ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

มณีสวรรค์ผันชะตา

ผู้แต่ง Tang Jia San Shao (唐家三少)
ผู้แปล Hongsamut
ประเภท
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
ผู้ที่รู้จักเขาจริงๆ ย่อมทราบว่า เบื้องหลังรอยยิ้มที่ดูใสซื่อของโจวเหว่ยชิงนั้น... คือตัวโกงน้อยจอมก่อเรื่องชัดๆ!

บทนำ

Author: 唐家三少

Chinese edition copyright by QIDIAN 

Thai edition copyright by Hongsamut.com

ลิขสิทธิ์ถูกต้องภายใต้บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

-------

ในโลกที่ความแข็งแกร่งคือทุกสิ่งทุกอย่าง ผู้ที่มีพละกำลังเหยียบย่ำผู้อ่อนแอ เด็กผู้ชายผู้หนึ่งเกิดมาเพื่อหวังจะก้าวขึ้นเป็นจ้าวมณีสวรรค์ระดับเทพเจ้า

 

ในอาณาจักรเล็กๆ ที่ยังต้องดิ้นรนในสงครามรายล้อม ตัวเขาในฐานะที่เกิดในตระกูลแม่ทัพจึงจำเป็นต้องมุ่งมั่นทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ทว่าสวรรค์กลับไม่เป็นใจ เด็กชายเกิดมาพร้อมลมปราณอุดตัน ฝึกวิชาใดๆ ก็ไร้ผล ท้ายที่สุดก็กลายเป็นเศษสวะไร้ค่าในสายตาผู้อื่น

 

ทำลายความภาคภูมิใจของบิดา…กลายเป็นความอัปยศอดสูของคู่หมั้น…หากแต่ว่าเขากลับใช้ชีวิตอย่างปกติสุข เที่ยวเล่นจับปลาไปวันๆ…โดยไร้ความละอาย!

 

ทว่า…เมื่อพลาดพลั้งถูกสังหารและทิ้งไว้ให้ตาย ในที่สุดสวรรค์ก็เมตตา มณีปีศาจถูกดึงดูดด้วยแรงดิ้นรนอยากมีชีวิตรอดของเขาจนแปรเปลี่ยนเป็นพลังที่ทำให้เด็กหนุ่มกลายเป็นจ้าวมณีสวรรค์ที่หายากที่สุด! สิ่งนั้นปลุกศักยภาพในตัวของเขาขึ้นมา...แท้จริงแล้วเด็กหนุ่มผู้นี้ไม่ได้ไร้ค่า…แต่นั่นจะเป็นของขวัญจากสวรรค์ที่มาเปลี่ยนโชคชะตาของเขาได้จริงหรือ?

 

ร่วมผจญภัยไปกับโจวเหว่ยชิง ตัวเอกผู้ไร้ยางอายที่ใช้เล่ห์เหลี่ยมทุกอย่างในการเอาตัวรอดเพื่อมุ่งไปสู่จุดสูงสุดของโลกการฝึกปราณ สร้างยอดกองทัพ ปกป้องคนที่เขารักและขยายอาณาจักรเล็กๆ ให้ยิ่งใหญ่เกรียงไกร!

 

นี่คือโลกใบที่ไม่คุ้นเคย พบกับระบบพลังใหม่ สุดยอดศาสตราวุธ และตัวเอกที่ไม่เหมือนใคร มาร่วมหัวเราะและร้องไห้ไปกับผลงานชิ้นใหม่ของ Tang Jia San Shao ผู้เขียน ตำนานจอมยุทธ์ภูตถังซาน

สารบัญ

1.บทที่ 1 พี่สาว ข้าเกรงว่านี่จะเป็นเรื่องเข้าใจผิด! (1)

ณ ถนนหลัก เมืองหลวงแห่งอาณาจักรเกาทัณฑ์สวรรค์

 

อาณาจักรเกาทัณฑ์สวรรค์เป็นอาณาจักรเล็กๆตั้งอยู่ฟากตะวันตกของดินแดนไร้ขอบเขต อาณาจักรนี้ไม่ได้เชื่อมต่อกับอาณาจักรใหญ่อื่นๆ หากแต่สภาพอากาศ รวมทั้งสภาพแวดล้อมล้วนเหมาะสมเป็นอย่างยิ่งสำหรับมนุษย์ที่จะอยู่อาศัย

 

วันนี้เป็นวันที่อากาศสดใส ท้องฟ้ากว้างใหญ่นี้มองดูราวกับผลึกแก้วสีฟ้าขนาดมหึมาไร้จุดด่างพร้อย ปัญหาเพียงอย่างเดียวคือท้องฟ้าที่ไร้เมฆหมอกแบบนี้มักจะทำให้แสงแดดที่ส่องลงมาแผดจ้าจนตาเกือบบอดได้น่ะสิ!

 

โชคยังดีที่ถนนเส้นนี้มีต้นมะเดื่ออายุกว่าร้อยปีปลูกเรียงรายไปตามทาง แผ่กิ่งก้านใหญ่โตของพวกมันให้ความร่มเย็นแก่ผู้เดินทางสัญจรไปมา  นั่นทำให้ถนนเส้นนี้เป็นถนนหลักที่ทุกคนในเมืองรู้จักกันเป็นอย่างดี เนื่องจากมันทอดยาวเกือบร้อยลี้ไกลเข้าไปยังผืนป่า

 

อาณาจักรเกาทัณฑ์สวรรค์มีภูมิประเทศที่เป็นเอกลักษณ์ไม่เป็นสองรองใคร สาเหตุก็เพราะเมืองนี้ล้อมรอบไปด้วยป่าขนาดใหญ่มหึมา และเมืองหลวงเกาทัณฑ์สวรรค์แห่งนี้ตั้งอยู่ ณ ใจกลางราวกับเพชรที่ส่องสว่างท่ามกลางความมืดมิดของพงไพร แม้ว่านครแห่งนี้อาจไม่ได้มีความแข็งแกร่งมากนัก แต่เมืองหลวงของอาณาจักรนั้นมีชื่อเสียงเลื่องลือเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง เนื่องจากว่ามันถูกรายล้อมไปด้วยป่าที่มีชื่อว่าป่าดารา สถานที่เพียงแห่งเดียวที่เหล่าต้นดาราสามารถเติบโตให้ดอกผลได้ และแกนของต้นดารานั้นยังสามารถนำไปใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับสร้างคันธนูระดับสูงได้ ด้วยทรัพยากรอันมีค่านี้เอง ทุกคนจึงสามารถจินตนาการได้ว่าเมืองนี้จะมั่งคั่งถึงเพียงใด

 

ในขณะนั้นเอง เด็กหนุ่มที่ดูอายุราว 15-16 ก็ปีกำลังเดินไปตามถนนเส้นนี้พร้อมพึมพำไปมากับตัวเอง

 

“การเป็นหนุ่มเจ้าสำราญนั้นช่วยขัดเกลาอารมณ์ การมีเล็กมีน้อยคือการฝึกจิตใจให้เข้มแข็ง การไล่เกี้ยวหญิงงามช่วยชะลอวัย ส่วนการเล่นหูเล่นตานั้นเยียวยาบำบัดโรค การตกหลุมรักบ่งบอกว่าดวงใจเจ้ายังคงเยาว์วัย และไข้ใจนั้นเป็นยารักษาโรคนอนไม่หลับ!

 

มีคำกล่าวที่ว่า วีรบุรุษยากจะผ่านด่านสาวงามไปได้ [1] แต่ว่าวีรบุรุษคนใดจะไม่เป็นเช่นนี้ล่ะ? พวกเขาควรทิ้งสาวงามให้พวกตัวประกอบลิ่วล้อไร้ประโยชน์ทั้งหลายหรือ? แล้วพวกสาวงามล่ะ? พวกนางก็ต้องชมชอบเหล่าวีรบุรุษมากกว่าอยู่แล้วมิใช่หรือ?

 

หรือบางคนอาจจะกล่าวว่า กระต่ายไม่กินหญ้าใกล้รังตน [2] แต่เหตุใดพวกกระต่ายต้องทำเช่นนั้นด้วยล่ะ? พวกมันควรปล่อยให้กระต่ายตัวอื่นมากินแทนงั้นหรือ? แม้แต่หญ้าเองยังไม่คิดเช่นนั้นเลย  เพราะยังไงเสียการถูกกินก็คือการถูกกินนั่นแหละ ดังนั้นใครกินหญ้าจะแตกต่างกันที่ตรงไหน? เหตุใดถึงไม่ให้ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกว่ากินเสียล่ะ!

 

ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีคนบางพวกกล่าวว่า มีเงินก็ใช้ผีโม่แป้งได้ [3] อย่างไรก็ตาม ผีเองก็คิดว่ามันเป็นสัจธรรมของโลก ท้ายที่สุดแล้วการออกแรงโม่แป้งไม่ควรจะได้สิ่งใดตอบแทนอย่างคุ้มค่าหรอกหรือ? แม้แต่เงินเองก็ยังคิดต่างไปเช่นกัน หากถูกมอบให้ผีอาจจะไม่ทำร้ายผีด้วยกันด้วยซ้ำ แต่ถ้าหากมันถูกมอบให้กับมนุษย์ สถานการณ์อาจจะเปลี่ยนไปก็ได้! ฮ่าๆๆๆ”

 

เด็กหนุ่มมีร่างกายสูงสง่า ไหล่กว้าง มองดูสุขภาพดี  เขามีนัยน์ตาสีนิลและผมสีดำขลับนุ่มลื่น สวมเสื้อแขนยาวที่พับขึ้นมาเหนือศอก เผยให้เห็นท่อนแขนแข็งแรง เขามีผิวแทนสีทองแดง ทุกองคาพยพประกอบกันทำให้เขาดูราวกับมีจิตวิญญาณของยอดนักรบผู้กล้าหาญ

 

เด็กหนุ่มอาจจะไม่ได้เป็นยอดชายที่มีใบหน้างดงาม แต่ก็นับว่าเป็นคนน่ามองผู้หนึ่ง หากมองเพียงรูปลักษณ์ภายนอก สามารถใช้คำว่าเรียบง่ายและเปิดเผยมาอธิบายได้ อย่างไรก็ตาม คำพูดที่โพล่งออกมาจากปากของเด็กหนุ่มนั้นช่างตรงกันข้ามกับคำอธิบายเหล่านั้นเหลือเกิน และแน่นอนว่าเขามักจะเปิดเผยธาตุแท้ออกมาต่อเมื่ออยู่เพียงคนเดียวเท่านั้น

 

 “เฮ้อ…การฝึกปราณสวรรค์ไม่ได้ช่างน่าเศร้านัก ทุกวันนี้ รูปลักษณ์หล่อเหลานั้นไม่มีประโยชน์อันใด มีเพียงการมีปราณสวรรค์และครอบครองมณีสวรรค์เท่านั้นที่สามารถทำให้ขึ้นเป็นราชันได้ อา…สวรรค์! ทวยเทพ! ทำไมต้องเล่นตลกกับชีวิตของข้าเช่นนี้ ไฉนถึงปล่อยให้ข้า โจวเหว่ยชิง เกิดมาพร้อมกับเส้นลมปราณอุดตันแต่กลับมีใบหน้าหล่อเหลาถึงเพียงนี้? การไม่ยอมให้ข้าได้เป็นจ้าวมณีสวรรค์นั้นเป็นเรื่องที่โง่เขลาและเสียของที่สุด เฮ้อ!” แน่นอนว่าใบหน้าหล่อเหลาที่เขากล่าวถึงนั้นเป็นแค่ความเชื่อส่วนตัวของโจวเหว่ยชิง เขากล่าวพลางชูนิ้วกลางขึ้นไปบนฟ้า

 

แน่นอน โจวเหว่ยชิงไม่ได้เป็นคนประเภทที่โทษเพียงแต่ชะตาฟ้าลิขิต  หลังจากที่ชูนิ้วกลางให้สวรรค์แล้วเขาก็กล่าวปลอบใจตนเอง “เอาเถอะ การที่ไม่มีปราณสวรรค์นั้นก็มีข้อดี แค่นี้ตาแก่นั่นก็เข้มงวดกับข้ามากพออยู่แล้ว หากพลังปราณสวรรค์ของข้าตื่นขึ้นมาได้จริงๆ บางทีชีวิตข้าอาจจะแย่กว่านี้เป็นร้อยพันเท่าก็ได้? อย่างน้อยตอนนี้ตาแก่นั่นก็ถอดใจกับข้าแล้ว และการใช้ชีวิตเสเพลแบบบุตรชายขุนนางผู้ร่ำรวยไปวันๆเช่นนี้ก็ไม่เลวทีเดียว! เอาล่ะ ข้าไปอาบน้ำดีกว่า!” ขณะที่พูดเช่นนั้น ใบหน้าของเด็กหนุ่มก็เต็มไปด้วยรอยยิ้มร่าเริง แน่นอนว่า ผู้ที่รู้จักเขาจริงๆย่อมทราบว่าเบื้องหลังรอยยิ้มที่ดูใสซื่อของโจวเหว่ยชิงนี้คือตัวโกงน้อยจอมก่อเรื่องชัดๆ!

 

แม้ว่าโจวเหว่ยชิงจะไม่สามารถฝึกปราณสวรรค์ได้ แต่ร่างกายของเขาก็ยังคงหนุ่มแน่นและแข็งแรง เขามีอายุได้เพียง 13 ปี แต่กลับมีรูปร่างราวกับเด็กหนุ่มวัย 15-16 ดังนั้นอย่างน้อยในส่วนนี้เขาก็ยังดำเนินรอยตามบิดาของตนอยู่บ้าง

 

หลังจากเดินไปบนถนนหลักมุ่งสู่ป่าดารามาไกลกว่า 5 ลี้ โจวเหว่ยชิงก็เลี้ยวลัดเลาะเข้าไปในป่า เขาเติบโตมาพร้อมกับป่าที่นี่ตั้งแต่อายุได้เพียง 8 ขวบ ซึ่งเวลานั้นเด็กหนุ่มได้เข้าทดสอบพลังปราณสวรรค์และพบว่าเส้นลมปราณของเขาอุดตันทำให้ไม่สามารถฝึกปราณสวรรค์ได้ ด้วยเหตุนี้เอง หลังจากนั้นบิดาของโจวเหว่ยชิงจึงไม่ได้บังคับเขาให้ฝึกต่ออีก โจวเหว่ยชิงชอบเข้ามาวิ่งเล่นในป่าเพียงคนเดียวเนื่องจากป่าดาราแห่งนี้ไม่มีอสูรสวรรค์และมันเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดในทวีป

 

หลังจากนั้นเขาก็เดินเข้าสู่ป่าดารา ที่ซึ่งโจวเหว่ยชิงรู้จักทุกซอกทุกมุม จนสามารถปิดตาเดินไปไหนมาไหนได้คล่องแคล่วราวกับพลิกฝ่ามือ เมื่อเดินมาร่วม 1 ชั่วโมง ในที่สุดเด็กหนุ่มก็ได้ยินเสียงน้ำตก ทำให้รู้ว่าเขาใกล้จะถึงจุดหมายของตนแล้ว ครั้นเมื่อนึกภาพน้ำตกที่เย็นสดชื่นและใสสะอาด โจวเหว่ยชิงก็ค่อยๆเร่งฝีเท้า เนื่องจากวันนี้เป็นวันที่อากาศร้อนจัด เขาจึงอยากจะแช่น้ำเย็นผ่อนคลายอารมณ์ที่น้ำตกแห่งนี้เร็วๆ

 

ไม่ไกลจากทางเดินในป่าดารามีทะเลสาบอยู่ และน้ำพุที่ผุดขึ้นมาในทะเลสาบก็มีต้นกำเนิดมาจากน้ำเยือกแข็งใต้ดิน ทะเลสาบแห่งนี้มีความกว้างเพียง 100 เมตรและล้อมรอบด้วยเหล่าต้นไม้ใหญ่ ดังนั้นจึงไม่ค่อยมีใครรู้เกี่ยวกับทะเลสาบแห่งนี้มากนัก แต่โชคดีที่ในอดีตโจวเหว่ยชิงได้ค้นพบที่นี่เข้าโดยบังเอิญ เขาชอบน้ำอยู่แล้วโดยธรรมชาติ และเพราะไม่มีเพื่อน เด็กหนุ่มจึงชอบมาเล่นน้ำและนอนแกร่วอยู่ริมทะเลสาบแห่งนี้เป็นประจำ

 หลังจากแหวกผ่านเหล่าต้นไม้ใหญ่เข้ามาก็พบกับทะเลสาบที่เย็นสดชื่นอยู่เบื้องหน้า โจวเหว่ยชิงไม่ได้รีบร้อนกระโจนลงน้ำ เริ่มแรกเขาถอดเสื้อคลุมออกกองไว้ที่ริมทะเลสาบ จากนั้นก็ยื่นหน้าไปดูเงาสะท้อนเหนือผิวน้ำก่อนจะพึมพำกับตนเอง “แหม นี่ข้าหล่อเหล่าขึ้นอีกแล้วงั้นรึ!”

 

ขณะที่เขากำลังพิจารณาเมียงมองเงาสะท้อนใบหน้าด้วยความหลงตัวเองอยู่นั้น เสียงน้ำสาดกระจายพลันดังออกมาจากอีกฝั่งของทะเลสาบ ทำให้โจวเหว่ยชิงต้องรีบหันขวับไปมอง และภาพที่เห็นก็ทำให้เขาอดจะแตกตื่นไม่ได้

 

ในอีกฝั่งของทะเลสาบมีใครบางคนกำลังกระโดดลงน้ำ ทำให้กระแสน้ำกระเพื่อมไหวอย่างรุนแรง เมื่อแสงอาทิตย์สาดส่องกระทบผิวน้ำเหนือทะเลสาบ แสงสะท้อนเหล่านั้นก็ทำให้ทะเลสาบแห่งนี้ราวกับถูกย้อมไปด้วยแสงสีทอง ใจกลางระลอกคลื่นนั้นปรากฏเส้นผมสีชมพูโดดเด่นกลุ่มหนึ่งที่ดึงดูดความสนใจของโจวเหว่ยชิงไปจนหมดสิ้น

 

น้ำในทะเลสาบแห่งนี้ค่อนข้างตื้น มีความลึกเพียงแค่ 1 เมตรเท่านั้น เด็กสาวคนที่กระโดดลงไปเล่นน้ำในทะเลสาบกำลังหันหลังให้โจวเหว่ยชิง และน้ำก็สูงแค่เพียงสะโพกเท่านั้น ทำให้สายน้ำช่วยปกปิดเรือนร่างได้เพียงแค่บั้นท้าย โจวเหว่ยชิงยืนนิ่งงันจ้องมองเอวขอดและรูปร่างอันเย้ายวนใจของหญิงสาวจากด้านหลัง

 

“นี่มัน…นี่มัน…”

 

เสียง ปุ เบาๆดังขึ้นมา ก่อนเลือดกำเดาสองสายจะไหลออกมาจากจมูกของโจวเหว่ยชิง แม้จะเคยจินตนาการเรื่องทำนองนี้เอาไว้บ้าง แต่เขาก็ยังคงเป็นเพียงเด็กหนุ่มบริสุทธิ์อายุเพียง 13 ปีเท่านั้น การได้มาเห็นร่างเปลือยเปล่าของผู้หญิงในระยะประชิดแบบนี้ทำให้โจวเหว่ยชิงตื่นเต้นจนเลือดกำเดาไหล

 

“ว้าวว นี่มันโคตรสุดยอดไปเลยนี่หว่า!” โจวเหว่ยชิงรีบยกมือบีบจมูกห้ามเลือดกำเดา แต่สายตาของเขาก็ยังคงจับจ้องไปที่เด็กสาวเบื้องหน้า ลืมไปหมดสิ้นว่าจะอาจจะถูกพบเห็นเข้า ในใจพลางร้องตะโกน หันมาสิ! หันมาสิเฟ้ย!

 

เด็กสาวผมชมพูหันหน้ามาราวกันได้ยินเสียงร้องเรียกในใจของโจวเหว่ยชิง เธอหันมาอย่างช้าๆ ด้วยท่าทีตื่นตระหนกในขณะที่ยกมือขึ้นมาปกปิดส่วนบนเอาไว้

 

------------------------------------------

[1] วีรบุรุษยากจะผ่านด่านสาวงามไปได้ หมายถึง วีรบุรุษที่เก่งกล้ามักจะหลงกลหญิงสาวที่งดงาม

 

[2] กระต่ายไม่กินหญ้าใกล้รังตน หมายถึง ไม่ควรทำชั่วใกล้อาณาเขตตน

 

[3] มีเงินก็ใช้ผีโม่แป้งได้ หมายถึง มีเงินก็สามารถทำได้ทุกอย่าง

2.บทที่ 1 พี่สาว ข้าเกรงว่านี่จะเป็นเรื่องเข้าใจผิด! (2)

โจวเหว่ยชิงเบิกตากว้างราวกับฝันของเขาพลันเป็นจริงขึ้นมา ชั่วขณะนั้น เสียงร้องของหญิงสาวอีกคนก็ร้องตะโกนออกมา “ฝ่าบาท ได้โปรดระวัง! มีคนอยู่แถวนี้เพคะ!”

 

ทันทีที่ได้ยินเสียงตะโกน หญิงสาวผมชมพูก็ตื่นตระหนกราวกับลูกนกตัวน้อย เธอก้มตัวผลุบลงไปในน้ำอย่างรวดเร็วจนเห็นเพียงแค่ศีรษะขณะมองไปรอบๆ อย่างแตกตื่น

 

ก่อนที่โจวเหว่ยชิงจะทันได้ขยับตัว เขาพลันรู้สึกว่ารอบลำตัวเขาสว่างวาบขึ้น จากนั้นโลกก็หมุน เสียง พลั่วะ ดังขึ้น ก่อนที่ตัวเขาจะลอยละลิ่วไปปะทะกับพื้น

 

“เกิดอะไรขึ้น?” แม้ว่าโจวเหว่ยชิงจะไม่สามารถใช้ปราณสวรรค์ได้ แต่เขาก็ถูกฝึกโดยบิดาที่เข้มงวดตั้งแต่ยังเด็ก ร่างกายของเขาจึงมีศักยภาพที่ดีเหนือผู้อื่นมาก ซึ่งแน่นอนว่าแข็งแกร่งและว่องไวกว่าคนทั่วไป

 

โจวเหว่ยชิงม้วนตัวแตะพื้นก่อนจะลุกยืนขึ้น

 

ในระยะ 3 เมตรข้างหน้ามีหญิงสาวอายุราว 20 ปียืนจ้องมองเขาอยู่ นางมีรูปร่างหน้าตาธรรมดาๆ สวมชุดเกราะหนังและถือดาบในมือ ข้างหลังยังสะพายคันธนูสวรรค์ที่ทำมาจากไม้ดารา

 

เมื่อกวาดมองพริบตาหนึ่ง โจวเหว่ยชิงก็จำสัญลักษณ์ดอกดาราที่ติดอยู่บนเกราะของหญิงสาวได้ทันที มันเป็นสัญลักษณ์เฉพาะของเหล่าองครักษ์พิทักษ์ราชวงศ์ นี่ หรือว่าผู้หญิงคนนี้เป็นราชองครักษ์งั้นหรือ?

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของโจวเหว่ยชิงอย่างแท้จริงคือมณียุทธ์ 3 ดวงที่ลอยอยู่เหนือข้อมือขวาของเธอต่างหาก!

 มณีทั้ง 3 ดวงนั้นประกอบด้วยหยกสามชนิด ด้วยสายตาอันเฉียบคมของโจวเหว่ยชิงร่วมกับรัศมีพลังที่แผ่ออกมา เขาเห็นได้ชัดว่ามณีนั้นประกอบด้วย หยกอำพัน 3 ส่วน หยกน้ำแข็ง 3 ส่วน และหยกหินมังกร 4 ส่วน

 

แม้ว่าโจวเหว่ยชิงจะไม่สามารถฝึกปราณได้ แต่เขาก็รู้ว่ามณียุทธ์ทั้งสามนั้นไม่ได้มีไว้แค่เป็นของประดับ แต่มันเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกความแข็งแกร่งของผู้ใช้ปราณสวรรค์

 

ในดินแดนไร้ขอบเขตนั้น ความแข็งแกร่งของแต่ละคนสามารถวัดได้ใน 3 ด้าน ประกอบด้วย ระดับพลังปราณสวรรค์ จำนวนมณียุทธ์และจำนวนมณีธาตุ หากว่าบุคคลหนึ่งโดดเด่นในด้านใดด้านหนึ่ง เขาก็จะถูกนับถือเป็นจ้าวมณีผู้แข็งแกร่ง

 

มนุษย์นั้นเชื่อว่าพวกเขาเป็นเผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกที่พระเจ้าได้สร้างขึ้น และร่างกายของมนุษย์นั้นก็ย่อมเป็นของขวัญจากพระเจ้า

 

มีหลากหลายวิธีที่จะฝึกฝนเพื่อให้ได้มาซึ่งความแข็งแกร่ง สิ่งพื้นฐานก็คือพลังปราณที่รู้จักกันในนาม “ปราณสวรรค์” พลังปราณสวรรค์นั้นแบ่งเป็น 4 ระดับใหญ่ๆ คือ ปราณสวรรค์ขั้นพื้นฐาน ขั้นทะลวงพิภพ ขั้นทะลุสวรรค์ และขั้นบรรลุวิถี นอกจากนั้น แต่ละขั้นนั้นยังแบ่งออกเป็น 12 ระดับย่อยๆอีกด้วย

 

ในตำนานกล่าวไว้ว่า หากฝึกฝนจนถึงขั้นบรรลุวิถี จะสามารถควบคุมได้แม้กระทั่งการสร้างและทำลายจักรวาล ทั้งยังมีอายุขัยยืนยาว ดังนั้น พลังปราณสวรรค์จึงเปรียบเหมือนพลังพื้นฐานที่ทำให้สามารถใช้มณีได้ ไม่ว่าจะเป็นมณียุทธ์หรือมณีธาตุก็ตาม และหากไร้ซึ่งพลังปราณสวรรค์ที่เหมาะสม จ้าวมณีก็จะไม่สามารถฝึกให้แข็งแกร่งได้ ไม่ว่ามณีที่ครอบครองนั้นจะทรงพลังเพียงใดก็ตาม

 

ในดินแดนไร้ขอบเขตแห่งนี้ ทุกคนจะมีมณีติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด แต่ไม่มีใครบอกได้ว่าเป็นมณียุทธ์หรือมณีธาตุ จะทราบได้ก็ต่อเมื่อฝึกฝนพลังปราณสวรรค์ขั้นพื้นฐานถึงระดับ 3 เท่านั้น จึงจะสามารถปลุกมณีประจำตัวให้ตื่นขึ้นมาได้

 

การฝึกพลังปราณสวรรค์นั้นยากลำบากเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในช่วงเริ่มต้น การฝึกฝนพลังปราณสวรรค์ขั้นพื้นฐานให้ถึงระดับ 3 จึงลำบากแสนสาหัสราวกับการเกิดใหม่ 3 ครั้งเลยทีเดียว ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีโอกาสน้อยกว่าหนึ่งในร้อยที่จะฝึกสำเร็จเสียด้วย

 

เมื่อคนผู้หนึ่งสำเร็จพลังปราณสวรรค์ขั้นพื้นฐานถึงระดับ 3 และปลุกมณีของตนได้แล้ว จะนับได้ว่าเป็นผู้แข็งแกร่งที่ผู้คนเรียกว่า “จ้าวมณี” ดังนั้น เมื่อโจวเหว่ยชิงมีเส้นชีพจรอุดตัน ทำให้เขาไม่สามารถเริ่มฝึกพลังปราณสวรรค์ได้ นั่นทำให้เด็กหนุ่มถูกกำหนดมาแล้วว่าไม่สามารถฝึกพลังปราณสวรรค์ไปจนถึงขั้น 3 และปลุกพลังมณีแต่กำเนิดของตนขึ้นมาได้ ดังนั้นเขาจึงเป็นได้เพียงแค่คนธรรมดาเท่านั้น

 

มณีพลังมี 2 รูปแบบ หลังจากถูกปลุกขึ้นมาโดยเจ้าของ มณีที่ปรากฏที่ข้อมือขวาเรียกว่ามณียุทธ์ ส่วนมณีที่ปรากฏที่ข้อมือซ้ายเรียกว่ามณีธาตุ มณีทั้งสองนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยปกติแล้ว คนที่ครอบครองมณียุทธ์นั้นมักจะเป็นเหล่าทหารกล้าที่มีพละกำลังแข็งแกร่ง มณียุทธ์นั้นนอกจากจะเพิ่มความแข็งแกร่งทางกายให้แก่ผู้ใช้แล้ว ยังสามารถเปลี่ยนเป็นเกราะหรืออาวุธได้อีกด้วย ในทางตรงกันข้าม มณีธาตุมักจะปรากฏอยู่ในบุคคลที่มีความฉลาดเฉลียว พวกเขาใช้มณีธาตุเพื่อควบคุมธาตุต่างๆที่เข้ากับตนเอง และยังสามารถผนึก ทักษะ ลงไปในมณีได้อีกด้วย

 

สำหรับจ้าวมณียุทธ์และจ้าวมณีธาตุนั้น สิ่งที่บ่งบอกความแข็งแกร่งของพวกเขาคือจำนวนมณีที่พวกเขาครอบครอง ซึ่งแต่ละคนสามารถมีมณีได้ทั้งหมดสูงสุด 9 ดวง

 

ผู้ที่ครอบครองมณี 1-3 ดวง จะถูกเรียกขานว่า จ้าวมณีระดับปฐม

ผู้ที่ครอบครองมณี 4-6 ดวง จะถูกเรียกขานว่า จ้าวมณีระดับปรมะ

ผู้ที่ครอบครองมณี 7-9 ดวง จะถูกเรียกขานว่า จ้าวมณีระดับเทวะ

 

ในแต่ละระดับขั้นก็ยังจำแนกออกเป็น ขั้นแรก ขั้นกลาง และขั้นสูงสุด

 

ดังนั้น ราชองครักษ์หญิงตรงหน้าเขานี้ก็คือจ้าวมณียุทธ์ที่ครอบครองมณีระดับปฐมขั้นสูงสุด

 

อย่างไรก็ตาม อย่าได้ริอาจดูถูกจ้าวมณีระดับปฐมขั้นสูงสุดอย่างองครักษ์สาวตรงหน้าเด็ดขาด เพราะในอาณาจักรเล็กๆอย่างเกาทัณฑ์สวรรค์นั้นมีจ้าวมณีน้อยกว่า 100 คน และราชองครักษ์หญิงผู้นี้น่าจะเป็น 1 ใน 50 คนที่แข็งแกร่งที่สุดในอาณาจักรแห่งนี้ เนื่องจากจ้าวมณีนั้นหาได้ยากยิ่ง จ้าวมณีที่ครอบครองมณียุทธ์ 3 ดวงได้จึงหมายความว่าได้ฝึกปราณสวรรค์ขั้นพื้นฐานไปถึงระดับ 10 แล้วเป็นอย่างน้อย หรือไม่ก็อาจจะทะลุไปสู่ปราณสวรรค์ขั้นทะลวงพิภพเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็เป็นได้ ด้วยพลังระดับนี้ องครักษ์หญิงผู้นี้สามารถต่อสู้กับทหารกล้านับ 100 คนได้อย่างสบายๆ

 

มณียุทธ์และมณีธาตุนั้นเกิดขึ้นมาจากมณีหลายชนิด สำหรับมณียุทธ์พวกมันคือหยกหลากหลายประเภท ซึ่งชนิดของหยกก็จะก็จะเสริมพลังทางกายภาพแตกต่างกันออกไป มีทั้งหมด 6 แบบ หยกน้ำแข็งนั้นเสริมความแข็งแกร่ง หยกอำพันเสริมความยืดหยุ่น หยกเหลืองเสริมพละกำลัง หยกหินมังกรเสริมความว่องไว หยกแดงเสริมความคล่องแคล่วในการตอบสนอง และหยกดำเสริมความอึดให้แก่ร่างกาย

 

สำหรับมณียุทธ์นั้นสามารถมีส่วนผสมของหยกได้หลากหลายชนิด ยกตัวอย่างเช่น มณีของราชองครักษ์หญิงคนนั้นประกอบด้วยหยกอำพัน 30% หยกน้ำแข็ง 30% และหยกหินมังกร 40% หากเปรียบมณียุทธ์เป็น 100 ส่วน องครักษ์หญิงจะมีความยืดหยุ่น 30 ส่วน ความแข็งแกร่ง 30 ส่วน และความเร็ว 40 ส่วน นั่นช่างเป็นส่วนผสมที่ลงตัวอะไรเช่นนี้!

 

โจวเหว่ยชิงรู้สึกได้ถึงความโกรธเกรี้ยวจากนัยน์ตาอาฆาตของหญิงสาว เขารู้สึกว่าแผ่นหลังเปียกชื้นไปด้วยเหงื่อ จึงรีบลนลานแก้ตัว “พี่สาว ข้าเกรงว่านี่จะเป็นเรื่องเข้าใจผิด!”

 

“เข้าใจผิดงั้นรึ?” ราชองครักษ์หญิงสะบัดมือพร้อมกับชักดาบออกมา แม้ว่าหญิงสาวจะไม่ได้ใช้พลังจากมณียุทธ์ทั้ง 3 ของตนเอง ทว่าดาบนั้นกลับเปล่งแสงเรืองรองไปด้วยปราณสวรรค์ เมื่อมองดูจึงรู้ว่าพลังปราณของราชองครักษ์หญิงผู้นั้นยังไม่สามารถปลดปล่อยออกมาจากดาบได้โดยตรง ดังนั้นโจวเหว่ยชิงจึงสันนิษฐานว่าปราณสวรรค์ของอีกฝ่ายน่าจะยังอยู่ในขั้นพื้นฐาน เนื่องจากคนที่มีพลังปราณสวรรค์ขั้นทะลวงพิภพจะสามารถปล่อยพลังออกมาจากอาวุธที่ถือได้นั่นเอง อย่างไรก็ตาม แน่นอนว่าหญิงสาวย่อมไม่จำเป็นจะต้องใช้มณีทั้งสามเมื่อเผชิญหน้ากับบุคคลธรรมดาที่ไร้ทั้งพลังและอาวุธอย่างโจวเหว่ยชิง

 

พริบตานั้นเอง ปลายดาบก็จ่อพาดเข้าที่ลำคอของโจวเหว่ยชิงเสียแล้ว ขยับเพียงเล็กน้อยก็สามารถปลิดชีวิตของเขาได้ทันที

 

“ท่านพี่สาวจ้าวมณียุทธ์ นี่มันเรื่องเข้าใจผิด! ยิ่งไปกว่านั้น ข้าไม่ได้เห็นอะไรแม้แต่นิด! ปะ ปล่อยข้าไปเถิด!!” โจวเหว่ยชิงมองไปยังองครักษ์สาวด้วยสายตาอ้อนวอน กอปรกับหน้าตาใสซื่อของเขา ทำให้แลดูน่าสงสารเป็นอย่างมาก

 

3.บทที่ 1 พี่สาว ข้าเกรงว่านี่จะเป็นเรื่องเข้าใจผิด! (3)

 ท่าทางนั้นทำให้องครักษ์หญิงหลงเชื่อและเจือจางความโกรธลง หญิงสาวพูดด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น “ชีวิตของเจ้าไม่ได้ขึ้นอยู่กับข้า มันขึ้นอยู่กับองค์หญิงว่าจะตัดสินโทษของเจ้าอย่างไร”

 

“องค์หญิง? สวรรค์! ท่านกำลังพูดหญิงองค์หญิงตี้ฝูหยางั้นหรือ!?” โจวเหว่ยชิงกล่าวอย่างตกใจ

 

“เจ้ารู้จักข้า?” น้ำเสียงเย็นชาแฝงด้วยความยโสดังขึ้นมาจากด้านหลังขององครักษ์หญิง

 

ชั่วพริบตาพื้นที่ข้างองครักษ์หญิงก็มีหญิงสาวคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้น ผมเปียกๆ สีชมพูลู่ไปกับไหล่บอบบาง รูปร่างที่ยั่วยวนสายตานั้นปกคลุมด้วยชุดสีชมพู ใบหน้างดงามของหญิงสาวเผยออกมาให้เห็นพร้อมกับนัยน์ตาสีฟ้าน้ำทะเลลึก หน้าอกสะท้อนขึ้นลงด้วยอารมณ์โกรธเกรี้ยว

 

ทันทีที่สบตากับฝ่ายตรงข้าม ทั้งคู่ก็โพล่งออกมาพร้อมกัน  “เป็นเจ้า?”

 

โจวเหว่ยชิงหน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย คิดกับตัวเองว่า ซวยแล้วไง! ดังนั้นเขาจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงติดประหม่า “คารวะองค์หญิงตี้ฝูหยา คิดไม่ถึงว่าจะได้มาเจอท่านในสถานที่เช่นนี้” เพื่อที่จะได้หลบหนีออกจากสถานการณ์ตรงหน้า โจวเหว่ยชิงจึงพยายามทำสีหน้าอ่อนน้อมจริงใจ

 

โชคร้ายที่องค์หญิงนั้นไม่ใช่บุคคลที่จะล้อเล่นด้วยง่ายๆ หลังจากเก็บสีหน้าประหลาดใจไว้ได้แล้ว ใบหน้าของเธอก็เปลี่ยนเป็นโกรธขึ้งก่อนจะกำหมัดแน่น “แกนั่นเอง ไอ้เศษสวะ! กล้าดียังไงถึงตามมาแอบดูข้าอาบน้ำ! หนี่ย่า กำจัด     มันซะ!”

 

องครักษ์หญิงก้าวออกมารับคำสั่งจากผู้เป็นนายอย่างไม่ลังเล แม้จะเชื่อว่านี่เป็นเรื่องเข้าใจผิด เนื่องจากเป็นไปไม่ได้ที่คนธรรมดาอย่างเจ้าหนุ่มคนนี้จะแอบตามมาโดยที่เธอไม่ทันรู้ตัว แต่อย่างไรก็ตาม เจ้าเด็กนี่ก็ได้เห็นเรือนร่างขององค์หญิงไปเสียแล้ว ดังนั้นโทษของมันจึงมีแค่ความตายเท่านั้น

 

“ช้าก่อน!” โจวเหว่ยชิงไม่ได้พบเจ้าหญิงบ่อยนัก และยิ่งไปกว่านั้นคือเขาไม่เคยคุยกับอีกฝ่ายแม้แต่ประโยคเดียว ถึงแม้ว่าจะเคยได้ยินชื่อเสียงเกี่ยวกับความหยิ่งยโสขององค์หญิงมาบ้าง แต่เขาก็ไม่คาดคิดว่าเธอจะกล้าออกคำสั่งให้ฆ่าเขาเช่นนี้ หากเขาไม่กล่าวอะไรออกไปสักหน่อยคงต้องตายของจริงแน่

 

ขณะที่ดาบของหนี่ย่ากำลังจะขยับนั้นเอง โจวเหว่ยชิงพลันรีบร้อนกล่าวออกมา “ช้าก่อน! ข้าเป็นคู่หมั้นของ   นาง!”

 

หนี่ย่าหยุดดาบของตนเองไว้ด้วยความฉงนและมองไปยังองค์หญิงตี้ฝูหยา ใบหน้าขององค์หญิงครึ้มลงอย่างเห็นได้ชัด

 

“ใครบอกว่าข้ามีคู่หมั้นเศษสวะเช่นเจ้า! ยิ่งไปกว่านั้นเจ้ายังน่าสมเพชและน่ารังเกียจสิ้นดี กล้าดียังไงถึงมาแอบดูข้าอาบน้ำ… หนี่ย่า รีบกำจัดมันเดี๋ยวนี้ ข้าจะรับผิดชอบเอง!” ตี้ฝูหยาคำรามอย่างเดือดดาลราวกับราชสีห์ตัวเมีย

 

ตี้ฝูหยามีเหตุผลที่ทำให้โมโหเกี่ยวกับเรื่องบ้าๆ นี่โดยเฉพาะ เนื่องจากเมื่อวานหญิงสาวเพิ่งรบเร้าขอเสด็จพ่อให้ยกเลิกการหมั้นหมายนี่ไปซะ แต่วันนี้ดันมาเจอโจวเหว่ยชิงแอบดอดตามมาถึงที่นี่ หากให้ลองสัญนิษฐาน โจวเหว่ยชิงคงได้ยินเรื่องที่ตนขอถอนหมั้นและหาเรื่องตามมาถึงที่นี่เพื่อก่อเรื่องน่ารังเกียจเช่นนี้ ยิ่งไปกว่านั้น ตี้ฝูหยาก็มักจะดูถูกคนที่ไม่มีพลังปราณสวรรค์อยู่แล้ว นั่นทำให้หญิงสาวรังเกียจโจวเหว่ยชิงยิ่งกว่าเดิม

 

หนี่ย่ามองไปที่เจ้าหญิงอีกครั้ง จากนั้นก็มองกลับไปที่โจวเหว่ยชิงและกล่าวอย่างลังเล “ท่านเป็นบุตรของท่านแม่ทัพใหญ่โจวอย่างนั้นรึ?”

 

โจวเหว่ยชิงเผยใบหน้าอับจนหนทาง ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ยตนเอง “ใช่! ข้าคือโจวเหว่ยชิง! เป็นบุตรสุนัขในสำนวน “บิดาพยัคฆ์ไม่มีบุตรสุนัข[4] ” แล้วก็ยังเป็นคู่หมั้นขององค์หญิงอีกด้วย ข้าไม่ได้ตั้งใจจะมาแอบดูนางเสียหน่อย ปกติข้ามาอาบน้ำที่นี่เป็นประจำอยู่แล้ว นี่มันเป็นเรื่องบังเอิญเท่านั้นจริงๆนะขอรับ!”       

 

องครักษ์หญิงละสายตาไปมองยังองค์หญิง “ฝ่าบาท กระหม่อมเกรงว่านี่อาจเป็นเรื่องเข้าใจผิด…ท่านโจวน้อยไม่ได้ตั้งใจจะมาแอบดูท่าน นอกจากนั้นเขายังเป็น...”

 

“หุบปาก!” คิ้วของตี้ฝูหยาขมวดขึ้นด้วยความโกรธ หญิงสาวก้าวไปหนึ่งก้าวก่อนจะผลักหนี่ย่าออกไปให้พ้นทางและเดินตรงไปยังโจวเหว่ยชิง “ข้าไม่มีคู่หมั้นเช่นเจ้า ข้า ตี้ฝูหยา ตั้งเป้าหมายว่าจะเป็นจ้าวมณีธาตุระดับเทวะเพื่อที่จะก้าวไปอยู่ท่ามกลางเหล่าผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก! สามีของข้าจะต้องเป็นวีรบุรุษเหนือผู้คนทั้งปวง เจ้าเศษสวะไร้ยางอายเช่นเจ้าจะคู่ควรอะไรกับข้าได้?”

 

ใบหน้าอันแสนนอบน้อมของโจวเหว่ยชิงที่แสร้งทำเพื่อความอยู่รอดนั้นกระตุกขึ้น ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นสีหน้าโมโห แม้แต่คนมีเมตตาอารีโดยกำเนิดยังมีเส้นแบ่งที่ห้ามล้ำ ดังนั้นดวงตาที่เกรี้ยวกราดของเขาจึงมองไปยังตี้ฝูหยา “ถ้าข้าแอบดูเจ้าแล้วจะทำไม? ตามกฎหมายอาณาจักรแล้ว เจ้าเป็นคู่หมั้นของข้า แม้ข้าจะจับตัวเจ้าไปปู้ยี่ปู้ยำ องค์จักรพรรดิก็ยังไม่อาจลงโทษข้าได้! หึ! และหากข้าทำเรื่องน่ารังเกียจและไร้ยางอายกับคู่หมั้นของข้า กฎหมายข้อไหนจะคุ้มครองเจ้ากันล่ะ? และเจ้า เจ้าก็ยังต้องแต่งงานกับคนเศษสวะไร้ยางอายเช่นข้าอยู่ดี! ตัวเจ้ามีอะไรน่าภูมิใจกันหนักหนา? ก็แค่เกิดมาเป็นราชนิกูลและโชคดีที่ฝึกพลังปราณได้ หากข้าไม่เกิดมาพร้อมกับเส้นลมปราณอุดตัน ตอนนี้เจ้าก็อาจจะต้องคุกเข่าอ้อนวอนข้าให้มาดูเจ้าอาบน้ำ หรือไม่ก็วิ่งแจ้นมาหาข้าถึงที่เองด้วยซ้ำ ผู้หญิงไร้สมองที่มีตาที่สามงอกบนหน้าผาก[5] คอยเหยียดหยามผู้อื่นเช่นเจ้านั้นคิดจริงๆ หรือว่าข้าอยากจะแต่งด้วย?” หลังจากตะโกนออกไปด้วยความโกรธ โจวเหว่ยชิงก็หันหลังเดินจากไปทันที แม้ว่าปกติเขาจะมีนิสัยค่อนข้างรักสงบและเจ้าเล่ห์เพทุบาย แต่เมื่อถึงเวลาที่อารมณ์ปะทุถึงขีดสุด เขาก็ย่อมสู้ไม่ถอยเช่นกัน

 

หากเทียบบรรดาศักดิ์ระหว่างเขากับเจ้าหญิงตี้ฝูหยาแล้ว แม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็นถึงองค์หญิง ทว่าเขาก็ไม่ได้เกรงกลัวแต่อย่างใด ถึงปกติเขาจะเป็นตัวตลกในสายตาของคนทั่วอาณาจักร ทว่าบิดาของเขาก็เป็นถึงแม่ทัพใหญ่เพียงหนึ่งเดียวของอาณาจักรเกาทัณฑ์สวรรค์ ยิ่งไปกว่านั้น บิดาของเขายังเป็นคนที่มีพลังแข็งแกร่งที่สุดในอาณาจักร เรียกได้ว่าเป็นเสาหลักของบ้านเมืองเลยก็เป็นได้ จักรพรรดิตี้เฟิงหลิงและบิดาของโจวเหว่ยชิงนับถือกันเป็นพี่น้องร่วมสาบาน และนี่คือสาเหตุว่าทำไมโจวเหว่ยชิงและองค์หญิงถึงได้หมั้นหมายกัน

 

คำพูดของโจวเหว่ยชิงเสียดแทงใจขององค์หญิงตี้ฝูหยาเป็นอย่างมาก อย่างที่เขากล่าว แม้ว่านางจะไม่อยากแต่งงานกับตัวตลกของอาณาจักรเช่นเขา แต่ก็ไม่สามารถขัดคำสั่งองค์จักรพรรดิได้ ความคับข้องใจเดิมผนวกกับความโมโหทำให้สีหน้าขององค์หญิงเปลี่ยนเป็นสีแดงด้วยความโกรธ

 

ตี้ฝูหยายกมือซ้ายขึ้นมา แสงสีแดงเรืองรองปรากฏขึ้นรอบๆข้อมือของหญิงสาว ก่อนมณี 2 ดวงจะปรากฏขึ้น หากเปรียบเทียบกับองครักษ์หญิงหนี่ย่า มณีพลังบนข้อมือซ้ายขององค์หญิงตี้ฝูหยาเป็นทับทิมสีแดงโชติช่วง 2 ดวงและพวกมันล้วนเป็นมณีธาตุ ตี้ฝูหยาอายุ 16 ในปีนี้และนับเป็นคนในราชวงศ์ที่เกิดมาพร้อมความเป็นอัจฉริยะ เนื่องจากพลังปราณสวรรค์ของเธอไปถึงขั้นพื้นฐานระดับ 7 อีกทั้งยังได้ครอบครองมณีธาตุดวงที่ 2 แล้วเช่นกัน

 

พลังจากมณีธาตุนั้นแตกต่างจากมณียุทธ์ เนื่องจากแทนที่มันจะเสริมกำลังกายให้แข็งแกร่ง มันกลับทำให้จ้าวมณีสามารถใช้พลังธาตุต่างๆ ได้  ในขณะที่มณียุทธ์อยู่ในรูปแบบหยก มณีธาตุนั้นจะอยู่ในรูปของพลอยสีต่างๆ แต่ละชนิดก็ให้พลังธาตุที่แตกต่างกันออกไป ยกตัวอย่างเช่น ทับทิมสีแดงขององค์หญิงตี้ฝูหยานั้นคือพลังธาตุไฟ นอกจากนั้นก็ยังมีไพลินสำหรับพลังธาตุน้ำ เพชรสำหรับพลังธาตุดิน ทุรมาลินสำหรับพลังธาตุลม หยกมรกตสำหรับพลังธาตุแสง ไข่มุกรัตติกาลสำหรับพลังธาตุมืด ไพฑูรย์สำหรับพลังธาตุมิติ และหยกเขียวสำหรับพลังธาตุชีวิต ดังนั้นการแยะแยะพลังของจ้าวมณีธาตุจึงง่ายกว่าจ้าวมณียุทธ์ เนื่องจากสามารถดูได้โดยตรงจากมณีที่พวกเขาครอบครอง

 

-----------------------------------------------

[4] บิดาพยัคฆ์ไม่มีบุตรสุนัข หมายถึง หากพ่อเก่งกาจ ลูกก็มักจะเก่งกาจด้วยตามสายเลือด

 

[5] ตาที่สามงอกบนหน้าผาก หมายถึง ผู้ที่ชอบดูถูกเหยียดหยามผู้อื่น (ตาที่สามบนหน้าผากหมายถึงตาที่ชอบมองต่ำไว้เหยียดคนอื่น)

 

 

4.บทที่ 1 พี่สาว ข้าเกรงว่านี่จะเป็นเรื่องเข้าใจผิด! (4)

“ฝ่าบาท อย่าเพคะ!” หนี่ย่าพยายามตะโกนห้ามออกมาด้วยความกลัว ถึงกระนั้น องค์หญิงก็โกรธเกินกว่าที่จะถูกหยุดได้แล้ว หญิงสาวใช้มือขวาผลักองครักษ์หญิงออกไปพ้นทาง และผายมือซ้ายไปยังโจวเหว่ยชิง

 

แม้ว่าหนี่ย่าจะมีพลังปราณสวรรค์ขั้นพื้นฐานระดับ 9 ซึ่งสูงกว่าองค์หญิงตี้ฝูหยาอยู่ถึง 2 ระดับ แต่เนื่องจากยังไม่ได้โคจรพลังออกมาจากมณียุทธของตัวเอง รวมทั้งกลัวว่าอาจจะทำอันตรายแก่องค์หญิง หนี่ย่าจึงไม่สามารถห้ามอีกฝ่ายได้ ฉับพลันนั้นเอง ตี้ฝูหยาจึงปลดปล่อยทักษะธาตุไฟออกไปโจมตีร่างของโจวเหว่ยชิงทันที

 

ทับทิมสีแดงดวงแรกบริเวณข้อมือซ้ายของตี้ฝูหยาส่องแสงสว่างวาบ ก่อนบอลอัคคีสีแดงเพลิงขนาดเท่าศีรษะจะพุ่งตรงไปยังแผ่นหลังของโจวเหว่ยชิงและระเบิดออกอย่างรุนแรง

 

โจวเหว่ยชิงร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดทรมาณ แรงระเบิดผลักเด็กหนุ่มออกไปไกลกว่า 5 เมตรก่อนจะม้วนร่างลงกระแทกกับพื้น แผ่นหลังของเขาเต็มไปด้วยแผลเหวอะหวะและคาวเลือด นอกจากนั้นยังได้กลิ่นเนื้อไหม้จากข้างหลังอย่างชัดเจน

 

“เจ้า...เจ้า...” โจวเหว่ยชิงพยายามเงยหน้าขึ้นมองตี้ฝูหยาที่กำลังตกใจด้วยพละกำลังทั้งหมดที่มีอย่างยากลำบาก เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าองค์หญิงจะลงมือทำร้ายตนอย่างสาหัสเช่นนี้ได้

 

ตี้ฝูหยาหน้าซีดด้วยความตกตะลึง หลังจากที่ปล่อยพลังออกไปด้วยความโกรธ หญิงสาวก็เพิ่งตระหนักถึงสิ่งที่ทำลงไปได้

 

ตี้ฝูหยาย่อมรู้ว่าอานุภาพของทักษะบอลอัคคีที่มาจากมณีดวงแรกของเธอนั้นร้ายกาจเพียงใด และถึงอย่างไรโจวเหว่ยชิงก็เป็นบุตรของท่านแม่ทัพใหญ่โจว แต่ทว่าตอนนี้ก็สายเกินไปเสียแล้วที่จะนึกเสียใจ

 

ด้วยความที่ตนเป็นองครักษ์ของตี้ฝูหยา หนี่ย่าเองก็ตกตะลึงไปไม่น้อย  หญิงสาวเหงื่อแตกพลั่ก หากว่าองค์หญิงสังหารโจวเหว่ยชิง บุตรของท่านแม่ทัพใหญ่ผู้ซึ่งได้รับพระราชทานตำแหน่งขุนนางตั้งแต่กำเนิดคนนี้จนถึงแก่ความตายจริงๆล่ะก็ อาจจะทำให้ทั้งอาณาจักรเกิดเรื่องโกลาหลก็เป็นได้ แต่ทว่าทั้งตัวนางเองและองค์หญิงก็ต่างไม่มีพลังรักษา เมื่อรู้เช่นนั้นทั้งสองจึงรู้สึกสิ้นหวังเป็นอย่างยิ่ง

 

ทันใดนั้นเอง ท้องฟ้าที่เคยสว่างสดใสก็พลันมืดครึ้มลง เมฆหนาก่อตัวพร้อมกับสายฟ้าแลบแปลบปลาบเป็นระยะ ตามด้วยฟ้าผ่าเสียงดังลั่นสะเทือนแผ่นดิน ในขณะนั้น หญิงสาวทั้งสองคนต่างก็รู้สึกหนาวเย็นขึ้นมาจับขั้วหัวใจ

 

 “ข้า…ข้าไม่ได้ตั้งใจที่จะ…” ตี้ฝูหยาพึมพำกับตนเองเสียงเบา

 

หนี่ย่าพลันนึกบางอย่างออก หญิงสาวจึงรีบดันให้ตี้ฝูหยาออกวิ่งพลางกล่าว “ฝ่าบาท อากาศกำลังแปรปรวน พวกเราควรจะรีบกลับไปที่วังแล้วพาจ้าวมณีธาตุชีวิตกลับมาที่นี่เพื่อช่วยเขานะเพคะ” องครักษ์หญิงรู้ว่าเจ้าคนประหลาดโจวเหว่ยชิงที่ไม่มีพลังปราณใดๆ นั้นไม่มีโอกาสรอดชีวิตสักส่วน แต่ในเวลานี้ พวกนางต้องรีบหนีออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุดก่อนจะมีใครมาพบเห็นเข้า ไม่อย่างนั้นทั้งคู่คงต้องจบเห่แน่

 

แม้ว่าจะมีจ้าวมณีธาตุไฟจำนวนน้อยมากในอาณาจักรแห่งนี้ แต่อย่างน้อยก็ไม่ได้มีเพียงเจ้าหญิงแค่องค์เดียว ตราบใดที่ไม่ถูกจับได้ ทั้งสองคนก็ยังคงมีหวังที่จะรอดจากเรื่องนี้

 

โจวเหว่ยชิงนอนเป็นอัมพาตอยู่บนพื้น แต่ก็ยังคงได้ยินเสียงฝีเท้าของทั้งสองคนเดินห่างออกไป ตอนนี้เขารู้สึกราวกับว่าทั้งร่างของตนกำลังหลอมละลายในลาวาร้อนจัด เลือดถูกต้มจนสุก และลมหายใจก็ราวกับมีควันพวยพุ่งออกมา

 

บาดแผลด้านหลังของเขาไม่รู้สึกเจ็บอีกต่อไป มันชาไปเกือบแทบจะทุกส่วน แต่ทว่าพิษของบาดแผลนั้นยังคงลุกลามไปทั่วร่างกายของเขา ถึงแม้หากมีจ้าวมณีธาตุแห่งชีวิตสักคนเข้ามารักษาทันทีที่ถูกโจมตี เด็กหนุ่มก็ยังไม่มั่นใจเลยว่าจะรักษาชีวิตเอาไว้ได้ อย่างไรก็ตาม ตอนนี้พิษของพลังธาตุไฟนั้นลุกลามไปทั่วอวัยวะทุกส่วนของร่างกายแล้ว และพลังชีวิตของเขาก็กำลังถูกรีดเค้นออกไปอย่างช้าๆ

 

โจวเหว่ยชิงนั้นแต่เดิมเป็นคนมองโลกในแง่ดี หลังจากที่กลายเป็นตัวตลกที่ไม่สามารถใช้ปราณสวรรค์ได้ เขาก็ยังใช้ชีวิตอยู่ได้เรื่อยมาปราศจากอาการซึมเศร้าหรือวิตกกังวลใดๆ ทว่าตอนนี้โจวเหว่ยชิงยังไม่อยากตายและยังมีหลายสิ่งที่อยากจะทำ เด็กหนุ่มไม่เคยจินตนาการมาก่อนว่าตนจะมาตายด้วยน้ำมือของคู่หมั้น ความจริงแล้วเขาไม่ได้เกลียดอีกฝ่าย เพียงแต่เกลียดสวรรค์ที่ไม่มอบร่างกายที่สามารถฝึกปราณสวรรค์ได้มาให้เขา หากได้เป็นจ้าวมณีจริงๆ เรื่องราวก็คงจะต่างออกไปจากเดิมราวกับพลิกฝ่ามือ ความเกลียดชังและความอาฆาตพยาบาทราวกับระเหยออกมาจากตัวโจวเหว่ยชิง  เขาเอ่ยสาบานด้วยความคับแค้นใจ “ตี้ฝูหยาเอ๋ย หากข้าไม่ตายวันนี้ วันหนึ่งข้าจะทำให้เจ้ามาคุกเข่าต่อหน้าและอ้อนวอนให้ข้าตบแต่งเจ้าเป็นภรรยา และในตอนนั้น ข้าผู้นี้ก็จะปฎิเสธเจ้าอย่างที่เจ้าทำกับข้าในวันนี้!”

 

หลังจากสบถคำสาบานออกไปเป็นครั้งสุดท้าย โจวเหวิ่นชิงพลันสติลางเลือน แม้แต่ความเจ็บปวดบนร่างกายก็ดูจะหายไป นี่ข้าจะตายเช่นนี้จริงๆ รึ? เขาคิดพลันสลบวูบไป

 

จู่ๆ ก็มีรอยแยกสีดำแปลกประหลาดแหวกอากาศออกกว้างกว่า 3 เมตร สิ่งนั้นดูราวกับดวงตาขนาดมหึมาที่ลืมตื่นขึ้นบนอากาศ มุมปากโจวเหวิ่นชิงพลันเผยอออกพร้อมกับมีเลือดสายหนึ่งหลั่งออกมา          

 

ทันในนั้นเองกลุ่มแสงแปลกประหลาดก็พุ่งออกมาจากรอยแยกสีดำนั้น มันมีรูปทรงกลม ใหญ่เท่ากำปั้นเด็กทารก สีมืดประดุจถ่าน ทว่าก็ยังเรืองรองไปด้วยแสงสีเขียว สีน้ำเงิน และสีเงินผสมกัน เลือดที่โจวเหวิ่นชิงสำลักออกมาก่อนหน้านี้พลันไหลขึ้นไปรวมกันยังที่รอยแยกนั้น พริบตาเดียวไอเย็นวูบหนึ่งก็พุ่งตรงออกมาจากลำแสงมุ่งเข้าสู่ร่างกายของเด็กหนุ่ม ความเย็นแผ่ไปทั่วอวัยวะทุกส่วน ร่างกายของเขาเริ่มสั่นกระตุกคล้ายกับได้รับความเจ็บปวดเช่นเดียวกับที่ถูกไฟเผาครั้งก่อนหน้า หากแต่มันเป็นความรู้สึกราวกับถูกโยนเข้าไปยังห้องแช่แข็ง  โจวเหว่ยชิงพลันสะดุ้งตื่นและรู้สึกราวกับทุกสิ่งรอบตัวคมชัดขึ้นกว่าที่เคย       

 

ไข่มุกรัตติกาลคล้ายจะถูกกระตุ้นด้วยพลังงานบางอย่างในร่างกายของเขา เสียงวูบเกิดขึ้นพร้อมกับไข่มุกนั้นพุ่งตรงเข้าไปในปากของโจวเหว่ยชิง เขารู้สึกหนาวเย็นในลำคอ ร่างกายก็แข็งค้างราวกับถูกแช่แข็ง สติสัมปชัญญะพลันหลุดหายก่อนจะสลบเหมือดไปในที่สุด

 

รอยแยกเหนือร่างของโจวเหวิ่นชิงปิดลงอย่างช้าๆ ดังเช่นที่มันปรากฏขึ้น ท้องฟ้ามืดครึ้มพลันสลายหายไป พระอาทิตย์กลับมาทอแสงเหนือป่าดารา และแสงสีทองก็สาดส่องเหนือทะเลสาบวารีเยือกแข็งอีกครั้ง

5.บทที่ 2 ไข่มุกสีดำอันแปลกประหลาด (1)

ณ ป่าดารา ริมทะเลสาบวารีเยือกแข็ง

 

ร่างของโจวเหว่ยชิงนอนหมดสติอยู่บนพื้นในท่าแผ่แขนขาออกไปทุกด้าน ขณะนั้นเอง ร่างกายของเขาก็เข้าสู่การเปลี่ยนแปลงที่แปลกประหลาดชนิดหนึ่ง

 

แสงสีดำนั้นห่อหุ้มรอบตัวเขาเป็นชั้นๆ ท่ามกลางบรรยากาศที่มีแสงอาทิตย์จ้า พลังธาตุมืดถูกปลดปล่อยออกมาจากภายในร่างกายลอยวนล้อมรอบตัวเด็กหนุ่มไว้ราวกับรังไหม

 

บาดแผลเหวอะหวะบนแผ่นหลังของเขาที่ถูกบอลอัคคีขององค์หญิงโจมตีเริ่มสมานกันในความเร็วที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า สิ่งที่น่าตกใจที่สุดก็คือในขณะที่แผลของโจวเหว่ยชิงกำลังสมานตัวนั้น ไขกระดูก กล้ามเนื้อ อวัยวะภายใน หรือแม้แต่เส้นลมปราณที่อุดตันนั้นก็กำลังหลอมรวมเข้ากับม่านพลังสีเทามืดกลุ่มหนึ่งภายในร่าง

 

มันคือม่านพลังสีเทาที่น่าพิศวง ให้ความรู้สึกเยือกเย็นน่ากลัวกว่าไอความมืดจากรังไหมสีดำที่ห่อหุ้มตัวเด็กหนุ่มอยู่เสียอีก หากแต่มันก็เปี่ยมไปด้วยพลังชีวิตที่แสนแปลกประหลาด  อย่างไรก็ตาม ในขณะที่กลุ่มพลังสีเทานี้กำลังแผ่ขยายออกมาจากภายในร่างกายเพื่อกลืนกินไอสีดำจากรังไหมที่ห่อหุ้มเขา  ต้นไม้ใบหญ้ารอบๆ ตัวก็พลันเกิดเปลี่ยนแปลงอย่างแปลกประหลาด  พืชพรรณเหล่านั้นเริ่มเหี่ยวเฉากลายเป็นสีเทาเข้ม เริ่มต้นจากพื้นที่รอบๆ ร่างของโจวเหว่ยชิงก่อนจะแผ่ขยายอาณาเขตออกไปเป็นวงกลมรัศมี 5 เมตร ทำให้พืชที่อยู่รายรอบเหล่านั้นล้มตายอย่างรวดเร็วขณะที่ตัวเด็กหนุ่มกลับเร่งรักษาตัวเองได้เร็วยิ่งขึ้น สิ่งนี้ทำให้แลดูราวกับมีไอปีศาจลอยละล่องอยู่เหนืออากาศอย่างน่าขนลุก

 

ม่านพลังสีเทาเข้มที่เริ่มสมานเข้ากับไอดำจากรังไหมนั้นมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ บรรยากาศหนาวเย็นลง แผ่ความรู้สึกกดดันและชั่วร้ายออกมา กลุ่มแสงจำนวน 5 สีแตกต่างกันลอยวนอยู่เหนือร่างของโจวเหว่ยชิง ประกอบไปด้วยแสงสีดำ สีเทา สีเขียว สีน้ำเงิน และสีเงิน เขากระตุกเล็กน้อยขณะที่กลุ่มแสงเหล่านั้นพุ่งออกมาและล่องลอยวูบวาบอยู่เหนือร่าง ทั้งหมดนั่นเป็นผลมาจากไข่มุกสีดำอันแปลกประหลาดเด็กหนุ่มกลืนลงไปก่อนหน้านี้นั่นเอง

 

แสงอันอบอุ่นของพระอาทิตย์ไม่อาจย่างกรายเข้ามายังบริเวณรอบๆ ร่างของโจวเหว่ยชิงได้ บนหน้าผากของเขายังปรากฏตัวอักษรสีดำว่า “ราชา” อย่างช้าๆ ในขณะที่ชั้นพลังสีดำซึ่งปกคลุมร่างของเขาก็เริ่มปรากฏเป็นลวดลายบางอย่าง ก่อนจะแผ่ออกไปยังม่านพลังสีเทาในรูปแบบเดียวกัน ชั้นพลังทั้ง 2 นั้นก่อกำเนิดเป็นลายเส้น 3 มิติก่อนจะลุกลามไปทั่วร่างกายของเด็กหนุ่มไม่เว้นแม้กระทั่งใบหน้า

 

เหตุการณ์นี้ดำเนินต่อไปเกือบค่อนชั่วโมง ก่อนที่ม่านแสงทั้งหมดจะค่อยๆ จางหายและซึมกลับเข้าไปยังร่างของโจวเหว่ยชิง ลวดลายแปลกประหลาดเหล่านั้นก็ค่อยๆ เลือนลางไปเช่นกัน

 

ผิวสีแทนสุขภาพดีของโจวเหว่ยชิงดูซีดขาวกว่าที่เคย ใบหน้าของเขาดูราวกับหล่อเหลามีเสน่ห์เพิ่มมากขึ้น แผ่นหลังที่บอบช้ำจากแรงระเบิดของบอลอัคคีก็หายเป็นปลิดทิ้ง ไม่หลงเหลือร่องรอยแผลเป็นแม้แต่นิด ราวกับว่าเขาไม่เคยมีบาดแผลนั้นเกิดขึ้นมาก่อน

 

หลังจากนั้นไม่นาน นิ้วของโจวเหว่ยชิงเริ่มขยับและความทรงจำทั้งหมดก็เริ่มกลับมา ในขณะที่ลืมตาขึ้น เด็กหนุ่มก็อดไม่ได้ที่จะหนาวสั่นในฉับพลันนั้น แม้ว่าเขาจะไม่รู้ว่าอะไรเกิดขึ้นบ้างในขณะที่ไม่ได้สติไป แต่ก็สัมผัสถึงความหนาวเย็นทั่วร่างหลังจากที่ตื่นขึ้นมาได้ เด็กหนุ่มหนาวสั่นไปถึงขั้วหัวใจ ความรู้สึกราวกับถูกแช่แข็งนี้ทำให้โจวเหว่ยชิงรู้สึกไม่สบายตัว ก่อเกิดเป็นความรู้สึกชนิดหนึ่งที่ไม่สามารถอธิบายได้

 

“ข้า… ข้ายังไม่ตายงั้นรึ?” โจวเหว่ยชิงลุกขึ้นนั่งทันทีทันใดและสัมผัสได้ว่าน้ำหนักตัวของเขาเบาหวิวกว่าที่เคย เด็กหนุ่มรีบกวาดมือขึ้นไปจับยังแผ่นหลังทันที ราบเรียบ? เขาเบิกตาถลนด้วยความประหลาดใจ

 

“ทั้งหมดนี่เป็นความฝันงั้นรึ?” โจวเหว่ยชิงมองไปรอบๆ จากนั้นก็มองเสื้อผ้าขาดวิ่นบนตัว พื้นที่รัศมีวงกลมรอบๆตัวล้วนเต็มไปด้วยซากต้นไม้ใบหญ้าที่เหี่ยวเฉา นี่มันไม่ใช่ความฝันแน่ๆ

 

เด็กหนุ่มยกฝ่ามือขึ้นกุมหน้า ความทรงจำของโจวเหว่ยชิงเริ่มกลับมาแจ่มชัดอย่างช้าๆ

 

“ไอ้ไข่มุกสีดำแปลกๆนั่นเหมือนจะเข้ามาในร่างของข้า?” ฉับพลันโจวเหว่ยชิงก็ย้อนนึกถึงความทรงจำสุดท้ายก่อนจะสลบไป ก่อนหน้านั้นเด็กหนุ่มรู้สึกเหมือนมีไอเย็นสายหนึ่งพุ่งเข้าสู่กระเพาะ จากนั้นเขาก็สลบเหมือดไปด้วยความหนาวไม่รับรู้อะไรอีกเลย เมื่อมองดูซากต้นไม้ใบหญ้ารอบๆ โจวเหว่ยชิงจึงคาดคะเนว่ามันคือความเสียหายจากการโจมตีของบอลอัคคีขององค์หญิงตี้ฝูหยา

 

เนื่องจากโจวเหว่ยชิงเกิดมาพร้อมกับเส้นลมปราณอุดตัน แม้ว่าเขาจะได้รับยศศักดิ์เป็นขุนนางน้อยแต่กำเนิด ทว่าเขาก็เข้าเรียนในโรงเรียนธรรมดาที่ไม่ได้สอนเกี่ยวกับพลังของจ้าวมณี ดังนั้นเขาจึงได้คาดคะเนผิดพลาดไปเช่นนั้น หากว่าพลังขององค์หญิงตี้ฝูหยาแข็งแกร่งอย่างที่เขาจินตนาการ เธอคงไม่เป็นเพียงแค่จ้าวมณีธาตุทั่วๆ ไป ยิ่งไปกว่านั้น หากต้องรับมือกับความแข็งแกร่งระดับที่เขาคิด บอลอัคคีของอีกฝ่ายคงเผาทำลายร่างกายเขาให้ไหม้เป็นจุลไปแล้ว

 

“ไอ้มุกสีดำนี่มันอะไรกันนะ?” แม้ว่าเขาจะคาดคะเนผิดไป แต่สิ่งหนึ่งที่รู้ชัดเจนก็คือ เขาถูกบอลอัคคีนั้นโจมตีจนอาการสาหัส ขาข้างหนึ่งเกือบเหยียบปรโลกไปแล้ว แต่เป็นเจ้าไข่มุกสีดำนั่นเองที่ช่วยรักษาชีวิตเอาไว้

 

นี่ข้าเคยทำความดีอันใหญ่หลวงขนาดไหนมาก่อนรึเปล่านะ? หรือมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นกับข้า? นี่ข้ามีพลังแล้วงั้นรึ!? โจวเหว่ยชิงเริ่มตื่นตระหนกกับสิ่งที่เกิดขึ้น แม้ว่าโดยปกติแล้วเขาจะมีนิสัยมองโลกในแง่ดีทำให้ไม่ใส่ใจในความโชคร้ายที่เกิดขึ้นกับชีวิตตัวเองสักเท่าไหร่ แต่ทว่าการได้เกิดมาในตระกูลที่มีเกียรติเช่นนี้ เด็กหนุ่มก็ย่อมมีความมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้แข็งแกร่งตามบิดาอย่างแรงกล้า

 

ขณะที่สอดส่องสายตาไปรอบๆ เขาก็พลันเลือกต้นดาราขนาดยักษ์ต้นหนึ่งใกล้ๆ เป็นเป้าใช้ทดสอบพลัง

 

เหตุที่ต้นไม้นี้ชื่อต้นดาราก็มาจากใบของพวกมันที่มีลักษณะเป็น 5 แฉกคล้ายกับดวงดารา ต้นดาราที่มีอายุ 100 ปี ถือว่าเติบโตจนเต็มที่แล้ว เปลือกของมันย่อมหนาและแข็งเป็นอย่างยิ่ง แต่ถึงกระนั้น มันก็ยังมีความยืดหยุ่นที่ดีเยี่ยม นั่นคือสาเหตุว่าทำไมมันถึงถูกเลือกเป็นวัตถุดิบชั้นเลิศสำหรับสร้างคันธนู

 

โจวเหว่ยชิงมุ่งตรงไปยังต้นดาราที่เขาเลือกไว้ ก่อนจะหมุนมือไปมา จากนั้นก็ต่อยลงที่ลำต้นหนาๆ ของมันเต็มแรง

 

“ปึ้ก!” “อ๊าาาา!” แน่นอนว่าเสียงแรกคือเสียงหมัดกระทบกับลำต้น และเสียงที่ตามมาคือเสียงร้องลั่นราวกับแมวที่ถูกเหยียบหาง โหยหวนราวกับไม่ใช่เสียงของมนุษย์

 โจวเหว่ยชิงนั้นหวาดกลัวต่อความเจ็บปวดมาตั้งแต่เขายังเด็กๆ ทว่าต้นดารานั้นกลับนิ่งงันไม่ขยับ กลับกลายเป็นเขาเองที่กระโดดไปมาพร้อมกับกุมกำปั้นนั้นไว้อย่างทรมาณ ความเจ็บปวดที่หมัดข้างขวานั้นแผ่ซ่านไปทั่วจนทำให้ชาจนแทบไม่รู้สึก ส่วนมือของเขาถลอกปอกเปิกจนแทบดูไม่ได้ ความทรมาณนั้นทำให้เด้กหนุ่มต้องกระโดดไปมาราว 10 นาทีก่อนจะค่อยๆ ดีขึ้นในที่สุด

 

“บ้าเอ้ย!” เด็กหนุ่มสบถขณะที่เป่าปากไปที่มือแรงๆ “เหอะ ดูเหมือนว่าโชคหล่นทับหัวที่ว่านั่นจะเกิดกับข้าไม่ได้จริงๆสินะ”

 

โชคดีที่เขายังเด็กและพลังหมัดไม่แข็งแกร่งนัก ดังนั้นกระดูกมือจึงไม่แตกหักไปเสียก่อน หลังจากที่ความเจ็บปวดจางหายไป โจวเหว่ยชิงก็จัดเสื้อผ้าที่ขาดวิ่น ก่อนจะหยิบชุดคลุมจากข้างทะเลสาบมาสวมและเดินคอตกจากไป

 

สิ่งที่เขาไม่รู้ก็คือ หลังจากที่เขาจากไปราว 15 นาที ณ ตำแหน่งที่เขาได้ฝากรอยเลือดจากการหวดกำปั้นลงไปสุดแรงบนต้นดารา เปลือกแข็งรอบๆต้นเริ่มผุพังอย่างช้าๆ และกลุ่มพลังสีเทาก็ค่อยๆแผ่กระจายออกมาเหนืออากาศ  3 วันให้หลัง ต้นดาราที่มีอายุเก่าแก่มากกว่า 50 ปีต้นนี้ก็ถูกกำจัดไปจากป่าดาราอย่างไร้ร่องรอย

 

และแน่นอน โจวเหว่ยชิงนั้นไม่ได้รับรู้เรื่องเลยนี้แม้แต่นิดเดียว

 

6.บทที่ 2 ไข่มุกสีดำอันแปลกประหลาด (2)

ขณะเดินกลับมาถึงยังถนนหลักเขาก็พลันหวนคิดถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งจะเกิดขึ้น นั่นทำให้ความโกรธของโจวเหว่ยชิงปะทุเพิ่มขึ้นทีละเล็กทีละน้อย แม้ว่าเขานั้นจะรอดชีวิตมาได้ราวปาฏิหาริย์ แต่ความประทับใจต่อคู่หมั้นของตนกลับดิ่งลงเหว ถ้าหากไม่บังเอิญได้พบกับไข่มุกสีดำนั่น เด็กหนุ่มก็อาจจะกลายเป็นศพคาป่าดาราไปแล้ว

 

"ตี้ฟู่หยา รอก่อนเถอะ! สักวัน ข้าจะชำระแค้นและทำให้เจ้าเสียใจในสิ่งที่ทำกับข้าวันนี้" เขากล่าวอย่างอาฆาตมาดร้าย โจวเหว่ยชิงไม่ได้โกรธขนาดนี้มานานแล้ว แม้กระทั่งกลุ่มคนที่เคยหัวเราะเยาะเกี่ยวกับลมปราณอุดตันของตนตั้งแต่สมัยเด็กๆ เขาก็ยังไม่โกรธแค้นพวกมันถึงเพียงนี้ นั่นก็เพราะอย่างน้อยพวกมันก็ไม่เคยลงมือทำร้ายโดยตรง ผิดกับตี้ฟู่หยาที่หมายกระทั่งจะเอาชีวิตเขา และเหตุผลที่ทำเช่นนั้นก็เป็นเพียงเรื่องเข้าใจผิด เห็นได้ชัดว่าโจวเหว่ยชิงนั้นเป็นบุคคนประเภทสิบปีชำระแค้นก็ยังไม่สาย

 

ในขณะที่เข้าใกล้เขตเมืองหลวงอาณาจักรเกาทัณฑ์สวรรค์ เด็กหนุ่มก็พลันสงบสติลงได้อย่างช้าๆ ขณะนี้โจว  เหว่ยชิงสวมใส่เพียงแค่เสื้อคลุมด้านนอก ส่วนข้างในนั้นไร้สิ่งปกปิด โชคยังดีที่เขายังพอมีเหรียญทองจำนวนหนึ่งเหลืออยู่ติดกายบ้างเล็กน้อย เนื่องจากบิดามักจะเข้มงวดกับเด็กหนุ่มเสมอ นั่นทำให้โจวเหว่ยชิงไม่ได้มีเงินทองให้ใช้สอยมากนัก

 

"ข้าควรจะกลับบ้านดีมั้ยนะ?" โจวเหว่ยชิงพลันหยุดกรุ่นคิด "ไม่ ข้ากลับบ้านแบบนี้ไม่ได้แหงๆ นางมารร้ายตี้ฟู่   หยาจะต้องวิ่งแจ้นไปฟ้องท่านพ่อของนางว่าข้าเป็นพวกถ้ำมองแอบดูนางอาบน้ำ และถ้าตาแก่ที่บ้านได้ยินเรื่องนี้เข้า ชีวิตข้าคงจบไม่สวยแน่ๆ" เมื่อนึกถึงนัยน์ตาดุดันของผู้เป็นบิดา เขาก็อดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว เด็กหนุ่มเติบโตขึ้นมาด้วยการสั่งสอนด้วยกำปั้นของบิดา เมื่อใดก็ตามที่ก่อเรื่อง โจวเหว่ยชิงก็จะได้รับหมัดเป็นสิ่งตอบแทนเสมอ ครั้งนี้ หากตาแก่นั่นได้ยินเรื่องที่เขาแอบดูองค์หญิงอาบน้ำเข้าล่ะก็ แน่นอนว่าจะต้องหลบหลีกโทษไม่พ้นเป็นแน่ ดังนั้น เพื่อความปลอดภัย ช่วงนี้เขาจึงยังไม่ควรจะกลับบ้าน

 

อย่างไรก็ตาม ถ้าหากไม่กลับบ้าน แล้วเขาควรจะไปที่ไหนดีล่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่เหลือเงินติดกายเพียงเล็กน้อยเช่นนี้?  โจวเหว่ยชิงพลันรู้สึกว่าจู่ๆ ตัวเองก็ตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก

 

แม้จะมีรูปร่างสูงใหญ่และแข็งแรง แต่โจวเหว่ยชิงก็ยังเป็นเพียงแค่เด็กอายุ 13 และไม่มีทักษะใดๆ ให้ใช้หาเลี้ยงชีพได้เลย ถึงแม้คิดจะหนีออกจากบ้าน แต่เขาก็จะใช้ชีวิตอยู่รอดข้างนอกเพียงลำพังได้หรือ ชั่วขณะหนึ่ง โจวเหว่ยชิงพลันรู้สึกหดหู่ใจขึ้นมา

 

แม้จะมีความคิดวิตกกังวลอยู่มากมาย แต่เขาก็ยังคงเดินหน้าต่อไปยังประตูเมืองหลวง

 

"เอ๋? ทำไมถึงมีคนมากมายอย่างงี้ล่ะ?" ทันทีที่ประตูเมืองปรากฏอยู่เบื้องหน้า โจวเหว่ยชิงก็พลันตระหนักได้ว่ามีฝูงชนจำนวนหลายร้อยยืนออกันอยู่สองฝั่งของประตูซึ่งล้วนแล้วแต่มีทหารคอยคุมกำกับอยู่บริเวณรอบๆ อีกทีหนึ่ง

 

เกิดอะไรขึ้นที่นี่? ในหัวของโจวเหว่ยชิงเต็มไปด้วยความสงสัย เขาพลันเร่งเดินไปมุงดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น โชคดีที่แม้ว่าบริเวณนั้นจะเต็มไปด้วยผู้คน แต่มันก็ยังไม่แออัดขึ้นขั้นเดินแทรกผ่านไม่ได้ เด็กหนุ่มจึงสามารถเบียดตัวไปข้างหน้าด้วยความทุลักทุเล

 

เบื้องหน้าฝูงชนนั้นมีโต๊ะตัวยาวเรียงรายเป็นแถวหน้ากระดาน แต่ละโต๊ะก็มีกลุ่มคนมุงอยู่เป็นกลุ่มๆ ฉากหลังโต๊ะเหล่านั้นมีอักษรติดไว้ชัดเจนว่า "รับสมัครพลทหาร" ข้างใต้นั้นยังเขียนกำกับว่า

อาณาจักรเกาทัณฑ์สวรรค์ต้องการเกณฑ์ทหารใหม่เข้าร่วมกองทัพ 3000 นายเพื่อคุ้มกันชายแดน

รับสมัครชายฉกรรจ์ที่มีอายุ 16 ถึง 26 ปี  สุขภาพแข็งแรงโดยกำเนิด หรือมีพลังปราณสวรรค์

“ประเทศชาติต้องมาก่อน ทหารกล้าจงเข้าร่วมกับกองทัพ

เพราะการปกป้องอาณาจักรและครอบครัวย่อมเป็นหน้าที่ของลูกผู้ชาย”

 

สำหรับบุคคลที่มีพลังปราณสวรรค์ที่ประกาศนั้นกล่าวถึงนั้นย่อมหมายถึงคนที่ยังมีพลังปราณขั้นพื้นฐานระดับ 1 หรือ 2 นั่นเอง เพราะถ้าหากว่าพวกเขาบรรลุไปถึงระดับ 3 และปลุกพลังมณีขึ้นมาได้แล้ว ย่อมไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมการเกณฑ์ทหารในครั้งนี้ หากแต่สามารถเข้าร่วมโรงเรียนฝึกทหารหรือแม้แต่โรงเรียนสำหรับจ้าวมณีได้โดยตรงทันที ซึ่งนั่นก็หมายความว่าพวกเขาจะมีอนาคตอันรุ่งโรจน์มากกว่านั่นเอง

 

โดยปกติแล้ว พลังของมณีนั้นมักจะตื่นขึ้นก่อนที่คนๆ นั้นจะอายุครบ 16 ปี หากว่าครบกำหนดอายุแล้วพลังไม่ตื่นขึ้นมา เป็นไปได้ว่าในอนาคตก็ยากที่จะปลุกพลังมณีได้อีก ดังนั้น สรุปง่ายๆ ก็คือ การเกณฑ์ทหารในครั้งนี้จึงเป็นการรับสมัครทหารธรรมดาๆ นั่นเอง

 

เข้าร่วมกองทัพงั้นรึ? ขณะเหม่อมองไปยังป้ายประกาศ โจวเหว่ยชิงก็พลันรู้สึกว่าถูกชักจูงโดยคำชักชวนเหล่านั้น

 

เดี๋ยวนะ ถ้าหากเขาสมัครเป็นทหารในกองทัพ เขาก็ไม่ต้องกลับบ้านแล้วนี่! เขาจะได้รับเงินเดือนแถมยังถูกกองทัพเลี้ยงดูอีก! ทว่าก็อาจจะต้องสร้างชื่อปลอมๆ ขึ้นมาเสียก่อนเพื่อไม่ให้คนจับได้ อย่างน้อยต่อไปนี้ตาแก่นั่นก็จะด่าข้าว่าเป็นเพียงคนไร้ประโยชน์ต่อไปไม่ได้อีกแล้ว! ฮ่าๆ นี่มันคือโอกาสทองที่สวรรค์ประทานให้ชัดๆ

 

โจวเหว่ยชิงยังอายุน้อยและมัวแต่หลงดีใจกับสิ่งที่ตนวาดฝัน จึงไม่ทันได้พิจารณาให้ถี่ถ้วนถึงความยากลำบากในการเข้าร่วมกองทัพ ท้ายที่สุดแล้วประสบการณ์อันน้อยนิดนั่นจึงทำให้เด็กหนุ่มตัดสินใจอย่างหุนหันพลันแล่น ยิ่งรวมกับการที่เมื่อกลับบ้านไปแล้วจะต้องพบเจอกับการถูกล้อเลียนว่าเป็นคนไร้ประโยชน์และการกวดขันของบิดาอีก ทั้งหมดจึงทำให้เขาตัดสินใจที่จะไม่กลับบ้าน

 

หลังจากตัดสินใจได้ โจวเหว่ยชิงก็เบียดตัวไปข้างหน้า ก่อนจะกล่าวกับทหารกองทะเบียนคนหนึ่ง "พี่ชาย ข้าอยากสมัคร ให้ข้าสมัครเถิด!"

 

แม้ว่าจะมีผู้คนจำนวนหลายร้อยคนเกาะกลุ่มมุงดูอยู่รอบๆ แต่แท้จริงแล้วจำนวนผู้สมัครกลับมีเพียงหยิบมือเท่านั้น สาเหตุก็มาจากการที่นครเกาทัณฑ์สวรรค์เป็นเมืองหลวงที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดของอาณาจักร มาตรฐานการครองชีพของผู้คนที่นี่จึงสูงกว่าที่อื่นๆ และเนื่องจากอาณาจักรเกาทัณฑ์สวรรค์เป็นอาณาจักรเล็กๆ ดังนั้นจึงมีการปะทะกับอาณาจักรอื่นๆที่อยู่รายรอบบริเวณแถบชายแดนบ่อยครั้ง นั่นจึงทำให้อาชีพทหารเป็นอาชีพที่เสี่ยงชีวิตและอันตรายมาก แน่นอนว่าอาชีพนี้ไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีนักสำหรับคนทั่วไป  นับจะประสาอะไรกับพวกขุนนางที่มีอันจะกินทั้งหลายในเมืองหลวงกันล่ะ

 

มีทหารประมาณ 20 นายที่ทำหน้าที่นั่งรับสมัครอยู่หลังโต๊ะ พวกเขาเป็นทหารกรำศึกที่มีตำแหน่งหัวหน้านายกองขึ้นไป นายทหารที่โจวเหว่ยชิงกำลังเผชิญหน้าอยู่นั้นมีอายุราวๆ 30 ปี และแม้ว่าเขาจะนั่งอยู่เฉยๆ แต่ร่างกายสูงใหญ่ของเขาก็เปล่งรัศมีความแข็งแกร่งออกมาชัดเจน นายกองคนนี้มีเค้าหน้าเฉพาะกึ่งเบื่อหน่ายกึ่งเจ้าเล่ห์ ซึ่งแสดงถึงประสบการณ์ในกองทัพเป็นเวลานาน

 

"เฮ้ย! ไอ้เจ้าเด็กเหลือขอนี่ แกจะสมัครทหารงั้นเรอะ?" เมื่อเห็นว่าท้ายที่สุดแล้วก็มีคนขยับเข้ามาใกล้โต๊ะของเขา นายกองคนนั้นก็พลันรู้สึกดีใจจนเนื้อเต้น มีทหารกว่า 20นายตั้งโต๊ะรับสมัครอยู่ แต่โจวเหว่ยชิงกลับเลือกโต๊ะของเขา นั่นทำให้เขารู้สึกได้หน้าเป็นอย่างมาก

 

"ใช่แล้ว! ข้าอยากสมัครเป็นทหาร!" โจวเหว่ยชิงกล่าวอย่างเสียงดังฟังชัด เมื่อมองไปยังเหล่านายกองที่แต่งตัวเต็มยศในชุดเกราะ โจวเหว่ยชิงพลันรู้สึกว่าพวกเขานั้นเปล่งรัศมีความน่าเกรงขามออกมา ซึ่งนั่นทำให้เด็กหนุ่มยิ่งมั่นใจมากขึ้นไปอีกว่าการเข้าร่วมกองทัพนั้นเป็นความคิดที่ถูกต้อง

 

นายกองคนนั้นพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะถามเขา "เยี่ยม! แล้วเจ้าอยากจะเข้าร่วมกองทหารไหน?"

 

"เอ๋?" เม้ว่าบิดาของโจวเหว่ยชิงจะเป็นผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพ แต่ว่าตัวเขาเองกลับไม่ค่อยรู้เกี่ยวกับระบบการจัดการภายในกองทัพเลย ดังนั้นเด็กหนุ่มจึงถามเสียงเบาๆ ว่า  "มันต่างกันยังไงรึพี่ชาย?"

 

"แน่นอนว่าย่อมแตกต่างกัน แม้ว่าการฝึกขั้นพื้นฐานของทหารทุกกองจะเหมือนๆ กัน แต่คุณสมบัติของทหารที่แต่ละกองต้องการ การทดสอบและการฝึกฝนนั้นย่อมแตกต่างกันไปตามกองกำลังที่ตนสังกัดอยู่

 

ยกตัวอย่างเช่น คนที่อยู่ในกองทหารราบ ก็เน้นไปที่พละกำลังเพราะจะต้องอยู่ในสนามรบที่วุ่นวายและต้องวิ่งพล่านไปทั่วตลอด พละกำลังที่มากกว่าคนปกติกับฝีเท้าเร็วจะทำให้มีโอกาสรอดชีวิตในสนามรบมากขึ้น แต่จริงๆ แล้วแทบทุกหน่วยก็ต้องเริ่มต้นจากกองทหารราบนั่นแหละ  ทหารหลายๆ นายก็เริ่มฝึกที่หน่วยนี้เป็นหน่วยแรก แน่นอนว่าย่อมต้องมีทหารหน่วยพื้นฐานอื่นๆ อีกหลายหน่วย ตัวอย่างก็เช่น ทหารหน่วยลำเลียงอาวุธ หน่วยพลาธิการ และหน่วยจัดเตรียมอาหาร แต่ถึงยังไงซะ หน่วยทหารพวกนั้นก็ไม่ค่อยจะก้าวหน้าในอาชีพการงานเท่าไหร่หรอกนะ ข้าขอบอกเจ้าไว้เลย" ขณะที่นายกองคนนั้นกล่าว เขาก็เบ้ปากด้วยความดูหมิ่นเมื่อพูดถึงทหารกองหลังๆ

 

ทันทีที่ได้ยินเกี่ยวกับการเอาชีวิตรอดในสนามรบ ความกระตือรือร้นก่อนหน้านี้ของโจวเหว่ยชิงก็ค่อยๆ ดับมอดลง อา! ใช่แล้ว การเข้าร่วมกองทัพย่อมหมายถึงต้องต่อสู้ในสนามรบจริงๆ แต่เขาไม่ได้มีฝีมือมากนัก  หากจะเอาชีวิตไปทิ้งกลางสนามรบเหมือนเป้าซ้อมปืนใหญ่ก็คงจะไม่คุ้มค่าแน่

 

"อะแฮ่ม พี่ชาย ข้าขอเวลาคิดสักเล็กน้อยจะได้ไหม?” มนุษย์ล้วนแล้วแต่กลัวตายกันทั้งนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งโจวเหว่ยชิงที่มีอายุเพียงแค่ 13 ปี ถึงแม้ว่าจริงๆแล้วร่างกายเขาจะดูเหมือนหนุ่มอายุ 16 ก็ทีเถอะ

7.บทที่ 2 ไข่มุกสีดำอันแปลกประหลาด (3)

"อะไรนะ? นี่เจ้ากำลังล้อเล่นกับข้ารึ?” ฉับพลันนายกองผู้นั้นก็ลุกขึ้นยืนด้วยความโมโห ความสูงกว่า 1.9 เมตรของเขาทอดบังศีรษะของโจวเหว่ยชิงจนมิด แผ่รังสีคุกคามกดดันขณะที่เขาคว้าข้อมือของโจวเว่ยชิงและเบียดหน้าขมึงทึงเข้าใกล้

 

"อ๊าาาา...ย่อมไม่ๆ ข้าแค่หมายถึง ข้าต้องการเวลาคิดสักเล็กน้อยว่าจะเข้ากองทหารหน่วยไหนดี..." โจวเหว่ยชิงรีบชิงพูดด้วยรอยยิ้มกลบเกลื่อนบนใบหน้า ดั่งโบราณกล่าวไว้ว่า คนฉลาดย่อมรู้หลบเป็นปีก รู้หลีกเป็นหาง ฉะนั้นโจวเหว่ยชิงจึงย่อมไม่ต้องการมีปากมีเสียงให้ตนถูกอัดจนน่วม

 

ความเป็นจริงนั้น หากเด็กหนุ่มเปิดเผยฐานะของตนออกไป พวกทหารก็ต้องก้มหัวลงคุกเข่าให้เขาอยู่แล้ว แต่ถึงแม้ว่านิสัยของโจวเหว่ยชิงจะเป็นคนเจ้าเล่ห์และฉลาดแกมโกง แต่เขายังเชื่อฟังคำสั่งสอนของผู้เป็นบิดาเสมอ ตั้งแต่เด็ก บิดามักจะพร่ำสอนกับโจวเหว่ยชิงเสมอว่าลูกผู้ชายที่แท้จริงนั้นจะต้องมุ่งมั่นและทำตามหลักการของตนเอง ไม่หวังพึ่งพิงฐานะของตระกูลเป็นอันขาด ดังนั้น แม้ว่าโจวเหว่ยชิงจะมาจากตระกูลที่มีฐานะสูงส่งตระกูลหนึ่งในอาณาจักร เขาก็ไม่เคยใช้ฐานะของตนหาผลประโยชน์จากผู้อื่นเหมือนองค์หญิงตี้ฝูหยา

 

และความเป็นจริงนั้น แม้ว่าโจวเหว่ยชิงจะเปลี่ยนใจไม่สมัครเกณฑ์ทหารแล้ว ตามกฏนายกองคนนี้ก็ทำอะไรเขาไม่ได้อยู่ดี น่าเสียดายที่โจวเหว่ยชิงยังเด็กและไร้ประสบการณ์เกินกว่าที่จะรู้เรื่องนั้น

 

หลังจากได้ยินเสียงตอบรับจากโจวเหว่ยชิง นายกองคนนั้นก็นั่งลงพร้อมกับใบหน้าฉายแววพึงพอใจ เขาเงยหน้าขึ้นมองโจวเหว่ยชิงก่อนจะพูด “เอาล่ะ รีบๆตัดสินใจ แล้วก็กรอกรายละเอียดตรงนี้ซะ จะได้ไปทดสอบสมรรถภาพต่อ ข้าขอบอกไว้เลยนะไอ้หนู เจ้าน่ะโชคดีมากเพราะนี่เป็นการรับสมัครครั้งแรกๆ การทดสอบเลยจะไม่เข้มงวดมาก ไม่อย่างนั้นแกคิดเรอะว่าการสมัครเป็นทหารมันจะง่ายขนาดนี้?"

 

โจวเหว่ยชิงถามต่อด้วยสีหน้าเจื่อนๆ "พี่ชาย อะแฮ่ม ข้าขอถามหน่อยได้หรือไม่ ในสนามรบ ทหารหน่วยไหนยืนอยู่ข้างหลังสุดแบบไม่ต้องปะทะกับศัตรูบ้าง?"

เด็กชายทุกคนย่อมใฝ่ฝันอยากจะเป็นผู้กล้าเมื่อพวกเขายังเด็ก แต่โจวเหว่ยชิงนั้นมีหลักการของตนเอง เขาไม่อยากจะเป็นแค่ทหารแบกของ กางกระโจม หรือทำอาหาร ถ้าหากได้เป็นทหารจริงๆ ก็ควรเป็นทหารที่มีหน้าที่ดีๆหน่อย เพราะหาไม่แล้วละก็ เมื่อบิดารู้เข้า เด็กหนุ่มจะต้องถูดอัดจนน่วมแน่ๆ! ยิ่งไปกว่านั้น ตัวเขาเองก็ไม่อยากจะเสียหน้าด้วย! แต่หากได้เป็นทหารเข้าสู่สนามรบจริงๆ โจวเหว่ยชิงก็ยังอยากจะหาตำแหน่งเหมาะๆ ที่จะทำให้ตนอยู่รอดปลอดภัย เพราะสำหรับเขาแล้ว ความปลอดภัยย่อมมาเป็นอันดับหนึ่ง โจวเหว่ยชิงเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนย่อมกลัวตาย และเขาก็ไม่ใช่วีรบุรุษที่สามารถเผชิญกับความตายได้อย่างห้าวหาญด้วย

 

นายกองคนนั้นมองโจวเหว่ยชิงด้วยสายตามีเลศนัย เขากล่าวอย่างรวดเร็ว "นั่นง่ายมาก แน่นอนว่าหน่วยที่เจ้าต้องการจะเข้าคือหน่วยธนู เพราะพลธนูนั้นมักจะอยู่ในแนวหลัง และแม้ว่าต้องไปนำยิงที่แนวหน้าของกองทัพ แต่ก็มักจะได้ถอยกลับมาตั้งหลักในแนวหลังเมื่อกองทัพทั้งสองเข้าปะทะกัน  นอกเสียจากว่าทั้งกองทัพจะถูกทำลายไปแล้วนั่นแหละ ไม่อย่างนั้นนักธนูก็ไม่ได้ปะทะกับศัตรูตรงๆ หรอก"

 

เมื่อได้ยินดังนั้น โจวเหว่ยชิงก็รู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก "ใช่แล้ว! นั่นมันเหมาะกับข้าจริงๆ! ทำไมข้าถึงไม่ได้นึกถึงหน่วยที่มีชื่อเสียงที่สุดของอาณาจักรเกาทัณฑ์สวรรค์อย่างหน่วยธนูนะ พี่ชาย ข้าตัดสินใจแล้ว ข้าอยากจะสมัครเป็นนักธนูขอรับ!" อย่างน้อยเขาก็รู้ว่านักธนูมักจะถูกจัดตำแหน่งให้อยู่ข้างหลังเพื่อรับการป้องกันจากกองทัพหลัก

 

นายกองเห็นว่าแผนการณ์ยุยงส่งเสริมของตนได้ผลจึงหัวเราะออกมาก่อนจะยืนขึ้นและจับพู่กันขึ้นมา "เจ้าชื่ออะไร อายุเท่าไหร่?"

 

"ข้าชื่อโจว..." โจวเหว่ยชิงกัดลิ้นหยุดได้ทันเวลาก่อนที่จะเผลอบอกชื่อจริงออกไป "ข้าชื่อว่าอ้วนน้อยโจว อายุ16ปีขอรับ" แม้ว่าโจวเหว่ยชิงจะอายุเพียง 13 ปี แต่อย่างน้อยเขาก็เกิดในครอบครัวขุนนางและเป็นบุตรชายคนเดียวของตระกูล ดังนั้นเด็กหนุ่มจึงมีความรู้เพียงพอที่จะพลิกแพลงบิดเบือนคำพูดไม่ให้เป็นเท็จซะทีเดียว อย่างน้อยก็ยังอยู่ในระดับที่เหนือกว่าเด็กธรรมดาทั่วไป

 

เนื่องจากเขาตัดสินใจจะเข้าร่วมกองทัพ ดังนั้นเพื่อซ่อนตัวตนจากบิดาของเขา โจวเหว่ยชิงจึงตัดสินใจที่จะใช้ชื่อปลอมที่เป็นชื่อเล่นสมัยเด็กของเขา ซึ่งชื่อนั้นเป็นชื่อที่ไม่ได้ใช้มานานกว่า 10 ปีแล้ว ทำให้เป็นไปไม่ได้เลยที่บิดาจะค้นพบตัวเขาจากชื่อนี้

"อ้วนน้อยโจวงั้นรึ? มองยังไงแกก็ไม่เห็นอ้วนเลยสักนิด!" นายกองพึมพำกับตัวเองขณะที่จดรายละเอียดลงไป ฝ่ายตรงข้ามไม่ได้สงสัยเลยแม้แต่น้อยว่าโจวเหว่ยชิงนั้นดูเด็กเกินกว่าจะอายุ 16 ปี

 

หลังจากนั้นไม่นาน การสมัครก็เสร็จสมบูรณ์ เขาก็ส่งใบสมัครนั้นให้แก่โจวเหว่ยชิงและชี้นิ้วไปที่มุมหนึ่ง  "เอาล่ะ ไปตรงนั้นเพื่อทดสอบกับนักธนู ถ้าเจ้าสอบผ่านก็จะได้เป็นนักธนูของอาณาจักรแล้ว"

 

"ขอบคุณมากขอรับพี่ชาย” โจวเหว่ยชิงรับใบสมัครนั้นมาอย่างยินดี  ภายในใจพลันคิดว่า การเข้าร่วมหน่วยทหารที่จะทำให้เขาไม่ตกอยู่ในอันตรายมากนักอย่างหน่วยธนูนั้นเป็นผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจที่สุดแล้ว นี่มันช่างยอดเยี่ยมจริงๆ!

 

โจวเหว่ยชิงรีบร้อนไปยังตำแหน่งที่จัดทดสอบ ที่นั่นมีทหารรออยู่ 4-5 นาย พวกเขาล้วนสวมชุดเครื่องแบบสีดำและสีเทา สวมทับด้วยเกราะหนังน้ำหนักเบา ปลอกมือที่ดัดแปลงเฉพาะเพื่อสวมที่ข้อมือนักธนู นอกจากนั้นยังมีหมวกขนาดใหญ่ครอบไว้ที่ศีรษะเพื่อป้องกันสายตาจากแสงแดดและสายฝน ด้านหลังยังมีคันธนูยาวสะพายไว้พร้อมกับแล่งธนูอยู่ด้านข้าง สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นอุปกรณ์สามัญสำหรับนักธนู เมื่อสวมใส่ก็แลดูองอาจและสง่างาม

 

ณ ขณะนั้นยังไม่มีผู้ใดเข้ารับการทดสอบ มีเพียงทหารใหม่สองสามนายกำลังยืนมุงดูอยู่อย่างสนอกสนใจ โจวเหว่ยชิงย่อมรับรู้ว่าบิดาของตนเข้มงวดเพียงใด และถ้าเขาโหดเหี้ยมกับลูกชายของตัวเองขนาดนี้แล้วล่ะก็ กองทัพของเขาก็คงจะมีวินัยอย่างเข้มงวดเช่นกัน ดังนั้น ถึงแม้ว่าอาณาจักรเกาทัณฑ์สวรรค์จะค่อนข้างเล็กและมีกำลังทหารเพียงไม่กี่หมื่นนาย แต่ทหารเหล่านั้นต่างก็ล้วนเป็นขุนศึกผู้ยอดเยี่ยมและมีความสามารถในการต่อสู้กับศัตรูที่มีจำนวนใกล้เคียงหรือสูงกว่า โจวเหว่ยชิงรู้ดีว่าบิดาของเขาไม่เคยพ่ายแพ้ในสนามรบ ยิ่งไปกว่านั้นเขายังมีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วในอาณาจักรรอบๆ อีกด้วย

 

“คารวะพี่ชาย ข้ามาทำการทดสอบเป็นนักธนู” โจวเหว่ยชิงส่งใบสมัครของเขาให้กับหนึ่งในผู้คุมที่สบตากับตนอยู่ ชายคนนั้นจึงกล่าวว่า “น้องชาย เลือกได้ดี! ข้าขอแสดงความยินดีกับเจ้าที่เลือกเข้ากองธนูของเรา หน่วยของเรานั้นเป็นหน่วยที่ดีที่สุดในกองทัพเชียวล่ะ เอาธนูนี่ไปซะ แล้วก็ลองง้างดูแบบนี้” ผู้คุมคนนั้นทดลองง้างธนูของเขาให้ดูก่อนจะส่งต่อให้โจวเหว่ยชิง

 

โจวเหว่ยชิงก้มมองดูธนูนั้นอย่างละเอียดรอบหนึ่ง มันทำจากไม้ดาราที่มีคุณภาพเยี่ยม ยาวประมาณ 1.8 เมตร และกว้างกว่า 0.9 เมตร ส่วนหน้าของคันธนูนั้นโค้งรับกันได้อย่างเหมาะเจาะ ขณะที่เชือกขึงนั้นเหยียดยาวเป็นเส้นตรงไม่บิดเบี้ยวแม้แต่น้อย ส่วนที่จับนั้นกว้างประมาณ 4 เซนติเมตร ส่วนที่ต่อออกมาจากที่จับก็มีขนาดเรียวเล็กลงเรื่อยๆ ไปจน ถึงปลายของทั้งสองฝั่ง ยิ่งไปกว่านั้นยังถูกห่อหุ้มด้วยเส้นเอ็นอย่างดี

 

ด้วยการห้ำหั่นกันในศึกสงคราม คันธนูยาวเช่นนี้จึงได้รับการคิดค้นพัฒนามายาวนานต่อเนื่องปีแล้วปีเล่า ในดินแดนไร้ขอบเขตสมัยโบราณนั้นมีวัสดุหลากหลายชนิดที่มักจะนำมาใช้ทำธนู ในยุคนั้นธนูทั่วไปมีความยาวประมาณ 1.2 เมตร มีระยะโจมตีหวังผลสูงสุด 200 เมตร น้อยสุด 100 เมตร และอำนาจการทะลุทะลวงต่ำ ขณะที่เวลาผ่านไป ธนูก็ค่อยๆถูกพัฒนาให้มีขนาดใหญ่ขึ้นเป็นคันธนูยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการค้นพบวัสดุชั้นดีอย่างไม้ดารา ทำให้คันธนูยาวถูกใช้กันอย่างแพร่หลายมากขึ้น

 

แม้ปัจจุบันคันธนูยาวนี้ถือว่าเป็นอาวุธประจำกายสำหรับพลธนูของอาณาจักรเกาทัณฑ์สวรรค์ แต่ก็มันก็อันตรายเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากแม้แต่ทหารธรรมดาที่ไม่มีพลังปราณสวรรค์ก็สามารถยิงโจมตีหวังผลสูงสุดได้ตั้งแต่ 200 ถึง 400 เมตร ซึ่งเป็นระยะโจมตีที่มีประสิทธิภาพเกือบสองเท่าของธนูแบบเก่า นอกจากนั้น อัตราความเร็วในการยิงยังสูงถึง 10-12 ลูกต่อนาที และเมื่อมันตกอยู่ภายใต้เงื้อมมือของนักแม่นธนู ความเร็วก็ย่อมสูงมากกว่า

 

คันธนูยาวนั้นเบาเนื่องจากวัสดุที่ทำมันขึ้นมา และมันยังใช้งานง่ายกว่าธนูแบบเก่า แม้ว่าจะให้ระยะหวังผลที่ดีกว่าและพลังทำลายล้างสูงกว่าก็ตาม ดังนั้นคันธนูยาวจึงเหมาะสำหรับทั้งใช้ซุ่มโจมตีและปะทะโดยตรง ยิ่งไปกว่านั้น รูปลักษณ์ที่สง่างามของมันก็ยังทำให้ธนูอื่นๆกลายเป็นสิ่งล้าสมัย จึงอาจกล่าวได้ว่าคันธนูยาวเปรียบดั่งราชาในสนามรบสำหรับการโจมตีระยะไกลเลยทีเดียว

 

การยิงโจมตีระยะไกลของธนูยาวอาจให้ผลราวกับการระดมยิงด้วยปืนใหญ่ เมื่อเหล่าพลทหารราบกำลังพุ่งเข้าปะทะศัตรู พลธนูที่ซุ่มอยู่ในแนวหลังก็สามารถยิงธนูขึ้นไปในแนวโค้งเพื่อทำร้ายศัตรูในกองทัพหน้าได้ ซึ่งนี่ก็เป็นจุดอ่อนของพลทหารม้าที่มักไม่สวมเกราะหนัก เพราะเมื่อนักธนูยิงด้วยกำลังสูงสุด ลูกธนูอันแหลมคมนั้นก็สามารถเจาะผ่านแม้กระทั่งเกราะอ่อนได้

8.บทที่ 2 ไข่มุกสีดำแปลกประหลาด (4)

แน่นอนว่าการใช้ธนูยาวนี้ก็ยังมีข้อบกพร่องอยู่บ้าง นั่นคือนักธนูจะต้องมีพละกำลังแข็งแกร่งและมีทักษะที่ยอดเยี่ยมในหลายๆด้าน รวมถึงจะต้องสามารถทำงานประสานกันในหน่วยได้เป็นอย่างดี นั่นจึงหมายถึงการฝึกซ้อมย่อมต้องกินเวลายาวนาน เนื่องจากคนในหน่วยต้องร่วมฝึกต่อสู้ประสานกันจนเข้ากันได้อย่างดีเยี่ยม จึงจะสามารถออกสู่สนามรบจริงได้

 

ความสำคัญของนักแม่นธนูนั้นย่อมไม่เป็นที่กังขาอยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกองธนูของอาณาจักรเกาทัณฑ์สวรรค์แห่งนี้ ความเป็นจริง เมื่อตอนที่บิดาของโจวเหว่ยชิงยังอายุน้อยกว่านี้และเป็นเพียงผู้บัญชาการกองพัน เขาเป็นผู้คิดค้นสร้างรูปแบบการโจมตีอันทรงประสิทธิภาพให้แก่หน่วยแม่นธนูของกองทัพจนประสบความสำเร็จเป็นที่เลื่องลือ ในเวลานั้น ศัตรูของพวกเขาคืออาณาจักรคาลิเซที่ตั้งอยู่ทางใต้ ซึ่งกองกำลังส่วนใหญ่ของพวกเขานั้นเป็นทหารม้า

 

ณ เวลานั้น ผู้บัญชาการโจวได้เลือกเนินเขาลาดชันแห่งหนึ่งเป็นที่ซุ่มโจมตีกองทัพคาลิเซซึ่งกำลังจะเคลื่อนพลผ่านไป ซึ่งขณะนั้น อาณาจักรเกาทัณฑ์สวรรค์มีพลทหารแม่นธนูอยู่ประมาณ 2,000 คน ทั้งหมดแบ่งออกเป็น 3 กองย่อยๆคอยซุ่มโจมตีอยู่ 3 ที่ใกล้ๆ กัน หน่วยที่ซุ่มอยู่ด้านซ้ายใช้พุ่มไม้หนาและขุดหลุมเพลาะเป็นที่กำบัง ส่วนหน่วยทางขวาใช้แม่น้ำเล็กๆเป็นแนวป้องกัน หน่วยสุดท้ายนั้นผู้บัญชาการโจวนำรบด้วยตนเอง ทั้งหมดคอยซุ่มอยู่ข้างหลังสองหน่วยแรกเพื่อรอฟังคำสั่ง หน่วยพลธนูแต่ละกองนั้นมีทหารม้าซึ่งสละม้ามาเป็นทหารราบคอยคุ้มกันประมาณ 150 นาย ถือโล่สูงกำบังเป็นแถวเรียงกันจำนวน 6 แถว

 

ด้วยกำลังหลักที่เป็นเพียงพลธนู ถึงแม้ว่าจะต้องเผชิญกับกองทัพศัตรูที่ส่วนใหญ่เป็นทหารม้า และมีจำนวนมากกว่าถึงสามเท่า แต่ผู้บัญชาการโจวกลับสามารถนำทัพจนได้ชัยอย่างงดงาม ข้าศึกแตกพ่ายกลายเป็นการสังหารหมู่ฝ่ายเดียว นี่คือการนำทัพที่สร้างชื่อให้กับนายพลโจวและนำไปสู่การเลื่อนตำแหน่งสู่ระดับสูงของกองทัพ

 

หลังจากโจวเหว่ยชิงได้รับรู้วีรกรรมการสู้รบของบิดา เมื่อเขาจับธนูขึ้นมาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหึกเหิมและตื่นเต้น และเพราะว่าตนเป็นบุตรของชายผู้เป็นตำนานนั่น คันธนูยาวนี้จึงถูกโจวเหว่ยชิงง้างฝึกฝนมาหลายครั้งหลายครา แต่อย่างไรก็ตาม การง้างธนูต่อสู้ในสนามรบจริงก็ย่อมให้ความรู้สึกแตกต่างกับการซ้อมอยู่แล้ว

 

หลังจากสูดหายใจเข้าลึกคราหนึ่ง โจวเหว่ยชิงก็จับเข้าที่คันธนูด้วยมือซ้าย เขาใช้นิ้วโป้ง นิ้วชี้ และนิ้วกลางจับเข้าที่สายง้างอย่างชำนาญ ก่อนจะใช้กำลังง้างสายขึ้นและเล็งไปยังเบื้องหน้า

 

นักธนูคนนั้นตาลุกวาว อุทานอย่างยกย่อง "เยี่ยมมาก! นี่น้องชาย เจ้าเคยใช้ธนูยาวนี่มาก่อนใช่หรือไม่ ท่าง้างสายธนูของเจ้านั้นธรรมดาสามัญ ทว่ากลับลื่นไหลและดูแม่นยำยิ่งนัก หากมีเป้าวางอยู่เจ้าคงยิงเข้าตรงกลางเป็นแน่

 

สำหรับนักธนูอย่างพวกเรา การยิงให้เข้าเป้านั้นสำคัญมาก ฉะนั้นพวกกองทัพจึงให้ความสำคัญกับพวกเรามากยังไงล่ะ"

 

ด้วยท่าทางราวกับง้างสายนี้มาเป็นพันครั้งเช่นนี้ โจวเหว่ยชิงจะยิงไม่เข้าเป้าได้อย่างไร! เมื่อย้อนกลับไปตอนที่เขายังอาศัยอยู่ที่ตระกูล บิดาของเขานั้นดูจะมีความสุขมากซะเหลือเกินกับการ "ทรมาน" เด็กหนุ่มต่างๆ นาๆ ด้วยการฝึกฝนพวกนี้ แม้ว่าโจวเหว่ยชิงจะฝึกพลังปราณสวรรค์ไม่ได้ ทว่าในการฝึกฝนร่างกายขั้นพื้นฐานอย่างเช่นต่อสู้มือเปล่าหรือด้วยอาวุธต่างๆ นั้นเขาย่อมได้รับการฝึกฝนอย่างเข้มงวดที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้จากแม่ทัพใหญ่ของอาณาจักร แม้กระทั่งตาแก่นั่นจะออกไปทำงาน ก็ยังมอบหมายตารางฝึกฝนให้โจวเหว่ยชิงฝึกให้สำเร็จ และแน่นอนว่าเขาย่อมต้องกลับมาตรวจสอบความเรียบร้อยเสมอ เพราะถ้าหากว่าไม่ตรวจละก็...ฮี่ๆๆๆ...

 

ด้วยการเขี่ยวเข็ญของบิดา โจวเหว่ยชิงจึงไม่ได้ง้างธนูเป็นเพียงอย่างเดียว แต่เขากลับยิงธนูได้แม่นยำและรวดเร็วเป็นอย่างมาก นั่นจึงเป็นสาเหตุที่เด้กหนุ่มยิ้มร่าอย่างมีความสุขที่ตนเลือกเข้าร่วมหน่วยแม่นธนู อาณาจักรเกาทัณฑ์สวรรค์นั้นมีชื่อเสียงในเรื่องกองกำลังพลทหารแม่นธนูเป็นอย่างมาก และแม่ทัพโจวก็ทุ่มเทกำลังฝึกฝนทหารหน่วยนี้อย่างหนัก

 

โจวเหว่ยชิงค่อยๆ คลายมือจากสายธนู ภายในไม่กี่อึดใจเขาก็กลับมายืนหลังตรง จริงๆ แล้วโจวเหว่ยชิงก็เป็นเพียงเด็กอายุ 13 ปีเท่านั้น และแม้ว่าร่างกายของเขาจะดูแข็งแรงไม่ด้อยไปกว่าชายฉกรรจ์ทั่วๆ ไป แต่พละกำลังของเด็กหนุ่มก็ยังคงทำให้ง้างสายธนูคาไว้ได้ไม่นานนัก

 

"เอาล่ะ แค่นี้ก็พอแล้ว ยินดีด้วย!  เจ้าหนู ตั้งแต่นี้ต่อไปเจ้ากลายเป็นพี่น้องในกองธนูของเราแล้ว! กองพันของเราเป็นส่วนหนึ่งของกรมทหารที่ 5 และกรมทหารที่ 5 นั้นก็มีทหารสังกัดอยู่ 10 กองพัน เนื่องจาก 4 ใน 10 กองพันนั้นคือหน่วยธนู ดังนั้นพวกเราเลยอยู่กองพันธนูลำดับที่ 3

 

ในดินแดนไร้ขอบเขตนั้น การจัดตั้งหน่วยทหารต่างๆ ก็จะคล้ายๆ กัน

 

ทหาร 10 นาย จะเรียกว่า ทหาร 1 หมู่

ทหาร 10 หมู่ (100 คน) เรียกว่า ทหาร 1 กองร้อย

ทหาร 10 กองร้อย (1,000 คน) เรียกว่า ทหาร 1 กองพัน

ทหาร 10 กองพัน (10,000 คน) เรียกว่า ทหาร 1 กรม

ทหาร 10 กรม (100,000 คน) เรียกว่า ทหาร 1 กองพล

 

แน่นอนว่ากองกำลังของอาณาจักรเกาทัณฑ์สวรรค์นั้นมีไม่ถึง 1 กองพลหรอก เพราะอาณาจักรของเรามีทหารทั้งหมดแค่ 5 กรม หรือประมาณ 50,000 นายเท่านั้นเอง”

 

"เอ๋? การทดสอบมีแค่นี้เองเหรอพี่ชาย?" โจวเหว่ยชิงถามด้วยความแปลกใจ

 

ผู้คุมคนนั้นตอบกลั้วเสียงหัวเราะ "ทำไม? เจ้าคิดว่ามันจะยากกว่านี้รึ? พวกเรารับสมัครทหารใหม่ ไม่ได้คัดเลือกลูกเขยเสียหน่อย ตราบใดที่พวกเจ้าร่างกายแข็งแรงดี มีแรงที่จะง้างธนูยาวนี้ได้ก็พอแล้ว เด็กน้อย นี่เจ้าเพิ่งอายุ 16 ใช่ไหม เอาเถอะ เจ้ายังโตได้อีกมาก เพราะฉะนั้นเรื่องอื่นๆ ก็คงไม่มีปัญหาหรอก ที่สำคัญคือการฝึกพื้นฐานจะใช้เวลาถึง 3 เดือน และเจ้าก็ไม่ต้องกังวล เราจะยังไม่ส่งทหารใหม่ไปออกรบจริงๆ หรอกน่า เอาล่ะ ตอนนี้เจ้าเอาของไปเก็บตรงนั้นก่อนล่ะกัน น้องชาย ข้าบอกเอาไว้เลยนะว่า เจ้าน่ะโชคดีมากที่ได้เข้ากองพันธนูที่ 3 ของเรา เดี๋ยวเจ้าก็จะรู้เองตอนที่ผู้บัญชาการของเรามอบอาวุธให้เจ้าตรงโน้น" ขณะที่เขากล่าวก็ตวัดเครื่องหมายผ่านลงบนใบสมัครของโจวเหว่ยชิงไปด้วยก่อนจะส่งกลับคืน

 

นักธนูคนนั้นบอกตำแหน่งที่ตั้งกองบัญชาการให้แก่โจวเหว่ยชิง ซึ่งที่นั่นตั้งอยู่ไม่ไกลจากที่นี่มากนัก กระโจมเหล่านั้นดูเหมือนจะเพิ่งสร้างขึ้นมาไม่นานด้วยซ้ำ เพราะยังมีเกวียนสัมภาระกำลังจอดขนของลงอยู่

 

ตอนนี้เขากำลังจะเป็นทหารจริงๆ ใช่หรือไม่?  โจวเหว่ยชิงเริ่มคิดด้วยความตื่นเต้น

 

เนื่องจากว่าตั้งแต่ยังเด็ก โจวเหว่ยชิงมักถูกบิดาดุด่าว่าเป็นคนไร้ประโยชน์ และเขาไม่เคยรู้สึกถึงความสำเร็จเช่นนี้มาก่อน แม้ว่าการทดสอบก่อนหน้านี้จะง่ายมาก แต่เขาก็ผ่านการทดสอบนั้นมาด้วยกำลังของตนเอง โจวเหว่ยชิงยืดอกด้วยความภาคภูมิใจขณะที่เดินไปยังกองบัญชาการของกองทัพ

 

ใบสมัครในมือของเขาทำหน้าที่เป็นใบผ่านทางยังจุดตรวจต่างๆ และการบอกเล่าจากทหารยาม เด็กหนุ่มสามารถเดินเข้ามาถึงกองบัญชาการใหญ่ของกองพันธนูที่ 3 ได้อย่างราบรื่น ที่หน้ากระโจมขนาดใหญ่มีป้ายเขียนกำกับไว้ว่า "รายงานตัวทหารใหม่ที่นี่"

 

ตอนนี้โจวเหว่ยชิงตื่นเต้นมาก เขารีบเดินเข้าใกล้กระโจมนั้นและยกมือขึ้นเพื่อขยับม่านเปิดเข้าไปข้างใน ทันใดนั้นเองก็พลันเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น ขณะที่เด็กหนุ่มยกมือขึ้นเพื่อเปิดกระโจมออก ใครบางก็คนกำลังเดินสวนออกมาในเวลาเดียวกัน เนื่องจากฤดูนี้เป็นฤดูร้อน ม่านกระโจมจึงทำจากผ้าบางๆ เพื่อระบายอากาศและป้องกันแมลง ด้วยความตื่นเต้นของโจวเหว่ยชิง เขาจึงเผลอจับม่านกระโจมนั้นอย่างเต็มแรง แต่ในขณะที่คว้าม่านนั้น โจวเหว่ยชิงก็พลันจับโดนบางสิ่งบางอย่างที่มีรูปร่างกลม นุ่มนิ่มและหยืดหยุ่นอย่างพิศวงไว้ด้วย โจวเหว่ยชิงเผลอบีบมันอย่างไม่รู้ตัว ทันใดนั้นก็มีเสียงร้องตกใจดังมาจากปลายอีกด้าน ก่อนที่เขาจะถูกใครบางคนเตะออกไปจนกระเด็น

 

แรงเตะดูเหมือนจะไม่ได้รุนแรงขนาดนั้น แต่โจวเหว่ยชิงกลับกระเด็นถอยหลังไปไกลกว่า 7 ก้าว บั้นท้ายของเขาเกือบจะล้มลงจ้ำเบ้ากับพื้น ม่านถูกผลักออก และมีคนผู้หนึ่งก้าวออกมา

 

เธอเป็นเด็กสาวหน้าตางดงาม อายุประมาณ 16 ปี สูงราว 1.7 เมตร และมีรูปร่างดูผอมเพรียวบอบบาง เธอมีเส้นผมสีฟ้ายาวสลวยซึ่งถูกรวบไว้เป็นหางม้าข้างหลัง สวมชุดเครื่องแบบสีดำซึ่งโจวเหว่ยชิงจำได้ว่าเป็นเครื่องแบบของผู้บัญชาการกองพัน อย่างไรก็ตาม เธอไม่ได้สวมชุดเกราะ ซึ่งหากว่าเธอสวมมันก็จะกลายเป็นเครื่องแบบผู้บังคับกองพันแบบเต็มยศ

 

องค์หญิงตี้ฝูหยานั้นจัดว่างดงามมากแล้ว แต่ก็เทียบไม่ได้กับหญิงสาวผู้นี้ ทั้งคู่ราวกับอยู่คนละระดับ ผิวของเธอดูนุ่มนิ่มและเรียบเนียนราวกับน้ำนม สิ่งที่โดดเด่นที่สุดน่าจะเป็นดวงตาสีฟ้าอ่อนอันน่าหลงใหลคู่นั้น มันดูอ่อนโยนและงดงามสมบูรณ์แบบยิ่งนัก รูปร่างหน้าตาของหญิงสาวนั้นไร้จุดบกพร่อง ทำให้ทุกคนที่มองต่างก็รู้สึกได้ถึงความอ่อนโยนราวกับสายน้ำ

 

ในขณะที่โจวเหว่ยชิงมองไปยังหญิงสาว เขาก็พลันต้องตกใจเมื่อพบว่าตนรู้จักอีกฝ่าย แม้ว่าโจวเหว่ยชิงจะเคยเห็นเธอแค่ครั้งเดียวจากที่ไกลๆ แต่ความงดงามนั้นก็ตราตรึงอยู่ในความทรงจำของเขาเสมอมา ทั้งหมดนั่นเป็นเพราะหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้าเด็กหนุ่มคนนี้เป็นอัจฉริยะรุ่นเยาว์ลำดับต้นๆ ของอาณาจักรเกาทัณฑ์สวรรค์ และยิ่งไปกว่านั้น ยังเป็นที่รู้กันว่าความงามของเธอนั้นก็เป็นอันดับต้นๆ ของอาณาจักรเช่นกัน

 

ชื่อของเธอก็คือ ซ่างกวนปิงเอ๋อร์

9.บทที่ 3 กล้ามอกของท่านผู้บัญชาการกองพันนั้นไม่เลวจริงๆ!  (1)

โจวเหว่ยชิงเคยพบซ่างกวนปิงเอ๋อร์เพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้นในพิธีมอบตำแหน่งของเธอ อาณาจักรต่างๆ ในดินแดนไร้ขอบเขตนั้นมักจะมีลำดับยศขุนนางอยู่ทั้งหมด 6 ขั้นแตกต่างกัน เรียงจากขุนนางขั้นที่ 6 คือขั้นที่ต่ำสุดไปจนถึงขุนนางขั้นที่ 1 ซึ่งเป็นขั้นสูงสุด  แน่นอนว่าในหลายๆ อาณาจักร บรรดาศักดิ์แต่ละขั้นก็มักจะมีอำนาจแตกต่างกันออกไป

 

ซ่างกวนปิงเอ๋อร์นั้นเกิดในครอบครัวธรรมดา ทว่าหญิงสาวกลับได้รับการแต่งตั้งบรรดาศักดิ์เป็นขุนนางขั้นที่ 6 เมื่ออายุได้เพียง 12 ปี ยิ่งไปกว่านั้นเธอยังได้เลื่อนขึ้นเป็นขุนนางขั้นที่ 5 ในปีถัดมาอีกด้วย

 

ความจริงแล้วในปีนี้หญิงสาวจะมีอายุครบ 15 ซึ่งมากกว่าโจวเหว่ยชิงอยู่ 2 ปี แต่ถึงกระนั้น ยศของเธอก็ได้เลื่อนขึ้นเป็นขุนนางขั้นที่ 4 เช่นเดียวกับโจวเหว่ยชิงแล้ว  อย่างไรก็ตาม หากเทียบกันแล้ว ตำแหน่งของซ่างกวนปิงเอ๋อร์นั้นได้รับมาจากความสามารถของตัวเองอย่างแท้จริง ต่างกับบรรดาศักดิ์ของของโจวเหว่ยชิงที่ได้รับตกทอดมาจากบิดาของเขา ฉะนั้นถึงแม้ว่าองค์หญิงตี้ฝูหยาจะดูราวกับเป็นดาวดวงเด่นดวงใหม่ของราชวงศ์ แต่เธอก็ยังดูหม่นแสงเมื่อเปรียบเทียบกับซ่างกวนปิงเอ๋อร์ เพราะถึงแม้จะมีอายุน้อยกว่าเจ้าหญิง 1 ปี แต่หญิงสาวกลับเป็นผู้ครอบครองมณีถึง 2 ชุด นั่นก็คือทั้งมณีธาตุและมณียุทธ์นั่นเอง

 

เมื่ออายุได้ 12 ปี ซ่างกวนปิงเอ๋อร์ฝึกพลังปราณสวรรค์ขั้นพื้นฐานทะลุไปถึงระดับ 3 จากนั้นเธอก็ปลุกพลังมณีคู่ของตัวเองขึ้นมาได้ ซึ่งปกติแล้วหากมณียุทธ์และมณีธาตุปรากฏขึ้นพร้อมกันในตัวของบุคคลใดบุคคลหนึ่งก็มักจะถูกเรียกโดยรวมว่ามณีสวรรค์ และคนผู้นั้นจะถูกเรียกว่า จ้าวมณีสวรรค์

 

ปรากฏการณ์เช่นนี้หายากกว่าการให้กำเนิดลูกแฝดในครอบครัวเสียอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอาณาจักรเล็กๆเช่นเกาทัณฑ์สวรรค์ที่ซึ่งจ้าวมณีสวรรค์นั้นมีจำนวนหยิบมือ ดังนั้นเหตุผลที่ว่าทำไมซ่างกวนปิงเอ๋อร์ถึงถูกยกย่องโดยอาณาจักรและได้รับตำแหน่งขุนนางขั้นที่ 4 ตั้งแต่อายุยังน้อยนั้นจึงเป็นเพราะเธอคือจ้าวมณีสวรรค์คนที่สองของอาณาจักรอย่างไรล่ะ! และแน่นอน จ้าวมณีสวรรค์คนแรกนั้นย่อมเป็นใครไปไม่ได้นอกเสียจากบิดาของโจวเหว่ยชิง แม่ทัพใหญ่โจวนั่นเอง

 

แม้ว่าแม่ทัพใหญ่โจวจะเป็นถึงจ้าวมณีสวรรค์คนแรกของอาณาจักร แต่ทว่าระดับขั้นพลังของผู้เป็นบิดานั้นก็ยังคงเป็นที่สงสัยมาตลอดภายในใจของโจวเหว่ยชิง เนื่องจากเขาเส้นสมปราณอุดตันมาตั้งแต่สมัยเด็กๆ บิดาจึงไม่เคยพูดเกี่ยวกับการฝึกฝนของจ้าวมณีสวรรค์เลย สิ่งเดียวที่โจวเหว่ยชิงรู้ก็คือเรื่องผิวเผินอย่างการที่จ้าวมณีสวรรค์นั้นคือส่วนผสมของจ้าวมณีธาตุและจ้าวมณียุทธ์

 

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าพลังของจ้าวมณีสวรรค์จะคล้ายคลึงกับจ้าวมณีธาตุและจ้าวมณียุทธ์ แต่ในความเป็นจริงนั้น การฝึกฝนปราณสวรรค์และการเลื่อนขั้นระดับพลังของจ้าวมณีสวรรค์นั้นมีความแตกต่างกับการฝึกธรรมดาของจ้าวมณียุทธ์และจ้าวมณีธาตุเป็นอย่างมาก แม้กระทั่งรูปลักษณ์ของมณีและทักษะธาตุที่จ้าวมณีสวรรค์ครอบครองนั้นก็แตกต่างกับทั้งจ้าวมณียุทธ์และจ้าวมณีธาตุ อย่างไรก็ตาม เขาไม่รู้เลยว่าจริงๆ แล้วความแตกต่างนั้นคืออะไรกันแน่ สิ่งที่เขารู้ก็คือจ้าวมณีสวรรค์นั้นแข็งแกร่งมากเมื่อเทียบกับจ้าวมณีอื่นๆ ดังนั้นหลายครั้งหลายครา โจวเหว่ยชิงก็วาดฝันว่าเขาจะกลายเป็นจ้าวมณีสวรรค์

 

ครั้งเดียวที่โจวเหว่ยชิงเคยเห็นซ่างกวนปิงเอ๋อร์ก็คือวันที่เธอได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นขุนนางระดับ 4 ซึ่งในวันนั้นจักรพรรดิเป็นผู้ที่เป็นคนมอบตำแหน่งให้เธอด้วยพระองค์เอง และในเวลานั้นบิดาของโจวเหว่ยชิงก็พาเขาไปชมพิธีการด้วย ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องธรรมดาที่เขาจะเคยเห็นซ่างกวนปิงเอ๋อร์มาก่อนและสามารถจดจำเธอได้ในพริบตา แม้ว่าเธอนั้นจะไม่รู้จักเขาก็ตาม

 

น่าเสียดายที่ตอนนี้สีหน้าของหญิงสาวที่งดงามที่สุดในอาณาจักรกำลังดูบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ รูปลักษณ์ที่อ่อนโยนราวกับสายน้ำคล้ายกำลังจับตัวเป็นน้ำแข็งเย็นยะเยือก เธอขมวดคิ้ว แขนทั้งสองข้างถูกยกขึ้นมาปกปิดหน้าอกเอาไว้

 

เวลานี้ซ่างกวนปิงเอ๋อร์ทั้งตกใจและโมโห เธอเพิ่งจะเดินออกจากกระโจมกองบัญชาการใหญ่ตอนที่เจ้าเด็กนี่เลิกผ้าม่านอย่างไม่ระมัดระวังจนไปโดนหน้าอกของเธอเข้า! ความจริงแล้วตั้งแต่เด็กยังไม่มีผู้ชายคนไหนได้แตะต้องร่างกายของตนด้วยซ้ำเนื่องจากหญิงสาวไม่มีบิดาและถูกเลี้ยงมาโดยมารดาแต่เพียงผู้เดียว ยิ่งไปกว่านั้น หากเธอไม่ได้กำลังตกใจและต้องคอยยกมือขึ้นกันหน้าอกไว้ด้วย แรงเตะที่โจวเหว่ยชิงได้รับอาจจะรุนแรงกว่านี้ก็เป็นได้

 

โจวเหว่ยชิงพลันถูกปลุกขึ้นมาสู่ความเป็นจริงตรงหน้า เขานึกย้อนไปถึงคำพูดที่ผู้คุมคนนั้นได้กล่าวเอาไว้ และทันใดนั้นเขาก็ตระหนักได้ว่าหญิงงามตรงหน้าเขานี้เป็นผู้บัญชาการกองพัน ยิ่งไปกว่านั้นคือ เธอเป็นผู้บัญชาการกองพันที่ 3 ผู้ที่จะต้องมอบอุปกรณ์ฝึกทหารให้กับเขาคนนั้นนั่นเอง! เมื่อเหม่อมองไปที่ใบหน้าและท่าทางอันแสนเยือกเย็นของซ่าง กวนปิงเอ๋อร์ โจวเหว่ยชิงก็พลันตระหนักได้ว่าเขาเพิ่งจะจับโดนส่วนต้องห้ามของอีกฝ่ายเข้า!

 

ก่อนหน้านี้ที่ที่ป่าดารา เขาเพิ่งจะได้เห็นเรือนร่างเปลือยเปล่าขององค์หญิงตี้ฝูหยา และพลันรู้สึกตื่นเต้นเลือดลมสูบฉีดเป็นอย่างมาก และในตอนนี้ เขาก็เพิ่งจะได้จับตรงส่วนนั้นของซ่างกวนปิงเอ๋อร์! เหตุใดวันนี้เขาถึงได้ดวงดีเช่นนี้? ในวันนี้วันเดียว เด็กหนุ่มได้มีความสัมพันธ์ที่คลุมเครือกับหญิงสาวที่โด่งดังที่สุดในอาณาจักรถึง 2 คน!

 

เมื่อนึกถึงสิ่งที่ได้สัมผัสไปก่อนหน้านี้ “ปุ” เลือดกำเดาไหลของเขาก็ไหลออกมาอีกครั้ง แม้ว่าสีหน้าของโจวเหว่ยชิงจะดูใสซื่อบริสุทธิ์ แต่เลือดกำเดาที่ไหลออกมานั้นก็ได้เปิดเผยความคิดที่สกปรกของเขาเข้าให้แล้ว

 

“เจ้าเป็นใคร?” เมื่อเห็นโจวเหว่ยชิงมีเลือดกำเดาไหลออกมา สีหน้าของซ่างกวนปิงเอ๋อร์ก็ยิ่งเย็นชา เธอชักดาบออกมาก่อนจะร้องตะโกนและชี้ดาบไปยังโจวเหว่ยชิงในเวลาเดียวกัน

 

“อ๊าาาาา นี่มันเรื่องเข้าใจผิดเท่านั้น! ขะ ข้า ข้าเป็นทหารใหม่น่ะขอรับ ข้ามาที่นี่เพื่อรายงานตัวรับอุปกรณ์และชุดของข้า" โจวเหว่ยชิงโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน

 

ซ่างกวนปิงเอ๋อร์ก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ก่อนจะคว้าใบสมัครจากมือโจวเหว่ยชิงไปดู สีหน้าของเธอดูสงบลงเล็กน้อยหลังจากตระหนักได้ว่านี่อาจจะเป็นเรื่องบังเอิญจริงๆ แม้ว่าลึกๆ แล้วเธอจะโกรธโจวเหว่ยชิงมากก็ตาม

 

“แล้วทำไมเจ้าถึงต้องทำท่าทางลุกลี้ลุกลนขนาดนั้นด้วย?” ซ่างกวนปิงเอ๋อร์เก็บดาบของเธอ รังสีฆ่าฟันในดวงตาค่อยๆ จางหายไป ทว่าน้ำเสียงของเธอยังคงไว้ซึ่งความเย็นชา ดูเหมือนว่าท้ายที่สุดแล้วหญิงสาวก็ควบคุมอารมณ์ของตัวเองเอาไว้ได้แม้ว่าจะถูกเขาพลาดกระทำเช่นนั้นลงไป

 

โจวเหว่ยชิงรู้สึกประทับใจในตัวของซ่างกวนปิงเอ๋อร์เป็นอย่างมาก ดูสิ! นางเกิดในตระกูลธรรมดาๆ แต่ทว่ากลับมีเมตตามากกว่าองค์หญิงของอาณาจักรซะอีก! ความอับอายที่เธอได้รับนั้นไม่ได้น้อยไปกว่าตี้ฝูหยาเลย แต่ปฏิกิริยาของคนทั้งสองกลับแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว ถ้าหากว่านางเป็นคู่หมั้นของข้าแทนล่ะก็ มันจะดีสักเพียงใดนะ? โจวเหว่ยชิงเริ่มฝันกลางวันเป็นตุเป็นตะอยู่ในใจ

 

“ตามข้าเข้าไปข้างใน” ซ่างกวนปิงเอ๋อร์หันไปผลักม่านเดินกลับเข้าไปในกระโจมกองบัญชาการใหญ่อีกครั้ง

 

โจวเหว่ยชิงกำลังจะเดินตามเข้าไป แต่ทว่ากลับมีคนผู้หนึ่งเข้ามาประชิดตัวเขาเข้าเสียก่อน จากนั้นเด็กหนุ่มก็ได้ทราบว่าทหารผู้นี้ได้เดินตามซ่างกวนปิงเอ๋อร์ออกมาจากกองบัญชาการใหญ่ก่อนหน้านี้ ชายผู้นั้นสวมเกราะเบาปกปิดจุดตายบนร่างกาย หมวกของเขายังประดับไปด้วยขนนกสีเหลือง นี่เป็นสัญลักษณ์ของทหารตำแหน่งผู้บัญชาการกองร้อย แต่เนื่องจากความสนใจทั้งหมดของโจวเหว่ยชิงพุ่งไปที่ผู้บัญชาการกองพันแต่เพียงผู้เดียว จึงไม่ได้สังเกตเห็นการปรากฏตัวของเขา

 

ชายคนนั้นกระซิบเสียงเบา “เฮ้ยไอ้หนู ใจกล้าไม่เบาเลยนี่หว่า รู้สึกยังไงบอกข้าบ้างสิ?"

 

โจวเหว่ยชิงนั้นราวกับตกอยู่ในภวังค์ เขาจึงกล่าวออกมาอย่างใจลอย "กล้ามอกของท่านผู้บัญชาการกองพันนั้นไม่เลวจริงๆ!" 

 

นายกองคนนั้นเพียงตั้งใจจะหยอกล้อเขาเล่นด้วยความอิจฉาเท่านั้น คาดไม่ถึงว่าไอ้เด็กหนุ่มนี้จะตอบเขากลับมาเสียงดังฟังชัด ผิดกับรูปลักษณ์ใสซื่อของเจ้าตัวเป็นอย่างมาก ซึ่งคำตอบของโจวเหว่ยชิงนั้นสามารถนิยามได้เพียงว่า "ช่างไม่กลัวตายเสียจริง!"

 

จู่ๆ ก็มีแสงวาบผ่านหน้าเขา โจวเหว่ยชิงรู้สึกขนหัวลุกขึ้นกะทันหันเมื่อมองเห็นม่านด้านหน้าเขาถูกฟันออกเป็นสองส่วน ซ่างกวนปิงเอ๋อร์ยืนอยู่หลังม่านนั้น มือที่ถือดาบอยู่สั่นด้วยความโกรธ เธอจ้องมองโจวเหว่ยชิง “ถ้ายังขืนพูดเรื่องนี้อีก ข้าจะทำให้เจ้ากลายเป็นขันทีซะ!”

“ผู้บัญชาการกองพัน! ข้าขอโทษขอรับ ข้าผิดไปแล้วจริงๆ!!” โจวเหว่ยชิงพลันรู้สึกผิดที่เผลอพูดออกไปเสียงดังทั้งๆ ที่ซ่างกวนปิงเอ๋อร์อยู่ใกล้ซะขนาดนี้ เขาลนลานกล่าวยอมรับผิดด้วยใบหน้าลุแก่โทษ

 

ซ่างกวนปิงเอ๋อร์ส่งเสียงฮึ่มฮัมในลำคอก่อนจะหมุนตัวกลับไปในกระโจม นายกองผู้นั้นเห็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดจึงยกนิ้วโป้งให้แก่โจวเหว่ยชิงก่อนจะรีบชิงเผ่นจากไป ปกติแล้วซ่างกวนปิงเอ๋อร์เป็นคนไม่ค่อยถือตัว และยังควบคุมอารมณ์ได้ดี ทว่าเมื่ออยู่ในสนามรบหญิงสาวก็โหดเหี้ยมไม่แพ้ใครๆ ดังนั้นเขาจึงไม่อยากคอยอยู่เป็นเป้ารับอารมณ์ของอีกฝ่ายหรอกนะ!

 

 

10.บทที่ 3 กล้ามอกของท่านผู้บัญชาการกองพันนั้นไม่เลวจริงๆ!  (2)

“อ้วนน้อยโจว มานี่สิ” เสียงเรียกอย่างเย็นชาของซ่างกวนปิงเอ๋อร์ดังมาจากข้างในกระโจม โจวเหว่ยชิง นิ่งงันสักพักก่อนจะคิดได้ว่าเธอกำลังเรียกตน เขาจึงรีบเร่งเดินเข้าไปข้างใน

 

ข้างในกระโจมขนาดใหญ่นี้เต็มไปด้วยอุปกรณ์ข้าวของเครื่องใช้และอาวุธมากมาย ซึ่งส่วนมากนั้นเป็นอุปกรณ์สำหรับนักธนู ซ่างกวนปิงเอ๋อร์นั้นยังไม่ได้เก็บดาบของตนเองเข้าฝัก ในทางกลับกัน เธอวางกระแทกมันลงบนโต๊ะอย่างแรง ก่อนจะกล่าวกับพลทหารที่อยู่แถวนั้น "มอบอุปกรณ์ให้เขา แล้วก็พาออกไปให้พ้นหน้าข้าด้วย"

 

ในกระโจมมีทหารอยู่มากกว่า 10 นาย พวกเขากำลังจัดเตรียมอุปกรณ์ต่างๆ และส่งมอบมันให้แก่เหล่าทหารใหม่ แน่นอนว่าทหารเหล่านั้นไม่ได้รับรู้เหตุการณ์ก่อนหน้า และได้แต่สงสัยว่าเหตุใดผู้บัญชาการกองพันจึงดูหงุดหงิดผิดปกติเช่นนี้ หลังจากได้รับคำสั่ง ทหารที่ดูมีประสบการณ์นายหนึ่งก็หยิบชุดอุปกรณ์ของนักธนูส่งให้แก่โจวเหว่ยชิง

 

โจวเหว่ยชิงก้มมองดูสิ่งที่เขาได้รับมาอย่างละเอียด มันเป็นชุดเครื่องแบบทหาร 2 ชุด ประกอบไปด้วย ถุงเท้า รองเท้า ชุดทหาร ชุดเกราะหนัง คันธนูยาวที่มีขนาดกว้างตัวโจวเหว่ยชิง แล่งธนู 2 กระบอก และหมวกขนาดใหญ่ 1 ใบ

 

ในกองทัพทั้งหมดนั้นมีเพียงนักธนูที่ได้รับอุปกรณ์เช่นหมวกใบกว้างนี้ จุดประสงค์ที่แท้จริงของมันไม่ใช่เพื่อป้องกันลมแต่เพื่อบังแสงจ้าของดวงอาทิตย์ต่างหาก เนื่องจากนักธนูต้องการวิสัยทัศน์ที่ดีที่สุดเพื่อที่จะเล็งเป้า หากพวกเขาตกอยู่ในตำแหน่งที่ต้องหันหน้าเข้าหาดวงอาทิตย์ ความแม่นยำของพวกเขาย่อมต้องลดลง  ดังนั้นนักแม่นธนูจึงต้องสวมใส่หมวกใบใหญ่ไว้เพื่อบังแสงแดดและเพิ่มทัศนวิสัยการมองเห็นให้แก่พวกเขา

 

นายทหารคนนั้นมอบเหรียญทองให้แก่โจวเหว่ยชิง 3 เหรียญ ก่อนจะกล่าวกับเขา "นี่คือค่าจ้างปีแรกของเจ้า เจ้ามีเวลาหนึ่งวัน กลับไปเก็บของที่บ้านแล้วก็จัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย กลับมาที่นี่วันพรุ่งนี้ก่อนเวลาบ่ายโมงตรง จำไว้ว่าอย่าทำอุปกรณ์ที่แจกไปเสียหาย เพราะเมื่อเจ้ากลับมาวันพรุ่งนี้ เจ้าจะต้องสวมเครื่องแบบทหารพร้อมอุปกรณ์มาด้วย เข้าใจหรือไม่?"

 

“เข้าใจขอรับ” ถ้าไม่ใช่เพราะยังตกใจกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่เกิดขึ้นก่อนหน้ากับซ่างกวนปิงเอ๋อร์ โจวเหว่ยชิงคงจะตื่นเต้นกับการได้รับอุปกรณ์ทหารเหล่านี้มาก อย่างไรก็ตาม แม้แต่ในตอนนี้เขาก็ยังจำความรู้สึกตอนสัมผัสสิ่งนุ่มๆนั่นได้ โจวเหว่ยชิงพลันคิดในใจว่าตนจะไม่ล้างมือไปซักพักซักใหญ่ๆ

 

ตามปกติแล้วนั้น ซ่างกวนปิงเอ๋อร์ในฐานะผู้บัญชาการกองพันควรกล่าวอะไรสักอย่างเพื่อปลุกใจทหารใหม่ แต่ทว่าตอนนี้จะให้เธอพูดอันใดได้? ดังนั้นสิ่งเดียวที่เธอทำคือจ้องมองโจวเหว่ยชิงด้วยสายตาดุร้ายจนเขาไม่กล้าจะมองกลับ โจวเหว่ยชิงย่อมไม่กล้าอยู่นานไปกว่านี้ เขารีบคว้าสัมภาระก่อนจะวิ่งกระโจนออกไป

 

ซ่างกวนปิงเอ๋อร์มองตามโจวเหว่ยชิง ก่อนจะขบเขี้ยวเคี้ยวฟันคิดกับตนเอง เจ้าอ้วนน้อยโจวนะเจ้าอ้วนน้อยโจว! รอก่อนเถอะ ข้าจะให้เจ้าชดใช้แน่!

 

ถ้าหากโจวเหว่ยชิงได้รู้ว่าซ่างกวนปิงเอ๋อร์กำลังคิดจะหาวิธีทรมาณเขาอยู่ คนเจ้าเล่ห์อย่างเขาจะต้องรีบตอบกลับเป็นแน่ว่า "ย่อมได้! ข้ายอมให้ท่านบีบคืนทุกส่วนบนร่างกายเลยเป็นไง!" หรือแม้กระทั่งอาจจะพูดว่า "ก็กล้ามอกของข้ามันโตไม่ได้เหมือนของท่านนี่นา!"

 

ขณะที่เขากำลังจะเดินพ้นจากเขตกองบัญชาการ โจวเหว่ยชิงก็สังเกตได้ว่าไม่มีใครอยู่บริเวณนี้เลย เมื่อมองไปรอบๆ เด็กหนุ่มก็สังเกตเห็นป้ายห้องน้ำอยู่ ซึ่งบนป้ายนั่นก็มีสัญลักษณ์แปลกๆ ที่เขาไม่รู้จักติดอยู่ด้วย

 

เด็กหนุ่มรีบคว้าสัมภาระของตนและวิ่งตรงไปที่ห้องน้ำ ซึ่งเมื่อไปถึงที่นั่น โจวเหว่ยชิงก็พบว่ามันสะอาดและน่ารื่นรมย์กว่าที่คาดไว้ แม้ว่ามันจะมีเพียงหนึ่งห้องและมีประตูที่ทำจากไม้เท่านั้นก็ตาม

 

โจวเหว่ยชิงมองหาที่สะอาดๆ และวางสัมภาระลง ก่อนจะเริ่มถอดเสื้อผ้าของตนออก ก่อนหน้านี้เสื้อผ้าภายในชุดคลุมของเขามีสภาพขาดวิ่นจนดูแทบไม่ได้ แถมยังรู้สึกไม่สบายตัวอีกด้วย ดังนั้นตั้งแต่ได้รับชุดเครื่องแบบทหารนี่มา เด็กหนุ่มก็ตัดสินใจแล้วว่าจะเปลี่ยนไปใส่ชุดทหารให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

 

เมื่อเขาถอดชุดคลุมออก ร่างกายก็แทบจะเปลือยเปล่าล่อนจ้อน โจวเหว่ยชิงไม่ได้รีบร้อนใดๆ เด็กหนุ่มยืนผ่อนคลายสักพักก่อนจะเริ่มปลดเบาด้วยความรื่นรมย์

 

ขณะที่โจวเหว่ยชิงกำลังยืนทำธุระส่วนตัวอยู่ ทันใดนั้นเองเขาก็ได้ยินเสียงเปิดประตู ทว่าเมื่อหันกลับไปข้างหลังก็ต้องผงะเมื่อเห็นว่าเป็นซ่างกวนปิงเอ๋อร์ที่กำลังเปิดประตูเข้ามา

 

ทางด้านซ่างกวนปิงเอ๋อร์ ขณะที่เปิดประตูเข้าไปในห้องน้ำ สิ่งแรกที่หญิงสาวเห็นย่อมเป็นบั้นท้ายเปลือยเปล่าของโจวเหว่ยชิง นอกจากนี้ ในเวลานั้นเขากำลังสะบัด "ไอ้เจ้าสิ่งนั้น" ตอนเสร็จสิ้นภารกิจอยู่พอดี ภาพที่เห็นทำให้ซ่างกวนปิงเอ๋อร์ตกใจจนสิ้นสติ และนั่นก็เป็นเวลาเดียวกับที่โจวเหว่ยชิงหันกลับมาพอดี

 

สายตาของทั้งคู่ประสานกัน ก่อนจะมีเสียงร้องดังขึ้นมาจากทั้งสองฝั่ง ที่แปลกประหลาดที่สุดก็คือเสียงกรีดร้องของโจวเหว่ยชิงนั้นกลับดังกว่าซ่างกวนปิงเอ๋อร์เสียอีก

 

ใบหน้างดงามของซ่างกวนปิงเอ๋อร์กลายเป็นสีแดงเถือกด้วยความอับอาย เธอจึงรีบผละออกไปในพริบตานั้นเอง โจวเหว่ยชิงพลันได้สติ รีบสะบัด "เจ้าสิ่งนั้น" ให้เสร็จก่อนจะเก็บเข้าที่ เขารีบสวมเสื้อผ้าและคิดในในว่า ซวยอีกแล้วไง!

 

เมื่อสะพายคันธนูยาวที่กลางหลังและสวมหมวกเสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาก็รีบร้อนเดินออกมาที่ประตูทางออกพลันหาทางหนีทีไล่ในใจ ข้าควรจะรีบวิ่งหนีไปให้ไกลที่สุด! ขอให้นางจับไม่ทันด้วยเถิด!

 

“หยุด!” ซ่างกวนปิงเอ๋อร์ตะโกนเรียกโจวเหว่ยชิงอย่างโมโห ใบหน้าของเธอขึ้นสีด้วยความโกรธ “ไอ้เจ้าคนวิปริต! อยู่ตรงนั้นเลยนะ ห้ามขยับ! เดี๋ยวข้าจะไปจัดการกับเจ้า!” ขณะที่พูดซ่างกวนปิงเอ๋อร์ก็รีบสวนเท้าเข้ามาใกล้

 

นี่มันช่างเป็นเรื่องบังเอิญที่น่าเหลือเชื่ออีกเรื่องของวันซะจริงๆ สาเหตุที่ซ่างกวนปิงเอ๋อร์เปิดประตูเข้ามาโดยไม่ตรวจดูก่อนนั่นก็เป็นเพราะว่าห้องน้ำนี้เป็นห้องน้ำส่วนตัวของเธอโดยเฉพาะ ดังนั้นสัญลักษณ์ที่ป้ายห้องน้ำจึงดูแปลกประหลาดกว่าที่อื่น เพราะมันหมายถึงห้องน้ำส่วนตัวของผู้บัญชาการกองพัน

เนื่องจากซ่างกวนปิงเอ๋อร์เป็นผู้หญิงส่วนน้อยของกองทัพ ประกอบกับการที่เป็นถึงจ้าวมณีสวรรค์และเป็นยังความหวังของอาณาจักร นั่นจึงเป็นเรื่องธรรมดามากที่ผู้บัญชาการกรมทหารจะมอบสิทธิพิเศษอย่างห้องน้ำส่วนตัวให้กับเธอ

 

ในตอนแรก เธอรีบร้อนออกมาจากกระโจมก็เพื่อจะเข้าห้องน้ำ ดังนั้นเมื่อเกิดเหตุการณ์อันน่าอับอายนั้นกับเจ้าอ้วนน้อยโจว ทำให้การเข้าห้องน้ำของเธอต้องถูกเลื่อนออกไป หลังจากที่โจวเหว่ยชิงจากไปแล้วเธอก็พลันสงบสติอารมณ์ลงได้ ก่อนจะมุ่งหน้าไปห้องน้ำอีกครั้งเพื่อทำธุระของตนให้เสร็จ คาดไม่ถึงว่าจะบังเอิญไปเจอเขาเข้าอีกรอบในสถานการณ์ที่หมอนั่นยืนเปลือยเปล่าทั้งตัว! ดังนั้นเธอจึงไม่เพียงแต่อายและโกรธ ในใจยังสับสนวุ่นวายมากอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น แม้ว่าซ่างกวนปิงเอ๋อร์อยากจะอัดโจวเหว่ยชิงให้น่วมแค่ไหน แต่หญิงสาวก็ยังอยากจะจัดการ "ธุระ" ของเธอให้เสร็จเสียก่อน! คิดได้ดังนั้นเธอจึงผลุนผลันเข้าห้องน้ำไป ส่วนเรื่องคิดบัญชีกับเขานั้นเอาไว้ทีหลัง!

 

 

รออยู่ตรงนี้ก็ซวยน่ะสิ! โจวเหว่ยชิงคิดกับตนเอง มีเพียงคนโง่เท่านั้นแหละที่จะรอที่นี่ บางทีพรุ่งนี้นางอาจจะลืมเรื่องนี้ไปแล้วก็ได้ สุดท้ายโจวเหว่ยชิงก็ขัดคำสั่งของผู้บัญชาการกองพันและวิ่งหลบหนีไป หลังจากออกมาจากเขตค่ายทหาร เขาก็มุ่งหน้าไปยังกลางเมืองหลวงทันที เมื่อซ่างกวนปิงเอ๋อร์ออกมาจากห้องน้ำ ไอ้เจ้าคนโรคจิต (ในสายตาของเธอ) นั้นก็ได้หนีหายไปแล้ว นั่นทำให้หญิงสาวขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความโกรธ

 

หลังจากที่มาถึงเมืองหลวง โจวเหว่ยชิงก็มองหาที่พักเพื่อจะนอนสักคืน เขาซื้อพู่กันและกระดาษเพื่อจะเขียนจดหมายหาบิดา

 

ท่านพ่อ ท่านมักจะพูดว่าข้านั้นไร้ประโยชน์ แต่ข้าก็รู้ว่า แม้ข้าจะเป็นเศษสวะแต่นั่นก็คือตัวตนของข้าเอง ดังนั้นข้าจึงจะไม่อยู่สร้างปัญหาให้ท่านอีกต่อไป ก็เหมือนกับที่โบราณว่าไว้ว่า อ่านหนังสือหมื่นเล่มก็ไม่เท่าออกเดินทางหมื่นลี้ ข้าจึงตัดสินใจจะออกเดินทางไปผจญภัยและสร้างชื่อเสียงให้กับตนเอง ดังนั้นช่วยบอกเลิกงานหมั้นระหว่างข้ากับองค์หญิงตี้ฝูหยาด้วย เพราะว่าท้ายที่สุดแล้วข้าก็เป็นเพียงเศษสวะไร้ประโยชน์ในขณะที่นางกลับเป็นถึงอัจฉริยะยอดคน ข้าจึงไม่ต้องการจะเป็นตัวถ่วงในชีวิตของนาง ยิ่งไปกว่านั้น ท่านก็รู้ว่านางไม่ได้ชอบข้าเลยแม้แต่น้อย นั่นคือทั้งหมดที่ข้าอยากจะบอกกับท่าน โปรดช่วยดูแลท่านแม่และไม่ต้องตามหาข้า ท่านก็รู้ว่าข้ากลัวตายมากกว่าใคร ดังนั้นข้าจะกลับไปอย่างมีชีวิตเป็นๆ แน่นอน ท่านไม่ต้องเป็นห่วงข้า           โจวเหว่ยชิง

หลังจากเขียนจดหมายเสร็จ เขาก็ไปยังร้านค้าที่รับฝากส่งจดหมายและจ่ายเงิน ซึ่งจดหมายนั่นจะไปถึงบ้านของโจวเหว่ยชิงในวันพรุ่งนี้ หลังจากนั้นเด็กหนุ่มก็มุ่งหน้าไปยังร้านของช่างตีเหล็ก เนื่องจากเขากำลังจะเป็นทหาร โจวเหว่ยชิงจึงให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของตนเองเป็นอันดับหนึ่ง ดังที่ได้กล่าวไว้ในจดหมาย เขานั้นกลัวตายมากกว่าคนอื่นๆ และเนื่องจากวันนี้เป็นวันเดียวที่โจวเหว่ยชิงว่างงาน ดังนั้นจึงตัดสินใจจะจัดการธุระให้เรียบร้อยก่อนจะต้องกลับไปที่ค่ายในวันพรุ่งนี้

 

โจวเหว่ยชิงนั้นเติบโตในเมืองหลวง เด็กหนุ่มจึงคุ้นเคยกับตรอกซอยทุกที่ในเมืองนี้ เนื่องจากเขายังเด็กและใช้ชีวิตอย่างยากลำบากจากการดูถูกเหยียดหยามของผู้อื่น การออกจากตระกูลในครั้งนี้ทำให้โจวเหว่ยชิงรู้สึกมีชีวิตชีวาราวกับลูกนกหลุดออกจากกรง ดังนั้นเขาจึงยังไม่ได้รู้สึกคิดถึงบ้านมากนัก

 

หลังจากเดินไปไม่นาน โจวเหว่ยชิงก็เลี้ยวเข้าไปยังร้านช่างตีเหล็กที่ใกล้ที่สุดทันที