ใครจะรู้ว่าเพิ่งปลดมือข้างหนึ่งออกก็ตามมาอีกข้าง ฉีเซวียนใช้กำลังดึงกู้ชิงจู๋ให้นางเอนกายลงในอ้อมกอดตนแล้วยกจอกสุราขึ้นอีกครั้ง ปลอบด้วยเสียงเบาราวกับยุง “จอกเดียวเท่านั้นน่า”
เขาอยากเห็นนางดื่มสุรา อยากเห็นนางใช้จอกสุราของตนดื่ม อยากเห็นริมฝีปากของนางเผยอออกต่อหน้า อยากชิมรสของนางเหลือเกิน... อยากเหลือเกินจริงๆ
แต่กู้ชิงจู๋ไม่ยอมพัวพันกับเขา เห็นได้ชัดว่าคืนนี้เขาดื่มหนักเกินไปแล้ว ปกติเขามักหลบหน้านางเหมือนงูกลัวแมงป่อง หากเป็นเมื่อห้าปีก่อน ถ้าฉีเซวียนมาอ้อนวอนให้นางดื่มสุราเช่นนี้ ต่อให้กู้ชิงจู๋ต้องดื่มจนตับพังก็จะคอยอยู่รับใช้เขา ทว่าตอนนี้นางหาได้ใส่ใจไม่ เพียงหวังว่าเขาจะหยุดกลั่นแกล้งตนเท่านั้น
กู้ชิงจู๋ตบบนจุดหยางกู่ที่ข้อมือเขาอย่างรวดเร็วครั้งหนึ่งความรู้สึกชาทำให้ฉีเซวียนต้องผ่อนแรงที่มือลง นางฉวยโอกาสนี้ผละออกจากอ้อมกอดของเขาแล้วผลักนางรำที่อยู่ด้านข้างเข้าไปในอกเขาแทน พร้อมกับกำชับเสียงเข้ม “ปรนนิบัติท่านโหวให้ดี”
พูดจบก็หยิบจานเปล่าขึ้นแล้วหมุนตัวเดินจากไป
พอเสี่ยวฉานถูกผลักสู่อ้อมอกของฉีเซวียนก็รีบเดินตามน้ำ นางเอนกายพิงร่างเขาอย่างอ่อนระทวยไม่ยอมผละจาก หยิบจอกสุราที่ฉีเซวียนให้กู้ชิงจู๋ดื่มก่อนหน้านี้ขึ้นแล้วกล่าวอย่างออดอ้อนว่า
“ท่านโหว ให้ข้าน้อยดื่มเป็นเพื่อนเถอะเจ้าค่ะ” พูดจบก็ตั้งท่าจะดื่มสุราจอกนั้นแต่กลับถูกฉีเซวียนคว้าไว้แล้วแย่งมาดื่มหมดในคำเดียว
เขาดื่มเสร็จก็ผลักเรือนร่างอ่อนนุ่มหอมละมุนในอ้อมอกออก เสี่ยวฉานถูกผลักลงบนพื้นก็รู้สึกงุนงง เห็นฉีเซวียนลุกขึ้นจากตำแหน่งที่นั่งอยู่ด้วยฝีเท้าโงนเงน
‘จางต๋า’ จากทัพหน้าฝ่ายซ้ายรีบก้าวเข้ามาประคอง แต่ก็ถูกฉีเซวียนผลักออกเช่นกัน เขาก้าวโซเซแล้วเดินตรงเข้าไปคว้ากู้ชิงจู๋ขึ้นบ่าจากทางด้านหลัง
ภายใต้การจ้องมองของทุกคน ท่ามกลางเสียงร้องอย่างตกใจของกู้ชิงจู๋และเสียงโห่ร้องของพี่น้องทั้งหมดในกระโจม ฉีเซวียนแบกนางมายังกระโจมแม่ทัพของตน โยนนางลงบนเตียงแล้วทาบทับลงไปอย่างทนไม่ไหว
กู้ชิงจู๋รวบรวมกำลังดิ้นรนอย่างแรง “ท่านโหว ท่านจะทำอะไร ท่านโหว...ปล่อยนะ! อย่า”
ฉีเซวียนรู้สึกเหมือนตนใกล้จะระเบิด แก่นกายสะท้านอย่างตื่นเต้น เขาโอบนางไว้ในอกแน่น ลมหายใจอุ่นร้อนหอบกระชั้นชิดใบหู “ชิงจู๋ ข้าเคยติดค้างห้องหอเจ้าคืนหนึ่ง คืนนี้จะชดเชยให้ดีหรือไม่ ข้ารู้ว่าแต่ก่อนทำผิดไป เรามาเริ่มต้นกันใหม่เถอะนะ ชิงจู๋”
กู้ชิงจู๋ขัดขืน แต่นางหรือจะใช่คู่ต่อสู้ของฉีเซวียน นางถูกกดไว้อย่างรวดเร็ว ลมหายใจร้อนลวกของเขาเป่ารดบนใบหน้า ลำคอ จนถึงตอนที่ชายเสื้อร่นขึ้นมาเหนือหน้าอกกู้ชิงจู๋จึงสะอื้นหนัก ขอบตาเต็มไปด้วยหยาดน้ำตา
จู่ๆ กู้ชิงจู๋ก็ไม่ต่อต้าน ฉีเซวียนพลันเกิดความยินดีในใจ นึกว่านางยอมรับตนแล้ว การเคลื่อนไหวจึงอ่อนหวานมากขึ้น
จังหวะนั้นเอง... กู้ชิงจู๋มองผ่านบ่าของฉีเซวียนออกไป นางเห็นเงาสายหนึ่งพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว
ไม่ต้องใช้ความคิดเสียด้วยซ้ำ
นางจับบ่าฉีเซวียนได้ก็ผลักออกอย่างแรง จากนั้นก็พลิกร่างพุ่งสู่อ้อมกอดของเขาแล้วทาบทับลงไปทั้งตัว
ฉีเซวียนที่ในหัวยังมึนงงด้วยความสุขนอนหงายลงตามแรงผลัก ปล่อยให้นางพลิกกลับมาอยู่เหนือร่างตน ทว่าความยินดีที่สมปรารถนาคงอยู่ได้ไม่นาน หน้าอกของกู้ชิงจู๋ก็มีกระบี่คมกริบเล่มหนึ่งแทงทะลุ โลหิตอุ่นร้อนสาดกระเซ็นต้องใบหน้าของฉีเซวียน...
กู้ชิงจู๋ตกใจตื่นขึ้นจากฝัน
นางลุกขึ้นนั่งบนเตียงหอบหายใจไม่หยุด มือหนึ่งกุมอก นึกถึงความรู้สึกเย็นเยียบที่ฉีกทึ้งเนื้อหนังขณะที่ถูกกระบี่แทงทะลุ เหงื่อเย็นพลันผุดพรายออกมามากมาย
หงฉวีหลับอยู่บนฟูกที่ปูกับพื้น พอได้ยินเสียงก็ลุกขึ้นจุดเทียนในห้องโดยไม่แม้แต่จะสวมเสื้อคลุมแล้วถือเชิงเทียนมาหน้าเตียงกู้ชิงจู๋
“คุณหนูฝันร้ายอีกแล้วหรือเจ้าคะ?” หงฉวีถาม นับตั้งแต่ถูกม้าคลั่งเตะเข้าทีหนึ่งเมื่อหลายวันก่อน คุณหนูก็ราวกับคนขวัญหาย
กู้ชิงจู๋ในยามนี้มีสายตาเลื่อนลอย กุมหน้าอกไว้คล้ายกับ
ไม่ได้ยินเสียงของหงฉวี ท่าทางขวัญหนีดีฝ่อทำให้หงฉวีตกใจแทบตาย นางนั่งลงข้างกายกู้ชิงจู๋ คลุมเสื้อตัวนอกบนบ่าของเจ้านายแล้วเรียกเบาๆ “คุณหนู?”
แม่นมหลี่ผลักประตูเข้ามา นางสวมเสื้อคลุมแล้วเรียบร้อยมือหนึ่งป้องแสงเทียนในมือ นางคือคนที่ติดตาม ‘เสิ่นซื่อ’* มารดาของกู้ชิงจู๋มาตั้งแต่ตอนออกเรือน หลังจากที่เสิ่นซื่อสิ้นชีพ แม่นมหลี่ก็ตามกู้ชิงจู๋มาอยู่ในบ้านสวนต่อ แม่นมหลี่วางเทียนลงบนโต๊ะในห้องเล็กจุดโคมสองข้าง ในห้องพลันสว่างขึ้นมาทันที
เห็นกู้ชิงจู๋นั่งนิ่งอยู่บนเตียง สายตาคล้ายจะล่องลอย แม่นมหลี่จึงโบกมือให้หงฉวีถอยออกไป ส่วนตนนั่งลงข้างกายกู้ชิงจู๋แล้วเรียกเบาๆ อย่างเป็นห่วง “คุณหนูเป็นอะไรไป อย่าทำให้บ่าวตกใจสิ
เจ้าคะ”
กู้ชิงจู๋หันไปมองหญิงวัยกลางคนที่กอดนางไว้ในอกปราดหนึ่ง โหนกแก้มสูง คางเหลี่ยม รู้สึกคุ้นตาแต่กลับแปลกหน้า
ความจริงนางตายไปแล้ว กระบี่แทงทะลุอก ภาพที่เห็นก่อนตายคือใบหน้าของฉีเซวียนที่ถูกเลือดของนางกระเซ็นสาด ยังมีแววตาตกตะลึงของเขา นางสิ้นใจท่ามกลางเสียงร้องเรียกที่ดังขึ้นเรื่อยๆของเขา
เดิมนึกว่าได้จบชีวิตเลวร้ายของตนอย่างนั้นก็ดีแล้ว แต่นึกไม่ถึงว่าทันทีที่ลืมตาขึ้นดันย้อนกลับมาเมื่อสิบแปดปีก่อน กลับมาตอนที่นางเพิ่งอายุสิบสาม หลังมารดาจากไปนางก็ถูกส่งมาพักฟื้นสุขภาพในบ้านสวนเพราะเจ็บไข้ได้ป่วย
ช่วงเวลานี้นางเอาแต่นอนอยู่บนเตียง กล่าวกันว่าหลายวันก่อนนางไปชมดอกไม้ที่วัดม้าขาว ระหว่างทางม้าเกิดตกใจวิ่งทะยานไม่หยุด รถม้าสะดุดก้อนหินล้มคว่ำบนเขา ลือกันว่าหลังจากกลับมานางก็จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
ช่วงเวลานี้เองที่กู้ชิงจู๋ย้อนกลับมา
“ข้าไม่เป็นไร แค่กระหายเล็กน้อย” กู้ชิงจู๋กดเสียงต่ำ การพูดเสียงเบาเป็นความเคยชินที่นางฝึกมาจากการใช้ชีวิตหลายปีที่ม่อเป่ย หงฉวีได้ยินว่าคุณหนูอยากดื่มน้ำจึงรีบไปรินน้ำให้ น้ำร้อนกานี้หุ้มไว้ด้วยใยเถาวัลย์จึงสามารถเก็บความร้อนได้ถึงรุ่งสาง
กู้ชิงจู๋รับน้ำมาดื่มคำหนึ่ง พลันนั้นเอง ฝ่ามือของหงฉวีสะท้อนเข้าสู่ม่านตา ทำให้ความคิดหวนกลับไปนึกถึงเรื่องราวเดิมๆ อีกหน
หงฉวีผู้นี้มีใจภักดีต่อนาง ซ้ำยังขอติดตามนางหลังจากที่นางแต่งเข้าสู่จวนอู่อันโหว แต่โชคร้าย... หงฉวีกลับถูกคนของจวนนั้นใส่ร้าย ทั้งยังโดนทำโทษด้วยการลงตรวนแล้วใช้ท่อนเหล็กบีบมือดีๆ คู่นี้จนหัก ช่วงนั้นเป็นฤดูหนาว เส้นเอ็นที่มือของหงฉวีมีปัญหาจึงเกิดผื่นกุหลาบขึ้นมาเต็มมือ แม้แต่กินข้าวดื่มน้ำยังยากเย็น แต่เด็กสาวคนนี้กลับปิดบังนาง บอกเพียงว่าป่วย ตอนที่นางรู้เข้าก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้ หงฉวีรักษาตัวอยู่ครึ่งปี สุดท้ายก็จากไป
ส่วนแม่นมหลี่ กู้ชิงจู๋กลับจำอะไรเกี่ยวกับนางไม่ได้มาก จำได้แต่เพียงว่าหลังมารดาจากไปไม่นาน แม่นมหลี่ก็ไถ่ตัวเอง พาครอบครัวเดินทางออกจากเมืองหลวงกลับบ้านเกิด
พอดื่มน้ำเสร็จกู้ชิงจู๋ก็ยื่นถ้วยน้ำให้หงฉวีแล้วปรายตามองแม่นมหลี่ เห็นแววตาของอีกฝ่ายส่องประกายค้นหาและสงสัย กู้ชิงจู๋จึงยิ้มให้ “ข้ารบกวนแม่นมแล้ว ที่ละเมอก็เพราะเรื่องเมื่อหลายวันก่อน คิดว่าอาการเช่นนี้พักไม่กี่วันก็คงหายดี ท่านไม่ต้องเป็นกังวลหรอก”
แม้น้ำเสียงจะเกรงใจแต่กลับเผยความห่างเหินให้ได้ยิน แม่นมหลี่นิ่งชะงัก แต่ก็ดึงสติกลับมาอย่างรวดเร็ว “เป็นเช่นนี้ก็ดี ถ้าอย่างนั้นบ่าวไม่รบกวนคุณหนูพักผ่อนแล้ว” นางลุกขึ้นกำชับหงฉวีว่า “ดูแลคุณหนูให้ดี มีอะไรให้เรียกข้า”
หงฉวีรับคำ แม่นมหลี่จึงเดินออกจากประตูไป
หงฉวีปิดประตูลงแล้วเดินมาหยุดข้างกายคุณหนู พอคุณหนูยื่นมือให้ หงฉวีจึงยื่นมือออกไปบ้าง
สองนายบ่าวสัมผัสกันเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ช่วงเวลานี้กู้ชิงจู๋รู้สึกหดหู่ยิ่งนัก หงฉวีเห็นนางเป็นเช่นนั้นจึงอดถามไม่ได้“คุณหนูไม่เป็นอะไรจริงๆ หรือเจ้าคะ? จะว่าไปแล้ว ม้าตัวนั้นอยู่ดีๆจะตกใจได้อย่างไร ซ้ำยังวิ่งเสียจนรถคว่ำ มันทำร้ายคุณหนูแบบนี้หากเสิ่นฮูหยินยังอยู่จะต้องปวดใจมากแน่ เชอะ พอเสิ่นฮูหยินจากไปตระกูลกู้ก็ไม่เหลือคนดีแม้แต่คนเดียว พวกเขา...” ยังพูดไม่จบก็เห็นคุณหนูยกนิ้วชี้ทาบบนริมฝีปาก ทำท่าให้เงียบเสียง ปากของหงฉวีอ้าแล้วหุบ ในที่สุดก็กลืนคำที่พูดไม่จบลงคอ
“อย่าพูดอย่างนี้ ครอบครัวยังดูแลข้าเป็นอย่างดี ข้าง่วงแล้ว นอนเถอะ” กู้ชิงจู๋พูดจบก็ส่งสายตาให้หงฉวี หงฉวีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงเข้าใจ นางหันไปดับไฟ
พอในห้องมืดลง... จึงเห็นได้อย่างชัดเจนว่าด้านนอกประตูมีแสงไฟสว่างวาบ
หงฉวีเดินกลับมาที่ฟูกนอนพร้อมความสงสัย เห็นคุณหนูนอนหลับตาลงแบบไม่คิดอะไรนางก็ยิ่งอยากจะถาม แต่กลับถูกคุณหนูปรามไว้ “นอนเถอะ”
ในเมื่อคุณหนูเตือน ก็หมายความว่ารู้เรื่องที่แม่นมหลี่แอบฟังอยู่ข้างนอก เมื่อคิดว่าตนเกือบจะพูดสิ่งที่ไม่ควรพูดออกไปนางจึงนึกละอายใจ
แม้กู้ชิงจู๋จะนอนแต่กลับยากจะเข้าสู่นิทรา สองตาเอาแต่จ้องมองเพดานผ้า** ครุ่นคิดว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
ปีนี้น่าจะเป็นฤดูใบไม้ร่วงตอนนางอายุสิบสาม มารดาของนางจากไปในเดือนอ้ายปีที่นางอายุสิบสอง หรือก็คือตอนนี้มารดาจากนางไปได้ปีกว่าแล้ว นางอยู่ที่บ้านสวนนี้มาเจ็ดแปดเดือนแล้วเช่นกัน ส่วนเหตุผลที่นางถูกส่งมาอยู่ที่บ้านสวนเหมือนจะเป็นเพราะป่วยอะไรสักอย่าง
---------
* ในสมัยโบราณมักเรียกสตรีที่แต่งงานแล้วด้วยแซ่เดิมของตน ต่อท้ายด้วยคำว่าซื่อ (ตระกูล) โดยละชื่อไว้
* เพดานผ้า ประเทศจีนในสมัยโบราณไม่มีฝ้าเพดาน จึงนำผ้ามาวางพาดระหว่างขื่อเพื่อกันฝุ่น