หลังจากได้ผ่านประสบการณ์ในชาติที่แล้ว และรู้ว่าบางสิ่งที่เรียกว่ารัศมีของพระเอก-นางเอกมีอยู่จริง อาหยูก็สงสัยว่าเหออวี้อาจจะมีรัศมีของพระเอก
เพราะดูจากเรื่องราวที่เขาต้องพบเจอ เขาถูกทำลายกำลังภายในจนหมดสิ้นทั้งยังมีพิษอยู่ในร่าง กระนั้นยังสามารถเอาชีวิตรอดออกมาได้ ตกจากหน้าผาก็มาเจอกับตำราลับ หลังจากที่ฝึกฝนอยู่ในป่าลึกระยะหนึ่ง ก็เจอกับผู้มีวรยุทธสูงส่งถึงสองคนมอบกำลังภายในให้ เด็กหนุ่มอายุยังน้อยกลับมีกำลังภายในสูงส่งเป็นอันดับต้นๆ ของยุทธภพ แค่เพียงออกมาช่วยต่อสู้แบบปกติ กลับได้สูบเอาพลังของผู้ที่มีกำลังภายในสูงสุดในที่แห่งนั้นไป
เมื่อคิดได้อย่างนี้อาหยูก็นึกไม่ค่อยชอบใจ เป็นความหงุดหงิดใจคล้ายเห็นเป็ดที่ถูกต้มจนสุกบินหายไปต่อหน้า
“เฉียนเป้ย” เหออวี้เอ่ยเรียกนางอย่างระมัดระวัง เหตุใดจู่ๆ เฉียนเป้ยจึงดูไม่ค่อยพอใจเล่า
อาหยูพยายามระงับอารมณ์นั้นในใจและเอ่ยว่า “วิชาเป่ยหมิงเสินกงของเจ้าฝึกไม่ถูกวิธี” พวกเขาทั้งสองต่างไม่มีอาจารย์คอยสอนวิชาและต้องอาศัยการฝึกฝนด้วยตัวเอง การที่เหออวี้สามารถฝึกฝนได้มาถึงขั้นนี้ถือว่าไม่ธรรมดาแล้ว แต่กระนั้นก็ยังเกิดปัญหา แต่ถือว่ายังโชคดีที่ปัญหาไม่ใหญ่มาก เพราะหากเป็นปัญหาใหญ่ชาติที่แล้วก็คงไม่อาจไต่เต้ามาเป็นจอมยุทธในลำดับต้นๆ ได้
อาหยูคิดในใจว่าแม้คนผู้นี้จะดูซื่อบื้อไปบ้างแต่เขาก็เป็นคนดีคนหนึ่ง ในโลกแห่งยุทธภพที่แฝงด้วยมลทินแห่งความชั่วร้าย ต้องการคนอย่างนี้มาขจัดขัดเกลาให้ดียิ่งขึ้น หากโลกใบนี้สงบสุขผู้ที่จะได้รับประโยชน์สูงสุดก็คือคนทั่วไป อาหยูสามารถลงโทษคนเลวได้ แต่ไม่ชอบการต้องเป็นเสมือนแม่คอยดูแลผู้อื่น
หลังจากที่สนทนากันเหออวี้ก็รู้สึกซาบซึ้งใจอย่างยิ่ง
เหออวี้ยกมือขึ้นคารวะด้วยความนอบน้อมอย่างเคร่งขรึม เอ่ยว่า “เฉียนเป้ยช่างมีเมตตาและบุญคุณใหญ่หลวงนัก ชีวิตนี้ข้าผู้เยาว์จะไม่มีวันลืม!” เฉียนเป้ยเป็นคนดีจริงๆ ด้วย
“ข้าขอถามนามของเฉียนเป้ยได้หรือไม่” ต่อไปเขาจะได้หาทางตอบแทนถูก
อาหยูคิดชื่อหนึ่งขึ้นมาเดี๋ยวนั้นว่า “หนีเจี่ย”
“หนีเฉียนเป้ย” เหออวี้รีบยกมือคารวะด้วยความนับถืออย่างยิ่ง
อาหยูพยักหน้าแล้วตอบว่า “ลาก่อน”
เหออวี้ขยับริมฝีปากคล้ายอยากพูดอะไรบางอย่าง ในท้ายที่สุดจึงเอ่ยเพียงว่า “ขอให้เฉียนเป้ยเดินทางปลอดภัย”
อาหยูเพียงพยักหน้าน้อยๆ รับคำ เพียงพริบตาเดียวร่างของนางก็ลอยไปไกลถึงเจ็ดจั้ง อีกพริบตาถัดมาร่างของนางก็หายไปในราตรี
เหออวี้ถอนหายใจด้วยความสลดและเอ่ยว่า “หนีเจี่ยรึ? ไม่เคยได้ยินมาก่อน ตระกูลหนี หนี” เหออวี้ส่ายหน้าก่อนจะหมุนตัวจากไป พอเดินไปได้สักพักร่างของเขาก็ซวนเซจนเกือบจะล้ม
หนี? เจ้า? เจี่ย? พี่สาว?
หนีเจี่ย? พี่สาวของเจ้า? !
เฉียนเป้ยเป็นสตรีอย่างนั้นรึ???
เขายืนนิ่งอย่างนั้นอยู่นานกว่าจะได้สติกลับมา คล้ายกำลังจมอยู่ในห้วงความคิด
ตลอดหลายปีที่ผ่านมาอาหยูทำการฝึกฝนวรยุทธเพื่อปราบอันธพาล
นางคอยจ้องจะจัดการคนของนิกายซิวหลัว นางมีความแค้นกับนิกายซิวหลัว แต่หากจะพูดให้ถูกกว่านั้นก็คืออันจือหยูมีความแค้นกับเจี้ยวจู่หรือเจ้าแห่งนิกายซิวหลัว
ชาติที่แล้วอันจือหยูได้รับความช่วยเหลือจากเฉินจิ่นซูซึ่งพานางหลบหนีก่อนจะถึงวันแต่งงานกับสุ่ยเยว่โหลว ระหว่างทางก็ถูกฮวาปู้เหยียนลักพาตัวไป ภายหลังเนื่องจากเคราะห์ซ้ำกรรมซัดทำให้ถูกเจ้าแห่งนิกายซิวหลัวอย่าง ‘เหวินเหรินไหล’ มาชิงตัวนางไปไว้บนเขาหลัวเฟิง
ในตอนนี้วรยุทธของอาหยูยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะต่อกรกับเหวินเหรินไหลซึ่งๆ หน้า ดังนั้นนางจึงพัฒนาฝีมือวรยุทธของตนไปพร้อมๆ กับการพยายามกำจัดสมาชิกนิกายที่เป็นดั่งขนนกพยุงปีกของเหวินเหรินไหลไปเรื่อยๆ
วันนี้อาหยูได้ทำลายสาขาของนิกายซิวหลัวอีกหนึ่งแห่ง พื้นที่หลังการต่อสู้กันมีข้าวของกระจายเกลื่อนกลาดซากศพระเกะระกะ มีกลิ่นโลหิตอบอวลไปทั่ว อาหยูจ้องมองผู้ที่มาร่วมศึกกลางคันด้วยสายตาราบเรียบ
เหออวี้ลูบท้ายทอยตนเองด้วยท่าทางเคอะเขิน เขาตามเบาะแสของตู๋กูมายังสถานที่แห่งนี้ แต่ช่างบังเอิญเหลือเกินที่ตู๋กูกลับไปยังสำนักของนิกายซิวหลัวแล้ว เขาไม่ได้พบตู๋กู แต่กลับได้พบเฉียนเป้ยอีกครั้ง
เหออวี้สบตากับอาหยูและแน่ใจว่าคนคนนี้คือเฉียนเป้ย แม้ว่าครั้งนี้เขาจะปลอมตัวเป็นเด็กหนุ่มอายุประมาณยี่สิบต้นๆ แต่ดวงตาและอาวุธก็ยังปรากฏให้เห็นอย่างคุ้นเคย
ก่อนหน้านี้ยังคงอยู่ท่ามกลางความชุลมุนวุ่นวาย เหออวี้ไม่มีเวลาได้เอ่ยอธิบาย ตอนนี้เมื่อการสู้รบจบลงเหออวี้จึงรีบเข้าไปบอกว่าเหตุใดเขาจึงมาเจอนางอีกครั้ง จากนั้นก็ยังขอบคุณนางด้วยความจริงใจ เมื่อครึ่งปีก่อนเขาได้ทำตามวิธีที่อีกฝ่ายแนะนำ จึงสามารถทำให้กำลังภายในที่เกรี้ยวกราดทั้งสองสายคงที่ขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเดือนที่แล้วเขาควบคุมพลังได้อย่างสมบูรณ์ ฉะนั้นพลังในตัวเขาจึงเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว แต่ก่อนหน้านี้กำลังภายในเหล่านี้อยู่ในตัวเขาก็จริงแต่เขาไม่สามารถนำมาใช้ได้ทั้งหมด บัดนี้เขาสามารถใช้พลังเหล่านั้นได้ตามอำเภอใจ ความรู้สึกจึงต่างจากเมื่อก่อนมาก นั่นทำให้เขายิ่งนึกขอบคุณเฉียนเป้ยมากขึ้นไปอีก
“ขอบคุณคำแนะนำของเฉียนเป้ยที่ช่วยแก้ปัญหาเร่งด่วนให้ข้าได้สำเร็จ”
อาหยูตอบว่า “เป็นเพราะเจ้าฝึกฝนได้เองต่างหาก”
เหออวี้ตอบกลับว่า “หากไม่ได้รับคำชี้แนะจากเฉียนเป้ย ข้าคงไม่อาจหลุดพ้นจากปัญหาได้เร็วเพียงนี้”
อาหยูเพียงแต่พยักหน้าและไม่ได้เอ่ยประโยคตามมารยาทกับเขาอีก ก่อนจะก้าวเท้าเตรียมจากไป
เหออวี้เองก็รีบก้าวเท้าตาม อาหยูหยุดชะงักแล้วหันกลับมามองร่างของเขา
เหออวี้ยกมือคารวะและเอ่ยอย่างเคร่งขรึมว่า “เฉียนเป้ย ผู้เยาว์มีเรื่องหนึ่งต้องไปทำ ไม่รู้ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร หากเราได้พบกันอีก ผู้เยาว์จะขอตอบแทนบุญคุณท่านให้ถึงที่สุด”
เขาพยายามตามหาตู๋กูแต่ก็พลาดไปถึงสองครั้ง หากจะเป็นอย่างนี้ต่อไปก็ใช่ที่ เขาจึงตัดสินใจมุ่งหน้าไปยังภูเขาหลัวเฟิง และเขาไม่ต้องเป็นกังวลว่าจะหมดสติหลังจากที่ใช้พลังอย่างไม่อาจควบคุมได้อีก ตอนนี้เขาจะเดินทางไปล้างแค้นตู๋กูแห่งนิกายซิวหลัว ที่นิกายนั้นมีเหล่าจอมยุทธ์ที่มีฝีมือไร้เทียมทานอยู่รวมกัน เขาเองก็ไม่รู้ว่าการเดินทางไปในครั้งนี้จะเหลือชีวิตรอดกลับมาหรือไม่
อาหยูพินิจมองเขาขึ้นๆ ลงๆ และถามว่า “เจ้าจะไปที่เขาหลัวเฟิงรึ”
เหออวี้นิ่งอึ้งไปเล็กน้อย ดูเหมือนเขาจะไม่เคยเล่าว่าเขามีความแค้นกับนิกายซิวหลัว “เหตุใดเฉียนเป้ยจึงรู้เล่า?”
อาหยูตอบเพียงว่า “ข้าเดาเอา”
เหออวี้ไม่ได้นึกสงสัย เขายิ้มเจื่อนๆ แล้วตอบว่า “ตู๋กูแห่งนิกายซิวหลัวมีความแค้นใหญ่หลวงกับข้าทำให้ไม่อาจอยู่ร่วมแผ่นดินเดียวกันได้”
“จากวรยุทธของเจ้าในตอนนี้คงจะสามารถสังหารตู๋กูได้ แค่การจัดการกับคนใดคนหนึ่งในนิกายซิวหลัวนั้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่หากคนในนิกายซิวหลัวทั้งรังเห็นเจ้าเข้าล่ะก็ เจ้าคนเดียวย่อมไม่อาจต่อกรกับพวกเขาได้แน่ สองหมัดหรือจะสู้ศัตรูที่มาจากทุกทิศ ถึงคราวนั้นย่อมยากที่จะถอนตัว” อาหยูเอ่ยความจริงให้เขาตระหนัก
เหออวี้ตอบว่า “ขอเพียงสังหารตู๋กูได้ แม้ตายข้าก็ไม่เสียดายชีวิต”
“หากใช้ชีวิตแลกชีวิตแล้วจะมีประโยชน์อันใด?”
เหออวี้นิ่งไปเล็กน้อยแล้วตอบด้วยความผิดหวังว่า “หรือจะให้ข้าคอยดูศัตรูลอยหน้าลอยตาอยู่อย่างนั้นรึ”
“ใครบอกเจ้าว่าจะไม่มีหนทางที่สามเล่า”
เหออวี้มองนางด้วยความสงสัย
อาหยูจ้องหน้าเขาและยกมุมปากยิ้ม เหออวี้คิดในใจว่าภายใต้โฉมหน้าที่แท้จริงของคนผู้นี้ ช่างมีรอยยิ้มที่ประหลาดเหลือเกินและทำให้เขารู้สึกถึงลางสังหรณ์ที่ไม่ดีนัก
“เฉียนเป้ย?”
“เท่าที่ข้ารู้มา เหล่าจอมยุทธ์ฝ่ายธรรมะของยุทธภพกำลังวางแผนเพื่อไปรุมล้อมถล่มรังใหญ่ของนิกายซิวหลัว”
หมู่บ้านว่านเจี้ยนยังไม่ถึงกับตกต่ำจนเกินไป เฉินหยวนฮว่าซึ่งปรารถนาจะเป็นใหญ่ได้ในสิ่งที่เขาต้องการในที่สุด และกลายเป็นประมุขของยุทธภพ ผู้นำยุทธภพผู้ได้รับการแต่งตั้งคนใหม่ตั้งใจจะใช้แผนการบุกทำลายรังใหญ่ของนิกายซิวหลัวเป็นภารกิจอันดับแรกเพื่อแลกศรัทธาจากชาวยุทธ์ ซึ่งตรงกับความปรารถนาของอาหยู หากเหวินเหรินไหลตายไปคนเดียวแม้นิกายซิวหลัวจะสั่นสะเทือนอย่างหนัก แต่ก็ไม่ถึงขั้นดับสูญ การถอนรากถอนโคนให้สิ้นซากย่อมเป็นวิธีที่ดีที่สุด หากพวกเขายังดำรงอยู่ก็หมายความว่าชาวบ้านที่บริสุทธิ์จะต้องตกอยู่ในอันตราย
เหออวี้ดีใจยิ่งนัก “จริงหรือ?”
อาหยูพยักหน้าแล้วตอบว่า “มีความเป็นไปได้มาก ฉะนั้นเราสามารถติดตามพวกเขาเพื่อไปโจมตีที่ภูเขาหลัวเฟิง
อาหยูคิดไปว่า ด้วยแรงเฉื่อยของโชคชะตาในชาติที่แล้วก็มีการรวบรวมกองกำลังสำคัญของเหล่าจอมยุทธ์ผู้เก่งกาจมาปิดล้อมสำนักใหญ่ของนิกายซิวหลัวเช่นกัน แต่เหตุผลครั้งนั้นช่างไร้สาระเหลือเกิน เพราะพวกเขามาตามทวงอันจือหยู ชาตินี้ไม่มีอันจือหยูแล้ว แต่กลับมีเฉินหยวนฮว่าที่อยากรวมยุทธภพให้เป็นหนึ่งและเรียกศรัทธาจากทุกคน
เหออวี้ดีใจยิ่ง จึงรีบเอ่ยถามว่า “พวกเขาจะออกเดินทางเมื่อไหร่หรือ?”
“เรื่องนี้ข้าไม่รู้แต่เราสามารถหาทางสืบจนได้”
เหออวี้อยากรู้แผนการโจมตีอย่างยิ่งและอยากจะไปพรุ่งนี้เลย ในใจก็นึกขอบคุณอาหยู เพราะหากไม่ใช่เพราะนางรั้งตัวเอาไว้ เขาก็คงบุกเข้าไปที่ภูเขาหลัวเฟิงแล้ว
อาหยูเอ่ยว่า “หากเจ้าอยากขอบคุณข้าจริงๆ เจ้าช่วยธุระข้าอย่างหนึ่ง”
“เฉียนเป้ยเชิญว่ามาเถิด”
อาหยูตอบว่า “ครั้งนี้ข้าอยากสังหารเหวินเหรินไหลด้วยมือของข้าเอง หากมีใครจะมาแย่งหน้าที่นี้จากข้า เจ้าช่วยรั้งพวกเขาไว้ด้วย”
ถึงตอนนั้นคงต้องมีใครสักคนริเริ่มที่จะจัดการกับเหวินเหรินไหล พวกจอมยุทธ์ผู้ดีมีมารยาทเหล่านั้นคงไม่ต้องการเป็นฝ่ายลงมือกับเหวินเหรินไหลก่อนอย่างแน่นอน แต่หากเหวินเหรินไหลเกิดพลาดพลั้งก็ไม่แน่ว่าอาจจะมีคนเตรียมกระทืบซ้ำ การได้สังหารเหวินเหรินไหลถือเป็นงานใหญ่ หากนางถูกคนอื่นช่วงชิงภารกิจนี้ไปคงเสียดายแย่
เหออวี้รับปากนาง