ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

เธอสวย 漂亮的她

ผู้แต่ง Geng Can Can
ผู้แปล Hongsamut
ประเภท นิยายจีนโบราณ
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป

นางมารผู้ใช้ความสวยสยบทุกภารกิจ แบบไม่อายฟ้าอายดิน!

บทนำ

เธอสวย (漂亮的她)

เกิ่นชั่นชั่น เขียน ห้องสมุด แปล
Author: 耿灿灿
Chinese edition copyright 北京晋江原创网络科技有限公司
Thai edition copyright Hongsamut.com Co., Ltd.
ALL RIGHTS RESERVED

 

 

ในตำนานบทหนึ่งมีเรื่องเล่า...

เกี่ยวกับหญิงแพศยาเจ้าแผนการที่สวยปานล่มเมือง ไม่มีบุรุษหน้าไหนไม่พ่ายแพ้

ทุกคนรู้จักนางในนาม ‘เซี่ยจี’ นางแพศยาแห่งยุค 

เซี่ยจีเป็นธิดาของเจิ้งมู่กงผู้ครองแคว้นเจิ้ง ทั้งงดงามและเก่งกาจเรื่องยั่วชายให้หลงใหล นางมีสัมพันธ์สวาทกับบุรุษหลายคนจนทำให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นมากมาย

แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไร สุดท้ายนางมักจะเป็นผู้ชนะ! 

เพราะความแซ่บเด็ดเผ็ดอันดับหนึ่ง หลังจากที่ตายมาสองพันปี เซี่ยจีได้รับการติดต่อจาก ‘ไป๋เตา’ ผู้ควบคุมระบบเวียนว่ายตายเกิด ให้ใช้ ‘ความสามารถพิเศษบวกกับความหน้าไม่อาย’ นี้เข้าไปช่วยเหลือบรรดาหญิงสาวที่กำลังทุกข์โศกจากเรื่องรักหน่อยเถอะ 

“ไม่รู้ว่าภารกิจนี้จะยากเกินไปไหม แต่ถ้าคุณทำได้ ผมจะส่งคุณไปเกิดใหม่ในโลกแห่งความเป็นจริง”

เซี่ยจีมองไป๋เตาแล้วกลอกตา “ไม่อยากจะเม้าท์ เรื่องตบตีแย่งชิงฉันน่ะเก่ง ลองอ่านประวัติสิ ฉันน่ะขึ้นเป็นฮองเฮาถึงสามครั้งเชียวนะยะ ผู้ชายฆ่ากันตายแปดเก้าคนเพื่อจะจีบฉันเนี่ย! ฉันสวย! ฉันสตรอง! ฉันรอด ฉันตายยากยิ่งกว่าแมลงสาบ... ไหนภารกิจอะไร เดี๋ยวจะมิสชันคอมพลีตให้ดู!” 

และแล้วโลกพันธกิจที่หนึ่งก็เริ่มขึ้น...

 

 

สารบัญ

ไม่หวนคืน(โลกพันธกิจที่ 1 ตอนเรียกแม่สิลูก)

โลกพันธกิจที่ 1 ตอนแม่เลี้ยง

 

บทที่ 1 ไม่หวนคืน

ณ โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง

หญิงสาวที่อยู่ในอาการโคม่ามาหลายวันในที่สุดก็ฟื้นได้สติขึ้น ตอนที่เธอลืมตาก็กวาดสายตามองไปรอบๆ ด้วยความสับสนก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นริมฝีปากก็บิดโค้งเป็นรอยยิ้มทรงเสน่ห์

หมอเวรรีบเข้ามาตรวจดูจากการแจ้งของพยาบาลพลางหยิบบันทึกขึ้นมาสอบถามอาการคนไข้ทันที

“คุณชื่ออะไร?”

“หย่วนนั่ว”

“ปีนี้อายุเท่าไร?”

“ยี่สิบ”

คุณหมอถอนหายใจด้วยความโล่งอกเพราะข้อมูลที่ตอบมานั้นถูกต้องทั้งหมด ซึ่งบ่งชี้ว่าเธอไม่ได้มีอาการสูญเสียความทรงจำ เมื่อตรวจดูบันทึกย้อนหลังหลายวันของคนไข้อย่างละเอียดก็พบว่าไม่มีอาการแทรกซ้อนอื่นๆ อีกสองสามวันเธอก็สามารถออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว

แต่เมื่อคุณหมอหนุ่มเงยหน้าขึ้นก็พบว่าหญิงสาวกำลังจ้องมาที่เขาตรงๆ ภายใต้แสงแดดผิวของเธอช่างขาวใสราวกับหยกหิมะ รูปลักษณ์บริสุทธิ์งดงามไร้ที่ติ

เธอเป็นผู้ป่วยที่เพิ่งรอดจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ แต่สีหน้ากลับไม่มีความเหนื่อยล้าให้เห็น แววตาของเธอดูราวกับมวลไม้ที่เบ่งบานรับแสงตะวัน ความมีชีวิตชีวาช่วยเผยเสน่ห์จากภายในสู่ภายนอก

ความงดงามที่มีชีวิต

“คุณหมอข้อมือฉันเจ๊บบบ—เจ็บ ดูให้หน่อยได้ไหมคะ?” เสียงหญิงสาวช่างนุ่มนิ่มราวกับขี้ผึ้งหลอมไฟเหมือนกับชื่อของเธอ เธอค่อยๆ ยื่นมือออกมาวางบนมือคุณหมอหนุ่มด้วยท่าทางออดอ้อนน่าดูชม

คุณหมอหนุ่มหน้าแดงแม้ว่าจะถูกตั้งฉายาว่า ‘ต้นไม้น้ำแข็ง’ เขาก็ไม่สามารถต้านทานเสน่ห์เย้ายวนของหญิงสาวตรงหน้าได้ เธอสวยจริงๆ เสน่ห์เหมือนจะเปล่งออกมาจากกระดูก สวยจนไม่อาจหลบเลี่ยง

ไม่กี่วันก่อน ตอนที่เธอตกอยู่ในอาการโคม่า เขาไม่เคยคิดเลยว่าเธอที่ตื่นขึ้นมาเคลื่อนไหวจะสวยกว่าตอนที่นอนนิ่งเป็นสิบเท่า โอ้ไม่...เป็นร้อยเท่าต่างหาก!

มือของเขาสัมผัสลงไปยังไม่ทันที่จะเอ่ยถาม หญิงสาวก็เคลื่อนตัวเข้าใกล้ ลักยิ้มบุ๋มตรงข้างแก้มทำให้รอยยิ้มหวานฉ่ำขึ้นไปอีกหลายระดับ “คุณหมอนวดให้ฉันหน่อยนะคะ หน่อยเดียว เดี๋ยวก็คงหาย”

คุณหมอหนุ่มกลั้นหายใจ ช่วยนวดข้อมือบางด้วยมือที่สั่นเทา “คะ...คือตรงนี้ใช่ไหมครับ?”

หญิงสาวขบริมฝีปากล่างเปล่งเสียง “อืม---” ยาวออกมา เสียงนี้ทำให้คนได้ยินถึงกับขนลุกซู่ทั้งตัว

คุณหมอหนุ่มหัวใจเต้นโครมครามไม่กล้าอยู่ต่อ เกรงว่าหากนั่งนานไปอีกแค่วินาทีเดียวก็คงจะถูกมารน้อยตนนี้ดูดวิญญาณออกจากร่าง เขาพยายามหลบหนี แต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะหันกลับมามองเธออีกหลายครั้ง

หญิงสาวนั่งเอนร่างกับหัวเตียง ขยิบตาให้พลางยิ้มอย่างเปิดเผยดูไร้เดียงสา ตำราโบราณมีบันทึกไว้ว่ามารร้ายสามารถทำให้ใจของผู้คนหลงใหลเคลิบเคลิ้ม กระทั่งนักแสดงสาวที่สวยที่สุดในตอนนี้ยังเทียบไม่ได้กับจริตจะก้านของคนสวยแม้แต่หนึ่งในร้อย

คุณหมอหนุ่มจิกปลายนิ้วตัวเองเรียกสติกลับ หัวใจเต้นไม่เป็นส่ำ รีบหันหลังเดินออกจากห้องไปในทันที

หลังจากคุณหมอออกไปแล้ว ชายชุดขาวก็ปรากฏกายขึ้นกลางอากาศโดยที่มีรูปลักษณ์โปร่งแสงและมีแค่หย่วนนั่วเท่านั้นที่มองเห็น

เขาสะบัดมือแสงสีขาววูบวาบ บังเกิดกรงขาวที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าห่อหุ้มพวกเขาเพื่อแยกออกจากโลกภายนอก

“เขาไม่ได้อยู่ในแผนการ เธอไม่จำเป็นต้องเสียแรงยั่วเขาหรอก” ชายผู้นั้นปรายตามองมาที่หย่วนนั่วอย่างเย็นชาด้วยสีหน้าไร้อารมณ์สุดๆ

หย่วนนั่วใช้รอยยิ้มโปรยเสน่ห์ใส่คุณหมอหนุ่มเมื่อครู่มองไปยังอีกฝ่าย “หลังจากวิญญาณล่องลอยกว่าสองพันปี ในที่สุดข้าก็มีกายเนื้อเลยอยากทดสอบดูสักหน่อย ที่ท่านมาทาบทามก็เพราะข้าเสน่ห์ในการยั่วยวนไม่ใช่เหรอ... ท่านไป๋เตา”

ขานชื่อออกมาด้วยน้ำเสียงออดอ้อน หากเป็นคนธรรมดาได้ยินคำเรียกขานหวานๆ แบบนี้ก็คงหลงใหลได้ปลื้มไปแล้ว แต่สำหรับไป๋เตา เขากลับไม่รู้สึกอะไร เขาล้วง ‘สมุดบันทึกเป็น—ตาย’ ออกมาอย่างไม่แยแส น้ำเสียงเรียบสงบอ่านตัวอักษรเน้นย้ำทีละคำ...ละคำ

“เซี่ยจี งดงามเป็นหนึ่งในใต้หล้า เคยดำรงตำแหน่งฮองเฮาสามสมัย เป็นฮูหยินขั้นสูงถึงเจ็ดครั้ง ผู้คนพากันหลงใหลได้ปลื้มนาง ต่างเสียสติเมื่อพบหน้า”

เมื่อได้ยินชื่อตัวเอง... เซี่ยจีก็ยกมือป้องปากแล้วยิ้มน้อยๆ อ่อนเอวลงพิงไปฟูกเตียงอย่างเกียจคร้าน ใบหน้าเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ “โอ้ย... ท่านไป๋เตา เอาเรื่องเก่าเรื่องแก่มาพูดทำไมเนี่ย? ก็แค่ทำให้ผู้ชายสู่ขิตไม่กี่คนเอง?”

เซี่ยจีจำอดีตได้ ถึงแม้จะรู้สึกภูมิใจแต่ก็ไม่ได้แยแสะอะไร

สำหรับเซี่ยจี รัก—ใคร่—ใหล— หลง เป็นเพียงการเล่นสนุกกับชะตากรรมอันโหดร้ายก็เท่านั้น ต่อให้ประวัติศาสตร์บันทึกว่าเธอคือนางมารนางแพศยาแห่งยุค ผู้คนรุ่นหลังปฏิบัติต่อเธอราวกับโสเภณีและใช้คำพูดหยาบคายเมื่อเอ่ยถึง เธอก็ไม่ได้ใส่ใจต่อคำพูดเหล่านั้นแม้แต่น้อย

สิ่งที่สำคัญก็คือการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข

เธอชอบใช้ผู้ชายเป็นของเล่น เล่นทีละคน...คนแล้วคนเล่า ซึ่งเป็นอะไรที่เพลิดเพลินเจริญใจนัก เธอเคยคิดว่าตัวเองอาจจะหลอมละลายกลายเป็นโคลนหรือหยาดฝนหลังจากสิ้นใจ แต่ไม่คิดว่าจะต้องตกอยู่ในความโดดเดี่ยวกว่าสองพันกว่าปี ช่างเถอะ... ในที่สุดเธอก็กลับมาแล้ว

ไป๋เตาจ้องมองหญิงสาวตรงหน้า ความวิตกกังวลวูบไหวในใจ

นับตั้งแต่อาจารย์ของเขาทิ้ง ‘ระบบเวียนว่ายตายเกิด’ ไว้ให้เขาดูแลแล้วจากไป ก็เกิดจุดบกพร่องขึ้นในโปรแกรม เจ้าของร่างหลายคนปฏิเสธที่จะให้ผู้ปฏิบัติภารกิจที่หน้าตาขี้เหร่กว่าตัวเองเข้าสิงในร่างกาย ถึงแม้จะทำการซ่อมแซมโปรแกรมไปเรียบร้อย แต่ยังไงก็จำเป็นต้องมีการทดสอบ

เหตุผลที่เลือกเซี่ยจีก็ เพราะหน้าตาของเธอสามารถเข้ากันได้กับร่างผู้หญิงทุกคนบนโลกนี้ ซ้ำเธอก็เป็นเพียงมนุษย์ ไม่ใช่เทพเซียน ไม่มีความสามารถเหมือนกับพวกจอมมาร จึงไม่อาจเล่นแง่กัทูตสวรรบค์ที่ควบคุมระบบอย่างเขาได้

ไป๋เตาเอ่ยต่อ “เพื่อทดสอบว่าโปรแกรมคำสั่งกลับมาทำงานเป็นปกติแล้วหรือไม่ ฉันจะยืมวิญญาณของเธอ—เซี่ยจี ถ้างานสำเร็จ ฉันจะไม่ส่งเธอกลับไปที่เดิมอีกตราบชั่วนิรันดร์”

คำว่า ‘ไม่ส่งกลับไปที่เดิม’ สลักลงกลางใจ เมื่อได้ฟังเซี่ยจีก็ยื่นมือออกมาลูบไล้ชุดผ้าไหมปักลายกระเรียนของไป๋เตาอย่างชื่นชม ปลายนิ้วมือเคล้าคลึงไปมา “นายท่านไป๋เตาเจ้าขา ขอบคุณเป็นอย่างยิ่งที่พาข้าออกมาจากขุมนรกที่ไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวัน วันหน้าข้าจะตอบแทนนายท่านแบบถึงใจเลย”

ไป๋เตาไม่ได้มองหน้าคนพูดด้วยซ้ำ ผลักนิ้วอีกฝ่ายออกไป “ไม่ต้องตอบแทนหรอก แค่พยายามทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุดก็พอแล้ว ตามข้อตกลง คะแนนแต่ละงานที่ทำสำเร็จจะได้รับรางวัล และรางวัลนี้เธอสามารถที่จะเอาไปใช้ในโลกปัจจุบันของตัวเองได้”

หลังออกมาจากขุมนรกมาอยู่ในโลกปัจจุบัน ตอนที่ลืมตา เธอก็พบว่าเจ้าของร่างนี้มีอาชีพเป็นดาราเกรด C[1] ของโลกในอีกสองพันปีต่อมา

หากเธอทำการทดสอบระบบเวียนว่ายตายเกิดให้ไป๋เตาสำเร็จ เธอจะได้รับกายหยาบของมนุษย์เป็นสิ่งตอบแทน ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง หลังจบงานเธอก็จะใช้ชีวิตอยู่ต่อในฐานะมนุษย์ได้อย่างแท้จริง

ทำธุรกิจหนนี้คุ้มจริงๆ

เซี่ยจีเขยิบเข้าใกล้ ถามอย่างเจ้าเล่ห์ว่า “รางวัลอะไรก็ได้ทั้งนั้นหรือ?”

ไป๋เตาตอบว่า “ใช่” จากนั้นก็ยกมือขึ้นดันหญิงสาวไม่ให้กระแซะเข้ามาใกล้ “โปรดรีบรำลึกความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมด่วน งานจะได้ออกมาดี ฉันขอแนะนำให้เธออุทิศตัวเองกับบทบาทตัวละครปัจจุบัน”

เซี่ยจีกลับไปนั่งลงใหม่ เธอจ้องมองเขาด้วยความสนใจ “ได้เลย นายท่านไป๋เตา จากนี้ไปข้า—เอ่อ—ฉันจะชื่อหย่วนนั่ว ไม่ใช่เซี่ยจีอีกแล้ว”

พูดจบเธอก็หลับตา ปล่อยให้ความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมไหลเข้าสู่จิตวิญญาณของตัวเอง

หย่วนนั่วเป็นนักศึกษาวิทยาลัยภาพยนตร์ปีสี่ที่ทั้งสาวและสวย แต่โชคร้ายประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เพราะเห็นแฟนกับเพื่อนสนิทมีอะไรกัน

ตามบทเดิม หลังจากที่หย่วนนั่วฟื้นขึ้นมาก็ทนไม่ได้ที่ตนประสบอุบัติเหตุจนแท้งลูก หนำซ้ำแฟนยังทรยศ ทำให้จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ตอนที่ไปคิดบัญชีกับแฟนและเพื่อนก็ดันถูกเพื่อนโต้ตอบกลับด้วยการสร้างข่าวปลอมใส่ไฟเธอ เธอถูกสื่อประโคมข่าวว่าเป็นแฟนเก่าผู้ร้ายกาจ

ตอนนี้เพื่อนคนนั้นเริ่มมีชื่อในวงการบันเทิง แฟนคลับส่วนใหญ่ไม่รู้ความจริง ต่างพากันรุมด่าหย่วนนั่วยกใหญ่ เพื่อนเธอยังอาศัยอิทธิพลของแฟนเก่าเธอ เที่ยวได้บอกใครต่อใครหย่วนนั่วเสียสติไปแล้ว แถมยังไปเอาใบรับรองจากโรงพยาบาลที่ไหนไม่รู้มาโชว์อีกด้วย หย่วนนั่วพยายามแก้ข่าวแต่ก็ไม่มีใครเชื่อ

หย่วนนั่วเป็นเด็กกำพร้า เติบโตโดยอาศัยมรดกที่พ่อแม่ทิ้งไว้ให้ เธอไม่มีญาติพี่น้องคอยช่วยเหลือให้คำปรึกษา หรือแม้แต่จะปกป้อง หลังจากจิตใจกระทบกระเทือนอย่างหนักก็เอาแต่อยู่กับความเศร้า

อาการโรคซึมเศร้ากำเริบขึ้นจนสุดท้ายก็ฆ่าตัวตาย

 

 

------------------------

[1] ระดับดาราจีนจะมีการจัดแบ่งออกดังนี้ ระดับ 1 - เกรด A ระดับ 2 - เกรด B ระดับ 3 - เกรด C

มาพบกันหน่อยได้ไหม?

“ฆ่าตัวตายเพราะว่าผิดหวังในรักเหรอ?”

ขณะที่หย่วนนั่วคนใหม่กำลังรับความทรงจำเดิมจากเจ้าของร่าง เวลาเดียวกันก็ยังรับข้อมูลของโลกปัจจุบันเอาไว้ด้วย “ได้ยินแล้วคิดถึงอดีต ตอนที่ยังมีชีวิตฉันเคยอยู่ตกในสภาพแวดล้อมที่ยากลำบาก ฉันยังไม่สิ้นหวังต่อชีวิต เจ้าของร่างนี้ไม่ควรดูถูกชีวิตตัวเองเลย” 

ไป๋เตากล่าวออกมาอย่างเย็นชา “เพราะเจ้าของร่างมีอาการของโรคซึมเศร้าอยู่ก่อนแล้ว โรคซึมเศร้าเป็นอาการผิดปกติทางสมอง ทำให้เกิดอาการเศร้าใจ—หม่นหมอง—หงุดหงิด—กังวลใจ หรือบางทีก็ขาดความสนุกสนานเท่าที่ควร ถ้าอาการกำเริบก็ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้”

หย่วนนั่วพยักหน้า จู่ๆ ความคิดบางอย่างก็ผุดขึ้นในสมอง รีบถามว่า “แล้วตอนนี้ฉันเป็นโรคซึมเศร้าด้วยไหม แหม--เพิ่งมาอยู่ในโลกได้แป๊บเดียวเอง ไม่ทันได้เล่นสนุกอะไรเลย ยังไม่อยากถูกโรคที่มีชื่อน่ากลัวแบบนี้ควบคุมเอาไว้นะ”

ไป๋เตาแก้ไขคำพูดเธอ “นี่เป็นการปฏิบัติงานไม่ใช่มาเล่นสนุก ขอให้มองเป้าหมายอย่างจริงจังหน่อย นอกจากนี้ เพียงเธอรักษาอารมณ์และจิตใจให้มั่นคง โรคซึมเศร้าของร่างนี้ก็จะไม่มีวันกำเริบขึ้นมาได้”

หย่วนนั่วพยักหน้าพึงพอใจ เธอยิ้มเอื้อมมือไปม้วนชายเสื้อไป๋เตา กล่าวถึงประเด็นสำคัญทันที “นายท่านไป๋เตา เป้าหมายของงานคืออะไรคะ?”

ไป๋เตาตอบ “ลบล้างความคับข้องใจของเจ้าของร่าง เจ้าของร่างบางคนจะบอกถึงความปรารถนาในใจอย่างชัดเจน แต่ก็มีบางคนไม่ได้บอกอะไรไว้เลย นี่เป็นภารกิจแรกของเธอ ฉันก็เลยเลือกงานง่ายๆ ให้ หย่วนนั่วมีความปรารถนาอยู่สองอย่าง ขอเพียงเธอทำสำเร็จก็จะได้คะแนนเต็ม”

เธอถามอย่างรีบร้อน “เจ้าของร่างปรารถนาอะไรเหรอ?”

“ข้อแรกแก้แค้นแฟนเก่าให้รู้สึกเสียใจไปตลอดชีวิต ข้อสอง ก้าวขึ้นเป็นดาราดังแทนที่เพื่อนสนิท”

หย่วนนั่วหรี่ตาลง รู้สึกเอื่อยเฉื่อยไปหลายระดับ “แค่นี้เอง... ง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ?”

ไป๋เตาเอาสองมือไพล่หลังปรายตามองแวบหนึ่ง “ฉันจะไม่ให้ความช่วยเหลือใดๆ แก่เธอยกเว้นฟังก์ชันดวงตาสวรรค์ที่มีอยู่แล้วในระบบ ขอเตือนด้วยความหวังดี เป็นหมื่นปีแล้วนับตั้งแต่สร้างระบบนี้ขึ้นมา ยังเจอแค่คนเดียวเท่านั้นที่สามารถปฏิบัติภารกิจสำเร็จลุล่วงจนได้คะแนนเต็มครบถ้วน สำหรับเธอ ในฐานะดวงวิญญาณที่เป็นเพียงมนุษย์ระดับธรรมดามาก่อน ขอให้พยายามสุดกำลัง ปฏิบัติหน้าที่ให้ดีที่สุด” 

หย่วนนั่วยืนเปลือยเท้ากับพื้น ใบหน้าเธอตรงกับตำแหน่งเอวของไป๋เตาที่ลอยอยู่กลางอากาศพอดี เธอค่อยๆ ยื่นมือไปกอดเขาหลวมๆ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นในตัวเองและจริตจะก้านที่เหมือนจะหยาดลงมาดั่งหยดน้ำ “นายท่านไป๋เตา คุณจะต้องชอบฉันแน่ ฉันนี่แหละจะเป็นผู้ปฏิบัติภารกิจที่ยอดเยี่ยมที่สุดของคุณ”

ไป๋เตามองไปอีกทาง “อืม”

ได้เวลากลับมาสู่โลกพันธกิจแล้ว

หย่วนนั่วยังต้องเฝ้าสังเกตอาการอยู่ในโรงพยาบาลต่ออีกหลายวัน พอหายดีก็ขอกลับไปฟักฟื้นที่บ้าน เธอทำให้คุณหมอหนุ่มคลั่งไคล้จนหัวปักหัวปำ ตกลงไปในทะเลแห่งความรัก แต่สุดท้ายเธอก็เชิดหน้าเดินจากไปอย่างหน้าตาเฉย

ไป๋เตาด่าไล่เสียงห้วน “ร้ายกาจจริงๆ!”

หย่วนนั่วกลับมานอนเอกเขนกสบายอารมณ์อยู่ในอะพาร์ตเมนต์ส่วนตัว “นายท่านไป๋เตา ที่ฉันทำเรียกว่าการพิชิตใจ ไม่ใช่เรื่องร้ายการอะไรสักหน่อย ผู้หญิงเกิดมาก็เพื่อเอาชนะใจผู้ชายอยู่แล้วนี่”

ทันทีที่พูดจบ เสียงสมาร์ตโฟนก็ดังขึ้น หย่วนนั่วหยิบขึ้นมามองก็เห็นชื่อ ‘เฉินอิ๋น’ บนหน้าจอ

อดีตแฟนหนุ่มที่ทรยศเจ้าของร่างเดิมนั่นเอง

หลังจากเสียงดังขึ้นสามครั้งก็เงียบลง จากนั้นก็มีข้อความส่งเข้ามาแทน

[มาเจอกันหน่อยได้ไหม?]

ถ้าจะว่าตามเหตุการณ์เดิม หย่วนนั่วไม่ได้ตอบตกลงกับเรื่องขอพบของเฉินอิ๋น เธอเอาแต่แช่ตัวเองอยู่กับความโศกเศร้าและเคียดแค้น ไม่พร้อมที่จะพบหน้ากคนเคยรัก ไม่คิดเดินหน้าต่อ

เธอรู้ว่าเหตุการณ์ที่ผ่านมาขายหน้าขนาดไหน ตอนท้ายที่ตัดสินใจไปเจรจาชำระแค้น ก็เพราะว่าถูกเพื่อนท้าทาย ดังนั้นความอดทนที่มีอยู่น้อยนิดจึงขาดผึง เมื่อเรียบเรียงความเป็นไปของความคิดและความรู้สึกเจ้าของร่างเดิมเสร็จเรียบร้อย หย่วนนั่วก็ถอนหายใจขึ้นเบาๆ “อ่อนแอซะจริงๆ”

พอพูดจบก็หยิบสมาร์ตโฟนพิมพ์ส่งข้อความสั้นๆ ไปให้เฉินอิ๋น [ได้สิ ฉันเองก็อยากพบนาย]

 

ทั้งสองนัดพบกันตอนเย็นวันเสาร์ที่ภัตตาคารไฮโซย่านใจกลางเมือง

ก่อนถึงเวลานัดหย่วนนั่วตั้งใจเป็นพิเศษที่จะปรับรูปโฉมใหม่ เธอมีรูปร่างกลมกลึง เอวคอด ขาเรียวยาว เป็นลักษณะหญิงสาวย้อนยุคที่สามารถเห็นได้ในภาพยนตร์เก่าๆ ของฮ่องกง แต่หย่วนนั่วคนเดิมชอบแต่งตัวแนวโมริ[1] สวมเสื้อผ้าหลวมโพรกกระโปรงยาวติดพื้นไม่เห็นส่วนโค้งเว้าเอาซะเลย

หย่วนนั่วโละเสื้อผ้าเก่าทิ้งทั้งหมด เสื้อผ้าใหม่ที่ซื้อเลือกโทนขาวกับดำเท่านั้น เสื้อผ้าเรียบง่ายยิ่งช่วยดึงความงามของเธอให้โดดเด่น การค้นพบหาสไตล์การแต่งตัวให้เหมาะสมกับผู้หญิงก็เหมือนกับการเกิดใหม่อีกหน

พอเปลี่ยนสไตล์การแต่งกาย ทรงผมก็จำเป็นต้องเปลี่ยนให้เข้าคู่กัน เธอตัดผมดำขลับยาวเหยียดออกไปครึ่งหนึ่งให้เหลือเพียงประบ่าแล้วดัดเป็นลอนใหญ่ๆ

หย่วนนั่วเตรียมตัวเสร็จเรียบร้อยก็เรียกไป๋เตาออกมา เมื่อทูตสวรรค์ผู้นิ่งเฉยเห็นหญิงสาวเบื้องหน้าก็ถึงกับอึ้งไปครึ่งวินาที

เขาเกือบจำเธอไม่ได้

หย่วนนั่วเม้มปากยิ้มบาง ใช้ดวงตาทรงเสน่ห์จ้องมองเขา “นายท่านไป๋เตา กระทั่งคุณก็ถูกมนตร์สะกดของฉันแล้วเหรอคะ”

ไป๋เตาชักสีหน้าเย็นยะเยือกใส่ “ขอย้ำอีกครั้ง ประเมินความสามารถของตัวเองให้ดี”

ปฏิเสธไม่ได้ว่าหย่วนนั่วสวยจริงๆ สวยจนเขาเหมือนมองทะลุวิญญาณเข้าไปเห็นถึงความงามทรงเสน่ห์ที่เซี่ยจีมีในอดีต

แต่ไม่ว่าเธอจะยั่วยวนแค่ไหน เขาก็ไม่รู้สึกอะไร เขาจะไม่มีวันเดินตามรอยเท้าอาจารย์อย่างแน่นอน อาจารย์เขาบำเพ็ญตนฝึกฝนจนเกือบจะจัดอยู่ในอันดับเทพชั้นสูงหนึ่งในสิบพิภพได้แล้ว แต่กลับยอมละทิ้งทุกอย่างเพียงเพราะเห็นแก่นางมารตนหนึ่ง

ในเมื่ออาจารย์ไม่คิดจัดการระบบเวียนว่ายตายเกิดอีก ศิษย์อย่างเขาจึงต้องขึ้นมาเป็นผู้จัดการดูแลต่อไป เขาจะทำให้ที่นี่เป็นสถานที่บ่มเพาะพลังที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดในสิบพิภพ

         

ณ ภัตตาคารหรูใจกลางเมือง

พนักงานหญิงฝ่ายต้อนรับเดินนำอยู่ข้างหน้า แต่เธอก็อดไม่ได้ที่จะแอบชำเลืองมองไปทางขวาด้านหลังอยู่บ่อยครั้ง

หย่วนนั่วที่สังเกตเห็นสายตานั่นก็ส่งยิ้มสดใสราวกับดอกท้อบานไปให้

พนักงานหญิงผิวหน้าเห่อแดงขึ้นทันที

ไป๋เตาลอยออกมาจากด้านหลังหย่วนนั่วด้วยหน้าตาขึงขัง “อย่าอ่อยคนเรื่อยเปื่อย”

ในโลกพันธกิจผู้ปฏิบัติงานสามารถพูดคุยกับผู้ดูแลได้ทางกระแสจิตตามต้องการ ตอนนี้หย่วนนั่วที่ไม่ได้ดูมีอะไรผิดแผกจากปกติก็กำลังพูดออดอ้อนในใจอยู่กับไป๋เตา “ขออภัยอย่างสูงนายท่านไป๋เตา ฉันเป็นแบบนี้มาตั้งแต่เกิด ใครเห็นเป็นต้องระทวย ฉันควบคุมเสน่ห์ตัวเองไม่ได้หรอก”

ไป๋เตาพูดไม่ออก ถอยออกไปเงียบๆ

ภัตตาคารแห่งนี้มีทั้งหมดสี่ชั้น ชั้นบนสุดเป็นระบบสมาชิก ซึ่งห้องพิเศษเหล่านั้นกรุผนังเก็บเสียงเป็นอย่างดี มีมาตรการรักษาความปลอดภัยระดับเฟิร์สคลาสเพื่อให้สมาชิกที่มารับประทานอาหารสามารถพูดคุยปรึกษาความลับกันได้อย่างสบายใจ

ประตูลิฟต์เปิดออก ประตูห้องตรงหน้าก็แง้มไว้เล็กน้อย ด้านหลังประตูมีชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาคนหนึ่งแต่งตัวสบายๆ อายุประมาณยี่สิบปี ดูมีความเป็นเด็กและผู้ใหญ่ผสานกันได้อย่างลงตัวราวกับต้นไป๋หยางที่มีชีวิตชีวา

เมื่อชายหนุ่มคนนั้นเงยหน้าขึ้นมอง แวบแรกที่ตาประสานตาหย่วนนั่วก็รู้ทันทีว่าทำไมเจ้าของร่างถึงรักชายคนนี้นักหนา

ไม่มีผู้หญิงคนไหนปฏิเสธดวงตาที่สดใสราวกับทะเลสาบใต้ท้องฟ้าสีครามในฤดูร้อน คล้ายกับมีสายน้ำเปล่งประกายสดใสและชัดเจน แผ่ไอน้ำเย็นฉ่ำอยู่ในดวงตาเขา เมื่อเขายิ้มให้เหมือนก็เป่าลมเข้าสู่หัวใจของคนมอง ทำให้ความรักบานสะพรั่ง

ผู้ชายบางคนเจ้าชู้หลายใจได้เพราะว่ามีต้นทุนมากพอที่จะทำร้ายคนอื่น

หย่วนนั่วยิ้มรับสายตาเขา หลังจากแลกเปลี่ยนสายตากัน เธอก็ขยิบตาให้แล้วส่งเสียงทักทายมาจากที่ไกล “ไฮ... เฉินอิ๋น”

เฉินอิ๋นสะดุ้งโหยง

เมื่อครู่เขาเพียงเงยหน้ามองออกไปแวบเดียว เห็นอะไรไม่ชัดเจนนัก นึกว่าเป็นคนอื่นเลยส่งยิ้มผูกมิตรที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเองออกไปโดยไม่รู้ตัว ตอนนี้เมื่อปรับโฟกัสเข้ามาก็พบว่าสาวสวยที่ยืนอยู่ข้างนอกคือหย่วนนั่ว แฟนเก่าน่าเบื่อที่ทั้งวันเอาแต่หน้านิ่วคิ้วขมวด แฟนเก่าที่บอกว่าอยากจะปลีกวิเวกเพื่อบำเพ็ญศีลภาวนา หย่วนนั่วเนี่ยนะ?!

ทันทีที่หย่วนนั่วเยื้องย่างเข้าไป เธอก็แกล้งชะงักฝีเท้า จากนั้นก็ก้มลงหยิบกระเป๋าถือที่จงใจทำหล่นลงไป กระโปรงสั้นร่นขึ้นเผยเรียวขายาวเนียนสวย ภาพวอบๆ แวบๆ ทำให้คนมองถึงกับใจเต้น

 

 

 

----------------

[1] คำว่า อ่านว่าโมริมาจากภาษาญี่ปุ่นที่แปลว่าป่า ลักษณะการแต่งตัวก็จะเน้นเป็นธรรมชาติ น่ารัก สวมใส่สบาย ใช้งานได้จริง สีเอิร์ธโทน แต่ความพิเศษอยู่ตรงที่โมริไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเป็นแฟชั่นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงไลฟ์สไตล์อีกด้วย

ค่าเคลมสาว

ตอนที่เฉินอิ๋นได้สติอีกครั้ง ขาก็ก้าวออกไปก่อนแล้ว

เขาหยิบกระเป๋าที่หล่นอยู่บนพื้นขึ้นมาจากนั้นก็ส่งยิ้มอบอุ่นอันเป็นเอกลักษณ์ทักทายหย่วนนั่ว “ฉันสั่งอาหารที่เธอชอบไว้ให้ รสหวานอมเผ็ดน่ะ รับประกันว่าเธอต้องอร่อยจนลืมป่วย”

เฉินอิ๋นก็ดีอย่างนี้ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใดเขาก็ยังรักษามารยาทที่สุภาพรอบคอบไว้เสมอ ทำให้ผู้คนรู้สึกราวกับสัมผัสสายลมในฤดูใบไม้ผลิ

อย่างเช่นตอนนี้ ไม่ต้องรอให้หย่วนนั่วเอ่ยปากเขาก็รีบดึงเก้าอี้ออกมา ผ้ากันเปื้อนถูกคลี่วางไว้บนตักหญิงสาวทันที ชุดน้ำชาสีม่วงชั้นเลิศพร้อมน้ำชาเถี่ยกวนอินวางไว้ด้านข้างเรียบร้อย ทุกอย่างพอเหมาะพอเจาะ ดูสมบูรณ์แบบจริงๆ

หย่วนนั่วคนเก่าชอบดื่มชาเป็นที่สุด ไม่ชอบเครื่องดื่มประเภทอื่น

เฉินอิ๋นเติบโตขึ้นมาท่ามกลางการเลี้ยงดูอย่างดี เรื่องกินเที่ยวช่ำชองไปเสียทุกอย่าง เทคนิกพิชิตใจหญิงก็ถือว่ายอดเยี่ยม

หย่วนนั่วคบกับเฉินอิ๋นหนึ่งปี ตลอดหนึ่งปีเขาดูแลเธอประหนึ่งนางฟ้า ทว่าการเอาใจหญิงสาวเป็นแค่ความเคยชินที่เขาทำเป็นปกติอยู่แล้ว ตัวเขาไม่ได้สนใจไยดีอะไรกับมันด้วยซ้ำ

แต่สำหรับเจ้าของร่างที่เป็นเด็กกำพร้า นี่เป็นครั้งแรกที่มีใครสักคนมาทำดีต่อเธอถึงขั้นนี้ ดังนั้นเธอจึงไม่สามารถตัดใจจากเฉินอิ๋น แม้กระทั่งตอนที่ฆ่าตัวตายปากก็ยังพร่ำชื่อเฉินอิ๋นอยู่ตลอด

หย่วนนั่วหันมาช้อนตามองชายหนุ่มตรงหน้า เธอมองเขาโดยไม่มีแววรักใคร่ มีแต่ความขี้เล่นฉายออกมาให้เห็น เธอไม่เหมือนหย่วนนั่วคนเก่า ตัวเธอไม่เคยรักใคร เธอรักแต่ตัวเอง หัวใจของมนุษย์ไว้ใจไม่ได้ ความเพลิดเพลินต่างหากที่เป็นนิรันดร์

หย่วนนั่วหลุบตาลง กัดริมฝีปากแดงของตน ไหล่สั่นเล็กน้อย “ฉันกินเผ็ดไม่ได้ เปลี่ยนรายการอาหารหน่อยได้ไหม?”

เฉินอิ๋นเข้าใจทันที

เธอเพิ่งออกจากโรงพยาบาล สุขภาพอาจยังไม่เข้าที่ เขาพลาดไปเองแหละ

หลังจากที่เขาเปลี่ยนรายการอาหารใหม่เรียบร้อย สายตาก็อดไม่ได้ที่จะมองหญิงสาวตรงหน้า เขาคิดว่าหลังจากผ่านเรื่องราวในอดีตวันนี้เธอจะต้องอาละวาดใหญ่โตใส่ตน แต่ทุกอย่างเป็นความผิดของเขา ตัวเขาไม่เคยคิดหลบเลี่ยง แม้ว่าเขาจะไม่เคยรักเธอแต่เขาก็ไม่ได้ตั้งใจจะทำให้เธอเสียใจ

เขาเตรียมใจไว้แล้วสำหรับแรงแค้นบ้าคลั่ง แต่คิดไม่ถึงว่าเธอจะไม่เหวี่ยงใส่กัน

เฉินอิ๋นสูดหายใจเข้าลึกๆ ครุ่นคิดครู่หนึ่งก็พูดขึ้นก่อน “อย่าอดกลั้นอารมณ์เลย เธออยากร้องอยากโวยวายก็ทำให้เต็มที่ ฉันขอยอมรับทั้งหมดเอง ฉันขอโทษสำหรับเรื่องนี้ด้วยนะ”

หย่วนนั่วเงยหน้าขึ้นมา ดวงตากวาดมองไปก่อนจะชี้ไปที่แก้วไวน์ที่อยู่บนโต๊ะ “ฉันเอาไอ้นี่สาดหน้านายก็ได้เหรอ?”

ที่แท้เธอไม่ได้คิดจะใจดีอะไรกับเขา

แต่น้ำเสียงนั้นนุ่มนิ่มอ่อนโยน แววตาก็ดูน่าสงสาร เฉินอิ๋นจึงไม่คิดว่าคำขอร้องนี้จะเป็นปัญหาอะไร

นี่คือผลกรรมที่เขาสมควรได้รับ

ไวน์ราดลงมาบนหัวไหลซึมลงไปด้านล่าง เฉินอิ๋นนั่งเงียบแล้วเอ่ยถามอย่างเอาใจ “เอาอีกขวดไหม เดี๋ยวฉันสั่งให้”

หย่วนนั่วเอาขวดไว้น์ช้อนคางเฉินอิ๋น ถามว่า “แล้วถ้าฉันอยากเอาขวดนี่ฟาดใส่นายด้วยล่ะ?”

เฉินอิ๋นกลืนน้ำลาย เอ่ยเสียงตะกุกตะกัก “งะ...งั้นก็เบาๆ หน่อยนะ อย่าฟาดแรงล่ะ...”

ถึงตัวเขาจะชอบทำเป็นเล่น แต่ก็กล้าที่จะแบกรับผลที่ตามมา

พอได้ยินหย่วนนั่วก็ทิ้งขวด เฉินอิ๋นเพิ่งจะถอนหายใจโล่งอก จู่ๆ ฝ่ามือก็ตบลงไปที่ใบหน้าเขา

“อ๊ะ?”

หย่วนนั่วพลิกหลังมือ แล้วตบลงไปอีกครั้ง

เฉินอิ๋นไม่พูดอะไร

ถูกตบสองฉาดแลกกับเอาขวดฟาดหัว ถือว่าคุ้มแล้ว

พอตบเสร็จหย่วนนั่วก็นวดมือ บ่นพึมพำ “เฮ้อ... เจ็บมือจังเลย”

คิ้วมุ่นน้อยๆ ท่าทางฉอเลาะชวนหลงใหล ทั้งๆ ที่เธอเพิ่งฟาดฝ่ามือใส่หน้าเขาอยู่หยกๆ แต่เขากลับรู้สึกว่าเธอช่างนุ่มนวลและอ่อนหวานเสียจริง

นี่ไม่ใช่หย่วนนั่วที่อยู่ในความทรงจำ เธอเหมือนเปลี่ยนไปเป็นคนละคน แม้ใบหน้ายังเหมือนเดิมแต่นิสัยใจคอต่างกันสุดขั้ว ทว่าเฉินอิ๋นก็ไม่ได้เก็บมาคิดมากเพราะเขาไม่เคยสนใจเรื่องของหย่วนนั่วมาก่อน ในความรู้สึกเขาหย่วนนั่วเป็นแฟนสาวที่ว่านอนสอนง่าย ซึ่งเขาไม่จำเป็นต้องไปเข้าใจโลกของเธออย่างลึกซึ้ง

เฉินอิ๋นอดไม่ได้ที่จะเขยิบเข้าใกล้ ก้มหน้าลงช่วยเป่ามือให้ “ขอโทษนะ ฉันหนังหนาไปหน่อย” นี่เป็นครั้งแรกที่ถูกผู้หญิงตบแต่กลับสงสารเธอที่เจ็บมือ แม้แต่ตัวเขายังรู้สึกเหลือเชื่อ

หย่วนนั่วได้ทีเลยแถมให้อีกสองฉาด

เฉินอิ๋นยิ้มรับการตบเหมือนคนบ้า

หลังจากหย่วนนั่วได้ตบระบายอารมณ์เสร็จก็นั่งลง พูดเข้าประเด็นทันที “นายเรียกฉันมาคงไม่ได้คิดจะขอโทษเท่านั้นใช่ไหม?”

เฉินอิ๋นกำลังคิดอยู่ว่าจะพูดยังไงดี กลับมาได้ยินหย่วนนั่วเอ่ยขึ้นก่อน หัวใจก็รู้สึกกระอักกระอ่วนอย่างบอกไม่ถูก ตั้งแต่เล็กจนโตเขาทำร้ายจิตใจผู้หญิงมามาก แต่ก็รู้วิธีจัดการกับพวกหล่อนอย่างดีเยี่ยม ดังนั้นหลังจากแยกทาง พวกเธอจึงไม่เคยตัดพ้อต่อว่าเขา แต่ว่าหย่วนนั่วนั้นต่างออกไป

เธอรักเขามากเกินไป และเขาก็ทำร้ายจิตใจเธอแสนสาหัส

เฉินอิ๋นทำสีหน้าจริงจัง “หย่วนนั่ว ฉันรู้ว่าเธอไม่อยากเลิก” แม้เธอจะถูกส่งไปโรงพยาบาลหลังจากเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ หย่วนนั่วก็ยังกำแขนเสื้อเขาเอาไว้แน่น เอ่ยด้วยน้ำเสียงแทบขาดใจว่าต่อให้ตายก็ไม่อยากเลิกรากับเขา

ไม่รอให้เฉินอิ๋นพูดจบหย่วนนั่วก็ขัดจังหวะ “ใครบอกว่าฉันไม่อยากเลิกกับนาย ผู้ชายห่วยๆ อย่างนาย ถ้าไม่เลิกแล้วจะเก็บเอาไว้ฉลองปีใหม่ด้วยกันเหรอ?”

เฉินอิ๋นถึงกับพูดไม่ออก เกิดอารมณ์ซับซ้อนในใจ

ก่อนจะมาพบหย่วนนั่ว เซินหยูแฟนใหม่ของเขานอนซบอยู่กับอกด้วยใบหน้านองน้ำตา ทำท่าทางน่าสงสาร บอกว่าถ้าหย่วนนั่วไม่ยอมปล่อยมือ เธอจะยอมให้เขากลับไปคบกับหย่วนนั่วชั่วคราว รอให้อารมณ์ของหย่วนนั่วเป็นปกติเสียก่อนแล้วค่อยมาคิดเรื่องวันข้างหน้า

เซินหยูเป็นหญิงเจ้ามารยา เขารู้ว่าที่เธอพูดแบบนี้เพราะต้องการใช้กลยุทธ์ถอยเพื่อรุก แต่เขาไม่สนใจ เพราะการที่ผู้หญิงคนหนึ่งใช้เล่ห์กลเอาชนะใจผู้ชายไม่ใช่เรื่องผิดอะไร เขาชอบเซินหยูมาก เธอทั้งฉลาดและสวย รู้รุกรู้ถอย ที่สำคัญก็คือเธอร้อนแรงเมื่ออยู่บนเตียง

เสียงอ่อนนุ่มของหย่วนนั่วดังขึ้นพร้อมกับตะเกียบที่เคาะลงบนมือของเฉินอิ๋น น้ำเสียงเย็นชาแผ่ซ่านออกมา “คุณเฉิน ระหว่างที่พูดเรื่องคุณนอกใจแฟน คุณควรตั้งใจมากกว่านี้”

เฉินอิ๋นหันขวับ มองดวงตาของหย่วนนั่วที่ดูเหมือนยิ้มแต่ไม่มีรอยยิ้มให้เห็นเลย

คุณเฉิน…

ช่างห่างเหินราวกับเอ่ยเรียกคนแปลกหน้า

หัวใจของเฉินอิ๋นกระตุก หย่วนนั่วไม่ได้เจ้าเล่ห์เหมือนเซินหยู ครั้งนี้เธอคิดจะเลิกกับเขาจริงๆ

เฉินอิ๋นรู้สึกทั้งสมหวังและเสียดาย ความรักที่หย่วนนั่วมอบให้กับเขาแม้แต่มารดาแท้ๆ ก็ยังสู้ไม่ได้ น่าเสียดายที่เขาไม่ได้รักเธอ ไม่สามารถสัมผัสถึงความรักลึกซึ้งที่เธอมอบให้

เขาแค่อยากเล่น เล่นแบบถึงพริกถึงขิง ช่วงเวลาติดพันเซินหยูเกิดขึ้นเมื่อหย่วนนั่วบอกว่าอยากจะแต่งงาน

เขาเพิ่งจะย่างยี่สิบ ทั้งรูปหล่อพ่อรวย เมื่อได้ยินคำว่า ‘แต่งงาน’ ก็ทำเอาอกสั่นขวัญแขวน

พอเฉินอิ๋นได้สติก็ล้วงบัตรออกจากกระเป๋าใช้เงินแก้ปัญหาตามนิสัยลูกเศรษฐี เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ช่วงนี้พ่อไม่ได้ให้เงินค่าขนมฉันมาก ในบัญชีมีแค่หกล้าน ก่อนหน้าเธอบอกว่าไม่อยากเข้าวงการบันเทิงแต่อยากเปลี่ยนไปเรียนศิลปะ เงินก้อนนี้ให้ถือว่าเป็นการสนับสนุนค่าเล่าเรียนในต่างประเทศของเธอ หากต้องการความช่วยเหลือในอนาคต ถ้าฉันสามารถช่วยได้ก็ขอให้บอก”

ตอนที่หย่วนนั่วคบกับเขา เธอใช้เงินเขาน้อยมาก เธอไม่อยากได้ของขวัญ ไม่อยากได้เงินทอง แต่เธอต้องการแค่ความรัก

เขาคิดว่าครั้งนี้เธอก็คงไม่ยอมรับเงินเหมือนเดิม

แต่ผิดคาด “หกล้านซื้ออะพาร์ตเมนต์รูหนูแถบตะวันออกของนิวยอร์กยังไม่พอเลย” ริมฝีปากแดงกุหลาบและฟันขาววาววับเผยรอยเยาะเย้ยขึ้น “เฉินอิ๋น ค่าเคลมสาวของนายไม่น้อยไปหน่อยหรือ?”

ในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิง เฉินอิ๋นให้ความเคารพเสมอ นี่เป็นครั้งแรกที่มีผู้หญิงเอ่ยคำว่า ‘เคลมสาว’ ต่อหน้า ทั้งที่ก่อนหน้านี้เป็นเธอที่รักเขาแบบหัวปักหัวปำเอง

เฉินอิ๋นรู้สึกเสียเซลฟ์ ใบหน้าหล่อเหลาแดงก่ำ “แล้วต้องการเท่าไร จะโอนให้ในวันหลัง”

หย่วนนั่วโน้มตัวมาข้างหน้า ใช้นิ้วชี้กับนิ้วกลางเรียวขาวคีบบัตรแล้วลูบไล้ใบหน้าของเขาอย่างอารมณ์ดี “แหม... แค่ล้อเล่นเท่านั้น ดูนายสิเลิ่กลั่กเป็นไอ้ซื่อบื้อเลย” จากนั้นก็กรีดบัตรผ่านริมฝีปาก เปลี่ยนน้ำเสียงทันที “ขอบคุณคุณเฉิน สำหรับเงินชดเชย”

ช่างหอมหวนอ่อนหวาน ริมฝีปากแดงราวกับเปลวเพลิง

หัวใจเฉินอิ๋นเต้นโครมคราม เขารีบละสายตาหยิบชาขึ้นมาดื่ม แต่ชาร้อนจัดเกินไป ลวกลิ้นเขาจนพอง เขาร้องเสียงหลงขึ้นมา

ตอนที่จะกลับเฉินอิ๋นอาสาไปส่ง หย่วนนั่วม้วนไรผมข้างแก้มเบาๆ ฉายรอยยิ้มสดใส “ไม่ต้องหรอก ฉันไม่อยากติดต่อนายอีก”

“งั้นวันหลัง ถ้าย้ายไปอยู่ต่างประเทศแล้วค่อยติดต่อกันใหม่” เฉินอิ๋นยืนเก้ๆ กังๆ หัวใจเต้นแรง มองกระทั่งหย่วนนั่วหายลับไปจากสายตา แต่เขาก็ยังคงยืนนิ่งพร้อมกับมองค้าง

นานทีเดียวกว่าเขาจะได้สติ ฉากเลิกราเมื่อครู่สร้างความรู้สึกประหลาดใจเอ่อล้นขึ้นมาในใจ เขารู้สึกเสียใจนิดๆ ที่เลิกกับหย่วนนั่ว วันนี้เธอราวกับเกิดใหม่

ที่แท้เมื่อหญิงสาวเลิกรักผู้ชาย เธอก็จะน่าหลงใหลยิ่งขึ้น

เฉินอิ๋นสั่นหัวไปมา พยายามดึงสติตัวเองเพื่อเตือนว่าอย่าทำตัวน่าอาย เขาไม่มีทางกลับไปกินหญ้ารางเดิมแน่นอน

เก่งกล้าสามารถ

ในรถแท็กซี่

ไป๋เตาปรากฏตัวออกมาในสภาพไร้ตัวตน นั่งอยู่ข้างๆ หย่วนนั่ว

“ระดับค่าความรู้สึกของเฉินอิ๋นขยับจากสี่สิบ เป็นห้าสิบคะแนนแล้ว” ไป๋เตาลังเลอยู่ครึ่งวินาที ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยใบหน้าเย็นชา “เมื่อครู่เธอทำได้ดีมาก แต่เธอไม่คิดติดต่อกับเฉินอิ๋นอีกจริงๆ เหรอ? ฉันขอเตือนเธอสักหน่อย เจ้าของร่างอยากให้เฉินอิ๋นรู้สึกสำนึกผิดด้วยความรักที่ลึกซึ้งไม่มีวันลืมเลือน ถ้าเธอ...”

ไม่รอให้ไป๋เตาพูดจบ หย่วนนั่วก็ตอบอย่างไม่สบอารมณ์ “นายท่านไป๋เตา เรื่องความรักไม่มีใครที่จะช่ำชองเท่าฉันอีกแล้ว คุณกรุณารอดูอยู่อย่างเงียบๆ เถอะ รอดูว่าฉันจะทำภารกิจสำเร็จลุล่วงได้ยังไง โอเค๊?”

ประโยคที่พูดช่างเผยความมั่นใจและเย่อหยิ่ง แต่น้ำเสียงกลับออดอ้อนยั่วยวนกวนอารมณ์ ทำให้ไม่รู้สึกรังเกียจ ไป๋เตาเงียบไปครู่หนึ่งก็เอ่ยถึงความปรารถนาข้อสอง “ตอนนี้เธอโดดเดี่ยวไร้ที่พึ่ง ถ้าคิดจะจัดการเซินหยูที่มีเฉินอิ๋นเป็นผู้สนับสนุนละก็คงยาก เว้นแต่เธอจะแย่งเฉินอิ๋นกลับมาเท่านั้น” เขาเปิดบันทึกผู้ปฏิบัติภารกิจคนก่อนๆ แล้วบอกย้ำชัดถ้อยชัดคำ “ผู้ปฏิบัติภารกิจทุกคนที่เคยเข้าสู่โลกพันธกิจแห่งนี้ ลงความเห็นว่าควรเลือกวิธีดึงเฉินอิ๋นกลับมา”

หย่วนนั่วเอ่ยถาม “แล้วพวกหล่อนได้คะแนนเต็มกันรึเปล่าล่ะ?”

ไป๋เตาเงียบไปชั่วครู่ “ไม่ได้”

หย่วนนั่วหัวเราะเสียงพลิ้ว “ก็นั่นน่ะสิ แสดงว่าเลือกใช้เฉินอิ๋นเป็นวิธีที่ไม่ถูกต้อง”

ไป๋เตาขมวดคิ้ว “ฉันนึกว่า ที่เธอมาพบเฉินอิ๋นวันนี้เพื่อรูดเอาคะแนนความรู้สึกซะอีก”

หย่วนนั่วชูบัตรในมือขึ้นอย่างเริงร่า “ที่ฉันมาวันนี้ก็เพื่อรูดเอาค่าชดเชยต่างหาก เมื่อมีเงินแล้วจะได้ไปตกผู้ชายต่อไงล่ะ”

ไป๋เตา “ตะ...ตกผู้ชาย”

หย่วนนั่วพยักหน้าอย่างจริงจัง “ถูกต้อง ตกผู้ชายที่หล่อแล้วก็กระเป๋าหนักกว่าเฉินอิ๋นไง”

ไป๋เตารู้สึกลึกๆ ว่าลางร้ายเริ่มก่อตัวขึ้นแล้ว “เช่น?”

หย่วนนั่วกระพือแพขนตา แววตาเต็มไปด้วยความปรารถนาแรงกล้า “เมื่อวานนี้ดวงตาสวรรค์ทำให้ฉันมองเห็นผู้ชายที่อยู่ข้างๆ เฉินอิ๋น”

ไป๋เตานึกขึ้นได้ทันทีว่าคนที่เธอพูดถึงนั้นคือใคร บุตรชายคนเล็กตระกูลเสิ่น ‘เสิ่นเฝิงอัน’ ชายหนุ่มชาติตระกูลสูงที่มีประวัติลึกลับที่สุดในเวลานี้

เสิ่นเฝิงอันหน้าตาหล่อเหลา บุคลิกโดดเด่น ฐานะทางบ้านร่ำรวยและสูงส่งเป็นพิเศษ

คนอื่นมัวแต่ลงทุนเพื่อสร้างงาน สร้างฐานะให้ตัวเอง แต่เขาชอบแจกจ่ายเงินทองและทำทาน มีเงินมากจนใช้ไม่หมด มีเงินราวกับมีเครื่องผลิตธนบัตร คุณสมบัติทั้งหมดนั้นนิยามรวมอยู่บนตัวเสิ่นเฝิงอันแล้ว

ตระกูลเสิ่นชอบอยู่เงียบๆ ไม่ปรากฏตัวในแวดวงสังคมเท่าไร แล้วก็ไม่มีสื่อไหนกล้าหันปลายปากกาไปแหย่ปลายมีดแหลมคม การค้นหาข่าวคราวในประเทศแทบไม่พบข้อมูลของตระกูลเสิ่น มีเพียงบางครั้งที่การค้นหาในต่างประเทศสามารถพบได้ไม่กี่ข้อความ ทว่าจากนั้นไม่กี่วันก็ถูกลบทิ้งไปจนหมดเกลี้ยง

ชื่อเสิ่นเฝิงอันราวกับคำต้องห้ามที่ไม่อาจเปล่งออกมาได้ ใครๆ ก็อยากใกล้ชิดเขา แต่กลับไม่มีใครกล้าพอที่จะเข้าไปตีสนิท อย่างแรกคือไม่มีคุณสมบัติคู่ควร อย่างที่สองดีไม่ดีอาจจะซวย เมื่อคิดถึงความสัมพันธ์ระหว่างเสิ่นเฝิงอันกับเฉินอิ๋น ไป๋เตาก็อดถามขึ้นไม่ได้ “เธอแน่ใจนะว่าเธอจะตกเขา?”

รอยยิ้มหวานเยิ้มดุจดอกท้อคลี่บาน “อืม”

ในเมื่อเซินหยูมีเฉินอิ๋นสนับสนุน ถ้าอย่างนั้นเธอก็ต้องหาคนที่สามารถข่มเฉินอิ๋นได้อยู่หมัด การโด่งดังชั่วข้ามคืนไม่ใช่อะไรที่เป็นไปไม่ได้ หากเรายอมสละเวลาขบคิดและวางแผนให้ดี

ไป๋เตาแสดงความคิดเห็นอย่างเย็นชา “เก่งกล้าสามารถ”

หญิงสาวล้วงกระจกออกจากกระเป๋า ไล้ปลายนิ้วกับผิวเนียนนุ่มของตัวเอง “ไม่ได้เรียกว่าเก่งกล้า นี่คือความเชื่อมั่นในตัวเอง เพราะฉันสวยไง?”

ตั้งแต่เกิดมาเธอก็รู้แล้วความงามเป็นอาวุธที่ดีที่สุดของผู้หญิง ถ้าบวกกับการมีจิตใจเย็นเยือกก็จะยิ่งไร้เทียมทาน ไม่มีผู้ใดสามารถต่อกร

 

วันนี้มีการเปิดเกมแบบส่วนตัว

หย่วนนั่วล็อกเป้าหมายไว้ที่เสิ่นเฝิงอันเรียบร้อย เธอก็เริ่มเสาะหาคนที่มีสัมพันธ์อันดีกับตน ในที่สุดก็เลือกคนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะเป็นผู้นำทาง เธอเดินตามผู้นำทางเข้าไปในคลับเฮ้าส์โดยแอบอยู่ข้างหลัง แกล้งทำเป็นนักศึกษาอ่อนต่อโลก

ทุกคนเพิ่งมาถึง พอนั่งลงเรียบร้อยก็เงยหน้าขึ้นมอง ร้องเฮ้ยในใจ

เจ้เฉินโปรดิวเซอร์พาเด็กใหม่มาด้วย

สาวน้อยยังเรียนไม่จบมหาวิทยาลัย ซ้ำยังเป็นคนสวย คลื่นทรงเสน่ห์ถูกแผ่ออกมาสร้างความปั่นป่วนโดยธรรมชาติ รอยยิ้มซื่อและสดใสดูไร้เดียงสามาก

“คุณกล้ามาก คุณเสิ่นก็อยู่ที่นี่ยังกล้าพาคนอื่นมาด้วยเหรอ?” คนที่ทักเป็นประธานกลุ่มบริษัทเครือเจิ้งหยัง แววตากรุ้มกริ่มจับจ้องที่หย่วนนั่ว พลางเอ่ยกับเจ้เฉิน “ช่วงนี้ทำละครเรื่องอะไรอยู่ ขาดเงินอีกแล้วเหรอ?”

เจ้เฉินแตกต่างจากโปรดิวเซอร์ทั่วไป ครอบครัวของหล่อนร่ำรวย ไม่งั้นคงไม่สามารถโลดแล่นอยู่ในดงเสือสิงห์กระทิงแรดแบบนี้ได้ หย่วนนั่วมีโอกาสได้พบกับเจ้เฉินหลายครั้ง ซึ่งเจ้เฉินก็ชอบเธอ ครั้งหนึ่งคิดที่จะเป็นแม่สื่อให้หย่วนนั่วรู้จักกับผู้ใหญ่ในวงการ น่าเสียดายที่ตอนนั้นหย่วนนั่วหลงใหลแต่เฉินอิ๋นคนเดียว ไม่ได้ใส่ใจกับอาชีพตัวเองสักนิด

หย่วนนั่วรู้ว่าเจ้เฉินชอบอะไร เธอใช้เงินหนึ่งล้านหยวนซื้อเครื่องประดับให้เจ้เฉิน วิธีที่ดีที่สุดสำหรับการสื่อสารกับผู้คนและสร้างมิตรภาพอย่างรวดเร็วคือการแสดงความจริงใจด้วยเงิน ไม่มีใครกล้าปฏิเสธเงินอย่างไร้มารยาทหรอก การลงทุนของเธอได้รับการตอบรับที่คุ้มค่าในทันที เจ้เฉินเป็นคนฉลาด แถมยังรู้วิธีหาเส้นทางที่สะดวกที่สุด

ทันทีที่ชายคนนั้นพูดจบ เจ้เฉินก็ดึงหย่วนนั่วมาไว้ข้างหน้า โอบด้วยท่าทางรักใคร่ “ขาดเงินอะไรกัน พูดบ้าๆ ฉันพาสาวน้อยติดบ้านออกมาหาประสบการณ์เท่านั้นเองย่ะ”

ประธานกลุ่มบริษัทเครือเจิ้งหยังเคาะโต๊ะไพ่ “โอเค ในเมื่อมาถึงแล้วก็ร่วมวงเล่นไพ่กันหน่อยสิ แต่พวกเราเล่นกันหนักนะ คุณจะเป็นคนออกเงินให้สาวน้อยเหรอ?”

ไม่รอให้เจ้เฉินพูด หย่วนนั่วก็แทรกเสียงนุ่มนวล “ฉันมีเงินค่ะ”

“มีเท่าไรล่ะ?”

หย่วนนั่วกางนิ้วทั้งนิ้วออกด้วยท่าทางจริงจัง เสียงสดใสดังชัดเจน “ห้าล้านค่ะ”

ทุกคนพากันหัวเราะ

หย่วนนั่วพลอยหัวเราะตาม เธอยิ้มแบบเขินๆ ใบหน้าแดงระเรื่อดูเจิดจ้าและเซ็กซี่ ผู้คนค่อยๆ ลดเสียงหัวเราะลง พวกเสือหิวทั้งหลายสายตาร้อนผ่าวมากขึ้นเรื่อยๆ ครู่หนึ่งก็มีคนแอบดึงเจ้เฉินออกมาถาม “สาวน้อยคนนี้สวยมากเลย มีเจ้าของหรือยัง?”

เจ้เฉินมองไปที่หย่วนนั่วที่นั่งอยู่บนโซฟาข้างๆ “ไม่มีเจ้าของ ใหม่สดซิงๆ”

วงไพ่วันนี้เต็มไปด้วยคนมีหน้ามีตาในสังคม หลายคนมารวมตัวกันที่นี่เพราะต้องการหาโอกาสเชื่อมสัมพันธ์กับคนแวดวงเดียวกัน นอกจากเจ้เฉินแล้วก็ยังมีอีกหลายคนที่มาพร้อมกับหญิงสาวหน้าตาสะสวย

แขกทุกคนมาครบแล้ว ยกเว้นเสิ่นเฝิงอัน

“เหล่าเสิ่นบอกว่าไม่ต้องรอเขา” คนพูดเพิ่งได้รับข้อความ พอพูดจบสายตาหลายคนก็ฉายแววผิดหวังขึ้นมา

แม้ว่าเสิ่นเฝิงอันจะไม่หวือหวา แต่ใครๆ ก็อยากรู้จักเขา ขอให้ได้ลองสักหน่อยเผื่อจะมีโอกาสบ้าง

วงไพ่เล่นกันมาครึ่งทาง หย่วนนั่วก็ขอตัวออกไปรับลมข้างนอก เนื่องจากถูกทุกคนคะยั้นคะยอให้ดื่มจนมึนเมาไปหมด ดังนั้นจึงไม่มีคนรั้ง ปล่อยให้เธอเดินออกมา

หย่วนนั่วขึ้นลิฟต์ตรงไปที่ชั้นดาดฟ้า เพิ่งจะก้าวเท้าเข้าไปก็เห็นว่ามีคนคนหนึ่งยืนอยู่ เขาเป็นชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งหน้าตาหล่อเหลา สวมเสื้อเชิ้ตสีขาว กางเกงสูททรงตรง มีสร้อยประคำปะการังสีแดงคลึงอยู่บนมือเรียวขาว

เห็นได้ชัดว่าชายคนนี้เพิ่งมาถึงและมีธุระด่วนถึงได้มายืนคุยโทรศัพท์บนดาดฟ้า สัญญาณในคลับเฮาส์ไม่ดีเพราะผนังเก็บเสียงหนาเกินไป

หย่วนนั่วจงใจไม่มองไปทางเขา แต่เดินต่อไม่กี่ก้าว ท้องไส้ก็เริ่มปั่นป่วน

เธอดื่มเหล้าไม่เป็น

เสิ่นเฝิงอันขมวดคิ้วปรายตามองมาอย่างไม่พอใจ

ภาพหญิงสาวคนหนึ่งอาเจียนจนน้ำหูน้ำตาไหล เสียงฟืดฟาดฟังแล้วน่าเวทนา เข้ามาในครรลองสายตา

จังหวะนั้นหญิงสาวก็เงยหน้าขึ้นมาประสานสายตากับเขาพอดี

ภายใต้แสงแดดผิวของเธอขาวใสราวกับตุ๊กตากระเบื้องเคลือบชั้นเยี่ยมที่กระทบทีเดียวก็อาจแตกสลาย เธอหลุบตาลงอย่างไม่สบายใจ ตัวสั่นน้อยๆ น้ำเสียงแฝงความสำนึกผิด “ขอโทษนะคะ ไม่ใช่ฉันอาเจียนเมื่อเห็นหน้าคุณ พอดีฉันดื่มมากเกินไป เดี๋ยวจะหาคนมาทำความสะอาดให้ค่ะ”

คำพูดเหล่านี้บอกให้เขาฟัง

แต่เสิ่นเฝิงอันกลับไม่ได้สนใจ ดวงตาเขาหยุดมองหย่วนนั่วแวบเดียว จากนั้นก็เดินหน้านิ่งออกไปยังประตูอีกบาน

ลูกประคำหรือบุหรี่

สิบกว่านาทีต่อมา

หย่วนนั่วเช็กความเรียบร้อยแล้วกลับไปที่เกมไพ่อีกครั้ง

เสียงด้านในเบาลงมาก เจ้เฉินดึงหย่วนนั่วให้นั่งลงแล้วชี้ไปที่ห้องด้านในที่กั้นไว้เป็นพิเศษ กระซิบกระซาบเสียงเบา “ท่านประธานเสิ่นมาแล้วนั่งพักอยู่ข้างใน ระวังตัวด้วย จะทำอะไรก็เบาๆ หน่อยนะ”

หย่วนนั่วพยักหน้า

ผ่านไปครึ่งชั่วโมงเสิ่นเฝิงอันก็เดินออกมา เขากวาดสายตามองกลุ่มคน เห็นหย่วนนั่วเข้าพอดี ริมฝีปากเขาเม้มลงเล็กน้อย ก้าวยาวๆ ไปนั่งบนโซฟา “พวกคุณเล่นต่อเถอะ ไม่ต้องสนใจอะไรผมนัก”

ทุกคนผ่อนคลายลงทันที กลับเข้าโหมดความสนุกสนานอีกครั้ง

เหล่าคนใหญ่คนโตตอนนี้มีคนนั่งแนบกายกันแล้ว แต่ละคนก็เขี้ยวลากดินด้วยกันทั้งนั้น เรื่องแบบนี้อยู่ที่การตกลงปลงใจของทั้งสองฝ่าย หย่วนนั่วเป็นที่สนใจเป็นพิเศษ แต่ไม่มีใครเข้าไปพูดคุยกับเธอมากนัก เพราะว่าเธอไม่รู้จักเข้าหา ไม่เหมือนหญิงสาวที่ช่ำชองเรื่องอย่างว่า

เจ้เฉินมีธุระด่วนต้องกลับก่อน ถามหย่วนนั่วว่าจะกลับด้วยกันเลยไหม หย่วนนั่วชำเลืองมองครู่หนึ่งก็ส่ายหัวเอ่ยเสียงเบาว่า “ไม่ง่ายที่จะมาที่นี่ ฉันขออยู่ต่ออีกสักหน่อยเถอะค่ะ”

ตามกฎเจ้เฉินไม่ได้บอกหย่วนนั่วเกี่ยวกับสถานะของเสิ่นเฝิงอัน เพราะเสิ่นเฝิงอันไม่ชอบให้ใครเปิดเผยข้อมูลของเขา เจ้เฉินรู้ดีแก่ใจ แค่ไม่ได้พูดออกมาตรงๆ เพราะกลัวจะทำให้สาวน้อยผิดหวัง

หลายปีมานี้เสิ่นเฝิงอันไม่ควงผู้หญิงคนไหน ไม่ยุ่งเกี่ยวกับใคร คงจะยากสักหน่อยที่จะเข้าหาเขา

เสิ่นเฝิงอันนั่งอยู่ด้านในสุด ใบหน้าครึ่งหนึ่งถูกซ่อนไว้ในแสงเงาจากโคมไฟ ตัวเขาชอบอยู่ในที่ที่มีคนมากแต่ไม่ชอบสุงสิงกับใคร ยิ่งปีที่แล้วหันมาสนใจเรื่องเกี่ยวกับพุทธศาสนา ยิ่งทำให้พูดน้อยลงไปอีก

เขาสังเกตเห็นสายตาของหญิงสาวแต่ก็ไม่ได้แสดงอาการอะไรมาก เพียงแค่ตอนหย่วนนั่วถูกคนรุมมอมเหล้า เขาถึงจะชำเลืองมองไปทางนั้นเล็กน้อย

หย่วนนั่วยิ้มพลางรับแก้วไวน์มาดื่ม กระดกแก้วขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า ระหว่างนั้นก็คอยปลีกตัวออกไปข้างนอก พอกลับมาก็ดื่มต่อจนเมามายพริบตาเดียวก็เสียเงินไปสองล้าน มาถึงตอนนี้เธอก็เรียกหาเครื่องดื่มมาย้อมใจเองแล้ว

เธอดื่มพลางกวาดสายตาน่าสงสารก็มองไปตรงโซฟาอย่างน่าเวทนา เสิ่นเฝิงอันยังคงทำเป็นมองไม่เห็น หย่วนนั่วเก็บสายตาคืน ยืนขึ้นด้วยอาการโซเซเผยรอยยิ้มเศร้าสร้อย “ฉันขอตัวไปห้องน้ำเดี๋ยวนะคะ”

หย่วนนั่วไม่ได้ใช้ห้องน้ำข้างใน จงใจไปเข้าห้องน้ำที่ข้างนอก

เธอเพิ่งจะผลักประตูออก เสิ่นเฝิงอันที่เอนหลังบนโซฟาก็ผุดลุกขึ้น ย่างเท้าตามออกไปข้างนอกช้าๆ

ทุกคนดูแปลกใจ บางคนพูดเสียงเบาว่า “ผมไม่ได้มองผิดใช่ไหม เมื่อครู่ท่านประธานเสิ่นเดินออกไปด้วยเหรอ?”

มีคนหัวเราะ “อีกครู่คอยดูสิว่าในมือเขาจะถือลูกประคำหรือคีบบุหรี่กันแน่ มองปราดเดียวก็เข้าใจได้แล้วนี่? พูดตามตรงเลยนะ สาวน้อยที่เจ้เฉินพามานิสัยดี บุคลิกดี สวยน่ารักหาได้ยาก ใครเห็นแล้วจะไม่รู้สึกหวั่นไหวบ้าง? ถ้าไม่ใช่เพราะเธอไม่สนใจผม ผมคงลุยไปนานแล้ว”

หย่วนนั่วไม่ได้ให้ความสนใจใครเป็นพิเศษ สายตาวนเวียนอยู่ที่ร่างเสิ่นเฝิงอันเท่านั้น คนมาที่นี่ต่างมีฐานะทางบ้านดีพอตัว เมื่อพวกเขาสบตากับใครก็จะได้ในสิ่งที่ปรารถนา

หย่วนนั่วรูปร่างหน้าตาสวย น่าเสียดายที่ใจกล้าไปหน่อย คิดกับใครไม่ว่า...ถึงกับคิดที่จะกินคนอย่างเสิ่นเฝิงอันที่เป็นประหนึ่งภูเขาน้ำแข็งหมื่นปี

 

ตอนที่หย่วนนั่วออกมาจากห้องน้ำ

บนทางเดินก็มีร่างร่างหนึ่งยืนขวางอยู่ ลูกประคำที่อยู่ในมือถูกเก็บลงไปในกระเป๋า แทนที่ด้วยบุหรี่ไหม้ไฟที่มีควันลอยอ้อยอิ่งในมือ

หย่วนนั่วเช็ดน้ำตาออกจากใบหน้า พูดอย่างสุภาพ “สวัสดีค่ะท่านประธานเสิ่น”

เสิ่นเฝิงอันยืนพิงกำแพงปรายตามองหญิงสาวอย่างเรียบเฉย เธอตัวเล็กขาว ดวงตามีหยาดน้ำคลอคลองราวกับดอกไม้ต้องไอหมอก ให้ความรู้สึกเปราะบางง่ายต่อการถูกทำร้าย

ตอนที่อยู่ข้างใน สายตาเธอวนเวียนมองมาที่เขาหลายครั้ง ผู้หญิงทุกคนที่ปรากฏตัวตรงหน้าเขาต่างจะมองมาที่เขาด้วยสายตาเช่นนั้นเสมอ แต่แววตาของเธอดูเหมือนจะมีอะไรมากกว่านั้น

ราคา... เธอดีดลูกคิดรางแก้วผู้ชายในนั้นทั้งหมดแล้ว ในที่สุดลูกคิดก็ตกอยู่ที่ตัวเขา

อายุยังน้อยแต่ก๋ากั่นน่าดู... ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ

“ปีนี้อายุเท่าไร?”

หย่วนนั่วตอบเสียงนุ่ม “ยี่สิบ”

เสิ่นเฝิงอันเขี่ยเถ้าบุหรี่ในมือ ดวงตาดอกท้อหรี่ลงเล็กน้อย “ก็ไม่เด็กแล้ว”

หย่วนนั่วเดินเข้าไปถามอย่างไม่อ้อมค้อม “ท่านประธานเสิ่นอายุเท่าไรแล้วคะ?”

เสิ่นเฝิงอันนึกสนุกตอบว่า “สามสิบหก”

หย่วนนั่วยิ้มหวาน “ท่านประธานเสิ่นไม่เหมือนคนอายุสามสิบหกเลย เหมือนยี่สิบหกมากกว่า”

นี่เป็นเรื่องจริง เสิ่นเฝิงอันสูงโปร่ง ผิวขาว หน้าตาหล่อเหลา บุคลิกสง่างามและเงียบขรึมราวกับลมค่ำคืนอันเย็นเยือกพัดผ่านในฤดูหนาว

เขาก้มหน้ามองใบหน้าเธอ ไม่ปรากฏอารมณ์ใดๆ “เมื่อครู่ไม่มีใครเข้ามาคุยกับเธอเลยสักคน คงมาเสียเที่ยวแล้วล่ะ”

ปลายจมูกของหญิงสาวแดงขึ้นเล็กน้อย ดวงตากลมโต ปากกระจุ๋มกระจิ๋มสีเชอร์รีแดงสด เมื่อจ้องมองไปก็ช่างสดใส ราวกับว่าดำดิ่งเข้าไปถึงก้นบึ้งหัวใจเลยทีเดียว

หย่วนนั่วหยุดอยู่ห่างจากเขาสองก้าว เอียงหัวพิงผนัง เสียงเล็กนุ่มได้ยินแล้วถึงกับคันหู “ท่านประธานเสิ่นก็เข้ามาคุยกับฉันแล้ว ไม่ใช่หรือคะ?”

เสิ่นเฝิงอันอึ้งไป จากนั้นก็คลี่ยิ้มบาง กล่าวอย่างตรงไปตรงมา “อยากจะหาคนสนับสนุนเหรอ?”

หญิงสาวช้อนดวงตาทรงเสน่ห์ “ค่ะ”

เสิ่นเฝิงอันอัดบุหรี่จนหมดมวนก็ขยี้ทิ้ง “ทำตัวเรียบง่ายติดดินไม่ดีกว่าหรือ ทำไมอยากเข้ามาอยู่ในวงการนี้”

เสียงเงียบไปครู่หนึ่ง

หย่วนนั่วขบริมฝีปากล่าง ตอบเสียงแผ่วเบา “เพราะฉันอยากจะก้าวขึ้นฟ้า ในก้าวเดียว”

เธอดูซื่อจนเซ่อ น้ำเสียงออดอ้อนน่าสงสาร แต่น้ำเสียงที่กล่าวออกมานั้นมั่นคงและมั่นใจ ปฏิเสธไม่ได้ว่าเธอมีศักยภาพพอที่จะบินสู่ท้องฟ้ากว้างใหญ่ รูปร่างหน้าตาอย่างนี้ น่าเสียดายหากไม่ได้เป็นดาวจรัสแสง เสิ่นเฝิงอันหัวเราะอย่างพอใจ “ถ้าเด็กทุกคนคิดเหมือนเธอละก็ อนาคตประเทศคงถึงกาลล่มสลาย”

หย่วนนั่วตอบอย่างดื้อดึง “ดูไม่ออกว่าท่านประธานเสิ่นเป็นชายหนุ่มที่มีเลือดรักชาติเข้มข้น”

เสิ่นเฝิงอันหัวเราะ “ฝีปากไม่ใช่ย่อยเลยนะ”

หย่วนนั่วเชิดหน้าขึ้นน้อยๆ ตอบแบบไม่เกรงกลัว “อย่างอื่นก็ไม่ย่อยเหมือนกันค่ะ”

เสิ่นเฝิงอันอึ้งไป จากนั้นก็ยิ้มอย่างมีความสุข เขาหันหลังตั้งท่าจะเดินออกแต่ถูกหย่วนนั่วดึงชายเสื้อเอาไว้ เสียงออดอ้อนฉอเลาะถามขึ้นเบาๆ “ฉันดื่มเหล้าเข้าไปเยอะ ท่านประธานเสิ่นว่างก็รบกวนช่วยไปส่งหน่อยได้ไหมคะ?” เพราะเกรงว่าเขาจะไม่รับปาก หางเสียงจึงเพิ่มเสียงสะอื้นเข้าไปแต้มอีกนิดพอสวยๆ

เสิ่นเฝิงอันยืนนิ่งไม่ขยับ มีความอดทนราวกับกำลังหยอกลูกแมวลูกหมา จากนั้นก็โยนประโยคหนึ่งออกมา “ทำไมฉันต้องส่งเธอกลับ เธอรู้ไหมฉันเป็นใคร?”

น้ำเสียงของหย่วนนั่วอ่อนหวานและนุ่มนวลเป็นพิเศษ “ไม่รู้ รู้แต่ว่าพวกคุณเป็นมหาเศรษฐี” เธอขยี้ปลายจมูกเบาๆ เอ่ยต่อไปว่า “คนอื่นแต่งงานกันหมดแล้ว มีคุณคนเดียวไม่มีรอยแหวนที่นิ้ว ฉันเป็นคนมีศีลธรรมนะคะ ไม่คิดทำลายชีวิตการแต่งงานของใคร”

ใช่แล้ว สาวน้อยคนนี้เพิ่งจะเคยมาที่คลับเฮาส์เป็นครั้งแรก ย่อมไม่รู้สถานะของเขาแน่ เสิ่นเฝิงอันหันกลับมามองก็เห็นหญิงสาวก้มหน้าลง มือทั้งสองบิดไปมาด้วยความกังวลใจ ภายใต้แสงโคมไฟติดผนัง ผิวเธอช่างขาวบางราวกับกลีบดอกไม้ เป่าเบาๆ ก็อาจฉีกขาด

ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้เสพกามมานาน แต่ก็ยังไม่บรรลุเป็นอรหันต์ เมื่อได้เห็นดอกไม้แรกแย้มก็อยากลิ้มรสน้ำหวานให้เกลี้ยง

เสิ่นเฝิงอันไม่ได้รีบร้อน มือล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกง ปลายนิ้วมือสัมผัสลูกประคำกับซองบุหรี่

เขาลังเลชั่วครู่ก็ดึงบุหรี่ออกมาคาบไว้ที่ปาก โน้มตัวขยับเข้าใกล้ แววตาลุ่มลึกจ้องมองหญิงสาวตรงหน้า

“จุดบุหรี่ซะ”

 

คนที่อยู่ด้านในชะเง้อมองคอยาวกันเป็นยีราฟหมดแล้ว

แต่ละคนรอดูว่าในมือของเสิ่นเฝิงอันจะถือลูกประคำหรือบุหรี่กันแน่ เงินเดิมพันกองมหึมาวางไว้ที่กลางโต๊ะ แต่กลับไม่มีผลสรุป

เพราะเสิ่นเฝิงอันไม่ได้กลับมาอีกเลย เขาหายไปพร้อมกับสาวสวยตัวน้อย

เสิ่นเฝิงอันใช้รถพอร์ชสมรรถนะสูง ตอนนี้เขากำลังใช้เส้นทางอ้อมเมืองที่ไม่มีรถติดให้ปวดหัว ถนนโล่งเหยียบมิดได้อย่างสบาย แต่นิสัยการขับรถของเสิ่นเฝิงอันเพิ่งเปลี่ยนไปเมื่อปีที่แล้ว เขาจะขับไม่เกินสี่สิบกิโลเมตรต่อชั่วโมงเท่านั้น เหมือนกับตอนนี้ที่ค่อยๆ ขับไปบนถนนด้วยความเร็วประหนึ่งทากพิการคลาน

หย่วนนั่วโยนออกไปประโยคหนึ่ง “ท่านประธานเสิ่น สรุปว่าคุณขับพอร์ชหรือรถไถคะ”

เสิ่นเฝิงอันหักรถจอดริมถนนแล้วหันมามองหย่วนนั่วที่นั่งเท้าคางมองทิวทัศน์ด้านนอก ลมเย็นพัดผมม้าของเธอขึ้นเผยให้เห็นหน้าผากนวลเกลี้ยงเกลา พอเห็นว่าเขาหยุดรถเธอก็หันไปมอง

สองสายตาสบสาน...

เปิดประเด็นได้เชยมาก

ดวงตาระยิบระยับราวกับดวงดาวบนฟากฟ้า

เสิ่นเฝิงอันจ้องมองหย่วนนั่วอย่างเคร่งขรึม

คืนนี้เขาไม่ได้ดื่มแต่ในสมองกลับคิดถึงเรื่องการกินเนื้อ อาจเป็นเพราะกลิ่นเหล้าบนตัวเธอร้อนแรงทำให้เขามึนเมาทั้งที่ไม่ได้เมา

คืนนี้ที่เขาพาเธอออกมาก็แฝงนัย ตัวเขารู้และตัวเธอก็เข้าใจได้ดี

เสิ่นเฝิงอันถาม “กระเป๋าเธอยังอยู่ในคลับเฮาส์จะกลับไปเอาไหม?”

หากเธอลงจากรถเรื่องคืนนี้ก็ปล่อยไป จากนี้จะเป็นยังไงก็ตามแต่โชคชะตา ถึงเขาอยากจะชิมเนื้อกระต่ายน้อย แต่ก็ไม่ใช่ว่าต้องกินให้ได้

หย่วนนั่วเอียงใบหน้ายิ้มหวาน “ก็แค่กระเป๋าชาแนลเก่าๆ ใบเดียว ไม่ต้องไปเอาหรอกค่ะ”

เธอตัดสินใจเลือกแล้ว เขาก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ

ปกติเสิ่นเฝิงอันไม่ใช่พวกชักช้า ได้พบแล้วรู้สึกชอบก็ชิมสักหน่อย ถือเป็นการผ่อนคลายอย่างหนึ่ง นานๆ ทีได้กินเนื้อมั่ง ตัวเขาก็ไม่จำเป็นต้องหลบซ่อนอะไร

มือจับพวงมาลัยหมุนครั้งนี้ความเร็วเพิ่มขึ้นราวกับเหาะ

สะใจจริง

 

วิลล่าชานเมืองตะวันตก

เสิ่นเฟิงอันพาหย่วนนั่วออกมาที่ชานเมือง

วิลล่าแห่งนี้เอาไว้รับรองสาวๆ โดยเฉพาะ หลายปีที่ผ่านมาเขาไม่ได้พาใครเข้ามา

ก่อนจะเปิดประตูเดินเข้าไปเสิ่นเฝิงอันก็ถามขึ้น “เคยไปกับใครมาก่อนไหม?”

“ไม่ค่ะ เคยมีแฟนแบบจริงจังแค่คนเดียว”

เพิ่งถามเสร็จเสิ่นเฝิงอันก็จำได้ว่าเจ้เฉินเป็นคนพาเธอมาก็เลยไม่ได้สอบถามอะไร การที่ไม่ได้สืบให้ดีเสียก่อนหากเป็นเมื่อก่อนไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลย แต่วันนี้ไม่เหมือนกัน เขาเกิดอารมณ์อยากจะเอาชนะและครอบครองให้ได้

เขามองเธอราวกับว่ากำลังจ้องมองผลไม้ชุ่มฉ่ำน้ำที่เต็มไปด้วยความสดและกรอบ ยังไม่ทันที่จะได้ลิ้มรสก็เริ่มหวนคิดถึงรสชาติที่ยากจะลืมเลือน

ความไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ ถูกใจเขาจริงๆ

หย่วนนั่วสะบัดรองเท้าสูงเจ็ดเซนติเมตรหลุดจากปลายเท้าทำให้ดูตัวเตี้ยลงไปอีก ส่วนสูงเหมือนเด็กนักเรียนมัธยมปลาย เดินตรงมาหาเขา เพราะไม่คุ้นกับทางเดินก็ทำให้เกือบจะล้มหน้าคะมำ

เสิ่นเฝิงอันไม่ได้เข้าไปช่วย เขายืนมองเธอทรงตัวเองด้วยสายตาเฉยชา เธอแลบลิ้นออกมาทำท่าทางโล่งอกราวกับว่ารอดตายมาได้

เสิ่นเฝิงอันรินไวน์ใส่แก้วให้ตัวเอง หย่วนนั่วเดินมานั่งลงที่บาร์มองเขาด้วยรอยยิ้ม “ท่านประธานเสิ่นหน้าตาคล้ายกับแฟนคนก่อนของฉันเลย”

เสิ่นเฝิงอันรินเหล้าไปได้แล้วครึ่งแก้วก็ยิ้ม “เปิดประเด็นได้เชยมาก”

เสียงของหย่วนนั่วกังวานใส “เป็นความจริงนะคะ”

เสิ่นเฝิงอันยิ้มแต่ก็ไม่พูดตอบอะไร นิ้วชี้เรียวยาวคลึงปากแก้วแล้วผลักเบาๆ ไปข้างหน้า “เริ่มกันเถอะ”

เขาไม่ค่อยจะมีความอดทนมากและไม่ชอบกระเซ้าเย้าแหย่ ในเมื่อพากลับมาแล้ว ก็ไม่ต้องมามัวพูดอะไรไร้สาระ

หย่วนนั่วอึ้งไปวูบหนึ่งแล้วถามขึ้นอย่างซื่อๆ “เริ่มอะไรหรือคะ?”

เสิ่นเฝิงอันจิบไวน์ช้าๆ พลางโบกมือเรียกหย่วนนั่ว ก่อนที่เธอจะทรงตัวมั่นคง เขาก็เอื้อมมือดึงร่างบางเข้ามาอยู่ในอ้อมกอดเรียบร้อย

ไวน์ดีกรีร้อนแรงไหลลงในลำคอ ทำให้หย่วนนั่วสำลัก

แต่เสิ่นเฝิงอันไม่ได้หยุด เขากัดริมฝีปากแดงฉ่ำค่อยๆ ลิ้มรสชาติ ดวงตาจ้องมองความตื่นตระหนกบนใบหน้าหย่วนนั่วพร้อมรอคอยฉากเด็ด

ลมหายใจเร่าร้อนเอ่ยประโยคเย็นชา “ยังเป็นแค่สาวน้อย ข้างนอกดูโตดี แต่ข้างในไม่ประสาอะไรเลย”

หย่วนนั่วขมวดคิ้วเม้มปากทำหน้ามุ่ย ประท้วงขึ้นอย่างไม่พอใจ “ยังไม่รู้ว่าใครกันแน่ที่ไม่ประสา?”

มุมปากเสิ่นเฝิงอันยกขึ้นเล็กน้อย ผู้หญิงคนนี้ดื้อรั้นและไม่ชอบแสดงความอ่อนแอ แต่การมาเจอกับเขาเธอคงต้องเหนื่อยแล้ว

เสิ่นเฝิงอันโน้มตัวกระซิบที่ริมหูหย่วนนั่ว “รู้ไหมว่าคนรู้จักตั้งฉายาฉันว่าอะไร?”

“ฉายาอะไรเหรอคะ?”

เสิ่นเฝิงอันช้อนตัวหย่วนนั่วขึ้นเดินเข้าไปในห้องนอน “อสูรชุดสูท”

แสงจันทร์นวลผ่องช่างชวนเคลิบเคลิ้ม

 

หลังจากผ่านไปชั่วโมงครึ่ง

ไม่ใช่เสิ่นเฝิงอันที่เข้าห้องน้ำก่อนแต่เป็นหย่วนนั่ว

เสิ่นเฝิงอันเอนนอนหนุนหมอนรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย หลังจากผ่านเวลาสบายเนื้อสบายตัว เขาก็ค่อยๆ ได้สติกลับมา สายตามองไปที่ห้องน้ำ เสียงน้ำจากฝักบัวและเสียงสาวน้อยกำลังร้องเพลงอย่างภาคภูมิใจประสานออกมา

เขาคิดว่าเธอเป็นกระต่ายน้อย แต่หลังจากฝากฝีมือถึงได้รู้ว่าเธอเป็นนางปีศาจจิ้งจอก เกมนี้เขาเจอคู่ต่อสู้สูสีเข้าแล้ว ซึ่งคำนี้เหมาะสมกับเธอมาก

เสิ่นเฝิงอันคิดเองเออเองว่าเมื่อครู่เสมอกัน โดยลืมไปว่าเป็นตัวเองเกือบเสียท่า

เขาปลอบใจตัวเองว่างดเนื้อมานานทำให้กระหายไปหน่อยจนกลั้นไม่อยู่

เสียงร้องเพลงยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ เหมือนกวนต่อมประสาทจากนั้นก็มีเสียงเรียกดังออกมา “ท่านประธานเสิ่นมาอาบน้ำด้วยกันไหมคะ?”

เสิ่นเฝิงอันคว้ารีโมตที่วางอยู่ข้างๆ โดยสีหน้าไม่เปลี่ยน จากนั้นก็กดโหมดห้องน้ำปล่อยน้ำเย็นออกมา

เสียงกรีดร้องลั่นดังมาจากด้านใน

หย่วนนั่วพันผ้าเช็ดตัววิ่งออกมามองเขาอย่างโกรธๆ เสิ่นเฝิงอันตบลงที่ข้างตัว “มานี่ มาคุยกัน”

หย่วนนั่วเก็บอารมณ์ฉีกยิ้มหวานเดินนวยนาดเข้าไปหา “คุยอะไรหรือ คุยว่าเมื่อครู่คุณเก่งกาจแค่ไหนหรือคะ?”

เสิ่นเฝิ่งอันชะงักไป

มีหมอนข้างคั่นระหว่างทั้งสอง ผมของหย่วนนั่วเปียกชื้นไปบ้างแต่แห้งอยู่หกส่วน ตอนนี้มือเล็กสองข้างเท้าแก้มที่แดงเหมือนผลแอปเปิลอย่างเป็นธรรมชาติ จ้องมองเขาด้วยรอยยิ้มแจ่มใส

ใบหน้าชวนมอง ดวงตาชวนหลงใหล

เสิ่นเฝิงอันปัดผมบนหน้าผากมนขึ้น “แฟนเก่าสอนเธอได้ไม่เลว”

หย่วนนั่วไม่เห็นด้วย “เขาห่วยแตก เมื่อครู่ฉันยังทำไม่สุด คุณคงคิดว่าฉันยังเป็นสาวบริสุทธิ์ใช่ไหม?”

เสิ่นเฝิงอันเงียบไม่ได้พูดอะไร     

มุมหนึ่งประโยคครึ่งหลังของเธอตรงเผงเลย

หย่วนนั่วกะพริบดวงตากลมโตเอ่ยต่อว่า “ฉันเกิดมาพร้อมวิทยายุทธ”

เสิ่นเฝิงอันหัวเราะร่วนเสียงดัง

หลังจากที่เธอสลัดความไร้เดียงสาทิ้งก็เผ็ดร้อน ไม่ใช่สิ จะว่าไปไร้เดียงสาก็ไม่ใช่ เพราะตั้งแต่ต้นจนจบเธอก็ไม่ได้ปิดบังอะไรเลยด้วยซ้ำ

หย่วนนั่วเอาหมอนข้างออกขยับตัวเข้ามากอดเขาแบบออดอ้อน หลังจากมีอะไรกันแล้วเธอก็พูดความในใจขึ้นก่อน “ฉันชอบคุณมาก รู้สึกเหมือนรสรักแรกที่วิเศษ” เธอหยุดคิดนิดหนึ่งเสริมขึ้นอีกว่า “ฉันหมายถึงในแง่สมรรถภาพทางกาย ซ้ำคุณก็หล่อมากด้วย อสูรชุดสูทถูกใจฉันจัง”

คำพูดของเธอทำให้รู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้ชายไซด์ไลน์ จากนั้นเสิ่นเฝิงอันพูดเนิบนาบว่า “กลัวฉันเบี้ยวหรือไง รีบพูดเอาใจขึ้นมาเลยนะ?”

หย่วนนั่วส่ายหน้าหวือน้ำเสียงจริงจัง “ต่อให้ได้แล้วทิ้ง การที่ฉันได้ขึ้นเตียงกับคุณก็ถือว่าไม่ขาดทุนแล้ว”

หว่างคิ้วของเสิ่นเฝิงอันเต็มไปด้วยรอยยิ้มรื่นสมองวิ่งเร็วจี๋ “เห็นแก่ที่เธอยังเด็ก ฉันจะไม่โกหกแล้วกัน” เขาแต่งเรื่องเพื่อความสมจริง “บอกตามตรงฉันถังแตกกำลังจะล้มละลาย ดังนั้นก็เหมือนกับเธอที่ไปวงไพ่ก็เพื่อที่จะหาคนพึ่งสักหน่อยน่ะ”

เป็นไปตามคาดหย่วนนั่วมีท่าทางตกใจพลางผุดลุกขึ้นนั่งเอ่ยเสียงแผ่ว “งั้นตอนนี้คุณก็หลอกกินฟรีน่ะสิ แถมยังจะขอร้องให้ช่วยเลี้ยงดูด้วยเหรอ?”

นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเคยเห็นคนเห็นแก่ประโยชน์ได้น่ารักขนาดนี้

เสิ่นเฝิงอันพยักหน้า “ทำนองนั้นแหละ”

หย่วนนั่วถอนหายใจยาวเฮือกหนึ่ง แบมือออกสองข้าง “คุณก็ไม่บอกแต่แรก ทำไมรอจนเสร็จแล้วค่อยบอก”

เสิ่นเฝิงอันเลือกแสดงทั้งทีก็เล่นใหญ่ “ขอโทษด้วยนะ”

หย่วนนั่วที่หันหลังให้ก็หันกลับมา เอื้อมมือหยิกแก้มเขาราวกับว่ากำลังพิจารณาสินค้า น้ำเสียงติดจะเสียใจ “ไหนๆ ก็นอนกันแล้ว จะทำอะไรได้อีก ดีนะที่เรื่องบนเตียงคุณไม่เลว ถูกใจฉันมากเลย เออ...แล้วคุณติดหนี้อยู่เท่าไร ถ้าไม่เยอะฉันอาจจะเลี้ยงคุณก็ได้”

ดวงตากลมโตราวกับมีดวงดาวกะพริบบอกถึงอนาคตเต็มไปด้วยความหวัง “ถึงยังไงฉันก็ต้องเป็นดาราดังคงจะหาเงินได้มากอยู่” จากนั้นก็เหลือบมองแบบไม่ค่อยพอใจสินค้า “คุณอย่าเรียกค่าตัวสูงนะ พูดตรงๆ คุณก็อายุสามสิบหกแล้ว ช่วงเวลานาทีทองกำลังจะผ่านไป ชายแก่ย่อมสู้ไม่ได้กับเด็กหนุ่มเอ๊าะๆ เนื้อนุ่มๆ”

มีประโยคหนึ่งเขียนเอาไว้ในดวงตาเธอ ‘เป็นเกียรติแล้วที่ฉันชื่นชอบนาย’

ไม่มีความเคอะเขินอะไร ซ้ำเธอไม่ได้ถือโทษแล้วก็ไม่ได้ร้องไห้โทรแจ้งตำรวจ

เสิ่นเฝิงอันอึ้งไป จากนั้นก็หัวเราะตัวงอ

โอ๊ย...สนุกชะมัด

หย่วนนั่วผลักเขาเบาๆ แก้มขาวเนียนป่องขึ้น “คุณหัวเราะอะไร?”

เสิ่นเฝิงอันรวมมือเธอไว้ แววตาลุ่มลึกจ้องบนตัวเธอ โยนคำถามออกมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย “เธออยากจะเดบิวต์ยังไง?”

หญิงสาวเชิดริมฝีปาก เสียงใสกังวานราวกับเพชรร่วงบนถาดเงิน “ขึ้นแท่นนางเอกภาพยนตร์เบอร์หนึ่ง”

เสิ่นเฝิงอันดึงหย่วนนั่วเข้ามากอด ใบหน้านวลซบลงในอ้อมแขนเขาราวกับเด็กน้อย ปากก็บ่นพึมพำว่า “ไปข้างนอกก็อย่าบอกใครนะว่าฉันถูกคุณหลอกมากิน ถ้าทำให้ฉันชวดหาคนมาช่วยสนับสนุน งานนี้แผนการที่จะเลี้ยงดูคุณด้วยก็จะล้มครืนไม่เป็นท่า”

หัวใจของเขาคันยิบ อารมณ์รุ่มร้อนที่ไม่เกิดมานานแล้วปะทุอีกครั้ง เขาหยิกแก้มขาวเนียนอย่างมันเขี้ยว “ทำไมหรือ? จะหาคนมาช่วยสนับสนุนแล้วยังจะสวมเขาให้ด้วยรึไง?”

หย่วนนั่วสะบัดหน้าหนีตอบตรงๆ “ก็คุณดันฝีมือเยี่ยมยอดขนาดนี้ แค่ครั้งเดียวก็เทียบได้กับสิบครั้ง  ถ้าบังเอิญคนสนับสนุนเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ฉันก็ต้องขอให้คุณช่วยปลอบใจทุกวันน่ะ”

เสิ่นเฝิงอันไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี…

เธอน่ารำคาญ

เช้าวันรุ่งขึ้น

หย่วนนั่วเรียกรถแท็กซี่มารับไม่ยอมให้ชายหนุ่มไปส่ง เขาเองก็ไม่ได้คิดไปส่ง ได้แต่ยืนมองเธอบ่นนั่นนี่อยู่ที่หน้าประตู “ไปนอนต่ออีกหน่อยนะคะ เมื่อคืนนี้คุณเหนื่อยเกินไป อีกสองวันฉันจะมาหาอีกนะ”

เธอทำอย่างกับเขาเป็นเป็ด[1] เสิ่นเฝิงอันลุกขึ้นสวมรองเท้าในบ้านพอเงยหน้าขึ้นหญิงสาวก็เดินมาอยู่ที่ตรงหน้าเขาแล้ว 

หย่วนนั่วบังคับให้เขาพิมพ์ลายนิ้วมือลงบนสมาร์ตโฟนเพื่อเปิดเครื่อง แล้วเพิ่มการติดต่อลงไปทั้งหมดเอง หลายนาทีเธอก็คืนสมาร์ตโฟนให้พลางฉายยิ้มระรื่นจุ๊บหน้าผากเขาหนึ่งที “คุณลุงเสิ่นคนดีรอฉันเรียกนะคะ”

ในใจของเสิ่นเฝิงอันเต็มไปด้วยรสชาติยากเกินบรรยาย

หลังจากหย่วนนั่วไปแล้ว ก็มีข้อความสั้นๆ ส่งเข้ามา เป็นอั่งเปาที่เธอให้เขานั่นเอง

[52000 บันทึกช่วยจำ: รักนะคะ จุ๊บๆ]

เสิ่นเฝิงอันมือกระตุก

ครู่หนึ่งเขาก็เดินกลับเข้าไปในห้องรับแขก ใกล้ประตูมีรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมหยกตั้งอยู่ เขาจุดธูปสามดอกไหว้ตามความเคยชิน จากนั้นก็เอาลูกประคำในมือวางในพานข้างๆ

เสิ่นเฝิงอัน        นอนหลับตาบนโซฟาครู่หนึ่ง จากนั้นก็ล้วงสมาร์ตโฟนขึ้นมาโทรออก “ช่วยหาผู้กำกับดังให้สักคน ส่วนดาราตัวรองก็เอาเป็นนักแสดงที่ได้รางวัลดารานำยอดเยี่ยมทั้งหมด ผมจะดันคนเข้าวงการ”

 

หนึ่งเดือนต่อมา

หย่วนนั่วเจอเจ้เฉินที่ด้านหน้าวิทยาลัย เจ้เฉินมาด้อมๆ มองๆ เพื่อหาตัวนักแสดง เธอเลยชวนหย่วนนั่วออกมากินข้าวด้วยกัน

ที่ร้านหม้อไฟพอนั่งลงได้เจ้เฉินก็ยิงคำถามถึงวันนั้นด้วยน้ำเสียงระมัดระวังเป็นพิเศษ “ฉันได้ยินว่าเสี่ยวหย่วนลืมกระเป๋าไว้ที่คลับเฮาส์ ขอตัวไปเข้าห้องน้ำจากนั้นก็ไม่กลับเข้าไปอีกเลย คนอื่นเขาคิดว่าเธอเป็นอะไรไป ถึงกับโทรมาถามฉันวุ่นวาย”

หย่วนนั่วนั่งกินหม้อไฟสบายอารมณ์ “พอดีเจอกับท่านประธานเสิ่นเลยออกไปเที่ยวด้วยกัน คืนนั้นฉันเมามากเลยไม่ได้บอกลาทุกคน ฉันผิดเองแหละค่ะ”

เจ้เฉินคีบเนื้อแกะใส่ถ้วยหย่วนนั่ว ในใจกระวนกระวายใจไปหมด

ที่จริงตอนมีคนเล่าว่าหย่วนนั่วออกไปกับเสิ่นเฝิงอัน ตอนแรกเธอยังไม่อยากจะเชื่อสักเท่าไร แต่ตอนนี้พอได้ฟังจากปากของหย่วนนั่วเอง เธอกลับรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา

แม้ว่าเธอจะเป็นคนพาหย่วนนั่วไปเล่นไพ่ แต่คิดไม่ถึงว่าหย่วนนั่วจะจับเสิ่นเฝิงอันได้สำเร็จ นั่นเสิ่นเฝิงอันเชียวนะ ไม่ใช่คนยั่วยวนได้ง่ายๆ ถ้าหย่วนนั่วทำอะไรไม่รู้จักหนักเบาขึ้นมา...

เจ้เฉินเริ่มกังวลมากขึ้นเรื่อยๆ เลียบเคียงถามแบบไม่แน่ใจ “ท่านประธานเสิ่นเป็นยังไงบ้าง?”

หย่วนนั่วหยิบผักกาดขาวใส่หม้อตอบว่า “เขาเป็นคนดีมาก แต่หยิ่งหน่อยๆ แล้วก็ค่อนข้างลึกลับ ส่งข้อความไปให้เขาสิบข้อความแต่ดันตอบกลับมาข้อความเดียว”

เจ้เฉินหัวใจโลดขึ้นยกมือทาบอก “เธอส่งข้อความหาเขาทุกวันเลยเหรอ?”

หย่วนนั่วพยักหน้าหงึกหงัก เปิดหน้าจอสไลด์ไปที่หน้าวีแชตที่คุยกับเสิ่นเฝิงอัน ในนั้นมีทั้งข้อความและอีโมติคอนที่เธอส่งไปหาเขา ข้อความล่าสุดก็คือ [คุณลุงเสิ่นวันนี้คิดถึงคุณจังเลย]

จังหวะนั้นเสิ่นเฝิงอันก็ตอบมาพอดีว่า [เธอน่ารำคาญ]

เจ้เฉินตกใจลูกชิ้นปลาที่คีบไว้หล่นลงไปในหม้อน้ำกระเด็นออกมา “สะ...เสี่ยวหย่วน ยุ่งกับใครไม่ยุ่ง ทำไมต้องยุ่งกับเขา? ฟังคำเตือนเจ้สักนิด วันหลังอย่าส่งข้อความหาท่านประธานเสิ่นอีกนะ”

เสิ่นเฝิงอันเป็นคนอย่างไรสำหรับแวดวงเล็กๆ นี้มีใครที่ไม่รู้จัก เขามีชาติตระกูลทั้งยิ่งใหญ่และสูงส่ง  ถ้าเขาชอบก็แล้วไป แต่ถ้าเกิดไม่ชอบขึ้นมาละก็ หากยังฝืนเข้าไปก็เท่ากับดับชีวิตตัวเองอนาถ...

เจ้เฉินชอบหย่วนนั่ว สาวน้อยคนนี้เป็นคนที่เข้าใจโลกเป็นอย่างดี ไม่โอ้อวดไม่เสแสร้ง ไม่เหมือนกับหญิงสาวที่กระหายอยากแต่กลับแสร้งทำเป็นผู้ดี ก่อนออกไปเล่นไพ่วันนั้น หย่วนนั่วก็ดึงเจ้เฉินมาพูดว่า “เจ้เฉิน ฉันอยากที่จะมีชื่อเสียง ในวงการนี้มีทั้งมังกรเสือสิงห์ปะปนกันอยู่ ฉันไม่มีใครหนุนหลัง คนเราถ้าอยากจะมีชื่อเสียงก็ต้องจ่ายอะไรบางอย่างออกไปบ้างอยู่แล้ว”

การหาคนสนับสนุนเป็นเรื่องปกติที่มีในทุกวงการ ทุกคนมีทางที่ตัวเองปรารถนาจะเดิน เมื่อคิดให้ชัดเจนและรอบคอบก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่

ทัศนคติต่อโลก ทัศนคติต่อชีวิตและทัศนคติต่อคุณค่าย่อมมีกันทุกคนอยู่แล้ว เราไม่ควรที่จะไปว่าใครผิดหรือใครถูก

เจ้เฉินยกน้ำบ๊วยซดอึกใหญ่แล้วพูดเกลี้ยกล่อมหย่วนนั่วอย่างเอ็นดูว่า “เสี่ยวหย่วน คนที่เราเข้าไปยุ่งด้วยไม่ได้ก็อย่าเข้าไปจะดีกว่า เจ้จะช่วยหาคนเอาใจเก่งให้ โสดด้วย แถมครอบครัวก็มีฐานะ จากนั้นก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของตัวเธอเอง”

หย่วนนั่วเผ็ดจนแก้มแดง ไอบางจากหม้อน้ำซุปกระจายอยู่รอบๆ ดวงตาและคิ้วงดงามที่รับกันราวกับแสงจันทร์ปกคลุมด้วยผ้าแพรบางดูสวยหมดจด

เจ้เฉินถึงกับเหม่อ เธอพบเจอหญิงสาวมามากมาย แต่ไม่มีใครสวยเหมือนหย่วนนั่วเลย

ความสวยและความสดใสลงตัวเหมาะเจาะ หากเธอยืนอยู่หน้ากล้องจะต้องได้รับความชื่นชมจากผู้ชมโดยไม่ต้องสงสัย

 

หลังจากกินหม้อไฟกับหย่วนนั่ว

เจ้เฉินก็อัดด้วยน้ำแกงหมีหุน[2] คิดแต่เรื่องหย่วนนั่ว เธอใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวเพื่อเข้าไปขอโทษเสิ่นเฝิงอันด้วยตัวเอง

จากน้ำเสียงของหย่วนนั่วคงจะไปนอนด้วยกันแล้ว แต่นั่นก็ไม่ได้มีความหมายอะไร เผื่อเสิ่นเฝิงอันแค่คิดจะนอนด้วยสักครั้งล่ะ?

หญิงสาวอย่างหย่วนนั่วหากอยากจะหาคนช่วยสนับสนุนก็หาได้เยอะแยะ ถ้าอยู่กับเสิ่นเฝิงอันไปอาจเสี่ยงที่ขโมยไก่ไม่ได้เสียข้าวสุกไปอีกกำมือ เธอได้เห็นทัศนคติของเสิ่นเฝิงอันบอกมากลายๆ ว่าหย่วนนั่วน่ารำคาญ

เธอไม่คิดว่าหย่วนนั่วจะจับเสิ่นเฝิงได้ เอาไม่อยู่แน่นอน

บ้านของเจ้เฉินทำธุรกิจด้านยางรถยนต์ที่เธอมาเป็นโปรดิวเซอร์ก็เพื่อจะง่ายต่อการเข้าถึงดารา ผู้หญิงอายุสามสิบกว่ามีทักษะการพูดที่ยอดเยี่ยม พูดวกไปวนมาด้วยความหมายชัดเจน ไม่สามารถจับผิดได้

เมื่อเสิ่นเฝิงอันได้ยินก็ขมวดคิ้วถามว่า “นี่เป็นความคิดของเธอหรือว่าของคุณ?”

เจ้เฉินอึ้งไปถามว่า “คุณหมายถึงอะไร?”

เสิ่นเฝิงอันไม่ได้พูดอะไรต่อเนื่องจากกำลังรีบไม่มีเวลามาคุยเรื่องนี้ ทิ้งประโยคเอาไว้ “ไม่มีใครผิดนี่ คุณเองก็อย่าตีโพยตีพาย สาวน้อยน่ารักมาก”

จากนั้นก็คิดอะไรขึ้นมาหยุดยืนอยู่หน้าประตูหันมาถามว่า “คุณบอกว่าผมเป็นใครหรือเปล่า?”

เจ้เฉินรีบตอบ “ไม่ได้บอกค่ะ ดูเหมือนเสี่ยวหย่วนจะคิดว่าคุณเป็นทายาทมหาเศรษฐีทั่วไปเท่านั้น”

เสิ่นเฝิงอันพยักหน้า “งั้นก็ไม่ต้องพูดอะไร เดี๋ยวผมจะบอกเธอเอง”

เสิ่นเฝิงอันออกไปแล้ว แต่เจ้เฉินยังคงยืนงงเป็นไก่ตาแตก ประโยคเมื่อครู่วนเวียนอยู่ในสมอง อึดใจเธอก็ตาโตเท่าไข่ห่าน

เสิ่นเฝิงอัน...ชอบหย่วนนั่วจริงๆ หรือนี่?

หลังจากที่เจ้เฉินมาวันนั้น เสิ่นเฝิงอันก็ไม่ได้รับข้อความจากหย่วนนั่วถึงสามวัน

หย่วนนั่วชอบใช้มีม ‘อากาศหน๊าวหนาว ถึงเวลาที่ใครจะต้องล้มละลายอีกแล้ว’ มาแซวเขา นอกจากนี้ยังทิป 520[3] หยวนให้เขาทุกวัน

หลายวันมานี้เขาไม่ได้รับข้อความวีแชตเลย ทำให้รู้สึกไม่ชินอย่างบอกไม่ถูก

สงสัยจะเป็นเพราะว่าเจ้เฉินกลัวว่าจะเกิดปัญหา คิดว่าหย่วนนั่วชอบมาเกาะแกะเขาเกินไป ทำให้เขาพาลไม่พอใจ

เสิ่นเฝิงอันไม่ได้คิดรอ ส่งข้อความวีแชตไปให้หย่วนนั่วสั้นๆ “ยุ่งอยู่เหรอ?”

สมาร์ตโฟนสั่นขึ้นทันที

เสียงเบานุ่มออดอ้อนอยู่ที่ปลายสาย “ทำไมหรือคะ? คุณลุงเสิ่นคิดถึงฉันละสิ?”

เสิ่นเฝิงอันถือลูกประคำเรียบลื่นอยู่ในมือ ค่อยๆ ลูบไล้ไปทีละเม็ดพลางพูดเสียงทุ้มต่ำ

หย่วนนั่วเปล่งเสียง ‘อา’ ออกมาเอ่ยขึ้นว่า “พูดอะไรน่ะ เสียงเบาจังเลย ฉันฟังไม่ชัด”

ความเงียบโรยตัวชั่วครู่

เสิ่นเฝิงอันก็ย้ำถามไปว่า “โชว์ลีลากันไหม? ไม่คิดเงิน”

 

ครึ่งชั่วโมงต่อมา

เสิ่นเฝิงอันยืนอยู่หน้าประตูวิลล่าชานเมืองตะวันตก ใต้เงารัตติกาลหย่วนนั่ววิ่งตรงมาหาอย่างรวดเร็ว ราวกับดวงดาวพุ่งมาที่ปลายยอดไผ่

เสิ่นเฝิงอันมือหนึ่งถือบุหรี่ อีกมือถือสร้อยข้อมือประคำ ใบหน้าซ่อนอยู่ในความมืด น้ำเสียงเรียบเฉยมีแค่หางเสียงที่ยกสูงขึ้น “มาเร็วจังเลย? รถไม่ติดหรือ?”

“ถ้าเหาะได้เหาะมาแล้วค่ะ”

หย่วนนั่วหยิบบุหรี่มาจากมือเขาเอามาคีบเล่นในมือ เสิ่นเฝิงอันก้มหน้ามอง “อยากสูบบุหรี่รึ?”

หย่วนนั่วเอาบุหรี่เหน็บไว้ที่กระเป๋าเสื้อเขาพูดจริงจังว่า “สูบบุหรี่ไม่ดีต่อสุขภาพ”

เสิ่นเฝิงอันยิ้มบางยื่นมือออกไปขยี้ผมม้าของเธอจนยุ่ง “ยัยตัวน้อย”

หย่วนนั่วจับผมม้าเอาไว้ไม่ให้เสิ่นเฝิงอันขยี้เล่น สายตากวาดมองไปที่ส่วนล่างเขาอย่างรวดเร็วแล้วยิ้มเย้า “คืนนี้คุณลุงเสิ่นจะแสดงบทอะไรหรือคะ? สัตว์เลี้ยงน่ารักหรืออสูรร้าย?”

เสิ่นเฝิงอันเก็บข้อมือลูกประคำ

เขาก้าวเข้ามาวางคางบนศีรษะเธอด้วยความสูงที่ชนะขาดลอย แม้แต่น้ำเสียงก็ครอบงำด้วยระยะทางใกล้แค่เอื้อม “คืนนี้เราจะเล่นบทซีเหมินชิ่งสู้กับพันจินเหลียนดีกว่า”

สู้กันแบบเนื้อแนบเนื้อ เพลิดเพลินเจริญใจ

ครั้งที่แล้วเสิ่นเฝิงอันรู้สึกเสียดาย ส่วนครั้งนี้รู้สึกภาคภูมิใจมาก

เขาอารมณ์ดีอุ้มเธอเข้าไปอาบน้ำด้วยกันหลังจากจบยกแรก พอแช่ตัวในน้ำก็เริ่มนัวเนียกันอีก ชั่วโมงต่อมาถึงลุกขึ้นจากอ่างแบบหมดแรงตามกัน

 

 

-----------------

[1] เป็ดเป็นคำแสลงแปลว่าผู้ชายขายตัว

[2] 被迷魂汤 อัดด้วยน้ำแกงหมีหุน หมีหุนในที่นี้ไม่ใช่ชื่อยาจีน ตามตำนานคือซุปยาที่เหมือนไวน์แต่ไม่ใช่ไวน์ นิยมนำมาใช้ในเชิงเปรียบเทียบกับการหลงใหลในบางสิ่ง

[3] 520 (อู่เอ้อหลิง) พ้องเสียงกับคำว่า 我爱你 (หว่อ อ้าย หนี่) ที่หมายถึงฉันรักคุณ

ฉันไม่นิยมแบบนั้น

ทิวทัศน์ยามค่ำคืนนอกหน้าต่างสวยงามจับตา

หย่วนนั่วร่างระทวยซบอยู่ที่หน้าอกเสิ่นเฝิงอัน นางจิ้งจอกน้อยกลายเป็นลูกแกะน้อยไปแล้ว เสียงออดอ้อนเอ่ยว่า “เมื่อยไปทั้งตัวเลย คุณลุงช่วยนวดให้หน่อย”

เสิ่นเฝิงอันยื่นมือออกไปแต่กลับค้างอยู่กลางอากาศ “ออเซาะซะจริง”

หย่วนนั่วมองเขาอย่างจริงจัง “ฉันเปย์คุณเอาไว้แล้ว อย่าว่าแต่ให้คุณช่วยนวดเลย แม้แต่ค่ำมืดจะให้ออกไปช่วยซื้ออาหารมื้อดึกก็ยังได้ คุณน่าจะเข้าใจการถูกซื้อตัวนะคะคุณลุงเสิ่น”

เสิ่นเฝิงอันเออออตามไป เริ่มคิดชำระหนี้ “วันละห้าร้อยยี่สิบรวมทั้งหมดก็หนึ่งหมื่นห้าพันกว่า ใครเขาเปย์กันเหมือนเธอ?”

หย่วนนั่วโน้มตัวจุ๊บริมฝีปากของเขาเอ่ยน้ำเสียงขี้เล่น “นี่เรียกว่าการเหมาซื้อแบบอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม”

เสิ่นเฝิงอันได้โอกาสรวบท้ายทอยหญิงสาวเข้ามาแล้วจูบอย่างลึกซึ้ง “งั้นให้เธอลิ้มรสสักหน่อย... ว่าอะไรคือการเหมาซื้อแบบหรูหรา”

เมื่อเสิ่นเฝิงอันได้ทุกอย่างจนพอใจแล้วก็หยิบหนังสือสัญญาออกมา

มีเงินย่อมสามารถจ้างผีมาช่วยโม่แป้งได้ ตั้งแต่การเตรียมการจนกระทั่งสรุปเรียบร้อยใช้เวลาเพียงเดือนเดียว ทั้งหมดถูกเตรียมการไว้พร้อมสรรพ ขาดเพียงนางเอก เพื่อที่จะให้บทนางเอกโดดเด่น เขากำชับผู้กำกับและคนเขียนบทไว้เป็นพิเศษ ห้ามใครแย่งซีนของนางเอกคนนี้เด็ดขาด

เสิ่นเฝิงอันเป็นคนไม่เคยเป็นหนี้ใคร

หย่วนนั่วตาโตพลิกสัญญาไปมาสิบกว่ารอบ สุดท้ายก็กระโดดไปแนบบนตัวเขากอดแน่นๆ ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นเต้น ท่าทางเหมือนจะมีคำถามมากมายที่อยากจะถาม แต่ในที่สุดก็เอ่ยถามออกมาแค่ประโยคเดียว “คุณไม่ใช่คนจนนี่?”

เสิ่นเฝิงอันตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ก็ไม่ใช่”

“มีเงินเยอะไหมคะ?”

เสิ่นเฝิงอันคิดครู่หนึ่ง “พอใช้ได้นะ”

หย่วนนั่วอ้าปากขึ้นเล็กน้อย จู่ๆ ก็คิดอะไรขึ้นได้ ก้มมองที่นิ้วมือ “มีเงื่อนไขอะไรพิเศษไหมคะ?”

เสิ่นเฝิงอันมองหย่วนนั่วอย่างอารมณ์ดีเอ่ยออกมาสองคำ “ไม่มี”

“คุณใช้เงินไปตั้งมากมายกับฉัน ไม่เรียกร้องอะไรบ้างเหรอ?”

เสิ่นเฝิงอันยิ้มบาง นิ้วปัดปลายจมูกได้รูปของหญิงสาว “ก็ซื้อความสุขไง”

หย่วนนั่วทำมือโอเคผละออกมา จากนั้นก็ยืดตัวขึ้นโค้งลงเก้าสิบองศาเอ่ยเสียงจริงจังราวกับนักเรียนดีเด่นขึ้นไปรับรางวัลหน้าเสาธง “นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันถูกซื้อตัว ประสบการณ์ไม่เพียงพอ ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ”

จากนั้นก็เผยยิ้มเจ้าเล่ห์บนใบหน้า เอียงหน้ามองเสิ่นเฝิงอัน ผมดำสลวยขับกับผิวสีขาว ปากแดงฉ่ำพร้อมด้วยดวงตาสดใส ยั่วยวนชวนฝัน

เสิ่นเฝิงอันกลืนน้ำลาย

เขาไม่ได้ลังเลดึงตัวเธอเข้ามาหา หอมข้างแก้มนวลพูดเสียงนุ่มทุ้มว่า “เรียกคุณลุงสิ”

“อย่าว่าแต่เรียกคุณลุงเลย เรียกแด๊ดดี้ก็ยังได้”

“ฉันไม่นิยมอย่างนั้น”

“แล้วคุณชอบแบบไหนล่ะคะ?”

เสิ่นเฝิงอันจับใบหน้าเรียวเล็กไว้ ลูบใต้คางหญิงสาวเบาๆ “รสที่ฉันชอบ เธอต้องเป็นคนมาค้นหาเอง ถ้าหากฝีมือไม่ถึงก็อย่าคิดทำในสิ่งที่ตัวเองทำไม่ได้ เธอต้องคิดให้ดี”

หย่วนนั่วยิ้ม “คุณทั้งเก่งทั้งรวย ฉันมีอะไรที่จะต้องคิดอีก ต่อให้คุณเป็นซาดิสม์ ฉันก็รับไหวค่ะ”

เสิ่นเฝิงอันอุ้มหย่วนนั่วขึ้นวางลงบนเตียง

ตลอดทั้งคืนสุขสมดังฝัน กระทั่งรุ่งเช้าก็มีเสียงสมาร์ตโฟนเข้าปลุกให้ตื่น เสิ่นเฝิงอันสะลึมสะลือคลำหาสมาร์ตโฟนที่หัวเตียง ความหงุดหงิดผุดขึ้นในใจ แต่พอสายตามองเห็นคนที่นอนอยู่ด้านข้าง หัวคิ้วก็คลายออก

แพขนตางอน ริมฝีปากเล็กแดงฉ่ำโค้งขึ้นเบาๆ ลมหายใจแผ่วเบาเข้าออกสม่ำเสมอ บอกว่ากำลังนอนหลับอย่างมีความสุข

เสิ่นเฝิงอันลูบแก้มหญิงสาวอย่างเบามือ นิ้วสะกิดเบาๆ กดรับสมาร์ตโฟนเอ่ยเสียงเย็นชา “เรื่องอะไร?”

เสียงเฉินอิ๋นเอ่ยด้วยความระมัดระวัง “พะ...พ่อ วันนี้วันเกิดคุณปู่ พ่อจะไปอวยพรกับผมไหม?”

เสิ่นเฝิงอันปฏิเสธตรงๆ “ไม่ไป” จากนั้นก็คิดอะไรขึ้นมาได้ “ฝากสวัสดีคุณปู่แทนด้วยแล้วกัน”

เฉินอิ๋นรีบรับปากเอาใจ “โอเค งั้นผมจะบอกปู่ว่าพ่ออยู่ต่างประเทศ เครื่องบินดีเลย์มาไม่ทันนะ”

เสิ่นเฝิงอันพลิกตัว หย่วนนั่วเปลี่ยนท่านอน อาจเป็นเพราะถูกรบกวนริมฝีปากแดงฉ่ำจึงจือขึ้นเล็กน้อย แต่ดวงตายังหลับพริ้มอยู่ ไม่ยอมตื่นจากฝัน

เสิ่นเฝิงอันมองไปแวบหนึ่งพูดกับเฉินอิ๋นอย่างสบายๆ “เป็นเด็กดีจริงนะ มิน่าปู่ถึงได้รักแกมาก”

ปากเขาพูดไป ในใจกลับคิดถึงเรื่องอื่นอยู่ เมื่อเร็วๆ นี้เขาได้ภาพวาดโบราณมาซึ่งเป็นภาพใบหน้าหญิงสาวที่งดงามปานสวรรค์สร้าง แต่ว่าใบหน้าครึ่งหนึ่งกลับถูกบดบังไว้ ทำให้มองเห็นไม่ชัดเจน แต่เมื่อจ้องมองไปที่เธอช่องว่างในใจเขาก็ถูกถมจนเต็ม

ช่วงเช้าตรู่ความต้องการทางกายภาพของผู้ชายจะรุนแรงมาก

เสิ่นเฝิงอันโน้มตัวลงมาใกล้ จูบเบาๆ ที่หว่างคิ้วของคนหลับอุตุ สมาร์ตโฟนยังคงกดแนบใบหูพรมจูบไปพูดว่า “ถ้าไม่มีธุระอะไรแล้ว ฉันจะวางสาย”

เสิ่นเฝิงอันกำลังจะวางสาย เสียงของเฉินอิ๋นก็ดังขึ้นแผ่วเบา “พ่อ ช่วงนี้ผมเงินขาดมือ”

เสิ่นเฝิงอันหัวเราะหึขึ้นมา

ลูกชายของเขาเป็นคนรู้จักฉกฉวยโอกาสเพื่อประโยชน์ส่วนตนเสมอ เมื่อครู่เพิ่งจะออกปากช่วยเขาปิดบัง จากนั้นก็เริ่มเทศกาลรีดไถต่อ

ถ้าเป็นแต่ก่อนเสิ่นเฝิงคงขี้เกียจใส่ใจ แต่วันนี้มีสาวสวยอยู่ในอ้อมกอด เขาจึงอารมณ์ดีเป็นพิเศษพูดต่ออีกหลายคำหน่อย “ไม่ใช่เพิ่งจะให้ไปหกล้านเมื่อสองสามเดือนก่อนเหรอ?”

เฉินอิ๋นชะงักไปหลายวินาทีตะกุกตะกักตอบไปว่า “ลงทุนผิดน่ะครับก็เลยขาดทุน”

“ลงทุนอะไรตั้งหกล้าน จะโกหกทั้งทีก็หาเหตุผลเนียนๆ หน่อย ฉันฟังแล้วรู้สึกเซ็งจริงๆ”

เฉินอิ๋นทำเสียงกล้าหาญขึ้น “งั้นพ่อก็ไปอวยพรวันเกิดปู่เองแล้วกัน”

เสิ่นเฝิงอันก้มมองคนที่อยู่ในอ้อมกอด

หญิงสาวเนื้อหอมหวนกับชายชราเนื้อเหม็นบูด คนโง่ยังรู้เลยว่าจะเลือกแบบไหน

เสิ่นเฝิงอันเริ่มรำคาญ “จะให้โอนเงินหรือขยายวงเงิน?”

เฉินอิ๋นพูดเสียงอ่อน “โอนเงิน ขอบคุณครับพ่อ...”

ไม่รอให้ลูกชายพูดจนจบ เสิ่นเฝิงอันก็ตัดสายแล้วก้มลงฝังตัวในความสุขนุ่มนวลและหอมหวาน ทันใดนั้นปัญหาในใจก็หายไปในพริบตา

หญิงสาวงัวเงียตื่นขึ้นก็ต้องตอบรับจูบแผ่วเบาที่ค่อยๆ เพิ่มความหนักหน่วงขึ้น หลังจากอารมณ์ดูดดื่มยี่สิบนาทีจบลง ใบหน้าเธอก็กลายเป็นสีชมพู มือพยายามผลักเขาออกแบบอ่อนแรง จากนั้นก็ถามเสียงระโหยว่า “เมื่อครู่ใครโทรมาหาเหรอคะ?”

เสิ่นเฝิงอันจิ้มหน้าผากใสตรงหน้า “ทำงานวันแรกก็เริ่มหึงแล้วเหรอ?”

หย่วนนั่วเปิดตากว้าง ดวงตาสีดำสดใสไร้เดียงสาเป็นประกาย “ฉันเป็นแค่พนักงานพาร์ตไทม์ก็ต้องระวังตัวเป็นพิเศษ เพราะคุณลุงเสิ่นของฉันเป็นคนที่ยอดเยี่ยมมาก ฉันไม่อยากให้คนอื่นมาแย่งของฉันนะคะ”

เสิ่นเฝิงอันรู้สึกสบายใจกับคำยอจากภายในและภายนอก สายตาเลื่อนมาที่ริมฝีปากบาง

ปากน้อยๆ นี้ช่างเจรจา แม้แต่คำพูดที่เปล่งออกมาก็ทำให้ฟังไม่รู้จักเบื่อ

เขาก้มตัวเข้าใกล้เสียงทุ้มต่ำทรงเสน่ห์เต็มไปด้วยพลังดึงดูด “อยากให้บอกก็ต้องจ่ายราคากันสักหน่อย”

ที่สุดแล้วหลังจากจ่ายราคาตลอดทั้งวันเสิ่นเฝิงอันก็ไม่ได้บอกอะไรแม้แต่คำเดียว

“นี่เป็นความลับของตระกูลเสิ่น เมื่อถึงเวลาฉันจะบอกเธอเอง”

ประโยคเดียวก็ตัดบทจบทันที แม้กระทั่งเสิ่นเฝิงอันยังรู้สึกว่าตัวเองใจร้ายไปหน่อย

เพื่อเป็นการปลอบใจสาวน้อยที่ถูกเขาหลอกกินไปหลายยก

วันรุ่งขึ้นตอนที่เธอจะกลับเสิ่นเฝิงอันเลยอาสาขับรถไปส่ง

 

ช่วงหัวค่ำหย่วนนั่วมาปาร์ตี้กับเพื่อนร่วมรุ่น

เธอใกล้จะเรียนจบและนี่เป็นครั้งสุดท้ายที่จะสังสรรค์กับเพื่อน

เสิ่นเฝิงอันมาส่งเธอที่หน้าประตูร้านคาราโอเกะ ล้วงเอาบัตรใบหนึ่งออกมาวางไว้บนตักเธอเอ่ยขึ้นเบาๆ ว่า “คืนนี้สนุกให้เต็มที่แต่อย่าทำเหมือนครั้งก่อน เสียเงินกินเหล้าเมาจนน่าขายหน้า”

หย่วนนั่วรับบัตรมาจุ๊บแก้มขอบคุณเขาทีหนึ่ง “โอเคค่ะ ถ้าฉันชนะโป๊กเกอร์ฉันจะเปลี่ยนเตียงเป็นขนาดห้าร้อยตารางเมตร แล้วเราก็จะ xxx กันทุกวัน”

เสิ่นเฝิงอันยิ้มดีดหน้าผากเธอเบาๆ “ยัยตัวดี!”

การนัดเจอค่ำคืนนี้ถึงจะใช้ชื่อว่าปาร์ตี้แต่ที่จริงเป็นการเปิดสงครามโอ้อวดกันดีๆ นี่เอง แต่ละคนก็อยากจะอวดกันสุดฤทธิ์สุดเดช บางคนเริ่มหาผู้สนับสนุนตั้งแต่อยู่ปีหนึ่ง จนกระทั่งมาถึงปีที่สี่ก็พอที่จะมีลู่ทางอยู่บ้าง ที่ไม่กล้าเปิดปากพูดออกมา ก็เพราะว่ามีคนเผยอหน้ายืนค้ำอยู่ อย่างเช่นหญิงสาวคนหนึ่งที่ช่วงนี้มีท่าทางได้ใจ...เซินหยู

ถึงแม้ว่าเซินหยูจะไม่ได้สวยหยาดฟ้ามาดิน แต่ว่าเธอพรีเซ็นต์ตัวเองเก่งมาก ในเมื่อหน้าตาไม่พอก็มุ่งมั่นปรับปรุงบุคลิกภาพและพยายามยกระดับฝีมือการแสดงมากขึ้น ทุกวันนี้เธอได้เป็นนางรองละครย้อนยุคถึงสองเรื่อง โฆษณาและรายการวาไรตี้ก็เซ็นสัญญาจ้างกันเรียบร้อยแล้ว ลือกันว่าอนาคตจะมีทรัพยากรที่ดีกว่านี้อีก เพราะว่าเธอจับชายหนุ่มทายาทมหาเศรษฐีได้

สายตาอิจฉาริษยาจากรอบด้านกวาดมองไปที่ชายหนุ่มที่อยู่ข้างเธอ

วันนี้มาเป็นเพื่อนด้วย ดูท่าจะรักจริงซะละมั้ง

ทุกคนต่างเข้าไปเยินยอเซินหยูกันไม่หยุด ทันใดนั้นประตูห้องก็เปิดออก เรียวขาขาวยาวก้าวเข้ามาพร้อมกับเอวบางรับช่วงสะโพกขยับขึ้นลง พอเลื่อนสายตามองขึ้นไปใบหน้าก็สวยสะดุดตา

แสงสลัวในห้องกะพริบอยู่ในม่านตาของเธอ ในส่วนลึกของดวงตาราวกับมีแสงสว่างเจิดจ้าไหลผ่าน หย่วนนั่วยิ้มทักทายทุกคน “รถติดมากเลย ขอโทษที่มาสายนะ”

นี่เธอขู่ฉันเหรอ?

บรรยากาศที่กำลังคึกคักหยุดลงแวบหนึ่ง

ก่อนที่เสียงพูดคุยจอแจจะดังต่อ

ไม่มีใครคิดว่าหย่วนนั่วจะมาที่นี่ ก่อนหน้าไม่รู้ว่าใครกระจายข่าวว่าหย่วนนั่วจะไปเรียนต่อต่างประเทศเพราะผิดหวังเรื่องความรัก หย่วนนั่วหน้าตาดีมากแต่ว่าไม่ค่อยมีสติสักเท่าไร เธอทุ่มเทหัวใจให้กับแฟนหนุ่มผู้ลึกลับอย่างหมดใจเลยทีเดียว

ในสมองมีแต่ความรักที่กินไม่ได้

“หย่วนนั่วทางนี้”

เซินหยูเรียกหย่วนนั่วอย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง

ตั้งแต่ครั้งสุดท้ายที่หย่วนนั่วประสบอุบัติเหตุ เธอก็ไม่เคยเห็นอีกฝ่ายเลย เฉินอิ๋นเล่าว่าให้เงินหย่วนนั่วไปหกล้านเป็นค่าแยกทาง ตอนที่เธอรู้ภายหลังในใจก็แค้นเคืองมาก อยากจะแหกอกเฉินอิ๋นที่เป็นคนดี ถึงแม้ว่าเฉินอิ๋นทำไปเพื่อจบเรื่องราว แต่หย่วนนั่วถือสิทธิ์อะไรเอาเงินไปด้วย?

เซินหยูคิดว่าหย่วนนั่วต้องคลั่งแน่ๆ ที่เห็นเธออยู่กับเฉินอิ๋น อย่างนี้ก็ดีจะได้เพิ่มฉากเด็ดให้กับการปาร์ตี้สักหน่อย แพ้เป็นพระชนะเป็นมาร ถึงยังไงเธอก็ได้เฉินอิ๋นมาครองด้วยความสามารถของตัวเองล้วนๆ

เซินหยูจงใจจับมือเฉินอิ๋นทำราวกับว่าไม่เคยมีเรื่องอะไรกันพลางพูดกับหย่วนนั่วแบบเสแสร้ง “ช่วงนี้ไม่ค่อยได้ข่าวเธอเลย นึกว่าเป็นอะไรไปซะอีก”

เฉินอิ๋นขมวดคิ้วดึงมือออกมาเงียบๆ แล้วมองไปที่หย่วนนั่วที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามที่ดูสงบจนเกินไป

ยิ่งอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ยิ่งต้องใจเย็น เขาคุ้นเคยกับฉากดังกล่าวมานานแล้ว

หย่วนนั่วหัวเราะเบาๆ โดยไม่มีอาการโกรธเคืองและอับอาย พูดอย่างร่าเริงว่า “พอดีแฟนเก่าฉันตายน่ะ เมื่อไม่นานก็เพิ่งไปงานศพเขามา”

ทุกคนเข้าใจทันที มิน่าถึงมีข่าวว่าเกิดเรื่องไม่ดีกับหย่วนนั่ว ที่แท้ก็แฟนตาย แต่ฟังจากน้ำเสียงของเธอไม่เหมือนเศร้ากลับมีความสุขมากกว่า

เฉินอิ๋นตัวแข็งทื่อ

เซินหยูชักสีหน้ากำลังจะพูดกระแทกกลับสักคำสองคำ หย่วนนั่วก็ลุกขึ้นพูดกับทุกคน “คืนนี้ฉันเลี้ยงเอง ทุกคนดื่มกันตามสบาย”

พูดจบก็คิดจะไปเลือกเพลงร้องสักหน่อย เซินหยูไม่ยอมปล่อยไปง่ายๆ ยิ้มมุมปากเอ่ยว่า “ไม่ได้เจอกันตั้งนาน มาคุยกันอีกหน่อยเถอะ”

หย่วนนั่วยิ้มระรื่น “ไม่ล่ะ กลิ่นตัวเธอแร๊งแรง ฉันได้กลิ่นแล้วอยากจะอ้วก”

เส้นเลือดข้างขมับของเซินหยูเต้นตุ๊บๆ แต่เฉินอิ๋นที่อยู่ข้างๆ อดไม่ได้ต้องก้มไปดมพลางถามขึ้นอย่างเบาๆ “กลิ่นอะไรเหรอ?”

หย่วนนั่วพูดย้ำช้าๆ ทีละคำ “กลิ่น-เหม็นสาบ-นังจิ้งจอกเน่า”

บรรยากาศเงียบกริบลงทันควัน แม้กระทั่งคนที่กำลังร้องเพลงก็หยุดชะงัก

หย่วนนั่วย้ายสะโพกไปที่หน้าจอกดเลือกเพลง ‘Fuck you’ ของ lily เนื้อเพลงช่างสะใจกับความเคียดแค้นที่อยู่ในใจ ไม่มีอะไรต้องปิดบัง

ทุกคนถึงกับอ้าปากเหวอ

พอร้องจบเธอก็พอยท์เท้าโยนไมค์ทิ้ง สายตาเหลือบมองเฉินอิ๋นแวบหนึ่ง แววตาเรียบเรื่อยราวกับสายลม ไม่เหมือนโกรธ ไม่เหมือนยิ้ม ชั่วแวบเดียวก็จากไป

หย่วนนั่วร้องเข้าถึงอารมณ์เพลงได้รับเสียงปรบมือเกรียวกราว บางคนอยากรู้อยากเห็นแต่ก็ไม่กล้าเดินเข้ามาถาม วงการนี้แคบ วันหลังยังจะต้องเจอกันอีก มีปัญหากับใครก็ไม่ดีทั้งนั้น โดยเฉพาะตอนนี้มีปัญหากับเซินหยูเรียกว่าไม่คุ้มเลย

บางคนคิดเอาใจเซินหยูรีบพาเปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่นแทน “นี่ๆ ได้ยินข่าวลือกันบ้างหรือเปล่า มีการเคลื่อนไหวใหญ่ในวงการ สี่นักแสดงชายกับสองนักแสดงหญิงที่ได้รับรางวัลมารวมตัวกันน่ะ ดูเหมือนว่าจะรับแสดงภาพยนตร์เรื่องเดียวกัน ซึ่งตัวเอกเป็นคนใหม่ในวงการ”

เซินหยูมองไปที่เฉินอิ๋นที่อยู่ข้างๆ โดยไม่รู้ตัว เฉินอิ๋นนั่งเงียบในมือถือแก้วไวน์ ใบหน้าถูกบังอยู่ในเงามืดครึ่งหนึ่ง ไม่รู้ว่ากำลังมองไปที่ไหน แต่ริมฝีปากโค้งขึ้นเล็กน้อย

เวลานี้ใจเขาไม่ได้อยู่ที่เธอ เซินหยูรู้สึกเครียดขึ้นมา เอามือถ่องเขาเบาๆ

เฉินอิ๋นถาม “หืม มีอะไรหรือ?”

เซินหยูโกรธกรุ่นในใจแต่ไม่กล้าที่เหวี่ยง ที่เธอมายืน ณ จุดนี้และทำให้เฉินอิ๋นช่วยเธอแย่งหลายอย่างมาได้ เป็นเพราะว่าเธอรู้จักว่าเมื่อไรควรถอยและเมื่อไรควรรุก

จริงอยู่เธอเป็นแฟนสาวคนปัจจุบันของเขา แต่ถ้าไม่ระวังก็ตกกระป๋องเป็นแฟนเก่าได้ พวกทายาทเศรษฐีเกลียดที่สุดคือการที่ผู้หญิงแสดงความหึงหวงออกมาแบบบ้าคลั่ง

เซินหยูเผยยิ้มแข็งกระด้าง เอ่ยเสียงหวาน “ไม่มีอะไรค่ะ”

เม้าท์มอยกันนาน ส่วนใหญ่ก็พูดคุยเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่องใหม่ที่ลงทุนมหาศาลเป็นประวัติการณ์ ทุกคนพูดคุยกันอย่างออกรสออกชาติ มีแค่หย่วนนั่วคนเดียวที่เอนตัวนั่งเล่นสมาร์ตโฟนบนโซฟา

เฉินอิ๋นได้โอกาสขยับเข้าไปหาเอ่ยเสียงนุ่มนวล “เล่นเกมอยู่เหรอ?”

หย่วนนั่วไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามองเลยด้วยซ้ำ มือกดส่งข้อความในวีแชต “คุยกับแฟนใหม่”

เฉินอิ๋นรู้สึกประหลาดใจแกล้งทำท่าทางสบายๆ ถามว่า “เพิ่งคบกันหรือ?”

หย่วนนั่วมองมาที่เขาแวบหนึ่ง ในแววตาเต็มไปด้วยรอยยิ้ม “อืม เอาเงินค่าขนมนายไปเปย์มาได้”

บรรยากาศชักอึดอัด เสียงทำนองไม่ตรงเสียงร้อง แสงไฟสลัว เฉินอิ๋นพิงตัวไปด้านหลังท่าทางผ่อนคลาย ใบหน้าหล่อเหลาคิ้วเข้มเปล่งเสียงพอเหมาะ “อ๋อเหรอ? ยินดีด้วยนะ”

ตัวเขามีบุคลิกทั้งสนุกสนานแบบวัยรุ่นและสุขุมนุ่มลึกของชายหนุ่ม เมื่อไรที่ควรใช้บุคลิกไหนและควรที่จะพูดจาแบบไหนเขารู้อยู่แก่ใจ

ตอนที่เลิกกันก็ควรก้มหน้ายอมรับผิด หลังจากแยกกันเมื่อได้พบกันอีกครั้งก็ได้กลายเป็นคนใหม่ควรต้องมีมารยาทให้ แน่นอนว่าความใกล้ชิดก็จำเป็นเช่นกัน

เขาไม่ได้ใส่ใจกับคำพูดของเธอ เพราะคิดว่าเธอกำลังพูดด้วยความโกรธ

มีหลายวิธีที่ผู้หญิงใช้ระบายหลังจากเลิกกัน ไม่ว่าเธอจะตบตีหรือร้องเพลง ‘Fuck you’ เหมือนด่าใส่หน้า นั่นก็ไม่เป็นไร เขาคิดด้วยซ้ำว่าเธอยังไม่สามารถเดินออกมาจากเงามืดของความขมขื่นที่ผิดหวังในความรักได้

ผู้ชายเป็นสิ่งมีชีวิตที่สามารถหลงตัวเองที่สุดได้ทุกที่ทุกเวลา โดยเฉพาะในเรื่องความรัก ไม่ว่าจะเลี้ยวไปไกลแค่ไหน สุดท้ายก็คิดว่าทุกอย่างกลับมาหมุนรอบตัวเองเสมอ ราวกับว่าหลังจากเลิกกันทุกการกระทำที่ผู้หญิงทำลงไปก็เป็นเพราะเขาคนเดียวเท่านั้น

เฉินอิ๋นชำเลืองมองหย่วนนั่วด้านข้างแสงจากจอภาพส่องลงบนใบหน้านวลเนียนทำให้คิ้วและตาเข้มขึ้น แต่เธอกลับดูบอบบางและสดใสมากขึ้น

เมื่อเปรียบเทียบกับหย่วนนั่วคนเดิมที่ค่อนข้างจะเงียบขรึมและหัวโบราณ สำหรับหย่วนนั่วคนนี้ทำให้เกิดความปรารถนาที่อยากจะค้นหา

ดูเหมือนหย่วนนั่วจะรู้ว่าเฉินอิ๋นคิดอะไร เธอเก็บสมาร์ตโฟนช้อนคางขึ้นจ้องตากลับไป เรียวปากชุ่มฉ่ำเผยแววยั่วเย้าใส่

เฉินอิ๋นไม่เคยกลัวเรื่องที่จะเผชิญหน้ากับผู้หญิง เขาไม่ได้หลบสายตากลับระบายรอยยิ้ม เสียงทุ้มนุ่มและจริงใจ “เรื่องไปเรียนต่อต่างประเทศเตรียมตัวเสร็จหรือยัง? มีอะไรที่ฉันพอจะช่วยได้บ้างไหม?”

หย่วนนั่วหัวเราะเสียงหวาน “ไม่ไปแล้วล่ะ ฉันจะเข้าวงการ”

เซินหยูจ้องมองมาด้วยสายตาระแวง ฟันถึงกับกัดกรอด

หย่วนนั่วที่สังเกตเห็นสายตานั่นก็พูดย้ำประโยคกับเฉินอิ๋น “ในเมื่อตัวฉันทั้งสวยทั้งเลิศขนาดนี้ ถ้าไม่ได้เป็นดาราคงน่าเสียดายแย่ บางคนที่หน้าเหมือนลูกอัณฑะหมูยังดังได้ ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่ฉันจะดังไม่ได้ นายว่าไหม?”

เฉินอิ๋นแกล้งทำเป็นไม่รู้ว่าหย่วนนั่วกำลังพูดถึงใคร เขาพยักหน้าหงึกหงักรับด้วยรอยยิ้ม “ขอให้เธอประสบความสำเร็จดังที่ใจปรารถนานะ” จากนั้นก็จงใจถามถึงแฟนคนใหม่ของเธอด้วยความสุภาพนุ่มนวลและเอาใจ “ท่าทางแฟนคนใหม่คงหล่อถูกใจเธอมากนะ ถึงทำให้เธอใส่ใจเป็นพิเศษ”

หย่วนนั่วยิ้มรื่น “ใช่เลย ทั้งหล่อและรวย ทั้งใหญ่และยาว ฝีมือบนเตียงสุดยอด”

ท่าทางเธอพูดแบบสบายใจ แต่เขารู้สึกว่าเธอกำลังเล่นละคร เขาจึงเผยความเป็นมิตรออกมาเพื่อแสดงให้เห็นว่าใจกว้างมาก “ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับคนมาใหม่ในวงการที่จะได้เดบิวต์ อยากจะให้ฉันช่วยแนะนำคนสนับสนุนไหม?” จากนั้นก็พูดประโยคสุดท้ายเสียงแผ่วเบา “ฉันอยากจะชดเชยให้น่ะ”

บังเอิญจังหวะนั้นเซินหยูเดินเข้ามาพอดี ได้ยินคำนี้เต็มสองหูใบหน้าถึงกับเขียวคล้ำไปเลย มือกำแน่นจนปลายเล็บแดงก่ำ หายใจสั่นด้วยความโกรธ

เธอมีวิธีมากมายจัดการกับหย่วนนั่ว แต่ทำต่อหน้าเฉินอิ๋นไม่ได้ หากเส้นทางนี้ราบลื่น ทั้งชีวิตเธอจะผูกติดกับเฉินอิ๋น ได้เป็นดารามีชื่อเสียงและคุณนายเศรษฐีที่ไร้กังวลไปตลอดชั่วชีวิต

ผู้หญิงทั่วไปถ้าอยากยกระดับความเป็นอยู่ก็ต้องอาศัยการแต่งงานช่วย ถึงภายภาคหน้าจะต้องเลิกรากันไป เธอก็จะได้รับค่าเลี้ยงดูมหาศาล

เธองัดความพยายามทุกอย่างแย่งเอาเฉินอิ๋นมาจากหย่วนนั่วก็เพื่อสิ่งเหล่านี้นี่แหละ

เวลาผ่านไปครึ่งทางงานปาร์ตี้ เฉินอิ๋นออกไปรับสาย เซินหยูที่เล็งโอกาสนี้อยู่ก็นั่งลงข้างๆ หย่วนนั่ว

ทั้งสองยิ้มการค้าให้กัน คุยกันไปเรื่อยๆ ราวกับสองสาวเพื่อนสนิทนั่งเม้าท์มอยกัน

เซินหยูพูด “ฉันพูดตามตรงนะ ต่อให้เธอเข้ามาในวงการก็ไม่มีที่ยืน บางทีอาจไม่มีโอกาสได้เดบิวต์ด้วยซ้ำ”

หย่วนนั่วหัวเราะเสียงพลิ้ว “ต๊ายตาย นี่เธอขู่ฉันเหรอ? น่ากลั๊วน่ากลัวเนอะ”

เซินหยูอึ้งไปแล้วถลึงตามองราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ “หย่วนนั่วไม่จำเป็นต้องสู้เพื่อเฉินอิ๋นขนาดนี้เลยนะ เธอยื้อแย่งไม่ยอมปล่อยมือ ช่างเน่าหนอน”

คุณภาพคับแก้ว

จังหวะนั้นหย่วนนั่วก้มลงมองนาฬิกา

ถึงเวลาที่เธอควรกลับบ้านไปพักได้สักที

เธอเอื้อมมือหยิบแก้ววิสกี้ใส่น้ำแข็งเย็นเฉียบบนโต๊ะ ลุกขึ้นอย่างชดช้อย พลิกแก้วราดลงบนหัวเซินหยู น้ำเสียงน่ารักพูดขึ้น “นี่คงทำให้เธอมีสติขึ้นสักหน่อย จะได้ไม่เข้าใจผิดคิดว่าในโลกนี้มีเฉินอิ๋นเป็นผู้ชายคนเดียว”

เฉินอิ๋นผลักประตูเข้ามาพอดี ภาพแรกที่เห็นนั้นคือรอยยิ้มบนใบหน้าสวยสดใสของหย่วนนั่ว พอเหลือบไปก็เป็นภาพดูไม่ได้ของเซินหยู

หย่วนนั่วคว้ากระเป๋าสะบัดสะโพกเดินไปที่ประตู กะพริบตาวิบวับใส่เฉินอิ๋นพร้อมกับส่งจูบขี้เล่นให้ ก่อนที่ทุกคนจะได้สติกลับมา เธอก็เดินไปไกลแล้ว

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นใช้เวลาไม่ถึงสามสิบวินาทีด้วยซ้ำ

ไม่กี่วินาทีในห้องวีไอพีก็ดังไปด้วยเสียงกรีดร้องแหลมของเซินหยู “หย่วนนั่ว ฉันจะตามจองล้างจองผลาญแกตลอดไปแน่”

เฉินอิ๋นขมวดคิ้วจากนั้นก็เดินออกไป

เขาไปยืนสูดอากาศที่ทางเดิน ดูเหมือนว่าในอากาศยังมีกลิ่นหอมของหย่วนนั่วเหลือทิ้งไว้ กุหลาบป่าสดใสและหอมหวน แข็งกร้าวและดื้อรั้น

เสียงวีแชตดังขึ้น มีสองข้อความเด้งเข้ามาในเวลาเดียวกัน

ข้อความแรกเป็นของเซินหยู เธอสงบสติอารมณ์ลงอย่างรวดเร็ว กำลังดึงความรู้สึกดีๆ จากเขากลับ “ยังอยู่ที่ข้างนอกหรือเปล่าคะ? รอฉันหน่อยได้ไหมจะได้กลับพร้อมกัน”

เฉินอิ๋นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็กดลบข้อความ

จากนั้นมือแตะไปที่รูปหย่วนนั่ว ภาพเซเลอร์มูนเปลี่ยนมาใช้อักษรคำว่า ‘叔[1]’ ซึ่งไม่รู้ว่าต้องการสื่ออะไรกัน แต่น่าจะเป็นรูปแบบวรรณกรรมมั้ง

เขากดเปิดข้อความที่เธอส่งมา เป็นรูปภาพหนึ่ง แต่ไม่รอให้เขากดเข้าไปดู รูปก็ถูกลบออกไป

“เหมือนไหม?”

เหมือนอะไร? เฉินอิ๋นส่งข้อความกลับไปถาม แต่ว่าเธอไม่ได้ตอบกลับมา เขาอยากจะโทรถามให้รู้แล้วรู้รอด แต่รู้สึกว่านี่ล้ำเส้นไปหน่อย จนกระทั่งตลอดค่ำคืนเขาก็ยังคิดถึงภาพที่เธอส่งมา

มันคือภาพอะไรกันแน่?

 

ไม่นานหลังจากเรื่องตลกในงานปาร์ตี้

ก็มีหัวข้อร้อนแรงระเบิดขึ้นอีกครั้ง

ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ที่มีนักแสดงนำทั้งชายหญิงที่มีรางวัลการันตีมาร่วมแสดง ได้ประกาศตัวนางเอกคนใหม่อย่างเป็นทางการ

ภาพถ่ายธรรมดาเรียบง่ายภาพหนึ่งไม่มีการแนะนำอะไร

หญิงสาวในภาพถ่ายมีผิวขาวใส หน้าตาสวยหมดจด ไม่ได้แต่งหน้าแต่กลับเปล่งออร่าทรงพลัง

บรรทัดเดียวที่แนะนำตัวมีเพียงคำว่า...หย่วนนั่ว

นี่เป็นครั้งแรกที่เห็นวิธีการประชาสัมพันธ์เปิดตัวเรียบง่ายแบบนี้ ทันใดนั้นก็เกิดการพาดหัวข่าวและฮอตสปอตของเวยปั่วก็ประโคมข่าวยกใหญ่ ภาพยนตร์เรื่องนี้มีฐานแฟนคลับอยู่แล้ว ไม่ว่าใครก็ตามที่ได้ร่วมแสดงย่อมประสบความสำเร็จตั้งแต่ในมุ้งเลย

ผู้กำกับชื่อเสียงโด่งดัง คนเขียนบทเป็นที่รู้จัก พระเอกนางเอกโด่งดังมารวมตัว ขนาดคนที่มีซีนแค่เดินผ่านจอยังเป็นไอดอลที่มีชื่อเสียง ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังไม่ทันที่จะได้เปิดกล้องก็ดังระเบิดแล้ว

‘หย่วนนั่ว’ สองคำนี้ดังเป็นพลุแตกในเวยปั่วและเว็บบอร์ดอย่างรวดเร็ว การแนะนำที่แสนจะเรียบง่ายยิ่งกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของคนมากขึ้น

ตอนที่เซินหยูเห็นข่าวก็อยู่ในกองถ่ายละครพอดี เธอคลั่งจนสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ฉากที่ถ่ายบนดาดฟ้า เกือบจะกลายเป็นโศกนาฏกรรมกระโดดตึกฆ่าตัวตายไปแล้ว

เซินหยูร้องไห้โทรหาเฉินอิ๋น “คุณใช่ไหมที่ชดเชยให้กับนังนั่นด้วยการแอบทำลับหลังฉัน ช่วยหล่อนทุกอย่างเลยใช่ไหม?”

เฉินอิ๋นขมวดคิ้วตอบตรงๆ “ฉันไม่มีความสามารถทำได้ถึงขนาดนั้นหรอก”

เซินหยูรู้สึกตัวทันทีว่าพูดไม่คิด แม้ว่าเฉินอิ๋นจะเป็นใจกว้าง แต่ก็ไม่มีความสามารถเสกชั้นฟ้าได้แน่นอน ทรัพยากรที่เขาให้เธอมาจากการทุ่มเงินเท่านั้น แต่การสนับสนุนการแสดงภาพยนตร์ของหย่วนนั่ว นอกจากจะต้องใช้เงินแล้ว ยังต้องมีเส้นสายกว้างขวางอีกด้วย

เซินหยูไม่คิดฝันเลยว่าหย่วนนั่วจะดังเป็นพลุแตกเพียงข้ามคืน ขนาดเธอพยายามขอให้เฉินอิ๋นช่วย ยังได้แค่งานแสดงช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อนสั้นๆ ซ้ำยังได้บทนางรองลำดับสาม แต่ว่าหย่วนนั่วเข้ามาก็ได้ขึ้นบัลลังก์นางเอกเลย

เมื่อคนหนึ่งเอาแต่เปรียบเทียบกับอีกคนหนึ่งก็อาจกระอักเลือดตายได้

เซินหยูคลั่งจนขาดสติจ้างคนมาปล่อยข่าวปลอม อาศัยช่วงที่หย่วนนั่วยังไม่ได้แจ้งเกิด เขียนเรื่องเสื่อมเสียว่อนไปทั่วโลกโซเชียล

แต่เรื่องที่เธอทำช่วงกลางวัน พอตกค่ำก็จะถูกลบทิ้งหมดเกลี้ยง

เอเจนซีถึงกับต้องบินกลับมาจากต่างประเทศลากเซินหยูออกมาจากกองถ่ายเอ่ยเตือนเสียงเด็ดขาดว่า “เธอยังอยากจะอยู่ในวงการอีกไหม? จ้างคนสร้างเฟกนิวส์ เป็นแค่นางรองกล้าดียังไงไปใส่ร้ายนางเอกทุนสร้างพันล้านน่ะ”

เซินหยูพอได้ยินก็ตกใจหน้าซีดปากสั่น “ฉะ...ฉัน...”

เอเจนซีกระแทกสมาร์ตโฟนลงไปที่โต๊ะเสียงดังปัง “เธอลองหาดูสิ ที่ซื้อไว้มีกี่บทความที่โพสต์ไปแล้ว?”

เซินหยูมือไม้สั่นรีบหาทันที ค้นหาคำที่เกี่ยวข้องหลายรอบก็ไม่มีข้อความไหนโพสต์ลงไป

เอเจนซีโกรธมือสั่นชี้ไปที่ปลายจมูกเธอ “วันหลังถ้าขืนทำในเรื่องไร้สมองอย่างนี้อีก บริษัทคงต้องถูกฝังกลบไปพร้อมกันกับเธอแน่นอน!”

จากนั้นเซินหยูก็ไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่าม เธอโทรไปหาเฉินอิ๋นเพื่อสอบถามข่าวคราวอย่างระมัดระวัง เล่าเรื่องราวที่บริษัทบอก เสียงน่าสงสารบ่นกระปอดกระแปดว่า “ครั้งนี้หย่วนนั่วพุ่งแรงมาก เบื้องหลังจะต้องมีคนสนับสนุนแน่”

เฉินอิ๋นพูดเสียงเรียบฟังไม่ออกว่าอยู่ในอารมณ์ไหน “อืม แฟนคนใหม่ของเธอทำให้”

เซินหยูอยากจะถามต่อแต่มีเพียงเสียงตี๊ดๆ สะท้อนกลับมาในโสตประสาท

ลมหายใจเซินหยูสะดุดกึก เฉินอิ๋นตัดสายเธอรึ?

พอโทรกลับไปก็สายไม่ว่าง เซินหยูโกรธตัวสั่นได้แต่ก้มหน้าลงร้องไห้

อีกด้านเฉินอิ๋นโทรออกไปหาหย่วนนั่วทันที เนื่องจากเขาพูดคำว่า ‘แฟนใหม่’ ออกมาก็ทำให้รู้สึกสับสนในใจ หักห้ามใจตัวเองไม่ได้ อยากจะถามให้ชัดๆ ไป

เสียงดังประมาณสิบครั้งก็ไม่มีใครรับสาย จนเขาได้สติกลับมาก็วางสายลง ดีที่เธอเย็นชาแบบนี้ เฉินอิ๋นหยุดคิดนิดหนึ่งก็ขมวดคิ้วแน่น รู้สึกเจ็บปวดกับท่าทีไม่แคร์ใครและการวางตัวสบายๆ ของหย่วนนั่ว

ครั้งนี้หย่วนนั่วไม่ได้คบเล่นๆ เธอมีแฟนใหม่แล้วจริงๆ

ซ้ำแฟนคนนี้ยังดีกว่าเขาทุกด้าน

ถึงเฉินอิ๋นยังเป็นหนุ่มน้อย แม้ฝีมือในการจัดการความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงจะดีอยู่บ้าง แต่ประสบการณ์ก็ยังน้อยนิดเป็นแบบธรรมดาดาษดื่นทั่วไป ภายใต้ดอกไม้นานาพันธุ์ ใบไม้บางใบไม่ได้แนบชิดด้วยซ้ำแต่กลับถูกดอกไม้แทงจนพรุน

คิดว่าเป็นดอกกุหลาบไร้หนามโอนอ่อน แต่พอมองย้อนกลับไปก็พบว่าเป็นดอกกุหลาบหนามแหลมคม

เฉินอิ๋นหลับตาสงบใจลง จากนั้นก็ส่งข้อความวีแชตไปให้หย่วนนั่ว “เมื่อครู่ที่โทรผิดเบอร์น่ะ”

คนที่ไม่ได้รับสายตอบมาทันที “อืม”

เฉินอิ๋นอึ้งไปชั่วครู่ก็รู้สึกขัดเขิน แต่ก็ยังไม่ยอมแพ้รีบส่งข้อความไป “ขอให้เธอมีความสุขนะ”

หย่วนนั่วส่งอั่งเปาซองแดงกลับมาพร้อมคำว่า “รู้เดียงสา”

เฉินอิ๋นฉายสีหน้างงทันที

 

ก่อนที่ภาพยนตร์จะเปิดกล้องหนึ่งวัน

หย่วนนั่วย้ายไปพักที่วิลล่าชานเมืองตะวันตก เสิ่นเฝิงอันนอนกกกอดหญิงสาวอย่างมีความสุข แต่ละวันก็ฟัดกันหลายท่า ซึ่งเขาบอกซะสวยหรูเลยว่าเป็นการฝึกทักษะการแสดง

เมื่อฟัดสนุกจนถึงใจ เสิ่นเฝิงอันก็ยิ่งมีท่าทางรักใคร่หย่วนนั่วมากกว่าเมื่อก่อนมาก ที่เห็นชัดเจนที่สุดเลยก็คือเขาโยนถุงยางทิ้งไปทั้งหมด

ร่างสองร่างนัวเนียกันลงมาจากชั้นบนลงมาที่ห้องรับแขกชั้นล่าง เสื้อผ้ากระจัดกระจายไปทั่วบ้าน สุดท้ายก็พากันล้มตัวลงบนโซฟาในห้องรับแขก

หย่วนนั่วหายใจหอบถี่ถามขึ้นว่า “คุณลุงเสิ่น ไม่สวมเสื้อให้น้องชายหน่อยเหรอคะ ไม่กลัวว่าจะเกิดเรื่องเหรอ?”

เขารู้เธอไม่ได้กินยาคุมกำเนิด

เสิ่นเฝิงอันกอดหย่วนนั่วอย่างแสนรักและทะนุถนอม ดวงตาหรี่ปรือ ใบหน้าหล่อเหลาไร้ที่ติ แต่คำพูดที่เอ่ยออกมาต่างจากบุคลิกภายนอกสิ้นเชิง “ฉันทำหมันแล้ว ไม่ต้องกลัว ไม่เกิดเรื่องอย่างว่าแน่”

หย่วนนั่วจิ้มนิ้วที่คางเขาอย่างหยอกเย้าจากนั้นก็ลากลงไปที่หน้าท้อง “คุณลุงเสิ่นทำไมถึงได้ทำหมันคะ?”

“เพราะคุณภาพคับแก้วเกินไป”

หย่วนนั่วหัวเราะคิกคัก ไม่ได้คิดถามอะไรต่อไปอีก แต่พอเสิ่นเฝิงอันเห็นเธอนอนอ่อนระทวยในอ้อมแขน กลับอยากให้เธอถามมากขึ้นไปอีก

ขณะเขาคิดจะก้มลงจูบหญิงสาวอีกครั้ง เสียงกุกกักก็ดังขึ้นที่หน้าประตู

เฉินอิ๋นไม่ได้มาที่วิลล่าชานเมืองตะวันตกนานแล้ว

ที่มาวันนี้ก็เพราะว่าอยากจะจัดงานปาร์ตี้ การที่หย่วนนั่วคบหนุ่มคนใหม่ ทำให้เขารู้สึกกลุ้มใจมาก ในใจราวกับว่าถูกก้อนสำลีอัดแน่น ไม่ว่าจะทำอะไรก็ไม่มีกะจิตกะใจเอาเสียเลย ฉะนั้นต้องหาอะไรทำเบี่ยงเบนความสนใจ

ชายหนุ่มอายุยี่สิบ อยากทำอะไรก็ทำ แต่มีสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรทำก็คือกลับไปกินหญ้ารางเดิม ไม่งั้นคงเสียหน้ามองไม่เห็นอนาคตแน่

ปาร์ตี้ครั้งนี้ต้องจัดแบบสนุกสุดเหวี่ยง ชานเมืองตะวันตกเหมาะมาก คฤหาสน์ก็ปล่อยทิ้งว่างเฉยๆ ไม่มีคนรับใช้มายุ่งวุ่นวาย แล้วก็ไม่ต้องกลัวว่าจะมีใครบุกเข้ามาด้วย

เลขานุการที่ช่วยจัดการเรื่องทั่วไปลาหยุด เขาจึงต้องลงมือทำทุกอย่างด้วยตัวเอง เขาโทรไปหาบริษัทจัดงานเลี้ยงเลยมารอที่สถานที่ก่อน

ตอนที่เฉินอิ๋นเปิดประตูเข้ามาก็เห็นคนสองคนกกกอดกันบนโซฟา

เปลือยกายล่อนจ้อน...

 

 

--------------------------------

[1] 叔 อ่านว่าซู ที่แปลว่าคุณลุง