ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

วิหคตกมังกร 潜麟

ผู้แต่ง You Si Jie
ผู้แปล ้hongsamut
ประเภท
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
เรื่องราวของเงือกน้อยชะตาขาด ที่บังเอิญไปปล่อยมังกรผู้ยิ่งใหญ่ออกจากกรงขัง

บทนำ

潜麟

Author: You Si Jie

Translator: hongsamut

Chinese edition copyright by 晋江原创网络科技有限公司

Thai edition copyright by Hongsamut.com 

All right reserved

-----------------------------

showtime: จันทร์ - ศุกร์ ( หยุดลงเสาร์ - อาทิตย์จ้า )

สารบัญ

เรืออับปาง

ภาพจันทร์กระจ่างลอยเด่นเหนือผืนมหาสมุทร ช่างต่างจากทิวทัศน์ที่ได้ยลยามอยู่บนบกนัก

รอบด้านเงียบสงัด นานครั้งจึงจะได้ยินเสียงเพรียกร้องของหมู่นกนางนวลและเสียงคลื่นทะเลกระทบหินโสโครกเป็นระยะ

วันนี้เป็นวันขึ้นสิบห้าค่ำ ดวงจันทร์ใหญ่เป็นพิเศษ ฉายแสงสาดส่องจนน่านน้ำแห่งทะเลหยาไห่สว่างไสวราวกลางวัน เรือลำหนึ่งกำลังแล่นมาช้าๆ หัวเรือเรียวแหลม ท้ายเรือเหลี่ยมตัดตรง ใบเรือกินลมโป่งพอง บนดาดฟ้าเรือมีคนเดินขวักไขว่ กะลาสีผู้ทำหน้าที่สังเกตการณ์คนหนึ่งปีนขึ้นไปบนเสากระโดงกวาดสายตาไปรอบด้าน เห็นตรงที่ห่างไกลมีแนวหินโสโครกกระจัดกระจายไปทั่วดุจหมากบนกระดาน เขาโบกมือส่งสัญญาณให้คนข้างล่างอย่างหดหู่ ห้าวันห้าคืนผ่านมายังคงวนเวียนอยู่ที่เดิม ดูท่าจะต้องหลงทางอยู่ในน่านน้ำแถบนี้เสียแล้ว

บรรดาลูกเรือที่ระหกระเหินร่อนเร่มาร่วมเดือนกว่าต่างไม่สบายใจยิ่ง เข็มแม่เหล็กบนจานหลัวผาน[1] หมุนเปลี่ยนทิศไม่หยุด ไม่ได้เอาแต่ชี้ไปทางทิศใต้เพียงอย่างเดียวอีกต่อไปแล้ว ยามตะวันขึ้นพวกเขาเคยทดลองมาแล้ว บ้างชี้ตะวันออก บ้างชี้ตะวันตก ไร้กฎเกณฑ์ตายตัวที่แน่นอน

“เป็นแบบนี้ต่อไปพวกเราคงได้ตายอยู่ที่นี่แล้ว ข้าวสารร่อยหรอถึงก้นไห น้ำจืดก็ใกล้จะหมดเหมือนกัน”

ไต้ก๋งแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้า อากาศดีขนาดนี้ไม่มีทางที่ฝนจะตกแน่ อาศัยการต้มกลั่นน้ำทะเลก็จะได้น้ำจืดไว้ใช้ แต่เกรงว่าฟืนและถ่านจะไม่พอใช้แทน ไต้ก๋งคิดแล้วก็ทุบกราบเรืออย่างแรง

“ทอดแห เติมกระเพาะให้เต็มก่อน จากนั้นค่อยขึ้นเกาะ ลองดูว่าจะสามารถหาน้ำจืดเพิ่มได้หรือไม่”

ทว่าแหเหวี่ยงลงไปแล้วพอดึงขึ้นมากลับไร้น้ำหนัก คุ้ยเขี่ยอย่างละเอียดพบว่าก้นแหมีหอยทะเลนอนอย่างโดดเดี่ยวเดียวดายตัวเดียว ก้นหอยสีแดงชาด ใหญ่เท่ากับกำปั้นเด็กน้อย

เป็นมันอีกแล้ว!

“ผิดปกติจริง” ลูกเรือบ่น “ทอดแหสามรอบ ทั้งสามรอบล้วนเป็นมัน!”

“จะต้องเป็นไอ้เจ้าปีศาจนี่ก่ออาเพศแน่” ลูกเรือคนหนึ่งเดินไปหยิบค้อนเหล็ก “เดี๋ยวข้าทุบมันให้แบนเอง ดูสิว่ามันยังจะหลอกผู้คนได้อีกไหม!”

แต่พอยกค้อนขึ้นก็ถูกไต้ก๋งตวาดห้ามเสียงดัง “อย่าได้ล่วงเกินทวยเทพเป็นอันขาด” หยิบหอยทะเลขึ้นมาโยนกลับลงน้ำไป พึมพำเสียงเคารพนอบน้อม “ขอให้เจ้าสมุทรชี้ทางสว่างด้วย หลังกลับถึงบ้านเกิดแล้วจะต้องเซ่นไหว้บูชาด้วยจิตศรัทธาแน่นอน ไม่กล้าทำลวกๆ อีกแล้ว”

คนที่เดิมทีไม่เชื่อผีสางเทวดาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่รอนแรมไร้หนทางมาร่วมเดือนก็ไม่อาจไม่ก้มหัวแล้ว พวกเขาเป็นคนที่ฮ่องเต้ส่งมาเพื่อบุกเบิกเชื่อมเปิดเส้นทางการค้าทางทะเล บนเรือบรรจุทั้งเครื่องสำริด นอแรดและมุกน้ำงาม ใครเลยจะคิดว่าพอพ้นทะเลหนานไห่ออกมาทุกอย่างก็แปรปรวนปั่นป่วนไปหมด คลื่นทะเลสีฟ้าครามสุดลูกหูลูกตา กว้างใหญ่ไพศาลไร้ขอบเขต ราวกับหลงหลุดเข้ามาในอีกโลกหนึ่ง ต้องระเหเร่ร่อนอยู่ในนั้นไปตลอดกาล

วันเวลาไหลผ่านไปดุจสายน้ำ ความเชื่อมั่นก็เลื่อนไหลหายไปด้วยเช่นกัน เหนือมหาสมุทรเกิดคลื่นลมเล็กน้อย ทอดตามองไปเห็นประกายคลื่นทับซ้อนเป็นแนวดุจเกล็ดปลา[2] กราบเรือทั้งสองข้างแขวนตะเกียงไว้ ส่องสะท้อนภาพน้ำทะเลสีดำล้ำลึก ดวงจันทร์ใหญ่โตเสียน่าตระหนก มีเสียงเพลงแว่วมา ยามเงี่ยหูสดับฟังอย่างตั้งใจกลับเป็นเสียงสตรีกระจ่างสดใส ไร้เนื้อร้อง ไร้ท่วงทำนอง ความสงบเวิ้งว้างแปรเปลี่ยนกลับกลายเป็นนุ่มนวลอ่อนหวานจับใจ ทะลุทะลวงเข้าไปในใจของผู้คน

ลูกเรือทั้งลำตื่นตระหนก นอกทะเลหนานไห่มีเงือก น้ำเสียงเสนาะใสดุจทองคำเปลวระริกพลิ้ว ร่ำไห้ออกมาเป็นไข่มุก ความเข้าใจของคนบนบกที่มีต่อเผ่าสมุทรล้วนจำกัดอยู่แค่ตามบันทึกในตำราโบราณเท่านั้น พอได้พบเห็นของจริงก็ย่อมตระหนกลนลานวิ่งชนกันจนหาทิศไม่เจอ ยิ่งท้องฟ้าที่เคยสงบกลับอึงอลด้วยเสียงฟ้าร้องฟ้าผ่าจนหูดับตัวสั่น เพียงพริบตาเมฆครึ้มหนาก็กระจายไปทั่ว ยื่นมือออกไปก็มองไม่เห็นห้านิ้วเสียแล้ว

ลูกเรือล้วนไม่เคยพบเห็นสภาพอากาศที่น่ากลัวขนาดนี้มาก่อน เสียงฟ้าร้อง ฟ้าผ่าฟาดเปรี้ยงสะเทือนฟ้าสะท้านน้ำท่ามกลางความมืดครึ้ม ลูกไฟวิ่งอยู่สองข้างกราบเรือ อสนีบาตเป็นสายๆ ผ่าใส่หน้าและหลังตัวเรือตรงๆ เกิดลมกระโชกแรงฉับพลัน ทะเลเป็นคลื่นสูงกะทันหัน เรือถูกยกขึ้นไปอยู่บนยอดคลื่นดันไปข้างหน้า น้ำทะเลซัดใส่เสียลูกเรือลืมตาไม่ขึ้น ในหูเพียงได้ยินเสียงเอี๊ยดอ๊าดของหมุดเดือยข้อต่อเรือ ทันใดนั้นร่างที่ใหญ่โตมโหฬารร่างหนึ่งก็โผล่พรวดขึ้นมาจากใต้น้ำ ลักษณะคล้ายเต่า กระดองกว้างร่วมจั้งเศษ ยังไม่ทันได้มองให้ละเอียด พริบตาก็ร่วงกลับลงไปในน้ำ ก่อเกิดเป็นคลื่นยักษ์สูงเสียดฟ้า เสียงน้ำที่ถูกกระแทกดังสนั่น น้ำทะเลซัดเข้าใส่ตัวเรือจนเรือแตกเป็นเสี่ยงๆ

 

ซากเรือจมดิ่งสู่ก้นท้องทะเลลึก ผู้ที่คอยชมความครึกครื้นอยู่พลันแตกตื่นจนตัวสั่น

เสียงขับขานของพวกเงือกแม้จะไพเราะทว่าการเอ่ยปากพูดจากลับไม่คล่อง เหนือผืนน้ำ ในดวงตาเปี่ยมไปด้วยประกายดาวแต่งแต้มคู่หนึ่งมีแต่ความแตกตื่นหวาดกลัว โบกไม้โบกมือลนลาน เพื่อบอกว่าตนเองไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้น

“ไม่เกี่ยวกับเจ้าหรอก” อาหลัวปลอบ หันไปมองตำแหน่งที่เรือจม “พวกเราน่าจะไปช่วยคนนะ ชักช้าจะไม่ทันการเอา”

ถูกเพลิงสวรรค์แผดเผา วิญญาณหลุดลอยจิตดับสลายได้ เงือกสาวออกจะลังเลอยู่บ้าง นางเคยถูกฟ้าผ่าใส่มาก่อน ตอนนี้พอหวนนึกขึ้นมายังคงรู้สึกเจ็บเสียจนไม่อาจต้านทานได้ พลังอำนาจของเทพอสนีช่างน่ากลัวนัก นางเคยโดนเพียงถากผิวไปหน่อยเท่านั้น แต่ตอนที่อาหลัวมาพบ นางก็เป็นปลาหงายท้อง สิ้นชีพไปเก้าส่วนแล้ว อาหลัวร้องไห้เสียแทบขาดใจ เดิมทีจะแบกนางไปยังสุสานเงือก ดีที่นางฟื้นขึ้นมาระหว่างทาง สมองยังคงใช้การได้ดีอยู่ ทว่าผลจากการโดนฟ้าผ่าแบบถากๆ ก็ร้ายแรงนัก เพราะเกล็ดที่หางหายไปหนึ่งเกล็ด! นิสัยเงือกนั้นเป็นพวกรักสวยรักงามเข้าขั้นลุ่มหลงงมงาย เงือกสาวจึงถูกเงือกอื่นนินทาลับหลังอย่างดุเดือด บอกว่าจะขับออกจากเมืองฉาวเฉิง ส่งไปยังทะเลหนานหมิงไปทำงานสร้างเขื่อนกั้นทะเลเสียเลย

พอคิดขึ้นเรื่องนี้ขึ้นมาก็เศร้าใจนัก นิสัยพวกเงือกรักสันติ ทว่ากลับยอมรับความบกพร่องไม่ได้แม้แต่ส่วนที่เล็กที่สุด เงือกในเผ่าที่ยามปกติอยู่ร่วมกันอย่างสงบไร้ความขัดแย้งกลับกีดกันนาง ไม่นับนางเป็นพวกเดียวกัน ดีที่นางยังมีวาสนาอยู่บ้าง ได้พบคนดีมาช่วย

เงือกสาวไม่เคยลืมภาพยามที่มือเรียวยาวขาวสะอาดคู่นั้นเลาะเกล็ดทองคำเกล็ดหนึ่งของตนฝังลงในหางปลาของนาง ตอนนั้นนางกระดากอายเหลือเกิน ครีบหางสะบัดไม่หยุด ปัดป่ายปิดป้อง อาหลัวต้องพูดให้กำลังใจอยู่นานกว่านางจะกล้าคลายร่างให้ทุกคนได้เห็น

ทันทีที่ได้เห็นทุกคนก็พากันทอดถอนใจชื่นชม ช่างงดงามเกินไปแล้ว! เกล็ดของนางแตกต่างจากเงือกตนอื่นๆ เงือกส่วนมากเกล็ดเป็นสีอำพัน แต่เกล็ดของนางกลับเป็นสีเขียวสด สีสันละลานตา งามเพริศแพร้วยิ่ง เกล็ดที่ได้รับมาใหม่ชิ้นนั้นอยู่ท่ามกลางสีเขียวฟ้ายิ่งโดดเด่นเตะตา ราวกับลำแสงแพรวพราวของดวงตะวันที่ส่องผ่านผิวน้ำลงมา ไม่ว่าจะดำลงไปลึกเพียงใดก็ยังคงเปล่งแสงสว่างสดใสระยิบระยับอยู่เสมอ

เพราะนางเป็นเงือกขี้ขลาด ปกติใช้ชีวิตซ่อนตัวอยู่ใต้น้ำ ทุกวันถักทอแพรเจียวเซียวไป ไม่ค่อยได้พบเห็นโลกกว้างสักเท่าไร ด้วยเหตุนี้จึงไม่รู้จักคนผู้นี้ เพียงจดจำรูปร่างหน้าตาของเขาเอาไว้เท่านั้น นัยน์ตาล้ำลึกดุจห้วงมหรรณพ เรียวปากดุจชาดแดง สวมใส่อาภรณ์ยาวสีขาวจากแพรไหมชั้นเลิศ คาดหยกประดับมณี ยามไปมามีบ่าวเงือกคอยติดตามรับใช้ สูงศักดิ์อย่างยิ่ง

ต่อมาอาหลัวบอกให้นางรู้ว่าเขาคือ ‘เจ้ามังกร’ คอยควบคุมตอนเหนือของทะเลหนานหมิง เสียดายนับแต่วันนั้นก็ไม่เคยได้พานพบเจ้ามังกรผู้นั้นอีกเลย หลายปีผ่านไปได้ยินปลาเหาฉลามกล่าวว่าครั้งสุดท้ายที่พบเห็นเขาก็คือที่นี่ ดังนั้นนางกับอาหลัวจึงมักมาเฝ้ารอที่นี่อยู่เสมอ หวังว่าจะมีสักวันที่ได้พบกันอีกครั้ง

สี่ทะเลแปดแดนรกร้างสัตว์วิเศษมากมาย หลังบรรจุสัจธรรมก็ต้องผ่านด่านเคราะห์สวรรค์ การมาของพวกนางครั้งนี้ประจวบกับที่เต่าเฒ่าตัวนั้นซ่อนอยู่ใต้เรือ สุดท้ายมิเพียงไม่ได้ช่วยเอื้อประโยชน์ ซ้ำร้ายกลับยังสร้างความเดือดร้อนให้คนทั้งลำเรือ อาหลัวอยากจะสงเคราะห์ช่วยเหลือ การช่วยคนเป็นเรื่องกุศลสั่งสมบุญบารมี ไม่ควรปล่อยผ่าน ทว่าอสนีบาตไร้ไมตรี หลบหลีกไม่ทันก็ได้กลายเป็นปลาย่างแล้ว ย่อมยากจะเลี่ยงไม่ให้หวาดกลัว

“เจ้าเองก็อย่าไป” เงือกสาวเอ่ยอย่างยากลำบาก “จะตายได้”

อาหลัวดึงดันไม่สนใจ นางก็คือเจ้าหอยตัวที่เบื่อหน่ายสุดขีดเพราะไม่มีอะไรทำ คือหอยทะเลที่ติดก้นแหสามครั้งสามคราไม่เลิกราตัวนั้น นางกับเงือกสาวเป็นการรวมตัวกันที่แปลกประหลาดยิ่ง ตนหนึ่งขี้ขลาดตาขาวกลัวไปเสียทุกสิ่งอย่าง อีกตนขวัญกล้าเทียมฟ้า หาญกล้าไร้ความกลัวไม่สนความเป็นตาย ดีที่มีเงือกสาวอยู่ข้างกายคอยถ่วงรั้งฉุดขาหลังเอาไว้ ถึงได้สามารถมีชีวิตอย่างเป็นสุขมาได้จนถึงทุกวันนี้

เจ้าหอยทะเลกำลังจะถลันไปข้างหน้าก็ถูกเงือกสาวดึงเอาไว้ พลางชี้ให้ดูสภาพท้องฟ้าท้องน้ำเบื้องหน้า สายฟ้าแลบแปลบปลาบตัดสลับไขว้ไปมา บางจังหวะก็ผ่าลงท้องน้ำหลายสายพร้อมกัน ทั้งสองอยู่ไกลห่างขนาดนี้ยังสามารถมองเห็นภาพที่น่าประหวั่นพรั่นพรึงอย่างชัดเจน

 

[1] 罗盘 จานเข็มทิศใช้ในการเดินเรือของจีนสมัยโบราณ คิดค้นขึ้นและใช้อย่างแพร่หลายในสมัยราชวงศ์ซ่ง เข็มแม่เหล็กของจานหลัวผานจะชี้ไปทางทิศใต้อยู่เสมอ

[2] เป็นการบรรยายถึงภาพน้ำยามลมโชย ก่อเกิดเป็นคลื่นระลอกน้อยๆ ยามกระทบแสงแดดเป็นประกายดุจเกล็ดปลา

มังกรที่ถูกจองจำ

เงือกสาวทำตาเหลือกกับท่าทางใกล้ตายข่มขู่หอยทะเล อาหลัวเห็นแล้วก็รู้สึกลังเลขึ้นบ้าง เมื่อครู่เหนือผิวน้ำยังมีคนกระเสือกกระสนว่ายน้ำเอาตัวรอด ไม่นานก็จมหายไป อาหลัวคิดไม่นานก็ตัดสินใจเด็ดขาด “ดำลงไปลึกๆ สายฟ้าก็ผ่าไม่ถึงแล้ว” ไม่เปิดโอกาสให้เงือกสาวเกลี้ยกล่อมอีกก็ลงสู่ใต้น้ำมุ่งหน้าไปยังตำแหน่งที่เรือจมอย่างรวดเร็ว

เงือกสาวไร้หนทางได้แต่รีบติดตามไป แม้อยู่ใต้น้ำก็ยังมองเห็นสายฟ้าขนาดมหึมาที่เปล่งแสงเจิดจ้าอยู่ในขอบเมฆหนาบนฟ้าได้อยู่ดี ทันใดนั้นก็เกิดเสียงดังระเบิดกึกก้องไปทั่วท้องฟ้า ในก้อนเมฆหนาดำเกิดประกายไฟแลบแปลบปลาบราวกับจะฉีกก้อนเมฆให้ขาดออกจากกัน อาหลัวยิ่งเร่งว่ายน้ำเร็วขึ้น เงือกสาวที่ไล่ตามหลังไม่กล้าชักช้า พยายามว่ายไล่กวดไปติดๆ

เมื่อมาถึงตำแหน่งที่เรือจมรอบด้านก็มีแต่ร่างคนลอยคว้าง เป้าหมายของอาหลัวมีเพียงหนึ่งเดียวคือบุรุษที่เป็นไต้ก๋งผู้นั้น ส่วนเงือกสาวก็หลับหูหลับตาคว้าร่างคนติดมือมาด้วย แต่พอลืมตามองก็ประสานเข้ากับดวงตาเบิกกว้างคู่หนึ่งของคนที่ตายตาไม่หลับ เงือกสาวรีบปล่อยมือด้วยความตกใจแล้วรีบว่ายไปหาอาหลัวทันที

พอเห็นอาหลัวว่ายเข้าใกล้ผิวน้ำ เงือกสาวพยายามกรีดร้องเสียงดังแต่ก็หยุดสหายไว้ไม่ได้ มองผ่านผืนน้ำขึ้นไปก็เห็นลมพายุกระโชกแรงกับฟ้าแลบถี่ท่ามกลางก้อนเมฆดำ ดูคล้ายกำลังจะส่งสายฟ้าฟาดลงมาอีกระลอก เงือกสาวตัดสินใจเร่งความเร็วทะยานตัวขึ้น คว้าผ้าแพรที่เอวอาหลัวได้ก็ดึงกระชากสุดแรงให้พ้นจากรัศมีของสายฟ้าที่กำลังจะฟาดเปรี้ยงลงมา

สายฟ้าผ่าเฉียดผ่านหนังหัวทำเอาอาหลัวแทบหยุดหายใจ นางรีบแบกร่างไต้ก๋งว่ายหนีไปให้ไกลจากตรงนี้ เพิ่งพ้นมาไม่ไกลก็ได้ยินเสียงสายฟ้าฟาดกึกก้องกัมปนาทขึ้นอีกครั้ง พอหันกลับไปมองก็ต้องดวงตาเบิกกว้าง เพราะตอนนี้เงือกสาวติดอยู่กลางวงล้อมของสายฟ้าที่ฟาดลงมาไม่หยุด ไม่ว่าจะว่ายหนีไปด้านไหนก็ฝ่าวงล้อมสายฟ้าที่บ้าคลั่งออกมาไม่ได้

ชั่วขณะที่อาหลัวคิดจะทิ้งร่างไต้ก๋งแล้วว่ายกลับไปช่วยสหาย เงือกสาวก็ทะยานตัวขึ้นเหนือน้ำ ด้านหลังปรากฏปีกโปร่งแสงให้เห็นวูบหนึ่ง ท่ามกลางแสงอสนีบาตสะท้อนให้เห็นประกายเกล็ดแวววาวที่หาง เงือกสาวพุ่งตัวเป็นเส้นโค้งที่สวยงามกลับลงสู่ท้องทะเล

“อี๋ปอ!”

เสียงตะโกนของอาหลัวสะท้อนก้องอยู่เหนือมหาสมุทร เผชิญหน้ากับสถานการณ์อันยากลำบากเช่นนี้นางก็ไร้กำลังจะช่วยเหลืออะไรได้ ได้แต่เบิ่งตามองดูประกายฟ้าแลบและฟังเสียงฟ้าคำรามไล่กวดตามหลังเงือกสาวไปไม่ห่าง

 

เงือกสาวไม่สนใจอะไรทั้งนั้น มุ่งหน้าไปทางทิศใต้อย่างเดียว ปะการังสาหร่ายถอยห่างหายวับไปจากปลายหางตาอย่างรวดเร็ว

นางพุ่งผ่านฝูงปลาที่สีหน้าตื่นตะลึงเหมือนกันทุกตัวไม่มีผิด ปลาวาฬใหญ่ยักษ์ตัวหนึ่งหยุดนิ่งอยู่เบื้องหน้า เงือกสาวพุ่งผ่านใต้ร่างกายอันใหญ่โตมโหฬารของมันไป รอจนมันกลอกตากลับมา นางก็ว่ายห่างออกไปไกลแล้ว

สายฟ้ายังคงแผลงฤทธิ์กราดเกรี้ยวอยู่ด้านหลัง ทว่าเสียงกระหึ่มอึงอลสะท้านฟ้าค่อยๆ ถูกทิ้งห่างออกไปและเสียงเบาลงทีละน้อยกระทั่งไม่ได้ยินเสียงน่ากลัวอีก เงือกสาวหยุดหนีแล้วมองท้องฟ้าที่อยู่เหนือผิวน้ำ ไม่รู้ว่าท้องฟ้าปลอดโปร่งตั้งแต่เมื่อใด ดวงจันทร์ลอยแขวนอยู่กลางนภา สุกสกาวสว่างไสว ราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน

อี๋ปอลูบอกพลางถอนหายใจโล่งอก เกือบตกใจตายเสียแล้ว หากไม่ใช่หัวหางปราดเปรียว ตอนนี้คงได้ไหม้เกรียมกลายเป็นเงือกย่างไปแล้ว

แต่ที่นี่คือที่ไหนกัน?

ในท้องทะเลลึก แสงจันทร์ไม่ช่วยให้มองทางข้างหน้าได้ชัดนัก หรือนางจะข้ามเขตแดนล่วงล้ำเข้ามาในทะเลหนานหมิงแล้ว

เงือกสาวตัดสินใจพุ่งตัวขึ้นเหนือน้ำอีกครั้ง พอพ้นน้ำแล้วก็ต้องเบ้ปากเล็กๆ เมื่อครู่มาจากทางไหนก็จำไม่ได้ ที่มองเห็นตอนนี้คือผืนน้ำกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ไร้สิ่งบอกตำแหน่งใดๆ ทั้งสิ้น เงือกสาวจึงดำลงสู่ใต้น้ำอีกที อาศัยความทรงจำว่ายย้อนกลับไปทางเดิม

ยิ่งว่ายยิ่งนาน ยิ่งว่ายยิ่งลึก ทว่าสายน้ำนอกทะเลหนานไห่ช่างงดงามยิ่งนัก ตรงจุดที่ตื้นน้ำก็สวยใสกระจ่างเสียแทบลืมหายใจ พอถึงจุดที่ลึก สีสันหลากหลายก็เปลี่ยนเป็นเข้มขึ้น มองลงไปอีกก็เห็นร่องลึกก้นมหาสมุทรมีแสงสลัวเลือนราง บางช่วงก็มืดมิด มองแล้วช่างน่าเวียนหัวโดยแท้

จู่ๆ เงือกสาวก็ถอยหลังกลับเมื่อเห็นแสงเจิดจ้างดงามส่องขึ้นมาจากใต้ร่องน้ำลึกแห่งหนึ่ง เจิดจ้าจนในรัศมีร้อยลี้สว่างไสว แม้อี๋ปอจะมีนิสัยขี้ขลาดตาขาวแต่ความอยากรู้อยากเห็นแบบพวกเงือกก็แรงกล้านัก นางลอยนิ่งเหนือแสงมองดูจุดที่แสงส่องขึ้นมาอย่างไม่อาจละสายตา ว่ายเข้าไปเกาะหน้าผาที่อยู่ใกล้ พยายามเพ่งสายตามองลงไป แต่พอเขยิบเข้าไปใกล้ก็อดกลัวจนถอยหลังกลับมาไม่ได้

ไม่แน่ว่าอาจเป็นปีศาจทะเลที่มีเก้าหัว

พอชั่งน้ำหนักในใจอย่างละเอียดแล้วความรักตัวกลัวตายก็มีมากกว่า ช่างเถอะ อย่าอยากรู้เลย เพิ่งเก็บชีวิตจากพายุฟ้าผ่ามาได้ อย่าหาเรื่องเอาตัวเองไปยัดเยียดใส่ซอกฟันปีศาจตัวไหนอีกเลย

พอนางคิดจะสะบัดหางว่ายจากไปก็เกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว เป็นเสียงที่เกิดจากโซ่เหล็กกระทบกันอย่างแรง หินตรงขอบหน้าผาร่วงกราว ผืนน้ำสั่นสะเทือนกระเพื่อมไหวอย่างรุนแรง เงือกสาวยกสองมือปิดตาด้วยความกลัว แต่กลับแอบมองลอดหว่างนิ้วออกไป เห็นแสงสวยงามแสงนั้นหมุนวน เจิดจรัสแจ่มจ้ายิ่งกว่าตอนแรกที่เห็นเสียอีก ถึงขั้นนี้ความอยากรู้ก็ชนะความกลัว เงือกสาวว่ายไปเกาะหน้าผาอีกครั้ง นางพยายามขยับเข้าใกล้แสงนั้นอย่างระวัง แต่ยิ่งเข้าใกล้แสงนั้นก็ยิ่งเจิดจ้าจนตาพร่า เงือกสาวต้องหยุดนิ่งเพื่อปรับสายตา

ยิ่งเข้าใกล้น้ำยิ่งลึก ความดันน้ำยิ่งมาก กดดันเสียหัวใจกับปอดแทบระเบิด

ดูท่าว่าคงจะไปไม่ถึงจุดที่แสงส่องออกมาแล้ว ช่างเถอะ ไปไม่ถึงก็กลับดีกว่า อาหลัวกำลังรอนางอยู่ที่ทะเลหยาไห่

แต่แสงนั่นก็อยู่ไม่ไกลแล้ว ทั้งยังส่องแสงยั่วยวนล่อลวงเหลือเกิน ราวกับแค่ยืนมือออกไปก็สัมผัสได้ เงือกสาวพลันลังเล นางว่ายวนเวียนอย่างตัดใจไม่ได้ พลันพลังมหาศาลสายหนึ่งก็ม้วนตลบเงือกสาวลงสู่ใต้น้ำ ตอนที่กลิ้งไม่เป็นท่านั้น เงือกสาวได้แต่หวีดร้องสุดเสียง พริบตาก็ตกกระแทกพื้นทรายอย่างแรง!

พอตะกายตัวขึ้นมาได้แบบหัวหมุนมึนงง ต้องใช้เวลาครู่หนึ่งกว่าจะสงบใจลงได้ จากนั้นก็มองสภาพรอบตัว

เบื้องหน้าฐานศิลากว้างใหญ่มีเสาเหล็กดำทะมึนเสาหนึ่งตั้งอยู่ ตัวเสามีความหนาราวสิบจั้ง เหนือเสามีมังกรชางหลง[1] ตัวหนึ่งเกี่ยวกระหวัดพันอยู่ รอบตัวถูกโซ่เหล็กพันธนาการไว้ เขาที่หัวสูงล้ำ สองตาปิดแน่น หนวดยาวเหยียดพลิ้วไหวไปตามลูกคลื่น ดูแล้วลำตัวน่าจะยาวเป็นพันลี้

เงือกสาวปากอ้าตาค้างด้วยความตื่นตะลึง นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นนางได้เห็นร่างแท้จริงของมัง ปกติเจ้ามังกรยามปรากฏกายล้วนแปลงร่างเป็นมนุษย์ ร่างแท้จริงใช่เป็นแบบนี้เหมือนกันหรือไม่ มังกรตนนี้ดูท่าจะทำความผิดใหญ่หลวงถึงถูกจองจำอยู่ที่นี่ ไม่รู้ว่าถูกล่ามโซ่ไว้นานเท่าใดแล้ว ไม่แน่ตอนนี้อาจหิวตายไปแล้ว เงือกสาวแหงนมองดูเสา เห็นปลายยอดสลักลายหยุนเหวิน[2] กับลายหุยเหวิน[3] สลับกันไปมา เสาที่ใช้จองจำมังกรย่อมต้องพิถีพิถันยิ่ง

พอไล่สายตาจากยอดเสาลงมาก็ต้องสะดุ้งเฮือกเมื่อพบว่ามังกรตรงหน้าลืมตาขึ้นตั้งแต่เมื่อใดไม่รู้ เวลานี้เกล็ดและแผงคอชี้ชัน ทั้งยังถลึงตาถลนจ้องนางอย่างดุดัน ท่าทีดุร้ายเกรี้ยวกราดยิ่งนัก!

“เผ่าวารีจากที่ใด กล้าบุกรุกเข้ามาในแดนหานชวน[4] อย่างอุกอาจเช่นนี้!”

แม้มังกรจะถูกพันธนาการร่างไว้แน่นหนา พลังกายอ่อนแอลง แต่อานุภาพพลังเสียงก็ยังไม่ด้อยจนน่าอนาถ ปากอ้ากว้างอวดเขี้ยวคมกริบยาวโง้ง คำรามใส่เงือกตัวเท่ามด คลื่นเสียงทำให้ผมดุจสาหร่ายทะเลของเงือกตัวน้อยปลิวไสว ราวกับกำลังเผชิญหน้ากับพายุโหมกระหน่ำ

เห็นเงือกสาวหมอบราบตัวสั่นสะท้านอยู่บนพื้นทราย มังกรชางหลงมองแล้วก็ยิ้มอย่างพอใจ รู้สึกว่าตนเองยังคงความน่าเกรงขามไม่เสื่อมคลาย

เงือกสาวขี้ขลาดตกใจจนขวัญกระเจิง สองมือสั่นระริกประสานไปเบื้องหน้า น้ำเสียงสั่นอย่างน่าสงสาร

“อี๋ปอเผ่าเงือกจากเมืองฉาวเฉิงล่วงล้ำเข้ามาโดยไม่ตั้งใจ ขอเจ้ามังโปรดระงับโทสะด้วยเถิด”

มังกรที่ถูกพันธนาการแน่นหนาเช่นนี้ แสดงว่าต้องทำความผิดใหญ่หลวงชั่วร้ายมหันต์นัก อี๋ปอกลัวว่าชีวิตตนจะไม่ยืนยาว ตั้งใจหาทางหลบหนีออกไปให้เร็วที่สุด พอช้อนตาขึ้นมองเจ้ามังกรก็กลายเป็นความผิดพลาดซ้ำสอง เงือกขี้ขลาดแตกตื่นกับขนาดดวงตาใหญ่โตจนวิญญาณแทบหนีออกจากร่าง!

ดวงตาคู่หนึ่งที่ใหญ่เท่าดวงโคมของมังกรชางหลงกำลังพิจารณาเงือกน้อยอย่างสงสัย ทุกครั้งที่กะพริบตาก็จะเกิดคลื่นใต้น้ำไหลวนแรง ครีบหางของเงือกน้อยถึงกับสั่นสะท้าน เพื่อรักษาชีวิตให้รอดกลับไป เงือกน้อยรีบประสานมือคำนับอย่างนอบน้อมยิ่ง ทั้งยังกล่าววาจาประจบเอาใจ

“ข้าน้อยยินดี... ยินดีไปหาอาหารให้ท่าน”

 

[1] 苍龙 มังกรชางหลงหรือเรียกอีกชื่อว่ามังกรชิงหลง 青龙 หรือมังกรเขียว เป็นหนึ่งในสี่สัตว์วิเศษที่อยู่ในตำนานของจีนสมัยโบราณ

[2] 云纹 ลายเมฆ เป็นลายมงคล แทนความก้าวหน้าและสมปรารถนา

[3] 回纹 ลายขดเป็นวง มีลักษณะคล้ายตัวอักษร 回 มักใช้เป็นรูป ∽หมายถึงมีความร่ำรวยไม่สิ้น

[4] ธารยะเยือก

สนใจติดตามข้าหรือไม่

“เจ้าเข้ามาได้อย่างไร ผู้ใดบงการ?” เสียงถามดังก้องดุจเสียงอสนีบาต

“ไม่มีผู้ใดบงการ” อี๋ปอรีบชี้แจง ปลายนิ้วชี้ไปด้านบนอย่างขลาดๆ แทนคำตอบว่าตนเองแค่ผ่านทางมาโดยบังเอิญ อาจเป็นจังหวะท่านบิดสะโพกอย่างไม่ตั้งใจเกิดเป็นคลื่นน้ำวนม้วนดูดนางลงมา

หากที่นางพูดเป็นเรื่องจริง การที่เงือกน้อยไร้อิทธิฤทธิ์ตนหนึ่งสามารถผ่านเข้ามาในแดนหานชวนได้ ย่อมหมายความว่าเขตแดนพังทลายลงแล้ว วันเวลาที่มันจะมีอิสรภาพอีกครั้งคงใกล้มาถึง แต่เจ้ามังกรดีใจได้แค่วูบเดียวก็ต้องหดหู่หม่นหมองเมื่อนึกถึงวันเวลาในอดีต

“ตัวข้าถูกจองจำอยู่ที่นี่นานร้อยกว่าปี น้อยครั้งที่จะมีพวกเผ่าวารีผ่านมายังที่แห่งนี้ จะเห็นสิ่งมีชีวิตสักตัวช่างไม่ง่ายจริงๆ”

นัยน์ตามังกรเคว้งคว้างเลื่อนลอย แม้สีหน้าจะถมึงทึงดุดัน ทว่าไม่ได้สนใจเงือกตัวน้อยตรงหน้า ความดุร้ายเกรี้ยวกราดหายไปหลายส่วน อี๋ปอถอนหายใจเฮือกใหญ่ กำลังจะอ้าปากขอตัวลา มังกรก็กรีดกรายกรงเล็บเสยแผงคอสีเขียวท่าทางเกียจคร้าน

“เฮ้อ สถานที่บัดซบนี่ จะเอาอะไรก็ไม่มีทั้งนั้น ช่างน่ากลุ้มนัก เจ้าดูสภาพให้ข้าหน่อยสิ เขาเรียบร้อยไหม หนวดเคราดูดีมีสง่าราศีหรือเปล่า”

แม้จะถูกพันธนาการแน่นหนาแต่ยังคงให้ความสำคัญกับรูปลักษณ์ภายนอกอย่างยิ่ง นับว่าจิตใจคงไม่เลวร้ายนัก อี๋ปอกลืนความหวาดกลัวลงท้อง พิจารณามังกรอย่างยากเย็น ตัวมันเพื่อให้นางมองได้ชัด พลันโน้มกายลงมาส่ายหัวซ้ายขวา แถมยังแยกเขี้ยวให้นางดูอีกด้วย

การยักย้ายส่ายสะโพกของมันครั้งนี้ไม่มีอะไรมาก เพียงกวนคลื่นลูกยักษ์ใต้น้ำขึ้นมาเป็นชั้นๆ อี๋ปอฝืนร่างไม่อยู่ ถูกกระแสน้ำม้วนกวาดกระเด็นไปไกลหลายจั้ง กระแทกเข้ากับหน้าผาอย่างจัง

จู่ๆ เงือกน้อยหายไปไม่เห็น มังกรชางหลงก็เกิดโทสะใหญ่โต “เจ้าเงือก! เจ้าหายหัวไปไหน!”

อี๋ปอตะเกียกตะกายกลับมาอย่างยากเย็น เช็ดคราบเลือดที่มุมปาก คำพูดชมเชยสวยหรูที่สามารถคิดได้ล้วนขนออกมาใช้หมดสิ้นในคราวเดียว

“งดงาม หล่อเหลาดุจต้นไม้หยกต้านลม งามเสียฟ้าพิโรธคนโกรธเคือง น้ำทะเลล้วนซัดหวนทวนย้อนคืน” ปิดท้ายด้วยการยิ้มประจบเอาใจอีกหน่อย เน้นเสียงหนักแน่น

“ช่างงดงามเหนือผู้ใด”

ไม่ว่าเทพหรืออสูรกับคำเยินยอที่โจ่งแจ้งเสียจนไม่มีละอายแบบนี้ล้วนไร้กำลังจะรับมือแม้แต่น้อย คำชมของอี๋ป๋อเรียบง่าย มังกรฟังแล้วเข้าใจทุกคำ พริบตาก็สะบัดหัวส่ายหางระริกระรี้ เก็บอาการดีใจจนตัวสั่นไม่อยู่

“เจ้าจงศิโรราบให้กับข้าซะ อยากจะติดตามข้าหรือไม่ ข้าเป็นเจ้าผู้ครองทะเลหนานไห่ แต่ตอนนั้นเพราะไม่ทันระวังตัวกลายเป็นมังกรถูกกักลำบากบนหาดตื้น คือว่า... คือว่า...รอข้าออกไปได้ก็จะเลื่อนขั้นให้เจ้าเป็นผู้คุมกฎของข้าทันที ข้าพาเจ้าท่องเที่ยวไปได้ทุกแห่งหน ให้เจ้ามีหน้ามีตาไม่มีที่สิ้น เจ้าเห็นว่าเป็นอย่างไรบ้าง”

อี๋ปอจ้องมันอย่างสงสัย รู้สึกว่ามังกรตนนี้ช่างประหลาดพิลึกโดยแท้ บอกว่าตนเองเป็นเจ้าผู้ครองทะเลหนานไห่ เจ้าสมุทรไม่ใช่เจ้ามังกรที่พิทักษ์เมืองอยู่หรอกหรือ เป็นเรื่องยากที่จะเชื่อมมังกรตกอับกับเจ้าสมุทรที่มีหน้ามีตายิ่งไว้ด้วยกัน หรือมันคิดว่านางไม่เคยเห็นมหาเทพจิ่วชวนต้าเฉิน ชัดเจนว่ามันกำลังคุยโวโอ้อวดมีเจตนาเพื่อหลอกลวงนาง แต่เงือกสาวก็ขี้ขลาดไม่กล้าขัดด้วยกลัวอีกฝ่ายจะเดือดดาลขึ้นมาอีก จึงได้แต่อึกๆ อักๆ

“ข้า...พูดไม่ได้”

มังกรชางหลงเพ่งมองเงือกสาว “ไม่ได้ก็ดีเลย จะได้ไม่ต้องพูดมากให้รำคาญ”

อี๋ปอแตกตื่นก่อนจะรีบหัวเราะประจบ “ข้าไม่มีขา”

มังกรเบนสายตาอย่างดูแคลน “อยากได้ขายิ่งง่ายดายนัก เอามีดมากรีดหางก็ใช้ได้แล้ว” เห็นนางแตกตื่นจนปากอ้าตาค้าง มันก็เบิกบานขึ้นทันใด หัวเราะเต็มเสียง

“ข้าหิวแล้ว ไปหาของกินมา อย่าไปไกล รอข้าอนุญาตแล้วค่อยจากไปได้”

อี๋ปอพยักหน้ารับคำลูกเดียว รู้สึกว่าภารกิจช่างยากเย็นแสนเข็ญนัก มังกรตัวโตขนาดนี้จะต้องหาของกินสักเท่าไรจึงจะป้อนให้มันอิ่มได้ นางเคลื่อนตัวอยู่ในร่องน้ำใต้ทะเลอย่างอืดอาดเชื่องช้า จับปลิงทะเลมาสองสามตัว คว้าหอยนางรมมาอีกหลายตัว ยามวางเรียงอยู่ตรงหน้ามังกรชางหลงออกจะละอายอยู่บ้าง ที่นี่กุ้งหอยปูปลายากจะมาถึง ได้แต่ขอให้มันเห็นใจให้อภัยแล้ว

เงือกสาวนั่งอยู่บนฐานศิลา หาหินที่เหมาะมือมาหนึ่งก้อนกรีดผ่าปลิงทะเล จัดการทำความสะอาดควักเอาเครื่องในทิ้ง จากนั้นค่อยโยนเข้าปากที่อ้ากว้างรออยู่ มังกรตนนี้ดูท่าจะหาคนมาคุยด้วยไม่ได้นานเกินไป จึงออกจะช่างจ้ออยู่บ้าง

“เจ้าจะต้องอยากรู้แน่ว่าทำไมข้าถึงถูกจองจำอยู่ไว้ที่นี่”

อี๋ปอพยักหน้าหงึกๆ แน่นอนว่าประหลาดอยู่

ถามแล้วกลับไม่เล่า รอจนนางทุบเปลือกหอยนางรมออกแล้วโยนเนื้อเข้าปากมาให้ กลืนลงท้องในคำเดียว นานครู่หนึ่งก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่

“อันที่จริงก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตร้ายแรงอะไร ก็แค่สร้างฝนไปผิดทิศผิดทางครั้งหนึ่ง ทำเอาแดนตงถู่ [1] ข้าวสักเม็ดไม่อาจเก็บเกี่ยวได้” เล่าแค่นี้เกรงว่าตนจะเสียหน้าจึงเสริมต่อ

“ข้าเป็นมังกรทรงคุณธรรม กระทำผิดแล้วย่อมสมควรรับผิดชอบ อย่างมากก็แค่ถูกจองจำไว้ร้อยปีแปดสิบปี ชดใช้ความผิดครบกำหนด ยามออกไปก็เป็นชายชาตรีคนหนึ่งแล้ว”

เป็นมังกรที่กล้าทำกล้ารับตนหนึ่ง แต่เห็นตะไคร่น้ำที่ขึ้นเต็มตลอดทั้งตัวแล้ว สถานการณ์ที่เผชิญเห็นได้ชัดว่าน่ากระอักกระอ่วนกว่าที่เอ่ยนัก อี๋ปอก็ไม่ได้เอ่ยปากให้มากความ กะเทาะเปลือกหอยนางรมตัวสุดท้ายก็โยนเนื้อเข้าปากกว้าง ปลายหางมังกรกวาดไปมาเบาๆ นำกลิ่นสนิมเหล็กคาวหวานพัดติดมาด้วย คล้ายจะมีกลิ่นเลือดแฝงอยู่ อี๋ปอสูดดมอยู่พักก็ค่อยมองตามกลิ่นไป เห็นใต้ร่างที่ถูกพันธนาการอยู่นั้นมีเท้าข้างหนึ่งเหยียบอยู่เหนือห่วงเหล็ก ผิวระหว่างข้อเท้ากับเสาครูดจนเนื้อถลอก บาดแผลอักเสบเป็นหนองเหวอะหวะแล้ว

ที่แท้เบื้องหลังท่าทีดุร้ายมีโฉมหน้าที่น่ารันทดซ่อนอยู่ เงือกล้วนมีจิตใจเมตตา พริบตาพลันรู้สึกว่ามังกรตัวนี้ไม่ได้น่าชิงชังทั้งยังน่าสงสารยิ่งนัก มังกรพอถือกำเนิดก็มีพลังวิเศษ เอ้อระเหยสุขสบายในสี่สมุทร สามารถบงการลมฝน ยามนี้ถูกจองจำไว้ เป็นความรู้สึกอันน่าเศร้าสลดของวีรบุรุษยามอับจนสิ้นหนทางประการหนึ่ง โซ่ตรวนนี้มัดได้แยบยลยิ่ง ไม่แน่นเกินไป ทว่าใต้เสามีคมดาบตั้งตระหง่าน มันจึงต้องขดพันกายยันร่างกับเสาเพื่อไม่ร่วงตกลงไป ร่วมร้อยปีไม่มีสักอึดใจที่สามารถคลายความระวังตัวนี้ได้ นี่เป็นการจองจำที่เคี่ยวกรำระดับใดกัน

เงือกสาวว่ายไปหยุดตรงตำแหน่งที่มีแผล อ้ำๆ อึ้งๆ “เจ้ามังกร... ท่านได้รับบาดเจ็บแล้ว”

“บาดแผลเล็กน้อยเท่านั้น ไม่ควรค่าให้เอ่ยถึง” มังกรชางหลงตอบเสียงเรียบ

มังกรล้วนรักศักดิ์ศรีหน้าตา อี๋ปอเข้าใจดี นางจึงว่ายถอยห่างออกมา สองมือไล่จับประกายแสงเรืองรองที่ไหลวนอยู่ในน้ำทะเล เผ่าเงือกนี้มีความสามารถพิเศษประการหนึ่ง คือแสงสว่างที่ผู้อื่นไม่อาจสัมผัสจับต้องได้ กลับกลายเป็นวัตถุมีค่าภายใต้ปลายนิ้วของเผ่าเงือก เมื่อนำมารวมกับสายน้ำ สองมือของเงือกก็สามารถถักทอแสงสว่างกับสายน้ำให้กลายเป็นผ้าแพรเจียวเซียวได้

มังกรชางหลงประหลาดใจกับการกระทำของนาง เงือกสาวเป็นสิ่งมีชีวิตที่งดงามที่สุดที่อยู่นอกทะเลหนานไห่ พวกนางลึกลับยากจะคาดเดา รูปร่างหน้าตางดงามหยาดเยิ้ม เปี่ยมเสน่ห์มาแต่กำเนิด จะบอกว่าเป็นมนุษย์ก็มีหางเป็นปลา จะบอกว่าเป็นปลากลับมีความรู้สึกนึกคิดเช่นเดียวกับมนุษย์ แต่ก่อนเห็นมามาก พบเห็นบ่อยจนคุ้นชินจึงไม่ได้รู้สึกประหลาดอันใด ทว่าภายใต้สถานการณ์เช่นนี้กลับมีเงือกสาวมาทอผ้าแพรอยู่ใกล้ๆ ก็ให้รู้สึกแปลกประหลาดขึ้นบ้างแล้ว

เจ้ามังกรเอียงหัวถาม “เจ้ากำลังทำอะไร?”

อี๋ปอทำไม้ทำมือแทนคำตอบ แต่อีกฝ่ายก็ยังคงงุนงงไม่เข้าใจ เงือกสาวก็พูดอธิบายไม่ได้เช่นกัน

พรสวรรค์ในด้านภาษาพวกเงือกต่ำต้อยติดก้นทะเล พวกนางอาศัยคลื่นเสียงที่สั้นบ้างยาวบ้างเจรจาความกัน มีอยู่ช่วงหนึ่งที่คนเข้าใจว่าพวกนางเป็นใบ้ ทว่าในเมื่อร้องเพลงได้จะเป็นใบ้ได้อย่างไร ท่ามกลางภพแดนทั้งหลาย ภาษามนุษย์ถือเป็นภาษากลาง พวกเงือกเพียงแค่ไม่แตกฉานในภาษามนุษย์เท่านั้น ครั้งที่ลอบเข้าไปในบึงอวิ๋นเมิ่งเจ๋อได้เห็นงานเลี้ยงยามราตรีที่ทะเลสาบหวู่หูของบรรดาลูกหลานตระกูลชั้นสูง นางกับอาหลัวซ่อนตัวอยู่ใต้ศาลากลางน้ำคอยแอบฟัง จะมากจะน้อยก็เคยเรียนรู้มาสองสามประโยค ทว่าจะให้สนทนาอย่างคล่องแคล่ว เห็นได้ชัดว่ายังคงไม่พอเพียง

เงือกสาวทอผ้ารวดเร็วยิ่ง แพรเจียวเซียวของพวกเงือกเป็นของที่ทองคำนับพันก็ยากจะซื้อได้ อาศัยแค่เพียงแสงสว่างกับสายน้ำก็สามารถทอออกมาเป็นผ้าแพรผืนอ่อนนุ่มที่ขาวพร่างดุจน้ำค้างแข็ง พวกมนุษย์นำไปตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าอาภรณ์สวมใส่ คุณสมบัติพิเศษอีกประการคือสามารถกันน้ำได้ อี๋ปอทอผ้าผืนนี้ก็เพื่อใช้พันแผลให้เจ้ามังกร แต่คำว่า ‘พันแผล’ ทำให้นางวุ่นวายใจจนยากจะถ่ายทอดออกมาได้

เผ่าวารีไม่อาจใช้ชีวิตห่างน้ำ แต่หากร่างกายมีบาดแผล การอยู่ในน้ำทะเลก็ทำให้ย่ำแย่ได้เหมือนกัน ผ้าแพรเจียวเซียวที่กันน้ำได้จึงมีประโยชน์มาก เงือกสาวมองขนาดขาแล้วกะขนาดผ้าที่ต้องถออย่างตั้งใจ แผลเหวอะเช่นนี้ต้องพันสองรอบถึงจะดี

มังกรเป็นสัตว์ที่ชาญฉลาดยิ่ง ไม่นานก็เข้าใจว่าเงือกน้อยกำลังทำสิ่งใด ในใจทั้งซาบซึ้งทั้งเศร้าใจอยู่บ้าง มันเท้าคางด้วยกรงเล็บเดียว เบือนหน้าทอดมองไปไกล นึกถึงเมื่อครั้งที่มีอำนาจบารมียิ่งใหญ่ หยิ่งผยองกำแหงหาญปานใด ตอนนี้กลับมีเพียงเงือกสาวตัวน้อยตนหนึ่งเป็นเพื่อนข้างกาย ช่างน่ารันทดสุดอับจนนัก

อี๋ปอขะมักเขม้นตั้งใจถักทอผ้าแพร แสงงดงามวิ่งวนอยู่ที่ปลายนิ้วเรียวเล็ก สองมือขยับว่องไว ไม่นานผืนผ้าแพรก็เริ่มเผยรูปร่างให้เห็น เบาพลิ้วสยายประดุจเมฆหมอกบนท้องนภา ไม่รู้ว่าก้มหน้าถักทอผ้าอยู่นานเพียงใด พอเงยหน้าขึ้นเงือกสาวก็ต้องปากอ้าตาค้างกับภาพที่เห็น

 

[1] ชื่อดินแดนสมัยโบราณตั้งอยู่ทิศตะวันออก

ช่างเหมาะเป็นข้ารับใช้

เวลานี้เจ้ามังกรหดตัวเล็กลงเป็นขนาดปกติ ที่น่าประหลาดคือเสาเหล็กดำทะมึนก็ลดขนาดตามไปด้วย

เจ้ามังกรเป็นตายไม่ยอมเสียหน้า มันเชิดหัวทำท่าวางโต น้ำเสียงเย่อหยิ่ง

“รีบดูซะ ข้าจะใหญ่เล็กอย่างไรก็ได้ เช่นนี้ไม่ใช่มีอิทธิฤทธิ์เก่งกาจยิ่งหรอกหรือ กระทั่งโซ่ตรวนก็ไม่ใช่ของธรรมดาสามัญ เห็นได้ถึงความร้ายกาจของข้า เจ้ารู้จักเสากายสิทธิ์[1] นี้หรือไม่ ข้าแค่ร่ายเวทมันก็จะเปลี่ยนแปลงขนาดไปได้ตามใจ ช่างเป็นของวิเศษที่ดีจริงๆ” เห็นสีหน้าเงือกน้อยยังคงโง่งม คิดว่าฟังแล้วยังไม่เข้าใจ ช่างเถอะ อย่างไรตอนนี้มันก็ว่างอยู่ มันจึงบอกนางเพิ่มอย่างใจเย็น

“เหล่าทวยเทพแห่งบรรพกาลได้หลงเหลือของวิเศษไว้สองชิ้น หนึ่งเสาหยกขาวค้ำฟ้า สองคานทองคำม่วงข้ามสมุทร เสาเหล็กนี่ก็คือคานทองคำม่วง ตอนที่ต้ายวี้ปราบอุทกภัย เขาเอามันมาหยั่งคะเนความลึกของมหาสมุทร หลังปราบอุทกภัยเสร็จเพื่อป้องกันไม่ให้ฟ้าดินหลอมรวมกันจึงปักเสากายสิทธิ์นี้ไว้ใต้ทะเล มีประโยคหนึ่งกล่าวไว้ว่า ‘อาชาดีคู่อานเลิศ’ ข้ามีอิทธิฤทธิ์เป็นเลิศไร้เทียมทาน ไม่ใช้เสากายสิทธิ์ก็สยบข้าเอาไว้ไม่อยู่” มันพูดฟุ้งเสียน้ำลายแตกฟอง แต่เงือกสาวก็ยังอ้าปากค้าง กะพริบตาปริบๆ อย่างโง่งม ไม่มีการแสดงความชื่นชมยกย่องเลยสักนิด มันจึงบิดร่างอย่างไม่สบอารมณ์

“ช่างเถอะ พวกเงือกรู้จักแต่ดำน้ำทอผ้าร้องไห้ขี้มูกโป่ง จึงไม่เข้าใจความยิ่งใหญ่ร้ายกาจของศาสตราเทพชั้นสูง”

อี๋ปอหัวเราะเสียงเจื่อน นางจับปลายผ้าไว้ด้านหนึ่งแล้วว่ายไปตรงขาของเจ้ามังกร แต่ยังไม่กล้าเข้าใกล้ ปลายนิ้วชี้สั่นๆ “บาดแผลนี้...”

เจ้ามังกรเบือนหน้าไปอีกทาง หนวดเคราสะบัดพลิ้วตามกระแสน้ำ

เงือกสาวรวบรวมความกล้าว่ายเข้าใกล้ขาของอีกฝ่าย ทางหนึ่งก็คอยเหลือบมองมังกรอย่างระวังอยู่ตลอด ปลิงทะเลหอยนางรมแค่ไม่กี่ตัวไม่พอให้มังกรตัวใหญ่อิ่มท้องแน่ เกิดมันนึกสนุกจับนางกินขึ้นมาจะทำอย่างไรเล่า

นางแตะขาหลังเจ้ามังกรด้วยมือสั่นๆ มืออีกข้างกำผ้าแพรเจียวเซียวแน่น เกล็ดมังกรรอบแผลถูกหนองกัดกร่อนจนไม่เหลือ เนื้อด้านในเน่าจนดูไม่ได้ ก่อนพันผ้าสมควรชำระล้างทำความสะอาดแผลก่อน

เงือกสาวกางนิ้วทั้งห้า เล็บมือพลันงอกยาว บางเฉียบราวปลายมีด พวกเงือกไม่ใช่เผ่าที่เก่งกาจด้านต่อสู้ อาวุธที่พอใช้ได้มีเพียงกรงเล็บนี้ ยามปกติซ่อนไว้ใต้ผิวหนัง ยามต้องป้องกันตัวเองถึงค่อยเผยออกมา

นางลงมือแผ่วเบาอ่อนโยน กรีดคว้านเนื้อเน่าออกมา เริ่มแรกเจ้ามังกรก็ยังนิ่งเฉย แต่จู่ๆ ร่างใหญ่โตก็สะดุ้งอย่างแรง มันส่งเสียงคำรามอย่างโกรธเกรี้ยว ปากอ้ากว้างจนมองเห็นเพดานปากด้านบนที่เป็นระลอกเหมือนลูกคลื่นชัดเจน

อี๋ปอตกใจเสียหลักล้มกระแทกพื้นทรายอย่างแรง ในใจคิดว่าตนเองคราวนี้คงจบสิ้นแน่ ยังดีที่เจ้ามังกรสงบสติอารมณ์ข่มความเจ็บปวดลงได้ สั่งให้เงือกสาวทำงานต่อไป แต่การทำแผลพันผ้าต่อจากนั้น เงือกสาวก็ต้องอกสั่นขวัญแขวนแทบหยุดหายใจไปหลายครั้ง เพราะเจ้ามังกรชะโงกหัวอยู่ด้านบนอย่างดุร้าย เพียงมันอ้าปากกว้างก็สามารถกลืนกินนางทั้งตัวได้ในคำเดียว

เงือกสาวพันผ้าแพรผูกปมให้เรียบร้อยมือเป็นพัลวัน เมื่อพันผ้าเสร็จก็ช่วยลดการเสียดสีของผิวเนื้อกับเสาเหล็กลงได้ ความเจ็บปวดพลันบรรเทาเบาบางลง มังกรรู้สึกไม่เลว อารมณ์ดีขึ้นทันใด

“รู้จักสังเกตสังกา รู้พอเหมาะพอควร เหมาะจะมาเป็นข้ารับใช้ของข้าจริงๆ”

อี๋ปอถอยหลังไปสองจั้งโค้งกายคำนับอย่างนอบน้อม เพียงคิดจะจากไปเร็วหน่อยไม่ได้คิดจะมาเป็นลูกน้องมังกรสักนิด ดีที่อีกฝ่ายไม่ตามตื๊อตอแย เพียงทำเสียงจิ๊กจั๊ก

“อิ่มหนำสำราญเสร็จก็ควรหลับสักครู่ได้แล้ว เจ้ากลับไปเสียเถอะ พรุ่งนี้ค่อยมาใหม่ รับใช้ข้าให้ดีข้าก็จะส่งเสริมเจ้าให้เต็มที่เช่น” พลันนึกขึ้นได้ว่าเป็นเงือกก็เหมือนเป็นใบ้ไปแล้วครึ่งตัว จึงส่ายหัวอย่างผิดหวัง

“เจ้าน่าจะเรียนพูดสักหน่อยนะ ไม่อย่างนั้นจะทำงานรับใช้ข้าอย่างไรเล่า ยังมีเรื่องราวในวันนี้ ไม่อนุญาตให้เอ่ยกับคนนอก หากแพร่งพรายออกไป” ตวัดสายตามองหางปลาแวบหนึ่ง น้ำเสียงเย็นชา

“ข้ารู้ที่อยู่ของเจ้าดี ถึงตอนนั้นจะตามไปรีดไขมันของเจ้ามาใช้จุดตะเกียงแน่ จำได้หรือยัง!”

อี๋ปอหวาดหวั่นขวัญผวา ถูมือเอ่ยว่ามิกล้า “ข้าน้อยจำได้แล้ว”

มังกรชางหลงส่งเสียงอืมอย่างพอใจ ปิดเปลือกตาลง ไร้สรรพเสียงอีกต่อไป

 

เพราะหลงทางขาไป ขากลับจึงต้องเหนื่อยยากลำบากแรงวุ่นวายอีกไม่น้อย

แดนหานชวนนี้เผ่าวารีน้อยครั้งนักจะย่างกรายมาถึง แน่นอนว่าย่อมไม่มีผู้ใดรู้ว่าใต้ทะเลลึกจองจำมังกรตัวหนึ่งเอาไว้ อี๋ปอว่ายมาเนิ่นนานค่อยพบกับปลากระเบนเข้าตัวหนึ่ง ทำไม้ทำมือเจรจากันอยู่ครึ่งค่อนวัน เจ้าปลากระเบนค่อยเข้าใจว่าเงือกสาวถามหาทาง หางปลาที่เรียวแหลมชี้ตรงไปทางทิศเหนือ

“ว่ายไปอีกสองลี้ก็จะพบกับเรืออับปางลำหนึ่ง เลี้ยวซ้ายว่ายไปอีกสองลี้ก็จะเห็นหินโสโครกใต้น้ำเป็นแนว เลี้ยวซ้ายไปอีกก็จะเห็นสาหร่ายเป็นแถบ ว่ายอ้อมไปทางเหนือ ว่ายต่อไปอีกสิบลี้ก็ถึงแล้ว”

อี๋ปอฟังเจ้าปลากระเบนบอกทางจนหัวหมุน สุดท้ายต้องลงไปวาดแผนที่บนผืนทรายใต้ทะเล ปลากระเบนโบกสองครีบคอยชี้คอยแก้ทางให้ถูกต้อง นานครูใหญ่กว่าเงือกสาวจะเข้าใจกระจ่าง นางขอบคุณอีกฝ่ายมากมาย ปลากระเบนสะบัดหน้าจากไปปุบปับ มันเอาหนามแหลมที่หางมาแคะฟันพลางบ่น

“เงือกที่งดงามขนาดนี้ น่าเสียดายเป็นใบ้”

อี๋ปอทำปากยื่น ออกจะเศร้าใจอยู่บ้าง แต่การกลับบ้านสำคัญกว่า ครีบหางสะบัดหนึ่งครั้งพุ่งไปไกลสิบกว่าจั้ง ว่ายไปตามทางที่เจ้าปลากระเบนบอก ตามหาเรืออับปางและสาหร่ายพบก็มุ่งหน้าไปทิศเหนือ ทิวทัศน์รอบด้านยิ่งมายิ่งคุ้นเคยแล้ว เบื้องหน้าคือปะการังสีแดงสดทอดยาวต่อเนื่องนับร้อยลี้ ท่ามกลางแนวปะการังมีนครแสนงดงามประณีตโอ่อ่าตั้งอยู่ มุกประกายแสงและปลาโคมไฟส่องสว่าง อยู่ห่างแสนไกลยังสามารถมองเห็นได้ นั่นคือนครฉาวเฉิง

นครใต้สมุทรกับเมืองบนพื้นพิภพมีจุดที่คล้ายคลึงกันอยู่ แต่สิ่งของในสายน้ำล้วนมีพลังแห่งจิตวิญญาณและงดงามตระการตายิ่งกว่า เงือกแห่งทะเลหนานไห่ไม่เหมือนเงือกแห่งทะเลตงไห่ เงือกตงไห่มักจะอพยพย้ายถิ่นฐานอยู่เสมอ พำนักร้อยปีก็ปล่อยทิ้งเป็นเมืองร้าง จากนั้นก็ไปสิ้นเปลืองความคิดอ่านในการก่อปราการสร้างกำแพงเมืองใหม่ เงือกหนานไห่ผูกพันกับถิ่นที่อยู่ ประกอบกับสภาพแวดล้อมของที่นี่เหมาะสม เงือกหลายรุ่นล้วนใช้ชีวิตอยู่ในเมืองเดียวกัน เมืองยิ่งอยู่ยิ่งสร้างยิ่งขยายใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นลานสักการะหรือตำหนักล้วนมีครบ เพียงแต่ให้เจ้ามังกรไว้ใช้สอยเท่านั้น เงือกธรรมดาทั่วไปโดยปกติจะสร้างกระท่อมปะการังอยู่ เสาะหามุกหลากสีมาประดับประดา ตกแต่งให้สวยสดงดงามก็ใช้ได้แล้ว

อี๋ปอเข้าบ้านได้ก็มุดเข้าไปซุกตัวอยู่ในรังหญ้าอย่างสุดแสนคิดถึง กระท่อมปะการังของนางดูภายนอกแล้วไม่มีอะไรแตกต่างไปจากของผู้อื่น แต่ด้านในกลับมีรังที่สานเป็นรูปไข่แขวนไว้หนึ่งอัน นางชอบขดตัวนอนอยู่ภายในรัง รู้สึกว่าปลอดภัยและมั่นคงนัก นี่อาจจะเกี่ยวข้องกับชาติกำเนิดของนางก็เป็นได้ เงือกอื่นล้วนมีบิดามารดา แต่นางเป็นเงือกกำพร้า ถูกทอดทิ้งไว้นอกเมือง มีเงือกผ่านทางมาพบเข้าจึงเก็บนางกลับมาเลี้ยงดูในเมือง แต่เพราะสีหางของนางแปลกประหลาด จนแล้วจนรอดก็ยากจะหลอมรวมให้กลมกลืนไปกับเงือกตัวอื่น เงือกที่เก็บนางมาหาอาหารเลี้ยงดูอยู่ช่วงหนึ่ง รอจนนางสามารถหาอาหารเองได้ก็ไม่สนใจกันอีกเลย อี๋ปอโดดเดี่ยวเดียวดายมาตลอดกระทั่งได้พบกับอาหลัว

อันที่จริงดูแลแค่ตัวเองให้รอดปลอดภัยก็ไม่มีอะไรไม่ดีเช่นกัน ขอเพียงไม่ทำเรื่องที่ก่อให้เกิดความเสียหายกับนครฉาวเฉิง เงือกอื่นก็คร้านที่จะมาสนใจไยดีนาง

เหนื่อยมานาน ต้องตื่นตระหนกตกใจกับสารพัดเรื่อง ชั่วขณะที่กำลังจะเคลิ้มหลับ หูพลันได้ยินเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้น เงือกสาวฝืนลืมตาตื่น ค่อยคืบคลานพาร่างมาอยู่ที่ปากรังหญ้า มองลงไปเห็นอาหลัวยืนหันหลังให้แสงจันทร์นอกหน้าต่าง ร้องไห้เสียงปวดใจ

“อาหลัว ข้าอยู่นี่” เงือกสาวส่งเสียงเรียกสหายอย่างดีใจ

อาหลัวตาโตแล้วรีบว่ายน้ำเข้ามาหาอย่างรวดเร็ว สองแขนกางออก โถมตัวใส่เงือกสาวจนอีกฝ่ายหงายหลัง ร้องไห้โฮเสียงดังอย่างเสียขวัญ “ดีจริงๆ ในที่สุดเจ้าก็กลับมา ข้านึกว่าเจ้าตายไปแล้วเสียอีก ฮือๆๆ”

ไหนเลยจะตายง่ายดายขนาดนั้น นางชะตากล้าแข็งยิ่งหรอกน่า! อี๋ปอหัวเราะพลางถอยตัวออกห่างให้อีกฝ่ายได้มองตลอดทั้งลำตัว “ไม่ถูกฟ้าผ่า เกล็ดยังดีอยู่ครบ”

พูดจบก็สะบัดหางออกไปนอกรังหญ้า หางของนางยาวมาก ครีบที่ซับซ้อนและงดงามตระการตาส่ายไหวเบาๆ อยู่ในน้ำราวกับกระโปรงยาวของสตรีบนบก อาหลัวไม่วางใจ ตรวจดูขึ้นลงอย่างละเอียด ครู่หนึ่งก็ถอนหายใจเสียงดัง

“ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว ข้ากลัวว่าเจ้าล่วงล้ำเข้าสู่ทะเลหนานหมิงโดยไม่ตั้งใจจนเจอภยันตรายเข้า หากเจ้าเป็นอะไรไป ข้าจะไปแคว้นเตียวถีให้พวกเขาจับข้ากินเสีย”

 

[1] เสาเหล็กกายสิทธ์ค้ำทะเล ที่เชื่อกันว่าต้ายวี้ผู้ปราบอุทกภัยได้ทิ้งไว้ค้ำยันทะเลตงไห่ ซึ่งต่อมารู้จักกันดีในฐานะกระบองทองหรูอี้ (如意金箍棒) หรือกระบองวิเศษที่ยืดหดได้ตามใจปรารถนา อาวุธประจำกายของซุนหงอคงในเรื่องไซอิ๋ว

ข้าจะเป็นเงือกสาว!

แคว้นเตียวถีก็คืออาณาจักรของเงือกแห่งทะเลหนานหมิง นับแต่โบราณกาลเป็นต้นมา พวกเงือกมีอยู่สามสาย เงือกแห่งทะเลตงไห่ สมควรเรียกว่าปลาหลิงยวี๋[1] มากกว่า หน้าเป็นคนตัวเป็นปลา รูปร่างเตี้ยม่อต้อ มีมือมีขา ส่วนเงือกที่นครฉาวเฉิงแห่งทะเลหนานไห่คือครึ่งคนครึ่งปลาที่ตายตัว ไม่อาจแปลงกายได้ ส่วนเงือกเตียวถีแห่งทะเลหนานหมิงเป็นเงือกนิสัยชั่วร้ายชมชอบการเข่นฆ่า คืนเดือนเพ็ญหางจะเปลี่ยนเป็นขา สามารถขึ้นบกเดินเหินได้ ที่เงือกฉาวเฉิงหวาดกลัวเป็นที่สุดก็คือพวกเตียวถี ในแคว้นเตียวถีบุรุษมากมายสตรีน้อยนิด หลังเจ้ามังกรหายสาบสูญไปเคยมาฉุดคร่าเงือกที่นี่ไปสองหน เลือกเงือกสาวเต็มวัยที่งดงาม คร่าตัวไปทะเลหนานหมิงเพื่อแพร่ขยายให้เกิดเงือกรุ่นหลัง โชคดีที่อี๋ปออายุยังไม่ถึง ทุกครั้งล้วนสามารถหลบพ้นอันตรายไปได้ พอได้ยินอาหลัวพูดแบบนี้นางจึงพูดเสียงกลั้วหัวเราะ

“เตียวถีฉุดเจ้าไปเพื่อคลอดลูก”

อาหลัวฟังแล้วก็ไม่สะทกสะท้าน “ต่อให้จับตัวข้าได้ พอข้าเผยร่างเดิมก็ไร้ช่องโหว่ให้มุด กลับเป็นเจ้าต่างหาก หลังเป็นผู้ใหญ่แล้วจะเป็นบุรุษหรือเป็นสตรีกันแน่ หากเป็นสตรีจะถูกพวกมันฉุดคร่าไปได้ ข้าว่าเป็นบุรุษดีกว่าจะได้ครองคู่อยู่กับข้าไงล่ะ”

เงือกมีอายุขัยมากกว่าพันปี ยามถือกำเนิดไม่แบ่งแยกชายหญิง รอจนเติบโตเป็นผู้ใหญ่จึงค่อยเลือกเพศตามใจต้องการ อี๋ปออายุยังไม่ครบสองร้อยปีดี จึงมีเวลาให้คิดและตัดสินใจเลือก สำหรับอาหลัวแล้วให้อี๋ปอเป็นได้ทั้งเหมยเขียวและม้าไม้ไผ่[2]

อาหลัวคิดแล้วว่าจะฝากฝังทั้งชีวิตไว้กับสหายผู้นี้ คนคุ้นเคยย่อมพึ่งพาอาศัยได้มากกว่า หากอี๋ปอเลือกเป็นเงือกชาย จะต้องเป็นเงือกชายที่รูปงามที่สุดของนครฉาวเฉิงเป็นแน่ มุกหยกของดีมีอยู่ด้านข้าง ไยต้องสละที่ใกล้ไปเฟ้นหาที่ไกลด้วยเล่า

อี๋ปอรู้ว่าอาหลัวคาดหวังและพยายามเกลี้ยมกล่อมให้นางเลือกเพศชาย แต่หลังจากได้พบเจ้ามังกรที่เคยมีบุญคุณต่อนางตนนั้น ความคิดจิตใจพลันโลดแล่นนัก เจ้ามังกรเป็นบุรุษ ชาติตระกูลดีงาม อี๋ปอพลันตัดสินใจแน่วแน่ที่จะเป็นเงือกสาวแล้ว!

หัวใจที่ใฝ่รักภักดีดวงหนึ่งคะนึงหามิลืมเลือนจวบจนถึงวันนี้ เสียดายเงือกไม่ใช่ปลาหลียวี๋ ไร้ประตูมังกรให้กระโจมข้าม[3] ความรักข้ามเผ่าพันธุ์หากขาดความรู้สึกเป็นรากฐานไปเสียแล้ว โดยทั่วไปก็ยากจะมีอนาคต อาหลัวนั้นรู้ดีว่าสหายคิดเรื่องใดอยู่ในใจจึงอดเป็นกังวลแทนไม่ได้

อี๋ปอกลับจิตใจว่างเปล่าผ่องแผ้ว นอนหงาย ลำแขนเรียวยาวขาวสะอาดหนุนอยู่หลังศีรษะ หน้าอกราบเรียบ จากด้านข้างมองไปค่อยพบว่าความงามของนางช่างคลุมเครือนัก อยู่ระหว่างสองเพศ มีความงามสง่าของเด็กหนุ่มแต่ก็มีความหยาดเยิ้มของเด็กสาวอยู่ด้วย

เงือกน้อยพ่นฟองอากาศออกมาเป็นสาย ดันหน้าต่างบนหลังคาที่อยู่เหนือรังหญ้าให้เปิดออก เห็นดวงดาราผ่านม่านน้ำ ดวงดาวแต่ละดวงมีแสงรัศมีล้อมรอบ ดูสลัวเลือนราง สองนิ้วของนางม้วนเกี่ยวปอยผมตนเอง จินตนาการโลดแล่น

“ข้าไม่เอาเจ้า ข้าจะเอาเจ้ามังกร รอข้าเป็นผู้ใหญ่จะยิ่งงดงามแล้ว”

อาหลัวอดสาดน้ำเย็นดับความกระตือรือร้นสหายรักไม่ได้ “เจ้ามังกรหายตัวไปไร้ร่องรอย อย่าคิดให้มากไปเลย”

อี๋ปอพลันนึกถึงมังกรที่ถูกจองจำอยู่ใต้แดนหานชวนขึ้นมา เดิมตั้งใจจะเล่าให้อาหลัวฟังแต่สุดท้ายก็เปลี่ยนใจ นางยันตัวขึ้นนั่งแล้วถาม “คนที่เจ้าช่วยไว้ล่ะ เป็นอย่างไรบ้าง”

“ตายแล้ว มนุษย์ช่างอ่อนแอเปราะบางเกินไปแล้ว” อาหลัวเศร้าโศกเสียใจเหลือเกิน

อี๋ปอถอนหายใจ ช่างน่าเสียดายจริงๆ เสี่ยงอันตรายใหญ่หลวงขนาดนี้ช่วยลากออกมา สุดท้ายยังคงไม่อาจมีชีวิตรอดได้อยู่ดี

อาหลัวยื่นของชิ้นหนึ่งไปตรงหน้า “เจ้าดูสิ ข้าพบสิ่งนี้”

ของในมืออาหลัวเป็นตลับที่ประณีตงดงามยิ่งอันหนึ่ง ขนาดเท่าฝ่ามือ ทำจากกระดองเต่ากระ ด้านบนฝังอัญมณีและมีการแกะสลักลวดลายเอาไว้ อี๋ปอไม่ค่อยจะเข้าใจนัก พลิกดูอย่างละเอียดพบว่าใต้ตลับมีตัวอักษรแบบจ้วน สลักคำว่า ‘ถางฝาง’ ไม่รู้เป็นชื่อสถานที่หรือชื่อคนกันแน่

อาหลัวเพราะหลังแปลงกายแล้วมีขา ความรู้เรื่องบนบกจึงมากกว่าอี๋ปอ นางจึงรู้ว่าของในมือคืออะไร

“นี่เป็นตลับสีผึ้งของมนุษย์สตรี ใช้สำหรับประทินโฉม ทาบนใบหน้าและริมฝีปากให้มีสีแดงระเรื่อ น่ามองยิ่งขึ้น พวกมนุษย์จะเป็นแบบนี้นะ หากบุรุษพกสิ่งของของสตรีไว้ก็หมายความว่าหัวใจบุรุษผู้นั้นมีผู้ครอบครองแล้ว ไต้ก๋งอาจชมชอบเจ้าของตลับสีผึ้งนี้หรือบางทีนี่อาจเป็นของขวัญที่เขานำมาจากแคว้นอื่นเพื่อนำไปมอบให้สตรีที่เขาเรียกว่าถางฝางก็เป็นได้ เสียดายระหว่างทางพบเหตุไม่คาดคิด ไร้โอกาสจะมอบให้นางด้วยมือตนเองแล้ว”

อี๋ปอฟังจบก็เศร้าใจยิ่ง นอนขดตัวเป็นก้อนกลม อาหลัวแหวกครีบหางที่ทับซ้อนของนางออก จู่ๆ ก็เกิดความคิดบรรเจิดขึ้นมากะทันหัน

“พวกเราขึ้นบกไปตามหาสตรีผู้นั้นกันดีหรือไม่ เอาของมอบให้นาง จะได้บอกนางให้รู้ด้วยชายคนรักของนางเสียชีวิตไปแล้ว ต่อจากนี้ไม่ต้องรอคอยเขาอีก”

ความคิดอ่านของปีศาจบริสุทธิ์นัก ไม่มีทางคิดว่าการปิดบังข่าวการเสียชีวิตมีประโยชน์ต่อคนที่มีชีวิตอยู่เป็นอันขาด อี๋ปอฟังแล้วก็รู้สึกเข้าท่าไม่เลวจึงช่วยวางแผนอีกแรง

“คืนพรุ่งนี้มีตลาดนัดสมุทร เอาผ้าแพรเจียวเซียวไปขายแลกเงินส่งไปพร้อมตลับนี้ด้วยเลย”

พวกเงือกทอผ้าเจียวเซียวไม่ใช่เพื่อให้ตนเองสวมใส่ ในทะเลจะมีงานตลาดนัดสมุทรทุกสามเดือน เหมือนตลาดนัดบนบก สามารถใช้ของแลกของได้ เวลามีตลาดนัดผู้คนจากดินแดนห่างไกลอื่นก็มาร่วมซื้อขายแลกเปลี่ยนของด้วย กระทั่งพวกพ่อค้าบนบกก็ยังแล่นเรือมาเลือกหาซื้อของเช่นกัน มุกเจียวจูกับผ้าแพรเจียวเซียวเป็นของที่ขายดิบขายดียิ่งนัก ปกติอี๋ปอชอบเอาผ้าแพรมาแลกของชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่แปลกประหลาด คราวนี้ตัดสินใจว่าจะแลกเป็นเงินจำนวนมากเพื่อนำไปมอบให้สตรีผู้นั้น มนุษย์บนบกล้วนชมชอบเงิน มีเงินแล้วนางย่อมเบิกบานใจ ลืมความเจ็บปวดที่คนรักตายจากไปได้แน่นอน

หนึ่งเงือกหนึ่งหอยปรึกษาหารือกันเสร็จสรรพก็เบิกบานใจยิ่ง อี๋ปอพลันนึกถึงเต่าเฒ่าตัวนั้นขึ้นมาได้ อาหลัวเบ้ปาก

“นับว่ามันชะตากล้าแข็ง หลบพ้นคราวเคราะห์ไปได้ แต่สร้างบาปกรรมใหญ่หลวงขนาดนี้ คราวหน้าไม่มีทางโชคดีแบบนี้แน่ คนบนเรือทั้งลำเสียชีวิตเพราะมัน มันกลับหนีไปอย่างไร้ร่องรอยเสียได้”

อี๋ปอโมโหนัก “เจ้าอาหารทะเลนี่! คราวหน้าขอให้ฟ้าผ่ามันให้ตายไปเลย!”

ทุกครั้งที่อี๋ปอเดือดดาลก็มักจะด่าทอด้วยคำนี้ เกิดจากเคยเจอปูทรายกลั่นแกล้ง ต้องเปลืองพละกำลังไปมากโขกว่าจะย้ายหินโสโครกออกแล้วจับมันไว้ได้ เจ้าปูทรายร้องขอชีวิต

“ทุกคนล้วนเป็นอาหารทะเลกันทั้งนั้น อย่าได้เห็นเป็นอื่นไปเลยน่า” อี๋ปอก็เลยเข้าใจว่า ‘อาหารทะเล’ ไม่ใช่คำดีอะไร ใครจะเป็นพวกเดียวกับปูตัวหนึ่งกัน ร้ายดีอย่างไรนางก็เป็นมนุษย์ครึ่งตัวนะ เจ้าแม่หนี่วา[4] ก็เป็นมนุษย์ครึ่งตัวเหมือนกัน หากจะนับกันถึงสายสัมพันธ์ใกล้ไกล นางกับเจ้าแม่หนี่วาถือว่าเกี่ยวข้องกันอยู่บ้าง สูงส่งดูดีมีระดับกว่าเจ้าสัตว์มีกระดองตัวนี้ตั้งเยอะ

สหายคู่หนึ่งคุยไปด่าทอไป ถึงขั้นสาปแช่งเจ้าเต่าชราตัวนั้นให้สูญเสียเน่ยตัน[5] ไปเสียเลย จะได้ไม่ต้องให้การผ่านด่านเคราะห์สวรรค์ครั้งหน้าต้องมีคนพลอยได้รับความเดือดร้อนไปด้วยเช่นนี้อีก

หนึ่งวันที่อกสั่นขวัญแขวนไม่กล้าหวนนึกถึง จวบจนใกล้จะถึงยามฟ้าสางค่อยนอนหลับ

 

[1] 陵鱼 ปลาประหลาดในตำนานของจีน

[2] 青梅竹马 ชิงเหมยจู่หม่าเป็นสำนวนจีน ใช้ของเล่นของเด็กหญิง ( เหมยเขียว ) และเด็กชาย ( ม้าไม้ไผ่ ) มาเปรียบเทียบแทนเพื่อนที่เล่นกันมาตั้งแต่เยาว์วัย

[3] 鲤鱼跳龙门 ปลาหลี่ยวี๋ ( หลีฮื้อ ) กระโจนข้ามประตูมังกร เชื่อว่าหากปลาหลี่ยวี๋ในน้ำกระโจนข้ามผ่านประตูมังกรที่อยู่สูงบนหน้าผาไปได้ ก็จะสามารถกลายร่างเป็นมังกรเหินขึ้นสู่ฟ้า

[4] 女娲 หนี่วา ตามตำนานเป็นเทพมารดรที่มีร่างครึ่งบนเป็นมนุษย์ ครึ่งร่างเป็นงู เชื่อกันว่าเป็นเทพธิดาผู้สร้างมนุษย์โดยปั้นขึ้นมาจากดินเหนียว

[5] 内丹 คือกลุ่มก้อนพลังงานสะสมพลังบำเพ็ญที่อยู่ภายในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือสัตว์เมื่อบำเพ็ญถึงระดับหนึ่งแล้วจะสามารถหลอมรวมพลังแห่งฟ้าดิน และพลังงานภายในร่างทั้งสามคือพลังชีวิต ลมปราณ ญาณ (精气神) กลายเป็นผลึกพลังงานแห่งชีวิตขึ้นมาได้

ไปบอกลาสักหน่อย

นครฉาวเฉิงเป็นดินแดนที่ได้ต้อนรับแสงอรุณรุ่งเป็นแห่งแรกของมหาสมุทรแถบนี้ พระอาทิตย์ลอยสูงขึ้นทีละน้อย ยามลำแสงส่องต้องรังหญ้าก็เป็นช่วงเที่ยงตรงพอดี

อาหลัวตื่นขึ้นมาก็พบว่าข้างกายไม่มีใครแล้วจึงรีบออกจากบ้าน กลางหมู่ปะการังมีเงือกกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยกำลังทอผ้าอยู่ อี๋ปอก็เป็นหนึ่งในนั้น นางนั่งอยู่บนยอดปะการัง แสงตะวันวนเวียนอยู่ที่ปลายนิ้ว เพราะอยู่ใกล้ผิวน้ำ ร่างงดงามจึงกระจ่างใสจนเหมือนโปร่งแสง เกล็ดที่หางเปล่งประกายล้อแสงระยิบระยับจับตา รอบกายมีผ้าแพรเจียวเซียวที่ถักทอเสร็จแล้วพลิ้วกระเพื่อมอยู่กลางสายน้ำ ผืนผ้าบางเบาราวไอหมอกกลุ่มหนึ่ง อาหลัวชอบภาพนี้นัก อี๋ปอของนางงดงามที่สุด ผมดกดำเงางาม ในดวงตาบรรจุประกายแสงสีทองจนเต็ม นับตั้งแต่นางสาบานว่าจะเลือกเป็นเงือกสาวเป็นต้นมา อาหลัวก็รู้สึกว่าสหายรักน่าจะเป็นหญิงมาโดยกำเนิด หากเจ้ามังกรหมายจะเลือกคู่ครอง ทั่วทั้งภพสมุทรไม่มีเผ่าวารีตนใดจะเหมาะสมยิ่งไปกว่าอี๋ปออีกแล้ว

พอทอผ้าได้ความยาวที่ต้องการแล้ว อี๋ปอก็หอบผ้าแพรเจียวเซียวกลับมา พับเก็บอย่างเรียบร้อย จากนั้นก็หาขวดกระเบื้องออกมาหนึ่งขวด น้ำเสียงฮึกเหิมมุ่งมั่น

“แหงนหน้าสู่จันทร์หลั่งน้ำตา เผชิญสายลมครากลายเป็นมุก”

น้ำตานางเงือกหรือมุกเจียวจูขายแลกเงินได้ง่าย ตลอดทั้งตัวหัวจรดหางของเงือกล้วนเป็นของวิเศษล้ำค่า กระทั่งรับลมหลั่งน้ำตายังเกิดเป็นมุกเม็ดงามได้ ในเมื่อสองสหายคิดแผนแล้วว่าจะส่งเงินให้เจ้าของตลับสีผึ้ง เงินยิ่งมากย่อมยิ่งดี

ตอนนี้ฟ้ายังไม่มืดยังไม่ถึงเวลาตลาดเปิด ทั้งสองจึงชวนกันไปดูจุดเกิดเหตุเรืออับปาง เมื่อไปถึงก็ไม่ร่องรอยหรือเศษซากใดๆ เหนือพื้นน้ำสะอาดหมดจด อี๋ปอถามอาหลัว

“คนเล่า?”

อาหลัวพาสหายอ้อมเข้าไปตรงแนวหินโสโครก “ห่างฝั่งไกลเกินไป ข้าเลยเอาเขามาไว้ตรงนี้ก่อน ไม่ต้องห่วงนะ ข้าใช้สาหร่ายมัดเขาไว้กับหินอย่างดี ไม่หายไปไหนหรอก หลังตลาดนัดสมุทรเลิกพวกเราจะพาเขาไปส่งที่ฝั่ง วางไว้ที่หาดย่อมมีคนมาจัดการทำศพของเขาเอง” มองเห็นชายเสื้อคุ้นตา อาหลัวก็ชี้ “อยู่ตรงนั้นไงล่ะ” พูดจบก็เอาขวดกระเบื้องรองใต้คางเงือกสาว

“ร้องไห้ได้แล้ว”

อี๋ปอเพ่งสายตามองตามไป พริบตาก็กรีดร้องเสียงแหลม จากนั้นพุ่งตัวกลับลงใต้ทะเลว่ายหายไปอย่างรวดเร็ว

“อี๋ปอ เจ้าเป็นอะไร” อาหลัวมองตามหลังเงือกสาวไปอย่างไม่เข้าใจ แต่พอหันไปมองตำแหน่งที่ตนมัดร่างไต้ก๋งไว้ก็ตาโตอย่างตกใจ ศพแช่น้ำนานเกินจนบวมขึ้นอืด พวกสัตว์ทะเลเข้ารุมกัดกินศพจนใบหน้าหายไปครึ่งซีก กระดูกสีขาวโผล่ออกมาให้เห็น ดูแล้วช่างน่าสยดสยองนัก

กระเพาะอาหลัวปั่นป่วน มิน่าอี๋ปอถึงตกใจจนเตลิดหนีไปแล้ว สภาพแบบนี้พากลับไปเกรงว่าคงยากที่ผู้คนจะจดจำได้ว่าเป็นใคร เช่นนั้นก็ก่อไฟจัดการเผาศพให้เลยแล้วกัน

กลับมาหาอี๋ปอที่บ้าน เห็นอีกฝ่ายซุกตัวอยู่ในรังหญ้า สีหน้ายังคงย่ำแย่ อาหลัวเอ่ยปลอบ “ข้าจัดการร่างเขาเรียบร้อยแล้ว เจ้าไม่ต้องกลัวนะ”

มีคำกล่าวว่า ‘เห็นเรื่องน่าเวทนาแล้วย่อมพาให้สะเทือนอารมณ์ไปด้วย’ แม้เงือกไม่ใช่มนุษย์เต็มตัว แต่สภาพศพที่ถูกสัตว์ทะเลรุมทึ้งกัดแทะก็ยากจะเลี่ยงความหวาดกลัวได้ อาหลัวปลอบใจเงือกสาวนานครึ่งค่อนวัน นางจึงค่อยยอมยื่นหัวออกมาจากรังหญ้า

“ตกใจจนร้องไห้ไม่ออกแล้ว”

อาหลัวพยักหน้าเข้าใจ “น่าเกลียดไปหน่อยจริงๆ ไม่เป็นไร พวกเรายังมีแพรเจียวเซียวอยู่ สามารถใช้แลกเป็นเงินทองได้มากเหมือนกัน”

ตลาดนัดสมุทรของชาวเผ่าทะเล หากเรียกด้วยภาษามนุษย์ก็อาจเรียกว่านครจำแลงเหนือทะเลลวงได้ เพราะตลาดนัดลอยตัวเหนือทะเลกลางอากาศ ห่างจากแผ่นดินเป็นหมื่นลี้

พอตกค่ำทั้งสองก็รีบรุดไปตลาดนัด ตอนที่ไปถึงบรรยากาศคึกคักยิ่งนัก พ่อค้าของแคว้นป๋อลี่กว๋อ[1] และแคว้นหลี่เอ๋อกว๋อ[2] นำของชิ้นเล็กชิ้นน้อยแปลกตามาด้วย ของกินของใช้ล้วนมีทั้งนั้น เมื่อก่อนอี๋ปอแลกของไม่เคยสนใจเรื่องราคา คราวนี้กลับให้ความสนใจเป็นพิเศษ ในตลาดเงินมีราคาตายตัวชัดเจน หนึ่งเป็นหนึ่ง สองเป็นสอง ไม่นานถุงเงินข้างเอวของนางก็มีน้ำหนักไม่น้อย

อาหลัวไปสืบหาข่าวจากพวกมนุษย์ ถามว่าเรือที่ออกเดินทางมาตามคำสั่งฮ่องเต้มีใครเป็นผู้รับผิดชอบ ไม่นานก็ได้รู้ว่าไต้ก๋งที่เสียชีวิตจากไปชื่อเติงเปา อาศัยอยู่ที่จี๋อี้เจ๋อ[3] ส่วนเรื่องว่าเขาจะมีภรรยาหรือคู่หมั้นชื่อถางฝางหรือไม่ เป็นเรื่องที่ไม่มีผู้ใดตอบได้

ระหว่างอาหลัวไปสืบหาคน อี๋ปอก็คอยสังเกตระวังภัยอยู่ใกล้ๆ ปลาโคมไฟปล่อยแสงสว่างให้เหนือผืนน้ำ มีเงือกเตียวถีเดินไปมาขวักไขว่ เงือกชายเผ่านี้มีเงี่ยง สีหน้าท่าทางดุร้ายโหดเหี้ยม ทำให้ผู้พบเห็นอกสั่นขวัญกระเจิง อี๋ปอหาซื้อเสื่อหญ้าถักมาสองผืน แบ่งกับอาหลัวคนละผืน

“จี๋อี้เจ๋ออยู่ห่างจากที่นี่ไกลทีเดียว” อาหลัวกางแผนที่ออกดู ระยะห่างบนแผนที่ที่ยาวแค่เส้นขนตาเทียบเท่าเป็นพันลี้ จากทะเลหนานไห่มีระยะทางราวหนึ่งหมื่นสองพันลี้ “หนึ่งวันพวกเราเดินทางไกลสุดก็สามพันลี้ ไปกลับก็คงใช้เวลาประมาณแปดวัน เจ้าไหวหรือ”

อี๋ปอไม่มีครอบครัว จะเดินทางไกลหายหน้าไปจากนครฉาวเฉิงหลายวันก็ควรบอกกล่าวผู้อาวุโสสักคำก็น่าจะไม่มีปัญหา พลันเงือกสาวก็นึกถึงเจ้ามังกรในแดนหานชวนขึ้นได้ ก่อนไปควรต้องบอกกล่าวกันสักหน่อยดีหรือไม่ ถึงนางจะไม่เคยตกปากรับคำเป็นลูกน้อง แต่อีกฝ่ายก็น่าสงสารยิ่งนัก นอกจากนางแล้วก็ดูเหมือนเจ้ามังกรจะไม่มีผู้ใดให้พึ่งพาอาศัยได้อีก ถามคุณธรรมในตัวแล้วก็สมควรต้องดูแลกันบ้าง

มองดูท้องฟ้าดวงจันทร์อยู่เหนือหัวพอดี เจ้ามังกรสั่งให้วันนี้นางกลับไปหาอีก นางกลับลืมเสียสิ้น อี๋ปอรีบเอาถุงเงินให้อาหลัว บอกอีกฝ่ายให้กลับไปก่อน ส่วนตัวเองว่ายตรงมุ่งหน้าไปทางทิศใต้อย่างรวดเร็ว

 

เร่งรุดเดินทางไม่หยุด ระหว่างทางจับปลากุ้งและหอยมากมายติดมือไปด้วย เมื่อวานเจ้ามังกรตัวใหญ่น่าจะกินไม่อิ่ม วันนี้ติดไปมากหน่อย หิวโหยมาหนึ่งร้อยปี ช่างน่าสงสารยิ่งนัก

ยังดีที่เงือกสาวพอจำเส้นทางไปแดนหานชวนได้อยู่บ้าง พอถึงร่องน้ำลึกก็ว่ายช้าลงเพื่อมองหาทางเข้า ก้นช่องแคบมืดมิดไปหมด คราวก่อนมีแสงส่องขึ้นมาคราวนี้กลับมืดมิดไร้แสง รอบด้านเงียบสงัด ไม่มีเสียงโซ่ตรวน มีเพียงเสียงกระแสน้ำที่หมุนวน เงือกสาวหยุดนิ่งแล้วสังเกตรอบด้านอย่างละเอียด ไม่นานก็เห็นหินก้อนใหญ่ที่อยู่ตรงปากหุบเหวได้

เงือกสาวดำดิ่งลงใต้หุบเหว แรงดันน้ำมหาศาลทำให้รู้ว่าผ่านกระแสน้ำตรงนี้ไปก็ใช่แล้ว หางสะบัดแรงครั้งหนึ่งสามารถเร่งความเร็วผ่านสายน้ำไปได้อย่างไม่ลำบากนัก

ใต้ทะเลรอบด้านล้วนเป็นสีน้ำเงินเข้ม แสงจันทร์สาดส่องลงมาไม่ถึง มีเพียงแสงสลัวเลือนรางเท่านั้น เงือกสาวแหวกว่ายต่อไป ในใจออกจะหวาดกลัวอยู่บ้าง นางส่งเสียงเรียกนำไปก่อน

“เจ้ามังกร เจ้ามังกร ข้ากลับมาแล้ว”

ไม่มีเสียงตอบรับกลับมา เงือกสาวว่ายน้ำมุ่งหน้าตรงไป ไม่นานก็มองเห็นเงาดำทะมึนเงาหนึ่ง ฐานศิลาและเสากายสิทธิ์ตั้งตระหง่าน เงือกสาวดีใจมาก นางเร่งว่ายไปสุดแรง พอเข้าใกล้ก็มองเห็นเสากายสิทธิ์ชัดเจน เสายังอยู่ โซ่ตรวนก็กองอยู่บนพื้นทราย

แต่เจ้ามังกรไม่อยู่!

อี๋ปอชะงักกึก หญ้าทะเลในมือร่วงตกพื้นทราย ปลากุ้งหอยที่มัดไว้เตลิดหนีหายอย่างรวดเร็ว นางแหงนหน้ามองยอดเสาเดียวดายที่ไร้เจ้ามังกร เพราะสร้างมาจากเหล็กหลอมเก้าโคจร[4] จึงมีสีดำและให้ความรู้สึกเย็นยะเยือกวังเวง เงือกสาวมองเสาโดดเดี่ยวแล้วอดเศร้าใจไม่ได้ เจ้ามังกรคงถูกจองจำครบกำหนดแล้วกระมัง เมื่อได้รับอิสระก็คงรีบจากไป

ขณะเศร้าใจอยู่นั้นก็ได้ยินเสียงตะโกนเรียกร้อนรนของอาหลัวจากด้านหลัง อี๋ปอไม่คิดว่าสหายรักจะตามมาด้านหลัง นางส่งเสียงขานรับเนือยๆ อาหลัวว่ายมาอยู่ข้างกายอย่างรวดเร็ว พอเห็นเสากายสิทธิ์ดำทะมึนใหญ่โตก็หน้าตาตื่น

“นี่มันคืออะไร! แล้วเจ้ามาที่นี่ทำไม” ถามพลางว่ายเข้าไปลูบคลำเสาเหล็กยักษ์อย่างสงสัย “เมื่อวานที่หลบฟ้าผ่า เจ้าต้องหนีมาถึงที่นี่เลยหรือ”

 

[1] 伯虑国 ชื่ออาณาจักรโบราณในตำนานของจีน ปัจจุบันเชื่อว่าตั้งอยู่บนฝั่งใต้ของแม่น้ำยวี่เจียงของมณฑลกว่างซี

[2] 离耳国 ชื่ออาณาจักรโบราณ เชื่อว่าคนของดินแดนนี้ล้วนชอบใช้มืดตัดติ่งหูทอดยาวกลายเป็นการประดับตกแต่งแบบนั้น พวกเขาไม่กินธัญพืช แต่กินพวกหอยกาบและหัวมันเป็นอาหาร

[3] 即翼泽 ชื่อสถานที่โบราณ เป็นบึงน้ำที่เชื่อกันว่ารับน้ำมาจากแม่น้ำอิงซุย(英水)ที่มีต้นกำเนิดมาจากเขาชิงชิวชาน (青丘山) เชื่อว่าในน้ำมีปลาประหลาดที่เรียกว่าชื่อหรู่ (赤鱬) อาศัยอยู่ในบึงมากมาย เป็นปลาที่มีรูปร่างเหมือนปลาทั่วไปแต่มีหน้าเป็นคน มีเสียงร้องเหมือนนกเป็ดน้ำ (鸳鸯)

[4] 九转镔铁 จิ๋วจ๋วนปิงเที่ย ตำนานกล่าวไว้ว่าเป็นเหล็กวิเศษที่เทพไท่ช่างเหล่าจวินเป็นผู้หลอมขึ้นมา เป็นเหล็กกล้าที่หลอมตีเก้าครั้งจนมีความแข็งแกร่งอย่างยิ่ง

ผู้อาวุโสเผ่าเงือก

ในเมื่อเจ้ามังกรไม่อยู่ เล่าให้อาหลัวฟังตอนนี้ก็คงไม่เป็นไรแล้ว อี๋ปอจึงวาดภาพเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้สหายดู สุดท้ายสองมือทำท่าทางเป็นเจ้ามังกร

อาหลัวหัวเราะขำ “มังกรในสี่ดินแดนแปดรกร้างไม่ได้มีเพียงตัวเดียว ก็เหมือนมนุษย์มีแบ่งแยกดีชั่ว มังกรก็แบ่งเป็นมังกรดีมังกรร้ายเช่นกัน เจ้ามังกรงามสง่าดุจไม้หยกต้านลม งามล้ำเหนือสี่สมุทร หายสาบสูญหลายปีก็ยังไร้ร่องรอย จะต้องไปบำเพ็ญพรตแล้วเป็นแน่ ไม่มีทางตกอับถูกจองจำอย่างที่เจ้าเล่าได้หรอก จริงสิ เจ้าได้เห็นร่างจริงของมันไหมล่ะ เป็นอย่างไร”

อี๋ปอครุ่นคิด “มังกรชางหลง”

อาหลัวชี้ไปที่หางปลาของสหาย “เกล็ดที่เจ้ามังกรเติมให้เจ้าเป็นสีทอง เกล็ดของมังกรชางหลงไม่ใช่เป็นสีเขียวหรอกหรือ”

เพียงประโยคเดียวก็ทำให้อี๋ปอฉลาดรู้แจ้งในทันที! เกือบเสียรู้ถูกมันหลอกเข้าแล้ว โชคดีจริงๆ ที่เมื่อวานเอาตัวรอดมาได้ ตอนนี้มันไม่อยู่ก็ดีเหมือนกัน ไม่ว่าเป็นเผ่าไหน ดีชั่วอย่างไรเป็นอิสระย่อมเป็นเรื่องดี

อี๋ปอจูงมืออาหลังให้อีกฝ่ายขึ้นมาเกาะไหล่ตน จากนั้นก็ว่ายขึ้นสู่ท้องน้ำด้านบน เดิมยังกังวลปนเป็นห่วงเจ้ามังกรเพราะตนเองจะเดินทางไกลไม่อยู่หลายวัน ตอนนี้มันไม่อยู่ถือว่าลดทอนเรื่องวุ่นวายไปได้เรื่องหนึ่ง

ตลอดทางกลับ อาหลัวก็อบรมสั่งสอนนางไม่หยุด “อี๋ปอเจ้านี่นะ! ระวังตัวบ้างสิ ไม่เช่นนั้นจะถูกผู้อื่นหลอกเอาได้ จำเอาไว้ นอกจากข้าไม่ว่าใครก็ล้วนเชื่อถือไม่ได้ โดยเฉพาะมังกรประหลาดที่ไม่รู้ที่มาที่ไป หากไม่ใช่ทำผิดชั่วร้ายจนไม่อาจอภัยได้จะถูกจองจำกับเสาเหล็กยักษ์ได้อย่างไร แล้ววันนี้เจ้ายังกล้ากลับมาเยี่ยมมันอีก! ไม่กลัวถูกมันจับกินหรือไง!”

อี๋ปอฟังแล้วก็รู้สึกว่าตนเองช่างโง่เขลาเกินไปจริงๆ ไม่รู้ความเป็นมาผู้อื่นให้ชัดเจน ยังจะกล้าเอาใจผูกพันเป็นห่วงอีก เจ้ามังกรที่เคยมอบเกล็ดให้นางเป็นมังกรเปิดเผยบริสุทธิ์ดุจดาราดวงจันทร์อันสุกสกาว แต่ไม่ได้หมายความว่ามังกรตนอื่นจะเป็นมังกรดีเหมือนกัน นางจะทำแบบนี้อีกไม่ได้ ที่พอเห็นเป็นมังกรก็วางใจสนิทสนมด้วยอย่างง่ายดาย

ช่างเถอะ อย่างไรเรื่องก็ผ่านพ้นไปแล้ว ไม่ต้องเก็บมาใส่ใจอีก นางยิ้มเจื่อนให้อาหลัวแทนคำพูดว่าต่อไปจะระวังตัวให้มากขึ้น

จบเรื่องมังกรชางหลงต่อไปก็เป็นเรื่องเดินทางไปจี๋อี้เจ๋อ จำเป็นต้องบอกกล่าวผู้อาวุโสในเผ่าก่อน ด้วยนิสัยอ่อนแอขี้ขลาด แค่คิดว่าต้องเข้าพบผู้อาวุโส อี๋ปอก็ตื่นเต้นตัวสั่นเคร่งเครียดขึ้นทันใด แม้อาหลัวจะรับรองหนักแน่นว่าจะตามไปส่งถึงด้านนอกวังก็ไม่ช่วยให้นางมีความกล้าขึ้นเลยสักนิด

 

วังหลงเซียวกง

อาหลัวร้อนใจอยากรีบออกเดินทาง จึงเร่งสหายถี่ยิบ อี๋ปอทั้งกลัวทั้งจนปัญญา ขึ้นหน้าหนึ่งครั้งต้องหยุดหันหลังเหลียวมองถึงสามครั้งกว่าจะเข้าวังไปได้

วังหลงเซียวกงนี้เดิมที่เคยเป็นสถานที่ที่พวกเงือกมาทอผ้ากัน ยามเจ้ามังกรมาพักก็มักจะออกชมดูผ้าแพรที่ชาวเงือกกำลังถักทอ เวลานั้นอี๋ปอฝีมือยังประณีตไม่เข้าขั้นจึงได้แต่อิจฉาน้ำลายหกอยู่ด้านนอก ทว่าเมื่อถึงวันที่ฝีมือของนางบรรลุถึงขั้นสุดยอดแล้ว วังหลงเซียวกงก็ไม่ได้ใช้เป็นที่ให้เงือกมาทอผ้ากัน แต่เปลี่ยนเป็นสถานที่ทำงานของสี่ผู้อาวุโสสูงสุดไปแทนเสียแล้ว

ภายในวังมืดมิดเงียบสงัด เสาหินหยกสลักลายสามสิบหกต้นค้ำยันเพดานไว้ มองแล้วช่างว่างเปล่าเหน็บหนาววังเวงนัก นางหยุดอยู่หลังประตูศิลาบานหนึ่ง ส่งเสียงรายงานอย่างขลาดกลัว

“อี๋ปอขอเข้าพบผู้อาวุโสเจ้าค่ะ”

หลังได้ยินเสียงอนุญาตจากด้านใน ประตูบานใหญ่เปิดออก อี๋ปอว่ายผ่านเข้าไป เห็นผู้อาวุโสสองท่านกำลังประลองหมากกันอยู่ ทั้งคู่เป็นเงือกอาวุโส ผมเผ้าหนวดเคราขาวโพลนไปหมด หนึ่งในสองปรายตามองนางแวบหนึ่ง สีหน้าไร้อารมณ์ อี๋ปอเห็นแล้วยิ่งหวาดกลัวตัวสั่น รีบทำความเคารพอย่างนอบน้อม ผู้อาวุโสฉือเอ๋อวางเม็ดหมากแล้วหันหน้ามาถาม

“เข้าพบด้วยเรื่องอันใด”

อี๋ปอเอ่ยตะกุกตะกัก “ขอเข้าพบผู้อาวุโสเพราะ...ข้าอยากจะขอแจ้งลากับผู้อาวุโสไปจี๋อี้เจ๋อเป็นเพื่อนอาหลัวสักเที่ยว”

จี๋อี้เจ๋ออยู่ห่างไปเป็นหมื่นลี้ นับว่าอยู่ในถิ่นที่อยู่ของมนุษย์แล้ว เงือกไปที่นั่นไม่ปลอดภัยยิ่ง ผู้อาวุโสเตี๋ยนชางไม่ให้โอกาสผู้น้อยหว่านล้อม ปฏิเสธเสียงเด็ดขาด

“จิตใจมนุษย์โหดร้ายน่ากลัวนัก หากตกอยู่ในมือคนชั่ว อย่างเบาคือถูกกักขังไว้ดูเล่น อย่างหนักถูกถลกหนังรีดน้ำมัน ไปสถานที่แบบนั้น ชีวิตน้อยๆ นี้ยังต้องการอยู่ไหม!”

“ก่อนหน้านี้ข้าเคยไปอวิ๋นเมิ่งเจ๋อกับอาหลัวมาแล้ว ไม่พบเจอเรื่องอันตราย ครั้งนี้ที่ไปเพราะอาหลัวช่วยเหลือมนุษย์ผู้หนึ่งไว้” อี๋ปอชี้แจงเสียงสั่นเบา

“ช่วยมนุษย์! คนอยู่ไหน!” สองผู้อาวุโสลุกพรวดขึ้นทันที

“ตายแล้วเจ้าค่ะ” อี๋ปอตกใจจนสะดุ้งถอยหลังห่างออกไป

สองผู้อาวุโสผ่อนลมหายใจเฮือกใหญ่ “หากแพร่งพรายที่ตั้งนครฉาวเฉิงอออกไป เจ้าก็คือตัวบาปกรรมของเผ่าเงือกแล้ว! เจ้าเองก็เคยไปตลาดนัดสมุทรไม่ใช่หรือ รู้ใช่ไหมว่าแพรเจียวเซียวกับมุกเจียวจูมีมูลค่ามากแค่ไหน พวกมนุษย์มีสันดานละโมบโลภมาก จิตใจหยาบช้า คนแดนตงถู่มากน้อยเท่าไหร่ที่พยายามตามหาที่ตั้งนครเงือกของพวกเรา หากเพราะน้ำใจไม่กี่หยดของเจ้าทำให้นครฉาวเฉิงตกอยู่ในอันตราย ต่อให้เจ้าตายเป็นหมื่นครั้งก็ยากจะปัดความผิดนี้ให้พ้นตัวไปได้!”

อี๋ปอตกตะลึงกับท่าทีดุดันเฉียบขาดของผู้อาวุโสทั้งคู่ พวกเขาตัดสินใจเรียบร้อยตั้งแต่นางเอ่ยประโยคแรก เพราะความเป็นมาของนางยังเป็นที่เคลือบแคลงของชาวนครฉาวเฉิงจึงถูกควบคุมเข้มงวดกว่าเงือกตนอื่น การกดดันไม่ให้นางก่อเรื่องวุ่นวายมีอยู่อย่างเงียบงันตลอดมา ไหนเลยจะยอมอนุญาตให้นางออกไปไกลหูไกลตาได้

ไม่ใช่แค่นางที่ถูกควบคุมเข้มงวด อาหลัวก็ไม่ได้รับการยกเว้นเช่นกัน

“เจ้าปีศาจหอยทากตัวนั้น ตั้งแต่เช้ายันค่ำมืดเข้ามาในเมืองฉาวเฉิงทำไมนักหนา พวกเราเป็นเงือกสูงส่งดีงาม ส่วนเจ้าหอยทากเป็นมารร้าย บอกนางว่าอย่ามาให้บ่อยนัก อย่ามาทำให้เจ้าเสียคนไปด้วย”

อี๋ปออ้ำๆอึ้งๆ อยู่ครู่ “อาหลัวเป็นหอยทะเลไม่ใช่หอยทาก หอยทะเลอยู่ในทะเล หอยทากอยู่ในคูน้ำ”

“จะเป็นหอยในทะเลหรือหอยในคูน้ำก็ไม่อนุญาตให้เจ้าคบหาด้วยทั้งนั้น!” ผู้อาวุโสเตี๋ยนชางตวาดเสียงดุ สองตาถลึงมองอย่างไม่พอใจ

อี๋ปอจะร้องไห้แล้ว เบ้ปากไม่กล้าโต้แย้ง สองมือเขี่ยเกล็ดที่หางอย่างมึนงงทำอะไรไม่ถูก เขี่ยจนปลายนิ้วแดงเทือกไปหมดแล้ว

ผู้อาวุโสฉือเอ๋อโบกมือไล่ “จี๋อี้เจ๋อไม่อนุญาตให้ไปและไม่อนุญาตให้คิดด้วย ให้เป็นไปตามนี้ ไม่ต้องพูดมากอีก กลับไปซะ”

 

อี๋ปอคอตกออกจากวังหลงเซียวกง นับแต่ยังเล็กพวกเขาล้วนไม่ชมชอบนาง ถึงตอนนี้ก็ยังคงเป็นแบบนั้นอยู่

“ผู้อาวุโสอนุญาตใช่ไหม” อาหลัวรีบเข้ามาถาม เสียงตื่นเต้น

“ไม่อนุญาต เจ้าต้องไปคนเดียวแล้วล่ะ” อี๋ปอตอบเสียงหมดอาลัยตายอยาก

“ทำไมไม่อนุญาตเล่า!” อาหลัวเดือดดาลทันที “เจ้าปลาเฒ่าพวกนั้นกลัวว่าเจ้าจะถูกคนจับไปล่ะสิ กลัวอะไรกัน! ข้าก็รู้คาถาอาคมนะ แค่คุ้มครองเจ้าคนเดียวไม่เกินมือข้าหรอก”

อาหลัวผ่านการบำเพ็ญเพียรมานานราวสี่ห้าร้อยปี สิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่มนุษย์ ด่านแรกสุดที่ต้องผ่านหลังการบำเพ็ญเพียรอันยาวนานคือการกลายร่าง หลังออกจากการเก็บตัวจะถามคำถามกับเงือกตนแรกที่เจอว่า ‘ข้าหน้าตาคล้ายมนุษย์หรือไม่’ หากอีกฝ่ายตอบว่าคล้ายเท่ากับผ่านด่านแรกได้สำเร็จ หากตอบว่าไม่คล้ายเท่ากับการบำเพ็ญเพียรหลายร้อยปีสูญเปล่าในวันเดียว นับจากนี้ไม่อาจบำเพ็ญได้อีก การสุ่มดวงเสี่ยงโชคเช่นนี้มีชื่อเรียกว่า ‘ถ่าวเฟิง[1]’

โชคดีของอาหลัวที่เงือกตนแรกที่นางพบก็คืออี๋ปอ เงือกสาวที่ไร้จิตริษยา ไร้ความคิดอ่านชั่วร้ายใดๆ จำได้ว่าเจอกันครั้งแรกนางคว้าจับตัวอีกฝ่ายไว้เพื่อเสี่ยงคำถาม อี๋ปอตกใจกลัวจนตัวสั่น ริมฝีปากถูกขบเม้มจนซีดขาว ร้องไห้น้ำตาไหลพรากพยักหน้าไม่หยุด พยายามพูดอยู่นานจนอาหลัวใจหายใจคว่ำกว่าอีกฝ่ายจะออกเสียงคำว่า ‘คล้าย’ มาได้ นับจากนั้นหนึ่งเงือกหนึ่งหอยทะเลก็ไม่เคยห่างไกลทอดทิ้งกัน เคียงข้างร่วมทุกข์สุขกันมาหนึ่งร้อยกว่าปีแล้ว

 

 

[1]讨封 ถ่าวเฟิงหรือการขอคำขนานนามเรียกตัวตน มาจากตามตำนานพื้นบ้านที่ว่าตัวหวงฉู่หลาง(黄鼠狼)หรือตัวชะมดเป็นสัตว์ที่สามารถบำเพ็ญเพียรได้ ตามหมู่บ้านในสมัยโบราณได้รับการเซ่นไหว้บูชาในนามหวงต้าเซียน(黄大仙)โดยตัวชะมดจะสำเร็จเป็นเซียนได้ก็ต่อเมื่อได้รับการคำขนานนาม(封号)จากมนุษย์แล้วเท่านั้น โดยเมื่อกำลังจะสำเร็จเป็นเซียนจะเสี่ยงถามจากมนุษย์ที่ผ่านทางว่าตัวมันนั้นคล้ายมนุษย์หรือไม่ หากได้รับคำตอบว่าคล้าย มันก็จะกลายร่างเป็นมนุษย์ ถือว่าผ่านด่านเคราะห์สำเร็จเป็นเซียนและตอบแทนผู้ที่ทำการขนานนามให้ หากเอ่ยเป็นสิ่งไม่ดี พลังบำเพ็ญก็จะสูญสิ้นลงทันที กลายร่างเป็นสิ่งที่ถูกขนานและให้โทษแก่คนผู้นั้น

มุ่งหน้าสู่จี๋อี้เจ๋อ

แท้จริงการกลายร่างครั้งแรกของอาหลัวนั้นน่าสยดสยองอย่างยิ่ง สวมใส่กระโปรงสีแดงตัวใหญ่ บนหัวสวมหมวกแพรใบหนึ่ง มองจากด้านหลังก็นับว่ามีรูปร่างเหมือนมนุษย์ แต่เมื่อมองใบหน้าก็ยากจะหาคำมาบรรยาย เพราะใบหน้านั้นยังคงเป็นเนื้อหอยทะเลกองหนึ่ง บี้แบนไร้องคาพยพทั้งห้า ดวงตาสองข้างปูดโปนอยู่บนหนวดที่ยื่นยาวออกมาประมาณหนึ่งฉือ[1]

เวลานั้นไม่รู้เพราะจิตใจดีงามที่มีเมตตาต่อสรรพชีวิตในโลกหล้าหรือเพราะสิ่งใดดลใจกันแน่ นางจึงเอ่ยคำว่าคล้ายออกมาทั้งที่ในใจกรีดร้องว่าไม่คล้ายเลยสักนิด นางไม่เคยเห็นร่างมนุษย์ที่น่าเกลียดเช่นนี้มาก่อน ช่างอัปลักษณ์ไร้ที่เปรียบ แต่คำเดียวของนางกลับเปลี่ยนแปลงชีวิตหอยทะเลในฉับพลัน อาหลัวผ่านด่านแรกหลังการบำเพ็ญเพียรอย่างสวยงาม พริบตาก็กลายร่างเป็นสาวน้อยหน้าตาสดใส งดงามพริ้มเพราตลอดร่าง จากนั้นอาหลัวก็บำเพ็ญเพียรต่อไป ทั้งยังขยันคำนับจันทราและอาบแสงจันทร์นวลทุกคืน ร้อยกว่าปีที่ผ่านมา กล่าวได้ว่าคาถาอาคมของนางยิ่งก้าวหน้าแตกฉาน แค่ปกป้องตนเองกับสหายรักจากมนุษย์ธรรมดาเป็นเรื่องไม่ยากเลย

ถึงอี๋ปอจะเชื่อในความสามารถของสหายรักแต่ก็ไม่กล้าขัดคำสั่งผู้อาวุโส จึงมอบเงินทั้งหมดให้อีกฝ่ายนำไปทำตามความตั้งใจให้สำเร็จลุล่วง

อาหลัวไร้คนร่วมทาง ชีวิตก็หมดสนุก “เจ้าไม่ต้องฟังคำพวกเขามากก็ได้ ไปก่อนกลับมาค่อยบอก เจ้าคิดดูให้ดีนะ ละแวกทะเลหยาไห่นี้เจ้าล้วนตามหาจนทั่วแล้ว บึงอวิ๋นเมิ่งเจ๋อก็เคยไป หากเจ้ามังกรอยู่ระหว่างแม่น้ำอิงสุ่ยล่ะ ไปจี๋อี้เจ๋อคราวนี้ก็ไม่แน่ว่าจะสืบข่าวหรือได้เบาะแสของเขาบ้างก็ได้นะ”

อี๋ปอได้ยินดังนี้สองตาพลันเปล่งประกายระยับ อันที่จริงนางยังไม่รู้เลยว่าหลังตามหาเจ้ามังกรพบแล้วจะทำอะไรต่อไป นางจะสามารถถามเขาว่า ‘ข้าเป็นภรรยาของท่านได้หรือไม่’ ดีไหม ที่ผ่านมาการตามหาเจ้ามังกรเป็นเป้าหมายเป็นความเคยชินของนางไปแล้ว เรื่องอื่นนางสามารถไม่เหลือบแลมองได้ มีเพียงเรื่องนี้เท่านั้นที่ยากจะปฏิเสธ

แต่หากเหล่าผู้อาวุโสรู้ว่านางไม่เชื่อฟังคำสั่ง ขับไล่นางออกจากนครฉาวเฉิงจะทำอย่างไรล่ะ อาหลัวมองออกว่าสหายรักกังวลเรื่องใด นางตบอกตนเองแรงๆ ท่าทางขึงขัง

“มีข้าอยู่เจ้าไม่ต้องกังวลไป หากเมืองฉาวเฉิงไม่รับเจ้า พวกเราก็ไปเลือกสถานที่สักแห่งอยู่ด้วยกัน ประกาศตัดขาดความสัมพันธ์กับเมืองฉาวเฉิงให้เด็ดขาดไปเลย!”

จะพ้นการควบคุมของที่นี่ไปบางทีอาจจะไม่ยาก ในช่วงชีวิตอันยาวนานล้วนเต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงนับไม่ถ้วน ใครเลยจะรู้ว่าอาหลัวจะสามารถผ่านด่านเคราะห์กรรมไปได้หรือไม่ หากอาหลัวตายก็จะเหลือนางผู้เดียวลำพัง เช่นนี้มิใช่ต้องโดดเดี่ยวเดียวดายไปทั้งชีวิตที่เหลือหรอกหรือ

อาหลัวหรี่ตามองแล้วตัดสินใจปล่อยไม้ตาย “อี๋ปอ เจ้ายังอยากตามหาเจ้ามังกรอยู่ไหม” พอเห็นสหายพยักหน้าถี่ยิบ นางก็เชิดหน้าอย่างฮึกเหิม

“ถ้าเช่นนั้นก็อย่าเอาแต่ยึกยักให้เสียเวลา ไม่ก้าวออกไปจากที่นี่ก็มีแต่ต้องรอให้เจ้ามังกรตนนั้นหวนกลับมาเอง ไม่รู้ว่าต้องรอไปอีกกี่ภพกี่ชาติกัน เจ้าไม่ไปวันนี้ก็อย่าเสียใจภายหลัง โอ้เอ้เสียเวลาเช่นนี้ เจ้ามังกรแต่งหญิงอื่นเป็นภรรยาเอกก็เหลือแต่ตำแหน่งอนุให้เจ้าแล้ว”

อี๋ปอมีความตั้งใจแค่ถึงวันเลือกเพศก็จะเลือกเป็นเงือกสาว แต่กลับไม่มีจิตใจขวนขวายไขว่คว้าเช่นสตรีสมควรมี กระทั่งสตรีตามหมู่บ้านในป่าในเขาล้วนรู้ว่าข้างตั่งเตียงนอนไยจะปล่อยให้ผู้อื่นมานอนกรนสบายได้กัน[2] นางกลับไม่นำพา

“บุรุษล้วนชมชอบเมียน้อยทั้งนั้น”

อาหลัวแทบหงายหลังหัวทิ่ม “เจ้ารักจะไปเป็นหนวี่อิง คนอื่นไม่แน่ว่าจะตกปากรับคำเป็นเอ๋อหวง[3] เมียหลวงล้วนชิงชังเมียน้อยเป็นที่สุด โดยเฉพาะคนขี้ขลาดแบบเจ้านี่ รู้ว่าเจ้าไม่กล้าฟ้อง ทุกวันก็จะข่มเหงทารุณเจ้าได้สนุกมือ จับเจ้าไปตากลมให้ร้องไห้จนน้ำตาเหือดแห้ง ได้มุกเจียวจูไปนับไม่ถ้วน จากนั้นค่อยเอาเจ้าไปฆ่าทิ้ง ถลกเนื้อหนังรีดน้ำมันจากตัวเจ้าไปใช้จุดตะเกียงพันปีไม่มีมอดดับ เทียบกับการให้เจ้ามีชีวิตอยู่มองนางกับเจ้ามังกรครองคู่รักกัน สู้ฆ่าเจ้าให้ตายไปซะเลยดีกว่า”

อี๋ปอคิดตามแล้วก็รู้สึกว่ารับไม่ไหวจริงๆ เจ็บปวดใจเกินไป ถ้าเช่นนั้นสู้เสี่ยงแอบหนีออกไป หลบดีๆ ไม่ให้ผู้ใดพบเห็นก็ไม่น่าจะเป็นไรกระมัง

โดยปกติคนที่ยิ่งขี้ขลาดก็จะยิ่งมีใจหวังให้โชคช่วย ด้วยเหตุนี้บอกไปเป็นไป! กระทั่งสัมภาระก็ไม่เสียเวลาเตรียมแล้ว หลบหลีกหูตาเงือกที่เฝ้าเมือง กลั้นหายใจเฮือกเดียวว่ายพุ่งออกไปไกลพันลี้ เงยหน้ามองผืนน้าเบื้องบนอีกครั้งก็พบว่ามาถึงรอยต่อระหว่างหนานไห่กับทะเลหยาไห่แล้ว

 

ในที่สุดก็ออกจากทะเลหยาไห่จนได้!

หนึ่งเงือกหนึ่งหอยหัวเราะกรีดร้องดีใจกันสุดเสียง ความเร็วของอี๋ปอนั้นเป็นหนึ่งในหมู่เงือกเมืองฉาวเฉิง เพราะขี้ขลาดขี้กลัว ทักษะการหลบหนีเอาชีวิตรอดจึงมีสูงกว่าผู้ใด คนอื่นหนึ่งวันเดินทางได้พันลี้ แต่หากอี๋ปอเร่งสุดแรงสามารถว่ายน้ำนำหน้าผู้อื่นได้ถึงสามเท่า อาหลัวที่เกาะอยู่บนหลังหน้าบานเริงร่ามาก

“เจ้าว่ายน้ำเร็วแบบนี้สามวันพวกเราก็ถึงจี๋อี้เจ๋อได้สบาย เจ้าว่ายเร็วจริงๆ เทียบกับวิหคบนฟ้าก็ยังเร็วกว่านัก”

อี๋ปอหัวเราะอย่างเขินๆ เทียบกับนกแน่นอนว่าย่อมเทียบไม่ได้ ทว่าในน้ำเป็นอาณาจักรของเงือก ขอเพียงหลุบไหล่เก็บท้องลดแรงต้านให้น้อยลง ด้วยขนาดรูปร่างของพวกนาง บรรดาปลาส่วนใหญ่ล้วนหลีกทางให้เอง ด้านหน้าไร้อุปสรรคกีดขวางย่อมรวดเร็วยิ่ง

เส้นทางนี้อี๋ปอเคยผ่านมาแล้วหลายครั้ง อวิ๋นเมิ่งเจ๋อกับจี๋อี้เจ๋ออยู่คนละทิศ พอถึงหลินชวนสุ่ยหลางก็แยกย้ายไปตามทาง นางสะบัดหางว่ายเข้าไปในแม่น้ำในแผ่นดิน เริ่มแรกยังนับว่าราบรื่นอยู่ ยิ่งมุ่งหน้าลึกเข้าไปยิ่งคดเคี้ยวยากสัญจร แม่น้ำในแผ่นดินแตกต่างจากทะเลหนานไห่ ใต้น้ำมีซากไม้ที่รากเกี่ยวพันไปทั่ว หญ้าน้ำมากมาย ว่ายเข้ามาช่วงหนึ่งก็ลอยตัวขึ้นเหนือน้ำ ภาพที่เห็นทำให้ประหลาดใจไม่น้อย เพราะไม่อาจบอกได้ว่าตอนนี้อยู่แห่งใดแล้ว รอบข้างไร้บ้านเรือนพักอาศัยและไม่มีท่าเรือด้วย มีเพียงพงอ้อหญ้ากกหนาตา บอกให้รู้ว่าแดนตงถู่ย่างเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงแล้ว ทะเลต้นอ้อสีเหลืองไหม้ทอดยาวนับร้อยลี้ แม่น้ำลำธารยืดยาวเคี้ยวคด พลันสายลมระลอกหนึ่งพัดโชยมา ดอกอ้อปลิวว่อนลอยละล่องเต็มผืนฟ้า ทำให้นางนึกถึงหิมะตกหนักที่เคยพบเจอที่อวิ๋นเมิ่งเจ๋อในช่วงเทศกาลหยวนเซียวเมื่อปีก่อนขึ้นมา ในใจอดรู้สึกเงียบเหงาหดหู่ขึ้นมาไม่ได้

“เจ้าหนาวหรือ” อาหลัวถาม

แดนมนุษย์มีสี่ฤดูกาล วสันต์อุ่น คิมหันต์ร้อน สารทเย็น เหมันต์หนาว พวกนางไม่ได้เป็นผู้คนของที่นี่ อีกทั้งยังอยู่ในน้ำตลอดชั่วชีวิต ไม่เคยรับรู้ถึงความแตกต่างของอากาศร้อนหนาว อี๋ปอสั่นหัวแล้วย้อนถาม

“เจ้าล่ะ?”

“ข้าก็ไม่หนาวเช่นกัน ข้าเป็นหอย เนื้อตัวไร้โลหิต หากวันใดรู้สึกหนาวดูท่าก็คงใกล้จะตายแล้ว”

อี๋ปอค้อนขวับ ดวงตาของนางกลมโตนัก หางตายกเฉียงขึ้น ใต้แสงตะวันในดวงตามีประกายสีทองอยู่นับหมื่น เพราะหน้าตางดงามเกินไป แม้จะโกรธหรือไม่พอใจแต่สีหน้ากลับดูเง้างอนออดอ้อนเสียแทน ไม่สามารถข่มขวัญให้ใครกลัวได้ อาหลัวมองแล้วก็หัวเราะขำ

“ไปกันเถอะ ตอนนี้ไม่ต้องรีบแล้ว ไม่ต้องให้เจ้าแบกข้าด้วย พวกเราค่อยๆ เดินทางกันไป พอดีเลยจะได้สืบหาข่าวจากเผ่าวารีแถวนี้ว่าเคยได้ยินว่ามีมังกรปรากฏตัวแถบนี้บ้างหรือไม่”

เผ่าพันธุ์สิ่งมีชีวิตที่มิใช่มนุษย์ล้วนไม่สามารถแปลงร่างเป็นระยะเวลานานได้เหมือนกันหมด ย่อมมีช่วงที่ไม่ทันระวังพลันเผยร่างเดิมออกมา ขอเพียงเจ้ามังกรเคยมา ไม่ต้องพูดถึงว่ายามไปมาบังเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง ลำพังแค่อำนาจบารมีและรูปร่างหน้าตาก็พอจะทิ้งความทรงจำฝังลึกถึงกระดูกให้พวกปลาเล็กปลาน้อยจดจำจนถึงวันตายแล้ว

ทั้งสองว่ายน้ำกันไปเรื่อยๆ ไม่รีบร้อน ระหว่างทางก็สืบหาข่าวไปด้วย กระทั่งได้พบกับปลาหลี่ยวี๋ตัวหนึ่งเข้า เจ้าปลาหลี่ยวี๋หัวเราะร่า

“มังกรงั้นหรือ พวกเจ้าถามถูกคนแล้ว ข้าบอกกับพวกเจ้าไว้เลยนะ ข้ามาจากเมิ่งจิน ใกล้ชิดกับมังกรยิ่ง เคยได้ยินตำนานปลาหลี่ยวี๋กระโจนข้ามประตูมังกรไหมล่ะ พวกเจ้าเหล่าอาหารทะเลความรู้ตื้นเขินต้องไม่เข้าใจแน่ ตำนานว่าไว้สุดปลายแม่น้ำอีเหอมีเขาประตูมังกรอยู่ ขอเพียงกระโจนข้ามเขาลูกนั้นไป ปลาหลี่ยวี๋ก็จะสามารถกลายร่างเป็นมังกรได้ บุตรบุญธรรมของน้าชายของลูกผู้พี่คนรองของท่านย่าของข้าเมื่อห้าปีก่อนก็สำเร็จเป็นเซียนเหินขึ้นสู่สวรรค์ไปแล้ว”

อาหลัวกุมขมับ “ที่แท้ก็เป็นพวกช่างจ้อตัวหนึ่งนี่เอง”

ว่ายต่อมาไม่ไกลก็พบกับหอยกาบกลัดกลุ้มตัวหนึ่งอยู่บนรากไม้ตายซาก มันกำลังทอดสายตาไปไกล หลังจากทักทายอย่างมีมารยาทเรียบร้อย อาหลัวก็สอบถามว่าระยะนี้มีมังกรผ่านมาบ้างหรือไม่ ใครจะรู้ว่าเจ้าหอยกาบพอเห็นอี๋ปอก็แหกปากโวยวายเสียงลั่น

“นี่คือปีศาจจากที่ใด! ช่างน่าตกใจเหลือเกิน!”

 

[1] 尺 หน่วยวัดโบราณ ยาวราว 33.33 เซนติเมตรในปัจจุบัน

[2] 卧榻之侧岂容他人鼾睡 เป็นคำเปรียบเทียบหมายถึงในเขตผลประโยชน์ของตนไหนเลยจะปล่อยให้ผู้อื่นบุกรุกเข้ามาได้กัน

[3] จากตำนานซานหวงหวู่ตี้ (三皇五帝)หรือสามปฐมราชาห้าบรรพกษัตริย์ผู้เป็นตัวแทนผู้ปกครองทรงธรรมในสมัยโบราณของจีน ธิดาคนโตเอ๋อหวง(娥皇)และธิดาคนเล็กหนวี่อิง(女英)ของกษัตริย์เหยา (尧)ล้วนแต่งงานให้กษัตริย์ชุ่น(舜)กลายเป็นตำนานความรักที่ดีงาม ใช้เปรียบเปรยถึงพี่น้องที่แต่งให้กับบุรุษคนเดียวกัน ในที่นี้หมายถึงเจ้ายินดีจะไปเป็นน้อย คนอื่นไม่แน่ว่าจะตกปากยอมเป็นหลวง

ถูกจับเสียแล้ว!

อี๋ปอแตกตื่นหวาดกลัวนัก รีบหลบอยู่หลังอาหลัวไม่กล้าโผล่หัวออกมา อาหลัวต้องรีบอธิบายกับหอยกาบ “นางเป็นเงือก นิสัยขี้ขลาด เจ้าอย่าทำให้นางตกใจไป”

หอยกาบในที่สุดก็สงบลงได้ วางท่าทีไม่แยแสสนใจผู้คน งึมงำร้องเพลงเหมือนอยู่ลำพัง

“ไยนับว่าเป็นวาสนาอันประเสริฐยิ่ง โยนความสุขยามหนุ่มสาวทิ้งไปแสนไกล อันความเจ็บช้ำในใจนี้จะระบายกับผู้ใด ช่างทุกข์ตรมระทมนัก ชะตาชีวิตที่แสนอาภัพ ได้แต่สอบถามสวรรค์แล้ว”

อาหลัวกับอี๋ปอมองหน้ากัน แม่น้ำทางนี้ช่างมีผู้มากความสามารถมาชุมนุมกันมากมายจริงหนอ กระทั่งหอยกาบยังมีอารมณ์กวีขนาดนี้ เสียดายสอบถามไม่ได้ความอะไร กำลังตั้งใจว่าจะจากไป เจ้าหอยกาบพลันเอื้อนเอ่ยเสียงเนิบช้า

“ในลำธารจะมีมังกรได้อย่างไร มิใช่ต้องไปหาตามทะเลหรอกหรือ หากร้อนใจจริง ไปหาเทพแม่น้ำเหอป๋อ[1] สิ ไม่แน่ว่าเขาอาจจะรู้”

ทั้งสองย่อมไม่กล้าไปหาเทพแม่น้ำเหอป๋อ แต่ละที่ล้วนมีกฎเกณฑ์ของตน ทางหนึ่งนอกจากหนีออกจากนครฉาวเฉิงโดยพลการแล้ว ตอนนี้ก็กล่าวได้ว่าบุกรุกข้ามเขตจากทะเลมายังแม่น้ำตอนในอีกทางด้วย ไปพบเทพแม่น้ำเหอป๋อก็มิต่างจากพุ่งเข้าไปติดกับตนเองโดยแท้

เจ้าหอยกาบนี่พึ่งพาไม่ได้ อาหลัวปลอบอี๋ปอ “ไม่เป็นไร โอกาสมาถึงย่อมได้พานพบเอง”

อี๋ปอนิ่งเงียบ ตอนนี้สำคัญที่สุดคือหาสตรีนามถางฝางที่สลักชื่ออยู่ตลับสีผึ้งนั้นให้เจอก่อน เรื่องอื่นว่ากันทีหลังได้

หนึ่งหอยทะเลหนึ่งเงือกเดินทางมุ่งหน้าไปยังจี๋อี้เจ๋อ เมื่อมาถึงก็พบว่ามีส่วนคล้ายอวิ๋นเมิ่งเจ๋ออยู่บ้าง เรือที่อับปางลำนั้นเป็นเรือที่ฮ่องเต้ส่งออกมา การสืบหาข่าวไต้ก๋งจึงไม่ยาก ไม่นานก็ได้รู้ว่าบ้านของเติงเปาอยู่ทางทะเลสาบหมิงจิ้งป๋อ

ทั้งสองลอบเข้าไปในคืนท้องฟ้าพร่างดาว วันรุ่งขึ้นอาหลัวแปลงร่างเป็นมนุษย์ขึ้นบกไปสืบข่าว ส่วนอี๋ปอพักรอฟังข่าวอยู่ห่างจากฝั่งค่อนข้างไกล

ทะเลสาบหมิงจิ้งป๋อนี้นับว่าเป็นทะเลสาบที่งดงามยิ่งนัก น้ำกระจ่างใสสะอาดไม่ได้ด้อยไปกว่าทะเลหยาไห่เลย ทั้งยังขนาบด้วยเขาชิงชิวชาน สถานที่ที่มีขุนเขามีลำน้ำมักจะมีพลังแห่งจิตวิญญาณมากกว่าที่อื่น ก่อนหน้านี้ผ่านทุ่งอ้อร้อยลี้ที่เงียบเหงา มาถึงสถานที่แห่งนี้ฤดูกาลราวกับว่าจะยืดยาวออกไป ดอกบัวเต็มสระเพิ่งโรยรา แม้ไม่มีดอกบัวเหลือให้เห็น ทว่าใบบัวกลับยังคงแน่นขนัด แต่ละใบซ้อนทับสลับทบ หากได้มาเห็นในฤดูร้อนที่ดอกบัวพร้อมใจกันบานสะพรั่ง ไม่รู้ว่าจะเป็นภาพที่งดงามสักเพียงใด

 

ท้องฟ้ามืดครึ้ม ไม่นานเม็ดฝนก็เริ่มโปรยปรายลงมา

รออยู่นานอาหลัวก็ไม่กลับมาเสียที อี๋ปอรอจนเบื่ออยากขึ้นจากน้ำไปสูดอากาศข้างบนบ้าง พอคิดซุกซนสายตาก็เริ่มสอดส่ายไปทั่ว พลันก็มองเห็นหินใหญ่ก้อนหนึ่งลักษณะไม่เลว ผิวเรียบเกลี้ยงเกลา อยู่ห่างจากฝั่งพอสมควร สะดวกแก่การหลบหนีถ้ามีคนพบเห็น แต่ตอนนี้ฝนกำลังตก คนที่เดินผ่านไปมามีน้อย ขึ้นไปนั่งพักเล่นสักครู่คงไม่เป็นไร

เงือกน้อยเด็ดใบบัวติดมือมาด้วย ถือก้านยาวเหยียดกระโดดขึ้นไปบนก้อนหิน ยอบตัวกึ่งหมอบอย่างระวัง สองตาสอดส่ายซ้ายขวาอย่างหวาดระแวง เกรงว่าจะถูกผู้คนพบเห็น พอดูว่าปลอดภัยดีแล้วก็หายใจยาวโล่งอก

หลังนั่งเรียบร้อยก็รู้สึกว่าอากาศช่างสดชื่นยิ่งนัก ขุนเขาสูงใหญ่ น้ำสวยกระจ่างใส ไอหมอกลอยตัวอ้อยอิ่ง เงือกชอบอากาศชุ่มฉ่ำเช่นนี้ สำหรับเผ่าเงือกแล้วเป็นอากาศที่สุขสบายเหลือเกิน เผ่าวารีไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจอยู่ไกลห่างน้ำได้

ครีบหางที่มีเกล็ดสีสันสวยงามตีผิวน้ำทะเลสาบเบาๆ อย่างสบายอารมณ์ ฟังเสียงสายฝนกระทบใบบัว หยดน้ำกลิ้งไหลจากใบบัวตกสู่ทะเลสาบ เป็นความสุขที่สงบเสียจริง

นึกถึงเพลงที่เจ้าหอยกาบร้อง ท่วงทำนองเศร้าสลด แม้จะฟังเนื้อเพลงไม่เข้าใจแต่ก็รู้สึกได้ถึงความเศร้าสร้อยแฝงการตัดพ้อ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตเผ่าพันธุ์ใดล้วนมีสัมผัสรับรู้แห่งท่วงทำนองเหมือนกัน อี๋ปอคิดว่าเจ้าหอยกาบตัวนั้นต้องกำลังคิดถึงใครสักคนอยู่แน่ ความคิดถึงทำให้จิตใจคนอ่อนโยน

เจ้ามังกรตอนนี้อยู่แห่งหนใดกันหนอ ความคิดถึงคะนึงหาไม่วายเว้นสมควรได้รับการตอบสนองกลับบ้างหรือไม่ นางคิดถึงเจ้ามังกรมานานหลายปี ใช่ต้องรอจนถึงวัยแก่ชราเลยหรือไม่ บางทีที่อีกฝ่ายไม่เคยกลับมาปรากฏกายให้เห็นเป็นเพราะทอดทิ้งทะเลหนานไห่ไปเสาะหาความก้าวหน้าที่อื่นแล้วก็ได้

ภพภูมิของปวงเทพห่างไกลจากเผ่าเงือกเกินไปไม่สามารถสืบข่าวหาคนกันได้ง่ายนัก ที่ทำได้จึงมีเพียงการรอคอยอย่างอดทน อี๋ปอลูบคลำเกล็ดมังกรที่อยู่บนหางตน ผ่านวันเวลายาวนานในที่สุดก็หลอมรวมกับเกล็ดเงือกที่อยู่รายรอบเรียบร้อยแล้ว เกล็ดนี้คือความผูกพันบางเบาระหว่างนางกับเจ้ามังกรตนนั้น หากมีโอกาสได้พบเขาอีกครา ต่อให้เขาลืมเลือนเงือกน้อยตนหนึ่งไปแล้ว หวังเพียงว่าเขาได้เห็นเกล็ดมังกรชิ้นนี้ก็น่าจะพอจดจำนางได้บ้าง

ทิวทัศน์ที่นี่สวยงามไม่เลวจริงๆ อยู่ในน้ำจืดผิวไม่กระด้าง สบายเนื้อตัวกว่าอยู่ในน้ำทะเล เสียอย่างเดียวที่นี่คนเยอะเกินไป ไม่เช่นนั้นนางจะชวนอาหลัวปักหลักอยู่ที่นี่คงจะดีทีเดียว

มือหนึ่งถือใบบัวบังฝน อีกมือวักน้ำใส่หน้า หางส่ายไปมาในน้ำอย่างเพลิดเพลิน สองตาชื่นชมทัศนียภาพของขุนเขาที่โอบล้อมทะเลสาบ พลันสายตาก็มองเห็นแพไม้ลำหนึ่งตรงเชิงเขากำลังแล่นผ่านมาทางนี้ บนแพมีคนผู้หนึ่งยื่นตระหง่านโดดเด่น สายลมฝนพัดชายเสื้อสีขาวราวหิมะให้สะบัดพลิ้ว หยกประดับที่เอวกระทบกันส่งเสียงสดใส

อี๋ปอตื่นตกใจโยนใบบัวในมือทิ้งแล้วกระโจนพรวดลงน้ำอย่างแตกตื่น เดิมตั้งใจจะว่ายน้ำหนีไปให้ไกลแต่ความอยากรู้อยากเห็นมีมากกว่า จึงซ่อนตัวอยู่ในซอกหินแล้วโผล่หัวออกมาแอบดูคนบนแพอย่างสนใจ

จู่ๆ ฝนก็หยุดตก ฟ้าที่เคยอึมครึมพลันปลอดโปร่งสดใส แสงทองหมื่นสายสาดส่องผ่านก้อนเมฆลงมา สะท้อนแสงสีรุ้งเป็นเส้นโค้งสายหนึ่งกลางฟ้ากว้าง แสงสดใสหลากสีสัน เจิดจ้าจนทำให้ผู้ที่มองนัยน์ตาพร่าเลือน

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในชั่วพริบตาทำให้อี๋ปอต้องสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ สถานที่แห่งนี้ช่างงามวิจิตรพิสดารโดยแท้ ความงดงามนี้ต้องเป็นคนบนแพนำพามาเป็นแน่ เคยได้ยินว่าบนเขาชิงชิวชานนี้มีจิ้งจอกวิเศษอาศัยอยู่ คนผู้นี้อาจเป็นเซียนจิ้งจอกผู้หนึ่งก็เป็นได้

แพไม้ไผ่ล่องเอื่อยๆ ไม่รีบร้อน คนบนแพไม่มีไม้ค้ำถ่อ เขาปล่อยให้แพล่องไปตามกระแสน้ำเอง พอแพล่องเข้ามาใกล้ อี๋ปอก็ใจเต้นแรง สีหน้าเคร่งเครียด ดวงตาเบิกกว้างเต็มที่เพื่อจะมองหน้าคนบนแพให้ชัดๆ แม้จะยังมีหมอกภูเขาปกคลุมบางเบาทำให้มองเห็นหน้าเขาไม่ชัด แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดนางจึงรู้สึกคุ้นเคยกับท่าทีผ่อนคลายสง่างามจับตานี้นัก ท่วงท่าปล่อยตัวตามสบายนี้ทำให้นางนึกถึงคนผู้หนึ่งขึ้นมา ภาพเขาถือเกล็ดมังกรสีทองไว้ในมือ ใบหน้ามีรอยยิ้มแย้มใจดี เหมือนเซียนผู้หลุดพ้นจากโลกีย์ทั้งหลายแล้ว

เจ้ามังกร... อี๋ปออ้าปากพะงาบๆ พยายามจะส่งเสียงเรียกคนบนแพ พลันแหปากหนึ่งก็คลี่สยายอยู่บนฟ้า กว่าเงือกน้อยจะสังเกตเห็นก็สายเกินไปแล้ว นางติดร่างแหไม่มีทางหลบหนี

ขณะที่อี๋ปอกรีดร้องตกใจก็ได้ยินเสียงโห่ร้องตะโกนก้องด้วยความดีใจของคนที่เหวี่ยงแหมา

“เฝ้ามาครึ่งวัน ในที่สุดก็จับได้แล้ว คราวนี้จะรวยกันแล้ว! ให้นางร้องไห้เป็นไข่มุกออกมาก่อน จากนั้นค่อยนำไปถวายให้ฝ่าบาท ดีไม่ดีอาจจะแลกตำแหน่งขุนนางใหญ่โตมาสักตำแหน่งก็ได้”

คนพวกนั้นลากแหขึ้นฝั่ง ปล่อยให้เงือกน้อยกลิ้งเกลือกอยู่ในโคลนเลน นางตะเกียกตะกายพยายามหนีอย่างหวาดกลัว แต่คนพวกนั้นรุมล้อมนางไว้

“งดงามจริงๆ เฮ้ย! ทำไมเงือกใส่เสื้อผ้าด้วยล่ะ ดูสิ เสื้อผ้าพวกเราสู้ปลาตัวหนึ่งยังไม่ได้เลย เงือกตัวนี้เป็นตัวผู้หรือตัวเมียกันล่ะ ผมยาวเช่นนี้ต้องเป็นตัวเมียแน่เลย”

อี๋ปอพยายามดิ้นให้หลุดจากแหแต่ดิ้นแรงเพียงใดก็ไม่หลุด สองแขนโอบกอดรอบตัวแน่น ตกใจและหวาดกลัวจนตัวสั่นสะท้านน่าสงสาร ความเจ็บปวดที่อยู่พ้นน้ำตอนนี้ได้ลิ้มรสชาติอย่างแท้จริงแล้ว แสงตะวันร้อนจัดแผดเผาเกล็ดที่หางของนางจนแห้งแตก เงือกสาววิงเวียนหน้ามืดตาลาย หายใจลำบาก คนน่ากลัวพวกนี้เหมือนฝูงปลาฉลามล้อมจับเหยื่อ ใบหน้ามีแต่ความโลภละโมบน่ารังเกียจ เงือกสาวส่งเสียงร้องครวญครางอย่างทุกข์ทรมาน เจ้าหอยทะเลรับปากหนักแน่นว่าจะปกป้องดูแลนางแล้วตอนนี้หายหัวไปไหน!

ครั้งนี้คงจบสิ้นชีวิตจริงๆ คนโหดร้ายพวกนี้มองนางเป็นสินค้าที่ใช้แลกเปลี่ยนได้ นึกเสียใจที่ไม่เชื่อคำเตือนของผู้อาวุโสก็สายไปเสียแล้ว ตรงนี้อยู่ห่างจากน้ำไม่ถึงสองจั้ง ปกติกระโจนถึงได้ในครั้งเดียว แต่ตอนนี้กลับทำได้แค่มอง เงือกสาวพยายามเค้นเสียงพูดอย่างลำบาก

“ขอพวกเจ้า... ปล่อยข้า...ด้วย”

“เงือกพูดได้!” คนที่ล้อมรอบเงือกสาวเงียบกริบไปชั่วอึดใจก่อนจะพากันเฮเสียงดังยิ่งกว่าตอนที่เหวี่ยงแหจับเงือกได้เสียอีก

“เงือกตัวนี้พูดได้ยิ่งได้ราคาแล้ว!”

อี๋ปอหลับตาลงด้วยจิตใจหดหู่หมดหวัง จึงไม่เห็นว่าแพไม้ลอยเข้ามาถึงฝั่งแล้ว คนบนแพใบหน้ายิ้มแย้มอารมณ์ดี ถามเสียงกลั้วหัวเราะ

“พบเรื่องดีอะไรกันหรือ ถึงได้ดีใจกันเสียงดังขนาดนี้”

 

[1] 河伯 เทพวารีผู้ดูแลแม่น้ำหวงเหอตามตำนานในสมัยโบราณ

บุรุษชุดขาว

“พวกเราจับเงือกได้ ตัวเป็นๆ เลยนะ! แต่ก่อนเคยได้ยินคนเฒ่าคนแก่บอกว่าในทะเลสาบหมิงจิ้งป๋อมีเสียงขับขานบทเพลงยามราตรี คือเสียงเงือกกำลังแสดงอิทธิฤทธิ์ ไม่เคยมีใครเชื่อ วันนี้ได้เห็นด้วยตาตัวเองแล้ว ยังจะมีอะไรให้พูดอีก เร็ว! พวกเรารีบแบกมันเอาไปใส่ตุ่มไว้ก่อน ถ้ามันตายไปก็ไร้ประโยชน์แล้ว” ชาวประมงบอกเสียงดีใจ

คนบนแพไม้เอ่ยเสียงช้าเนิบ “ในเมื่อเป็นเงือกมีอิทธิฤทธิ์อภินิหาร พวกเจ้ายังกล้าจับอีกหรือ อ๊ะ! นี่พวกเจ้ากำลังเล่นสนุกกันหรืออย่างไร มีเงือกที่ไหนกัน เป็นแค่ปลาเลนหนีชิวตัวหนึ่งชัดๆ”

เสียงกระจ่างใสเย็นทำให้อี๋ปอลืมตาขึ้นอีกครั้ง หันไปตามเสียงก็เห็นร่างในชุดสีขาวกระโดดจากแพขึ้นมายืนบนเขื่อนดินด้วยท่วงท่าพลิ้วไหวสง่างาม

ในที่สุดก็ได้เห็นใบหน้าเขาแล้ว!

เกรงว่าใต้หล้านี้จะไม่มีบทประพันธ์จากปลายพู่กันของผู้ใดสามารถพรรณาความเป็นเลิศในรูปร่างหน้าตาของเขาได้ ผิวพรรณขาวเนียนราวหิมะบริสุทธิ์ ใบหน้างามประณีต หางตาแฝงรอยยิ้ม ดวงตาล้ำลึกดุจบึงเย็นยะเยือก ที่แปลกประหลาดคือกลางหว่างคิ้วมีรอยแดงจางๆ คล้ายบุปผากลีบหนึ่ง เพลิงกองหนึ่ง คล้ายจะเป็นตำหนิบนความงามล้ำเลิศทั้งปวง ทว่ากลับยิ่งทำให้ใบหน้านี้งามเย้ายวนอ่อนโยนจับตายิ่งขึ้น

อี๋ปอรู้สึกว่าบุรุษผู้นี้ไม่น่าจะใช้มนุษย์ ต้องไม่ใช่มนุษย์แน่ๆ! ไม่มีมนุษย์คนใดที่รูปร่างหน้าตางามล้ำเลิศไร้ตำหนิได้เช่นนี้ ประหลาดเกินไปแล้ว

เงือกน้อยมองความงามตรงหน้าอย่างเหม่อลอย พลันจู่ๆ ก็รู้สึกทุกสิ่งอย่างที่มองเห็นอยู่นี้ขยายใหญ่โตขึ้นอย่างรวดเร็ว กระทั่งตาแหถี่เล็กก็เปลี่ยนเป็นกว้างใหญ่ราวปากประตู

เกิดอะไรขึ้น! นางตัวเล็กลงงั้นหรือ!

อี๋ปอลนลานรีบก้มดูตนเอง หางปลาที่มีเกล็ดสีสวยงดงามไม่มีให้เห็นแล้ว ผิวเนียนกระจ่างใสก็ไม่มี ทั้งตัวกลายเป็นสีดำมะเมื่อม ท้องกลมป่องและเหนียวเหนอะหนะไปทั้งตัว

นางกลายเป็นปลาเลนหนีชิวไปแล้ว!

ภาพที่เห็นทำให้อี๋ปอเหมือนถูกฟ้าผ่าลงกลางหัว นางกรีดร้องเสียงแหลมด้วยความตกใจสุดขีด สิ้นเสียงก็หัวตกคอพับหมดสติไปทันที

 

บุรุษในอาภรณ์สีขาวสะอาดมองปลาตัวน้อยสีดำน่าเกลียดคออ่อนคอพับก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงเสียดาย

“ดีเลย ไม่ใช่แค่ปลาเลนหนีชิวธรรมดาแต่เป็นปลาเลนหนีชิวที่ตายแล้วอีกด้วย เดิมคิดว่าจะได้เห็นความงามเลิศของเงือกสักครา คิดไม่ถึงว่าจะกลายเป็นเช่นนี้”

ชาวประมงหันมองเจ้าปลาน่าเกลียด พลันร้อนใจทำอะไรไม่ถูกราวกับมดบนกระทะแล้ว

“นี่มันเรื่องอะไรกัน! เมื่อครู่ยังเป็นเงือกอยู่ชัดๆ ทำไมถึงกลายเป็นไอ้ปลาบ้านี่ได้!” พูดพลางกวาดตามองรอบด้านอย่างสับสนลนลาน “ไม่ถูกสิ จะต้องเกิดเรื่องผิดพลาดตรงไหนแน่” ดวงตาสามคู่ถลึงใส่บุรุษชุดขาวอย่างดุดัน

“เป็นเจ้าใช่ไหม! เจ้าร่ายเวทบังตาพวกข้างั้นหรือ คิดจะขโมยเงือกของพวกเราหรือไง เจ้าบัดซบนี่! ดูท่าคงเป็นเดรัจฉานในคราบมนุษย์เป็นแน่ ตามพวกข้าไปพบทางการซะดีๆ!”

ตวาดเสียงดังแล้วพวกชาวประมงก็พากันกรูเข้ามา หมายจะจับหัวขโมยไปให้คนของทางการจัดการ ใบหน้าบุรุษชุดขาวยังคงมีรอยยิ้มไม่จาง

“ข้ามาเพื่อช่วยชีวิตพวกเจ้า คิดไม่ถึงว่านอกจากจะไม่ได้รับคำขอบคุณแล้ว ยังถูกพวกเจ้าต่อว่าอีก” พูดจบสองนิ้วชี้ไปที่ปลาตัวน้อยน่าเกลียด

“พวกเจ้าดูปลาเลนหนีชิวตัวนี้ให้ดีก่อน แววตาเป็นประกายมันวาวเกินกว่าปลาทั่วไป ชัดเจนว่ามันเป็นปีศาจที่แปลงร่างเป็นเงือกมาหลอกตบตาพวกเจ้า เพื่อหาโอกาสดูดพลังชีวิตพวกเจ้า ภูตผีปีศาจบนโลกนี้แต่ไรมาก็ล้วนชอบแปลงร่างให้งดงามเกินจริงอยู่แล้ว แต่ร่างเดิมล้วนอัปลักษณ์สุดทนจนไม่อาจให้ผู้ใดพบเห็นได้ พวกเจ้าถูกความโลภบดบังนัยน์ตา เห็นปลาเลนหนีชิวดุจเห็นโฉมสะคราญงามล้ำ มิใช่เป็นเรื่องน่าหัวเราะหรอกหรือ โชคดีที่ข้ามาทันเวลา ช้าไปอีกเพียงก้าวเดียวพวกเจ้าก็ได้ฝังร่างอยู่ที่นี่แล้ว ตอนนี้ยังจะลากข้าไปพบเจ้าหน้าที่ของทางการอีก โลกนี้นับวันมีแต่จะแย่ลงจริงๆ คนดีไม่อาจเป็นได้แล้ว”

ชาวประมงทั้งสามฟังแล้วก็ปากอ้าตาค้าง พวกเขาก้มมองปลาน่าเกลียดที่นอนนิ่งในแหอย่างตื่นตะลึง อี๋ปอที่ฟื้นคืนสติทันฟังคำพูดหลอกลวงทั้งหมดก็ให้เจ็บปวดใจนัก นางขดตัวสั่นอยากร้องไห้แต่ก็ไร้น้ำตา ไม่รู้ว่าเหตุใดตนเองจึงกลายสภาพเป็นแบบนี้ ทั้งดำทั้งเหม็นคาวทั้งสกปรก เกรงว่ากระทั่งอาหลัวก็คงจะจดจำนางไม่ได้ ต่อจากนี้จะทำอย่างไรเล่า! ถึงตอนเป็นเงือกใช่ว่าจะมีชีวิตสดใสอนาคตรุ่งโรจน์ แต่อย่างน้อยก็มีรูปร่างหน้าตาดีกว่าปลาเลนหนีชิวอย่างเทียบกันไม่ได้ คิดถึงผิวกายบอบบางกระจ่างใสที่แค่ถูกลมเป่าแรงๆ ก็พร้อมจะปริแตกได้เทียบกับผิวหนังหยาบกร้านดำสกปรกเหนอะหนะไปทั้งตัวตอนนี้ อี๋ปอก็ให้รู้สึกหมดอาลัยตายอยากเหลือเกิน สู้ตายไปเลยยังจะดีเสียกว่า

อี๋ปอร้องไห้สะอึกสะอื้น น้ำตาที่ไหลรินก็ไม่กลายเป็นมุกเจียวจู นางไม่รู้ว่าทำไมตนเองจึงกลายร่างผิดเผ่าพันธุ์ ไม่รู้ว่าควรแค้นใคร เป็นพวกคนละโมบโลภมากหรือแค้นเจ้าปีศาจปากชั่วที่ไม่รู้ที่มาที่ไปตนนี้ดี

ชาวประมงเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดา ไหนเลยจะทนรับเรื่องน่ากลัวขนาดนี้ได้! พวกเขาก้มดูปลาน่าเกลียดก้นแหที่ไม่แน่ว่าปล่อยลงตุ่มไปแล้วจะกลายเป็นสัตว์ประหลาดเก้าเศียรเซียงหลิว[1] หรือไม่ ยิ่งคิดก็ยิ่งแตกตื่นจนวิญญาณแทบหนีออกจากร่าง พลันรีบช่วยกันเขย่าปลาน่าเกลียดให้ร่วงออกจากแห จากนั้นก็พากันเก็บเครื่องไม้เครื่องมือแล้วรีบเร่งฝีเท้าจากไปอย่างไม่รอช้า เจอเรื่องซวยขนาดนี้ต้องยิ่งปิดปากให้สนิท เกิดหลุดปากพูดออกมา ต่อไปปลาเลนหนีชิวมาเคาะประตูตอนดึกก็ไม่มีใครมาช่วยแล้ว

 

บนฝั่งเหลือหนึ่งบุรุษชุดขาวกับหนึ่งปลาเลนสีดำ นัยน์ตากลมโตเท่าเม็ดงาของเจ้าปลามองดูเขาอย่างสับสนปนหวาดระแวง ชายหนุ่มนั่งยองๆ เอาต้นหญ้ามาเขี่ยคล้ายรังเกียจ

“น่าขยะแขยงขนาดนี้จะกลับไปในน้ำยังไงล่ะ ข้าเตะเจ้าลงน้ำให้แล้วกัน”

อี๋ปอคิดจะปฏิเสธก็ไม่ทันเสียแล้ว อยากจะกุมหัวแต่ไม่มีมือ ถูกเตะเบาๆ ก็กลิ้งไม่เป็นท่าไปหลายตลบ เปื้อนโคลนเลนไปทั้งตัว อันที่จริงกลับลงน้ำเป็นเรื่องรอง เรื่องสำคัญคือต้องเปลี่ยนร่างกลับคืนมาให้ได้! นางยินดีจะตายอย่างสวยสดงดงาม แต่ไม่ยินดีจะมีชีวิตอยู่อย่างอัปลักษณ์ขนาดนี้

ถูกเท้าจิ้มๆ เขี่ยๆ อยู่หลายครั้ง ในที่สุดก็เขี่ยเจ้าปลาสีดำลงน้ำจนได้ เพียงพริบตาเจ้าปลาสีดำก็ลอยตัวขึ้นผิวน้ำ ก้มหัวให้บุรุษชุดขาวไม่หยุด ขอร้องให้เขาคืนร่างเดิมให้นาง

เขากระโดดกลับขึ้นไปยืนบนแพไม้ไผ่ตามเดิม สีหน้าเรียบนิ่งเฉยชา “เจ้าเงือกนี่ช่างโง่เขลานัก! พูดจาให้เป็นคำยังลำบากยังกล้าเอ่ยปากขอร้องคนพวกนั้นอีก” พูดพลางปรายตามองแวบหนึ่ง “ไม่เพียงพูดไม่เป็น กระทั่งสายตาก็ยังไม่ดีอีกด้วย”

ไม่ว่าเขาจะค่อนแคะนางอย่างไร อี๋ปอก็รู้สึกว่าล้วนเป็นเรื่องเล็กน้อยทั้งนั้น ขอเพียงคืนร่างเดิมให้นางได้ เขาอยากพูดอะไรล้วนตามแต่เขาจะยินดี นางพร้อมรับฟังและจะไม่ขัดแม้สักครึ่งคำ

“ทำหน้าอมทุกข์ทำไม คอตกแบบนี้ทำผิดแล้วหรือไง ยืดอกขึ้นมาซะ! แล้วมองไปข้างหน้า”

ปลาเลนสีดำอ้าปากพะงาบๆ เกิดเป็นฟองอากาศอันเล็กหลายอัน ปลาเลนไม่มีอกจะให้ยืดยังไงเล่า! ถึงจะบ่นอย่างโมโหอยู่ในใจ แต่เจ้าปลาเลนก็พยายามยกร่างครึ่งบนพ้นน้ำ เผยพุงกลมป่องให้เขาเห็น อายนั้นก็อายไม่น้อยเลย แต่ตอนนี้ไม่ว่างจะสนใจแล้ว

บุรุษบนแพหัวเราะอย่างทั้งขำและจนปัญญา “หลายปีไม่พบเจอ ยังคงไร้ความก้าวหน้า”

ดวงตากลมโตของเจ้าปลาเลนสีดำมองบุรุษบนแพอย่างประหลาดใจ เขาพูดราวกับรู้จักกันมาก่อน แต่นางคิดทบทวนอย่างละเอียดแล้วก็ไม่มีใบหน้านี้ในความทรงจำ นางอยากจะหัวเราะขำเขา คิดว่าอีกฝ่ายคงจำผิด แต่ใบหน้ากลับตึงจนไม่อาจขยับได้ พอจะอ้าปากหัวเราะ นอกจากฟองอากาศที่ถูกพ่นออกมามากขึ้นก็ไม่อาจทำอย่างอื่นได้แล้ว

คนบนแพมองความพยายามของเจ้าปลาเลนตัวน้อยด้วยความสังเวชใจ เขาดีดนิ้วครั้งหนึ่ง พลันอี๋ปอก็เห็นครีบสั้นๆ กลายเป็นมือเรียวเล็ก ครีบหางสีสวยสะบัดพลิ้วอยู่ในน้ำ ในที่สุดก็ได้คืนสู่ร่างเดิมแล้ว! เงือกสาวให้ดีใจนัก นางกระโจนขึ้นจากน้ำสูงถึงสองจั้งแล้วทิ้งตัวโค้งสวยงามกลับลงน้ำ ทำให้น้ำกระเซ็นใส่บุรุษบนแพทั้งตัว

คุณชายงามสง่าเมื่อครู่กลายเป็นเปียกชุ่มตั้งแต่หัวจรดเท้าในพริบตา เขาโวยเสียงดังอย่างไม่พอใจ “เจ้านี่ช่างแล้งน้ำใจนัก กล้าล้างแค้นข้าเช่นนี้เลยหรือ!”

 

[1] 相柳 สัตว์ร้ายบรรพกาลในตำนาน ร่างเป็นงูเก้าเศียร กินมนุษย์นับไม่ถ้วน อยู่ที่ใดที่นั่นล้วนกลายเป็นแดนวารี น้ำที่พ่นออกจากปากรุนแรงยิ่งกว่ายามเกิดอุทกภัย ทว่าเป็นน้ำที่ไม่อาจดื่มกิน โลหิตยามตกต้องผืนดินจะทำให้ไร้พืชพันธุ์งอกงาม