มือของเขาคือเครื่องพันธนาการขนาดใหญ่ นางตัวสั่นปากสั่นพูดอะไรไม่ออก
“เจ้าไม่ต้องกลัว ข้าไม่ทำอะไรเจ้าหรอก”
นางจ้องเขาตาเขม็งจากนั้นก็เบนหน้าหลบ ฉินต้าหวางจับคางฮวาหรงให้นางหันมามองเขาอีกครั้ง “จำไว้ถ้าเจ้าไม่รนหาที่ ข้าก็จะไม่ทำร้ายเจ้า”
นางได้แต่พยักหน้า นอกจากพยักหน้าแล้วก็ไม่รู้ว่าควรทำอะไรต่อ ตอนนั้นเองเขาได้ถามคำถามที่ตัวเองอยากรู้ “ปีนี้เจ้าอายุเท่าไรแล้ว เป็นคนที่ไหน?”
นางพูดอะไรไม่ออก ฉินต้าหวางจึงเพิ่งคิดได้ว่าลิ้นของนางเจ็บอยู่ แต่หญิงสาวก็ไม่กล้าที่จะไม่ตอบจึงใช้นิ้วเขียนลงบนทรายแทน ‘สิบเจ็ด’
“สิบเจ็ด...” เขามองตัวหนังสือที่ถูกเขียนบนทราย “เจ้าเขียนหนังสือเป็นด้วย!”
นางพยักหน้า
“เจ้าเป็นอะไรกับแม่ทัพคนนั้น”
ครั้งนี้นางไม่ได้เขียน ดูเหมือนกำลังหาทางอธิบายอยู่
“หากว่าเขียนยากก็ช่างมัน! รอให้เจ้าหายก่อนค่อยบอกข้า”
นางถอนหายใจออกมา
ปลายเท้าของเขามีลูกเยจื่อวางอยู่ เขาแบ่งมันออกเป็นสองส่วนโดยเก็บส่วนหนึ่งไว้แล้วป้อนส่วนที่เหลือให้นาง ครั้งนี้นางไม่ดื้อเลยสักนิด ค่อยๆ ดื่มน้ำเยจื่อครึ่งลูกนั่นจนหมด ฉินต้าหวางวางลูกเยจื่อลงด้วยท่าทางดีใจ จากนั้นก็นำเยจื่อส่วนที่แบ่งไว้แล้วมากินบ้าง “ห้องนั้นเป็นห้องที่ข้ามอบให้เจ้า จากนี้ไปเจ้าต้องอยู่กับข้า”
ในที่สุดพระอาทิตย์ยามบ่ายก็ส่องทะลุผ่านช่องว่างระหว่างต้นไม้ลงมาเป็นเส้นยาว เผยให้เห็นฝุ่นจำนวนมากที่ลอยละล่องอยู่ในอากาศ แสงอาทิตย์ส่องลงมาบนหน้าของฮวาหรงพอดี ขนตาดำขลับ ดวงหน้าขาวใสกอปรกับริมฝีปากเย้ายวน สามสิ่งพิเศษนี้ผสมผสานกันจนกลายเป็นความงามที่ยากจะพรรณนา
ในเวลาเดียวกัน ยามนี้เหล่าโจรสลัดกำลังรวมตัวกันอย่างรวดเร็วเหมือนกับกองทัพที่ได้รับการฝึกมาอย่างดีที่มุมหนึ่งของเกาะ ทันทีที่เห็นฉินต้าหวาง โจรสลัดคนหนึ่งที่ชื่อเฉียนต้าโหย่วก็เดินเข้ามาหาอย่างดีใจ “ท่านหัวหน้า พวกเราเพิ่งได้รับข่าว ตอนนี้กำลังมีการซื้อขายครั้งใหญ่”
“คงเป็นแค่การเนรเทศนักโทษ ไม่ได้มีอะไรมากมาย” ฉินต้าหวางเอ่ยอย่างไม่เห็นด้วย
“ไม่ใช่ขอรับ ครั้งนี้เราได้รับรายงานลับมาว่าเจ้าของเรือเป็นองค์ชายคนหนึ่ง”
“องค์ชายงั้นรึ?”
“ขอรับ”
“ท่านหัวหน้า เราปล่อยเรือลำนี้ไปดีหรือไม่ มิเช่นนั้นพวกเราอาจถูกราชสำนักปราบปรามได้” ลูกน้องคนหนึ่งเสนอขึ้น
“ที่นี่คือที่ของข้า ไม่ต้องพูดถึงองค์ชายหรอก แม้จะเป็นถึงฮ่องเต้ข้าก็ต้องได้ค่าผ่านทางจากเขา! ไปเตรียมตัว! ไม่ได้เจอของแข็งแบบนี้มานานแล้ว ครั้งนี้ต้องโหดสักหน่อย… รีบไปเตรียมตัวเร็ว!”
“ขอรับ”
เฮ้อ...โชคดีที่รอดมาได้อีกครั้ง ฮวาหรงรู้สึกว่าเสียงเป่าเขาวัวที่ได้ยินเป็นเหมือนเสียงจากสวรรค์ มันเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่ามีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้น ฉินต้าหวางจึงรีบผละไปอย่างรวดเร็ว แต่ว่านางจะหนีรอดอย่างนี้ไปได้ตลอดหรือเปล่า...
.
ค่ำวันนั้นสิ่งที่หญิงสาวกลัวก็ไม่ได้เกิดขึ้น เนื่องจากฉินต้าหวางไม่ได้มาหานางทั้งคืน
ฮวาหรงนอนแผ่หลาอยู่บนเตียงพลางพลิกไปพลิกมา กระทั่งตกดึกในที่สุดนางก็เอาชนะความกลัว แอบเดินไปเปิดประตูแล้วมองไปรอบๆ
รอบตัวนางเงียบสงัด คบไฟที่วางตามจุดอย่างเช่นเมื่อคืนก็ไม่เห็นแล้ว หรือว่าพวกโจรสลัดได้ออกไปกันหมดแล้ว นางเดินออกไปสองก้าว พบว่าไม่ไกลนักมีโจรสลัดถือคบเพลิงเดินลาดตระเวนอยู่ ในมืออีกฝ่ายถือดาบยาว ฝั่งตรงข้ามของพวกเขาก็มีคนอีกกลุ่มที่ทำแบบเดียวกันโดยกำลังออกไปลาดตระเวนอีกทิศทาง
บ้านหลังนี้อยู่ในการดูแลของพวกเขา นางจึงไม่กล้าเดินต่อได้แต่ค่อยๆ ถอยกลับเข้าไปในห้อง
เช้าวัดถัดมานางยังคงตื่นแต่เช้าเหมือนเคย
รอบๆ ยังคงเงียบสงบเหมือนเดิมแต่ไม่มีการลาดตระเวนแล้ว นางพบว่าที่นี่ไม่ออกลาดตระเวนในตอนกลางวันเพราะนอกจากทางเรือแล้วก็หนีไปทางอื่นไม่ได้อีก
นางเห็นหินก้อนเมื่อวานอยู่ไกลๆ นั่นคือที่เดียวที่สามารถปีนขึ้นไปแล้วมองไกลออกไปได้ แต่พอคิดถึงฉินต้าหวางซึ่งไม่รู้เหมือนกันว่าเขาจะโผล่มาจากทิศไหน นางก็หยุดฝีเท้า ไม่กล้าเดินไปที่นั่น หลังยืนอยู่สักพัก นางก็ได้ยินเสียงเล็กๆ ดังขึ้น
“พี่สาว พี่สาว”
เขาคือเด็กน้อยคนที่ได้พบกันเมื่อวาน อีกฝ่ายยังคงอุ้มตะกร้าใบใหญ่เหมือนเดิม เขามองนางด้วยสีหน้าสดใสมาจากด้านหลังของก้อนหิน พอเห็นเด็กน้อย หญิงสาวก็รู้สึกราวกับได้เห็นแสงสว่างในเมืองปีศาจ แต่เพราะลิ้นยังคงเจ็บอยู่ นางเลยออกเสียงได้ไม่ค่อยชัด นางตอบกลับเสียงอู้อี้แล้ววิ่งไปหาเขา
เยว่เผิงจวี่เห็นนางตรงมาหาก็ดีใจ เขารีบรวบขากางเกง ปีนขึ้นไปบนหินแล้วมองที่ปากนาง “พี่สาว เขาทำร้ายพี่หรือ?”
ฮวาหรงชะงัก ก้มหน้ามองน้ำทะเล น้ำทะเลที่นี่ใสสะอาดมากจนสะท้อนเงาคนได้ นางจึงเห็นปากที่บวมของตัวเอง เมื่อวานนางกัดลิ้นตัวเองจนเจ็บซ้ำยังถูกเขากัดปากอีก ไม่รู้ว่าเขาทายาอะไรให้ตอนที่ตื่นมาถึงไม่รู้สึกเจ็บแล้ว เพราะในห้องไม่มีคันฉ่อง นางจึงไม่เคยรู้มาก่อนว่าตัวเองมีสภาพแบบนี้
“พี่สาว วันนี้พวกเขาออกไปทำการค้ากันอีกแล้ว”
มันคือคำศัพท์เฉพาะของพวกเขา หมายถึงการออกไปฆ่าคนปล้นสินค้านั่นเอง นางรู้สึกดีใจที่เวลานี้ไม่ต้องกลัวแล้วว่าฉินต้าหวางจะโผล่มาจากทางไหน นางอยากจะถามคำถามเด็กคนนี้อีกสักหน่อย แต่เมื่ออ้าปากลิ้นก็เหมือนจะไม่เป็นใจ เด็กน้อยเห็นนางอ้าปากแล้วพูดไม่ชัดก็รีบถามอย่างตกใจ
“พี่สาว พี่กลายเป็นคนใบ้ไปแล้วหรือ? เขาทำร้ายพี่จนเป็นใบ้เลยรึ?”
นางส่ายหน้าเพื่อบอกว่าตนไม่ได้กลายเป็นใบ้ หญิงสาวคิดว่าอีกประมานสองวันตัวเองก็คงหาย เด็กน้อยมองนางอย่างสงสัย เขาพานางมาตรงหาดทรายแล้ววิ่งไปเด็ดกิ่งไม้อันหนึ่งมายื่นให้
“พี่สาว พี่จะไม่กลายเป็นใบ้ใช่ไหม?” เด็กชายถามย้ำ
นางยิ้มแล้วเขียนตัวอักษรลงบนหาดทราย ‘ไม่’
เด็กน้อยดูโล่งใจขึ้นมา เขานิ่งคิดก่อนจะหยิบของสิ่งหนึ่งออกมาจากตะกร้า เป็นเปลือกหอยสังข์สีแดงที่ดูน่ารัก “ข้าให้”
นางรับหอยสังข์แล้วมองอย่างละเอียดด้วยท่าทางดีใจ จากนั้นก็ใช้กิ่งไม้เขียนตัวอักษรออกมาสองตัว ‘ขอบคุณ’
เด็กน้อยเพ่งมองอักษรที่นางเขียนอยู่นานก็ถอนหายใจออกมา “ถ้าข้ารู้หนังสือมากกว่านี้ก็คงดี”
นางใช้กิ่งไม้เขียนต่อ ‘เจ้าไม่รู้หนังสืองั้นหรือ’
เขาส่ายหน้าอย่างน่าสงสาร “แม่ข้ารู้หนังสือเพียงไม่กี่ตัวและได้สอนข้าจนหมดแล้ว หลังจากที่ท่านแม่จากโลกนี้ไปก็ไม่มีใครสอนข้าอีกเลย ซ้ำข้ายังโดนพวกเขาจับมาใช้งานที่นี่ ต่อไปก็คงเขียนหนังสือไม่ได้แล้ว”
นางยิ้มแล้วพูดออกมา “ข้าจะสอนเจ้าเอง”
เด็กน้อยดีใจ ค้อมตัวเป็นการขอบคุณยกใหญ่ “ขอบคุณขอรับ”
วันนี้ฮวาหรงอยู่ที่ชายหาดเขียนตัวหนังสืออยู่ใต้ต้นเยจื่อกับเด็กน้อยทั้งวัน เขาตั้งใจเรียนเป็นอย่างมาก พอคอแห้งก็ดื่มน้ำที่หามาได้จากต้นเย่จื่อ ทั้งคู่เพลินจนลืมเวลา จนถึงช่วงพลบค่ำเด็กน้อยก็อุทานเสียงดังออกมา “แย่แล้ว ข้าลืมไปจับปู...”
ฉินต้าหวางและพวกโจรสลัดชอบกินปูมาก หน้าที่ของเขาก็คือจับปูและช่วยพ่อครัวหุงข้าว วันนี้มัวแต่เรียนหนังสือไม่ได้ไปทำงาน ถ้าพวกโจรสลัดกลับมาเขาจะต้องถูกลงโทษแน่ๆ โชคดีที่วันนี้คนพวกนั้นออกทะเลกันเกือบหมด บนเกาะเหลือคนไม่มากก็เลยไม่มีใครมาจู้จี้
ฮวาหรงดึงตัวเขาไว้ “ข้าจะไปช่วยเจ้าเอง”
ค่ำนี้อากาศไม่ค่อยดี ไม่นานท้องฟ้าก็เต็มไปด้วยเมฆครึ้ม ดูแล้วเหมือนฝนจะตกซ้ำยังไม่มีปูอีกต่างหาก หลังหาปูกันอยู่นานก็ได้เพียงครึ่งตะกร้าเล็กๆ
เด็กน้อยถือตะกร้าเดินกลับด้วยท่าทางสลด ฮวาหรงเองก็เป็นกังวลแทนเขา ยามนี้เบื้องหน้าของนางเป็นบ้านที่ปลูกติดกันแบบง่ายๆ คล้ายกับเป็นสถานที่ที่พวกโจรสลัดอาศัยอยู่รวมกัน ไม่รู้เหมือนกันว่าพวกผู้หญิงที่ถูกมัดอยู่ใต้ต้นไม้ไม่ไกลนั่นจะถูกปล่อยไปหรือยัง
ฮวาหรงไม่กล้าเดินเข้าไป นางกำลังเตรียมบอกลาเด็กน้อยก็เห็นชายฉกรรจ์ท่าทางโหดเหี้ยมที่ตนเคยแอบมองตอนลาดตระเวนถือกิ่งไม้พลางเดินตรงมา “เจ้าเด็กบ้า เจ้าแอบไปขี้เกียจที่ไหนมา ยังไม่รีบไปทำอาหารอีก นายท่านหิวจะตายอยู่แล้ว”
เด็กน้อยหลบไม่ทันและไม่กล้าหลบ ฮวาหรงยื่นมือเข้ามารั้งตัวเขาไว้แล้วเอาตัวเองมาบังด้านหน้าอย่างรวดเร็ว กิ่งไม้ที่ชายฉกรรจ์ฟาดลงมาจึงโดนซี่โครงซ้ายของฮวาหรงอย่างแรงจนนางรู้สึกเจ็บปวด
ชายฉกรรจ์จ้องหน้านางแต่ไม่กล้าตีซ้ำ “เด็กน้อย วันนี้ถือว่าเจ้าโชคดี” พูดจบเขาก็โยนกิ่งไม้ทิ้ง
เด็กน้อยเห็นนางถูกตีแทนตัวเองก็ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ “พี่สาวเจ็บมากไหม?”
แน่นอนว่าต้องเจ็บมาก แต่ต่อให้โดนอีกทีก็ไม่น่ากลัวเท่ากับการต้องเจอฉินต้าหวางหรอก ดูๆ ไปแล้วเหล่าโจรสลัดคงยังไม่กลับมา
นางส่ายหน้า พยายามส่งยิ้มให้ “เจ้ารีบกลับไปเถอะ”
เด็กน้อยพยักหน้า เขาเดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็หันหลังกลับมา “พี่สาว พรุ่งนี้พี่สาวจะสอนข้าเขียนหนังสืออีกไหม?”
นางไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร ปัญหาก็คือหลังจากฉินต้าหวางกลับมาแล้วตัวนางยังจะมีชีวิตอยู่ต่ออีกหรือเปล่า? ยังดีที่ตอนนี้เขาไม่อยู่ นางจึงพยักหน้า
เมื่อเด็กน้อยได้รับคำตอบ เขาก็แทบจะลืมเรื่องแย่ๆ เมื่อสักครู่ เดินจากไปอย่างมีความสุข
-------------------------------------------------------