย่างใด ยังคงปล่อยให้เรื่องดำเนินไปอย่างที่ควรจะเป็น

               ใครจะคิดว่าภายในระยะเวลาสั้นๆ เพียงหนึ่งปี ซางหยูจะพบกับอุปสรรคปัญหายิ่งใหญ่ที่ฉุดชีวิตเธอให้ตกต่ำอย่างถึงขีดสุด จั๋วม่านอินกลับค่อยๆ โด่งดังขึ้นเรื่อยๆ และดังเป็นพลุแตกเสียยิ่งกว่าเมื่อครั้งที่ซางหยูเพิ่งเข้าวงการซะอีก

               เมื่อก่อนจั๋วม่านอินคล้ายเป็นตัวประกอบให้ซางหยูแต่ตอนนี้มันพลิกกลับตาลปัตร เมื่อซางหยูล้มลงคนจำนวนไม่น้อยที่เห็นว่านี่เป็นเรื่องน่ายินดี เมื่อคู่คนทั้งสองกลายเป็นประเด็น สารรูปที่อัปลักษณ์ในตอนนี้ของซางหยูยิ่งช่วยส่งเสริมให้จั๋วม่านอินดูงดงามโดดเด่น ดอกไม้ก็ย่อมต้องการใบไม้มาประกอบให้ดูสมบูรณ์

               หัวหมิงเฉิงได้เตรียมการไว้เป็นอย่างดี แต่น่าเสียดายที่ซางหยูไม่ยอมร่วมด้วย โชคดีที่เขาเตรียมใจไว้แล้ว แม้ว่าสารรูปของซางหยูในตอนนี้จะเหมือนครึ่งคนครึ่งผี แต่ก็ยังเหลือความยโสอยู่เช่นกัน

               “ยกเลิกสัญญา! ซางหยูอยากจะออกจากวงการงั้นหรือ” มีเสียงหนึ่งดังขึ้นในห้วงความคิดของจั๋วม่านอิน

               จั๋วม่านอินตอบกลับระบบอย่างไม่ยี่หระว่า “จะตื่นตระหนกทำไมกัน วงการนี้ถ้าเธออยากออกก็ออกได้”

               “อินอินพูดถูก” เสียงระบบตอบกลับอย่างอ่อนหวาน “รัศมีนางเอกของซางหยูอ่อนกำลังเต็มทีแล้ว น่าจะเหลืออีกเพียงเก้าเปอร์เซ็นต์เท่านั้น อินอินสู้ๆ รอให้รัศมีนางเอกของซางหยูหายไปทั้งหมด อินอินก็จะได้ขึ้นเป็นนางเอกผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง ได้ไปเล่นหนังต่างประเทศ แต่งงานกับผู้ชายที่ทั้งหล่อและรวย มีชีวิตที่รุ่งเรืองอย่างไม่สิ้นสุด...”

               จั๋วม่านอินยกมุมปากยิ้มอย่างพึงพอใจ

               หัวหมิงเฉิงเห็นรอยยิ้มที่ชัดเจนนั้นก็แอบยิ้มตามเช่นกัน ถึงม่านอินไม่ได้พูดอะไรแต่ในใจเธอก็ไม่ชอบซางหยูจริงๆ ดูเหมือนสิ่งที่เขาเตรียมการไว้จะเป็นที่พอใจของสาวงาม

               เขาชอบจั๋วม่านอิน ใครจะไม่ชอบผู้หญิงสวยบ้าง แต่น่าเสียดายที่ยังจีบไม่ติด แต่เขาเชื่อว่าคงจีบติดในสักวันจะช้าหรือเร็วแค่นั้นเอง

               “พี่ซางซางไม่น่าวู่วามอย่างนั้นเลย ถ้าครั้งหน้าฉันเจอเธอ ฉันจะลองเกลี้ยกล่อมเธอดูนะคะ” จั๋วม่านอินขมวดคิ้วเล็กน้อย “รอให้เธอปรับสมดุลสุขภาพได้ ทุกอย่างจะดีขึ้นเองค่ะ”

               หัวหมิงเฉิงเอ่ยว่า “ผมก็พูดอย่างนี้เหมือนกัน แต่คุณก็รู้นี่ว่าเธอเป็นคนอารมณ์ร้ายแค่ไหน ผมว่าคุณอย่าไปหาเรื่องยุ่งกับเธอเลยดีกว่า เผื่อเธอเกิดสติหลุดขึ้นมาอีกจะทำอย่างไร?”

               จั๋วม่านอินคิดในใจว่า ไม่มีอะไรที่เธออยากได้แล้วไม่ได้ หากได้วิดีโอกับภาพไปเผยแพร่รัศมีนางเอกย่อมต้องอ่อนลงไม่น้อย เธออยากรู้เหลือเกินว่าหากรัศมีนางเอกของซางหยูหมดไป จั๋วม่านอินจะสวยขนาดไหน?

               “ไม่หรอกค่ะ ครั้งนั้นพี่ซางซางไม่ได้ตั้งใจเธอเพียงแค่อารมณ์ไม่ดี”

               “คุณมองคนในแง่ดีเกินไปแล้ว คุณโด่งดังขึ้นอย่างรวดเร็วขนาดนี้ เธอจะไม่อิจฉาคุณได้อย่างไร เธอเป็นคนที่ไม่มีอะไรจะเสียก็เลยลุกขึ้นสู้ ถึงได้ทำเรื่องอย่างนั้นขึ้นมาได้ คุณเองก็ระวังตัวเอาไว้นะ” หัวหมิงเฉิงเอ่ยพลางยกมือขวาขึ้นตบหลังมือจั๋วม่านอินที่ทั้งขาวและอ่อนนุ่มเป็นเชิงปลอบ

               จั๋วม่านอินพยักหน้ารับคำเขา

               ในตอนนั้นเองก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น พวกของเฉาเจี้ยนจงกลับมาแล้ว

               หัวหมิงเฉิงชักมือกลับอย่างเสียดาย พลางถูปลายนิ้วเบาๆ คล้ายจะดื่มด่ำกับความรู้สึกหลังจากได้สัมผัสกับความนุ่มลื่นนั้นให้ได้มากที่สุด

               “ฮั่นแน่...ดูสิ” เสียงของระบบเอ่ยขึ้นแกมล้อเลียน “หัวหมิงเฉิงคงไม่กล้าล้างมือเลยล่ะมั้ง”

               จั๋วม่านอินปรากฏรอยยิ้มในดวงตา

               ตลอดทางที่เดินออกจากบริษัทไม่ว่าเป็นใครก็ต้องหลบทางให้เธอ จากนั้นก็มีคำทักทายอย่างนอบน้อมหรือไม่ก็ตื่นเต้นว่า “จั๋วเหล่าซือ” “พี่จั๋ว” เป็นต้น

               จั๋วม่านอินซึ่งเป็นดาราที่ยังอยู่ในกระแสความนิยมเดินเชิดหน้ายืดอกอย่างภาคภูมิใจ เธอก้าวเดินผ่านแววตาของพวกที่อิจฉาริษยาหรือถึงขั้นเกลียดเธอด้วยท่าทางสบายอารมณ์ เธอชอบสายตาอย่างนี้เหลือเกิน

               นี่เป็นชีวิตที่เธอปรารถนาเมื่อยี่สิบปีก่อนแต่ไม่เคยเอื้อมถึง ตอนนี้ทุกอย่างอยู่ในมือเธอ และจะดียิ่งขึ้นไปอีก ในไม่ช้าเธอจะกลายเป็นนางเอกระดับโลกยืนอยู่ในจุดสูงสุดของวงการให้ผู้ที่เคยดูถูกเธอแหงนหน้ามองเธอทั้งหมด

               บ่ายวันนี้จั๋วม่านอินยังมีงานถ่ายแบบลงหน้าปกอีกหนึ่งที่ เมื่อขึ้นมานั่งบนรถจั๋วม่านอินก็หลับตาลง

               ‘เฉาเจี้ยนจง’ ผู้จัดการส่วนตัวของเธอยังอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็กลืนคำพูดนั้นลงคอพร้อมทั้งหันมาบอกทุกคนในรถให้เงียบเสียง

               เฉาเจี้ยนจงเอนกายพิงพนักด้วยใบหน้าเบิกบาน ในเวลานี้ดูเหมือนว่าซางหยูจะออกจากวงการแล้ว ก็ควรจะเป็นอย่างนั้นในเมื่อสารรูปของเธอในตอนนี้แม้อยากอยู่ต่อก็คงเป็นไปไม่ได้ ซางหยูออกจากวงการม่านอินก็จะสามารถสลัดสมญานามซางหยูสองได้สำเร็จ แม้ตอนนี้ซางหยูจะกลายเป็นที่หัวเราะเยาะของชาวเน็ต แต่ก็ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่นำจุดนี้มาเยาะเย้ยม่านอินเช่นกัน

               จู่ๆ เฉาเจี้ยนจงก็นึกสะท้อนใจเล็กน้อย สาวสวยไร้ที่ติเคยเป็นนางเอกโด่งดังขนาดนั้นกลับต้องเจอจุดจบอย่างนั้น... ช่างสาแก่ใจยิ่งนัก! เขาในฐานะผู้จัดการส่วนตัวของจั๋วม่านอินย่อมอยากให้ซางหยูตกต่ำเสียยิ่งกว่าใครทั้งหมด

               เมื่อมองไปยังจั๋วม่านอินซึ่งยังคงนั่งพักสายตา เฉาเจี้ยนจงก็ปรากฏประกายยินดีในแววตา เขาเชื่อเหลือเกินว่าชีวิตของเขาจะรุ่งเรืองยิ่งขึ้นไปอีกตามความโด่งดังของจั๋วม่านอิน

               บังเอิญเหลือเกินที่จั๋วม่านอินก็คิดอย่างนั้นเช่นกัน

               จั๋วม่านอินซึ่งนั่งหลับตาไม่ได้กำลังพักผ่อนแต่กำลังสนทนากับระบบในห้วงความคิด

               “อินอิน ยาเหลือเวลาออกฤทธิ์อีกแค่สี่เดือนกว่า เมื่อไหร่ที่ยาหมดฤทธิ์ซางหยูก็จะกลับมามีรูปโฉมดังเดิม และรัศมีนางเอกก็จะฟื้นคืนมาอย่างแน่นอน ถึงตอนนั้นพวกเราอาจจะโดนพลังสะท้อนกลับอย่างรุนแรง ผลลัพธ์อาจจะร้ายแรงอย่างที่ไม่อาจคาดคิดได้ ดังนั้นพวกเราจะต้องกำจัดรัศมีนางเอกให้หมดสิ้นภายในเวลาสี่เดือนนี้ หลังจากรัศมีนางเอกของซางหยูหายไปจนหมดพวกเราก็ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกพลังสะท้อนกลับแล้วล่ะ” แม้เธอจะพูดคำพูดที่น่าเกลียดและน่ากลัวแต่น้ำเสียงกลับฟังดูสนุกสนานและน่ารัก

               จั๋วม่านอินเอ่ยว่า “ฉันรู้แล้ว ยังมีเวลาอีกตั้งสี่เดือน พออยู่แล้วล่ะ” พลังงานในระบบของเธอมาจากซางหยูหรือพูดให้ถูกก็คือระบบจะทำการดูดกลืนรัศมีนางเอกของซางหยูมาเพื่อเพิ่มพลังให้แก่เธอ และพลังเหล่านี้จะเกิดผลกับเธอทั้งในเรื่องของรูปร่างหน้าตา ความสามารถด้านการแสดงและอื่นๆ ล้วนมาจากระบบทั้งนั้น

               เมื่อหนึ่งปีก่อนเธอยังคงเป็นลูกเป็ดขี้เหร่ เป็นผู้หญิงอ้วนกลมและมีสิวขึ้นเต็มหน้าเหมือนกับซางหยูในตอนนี้ ตั้งแต่เธอจำความได้เธอก็อ้วน ตอนเด็กยังพอพูดได้ว่าน่ารักน่าเอ็นดูแต่เธอยิ่งโตก็ยิ่งอ้วนมากขึ้น จนถึงช่วงวัยรุ่นเธอก็มีสิวขึ้นบนใบหน้าเต็มไปหมด ทั้งอ้วนทั้งขี้เหร่ เธอกลายมาเป็นเป้าให้เพื่อนในห้องพากันหัวเราะเยาะและแยกตัวออกห่าง แต่เธอฝืนใจพยายามจนเรียนจบมัธยมถึงกระนั้นกลับไม่อาจหางานทำได้แม้แต่งานเดียว

               พ่อจึงไปขอร้องอาของเธอ อาสาวของเธอแต่งงานมาอยู่ที่เซี่ยงไฮ้ อาเขยของเธอเปิดบริษัท ครอบครัวมีอันจะกิน อาก็เลยรับปากว่าจะช่วยหางานให้ ด้วยเหตุนี้เธอจึงย้ายมาอยู่เซี่ยงไฮ้และได้เจอซางหยูผู้เป็นดาราดังของประเทศ

               ซางหยูสวยยิ่งกว่าในทีวีเสียอีก เป็นความสวยที่ยากจะบรรยาย ในทุกอิริยาบถน่าดูน่ามองไปเสียทุกอย่าง ผิวของเธอทั้งบางและเนียนอย่าว่าแต่สิวเลยแม้แต่รูขุมขนยังไม่มีให้เห็น นอกจากความประหลาดใจเธอยังอยากขุดหลุมมุดหนีด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ ว่าเหตุใดคนอื่นถึงสวยงามขนาดนั้นแต่ตัวเธอกลับขี้เหร่อย่างยิ่ง

               “เพราะว่าเธอเป็นนางเอก”

               “เธออยากจะสวยบ้างไหม? เธออยากมีแฟนคลับมาคลั่งไคล้บ้างไหม? เธออยากขึ้นไปถึงจุดสูงสุดของชีวิตบ้างไหม?”

               นั่นคือระบบ...ที่ดึงเธอออกจากความสิ้นหวัง และระบบยังมอบพลังให้เธอใช้อย่างใจกว้าง

               จนถึงทุกวันนี้จั๋วม่านอินยังจำวินาทีนั้นได้ เธอเห็นกับตาว่าสิวบนใบหน้าและรอยแผลเป็นจากสิวค่อยๆ หายไปจากหน้าเธออย่างรวดเร็ว ร่างอ้วนกลมเล็กลีบลงเหมือนถูกสูบน้ำออกจากร่าง เธอได้รูปร่างและผิวพรรณอย่างที่ฝันไว้ทุกประการ ที่มหัศจรรย์ไปกว่านั้นก็คือ ไม่มีใครนึกประหลาดใจในการเปลี่ยนแปลงของเธอคล้ายกับว่าที่ผ่านมาเธอก็รูปร่างหน้าตาอย่างนี้มาแต่ไหนแต่ไร

               ยิ่งกว่าความมหัศจรรย์ใจคือความดีอกดีใจอย่างยิ่ง ตอนนี้เธอได้ครอบครองระบบอันแสนวิเศษ เหมือนอย่างที่ระบบบอกเธอไว้ว่าเธอจะขึ้นไปถึงจุดสูงสุดของชีวิต

               “พลังเหล่านี้จะคงอยู่ได้เป็นเวลาหนึ่งปี ถ้าอินอินอยากจะรักษาพลังนี้ต่อก็ต้องเติมพลังงานให้ฉันอยู่เสมอ ขอเพียงมีพลังงานเพียงพอต่อไปอินอินจะสวยมากยิ่งกว่าซางหยูเสียอีก”

               “แล้วจะเติมพลังงานอย่างไร?” จั๋วม่านอินถามอย่างกระตือรือร้น แม้พลังจะต้องแลกมาด้วยชีวิตเธอก็ยอม

               “รัศมีนางเอก”

               ด้วยความช่วยเหลือของระบบ ทำให้เธอบังเอิญได้พบกับ ‘ซ่งจิ่งฮุย’

4.มดลูกเทียม

               ตามที่ระบบบอกไว้ว่า ซ่งจิ่งฮุยจะมีชื่อเสียงกลายเป็นผู้กำกับระดับโลกในอนาคต นอกจากความสามารถอันเป็นที่น่าประทับใจ เขายังเป็นเส้าเหย่หรือนายน้อยของบริษัทซ่งซื่อกรุ๊ป ซึ่งร่ำรวยติดอันดับหนึ่งในสิบของประเทศจีน เพียงแต่เขาไม่ได้สนใจเรื่องธุรกิจแต่ทุ่มเทให้กับการสร้างหนัง ซ่งจิ่งฮุยได้เดิมพันกับพ่อแม่ของเขาว่าจะสร้างหนังที่ทำรายได้ถึงร้อยล้านให้ได้ภายในสามปี โดยไม่อาศัยความสัมพันธ์และความช่วยเหลือจากครอบครัว หากทำไม่ได้เขาก็จะยอมกลับบ้านแต่โดยดี

               เธอแสร้งทำเป็นไม่รู้จักสถานะที่แท้จริงของซ่งจิ่งฮุย เธอพยายามเข้าใกล้เขา ปลอบเขาและสนับสนุนเขา ในที่สุดซ่งจิ่งฮุยก็หลงรักเธอ

               ตอนแรกซ่งจิ่งฮุยเป็นคู่แต่งงานที่ถูกลิขิตไว้ของซางหยู หลังจากที่เขาถูกเธอแย่งไปรัศมีนางเอกของซางหยูก็ลดลงไปสิบเปอร์เซ็นต์ พลังสิบเปอร์เซ็นต์นี้ส่วนใหญ่คืนกลับให้กับระบบ ส่วนพลังที่เหลือก็นำมาปรับแต่งเรื่องรูปร่างหน้าตาของเธอ พลังอีกส่วนหนึ่งเธอเลือกที่จะแลกเปลี่ยนเป็นยาที่ทำให้นอนไม่หลับและมีฤทธิ์สามเดือน เธอไม่สามารถฆ่าซางหยูได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม แต่สามารถใช้ยาที่ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้อย่างไม่สิ้นสุด

               จั๋วม่านอินยกมุมปากยิ้ม ตอนนี้รัศมีนางเอกของซางหยูก็อ่อนลงๆ เรื่อยๆ ระบบก็ได้พลังงานมากขึ้นๆ เรื่อยๆ เรื่องที่เธอสามารถทำได้ก็มากขึ้นๆ เรื่อยๆ ตอนนี้รัศมีนางเอกของซางหยูเหลืออีกเพียงเก้าเปอร์เซ็นต์เท่านั้น และวันที่จะเป็นศูนย์เปอร์เซ็นต์คงจะมาในไม่ช้านี้

 

               บัญชีผู้ใช้เวยป๋อของกานหยูโพสต์เรื่องการยกเลิกสัญญาของซางหยู

               สิบห้านาทีต่อมาอาหยูก็โพสต์ในบัญชีผู้ใช้เวยป๋อส่วนตัวของซางหยูสั้นๆ ว่า “ลาก่อนค่ะ”

               อาหยูยิ้มพลางคิดว่าจะต้องได้พบเธอในวันหนึ่ง เธอรับปากกับซางหยูแล้วว่าจะกลับมายืนในจุดสูงสุดให้ได้

               - ฮ่า ฮ่า ฮ่า ในที่สุดยัยอัปลักษณ์ก็ออกจากวงการแล้ว

               - ถ้าฉันหน้าตาอย่างนั้น ฉันคงฆ่าตัวตายไปนานแล้ว เธอยังมีหน้าอยู่ได้อย่างไร

               - หวัดดี ยัยอัปลักษณ์ ลาก่อน ยัยอัปลักษณ์

               - ถึงเวลาล้างบางวงการบันเทิงเสียที

               ความคิดเห็นก่นด่าสารพัดหลั่งไหลมานับไม่ถ้วน ซางหยูเคยโด่งดังเพียงใด คนที่เกลียดเธอก็มีมากเท่านั้น นอกจากคนที่เกลียดเธอยังมีแฟนคลับที่เปลี่ยนมาเกลียดเธอ และยังมีแฟนคลับของคนอื่น รวมถึงคนทั่วไป ในวงการนี้ความขี้เหร่ถือเป็นเรื่องผิดบาป

               ในบรรดาความคิดเห็นเหล่านั้นนานๆ ครั้งจึงจะมีข้อความที่แสดงความเห็นอกเห็นใจ แต่ก็ถูกความเห็นอื่นด่าทับถมกันจนแทบมองไม่เห็น

               ผู้ติดตามเวยป๋อของซางหยูที่เคยมีเป็นล้าน บัดนี้เหลือไม่ถึงสิบเปอร์เซ็นต์ ในจำนวนเหล่านั้นยังมีผู้ติดตามส่วนใหญ่ที่ติดตามเพราะติดเวยป๋อ แต่แฟนคลับที่แท้จริงกลับเหลือน้อยจนน่าสงสาร และแฟนคลับที่เหลือนั้นก็ไม่ใช่กลุ่มคนที่จะสนับสนุนซางหยูทั้งหมดด้วย

               จากนางเอกดังของประเทศกลายเป็นนังขี้เหร่ที่ถูกชาวเน็ตหัวเราะเยาะ คนเคยรักกระจัดกระจายหายเมื่อเจอปัญหาก็คงเป็นเช่นนี้

               อาหยูเปิดดูข่าวที่เกี่ยวข้องกับซางหยูในโทรศัพท์ ข่าวใส่สีตีไข่จำนวนมาก ซ้ำยังแนบด้วยรูปถ่ายหลังจากเสียโฉมและมีการนำภาพเหล่านั้นไปตัดต่อเป็นอารมณ์ที่หลากหลาย คนที่กดแชร์ภาพเหล่านั้นอาจจะไม่มีเจตนาร้ายเสียทุกคนเพียงแต่นึกสนุกไปตามกระแส แต่การกระทำมักง่ายของพวกเขากลับกลายเป็นฟางแต่ละเส้นที่ทับลงบนร่างของซางหยูจนหนักอึ้ง นั่นนำมาซึ่งโรคซึมเศร้าของเธอ เหมือนเมื่อหิมะถล่มไม่มีหิมะก้อนไหนที่ไม่มีส่วนในความผิดนั้น

               อาหยูถอนหายใจเบาๆ เธอแค็บหน้าจอที่ปรากฏความคิดเห็นที่หยาบคายที่สุดแต่ละอันเอาไว้ การหมิ่นประมาทก็เป็นความผิดอย่างหนึ่ง เธอจะทำให้คนพวกนี้ได้รับผลกรรมอย่างสาสม

               จากนั้นอาหยูก็ค้นหาชื่อของจั๋วม่านอิน และดูรูปของจั๋วม่านอินตั้งแต่เล็กจนโต

               เธอเป็นคนสวยตั้งแต่เด็ก เอวบางร่างเล็กและดูโดดเด่นมาแต่ไหนแต่ไร อาหยูยกมุมปากยิ้ม หน้าตาของจั๋วม่านอิน คล้ายคลึงกับหน้าตาของซางหยูในตอนที่เธอเฟื่องฟูที่สุด ไม่เพียงหน้าตาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงรูปร่างและลักษณะบุคลิก ตอนที่เพิ่งเข้าสู่วงการจั๋วม่านอินออกงานคู่กับซางหยู และได้ฉายาว่าเป็นซางหยูสอง หากคนทั้งสองจะหน้าตาคล้ายกันก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

               มีแต่อาหยูรู้ว่าเรื่องนี้ผิดปกติอย่างยิ่ง จั๋วม่านอินไม่ได้หน้าตาอย่างนี้ตั้งแต่แรก น่าแปลกเหลือเกินที่ทุกคนต่างก็คิดว่าจั๋วม่านอินมีหน้าตาอย่างนี้ แม้แต่ซางหยูในชาติที่แล้วก็คิดอย่างนี้เหมือนกัน

               แต่เมื่ออาหยูเข้ามาอยู่ในร่างของซางหยู ได้รับความทรงจำเดิมของเธอซึ่งคลายจากสิ่งที่เคยกำบังตา อาหยูก็จำรูปร่างหน้าตาแบบเดิมของจั๋วม่านอินได้

               เนื่องจากอาของจั๋วม่านอินเป็นแม่เลี้ยงของซางหยู ซางหยูจึงได้เจอจั๋วม่านอินอยู่หลายครั้ง สารรูปของจั๋วม่านอินยังดูดีกว่าสารรูปของซางหยูในตอนนี้อยู่เล็กน้อย เธอเป็นคนอ้วนมากๆ และมีสิวแตกสาวที่ขึ้นเต็มแทบทุกรูขุมขนบนใบหน้าและด้วยอุปสรรคเรื่องหน้าตาทำให้จั๋วม่านอินเป็นคนค่อนข้างอ่อนไหวง่าย

               จนกระทั่งเมื่อปีก่อน จั๋วม่านอินปรากฏกายต่อหน้าซางหยูอีกครั้ง คราวนี้เธอผอมแล้ว ผิวพรรณเกลี้ยงเกลาสะอาดสะอ้านและมีท่าทางมั่นใจในตัวเองมากยิ่งขึ้น ระยะเวลาห่างจากการเจอกันเมื่อครั้งที่แล้วเพียงครึ่งปี แต่เธอกลับเหมือนเปลี่ยนเป็นคนละคน แม้แต่คนที่มีความรู้แค่นิดหน่อยย่อมรู้ว่า ถึงแม้จะดูดไขมันออกก็ไม่สามารถทำให้คนคนหนึ่งซึ่งมีน้ำหนักเกือบสองร้อยกิโลกรัมผอมได้โดยไม่มีผลข้างเคียง ในขณะเดียวกันผิวพรรณก็ไม่สามารถรักษาให้หายภายในเวลาสั้นถึงเพียงนี้

               แน่นอนว่าเรื่องนี้ซางหยูคงคิดไม่ถึง เพราะในความเห็นของเธอจั๋วม่านอินก็มีรูปร่างหน้าตาอย่างนี้อยู่แล้วแต่แรก

               ด้วยเหตุนี้ทุกครั้งที่เจอกัน รูปร่างหน้าตาของจั๋วม่านอินจึงค่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆ และยิ่งคล้ายซางหยูมากขึ้นทุกที

               รวมถึงลูกกระสุนที่เปลี่ยนทิศทาง

               จั๋วม่านอินต้องมีสิ่งของบางอย่างที่คนอื่นไม่รู้ อาจเป็นนวัตกรรมเสริมที่ล้ำยุค หรือความสามารถในศาสตร์ด้านมืด

               ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับร่างกายของซางหยู เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าจะเกี่ยวข้องกับจั๋วม่านอิน

               เฮ้อ... มันค่อนข้างลำบากชนิดเขี้ยวลากดินทีเดียว ตอนนี้เธอย้อนเวลามาอยู่ในร่างมนุษย์คนหนึ่งที่มีสองมือสองเท้า แต่ฝ่ายนั้นกลับมีพลังบางอย่างที่ล้ำยุคและยังประสงค์ร้ายต่อเธออย่างยิ่ง

               เมื่อคิดทบทวนโดยละเอียดอาหยูก็ไม่พบว่าซางหยูไปสร้างความแค้นให้จั๋วม่านอินตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่เธอกลับทำเหมือนอาฆาตแค้นในตัวซางหยูอย่างยิ่ง แม้ว่าจั๋วม่านอินจะประสบความสำเร็จอย่างสูงในชีวิต ส่วนซางหยูถูกทำลายชื่อเสียงจนย่อยยับป่นปี้และเป็นโรคซึมเศร้าอย่างหนักจนต้องไปรักษาตัวที่ต่างประเทศ ถึงกระนั้นจั๋วม่านอินก็ยังไม่ยอมปล่อยซางหยู ยังพยายามหาวิธีเหยียบซางหยูให้จมดินให้ได้

               อาหยูรู้สึกได้ว่าจั๋วม่านอินพยายามหาวิธีกระตุ้นให้ซางหยูฆ่าตัวตาย เพราะจุดจบของคนที่เป็นโรคซึมเศร้าขั้นร้ายแรงที่สุดก็คือความตาย

               อาหยูพยายามคิดหาคำตอบว่าจั๋วม่านอินต้องมีพลังความสามารถเพียงใดจึงจะสามารถทำให้ซางหยูเปลี่ยนแปลงรูปร่างหน้าตาได้โดยไม่รู้สึกถึงความผิดปกติแม้แต่น้อย แล้วเหตุใดเธอจึงไม่หาวิธีฆ่าซางหยูโดยปราศจากร่องรอยไปเลยล่ะ หรือเธออยากจะทรมานซางหยูให้ตายอย่างช้าๆ ?

               อาหยูอยากเชื่ออย่างหลังมากกว่า ทุก ๆ ภพจะมีภาวะจิตรับรู้หรือระบบสติปัญญาของตน ซึ่งคอยรักษาความสมดุลของแต่ละภพอย่างลับๆ ยกตัวอย่างเช่น ตัวเธอเองจะไม่มีพลังของปีศาจแมวหลังจากย้อนเวลามาเกิดและในขณะเดียวกันก็ถูกผูกมัดตามกฎที่มองไม่เห็น ไม่ใช่ว่าเมื่อเธอไม่พอใจใครก็จะสามารถฆ่าได้ตามอำเภอใจ แม้ว่าจะมีวิธีการฆ่าเป็นร้อยเป็นพันแต่เธอต้องบรรลุเป้าหมายโดยอยู่ภายใต้กฎของภพนั้น และเธอต้องทำให้อีกฝ่ายถูกลงโทษอย่างเหมาะสม ไม่อย่างนั้นตัวเธอเองอาจจะถูกทำให้มีมลทินเนื่องด้วยผลกรรมและทำให้ตนเองต้องทุกข์ทรมาน

               นั่นแปลว่าของวิเศษของจั๋วม่านอินก็มีข้อจำกัดที่ไม่สามารถทำได้ตามความต้องการทุกอย่าง

               หากเป็นจริงอย่างที่เธอคิดไว้ อาหยูก็สามารถวางใจได้ ตราบใดที่ฝ่ายนั้นไม่สามารถฆ่าเธอได้ตามอำเภอใจ คงมีสักวันที่เธอสามารถหาวิธีควบคุมจั๋วม่านอินได้อยู่หมัด

               อาหยูปิดหน้าอินเทอร์เน็ตและเริ่มเขียนรายงานเกี่ยวกับ ‘มดลูกเทียม’ เธอเคยศึกษาวิทยาการด้านนี้ในภพอื่น และสามารถใช้งานได้จริง มันเป็นนวัตกรรมที่มีความหมาย เธออยากจะใช้มันเป็นบันไดก้าวไปสู่ความสำเร็จ แต่ต้องการกำลังสนับสนุนสักหน่อย

               หลังจากนั้นสองวันอาหยูก็โทรไปหารุ่นพี่ซึ่งมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ซางหยูจบมหาวิทยาลัยด้านเทคโนโลยีชีวภาพ วิชาเอกที่เธอเรียนถูกจัดเป็นอันดับต้นๆ ในการแข่งขันระหว่างมหาวิทยาลัยนานาชาติ และสร้างคนเก่งๆ ออกมามากมาย

               เจียงเชี่ยนรับโทรศัพท์เธออย่างตื่นเต้นดีใจและยังถามเธออย่างเป็นห่วงว่า “ซางหยูเธอโอเคไหม?”

               อาหยูตอบด้วยรอยยิ้มว่า “ตอนนี้ยังโอเคอยู่ค่ะ”

               เจียงเชี่ยนเอ่ยว่า “ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้ว”

               “รุ่นพี่คะ ฉันอยากให้พี่ช่วยอะไรสักหน่อย”

               เมื่อได้ยินจุดประสงค์ของเธอ เจียงเชี่ยนก็ชะงักนิ่งไปเล็กน้อย ซางหยูจะให้เธออ่านรายงานฉบับหนึ่งอย่างนั้นหรือ?

5.ถ่ายรูปไม่ได้

               หลังจากเรียนจบรุ่นน้องของเธอคนนี้ก็เข้าทำงานในวงการบันเทิงซึ่งต่างจากสาขาที่เธอเรียนจบอย่างสิ้นเชิง เธอเป็นที่นิยมชมชอบอย่างกว้างขวาง ในวงการเทคโนโลยีชีวภาพมีทั้งคนที่อิจฉาและคนที่นึกดูหมิ่น แต่เจียงเชี่ยนกลับมองเป็นเรื่องปกติ เพราะทุกคนสามารถเลือกทางเดินชีวิตตนเองได้อย่างอิสระ แต่ในใจก็นึกเสียดายเล็กน้อยเพราะซางหยูเป็นคนเรียนเก่ง หากยังคงมุ่งมั่นศึกษาและทำวิจัยในเส้นทางนี้ต่ออาจจะมีอนาคตที่สดใสเช่นกัน

               คิดไม่ถึงว่าเมื่อปีก่อนร่างกายของเธอจะเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาล และทำให้การงานเสียไปด้วย เจียงเชี่ยนเคยเห็นภาพที่หลุดออกมาและแทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองว่านี่คือซางหยู เพราะตอนอยู่ในมหาวิทยาลัย ซางหยูคือคนที่มีความสวยโดดเด่นจนเป็นที่จดจำ และมีชื่อเสียงเลื่องลือว่าเป็นนางฟ้าแห่งเอเชีย

               หลังจากตะลึงไปชั่วขณะหนึ่งเจียงเชี่ยนก็รับคำพลางคิดในใจว่า หากซางหยูจะกลับมาสู่เส้นทางเดิมที่เธอเคยเรียนก็ดีเหมือนกัน อย่างไรก็ตามเธอวางมือไปถึงสี่ปีก็อาจจะยากสักหน่อยที่จะตามทัน

               ว่าแล้วเจียงเชี่ยนก็เปิดอีเมลเพื่อดูรายงาน ยิ่งดูเธอยิ่งเบิกตาโพลงมากขึ้นเรื่อยๆ และประหลาดใจอย่างยิ่งหลังจากนั้นประมาณครึ่งชั่วโมง อาหยูก็ได้รับโทรศัพท์จากเจียงเชี่ยน น้ำเสียงของรุ่นพี่เอ่ยอย่างไม่ปะติดปะต่อด้วยความตื่นเต้น

               อาหยูยิ้มจางๆ ในช่วงต้นศตวรรษที่แล้วมีนักวิทยาศาสตร์จุดประกายความคิดเรื่องมดลูกเทียม เท่าที่ผ่านมานักวิทยาศาสตร์ได้ประดิษฐ์มดลูกเทียมที่เป็น ‘ถุงชีวภาพ’* และประสบความสำเร็จในการทดลองเลี้ยงตัวอ่อนของแกะจนกระทั่งโตเป็นลูกแกะ ทว่าวิทยาการในขั้นนี้ยังคงห่างไกลจากการจะให้ไข่ที่ปฏิสนธิแล้วของมนุษย์เจริญเติบโตอย่างแข็งแรงภายในมดลูกเทียม และปลดปล่อยผู้หญิงจากการตั้งครรภ์อย่างสมบูรณ์

               “นี่เป็นเพียงความคิดจินตนาการของฉันแต่จะเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนก็ยังไม่แน่ใจค่ะ”

               เจียงเชี่ยนซึ่งเป็นคนสุขุมมาโดยตลอด บัดนี้กลับตื่นเต้นดีใจเหมือนเด็กคนหนึ่ง เธอเอ่ยอย่างกระตือรือร้นว่า “เธอไม่ใช่อยู่ในวงการบันเทิงหรอกเหรอ ให้ตายเถอะ ไม่น่าไปอยู่วงการบันเทิงเลย น่าจะอยู่วงการวิทยาศาสตร์ตั้งแต่แรก ไปทำอะไรตรงนั้นตั้งหลายปี เสียดายเวลา”

               “เดี๋ยวฉันจะรีบส่งให้เจ้านายฉันเดี๋ยวนี้ รอฟังข่าวดีจากฉันก็แล้วกัน” เจียงเชี่ยนวางโทรศัพท์อย่างตื่นเต้น

               อาหยูซึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ หมุนโทรศัพท์ในมือ ไม่นานนักโทรศัพท์ก็ดังขึ้น เป็นโทรศัพท์จากเจียงเชี่ยน

               เจียงเชี่ยนบอกว่า ศาสตราจารย์จางอยากจะคุยกับเธอ ‘จางเฟิง’ เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่อง สูติศาสตร์ และนรีเวชศาสตร์ เรื่องมดลูกเทียมก็เป็นอีกหนึ่งโครงการที่เธอกำลังศึกษา

               หลังจากสนทนากันเล็กน้อยศาสตราจารย์จางก็กลัวว่าคุยทางโทรศัพท์จะไม่ชัดเจนจึงเอ่ยว่า “ถ้าสะดวกก็เจอกันแล้วค่อยคุยกันเถอะ”

               อาหยูมองดูม่านหนาที่ติดอยู่ข้างหน้าต่าง ม่านนี้เอาไว้ใช้ป้องกันพวกปาปารัซซีทั้งหลายที่ชอบมาสอดรู้สอดเห็น คนพวกนี้อยากได้ภาพที่น่าเกลียดของซางหยูมากเสียจนถึงขั้นใช้โดรนในการถ่ายเลยทีเดียว

               “ที่พักที่ฉันอยู่มีแต่พวกปาปารัซซีกับเฮยเฟิ่น ไม่สะดวกที่จะออกไปข้างนอกค่ะ” ทันทีที่เธอออกไปก็จะมีพวกที่คอยจับตาดูเธออยู่แล้วจู่โจมเข้ามารุมเธออย่างกับพวกไฮยีนาได้กลิ่นเลือด กล้องถ่ายรูปยื่นมาหาหน้าเธอพร้อมเสียงรัวกดถ่าย

               “เฮยเฟิ่น แฟนสีดำงั้นเหรอ?” ศาสตราจารย์จางรู้จักปาปารัซซี แต่คำว่าเฮยเฟิ่นยังเป็นของใหม่เธอไม่รู้มาก่อน

               เจียงเชี่ยนซึ่งอยู่ด้านข้างรีบอธิบายว่า “หมายถึงพวกแฟนคลับที่เกลียดเธอค่ะ”

               ศาสตราจารย์จางรีบเอ่ยตัดบทว่า “เธอพักอยู่ที่ไหนเดี๋ยวฉันจะให้คนไปรับเธอ”

               อาหยูบอกที่อยู่ของเธอและวางโทรศัพท์อย่างพึงพอใจ จั๋วม่านอินมีพลังอันน่ามหัศจรรย์และตอนนี้คนทั้งสองก็มีสถานะที่แตกต่างกันลิบลับ เธอจะต้องหาที่กำบังให้ตัวเองสักอย่าง ครั้งนี้เธออยากจะยืมอำนาจและอุปกรณ์เครื่องใช้ของประเทศ อีกทั้งเธอยังสามารถศึกษาเรื่องความผิดปกติในร่างกายของตนไปด้วยพร้อมๆ กัน จะมีอุปกรณ์ที่ไหนทันสมัยไปกว่าอุปกรณ์ของ... ‘สถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ’ อีก?

               อาหยูพยายามใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังที่สุดจนผ่านไปได้หนึ่งวันโดยไม่มีเหตุสุดวิสัยเกิดขึ้น

               ซางหยูพยายามหลบปาปารัซซีและเฮยเฟิ่นโดยการเปลี่ยนที่พักอยู่หลายครั้ง แต่ทุกครั้งก็ถูกเปิดเผยและจะถูกบีบบังคับให้ต้องย้ายออกไป แม้เธอจะพยายามหลบออกนอกประเทศแต่คนพวกนี้ก็เหมือนเงาตามติดไปทุกที่ แล้วยังมีจั๋วม่านอินซึ่งสามารถหาตัวซางหยูได้อย่างแม่นยำเสมอ

               อาหยูสงสัยว่าจั๋วม่านอินอาจจะใช้วิธีการบางอย่างจับตามองซางหยูตลอดเวลา เพียงแต่ไม่รู้ว่าเธอจับตามองมากน้อยแค่ไหนจะเห็นทุกความเคลื่อนไหวของเธอเลยหรือไม่?

               หากเป็นอย่างนั้นจริง จั๋วม่านอินก็น่าจะรู้ว่าเธอกำลังทำอะไรอยู่ จั๋วม่านอินเกลียดซางหยูขนาดนั้นจะปล่อยให้เธอมีโอกาสพลิกกลับได้ง่ายๆ ได้อย่างไร

               เธอกำลังวางแผนอยู่ หรือว่าเธอยังไม่ได้เริ่มดำเนินการ หรือแท้จริงแล้วเธอไม่ได้สังเกตอะไรเลยด้วยซ้ำ?

 

               ในเวลานี้จั๋วม่านอินพึ่งจะตื่นนอน

               เมื่อวานเธอไปร่วมงานเลี้ยงกลับถึงบ้านก็เป็นเวลาเกือบเช้า เธอหลับไปอย่างเหนื่อยอ่อนและถูกระบบปลุกให้ตื่น

               “อินอิน อินอิน”

               จั๋วม่านอินลืมตาขึ้นอย่างสะลึมสะลือ เธอหยิบหมอนใบหนึ่งมากอดไว้และเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์ เนื่องจากถูกปลุกขึ้นทั้งที่ยังงัวเงียว่า “มีอะไรล่ะ”

               “ซางหยูออกจากบ้านแล้ว”

               จั๋วม่านอินเอ่ยทั้งที่ยังหลับตาว่า “ก็ดีแล้ว เอาแต่มุดหัวอยู่แต่ในกระดอง อยากทำอะไรก็ทำไม่ได้” พลางคิดว่าถ้าได้ไปถ่ายรูปซางหยูตอนขี้เหร่อีกสักหน่อยและกุเรื่องขึ้นมา ชื่อเสียงของซางหยูที่มีเหลืออยู่น้อยนิดก็คงหมดสิ้น ทั้งรูปร่าง หน้าตา การงาน และชื่อเสียง... เหล่านี้ล้วนเป็นองค์ประกอบของรัศมีนางเอกทั้งนั้น

               “เธออุตส่าห์ออกจากบ้านทั้งที อินอินจะไม่ไปเจอเธอหน่อยหรือ เวลาเธอสองคนปรากฏตัวพร้อมกันจะยิ่งเพิ่มความสวยให้เธอมากขึ้นไปอีกนะ”

               จั๋วม่านอินที่ยังนอนหมอบอยู่บนเตียง ยกมุมปากยิ้ม เธอชอบถ่ายรูปกับซางหยูและชอบที่แฟนคลับเอาเธอมาเปรียบเทียบกับซางหยู แต่ตอนนี้เธออยากนอนมากกว่า เธอง่วงจังเลย “ครั้งหน้าเถอะฉันง่วงจัง ฉันอยากนอนก่อน อย่างไรซางหยูก็หนีไม่พ้น ต่อไปจะไปหาเธอเมื่อไหร่ก็ได้ อีกอย่างมีพวกปาปารัซซีอยู่คงถ่ายรูปได้มาเยอะเลยล่ะ บางที่พวกเราอาจจะไม่ต้องทำอะไร รัศมีนางเอกของซางหยูก็จะค่อยๆ น้อยลงไปเอง”

               “โอเค ถ้าอย่างนั้นอินอินพักผ่อนเถอะนะ จุ๊บๆ”

               จั๋วม่านอินทำปากจู๋และตอบกลับว่า “จุ๊บๆ”

               หนึ่งชั่วโมงหลังจากนั้นจั๋วม่านอินถูกโทรศัพท์ปลุกให้ตื่นอีกครั้ง เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอย่างโมโหและเห็นว่าเป็นเบอร์ของผู้จัดการเฉาเจี้ยนจง เธอถามด้วยเสียงกระด้างว่า “มีธุระอะไร”

               เมื่อได้ยินเสียงไม่สบอารมณ์ของเธอ เฉาเจี้ยนจงก็รู้ว่าเธอนอนไม่เต็มอิ่ม คุณหนูเป็นคนขี้เซามากๆ แต่อย่างไรเธอก็เป็นบ่อเงินบ่อทองของเขา เขาต้องเอาใจเธอสักหน่อย

               เฉาเจี้ยนจงไม่ได้ถือสาหาความพลางเตือนเธอว่า “อย่าลืมว่าบ่ายนี้ต้องไปร่วมงานอีเวนต์นะ”

               จั๋วม่านอินลืมไปแล้วจริงๆ เธอยกมือขึ้นลูบหน้าอย่างเหนื่อยหน่าย คนนอกมองว่าเป็นดาราดังช่างเป็นชีวิตที่ดีเหลือเกินแต่เบื้องหลังเธอยุ่งจนสายตัวแทบขาด แต่ถึงอย่างไรเธอก็ยินดีที่จะยุ่งอย่างนี้ดีกว่าการเป็นสุนัขหัวเน่าอย่างที่ผ่านมา

               เมื่อมองดูเวลาจั๋วม่านอินก็เอ่ยว่า “ถ้าอย่างนั้นพี่ก็มารับฉันเถอะ”

               เฉาเจี้ยนจงตอบว่า “วันนี้ซางหยูออกจากบ้านพักนั้นแล้ว ไม่รู้ครั้งนี้เกิดอะไรขึ้น ปกติผู้ดูแลบ้านพักจะไม่ค่อยสนใจแต่ครั้งนี้เขากลับออกมาไล่ปาปารัซซีไปหมด”

               แม้ว่าซางหยูจะมีชีวิตที่ตกต่ำ แต่ก็ยังมีทางให้ขายเธอได้ รูปโฉมที่ทรุดโทรมเสื่อมลงทำให้เธอเป็นคนแรกในวงการบันเทิงที่เป็นเช่นนี้ ซึ่งสามารถให้ความบันเทิงต่อจิตใจของคนบางพวกที่กำลังมีปัญหาในชีวิต ดังนั้นจึงมีปาปารัซซีอีกจำนวนไม่น้อยที่คอยตามเธอโดยหวังว่าจะได้ภาพที่น่าเกลียดน่าขยะแขยงของเธอ

               “ถ่ายรูปไม่ได้เลยหรือ” จั๋วม่านอินคล้ายได้สติขึ้นมาทันที

               เฉาเจี้ยนจงตอบว่า “ไม่ได้ครับ” ปาปารัซซีเหล่านั้นมีความสัมพันธ์อันดีกับเขา

               “แล้วพวกเฮยเฟิ่นล่ะ พวกเขาไม่ได้พักอยู่ใกล้ๆ บ้านของซางหยูหรือไง” เสียงของจั๋วม่านอินจู่ๆ ก็ดังขึ้น

               เฉาเจี้ยนจงตกใจกับน้ำเสียงของเธอ เขาตอบว่า “ผมก็ไม่รู้ครับ เดี๋ยวผมจะถามเสี่ยวติงให้”

               พวกเฮยเฟิ่นของซางหยูบังเอิญเป็นแฟนคลับตัวยงของจั๋วม่านอิน หนึ่งในนั้นมีคนที่บ้านทำเหมือง ฉะนั้นจึงพาพรรคพวกย้ายเข้ามาอยู่ใกล้บ้านซางหยู แล้วคอยจับตามองเธอตลอดเวลา บางครั้งยังไลฟ์สดให้บรรดาแฟนคลับในกลุ่มได้ดูอีกด้วย

               เฉาเจี้ยนจงโทรศัพท์ไปถามเสี่ยวติงผู้ช่วยของเขาที่คอยดูแลคนกลุ่มนั้น

               เสี่ยวติงตอบว่า “อ๋อ พี่เฉาครั้งนี้ซางหยูได้บอดี้การ์ดมาคุ้มกันเป็นพิเศษ พวกเขาแย่งโทรศัพท์มาลบรูปทิ้งต่อหน้าต่อตา พวกแฟนคลับในกลุ่มพากันด่าและบอกว่าจะเรียกตำรวจมา ผมก็เลยห้ามเอาไว้ ถ้าทะเลาะกันจนเรื่องบานปลาย เดี๋ยวจั๋วเหล่าซือจะเสียหาย” คุณชายรองฟู่เป็นลูกคนรวยไปทางไหนก็ถูกประคบประหงม พอถูกทำอย่างนี้ก็โมโหฟาดงวงฟาดงา

6.บาดเจ็บตรงไหนบ้าง?

               “นายทำถูกแล้ว เฉาเจี้ยนจงตอบ “เรื่องแบบนี้กลายเป็นข่าวฉาวได้โดยง่าย”

               พอรู้ว่าพวกนั้นถ่ายรูปไม่ได้ จั๋วม่านอินก็เอ่ยอย่างหงุดหงิด “เสียดายโอกาสเปล่าๆ ไอ้พวกไร้ประโยชน์”

               เมื่อวางโทรศัพท์ก็ไม่มีอารมณ์จะหลับต่อ เธอถอดชุดนอนออกพลางถามระบบว่า “ซางหยูไปไหนแล้ว”

               ทรวดทรงองค์เอวที่ได้รูปและผิวพรรณขาวเนียนเกลี้ยงเกลาสะท้อนกับแสงไฟเหมือนเนื้อหยกชั้นดี พอจั๋วม่านอินชื่นชมรูปลักษณ์ของเธอที่สมบูรณ์หมดจดแล้วจึงรู้สึกอารมณ์ดีขึ้น หากเธอดูดซับรัศมีนางเอกได้จนหมดรูปลักษณ์ของเธอก็จะสวยขึ้นมาอีกขั้น

               “เธอกำลังเดินทางก็เลยยังไม่เห็นเป้าหมายน่ะ” ระบบตอบ

               ระบบสามารถตรวจจับที่อยู่ของอาหยูในเวลาปัจจุบันได้แต่ไม่อาจจับตาดูทุกการกระทำของเธอได้ ดังนั้นจึงไม่รู้ว่าอาหยูมีแผนการอะไรต่อไป

               จั๋วม่านอินซึ่งเดินเข้ามาในห้องน้ำเดาว่า “เธอกำลังจะหนีออกนอกประเทศหรือเปล่า ได้ข่าวว่าโรคซึมเศร้าของเธอรุนแรงมากขึ้น”

               “ก็เป็นไปได้นะ สถานการณ์ในประเทศตอนนี้แม้เธออยากจะอยู่นิ่งๆ เพื่อรักษาตัวก็คงทำได้ยาก”

               จั๋วม่านอินแค่นหัวเราะ “ถึงอยู่เมืองนอกก็อย่าได้หวังเลย” เหลืออีกแค่ก้าวเดียวก็จะขโมยรัศมีนางเอกของซางหยูจนหมดสิ้น หากเธอจะสบายใจจริงๆ ก็ต้องทำให้ซางหยูตาย ไม่อย่างนั้นหากไม่ระวังรัศมีนางเอกก็อาจย้อนกลับไปหาซางหยูได้ ถึงอย่างไรซางหยูก็เป็นนางเอกเป็นที่ชื่นชอบของคนทั้งโลก

               “มีอินอินอยู่ที่นี่ซางหยูก็อย่าได้คิดฝันเลย”

               “เดี๋ยวอีกสักพักฉันจะไปโพสต์ข้อความในกลุ่ม” เธอมีบัญชีผู้ใช้อีกหนึ่งบัญชีที่ใช้เพื่อโพสต์บอกความเคลื่อนไหวของซางหยูเพื่อให้บรรดาปาปารัซซีและเฮยเฟิ่นหาซางหยูได้ง่าย

               “อินอินคือคนที่ทั้งฉลาดและมีความสามารถมากที่สุดเท่าที่ฉันเคยเจอเลย การได้พบกับอินอินถือเป็นความโชคดีของฉันเหลือเกิน” ระบบรีบเอ่ยประจบประแจง

               “ปากหวานเสียจริงนะ”

               จั๋วม่านอินอาบน้ำพลางยิ้มจางๆ ให้กับคำชมของระบบ

               “ซางหยูหยุดเคลื่อนไหวแล้ว”

               จั๋วม่านอินเอ่ยถามขึ้นลอยๆ ว่า “อยู่ที่สนามบินใช่ไหม?”

               “สถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ!”

               “เธอไป...” จั๋วม่านอินที่กำลังตกใจพูดไปได้เพียงครึ่งเดียว ฟองสบู่พลันไหลเข้าดวงตาจนต้องร้องขึ้นด้วยความแสบร้อนตา เธอรีบร้อนล้างหน้าแต่เพราะความลนลานทำให้เธอลื่นล้ม

               “โอ๊ย…เพล้ง...” ศีรษะของเธอกระแทกกับกระจกห้องอาบน้ำ

               ระบบถามว่า... “อินอินเธอโอเคไหม”

               จั๋วม่านอินรู้สึกเวียนหัว ปวดหัวและอยากอาเจียนเหลือเกิน!

 

               จั๋วม่านอินหกล้มศีรษะกระแทกกับผนังกระจกจนมึนงงและมีเลือดไหลออกมา เลือดสีแดงฉานไหลรวมกับน้ำในห้องน้ำจนเป็นภาพคล้ายฉากการฆาตกรรมระทึกขวัญ

               จั๋วม่านอินกรีดร้องเสียงแหลม เธอรีบลูบคลำใบหน้าของตนและเมื่อพบว่าไม่มีส่วนไหนบาดเจ็บค่อยนึกโล่งใจ

               ระบบบอกว่า “อินอินไม่ต้องเป็นห่วงนะ เธอแค่เป็นแผลนิดหน่อยเท่านั้นเอง”

               จั๋วม่านอินตอบว่า “เดี๋ยวตอนบ่ายฉันต้องไปถ่ายโฆษณาเธอรีบจัดการกับแผลให้ฉันได้รึเปล่า”

               ระบบตอบกลับด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิดว่า “ขอโทษนะอินอิน ตอนนี้พลังของฉันยังไม่สามารถใช้ได้เต็มที่ ฉันช่างไร้ประโยชน์เหลือเกิน... แต่ถ้ารอให้พวกเราดูดกลืนรัศมีนางเอกมาได้ทั้งหมด ฉันก็จะทำได้ และฉันยังจะช่วยเธอได้อีกตั้งหลายเรื่องเลยนะ”

               จั๋วม่านอินมีสีหน้าผิดหวัง ตั้งแต่เธอได้ระบบนี้มาเธอก็อ่านนิยายหลายเรื่องที่มีความเกี่ยวข้องกับระบบพวกนี้ ระบบในนิยายมีอำนาจทุกอย่างสามารถทำสิ่งต่างๆ ได้อย่างไม่สิ้นสุด ไม่เหมือนระบบที่เธอครอบครองที่ทำได้แค่ปรับเปลี่ยนเฉพาะสภาพเกี่ยวกับตัวเธอ ระบบอาจเตรียมยาไว้ให้เธอได้ แต่เธอก็ยังต้องเสี่ยงอันตรายไปวางยาให้ซางหยูด้วยตนเอง ไม่เหมือนในเกมที่หากเลือกฟังก์ชันใดก็จะบังเกิดผลทันทีที่กดปุ่ม

               “อินอิน เธอรีบโทรหาเฉาเจี้ยนจงเร็ว” ระบบเอ่ยเตือนเธอ

               จั๋วม่านอินสงบสติอารมณ์ครู่หนึ่งแล้วจึงค่อยๆ ตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืน เธอใช้ผ้าขนหนูกดแผลบนศีรษะและถอดรองเท้าเดินออกจากห้องน้ำไป จากนั้นจึงหยิบโทรศัพท์มาโทรหาเฉาเจี้ยนจง

               “บาดเจ็บตรงไหนบ้าง?” เฉาเจี้ยนจงถามอย่างร้อนใจ เพราะภาพใบหน้าอันน่าสังเวชของซางหยูยังคงหลอกหลอนในห้วงความคิด ใบหน้าของนักแสดงคือสิ่งที่ชี้ชะตาชีวิตของพวกเขา

               เรื่องที่ซางหยูตบหน้าจั๋วม่านอินแถมทะเลาะกับนักข่าวแล้วเขวี้ยงทำลายกล้องของพวกเขา เรื่องร้ายกาจเหล่านี้ที่จริงไม่มีผลกระทบอะไรเลย สิ่งที่สำคัญที่สุดคือใบหน้าของซางหยูได้เสียหายไปแล้ว ถ้าหากเธอยังไม่เสียโฉม แม้เธอจะทำเรื่องที่แย่กว่านั้นหลายร้อยเท่า ก็ยังมีกลุ่มคนที่ไม่คิดรับรู้ถึงความรู้สึกผิดชอบชั่วดี และยังจะชื่นชมว่าเธอเป็นคนแสดงอารมณ์อย่างเปิดเผยอีกด้วย

               จั๋วม่านอินตอบสั้นๆ เพียงว่า “เป็นแผลที่หัวไม่เป็นไรมากหรอก”

               เฉาเจี้ยนจงค่อยโล่งใจบ้างแต่ยังคงถามอย่างกระวนกระวายว่า “ม่านอินคุณทำแผลให้ตัวเองก่อนนะ กล่องยาอยู่ที่ไหนรู้ใช่ไหม อย่าพึ่งไปโรงพยาบาลเอง เดี๋ยวผมจะแจ้งหมอให้ไปหาคุณ”

               ถ้าไปโรงพยาบาลทั้งอย่างนี้คงกลายเป็นข่าวแน่

               “ฉันรู้น่า ฉันไม่ได้โง่เสียหน่อย” จั๋วม่านอินตอบอย่างรำคาญ

               เฉาเจี้ยนจงตอบว่า “ถ้าอย่างนั้น ผมจะติดต่อสปอนเซอร์ก่อน”

               จั๋วม่านอินรับคำแค่อื้อในลำคอแล้วจึงวางโทรศัพท์ทันที

               เฉาเจี้ยนจงซึ่งยังถือโทรศัพท์ไว้ในมือหน้าถอดสีเล็กน้อย เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วพยายามฝืนยิ้มที่มักปรากฏอยู่บนใบหน้าของเขาก่อนจะกดโทรศัพท์หาสปอนเซอร์

               จั๋วม่านอินซึ่งมองกระจกและทำแผลให้ตัวเองเพียงคร่าวๆ เอ่ยกับระบบว่า “ซางหยูไปทำอะไรที่สถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ หรือว่าเธอจะไปแฉฉัน” คนที่ทำความผิดมักจะเกิดความหวาดระแวงในใจอยู่เสมอ จั๋วม่านอินรู้ว่าเธอมีตัวช่วยเหนือมนุษย์ ถ้าสถาบันวิทยาศาสตร์รู้ว่าเธอมีระบบในครอบครองคงจับตัวเธอไปผ่าวิจัยแน่ๆ

               “อินอิน อย่าตีตนไปก่อนไข้ซิ ซางหยูไม่รู้อะไรเลยจะไปแฉเธอได้อย่างไร”

               จั๋วม่านอินซึ่งยังคงหวาดระแวงจนขวัญกระเจิงค่อยคิดได้ว่า ‘จริงสิ โลกใบนี้มีเพียงเธอคนเดียวที่รู้ถึงความเปลี่ยนแปลงอันเกิดขึ้นกับตัวเธอ ซางหยูไม่รู้ คนอื่นไม่รู้ และจะไปแฉได้อย่างไร!’

               ครู่นั้นจั๋วม่านอินก็ค่อยเบาใจลง และถามอย่างสงสัยว่า “ถ้าอย่างนั้นซางหยูจะไปที่สถาบันวิทยาศาสตร์ทำไมกัน?”

               ระบบคาดเดาเหตุผลที่เป็นไปได้มากกว่าว่าซางหยูอาจจะไปให้คนที่สถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติหาความผิดปกติในตัวเธอ

               จั๋วม่านอินยิ่งร้อนใจถ้าซางหยูสามารถรักษาตัวจนหายดีและกลับมามีรูปโฉมดังเดิม รัศมีนางเอกจะต้องกลับมาแข็งแกร่งแล้วเธออาจจะถูกพลังสะท้อนกลับอย่างรุนแรงก็ได้

               “อินอิน ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก ไวรัสพวกนั้นล้ำสมัยกว่าวิทยาศาสตร์ในยุคปัจจุบัน จะไม่มีใครตรวจพบไวรัสเหล่านี้เด็ดขาด หรือแม้ว่าจะหาพบก็ไม่อาจรักษาให้หาย เธอดูสิ ซางหยูเคยไปตรวจในโรงพยาบาลใหญ่ๆ ทั้งในและต่างประเทศก็ไม่เห็นได้ผลสักแห่ง”

               จั๋วม่านอินจึงค่อยคลายความกังวลหลังจากที่ใจเต้นไม่เป็นจังหวะอยู่ครู่ใหญ่ จั๋วม่านอินสบถอย่างโมโหว่า “ดันทุรังจริงๆ เธอช่างมีความสามารถนักนะ นี่เธอมีคนรู้จักที่สถาบันวิทยาศาสตร์ด้วยเหรอ?”

               เรื่องนี้ทำให้จั๋วม่านอินรู้สึกปวดใจไม่น้อย คนในระดับนั้นอาจจะมีคนรู้จักสมัยเรียนมหาวิทยาลัย การที่ซางหยูสามารถเป็นที่นิยมชมชอบได้นั้น การศึกษาก็มีส่วนช่วยอย่างมากในการยกระดับตัวเธอในวงการ ทำให้คนอื่นๆ มองเธอในแง่ดี สิ่งที่ซางหยูมี เธอเองก็ต้องมี เธอบอกให้ระบบใช้พลังอย่างมากในการเติมประวัติว่าเธอเรียนจบจากมหาวิทยาลัยเอฟ แห่งเมืองเซี่ยงไฮ้ ด้วยอายุของเธอระบบจึงจัดสรรให้เธอเรียนปีสี่ เนื่องจากปีสี่ไม่ค่อยมีเรียนเธอจึงสะดวกที่จะมาถ่ายละคร และอีกสองเดือนเธอก็จะได้รับใบปริญญาบัตร ปริญญาจะช่วยดึงดูดแฟนคลับเพิ่มขึ้นให้เธอไม่น้อย

               “เธอจะรู้จักคนมากมายขนาดไหนก็ไม่มีประโยชน์ อินอิน เลิกโมโหได้แล้ว โมโหมากนักจะทำให้หน้ามีริ้วรอยนะ เดี๋ยวแฟนคลับเธอก็เป็นห่วงแย่”

               จั๋วม่านอินถูกระบบพูดหยอกจนหัวเราะออกมา              

               จางเฟิงอายุประมาณห้าสิบกลางๆ และมีบุคลิกลักษณะของผู้รอบรู้เหมือนนักวิชาการอาวุโส

               เธอพอจะรู้พื้นเพของซางหยูจากคำบอกเล่าของเจียงเชี่ยน เธอลองหารูปซางหยูในอินเทอร์เน็ต เมื่อได้เห็นรูปตอนก่อนหน้านี้ในใจก็นึกเสียดายแต่ก็ไม่แสดงอารมณ์ผ่านทางสีหน้า

               ศาสตราจารย์จางเป็นฝ่ายยื่นมือไปทักทายเธอก่อน “สวัสดีจ้ะ”

               “ศาสตราจารย์จาง สวัสดีค่ะ” อาหยูยื่นมืออวบอูมของเธอไปจับมืออีกฝ่าย

               หลังจากสนทนากันเล็กน้อย ศาสตราจารย์จางก็เอ่ยถึงประเด็นสำคัญอย่างตื่นเต้นในรายงานฉบับนั้นมีหลายประเด็นที่ทำให้เธอกระจ่าง เธอเอ่ยว่า “ฉันมีคำถามเล็กน้อยเกี่ยวกับรายงานที่เธอเขียนมา”

               เจียงเชี่ยนซึ่งยืนอยู่ด้านหลังนำรายงานซึ่งพิมพ์ออกมาวางไว้ที่โต๊ะชาที่อยู่ตรงกลาง

               การสนทนาดำเนินไปถึงสี่ชั่วโมงเต็ม ศาสตราจารย์จางยิ่งคุยยิ่งตื่นเต้นแล้วถามอาหยูว่าจะเข้ามาร่วมทีมวิจัยกับเธอหรือไม่ ศาสตราจารย์จางมีอำนาจในการรับคนแต่ก็ต้องตรวจสอบประวัติโดยละเอียดเนื่องจากที่ทำงานของพวกเธอมีความลับซ่อนอยู่มากมายไม่ใช่ว่าใครก็สามารถเข้าทำงานได้

               อาหยูย่อมยินยอมแต่โดยดี เธอตั้งใจให้เป็นอย่างนี้อยู่แล้วแต่แรก

               ศาสตราจารย์จางถามว่า “ช่วงนี้เธอสามารถเขียนไอเดียของเธอให้ครบถ้วนสมบูรณ์ ถ้ามีปัญหาอะไรติดต่อฉันได้ตลอดนะ”

               อาหยูพยักหน้าและแสดงสีหน้าลำบากใจ

7.เช่นนั้นก็ดีเลย

               ศาสตราจารย์จางถามอย่างสงสัยว่า “มีอะไรหรือเปล่า?”

               อาหยูเอ่ยอย่างอึดอัดใจว่า “คืออย่างนี้ค่ะ แถวที่พักของฉันมักจะมีปาปารัซซีมาซุ่มถ่ายภาพ และโทรศัพท์กับคอมพิวเตอร์ของฉันก็ยังเคยถูกแฮ็กมาก่อนค่ะ”

               นี่ถือเป็นปัญหาใหญ่มาก ศาสตราจารย์จางมีสีหน้าเคร่งขรึมทันที

               ตอนนั้นเองเจียงเชี่ยนซึ่งคอยนิ่งฟังอย่างสงบเสงี่ยมและรู้สึกว่าความรู้ของตนด้อยไปในทันที จู่ๆ ก็เอ่ยขึ้นว่า “ซางหยูถ้าเธอไม่รังเกียจมาพักกับฉันเลยดีไหม ที่พักของฉันมีการดูแลความปลอดภัยเป็นอย่างดี ระบบอินเทอร์เน็ตก็ปลอดภัยมาก”

               เจียงเชี่ยนอาศัยอยู่ในอะพาร์ตเมนต์ที่เป็นสวัสดิการของสถาบัน มีห้องนอนสองห้อง ห้องรับแขกหนึ่งห้อง ที่แห่งนั้นเป็นที่พักของนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยของประเทศ และระบบฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์มีการดูแลความปลอดภัยระดับสูงสุด

               อาหยูยังคงแสดงความเกรงอกเกรงใจแต่ฝ่ายนั้นไม่ได้ถือสา เธอจึงเอ่ยว่า “ถ้าอย่างนั้นก็ต้องรบกวนด้วยนะคะ”

               “กับฉันยังจะเกรงใจทำไมกัน”

               ศาสตราจารย์จางดีใจมาก “เช่นนั้นก็ดีเลย”

               ศาสตราจารย์จางครุ่นคิดและพยายามพูดอย่างรักษาน้ำใจว่า เธอมีเพื่อนที่เป็นหมอเก่งๆ อยู่หลายคนที่สามารถแนะนำให้อาหยูรู้จักและไปลองรักษาดูได้ เพราะเธอก็รู้สึกเสียดายรูปโฉมที่งดงามของสาวน้อยตรงหน้า

               เรื่องการรักษาเธอต้องทำอยู่แล้วแต่หลังจากหาหมอที่มีชื่อเสียงทั้งในและต่างประเทศก็ยังไม่เป็นผล อาหยูสงสัยว่านี่น่าจะเป็นฝีมือของจั๋วม่านอิน แม้จะหาหมอเพื่อทำการรักษาอีกก็คงไม่เป็นผล เธออยากจะทำการวิจัยหาสาเหตุด้วยตนเอง เธอเชื่อมั่นในการรักษาโรคให้ตัวเองมากกว่า

               อาหยูหลุบตาลงแล้วตอบว่า “ฉันไปหาหมอมาหลายคนแล้วค่ะ” หลังจากที่เอ่ยชื่อของหมอที่เคยรักษาเหล่านั้นล้วนเป็นหมอที่มีชื่อเสียงที่สุดในวงการ เธอยิ้มอย่างขมขื่นและตอบว่า “ฉันกินยาเยอะกว่าข้าวด้วยซ้ำ ร่างกายฉันแทบรับไม่ไหวแล้ว ฉันก็เลยอยากจะพักสักระยะแล้วค่อยว่ากันค่ะ”

               ศาสตราจารย์จางจึงไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้อีกและเอ่ยปลอบเธออย่างอ่อนโยนว่า “ก็ดีเหมือนกันถ้าอย่างนั้นก็พักผ่อนให้มากๆ อย่านอนดึกนัก อาหารการกินก็ต้องเลือกที่รสชาติไม่จัดมาก ตอนนี้การแพทย์พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ อย่าล้มเลิกความพยายามเด็ดขาดนะ”

               อาหยูพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม

               หลังจากนั้นอาหยูจึงเข้าพักในอะพาร์ตเมนต์ของเจียงเชี่ยน คนที่นี่ต่างรู้สึกประหลาดใจที่เห็นอาหยู แต่ทุกคนล้วนเป็นปัญญาชน แม้จะมีความประหลาดใจแต่ก็ยังรักษามารยาทได้เป็นอย่างดี

               อาหยูจึงอาศัยอยู่ที่นี่อย่างสบายใจ แม้ว่าเธอจะไม่ใส่ใจสายตาจากคนโดยรอบแต่เธอก็ไม่อยากเป็นตัวตลกให้คนอื่นล้อเลียน

               การวางตัวเป็นปกติของอาหยูทำให้ผู้คนที่พบเห็นในช่วงแรกรู้สึกประหลาดใจ แต่เมื่อเวลาผ่านไปพวกเขากลับยกย่องอาหยูมากขึ้น

               ชีวิตของอาหยูดำเนินไปอย่างเงียบสงบ แต่ตรงกันข้ามชีวิตของจั๋วม่านอินกลับไม่ปกติอีกแล้ว

               เนื่องจากศีรษะของเธอได้รับบาดเจ็บจึงต้องหยุดงานหลายรายการ เธอซึ่งอารมณ์ไม่ดีอยู่แล้วแต่แรกพอรู้ว่าอาหยูเข้าพักอยู่ในสถาบันวิทยาศาสตร์ที่มีการดูแลความปลอดภัยอย่างแน่นหนาก็ยิ่งกังวลมากกว่าเดิม

               “สามวัน! เธอเข้าไปอยู่ในนั้นตั้งสามวันแล้ว แถมยังไม่ออกมาแม้แต่วันเดียว เธอคิดจะอยู่ที่นั่นนานแค่ไหนกัน จะอยู่ที่นั่นสี่เดือนเลยหรือไง?” จั๋วม่านอินเดินไปเดินมาในห้องรับแขกอย่างโมโห หากพ้นสี่เดือนไปแล้วความพยายามทุกอย่างของเธอก็สูญเปล่า

               ระบบเองก็กระวนกระวายเนื่องจากเหตุการณ์นี้อยู่นอกเหนือการควบคุมแล้ว

               จั๋วม่านอินพูดอย่างโมโหว่า “เธอคิดจะทำเรื่องบ้าอะไรกันแน่?”

               “อินอิน อย่าเพิ่งร้อนใจไปสิ ไม่อย่างนั้นเธอก็โทรหาคุณอาให้ลองถามข่าวซางหยูให้หน่อยดีไหม”

               จั๋วม่านอินชะงักฝีเท้าเล็กน้อย และหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาจั๋วหลี

               ตอนที่เธอยังเป็นลูกเป็ดขี้เหร่ เธอมีความสัมพันธ์กับอาแบบผิวเผิน เธอรู้ว่าอาของเธอดูถูกครอบครัวเธอ แต่หลังจากที่เธอกลายเป็นหงส์ตัวงาม อาของเธอก็มีท่าทีเปลี่ยนไปจากเดิมแบบหน้ามือเป็นหลังมือ ถึงคราวที่เธอจะต้องเจรจากับอาของเธอสักหน่อยแล้ว

 

               “อินอินเองหรือจ๊ะ?”

               จั๋วหลีเอ่ยด้วยน้ำเสียงเป็นกันเอง “อาเพิ่งจะเห็นข่าวจากในเน็ตว่าหนูบาดเจ็บเป็นอะไรมากไหม”

               จั๋วม่านอินแสยะยิ้มอย่างดูแคลนและฝืนใจตอบว่า “บาดเจ็บนิดหน่อย ไม่เป็นไรมากค่ะ”

               จั๋วหลีจึงเอ่ยอย่างโล่งใจ “ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้ว หนูพักอยู่ที่บ้านใช่ไหม อาเพิ่งจะต้มซุปซี่โครงเสร็จ เดี๋ยวอาจะเอาไปส่งให้นะ”

               จั๋วม่านอินอยากจะปฏิเสธทันทีแต่ก็คิดว่าเธอมีเรื่องจะขอความช่วยเหลือจากอีกฝ่ายจึงตอบว่า “ดีจังเลยค่ะ หนูไม่ได้กินน้ำซุปฝีมือคุณอาตั้งนานแล้ว”

               จั๋วหลียิ่งดีอกดีใจ เธอวางโทรศัพท์และตักน้ำซุปก่อนจะขับรถออกจากบ้านไป

               เมื่อเข้ามาในชุมชนของคนระดับสูงที่เต็มไปด้วยความหรูหรา จั๋วหลีซึ่งเพิ่งเคยมาเยือนเป็นครั้งแรกก็อุทานอย่างชื่นชม แม้ว่าครอบครัวของพวกเธอจะเปิดบริษัทแต่ก็ยังเป็นคนชนชั้นกลางเมื่ออยู่ในสถานที่อย่างเมืองเซี่ยงไฮ้ ที่พักของเธอจึงเทียบไม่ได้กับที่แห่งนี้ ก่อนหน้านี้ซางหยูเคยร่ำรวยแต่พวกเธอไม่ได้มีความสัมพันธ์อันดีกับซางหยู จึงไม่ได้ให้พวกเขามีส่วนได้ส่วนเสียใดๆ ด้วย

               “ที่นี่บรรยากาศดีจังเลย” จั๋วหลีเอ่ยด้วยรอยยิ้ม

               จั๋วม่านอินยิ้มและตอบว่า “บริษัทเช่าให้หนูอยู่ค่ะ” เธอเพิ่งจะเข้าวงการได้ปีเดียวและย่อมไม่อาจซื้อที่พักราคาแพงอย่างนี้ได้ แต่กระแสแรงเช่นเธอในตอนนี้ คาดว่าอีกไม่กี่ปีก็คงจะซื้อที่พักแบบนี้ได้

               จั๋วหลีเอ่ยว่า “บริษัทของหนูสวัสดิการดีจังเลย”

               หลังจากจั๋วหลีประจบประแจงและทักทายไปได้สักครู่หนึ่งก็ให้จั๋วม่านอินดื่มน้ำซุป

               จั๋วม่านอินเห็นแก่จั๋วหลีจึงดื่มน้ำซุปไปไม่น้อย เมื่อมีระบบเธอไม่จำเป็นต้องระมัดระวังเรื่องการกิน อยากกินอะไรก็กิน อยากดื่มอะไรก็ดื่ม และเธอยังกินแป้งที่อยู่ในขนมขบเคี้ยวอีกมากมายด้วยทำให้เธอได้แฟนคลับเพิ่มขึ้นไม่น้อย ดาราผู้หญิงคนอื่นมักจะแสร้งกินเวลาอยู่หน้ากล้อง มีแต่เธอที่กินอาหารจริงๆ

               จั๋วหลีมองเธออย่างอาแสนดีที่ห่วงใยหลาน “ใกล้จะเรียนจบเร็วๆ นี้แล้ว วิทยานิพนธ์เสร็จหรือยังจ๊ะ”

               “เสร็จแล้วค่ะ” หากมีระบบอยู่ด้วยเธอก็ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องใดทั้งสิ้น

               จั๋วหลีเอ่ยอย่างอิจฉาว่า “พ่อกับแม่หนูมีลูกสาวที่ดีขนาดนี้ช่างโชคดีเหลือเกิน หนูอุตส่าห์มุ่งมั่นจนสอบเข้าเรียนมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง แถมตอนนี้ยังมีอาชีพที่ดีทำก่อนจะเรียนจบอีกด้วย”

               จั๋วม่านอินแย้มยิ้มนิ่งฟังคนที่เคยดูถูกเธอกล่าวประจบประแจงตนเอง นั่นช่างเป็นความรู้สึกสะใจเหลือเกิน

               “ถ้าซางฉีกับซางหยางขยันเหมือนกับหนูก็คงดี อาล่ะฝันอยากให้เป็นอย่างนั้นเหลือเกิน” จั๋วหลีมีลูกชายฝาแฝดคู่หนึ่ง ซึ่งกำลังเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย

               จั๋วม่านอินตอบว่า “ซางฉีกับซางหยางเก่งออกนี่คะ”

               “สู้หนูไม่ได้หรอก คะแนนของพวกเขาแม้แต่อายังไม่อยากพูดถึงเลย” จั๋วหลีถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย “พวกเขาคงสอบไม่ติดมหาวิทยาลัยดังๆ แน่ อาปวดหัวจะแย่ หนูรู้ไหมนายซางฉีบอกอาว่าจะไปออดิชันอะไรสักอย่าง”

               จั๋วหลีมองจั๋วม่านอิน นี่คือเหตุผลที่เธอพยายามมาเอาอกเอาใจจั๋วม่านอิน ถ้าไม่อย่างนั้นทำไมเธอต้องทำเพื่อให้เป็นที่พึงพอใจอย่างนี้? เธอทำเพื่อขอร้องจั๋วม่านอินน่ะสิ แม้จั๋วม่านอินจะเป็นดาราที่มีชื่อเสียงเจิดจรัส แต่ครอบครัวของเธอก็ยังดำเนินชีวิตต่อไปได้ด้วยตนเอง ไม่มีความจำเป็นต้องมาประจบประแจงขออะไรจากใคร ตอนที่ซางหยูกำลังดังเธอก็ไม่เคยทำถึงขนาดนี้

               สิ่งที่เธอทำก็เพื่อลูกชาย เขาเห็นว่าพี่สาวสองคนต่างก็ได้เป็นดาราที่มีอนาคตสดใสไปอีกนาน จึงเกิดความคิดอยากเป็นดาราบ้าง แต่ซางหยูคงไม่อาจเป็นดาราต่อไปได้ ดังนั้นเธอจึงคาดหวังในตัวจั๋วม่านอินซึ่งกำลังเป็นดาราดัง และรูปร่างหน้าตาของลูกชายเธอในตอนนี้คงจะพอขึ้นกล้องบ้าง ขอเพียงจั๋วม่านอินช่วยผลักดันและส่งเสริมลูกชายของเธอ หากสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ดีไม่ได้ แต่ได้เป็นดาราก็ยังดี อย่างน้อยก็ยังมีสถานะในสังคมที่สูงกว่าและหาเงินได้มากกว่าพวกนักศึกษาที่จบจากมหาวิทยาลัย

               จั๋วหลีคงคิดว่าใครก็ขึ้นเป็นดาราได้ล่ะสิ จั๋วม่านอินแอบนึกหยัน เธอยังจำได้ว่าซางฉีและซางหยางเคยชี้หน้าหัวเราะเยาะเธอว่าขี้เหร่และอัปลักษณ์ ฮึ่ม...พวกเด็กเกเรไม่มีใครสั่งใครสอน

               ระบบตอบกลับว่า “ก็เป็นเพราะอินอินทั้งเก่งทั้งฉลาดพวกเขาก็เลยอิจฉา และอยากเป็นแบบเธอบ้างอย่างไรล่ะ”

               จั๋วม่านอินเค้นเสียงหัวเราะ

               “ใช่รายการ ‘บอยไอดอล’ หรือเปล่าคะ”

               “ใช่ๆ รายการนั้นแหละ” จั๋วหลีมองดูจั๋วม่านอินอย่างคาดหวัง

               “หนูรู้จักผู้กำกับรายการนี้พอดีคะ เดี๋ยวหนูจะลองบอกเขาให้” เธอคิดว่าโกหกคนก็ไม่เสียค่าปรับนี่นา

               จั๋วหลียิ่งดีใจใหญ่ “ดูสิ อาไม่รู้จะขอบคุณหนูอย่างไรดีแล้ว”

               “คนกันเองทั้งนั้นจะเกรงใจทำไมคะ” จั๋วม่านอินเสแสร้งตอบ

               หลังจากสนทนากันอีกเล็กน้อย ก็ถึงเวลาที่จั๋วม่านอินจะเอ่ยขอร้องบ้าง

               “คุณอาคะช่วงที่ผ่านมานี้ คุณอาได้ติดต่อกับพี่ซางซางบ้างไหมคะ”

               จั๋วหลีนิ่งไปเล็กน้อย “ไม่เลยจ้ะ หนูก็รู้ว่าตอนนี้เขาอารมณ์ไม่ดีเลย และไม่อยากเจอใครทั้งนั้น”

8.การรอคอย

               “พี่ซางซางน่าสงสารจังเลยนะคะ” จั๋วม่านอินส่ายหน้าช้าๆ และเอ่ยว่า “คุณอาคะ พวกเราทุกคนติดต่อพี่ซางซางไม่ได้ หนูเป็นห่วงมากว่าพี่เขาอาจจะเป็นอะไรไป คุณอาช่วยติดต่อพี่เขาให้หน่อยได้ไหมคะ”

               จั๋วหลีจึงพูดว่า “ซางหยูมีเพื่อนอย่างพวกหนู ช่างดีเหลือเกิน” จากนั้นก็กดโทรศัพท์โทรหาซางหยูต่อหน้าจั๋วม่านอิน ปลายสายแจ้งว่าปิดเครื่อง

               “คุณอามีเบอร์โทรอื่นของพี่ซางซางไหมคะ” โดยปกติแล้วดารามักจะมีเบอร์โทรศัพท์หลายเบอร์

               จั๋วหลีตอบว่า “ก็มีแค่เบอร์เดียวนี่ล่ะจ้ะ”

               “แล้วคุณพ่อของพี่ซางซางล่ะคะ”

               จั๋วหลีตอบว่า “เดี๋ยวอาจะลองไปถามให้”

               “ถามตอนนี้เถอะค่ะ” พอพูดออกไปจั๋วม่านอินจึงรู้สึกว่าเธอเอ่ยอย่างรีบร้อนเกินไปจึงขมวดคิ้วกลบเกลื่อนแล้วพูดว่า “ติดต่อไม่ได้ตั้งหลายวัน หนูเองก็กังวลจนบอกไม่ถูกค่ะ”

               จั๋วหลีไม่ได้คิดมาก เธอจึงโทรหาสามี ‘ซางเหวินซาน’ ในทันที

               “เขาก็มีแค่เบอร์นี้นี่ล่ะจ้ะ”

               จั๋วม่านอินมีสีหน้าเคร่งขรึมขึ้นในทันที

               ระบบจึงเอ่ยเตือนเธอว่า “ถ้าซางหยูเอาแต่หลบตัวอยู่ที่นั่นไม่ยอมออกมา ก็อาจจะยังพอใช้งานพวกเขาได้”

               จั๋วม่านอินจึงค่อยๆ มีสีหน้าผ่อนคลายลง เธอพยายามรวบรวมสติและเอ่ยกับจั๋วหลีอย่างเกรงอกเกรงใจ ก่อนจะส่งเธอกลับ

               พอจั๋วหลีไปแล้ว จั๋วม่านอินก็มีสีหน้าบึ้งตึงทันที “แล้วตอนนี้จะทำอย่างไรล่ะเนี่ย คนก็ติดต่อไม่ได้ ทำอย่างไรซางหยูถึงจะออกมา ถ้าเธออยู่ที่นั่นตลอดสี่เดือนยาก็คงหมดฤทธิ์แล้ว” จั๋วม่านอินหน้าถอดสี “เธอคิดว่าฉันจะถูกพลังสะท้อนกลับอย่างไร ฉันจะกลับไปขี้เหร่รึเปล่า”

               จั๋วม่านอินรีบจับหน้าตัวเองอย่างตื่นตระหนก

               พลังสะท้อนกลับจะให้ผลลัพธ์ที่จะเกิดในลักษณะตรงกันข้าม ทว่าเป็นอย่างไรนั้นระบบเองก็บอกได้ไม่ชัดเจนเพราะมันเองก็ไม่เคยมีประสบการณ์ ทุกสิ่งที่มันทำในตอนนี้ก็เหมือนเป็นการคลำทางไปเรื่อยๆ

               “อินอิน เธออย่าร้อนใจไป พวกเรายังมีเวลาตั้งสี่เดือนค่อยๆ แก้ไขไป ห้ามลนลานเด็ดขาด” ระบบเอ่ยปลอบ จั๋วม่านอินอย่างอ่อนโยน

               จั๋วม่านอินกระทืบเท้าอย่างกระวนกระวาย “อย่างนั้นเธอก็บอกฉันมาสิ ว่าฉันต้องทำอย่างไร”

               วิธีที่ระบบคิดออกก็คือ การรอคอย

               “นั่นมันบ้านของคนอื่น ทำไมเธอถึงได้กล้าอยู่ที่นั่นนานขนาดนั้นโดยไม่ละอาย”

               พอใช้คำว่า ‘รอ’ ก็ต้องรอนานถึงหนึ่งเดือน จั๋วม่านอินเอ่ยอย่างโมโหว่า “ยังต้องรอต่อไปอีกไหม รออีกสักสามเดือน รอให้ฤทธิ์ยาหมดฤทธิ์ไปเอง รอให้พวกเราถูกพลังสะท้อนคืน รอให้พวกเราซวยกันหมดใช่ไหม!”

               เธอระบายความโมโหใส่ระบบ ระบบก็เอาแต่นิ่งเงียบ

               จั๋วม่านอินระบายอารมณ์อีกยกใหญ่ เธอปาข้าวของกระจัดกระจายเต็มห้องรับแขก และนั่งหอบอยู่บนโซฟา “แต่ฉันรอต่อไปไม่ได้แล้วล่ะ”

               “แล้วเธอจะทำอะไรล่ะ”

               ใบหน้างดงามของจั๋วม่านอินปรากฏแววแห่งความอำมหิต เธอเอ่ยว่า “ให้เฮยเฟิ่นไปจัดการ ให้คนที่พักที่นั่นรำคาญจนทนไม่ไหว ทำให้ซางหยูถูกไล่ออกมาหรือไม่ก็ทำให้เธอละอายจนต้องย้ายออกมาเอง”

               ขอเพียงซางหยูปรากฏกาย ภาพความขี้เหร่ก็จะถูกเผยแพร่อีก ถ้าซางหยูมีปากเสียงกับพวกปาปารัซซีอีกล่ะก็จะยิ่งดีใหญ่ หากซางหยูอารมณ์เสียหลังจากถูกปาปารัซซีขวางทางไว้คงได้ปะทะกันแน่ๆ ครั้งที่แล้วซางหยูก็แย่งกล้องถ่ายรูปของปาปารัซซีมาขว้างจนแตก และเกือบจะเข้าไปทำร้ายคนด้วยซ้ำ

               ระบบไม่ได้ปฏิเสธเธอ

               จั๋วม่านอินเดินเข้าไปในห้องหนังสือแล้วเปิดคอมพิวเตอร์ แสงจากหน้าจอส่องกระทบดวงหน้างดงามของเธอซึ่งบัดนี้ฉายแววแห่งความโหดเหี้ยมและเคียดแค้น

               จั๋วม่านอินเอ่ยกับระบบว่า “ซ่อนไอพีฉัน”

 

               ส่วนอาหยูหลังจากมีการสอบประวัติของเธอโดยละเอียด เธอก็สามารถเข้าทำงานในห้องปฏิบัติการทดลองของสถาบันได้อย่างราบรื่น

               เธอเข้าทำงานในตำแหน่งเด็กฝึกงานของศาสตราจารย์จาง พอฝึกงานได้ครบหนึ่งปีก็จะได้ตำแหน่งขั้นต่ำเป็นนักวิจัยฝึกหัด ในตอนนั้นจึงจะนับว่าเป็นเจ้าหน้าที่อย่างเป็นทางการของสถาบัน

               จากที่เธอได้ส่งรายงานซึ่งมีมูลค่ามหาศาลไปหลายฉบับ อาหยูเข้าทำงานกับสถาบันได้ไม่นานก็ได้รับการจัดสรรให้อยู่ห้องพักส่วนตัวซึ่งอยู่ในตึกเดียวกันกับเจียงเชี่ยน

               เจียงเชี่ยนผู้ซึ่งช่วยเธอขนของเอ่ยอย่างอาลัยอาวรณ์ว่า “พักอยู่ด้วยกันก็ดีออกอย่างน้อยก็ได้เป็นเพื่อนกัน” ที่สำคัญก็คือเธอกินข้าวได้เยอะขึ้น คิดไม่ถึงว่าไม่เจอกันแค่ไม่กี่ปีฝีมือการทำอาหารของซางหยูจะพัฒนาขึ้นอีกขั้น โดยเฉพาะการทำอาหารประเภทปลาเธอทำได้อร่อยจนต้องกินหมดเกลี้ยงทุกครั้ง

               อาหยูเพียงแต่ยิ้มโดยไม่ได้ตอบอะไร

               หอพักของเธออยู่ด้านหลังตึกวิจัย อาหยูยังคงใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย วันหนึ่งเธอใช้เวลาอย่างน้อยสิบหกชั่วโมงหมกตัวอยู่ในห้องปฏิบัติการทดลอง หลังจากได้รับการอนุญาตจากศาสตราจารย์จาง เธอใช้เวลาที่เหลือจากการศึกษาวิจัยเรื่องมดลูกเทียมโดยการใช้ร่างของตนเองตั้งเป็นสมมติฐานในการค้นคว้าวิจัยหาสาเหตุของสิวและไขมันบนร่าง

               ศาสตราจารย์จางเตือนว่าให้เธอระมัดระวังเรื่องสุขภาพเรื่องมีสิวและอ้วน ส่วนใหญ่มักจะมีสาเหตุจากการนอนหลับ

               อาหยูจึงรับปากและดูแลสุขภาพของตนเองตามปกติ

               ตอนนี้ทุกคนรู้เพียงว่าอาหยูเข้าพักในที่พักของบุคลากรของสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ แต่ไม่รู้ว่าเธอได้เข้าทำงานในสถาบันวิทยาศาสตร์แล้ว

               เมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้นักข่าวที่อยากทำข่าวต่างก็รามือ เพราะที่นั่นเป็นสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ แม้พวกเขาจะใจกล้าบ้าบิ่นเพียงใดก็ไม่กล้าไปป้วนเปี้ยนใกล้ๆ ที่พักของซางหยูเหมือนที่เคยทำ แม้แต่การใช้โดรนเพื่อแอบดูก็ยังไม่กล้า หากถูกเข้าใจผิดว่าเป็นสายลับขายชาติจนเกิดเป็นเรื่องราวใหญ่โตขึ้นมาจะทำอย่างไร?

               พวกนักข่าวรามือได้ แต่พวกเฮยเฟิ่นกลับไม่มีทีท่าว่าจะลดความพยายามแม้แต่น้อยภายใต้การยุยงส่งเสริมของจั๋วม่านอิน

               จั๋วม่านอินพิมพ์คำยั่วยุเข้าไปในกลุ่มแชทว่า “อย่างไรพวกเราก็ยังเป็นผู้เยาว์ จะมีอะไรให้กลัว!”

               เด็กๆ วัยรุ่นซึ่งอายุยังน้อยต่างเลือดร้อนไม่กลัวฟ้ากลัวดิน หลังจากถูกกระตุ้นในกลุ่มพวกเขาแทบจะอยากออกไปฆ่าคนด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับดูถูกคนคนหนึ่ง พวกเขาคิดว่าสิ่งที่พวกเขากำลังทำในตอนนี้เป็นเรื่องที่แสนธรรมดาอย่างยิ่ง

               คนพวกนี้พยายามแอบเข้าไปด้านใน แต่ก็ถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยซึ่งหูไวตาไวกักตัวไว้ด้านนอก ช่างน่าขันเหลือเกินแม้แต่ผู้ใหญ่ที่เข้ามาสอดแนมเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยยังจับได้ แล้วนับประสาอะไรกับเด็กวัยรุ่นที่มากันเป็นกลุ่ม

               ลองแล้วลองเล่าพลาดแล้วพลาดเล่าทำจนเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเองก็หัวเสีย

               คนที่หัวเสียยิ่งกว่าเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยก็คือเด็กวัยรุ่นกลุ่มนี้ พวกเขาทั้งอายทั้งโมโห เด็กหนุ่มคนหนึ่งหยิบป้ายผ้าออกมาชูตรงนั้นมีข้อความว่า “ซางหยูออกมาเดี๋ยวนี้!!!”

 

               บ่ายวันนั้นสถาบันวิทยาศาสตร์ก็โพสต์ข้อความลงในเวยป๋อว่า...

               ‘ไม่ชอบก็ได้แต่อย่าทำร้ายกัน’ โดยโพสต์ภาพป้ายผ้าเป็นภาพประกอบข้อความ

               หลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมง ข่าวที่สถาบันวิทยาศาสตร์ออกมาปกป้องซางหยูก็กลายเป็นข่าวร้อนในทันที

               - แม่ หนูตาฝาดไปหรือเปล่าเนี่ย?

               - เฮ้ย! บัญชีผู้ใช้ของสถาบันวิทยาศาสตร์ถูกแฮ็กหรือเปล่า?

               - โอ้โห นี่มันประตูทางทิศใต้ของสถาบันวิทยาศาสตร์นี่นา โคตรเจ๋ง! ไปหาเรื่องถึงสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติเลย นับถือจริงๆ

               - นั่นใช่ประเด็นรึ? เปล่าเลย ประเด็นสำคัญก็คือซางหยูอยู่ในสถาบันวิทยาศาสตร์ต่างหาก!

               - เกินไปแล้วมั้ง คนเขาออกจากวงการไปแล้วยังตามจองล้างจองผลาญไม่เลิก

               - แฟนคลับกลุ่มนั้นร้ายมาโดยตลอด เอาแต่คอยรังควานซางหยูจนตอนนี้ออกจากวงการแล้วก็ยังตามตอแยไม่เลิก

               - จู่ๆ ฉันก็นึกสงสาร

               - ถ้าไม่ใช่เพราะซางหยูเสียโฉม จั๋วม่านอินจะมีวันนี้หรือ

               - จะว่าไปทำไมซางหยูถึงได้อยู่ที่สถาบันวิทยาศาสตร์ และทำไมสถาบันวิทยาศาสตร์จึงต้องโพสต์เวยป๋อเพื่อปกป้องเธอ

               - ข่าวอ้างอิงเชื่อถือได้บอกว่า ซางหยูเข้าฝึกงานในสถาบันวิทยาศาสตร์

               - หรือว่าตกอับแล้วไปหาเรื่องทำเล่นๆ เดี๋ยวจะเดือดร้อนเอาเปล่าๆ นะ

               คำวิพากษ์วิจารณ์ที่มีเนื้อหาคล้ายๆ กันเหล่านี้มีต่อเนื่องอยู่หลายหน้าจนกระทั่งบัญชีผู้ใช้หนึ่งที่มีผู้ติดตามหลายแสนคนโพสต์ว่า...

               - ‘คุณอาทำงานอยู่ในสถาบันวิทยาศาสตร์ ฉันถามคุณอาแล้ว ซางหยูเข้าทำงานในสถาบันวิทยาศาสตร์จริง คุณอาฉันยังบอกว่าเธอเป็นคนมีไอเดียดีมากน่าจะทำงานด้านวิทยาศาสตร์ตั้งนานแล้ว’

               ฝ่ายที่เข้าข้างซางหยูและถูกด่าก่อนหน้านี้มาโพสต์กลับว่า...

               - ฮ่า ฮ่า ฮ่า หน้าแตกเลยล่ะสิ

               หลังจากนั้นข้อความแสดงความคิดเห็นก็มีทิศทางที่เปลี่ยนไป

               - ฉันไม่ใช่แฟนคลับของซางหยูแต่ฉันอยากบอกว่า อย่างไรเธอก็เป็นคนที่สำเร็จการศึกษาจากอเมริกาถ้าได้ทำงานในสถาบันวิทยาศาสตร์แล้วจะแปลกตรงไหน มีคนอิจฉาตาร้อนขนาดนั้นเลยหรือ

               - ฉันรู้ว่ามีคนในวงการบันเทิงบางคนอยู่ต่อไม่ได้ก็กลับไปสืบทอดธุรกิจของครอบครัว แต่ฉันไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีบางคนอยู่ในวงการบันเทิงต่อไปไม่ได้ก็กลับไปเป็นนักวิทยาศาสตร์ได้!!!

               ซางหยู : แม้ว่าฉันจะใช้หน้าตาหากินไม่ได้อีก แต่ฉันจะใช้ความรู้ความสามารถทำมาหากินต่อ พร้อมกับภาพสีดำ

9.เกิดอะไรขึ้น?

               - ฟังดูเท่เหมือนกันนะเนี่ย

               +1

               +2

               +3

               “...”

               “+ หมายเลขบัตรประชาชน”

               กระแสที่เกิดในโลกออนไลน์ เป็นเรื่องที่จั๋วม่านอินไม่รู้เลยแม้แต่น้อย

               เธอกำลังนำเสนองานวิจัยซึ่งเป็นวิทยานิพนธ์จบการศึกษา คนในวงการบันเทิงที่มีวุฒิการศึกษาสูงกว่าจั๋วม่านอินมีเพียงไม่กี่คน เฉาเจี้ยนจงจะยอมปล่อยโอกาสในการประชาสัมพันธ์เรื่องนี้ไปได้อย่างไร น่าเสียดายที่มหาวิทยาลัยไม่อนุญาตให้เชิญนักข่าวมาร่วมฟังด้วยได้ แต่เขาสามารถไลฟ์สดได้นี่ แม้มหาวิทยาลัยจะไม่อนุญาตแต่เขาก็สามารถแอบไลฟ์สดได้อยู่ดี ตอนนี้การไลฟ์สดอาศัยแค่โทรศัพท์เครื่องเดียวเท่านั้น

               อันที่จริงคนที่มีความคิดอย่างนี้ไม่ใช่มีเพียงเฉาเจี้ยนจง ในห้องที่จั๋วม่านอินอยู่มีมานั่งรวมกันอยู่เต็มห้อง

               ส่วนหนึ่งเป็นคนในวงการข่าวที่ต่างกระตือรือร้นอย่างยิ่ง เมื่อดาราดังนำเสนองานวิจัยเป็นวิทยานิพนธ์จบการศึกษาในมหาวิทยาลัยชื่อดังนี่จะต้องเป็นกระแสได้อย่างแน่นอน

               ส่วนหนึ่งเป็นแฟนคลับที่มาเพื่อให้กำลังใจจั๋วม่านอิน คนกลุ่มนี้มาเป็นจำนวนมาก เดินเป็นกลุ่มๆ ตรงระเบียงทางเดินก็ส่งเสียงพูดคุยกันจ้อกแจ้กจอแจ

               “ทั้งสวยทั้งมีความสามารถนี่มันนางฟ้าชัดๆ”

               “พอแม่รู้ว่าฉันจะมาที่มหาวิทยาลัยเอฟ ก็ให้เงินฉันเลยห้าร้อยหยวน เป็นค่าเดินทางและบอกด้วยว่า ให้เอาอย่างอินอิน”

               “แม่ฉันก็เหมือนกัน ตั้งแต่ฉันเป็นแฟนคลับอินอิน แม่ก็ไม่หาว่าฉันไร้สาระอีกแล้ว”

               “ม่านอินไม่เป็นไรใช่ไหม” เฉาเจี้ยนจงตื่นเต้นยิ่งกว่าจั๋วม่านอินซึ่งเป็นคนนำเสนอเอง หลังจากนำเสนอเสร็จแล้ว จั๋วม่านอินก็จะยกระดับความเป็นดาราดังขึ้นอีกขั้น ซึ่งแม้แต่ดาราคนอื่นก็เทียบไม่ได้ ดาราที่มีความเพียบพร้อมในทุกด้านอย่างนี้อาจจะเป็นดาราที่ทั้งประเทศเองก็ยังต้องยกย่อง

               จั๋วม่านอินยกมือทำท่าโอเคให้เขาอย่างมั่นใจเมื่อเธอมีระบบอยู่ด้วยจะไม่มีอะไรผิดพลาดอย่างเด็ดขาด

               “โชคดีนะ” ซ่งจิ่งฮุยกำหมัดให้กำลังใจเธอ เขาต้องถ่ายหนังอยู่ที่ซื่อชวน แต่ก็ตั้งใจบินกลับมาเพื่อให้กำลังใจเธอในการนำเสนอวิทยานิพนธ์ครั้งนี้ วินาทีสำคัญของแฟนเขาจะพลาดได้อย่างไร

               จั๋วม่านอินกำหมัดขึ้นแตะหมัดของเขาและยิ้มอย่างมั่นใจ

               วินาทีที่จั๋วม่านอินและซ่งจิ่งฮุยลงจากรถก็มีเสียงกรี๊ดดังขึ้น จั๋วม่านอินไม่ได้ปิดปังสถานะของเธอกับซ่งจิ่งฮุย ในตอนแรกเฉาเจี้ยนจงไม่พอใจอย่างยิ่ง อย่างที่ทุกคนรู้กันว่าหากสถานะของดาราไม่ใช่โสดแต่เป็นมีแฟนแล้วก็อาจจะมีผลต่อการเติบโตในวงการ โดยเฉพาะซ่งจิ่งฮุยยังไม่มีชื่อเสียงใดๆ จะคู่ควรกับจั๋วม่านอินได้อย่างไร หรืออาจเป็นว่าจั๋วม่านอินถูกยาเสน่ห์เข้าจึงเลือกซ่งจิ่งฮุยอย่างมั่นอกมั่นใจ เฉาเจี้ยนจงจึงต้องยอมเธอแต่โดยดี

               เมื่อซ่งจิ่งฮุยโอบจั๋วม่านอินลงจากรถ ปรากฏว่ามีเสียงกรี๊ดดังขึ้นโดยทั่ว

               ซ่งจิ่งฮุยทั้งภูมิใจและทั้งร้อนใจ แฟนของเขาเป็นคนเพียบพร้อมในทุกด้าน แต่เธอไม่คิดรังเกียจเขาแม้แต่น้อย เขาจะต้องประสบความสำเร็จให้ได้เร็วที่สุดเพื่อให้ตัวเองคู่ควรที่จะยืนเคียงข้างเธอ ไม่ให้เธอต้องถูกคนอื่นพากันเยาะเย้ยว่ามีตาหามีแววไม่

               เมื่อบอดี้การ์ดมาเปิดทาง จั๋วม่านอินจึงมาถึงห้องเรียน

               ไม่นานนักก็ถึงตอนที่จั๋วม่านอินจะต้องขึ้นไปนำเสนอ เธอเดินขึ้นเวทีด้วยท่วงท่าสง่างามและผ่อนคลายก่อนจะเริ่มนำเสนอเธอก็แนะนำตัวเองและเริ่มอภิปรายเนื้อหางานวิจัยในวิทยานิพนธ์อย่างเป็นทางการ

               จั๋วม่านอินเอ่ยอภิปรายอย่างคล่องแคล่วคำพูดเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ระบบเตรียมไว้ให้เธอ เธอแค่อ่านตามจากห้วงความคิดและพูดออกไปเท่านั้น

               จนกระทั่งพูดมาได้ครึ่งหนึ่งเนื้อหาในห้วงความคิดของเธอกลับดูสับสนวกวน จั๋วม่านอินนิ่งอึ้งอย่างตกใจและเอ่ยออกมาว่า “เกิดอะไรขึ้น?”

               “ซู่ซ่า...ซี่...ซี่...อิน...” ระบบไม่มีเวลาทันได้พูดอะไรเสียงก็เงียบไปในทันใด

               จั๋วม่านอินหน้าถอดสีต่อหน้าผู้คน “ระ...” สติบอกให้เธอยั้งคำนั้นไว้แต่ในความคิดเธอได้ตะโกนอย่างคลุ้มคลั่งว่า “ระบบ ระบบอยู่หรือเปล่า? ระบบ!!!”

               คนด้านล่างเวทีมองไปยังจั๋วม่านอินซึ่งมีสีหน้าตกตะลึงและหวาดหวั่นอย่างประหลาดใจ

               ขณะที่กำลังมีการถ่ายทอดสดก็มีเสียงผู้คนซุบซิบกันว่าเกิดอะไรขึ้น

 

               จั๋วม่านอินยืนนิ่งอยู่บนเวที ดวงตากลมโตงดงามเบิกกว้าง ใบหน้าแสดงออกถึงความตื่นตระหนกและหวาดกลัว

               เธอไม่รู้สึกถึงการมีอยู่ของระบบ… ระบบหายไปแล้ว เหงื่อเม็ดโตผุดพราวขึ้นบนใบหน้า จั๋วม่านอินไม่อาจควบคุมร่างที่กำลังสั่นเทา ฟันของเธอกระทบกันจนเกิดเสียงดังกึกกัก

               คนที่อยู่ด้านล่างมองมายังจั๋วม่านอินที่คล้ายสติหลุดลอยอย่างประหลาดใจและสงสัย ต่างคนต่างซุบซิบวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆ นานา

เฉาเจี้ยนจงซึ่งนั่งอยู่ด้านหน้าใจเต้นแรงจนแทบหยุดชั่วขณะ เขารีบขึ้นเวทีไปอย่างรวดเร็วแล้วรีบคิดหาทางกู้สถานการณ์เฉพาะหน้าทันที

               “ม่านอิน” ซ่งจิ่งฮุยนิ่งอึ้งไปเล็กน้อยแล้วรีบลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้อย่างรวดเร็ว

               “ม่านอิน คุณไม่สบายตรงไหนรึเปล่า” เฉาเจี้ยนจงซึ่งหันหลังให้กับคนดูพยายามขยิบตาให้จั๋วม่านอินเพื่อส่งสัญญาณ เขาไม่รู้ว่าทำไมจั๋วม่านอินถึงนิ่งไปในเวลาสำคัญอย่างนี้ แต่เขาจะต้องหาเหตุผลให้จั๋วม่านอิน

               จั๋วม่านอินไม่ได้ยินเสียงใดๆ ทั้งนั้นยังคงตะโกนเรียกระบบในความคิดไม่หยุด ความรู้สึกหวาดกลัวจากการสูญเสียระบบเหมือนเธอถูกทิ้งไว้กลางทะเลกว้าง ระบบหายไปได้อย่างไร แล้วเธอจะทำอย่างไรดี

               เธอขาดระบบไม่ได้ แล้วใบหน้าของเธอล่ะ วินาทีนั้นเองจั๋วม่านอินก็กลั้นหายใจและลูบหน้าตัวเอง เธอยังคงมีผิวเนียนละเอียดไร้รอยสิว เมื่อลูบเนื้อตัวเธอก็ยังไม่มีไขมันอันน่าเกลียด เธอจึงค่อยถอนหายใจอย่างโล่งอกรู้สึกเหมือนได้เกิดใหม่หลังจากหายนะ เธอยังไม่เปลี่ยนกลับไปอยู่ร่างเดิม เธอยังคงเป็นดาราสาวสวย!

               “เกิดอะไรขึ้น”

               “ม่านอินเป็นอะไรหรือเปล่า”

               “นี่มันเกิดเหตุอะไรขึ้นกันแน่”

               ท่าทีประหลาดของจั๋วม่านอินทำให้ผู้คนประหลาดใจ เสียงวิพากษ์วิจารณ์ของผู้คนดังขึ้นเรื่อยๆ พวกที่ถือโทรศัพท์เพื่อทำการไลฟ์สดอดไม่ได้ที่จะลุกออกจากที่นั่งเดิม และหามุมที่ถ่ายได้ดีที่สุด

               ซ่งจิ่งฮุยโอบร่างของจั๋วม่านอินซึ่งมีเหงื่อไหลโทรมกายอย่างห่วงใย เขาขมวดคิ้วและถามเธออย่างกังวลว่า “ม่านอิน คุณเป็นอะไรไป?”

               เฉาเจี้ยนจงพยายามใช้ร่างของเขาซึ่งก็ไม่ได้กว้างอยู่แล้วบังร่างของจั๋วม่านอินเอาไว้ และกระซิบบอกเธอว่า “ข้างล่างมีนักข่าวตั้งเยอะ และยังมีคนกำลังไลฟ์สดด้วย”

               จั๋วม่านอินซึ่งหน้าซีดไร้สีเลือดถึงกับนิ่วหน้า ความรู้สึกหวาดกลัวที่พึ่งสูญเสียระบบถูกสติดึงกลับมา เธอกำลังอยู่ระหว่างการนำเสนอวิทยานิพนธ์จบการศึกษา แต่วิทยานิพนธ์เป็นผลงานที่ระบบช่วยเตรียมให้เธอ เธอไม่เคยอ่านจนจบแม้แต่ครั้งเดียว เพราะว่าถึงอ่านไปเธอก็ไม่เข้าใจอยู่ดี ครู่นั้นเองเธอรู้สึกเสียใจเหลือเกินทำไมเธอถึงต้องพยายามทำให้ตัวเองเป็นดาราที่มีความรู้ด้วย เพราะถึงอย่างไรคนในวงการบันเทิงที่ไม่ได้จบการศึกษาสูงก็มีอยู่ไม่น้อย ในเมื่อทำอย่างนี้ก็เท่ากับเป็นการยกก้อนหินมาทับเท้าตัวเอง แต่เธอจะรู้ได้อย่างไรล่ะว่า วันหนึ่งระบบจะหายไปไม่บอกกล่าว จนกลายเป็นการเอาเธอมาเชือดต่อหน้าผู้คนแบบนี้

               “ม่านอิน ทำไมหน้าซีดจัง คุณรู้สึกไม่สบายตรงไหนบ้าง?” เมื่อเห็นจั๋วม่านอินยังคงมีแววตาสับสนทำหน้ามึนอึนอยู่เหมือนเดิม เฉาเจี้ยนจงซึ่งกำลังกระวนกระวายก็พยายามส่งสัญญาณบอกเธออีกครั้ง

               จั๋วม่านอินคล้ายเข้าใจความหมายนั้น เธอจึงหลับตาลงและค่อยๆ ทำตัวอ่อนทิ้งตัวลงในอ้อมกอดของซ่งจิ่งฮุย

               ซ่งจิ่งฮุยชะงักค้าง เขาเป็นผู้กำกับและในระยะที่ใกล้ขนาดนี้เขาย่อมรู้ดีว่าจั๋วม่านอินกำลังแกล้งเป็นลมและยังเป็นการแกล้งที่ไร้ฝีมือการแสดงอย่างสิ้นเชิง ทำให้เขาไม่รู้ว่าควรจะจัดการอย่างไรดี

               เฉาเจี้ยนจงเองก็ถึงกับอึ้ง เขาส่งสัญญาณให้จั๋วม่านอินเพื่อให้เธอใช้เหตุผลเรื่องความไม่สบายทางกายกู้วิกฤตตรงหน้า แต่คิดไม่ถึงว่าเธอจะแกล้งเป็นลม เธอยังไม่ทันนำเสนอวิทยานิพนธ์จนจบแล้วจะเป็นลมไปได้อย่างไร? แถมยังแกล้งเป็นลมที่ไม่เนียนเอาเสียเลย ทำเอาเฉาเจี้ยนจงแทบคลั่ง

               ไม่เพียงซ่งจิ่งฮุยและเฉาเจี้ยนจงเท่านั้นที่ตะลึงกับการแสดงที่ไร้ความสมจริงของจั๋วม่านอิน ยังมีบรรดานักข่าวและแฟนคลับที่ถือโทรศัพท์ไลฟ์สดต่างพาตัวเองไปยืนในตำแหน่งที่เห็นภาพได้ชัดเจนที่สุดเพื่อให้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นด้วย

               ทุกอย่างหยุดนิ่งประมาณสามวินาที บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียด จากนั้นก็มีแต่เสียงผู้คนอื้ออึงขึ้นทันใดความคิดเห็นในไลฟ์สดต่างถูกโพสต์กันว่า...

               - จั๋วม่านอินดูเอาจริงเอาจังกับการเป็นลมจังเลย

               - ซ่งจิ่งฮุยเหมือนจะตะลึงไปกับการแสดงของเธอนะ

               - คราวนี้ฉันก็ไม่ต้องนำเสนอวิทยานิพนธ์แล้ว กลับบ้านพักผ่อนได้เสียที

               - อยากจะขำเป็นภาษาสเปน นี่มันการแสดงท่าสำออยอะไรกันเนี่ย

               - ฉันได้มุกใหม่แล้ว ต่อไปถ้าฉันนำเสนอวิทยานิพนธ์แล้วลืมบทพูดก็แกล้งเป็นลมอย่างนี้บ้างสิ

               - เห็นใจกันหน่อยสิ อินอินกำลังไม่สบาย พวกเธอดูไม่ออกจริงๆ หรือ?

               - อินอินกำลังมีปัญหาสุขภาพจริงๆ นะ

               แฟนคลับของจั๋วม่านอินสามารถเข้าควบคุมสถานการณ์ในห้องไลฟ์สดได้ แต่พวกเขาสามารถคุมสถานการณ์ได้แค่ที่เดียว ไม่สามารถคุมสถานการณ์ทั้งหมดได้

10.ไปโรงพยาบาล

               เนื่องจากจั๋วม่านอินมีความมั่นอกมั่นใจอย่างยิ่ง เฉาเจี้ยนจงจึงได้ปลุกกระแสตั้งแต่เมื่อหลายวันก่อนที่จะมีการนำเสนอวิทยานิพนธ์จบการศึกษา แฟนคลับของจั๋วม่านอินก็นำประเด็นเรื่องที่จั๋วม่านอินจะเข้านำเสนอวิทยานิพนธ์ออกมาพูดถึง นั่นหมายความว่ามีดวงตาคนเป็นล้านคู่คอยจับตาดูจั๋วม่านอินอยู่และได้เห็นภาพการเป็นลมของจั๋วม่านอินพอดี

               ตามฟอรั่มหลักต่างทยอยแปะโพสต์นานาทัศนะ คนบนโลกออนไลน์กว่าครึ่งต่างวิพากษ์วิจารณ์โต้ตอบกันถึงเหตุการณ์ในการนำเสนอวิทยานิพนธ์ และความคิดเห็นที่หลากหลายผุดออกมาอีกต่างๆ นานา

               จั๋วม่านอินยังคงหลับตาแกล้งหมดสติ ซ่งจิ่งฮุยซึ่งในใจเต็มไปด้วยคำถามยังมีไหวพริบอุ้มจั๋วม่านอินขึ้นมา

               เฉาเจี้ยนจงที่นึกก่นด่าในใจ เขาพยายามสงบสติอารมณ์และเอ่ยว่า “ทุกคน ขอทางหน่อยครับ ขอทางหน่อย”

               บอดี้การ์ดก็เข้ามาเปิดทางให้พวกเขาเดิน ทั้งนักข่าวและแฟนคลับส่งเสียงเอะอะโวยวายคึกคัก ยิ่งกว่าบรรยากาศในตลาดเสียอีก

               ศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัยหลายท่านต่างขมวดคิ้วและมองหน้ากันไปมา

               เฉาเจี้ยนจงเอ่ยอธิบายกับทุกคนว่า “ทุกคนคงรู้ว่าก่อนหน้านี้ม่านอินหกล้มศีรษะกระแทกจนเป็นแผล ที่จริงเธอสุขภาพไม่ดีมาโดยตลอด แต่เธอพยายามเข้มแข็งให้ทุกคนเห็น ทั้งยังต้องทำงานและเรียนไปพร้อมๆ กัน แต่ละวันเธอนอนแค่สี่ถึงห้าชั่วโมง เป็นความผิดของผมเองที่ละเลยไม่ทันสังเกตว่าตอนนี้ร่างกายของเธอถึงขีดจำกัดไม่อาจทนได้อีกต่อไปแล้ว”

               ยังโชคดีที่แฟนคลับย่อมเชื่อในเหตุผลนั้น แต่นักข่าวย่อมไม่ยอมปล่อยให้ข่าวใหญ่นี้ผ่านไปง่ายๆ อย่างเด็ดขาด ต่างคนต่างตะโกนถามคำถามไม่หยุดหย่อน และมีหลายคนที่เอ่ยถามอย่างไม่ไว้หน้า

               “เมื่อกี้จู่ๆ จั๋วม่านอินก็ตะโกนถามขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยว่า ‘เกิดอะไรขึ้น’ เธอกำลังถามถึงอะไรคะ”

               “จั๋วม่านอินนิ่งค้างอยู่อย่างนั้น เพราะว่าเธอลืมเนื้อหาและไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรต่อไปรึเปล่าครับ”

               “จั๋วม่านอินเป็นลมจริงๆ หรือแกล้งเป็นลมกันแน่คะ”

               เฉาเจี้ยนจงตีหน้าเครียดและเอ่ยถามว่า “คุณเป็นนักข่าวสำนักไหนกัน คุณรับผิดชอบคำพูดของคุณไหวไหม”

               จั๋วม่านอินซึ่งอยู่ในอ้อมกอดของซ่งจิ่งฮุยเกิดร่างสั่นสะท้านขึ้นมา ทุกคนต่างกำลังจ้องมองเธอ อาการชัดขนาดนั้นจะไม่ให้เห็นได้อย่างไร เสียงเซ็งแซ่ดังขึ้นอีกครั้ง

               “จั๋วม่านอินจงใจแกล้งเป็นลมเพื่อหนีการนำเสนอวิทยานิพนธ์ครั้งนี้รึเปล่าคะ”

               คำถามยิ่งแรงและจี้ประเด็นมากขึ้นเรื่อยๆ

               เฉาเจี้ยนจงยิ่งปวดเศียรเวียนเกล้า เขาอุตส่าห์แหวกฝูงชนและกลับขึ้นมาบนรถตู้ได้สำเร็จ

               จั๋วม่านอินยังคงหลับตานิ่งไม่ยอมตื่นขึ้นมา แต่ร่างที่เกร็งและขนตาที่สั่นไหวอยู่ตลอดทำให้คนทุกคนในรถรู้ว่าเธอยังมีสติอยู่

               คนขับรถและผู้ช่วยที่นั่งอยู่ด้านหน้าไม่กล้าพูดอะไรทั้งสิ้น พวกเขาแทบอยากหายตัวไปเสียเดี๋ยวนั้น

               เฉาเจี้ยนจงลูบหน้าและปาดเหงื่อ เขาพยายามเอ่ยขึ้นว่า “ไปโรงพยาบาล” ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นละครคัตซีนนี้ต้องเปลี่ยนฉากไปที่อื่น

               ใบหน้าของจั๋วม่านอินบิดเบี้ยวเล็กน้อย เล็บของเธอจิกลงไปบนฝ่ามือจนปลายเล็บขาวซีด

               ซ่งจิ่งฮุยเกิดความสับสนในใจอย่างยิ่ง เขาไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ขณะที่กำลังนำเสนอวิทยานิพนธ์อยู่ดีๆ จู่ๆ จั๋วม่านอินก็โพล่งออกมาว่า ‘เกิดอะไรขึ้น’ และหลังจากนั้นทั่วทั้งตัวก็ผิดปกติไป เมื่อนึกย้อนสีหน้าแววตาที่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกหวาดกลัวของเธอ ซ่งจิ่งฮุยก็รู้สึกตงิดๆ ในใจอย่างยิ่ง

               ตลอดทางที่ไปโรงพยาบาล เฉาเจี้ยนจงรับสายและโทรออกอยู่ตลอดเวลา เขาพยายามที่จะทำให้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบให้น้อยที่สุด

               จั๋วม่านอินรู้สึกเกร็งไปทั่วทั้งร่าง เปลือกตาของเธอกระตุกอย่างรุนแรงเธอไม่กล้าลืมตาเพราะไม่รู้จะอธิบายสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเองตอนนี้อย่างไร และไม่อยากอธิบายให้พวกเขาฟังตอนนี้ เธอแค่อยากจะติดต่อกับระบบ แต่ไม่ว่าเธอจะพยายามตะโกนในความคิดอย่างคลุ้มคลั่งเพียงใด ระบบก็ไม่มีวี่แววว่าจะตอบกลับแม้แต่น้อย

               ความคิดในแง่ร้ายต่างๆ ผุดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ร่างทั้งร่างของจั๋วม่านอินสั่นสะท้านไปถึงขั้วกระดูก

               “ม่านอิน” ซ่งจิ่งฮุยสัมผัสมือที่สั่นเทาของจั๋วม่านอินอย่างเป็นห่วง ความเย็นจากส่วนลึกข้างในของเธอแผ่ออกมาผ่านทางมือของเธอทำให้ซ่งจิ่งฮุยเป็นกังวล “ม่านอิน คุณไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า”

               จั๋วม่านอินยังคงหลับตาแน่นและไม่แสดงท่าทีตอบกลับแต่อย่างใด

               ซ่งจิ่งฮุยขยับริมฝีปากและอยากพูดอะไรบางอย่างแต่ท้ายสุดก็เพียงแต่นิ่งเงียบกุมมือเธอไว้และพยายามทำให้เธออบอุ่นขึ้นเท่านั้น

               เมื่อมาถึงโรงพยาบาลเอกชนที่มีความเป็นส่วนตัวดีและเก็บข้อมูลของคนไข้เป็นความลับ ในที่สุดจั๋วม่านอินก็ลืมตาขึ้น เฉาเจี้ยนจงได้เชิญหมอที่ไว้ใจได้มาตรวจอาการ พอทำการตรวจก็ไม่พบความผิดปกติใดๆ หมอจึงให้เหตุผลตามที่ทุกคนอธิบายสถานการณ์มาว่า เธออาจจะเหนื่อยเกินไปและเกิดความเครียดจนทำให้เกิดอาการเหล่านี้

               หลังจากหมอออกไปแล้ว จั๋วม่านอินซึ่งมีสีหน้าซีดเผือดเอ่ยขึ้นว่า “พวกคุณออกไปก่อน ฉันอยากอยู่คนเดียวเงียบๆ สักพัก”

               ทั้งซ่งจิ่งฮุยและเฉาเจี้ยนจงต่างเป็นกังวล แต่เมื่อจั๋วม่านอินยืนยันชัดเจนและเห็นว่าอาการของเธอต่างไปจากเดิมอยู่ไม่น้อย คนทั้งสองจึงไม่กล้าพูดอะไรให้เธอสะเทือนใจ

               ซ่งจิ่งฮุยเอ่ยว่า “ผมจะรออยู่ข้างนอกนะ คุณมีเรื่องอะไรก็เรียกผมได้”

               เฉาเจี้ยนจงบอกว่า “ม่านอินพักผ่อนเยอะๆ นะ ตอนนี้ไม่ต้องตอบข่าวอะไรทั้งสิ้น เดี๋ยวผมกับบริษัทจะแถลงข่าวเรื่องนี้เอง”

               จั๋วม่านอินนอนบนเตียงผู้ป่วยสีหน้าของเธอกับสีผ้าปูเตียงของโรงพยาบาลแทบจะเป็นสีเดียวกัน ร่างทั้งร่างของเธอเกร็งแน่นอย่างตื่นตระหนกและหวาดกลัว

               ซ่งจิ่งฮุยและเฉาเจี้ยนจงเดินจากไปอย่างร้อนใจและเป็นกังวล เฉาเจี้ยนจงบอกให้ซ่งจิ่งฮุยคอยดูแลอยู่ข้างนอก ส่วนเขาไปจัดการธุระอื่น

               “ถ้าคุณมีธุระอื่นใดรีบโทรหาผมได้เลยนะครับ” เฉาเจี้ยนจงเอ่ยกำชับอย่างเป็นห่วง ในใจปั่นป่วนยิ่งนัก ทั้งที่ตอนแรกจะเป็นการเรียกคะแนนนิยม แต่ตอนนี้เป็นการปล่อยไก่ตัวเบ้อเร่อ จั๋วม่านอินเล่นบ้าอะไรของเธอกันแน่!

               ซ่งจิ่งฮุยพยักหน้ารับคำ

               ภายในห้องผู้ป่วยจั๋วม่านอินเต็มไปด้วยความกระวนกระวายใจ ถ้าไม่มีระบบแล้วเธอก็เหมือนสูญเสียสิ่งสำคัญของชีวิต ที่เธอได้ครอบครองทุกสิ่งทุกอย่างในวันนี้ล้วนเป็นของที่ระบบมอบให้ เธอไม่อยากคิดถึงภาพตัวเองหลังจากสูญเสียระบบเลย

               จู่ๆ จั๋วม่านอินก็ลุกขึ้นนั่งตัวตรงและเดินไปยังห้องน้ำ วินาทีที่เธอมองกระจกเธอก็ร้องอุทานอย่างตกใจ

               จั๋วม่านอินเอามือขึ้นปิดปาก และค่อยๆ รู้สึกชาไปทั่วทั้งร่าง เธอกำลังจะกลายเป็นคนขี้เหร่แล้ว

               อาหยูไม่มีเวลาดูโทรศัพท์จนกระทั่งถึงเวลาอาหารเย็น และพบว่าเวยป๋อของเธอกำลังคึกคัก

               พอเข้าใจที่มาที่ไปของเรื่องที่เกิดขึ้น อาหยูก็โพสต์ในเวยป๋อของตัวเองว่า “ขอบคุณนะคะฉันจะตั้งใจทำงานค่ะ” และระบุสถานที่ตั้งว่า...สถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ

               ทันทีที่โพสต์ก็มีความคิดเห็นต่อท้ายเป็นสิบความคิดเห็น

               - โห อย่างเทพอะ ช่วยเสกผมให้สอบผ่านวิชาชีวะด้วยนะ

               - เฮ้ย... เข้าไปอยู่ที่สถาบันวิทยาศาสตร์จริงๆ ด้วย

               - ฮ่าฮ่า เสแสร้งชัดๆ ตอนนี้ใครๆ ก็เข้าทำงานในสถาบันวิทยาศาสตร์ได้ทั้งนั้นเลยเหรอ

               อาหยูเพียงแต่ยิ้มขณะที่กำลังปิดเวยป๋อก็มีข่าวหนึ่งเด้งขึ้นมา จั๋วม่านอินเป็นลมขณะที่กำลังนำเสนอวิทยานิพนธ์ อาหยูขมวดคิ้วมองพาดหัวข่าวแล้วเปิดอ่านก่อนจะพบสิ่งที่น่าสนใจ

               รูปร่างหน้าตาของจั๋วม่านอินค่อยๆ ปรากฏความเปลี่ยนแปลงทีละเล็กทีละน้อย ใบหน้าที่งดงามของเธอค่อยๆ แย่ลงเรื่อยๆ หากให้คะแนนเต็มสิบ แต่ก่อนเธอเคยได้เก้าคะแนน แต่ตอนนี้อาจจะได้แค่แปดคะแนนแต่อย่างไรก็ยังดูเป็นคนสวยอยู่

               อาหยูเลื่อนดูภาพหน้าตาของจั๋วม่านอินที่เริ่มเปลี่ยนไปในทางแย่ลง หรือว่าเธอมีปัญหากับนวัตกรรมเสริมที่ล้ำยุคของเธอ?

               อาหยูซึ่งเตรียมจะทำโอทีต่อ กินอาหารเย็นและกลับไปเก็บของที่ห้องปฏิบัติการ จากนั้นก็กลับไปที่อะพาร์ตเมนต์ของตน หลังจากเปิดคอมพิวเตอร์ก็ดูวิดีโอการนำเสนอวิทยานิพนธ์ของจั๋วม่านอิน ต้นฉบับคลิปนี้ว่อนไปทั่วอินเทอร์เน็ตตั้งแต่เกิดเรื่องแล้ว

               ในวิดีโอ จั๋วม่านอินนำเสนออย่างลื่นไหลและฉะฉาน แต่พอพูดไปได้ครึ่งหนึ่ง เธอก็ชะงักงันและโพล่งขึ้นว่า “เกิดอะไรขึ้น”

               อาหยูกดหยุดพักและย้อนกลับไปประมาณสามวินาที ในชั่วขณะที่จั๋วม่านอินกำลังนิ่งตะลึงอยู่กับที่ ใบหน้าของเธอเริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลง คล้ายกับมีบางสิ่งที่กำบังถูกดึงลอกออกไป

               อาหยูหรี่ตามองและดูวิดีโอต่อจึงเห็นว่า จั๋วม่านอินยืนนิ่งอยู่บนเวทีคล้ายวิญญาณหลุดออกจากร่าง ยกเว้นแค่คำว่า ‘ระ...’ เธอก็ไม่ได้เอ่ยอะไรอีก จากนั้นฉากสำคัญก็มา เธอหมดสติไป เธอแสดงท่าทางหมดสติได้...เสแสร้งมาก

               การแสดงที่เสแสร้งอย่างชัดเจนขนาดนี้จะเล็ดลอดสายตาของชาวโซเชียลได้อย่างไร นอกจากนี้ยังมีคนโพสต์คลิปสั้นๆ ของจั๋วม่านอินซึ่งควรจะเป็นลมหมดสติกลับขยับนิ้วอยู่หลายครั้งในระหว่างทางที่ถูกอุ้มไปที่รถตู้ ในทางกลับกันนี่จึงเป็นการยืนยันว่าจั๋วม่านอินแกล้งเป็นลม