ดวงตาระยิบระยับราวกับดวงดาวบนฟากฟ้า
เสิ่นเฝิงอันจ้องมองหย่วนนั่วอย่างเคร่งขรึม
คืนนี้เขาไม่ได้ดื่มแต่ในสมองกลับคิดถึงเรื่องการกินเนื้อ อาจเป็นเพราะกลิ่นเหล้าบนตัวเธอร้อนแรงทำให้เขามึนเมาทั้งที่ไม่ได้เมา
คืนนี้ที่เขาพาเธอออกมาก็แฝงนัย ตัวเขารู้และตัวเธอก็เข้าใจได้ดี
เสิ่นเฝิงอันถาม “กระเป๋าเธอยังอยู่ในคลับเฮาส์จะกลับไปเอาไหม?”
หากเธอลงจากรถเรื่องคืนนี้ก็ปล่อยไป จากนี้จะเป็นยังไงก็ตามแต่โชคชะตา ถึงเขาอยากจะชิมเนื้อกระต่ายน้อย แต่ก็ไม่ใช่ว่าต้องกินให้ได้
หย่วนนั่วเอียงใบหน้ายิ้มหวาน “ก็แค่กระเป๋าชาแนลเก่าๆ ใบเดียว ไม่ต้องไปเอาหรอกค่ะ”
เธอตัดสินใจเลือกแล้ว เขาก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ
ปกติเสิ่นเฝิงอันไม่ใช่พวกชักช้า ได้พบแล้วรู้สึกชอบก็ชิมสักหน่อย ถือเป็นการผ่อนคลายอย่างหนึ่ง นานๆ ทีได้กินเนื้อมั่ง ตัวเขาก็ไม่จำเป็นต้องหลบซ่อนอะไร
มือจับพวงมาลัยหมุนครั้งนี้ความเร็วเพิ่มขึ้นราวกับเหาะ
สะใจจริง
วิลล่าชานเมืองตะวันตก
เสิ่นเฟิงอันพาหย่วนนั่วออกมาที่ชานเมือง
วิลล่าแห่งนี้เอาไว้รับรองสาวๆ โดยเฉพาะ หลายปีที่ผ่านมาเขาไม่ได้พาใครเข้ามา
ก่อนจะเปิดประตูเดินเข้าไปเสิ่นเฝิงอันก็ถามขึ้น “เคยไปกับใครมาก่อนไหม?”
“ไม่ค่ะ เคยมีแฟนแบบจริงจังแค่คนเดียว”
เพิ่งถามเสร็จเสิ่นเฝิงอันก็จำได้ว่าเจ้เฉินเป็นคนพาเธอมาก็เลยไม่ได้สอบถามอะไร การที่ไม่ได้สืบให้ดีเสียก่อนหากเป็นเมื่อก่อนไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลย แต่วันนี้ไม่เหมือนกัน เขาเกิดอารมณ์อยากจะเอาชนะและครอบครองให้ได้
เขามองเธอราวกับว่ากำลังจ้องมองผลไม้ชุ่มฉ่ำน้ำที่เต็มไปด้วยความสดและกรอบ ยังไม่ทันที่จะได้ลิ้มรสก็เริ่มหวนคิดถึงรสชาติที่ยากจะลืมเลือน
ความไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ ถูกใจเขาจริงๆ
หย่วนนั่วสะบัดรองเท้าสูงเจ็ดเซนติเมตรหลุดจากปลายเท้าทำให้ดูตัวเตี้ยลงไปอีก ส่วนสูงเหมือนเด็กนักเรียนมัธยมปลาย เดินตรงมาหาเขา เพราะไม่คุ้นกับทางเดินก็ทำให้เกือบจะล้มหน้าคะมำ
เสิ่นเฝิงอันไม่ได้เข้าไปช่วย เขายืนมองเธอทรงตัวเองด้วยสายตาเฉยชา เธอแลบลิ้นออกมาทำท่าทางโล่งอกราวกับว่ารอดตายมาได้
เสิ่นเฝิงอันรินไวน์ใส่แก้วให้ตัวเอง หย่วนนั่วเดินมานั่งลงที่บาร์มองเขาด้วยรอยยิ้ม “ท่านประธานเสิ่นหน้าตาคล้ายกับแฟนคนก่อนของฉันเลย”
เสิ่นเฝิงอันรินเหล้าไปได้แล้วครึ่งแก้วก็ยิ้ม “เปิดประเด็นได้เชยมาก”
เสียงของหย่วนนั่วกังวานใส “เป็นความจริงนะคะ”
เสิ่นเฝิงอันยิ้มแต่ก็ไม่พูดตอบอะไร นิ้วชี้เรียวยาวคลึงปากแก้วแล้วผลักเบาๆ ไปข้างหน้า “เริ่มกันเถอะ”
เขาไม่ค่อยจะมีความอดทนมากและไม่ชอบกระเซ้าเย้าแหย่ ในเมื่อพากลับมาแล้ว ก็ไม่ต้องมามัวพูดอะไรไร้สาระ
หย่วนนั่วอึ้งไปวูบหนึ่งแล้วถามขึ้นอย่างซื่อๆ “เริ่มอะไรหรือคะ?”
เสิ่นเฝิงอันจิบไวน์ช้าๆ พลางโบกมือเรียกหย่วนนั่ว ก่อนที่เธอจะทรงตัวมั่นคง เขาก็เอื้อมมือดึงร่างบางเข้ามาอยู่ในอ้อมกอดเรียบร้อย
ไวน์ดีกรีร้อนแรงไหลลงในลำคอ ทำให้หย่วนนั่วสำลัก
แต่เสิ่นเฝิงอันไม่ได้หยุด เขากัดริมฝีปากแดงฉ่ำค่อยๆ ลิ้มรสชาติ ดวงตาจ้องมองความตื่นตระหนกบนใบหน้าหย่วนนั่วพร้อมรอคอยฉากเด็ด
ลมหายใจเร่าร้อนเอ่ยประโยคเย็นชา “ยังเป็นแค่สาวน้อย ข้างนอกดูโตดี แต่ข้างในไม่ประสาอะไรเลย”
หย่วนนั่วขมวดคิ้วเม้มปากทำหน้ามุ่ย ประท้วงขึ้นอย่างไม่พอใจ “ยังไม่รู้ว่าใครกันแน่ที่ไม่ประสา?”
มุมปากเสิ่นเฝิงอันยกขึ้นเล็กน้อย ผู้หญิงคนนี้ดื้อรั้นและไม่ชอบแสดงความอ่อนแอ แต่การมาเจอกับเขาเธอคงต้องเหนื่อยแล้ว
เสิ่นเฝิงอันโน้มตัวกระซิบที่ริมหูหย่วนนั่ว “รู้ไหมว่าคนรู้จักตั้งฉายาฉันว่าอะไร?”
“ฉายาอะไรเหรอคะ?”
เสิ่นเฝิงอันช้อนตัวหย่วนนั่วขึ้นเดินเข้าไปในห้องนอน “อสูรชุดสูท”
แสงจันทร์นวลผ่องช่างชวนเคลิบเคลิ้ม
หลังจากผ่านไปชั่วโมงครึ่ง
ไม่ใช่เสิ่นเฝิงอันที่เข้าห้องน้ำก่อนแต่เป็นหย่วนนั่ว
เสิ่นเฝิงอันเอนนอนหนุนหมอนรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย หลังจากผ่านเวลาสบายเนื้อสบายตัว เขาก็ค่อยๆ ได้สติกลับมา สายตามองไปที่ห้องน้ำ เสียงน้ำจากฝักบัวและเสียงสาวน้อยกำลังร้องเพลงอย่างภาคภูมิใจประสานออกมา
เขาคิดว่าเธอเป็นกระต่ายน้อย แต่หลังจากฝากฝีมือถึงได้รู้ว่าเธอเป็นนางปีศาจจิ้งจอก เกมนี้เขาเจอคู่ต่อสู้สูสีเข้าแล้ว ซึ่งคำนี้เหมาะสมกับเธอมาก
เสิ่นเฝิงอันคิดเองเออเองว่าเมื่อครู่เสมอกัน โดยลืมไปว่าเป็นตัวเองเกือบเสียท่า
เขาปลอบใจตัวเองว่างดเนื้อมานานทำให้กระหายไปหน่อยจนกลั้นไม่อยู่
เสียงร้องเพลงยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ เหมือนกวนต่อมประสาทจากนั้นก็มีเสียงเรียกดังออกมา “ท่านประธานเสิ่นมาอาบน้ำด้วยกันไหมคะ?”
เสิ่นเฝิงอันคว้ารีโมตที่วางอยู่ข้างๆ โดยสีหน้าไม่เปลี่ยน จากนั้นก็กดโหมดห้องน้ำปล่อยน้ำเย็นออกมา
เสียงกรีดร้องลั่นดังมาจากด้านใน
หย่วนนั่วพันผ้าเช็ดตัววิ่งออกมามองเขาอย่างโกรธๆ เสิ่นเฝิงอันตบลงที่ข้างตัว “มานี่ มาคุยกัน”
หย่วนนั่วเก็บอารมณ์ฉีกยิ้มหวานเดินนวยนาดเข้าไปหา “คุยอะไรหรือ คุยว่าเมื่อครู่คุณเก่งกาจแค่ไหนหรือคะ?”
เสิ่นเฝิ่งอันชะงักไป
มีหมอนข้างคั่นระหว่างทั้งสอง ผมของหย่วนนั่วเปียกชื้นไปบ้างแต่แห้งอยู่หกส่วน ตอนนี้มือเล็กสองข้างเท้าแก้มที่แดงเหมือนผลแอปเปิลอย่างเป็นธรรมชาติ จ้องมองเขาด้วยรอยยิ้มแจ่มใส
ใบหน้าชวนมอง ดวงตาชวนหลงใหล
เสิ่นเฝิงอันปัดผมบนหน้าผากมนขึ้น “แฟนเก่าสอนเธอได้ไม่เลว”
หย่วนนั่วไม่เห็นด้วย “เขาห่วยแตก เมื่อครู่ฉันยังทำไม่สุด คุณคงคิดว่าฉันยังเป็นสาวบริสุทธิ์ใช่ไหม?”
เสิ่นเฝิงอันเงียบไม่ได้พูดอะไร
มุมหนึ่งประโยคครึ่งหลังของเธอตรงเผงเลย
หย่วนนั่วกะพริบดวงตากลมโตเอ่ยต่อว่า “ฉันเกิดมาพร้อมวิทยายุทธ”
เสิ่นเฝิงอันหัวเราะร่วนเสียงดัง
หลังจากที่เธอสลัดความไร้เดียงสาทิ้งก็เผ็ดร้อน ไม่ใช่สิ จะว่าไปไร้เดียงสาก็ไม่ใช่ เพราะตั้งแต่ต้นจนจบเธอก็ไม่ได้ปิดบังอะไรเลยด้วยซ้ำ
หย่วนนั่วเอาหมอนข้างออกขยับตัวเข้ามากอดเขาแบบออดอ้อน หลังจากมีอะไรกันแล้วเธอก็พูดความในใจขึ้นก่อน “ฉันชอบคุณมาก รู้สึกเหมือนรสรักแรกที่วิเศษ” เธอหยุดคิดนิดหนึ่งเสริมขึ้นอีกว่า “ฉันหมายถึงในแง่สมรรถภาพทางกาย ซ้ำคุณก็หล่อมากด้วย อสูรชุดสูทถูกใจฉันจัง”
คำพูดของเธอทำให้รู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้ชายไซด์ไลน์ จากนั้นเสิ่นเฝิงอันพูดเนิบนาบว่า “กลัวฉันเบี้ยวหรือไง รีบพูดเอาใจขึ้นมาเลยนะ?”
หย่วนนั่วส่ายหน้าหวือน้ำเสียงจริงจัง “ต่อให้ได้แล้วทิ้ง การที่ฉันได้ขึ้นเตียงกับคุณก็ถือว่าไม่ขาดทุนแล้ว”
หว่างคิ้วของเสิ่นเฝิงอันเต็มไปด้วยรอยยิ้มรื่นสมองวิ่งเร็วจี๋ “เห็นแก่ที่เธอยังเด็ก ฉันจะไม่โกหกแล้วกัน” เขาแต่งเรื่องเพื่อความสมจริง “บอกตามตรงฉันถังแตกกำลังจะล้มละลาย ดังนั้นก็เหมือนกับเธอที่ไปวงไพ่ก็เพื่อที่จะหาคนพึ่งสักหน่อยน่ะ”
เป็นไปตามคาดหย่วนนั่วมีท่าทางตกใจพลางผุดลุกขึ้นนั่งเอ่ยเสียงแผ่ว “งั้นตอนนี้คุณก็หลอกกินฟรีน่ะสิ แถมยังจะขอร้องให้ช่วยเลี้ยงดูด้วยเหรอ?”
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเคยเห็นคนเห็นแก่ประโยชน์ได้น่ารักขนาดนี้
เสิ่นเฝิงอันพยักหน้า “ทำนองนั้นแหละ”
หย่วนนั่วถอนหายใจยาวเฮือกหนึ่ง แบมือออกสองข้าง “คุณก็ไม่บอกแต่แรก ทำไมรอจนเสร็จแล้วค่อยบอก”
เสิ่นเฝิงอันเลือกแสดงทั้งทีก็เล่นใหญ่ “ขอโทษด้วยนะ”
หย่วนนั่วที่หันหลังให้ก็หันกลับมา เอื้อมมือหยิกแก้มเขาราวกับว่ากำลังพิจารณาสินค้า น้ำเสียงติดจะเสียใจ “ไหนๆ ก็นอนกันแล้ว จะทำอะไรได้อีก ดีนะที่เรื่องบนเตียงคุณไม่เลว ถูกใจฉันมากเลย เออ...แล้วคุณติดหนี้อยู่เท่าไร ถ้าไม่เยอะฉันอาจจะเลี้ยงคุณก็ได้”
ดวงตากลมโตราวกับมีดวงดาวกะพริบบอกถึงอนาคตเต็มไปด้วยความหวัง “ถึงยังไงฉันก็ต้องเป็นดาราดังคงจะหาเงินได้มากอยู่” จากนั้นก็เหลือบมองแบบไม่ค่อยพอใจสินค้า “คุณอย่าเรียกค่าตัวสูงนะ พูดตรงๆ คุณก็อายุสามสิบหกแล้ว ช่วงเวลานาทีทองกำลังจะผ่านไป ชายแก่ย่อมสู้ไม่ได้กับเด็กหนุ่มเอ๊าะๆ เนื้อนุ่มๆ”
มีประโยคหนึ่งเขียนเอาไว้ในดวงตาเธอ ‘เป็นเกียรติแล้วที่ฉันชื่นชอบนาย’
ไม่มีความเคอะเขินอะไร ซ้ำเธอไม่ได้ถือโทษแล้วก็ไม่ได้ร้องไห้โทรแจ้งตำรวจ
เสิ่นเฝิงอันอึ้งไป จากนั้นก็หัวเราะตัวงอ
โอ๊ย...สนุกชะมัด
หย่วนนั่วผลักเขาเบาๆ แก้มขาวเนียนป่องขึ้น “คุณหัวเราะอะไร?”
เสิ่นเฝิงอันรวมมือเธอไว้ แววตาลุ่มลึกจ้องบนตัวเธอ โยนคำถามออกมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย “เธออยากจะเดบิวต์ยังไง?”
หญิงสาวเชิดริมฝีปาก เสียงใสกังวานราวกับเพชรร่วงบนถาดเงิน “ขึ้นแท่นนางเอกภาพยนตร์เบอร์หนึ่ง”
เสิ่นเฝิงอันดึงหย่วนนั่วเข้ามากอด ใบหน้านวลซบลงในอ้อมแขนเขาราวกับเด็กน้อย ปากก็บ่นพึมพำว่า “ไปข้างนอกก็อย่าบอกใครนะว่าฉันถูกคุณหลอกมากิน ถ้าทำให้ฉันชวดหาคนมาช่วยสนับสนุน งานนี้แผนการที่จะเลี้ยงดูคุณด้วยก็จะล้มครืนไม่เป็นท่า”
หัวใจของเขาคันยิบ อารมณ์รุ่มร้อนที่ไม่เกิดมานานแล้วปะทุอีกครั้ง เขาหยิกแก้มขาวเนียนอย่างมันเขี้ยว “ทำไมหรือ? จะหาคนมาช่วยสนับสนุนแล้วยังจะสวมเขาให้ด้วยรึไง?”
หย่วนนั่วสะบัดหน้าหนีตอบตรงๆ “ก็คุณดันฝีมือเยี่ยมยอดขนาดนี้ แค่ครั้งเดียวก็เทียบได้กับสิบครั้ง ถ้าบังเอิญคนสนับสนุนเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ฉันก็ต้องขอให้คุณช่วยปลอบใจทุกวันน่ะ”
เสิ่นเฝิงอันไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี…