ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

ปฏิญญาประกาศิต (ลงอ่านฟรีปีใหม่ 1 part)

ผู้แต่ง mirininthemoon
ประเภท
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
ถ้ามึงคิดจะเป็นใหญ่มึงต้องไม่สะเทือนใจกับคำพูดของใครทั้งนั้น ในหัวจะไม่มีคำว่าท้อถอย หัวใจจะไม่มีคำว่าเจ็บปวด ต่อให้หลั่งเลือดมึงก็ไม่กลัวตาย มึงจะสนแต่ตัวมึงเองและเป้าหมายที่วางไว้... คนเช่นกูไม่รู้จักคำว่าท้อแท้หรืออุปสรรค เพราะกูรู้ว่าหากคิดจะเด็ดดอกฟ้า คำว่า ‘ธรรมดา’ มันไม่เจออยู่แล้ว! กูรู้ดี... กูเข้าใจในเส้นทางที่กูเลือกเดิน! -- ประกาศิต ศิษย์ทรงชัย--

บทนำ

ถ้ามึงคิดจะเป็นใหญ่มึงต้องไม่สะเทือนใจกับคำพูดของใครทั้งนั้น  

ในหัวจะไม่มีคำว่าท้อถอย หัวใจจะไม่มีคำว่าเจ็บปวด  

ต่อให้หลั่งเลือดมึงก็ไม่กลัวตาย  

มึงจะสนแต่ตัวมึงเองและเป้าหมายที่วางไว้...  

คนเช่นกูไม่รู้จักคำว่าท้อแท้หรืออุปสรรค  

เพราะกูรู้ว่าหากคิดจะเด็ดดอกฟ้า คำว่า ‘ธรรมดา’ มันไม่เจออยู่แล้ว!  

กูรู้ดี...   กูเข้าใจในเส้นทางที่กูเลือกเดิน!

-- ประกาศิต ศิษย์ทรงชัย--

 

----------------

ตอบคำถามนะคะ: 

ไรเตอร์ไม่มีเพจของตัวเอง เพราะไม่มีเวลาดูแล

แต่ถ้ามีความคืบหน้าอะไรจะแจ้งไปที่ facebook: ผลาญ

เพื่อนๆสามารถติดตามข่าวสาร เล่นเกมแจกหนังสือในนั้นได้

ส่วนที่แจ้งมาว่าขอให้ลงงานในพื้นที่อื่นด้วย

รับทราบค่ะ

จะลงเพิ่มใน readawrite ให้ (แต่หลายที่ไม่ไหว ไม่มีเวลาดูแลตอบคำถาม เพราะทำเองคนเดียวหมดเลย)

สวัสดีปีใหม่ 2021 จ้าาา

สารบัญ

1. รัชทายาท

          ลานนั้นกว้างมาก

          ตั้งอยู่ใต้แผ่นฟ้าเกลื่อนดาวตัวลานมีลักษณะทรงกลม ตรงกลางถมดินแดงอัดแน่น ตีเรียบให้เสมอกันแล้วโรยด้วยทรายหยาบอีกชั้น รอบลานคืออัฒจันทร์ทรงเตี้ยที่มีความสูงเพียง 2 เมตรเพราะเจตนาไม่ให้สูงเกินพระที่นั่งสีทองอร่ามที่ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ตรงทิศเหนือของลาน

          เนื่องจากที่นั่งอยู่ชิดติดขอบสนามแข่งซ้ำยังนั่งอยู่ในจุดที่สูงกว่าใคร ‘เหนือเกล้า’ จำต้องเบิกตากว้างและบังคับแผ่นหลังเล็กๆ ให้เหยียดตรงอยู่เสมอ งานนี้มีนักข่าวต่างประเทศปะปนอยู่หลายคน บางครั้งพวกเขาก็ยกกล้องส่องมาแล้วกดชัตเตอร์ เธอจะเผลอไม่ได้เด็ดขาด

          หนึ่งทุ่มตรง...

          เด็กสาวแอบทอดสายตามองบรรดาน้องชายต่างแม่ ที่วิ่งเชียร์กันอย่างสนุกสนานรอบลานชนไก่ ทุกคนดูมีความสุขกับงานรื่นเริงที่หนึ่งปีจะมีสักหน คงมีแต่เธอที่หิวไส้จะขาดเพราะยังไม่ได้กินอาหารเย็น

          “อย่าห่อไหล่!”

          สุรเสียงดุดันของพระมารดาทำให้พระวรกายของเจ้าหญิงรัชทายาทกระตุกเกร็ง หน้าเชิด คางตั้ง หลังตรงอย่างที่เป็นมาแล้วสี่ชั่วโมงก่อนหน้า “อายุสิบสามแล้ว ไม่ใช่เด็กๆ หญิงเป็นถึงเจ้าหญิงรัชทายาท ควรรักษาพระเกียรติของทูลกระหม่อมพ่อ”

          “ทีน้องๆ พวกนั้นยังไม่เห็นจะมีใครสนเลย”

          “หญิง!” คราวนี้เสียงคนข้างตัวอุทานอย่างกริ้วจัด “คิดดีแล้วหรือถึงลดชั้นไปเปรียบตัวเองกับลูกเจ้าจอมระดับล่าง! เด็กพวกนั้นมันกึ่งสามัญชน เลือดไม่ได้เป็นสีน้ำเงินเข้มข้นเหมือนลูกของแม่เสียหน่อย กิริยามารยาทของพวกนั้นจะเป็นอย่างไรมีใครสนเล่า อย่าได้พูดจาแบบนี้ให้แม่ได้ยินอีกเชียวนะ” ตรัสจบสมเด็จพระราชินีก็ตบพระอุระสองทีราวกับตกใจอย่างหนัก

          ดวงตาดำสนิทของเหนือเกล้าแอบกลอกวนหนึ่งรอบ ก่อนจะลดระดับลงด้านล่าง มองบรรดา ‘เจ้าฟ้า’ ที่นั่งกันตัวเกร็งไม่ต่างจากเธอเพียงเพราะพวกเขาเหล่านั้นเกิดจาก ‘แม่’ ที่มีระดับขึ้นมาอีกหน่อย ในวังหลวงมีกฎระเบียบและลำดับชั้นมากมายเพื่อแยกแยะและคัดสรรชนชั้นของมนุษย์ แค่ลำดับชั้นภรรยาเจ้าก็แบ่งออกเป็นหลายระดับจนจำกันไม่หวาดไม่ไหวแล้ว

          มารดาของเธอดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระราชินี (Queen) มารดาของพระองค์ชายกฤษจะมีลำดับชั้นที่ต่ำลงไปอีกหนึ่งส่วน นั่นก็คือพระวรราชเทวี (Her Royal Highness) รองไปกว่านั้นก็ยังมีอีกมากมาย เช่นพระอรรคชายาเธอ (Her Highness), พระสนมเอก (Royal Noble Consort), เจ้าจอมมารดา (Noble Consort) หรือบาทบริจาริกาต่างๆ ที่เรียกกันว่านางใน หรือนางห้าม ซึ่งส่วนมากจะเป็นภรรยาที่เป็นสามัญชนของทูลกระหม่อมพ่อ ไม่ค่อยมีสิทธิ์มีเสียงสักเท่าไหร่

          แค่คิดว่าตัวเองมีญาติมากมายเหนือเกล้าก็เหนื่อยเหลือเกินแล้ว

          วันนี้ ‘ชายกฤษ’ ที่นั่งข้างพระวรราชเทวีท่าทางจะอดทนมากกว่าใครเพื่อน เขานั่งหลังตรง สองมือประสานวางบนตัก ไม่หลุกหลิกว่อกแว่ก เห็นได้ชัดว่าแม่เขาสอนมาดี

          และแม่เธอไม่ชอบใจสิ่งนี้!

          “ดูเอาเถิดหญิง ลูกเมียน้อยยังนั่งวางท่าราวกับเป็นรัชทายาทเสียเอง แม่มันเสี้ยมกันมาดี เสียดายก็แต่หญิงไม่ได้เกิดมาเป็นชาย ถ้าหญิงเป็นชายแล้วละก็ ไม่ว่าลูกคนไหนๆ ของทูลกระหม่อมพ่อก็ไม่บังอาจตีตัวเสมอหญิงได้เหมือนตอนนี้”

          “ค่ะ” เหนือเกล้าตอบกลับถ้อยรับสั่งของพระมารดาด้วยภาษาเยี่ยงสามัญชน เธอเกลียดการใช้ราชาศัพท์กับคนในครอบครัว ยิ่งกว่าเกลียดเมื่อต้องนั่งฟังแม่บ่นเรื่องไม่เป็นเรื่อง แม่ของเธอไม่ค่อยสนใจเรื่องลำดับอิสริยยศเท่าไหร่นัก แม่มักเรียกผู้หญิงทุกคนของทูลกระหม่อมพ่อว่า ‘พวกสนม’ คำเดียวจบ หรือไม่ก็ ‘เมียน้อย’ ไปเลย

          “หญิงขอโทษที่เลือกเกิดไม่ได้นะคะแม่”

          “เอ๊ะ!” กำลังจะบ่นแต่จู่ๆ เสียงฮือฮาที่ดังมาจากลานชนไก่ด้านล่างก็เรียกความสนพระทัยจากสมเด็จพระราชินีไปได้

          เหนือเกล้ารู้สึกโล่งหูอย่างประหลาด

          ความจริงแล้วกิจกรรมชนไก่มีให้เห็นอยู่เกลื่อนเมือง แต่งานวันนี้น่าสนุกกว่างานไหนๆ ที่เคยจัดมาเพราะมันเปิดกว้างให้เหล่าข้าราชการ องค์กร และสามัญชนสามารถนำไก่ของตนเองเข้ามาแสดงฝีมือต่อหน้าพระพักตร์เจ้ามหาชีวิต

          เหนือเกล้าปรายตามองสูงไปยังพระที่นั่งเบื้องบนที่อยู่เยื้องขึ้นไปทางด้านซ้ายมือของเธอ วันนี้ทูลกระหม่อมพ่อฉลองพระองค์ด้วยชุดพื้นเมืองสีขาวสะอาดตา ไม่ทรงโปรดสวมเครื่องประดับใดๆ หากไม่ใช่งานราชพิธี คงมีแต่นาฬิกาสีดำเรียบๆ ทาบอยู่ตรงข้อพระกร

          ทูลกระหม่อมพ่อทรงทอดพระเนตรตอบกลับและแย้มพระโอษฐ์อย่างอ่อนโยนเมื่อเห็นว่าเธอมองขึ้นไปหา พระพักตร์ของทูลกระหม่อมพ่อสะอาดเกลี้ยงเกลา ทรงหล่อเหลาคมคายสมกับเป็นเอกบุรุษที่เหล่าสตรีฝันหา เหนือเกล้ายิ้มตอบเมื่อพระบิดาพยักหน้าเรียก

          เด็กสาวยิ้มเผล่... เธอรอโดนเรียกมานานแล้ว

          การที่เธอปุบปับลุกขึ้นทำให้ ‘พระนม’ ที่กึ่งนั่งกึ่งสัปหงกข้างเท้าถึงกับสะดุ้งตื่น

          แม่ขี้บ่นของเธอหันมาทำตาเขียวใส่ แต่ไม่ทันได้เอื้อมมือไปหยิก องค์รัชทายาทที่ไวกว่าก็พรวดพราดก้าวฉับๆ ตรงขึ้นไปหาคนบนแท่นสูงด้านบนแล้ว

          พอมาถึงเหนือเกล้าก็โอบพระวรกายเจ้ามหาชีวิตแล้วซุกลงกับพระอุระอย่างออดอ้อน

          “ท่านพ่อ หญิงหิว” เมื่ออยู่ด้วยกันตามลำพัง เธอมักหลีกเลี่ยงคำราชาศัพท์ที่มักทำให้เธอรู้สึกเหมือนไม่ใช่ลูกพ่อ

          “เจ้าน้อย อดทนหน่อยสิลูก ตีอีกสี่รอบก็จบแมตช์สำคัญแล้ว... ดูนั่น” ‘เจ้ามหาชีวิตอัษฎางค์ภูวดล’ กระซิบข้างหูลูกสาวสุดที่รัก “ท่านนายพลกับลูกชายก็มาด้วย คราวที่แล้วเจอกันที่สโมสร นายพลคนนี้ถามถึงลูกสาวพ่อบ่อยเหลือเกิน ถามจนพ่อแอบคิดไม่ดี หมอนี่ชอบเล่นการเมืองแล้วดึงฝั่งเจ้าเข้าไปเป็นพวกเพื่อยืมแรงสนับสนุนจากความภักดีของประชาชน พ่อรู้ว่าโอเดียนเป็นสหายที่โรงเรียนของลูก แต่อย่างไรก็อยากให้ระวังไว้เพราะระยะนี้บ้านเมืองเรามีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง”

          เหนือเกล้ายิ้มเพลีย... ‘โอเดียน สุวันเพ็ง’ ไม่ใช่สหายของเธอแต่เป็นลูกสมุนเบอร์ท็อปต่างหาก

          แล้วตอนนี้เธอก็เบื่อจะเล่นกับลูกสมุนขี้งอนอย่างเขาแล้วด้วย

          เด็กสาวนั่งเอนศีรษะซบพระอังสะของทูลกระหม่อมพ่อ มีหลายสายตาเมียงมองมาแต่ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากตักเตือนเรื่องการวางตัวไม่เหมาะสมขององค์รัชทายาท ใครๆ ต่างก็รู้ว่าเจ้ามหาชีวิตอัษฎางค์ภูวดลทรงโปรดเจ้าน้อยเหนือเกล้ามากเพียงใด โปรดถึงขั้นสถาปนาให้ดำรงตำแหน่งรัชทายาทอันดับหนึ่งทั้งที่เป็นสตรี ดังนั้นเจ้าน้อยจึง
นับเป็นหนึ่งในบุคคลที่ไม่ว่าใครก็ไม่ควรแตะต้องหรือว่ากล่าวให้ทรงกริ้ว

          เหนือเกล้ามองไก่ชนของลูกชายท่านนายพล มันกำลังเรียกเสียงฮือฮาจากรอบลานกว้าง ไก่ของโอเดียนชื่อ ‘ไอ้เขี้ยวเงิน’ ตีชนะมาแล้วสามแมตช์รวดทำให้เงินเดิมพันแมตช์ที่สี่สูงลิบลิ่ว เรียกความสนใจของเหล่านักพนันให้กรูกันเข้ามาห้อมล้อมจนลานวงกลมแน่นขนัดไปด้วยผู้คน

          นักพากย์วันนี้มาจากทีมพากย์มหรสพหลวง ลีลาการแซะการแซวและเสียงเพลงที่เปิดประกอบการชนไก่ดูสนุกสนานอย่างเป็นมืออาชีพ

          “คู่ชนของเจ้าเขี้ยวเงินจะเป็นใครไปไม่ได้ ขอเสียงปรบมือต้อนรับเจ้าแดง ไก่ชนเงินล้าน เจ้าของฉายาแข้งพระกาฬครับ”

          เหนือเกล้าหูผึ่ง ลืมหิว ลืมเบื่อ เธอยันร่างขึ้นนั่งตรงแล้วชะโงกศีรษะลงไปมองไก่ชนสายพันธุ์พม่าที่ชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วทุกสารทิศ

          ไม่เห็นมีใครบอกเลยว่าวันนี้ชายกฤษจะเอาไอ้แดงมาชน!

          ‘ไอ้แดง’ เป็นไก่ชนของ ‘ก๊วนราชฯ’ เป็นของเล่นที่น้องชายต่างแม่ของเธอภาคภูมิใจเพราะนำความมีหน้ามีตามาสู่เขาหลายต่อหลายครั้ง

          วันนี้มันมาพร้อมกับเสียงเชียร์กระหึ่มก้อง

          หลังจากถูกประกาศชื่อ น้องชายเธอก็ลุกขึ้นยืน เขายื่นมือไปรับไก่ชนตัวใหญ่ที่ทหารคนหนึ่งยื่นถวาย

          ไอ้แดงสวยจัด มันเป็นไก่ชนที่มีลักษณะโดดเด่น หายาก เป็นไก่ที่ไม่ว่าใครก็อยากมีไว้ในครอบครอง

          เจ้าของไก่หันมามองตำแหน่งที่เหนือเกล้านั่งอยู่ ดูเผินๆ คล้ายจะโค้งคำนับทูลกระหม่อมพ่อแต่เหนือเกล้ารู้ดีกว่านั้น ชายกฤษกำลังมองเธอด้วยสายตาท้าทาย!

          เด็กสาวจ้องตอบ กรามบดเข้าหากัน

          ‘เท็ดดี้’ ของเธอเพิ่งตีเสมอไอ้แดงไปในงานสมโภชกลางปี ต่อให้คะแนนจะออกมาเสมอกันแต่ผู้ชมต่างรู้ดีว่าเท็ดดี้ยับเยินแค่ไหน มันต้องใช้เวลาหลายเดือนในการฟื้นตัว เรื่องนี้ทำให้ฝั่ง ‘ก๊วนราชฯ’ ของพระวรราชเทวีได้หน้านัก!

          ‘ก๊วนสมเด็จฯ’ ของสมเด็จพระราชินีเป็นไม้เบื่อไม้เมากับ ‘ก๊วนราชฯ’ ของพระวรราชเทวี การเผชิญหน้ากันทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเธอและน้องชายต่างฝ่ายต่างโตขึ้น ที่สุดของความกดดันมาพร้อมกับตำแหน่งรัชทายาทอันดับหนึ่งของเธอที่เพิ่งถูกแต่งตั้งเมื่อปีที่แล้ว ความรักความเมตตาที่เจ้ามหาชีวิตมีต่อเธอก่อให้เกิดคลื่นใต้น้ำรุนแรงกว่าทุกครั้งที่เคยมีมา

          ชายกฤษก้าวลงไปยังลานแข่งขันพร้อมทหารอีกสองคน

          เขาโน้มตัวลงวางไก่บนจุดพัก นิ่งรอเสียงระฆัง พอสัญญาณดังลั่นเขาก็ปล่อยมือ

          ไอ้แดงพุ่งเข้าต่อสู้อย่างดุเดือดทันที!

          “มาแล้วครับ พุ่งเข้าใส่กันเหมือนแค้นกันข้ามชาติเลยทีเดียว” นักพากย์เรียกความตื่นเต้นจนคนรอบลานเฮตามไปด้วย อะดรีนาลีนพลุ่งพล่านจนรอบสนามร้อนระอุ

          ลีลาการตีของไอ้แดงทั้งรวดเร็วและรุนแรง มันตรงเข้าจิกบ่า ตีหลัง และถอนขนไอ้เขี้ยวเงินอย่างมีชั้นเชิง เรียกเสียง ‘ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ’ และอาการวาดมือวาดไม้จากกลุ่มผู้ชมรอบลานกว้างได้ชะงัดนัก

          เหนือเกล้าตื่นเต้นจนตัวเกร็ง แอบภาวนาในใจยาวเป็นพืด ‘สวรรค์... หนูรู้ว่าเสียงของหนูอาจจะทำให้พวกท่านตกใจ แต่หนูอยากได้ความช่วยเหลือสักเล็กน้อย ไม่ต้องถึงกับให้ไอ้แดงมันแพ้หรอกแต่ถ้าได้ก็ไม่ขัดข้องนะคะ หนูสัญญาว่าจะทำตัวดีตลอดทั้งปีนี้และปีหน้า’

          “อ้าว อ้าว เปิดเกมรุกครับ เจ้าแดงจิกเปิดหลังคอเจ้าเขี้ยวเงินแล้วครับพี่น้อง!”

          โถ่... สวรรค์คะ!

          ในที่สุดก็ทนต่อไปไม่ไหว เหนือเกล้าลุกขึ้นแล้ววิ่งลงไปยังขอบสนามทางด้านล่าง

          “ทูลกระหม่อมแก้ว!”

          เสียงร้องตามอย่างโหยหวนของพระนมไม่ได้ทำให้เธอหยุดซอยเท้า เหนือเกล้าข้ามคนนั้น แทรกคนนี้ พาตัวเองลงไปจนได้

          ทันทีที่เธอลุกเหล่าทหารรักษาพระองค์ก็วิ่งไล่มาติดๆ แต่ละคนทำหน้าที่อย่างขะมักเขม้นด้วยการแหวกฝูงชนออกไปกระจุกหนึ่งเพื่อเหลือพื้นที่ ‘สะอาดสะอ้านและปลอดภัย’ ให้องค์รัชทายาททอดพระเนตรกีฬาชนไก่ได้อย่างใกล้ชิด

          เหนือเกล้าจ้องมองภาพตรงหน้าอย่างเครียดจัด ป้องปากตะโกนร้องเสียงดัง “ไอ้เขี้ยวเงินสู้เขา อย่ายอมแพ้ สู้ๆ!”

          แต่เสียงเชียร์ของเธอดังไม่ถึงหูไก่ ไอ้เขี้ยวเงินถูกไอ้แดงเจ้าสังเวียนตีผัวะผะ–ผัวะผะ ด้วยปีกทรงพลังจนหน้าคว่ำ และที่สำคัญไอ้แดงมันเป็น ‘ไก่แทงแม่น’ คือเน้นแทงแต่จุดสำคัญหรือภาษาไก่ชนเรียกว่าเน้นแทงแต่แผลครู เช่น แผลบริเวณตา หู ท้ายเสนียดและสีข้าง

          เหนือเกล้าใจหายวาบเมื่อเห็นไอ้เขี้ยวเงินยืนโงนเงนอยู่กลางลาน โอเดียนเพื่อนของเธอที่เป็นเจ้าของไก่ก็หน้าซีดไม่แพ้กัน เหนือเกล้าสนิทกับโอเดียนมานานจนล่วงรู้ความลับหนึ่งของเขา ความจริงแล้วไอ้เขี้ยวเงินเป็นไก่ชนลูกผสมสายพันธุ์แชมป์ไซง่อนกับเหล่าป่าก๋อย มันจึงถึกและทนทายาด

          ไก่ถึกไก่ทนแบบนี้โดยส่วนใหญ่แล้วจะถ่ายทอดมาจากสายพันธุ์ จากเหล่าจากกอ เป็นคุณสมบัติพิเศษทางพันธุกรรมเท่านั้น ถ้าสายพันธุ์ไหนบรรพบุรุษเคยอดเคยทน ลูกหลานก็จะเป็นแบบนั้นเหมือนกัน อาจจะไม่ทนทรหดทุกตัวแต่เก้าสิบเปอร์เซ็นต์ก็จะทนมากกว่าหนี

          เช่นเดียวกับไอ้เขี้ยวเงิน ต่อให้โดนคู่ต่อสู้ตีหนักก็จะยอมตายกลางสังเวียนโดยจะไม่บินหนีออกมานอกวงล้อมเด็ดขาด

          และหนนี้มันอาจถึงตาย!

          เด็กสาวหันไปทางมหาดเล็กคนสนิท “ไปบอกนักพากย์ว่าเราจะขอท้าไอ้แดงชนกับเท็ดดี้”

          ผู้รับคำสั่งใบหน้าถอดสีทันที!

          เท็ดดี้ ไก่ทรงเลี้ยงขององค์รัชทายาทเป็นสายพันธุ์พม่าง่อน มีลักษณะเด่นคือกระดูกแข็ง ลีลาดีและตีเจ็บ นับเป็นสายพันธุ์นักรบที่ทางวังหลวงประคบประหงมมาอย่างดี สมกับเป็นนักสู้คู่พระทัยของเจ้าน้อยเหนือเกล้า

          เท็ดดี้ที่ถูกเรียกให้สู้ในวันนี้เป็นตัวท็อปฟอร์มของก๊วนสมเด็จฯ มันเป็นไก่ตัวผู้ขนลายแต้มจุดที่บาดเจ็บเพิ่งจะหายได้ไม่กี่เดือน

          การเอาเท็ดดี้มาปะทะกับไอ้แดงพ่อพันธุ์ของก๊วนราชฯ คือเอา ‘แรงชนแรง’

          ทั้งคู่ต่างก็เป็นไก่ดุพ่อพันธุ์ งานนี้ไม่ใครก็ใครต้องร้องไห้กลับบ้านไปแน่ๆ

2. สร้อยแสงแดง

 

          ตลาดท่าโขง ริมท่าน้ำเวียงจันทน์ ประเทศลาว

          ไอ้เดวิดหาย?

          ‘ประกาศิต’ เครียดจัด เมื่อครู่เขาผูกขามันไว้ใต้ต้นไม้ เผลอแวบเดียวมันจิกเชือกขาดแล้วบินหนีไปเฉยเลย

          ไอ้เดวิด... หรือชื่อเต็มๆ คือ ‘เดวิด 23’ เป็นไก่ชนสายพันธุ์ผสมรุ่นที่ 23 ของเขา

          พ่อของมันชื่อเดวิด 14 เป็นสายพันธุ์เหลืองหางขาวพระเจ้าห้าพระองค์

          ส่วนแม่ชื่อเดวิด 8 เป็นเชื้อสายไก่พม่าสายพันธุ์นักฆ่า

          ไก่ทุกตัวในฟาร์มเพาะของเขาชื่อเดวิดหมด จะต่างกันก็ตรงรหัสที่คล้องคอ

          ตัวที่เขาเอามาด้วยคราวนี้คือ เดวิด 23 หางของมันยาวเกือบเมตร ขนตามลำตัวมีสีเขียวสลับแดง โครงร่างใหญ่น้องๆ ลูกหมา มีลักษณะเด่นถูกต้องตามตำราโบราณทุกด้านไม่ว่าจะเป็นหงอน ตุ้มหู เหนียง ใบหน้า สร้อยคอและลำแข้ง เขาจึงหวงแหนมันนัก เวลาแอบหนีมาชนไก่ที่ฝั่งลาวเมื่อไหร่เป็นต้องหนีบมันติดมือมาด้วยทุกครั้ง

          แต่ตอนนี้มันหายไป

          สักพัก... เขาก็ได้ยินเสียงคำรามของปืนเดอร์ริงเจอร์!

          เป็นเสียงที่เบาและเหี้ยม

          ทว่า... ต่อให้เบากว่านี้เด็กที่เล่นปืนมาตั้งแต่เกิดอย่างเขามีหรือจะไม่คุ้น

          หูข้างซ้ายของประกาศิตกระดิกถี่ อาการเย็นวาบตรงหลังคอทำให้ผิวหนังบริเวณนั้นขึ้นตุ่มไต เดอร์ริงเจอร์เป็นปืนพกกระบอกจิ๋วที่คำรามอย่างเงียบงันแต่ทรงอานุภาพที่สุด มือซ้ายยมทูตกระบอกนี้ผลิตโดยเฮนรี่ เดอร์ริงเจอร์ จากฟิลาเดลเฟีย มีความยาวราวๆ 6 นิ้ว น้ำหนักแค่ 227 กรัม ยิงด้วยกระสุนขนาด .44 ส่วนไกและด้ามจับทำจากเงินแท้เป็นปืนที่เขาอ้อนวอนให้บิดาซื้อเป็นของขวัญวันเกิดตอนอายุเก้าขวบ แต่ก็ไม่ได้!

          ประกาศิตหันไปสะกิดเพื่อนรุ่นพี่ที่แอบข้ามลำน้ำโขงมาบ่อนไก่ด้วยกัน “พี่ยง เดวิดหายไป แล้วฉันก็เหมือนได้ยินเสียงปืนว่ะ”

          กลัวที่สุดก็คือมีใครไล่ยิงไก่เขานี่แหละ ไอ้เดวิดของฟาร์มเขามีลักษณะเด่นคือตะกละซ้ำยังชอบวางท่านักเลงโต เป็นเหมือนกันทั้งฟาร์ม พวกมันมักจะโผเข้าไปแย่งของกินคนอื่น ถ้าแย่งไม่ได้ก็จิกตีเขาโดยลืมไปว่าตัวเองเป็นแค่ไก่ ล่าสุดไอ้เดวิด 23 ตัวนี้เพิ่งไปฟัดกับอัลเซเชียนมาจิกซะหมาตาแทบบอด!

          “อ้ายฝ้ายอย่าเพิ่งกวนกู แม่งเอ๊ย... ถ่างตากันเห็นๆ ยังบอกไม่ฟาวล์!” ไม่พูดเปล่า เจ้าตัวยังหันมายัดไก่ชนเงินล้านของตัวเองไว้ในอ้อมแขนเขา “ฝากไอ้อาร์โนลหน่อย กูขอไปฉะกรรมการแป๊บ มันรับใต้โต๊ะชัวร์ ไอ้ส้นตีน” ว่าแล้วเพื่อนรุ่นพี่ก็ปลีกตัวแหวกฝูงชนร่วมร้อยที่กำลังล้อมวงกันเชียร์ไก่ชน จากนั้นก็หายไปต่อหน้าต่อตาเขา

          เด็กหนุ่มตัวใหญ่ ยืนอุ้มไก่หน้าตาเป๋อเหลอ

          ปัง!

          มีเสียงปืนดังมาอีกแล้ว

          ประกาศิตหลับตา ปิดประสาทสัมผัสอื่นๆ เพื่อเปิดทางให้โสตประสาทรับเสียงอย่างเที่ยงตรง

          เสียงยิงรอบที่สองมาจากริมฝั่งโขงทางใต้อันเป็นเขต ‘ลานหลวง’ ใครจะเข้าออกต้องแลกบัตรผ่านทาง ซึ่งเด็กที่พายเรือข้ามโขงหนีเข้ามาฝั่งลาวอย่างเขาแน่นอนว่าไม่มีบัตรให้แลก ได้ยินว่าวันนี้ด้านในลานจัดงานชนไก่ฟอร์มยักษ์เลยทีเดียว

          เขาลืมตา เงยหน้ามองท้องฟ้า

          คืนนี้เป็นคืนพระจันทร์สีเลือด ตามหลักความเชื่อของทางบ้านนับเป็นวันอัปมงคล เขาห้ามมีเรื่องชกต่อยกับใครเด็ดขาดไม่อย่างนั้นกลับไปคงถูกพ่อกระทืบ

          แต่กลิ่นอายของความตายเคลื่อนตัวเข้ามาบดบังแสงจันทร์ สร้างเงาสลัวที่น่ากลัวบางประการ

          ไอ้เดวิด...

          เด็กหนุ่มยืนชั่งใจอยู่พักหนึ่ง สุดท้ายก็ตัดสินใจผูกเจ้าอาร์โนลไว้กับโคนต้นไม้แล้วหมุนตัวก้าวไปตามเสียง

--------------

            ปัง!

          เสียงยิงปืนทำให้คนหูดีอย่างเหนือเกล้าถึงกับผงะ มันเป็นเสียงที่เบามากเหมือนถูกยิงมาจากปากกระบอกปืนเก็บเสียง ความเบาของมันถูกเสียงกู่ร้องก้องตะโกนของผู้คนรอบลานกลบจนมิดแต่เธอก็ยังจับกระแสสั่นสะเทือนในอากาศได้

          เหนือเกล้าที่ตอนนี้กำลังอุ้มเจ้าเท็ดดี้อยู่ในอ้อมแขน เงยหน้าแล้วกวาดสายตามองไปโดยรอบ

          เธอ... ถูกลอบสังหารมาหลายครั้ง

          เฉพาะปีนี้ปีเดียวก็สี่หนเข้าไปแล้ว กระไอร้อนแรงของอาวุธสังหารและกลิ่นอายแห่งความตายสามารถสัมผัสเธอได้โดยตรง เด็กสาวเงยหน้าสบตามหาดเล็กคนสนิทที่ยืนขนาบข้าง พยักหน้าให้ทีหนึ่งอีกฝ่ายจึงโน้มร่างสูงลงมา

          เธอกระซิบข้างหูเขา “เราได้ยินเสียงปืน ไปตรวจสอบ”

          “แต่... ฝ่าบาท” เขาดูลังเล

          “รอบตัวเรามีทหารมากมาย เราจะปลอดภัย เธอไปเถอะ”

          มหาดเล็กประจำพระองค์พยักหน้ารับแล้วสาวเท้าจากไปอย่างเงียบเชียบ เสียงของนักพากย์ดึงความสนใจของเหนือเกล้าให้กลับมายังการแข่งขันระหว่างไอ้แดงและไอ้เขี้ยวเงินที่กำลังร่อแร่เต็มแก่

          แม้จะรู้ตัวว่าตายแน่แต่ก็ต้องยอมรับสปิริตของไก่ชนจากครอบครัวท่านนายพล ไอ้เขี้ยวเงินยืนหยัดรับการโจมตีอย่างไม่ถอยหนี ความหฤโหดของเกมเดิมพันชีวิตเพิ่มดีกรีขึ้นเรื่อยๆ เมื่อตาข้างหนึ่งของไก่ชนเจ้าของตำนานถูกไก่นักเลงจาก ‘ก๊วนราชฯ’ จิกจนเลือดสาด

          เสียงฮือฮาของผู้ชมรอบสนามประสานกันดังลั่น ไอ้เขี้ยวเงินร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด สองปีกอ่อนแรงโบกสะบัดไปมา กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง

          เหนือเกล้ากอดเจ้าเท็ดดี้ในอ้อมแขนแน่น ทั้งโกรธแค้นและหวาดหวั่น

          แมตช์ต่อไปเป็นตาของเท็ดดี้แล้ว

          ถ้ามัน...

          ขณะที่กำลังอยู่ในห้วงคิด ตอนนั้นเองผืนฟ้าของเธอก็มืดดับ ดาวนับล้านดวงคล้ายจะหยุดเปล่งแสง

          เหนือเกล้าเงยหน้าด้วยความตกใจ พบว่าเหนือศีรษะตนคือปีกใหญ่หนาที่กางออกเต็มเหยียดจนปิดแผ่นฟ้าไปกว่าครึ่ง เธอมองเห็นเพียงก้านขนสีเขียวสลับแดง ยาวเรียวทอดเป็นแพเรียงเส้นสวยราวกับนกยูงรำแพน ส่วนหนึ่งของมันกางกั้นแสงจันทร์ สร้างเวิ้งแห่งความมืดครอบคลุมร่างของเธอจนเกือบมิด

          ราหูอมจันทร์เหรอ?

          จังหวะนั้นเหนือเกล้ารู้สึกราวกับต้องมนตร์ คล้ายกับตัวเองโดนเหวี่ยงเข้าไปอยู่ในห้องมืดห้องหนึ่ง

          พั่บ... พั่บ...

          เสียงตีปีกสะบัดพลิ้วเป็นจังหวะ เหมือนราหูยอมคายจันทราทำให้โลกของเธอกลับมามีสีสันอีกครั้ง

          “โอ๊ย อะไรกันครับนั่น!” เสียงนักพากย์ดังขึ้น

          เหนือเกล้าสะดุ้ง

          เสียงนี้ทำเอาผู้ชมโดยรอบกรูกันเข้ามาแย่งชิงพื้นที่บริเวณ
ขอบสนาม จากเดิมที่เบียดอยู่แล้วก็ยิ่งแออัดเข้าไปใหญ่ มหาดเล็กข้างกายหันไปโบกมือเรียกทหารอีกแปดนายให้เข้ามาสมทบเพื่อรักษาความปลอดภัยให้แก่เจ้าหญิงรัชทายาทที่กำลังยืนตะลึงค้าง

          เหนือเกล้ายังพูดไม่ออก...

          [สร้อยแสงแดงพะพาย ขนเขียวลายระยับ ปีกสลับเบญจรงค์ เลื่อมไหล่ยงค์หงส์สะบัด]* 

          เธอเห็นไก่ตัวใหญ่... ใหญ่มากๆ ตัวหนึ่ง มันโผนทะยานลงมาจากฟากฟ้าแล้วร่อนลงมากลางลานอย่างเรียบง่ายงามสง่าราวกับพญาหงส์ ใต้ขอบตาแต้มสีขาวตวัดสูงอย่างดุดัน พอร่อนลงถึงพื้นมันก็เงยหน้าขานขันอย่างกำแหงหาญ ทำให้ทั้งไอ้แดงและไอ้เขี้ยวเงินถึงกับผงะ

          คนทั้งลานเงียบกริบราวกับต้องมนตร์

          [ขอบตาชาติพรักพริ้ง สิงกลิ้งหงอนพรายพรรณ ขานขันเสียงเอาใจ เดือยหงอนใสสีลำยอง]

          หางยาวเกือบเมตรของมันตวัดฟาดไปกลางลานด้วยท่วงท่านักเลงโต มันใช้ลำแข้งหนาเหมือนปล้องอ้อตบปั่บ ปั่บ ไปตามหน้าดินแล้วคุ้ยเขี่ย

          [สองเท้าเทียมนพมาศ ปานจารุชาติทาลง]

          เกล็ดหน้าแข้งของมันขึ้นลายเรียงกันเป็นแนวยาวคล้ายเม็ดข้าวสาร ตรงอุ้งเท้ามีกรงเล็บที่แหลมยาว ตะไบจนคมกริบ ทั้งสวยงามและชวนให้น่าหวาดเสียว ดูเป็นไก่ที่เพรียวคล่อง แข็งแกร่งไปทุกสัดส่วน

          ในที่สุดนักพากย์ก็เพิ่งได้สติ เขาตะโกนออกมาเสียงแหบพร่า “ไก่ใครครับ ไก่ใครหลุดมาครับเนี่ย สวยสุดๆ ไปเลย”

          เสียงฮือฮาตามมาติดๆ

          ใช่... สวยมาก สวยจนเหนือเกล้าถึงกับกลั้นหายใจ

          สองตาเธอเหมือนจะบอดสี สีหน้าเหมือนต้องมนตร์ดำ สีเดียวที่เห็นเวลานี้คือสีของขนไก่

          มหาดเล็กคนสนิทที่วิ่งไปสอบถามเรื่องปืนตรงดิ่งกลับมาข้างกายเหนือเกล้าอีกหน เขาโน้มร่างลงมาถวายรายงาน “ฝ่าบาท เสียงปืนเมื่อครู่เป็นของเศรษฐีต่างชาติคนหนึ่ง เขายิงไล่ไก่ตะกละที่แอบไปขโมยของกินของเขาน่ะพ่ะย่ะค่ะ มันพังข้าวของเขาเสียเยินไปหมดแต่ไม่มีอะไรมาก ไม่ต้องทรงเป็นกังวล”

          เหนือเกล้าพยักหน้ารับ มองไก่จรที่ร่อนลงไปจิกของกินกลางลานที่เหล่าผู้ชมพร้อมใจกันโยนเข้าไปให้

          ใช่ไอ้ไก่ตะกละตัวนี้หรือเปล่า!

          จังหวะนั้น... ไอ้แดงที่ดูเหมือนโดนแย่งความสนใจก็ละสายตาจากเจ้าเขี้ยวเงิน มันตีปีกพั่บๆ ตรงเข้ามาต่อยตีไก่จรตัวใหญ่ที่กำลังเป็นจุดชื่นชมของผู้คนรอบลาน

          ไอ้แดงโผผินสะบัดปีกอย่างมาดมั่น ฟาดปลายขนลงกลางกบาลของไก่หนุ่มแปลกหน้าด้วยลีลาเจ้าสังเวียน ตบผัวะทีเดียวเน้นๆ เหมือนแม่ตบเกรียนลูก ทำให้ไก่จรที่กำลังเอาแต่กินถึงกับกระเด็นไปไกล

          “โห่!” เสียงโห่ฮาของเหล่าผู้ชมดังกึกก้อง ความสนใจเบี่ยงจากคู่ปะทะหลักไปยังคู่รองที่กำลังท้าชนกันกลางลานอย่างป่าเถื่อน หลายคนพยายามผิวปากบ้าง โยนอาหารล่อบ้าง หวังให้ไก่จรต่างถิ่นลุกขึ้นตีปีกสู้กับไอ้แดงที่ซ่าส์เหลือเกิน

          แล้วก็ได้ผล...

          เจ้าไก่ขาจรที่งามราวกับไก่ฟ้าพญาลอสะบัดปีกยันตัวลุกขึ้นยืน หลังจากหันมาได้ มันก็วิ่งแทงสวนอย่างไม่ลดราวาศอก สร้างความตื่นตะลึงให้เหล่ากองเชียร์จนวางเงินเดิมพันกันแทบไม่ทัน

          จังหวะที่ไก่จรไล่จิกหูและดวงตาของไอ้แดง นักพากย์ถึงกับอุทานออกมา “ให้ตายเถอะ นี่มันไก่แม่นวงนี่นา!”

          ‘แม่นวงแดง’ หรือสายพันธุ์ ‘ไก่แม่นวง’ เป็นหนึ่งในพันธุกรรมผสมที่ถูกถ่ายทอดมาโดยสายเลือดของไก่ชนที่เน้นการต่อสู้แบบตีจุดตายโดยเฉพาะ ซึ่งแต่ละจุดก็จะสร้างความเจ็บปวดและอันตรายให้กับไก่ชนเป็นอย่างมาก เช่น จุดที่หู กระเดือก หลังคอ หรือดวงตา ส่วนมากเป็นจุดที่แก้ไขยาก โดนแล้วจอดแทบทุกตัว จึงนับเป็นจุดตีที่สุดอันตรายในชั่วโมงนี้

          ชายกฤษหน้าซีดเผือด เขาสะกิดกรรมการเพื่อขอเวลานอกทันที

          เจ้าแดงถูกดึงออกมาปฐมพยาบาลเป็นการด่วน เหนือเกล้าเหลือบมองแล้วยิ้มเยาะ มีการทา ‘ยาทน’ บนบาดแผลของเจ้าแดงที่โดนฟัดมาเมื่อครู่เพื่อให้มันชาจนลืมเจ็บ นั่นหมายความว่าน้องชายเธอไม่ได้รักเจ้าแดงสักเท่าไหร่ เขาต้องการให้มันสู้ตายเพื่อให้เขาได้หน้าเท่านั้น

          พราหมณ์ในชุดขาวคนหนึ่งก้าวเข้ามากระซิบข้างหูชายกฤษ สักพักก็เอื้อมมือมาอุ้มไอ้แดงแล้วหลับตาพึมพำบางอย่างก่อนจะเป่าพรวดลงตรงกระหม่อมของมัน

          [ปู่ก็ใช้ให้ผีลง ผีก็ลงแก่ไก่]

          เหนือเกล้าหันไปมองทางอื่น ไม่ได้นึกร้อนใจอะไรนัก ชายผู้นั้นเป็นพระโหราจารย์ของฝ่ายใน มีความสนิทสนมกับคนของก๊วนราชฯ แน่นอนว่าเขาต้องทำทุกวิถีทางเพื่อเอาอกเอาใจน้องชายเธอ

          เธอไม่สนไสยศาสตร์ ไม่รู้ว่าทำไมแต่เธอมั่นใจในไก่จรตัวนั้นมาก

          เธอหันไปกระซิบสั่งมหาดเล็กคนสนิท “โรยอาหาร”

          มหาดเล็กคนสนิทรีบใช้ช่วงเวลาพักเบรกนี้เทอาหารใส่ชามแก้วแล้วเดินตรงเข้าไปหาไก่จรที่คุ้ยเขี่ยดินอยู่กลางลาน เมื่อประชาชนโดยรอบเห็นว่ามหาดเล็กรักษาพระองค์ของเจ้าหญิงรัชทายาทออกหน้าสนับสนุนไก่จรตัวใหญ่ที่ไร้หัวนอนปลายเท้าก็พากันลือเสียงหึ่ง เม็ดเงินเดิมพันไหลสะพัดไปทางซ้ายบ้าง ขวาบ้างอย่างเงียบงัน

          แวบหนึ่ง เหนือเกล้าหันไปสบตากับน้องชายต่างแม่ ความเป็นอริพวยพุ่งขึ้นกลางลานเปลี่ยนค่ำคืนที่หนาวเย็นให้ร้อนระอุ

          “ยกสอง!” เสียงกรรมการประกาศก้อง

          นักสู้สองตัวถูกนำมาวางไว้กลางลานดังเดิม พอเสียงระฆังดัง ไอ้แดงพลันโก่งคอขันอย่างฮึกเหิมแล้วเปิดเกมรุกดุดัน!

          [ไก่แก้วไซร้บ่มิกลัว ขุกผกหัวองอาจ ผาดผันตีปีกป้อง ร้องเรื่อยเจื้อยฉาดฉาน]

          รอบนี้มันชนคู่ต่อสู้ด้วยลีลาการ ‘เชิงคุมบน’ คือเน้นกอดเกี่ยว–เลี้ยวล็อก–ขี่ทับเจ้าไก่จร

          ไอ้แดงพยายามคุมเชิงให้ตัวเองชนอยู่ด้านบนคู่ต่อสู้เพื่อมิให้อีกฝ่ายตั้งหลักได้ แต่เจ้าไก่จรก็มิได้หวาดกลัว มันทะยานบินขึ้นตีกลับอย่างหนักหน่วงรุนแรง วางแข้งทุกครั้งไอ้แดงถึงกับมีสะดุ้ง มีทรุด มีนอน แสดงออกให้เห็นถึงความเจ็บปวดเป็นอย่างมาก ยิ่งถ้าเมื่อไหร่ร่างของไอ้แดงตกสู่พื้น คุมบนไม่ไหว ไอ้ไก่จรจะยิ่งกรากเข้ามาซ้ำแบบยืนแลกแข้งเลยทีเดียว ตีไปก็ขานขันไปอย่างลำพองตน

          [เสียงขันขานแจ้วแจ้ว ปู่สั่งแล้วทุกประการ มินานผาดโผนผยอง โลดลำพองบ่หึง]

          แม้จะเชิงดีแต่ถ้าถูกตีซ้ำๆ เข้าที่เดิมไอ้แดงก็เป๋ได้เหมือนกัน มันพยายามปัดป้องด้วยการใช้เหลี่ยมคมเข้าสู้ แต่ลวดลายชั้นเชิงที่แพรวพราวหาได้ทำให้อีกฝ่ายว่อกแว่กไม่ เจ้าไก่จรสู้ดุ เดินสวนไล่ล่าเหมือนไม่กลัวตาย มันสมาธิดี สนใจแต่จะตีซ้ำแผลเดิมของไก่เจ้าถิ่นเพียงอย่างเดียว พอโดนสวนกลับมันก็หลบหลีกได้ปราดเปรียวแคล่วคล่อง ยากที่ไอ้แดงจะหาช่องตีคืนได้ง่ายๆ

          ในที่สุดไอ้แดงก็ถูกนักเลงต่างถิ่นจิกตาจนเลือดสาด

          เป็นจังหวะที่ระฆังตีหมดยก!

          เสียงแผดลั่นของน้องชายเธอดังก้องสนั่นลาน ทุกคนรีบวิ่งเข้าไปห้ามชายกฤษที่โกรธจนหน้ามืด และพยายามวิ่งฝ่าวงล้อมเข้ามากลางลานพร้อมกับไม้ด้ามยาว หวังจะตีไก่จรให้ตาแตกตามไอ้แดงไปด้วย ทหารหลายนายวิ่งเข้าไปล็อกตัวเขาไว้ ความชุลมุนจึงบังเกิด บ้างก็ตรงเข้ามาดึงรั้งผู้เป็นนาย บ้างก็รีบประคบประหงมไอ้แดง บางส่วนพยายามไล่จับไก่จรที่ตีปีกหนีอย่างตกใจ

          พึ่บพั่บ พึ่บพั่บ

          เหนือเกล้าไม่สนใจอะไรอีก สองตาเธอจับจ้องแต่ไก่ปริศนาที่กำลังพาตัวเองบินสูงหนีเงื้อมมือของมวลมนุษย์ มันโผทะยานขึ้นไปเกาะกิ่งไม้ จากนั้นก็โผต่อไปยังปลายยอดเศวตฉัตร เรียกเสียงคำรามร้องจากเหล่าทหารจนดังขรมไปหมด แม้แต่ทูลกระหม่อมพ่อของเหนือเกล้ายังเสด็จลุกแล้วเงยพระพักตร์มองอย่างทึ่งจัด

          เหนือเกล้าไม่มีวันลืมภาพไก่ฟ้าเงยหน้าโก่งคอ ขานขันเสียงก้องท่ามกลางพระจันทร์สีเลือด

          คงไม่ลืมไปชั่วชีวิต

          สักพักมันก็เริ่มกางปีกอีกหน ไม่นะ... เหนือเกล้าส่ายหน้า... อย่าเพิ่งไป

          สองเท้าของเธอไล่กวดตามไปอย่างลืมตัว

---------------

cr: เพลงลาวจ้อย เพลงลาวจ้อยมีชื่ออื่นว่าเพลงลาวเซิ้ง หรือเพลงสร้อยแสงแดง หรือเพลงระบำไก่ เป็นเพลงที่ใช้ประกอบการแสดงละครเรื่องพระลอของคณะละครปรีดาลัย

3. สามัญชน

 

 

          เขาได้ยินเสียงขันของไอ้เดวิด

          ประกาศิตวิ่งเข้ามายังสวนสวยด้านข้างลานหลวง เขายังหาทางเข้าไปในลานหลวงไม่ได้เพราะทหารชุมเหลือเกิน ได้ยินว่าวันนี้เจ้ามหาชีวิตและพระบรมวงศานุวงศ์เสด็จมาทอดพระเนตรกีฬาชนไก่ประจำปี แน่นอนว่าเดิมพันของไก่ชนแต่ละแมตช์ต้องหนักกว่าด้านนอกมาก ขนาดปีที่แล้วเงินสะพัดสูงนับเป็นเงินไทยถึงแปดหลักเลยทีเดียว

          แต่เขาเป็นเด็ก เล่นเงินเดิมพันสูงขนาดนั้นไม่ไหว อย่างมากก็เล่นได้แค่บ่อนรองแถวตลาดที่วางกันทีสี่ห้าพันบาทต่อรอบ

          เสียงของไอ้เดวิดเจื้อยแจ้วใกล้เข้ามา คาดว่ามันคงหนีเที่ยวไม่ไกลจากแถวนี้นัก ประกาศิตวิ่งผ่านทางเดินโรยกรวดแล้วตีโค้งอ้อมน้ำพุเข้าไปในบริเวณป่าทางด้านหลัง ที่นี่รกร้างและร่มครึ้ม เต็มไปด้วยไม้ยืนต้นที่แข่งกันแผ่กิ่งก้านจนแสงลอดเข้ามาไม่ได้ ยิ่งสองทุ่มตรงเหมือนเช่นตอนนี้ ยิ่งขับให้บรรยากาศดูวิเวกวังเวงจนเกือบหลอน

          เด็กหนุ่มมองซ้ายแลขวา พยายามเงี่ยหูฟังเสียงขันของเจ้าเดวิดแต่กลับได้ยินเพียงเสียงนกร้องเซ็งแซ่ ทุกก้าวของเขาจะเหยียบใบไม้แห้งใต้ฝ่าเท้าดังกรอบแกรบชวนให้นึกถึงผีสางนางไม้ ประกาศิตดึงปืนพกกระบอกเล็กที่เหน็บติดตัวมาด้วยแล้วขึ้นนก เผื่อว่าเจอสัตว์เลื้อยคลานมีพิษจะได้จ่อยิงตัดหน้าไปเสียก่อน

          กุกกัก...

          หูของเขากระดิกรับเสียงที่ดังมาจากไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง

          อากาศกลางดึกค่อนข้างเย็นฉ่ำ ไอน้ำสีขาวม้วนตัวเป็นกลุ่มก้อนมองคล้ายกลุ่มเมฆที่ลอยระเรี่ยพื้นดิน ประกาศิตก้าวตรงไปใต้ต้นไม้ ปรายตามองแวบหนึ่งแล้วเลิกคิ้วเข้ม

          มีรองเท้าคู่หนึ่งถูกถอดวางไว้ เป็นรองเท้ารูปทรงประหลาดคล้ายเกี๊ยะที่ทำจากไม้แล้วรัดคาดด้วยแผ่นหนัง

          “อย่า... อย่าหนี”

          เสียงเกรี้ยวกราดเอาแต่ใจเสียงนั้นทำให้เขาเงยหน้าขวับแล้วจ้องขึ้นไปด้านบนอย่างตะลึงงัน

          บนต้นไม้มีเด็ก?

          ไม่รู้ว่าชายหรือหญิงเพราะน้ำเสียงที่ได้ยินค่อนข้างห้าวลึกและต่ำพร่า ภาพบนต้นไม้เผยให้เห็นว็อบแว็บเพียงบางส่วนเพราะแสงจันทร์ที่ลอดกิ่งไม้มาได้มีน้อยเหลือเกิน ประกาศิตมองตามร่างเด็กซนที่เห็นเป็นแค่เงาเลือนราง ในที่สุดก็อดไม่ไหวป้องปากตะโกนขึ้นไปว่า “ไอ้น้อง มืดอย่างนี้ระวังเจองูนะ!”

          “เหวอ!” มีเสียงร้อง ตามมาด้วยเสียงกระแทกดังพลั่กๆ อีกสองที ไม้ใหญ่สั่นไปทั้งต้น

          คนที่ยืนมองอยู่ด้านล่าง ตะโกนถามอีกครั้งด้วยความเป็นห่วง “เฮ้ย... ไหวไหม!”

          “ไม่ต้องมาแส่!” เด็กเจ้าอารมณ์ตวาดลงมาอย่างถือดี “ใครใช้ให้ร้องทักเสียงดัง เท้าเราลื่นเลยเห็นไหม!” ใบหน้าขาวใสดวงหนึ่งโผล่พ้นเงาไม้ลงมาแล้วถลึงตาจ้องเขา “ไสหัวไป! นี่เป็นเขตพระราชฐานชั้นนอก ถ้าเราเห็นหน้าตัวอีกครั้ง เราจะสั่งกุดหัวแล้วโยนให้หมากิน”

          โอ้ว! ประกาศิตประหลาดใจอย่างมาก ประการแรก เขามั่นใจแล้วว่าเด็กเหลือขอที่ปีนยอดไม้เล่นตอนสองทุ่มเป็นเด็กผู้ชาย แถมยังอายุน้อยมากเสียด้วย น่าจะประมาณสิบขวบ ประการที่สอง... ปากมันร้ายจนเขาอยากจะดึงหูลงมาแล้วเอาไม้ฟาดก้นให้มันร้องหาแม่เลยเชียว

          “ยังไม่รีบไปอีก!” มันตวาดซ้ำ เสียงห้าวจัดทรงอำนาจอย่างกับเป็นเจ้าป่าเจ้าเขาเสียเอง

          เขาตั้งท่าจะเถียงกลับ แต่ดันได้ยินเสียงไอ้เดวิดขานขันดังมาจากยอดไม้

          “ไอ้เดวิด!” เขาป้องปากตะโกนเรียกอย่างดีใจ

          มันขานรับอีกหนแล้วตีปีกพั่บๆ

          “แย่ล่ะ!” เด็กเหลือขอร้องออกมา โผจากไม้กิ่งนั้นไปกิ่งโน้นรวดเร็วเหมือนลิง “อย่าตกใจนะ โอ๋... โอ๋... มานี่มาเด็กดี”

          คราวนี้ประกาศิตรู้แล้วว่าไอ้เด็กนี่ปีนขึ้นไปเพราะตั้งใจจะจับไก่ของเขา

          ที่แท้ก็เป็นขี้ขโมยคนหนึ่ง!

          เด็กหนุ่มผิวปากเป็นจังหวะยาวสองทีเพื่อเรียกไก่ชนนักสู้ที่ตัวเองฝึกมากับมือ พอเจ้าเดวิดได้ยินเสียงอันคุ้นเคยมันก็ทิ้งตัวโฉบลงมาจากกิ่งไม้ด้านบน พาดผ่านเงามืดตรงเข้าไปเกาะข้อมือของเจ้านายที่ยกรออยู่

          “เฮ้ย!” เสียงเด็กร้องมาจากด้านบน มันอาศัยจังหวะที่ไอ้เดวิดบินผ่าน กระโจนเข้าคว้าปีกและขาหลังของไก่

          แต่พลาดไปแค่เสี้ยวเดียว!

          ร่างเล็กๆ เสียหลักหลงคว้าได้เพียงแค่เงา สองมือของมันป่ายไปมากลางอากาศก่อนจะโอนเอนและร่วงตกลงมาจากกิ่งไม้ที่ใช้สองขาเกี่ยวไว้อย่างหมิ่นเหม่

          ด้วยความตกใจ ประกาศิตสะบัดทุกอย่างในมือทิ้งแล้วเทคตัวขึ้นตามสัญชาตญาณ มือซ้ายกระโจนจับกิ่งไม้ที่ใกล้ที่สุดแล้ววาดมือขวาคว้าหมับตรงเนื้อผ้าหลังคอของเด็ก เขาได้ยินเสียงเนื้อผ้าฉีกดังแควก เด็กแสบร้องโวยวายลั่นป่า ร่างทั้งร่างห้อยต่องแต่งอยู่กลางอากาศโดยมีมือข้างหนึ่งของเขาเป็นหลักแขวน

          “ปล่อย... ปล่อยเรา!”

          “อย่าดิ้น! อยู่นิ่งๆ!” เขาตวาดกลับ

          แต่เจ้าเด็กนี่ไม่ฟัง มันดึงปิ่นที่ปักจุกตัวเองออกแล้วจ้วงแทงข้อมือเขา

          ร้ายจริงๆ!

          เขาปล่อยมือทันที ทำให้ร่างเล็กตกกระแทกลงบนพื้นใต้ต้นไม้เสียงดังพลั่ก เด็กคนนี้ฉลาดที่เลือกเอาสีข้างลงแต่เสียงกระแทกที่ดังก้องป่าก็ชวนขนลุกเหลือเกิน เขากลัวว่ามันอาจจะกระดูกหัก ประกาศิตกระโจนตามลงมาแล้วแผดเสียงต่อว่าดังลั่น “ไอ้เวรเอ๊ย! ทำไมแกถึงซนนักนะ เป็นน้องเป็นนุ่งฉันจะตีให้ตายเลย”

          เจ้าเด็กแสบยังนอนกุมแขนซ้ายหอบหายใจอยู่กับพื้น การพยายามจะเถียงกลับของมันทำให้ลมหายใจขาดเป็นช่วงๆ “ถ้า... ถ้าเราตาย... ตัว... ก็ติดคุก โทษฐานปลงพระชนม์องค์... รัชทายาท” กล่าวจบก็ไอแรงๆ ติดกันอีกรอบใหญ่ ใบหน้าเล็กๆ ที่ล้อมกรอบไปด้วยเหงื่อดูขาวซีดอย่างน่าตกใจ

          “เฮอะ! ถ้าอย่างแกเป็นรัชทายาทฉันก็เป็นพระสังฆราชแล้ว... หลีกไป!” ประกาศิตก้าวอ้อมร่างเล็กขะมุกขะมอมแล้วตรงไปอุ้มไก่ของตัวเองที่กำลังเดินคุ้ยเขี่ยดินอยู่ ตอนที่เขาหันหน้ากลับไปมองมันอีกที ก็เป็นจังหวะที่แสงจันทร์สาดลงมากระทบใบหน้าของเด็กนั่นพอดี

          ภาพที่เห็นทำให้ประกาศิตเผลอตะลึงไปชั่วขณะ

          หัวขโมยปากกล้าที่เขากำลังคุยด้วยเป็นเด็กชายตาคมคนหนึ่ง มันสวมเสื้อยืดคอกลมสีขาวธรรมดา ด้านล่างนุ่งโจงกระเบนสีกรักเนื้อหยาบเหมือนลูกชาวบ้านร้านตลาดแถวนี้ ผมบนหัวรวบขึ้นมัดเป็นจุกอยู่กลางกระหม่อมอย่างเรียบง่าย ริมฝีปากแดงสดคู่นั้นทั้งกว้างและอิ่มเต็ม ดวงหน้าเรียวได้รูปรับกับศีรษะทุย

          ทั้งหมดที่ประกอบเข้าเป็นมันดูไม่หวาน ไม่แปลกตา แต่กลับทำให้ไม่นึกอยากมองไปทางอื่น ตอนนี้มันกำลังจ้องตอบเขาด้วยดวงตาดำขลับทรงอำนาจภายใต้แนวคิ้วเข้มพาดตรง ทุกองคาพยพเข้มคม ส่งให้บุคลิกของมันดูสูงส่งเกินเอื้อม

          เป็นเด็กชายที่หล่อเอามากๆ

          “ลุกสิ” เขาทัก

          “นั่นไก่ของตัวเหรอ?” มันย้อนถามแต่ยังไม่ยอมลุกขึ้นจากพื้น

          “ใช่”

          “ขายไหม?”

          “ไม่”

          มันหรี่ตา สีหน้าไม่พอใจอย่างชัดเจน ดวงตาคู่นั้นเปล่งแสงวาวโรจน์ราวกับเพชร “ป่านี้ยังนับว่าอยู่ในเขตพระราชฐาน ถ้าเราตะโกน แน่นอนว่าทหารจะแห่กันมาจับตัว สุดท้ายแล้วยังไงไก่ก็จะเป็นของเราอยู่ดี ดังนั้นถ้ายอมขายเสียก่อน ตัวยังจะพอมีเงินติดมือกลับไปบ้าง” มันพยายามเกลี้ยกล่อมเขาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงหนึ่งระดับ ฟังคล้ายประนีประนอมแต่อีกนัยก็ฟังเหมือนขู่ “เราเป็นคนใจดี ยินดีจ่ายแพงให้กับของที่ถูกใจ”

          เขาเองก็ชักถูกใจไอ้เด็กอวดรวยคนนี้เสียแล้ว ประกาศิตนั่งยองๆ ด้วยปลายเท้า จ้องมองเด็กชายที่วางตัวราวกับเป็นเจ้าของโลกใบนี้ ทั้งๆ ที่รู้ว่าต้องรีบไปเพราะเพื่อนรออยู่แต่อีกใจก็อยากแหย่มันให้นานกว่านี้ “เราน่ะชื่ออะไร?”

          “เราไหน?”

          “เราคนใจดีคนนี้น่ะ” เขายื่นนิ้วไปจิ้มอกเด็ก

          มันสะบัดตัวทันควัน ถลึงตาตอบกลับอย่างดุดัน “บังอาจ!”

          แน่ะ โกรธจริงจังเสียด้วย แตะตัวไม่ได้เลยเชียว

          “ฉันชื่อฝ้าย จำเอาไว้ด้วย จะได้ไม่ต้องมาเรียกตัวนั่นตัวนี่ ฟังแล้วจั๊กจี้”

          อีกฝ่ายนิ่งขึง ลังเล สักพักก็แนะนำตัวเอง “น้อย”

          “อะไรน้อย?”

          “ชื่อเรา”

          “โคตรบ้านเลย” เขาหัวเราะออกมาเต็มเสียง “น้อย... น้อย... หน่อย ฮ่าๆๆ”

          มันตาโต “เออ... ชื่อน้อย แต่ถ้าใครล้อเลียนชื่อเราส่วนมากก็โดนไม่น้อยล่ะ”

          “โอเค ไอ้น้อย... ตกลงแขนเป็นอะไรมากไหม?” เขาพยักพเยิดไปที่แขนซ้ายที่เจ้าตัวกุมไว้แน่น

          “ไม่มาก”

          ประกาศิตลุกขึ้นยืนแล้วยื่นมือส่งให้ “ถ้าไม่มากงั้นก็ลุกได้แล้ว เดี๋ยวจะพาไปส่งคลินิกด้านนอก”

          เด็กชายเงยหน้าจ้องมองมือที่เขายื่นส่งให้ด้วยสีหน้าตกตะลึง หลายอึดใจทีเดียวกว่าไอ้น้อยจะหลุดปากออกมา “เราไม่จับมือกับสามัญชน...”

          เขาอ้าปากค้าง เหนือสิ่งอื่นใดเขาไม่นึกว่าตนจะเจอกับคำพูดแบบนี้

          เขาเห็นมันยืดกายไหล่หลังตั้งตรงอย่างไว้ตัวแล้วหรี่ตามองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า จากนั้นก็ลากสายตาจากเท้าขึ้นไปยังหัวอีกรอบ และจบลงด้วยสีหน้าลำบากใจ

          มันเอ่ยปากอีกหน คราวนี้เสียงเบากว่าเดิมมาก “ถ้าเป็นไปได้ นายช่วยไปเชิญหมอมาหาเราที่นี่ ไม่ใช่หน้าที่ของเราที่ต้องไปเคาะประตูบ้านใครกลางดึก”

          นี่เขา... หูฝาดไปหรือไอ้เด็กนี่หัวกระแทกพื้นจนเพี้ยน?

          “ตกลงจะไม่ไปหาหมอ?”

          “ไม่ไป” ไอ้น้อยยืนยันคำเดิมแล้วสะบัดมือไล่เขา “ไปเรียกหมอมาหาเรา”

          “เออดี! ไม่ไปก็นอนเป็นปุ๋ยอยู่ตรงนี้ก็แล้วกัน” ประชดเสร็จเด็กหนุ่มก็ก้าวไปอุ้มไอ้เดวิดแล้วเดินออกจากป่าไป

 

          เมื่ออยู่ตามลำพังอีกหน เหนือเกล้าก็ทิ้งตัวลงนอนราบกับพื้น

          คาดว่าแขนซ้ายน่าจะหักเพราะปวดจนน้ำตาแทบเล็ด

          เธอนอนนิ่ง หลับตาข่มความเจ็บ

          สงสัยเขาคงจะไปแล้ว

          เด็กหนุ่มคนเมื่อครู่มีดวงหน้าคล้ำแดด คิ้วเข้มตาคม เรือนร่างสูงใหญ่ อายุน่าจะราวๆ สิบหกสิบเจ็ดและไม่คุ้นหน้า หากเป็นเด็กที่อาศัยอยู่บริเวณนอกเขตพระราชฐานส่วนมากเธอจะจำหน้าค่าตาได้ต่อให้เห็นเพียงครั้งเดียว

          เหนือเกล้าเป็นคนที่มีความจำเป็นเลิศ สิ่งใดเคยผ่านตาแม้จะไม่โดดเด่นแต่เธอก็ยังจดจำได้ เด็กหนุ่มคนเมื่อครู่มีบุคลิกที่เตะตาเอามากๆ ถ้าเคยเห็นมาก่อนมีหรือที่เธอจะจำไม่ได้

          ไม่น่าใช่คนแถวนี้ เขามาจากไหนกัน?

          เหนือเกล้าพยายามยันร่างลุก แต่ความเจ็บปวดก็แล่นมาเป็นริ้วๆ ไล่ตั้งแต่หัวไหล่ยันปลายนิ้วทำให้ต้องกัดฟันทน อีกสักพักเหล่ามหาดเล็กก็คงจะวิ่งหน้าตั้งเข้ามาค้นหาในป่าแถบนี้ การละสายตาจากองค์รัชทายาทนานเกินสามสิบนาทีอาจจะส่งผลให้พวกเขาหัวหลุดออกจากบ่าได้

          ที่เธอต้องทำคือนอนปั้นยิ้มรอ

          พอทหารมาถึงเธอจะแสดงสีหน้าเจ็บปวดไม่ได้เป็นอันขาด เพราะดีไม่ดีอาจมีคนของฝ่ายในตามติดมาเป็นขบวน คนเป็นใหญ่เป็นโตต้องรู้จักเก็บความรู้สึกของตนเองให้มิดชิด นี่คือพระราชดำรัสของทูลกระหม่อมพ่อซึ่งเธอน้อมรับมาด้วยเกล้า เธอถูกอบรมสั่งสอนแบบนี้มาตั้งแต่เล็กและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดเสมอ ทุกคนเปรียบเธอเป็นก้อนเหล็กที่อดทนต่อทุกสถานการณ์อย่างที่ไม่มีเด็กคนไหนทำได้

          มีอยู่หนหนึ่ง เธอถูกลอบยิงจนตกจากหลังช้าง เจ็บกว่านี้หลายเท่าแต่ก็ไม่มีน้ำตาให้ใครเห็นสักหยด ท่านแม่เสด็จมาพร้อมกับทูลกระหม่อมพ่อ แม่ของเธอชมเชยหนักหนาในความเข้มแข็งแต่นั่นยังไม่เท่ารับสั่งคำเดียวของบิดาที่มาพร้อมกับการลูบศีรษะอย่างแสนรัก

          “พ่อภูมิใจในตัวเจ้าน้อย คนที่อยู่เหนือคนต้องไม่แสดงความอ่อนแอใดๆ ออกมาให้คนเบื้องล่างดูแคลน เด็กคนอื่นพ่อไม่รู้ แต่เจ้าน้อยเป็นลูกพ่ออย่างแท้จริง”

          ลูกพ่ออย่างแท้จริง...

          ระหว่างที่นอนยิ้มอยู่นั้น จู่ๆ ก็มีมือข้างหนึ่งยื่นมาดีดติ่งหู

          “เฮ้ย! ไอ้น้อย นอนยิ้มหน้าตาปัญญาอ่อนเชียว... เอ้าลุก!”

          เหนือเกล้าลืมตา เห็นใบหน้าที่ชะโงกมองมาจนแทบชิด

          อ้าว... พี่ชายคนเมื่อครู่นี่นา!

          เขาทำหน้าบึ้ง ในมืออุ้มไก่สองตัว ด้านหลังมีผองเพื่อนวัยไล่เลี่ยกันเดินตามมาอีกสามสี่คน

          สักพักใบหน้าที่คุ้นเคยก็โผล่ออกมาให้เห็น

          คุณหมอเจ้าของคลินิกท้ายตลาด

4. กล้าท้าก็กล้ามา

 

 

          วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่เขาจะอยู่ในฝั่งลาว

          คืนนี้เขากับพรรคพวกต้องแอบไปลงเรือที่ท่าน้ำ แล้วพายข้ามโขงกลับไปฝั่งไทยก่อนที่ตำรวจน้ำจะตระเวนตรวจตอนสี่ทุ่ม

          ประกาศิตลูบใบหน้าอ่อนเพลียของตน เมื่อคืนกว่าจะเดินเรื่องให้เด็กนั่นเรียบร้อยก็กินเวลาไปหลายชั่วโมงทีเดียว อาการบาดเจ็บที่เขาคิดว่าแค่ไหล่หลุด... ความจริงแล้วไม่ใช่เลย

          เด็กนั่นกล้ามเนื้อฉีก กระดูกร้าวถึงขั้นต้องส่งเข้าโรงพยาบาลใหญ่

          เมื่อคืนเขายืนมองมันนั่งกินขนมรอรถพยาบาลด้วยสีหน้าไม่เดือดไม่ร้อน เห็นแล้วก็นึกทึ่ง

          ‘ไอ้น้อย’ เป็นเด็กที่อดทนมากที่สุดที่เขาเคยเจอ มันน่าจะเป็นลูกผสมระหว่างแมลงสาบกับตะกวดป่าถึงได้หนังเหนียว อึดถึก ฆ่าไม่ตาย มือเจ็บข้างหนึ่งแต่มันก็ยังใช้อีกข้างถือหนังสืออ่านฆ่าเวลาระหว่างนั่งรอรถ ปากก็คาบขนมเวเฟอร์แล้วค่อยๆ ละเลียดเคี้ยว

          ที่บ้านเขาทำค่ายมวย คนออกกำลังกายมาทั้งชีวิตอย่างเขามองปราดเดียวก็รู้แล้วว่ามันเจ็บหนัก ขนาดนักมวยในค่ายของเขาที่เป็นหนุ่มฉกรรจ์ ถ้าโชคร้ายได้แผลกล้ามเนื้อฉีกแบบร้าวไปถึงกระดูกลักษณะนี้ เป็นต้องร้องโอดโอยแทบทุกราย

          แต่นี่อะไร...

          ตอนที่รถพยาบาลมาถึงมันยังตะโกนถามเขาก่อนลาจาก “ไม่ขายไก่จริงเหรอ?”

          เอ๊ะ! ไอ้นี่ “มีใครเคยบอกไหมว่าแกเป็นคนพูดจาไม่รู้เรื่อง”

          “มีสิ” มันยักไหล่ “แม่ไง ประจำเลย”

          “แล้วฟังไม่เข้าหูบ้างเรอะ!” ขนาดพ่อเขาด่าทีหนึ่งเขายังนอนน้ำตาร่วงเป็นอาทิตย์

          “รู้อะไรไหม?” ไอ้เด็กแสบก้าวเข้ามายืนตรงหน้าเขา “คำด่าน่ะอยู่กับเราแค่แป๊บเดียว แต่ของที่อยากได้จะอยู่กับเราตลอดไป”

          เชร็ดดดด!!!

          “ยกไก่ตัวนี้ให้เราเถอะนะ... ตัวเอง”

          มันคงอยากได้มากถึงพยายามอ้อนเขาสุดๆ ขนาดกล้ายกคำเรียกแบบสาวแหววมาหว่านล้อมเขาเชียวนะ คำนี้สาวๆ ในโรงเรียนของเขาใช้กันเยอะ เมื่อไหร่ที่ลงท้ายด้วย ‘ตัวเอง’ พวกหล่อนเป็นต้องได้สิ่งที่ตัวเองอยากได้ทุกครั้ง แต่คนอย่างนายประกาศิตไม่มีหลุดหน้ามืดเพราะคำประจบประแจงพรรค์นี้หรอก “ไม่ให้”

          “ให้หน่อยน่า” มันรีบยกมือขึ้นทำท่าสาบาน “เราจะเก็บมันไว้ในที่ที่ไม่มีใครแตะต้องได้เลยนะ”

          “ที่ไหน?” เขาหรี่ตาอย่างระแวงจัด

          มันจ้องมองไก่เขาแล้วค่อยๆ คลี่ยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ “ในท้อง”

          ไอ้ส้นตีน!

          เขาเหนื่อยจนขำ ในที่สุดก็เผลอหัวเราะประสานกับเสียงฮ่าๆ ดังลั่นของมัน

          “ตกลงว่าจะให้ไหม?” มันถามย้ำ

          เขาเผลอมองรอยยิ้มของมันจนตาลอยไปชั่วขณะ

          ไอ้น้อยนี่โตขึ้นอาจจะหล่อเทียบเท่า ‘พี่ยง’ เพื่อนรุ่นพี่ของเขาได้ทีเดียว ตอนเด็กๆ พี่ยงก็มีเครื่องหน้าคมเข้มแบบนี้แหละ พอโตมาก็หล่อฉิบหายวายป่วงจนสับรางแทบไม่ทัน ไอ้น้อยนี่ถ้าโตขึ้นรับรองสาวติดกันเกรียว

          เขายังอยู่ในโหมดกำลังเหม่อ ปากเลยเผลอแหย่กลับไปว่า “ดูสารรูปตัวเองซะก่อนไอ้น้อย ฉันกล้าท้าเลย พรุ่งนี้แกคลานไม่ไหวหรอก”

          “ถ้าไหวล่ะ?”

          “ไหวก็มา ฉันเล่นชนไก่อยู่ที่บ่อนท้ายตลาด ถ้ากล้ามาเล่นด้วยกันฉันจะยกไก่ให้เอาไปกินเลย”

          หึ! แขนเดี้ยงอย่างมันมีแต่ต้องนอนติดเตียงเป็นอาทิตย์ ยังไม่รู้ตัวอีก

          แต่มันกลับพยักหน้ารับด้วยสองตาพราวระยับ “พูดเองนะ”

         

          แต่มันก็ไม่มา...

          ตอนนี้บ่ายสามตรง ฝนเริ่มตั้งเค้า เขากับกลุ่มเพื่อนอาจจะต้องกลับก่อนกำหนดเวลาเพราะถ้าฝนเทลงมาการพายเรือท่ามกลางลำน้ำโขงที่เชี่ยววนจะไม่ปลอดภัยเป็นอย่างมาก ประกาศิตมองกิจกรรมชนไก่ตรงหน้า วันนี้ในบ่อนเปิดแทงทั้งหมดสิบห้าวง เจ้าเดวิดลงไปแปดวง ชนะรวบทุกวงเพราะฝ่ายตรงข้ามส่งแต่ไก่ฟอร์มรองลงมาท้าชน

          ‘ไก่ฟอร์มรอง’ หรือที่เรียกกันว่า ‘ไก่รองบ่อน’ ก็คือไก่ชนที่ทางบ่อนจัดหาไว้เป็นตัวสำรองเผื่อจำเป็นต้องนำมาชนในสภาวะฉุกละหุก หรือไม่ก็เป็นไก่ที่ไม่ได้สำคัญอะไร เอาไว้สำหรับชนเปิด–ปิดงานพอเป็นพิธีเพื่อไม่ให้ไก่ตัวเต็งต้องเหนื่อยจนเกินไป

          ตั้งแต่เช้ามาทางบ่อนส่งแต่ไก่ฟอร์มรองลงมาประลอง พวกนั้นอ้างว่าเมื่อคืนไก่ตัวเต็งลงชิงชัยในศึกใหญ่ที่ลานหลวงกันไปแล้ว หลายตัวจึงบอบช้ำยับเยินวันนี้เลยออกมาโชว์ฟอร์มไม่ได้ ทำให้ประกาศิตซึ่งหนนี้พาเจ้าเดวิด 23 หนึ่งในพ่อพันธุ์ตัวแชมป์ของฟาร์มตนมาหวังจะลับฝีมือกับแชมป์เจ้าถิ่นถึงกับอารมณ์เสีย

          ต่อให้ชนะได้เงินมาหลายหมื่นก็ไม่คุ้มกับ ‘ความเปลืองตัว’ ของไอ้เดวิดมัน

          ชนะไก่ฟอร์มรองจะไปสนุกอะไร!

          ท้องฟ้าคำรามครืนครั่น ฝนเริ่มโปรยเม็ดบางๆ บ่อนไก่เป็นแค่ลานโล่งแจ้งไร้หลังคา ผู้เล่นหลายคนจึงพากันขยับขยายย้ายวงกันไปเล่นตามใต้ต้นไม้บ้าง ในโรงเรือนบ้าง บางวงถึงกับหยุดเล่นกันไปก่อนรอให้ฝนซาเม็ดแล้วค่อยประกอบวงกันใหม่

          ประกาศิตมองไปยังร่างสูงของ ‘พี่ยง’ กับ ‘พี่เจ็ง’ เพื่อนรุ่นพี่ทั้งสองที่กำลังยืนหัวเราะต่อกระซิกอยู่กลางกลุ่มสาวลาวใบหน้าหวานใส ภาพเหล่านี้เขาเห็นจนชินตา พี่ยงมักเป็นที่ต้อนรับของสาวๆ ทุกวัยและทุกชนชาติ พวกหล่อนมองพี่ยงแบบน้ำลายหกเลยทีเดียว เขาและเพื่อนรุ่นพี่คนนี้อายุห่างกันสามสี่ปีแต่อีกฝ่ายกลับสูงตระหง่าน คล้ำเข้ม และดูอันตราย ขณะที่เขาในวัยสิบหกมีดีแค่ตัวใหญ่แต่ใบหน้ายังขาวใสดูเป็น ‘เด็กผู้ชาย’ อยู่เลย

          โลกมันก็ไม่ยุติธรรมอย่างนี้แหละ!

          เขาหยิบก้อนขนมปังขึ้นมาป้อนไอ้เดวิดที่อยู่ในอ้อมแขน จากนั้นก็หันเหความสนใจจากกลุ่มสาวสวยที่กำลังกรี๊ดกร๊าดกับเรื่องเล่าหลอกแดกของพี่ยงไปยังการละเล่นพื้นเมืองในโรงเรือนหลังคาทรงโดม

          ลาวกระทบไม้...

          ตอนนี้ฝนตกหนักกว่าเดิม ไก่ชนหลายวงหยุดการแข่งขันไปแล้ว ชาวบ้านที่ย้ายหนีฝนเข้ามาในโรงเรือนจึงหากิจกรรมสนุกสนานมาละเล่นกัน เด็กหนุ่มก้าวเข้าไปมองอย่างสนใจ คนกลุ่มหนึ่งนำไม้ไผ่สองลำมาร่วมละเล่น ไม้ไผ่ที่นำมานั้นมีขนาดเท่ากันยาวประมาณ 2-4 เมตร และใช้ไม้เนื้อแข็งเป็นหมอนรองปลายไม้ทั้งสองด้าน มีคนสองคนอาสานั่งกับพื้นจับปลายไม้ไผ่ทั้งสองข้างแล้วเคาะเป็นจังหวะตามเสียงเพลง

          กึงกึง–ก๊อก กึงกึง–ก๊อก

          คนร้องก็ร้องไป คนตีก็ตีไป ชาวบ้านที่ไม่ได้ทำอะไรต่างก็พากันเดินรำเข้ารำออก แหย่ปลายเท้าเข้าไประหว่างร่องไม้แล้วผลุบหนีก่อนที่มันจะกระทบเข้าหากัน ถ้าใครก้าวเท้าผิดจังหวะเพลงก็จะทำให้ยกเท้าหนีไม่ทัน และถูกไม้ไผ่คู่นั้นกระทบเท้าทำให้โดนปรับฟาวล์ ต้องหลุดออกจากวงร่ายรำทันที คนที่เหลืออยู่เป็นคนสุดท้ายก็จะนับว่าเป็น
ผู้ชนะ

          กึงกึง–ก๊อก กึงกึง–ก๊อก

          ประกาศิตยืนมองอย่างสนใจ แต่จู่ๆ เขาก็รู้สึกเหมือนเสียงไม้กระทบพื้นดังขึ้นเรื่อยๆ

          ดังอย่างน่าประหลาด ดังจนพื้นดินที่เหยียบอยู่สั่นสะเทือนไปด้วย

          กึงกึง–ก๊อก กึงกึง–ก๊อก

          เขาเหลือบตามองออกไปยังพื้นชื้นแฉะนอกโรงเรือนที่มีน้ำฝนขังเจิ่งนอง เด็กหนุ่มเบิกตาขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าผิวน้ำสั่นสะเทือนไปตามเสียงลาวกระทบไม้

          กึงกึง–ก๊อก กึงกึง–ก๊อก

          สายตาคมกริบตวัดมองไปยังเสาเหล็กของโรงเรือน พบว่ามันสะเทือนเป็นจังหวะ จากนั้นก็ตวัดสายตามองน้ำในแก้วที่วางอยู่บนโต๊ะ นั่นก็เช่นกัน

          เกิดอะไรขึ้น?

          จู่ๆ กิจกรรมตรงหน้าก็ค่อยๆ เลิกรา คนเชียร์บ่อนไก่แต่ละวงเบาเสียงลงจนสุดท้ายก็เงียบกริบ

          ชาวบ้านที่กำลังเล่นลาวกระทบไม้ก็เลิกกระแทก เลิกกระทบ สุดท้ายก็ถึงกับเลิกรำ

          ประกาศิตเบือนหน้าไปมองพี่ยงกับเพื่อนๆ ที่มีสีหน้างุนงงไม่ต่างกับเขา กลุ่มเด็กต่างถิ่นยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นแต่พวกชาวบ้านโดยรอบกลับทรุดตัวลงหมอบกับพื้น บ้างก็ยืนก้มหน้าก้มตาเนื้อตัวแข็งเกร็งเหมือนหวาดกลัวอะไรบางอย่าง

          มีอะไร! เกิดอะไรขึ้น! ใครมา... หรือว่าจะเป็นตำรวจ!

          ถ้าเป็นตำรวจพวกเขาต้องรีบเผ่นเพราะแอบหนีเข้าเมืองโดยไม่มีบัตรผ่านทาง

          จากปลายหางตาของประกาศิต พี่ยงถูกสาวลาวคนหนึ่งดึงรั้งให้คุกเข่า เพื่อนที่เหลือของเขาก็เลยทำตาม ทุกคนพากันนั่งลงกับพื้นแล้วก้มหน้าเลียนแบบการกระทำของพวกชาวบ้าน ประกาศิตยืนหันรีหันขวางอยู่ครู่หนึ่ง ณ เวลานี้รอบตัวเขาไม่มีใครยืนแม้แต่คนเดียว ทุกกิจกรรมชะงักค้างกลางคันเหมือนเวลาถูกหยุดไว้ชั่วขณะ

          เสียงกึงกึง–ก๊อก ถูกแทนด้วยเสียง ตึง–ตึง

          พอเสียงตึง ตึง หยุดลง... เด็กหนุ่มก็หมุนตัวมองไปทางด้านหลัง จากนั้นก็อ้าปากค้าง

          ช้างโขลงเบ้อเริ่ม!!!

5. พระลอตามไก่

          ชายท้องถิ่นคนหนึ่งที่อยู่ใกล้ประกาศิตพยายามดึงให้เขาหมอบลงกับพื้น แต่เขาตัวแข็งค้างไปเสียแล้ว หมอนั่นกระตุกชายเสื้อเขาหลายหน พร่ำเตือนเสียงสั่น “หมอบสิไอ้หนู เร็ว! ช้างทรงขององค์รัชทายาทเสด็จ”

          ช้างทรง! สมัยนี้ยังมีอยู่อีกเรอะ!

          ประกาศิตยืนมองอย่างนิ่งงัน ดวงวิญญาณเหมือนถูกขว้างกลับไปในสมัยเมื่อสองร้อยปีก่อน

          ช้างที่ว่ามีอยู่ด้วยกันทั้งหมดเจ็ดตัว มองเหมือนกลุ่มภูผาลูกย่อมๆ

          คู่หลังสุดรูปร่างปราดเปรียว งาอวบสั้นตีวงโค้งจรดกัน พวกมันมีผิวสีเหลืองคล้ายสีใบตองแห้ง คนที่นั่งบนหลังเจ้าตัวขวาเป็นสตรีมากด้วยวัยท่าทางใจเย็น ด้านหลังมีสาวใช้วัยละอ่อนคอยพัดวีอยู่สองคน ส่วนเจ้าตัวซ้ายที่เดินคู่กันมีนางกำนัลในชุดพื้นเมืองสีแสดนั่งอยู่ โดยที่ในมือของหล่อนอุ้มปิ่นโตไม้และขนมขบเคี้ยว

          คู่ตรงกลางทั้งซ้ายขวาเป็นช้างที่มีผิวหนา ขนเกรียนสีทองแดง อก คอ คางใหญ่ นัยน์ตาขุ่น มีหางและงวงยาว แผ่นหลังของมันราบอีกทั้งยังมีงาอวบเรียวเหมือนแตรสังข์ คนที่นั่งอยู่บนหลังเจ้าตัวขวาเป็นเด็กหนุ่มอายุประมาณเดียวกับประกาศิต เด็กหนุ่มคนนั้นอกผายไหล่ผึ่ง ใบหน้าคมเข้มราวกับนายทหาร ส่วนตัวทางด้านซ้ายน่าจะเป็นนายทหารคนสนิทของเด็กหนุ่ม

          ส่วนคู่ด้านหน้าเป็นช้างผิวกายดำสนิท งาอวบงอน ที่น่าแปลกคือมันมีงาขวางดงามกว่างาซ้าย ลักษณะของงาตวัดอ้อมโอบงวง เท้าใหญ่ทรงน้ำเต้ากลม คอย่น หน้าเชิดอย่างเย่อหยิ่งขณะเยื้องย่าง คนที่นั่งอยู่บนหลังช้างทั้งซ้ายขวาเป็นเด็กชายสองคน อายุอานามน่าจะประมาณสิบปี ทั้งคู่โกนผมเสียจนเกรียนสั้นเหลือเพียงจุกตรงกลางกระหม่อมและแต่งตัวด้วยผ้าทอสีสันตระการตา

          ตัวที่เดินนำเด่นเป็นสง่ามีอยู่เพียงตัวเดียวคือตัวที่อยู่ด้านหน้า มันเป็นช้างสีขาวเผือกทั้งตัว และมีโครงร่างใหญ่ที่สุดในบรรดาช้างทั้งหมด ลักษณะเนื้อหนังดูอ่อนนุ่ม หน้าใหญ่ท้ายต่ำ ขนอ่อนสีเงินขึ้นเรียงเส้น งาอวบหนาสีทองเรียวรัดงดงามเป็นวงโค้งเหมือนจันทร์เสี้ยว มันมีคชลักษณ์งดงามกว่าช้างธรรมดาทั่วไป ดูสูงส่งอย่างที่ประกาศิตไม่เคยเห็นมาก่อน

          แต่ถึงอย่างนั้นมันกลับไม่โดดเด่นเท่าคนที่นั่งอยู่บนหลังมัน!

          ผู้ที่นั่งอยู่บนหลังช้างเป็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งมีใบหน้าที่คุ้นตาเขามาก หล่อนอายุประมาณสิบสองสิบสาม ริมฝีปากอวบอิ่ม ประกายตาคมเฉียบ แต่งกายธรรมดาสามัญด้วยการเกล้าผมทรงสูงทัดดอกจำปา สวมผ้าซิ่นทอลายพื้นเมือง

          หล่อนนั่งทรงตัวหลังตรงอยู่บนสัปคับ* สีทองที่วางอยู่กลางหลังช้าง ด้านหลังมีทหารสองนายในชุดมหาดเล็กของวังหลวงกำลังโบกแพนหางนกยูงเพื่อให้สัญญาณช้างหยุด

          มันเป็นภาพที่…

          เด็กผู้หญิงบนหลังช้างใช้มือข้างที่เข้าเฝือกหนีบไก่ตัวหนึ่งไว้กับอก ส่วนอีกข้างยกขึ้นสะบัดกลางอากาศพร้อมกับเปล่งเสียงห้าวดุออกมาคำหนึ่ง

          “จตุลังคบาท”*

          จบคำชายในชุดทหารทั้งสี่ที่เดินติดตามอยู่ข้างเท้าช้างเผือกก็กุลีกุจอวิ่งเข้ามาประสานมือลดหลั่นกัน เปิดทางให้เด็กหญิงเหยียบย่างต่างบันไดจากสัปคับพระคชาธารลงมายังพื้นดินเบื้องล่าง คนที่ติดตามมาด้วยอีกหลายชีวิตพยายามปูพรมรองรับใต้ฝ่าเท้า เพื่อมิให้หล่อนเหยียบย่ำลงบนพื้นดินที่แฉะไปด้วยน้ำฝน

          ทันทีที่ก้าวถึงพื้น หล่อนก็จ้องมองมาทางเขา กล่าวเสียงเรียบว่า “เรามาตามคำท้าได้ ถือว่าชนะแล้วใช่ไหม?” จากนั้นก็ยกนิ้วเรียวยาววาดผ่านอากาศ ชี้มายังไอ้เดวิดที่เขาอุ้มอยู่ ออกคำสั่งเสียงดังกังวานก้อง “เอาไปแกงส้ม”

          มีทหารกรูกันเข้ามาจากทั่วทุกสารทิศ ห้อมล้อมเขาอย่างมืดฟ้ามัวดิน

          ชาวบ้านรอบด้านตกใจกันยกใหญ่ ทุกคนได้ยินเสียงรองเท้าคอมแบตรัวกับพื้น มีเสียงขึ้นไกปืน ยื้อแย่ง ตามมาด้วยเสียงร้องของไก่ แต่ไม่มีใครสักคนที่กล้าเงยหน้าขึ้นมองว่าเกิดอะไรขึ้นกลางลาน

          ร่ำลือกันว่าพระพักตร์ขององค์รัชทายาทนั้นงามล้ำดั่งพระอินทร์ หากได้เห็นเพียงแวบหนึ่งอาจถึงขั้นตาบอดสี พวกคนเก่าคนแก่ที่ยังงมงายอยู่ในความเชื่อเหล่านี้พยายามก้มหัวให้ต่ำเข้าไว้ ทุกคนจึงได้ยินเพียงเสียงต่อสู้และเสียงคำรามลั่นอย่างไม่ยินยอมของประกาศิต

          “ขโมยจากมือเจ้าของไปหน้าด้านๆ แบบนี้ นี่หรือการตอบแทนความช่วยเหลือของฉันที่มีให้เธอเมื่อวานน่ะ!”

          เฮือก!

          คำด่าเมื่อครู่ไม่เบาเลย เหล่าทหารมองตากันปริบๆ บรรยากาศรอบด้านเงียบกริบมีเพียงเสียงหมุนส้นเท้าในยามที่องค์รัชทายาทหันมาเผชิญหน้ากับเจ้าของไก่ ท่านชายสองพระองค์ที่ติดตามมาด้วยรีบโผลงจากหลังช้างแล้ววิ่งเข้ามาเกาะข้อพระกรเสด็จพี่ ตรัสปลอบพระทัยเสียงเบา “เจ้าพี่...”

          “ไม่มีอะไร” เหนือเกล้าตบหลังมือพวกเขาแล้วหันไปทางพระนมที่มาด้วย “ขอเช็ค”

          พระนมรีบดึงกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาถวาย

          เหนือเกล้ารับมาแล้วยื่นส่งให้ประกาศิต “นี่เป็นสินน้ำใจที่ช่วยเราเมื่อวาน อยากจะกรอกตัวเลขเท่าไหร่ก็กรอกไป อนุญาตให้รวมค่าไก่ชนตัวนั้นเข้าไปด้วย”

          ประกาศิตนิ่งขึง ตวัดสายตาจ้องมองเช็คเปล่าที่ยังไม่ได้กรอกตัวเลขลงไป นับว่าคนตรงหน้าใจป้ำมากทีเดียว หล่อนกล้ายื่นเช็คเปล่าให้เด็กหนุ่มที่คร่ำหวอดอยู่ในวงพนันขันต่อเช่นเขา การกระทำแบบนี้ ถ้าไม่บ้าระห่ำก็อาจจะรวยมากแบบไม่แคร์อะไร หรือไม่... ก็อาจจะอยากลองเชิงเขา

          เด็กหนุ่มละสายตาจากขุมทรัพย์ตรงหน้าแล้วมองไปทางหล่อนอีกหน ไอ้น้อยคนเมื่อวานหายไป และถูกแทนที่ด้วยเจ้าหญิงรัชทายาทที่เพิ่งได้รับแต่งตั้งขึ้นเมื่อต้นปีที่แล้ว

          ข่าวเกี่ยวกับเด็กคนนี้แพร่สะพัดไปถึงฝั่งไทย อาจแพร่ไปไกลทั่วโลก เรียกได้ว่าไม่มีใครไม่รู้จักชื่อเสียงเรียงนามของหล่อน เขาเองก็ได้ยินมาเยอะอยู่แต่ไม่นึกว่าวันหนึ่งจะมีโอกาสยลโฉมอีกฝ่ายตัวเป็นๆ แบบยืนตาจ้องตาเหมือนในตอนนี้

          “รับไปสิ” หล่อนเอ่ยย้ำอีกหนด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ไม่แยแส

          เขามองไปทางด้านหลังของหล่อน เห็นไอ้เดวิดดิ้นดุ๊กดิ๊กอยู่ในอ้อมแขนของนายทหารคนหนึ่ง พอเห็นดังนั้นก็พลันรู้สึกว่าโลกนี้มันแย่กว่าที่คิด เขาไร้ยศศักดิ์ เป็นเด็กไทยธรรมดาๆ จะเอาอะไรไปงัดข้อกับองค์รัชทายาทได้

          ประกาศิตเอื้อมมือไปหยิบเช็คที่อีกฝ่ายยื่นส่งให้ ปากก็เอ่ยว่า “การที่คนสักคนเกิดมาสูง เป็นเจ้ามหาชีวิตของคนอื่นๆ นั่นอาจหมายความว่าสวรรค์ต้องการให้เขาคนนั้นมีชีวิตเพื่อคนอื่น ดูแลคนอื่น ไม่ใช่ใช้อำนาจในมือกลั่นแกล้งรังแกคนที่อยู่ต่ำกว่าเขา...”

          กล่าวจบก็ฉีกเช็คใบนั้นเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แล้วปล่อยให้เศษเสี้ยวของมันลอยละล่องลงสู่ดิน

          “บ้านฉันไม่รวย เราทำค่ายมวยแบบพอกินพอใช้ แต่ต่อให้ไม่รวยฉันก็ไม่เคยเอาวิชาหมัดมวยที่ตัวเองเรียนมาตั้งแต่เกิดไปรังแกคนที่ตัวเล็กกว่า...” เขาตวัดสายตาคมกริบจ้องมองใบหน้าตื่นตะลึงของเจ้าหญิง “เธอทำให้ฉันแอบคิดไปว่า เมื่อวานไม่น่ายื่นมือเข้าไปช่วยเธอเลย... อีน้อย”

          ประกาศิตไม่สนใจอะไรอีก เขาหมุนตัวตั้งท่าจะเดินออกจากลานบ่อน

          ก็แค่ไก่ตัวเดียว อยากได้ก็เอาไป

          ทว่า...

          “เดี๋ยว!” เสียงห้าวดุดันรั้งเขาไว้อย่างทรงอำนาจ

          ประกาศิตหยุดเดินแต่ไม่ยอมหมุนตัวกลับไปมอง ได้แต่กำหมัดแน่น

          “ไม่ใช่นายหรอกเหรอที่บอกว่าถ้าวันนี้เรามาได้ จะยกไก่ตัวนั้นให้เรากิน” หล่อนทวนคำมั่น

          เขายกมุมปากขึ้นเล็กน้อย “ไม่ใช่เธอหรอกเหรอที่เพิ่งยื่นเช็คไม่ระบุตัวเลขให้ฉัน รวยขนาดนั้นคงไม่ได้อยากได้ไก่ชนไปทำแกงส้มหรอกมั้ง...”

          “หันหน้ามาแล้วคุยกันดีๆ”

          “ใครเป็นคนออกคำสั่ง” เขาถามกลับ “เจ้าหญิงรัชทายาท หรืออีน้อย?”

          “จะใครสั่งก็เหมือนกัน”

          “ไม่เหมือน! เพราะถ้าเป็นอีน้อยคนเมื่อวานกูรู้จัก แต่เจ้าหญิง... ไม่รู้จัก!”

          เมื่อสรรพนามกูมึงเริ่มมา เหล่าทหารก็เริ่มมองตากันแล้ว

          ความเงียบเข้าครอบงำบรรยากาศโดยรอบอีกหน คราวนี้หนักหน่วงกว่าเดิมจนกลุ่มชาวบ้านทนก้มหน้าต่อไปไม่ไหวอีก หลายคนเริ่มไม่กลัวคำขู่เรื่องตาบอดสี ต่างพากันลอบชำเลือง ‘ไก่ชนสองตัว’ ที่ตั้งหน้าตั้งตาจิกกันอย่างดุเด็ดเผ็ดมันส์แบบไม่สนสี่สนแปด

          “เอาล่ะ สารภาพก็ได้ ฉันอยากได้ตัวของนายไปเป็นพ่อพันธุ์” เจ้าหญิงยอมเอ่ยออกมาในที่สุด

          ทุกคนเกิดอาการหายใจไม่สุดปอด!

          โดยเฉพาะอย่างยิ่งประกาศิต เขาหันขวับมาทันที “ตัวของฉัน?”

          “ไก่...” หล่อนชี้ไปยังไอ้เดวิดที่กำลังอ้าปากกลืนข้าวสุกจากมือทหาร “ตัวนั้นของนาย”

          แล้วไป...

          “เธอรู้ได้ไงว่าพันธุ์มันดี” เขาถาม

          “ก็เมื่อวานมันแสดงฝีมือให้คนเห็นไปทั่วทั้งลาน ฟาดซะไอ้แดงขนร่วงเป็นกระจุก”

          “แค่นั้นน่ะนะ มันอาจกำลังโมโหหิวอยู่ก็ได้”

          “นายหมายความว่ายังไง?”

          “ฉันจะบอกอะไรให้อย่าง ไก่ที่ชนเก่ง เคล็ดลับไม่ได้อยู่ที่ไก่ แต่มันอยู่ที่คนฝึก”

          คราวนี้ไม่เพียงแต่เหนือเกล้า เพราะเหล่าเซียนไก่ชนหูผึ่งกันทั้งลาน

          “บ้านฉันมีไก่อย่างไอ้เดวิดอยู่เกือบร้อย ทุกตัวชื่อเดวิด มีโครงสร้างพิมพ์เดียวกันจิกเก่งเหมือนกันหมด เธอคิดว่าพวกมันโชคดีที่เกิดมาเก่งเหมือนกันทุกตัวเลยงั้นสิ?”

          เหนือเกล้าตะลึง

          “นักฟุตบอลที่เก่งยังต้องอาศัยผู้จัดการทีมชั้นเซียน ไก่ก็เหมือนกัน มันไม่มีความคิดอ่าน คนที่วางรากฐานทั้งหมดให้มันก็คือคนเพาะเลี้ยง ต่อให้เธอเอาไอ้เดวิดไปก็ไม่มีประโยชน์หรอกเพราะมันจะห่วยแตกทันทีถ้าไม่มีฉัน...”

          เธอหลุบตาลงมองพื้น สมองครุ่นคิดตาม

          “เอาอย่างนี้” ประกาศิตเสนอ “ถ้าไม่เชื่อก็ลองมาชนกันสักตั้งไหมล่ะ ฉันยอมให้เธอควบคุมไอ้เดวิดเลย ส่วนฉัน...” เด็กหนุ่มหันรีหันขวาง สุดท้ายสายตาก็มองตรงไปยังไก่ที่เหนือเกล้าอุ้มอยู่ “จะชนสู้กับไอ้เดวิด... ด้วยไก่ของเธอเอง”

6. ต้องสอยเซียนไก่

 

          ข่าวองค์รัชทายาทท้าชนไก่กับเด็กต่างถิ่นแพร่สะพัดรวดเร็วเหมือนไฟลามทุ่ง

          เหล่าพสกนิกรตีตั๋วเข้ามาเชียร์ในบ่อนจนตั๋วขายหมดเกลี้ยงภายในสิบห้านาที

          ชายป่ากว้างด้านหลังบ่อนแต่ก่อนเคยสร้างเป็นลานอนุบาลไก่เกิดใหม่ แต่ตอนนี้รื้อทิ้งไปแล้วจึงเหลือที่ว่างพอให้กลุ่มคนในวังพาพญาคชสารสีเผือกและโขลงช้างน้อยใหญ่ไปนอนเล่น ระหว่างนั้น โอเดียน สุวันเพ็ง สหายสนิทของเหนือเกล้าก็เดินตรงเข้ามาหาพร้อมด้วยสีหน้าชื่นมื่น มาถึงเขาก็ทรุดกายลงนั่งแทบเท้าเธอ เอ่ยปากด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย

          “ไม่เห็นต้องทรงเป็นกังวลเลยพ่ะย่ะค่ะ เมื่อวาน... ทั้งตัวกระหม่อมเองและฝ่าบาทต่างก็เห็นกับตาว่าไก่ที่ชื่อเดวิดตัวนี้เก่งขนาดไหน เป็นไปไม่ได้ที่เท็ดดี้จะเอาชนะมัน...” โอเดียนยื่นมือมาลูบหางที่ยาวเกือบเมตรของเจ้าเดวิดอย่างชื่นชมออกนอกหน้า “แม้แต่เจ้าแดงกับเจ้าเขี้ยวเงินยังต้องยอมลงให้ไก่ตัวนี้ ฝ่าบาทได้เจ้าเดวิดมาชนให้ฝั่งของพระองค์ ลางชนะลอยมาเห็นๆ”

          ไม่หรอก เธอไม่ได้กังวลเรื่องเดวิด...

          เท็ดดี้ต่างหากที่เธอกำลังคลางแคลงใจ เท็ดดี้เป็นไก่ที่เธอเลี้ยงมาตั้งแต่ฟักออกจากไข่ จุดอ่อนจุดแข็งทั้งหมดของมันเธอล่วงรู้เป็นอย่างดี เท็ดดี้เป็นไก่ตีดุแต่ความจริงแล้วมันมีลิมิตเรื่องเวลา เมื่อไหร่ที่ตีนานเกินสิบนาทีเท็ดดี้จะหมดแรงและเริ่มวิ่งหนี... เด็กหนุ่มคนนั้นจะใช้วิธีไหนควบคุมมันนะ?

          “ได้เวลาแล้วพ่ะย่ะค่ะ” โอเดียนกระซิบเตือน

          เหนือเกล้าลุกขึ้นยืน ก้าวออกไปตรงลานหน้าบ่อน แล้วออกคำสั่งดังก้องอย่างองอาจ “ล้อมลาน!”

          กลุ่มของประกาศิตที่นั่งกินข้าวกล่องอยู่บริเวณนั้นหันขวับไปมอง ประชาชนทั้งหลายก็เช่นกัน เมื่อพวกเขาเห็นองค์รัชทายาทตัวเป็นๆ ก้าวออกมาจากประตูเชื่อมลานทางด้านหลังก็พากันฮือฮาเสียงเซ็งแซ่ กว่าครึ่งทรุดตัวลงนั่งพับเพียบเรียบร้อยเหมือนมาฟังเทศน์ในวัด บางคนที่ใจกล้าหน่อยถึงกับยกกล้องขึ้นมาส่องถ่ายแต่ก็โดนมหาดเล็กที่ยืนยามอยู่บริเวณนั้นริบไปต่อหน้าต่อตา

          เหนือเกล้าทรุดตัวลงนั่งในตำแหน่งของผู้ท้าชน จ้องมองไปยังประกาศิตที่นั่งรออยู่อีกฟากลาน เขากำลังนั่งขัดสมาธิกับพื้น ล้อมวงกินข้าวกล่องมื้อเย็นกับเพื่อนอีกสามสี่คน หนึ่งในนั้นสะกิดและชี้มาทางเธอ เขาเลยเอี้ยวตัวหันมามอง

          ตาสองคู่สบประสานกันข้ามฟาก

          เด็กหนุ่มยกกระป๋องเบียร์ในมือขึ้นสูงแล้วส่งยิ้มทักทาย

          เธอจ้องนิ่ง สักพักก็ตวัดสายตาไปทางอื่นแล้วยกมือโบกเบาๆ กลับไปทีหนึ่ง

          สัญญาณนี้ส่งออกไปพร้อมกับการขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวอย่างเร่งรีบของกลุ่มคนที่อยู่ตรงกลางลาน เชือกสามสี่พับถูกดึงมากางล้อมเนินดินทรงกลม จากนั้นก็โรยทับด้วยทรายบางๆ ตรงหน้าดินอีกชั้นหนึ่ง เพื่อไม่ให้เสียเวลาเพราะใกล้ค่ำเข้าไปทุกที ทางบ่อนจึงประกาศเชิญไก่นักสู้ของทั้งสองฝ่ายออกมาแนะนำตัวเองให้ผู้ชมรอบด้านเห็นโครงสร้างกล้ามเนื้อแบบชัดถนัดตา

          เริ่มจากเจ้าเท็ดดี้ขององค์รัชทายาท

          พนักงานคนหนึ่งก้าวเข้าไปพูดคุยกระซิบกระซาบกับหนุ่มๆ ฝั่งโน้นสักพักก็อุ้มเจ้าเท็ดดี้มาไว้ในอ้อมแขนแล้วพาเดิน เปิดปีก รูดขน พลิกไปพลิกมาให้เหล่ากองเชียร์ได้เห็นกับตาตัวเองว่าไม่มีอะไรซ่อนเร้นอยู่ในตัวไก่ เหนือเกล้ายกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มหลังจากได้ยินฝูงชนรอบด้านพากันฮือฮาเสียงดังระหว่างที่ชื่นชมเจ้าเท็ดดี้

          ‘เท็ดดี้’ หรือ ‘ไอ้หมีใหญ่’ ของเธอเป็นหนุ่มหล่อลูกผสมสองสายเลือดระหว่างพม่ากับไซง่อนที่มีการพัฒนามายาวนานกว่าสายพันธุ์อื่นๆ เจ้าตัวนี้กระดูกแข็งโครงสร้างดี ลูกตีเผ็ดจี๊ด แต่มันจะตีแรงในช่วงเวลาสิบนาทีแรกเท่านั้น นี่คือปัญหาที่ฝ่ายนั้นคงยังไม่รู้

          พนักงานอีกคนคลานเข่าเข้ามากราบตรงหน้า เหนือเกล้าจึงหันไปพยักหน้าให้โอเดียนที่กำลังอุ้มเจ้าเดวิด เขาส่งมันให้พนักงานอย่างเสียมิได้ จากนั้นพนักงานก็ทำเหมือนเมื่อครู่คือยกปีก กรีดหางเจ้าเดวิดให้กองเชียร์ทั่วทั้งลานได้ชมอย่างใกล้ชิดว่าไม่มีอะไรซ่อนเร้นแอบแฝง

          เดวิดของประกาศิตเป็นสายพันธุ์เหลืองหางขาวพระเจ้าห้าพระองค์ ธรรมดาแล้วสายพันธุ์นี้จะมีขนสร้อยสีเหลืองสดใสเหมือนกันตลอดทั้งตัว แต่เจ้าเดวิดกลับมีสีสร้อยแดงสลับกับกลุ่มขนสีเขียวหยกมันระยับจนเป็นที่น่าประหลาดใจ นักเลงไก่ชนหลายคนพยายามทายว่ามันเป็นลูกเสี้ยวระหว่างสายพันธุ์ไหนบ้าง ไม่ทันได้ถกกันสักเท่าไหร่เสียงตีระฆังเรียกของกรรมการบ่อนก็ดังขึ้น

          ประกาศิตมองข้ามลานไปยังร่างที่นั่งยืดหลังตัวตรงขององค์รัชทายาท หล่อนนั่งอยู่บนพื้นไม้ที่ยกสูงกว่าพวกเขาสองระดับ และตอนนี้หล่อนก็กำลังโน้มร่างวางข้อศอกลงกับเข่าด้วยสีหน้าครุ่นคิด มือข้างที่ไม่ได้เข้าเฝือกคีบถ้วยชาเล็กๆ ขึ้นมาจิบ สองตาคมกล้าจับจ้องอยู่แต่ในสนามรบ

          พี่ยงถองศอกสะกิดเขา เอ่ยเย้าเสียงกลั้วหัวเราะ “ไก่มึงนี่เจ๋งจริง หลอกล่อพระลอให้ตามมาได้ถึงที่นี่ ฮ่าๆๆ”

          เขาถองศอกกลับอย่างเก้อเขิน แต่สุดท้ายก็หัวเราะตาม...

          พระลอเหรอ?

          อืม... เป็นเรื่องจริง พระลองี่เง่าองค์นี้ไล่ตามไก่ของเขาอย่างบ้าคลั่งมาตั้งแต่เมื่อวานแล้ว

          เป็นคนประเภทอยากได้อะไรก็ต้องได้สินะ?

          เขากวาดสายตาจับจ้องไปยังร่างไอ้น้อย... ไม่ใช่สิ... อีน้อย ที่กำลังเปลี่ยนท่านั่งรอชมการชนไก่อย่างหงุดหงิด มันยกเท้าซ้ายขึ้นพาดกับหัวเข่าขวาในท่านั่งไขว่ห้างแล้วกางศอกวางลงไปอีกที มือข้างที่ยังดีลูบไล้ปลายคางด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

          เมื่อวานตอนที่นึกว่ามันเป็นเด็กผู้ชายเขายังคิดว่ามันหล่อแบบไม่มีใครเทียบ แต่วันนี้พอได้รู้ว่ามันเป็นเด็กผู้หญิง เขายิ่งแทบไม่เชื่อสายตาเข้าไปอีก

          จะมีเด็กผู้หญิงคนไหนที่คมเข้มถึงขั้นนี้ ทั้งรูปหน้า เรือนร่าง ทุกอย่างที่ประกอบขึ้นมาเป็นองค์รัชทายาทหาความสวยไม่เจอ ไม่หวานละมุนตาชวนให้ถนอมอะไรทั้งนั้น มีเพียงความรู้สึกยิ่งใหญ่ น่าเกรงขามและเกินเอื้อม เขาเคยรู้สึกแบบนี้กับบรรดาตัวต่อหุ่นยนต์ที่เท่จัดๆ จระเข้ตัวโตที่เขี้ยวคมๆ หรือมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ที่แกร่งเฉียบเสียงเบิ้ลดังบึ้มๆ อลังการ

          แต่ไม่เคยรู้สึกแบบนี้กับเด็กผู้หญิง... อีน้อยเป็นคนแรก

          “เริ่มได้!”

          เจ้าของไก่ทั้งสองฝ่ายผุดลุกขึ้นทันที ไอ้เดวิดเปิดศึกก่อนใครด้วยการเดินตรงเข้ามาเสิร์ฟหน้าแข้งอย่างรุนแรง ลีลาของมันเด็ดดวงถึงลูกถึงคนเหมือนตอนที่ใช้จิกกัดไอ้แดงจนเลือดสาดมาแล้วเมื่อวาน เมื่อครู่โอเดียนเปลี่ยนสูตรอาหารให้มัน แถมยังช่วยตะไบเดือยและขริบปลายปีกที่รกรุงรังให้ ยิ่งช่วยเพิ่มความคล่องตัวให้มันเข้าไปอีก

          เหนือเกล้าทอดสายตามองไปยังอีกฟากของลาน เห็นประกาศิตยืนจ้องมองลีลาการชนของไอ้เดวิดเหมือนจะรู้อยู่แล้วว่ามันต้องเปิดเกมแบบนี้ เขาเงยหน้าขึ้นสบตาเธอแวบหนึ่งแล้วยกมือขวาชี้นิ้วกลับมาหาเธออย่างท้าทาย ท่าทางมั่นใจเกินร้อยของเขาทำให้เธอแอบสะดุ้ง อยากรู้เหลือเกินว่าระหว่างพักไก่หนึ่งชั่วโมงก่อนเขาทำอะไรกับไอ้เท็ดดี้ ถึงได้ดูมั่นใจนัก

          ประกาศิตผิวปากทีหนึ่ง เจ้าเท็ดดี้ที่กำลังโดนไล่อัดก็เตะขาซ้ายแล้วชิ่งออกข้างทันที

          หืม?

          เหนือเกล้าหรี่ตา มองไก่ที่ตัวเองเลี้ยงมากับมือไล่เตะคู่ต่อสู้ด้วยลีลาการเตะทีหนีที เตะซ้ายสไลด์ข้างซ้าย เตะขวาอีกทีแล้ววิ่งสไลด์ออกข้างขวา เรียกเสียงเฮฮาจากผู้ชมที่ชอบสไตล์การหลอกล่อแบบแหย่ไปแหย่มา เซียนไก่คนหนึ่งป้องปากตะโกนขึ้นมาว่า “พม่ารำวงนี่หว่า”

          เหนือเกล้าสะดุดใจ... จริงด้วยพม่ารำวง!

          ‘พม่ารำวง’ เป็นการชนที่มีสไตล์หยอกแหย่และหาโอกาสตีตื้น เมื่อคู่ต่อสู้เดินเข้าหามันจะวิ่งหนีระยะสั้น วนซ้าย วนขวาไปมาแล้ววกกลับมาตบมาเตะด้วยหน้าแข้งระหว่างที่คู่ชนกำลังมึนงง เรียกได้ว่าเป็นลีลาการชนที่ไม่ยอมให้คู่ต่อสู้ได้เข้าใกล้ตัว ทุกครั้งมันจะวิ่งหนีออกห่างประมาณ 3-4 ก้าว แล้วจะวกกลับมาเตะจนคู่ต่อสู้หลงทิศหลงทาง

          “เชิงคุมบน!” เหนือเกล้าออกคำสั่ง

          ทหารนายหนึ่งรีบกรากเข้าไปใกล้ลานแล้วโยนอาหารเม็ดขึ้นฟ้า

          เจ้าเดวิดที่โดนป้อนอาหารเม็ดมาตลอดสิบนาทีก่อนหน้า พอได้กลิ่นก็จำได้ รีบขยับปีกทะยานขึ้นจิกขนมก้อนกลิ่นหอมอย่างฮึกเหิม พอได้ขยับปีกก็ไม่ยอมเอาเท้าเรี่ยพื้นอีก มันบินวนไปมาเหนือหัวของเจ้าเท็ดดี้ พยายามต่อตีด้วยการจิกหลังคออีกฝ่าย

          เหนือเกล้ายิ้มเย็น หันไปเลิกคิ้วส่งให้นายประกาศิต ดูสิว่าหมอนั่นจะแก้เกมยังไง!

          อีกฝ่ายยิ้มตอบ เขาหันไปตะโกนบอกกลุ่มเพื่อนที่มาด้วยกัน

          “ม้าล่อยาว!”

          เด็กหนุ่มทั้งกลุ่มเคลื่อนไหวทันที!

          เหนือเกล้าเห็นพวกเขากระจายตัวไปรอบลานกว้างพร้อมแผ่นกระดาษสีสะท้อนแสงในมือ มีการยกแผ่นกระดาษขึ้นกางแล้วขยับล้อกับแสงไฟนีออนที่ส่องอยู่เหนือโรงเรือน แสงวิบวับทอประกายหลากหลายสาดสะท้อนจนเกิดเกล็ดหลากสีวูบวาบไปตามลานดิน เจ้าเท็ดดี้ที่กำลังเสียทีถูกหันเหความสนใจให้วิ่งไล่ตะครุบตามเกล็ดสีเหล่านั้น

          เนื่องจากหนนี้เป็นการแข่ง ‘ไก่เทียม’ หรือไก่ที่ตนเองไม่ได้เลี้ยงมา ผู้ฝึกสอนแต่ละฝ่ายจึงสามารถงัดกลยุทธ์นอกรอบมาช่วยเหลือนักสู้ของตนได้เต็มที่ และฝ่ายของประกาศิตเตรียมตัวมาดีอย่างยิ่ง

          ความหมายของ ‘ม้าล่อยาว’ ก็ชัดๆ ตามชื่อชั้นเชิงนั่นคือการล่อให้ไก่ตัวเองวิ่งหนี เพื่อให้คู่ต่อสู้วิ่งตาม พอคู่ต่อสู้หมดแรงหรือ
เสียจังหวะไก่ตัวล่อจะวกกลับมาเพื่อหาช่องตี กลยุทธ์นี้คล้ายกับพม่ารำวงแต่จะล่อด้วยระยะทางที่ไกลกว่า เรียกว่าวิ่งวนรอบลานกันจนเหนื่อยเลยล่ะ

          ลักษณะการต่อสู้แบบนี้เหมาะกับเจ้าเท็ดดี้ที่ถนัดวิ่งหนี ซ้ำยังเหมาะจะรับมือกับเจ้าเดวิดที่บินสูงอยู่ตลอดเวลาจนใกล้หมดแรงอยู่รอมร่อ

          แล้วก็ได้ผล หลังจากวิ่งล่อไปไม่ถึงสิบนาทีเจ้าเดวิดก็เหนื่อยอ่อนหมดแรงสยายปีก มันโฉบลงบนพื้นเพื่อหยุดพัก จังหวะนั้นเองเจ้าเท็ดดี้ก็วกกลับมาสาดหน้าแข้งเข้าใส่คู่ต่อสู้อย่างดุร้าย เผลอๆ ก็มุดเข้าไปใต้ปีกแล้วจิกตีไปตามส่วนที่อ่อนนุ่มของลำตัวเหยื่อ

          เจ้าเดวิดโก่งคอร้องลั่น สะบัดปีกพั่บๆ อย่างตกอกตกใจ ขนกลุ่มหนึ่งถูกกระชากออกมาจนเกลื่อนลาน

          เจ้าของบ่อนรีบตีระฆังหมดยกอย่างไม่รีรอ!

---------------------

 

          ครึ่งชั่วโมงหลังจากนั้นเธอก็ยังช็อกอยู่

          เหนือเกล้านั่งเงียบๆ ตามลำพังอยู่ตรงลานหลังบ่อน กำลังสาละวนกับการทายาชาให้เจ้าเดวิดที่ขนแหว่งไปกระจุกหนึ่ง

          การชนไก่แมตช์ที่เพิ่งผ่านพ้นไปเปิดหูเปิดตาและเปิดโลกของเหนือเกล้าอย่างมาก เธอไม่อยากจะเชื่อว่าไก่ดุอย่างเจ้าเดวิดจะพ่ายแพ้ให้กับไก่ขี้ตื่นอย่างเจ้าเท็ดดี้ของเธอได้

          จริงหรือที่ผู้ฝึกสอนมีผลต่อการแพ้ชนะมากกว่าสายพันธุ์ของไก่?

          หากว่าใช่... เรื่องนี้พลิกความรู้ทั้งหมดที่เธอเคยได้ยินมา

          ถ้าอย่างนั้น ก่อนหน้านี้ที่เธอเอาเท็ดดี้เข้าสู้กับไอ้แดงของชายกฤษแล้วมีสภาพยับเยินไม่เป็นท่า นั่นไม่ใช่เพราะเท็ดดี้ไม่ดี แต่เป็นเพราะเจ้าของอย่างเธอไม่เก่งพอใช่หรือเปล่า?

          ความรู้สึกผิดโถมทับหัวใจของเหนือเกล้า

          เจ้าเท็ดดี้ไม่ใช่ข้าวสายพันธุ์แคระแกร็น แต่เพราะนาที่ปลูกไม่สมบูรณ์พอต่างหาก

          พระนมเมียงๆ มองๆ มาจากทางด้านหลังลานอยู่หลายหนแต่ก็ไม่กล้าก้าวเข้ามาเรียก ตอนนี้ทุกคนรู้ดีว่าองค์รัชทายาททรงผิดหวังและงุนงงมากแค่ไหน สุดท้ายคนที่ก้าวเข้ามาปลอบใจกลับเป็นประกาศิต เขาอุ้มเจ้าเท็ดดี้ตรงเข้ามานั่งลงบนแคร่ไม้ข้างๆ แล้วยื่นส่งให้เธอ “อ่ะ... ไก่ตัวเก่งของเธอ ฉันเอามาคืน”

          อีกฝ่ายยื่นมือไปรับเงียบๆ

          “ยังอยากจะได้ไอ้เดวิดอยู่อีกหรือเปล่า?”

          เหนือเกล้ากอดไก่ของตนแน่น ส่ายหน้าช้าๆ แล้วเอื้อมมือไปดันเจ้าเดวิดส่งคืนให้เขา

          “วงการนี้ไม่มีพ่อพันธุ์ไก่เทพหรอก อยากฝึกไก่เทพเธอต้องเสาะหาเซียนไก่”

          อันนี้เรื่องจริง เธอเชื่ออย่างไร้ข้อกังขา

          “ฉันไปล่ะนะ” ประกาศิตลุกขึ้นยืน ปัดฝุ่นที่ติดกางเกง

          “จะไปไหน?” เธอหลุดออกจากเรื่องไก่ ให้ความสนใจกับคนตรงหน้าเป็นหนแรก

          “กลับบ้านน่ะสิ”

          “บ้านอยู่ไหน?”

          “ฟากกระโน้น” ชี้มั่วซั่วไปทางด้านหลังเหมือนไม่ใส่ใจนัก

          “แล้วจะมาอีกไหม?”

          “ไม่ค่อยได้มาบ่อย” เด็กหนุ่มไหวไหล่เบาๆ “ทำไม ยังอยากจะสอยไอ้เดวิดไปทำพันธุ์อยู่อีกเหรอ?”

          “จะเอาไปทำไม...” หล่อนตอบเบาๆ เหมือนบ่นกับตัวเอง “ก็นายบอกว่าวงการนี้ไม่มีพ่อพันธุ์ไก่เทพนี่”

          “ใช่... ไม่มี... ปลงได้ก็ดี” เขาตอบพลางขมวดคิ้ว

          ก็จู่ๆ อีน้อยมันหันมายิ้มให้เขา!

          “มีอะไรเหรอ?” เด็กหนุ่มถามอย่างระแวดระวัง

          “ไม่มีอะไร” อีกฝ่ายยิ้มกว้างเสียจนเขาตาพร่า “กำลังคิดว่าจะสอยเซียนไก่สักคน”

7. คบหา

 

 

          ต้นฤดูฝน อีกสองปีถัดมา

          “หัวมันคงไม่ไปน่ะพ่อ” เสียงปรามของแม่ดังขึ้น และก็เหมือนทุกที มันทำให้พ่อหยุดเกรี้ยวกราดใส่เขา อย่างน้อยก็สามสิบวิ

          ประกาศิตมองมือขวาของพี่ชายที่กำลังฉกปลาชิ้นสุดท้ายบนโต๊ะอาหาร ความจริงมันเป็นโควตาใน ‘ส่วนของเขา’ แต่ตอนนี้เขากำลังโดนพ่อด่าเรื่องเกรดการเรียนที่ย่ำแย่ แฝดพี่ที่เรียนดีกว่าก็เลยได้ใจ เขาร่ำร่ำจะสบถออกมาตอนที่ ‘ประกาศเกียรติ’ คว้าปลาของเขาเข้าปาก

          เด็กหนุ่มยื่นเท้าไปใต้โต๊ะแล้วถีบออกไปด้านหน้าอย่างจัง

          ผัวะ!

          โต๊ะญี่ปุ่นทรงกลมสั่นเล็กน้อย

          สี่คนพ่อแม่ลูกนั่งนิ่ง มีเพียงพ่อที่เกร็งมือเกร็งไม้จนหนวดกระดิก “อ้ายฝ้าย ถ้ามึงเรียนได้เกรดไม่ถึงสองแบบนี้ก็ไม่ต้องเรียนต่อแล้ว ออกมาช่วยกูทำค่ายมวย กูจะส่งอ้ายฝิ่นมันเรียนคนเดียวพอ”

          ผะ!

          โต๊ะสั่นอีกระลอก

          น่าจะมีการถีบคืนแต่ไม่โดนเขาสักนิด แฝดพี่ตวัดสายตาเยาะเย้ยส่งมาให้อย่างท้าทาย

          โถ โถ โถ... ถีบไม่โดนแล้วยังกล้าเยาะเย้ยอีก

          เสียงแม่ดังขึ้นอีกหน “แบบนี้จะดีหรือพ่อ ให้อ้ายฝิ่นย้ายไปเรียนมหาลัยที่กรุงเทพฯ คนเดียว ชาวบ้านรู้เข้าเป็นได้นินทากันตาย ดันน้องมันไปด้วยเถอะนะ ให้มันช่วยกันเรียนหนังสือ พี่อย่าเก็บอ้ายฝ้ายให้โง่เป็นควายดักดานอยู่ที่บ้านเกิดเลย ฉันสงสารลูก”

          ผัวะ!

          เขาถีบกลับไปอีกหน คราวนี้โดนมันจังๆ เสียงตีนปะทะเนื้อดังลั่นแม้แต่แม่ที่นั่งบ่นไม่หยุดยังเงียบเสียง

          ผะ!

          มันถีบกลับมาอีกแล้ว แต่ไม่โดนเขา ฮ่าๆๆ

          เอ๊ะ... แล้วโดนใคร?

          ในที่สุดพ่อเขาก็วางช้อน แล้วสรุปว่า “เอาอย่างนี้ เราอย่าเพิ่งพูดกันถึงเรื่องอนาคตเลย มาว่ากันเกี่ยวกับปัจจุบันดีกว่า” ว่าแล้วพ่อเขาก็จับขอบโต๊ะด้วยสองมือ จากนั้นก็เหวี่ยงโต๊ะญี่ปุ่นทรงกลมที่พวกเรากำลังนั่งล้อมวงกินข้าวโยนออกไปด้านข้าง ก่อนจะแผดเสียงลั่น

          “พวกมึงจะถีบกูอีกนานไหม?!”

          สองพี่น้องแตกฮือ

          ประกาศเกียรติวิ่งหนีลงทางบันไดบ้าน แต่พ่อของพวกเขาไวกว่า ไม่นานกระติบข้าวเหนียวใบหนึ่งก็ลอยหวือข้ามหัวแม่แล้วตรงดิ่งเข้ากระแทกหลังคอลูกชาย เด็กหนุ่มที่ไม่ทันได้ระวังกระเด็นร่วงจากบันไดไม้ขั้นที่สองลงไปนอนแอ้งแม้งอยู่บนพื้นปูนทางด้านล่าง

          ประกาศิตเห็นอย่างนั้นจึงเลือกหนีออกทางช่องหน้าต่าง เขาอาศัยความชำนาญส่วนตัวพาดมือพาดเท้าไปตามร่องไม้แล้วกระโดดลงพื้นด้วยปลายเท้าแผ่วเบา เสียงด่าของบิดายังดังขรมมาจากตัวเรือนทางด้านบน มีเสียงด้ามไม้กวาดแหวกอากาศ มีเสียงแม่ร้องห้ามตาม
สเต็ป

          ขอโทษที รอบนี้อยู่ให้ตีไม่ได้

          เขาอุตส่าห์แต่งตัวหล่อ ประเดี๋ยวบ่ายสองโมงอีน้อยจะมา...

 

            ร้านอาหารเจ้านี้ดังที่สุดในหนองคาย จึงนับเป็นแหล่งรวมนักเรียนนักศึกษา

          ทุกโต๊ะในร้านแน่นขนัดไปด้วยลูกค้า แต่ไม่มีใครสะดุดตาไปกว่าร่างสูงสง่าซึ่งนั่งอยู่ที่โต๊ะหมายเลขเจ็ดติดบานกระจกใส

          ลูกค้าผู้โดดเด่นคนนี้มาเพียงลำพัง หล่อนมีเรือนผมสีดำสนิทเกล้าเป็นมวยสูงกลางกระหม่อม ไรผมอ่อนนุ่มราวกับเด็กล้อมกรอบใบหน้าที่มีโครงสร้างเป็นเหลี่ยมเป็นมุม ทุกเครื่องหน้าของหล่อนดูแข็งกระด้างและเย่อหยิ่งจองหอง โชคดีที่ริมฝีปากกว้างเต็มเซ็กซี่ของหล่อนช่วยดึงภาพลักษณ์ไม่ให้เจ้าตัวดูดุจนเกินไป

          หล่อนสะกดตรึงแทบทุกสายตาในร้าน พวกหนุ่มๆ พากันมองอย่างตะลึงลาน ส่วนสาวๆ ก็ขยันแลมาบ่อยๆ ด้วยสายตาสนอกสนใจ แม้แต่บริกรที่ยืนรับออเดอร์ยังไม่กล้าเอ่ยปากเร่งสักคำ ได้แต่ยืนจ้องคุณลูกค้าหน้าเข้มท่าทางแปลกประหลาดคนนี้สองตาไม่กะพริบ

          ในที่สุดหล่อนก็ปิดแฟ้มเมนูอาหารแล้วผ่อนลมหายใจ “เอากะเพราหมู ไม่หวาน ไม่เผ็ด ไม่เค็ม ไม่ใส่พริกไทยแล้วก็ไม่ต้องใส่ใบกะเพรา”

          คนรับออเดอร์กะพริบตาปริบๆ สองที ยังคงยืนค้างตะลึงงัน

          “ใส่กล่องมาด้วย” หล่อนสำทับ

          “เอ่อ ไม่ทานที่นี่เหรอคะ?” บริกรถามอย่างประหลาดใจ ก็เด็กสาวคนนี้นั่งจองโต๊ะมาเป็นชั่วโมง ซ้ำยังแกะน้ำดื่มเรียบร้อยแล้ว

          “ทาน... แต่ฉันไม่ใช้จานช้อนส้อมร่วมกับสามัญชน ฉันพกของฉันมาเอง” กล่าวจบก็โบกมือไล่

          คนพวกนี้น่ารำคาญจริง ถามซอกแซกแม้แต่เรื่องจานชาม ไม่รู้หรือว่าช่วงเวลารับประทานอาหารเป็นช่วงที่ต้องเงียบสงบที่สุด คนเราจะเติมพลังให้กับชีวิตในสภาวะที่อึกทึกครึกโครมได้อย่างไร ยิ่งคิดก็ยิ่งเพลียจนแทบหมดแรง

          วันนี้ฝนตก กว่าเธอจะติดสินบนเด็กแจวเรือตรงท่าน้ำให้พายข้ามโขงมาได้ก็กินเวลาเกือบชั่วโมงทีเดียว นี่เป็นหนแรกที่เธอเดินทางมาฝั่งไทย แถมมาตามลำพังอีกต่างหาก มาแบบแอบลักลอบเข้าเมืองเสียด้วยนะ รู้ถึงไหนอายถึงนั่น

          ธรรมดาทุกต้นเดือน นายหมีใหญ่จะแจวเรือมาหาเธอที่ฝั่งลาว ทั้งคู่นัดกันบริเวณริมน้ำหลังวัดกวนกอง พอเขาไปถึงลาวเธอก็จะพาเขาเที่ยวสนุกสักสามสี่วันแล้วค่อยส่งกลับ แต่หนนี้เขาติดธุระกะทันหันและเพิ่งจะส่งข้อความผ่านเพจเจอร์ชวนให้เธอข้ามมาเที่ยวฝั่งไทยแทน

          เหนือเกล้าที่ไม่เคยนั่งเรือข้ามฝั่งมาก่อนรู้สึกหงุดหงิดแทบตาย แต่เพราะอยากเห็นบ้านเขาสักครั้งเธอจึงดิ้นรนมา รู้จักกันมาแล้วสองปี เธอพาประกาศิตเข้าไปเที่ยวในรั้ววังตั้งหลายหนแต่ตัวเองยังไม่มีเวลาไปเยี่ยมชมบ้านเขาเลยสักรอบ ได้แต่นั่งฟังเขาเล่าถึงพ่อแม่พี่ชายและค่ายมวยของตัวเองอย่างภาคภูมิใจ

          ระหว่างที่นั่งคิด จู่ๆ ก็มีใบหน้าผอมเรียวใบหน้าหนึ่งยื่นมาตรงหน้าพร้อมกับอวดรอยยิ้มที่ฉีกกว้างเกือบถึงหู “น้องสาว... มากินข้าวคนเดียวเหรอจ๊ะ?”

          เหนือเกล้าหรี่ตา ไม่ชินกับการทักทายของคนแปลกหน้าไม่ว่าจะมาดีหรือร้าย “เปล่า”

          “อ้าว... งั้นมากับใครทำไมพี่ไม่เห็น”

          เจ้าหญิงรัชทายาทยืดตัวตรง ล้วงมือเข้าไปในย่ามแล้วหยิบ .38 สีดำกระบอกหนึ่งขึ้นมาวางนิ่งๆ บนโต๊ะก่อนจะตวัดสายตามองคนทักอีกหน

          “อ่ะ... เอ่อ... ขอโทษครับ ไม่ได้มาคนเดียวจริงๆ ด้วย ไม่รบกวนล่ะครับ”

          เหนือเกล้าเก็บ ‘ไอ้ดำเพื่อนรัก’ กลับเข้าที่เดิมแล้วเคาะปลายเล็บกับหน้าโต๊ะเป็นจังหวะอย่างหงุดหงิด ในตอนนั้นเองร่างสูงร่างหนึ่งก็ถลาเข้ามาเกาะบานกระจกฝั่งด้านนอกของร้าน เขายกมือเคาะกระจกเรียกเธอ เด็กสาวหันไปมองตามเสียง แต่เนื่องจากฝนตกปรอยๆ ทั้งวันอากาศจึงขมุกขมัว กระจกทั้งบานขึ้นไอเป็นฝ้าขุ่น เธอเลยมองหน้าคนด้านนอกไม่ชัดนัก

          สักพักเขาคนนั้นก็จรดปลายนิ้วกับแผ่นกระจกบานใหญ่ เขียนตัวอักษรบนฝ้าไอน้ำ

          [wan nee narak jang loei]

          องค์รัชทายาทตะลึงค้าง เพ่งมองตัวอักษรที่อีกฝ่ายสื่อสาร

          [ru mai kid tueng mak jing jing]

          อะฮึ้ม... เธอรู้แล้วว่าใครยืนอยู่ด้านนอก เหนือเกล้าเคาะกระจกสองทีแล้วกระดิกปลายนิ้วเรียกให้อีกฝ่ายเดินเข้ามาในร้าน

          เขายิ้มร่า แล้วก้าวเข้ามาอย่างว่าง่าย

          วันนี้ประกาศิตแต่งกายด้วยชุดลำลองสีเข้ม ผมที่เริ่มยาวประบ่าของเขาดูยุ่งเหยิงเพราะลมฝน เธอมองเข้าไปในดวงตาของเขา เหนี่ยวรั้งตัวเองอย่างแน่นหนาไม่ให้ส่งยิ้มหวานตอบกลับ

          นายหมีใหญ่มาสายสี่สิบหกนาที ต้องมีการว่ากล่าวตักเตือนกันหน่อยแล้ว!

          “เฮ้...” เขาทักทายด้วยน้ำเสียงสดใส เกี่ยวปลายเท้ากับขาเก้าอี้แล้วลากมันออกมานั่ง “รอนานไหม?”

          “เมื่อครู่ทำอะไร?”

          ประกาศิตเบือนหน้าไปมองฝ้ากระจกที่ยังคงมีตัวอักษรยาวเป็นพืด “ก็เธอบอกว่าอ่านภาษาไทยไม่เก่ง ฉันเลยส่งข้อความหาเธอเป็นภาษาอังกฤษไง”

          “นั่นไม่ใช่ภาษาอังกฤษ!”

          “มีเอ อี ไอ โอ ยู จะไม่ใช่ได้ไง”

          คำตอบนี้กระแทกเธอจนหงายหลัง เธอมองเขาเรียกบริกรเข้ามาสั่งอาหารเพิ่มด้วยท่าทีสบายๆ มองโหนกแก้มสูง คิ้วเข้ม จมูกตั้งตรงและดวงตาสีนิลที่ล้อมกรอบด้วยแพขนตาดกหนาเย้ายวน

          แต่ละเดือนที่ผันผ่านทำให้รูปลักษณ์ของประกาศิตเปลี่ยนแปลงขึ้นมาก หลังจากผ่านร้อน–หนาว–ฝนร่วมกันมาสองรอบ เด็กหนุ่มอายุสิบหกที่เธอเคยรู้จักก็ค่อยๆ สลัดเปลือกอ่อนนุ่มแล้วลอกคราบออกมาเป็นชายหนุ่มอายุสิบแปดที่เธอไม่คุ้นตา

          คมเข้ม–ดึงดูด–เย้ายวนอย่างไม่น่าให้อภัย

          ทั้งๆ ที่ตกลงเป็นแฟนกันมาเจ็ดเดือน แต่เธอก็ยังไม่ชินสักที

          “ทำไมวันนี้มาช้านักล่ะ”

          “พ่อเรียกไปด่าน่ะสิ!” เขาปิดเมนูเสียงดังพั่บ “เทอมนี้อ้ายฝิ่นมันได้เกรด 3.8 ส่วนฉันทำได้ไม่ดีนัก คะแนนไม่พอยื่นสอบเข้ามหาลัยที่กรุงเทพฯ พ่อก็เลยเม้งแหลกลาญ”

          เขามักพูดถึงพี่ชายฝาแฝดด้วยน้ำเสียงติดรำคาญเสมอ
เหนือเกล้าไม่เคยเห็นตัวจริงของประกาศเกียรติ แต่ดูจากรูปถ่ายก็พอรู้ว่าสองพี่น้องมีใบหน้าลอกกันมาไม่ผิดเพี้ยน ต่างกันแค่แฟนเธอคล้ำกว่าพี่ชายเล็กน้อยและมีเขี้ยวซ้าย ในขณะที่อีกฝ่ายมีเขี้ยวขวา

          “ไปบ้านนายหนนี้ ฉันต้องเตรียมของฝากไปให้พ่อแม่นายไหม?”

          “ไม่ต้องหรอก” เขารีบบอกปัด “เราจะเล่นอยู่แถวฟาร์มไก่ ไม่ได้ขึ้นเรือน พ่อฉันยัง... เอ่อ”

          “ไม่รู้ว่ามีแฟน?” เธอต่อให้

          ใบหน้าเขาค่อยๆ ซับสีเลือดจนแดงจัด “คือ... ฉันหัวไม่ดีน่ะ กลัวว่าถ้าที่บ้านรู้เรื่องเธอเข้า พวกเขาจะโทษว่าเพราะมีแฟนถึงไม่ตั้งใจเรียน ทั้งๆ ที่ไม่เกี่ยวกับเธอซะหน่อย”

          เหนือเกล้าพยักหน้ารับเรียบๆ “ฉันติวให้ไหม?”

          “โอ๊ย ที่ฉันเรียนมันยากนะ ยิ่งเทอมหน้าเข้ามหาลัยยิ่งยากเข้าไปใหญ่ เด็กสิบห้าอย่างเธออ่านไม่เข้าใจหรอก”

          เด็กสาวอมยิ้ม “รู้ได้ไง...”

          อาหารของเธอมาเสิร์ฟพอดีทั้งคู่เลยเปลี่ยนเรื่องคุย เขาชะโงกหน้าเข้ามามองจานของเธอแล้วตีสีหน้าขยะแขยง “แหวะ! กินเข้าไปได้ไง ข้าวจืดๆ กับเศษหมูสับ”

          “เงียบไปเลย ไม่งั้นไม่ได้รองเท้านะบอกก่อน”

          ประกาศิตเลิกคิ้ว “ซื้อรองเท้ามาทำไม ก็บอกแล้วว่าช่วงนี้ฉันโตเร็ว ไม่ต้องซื้อ เสียดายตังค์”

          “ฉันไม่ได้ไปฝรั่งเศสทุกเดือนเสียหน่อย นานทีปีหน คว้าอะไรได้ก็คว้ามาฝากไปงั้นแหละ”

          “รอบนี้ไปเรื่องอะไร?”

          “โรงเรียน” พลั้งปากไปแล้วเหนือเกล้าก็แอบด่าตัวเองในใจ

          คำตอบของเธอทำให้ประกาศิตตาโต หลุดปากออกมาเสียงเข้ม “ไหนบอกว่าจะไม่ไปเรียนต่อต่างประเทศไงล่ะ!”

          ทีแรกกะไม่ตอบ แต่เมื่อเห็นเขาฮึ่มฮ่ำไม่เลิกเธอจึงอธิบายอย่างเสียมิได้ “ช่วงนี้ทางบ้านมีปัญหาภายในนิดหน่อย พ่อฉันเลยมองหาบ้านหลังที่สองเอาไว้เผื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน”

          “แต่เธอจะไม่ไปเรียนใช่ไหม?! ไม่ไปใช่หรือเปล่า!”

          เหนือเกล้าทำเป็นไม่ใส่ใจน้ำเสียงคาดคั้นของอีกฝ่าย ประกาศิตไม่สนใจในสิ่งที่เธอพยายามจะสื่อ ไม่ปลอบโยนเธอเรื่องปัญหาของทางบ้าน สนแต่จะฟังคำตอบในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับตัวเขาเท่านั้น

          ทั้งๆ ที่อายุห่างกันตั้งสามปีแต่นิสัยเขาเด็กมาก คนรักของเธอเป็นลูกชายคนเล็กจากครอบครัวสามัญชน เขาจึงมองโลกในสเกลที่เล็กแต่ปัญหาที่เธอกำลังเจอมันใหญ่กว่านั้น พอเขาถามย้ำมากๆ เธอจึงเงยหน้าสบตาและยื่นมือไปแตะหลังมืออีกฝ่ายอย่างปลอบประโลม สีหน้าบึ้งตึงของเขาถึงได้ผ่อนคลายลง

          สองนาทีที่ทั้งคู่แลกเปลี่ยนสายตากัน ดวงตาสีนิลของเด็กหนุ่มดูอบอุ่นขึ้น เปลี่ยนจากความร้อนเร่าเป็นนิ่งเงียบอย่างมีสติ

          “เด็กดี” ในที่สุดเธอก็เอ่ยออกมา “หากฉันจำเป็นต้องไป สัญญาว่าจะบอกนายเป็นคนแรก”

          ประกาศิตจ้องตอบดวงตาคมเฉียบของเหนือเกล้า หลุบตามองมือของทั้งคู่ที่กำลังกุมกัน จากนั้นก็พยักหน้ารับ

          เธอชอบปรามเขาด้วยคำว่า ‘เด็กดี’ ทุกครั้งที่เขาทำตัว ‘ไม่ดี’

          แรกๆ เขาคิดว่าตนถูกอีกฝ่ายประชด แต่พอคลุกคลีกับเธอ ได้ช่วยเธอฝึกไอ้เท็ดดี้ เขาถึงเพิ่งรู้ว่าเหนือเกล้าเรียกสัตว์ทุกตัวที่อยู่รอบกายว่า ‘เด็กดี’ ไปเสียหมด ม้าตัวโปรดก็เด็กดี ปลาก็เด็กดี ไก่ก็เด็กดี พอมามีเขา... เขาเลยกลายเป็นเด็กดีตามไปด้วย

          หวังอย่างเดียว... ขออย่าให้เธอมี ‘เด็กดี’ คนต่อไปก็แล้วกัน!

          “แล้วไปดูโรงเรียน เป็นไงบ้าง” ประกาศิตทำเหมือนชวนคุยไปเรื่อยเปื่อยทั้งๆ ที่ในใจตะกุยตะกายด้วยความอยากรู้

          อีน้อยจะไปเรียนต่อ... เป็นไปได้ไง? โลกของเขาเหมือนจะถล่มลงมา!

          เป็นไปได้สิ... เธอเป็นลูกคนรวยแถมยังมีความรู้กว้างขวาง ด้วยฐานะ ฐานันดรและมันสมอง เธอสามารถไปเรียนต่อที่ไหนก็ได้ในโลกนี้

          แล้วเขาล่ะ? เขามันหัวขี้เลื่อย เกรดไม่เอาไหน แถมที่บ้านก็ไม่ได้มีเงินถุงเงินถัง สุดท้ายเขาจะต้องถูกทิ้งอยู่ที่นี่คนเดียวน่ะเหรอ?

          พวกเราสนิทกันเหลือเกิน เขาไม่อยากคิดถึงโลกที่ไม่มีเหนือเกล้า

          “ถ้าเธอต้องไปเรียนต่อเมืองนอกจริงๆ ละก็ ฉันจะ... ขอให้พ่อส่งไปด้วย”

          อีกฝ่ายสำลักข้าวจนไอโขลกๆ รีบหยิบน้ำขึ้นมาดื่ม

          “ฉันพูดจริงๆ นะ!” เขาไม่มีภาระใดๆ กิจการค่ายมวยนั่นวันหนึ่งก็ต้องเป็นของพี่ชาย ตัวเขาเป็นอิสระต่อพันธะทั้งปวงของทางบ้าน อยากจะไปเรียนที่ไหนก็ต้องได้สิ “พ่อเคยบอกว่าถ้าฉันอายุครบยี่สิบจะปลูกบ้านให้ฉันหลังหนึ่ง ถ้าฉันไม่เอาบ้านน่าจะขอรับเป็นเงินก้อนแทนได้ ถึงตอนนั้นเธอก็อย่าลืมบอกฉันนะว่าจะไปเรียนต่อที่ไหน”

          เหนือเกล้าเงยหน้า สุดท้ายก็ยิ้มให้เขาบางๆ ไม่ได้ตอบอะไรทั้งนั้นนอกจากยิ้ม

          ประกาศิตหงุดหงิดกับรอยยิ้มที่ไร้เสียงตอบของเธอ คนรักของเขามีความเป็นตัวของตัวเองสูง เหนือเกล้ามักจะควบคุมทุกคนรอบด้านด้วยพลังแห่งความมุ่งมั่นอย่างไม่ผ่อนปรน ถ้าเธอไม่อยากพูดต่อให้คาดคั้นมากมายขนาดไหนก็จะไม่มีคำพูดหลุดออกมาจากปาก แต่ถ้าเมื่อใดที่เธอพูด คำพูดนั้นจะเปรียบดังคำประกาศิต

          ตอนนี้เธอไม่ตอบ ไม่รับปากอะไรทั้งสิ้น แต่เมื่อครู่เธอบอกแล้วว่าหากจำเป็นต้องไปไหนเธอจะบอกเขาเป็นคนแรก

          นั่นถือเป็นคำมั่นสัญญาได้แล้วมั้ง

          เด็กหนุ่มผ่อนลมหายใจ บังคับให้ตัวเองยิ้มตอบทั้งที่สี่ห้องหัวใจยังขุ่นมัว

          “จริงสิ ไหนล่ะรองเท้าที่บอกว่าซื้อมาฝาก?”

          ในที่สุดอีกฝ่ายก็มีสีหน้าผ่อนคลาย “นึกว่าจะไม่ถามซะแล้ว”

8. มีเรื่อง

            เพราะเหนือเกล้าจ่ายค่าอาหารด้วยเช็ค คนเลยมองมาทั้งร้าน

          ประกาศิตที่เพิ่งก้าวออกมาจากห้องน้ำต้องรีบวิ่งมาไกล่เกลี่ย หลังจากเคลียร์เงินเสร็จแล้วก็ลากเธอออกมาด้านนอก “นี่ไม่รู้จักพกเงินสดบ้างเลยเหรอ ไม่ใช่ว่าทุกอย่างจะเขียนเช็คจ่ายได้นะ”

          “เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินไม่ควรแตะต้องเงินสด มันดูไม่ดี”

          “ไม่ต้องดูดีไปเสียทุกอย่างก็ได้! หัดๆ ไว้บ้าง น้ำขวดละห้าบาทสิบบาทจะได้มีปัญญาซื้อกิน!”

          เขาเดินนำเธอไปที่ลานจอดมอเตอร์ไซค์อย่างหงุดหงิด แต่พอเห็นเธอเดินตามมาด้วยสีหน้าเรียบเฉยก็คลายความโมโหลงเล็กน้อย ข้อดีอย่างหนึ่งของเหนือเกล้าคือเธอไม่ขี้งอน ไม่น้อยใจ ไม่อะไรทั้งนั้น ต่อให้โดนด่าโดนประชดแทบตายเธอก็ปล่อยผ่าน และเลือกรับเฉพาะในสิ่งที่ตัวเองอยากได้ยิน ประกาศิตไม่เคยเจอคนที่มีพื้นนิสัยแข็งกร้าวแต่วางตัวได้สุขุมเป็นผู้ใหญ่อย่างนี้มาก่อน ถ้าหลับตาคุยกันแบบไม่มองหน้าเขาจะนึกว่าเธออายุสักปลายสามสิบ ไม่ใช่สิบห้าอย่างที่เป็นอยู่

          ตรงลานจอดรถมีเด็กช่างหลายคนยืนจับกลุ่มสูบบุหรี่กัน บางคนก็หิ้วนักศึกษาสาวหน้าตาจิ้มลิ้มมานั่งรวมตัวพูดคุยกันเป็นกระจุก ทุกคนนิ่งงันเมื่อเห็นร่างสง่างามในชุดเสื้อยืดสีขาวแขนกุดทับด้วยสไบสีเขียวใบไม้ สวมคู่กับผ้าซิ่นตีนจกสีเดียวกันยาวเสมอเข่า สาวๆ หลายคนอ้าปากค้าง พวกเด็กหนุ่มถึงกับผิวปากแซว

          ประกาศิตยืนแกร่วรอจนเหนือเกล้าเดินตามทัน ไม่แปลกใจที่เธอตรึงทุกสายตารอบด้านได้ชะงัด คนรักของเขาแผ่รัศมีแห่งความทระนงองอาจออกมาในทุกกิริยาเดินเหิน เธอเคลื่อนไหวสง่างามเหมือนนกยูงรำแพน ย่างก้าวไม่รีบไม่ร้อน ใบหน้าของเธอยึดกุมลมหายใจของคนมองและเปลี่ยนมันให้กลายเป็นความเคารพนับถือ พอก้าวมาถึงเธอก็ยื่นมือแตะท่อนแขนเขาเบาๆ สร้างคลื่นความร้อนที่น่าช็อกให้แล่นปราดไปทั่วร่าง

          “ไปกันเถอะ”

          เขาสูดลมหายใจเข้าอย่างภาคภูมิ รู้ดีว่าคนรอบกายทั้งชายหญิงกำลังริษยาตนอย่างหนักที่ได้เป็นเจ้าของความสนิทสนมนี้

          อย่าอิจฉาเลย... เพราะตัวเขาเองก็แทบไม่อยากจะเชื่อ ทั้งคู่เดินจูงมือกันไปยังช่องจอดมอเตอร์ไซค์ที่อยู่ด้านหลังสุด เพื่อจะพบว่าล้อหน้ามอเตอร์ไซค์ของประกาศิตถูกล่ามโซ่!

          “เฮ้ย! อะไรวะเนี่ย”

          เหนือเกล้ามองตาม รู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล

          มอเตอร์ไซค์สีดำคันใหญ่ของประกาศิตถูกกรีดเป็นแผลถากลึกรอบคัน มีการพ่นสีเป็นถ้อยคำหยาบคายตรงเบาะนั่ง กระจกมองซ้ายหักงอ ไฟหน้าแตกยับ ล้อรถด้านหน้ามีโซ่เส้นหนาล่ามติดอยู่กับเสาไฟฟ้าด้านข้าง มองแวบเดียวก็รู้ว่าความซวยกำลังจะมาเยือน

          เธอหรี่ตาลงเล็กน้อย เหลือบมองกลุ่มนักเรียนนักศึกษารอบด้านที่แสร้งยืนพูดคุยกัน มีกลุ่มหนึ่งยืนอยู่ไม่ไกลนัก ในกลุ่มประกอบด้วยเด็กหนุ่มแปดและสาวน้อยอีกสอง แต่ละคนอายุรุ่นราวคราวเดียวกับประกาศิต พวกเขาทำเป็นตะโกนโหวกเหวกหัวเราะเสียงดังและชำเลืองมาทางนี้เป็นระยะๆ

          ทันทีที่เหนือเกล้าหันไปสบตา พวกเขาก็เบาเสียงลง

          ระหว่างที่ประกาศิตวิ่งกลับเข้าไปในร้านอาหารเพื่อโทรเรียกตำรวจ เธอก็หมุนตัวแล้วก้าวตรงไปยังกลุ่มเด็กเกเรที่พอจะมองออกว่าเป็นตัวต้นเรื่อง ไม่มีใครคาดว่าเธอจะเดินตรงมาหาจึงเงียบเสียงลงทันที ทุกคนแลกเปลี่ยนสายตากันไปมาระหว่างมองเด็กสาวเกล้ามวยที่มีคิ้วเข้มตวัดสูงเหมือนปีกมังกร

          พอมาถึงเธอก็ยืนจ้องพวกเขาด้วยสีหน้ายิ้มๆ แล้วลากเสียงเอ่ยว่า “เดาว่านี่คงเป็นฝีมือของพวกนาย ไม่ว่าจะใครก็แล้วแต่ ขอบคุณมากนะ”

          คนทั้งกลุ่มถึงกับผงะ!

          เหนือเกล้าไม่อ้อมค้อม “สารภาพว่าความจริงฉันนั่งมอเตอร์ไซค์ไม่เป็น ยังคิดอยู่ว่าควรซ้อนท้ายแบบไหนเพื่อไม่ให้ตัวเองตกลงมา เอาเถอะ... ไหนๆ พวกนายก็ช่วยแล้ว รบกวนช่วยต่ออีกนิดสิ” เธอพยักพเยิดไปยังรถเก๋งสีเขียวทางด้านหลัง “ขอยืมรถคันนั้นไปขับเล่นหน่อย”

          อาจเพราะท่าทางไม่เกรงกลัวของเหนือเกล้าดูข่มขวัญเกินปกติ ตำรวจจราจรที่ยืนโบกรถอยู่แถวลานจอดจึงเมียงมองมาทางนี้สองสามรอบ เธอตวัดสายตามองกลับแวบหนึ่งก่อนจะหันมาทางกลุ่มเด็กหนุ่ม

          “ว่ายังไง ยืมซิ่งสักวันสองวันเอง”

          “ทำไมพวกเราต้องให้เธอด้วย!” หนึ่งในนั้นตวาดกลับด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวทั้งๆ ที่ในใจนึกหวาด

          เด็กสาวตรงหน้ายังมีผิวใสใบหน้าละอ่อนแต่ความสูงของหล่อนเฉียด 175 เซนติเมตร เข้าไปแล้ว หากไม่สวมผ้าซิ่นอาจนึกว่าเป็นเด็กหนุ่มได้

          คำตอบของหัวหน้ากลุ่มอย่าง ‘อ้ายเบียร์’ ทำให้เด็กคนนั้นก้าวเข้ามาใกล้อีกก้าว แม้แต่เพื่อนพ้องผู้ชายด้วยกันยังเผลอก้าวถอย

          “ต้องให้สิ” หล่อนกระซิบตอบกลับด้วยน้ำเสียงแหบพร่า เซ็กซี่จนเลือดในกายคนฟังเปลี่ยนเป็นน้ำแข็ง สายตาของอ้ายเบียร์ตรึงอยู่บนใบหน้าแกร่งกร้าวทรงอำนาจของเด็กประหลาด ฟังหล่อนกล่อมด้วยน้ำเสียงเหมือนสะกดจิต

          “ข้อแรก นายทำลายข้าวของของผู้อื่นในที่สาธารณะที่มีผู้คนพลุกพล่าน 20 เมตรด้านหน้ามีตำรวจยืนตั้งด่านจราจร 20 เมตรด้านหลังคือร้านอาหารชื่อดังที่สุดในเมือง ไม่จำเป็นต้องประกาศว่านายเป็นใครฉันก็พอจะสืบหาได้จากปากของพยานนับร้อย... ในลานจอด”

          “ฉันไม่กลัว!”

          “ก็เลยเป็นที่มาของข้อสอง” เหนือเกล้าเอ่ยสวน ยกสองนิ้วขึ้นมาชูตรงหน้า “นายคงเป็นลูกหลานตำรวจใหญ่ที่คุมกิจการร้านค้าบริเวณนี้อยู่ ตำรวจจราจรเมื่อครู่เลยไม่กล้ายุ่ง แม้แต่รปภ. ของร้านอาหารยังไม่กล้าเดินมาห้าม” เหนือเกล้าเว้นจังหวะเล็กน้อย “ถามจริง ไม่กลัวว่าถ้าเรื่องแดงขึ้นมาแล้วพ่อตำรวจของนายจะลำบากเหรอ ข้าราชการสมัยนี้อยู่ยากนะ”

          เมื่อเรื่องถูกโยงถึงพ่อแม่ทำให้ใบหน้าของกลุ่มเด็กเกเรเริ่มถอดสีไปตามๆ กัน “เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับพ่อแม่โว้ย!”

          “อ้อ ทำด้วยตัวเองงั้นสิ”

          “แล้วจะทำไม พวกฉันเป็นผู้เยาว์อายุยังไม่ถึงยี่สิบ ยังไงก็ไม่ติดคุกหรอก”

          “นั่นแย่ชะมัด” เธอส่ายหน้าอย่างระอา “นายจะโชคดีกว่าถ้าถูกจับและติดคุกเพราะยังไงพ่อแม่ก็คงช่วย แต่พอไม่ติด พวกฉันก็คงต้องเอาคืนนายด้วยศาลเตี้ยเท่านั้น...”

          น้ำเสียงของเหนือเกล้าบีบคั้นจนคนฟังเตลิดพ้นขีดจำกัดแห่งการควบคุมตน บางคนถึงกับตัวสั่นเพราะสายตาทะลวงลึกอย่างที่ไม่เคยเห็นจากที่ไหนมาก่อน ยิ่งอีกฝ่ายเอียงหน้ามากระซิบ พวกเขาก็ยิ่งตาเหลือก “แล้วฉันก็เก่งเรื่องตั้งศาลเตี้ยมากเลยทีเดียว”

          “เธอคิดว่าพวกเราจะกลัว ‘เด็กอย่างเธอ’ งั้นเหรอ” คนที่อยู่ข้างๆ อ้ายเบียร์พยายามกดเสียงไม่ให้สั่น

          “ไม่ได้คิด แต่ ‘เด็กอย่างฉัน’ มองความกลัวออก... ถ้าได้เห็น”

 

          ประกาศิตวิ่งห้อกลับมาเต็มเหยียด

          เพื่อจะพบกับใบหน้าเปื้อนยิ้มของเหนือเกล้าที่กำลังนั่งอยู่หลังพวงมาลัยของรถเก๋งสีเขียวคันงาม เธอเปิดกระจกข้างแล้วผิวปากเรียกเขาอย่างเจ้าชู้ “สุดหล่อ ไปเสียวกับพี่ไหมจ๊ะ”

          “ไปเที่ยว!” เขาแก้คำให้ เหนือเกล้ายังใช้ภาษาคุยเล่นแบบสามัญชนไม่เก่งนัก บางทีก็หยิบคำนั้นมาสลับกับคำนี้มั่วไปหมด “แล้วนี่ไปเอารถใครมา!”

          “พสกนิกรคนหนึ่งถวายให้เมื่อครู่” เธอตอบหน้าตาเฉย เบิ้ลเครื่องยนต์แล้วกระดิกนิ้วเรียกให้เขาเข้ามานั่งในตำแหน่งข้างคนขับ

          ประกาศิตเบือนหน้ามองรอบด้าน ตอนนี้กลุ่มวัยรุ่นในลานจอดเหลืออยู่ประปราย กว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์หายหน้าหายตาไป คงกลัวเรื่องที่เขาโทรไปแจ้งความล่ะสิ รัชทายาทตัวแสบเบิ้ลเครื่องเรียกอีกครั้งเขาจึงต้องเปิดประตูเข้าไปนั่งอย่างเสียมิได้ “แล้วนี่เธอขับรถเป็นเหรอ?”

          “ไม่เก่งเท่าขับเครื่องบิน”

          เขาหันขวับไปจ้องหน้า “นี่คือถ่อมตัวแล้วใช่ไหม?”

          อีกฝ่ายหัวเราะ ยื่นมือมาโยกหัวเขาสองสามทีก่อนจะออกรถ “บอกทางด้วยนะ”

          “เลี้ยวซ้ายแล้วยิงยาว”

          “เด็กกลุ่มนั้นเป็นใคร ทำไมถึงมาเล่นงานนายได้?”

          “ไอ้พวกนั้นมันตามกัดฉันมาตั้งแต่ต้นปีแล้ว จำได้ไหมที่เคยเล่าให้ฟังว่าฉันไปแข่งชนไก่ที่เชียงคานแล้วมีเรื่องทะเลาะชกต่อยกลับมา” เขาสบถ “เฮอะ! โลกกลมชะมัด พวกที่มีเรื่องกับฉันดันเป็นเด็กหนองคายเหมือนกัน”

          “ท่าทางพวกนั้นคงแค้นนายน่าดู”

          “ฉันกับพี่ยงพาสมัครพรรคพวกไปถล่มรังมันเมื่อวันก่อน เธอรู้ไหมมันค้ายาด้วยนะ พ่อเป็นตำรวจแท้ๆ ไอ้ชั่วเอ๊ย ฉันจะทำเรื่องส่งไปถึงกรมตำรวจเลยคอยดู”

          เหนือเกล้าถอนหายใจ “แล้วเมื่อครู่ไปไหนมา?”

          “แจ้งความน่ะสิ ถามได้” เด็กหนุ่มบดกรามเข้าหากันอย่างโกรธแค้น

          มือที่จับพวงมาลัยชะงักไปเล็กน้อย “นายไม่ควรทำแบบนั้น” ครั้นเห็นอีกฝ่ายจ้องตอบมาเหนือเกล้าจึงอธิบายเพิ่ม “เช่นเดียวกัน ถ้าโดนเพื่อนแกล้งที่โรงเรียน การฟ้องครูเป็นทางออกที่ดีแต่ไม่ทำให้เรื่องจบถาวร ยิ่งจะทำให้อีกฝ่ายโกรธแค้นจนเรื่องบานปลายเข้าไปใหญ่ อีกอย่าง...”

          เธอหันไปสบตาเขาแวบหนึ่งแล้วควงพวงมาลัยเลี้ยวซ้ายอย่างคล่องแคล่ว “ถ้ากล้าทำขนาดนั้นต่อหน้าคนนับร้อย หมายความว่าคนทำมีแบ็คดี การแจ้งความยิ่งทำให้พวกนั้นรู้ว่านายแกล้งได้ แกล้งแล้วไม่กล้าโต้ตอบ ได้แต่วิ่งไปฟ้องคนอื่น หนหน้าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นอีกแล้วจะยิ่งแรงกว่าเดิม”

          เขาเหล่มองเธอ “ทำไมฉันต้องเชื่อเด็กสิบห้าอย่างเธอด้วย”

          เด็กสาวหัวเราะจนไหล่กระเพื่อม “เด็กดี นายไม่ควรเชื่อคำพูดของเด็กสิบห้า...” เธอเอื้อมมือหนึ่งไปกระชับมือเขา “แต่นายควรเชื่อคำเตือนของคนรัก”

9. เยี่ยมบ้าน

 

         

          ในที่สุดก็มาถึงบ้านของประกาศิต

          เหนือเกล้าเดินฝ่าสายฝนที่ตกปรอยๆ เข้าไปตามทางเดินที่ทอดยาว ด้านหลังประตูเหล็กลวดลายจงอางแผ่แม่เบี้ยก็คือรูปปั้นหินที่ยืนต้อนรับเรียงรายทั้งซ้ายขวา รูปปั้นจำลองเหล่านั้นมีขนาดเท่าตัวคนจริง และถูกจัดวางให้แสดงท่าทางการต่อสู้แบบแม่ไม้มวยไทยในรูปแบบต่างๆ ใบหน้าของบรรดารูปปั้นถูกถอดแบบมาจากเจ้าของค่ายคนก่อนๆ เธอฟังเขาเล่าประกอบการเดินชมอย่างสนอกสนใจ

          “บ้านฉันทำค่ายมวยสืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยทวดเทียดแล้ว พ่อฉันนะ เวลาเมาก็ชอบโม้กับคนไปเรื่อยว่าบ้านเราเป็นนักมวยเก่ามาตั้งแต่สมัยต้นกรุงศรี” ระหว่างที่เล่าเขาก็ทำท่าทำทางออกหมัดให้เธอดูเป็นขวัญตา เรียกเสียงหัวเราะอย่างขบขันจากเหนือเกล้า “แม่ไม้มวยไทยบางท่าบรรพบุรุษฉันเป็นคนออกแบบขึ้นมาเองเลยนะ เจ๋งใช่ไหมล่ะ... นี่ท่านี้ไง... อัซ! อัซ! อัซ!... แล้วก็ท่านี้... อั๋ยย่ะ! อั๋ยย่ะ!”

          “พอแล้ว... เชื่อแล้ว” เหนือเกล้าขำจนท้องคัดท้องแข็ง เธอใช้ย่ามฟาดบ่าเขาไปทีหนึ่งเพื่อให้หัดอยู่เฉยๆ เสียบ้าง เธอหันไปถามแฟนหนุ่มพลางชี้ไปยังที่ว่าง “ต่อจากรูปปั้นตัวสุดท้ายก็จะเป็นรูปปั้นของนายใช่ไหม?”

          เขาส่ายหน้า “ไม่ใช่... ต้องเป็นรูปปั้นของอ้ายฝิ่นพี่ฉัน ฉันน่ะเป็นแค่ลูกคนรอง ไม่ได้ขึ้นเป็นเจ้าของค่ายคนต่อไปหรอก”

          “ทำไมล่ะ?”

          “ก็ไม่ทำไมนี่... บ้านเธอน้องๆ ที่มีศักดิ์รองจากเธอมีสิทธิ์มีเสียงงั้นเหรอ?”

          อืม... ก็จริง “แล้วน้อยใจไหม?”

          เขาหัวเราะเสียงดัง “น้อยใจทำไมเล่า เป็นลูกคนรองสิดี ไม่ต้องแบกรับความคาดหวังของพ่อแม่ มานี่... จะพาไปดูอะไร” เขารวบข้อมือเธอแล้วพาวิ่งฝ่าสายฝนปรอยไปยังด้านในค่าย

          เหนือเกล้าสังเกตว่าบ้านของประกาศิตเจ็ดในสิบส่วนเป็นป่าที่ค่อนข้างรก หลายจุดยังไม่ลากสายไฟเข้าไปด้วยซ้ำ เขาพาเธอวิ่งไปยังตึกด้านหน้าที่เป็นอาคารเก่าๆ สองชั้นหลังหนึ่ง สภาพไม่ถึงกับซอมซ่อแต่ก็ไม่ได้ใหม่ น่าจะสร้างมาราวๆ ห้าสิบปีแล้วมั้ง

          จากนั้นพวกเธอก็เดินอ้อมไปยังด้านหลังตัวอาคารที่เป็นลานยกสูง มีเวทีซ้อมมวยในร่มอยู่สี่เวที ข้างๆ เวทีคือกระสอบทรายสีแดงนับสิบลูกที่มีสภาพค่อนข้างเยินจากการถูกใช้งานอย่างหนัก ทั้งบนและล่างเวทีมีนักมวยจับคู่ซ้อมกันอยู่สิบกว่าคน

          “นายนอนอยู่บนตึกนี้เหรอ?” เหนือเกล้าชี้ไปยังอาคารด้านหน้า

          “เปล่า ฉันนอนเรือนไทยทางด้านหลังกับพ่อแม่ ด้านหน้าพวกนักมวยเขานอนกัน”

          “ที่นี่มีนักมวยกี่คน?”

          “ราวๆ สามสิบ”

          ถ้าอย่างนั้นก็เป็นกิจการเล็กๆ ในครัวเรือนสินะ...

          เหนือเกล้าไม่ใส่ใจสายตาจับจ้องของเด็กหนุ่มทั้งหลายที่เมียงมองมาอย่างใคร่รู้ เป็นความเคยชินเสียแล้วที่เธอมักจะถูกจับจ้องในทุกที่ที่ไปเยือน ตั้งแต่เล็กแม่มักจะสอนให้เธอรู้จักตอบรับความอยากรู้อยากเห็นของคนอื่นด้วยการโบกมือหรือยิ้มหวานให้ เธอเคยทำแบบนั้น แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะยิ้มตอบ พอทำมากๆ เข้าเธอก็รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนบ้าที่ระริกระรี้เข้าหาคนอื่นเสียเหลือเกิน... สุดท้ายก็เลยเลิกทำ

          เธอถูกพามาที่ชายป่าทางด้านหลัง ทั้งคู่เดินลัดเลาะลำธารเล็กๆ ที่ระดับน้ำสูงไม่ถึงเข่าจนกระทั่งมาถึงลานกว้างแห่งหนึ่ง ในลานมีแต่สุ่มเลี้ยงไก่

          “ขุมสมบัติของฉัน!” แฟนเธอหันมายิ้มเผล่แล้ววิ่งไปทักทายไก่ฝูงใหญ่ของเขา

          เหนือเกล้าแอบกลอกตาไปมา

          สงสัยเธอจะตกลงเป็นแฟนกับเขาง่ายเกินไปสักหน่อย ก็แหม... ตอนคบกันผิวเผินแบบเพื่อน เขาดูเงียบขรึมค่อนข้างไว้ตัว เธอเลยนึกว่าเขาจะมีความเป็นผู้ใหญ่มากกว่านี้ ที่ไหนได้ หลังจากเป็นแฟนตัวตนที่แท้จริงดันเพิ่งเปิดเผย ประกาศิตนี่เด็กจริงๆ

          เด้กกก เด็ก!

          “มาดูนี่สิ ลูกครอกใหม่ของเดวิด 23 กับเดวิด 28”

          เหนือเกล้าโคลงศีรษะแล้วก้าวตามเข้าไปนั่งยองๆ กับพื้นด้วยปลายเท้า มองลูกไก่เพิ่งแตกเนื้อหนุ่มที่ประกาศิตกุมอยู่กลางฝ่ามือ มันมีโครงร่างขนาดกะทัดรัด ขนยังอุยอยู่เลย

          “เจ้าตัวนี้ชื่อเดวิด 36 ฉันมั่นใจว่าต่อไปมันต้องเป็นเจ้าสังเวียนแน่”

          “ทำไมถึงมั่นใจอย่างนั้นล่ะ ฉันว่ามันตัวเล็กออก” เทียบกับไก่มากมายที่เดินคุ้ยเขี่ยหาอาหารอยู่รอบลานแห่งนี้ เจ้านี่ตัวค่อนข้างเล็กแถมยังมีแผลบริเวณปีก ดูไม่สวยเหมือนตัวอื่นๆ

          “ตัวเล็กสิเด็ด” เขาพยายามกุมลำคอและกดหัวปีกมันไว้เพราะมันดิ้นพล่านเหลือเกิน “ที่ตัวเล็กก็เพราะชอบตีกับเขาไปทั่วนี่แหละ ดูตรงนี้นะ” เด็กหนุ่มชี้ไปตรงหัวปีกทางด้านบนที่เต็มไปด้วยรอยแผล “ถ้ามีรอยจิกตรงปีกให้รู้ไว้เลยว่าไอ้นี่เป็นไก่ชั้นเชิงเยี่ยม เวลาไก่มันชนกัน ตัวที่แรงเยอะมักจะใช้แรงกดให้อีกฝ่ายหงายแล้วจิกหน้า แต่ไอ้เดวิด 36 มันมีแผลที่ปีกไม่ใช่ที่หน้า หมายความว่ามันเป็นไก่ที่โดนกดยังไงก็ไม่ยอมหงาย เลยถูกจิกตรงหัวปีกแทน”

          “อ๋อ...” อย่างนี้นี่เอง เธอก็เพิ่งรู้

          “อีกอย่าง การหาไก่ชนสายพันธุ์นักรบห้ามเลือกจากความสวย ไอ้ตัวที่สวย สูงใหญ่โครงร่างดี ส่วนมากเป็นเพราะกินกับนอนเก่ง เวลาเขามีเรื่องกันมักชอบหลบ ใจไม่สู้ มันก็เลยสวยไง... เธอดูนะ” เขาปล่อยเจ้าเดวิด 36 ลงกับพื้นแล้วใช้มือดันให้มันวิ่งไปรวมฝูงกับไก่รุ่นกระทงทางด้านหน้า ไก่ทุกตัวในฝูงนั้นมีลักษณะดี ทั้งใบหน้า รูปร่าง เกล็ด และลายหน้าแข้ง เรียกว่าถูกต้องตามตำราไก่นักรบทุกประการ

          เจ้าเดวิด 36 วิ่งไปรวมฝูงได้สักพักก็แยกตัวเตร็ดเตร่ออกมาคุ้ยเขี่ยหน้าดินอยู่เพียงลำพังโดยไม่สนใจพี่ๆ น้องๆ อีก นี่เป็นเรื่องแปลกมากทีเดียวสำหรับสัตว์ที่ชอบอยู่กันเป็นฝูงเพื่อป้องกันอันตราย นับว่ามันใจเด็ดมาก

          เหนือเกล้าหันไปสบตาประกาศิต อุทานออกมาคำหนึ่ง “ว้าว...”

          “เจ๋งใช่ไหมล่ะ” เขากระซิบตอบ “ดูต่อไปสิ”

          ทั้งคู่ค่อยๆ คืบคลานอย่างเงียบเชียบ เฝ้ามองพฤติกรรมของจอมซ่าส์ตัวนี้ เหนือเกล้าเห็นมันเดินผ่านหมาตัวใหญ่ที่นอนหลับผึ่งพุงอย่างไม่สะทกสะท้าน ซ้ำยังกระโดดหย็องแหย็งไปยังลำธารเพื่อจิบน้ำเอง นับเป็นลูกไก่ใจนักเลงตัวหนึ่งทีเดียว

          “พ่อแม่มันเป็นสายพันธุ์เหลืองหางขาวทั้งคู่เลยหรือเปล่า?”

          เขากระแอม “เปล่า”

          “มิน่า ฉันถึงว่าไก่ของนายมีสีแปลกกว่าของฟาร์มอื่น”

          “ความลับนี้ห้ามบอกใครนะ” เตือนเสร็จ อีกฝ่ายก็ก้มหน้าลงมากระซิบบางอย่างข้างหู

          เหนือเกล้าตาโต “แปดสายพันธุ์!”

          “ชู่ว! อย่าตะโกนสิ”

          “แต่นายจะทำให้มันดุนะ ดีไม่ดีอาจพิการถ้าสายพันธุ์เพี้ยน
มากๆ”

          “ไม่หรอก เรื่องสายพันธุ์ฉันทดลองมาหลายครอกแล้ว ทั้งกับไก่แล้วก็สัตว์อื่นๆ อย่างปลากัด หมา แมว งู” เขาจ้องสีหน้าตื่นตะลึงของเธอแล้วเล่าอย่างอ้อมแอ้ม “คือ... ธรรมดาแล้ว ลูกไก่ครอกหนึ่งจะไม่เก่งไปเสียทุกตัว ฉันเลยจำเป็นต้องศึกษาจุดแข็งและด้อยของแต่ละสายพันธุ์เพื่อเรียนรู้ลีลาชั้นเชิงในการชนของมันตั้งแต่ต้นตระกูลก่อนจะจับมาแมตชิ่ง ทีนี้เพื่อความแม่นยำฉันก็เลยลองทำกับสัตว์ชนิดอื่นดูด้วย เธอรู้ไหม หมาบางแก้วพอเอามาผสมกับไซบีเรียน จะได้หน้าตาสวยแบบไซบีเรียนและความดุของบางแก้วก็ลดลงสามสิบเปอร์เซ็นต์ เหมาะทั้งใช้เฝ้าบ้านและเป็นเพื่อนเล่นกับคนเลยล่ะ”

          “เปลี่ยนนิสัยเลยเหรอ?”

          “ใช่...” เขายักไหล่ “ฉันทดลองมาหลายปีแล้ว รู้เลยว่าลักษณะหน้าตา นิสัยบางอย่างของสัตว์ มันถ่ายทอดทางสันดาน ไก่กับหมานี่เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุด”

          เหนือเกล้านิ่งงันไปพักหนึ่ง “คนด้วยไหม?”

          คราวนี้เป็นเขาบ้างที่อึ้ง “เอ่อ... ไม่รู้ อันนี้ยังไม่เคยลองผสม”

          “ดีแล้ว” เธอไม่น่าชวนเขาคุยหัวข้อนี้เลย

          “ตะ... แต่ว่า” เด็กหนุ่มด้านข้างยังไม่ยอมเลิก “ฉันว่าอาจจะถ่ายทอดได้นะ อย่างเช่นบ้านของฉันทุกคนชกมวยเก่ง ฉันกับอ้ายฝิ่นก็มาทางสายนี้ด้วยเหมือนกัน”

          “แต่แม่ของนายชกมวยไม่เก่งนี่”

          “แต่แม่เรียนเก่งนะ อ้ายฝิ่นเลยฉลาดไง เรื่องนี้มันอธิบายได้เห็นไหม”

          “เรื่องของสติปัญญาเป็นลักษณะทางกายภาพ ฉันหมายถึงนิสัยน่ะ สู้คน ขี้ขโมย หยิบโหย่ง อ่อยตะพึดตะพือ เรื่องแบบนั้นถ่ายทอดกันได้ด้วยเหรอ?”

          “เรื่องนี้ยังไม่แน่ใจ” เขาตอบเสียงเบา “ถ้าอยากรู้มากๆ เรามาลองผสมกันไหมล่ะ?”

          เหนือเกล้าตกตะลึง

          “คือ... บางทีฉันก็อยากรู้ ถ้า... ถ้าเราสองคนรวมร่างกัน สายพันธุ์ของเราจะออกมาเป็นแบบไหนกันนะ”

 

------

         

เธอจ้องหน้าเขาแล้วนิ่งไปพักหนึ่ง

          ประกาศิตเห็นหน่วยตาเธอหลุบลงอย่างครุ่นคิด เขาเผยอปากจะเอ่ยขอโทษแต่เธอกลับยื่นนิ้วมาแตะริมฝีปากห้ามไม่ให้พูด ชั่วขณะนั้นความรู้สึกบางอย่างก็สาดซัดแล้วเอ่อล้นไปทั่วร่าง เขาจมดิ่งลงไปในม่านตาสีนิลของเหนือเกล้า “อันที่จริง ฉันเองก็อยากรู้เหมือนกัน”

          คำตอบของเธอทำให้เขาเกร็งไปทั้งตัว

          เหนือเกล้าไม่ใช่คนขี้อาย เป็นคนที่ตรงไปตรงมาอย่างยิ่ง ในบางเรื่องเธอชัดเจนยิ่งกว่าผู้ชายเสียอีก ปลายนิ้วของเธอลูบสัมผัสริมฝีปากเขาเบาๆ แล้วแทรกผ่านเข้ามาระหว่างที่สบตากัน มีหลายอย่างแฝงเร้นอยู่ในดวงตาของเธอและมันบอกชัดเจนยิ่งกว่าคำพูดใดๆ เขาขบเม้มปลายนิ้วเธอพร้อมกับดูดเบา ๆ อย่างเอาใจ สักพักเธอก็ดึงออกแล้วไล้เกลี่ยริมฝีปากล่างของเขาอย่างครุ่นคิด

          “นายเคย...” เธอขมวดคิ้วเล็กน้อย พยายามเฟ้นหาถ้อยคำที่เหมาะสม

          ความนัยนั้นทำให้เขาเลือดสูบฉีดขึ้นใบหน้า “ไม่เคย”

          “นั่นสินะ” เธอยิ้มเพลีย นอกจากไก่กับปืนเธอก็ไม่เห็นเขาจะสนใจอะไรอีก “แฟนเก่าล่ะ?”

          “ไม่มี” ประกาศิตตอบตามตรง เขาไม่เคยสนใจเรื่องพวกนี้ ไม่ใช่ไม่อยากมี แต่เป็นเพราะเขาไม่มีเวลาจะไปไขว่คว้าเท่านั้นเอง การเพาะแชมป์ไก่ชนทำให้เขาไม่มีเวลาแม้แต่จะเรียนหนังสือด้วยซ้ำ

          จู่ๆ เขาก็มีความคิดบางอย่างแวบขึ้นมาในหัว ประกาศิตเผลอกลั้นหายใจจนทำให้ลมหายใจอุ่นร้อนเริ่มขาดช่วง “แล้วเธอเคย...”

          “ฉันอายุแค่สิบห้า” เธอเตือนความทรงจำอีกฝ่าย

          เขายิ้มเขิน รู้สึกโล่งอกอย่างยิ่ง เธอเป็นแฟนคนแรกในชีวิตเขา เขาผูกพันกับเธอมากเหลือเกิน มากจนไม่คิดว่าทนได้หากเธอไปแตะต้องคนอื่น “งั้นเราต่างก็ไม่เป็น”

          “ฉันพอเป็นอยู่บ้าง” เธอแย้ง เล่นเอาเขาเบิกตากว้าง “เรื่องแบบนี้ด้านหลังกำแพงมีให้เห็นถมถืด”

          “เธอเคยเห็น!”

          “ตรงหน้าเลยด้วยซ้ำ” เหนือเกล้าหัวเราะ “บางทีมันก็เป็นแค่การแสดงอย่างหนึ่ง สำหรับคนที่มีเงินมากพอจะจ่ายค่าเข้าชม”

          เขามองไปทางอื่น พยายามตีสีหน้าไม่แคร์แต่ไม่อาจปิดบังความเจ็บปวดที่เผยออกมาให้เห็นแวบหนึ่ง “คงสนุกมากล่ะสิ”

          “ไม่เลย” ที่ผ่านมาเหนือเกล้าได้เรียนรู้อย่างหนึ่ง ประกาศิตเป็นคนขี้น้อยใจเอามากๆ มันเป็นนิสัยของลูกคนเล็กที่ได้รับความรักความใส่ใจมาตลอด และเมื่อไหร่ที่ความใส่ใจนั้นถูกโยนไปทางอื่น เขาก็จะกระวนกระวายรับมือไม่ถูกเหมือนดังเช่นตอนนี้

          เธอยื่นมือไปลูบใบหน้าด้านข้างของเขา “นายหมีใหญ่... ฉันอาจรู้เห็นเรื่องพวกนี้มาเยอะเพราะมันค่อนข้างธรรมดาสำหรับสังคมที่ฉันอยู่ แต่กลุ่มผู้ชายเปลือยกายที่ไม่นับถือตัวเองพวกนั้นเทียบกับสิ่งที่เรามีให้กันไม่ได้ นายคิดได้ยังไงว่าฉันจะสนุกกับการนั่งมองเรื่องพรรค์นั้นของคนอื่นน่ะ หืม?”

          “ถ้าไม่สนุกแล้วดูทำไม?”

          “มันเป็นมารยาท คนอื่นเขาล้อมวงดื่มกินกัน และฉันบังเอิญนั่งอยู่ตรงนั้นด้วย”

          “ดูครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่?”

          เธอถอนหายใจดังๆ จนเขาถลึงตาใส่เพื่อเตือนไม่ให้เธอนอกเรื่อง “นานมากแล้ว”

          “นานแค่ไหน?”

          “ให้ตายเถอะ มันสำคัญด้วยเหรอ!” คราวนี้เธอเริ่มหงุดหงิดบ้างแล้ว “คนดี ฟังนะ... ฉันไม่ถูกล่อลวงง่ายๆ ด้วยกิจกรรมทางเพศของคนอื่นหรอกน่า เราเลิกคุยเรื่องนี้กันได้ไหม เห็นได้ชัดว่ามันก็แค่เหตุการณ์หนึ่งในอดีต ไม่รู้ว่าจะขุดคุ้ยขึ้นมาให้เราทะเลาะกันทำไม ฉันรักนายนะ ยังท่องคำนี้ก่อนนอนอยู่หรือเปล่า?”

          ท่องสิ ท่องทุกวัน แต่เขารู้สึกไม่ปลอดภัยทุกครั้งที่มีบางสิ่งพยายามดึงเหนือเกล้าให้ห่างออกไป คนรักของเขาไม่ใช่คนธรรมดา เธอมีโลกหลายใบสำหรับภาระหน้าที่หลายอย่าง ช่วงเวลาที่เธอโยนให้เขาเป็นเพียงเศษเสี้ยวของโลกใบเล็กๆ ใบหนึ่งซึ่งเธอมีไว้เพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดก็เท่านั้น

          เขาเคยไปเยี่ยมบ้านเธอหลายหน เคยเห็นกับตาว่ามีเด็กหนุ่มหน้ามนหลายคนคอยคลานไปคลานมาอยู่รอบกายเพื่อคอยรับใช้ระหว่างที่เธอนั่งอ่านหนังสือริมสระน้ำ พวกเขาเหล่านั้นไม่มีชื่อ ถูกเรียกรวมกันว่ามหาดเล็กรักษาพระองค์ ทุกคนอายุเท่าเขา หน้าตาดี และมองเธออย่างหลงใหลเทิดทูน

          เขากลัว... กลัวว่าตนจะเป็นของเล่นแก้เบื่อ ‘อีกชิ้น’ ขององค์รัชทายาท

          “มานี่มา”

          เขาโผไปหาก่อนที่อีกฝ่ายจะกวักมือเรียกเสียอีก

 

 

10. ประกาศความตั้งใจ

          หลังจากพ่อรู้ว่าเขาพาสาวมาบ้านก็ให้คนมาเรียก

          ประกาศิตรู้ว่าพ่อคิดจะทำอะไรจึงตกใจมาก พอกระซิบเล่าให้คนรักฟังเธอกลับหัวเราะน้อยๆ เขาไม่รู้ว่าเธอหัวเราะทำไม ไม่เห็นมีอะไรน่าขำสักนิด

          “ไปสิ”

          “เธอบ้าไปแล้วเหรอ พ่อฉันดุมากนะ!”

          เธอมองใบหน้าหล่อเหลาที่ดูตกใจจนเป๋อแล้วจึงเอื้อมปลายนิ้วไปไล้แก้มซ้ายเขาเบาๆ “อะไรที่นายกังวลก็ผลักมาให้ฉันรับมือแทน ถ้ามีฉันอยู่นายไม่ต้องกลัวอะไรทั้งสิ้น”

          คำกล่าวประโยคนี้ทำให้เฟืองสมองของเขาหมุนติ้ว เขาชั่งใจครู่หนึ่งก่อนจะยอมพยักหน้ารับและจูงมือเธอพาเดินไปยังเรือนไม้ทรงไทยที่เขาพักอาศัย เขาเห็นเธอกวาดตามองไปรอบด้านเหมือนจะเก็บรายละเอียด และขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นบันไดไม้เก่าคร่ำที่อยู่เบื้องหน้า

          เขารีบออกตัวว่า “คือ... บ้านหลังนี้ปลูกมาตั้งแต่สมัยทวดเทียดโน่น มันเลยค่อนข้างเก่าไปสักหน่อย แต่ทุกอย่างบนบ้านจัดวางตามหลักมหามงคล อยู่แล้วร่มรื่นมากนะ”

          เธอพยักหน้ารับยิ้มๆ แต่ไม่พูดอะไร

          “ถ้า... ถ้าวันหน้าเธอจะมาเที่ยวบ่อยๆ” เขาเกริ่นต่อเสียงเบาอย่างขัดเขิน “ฉันจะให้เขารื้อแล้วสร้างใหม่ เอาเนื้อไม้เดิมไปขัดให้เอี่ยมแล้วสร้างหลังที่ใหญ่กว่านี้อีกสักสิบเท่า”

          “อย่าเลย เดี๋ยวฉันหลง” เธอถอดรองเท้าวางอย่างเป็นระเบียบไว้ข้างบันไดไม้

          “ในวังเธอยังไม่หลงทางนี่”

          “หลงนาย”

          ตอบจบก็ก้าวขึ้นบันไดไปอย่างองอาจ ทิ้งให้ลูกชายเจ้าของบ้านยืนเกาะหัวบันไดด้วยอาการหน้ามืด

          บ้านของนายหมีใหญ่ไม่มีอะไรซับซ้อน... ซึ่งก็เหมือนตัวเขาเปี๊ยบ เมื่อเดินพ้นบันไดบ้านขึ้นมาก็จะเจอส่วนรับแขกที่มีขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ซึ่งตอนนี้มีคนนั่งล้อมวงกินขนมกันอยู่สี่คน ทุกคนกำลังพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน พอเธอโผล่ขึ้นมากลางเรือนพวกเขาก็หันหน้ามามองด้วยสายตาตะลึงค้าง

          เหนือเกล้ากระชับย่ามที่คล้องแขนซ้ายแล้วมองจ้องกลับไปเพื่อเก็บรายละเอียดของแต่ละใบหน้า คนแรกที่เธอให้ความสนใจจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากแฝดพี่ของประกาศิต... ประกาศเกียรติ

          เขามีใบหน้าถอดแบบคนรักของเธอมาทุกเศษเสี้ยวอย่างไม่มีผิดเพี้ยน เรียกว่าเป็นแฝดที่เหมือนกันแม้กระทั่งสีหน้าท่าทาง หากมองผ่านแบบไม่พิจารณาจริงจังแม้แต่เธอยังอาจทักผิดคน

          ข้างกายเขาคือสาวสวยหน้าตาจิ้มลิ้มนางหนึ่ง หล่อนสวมชุดนักศึกษามหาวิทยาลัย ดูท่าแล้วคงอายุมากกว่าเขา หญิงสาวคนนั้นกำลังมองเหนือเกล้าและลากสายตาลงมายังผ้าซิ่นกับย่ามสาน

          คนที่นั่งด้านซ้ายมือของหล่อนคือชายวัยกลางคนที่ตัวโตอย่างกับเสาบ้าน เขาเป็นคนแรกที่ร้องทักเหนือเกล้า “มานั่งกินขนมด้วยกันสิหนู”

          หนู... เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ถูกเรียกแบบนี้ เหนือเกล้ารู้สึกแปลกอย่างบอกไม่ถูก

          จังหวะนั้นแฟนหนุ่มของเธอก็โฉบมาด้านข้าง คว้าข้อมือแล้วลากเธอเข้าไปร่วมวงสนทนาด้านหน้า พอมาถึงประกาศิตก็โอบกอดมารดาด้วยกิริยาออดอ้อน หอมแก้มดังฟอดจนโดนเอ็ดเสียงดังก่อนจะหันไปทักทายบุรุษร่างผึ่งผายไว้หนวดเขี้ยวและมีร่างหนาบึ๊กที่สุดเท่าที่เหนือเกล้าเคยเห็น

          “พ่อ... ทำไมวันนี้กลับเร็วนักล่ะครับ”

          สรุปนี่พ่อเขาเรอะ!

          ตัวใหญ่ไม่ต่างกับคิงคองยักษ์! ท่านนายพลพ่อของโอเดียนที่ว่าตัวใหญ่แล้วยังไม่เบิ้มถึงขนาดนี้เลย

          อืม... มีความเป็นไปได้สูงที่แฟนของเธอในวัยฉกรรจ์อาจเป็นคนตัวใหญ่เหมือนพ่อ เพราะโครงร่างฝั่งแม่เขาก็ไม่ใช่ย่อยอยู่เหมือนกัน

          ตัวยังกับตึกทั้งพ่อทั้งแม่!

          “อ้ายฝิ่นพาแฟนมากินข้าวด้วย” พ่อเขาตอบเกี่ยวกับแฟนสาวของลูกชายคนโต แต่ยังละสายตาจากสาวน้อยที่นั่งข้างกายลูกชาย
คนเล็กไม่ได้ “แล้วนี่...”

          “เพื่อนผมเองครับพ่อ ชื่อน้อย”

          “อ้อ” คนรอบวงลากเสียงร้องยาวๆ ออกมาพร้อมกัน

          พี่ชายเขาถึงกับดีดนิ้วดังเป๊าะพร้อมกับหัวเราะร่วน “ว่าแล้วเชียว เด็กขนาดนี้จะเป็นแฟนอ้ายฝ้ายได้ยังไง”

          “ดูกันที่ตรงไหนหรือคะ ถึงเดาว่าฉันยังเด็ก” เป็นคำทักแรกจากร่างที่นั่งพับเพียบอยู่บนพื้นของเหนือเกล้า ลักษณะการถามเหมือนชวนคุยธรรมดา อีกทั้งน้ำเสียงที่ใช้ยังลดระดับลงมาจนฟังระรื่นหู แม้เจ้าตัวจะเสียงห้าวแต่กลับให้ความรู้สึกเป็นมิตร

          “อ้าว ก็ดูที่การแต่งตัวน่ะสิน้อง” ประกาศเกียรติสวนกลับทันควัน

          “สวมผ้าซิ่นแล้วดูเด็กเหรอคะ... พี่?” เหนือเกล้าผายมือออก เปิดเผยตัวเองต่อทุกสายตา

          คำถามของเหนือเกล้าทำให้หลายคนเริ่มพิจารณาสาวน้อย
อีกหนด้วยดวงตาที่เป็นธรรมมากขึ้น หัวข้อสนทนาก่อนหน้าที่เกี่ยวกับ ‘มิ้นต์’ แฟนสาวของประกาศเกียรติถูกละเลยไป แทนที่ด้วยการมาถึงของเด็กผู้หญิงอีกคนที่น่าสนใจกว่า ไม่ใช่เพราะหล่อนสวยกว่ามิ้นต์ แต่เพราะหล่อน ‘ท้าทาย’ อย่างใจกล้าเพื่อให้คนรอบวงพิจารณาหล่อน

          แม่ของเขาเริ่มถูกชักจูงให้ก้าวเข้ามาเล่นเกมต่อปากต่อคำด้วย “เพราะหนูหน้าอ่อนมั้งจ๊ะ...”

          “ไม่นะ” พ่อเขาแย้งขึ้นมาทันที “นังหนูนี่หน้าคมเข้มกว่าอ้ายฝ้ายเสียอีก” หน้าตาคิ้วคางเด็กนี่เหมือนลงดินสอสองบีจัดๆ ไม่มีส่วนไหนที่เรียกว่าอ่อนเลย มีแต่เข้มเกินไปล่ะไม่ว่า “ไหนแม่เคยบอกพ่อว่า ถ้าเราจะวัดคนคนหนึ่งว่าเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ ให้วัดที่ความคิดอ่านมากกว่ารูปลักษณ์ภายนอกไงล่ะ”

          “ถ้าวัดกันที่ความคิดอ่าน หนูคิดว่าตัวเองน่าจะมีอายุสักร้อยห้าสิบแล้วมั้งคะ”

          คำตอบของเหนือเกล้าเรียกเสียงหัวเราะสนุกสนานจากรอบวง บรรยากาศเคร่งเครียดคลายลงทันที

          “ถ้างั้นคงเป็นการวางตัวล่ะมั้งคะ... น้อง” มิ้นต์ร่วมเล่นบ้าง

          เหนือเกล้าหลุดหัวเราะออกมา ก่อนจะเลิกคิ้วมองไปยังมือข้างหนึ่งของรุ่นพี่คนสวยที่กุมกระชับฝ่ามือประกาศเกียรติ “คุณวางตัวเด็กกว่าฉันอีกค่ะ... พี่”

          ฝ่ายนั้นถึงกับสะดุ้ง “ฉันไม่ใช่เด็ก อายุยี่สิบเอ็ดแล้ว!”

          “แต่ตามมารยาท ถ้ามาเจอพ่อแม่ของฝ่ายชายเราจะไม่เกาะเกี่ยวเขาต่อหน้าผู้ใหญ่ คงมีแต่เด็กเท่านั้นที่ไม่ใส่ใจในจุดนี้ ฉันเข้าใจถูกไหมคะ?”

          คำถามของเธอเรียกสีสันแดงเถือกให้ปรากฏบนใบหน้าของประกาศเกียรติและแฟนสาว ทั้งคู่ผละมือออกจากกันทันควัน

          “ไม่เป็นไรหรอก ไม่เป็นไร” พ่อเขารีบแก้ต่างให้ลูกชายคนโต “บ้านเราหัวสมัยใหม่น่ะ”

          “ขอบคุณค่ะ หนูรอคำนี้อยู่เหมือนกัน...” เหนือเกล้าหันมาส่งยิ้มให้กับใบหน้าอึ้งๆ ของแฟนตัวเอง เธอจัดการคล้องแขนข้างหนึ่งของประกาศิต ก่อนจะเอียงแก้มซบลงกับบ่าแน่นๆ แล้วเงยหน้า
สบสายตากับคนรอบโต๊ะ “ถ้างั้นก็ขอเปิดตัวตามตรงเลยนะคะ หนูชื่อเหนือเกล้า เรียกสั้นๆ ว่าน้อยก็แล้วกัน เป็นแฟนขี้หึงที่รักจริงหวังแต่งของอ้ายฝ้ายค่ะคุณพ่อ”