ต้นฤดูฝน อีกสองปีถัดมา
“หัวมันคงไม่ไปน่ะพ่อ” เสียงปรามของแม่ดังขึ้น และก็เหมือนทุกที มันทำให้พ่อหยุดเกรี้ยวกราดใส่เขา อย่างน้อยก็สามสิบวิ
ประกาศิตมองมือขวาของพี่ชายที่กำลังฉกปลาชิ้นสุดท้ายบนโต๊ะอาหาร ความจริงมันเป็นโควตาใน ‘ส่วนของเขา’ แต่ตอนนี้เขากำลังโดนพ่อด่าเรื่องเกรดการเรียนที่ย่ำแย่ แฝดพี่ที่เรียนดีกว่าก็เลยได้ใจ เขาร่ำร่ำจะสบถออกมาตอนที่ ‘ประกาศเกียรติ’ คว้าปลาของเขาเข้าปาก
เด็กหนุ่มยื่นเท้าไปใต้โต๊ะแล้วถีบออกไปด้านหน้าอย่างจัง
ผัวะ!
โต๊ะญี่ปุ่นทรงกลมสั่นเล็กน้อย
สี่คนพ่อแม่ลูกนั่งนิ่ง มีเพียงพ่อที่เกร็งมือเกร็งไม้จนหนวดกระดิก “อ้ายฝ้าย ถ้ามึงเรียนได้เกรดไม่ถึงสองแบบนี้ก็ไม่ต้องเรียนต่อแล้ว ออกมาช่วยกูทำค่ายมวย กูจะส่งอ้ายฝิ่นมันเรียนคนเดียวพอ”
ผะ!
โต๊ะสั่นอีกระลอก
น่าจะมีการถีบคืนแต่ไม่โดนเขาสักนิด แฝดพี่ตวัดสายตาเยาะเย้ยส่งมาให้อย่างท้าทาย
โถ โถ โถ... ถีบไม่โดนแล้วยังกล้าเยาะเย้ยอีก
เสียงแม่ดังขึ้นอีกหน “แบบนี้จะดีหรือพ่อ ให้อ้ายฝิ่นย้ายไปเรียนมหาลัยที่กรุงเทพฯ คนเดียว ชาวบ้านรู้เข้าเป็นได้นินทากันตาย ดันน้องมันไปด้วยเถอะนะ ให้มันช่วยกันเรียนหนังสือ พี่อย่าเก็บอ้ายฝ้ายให้โง่เป็นควายดักดานอยู่ที่บ้านเกิดเลย ฉันสงสารลูก”
ผัวะ!
เขาถีบกลับไปอีกหน คราวนี้โดนมันจังๆ เสียงตีนปะทะเนื้อดังลั่นแม้แต่แม่ที่นั่งบ่นไม่หยุดยังเงียบเสียง
ผะ!
มันถีบกลับมาอีกแล้ว แต่ไม่โดนเขา ฮ่าๆๆ
เอ๊ะ... แล้วโดนใคร?
ในที่สุดพ่อเขาก็วางช้อน แล้วสรุปว่า “เอาอย่างนี้ เราอย่าเพิ่งพูดกันถึงเรื่องอนาคตเลย มาว่ากันเกี่ยวกับปัจจุบันดีกว่า” ว่าแล้วพ่อเขาก็จับขอบโต๊ะด้วยสองมือ จากนั้นก็เหวี่ยงโต๊ะญี่ปุ่นทรงกลมที่พวกเรากำลังนั่งล้อมวงกินข้าวโยนออกไปด้านข้าง ก่อนจะแผดเสียงลั่น
“พวกมึงจะถีบกูอีกนานไหม?!”
สองพี่น้องแตกฮือ
ประกาศเกียรติวิ่งหนีลงทางบันไดบ้าน แต่พ่อของพวกเขาไวกว่า ไม่นานกระติบข้าวเหนียวใบหนึ่งก็ลอยหวือข้ามหัวแม่แล้วตรงดิ่งเข้ากระแทกหลังคอลูกชาย เด็กหนุ่มที่ไม่ทันได้ระวังกระเด็นร่วงจากบันไดไม้ขั้นที่สองลงไปนอนแอ้งแม้งอยู่บนพื้นปูนทางด้านล่าง
ประกาศิตเห็นอย่างนั้นจึงเลือกหนีออกทางช่องหน้าต่าง เขาอาศัยความชำนาญส่วนตัวพาดมือพาดเท้าไปตามร่องไม้แล้วกระโดดลงพื้นด้วยปลายเท้าแผ่วเบา เสียงด่าของบิดายังดังขรมมาจากตัวเรือนทางด้านบน มีเสียงด้ามไม้กวาดแหวกอากาศ มีเสียงแม่ร้องห้ามตาม
สเต็ป
ขอโทษที รอบนี้อยู่ให้ตีไม่ได้
เขาอุตส่าห์แต่งตัวหล่อ ประเดี๋ยวบ่ายสองโมงอีน้อยจะมา...
ร้านอาหารเจ้านี้ดังที่สุดในหนองคาย จึงนับเป็นแหล่งรวมนักเรียนนักศึกษา
ทุกโต๊ะในร้านแน่นขนัดไปด้วยลูกค้า แต่ไม่มีใครสะดุดตาไปกว่าร่างสูงสง่าซึ่งนั่งอยู่ที่โต๊ะหมายเลขเจ็ดติดบานกระจกใส
ลูกค้าผู้โดดเด่นคนนี้มาเพียงลำพัง หล่อนมีเรือนผมสีดำสนิทเกล้าเป็นมวยสูงกลางกระหม่อม ไรผมอ่อนนุ่มราวกับเด็กล้อมกรอบใบหน้าที่มีโครงสร้างเป็นเหลี่ยมเป็นมุม ทุกเครื่องหน้าของหล่อนดูแข็งกระด้างและเย่อหยิ่งจองหอง โชคดีที่ริมฝีปากกว้างเต็มเซ็กซี่ของหล่อนช่วยดึงภาพลักษณ์ไม่ให้เจ้าตัวดูดุจนเกินไป
หล่อนสะกดตรึงแทบทุกสายตาในร้าน พวกหนุ่มๆ พากันมองอย่างตะลึงลาน ส่วนสาวๆ ก็ขยันแลมาบ่อยๆ ด้วยสายตาสนอกสนใจ แม้แต่บริกรที่ยืนรับออเดอร์ยังไม่กล้าเอ่ยปากเร่งสักคำ ได้แต่ยืนจ้องคุณลูกค้าหน้าเข้มท่าทางแปลกประหลาดคนนี้สองตาไม่กะพริบ
ในที่สุดหล่อนก็ปิดแฟ้มเมนูอาหารแล้วผ่อนลมหายใจ “เอากะเพราหมู ไม่หวาน ไม่เผ็ด ไม่เค็ม ไม่ใส่พริกไทยแล้วก็ไม่ต้องใส่ใบกะเพรา”
คนรับออเดอร์กะพริบตาปริบๆ สองที ยังคงยืนค้างตะลึงงัน
“ใส่กล่องมาด้วย” หล่อนสำทับ
“เอ่อ ไม่ทานที่นี่เหรอคะ?” บริกรถามอย่างประหลาดใจ ก็เด็กสาวคนนี้นั่งจองโต๊ะมาเป็นชั่วโมง ซ้ำยังแกะน้ำดื่มเรียบร้อยแล้ว
“ทาน... แต่ฉันไม่ใช้จานช้อนส้อมร่วมกับสามัญชน ฉันพกของฉันมาเอง” กล่าวจบก็โบกมือไล่
คนพวกนี้น่ารำคาญจริง ถามซอกแซกแม้แต่เรื่องจานชาม ไม่รู้หรือว่าช่วงเวลารับประทานอาหารเป็นช่วงที่ต้องเงียบสงบที่สุด คนเราจะเติมพลังให้กับชีวิตในสภาวะที่อึกทึกครึกโครมได้อย่างไร ยิ่งคิดก็ยิ่งเพลียจนแทบหมดแรง
วันนี้ฝนตก กว่าเธอจะติดสินบนเด็กแจวเรือตรงท่าน้ำให้พายข้ามโขงมาได้ก็กินเวลาเกือบชั่วโมงทีเดียว นี่เป็นหนแรกที่เธอเดินทางมาฝั่งไทย แถมมาตามลำพังอีกต่างหาก มาแบบแอบลักลอบเข้าเมืองเสียด้วยนะ รู้ถึงไหนอายถึงนั่น
ธรรมดาทุกต้นเดือน นายหมีใหญ่จะแจวเรือมาหาเธอที่ฝั่งลาว ทั้งคู่นัดกันบริเวณริมน้ำหลังวัดกวนกอง พอเขาไปถึงลาวเธอก็จะพาเขาเที่ยวสนุกสักสามสี่วันแล้วค่อยส่งกลับ แต่หนนี้เขาติดธุระกะทันหันและเพิ่งจะส่งข้อความผ่านเพจเจอร์ชวนให้เธอข้ามมาเที่ยวฝั่งไทยแทน
เหนือเกล้าที่ไม่เคยนั่งเรือข้ามฝั่งมาก่อนรู้สึกหงุดหงิดแทบตาย แต่เพราะอยากเห็นบ้านเขาสักครั้งเธอจึงดิ้นรนมา รู้จักกันมาแล้วสองปี เธอพาประกาศิตเข้าไปเที่ยวในรั้ววังตั้งหลายหนแต่ตัวเองยังไม่มีเวลาไปเยี่ยมชมบ้านเขาเลยสักรอบ ได้แต่นั่งฟังเขาเล่าถึงพ่อแม่พี่ชายและค่ายมวยของตัวเองอย่างภาคภูมิใจ
ระหว่างที่นั่งคิด จู่ๆ ก็มีใบหน้าผอมเรียวใบหน้าหนึ่งยื่นมาตรงหน้าพร้อมกับอวดรอยยิ้มที่ฉีกกว้างเกือบถึงหู “น้องสาว... มากินข้าวคนเดียวเหรอจ๊ะ?”
เหนือเกล้าหรี่ตา ไม่ชินกับการทักทายของคนแปลกหน้าไม่ว่าจะมาดีหรือร้าย “เปล่า”
“อ้าว... งั้นมากับใครทำไมพี่ไม่เห็น”
เจ้าหญิงรัชทายาทยืดตัวตรง ล้วงมือเข้าไปในย่ามแล้วหยิบ .38 สีดำกระบอกหนึ่งขึ้นมาวางนิ่งๆ บนโต๊ะก่อนจะตวัดสายตามองคนทักอีกหน
“อ่ะ... เอ่อ... ขอโทษครับ ไม่ได้มาคนเดียวจริงๆ ด้วย ไม่รบกวนล่ะครับ”
เหนือเกล้าเก็บ ‘ไอ้ดำเพื่อนรัก’ กลับเข้าที่เดิมแล้วเคาะปลายเล็บกับหน้าโต๊ะเป็นจังหวะอย่างหงุดหงิด ในตอนนั้นเองร่างสูงร่างหนึ่งก็ถลาเข้ามาเกาะบานกระจกฝั่งด้านนอกของร้าน เขายกมือเคาะกระจกเรียกเธอ เด็กสาวหันไปมองตามเสียง แต่เนื่องจากฝนตกปรอยๆ ทั้งวันอากาศจึงขมุกขมัว กระจกทั้งบานขึ้นไอเป็นฝ้าขุ่น เธอเลยมองหน้าคนด้านนอกไม่ชัดนัก
สักพักเขาคนนั้นก็จรดปลายนิ้วกับแผ่นกระจกบานใหญ่ เขียนตัวอักษรบนฝ้าไอน้ำ
[wan nee narak jang loei]
องค์รัชทายาทตะลึงค้าง เพ่งมองตัวอักษรที่อีกฝ่ายสื่อสาร
[ru mai kid tueng mak jing jing]
อะฮึ้ม... เธอรู้แล้วว่าใครยืนอยู่ด้านนอก เหนือเกล้าเคาะกระจกสองทีแล้วกระดิกปลายนิ้วเรียกให้อีกฝ่ายเดินเข้ามาในร้าน
เขายิ้มร่า แล้วก้าวเข้ามาอย่างว่าง่าย
วันนี้ประกาศิตแต่งกายด้วยชุดลำลองสีเข้ม ผมที่เริ่มยาวประบ่าของเขาดูยุ่งเหยิงเพราะลมฝน เธอมองเข้าไปในดวงตาของเขา เหนี่ยวรั้งตัวเองอย่างแน่นหนาไม่ให้ส่งยิ้มหวานตอบกลับ
นายหมีใหญ่มาสายสี่สิบหกนาที ต้องมีการว่ากล่าวตักเตือนกันหน่อยแล้ว!
“เฮ้...” เขาทักทายด้วยน้ำเสียงสดใส เกี่ยวปลายเท้ากับขาเก้าอี้แล้วลากมันออกมานั่ง “รอนานไหม?”
“เมื่อครู่ทำอะไร?”
ประกาศิตเบือนหน้าไปมองฝ้ากระจกที่ยังคงมีตัวอักษรยาวเป็นพืด “ก็เธอบอกว่าอ่านภาษาไทยไม่เก่ง ฉันเลยส่งข้อความหาเธอเป็นภาษาอังกฤษไง”
“นั่นไม่ใช่ภาษาอังกฤษ!”
“มีเอ อี ไอ โอ ยู จะไม่ใช่ได้ไง”
คำตอบนี้กระแทกเธอจนหงายหลัง เธอมองเขาเรียกบริกรเข้ามาสั่งอาหารเพิ่มด้วยท่าทีสบายๆ มองโหนกแก้มสูง คิ้วเข้ม จมูกตั้งตรงและดวงตาสีนิลที่ล้อมกรอบด้วยแพขนตาดกหนาเย้ายวน
แต่ละเดือนที่ผันผ่านทำให้รูปลักษณ์ของประกาศิตเปลี่ยนแปลงขึ้นมาก หลังจากผ่านร้อน–หนาว–ฝนร่วมกันมาสองรอบ เด็กหนุ่มอายุสิบหกที่เธอเคยรู้จักก็ค่อยๆ สลัดเปลือกอ่อนนุ่มแล้วลอกคราบออกมาเป็นชายหนุ่มอายุสิบแปดที่เธอไม่คุ้นตา
คมเข้ม–ดึงดูด–เย้ายวนอย่างไม่น่าให้อภัย
ทั้งๆ ที่ตกลงเป็นแฟนกันมาเจ็ดเดือน แต่เธอก็ยังไม่ชินสักที
“ทำไมวันนี้มาช้านักล่ะ”
“พ่อเรียกไปด่าน่ะสิ!” เขาปิดเมนูเสียงดังพั่บ “เทอมนี้อ้ายฝิ่นมันได้เกรด 3.8 ส่วนฉันทำได้ไม่ดีนัก คะแนนไม่พอยื่นสอบเข้ามหาลัยที่กรุงเทพฯ พ่อก็เลยเม้งแหลกลาญ”
เขามักพูดถึงพี่ชายฝาแฝดด้วยน้ำเสียงติดรำคาญเสมอ
เหนือเกล้าไม่เคยเห็นตัวจริงของประกาศเกียรติ แต่ดูจากรูปถ่ายก็พอรู้ว่าสองพี่น้องมีใบหน้าลอกกันมาไม่ผิดเพี้ยน ต่างกันแค่แฟนเธอคล้ำกว่าพี่ชายเล็กน้อยและมีเขี้ยวซ้าย ในขณะที่อีกฝ่ายมีเขี้ยวขวา
“ไปบ้านนายหนนี้ ฉันต้องเตรียมของฝากไปให้พ่อแม่นายไหม?”
“ไม่ต้องหรอก” เขารีบบอกปัด “เราจะเล่นอยู่แถวฟาร์มไก่ ไม่ได้ขึ้นเรือน พ่อฉันยัง... เอ่อ”
“ไม่รู้ว่ามีแฟน?” เธอต่อให้
ใบหน้าเขาค่อยๆ ซับสีเลือดจนแดงจัด “คือ... ฉันหัวไม่ดีน่ะ กลัวว่าถ้าที่บ้านรู้เรื่องเธอเข้า พวกเขาจะโทษว่าเพราะมีแฟนถึงไม่ตั้งใจเรียน ทั้งๆ ที่ไม่เกี่ยวกับเธอซะหน่อย”
เหนือเกล้าพยักหน้ารับเรียบๆ “ฉันติวให้ไหม?”
“โอ๊ย ที่ฉันเรียนมันยากนะ ยิ่งเทอมหน้าเข้ามหาลัยยิ่งยากเข้าไปใหญ่ เด็กสิบห้าอย่างเธออ่านไม่เข้าใจหรอก”
เด็กสาวอมยิ้ม “รู้ได้ไง...”
อาหารของเธอมาเสิร์ฟพอดีทั้งคู่เลยเปลี่ยนเรื่องคุย เขาชะโงกหน้าเข้ามามองจานของเธอแล้วตีสีหน้าขยะแขยง “แหวะ! กินเข้าไปได้ไง ข้าวจืดๆ กับเศษหมูสับ”
“เงียบไปเลย ไม่งั้นไม่ได้รองเท้านะบอกก่อน”
ประกาศิตเลิกคิ้ว “ซื้อรองเท้ามาทำไม ก็บอกแล้วว่าช่วงนี้ฉันโตเร็ว ไม่ต้องซื้อ เสียดายตังค์”
“ฉันไม่ได้ไปฝรั่งเศสทุกเดือนเสียหน่อย นานทีปีหน คว้าอะไรได้ก็คว้ามาฝากไปงั้นแหละ”
“รอบนี้ไปเรื่องอะไร?”
“โรงเรียน” พลั้งปากไปแล้วเหนือเกล้าก็แอบด่าตัวเองในใจ
คำตอบของเธอทำให้ประกาศิตตาโต หลุดปากออกมาเสียงเข้ม “ไหนบอกว่าจะไม่ไปเรียนต่อต่างประเทศไงล่ะ!”
ทีแรกกะไม่ตอบ แต่เมื่อเห็นเขาฮึ่มฮ่ำไม่เลิกเธอจึงอธิบายอย่างเสียมิได้ “ช่วงนี้ทางบ้านมีปัญหาภายในนิดหน่อย พ่อฉันเลยมองหาบ้านหลังที่สองเอาไว้เผื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน”
“แต่เธอจะไม่ไปเรียนใช่ไหม?! ไม่ไปใช่หรือเปล่า!”
เหนือเกล้าทำเป็นไม่ใส่ใจน้ำเสียงคาดคั้นของอีกฝ่าย ประกาศิตไม่สนใจในสิ่งที่เธอพยายามจะสื่อ ไม่ปลอบโยนเธอเรื่องปัญหาของทางบ้าน สนแต่จะฟังคำตอบในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับตัวเขาเท่านั้น
ทั้งๆ ที่อายุห่างกันตั้งสามปีแต่นิสัยเขาเด็กมาก คนรักของเธอเป็นลูกชายคนเล็กจากครอบครัวสามัญชน เขาจึงมองโลกในสเกลที่เล็กแต่ปัญหาที่เธอกำลังเจอมันใหญ่กว่านั้น พอเขาถามย้ำมากๆ เธอจึงเงยหน้าสบตาและยื่นมือไปแตะหลังมืออีกฝ่ายอย่างปลอบประโลม สีหน้าบึ้งตึงของเขาถึงได้ผ่อนคลายลง
สองนาทีที่ทั้งคู่แลกเปลี่ยนสายตากัน ดวงตาสีนิลของเด็กหนุ่มดูอบอุ่นขึ้น เปลี่ยนจากความร้อนเร่าเป็นนิ่งเงียบอย่างมีสติ
“เด็กดี” ในที่สุดเธอก็เอ่ยออกมา “หากฉันจำเป็นต้องไป สัญญาว่าจะบอกนายเป็นคนแรก”
ประกาศิตจ้องตอบดวงตาคมเฉียบของเหนือเกล้า หลุบตามองมือของทั้งคู่ที่กำลังกุมกัน จากนั้นก็พยักหน้ารับ
เธอชอบปรามเขาด้วยคำว่า ‘เด็กดี’ ทุกครั้งที่เขาทำตัว ‘ไม่ดี’
แรกๆ เขาคิดว่าตนถูกอีกฝ่ายประชด แต่พอคลุกคลีกับเธอ ได้ช่วยเธอฝึกไอ้เท็ดดี้ เขาถึงเพิ่งรู้ว่าเหนือเกล้าเรียกสัตว์ทุกตัวที่อยู่รอบกายว่า ‘เด็กดี’ ไปเสียหมด ม้าตัวโปรดก็เด็กดี ปลาก็เด็กดี ไก่ก็เด็กดี พอมามีเขา... เขาเลยกลายเป็นเด็กดีตามไปด้วย
หวังอย่างเดียว... ขออย่าให้เธอมี ‘เด็กดี’ คนต่อไปก็แล้วกัน!
“แล้วไปดูโรงเรียน เป็นไงบ้าง” ประกาศิตทำเหมือนชวนคุยไปเรื่อยเปื่อยทั้งๆ ที่ในใจตะกุยตะกายด้วยความอยากรู้
อีน้อยจะไปเรียนต่อ... เป็นไปได้ไง? โลกของเขาเหมือนจะถล่มลงมา!
เป็นไปได้สิ... เธอเป็นลูกคนรวยแถมยังมีความรู้กว้างขวาง ด้วยฐานะ ฐานันดรและมันสมอง เธอสามารถไปเรียนต่อที่ไหนก็ได้ในโลกนี้
แล้วเขาล่ะ? เขามันหัวขี้เลื่อย เกรดไม่เอาไหน แถมที่บ้านก็ไม่ได้มีเงินถุงเงินถัง สุดท้ายเขาจะต้องถูกทิ้งอยู่ที่นี่คนเดียวน่ะเหรอ?
พวกเราสนิทกันเหลือเกิน เขาไม่อยากคิดถึงโลกที่ไม่มีเหนือเกล้า
“ถ้าเธอต้องไปเรียนต่อเมืองนอกจริงๆ ละก็ ฉันจะ... ขอให้พ่อส่งไปด้วย”
อีกฝ่ายสำลักข้าวจนไอโขลกๆ รีบหยิบน้ำขึ้นมาดื่ม
“ฉันพูดจริงๆ นะ!” เขาไม่มีภาระใดๆ กิจการค่ายมวยนั่นวันหนึ่งก็ต้องเป็นของพี่ชาย ตัวเขาเป็นอิสระต่อพันธะทั้งปวงของทางบ้าน อยากจะไปเรียนที่ไหนก็ต้องได้สิ “พ่อเคยบอกว่าถ้าฉันอายุครบยี่สิบจะปลูกบ้านให้ฉันหลังหนึ่ง ถ้าฉันไม่เอาบ้านน่าจะขอรับเป็นเงินก้อนแทนได้ ถึงตอนนั้นเธอก็อย่าลืมบอกฉันนะว่าจะไปเรียนต่อที่ไหน”
เหนือเกล้าเงยหน้า สุดท้ายก็ยิ้มให้เขาบางๆ ไม่ได้ตอบอะไรทั้งนั้นนอกจากยิ้ม
ประกาศิตหงุดหงิดกับรอยยิ้มที่ไร้เสียงตอบของเธอ คนรักของเขามีความเป็นตัวของตัวเองสูง เหนือเกล้ามักจะควบคุมทุกคนรอบด้านด้วยพลังแห่งความมุ่งมั่นอย่างไม่ผ่อนปรน ถ้าเธอไม่อยากพูดต่อให้คาดคั้นมากมายขนาดไหนก็จะไม่มีคำพูดหลุดออกมาจากปาก แต่ถ้าเมื่อใดที่เธอพูด คำพูดนั้นจะเปรียบดังคำประกาศิต
ตอนนี้เธอไม่ตอบ ไม่รับปากอะไรทั้งสิ้น แต่เมื่อครู่เธอบอกแล้วว่าหากจำเป็นต้องไปไหนเธอจะบอกเขาเป็นคนแรก
นั่นถือเป็นคำมั่นสัญญาได้แล้วมั้ง
เด็กหนุ่มผ่อนลมหายใจ บังคับให้ตัวเองยิ้มตอบทั้งที่สี่ห้องหัวใจยังขุ่นมัว
“จริงสิ ไหนล่ะรองเท้าที่บอกว่าซื้อมาฝาก?”
ในที่สุดอีกฝ่ายก็มีสีหน้าผ่อนคลาย “นึกว่าจะไม่ถามซะแล้ว”