“เจ้าเข้ามาได้อย่างไร ผู้ใดบงการ?” เสียงถามดังก้องดุจเสียงอสนีบาต
“ไม่มีผู้ใดบงการ” อี๋ปอรีบชี้แจง ปลายนิ้วชี้ไปด้านบนอย่างขลาดๆ แทนคำตอบว่าตนเองแค่ผ่านทางมาโดยบังเอิญ อาจเป็นจังหวะท่านบิดสะโพกอย่างไม่ตั้งใจเกิดเป็นคลื่นน้ำวนม้วนดูดนางลงมา
หากที่นางพูดเป็นเรื่องจริง การที่เงือกน้อยไร้อิทธิฤทธิ์ตนหนึ่งสามารถผ่านเข้ามาในแดนหานชวนได้ ย่อมหมายความว่าเขตแดนพังทลายลงแล้ว วันเวลาที่มันจะมีอิสรภาพอีกครั้งคงใกล้มาถึง แต่เจ้ามังกรดีใจได้แค่วูบเดียวก็ต้องหดหู่หม่นหมองเมื่อนึกถึงวันเวลาในอดีต
“ตัวข้าถูกจองจำอยู่ที่นี่นานร้อยกว่าปี น้อยครั้งที่จะมีพวกเผ่าวารีผ่านมายังที่แห่งนี้ จะเห็นสิ่งมีชีวิตสักตัวช่างไม่ง่ายจริงๆ”
นัยน์ตามังกรเคว้งคว้างเลื่อนลอย แม้สีหน้าจะถมึงทึงดุดัน ทว่าไม่ได้สนใจเงือกตัวน้อยตรงหน้า ความดุร้ายเกรี้ยวกราดหายไปหลายส่วน อี๋ปอถอนหายใจเฮือกใหญ่ กำลังจะอ้าปากขอตัวลา มังกรก็กรีดกรายกรงเล็บเสยแผงคอสีเขียวท่าทางเกียจคร้าน
“เฮ้อ สถานที่บัดซบนี่ จะเอาอะไรก็ไม่มีทั้งนั้น ช่างน่ากลุ้มนัก เจ้าดูสภาพให้ข้าหน่อยสิ เขาเรียบร้อยไหม หนวดเคราดูดีมีสง่าราศีหรือเปล่า”
แม้จะถูกพันธนาการแน่นหนาแต่ยังคงให้ความสำคัญกับรูปลักษณ์ภายนอกอย่างยิ่ง นับว่าจิตใจคงไม่เลวร้ายนัก อี๋ปอกลืนความหวาดกลัวลงท้อง พิจารณามังกรอย่างยากเย็น ตัวมันเพื่อให้นางมองได้ชัด พลันโน้มกายลงมาส่ายหัวซ้ายขวา แถมยังแยกเขี้ยวให้นางดูอีกด้วย
การยักย้ายส่ายสะโพกของมันครั้งนี้ไม่มีอะไรมาก เพียงกวนคลื่นลูกยักษ์ใต้น้ำขึ้นมาเป็นชั้นๆ อี๋ปอฝืนร่างไม่อยู่ ถูกกระแสน้ำม้วนกวาดกระเด็นไปไกลหลายจั้ง กระแทกเข้ากับหน้าผาอย่างจัง
จู่ๆ เงือกน้อยหายไปไม่เห็น มังกรชางหลงก็เกิดโทสะใหญ่โต “เจ้าเงือก! เจ้าหายหัวไปไหน!”
อี๋ปอตะเกียกตะกายกลับมาอย่างยากเย็น เช็ดคราบเลือดที่มุมปาก คำพูดชมเชยสวยหรูที่สามารถคิดได้ล้วนขนออกมาใช้หมดสิ้นในคราวเดียว
“งดงาม หล่อเหลาดุจต้นไม้หยกต้านลม งามเสียฟ้าพิโรธคนโกรธเคือง น้ำทะเลล้วนซัดหวนทวนย้อนคืน” ปิดท้ายด้วยการยิ้มประจบเอาใจอีกหน่อย เน้นเสียงหนักแน่น
“ช่างงดงามเหนือผู้ใด”
ไม่ว่าเทพหรืออสูรกับคำเยินยอที่โจ่งแจ้งเสียจนไม่มีละอายแบบนี้ล้วนไร้กำลังจะรับมือแม้แต่น้อย คำชมของอี๋ป๋อเรียบง่าย มังกรฟังแล้วเข้าใจทุกคำ พริบตาก็สะบัดหัวส่ายหางระริกระรี้ เก็บอาการดีใจจนตัวสั่นไม่อยู่
“เจ้าจงศิโรราบให้กับข้าซะ อยากจะติดตามข้าหรือไม่ ข้าเป็นเจ้าผู้ครองทะเลหนานไห่ แต่ตอนนั้นเพราะไม่ทันระวังตัวกลายเป็นมังกรถูกกักลำบากบนหาดตื้น คือว่า... คือว่า...รอข้าออกไปได้ก็จะเลื่อนขั้นให้เจ้าเป็นผู้คุมกฎของข้าทันที ข้าพาเจ้าท่องเที่ยวไปได้ทุกแห่งหน ให้เจ้ามีหน้ามีตาไม่มีที่สิ้น เจ้าเห็นว่าเป็นอย่างไรบ้าง”
อี๋ปอจ้องมันอย่างสงสัย รู้สึกว่ามังกรตนนี้ช่างประหลาดพิลึกโดยแท้ บอกว่าตนเองเป็นเจ้าผู้ครองทะเลหนานไห่ เจ้าสมุทรไม่ใช่เจ้ามังกรที่พิทักษ์เมืองอยู่หรอกหรือ เป็นเรื่องยากที่จะเชื่อมมังกรตกอับกับเจ้าสมุทรที่มีหน้ามีตายิ่งไว้ด้วยกัน หรือมันคิดว่านางไม่เคยเห็นมหาเทพจิ่วชวนต้าเฉิน ชัดเจนว่ามันกำลังคุยโวโอ้อวดมีเจตนาเพื่อหลอกลวงนาง แต่เงือกสาวก็ขี้ขลาดไม่กล้าขัดด้วยกลัวอีกฝ่ายจะเดือดดาลขึ้นมาอีก จึงได้แต่อึกๆ อักๆ
“ข้า...พูดไม่ได้”
มังกรชางหลงเพ่งมองเงือกสาว “ไม่ได้ก็ดีเลย จะได้ไม่ต้องพูดมากให้รำคาญ”
อี๋ปอแตกตื่นก่อนจะรีบหัวเราะประจบ “ข้าไม่มีขา”
มังกรเบนสายตาอย่างดูแคลน “อยากได้ขายิ่งง่ายดายนัก เอามีดมากรีดหางก็ใช้ได้แล้ว” เห็นนางแตกตื่นจนปากอ้าตาค้าง มันก็เบิกบานขึ้นทันใด หัวเราะเต็มเสียง
“ข้าหิวแล้ว ไปหาของกินมา อย่าไปไกล รอข้าอนุญาตแล้วค่อยจากไปได้”
อี๋ปอพยักหน้ารับคำลูกเดียว รู้สึกว่าภารกิจช่างยากเย็นแสนเข็ญนัก มังกรตัวโตขนาดนี้จะต้องหาของกินสักเท่าไรจึงจะป้อนให้มันอิ่มได้ นางเคลื่อนตัวอยู่ในร่องน้ำใต้ทะเลอย่างอืดอาดเชื่องช้า จับปลิงทะเลมาสองสามตัว คว้าหอยนางรมมาอีกหลายตัว ยามวางเรียงอยู่ตรงหน้ามังกรชางหลงออกจะละอายอยู่บ้าง ที่นี่กุ้งหอยปูปลายากจะมาถึง ได้แต่ขอให้มันเห็นใจให้อภัยแล้ว
เงือกสาวนั่งอยู่บนฐานศิลา หาหินที่เหมาะมือมาหนึ่งก้อนกรีดผ่าปลิงทะเล จัดการทำความสะอาดควักเอาเครื่องในทิ้ง จากนั้นค่อยโยนเข้าปากที่อ้ากว้างรออยู่ มังกรตนนี้ดูท่าจะหาคนมาคุยด้วยไม่ได้นานเกินไป จึงออกจะช่างจ้ออยู่บ้าง
“เจ้าจะต้องอยากรู้แน่ว่าทำไมข้าถึงถูกจองจำอยู่ไว้ที่นี่”
อี๋ปอพยักหน้าหงึกๆ แน่นอนว่าประหลาดอยู่
ถามแล้วกลับไม่เล่า รอจนนางทุบเปลือกหอยนางรมออกแล้วโยนเนื้อเข้าปากมาให้ กลืนลงท้องในคำเดียว นานครู่หนึ่งก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่
“อันที่จริงก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตร้ายแรงอะไร ก็แค่สร้างฝนไปผิดทิศผิดทางครั้งหนึ่ง ทำเอาแดนตงถู่ [1] ข้าวสักเม็ดไม่อาจเก็บเกี่ยวได้” เล่าแค่นี้เกรงว่าตนจะเสียหน้าจึงเสริมต่อ
“ข้าเป็นมังกรทรงคุณธรรม กระทำผิดแล้วย่อมสมควรรับผิดชอบ อย่างมากก็แค่ถูกจองจำไว้ร้อยปีแปดสิบปี ชดใช้ความผิดครบกำหนด ยามออกไปก็เป็นชายชาตรีคนหนึ่งแล้ว”
เป็นมังกรที่กล้าทำกล้ารับตนหนึ่ง แต่เห็นตะไคร่น้ำที่ขึ้นเต็มตลอดทั้งตัวแล้ว สถานการณ์ที่เผชิญเห็นได้ชัดว่าน่ากระอักกระอ่วนกว่าที่เอ่ยนัก อี๋ปอก็ไม่ได้เอ่ยปากให้มากความ กะเทาะเปลือกหอยนางรมตัวสุดท้ายก็โยนเนื้อเข้าปากกว้าง ปลายหางมังกรกวาดไปมาเบาๆ นำกลิ่นสนิมเหล็กคาวหวานพัดติดมาด้วย คล้ายจะมีกลิ่นเลือดแฝงอยู่ อี๋ปอสูดดมอยู่พักก็ค่อยมองตามกลิ่นไป เห็นใต้ร่างที่ถูกพันธนาการอยู่นั้นมีเท้าข้างหนึ่งเหยียบอยู่เหนือห่วงเหล็ก ผิวระหว่างข้อเท้ากับเสาครูดจนเนื้อถลอก บาดแผลอักเสบเป็นหนองเหวอะหวะแล้ว
ที่แท้เบื้องหลังท่าทีดุร้ายมีโฉมหน้าที่น่ารันทดซ่อนอยู่ เงือกล้วนมีจิตใจเมตตา พริบตาพลันรู้สึกว่ามังกรตัวนี้ไม่ได้น่าชิงชังทั้งยังน่าสงสารยิ่งนัก มังกรพอถือกำเนิดก็มีพลังวิเศษ เอ้อระเหยสุขสบายในสี่สมุทร สามารถบงการลมฝน ยามนี้ถูกจองจำไว้ เป็นความรู้สึกอันน่าเศร้าสลดของวีรบุรุษยามอับจนสิ้นหนทางประการหนึ่ง โซ่ตรวนนี้มัดได้แยบยลยิ่ง ไม่แน่นเกินไป ทว่าใต้เสามีคมดาบตั้งตระหง่าน มันจึงต้องขดพันกายยันร่างกับเสาเพื่อไม่ร่วงตกลงไป ร่วมร้อยปีไม่มีสักอึดใจที่สามารถคลายความระวังตัวนี้ได้ นี่เป็นการจองจำที่เคี่ยวกรำระดับใดกัน
เงือกสาวว่ายไปหยุดตรงตำแหน่งที่มีแผล อ้ำๆ อึ้งๆ “เจ้ามังกร... ท่านได้รับบาดเจ็บแล้ว”
“บาดแผลเล็กน้อยเท่านั้น ไม่ควรค่าให้เอ่ยถึง” มังกรชางหลงตอบเสียงเรียบ
มังกรล้วนรักศักดิ์ศรีหน้าตา อี๋ปอเข้าใจดี นางจึงว่ายถอยห่างออกมา สองมือไล่จับประกายแสงเรืองรองที่ไหลวนอยู่ในน้ำทะเล เผ่าเงือกนี้มีความสามารถพิเศษประการหนึ่ง คือแสงสว่างที่ผู้อื่นไม่อาจสัมผัสจับต้องได้ กลับกลายเป็นวัตถุมีค่าภายใต้ปลายนิ้วของเผ่าเงือก เมื่อนำมารวมกับสายน้ำ สองมือของเงือกก็สามารถถักทอแสงสว่างกับสายน้ำให้กลายเป็นผ้าแพรเจียวเซียวได้
มังกรชางหลงประหลาดใจกับการกระทำของนาง เงือกสาวเป็นสิ่งมีชีวิตที่งดงามที่สุดที่อยู่นอกทะเลหนานไห่ พวกนางลึกลับยากจะคาดเดา รูปร่างหน้าตางดงามหยาดเยิ้ม เปี่ยมเสน่ห์มาแต่กำเนิด จะบอกว่าเป็นมนุษย์ก็มีหางเป็นปลา จะบอกว่าเป็นปลากลับมีความรู้สึกนึกคิดเช่นเดียวกับมนุษย์ แต่ก่อนเห็นมามาก พบเห็นบ่อยจนคุ้นชินจึงไม่ได้รู้สึกประหลาดอันใด ทว่าภายใต้สถานการณ์เช่นนี้กลับมีเงือกสาวมาทอผ้าแพรอยู่ใกล้ๆ ก็ให้รู้สึกแปลกประหลาดขึ้นบ้างแล้ว
เจ้ามังกรเอียงหัวถาม “เจ้ากำลังทำอะไร?”
อี๋ปอทำไม้ทำมือแทนคำตอบ แต่อีกฝ่ายก็ยังคงงุนงงไม่เข้าใจ เงือกสาวก็พูดอธิบายไม่ได้เช่นกัน
พรสวรรค์ในด้านภาษาพวกเงือกต่ำต้อยติดก้นทะเล พวกนางอาศัยคลื่นเสียงที่สั้นบ้างยาวบ้างเจรจาความกัน มีอยู่ช่วงหนึ่งที่คนเข้าใจว่าพวกนางเป็นใบ้ ทว่าในเมื่อร้องเพลงได้จะเป็นใบ้ได้อย่างไร ท่ามกลางภพแดนทั้งหลาย ภาษามนุษย์ถือเป็นภาษากลาง พวกเงือกเพียงแค่ไม่แตกฉานในภาษามนุษย์เท่านั้น ครั้งที่ลอบเข้าไปในบึงอวิ๋นเมิ่งเจ๋อได้เห็นงานเลี้ยงยามราตรีที่ทะเลสาบหวู่หูของบรรดาลูกหลานตระกูลชั้นสูง นางกับอาหลัวซ่อนตัวอยู่ใต้ศาลากลางน้ำคอยแอบฟัง จะมากจะน้อยก็เคยเรียนรู้มาสองสามประโยค ทว่าจะให้สนทนาอย่างคล่องแคล่ว เห็นได้ชัดว่ายังคงไม่พอเพียง
เงือกสาวทอผ้ารวดเร็วยิ่ง แพรเจียวเซียวของพวกเงือกเป็นของที่ทองคำนับพันก็ยากจะซื้อได้ อาศัยแค่เพียงแสงสว่างกับสายน้ำก็สามารถทอออกมาเป็นผ้าแพรผืนอ่อนนุ่มที่ขาวพร่างดุจน้ำค้างแข็ง พวกมนุษย์นำไปตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าอาภรณ์สวมใส่ คุณสมบัติพิเศษอีกประการคือสามารถกันน้ำได้ อี๋ปอทอผ้าผืนนี้ก็เพื่อใช้พันแผลให้เจ้ามังกร แต่คำว่า ‘พันแผล’ ทำให้นางวุ่นวายใจจนยากจะถ่ายทอดออกมาได้
เผ่าวารีไม่อาจใช้ชีวิตห่างน้ำ แต่หากร่างกายมีบาดแผล การอยู่ในน้ำทะเลก็ทำให้ย่ำแย่ได้เหมือนกัน ผ้าแพรเจียวเซียวที่กันน้ำได้จึงมีประโยชน์มาก เงือกสาวมองขนาดขาแล้วกะขนาดผ้าที่ต้องถออย่างตั้งใจ แผลเหวอะเช่นนี้ต้องพันสองรอบถึงจะดี
มังกรเป็นสัตว์ที่ชาญฉลาดยิ่ง ไม่นานก็เข้าใจว่าเงือกน้อยกำลังทำสิ่งใด ในใจทั้งซาบซึ้งทั้งเศร้าใจอยู่บ้าง มันเท้าคางด้วยกรงเล็บเดียว เบือนหน้าทอดมองไปไกล นึกถึงเมื่อครั้งที่มีอำนาจบารมียิ่งใหญ่ หยิ่งผยองกำแหงหาญปานใด ตอนนี้กลับมีเพียงเงือกสาวตัวน้อยตนหนึ่งเป็นเพื่อนข้างกาย ช่างน่ารันทดสุดอับจนนัก
อี๋ปอขะมักเขม้นตั้งใจถักทอผ้าแพร แสงงดงามวิ่งวนอยู่ที่ปลายนิ้วเรียวเล็ก สองมือขยับว่องไว ไม่นานผืนผ้าแพรก็เริ่มเผยรูปร่างให้เห็น เบาพลิ้วสยายประดุจเมฆหมอกบนท้องนภา ไม่รู้ว่าก้มหน้าถักทอผ้าอยู่นานเพียงใด พอเงยหน้าขึ้นเงือกสาวก็ต้องปากอ้าตาค้างกับภาพที่เห็น
[1] ชื่อดินแดนสมัยโบราณตั้งอยู่ทิศตะวันออก