ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

เจ้าสาวโจรสลัด 一夜新娘

ผู้แต่ง เยว่เฉวหยิ่งชิง Yue Xie Ying Qing
ผู้แปล Hongsamut
ประเภท
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
นางถูกจับไปเป็นเจ้าสาว

บทนำ

เจ้าสาวโจรสลัด 一夜新娘
เยว่เฉวหยิ่งชิง(月斜影清) เขียน ห้องสมุด แปล
Author: เยว่เฉวหยิ่งชิง(月斜影清)
Chinese edition copyright เยว่เฉวหยิ่งชิง(月斜影清)
Thai edition copyright Hongsamut.com Co., Ltd.
ALL RIGHTS RESERVED

สารบัญ

โจรสลัด

ยามอาทิตย์อัสดง ตะวันรอนแดงปานเลือด

ท้องฟ้าและพื้นน้ำกลายเป็นสีเลือดสด แต่ผืนน้ำกลับนิ่งผิดปกติ

เรือรบขนาดใหญ่ควบคุมด้วยลูกเรือจำนวนหกสิบสี่คน ใบเรือทั้งห้าด้านบนมีสีแดงเข้ม ด้านล่างมีชายหนุ่มรูปร่างกำยำล่ำสันสิบแปดคนถือดาบอยู่ในมือยืนเรียงเป็นแถวหน้ากระดาน ด้านหลังของพวกเขาเป็นมือธนูเจ็ดสิบสองคนยืนเรียงกัน ทุกคนกำลังยกคันธนูขึ้นเตรียมยิง บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียด

กลางห้องโดยสารมีชายหนุ่มรูปร่างแข็งแกร่งกำยำกำลังนั่งดูแผนที่อยู่บนเก้าอี้ตัวใหญ่ ไม่มีใครทราบชื่อของเขา ทุกคนต่างเรียกเขาว่า ‘ฉินต้าหวาง’ เดิมทีเขาทำหน้าที่ป้องกันชายฝั่งให้ราชสำนัก แต่เนื่องจากถูกกล่าวโทษว่ามีความผิดจึงได้นำพี่น้องสองสามคนที่จงรักภักดีล่องไปบนท้องทะเลด้วยความโกรธแค้น เริ่มชีวิตการเป็นโจรสลัด เขามีความสามารถในการป้องกันตัวเองและมีความเป็นผู้นำสูงอีกทั้งมีจิตใจที่หนักแน่น จนถึงตอนนี้สามารถสะสมกองกำลังได้จำนวนหนึ่งและกลายเป็นกองกำลังอันเข้มแข็งบนท้องทะเลแห่งนี้ พวกเขาทำการปล้นเรือที่เดินทางผ่านไปมา เป็นการทำงานแบบไม่ต้องลงทุนใดๆ ไม่ว่าจะเป็นเรือสินค้าหรือเรือโจรสลัดขนาดเล็กก็ไม่อาจรอดจากเงื้อมมือเขาไปได้

วู้ดดด...

เสียงที่มีเอกลักษณ์พิเศษดังขึ้นหมายความว่ากำลังมี ‘สินค้าชุดใหม่’ มาถึงแล้วและจะต้องเตรียมการรบ ทันใดนั้นชายที่แบกมีดอยู่ก็เคาะประตูก่อนจะเข้ามาพูดกับเขาด้วยท่าทางนอบน้อม “ถึงเวลาแล้วขอรับ”

แววตาดุจเสือดาวของฉินต้าหวางเปล่งประกายแวววาว เขาหยิบดาบเล่มใหญ่แล้วเดินออกไปข้างนอก ดาบใหญ่เล่มนี้มีลักษณะแปลกไปจากปกติเล็กน้อย มันมีชื่อว่า ‘ดาบป๋ายลู่’ ว่ากันว่าเป็นดาบชั้นเลิศที่ฮ่องเต้เสวียนอู่มีคำสั่งให้ช่างฝีมือทำขึ้น

เมื่อเห็นเขาเดินออกมา คนด้านนอกก็รีบแสดงความเคารพทันที เขาหยุดยืนอยู่ตรงกลางพลางถามว่า “วันนี้เป็นสินค้าอะไร?”

“ตอนนี้ยังเห็นไม่ชัดเจนขอรับ แต่คาดว่าคนพวกนั้นคงไม่ยอมง่ายๆ”

“เอาเถอะ ไม่ว่าพวกมันจะวิเศษมาจากที่ไหนก็ไม่มีทางรอดไปได้แน่”

ขณะที่เขาพูดอยู่ก็ได้เห็นเรือที่ทำจากไม้ลำหนึ่งกำลังแล่นเข้ามาใกล้ บรรดาโจรสลัดต่างพากันโห่ร้องด้วยความยินดี เนื่องจากไม่ได้พบกับสินค้าดีๆ มานานแล้ว ฉินต้าหวางรีบออกคำสั่งเปลี่ยนทิศทางเรือ เร่งเครื่องไปยังเรือลำนั้นอย่างรวดเร็ว

บนเรือลำนั้นมีเงาตะคุ่มของผู้คนจำนวนไม่น้อย ที่สำคัญคือพวกเขาสามารถมองเห็นว่ามีอาภรณ์สีแดงๆ เขียวๆ ปะปนอยู่ก็คือเหล่าหญิงงามนั่นเอง ยิ่งไปกว่านั้นคือพวกนางเป็นสาวรุ่น

ชายบนเรือรบตะโกนออกคำสั่งดังลั่นปานเสียงฟ้าร้อง บรรดาลูกเรือพากันเร่งความเร็วกระทั่งเรือพวกตนเข้าไปใกล้ พวกเขาเห็นคนบนเรือไม้ลำนั้นพากันยืนขึ้นทั้งเด็กผู้ใหญ่และคนชรา ใบหน้าของแต่ละคนเต็มไปด้วยความหวาดกลัว

ไม่นานนักดาบหกเจ็ดคนก็กระโดดขึ้นไปบนเรือไม้แล้วตะโกนสั่ง “เร็ว! ตามมา!”

จากนั้นคนประมานหกสิบคนก็ถูกพาขึ้นไปยังดาดฟ้าของเรือรบในที่สุด พวกเขาให้ผู้ชายยืนอยู่ฟากหนึ่ง ส่วนผู้หญิงให้ยืนอีกฟาก ชายวัยหกสิบที่ยังดูมีกำลังวังชาท่าทางเหมือนผู้นำพยายามรวบรวมสติและพูดออกมา “นายท่านทั้งหลาย พวกเรากำลังหนีการลงโทษจากราชสำนักก็เลยออกทะเลด้วยความยากลำบากเพื่อจะไปขออาศัยอยู่กับญาติ ขอให้ท่านโปรดไว้ชีวิตด้วย พวกข้ายินดีจ่ายค่าผ่านทาง”

“ค่าผ่านทางข้าเก็บอยู่แล้ว” ฉินต้าหวางกวาดตามองพวกเขาด้วยท่าทางน่าเกรงขาม

เมื่อได้เห็นกำปั้นที่กำแน่นดั่งเหล็กกล้าของคนพูด ชายชราคนนั้นก็ก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว ชายชราเชื่อว่าถ้าอีกฝ่ายได้ชกใครสักทีสองทีก็คงจะสะเทือนไปถึงสมองแน่นอน

.

เรือกำลังแล่นเข้าฝั่ง

พระอาทิตย์ยามอัสดงจมลงสู่ก้นทะเล ด้านตะวันตกของขอบฟ้าปรากฏเมฆสีแสดก้อนใหญ่ล่องลอยช้าๆ ภาพตรงหน้าสวยงามจนบดบังความเลวร้ายบนชายหาดไปจนหมดสิ้น 

ฉินต้าหวางหันไปเห็นเชลยคนหนึ่งถูกทำร้ายจนล้มไปกองกับพื้นอย่างไม่ตั้งใจ รองเท้าอีกฝ่ายขาดหลุดลุ่ยราวกับถูกสุนัขฟัดไปมา ทันใดนั้นสายตาของเขาก็จับจ้องไปที่เท้านั่น...

นิ้วเท้าเรียวยาว ฝ่าเท้างดงามดั่งหยก อาจเป็นแสงสีทองอ่อนยามพลบค่ำที่ช่วยให้ดูดีขึ้นจนสามารถมองเห็นเส้นเลือดเขียว นิ้วเท้าทั้งหมดเป็นสีชมพูอ่อน นุ่มนวลงามตา แน่นอนว่านี่เป็นเท้าของหญิงสาว ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นเท้าที่ไม่ผ่านการมัดเท้า

เท้าสุขภาพดีเช่นนี้คงเหยียบย่ำลงบนหาดทรายด้วยความลำบาก พอมองไล่ขึ้นไปก็เห็นเรียวขาเล็กคู่หนึ่ง ขากางเกงของนางถูกรั้งขึ้นจนเผยให้เห็นขาอันงดงาม

ฉินต้าหวางเริ่มหายใจไม่สะดวก รู้สึกแปลกประหลาดราวกับพระอาทิตย์เปลี่ยนมาขึ้นทางทิศตะวันตก เหงื่อไหลท่วมไปทั้งตัว เขาก้าวเดินขึ้นหน้าสองก้าว ยื่นมือไปจับเชลยที่ซมซานอยู่ที่พื้น อีกฝ่ายที่มีรูปร่างผอมพลันหน้าซีด เหงื่อไหลอาบทั้งสองแก้ม

ฉินต้าหวางยื่นมือออกไปเช็ดใบหน้าที่เลอะเทอะ ภาพที่ปรากฏคือใบหน้าขาวใสดุจเมฆขาวที่ล่องลอยท่ามกลางเมฆฝนบนท้องฟ้าซึ่งทั้งสะอาดตาและน่าชม

เขายิ้มออกมาแล้วดึงสาวงามเข้ามากอดจนสัมผัสได้ว่านางตัวสั่นเล็กน้อยจึงปลอบไปว่า “เจ้าไม่ต้องกลัวนะ”

หญิงสาวยิ่งตัวสั่นเข้าไปใหญ่ เนื้อตัวที่อ่อนนุ่มราวกับเป็นอัมพาตแนบชิดกับฉินต้าหวาง ทันใดนั้นเองพวกลูกน้องก็เดินเข้ามา พวกเขาเองก็เพิ่งรู้ว่าที่แท้ชายคนนั้นเป็นผู้หญิง และพอเห็นท่าทีของฉินต้าหวางก็ยิ่งรู้สึกแปลกใจ

จังหวะนี้เองที่สาวน้อยดึงกริชจากขากางเกงของตนออกมาอย่างรวดเร็ว ใบมีดคมกริบสะท้อนแสงวาววับขณะที่นางแทงเข้าไปที่ทรวงอกของฉินต้าหวางอย่างไม่ลังเล

ฉินต้าหวางไม่คาดคิดว่าสาวน้อยที่ตกใจตัวสั่นเมื่อครู่จะลงมือได้ไวเช่นนี้ เขาไม่ทันระวังตัวจึงถูกแทงเข้าที่ทรวงอก

ตอนแรกสาวน้อยดีใจที่ตนทำสำเร็จ จากนั้นก็พบว่าอกของเขาแข็งแกร่งราวกับเหล็กทำให้แทงไม่เข้า กริชเล่มนั้นสะกิดเพียงผิวหนังเล็กน้อยก่อนจะถูกเขาปัดจนตกพื้นไป

เมื่อตนลงมือไม่สำเร็จและฉินต้าหวางก็ไม่มีทีท่าว่าเจ็บปวดเลยสักนิด หญิงสาวก็นั่งลงเก็บกริชที่หล่นอยู่บนพื้นแล้วยื่นไปให้เขา แสดงทางเลือกสุดท้ายนั่นคือยอมแพ้

เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นในชั่วพริบตา เหล่าโจรสลัดยังไม่ทันได้ทำอะไรก็พบว่าฉินต้าหวางยื่นมือไปคว้ากริชเล่มนั้นไว้แล้ว ยังดีที่เขาถูกแทงไม่ลึกแต่ก็ยังเห็นเลือดสีแดงสดติดอยู่ที่ปลายกริช แสงสะท้อนจากด้ามกริชให้ความรู้สึกอ้างว้างอย่างบอกไม่ถูก

เขาคว้ากริชมาไว้ในมือแล้วจ้องมองสาวน้อยคนนั้น นางได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย แท้จริงแล้วนางกำลังทรมานแต่แสร้งทำเฉย หญิงสาวเบิกตาโตมองเขาด้วยความโกรธแค้นพร้อมกับแค่นเสียงอย่างหมดหวัง ชายหนุ่มไม่รู้ว่าในใจนางแบกรับความเคียดแค้นและความเข้าใจผิดมากแค่ไหนถึงได้ส่งเสียงแบบนี้ออกมา

แม้จะเป็นถึงหัวหน้าโจรสลัด แต่อีกฝ่ายก็ทำให้เขารู้สึกหวั่นไหว ทันใดนั้นเขาก็เอ่ยคำถามที่ไม่คาดคิดออกมา “เจ้าชื่ออะไร?”

สาวน้อยไม่ตอบ ยังคงจ้องมองเขาไม่เลิก สายตาไร้ชีวิตชีวาเบนไปมองท้องฟ้ายามหัวค่ำด้วยท่าทางโศกเศร้า เมฆดำเริ่มก่อตัวขึ้นกลางทะเล ฝูงนกทะเลกระพือปีกบินต่ำพลางส่งเสียงร้อง บรรยากาศช่างเคว้งคว้างราวกับเป็นวันสุดท้ายของโลก

.

นี่คือหมู่บ้านซึ่งสร้างขึ้นบนแหลมที่ทอดยาวไปในทะเล

บ้านที่สร้างขึ้นบนเนินเขาและอยู่สูงกว่าบ้านหลังอื่นเป็นแหล่งกบดานของฉินต้าหวางและยามนี้มีคนผู้หนึ่งกำลังรออยู่

บนเกาะมีชาวประมงอยู่จำนวนมาก พวกเขาจ่ายค่าคุ้มครองแก่ฉินต้าหวางเพื่อให้สามารถอยู่ที่นี่ต่อไปได้ พวกเขาอาศัยอยู่ฟากตรงข้ามของเกาะ เนินเขาสูงชันที่บรรจบกับทะเลกลายเป็นเส้นแบ่งเขตตามธรรมชาติ ด้วยเหตุนี้ก็เลยทำให้เหล่าภรรยาและลูกๆ ของพวกชาวบ้านไม่ถูกรบกวนจากพวกโจรสลัดกอปรกับพวกเขาจ่ายค่าคุ้มครอง ดังนั้นโจรสลัดกลุ่มนี้จึงไม่เคยรบกวนพวกเขาเลย

ฟ้ามืดแล้ว ลมเย็นยามค่ำคืนพัดโชย บรรยากาศช่างแตกต่างจากกลางวันที่อากาศร้อน

ไฟกองหนึ่งกำลังลุกโชนอยู่บนลานโล่งของหมู่บ้าน ไม่ไกลกันมีไหเปล่าวางเรียงรายอยู่หลายใบ บรรดาโจรสลัดกำลังกินสัตว์ป่าที่ล่ามาได้และปลาเผาพร้อมกับดื่มเหล้าจนเมามายไม่ได้สติ

ฉินต้าหวางกำลังคิดถึงเรื่องของสาวน้อยที่จับมาวันนี้พร้อมกับยกไหเหล้าที่ลูกน้องนำมาให้ขึ้นดื่มไปหลายอึก กระทั่งเหล้าหมดไปเกือบครึ่ง เขาก็ค่อยๆ เช็ดมุมปากจากนั้นก็โยนไหเหล้าทิ้งแล้วลุกขึ้นยืน

.

เรือนของฉินต้าหวางเป็นบ้านไม้หลังใหญ่

เสาทั้งสี่มุมทำจากไม้ใหญ่ที่มีความสูงราวสามจั้งขึงด้วยผ้ากันน้ำขนาดใหญ่ร่วมกับใช้ไม้ คนที่มาเห็นมักจะไม่แน่ใจว่านี่คือกระโจมหรือเรือนไม้กันแน่

ฉินต้าหวางใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ ในห้องมีเทียนเล่มใหญ่ถูกจุดอยู่หลายเล่ม ตรงกลางเป็นเตียงไม้ขนาดใหญ่ชั้นดีซึ่งปล้นมาจากเรือของขุนนางคนหนึ่ง

หญิงสาวถูกพามานอนอยู่บนเตียงขนาดใหญ่นี้ เป็นเพราะรูปร่างบอบบางของนางจึงดูราวกับไม่มีคนนอนอยู่

ฉินต้าหวางเดินเข้าไปนั่งบนเตียง เมื่อสาวน้อยเห็นเขาก็สะดุ้งรีบลุกขึ้นยืน นางทำท่าจะหยิบอาวุธออกมาตามสัญชาตญาณก่อนจะนึกได้ว่ากริชไม่ได้อยู่กับตัวแล้ว

 -------------------------------------------------------

เชลยสาว

เขารู้ว่าในบรรดาเชลยทั้งหมด มีคนกลุ่มหนึ่งที่เป็นครอบครัวของแม่ทัพที่ถูกขุนนางฉั่วหยวนจางใส่ร้าย

แม่ทัพผู้นั้นถูกใส่ร้ายว่าก่อกบฏซึ่งเป็นความผิดร้ายแรง ราชวงศ์นี้อยู่มานับร้อยปีจนตอนนี้อยู่ในช่วงเริ่มล่มสลาย ฉั่วหยวนจางกุมอำนาจทั้งหมดแล้วทำการโจมตีฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามกับตนอย่างรุนแรง นี่ยังไม่นับการอยู่เบื้องหลังการลอบสังหารแม่ทัพผู้นั้นด้วย ฉั่วหยวนจางทำให้ครอบครัวของอีกฝ่ายต้องหนีลงเรือออกจากเมือง ถูกตามฆ่า และถูกปล้นตามรายทางจนญาติพี่น้องตายไปเกือบหมดทั้งที่ยังไม่ถึงจุดหมายปลายทางด้วยซ้ำ

ถึงบรรดาญาติที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้จะมีอยู่มาก แต่ในเมื่อเกี่ยวพันอยู่ในเก้าชั่วโคตรจึงต้องร่วมเร่รอนหนี หนึ่งในนั้นเป็นสาวน้อยคนหนึ่งซึ่งแม้จะเป็นญาติของพวกเขาแต่กลับไม่มีใครรู้จักชื่อแซ่ของนางและคนที่รู้ก็คงตายไปหมดแล้ว

เวลานี้ใบหน้าของสาวน้อยยังคงซีดขาวและมอมแมม ฉินต้าหวางเหลือบมองโต๊ะข้างเตียง เห็นถ้วยน้ำชาและสำรับกับข้าวที่ยังไม่พร่อง... เป็นข้าวที่นำมาให้ตั้งแต่หัวค่ำ แสดงว่าสาวน้อยยังไม่ได้กินข้าว

เขายื่นมือใหญ่ไปหยิบผ้ามาเช็ดใบหน้าของสาวน้อยโดยที่นางไม่กล้าหลบ เขาเช็ดหน้าให้จนเห็นสีหน้าที่แท้จริงของนาง แม้หญิงตรงหน้าจะไม่ได้มีรูปโฉมปานเทพธิดาแต่ก็งดงามไม่แพ้ใคร ใบหน้าที่ซีดขาวถูกกลบด้วยสีแดงเพราะความกลัว นางพยายามข่มกลั้น กัดปากตัวเองเพื่อระงับความกลัวแล้วพูดออกมา “ถ้าวันนี้ข้าไม่ตาย วันหน้าข้าจะฆ่าเจ้าเป็นการแก้แค้น”

เขากอดนางเอาไว้ไม่ให้นางตกใจ แล้วค่อยๆ ถามเสียงเบา “สาวน้อย เจ้าชื่ออะไร?”

หญิงสาวยิ้มออกมาอย่างดูถูก แล้วแค่นเสียงใส่ราวกับไม่อยากพูดกับสิ่งที่น่ารังเกียจ

ฉินต้าหวางคิดว่าตัวเองตาฝาดพร้อมกับสงสัยว่าทำไมนางถึงกล้ามองเขาแบบนี้

“ถ้าเจ้าไม่ยอมพูด ข้าจะฆ่าคนพวกนั้นให้หมด” เขาขู่

หญิงสาวเริ่มเปิดปากพูด “ตามใจเจ้า ข้าไม่รู้จักพวกเขาด้วยซ้ำ”

นี่เป็นครั้งที่สองที่นางพูดเป็นประโยคด้วยเสียงดังฟังชัด ไม่รู้ว่าขนตาที่เปียกนั้นเป็นเพราะเขาเช็ดหน้าให้หรือเป็นเพราะนางตกใจจนน้ำตาไหล แต่ก็ยังดูงดงามเหมือนแมลงบางชนิดที่พอได้ออกมาจากรังแล้วถึงเผยความสวยงามให้เห็น

ฉินต้าหวางเป็นหัวหน้าโจรสลัด ไม่เคยได้คลุกคลีกับผู้หญิงอย่างใกล้ชิดขนาดนี้ เขาได้แต่จ้องมองแววตาสดใสคู่นั้นโดยที่ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไป

“เจ้าออกไปซะ ข้าจะนอน” เสียงของนางแฝงไว้ด้วยความโกรธ ทำทีวางมาดราวกับว่าเขาเป็นคนรับใช้ของตัวเอง

ฉินต้าหวางเริ่มโมโห มองนางล้มตัวลงพลางใช้แขนหนุนหัวแล้วหลับตา ชายหนุ่มมองไล่ตั้งแต่ลำคอจนถึงเนินอก ท่าทางการนอนเผยให้เห็นรูปร่างอรชรของหญิงสาว นางหายใจเป็นจังหวะราวกับไม่สนใจเขาที่อยู่ในห้องนี้ ชายหนุ่มทำได้เพียงยืดตัวตรง มือยังไม่ทันได้แตะตัวนางก็ต้องดึงกลับแล้วลุกเดินออกไป

หน้าประตูไม่มีคนเฝ้า เพราะหากไม่มีเรือเดินทางไปมาก็ไม่มีใครสามารถหนีออกไปจากเกาะนี้ได้ ฉินต้าหวางเดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็เห็นพวกลูกน้องสองคนทำท่าลับๆ ล่อๆ

“พวกเจ้าจับตาดูเอาไว้ อย่าให้นางหนีไปได้”

ลูกน้องสองคนที่กำลังเมาได้ทีก้มหัวลงแล้วเอ่ยถาม “นายท่าน สาวสวยคนนั้นถึงใจหรือไม่?”

ชายทั้งสองได้คำตอบเป็นการถูกตบจนหน้าหันไปสองที

“ฟังข้าให้ดี พวกเจ้าไม่มีสิทธิ์ ใครก็ห้ามเข้าใกล้นาง!”

ทั้งคู่ไม่เข้าใจว่าเหตุใดหัวหน้าต้องโกรธขนาดนี้จึงทำได้แค่พยักหน้าพร้อมรับคำ

“ขอรับ”

.

คืนนี้นางไม่กล้าหลับลึกและไม่กล้าฝัน

เมื่อสะลึมสะลือตื่นขึ้นมาก็พบว่าข้างนอกสว่างแล้ว ลมทะเลกำลังพัดพาความสดชื่นมาให้กับเกาะแห่งนี้ เสียงนกร้องยิ่งทำให้รู้สึกเงียบสงบ นางตั้งสติแล้วเดินออกไป

ด้านนอกมีต้นเยจื่อ[1]สูงขึ้นเรียงรายและมีต้นกล้วยมากมาย ทุกอย่างต่างจากสวนดอกไม้ที่เคยเห็น ภาพตรงหน้าคือท้องทะเล ภูเขาสูง และต้นหญ้าที่ถูกลมทะเลพัดจนพลิ้วไหวราวเกลียวคลื่น แสงแดดยามเช้าสาดส่องตกกระทบลงบนหาดทราย หาดทรายที่นี่ทั้งขาวและละเอียดจนนางเองยังไม่แน่ใจว่าเป็นทรายหรือหิมะกันแน่

เบื้องหน้าเป็นก้อนหินขนาดใหญ่มีรูปร่างเว้าตั้งอยู่ในน้ำทะเลตื้นประมาณน่อง นางเดินไปนั่งบนก้อนหินแล้วทอดสายตามองท้องทะเลกว้างใหญ่ราวกับไม่มีจุดสิ้นสุด ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วย่ำลงไปบนพื้นทราย

น้ำทะเลถูกแบ่งออกเป็นสามสี สีเขียวอ่อน สีเขียวเข้ม และสีฟ้าอันกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ภาพทิวทัศน์งดงามตรงหน้าทำให้นางเกือบลืมไปว่าตัวเองกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ไม่สู้ดีนัก

หญิงสาวรู้สึกจักจี้ที่เท้าจึงใช้มือปัดเบาๆ เดิมทีนางอยากจะจับปูแต่ไม่มีอุปกรณ์ ทันใดนั้นเองนางก็ได้ยินเสียงบางอย่าง

เด็กชายตัวน้อยอายุประมาณแปดเก้าขวบ ตัวเล็กผอมแห้งราวกับถั่วงอกกำลังถือตะกร้าที่น่าจะหนักมากกว่าตัวเองเดินมา

พอเด็กชายคนนั้นพบว่าแถวก้อนหินมีคนอยู่ก็ตกใจ แววตาที่มองมาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ถึงเด็กชายจะมีบาดแผลบนใบหน้าแต่ก็ไม่อาจกลบความโดดเด่นของเขาได้ โดยเฉพาะดวงตาคู่นั้นของเขา หญิงสาวแทบจะไม่เคยเห็นแววตาที่ใสบริสุทธิ์เช่นนี้มาก่อน เพียงมองแค่แวบเดียวก็ทำให้คนรู้สึกว่าโลกของเขาช่างสดใสเหลือเกิน

นางยิ้มออกมา “น้องชาย เจ้าชื่ออะไร อายุเท่าไรแล้ว?”

เด็กชายเห็นเป็นหญิงสาวหน้าตาอ่อนโยนก็ผ่อนคลายความหวาดกลัวในใจไปจนหมดก่อนตอบว่า “ข้าชื่อเยว่เผิงจวี่ อายุสิบสามปีแล้ว”

ที่แท้เขาอายุสิบสามแล้ว อาจเป็นเพราะกินอาหารไม่เพียงพอร่างกายจึงไม่สูง เขาคิดไปคิดมาแล้วถามนางอย่างตั้งใจ “แล้วพี่สาวล่ะชื่ออะไร?”

“ฮวาหรง ข้าชื่อฮวาหรง”

“ฮวา...หรง...” เด็กชายคนนั้นเขียนชื่อของเธอทีละขีดลงบนหิน “ใช่อักษรสองตัวนี้ไหม?”

ฮวาหรงประหลาดใจมาก

“ข้ารู้หนังสือด้วยนะ แม่ข้าสอนมา รู้จักแค่เล็กน้อย...แล้วพี่สาวล่ะ?”

ฮวาหรงยิ้มออกมา “ข้าก็เหมือนกัน”

นางยังพูดไม่ทันจบก็ถูกจับเข้าที่ข้อเท้า หญิงสาวตัวสั่นขณะถูกดึงเข้าไปในอ้อมกอดของใครบางคน “ฮ่าๆ เจ้าชื่อฮวาหรงหรือ ข้าคิดว่าชาตินี้เจ้าจะไม่พูดชื่อของตัวเองแล้วซะอีก...ฮวาหรง...ชื่อนี้เพราะดีนะ”

ฮวาหรงออกแรงดิ้น เยว่เผิงจวี่เห็นท่าทางของผู้มาใหม่แล้วก็หน้าซีด ฉินต้าหวางก้าวเท้าเข้าไปหยิบตะกร้าที่วางอยู่บนพื้นแล้วพูดกับเด็กชาย “เจ้ากลับไปทำงานเถอะ”

ฮวาหรงยังไม่ทันได้มองเด็กน้อยก็ถูกฉินต้าหวางโยนขึ้นไปในอากาศ รอจนนางใกล้ตกน้ำค่อยรับตัวไว้ ฉินต้าหวางทำกับนางอย่างกับกำลังเล่นของเล่น “นี่คือบทลงโทษของเจ้า ใครให้เจ้าไม่บอกชื่อกับข้าแต่กลับไปบอกเจ้าเด็กนั่น”

ฮวาหรงหูตาลาย ถ้าเขาปล่อยมือนางจะต้องตกน้ำแน่ๆ ตอนที่สองขาได้สัมผัสพื้น ใบหน้านางก็ซีดไปหมด หญิงสาวตกใจจนรีบวิ่งหนี พอเห็นท่าทางจนตรอกของฮวาหรง เขาก็ยิ้มออกมาแล้ววิ่งตาม ชายหนุ่มยื่นแขนไปคว้าตัวนาง ทั้งคู่หยุดอยู่ใต้ต้นเยจื่อใหญ่

“นั่งเป็นเพื่อนข้าตรงนี้ก่อน...” เขาพูดขึ้น

ฮวาหรงถูกเขาลากมานั่งลงกับพื้น นางเปียกไปทั้งตัวจนเผยให้เห็นส่วนเว้าส่วนโค้งของร่างกาย นางทั้งอายทั้งหวาดระแวงแต่ก็หนีไปไม่ได้จึงต้องจำใจหลับตาปี๋แล้วนั่งลงบนหาดทรายสีขาวดังหิมะ

แสงแดดตกกระทบกับชายหาดส่องลงมาบนหลังเท้าของนาง เขามองเท้าเรียวยาวแข็งแรงแฝงไว้ด้วยความงดงามและความแข็งแกร่งยิ่งกว่าเท้าแบบดอกบัวสามชุ่น ผู้หญิงในชนชั้นสูงส่วนมากจะต้องรัดเท้า แต่นางไม่ได้รัด เขาจึงเดาว่านางไม่ได้มาจากชนชั้นสูง อีกทั้งนางยังมีนามสกุลที่ไม่เหมือนกับแม่ทัพที่ถูกลอบสังหารคนนั้น...แล้วนางเป็นใครกันแน่!

ไม่นานแสงแดดก็ทำให้เสื้อของนางแห้ง ภาพนางวิ่งหนีด้วยความกลัวเมื่อสักครู่หายไปจนหมด ทันใดนั้นฉินต้าหวางก็กอดนางแล้วตั้งใจจะจูบหญิงสาวเบาๆ แต่กลับถูกผลักออก “เจ้าจำไว้ว่าถ้าข้าไม่ตาย ข้าจะฆ่าเจ้าเป็นการแก้แค้น”

“ฮ่าๆ ข้ามีผู้หญิงมาแล้วนับไม่ถ้วน ถ้าทุกคนมาแก้แค้นข้าละก็ ต่อให้มีเป็นร้อยชีวิตก็ไม่พอ เจ้าลองคิดดูเอาแล้วกัน” ฉินต้าหวางพูดติดตลกอย่างได้ใจ เหตุการณ์ต่อจากนี้เกินความคาดหมาย เขารีบยื่นมือไปสัมผัสปลายคางของนางแต่ช้าไปหนึ่งก้าว หญิงสาวกัดลิ้นตัวเองจนเลือดเต็มปาก แขนขาหมดเรี่ยวแรงสุดท้ายก็เป็นลมไป

เขาทำอะไรไม่ถูกและไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี ได้แต่กอดและจับคางของนางไว้แน่นแล้วก้มลงไปเลียเลือดที่ริมฝีปากของนาง

เมื่อฮวาหรงลืมตาขึ้นก็พบว่าตัวเองกำลังนอนอยู่บนแผ่นไม้ขนาดใหญ่ พอเงยหน้ามองดีๆ ก็เห็นต้นเยจื่อและต้นหงหล่าวซือ[2]ขึ้นหนาแน่นบังแดดจนไม่เห็นแสง

นางรู้สึกลิ้นชาเหมือนมีขี้ผึ้งก้อนใหญ่อยู่ในปาก ไม่ว่าจะพยายามอ้าปากอย่างไรก็ทำไม่ได้ แต่ดวงตายังสามารถใช้งานได้อยู่ พอมองไปรอบๆ ก็เห็นคนผู้หนึ่งนั่งอยู่ด้านหน้า เขาคือฉินต้าหวางนั่นเอง ความกลัวในใจบรรลุถึงขีดสุด ไม่รู้เหมือนกันว่าเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน นางพยายามลุกขึ้นเพื่อจะวิ่งหนี

แม้ว่าจะหนีได้แค่ไม่กี่ก้าว...

แม้ว่าจะต้องตายก็ตาม…

แต่ว่าความหวังอันริบหรี่ของนางก็พังทลายลงอย่างรวดเร็ว เขาหันหน้ามาแล้วรั้งตัวนางไว้ สายตาบ่งบอกถึงความประหลาดใจ “เจ้าตื่นแล้วหรือ?”

 -------------------------------------------------------

[1] ต้นมะพร้าว

[2] ต้นปาล์ม

ออกล่า

มือของเขาคือเครื่องพันธนาการขนาดใหญ่ นางตัวสั่นปากสั่นพูดอะไรไม่ออก

“เจ้าไม่ต้องกลัว ข้าไม่ทำอะไรเจ้าหรอก”

นางจ้องเขาตาเขม็งจากนั้นก็เบนหน้าหลบ ฉินต้าหวางจับคางฮวาหรงให้นางหันมามองเขาอีกครั้ง “จำไว้ถ้าเจ้าไม่รนหาที่ ข้าก็จะไม่ทำร้ายเจ้า”

นางได้แต่พยักหน้า นอกจากพยักหน้าแล้วก็ไม่รู้ว่าควรทำอะไรต่อ ตอนนั้นเองเขาได้ถามคำถามที่ตัวเองอยากรู้ “ปีนี้เจ้าอายุเท่าไรแล้ว เป็นคนที่ไหน?”

นางพูดอะไรไม่ออก ฉินต้าหวางจึงเพิ่งคิดได้ว่าลิ้นของนางเจ็บอยู่ แต่หญิงสาวก็ไม่กล้าที่จะไม่ตอบจึงใช้นิ้วเขียนลงบนทรายแทน ‘สิบเจ็ด’

“สิบเจ็ด...” เขามองตัวหนังสือที่ถูกเขียนบนทราย “เจ้าเขียนหนังสือเป็นด้วย!”

นางพยักหน้า

“เจ้าเป็นอะไรกับแม่ทัพคนนั้น”

ครั้งนี้นางไม่ได้เขียน ดูเหมือนกำลังหาทางอธิบายอยู่

“หากว่าเขียนยากก็ช่างมัน! รอให้เจ้าหายก่อนค่อยบอกข้า”

นางถอนหายใจออกมา

ปลายเท้าของเขามีลูกเยจื่อวางอยู่ เขาแบ่งมันออกเป็นสองส่วนโดยเก็บส่วนหนึ่งไว้แล้วป้อนส่วนที่เหลือให้นาง ครั้งนี้นางไม่ดื้อเลยสักนิด ค่อยๆ ดื่มน้ำเยจื่อครึ่งลูกนั่นจนหมด ฉินต้าหวางวางลูกเยจื่อลงด้วยท่าทางดีใจ จากนั้นก็นำเยจื่อส่วนที่แบ่งไว้แล้วมากินบ้าง “ห้องนั้นเป็นห้องที่ข้ามอบให้เจ้า จากนี้ไปเจ้าต้องอยู่กับข้า”

ในที่สุดพระอาทิตย์ยามบ่ายก็ส่องทะลุผ่านช่องว่างระหว่างต้นไม้ลงมาเป็นเส้นยาว เผยให้เห็นฝุ่นจำนวนมากที่ลอยละล่องอยู่ในอากาศ แสงอาทิตย์ส่องลงมาบนหน้าของฮวาหรงพอดี ขนตาดำขลับ ดวงหน้าขาวใสกอปรกับริมฝีปากเย้ายวน สามสิ่งพิเศษนี้ผสมผสานกันจนกลายเป็นความงามที่ยากจะพรรณนา

ในเวลาเดียวกัน ยามนี้เหล่าโจรสลัดกำลังรวมตัวกันอย่างรวดเร็วเหมือนกับกองทัพที่ได้รับการฝึกมาอย่างดีที่มุมหนึ่งของเกาะ ทันทีที่เห็นฉินต้าหวาง โจรสลัดคนหนึ่งที่ชื่อเฉียนต้าโหย่วก็เดินเข้ามาหาอย่างดีใจ “ท่านหัวหน้า พวกเราเพิ่งได้รับข่าว ตอนนี้กำลังมีการซื้อขายครั้งใหญ่”

“คงเป็นแค่การเนรเทศนักโทษ ไม่ได้มีอะไรมากมาย” ฉินต้าหวางเอ่ยอย่างไม่เห็นด้วย

“ไม่ใช่ขอรับ ครั้งนี้เราได้รับรายงานลับมาว่าเจ้าของเรือเป็นองค์ชายคนหนึ่ง”

“องค์ชายงั้นรึ?”

“ขอรับ”

“ท่านหัวหน้า เราปล่อยเรือลำนี้ไปดีหรือไม่ มิเช่นนั้นพวกเราอาจถูกราชสำนักปราบปรามได้” ลูกน้องคนหนึ่งเสนอขึ้น

“ที่นี่คือที่ของข้า ไม่ต้องพูดถึงองค์ชายหรอก แม้จะเป็นถึงฮ่องเต้ข้าก็ต้องได้ค่าผ่านทางจากเขา! ไปเตรียมตัว! ไม่ได้เจอของแข็งแบบนี้มานานแล้ว ครั้งนี้ต้องโหดสักหน่อย… รีบไปเตรียมตัวเร็ว!”

“ขอรับ”

เฮ้อ...โชคดีที่รอดมาได้อีกครั้ง ฮวาหรงรู้สึกว่าเสียงเป่าเขาวัวที่ได้ยินเป็นเหมือนเสียงจากสวรรค์ มันเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่ามีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้น ฉินต้าหวางจึงรีบผละไปอย่างรวดเร็ว แต่ว่านางจะหนีรอดอย่างนี้ไปได้ตลอดหรือเปล่า...

.

ค่ำวันนั้นสิ่งที่หญิงสาวกลัวก็ไม่ได้เกิดขึ้น เนื่องจากฉินต้าหวางไม่ได้มาหานางทั้งคืน

ฮวาหรงนอนแผ่หลาอยู่บนเตียงพลางพลิกไปพลิกมา กระทั่งตกดึกในที่สุดนางก็เอาชนะความกลัว แอบเดินไปเปิดประตูแล้วมองไปรอบๆ

รอบตัวนางเงียบสงัด คบไฟที่วางตามจุดอย่างเช่นเมื่อคืนก็ไม่เห็นแล้ว หรือว่าพวกโจรสลัดได้ออกไปกันหมดแล้ว นางเดินออกไปสองก้าว พบว่าไม่ไกลนักมีโจรสลัดถือคบเพลิงเดินลาดตระเวนอยู่ ในมืออีกฝ่ายถือดาบยาว ฝั่งตรงข้ามของพวกเขาก็มีคนอีกกลุ่มที่ทำแบบเดียวกันโดยกำลังออกไปลาดตระเวนอีกทิศทาง

บ้านหลังนี้อยู่ในการดูแลของพวกเขา นางจึงไม่กล้าเดินต่อได้แต่ค่อยๆ ถอยกลับเข้าไปในห้อง

เช้าวัดถัดมานางยังคงตื่นแต่เช้าเหมือนเคย

รอบๆ ยังคงเงียบสงบเหมือนเดิมแต่ไม่มีการลาดตระเวนแล้ว นางพบว่าที่นี่ไม่ออกลาดตระเวนในตอนกลางวันเพราะนอกจากทางเรือแล้วก็หนีไปทางอื่นไม่ได้อีก

 นางเห็นหินก้อนเมื่อวานอยู่ไกลๆ นั่นคือที่เดียวที่สามารถปีนขึ้นไปแล้วมองไกลออกไปได้ แต่พอคิดถึงฉินต้าหวางซึ่งไม่รู้เหมือนกันว่าเขาจะโผล่มาจากทิศไหน นางก็หยุดฝีเท้า ไม่กล้าเดินไปที่นั่น หลังยืนอยู่สักพัก นางก็ได้ยินเสียงเล็กๆ ดังขึ้น

“พี่สาว พี่สาว”

เขาคือเด็กน้อยคนที่ได้พบกันเมื่อวาน อีกฝ่ายยังคงอุ้มตะกร้าใบใหญ่เหมือนเดิม เขามองนางด้วยสีหน้าสดใสมาจากด้านหลังของก้อนหิน พอเห็นเด็กน้อย หญิงสาวก็รู้สึกราวกับได้เห็นแสงสว่างในเมืองปีศาจ แต่เพราะลิ้นยังคงเจ็บอยู่ นางเลยออกเสียงได้ไม่ค่อยชัด นางตอบกลับเสียงอู้อี้แล้ววิ่งไปหาเขา

เยว่เผิงจวี่เห็นนางตรงมาหาก็ดีใจ เขารีบรวบขากางเกง ปีนขึ้นไปบนหินแล้วมองที่ปากนาง “พี่สาว เขาทำร้ายพี่หรือ?”

ฮวาหรงชะงัก ก้มหน้ามองน้ำทะเล น้ำทะเลที่นี่ใสสะอาดมากจนสะท้อนเงาคนได้ นางจึงเห็นปากที่บวมของตัวเอง เมื่อวานนางกัดลิ้นตัวเองจนเจ็บซ้ำยังถูกเขากัดปากอีก ไม่รู้ว่าเขาทายาอะไรให้ตอนที่ตื่นมาถึงไม่รู้สึกเจ็บแล้ว เพราะในห้องไม่มีคันฉ่อง นางจึงไม่เคยรู้มาก่อนว่าตัวเองมีสภาพแบบนี้

“พี่สาว วันนี้พวกเขาออกไปทำการค้ากันอีกแล้ว”

มันคือคำศัพท์เฉพาะของพวกเขา หมายถึงการออกไปฆ่าคนปล้นสินค้านั่นเอง นางรู้สึกดีใจที่เวลานี้ไม่ต้องกลัวแล้วว่าฉินต้าหวางจะโผล่มาจากทางไหน นางอยากจะถามคำถามเด็กคนนี้อีกสักหน่อย แต่เมื่ออ้าปากลิ้นก็เหมือนจะไม่เป็นใจ เด็กน้อยเห็นนางอ้าปากแล้วพูดไม่ชัดก็รีบถามอย่างตกใจ

“พี่สาว พี่กลายเป็นคนใบ้ไปแล้วหรือ? เขาทำร้ายพี่จนเป็นใบ้เลยรึ?”

นางส่ายหน้าเพื่อบอกว่าตนไม่ได้กลายเป็นใบ้ หญิงสาวคิดว่าอีกประมานสองวันตัวเองก็คงหาย เด็กน้อยมองนางอย่างสงสัย เขาพานางมาตรงหาดทรายแล้ววิ่งไปเด็ดกิ่งไม้อันหนึ่งมายื่นให้

“พี่สาว พี่จะไม่กลายเป็นใบ้ใช่ไหม?” เด็กชายถามย้ำ

นางยิ้มแล้วเขียนตัวอักษรลงบนหาดทราย ‘ไม่’

เด็กน้อยดูโล่งใจขึ้นมา เขานิ่งคิดก่อนจะหยิบของสิ่งหนึ่งออกมาจากตะกร้า เป็นเปลือกหอยสังข์สีแดงที่ดูน่ารัก “ข้าให้”

นางรับหอยสังข์แล้วมองอย่างละเอียดด้วยท่าทางดีใจ จากนั้นก็ใช้กิ่งไม้เขียนตัวอักษรออกมาสองตัว ‘ขอบคุณ’

เด็กน้อยเพ่งมองอักษรที่นางเขียนอยู่นานก็ถอนหายใจออกมา “ถ้าข้ารู้หนังสือมากกว่านี้ก็คงดี”

นางใช้กิ่งไม้เขียนต่อ ‘เจ้าไม่รู้หนังสืองั้นหรือ’

เขาส่ายหน้าอย่างน่าสงสาร “แม่ข้ารู้หนังสือเพียงไม่กี่ตัวและได้สอนข้าจนหมดแล้ว หลังจากที่ท่านแม่จากโลกนี้ไปก็ไม่มีใครสอนข้าอีกเลย ซ้ำข้ายังโดนพวกเขาจับมาใช้งานที่นี่ ต่อไปก็คงเขียนหนังสือไม่ได้แล้ว”

นางยิ้มแล้วพูดออกมา “ข้าจะสอนเจ้าเอง”

เด็กน้อยดีใจ ค้อมตัวเป็นการขอบคุณยกใหญ่ “ขอบคุณขอรับ”

วันนี้ฮวาหรงอยู่ที่ชายหาดเขียนตัวหนังสืออยู่ใต้ต้นเยจื่อกับเด็กน้อยทั้งวัน เขาตั้งใจเรียนเป็นอย่างมาก พอคอแห้งก็ดื่มน้ำที่หามาได้จากต้นเย่จื่อ ทั้งคู่เพลินจนลืมเวลา จนถึงช่วงพลบค่ำเด็กน้อยก็อุทานเสียงดังออกมา “แย่แล้ว ข้าลืมไปจับปู...”

ฉินต้าหวางและพวกโจรสลัดชอบกินปูมาก หน้าที่ของเขาก็คือจับปูและช่วยพ่อครัวหุงข้าว วันนี้มัวแต่เรียนหนังสือไม่ได้ไปทำงาน ถ้าพวกโจรสลัดกลับมาเขาจะต้องถูกลงโทษแน่ๆ โชคดีที่วันนี้คนพวกนั้นออกทะเลกันเกือบหมด บนเกาะเหลือคนไม่มากก็เลยไม่มีใครมาจู้จี้

ฮวาหรงดึงตัวเขาไว้ “ข้าจะไปช่วยเจ้าเอง”

ค่ำนี้อากาศไม่ค่อยดี ไม่นานท้องฟ้าก็เต็มไปด้วยเมฆครึ้ม ดูแล้วเหมือนฝนจะตกซ้ำยังไม่มีปูอีกต่างหาก หลังหาปูกันอยู่นานก็ได้เพียงครึ่งตะกร้าเล็กๆ

เด็กน้อยถือตะกร้าเดินกลับด้วยท่าทางสลด ฮวาหรงเองก็เป็นกังวลแทนเขา ยามนี้เบื้องหน้าของนางเป็นบ้านที่ปลูกติดกันแบบง่ายๆ คล้ายกับเป็นสถานที่ที่พวกโจรสลัดอาศัยอยู่รวมกัน ไม่รู้เหมือนกันว่าพวกผู้หญิงที่ถูกมัดอยู่ใต้ต้นไม้ไม่ไกลนั่นจะถูกปล่อยไปหรือยัง

ฮวาหรงไม่กล้าเดินเข้าไป นางกำลังเตรียมบอกลาเด็กน้อยก็เห็นชายฉกรรจ์ท่าทางโหดเหี้ยมที่ตนเคยแอบมองตอนลาดตระเวนถือกิ่งไม้พลางเดินตรงมา “เจ้าเด็กบ้า เจ้าแอบไปขี้เกียจที่ไหนมา ยังไม่รีบไปทำอาหารอีก นายท่านหิวจะตายอยู่แล้ว”

เด็กน้อยหลบไม่ทันและไม่กล้าหลบ ฮวาหรงยื่นมือเข้ามารั้งตัวเขาไว้แล้วเอาตัวเองมาบังด้านหน้าอย่างรวดเร็ว กิ่งไม้ที่ชายฉกรรจ์ฟาดลงมาจึงโดนซี่โครงซ้ายของฮวาหรงอย่างแรงจนนางรู้สึกเจ็บปวด

ชายฉกรรจ์จ้องหน้านางแต่ไม่กล้าตีซ้ำ “เด็กน้อย วันนี้ถือว่าเจ้าโชคดี” พูดจบเขาก็โยนกิ่งไม้ทิ้ง

เด็กน้อยเห็นนางถูกตีแทนตัวเองก็ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ “พี่สาวเจ็บมากไหม?”

แน่นอนว่าต้องเจ็บมาก แต่ต่อให้โดนอีกทีก็ไม่น่ากลัวเท่ากับการต้องเจอฉินต้าหวางหรอก ดูๆ ไปแล้วเหล่าโจรสลัดคงยังไม่กลับมา

นางส่ายหน้า พยายามส่งยิ้มให้ “เจ้ารีบกลับไปเถอะ”

เด็กน้อยพยักหน้า เขาเดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็หันหลังกลับมา “พี่สาว พรุ่งนี้พี่สาวจะสอนข้าเขียนหนังสืออีกไหม?”

นางไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร ปัญหาก็คือหลังจากฉินต้าหวางกลับมาแล้วตัวนางยังจะมีชีวิตอยู่ต่ออีกหรือเปล่า? ยังดีที่ตอนนี้เขาไม่อยู่ นางจึงพยักหน้า

เมื่อเด็กน้อยได้รับคำตอบ เขาก็แทบจะลืมเรื่องแย่ๆ เมื่อสักครู่ เดินจากไปอย่างมีความสุข

 -------------------------------------------------------

ตามหา

ในตำแหน่งที่ไกลออกไป

นางเห็นคนเดินลาดตระเวนแถวประตูหนึ่งคน ทันทีที่ชายผู้นั้นเห็นนาง เขาก็รีบหลบทันที หญิงสาวทำเป็นไม่ใส่ใจ เดินตรงเข้าไปในห้อง เห็นผลไม้วางอยู่บนโต๊ะกับเนื้อย่างหนึ่งชิ้น ดูเหมือนจะเป็นอาหารที่มีคนนำมาให้นาง

ฮวาหรงไม่เกรงใจลงมือกินจนอิ่มจากนั้นก็เริ่มง่วง นางเลยเอนตัวลงนอนแล้วหลับไป คืนนี้ฉินต้าหวางคงไม่กลับมาแน่ๆ หญิงสาวหลับอย่างสบายไม่แม้แต่จะฝันจนวันรุ่งขึ้นก็ตื่นนอนตั้งแต่เช้าตรู่

วันนี้ไม่มีแดด ท้องฟ้าสีหม่น เมื่อคืนเหมือนฝนยังตกไม่พอวันนี้ถึงได้ตกลงมาอีก นางกำลังจะออกไปข้างนอก ฝนก็ตกลงมาอย่างหนัก เมื่อรวมกับเสียงคลื่นซัดเข้าฝั่งก็ทำให้หญิงสาวรู้สึกหวาดกลัวจึงได้แต่หลบอยู่ในห้อง

เพราะห่อผ้าถูกแย่งไปแล้ว ยามนี้จึงมีเพียงแค่เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งปิดบังร่างกาย นางจึงไม่สามารถเปลี่ยนชุดหรือซักได้ เหงื่อที่เปียกชุ่มพอแห้งก็เหมือนมีเกล็ดเกลือแข็งๆ เกาะตามร่างกายทำให้รู้สึกไม่สบายตัว แม้ว่าฝนจะตกนางก็ไม่กล้าถอดชุดออกมาซัก คนพวกนี้ไม่มีความเป็นมนุษย์ หากพวกเขาเข้ามาเห็นนางเปลือยอยู่คงไม่ดีนัก หญิงสาวก็เลยจำใจต้องใส่ชุดแข็งๆ ต่อไป เวลาขยับตัวเนื้อผ้าก็มักจะเสียดสีกับผิวหนังจนเจ็บ ซ้ำร้ายเพราะนางถูกตีเมื่อวาน ตอนนี้จึงไม่มีส่วนใดของร่างกายที่รู้สึกดีเลย

ในห้องมีโต๊ะขนาดใหญ่ตัวหนึ่ง ตอนแรกนางไม่กล้าแม้แต่จะเข้าไปดูว่ามีอะไรวางอยู่บ้าง เวลานี้ก็เลยเดินไปดูสักหน่อย พบว่าบนโต๊ะมีแผนที่ทางทะเลและของแปลกๆ วางระเกะระกะเต็มไปหมด ด้านข้างมีชั้นโลหะขนาดใหญ่ซึ่งไม่รู้เหมือนว่าด้านในใส่อะไรไว้

ช่วงบ่ายฝนหยุดตกแล้วแต่อากาศยังคงครึ้มอยู่เช่นเคย นางรีบเดินออกไปข้างนอก เห็นพื้นน้ำและท้องฟ้าเป็นสีเดียวกันก็คือสีเทาหม่น ดูไปแล้วช่างแปลกตาเสียจริง

เมื่อมองไปรอบๆ แล้วไม่เห็นเด็กชายคนนั้นนางก็รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย เขาคงถูกชายฉกรรจ์คนนั้นใช้งานอยู่และคงไม่ให้ออกมาข้างนอก

คลื่นทะเลซัดเข้าฝั่งพัดเอากลิ่นเค็มของทะเลมาด้วย นกทะเลกางปีกโผบินเหมือนต้องการบินให้ทะลุเหล่าเมฆสีหม่นพวกนี้ จังหวะนั้นเองนางก็ได้ยินเสียงแปลกๆ ราวกับเป็นสัญญาณบางอย่าง ต่อมาก็เห็นเรือลำใหญ่กำลังแล่นเข้าฝั่ง หญิงสาวรีบซ่อนตัวอยู่หลังก้อนหินอย่างรวดเร็ว

เมื่อเรือแล่นมาถึงฝั่ง คนจำนวนมากก็ค่อยๆ ทยอยลงมาจากเรือ บ้างก็ยกหีบ บ้างก็หอบสัมภาระและของอื่นๆ อีกมากมาย หญิงสาวได้กลิ่นเครื่องเทศโชยมา ส่วนบรรดาโจรสลัดต่างก็กลับมาด้วยท่าทางมีความสุข

จากนั้นฮวาหรงก็เห็นฉินต้าหวางที่มีสีหน้าเบิกบานกระโดดลงมาจากเรือ ในมือเขาถือตะกร้าลักษณะประหลาดที่สานจากไม้หลิว ไม่รู้ว่าด้านในใส่มีของมีค่าอะไรเขาถึงต้องถือด้วยตัวเองเช่นนี้ แต่ท่าทางดีใจแบบนี้ของอีกฝ่ายยิ่งทำให้นางกลัวเพราะรู้ว่าตัวเองคงหนีไปไหนไม่ได้ ทว่านางจะไม่ยอมอยู่เฉยๆ แน่ หญิงสาวคิดเพียงอยากจะหนีไปให้ไกลจากที่นี่ ยิ่งไกลเท่าไรก็ยิ่งดี

ฮวาหรงรีบหลบออกไปเงียบๆ ด้านหน้าเป็นหน้าผาสูงชันเต็มไปด้วยหิน นางจึงไม่รู้ว่าควรจะไปหลบที่ไหนก็เลยไปซ่อนตัวอยู่หลังโขดหินกลุ่มหนึ่งโดยที่ครึ่งตัวจมอยู่ในน้ำเพราะกลัวว่าจะมีคนมาพบ

นางมองเรือลำใหญ่ที่อยู่ไกลออกไป ด้านข้างเรือลำนั้นมีเรือลำเล็กๆ และแพจำนวนหนึ่ง นางอยากจะขโมยเรือสักลำแต่ก็ต้องผิดหวัง เพราะมีโจรสลัดถือดาบเดินไปเดินมาอยู่รอบๆ ดูท่าทางแล้วโจรกลุ่มนี้คงเคร่งครัดไม่เบา

ด้วยร่างกายยังบาดเจ็บแต่กลับลงไปแช่น้ำอยู่ตั้งนานทำให้นางรู้สึกทรมานราวกับเป็นความรู้สึกเจ็บปวดก่อนจะตาย

นกทะเลตัวหนึ่งบินมาเกาะที่ไหล่หญิงสาว มันทำราวกับว่าไม่กลัวคน ยื่นปากมาจิกแก้มของนาง ฮวาหรงเองก็ไม่ได้ปัดมันออกไป

ดูเหมือนว่าโลกแห่งความตายกำลังกวักมือเรียกนางแล้ว...

หากมีชีวิตอยู่แล้วเหมือนตกนรกทั้งเป็น บางทีการตายไปอาจได้ขึ้นสรรค์ก็เป็นได้

.

ใจกลางของเกาะ

ทั้งเนื้อชิ้นใหญ่ ปลาเผาและสัตว์ต่างๆ ที่หามาได้จากทะเลถูกจัดวางอย่างสวยงามไว้ในจาน หีบหลายใบถูกเปิดออกแล้ววางไว้กับพื้น ในหีบมีทั้งเงินทองและของมีค่า ไม่ว่าจะเป็นหยกหรือเครื่องประดับแล้วยังมีเครื่องเทศและผ้าไหมอีกมากมาย

ตาชั่งถูกนำมาใช้เพื่อแบ่งเงินและทองที่ได้มาจากเลือดเนื้อของตัวเองและคนอื่นๆ คนที่มีชีวิตรอดกลับมาต่างก็ดื่มเหล้ากินข้าวกินปลากันอย่างครึกครื้น ส่วนคนที่ตายไปก็ถูกทิ้งไว้กลางทะเล

รัชสมัยนี้เป็นช่วงที่แว่นแคว้นเสื่อมโทรม เริ่มตั้งแต่ฮ่องเต้ต้านจิ้นถังเสียแผ่นดินที่เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญให้กับแคว้นเหลียว จากนั้นแผ่นดินก็เริ่มตกต่ำ ถึงฮ่องเต้องค์แรกในราชวงศ์ต่อมาจะมากความสามารถแต่ก็น่าเสียดายที่อายุสั้นจึงยังไม่ทันได้ฟื้นฟูแผ่นดินให้รุ่งเรือง และอีกร้อยปีจากนั้นฮ่องเต้ในรัชสมัยต่อๆ มาก็ไร้ความสามารถ เส้นทางสายไหมจึงขาดลง การติดต่อกับโลกภายนอกโดยมากจึงเป็นทางทะเล ทำให้การเดินเรือของราชวงศ์นี้มีการพัฒนาไปอย่างมาก ส่งผลให้บรรดาโจรสลัดน้อยใหญ่ต่างพากันได้ผลประโยชน์ตามไปด้วย

อย่างเช่นการฉลองหลังพวกโจรสลัดออกไป ‘ทำการค้า’ ในครั้งนี้ที่บรรยากาศช่างรื่นเริง มีเสียงรายงานปะปนกับเสียงพูดคุยดังเซ็งแซ่

“หัวหน้า คาดว่าเรือลำนั้นคงเข้าฝั่งที่หมู่บ้านด้านหน้าขอรับ” ชายผู้หนึ่งรายงาน

“บนเรือมีทหารหลายร้อย เกรงว่าจะไม่มาดี” อีกคนช่วยพูดเสริม

“ยังต้องกลัวอะไร ปล่อยพวกมันให้กินอิ่มนอนหลับแล้วพวกเราค่อยไปตัดหัวองค์ชายเก้ามาเตะเป็นลูกหนังเล่นก็ยังได้”

“ขอรับ หัวหน้าช่างฉลาดเสียจริง”

“...”

พลบค่ำแล้ว พื้นที่โดยรอบจุดคบไฟเต็มไปหมด โจรสลัดทุกคนต่างกินข้าวกันจนอิ่ม ดื่มเหล้ากันจนเมามาย ตอนนี้เองที่ฉินต้าหวางนึกบางอย่างขึ้นได้ เขาเดินเซไปเซมากลับห้องของตัวเองก็พบว่าในห้องว่างเปล่าไม่มีคน บนเตียงก็ไม่มีใคร…

นางหนีไปแล้ว! เชลยสาวที่ว่านอนสอนง่ายคนนั้นหนีไปแล้ว!

“มีใครอยู่บ้าง!” 

สักพักคนลาดตระเวนสองคนที่ดื่มเหล้าจนเมาก็เข้ามา “นายท่าน... นายท่านมีเรื่องอะไรขอรับ”

เพียะ!

ชายที่เป็นคนพูดเมื่อครู่ถูกตบหน้าไปหนึ่งที เขาแทบจะได้ยินเสียงฟันตัวเองร่วงลงพื้น

“พวกเจ้ามันสมควรตาย ผู้หญิงคนนั้นหายไปไหนแล้ว!”

“ผู้หญิง?” ผู้ที่ทำหน้าที่ลาดตระเวนมองไปรอบๆ เมื่อพบว่านางหายไปจริงๆ จากที่เมาก็สร่างทันที

ชายอีกคนรีบพูดเสริม “เมื่อวานนางยังเล่นกับเด็กนั่นอยู่เลยขอรับ”

“พวกโง่! ยังไม่รีบไปตามหาอีก ถ้านางหนีไปจริงๆ ข้าจะหั่นเจ้าเป็นท่อนๆ! ยังจะยืนทำบ้าอะไรอีก! ไสหัวไป! อ้อ! ไปจับเด็กนั่นมาให้ข้าด้วย”

ทั้งคู่รีบไปทำตามคำสั่งอย่างรวดเร็ว ฉินต้าหวางโมโหมาก ในใจคิดเพียงอยากจะตามจับนางกลับมาให้ได้แล้วฉีกนางเป็นชิ้นๆ ให้คนอื่นดู ทว่าทั้งหมดนี้ชายหนุ่มคิดด้วยอารมณ์โกรธ

เพราะเชลยสาวของฉินต้าหวางหนีไป ทั้งเกาะก็เลยลุกเป็นไฟ พวกโจรสลัดพากันออกตามหาจนทั่ว ไม่นานเด็กชายก็ถูกผลักมาตรงหน้าฉินต้าหวาง ความสูงของเขายังไม่ถึงอกของฉินต้าหวางด้วยซ้ำ

ฉินต้าหวางจับเด็กชายไว้พร้อมกับเขย่าตัวเขาจนหัวแทบหลุด “เจ้าเด็กน้อย ฮวาหรงไปไหนแล้ว”

หลังจากแยกกับฮวาหรง เยว่เผิงจวี่ก็ถูกขังให้ทำงานในครัวทั้งวันจึงไม่เห็นนางอีก เขาจึงย้อนถามกลับไป “ท่านไม่เจอนางหรือ แล้วพี่สาวไปไหน?”

พอฉินต้าหวางไม่ได้ความจากเด็กน้อย เขาก็ผลักเด็กชายออกไป ตอนนั้นเองที่มีคนมารายงานว่ายังไม่พบนาง ฉินต้าหวางได้ฟังก็ปัดมืออย่างโกรธจัดแล้วเดินออกไปที่ชายหาด

พวกโจรสลัดที่ทำหน้าที่เฝ้าเรือยังมีสติครบถ้วนไม่ได้เมามายเหมือนคนอื่นๆ พวกเขาต่างยืนยันว่าไม่พบผู้หญิงหลบหนี อีกทั้งไม่มีใครสามารถหนีไปได้อย่างแน่นอน ฉินต้าหวางจึงออกเดินตามหาต่อตามโขดหินแต่ก็ยังไม่พบ พวกลูกน้องที่ลงไปงมหาในทะเลก็บอกมาว่าไม่พบเช่นกัน

ท้องฟ้ามืดลงเรื่อยๆ เมฆครึ้มลอยต่ำเหนือผืนน้ำ หากฝนตกขึ้นมาก็จะยิ่งอันตรายมากขึ้น ชายหนุ่มตวาดดังลั่นด้วยความโมโห

“ฮวาหรง รีบกลับมาเดี๋ยวนี้! ระวังทะเลจะพัดเจ้าไปเป็นอาหารฉลาม...”

“ฮวาหรง...ฮวาหรง...”

เขาตะโกนไปทั่วทุกทิศแต่ไม่มีเสียงใดๆ ตอบกลับมา

“รีบกลับมา! รีบกลับมาเดี๋ยวนี้! ข้าอาจจะยกโทษให้เจ้าก็ได้ถ้าเจ้ายอมกลับมา...”

ฉินต้าหวางตะโกนสุดเสียง เสียงนั้นดังจนสามารถกลบเสียงของเกลียวคลื่นได้ ชายหนุ่มรู้ดีว่าหากนางตั้งใจจะหลบจริงๆ ก็คงไม่โผล่ออกมาเพราะคำขู่ของเขาเพียงไม่กี่คำ

“ทางออกสู่ทะเลถูกปิดตาย อีกด้านเป็นภูเขาสูงชัน แม้จะมีปีกก็ยังบินหนีได้ลำบาก นางคงจะไม่หนีไปทางนั้น...”

ชายหนุ่มงึมงำพลางเดินไปทางหินขรุขระที่ตั้งระเกะระกะพ้นน้ำก็ยังไม่พบนางแม้แต่เงา…

ตอนที่เขากำลังจะหันหน้ากลับไปก็เหลือบเห็นช่องว่างระหว่างก้อนหินใหญ่ทางซ้ายมือ ในซอกแคบๆ มีคนขดตัวราวกับตุ๊กแกอยู่ในนั้น ร่างกายครึ่งหนึ่งอยู่ในน้ำ เปลือกตาปิดอยู่ทั้งสองข้าง ไม่รู้ว่าเป็นหรือตาย

ถ้าไม่ใช่ฮวาหรงแล้วจะเป็นใคร...

 -------------------------------------------------------

พากลับรัง

เขารีบเดินไปดู หวังเพียงจะพานางออกมา

“ถ้าเจ้ายังกล้าหนี...วันนี้เราคงได้รู้กัน”

ฉินต้าหวางยื่นมือไปรั้งตัวนาง หญิงสาวพลันเซล้มลงมาในอ้อมกอดของชายหนุ่ม เขากางแขนรับนางไว้ ใบหน้างามซวนซบอยู่กับฝ่ามือของเขาเต็มแรงแต่กลับให้ความรู้สึกเหมือนล้มลงบนกองฝ้าย เขาพบว่าตอนนี้นางอิดโรยอย่างมาก เสื้อผ้าทั้งตัวเปียกชุ่มไปหมด มอมแมมจนดูไม่ได้ ริมฝีปากคล้ำ สีหน้าก็ซีดขาวคล้ายกับคนที่ตายไปแล้ว

หญิงที่อยู่ในอ้อมกอดตัวร้อนจนน่าตกใจ หน้าผากของนางก็ร้อนจี๋ เขาเลื่อนมือลงมาสัมผัสที่จมูกก็พบว่าลมหายใจแผ่วเบา ตอนนี้เขาลืมไปแล้วว่าจะต้องลงโทษนาง ได้แต่อุ้มหญิงสาวไว้แล้วรีบวิ่งกลับเรือน

.

ไฟกองหนึ่งถูกจุดขึ้นในห้อง

เขาออกแรงไม่กี่ครั้งก็ฉีกเสื้อหญิงสาวจนขาดออกหมดจากนั้นก็ใช้ผ้าเช็ดตัวนางจนแห้ง เนื่องจากอากาศร้อนและแช่น้ำอยู่นาน แผลที่หน้าอกของฮวาหรงก็เลยแย่ลง ลำตัวด้านซ้ายของนางมีเลือดไหลเป็นทางยาวตั้งแต่อกไปจนถึงต้นขาเหมือนถูกเฆี่ยนด้วยแส้อย่างแรง

เขารู้ดีว่านางมีบาดแผลที่หน้าอก คาดว่าน่าจะมาจากการฆ่าตัวตายแต่ไม่สำเร็จ ทว่ารอยแผลใหม่ที่ลำตัวด้านซ้ายนี้ใครเป็นคนทำ? ชายหนุ่มร้องคำรามด้วยความโมโห รีบไปหายาแก้ปวดมาทาที่ปากแผลให้

ไม่นานน้ำขิงที่สั่งก็ต้มเสร็จ เขายกถ้วยที่มีน้ำขิงอยู่เต็มมาป้อนให้นาง เพียงป้อนไปได้แค่ครึ่งเดียวหญิงสาวก็อาเจียน เขาบีบปากแล้วรีบป้อนที่เหลือจนหมด

น้ำขิงถูกป้อนจนหมดถ้วยทว่าหญิงสาวก็ยังมีไข้สูง ฉินต้าหวางเคร่งเครียดกับการช่วยฮวาหรงจนเหงื่อท่วมตัว เขาใส่เสื้อผ้าชุดใหม่ให้นางแล้วอุ้มขึ้นไปนอนบนเตียง จากนั้นก็เรียกเสียงเข้ม

“เข้ามา!”

ชายสองคนเดินเข้ามาอย่างหน้าเสีย

“พูดมา! ใครทำให้นางเป็นแบบนี้”

ชายคนหนึ่งคุกเข่าลงกับพื้น “นายท่าน เป็นข้าเอง เพราะเด็กน้อยคนนั้นแอบอู้งานไปเรียนกับนางจนลืมทำงาน ข้าแค่อยากจะสั่งสอนเขา แต่ไม่คิดว่านางจะมารับแทนจนเป็นแบบนี้”

ฉินต้าหวางจ้องคนพูดด้วยสายตาพิฆาต “รับโทษโบยห้าสิบครั้ง”

“ขอรับ”

คนอย่างฉินต้าหวางหากได้เอ่ยปากลงโทษอย่างมากก็แค่เกือบตาย แต่ถ้าเขาหัวเราะก็อย่าหวังว่าจะมีชีวิตรอด

“จำไว้ว่าคนของข้า หากมีใครกล้าแตะต้องอีก คราวหน้าหัวขาดแน่!”

ทั้งคู่พยักหน้ารับรู้แล้วรีบออกไปอย่างรวดเร็ว

สายตาของฉินต้าหวางกลับมาจับจ้องสาวน้อยที่นอนอยู่บนเตียงอีกครั้ง พอคิดถึงการหลบหนีของนาง ความโกรธก็กลับมาอีกรอบ “รอให้เจ้าฟื้นขึ้นมา ข้าจะจัดการกับเจ้าอย่างไรดีนะ”

ทว่าผ่านไปค่อนคืนนางก็ยังไม่ฟื้น หนำซ้ำตัวยังคงร้อนเหมือนเดิม

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดบนเกาะนี้ก็คือการเป็นไข้ หากไข้ไม่ลด ไม่ถึงสองวันก็อาจตายได้ เขาเรียกหญิงอายุมากคนหนึ่งเข้ามา ในบรรดาผู้หญิงที่จับมาทั้งหมด นางมีอายุมากที่สุด

นางมองฮวาหรงแล้วรีบใช้ผ้าเช็ดไปที่หน้าผากและช่วงอกให้

ฉินต้าหวางมองตามพลางถามว่า “นางจะฟื้นขึ้นมาหรือไม่?”

อีกฝ่ายเอาแต่นิ่ง ไม่กล้าตอบคำถามของเขา      

“นางจะต้องฟื้นขึ้นมา รีบตื่นขึ้นมาเรียกข้าสิ ถ้านางตาย เจ้าจะต้องรับผิดชอบ” ชายหนุ่มสั่ง เสียงเฉียบขาด

ตอนที่ท้องฟ้าเริ่มสว่าง ฉินต้าหวางก็เข้าไปในห้องอีกครั้ง อาการตัวร้อนของนางดีขึ้นเล็กน้อยแต่ก็ยังไม่ฟื้น ยังคงหลับไหลอยู่ หญิงคนนั้นเห็นเขาเดินเข้ามาก็รีบหลีกทางให้ ชายหนุ่มโบกมือเป็นสัญญาณพร้อมกล่าวว่า “ไปต้มน้ำขิงมาอีกถ้วย”

ทันทีที่ฉินต้าหวางนั่งลงบนเตียง ฮวาหรงก็มีอาการผวาตกใจ กรีดร้องออกมาดังลั่น ฉินต้าหวางเองก็ตกใจเช่นกัน เขารีบจับมือของนางไว้เพื่อทำให้มืออีกฝ่ายหายสั่น นิ้วมือทั้งห้าของนางจับหัวแม่มือของเขาไว้แน่น

นี่เป็นครั้งแรกที่เขาถูกผู้หญิงจับมือแบบนี้ ความรู้สึกบางอย่างเกิดขึ้นในใจ ท่าทางของนางช่างเหมือนกับเด็กน้อยที่ดึงเสื้อผ้าของแม่ เขารีบลุกขึ้นเพื่อให้นางปล่อยมือ แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเขาออกแรงไม่พอ หรือเพราะนางกำจนแน่นมากๆ กันแน่ ชายหนุ่มพยายามหลายครั้งก็ยังไม่สำเร็จ ผ่านไปพักใหญ่เขาถึงดึงมือนางออกได้และตอนนี้ก็สามารถกอดนางเบาๆ ได้แล้ว

ไม่ว่าอาการหญิงสาวจะหนักหนาแค่ไหนแต่อย่างไรน้ำขิงก็ต้มเสร็จแล้ว เขาพยุงนางแล้วเริ่มป้อนน้ำขิงราวกับว่ามันเป็นยาครอบจักรวาล ครั้งนี้เป็นไปอย่างราบรื่นนางไม่ได้อาเจียนออกมา

น้ำขิงก็ดื่มไปหลายชามแล้ว...ทว่าจนเย็นฮวาหรงก็ยังไม่ฟื้น

ช่วงค่ำฉินต้าหวางมาเยี่ยมนาง เขากำลังเดินเข้าประตูก็เห็นเงาดำตะคุ่มๆ จึงตะโกนออกไป “นั่นใคร! ออกมาเดี๋ยวนี้!”

เด็กน้อยรีบปรากฏตัวออกมาด้วยสีหน้าเจื่อน กลัวจนไม่กล้ามองหน้าฉินต้าหวาง ได้แต่มองผู้หญิงที่อยู่บนเตียง “พี่สาวตายแล้วใช่ไหม?”

ฉินต้าหวางใช้มือเพียงข้างเดียวผลักเด็กน้อยกระเด็นไปไกลแล้วพูดเสียงดังจนหลังคาแทบจะถล่ม “เจ้ายังกล้ามาให้ข้าเห็นหน้าอีกรึ เป็นเพราะเจ้าคนเดียว!”

“ท่านทำร้ายนางจนตาย...” เด็กน้อยรู้ถึงความโหดเหี้ยมของเขาเป็นอย่างดีจึงคิดว่าฮวาหรงคงตายไปแล้วแน่ๆ เด็กชายออกแรงทุบเขาด้วยความกลัวผสมกับความโกรธ ไม่รู้เหมือนกันว่าเอาความกล้าแบบนี้มาจากที่ไหน “ท่านรังแกผู้หญิงไม่มีทางสู้ ท่านเป็นผู้ชายแบบไหน ผู้ชายเขาไม่รังแกผู้หญิงหรอก!”

ทว่าเรี่ยวแรงจากร่างกายอันซูบผอมของเด็กน้อยจะทำอะไรฉินต้าหวางได้อย่างไร เขาจึงถูกฉินต้าหวางแบกไว้แล้วชูขึ้น “ฮวาหรง ถ้าเจ้ายังไม่ตื่นขึ้นมาอีก ข้าจะฆ่าเด็กคนนี้ทิ้ง!”

เด็กน้อยไม่ยอมจำนน กัดฟันแน่นไม่พูดอะไรสักคำ

ฉินต้าหวางโกรธมาก เขาใช้ฝ่ามือตบไปที่หัวเด็ก เรียกเสียงร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด จากนั้นชายหนุ่มก็ชะงักไปครู่หนึ่ง รีบปล่อยเด็กน้อยลงแล้วเดินเข้าไปหาฮวาหรงด้วยท่าทางยินดี “สาวน้อย เจ้าฟื้นแล้ว”

ทว่าฮวาหรงยังคงหลับตาไม่ได้ฟื้นแต่อย่างใด

เขาพินิจนางอย่างละเอียด ริมฝีปากของนางมีเลือดออก ทั้งตัวซีดเหลือง แทบจะไม่เหมือนคนที่มีชีวิต ชายหนุ่มพูดกับตัวเองด้วยความสิ้นหวัง “ถ้าเจ้าฟื้นขึ้นมา ข้าจะให้เจ้าเล่นกับเด็กน้อยคนนี้ แต่ถ้าไม่...” ประโยคหลังหายไปในลำคอ

พอฉินต้าหวางคนที่ดุร้ายเมื่อครู่สงบลง เด็กน้อยก็รีบวิ่งไปที่เตียงอย่างไม่รอช้าแล้วพูดกับนางด้วยความกังวล “พี่สาว... พี่สาวรีบตื่นขึ้นมาเถอะ คนชั่วนี่จะฆ่าพี่แล้ว”

ในจิตใต้สำนึกของหญิงสาว นางทั้งเบื่อหน่าย เจ็บปวดและหวาดกลัว แม้ในใจจะรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นได้บ้างแต่ทำอย่างไรดวงตาก็ไม่ยอมลืมขึ้น เหมือนใจจริงนางไม่อยากลืมตาขึ้นมาอีก เพราะทันทีที่ลืมตาก็เหมือนกับทำให้ชีวิตน่าเวทนามากกว่าเดิม

“พี่สาวรีบฟื้นขึ้นมาเถอะ ไม่เช่นนั้นเจ้าอาจจะถูกฆ่า ข้าไม่อยากให้พี่ตาย”

เด็กน้อยคิดว่าฉินต้าหวางพูดเพื่อข่มขู่ เขาจึงได้แต่เรียกหญิงสาวซ้ำๆ แล้วร้องไห้ออกมา น้ำตาไหลผ่านสองแก้มหยดแล้วหยดเล่า ไหลรินลงบนตัวของฮวาหรงและใบหน้าของนาง

นางได้ยินเสียงร้องไห้ของเด็กน้อยอย่างเลือนราง ในใจคิดว่าถ้าตนถูกฆ่าตายแล้วอย่างไร บางทีการตายก็อาจจะดีกว่าการมีชีวิตอยู่ก็เป็นได้

เด็กน้อยจับมือของนาง พอเห็นเปลือกตาของนางขยับก็พูดออกมาอย่างดีใจ “พี่สาวตื่นแล้วหรือ”

นางฝืนลืมตาขึ้นมาแล้วยิ้มให้ “เจ้าสบายใจได้ ข้ายังไม่ตาย”

“ฮ่าๆ...สาวน้อย ข้ารู้อยู่แล้วว่าเจ้าแกล้งทำ” มือใหญ่ของเขาผลักเด็กน้อยให้หลบไปอย่างง่ายดาย ฮวาหรงยังไม่ทันหลับตาหนี มือของเขาก็สัมผัสกับหน้าผากของนาง “ตัวไม่ร้อนแล้วนี่”

น้ำตาของนางหยดลงกลางฝ่ามือของเขา อาจเป็นเพราะหยดน้ำตามันร้อน ชายหนุ่มจึงรีบชักมือออกแล้วตะโกนออกคำสั่ง “เอาน้ำขิงเข้ามาให้ข้าเดี๋ยวนี้!”

หญิงที่ยืนรออยู่หน้าประตูถือน้ำขิงเข้ามาด้วยท่าทางกระวนกระวาย ฉินต้าหวางประคองฮวาหรงขึ้นแล้วป้อนน้ำขิงให้ ฮวาหรงสลบไปนาน ทันทีที่ได้กลิ่นน้ำขิงก็อาเจียนออกมาทันที แต่ก็ยังถูกเขาบังคับป้อน หญิงสาวหมดทางจะขัดขืน น้ำขิงหกกระเซ็นไปทั่ว นางสำลักจนไอออกมาเสียงดัง

เด็กน้อยและหญิงคนนั้นมองฉินต้าหวางด้วยอาการอกสั่นขวัญเสีย โชคดีที่ฮวาหรงไอออกมาอย่างหนัก อีกทั้งเหงื่อที่ออกท่วมตัวทำให้ไข้ที่สูงค่อยๆ ทุเลาลง

พอเห็นเด็กชายขยับเข้าใกล้ฮวาหรง ฉินต้าหวางก็มองเขาตาเขม่น “เจ้าเด็กน้อยถอยออกไปซะ ไม่รู้หรือว่าชายหญิงห้ามอยู่ใกล้กัน” พูดจบก็ออกแรงดึงเด็กชายออกไป

ฮวาหรงกัดฟันลุกขึ้นนั่ง พอยื่นมือคว้าของแข็งๆ บางอย่างบนเตียงได้ก็ปาไปที่ฉินต้าหวาง แต่เขากลับหลบได้อย่างง่ายดาย ที่แท้เจ้าของแข็งๆ นั่นคือเปลือกหอยสีแดงที่เด็กน้อยให้มา ชายหนุ่มหยิบเปลือกหอยขึ้นมาดูอย่างสนใจจากนั้นก็หันไปมองฮวาหรง พอเห็นนางหายใจไม่เป็นจังหวะ ใบหน้าแดงก่ำเพราะความโกรธ เขาก็ยัดเปลือกหอยคืนใส่มือนาง “เจ้าหายดีแล้วนี่ หายแล้วก็ลุกขึ้น อย่าให้ข้าต้องเฝ้าดูแบบนี้ทั้งวัน ข้าจะตายอยู่แล้ว”

ฉินต้าหวางเอ่ยเช่นนี้เพราะกว่านางจะตื่นขึ้นมาฟ้าก็มืดแล้ว ทันทีที่ชายหนุ่มปล่อยมือ นางก็ล้มลงบนเตียงอย่างหมดแรงและเริ่มไออีกครั้ง

“วันนี้ข้าจะยกเว้นให้ พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน”

ฮวาหรงค่อยๆ หลับตาลงหลังจากถูกเขาขู่เสียงดัง ไม่นานนางลืมตาขึ้นอีกครั้งและตอนนี้เขาก็ได้ออกไปแล้ว

 -------------------------------------------------------

หนีไม่พ้น

หญิงที่หมอบอยู่กับพื้นรีบคลานเข้ามาส่งสำรับอาหารให้

มีทั้งชามใส่ผักต้มและน้ำแกงปลา อีกฝ่ายพูดพลางถอนใจ “แม่สาวน้อยกินสักหน่อยเถอะ ในที่แบบนี้ถ้าร่างกายแย่ลงไปก็คงไม่ดีนัก” นางพยายามกล่อมฮวาหรง “เมื่อเจ้าหายดีจะได้ปรนนิบัติฉินต้าหวางได้ ผู้ชายก็แบบนี้ ต้องปรนนิบัติเขาให้ดีๆ ไม่แน่ว่าเขาอาจจะไว้ชีวิตเจ้าก็ได้ เฮ้อ... นี่แหละชีวิตของผู้หญิงอย่างเรา”

เดิมทีฮวาหรงเคยคิดอยากจะตายไปเสีย พอได้ยินคำว่า ‘ชีวิต’ สองคำนี้จากหญิงตรงหน้าจึงรู้สึกขำ นางหนีมาแบบนี้ไม่ใช่เพราะอยากมีชีวิตต่อไปหรือ? หากสามารถมีชีวิตอยู่ต่อได้ คนพวกนั้นจะต้องได้รับความทุกข์ทรมานแบบเดียวกับที่นางเจอเป็นเท่าตัว

ด้วยความสะลึมสะลือหญิงสาวจึงไม่รู้ว่าใครกันที่เปลี่ยนชุดแปลกๆ นี้ให้ ฮวาหรงลงจากเตียงแล้วเริ่มกินข้าว ถึงนางไม่อยากอาหารแต่ก็กินไปเยอะทีเดียว หลังกินเสร็จเหงื่อก็ไหลเต็มไปหมด แต่นางกลับตัดสินใจล้มตัวลงนอนต่อ

เช้าวันต่อมาฮวาหรงลืมตาตื่นด้วยความรู้สึกว่าอาการของตนดีขึ้นมาก เหลือเพียงบาดแผลที่อกซึ่งยังคงไม่ทุเลาแต่ก็ไม่เป็นหนองและไม่รู้สึกเจ็บแล้ว นางมองไปรอบๆ แต่กลับไม่พบผู้หญิงคนนั้น

ฮวาหรงค่อยๆ เดินออกมาจากห้อง วันนี้อากาศยังคงไม่ค่อยดีสักเท่าไร ลมทะเลโหมกระหน่ำเหมือนกำลังโกรธใครสักคน หญิงสาวเดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็หยุดชะงัก รีบพาตัวเองไปหลบอยู่ด้านหลังต้นเยจื่อ ซ้ายมือของนางมีหญิงสาวผมยาวกระเซอะกระเซิงประมานสิบกว่าคนเดินมา เมื่อมองดูดีๆ ก็เห็นชายคนหนึ่งกำลังบังคับพวกนางให้เดินไปทางทะเล

เมื่อก่อนหญิงสาวเหล่านี้ถูกบังคับให้มาที่เกาะ ตอนนี้หัวหน้าโจรสลัดกำลังจะปล่อยพวกนางไปงั้นหรือ?

หญิงเหล่านั้นถูกบังคับให้ขึ้นแพเล็กๆ โดยที่ไม่มีคนคุม ทันทีที่ชายผู้ดูแลหันหลังกลับ แพก็ถูกปล่อยให้ลอยไปอย่างไร้จุดหมายแล้วแต่ทิศทางลม

 พวกนางจะสามารถอยู่รอดในทะเลกว้างใหญ่บนแพธรรมดาแบบนั้นได้อย่างไร? แต่แล้วจู่ๆ ก็มีประกายความหวังแวบเข้ามาในหัว หากไม่ตายตัวเองก็จะมีโอกาสได้เป็นอิสระ ขอเพียงเดินออกไปและกระโดดขึ้นไปบนแพนั่น...

“พี่สาว!”

นางหันหลังกลับมามองตามเสียงตะโกน เห็นเด็กน้อยถือเปลือกหอยสวยงามอันหนึ่งวิ่งเข้ามาหาด้วยความดีใจ “พี่ดีขึ้นแล้ว นี่ข้าให้!”

นางรับเปลือกหอยมาถือไว้ แม้จะไม่มีแดดแต่เปลือกหอยก็ยังส่องประกายสวยงาม ทันใดนั้นนางก็คิดถึงความน่ากลัวของฉินต้าหวาง “เจ้ารีบไปเถอะ หากคนใจร้ายพวกนั้นเห็นเข้าเจ้าจะถูกพวกมันฆ่าเอาได้”

“พวกเขาออกไปกันหมดแล้ว” เด็กน้อยบอก

“หืม?” ฮวาหรงแปลกใจ ที่แท้ปีศาจพวกนั้นก็ออกไปปล้นนี่เอง

“พวกเขากำลังจับจ้องเรือสินค้าอยู่ลำหนึ่ง เป็นเรือของขุนนาง พวกเขากำลังถ่ายโอนทหารกันอยู่คงไม่ง่ายที่จะรับมือ”

ไม่มีคนอยู่นั่นแหละเป็นเรื่องดี นางถามเด็กน้อยด้วยความตื่นเต้น “เจ้าพายเรือเป็นไหม?”

“ข้าพายเป็น พี่จะหนีหรือ?”

“แล้วเจ้าไม่อยากหนีรึ?”

“ข้าเองก็อยากจะหนีไปจากที่นี่...” หน้าตาเด็กน้อยดูมีความหวัง “ได้ยินว่าในเมืองมีคนมากนัก มีของสวยงามมากมาย ข้าเองก็อยากจะเห็นสักครั้ง...”

ฮวาหรงได้ฟังก็ถอนหายใจ ถึงในเมืองจะมีสิ่งสวยงามแต่ก็มีขุนนางโหดร้ายเต็มไปหมด

เด็กน้อยเอ่ยถาม “พี่สาว ถ้าพี่จะหนีไปจริงๆ เราก็หนีไปด้วยกันดีไหม?”

นางมองหน้าเด็กน้อยที่เต็มไปด้วยความหวัง ในใจก็แอบคิดว่าการหนีไปจากที่นี่มันง่ายขนาดนั้นเลยหรือ...

ในเวลาเดียวกันโจรสลัดที่มีหน้าที่ลาดตระเวนกำลังจ้องมองนางมาจากที่ไกล เหตุการณ์ในคราวก่อนทำให้เขาระมัดระวังมากขึ้น ถึงจะไม่เข้ามาใกล้แต่ก็เฝ้าดูนางอย่างไม่คลาดสายตา…

.

น่าดีใจที่ฉินต้าหวางไม่มาหานางสามวันแล้ว

พวกโจรสลัดบนเกาะนางก็ไม่เห็นแม้แต่เงา อาหารที่นำมาส่งก็ยังสมบูรณ์ครบถ้วนทุกวัน เมื่อไม่มีใครมาทำให้ตกใจ จิตใจฮวาหรงก็สงบลง อาการบาดเจ็บก็เกือบจะหายดี

เมื่อถึงคืนวันที่สาม ฮวาหรงเดินออกมามองท่าเรือ ในใจหวังให้เรือลำนั้นไม่กลับมาอีก หญิงสาวแอบถามเด็กน้อย “ปกติแล้วพวกเขาไปกันนานแค่ไหน?”

“บางครั้งก็ไปสี่ห้าวัน หลายสิบวันก็เคย”

นางเริ่มรู้สึกผิดหวัง ถ้าเป็นแบบนี้ฉินต้าหวางก็คงยังไม่ตาย ทันใดนั้นนางก็เห็นเสากระโดงเรือมาจากที่ไกลๆ เป็นเรือลำเดิมที่เคยเห็นในวันแรก ฮวาหรงตกใจจนขวัญเสีย วิ่งเตลิดไปคนละทิศคนละทางกับเด็กน้อยแล้วรีบไปหลบแถวเรือน

เมื่อเรือแล่นมาถึงฝั่ง บนร่างกายของคนที่ลงมาจากเรือเกือบครึ่งล้วนมีบาดแผลน้อยใหญ่เต็มไปหมดแต่ทุกคนกลับมีท่าทางยินดีมีความสุข แม้พวกเขาจะไม่ได้พาหญิงงามกลับมาด้วยแต่ก็หอบลังมา ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นเงินทองหรือของมีค่าอะไร

ใบหน้าของฉินต้าหวางนิ่งเฉยไร้ความรู้สึก ทันทีที่ลงจากเรือเขาก็กลับมาที่เรือน ฮวาหรงแอบมองเขาจากหลังต้นไม้ เดาไม่ออกว่าสีหน้าของอีกฝ่ายเกิดจากการปล้นเงินทองได้สำเร็จหรือว่าสู้แพ้กันแน่

นางแอบมองฉินต้าหวางที่เปลือยท่อนบนยืนอยู่ท่ามกลางแสงสีทองของแดดยามเย็น เขาใช้ถังตักน้ำเทราดร่างกาย กล้ามเนื้อบนตัวชายหนุ่มสะท้อนกับแสงจนเห็นเป็นเงา

ชายหนุ่มยุคนี้ส่วนมากจะอ่อนแอ ฮวาหรงไม่เคยเห็นชายใดที่แข็งแกร่งเท่าเขามาก่อน นี่เป็นครั้งแรกที่หญิงสาวรู้สึกแปลกๆ เขาหยิบผ้าชิ้นหนึ่งออกมาแล้วพูดขึ้น “สาวน้อย เข้ามาถูให้ข้าที”

ฮวาหรงนั่งนิ่งไม่ขยับเขยื้อน นางรู้ตัวดีว่าเหตุการณ์แบบนี้ต้องเกิดขึ้นจนได้… ในมือกำเปลือกหอยที่เด็กน้อยให้มาแน่น ด้วยความสวยงามและแปลกใหม่ทำให้นางชอบจึงพกมันไปด้วยทุกที่ อีกทั้งมันยังแหลมคมสามารถใช้เป็นอาวุุธได้

นางกำเปลือกหอยแน่นจนมือสั่น ชีวิตที่เคยสุขสงบถูกคนอื่นทำร้ายจนไม่เหลือชิ้นดี แต่ว่าการจบชีวิตตัวเองก็ไม่ใช่เรื่องง่าย หลายครั้งที่สมควรตายแต่กลับไม่ตายทำให้ผู้คนสูญเสียความกล้าในการจบชีวิตตัวเอง ทว่านางก็ยังคงถือเปลือกหอยนั้นไว้แล้วเล็งมาที่ลำคอตัวเอง

เรื่องบางเรื่องก็น่ากลัวยิ่งกว่าความตาย...

ฉินต้าหวางเห็นนางนั่งอยู่หลังต้นไม้นั่นตั้งแต่แรกแล้ว หลังจากที่ตะโกนออกไปพอเห็นนางนิ่ง เขาก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจ เพียงใช้ผ้าเช็ดตัวจนแห้งแล้วเดินไปหา ตอนนั้นเองที่เขาเห็นเปลือกหอยกำลังจ่ออยู่ที่คอของนาง เขารู้ว่านางจะทำอะไรจึงรีบปัดเปลือกหอยหล่นลงบนพื้น ทว่าลำคอของนางก็ยังมีรอยแดง ฉินต้าหวางโมโหขึ้นมาทันที

“ทำไมเจ้าถึงกล้าฆ่าตัวตายต่อหน้าข้า ชีวิตของเจ้าเป็นของข้า ลืมไปแล้วหรือ?” เขายิ่งพูดก็ยิ่งโกรธ ใช้เท้าเหยียบเปลือกหอยอย่างแรงจนมันแตกออกเป็นเศษสีแดงราวกับเลือด ชายหนุ่มยื่นมือมากอดนางเอาไว้

พระอาทิตย์ค่อยๆ ลดต่ำลงจนพ้นขอบฟ้า ท้องฟ้าเริ่มมืดแล้ว มหาสมุทรอันกว้างใหญ่เต็มไปด้วยมวลเมฆ ไม่นานฝนก็เริ่มตกอีกครั้ง

ฉินต้าหวางจับตัวนางไว้แล้วรีบพาเข้าห้อง เขาออกแรงฉีกเสื้อผ้าของนางจนขาดออกเป็นชิ้นๆ ในห้องได้ยินเพียงเสียงผ้าขาด เสื้อผ้าทั้งหมดร่วงลงกองที่พื้น ร่างกายของนางอยู่ตรงหน้าของเขาโดยไร้สิ่งปกปิด เหลือเพียงผ้าที่พันบาดแผลตรงช่วงอก

ฉินต้าหวางประคองนางลงบนเตียงแล้วห่มผ้าให้ หญิงสาวปิดตาลงแต่สมองมีแต่ความว่างเปล่า ทำราวกับว่าตัวเองตายไปแล้ว แต่ถ้าตายไปจริงๆ ก็คงจะดี จะได้ไม่ต้องตื่นขึ้นมาอีก พอคิดมาถึงตรงนี้น้ำตาก็พลันไหลออกมาไม่หยุด ฉินต้าหวางกระซิบข้างหูนางเบาๆ “ไม่ต้องกลัว...ครั้งหน้าก็ไม่เจ็บแล้ว...”

เสียงของเขาราวกับปีศาจร้าย มันตรงลึกเข้าไปในใจ เป็นเหมือนฝันร้าย นางหลับตาปี๋ ราวกับมีคนมาสับแขนขาทั้งหมดแล้วโยนร่างนางทิ้งไว้ ร่างกายของนางเหมือนไม่ใช่ของตัวเอง มันไม่มีเรี่ยวแรงเหมือนกับถูกเขาล่ามโซ่เอาไว้… อาจจะเป็นเพราะความเหน็ดเหนื่อยที่ต้องออกไปข้างนอกอยู่หลายวัน ไม่นานเขาก็หลับไป หญิงสาวจึงค่อยสบายใจและรู้สึกโล่งอกขึ้นมาบ้าง

ฮวาหรงฟังเสียงหายใจของเขา พยายามจะแอบลงจากเตียง แต่อีกฝ่ายกลับพลิกตัวมากอดนางไว้กับอกจนแน่น คราวนี้เหมือนนางถูกล่ามด้วยโซ่ขนาดใหญ่ยากที่จะหลบหนี แม้แต่จะพลิกตัวก็ยังลำบาก ทำได้เพียงยอมตกนรกอยู่ตรงนี้

ไม่รู้ว่าไฟในตะเกียงดับไปตั้งแต่ตอนไหน นางมองห้องที่คล้ายกับรังปีศาจในความมืด ความเจ็บปวดจากบาดแผลค่อยๆ บรรเทาลงแล้วแต่ความเกลียดชังกลับเพิ่มขึ้น ในใจเต็มไปด้วยความคิดร้อยแปด อยากจะฆ่าเขาให้ได้…

เมื่อมองไปเรื่อยๆ ฮวาหรงก็เห็นแสงสะท้อนของบางสิ่ง ไม่นานนางก็ดูออกว่ามันคือดาบแหลมคมเล่มหนึ่ง เป็นดาบพกติดตัวของฉินต้าหวางที่จะขาดไม่ได้ หัวใจของนางเต้นตึกตักเมื่อได้เห็นความหวังท่ามกลางความมืดมิด หญิงสาวกลั้นหายใจแล้วรออยู่นาน เมื่อได้ยินเสียงหายใจของเขาที่เหมือนจะหลับลึกขึ้น ฮวาหรงก็ค่อยๆ ผลักร่างกายที่ใหญ่โตราวกับขุนเขาออกช้าๆ

อีกฝ่ายแทบไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ จนนางรู้สึกใจชื้น หญิงสาวค่อยๆ เอามืออีกข้างของเขาออกจากตัวนางช้าๆ เขาก็ยังคงไม่ขยับ นางตัดสินใจลงจากเตียง เดินเท้าเปล่าไปที่โต๊ะอย่างเงียบเชียบ… มือจับที่ด้ามดาบแล้วดึงออกจากฝัก ดาบนี้หนักมากจนนางเกือบจะถือไม่ไหว หญิงสาวเดินเซจึงทำให้เกิดเป็นเสียงเบาๆ

 -------------------------------------------------------

เขียนชื่อข้า

“ใคร!”

ฉินต้าหวางตื่นขึ้นมาก็พบว่าหญิงสาวในอ้อมกอดหายไปแล้ว เขาพลิกตัวลงจากเตียงแล้ววิ่งไปแย่งดาบมาวางข้างตัว

ตะเกียงถูกจุดขึ้นใหม่อีกครั้ง สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความแปลกใจ “เจ้าจะฆ่าตัวตายอีกแล้วหรือ?”

“ข้าไม่ได้จะฆ่าตัวตาย ข้าจะฆ่าเจ้าต่างหาก” นางมองเขาไม่วางตา ความหวังที่เคยมีเต็มเปี่ยมตอนนี้กลายเป็นความผิดหวัง

ชายหนุ่มหัวเราะเสียงดังราวกับได้ฟังเรื่องน่าขำ เพียงเขายื่นมือออกไปก็สามารถคว้าตัวนางมาไว้ในอ้อมกอดได้แล้ว ฉินต้าหวางรีบเดินไปเตียงแล้วนอนลงใหม่อีกครั้ง คราวนี้เขากอดนางไว้แน่นกว่าเดิมราวกับจะผูกตัวหญิงสาวติดไว้กับตนเอง เหมือนเขาจะคิดอะไรบางอย่างได้จึงพูดใส่หูนางเบาๆ “ไม่ต้องกลัว ต่อไปข้าจะดูเจ้าให้ดีเอง”

ฮวาหรงหลับตาลงอย่างหมดหวัง ไม่รู้เลยว่าจะมีวันพรุ่งนี้ที่ท้องฟ้าสว่างสำหรับนางหรือไม่ คืนนี้นางนอนไม่หลับได้แต่พลิกไปพลิกมา ไม่มีทางที่จะหนีได้อีก เพราะเมื่อใดก็ตามที่นางขยับตัว แขนทั้งสองของเขาก็จะรัดไว้แน่น ไม่รู้ว่านานแค่ไหนหญิงสาวถึงหลับไปอย่างไม่รู้ตัว…

.

หญิงสาวตื่นขึ้นมาก็พบว่าข้างกายว่างเปล่า

ฉินต้าหวางไม่ได้อยู่แล้ว มีเพียงผ้าห่มผืนบางๆ นางพลันรู้สึกโล่งใจ แต่พอมองไปรอบๆ ความรู้สึกหวาดกลัวก็ผุดขึ้นมาอีกครั้ง นางเห็นฉินต้าหวางยืนอยู่หน้าหีบขนาดใหญ่ ไม่รู้ว่ากำลังหาอะไรอยู่ ทันใดนั้นเขาก็หันหน้ากลับมา นางรีบเบี่ยงหน้าหลบแต่ไม่ทัน ทำได้แค่ดึงผ้าห่มมาคลุมตัวไว้แล้วมองเขาอย่างระมัดระวัง เขาโยนบางอย่างมาให้ซึ่งตอนแรกนางไม่รู้ว่าเป็นอะไร

หญิงสาวแผ่ออกดูก็พบว่าเป็นชุดสีเขียวอ่อนตัวใหม่ที่ทอด้วยผ้าไหมอย่างดี คาดว่าเขาคงไปปล้นมาจากไหนสักที่ อีกทั้งของที่ถูกโยนลงบนเตียงยังมีรองเท้าอีกหลายคู่ “สาวน้อย เจ้าใส่ตัวนี้สิ… ในนี้ยังมีอีกหลายชุด เปลี่ยนเอาตามใจชอบนะ ใส่ตัวที่มันสวยๆ หน่อย”

นางไม่อาจโกรธเสื้อผ้าเหล่านี้และไม่อาจเปลือยกายล่อนจ้อนได้จึงทำได้เพียงสวมมันเข้าไป… นางยังไม่ทันได้สวมเสื้อผ้า เขาก็ถือของบางอย่างเดินมาหา ฮวาหรงรีบใส่เสื้อผ้าแล้วมองตามอีกฝ่าย เห็นเขาวางของพวกนั้นไว้บนโต๊ะ...เป็นพู่กันอย่างดีหลายด้ามและรูปภาพอีกจำนวนหนึ่งซึ่งไม่รู้ว่าเป็นภาพอะไร

“ขอเพียงแค่เจ้าไม่ตาย ของพวกนี้ข้าจะให้เจ้า” เขามองนางแล้วพูดต่อว่า “แต่ถ้ายังอยากจะตายอีก ข้าจะไม่มีวันยกโทษให้”

พูดจบเขาก็ตรวจสอบบริเวณโดยรอบให้แน่ใจว่าไม่มีวัตถุแหลมคม ซ้ำยังหยิบเปลือกหอยอันสุดท้ายที่เด็กน้อยให้มาปาลงพื้นแล้วเหยียบจนแตกละเอียด เขาจึงวางใจแล้วเดินออกไป…

ฉินต้าหวางเดินไปยังห้องที่เหล่าโจรสลัดยืนรอกันอยู่ ขณะเดินผ่านห้องครัวก็เห็นคนชะโงกหัวมามองแล้วรีบหลบเข้าไปจึงเรียกเสียงดัง “เจ้าเด็กน้อย รีบออกมาซะ!”

เด็กชายเดินออกมาด้วยท่าทางลนลาน “ท่านฆ่าพี่สาวแล้วใช่ไหม?”

“เจ้านี่พูดไม่เข้าท่า” เขาต่อว่าแล้วเอ่ยขึ้นอีก “เด็กน้อย เจ้ารีบไปอยู่เป็นเพื่อนนาง เฝ้าไว้อย่าให้นางคิดฆ่าตัวตาย ไม่เช่นนั้นข้าจะหั่นเจ้าออกเป็นชิ้นๆ”

เด็กน้อยได้ยินว่าฮวาหรงยังมีชีวิตอยู่ก็ดีใจเป็นอย่างยิ่ง รีบวิ่งไปอย่างรวดเร็ว

.

ทันทีที่แน่ใจว่าไร้เสียงฝีเท้าของฉินต้าหวาง

ฮวาหรงก็ใส่เสื้อผ้าต่อด้วยท่าทางสบายใจขึ้น จากนั้นก็ลงจากเตียงมาสวมรองเท้ารูปทรงแปลกๆ ที่มีรูระบายอากาศโดยรอบซึ่งไม่ใช่แบบที่คนแถวนี้ใส่กันและไม่รู้ว่าเขาไปได้มาจากที่ไหน

เพราะทั้งเนื้อทั้งตัวยังเจ็บอยู่มาก หญิงสาวจึงนั่งเงียบๆ ผ่านไปครู่หนึ่งก็เอนตัวลงบนเตียงด้วยท่าทางครุ่นคิดแต่ก็ยังหาทางออกไม่ได้ ไม่รู้ว่าตัวเองควรจะทำอะไรและไม่รู้ว่าวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไรต่อไป

เมื่อสำรับอาหารเช้ามาส่ง นางก็กินข้าวไปหนึ่งชามแล้วล้มตัวนอนลงต่อ ไม่อยากจะไปไหนทั้งนั้น คิดเพียงปล่อยทุกอย่างไปแบบนี้เรื่อยๆ เพื่อรอวันตายก็พอ… นางมองไปรอบตัวด้วยความเศร้าหมอง

“รีบหนีเถอะ! สักวันเจ้าคนเลวนั่นคงจะฆ่าพี่... เขาเป็นคนสั่งให้ข้ามา” เด็กน้อยวิ่งเข้ามาในห้องด้วยท่าทางดีใจจนพูดผิดๆ ถูกๆ “พี่ยังมีชีวิตอยู่...ดีจริงๆ ข้ากลัวว่าพี่จะถูกเขาฆ่าซะแล้ว”

เด็กน้อยยังไม่เข้าใจว่าการอยู่ไม่สู้ตายคืออะไร เขาคิดเพียงว่าการมีชีวิตอยู่บนโลกนี้เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ขอเพียงยังมีชีวิตอยู่ก็จะสามารถจัดการกับทุกสิ่งได้ ดังนั้นพอได้เห็นนางใส่เสื้อผ้าเรียบร้อย หน้าตาสะอาดสะอ้าน เขาก็สบายใจขึ้นมาก “เขาคงไม่ทำร้ายพี่แล้วล่ะ”

หญิงสาวถอนหายใจ เรื่องนั้นใครจะไปรู้... ทว่าตอนนี้นางไม่มีอะไรจะเสียแล้ว เขาจะสามารถทำอะไรได้อีก จู่ๆ นางก็นึกถึงพู่กันพวกนั้นได้จึงหันไปหยิบหมึกที่ยังเหลืออยู่ “ไป... ข้าจะสอนเจ้าเขียนหนังสือเอง”

เด็กน้อยดีใจตาลุกวาว “พี่ไปเอาของพวกนี้มาจากไหน”

“ฉินต้าหวางให้มา”

เด็กน้อยไม่เข้าใจว่าทำไมผู้ชายมุทะลุแบบฉินต้าหวางถึงให้ของแบบนี้กับนาง แต่เมื่อเห็นพู่กันก็ลืมถามคำถามไปเลย เขาออกไปข้างนอกกับนาง เดินไปด้วยคุยกันไปด้วย

“พี่สาว บนเกาะมีหินก้อนใหญ่ที่เรียบมากอยู่ สามารถใช้เป็นโต๊ะหนังสือได้”

“ดี... งั้นเราไปกันเลย”

บนเกาะนี้มีต้นไม้ขึ้นหนาแน่นจนดูเขียวชอุ่มและมีหินรูปทรงแปลกๆ แทรกตามต้นไม้ การจะหาก้อนหินเรียบที่สามารถทำเป็นโต๊ะเรียนอย่างที่เด็กน้อยกล่าวจึงถือว่ายากมาก

เมื่อเดินไปถึงก้อนหิน เด็กน้อยก็รีบเตรียมพู่กันและที่ฝนหมึกออกมาด้วยท่าทางดีใจ หากพิจารณาจากการกระทำของเขาแล้วก็รู้ได้ว่าไม่เคยฝนหมึกมาก่อน ฮวาหรงจึงทำให้ดูเป็นตัวอย่าง

“เคยทำมาก่อนไหม?”

“เคยฟังแม่ข้าสอน”

“แล้วแม่ของเจ้าล่ะ”

“ตอนนั้นน้ำท่วมบ้าน ข้ากับแม่ต้องหนีความลำบากออกมาเช่าบ้านอยู่ที่หมู่บ้านอื่น วันหนึ่งข้ากับเจ้าของบ้านได้ออกเดินทางแต่กลับถูกโจรสลัดพวกนี้จับตัวมา เจ้าของบ้านถูกพวกเขาปล้นของมีค่าแล้วก็ฆ่าทิ้ง ส่วนข้าถูกจับให้มาทำงานอยู่ที่นี่ ไม่รู้เหมือนกันว่าแม่ข้าจะเป็นอย่างไรบ้าง...” น้ำตาของเขาไหลออกมาด้วยความคิดถึงและความโศกเศร้า

“จะกลับก็กลับไม่ได้ ท่านแม่จะต้องเป็นห่วงข้ามากแน่ๆ”

ตัวฮวาหรงเองก็ผ่านความทุกข์ยากมามากเช่นกัน จนตอนนี้นางไม่มีญาติเหลืออยู่อีกแล้ว แต่เด็กน้อยคนนี้ยังมีมารดาที่รักใคร่ นางพลันคิดถึงเหล่าหญิงสาวที่ถูกลอยแพไปพวกนั้น และคิดว่าตัวเองคงต้องทนอีกไม่นานก็จะได้รับการปลดปล่อย พอถึงเวลานั้นก็จะเป็นโอกาสใหม่ของชีวิต

นางพูดปลอบเขาอย่างอ่อนโยน “ต่อไปถ้ามีโอกาสพวกเราหนีไปด้วยกันนะ”

เด็กน้อยเริ่มมีความหวังอีกครั้ง “ตกลง! พี่สาวจะต้องหาโอกาสให้ได้นะ”

ฮวาหรงยิ้มแล้วเขียนตัวอักษรให้เขาดูเป็นตัวอย่าง บนกระดาษเขียนอักษรตัวใหญ่ไว้สามคำ นั่นคือชื่อของเด็กชาย ‘เยว่เผิงจวี่’

นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นชื่อของตัวเองบนกระดาษ ช่างเป็นอักษรสามคำที่งดงามเสียจริง เด็กน้อยยิ้มหน้าบาน ค่อยๆ นำกระดาษไปตากแดดจนแห้งแล้วพูดด้วยความดีใจ “ข้าจะเก็บมันไว้ตลอดชีวิตเลย...”

ฮวาหรงหัวเราะออกมา เด็กน้อยกลั้นหายใจแล้วเขียนตามแบบที่นางสอน...

ขณะที่เด็กน้อยกำลังเขียนอยู่นั้นฮวาหรงก็ลุกขึ้นเดินผ่านต้นไม้ไปเหม่อมองท้องฟ้า ยามนี้ทั้งท้องฟ้าและทะเลมีสีเดียวกันก็คือสีน้ำเงิน สายลมพัดผ่านมาเบาๆ หลังจากฝนห่าใหญ่หยุดลง อากาศก็ดีขึ้นมาก หากว่าตัวนางไม่ได้ตกอยู่ในเหตุการณ์แบบนี้ก็คงคิดว่าที่นี่เป็นสถานที่ที่สวยงามมากแห่งหนึ่ง ทว่าตามจริงแล้วที่นี่เป็นเหมือนนรก…

เด็กน้อยตั้งใจเขียนอย่างมาก ฮวาหรงก็ชี้แนะเขาอย่างสุดความสามารถ ทั้งสองใช้เวลาร่ำเรียนกันอยู่นาน พอกระหายก็ดื่มน้ำที่เตรียมมา เมื่อท้องหิวก็เด็ดลูกท้อมากิน

 เวลาผ่านไประหว่างรอให้เด็กน้อยเขียนแผ่นสุดท้ายเสร็จ พอเงยหน้าขึ้นก็พบว่าตะวันตกดินแล้ว… เขาเก็บกระดาษที่เขียนด้วยตัวเองอย่างดีใจจากนั้นก็หยิบกระดาษซึ่งมีคำที่ฮวาหรงเขียนให้มากอดแนบอกแล้วพูดอย่างภูมิใจ “พี่สาว นี่ชื่อข้า! ข้าชอบมากๆ เลย”

เขาพูดยังไม่ทันจบก็ถูกมือใหญ่หยิบกระดาษไป จากนั้นก็ได้ยินเสียงหัวเราะตามมา

“ฮ่าๆๆ เด็กน้อย เจ้ามีชื่อด้วยหรือ?”

ฉินต้าหวางโผล่มาจากทางไหนก็ไม่รู้ ท่าทางเขาเหมือนจะรู้หนังสือเพียงเล็กน้อยจึงอ่านออกมาเสียงดัง “เยว่...เผิง...จวี่...ฮ่าๆๆ” จากนั้นเขาก็หันไปหาฮวาหรง “เจ้าเขียนให้เจ้าเด็กนี่หรือ?”

ฮวาหรงตอบอืมออกมาหนึ่งคำ

“ถ้าอย่างนั้นเจ้าเขียนให้ข้าแผ่นหนึ่งสิ ข้าชื่อฉินซ่างเฉิง...รีบเขียนเร็ว ข้าอยากรู้ว่าคำสามคำนี้เมื่ออยู่บนกระดาษแล้วจะเป็นอย่างไร”

โจรสลัดผู้เข้มแข็งคนนี้ก็มีชื่อเหมือนคนอื่นๆ ด้วยหรือ? ที่ผ่านมานางคิดว่าเขาชื่อฉินต้าหวางมาตลอด

เขาเร่งเร้าเสียงดังด้วยท่าทางตื่นเต้น “รีบเขียนให้ข้าดูเร็วๆ ข้ายังไม่เคยเห็นเลยว่าชื่อของข้าที่ถูกเขียนลงบนกระดาษจะเป็นอย่างไร เร็ว...”

“ข้าเขียนไม่เป็น” ฮวาหรงเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ

“ทำไมล่ะ”

คราวนี้นางกลับไม่ตอบ

 -------------------------------------------------------

แลกเปลี่ยน

ตอนนี้เองที่แสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์สาดส่องผ่านต้นไม้ลงมาที่นาง

ขับเน้นให้ใบหน้างดงามเป็นประกายราวกับหยก เส้นผมสลวยเป็นประกายดำขลับ เมื่อรวมกับชุดสีเขียวอ่อนและรองเท้าใหม่ หญิงสาวก็งามสง่าเพียบพร้อมอย่างยากจะบรรยายออกมาเป็นคำพูด ฉินต้าหวางมองนางตาไม่กะพริบก่อนจะสูดลมหายใจเข้าปอดอย่างควบคุมตัวเองไม่ได้ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาสังเกตผู้หญิงคนนี้อย่างละเอียดโดยมองข้ามใบหน้าที่เลอะเทอะและเส้นผมกระเซอะกระเซิง จึงได้เห็นความงามที่เผยออกมาราวกับอัญมณีสดใสที่เพิ่งนำออกมาจากตลับ

ทั้งชีวิตของเขาไม่เคยพบผู้หญิงแบบนี้มาก่อน ถึงตอนนี้ก็เลยไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร เขาเห็นนิ้วก้อยขาวๆ ของนางเลอะหมึกสีดำ ดูไปแล้วช่างน่ามองยิ่งนัก เขาแทบอยากจะเดินเข้าไปเช็ดหมึกนั้นออกให้นางทันที

ชายหนุ่มยื่นมือออกไปหมายจะจับมือนางเอาไว้ แต่พอเห็นนางเก็บพู่กันทันใดนั้นเขาก็คิดขึ้นมาได้ ไม่ใช่เพราะนางเขียนไม่ได้ แต่เป็นเพราะนางไม่อยากเขียนให้เขามากกว่า ดวงตาที่หลุบลงของนางแฝงไว้ด้วยความโกรธแค้นในใจ เห็นได้ชัดว่าสายตาที่นางมองเขากับสายตาที่มองเจ้าเด็กนั่นแตกต่างกัน ถึงนางจะมองเจ้าเด็กน้อยด้วยท่าทางเฉยชาแต่แววตากลับเต็มไปด้วยความอ่อนโยนนุ่มนวลแบบที่ผู้หญิงพึงมี

ฉินต้าหวางคิดมาถึงตรงนี้ก็รู้สึกไม่สบายใจระคนสิ้นหวัง เขาขยำกระดาษในมือเป็นก้อนกลมแล้วปาออกไป “ช่างเถอะ! ไม่เขียนก็ช่าง!”

จากนั้นเขาก็ดึงเด็กน้อยเอาไว้แล้วเตะไปที่ก้นก่อนจะเดินจากไป เด็กน้อยที่หนีความเจ็บตัวไม่พ้นรีบเดินไปหยิบก้อนกระดาษกลมๆ นั่นแล้วนำกลับมาวางบนหินก้อนใหญ่พลางพูดอย่างปวดใจ “พี่สาว ชื่อข้า…”

ฮวาหรงเห็นเด็กชายเสียใจมากก็ยิ้มปลอบใจ “ไม่เป็นไร คราวหน้าข้าจะเขียนให้ใหม่”

เด็กน้อยดีใจ รีบคลี่แผ่นกระดาษนั้นออกแล้วพยายามรีดให้เรียบ “ข้าอยากเก็บแผ่นนี้เอาไว้ นี่เป็นแผ่นที่พี่สาวเขียนให้ข้าเป็นใบแรกเชียวนะ”

ฮวาหรงพยักหน้า เด็กน้อยเดินตามหลังฮวาหรง ทั้งสองค่อยๆ เดินย่ำไปบนพื้นทรายที่ฉาบด้วยแสงตะวันเพื่อกลับบ้าน

เมื่อถึงบริเวณที่ผู้คนรวมตัวกันอยู่ก็ถึงเวลาต้องบอกลาเด็กน้อย นางจึงรู้ได้ว่าคืนแห่งความมืดมิดมาถึงแล้ว ยิ่งเข้าใกล้บ้านที่เหมือนเป็นนรกหลังนั้นมากเท่าไร ฮวาหรงก็ยิ่งลุกลี้ลุกลน นี่ไม่ใช่การกลับบ้านแต่เป็นการเดินเข้าไปในรังของหมาป่า อาการเจ็บปวดก็ยังไม่หายดี ความกลัวในใจก็ยิ่งหยั่งลึกมากขึ้นไปอีก เย็นนี้จะมีอะไรรอต้อนรับนางอยู่บ้างนะ...

หญิงสาวได้แต่ขอให้ถนนสายนี้ไม่มีจุดสิ้นสุด ขอให้ไปไม่ถึงห้องที่น่ากลัวนั่น ที่ปลายหางตานางเห็นฝ่ายลาดตระเวนสองคนกำลังมองการเคลื่อนไหวของนางอยู่ด้วยสายตาโหดเหี้ยมคงเพื่อให้แน่ใจว่าเหยื่อจะไม่หนีก่อนที่จะตกลงไปในกับดัก

ฉินต้าหวางยืนเปลือยท่อนบนอยู่หน้าประตูแล้วตักน้ำมาราดลงบนตัว เสียงน้ำกระเซ็นราวกับฝนกำลังตก นางยิ่งมองก็ยิ่งกลัว ความน่ากลัวของเมื่อคืนแทบจะทำให้ตัวของนางขาดออกเป็นท่อนๆ ฉินต้าหวางใช้ผ้าชิ้นหนึ่งถูที่ร่างกายจากนั้นก็เช็ดตัวให้แห้งแล้วหันมาพูดกับนาง “เข้ามา”

ขาของนางตอนนี้ราวกับถูกถ่วงไว้ด้วยตะกั่วทั้งยังสั่นเทาเหมือนได้ไปร่วมงานเลี้ยงของคนใหญ่คนโต ฉินต้าหวางเห็นนางเดินช้าก็ใจร้อน รีบเดินไปจูงมือนางมายืนหน้าต้นกล้วยต้นหนึ่ง

ภาพใบกล้วยยาวสีเขียวที่เหมือนกับพัดตามธรรมชาติภายใต้ท้องฟ้ายามใกล้ค่ำช่างดูเหมือนกับโลกในเทพนิยายที่ไร้พรมแดน แต่ใครจะรู้ว่าในโลกไร้ขอบเขตแห่งนี้แฝงไว้ด้วยความน่ากลัวมากขนาดไหน

ใต้ต้นกล้วยมีโต๊ะยาวตัวเล็กที่ทำจากหยกตั้งอยู่ เป็นหนึ่งในของที่เขาปล้นมาเช่นกัน บนโต๊ะมีผักและมีปลาทะเลหายากเพิ่งปรุงสุกทั้งยังมีเหล้าอีกด้วย ฉินต้าหวางดึงนางให้นั่งลงแล้วหยิบไหเหล้ามาเปิดออก จากนั้นกลิ่นหอมเข้มข้นของเหล้าก็ลอยอบอวล

หญิงสาวมึนงงจนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองอยู่ที่ไหน ทำไมวันนี้ต้องย้ายมากินข้าวที่นี่ ความกลัวของนางเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในใจคิดว่าต่อไปในอนาคตเขาจะมากินข้าวกับตนใช่ไหม?

ฉินต้าหวางมองนางที่นั่งเงียบไม่ยอมหยิบตะเกียบเสียที จึงหยิบตะเกียบคู่หนึ่งมายัดใส่มือของนางแล้วพูดว่า “เขียนหนังสืออยู่กับเด็กนั่นอยู่ตั้งนาน เจ้ายังไม่หิวอีกหรือ?”

ฮวาหรงไม่ตอบ เอาแต่ก้มหน้าลงแล้วเริ่มกินข้าว หลังจากที่ฉินต้าหวางดื่มเหล้าไปแล้วจอกหนึ่ง ก็เทเหล้าลงตรงหน้านางหนึ่งจอก “ดื่มไหม?”

นางยังคงไม่สนใจเขา ฉินต้าหวางก็เลยยกจอกขึ้นแล้วกระดกจนหมด จากนั้นเขาก็ไม่ได้ดื่มเหล้าอีกแต่เปลี่ยนมากินข้าวแทน

เขากินข้าวไปด้วยมองนางไปด้วย ท่าทางกินข้าวของนางช่างแปลกมาก ไม่ช้าไม่เร็วดูนิ่งและสงบทำให้การกินข้าวกลายเป็นสิ่งที่น่ามองมากอย่างหนึ่ง เขาดูอยู่พักหนึ่งแล้วสบถออกมา “บ้าเอ๊ย!”

นางไม่แม้แต่จะมองเขาสักนิดและไม่สนใจว่าเขากำลังบ่นอะไร ทำเพียงวางถ้วยข้าวลงแล้วค่อยๆ เดินเข้าห้องไป ฉินต้าหวางก็วางถ้วยข้าวลงเช่นกันแล้วตามนางเข้าไป

ตะเกียงในห้องถูกจุดไว้แล้ว หญิงสาวนั่งอยู่บนขอบเตียงด้วยท่าทางสงบแต่ในใจกลับเต้นเร็วราวกับกวางกำลังกระโดดโลดเต้น ยิ่งได้เห็นเขาตามมา นางก็แทบจะทนนิ่งเฉยต่อไปไม่ไหว ทว่าสภาพของตนในยามนี้ก็คงคล้ายกับการที่มีคนถือมีดมาจี้ที่คอแต่กลับไม่สามารถต่อต้านใดๆ ได้

ฉินต้าหวางนั่งลงทางด้านหลังของหญิงสาวแล้วยื่นมือมากอดนางไว้ ครั้งนี้เขาไม่ได้ฉีกเสื้อผ้าของนางเหมือนเมื่อคืนก่อนแล้ว แต่ค่อยๆ ถอดเสื้อผ้าของนางออกอย่างเบามือแล้วโยนออกไป ความเจ็บปวดที่คาดการณ์ไว้ยังคงมาไม่ถึง...

“สาวน้อย คืนนี้ข้าไม่ทำอะไรเจ้าหรอก แต่พรุ่งนี้เจ้าต้องเขียนชื่อให้ข้า ดีไหม?” ฉินต้าหวางเอ่ยเสียงกลั้วหัวเราะ

นางลืมตาขึ้นมาทันทีแล้วมองเขาอย่างแปลกใจ เขาจึงพูดซ้ำอีกครั้ง “พรุ่งนี้เขียนชื่อให้ข้าได้ไหม?”

นางพูดออกมาอย่างไม่คิด “นอกเสียจากว่าเจ้าจะปล่อยข้าไป ข้าถึงจะเขียนให้เจ้า”

“สามวัน!” มือของเขาเลื่อนมาสัมผัสที่ใบหน้าของนางแล้วแตะขนตาหญิงสาวเบาๆ “ตัวของเจ้ามีแผลเล็กน้อย แค่สามวันก็พอแล้ว ไม่มีการต่อรอง”

นางหลับตาลงอย่างผิดหวัง ได้แต่คิดว่าหลุดพ้นจากเขาแค่สามวันก็ดีแล้ว

“เจ้าอยากไปจากที่นี่มากไหม?”

พูดออกมาได้ ใครกันที่อยากจะอยู่ที่นี่

เขายิ้มออกมา “เจ้าไม่ต้องกังวล รอให้ข้าเบื่อ ข้าก็จะปล่อยเจ้าไป”

ไม่รู้ว่าเขาตาฝาดไปหรือเปล่าถึงได้เห็นนางแอบยิ้มออกมา ท่าทางของนางเต็มไปด้วยความดีใจและมีความหวัง ตั้งแต่ได้พบนาง เขายังไม่เคยเห็นอีกฝ่ายยิ้มเลย การถูกปลดปล่อยมันน่ารอคอยขนาดนั้นเชียวหรือ? ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกโกรธ รีบยื่นแขนไปกอดนางไว้แน่น “เจ้าอยากจะไปจากข้าขนาดนี้เลยหรือ?”

ฮวาหรงหลับตาลง นางถูกบังคับให้กอดเขาอีกครั้ง ใบหน้าของนางวางอยู่บนอกชายหนุ่มให้ความรู้สึกเหมือนนอนหนุนลงบนหินแข็งๆ ทำให้หายใจไม่สะดวก นางทนไม่ไหวจึงใช้เท้าเตะไปที่ขาของเขา เพราะท่าทางที่เขากอดอยู่นั้นทำให้นางขยับตัวไม่ได้ ได้แต่ขยับขาเท่านั้น ทว่าเขากลับไม่สนใจและไม่นานก็หลับไป

อาจเป็นเพราะว่าเหนื่อยล้าเต็มทีกอปรกับนางพยายามอยู่หลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ ไม่นานหญิงสาวก็หลับไปเช่นกัน

โชคดีที่สองวันหลังจากนั้นฉินต้าหวางก็เอาแต่ปรึกษาหารืออยู่ที่จุดรวมพลตลอด กว่าเขาจะกลับมาก็เย็นแล้วและไม่ได้ทำอะไรนาง ฮวาหรงก็เลยใช้เวลาตลอดสองวันนี้อยู่กับเด็กน้อยอย่างมีความสุข       

.

วันต่อมา

ฮวาหรงนำภาพเขียนพู่กันที่ฉินต้าหวางให้ออกมาสองสามภาพ ในนั้นมีบทกลอนที่ใช้พู่กันเขียนอยู่ด้วย สำหรับเยว่เผิงจวี่แล้วภาพเหล่านี้ช่างแปลกใหม่ มองแล้วรู้สึกสดชื่นสบายใจ และนี่เป็นครั้งแรกที่เด็กน้อยได้เห็นตัวหนังสือลักษณะนี้ แม้เขาจะอ่านไม่เข้าใจแต่มองแล้วก็รู้สึกชอบใจ

เขาอ่านมันอยู่สักพัก จู่ๆ ก็หยิบตัวอักษรที่ฮวาหรงเขียนให้มาเทียบกันก่อนจะตั้งใจอ่านอีกรอบ “พี่สาว แม่ข้าเคยบอกว่าหมี่ฝูมีชื่อเสียงมาก งานเขียนเขาก็ดี พี่ก็มีชื่อเสียงด้วยเหมือนกันใช่ไหม?”

ฮวาหรงยิ้มแล้วส่ายหน้า ผู้หญิงต่อให้เขียนดีแค่ไหนก็ไม่มีทางที่จะมีชื่อเสียง...

“ข้าเขียนไม่ดีเท่าหมี่ฝูหรอก”

“ใครบอกเจ้า”

จู่ๆ ก็มีคนแย่งสมุดกลอนเล่มนั้นไป เขากวาดสายตาอ่านไปมา “นี่มันของไร้สาระอะไรกัน ไม่เห็นจะเข้าใจเลย”

ฮวาหรงถอยหลังไปหนึ่งก้าวขณะที่มือก็คว้าก้อนหินบนโต๊ะหนังสือ

ฉินต้าหวางพลันยื่นมือข้างหนึ่งมาจับตัวนางไว้ “สาวน้อย เขียนตัวอักษรให้ข้าสักทีสิ”

“งั้นท่านก็ปล่อยข้า”

ฉินต้าหวางถอยออกไปอย่างว่าง่าย “ได้ เจ้ารีบเขียนให้ข้าเร็วๆ” พูดจบก็ถอยไปอีก

ฮวาหรงเดินเข้ามาแล้วหยิบพู่กันขึ้น ค่อยๆ ตวัดพู่กันเขียนออกมาสามคำ

‘ฉินซ่างเฉิง’

ฉินต้าหวางหยิบกระดาษขึ้นมาดูตัวอักษรสามคำนั้นก่อนจะส่งเสียงดังออกมาอย่างดีใจ “ให้ตาย! ชื่อของข้าบนกระดาษนั้นช่างงดงามจริงๆ”

ไม่มีใครสนใจเขาอีก ฮวาหรงและเด็กน้อยเก็บของแล้วรีบเดินกลับ

 -------------------------------------------------------

เรือล่าสมบัติ

เวลานี้พระอาทิตย์ตกแล้ว

บนชายหาดมีเพียงรอยเท้าเล็กๆ ลมทะเลที่พัดพาอากาศอบอ้าวมาได้หายไปแล้วความเย็นสบายจึงเข้ามาแทนที่

เบื้องหน้าเป็นชายทะเลน้ำตื้นที่มีปลาแหวกว่ายไปมาหลายตัว ทุกตัวล้วนมีลวดลายที่แตกต่างกัน ปลาพวกนี้เป็นหนึ่งในปลามากมายที่อยู่บนโลก พวกมันล้วนท่องเที่ยวอย่างมีอิสระราวกับอยู่ในอาณาจักรแห่งเสรีภาพที่ไม่ขึ้นกับผู้ใด

ปลาเหล่านี้ไม่กลัวคน ฮวาหรงจึงนั่งยองๆ แล้วยื่นมือออกไปสัมผัสปลาตัวหนึ่ง ส่วนเด็กชายก็จับปลาสีแดงขึ้นมากุมไว้ในมือก่อนจะปล่อยมันลง แต่จู่ๆ ฉินต้าหวางก็ยกเขาออกไปแล้วสั่งว่า “ไปให้พ้น! อย่ามาทำตัวเหมือนหนอนเดินตามก้นคนอื่น มันขวางหูขวางตาข้า!”

เด็กน้อยรีบเดินหนีไป ฮวาหรงเองก็จะเดินตามไปด้วยแต่ถูกฉินต้าหวางคว้าตัวไว้เสียก่อน

ในมือเขาถือกระดาษสีขาวแผ่นนั้นพลางนั่งลงข้างนางแล้วพูดขึ้นว่า “พรุ่งนี้ข้าจะออกไปทำธุระบางอย่าง”

ฮวาหรงมองเขาอย่างแปลกใจ

“เจ้ารู้จักการล่าพันธุ์ไม้และหินไหม?”

รู้จักสิ! มันคือการเสาะหาดอกไม้พันธุ์ไม้ที่แปลกและล้ำค่ารวมไปถึงไข่มุกและอัญมณีแล้วส่งไปยังเมืองหลวงเพื่อให้พวกทรราชได้ชมเล่น การทำเรื่องนี้ไม่รู้ว่าต้องใช้จำนวนคนเท่าไรเพราะมีกองกำลังทั่วทั้งเมืองที่รับผิดชอบการขนส่งสินค้าที่ยิ่งใหญ่นี้ นอกจากจะต้องเดินเท้าแล้ว พันธุ์ไม้งามและหินรูปร่างแปลกที่มีขนาดใหญ่อาจจะต้องเดินทางโดยเรือ มีครั้งหนึ่งที่ต้องขนต้นไม้ที่มีอายุนับร้อยปีไปยังเมืองหลวง แต่เรือได้ประสบกับพายุฝนโหมกระหน่ำจนคนบนเรือตกทะเลทำให้ไม่มีใครรอดชีวิตแม้แต่คนเดียว

พวกเขาทำเช่นนี้มาหลายปีจนประชาชนต้องตกอยู่ในสภาวะที่ยากลำบาก ไม่รู้จริงๆ ว่าคนพวกนั้นจะออกไปหาสมบัติจำนวนมากที่ไหนอีก...

“ฮ่าๆ ช่วงนี้มีเรือล่าสมบัติสองลำกำลังออกทะเล”

มิน่าล่ะ... ช่วงนี้พวกโจรสลัดถึงเตรียมตัวเหมือนพร้อมจะออกไปทำสงคราม วันทั้งวันก็เตรียมการกันอย่างลับๆ ที่แท้ก็กำลังจะออกไปปล้นนี่เอง ว่าแต่...มันทำให้เขาอารมณ์ดีขนาดนี้เลยหรือ?

“พวกคนชั่ว! ไม่ช้าก็เร็วจะต้องถูกทำลายด้วยมือตัวเองแน่ พวกเจ้าออกไปปล้นก็ดี!”         

“ฮ่าๆ นี่เจ้าเห็นด้วยกับการที่ข้าออกไปปล้นงั้นหรือ บนเรือมีของดีมากมาย หากข้าออกไปปล้นแล้วจะนำมันกลับมาให้เจ้า ขอแค่อยู่กับข้า เจ้าก็จะสุขสบายไปชั่วชีวิต”

นางยังไม่ทันตอบ เขาก็พับกระดาษแผ่นนั้นเก็บไว้ในอกเสื้อแล้วยื่นมือไปอุ้มนางขึ้น ระหว่างเดินก็หัวเราะไปด้วย “พรุ่งนี้ข้าออกไปทำการค้าใหญ่ วันนี้เลยได้โชคลาภที่ทำให้ข้ามีความสุขแม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ก็ตาม”

.

เรือได้ออกเดินทางไปแล้ว

ยามรุ่งอรุณ ท้องฟ้าด้านทิศตะวันออกกระจ่างใสเหมือนผลึกแก้วสีฟ้าไร้ซึ่งเมฆดำปกคลุม บางชั้นของเมฆมีลำแสงเล็กๆ ลอดผ่านออกมา มันคือแสงของดวงอาทิตย์ที่กำลังส่องสว่างไปทั่วฟ้า ดวงอาทิตย์สีแดงได้โผล่ขึ้นมาท่ามกลางผืนน้ำทะเล

ฮวาหรงยืนมองภาพเบื้องหน้าเงียบๆ จากก้อนหินใหญ่ก้อนหนึ่งบนเกาะ เมื่อมองจากตรงนี้จะเห็นเรือรบวิ่งทะยานออกไปข้างหน้าด้วยความเร็วและไม่รู้ว่าครั้งนี้จะกลับมาเมื่อไร

บนชายหาดมีแพและเรือไม้ขนาดเล็กที่ใช้งานไม่ได้จอดอยู่ ทั่วทั้งเกาะมีแต่ความเงียบ การออกไปปล้นครั้งนี้ราวว่าพวกโจรสลัดได้ทุ่มสุดตัว แม้แต่คนที่มีหน้าที่ทำกับข้าวก็ออกไปด้วย เหลือเพียงผู้หญิงสิบกว่าคนที่ถูกจับขังอยู่ในกระท่อมซึ่งไม่มีใครดูแล หญิงเหล่านั้นถูกทรมานอย่างหนักจนแทบจะกลายเป็นซากศพเดินได้ ร่างกายเปลือยเปล่าแม้แต่เสื้อสักตัวก็ไม่ได้สวมใส่ มากกว่าครึ่งเป็นหญิงทางเหนือที่ว่ายน้ำไม่เป็น ดังนั้นถึงพวกนางจะถูกปล่อยให้หนีก็คงไม่มีทางหนีไปจากที่นี่ได้

ฮวาหรงเดินลงมาจากหินก้อนใหญ่เงียบๆ คิดจะไปหาเด็กน้อยแต่เขากลับไม่อยู่ ดูเหมือนว่าเยว่เผิงจวี่จะถูกบังคับให้ออกไปปล้นในครั้งนี้ด้วย

ฮวาหรงสังเกตระดับน้ำทะเลคร่าวๆ พลางมองสีของท้องฟ้าด้านบนแล้วเริ่มวางแผนว่าถ้าสามารถพายเรือไม้ลำนั้นออกไปก็เป็นไปได้มากว่าจะหนีสำเร็จ ตอนนั้นเองที่นางได้ยินเสียงหนึ่งดังขึ้น “ฮูหยิน ถึงเวลากินอาหารเช้าแล้ว”

นางตกใจ พอหันมาก็เห็นโจรสลัดที่ถูกตัดนิ้วข้างหนึ่ง เขาเป็นคนที่มีหน้าที่เฝ้านาง...ที่แท้บนเกาะนี้ก็ยังเหลือคนอยู่

“ทำไมเจ้าไม่ออกไปกับพวกเขาล่ะ?” นางถาม

“ข้ามีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยให้ท่าน สองสามวันนี้บนเกาะไม่มีใครอยู่และฮูหยินก็ไม่ได้รับอนุญาตให้ไปบริเวณไกลๆ ได้”

นางทั้งตกใจทั้งโกรธ ฉินต้าหวาง! หมาป่าเจ้าเล่ห์! เป็นเพราะเขาไม่ไว้วางใจง่ายๆ จึงสั่งให้คนเฝ้าดูนางไว้ ดูเหมือนการหนีครั้งนี้จะไม่สมหวังซะแล้ว

.

ช่วงเวลาพลบค่ำความมืดปกคลุมไปทั่ว

อากาศในช่วงฤดูร้อนนั้นร้อนมากจนผิวน้ำทะเลกลายเป็นไอ หมอกลอยวนไปทั่วทุกสารทิศ บริเวณชายทะเลน้ำตื้นเป็นที่ตั้งของค่ายทหาร มีคนจำนวนหนึ่งมาตั้งด่านอยู่ที่นี่ พวกเรือส่งสินค้าที่มีขนาดใหญ่จะจอดอยู่บริเวณท่าน้ำ ทั้งหมดเป็นเรือที่สร้างขึ้นมาใหม่ สีที่ทาไว้บนตัวเรือยังไม่เรียบร้อยดี เห็นได้ว่าพวกเขาเพียงรีบทำมันให้เสร็จไปเท่านั้น

บนเรือลำใหญ่ ขุนนางคนหนึ่งเดินไปเดินมาด้วยสีหน้ากังวลใจ เขามีชื่อว่าหวางเฉียน เป็นลูกศิษย์ของฉ่ายเซียง มีหน้าที่เขียนและอัญเชิญราชโองการของฮ่องเต้ สำหรับครั้งนี้เขาได้รับคำสั่งลับให้มาคุ้มกันการขนส่งสมบัติเหล่านี้กลับไปยังเมืองหลวง

เวลานี้การต่อต้านบนพื้นดินนับวันยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ พวกชาวนาชาวไร่ทุกที่ต่างลุกขึ้นมาก่อกบฏ ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขายังถูกพวกทหารม้าจับตามอง ดังนั้นเพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงปัญหาจึงเลือกเดินทางทางทะเล

บนเรือลำนี้นอกจากจะมีสมบัติแล้วยังมีสาวงามเก้าสิบเก้าคนที่เตรียมส่งไปเป็นเครื่องบรรณาการ ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันมีความหลงใหลในลัทธิเต๋าและได้แต่งตั้งตัวเองขึ้นเป็นศาสดา ช่วงนี้จึงมีความปรารถนาอย่างหนึ่งที่เรียกว่า ‘การบำเพ็ญฌานบำรุงชีพ’

การฝึกบำเพ็ญฌานนี้มีระดับและขั้นตอนอีกทั้งยังต้องการสาวแรกรุ่นมาร่วมด้วย หญิงสาวพวกนี้จะต้องเป็นสาวบริสุทธิ์อายุประมาณสิบหกที่มีหน้าตา ผิวพรรณและรูปร่างดีตามมาตรฐานของสาวงาม เช่นนี้ฮ่องเต้ถึงจะสามารถมีความสัมพันธ์กับพวกนางได้ เขาจะได้รับความบริสุทธิ์จากร่างกายของพวกนางจนทำให้บรรลุเป้าหมายคือการบำรุงชีพ

ยามนี้ฮ่องเต้เกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายสนมภายในวังจึงคิดจะหาหญิงสาวมาเพิ่ม ดังนั้นจะต้องไม่ให้เกิดเหตุร้ายกับหญิงสาวบริสุทธิ์เหล่านี้

การเดินทางทางน้ำแม้ว่าจะปลอดภัยกว่าทางบกอยู่มาก แต่หวางเฉียนกลับได้รับรายงานมาว่าบริเวณนี้มีพวกโจรสลัดกำลังเคลื่อนไหวอยู่ ทว่าเป็นกลุ่มอำนาจที่เกิดขึ้นใหม่ หวางเฉียนก็เลยไม่ได้ใส่ใจ คิดแค่ว่าเป็นโจรกระจอกที่ไม่มีทางทำอะไรเขาได้

ทว่าในตอนกลางดึกตอนที่เรือกำลังจะแล่นเข้าสู่ที่หมาย พวกเขากลับถูกปล้นโดยโจรสลัดกลุ่มหนึ่ง ทหารบนเรือถูกทำร้ายอย่างสาหัส โชคยังดีที่สามารถรักษาสินค้าสำคัญที่อยู่บนเรือไว้ได้ แต่ก็เป็นเหตุให้หวางเฉียนต้องรีบระดมทหารเรือเป็นการด่วน

หลายวันมานี้งานของเขาล่าช้าเพราะปัญหาที่ไม่คาดคิด ทว่าขณะนี้ได้มีกองทัพเรือมาเข้าร่วมทำให้สถานการณ์เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น การออกเดินทางในวันพรุ่งนี้ต้องดำเนินการอย่างละเอียดรอบคอบ ไม่ให้มีอะไรผิดพลาด

เขากวาดตามองบริเวณโดยรอบอยู่พักหนึ่ง เมื่อไม่พบการเคลื่อนไหวใดๆ จึงเดินเข้าไปในเรือ ด้านในมีหญิงงามกำลังขับร้องเพลงและบรรเลงเครื่องดนตรี เพื่อที่จะเลือกสาวงามให้ฮ่องเต้ เขาต้องลงทุนลงแรงไปไม่น้อย ทันทีที่หวางเฉียนเดินเข้ามาก็มีสาวงามสองสามคนเข้ามาปรนนิบัติ สำหรับเขาแล้วหญิงสาวพวกนี้เทียบกับผู้หญิงในวังไม่ได้เลยสักนิด

เห็นได้ชัดว่าราชสำนักให้ความสำคัญกับขุนนางมากกว่าพวกทหาร เพราะยามนี้ขุนนางทุกคนต่างขับร้องเพลงกันอย่างสนุกสนาน หวางเฉียนเองก็เช่นเดียวกัน เขากำลังเพลิดเพลินกับเสียงบรรเลงพิณอันแสนไพเราะ ทันใดนั้นก็มีเสียงตะโกนมาจากข้างนอก “นายท่าน! เกิดเรื่องแล้ว!”

หวางฉียนลุกพรวดขึ้นยืนแล้ววิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว เขาเห็นเรือรบลำหนึ่งกำลังวิ่งตรงมาอยู่เบื้องหน้า ทหารบนเรือยังไม่ทันที่จะตอบโต้ อีกฝ่ายก็ยิงธนูจากเรือรบเข้ามาแล้ว

เรือที่กำลังตรงมาหาเป็นเรือแบบพิเศษที่ใช้กังหันน้ำในการขับเคลื่อน มันเคลื่อนที่เร็วมาก พอเข้ามาใกล้ก็ใช้เสาติดกันชนด้านข้างชนเข้ากับเรือที่มีพวกขุนนางและทหารอยู่ จนกระทั่งเรือฝ่ายตรงข้ามแตกและจมลง คนบนเรือต่างตกลงไปในน้ำ ถึงบางคนจะไม่ได้จมน้ำตายแต่ก็ยังถูกฆ่าตายอยู่ดี สุดท้ายทุกร่างก็ถูกทะเลกลืนหายไปอย่างรวดเร็ว

หวางฉียนถอยหลังหนีด้วยความหวาดกลัว แต่ไม่นานก็ถูกพวกโจรสลัดฆ่าตายอย่างง่ายดาย บนเรือลำใหญ่มีทั้งเสียงกรีดร้อง เสียงร่ำไห้ และเสียงวิ่งหนีตายกันอลหม่านราวกับเป็นนรกบนดิน

 -------------------------------------------------------

แฝงตัว

พระอาทิตย์ตกดินแล้ว

ยามรุ่งอรุณกับยามพลบค่ำเป็นช่วงเวลาที่สวยงามที่สุดบนเกาะแห่งนี้

ฮวาหรงยืนอยู่บนหินก้อนใหญ่เช่นเคย ทันใดนั้นก็เห็นว่ามีเรือรบลำหนึ่งกำลังแล่นเข้ามาใกล้ นางรีบก้าวไปหลบอยู่หลังต้นไม้ เมื่อมองจากตรงนี้ออกไปก็สามารถมองเห็นเรือที่เพิ่งเข้าฝั่งและมีคนจำนานมากทยอยลงมาจากเรือ

พวกโจรสลัดกำลังยกหีบสมบัติลงมามากมาย จำนวนของมันเยอะจนน่าตกตะลึง

ฉินต้าหวางขึ้นมาบนฝั่งแล้ว ในมือเขามีของสิ่งหนึ่งที่หยิบออกมาจากในหีบ มันสะท้อนกับแสงอาทิตย์ในยามเย็นจนเห็นเป็นประกายระยิบระยับ ไม่รู้ว่าเป็นอะไร

ไม่นานกองไฟก็ถูกจุดขึ้น บนเกาะเต็มไปด้วยความสนุกสนานรื่นเริง บนพื้นที่ปูด้วยพรมขนาดใหญ่มีอาหารมากมายวางไว้ ทั้งเสบียงและสุราชั้นดีล้วนได้มาจากการปล้นในครั้งนี้

โชคดีที่คืนนี้ฉินต้าหวางไม่ได้กลับมาที่ห้อง ทว่านางก็ยังคงนอนไม่หลับเพราะไม่รู้ว่าชะตาชีวิตในวันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร

.

เช้าวันรุ่งขึ้น

ฮวาหรงหลบอยู่หลังก้อนหินใหญ่อย่างเงียบเชียบ นางปล่อยผมลงปิดบังใบหน้าซึ่งทำบางอย่างที่เหมือนกับรอยแผลเป็นเอาไว้จึงทำให้นางดูไม่ต่างกับพวกผู้หญิงที่ถูกขัง

เช้าวันนี้โจรสลัดที่มีหน้าที่ดูแลนางถูกเรียกตัวไป ไม่รู่ว่าเรียกไปทำอะไร เดิมทีหน้าที่ของเขาคือจับตาดูนางไม่ให้คิดฆ่าตัวตาย หลายวันที่เฝ้านางมาพอเขาเห็นว่าฮวาหรงไม่มีทีท่าว่าจะฆ่าตัวตายและไม่มีทางหนีได้ก็เลยทำให้เขาวางใจมากขึ้น ดังนั้นนางจะไม่ยอมพลาดโอกาสนี้เป็นอันขาด

ฮวาหรงแอบย่องออกมาจากห้องเงียบๆ ในช่วงเวลานี้โจรสลัดส่วนใหญ่ยังนอนหลับใหล การรักษาความปลอดภัยจึงไม่ได้เข้มงวดนัก

พอเห็นพวกผู้หญิงที่โจรสลัดต้อนมาเดินด้วยท่าทางสะลืมสะลืออยู่เบื้องหน้า ฮวาหรงก็ค่อยๆ ย่องออกมาแล้วแทรกตัวไปอยู่ข้างหน้าผู้หญิงคนที่สาม

พวกนางไม่มีใครสนใจเลยว่ามีคนมาเกินมาหนึ่งคน โจรสลัดที่คุมหญิงเหล่านี้อยู่ก็ไม่ได้สังเกตเห็น ฮวาหรงมองระยะทางจากตำแหน่งที่ตนอยู่ไปยังเรือลำเล็กซึ่งห่างเพียงแค่สามจั้งด้วยความกังวล...

เรือลำนี้อาจเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตนางได้! มีเพียงอย่างเดียวที่นางรู้สึกเสียใจก็คือจะไม่ได้เจอกับเด็กน้อยอีก ตอนนี้ดูเหมือนว่าเขาถูกจับให้ไปทำงานอยู่ในครัวอีกแล้ว

สภาพอากาศวันนี้ไม่ดีนัก ท้องฟ้ามืดครึ้ม ไม่เหมาะที่จะออกเดินเรือ ฮวาหรงนึกถึงกลุ่มผู้หญิงที่กำลังถูกต้อนอยู่ สภาพอากาศเช่นนี้ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความบังเอิญหรือเป็นความจงใจของพวกโจรสลัดชั่ว แบบนี้แล้วโอกาสที่จะมีชีวิตรอดจะเหลืออยู่เท่าไรกัน ทว่านางก็ไม่ลังเลและไม่คิดจะถอยหลังกลับ ยังคงเดินรวมกับผู้หญิงพวกนั้นและมุ่งตรงไปข้างหน้า

ยามนี้คงไม่มีอุปวรรคใดๆ มาขวางนางอีกแล้ว พวกโจรสลัดที่กำลังต้อนกลุ่มผู้หญิงให้ขึ้นไปบนเรือลำเล็กก็มีท่าทางมึนเมา

ใกล้แล้ว... ใกล้จะถึงแล้ว... ฮวาหรงไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมาอีกเพราะกลัวว่าคนอื่นจะสังเกตเห็น ได้แต่เดินตามเงาของคนข้างหน้าด้วยท่าทางมึนงงเหมือนกับผู้หญิงคนอื่นๆ ทว่าภายในใจยิ่งกลับกังวลมากขึ้นเพราะไม่อาจเห็นสถานการณ์เบื้องหน้าได้ชัดเจน นางก็เลยได้แต่ภาวนาว่าขออย่าได้เจอกับฉินต้าหวางเป็นอันขาด

.

“พวกเจ้ากลับไปซะ”

ฉินต้าหวางสั่งโจรสลัดสองคนที่ยกหีบใบใหญ่มาให้ถึงในห้อง ทั้งสองจึงวางหีบลงแล้วถอยออกไป จากนั้นเขาก็หยุดยืนนิ่งด้วยท่าทางมึนงงครู่หนึ่ง พอรู้สึกว่าภายในห้องเงียบสงบผิดปกติ ชายหนุ่มจึงตะโกนเรียกเสียงดัง “สาวน้อย... สาวน้อย...”

โจรสลัดที่ทำหน้าที่เฝ้าประตูตกใจรีบวิ่งเข้ามา “ฮูหยินยังไม่ตื่นหรือขอรับ?”

เขาโบกมือไล่ โจรสลัดคนนั้นจึงถอยออกไป

ฉินต้าหวางเปิดหีบแล้วหยิบของออกมาสองสามชิ้นก่อนจะพูดเสียงดังอีกว่า “สาวน้อย ดูนี่สิ! ข้าเอาอะไรมาฝากเจ้า”

ไม่มีเสียงตอบรับ

เขารีบไปที่เตียงนอนก็พบว่าไม่มีใครอยู่...ฮวาหรงไม่ได้อยู่ในห้อง

ปกติแล้วนางจะตื่นนอนแต่เช้า คาดว่าน่าจะเดินอยู่แถวนี้ แต่ชายหนุ่มไม่สน เขารีบวิ่งออกไปข้างนอก ตะโกนเรียกเสียงดัง “ใครก็ได้เข้ามา! พวกเจ้ารีบออกไปตามหานาง หาเจอเมื่อไรรีบบอกให้นางมาพบข้า”

โจรสลัดที่กำลังสะลึมสะลือตื่นเต็มตาทันที เขาคิดว่าฮวาหรงอยู่ในห้องตลอด ตอนนี้เพิ่งเห็นท่าไม่ดีจึงรีบออกไปตามหาคนพร้อมกับภาวนาในใจว่าขอให้ตัวเองตามหานางเจอเร็วๆ

อารมณ์ฉินต้าหวางเริ่มขุ่นมัว เขาวางของในมือลงแล้วเดินออกไปข้างนอก

สถานที่ที่ฮวาหรงใช้สอนเด็กน้อยเขียนหนังสือไม่มีใครอยู่... เขาเดินไปตามหานางที่ชายหาดต่อเพราะเป็นที่ที่นางชอบแอบมายืนมองทะเลบนก้อนหินอยู่บ่อยๆ ทว่าที่นั่นก็ไม่มีคนอยู่เช่นกัน เมื่อมองไกลออกไปก็เห็นเพียงคนสวมเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งกำลังถูกต้อนให้ขึ้นไปบนเรือ เขาจึงไม่ได้สนใจ ทำเพียงเดินผ่านไป

ผู้หญิงกลุ่มนี้เดินช้าเสียจริง... ฮวาหรงเดินตามด้วยท่าทางร้อนใจอย่างยิ่ง ระยะทางห่างจากเรือเพียงแค่ไม่กี่ก้าวทว่านางก็ไม่กล้ากระโดดออกจากฝูงชนจึงได้แต่เดินตามขบวนไปเรื่อยๆ จู่ๆ ก็มีเสียงฝีเท้าหนักดังมาจากด้านหน้า ทว่าฮวาหรงไม่แม้แต่จะเงยหน้ามองกลับได้ยินเสียงหนึ่งดังขึ้นมา

“ท่านหัวหน้า”

ทันทีที่ได้ยินคำนี้ สองขาของนางก็สั่นอย่างไม่อาจควบคุม จากนั้นก็เป็นเสียงของฉินต้าหวางแต่เขากลับไม่ได้เดินมาทางนี้

จิตใจของนางพลันฮึกเหิมขึ้นมาอีกครั้ง เจ้าปีศาจชั่วไม่ได้สังเกตเห็นรอยเท้านาง ขอแค่นางไม่ลุกลี้ลุกลนก็จะสามารถหนีออกไปจากที่นี่ได้

ในที่สุดนางก็เดินมาถึงเรือ

คนที่ไล่ต้อนตะโกนออกมาว่า “พวกเจ้ารีบไสหัวขึ้นไปได้แล้ว!”

ฮวาหรงได้ยินเช่นนี้ก็รีบก้าวขึ้นไปบนเรือ ในใจทั้งหวาดกลัวทั้งดีใจแต่ก็ยังไม่อาจสบายใจได้เสียทีเดียวเพราะกลัวว่าสุดท้ายแล้วแผนจะล้มเหลว

ในบรรดาผู้หญิงกลุ่มนี้ไม่มีใครสักคนที่สามารถบังคับเรือได้ ฮวาหรงเองก็พอจะพายได้กอปรกับนางเคยเตรียมความพร้อมสำหรับการหลบหนีบนเกาะ เคยหาวิธีหลบหนีทางทะเลกับเด็กน้อยอยู่หลายครั้ง แต่ก็ยังไม่กล้าเสนอตัวเองเพราะกลัวฉินต้าหวางจะสังเกตเห็น

.

อากาศวันนี้ไม่ดีนัก

ทิศทางลมก็ไม่ดี มีคลื่นซัดเข้ามาอย่างแรงจนเกือบทำให้เรือเล็กลำนั้นพลิกคว่ำ พวกผู้หญิงพากันกรีดร้องอย่างตกใจ

นางไม่มีทางกลับไปอยู่ในเงื้อมมือของฉินต้าหวางอีกแล้ว ฮวาหรงทำจิตใจให้แน่วแน่แล้วลุกขึ้นสู้ พยายามควบคุมเรือไม้ลำนี้ ไม่อย่างนั้นหากมันพลิกคว่ำขึ้นมาก็อาจจะทำให้คนตกลงไปในทะเล ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ไม่รู้ว่าโจรสลัดที่สติฟั่นเฟือนกลุ่มนี้จะมาช่วยหรือไม่?

ในขณะเดียวกันฉินต้าหวางพยายามหาเท่าไรก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของฮวาหรง โจรสลัดเจ็ดแปดคนวิ่งหอบหายใจเข้ามา พวกเขาต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าหาฮวาหรงไม่เจอ

ในใจของเขาเริ่มรู้สึกหวาดกลัว จู่ๆ เขาก็คิดถึงเรือไม้ที่เพิ่งปล่อยออกไปได้ ในเวลานี้มันคงลอยออกไปไกลแล้ว สภาพอากาศที่เลวร้ายและทิศทางลมก็ไม่ดี เรือเล็กที่ลอยอยู่ในทะเลใหญ่ที่มีสภาวะเช่นนี้จึงเหมือนจะจมลงได้ทุกเมื่อ

“ไม่ได้การแล้ว รีบตามไปเร็วเข้า!”

เขาตะโกนเสียงดัง ตัดสินใจวิ่งไปที่เรือรบขนาดเล็กที่อยู่ใกล้ๆ โดยมีโจรสลัดสิบกว่าคนกระโดดขึ้นเรือตามมา จากนั้นเรือรบก็พุ่งตามเรือเล็กลำนั้นไปอย่างรวดเร็ว

กระแสลมพัดแรงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เรือโคลงไปมา พวกผู้หญิงพากันอาเจียนออกมาไม่หยุดแล้วก็ไม่ได้ทำอะไรอีกนอกจากส่งเสียงกรีดร้อง เหลือเพียงฮวาหรงที่ยังมีสติ แต่ลำพังนางคนเดียวไม่อาจควบคุมทิศทางของเรือได้ เรือสั่นสะเทือนตลอดเวลาเพราะคลื่นซัดหนำซ้ำยังมีน้ำทะเลทะลักเข้ามาอีก ไม่นานเสียงกรีดร้องที่น่าสงสารก็ดังขึ้น มีหลายคนได้ตกลงไปในทะเลแล้ว

ฮวาหรงจับกราบเรือไว้สุดชีวิต ทันใดนั้นก็มีเสียงหนึ่งดังแทรกเข้ามา นางหันไปมองก็พบว่าเป็นฉินต้าหวางที่กำลังแล่นเรือตามมา

ความสิ้นหวังและความหวาดกลัวทำให้นางปล่อยมือออกจากกราบเรือในจังหวะที่มีคลื่นซัดเข้ามาอีกระลอกหนึ่งพอดี ร่างของนางพลันตกลงไปในทะเล น้ำทะเลไหลทะลักเข้ามาในปาก

“สาวน้อย!”

ฉินต้าหวางส่งเสียงคำรามดังลั่น ในที่สุดฮวาหรงก็ถูกดึงขึ้นมาบนเรือได้ทันก่อนที่จะจมลงไปใต้ทะเล

.

บนชายหาด

ท้องฟ้ามืดครึ้มราวกับฝนใกล้จะตก นกทะเลสีเทากลุ่มหนึ่งส่งเสียงดังคล้ายเสียงร่ำไห้ เมฆดำจับตัวกันเป็นก้อนใหญ่พาให้คนรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง

ฮวาหรงถูกยกเท้าขึ้นกระทั่งอาเจียนออกมาเป็นน้ำจำนวนมากก่อนจะถูกวางไว้บนชายหาดตามเดิมเหมือนกับปลาที่เพิ่งตาย

นางรู้ว่าตนเองยังไม่ตาย เมื่อลืมตาขึ้นสิ่งแรกที่มองเห็นคืออากาศที่มืดครึ้มอย่างน่ากลัว นางไม่เห็นโจรสลัดคนอื่นนอกจากฉินต้าหวาง เขายืนนิ่งราวกับเสาเหล็ก มองไม่ออกว่าตอนนี้กำลังคิดอะไรอยู่ เพราะเช่นนี้จึงทำให้นางรู้สึกกลัวยิ่งกว่าเดิม

ทว่าครั้งนี้ความกลัวกลับทำให้นางรู้สึกเฉยเมยและด้านชา นางหลับตาลงอย่างอ่อนเพลีย ไม่ขยับเขยื้อนและไม่คิดจะหนี ไม่ว่าจะเจอกับเรื่องร้ายอะไรนางก็เตรียมใจยอมรับมันไว้แล้ว

ร่างกายอ่อนแรงถูกมือหนาดึงจนได้ยินเสียงเสื้อผ้าด้านหลังฉีกขาด นางถูกหิ้วขึ้นมาเหมือนกับปลาที่ตายไปแล้ว

 -------------------------------------------------------