ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

หัวโจก

ผู้แต่ง Qian Shan Cha Ke
ผู้แปล Hongsamut
ประเภท
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
ชาติที่แล้วโจวจิ้งวัยสามสิบเอ็ด พกความซวยมาเต็มพิกัด อุตส่าห์เกิดมาเรียนดี ดันยากจน! อุตส่าห์หลุดจากคานได้แต่งงานมีผัว อ้าวผัวมีกิ๊ก! อุตส่าห์ท้อง กลับตายทั้งกลมในห้องคลอด ดราม่าสุด ๆ! สวรรค์ต้องการอะไรจากฉัน...หา?! ด้วยความรู้สึกผิด สวรรค์เซอร์วิสจึงส่งเธอไปเกิดใหม่ โจวจิ้งตื่นมาในร่างสก๊อยสาวผมทองวัยสิบแปดที่ตกบันไดหัวกระแทกพื้น เพราะตบตีแย่งเด็กผู้ชายห้องกิฟต์ที่ไม่ได้หล่ออะไรเลย เจ้าของร่างนี้เงินก็ไม่มี หัวก็ขี้เลื่อย แถมยังมีศัตรูรอเช็กบิลเป็นหางว่าว มีดีอย่างเดียว… นมบึ้ม! เรื่องราวการเอาชีวิตรอดในรั้วโรงเรียนมัธยมปลาย และวีรกรรมปราบเด็กแสบของอดีตป้าวัยสามสิบเอ็ด จึงเริ่มต้น

บทนำ

Author: Qian Shan Cha Ke
Chinese edition copyright XXSY
Thai edition copyright Hongsamut.com Co., ltd
ALL RIGHTS RESERVED

-------

นักเขียนเชียนซานฉาเค่อ เจ้าของผลงาน ผลาญ, นางพญาท้ารบ, เรียกข้าว่าคุณหนูอันดับหนึ่ง

สู่งานแนวปัจจุบันสุดปังเล่มแรกของเขา "หัวโจก"

------

ชาติที่แล้วโจวจิ้งวัยสามสิบเอ็ด พกความซวยมาเต็มพิกัด
อุตส่าห์เกิดมาเรียนดี ดันยากจน! 
อุตส่าห์หลุดจากคานได้แต่งงานมีผัว อ้าวผัวมีกิ๊ก!
อุตส่าห์ท้อง กลับตายทั้งกลมในห้องคลอด
ดราม่าสุด ๆ! สวรรค์ต้องการอะไรจากฉัน...หา?!

ด้วยความรู้สึกผิด สวรรค์เซอร์วิสจึงส่งเธอไปเกิดใหม่ 

โจวจิ้งตื่นมาในร่างสก๊อยสาวผมทองวัยสิบแปดที่ตกบันไดหัวกระแทกพื้น
เพราะตบตีแย่งเด็กผู้ชายห้องกิฟต์ที่ไม่ได้หล่ออะไรเลย 
เจ้าของร่างนี้เงินก็ไม่มี หัวก็ขี้เลื่อย แถมยังมีศัตรูรอเช็กบิลเป็นหางว่าว 
มีดีอย่างเดียว… นมบึ้ม!

เรื่องราวการเอาชีวิตรอดในรั้วโรงเรียนมัธยมปลาย 
และวีรกรรมปราบเด็กแสบของอดีตป้าวัยสามสิบเอ็ด จึงเริ่มต้น

สารบัญ

1.สวรรค์เซอร์วิส

          ต้นเดือนกันยายน อากาศยังคงร้อนระอุ ฝนที่เพิ่งหยุดตกทำอากาศอบอ้าวกว่าเดิม

          ใบประกาศมากมายถูกนำมาแปะไว้ใต้ตึกในหมู่บ้านสไตล์โบราณ

          ‘วันที่ 31 สิงหาคม 2015 โจวจิ้งวัยสามสิบเอ็ดปี ถึงแก่กรรมด้วยโรคร้ายในเมือง H พิธีบำเพ็ญกุศลและฌาปนกิจจะจัดขึ้นในวันที่ 3 กันยายน 2015’

          หลังใบประกาศถูกติดบนบอร์ด มนุษย์ป้าก็พากันมามุงดูและวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นานา

          “อายุสามสิบเอ็ดก็ตายแล้ว น่าสงสารจริงๆ”

          “ฉันเห็นโจวจิ้งมาตั้งแต่เด็ก เธอเป็นคนทำงานเก่งมากไม่น่าเชื่อว่าจะอายุสั้น”

          “อุ้มท้องอยู่ดีๆ ยังไม่รู้ว่าเป็นลูกชายหรือลูกสาว ก็ตายคาท้องเสียแล้ว”

          “ได้ข่าวว่าแม่ของโจวจิ้งกำลังทำเรื่องฟ้องร้องฝ่ายชาย เพื่อให้จ่ายเงินชดใช้”

          “ฟ้องแล้วมีประโยชน์อะไร ตอนจะหย่าแม่ของเธอยังเกลี้ยกล่อมไม่ให้หย่าอยู่เลย สุดท้ายคนที่น่าสงสารที่สุดก็คือโจวจิ้ง”

          มนุษย์ป้าเม้าท์กันอยู่พักใหญ่ พอฟ้ามืดจึงแยกย้ายกลับบ้าน

          ช่วงหน้าร้อนยุงดุเป็นบ้า แขกหลายคนถูกกัดจนเนื้อตัวเป็นตุ่มคัน หลังแสดงความเสียใจไปได้สักพัก พวกเขาก็ขอตัวกลับ

          ประตูห้องชั้นสามของอะพาร์ตเมนต์ถูกเปิดแง้ม กลิ่นธูปลอยคละคลุ้งออกมาไม่ขาดสาย บนประตูตบแต่งด้วยดอกไม้สีขาว ซึ่งบ่งบอกว่าบ้านหลังนี้มีคนเสียชีวิต

          โจวจิ้งนั่งจ้องรูปของตัวเองอยู่บนโซฟา แววตาเหม่อลอยไร้จุดหมาย

          รูปแสนธรรมดาตรงหน้าคือรูปถ่ายในชีวิตประจำวัน ผู้หญิงในนั้นไม่ได้สวยอะไรมากมาย แต่กลับดูสดใสอย่างประหลาด

          เธอได้ฟังเหล่ามนุษย์ป้าเม้าท์มอยแบบไม่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ ต่างจากปกติที่ต้องถามข่าวกันเป็นทอดๆ ตอนนี้แค่ลอยขึ้นฟ้าก็ได้ยินทุกอย่าง

          โจวจิ้งกลายเป็นผีมาหนึ่งวันแล้ว เมื่อวานเธอยังเบ่งลูกอยู่ในห้องคลอดจนหน้ามืด คิดว่าคลอดเสร็จก็จะเซ็นใบหย่าแล้วเล่นบทคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวใจเด็ดที่คลอดเด็กอัจฉริยะออกมาให้โลกนี้ แต่ละครยังไม่ทันได้ฉาย ก็ถูกเปลี่ยนบทเป็นผีตายทั้งกลมเสียก่อน

          “พรุ่งนี้ลองไปบ้านนั้นอีกรอบ พี่สาวแกยังไม่ได้หย่ากับ ‘ซูเจียงไห่’ ถ้ามันไม่ยอมจ่ายค่าชดใช้ ก็ต้องบีบเอามาให้ได้!” แม่ของโจวจิ้งสั่ง ‘โจวเค่อ’ ลูกชายคนเล็ก

          “แล้วตอนที่พี่จะหย่า ทำไมแม่ถึงไม่ยอมให้หย่า?” โจวเค่อบ่น “ถ้าพี่ได้หย่าตั้งแต่ตอนนั้น เราคงไม่ต้องลำบากแบบนี้ เงินของตัวเองแท้ๆ พอตายกลับไม่ได้สักหยวน!”

          “ฉันจะไปรู้ได้ยังไงว่าพี่สาวแกจะอายุสั้น” แม่ของโจวจิ้งพูดด้วยความรู้สึกผิด “ถ้ารู้... คงให้หย่าไปนานแล้ว”

          “ไม่รู้แหละ บ้านนั้นต้องชดใช้เงินให้เรา!” โจวเค่อพูดขณะเผากระดาษเงินกระดาษทอง “สิ้นปีผมต้องแต่งงาน แต่ยังไม่มีค่าดาวน์บ้านงวดแรกเลย ถ้าพี่เขยไม่ยอมคืนเงิน คงไม่ได้แต่งมันแล้ว!”

          “ใจเย็นๆ” ผู้เป็นแม่พูดปลอบ “ถ้าไม่ได้ก็ฟ้องศาลสิ ดวงวิญญาณพี่สาวแกบนฟ้าต้องช่วยเราแน่”

          โจวจิ้งได้ยินก็หลุดขำออกมา โยนผลไม้ไหว้เจ้าเล่นในมือ

          วิญญาณธรรมดาๆ อย่างเธอ อยากจะแปลงร่างเป็นผีร้ายแล้วปีนออกไปเล่นงานสองแม่ลูกนี่

          ครอบครัวของโจวจิ้งฐานะธรรมดา ทั้งพ่อและแม่เป็นแค่มนุษย์เงินเดือนระดับกลาง แต่กลับมีลูกถึงสองคนคือเธอกับโจวเค่อ

          บ้านนี้รักลูกชายมากกว่าลูกสาว ตั้งแต่มีน้องชาย ทั้งบ้านก็เลิกสนใจโจวจิ้ง ซ้ำยังเททุกความคาดหวัง ในการดูแลน้องชายมาให้เธอ

          ด้วยความใสซื่อ เธอจึงดูแลน้องชายเป็นอย่างดี โจวเค่อเองก็แสดงออกว่าสนิทสนมกับพี่สาว เสียอย่างเดียว เขาเป็นคนขี้ขลาด

          ความเย็นชาของพ่อแม่ทำโจวจิ้งเสียใจบ่อยครั้ง เด็กเล็กมักไม่ชอบถูกเมิน เธอจึงเรียกร้องความสนใจด้วยการเป็นคนที่สมบูรณ์แบบในทุกๆ ด้าน เป็นลูกสาวในอุดมคติของหลายๆ บ้าน ไม่ว่าจะเรื่องการเรียน นิสัยใจคอที่ร่าเริงแจ่มใส กระทั่งวัยทำงานก็ยังได้รับการโปรโมทเลื่อนขั้นอยู่เสมอ

          การดูตัวตอนอายุยี่สิบห้า ทำให้โจวจิ้งได้รู้จักกับซูเจียงไห่ ข้าราชการเงินเดือนน้อยที่ใช้ความอ่อนโยนและความเอาใจใส่เอาชนะใจเธอ เมื่อความรักสุกงอม ทั้งสองจึงตกลงแต่งงานกัน

          ตั้งแต่วันนั้น โจวจิ้งก็สนับสนุนและผลักดันสามีในทุกๆ ด้าน กระทั่งพบว่าเขาแอบไปมีชู้เมื่อต้นปีที่ผ่านมา

          จากชายหนุ่มแสนซื่อที่ไม่มีวันจะนอกใจใครได้ ซูเจียงไห่กลับเลี้ยงดูกิ๊กสาวมหาวิทยาลัยไว้นอกบ้าน

          พอรู้ความจริงโจวจิ้งก็ใจสลาย รีบเอาเรื่องนี้ไปฟ้องน้องชาย เพราะคิดว่าเขาจะปกป้องเธอยามถูกรังแก

          แต่เรื่องกลับไม่เป็นเช่นนั้น โจวเค่อที่แสนจะขี้ขลาดถอนตัวทันทีหลังฟังจบ หญิงเหล็กอย่างโจวจิ้งจึงต้องออกโรงด้วยการอุ้มท้องแก่ไปซัดซูเจียงไห่และชู้ของเขาถึงโรงแรม

          “อายุก็ปูนนี้ ไหนจะลูกในท้องอีก เจ้าซูมันก็แค่เสียสติชั่ววูบ ผู้ชายก็เป็นแบบนี้ด้วยกันทั้งนั้น กลับไปคุยกันดีๆ อย่าทำให้เป็นเรื่องใหญ่เลย!” แม่ของโจวจิ้งก่นด่าเพราะไม่อยากให้ลูกสาวหย่ากับสามี

          ซูเจียงไห่สัญญากับเธอว่าจะไม่ทำอีก แต่โจวจิ้งกลับรู้สึกเหมือนกำลังกินข้าวที่มีแมลงวันตอม ถึงจะเขี่ยออกก็ยังรู้สึกขยะแขยง... แหวะ!

          ด้วยความที่ถูกผู้เป็นแม่รั้งไว้ จนถึงวันคลอดเธอก็ยังไม่ได้หย่า

          โจวจิ้งจึงวางแผนว่าจะย้ายไปอยู่เมืองอื่นหลังคลอดลูกเสร็จ ไม่ว่าใครหน้าไหนหรือแม้แต่งานที่รัก เธอก็จะทิ้งให้หมด---โลกกว้างขนาดนี้ ขอออกไปเดินชมวิวหน่อยเถอะ!

          โดยไม่คาดคิด เธอกลับต้องมาเดินชมวิวในงานศพของตัวเอง...

          หลังตายคนเราจึงได้รู้ได้เห็นอะไรหลายอย่าง อาทิ โจวเค่อผู้แสนจะขี้ขลาดบุกไปที่บ้านของพี่เขยเพื่อทวงเงินของพี่สาวแล้วเอาไปดาวน์บ้านให้ตัวเอง แม่ที่ตัดสินใจผิดได้เรียนรู้ว่า หากถูกสามีนอกใจให้รีบหย่า ไม่ควรอดทนเพียงเพราะกลัวไม่ได้สมบัติ

          ซูเจียงไห่เลิกเสแสร้งว่าเป็นคนดีและกำลังให้ทนายเปลี่ยนชื่ออสังหาริมทรัพย์ของโจวจิ้งเป็นชื่อตัวเอง เพราะอยากแต่งงานกับเมียใหม่

          โจวจิ้งนั่งลงหน้าหีบศพ ฟังบรรดาลูกน้องซุบซิบนินทาอย่างตั้งใจ

          “บอกแล้วว่านางกิเลสเยอะ สักวันต้องล้มไม่เป็นท่า ปั่นโปรเจกต์ข้ามวันข้ามคืน สุดท้ายก็ถูกแย่งผลงาน แถมเอาชีวิตลูกให้ตายตกไปตามกัน”

          “เกิดเป็นหญิงอย่าพยายามจนเกินงาม สู้ขนาดนี้ยังถูกหมาคาบไปแ--ก”

          “ให้มันน้อยๆ หน่อย คนก็ตายไปแล้ว ยังจะขุดอดีตมาพูดอีก!”

          “นางคงคิดว่าเจ้านายรัก แต่พอตายปุ๊บ กลับมีคนใหม่มาแทนปั๊บ”

          ภายนอกโจวจิ้งคือหัวหน้าที่เข้มงวดแต่ใจดี มีความเป็นผู้นำสูง มาวันนี้กลับถูกลูกน้องวิจารณ์ด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง น้อยคนที่จะรู้สึกเสียใจไปกับเธอ

          กว่าครึ่งชีวิต โจวจิ้งพยายามจะเป็นคนเก่ง บังคับตัวเองให้เพียบพร้อมในทุกๆ ด้าน หวังแค่อยากมีชีวิตที่ดี แต่สุดท้ายชีวิตดีๆ ของเธอกลับไม่มั่นคงยิ่งกว่าการซื้อหุ้น

          เธอนั่งจ้องรูปของตัวเองแล้วคิดว่าจะต้องลอยไปลอยมาแบบนี้อีกนานแค่ไหน

          หนึ่งวันเต็มๆ ตั้งแต่ออกจากร่างในห้องดับจิต กลับบ้าน มาร่วมงานศพ เรื่องแย่ๆ ที่พบเจอทำให้เธออยากกดปุ่มรีสตาร์ทแล้วรีบไปเกิดใหม่

          เพราะมีแต่เรื่องที่ไม่อยากรับรู้ มีแต่คนที่ไม่อยากเห็นหน้า โจวจิ้งจึงวิงวอนให้ใครก็ได้ช่วยส่งวิญญาณของเธอและลูกไปเกิดในสถานที่ที่ดีกว่านี้ ไม่ว่าบ้านนั้นจะรวยหรือจน ขอแค่พวกเขาจิตใจดีเป็นพอ

          ฝนที่หยุดไปได้สักพักเริ่มตกลงมาอีกรอบ

          โจวจิ้งกวาดตามองไปรอบบ้านแล้วก็พบกับมือถือลายเสือดาวสุดเฉิ่ม รูปลักษณ์ของมันค่อนข้างประหลาด จะบอกว่าเป็นสมาร์ตโฟนก็ไม่เชิง เป็นของก๊อปก็ไม่ใช่

          เธอลองหยิบมันขึ้นมามอง ตอนแรกคิดว่าไม่น่าจะแตะได้ แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น

          แม่ของโจวจิ้งให้ร้านพวงหรีดจัดชุดกงเต๊กมาให้ เจ้าของร้านจึงเลือกมือถือลายเสือดาวพร้อมซิมเบอร์ 000000 ให้เธอ

          เมื่อลองกดปุ่มโทรออก เสียงรอสายก็ดังขึ้น

          “ฉันยังอยากจะมีชีวิตอยู่ต่ออีกห้า... ร้อย... ปี...” ตามด้วยเสียงของผู้หญิงคนหนึ่ง “ยินดีต้อนรับลูกค้าเข้าสู่บริการ 000000 สวรรค์เซอร์วิส ต้องการเกิดใหม่ กด 1 ต้องการอยู่ต่อ กด 2 ต้องการซื้อแพ็กเกจเพิ่ม กด 3 ตรวจสอบสาเหตุการตาย กด 4 แจ้งปัญหาขัดข้อง กด 5 ติดต่อโอเปอเรเตอร์ กด 0”

          หลังฟังจบ โจวจิ้งก็กด 0 ด้วยความเคยชิน

          “กำลังโอนสายไปยังโอเปอเรเตอร์”

          “สวัสดีค่ะ ดิฉัน GX097 ยินดีให้บริการ ลูกค้าต้องการทำรายการอะไรในวันนี้คะ?”

          เสียงอันไพเราะอ่อนหวานนี้คือเสียงของโอเปอเรเตอร์ค่ายมือถือสวรรค์

          โจวจิ้งตอบด้วยอาการมึนงง “ฉันอยากไปเกิดใหม่ ไม่ทราบว่าต้องใช้เวลากี่วัน?”

          “คุณลูกค้าบ้านอยู่แถวไหนคะ?”

          “ฉันอยู่เมือง H”

          ฝ่ายตรงข้ามเงียบไป สักพักจึงตอบกลับ “จากการตรวจสอบ เสาสัญญาณในเครื่องของลูกค้าถูกฟ้าผ่าจนเกิดกระแสไฟรั่ว เจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการแก้ไขให้อยู่ค่ะ”

          โจวจิ้งทำหน้าตกใจ “แล้วฉัน... จะได้ไปเกิดเมื่อไหร่คะ?”

          “เนื่องจากมีลูกค้ารอใช้บริการจำนวนมาก คิวหมายเลข 1,232 จะแล้วเสร็จในอีกครึ่งปีค่ะ”

          “อีกครึ่งปี?!” เธอพูดด้วยน้ำเสียงกระวนกระวาย “ระบบมีปัญหาจนลูกค้าได้รับความเดือดร้อน แทนที่จะรีบแก้ไข กลับให้รออีกครึ่งปี ฉันจะฟ้องร้องบริษัทคุณ!”

          โจวจิ้งต่อว่าอีกฝ่ายโดยที่ยังไม่รู้ว่าจะไปฟ้องร้องกับใคร

          โอเปอเรเตอร์เงียบไปครู่หนึ่งแล้วจึงเสนอด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลกว่าเดิม “เนื่องจากลูกค้ามีแต้มสะสมอยู่ห้าแสนแต้ม ทางเราขอเสนอแพ็กเกจซัมเมอร์สุดคุ้มสำหรับลูกค้า VIP หากต้องการใช้สิทธิ์นี้ ลูกค้าจะได้ไปเกิดใหม่ทันที”

          โจวจิ้งขมวดคิ้วถาม “แต้มนี่... คิดจากอะไร?”

          “จากระดับความซวยค่ะ”

          “...”

          ชีวิตของเธอซวยถึงขั้นแลกแต้มได้เยอะขนาดนี้เชียวหรือ?

          “ฉันต้องการใช้สิทธิ์นั้นทันที!” โจวจิ้งตอบแบบไม่ลังเล

          “รับทราบค่ะ” โอเปอเรเตอร์ตอบ “ที่จะอธิบายต่อจากนี้คือรายละเอียดการใช้สิทธิ์นะคะ”

          “ไม่อยากรู้ ฉันรีบ!” โจวจิ้งปฏิเสธเสียงแข็ง

          “กำลังดำเนินการค่ะ กรุณากดปุ่ม # เพื่อยืนยัน”

          โจวจิ้งรีบกดยืนยันทันที

          ‘โครม!’

          ท่ามกลางฝนที่ตกโปรยปราย มีสายฟ้าเส้นหนึ่งพาดผ่าน แสงแปลบปลาบส่องสว่างไปทั่วทั้งผืนฟ้า

          เมื่อวัตถุทรงกลมเคลื่อนเข้าใกล้ โจวจิ้งก็อุทานออกมา “Excuse me?”

          พูดยังไม่ทันจบดี ร่างของเธอก็ถูกแสงสีขาวปกคลุมหายวับไป

          แม่ของโจวจิ้งเดินเข้ามาปิดหน้าต่างแล้วถามด้วยความสงสัย “ใครเอามือถือกระดาษมาตั้งข้างหน้าต่าง เกือบถูกลมพัดแล้วไหมล่ะ!”

          ท่ามกลางฝนที่เทกระหน่ำ เสียงไพเราะอ่อนหวานที่ไม่มีใครได้ยินดังลอดออกจากมือถือกระดาษลายเสือดาว “ดำเนินการเรียบร้อย ส่งผลภายใน 24 ชั่วโมง ขอบคุณที่ใช้บริการค่ะ”

2.กลับบ้าน?

          ยวู่เต๋อไฮสคูล คือโรงเรียนมัธยมชื่อดังของเมือง H

          ไม่เพียงมีประวัติยาวนานกว่าร้อยปี ยังเป็นโรงเรียนมัธยมชั้นนำของประเทศอีกด้วย

          ในแต่ละปี เด็กที่มีคะแนนสอบเข้ามหาวิทยาลัยเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศมักเรียนจบจากโรงเรียนนี้ ทำให้มหาวิทยาลัยเหล่านั้นถูกติดแฮชแท็กและถูกพูดถึงอย่างมากในโลกออนไลน์

          เด็กนักเรียนถูกแบ่งออกเป็นสองจำพวกอย่างชัดเจน กลุ่มแรกคือพวกบ้านรวย กลุ่มที่สองคือพวกหัวกะทิ ซึ่งเด็กหัวกะทิจะได้เรียนห้องกิฟต์ ส่วนเด็กบ้านรวยจะได้เรียนห้องธรรมดา

          หนังสือพิมพ์ตราหน้ายวู่เต๋อไฮสคูลว่าเป็นโรงเรียนที่สอนให้เก่งแค่ในตำรา แต่ไม่ว่าสังคมจะวิจารณ์หนักแค่ไหนโรงเรียนก็ไม่ใส่ใจ เพราะสุดท้ายนักเรียนของที่นี่ก็สอบติดกันทุกคน

          ห้องพยาบาลของโรงเรียนมัธยมแห่งนี้ค่อนข้างมีระดับและหรูหรา แพทย์และพยาบาลถูกคัดเลือกมาเป็นอย่างดี

          สาววัยกลางคนร่างใหญ่ในชุดกาวน์สีขาว นั่งไขว่ห้างดูซีรีส์เกาหลีที่โอปป้ากำลังสวีทอยู่กับนางเอกแสนสวย ปากก็แทะเมล็ดทานตะวันไปด้วย

          แอร์ถูกตั้งอยู่นอกห้องพยาบาล อุณหภูมิภายในจึงค่อนข้างสูง เตียงที่ตั้งติดกับหน้าต่างมีสาวผมทองนั่งอยู่ หลังมือยังคงมีสายน้ำเกลือเสียบคา สักพักเธอก็ทึ้งหัวตัวเองด้วยความหงุดหงิด ผมที่แห้งกรอบชี้ฟูอยู่แล้วผงาดขึ้นราวกับไม้กวาด

          นี่มันอะไรกัน? เพียงแค่กดใช้บริการจากมือถือ ก็ต้องตื่นขึ้นมาในร่างเด็กมัธยมปลายที่ชื่อ ‘โจวจิ้ง’ อีกคน เธอพยายามปลอบใจตัวเองตลอดบ่าย สุดท้ายก็ยังทำใจไม่ได้

          “สวรรค์ต้องส่งแพ็กเกจผิดมาแน่ๆ ชื่อนามสกุลเหมือนกันใช่ว่าจะทำงานมั่วๆ ได้นะ! หลอกลวงผู้บริโภคชัดๆ ต้องหักดาวแล้วฟ้องร้องให้เข็ด!”

          เธอหวังว่าจะได้ไปเกิดในร่างของเด็กทารกหรือเริ่มจากสเปิร์มก็ยังดี แต่ไม่ใช่ในร่างของเด็กมัธยมปลายที่จดจำชีวิตช่วงสิบแปดปีที่ผ่านมาไม่ได้เลย

          “แม่งเอ๊ย!” โจวจิ้งสบถด้วยความหงุดหงิด

          ป้าพยาบาลร่างใหญ่เดินเข้ามาหาเธอแล้วถอดสายน้ำเกลือที่กำลังจะหมดออก จากนั้นก็นำสำลีมากดบนแผลโดยไม่พูดอะไร

          สีหน้าเย็นชาและท่าทางไม่เต็มใจของอีกฝ่ายทำโจวจิ้งอดสงสัยไม่ได้ว่าเคยติดหนี้หล่อนรึเปล่า

          “เอ่อ ไม่ทราบว่า...”

          “อะไร อยากมีลูกอีกเหรอ?” ป้าพยาบาลพูดเสียดสี

          “...”

          “เด็กสมัยนี้ไร้ยางอายเหลือเกิน วันๆ คิดแต่เรื่องเพศสัมพันธ์ อยากรู้จริงๆ ว่าในตำราสอนอะไรบ้าง!”

          ย้อนกลับไปเมื่อสองชั่วโมงที่แล้ว

          หลังสะดุ้งตื่นบนเตียงในห้องพยาบาล โจวจิ้งลูบหน้าท้องอันแบนราบด้วยสัญชาตญาณของความเป็นแม่แล้วตะโกนสุดเสียง “คุณหมอ ฉันเสียลูกไปแล้วใช่ไหม?!”

          ป้าพยาบาลเดินเข้ามาหาเธอด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย “ให้น้ำเกลือเสร็จแล้ว กลับบ้านได้!”

          โจวจิ้งได้แต่กุมขมับ---กลับบ้าน? ให้กลับไปที่ไหนล่ะ? ฉันไม่รู้อะไรเกี่ยวกับตัวเองเลย!

          แม้แต่กระเป๋าสะพายก็มีแต่ซองขนมหลากสี เครื่องสำอาง กระจก บุหรี่ และหนังสือภาษาอังกฤษที่มีชื่อเธออยู่บนนั้น นอกจากสิ่งของในกระเป๋า สีผมของเธอคือสิ่งที่บ่งบอกว่าเด็กมัธยมปลายคนนี้ไม่ใช่เด็กดีอย่างแน่นอน

          โจวจิ้งรู้สึกเหมือนจะเป็นบ้า เพราะสามสิบปีที่ผ่านมาเธอคือนักเรียนดีเด่นของโรงเรียน คือพนักงานดีเด่นของบริษัท แต่ต้องกลายเป็นสก๊อยสาวเพียงชั่วข้ามคืน

          “มือถือสักเครื่องก็ไม่มี!” เธอค้นกระเป๋าหนังสีดำติดเพชรของตัวเอง “ยัยเด็กนี่ต้องรับจ้างเป็นสายลับแน่ๆ ข้อมูลส่วนตัวไม่มีให้เห็นเลย!”

          “ลูกพี่!” สิ้นเสียงตะโกน ชายผิวขาวรูปร่างผอมบางก็วิ่งเข้ามาในห้องแล้วยื่นมือถือให้เธอ “เลิกเรียนก็รีบมาหาเลย ไม่เป็นไรใช่ไหม?”

          สภาพของอีกฝ่ายทำโจวจิ้งแทบหงายหลัง ผมของเขาเป็นสีเขียวทั้งหัว เสื้อยืดที่ใส่ก็เป็นสีเขียว มองไกลๆ คิดว่าเต่าพูดได้

          “สายเขียว...” เธออุทานเบา

          ชายหัวเขียวที่มาใหม่ชะงักเล็กน้อย ก่อนจะกระทืบเท้าไม่พอใจ “บอกว่าอย่าล้อชื่อนี้ จะดูไม่ดีในสายตาคนอื่น!”

          โจวจิ้งขนลุกกับท่าทางสะดีดสะดิ้งของเขาพลางคิดในใจ---กลัวคนอื่นได้ยินชื่อแล้วจะคิดว่าเป็นเกย์สินะ

          “ลูกพี่ดีขึ้นรึยัง?” หัวเขียวยื่นมือถือให้เธออีกครั้ง “ลูกพี่วิ่งเร็วเกินไป ดีที่ยัยมั่วลี่เก็บมือถือไว้ได้ ตอนแรกพวกเราจะรีบมาเยี่ยม แต่ครูประจำชั้นมาพอดีเลยต้องรอให้เลิกเรียนก่อน” เขาทำสีหน้าสำนึกผิด

          โจวจิ้งที่กำลังมึนรีบรับมือถือแล้วกล่าวตัดบท “ขอบใจนะเจ้าเขียว”

          หัวเขียวขมวดคิ้วมองเธอ “ลูกพี่เปลี่ยนชื่อให้ผมเหรอ?”

          โจวจิ้งไม่รู้จะตอบว่าอย่างไร จึงหยิบมือถือขึ้นดู แล้วก็ต้องปวดหัวกับเคสมือถือที่เต็มไปด้วยเพชร เจ้าของร่างเก่ามีรสนิยมแบบไหนกัน ติดเพชรขนาดนี้จะเอาไว้ส่องแทนกระจกเหรอ?

          เจ้าเขียวยังคงเล่าต่อ “ไอ้ ‘เถาม่าน’ เป็นคนผลักลูกพี่ตกบันไดจนสลบ แต่ครูประจำชั้นกลับเข้าข้างมัน หาว่าลูกพี่ตกลงไปเอง ส่วน ‘หลินเกา’ ก็เข้าข้างเถาม่านตลอด ขนาดโตมาด้วยกันยังทำร้ายได้ลงคอ ใจดำจริงๆ!”

          โจวจิ้งไม่ได้ฟังที่อีกฝ่ายบ่น เพราะไม่รู้ความเป็นมาของเหตุการณ์ก่อนหน้านี้

          “ฉันมีเรื่องกับคนอื่นเหรอ?” เธอถามด้วยรู้สึกว่าเกย์หนุ่มหัวเขียวสนิทสนมกับเจ้าของร่างนี้

          “ไม่ได้มีเรื่อง เขาเรียกว่าถูกกระทำฝ่ายเดียวต่างหาก!” เจ้าเขียวใส่อารมณ์

          “อืม…” โจวจิ้งตอบเสียงเบา “ให้น้ำเกลือเสร็จแล้ว กลับกันเถอะ”

          “รับทราบ” เจ้าเขียวถือกระเป๋าให้เธออย่างกระตือรือร้น

          โจวจิ้งเหลือบมองกระจกบานโตในห้องพยาบาลแล้วเดินเข้าไปใกล้

          ตั้งแต่ลืมตาตื่น เธอก็เอาแต่นั่งอยู่บนเตียง ไม่ได้พิจารณาใบหน้าของตัวเอง พอจะออกจากห้องจึงจัดระเบียบหน้าผมเล็กน้อย

          จังหวะที่เจ้าเขียวกำลังจะสะพายกระเป๋า เสียงกรี๊ดของโจวจิ้งก็ทำเขาตกใจจนเกือบโยนกระเป๋าทิ้ง

          เธอมองตัวเองที่สวมเสื้อสายเดี่ยวรัดรูป กางเกงขาสั้นขาดเป็นรูผ่านกระจก นับคร่าวๆ น่าจะมีต่างหูกว่าสิบอันห้อยอยู่ ไม่ต้องพูดถึงผมเผ้าและใบหน้าที่หาเค้าโครงเดิมแทบไม่เจอ นั่นก็เพราะ
อายไลเนอร์ที่หนาเท่าฝาบ้าน เปลือกตาที่ถมกากเพชรจนไม่เหลือที่ว่าง และขนตาปลอมแสนสะพรึงที่หลุดไปแล้วข้างหนึ่ง ทำให้เธอดูไม่ต่างจากซุนหงอคง

          ลิงตัวเอกในหนังไซอิ๋ว

3.เด็กมัธยม

          โจวจิ้งไม่มีโอกาสได้เรียนที่ยวู่เต๋อไฮสคูลเหมือนอย่างโจวเค่อ

          ด้วยความที่โตกว่าน้องชายหกปี เธอจึงจบชั้นมัธยมปลายในโรงเรียนแถบชนบทตอนที่เขาเรียนจบชั้นประถมพอดี

          ผู้เป็นแม่อยากให้โจวเค่อเข้าเรียนในโรงเรียนที่มีชื่อเสียง จึงย้ายบ้านมาที่เมือง H และแม้ชีวิตของโจวจิ้งจะแตกต่างจากผู้เป็นน้อง แต่สิ่งเหล่านั้นไม่อาจปิดกั้นความฉลาดของเธอได้

          โจวจิ้งเป็นนักเรียนทุนตั้งแต่เล็กจนจบมหาวิทยาลัย ทั้งหมดเป็นเพราะความขยันหมั่นเพียรและการไม่หยุดพัฒนาตัวเอง

          เธอเคยได้ยินชื่อเสียงของยวู่เต๋อไฮสคูลมาก่อน เด็กใหม่ในบริษัทหลายคนก็จบจากที่นี่

          โจวจิ้งค่อนข้างมั่นใจในคุณภาพของโรงเรียนแห่งนี้ ด้วยความที่ลูกศิษย์ของที่นี่มักจะประสบความสำเร็จและมีหน้ามีตาในสังคม แต่พอได้มีโอกาสเข้าเรียน เธอกลับต้องเป็นเพียงเด็กเกเรผมสีทอง

          เจ้าเขียวยืนมองโจวจิ้งที่กำลังเอาน้ำลูบหน้าอย่างแรงพลางบ่น “ถ้าเครื่องสำอางมันเละก็แค่เติมแป้งนิดหน่อย ไม่เห็นจะต้องล้างออกเลย เดี๋ยวก็ต้องแต่งใหม่อีก ยุ่งยากจะตาย”

          โจวจิ้งไม่มีอารมณ์จะคุยกับเขา เจ้าของร่างนี้อาจชอบดูงิ้วแต่เธออายุมากแล้ว คงรับอะไรแบบนี้ไม่ไหว

          หลังดึงขนตาปลอมออกอย่างไม่ลังเล เธอก็ใช้กระดาษทิชชูซับหน้าจนแห้งแล้วยืนใจลอยส่องกระจก---

          นี่สินะ ใบหน้าอ่อนเยาว์ของเด็กมัธยม

          ที่โจวจิ้งไม่ได้พูดถึงก็คือ ผมสีทอง ผิวขาวซีด ตาสีดำ และใบหน้าที่พอไปวัดไปวาได้

          แม้จะยังบอกไม่ได้ว่าเด็กสาวตรงหน้าสวยหรือไม่ แต่หากได้ลองแต่งหน้าแต่งตัว คงจะพอเฉิดฉายในสังคมได้บ้าง

          โจวจิ้งพยายามมองข้ามผมสีทองที่ดูขัดตา นิ้วมือลูบไล้ใบหน้าที่มีคอลลาเจนเต็มเปี่ยม---คนอายุสามสิบเอ็ดอย่างเรา ต่อให้กินอาหารเสริมเยอะแค่ไหน ก็ไม่มีวันได้ผิวหน้าที่ทั้งเด้งและเต่งตึงแบบนี้แน่!

          เจ้าเขียวยืนขมวดคิ้วมองอีกฝ่ายด้วยความงุนงง “ลูกพี่เจ็บแก้มเหรอ?”

          โจวจิ้งขยุ้มผมสีทองอร่ามบนหัว “ฉันอยากย้อมผม แถวนี้มีร้านทำผมบ้างไหม?”

          โจวจิ้งไม่คุ้นเคยกับยวู่เต๋อไฮสคูล เพราะที่นี่อยู่กันแบบโรงเรียนประจำและไกลจากตัวเมืองค่อนข้างมาก

          นักเรียนทุกคนจะต้องอยู่หอ ได้กลับบ้านแค่วันหยุดสุดสัปดาห์ จึงไม่แปลกที่เธอจะไม่คุ้นเคย เพราะตั้งแต่มาอยู่เมือง H เธอก็อยู่แต่ในเมือง ไม่เคยออกไปเที่ยวชานเมืองสักครั้ง

          “วันนี้วันจันทร์... ออกจากโรงเรียนไม่ได้” เจ้าเขียวทำหน้าเหมือนกำลังเห็นผี

          นิ่งไปได้สักพัก โจวจิ้งก็ตอบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น “ลืมไป นึกว่าวันนี้เป็นวันเสาร์” พูดจบก็เดินออกจากห้องน้ำและถามเจ้าเขียวต่อ “มีคู่มือเกี่ยวกับกฎระเบียบของโรงเรียนบ้างไหม?”

          “มี ว่าแต่ลูกพี่จะเอาไปทำอะไร?” เจ้าเขียวถามพร้อมกับก้มลงค้นกระเป๋า

          “ฉันอยากรู้ว่ามีกฎอะไรที่แหกได้บ้าง?” โจวจิ้งตอบ

          เธอค่อนข้างเครียดกับการต้องกลับไปเป็นเด็กมัธยมอีกครั้ง ด้วยความที่จบมานานหลายปี รวมถึงชีวิตของเด็กวัยรุ่นสมัยนี้ต่างกับสมัยก่อน แค่ทัศนคติของเธอกับโจวเค่อก็คนละขั้วกันแล้ว ไหนจะความต่างระหว่างเธอกับเด็กเปรตพวกนี้อีก คู่มือของโรงเรียนจึงสำคัญในการป้องกันความกันความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นได้

          “ถ้างั้น ลูกพี่คงต้องอ่านให้ละเอียดเลยล่ะ” พูดจบเจ้าเขียวก็ส่งหนังสือให้โจวจิ้งเล่มหนึ่ง

          “นี่มันหนังสือของพวกเด็กเรียน ทำไมแกถึงพกติดตัวตลอดเวลา?” เธอถามกลับ

          ดูก็รู้ว่าเด็กหนุ่มหัวเขียวตรงหน้าไม่ใช่เด็กเรียน การที่เขาพกคู่มือของโรงเรียนติดตัวตลอดเวลาจึงเป็นเรื่องที่แปลก

          เจ้าเขียวยืนสงบนิ่ง แต่สีหน้าไม่ได้นิ่งตาม

          โจวจิ้งมองเขาด้วยแววตาสงสัย ไม่ทันที่อีกฝ่ายจะได้ตอบ เสียงข้อความในมือถือก็ดังขึ้นราวกับช่วยชีวิต

          เจ้าเขียวก้มหน้ามองจอแล้วพูดขึ้นว่า “มั่วลี่บอกว่ากำลังตามมา ให้พวกเรารออยู่ที่นี่”

          “มั่วลี่ไหนอีกเนี่ย?” โจวจิ้งพึมพำ

          ชื่อนี้เหมือนหลุดออกมาจากบทกวี ดูสุภาพเรียบร้อย เจ้าของชื่อจะต้องมีหน้าตาที่สวยสดดั่งรูปวาดอย่างแน่นอน

          ขณะที่เธอกำลังจินตนาการภาพของเด็กสาวแสนสวยในกระโปรงตัวยาวสีขาว สาวหัวแดงคนหนึ่งก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาหา

          “โอ้ว แม่เจ้า...” โจวจิ้งอุทานทันทีที่ได้เห็น

          สาวหัวแดงตะโกนเรียกเธอแต่ไกล “เจ๊จิ้ง!”

          เจ้าของหัวสีแดงที่ว่าใส่ชุดนักเรียนเหมือนกับเธอ แม้จะตัวเล็กแต่ร่างกายท่อนบนกลับหนาแน่นไปด้วยกล้ามเนื้อ

          สาวหัวแดงเอามือเท้าไหล่โจวจิ้งข้างหนึ่งแล้วยืนหอบด้วยความเหนื่อย คิ้วที่อยู่บนหน้าของอีกฝ่ายถูกวาดจนเหินขึ้นฟ้าพร้อมจะโบยบิน ผมสีแดงชี้ฟูโดดเด้งเป็นสง่าเมื่อต้องปะทะกับผิวที่ดำคล้ำ

          โจวจิ้งเริ่มจะเข้าใจท่าทางหวาดกลัวและรังเกียจของบรรดานักเรียนที่เดินผ่านพวกเธอสามคนแล้ว

          คนหนึ่งหัวสีทอง คนหนึ่งหัวสีเขียว และอีกคนหัวสีแดง หากเดินเรียงกันสามคน คงไม่ต่างจากสัญญาณไฟจราจร

          หัวแดงรูปร่างค่อนข้างอวบ หน้าอกก็ใหญ่ตามไปด้วย เมื่อห้อยบัตรนักเรียนไว้ตรงกลางจึงดึงดูดสายตาของใครหลายคน โดยเฉพาะโจวจิ้ง

          “มั่วลี่ ไป๋?”

          สำหรับโจวจิ้ง หัวแดงไม่สมควรได้เป็นดอกมั่วลี่* แต่ควรเป็นดอกโบตั๋นมากกว่า

          เธอเริ่มรู้แล้วว่าเจ้าของร่างนี้เป็นคนยังไง ยุคนี้พัฒนารวดเร็วจนตามไม่ทันจริงๆ หากให้คะแนนได้ โรงเรียนมัธยมแห่งนี้คงได้ศูนย์คะแนน

          “ขอโทษนะเจ๊จิ้ง” มั่วลี่หลุบตาลงแล้วอธิบายเสียงสั่น “ตอนเถาม่านต่อยเจ๊ ฉันคิดจะเข้าไปช่วย แต่ ‘เมี่ยเจวี๋ย’ ดันโผล่มาเสียก่อน เจ๊ก็รู้ว่าเทอมที่แล้วฉันถูกหักคะแนนความประพฤติ ถ้าถูกหักอีก พ่อต้องบุกมาตบฉันถึงที่นี่แน่!” เธอทำหน้าสลด

          โจวจิ้งไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองเพิ่งมีเรื่องทะเลาะตบตีมา จึงตั้งใจฟังมั่วลี่เล่าต่อ

          “ถึงจะไม่ได้ยื่นมือเข้าไปช่วย แต่ฉันก็เชื่อในความสามารถของเจ๊ ตอนสลบเจ๊ถูกเยาะเย้ยไว้มาก ถ้างั้นก็ต้องรีบกู้หน้าคืน นังชะนีเถาม่านจะได้รู้ซึ้งถึงผลของการแย่งแฟนคนอื่น!”

          “หา...”

          หลังเปลี่ยนประเด็นเสร็จ มั่วลี่ก็ชี้ไปที่ด้านหลังของโจวจิ้ง“มานั่นแล้ว ถึงเวลาของเราแล้ว!”

          “เอิ่ม...” โจวจิ้งตกใจเพราะยังไม่ได้ตั้งตัว

          “เถาม่าน หยุดอยู่ตรงนั้นนะ!” มั่วลี่ตะโกนเสียงดังลั่น “ห้ามขยับเด็ดขาด!”

          โจวจิ้งยืนตัวแข็งทื่อ ในใจมีน้ำตาเล็ดออกมาเรียบร้อยแล้ว---นี่มันอะไรกัน?

          ที่เธออยากทำที่สุดในตอนนี้ คือการขุดหลุมฝังยัยมั่วลี่หัวแดงให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย---อีเด็กเวร จะช่วยแก้แค้นหรือช่วยสร้างงานกันแน่!

          ทันใดนั้น เสียงที่ค่อนข้างเพราะแต่แฝงด้วยความดูถูกและไม่พอใจก็ลอยขึ้นที่ด้านหลังของโจวจิ้ง

          “มีอะไรไม่ทราบ?”

4.เจ๊ใหญ่

          โจวจิ้งหันมองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าเรียบเฉย

          เด็กสาวตรงหน้าสูงพอๆ กับเธอแต่ผอมกว่า บนศีรษะมัดหางม้าแบบลวกๆ ใบหน้าเล็กเท่าฝ่ามือ ตากลมโต คิ้วเรียงตัวสวย ผิวขาว ในมือถือนิยายภาษาอังกฤษเล่มหนึ่ง

          มีคนเคยบอกไว้ว่า หากต้องการรู้ว่าใครสวยที่สุดให้มองหาในรั้วโรงเรียน เพราะเด็กมัธยมจะไม่แต่งหน้าตอนไปเรียน

          “เถาม่าน มาเคลียร์กันให้รู้เรื่องไปเลย หว่านเสน่ห์ใส่แฟนคนอื่นไม่ว่ายังผลักโจวจิ้งตกบันไดอีก หน้าไม่อายจริงๆ!” มั่วลี่เปิดให้ก่อน

          สาวสวยตรงหน้าคือต้นเหตุที่ทำให้โจวจิ้งสลบ ดูยังไงก็ไม่เหมือนกับคนที่ชอบใช้กำลัง

          “แฟนเหรอ?” เถาม่านหัวเราะเสียงเย็น “หลินเกายอมรับว่าเป็นแฟนแล้วเหรอ? เลิกเพ้อเจ้อได้แล้ว ใครกันแน่ที่น่าไม่อาย?”

          สาวหน้าหวานคนนี้ปากจัดไม่น้อย แค่น้ำเสียงดูแคลนและสีหน้าเย็นชาของเธอ ก็มีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว

          มั่วลี่โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ “ทำไมจะไม่ใช่แฟน! หลินเการู้จักกับโจวจิ้งตั้งกี่ปีแล้ว คำว่ากิ่งทองใบหยกน่ะรู้จักไหม? เธอมันก็แค่มือที่สาม มีแม่แบบไหนก็ได้ลูกแบบนั้น หน้าด้านเสียไม่มี!” พูดจบก็ดึง
โจวจิ้งเข้ามาใกล้ “พูดให้มันได้ยินไปเลยว่าเจ๊กับหลินเกาเป็นอะไรกัน!”

          โจวจิ้งพูดอะไรไม่ออก เธอเองก็เพิ่งเข้าใจอารมณ์ของเด็กมัธยมทะเลาะกัน โดยมีเด็กหลายคนยืนมุงราวกับกำลังดูละครเวที เมื่อนึกย้อนไปสมัยที่เธอเป็นเด็กมัธยม แค่ลากกันไปตบกันในห้องน้ำก็จบเรื่อง จากนั้นก็แยกย้าย ต่างกับเด็กสมัยนี้ที่ทะเลาะกันใหญ่โตแค่เรื่องแย่งผู้ชาย

          “ลูกพี่” เจ้าเขียวกระตุกชายเสื้อเพื่อเรียกสติ “บอกความจริงยัยนี่ไปสิ!”

          ชั้น 4 ของตึกเต็มไปด้วยนักเรียนที่มามุงดูจนไม่เหลือที่ว่างบนระเบียง ทุกคนยืนล้อมเป็นวงกลมโดยมีโจวจิ้งและเถาม่านเป็นจุดศูนย์กลาง บ้างก็ยกมือถือขึ้นถ่ายคลิป บ้างก็ตะโกนเชียร์

          โจวจิ้งนึกถึงตอนที่เธอขึ้นรับรางวัลบนเวที ครูประจำชั้นยื่นถ้วยรางวัลให้ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มพร้อมกล่าวชม แต่สภาพของเธอในตอนนี้นั้น...

          ด้วยความที่เป็นเจ๊ใหญ่ของแก๊งซึ่งมีลูกน้องหลายคน เธอจึงไม่อาจทำตัวอ่อนแอให้ลูกน้องต้องรู้สึกอับอายได้ แต่จะให้แก้แค้น เธอก็ไม่รู้ว่าควรตบหน้าเถาม่านกี่ที จะให้เดินหนีไปเฉยๆ ก็คงทำได้ยาก

          คิดไปได้สักพัก โจวจิ้งก็พูดขึ้นว่า “Miss Daisy รึ? หนังสือเล่มนี้เหมาะกับเธอดีนะ”

          เถาม่านที่ตอนแรกตั้งใจจะมาตบตีกับอีกฝ่าย หน้าเสียในทันที

          Miss Daisy คือชื่อของนางเอกในนิยายภาษาอังกฤษเล่มนั้น ตัวเอกเป็นหญิงชนชั้นสูง รูปร่างหน้าตาภายนอกดูดีมีราคาแต่กลับมีนิสัยขี้อิจฉา ชอบโอ้อวด แถมยังคบซ้อนกับผู้ชายถึงสามคน

          บริษัทที่โจวจิ้งเคยทำงาน มีพนักงานหญิงในฝ่ายบุคคลชอบอ่านนิยายตรรกะป่วยเรื่องนี้มาก

          เถาม่านถึงกับเถียงไม่ออก เพราะเคยชินกับการใช้กำลังแก้ปัญหาของโจวจิ้งคนก่อนมากกว่า

          “เจ้าพวกเด็กห้องกิฟต์ ดีแต่อ่านหนังสือจนไม่รู้จักใช้สมองแก้ปัญหา!” โจวจิ้งตำหนิในใจ

          Miss Daisy เป็นนิยายภาษาอังกฤษที่น้อยคนจะรู้จัก ซึ่งนักเรียนส่วนใหญ่เลือกอ่านหนังสือเรียนมากกว่าหนังสืออ่านนอกเวลา และต่อให้มีเวลาก็ไม่มีใครคิดอยากจะอ่านหนังสือภาษาอังกฤษ บรรดานักเรียนที่มามุงดูจึงไม่เข้าใจสิ่งที่โจวจิ้งกำลังพูด แต่เมื่อสังเกตสีหน้าของเถาม่าน พวกเขาก็พอจะเดาออกและพากันหยิบโทรศัพท์ขึ้นเสิร์ชกูเกิ้ล

          เถาม่านยังไม่ทันได้อ้าปากพูด ก็ถูกเสียงแหลมเล็กขัดจังหวะ “เมี่ยเจวี๋ยมาแล้ว!”

          ทุกคนที่ได้ยินพากันแตกตื่น โดนเฉพาะมั่วลี่ที่ตบบ่าโจวจิ้งก่อนจะวิ่งหนี “ไปก่อนนะเจ๊ สู้ๆ นะ!”

          โจวจิ้งกำลังจะหันไปถามเจ้าเขียวว่าเมี่ยเจวี๋ยคือใคร แต่กลับไม่พบแม้แต่เงา

          ณ จุดนี้ เหลือเพียงเธอ เถาม่าน และหญิงวัยสี่สิบกว่า รูปร่างผอมสูง ที่กำลังเดินบิดก้นอยู่บนโถงทางเดิน บนศีรษะของสตรีที่มาใหม่เหลือผมอยู่ไม่มาก แต่ก็ยังพยายามมัดจุกไว้ที่ด้านหลัง แก้มตอบจนโหนกแก้มปูดโปนอย่างชัดเจน แค่ดูก็รู้สึกถึงความร้ายกาจแล้ว

          “ถึงคาบว่างแล้ว กลับห้องเรียนไปก่อนนะ” เธอส่งยิ้มอ่อนหวานให้เถาม่าน ก่อนจะปรายตามองโจวจิ้งแล้ว “ตามฉันไปที่ห้องพักครู!”

          “อะไรอีกวะเนี่ย!” โจวจิ้งบ่นในใจ

          ป้ายชื่อบนโต๊ะทำงานของเมี่ยเจวี๋ยระบุตำแหน่งผู้อำนวยการอย่างชัดเจน

          “เทอมที่แล้วเธอโดดเรียนหลายสิบครั้ง คะแนนความประพฤติติดลบ วันนี้ยังจะก่อเรื่องทั้งๆ ที่เพิ่งเปิดเทอมอีก ไม่อยากเรียนก็ไม่เป็นไร อย่าเป็นตัวถ่วงเป็นพอ ปลาเน่าตัวเดียวเหม็นไปทั้งข้องถ้าไม่สนใจอนาคตก็อย่าฉุดคนอื่นลงเหว!”

          คำพูดของอีกฝ่ายไม่น่าฟังจนโจวจิ้งต้องเบือนหน้า ครูคนอื่นต่างก็ไม่สนใจ บ้างก็อ่านนิตยสาร ทำตารางสอน ทำงานของตัวเองไปเรื่อยๆ

          สมัยที่ยังเป็นนักเรียน โจวจิ้งมักจะสอบได้ที่หนึ่งของชั้น ได้ถ้วยรางวัลเยอะจนเมื่อยแขนจะถือ เป็นแบบนี้ครูทั้งโรงเรียนจึงเอ็นดูเธอ ทุกครั้งที่เห็นครูตำหนิพวกเด็กเกเร ในใจก็รู้สึกดูถูกพวกนั้นไปด้วย แต่เมื่อต้องโดนเองบ้างกลับรู้สึกแย่อย่างบอกไม่ถูก

          เมี่ยเจวี๋ยยังคงบ่นต่อ “ถ้าไม่ใช่เพราะพ่อของเธอยัดเงิน โรงเรียนนี้ไม่มีทางรับขยะสังคมอย่างเธอแน่ ทั้งทะเลาะเบาะแว้ง ทั้งโดดเรียน ไหนจะสีผมอีก รู้ไหมทำไมห้องปกครองถึงไม่สนใจ ก็เพราะสนใจไปก็ไร้ประโยชน์ไงล่ะ!”

          โจวจิ้งเพิ่งจะเข้าใจความรู้สึกของนักเรียนที่โดนครูด่าบ่อยๆ

          “ฉันขอเตือนเป็นครั้งสุดท้าย เธอจะไม่เป็นโล้เป็นพายยังไงก็ได้ แต่อย่าหาเรื่องเพื่อนคนอื่นๆ หลินเกากับเถาม่านเป็นคนละประเภทกับเธอ อนาคตของพวกเขายังอีกไกล!”

          โจวจิ้งหน้าเสียทันทีที่ได้ยิน หากมองข้ามเรื่องนิสัย เด็กมัธยมที่อายุเพียงสิบแปดปี ไม่ควรโดนดูถูกถึงขั้นนี้ หากโจวจิ้งตัวจริงรับไม่ได้ เธออาจหมดหวังและหมดอนาคตจากคำพูดนี้ได้เลย

          เด็กไม่ใช่ผู้ใหญ่ ถ้ารู้สึกกังวลหรือหวาดกลัวก็คงไม่กล้าที่จะเถียงครู ต่อให้เถียง ก็คงเถียงแบบเด็กๆ

          แต่โจวจิ้งคนนี้ไม่ใช่เด็ก เธอเคยเจอลูกค้าที่งี่เง่าที่สุด ไหนจะพวกหน้าด้านในสังคม ทั้งยังเคยแท้งลูกและไล่ตบเมียน้อยของสามีมาแล้ว

          ประโยคที่ว่า ‘หลินเกากับเถาม่านเป็นคนละประเภทกับเธอ’ ช่างตรงกับคำพูดเหยียดหยามของแม่เธอเหลือเกิน

          แม้ในใจจะโกรธ แต่โจวจิ้งก็ฝืนยิ้มตอบ “ขอบคุณสำหรับคำสั่งสอนค่ะ”

          ผู้อำนวยการมีสีหน้าตกใจ ครูอีกหลายคนในห้องถึงกับต้องวางงานในมือแล้วหันมามอง

          โจวจิ้งแสยะยิ้ม “ครูว่าหนูอย่างโน้นอย่างนี้ ทำไมถึงไม่ว่าคนอื่นบ้าง? เถาม่านผลักหนูตกบันไดจนสลบ ถ้าหัวฟาดพื้นอาจต้องกลายเป็นผักอยู่บนเตียง ไม่ก็ลงไปนอนในโลง ร่างกายได้รับความเสียหายขนาดนี้ หนูยังไม่ไปฟ้องพ่อเลย แล้วโรงเรียนได้ซื้อประกันไว้ให้หนูรึเปล่า? ต่อให้มีประกันจริงๆ ก็ไม่สมควรถูกผลักจนตกบันไดใช่ไหม? สมัยนี้อะไรนิดอะไรหน่อยก็ถูกลงข่าวในหนังสือพิมพ์แล้ว หรือโรงเรียนอยากจะเป็นข่าวบ้าง? หนูไม่เอาเรื่องเถาม่านเพราะใจกว้างพอ แต่ครูกลับพูดเหมือนหนูเป็นคนผิด ยวู่เต๋อมีฝ่ายกฎหมายรึเปล่า? ถ้าไม่มีคงต้องจ้างทนาย เพราะหนูจะไม่ยอมถูกใส่ร้ายอีก!”

          เธอไม่เคยกลัวการโต้เถียง ด้วยความที่เป็นพนักงานชั้นนำของบริษัทมาก่อน ความสามารถในการเล่นลิ้นกับลูกค้าและเพื่อนร่วมงานจึงอยู่ในระดับเซียน

          นอกจากเจ้านายแล้ว ไม่มีใครสามารถเถียงชนะเธอได้ เรื่องเด็กๆ แค่นี้จึงไม่ใช่ปัญหาสำหรับโจวจิ้ง

          เมี่ยเจวี๋ยใจหายวาบ เธอเคยปะทะกับโจวจิ้งมานับครั้งไม่ถ้วน รู้ด้วยว่าอีกฝ่ายเป็นพวกหัวแข็ง ไม่สนใจกฎระเบียบ ทุกครั้งที่คุยกัน ก็มักจะชักสีหน้าและทำท่าไม่พอใจ แต่ครั้งนี้กลับมีมารยาท ไม่หยุด
คำหยาบโลนออกมาแม้แต่คำเดียว

          “กล้าดียังไงมาพูดจาแบบนี้!” เมี่ยเจวี๋ยทุบโต๊ะเสียงดังลั่น “ให้พ่อเธอมาโรงเรียนพรุ่งนี้เลย!”

          “ได้ค่ะ” โจวจิ้งพยักหน้า “หนูจะบอกให้พ่อเอานักข่าวมาถ่ายรูปด้วย น่าจะเป็นข่าวดังเลยทีเดียว”

          การต้องมาอยู่ในร่างนี้นับว่าเป็นเรื่องผิดพลาดมากแล้ว แต่ที่มากไปกว่านั้นก็คือ เธอไม่รู้ว่าพ่อของตัวเองเป็นใครน่ะสิ!

5.เรื่องเฮงซวย

          สุดท้าย เมี่ยเจวี๋ยก็ไม่ได้พบพ่อของโจวจิ้งอยู่ดี เพราะหลังจากติวช่วงเย็นเสร็จ ก็ไม่มีใครโทรหาเธอสักคน

          ตอนโจวจิ้งเดินเข้าห้องติว เพื่อนทั้งห้องต่างพากันตะลึงค้างเพราะเคยชินกับการโดดเรียนของเธอมากกว่ามาเรียน คนที่ตะลึงที่สุดคือเด็กหนุ่มใส่แว่นร่างผอมที่นั่งโต๊ะติดกัน หากเป็นโจวจิ้งคนเดิม
เขาคงโดนแกล้งหรือทำร้ายร่างกายไปแล้ว

          หนังสือบนโต๊ะยังคงใหม่เอี่ยมแม้จะมีใยแมงมุมเกาะ สันปกไม่มีรอยยับเพราะไม่เคยถูกเปิดใช้งาน

          โจวจิ้งคิดจะเอื้อมมือไปหยิบหนังสือ แต่เอื้อมไปได้นิดเดียวก็สังเกตเห็นสายตาของเพื่อนทั้งห้อง จึงชักมือกลับแล้วหยิบมือถือออกจากกระเป๋าแทน

          ‘เฮ้อออ’

          คนทั้งห้องถอนหายใจด้วยความโล่งอก โจวจิ้งที่ได้ยินถึงกับไปไม่เป็น

          ตอนนี้สองทุ่มครึ่งแล้ว แต่ทุกคนยังติวไม่เสร็จ

          การที่ต้องกลับมาเรียนอีกครั้งเป็นเรื่องที่ยากจะอธิบาย ประการแรก ชาติที่แล้วเธอเป็นมนุษย์เงินเดือนให้กลับมาเรียนอีกครั้งจึงไม่ใช่เรื่องสนุก ประการที่สอง ตอนเป็นนักเรียน เธอเป็นคนมีระเบียบและความรับผิดชอบสูง เวลาติวหนังสือจะไม่นั่งเล่นมือถือเด็ดขาด

          ด้วยความเบื่อหน่าย โจวจิ้งตัดสินใจกดเบอร์ 000000

          เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นอีกครั้ง “ขอโทษค่ะ หมายเลขที่ท่านเรียก ยังไม่เปิดใช้บริการ...”

          “นี่มันเรื่องเฮงซวยอะไรกันเนี่ย!”

          ตั้งแต่ลืมตา ชีวิตก็มีแต่ความวุ่นวาย เธอเลือกทำทุกอย่างตามสัญชาตญาณ ไม่คิดมากหรือใช้ความรู้สึกส่วนตัวชี้นำ เพราะคงดีกว่าไม่ได้ลืมตาตื่นอีก

          “น่าจะเป็นความผิดพลาดของระบบ เราต้องรู้จักให้อภัยคนอื่นสิ!” โจวจิ้งปลอบตัวเอง

          คิดได้เช่นนี้ เธอจึงฟุบหน้าลงบนโต๊ะแล้วนอนหลับอย่างสบายใจ

          กระทั่งเสียงออดดังขึ้น ร่างของเธอก็ถูกใครบางคนเขย่า “ป้าจะปิดห้องเรียน รีบกลับหอพักได้แล้ว”

          โจวจิ้งมองไปรอบตัวและพบว่าไม่มีเพื่อนร่วมห้องหลงเหลืออยู่ มนุษยสัมพันธ์ของเจ้าของร่างนี้คงจะแย่มากๆ ขนาดเลิกเรียนยังไม่มีใครคิดจะปลุกเธอสักคน

          โจวจิ้งลุกขึ้น แบกกระเป๋าแล้วเดินออกจากห้องไปอย่างเงียบๆ

          เธอไม่รู้ว่าตัวเองพักอยู่หอไหน แถมโรงเรียนยังกว้างมากอีกด้วย “บ้าจริง! ฉันไม่เอาแล้วได้ไหมร่างนี้!”

          หลังเดินสบตากับพนักงานรักษาความปลอดภัยใต้ตึกอยู่นาน โจวจิ้งก็รู้ว่าตัวเองพักที่ไหน

          รูมเมทของเธอคือสาวผมสั้นที่กำลังต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอยู่ พอเห็นเธอ อีกฝ่ายก็มีสีหน้าตกใจและรีบยกถ้วยในมือไปแอบ แต่ไม่ทันเสียแล้ว สีหน้าของฝ่ายนั้นไม่ต่างจากคนใกล้ตาย ทำเอาโจวจิ้งคิดว่าตัวเองเป็นฮิตเลอร์ ส่วนอีกฝ่ายคือชาวยิว คู่ปรับในตำนาน

          สาวผมสั้นทำท่าจะวิ่งไปเข้าห้องน้ำ โจวจิ้งจึงห้ามเธอไว้

          “เดี๋ยวก่อน!”

          “ขอโทษ…” เธอทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ “ฉันนึกว่าเธอไม่กลับก็เลยต้มบะหมี่กิน แต่จะเททิ้งแล้วเปิดหน้าต่างให้เดี๋ยวนี้เลย”

          โจวจิ้งโบกมือ “ไม่เป็นไร กินต่อเถอะ”

          สาวผมสั้นได้แต่ยืนอึ้งกับคำพูดนี้

          “กินสิ ยืนเฉยทำไม?” โจวจิ้งนั่งลงบนเก้าอี้

          ห้องนี้เป็นห้องสำหรับสองคน แค่กวาดตามองก็เดาออกว่าโต๊ะไหนเป็นของใคร แน่นอนว่าโต๊ะที่เต็มไปด้วยเครื่องสำอางและขนตาปลอมก็คือโต๊ะของเธอ

          สาวผมสั้นไม่กล้าขัดคำสั่ง รีบก้มหน้ากินอย่างรวดเร็ว

          กลิ่นหอมของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเรียกน้ำย่อยได้ดีโดยเฉพาะดึกๆ

          โจวจิ้งหิวจนน้ำลายสอเพราะไม่มีอะไรเข้าท้องตั้งแต่ตื่น

          ข้าวของที่ติดมากับร่างนี้มีเพียงเงินเจ็ดหยวนกับบัตรกินข้าวที่เหลือเงินอยู่สิบแปดหยวน ซึ่งน่าจะพอสำหรับซื้อขนมกิน

          โจวจิ้งคิดไปเองว่าเจ้าของร่างอาจลืมกระเป๋าสตางค์ไว้ในหอพัก จึงเริ่มทำการค้นหา เพราะกว่าระบบสวรรค์เซอร์วิสจะซ่อมเสร็จ เธอคงหิวตายเสียก่อน แต่หากจะไปยืมเงินคนอื่น ก็คงไม่มีใครยอมให้เจ้าของร่างยืมเป็นแน่ นอกจากตั้งแก๊งรีดไถซึ่งก็ยังไม่อยากทำ

          หาอยู่ครึ่งชั่วโมงก็ยังไม่พบ กระทั่งหอพักดับไฟ โจวจิ้งจึงต้องคลำกำแพงเพื่อเข้าห้องน้ำไปแปรงฟัน

          หลังทำธุระเสร็จ เธอก็เดินลากรองเท้าแตะกลับเตียง

          ต่อให้เตียงนอนที่หอจะนุ่มและสะอาดยังไงก็สู้เตียงที่บ้านไม่ได้ ยิ่งมาได้เตียงที่แข็งอย่างกับหินแบบนี้ โจวจิ้งก็ยิ่งนอนไม่หลับ สุดท้ายจึงหันไปถามหากระเป๋าสตางค์กับสาวผมสั้นที่ชื่อ ‘เฝิงเอี้ยน’

          เธอแค่อยากลองถาม เพราะเป็นไปไม่ได้ที่สาวเกเรผมทองคนนี้จะไม่มีกระเป๋าสตางค์ ถ้าไม่มีเงินจะเอาเครื่องประดับและเครื่องสำอางมากมายขนาดนี้มาจากไหน

          คำถามของโจวจิ้งทำเฝิงเอี้ยนถึงกับเด้งตัวขึ้นจากเตียงด้วยสีหน้าตื่นตระหนก

          “เกิดอะไรขึ้น?” โจวจิ้งสงสัย

          เฝิงเอี้ยนทำหน้าเหมือนจะร้องไห้อีกครั้ง “เธอเอากระเป๋าสตางค์แบรนด์เนมไปขายเพื่อซื้อกล้องให้หลินเกาไม่ใช่เหรอ? ส่วนกระเป๋าสตางค์ใบใหม่... ฉันไม่เห็นจริงๆ”

          ท่าทางเฝิงเอี้ยนจะถูกเจ้าของร่างกลั่นแกล้งมาไม่น้อย และตอนนี้ก็กำลังกลัวว่าเธอจะโยนความผิดข้อหาขโมยให้อีก

          “ก็แค่ถาม จะร้องทำไม? โตขนาดนี้แล้วยังร้องไห้เป็นเด็กอยู่อีก ฉันไม่ได้จะหาเรื่องอะไรหรอก รีบนอนเถอะ” พูดจบโจวจิ้งก็หันหลังให้อีกฝ่ายตอบ

          เมื่อเห็นโจวจิ้งหันหลังโดยไม่หาเรื่อง เฝิงเอี้ยนก็กะพริบตาด้วยความงุนงง

          พัดลมในห้องยังคงส่ายไปมาเหมือนทุกวัน แต่เธอกลับรู้สึกว่าคนที่นอนเตียงข้างๆ ไม่เหมือนเดิม

          ต่างจากโจวจิ้งที่ไม่ได้สนใจเฝิงเอี้ยน เพราะกังวลเรื่องเงินยี่สิบห้าหยวนที่เจ้าของร่างทิ้งไว้ให้แบบไม่กลัวว่าตัวเองจะอดข้าวตายมากกว่า

          ‘หลินเกา’ เธอได้ยินชื่อนี้เป็นรอบที่สี่แล้ว ทั้งจากเจ้าเขียวมั่วลี่ เถาม่าน แล้วยังเฝิงเอี้ยนอีก

          ดีมากพ่อหนุ่ม นายทำให้ฉันสนใจขึ้นมาแล้วสิ!

6.ข้อสรุป

          เช้าวันใหม่ โจวจิ้งคาบซาลาเปาไว้ที่ปากขณะนั่งเล่นมือถือในห้องเรียน

          หลังรูดซื้อซาลาเปาไป บัตรเติมเงินก็เหลืออยู่ 30 หยวน ซึ่งพอจะซื้อบะหมี่ตอนมื้อเที่ยงได้

          เมื่อเช้าเธอเห็นเฝิงเอี้ยนซื้อเครปในโรงอาหาร จึงอยากจะลองสั่งบ้าง แต่หากทำคงมีข่าวเรื่องนักเลงหัวไม้รีดไถเพื่อนร่วมชั้นเพื่อหาเงินซื้อเครปใส่ไข่ราคาสี่สิบห้าหยวนเป็นแน่

          โจวจิ้งไม่อยากจะก่อเรื่องอีกเพียงหวังให้ระบบของสวรรค์ซ่อมเสร็จโดยเร็ว จะได้ไปจากร่างนี้สักที

          การไม่สร้างความลำบากให้ผู้อื่น คือมาตรฐานในการดำรงชีวิตของเธอ

          หลังลองสำรวจมือถือของตัวเอง โจวจิ้งก็ถอนหายใจยาว

          เจ้าของร่างมีความอินดี้สูงมาก ในมือถือเมมเบอร์ไว้แค่ มั่วลี่ เคอเสี่ยวฝานหรือเจ้าเขียว และหลินเกาเท่านั้น ไม่มีชื่อของคนอื่นเลย เช่นนี้จึงไม่สามารถคาดเดาสังคมและเพื่อนฝูงของเธอได้

          ส่วนข้อความก็ยิ่งแล้วใหญ่ เธอเก็บแค่แชทที่คุยกับหลินเกาเอาไว้

          จะใช้คำว่า ‘คุย’ ก็ดูจะเกินไปหน่อย เพราะส่วนใหญ่ที่เห็นคือการพูดคนเดียว แชทหนักขวา เพราะหลินเกาแทบจะไม่ตอบเธอเลย

          ที่เห็นตอบคงมีแค่ครั้งเดียว คือตอนที่โจวจิ้งถามว่าจะมาร่วมงานวันเกิดหรือไม่?

          ซึ่งเขาก็ตอบเพียงสั้นๆ ว่า “ไม่”

          คำตอบเพียงคำเดียว ถูกเจ้าตัวบันทึกเก็บไว้เป็นอย่างดี

          เจ้าของร่างไม่มีวีแชท มีแค่เว่ยป๋อที่ใช้ชื่อว่า ‘หลุมดำ’

          โจวจิ้งสะกดกลั้นความขำแล้วกดเข้าไปดู ในนั้นมีแต่โพสต์ที่ให้แง่คิดและกำลังใจ ราวกับอีกฝ่ายเป็นสาวน้อยใสซื่อในกระโปรงสีขาว

          “ยัยเด็กนี่ต้องเป็นไบโพลาร์แน่นอน!”

          ตลอดช่วงบ่าย โจวจิ้งใช้เวลาไปกับการค้นหาว่าเจ้าของร่างเป็นคนยังไง แล้วก็ได้ข้อสรุปว่า...

          โจวจิ้ง เด็กสาวอายุสิบแปดปี นักเลงอินดี้ในรั้วโรงเรียน เป็นไบโพลาร์ ชอบทะเลาะวิวาท ดื่มเหล้าสูบบุหรี่ มีรอยสัก กำลังตามหารักแท้โดยมีหลินเกาเป็นพระเอก หมอนั่นเป็นเด็กเรียนตัวท็อปในห้องกิฟต์ เพื่อนเล่นสมัยยังเด็ก ก่อนหน้านี้เธอทุ่มเงินเก็บทั้งชีวิตเพื่อซื้อกล้องให้เขา ทั้งยังสมัครเข้าชมรมถ่ายรูปอีกด้วย

          วันพุธนี้ กล้องที่อยู่ตรงหน้าจะกลายเป็นของขวัญวันเกิดให้กับหลินเกา

          เจ้าของร่างคงอยากจะเซอร์ไพรส์อีกฝ่าย จึงนำของขวัญที่ห่อเรียบร้อยแล้วไปวางในลิ้นชักของเขาที่ห้องแล็บ

          เนื่องจากห้องกิฟต์คือห้องที่ดีที่สุดของยวู่เต๋อไฮสคูล ศูนย์รวมพวกหัวกะทิ เด็กมัธยม 6 จึงมีห้องแล็บเป็นของตัวเองพร้อมที่นั่งส่วนตัว

          เธอคือแฟนพันธุ์แท้ของเจ้าหลินเกา จึงใส่ใจและพิถีพิถันกับการให้ของขวัญมาก ต่างจากโจวจิ้งที่มองว่าเรื่องนี้ค่อนข้างไร้สาระ

          “สาธารณะขนาดนี้ ไม่กลัวของหายรึไง?”

 

          วันนี้คือวันที่โจวจิ้งต้องเผชิญกับภารกิจใหญ่หลวง นั่นคือการเอากล้องไปปล่อยขายในตลาดมือสอง

          “ทำไมจู่ๆ ถึงอยากขายล่ะ?” เจ้าเขียวทำหน้าตกใจ “ไม่อยากเอาให้หลินเกากับมือแล้วเหรอ?”

          ไม่มีจะแ—ก ละจ้า! โจวจิ้งคิดในใจและตอบกลับไปว่า “ก็แค่หน้ามืดตามัว หลงหน้าตาและความฉลาดของเด็กคนหนึ่ง แต่พอคิดดูอีกที ฉันรู้สึกว่าเขาหน้าแปลกๆ แถมยังไม่แมนอีก ก็เลยเลิกชอบและอยากเอาเงินไปหาอะไรอร่อยๆ กินมากกว่า”

          เจ้าเขียวที่ปรับตัวไม่ทันพูดขึ้น “ก็เพราะเรื่องนี้ทำให้ลูกพี่ถูกเถาม่านหัวเราะเยาะแล้วผลักจนตกบันไดไม่ใช่เหรอ?”

          “ผู้หญิงเปลี่ยนใจง่าย เข้าใจไหม?” โจวจิ้งกอดคออีกฝ่าย

          “ไม่ต้องคิดมากหรอก เอาของคืนให้ได้ก่อนค่อยว่ากัน”

          นักเรียนส่วนใหญ่ไม่ค่อยใช้ห้องแล็บหลังเลิกเรียน ที่ชั้นสองของตึกจึงเงียบสงัดไร้ผู้คน

          ที่นั่งของหลินเกาอยู่ด้านในสุด แม้จะไม่มีกุญแจ แต่ทั้งสองก็ไม่กังวลเพราะกระจกบานที่อยู่บนสุดถูกแง้มเอาไว้เนื่องจากตัวล็อกพัง

          “ที่นี่มีกล้องวงจรปิดรึเปล่า? ถ้าคนอื่นเข้าใจผิดคิดว่าเรามาขโมยของจะทำยังไง?” เจ้าเขียวกระซิบ

          “ในนั้นมีแต่หนังสือ!” โจวจิ้งกลอกตา “เอาของของตัวเองคืนไม่นับว่าเป็นขโมยหรอก อย่าเอาแต่ตื่นตูม มาช่วยฉันก่อน!” พูดจบก็เหยียบขอบหน้าต่างขึ้นไป

          เจ้าเขียวรู้สึกจนปัญญา จึงช่วยจับขาแล้วดันตัวอีกฝ่ายขึ้นไป

          โชคดีที่ห้องนี้หลบมุมเลยไม่มีใครเห็นว่าทั้งสองทำอะไรอยู่โจวจิ้งปีนอย่างกระฉับกระเฉงทั้งที่ไม่ใส่กางเกงซับใน โดยมีเจ้าเขียวใช้ไหล่พยุงตัวให้

          หลังจากดันขอบหน้าต่างแล้วปีนเข้าไปราวกับกำลังฝึกวิชาตัวเบา เธอก็กระโดดลงบนโต๊ะแล้วเดินหาโต๊ะของหลินเกาอย่างรวดเร็ว

          อุปกรณ์ในห้องล้ำสมัยมาก ต่างกับสมัยที่เธอเรียนฟ้ากับเหว

          ยืนเหม่อไปได้สักพัก เธอก็ได้สติและรีบทำภารกิจต่อ แต่ก็ไม่รู้อยู่ดีว่าที่นั่งของหลินเกาอยู่ตรงไหน จึงหันไปขมุบขมิบปากถามเจ้าเขียว

          “เขานั่งตรงไหน?”

          โจวจิ้งได้แต่ชะงักกับท่าทางเว่อวังของอีกฝ่าย แม้จะสัมผัสได้ถึงความเป็นเกย์ของเขา แต่เจ้าเขียวละเอียดอ่อนกว่ามั่วลี่มาก เธอจึงเลือกที่จะพามาด้วย

          “ตกลงว่าอยู่ตรงไหน?” โจวจิ้งตัดสินใจเดินไปที่ประตูเพราะมึนกับลีลาการใบ้ของเจ้าเขียว

          เพียงแค่สองก้าว ไฟทุกดวงในห้องแล็บก็สว่าง ประตูถูกเปิดออก ตามด้วยคนอีกสองคนที่เดินเข้ามา

          “มาขโมยของเหรอ?” คนที่เดินนำหน้าถามขึ้น

          เจ้าเขียวยืนหน้าซีดอยู่นอกหน้าต่าง จะหนีก็หนีไม่ได้

          โลกนี้มีคนอยู่สองประเภท ประเภทแรกคือพวกที่ส่องแสงออร่าจากภายในสู่ภายนอก ประเภทที่สองคือดับสนิททั้งภายในและภายนอก

          แม้จะช่วยเสริมด้วยการแต่งหน้าแต่งตัวให้ดูดี แต่เมื่ออยู่ในวัยเรียน ทุกคนจึงต่างกันไม่มาก ยกเว้นคะแนนสอบที่จะช่วยแยกพวกเขาออกจากกันได้

          ตั้งแต่ฟื้นขึ้นมา โจวจิ้งรู้สึกว่าทุกอย่างไม่ใช่เรื่องจริง แค่การแต่งกายวิบวับอินดี้ของตัวเอง ก็แทบจะไม่กลมกลืนกับคำว่าเด็กนักเรียนเลย

          เธอรู้สึกเหมือนกำลังอยู่ในฉากหนัง ความดีงามของผู้ที่มาใหม่ไม่ต่างจากเนื้อเรื่องในหนังสือนิยายวัยรุ่น เป็นความรู้สึกที่สัมผัสได้เฉพาะในรั้วโรงเรียนเท่านั้น

          เด็กหนุ่มในเสื้อเชิ้ตสีขาว กางเกงขายาวสีดำคนนี้เหมือนหลุดออกมาจากหนังสือ ใบหน้าคมเข้ม น้ำเสียงไพเราะ ทั้งร่างเหมือนใส่ฟิลเตอร์ ดูอบอุ่นและสะอาดสะอ้านเหลือเกิน

          “ฉัน... ฉันมาเอาของฉันคืน” โจวจิ้งตอบตะกุกตะกัก

          ชายคนแรกถามต่อ “มาเอาของขวัญที่จะให้หลินเกาใช่ไหม?”

          “...”

          ต้องยอมรับว่า หลินเกาคือสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของเธอไปแล้ว

          “ประมาณนั้นแหละ” โจวจิ้งตอบเสียงเบา “เอ่อ... ที่นั่งของหลินเกาอยู่ตรงไหนเหรอ?”

          “ตลกน่า!” คนข้างหลังหัวเราะ เย้ยหยัน “ตอนเอามาให้ยังจำได้อยู่เลย”

          ชายคนที่อยู่ด้านหลังหน้าตาดีไม่แพ้คนแรก เพียงแต่ผิวเข้มกว่า คิ้วหนากว่า สายตาแน่วแน่บ่งบอกถึงความฉลาด ในมือถือลูกบอล กระดุมเสื้อเปิดถึงเม็ดที่สามเพื่อโชว์ซิกซ์แพก

          โจวจิ้งมองตาค้าง---นักเรียนของที่นี่หน้าตาดีทั้งนั้นเลย!

7.เห็นกับตาเหรอ?

          ไม่ทันที่โจวจิ้งจะได้พูดอะไร หนุ่มรูปหล่อตรงหน้าก็ชี้ไปยังที่นั่งกลางห้องตรงนั้นไง

          “ขอบคุณ”

          พอได้สติ เธอก็จำได้ว่าต้องรีบเอากล้องคืนแล้วไปขายตลาดมือสองต่อ จะเสียเวลาชื่นชมหนุ่มๆ ไม่ได้

          กล่องของขวัญที่ว่าถูกวางอยู่ในลิ้นชัก ห่อด้วยกระดาษสีชมพู ผูกโบสีแดงอันใหญ่ ฟรุ้งฟริ้งจนโจวจิ้งไม่แน่ใจว่าเป็นของตัวเองรึเปล่า จึงตัดสินใจฉีกกระดาษออกดู

          หลังจากเช็คความเรียบร้อย เธอก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก

          แต่เมื่อหันหลังกลับ ก็พบว่าหนุ่มรูปหล่อทั้งสองยังคงยืนอยู่ที่เดิม ขมวดคิ้วมองการกระทำของเธอด้วยความสงสัย

          “จะเปลี่ยนกระดาษห่อของขวัญเหรอ?”

          “ว่าไงนะ?”

          โจวจิ้งนึกขึ้นได้ว่าเธอคือคนที่ตกหลุมรักหลินเกาอย่างหนักจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมาเอาของขวัญคืน

          เมื่อคิดถึงตรงนี้ โจวจิ้งก็เริ่มหนักใจ เธอในอดีตคือผู้บริหารระดับสูงที่มีหน้ามีตาในสังคม วันนี้กลับถูกมองเป็นพวกบ้าผู้ชายน่าอับอายเหลือเกิน

          โจวจิ้งขยำกล่องเบาๆ แล้วยัดเข้ากระเป๋าที่ตกแต่งด้วยหมุดเหล็ก ขณะเดินผ่านหนุ่มหล่อก็แอบชำเลืองมองป้ายชื่อของเขา ซึ่งเขียนไว้ว่า ‘หยวนคังฉี’

          เปลี่ยนกระดาษแล้วห่อใหม่ให้หลินเกาเหรอ? ฝันไปเถอะพวกแกดูถูกเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของฉันมากเกินไปแล้ว ของขวัญนี่เอาไปให้หมายังดีกว่า! เธอก่นด่าในใจ เพราะเหนื่อยที่ต้องเล่นบทตามพฤติกรรมเดิมของเจ้าของร่าง

          “ขอบใจมากหนุ่มน้อย” เธอพูดพลางเหลือบมองใบหน้าหล่อเหลาไร้ที่ติของหยวนคังฉีอีกรอบ---เด็กสมัยนี้หน้าตาดีว่ะ

          จากนั้นก็สะพายกระเป๋า แล้วเดินออกจากห้องแล็บพร้อมกับเจ้าเขียว

          พอทั้งสองคล้อยหลังไป หยวนคังฉีก็หันไปถามเพื่อนที่มาด้วยกัน “เมื่อครู่หล่อนเรียกฉันว่าอะไรนะ?”

          ‘เฮ่อซวิน’ ที่กำลังก้มหน้าเก็บแบบฝึกหัดในลิ้นชักพูดขึ้นว่า“จะไปเล่นบอลด้วยกันรึเปล่า… หนุ่มน้อย”

          ที่อีกฟากของโรงเรียน โจวจิ้งถามเจ้าเขียวขณะรั้งคอเขาเอาไว้ “สองคนนั้นเป็นใคร? ดูเหมือนนายจะกลัวพวกเขามาก”

          “พวกเขาคือเด็กกิฟต์ ห้องหนึ่ง” เจ้าเขียวพูดต่อ “ผมกลัวลูกพี่จะถูกเข้าใจผิดว่ามาขโมยของ”

          “พวกเขาดูเป็นคนมีเหตุผลดีออก” โจวจิ้งยักไหล่เมื่อคิดถึงตอนที่พวกเขาบอกตำแหน่งโต๊ะของหลินเกาให้

          เจ้าเขียวทำหน้าประหลาดใจ “ลูกพี่ชอบด่าพวกนั้นว่าไอ้เด็กเนิร์ดห้องกิฟต์ไม่ใช่เหรอ? ผมว่าหยวนคังฉีนิสัยพอใช้ได้ ไม่เหมือนเจ้าเฮ่อซวิน โชคดีที่วันนี้พวกเขาเดินมาด้วยกัน ไม่งั้นลูกพี่คงถูกโยนออกมาแล้ว”

          “เฮ่อซวินน่ะเหรอ?” โจวจิ้งขมวดคิ้ว “พอจะดูออกว่านิสัยไม่ดีเท่าไหร่”

          “แต่พวกเขาเป็นเด็กห้องหนึ่ง นิสัยไม่ดียังไงก็มีแต่คนชอบ” เจ้าเขียวพูดด้วยน้ำเสียงปนอิจฉา

          “นายอยากเป็นเด็กห้องกิฟต์ใช่ไหม?” โจวจิ้งอดที่จะถามไม่ได้

          เจ้าเขียวทำหน้าตกใจแล้วรีบอธิบาย “พวกห้องกิฟต์ชอบคิดว่าตัวเองเก่ง ทำตัวเก๊กไปวันๆ ถ้าไม่อวดรวยก็หาเรื่องแกล้งคนอื่นไปทั่ว พวกเฟก พวกเห็นแก่ตัว หน้าไม่อาย ผมเกลียดพวกมันที่สุดแล้ว!”

          “จริงเหรอ?” โจวจิ้งถามอย่างไม่เชื่อหู

          “จริงสิ ว่าแต่ทำไมถึงถามแบบนี้?”

          “ไม่มีอะไร” เธอส่ายหน้า

          เจ้าเขียวมองอีกฝ่ายด้วยสายตาจับผิด แต่ก็ไม่พูดอะไรต่อ

          ช่วงเย็นนักเรียนจะติวหนังสือกันเอง เด็กห้องยี่สิบอย่างโจวจิ้งจึงมานั่งรวมกับคนอื่นๆ ด้วย ถึงจะเอาแต่เล่นมือถือ ก็สร้างความฮือฮาได้ไม่น้อย

          โจวจิ้งนั่งนับจำนวนครั้งที่เพื่อนๆ หันมองเธอ ซึ่งเยอะกว่าจำนวนที่พวกเขาเปลี่ยนหน้าหนังสือเสียอีก แม้แต่เพื่อนร่วมโต๊ะอย่างโต้วหยาก็กลัวจนไม่กล้าส่งเสียง เอาแต่นั่งตัวเกร็ง ไม่แม้แต่จะหายใจเสียงดัง

          เธอจ้องเบอร์ 000000 บนหน้าจอมือถือด้วยสีหน้าซังกะตาย---ตั้ง 34 สายแล้ว ยังไม่มีใครรับอีก!

          นอกจากจะไม่รู้ว่าต้องใช้ชีวิตแบบนี้อีกนานแค่ไหน เธอยังหิวข้าวจนปวดท้องแล้วด้วย

          บัตรเครดิตหรือเงินสดก็ไม่มี พ่อแม่เป็นใครก็ไม่รู้ โจวจิ้งที่ไม่ได้สัมผัสกับความลำบากมานานจึงอยากจะหางานพิเศษทำเพื่อไม่ให้อดตาย

          จู่ๆ ก็ถูกส่งมาอยู่ในร่างของเด็กเกรียนที่วันๆ เอาแต่ไล่ตามผู้ชาย หาเรื่องทะเลาะเบาะแว้ง ซ้ำยังไม่มีเงินสดติดตัวอีก ช่างเป็นชีวิตที่น่าตื่นเต้นซะเหลือเกิน

          คิดได้เช่นนี้ โจวจิ้งก็หยิบหนังสือขึ้นอ่านแก้เซ็ง จะได้กลมกลืนกับเพื่อนร่วมห้องคนอื่นๆ

          ทันทีที่เอื้อมมือไปแตะหนังสือ สายตาตื่นตะลึงหลายสิบคู่ก็จับจ้องมาที่เธอ พนันได้ว่าถ้าเธอเริ่มอ่าน พรุ่งนี้จะต้องเป็นข่าวโด่งดังอย่างแน่นอน

          สมัยที่โจวจิ้งยังเป็นเด็กนักเรียน เธอมีชื่อเสียงในทางที่ดีต่างจากตอนนี้ฟ้ากับเหว

          ขณะกำลังย้อนคิดถึงอดีต ประตูก็ถูกเปิดออก ตามด้วยเมี่ยเจวี๋ยที่เดินเข้ามา

          เธอกวาดสายตาไปทั่วห้องแล้วหยุดมองเจ้าเขียวตรงแถวหน้าสุด “เคอเสี่ยวฝาน ไปที่ห้องพักครูเดี๋ยวนี้!”

          ห้องวิทย์คณิตของมัธยมศึกษาปีที่ 6 จะมีทั้งหมด 20 ห้อง ซึ่งเรียงจากคะแนนมากสุดไปน้อยสุด ห้องยี่สิบเป็นห้องท้ายแถว เรื่องคะแนนคงไม่ต้องพูดถึง

          แม้เมี่ยเจวี๋ยจะเป็นผู้อำนวยการ แต่เธอไม่เคยอยากจะมาเหยียบห้องบ๊วยแห่งนี้ นอกเสียจากมีใครทำผิด

          เจ้าเขียวยืนขึ้นอย่างไม่รู้ประสาแล้วเดินตามออกไป

          โจวจิ้งมองตามด้วยความสงสัย กระทั่งพวกเขาคล้อยหลังไปเพื่อนๆ ในห้องก็พากันซุบซิบนินทาเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น

          นอกจากเรื่องที่เป็นเกย์ เจ้าเขียวก็ไม่ใช่เด็กเลวร้ายอะไร เมื่อเทียบกับตัวเธอเองที่ทั้งดื่มเหล้า สูบบุหรี่ และชอบหาเรื่องชาวบ้านไปทั่ว

          เสียงดังอยู่พักหนึ่ง ทุกคนในห้องยี่สิบก็เงียบลง กระทั่งหมดเบรกที่สองของคาบติวช่วงเย็น เจ้าเขียวก็ยังไม่กลับมา

          “ฉันจะไปสืบข่าวให้เอง ทุกคนรออยู่ตรงนี้แหละ” เด็กหนุ่มพูดขึ้น ก่อนจะคว้าหนังสือแล้วผลุนผลันออกจากห้อง

          ตามแผนคือเขาจะแกล้งทำเป็นไปถามการบ้าน และแอบฟังเรื่องของเจ้าเขียวในห้องพักครู

          แค่คิดโจวจิ้งก็อยากจะกัดลิ้นตาย ใครๆ ก็รู้ว่าเมี่ยเจวี๋ยอยู่ห้องฝ่ายปกครอง ส่วนครูที่สอนเขาอยู่ห้องพักครู ซึ่งอยู่กันคนละฝั่ง แล้วไอ้เด็กเวรนี่จะไปสืบกับใคร... ฉลาดเนอะ!

          กระทั่งหมดเบรกที่สาม คนสืบข่าวก็ยังไม่กลับมา ทุกคนจึงไม่มีกะจิตกะใจจะติวหนังสือ พากันลงความเห็นว่าเจ้าเขียวอาจกำลังโดนข้อหาแอบเข้าไปฉี่ในห้องน้ำหญิง

          แต่โจวจิ้งไม่คิดเช่นนั้น เพราะเขาน่าจะโดนข้อหาแอบเข้าไปฉี่ในห้องน้ำชายมากกว่า

          สุดท้ายคนสืบข่าวก็กลับมาด้วยสีหน้ารีบร้อน พอเข้ามาได้ก็เปิดประเด็นทันที

          เมื่อรู้ข่าวทุกคนก็พากันตกใจ “เงินของห้องกิฟต์หลายพันหยวนถูกขโมย?”

          “มีคนเห็นเคอเสี่ยวฝานป้วนเปี้ยนที่หน้าห้องกิฟต์” เด็กหนุ่มที่ออกไปสืบข่าวตอบ “เมี่ยเจวี๋ยเลยจะโทรไปฟ้องคุณยายของเขา”

          “ไม่อยากเชื่อว่าจะขี้ขโมยด้วย!”

          โครม!

          โจวจิ้งเตะโต๊ะเสียงดังลั่น จนเด็กสาวสองคนที่กำลังนินทาอยู่ผงะถอยหลัง

          แม้เจ้าเขียวจะคอยเป็นเงาติดตามโจวจิ้ง แต่เธอไม่เคยออกหน้าแทนเขาสักครั้ง หลายคนจึงมักจะดูถูกและมองว่าเขาเป็นสัตว์เลี้ยงของเธอ ต่างจากโจวจิ้งที่บ้านรวยเลยไม่มีใครกล้าดูถูก

          “ได้ยินอะไรมาบ้าง?” โจวจิ้งทำเสียงดุ

          “เคอเสี่ยวฝานขโมยเงินห้องกิฟต์” เขาตอบอย่างระมัดระวังเพราะไม่รู้เจตนาของอีกฝ่าย

          “เห็นกับตาเหรอ?”

          “ฉันได้ยินครูที่ฝ่ายปกครองพูดกัน”

          “ฉันถาม… ว่านาย… เห็นกับตาเหรอ?” โจวจิ้งทำเสียงกดดัน

          เด็กหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่กลัวจนหัวหด ไม่กล้าพูดต่อ

          “ถ้าไม่ได้เห็นกับตาก็หุบปากซะ!” โจวจิ้งค้อนอีกฝ่ายแล้วเดินออกจากห้องไป

          “ปกติเธอไม่เคยใส่ใจเคอเสี่ยวฝานเลยนี่?” เสียงเพื่อนร่วมห้องดังขึ้น

          “ครั้งที่แล้วเขาโดนต่อยแขนจนหัก ไม่เห็นเธอจะเป็นเดือดเป็นร้อนอะไรเลย?” เพื่อนอีกคนพูดเสริม

          ทุกคนกึ่งเดินกึ่งวิ่งตามโจวจิ้งไป เพราะอยากรู้ว่าเธอจะไปที่ไหน

          “ดูนั่น ห้องฝ่ายปกครอง!”

          ท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้ม ไฟทั่วทั้งโถงทางเดินถูกเปิด โจวจิ้งเดินอย่างหนักแน่นไปที่ห้องปกครอง จิตวิญญาณของเธอยังคงเป็นผู้บริหารที่แน่วแน่ ฉลาด และไหวพริบดี

          “เอาจริงสิ... ขโมยเงินเหรอ?” เธอพึมพำไปตลอดทางเดิน

8.ถูกไล่ออก...

            ณ ห้องฝ่ายปกครอง เจ้าเขียวกำลังยืนก้มหน้าก้มตา โดยมีนักเรียนที่เดินผ่านไปผ่านมาซุบซิบนินทา

          ข่าวเกี่ยวกับห้องกิฟต์มักได้รับความสนใจเป็นพิเศษ ยิ่งเกี่ยวพันกับห้องบ๊วย ก็ยิ่งแล้วใหญ่

          “เมี่ยเจวี๋ยล่ะ?” โจวจิ้งกวาดตามองห้องฝ่ายปกครองอันว่างเปล่า

          “กลับไปแล้ว” เจ้าเขียวตอบเสียงเบา น้ำใสๆ คลอสองเบ้าตา

          สภาพของเขาในตอนนี้ค่อนข้างขัดตา เสื้อยืดกางเกงขาสั้นขาดๆ กับผมสีเขียวทั้งหัว แต่กลับยืนร้องไห้เหมือนเด็ก

          “แล้วจะเอายังไงต่อ?” โจวจิ้งถาม

          “ตามนั้น...”

          “หมายความว่ายังไง?”

          “ถูกไล่ออก...” พูดจบเจ้าเขียวก็เดินจากไป

          โจวจิ้งตกใจกับคำตอบและรีบคว้าสายกระเป๋าของอีกฝ่าย “ทำไมถึงถูกไล่ออก?”

          “แล้วจะทำอะไรได้?”

          “นายไม่ได้ขโมย จะถูกไล่ออกไม่ได้!”

          “ลูกพี่เชื่อว่าผมไม่ได้ขโมย?” เจ้าเขียวทำหน้าไม่เชื่อ

          “ก็ตอนบ่ายนายไปกับฉัน แถมยังไม่ได้เข้าไปในห้องอีกจะขโมยได้ยังไง?”

          “ก็จริง ผมไม่ได้เข้าห้องนั้นเลย น่าเสียดายที่ไม่มีใครเชื่อ...”

          “ก็บอกไปสิว่าไม่ได้ขโมย!”

          “ผมคุกเข่าอ้อนวอนแล้ว แต่เมี่ยเจวี๋ยไม่เชื่อ!” เจ้าเขียวตะคอก “ครูให้เลือกว่าจะคืนเงินหรือจะให้ไล่ออก เงินเยอะขนาดนั้นผมจะไปหาจากที่ไหน ยายก็กำลังป่วยอยู่ ถ้ารู้คงช็อกตายพอดี!” เขาพูดเสียงสั่น “ตอนนี้เข้าใจรึยัง ว่าทำไมผมถึงเกลียดพวกห้องกิฟต์ แต่ที่แน่ๆ ผมเกลียดลูกพี่ที่สุด เพราะต้องการเอาชนะใจลูกพี่ผมเลยยอมตกอยู่ในสภาพนี้ พูดตามตรงนะโจวจิ้ง ลูกพี่คือคนที่ทำให้ผมลำบาก!” พูดจบก็เดินจากไป ไม่แม้แต่จะสบตา

          จากเจ้าเขียวหน่อมแน้ม คนที่คอยเดินตามเธอทั้งวันกลายเป็นคนที่กล้าต่อปากต่อคำ นักเรียนหลายคนที่เดินผ่านถึงกับต้องยกมือถือขึ้นบันทึกภาพอันน่าเหลือเชื่อนี้

          เมื่อกลับถึงหอพัก โจวจิ้งก็โทรหามั่วลี่ทันที

          แม้จะเป็นเด็กสายศิลป์ แต่มั่วลี่กลับได้ยินข่าวนี้อย่างรวดเร็ว

          ที่มาที่ไปของเรื่องก็คือ เหรัญญิกห้องกิฟต์เพิ่งได้เงินก้อนมา และเลือกที่จะเก็บไว้ใต้ลิ้นชักในห้องแล็บ พอตอนบ่ายก็มีคนเห็นโจวจิ้งและเจ้าเขียวเข้าไปเอากล้อง เย็นวันเดียวกันเหรัญญิกพบว่าเงินก้อนนั้นหายไปจึงโบ้ยว่าเจ้าเขียวเป็นคนขโมย

          “ฉันก็อยู่ในห้องแล็บด้วย ทำไมถึงไม่มีใครสงสัย?” โจวจิ้งไม่เข้าใจ

          “บ้านเจ๊รวยขนาดนั้น เงินแค่นี้จะเอาไปทำไม เมี่ยเจวี๋ยไม่ได้โง่นะ!” มั่วลี่ตอบด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่าย

          “เดี๋ยวนะ บ้านฉันรวยมากเลยเหรอ?”

          มั่วลี่เงียบไป 3 วินาที ก่อนจะพูดขึ้นต่อ “ที่ถามเพราะต้องการให้อวยอีกรอบใช่เปล่า?”

          “เออๆๆ ไม่ต้องแล้ว”

          หากจะสงสัยก็คงไม่ผิด เพราะนอกจากเครื่องสำอางในกระเป๋าแบรนด์เนมตามตลาดนัดและเงินไม่กี่สิบหยวนในบัตรกินข้าว เธอก็ไม่มีอะไรติดตัวแล้ว

          “บ้านของเคอเสี่ยวฝานยากจนมาก คุณยายก็สุขภาพไม่ดีถ้ารู้คงรับเรื่องนี้ไม่ได้แน่” มั่วลี่ถอนหายใจ “ปล่อยให้เขาถูกไล่ออกไปเถอะ เงินเยอะขนาดนั้นจะไปหาที่ไหน?”

          “ปล่อยให้ถูกไล่ออกงั้นเหรอ?”

          โจวจิ้งรู้สึกเหลือเชื่อ นักเรียนถูกกล่าวหาว่าเป็นขโมยและถูกไล่ออกโดยไม่มีหลักฐาน เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้จริงๆ

          “แค่ยากจนและเรียนไม่เก่ง ก็ถูกตัดสินว่าเป็นขโมยแล้วเหรอ ฉันไม่ยอมหรอกนะ!”

          “เจ๊จะช่วยเขาเหรอ?”

          “เขาเป็นเพื่อนฉัน ถ้าไม่ใช่เพราะฉัน คงไม่โดนแบบนี้”

          “นี่จะช่วยจริงๆ ใช่ไหม?”

          “ถามแบบนี้หมายความว่ายังไง?”

          “ก็แค่... คิดไม่ถึงว่าเจ๊จะเป็นคนมีน้ำใจ” มั่วลี่ทำหน้ากึ่งชมกึ่งเสียดสี “ถ้างั้นก็ช่วยจ่ายเงินแทนเขา ทำให้เหมือนว่าเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้น”

          “เจ้าเขียวไม่ได้ขโมย ทำไมต้องจ่ายเงินด้วย?”

          “ฉันซ้ำชั้นหนึ่งปี อยู่ที่นี่มานานกว่าเจ๊ ถ้าเขาไม่ได้ขโมยก็ต้องมีหลักฐานมายืนยัน ต่อให้ขโมยจริงๆ แต่ถ้าคืนเงินก็แค่โดนหักคะแนนและกลับมาเรียนได้ตามปกติ แต่ถ้าไม่คืนเงิน จะไม่ใช่แค่ถูกไล่ออกอาจถูกแจ้งความดำเนินคดีด้วย”

          ได้ยินที่มั่วลี่พูด โจวจิ้งก็สูดหายใจเข้าลึก

          “ทำไม เสียดายเงินเหรอ?” มั่วลี่พูดขึ้นต่อ “ถ้าคิดว่าเขาเป็นเพื่อน ก็ไปขอเงินพ่อเจ๊มาช่วยสิ”

          “ก็อยากขออยู่หรอก แต่คงต้องหาพ่อให้เจอก่อน…” โจวจิ้งคิดในใจพร้อมกับชำเลืองมองกล่องของขวัญบนโต๊ะ “เพราะไอ้นี่แท้ๆ เลย!”

           พอตั้งสติได้ก็หันไปพูดกับมั่วลี่ต่อ “พอจะรู้ไหมว่าฉันเก็บใบเสร็จกับบัตรรับประกันของกล้องตัวนี้ไว้ที่ไหน?”

          มั่วลี่ทำหน้างุนงง “ไม่ใช่เจ๊หรอกเหรอที่กลัวว่ากลัวหลินเกาจะรู้สึกกดดันกับราคาจนไม่กล้ารับไว้ เลยฉีกใบเสร็จพร้อมกับบัตรรับประกันไปแล้ว”

          “โอเค ฉันรู้แล้ว ขอบใจมาก”

          โจวจิ้งเริ่มจะยอมรับแล้วว่าตัวเองเป็นคนบาปหนา เลยต้องเจอแต่เรื่องแย่ๆ แบบนี้

          หลังวางสายจากมั่วลี่ได้ไม่นาน เฝิงเอี้ยนก็กลับถึงห้อง

          เธอเห็นโจวจิ้งคุกเข่าอยู่กับพื้น มือถือถูกวางลงบนโต๊ะที่ปูด้วยผ้าลายทาง กระจกบานหนึ่งแขวนอยู่เหนือศีรษะ บนโต๊ะมีโคมไฟตั้งอยู่

          เฝิงเอี้ยนคิดว่าโจวจิ้งกำลังประกอบพิธีกรรมบางอย่างจึงเดินเข้าไปดู แล้วพบว่าอีกฝ่ายกำลังถ่ายรูปอยู่

          “ขอยืมโต๊ะหน่อยนะ แสงสวยดี” โจวจิ้งพูดขณะพยายามแต่งรูปในแอพ

          “ใช้ฟิลเตอร์สิ” เฝิงเอี้ยนเสนอแบบกล้าๆ กลัวๆ

          “ฟิลเตอร์อะไร?” โจวจิ้งไม่เข้าใจ

          “ฉันทำให้ดีกว่า ว่าแต่เธอจะขายของเหรอ?” ที่ถามก็เพราะเห็นอีกฝ่ายทั้งยืมโต๊ะ ทั้งจัดพื้นหลัง แถมยังแต่งรูปอีก

          โจวจิ้งยื่นมือถือให้เฝิงเอี้ยน “เธอว่าฉันควรหาผู้หญิงสวยเซ็กซี่มายืนถือกล้องให้ไหม? เห็นในทีวีไดเร็คเขาทำกัน”

          “เอ่อ... ไม่ดีมั้ง” เธอไม่เห็นด้วยและรู้สึกว่าโจวจิ้งทำตัวเหมือนพวกมนุษย์ป้า

          โจวจิ้งเกาหัวด้วยความหงุดหงิด ปกติเธอไม่ชอบชอปปิงออนไลน์ หากไม่ใช่เพราะร้อนเงินคงไม่ทำอะไรแบบนี้แน่นอน

          แต่พอนึกถึงเงินที่ต้องใช้กินข้าว บวกกับเรื่องของเจ้าเขียวอีก คงมีแค่เงินที่จะช่วยแก้ปัญหาได้ ไม่ใช่ว่าอยากจะอวดรวย เธอเพียงต้องการปกป้องคนที่ด้อยกว่าเท่านั้น

          “ถ้าฉันโพสต์ลงบนเว็บบอร์ด ต้องใช้เวลากี่วันจึงจะขายออก” โจวจิ้งถามต่อ

          “ขึ้นอยู่กับสินค้าด้วย บางทีวันเดียวก็ขายได้ บางทีก็ต้องรอเป็นเดือน”

          “เป็นเดือนเลยเหรอ รอไม่ไหวหรอก!”

          “ถ้ารีบจะลองไปขายในตลาดกลางคืนหลังโรงเรียนดูไหม?”เฝิงเอี้ยนเริ่มกล้าที่จะพูดคุยกับนักเลงระดับโรงเรียนอย่างโจวจิ้งแล้ว

          “ตลาดกลางคืน?”

          “ถึงโรงเรียนของเราจะห่างไกลตัวเมือง ขายของค่อนข้างลำบาก แต่ตลาดกลางคืนกลับคึกคัก ซอยข้างหลังใช้สำหรับขายของมือสอง ถ้าเธอรีบคืนนี้ก็ลองไปที่นั่นดู แล้วก็โพสต์ลงเว็บบอร์ดไปด้วย จะได้ขายเร็วขึ้น”

          โจวจิ้งตัดสินใจพักหนึ่งแล้วจึงตอบกลับ “ตกลงตามนี้”

9.ถูกประณาม

          เช้าวันรุ่งขึ้นโจวจิ้งไม่เห็นเจ้าเขียวมาเรียน จึงถามเพื่อนๆ ในห้อง แต่ไม่มีใครรู้ เพราะเขาไม่สุงสิงกับใครนอกจากเธอ

          โจวจิ้งพยายามติดต่อเจ้าเขียว แต่มือถือของเขาปิด จึงตัดสินใจไปขอพบเมี่ยเจวี๋ย

          “แค่บอกว่าเขาไม่ได้ขโมย ก็คือไม่ได้ขโมยงั้นเหรอ? เจ้าตัวยอมรับเรียบร้อยแล้ว ยังมีอะไรที่ต้องพูดกันอีก? อย่าคิดว่าฉันไม่กล้าเรียกพ่อเธอมาคุยนะ เรื่องของเคอเสี่ยวฝานไม่เกี่ยวกับเธอสักนิด อย่าหาเรื่องใส่ตัว!”

          “หนูจะพูดเป็นรอบสุดท้าย หนูเป็นคนลากเคอเสี่ยวฝานไปที่ห้องแล็บเอง เขาไม่แม้แต่จะเหยียบเข้าไปในห้อง แล้วจะขโมยเงินได้ยังไง? ถ้าบอกว่าหนูขโมย ยังเป็นไปได้มากกว่าอีก!”

          “พูดแทนขนาดนี้ ทำไมไม่เรียกเจ้าตัวมาคุยเอง? เขายังไม่กล้ามาเรียนเลย จะพูดให้เสียเวลาไปทำไม เลิกทำตัวงี่เง่าแล้วกลับไปเรียนได้แล้ว!” เมี่ยเจวี๋ยตอบด้วยน้ำเสียงรำคาญ ก่อนจะเดินหนีไป

          โจวจิ้งหงุดหงิดจนต้องขยี้หัวตัวเอง

          เรื่องของเคอเสี่ยวฝานทำเธอนึกถึงเหตุการณ์สมัยยังเป็นเด็กมัธยมต้นในโรงเรียนแถวบ้าน เพื่อนที่นั่งโต๊ะข้างๆ เป็นเด็กในเมือง มีพ่อเป็นนักธุรกิจ จึงได้ค่าขนมแต่ละวันค่อนข้างเยอะ ใส่เสื้อผ้าชุดใหม่ตลอด ขนาดเครื่องเขียนก็ยังต้องดีที่สุด เสียอย่างเดียวคือหัวไม่ดีขณะที่โจวจิ้งเรียนเก่งกว่ามาก แต่ฐานะทางบ้านยากจน จึงต้องพึ่งพาทุนการศึกษาในทุกๆ เทอม

          เช้าวันหนึ่ง โจวจิ้งเดินเข้าห้องเรียนและพบว่าเพื่อนทุกคนกำลังยืนมุงเด็กผู้หญิงที่นั่งโต๊ะติดกับเธอ

          เด็กคนนั้นร้องไห้เพราะเงินค่าขนมหายไป 250 หยวน สมัยนั้นเงิน 250 หยวน นับว่ามหาศาลมาก โดยไม่ต้องสงสัย ทุกคนพร้อมใจกันลงความเห็นว่าโจวจิ้งคือขโมย

          เพราะอะไรน่ะเหรอ ก็เพราะเธอจนที่สุดในห้อง แถมยังเรียนดีกว่าชาวบ้าน จึงไม่มีใครเข้าข้างแม้แต่คนเดียว

          แม้ครูจะแกล้งปลอบใจเธอต่อหน้าเพื่อนๆ แต่ลับหลังกลับเรียกเธอไปไต่สวนยกใหญ่

          เย็นวันนั้นโจวจิ้งเป็นเวรทำความสะอาดห้องเรียนพอดี จึงนั่งร้องไห้ตามลำพังในห้องเป็นเวลานาน

          ปกติเธอเป็นคนมีความอดทนสูง ไม่ยอมใคร และไม่แสดงความเปราะบางให้ใครเห็นง่ายๆ แม้แต่พ่อกับแม่ของตัวเอง แต่เมื่อน้อยใจถึงสุดขีด ก็ยากจะกลั้นน้ำตาไว้อยู่

          เจ้าของเงินที่หายขอครูประจำชั้นย้ายไปนั่งโต๊ะอื่น และแม้ว่าเรื่องจะผ่านไปนานแล้ว แต่เพื่อนๆ ในห้องก็ยังมองโจวจิ้งด้วยสายตาไม่เป็นมิตร

          ชีวิตช่วงนั้นของเธอผ่านไปอย่างเชื่องช้าและทรมาน ต่อให้สอบได้ที่หนึ่งของชั้น ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงเรื่องที่เกิดขึ้นได้

          สุดท้ายคดีก็คลี่คลายตอนเธอใกล้จะจบชั้นมัธยมต้น

          โรงเรียนจับหัวขโมยได้ ส่วนหนึ่งของเงินก้อนโตที่เขาขโมยมาทั้งชีวิตคือเงินของเด็กผู้หญิงที่นั่งโต๊ะติดกันกับเธอ

          เพราะเป็นเงินจำนวนมาก คนส่วนใหญ่จึงจำเรื่องนี้ได้ โดยเฉพาะโจวจิ้ง

          น่าแปลกที่เพื่อนร่วมของเธอกลับลืมสนิท ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่คิดจะขอโทษ รวมถึงเด็กผู้หญิงเจ้าของเงินคนนั้นด้วย

          เคอเสี่ยวฝานทำให้โจวจิ้งคิดถึงตัวเอง ตอนที่ต้องนั่งร้องไห้ตามลำพังในห้องเรียน

          เพราะไม่สามารถย้อนเวลากลับไปให้กำลังใจตัวเองตอนอายุสิบห้าปีได้ เธอจึงไม่อยากให้เคอเสี่ยวฝานต้องถูกเรื่องนี้กระทบไปตลอดชีวิตเช่นกัน

          ต่อให้เขาไม่ถูกไล่ออก ก็อาจถูกประณามว่าเป็นโจรไปตลอดชีวิต

          เธอยืนครุ่นคิดหน้าห้องเรียนเป็นเวลานาน กระทั่งเสียงออดดังขึ้น จึงเดินใจลอยกลับเข้าไป

          โจวจิ้งนั่งซึมทั้งวัน เธอไม่คิดว่าวัยรุ่นอายุเพียงสิบแปดปี จะมีช่วงชีวิตที่ย่ำแย่ขนาดนี้

          ตั้งแต่วันนั้น เธอถูกมองด้วยสายตาที่ไม่เหมือนเดิม เพราะตลอดช่วงเปิดเทอม โจวจิ้งไม่เคยโดดเรียนสักครั้ง ไม่มีเรื่องทะเลาะวิวาท มาเรียนตรงเวลาทุกวัน แม้จะชอบเหม่อลอยก็ตาม นับเป็น
สิ่งมหัศจรรย์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จนครูต้องเอ่ยปากชมด้วยความซาบซึ้ง

          โจวจิ้งไม่มีอารมณ์จะสนใจเรื่องพวกนี้ เพราะอยากช่วยเจ้าเขียวให้หลุดพ้นจากข้อครหามากกว่า

          เมื่อไม่มีเงินติดตัว เธอจึงตัดสินใจโดดคาบติวช่วงเย็น ซึ่งยามที่หน้าประตูก็ปล่อยให้โจวจิ้งเดินออกไปอย่างง่ายดาย

          “ซอยหลังโรงเรียนอยู่ตรงไหน?” เธอโทรหามั่วลี่ด้วยน้ำเสียงรีบร้อน

          มั่วลี่ที่กำลังเล่นเกมอยู่ตอบอย่างไม่เชื่อหู “สมองเจ๊ยังโอเครึเปล่า จำซอยหลังโรงเรียนไม่ได้จริงๆ เหรอ?”

          “บอกฉันมาเถอะน่า!”

          “ออกจากประตูโรงเรียนแล้วเดินไปข้ามสะพาน พอเห็นตลาดสดให้เดินตรงไปอีกสองซอย ว่าแต่... นัดตบใครเหรอ?”

          “...”

          นอกจากเรื่องตบตี ไม่คิดจะให้ทำอย่างอื่นเลยรึไง เธอคิดในใจ

          “เล่นเกมต่อเถอะ ไม่กวนแล้ว”

          หลังวางสาย โจวจิ้งรีบสะพายกระเป๋าแสนมีค่าไว้ด้านหน้าเพราะกลัวของในนั้นจะถูกขโมย ก่อนจะเริ่มเดินไปตามเส้นทางที่มั่วลี่บอก

          ไม่นานเธอก็พบกับซุ้มมากมายที่ประดับตกแต่งด้วยแสงไฟ สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านปิ้งย่างหมาล่าสลับกับแผงขายของมือสอง ผู้คนเดินกันขวักไขว่ ชุลมุนวุ่นวายไปด้วยเสียงตะโกนต่อราคาที่ดังขึ้นเป็นระยะ

          ที่ว่างและทำเลดีๆ ถูกจับจองไปหมดแล้ว เหลือเพียงมุมแคบๆ ในที่ลับตาคนเท่านั้น

          พอหาที่นั่งได้ โจวจิ้งก็ปูกระดาษหนังสือพิมพ์ลงบนพื้นแล้วหยิบกล้องออกมาวาง

          จากที่สังเกต เธอพบว่านักเรียนส่วนใหญ่จะเอาของจุกจิก เช่น กิ๊บติดผม ผ้าเช็ดหน้า หรือหนังสือมือสองมาขาย ต่างจากเธอที่นั่งขายกล้องหนึ่งตัว

          เจ้าของแผงข้างๆ เป็นนักเรียนยวู่เต๋อเหมือนกัน พวกเธอมองมาที่โจวจิ้งซึ่งยังคงมีผมสีทองและสวมเสื้อผ้าที่คนปกติเข้าไม่ถึง

          เมื่อต้องนั่งอยู่ท่ามกลางสายตาผู้คนมากมาย โจวจิ้งก็อึดอัดจนแทบน้ำตาไหล

          ตลาดนัดกลางคืนที่เธอคิดไว้ไม่ใช่แบบนี้ คนส่วนใหญ่ที่มาจับจ่ายซื้อของเป็นแค่เด็กนักเรียน ไม่มีเงินมากพอจะซื้อกล้องราคาแพงได้ แถมยังต้องนั่งขายท่ามกลางแผงขายถุงเท้าและผ้าเช็ดหน้าอีก

          ขณะที่เธอบนกับตัวเองในใจ ก็มีคนมาหยุดยืนตรงหน้า

          “คุณลูกค้าคะ ของ...” เมื่อเงยหน้าขึ้นสบตา โจวจิ้งก็ถึงกับไปไม่เป็น

          ไฟจากแผงข้างๆ ส่องมาที่เธอ คนตรงหน้าจึงมองเธอได้อย่างชัดเจน

          “เฮ่อซวิน?” เธอคิดในใจ เพราะจำได้ว่าเคยเจอที่ห้องแล็บ “เขามาทำอะไรที่นี่?”

          โจวจิ้งไม่สนอะไรทั้งนั้น เธอแค่อยากขายของแล้วเอาเงินไปช่วยเจ้าเขียว ในเมื่ออีกฝ่ายหยุดยืนตรงหน้า ก็คิดเสียว่าเป็นลูกค้าคนหนึ่ง

          “สนใจกล้องเหรอคะ? ให้ราคาพิเศษไปเลยแล้วกัน ของใหม่สภาพนางฟ้า หาที่ไหนไม่ได้แล้วนะ”

          เฮ่อซวินขมวดคิ้วถาม “นี่มันของขวัญที่เตรียมไว้ให้หลินเกาไม่ใช่เหรอ?”

          โจวจิ้งตอบเสียงเบา “แคร์ด้วยเหรอ?”

          เฮ่อซวินมองโจวจิ้งด้วยสีหน้าคลุมเครือ “เงินไม่พอใช้หรือไง?”

          “หะ…”

          ครั้นจะตอบว่าไม่ใช่ เธอก็รู้สึกกระดากปากเหลือเกิน

10.มีเรื่องจะปรึกษา

          ไม่รอให้โจวจิ้งได้อธิบาย เฮ่อซวินก็เดินจากไป

          “เด็กสมัยนี้แล้งน้ำใจจริงๆ กะจะให้ช่วยถือกล้องเป็นนายแบบสักหน่อย เผื่อจะดึงดูดสายตาลูกค้าบ้าง แต่นี่อะไร เล่นเดินหนีแบบไม่เห็นฝุ่นเลย!”

          โจวจิ้งเอามือเท้าคางครุ่นคิด สักพักก็นึกขึ้นได้ว่ามีอีกคนที่อยู่ในห้องแล็บวันนั้นด้วย ในเมื่อเมี่ยเจวี๋ยไม่เชื่อใจเธอกับเจ้าเขียว ก็คงต้องให้เด็กห้องกิฟต์ช่วยพูดแทน

          ไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่ การมีเด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาอย่างเฮ่อซวินกับหยวนคังฉีมาช่วย ก็อาจทำให้หญิงแก่อย่างเมี่ยเจวี๋ยยอมเชื่อ

          โจวจิ้งเริ่มอยู่ไม่เป็นสุข ใจคิดอยากจะโทรหาพวกเขาเพื่อให้ช่วยมาเป็นพยาน แล้วก็นึกได้ว่าไม่มีเบอร์

          ปกติหากคิดจะทำอะไร เธอจะลงมือทันที เช่นนี้จึงล้มเลิกแผนการขายกล้องที่ตลาดนัดและโพสต์ขายในเว็บบอร์ดเพียงอย่างเดียว

          เฝิงเอี้ยนที่นอนอยู่เตียงข้างล่างได้ยินเสียงพลิกตัวของโจวจิ้งตลอดทั้งคืน พอฟ้าเริ่มสาง เธอก็ลุกขึ้นเลือกเสื้อผ้าในตู้

          ผ่านไปนานก็ยังไม่เจอชุดที่ดูปกติเหมือนชาวบ้านทั่วไป ส่วนใหญ่จะเป็นสายเดี่ยวที่ห้อยโน่นนี่เต็มไปหมด

          สุดท้ายก็จำใจต้องเอาชุดนักเรียนยวู่เต๋อและกางเกงวอร์มออกมาใส่ แต่หากเทียบกับชุดมัธยมของเธอ ก็นับว่าสวยมากแล้ว

          ตอนใส่ชุดนักเรียนออกจากห้อง เฝิงเอี้ยนถึงกลับอ้าปากค้าง เหมือนมีคำถามเป็นล้านที่อยากจะถาม แต่ก็กลั้นไว้ไม่กล้าพูด

          “อรุณสวัสดิ์จ้า” โจวจิ้งสะพายกระเป๋าแล้วเดินออกจากห้องไป

          พอถึงโรงเรียน เธอก็ตรงไปที่ห้องกิฟต์โดยไม่ได้กินข้าวเช้าเพราะเงินในบัตรไม่เหลือแล้ว

          ห้องกิฟต์อยู่บนชั้นสาม ซึ่งเป็นชั้นเดียวกับเด็กห้องวิทย์

          ชั้นนี้ค่อนข้างเงียบสงบ ยังไม่ทันถึงเวลาเข้าเรียนก็มีเด็กมานั่งเต็มห้องแล้ว ทั้งติวหนังสือ ทั้งท่องคำศัพท์ แผ่รังสีความเป็นเด็กเนิร์ดอย่างล้นหลาม

          จู่ๆ เด็กหนุ่มร่างเล็กใส่แว่นก็เดินเข้ามาทักโจวจิ้ง “เธอเป็นใคร?”

          “โจวจิ้ง ห้องยี่สิบ”

          เด็กแว่นคนนั้นก็ถอยหลังไปหนึ่งก้าว สายตาจับจ้องอย่างสงสัย

          คงเพราะเธอหน้าสดมาโรงเรียน แต่งกายเรียบร้อยอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทุกคนจึงจำไม่ได้

          “โจวจิ้ง ห้องยี่สิบมา!” เขาตะโกนบอกเพื่อนร่วมห้อง

          ทุกคนในห้องกิฟต์พากันแตกตื่นราวกับน้ำต้มเดือด นักเรียนหลายคนชะโงกหน้าออกไปดูแบบกล้าๆ กลัวๆ ก่อนจะส่งสัญญาณให้เพื่อนในห้องรู้

          “มาหาหลินเการึเปล่า?”

          “หรือว่านัดตบกับใคร?”

          พวกเขาคาดเดากันไปต่างๆ นานา กระทั่งเฮ่อซวินรู้สึกสงสัยจึงชะโงกหน้าออกไปดูบ้าง แล้วก็ต้องตกใจราวกับเห็นผี

          “มาที่นี่ทำไม?” เขาถาม

          “มีเรื่องจะปรึกษา” โจวจิ้งตอบแบบไม่ลังเล “แล้ว... หนุ่มน้อยที่อยู่ในห้องแล็บกับเธอวันนั้นล่ะ?”

          พูดยังไม่ทันขาดคำ หยวนคังฉีก็กระโดดออกจากด้านหลังของเฮ่อซวิน “หนุ่มน้อยอยู่นี่ มีอะไรเหรอ?”

          เมื่ออยู่พร้อมหน้าพร้อมตา โจวจิ้งจึงพูดขึ้นต่อ “ฉันมีเรื่องสำคัญจะพูดด้วย” แต่เมื่อชำเลืองไปเห็นเด็กห้องกิฟต์กำลังเงี่ยหูฟัง เธอก็เปลี่ยนใจ “ไปคุยอื่นดีกว่า”

          แม้จะเข้าฤดูร้อนแล้ว แต่ลมบนดาดฟ้าก็ยังคงเย็นสบาย เหมาะกับการนั่งเล่นตอนโดดเรียนมาก

          ใครจะนึกว่าเด็กห้องกิฟต์สองคนกับนักเลงสาวที่โด่งดังไปทั่วโรงเรียนจะยืนอยู่บนนั้นด้วยกัน

          “มีอะไรก็รีบพูดมา!” เฮ่อซวินทำเสียงรำคาญ

          “ทำไมเด็กห้องเธอต้องแตกตื่นเวลาเห็นฉันด้วย?” โจวจิ้งขมวดคิ้ว

          “50% ของคนในห้องคิดว่าเธอมาสารภาพรัก ที่เหลือคิดว่าเธอนัดตบกับใครสักคนไว้ แต่ร้อยทั้งร้อยกำลังสงสัยว่าทำไมคนที่เธอมาหาไม่ใช่หลินเกา”

          “ฉันมาหาหลินเกาบ่อยขนาดนั้นเลยเหรอ?”

          “เลิกนอกเรื่องได้แล้ว จะบอกได้รึยังว่านัดพวกเรามาทำไม?”

          “ฉันขอพูดสั้นๆ แล้วกัน เคอเสี่ยวฝาน คนหัวเขียวที่ไปห้องแล็บกับฉันวันนั้นโดนกล่าวหาว่าขโมยเงินเด็กห้องเธอ”

          “แล้ว?” หยวนคังฉีถามต่อ

          “ตอนนั้นพวกเธออยู่ในเหตุการณ์ด้วย เลยอยากให้ช่วยเป็นพยานสักหน่อย ไม่มีใครยอมฟังฉันอธิบาย แต่ถ้าได้เด็กดีอย่างพวกเธอช่วยพูด อาจมีน้ำหนักมากขึ้น”

          “เราไม่จำเป็นต้องทำอะไรแบบนั้นเพื่อเธอ” หยวนคังฉียกยิ้มมุมปาก “เพราะต่อให้เธอพูดความจริง และคนที่ไปฟ้องครูพูดโกหก เราก็ไม่อยากให้เพื่อนร่วมห้องต้องเดือดร้อนอยู่ดี”

          โจวจิ้งถึงกับอ้าปากค้าง หยวนคังฉีดูเหมือนจะนิสัยดีแต่กวนประสาทไม่น้อย ขนาดพูดถึงเหยื่อผู้น่าสงสาร ยังยิ้มได้แบบไม่รู้ร้อนรู้หนาว

          “ไม่ผิดหรอกที่จะคิดแบบนี้” เธอพยายามสงบสติอารมณ์ “แต่เจ้าเขียวถูกใส่ร้าย อย่างน้อยช่วยชี้ตัวเพื่อนที่โกหกก็ยังดีกว่าใส่ร้ายคนอื่นนะหนุ่มน้อย”

          “ทำไมชอบเรียกฉันว่าหนุ่มน้อย?”

          “จะเรียกฉันว่าพี่สาวก็ได้นะ” โจวจิ้งตบไหล่หยวนคังฉีแล้วหันไปพูดกับเฮ่อซวินต่อ “เราเป็นเพื่อนร่วมชั้นกัน เรื่องแค่นี้น่าจะช่วยได้ ถ้าไม่ตกลงล่ะก็... ฉันจะประกาศให้ทุกคนรู้ว่ากำลังตามจีบเธออยู่ อยากมีชีวิตรันทดแบบหลินเกาก็เอา!”

          พอเธอพูดจบ เฮ่อซวินก็ยืนตัวแข็งเป็นก้อนหิน

          “ทำไมต้องเป็นเขา?” หยวนคังฉีถาม

          “เป็นเขาแล้วจะทำไม?” โจวจิ้งลอยหน้าลอยตา

          “เฮ่อซวินนิสัยเสียขนาดนี้ เทียบกันแล้วฉันน่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า หรือว่า... เธอเลิกชอบหลินเกาแล้วหันมาชอบเฮ่อซวินจริงๆ?”

         ได้ยินที่เพื่อนรักพูด เฮ่อซวินก็ผงะถอยหลัง “เหลวไหลน่ะ!”

          โจวจิ้งกลอกตามองบน “ตกลงจะช่วยไหม? เสร็จแล้วจะพาไปเลี้ยงข้าว”

          “พูดแบบนี้ตั้งแต่แรกก็จบ” หยวนคังฉีพยักพเยิดหน้าให้เฮ่อซวินแล้วตอบแทนอีกฝ่าย “ตกลง”

          “ไม่ตกลง!” เฮ่อซวินปฏิเสธ

          “ช่วยๆ ไปเถอะ” หยวนคังฉีทำเสียงรำคาญ “ถ้าไม่ช่วยนายจะถูกตามจีบนะ แค่คิดก็ขนลุกแล้ว!”

          “ไอ้... ไปไกลๆ เลย!” โจวจิ้งไล่