ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

แฟนฉันเป็นจิ๋นซีฮ่องเต้

ผู้แต่ง Yong Sui Piao Ling
ผู้แปล ้hongsamut
ประเภท นิยายจีนโบราณ
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
ร้านค้าออนไลน์ แบบเล่ม

เหนือความซวย ยังมีรักวุ่น ๆ จากสุดยอดเซียนสาวที่เก่งแต่เรื่องซวยกับผีดิบฮ่องเต้หน้านิ่งที่ไม่ยอมไปผุดไปเกิด!

บทนำ

เพราะดวงซวยเป็นเหตุ เธอเลยต้องพึ่งพาเขา!

ใครจะไปรู้ว่าวันหนึ่ง สวรรค์จะเขี่ย ‘เทพวิบัติ’ อย่างเธอทิ้งด้วยวิธีที่หน้าด้านที่สุด

เทพแห่งความซวยที่ไปไหนก็มีแต่เรื่องเลวร้ายอย่าง ‘จ้าวเซวียน’ เลยต้องติดแหง็กอยู่บนโลกมนุษย์

ระหกระเหินจนเหนื่อย ไม่มีเพื่อน ไม่มีใครคบ แต่ยังต้องกินข้าว!

เธอจึงนำจุดเด่นของตัวเองมาเปิดกิจการร้านค้าเสียเลย

นั่นก็คือ... เปิดร้านขายโลงศพและรับจ้างปราบปีศาจ

 

เพราะอยู่เหนือความซวยทั้งหลาย เขาเลยโดนเธอปลุก

เขาคืออิ๋งเจิ้น จิ๋นซีฮ่องเต้ โอรสสวรรค์ผู้เป็นตำนานอันยิ่งใหญ่ของมนุษย์

ถูกเซียนกระจอกองค์หนึ่งปลุกขึ้นมาในสภาพผีดิบ ด้วยเหตุผลแค่...

พลังมังกรเยอะดี!

พอตื่นแล้วจะกลับไปนอนต่อก็ทำไม่ได้ ก็เลยต้องช่วยเธอทำมาหากิน

ลำพังหาเลี้ยงสองปากท้องยังไม่เท่าไหร่

นังตัวซวยยังกล้าเก็บเด็ก เก็บตัวประหลาดมาเลี้ยงอีกตั้งเยอะแยะ

เขาล่ะเพลีย...

 

ชีวิตวุ่น ๆ ของเซียนที่เก่งแต่เรื่องซวยกับผีดิบหน้านิ่งที่ไม่ยอมไปผุดไปเกิดจึงเริ่มต้นขึ้น

สารบัญ

1.ทำไมยังดูอายุน้อยอยู่เลย!

               สถานที่ตั้งของตำบลหลงอวิ๋นนั้นอยู่ใจกลางหุบเขาใหญ่

               บริเวณโดยรอบโอบล้อมไปด้วยทัศนียภาพงดงามดุจภาพวาด

               ในตรอกเล็กๆ ปลายสุดของตัวตำบลมีร้านขายโลงศพธรรมดาๆ แห่งหนึ่งตั้งอยู่ แม้ทำเลของร้านจะไม่ดีเพราะตั้งอยู่ห่างไกล แต่กลับมีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในตำบล

               บริเวณด้านหลังของร้านมีบ้านสวนเล็กๆ ล้อมด้วยกำแพงอิฐสีแดงทั้งสี่ด้าน ส่วนกลางสวนปล่อยเปิดโล่งทำให้เห็นท้องฟ้าได้อย่างชัดเจน ยิ่งส่งผลให้บ้านสวนธรรมดาแห่งนี้ดูสวยงามโดดเด่นไปอีกแบบ

               ภายในสวนของบ้านมีต้นไม้เขียวชอุ่มขึ้นเรียงรายแน่นขนัด ทว่าใจกลางสวนกลับมีโลงศพที่ยังทำไม่เสร็จตั้งอยู่ เสริมให้สวนที่เงียบสงบแห่งนี้ดูลึกลับน่าค้นหายิ่งขึ้น

               หญิงสาวหน้าตาสะสวย ดวงตาเป็นประกาย คิ้วเรียวโก่ง ยืนถือถังไม้บรรจุสีเคลือบ เธอบรรจงลงมือทาสีลงบนโลงศพด้วยความตั้งใจ

               นิ้วมือขาวเรียวงามจับแปรงสีฉวัดเฉวียน ลงลายวาดทั้งหนักหน่วงและแน่วแน่ลงบนตัวโลง

               เธอก็คือเจ้าของร้านขายโลง...จ้าวเซวียน!

               จ้าวเซวียนพิถีพิถันต่อโลงศพใบนี้มาก เริ่มตั้งแต่การคัดเลือกวัสดุจนกระทั่งกระบวนการผลิต เธอล้วนเป็นคนลงมือทำเองทุกขั้นตอน

               โลงใบนี้ถูกจัดเตรียมเอาไว้สำหรับครูใหญ่อาวุโสของโรงเรียนประถมประจำตำบล เนื่องจากท่านได้คอยอบรมสั่งสอนศิษย์มาร่วมสามรุ่น ถือเป็นผู้มีคุณงามความดีติดตัวเพียงคนเดียวที่เคยพบเห็นในรอบร้อยปี ดังนั้นเธอจึงตั้งใจพิถีพิถันในการทำโลงนี้เป็นพิเศษ

               “เถ้าแก่จ้าวอยู่บ้านหรือเปล่า?” เสียงแหบแห้งเจือความเจ็บปวดดังขึ้นมาจากหน้าร้าน

               มือที่ถือแปรงสีของจ้าวเซวียนพลันชะงัก ความไม่พอใจปรากฏขึ้นในแววตา เธอวางอุปกรณ์ในมือลงแล้วสาวเท้ายาวๆ เดินไปยังหน้าร้าน

               ยามนี้บนท้องถนนมีผู้คนเดินขวักไขว่อย่างรีบร้อนท่ามกลางสายฝนโปรยปราย ชายหนุ่มอายุราวยี่สิบกว่าปีผู้หนึ่งยืนอยู่ตรงหน้าร้านพลางชะเง้อคอยาวๆ มองเข้ามาด้านในด้วยความร้อนใจ

               “มาแล้ว!” จ้าวเซวียนก้าวเท้าออกมาจากประตูหลังร้าน

               เมื่อชายหนุ่มเห็นเถ้าแก่หญิงปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าก็เผลอแสดงท่าทางแปลกใจออกมา นี่คือเถ้าแก่จ้าวที่ร่ำลือกันว่าเก่งกาจมากในตำบลงั้นหรือ?

               ทำไมยังดูอายุน้อยอยู่เลย!

               ยิ่งครุ่นคิดยิ่งบังเกิดความสงสัย หญิงสาวหน้าตาสวยงามเช่นนี้ทำไมจึงมาเปิดร้านขายโลงศพได้?

               “สินค้าอยู่ที่นี่หมดแล้ว คุณพอใจอันไหนก็เลือกเอาเลย!”จ้าวเซวียนแสดงความไม่พอใจผ่านทางน้ำเสียง

               ได้ยินดังนั้นชายหนุ่มก็รีบตั้งสติ ความโศกเศร้าฉายออกมาบนใบหน้าอีกครั้ง “เถ้าแก่ช่วยแนะนำหน่อยเถอะ”

               “ในร้านมีสินค้าอยู่แค่สองแบบเท่านั้น แบบแรกเป็นไม้ประดู่ ส่วนแบบที่สองเป็นไม้สน สองแบบนี้ราคาและคุณภาพไม่แตกต่างกันมาก แต่ไม้ประดู่ค่อนข้างทนต่อการผุกร่อน ราคาจึงสูงกว่าไม้สนประมาณร้อยสองร้อย คุณก็เลือกเอาแล้วกันว่าชอบแบบไหน”

               พอจ้าวเซวียนเห็นว่าเขาพูดด้วยง่าย สีหน้าเบื่อหน่ายรำคาญจึงค่อยๆ จางหายไป เหลือเพียงความกระตือรือร้นในการขายโลงศพ

               “งั้นเอาไม้ประดู่แล้วกัน” ชายหนุ่มไม่ใช้เวลาพิจารณามากก็เลือกเอาไม้ประดู่ที่ทนต่อการผุกร่อน

               ถือเป็นเรื่องธรรมดาที่คนมาซื้อโลงศพส่วนใหญ่จะเลือกโลงไม้ประดู่ตามคำแนะนำของเธอ

               “ได้ แล้วคุณจะเอาเมื่อไรล่ะ?” หลังจากตกลงกันเรียบร้อยจ้าวเซวียนก็เผยรอยยิ้มหวาน เสริมให้ใบหน้าสวยมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที

               “วันพรุ่งนี้ก็แล้วกัน”

               จ้าวเซวียนเดินไปหลังเคาน์เตอร์แล้วสะบัดเอวคอดขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้สูงด้านหลัง เธอหยิบสมุดกับปากกาออกมาจากลิ้นชักแล้วยื่นส่งให้เขา “เขียนที่อยู่ของคุณไว้ พรุ่งนี้ฉันจะไปส่งสินค้าให้”

               ยุคสมัยนี้นับวันการค้าขายก็ยิ่งลำบาก ดังนั้นการขนส่งสินค้าถึงบ้านผู้ซื้อจึงถือเป็นบริการหลังการขายที่ขาดไม่ได้เลย การค้าขายโลงศพก็เช่นเดียวกัน

               ชายหนุ่มรับปากกามาเขียนที่อยู่พร้อมเบอร์โทรที่บ้าน

               หลังจากทิ้งที่อยู่ไว้แล้วก็เหมือนกับเขานึกบางอย่างขึ้นได้จึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงลังเลเล็กน้อย “เถ้าแก่จ้าว พรุ่งนี้ช่วยเลือกที่ทางให้ด้วยเถอะ แต่ขอราคาที่พอจะคุยกันได้หน่อยนะ”

               แม้รู้ว่าตนเองค่อนข้างจะรีบร้อนอยู่สักหน่อย แต่ก็จำเป็นต้องเอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากเธออยู่ดี

               คนในตำบลต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเถ้าแก่จ้าวเป็นคนมีความสามารถ แม้จะเพิ่งมาเปิดร้านได้เพียงแค่สองปีเท่านั้น ทว่าร้านของเธอกลับมีชื่อเสียงโด่งดังไปไกล

               มีเรื่องเล่าขานกันว่าโรงเรียนประถมประจำตำบลหลงอวิ๋นเคยเป็นแดนประหารมาก่อน เนื่องจากช่วงหลังการปฏิวัติปลดปล่อย พื้นที่ตรงนั้นก็มักจะเกิดอุบัติเหตุอยู่บ่อยครั้ง ทำให้คนในตำบลต่างพากันหวาดกลัว จนกระทั่งมีคนแนะนำให้สร้างโรงเรียนเพื่อกดทับของข้างในแดนประหาร หลังจากโรงเรียนสร้างเสร็จแล้วเรื่องราวน่ากลัวเหล่านั้นก็เงียบสงบไปหลายปี แต่จู่ๆ เมื่อสองปีก่อนก็เริ่มเกิดความไม่สงบสุขขึ้นอีกครั้ง และมีแนวโน้มจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ยิ่งกว่าเดิม เพียงแค่นักเรียนกระโดดเล่นกันระหว่างพักคาบก็ยังส่งผลร้ายแรงถึงขั้นพิการได้ โดยเฉพาะในช่วงสามเดือนหลังๆ เกิดเรื่องราวเลวร้ายติดต่อกันถึงเจ็ดรายเลยทีเดียว

               แม้แต่ทางโรงเรียนก็จนปัญญาแก้ไข กระทั่งมีคนไปเจอเถ้าแก่จ้าว

               เถ้าแก่สาวคนนี้ไม่ได้ใช้แท่นบูชาทำพิธีปราบผีแต่อย่างใด เธอเพียงเดินวนสำรวจในโรงเรียนสองรอบ พร้อมทั้งชี้ไม้ชี้มือไปทางโน้นทีทางนี้ทีก่อนจะบอกกับทุกคนว่า ‘หมดเรื่องแล้ว’

               นับจากนั้นมาโรงเรียนก็ไม่เกิดเรื่องเลวร้ายขึ้นอีกเลย พอจบเรื่องเถ้าแก่หญิงสกุลจ้าวก็เริ่มตั้งรกรากอยู่ที่ตำบลหลงอวิ๋นพร้อมกับเปิดร้านขายโลงศพแห่งนี้

               เรื่องนี้ลือกันไปทั่วตำบลอยู่พักหนึ่ง หลังจากนั้นเวลาคนในตำบลเกิดเรื่องอะไรที่บ้านก็จะพากันมาขอความช่วยเหลือจากเธอ

               “ได้!” จ้าวเซวียนเก็บกระดาษปากกา แอบดีใจที่กำลังจะมีเงินเข้าบัญชีเพิ่มอีกหนึ่งก้อน

               สองปีมานี้ธุรกิจโลงศพเริ่มซบเซา เดือนที่ผ่านมาเธอยังขายไม่ได้เลยสักโลง เนื่องด้วยช่วงนี้รัฐบาลประชาสัมพันธ์ให้ใช้วิธีเผาทำให้คนที่มาซื้อโลงศพยิ่งน้อยลงไปอีก จ้าวเซวียนจึงเริ่มคิดจะเปลี่ยนกิจการหันมาขายกล่องบรรจุอัฐิแทน

               คงเพราะจะได้เงินเข้าบัญชี จ้าวเซวียนจึงพินิจดูชายหนุ่มตรงหน้าสักหน่อย เพียงแวบเดียวเธอก็รู้ว่าคนที่เสียชีวิตคือพ่อของเขา อายุยังน้อยแต่กลับเสียชีวิต คงเกิดอุบัติเหตุทางจราจรเป็นแน่

               ทว่าพ่อของเขาก็ถือว่าได้รับผลแห่งกรรมแล้ว เนื่องด้วยชาติก่อนได้ติดหนี้ไว้ไม่ยอมจ่าย ทำให้เจ้าหนี้ไล่ตามมาทวงถึงชาตินี้

               แต่คนสมัยนี้กลับไม่ค่อยเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม ไม่มีความหวาดกลัวสักนิด พวกเขาไม่เคยรู้เลยว่าบางเรื่องแม้ยังไม่เกิด แต่ใช่ว่าจะไม่พบเจอ เพียงยังไม่ถึงเวลาก็เท่านั้น

               อาจเป็นเพราะชายหนุ่มตัดสินใจซื้อโลงศพแบบไม่คิดมาก เธอจึงกล่าวชี้แนะลอยๆ ก่อนเขาจะออกจากร้านไป “คุณก็พยายามตัดใจเถอะ พอหมดหนี้แล้วก็เบาตัว หนี้ของพ่อคุณใช้หมดแล้ว ชาติหน้าเขาย่อมสบายแน่นอน”

               ชายหนุ่มหยุดชะงัก หันกลับมามองจ้าวเซวียนด้วยสีหน้าประหลาดใจ “ขอให้เป็นจริงตามที่คุณว่าเถอะ หวังว่าชาติหน้าเขาจะสบายได้จริงๆ”

               เมื่อพูดจบชายหนุ่มก็เดินออกจากร้านขายโลงไปอย่างรีบร้อน

               คำเล่าลือในตำบลคงจะเป็นจริงอยู่ไม่น้อย เถ้าแก่จ้าวคนนี้เก่งจริงๆ เสียด้วย เขาเข้าไปในร้านโดยยังไม่ทันได้บอกว่าคนที่เสียชีวิตคือใคร นึกไม่ถึงว่าเธอจะทายได้ถูกต้องทุกอย่าง

               มีคำกล่าวไว้ว่า ‘คนตายแล้วสิ้นหนี้’ ไม่ว่าพ่อของเขาจะเคยทำความชั่วอะไรเอาไว้ ในเมื่อเถ้าแก่จ้าวบอกว่าชาติหน้าท่านจะสบาย ดังนั้นเขาจะคิดเสียว่าชาตินี้ท่านได้ชดใช้หนี้กรรมไปหมดแล้ว

               ชายหนุ่มกำลังตรึกตรองคำพูดของเถ้าแก่จ้าวอยู่ในใจ แต่พอก้าวเท้าออกจากร้านมาได้เพียงสองก้าว เขาก็ลื่นล้มลงกับพื้น เมื่อ
พยุงตัวลุกขึ้นได้จึงก้มสำรวจดูขาและพื้นที่หกล้มพลางเกิดความสงสัย ‘เมื่อกี้เขาเดินมาดีๆ ไม่ได้เตะอะไรสักหน่อย ทำไมถึงหกล้มได้?’

               จ้าวเซวียนเห็นชายหนุ่มหกล้มอยู่หน้าร้านจึงแสดงสีหน้าตกใจเล็กน้อยพร้อมกะพริบตาปริบๆ ราวกับเธอไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ...

               เธอไม่มีทางยอมรับเด็ดขาดว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเพราะตนเอง!

 

               เมื่อชายหนุ่มที่มาซื้อโลงศพกลับไปแล้ว

               จ้าวเซวียนก็เชิดหน้าเดินฮัมเพลงที่กำลังฮิตเข้าไปหลังบ้าน เตรียมจัดการเคลือบสีโลงศพที่ยังทำค้างต่อให้เสร็จ

               แต่เธอเพิ่งจะยกถังสีขึ้น เสียงโทรศัพท์ในร้านก็ดังตู๊ด...ตู๊ด...

               โดนขัดจังหวะอีกแล้ว คราวนี้หน้าผากขาวเนียนเริ่มย่นเล็กน้อยด้วยความไม่พอใจ “จะไม่ให้ทำงานทำการกันเลยหรือไง!”

               จ้าวเซวียนวางเครื่องมือลงแล้วเดินกลับเข้าไปในร้านด้วยสีหน้าท่าทางไม่พอใจ

               “ฮัลโหล นั่นใคร?” จ้าวเซวียนตะคอกใส่โทรศัพท์ด้วยน้ำเสียงเจือความโมโห

               “เถ้าแก่...จ้าวใช่ไหม? ที่ร้าน...รับทำโลงศพใช่หรือเปล่า?”อีกฝั่งหนึ่งส่งเสียงกระด้างเนิบช้า

               “ไม่ทำ!”

               จ้าวเซวียนหรี่ตาลง มือที่จับโทรศัพท์เลื่อนห่างออกไป เตรียมจะวางสาย

               “เถ้าแก่จ้าวอย่าเพิ่งวางสาย ผมตั้งใจจะสั่งทำโลงด้วย ตอนนี้โลงศพของผมชำรุดแล้ว อยากจะเปลี่ยนใหม่ด่วน ผมใช้...” เสียงฝั่งตรงข้ามยังคงเนิบๆ แต่ก็ดูรีบร้อนขึ้นมาก

               จ้าวเซวียนเลิกคิ้วตาขวาง ไม่รอให้อีกฝ่ายพูดจบชิงตัดสายไปเสียก่อน เหมือนยังรู้สึกไม่หนำใจ หญิงสาวจึงดึงสายโทรศัพท์ทิ้งเสียเลย!

2.ที่นั่นก็มีแต่เรื่อง!

               เธอจ้องดูโทรศัพท์ ดวงตาเรียวลุกโชนเป็นไฟ เผยสีหน้าไม่พอใจ

               คิดว่าใครก็สามารถสั่งทำโลงศพกับเธอได้งั้นเหรอ คงไม่อยากจะอยู่แล้วมั้ง วอนหาเรื่องตายอีกครั้งสินะ!

               ไม่ใช่ว่าใครๆ ก็สามารถนอนในโลงศพที่เธอทำได้ หากคนไม่มีบุญเข้าไปนอนแล้วละก็ อย่าหวังเลยว่าจะได้ไปดี

               ไอ้ชาติชั่วคนไหนที่กล้าเอาเบอร์โทรร้านไปป่าวประกาศช่วงนี้เธอต้องมารับโทรศัพท์ของพวกอมนุษย์ตั้งหลายสาย อย่าให้จับตัวได้แล้วกัน ไม่เช่นนั้นมันได้เละคาไม้กวาดของเธอแน่ คราวนี้จะได้รู้ถึงความร้ายกาจของเธอเสียที!

               จ้าวเซวียนส่งเสียงฮึด้วยความโมโห เดินกลับไปหลังบ้านเพื่อหยิบแปรงสีเริ่มทำงานต่ออีกครั้ง

 

               จ้าวเซวียนไม่ใช่คนธรรมดา

               ไม่ใช่สิ...หากพูดให้ถูกต้อง เธอไม่ใช่คนด้วยซ้ำ

               คำพูดประโยคนี้แม้จะฟังดูพิกลแต่มันคือเรื่องจริง เธอไม่ใช่คนแต่คือเซียน! หากไม่ใช่เพราะโดนกลั่นแกล้ง คงไม่ต้องลงมาอยู่ในโลกมนุษย์แล้วเปิดร้านขายโลงศพเลี้ยงตัวเองหรอก

               เมื่อหลายร้อยปีก่อน เกิดเหตุการณ์หลิวป๋อเวินเชือดมังกร เธอจึงถูกเง็กเซียนฮ่องเต้ส่งลงมาโลกมนุษย์เพื่อสืบเรื่องนี้ ทว่าพอลงมาแล้วไม่สามารถกลับขึ้นสวรรค์ได้อีก

               สาเหตุก็เพราะว่าบันไดสวรรค์ขาดทำให้ไม่มีวิธีจะกลับคืนสู่สวรรค์อีกครั้ง

               พอพูดถึงเรื่องนี้ทีไร ตัวเธอเองก็ยังอดสงสัยไม่ได้ว่ามันเป็นความจริงหรือไม่!

               จ้าวเซวียนย้อนนึกถึงช่วงเวลาที่ยังเป็นเซียน เธอไม่เคยได้สัมผัสความสุขในช่วงเวลาเหล่านั้นเลย

               ตอนอยู่บนสวรรค์ เธอประจำอยู่ในตำแหน่งเทพดวงดาว ดูแลเรื่องดวงซวยบนโลกมนุษย์ จนกระทั่งมีสมญานามที่กระฉ่อนมากว่า...เทพวิบัติ

               จริงๆ แล้วเรื่องที่ต้องผิดใจกับคนอื่นแบบนี้ จ้าวเซวียนก็ไม่อยากจะทำหรอก แต่ใครใช้ให้เธอเป็นเทพวิบัติกันเล่า ถ้าเธอไม่เป็นแล้วใครจะเป็น?

               จ้าวเซวียนบำเพ็ญตนอยู่นานหลายร้อยปีจนพลังเพิ่มขึ้นสูงมาก และอาจเป็นเพราะเธอสั่งสมความคับแค้นใจไว้จนลึก เมื่อสำแดงเดชออกมาจึงมีคุณลักษณะประหลาดที่แม้แต่เง็กเซียนฮ่องเต้ก็ยังควบคุมไม่อยู่

               พอพลังของเธอปรากฏออกมา สวรรค์ก็เกิดความโกลาหลอลหม่าน!

               ผลที่ตามมาก็ดูได้จากตำนานนางฟ้าทั้งเจ็ด ไซอิ๋ว หรือครอบครัวเอ้อหลังเสิน*

               กระทั่งลิงในเรื่องไซอิ๋วที่อาละวาดสวรรค์ เง็กเซียนฮ่องเต้ก็หมายหัวจ้าวเซวียนด้วย กล่าวโทษว่าเป็นเพราะพลังของเธอทำให้สวรรค์ถูกลิงที่ไม่รู้จักยำเกรงต่อสิ่งใดอาละวาดหนัก

               การเป็นแพะรับบาปแบบนี้ไม่ใช่เรื่องที่ดีเลย เห็นอยู่ชัดๆ ว่าเป็นเพราะพวกเทพเซียนทั้งหลายยึดถือความคิดของตนเองว่าเจ๋งดีเลิศกว่าลิงจึงได้ดูแคลนลิงที่เกิดจากหิน ยุยงให้เง็กเซียนฮ่องเต้จัดตำแหน่งคนเลี้ยงม้าให้กับเขา เท่านั้นยังไม่พอ...เมื่อเห็นหงอคงตั้งตนเป็นเทพจึงเรียกกลับมาแล้วส่งไปดูแลสวนท้อ

               ...แต่การให้ลิงไปดูแลสวนท้อก็ยิ่งเห็นชัดเจนว่ากำลังสร้างกับดักล่อคนอื่นไม่ใช่เหรอ?

               วางกับดักแต่ไม่โดนลิง ซ้ำยังดักเอาตัวเองเข้าไปติดแทนพอจบเรื่องก็โยนความผิดมาให้เธอ?

               เง็กเซียนฮ่องเต้เล่นไม่ซื่อ โยนเอาความผิดทุกอย่างมาให้เธอ แถมยังบอกว่าเป็นเพราะความซวยของเธอสูงทะลุฟ้า เป็นเหตุให้สวรรค์ต้องโกลาหลอลหม่าน

               ใครๆ ก็ว่าเป็นเทพเป็นเซียนน่ะดี หลุดพ้นจากโลกมนุษย์และสบาย แต่จ้าวเซวียนกลับคิดว่าการที่เธอเป็นเทพเซียนนั้นแย่ยิ่งกว่าเป็นคนบนโลกมนุษย์เสียอีก เป็นเซียนดีตายล่ะ วันๆ ได้แต่แบกรับความผิดของคนอื่น!

               สุดท้ายลิงหงอคงอาละวาดสวรรค์จนเอาไม่อยู่ คราวนี้ไม่ใช่แค่เง็กเซียนฮ่องเต้เท่านั้นที่โยนความผิดให้เธอ กระทั่งเทพเซียนอาวุโสที่พลอยซวยไปด้วยยังโยนทุกอย่างให้เธอเป็นคนแบกรับ!

               จากนั้นเทพเซียนทั้งหลายต่างพากันหลบเลี่ยงเธอไกลสามฟุต เหมือนอยากจะตัดเป็นตัดตายให้รู้แล้วรู้รอด สุดท้ายเทพผู้เฒ่าฉลาดแกมโกงผู้หนึ่งก็เสนอกับเง็กเซียนฮ่องเต้ให้ส่งเธอลงมาตรวจสอบเรื่องมังกรถูกฟันบนโลกมนุษย์

               ทว่าเธอเพิ่งก้าวขาออกจากประตูสวรรค์ได้เพียงก้าวเดียว บันไดสวรรค์ด้านหลังก็ขาดสะบั้นลงทันที!

               นี่หมายความว่าพวกเขาตัดทางของเธอ ไล่เธอออกจากสวรรค์กันหน้าด้านๆ งั้นเหรอ?

               เทพเซียนเหล่านี้ช่างมีอุบายเยอะไปเสียแล้ว แน่จริงก็มาสู้อย่างโจ่งแจ้งเลยสักตั้ง ใช้วิธีแทงข้างหลังแบบนี้เก่งเสียที่ไหน?

               ฮึ...อย่านึกว่าเธอไม่รู้ คงกลัวความซวยของเธอจะมีผลกระทบถึงตัวเองล่ะสิ ถึงได้พากันคิดหาวิธีไล่เธอออกจากสวรรค์

               บันไดขาดไปได้ไม่นานเท่าไร ยุคธรรมตอนปลายก็มาถึงพลังวิเศษในโลกมนุษย์เบาบางมากจนเธอไม่สามารถจะฝึกบำเพ็ญเพียรได้ เนื่องจากการบำเพ็ญเพียรของเทพเซียนระดับทองอย่างเธอ หากดูดซับพลังที่มีอยู่น้อยนิดเหล่านี้ก็คงไม่พอถึงสองปีเลยด้วยซ้ำ

               จ้าวเซวียนเริ่มหมดสนุก อาจเป็นเพราะเธอเดินไปที่ไหน ที่นั่นก็มีแต่เรื่อง!

               จ้าวเซวียนไม่อาจทำร้ายมนุษย์ธรรมดาที่ไร้ซึ่งความผิด ดังนั้นเธอจึงหอบข้าวของ หาที่สงบๆ เพื่อนอนหลับ

               ถึงแม้จ้าวเซวียนจะเป็นเพียงเซียนตัวน้อยๆ บนสวรรค์ แต่ก็ไม่สามารถปฏิเสธความจริงที่ว่าเธอเป็นเทพเซียนได้ เรื่องนอนหลับถือเป็นเรื่องใหญ่จึงต้องเสาะแสวงหาสถานที่ให้เหมาะสมกับฐานะ ทว่าเมื่อหาไปหามา สุดท้ายก็เจอสถานที่ที่มีมังกรแห่งสุดท้ายในโลกมนุษย์นั่นก็คือ...สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้!

               หลิวป๋อเวินเชือดมังกร ทว่ามังกรที่เขาเชือดก็เป็นเพียงแค่มังกรของฮ่องเต้บนโลกมนุษย์ ไม่ใช่มังกรของสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ในฐานะที่จิ๋นซีฮ่องเต้เป็นฮ่องเต้องค์แรกของโลกมนุษย์ มังกรของเขาใช่ว่านักพรตธรรมดาๆ บนโลกจะสามารถเชือดได้ง่าย

               จ้าวเซวียนนอนหลับอยู่ในสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้เป็นเวลาหลายร้อยปีจนกระทั่งได้ยินเสียงประหลาดดังขึ้น เธอจึงตื่นขึ้นมาจากการหลับใหลอันยาวนาน ก่อนจะพบว่าท่านอนของตนไม่ถูกต้อง!

               ข้างเตียงของเธอมีชายผู้หนึ่งยืนอยู่!

               ไม่ผิด! เป็นผู้ชาย! อีกทั้งยังมีท่าทางเย็นชา แต่งกายด้วยชุดเสื้อผ้าของฮ่องเต้เสียด้วย

               จ้าวเซวียนพ่นลมหายใจออกมา ลืมตาขึ้นเล็กน้อย พินิจชายที่ยืนอยู่ข้างเตียงอย่างละเอียด

               “เจ้า...เป็น...ใคร...” ดวงตาเรียวยาวของชายผู้นั้นจ้องมองมาที่เธอดั่งสายตาของฮ่องเต้ที่ทอดมองแผ่นดิน น้ำเสียงของเขาแหบแห้ง เหมือนไม่ได้พูดมาเป็นเวลานาน

               จ้าวเซวียนจ้องกลับ ขบคิดเพียงครู่จึงกล่าว “ท่านคือฮ่องเต้องค์แรก อิ๋งเจิ้ง”

               น้ำเสียงที่เอ่ยบ่งบอกถึงความมั่นใจ

               หากชายคนนี้ไม่ใช่จิ๋นซีฮ่องเต้อิ๋งเจิ้ง แล้วจะเป็นใครกัน!

               เมื่อหลายร้อยปีก่อน เธอเลือกสุสานของเขาเป็นสถานที่สำหรับนอนหลับพักผ่อน ตอนนั้นยังคิดอยู่เลยว่าร่างกายของอิ๋งเจิ้งช่างอยู่ในสภาพดีเหลือเกิน ร่องรอยการผุกร่อนก็ไม่มีเลยสักนิด แต่ใครจะคิดว่าคนตายจะฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้ แถมยังดูหนุ่มแน่นขึ้นอีกด้วย

               หากย้อนคิดถึงภาพเหตุการณ์ในตอนนั้น เหมือนเธอจะเตะโลงหินของอิ๋งเจิ้งเข้าให้ทีหนึ่ง แถมยังเตะเขาไปอยู่ข้างๆ ผนังหินอีกด้วย!

               ไม่รู้เขาจะสังเกตเห็นหรือเปล่า

               “เจ้า...เป็น...ใคร...เหตุใดจึงมาปรากฏตัวอยู่บนเตียงมังกรของเจิ้นได้” อิ๋งเจิ้งมีสีหน้าแข็งกระด้าง สองตาแดงก่ำ จากนั้นก็ยืดตัวตรง หรี่ตาลง ระแวดระวังผู้หญิงที่อยู่บนเตียงมังกรของเขาและตั้งท่าเตรียมพร้อมตลอดเวลา

               จู่ๆ ผู้หญิงคนนี้ก็มาปรากฏตัวอยู่บนเตียงมังกรของเขา ดังนั้นจึงต้องคิดหาวิธีป้องกันตัวเอาไว้ก่อน

               จ้าวเซวียนมองเตียงหินอย่างรู้สึกขยะแขยง หากไม่ใช่เพราะตอนนั้นไม่ได้เตรียมที่นอนนุ่มๆ มาด้วยละก็ ไหนเลยจะมานอนอยู่บนเตียงหินที่แข็งโป๊กแบบนี้ได้!

               ฮ่องเต้คนนี้ก็ประหลาดเสียจริง ตั้งเตียงหินอยู่ในสุสานของตัวเอง...แล้วยังเรียกว่าเตียงมังกรอีก

               เห็นแก่เตียงหินตัวนี้ของเขา จ้าวเซวียนจึงเลิกคิ้วสูง คิดจะกล่าวเตือนสักหน่อยว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่เขาควรจะให้ความสนใจกับเรื่องนี้

               จ้าวเซวียนชี้ไปยังด้านนอกสุสานแล้วฉีกยิ้ม “ไม่ต้องสนว่าข้าเป็นใครหรอก เจ้าน่ะควรจะรีบออกไปดูสักหน่อย ดูเหมือนตอนนี้บ้านของเจ้ากำลังถูกคนอื่นขุดเสียแล้ว!”

               อิ๋งเจิ้งทำหน้าเคร่งเครียด สายตาแสดงความดุดันเล็กน้อย ใครหน้าไหนกล้ามาเหยียดหยามสุสานของเจิ้น? เขามองตามมือเรียวสวยของเธอโดยสัญชาตญาณ แต่อาจเป็นเพราะไม่ได้ขยับเขยื้อนมานาน ใบหน้าที่มีเค้าโครงเด่นชัดนั้นจึงไม่มีสีหน้าใดๆ ปรากฏออกมาเลย

               “ข้างนอกเกิดเรื่องอันใดขึ้น?” อิ๋งเจิ้งขมวดคิ้ว ใบหน้าของเขาแข็งกระด้างเกินไป พอขมวดคิ้วสักหน่อย มันจึงเหมือนกำลังเต้นรำเสียอย่างนั้น

               “ก็บอกแล้วไง มีคนกำลังขุดสุสานของเจ้าอยู่” จ้าวเซวียนเลิกคิ้ว สีหน้ายียวนกวนโมโห

               ถึงแม้เธอจะบำเพ็ญเพียรเพิ่มไม่ได้ แต่การบำเพ็ญเพียรเซียนทองก็ยังคงดำรงอยู่ เพียงแค่เธอคิด ไม่ว่าอะไรบนโลกใบนี้ก็ไม่สามารถหลุดรอดสายตาของเธอไปได้

               เมื่อคำนวณดูแล้ว การนอนหลับของเธอในครั้งนี้ช่างยาวนานจริงๆ แป๊บเดียวก็ผ่านไปยุคหนึ่ง!

               จ้าวเซวียนชำเลืองสายตาคมกริบ มองผ่านสุดปลายฟ้าจับจ้องผืนแผ่นดิน

               ทันใดนั้นเธอก็รู้สึกหวาดหวั่นขึ้นในใจ ดูเหมือนหลิวป๋อเวินคงเชือดมังกรไปจนหมดแล้ว หลายร้อยปีผ่านไป ไม่เพียงแต่ไม่อาจฟื้นฟูกลับมาได้ กระทั่งกลิ่นอายมังกรตัวสุดท้ายก็แทบจะสูญหายไปด้วย

               เฮ้อ... น่าเสียดาย!

               “ขุดสุสาน...” อิ๋งเจิ้งเงียบไปครู่หนึ่ง หลังจากนั้นก็กล่าวพึมพำ “เจิ้นตายแล้ว สวีฝูยังไม่กลับมางั้นรึ?”

               ถูกต้อง เขาตายแล้ว!

3.เลือดเซียน...

               ก่อนจะตายยังคงตั้งตารอสวีฝูที่ออกไปช่วยตามหายาวิเศษแต่ก็ยังไม่เจองั้นรึ?

               “ไม่เจอแล้วอย่างไร ตอนนี้เจ้าก็สมหวังแล้ว แต่ข้าขอแนะนำว่าเจ้าควรจะดูแลบ้านของตัวเองให้ดีเสียก่อนแล้วค่อยว่ากัน” สายตาของจ้าวเซวียนแฝงท่าทางกระทบกระเทียบ

               มนุษย์ธรรมดาล้วนอยากมีชีวิตอยู่ไปนานเท่านานไม่มีวันแก่ น่าเสียดายที่พวกเขากลับไม่รู้ถึงความโหดร้ายของการมีอายุยืนนาน

               จ้าวเซวียนหรี่ตา พินิจลักษณะท่าทางอันสูงใหญ่ของคนตรงหน้าอย่างละเอียด ผู้ชายคนนี้ดูเยือกเย็นโดดเดี่ยว พอเห็นดังนั้นเธอถึงได้เข้าใจว่าเพราะเหตุใดหลังจากที่เขาตายไปแล้วจึงสามารถฟื้นคืนชีพได้อีกครั้ง

               พูดตามหลักความเป็นจริงแล้ว เขาไม่ได้ตายแล้วฟื้นคืนชีพ แต่กลายเป็นผีดิบต่างหาก และเขาก็แตกต่างจากผีดิบตัวอื่นๆ

               ผีดิบทั่วๆ ไปไม่มีจิตวิญญาณ แต่เขากลับมีจิตวิญญาณพร้อม ในตัวยังทรงพลังอำนาจของความเป็นฮ่องเต้อย่างแรงกล้า เมื่อมาเจอความเป็นเทพเซียนของเธอบ่มเพาะอีกหลายร้อยปีจึงทำให้เขากลายเป็นผีดิบที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น

               ฮ่องเต้ที่เพิ่งจะกลายเป็นผีดิบ แต่หลุดออกจากผีดิบดำซึ่งเป็นผีดิบธรรมดาอัปเกรดเป็นผีดิบบิน

               อิ๋งเจิ้งนิ่งไปนานพักหนึ่ง เสียงดังเอะอะด้านนอกยิ่งดังชัดเจน ไม่รู้ว่าสายลมอ่อนๆ พัดเข้ามาในสุสานจากทางทิศใด ทว่ายิ่งทำให้สองตาของเขาเย็นชาลงทันที ริมฝีปากเผยอเผยให้เห็นฟันแหลมคมสี่ซี่จากมุมปาก

               กลิ่นอายของคนเป็นๆ ลอยมาในสายลม จุดประกายอิ๋งเจิ้งให้รู้สึกกระหายเลือด อิ๋งเจิ้งเงยหน้าคำราม ยืดแขนออกมาคว้าคนตรงหน้า

               ดวงตาดำขลับของจ้าวเซวียนฉายแววเยือกเย็น เอียงคอเล็กน้อย จากนั้นก็สะบัดแขนเสื้อเบาๆ ส่งผลให้คนที่พุ่งเข้ามาหาเธอล้มลงไปกองอยู่กับพื้น

               “นิ่ง!” นิ้วสวยดีดเพียงเบาๆ อิ๋งเจิ้งที่กำลังบ้าคลั่งก็หยุดชะงักในพริบตา

               เขาร้องคำรามด้วยความโกรธ ความหิวโหยสื่อออกมาผ่านดวงตาสีแดงคู่นั้น จ้าวเซวียนถอนหายใจเบาๆ เลือดของเทพเซียนหยดหนึ่งพลันไหลซึมออกมาจากนิ้ว แล้วซึมเข้าไปในลำคอของฮ่องเต้ผู้บ้าคลั่งทันใด

               เกิดความผิดพลาดแล้ว การนอนหลับในครั้งนี้เป็นการสร้างผลแห่งกรรมอันยิ่งใหญ่ให้กับตนเอง!

               ช่างเถอะ! เห็นแก่ที่มีกรรมร่วมกัน เธอจะช่วยเขาสักหน่อย

               เนื่องจากเธอนอนหลับอยู่ในสุสานของเขาเป็นเวลาหลายร้อยปี พลังแห่งจักรพรรดิได้ผสมผสานกับพลังของเธอส่งผลให้ธาตุประหลาดของเธอเกิดพัฒนาการ จึงถือได้ว่าเธอติดค้างเขา!

               แม้พลังความซวยของเธอจะยังคงแข็งแกร่งอยู่เหมือนเดิมแต่ตอนนี้ก็พอจะควบคุมได้บ้างแล้ว และยังสามารถออกคำสั่งพวกมันได้อีกด้วย

               จ้าวเซวียนรู้สึกซาบซึ้งตื้นตันอยู่ในใจ พลังซวยที่แม้กระทั่งเง็กเซียนฮ่องเต้บนสวรรค์ยังต้องปวดหัว กลับถูกพลังของฮ่องเต้บนโลกมนุษย์ขับไล่ โชคชะตาฟ้าลิขิตจริงๆ หากเธอสามารถพัฒนาได้เร็วกว่านี้ก็คงไม่ต้องถูกพวกเทพเซียนทั้งหลายโยนความผิดมาให้เช่นแต่ก่อน

               หญิงสาวคิดแบบคนจิตใจคับแคบ ถ้าเมื่อก่อนเธอสามารถควบคุมพลังของตัวเองได้เหมือนตอนนี้ รับรองเลยว่าเง็กเซียนฮ่องเต้จะต้องได้รู้ว่าความซวยที่แท้จริงคืออะไร

               ครั้นเลือดเทพเซียนเข้าสู่ลำคอ ความรู้สึกกระหายเลือดภายในตัวของอิ๋งเจิ้งก็หายวับไปในพริบตา ดวงตาแดงก่ำบ้าคลั่งค่อยๆสงบลง

               “เหตุใดเจิ้นจึงรู้สึกกระหายเลือด?” หลังจากอาการของอิ๋งเจิ้งสงบลง คิ้วคมกริบบนใบหน้าไร้ความรู้สึกก็เริ่มขมวดอีกครั้ง

               อย่างไรเสียก็เป็นฮ่องเต้ในรัชสมัยหนึ่ง ดังนั้นถึงจะตกใจกับสภาพที่แปลกไปของตนเองอยู่บ้าง แต่ภายในใจกลับไม่รู้สึกกระโตกกระตากมากจนเกินไปนัก

               คิ้วของจ้าวเซวียนเลิกสูง อธิบายให้เขาหายสงสัย “ตอนนี้เจ้าไม่ใช่คนแต่เป็นผีดิบ การดูดเลือดเป็นความสามารถเฉพาะตนของผีดิบ เจ้าก็เช่นเดียวกัน เพียงแต่...”

               เธอนิ่งไปครู่หนึ่ง ดวงตางอนสวยฉายแววสงสัย “ตอนที่เจ้ายังมีชีวิตอยู่เคยผิดใจกับผู้มีอำนาจเหนือคนปกติบ้างหรือไม่ ทำไมวิญญาณของเจ้าถึงถูกกักขังอยู่ในร่าง ไปเกิดไม่ได้”

               ลักษณะความเป็นฮ่องเต้ของอิ๋งเจิ้งแกร่งกล้าถึงขนาดนี้เพราะวิญญาณของเขายังคงอยู่บนโลกและยังฝังร่างไว้ในเทือกเขามังกรพลังฮ่องเต้จึงแกร่งกล้ามาก เข้มข้นยิ่งกว่าตอนที่เขายังเป็นฮ่องเต้เสียอีก

               อิ๋งเจิ้งนิ่งเงียบราวกับกำลังขบคิดตามคำพูดของจ้าวเซวียน

               เนื่องด้วยใบหน้าของเขาแข็งกระด้างจนเกินไป จ้าวเซวียนจึงไม่สามารถรู้ถึงความคิดจากใบหน้านั้นได้

               “เจ้าเพิ่งจะกลายเป็นผีดิบ ตอนนี้ยังไม่ควรออกจากที่นี่ ทางที่ดีควรอยู่บำเพ็ญเพียรในสุสานแห่งนี้ต่อไป และถ้าจะให้ดีที่สุด ห้ามเจ้าดูดเลือดคน เพราะยิ่งดูดเลือดคนมากเท่าไหร่ ภัยย่อมเกิดกับตัวเจ้ามากเท่านั้น ทุกๆ สิบปีข้าจะส่งเลือดเซียนมาให้หยดหนึ่งเลือดเซียนของข้ามีคุณประโยชน์ต่อเจ้ามาก” จ้าวเซวียนตัดบทความนึกคิดของเขา

               อิ๋งเจิ้งเพิ่งฟื้น พลังความเป็นฮ่องเต้รุนแรงมาก หากเธออยู่ที่นี่ต่อไปกลัวว่าดวงชะตาของทั้งคู่จะยิ่งพัวพันกันมากขึ้น สุสานฮ่องเต้ไม่ใช่สถานที่ที่เธอควรจะอยู่นาน หลังจากคุยกับเขาเสร็จแล้วจ้าวเซวียนก็คิดหาทางไปต่อ

               “เจ้าเป็นใครกัน?” อิ๋งเจิ้งเรียกรั้งขณะที่เธอเตรียมตัวจะจากไป

               “ข้าเป็นใคร...ไว้เจอกันครั้งหน้าค่อยบอกแล้วกัน!” พูดจบจ้าวเซวียนก็สะบัดแขนเสื้อ หายไปจากสุสานทันที

               อิ๋งเจิ้งทอดสายตามองตามทิศทางที่เธอหายตัวไป ดวงตาสีเลือดดูเข้าใจอย่างกระจ่างชัด คนเคยเป็นฮ่องเต้มาก็ใช่ว่าจะโง่เขลา

               เลือดเซียน...

               ผู้หญิงคนนั้นคือเทพเซียนตามที่เล่าลือกัน

               ช่างเถอะ... เมื่อเทพเซียนบอกให้เขาฝึกบำเพ็ญเพียรอยู่ที่นี่เขาก็จะฝึกบำเพ็ญเพียรอยู่ที่นี่แล้วกัน!

               ส่วนเรื่องสร้างแผ่นดิน...ดวงตาสีเลือดของอิ๋งเจิ้งแดงเข้มขึ้นอีกครั้ง รอให้เจิ้นออกไปก่อนแล้วค่อยคิดอีกที

               พอจ้าวเซวียนออกมาจากสุสานฮ่องเต้แล้วก็ลอยวนเวียนอยู่ข้างนอกอีกหลายปี มองสภาพที่ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปบนโลกมนุษย์ สุดท้ายเธอก็ได้ข้อสรุปให้กับตนเองว่ามังกรคงจะถูกเชือดไปนานแล้ว

               ทว่าแม้มังกรจะถูกเชือดไปหมด ไม่มีราชสำนักอีกแล้ว แต่ความเป็นอยู่ของมนุษย์กลับยกระดับสูงขึ้น

               พอไม่มีฮ่องเต้ ไม่มีความเชื่อแล้ว พวกเทพเซียนบนสวรรค์ทั้งหลายจะอยู่กันอย่างไร สิ่งเหล่านี้ย่อมไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเธออีก เธอไม่ได้อาศัยความเชื่อมาประคับประคองการบำเพ็ญเพียรสักหน่อย

               ไม่มีก็ดีแล้ว ตอนนี้เป็นยุคธรรมตอนปลาย กระทั่งสวรรค์ยังไม่รู้เลยว่าจะสามารถดำรงอยู่ต่อไปได้หรือไม่ พวกเทพเซียนที่เมื่อก่อนเคยรังเกียจเดียดฉันท์เธอ ตอนนี้เกรงว่าคงจะเอาตัวเองไม่รอดเหมือนกัน จะอยู่ต่อได้หรือเปล่าก็ยังเป็นปัญหา

               แต่พวกเขาล้วนรนหาที่กันเอง!

               ไม่รู้จะเสียใจที่ถีบเธอลงจากสวรรค์หรือไม่ ทั่วทั้งสวรรค์ในตอนนี้ คนที่สามารถกระโดดโลดเต้นได้อยู่ก็คงจะมีแต่เธอเท่านั้น สวรรค์ที่ไร้ซึ่งพลังประคับประคอง บันไดสวรรค์ก็ถูกพวกเขาฟันจนขาด อยากจะหนีก็หนีไม่พ้น เกรงว่าสุดท้ายเทพเซียนเหล่านั้นคงจะเก็บกระทั่งพลังธาตุเซียนไว้ไม่อยู่ ไม่ช้าก็เร็วต้องถูกสวรรค์ดูดพลังไปจนหมดไม่มีเหลือเป็นแน่

 

               ช่วงเวลาพลบค่ำ

               จ้าวเซวียนยังคงรวบรวมสมาธิลงสีเคลือบให้กับโลงศพอยู่เหมือนเดิม ฝีมือของเธอหนักแน่นและมั่นคง มีพลังลึกลับล้อมรอบตัว

               ชายหนุ่มอายุราวสิบหกสิบเจ็ดปีสะพายกระเป๋าหนังสือวิ่งเข้ามาในร้าน เขาแต่งกายด้วยชุดยีนทั้งชุด ด้านในสวมเสื้อไหมพรมสีดำ หน้าตาหล่อเหลา พอมาถึงก็โยนกระเป๋าไว้บนเคาน์เตอร์แล้วเดินไปทางหลังร้าน

               “อาจารย์ โลงศพใบนี้ยังต้องใช้เวลาในการทำอีกนานเท่าไร? ผมไม่เห็นอาจารย์ลงมือทำเองมานานหลายปีแล้ว” ชายหนุ่มนั่งยองๆ ลงข้างกายจ้าวเซวียน เบิกตาโตมองด้วยความอยากรู้

               “ใกล้แล้วล่ะ ทำไมวันนี้ถึงกลับมาได้ ยังไม่ปิดเทอมไม่ใช่เหรอ?” จ้าวเซวียนเหลือบตามองชายหนุ่ม

               “พวกครูประชุมกัน แถมวันพรุ่งนี้ไม่มีเรียนด้วยครับ” พูดจบเขาก็ลุกขึ้นเดินไปห้องครัว

               “อาจารย์ ตอนเย็นอยากกินอะไร เดี๋ยวผมทำให้กินเอง”

               “ต้มบะหมี่ก็แล้วกัน นานแล้วที่ไม่ได้กินบะหมี่”

               จ้าวเซวียนขมวดคิ้วเล็กน้อย ขณะมองตามจ้าวอวี่ที่กำลังเดินเข้าไปในครัว

               พลังมืดหนักอีกแล้ว ไอ้หนุ่มนี่ต้องแอบทำตัวขี้เกียจตอนอยู่โรงเรียนแน่ เธอจะต้องเตือนสักหน่อยแล้ว หากอีกไม่กี่ปีนี้เขายังสะกดกั้นพลังมืดของตนเองไม่ได้ เธอคงต้องตัดใจให้เขาเปลี่ยนไปบำเพ็ญสายมารแทน

               จ้าวอวี่เป็นเด็กที่จ้าวเซวียนอุ้มออกมาจากท้องแม่ของเขาเอง ซึ่งเธอบังเอิญพบในสุสานเมื่อสิบกว่าปีก่อน

               ตอนนั้นแม่ของเขาตายไปแล้ว ทว่าขณะที่ตายในใจยังคงมีความเจ็บแค้น เพราะเพิ่งจะหมดลม วิญญาณจึงกลายเป็นผีแค้น

               ราวกับหญิงผู้นั้นรับรู้ว่าลูกในท้องของตนยังมีชีวิตอยู่จึงพยายามฝืนประคองสติสุดท้ายเอาไว้เพื่อกลับคืนสู่ร่างและคลอดลูกออกมา ตอนนั้นจ้าวเซียนผ่านไปพบพอดีจึงช่วยเอาไว้

               และด้วยเหตุนี้นับตั้งแต่จ้าวอวี่คลอดออกมาพลังมืดในตัวเขาจึงเข้มข้นมาก จ้าวเซวียนไม่ได้ลงมือขจัดพลังมืดนั้น เพียงแต่ช่วยเขาทำการสะกดกลั้นเอาไว้ หลังจากที่เขาเริ่มบำเพ็ญเพียร เธอก็วางมือไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้อีก

               ถึงแม้พลังมืดจะไม่เป็นภัยต่อร่างกายคน แต่สำหรับคนที่บำเพ็ญเพียรกลับตรงกันข้าม ทว่าขอเพียงควบคุมได้ พลังมืดก็จะเป็นตัวช่วยที่ดีอีกทาง

               จ้าวเซวียนวางเครื่องมือลงแล้วเดินตามจ้าวอวี่เข้าไปในห้องครัว

4.เมื่อไหร่จะไปดูที่ได้?

               “ช่วงนี้เธอแอบขี้เกียจใช่ไหม ไม่ได้ตั้งใจฝึกบำเพ็ญใช่หรือเปล่า?” หญิงสาวยืนกอดอกอยู่ข้างตู้ในครัว หรี่ตามองไปทางจ้าวอวี่

               “เปล่านะ ผมตั้งใจฝึกจะตายไป!” จ้าวอวี่ก้มหน้าปฏิเสธ

               คิ้วของจ้าวเซวียนกระตุกพลางกล่าวเตือน “เธอย่อมรู้สภาพของตัวเองดีที่สุด หากอีกไม่กี่ปียังไม่สามารถควบคุมพลังมืดในตัวได้ เธอก็ต้องเปลี่ยนไปบำเพ็ญสายมารแทน!”

               ลูกศิษย์คนนี้อายุแค่สิบหกปีแต่กลับเป็นคนคิดมาก มีเรื่องราวภายในใจมากมาย

               “ครับ ผมรู้แล้ว อาจารย์...ผมเรียนจบมัธยมปลายแล้วไม่อยากเรียนต่อ ผมอยากจะเอาเวลาไปบำเพ็ญเพียร” ความจริงเขาก็อยากจะบำเพ็ญเพียรเช่นกัน แต่จนใจด้วยไม่มีเวลา นับตั้งแต่เริ่มเข้าเรียนมัธยมปลาย เวลาในการบำเพ็ญเพียรก็ยิ่งน้อยลง

               “ตามใจก็แล้วกัน เธอตัดสินใจเรื่องการเรียนเองเถอะ หากไม่เรียนหนังสือก็กลับมาดูร้านให้ฉันก็ได้”

               จ้าวเซวียนไม่เห็นความสำคัญของการเรียนหนังสือ เพราะอย่างไรเสียเธอก็เป็นเทพเซียน ในสายตาของเธอ การบำเพ็ญเพียรจึงจะเป็นหนทางที่ถูกต้องเหมาะสมที่สุด

               “วันพรุ่งนี้ฉันจะไปส่งของที่บ้านนอก งั้นเธอก็เตรียมตัวไปด้วยกัน”

               “ได้เลยครับ”

               ระหว่างที่ศิษย์และอาจารย์กำลังคุยกัน จ้าวอวี่ก็ต้มบะหมี่เสร็จ เขาตักบะหมี่ขึ้นมาจากหม้อแล้วยกให้จ้าวเซวียนชามหนึ่ง “อาจารย์ เชิญกินข้าวได้”

               จ้าวเซวียนรับบะหมี่มาแล้วเดินไปนั่งด้านหลังเคาน์เตอร์ในร้าน จากนั้นก็ยกชามบะหมี่ขึ้นซดกินอย่างเอร็ดอร่อย

               ช่วงที่อยู่บนสวรรค์ล้วนแต่ดูดลมแทนน้ำ กินเมฆแทนอาหาร ไม่มีรสชาติอะไรเลย จืดชืดเสียไม่มี พอมาอยู่บนโลกมนุษย์ เธอถึงได้สัมผัสกับคำว่าสวรรค์บนดินมันเป็นแบบนี้นี่เอง อาหารแต่ละอย่างของที่นี่ล้วนมีรสชาติดีทั้งสิ้น

               ส่วนเรื่องกังวลว่าสิ่งเจือปนในอาหารจะมีผลกระทบต่อการฝึกบำเพ็ญเพียรหรือไม่นั้น...หึหึ ตอนนี้เธอก็ฝึกบำเพ็ญเพียรไม่ได้แล้ว ยังจะสนใจเรื่องเหล่านี้ไปทำไมกัน

               หากไม่กินอาหารเลิศรสบนโลกมนุษย์นี้ให้หมดก็เท่ากับเธอมาเสียเที่ยวสิ

               หลังจากกินเสร็จก็เริ่มเก็บจานชามแล้วต่างแยกย้ายกลับเข้าห้องของตัวเอง

 

               วันต่อมาท้องฟ้ายังคงอึมครึม มีฝนตกลงมาปรอยๆไม่ต่างจากเมื่อวานมากนัก

               จ้าวเซวียนเริ่มเก็บข้าวของตั้งแต่รุ่งเช้า ก่อนจะเดินไปท้ายซอยเพื่อขับรถขนของคันเล็กออกมา จากนั้นเธอก็ยกโลงศพที่ชายหนุ่มคนเมื่อวานสั่งจองเอาไว้ขึ้นรถ หันไปตะโกนเรียกจ้าวอวี่แล้วพากันขับรถออกเดินทางไปยังบ้านนอก

               รถส่งของคันเล็กที่จ้าวเซวียนขับนี้ เธอซื้อมาเมื่อปีที่แล้ว ตอนนี้เธอยังต้องใช้ชีวิตอยู่ในโลกมนุษย์ ดังนั้นหลายๆ เรื่องก็เลยต้องทำตามคนบนโลก

               จะว่าไปแล้ว สมองของมนุษย์ช่างน่าอัศจรรย์เสียจริง สิ่งของที่พวกเขาคิดค้นในช่วงหลายปีนี้ยิ่งถูกใจเธอมากขึ้นทุกที

               ไม่ว่าใครต่างก็ว่าเป็นเทพเซียนสบาย แต่เธอกลับรู้สึกว่ามนุษย์พวกนี้สบายกว่าเทพเซียนเยอะ

               นอกจากเรื่องที่เทพเซียนมีอายุยืนยาวแล้ว ยังมีอะไรสมควรแก่การผยองอีก ย้ายเขาพลิกทะเล แหวกเมฆขี่หมอก? หึหึ มนุษย์โลกยังมีระเบิดปรมาณู มีเครื่องบิน มีโทรศัพท์...

               พอมีอาวุธนิวเคลียร์ออกมา ขนาดเทพเซียนยังถูกระเบิดจนเหลือแต่ซากได้ มีอะไรให้น่าผยองกัน! วัตถุที่มนุษย์คิดค้นขึ้นแต่ละอย่างไม่ได้แย่กว่าผลงานที่พลังเทพเซียนสร้างเลย

              

               สถานที่ที่จ้าวเซวียนไปส่งของในครั้งนี้ค่อนข้างไกล เธอขับรถวนขึ้นเขาอยู่หลายรอบกว่าจะถึงหมู่บ้านตระกูลหยาง

               เมื่อเจ้าของบ้านเสียชีวิต ภายในบ้านจึงดูวุ่นวายกันยกใหญ่ เลยไม่มีใครออกมาต้อนรับอาจารย์กับศิษย์สองคนที่เพิ่งเดินทางมาถึง

               จ้าวเซวียนไม่ได้สนใจอะไรมาก หลังลงจากรถพร้อมจ้าวอวี่เธอก็ส่งเสียงตะโกนออกไป “โลงศพมาถึงแล้ว ใครก็ได้ช่วยมาแบกลงหน่อย”

               “เถ้าแก่จ้าวมาแล้ว รีบเข้ามานั่งข้างในก่อน ของบนรถเดี๋ยวพวกเราจะจัดการยกลงเอง” คนที่พูดก็คือญาติของเจ้าของบ้าน เขาตะคอกทีหนึ่ง พวกผู้ชายก็พากันมาอยู่ข้างรถแล้ว

               จ้าวเซวียนกล่าวอย่างรวดเร็ว “ได้ พวกคุณยกลงมาเลย เดี๋ยวฉันจะไปดูหน่อย ใช่แล้ว...นี่เป็นลูกศิษย์ของฉันเอง เธอก็ดูๆ แล้วจัดการหน่อย!”

               พอในบ้านมีคนเสียชีวิต ทุกๆ คนย่อมมีความเสียใจ ถึงผู้ตายจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเธอ แต่จ้าวเซวียนก็ยังคงแสดงความเคร่งเครียดบนใบหน้า

               บ้านสกุลหยางมีความเป็นอยู่ภายในบ้านไม่เลวนัก ตัวบ้านเป็นอาคารสองชั้น ชั้นบนและชั้นล่างมีอย่างละสามห้องย่อย ด้านซ้ายยังมีกระท่อมอีกสองหลัง จ้าวเซวียนเดินเข้าไปในห้องโถง มองร่าง
ผู้เสียชีวิตที่ถูกวางไว้ทางด้านขวาของห้อง ใบหน้าผู้ตายถูกปิดบังด้วยกระดาษขาวเอาไว้ จากนั้นเธอก็เอ่ยถามคนสกุลหยางที่คุกเข่าอยู่หน้ากระถางเผากระดาษ “เมื่อไหร่จะไปดูที่ได้?”

               “เดี๋ยวผมพาไปดูเอง เชิญเถ้าแก่จ้าวทางนี้!”

               ชายหนุ่มสกุลหยางที่ไปจองโลงศพที่ร้านเมื่อวานเป็นคนเอ่ยรับคำ เขาสะกดกลั้นความเศร้าโศกเอาไว้ เปลี่ยนท่าทีเป็นจริงจังแทน

               เมื่อวานเขาได้เห็นความร้ายกาจของเถ้าแก่หญิงคนนี้แล้วแม้เขาจะไม่ได้พูดอะไรสักคำ เธอก็สามารถคาดเดาทุกอย่างจากใบหน้าของเขาได้ คนที่มีพลังแบบนี้ย่อมล่วงเกินไม่ได้ ต้องทำดีเข้าไว้

               “ได้ ไปกัน!” จ้าวเซวียนเดินตามชายหนุ่มสกุลหยางออกจากห้องโถงพร้อมเรียกจ้าวอวี่ที่ยืนรออยู่บนที่ราบระหว่างเขาให้เดินไปด้วยกัน

               จากเทพวิบัติ จ้าวเซวียนต้องมาเปิดร้านขายโลงศพเพื่อความอยู่รอด แล้วยังต้องมาทำงานเป็นคนเลือกทำเลให้กับคนตายอีกเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ย่อมต้องมีที่มาที่ไป

               ธาตุในตัวของเธอพิเศษเกินไป ถึงตอนนี้จะได้รับการควบคุมแล้ว แต่พลังอันยิ่งใหญ่ยังคงมีอยู่ คนธรรมดาทั่วไปย่อมรับไม่ไหวหลายเรื่องขอเพียงมีเธอเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย เรื่องเหล่านั้นก็จะเปลี่ยนไปทันที โดยเกิดอุบัติเหตุเล็กบ้างใหญ่บ้างต่างกันไป

               อย่างน้อยก็ถือว่าดีกว่าแต่ก่อนเยอะ เพราะเรื่องที่เกิดล้วนเล็กน้อย ไม่เหมือนตอนที่เธออยู่บนสวรรค์ พอเกิดเรื่องก็เป็นเรื่องใหญ่สะท้านภพ หวาดผวากันทั้งผีทั้งเซียน

               การทำงานเกี่ยวกับคนตาย สภาพการณ์จึงแตกต่างกันคนตายไร้ดวงชะตา ต่อให้ผ่านมือเธอก็ไม่มีเรื่องอะไร

               เมื่อชายหนุ่มพาจ้าวเซวียนเดินมาถึงเชิงเขาแห่งหนึ่ง เขาก็หันกลับมากล่าวด้วยน้ำเสียงแสดงความเคารพอยู่หลายส่วน“เถ้าแก่จ้าวคิดว่าที่ตรงนี้เป็นอย่างไรบ้าง ที่นี่เป็นสุสานของบรรพบุรุษ ผู้ใหญ่ในบ้านต่างก็บอกให้ฝังคุณพ่อเอาไว้ที่นี่”

               แม้จ้าวเซวียนจะเพิ่งมาถึง ทว่าดวงตาคู่สวยกลับกระตุกเบาๆ ที่นี่ถือว่าเป็นหลุมศพที่ดีที่สุด แต่ว่า...

               หญิงสาวยังไม่ทันเอ่ยสิ่งใด จ้าวอวี่ที่ติดตามอยู่ด้านหลังกลับแสดงความคิดเห็นออกมาก่อน

               เขาขยับเสื้อนอกทีหนึ่งพลางกล่าว “อาจารย์ หลุมฝังศพที่นี่ถือว่าไม่เลว อยู่ระหว่างกลางหุบเขาใหญ่สองลูก เนื้อที่ทางค่อนข้างสูง อีกทั้งยังหันหน้าไปสู่รอยบรรจบของเขาใหญ่สองลูกด้วย”

               จ้าวอวี่ติดตามจ้าวเซวียนพร้อมทั้งบำเพ็ญเพียรมาตั้งแต่เล็ก ทฤษฎีฮวงจุ้ยง่ายๆ รวมถึงดูโชคชะตาราศี เขาก็พอจะมีความรู้ติดตัวอยู่บ้าง แม้จะไม่ได้เรียนจนลึกซึ้งแต่ก็ถือว่าใช้ได้เลยทีเดียว

               จ้าวเซวียนหันกลับมาส่งยิ้มให้ ดวงตาของเธอแสดงความพึงพอใจอย่างปิดไม่มิด “ไม่เลวจริงๆ รอบๆ ที่ตรงนี้มีต้นไม้ขึ้นเยอะแยะ ถือเป็นสถานที่สำหรับทำหลุมฝังศพได้ไม่เลวเลยทีเดียว ยังมีที่อื่นให้ดูอีกไหม?”

               เมื่อชายหนุ่มสกุลหยางเห็นทั้งสองกล่าวจบก็รีบเอ่ยต่ออย่างนอบน้อม “เถ้าแก่จ้าวเก่งจริงๆ ที่ผืนนี้บรรพบุรุษหาคนมาเลือกไว้ตั้งนานแล้ว” แม้จะมีที่สำหรับทำหลุมฝังศพแล้ว แต่พ่อของเขาจะถูกฝังทิศทางไหน ยังต้องให้คนที่มีความรู้มาช่วยดูให้อยู่ดี

               จ้าวเซวียนตอบอย่างไม่รู้สึกขัดเขิน “ทำงานด้านนี้ไม่รู้เรื่องบ้างก็ไม่ได้น่ะสิ!”

               พูดกันตามตรง ความหยิ่งทะนงจากการเป็นเซียนของจ้าวเซวียนต่ำมาก อาจเป็นเพราะถูกบรรดาเทพเซียนบนสวรรค์คอยข่ม เธอจึงไม่เหมือนกับพวกเซียนอื่นๆ ที่คิดว่าตนเองสูงส่งกว่าคนทั่วไป สภาพจิตใจของเธอถือเป็นกลางมาก ตอนที่อยู่ในชั้นเซียน เธอก็ต้อยต่ำจนติดดินอยู่แล้ว ดังนั้นพอมาอยู่บนโลกมนุษย์จึงเข้าใจเรื่องทำนองนี้ได้อย่างรวดเร็ว

               คนที่ไม่รู้รายละเอียดย่อมต้องดูไม่ออกว่าหญิงสาวที่มีลักษณะนิสัยเปิดเผยและแกร่งคนนี้จะเป็นถึงเทพเซียน มีเพียงอิ๋งเจิ้งที่พอจะรู้เรื่องราวของเธออยู่บ้าง คนอื่นๆ ล้วนคิดว่าเธอเป็นเพียงผู้บำเพ็ญคนหนึ่งเท่านั้น

               รวมไปถึงยมทูตขาวดำที่มักจะคลุกคลีกับเธอเสมอก็ยังไม่รู้ว่าเธอเป็นคนของสวรรค์ พวกเขาคิดแต่เพียงว่าเธอเป็นผู้ที่มีวิชาแก่กล้า บำเพ็ญมาล้ำลึกจนทำให้พวกเขายากจะจับต้องได้

               อันที่จริงจะโทษยมทูตขาวดำก็ไม่ได้ เพราะพวกเขาเป็นเพียงแค่เจ้าหน้าที่ในนรกเท่านั้น ไหนเลยจะเคยเห็นเทพเซียนบนสวรรค์กันเล่า? กระทั่งยมบาลเองก็ยังไม่เคยเห็นจ้าวเซวียนเลย ยมทูตขาวดำยิ่งไม่ต้องพูดถึง

               อีกทั้งจ้าวเซวียนยังทิ้งตำนานเล่าขานอันน่าสยดสยองเกี่ยวกับยมบาลไว้เป็นกระบุง เขาย่อมไม่อยากเจอเธอแน่นอน ดังนั้นแม้จะเป็นเทพเซียนเหมือนๆ กัน แต่กลับไม่เคยได้เห็นหน้ากันเลย!

 

               จ้าวเซวียนไม่ใช่คนธรรมดา

               พอมองลักษณะทำเลของสุสานตรงนี้แค่แวบเดียวก็ดูออกจนหมด

               สุสานนี้เป็นสุสานที่ดี หากนำร่างผู้ตายมาฝังเอาไว้ที่นี่ แม้คนข้างหลังอาจไม่ร่ำรวยมีเงินทองเหลือใช้ แต่ภายในบ้านย่อมสงบสุข มีอายุยืนนาน

               ทว่าน่าเสียดาย...ต่อให้สุสานดีเพียงใดกลับถูกต้นไม้แก่ๆต้นหนึ่งทำลายเสียหมด

5.งั้นจะทำอย่างไรดี..

               จ้าวอวี่ยืนมองด้วยสีหน้าเคร่งเครียดอยู่สักพัก ครุ่นคิดว่าที่ตรงนี้มีอะไรไม่เหมาะไม่ควรบ้าง ส่วนจ้าวเซวียนก็ไม่ได้เร่งรัดเขา ทำเพียงยืนรออยู่ข้างๆ อย่างสงบ ให้เขาได้ใช้ความคิดอย่างละเอียดถี่ถ้วน

               “อาจารย์ ที่ตรงนี้ไม่เลวเลย แต่...ไม่รู้เพราะอะไรผมถึงรู้สึกว่าลักษณะทำเลตรงนี้ออกจะแปลกๆ ไปสักหน่อย” จ้าวอวี่มองจนทั่วกลับไม่พบแหล่งปัญหา ใบหน้าคมคายจึงแสดงความสลดออกมา

               ในเมื่ออาจารย์ถามขึ้นมา ที่ตรงนี้ย่อมต้องมีอะไรที่ไม่เหมาะสมซ่อนเอาไว้แน่ วิชาหลักที่เขาเรียนคือวิชาป้องกันตัว ส่วนวิชาอื่นๆ ไม่ได้เรียนรู้ลึกซึ้ง ดังนั้นสายตาของเขาจึงยังมองไม่เห็นความผิดพลาดที่ว่า

               จ้าวเซวียนตบไหล่เขาพลางกล่าวให้กำลังใจ “ไม่เป็นไร เธอบำเพ็ญเพียรแค่เวลาสั้นๆ รอนานกว่านี้สักหน่อย สายตาก็จะดีขึ้นเอง”

               เขาใช้เวลาเรียนได้ไม่กี่ปี แต่ยังสามารถมองออกว่าที่ตรงนี้เป็นหลุมฝังศพที่ดีมากได้ก็ถือว่าไม่เลวแล้ว

               “สุสานของตระกูลพวกคุณถือเป็นสถานที่ชั้นดี ทว่าตอนนี้ที่นี่ไม่สามารถฝังศพต่อไปได้อีกแล้ว!” จ้าวเซวียนหันกลับมามองชายหนุ่มสกุลหยาง ถัดจากนั้นนิ้วเรียวสวยก็ชี้ตรงไปยังป่าที่อยู่ห่างจากสุสานประมาณร้อยกว่าเมตร “ในป่าแห่งนั้นมีต้นไม้เก่าแก่ต้นหนึ่ง หากต้นไม้ต้นนั้นยังอยู่ ที่ตรงนี้ก็จะใช้ฝังศพไม่ได้!”

               ชายหนุ่มสกุลหยางมองตามมือของจ้าวเซวียนไป เมื่อเห็นจุดที่เธอชี้ให้ดูแล้ว ใจของเขาก็สะดุดนิ่ง

               ป่าตรงนั้นอยู่ห่างจากสุสานมาก ระยะทางอย่างน้อยก็ร้อยกว่าเมตรได้ คนอื่นๆ อาจไม่รู้แต่เขารู้ดี ใจกลางป่าแห่งนั้นมีต้นไม้เก่าแก่อยู่ต้นหนึ่งจริงๆ

               ว่ากันว่าต้นไม้เก่าแก่ต้นนั้นมีอายุมากแล้ว กระทั่งคนรุ่นก่อนๆ ก็ยังบอกอายุที่แท้จริงของมันไม่ได้

               ที่ตรงนั้นห่างจากที่นี่อยู่พอสมควร ต่อให้ถือกล้องส่องทางไกล ก็เห็นไม่ชัดว่ากลางป่ามีต้นอะไรอยู่บ้าง แต่เถ้าแก่หญิงคนนี้กลับกล่าวออกมาเหมือนเห็นกับตาว่าที่นั่นมีต้นไม้เก่าแก่โบราณอยู่

               ถือเป็นครั้งที่สองที่เขาได้เห็นความร้ายกาจของจ้าวเซวียน เรื่องเล่าในตำบลดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องโกหกซะแล้ว เถ้าแก่จ้าวคนนี้เก่งสมคำร่ำลือจริงๆ

               ชายหนุ่มสกุลหยางคิดอยู่สักพักก็เริ่มรู้สึกกลัวขึ้นมา

               “งั้น...งั้นจะทำอย่างไรดี...ยังมี...” น้ำเสียงของเขาสั่นเครือ เห็นได้ชัดว่าตกใจเพราะคำพูดของจ้าวเซวียนอยู่ไม่น้อย

               สีหน้าพลันขาวซีด ขนลุกชัน ตกใจกลัวจนเย็นสันหลังวาบ เดิมทีเขาคิดว่าเรื่องภูตผีเทวดาเป็นแค่เรื่องเล่าปากต่อปากของคนอื่นๆ เท่านั้น แต่ตอนนี้กลับได้พบเจอด้วยตัวเอง

               จ้าวเซวียนมองไปยังป่าข้างหน้า ดวงตาเข้มขึ้นเล็กน้อยขมวดคิ้วอยู่พักหนึ่ง “ใช่ว่าจะไม่สามารถเลี่ยงได้ แต่ก่อนอื่นต้องโค่นต้นไม้เก่าแก่ต้นนั้นทิ้งเสียก่อน และต้องฟันรากของมันที่ขยายมาถึงหลุมฝังศพนี้ให้หมด ที่ตรงนี้จึงจะสามารถใช้ฝังศพต่อไปได้”

               ต้นไม้เก่าแก่ต้นนี้มีพลังธาตุหยิน ลำต้นมีหนาม หากสุสานผุกร่อนเพราะต้นไม้แบบนี้ ย่อมเป็นภัยต่อคนรุ่นหลังและกระทบต่อทรัพย์สมบัติ

               ยังดีที่ต้นไม้เก่าแก่อยู่ห่างจากหลุมศพค่อนข้างไกล รากที่แผ่ขยายมาจึงยังไม่มากนัก มิเช่นนั้นคงไม่เกิดเรื่องแค่คนเดียว ถึงคนตระกูลหยางผู้นี้จะมีหนี้ติดตัว ช้าเร็วก็ต้องมีวันนี้ แต่เพราะต้นไม้นั้นทำพิษจึงเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตที่กำหนดไว้แล้วของเขา

               แม้ว่ารากของต้นไม้เก่าแก่จะแผ่ขยายมาถึงหลุมฝังศพไม่มาก แต่ก็ทำลายทำเลของหลุมฝังศพ โลงไม้ใต้ดินมีบางส่วนถูกแทงทะลุและดูดกินกระดูกของศพจนสิ้น

               ตอนแรกชายหนุ่มตระกูลหยางรู้สึกหวาดหวั่นอย่างมาก แต่ได้ยินจ้าวเซวียนบอกว่ามีวิธีแก้ไข เขาเลยรีบรวบรวมสมาธิเอ่ยถาม “อาจารย์จ้าว แล้วพวกเราจะลงมือโค่นต้นไม้เก่าแก่นี้ได้เมื่อไร?”

               เมื่อเห็นถึงความร้ายกาจของจ้าวเซวียนแล้ว ชายหนุ่มก็เปลี่ยนคำเรียกเสียใหม่ มีความเคารพยำเกรงขึ้นอีกหลายส่วน

               ในเมื่ออาจารย์จ้าวบอกว่าเป็นต้นไม้เก่าแก่ ดังนั้นย่อมไม่ธรรมดาแน่ การที่จะรับมือกับเรื่องแบบนี้ ต้องให้ผู้ที่มีความชำนาญในการลงมือจึงจะถูก

               “อาจารย์จ้าว ได้โปรดช่วยด้วยเถอะ!”

               ชายหนุ่มสกุลหยางฝืนกลั้นความรู้สึกเกรงกลัวเอาไว้ภายในใจ แล้วพยายามขอร้องต่อ

               ตอนนี้เขาไม่สนใจความเจ็บปวดที่ต้องสูญเสียญาติแล้ว มีของไม่ดีขึ้นอยู่นอกหมู่บ้าน ไหนเลยจะมีกะจิตกะใจโศกเศร้าอยู่อีก หากไม่กำจัดต้นไม้เก่าแก่ที่ชอนไชเข้าไปในสุสานบรรพบุรุษ เกรงว่าทั้งตระกูลคงไม่มีทางสงบสุขอีกต่อไป

               สกุลหยางถือเป็นตระกูลใหญ่ในแถบนี้ หากสุสานมีปัญหาทั้งตระกูลย่อมได้รับความเดือดร้อนไปด้วย อีกเดี๋ยวพอกลับไป เขาจะต้องรีบเอาเรื่องนี้ไปรายงานกับพวกลุงๆ อาๆ ในตระกูลให้รับรู้ว่าสุสานของตระกูลหยางเกิดเรื่องแล้ว

               “รอให้ฝนหยุดตกก่อน จากนั้นค่อยว่ากันอีกที วันนี้ยังไม่ถึงเวลา” จ้าวเซวียนแหงนหน้ามองฟ้า พลันคิดถึงภาพโลงศพที่ใกล้จะทำเสร็จแล้วใบนั้น เลยถ่วงเวลาเรื่องโค่นต้นไม้บ้านี้ออกไป

               “วันนี้โค่นไม่ได้เหรอครับ?” ชายหนุ่มสกุลหยางยังคงร้อนใจ หน้าตาเผยความวิตกกังวล

               จ้าวเซวียนยักไหล่มองแวบหนึ่ง ทว่าไม่ตอบกลับ

               ต้นไม้เก่าแก่ที่ดูดกระดูกจนกลายเป็นผีต้นนี้ เธอยังมองไม่เห็นความสำคัญ หากไม่ใช่เพราะมันทำให้เกิดผีร้ายขึ้นมา เธอแทบไม่สนใจจะลงมือด้วยซ้ำ อีกทั้งหลายวันมานี้ก็ไม่เหมาะที่เธอจะลงมือ

               แต่ไหนแต่ไรมาจ้าวเซวียนค่อนข้างจะทำตามอารมณ์ของตนเองเป็นหลัก แม้ท่าทีของชายหนุ่มจะดูเอาจริงเอาจังมากเพียงใด แต่วันนี้เธอก็ไม่คิดที่จะลงมือแน่

               เธอไม่อยากจะฟังคำขอร้องของเขาอีก จึงหันหลังเดินลงจากเชิงเขาไป

               จ้าวอวี่เห็นอาจารย์เดินไปโดยไม่บอกไม่กล่าวก็รีบลงจากเชิงเขาตามไปด้วยอีกคน

               เขาได้รับการเลี้ยงดูจากจ้าวเซวียนจนโต ย่อมรู้นิสัยใจคอของเธอดี ท่าทางไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไรแบบนี้ก็หมายความว่าเธอยังไม่อยากจะยืดเส้นยืดสายในตอนนี้

               อาจารย์กับศิษย์ไม่ได้เก็บเอาเรื่องต้นไม้ผีมาคิดอีก แต่ชายหนุ่มสกุลหยางกลับตรงกันข้าม เพราะตอนนี้เขารู้สึกเหมือนเจอศึกหนัก ใบหน้าของเขาเริ่มขาวซีดอีกครั้ง รีบสาวเท้าไล่ตามคนทั้งสองไปด้วยความหวาดกลัว

               “อาจารย์จ้าว อาจารย์จ้าว รอด้วย...” เขารู้สึกว่าที่ตรงนี้ดูน่ากลัวมาก ดังนั้นฝีเท้าที่ก้าวตามจ้าวเซวียนจึงรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

               เมื่อไล่ตามอาจารย์กับศิษย์ทั้งสองทันแล้ว เขายังไม่ทันได้พักหอบหายใจก็กล่าวขอร้องทันที “อาจารย์ ได้โปรดช่วยพวกเราด้วยเถอะ! หากของสิ่งนั้นยังอยู่ใกล้หมู่บ้านต่อไป แล้ววันหนึ่งเกิดเป็นเรื่องขึ้นมา พวกเรา...”

               จ้าวเซวียนมองชายหนุ่มที่ตกใจจนพูดผิดๆ ถูกๆ อย่างขบขัน “มันไม่มีขางอกออกมาสักหน่อย ดังนั้นคงวิ่งเข้าหมู่บ้านของพวกคุณไม่ได้หรอก! ถึงอย่างไรศพพ่อของคุณก็ยังตั้งอยู่อีกสองสามวัน
วันมะรืนพออากาศดีขึ้นแล้วฉันจะมาจัดการให้อีกที จะได้กำหนดจุดฝังศพพ่อของคุณด้วยทีเดียว”

               ต้นไม้เก่าแก่ต้นนี้เป็นเพียงแค่ภูตพราย ต่อให้มันอยู่อีกร้อยปีก็ยังไม่สามารถกลายเป็นปีศาจได้ ระยะเวลาบำเพ็ญเพียรของมันยังสั้นเกินไป ทำให้ไม่มีความสามารถในการแยกร่าง ดังนั้นมันย่อม
เข้ามาในหมู่บ้านไม่ได้แน่

               เฮ้อ! คนสมัยนี้ช่างขี้ขลาดเสียจริง จำได้ว่าเมื่อหลายร้อยปีก่อน สมัยนั้นพอคนเจอเรื่องภูตผีปีศาจ ถึงแม้จะตกใจกลัว แต่ก็ยังพอรับมือได้บ้าง ไม่เหมือนกับคนพวกนี้ที่พอได้ยินเรื่องภูตผีปีศาจเข้าให้หน่อยเดียว กลับตกใจจนแข้งขาอ่อนแรง ตัวสั่นงันงก

               ช่างแปลกเสียจริง คนพวกนี้ไม่เชื่อเรื่องภูตผีปีศาจ ไม่เชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม แต่พอเจอเรื่องแบบนี้เข้าจริงๆ กลับเชื่อเอาง่ายๆ ซะงั้น

               เมื่อเห็นว่าจ้าวเซวียนไม่คิดจะลงมือจริงๆ เขาก็เริ่มส่งเสียงร้องไห้กล่าวขอร้องต่อ “อาจารย์ ถ้าอย่างนั้นสองวันนี้ก็พักอยู่ที่บ้านของผมเถอะ รอโค่นต้นไม้ต้นนั้นแล้ว ผมจะเป็นคนไปส่งกลับบ้านเอง”

               ชายหนุ่มรู้สึกจิตใจรุ่มร้อนเป็นไฟ เขาจะปล่อยให้อาจารย์กลับไปตอนนี้ไม่ได้เป็นอันขาด เกิดต้นไม้ผีต้นนั้นอาละวาดขึ้นมาพวกเขาจะรับมือไหวได้อย่างไร

               “เอาล่ะ งั้นคุณก็กลับไปหากระจกส่องหน้ามาให้ฉันแล้วกัน!” จ้าวเซวียนถูกรั้งไว้จนเริ่มรู้สึกหมดความอดทน ดวงตาเรียวแข็งกร้าวขึ้นเล็กน้อย กล่าวด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์

               พอชายหนุ่มสกุลหยางได้ยินเธอพูดจบ ไม่ทำแม้กระทั่งรับคำ กลับชักเท้าวิ่งไปที่บ้านอย่างเร่งรีบ

               ในตำบลเล่าลือกันอยู่ตลอดว่าเถ้าแก่จ้าวเป็นคนที่มีความอดทนต่ำ ดูเหมือนจะไม่ได้พูดเกินจริง ดังนั้นเขาต้องรีบสักหน่อย หากให้เธอรอจนเบื่อแล้วไม่สนใจขึ้นมาจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้

               ชายหนุ่มใช้เวลาเพียงชั่วครู่ก็อุ้มกระจกแต่งหน้าของภรรยาวิ่งกระหืดกระหอบมาถึงปากทางแยก

               จ้าวเซวียนรับกระจกมา แล้วใช้มือหมุนวนเวียนอยู่บนกระจกอย่างรวดเร็ว

               “แค่คุณเอากระจกบานนี้ไปแขวนไว้ด้านหน้าต้นไม้ ให้กระจกหันหน้ามาทางถนนเส้นนี้ก็เรียบร้อยแล้ว” จ้าวเซวียนโยนกระจกกลับคืนไปให้ชายหนุ่มสกุลหยาง

               “อาจารย์ แบบนี้ใช้ได้แน่เหรอครับ?” เขายืนอุ้มกระจก พร้อมเผยใบหน้าตื่นตระหนก อาจารย์คนนี้เย็นชาเสียจริง

               “ไม่เชื่อเหรอ?” จ้าวเซวียนชายตาดูเขาเล็กน้อย ก่อนจะเดินไปยังรถที่จอดอยู่

               จ้าวอวี่เห็นชายหนุ่มมีท่าทางเงอะงะ ก็เบะปากแล้วยื่นมือออกไป “เอามา เดี๋ยวผมไปแขวนให้เอง”

               ให้เขาจัดการปิดงานย่อมดีกว่า!

6.ตามไป!

               แต่ไหนแต่ไรมาอาจารย์ก็ไม่ค่อยจะมีความอดทนมากนัก สิ่งที่ตัดสินใจไปแล้วย่อมไม่มีทางเปลี่ยนแปลงง่ายๆ ในเมื่อเธอบอกว่าอีกสองวัน นั่นก็ต้องเป็นอีกสองวันจึงจะลงมือทำ!

               “ถ้าอย่างนั้นรบกวนอาจารย์น้อยด้วย!” ชายหนุ่มสกุลหยางกล่าวขอบคุณจ้าวอวี่ด้วยสีหน้าซาบซึ้ง

               พอจ้าวอวี่รับกระจกมาก็เดินไปใต้ต้นไม้ แล้วปีนไปยังยอดเพื่อเอากระจกแขวนไว้บนกิ่งของมัน

               “เสร็จแล้ว!” จ้าวอวี่ห้อยตัวลงจากต้นไม้ ปัดไม้ปัดมือก่อนจะเดินกลับไปบนถนน

               ชายหนุ่มรีบเดินตามจ้าวอวี่ไปติดๆ กล่าวด้วยน้ำเสียงร้อนรนเจือความสะพรึงกลัว “อาจารย์น้อย วันมะรืนพวกคุณต้องมานะครับ เรื่องราคาไม่ใช่ปัญหา ขอเพียงอาจารย์จ้าวจัดการลงมือโค่นต้นไม้เสีย คิดราคาเท่าไหร่พวกเราย่อมไม่ต่อรองแน่ๆ”

               วันนี้ชายหนุ่มได้เห็นนิสัยที่แท้จริงของจ้าวเซวียนแล้ว หากเธอบอกว่าไม่ทำก็คือไม่ทำ แม้ว่าใครจะเดือดเนื้อร้อนใจเพียงใดก็ตาม

               จ้าวอวี่ส่งเสียงรับเรียบๆ “อืม”

               “คุณกลับไปก่อนเถอะ หากอาจารย์ของผมบอกว่าวันมะรืนวันมะรืนเธอจะต้องมาแน่ วางใจเถอะ”

               จ้าวอวี่ไม่พูดพล่ามกับคนบ้านสกุลหยางอีก สาวเท้าก้าวใหญ่ๆ ไปที่รถ เขาเพิ่งจะทิ้งตัวนั่งลง จ้าวเซวียนก็เหยียบคันเร่ง ขับรถบึ่งออกไปอย่างรวดเร็ว

               ชายหนุ่มสกุลหยางมองตามศิษย์และอาจารย์สกุลจ้าวจนลับสายตา ก่อนจะแอบหันกลับไปมองป่าหลังเขาแห่งนั้นแวบหนึ่ง พลันเริ่มรู้สึกตัวสั่น จึงเตรียมจะกลับไปบอกข่าวกับพวกผู้อาวุโสเรื่องต้นไม้เก่าแก่ที่ฝังรากเข้าไปในสุสานบรรพบุรุษ ไม่นึกว่าเพียงเขาหันหน้ากลับไปก็หกล้มลงกับพื้นเสียงดังปัง

               อาจเป็นเพราะความกลัว เมื่อเขามองสายฝนที่กำลังตกปรอยๆ โดยรอบก็รู้สึกหนาวสั่นไปทั้งตัว หลังจากลุกขึ้นมาได้ก็รีบวิ่งกลับบ้านไปอย่างรวดเร็ว

 

               จ้าวเซวียนขมวดคิ้วมองภูเขาที่ถอยห่างออกไปผ่านกระจกรถสีชา

               นิสัยแบบนี้ของตนเอง ยิ่งนานไปก็ยิ่งคุมไม่อยู่!

               ช่างเถอะ ตอนนี้เธอไม่ได้อยู่บนสวรรค์แล้วจะต้องเก็บกดอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองไปทำไมกัน?

               ทำตามอำเภอใจเป็นนิสัยของเธอ การปลดปล่อยอารมณ์เป็นความสามารถของคน เทพเซียนที่ลงมาบนโลกมนุษย์ก็เหมือนกัน

               จ้าวเซวียนไม่เหมือนกับเทพเซียนอื่นๆ ตรงที่ทุกคนต่างก็มีร่างธรรม ทว่าเธอมีเพียงแค่พลังบางๆ กลุ่มหนึ่งที่หล่อหลอมกลายเป็นดวงจิต นานวันไปพอได้รับธรรมเข้ามากๆ จึงกลายเป็นเทพเซียน

               สถานที่เลวร้ายที่สุดก็ยังมีจิตสะอาด

               จ้าวเซวียนถือกำเนิดมาจากสถานที่เลวร้ายที่สุดบนสวรรค์ดังนั้นหน้าที่หลักของเธอก็คือการกำจัดพลังชั่วช้าสกปรก พอเวลาผ่านพ้นไป เธอจึงสามารถถอดจิตออกมาจากที่ที่เลวร้ายเช่นนั้น กลายเป็นเทพเซียนได้

               เนื่องจากสถานที่เกิดของเธอต่ำต้อย เทพเซียนทั้งหลายต่างพยายามหลบหนีจากเธอ หวังหมู่* ประทานไม้กวาดหยกให้เธอ พร้อมทั้งแต่งตั้งหน้าที่เป็นเทพวิบัตินับตั้งแต่นั้นมา

               ตอนอยู่บนสวรรค์ จ้าวเซวียนซ่อนเร้นนิสัยของตนเอง ใช้ชีวิตด้วยความเกรงกลัวระมัดระวัง ทว่าจิตสะอาดที่สามารถหลุดพ้นจากพลังความชั่วร้ายบนสวรรค์จะเป็นเพียงแค่แกะอ่อนตัวหนึ่งจริงๆ หรือ?

               จ้าวเซวียนพาจ้าวอวี่กลับไปที่ตำบล หลังจากสงบจิตใจลงได้แล้วเธอก็ไปลงสีโลงศพที่ตั้งไว้ในสวนต่อ

               นี่เป็นขั้นตอนสุดท้ายแล้ว พอลงสีเสร็จ โลงศพใบนี้ก็ถือว่าเสร็จสมบูรณ์

               เป็นเพราะโลงศพใบนี้ ทำให้สองวันที่ผ่านมาเธอไม่สามารถจัดการเรื่องอื่นๆ ได้

               พลังของเธอแรงเกินไป พอลงมือจัดการกับเรื่องอื่นๆ ทีไร ความซวยก็จะเกี่ยวพันอยู่รอบตัวไปอีกนาน แม้เธออยากจะเริ่มงานต่อ แต่อย่างน้อยก็ต้องรอไปอีกครึ่งเดือน เธอไม่กล้าฝืนสะกดพลังซวยของตัวเอง ต่อให้เป็นอาจารย์ที่สั่งสอนอบรมคนมาสามสมัยและมีบุญติดตัว ก็ยังไม่มีบุญจะได้ใช้โลงศพที่เธอทำในเวลานี้

               พอจ้าวอวี่กลับมาถึงร้านก็หยิบการบ้านจากกระเป๋าแล้วเริ่มลงมือทำ ก่อนหน้านี้เขายังไปต่อสายโทรศัพท์ที่ถูกจ้าวเซวียนดึงออกให้กลับเป็นเหมือนเดิมอีกด้วย

               เมื่อถึงช่วงพลบค่ำ จ้าวเซวียนเห็นเขายังหมกมุ่นอยู่กับตำราเรียน เลยไม่ได้ส่งเสียงรบกวน ทำเพียงเก็บงานของตัวเองต่อให้เรียบร้อย จากนั้นจึงเข้าครัวไปทำอาหารเย็น

 

               หลังจากนั้นสองวันท้องฟ้าที่มีฝนตกติดต่อกันมาเกือบครึ่งเดือนก็สว่างสดใสในที่สุด

               บรรยากาศหลังฝนตกช่างสดชื่นเป็นพิเศษ

               จ้าวเซวียนทำโลงศพขั้นตอนสุดท้ายเสร็จก็ล้างมือจนสะอาด แล้วสั่งให้จ้าวอวี่ไปหยิบอุปกรณ์เตรียมตัวเดินทางไปบ้านตระกูลหยางพร้อมกับเธอ

               ต้นไม้เก่าแก่ที่บำเพ็ญเพียรได้ไม่ถึงร้อยปีแบบนี้เป็นคู่ต่อสู้ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับให้จ้าวอวี่ซ้อมมือ หากว่าเขาจัดการไม่ได้ เธอค่อยลงมือก็ยังไม่สาย

               นับตั้งแต่คนบ้านตระกูลหยางรู้ว่าหลังภูเขามีต้นไม้เก่าแก่ที่กลายเป็นผี พวกเขาล้วนอยู่ด้วยความหวาดกลัว

               เวลานี้พวกเขาไม่สนใจแม้แต่คนที่ล่วงลับ กระทั่งชายหนุ่มตระกูลหยางก็ยังลืมเรื่องบิดาที่ตายไปแล้ว ถ้าไม่กำจัดต้นไม้นั้นให้สิ้นไป เขาย่อมกินไม่ได้นอนไม่หลับ

               พอจ้าวเซวียนกับศิษย์ไปถึงหมู่บ้านตระกูลหยาง คนตระกูลหยางทั่วทั้งหมู่บ้านต่างพากันออกมาต้อนรับ แม้ในดวงตาของพวกเขาจะเต็มไปด้วยความหวาดกลัว แต่บนใบหน้ายังคงมีรอยยิ้มเจือปนอยู่

               “อาจารย์จ้าวเชิญด้านใน...” ผู้เฒ่าคนหนึ่งเป็นตัวแทนของคนในตระกูลพูดขึ้น

               “ไม่ต้อง พวกเราจะไปจัดการเรื่องนั้นเลย ส่วนพวกคุณไม่ต้องตามมา” จ้าวเซวียนปฏิเสธคำเสนอแนะของผู้เฒ่า ก่อนจะมองไปที่จ้าวอวี่แล้วก้าวเท้าเดินไปยังภูเขาด้านหลังของบ้านตระกูลหยาง

               พอจ้าวอวี่ได้รับสัญญาณจากเธอก็หอบเอาอุปกรณ์ทำมาหากินของตนเองลงจากรถแล้วรีบวิ่งตามจ้าวเซวียนไป

               เห็นศิษย์และอาจารย์เดินจากไปแล้ว คนทั้งหมู่บ้านทำได้เพียงมองหน้ากันอย่างสับสน สุดท้ายผู้อาวุโสของตระกูลจึงเป็นคนเอ่ยขึ้น “ต้าซู่ เรียกเอ้อหวากับพี่น้องของแกตามพวกเราสามคนไปดูหน่อย”

               “คุณปู่ แต่...อาจารย์ไม่ให้พวกเราตามไปไม่ใช่หรือครับ?”หยางต้าซู่ก็คือชายหนุ่มที่ไปซื้อโลงศพนั่นเอง สีหน้าของเขาเป็นกังวล ทั้งลังเลทั้งไม่กล้าไป

               นี่ไม่ใช่การไปจับคนแต่ไปจับผี หากอาจารย์จัดการกับผีตนนั้นไม่ได้ คิดถึงตรงนี้...หยางต้าซู่ก็รู้สึกกลัวจนหัวหด

               “ปู่บอกให้แกไป แกก็ต้องไป พูดมากอยู่ได้!” หยางเหล่าซู่ใช้ไม้เท้าเขกหัวเขาสองทีด้วยความโมโหและมองด้วยความโกรธ ไม่ได้เรื่องเลยจริงๆ

 

               จ้าวเซวียนพาจ้าวอวี่เดินตรงไปในป่าที่มีต้นไม้เก่าแก่อยู่

               วันนี้ท้องฟ้าสดใส ตามหลักแล้วต่อให้ต้นไม้จะมีมากมายเพียงใด อย่างไรเสียก็ยังต้องมีแสงอาทิตย์เล็ดลอดเข้ามาได้บ้าง แต่ป่าแห่งนี้กลับประหลาดมาก ไม่เพียงไม่มีแสงแดดส่องลอดเข้ามาได้ บริเวณโดยรอบยังเหมือนถูกปกคลุมด้วยผ้าคลุมสีดำผืนใหญ่ทำให้มองเห็นไม่ชัดเจน

               นอกจากเสียงฝีเท้าของอาจารย์กับศิษย์คู่นี้แล้ว บริเวณโดยรอบก็ไม่มีเสียงใดๆ อีก กระทั่งเสียงนกร้องก็ยังไม่ได้ยิน รอบทิศทางมีแต่ความน่ากลัววังเวง

               ดวงตาเรียวสวยของจ้าวเซวียนมองลอดทะลุจนถึงแก่น เห็นรากสองเส้นที่ขยับเขยื้อนเสียงดังอยู่ข้างกายพวกเขาแวบหนึ่ง สายตาของเธอเปล่งประกายดูแคลนออกมา เดิมทีนึกว่ามันเป็นต้นไม้น่ากลัวที่ดูดกินกระดูกจนกลายเป็นปีศาจ แต่ดูเหมือนเธอคงคิดมากเกินไป

               จ้าวเซวียนใช้นิ้วมือเรียวสวยวาดภาพบนอากาศเป็นแสงสว่างออกไป

               “ตามไป!” เธอหันไปพูดกับจ้าวอวี่เบาๆ แล้วก้าวเท้าเดินนำหน้าไปก่อน

               จ้าวอวี่กระชับเสื้อแจ็กเก็ต รีบเดินตามหลังจ้าวเซวียนไปติดๆ

               ยิ่งเดินเข้าใกล้ใจกลางป่ามากขึ้นเท่าใด หมอกดำที่อยู่ทั้งสองด้านของแสงสว่างก็ยิ่งเข้มข้นมากขึ้น ในที่สุดมันก็เริ่มปกคลุมจนไม่เห็นแม้กระทั่งนิ้วมือ

               จ้าวเซวียนส่งเสียงหัวเราะเยาะ ไม่สนใจหมอกดำสองด้านที่เริ่มปกคลุมเข้ามา เธอพาจ้าวอวี่เดินตรงไปยังใจกลางของป่า

               ครู่เดียวต้นไม้ยักษ์เก่าแก่ต้นหนึ่งก็ปรากฏอยู่ตรงหน้าของทั้งศิษย์และอาจารย์

               ต้นไม้เก่าแก่ต้นนี้มีขนาดใหญ่มาก เส้นผ่านศูนย์กลางอย่างน้อยน่าจะสักประมาณเจ็ดแปดเมตรได้ กิ่งก้านของมันมีเยอะ หากว่ากันตามหลักการแล้วฤดูใบไม้ร่วงก็ควรจะเป็นฤดูที่ใบไม้ร่วงหล่น ทว่าใบของมันกลับไม่เพียงไม่หลุดร่วง แต่ยิ่งดูมีชีวิตชีวาเหมือนฤดูใบไม้ผลิ ใบไม้สีเขียวอ่อนเป็นมันวาว ดูน่ากลัวและประหลาดมาก

               เหมือนมันจะรู้ถึงเป้าหมายการมาของเธอกับจ้าวอวี่ ดังนั้นตอนที่พวกเธอเดินเข้ามาในป่า พวกมันจึงทำท่าทางแปลกๆ เพื่อที่จะให้จ้าวเซวียนตกใจหนีออกไป

               “อาจารย์ จะทำอย่างไรดี?” จ้าวอวี่มองต้นไม้เก่าแก่น่ากลัวนั้นแล้วแอบลอบกลืนน้ำลาย ต้นไม้ประหลาดอย่างนี้ บอกว่ามันไม่ได้กลายเป็นผีก็ไม่มีใครเชื่อหรอก

               คนบ้านตระกูลหยางตาบอดหรือไง ต้นไม้ใหญ่ประหลาดอย่างนี้ตั้งตระหง่านอยู่ข้างหมู่บ้านกลับไม่มีใครสังเกตเห็น

               อันที่จริงจะต่อว่าคนในหมู่บ้านก็ไม่ได้หรอก เพราะลักษณะในช่วงปกติของมันล้วนแตกต่างจากตอนนี้อย่างสิ้นเชิง หากมองเพียงผิวเผิน มันก็แค่มีขนาดใหญ่กว่าต้นไม้ต้นอื่นๆ อยู่เล็กน้อยเท่านั้น คนในหมู่บ้านจึงไม่ได้รู้สึกแปลกอะไร

               “จะทำยังไงได้ ก็ต้องโค่นน่ะสิ” จ้าวเซวียนมองต้นไม้เก่าแก่ แล้วเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ

               ต่อให้มันจะดูพิเศษอยู่บ้าง แต่ในสายตาของเธอแล้วก็เหมือนๆ กัน อีกทั้งต้นไม้น่ากลัวที่ดูดกระดูกจนกลายเป็นผีแบบนี้ มันย่อมชั่วร้ายมาก

               เธอเพิ่งจะพูดจบ ภายในป่าก็มีลมพัดกระหน่ำจนรอบด้านส่งเสียงดังสวบสาบ เสียงลมดังราวกับเสียงคำรามของต้นไม้เก่าแก่ ผสมผสานกับเสียงแห่งความเกรี้ยวกราด

7.เหตุใดจึงมีกลิ่นของมังกรได้?

               จ้าวเซวียนมองต้นไม้เก่าแก่ที่กำลังสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง จากนั้นก็แค่นเสียงขึ้นจมูก กล่าวอย่างเย็นชา

               “จ้าวอวี่ จัดการ”

               เป็นเพียงปีศาจต้นไม้ต้นเล็กๆ กลับกล้ามาท้าทายเธอ คิดว่าเธอเป็นนักพรตกระจอกๆ ในโลกมนุษย์งั้นสิ!

               “ครับ...” พอรับคำของอาจารย์เสร็จ จ้าวอวี่ก็ไม่กล้ารีรอชักกระบี่ชิงฟงในมือออกมาแล้ววาดไปที่ต้นไม้เก่าแก่ทันที

               ต้นไม้เก่าแก่มีวิญญาณจะไม่ตอบโต้ได้อย่างไร ขณะที่จ้าวอวี่เพิ่งจะลงมือ มันก็เริ่มจู่โจมก่อนแล้ว

               พอมันสั่นกิ่งไม้ขนาดใหญ่ พลังความชั่วร้ายก็เริ่มแผ่กระจายเข้มข้นออกมาจากปลายยอดไม้ เพียงพริบตาเดียวหมอกแห่งความชั่วร้ายก็รวมตัวกันกลายเป็นหัวมังกรสีดำ

               หัวมังกรส่งเสียงร้องคำรามพร้อมแสดงท่าทางโมโห พุ่งตรงไปยังจ้าวอวี่

               จ้าวอวี่ก็ไม่รอช้าเช่นกัน หลายปีมานี้วิชาที่เขาเรียนรู้จากจ้าวเซวียนก็คือวิชาปราบภูตผีปีศาจ ส่วนวิชาอื่นๆ กลับเรียนรู้น้อยมาก

               พอเห็นหัวมังกรพุ่งเข้ามาหาตนเอง ร่างของจ้าวอวี่ก็ขยับหลบหลีกโดยอัตโนมัติ เพียงครู่เดียวก็หายวับไปจากตำแหน่งเดิม และเส้นทางที่เขาหายไป กลับเห็นเพียงเงาอันเลือนราง

               จ้าวเซวียนเห็นกลุ่มหมอกชั่วร้ายรวมตัวกันกลายเป็นหัวมังกร ก็สะบัดแขนออกไปดูดกลุ่มหมอกเหล่านั้นให้มาอยู่ตรงหน้า

               เหตุใดจึงมีกลิ่นของมังกรได้?

               หลังจากเธอรับรู้ได้ถึงต้นตอของกลิ่นในหมอกชั่วร้ายเหล่านั้น ดวงตาเรียวของจ้าวเซวียนก็เบิกกว้างขึ้นพร้อมกับความรู้สึกเดือดดาล ตะคอกด่าเสียงดัง “ปีศาจร้ายช่างบังอาจนัก กล้าดีกระทั่งดูดกินกระดูกมังกร เก็บไว้ไม่ได้แล้ว!”

               ดวงตาแห่งความโกรธเกรี้ยวของเธอซัดสาดออกไป นาทีนี้ไม่รอให้จ้าวอวี่ต่อสู้กับต้นไม้เก่าแก่นั้นอีก เธอลงมือจัดการตบไปยังลำต้นของมันจนหมอกชั่วร้ายที่รวมตัวกันอยู่สลายไป

               เดิมทีนึกว่ามันเพียงแค่ดูดกินกระดูกของพวกปีศาจอื่นๆ จึงทำให้ดูแตกต่างจากปีศาจต้นไม้เก่าแก่ทั่วๆ ไป แต่ไม่นึกเลยว่ามันจะกล้าไปดูดกินแม้กระทั่งกระดูกมังกร

               ปีศาจน้อยชั้นต่ำแบบนี้ล่วงเกินเลือดและกระดูกของมังกรได้อย่างไร!

               ยังดีที่ต้นไม้เก่าแก่ต้นนี้ดูดกินกระดูกมังกรเพียงแค่ระยะเวลาสั้นๆ จึงยังไม่ได้เกิดเรื่องร้ายแรงขึ้น หากว่าปล่อยให้มันเจริญเติบโตต่อไป หลังจากนี้อีกสักร้อยปี ต้นไม้ต้นนี้จะต้องเป็นภัยแน่นอน

               ชั่วขณะที่จ้าวเซวียนตบลำต้นของมันก็มีเสียงร้องครวญครางน่าสมเพชดังสะท้านฟ้า คลื่นเสียงนั้นเสียดแทงจิตวิญญาณของคนจ้าวอวี่ที่พลังยังน้อยอยู่จึงทนเสียงทะลุบาดจิตเช่นนี้ไม่ได้ เพียงไม่นานหูของเขาก็มีเลือดไหลออกมาเป็นทาง

               คิ้วของจ้าวเซวียนขมวดเล็กน้อย เธอชี้ปลายนิ้วไปที่จ้าวอวี่ สกัดกั้นเสียงน่าสมเพชของต้นไม้ไว้แล้วแย่งกระบี่ยาวในมือของเขาพร้อมกับกระโดดไปที่ใต้ต้นไม้ เงื้อกระบี่เพื่อฟัน

               ต้นไม้ปีศาจเหมือนจะรู้ชะตากรรมของตนเองว่าคงไม่รอดแล้ว มันจึงเขย่ากิ่งก้าน เริ่มสร้างกลุ่มหมอกชั่วร้ายเป็นก้อนกลมขนาดใหญ่ขึ้นอีกครั้ง แล้วพุ่งเป้าไปที่ศัตรูตัวฉกาจตรงหน้าด้วยความโมโห

               จ้าวเซวียนเป็นเทพเซียนที่เกิดมาจากหมอกขุ่นมัวบนสวรรค์ หมอกชั่วร้ายเป็นก้อนๆ ที่ต้นไม้เก่าแก่แผ่กระจายออกมา จะทัดทานการเคลื่อนไหวของเธอได้อย่างไรกัน

               มือที่ถือกระบี่ฟาดฟันด้วยพลังมหาศาล พริบตาเดียวก็มีเสียงดังฉึบ! ต้นไม้เก่าแก่พลันถูกตัดขาด!

               เสียงร้องโหยหวนดังเหนือเมฆเป็นเวลานานจึงสงบ ต้นไม้ปีศาจล้มลงกับพื้น ทว่ามันยังไม่ยอมแพ้

               ชั่วขณะที่กำลังล้มลงไป รากที่อยู่ใต้พื้นดินต่างพากันมุดหนีด้วยความหวาดกลัว

               จ้าวเซวียนเหลือบมองเล็กน้อย ก่อนจะตบฝ่ามือลงไปบนพื้น หลังจากภูเขาสั่นสะเทือนได้สักพัก รากต้นไม้ก็ถูกเขย่าจนโผล่ออกมาเหนือพื้นดิน

               รากต้นไม้เนียนเรียบใสเหมือนแก้วแผ่กระจายความเหน็บหนาวน่ากลัวไปทั่วผืนป่า ชั่วขณะที่พวกมันโผล่พ้นจากดินก็มีลักษณะเหมือนงูเหลือมที่พันอยู่ด้วยกัน ฟาดตีพื้นดิน หลบหนีกันไปทุกทิศทาง

               จ้าวเซวียนจะปล่อยให้พวกมันหนีรอดไปได้อย่างไร พอเธอดีดนิ้วทันใดนั้นประกายไฟก็ลุกโชนเผารากต้นไม้ที่ดิ้นเหมือนกับงูขณะที่ประกายไฟลุกลามไปโดนรากไม้ก็เกิดเสียงร้องดังสนั่น ไฟร้อนแรงแผดเผาเพียงครู่เดียวรากไม้ก็กลายเป็นเถ้าถ่าน หลังจากไฟเผาผลาญรากต้นไม้แล้วก็ลุกลามไปเผาลำต้นต่ออย่างรวดเร็ว

               เมื่อไฟเผาซากต้นไม้ปีศาจจนหมดสิ้นแล้ว จ้าวเซวียนจึงเก็บไฟกลับคืนแล้วมองเถ้าธุลีของมันพร้อมกับขมวดคิ้ว เธอนิ่งเงียบอยู่นานก่อนจะหันไปกล่าวกับจ้าวอวี่ที่ยืนอยู่อีกด้าน “ไปหาดูสิว่ามีอะไรหลงเหลืออยู่อีกหรือเปล่า”

               “ครับ” จ้าวอวี่รับคำโดยสัญชาตญาณ หลังเบิกตาทั้งคู่จนกว้าง มองจ้าวเซวียนด้วยความทึ่งแล้วเขาก็นั่งยองๆ เพื่อตรวจสอบเถ้าธุลีอย่างละเอียด

               ท่าฟันกระบี่ของอาจารย์เมื่อสักครู่ราวกับเป็นเรื่องง่ายดายและเท่มาก เพียงกระบี่เดียวก็สามารถฟันต้นไม้ปีศาจขาดเป็นสองท่อน เขายังต้องฝึกฝนอีกนานเท่าไรจึงจะสามารถทำได้เหมือนอาจารย์?

               ถึงแม้จ้าวอวี่จะเป็นคนที่จ้าวเซวียนเลี้ยงดูมาจนโต การฝึกฝนย่อมเป็นสิ่งที่จ้าวเซวียนสั่งสอนมากับมือ แต่หลายปีมานี้เขาไม่เคยเห็นอาจารย์ใช้กระบี่เลยจริงๆ มากสุดก็แค่ดีดนิ้ว แค่การดีดนิ้วเบาๆ ก็สามารถจัดการกับปัญหาทุกเรื่องที่เขาจัดการไม่ได้

               อาจารย์สุดยอดมาก เขาต้องรีบฝึกซ้อมให้มากขึ้นเสียแล้ว จะให้อาจารย์เสียหน้าไม่ได้

 

               ป่าไม้สงบนิ่งราวกับไม่เคยมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นมาก่อน

               ไม่ว่าใครก็คาดเดาไม่ออกว่าในป่าเล็กๆ ที่อยู่ใกล้กับหมู่บ้านจะเคยมีต้นไม้ปีศาจอาศัยอยู่

               จ้าวอวี่ค้นหาสิ่งของบางอย่างในเถ้าธุลีอยู่เป็นเวลานานในที่สุดเขาก็หยิบบางอย่างที่มีลักษณะคล้ายกับก้อนหินสีดำขนาดประมาณฝ่ามือขึ้นมา ขบคิดเพียงครู่จึงหันไปกล่าวกับจ้าวเซวียนที่ยืนรออยู่ด้านข้าง “อาจารย์ ของสิ่งนี้คืออะไรเหรอ?”

               ชายหนุ่มเดินถือสิ่งของที่คล้ายก้อนหินมาหยุดอยู่ตรงหน้าจ้าวเซวียนก่อนจะยื่นให้

               เธอรับมาพิจารณาดูสักพัก ดวงตาเรียวสวยแสดงออกถึงความเสียดาย พร้อมกับถอนใจเบาๆ อธิบายให้ลูกศิษย์ฟัง “นี่คือกระดูกมังกรที่ถูกต้นไม้เก่าแก่ดูดกิน ถึงแม้มันจะกลายเป็นปีศาจเพียงช่วงเวลาสั้นๆ แต่จุดเริ่มต้นของมันกลับสูงมาก”

               ปีศาจต้นไม้เก่าแก่ยังฝึกบำเพ็ญไม่นานจึงไม่สามารถดูดกินกระดูกมังกรได้ทั้งหมด ดูเหมือนมันอยากจะเอาวิชาที่ตนเองฝึกฝนมาหลอมรวมกับกระดูกมังกรเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียว ทว่าการทำเช่นนี้ถือเป็นเพียงวิธีหยาบๆ มันจะสามารถผสมผสานกับกระดูกมังกรได้อย่างไร?

               น่าเสียดายที่กระดูกมังกรชิ้นนี้ถูกหมอกชั่วร้ายของต้นไม้เก่าแก่ทำให้แปดเปื้อน พลังชั่วจึงเข้มข้น สูญเสียลักษณะกระดูกหยกแต่เดิมที่ควรจะเป็น!

               “มังกร กระดูกมังกร? ในโลกนี้มีมังกรจริงๆ เหรอครับอาจารย์?” จ้าวอวี่มีท่าทีตกใจ ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นทันที

               จ้าวเซวียนเก็บกระดูกมังกรที่แปดเปื้อนเอาไว้ แล้วมองท่าทางตื่นตะลึงของลูกศิษย์ ก่อนจะกล่าวอย่างติดตลก “เธอก็เป็นลูกหลานมังกรไม่ใช่เหรอ!”

               “มีมังกรจริงๆ ด้วย! อาจารย์ เขามังกรเหมือนกวางและมีห้ากรงเล็บเหมือนในเรื่องไซอิ๋วหรือเปล่า?”

               จ้าวอวี่เพิ่งอายุได้เพียงสิบหกปี จึงเป็นวัยที่กำลังอยากรู้อยากเห็น ถึงปกติเขาจะดูนิ่งๆ คล้ายผู้ใหญ่ แต่พอได้เจอเรื่องประหลาดแบบนี้ก็ยังแสดงความตื่นเต้นเหมือนเด็กออกมาอยู่ดี

               จ้าวเซวียนได้ยินเขาเอ่ยถึงเรื่องไซอิ๋ว ใบหน้าขาวอิ่มเอิบก็แอบกระตุกเล็กน้อย

               “อืม” เธอตอบเสียงเรียบแล้วคืนกระบี่ชิงฟงให้กับลูกศิษย์จากนั้นก็เดินออกจากป่า

               “อ้าว อาจารย์ รอผมก่อน พูดเรื่องมังกรให้ฟังบ้างสิ!” จ้าวอวี่เก็บกระบี่แล้วเดินตามพลางตะโกนไล่หลังจ้าวเซวียนไป

               มังกร...มังกรตามตำนาน ว้าว...สัตว์มงคลแบบนี้มีอยู่จริงๆ ด้วย ไม่ใช่มีแค่ในนิทาน!

               เฮ้อ ในเวลานี้จ้าวอวี่ลืมสถานะของตนเองไปหมดแล้ว

               “มีอะไรให้เล่ากัน ดูทีวีก็รู้แล้วไม่ใช่เหรอ?” จ้าวเซวียนไม่อยากจะสนใจเขา

               “ทีวีมีแต่เรื่องแต่งในบทละคร มีจริงเสียที่ไหน” จ้าวอวี่ยังคงเซ้าซี้ไม่ลดละ

               “ถึงจะแต่งยังไง แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากเรื่องจริง”หญิงสาวพลันนึกถึงสถานีช่องหนึ่งที่ช่วงนี้ชอบถ่ายทอดหนังเรื่องไซอิ๋วเป็นบ้าเป็นหลัง

               เธอสงสัยมากว่านายอู่ที่เขียนเรื่องไซอิ๋วจะเป็นลูกศิษย์ของเทพเซียนคนใดคนหนึ่งหรือเปล่า ไม่อย่างนั้นเขาจะเขียนเรื่องที่ลิงหงอคงอาละวาดบนสวรรค์ละเอียดขนาดนี้ได้อย่างไร

               ลิงหงอคงกับเธอก็น่าสงสารพอๆ กัน เพราะล้วนถูกพวกเทพเซียนจอมทะนงตนบนสวรรค์ดูถูกดูแคลน

               ทั้งสองเดินพูดคุยกันออกมาจนถึงบริเวณชายป่าก็พบคนของบ้านตระกูลหยางสามคนนอนสลบอยู่กับพื้น

               หยางต้าซู่พาพี่น้องสองคนมาด้วย เดิมทีพวกเขาคิดจะตามจ้าวเซวียนกับจ้าวอวี่เข้าไปในป่าเพื่อดูการจับปีศาจ แต่นึกไม่ถึงว่าเพิ่งจะเดินเข้าไปได้ไม่นานก็ถูกหมอกดำโจมตี ช่างโชคร้ายจริงๆ ไม่ทันรู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นก็เป็นลมไปเสียแล้ว

               จ้าวเซวียนพินิจดูสภาพของคนทั้งสาม พวกเขาเพียงแค่โดนหมอกชั่วเข้าร่าง ไม่เป็นอะไรมาก เธอจึงใช้นิ้วเรียวงามปัดเอาหมอกชั่วเหล่านั้นบนใบหน้าของพวกเขาออกไป จากนั้นก็พากลับไปที่หมู่บ้านพร้อมกับจ้าวอวี่

8.เหมือนว่า...โลงศพของข้าจะเสียหาย

               เมื่อคนบ้านตระกูลหยางเห็นสามพี่น้องถูกหิ้วกลับมาก็พากันหวาดกลัวและตื่นตกใจ

               “อาจารย์จ้าว พวกเขาเป็นอะไร?” ปู่หยางเดินไปตรงหน้าจ้าวเซวียน

               “ไม่เป็นอะไรมาก เพียงแค่โดนหมอกชั่วเข้าร่าง หลับสักพักก็หาย” กล่าวจบจ้าวเซวียนก็มอบทั้งสามให้กับคนในบ้านของพวกเขา

                “ตอนนี้ฉันทำลายต้นไม้เก่าแก่ไปแล้ว วันนี้แดดไม่เลวเลย พวกคุณไปหาคนมา เดี๋ยวไปสุสานพร้อมกัน ฉันจะได้ชี้จุดฝัง”

               “ครับ ผมจะให้ลุงใหญ่ตามอาจารย์ไป” ปู่หยางไม่กล้ารอช้าพอรับคำเสร็จก็รีบตะโกนเรียกลุงของหยางต้าซู่ ให้เขาไปที่สุสานพร้อมกับจ้าวเซวียน

               เมื่อถึงสุสาน จ้าวเซวียนหรี่ตากวาดมองรอบหนึ่ง เพื่อกำหนดจุดฝังให้แน่นอน

               “ตรงนี้แล้วกัน วันพรุ่งนี้เวลาตีสาม คุณเอาศพออกจากโลงพอถึงตีห้าสี่สิบห้าค่อยเอาลงฝังที่นี่”

               กำหนดการนำศพออกจากโลงและลงฝังเป็นเรื่องที่ต้องพิถีพิถัน ช่วงเวลานำศพออกจากโลงที่ดีที่สุดไม่ใช่ตอนฝนตก แต่เวลาลงฝังที่ดีนั้นกลับตรงกันข้าม เจอฝนย่อมเป็นมงคลที่สุด

               พรุ่งนี้เช้าช่วงประมาณหกโมงครึ่งจะมีฝนตกอีก เป็นเวลาดีสำหรับการฝังศพ ฝนตกชุ่มฉ่ำแต่ละรุ่นร่ำรวย คนรุ่นหลังจะมีโอกาสเจริญงอกงาม ร่ำรวยมีฐานะ

               จ้าวเซวียนถามวันเดือนปีเกิดของผู้ตายจากลุงบ้านตระกูลหยาง จัดลำดับสักครู่ก็กล่าวสำทับ “คนที่เกิดปีไก่กับปีมังกร วันพรุ่งนี้ต้องหลบหน่อย”

               ลุงใหญ่บ้านตระกูลหยางแสดงความเคารพนบนอบ จดจำคำสั่งของจ้าวเซวียนไว้อย่างดี ตอนนี้เขาเชื่อคำพูดของเธอมาก

               เธอสามารถชี้จุดฝังโดยไม่มีแม้กระทั่งอุปกรณ์ทำมาหากินของพวกหมอดูหรือกระดานสำรวจทิศ

               หลังจากจ้าวเซวียนช่วยชี้จุดฝังเสร็จเรียบร้อยจึงเดินทางกลับไปที่ตำบลพร้อมกับจ้าวอวี่ ส่วนเรื่องนำศพออกจากโลงพรุ่งนี้เช้า เธอไม่จำเป็นต้องไปยุ่งเกี่ยวแล้ว เพราะในตำบลหลงอวิ๋นมีนักพรตที่ร้องนำทางเวลาทำพิธีศพ ดังนั้นเธอจึงไม่ต้องเสนอหน้า

               เมื่อจ้าวเซวียนเดินทางกลับไปแล้ว หมู่บ้านตระกูลหยางก็เกิดเรื่องขึ้น ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดคนที่ช่วยจัดการงานศพต่างพากันท้องเสียในช่วงเวลาดึกๆ ยังดีที่เป็นวันที่สองซึ่งต้องทำเพียงแค่ส่งโลง ไม่จำเป็นต้องยกโลงแล้ว มิเช่นนั้นคงไม่มีเรี่ยวแรงทำเป็นแน่

               ตอนนี้เพิ่งผ่านพ้นปีทองไป รัฐบาลสนับสนุนให้เผาศพอย่างเต็มที่ แต่คนทำอาชีพยกโลงยังมีอยู่ ไม่ได้ถอยออกจากเวทีประวัติศาสตร์แต่อย่างใด

               จ้าวเซวียนและจ้าวอวี่กลับมาถึงตำบลในเวลาใกล้จะเที่ยง เรื่องแรกที่จ้าวอวี่ทำหลังจากกลับถึงบ้านก็คือเช็ดกระบี่ของตนเองให้สะอาด

               ตอนเขาอายุได้สิบสองปี จ้าวเซวียนก็มอบกระบี่เล่มนี้ให้มันจึงกลายเป็นของรักของเขา เมื่อถูกสิ่งชั่วร้ายแปดเปื้อน ในใจจึงรู้สึกไม่ค่อยดี

               “ช่วงนี้ฉันจะปิดร้านเพื่อบำเพ็ญตนสักครึ่งเดือน วันนี้เธอก็กลับไปโรงเรียนแล้วกัน” จ้าวเซวียนกลับมาถึงบ้านก็อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า

               “ครับ! ถ้างั้นผมเก็บของสักครู่ก็จะกลับไปโรงเรียนแล้ว”

               ทุกครั้งที่อาจารย์ลงมือจัดการเรื่องบางอย่างเสร็จสิ้นก็จะเริ่มบำเพ็ญตนพักผ่อนเป็นระยะเวลาหนึ่ง เขาเคยชินเสียแล้ว

               จ้าวอวี่ห้อยกระบี่ไว้บนผนังกลางห้องโถงแล้วเข้าไปเก็บของเปลี่ยนเสื้อผ้าในห้อง เขาแบกกระเป๋าหนังสือออกมา กล่าวลาจ้าวเซวียนเพื่อกลับไปโรงเรียน

               หลังจากจ้าวเซวียนไล่ลูกศิษย์ไปแล้วก็เดินไปปิดประตูร้านก่อนจะกลับมานั่งบนเก้าอี้โยกในสวน ค่อยๆ เหยียบแท่นกระดานโยกเก้าอี้ไปมาอย่างสบายใจ

               พลังระดับเธอยังจะต้องบำเพ็ญอะไรอีก ต่อให้บำเพ็ญจนถึงวันสิ้นโลกก็ไม่มีประโยชน์ต่อพลังซวยอันแข็งแกร่งนี้

               เฮ้อ! คงต้องรอให้จ้าวอวี่เรียนจบ เธอค่อยย้ายไปเป็นเพื่อนบ้านอิ๋งเจิ้ง เขาจะได้ช่วยสกัดพลังให้

               บนโลกใบนี้มีเพียงแค่สองคนเท่านั้นที่ไม่กลัวพลังซวยของเธอ คนหนึ่งคืออิ๋งเจิ้งที่เธอใช้เลือดเทพเซียนหล่อเลี้ยง ส่วนอีกคนก็คือลูกศิษย์ที่ชะตาผูกพัน

               ในเมื่อจ้าวอวี่เคารพเธอเป็นอาจารย์ ดวงชะตาระหว่างอาจารย์กับศิษย์จึงสัมพันธ์ผูกพันกัน ทว่าหลังจากเธอใช้พละกำลังไปแล้วต่อให้เป็นจ้าวอวี่ก็ไม่สามารถรับพลังซวยนี้ไหว ดังนั้นจึงจำเป็นต้องไล่ให้เขากลับไปโรงเรียน เพื่อหลบพลังซวยของเธอที่แรงสุดๆ ในช่วงครึ่งเดือนนี้

               จ้าวเซวียนพึงพอใจกับพลังซวยของตนเองในช่วงนี้มาก เพราะมันส่งผลให้เกิดเรื่องราวเพียงเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น

               หญิงสาวโยกเก้าอี้เล่นด้วยอารมณ์เบื่อหน่าย ไม่นานก็หยิบกระดูกมังกรที่ได้มาจากปีศาจต้นไม้เก่าแก่ออกมาเพื่อจะได้พิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วน

               หลังจากพินิจอยู่นานสองนาน หญิงสาวก็หลุบตาลง สีหน้าบ่งบอกถึงความเสียดาย

               ช่วงแรกที่มาอาศัยอยู่ตำบลหลงอวิ๋น เธอสัมผัสได้ว่าตำบลเล็กๆ แห่งนี้มีกลิ่นมังกรบางเบาปกคลุมอยู่ ตอนนั้นจึงคาดเดาว่าอาจเกิดจากมังกรที่ประสบชะตากรรมเหมือนกับเธอจนต้องระเห็จลงมาอยู่บนโลกมนุษย์...

               แต่คงไม่ใช่ระเห็จเสียแล้ว นี่มันหินร่วงลงมาต่างหาก ดูเหมือนกระดูกมังกรชิ้นนี้คงร่วงลงมาได้หลายปีแล้ว ทว่าเธอยังไม่ทราบสาเหตุการตายของมันอยู่ดี

               ตู๊ด...ตู๊ด... เสียงโทรศัพท์ในบ้านพลันดังขึ้น ดึงจ้าวเซวียนที่กำลังตกอยู่ในภวังค์ความคิดกลับสู่โลกแห่งความเป็นจริง คิ้วโก่งของเธอขมวดเล็กน้อย ก่อนจะเก็บกระดูกมังกรให้เรียบร้อย แล้วลุกเดินไปหน้าร้าน

               เธอดึงสายโทรศัพท์ออกไปแล้วไม่ใช่เหรอ? ทำไมถึงยังดังได้อีก?

               คิดทบทวนสักครู่ เธอก็ส่ายหน้ายิ้มน้อยๆ เป็นจ้าวอวี่ที่ต่อสายโทรศัพท์ให้แน่เลย!

               ช่างเถอะ เดือนหน้าเธอจะไม่จ่ายค่าโทรศัพท์ ดูสิว่ายังจะมีใครโทรเข้ามาได้อีก

               “ฮัลโหล นั่นใคร?” จ้าวเซวียนยกหูโทรศัพท์ขึ้นแล้วถามเสียงเรียบ

               “ท่าน...เทพ...จ้าว” เสียงแข็งกระด้างดังมาจากปลายสาย

               เมื่อฟังเสียง จ้าวเซวียนก็ทายได้ทันทีว่าเป็นใคร ดวงตาทั้งคู่ของเธอเปล่งประกายสว่างสดใส เผยรอยยิ้มน้อยๆ ก่อนจะเขย่งเท้าขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้สูง เอ่ยอย่างติดตลกกับฝ่ายตรงข้าม “โอ๊ย พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตกหรือไง ในที่สุดเจ้าก็ยอมออกมาจากสุสานคนตายของตนเองจนได้!”

               “เหมือนว่า...โลงศพของข้าจะเสียหาย”

               จ้าวเซวียนกะพริบตาแทบไม่อยากจะเชื่อ “เพิ่งทำมาได้ไม่กี่สิบปี จะเสียหายได้ไง? นี่ เจ้าอย่ามาอำเล่นดีกว่า ของที่ข้าทำขึ้นมาจะเสียหายง่ายๆ ได้อย่างไร?”

               บ้าแล้ว ของที่เทพเซียนผลิตขึ้นมาจะเสียหายได้ยังไง?

               ไม่มีเหตุผลเอาซะเลย!

 

               จ้าวเซวียนยกโทรศัพท์ออกห่างจากหู

               ใบหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย เธอคิดว่าตนเองอาจจะหูฝาดไป

               โลงศพของอิ๋งเจิ้งใบนั้น เธอต้องเดินทางไปในภูเขาลึกเพื่อค้นหาไม้สักทองมาทำโดยเฉพาะ เป็นไปไม่ได้ที่เพิ่งใช้งานไม่กี่ปีก็เสียหายแล้ว!

               “เสีย...แล้ว...จริงๆ!”

               อิ๋งเจิ้งถือโทรศัพท์แน่น สีหน้าไร้ความรู้สึก ดวงตาคู่นั้นราบเรียบเหมือนผิวน้ำ ไม่มีอาการกระโตกกระตาก รอบตัวแผ่กลิ่นอายเย็นยะเยือกเหมือนต้องการส่งสัญญาณถึงคนเป็นๆ ว่าห้ามเข้าใกล้

               เขาสวมชุดกี่เพ้าสีม่วงทั้งตัว เส้นผมยาวโบกสะบัด ใบหน้ามีเค้าโครงชัดเจนราวกับรูปแกะสลักทำให้ดูน่าเกรงขามขึ้นไปอีกหลายส่วน การแต่งกายที่แตกต่างจากคนธรรมดาทั่วไปเช่นนี้จึงกลายเป็นจุดเรียกร้องความสนใจของคนบนท้องถนน ในยามนี้เขาจึงเหมือนเป็นทิวทัศน์อีกแบบหนึ่งในสายตาของคนอื่นๆ

               เมื่อเห็นสายตาของผู้คนที่เดินผ่านไปมา อิ๋งเจิ้งก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย ทว่าใบหน้าที่แข็งกระด้างจนเกินไปนั้นทำให้การขมวดคิ้วของเขาเหมือนจับคิ้วมาเต้นระบำ คนอื่นๆ จึงอดขำไม่ได้

               อิ๋งเจิ้งกวาดตามองผู้คนที่แอบดูตนเอง พลันดวงตาคู่นั้นก็เปล่งประกายเข้มขึ้นด้วยความโกรธ

               ชาวบ้านพวกนี้บังอาจมองเจิ้น!

               อิ๋งเจิ้งกำลังจะโมโห ทว่าอยู่ดีๆ ในสมองพลันปรากฏภาพเซียนคนหนึ่งกำลังนั่งไขว่ห้างพร้อมแทะขาไก่อัปเดตความรู้ให้กับเขา

               ตอนนี้เป็นยุคกฎหมาย การฆ่าคนถือเป็นความผิด...

               เจ้าจะทำให้คนอื่นรู้ว่าเป็นผีดิบไม่ได้ ไม่งั้นเตรียมตัวถูกจับไปสไลด์เป็นแผ่นๆ ได้เลย...

               อิ๋งเจิ้งรู้สึกหวาดหวั่น เอวเกร็งจนต้องยืดหลังตรง ดวงตาทั้งคู่แอบมองโดยรอบอย่างระมัดระวัง

               นี่เป็นครั้งแรกที่อิ๋งเจิ้งออกมาจากสุสานฮ่องเต้ ดังนั้นจึงยังไม่คุ้นเคยกับสภาพสังคมในปัจจุบัน ทุกอย่างที่เขารู้ล้วนเป็นคำบอกเล่าจากผู้หญิงที่อ้างตนว่าเป็นเซียนคนนั้น

               อย่างเช่น ‘ส่งเสียงพันลี้’ ที่ถืออยู่ในมือตอนนี้ก็เป็นเธอที่บอกกับเขา

               เมื่อก่อนต่อให้เธอพูดจนปากเปียกปากแฉะ เขาก็ไม่เคยสนใจจดจำคำพูดของเธอ

               เขาเป็นถึงจิ๋นซีฮ่องเต้ มหาจักรพรรดิที่รวบรวมหกแคว้นให้เป็นหนึ่ง แล้วจะมีเรื่องราวใดบนโลกใบนี้ที่ไม่เคยเห็นอีก?

               แต่หลังจากที่ได้ประสบเหตุการณ์มากมาย เขาจึงได้รู้ว่าสิ่งที่เธอพูดล้วนเป็นความจริง

               “ในสุสานของเจ้ายังมีโลงหินอีกอันไม่ใช่เหรอ ถ้างั้นระยะนี้ก็นอนในโลงหินไปก่อนแล้วกัน!” หญิงสาวขมวดคิ้วอย่างแปลกใจ

               ขายหน้าหมด!

               ถึงแม้อิ๋งเจิ้งจะมองไม่เห็นรอยยิ้มเจื่อนๆ ของเธอ แต่ช่างประหลาดนัก เขากลับรู้สึกได้ว่าเซียนผู้นี้จะต้องรู้สึกขายหน้ามากเป็นแน่

               “อืม” อิ๋งเจิ้งรับคำด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก

               ตอนนี้ในใจของอิ๋งเจิ้งรู้สึกสับสนมาก เจิ้นเป็นถึงบุตรของสวรรค์ เจ้ากลับให้เจิ้นไปนอนในโลงหิน...

               จ้าวเซวียนไม่สนใจว่าอิ๋งเจิ้งจะคิดอย่างไร เขานอนในโลงหินมาได้พันสองพันปีแล้ว กลับไปนอนต่ออีกสักพักจะเป็นไรไป

9.เธอกลับมาตั้งแต่เมื่อไร?

               คนสนิทอุตส่าห์โทรหาทั้งที จ้าวเซวียนหรี่ดวงตาเรียวงาม พร้อมสะบัดขาเป็นพักๆ พูดคุยกับอิ๋งเจิ้งไปเรื่อย

               หญิงสาวเอ่ยแซว “เจ้าเอาเงินจากไหนมาโทรศัพท์หาข้า?”

               อันที่จริงเธออยากจะรู้เรื่องนี้ที่สุด

               อิ๋งเจิ้งนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เขาไม่มีวันบอกให้เธอฟังหรอกว่าเขา...เอา ‘กระดาษ’ ของคนอื่นมาโทร!  นี่เป็นสิ่งที่เขาเรียนรู้และเลียนแบบตามคนอื่น ส่วนประเด็นที่ว่าทำไมคนสมัยนี้ใช้ ‘กระดาษ’ แทนเงิน ฮ่องเต้เมื่อพันปีก่อนก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี

               จ้าวเซวียนไม่สนใจที่เขานิ่งเงียบไป เธอสลัดประเด็นนี้ทิ้ง “ข้าไม่อยากจะว่าหรอกนะ แต่สุสานคนตายของเจ้ามีอะไรน่าอยู่หนักหนา เจ้าควรจะออกมาเดินดูโลกภายนอกตั้งนานแล้ว!”

               อิ๋งเจิ้งยังคงมีสีหน้าไร้ความรู้สึกพร้อมทำตัวนิ่งเงียบ

               “หากเจ้าไม่ออกมาจากสุสาน ต่อไปก็จะหลุดออกจากสังคมนี้...แต่เจ้าเป็นผีดิบ เดิมทีก็หลุดจากสังคมอยู่แล้วนี่นา!”

               อิ๋งเจิ้งยังคงนิ่งเงียบ ไม่ตอบเธอสักคำ

               “เอาล่ะ ไม่พูดแล้ว อีกสองสามวันข้าจะไปหาเจ้า! แล้วช่วยซ่อมโลงศพให้แล้วกัน” พูดกับตัวเองอยู่นานสองนาน ในที่สุดจ้าวเซวียนก็เริ่มรู้สึกเบื่อบ้างแล้ว

               เธอเพิ่งพูดจบก็มีเสียงตู๊ด...ตู๊ด... ดังออกมาจากโทรศัพท์ เห็นได้ชัดว่าเขาคงอยากจะวางสายนานแล้ว

               จ้าวเซวียนชายตามองโทรศัพท์ก่อนจะส่งเสียงหัวเราะจากนั้นเธอก็ลุกขึ้นเดินกลับไปยังสวนหลังบ้าน

               ระยะนี้พลังซวยของเธอแกร่งเกินไปจึงไม่สามารถออกจากบ้านได้ รอให้ผ่านพ้นช่วงนี้ไปก่อน เธอค่อยไปหาอิ๋งเจิ้งที่สุสานฮ่องเต้ไปดูสิว่าเขานอนอย่างไรถึงทำให้โลงศพเสียหายได้ หลังจากนั้นค่อยหาโอกาสลากตัวเขาออกมาจากสุสานคนตาย!

               โลกใบนี้สีสันสวยงาม หากมัวแต่ซุกตัวอยู่ในสุสานก็น่าเสียดายแต่เขาช่างมีความอดทนดีจริงๆ วันๆ มีคนล้อมรอบนอกสุสานมากมาย กลับไม่รู้สึกอะไรเลย

               พออิ๋งเจิ้งวางสายแล้วก็ยื่นแบงก์สีแดงที่ขโมยมาจากคนอื่นให้กับเจ้าของร้านโทรศัพท์ ก่อนจะเดินออกจากร้านไป

               “อ้าว คุณ...ยังไม่ได้ทอนเงินให้เลย...” เจ้าของร้านโทรศัพท์เตรียมจะหาเงินทอนให้ แต่กลับพบว่าอิ๋งเจิ้งเดินจากไปแล้ว เขารีบยื่นหัวโผล่ออกมาจากร้านแล้วตะโกนไล่ตามหลัง

               อิ๋งเจิ้งเหมือนไม่ได้ยิน ร่างของเขาหายไปจากสายตาของเจ้าของร้านในพริบตา

               “ไม่ได้ยินข่าวว่ามีกองถ่ายมาที่ปิงหม่าหย่ง* สักหน่อย นักแสดงคนนี้ท่าทางดูดีมาก เท่ด้วย หน้าตาก็ดี ต้องดังแน่ๆ” เจ้าของร้านเอ่ยขึ้น จากนั้นก็เก็บเอาเงินทอนเข้าไปในลิ้นชัก

               เจ้าของร้านโทรศัพท์คิดว่าอิ๋งเจิ้งที่ปล่อยผมยาว แต่งกายด้วยชุดโบราณเป็นนักแสดงที่มาถ่ายทำละครที่ปิงหม่าหย่งไปเสียแล้ว!

 

               ช่วงเวลายามค่ำคืนในตัวเมือง แสงไฟเริ่มส่องสว่าง

               หลอดนีออนส่องแสงเรืองรองไปทั่วเมือง บนถนนลาดยางมีเสียงรถยนต์ขับผ่านไปเป็นพักๆ ไม่ขาดสาย

               ปรอยฝนสาดส่ายไปตามสายลม เย็นชุ่มฉ่ำ ซาบซ่านเข้าไปในใจคน อิ๋งเจิ้งยืนนิ่งอยู่บนดาดฟ้าของตึกที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง ดวงตาสีเลือดก้มมองพื้นแผ่นดินด้านล่าง

               เขามองภาพทิวทัศน์ที่เจริญรุ่งเรืองอยู่ครู่หนึ่ง ดวงตาเปล่งประกายกลับหม่นหมองลง เสียงถอนใจเต็มไปด้วยความมืดมน

               หลังจากดูแผ่นดินที่ไม่คุ้นเคยผืนนี้สักพัก เขาก็ก้าวเท้าหนักๆ เดินหายไปในความมืด

               ราวกับความฝัน พอตื่นขึ้นมาอีกที ทุกอย่างก็พลันเปลี่ยนแปลงไป

               ตอนนั้นเขาทะนงตน อยากได้ยาอายุวัฒนะ ด้วยหวังว่าแคว้นฉินจะสามารถเจริญรุ่งเรืองเป็นพันเป็นหมื่นปีภายใต้การปกครองของตนเอง

               แต่ท้ายที่สุดกลับหลีกหนีความตายไม่พ้นอยู่ดี ฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่ในโลกมนุษย์ยังมิอาจต้านแรงแห่งวันเวลาได้ ตอนที่เขายังมีชีวิตอยู่ทำสงครามสู้รบมากมายจนได้มาซึ่งแผ่นดินกว้างใหญ่ เป็นผู้ที่คนทั่วทั้งใต้หล้าต่างเกรงขาม แม้กระทั่งยมโลกเขาก็พยายามทำการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งความเป็นหนึ่ง

               แต่เรื่องใดล้วนไม่อาจคาดคะเน สุดท้ายเขาก็ไม่อาจเอาจิตใจทระนงของตนไปสู่ยมโลกด้วย แต่ยังคงติดอยู่บนโลกมนุษย์นี้

               ท่านเซียนจ้าวบอกว่าวิญญาณของเขาถูกคนจับขังเอาไว้ในร่างทำให้ไปไหนไม่ได้ ดังนั้นเขาจึงตกอยู่ในสภาพคนก็ไม่ใช่ ผีก็ไม่เชิงแบบนี้

               เขาหลุดจากสามภพ ไม่เกิดและไม่ตาย โลกมนุษย์สำหรับเขาแล้วล้วนไม่มีความหมาย

               อิ๋งเจิ้งตัดสินใจย้อนกลับไปยังสุสานฮ่องเต้

               เมื่อเห็นตุ๊กตามนุษย์ที่ถูกขุดขึ้นมารอบสุสานฮ่องเต้ ดวงตาสีแดงของเขาราวกับมีเปลวไฟจุดติด ความโมโหปะทุขึ้นมาในอกความรู้สึกไม่ชอบใจที่ไม่เคยมีมาก่อนก็แผ่กระจายตามออกมาด้วยเช่นกัน

               เขายกเท้าข้างหนึ่งขึ้น ลังเลอยู่นาน สุดท้ายก็วางมันลงอย่างจนปัญญา จากนั้นก็หมุนตัวเดินหายไปภายใต้ความมืดมิด

               จู่ๆ ก็นึกถึงน้ำเสียงหวานที่เคยกล่าวคำเตือน ราวกับมีคลื่นยักษ์พุ่งกระทบเข้าตรงหัวใจของเขา

               “อิ๋งเจิ้ง พวกเราควรมีชีวิตอยู่กับปัจจุบัน สรรพสิ่งล้วนมีกฎเกณฑ์ของมัน ยุคสมัยก็มีการเปลี่ยนแปลง เหมือนกับคลื่นที่มีขึ้นและมีลง สวรรค์มีกำหนด ราชวงศ์ฉินห่างจากปัจจุบันสองพันปี คนรุ่นหลังต่างให้ความเคารพยำเกรงเจ้า ยกย่องเจ้าให้เป็นฮ่องเต้พันปีต่อให้เวลาผ่านไปนานแค่ไหนก็ไม่สามารถจะลบล้างความยิ่งใหญ่ของเจ้าได้ ส่วนเรื่องความดีความชั่ว ปล่อยให้คนแต่ละรุ่นตัดสินกันเองเถอะ ส่วนพวกเราในเมื่อโชคดีฟื้นขึ้นมาในโลกที่เจริญรุ่งเรืองแบบนี้แล้ว ไม่สู้วางเรื่องเก่าๆ ลงแล้วก้าวเดินไปข้างหน้า...”

 

               ภายในใจของอิ๋งเจิ้งมีความรู้สึกเช่นไร จ้าวเซวียนย่อมไม่อาจรู้

               เธอถูกธาตุแท้บังคับจึงทำได้เพียงอยู่ในร้านขายโลงศพของตนเองอย่างเดียวดาย

               จ้าวเซวียนคอยสังเกตกระดูกมังกรที่ได้มาจากต้นไม้ปีศาจ
เก่าแก่ ทันใดนั้นดวงตาสวยก็เชิดขึ้น ความคิดหนึ่งพลันเกิดขึ้นมา

               เธอตัดสินใจแล้วว่าจะใช้กระดูกมังกรชิ้นนี้ซ่อมโลงศพให้กับอิ๋งเจิ้ง

               กระดูกมังกรที่เคยถูกพลังชั่วร้ายเกาะกุมชิ้นนี้สามารถทำเป็นวัสดุซ่อมแซมโลงศพได้เป็นอย่างดี หากเอามันมาผสมผสานเข้ากับโลงศพของอิ๋งเจิ้งจะต้องช่วยบำรุงร่างผีดิบของเขาให้ดียิ่งขึ้นแน่นอน

               “จ้าวเซวียน อยู่หรือเปล่า?”

               ขณะที่จ้าวเซวียนกำลังใช้ความคิดอยู่นั้น เสียงดังกังวานของผู้หญิงคนหนึ่งก็ดังมาจากนอกร้าน

               ข่งอวี้หรานเห็นประตูร้านปิดสนิท ริมฝีปากสีชมพูจึงเผยอขึ้นเล็กน้อย จ้าวเซวียนไม่เหมือนคนทำการค้าเอาเสียเลย เอะอะก็ปิดร้านพักผ่อน ร้านขายโลงศพนี้ไม่เจ๊งก็แปลกแล้ว

               “อยู่ เธอกลับมาตั้งแต่เมื่อไร?”

               พอได้ยินเสียงคุ้นเคย จ้าวเซวียนก็เลิกคิ้วเล็กน้อย ส่งเสียงตอบออกไป หลังจากเก็บกระดูกมังกรไว้ในที่มิดชิดแล้วจึงเดินไปเปิดประตู

               ข่งอวี้หรานเป็นคนที่จ้าวเซวียนรู้จักหลังจากย้ายมาอยู่ที่ตำบลหลงอวิ๋นในช่วงแรกๆ และเป็นเพื่อนบ้านของเธอด้วย

               บ้านของข่งอวี้หรานเป็นร้านขายโลหะตั้งอยู่ปากซอยใกล้ๆ กับร้านขายโลงศพของเธอ สองบ้านนี้อยู่ใกล้กัน ไปมาหาสู่ไม่กี่ครั้งก็สนิทสนม ก่อนที่ข่งอวี้หรานจะไปทำงานในเมืองก็ชอบมาพูดคุยกับจ้าวเซวียนที่ร้านขายโลงเป็นประจำ ในสายตาของเธอ จ้าวเซวียนเป็นสาวน้อยอายุพอๆ กัน ดังนั้นทั้งสองจึงมีความคิดคล้ายคลึงกัน ทำให้มีเรื่องพูดคุยมากมาย

               “กลับมาถึงเมื่อเช้า ฉันพาแฟนกลับมาด้วยแหละ เธอช่วยไปดูตัวแฟนฉันที่บ้านให้หน่อยสิ! พวกเรากำลังหาขาเล่นไพ่นกกระจอกอยู่พอดี ตอนนี้ยังขาดอีกคนหนึ่ง แม่ฉันให้มาเรียกเธอ ตอนเย็นก็กินข้าวที่บ้านด้วยกันเลย” ข่งอวี้หรานมองจ้าวเซวียนที่กำลังเปิดประตูด้วยดวงตาเปล่งประกาย

               ถึงแม้จ้าวเซวียนจะมีชื่อเสียงในตำบล แต่ด้วยนิสัยและท่าทางลึกลับของเธอทำให้คนมากมายพากันหลบหน้า จะมีก็แต่ข่งอวี้หรานที่ช่างสอดรู้สอดเห็นคนนี้เท่านั้นที่ไม่คิดจะหลบอะไรเธอเลย

               ความสามารถของจ้าวเซวียน ข่งอวี้หรานรู้ดีอยู่แก่ใจ เธออยากให้จ้าวเซวียนช่วยดูว่าเธอกับแฟนจะสามารถแต่งงานอยู่กันราบรื่นหรือไม่

               “ไพ่นกกระจอก?”

               จ้าวเซวียนกะพริบตาสองที เล่นไพ่นกกระจอกกับฉัน...พวกเธอคงอยากจะแพ้จนหมดตัวสินะ!

               “ช่วงนี้ฉันไม่ค่อยสะดวก ออกจากบ้านไม่ได้ เอาไว้วันหลังแล้วกัน”

               ข่งอวี้หรานเป็นคนแรกบนโลกมนุษย์ที่จ้าวเซวียนคบเป็นเพื่อน จ้าวเซวียนไม่ได้ตอบปฏิเสธคำขอของอีกฝ่ายในทันที เพียงแต่กล่าวอ้ำอึ้งถ่วงเวลา

               จ้าวเซวียนมองออกว่าตอนนี้ดวงคู่ของข่งอวี้หรานกำลังมาแรง ดังนั้นเรื่องมงคลคงใกล้เข้ามาแล้ว

               “เธอคงกำลังถือศีลอะไรสักอย่างอยู่ใช่ไหม! อาชีพแบบพวกเธอมีแต่เรื่องลึกลับ เดี๋ยวก็ไม่ให้ทำแบบนั้น เดี๋ยวก็ไม่ให้ทำแบบนี้ ก็ได้...รอให้เธอออกจากบ้านได้แล้วค่อยไปหาฉันที่บ้านนะ ช่วยฉันดูตัวหน่อย หากว่าใช้ได้ ฉันกะว่าจะแต่งงานกับเขา”

               จ้าวเซวียนยิ้มพร้อมกับรับปากว่าจะช่วยเธอดูตัวแน่นอน

               หลังจากส่งข่งอวี้หรานเสร็จ จ้าวเซวียนก็ปิดประตูใส่กลอนแล้วเดินกลับไปที่ห้อง คิดจะดูทีวีเพื่อเป็นการฆ่าเวลาเซ็งๆ ภายในครึ่งเดือนนี้เสียหน่อย

 

               พลังซวยของจ้าวเซวียนไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปสามารถรับเอาไว้ได้

               ถึงแม้ตอนนี้พลังของเธอจะถูกกดทับไปแล้วบางส่วน แต่มันยังคงมีผลกระทบอย่างมากสำหรับมนุษย์ทั่วไป

               หลังจากข่งอวี้หรานมาหาจ้าวเซวียน คืนวันนั้นเธอก็ล้มป่วยลง เป็นหวัดติดต่อกันเกือบทั้งสัปดาห์

               เวลาครึ่งเดือนผ่านไปอย่างรวดเร็ว

               ระหว่างนั้นจ้าวอวี่กลับมาบ้านครั้งหนึ่ง เขาเห็นอาจารย์กำลัง ‘บำเพ็ญตน’ เลยไม่กล้ารบกวนมากนัก พอรับเงินประจำและผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จก็เดินทางกลับโรงเรียน

10.ไม่ต้องเข้าไปจนลึก?

               จ้าวเซวียนรอให้จ้าวอวี่ไปแล้วค่อยออกมาจากห้องนอนของตนเอง เธอเลียนแบบพฤติกรรมของมนุษย์บนโลกโดยการปัดกวาดทำความสะอาดบ้านยกใหญ่

               หากเธอใช้วิชาจัดการเรื่องพวกนี้ ก็ย่อมทำทุกอย่างได้เรียบร้อยภายในพริบตา ทว่าตอนนี้เธออยู่บนโลกมนุษย์จึงต้องดำรงชีวิตเหมือนคนบนโลกใบนี้ให้มากที่สุด หากใช้วิชาเข้าช่วยทุกอย่าง
ก็เสียรสชาติของการใช้ชีวิตกันพอดี

               หลังจากได้พักผ่อนอย่างเต็มที่เป็นเวลาครึ่งเดือน จ้าวเซวียนก็สามารถจัดการสะกดกลั้นพลังมหาศาลของตนเองเอาไว้ภายในธาตุเดิมได้ เธอจึงจัดการเก็บเสื้อผ้าเข้าหีบหนัง เตรียมออกเดินทางไปยังสุสานฮ่องเต้เพื่อช่วยซ่อมโลงศพให้กับอิ๋งเจิ้ง

               ก่อนออกเดินทาง เธอแวะไปที่บ้านของข่งอวี้หรานก่อน

               ข่งอวี้หรานเป็นเพื่อนมนุษย์คนแรกที่เธอคบหา ถึงแม้ความสัมพันธ์ของทั้งสองจะไม่ถึงขั้นสนิทสนมกันมาก แต่ข่งอวี้หรานก็เป็นมนุษย์เพียงคนเดียวที่สามารถพูดคุยกับเธอได้

               เธอใช้ชีวิตเดียวดายมาตลอดหลายพันหลายหมื่นปี อย่างน้อยก็ถือว่าได้คบ ‘เพื่อน’ สักคนแล้ว

               ถึงแม้คนหนึ่งจะเป็นผีดิบ ส่วนอีกคนเป็นคนธรรมดา...

               แฟนหนุ่มของข่งอวี้หรานรูปร่างหน้าตาหล่อเหลาตัวสูงใหญ่ ทั้งสองเหมาะสมกันราวกับสวรรค์เป็นผู้กำหนด แม้จ้าวเซวียนจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว ถึงอย่างไรสองคนนี้ก็จะต้องได้ครองคู่กันแน่

               เป็นครั้งแรกที่เทพวิบัติเช่นเธอได้มีโอกาสกล่าวคำอวยพร...ทว่าพวกเขาอาจไม่ต้องการคำอวยพรของเธอก็ได้

               หลังจากจ้าวเซวียนออกจากบ้านตระกูลข่งแล้วก็ลากกระเป๋าออกเดินทาง พลางคิดว่าจะนั่งรถไฟในเมืองไปสุสานฮ่องเต้ดีหรือไม่

               อันที่จริงหากเธอต้องการไปสุสานฮ่องเต้ เพียงแค่นั่งไม้กวาดหยกซึ่งเป็นอาวุธวิเศษของเธอก็ไปถึงได้ภายในพริบตา

               ทว่า...เทคโนโลยีในยุคปัจจุบันเจริญก้าวหน้าเป็นอันมาก ท่ามกลางเมฆหมอกบนท้องฟ้า นอกจากเครื่องบินที่สามารถจะชนกับเธอได้ตลอดเวลา ยังมีดาวเทียมที่มนุษย์สร้างขึ้นอีก เธอยังไม่อยากจะโดนดาวเทียมจับได้แล้วถูกกล่าวหาว่าเป็นมนุษย์ต่างดาว

               ดังนั้นหลังจากนั่งรถลงเรือเป็นระยะเวลายาวนาน ในที่สุดจ้าวเซวียนก็เดินทางมาถึงตัวเมือง แต่เธอไม่ได้รีบร้อนไปยังสุสานฮ่องเต้ แวะเข้าไปพักโรงแรมแห่งหนึ่งในตัวเมืองเสียก่อน เธอคิดเอาไว้แล้วว่าจะรอให้ฟ้ามืดอีกนิดค่อยจะไปหาอิ๋งเจิ้ง

               แม้ตอนนี้อิ๋งเจิ้งจะกลายเป็นผีดิบ แต่มีเลือดเทพเซียนของเธอหล่อเลี้ยงมาเป็นเวลานาน ดังนั้นเขาจึงไม่กลัวการโดนแสงอาทิตย์แผดเผา ถึงจะเป็นเช่นนี้ตัวเขาก็ยังคงไม่ชอบการออกมาเที่ยวเล่นในตอนกลางวันอยู่ดี

               จ้าวเซวียนจัดเก็บข้าวของในห้องพักเสร็จเรียบร้อยก็ถือกุญแจห้องเดินออกจากโรงแรมไป

               เหตุผลที่เธอเดินทางมายังสุสานฮ่องเต้ในครั้งนี้ นอกจากตั้งใจจะมาช่วยซ่อมโลงให้กับอิ๋งเจิ้งแล้ว ยังคิดเอาไว้ว่าจะงัดเขาออกมาจากสุสานคนตายอีกด้วย

               ตื่นขึ้นมาได้หลายสิบปีแล้ว ยังจะมัวนั่งแช่อยู่ในสุสานคนตายให้ผ่านไปวันๆ อย่างไร้ประโยชน์ทำไมกัน เดิมทีเขาก็มีนิสัยรักสันโดษอยู่แล้ว ขืนอยู่ต่อไปอีกนิด เธอกลัวว่าเขาจะกดดันตัวเองจนกลายเป็นโรคออทิสติกไปเสียก่อน!

               จ้าวเซวียนเลือกซื้อเสื้อผ้านักกีฬาโดยเน้นรูปแบบที่สวมใส่สบายตัวให้กับอิ๋งเจิ้ง และยังซื้อรองเท้ากีฬาสองคู่แบบเดียวกันให้เขาอีกด้วย เธอคิดเอาไว้ว่าหลังออกมาจากสุสานคนตายแล้วจะให้อิ๋งเจิ้งเปลี่ยนชุดยาวกี่เพ้าสีม่วงที่เขาใส่มานานออก แล้วใส่ชุดที่เธอซื้อให้แทน

               สมัยนี้ใครนิยมใส่ชุดกี่เพ้ากัน หากเขากล้าใส่ชุดกี่เพ้าออกมาเดินแล้วละก็ เตรียมตัวถูกคนอื่นมองว่าเป็นบ้าได้เลย

               ทว่า...สิ่งที่จ้าวเซวียนยังไม่รู้ก็คือ อิ๋งเจิ้งใส่ชุดกี่เพ้าออกมาเดินจนทั่วทั้งเมืองแล้ว!

               พอจ้าวเซวียนซื้อของเสร็จก็ตั้งใจจะกลับที่พัก แต่แล้วอยู่ๆ กลับมีชายหนุ่มแปลกหน้าคนหนึ่งเดินชนเธออย่างแรง

               “ขอโทษครับ พอดีผมรีบไปหน่อย ขอโทษด้วยจริงๆ ครับ!”

               ผู้ชายคนนั้นใส่แว่นตากรอบทอง ท่าทางดูสุภาพ น้ำเสียงของเขาอ่อนโยนมีเสน่ห์ เหมือนว่าเขาจะรีบจริงๆ พอชนจ้าวเซวียนแล้วก็กล่าวขอโทษอย่างรีบร้อน ครั้นเห็นว่าจ้าวเซวียนไม่เอาเรื่อง จึงเร่งเดินไปยังรถอาวดี้ที่จอดอยู่ข้างห้างสรรพสินค้า

               ก่อนจะปิดประตูรถ เขายังเงยหน้าหันมาดูเธอที่ยืนอยู่หน้าห้างแวบหนึ่ง พอเห็นว่าจ้าวเซวียนกำลังมองอยู่จึงส่งยิ้มอ่อนโยนกลับมาให้แล้วค่อยปิดประตูรถรีบขับบึ่งออกไป

               จ้าวเซวียนมองรถที่จากไปด้วยความเร็ว ดวงตาสวยเรียวหรี่ลงเล็กน้อยก่อนที่ริมฝีปากชมพูระเรื่อจะค่อยๆ เม้มแอบขบคิด เมื่อกี้กลิ่นคาวเลือดเข้มข้นมาก

               ช่างเถอะ ยังไงเรื่องนี้ก็ไม่เกี่ยวข้องกับเธออยู่ดี!

 

               “พี่ฟู่ งานนี้พวกเราต้องทำจริงๆ เหรอ? นั่นเป็น...”

               ในรถอาวดี้ที่เพิ่งจะขับบึ่งออกไป ผู้ชายที่กำลังขับเหลือบมองคนนั่งด้านข้าง ไม่กล้าพูดอะไรออกมาอีก ทว่าเขายังเผยสีหน้าวิตกกังวล

               “รับงานมาแล้วก็ต้องไป ไม่เป็นไรหรอกน่า ฉันเคยไปดูที่ทางมาแล้ว” คนที่ถูกเรียกว่าพี่ฟู่ก็คือชายที่เดินชนจ้าวเซวียนตรงหน้าประตูห้าง เขาขยับแว่นตา สีหน้าสงบราบเรียบ ราวกับมั่นใจในงานนี้มาก

               “พี่ฟู่ ฉันได้ยินข่าวมาว่าสุสานฮ่องเต้เฮี้ยนมากเลยนะ พวกเราไม่จำเป็นต้องไปที่นั่นก็ได้ หรือไม่พวกเราควรบอกปัดงานนี้ไปเถอะ...” ผู้ชายหัวโล้นที่นั่งด้านหลังก็แสดงความคิดเห็นคัดค้านเช่นกัน

               ผู้ชายทั้งหมดห้าคนในรถ นอกจากพี่ฟู่แล้วอีกสี่คนล้วนมีสีหน้ากังวล ไม่อยากจะรับงานนี้

               พี่ฟู่กวาดสายตามองคนอื่นๆ ที่อยู่บนรถด้วยประกายแวววาว ความดุดันพาดผ่านดวงตา

               เมื่อทั้งสี่คนเห็นว่าเขาไม่ยอมตอบจึงได้แต่แอบมองหน้ากัน แล้วเงียบเสียงลง

               ทุกคนต่างรู้ดีถึงอันตรายภายในสุสานฮ่องเต้ ถึงแม้พวกเขาจะพอมีวิชาติดตัวอยู่บ้าง แต่นักโบราณคดีในมหาวิทยาลัยพวกนั้นก็ไม่ได้มีฝีมือด้อยกว่าสักเท่าไร แถมยังมีพรรคพวกมากมาย ทว่ายังไม่สามารถจัดการกับสุสานฮ่องเต้ได้ นับประสาอะไรกับพวกเขา

               การทำงานแบบนี้ แต่ละครั้งพวกเขามักจะเตรียมตัวเตรียมใจเสมอว่าอาจจะไม่มีชีวิตรอดกลับมา

               แต่ถึงอย่างไรพวกเขาก็ยังคงรักชีวิตอยู่ งานที่ต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงเช่นนี้ย่อมไม่อยากทำอยู่แล้ว หากเป็นที่อื่นก็น่าลองไปเสี่ยงเพื่อเงิน แต่สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้...

               เมื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วชายทั้งสี่ต่างก็อยากจะถอนตัวออกจากงานครั้งนี้

               “ผู้ว่าจ้างบอกมาแล้ว ครั้งนี้เพียงให้พวกเราลองไปสืบดูว่าสุสานฮ่องเต้จะเฮี้ยนเหมือนอย่างที่เล่ากันหรือเปล่า ดังนั้นเราไม่จำเป็นต้องเข้าไปจนลึกเสียหน่อย” พี่ฟู่เห็นสีหน้าของทุกคนสลดหดหู่ก็เดาออกว่าพวกเขาอยากจะถอนตัว จึงขยับแว่นตา เอ่ยอ้างคำพูดของผู้ว่าจ้างโน้มน้าวคนอื่นๆ

               “ไม่ต้องเข้าไปจนลึก?” สายตาของชายทั้งสี่ยังคงแสดงความสงสัย เหตุใดเงื่อนไขของผู้ว่าจ้างคนนี้ถึงได้แปลกประหลาดเสียจริง

               “ใช่ ครั้งก่อนกุ้ยจื่อก็เคยไปมาแล้ว คราวนี้ไม่อันตรายหรอก” สีหน้าของพี่ฟู่ยังคงสงบ ราวกับมั่นใจมากว่าการไปสำรวจสุสานฮ่องเต้ในครั้งนี้จะไม่มีอันตรายใดๆ เกิดขึ้น

               “ได้ เอาไงเอากัน!” ทั้งสี่คนพิจารณาอยู่สักครู่ก่อนจะส่งเสียงขานรับออกมาพร้อมกัน

               พวกเขาเพียงแค่สำรวจบริเวณรอบนอกเท่านั้น ความเสี่ยงย่อมน้อยลง ถึงเวลานั้นหากมีอะไรผิดปกติเกิดขึ้น อาศัยประสบการณ์ที่เคยมีก็น่าจะสามารถหลบหนีเอาตัวรอดได้

               หลังจากจอดรถไว้ข้างถนนเรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็ใช้เวลาปรึกษากันอยู่นาน พอปรึกษาเสร็จจึงไปจัดเตรียมอุปกรณ์ให้เรียบร้อย โดยตกลงกันเอาไว้ว่าหลังจากที่ท้องฟ้ามืดลง พวกเขาจะเริ่มเดินทางไปยังสุสานฮ่องเต้

 

               หลังจากจ้าวเซวียนกลับไปพักผ่อนที่โรงแรมได้สักพัก

               ท้องฟ้าค่อยๆ มืดมิดลง เธอเดินลงจากตัวตึกเพื่อเช็กเอาต์ออกจากโรงแรม มุ่งหน้าไปยังสุสานฮ่องเต้เช่นเดียวกัน

               จ้าวเซวียนเดินเข้าไปในวังใต้ดินด้วยความชำนาญ สุสานฮ่องเต้ที่เต็มไปด้วยอันตรายในสายตาของคนอื่นกลับเหมือนไม่มีความหมายใดๆ สำหรับเธอ กับดักที่แอบซ่อนเอาไว้ในที่ลับก็ไม่ได้ทำการต้อนรับเธอเลย

               ขณะที่เธอย่างเท้าเข้าไปในวังใต้ดินที่มืดมิดจนแทบมองไม่เห็นกระทั่งนิ้วมือ ดวงตาสว่างสดใสที่เต็มไปด้วยความกระหายเลือดคู่หนึ่งพลันปรากฏขึ้นตรงหน้า

               ‘คน’ ที่แอบซ่อนอยู่ในความมืดกำลังจ้องมองผู้บุกรุกที่ก้าวเข้ามาในถิ่นของพวกเขา จากนั้นก็ตั้งท่าเตรียมจะฉีกเธอให้เป็นชิ้นๆ

               จ้าวเซวียนไม่รอให้พวกเขาได้ลงมือก็จัดการปล่อยพลังแผ่กระจายปกคลุมไปทั่วทั้งบริเวณ ไม่นานความเคลื่อนไหวต่างๆ พลันหยุดนิ่ง ดวงตาของเหล่าภูตผีค่อยๆ หลับลงพร้อมกับความชั่วร้ายที่ถอยห่างออกไป

               คนคนนี้...เป็นเพื่อนของฮ่องเต้ กัดไม่ได้...

               จ้าวเซวียนก้าวเท้าเบาๆ เดินตรงไปยังห้องสุสานที่อิ๋งเจิ้งอาศัยอยู่ เธอปรายตามองบริเวณโดยรอบที่ถูกปกคลุมไปด้วยความมืดมิด จากนั้นก็ขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ

               เมื่อเธอดีดนิ้ว ตะเกียงน้ำมันที่แขวนไว้บนผนังของสุสานก็มีเสียงดัง ‘พรึบ’ วังใต้ดินอันมืดมิดพลันสว่างไสวขึ้นมาในพริบตา

               ชั่วขณะที่ตะเกียงน้ำมันถูกจุดนั้น ร่างของอิ๋งเจิ้งก็ปรากฏตรงหน้าจ้าวเซวียน

               เธอเชิดหน้ามองคนที่กำลังนอนหลับใหลอยู่บนเตียงพร้อมกับส่งเสียงแซวเขา “เจ้าเอาแต่นอนครุ่นคิดอยู่ในนี้ทั้งวันแล้วคิดอะไรออกบ้างล่ะ!”

               อิ๋งเจิ้งลืมตาขึ้นช้าๆ