เมื่อคนบ้านตระกูลหยางเห็นสามพี่น้องถูกหิ้วกลับมาก็พากันหวาดกลัวและตื่นตกใจ
“อาจารย์จ้าว พวกเขาเป็นอะไร?” ปู่หยางเดินไปตรงหน้าจ้าวเซวียน
“ไม่เป็นอะไรมาก เพียงแค่โดนหมอกชั่วเข้าร่าง หลับสักพักก็หาย” กล่าวจบจ้าวเซวียนก็มอบทั้งสามให้กับคนในบ้านของพวกเขา
“ตอนนี้ฉันทำลายต้นไม้เก่าแก่ไปแล้ว วันนี้แดดไม่เลวเลย พวกคุณไปหาคนมา เดี๋ยวไปสุสานพร้อมกัน ฉันจะได้ชี้จุดฝัง”
“ครับ ผมจะให้ลุงใหญ่ตามอาจารย์ไป” ปู่หยางไม่กล้ารอช้าพอรับคำเสร็จก็รีบตะโกนเรียกลุงของหยางต้าซู่ ให้เขาไปที่สุสานพร้อมกับจ้าวเซวียน
เมื่อถึงสุสาน จ้าวเซวียนหรี่ตากวาดมองรอบหนึ่ง เพื่อกำหนดจุดฝังให้แน่นอน
“ตรงนี้แล้วกัน วันพรุ่งนี้เวลาตีสาม คุณเอาศพออกจากโลงพอถึงตีห้าสี่สิบห้าค่อยเอาลงฝังที่นี่”
กำหนดการนำศพออกจากโลงและลงฝังเป็นเรื่องที่ต้องพิถีพิถัน ช่วงเวลานำศพออกจากโลงที่ดีที่สุดไม่ใช่ตอนฝนตก แต่เวลาลงฝังที่ดีนั้นกลับตรงกันข้าม เจอฝนย่อมเป็นมงคลที่สุด
พรุ่งนี้เช้าช่วงประมาณหกโมงครึ่งจะมีฝนตกอีก เป็นเวลาดีสำหรับการฝังศพ ฝนตกชุ่มฉ่ำแต่ละรุ่นร่ำรวย คนรุ่นหลังจะมีโอกาสเจริญงอกงาม ร่ำรวยมีฐานะ
จ้าวเซวียนถามวันเดือนปีเกิดของผู้ตายจากลุงบ้านตระกูลหยาง จัดลำดับสักครู่ก็กล่าวสำทับ “คนที่เกิดปีไก่กับปีมังกร วันพรุ่งนี้ต้องหลบหน่อย”
ลุงใหญ่บ้านตระกูลหยางแสดงความเคารพนบนอบ จดจำคำสั่งของจ้าวเซวียนไว้อย่างดี ตอนนี้เขาเชื่อคำพูดของเธอมาก
เธอสามารถชี้จุดฝังโดยไม่มีแม้กระทั่งอุปกรณ์ทำมาหากินของพวกหมอดูหรือกระดานสำรวจทิศ
หลังจากจ้าวเซวียนช่วยชี้จุดฝังเสร็จเรียบร้อยจึงเดินทางกลับไปที่ตำบลพร้อมกับจ้าวอวี่ ส่วนเรื่องนำศพออกจากโลงพรุ่งนี้เช้า เธอไม่จำเป็นต้องไปยุ่งเกี่ยวแล้ว เพราะในตำบลหลงอวิ๋นมีนักพรตที่ร้องนำทางเวลาทำพิธีศพ ดังนั้นเธอจึงไม่ต้องเสนอหน้า
เมื่อจ้าวเซวียนเดินทางกลับไปแล้ว หมู่บ้านตระกูลหยางก็เกิดเรื่องขึ้น ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดคนที่ช่วยจัดการงานศพต่างพากันท้องเสียในช่วงเวลาดึกๆ ยังดีที่เป็นวันที่สองซึ่งต้องทำเพียงแค่ส่งโลง ไม่จำเป็นต้องยกโลงแล้ว มิเช่นนั้นคงไม่มีเรี่ยวแรงทำเป็นแน่
ตอนนี้เพิ่งผ่านพ้นปีทองไป รัฐบาลสนับสนุนให้เผาศพอย่างเต็มที่ แต่คนทำอาชีพยกโลงยังมีอยู่ ไม่ได้ถอยออกจากเวทีประวัติศาสตร์แต่อย่างใด
จ้าวเซวียนและจ้าวอวี่กลับมาถึงตำบลในเวลาใกล้จะเที่ยง เรื่องแรกที่จ้าวอวี่ทำหลังจากกลับถึงบ้านก็คือเช็ดกระบี่ของตนเองให้สะอาด
ตอนเขาอายุได้สิบสองปี จ้าวเซวียนก็มอบกระบี่เล่มนี้ให้มันจึงกลายเป็นของรักของเขา เมื่อถูกสิ่งชั่วร้ายแปดเปื้อน ในใจจึงรู้สึกไม่ค่อยดี
“ช่วงนี้ฉันจะปิดร้านเพื่อบำเพ็ญตนสักครึ่งเดือน วันนี้เธอก็กลับไปโรงเรียนแล้วกัน” จ้าวเซวียนกลับมาถึงบ้านก็อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า
“ครับ! ถ้างั้นผมเก็บของสักครู่ก็จะกลับไปโรงเรียนแล้ว”
ทุกครั้งที่อาจารย์ลงมือจัดการเรื่องบางอย่างเสร็จสิ้นก็จะเริ่มบำเพ็ญตนพักผ่อนเป็นระยะเวลาหนึ่ง เขาเคยชินเสียแล้ว
จ้าวอวี่ห้อยกระบี่ไว้บนผนังกลางห้องโถงแล้วเข้าไปเก็บของเปลี่ยนเสื้อผ้าในห้อง เขาแบกกระเป๋าหนังสือออกมา กล่าวลาจ้าวเซวียนเพื่อกลับไปโรงเรียน
หลังจากจ้าวเซวียนไล่ลูกศิษย์ไปแล้วก็เดินไปปิดประตูร้านก่อนจะกลับมานั่งบนเก้าอี้โยกในสวน ค่อยๆ เหยียบแท่นกระดานโยกเก้าอี้ไปมาอย่างสบายใจ
พลังระดับเธอยังจะต้องบำเพ็ญอะไรอีก ต่อให้บำเพ็ญจนถึงวันสิ้นโลกก็ไม่มีประโยชน์ต่อพลังซวยอันแข็งแกร่งนี้
เฮ้อ! คงต้องรอให้จ้าวอวี่เรียนจบ เธอค่อยย้ายไปเป็นเพื่อนบ้านอิ๋งเจิ้ง เขาจะได้ช่วยสกัดพลังให้
บนโลกใบนี้มีเพียงแค่สองคนเท่านั้นที่ไม่กลัวพลังซวยของเธอ คนหนึ่งคืออิ๋งเจิ้งที่เธอใช้เลือดเทพเซียนหล่อเลี้ยง ส่วนอีกคนก็คือลูกศิษย์ที่ชะตาผูกพัน
ในเมื่อจ้าวอวี่เคารพเธอเป็นอาจารย์ ดวงชะตาระหว่างอาจารย์กับศิษย์จึงสัมพันธ์ผูกพันกัน ทว่าหลังจากเธอใช้พละกำลังไปแล้วต่อให้เป็นจ้าวอวี่ก็ไม่สามารถรับพลังซวยนี้ไหว ดังนั้นจึงจำเป็นต้องไล่ให้เขากลับไปโรงเรียน เพื่อหลบพลังซวยของเธอที่แรงสุดๆ ในช่วงครึ่งเดือนนี้
จ้าวเซวียนพึงพอใจกับพลังซวยของตนเองในช่วงนี้มาก เพราะมันส่งผลให้เกิดเรื่องราวเพียงเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น
หญิงสาวโยกเก้าอี้เล่นด้วยอารมณ์เบื่อหน่าย ไม่นานก็หยิบกระดูกมังกรที่ได้มาจากปีศาจต้นไม้เก่าแก่ออกมาเพื่อจะได้พิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วน
หลังจากพินิจอยู่นานสองนาน หญิงสาวก็หลุบตาลง สีหน้าบ่งบอกถึงความเสียดาย
ช่วงแรกที่มาอาศัยอยู่ตำบลหลงอวิ๋น เธอสัมผัสได้ว่าตำบลเล็กๆ แห่งนี้มีกลิ่นมังกรบางเบาปกคลุมอยู่ ตอนนั้นจึงคาดเดาว่าอาจเกิดจากมังกรที่ประสบชะตากรรมเหมือนกับเธอจนต้องระเห็จลงมาอยู่บนโลกมนุษย์...
แต่คงไม่ใช่ระเห็จเสียแล้ว นี่มันหินร่วงลงมาต่างหาก ดูเหมือนกระดูกมังกรชิ้นนี้คงร่วงลงมาได้หลายปีแล้ว ทว่าเธอยังไม่ทราบสาเหตุการตายของมันอยู่ดี
ตู๊ด...ตู๊ด... เสียงโทรศัพท์ในบ้านพลันดังขึ้น ดึงจ้าวเซวียนที่กำลังตกอยู่ในภวังค์ความคิดกลับสู่โลกแห่งความเป็นจริง คิ้วโก่งของเธอขมวดเล็กน้อย ก่อนจะเก็บกระดูกมังกรให้เรียบร้อย แล้วลุกเดินไปหน้าร้าน
เธอดึงสายโทรศัพท์ออกไปแล้วไม่ใช่เหรอ? ทำไมถึงยังดังได้อีก?
คิดทบทวนสักครู่ เธอก็ส่ายหน้ายิ้มน้อยๆ เป็นจ้าวอวี่ที่ต่อสายโทรศัพท์ให้แน่เลย!
ช่างเถอะ เดือนหน้าเธอจะไม่จ่ายค่าโทรศัพท์ ดูสิว่ายังจะมีใครโทรเข้ามาได้อีก
“ฮัลโหล นั่นใคร?” จ้าวเซวียนยกหูโทรศัพท์ขึ้นแล้วถามเสียงเรียบ
“ท่าน...เทพ...จ้าว” เสียงแข็งกระด้างดังมาจากปลายสาย
เมื่อฟังเสียง จ้าวเซวียนก็ทายได้ทันทีว่าเป็นใคร ดวงตาทั้งคู่ของเธอเปล่งประกายสว่างสดใส เผยรอยยิ้มน้อยๆ ก่อนจะเขย่งเท้าขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้สูง เอ่ยอย่างติดตลกกับฝ่ายตรงข้าม “โอ๊ย พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตกหรือไง ในที่สุดเจ้าก็ยอมออกมาจากสุสานคนตายของตนเองจนได้!”
“เหมือนว่า...โลงศพของข้าจะเสียหาย”
จ้าวเซวียนกะพริบตาแทบไม่อยากจะเชื่อ “เพิ่งทำมาได้ไม่กี่สิบปี จะเสียหายได้ไง? นี่ เจ้าอย่ามาอำเล่นดีกว่า ของที่ข้าทำขึ้นมาจะเสียหายง่ายๆ ได้อย่างไร?”
บ้าแล้ว ของที่เทพเซียนผลิตขึ้นมาจะเสียหายได้ยังไง?
ไม่มีเหตุผลเอาซะเลย!
จ้าวเซวียนยกโทรศัพท์ออกห่างจากหู
ใบหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย เธอคิดว่าตนเองอาจจะหูฝาดไป
โลงศพของอิ๋งเจิ้งใบนั้น เธอต้องเดินทางไปในภูเขาลึกเพื่อค้นหาไม้สักทองมาทำโดยเฉพาะ เป็นไปไม่ได้ที่เพิ่งใช้งานไม่กี่ปีก็เสียหายแล้ว!
“เสีย...แล้ว...จริงๆ!”
อิ๋งเจิ้งถือโทรศัพท์แน่น สีหน้าไร้ความรู้สึก ดวงตาคู่นั้นราบเรียบเหมือนผิวน้ำ ไม่มีอาการกระโตกกระตาก รอบตัวแผ่กลิ่นอายเย็นยะเยือกเหมือนต้องการส่งสัญญาณถึงคนเป็นๆ ว่าห้ามเข้าใกล้
เขาสวมชุดกี่เพ้าสีม่วงทั้งตัว เส้นผมยาวโบกสะบัด ใบหน้ามีเค้าโครงชัดเจนราวกับรูปแกะสลักทำให้ดูน่าเกรงขามขึ้นไปอีกหลายส่วน การแต่งกายที่แตกต่างจากคนธรรมดาทั่วไปเช่นนี้จึงกลายเป็นจุดเรียกร้องความสนใจของคนบนท้องถนน ในยามนี้เขาจึงเหมือนเป็นทิวทัศน์อีกแบบหนึ่งในสายตาของคนอื่นๆ
เมื่อเห็นสายตาของผู้คนที่เดินผ่านไปมา อิ๋งเจิ้งก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย ทว่าใบหน้าที่แข็งกระด้างจนเกินไปนั้นทำให้การขมวดคิ้วของเขาเหมือนจับคิ้วมาเต้นระบำ คนอื่นๆ จึงอดขำไม่ได้
อิ๋งเจิ้งกวาดตามองผู้คนที่แอบดูตนเอง พลันดวงตาคู่นั้นก็เปล่งประกายเข้มขึ้นด้วยความโกรธ
ชาวบ้านพวกนี้บังอาจมองเจิ้น!
อิ๋งเจิ้งกำลังจะโมโห ทว่าอยู่ดีๆ ในสมองพลันปรากฏภาพเซียนคนหนึ่งกำลังนั่งไขว่ห้างพร้อมแทะขาไก่อัปเดตความรู้ให้กับเขา
ตอนนี้เป็นยุคกฎหมาย การฆ่าคนถือเป็นความผิด...
เจ้าจะทำให้คนอื่นรู้ว่าเป็นผีดิบไม่ได้ ไม่งั้นเตรียมตัวถูกจับไปสไลด์เป็นแผ่นๆ ได้เลย...
อิ๋งเจิ้งรู้สึกหวาดหวั่น เอวเกร็งจนต้องยืดหลังตรง ดวงตาทั้งคู่แอบมองโดยรอบอย่างระมัดระวัง
นี่เป็นครั้งแรกที่อิ๋งเจิ้งออกมาจากสุสานฮ่องเต้ ดังนั้นจึงยังไม่คุ้นเคยกับสภาพสังคมในปัจจุบัน ทุกอย่างที่เขารู้ล้วนเป็นคำบอกเล่าจากผู้หญิงที่อ้างตนว่าเป็นเซียนคนนั้น
อย่างเช่น ‘ส่งเสียงพันลี้’ ที่ถืออยู่ในมือตอนนี้ก็เป็นเธอที่บอกกับเขา
เมื่อก่อนต่อให้เธอพูดจนปากเปียกปากแฉะ เขาก็ไม่เคยสนใจจดจำคำพูดของเธอ
เขาเป็นถึงจิ๋นซีฮ่องเต้ มหาจักรพรรดิที่รวบรวมหกแคว้นให้เป็นหนึ่ง แล้วจะมีเรื่องราวใดบนโลกใบนี้ที่ไม่เคยเห็นอีก?
แต่หลังจากที่ได้ประสบเหตุการณ์มากมาย เขาจึงได้รู้ว่าสิ่งที่เธอพูดล้วนเป็นความจริง
“ในสุสานของเจ้ายังมีโลงหินอีกอันไม่ใช่เหรอ ถ้างั้นระยะนี้ก็นอนในโลงหินไปก่อนแล้วกัน!” หญิงสาวขมวดคิ้วอย่างแปลกใจ
ขายหน้าหมด!
ถึงแม้อิ๋งเจิ้งจะมองไม่เห็นรอยยิ้มเจื่อนๆ ของเธอ แต่ช่างประหลาดนัก เขากลับรู้สึกได้ว่าเซียนผู้นี้จะต้องรู้สึกขายหน้ามากเป็นแน่
“อืม” อิ๋งเจิ้งรับคำด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก
ตอนนี้ในใจของอิ๋งเจิ้งรู้สึกสับสนมาก เจิ้นเป็นถึงบุตรของสวรรค์ เจ้ากลับให้เจิ้นไปนอนในโลงหิน...
จ้าวเซวียนไม่สนใจว่าอิ๋งเจิ้งจะคิดอย่างไร เขานอนในโลงหินมาได้พันสองพันปีแล้ว กลับไปนอนต่ออีกสักพักจะเป็นไรไป