ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

นางรองสองวิญญาณ ตอน โฉมงามล่มเมือง/สิ้นภพ

ผู้แต่ง ฮวนกุยอี่
ผู้แปล Hongsamut
ประเภท
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
เล่มนี้มี 2 ชาติภพ คือ โฉมงามล่มเมือง และสิ้นภพ(ชาติสุดท้าย)

บทนำ

(มีสองเรื่องในเล่มนี้)
ตอน... โฉมงามล่มเมือง

เกิดเป็นสตรียุคโบราณก็มีข้อจำกัดมากมายอยู่แล้ว
แต่ยิ่งเป็นหญิงงามล่มบ้านล่มเมืองในยุคที่ตัดสินความแข็งแกร่งกันที่วรยุทธนั้นยิ่งอยู่ยาก
อันจือหยู...สาวงามผู้อาภัพ ไม่สามารถฝึกวรยุทธ แถมร่างกายยังอ่อนแอเหมือนถังยาเคลื่อนที่
นางถูกกำหนดอนาคตด้วยบรรดาบุรุษที่อยากได้ตัวนางไปครอบครอง
เมื่อโชคชะตาเล่นตลก หญิงสาวที่มีความงามนำพาหายนะมาสู่ตนจึงพลิกวิกฤตเป็นโอกาส
จัดการล่อลวงบุรุษเหล่านั้นมาห้ำหั่นกันเองให้ตกตายตามกันไปเสียเลย

ถ้าเกิดใหม่ได้ อันจือหยูก็อยากจะเป็นจอมยุทธ์หญิง
อยากลงมือเชือดบุรุษพวกนั้นด้วยมือตนเองให้สะใจเล่น!!!

.....

ตอน... สิ้นภพ (ชาติสุดท้าย)

ใครจะเชื่อว่ายุคนี้จะมีซอมบี้?!
แล้วยังเป็นยุคที่ผู้หญิงตกต่ำดั่งนางบำเรอ เป็นเพียงของเล่นแก้เบื่อของพวกผู้ชายที่แข็งแกร่ง
นักวิทยาศาสตร์สาวอย่างจิ่งหยู่จะยอมอยู่เฉยโดยไม่หาวิธีแก้ได้อย่างไร?
แต่ยิ่งแก้ไขกลับยิ่งแย่ ทำเอามนุษย์โลกแทบสูญพันธุ์
อาหยูจึงต้องมาช่วยสานต่อความปรารถนาของจิ่งหยู่ให้เป็นความจริง
เพื่อผู้หญิงจะได้ยืนอยู่เสมอภาคกับผู้ชายเหล่านั้นได้
และเพื่อดำรงเผ่าพันธุ์ของมนุษย์ต่อไป...

อาหยูนับว่าได้สร้างบุญใหญ่มากมาย
อนาคตที่หวังว่าจะมีหางเส้นที่เก้างอกออกมาคงอีกไม่ไกลนัก
แมวปีศาจอาหยูเฝ้าบำเพ็ญเพียรช่วยเหลือผู้คนมานับพันปี
แต่ท้ายที่สุดใครเล่าจะช่วยอาหยูให้เป็นเซียนได้สำเร็จสมใจ?

สารบัญ

โฉมงามล่มเมือง 1

               ภูเขาว่านเจี้ยนในฤดูหนาวมีหิมะปกคลุมดั่งหยกขาวส่งประกายวาววับสุดลูกหูลูกตา

               ไอหมอกจางๆ ปกคลุมดุจดั่งเมืองสวรรค์ ภูเขาว่านเจี้ยนแต่เดิมไม่ได้มีชื่อนี้เพียงแต่เมื่อร้อยปีก่อนที่ยอดเขามีหมู่บ้านที่เรียกกันว่า ‘หมู่บ้านว่านเจี้ยน’ ซึ่งแปลว่า ‘ดาบหมื่นเล่ม’ หมู่บ้านแห่งนี้ มีจอมยุทธดาบสะท้านฟ้าผู้มีชื่อเสียงลือเลื่อง คนทั้งหลายจึงเล่าขานกันรุ่นแล้วรุ่นเล่า นานวันเข้าจึงเปลี่ยนภูเขาแห่งนี้ให้ชื่อว่าภูเขาว่านเจี้ยน

               แสงอาทิตย์แรกที่ปรากฏขึ้นหลังจากบทเพลงแห่งหิมะจบลง ประกายแสดทองของตะวันทาบทับลงบนปุยหิมะที่ทับถมอยู่ทั่วทั้งภูเขาแพรวพราวดุจหยกน้ำดีที่จงใจจะอวดความกระจ่างใสสวยงามของกันและกัน

               ทิวทัศน์ว่างดงามยิ่งแล้วแต่คนยิ่งงดงามกว่า ปี้หลิ่งจรดสายตามองสตรีที่นั่งเท้าคางอยู่ริมหน้าต่าง หญิงสาวนางนั้นห่มผ้าคลุมขนสัตว์สีขาวซึ่งช่วยขับผิวพรรณที่ขาวเนียนให้ขาวใสลออโดดเด่นยิ่งขึ้นไปอีก

               ครู่นั้นลมหนาวก็พัดมาจนกิ่งดอกเหมยสั่นไหวเกิดเป็นเสียงคล้ายท่วงทำนองแห่งฤดูกาล ปี้หลิ่งเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “คุณหนูเจ้าคะ ลมหนาวมาแล้วเจ้าค่ะ”

               สตรีนางนั้นยังคงแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินและนิ่งมองกลีบดอกไม้สีชมพูแกมขาวร่วงหล่นลงสู่พื้น พลางยกมือขวาลูบขนแมวลายซึ่งนั่งอยู่บนตักเป็นระยะ

               ปี้หลิ่งเอ่ยอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่แฝงแววแห่งการอ้อนวอน “คุณหนูสุขภาพไม่แข็งแรง ถ้าเกิดป่วยขึ้นมา บ่าวก็สมควรถูกฆ่าตายสักหมื่นครั้ง” ปี้หลิ่งพูดพลางคุกเข่าลงนั่ง ส่วนบรรดาสาวใช้ที่ยืนอยู่ด้านหลังต่างรีบคุกเข่าลงไปตามๆ กัน

               หญิงงามนางนั้นยังคงนั่งนิ่งอยู่ในท่าเดิมโดยไม่มีท่าทีรับรู้ถ้อยคำของปี้หลิ่งแต่อย่างใด

               ปี้หลิ่งจึงเอ่ยขึ้นเบาๆ ว่า “คุณหนูเจ้าคะ” น้ำเสียงนางทั้งอ้อนวอนทั้งหวาดกลัวและยังแฝงด้วยแววแห่งความน่าสงสาร

               ในที่สุดสตรีที่งดงามดั่งภาพสลักก็ค่อยๆ มีปฏิกิริยาตอบกลับ ขนตางอนยาวเป็นแพของนางสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ จับขอบหน้าต่างยันกายลุกขึ้นยืน

               ปี้หลิ่งดีใจอย่างยิ่ง นางรีบลุกขึ้นและเตรียมจะไปปิดหน้าต่าง ครู่นั้นก็เห็นชายผู้หนึ่งสวมอาภรณ์สีดำและมีดาบเหน็บไว้ข้างเอว ชายผู้นั้นรีบก้าวตรงเข้ามา ปี้หลิ่งนิ่งอึ้งไปเล็กน้อยก่อนจะรีบไปปิดหน้าต่างและรายงานว่า “คุณหนูเจ้าคะ จวงจู่* มาเจ้าค่ะ”

               สตรีนางนั้นเพียงแต่หลุบตาลงโดยไม่ได้เอ่ยอะไร นางอุ้มแมวไว้ในอ้อมกอดและเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ที่มีเบาะหนาๆ รองไว้

               “จวงจู่เจ้าคะ” เสียงเอ่ยทักทายดังขึ้น

               “เหมียว” แมวที่อยู่ในอ้อมกอดของหญิงงามผู้นั้นคล้ายตกใจอะไรบางอย่างจึงกระโดดลงไปที่พื้นและวิ่งไปหลบอยู่ใต้เตียงอย่างรวดเร็ว

               สตรีนางนั้นจ้องมองแมวลายที่หนีไปหลบคล้ายจะบอกว่านางก็อยากไปซ่อนอยู่ด้วยเช่นกัน

               สุ่ยเยว่โหลวซึ่งพึ่งเข้ามาในห้องเห็นภาพนั้นเข้าพอดี เขาจึงเลิกคิ้วขึ้นมอง

               ปี้หลิ่งแอบเหลือบมองสตรีที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ แล้วจึงก้าวไปทักทายผู้มาเยือน

               สุ่ยเยว่โหลวไม่ได้เหลือบตาไปมองพวกนางด้วยซ้ำ ในสายตาของเขามีเพียงสตรีหนึ่งเดียวเท่านั้น สตรีที่มีดวงตาเป็นประกายราวหยดน้ำที่บริสุทธิ์

               สตรีนางนั้นจับจ้องมองกรงทองอันวิจิตรงดงามในมือของผู้มาเยือน ภายในกรงทองมีกระรอกน้อยไร้เดียงสาขนาดตัวพอประคองได้โดยสองอุ้งมือ มันกำลังกระโดดไปกระโดดมาในกรงและร้องอย่างหวาดหวั่น

               “ข้าเก็บมันได้จากในป่าน่ะ” สุ่ยเยว่โหลวเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แฝงด้วยรอยยิ้ม เขาวางกรงไว้บนโต๊ะและเอ่ยว่า “ข้าก็เลยเอามาให้เจ้าดู เจ้าชอบหรือไม่”

               แววตาของหญิงสาวสั่นไหวเล็กน้อย... เก็บได้รึ? น่าจะจับได้มากกว่ากระมัง...

               “ชอบเจ้าค่ะ” หากบอกว่าไม่ชอบ น่ากลัวว่าเจ้าตัวน้อยในกรงอาจจะไม่ได้เห็นแสงอาทิตย์ของวันพรุ่งนี้

               “ถ้าชอบก็ให้เจ้าตัวน้อยเป็นเพื่อนแก้เหงาเจ้าก็แล้วกัน เมื่อครู่กำลังมองอะไรที่ริมหน้าต่างรึ ลมแรงเสียขนาดนั้นเจ้าหนาวบ้างหรือไม่” สุ่ยเยว่โหลวกุมมือของนางแล้วจึงขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อสัมผัสถึงความหนาวเย็นจากมือที่เย็นเฉียบของหญิงงาม

               ปี้หลิ่งในฐานะหัวหน้าสาวใช้รู้สึกสะท้านไปทั่วทั้งร่าง นางคุกเข่าลงที่พื้นอีกครั้งขณะที่กำลังจะกล่าวขอโทษว่า “บ่าว...”

               “มือของข้าเย็นตั้งแต่แรกอยู่แล้ว” สตรีนางนั้นรีบชักมือกลับตามสัญชาตญาณ สีหน้านางยังคงราบเรียบ

               “ถ้าอย่างนั้นหรวนหร่วนก็ยิ่งต้องระวังไว้ให้มาก ฤดูหนาวนี้เจ้าป่วยถึงสามครั้งแล้ว” ดวงตาสองชั้นหางตาชี้ขึ้นของบุรุษผู้มาเยือนมองนางด้วยแววตาสงสารและห่วงใย

               สตรีนางนี้มีชื่อเล่นว่า ‘หรวนหร่วน’ มีชื่อเต็มว่า ‘อันจือหยู’ ชื่อเล่นของนางมาจากสกุลของมารดาเป็นการแสดงถึงความรักอันลึกซึ้งที่สามีผู้หนึ่งมีต่อภรรยา บิดาของอันจือหยูเป็นจวงจู่คนก่อนของหมู่บ้านว่านเจี้ยน นามว่า “อันถงเฉิน” ส่วนสุ่ยเยว่โหลวคือ ศิษย์เอกของอันถงเฉิน หลังจากที่อันถงเฉินเสียชีวิต สุ่ยเยว่โหลวก็ขึ้นรับตำแหน่งจวงจู่ต่อ

               อันจือหยูเพียงแต่หลบตาโดยไม่ได้พูดอะไร

               สุ่ยเยว่โหลวปรากฏแววตาเคร่งขรึมอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะจางหายไปหนึ่งอึดใจ เขาลูบมือเนียนนุ่มของอันจือหยูแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนดุจสายน้ำในฤดูใบไม้ผลิว่า “วันนี้กินยาหรือยัง?”

               อันจือหยูตอบว่า “กำลังจะกินเจ้าค่ะ”

               สุ่ยเยว่โหลวมองไปยังปี้หลิ่งซึ่งนั่งอยู่ด้านข้าง

               ปี้หลิ่งรู้สึกเกร็งไปทั่วทั้งร่างนางรีบตอบว่า “น่าจะต้มใกล้จะเสร็จแล้วเจ้าค่ะ เดี๋ยวบ่าวขอไปดูก่อน”

               สุ่ยเยว่โหลวจึงพยักหน้าเล็กน้อย

               คล้ายได้รับการอภัยโทษ ปี้หลิ่งรีบรุดไปอย่างรวดเร็ว นางแทบอยากวิ่งเสียเดี๋ยวนั้นแต่ก็พยายามสะกดกลั้นสัญชาตญาณของตนไว้แล้วบังคับตนเองให้ออกไปด้วยท่วงท่าที่ไม่ลนลานจนเกินไป พอก้าวออกจากธรณีประตูนางก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก คนที่สามารถอยู่ต่อหน้าจวงจู่ได้ด้วยสีหน้าปกติโดยไม่มีท่าทีทุกข์ร้อนแต่อย่างใดคงมีเพียงคุณหนู พอคิดถึงตรงนี้ปี้หลิ่งก็ถอนหายใจอย่างเศร้าสลด

               สุ่ยเยว่โหลวเปิดกรงทองและใช้มืออีกข้างจับกระรอกออกมา พลางเอ่ยหยอกนางอย่างเอาใจว่า “เจ้าตัวน้อยนี่เชื่องมากเจ้าจะลองลูบดูหน่อยไหม”

               กระรอกที่ถูกบีบคอไว้นิ่งเงียบไร้ซึ่งสรรพเสียงใดคล้ายกับรู้ประสาเหลือเกิน

               อันจือหยูมองด้วยแววตาราบเรียบแล้วจึงลูบกระรอกพอเป็นพิธี

               “ดูเหมือนหรวนหร่วนจะไม่ชอบมันสักเท่าไหร่” สุ่ยเยว่โหลวยังคงมีรอยยิ้มบนใบหน้า แต่ออกแรงบีบที่นิ้วหนักขึ้น ครู่นั้นกระรอกที่ดูเรียบร้อยรู้ประสากลับตาเหลือกค้างส่งเสียงร้องอย่างเจ็บปวดและหวาดกลัว

               อันจือหยูมีแววตาเปลี่ยนไป นางรีบเอ่ยอย่างร้อนใจว่า “ซือซง* ข้าชอบมาก เพียงแต่ข้าไม่เคยเลี้ยงกระรอกมาก่อน ไม่รู้ว่าข้าควรจะดูแลมันอย่างไร”

               เมื่อได้ยินนางเรียกเขาว่า ‘ซือซง’ สุ่ยเยว่โหลวก็ยิ่งเบิกบานใจแต่เขากลับนำกระรอกในมือออกห่างจากตัวนางมากกว่าเดิมนิ้วมือยิ่งบีบด้วยแรงที่หนักขึ้นและเอ่ยว่า “เจ้าตัวน้อยกำลังกระวนกระวายเดี๋ยวมันจะทำร้ายเจ้าเข้า”

               อันจือหยูเอื้อมมือไปจับกระรอกที่กำลังอยู่ในอาการหวาดกลัวใส่กลับเข้าไปในกรงดังเดิม “เจ้าตัวน้อยของข้ารู้ประสาจะตาย ไม่ต้องระวังขนาดนั้นหรอก”

               อันจือหยูยกมุมปากยิ้มจางๆ

               สุ่ยเยว่โหลวมองไปยังอันจือหยูด้วยแววตาเป็นประกาย

               อันจือหยูรู้สึกประหม่าจึงรีบหลบตา

               ในตอนนั้นเองปี้หลิ่งก็ประคองถ้วยยาร้อนๆ เดินเข้ามาในห้อง

               “กินยาเถอะ” สุ่ยเยว่โหลวรับถ้วยยามา “ยาร้อนหน่อยนะ” ว่าแล้วก็วางมือไว้ด้านข้างของถ้วยยา ไอร้อนที่ปรากฏอยู่บนถ้วยจางหายไปอย่างรวดเร็วด้วยความเร็วที่ตาเปล่าแทบจะมองไม่เห็น สุ่ยเยว่โหลวจิบยาเล็กน้อยและเอ่ยว่า “กำลังอุ่นพอดีเลย”

               อันจือหยูมองดูยาสีน้ำตาลเข้มอย่างทรมานใจ ร่างกายของนางอ่อนแอตั้งแต่เด็กจึงไม่อาจฝึกเพลงดาบได้ ส่วนสุ่ยเยว่โหลวมีพื้นฐานและโครงสร้างร่างกายเป็นเลิศ และถูกลิขิตให้เป็นมือดาบผู้มีวิทยายุทธสูง ตลอดระยะเวลายี่สิบปี เขาเรียนวิชาดาบของหมู่บ้านว่านเจี้ยนจบไปแปดกระบวนท่าจากเพลงดาบทั้งหมดเก้ากระบวน ถ้าหากนางสามารถฝึกฝนวรยุทธได้ถึงขั้นนี้ก็คงไม่ต้องคอยอยู่ใต้อำนาจใคร

               สุ่ยเยว่โหลวยกช้อนขึ้นตักยาและเตรียมจะป้อนไปที่ปากของอันจือหยู

               อันจือหยูขยับกายและเบือนหน้าหนีบอกว่า “กินยาขมทีละคำทีละคำเช่นนี้ มิสู้ให้ข้าดื่มให้หมดรวดเดียวดีกว่าเจ้าค่ะ”

               สุ่ยเยว่โหลวแย้มยิ้มนัยน์ตาปรากฏแววแห่งความเอ็นดูอย่างไม่อาจปิดได้มิด “ตอนเป็นเด็กหรวนหร่วนต้องให้ข้าป้อนยาทีละคำทีละคำ และยังต้องปลอบอยู่นานกว่าจะกินได้สักคำ ยาหนึ่งถ้วยก็ใช้เวลากินตั้งกว่าครึ่งชั่วยาม”

               อันจือหยูรู้สึกถึงรสขมเฝื่อนที่ปลายลิ้น ในวัยเยาว์สุ่ยเยว่โหลวดูแลนางเป็นอย่างดี ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่สิ่งเหล่านี้เริ่มเปลี่ยนไป หลังจากที่เริ่มรู้ตัวเขาคนนี้ก็มีนิสัยเปลี่ยนไปเสียแล้ว

               สุ่ยเยว่โหลวยกมุมปากยิ้มและส่งถ้วยยาให้อันจือหยูและมองนางดื่มยาจนหมดถ้วย ลึกๆ ในใจก็นึกใจหายว่า ซือเม่ยน้องสาวร่วมสำนักผู้นี้ที่เคยงอแงไม่ยอมดื่มยา บัดนี้เติบโตขึ้นและไม่ต้องคอยให้เขาปลอบให้กินยาอีกแล้ว

               สุ่ยเยว่โหลวยื่นน้ำหวานให้นางอย่างเสียดาย

               อันจือหยูรับมาจิบเล็กน้อย หลังจากวางแก้วลงก็มีลูกเหมยแช่อิ่มมาจ่อรอที่ปากนาง อันจือหยูชะงักไปเล็กน้อยแต่สุดท้ายนางก็เลือกที่จะอ้าปากกินลูกเหมยนั้น

โฉมงามล่มเมือง 2

               สุ่ยเยว่โหลวยิ้มอย่างพึงพอใจ เมื่อป้อนลูกเหมยแล้วเขาก็ยังไม่ยอมเอามือออก แต่กลับบรรจงเช็ดริมฝีปากของนางที่มีคราบยาเปื้อนอยู่ ด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความรักและเอ็นดู

               รอยยิ้มนั้นทำให้อันจือหยูสะท้านไปทั่วทั้งร่าง เนื่องจากนิ้วมืออันเย็นยะเยือกของสุ่ยเยว่โหลวลูบเบาๆ ที่ริมฝีปากของนาง นัยน์ตาของนางจึงค่อยๆ ปรากฏแววแห่งความเคร่งขรึม

               อันจือหยูมีท่าทีลนลานนางกำลังจะเบือนหน้าหนีเพื่อหลบไปอีกทาง แต่จู่ๆ ก็รู้สึกเหมือนรอบด้านหมุนคว้างเพียงชั่วอึดใจ นางรู้ตัวอีกทีก็มาอยู่ในอ้อมกอดของสุ่ยเยว่โหลวแล้ว

               เมื่อปี้หลิ่งเห็นเข้าก็ต้องก้มหน้าหลบและค่อยๆ คลานออกมาที่ด้านนอกโดยไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมองอีก

               มือข้างหนึ่งของสุ่ยเยว่โหลวกอดเอวของอันจือหยูเอาไว้ ส่วนอีกข้างกดไว้ที่ท้ายทอยของนางและประทับจูบลงบนริมฝีปากโดยไม่ให้ขัดขืนแต่อย่างใด

               ด้วยแรงที่ต่างกันอย่างมหาศาลอันจือหยูจึงเหมือนปลาที่นอนอยู่บนเขียง วินาทีนั้นนางรู้สึกว่าชื่อ อันจือหยู* ของนางนั้นช่างเหมาะสมยิ่งนัก นางทั้งอับอายทั้งรังเกียจและไม่เต็มใจในส่วนลึก ความรู้สึกทุกอย่างสุมแน่นอยู่ในใจของอันจือหยู

               “ไม่ต้องกลัวหรอกข้าแค่จุมพิตเท่านั้น” สุ่ยเยว่โหลวหายใจอย่างหนักหน่วงคล้ายพยายามจะสะกดกลั้นคลื่นอารมณ์อันน่าตระหนกอย่างยิ่งยวด ท่วงท่าของเขาเหมือนผู้ที่คลั่งไคล้ใหลหลงแต่ก็แฝงไปด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง

               ครู่หนึ่งสุ่ยเยว่โหลวก็ซุกหน้าอยู่ที่ต้นคอของอันจือหยู และเอ่ยด้วยเสียงกระเส่าและแหบเครือว่า “ข้าอยากให้ถึงฤดูใบไม้ผลิเร็วๆ เหลือเกิน”

               ฤดูใบไม้ผลิปีหน้าจะครบรอบการไว้อาลัยให้แก่อันถงเฉิน หลังจากนั้นก็จะจัดงานแต่งงานได้ ส่วนอันจือหยูจะยินยอมหรือไม่สุ่ยเยว่โหลวไม่ได้ใส่ใจ บัดนี้อันจือหยูผู้ถูกกำหนดให้เป็นว่าที่เจ้าสาวหน้าซีดเผือดเสียยิ่งกว่าสีหิมะซึ่งอยู่ภายนอกเสียอีก

               นางเห็นสุ่ยเยว่โหลวเป็นเหมือนพี่ชายและไม่เคยคิดจะเป็นภรรยาเขา แต่หลังจากที่บิดาของนางเสียชีวิต สุ่ยเยว่โหลวก็ขึ้นมาเป็นจวงจู่ของหมู่บ้านว่านเจี้ยน นางซึ่งเป็นสมาชิกของหมู่บ้านว่านเจี้ยนก็ต้องอยู่ภายใต้อาณัติของจวงจู่อย่างสุ่ยเยว่โหลวด้วยเช่นกัน          

               ยาที่นางดื่มมีส่วนผสมของยานอนหลับด้วย ฉะนั้นทุกครั้งที่ดื่มยาเสร็จอันจือหยูจึงมักจะรู้สึกง่วง และต้องได้หลับกว่าครึ่งชั่วยามถือเป็นการพักผ่อนในตอนบ่ายด้วย

               สุ่ยเยว่โหลวอุ้มร่างนางวางลงบนเตียงนุ่มและยกผ้าห่มขนสัตว์ห่มร่างให้ ส่วนเขานั่งอยู่บนหัวเตียงและพินิจมองอันจือหยูด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความปรารถนา

               อันจือหยูเลือกที่จะหลับตาลง หลังจากไม่อาจมองเห็นด้วยตา สัมผัสอื่นๆ กลับชัดเจนมากยิ่งขึ้น นางรู้สึกได้ว่าสุ่ยเยว่โหลวจ้องมองนางอยู่ตลอดเวลาจนรู้สึกเสียวสันหลังวาบ เขายังดึงมือนางมากุมไว้ในอุ้งมือเขาอีกด้วย มือของเขาหยาบกร้านจากการฝึกฝนเพลงดาบอย่างหนักและเย็นยะเยือกราวกับน้ำแข็ง อันจือหยูอยากจะดึงมือออกแต่นางไม่ได้ทำอย่างนั้น

               อันจือหยูไม่กล้า ที่จริงนางกลัวสุ่ยเยว่โหลวมาโดยตลอด ไม่รู้ว่าความรู้สึกนี้เริ่มต้นตั้งแต่เมื่อไหร่ ตั้งแต่ตอนที่ท่านพ่อยังอยู่ นางก็นึกกลัวเขาแล้ว ท่านพ่อเคยแกล้งหยอกนางว่าจะให้แต่งงานกับเขา ตอนนั้นนางตกใจจนหน้าถอดสี ท่านพ่อจึงบอกว่าต่อไปจะไม่ล้อเล่นกับนางอย่างนี้อีกแล้ว พอท่านพ่อจากไปแล้วก็ไม่มีใครคอยปกป้องนางอีก จากนี้เป็นต้นไปนางจำต้องปกป้องตัวเอง

               สุ่ยเยว่โหลวยังคงจ้องมองร่างสตรีผู้งดงามที่นอนอยู่บนเตียง แววตาของเขาเต็มไปด้วยความเสน่หาไม่ได้มีท่าทีเย็นชาและยโสโอหังเหมือนเมื่อยามอยู่ต่อหน้าผู้คน แม้แต่ในยามนี้มุมปากทั้งสองข้างยังยกขึ้นยิ้มอย่างอ่อนโยน

               เมื่อเห็นว่าลมหายใจของผู้ที่แสร้งบังคับให้เป็นปกติ บัดนี้ได้หายใจอย่างสม่ำเสมอและเป็นธรรมชาติจริงๆ สุ่ยเยว่โหลวก็แย้มยิ้มจางๆ นางต้องคุ้นชินในสักวัน คุ้นชินถึงการมีอยู่ของเขา หลังจากที่นิ่งมองอยู่นาน สุ่ยเยว่โหลวก็โน้มกายลงประทับจูบลงตรงหว่างคิ้วก่อนจะปิดม่านที่เตียงแล้วจากไปอย่างอาลัยอาวรณ์            

               ด้านนอกมีหิมะตกอีกครั้งและยังคงโรยตัวอย่างต่อเนื่อง ปี้หลิ่งมองดูม่านเตียงและคิดว่าหากเป็นที่ผ่านมาคุณหนูน่าจะตื่นแล้วแต่เนื่องจากเพิ่งจะเลยเวลาไม่นานปี้หลิ่งจึงไม่ได้เอ่ยเรียก

               เบื้องหลังม่านคลุมเตียงอาหยูลืมตาขึ้น หลังจากประมวลความทรงจำทั้งหมดของอันจือหยูเรียบร้อยแล้ว อาหยูก็ยกมือขึ้นนวดหน้าผาก

               คุณหนูผู้นี้ช่างมีชีวิตที่โลดโผนเหลือเกิน ผู้ชายทุกคนที่นางได้พบล้วนเป็นผู้ชายโรคจิตทั้งหมด ปากก็บอกว่ารัก แต่เมื่อไม่อาจครอบครอง ทุกคนต่างใช้อำนาจในการข่มขู่บีบบังคับและกักขัง สารพัดวิธีทรมานและข่มเหงทั้งกายและใจ อย่างไรก็ตามคุณหนูรูปงามผู้นี้ไม่ได้เป็นโรคสตอกโฮล์มซินโดรมหรือพวกที่เปลี่ยนจากความแค้นเป็นความรักซึ่งจะทำให้ความเจ็บปวดทรมานกลายเป็นชะตากรรมของนาง

               แม้จะไม่สิ้นใจเพราะความเจ็บปวดทรมานแต่ก็บิดเบือนออกนอกลู่นอกทางเพราะความเจ็บปวดทรมาน จากคนที่จิตใจดีงามและอ่อนโยนอย่างอันจือหยูจึงเปลี่ยนเป็นคนละคน ในที่สุดกลับกลายเป็นคนที่หลงผิดและเริ่มสร้างวีรกรรมหฤโหดไว้มากมาย จนเกิดการหลั่งเลือดในยุทธภพ ท้ายสุดสตรีผู้ถูกคาดหัวว่าเป็นต้นเหตุแห่งหายนะของยุทธภพก็ถูกหน่วยพลีชีพสังหารในที่สุด

 

               อันจือหยูเหมือนคนที่ไร้ทางสู้ และศัตรูที่นางต้องเผชิญหน้าแต่ละคนล้วนเป็นเลิศในยุทธภพทั้งนั้น

               นางจึงจำต้องล่อเสือมาจัดการกับสุนัขป่า ใช้วิธีทำลายศัตรูที่ร้ายกาจด้วยคนที่ร้ายกาจยิ่งกว่า ทว่าทำลายศัตรูจนเสียหายไปเป็นพันตัวนางเองก็เสียหายไปแปดร้อย

               อย่างไรก็ตามอันจือหยูมีร่างกายที่อ่อนแอเกินไป ในโลกที่ต้องใช้วรยุทธในการฟาดฟันนางกลับไม่มีความสามารถเหล่านั้นติดตัวเลยแม้แต่น้อย จึงต้องเป็นฝ่ายถูกกระทำเสมอมา

               หนึ่งในความปรารถนาของอันจือหยู คือการได้ขึ้นเป็นเลิศในยุทธภพ นางต้องทนรับความเจ็บปวดจากการเป็นปลาที่รอให้คนเชือดอย่างง่ายดายมามากพอแล้ว ไม่มีใครจะรู้ดีไปกว่านางว่าการเป็นเพียงหญิงสาวผู้งดงามโดดเด่นแต่ไม่อาจปกป้องตนเองได้นั้นสามารถนำหายนะมาให้นางได้เพียงใด ที่ผ่านมาอันจือหยูเคยทำลายโฉมหน้าอันงดงามด้วยมือของตนเองแต่ในท้ายสุดก็ดีขึ้นได้ด้วยฝีมือของหมอเทวดา เพื่อเป็นการลงโทษ สาวใช้และเพื่อนของนางต่างตายต่อหน้านางทั้งหมด นี่คือผู้อ่อนแอที่ไม่อาจร้องขอได้แม้แต่ความตาย

               อาหยูสามารถทำความปรารถนานี้ของอันจือหยูให้เป็นจริงได้ แต่ข้อแม้ก็คือต้องออกจากหมู่บ้านว่านเจี้ยนนี้ไปเสียก่อน

               อาหยูลุกขึ้นนั่งบนเตียงเมื่อได้ยินเสียงความเคลื่อนไหว ปี้หลิ่งก็เข้ามาแหวกม่าน

               “หิมะตกอีกแล้วรึ?” อาหยูเอ่ยถาม

               ปี้หลิ่งตอบเบาๆ ว่า “เริ่มตกตั้งแต่ตอนที่คุณหนูเพิ่งหลับไปเจ้าค่ะ”

               อาหยูเพียงแต่เอ่ย “อ้อ” รับคำ และบอกว่าจะไปที่ห้องดอกไม้

               อันจือหยูเป็นคุณหนูผู้สง่างามที่โปรดปรานดอกไม้ อันถงเฉินมีบุตรสาวเพียงคนเดียวจึงดูแลทะนุถนอมเหมือนไข่ในหินด้วยกลัวว่าบุตรสาวไปดูดอกไม้ข้างนอกจะโดนลมโดนฝนและหิมะจนทำให้ป่วย จึงใช้เงินจำนวนมากสร้างห้องขนาดใหญ่เพื่อไว้ให้บุตรสาวได้ชมดอกไม้โดยเฉพาะ หลังจากสุ่ยเยว่โหลวขึ้นมาดำรงตำแหน่งก็ได้ขยายห้องดอกไม้นี้ให้กว้างขึ้นอีกเป็นเท่าตัว

               ห้องดอกไม้อยู่ด้านหลังห้องนอนของอันจือหยูตรงกลางมีทางเดินยาวเชื่อมถึงกัน

               ปี้หลิ่งหยิบเสื้อคลุมและโสวหลู่* อาหยูไม่ได้รับโสวหลู่มาจากสาวใช้คนสนิท นางย่อตัวลงไปอุ้มแมวลายสามสีที่อยู่บนพื้น เมื่อเรียบร้อยแล้วบรรดาสาวใช้ก็แห่แหนเดินตามอาหยูไปยังห้องดอกไม้

               ภายในห้องดอกไม้อบอุ่นเหมือนอยู่ในฤดูใบไม้ผลิ ด้านในมีพรรณไม้นานาพันธุ์คล้ายอยู่ในสวนขนาดย่อม อาหยูอุ้มแมวไว้ในอกและเดินชื่นชมพรรณไม้ในห้องอย่างเพลิดเพลิน อาหยูพึงพอใจอย่างยิ่งที่สิ่งเหล่านี้สามารถสนองความต้องการของอาหยูได้            

               อาหยูเก็บดอกไม้ได้หนึ่งตะกร้าแล้วจึงเดินออกมา เมื่อกลับมาถึงห้องนั้นก็บอกให้ปี้หลิ่งนำแจกันมาจำนวนหนึ่ง พอได้แจกันแล้วอาหยูก็เริ่มปักดอกไม้ด้วยท่วงท่าสบายอารมณ์อย่างยิ่ง

               ปี้หลิ่งแย้มยิ้มและเอ่ยแกมหยอกว่า “ฤดูหนาวยังมีดอกไม้บานสวยงามขนาดนี้ใครเห็นก็สดชื่นนะเจ้าคะ”

               อาหยูเพียงยิ้มตอบและยังคงจดจ่อกับการตัดแต่งดอกไม้

               เมื่อสุ่ยเยว่โหลวซึ่งเพิ่งซ้อมวรยุทธเสร็จผ่านมา ก็เห็นภาพหญิงงามกำลังปักดอกไม้ด้วยแววตาท่าทางสงบนิ่งอย่างที่เขาไม่ค่อยเห็นบ่อยนัก ตั้งแต่ซือฟู่จากไปแววตาใสซื่อบริสุทธิ์ที่เคยปรากฏในดวงตาของซือเม่ยก็ค่อยๆ หายไป

               “จวงจู่”

               อาหยูชะงักไปครู่หนึ่ง แววตาของนางเปลี่ยนไปเล็กน้อย

               เมื่อภาพนั้นปรากฏในสายตาของสุ่ยเยว่โหลวจึงทำให้เขานึกสะท้อนใจ เมื่อก่อนซือเม่ยมักจะยินดีที่ได้เจอเขา ตอนเป็นเด็กยิ่งชอบไปไหนมาไหนกับเขา และออดอ้อนให้เขาพานางไปเที่ยวเล่น แต่เพราะนางมีสุขภาพอ่อนแอและเจ็บป่วยง่าย ซือฟู่จึงไม่วางใจให้ซือเม่ยออกไปไหน ยิ่งไม่อยากให้นางออกไป นางก็ยิ่งอยากออกไป เขาไม่อาจทนคำขอร้องของนางได้จึงแอบพานางออกไปเที่ยว หลังจากซือฟู่จับได้และต้องการลงโทษเขา ซือเม่ยก็จะไปร้องห่มร้องไห้โวยวายจนเป็นเรื่องใหญ่

โฉมงามล่มเมือง3

               “วันมะรืนนี้เป็นเทศกาลโคมไฟ หรวนหร่วนอยากออกไปเที่ยวเล่นหรือไม่” สุ่ยเยว่โหลวเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

               อาหยูนิ่งไปเล็กน้อยคล้ายกำลังคิดทบทวน ครู่หนึ่งจึงค่อยๆ พยักหน้า

               สุ่ยเยว่โหลวยิ้มอย่างพอใจก่อนจะชวนนางสนทนาอีกสักพักแล้วจากไปอย่างอาลัยอาวรณ์

              

               ในค่ำคืนวันเทศกาลโคมไฟ

               สุ่ยเยว่โหลวก็ได้นำเสื้อคลุมที่หนาและนุ่มเป็นพิเศษมาห่มร่างอาหยูไว้ จากนั้นก็อุ้มนางและใช้วรยุทธพานางลงเขาอย่างง่ายดาย ทางลงเขาที่ต้องใช้เวลาเดินกว่าหนึ่งชั่วยามเขาใช้เวลาเพียงหนึ่งถ้วยชาก็ไปนั่งอยู่ภายในรถม้าหรูหราที่จอดรอตรงตีนเขาแล้ว

               “อีกประมาณครึ่งชั่วยามพวกเราก็จะถึงในเมืองแล้ว” สุ่ยเยว่โหลวยังคงหายใจเป็นปกติโดยไม่มีทีท่าว่าจะเหนื่อยเลยแม้แต่น้อย

               อาหยูหลุบตาลงเล็กน้อย ช่องว่างระหว่างพละกำลังที่ต่างกันมหาศาลเช่นนี้อาหยูจึงทำได้เพียงการชิงไหวชิงพริบ ด้วยไร้ความสามารถทางกายภาพตอนนี้จึงได้แต่ทำตามโดยมิอาจขัดขืน

               ยิ่งเข้าใกล้เมืองมากเท่าไหร่ เสียงมหรสพก็ดังขึ้นเรื่อยๆ

               สุ่ยเยว่โหลวนำหน้ากากซึ่งเตรียมไว้พร้อมตั้งแต่แรกออกมาและถามนางด้วยรอยยิ้มว่า “หรวนหร่วนชอบอันไหนรึ?” เขาไม่ชอบให้คนอื่นมองจ้องนาง ครั้นจะไปควักลูกตาคนพวกนั้นก็ไม่ได้ ซือเม่ยไม่ชอบให้เขาหาเรื่องคนอื่น ดังนั้นจึงต้องให้นางเลือกหน้ากากไว้สวมบนใบหน้า อีกทั้งยังเข้ากับบรรยากาศโดยรอบอีกด้วย

               อาหยูเลือกหน้ากากมาหนึ่งอัน

               รถม้าค่อยๆ ลดความเร็วลง อาหยูกำลังจะหยิบหน้ากากมาสวมบนใบหน้า ทันใดนั้นก็เหลือบไปเห็นมือหนึ่งที่ยื่นมาช่วยสวมหน้ากาก ปลายนิ้วของเขาสัมผัสใบหน้าอาหยูอย่างรักใคร่และทะนุถนอม

               อาหยูคิดในใจว่า เจ้าตายแน่!

               สุ่ยเยว่โหลวเองก็สวมหน้ากากเช่นกัน ในฐานะจวงจู่ของหมู่บ้านว่านเจี้ยนย่อมมีคนรู้จักเขาอยู่ไม่น้อย เขาไม่ได้กลัวว่าจะมีใครจำเขาได้ แต่เขาไม่อยากให้ใครมารบกวนการเที่ยวเล่นอย่างสนุกสนานในวันนี้ มันเป็นโอกาสที่หาได้ยากที่ซือเม่ยจะเต็มใจออกมาเดินเล่นกับเขา

               สุ่ยเยว่โหลวอุ้มอาหยูลงจากรถม้า และสั่งให้คนขับรถม้ารออยู่ที่นี่ ก่อนจะโอบร่างอาหยูเดินไปเบื้องหน้าช้าๆ

               อาหยูเพียงแต่นิ่งโดยไม่พูดอะไร ในยามนี้เหลือเพียงพวกเขาสองคน สุ่ยเยว่โหลวเป็นคนมีวรยุทธสูงและใจกล้าบ้าบิ่น มักจะไม่ค่อยคบค้าสมาคมกับใคร ยกเว้นเสียแต่มีกิจการงานสำคัญจริงๆ

               ในเทศกาลโคมไฟผู้คนต่างออกมาเฉลิมฉลองกันอย่างคึกคัก มีแต่เสียงแห่งความสนุกสนานและเสียงหัวเราะ ทุกคนต่างมีใบหน้ายิ้มแย้มเบิกบาน

               เมื่อเดินไปได้สักครู่ อาหยูก็หันไปมองร้านอาหารแห่งหนึ่ง

               “เหนื่อยแล้วรึ?” สุ่ยเยว่โหลวเห็นสายตาของนางในทันที

               อาหยูพยักหน้าคล้ายเกรงใจที่จะตอบ

               สุ่ยเยว่โหลวจึงยิ้มและพูดว่า “ถ้าอย่างนั้นพวกเราขึ้นไปพักห้องชั้นบนสักครู่เถอะ มื้อเย็นเจ้าก็กินไปไม่เท่าไหร่เอง”

               อาหยูพยักหน้ารับคำ

               “ขออภัยจริงๆ ขอรับ วันนี้ไม่มีห้องรับรองพิเศษว่างเลย” เสี่ยวเอ้อในร้านเอ่ยขออภัยด้วยรอยยิ้ม ในวันเทศกาลอย่างนี้ต้องมีคนมามากมายเป็นพิเศษอยู่แล้ว

               อาหยูจึงเอ่ยว่า “ถ้าอย่างนั้นก็เปลี่ยนร้านเถอะเจ้าค่ะ”

               สุ่ยเยว่โหลวจะยอมได้อย่างไร เขาหยิบแผ่นทองคำซึ่งทำเป็นรูปใบไม้ออกมา บนแผ่นทองคำสลักอักษร ‘สุ่ย’ ซึ่งเป็นชื่อสกุลของเขา

               เสี่ยวเอ้อในร้านต่างรู้ดีว่าอะไรเป็นอะไร ใครก็ตามที่อาศัยอยู่ในละแวกเขาว่านเจี้ยนมีหรือจะไม่รู้จักจวงจู่ของหมู่บ้านว่านเจี้ยน เมื่อหันไปมองสุ่ยเยว่โหลวและอาหยูที่แม้ยามนี้จะใส่หน้ากากปกปิดใบหน้ากันทั้งคู่ แต่การแต่งกายที่หรูหราและบุคลิกที่งามสง่าอย่างยิ่งทำให้เขาคิดว่า หรือว่านี่คือจวงจู่กับคุณหนู ชนชั้นสูงแห่งหมู่บ้านว่านเจี้ยน? ในใจเสี่ยวเอ้อรู้สึกตื่นตะลึงจึงรีบยิ้มอย่างอ่อนน้อมมากขึ้นไปอีก ก่อนจะตบปากตัวเองแสดงการขอขมาและบอกว่า “ดูสิ ข้าน้อยลืมไปได้อย่างไร ยังมีห้องว่างอีกหนึ่งห้องถ้าอย่างนั้นท่านทั้งสองรอสักครู่นะขอรับ” อันที่จริงไม่มีห้องรับรองเหลือแล้ว แต่หากสถานการณ์เปลี่ยนทุกอย่างก็ต้องเปลี่ยนตาม เขาจึงหันไปส่งสัญญาณกับเสี่ยวเอ้อในร้านอีกคน

               ไม่นานนักเสี่ยวเอ้อในร้านก็เดินกลับมาพร้อมเจ้าของร้าน แล้วเจ้าของร้านก็เป็นคนนำทางคนทั้งสองขึ้นไปอย่างนอบน้อม

               “หากนั่งอยู่ตรงนี้ก็จะเห็นโคมไฟที่ประดับอยู่ตามถนนหนทาง” สุ่ยเยว่โหลวเปิดหน้าต่างแล้วบอกให้อาหยูเดินมาดู

               อาหยูกำลังปอกเปลือกส้ม เมื่อได้ยินดังนั้นก็เงยหน้าขึ้นและเดินไปดู

               นิ้วเรียวยาวขาวเนียนและบอบบางเมื่อเคลื่อนไหวอยู่บนเปลือกส้มที่มีสีส้มยิ่งทำให้ผิวนางดูงดงามมากขึ้นไปอีก สุ่ยเยว่โหลวเห็นนางแกะกลีบส้มใส่ปาก เขาก็รู้สึกว่าลำคอตนเองแห้งผาก

               อาหยูคล้ายรู้สึกได้ถึงสายตาของเขาจึงเงยหน้าขึ้นมองเข้าไปในดวงตาดำขลับของสุ่ยเยว่โหลว

               สุ่ยเยว่โหลวกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่

               “ท่านอยากกินด้วยรึ?” นัยน์ตาของอาหยูปรากฏแววคล้ายสับสนเล็กน้อย จู่ๆ นางก็แกะส้มกลีบหนึ่งส่งให้เขา

               สุ่ยเยว่โหลวตะลึงนิ่งไปชั่วขณะ และเมื่อเห็นนางคล้ายสับสนและวางสีหน้าไม่ถูก เขาก็ยิ้มออกมา

               อาหยูแสดงสีหน้าอึ้งๆ คล้ายนึกได้ว่าตนทำอะไรลงไปจึงค่อยๆ ดึงมือกลับ แต่ระหว่างนั้นก็ถูกรั้งมือไว้

               สุ่ยเยว่โหลวรีบกำข้อมือนางไว้และหยิบส้มกลีบนั้นใส่ปาก “หวานยิ่งนัก” ดวงตาคู่นั้นยังคงนิ่งมองอาหยู

               อาหยูเบือนหน้าหนีจากสายตาเร่าร้อนของอีกฝ่าย และเดินตรงไปยังเก้าอี้

               ระหว่างนั้นสายตาที่คมกริบของสุ่ยเยว่โหลวก็เห็นว่าหูทั้งสองข้างของนางแดงเล็กน้อย นั่นทำให้เขานิ่งอึ้งอย่างตกตะลึง ความดีใจถาโถมเข้ามาในจิตใจอย่างท่วมท้น เขารู้สึกคล้ายกับเลือดในตัวกำลังพลุ่งพล่าน

               “หรวน...หร่วน!”

               สุ่ยเยว่โหลวแตกตื่นตกใจรีบปราดเข้าไปรับร่างของอาหยูที่กำลังหงายหลัง โดยไม่ทันสังเกตว่ายามที่เขาออกแรงจะเกิดความรู้สึกเจ็บที่จุดตันเถียนตรงท้องน้อยเล็กน้อย

               อาหยูกระอักเลือดออกมา นางมีสีหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ มือที่อ่อนปวกเปียกของนางวางอยู่บนคอของสุ่ยเยว่โหลว

               สุ่ยเยว่โหลวเบิกตามองด้วยความตื่นตระหนก หัวใจเขาแทบหยุดเต้นชั่วขณะที่จับชีพจรของนางแต่จู่ๆ เขาก็รู้สึกเจ็บแปลบที่คอ สุ่ยเยว่โหลวเบิกตาโพลงอย่างเหลือเชื่อ เขายังอยากพูดอะไรบางอย่าง แต่ในตอนนั้นกลับพูดไม่ออกแล้ว

               อาหยูซึ่งควรจะหายใจรวยรินอย่างคนใกล้ตาย กลับลุกขึ้นมาเตะร่างสุ่ยเยว่โหลวให้กระเด็นไปด้านหลังอย่างรวดเร็วพลางจ้องมองสุ่ยเยว่โหลวที่กำลังชักกระตุกและกระอักเลือดอยู่ที่พื้นด้วยแววตาตื่นตัวและระแวดระวัง มีพิษอยู่ในส้มแต่ต้องใช้เวลาในการให้พิษออกฤทธิ์ คนที่มีวรยุทธสูงส่งอย่างสุ่ยเยว่โหลวคงสามารถใช้เวลาสั้นๆ ฆ่านางตายได้อีกหลายครั้ง หากให้เวลาเขาอีกสักหน่อยก็อาจจะสามารถใช้กำลังภายในระงับพิษในตัวเองก็เป็นได้ ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันอีกชั้นหนึ่งอาหยูจึงใช้เข็มพิษแทงเข้าไปที่คอของเขาอีกครั้ง

               อันจือหยูเคยแอบวางแผนสังหารสุ่ยเยว่โหลวอยู่หลายครั้งแต่แล้วก็ต้องล้มเหลวทุกครั้ง เนื่องจากนางไม่มีวรยุทธและไม่มีประสบการณ์ วินาทีที่ต้องลงมือฆ่านางก็เกิดความรู้สึกลังเลนั่นก็มากพอให้สุ่ยเยว่โหลวโต้กลับได้

               แต่อาหยูสามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองได้และไม่มีความลังเลใดๆ อาหยูอยากฆ่าไอ้สารเลวที่ฉวยโอกาสกับนางมาตั้งนานแล้ว

               เมื่อเห็นว่าแววตาของสุ่ยเยว่โหลวค่อยๆ ทึบแสง อาหยูก็เข้าไปกดจุดชีพจรตายอีกสองครั้งจนแน่ใจว่าสุ่ยเยว่โหลวตายสนิทแล้วจริงๆ จึงนิ่งมองสภาพศพของสุ่ยเยว่โหลวที่ตายตาไม่หลับ ในเมื่อเขากล้าใช้วรยุทธในการบีบบังคับคนอื่น ก็ต้องเตรียมรับการแก้แค้นเอาไว้ให้ดี กระต่ายจะกัดคนเมื่อมันถูกทำให้ตกใจจนเครียด นับประสาอะไรกับคนที่มีชีวิตและจิตใจ

               อาหยูถอดเสื้อผ้าที่เปื้อนเลือดออก และสวมเสื้อคลุมที่สะอาดสะอ้าน จากนั้นก็สวมหน้ากากและจากไป ที่เลือกลงมือนอกหมู่บ้านก็เพื่อให้ตัวเองได้มีทางหนีรอด หากว่าสังหารสุ่ยเยว่โหลวภายในหมู่บ้าน พวกลูกน้องของสุ่ยเยว่โหลวต้องไม่ปล่อยนางไปแน่

               เมื่อเข้ามาอยู่ในฝูงชน อาหยูก็เข้าไปในร้านเสื้อผ้าและเปลี่ยนชุดเป็นผู้ชายทั้งยังซื้อชุดสำรองไว้อีกสองชุดกับสัมภาระที่จำเป็นอีกจำนวนหนึ่ง มุ่งหน้าตรงไปยังประตูทางทิศใต้ ซึ่งเป้าหมายของนางย่อมอยู่ทางทิศใต้ วันนี้ที่อาหยูสามารถโจมตีได้สำเร็จก็ถือว่ามีดวงช่วยกว่าครึ่ง แต่คนเราจะอาศัยดวงตลอดไปไม่ได้ ความสามารถต่างหากคือสิ่งที่พึ่งพาได้แน่นอนกว่า ซึ่งในยุคนี้ก็คือวิทยายุทธที่แข็งแกร่ง

               อาหยูซึ่งแต่งกายปกปิดอำพรางตนเดินตามการหลั่งไหลของผู้คนออกนอกเมืองไป เธอตั้งใจจะเดินทางตลอดทั้งวันทั้งคืน สุ่ยเยว่โหลวตายแล้ว เขาคือผู้นำของหมู่บ้านว่านเจี้ยนซึ่งตอนนี้เท่ากับขาดผู้นำไปเสียแล้ว เรื่องนี้ย่อมสะเทือนเป็นวงกว้างและคงมีคนพยายามตามหานาง ฉะนั้นเพื่อความปลอดภัยนางควรหนีออกไปให้ห่างจากหมู่บ้านว่านเจี้ยน ยิ่งไกลได้มากเท่าไหร่ย่อมเป็นประโยชน์ต่อนางมากเท่านั้น

               “สาวงามทำไมถึงได้เดินทางเพียงลำพังเล่า ค่ำคืนแสงเดือนไม่กระจ่างเช่นนี้ สายลมที่พัดก็แรงนัก น่ากลัวจะเป็นอันตราย ข้าไปเป็นเพื่อนสาวงามด้วยดีหรือไม่?”

โฉมงามล่มเมือง4

               ท่ามกลางลมหนาวที่พัดมาทักทายเป็นระยะก็มีเสียงเอ่ยแทะโลมดังลอยมา

               เสียงนั้นทำให้อาหยูผุดความคิดหนึ่งขึ้นในหัว จนต้องมองไปโดยรอบด้วยความหวาดหวั่น

               “เจ้า... เจ้าเป็นคนหรือผีกันแน่?”

               ชายที่ซ่อนอยู่ในมุมมืดหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ ก่อนที่ร่างนั้นจะค่อยๆ ลอยมายืนอยู่ตรงหน้าอาหยู เขาสวมอาภรณ์สีขาวทั้งตัว ดวงหน้าขาวดั่งหยก คิ้วเข้มได้รูป ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มกว้าง

               ฮวาปู้เหยียน... เป็นเขาจริงๆ ด้วย อาหยูลอบถอนหายใจอย่างนึกระอาใจว่า ถนนมันช่างแคบจริงๆ

               ‘ฮวาปู้เหยียน’ ก็เป็นหนึ่งในศัตรูของอันจือหยูเช่นกัน เขามีชื่อเสียงฉาวโฉ่ว่าเป็น ‘โจรเด็ดดอกไม้’ แต่ต่างจากโจรเด็ดดอกไม้สามัญทั่วไปก็คือ เขาชอบที่จะเล่นสนุกด้วยการนำสตรีมาเลี้ยงให้เชื่องแล้วทำให้ตกหลุมรักเขา โดยที่เขาจะลักพาตัวหญิงงามมาแอบซ่อนไว้ ใช้สารพัดวิธีในการเอาอกเอาใจเพื่อให้หญิงงามเหล่านั้นยินยอมมอบกายให้เขา พอได้ครอบครองแล้วก็จะสลัดทิ้งอย่างไม่ไยดีเสมือนเป็นรองเท้าเก่า

               สั้นๆ ก็คือ เป็นผีหิวโซและเป็นเศษสวะผู้ซึ่งคิดว่าตนเองคือนักรักที่ไม่ด้อยกว่าใคร

               ปีนั้นอันจือหยูพยายามหนีออกมาจากหมู่บ้านว่านเจี้ยน ระหว่างทางโชคร้ายโดนเขาจับตัวไป ฮวาปู้เหยียนพยายามทำทุกวิถีทางก็ไม่ได้สมดังปรารถนา แต่ในทางกลับกันเขาเป็นฝ่ายหลงรักนาง ฉะนั้นด้วยความโมโหจึงเตรียมจะใช้กำลังขืนใจแต่ก็ถูกคนมาขัดจังหวะ เขาจึงจ่ายค่าตอบแทนด้วยชีวิต

               หรือว่าวันนี้จะต้องเผชิญกับศัตรูถึงสองคนเชียวรึ?

 

               อย่าได้ดูแคลนในตัวสตรีเด็ดขาด

               ฮวาปู้เหยียนไม่คิดว่าวันหนึ่งตัวเองจะตายด้วยน้ำมือสตรี เพราะที่ผ่านมามีแต่สตรีที่ตายด้วยน้ำมือเขา

               อาหยูผลักร่างของฮวาปู้เหยียนออก คล้ายกับผลักกองขยะอันน่าสะอิดสะเอียน พระจันทร์ดวงโตส่องแสงนวลอยู่บนฝากฟ้า ทาบทับลงบนดวงหน้างดงามซึ่งสงบเงียบปราศจากความรู้สึกใดๆ

               คล้ายกับฆาตกรที่ไร้ความปรานี ร่างของฮวาปู้เหยียนกระแทกลงที่พื้น สีหน้าเขาเต็มไปด้วยความตกตะลึงและไม่ยินยอม เขาเคยเห็นอันจือหยูมาก่อน นางเป็นสตรีรูปงามอันดับหนึ่งแห่งยุทธภพ เขาเป็นผู้ที่ผ่านโลกมามากเห็นหญิงงามมานักต่อนัก แต่เมื่อมาเจอนางรู้สึกคล้ายตัวเองเป็นเพียงกบในกะลา ในโลกใบนี้มีหญิงงามที่โดดเด่นเฉิดฉายถึงเพียงนี้เชียวหรือ น่าเสียดาย... น่าเสียดายที่นางเป็นไข่มุกเม็ดงามแห่งหมู่บ้านว่านเจี้ยน

               แม้จะใจกล้าบ้าบิ่นเพียงใด เขาก็ไม่กล้าปะทะกับจอมยุทธ์ผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือแห่งหมู่บ้านว่านเจี้ยน จึงทำได้เพียงเฝ้ามองนางด้วยความเสียดายและสลดใจนานวันเข้ากลับเป็นความปรารถนาที่ฝังแน่นอยู่ในอก

               คิดไม่ถึงว่าฟ้าดินจะเมตตาประทานให้เขาได้มีโอกาสเจอกับหญิงงามผู้นี้โดยบังเอิญ และนางยังมาเพียงลำพังอีกด้วย ฟ้าดินอุตส่าห์ประทานโอกาสให้ หากชักช้าร่ำไรจะไม่ทันกาล เขาจึงอยากจะใช้โอกาสนี้ในการครอบครองนางให้ได้

               ที่แท้ที่ฟ้าประทานให้ไม่ใช่หญิงงามแต่กลับเป็นความวิบัติอย่างแท้จริง หญิงงามมีพิษร้าย น่าเสียดายที่กว่าเขาจะรู้ความจริงข้อนี้ก็สายไปเสียแล้ว

               อาหยูใช้มีดแทงเข้าที่ร่างของเขาด้วยใบหน้าที่ไร้อารมณ์ใดๆ เพื่อให้แน่ใจว่าเขาตายสนิทจริง

               ผู้ชายที่เห็นผู้หญิงเป็นเหมือนของเล่นสนองความสำราญส่วนตนอย่างฮวาปู้เหยียน แม้ต่อหน้าจะปฏิบัติกับสตรีด้วยความรักและอ่อนโยน แต่ก้นบึ้งในจิตใจของผู้ชายประเภทนี้กลับนึกดูถูกเหยียดหยาม ผู้หญิงสวยในความคิดของพวกเขาไม่มีความหมายอื่นใดนอกจากเป็นแค่ของเล่นชิ้นหนึ่งที่วิจิตรงดงามเท่านั้น

               ฮวาปู้เหยียนเป็นเช่นนั้น สุ่ยเยว่โหลวก็เป็นอย่างนั้นเช่นกัน เพราะความดูหมิ่นดูแคลนของพวกเขาจึงนำมาสู่จุดจบอันน่าอนาถ

               อาหยูยอมสละเวลาในการขุดหลุมเพื่อฝังร่างของคนผู้นี้ หากนางทิ้งหลักฐานและร่องรอยเอาไว้อาจถูกผู้คนไล่ตามได้ นางในยามนี้ยังอ่อนแออยู่มาก ย่อมไม่อาจต่อกรได้อย่างสิ้นเชิง และที่นางสามารถทำสองภารกิจได้สำเร็จ ส่วนใหญ่ก็มาจากดวงด้วยนั่นเอง

               อาหยูมองดูฝ่ามือของตน จึงเห็นผิวเนื้ออ่อนๆ แดงและพองขึ้นอย่างน่าเวทนา นี่เป็นอีกครั้งที่นางได้เห็นพละกำลังที่แท้จริงของร่างนี้ ว่าทำได้อย่างมากสุดก็แค่ขุดหลุมฝังศพเท่านั้น

               หลังจากเสร็จเรื่องนางก็เปลี่ยนชุดใหม่ และยังมุ่งหน้าตรงไปทางทิศใต้ต่อ

               ขณะที่อาหยูกำลังรีบหลบหนี หมู่บ้านว่านเจี้ยนก็กำลังแตกตื่นตกใจเนื่องจากการตายของสุ่ยเยว่โหลว

               ใต้ตระกูลเฉิน เหนือตระกูลอัน ซึ่งตระกูล ‘อัน’ นี้หมายถึงอันถงเฉิน หลังจากที่เขาเสียชีวิตไปได้สามปี หมู่บ้านว่านเจี้ยน ซึ่งเคยเป็นอันดับหนึ่งในยุทธภพก็เริ่มสั่นคลอน สุ่ยเยว่โหลวได้จัดการกำราบพวกโอหังที่มาหาเรื่อง จึงสามารถปกป้องรักษาสถานะของหมู่บ้านว่านเจี้ยนไว้ได้ แม้ว่าสุ่ยเยว่โหลวจะยังไม่เก่งกาจถึงขั้นปราบศัตรูได้ทุกสารทิศอย่างอันถงเฉิน แต่เขาเป็นชายหนุ่มที่อายุยังน้อย และยังมีอนาคตรุ่งเรืองอีกยาวไกล ความประหวั่นพรั่นพรึงของคนในหมู่บ้านหลังจากอันถงเฉินตายจึงค่อยๆ มลายหายไป

               แต่ตอนนี้สุ่ยเยว่โหลวก็ตายแล้วเช่นกัน หมู่บ้านว่านเจี้ยนจึงสูญเสียผู้คุ้มกะลาหัวอีกครั้ง ผู้คนจึงรู้สึกหวาดผวากันทั่วหน้า

               “ใครกัน? ใครเป็นคนฆ่าจวงจู่?” ทุกคนต่างอยากรู้เรื่องนี้

               “แล้วมันยังกล้าลักพาตัวคุณหนูใหญ่ไปด้วย” ยังมีคนกลุ่มหนึ่งที่เต็มไปด้วยความเดือดดาล “ถ้าข้ารู้นะว่ามันเป็นใคร ข้าจะแทงมันสักพันครั้งเลยคอยดู”

               อันจือหยูเป็นสตรีอ่อนแอและไร้พิษสง จึงไม่มีใครสงสัยว่าเป็นฝีมือของนาง ทุกคนต่างเดาว่าหลังจากที่สุ่ยเยว่โหลวถูกยาพิษ คนร้ายก็อาศัยจังหวะนี้โจมตีและสังหารสุ่ยเยว่โหลว จากนั้นจึงลักพาตัวอันจือหยูไป เพราะอันจือหยูเป็นหญิงงามอันดับหนึ่งของยุทธภพจะมีชายใดบ้างที่ไม่ชอบนาง ไม่เว้นแม้กระทั่งบรรดาบุรุษในหมู่บ้านว่านเจี้ยน หากไม่ใช่เพราะสุ่ยเยว่โหลวคอยกันท่าเอาไว้ นางก็คงถูกแย่งชิงไปตั้งนานแล้ว

               “เอ้อซือซง ตอนนี้คุณหนูใหญ่กำลังตกอยู่ในอันตราย ข้าจะต้องรีบรุดไปช่วย”

               เอ้อซือซง หรือศิษย์ร่วมสำนักอันดับสองมีนามว่า ต้วนมู่เหวิน เขาฝืนพยักหน้าด้วยความปวดใจ เขาจะต้องจัดเตรียมงานศพ ส่วนอีกทางก็สั่งให้คนลงเขาไปหาเบาะแสของอันจือหยู

               เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จก็กลับมาที่บ้านของตน ความเศร้าโศกบนใบหน้าของเขาก็ค่อยๆ มลายหายไป และแทนที่ด้วยความยินดีจากก้นบึ้งของหัวใจ ในที่สุดสุ่ยเยว่โหลวก็ตายแล้ว ตำแหน่งผู้ปกครองหมู่บ้านว่านเจี้ยน คนถัดไปจะเป็นใครได้เล่า นอกจากเขา

               ท่ามกลางความยินดีที่ปรากฏขึ้นในใจ จู่ๆ ต้วนมู่เหวินก็ค่อยๆ หุบยิ้ม ใครเป็นคนลงมือจัดการสังหารสุ่ยเยว่โหลว และลักพาตัวซือเม่ย*ไป? ความคิดนี้ทำให้ต้วนมู่เหวินสะท้านไปทั่วทั้งร่าง แม้แต่สุ่ยเยว่โหลวยังไม่อาจต้านคนผู้นี้ได้ แล้วหากเป็นเขาเล่า?... ต้วนมู่เหวินนึกหวาดหวั่นแต่ก็ยังยกย่องนับถือใครคนนั้นในใจ

               การตายของสุ่ยเยว่โหลวและการหายตัวไปของอันจือหยู กลายเป็นข่าวที่กระจายไปทั่วทั้งยุทธภพ

               สำนักกุยอีทางฝั่งใต้ก็รู้ข่าวนี้เช่นกัน

               “พี่อันหายตัวไปอย่างนั้นรึ!” คุณหนูใหญ่ของสำนักกุยอีนามว่า เฉินหว่านเซิง ตกใจจนผุดลุกขึ้นและนิ่งไปครู่ใหญ่ เฉินหว่านเซิงรีบวิ่งออกไปและระหว่างทางบังเอิญเจอกับเฉินจิ่นซูผู้เป็นพี่ชาย “ท่านพี่ พี่อันหายตัวไปแล้ว”

               ดวงหน้าคมเข้มของเฉินจิ่นซูไร้ซึ่งสีโลหิต “ข้ารู้แล้วล่ะ”

               “ท่านพี่ ท่านกำลังจะไปหาท่านพ่อใช่หรือไม่ พวกเราไปบอกท่านพ่อให้ช่วยลงเขาไปหาพี่อันดีไหม พี่อันไม่มีวรยุทธหากตกอยู่ในมือของคนเลวล่ะก็ ไม่รู้ว่า...” เฉินหว่านเซิงเอ่ยทั้งน้ำตา

               เมื่อได้ยินคำพูดของผู้เป็นน้องสาวก็ยิ่งทำให้เฉินจิ่นซูหน้าถอดสีมากขึ้นไปอีก เขาก้าวเท้าเร็วขึ้นกว่าเดิมจนเผลอใช้วิชาตัวเบา

               เฉินหว่านเซิงมีฝีมือวรยุทธเพียงธรรมดา นางจึงวิ่งทิ้งห่างจากพี่ชายอยู่มาก

               ขณะที่เฉินหว่านเซิงรีบรุดตามไปนั้น เฉินจิ่นซูก็มาหยุดอยู่ต่อหน้าจ่างเหมิน*เฉินหยวนฮว่าเป็นที่เรียบร้อย “ท่านพ่อสุ่ยเยว่โหลวตายแล้วขอรับ”

               ‘เฉินหยวนฮว่า’ อายุสี่สิบกว่าปี แววตาเปล่งประกาย ดวงหน้าเคร่งขรึมน่ายำเกรง เขามองไปยังลูกชายที่มีท่าทีร้อนใจ ก่อนจะขมวดคิ้วและเอ่ยว่า “พ่อรู้แล้ว”

               “ท่านพ่อ คือ...” ประโยคที่เหลือต้องหยุดลง เมื่อได้เห็นแววตาเฉียบคมดุจสายฟ้าฟาดของเฉินหยวนฮว่า

               เฉินจิ่นซูกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่และเอ่ยว่า “ท่านพ่อ จือหยูหายตัวไปแล้ว”

               เฉินหยวนฮว่าเอ่ยรับคำเบาๆ เมื่อมองไปยังลูกชายที่ลุกลี้ลุกลนกระวนกระวาย ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เฉินหยวนฮว่าก็นึกโมโหเหลือเกิน ความรักของวัยหนุ่มสาวช่างงมงาย ถูกปฏิเสธการแต่งงานผ่านไปตั้งหลายปี ลูกชายตนยังเอาแต่เฝ้าคิดถึงไม่รู้ลืม อายุตั้งปูนนี้แล้วยังไม่ยอมแต่งงานอีก ช่างน่าโมโหนัก

               “ท่านพ่อ ท่านรู้หรือไม่ว่าจือหยูอยู่ที่ไหน?” เฉินจิ่นซูมองไปยังเฉินหยวนฮว่าด้วยแววตาอ้อนวอน

               เฉินหยวนฮว่าโมโหตอบไปว่า “เจ้าถามข้า แล้วข้าจะไปถามใคร”

               “ท่านพ่อ!” เฉินจิ่นซูเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

               เฉินหยวนฮว่ามีสีหน้าเคร่งขรึมลงและถามกลับว่า “เจ้าสงสัยข้ารึ?”

               เฉินจิ่นซูไม่ได้เอ่ยตอบแต่อย่างใด

โฉมงามล่มเมือง5

               เฉินหยวนฮว่าโกรธจนต้องสะบัดชายแขนเสื้อและเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “เรื่องนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับข้า” เขาอยากฆ่าสุ่ยเยว่โหลวผู้ไม่เคยเห็นหัวใครในสายตาและเข้าไปปกครองดูแลหมู่บ้านว่านเจี้ยน คำที่บอกว่า ‘ใต้ตระกูลเฉิน เหนือตระกูลอัน’ คงถึงเวลาที่อำนาจของยุทธภพจะเปลี่ยนแปลงแล้ว แต่เขายังไม่ทันได้ลงมือสุ่ยเยว่โหลวก็ตายเสียแล้ว ถือว่าฟ้าดินช่วยเขาไว้

               เฉินจิ่นซูเพียงนึกสงสัยแต่ก็ยอมจำนนกับแววตาเย็นชาของผู้เป็นพ่อ หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็เอ่ยบอกว่า เขาอยากออกเดินทางไปตามหาอันจือหยู

               เมื่อเห็นท่าทางลูกชายตัวดีร้อนใจจนแทบไม่เป็นผู้เป็นคน เฉินหยวนฮว่าคิดว่าห้ามไปก็ไร้ประโยชน์เพราะอย่างไรเจ้าลูกชายก็คงแอบหนีออกไปตามหาอยู่ดี ไม่รู้ว่าอันจือหยูใส่ยาเสน่ห์อะไรให้กินจึงทำให้ลูกชายของตนหลงใหลในตัวนางถึงเพียงนี้ ครู่นั้นเฉินหยวนฮว่ายังแอบหวังว่า คนที่ลักพาตัวอันจือหยูไปสมควรจะฆ่าอันจือหยูทิ้งเสียให้รู้แล้วรู้รอด ลูกชายของเขาจะได้ไม่ต้องหมกมุ่นอยู่ในสตรีงามจนเสียเวลาในชีวิต

               ...

               หลังจากนั้นหนึ่งเดือน อาหยูผู้ซึ่งลือกันว่าถูกลักพาตัวไปในที่สุดก็เดินทางมาถึงที่หมาย หน้าผาซึ่งหลีกเร้นจากสายตาผู้คน อาหยูลูบแมวป่าตัวน้อยในอ้อมกอดและเอ่ยว่า “เด็กดี ช่วยลงไปดูให้ข้าทีสิว่าแถวนี้มีถ้ำหรือไม่”

               “เมี้ยว” แมวดำตัวน้อยคลอเคลียที่อุ้งมือของอาหยู นี่เป็นแมวป่าที่อาหยูเก็บได้ระหว่างทาง

               อาหยูใช้เชือกเส้นหนึ่งผูกติดตัวแมวดำตัวนั้นก่อนจะปล่อยให้มันลงจากเขาไป

               ชาติที่แล้วมีคนดวงดีตกจากหน้าผาและบังเอิญเข้าไปพบตำราวรยุทธลับที่มีปรมาจารย์ทิ้งไว้ในถ้ำ ชื่อตำราว่า ‘เป่ยหมิงเสินกง*’ ซึ่งในตำราบันทึกวรยุทธที่จำเป็นต้องใช้ทั้งหมด รวมทั้งลูกไม้กลโกงหรือวิธีลัด ซึ่งทุกคนปรารถนาจะรู้

               หากอยากขึ้นเป็นจอมยุทธ์อันดับหนึ่งอาจจะต้องใช้เวลาร่ำเรียนและฝึกฝนนับสิบปี แต่หากเรียนตำราเป่ยหมิงเสินกงใช้เวลาเพียงไม่กี่ปีก็สามารถขึ้นเป็นจอมยุทธ์อันดับหนึ่งแห่งยุทธภพได้

               ที่อาหยูรู้ชัดเจนถึงเพียงนี้เนื่องจากอันจือหยูมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้โชคดีที่ได้ตำรามาโดยบังเอิญซึ่งก็คือชาติที่แล้วนางตายด้วยคมดาบของคนผู้นี้นั่นเอง

               ผ่านไปสักพักเชือกในมือนางก็กระตุกให้สัญญาณ อาหยูจึงรู้ว่าแมวน้อยเจอถ้ำที่เก็บสิ่งล้ำค่านั้นแล้ว

               เมื่อมีแมวน้อยคอยค้นหาหนทางให้ก่อนอาหยูถึงรู้ระยะความลึกของถ้ำนี้ นางผูกเชือกไว้กับตัวก่อนจะค่อยๆ ปีนลงไปด้วยความระมัดระวัง ด้านล่างหน้าผาเป็นหุบเหวลึก หากไม่ทันระวังก็อาจจะพลัดตกจนร่างแหลกละเอียดได้

               อาหยูแอบมองลงไปที่ก้นเหวลึกแล้วจึงค่อยๆ เบือนหน้าหนี ช่างน่าหวาดเสียวเหลือเกิน!

               ชั่วขณะที่เท้าของนางถึงพื้นอย่างปลอดภัยอาหยูก็ค่อยถอนหายใจด้วยความโล่งอก คนที่เป็นวรยุทธช่างยอดเยี่ยมจริงๆ อย่างน้อยก็สามารถไต่บนผนังหรือกระโดดหลังคาได้

               อาหยูเดินเข้าไปในถ้ำโดยไม่ได้หยุดพัก ถ้ำแห่งนี้ดูจากภายนอกเหมือนจะเล็ก ทางเข้าแคบจนมีเพียงเด็กที่ลอดเข้าไปได้ อาหยูงอตัวและมุดเข้าไปด้านใน นางใช้คบเพลิงนำทางไปได้ประมาณสามจั้ง* ก็พบพื้นที่โล่งกว้างเบื้องหน้าขนาดประมาณห้าถึงหกจั้ง

               ภายในถ้ำทั้งมืดและชื้น บริเวณพื้นถ้ำเต็มไปด้วยงู แมลง หนูและมด อาหยูเพียงแต่เลิกคิ้วมองสำรวจ ขอเพียงไม่ใช่คนก็พอ ในตอนนี้นางไม่อยากเจอใครทั้งนั้น

               เจ้าพวกสัตว์ที่ถือตนว่าเป็นเจ้าของถ้ำแต่เดิมเริ่มเคลื่อนไหวและแตกตื่นกันพัลวัน แต่ไม่มีตัวไหนกล้าเข้าใกล้ตรงจุดที่อาหยูยืนอยู่ พวกมันต่างพากันหนีกระเจิดกระเจิง

               อาหยูชูคบเพลิงขึ้นและเริ่มออกตามหาตามซอกมุมของถ้ำ ก่อนจะพบกองกระดูกสีขาวกองโตอยู่ในมุมทางทิศตะวันตก พอเดินเข้าไปใกล้ก็เห็นว่าด้านบนของกองกระดูกสีขาวมีม้วนกระดาษสีดำวางอยู่ อาหยูโน้มกายลงไปหยิบม้วนกระดาษสีดำที่อยู่ห่างจากนางไม่มากนัก ทันทีที่ได้สัมผัสก็รู้สึกถึงความเย็นเฉียบที่แผ่ซ่านไปยังฝ่ามือ ไม่รู้ด้วยเหตุใดวัสดุที่นำมาใช้ทำตำราเล่มนี้จึงสามารถคงอยู่ได้แม้จะผ่านไปนานหลายปี อาหยูสัมผัสได้ถึงกลิ่นยาจางๆ กลิ่นยาไล่มดและแมลง มิน่าเล่าพื้นที่บริเวณตรงนี้จึงไม่มีมด หนู งูหรือแมลงใดๆ เข้าใกล้เลย

               อาหยูรีบอ่านม้วนกระดาษสีดำยาวนั้นอย่างรวดเร็ว ก่อนจะค่อยๆ ยกมุมปากยิ้มและวางใจได้กว่าครึ่ง นางเคยชินกับการเป็นผู้ลงมือกระทำก่อน แต่ตอนนี้สถานการณ์ที่นางเป็นผู้ถูกกระทำจึงทำให้อาหยูรู้สึกไม่พอใจเท่าไหร่นัก รอให้นางเรียนวรยุทธเหล่านี้จนสำเร็จ นางก็จะไม่ต้องกังวลเรื่องใดอีกแล้ว

               นี่เป็นครั้งแรกที่นางหลุดมาอยู่ในยุคสมัยของยุทธภพ นางสามารถใช้โอกาสอันดีอย่างนี้ในการเรียนวรยุทธเพิ่ม ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปหากได้เจอโลกยุทธภพอีก นางก็จะไม่ต้องตกเป็นผู้ถูกกระทำ ไม่แน่ว่าในยุคสมัยอื่นๆ วรยุทธเหล่านี้อาจจะยังใช้ได้ นั่นก็เท่ากับนางได้เป็นเสือติดปีกในทุกยุคสมัย

               เมื่อหาก้อนหินสำหรับนั่งพักได้ อาหยูก็หยิบพู่กันและกระดาษออกมาจากห่อผ้าสัมภาระ นางไม่ปรารถนาจะเอาตำรานี้ติดตัวไปด้วย

               นี่เป็นวาสนาของผู้โชคดีคนนั้น อาหยูไม่มีความแค้นใดๆ กับเขา แม้ว่าอันจือหยูจะตายด้วยน้ำมือของเขาก็ตาม ทว่าตัวอันจือหยูเองก็ไม่ได้นึกแค้นใครคนนั้น เพราะตอนนั้นนางได้ทำร้ายคนบริสุทธิ์ไปมากมายจริงๆ

               ในตอนนั้นอันจือหยูก็ไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไป คนที่ทำร้ายนางต่างก็ตายไปหมดแล้ว มือของนางเปื้อนเลือด และทำให้หมู่บ้านว่านเจี้ยนต้องพลอยเสื่อมเสียชื่อเสียงที่สั่งสมมายาวนานไปด้วย แล้วอย่างนี้นางจะมีหน้ามีชีวิตอยู่ต่อได้อย่างไร

               หลังจากคัดลอกตำราเป่ยหมิงเสินกงเป็นที่เรียบร้อย อาหยูก็นำตำราเล่มนี้กลับไปวางไว้ยังที่แห่งเดิม ก่อนจะจากไป

               แสงแห่งราตรีทาบทับต้นไม้ เงาแห่งแมกไม้สั่นไหวเบาๆ ตามแรงลม

               เสียงร้อง “เมี้ยวๆ” ยิ่งดังชัดเจนในยามราตรี เมื่อเห็นอาหยูปีนขึ้นมาแมวน้อยยิ่งร้องด้วยความดีใจ อาหยูลูบหูมันด้วยความเอ็นดูก่อนจะค่อยๆ เก็บเชือก และปกปิดร่องรอยของนาง หลังจากนั้นก็จากไปด้วยความรู้สึกผ่อนคลายกว่าเมื่อครั้งมาเยือน เมื่อมีตำราเป่ยหมิงเสินกงอยู่ในมือ ตอนนี้สิ่งที่นางต้องทำก็คือหาสถานที่สงบเพื่อตั้งอกตั้งใจในการฝึกฝนวรยุทธ และเมื่อวรยุทธของนางบังเกิดผลสำเร็จ ก็ถึงเวลาที่นางจะไปล้างแค้นแล้ว ล้างแค้นให้ทั้งอันจือหยูและอันถงเฉิน

 

               ในค่ำคืนที่มืดมิดไร้ซึ่งแสงแห่งจันทรา ทั้งยังมีลมพัดโหมกระหน่ำในป่าลึก

               มีใครคนหนึ่งซึ่งอยู่ในสภาพสะบักสะบอม เรือนร่างชุ่มโชกไปด้วยเลือด พยายามประคองลมหายใจเฮือกสุดท้ายตะเกียกตะกายออกมาจากป่ารกชัฏอย่างทุลักทุเล

               เมื่อออกจากป่าทึบไปไม่ไกลนักมีคนกลุ่มหนึ่งถือมีดและดาบวิ่งตามมา ทั้งยังตะโกนก่นด่าไม่ขาดปาก

               จนกระทั่งวิ่งมาถึงริมหน้าผา ชายผู้มีร่างโชกไปด้วยเลือดชะงักยืนอยู่ตรงนั้น ดวงตาที่แดงก่ำไปด้วยเส้นเลือดเต็มไปด้วยความสิ้นหวังอย่างถึงที่สุด มีหน้าผาอยู่เบื้องหน้า ส่วนเบื้องหลังคือกลุ่มคนที่ไล่ตามมา

               เมื่อได้เห็นเช่นนั้น บรรดาพวกที่ไล่ตามยิ้มเยาะด้วยความสะใจ และเคลื่อนตัวมาใกล้ๆ พลางเอ่ยอย่างเย้ยหยันว่า “ไอ้เวรเอ๊ย วิ่งอีกสิ วิ่งหนีอีกสิ!”

               คนอื่นๆ ต่างพากันหัวเราะเยาะเย้ยด้วยความสะใจ

               “อยู่ดีไม่ว่าดี กล้าหาเรื่องตู๋กู* ให้ขัดใจจนได้”

               “แม่งเอ๊ย วิ่งเก่งเหลือเกิน วิ่งตามอยู่ตั้งนาน คอยดูเถอะว่าข้าจะจัดการกับเจ้าอย่างไร”

               พวกเขาต่างพากันหัวเราะและก่นด่าสารพัด โดยไม่เห็นถึงความน่าเวทนาของชายหนุ่มซึ่งยืนอยู่ริมหน้าผา ชายผู้นั้นแม้ว่าจะเก่งกาจเพียงใด แต่บัดนี้กลับไร้พิษสง ต่างคนต่างคิดว่าจะรีบจัดการภารกิจตรงหน้าให้เสร็จ แล้วกลับบ้านไปหาความสำราญเพื่อเป็นรางวัลตัวเองสักหน่อย

               การประเมินศัตรูต่ำเกินไปจะต้องจ่ายค่าตอบแทนเสมอ

               เด็กหนุ่มคิดว่าหากจะตายก็ขอตายอย่างสมศักดิ์ศรี จึงหันมาสู้ยิบตา ทำให้อีกฝ่ายตกใจจนแทบตั้งตัวรับไม่ทัน

               อย่างที่คำโบราณบอกไว้ว่า คนอ่อนแอกลัวคนแข็งแกร่ง คนแข็งแกร่งกลัวคนบ้าอำนาจ คนบ้าอำนาจกลัวคนใจกล้าบ้าบิ่นที่พร้อมจะพลีชีพ

               น่าเสียดายที่สองหมัด ไม่อาจสู้ยี่สิบหมัดจากศัตรูโดยรอบได้ หลังจากที่ล้มไปได้สองคน ร่างที่หายใจรวยรินของเด็กหนุ่มคนนั้นก็กระเด็นตกหน้าผาร่วงลงสู่หุบเหวอันมืดดำ

               เหล่าสาวกของนิกายซิวหลัวซึ่งกำลังยืนอยู่ริมหน้าผา ถอนหายใจด้วยความโล่งอก เพราะคิดว่าเหตุการณ์จะพลิกผันเสียแล้ว

               “จะลงไปดูสักหน่อยรึไม่ เผื่อไว้น่ะ” หนึ่งในสาวกผู้มีท่าทีระแวดระวังมองลงไปยังก้นบึ้งของหุบเหว ซึ่งมีเพียงความมืดมิดมองไม่เห็นสิ่งใด

               “เจ้าจะลงไปรึ?” ชายผู้เป็นหัวหน้ากลุ่มกุมแขนที่พึ่งได้รับบาดเจ็บและย้อนถามอย่างไม่สบอารมณ์

               สาวกซึ่งเป็นผู้เอ่ยถามเมื่อครู่ รีบหดคอด้วยความหวาดกลัว หน้าผาชันถึงขนาดนี้แล้วยังเป็นเวลากลางคืนเขาจะกล้าได้อย่างไร

               เจี้ยวจ้งที่กลัวว่าจะต้องเผชิญกับความเสี่ยงนั้นจริงๆ จึงเอ่ยว่า “ต้องตายแล้วแน่ๆ เหวลึกถึงขนาดนี้ แล้วไอ้เด็กเวรนั่นก็โดนยาพิษด้วย”

               “นั่นสิ ใครจะรอดจากพิษของตู๋กูไปได้”

               “ไอ้เด็กนั่นถูกพวกเราฟันจนสะบักสะบอมขนาดนั้นจะยังรอดไปได้อย่างไร”

               ทุกคนต่างพูดไปในทิศทางเดียวกันว่า เด็กหนุ่มนั่นต้องตายแล้วแน่ๆ

โฉมงามล่มเมือง6

               อันที่จริงเสี่ยวโถวมู่ก็ไม่อยากทำอย่างอื่นที่เกินไปจากนี้ หากเขาสั่งให้ใครลงไปดูและมีใครเป็นอะไรไปจริงๆ คงถูกกล่าวหาว่าเขาเป็นหัวหน้าที่เลือดเย็นและโหดเหี้ยม หากไร้ศรัทธาแล้วเขายังจะเป็นลูกพี่ของพวกนี้ได้อย่างไร

               “ในเมื่อมันถูกฟันตายแล้วพวกเราก็กลับไปรายงานเถอะ”

               ทุกคนต่างเข้าใจตรงกันว่าต้องกลับไปรายงานว่า...เจ้าหนุ่มนั่นถูกฟันตายไม่ใช่ตกหน้าผาตาย

               ทุกคนในกลุ่มจึงจัดการกับบาดแผลของตัวเองและเดินทางกลับไปยังทางที่จากมา

               ราตรีจากไปแสงแห่งวันใหม่ขึ้นทักทายยามเช้า แสงทองของดวงอาทิตย์ส่องมากระทบหน้าผาอันสูงชัน ‘เหอ-อวี้’ ค่อยๆ ขยับเปลือกตา แสงจากภายนอกส่องมากระทบดวงตาทำให้รู้สึกระคายตาจนน้ำตาไหลเล็กน้อย เขารีบหลับตาลงตามสัญชาตญาณ หลังจากนั้นสติก็ค่อยๆ กลับมาอีกครั้ง ความรู้สึกทั่วทั้งกายค่อยๆ ปรากฏ... ปวดเหลือเกิน ความปวดที่รุนแรงถาโถมเข้ามาอย่างกะทันหัน จนเหออวี้เกือบจะหมดสติไปอีกครั้ง เขาทนไม่ไหวจึงอยากขยับตัวขดกาย แต่นั่นกลับเพิ่มความเจ็บปวดมากขึ้น แม้จะเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยก็รู้สึกคล้ายร่างกายจะร่วงหล่นลงไป จึงรีบคว้าสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวไว้ตามสัญชาตญาณการเอาตัวรอด

               เหออวี้เกาะต้นไม้ต้นหนึ่งไว้ และได้สติเต็มตื่นขึ้นมาท่ามกลางความหวาดกลัว ร่างของเขาห้อยอยู่ที่ต้นไม้ที่งอกออกมาจากริมหน้าผา ภาพความทรงจำแสนอนาถเมื่อวานยังแจ่มชัด เขาถูกคนของนิกายซิวหลัวไล่ฆ่ามาจนมุมที่ริมหน้าผา แล้วตกลงมาบนต้นไม้ เขา...ยังไม่ตาย

               เหออวี้พยายามใช้พละกำลังทั้งหมดเท่าที่มีค่อยๆ ประคองตัวเองนอนบนต้นไม้แห้งขนาดใหญ่ เขารู้สึกดีใจที่ตนสามารถรอดชีวิตมาได้ ทำให้ความเจ็บปวดจากบาดแผลและความบอบช้ำในร่างบรรเทาลง กลายเป็นเพียงความด้านชา

               เขานอนอยู่บนต้นไม้ใหญ่และหอบหายใจเป็นเวลานาน สักพักเหออวี้ก็สอดส่ายสายตาสำรวจโดยรอบ เขาจะต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปให้ได้ มีชีวิตอยู่เพื่อล้างแค้นให้พ่อกับแม่และล้างแค้นให้ตระกูลเหอ

               เมื่อคิดถึงพ่อแม่และญาติพี่น้อง เหออวี้ก็รู้สึกถึงน้ำตาที่เอ่อล้น น้ำตาทำให้วิสัยทัศน์เบื้องหน้าเขาพร่ามัว แต่ทันใดนั้นเองเขาก็มองเห็นถ้ำเล็กๆ ที่อยู่เบื้องหลังต้นไม้

               เขาค่อยๆ ปีนขึ้นไปปากถ้ำด้วยความระมัดระวัง เหออวี้ซึ่งใช้แรงไปมหาศาลนั่งพิงผนังหินที่ปากถ้ำและหายใจเหนื่อยหอบ ร่างที่ต้องแบกรับความเจ็บปวดและใช้กำลังไปมากมายมีเหงื่อออกโซมกายครั้งแล้วครั้งเล่า บาดแผลที่พึ่งสมานกันในเวลาข้ามคืน เริ่มปริออกและมีเลือดหลั่งไหลไม่หยุด

               เหออวี้ไม่อาจบอกได้ว่าร่างของเขาเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อหรือว่าเลือดที่คละเคล้าจนไม่อาจแยกแยะ เขารู้สึกหน้ามืดตาลาย ทัศนวิสัยตรงหน้าเขาค่อยๆ มืดลง เพียงเวลาไม่นานสติของเหออวี้ก็ดับวูบลงในทันที

               เสียงซี่ๆ จี๊ดๆ รอบกายของเขาดังขึ้นเซ็งแซ่ บรรดางู หนู มดและแมลงจากในถ้ำก็ค่อยทยอยออกมาหลังจากที่ได้กลิ่นเลือด เมื่อมาเจอกับเหออวี้ที่นอนจมกองเลือด พวกมันก็มิได้นึกเกรงกลัว ไม่เพียงไม่หวาดหวั่นแม้แต่น้อยแต่กลับได้กลิ่นหอมของอาหารอันโอชะอีกด้วย จึงคลานไปยังร่างของเหออวี้ที่ยังหลับใหลไม่ได้สติ

               สัตว์ตัวแรกที่ล่วงหน้าไปก่อนด้วยความเหิมเกริมบ้าบิ่น คือแมงป่องพิษดำขนาดตัวเท่าฝ่ามือ มันยกก้ามสองข้างปีนขึ้นไปบนขาของเหออวี้ก่อนจะกัดลงบนแผลที่ชุ่มไปด้วยเลือด

               ร่างของเหออวี้ที่ยังคงไม่ได้สติกระตุกเพียงเล็กน้อย หลังจากนั้นก็ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ โต้ตอบอีก

               แมงป่องพิษตัวโตร่างชะงักเกร็งชั่วขณะ ก่อนที่ตัวมันจะร่วงลงพื้น และขาดใจตายในเวลาไม่นาน

               เหออวี้ตื่นขึ้นมาเพราะความหิวโหย เขาขยับขาเล็กน้อยและพบว่า ขาไปเตะเข้ากับกองวัตถุขนาดใหญ่ เมื่อลืมตาดูก็รู้สึกสยดสยองจนขนลุกขนพอง นั่นคือกองซากร่างของบรรดาอสรพิษ

                เหออวี้รีบชักขากลับด้วยความหวาดหวั่นตกใจ เขาเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นงูที่นอนพาดตัวยาวอยู่ห่างไปไม่ไกลนัก นั่นยิ่งทำให้เหออวี้ขนลุกเกรียว เขามาถึงรังอสรพิษงั้นรึ? แล้วพวกซากเหล่านี้มาจากไหนกัน?

               หลังจากนั้นอีกครึ่งชั่วยามเหออวี้ก็นั่งอยู่ภายในถ้ำ เขาใช้หินสองก้อนก่อไฟอยู่ด้านใน บนกองไฟมีซากงูพิษตัวหนึ่งที่ถูกย่างจนส่งกลิ่นหอม

               เมื่อมองงูเงี้ยวเขี้ยวขอซึ่งหลบเลี่ยงเขาอยู่ห่างไปไม่ไกลนัก

เหออวี้ก็พอจะเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้น ตู๋กูให้เขาเป็นคนลองยา ไม่รู้ว่าใส่ยาพิษลงในร่างเขากี่ชนิดกัน และสัตว์ตัวเล็กตัวน้อยพวกนี้ถูกพิษจากร่างของเขาทำให้ขาดใจตายทั้งหมด

               ภายใต้แสงจากกองไฟ นัยน์ตาของเหออวี้ปรากฏแววแห่งความเกลียดชังเคียดแค้น เขาจะต้องตามจัดการนางอสรพิษสารเลวผู้นั้นให้สาสม

               นางคนนั้นรักพ่อของเขาแต่ไม่อาจครอบครอง จึงสั่งให้สาวกของนิกายซิวหลัวไปจับพวกเขาทั้งครอบครัวมาทรมานและเขาได้ถูกกักขังมาเป็นเวลาหนึ่งปีแล้ว ทำให้เขาอยู่อย่างทรมานเหมือนคนตายทั้งเป็น

               ...

               สำนักของนิกายซิวหลัวตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือซึ่งอยู่ห่างจากภาคกลาง ในที่แห่งนี้ไม่มีสำนักที่เก่งกาจอาศัยอยู่ ฉะนั้นนิกายซิวหลัวจึงยิ่งใหญ่เพียงลำพัง พวกเขามักกร่างวางอำนาจและโหดเหี้ยมอำมหิต บรรดาชาวบ้านในแถบนั้นก็ต้องตกอยู่ภายใต้การกดขี่ข่มเหงของสาวกในนิกาย พวกเขาทำได้เพียงโมโหแต่ไม่มีใครกล้าขัดขืน เพราะหากใครลุกขึ้นมาต่อต้านล่ะก็...

               “นี่คือจุดจบของพวกที่ลุกขึ้นมาต่อต้านนิกายซิวหลัวของพวกเรา” ชายผู้มีดวงตาทรงสามเหลี่ยมใช้ขวานสับตรงกลางศีรษะของร่างนั้น และสั่งให้คนนำไปแขวนประจาน ที่บริเวณนั้นจึงไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ ก่อนที่สาวกนิกายจะเริ่มลงมือสังหาร พวกชาวบ้านต่างก็พากันหลบลี้หนีห่าง ร่างทั้งร่างสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว แต่ชายผู้มีดวงตาทรงสามเหลี่ยม รู้ดีว่าเสียงของเขาดังไปถึงคนเหล่านั้น

               หลังจากเชือดไก่ให้ลิงดูเสร็จ คนกลุ่มนั้นก็ทำการยึดของมีค่าก่อนจากไป ของมีค่าที่ว่านอกจากทรัพย์สินเงินทองของตระกูลเฉินแล้ว ยังมีหนุ่มสาวหน้าตาดีอีกสี่คน จุดจบของคนเหล่านี้ก็คงเดาไม่ยาก หนุ่มสาวทั้งสี่ต่างร้องห่มร้องไห้ปานจะขาดใจ

               ชายตาสามเหลี่ยมใช้สันมีดฟาดลงบนด้านหลังศีรษะของหญิงสาวที่ร้องไห้เสียงดังที่สุดด้วยความรำคาญ เพียงพริบตาเดียวโลหิตสดๆ ก็ไหลทะลักออกมา “ถ้าร้องไห้อีก ข้าจะฟันพวกเจ้าให้หมด”

               ครู่นั้นเองเสียงร้องไห้ที่ดังก็เงียบลงฉับพลัน สาวน้อยที่เพิ่งถูกสันมีดฟาดลงหลังศีรษะเมื่อครู่ แม้จะมีเลือดไหลไม่ขาดสายแต่ก็ไม่กล้าส่งเสียงร้องแม้แต่แอะเดียว

               ชายตาสามเหลี่ยมยิ้มด้วยความพึงพอใจ เขาหัวเราะอย่างเย็นชาและเอ่ยว่า “ถ้าจะโทษก็ต้องโทษพ่อของพวกเจ้าที่บังอาจลบหลู่เจี้ยวจู่* ของพวกเรา”

               พวกคนตระกูลเฉินที่มีชีวิตอยู่ ต่างมีสีหน้าสลดใจด้วยกันทั้งหมด พวกเขาพยายามสะกดกลั้นอารมณ์เหล่านั้นเอาไว้ ท่านพ่อของพวกเขาเป็นคนตรงไปตรงมาและเพียงแต่ก่นด่าด้วยความไม่พอใจว่าพวกนั้นเป็นคนเลวทรามต่ำช้า คิดไม่ถึงว่าคำพูดนี้จะถูกแพร่งพรายออกไป และนำมาซึ่งหายนะของวงศ์ตระกูล

               คนตระกูลเฉินถูกคนนิกายซิวหลัวพาตัวไป ผ่านไปพักหนึ่งฝนห่าใหญ่ก็โปรยตัวลงมาชะล้างเลือดสดๆ ที่นองอยู่ข้างในและข้างนอกของบ้านตระกูลเฉิน แต่ไม่อาจลบความมืดมัวสิ้นหวังของผู้คนได้

 

               ทันทีที่เหยียบย่างเข้าไปในเมืองตงหลิว อาหยูก็รู้สึกได้ถึงบรรยากาศของความประหวั่นพรั่นพรึงของคนในเมือง

               นางเดินทางไปหาโรงเตี๊ยมที่ใหญ่ที่สุดในเมืองแห่งนี้

               “ท่านจะพักชั่วคราว หรือพักระยะยาวขอรับ?” เสี่ยวเอ้อของโรงเตี๊ยมออกมาต้อนรับด้วยความสุภาพเรียบร้อย

               ในขณะนี้อาหยูดูเหมือนบุรุษธรรมดาทั่วไปวัยสามสิบกว่า ด้วยการฝึกฝนวรยุทธจากตำรา ‘เป่ยหมิงเสินกง’ ตลอดสองปีที่ผ่านมาก็ทำให้นางใช้ได้ดีพอสมควรแล้ว แม้ว่านางจะยังไม่ถือว่าเป็นจอมยุทธ์ผู้เก่งกาจ แต่ก็สามารถท่องยุทธภพได้แล้ว อาหยูจึงเดินทางออกจากป่าลึกในภูเขา นางฝึกฝนวรยุทธพลางสังหารพวกอันธพาลทั้งหลาย การได้ประลองวรยุทธกับพวกเขาทำให้วรยุทธของนางพัฒนาขึ้นเป็นลำดับ

                หากคนพวกนี้มีเคล็ดวิชาที่นางสนใจ นางก็จะหาวิธีสอบถามมาจนได้ เคล็ดวิชาเหล่านี้จึงได้รับมาด้วยการเก็บเล็กผสมน้อยเรื่อยมา วิชาการแปลงโฉมก็ศึกษาด้วยวิธีนี้เช่นกัน ทำให้นางไปไหนมาไหนสะดวกขึ้น เพราะดวงหน้างดงามล่มบ้านล่มเมืองของอันจือหยูมีผู้คนรู้จักอยู่ไม่น้อย

               “พักระยะยาว” อาหยูตอบด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมอย่างบุรุษไม่มีผิด

               อาหยูนั่งอยู่บนเก้าอี้ทางฝั่งทิศตะวันตก จากนั้นจึงสั่งอาหารจานเด่นมาสองสามอย่าง นั่งกินอยู่เงียบๆ ไม่นานนักก็ได้ยินใครคนหนึ่งเอ่ยว่า “ตระกูลเฉินช่างน่าสงสารเหลือเกิน เฉินเหลาเหย่อยู่ดีไม่ว่าดีกลับถูกนิกายซิว...”

               “กินข้าว กินข้าว ระวังหน่อยเดี๋ยวปากจะพาหายนะมาหรอก”

               นิกายซิว... หลัวกระมัง

               ปีนี้อาหยูไปไหนมาไหนทางแถบตะวันตกเฉียงเหนือมาโดยตลอด กลุ่มคนที่นางสังหารมากที่สุดคือคนของนิกายซิวหลัว พวกชั่วช้าสามานย์มีจนเหลือล้นจะใจอ่อนกับมันไม่ได้ และจะไม่ถือว่าเป็นเรื่องผิดบาป ในโลกใบนี้ที่ซึ่งวรยุทธคือวิถีชีวิต กฎหมายไม่มีผลบังคับใช้ นางสามารถสังหารคนได้ทันทีโดยไม่ต้องรับโทษ

               ค่ำวันนั้น อาหยูจับคนมาคนหนึ่งและถามถึงเรื่องตระกูลเฉินจนรู้แจ้ง จากนั้นก็มุ่งหน้าตรงไปยังสำนักซึ่งเป็นสาขาของนิกายซิวหลัวภายใต้แสงจันทร์สว่าง

               ตอนนั้นเอง ตั้วจู่หรือหัวหน้าสำนักของสาขานี้ นามว่า เฝิงป้า เป็นพวกมักมากในกาม โปรดปรานทั้งผู้ชายและผู้หญิง นี่เป็นเหตุผลที่หนุ่มสาวตระกูลเฉินยังคงมีชีวิตอยู่ แต่อีกฝ่ายมิได้คิดเช่นนั้น

โฉมงามล่มเมือง7

               เมื่อกลับลงมาจากงานเลี้ยงเฉลิมฉลอง เฝิงป้าก็เปิดประตูห้องออกด้วยความพึงพอใจ เมื่อเห็นเฉินกู่อยู่บนเตียงด้วยความหวาดผวาเหมือนนกน้อยที่ตื่นกลัว เขาก็แย้มยิ้มอย่างสบายอารมณ์ เขาเฝ้าดูเด็กคนนี้มาสักพักแล้ว เพียงแต่ตระกูลเฉินเป็นตระกูลในยุทธภพ หากเขาทำอะไรโดยไร้เหตุก็จะเสื่อมเสียชื่อเสียง โชคดีที่เฉินเหลาเหย่ก่อเรื่องก่อนทำให้เขาจัดการได้ง่ายดายขึ้น

               “คุณชายเฉินสบายดีหรือไม่” เฝิงป้าเดินเข้าไปใกล้ด้วยรอยยิ้ม

               เมื่อได้เห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความมักมากในกามของเฝิงป้าคู่นั้น เฉินกู่ก็อยากจะฆ่าตัวตายทันใดให้รู้แล้วรู้รอด แต่เขาถูกยาพิษที่ทำให้เส้นเอ็นคลายตัว กล้ามเนื้ออ่อนแรงจนทำไม่ได้แม้แต่จะกัดลิ้นตาย

               เฝิงป้าใจจดใจจ่อจนแทบไม่อยากรอที่จะถอดเสื้อผ้า เขาถอดเสื้อผ้าพลางเดินเข้าไปใกล้เตียง ยังไม่ทันถอดเสื้อผ้าจนหมด เขาก็กระโจนขึ้นไปบนเตียงเสียแล้ว

               เฉินกู่ซึ่งเป็นอัมพาตทั่วทั้งร่างทำได้เพียงแต่หลั่งน้ำตาด้วยความสิ้นหวัง

               ในตอนนั้นเองก็มีเสียงอึกทึกดังขึ้นอยู่ด้านนอกตามมาด้วยเสียงโอดครวญ สีหน้าตื่นเต้นของเฝิงป้าถึงกับแข็งทื่อไปชั่วขณะ เขารีบวิ่งตรงไปที่ประตู และตะโกนออกไปว่า “ใครมันกล้ามาหาเรื่องถึงนิกายซิวหลัวของข้า”

               คำตอบให้กับเขาพุ่งมาตรงหน้า คือแส้ยาวที่มีเสี้ยนแหลมคมฝังอยู่ทั้งเส้น อาหยูเลือกใช้แส้เป็นอาวุธเพราะสะดวกต่อการพกพา

               ผู้ที่ได้ขึ้นเป็นตั้วจู่อย่างเฝิงป้าย่อมมีชั้นเชิงวรยุทธไม่น้อย เขารีบหลบอย่างรวดเร็ว

               “ตั้วจู่ระวังด้วย ในแส้นั้นมีพิษ!”

               เฝิงป้านึกสะดุ้งในใจและเพิ่มความระมัดระวังมากยิ่งขึ้น เขาไม่ได้เข้าไปปะทะด้วยในทันที แต่ยืนอยู่ด้านนอกเพื่อสังเกตการต่อสู้อย่างเตรียมพร้อม แต่ยิ่งเห็นก็ยิ่งรู้สึกสะทกสะท้านในใจ แส้ยาวชนิดนั้นไม่รู้ทำจากวัสดุใด มันสามารถตั้งรับมีดและดาบได้อย่างต่อเนื่อง ใครก็ตามที่ถูกแส้ยาวนี้ฟาดเข้าผิวหนังก็จะแตกจนมีโลหิตไหลออกมา และแส้ยาวเส้นนี้เป็นเหมือนเงาที่ตามคนของเขาอยู่ตลอดเวลาทำให้คนของเขาเข้าใกล้ไม่ได้

               มันเป็นทั้งแส้ที่ไว้เฆี่ยนและมีพิษ เฝิงป้านึกถึงคนผู้หนึ่งที่เพิ่งปรากฏกายขึ้นเมื่อสองปีที่แล้ว คนคนนี้อุทิศตนในการสังหารคนชั่ว ถึงแม้ว่าจะใช้วิธีโหดเหี้ยมอำมหิตทว่าชื่อเสียงกลับดีทีเดียว แน่นอนว่านั่นตามนิยามของนิกายสายขาว สำหรับนิกายซิวหลัวของพวกเขานี่ถือเป็นคนบาปอย่างยิ่ง

               หลังจากคอยเฝ้าดูการต่อสู้แล้ว เฝิงป้าก็นึกในใจว่าคนผู้นี้ไม่ได้มีความเก่งกาจอย่างที่ร่ำลือกัน เขาจะให้พวกลูกน้องขี้ขลาดทั้งหลายได้เห็นว่าลูกพี่ของพวกเขาเก่งกาจเพียงใด เฝิงป้ายกมีดขึ้นเข้าไปร่วมการต่อสู้เตรียมจะสำแดงเดช

               หลังจากผ่านไปสามกระบวนท่า เฝิงป้าถูกแส้ยาวมัดคอแล้วถูกเหวี่ยงกระแทกลงบนพื้นจนกระอักเลือดทันที เขาค่อยๆ เงยหน้าขึ้นช้าๆ และจ้องมองอาหยูซึ่งอยู่ห่างไปไม่มากนักด้วยสายตาเหลือเชื่อ

               เมื่อครู่คนผู้นี้คล้ายจะพลาดพลั้งแล้วไม่ใช่รึ ทำไมกระบวนท่าสะบัดแส้จึงเร็วขึ้นอีกเล่า?

               เขาติดกับเสียแล้ว...

               อาหยูยังไม่ยั้งมือ แต่หลังจากที่จัดการกับเฝิงป้าได้ จิตใจของผู้คนในสำนักย่อมพังทลาย ลูกน้องของเขาไม่มีจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้อีกต่อไป พวกเขาจึงหนีตายกันกระเจิดกระเจิง

               อาหยูไม่ยอมปล่อยไปแม้แต่คนเดียว ในเมื่อเบ่งอำนาจทำร้ายผู้คนตามอำเภอใจก็ควรจ่ายค่าตอบแทนด้วยชีวิต

               อาหยูเดินไปหยุดอยู่ต่อหน้าเฝิงป้าผู้ซึ่งยังเหลือลมหายใจอันรวยริน เขาพยายามสะกดกลั้นความเจ็บปวดและแกล้งตายด้วยหวังจะหนีเอาตัวรอด

               ฝีเท้านั้นหยุดอยู่ตรงหน้าเขา เฝิงป้ากลั้นลมหายใจและพยายามบอกตนเองให้ใจเย็นเข้าไว้

               อาหยูแค่นหัวเราะแล้วเอ่ยว่า “ข้าจะลงมือหรือไม่ ข้านี่แหละคือคนที่รู้ดีที่สุด”

               เฝิงป้ารู้สึกคล้ายถูกสายฟ้าฟาดลงกลางศีรษะ ความหวังค่อยปรากฏขึ้นในใจ เหตุใดชายผู้นี้จึงไม่สังหารเขา หรือว่าไม่อยากเป็นศัตรูกับนิกายซิวหลัว? แต่ไม่นานความคิดนั้นก็ต้องถูกทำลายไปเพราะชายผู้นี้ได้สังหารคนของนิกายซิวหลัวไปเป็นจำนวนมาก

               ขณะที่กำลังครุ่นคิดอยู่นั้น เฝิงป้าก็รู้สึกได้ว่ามือของคนผู้นี้วางอยู่บนศีรษะตน ครู่นั้นเขารู้สึกถึงหนังศีรษะที่เยียบเย็นลงในทันที ก่อนจะเอ่ยว่า “อย่าฆ่าข้า ข้า...” ความเย็นยะเยือกแผ่ซ่านจากด้านบนศีรษะเข้าไปยังทุกอวัยวะภายในร่าง เขารู้สึกถึงกำลังภายในที่ค่อยๆ ไหลออกจากร่าง ชายตรงหน้าสามารถดูดซับกำลังภายในของผู้อื่นได้ด้วย...

               อาหยูค่อยๆ ลุกขึ้นและมองเฝิงป้าซึ่งนอนอยู่บนพื้นด้วยสายตาเย็นชา

               ผ่านไปครู่หนึ่งนางก็เดินเข้าไปในห้อง

               “เจ้าเป็นใคร?” เฉินกู่ซึ่งนอนอยู่บนเตียงในสภาพเสื้อผ้าหลุดลุ่ยมองไปยังอาหยู เขาได้ยินความเคลื่อนไหวภายนอก และรู้ว่าชายผู้นี้สังหารคนของนิกายซิวหลัวแล้ว

               อาหยูไม่ได้ตอบอะไรเพียงแต่ยัดยาเม็ดหนึ่งใส่ปากเขา

               เฉินกู่กลืนลงคออย่างไม่ลังเล หากคนผู้นี้ต้องการจะทำร้ายเขา ย่อมสามารถฆ่าเขาโดยตรงก็ได้ หลังจากที่ยาลงไปในท้อง เฉินกู่ก็รู้สึกทันทีว่าพละกำลังในร่างกายของเขาค่อยๆ กลับมาเป็นปกติ

               เขาค่อยเคลื่อนตัวลงจากเตียงและคุกเข่าอยู่ต่อหน้าอาหยู “ขอบคุณคุณชายที่ช่วยชีวิตข้าไว้”

               อาหยูยังไปช่วยคนตระกูลเฉินที่เหลือ และคนอื่นๆ ที่ถูกนิกายซิวหลัวนำไปขังไว้ และจากไปพร้อมกับคำขอบคุณอย่างซาบซึ้งของพวกเขาเหล่านั้น จากนี้นางต้องหาสถานที่ปรับกำลังภายในที่เพิ่งได้รับมาจากภายนอก

               ขณะที่กำลังเดินอยู่บนถนนซึ่งทอดยาวอย่างเงียบสงบเพียงลำพัง อาหยูก็หันกลับมามองถนนที่ว่างเปล่าเบื้องหลังและเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “ออกมา!”

 

               ชายผู้ซึ่งหลบอยู่ในมุมมืดค่อยปรากฏกาย คิ้วกระบี่คมเข้มแววตาเป็นประกายแสดงตนด้วยท่าทางเป็นมิตร

               เขาประสานมือคารวะอาหยูซึ่งอยู่ห่างไปไม่ไกลนัก “เฉียนเป้ย* ต้องขออภัย ข้ามิได้มีเจตนาร้าย”

               อาหยูหรี่ตามองเขาและจำได้ทันทีว่า เขาคือ เหออวี้!

               “ทำไมเจ้าถึงต้องตามข้า?”

               เหออวี้ลูบปลายจมูกแก้เก้อ หากจะพูดถึงเหตุผลคงยาวทีเดียว สองปีก่อนเขาถูกคนของนิกายซิวหลัวไล่ทำร้ายไปจนตกหน้าผาโชคดีที่ไม่ตาย และยังบังเอิญเจอของดีภายในถ้ำ ของสิ่งนั้นคือตำราวรยุทธในตำนานที่สูญหายไปนามว่า ‘เป่ยหมิงเสินกง’ กำลังภายในของเขาถูกทำลายจนใช้การไม่ได้ ซึ่งตรงกับเงื่อนไขข้อแรกของการใช้วรยุทธในตำราเป่ยหมิงเสินกงว่า ก่อนที่จะฝึกฝนตำรานี้ให้กำจัดกำลังภายในของตนเองให้หมดสิ้นก่อน

               แม้จะสิ้นหวังอย่างที่สุดแต่ก็พบแสงรําไรที่สามารถพลิกชีวิตได้ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเขาก็เริ่มฝึกฝนตำราเป่ยหมิงเสินกงอยู่ที่นั่น กินสัตว์ในถ้ำเป็นอาหาร หลังจากนั้นสามเดือนอาการบาดเจ็บของเขาก็หายเป็นปลิดทิ้ง ส่วนพิษในร่างก็ถูกกำจัดจนหมดสิ้น บรรดาสัตว์ที่เคยเป็นอาหารของเขาอยู่ในถ้ำก็เหลือเพียงไม่มากนัก เขาจึงเดินทางออกจากถ้ำแห่งนั้นและหาป่าทึบซึ่งอยู่ลึกในภูเขาเพื่อฝึกฝนวรยุทธให้สำเร็จจะได้กลับไปแก้แค้น

               ภายหลังมีผู้เฒ่าประหลาดสองคนเดินทางมาเยือนยังภูเขาที่เขาอาศัยอยู่ และหากินตามวิสัย หลังจากนั้นมาก็เกิดเรื่องทะเลาะกัน ทั้งสองต่อสู้จนบาดเจ็บสาหัสด้วยกันทั้งคู่ ก่อนตายพวกเขาได้ถ่ายทอดกำลังภายในให้แก่เหออวี้

               นั่นทำให้เขามีกำลังภายในที่ฝึกฝนเพิ่มขึ้นเป็นร้อยปีในพริบตาเดียว เขามีกำลังภายในที่ฝึกฝนจากตำราเป่ยหมิงเสินกงอยู่ ด้วยหลักการแล้วกำลังภายในที่เขาได้มาเพิ่มต้องรวมกับกําลังภายในที่เขาฝึกฝนก่อนหน้า แต่น่าเสียดายที่เขาไม่ได้เข้าใจตําราเป่ยหมิงเสินกงจนแตกฉาน ทำให้ไม่อาจรวมพลังทั้งสองสายให้เป็นหนึ่งเดียวได้ จึงเป็นเหตุให้พลังที่รุนแรงสองสาย ซึ่งหนึ่งสายเป็นธาตุหยาง อีกหนึ่งสายเป็นธาตุหยิน เกิดการปะทะกันภายในร่างของเขา สร้างความทุกข์ทรมานให้เขาอย่างยิ่ง

               เหออวี้ไม่รู้ว่าจะจัดการกับปัญหานี้อย่างไรดี จึงจำต้องออกจากภูเขาเพื่อไปหาหนทางในการจัดการกับปัญหา บังเอิญเหลือเกินที่เขาตามกลิ่นโลหิตมาจึงพบกับซากศพและเลือดที่นองเต็มพื้น เมื่อเขาตรวจสอบเพียงเล็กน้อยก็รู้ว่านี่เป็นฝีมือของวรยุทธจากตำราเป่ยหมิงเสินกง วรยุทธในยุทธภพที่สามารถสูบกลืนกำลังภายในของฝ่ายตรงข้ามนั้นมีไม่มาก แต่ก็มีอยู่สามสี่วิชาที่เป็นไปได้ แต่วิธีการจากตำราของเป่ยหมิงเสินกงมีความเป็นเอกลักษณ์อย่างที่ไม่มีใครสามารถลอกเลียนแบบได้ เขาไม่มีทางจำผิดเด็ดขาด

               เมื่อรู้ว่ามีคนฝึกวรยุทธสายเดียวกัน เขาก็รีบติดตามมาทันที

               เหออวี้ใช้ชีวิตเป็นคนป่ามาสองปีกว่า แม้แต่หลังจากที่เขาออกมาอยู่ในเมืองก็ยากที่จะข้องแวะติดต่อกับผู้คน ฉะนั้นเมื่อได้ยินคำถามจึงไม่รู้ว่าจะอธิบายอย่างไรดี

               ทั้งเหออวี้และอาหยูต่างเผชิญหน้ากันอย่างนิ่งเงียบในระยะที่ไม่ห่างกันจนเกินไป

               ลมหนาวหวีดหวิวในค่ำคืนที่เงียบสงบคล้ายจะก้องสะท้อนจนได้ยินชัดเจน

               อาหยูเหลือบมองเหออวี้ก่อนกลับหลังหันและจากไป

               เหออวี้รีบก้าวเท้าตามไปก้าวหนึ่ง เมื่อยกขาจะก้าวเดินก้าวที่สองก็ได้ยินเสียงอาวุธแหลมคมแหวกอากาศลงมายังพื้น เหออวี้ไหวตัวทันและกระโดดลอยตัวถอยหลังไปประมาณหนึ่งจั้ง ก่อนที่อาวุธมีดพกจะปักลงยังตำแหน่งที่เขายืนอยู่เมื่อครู่ มีดปักลึกลงไปบนพื้นถึงสามส่วน

               นั่นคือการตักเตือน เหออวี้วางสีหน้าลำบาก และรู้สึกว่าการกระทำของตนก็ดูลับๆ ล่อๆ น่าสงสัยเช่นกัน ฉะนั้นจึงไม่โทษที่อีกฝ่ายกระทำกับเขาอย่างไม่เกรงใจ

โฉมงามล่มเมือง8

               “เฉียนเป้ย ข้ามิได้มีเจตนาจะล่วงเกิน ข้า...” เหออวี้เกาศีรษะและเอ่ยถามว่า “ท่านคือศิษย์แห่งสำนักเทียนซานหรือไม่?” ตํารา

เป่ยหมิงเสินกงเป็นสมบัติล้ำค่าของสำนักเทียนซาน สำนักเทียนซานหายสาบสูญไปจากยุทธภพเป็นเวลากว่าสิบปีได้ แต่ก็ไม่มีอะไรยืนยันได้ว่าจะไม่มีผู้สืบทอดของสำนักนี้หลงเหลืออยู่ ในเมื่อได้พบตัวแล้วเขาก็อยากจะนำของไปคืนไว้ที่เจ้าของเดิม ตำราที่น่าสนใจอย่างเป่ยหมิงเสินกงเพียงพอที่จะฟื้นฟูสำนักได้ หากฝ่ายนั้นไม่ว่าอะไรเขายังอยากถามปัญหาที่พบเจอด้วย

               อาหยูตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “ไม่ใช่”

               เหออวี้รู้สึกผิดหวังอย่างยิ่ง แต่เมื่อมาย้อนคิดทบทวน หากคนผู้นี้ไม่ใช่ศิษย์ของสำนักเทียนซานแต่กลับรู้วิชาของสำนักนี้ หรือว่าจะเป็นคนที่เข้าไปในถ้ำและบังเอิญเจอตำราเหมือนกันกับเขา? เมื่อดูจากสภาพดินที่กลบอยู่บนโครงกระดูกก็รู้ว่าเพิ่งจะฝังได้ไม่นาน ไหนจะหินที่เป็นฉนวนจุดไฟล้วนเป็นร่องรอยใหม่ หากคนผู้นี้เข้าไปในถ้ำก่อนแล้วเอาตำราเป่ยหมิงเสินกงไป ตัวเขาคงได้กลายสภาพเป็นกระดูกเหล่านั้นไปอีกคน

               เหออวี้คิดทบทวนแล้วจึงเอ่ยชื่อหนึ่งออกมา “สือจิงเทียน” นั่นเป็นชื่อของผู้ที่เขียนข้อความไว้ด้านท้ายของม้วนตำรา ข้อความนั้นเขียนว่ามีคนทำร้ายเขา ทำให้ผ่านมาทางนี้ เขาหวังว่าคนที่บังเอิญมาเจอตำรานี้จะช่วยแก้แค้นแทนเขา แต่บัดนี้คนที่ทำร้ายเขาตายไปตั้งนานแล้ว

               “หรือว่าเฉียนเป้ยรู้จักคนผู้นี้?”

               อาหยูนึกหัวเราะเบาๆ ในใจ “ข้าไม่รู้จัก” เจ้าเด็กนี่พยายามจะสาวตระกูลนางหรืออย่างไร? เมื่อมองไปยังเหออวี้ซึ่งยังยืนนิ่งอึ้ง อาหยูพลางนึกในใจว่าไม่น่าประหลาดใจที่เขาจะถูกหลอกสารพัดจนย่ำแย่ในช่วงสองปีแรกที่เพิ่งออกจากป่ามาสู่โลกภายนอกในชาติที่แล้ว

               เหออวี้เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เขาเองก็ไม่อาจอธิบายได้ว่าเป็นเพราะเหตุใด แต่รู้สึกว่าอีกฝ่ายกำลัง...หลอกเขา ย้อนไปตอนนั้นกำลังภายในของเขาถูกทำลายจนหมดสิ้น การที่เขาสามารถพาร่างที่เต็มไปด้วยพิษของตู๋กูหนีออกมาได้ ก็อาศัยลางสังหรณ์ประหลาด

               เหออวี้มองตามอีกฝ่ายที่เดินจากไป เขาไม่กล้าตามไปอีกจึงเพียงแต่ลูบปลายจมูกด้วยความเสียดายและเดินทางกลับไปยังโรงเตี๊ยมที่พัก

               วันถัดมาคนในโรงเตี๊ยมส่วนใหญ่ต่างยกเรื่องการสังหารสาวกนิกายซิวหลัวที่สำนักสาขาขึ้นมาเป็นประเด็นถกเถียง บางคนนึกสยองขวัญและหวาดกลัวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ส่วนใหญ่แล้วมักจะรู้สึกสะใจที่คนเลวได้รับผลของการกระทำอย่างสาสม

               ที่แท้เฉียนเป้ยก็สังหารพวกคนชั่วในนิกายซิวหลัวไปเป็นจำนวนมาก เหออวี้ครุ่นคิดในใจ แม้ว่าฝ่ายนั้นจะกระทำการอย่างอุกอาจและอำมหิต ทั้งยังสูบกำลังภายในของผู้คนไปด้วย แต่ในสายตาของเหออวี้ เขาคนนั้นคือผู้กล้าที่น่ายกย่องยิ่งนัก

 

               หลังจากนั้นหนึ่งเดือนเหออวี้ก็ได้พบกับผู้กล้าในดวงใจของเขาอีกครั้ง สถานที่ที่พวกเขาพบกันคือสาขาของนิกายซิวหลัวในเมืองลั่วสุ่ย

               เหออวี้ติดตามเบาะแสของตู๋กูมาและได้ยินว่าตู๋กูเคยปรากฏกายที่สาขาแห่งนี้แต่เมื่อมาถึงเขาไม่พบตู๋กู สิ่งที่พบคืออาหยูซึ่งอยู่ท่ามกลางศัตรูรายรอบ

               ตอนนั้นอาหยูได้เปลี่ยนโฉมหน้าอีกครั้งเป็นหญิงสาวอายุยี่สิบกว่าปีที่มีหน้าตาธรรมดา หากยืนอยู่ท่ามกลางผู้คนก็คงไม่เป็นจุดสนใจนัก

               เหออวี้ซ่อนตัวอยู่ในมุมมืดและจับจ้องอยู่กับสถานการณ์ตรงหน้า เขาไม่เคยเห็นอาหยูสำแดงฝีมือมาก่อน รู้เพียงว่านางใช้แส้เป็นอาวุธหลัก คนในยุทธภพที่ใช้แส้เป็นอาวุธมีจำนวนไม่น้อย ฉะนั้นในตอนแรกเขาจึงไม่รู้ว่า อาหยูคือเฉียนเป้ยที่เขาสนใจและยกย่องเสมอมา

               “ข้าบอกเจ้าแล้วว่าอย่าได้คิดขัดขืน โทษจะได้น้อยลงหน่อย ตอนนี้พวกเราได้วางกับดักไว้ทั้งด้านนอกและด้านในหมดแล้ว”

               เหออวี้จำนางไม่ได้ แต่คนของสาขาในเมืองลั่วสุ่ยจำนางได้แล้ว คนของพวกเขาถูกสังหารเป็นจำนวนมาก ฉะนั้นย่อมมีคนที่รอดชีวิตมาได้ เมื่อข่าวถูกรายงานออกไป จึงได้ข้อสรุปว่าอีกฝ่ายนั้นแปลงโฉมได้อย่างแนบเนียน มีเพียงโฉมหน้าที่เปลี่ยนไปแต่อาวุธไม่เคยเปลี่ยน ดังนั้นทันทีที่ฝ่ายนั้นนำอาวุธออกมา พวกเขาก็รู้ทันทีว่าเหยื่อมาติดกับดักแล้ว

               ตลอดสองปีที่ผ่านมานี้ นิกายซิวหลัวต้องสูญเสียสมาชิกเพราะน้ำมือของคนผู้นี้เป็นจำนวนมาก และตำแหน่งของคนที่เสียชีวิตในนิกายยังสูงขึ้นๆ เรื่อยๆ เท่ากับเป็นการทำลายชื่อเสียงและความฮึกเหิมของนิกายซิวหลัวไปไม่น้อย พวกเขาอยากจะกำจัดคนผู้นี้เพื่อกอบกู้ชื่อเสียงกลับมาตั้งนานแล้ว น่าเสียดายที่คนผู้นี้มีความสามารถในการแปลงโฉมจนเป็นเหมือนมังกรที่เห็นเพียงหางแต่ไม่ปรากฏหัวเพื่อมาเผชิญหน้ากันโดยตรง ทำให้พวกเขาไม่อาจเตรียมวางแผนรับมือได้

               ครั้งนี้คนผู้นี้อยากจะบุกเข้ามาโดยไม่รู้ตัวว่ารนหาที่ตายแท้ๆ ในสาขาไม่ได้มีเพียงผู้มีวิทยายุทธขั้นเทพของนิกายเท่านั้น แต่ยังมีหนึ่งในจอมยุทธ์พญายมผู้คุมกฎอยู่อีกด้วย

               เมื่อสิ้นสุดคำพูดนั้นก็มีอาวุธลับชนิดหนึ่งพุ่งมาอยู่ตรงหน้าตั้วจู่*แห่งสาขานี้ ตั้วจู่ผู้ซึ่งเอ่ยประโยคเมื่อครู่กำหอกยาวในมือไว้แน่นและสบถออกมาว่า “รนหาที่ตาย!”

               เหออวี้ซึ่งดูเหตุการณ์การต่อสู้จากด้านบนอย่างใจจดใจจ่อจนแทบลืมหายใจอดที่จะประหลาดใจไม่ได้ แส้ยาวที่สตรีนางนั้นใช้มิอาจมีใครต้านทานได้ ทันทีที่แส้สะบัดไปโดนร่างของใครหากไม่ตายก็บาดเจ็บสาหัส และมิอาจลุกขึ้นมาต่อกรได้อีกครั้ง

               โหดเหี้ยมเหลือเกิน เก่งกาจเหลือเกิน

               เมื่อมองดูอยู่นาน จู่ๆ ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมา เหออวี้ถึงกับอึ้งไปเล็กน้อย คนที่ใช้แส้และใช้ยาพิษนั้นมีอยู่จำนวนไม่น้อย แต่คนที่ชำนาญในการใช้แส้และเชี่ยวชาญเรื่องยาพิษ อีกทั้งยังเป็นปฏิปักษ์กับนิกายซิวหลัวนั้นจะมีสักกี่คนกัน?

               เหออวี้จึงคิดถึงเฉียนเป้ยที่เขาพึ่งได้เจอเมื่อเดือนที่แล้วที่เมืองตงหลิว เมื่อจ้องมองไปยังร่างของผู้ที่ถูกยาพิษก็มีอาการใกล้เคียงกับที่เขาเคยพบ

               แต่... เหออวี้หันไปจ้องมองสตรีที่ฟาดฟันกับศัตรูด้วยความองอาจกล้าหาญ นางเป็นสตรีนี่นา เฉียนเป้ยของเขาเป็นบุรุษไม่ใช่หรอกรึ?

               ยิ่งคิดยิ่งระแวงในใจ ตั้วจู่ซึ่งรีบหลบหางของแส้ถอยออกมาจากสมรภูมิและเอ่ยว่า “เจ้าเป็นใครกันแน่ ถึงได้ปกปิดใบหน้าไม่กล้าเปิดเผยตัวตนให้ผู้อื่นรู้”

               คำนั้นถึงกับทำให้เหออวี้ตาสว่างในทันที นี่คือการปลอมแปลงโฉม! ทันใดนั้นเองเขาก็เห็นใครคนหนึ่งทะยานมาหยุดอยู่เบื้องหลังนาง

               “ระวังข้างหลัง!” เหออวี้ตะโกนขึ้นก่อนจะพุ่งตัวเข้าไปร่วมต่อสู้

               ผู้ที่มาโจมตีจากทางด้านหลังเตรียมจะฟาดสันมือลงบนร่างของอาหยู แต่นางหลบทัน เหออวี้มาถึงก็เข้าฟาดฟันกับใครคนนั้นอย่างเอาเป็นเอาตาย

               เมื่อได้เห็นใบหน้าของเหออวี้ชัดๆ อาหยูก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่กระบวนท่าในมือยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง

               มีผู้เยี่ยมยุทธ์มาปรากฏกายอีกคน ตั้วจู่และพญายมจ้าวจึงตกใจและโมโหมาก ข้อมูลบอกว่าที่ผ่านมาคนผู้นี้ไม่มีพรรคพวก มักอยู่เพียงลำพังตลอด

               แค่อาหยูเพียงคนเดียวพวกเขาก็ไม่อาจรับประกันว่าจะสามารถเอาชนะได้ พวกเขาจึงใช้การโจมตีอย่างกะทันหัน เหออวี้ก็มาปรากฏกาย ทำให้ดูจากรูปการณ์แล้วยิ่งชัดเจนว่าพวกเขามีโอกาสพ่ายแพ้สูง

               กลุ่มสาวกขี้ขลาดกลุ่มหนึ่งเห็นท่าไม่ดีก็นึกกลัวจึงวิ่งหนีไป พอมีคนหนึ่งหนีก็ยิ่งหนีตามกันไปมากขึ้นเรื่อยๆ ถึงแม้ว่าตั้วจู่จะสังหารคนทั้งสองได้สำเร็จเขาก็ต้องสูญเสียกำลังภายในและบาดเจ็บสาหัส ศรัทธาของผู้คนก็สูญสลาย เขาย่อมมิอาจนำพาสาวกกลุ่มนี้ได้อีก

               ที่ผ่านมาหลังจากที่พ่ายแพ้ครั้งแล้วครั้งเล่า แม้ตั้วจู่อยากหนี แต่อาหยูยังคงตามรังควานเขาไม่เลิก ทันทีที่เขาถอนตัวก็จะเป็นการเปิดช่องให้ฝ่ายนั้นโจมตีได้ง่ายขึ้น

               สถานการณ์ของตั้วจู่เต็มไปด้วยอันตราย ทางฝั่งของพญายมจ้าวก็ย่ำแย่ไม่แพ้กัน ความสามารถรอบตัวของเหออวี้เทียบไม่ได้กับอาหยู แต่เขามีกระบวนท่าแพรวพราวจนยากจะรับมือ ด้วยความที่เขามีกำลังภายในมากจนทุกครั้งที่ปล่อยกระบวนท่าจะมีพลังมหาศาล หลังจากต้องตั้งรับหลายกระบวนท่าเข้าพญายมจ้าวเริ่มรู้สึกหวาดกลัว เหตุใดในยุทธภพจึงได้มีคนที่มีความสามารถยากจะทัดทานเพิ่มขึ้นคนแล้วคนเล่า

               เมื่อสิ้นสุดเสียงร้องโหยหวนด้วยความทรมาน ตั้วจู่ก็ฟุบร่างลงบนพื้นและแน่นิ่งอยู่อย่างนั้นแต่ไม่รู้ว่าเป็นหรือตาย

               พญายมจ้าวผู้คุมกฎสำนักยิ่งตื่นตระหนก ชั่วขณะนั้นเขาเผลอเผยช่องโหว่ให้เห็น เหออวี้จึงฟาดฝ่ามือลงไป พญายมจ้าวรีบยกมือขึ้นรับฝ่ามือด้วยความลนลาน นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาต่อสู้ด้วยมือ แต่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกได้ถึงการสูญเสียการควบคุมกำลังภายใน

               กำลังภายในที่สูญเสียการควบคุมไหลออกไปจากร่างเขาอย่างบ้าคลั่ง พญายมจ้าวเบิกตาโพลงด้วยความตกตะลึง เขาอยากจะดึงมือกลับแต่กลับไม่อาจควบคุมได้ ฝ่ายนั้นใช้กำลังภายในที่แข็งแกร่งในการตรึงร่างของเขาเอาไว้แน่น ก่อนจะสบถออกมาว่า “บังอาจนัก!”

               เขาลนลาน เหออวี้ก็ลนลานไม่แพ้กัน

               เหออวี้ยังไม่ทันทำความเข้าใจการประสานกำลังภายในจากตำราเป่ยหมิงเสินกงให้ถ่องแท้ ก็ได้รับถ่ายทอดกำลังภายในหยินกับหยางที่ถูกฝึกฝนเป็นร้อยปีมาจากผู้เฒ่าสองคน ผลก็คือบางครั้งแม้แต่ตัวเขาเองยังไม่อาจควบคุมพลังของตัวเองได้

               เขาไม่อยากดูดซับกำลังภายในของใครอีก เพราะพลังในร่างของเขาก็ยังไม่ทันได้ปรับให้ผสานเข้าด้วยกัน เขาจะกล้าดูดกำลังภายในจากคนอื่นมาเพิ่มสุ่มสี่สุ่มห้าได้อย่างไร นั่นเท่ากับเป็นการเพิ่มความยุ่งยากวุ่นวายให้กับตัวเอง แต่เขาเกิดสูบกำลังภายในเหล่านั้นโดยไม่รู้ตัวและไม่อาจหยุดยั้งได้ เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น!!!

โฉมงามล่มเมือง9

               เมื่อจัดการกับตั้วจู่แล้ว อาหยูซึ่งเตรียมจะหันมาจัดการกับพญายมจ้าวรู้สึกถึงสถานการณ์ที่ไม่ชอบมาพากล นางฟาดแส้ไปยังสาวกคนหนึ่งที่กำลังจะเข้าไปโจมตีเหออวี้ อาหยูจ้องเหออวี้ด้วยแววตาค่อนข้างเย็นชา

               พญายมจ้าวมีกำลังภายในมากกว่าตั้วจู่ นางอยากดูดพลังเหล่านั้นไว้ใช้เอง แต่ตอนนี้กลับถูกคนอื่นชิงตัดหน้าแย่งไปก่อน ถึงแม้ว่าฝ่ายนั้นจะไม่ได้ตั้งใจก็ตามที นางรู้ว่าวิชาเป่ยหมิงเสินกงของเหออวี้เกิดปัญหาเล็กน้อย

               เหออวี้ซึ่งกำลังกระวนกระวายรีบเอ่ยว่า “ข้าไม่ได้ตั้งใจ ข้าจะหยุดมันอย่างไรดี?”

               อาหยูพ่นเสียงฮึออกทางจมูกด้วยความรำคาญ และไม่ได้ยื่นมือเข้าไปช่วยเขาเพราะกลัวว่าหากเข้าไปแทรกแซงเวลานี้อาจจะถูกสูบพลังออกไปเช่นกัน หากพูดถึงกำลังภายใน ตอนนี้กำลังของนางเทียบไม่ได้กับเหออวี้ ยิ่งมีกำลังภายในแข็งแกร่งมากเท่าไหร่ พลังในการสูบกำลังภายนอกยิ่งแข็งแกร่งมากเท่านั้น

               รอจนกระทั่งอาหยูจัดการกับสาวกฝีมือกระจอกจนเสร็จ พญายมจ้าวก็ถูกสูบกำลังภายในไปจนหมดสิ้นและนอนหายใจรวยริน ส่วนเหออวี้ก็ยืนนิ่งเป็นท่อนไม้คล้ายกับไม่อาจยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นได้

               เหออวี้แทบไม่อยากเชื่อความจริงตรงหน้า นี่เป็นครั้งแรกที่เขาดูดกำลังภายในจากคนอื่นก่อน ความรู้สึกที่ได้ดูดกลืนพลังชีวิตของอีกฝ่ายจนแห้งเหือด ทำให้เขาขนลุกขนพองไปทั่วทั้งร่าง นั่นเป็นความรู้สึกที่น่าขนลุกยิ่งกว่าตอนที่ได้สังหารคนเสียอีก

               พญายมจ้าวซึ่งนอนหายใจรวยรินอยู่ที่พื้นกัดฟันแน่นและถลึงตาใส่เหออวี้ เขาไร้เรี่ยวแรงแม้แต่จะเอ่ยปากพูด สำหรับผู้ที่ฝึกวรยุทธจนมีวิชาแกร่งกล้าแล้วการสูญเสียกำลังภายในจึงเจ็บปวดเสียยิ่งกว่าการตายเสียอีก

               อาหยูหันไปมองเหออวี้ซึ่งยังคงยืนนิ่งอึ้งอยู่กับที่ ก่อนจะเดินไปยังร่างของตั้วจู่ซึ่งนอนอยู่ที่พื้น ตั้วจู่ยังเหลือลมหายใจเฮือกสุดท้าย อาหยูยังอยากได้กำลังภายในจากเขา ฉะนั้นจึงไม่อาจแข็งใจสังหารเขาได้ภายในทันที

               ตั้วจู่กระอักเลือดและเอ่ยถามว่า “เจ้า...จะ...ทำ...อะไร...!”

               ไม่นานนักเขาก็ได้คำตอบนั้น กำลังภายในของเขาค่อยๆ หลุดลอยออกจากร่าง ตั้วจู่กัดฟันแน่นและสบถออกมาว่า “นัง...ปีศาจ”

               อาหยูตอบกลับด้วยการยิ้มเยาะอย่างเย้ยหยัน

               เหออวี้นิ่งมองอาหยูด้วยความตกตะลึง นางยังคงมีสีหน้าราบเรียบคล้ายกับสิ่งที่นางทำเป็นเพียงเรื่องธรรมดาที่สุดเหมือนกับการกินข้าวและดื่มน้ำ

               การรับรู้ กับการได้เห็นกับตา มันช่างแตกต่างกันเหลือเกิน!

               ภายในใจของเหออวี้ยิ่งรู้สึกปั่นป่วน แต่จะเป็นเพราะอะไรนั้นก็ไม่อาจเอ่ยได้ชัดเจน เขาเพียงแต่นิ่งมองอาหยูโดยไม่อาจขยับเขยื้อนไปไหนได้

               อาหยูเงยหน้าขึ้นมองเขาและเอ่ยว่า “การเมตตาความชั่วเท่ากับเป็นการทำร้ายความดี”

               เหออวี้กะพริบตาถี่ๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อนจะกลอกตามองบนแล้วหงายหลังล้มลงที่พื้น

               อาหยู “...”

               เมื่อจับชีพจรอาหยูก็ต้องตกตะลึงกับกำลังภายในที่ยุ่งเหยิงของเขา คนคนนี้ยังสามารถมีชีวิตและออกมาโลดแล่นในยุทธภพได้อย่างไรกัน อาหยูหยิบยาออกมาสองเม็ดและยัดเข้าไปในปากเขา

               อาหยูจ้องมองผู้ที่สลบไสลไม่ได้สติไปประมาณสามอึดใจ ก่อนจะตัดสินใจจับคอเสื้อและยกร่างของเขาขึ้น เหออวี้ในวัยสิบเก้าปี ใบหน้ายังคงหลงเหลือร่องรอยของเด็กหนุ่มแต่ร่างกายกลับสูงใหญ่ ขาของเขายาวเก้งก้างและลากไปตามพื้น

               หลังจากพยายามลากไปอย่างทุลักทุเลได้สามก้าว อาหยูผู้ซึ่งรู้สึกว่ายุ่งยากน่ารำคาญจึงอุ้มร่างเขาสองมือในแนวนอน ก่อนจะใช้วิชาตัวเบาทะยานขึ้นจากที่แห่งนั้นไปอย่างรวดเร็ว

               ลมในยามราตรีพัดมาปะทะหน้าของเหออวี้อย่างแผ่วเบา เขาขยับเปลือกตาก่อนจะค่อยๆ ลืมตา ภาพที่เห็นตรงหน้าคือใบหน้าเพียงครึ่งหนึ่งของใครคนหนึ่ง ส่วนเบื้องหลังเป็นท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว

               “ฟื้นแล้วรึ” อาหยูค่อยหยุดเคลื่อนกายและร่อนลงบนพื้น ปล่อยมือลง

               เหออวี้กะพริบตาครู่หนึ่งก่อนจะสูญเสียการทรงตัว เขาเพิ่งจะฟื้นยังไม่ทันได้สติดี และระยะห่างเพียงเท่านั้นไม่มากพอให้เขาตั้งรับได้ทัน ร่างของเขาจึงกระแทกลงพื้นอย่างแรง

               เขาไม่เจ็บ เพียงแต่รู้สึกตื่นขึ้นเต็มตา

               เหออวี้รีบผุดลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นอาหยูเขาก็ย้อนทบทวนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหน้าแดงด้วยความอายคล้ายถูกไฟลนทั่วทั้งใบหน้า “เอ่อ แม่นาง... เฉียน...เฉียนเป้ย เป็นคนพาข้าออก ออกมาอย่างนั้นรึ”

               เขาจำได้ว่าตัวเองหมดสติไป ก่อนหน้านี้ก็เคยมีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นเมื่อกำลังภายในเกิดปะทะกันอย่างรุนแรง วันนี้คงเป็นเพราะเขาได้ดูดกลืนกำลังภายในของผู้อื่นมาเพิ่ม แต่นี่ก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เขาจำได้ว่าตอนที่เขาเพิ่งฟื้นขึ้นมา หน้าของเขาแหงนมองบนท้องฟ้านี่เป็นชานเมืองรอบนอก เขากลับถูกผู้หญิงคนหนึ่งอุ้มมาตลอดทางที่หนีออกมา... ผู้หญิงคนหนึ่ง... ผู้หญิง!!!

               หน้าของเหออวี้ยิ่งแดงกว่าเดิม เขารู้สึกคล้ายกับถูกไฟลนทั่วทั้งร่างจนแทบจะแผดเผาให้เขาตายไปต่อหน้า “ขอบ...ขอบคุณเฉียน...” ก่อนจะซี๊ดปากเพราะความเจ็บปวดที่เผลอกัดลิ้นตนเอง

               อาหยูเหลือบมองเขาด้วยสายตาเมินเฉย ได้ยินว่าเมื่อตอนที่เขาออกจากป่าเขามา ในช่วงแรกดูซื่อบื้อมาก และก็เป็นจริงดั่งคำ

ร่ำลือ

               สายตานั้นทำให้เหออวี้ยิ่งหน้าแดง เมื่อทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นเขาก็รีบกำหมัดคารวะและเอ่ยว่า “ขอบคุณเฉียนเป้ย” หากเฉียนเป้ยทิ้งเขาไว้ที่สาขาของสำนัก แล้วมีสาวกของนิกายซิวหลัวย้อนกลับมาแม้เพียงคนเดียว เขาก็อาจจะซวยได้

               “เจ้าเองก็ช่วยข้าเอาไว้ ถือว่าหายกัน” อาหยูเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงปกติ แม้เขาไม่ออกมาเตือนนาง นางก็รู้ว่ามีคนแอบโจมตีจากทางด้านหลัง ถึงกระนั้นก็เป็นน้ำใจที่นางจะจดจำไว้

               นั่นคือเสียงของสตรี!

               ครั้งที่แล้วที่ได้เจอกับเฉียนเป้ยเขาเป็นบุรุษ ถ้าอย่างนั้นตกลงว่าเฉียนเป้ยเป็นบุรุษหรือสตรีกันแน่?

               เหออวี้ซึ่งไม่รู้อะไรทั้งสิ้นย่อมไม่กล้าเอ่ยถาม จึงทำได้เพียงอัดอั้นอยู่ในใจ พลางนึกขอให้เขาเป็นผู้ชาย หากเป็นอย่างนี้เหออวี้จะได้ลดความละอายใจลงบ้าง

               เหออวี้เลือกที่จะมองข้ามปัญหานี้ไปก่อน เขาเกาศีรษะของตนและเอ่ยว่า “วิทยายุทธที่เฉียนเป้ยฝึกฝนก็มาจากตำราเป่ยหมิงเสินกงหรือไร?”

               อาหยูไม่ได้เอ่ยปฏิเสธ

               เหออวี้ยังไม่หยุดความพยายาม “เฉียนเป้ยไม่รู้จักผู้อาวุโส สือจิงเทียน จริงๆ งั้นรึ?”

               อาหยูนิ่งไปพักหนึ่งก่อนจะพยักหน้า เพราะไม่อย่างนั้นหากเด็กหนุ่มนี่เจอนางอีกครั้งต่อไปก็คงจะถามนางด้วยคำถามเดิมอีก

               “เฉียนเป้ยก็เคยไปที่ถ้ำแห่งนั้นเหมือนกันใช่หรือไม่?” น้ำเสียงของเหออวี้แฝงด้วยความกระตือรือร้น

               อาหยูเพียงแต่ตอบ อืม รับคำอย่างธรรมดา

               “ข้าเองก็เรียนจากในถ้ำนั้นเหมือนกัน” ความดีใจของเหออวี้คล้ายกับได้เจอญาติพี่น้องที่พลัดพราก “ถ้าอย่างนั้นตอนที่เจอกันครั้งที่แล้ว เหตุใดเฉียนเป้ยจึงตอบว่าไม่รู้เล่า”

               อาหยูตอบว่า “ยุ่งยาก”

               เหออวี้ “...เพราะเหตุใดครั้งนี้ท่านยอมรับเล่า?”

               อาหยูเหลือบตามองเขาและตอบสองคำเดิมว่า “ยุ่งยาก”

               เหออวี้เข้าใจแล้ว ก่อนหน้านี้ที่นางบอกว่าไม่รู้ ก็เพราะกลัวว่าเขาจะถามให้มากความจึงปฏิเสธ ส่วนครั้งนี้นางถูกเขาถามนั่นถามนี่จนเกิดความรำคาญจึงยอมรับแบบขอไปที ฉะนั้นเหออวี้จึงยิ่งวางสีหน้าลำบาก

               “ข้าเพียงแต่อยากขอบคุณเฉียนเป้ย หากไม่ใช่เพราะเฉียนเป้ยทิ้งตำราลับนั้นไว้ ข้าคงตายไปแล้ว”

               อาหยูตอบว่า “เจ้าไม่ต้องขอบคุณข้า นี่คือตำราลับของสือเฉียนเป้ย* ข้าก็เพียงพลอยได้อานิสงส์ไปกับสือเฉียนเป้ยด้วย

               แม้จะพูดอย่างนั้นแต่หากคนทั่วไปมาเจอตำรานี้เข้าก็คงนำกลับไปด้วย คนที่คิดจะทิ้งไว้ในตำแหน่งเดิมนั้นมีน้อยแสนน้อย อันที่จริงแล้วก็ไม่ใช่เรื่องแปลกหรือเป็นบุญคุณอะไรหนักหนา แต่กับเหออวี้ที่ได้ตำรามาเหมือนได้ชุบชีวิตเขาอีกครั้งจึงถือเป็นบุญคุณมหาศาล ฉะนั้นตอนที่เขาจากมาจึงไม่ได้นำติดตัวมาด้วย หลังจากออกมาแล้วก็ยังซื้อเครื่องใช้ไม้สอยที่จำเป็นวางไว้ในถ้ำ ด้วยหวังว่าจะสามารถต่อชีวิตให้กับผู้ที่มาพบเห็น น่าเสียดายที่ก่อนหน้านี้เขาผ่านไป และพบว่าหน้าผาแห่งนั้นหายไปแล้วจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว

               เมื่อเห็นอาหยู เหออวี้ก็ยังเอ่ยถามนางอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่เกรงว่าตนเองจะเสียหน้าว่า นางเคยเจอกับปัญหาการสูญเสียการควบคุมกำลังภายในหรือไม่

               อาหยูมองเหออวี้ซึ่งมีกำลังภายในอยู่เต็มเปี่ยมด้วยความฉงนสงสัย หลังจากที่สนทนากันเพียงเล็กน้อย เขาก็กล้าที่จะถามนางทุกอย่างแล้วหรือ

               เหออวี้ไม่ได้รู้สึกใดๆ ทั้งสิ้น นัยน์ตาเขาเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นและไว้วางใจ

               อาหยูนิ่งไปครู่หนึ่งแล้วจึงเอ่ยถามว่า “เมื่อเจ้าพบใครคนหนึ่งด้วยความบังเอิญ เจ้ารู้อะไรก็บอกให้เขารู้ทุกอย่างอย่างนี้น่ะรึ”

               “เฉียนเป้ยเป็นคนดีนี่!” เหออวี้หัวเราะออกมา “เฉียนเป้ยเก่งกาจและน่ายำเกรงคอยจ้องถอนรากถอนโคนพวกคนเลวและกล้าหาญองอาจ และเฉียนเป้ยก็ยังช่วยชีวิตข้าไว้ถึงสองครั้ง”

               “พวกเราเพิ่งจะเคยเจอกันเพียงแค่สองครั้ง เจ้าก็รู้ว่าข้าเป็นคนดีแล้วอย่างนั้นหรือ”

               เหออวี้พยักหน้าตอบ

               อาหยูเพียงแต่พ่นลมขึ้นจมูกเบาๆ พลางคิดว่า ไม่น่าแปลกใจเขาถึงถูกหลอกจนย่ำแย่ในชาติที่แล้ว

               “เจ้าต้องหมั่นมีใจระแวงผู้อื่นไว้อย่าได้ขาด”

               “คำสอนของเฉียนเป้ย ข้าจะจำให้ขึ้นใจ” เหออวี้เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เฉียนเป้ยเป็นคนดีจริงๆ”

               อาหยูคิดว่าเขาคงต้องประสบเคราะห์อีกหลายครั้ง จึงจะจำคำสอนนี้ให้ขึ้นใจอย่างปากว่า แต่ว่าฝ่ายนั้นน่าจะมีรัศมีของพระเอก

โฉมงามล่มเมือง10

               หลังจากได้ผ่านประสบการณ์ในชาติที่แล้ว และรู้ว่าบางสิ่งที่เรียกว่ารัศมีของพระเอก-นางเอกมีอยู่จริง อาหยูก็สงสัยว่าเหออวี้อาจจะมีรัศมีของพระเอก

               เพราะดูจากเรื่องราวที่เขาต้องพบเจอ เขาถูกทำลายกำลังภายในจนหมดสิ้นทั้งยังมีพิษอยู่ในร่าง กระนั้นยังสามารถเอาชีวิตรอดออกมาได้ ตกจากหน้าผาก็มาเจอกับตำราลับ หลังจากที่ฝึกฝนอยู่ในป่าลึกระยะหนึ่ง ก็เจอกับผู้มีวรยุทธสูงส่งถึงสองคนมอบกำลังภายในให้ เด็กหนุ่มอายุยังน้อยกลับมีกำลังภายในสูงส่งเป็นอันดับต้นๆ ของยุทธภพ แค่เพียงออกมาช่วยต่อสู้แบบปกติ กลับได้สูบเอาพลังของผู้ที่มีกำลังภายในสูงสุดในที่แห่งนั้นไป

               เมื่อคิดได้อย่างนี้อาหยูก็นึกไม่ค่อยชอบใจ เป็นความหงุดหงิดใจคล้ายเห็นเป็ดที่ถูกต้มจนสุกบินหายไปต่อหน้า

               “เฉียนเป้ย” เหออวี้เอ่ยเรียกนางอย่างระมัดระวัง เหตุใดจู่ๆ เฉียนเป้ยจึงดูไม่ค่อยพอใจเล่า

               อาหยูพยายามระงับอารมณ์นั้นในใจและเอ่ยว่า “วิชาเป่ยหมิงเสินกงของเจ้าฝึกไม่ถูกวิธี” พวกเขาทั้งสองต่างไม่มีอาจารย์คอยสอนวิชาและต้องอาศัยการฝึกฝนด้วยตัวเอง การที่เหออวี้สามารถฝึกฝนได้มาถึงขั้นนี้ถือว่าไม่ธรรมดาแล้ว แต่กระนั้นก็ยังเกิดปัญหา แต่ถือว่ายังโชคดีที่ปัญหาไม่ใหญ่มาก เพราะหากเป็นปัญหาใหญ่ชาติที่แล้วก็คงไม่อาจไต่เต้ามาเป็นจอมยุทธในลำดับต้นๆ ได้

               อาหยูคิดในใจว่าแม้คนผู้นี้จะดูซื่อบื้อไปบ้างแต่เขาก็เป็นคนดีคนหนึ่ง ในโลกแห่งยุทธภพที่แฝงด้วยมลทินแห่งความชั่วร้าย ต้องการคนอย่างนี้มาขจัดขัดเกลาให้ดียิ่งขึ้น หากโลกใบนี้สงบสุขผู้ที่จะได้รับประโยชน์สูงสุดก็คือคนทั่วไป อาหยูสามารถลงโทษคนเลวได้ แต่ไม่ชอบการต้องเป็นเสมือนแม่คอยดูแลผู้อื่น

               หลังจากที่สนทนากันเหออวี้ก็รู้สึกซาบซึ้งใจอย่างยิ่ง

               เหออวี้ยกมือขึ้นคารวะด้วยความนอบน้อมอย่างเคร่งขรึม เอ่ยว่า “เฉียนเป้ยช่างมีเมตตาและบุญคุณใหญ่หลวงนัก ชีวิตนี้ข้าผู้เยาว์จะไม่มีวันลืม!” เฉียนเป้ยเป็นคนดีจริงๆ ด้วย

               “ข้าขอถามนามของเฉียนเป้ยได้หรือไม่” ต่อไปเขาจะได้หาทางตอบแทนถูก

               อาหยูคิดชื่อหนึ่งขึ้นมาเดี๋ยวนั้นว่า “หนีเจี่ย”

               “หนีเฉียนเป้ย” เหออวี้รีบยกมือคารวะด้วยความนับถืออย่างยิ่ง

               อาหยูพยักหน้าแล้วตอบว่า “ลาก่อน”

               เหออวี้ขยับริมฝีปากคล้ายอยากพูดอะไรบางอย่าง ในท้ายที่สุดจึงเอ่ยเพียงว่า “ขอให้เฉียนเป้ยเดินทางปลอดภัย”

               อาหยูเพียงพยักหน้าน้อยๆ รับคำ เพียงพริบตาเดียวร่างของนางก็ลอยไปไกลถึงเจ็ดจั้ง อีกพริบตาถัดมาร่างของนางก็หายไปในราตรี

               เหออวี้ถอนหายใจด้วยความสลดและเอ่ยว่า “หนีเจี่ยรึ? ไม่เคยได้ยินมาก่อน ตระกูลหนี หนี” เหออวี้ส่ายหน้าก่อนจะหมุนตัวจากไป พอเดินไปได้สักพักร่างของเขาก็ซวนเซจนเกือบจะล้ม

               หนี? เจ้า? เจี่ย? พี่สาว?

               หนีเจี่ย? พี่สาวของเจ้า? !

               เฉียนเป้ยเป็นสตรีอย่างนั้นรึ???

               เขายืนนิ่งอย่างนั้นอยู่นานกว่าจะได้สติกลับมา คล้ายกำลังจมอยู่ในห้วงความคิด

              

               ตลอดหลายปีที่ผ่านมาอาหยูทำการฝึกฝนวรยุทธเพื่อปราบอันธพาล

               นางคอยจ้องจะจัดการคนของนิกายซิวหลัว นางมีความแค้นกับนิกายซิวหลัว แต่หากจะพูดให้ถูกกว่านั้นก็คืออันจือหยูมีความแค้นกับเจี้ยวจู่หรือเจ้าแห่งนิกายซิวหลัว

               ชาติที่แล้วอันจือหยูได้รับความช่วยเหลือจากเฉินจิ่นซูซึ่งพานางหลบหนีก่อนจะถึงวันแต่งงานกับสุ่ยเยว่โหลว ระหว่างทางก็ถูกฮวาปู้เหยียนลักพาตัวไป ภายหลังเนื่องจากเคราะห์ซ้ำกรรมซัดทำให้ถูกเจ้าแห่งนิกายซิวหลัวอย่าง ‘เหวินเหรินไหล’ มาชิงตัวนางไปไว้บนเขาหลัวเฟิง

               ในตอนนี้วรยุทธของอาหยูยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะต่อกรกับเหวินเหรินไหลซึ่งๆ หน้า ดังนั้นนางจึงพัฒนาฝีมือวรยุทธของตนไปพร้อมๆ กับการพยายามกำจัดสมาชิกนิกายที่เป็นดั่งขนนกพยุงปีกของเหวินเหรินไหลไปเรื่อยๆ

               วันนี้อาหยูได้ทำลายสาขาของนิกายซิวหลัวอีกหนึ่งแห่ง พื้นที่หลังการต่อสู้กันมีข้าวของกระจายเกลื่อนกลาดซากศพระเกะระกะ มีกลิ่นโลหิตอบอวลไปทั่ว อาหยูจ้องมองผู้ที่มาร่วมศึกกลางคันด้วยสายตาราบเรียบ

               เหออวี้ลูบท้ายทอยตนเองด้วยท่าทางเคอะเขิน เขาตามเบาะแสของตู๋กูมายังสถานที่แห่งนี้ แต่ช่างบังเอิญเหลือเกินที่ตู๋กูกลับไปยังสำนักของนิกายซิวหลัวแล้ว เขาไม่ได้พบตู๋กู แต่กลับได้พบเฉียนเป้ยอีกครั้ง

               เหออวี้สบตากับอาหยูและแน่ใจว่าคนคนนี้คือเฉียนเป้ย แม้ว่าครั้งนี้เขาจะปลอมตัวเป็นเด็กหนุ่มอายุประมาณยี่สิบต้นๆ แต่ดวงตาและอาวุธก็ยังปรากฏให้เห็นอย่างคุ้นเคย

               ก่อนหน้านี้ยังคงอยู่ท่ามกลางความชุลมุนวุ่นวาย เหออวี้ไม่มีเวลาได้เอ่ยอธิบาย ตอนนี้เมื่อการสู้รบจบลงเหออวี้จึงรีบเข้าไปบอกว่าเหตุใดเขาจึงมาเจอนางอีกครั้ง จากนั้นก็ยังขอบคุณนางด้วยความจริงใจ เมื่อครึ่งปีก่อนเขาได้ทำตามวิธีที่อีกฝ่ายแนะนำ จึงสามารถทำให้กำลังภายในที่เกรี้ยวกราดทั้งสองสายคงที่ขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเดือนที่แล้วเขาควบคุมพลังได้อย่างสมบูรณ์ ฉะนั้นพลังในตัวเขาจึงเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว แต่ก่อนหน้านี้กำลังภายในเหล่านี้อยู่ในตัวเขาก็จริงแต่เขาไม่สามารถนำมาใช้ได้ทั้งหมด บัดนี้เขาสามารถใช้พลังเหล่านั้นได้ตามอำเภอใจ ความรู้สึกจึงต่างจากเมื่อก่อนมาก นั่นทำให้เขายิ่งนึกขอบคุณเฉียนเป้ยมากขึ้นไปอีก

               “ขอบคุณคำแนะนำของเฉียนเป้ยที่ช่วยแก้ปัญหาเร่งด่วนให้ข้าได้สำเร็จ”

               อาหยูตอบว่า “เป็นเพราะเจ้าฝึกฝนได้เองต่างหาก”

               เหออวี้ตอบกลับว่า “หากไม่ได้รับคำชี้แนะจากเฉียนเป้ย ข้าคงไม่อาจหลุดพ้นจากปัญหาได้เร็วเพียงนี้”

               อาหยูเพียงแต่พยักหน้าและไม่ได้เอ่ยประโยคตามมารยาทกับเขาอีก ก่อนจะก้าวเท้าเตรียมจากไป

               เหออวี้เองก็รีบก้าวเท้าตาม อาหยูหยุดชะงักแล้วหันกลับมามองร่างของเขา

               เหออวี้ยกมือคารวะและเอ่ยอย่างเคร่งขรึมว่า “เฉียนเป้ย ผู้เยาว์มีเรื่องหนึ่งต้องไปทำ ไม่รู้ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร หากเราได้พบกันอีก ผู้เยาว์จะขอตอบแทนบุญคุณท่านให้ถึงที่สุด”

               เขาพยายามตามหาตู๋กูแต่ก็พลาดไปถึงสองครั้ง หากจะเป็นอย่างนี้ต่อไปก็ใช่ที่ เขาจึงตัดสินใจมุ่งหน้าไปยังภูเขาหลัวเฟิง และเขาไม่ต้องเป็นกังวลว่าจะหมดสติหลังจากที่ใช้พลังอย่างไม่อาจควบคุมได้อีก ตอนนี้เขาจะเดินทางไปล้างแค้นตู๋กูแห่งนิกายซิวหลัว ที่นิกายนั้นมีเหล่าจอมยุทธ์ที่มีฝีมือไร้เทียมทานอยู่รวมกัน เขาเองก็ไม่รู้ว่าการเดินทางไปในครั้งนี้จะเหลือชีวิตรอดกลับมาหรือไม่

               อาหยูพินิจมองเขาขึ้นๆ ลงๆ และถามว่า “เจ้าจะไปที่เขาหลัวเฟิงรึ”

               เหออวี้นิ่งอึ้งไปเล็กน้อย ดูเหมือนเขาจะไม่เคยเล่าว่าเขามีความแค้นกับนิกายซิวหลัว “เหตุใดเฉียนเป้ยจึงรู้เล่า?”

               อาหยูตอบเพียงว่า “ข้าเดาเอา”

               เหออวี้ไม่ได้นึกสงสัย เขายิ้มเจื่อนๆ แล้วตอบว่า “ตู๋กูแห่งนิกายซิวหลัวมีความแค้นใหญ่หลวงกับข้าทำให้ไม่อาจอยู่ร่วมแผ่นดินเดียวกันได้”

               “จากวรยุทธของเจ้าในตอนนี้คงจะสามารถสังหารตู๋กูได้ แค่การจัดการกับคนใดคนหนึ่งในนิกายซิวหลัวนั้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่หากคนในนิกายซิวหลัวทั้งรังเห็นเจ้าเข้าล่ะก็ เจ้าคนเดียวย่อมไม่อาจต่อกรกับพวกเขาได้แน่ สองหมัดหรือจะสู้ศัตรูที่มาจากทุกทิศ ถึงคราวนั้นย่อมยากที่จะถอนตัว” อาหยูเอ่ยความจริงให้เขาตระหนัก

               เหออวี้ตอบว่า “ขอเพียงสังหารตู๋กูได้ แม้ตายข้าก็ไม่เสียดายชีวิต”

               “หากใช้ชีวิตแลกชีวิตแล้วจะมีประโยชน์อันใด?”

               เหออวี้นิ่งไปเล็กน้อยแล้วตอบด้วยความผิดหวังว่า “หรือจะให้ข้าคอยดูศัตรูลอยหน้าลอยตาอยู่อย่างนั้นรึ”

               “ใครบอกเจ้าว่าจะไม่มีหนทางที่สามเล่า”

               เหออวี้มองนางด้วยความสงสัย

               อาหยูจ้องหน้าเขาและยกมุมปากยิ้ม เหออวี้คิดในใจว่าภายใต้โฉมหน้าที่แท้จริงของคนผู้นี้ ช่างมีรอยยิ้มที่ประหลาดเหลือเกินและทำให้เขารู้สึกถึงลางสังหรณ์ที่ไม่ดีนัก

               “เฉียนเป้ย?”

               “เท่าที่ข้ารู้มา เหล่าจอมยุทธ์ฝ่ายธรรมะของยุทธภพกำลังวางแผนเพื่อไปรุมล้อมถล่มรังใหญ่ของนิกายซิวหลัว”

               หมู่บ้านว่านเจี้ยนยังไม่ถึงกับตกต่ำจนเกินไป เฉินหยวนฮว่าซึ่งปรารถนาจะเป็นใหญ่ได้ในสิ่งที่เขาต้องการในที่สุด และกลายเป็นประมุขของยุทธภพ ผู้นำยุทธภพผู้ได้รับการแต่งตั้งคนใหม่ตั้งใจจะใช้แผนการบุกทำลายรังใหญ่ของนิกายซิวหลัวเป็นภารกิจอันดับแรกเพื่อแลกศรัทธาจากชาวยุทธ์ ซึ่งตรงกับความปรารถนาของอาหยู หากเหวินเหรินไหลตายไปคนเดียวแม้นิกายซิวหลัวจะสั่นสะเทือนอย่างหนัก แต่ก็ไม่ถึงขั้นดับสูญ การถอนรากถอนโคนให้สิ้นซากย่อมเป็นวิธีที่ดีที่สุด หากพวกเขายังดำรงอยู่ก็หมายความว่าชาวบ้านที่บริสุทธิ์จะต้องตกอยู่ในอันตราย

               เหออวี้ดีใจยิ่งนัก “จริงหรือ?”

               อาหยูพยักหน้าแล้วตอบว่า “มีความเป็นไปได้มาก ฉะนั้นเราสามารถติดตามพวกเขาเพื่อไปโจมตีที่ภูเขาหลัวเฟิง

               อาหยูคิดไปว่า ด้วยแรงเฉื่อยของโชคชะตาในชาติที่แล้วก็มีการรวบรวมกองกำลังสำคัญของเหล่าจอมยุทธ์ผู้เก่งกาจมาปิดล้อมสำนักใหญ่ของนิกายซิวหลัวเช่นกัน แต่เหตุผลครั้งนั้นช่างไร้สาระเหลือเกิน เพราะพวกเขามาตามทวงอันจือหยู ชาตินี้ไม่มีอันจือหยูแล้ว แต่กลับมีเฉินหยวนฮว่าที่อยากรวมยุทธภพให้เป็นหนึ่งและเรียกศรัทธาจากทุกคน

               เหออวี้ดีใจยิ่ง จึงรีบเอ่ยถามว่า “พวกเขาจะออกเดินทางเมื่อไหร่หรือ?”

               “เรื่องนี้ข้าไม่รู้แต่เราสามารถหาทางสืบจนได้”

               เหออวี้อยากรู้แผนการโจมตีอย่างยิ่งและอยากจะไปพรุ่งนี้เลย ในใจก็นึกขอบคุณอาหยู เพราะหากไม่ใช่เพราะนางรั้งตัวเอาไว้ เขาก็คงบุกเข้าไปที่ภูเขาหลัวเฟิงแล้ว

               อาหยูเอ่ยว่า “หากเจ้าอยากขอบคุณข้าจริงๆ เจ้าช่วยธุระข้าอย่างหนึ่ง”

               “เฉียนเป้ยเชิญว่ามาเถิด”

               อาหยูตอบว่า “ครั้งนี้ข้าอยากสังหารเหวินเหรินไหลด้วยมือของข้าเอง หากมีใครจะมาแย่งหน้าที่นี้จากข้า เจ้าช่วยรั้งพวกเขาไว้ด้วย”

               ถึงตอนนั้นคงต้องมีใครสักคนริเริ่มที่จะจัดการกับเหวินเหรินไหล พวกจอมยุทธ์ผู้ดีมีมารยาทเหล่านั้นคงไม่ต้องการเป็นฝ่ายลงมือกับเหวินเหรินไหลก่อนอย่างแน่นอน แต่หากเหวินเหรินไหลเกิดพลาดพลั้งก็ไม่แน่ว่าอาจจะมีคนเตรียมกระทืบซ้ำ การได้สังหารเหวินเหรินไหลถือเป็นงานใหญ่ หากนางถูกคนอื่นช่วงชิงภารกิจนี้ไปคงเสียดายแย่

               เหออวี้รับปากนาง