ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

เมียหลวงยืนหนึ่ง

ผู้แต่ง HuaRiFei
ผู้แปล Hongsamut
ประเภท
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
'มีเพียงคนที่รักเราเท่านั้น ถึงเจ็บปวดกับการกระทำของเรา เพราะเขารักเรา เราถึงเชือดเฉือนหัวใจ ทำร้ายเขาได้เจ็บแสบกว่าใคร' ชาติที่แล้วฉีเซวียนไม่เคยเข้าใจความหมายของประโยคนี้ ไม่เข้าใจว่าเหตุใดสตรีแข็งกร้าวที่ตนแต่งเข้ามาเป็นภรรยา ถึงได้ยอมอดทนทุกอย่าง ยอมทนอยู่ แม้ในวันที่เขาปราศจากยศถาบรรดาศักดิ์ ยอมทนอดมื้อกินมื้อกับนักโทษการเมืองที่ดูเหมือนไร้อนาคต ยอมร่วมทุกข์สุข ในวันที่เขาไม่เหลือใคร สายตาที่นางมองเขาก่อนสิ้นลมหายใจ สายตาที่บอกว่า ‘ชาติหน้าข้าจะไม่รักท่านอีก เพราะการรักท่านมันเหนื่อยเหลือเกิน‘ ฉุดกระชากลมหายใจเขาให้หลุดลอยตาม ภรรยา... หากชาติหน้ามีจริง เจ้าจะไม่รักข้าก็ได้ แต่ข้าฉีเซวียนคนนี้จะขอติดตามรักเจ้าทุกชาติไป

บทนำ

เมียหลวงยืนหนึ่ง 
จากเรื่อง: 嫡妻在上
HuaRiFei เขียน ห้องสมุด แปล

Author: HuaRiFei
Chinese edition copyright  北京晋江原创网络科技有限公司
Cover Picture  JunLing
Thai edition copyright  Hongsamut.com Co., Ltd.
ALL RIGHTS RESERVED
---------------------------------------------------

'มีเพียงคนที่รักเราเท่านั้น ถึงเจ็บปวดกับการกระทำของเรา
เพราะเขารักเรา
เราถึงเชือดเฉือนหัวใจ ทำร้ายเขาได้เจ็บแสบกว่าใคร'

ชาติที่แล้วฉีเซวียนไม่เคยเข้าใจความหมายของประโยคนี้
ไม่เข้าใจว่าเหตุใดสตรีแข็งกร้าวที่ตนแต่งเข้ามาเป็นภรรยา ถึงได้ยอมอดทนทุกอย่าง
ยอมทนอยู่ แม้ในวันที่เขาปราศจากยศถาบรรดาศักดิ์
ยอมทนอดมื้อกินมื้อกับนักโทษการเมืองที่ดูเหมือนไร้อนาคต
ยอมร่วมทุกข์สุข ในวันที่เขาไม่เหลือใคร

สายตาที่นางมองเขาก่อนสิ้นลมหายใจ
สายตาที่บอกว่า ‘ชาติหน้าข้าจะไม่รักท่านอีก เพราะการรักท่านมันเหนื่อยเหลือเกิน‘
ฉุดกระชากลมหายใจเขาให้หลุดลอยตาม

ภรรยา...
หากชาติหน้ามีจริง เจ้าจะไม่รักข้าก็ได้ แต่ข้าฉีเซวียนคนนี้จะขอติดตามรักเจ้าทุกชาติไป

สารบัญ

1.นางคือภรรยาของเขา...

               กลางฤดูร้อน แสงแดดแผดเผาจนบรรยากาศร้อนระอุ

               ณ ดินแดนนอกด่านเช่นม่อเป่ย* เม็ดทรายสีเหลืองท่ามกลางอากาศร้อนจัดถูกสายลมแรงพัดจนปลิวว่อน

               ตรงสนามรบนอกเมือง สองทัพกำลังกรำศึกประหัตประหารกันอย่างรุนแรง อู่อันโหว** แห่งแคว้นเซียวนำทหารหาญสามหมื่นนายบุกตะลุยไปด้านหน้าเหมือนผ่าลำไผ่ ทุกที่ที่ย่างผ่านมักจะได้รับชัยชนะ เขาจับกุมแม่ทัพนายกองของแคว้นเหลียงได้ถึงสามร้อยนาย สังหารศัตรูนับพันนับหมื่นโดยสูญเสียทหารของตนไปเพียงหยิบมือ ด้วยเหตุนี้ สงครามที่สองแคว้นต่างไม่ยอมอ่อนข้อมาสามปีจึงมีบทสรุป

               คืนนั้น ค่ายทหารของแคว้นเซียวจัดงานเลี้ยงเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ ก่อนที่เหล่าแม่ทัพนายกองจะกลับไปยังเมืองหลวงเพื่อรับการอวยยศ ในค่ายทหารแห่งนี้ก็ชิงปูนบำเหน็จตัดหน้าไปแล้วมากมาย ทำให้ทุกคนล้วนยินดี

               ‘อู่อันโหวฉีเซวียน’ ดื่มสุราไปไม่น้อย เขาผู้นี้มีใบหน้าคมคาย รูปร่างสูงใหญ่ปราดเปรียวดูโดดเด่นสะดุดตา ลือกันว่าเขาเคยเป็นบุรุษในฝันของสาวน้อยตระกูลสูงนับพันนับหมื่นในเมืองหลวง แม้เวลานี้อายุจะล่วงเข้าปลายสามสิบ แต่ยังคงแกร่งกร้าวและเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ของเอกบุรุษ วันนี้เขาสวมเกราะเบาแบบทะมัดทะแมง ท่วงท่าองอาจห้าวหาญไม่ธรรมดา

               เขานั่งประจำตำแหน่งแม่ทัพ ท่าทางน่าเกรงขามราวกับสยบทั้งสี่ทิศไว้ใต้ฝ่าเท้า หลังจากสงครามหนนี้แล้วยังมีผู้ใดกล้าสั่นคลอนตำแหน่งของฉีเซวียนได้อีกเล่า?

               ฉีเซวียนเป็นถึงพระอนุชาร่วมอุทรของฉีฮองเฮา หลายปีที่ออกรบก็ได้รับชัยชนะมาทุกครั้ง กองทัพปีศาจของเขาไม่เคยพ่ายแพ้ในสงครามครั้งไหนทั้งสิ้น ไม่เคยพลาดท่าให้กับการโจมตี

               ไม่เคย...ไม่ยึดครอง

               ศึกใหญ่กับแคว้นเหลียงครั้งนี้ เรียกว่างัดตะปูตำเท้าของแคว้นเซียวออกไปได้อย่างหมดจด หลังจากกลับเมืองหลวงเพื่อรับการอวยยศ คาดว่าบรรดาศักดิ์อู่อันกงคงตกเป็นของเขาอย่างไม่ต้องสงสัย

               ใครจะนึกไปว่า ‘อู่อันโหวฉีเซวียน’ ที่เพิ่งได้รับบรรดาศักดิ์เมื่อห้าปีก่อน และเกือบจะถูกฮ่องเต้ใช้วิธี ‘เชือดไก่ให้ลิงดู’ เพราะคำร้องทุกข์เรื่องสัมพันธ์ชู้สาวอันเกี่ยวพันถึงคดีโจรสลัดทะเลฮว๋ายไห่*** จะมาถึงจุดสูงสุดนี้ได้อีกครั้ง

               จำได้ว่าหนนั้น ฉีฮองเฮาจำต้องคุกเข่าหนึ่งวันหนึ่งคืนถึงขอร้องให้ฮ่องเต้ถอนรับสั่ง แม้ฉีเซวียนจะไม่สูญเสียชีวิตแต่บรรดาศักดิ์อู่อันโหวก็ถูกถอด เขาถูกเนรเทศไปกรำศึกที่ม่อเป่ย อนุญาตให้คนสนิทในครอบครัวเท่านั้นที่ติดตามไปได้

               ราชโองการรับสั่งว่า ‘หากไร้ความชอบ ชีวิตนี้ไม่ต้องกลับมาเมืองหลวงอีก’

               เวลานั้นทุกคนต่างนึกไปว่าอู่อันโหวฉีเซวียนผู้นี้คงต้องติดอยู่ที่ม่อเป่ยไปจนตาย ไม่มีวันหวนกลับมาลืมตาอ้าปากได้แล้ว ทว่าปีที่สองหลังจากฉีเซวียนถูกเนรเทศไปชายแดน สงครามใหญ่ครั้งหนึ่งก็เปลี่ยนแปลงโชคชะตาของเขาอีกครั้ง

               ฉีเซวียนแฝงตัวเข้าสู่ค่ายทหารของข้าศึกเพียงลำพัง ตัดหัวแม่ทัพของฝ่ายศัตรู ทำให้กองทัพศัตรูเสียกระบวนและปั่นป่วนไปทุกหย่อมหญ้า แคว้นเซียวจึงชนะโดยไม่จำเป็นต้องทำสงครามความชอบในหนนั้นทำให้เขาได้รับบรรดาศักดิ์อู่อันโหวกลับคืนมาพร้อมกับบารมีมากมายในกองทัพ

               หนนี้ ผู้ว่าของแคว้นเหลียงยอมแพ้ถึงขั้นมอบนางรำนางร้องหลายร้อยคนมาให้เป็นเครื่องบรรณาการ งานเลี้ยงวันนี้ฉลองกันอย่างคึกคัก นางรำหน้าตางดงามเหล่านี้นั่งอยู่ท่ามกลางค่ายทหารที่เต็มไปด้วยเหล็กและโลหิตจึงกลายเป็นทัศนียภาพที่แปลกตาไปอีกแบบ

               เหล่าทหารรื่นเริงใจด้วยมีชัย นางรำเหล่านี้ต่างถูกแบ่งไปนั่งข้างกายทหารที่มีความชอบ ช่วยรินสุราเพื่อร่วมยินดี

               ข้างกายฉีเซวียนคือเสี่ยวฉาน--หญิงสาวที่มีเรือนร่างอรชรและอ่อนเยาว์ นางมีใบหน้างดงามที่สุดในหมู่นางรำทั้งหมด เสี่ยวฉานนั่งคุกเข่าข้างกายฉีเซวียนอย่างระมัดระวัง รินสุราให้เขาด้วยท่วงท่างามสง่า นางเป็นอนุนางหนึ่งของผู้ว่าแคว้นเหลียง ครั้งนี้แคว้นเหลียงพ่ายแพ้ยับเยิน ผู้ว่าจึงส่งมอบนางให้กับแม่ทัพฝ่ายศัตรูอย่างไม่ลังเล

               มือเรียวยาวขาวผ่องปัดผ่านฝ่ามือของฉีเซวียนอย่างแผ่วเบา กัดกลีบปากน้อยๆ ท่วงท่าเช่นนี้ดูงดงามเจียนจะหยาดหยด นางค่อยๆ เอนร่างเข้าไปหาเขาราวกับไร้กระดูก คิดว่าความงามของตนคงไม่มีชายใดมองผ่านไปได้

               จากนั้นนางก็เอนร่างอ่อนนุ่มของตนกับต้นแขนของฉีเซวียน ผิวของนางหอมหวนนวลเนียน เสียงผ่อนลมหายใจเบาๆ ประหนึ่งกลีบกล้วยไม้ต้องลม ทุกครั้งที่ชวนเสวนา เสียงที่หวานดังนกขมิ้นเหลืองอ่อนบินออกจากหุบเขามักจะลูบไล้จิตใจของผู้ฟังให้เคลิ้มตามไปทีละน้อย

               แต่ไม่ใช่ฉีเซวียน...

               เพราะความสนใจทั้งหมดของเขาตกอยู่กับร่างแบบบางที่ถืออาหารหลายจานเดินตามหลังสาวใช้ในครัวเข้ามา ในสายตาที่พร่าเลือนด้วยความเมามาย เขาลืมไปแล้วว่านางผอมบางอย่างนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ทุกครั้งที่นางยื่นอาหารส่ง เหล่าทหารจะพากันลุกขึ้นรับและคารวะตอบ นางตอบรับการคารวะของพวกเขาด้วยรอยยิ้มที่ทำให้ดวงตาคู่นั้นกระจ่างยิ่งกว่าทิวทัศน์ของฤดูใบไม้ร่วงเดือนสาม

               วันนี้นางสวมชุดกระโปรงสีครามเหมือนหญิงชาวบ้านทั่วไป บนตัวไร้เครื่องประดับใดๆ เพราะนับตั้งแต่มาถึงชายแดนนางก็เปลี่ยนของติดกายทั้งหมดเป็นเสบียงอาหารไปแล้ว แม้แต่ปิ่นปักผมที่ใช้อยู่ตอนนี้ยังแกะจากไม้อย่างลวกๆ แต่ทุกอย่างกลับไม่อาจลดทอนความงามสง่าของนางได้ นางเป็นสตรีที่แม้จะไร้เครื่องประดับก็ยังคงงามกระจ่างดุจภาพทิวทัศน์

               และนางคือภรรยาของเขา...

               ภรรยาที่ถูกเขาทรยศ ทำร้าย แต่กลับไม่เคยทอดทิ้งเขาสักครั้ง

               ชิงจู๋**** ชื่อนี้เคยทำให้เขาคิดว่านางเป็นคนก้าวร้าวเอาแต่ใจ แผนการล้ำลึก มีความอิจฉาริษยาอยู่ในแกนกระดูก ความคิดนี้ทำให้เขาเลือกจะปฏิเสธและหนีหน้านางอยู่ตลอด เขาเคยทำผิดต่อนางมาแล้วมากมาย ทำร้ายนางอย่างใหญ่หลวง จวบจนกระทั่งเมื่อห้าปีก่อนเขาถูกเนรเทศออกมายังเขตนอกด่าน เวลานั้นเขาถึงมองเห็นใบหน้าที่แท้จริงของมนุษย์รอบกายตนอย่างชัดเจนเป็นหนแรก

               คนที่มีคุณธรรมเต็มปาก คนที่เคยประจบนบนอบอยู่ข้างกายเขาล้วนหายหน้า เขาได้ลิ้มรสความเปลี่ยนแปลงของชีวิตอย่างลึกซึ้งก็คราวนั้น

               ทว่า...มีเพียงนาง

               มีเพียงภรรยาที่เขาเคยรังเกียจผู้นี้ที่ร่วมเดินทางมาพร้อมกันกับเขา ช่วยให้เขากลับมายิ่งใหญ่ได้อีกครั้ง ทำให้เขาได้รับความชอบและสายตาชื่นชมที่หาได้ยากยิ่งกลับคืนมา

               นึกย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน เขาผิดต่อนางเหลือเกิน เขาคิดอยากขอโทษมานานแต่กลับรวบรวมความกล้าไม่ได้ เพราะรู้ดีว่าบาดแผลที่เคยมีระหว่างกันนั้นลึกเกินไป ลึกจนยากจะเยียวยา

               อาหารจานสุดท้ายส่งมาบนโต๊ะ หลังจากวางอาหารลงแล้วกู้ชิงจู๋ก็ยื่นมือออกไปหยิบจานเปล่าตรงหน้าเขา ใครจะรู้ว่าเพิ่งจะยื่นมือออกไปก็ถูกฉีเซวียนคว้าไว้

               กู้ชิงจู๋เงยหน้าขึ้นอย่างตกตะลึง ฉีเซวียนเพิ่งจะรู้สึกว่าตนทำตัวไม่เหมาะสมจึงหลุบสายตาลง แล้วพูดประโยคหนึ่งออกมาอย่างคลุมเครือ “งานลำบากแบบนี้ ไยต้องให้เจ้าลงมือ?”

               กู้ชิงจู๋ดึงมือตนกลับ หยิบจานเปล่าใบนั้นขึ้นแล้วยิ้มตอบ“ในครัวขาดคน ธุระในส่วนของแพทย์ประจำกองทัพข้าก็จัดการเรียบร้อยแล้ว จึงว่าง”

               ฉีเซวียนพบว่ามีบางหนที่ตนไม่กล้าสบตากู้ชิงจู๋ จึงได้แต่พยักหน้าตอบ

               กู้ชิงจู๋เก็บจานเสร็จก็เตรียมจากแต่กลับถูกฉีเซวียนรั้งไว้ ฝ่ามือที่คว้าข้อมือนางอยู่ระอุขึ้นกว่าเดิม ดวงตาคมกริบเลิกขึ้น คราวนี้เขาจ้องประสานกับดวงตาที่ราวกับจะล่อลวงผู้คนคู่นั้นของนาง

               ดวงตาคู่ที่งดงามนักหนา ขาวดำตัดกันชัดเจน สว่างสุกใส... เวลานี้เขาพบเงาของตนสะท้อนอยู่ในดวงตาของนางแล้ว!

               มือหนึ่งดึงนางไว้ อีกมือคว้ากาสุราขึ้นรินเต็มจอกแล้วส่งให้ “วันนี้วันดี ดื่มเป็นเพื่อนข้าสักจอก”

               กู้ชิงจู๋ประหลาดใจอยู่บ้าง สายตามองสลับกันไปมาระหว่างฉีเซวียนกับจอกสุราแล้วจึงค่อยยกยิ้ม ปลายหางตาของนางมีริ้วรอยเล็กละเอียดสองเส้นแต่กลับเป็นภาพที่แปลกตาสำหรับฉีเซวียน สายตาของเขาตกอยู่บนกลีบปากชุ่มชื้นที่ซีดขาวเล็กน้อยแต่กลับมีรอยหยักงดงามยิ่ง เขายังจำได้ว่าริมฝีปากของนางอ่อนนุ่มเพียงใด มีความหอมหวานซ่อนอยู่มากมายขนาดไหน สตรีผู้นี้ยามแย้มยิ้มจะงดงามน่ารักเป็นพิเศษ

               ลำคอของเขาเคลื่อนไหวขึ้นลง บางจุดในร่างกายกำลังร้อนวาบ เขาจ่อจอกสุราตรงริมฝีปากของนาง ศีรษะของกู้ชิงจู๋ถอยออกมาอย่างไม่ให้เป็นที่สังเกต นางรับจอกสุราแล้วก้มหน้ามองปราดหนึ่ง จากนั้นก็วางลงบนโต๊ะ ยังคงยิ้ม “ท่านก็รู้ว่าข้าไม่ดื่ม”

               กู้ชิงจู๋ลุกขึ้น ตั้งท่าจะจากไปอีกครั้งทว่าฉีเซวียนกลับไม่ปล่อยมือ เขาจ้องนางด้วยแววตาร้อนระอุราวกับว่าถ้านางไม่ดื่มเขาก็จะไม่ปล่อยเป็นอันขาด ดวงตาคมคายดูลุ่มลึกเพราะความเมา ในดวงตาเต็มไปด้วยเส้นเลือด เห็นได้ชัดว่าการรบกับแคว้นเหลียงในวันนี้เหน็ดเหนื่อยเพียงใด

               ฉีเซวียนมีเครื่องหน้าคมคาย เขาเคยเป็นบุรุษในฝันของสาวน้อยนับพันนับหมื่นในเมืองหลวง ความโดดเด่นของเขาไม่จำเป็นต้องสาธยาย หลายครั้งที่นางเคยหลงใหลไปกับใบหน้าดวงนี้ของเขาจนสูญสิ้นความคิดและจิตวิญญาณ กระทั่งกล้าทำเรื่องน่าขันออกมากู้ชิงจู๋ถอนใจอย่างจนแต้ม “ท่านโหวเมาแล้ว”

               นางปลดมือของเขาออกจากข้อมือตนอีกครั้ง นึกเสียใจที่มาส่งอาหารจึงเปิดโอกาสให้เขาสามารถหยามเกียรติ ปฏิบัติราวกับนางเป็นนางรำร่วมดื่มสุราได้

 

 

---

* ม่อเป่ย พื้นที่ขนาดใหญ่ทางตอนเหนือของทะเลทรายโกบีและทะเลทรายตอนเหนือ
** โหว ตำแหน่งเชื้อพระวงศ์และขุนนางของจีนในสมัยโบราณ

*** ฮว๋ายไห่ เขตพื้นที่ทางเหนือของแม่น้ำฮว๋ายเหอและทางตะวันตกของเหลียนอวิ๋นกั่งในปัจจุบัน
*** กิ่งไผ่สด

2.คุณหนู

               ใครจะรู้ว่าเพิ่งปลดมือข้างหนึ่งออกก็ตามมาอีกข้าง ฉีเซวียนใช้กำลังดึงกู้ชิงจู๋ให้นางเอนกายลงในอ้อมกอดตนแล้วยกจอกสุราขึ้นอีกครั้ง ปลอบด้วยเสียงเบาราวกับยุง “จอกเดียวเท่านั้นน่า”

               เขาอยากเห็นนางดื่มสุรา อยากเห็นนางใช้จอกสุราของตนดื่ม อยากเห็นริมฝีปากของนางเผยอออกต่อหน้า อยากชิมรสของนางเหลือเกิน... อยากเหลือเกินจริงๆ

               แต่กู้ชิงจู๋ไม่ยอมพัวพันกับเขา เห็นได้ชัดว่าคืนนี้เขาดื่มหนักเกินไปแล้ว ปกติเขามักหลบหน้านางเหมือนงูกลัวแมงป่อง หากเป็นเมื่อห้าปีก่อน ถ้าฉีเซวียนมาอ้อนวอนให้นางดื่มสุราเช่นนี้ ต่อให้กู้ชิงจู๋ต้องดื่มจนตับพังก็จะคอยอยู่รับใช้เขา ทว่าตอนนี้นางหาได้ใส่ใจไม่ เพียงหวังว่าเขาจะหยุดกลั่นแกล้งตนเท่านั้น

               กู้ชิงจู๋ตบบนจุดหยางกู่ที่ข้อมือเขาอย่างรวดเร็วครั้งหนึ่งความรู้สึกชาทำให้ฉีเซวียนต้องผ่อนแรงที่มือลง นางฉวยโอกาสนี้ผละออกจากอ้อมกอดของเขาแล้วผลักนางรำที่อยู่ด้านข้างเข้าไปในอกเขาแทน พร้อมกับกำชับเสียงเข้ม “ปรนนิบัติท่านโหวให้ดี”

               พูดจบก็หยิบจานเปล่าขึ้นแล้วหมุนตัวเดินจากไป

               พอเสี่ยวฉานถูกผลักสู่อ้อมอกของฉีเซวียนก็รีบเดินตามน้ำ นางเอนกายพิงร่างเขาอย่างอ่อนระทวยไม่ยอมผละจาก หยิบจอกสุราที่ฉีเซวียนให้กู้ชิงจู๋ดื่มก่อนหน้านี้ขึ้นแล้วกล่าวอย่างออดอ้อนว่า
“ท่านโหว ให้ข้าน้อยดื่มเป็นเพื่อนเถอะเจ้าค่ะ” พูดจบก็ตั้งท่าจะดื่มสุราจอกนั้นแต่กลับถูกฉีเซวียนคว้าไว้แล้วแย่งมาดื่มหมดในคำเดียว

               เขาดื่มเสร็จก็ผลักเรือนร่างอ่อนนุ่มหอมละมุนในอ้อมอกออก เสี่ยวฉานถูกผลักลงบนพื้นก็รู้สึกงุนงง เห็นฉีเซวียนลุกขึ้นจากตำแหน่งที่นั่งอยู่ด้วยฝีเท้าโงนเงน

               ‘จางต๋า’ จากทัพหน้าฝ่ายซ้ายรีบก้าวเข้ามาประคอง แต่ก็ถูกฉีเซวียนผลักออกเช่นกัน เขาก้าวโซเซแล้วเดินตรงเข้าไปคว้ากู้ชิงจู๋ขึ้นบ่าจากทางด้านหลัง

               ภายใต้การจ้องมองของทุกคน ท่ามกลางเสียงร้องอย่างตกใจของกู้ชิงจู๋และเสียงโห่ร้องของพี่น้องทั้งหมดในกระโจม ฉีเซวียนแบกนางมายังกระโจมแม่ทัพของตน โยนนางลงบนเตียงแล้วทาบทับลงไปอย่างทนไม่ไหว

               กู้ชิงจู๋รวบรวมกำลังดิ้นรนอย่างแรง “ท่านโหว ท่านจะทำอะไร ท่านโหว...ปล่อยนะ! อย่า”

               ฉีเซวียนรู้สึกเหมือนตนใกล้จะระเบิด แก่นกายสะท้านอย่างตื่นเต้น เขาโอบนางไว้ในอกแน่น ลมหายใจอุ่นร้อนหอบกระชั้นชิดใบหู “ชิงจู๋ ข้าเคยติดค้างห้องหอเจ้าคืนหนึ่ง คืนนี้จะชดเชยให้ดีหรือไม่ ข้ารู้ว่าแต่ก่อนทำผิดไป เรามาเริ่มต้นกันใหม่เถอะนะ ชิงจู๋”

               กู้ชิงจู๋ขัดขืน แต่นางหรือจะใช่คู่ต่อสู้ของฉีเซวียน นางถูกกดไว้อย่างรวดเร็ว ลมหายใจร้อนลวกของเขาเป่ารดบนใบหน้า ลำคอ จนถึงตอนที่ชายเสื้อร่นขึ้นมาเหนือหน้าอกกู้ชิงจู๋จึงสะอื้นหนัก ขอบตาเต็มไปด้วยหยาดน้ำตา

               จู่ๆ กู้ชิงจู๋ก็ไม่ต่อต้าน ฉีเซวียนพลันเกิดความยินดีในใจ นึกว่านางยอมรับตนแล้ว การเคลื่อนไหวจึงอ่อนหวานมากขึ้น

               จังหวะนั้นเอง... กู้ชิงจู๋มองผ่านบ่าของฉีเซวียนออกไป นางเห็นเงาสายหนึ่งพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว

               ไม่ต้องใช้ความคิดเสียด้วยซ้ำ

               นางจับบ่าฉีเซวียนได้ก็ผลักออกอย่างแรง จากนั้นก็พลิกร่างพุ่งสู่อ้อมกอดของเขาแล้วทาบทับลงไปทั้งตัว

               ฉีเซวียนที่ในหัวยังมึนงงด้วยความสุขนอนหงายลงตามแรงผลัก ปล่อยให้นางพลิกกลับมาอยู่เหนือร่างตน ทว่าความยินดีที่สมปรารถนาคงอยู่ได้ไม่นาน หน้าอกของกู้ชิงจู๋ก็มีกระบี่คมกริบเล่มหนึ่งแทงทะลุ โลหิตอุ่นร้อนสาดกระเซ็นต้องใบหน้าของฉีเซวียน...

 

               กู้ชิงจู๋ตกใจตื่นขึ้นจากฝัน

               นางลุกขึ้นนั่งบนเตียงหอบหายใจไม่หยุด มือหนึ่งกุมอก นึกถึงความรู้สึกเย็นเยียบที่ฉีกทึ้งเนื้อหนังขณะที่ถูกกระบี่แทงทะลุ เหงื่อเย็นพลันผุดพรายออกมามากมาย

               หงฉวีหลับอยู่บนฟูกที่ปูกับพื้น พอได้ยินเสียงก็ลุกขึ้นจุดเทียนในห้องโดยไม่แม้แต่จะสวมเสื้อคลุมแล้วถือเชิงเทียนมาหน้าเตียงกู้ชิงจู๋

               “คุณหนูฝันร้ายอีกแล้วหรือเจ้าคะ?” หงฉวีถาม นับตั้งแต่ถูกม้าคลั่งเตะเข้าทีหนึ่งเมื่อหลายวันก่อน คุณหนูก็ราวกับคนขวัญหาย

               กู้ชิงจู๋ในยามนี้มีสายตาเลื่อนลอย กุมหน้าอกไว้คล้ายกับ
ไม่ได้ยินเสียงของหงฉวี ท่าทางขวัญหนีดีฝ่อทำให้หงฉวีตกใจแทบตาย นางนั่งลงข้างกายกู้ชิงจู๋ คลุมเสื้อตัวนอกบนบ่าของเจ้านายแล้วเรียกเบาๆ “คุณหนู?”

               แม่นมหลี่ผลักประตูเข้ามา นางสวมเสื้อคลุมแล้วเรียบร้อยมือหนึ่งป้องแสงเทียนในมือ นางคือคนที่ติดตาม ‘เสิ่นซื่อ’* มารดาของกู้ชิงจู๋มาตั้งแต่ตอนออกเรือน หลังจากที่เสิ่นซื่อสิ้นชีพ แม่นมหลี่ก็ตามกู้ชิงจู๋มาอยู่ในบ้านสวนต่อ แม่นมหลี่วางเทียนลงบนโต๊ะในห้องเล็กจุดโคมสองข้าง ในห้องพลันสว่างขึ้นมาทันที

               เห็นกู้ชิงจู๋นั่งนิ่งอยู่บนเตียง สายตาคล้ายจะล่องลอย แม่นมหลี่จึงโบกมือให้หงฉวีถอยออกไป ส่วนตนนั่งลงข้างกายกู้ชิงจู๋แล้วเรียกเบาๆ อย่างเป็นห่วง “คุณหนูเป็นอะไรไป อย่าทำให้บ่าวตกใจสิ
เจ้าคะ”

               กู้ชิงจู๋หันไปมองหญิงวัยกลางคนที่กอดนางไว้ในอกปราดหนึ่ง โหนกแก้มสูง คางเหลี่ยม รู้สึกคุ้นตาแต่กลับแปลกหน้า

               ความจริงนางตายไปแล้ว กระบี่แทงทะลุอก ภาพที่เห็นก่อนตายคือใบหน้าของฉีเซวียนที่ถูกเลือดของนางกระเซ็นสาด ยังมีแววตาตกตะลึงของเขา นางสิ้นใจท่ามกลางเสียงร้องเรียกที่ดังขึ้นเรื่อยๆของเขา

               เดิมนึกว่าได้จบชีวิตเลวร้ายของตนอย่างนั้นก็ดีแล้ว แต่นึกไม่ถึงว่าทันทีที่ลืมตาขึ้นดันย้อนกลับมาเมื่อสิบแปดปีก่อน กลับมาตอนที่นางเพิ่งอายุสิบสาม หลังมารดาจากไปนางก็ถูกส่งมาพักฟื้นสุขภาพในบ้านสวนเพราะเจ็บไข้ได้ป่วย

               ช่วงเวลานี้นางเอาแต่นอนอยู่บนเตียง กล่าวกันว่าหลายวันก่อนนางไปชมดอกไม้ที่วัดม้าขาว ระหว่างทางม้าเกิดตกใจวิ่งทะยานไม่หยุด รถม้าสะดุดก้อนหินล้มคว่ำบนเขา ลือกันว่าหลังจากกลับมานางก็จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว

               ช่วงเวลานี้เองที่กู้ชิงจู๋ย้อนกลับมา

               “ข้าไม่เป็นไร แค่กระหายเล็กน้อย” กู้ชิงจู๋กดเสียงต่ำ การพูดเสียงเบาเป็นความเคยชินที่นางฝึกมาจากการใช้ชีวิตหลายปีที่ม่อเป่ย หงฉวีได้ยินว่าคุณหนูอยากดื่มน้ำจึงรีบไปรินน้ำให้ น้ำร้อนกานี้หุ้มไว้ด้วยใยเถาวัลย์จึงสามารถเก็บความร้อนได้ถึงรุ่งสาง

               กู้ชิงจู๋รับน้ำมาดื่มคำหนึ่ง พลันนั้นเอง ฝ่ามือของหงฉวีสะท้อนเข้าสู่ม่านตา ทำให้ความคิดหวนกลับไปนึกถึงเรื่องราวเดิมๆ อีกหน

               หงฉวีผู้นี้มีใจภักดีต่อนาง ซ้ำยังขอติดตามนางหลังจากที่นางแต่งเข้าสู่จวนอู่อันโหว แต่โชคร้าย... หงฉวีกลับถูกคนของจวนนั้นใส่ร้าย ทั้งยังโดนทำโทษด้วยการลงตรวนแล้วใช้ท่อนเหล็กบีบมือดีๆ คู่นี้จนหัก ช่วงนั้นเป็นฤดูหนาว เส้นเอ็นที่มือของหงฉวีมีปัญหาจึงเกิดผื่นกุหลาบขึ้นมาเต็มมือ แม้แต่กินข้าวดื่มน้ำยังยากเย็น แต่เด็กสาวคนนี้กลับปิดบังนาง บอกเพียงว่าป่วย ตอนที่นางรู้เข้าก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้ หงฉวีรักษาตัวอยู่ครึ่งปี สุดท้ายก็จากไป

               ส่วนแม่นมหลี่ กู้ชิงจู๋กลับจำอะไรเกี่ยวกับนางไม่ได้มาก จำได้แต่เพียงว่าหลังมารดาจากไปไม่นาน แม่นมหลี่ก็ไถ่ตัวเอง พาครอบครัวเดินทางออกจากเมืองหลวงกลับบ้านเกิด

               พอดื่มน้ำเสร็จกู้ชิงจู๋ก็ยื่นถ้วยน้ำให้หงฉวีแล้วปรายตามองแม่นมหลี่ เห็นแววตาของอีกฝ่ายส่องประกายค้นหาและสงสัย กู้ชิงจู๋จึงยิ้มให้ “ข้ารบกวนแม่นมแล้ว ที่ละเมอก็เพราะเรื่องเมื่อหลายวันก่อน คิดว่าอาการเช่นนี้พักไม่กี่วันก็คงหายดี ท่านไม่ต้องเป็นกังวลหรอก”

               แม้น้ำเสียงจะเกรงใจแต่กลับเผยความห่างเหินให้ได้ยิน แม่นมหลี่นิ่งชะงัก แต่ก็ดึงสติกลับมาอย่างรวดเร็ว “เป็นเช่นนี้ก็ดี ถ้าอย่างนั้นบ่าวไม่รบกวนคุณหนูพักผ่อนแล้ว” นางลุกขึ้นกำชับหงฉวีว่า “ดูแลคุณหนูให้ดี มีอะไรให้เรียกข้า”

               หงฉวีรับคำ แม่นมหลี่จึงเดินออกจากประตูไป

               หงฉวีปิดประตูลงแล้วเดินมาหยุดข้างกายคุณหนู พอคุณหนูยื่นมือให้ หงฉวีจึงยื่นมือออกไปบ้าง

               สองนายบ่าวสัมผัสกันเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ช่วงเวลานี้กู้ชิงจู๋รู้สึกหดหู่ยิ่งนัก หงฉวีเห็นนางเป็นเช่นนั้นจึงอดถามไม่ได้“คุณหนูไม่เป็นอะไรจริงๆ หรือเจ้าคะ? จะว่าไปแล้ว ม้าตัวนั้นอยู่ดีๆจะตกใจได้อย่างไร ซ้ำยังวิ่งเสียจนรถคว่ำ มันทำร้ายคุณหนูแบบนี้หากเสิ่นฮูหยินยังอยู่จะต้องปวดใจมากแน่ เชอะ พอเสิ่นฮูหยินจากไปตระกูลกู้ก็ไม่เหลือคนดีแม้แต่คนเดียว พวกเขา...” ยังพูดไม่จบก็เห็นคุณหนูยกนิ้วชี้ทาบบนริมฝีปาก ทำท่าให้เงียบเสียง ปากของหงฉวีอ้าแล้วหุบ ในที่สุดก็กลืนคำที่พูดไม่จบลงคอ

               “อย่าพูดอย่างนี้ ครอบครัวยังดูแลข้าเป็นอย่างดี ข้าง่วงแล้ว นอนเถอะ” กู้ชิงจู๋พูดจบก็ส่งสายตาให้หงฉวี หงฉวีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงเข้าใจ นางหันไปดับไฟ

               พอในห้องมืดลง... จึงเห็นได้อย่างชัดเจนว่าด้านนอกประตูมีแสงไฟสว่างวาบ

               หงฉวีเดินกลับมาที่ฟูกนอนพร้อมความสงสัย เห็นคุณหนูนอนหลับตาลงแบบไม่คิดอะไรนางก็ยิ่งอยากจะถาม แต่กลับถูกคุณหนูปรามไว้ “นอนเถอะ”

               ในเมื่อคุณหนูเตือน ก็หมายความว่ารู้เรื่องที่แม่นมหลี่แอบฟังอยู่ข้างนอก เมื่อคิดว่าตนเกือบจะพูดสิ่งที่ไม่ควรพูดออกไปนางจึงนึกละอายใจ

               แม้กู้ชิงจู๋จะนอนแต่กลับยากจะเข้าสู่นิทรา สองตาเอาแต่จ้องมองเพดานผ้า** ครุ่นคิดว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่

               ปีนี้น่าจะเป็นฤดูใบไม้ร่วงตอนนางอายุสิบสาม มารดาของนางจากไปในเดือนอ้ายปีที่นางอายุสิบสอง หรือก็คือตอนนี้มารดาจากนางไปได้ปีกว่าแล้ว นางอยู่ที่บ้านสวนนี้มาเจ็ดแปดเดือนแล้วเช่นกัน ส่วนเหตุผลที่นางถูกส่งมาอยู่ที่บ้านสวนเหมือนจะเป็นเพราะป่วยอะไรสักอย่าง

 

---------

* ในสมัยโบราณมักเรียกสตรีที่แต่งงานแล้วด้วยแซ่เดิมของตน ต่อท้ายด้วยคำว่าซื่อ (ตระกูล) โดยละชื่อไว้

* เพดานผ้า ประเทศจีนในสมัยโบราณไม่มีฝ้าเพดาน จึงนำผ้ามาวางพาดระหว่างขื่อเพื่อกันฝุ่น

3.ชายในดวงใจ

               เอ่ยถึงเรื่องป่วย กู้ชิงจู๋แตะนิ้วมือซ้ายลงบนเส้นเลือดของมือขวา แต่ไม่พบความผิดปกติ

               เพราะฉีเซวียน นางกับเขาจึงถูกเนรเทศไปยังม่อเป่ยนอกด่าน เขารับตำแหน่งหนึ่งในกองทัพ ทว่ากองทัพนี้กลับไม่ต้อนรับคนว่างงาน นางซึ่งเป็นภรรยาของเขาในคราวนั้นถักรองเท้าฟางไม่เป็น ตัดเย็บเสื้อผ้าไม่ได้ ไม่เหมือนภรรยาของครอบครัวทหารคนอื่นๆ นางมีเพียงความรู้ด้านการแพทย์เล็กน้อย แม้ไม่เชี่ยวชาญ แต่ก็พอถูไถขอให้แพทย์ทหารที่ค่อนข้างอาวุโสท่านหนึ่งรับไว้เป็นศิษย์ได้

               นางติดตามแพทย์ชราผู้นั้นรักษาคนป่วยในกองทัพอยู่หลายปี พบเห็นโรคที่รักษายากมาไม่น้อย สองปีต่อมา แพทย์ชราที่สุขภาพไม่สู้ดีจึงมอบหมายให้นางดูแลกองทัพต่อ ในเวลานั้น เหล่าทหารต่างยกย่องนางเทียบเทียมแพทย์ผู้เก่งกาจในตำนานอย่าง ‘ท่านหมอฮูโต๋’ เลยทีเดียว

               ในเมื่อนางไม่ได้ป่วยอะไร การพักฟื้นในบ้านสวนจึงไม่ถูกต้อง อาจเรียกว่าถูกไล่ออกจากบ้านยังพอได้

               ใช่แล้ว แม่เลี้ยงของนาง... ฉินซื่อ!

               บิดาของนางคือ ‘จงผิงป๋อกู้จือหย่วน’ มารดาคือบุตรสาวคนโตของ ‘เสิ่นฉงหลิน’ คหบดีอันดับหนึ่งแห่งเจียงหนาน ตอนอายุสิบแปด เสิ่นซื่อมารดาของนางแต่งให้กับกู้จือหย่วนที่อายุสิบหก สามปีให้หลังก็ให้กำเนิดกู้ชิงจู๋ หนึ่งปีต่อมาก็ให้กำเนิดกู้ชิงเสวียน้องชายของนางอย่างไม่หยุดพัก การคลอดบุตรสองคนติดกันทำร้ายร่างกายของเสิ่นซื่ออย่างหนัก ปีที่กู้ชิงจู๋อายุสิบสองมารดาจึงจากโลกนี้ไป

               ‘ฉินซื่อ’ คืออนุที่กู้จือหย่วนโปรดปราน นางมาจากครอบครัวบัณฑิตแห่งเจียงหนาน หลังจากครอบครัวตกต่ำจึงร่อนเร่มาเป็นอาจารย์หญิงสอนหนังสือในโรงเรียนเขตเมืองหลวง ต่อมาก็ถูกตระกูลกู้เชิญมาเป็นอาจารย์ประจำจวนเพื่อให้ความรู้แก่บุตรธิดาในบ้านช่วงเวลานั้นเองที่ฉินซื่อสานสัมพันธ์กับกู้จือหย่วน กู้จือหย่วนชื่นชมความรู้ของนาง สงสารในเคราะห์กรรมของนาง ทั้งสองลอบมีสัมพันธ์กันอย่างลับๆ อยู่หนึ่งปีจนฉินซื่อตั้งครรภ์

               หลังจากนั้นฉินซื่อก็แสร้งทำเป็นรู้สึกผิด นางแอบหนีออกจากจวนไปอย่างเงียบเชียบแต่กลับทิ้งร่องรอยไว้ให้กู้จือหย่วนตามไปได้ สุดท้ายกู้จือหย่วนก็ขอให้ฉินซื่อกลับมาเป็นอนุของเขา นับแต่นั้นอนุฉินก็เปรียบเสมือนสมบัติล้ำค่าที่เขาได้คืนหลังจากสูญเสีย เขาทั้งรักทั้งโปรดปรานนาง ทันทีที่ภรรยาเอกจากไป กู้จือหย่วนก็ประคองอนุฉินผู้นี้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งภรรยาเอกคนใหม่อย่างไม่รั้งรอ เรียกได้ว่าเวลานี้ตำแหน่งฮูหยินใหญ่ของจวนจงผิงป๋อเป็นของ ‘ฉินฮูหยิน’ อย่างแท้จริง

               ฉินฮูหยินให้กำเนิดบุตรชายสองบุตรสาวหนึ่ง บุตรสาวมีนามว่ากู้อวี้เหยาอายุสิบสามปีเท่ากับกู้ชิงจู๋ บุตรชายคนโตนามว่ากู้เหิงจืออายุมากกว่ากู้ชิงจู๋สองปี ส่วนบุตรชายคนเล็กกู้หนิงจือปีนี้น่าจะเพิ่งห้าขวบ

               บุตรสาวของอดีตฮูหยินอย่างนาง บิดาไม่รัก เหนือขึ้นไปยังมีแม่เลี้ยงที่โหดเหี้ยม ใต้ลงมาก็มีน้องชายน้องสาวที่แข็งกร้าว เรียกได้ว่าอยู่ในวงล้อมของศัตรูที่กร้าวแกร่ง นางบุกป่าฝ่าดงออกมาได้
ต่อให้ได้ชื่อว่าเป็นหญิงเจ้าเล่ห์ ต่อให้น้องชายแท้ๆ จะรังเกียจไม่ยอมเข้าใกล้ แต่กู้ชิงจู๋ก็ยังชิงสินเดิม* ของมารดากลับมาจากมือแม่เลี้ยงได้สำเร็จ ตอนที่เผชิญหน้ากับการคลุมถุงชนของแม่เลี้ยง นางก็มีวิธีเปลี่ยนแพ้ให้เป็นชนะด้วยการพาตัวเองกระโดดข้ามไปเป็นฮูหยินของซื่อจื่อ**แห่งจวนอู่อันโหวได้อย่างเฉลียวฉลาด

               คนผู้นั้นก็คือฉีเซวียน ชายในดวงใจของนาง

               แผนการนี้ย่อมมีเล่ห์กลปะปนอยู่ไม่น้อย นางใช้อุบายเท่าที่พอจะคิดออกจนหมดสิ้น สภาพของนางในตอนนั้น หากไม่ใช้เล่ห์กลก็ไม่ต้องพูดถึงเรื่องแต่งเข้าบ้านเขา ถ้ากู้ชิงจู๋อ่อนข้อแม้เพียงเล็กน้อยก็อาจถูกตระกูลกู้ที่กินคนแทนข้าวเหล่านั้นแทะจนไม่เหลือแม้แต่เศษซากแล้ว

               นางออกอุบายจนตนเองได้แต่งเข้าสู่จวนอู่อันโหว ได้แต่งงานกับบุรุษที่ตนเฝ้าคะนึงหา กู้ชิงจู๋นึกว่าตนชนะแต่ใครจะคิดว่านี่คือจุดเริ่มต้นของฝันร้าย บุรุษผู้นั้นไม่เพียงไม่เต็มใจรับนางแต่ยังใช้อุบายโต้ตอบ เขาติดป้ายนางว่าเป็นหญิงชั่วช้าที่ไล่ล่าเขาแบบไม่เลือกวิธีการ

               หลังจากแต่งเข้าไปแล้วนางถึงได้รู้ว่าใจเขามีเจ้าของ ที่แต่งกับนางก็เพราะหลงกลเท่านั้น หลายปีต่อมา เพื่อลบล้างความผิดนี้กู้ชิงจู๋ยอมทนทุกสิ่ง นางยอมรับมือกับทุกอย่างในจวนอู่อันโหวแต่กลับไม่อาจทำให้เขาเปลี่ยนความคิด นางต้องทนมองเขารับอนุคนแล้วคนเล่าเข้าประตูบ้านหน้าตาเฉย เป้าหมายก็เพื่อทำให้นางเจ็บปวดทรมาน

               กู้ชิงจู๋คาดไม่ถึงมาก่อนว่าชีวิตจะลงเอยเช่นนี้ ถ้ำเสือสระมังกรของตระกูลกู้ถูกนางตีจนแตกพ่าย แต่สุดท้ายนางกลับต้องก้มหัวให้แก่แผนการมากมายในจวนอู่อันโหว และได้รับบาดเจ็บถึงชีวิตหลายต่อหลายครั้ง... จากเขา

               เขาเคยเชื่อคำพูดของผู้อื่นแล้วพลั้งมือทำร้ายนางจนแท้งบุตร บุตรที่นางประคับประคองครรภ์อย่างยากลำบาก บุตรสามเดือนที่เริ่มจะเห็นหน้าท้องนูนออกมาแล้ว

               หัวใจของกู้ชิงจู๋ตายสนิท

               นางเคยนึกเสียใจในภายหลังว่าเหตุใดจึงต้องรับกรรมเช่นนี้ เสียดายก็แต่เวลานั้นอยากจะถอนตัวกลับสายเกินไป

               เพื่อแสงจันทร์นวลกระจ่างในใจดวงนั้น เขายอมพาตัวเองไปพัวพันกับคดีโจรสลัดในทะเลฮว๋ายไห่จนฮ่องเต้ทรงกริ้ว ทรงรับสั่งประหารเขาให้เป็นเยี่ยงอย่าง การคุกเข่าของฮองเฮาขอร้องให้ฮ่องเต้ทรงเปลี่ยนพระทัยได้ก็จริง แต่เขาก็ไม่วายถูกริบบรรดาศักดิ์อู่อันโหวและถูกส่งออกจากเมืองหลวงไปร่วมทัพที่ชายแดนม่อเป่ย

               ถึงจะกล่าวอย่างสวยหรูว่าร่วมทัพ แต่รับสั่งเช่นนี้ความจริงไม่ต่างอะไรกับเนรเทศ

               ช่วงเวลานั้น จวนอู่อันโหวกลายเป็นที่หัวเราะเยาะในเมืองหลวง ชื่อเสียงอันดีงามของอู่อันโหวฉีเซวียนสลายไปชั่วข้ามคืน อนุในจวนร่ำร้องโวยวายหมายจะตีจาก

               ส่วนนาง... กู้ชิงจู๋ผู้เป็นภรรยาอย่างถูกต้องเพียงหนึ่งเดียวของเขา ความผิดที่ ‘สมควรประหารให้ตายตกไปตามกัน’ ย่อมหนีไม่พ้น นางได้แต่พาร่างอันป่วยไข้เดินทางติดตามเขาไปยังชายแดน

               เมื่อถึงชายแดนนางถึงได้รู้จักทรายเหลืองของม่อเป่ยเป็นหนแรก รู้จักความรกร้างกันดาร

               ราษฎรที่นี่มีชีวิตความเป็นอยู่เลวร้าย มีภัยธรรมชาติ มีสงคราม แต่พวกเขากลับไม่เคยท้อถอย ยังคงมีลมหายใจที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา

               ที่ชายแดนนี่เอง... กู้ชิงจู๋ค้นพบคุณค่าในการดำรงอยู่ของตน ตอนอายุยังน้อยนางเคยอ่านตำราแพทย์มาบ้าง จึงเปลี่ยนแปลงความคิดและโชคชะตาตัวเองเสียใหม่ นางเริ่มหลอมรวมเข้าสู่ชีวิตแบบชายแดน มานะบากบั่นเรียนรู้อยู่ข้างหลังแพทย์ทหารผู้ชรา

               ในเวลาไม่กี่ปี ชื่อเสียงของ ‘อู่อันโหวฮูหยิน’ ก็แพร่สะพัดออกไป ราษฎรต่างพร้อมใจกันยกให้นางเป็นหมอเทวดา ทำให้ใจที่ถูกทรมานจนบอบช้ำจากเมืองหลวงของนาง ในที่สุดก็ได้รับการปลอบประโลม

               ที่แท้การจะมีชีวิตต่อนั้นไม่ยาก ขอเพียงละทิ้งความดื้อดึงที่ไม่ควรจะมีในใจออกไปเท่านั้น

 

               เช้าวันต่อมา

               หลังจากกู้ชิงจู๋ตื่นนอนก็เดินไปยังแปลงผักทางด้านหลัง อากาศสดชื่นปะปนไปกับกลิ่นอายแบบเฉพาะของโคลนในแปลงผัก

               บ้านสวนหลังนี้เป็นสินเดิมของมารดานาง ก่อนจากไปเสิ่นฮูหยินมักพากู้ชิงจู๋มาพักที่นี่เป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ ด้านหน้าบ้านสวนปลูกผลไม้ ตรงหลังรั้วคือแปลงผักยาวสุดลูกหูลูกตา ครอบครัวแปดคนของผู้ดูแลบ้านสวนคอยดูแลแปลงผักเหล่านี้ ไม่ว่าผู้ที่มาติดต่อจะซื้อน้อยหรือมาก พวกเขาก็จะรับประกันกับผู้ซื้อถึงความสดใหม่ของผักในแปลง

               จากการวิเคราะห์คำพูดของหงฉวี นางพักอยู่ที่นี่เกือบเก้าเดือนแล้ว กู้ชิงจู๋จำได้รางๆ ว่าชาติที่แล้วหลังจากมารดาสิ้นใจนางก็พักอยู่ในบ้านสวนเกือบหนึ่งปี เมื่อคำนวณอย่างนี้ อีกประมาณเดือนสองเดือนตระกูลกู้ก็คงจะส่งคนมารับตัวนางกลับ

               วันเวลาเนิ่นนานเกินไป กู้ชิงจู๋ลืมไปบ้างแล้วว่าในปีนั้นตระกูลกู้รับนางกลับไปด้วยเหตุผลใด

               ตามหลักแล้ว ฉินฮูหยินเพิ่งจะขึ้นเป็นภรรยาเอกได้ไม่นานนี่น่าจะเป็นช่วงเวลาที่ฝ่ายนั้นพยายามยืนหยัดอยู่ในจวนอย่างมั่นคงการที่บุตรสาวของอดีตฮูหยินอย่างนางไม่อยู่ไม่ดีกว่ารึ แล้วจะเรียกนางกลับไปเพราะเหตุใด?

               กู้ชิงจู๋มองหาหินนูนก้อนหนึ่งในแปลงผักแล้วนั่งลง นางมองผักที่เพิ่งงอก พยายามนึกย้อนถึงช่วงเวลานั้น

               ผู้ดูแลบ้านสวนมีชื่อว่า ‘จางซื่อ’ เขาและภรรยาของเขาทำงานแต่เช้าตรู่ พอเห็นกู้ชิงจู๋นั่งอยู่ริมทางจึงทักทาย กู้ชิงจู๋พยักหน้า มองพวกเขาสวมหมวกปีกกว้างเดินทำงานอยู่ในแปลงอย่างขะมักเขม้นไม่นานก็มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งวิ่งมาสมทบ เขาแบกคราดไว้บนบ่า สวมชุดขาสั้นสีเทาไร้แขน รูปร่างไม่สูงมาก ผิวคล้ำ ซ้ำยังมัดผมอย่างลวกๆ จมูกทรงหัวกระเทียมเป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่นของเขาที่ทำให้กู้ชิงจู๋จำได้ในปราดเดียว

               เด็กหนุ่มคนนี้มีชื่อว่า ‘จางหรง’ ตอนกู้ชิงจู๋แต่งเข้าจวนอู่อันโหวก็ได้ครอบครัวของจางหรงติดสอยห้อยตามตอนออกเรือน ครอบครัวของเขาเป็นมือเป็นเท้าให้นางไม่น้อย นางเรียกภรรยาของเขาว่าพี่หรูอี้ แต่เวลานี้เขาคงยังไม่ได้แต่งภรรยากระมัง

               จางหรงมาถึงก็ส่งคราดให้บิดามารดา ของชิ้นใหญ่ขนาดนั้นเขากลับแบกขึ้นบ่าเดินไปมาได้อย่างสบายๆ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป็นคนแรงเยอะ และอาจเพราะมีกำลังมากตอนเด็กถึงได้ทำงานแบกหามมาก สุดท้ายรูปร่างจึงไม่สูงนัก

 

 

------

* สินเดิม คือ ทรัพย์สินที่ฝ่ายเจ้าสาวนำติดตัวมาในเวลาแต่งงานเข้าบ้านฝ่ายชาย
** ทายาทอันดับหนึ่ง

4.มีเรื่องนิดหน่อย

               ส่งคราดเสร็จจางหรงยังดูคล้ายกับมีธุระให้ทำ เขาซับเหงื่อที่คอ พอเห็นคุณหนูเจ้าของบ้านจ้องมองมาจึงรู้สึกไม่สะดวกใจเท่าใดนัก จึงหันไปคารวะกู้ชิงจู๋อย่างนอบน้อมแล้วรีบร้อนจากไป

               “คุณหนูเจ้าคะ ทำไมท่านถึงมาอยู่ที่นี่ได้ แม่นมหลี่กำลังเรียกทานอาหารเช้าอยู่พอดี” หงฉวีเดินเข้ามาในแปลงผัก ทักทายจางซื่อกับภรรยาก่อนจะหันมาทางกู้ชิงจู๋

               กู้ชิงจู๋ลุกขึ้น หงฉวีรีบเข้ามาช่วยปัดฝุ่นดินบนชุดกระโปรงของนาง “เหตุใดคุณหนูถึงไม่รองผ้าสักผืน แต่ก่อนท่านใส่ใจเรื่องความสะอาดอย่างที่สุดนี่นา”

               ใส่ใจเรื่องความสะอาดที่สุดน่ะหรือ?

               กู้ชิงจู๋มองก้อนหินที่นางนั่งเมื่อครู่ปราดหนึ่ง จริงสิ มันมีร่องรอยกระดำกระด่างดูสกปรก เด็กสาวกู้ชิงจู๋คนเดิมคนนั้นคงไม่มีวันยอมนั่งลงบนก้อนหินสกปรกอย่างนี้แน่ แต่ตอนนี้น่ะหรือ นางได้รู้จักทรายเหลืองของม่อเป่ย กินข้าวที่มีกรวดทรายปะปนจนชิน หม้อเนื้อในค่ายทหารที่มีแมลงวันบินวนก็มองเสียจนชินตา... หินก้อนนี้ไม่นับว่าเป็นอะไรได้

               นางยิ้มน้อยๆ แล้วเดินตามหงฉวีกลับลานด้านหน้า

               แม่นมหลี่กำลังรอนางอยู่หน้าประตู พอเห็นก็รีบก้าวเข้ามารับ “ทำไมคุณหนูถึงไม่อยู่ในห้องเจ้าคะ บ่าวจัดอาหารเสร็จแล้วกะจะมาเชิญเสียหน่อย”

               กู้ชิงจู๋ไม่พูดเพียงแต่ยิ้ม นางนั่งลงข้างโต๊ะ รับโจ๊กที่หงฉวีส่งให้มากินคู่กับไชเท้าดองสองชิ้น ครู่เดียวก็กินหมด หงฉวียังไม่ทันจะปอกไข่ให้นางเสร็จด้วยซ้ำ

               หงฉวีมองกู้ชิงจู๋อย่างตกตะลึง “คุณหนู แค่นี้ก็ทานเสร็จแล้วหรือเจ้าคะ?”

               กู้ชิงจู๋พยักหน้า มองอาหารเช้าเต็มโต๊ะปราดหนึ่ง “ส่งอาหารสองสามจานไปให้จางซื่อกับภรรยา ส่วนที่เหลือพวกเจ้ากินเถอะ”

               แม่นมหลี่เห็นกู้ชิงจู๋ตั้งท่าจะจากไปก็รีบร้อนหยุดนางไว้ กู้ชิงจู๋หันกลับไปมองปราดหนึ่งทำให้แม่นมหลี่ใจสั่น รู้สึกว่าหลังจากคุณหนูพลัดตกจากรถม้าก็ดูเปลี่ยนไปเป็นคนละคน แววตาคมกริบประดุจดาบ ทำให้คนไม่กล้าสบตา

               “แม่นมหลี่มีธุระอะไรหรือ?” เห็นนางไม่พูด กู้ชิงจู๋จึงถามขึ้นก่อน

               “อ้อ” แม่นมหลี่พยักหน้าอย่างตื่นๆ “มีเรื่องนิดหน่อยเจ้าค่ะคือว่า...มีคนมาจากทางบ้าน ส่งอาหารและเสื้อผ้าชุดใหม่จำนวนไม่น้อยมาให้คุณหนู นี่ยังไม่ถึงเวลาเปลี่ยนมาใส่ชุดใหม่ก็จริงแต่ปีนี้ฉินฮูหยินเป็นคนจัดการด้วยตัวเอง นางเลือกแต่เนื้อผ้าชั้นเลิศส่งมานะเจ้าคะ คุณหนูจะไปดูหน่อยหรือไม่ เลือกชุดที่ต้องตาสักสองสามชุดมาลองใส่ดู”

               กู้ชิงจู๋ก้มลงมองชุดที่สวมอยู่บนร่าง เป็นชุดกระดุมหน้ากลางเก่ากลางใหม่สีเรียบ ปักเพียงกล้วยไม้หนึ่งดอกที่สาบเสื้อเท่านั้น มารดาของนางชอบปักดอกกล้วยไม้ที่สุด ชุดนี้อาจมาจากฝีมือของมารดาที่จากไป สีสันแม้จะไม่สดใส แต่กู้ชิงจู๋กลับไม่อยากเปลี่ยน“ข้ากำลังอยู่ในช่วงไว้ทุกข์ ไม่เหมาะจะสวมเสื้อผ้าใหม่ ชุดนี้ก็ดีมากแล้ว”

               มารดาจากไปไม่ถึงปี นางเป็นบุตรสาวแท้ๆ ที่เกิดจากภรรยาเอกควรจะไว้ทุกข์ให้มารดาตนสามปี ไม่เพียงแต่นาง บุตรธิดาสามคนของฉินฮูหยินก็ต้องไว้ทุกข์ให้อดีตแม่ใหญ่สามปีเช่นกัน นี่เป็นขนบธรรมเนียม

               “แม่นมหลี่ยังมีเรื่องอื่นอีกหรือไม่?” แววตาของกู้ชิงจู๋สว่างจ้าดุจอาทิตย์อันร้อนแรง

               แม่นมหลี่ตกตะลึง ทำเพียงยิ้มประจบ “คุณหนูเจ้าคะ ให้อย่างไรก็เป็นน้ำใจเล็กน้อยของฉินฮูหยิน คนที่มาส่งของยังรออยู่ตรงลานด้านหน้า หากไม่ออกไปพบสักหน่อย พวกเขาอาจจะกลับไปบอกฉินฮูหยิน แล้วฝ่ายนั้นจะนึกว่าคุณหนูต่อต้านนาง หากนายท่านใหญ่รู้เข้า...จะไม่ดีต่อคุณหนูนะเจ้าคะ”

               เมื่อเอ่ยคำพูดเหล่านี้ออกมา ภาพลักษณ์ของแม่นมหลี่ในความคิดของกู้ชิงจู๋ก็เป็นรูปเป็นร่างชัดเจนมากขึ้น แม่นมหลี่มักกล่าวคำที่ดูเหมือนหวังดีต่อนาง บอกให้นางอดทน นึกถึงภาพรวม หรือไม่ก็ยกกู้จือหย่วนขึ้นมากล่าวอ้างโดยใช้ความหวาดกลัวที่นางมีต่อบิดาขึ้นมาโน้มน้าว และก็ทำสำเร็จหลายครั้งเสียด้วย

               สิบแปดปีก่อนกู้ชิงจู๋เชื่อฟัง ‘คำเตือน’ ของแม่นมหลี่หรือไม่ นางจำไม่ได้แล้ว แต่สำหรับวันนี้น่ะหรือ...

               กู้ชิงจู๋พยักหน้าตอบอย่างไม่แยแส “ข้าไม่อยากพบคนที่ฉินฮูหยินส่งมา เรื่องนี้จะให้พ่อข้ารู้คงไม่ดีนัก แต่ข้าเชื่อมั่นในความสามารถของแม่นมหลี่ เจ้าจะต้องจัดการเรื่องนี้ได้อย่างเหมาะสมแน่”

               กู้ชิงจู๋พูดจาเป็นการเป็นงานฟังไม่เหมือนล้อเล่น อีกทั้งพูดจบก็ก้าวเท้าจากไป กว่าแม่นมหลี่จะรู้สึกตัว กู้ชิงจู๋ก็เดินไปไกลแล้ว

               แม่นมหลี่ปวดหัวเหลือเกิน คุณหนูหมายความว่าอย่างไร ด้วยความสามารถของนางจะต้องจัดการได้อย่างเหมาะสม ถ้าเช่นนั้น... หากจัดการไม่เหมาะสมก็จะบอกว่านางไร้ความสามารถหรือ?

               หงฉวียกจานสามใบเดินผ่านข้างกายแม่นมหลี่ แต่ถูกอีกฝ่ายขวางไว้แล้วถามว่า “เจ้ารู้สึกไหมว่าคุณหนูของเราคล้ายกับจะไม่เหมือนเดิม?”

               หงฉวีกะพริบตาสองครั้งแล้วส่ายหัว “ไม่นะเจ้าคะ แม่นมโปรดปล่อยมือ ข้าจะไปส่งอาหารให้คนดูแลบ้านสวน”

               แม่นมหลี่จำต้องปล่อยหงฉวี นางสาวเท้าไปยังลานด้านหน้าพร้อมกับครุ่นคิดไปด้วย

               หลังจากหงฉวีส่งอาหารและกินอาหารเช้าเรียบร้อยนางก็ไปหาคุณหนูของตน กู้ชิงจู๋กำลังยืนอยู่ข้างหน้าต่างห้องหนังสือชั้นสองมองออกไปด้านนอก ดอกท้อในลานด้านหน้ากำลังบานสะพรั่ง สีชมพูนุ่มนวลปรากฏสู่สายตา น่ามองยิ่งนัก

               ในมือหงฉวีถือถาด นางเดินมาข้างหลังคุณหนูแล้ววางลงกู้ชิงจู๋หันกลับมามองหงฉวีปราดหนึ่ง หงฉวีมีไหวพริบไม่น้อย รีบก้าวเข้าไปรายงานทันที

               “คนที่มาคือ ‘พี่เลี้ยงหวัง’ คนสนิทที่อยู่ข้างกายฉินฮูหยินเมื่อก่อนตอนที่ฉินฮูหยินยังเป็นเพียงอนุฉิน พี่เลี้ยงหวังก็รับหน้าที่ซักเสื้อผ้าอยู่ในเรือนของเจ้านาย แต่ตอนนี้กลับถูกยกตำแหน่งขึ้นมาให้คอยดูแลงานส่งจดหมาย ส่วนสามีของนางชื่อว่า ‘หวังเคิง’ เล่ากันว่าเขาเพิ่งได้รับหน้าที่ให้ดูแลพาหนะในจวน ส่วนอาหารที่พวกเขาส่งมาให้เราไม่มีอะไรพิเศษ บ่าวจึงไม่ได้นำติดมือมาด้วย เพียงหยิบเสื้อผ้าสองชิ้นมาให้คุณหนูดู เนื้อผ้ายังเทียบไม่ได้กับที่อดีตฮูหยินใช้ตัดเสื้อผ้าให้บ่าวอย่างพวกเราในปีก่อนๆ เสียด้วยซ้ำ ตอนนี้กลับนำมามอบให้คุณหนู ซ้ำยังกล้าพูดว่าเป็นของดี”

               หงฉวีเดิมก็เป็นคนฉลาดมีไหวพริบ หลายสิ่งหลายอย่างไม่ต้องให้กู้ชิงจู๋บอกนางก็รู้ว่าควรพูดอะไร ทำอะไร และเพราะนางมีไหวพริบ คนในจวนอู่อันโหวถึงรับไม่ได้ ทำร้ายนางอย่างโหดเหี้ยม

               เคราะห์ดีที่ชาตินี้หงฉวีไม่ต้องตามเจ้านายเข้าสู่จวนอู่อันโหวอีก ชีวิตน้อยๆ ของหงฉวีจึงถือว่ารักษาไว้ได้แล้ว

               กู้ชิงจู๋เดินมามองถาดที่หงฉวีถือเข้ามา เนื้อผ้าหยาบกระด้างจริงๆ แม้แต่แตะนางยังไม่อยากแตะ

               ที่ฉินฮูหยินนำเสื้อผ้าเนื้อหยาบเช่นนี้มามอบให้ กู้ชิงจู๋ไม่รู้สึกแปลกใจแม้แต่น้อย ฉินฮูหยินมีทรัพย์สมบัติในมือหรือไม่นางรู้ดีกว่าใคร อาจารย์สอนหนังสือคนหนึ่งยอมเป็นอนุของกู้จือหย่วนมาหลายปี พยายามยักยอกเงินของกู้จือหย่วนก็หลายครั้ง แต่โชคร้าย นางกลับไม่รู้ว่าค่าใช้จ่ายของกู้จือหย่วนทั้งหมด ภรรยาเก่าของเขาเป็นคนรับผิดชอบ ลำพังจวนกู้เองก็ไม่ได้มีเงินทองมากมายเช่นที่นางคิด

               ตระกูลเสิ่นของมารดากู้ชิงจู๋เป็นตระกูลคหบดีเก่าที่มีทรัพย์สินมาก ตอนที่มารดานางแต่งเข้าจวนจงผิงป๋อ ลือกันว่าขบวนสินเดิมยาวนับสิบลี้ ถึงจะเทียบกับองค์หญิงไม่ได้ แต่สินเดิมของท่านหญิง
ตระกูลใหญ่ทั่วไปยังไม่แน่ว่าจะมากมายเหมือนมารดานาง ความจริงแล้วแม้แต่ตำแหน่งในสำนักราชบัณฑิตหลวงที่กู้จือหย่วนรับราชการในเวลานี้ ก็ได้มาจากการบริจาคเงินของอดีตภรรยาทั้งสิ้น

               ลำพังกู้จือหย่วนจะมีเงินสักกี่แดงเชียว?

               ในปีที่เสิ่นฮูหยินจากไป แม้แต่ค่าใช้จ่ายส่วนตัวกู้จือหย่วนก็ยังไม่พอใช้ ไหนเลยจะยังมีเหลือให้ภรรยาใหม่เล่า

               หากฉินฮูหยินยังหาทางออกเรื่องเงินไม่ได้ แม้แต่เนื้อผ้าหยาบ ปีหน้าก็ไม่แน่ว่าจะมีใส่

               น่าเสียดายที่กู้ชิงจู๋เพิ่งจะเข้าใจเรื่องนี้ในภายหลัง นางไม่ขัดสนเงินทองมาตั้งแต่เล็ก จึงคิดว่าทุกคนล้วนมีเงินและไม่ได้ใส่ใจในเรื่องเหล่านี้ รอจนถึงตอนที่นางตื่นรู้ก็ถูกแม่เลี้ยงเอาเปรียบไปไม่น้อยแล้ว แต่สุดท้ายฝ่ายนั้นเอาเปรียบไปมากเท่าใด นางก็ให้คายออกมามากกว่าเดิมอีกหลายเท่า

               แม่เลี้ยงผู้นี้เคยบีบบังคับจนนางเกือบจะผูกคอตาย ที่นางกลายเป็นคนเจ้าเล่ห์ร้อยกลก็เพราะคนตระกูลกู้บีบให้ต้องเป็น ตระกูลกู้บีบสุนัขจนตรอกอย่างนางให้สู้ยิบตา ตระกูลกู้ทำให้ชื่อเสียงของนางร่วงดิ่งลงหุบเหวจนเกือบจะถูกบังคับให้แต่งกับคนโง่ที่สติไม่สมประกอบ!

               หงฉวีเห็นใบหน้าของคุณหนูปรากฏรอยยิ้มเยือกเย็นจึงเรียกออกมาคำหนึ่ง “คุณหนู คำพูดของบ่าวท่านได้ยินหรือไม่เจ้าคะ?”

               กู้ชิงจู๋พยักหน้า หมุนตัวไปถามเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกัน “เล่าเรื่องของแม่นมหลี่ให้ข้าฟังหน่อยเถอะ ครอบครัวนางมีกี่คน นางทำอะไรอยู่ในจวนหลังจากแม่ข้าตาย”

               “แม่นมหลี่?” หงฉวีคิด “ครอบครัวของแม่นมหลี่มีสี่คนนับรวมนาง บุตรชายและสะใภ้ต่างทำงานอยู่ที่ฝ่ายรายงาน สามีของนางยังดูแลพันธุ์ไม้ในจวน หลังจากอดีตฮูหยินสิ้นบุญ พวกเขาก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรเลยเจ้าค่ะ”

               ไม่เปลี่ยนถึงจะเรียกว่าแปลก

               หากไม่มีประโยชน์ เหตุใดฉินฮูหยินถึงเก็บคนสนิทของมารดานางอย่างเช่นแม่นมหลี่และครอบครัวไว้ที่เดิมเล่า? น่าเสียดายก็แต่ปีนั้นแม่นมหลี่ถอนตัวเร็ว ไม่ได้ทิ้งพิรุธอะไรไว้ กู้ชิงจู๋จึงมองข้ามไป

5.แสวงหาความรู้

               เมื่อคิดได้เช่นนี้ การเสียเปรียบที่นางได้รับช่วงที่เดินทางกลับไปอยู่ที่ตระกูลกู้อีกหน ก็น่าจะเกี่ยวพันกับแม่นมหลี่ไม่น้อย

 

               เวลานี้สิ่งที่ฉินซื่อต้องการคืออะไร ในใจกู้ชิงจู๋รู้ดี

               ก่อนมารดาจะจากไปได้บอกกู้ชิงจู๋ไว้ว่านางมีกุญแจอยู่สองดอก ดอกหนึ่งคือคลังส่วนตัวของกู้ชิงจู๋ อีกดอกคือคลังสินเดิม กุญแจคลังส่วนตัวขอมอบให้กู้ชิงจู๋ ส่วนกุญแจคลังสินเดิมก็บอกที่ซ่อนให้กู้ชิงจู๋และกู้ชิงเสวียสองพี่น้องพร้อมทั้งกำชับพวกเขาห้ามไม่ให้เปิดออกจนกว่าจะโต

               แม้เสิ่นฮูหยินจะชะตาอาภัพแต่กลับไม่โง่เขลา นางต่อสู้กับอนุของสามีมานานขนาดนั้นโดยไม่ถูกยักยอกเงินทองสักชิ้น ของของตัวเองยังคงกุมแน่นอยู่ในมือแล้วส่งมอบสู่มือของบุตรธิดาได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง

               จำได้ว่าชาติที่แล้ว... ส่วนของกู้ชิงจู๋ยังถือว่ารักษาเอาไว้ได้แต่ส่วนของกู้ชิงเสวียนั้นยังไม่แน่

               สาเหตุก็เพราะน้องชายที่เหลือเพียงคนเดียวบนโลกใบนี้มีใจออกห่างจากพี่สาว หลังจากถูกแม่เลี้ยงเป่าหูบ่อยครั้ง กู้ชิงเสวียก็รู้สึกว่าพี่สาวเป็นหญิงปากร้ายที่ทำทุกอย่างได้โดยไม่เลือกวิธีการไร้คุณธรรม เขามองนางเหมือนเป็นคนนอก ไม่ว่ากู้ชิงจู๋จะพูดอะไร ชวนอะไร เขาก็ไม่เชื่อ เลือกยืนอยู่ตรงข้ามกับนางทุกอย่าง

               ตราบจนกระทั่งกู้ชิงจู๋บีบเค้นแม่เลี้ยงจนถึงทางตัน ฉินฮูหยินจึงยอมเปิดเผยใบหน้าที่แท้จริงของตนออกมา เลือกลงมือกับกู้ชิงเสวียอย่างโหดเหี้ยม น้องชายของนางจึงได้กระจ่างแจ้งทุกความจริง แต่ตอนนั้นเขาก็ล่วงเลยวัยเรียนไปนานแล้ว พอบุ๋นไม่ดี บู๊ไม่ได้ ชีวิตที่เหลือจึงเป็นได้เพียงเถ้าแก่ร้านค้า ทำมาหาเลี้ยงชีพด้วยการค้าขายไปจนตาย

               เมื่อชาติก่อนตอนที่กู้ชิงจู๋ต้องติดตามฉีเซวียนจากเมืองหลวงไปม่อเป่ย น้องชายลอบพบปะนางระหว่างทางแล้วมอบเสื้อผ้าที่เย็บซ่อนตั๋วเงินเต็มตัวเอาไว้ให้นางตัวหนึ่ง และเพราะตั๋วเงินเหล่านั้น ชีวิตของกู้ชิงจู๋กับฉีเซวียนในม่อเป่ยจึงข้ามผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดไปได้อย่างปลอดภัย

               นึกถึงน้องชายที่ไม่ได้พบหน้ามาหลายปีกู้ชิงจู๋ก็ถอนใจเงียบๆ เจ้าเด็กนั่นตอนนี้เกรงว่าจะถูกแม่เลี้ยงหลอกอยู่ คงระแวดระวังพี่สาวแท้ๆ อย่างนางไม่น้อย

               แต่กู้ชิงจู๋ไม่มีอะไรต้องกลัว ชาติที่แล้วต่อให้นางไม่รู้เหตุการณ์ล่วงหน้า แม่เลี้ยงก็ยังไม่นับว่าเป็นคู่ต่อสู้ของนาง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงชาตินี้ อย่างมากก็แค่เอาชื่อเสียงเข้าแลก สำหรับกู้ชิงจู๋ที่ใช้ชีวิตมาแล้วสองชาติ เรื่องชื่อเสียงไม่ได้อยู่ในขอบเขตที่นางใส่ใจนานแล้ว

               วันที่สามหลังจากฉินซื่อส่งของมายังบ้านสวน แม่นมหลี่ก็นั่งไม่ติดที่แล่นมาหานางอีกหน กู้ชิงจู๋กำลังนั่งอ่านหนังสือบนเตียงนุ่ม
เล่มที่อ่านคือ ‘ที่ตั้งจวนต่างๆ ในเมืองหลวง’ นางไม่ได้กลับเมืองหลวงมาหลายปี เกือบจะไม่มีความทรงจำอะไรเกี่ยวกับสถานที่แห่งนั้นแล้ว ได้ดูที่ตั้งจวนสักหน่อยอาจช่วยฟื้นความทรงจำขึ้นมาได้บ้าง

               แม่นมหลี่ในมือถือน้ำชา เดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้ม นางรินชาให้กู้ชิงจู๋แล้วก็ยื่นให้

               กู้ชิงจู๋ทั้งไม่เงยหน้ามองและไม่ยื่นมือไปรับชาดื่ม ทำคล้ายกับไม่รู้ว่าแม่นมหลี่เข้ามา แม่นมหลี่กระแอมหนึ่งครั้ง “เหตุใดคุณหนูถึงเปลี่ยนมาขยันขนาดนี้เจ้าคะ แต่ก่อนไม่เห็นคุณหนูจะอ่านหนังสืออะไรเลย”

               กู้ชิงจู๋พลิกเปิดหน้าหนึ่งแล้วตอบอย่างเนิบนาบ “อืม ข้าเพิ่งผ่านอุบัติเหตุร้ายแรงมา ในหัวจึงยังว่างเปล่า จำเป็นต้องเรียนสักหน่อยแล้ว”

               แม่นมหลี่ตั้งสติรับมือกู้ชิงจู๋ “คุณหนูใฝ่เรียนเป็นเรื่องดีหลายวันก่อนคนที่มาส่งของให้พวกเราเล่าว่า ฉินฮูหยินกับคุณชายใหญ่เอ่ยตั้งหลายหนว่าอยากจะมารับคุณหนูกลับจวน หากกลับจวนแล้วคุณหนูยังอยากแสวงหาความรู้ นางคงจะสอนให้ด้วยตนเองนะเจ้าคะ”

               แม่นมหลี่กล่าวพลางลอบสังเกตสีหน้าของกู้ชิงจู๋ ยังเห็นอีกฝ่ายทำคล้ายกับไม่ได้ยินคำพูดของตน ที่ควรจะอ่านหนังสือก็อ่าน ที่ควรจะพลิกหน้าหนังสือก็พลิก คำกล่อมของนางไม่มีผลกระทบแม้แต่นิดเดียว

               สีหน้าของกู้ชิงจู๋ดูเรียบนิ่ง แม่นมหลี่จึงไม่รู้จะลงมืออย่างไรต่อ ขณะกำลังร้อนรนจนหัวใจคันคะเยอ กู้ชิงจู๋ก็เอ่ยปากขึ้นมาในที่สุด“แม่นมหลี่มาเพื่อพูดเรื่องนี้กับข้าหรือ?”

               นางย้อนถามจนแม่นมหลี่นิ่งไป “เอ๋? เอ่อ...ก็...ก็แค่เรื่องนี้น่ะเจ้าค่ะ” เห็นกู้ชิงจู๋ใช้จังหวะที่พลิกหน้าหนังสือเลิกตาขึ้นมองนาง ท่าทางแบบนั้นคล้ายกับกำลังจะออกปากไล่แขก แม่นมหลี่ที่มีไหวพริบจึงแย่งกล่าวเสริมก่อนกู้ชิงจู๋ประโยคหนึ่ง

               “อ้อ ใช่แล้ว ยังมีอีกเรื่องเจ้าค่ะ เกือบลืมไปเลย อีกสองเดือนข้างหน้าจะเป็นวันฉลองอายุครบหกสิบของกู้เหล่าฟูเหริน แต่ไหนแต่ไรมาเหล่าฟูเหรินก็รักคุณหนูมากกว่าหลานคนไหนๆ ในวันคล้ายวันเกิดของนาง คุณหนูจะต้องเตรียมของอวยพรที่ดูดีหน่อยนะเจ้าคะคนแก่จะได้ดีใจ จะได้ตระหนักว่าในใจของคุณหนูยังคงคิดถึงนางอยู่”

               แม่นมหลี่เรียบเรียงคำพูดในใจหลายรอบก่อนจะหลุดออกมาได้ พูดจบนางก็รอฟังคำตอบจากกู้ชิงจู๋ ทว่าอีกฝ่ายคล้ายจะจมจ่อมอยู่กับหนังสือ ท่าทางเหมือนไม่ได้ยินคำพูดใดๆ ทำให้แม่นมหลี่ร้อนใจแทบตาย คิดอยากจะพุ่งเข้าไปคว้าหนังสือในมือเด็กสาวมาฉีกทึ้งเสียเลย เพียงกล้าคิดแต่ยังไม่กล้าลงมือทำ นางอดกลั้นอารมณ์ เร่งเร้าออกไปอีกคำ “คุณหนูเจ้าคะ ท่านได้ยินคำของบ่าวหรือไม่?”

               ได้ยินหรือไม่ได้ยินก็ตอบกลับสักคำสิ! แม่นมหลี่ร้อนรนอยู่ในใจ

               แต่กู้ชิงจู๋กลับพยักหน้าอย่างไม่เร็วไม่ช้า “ได้ยิน”

               ตอบกลับแค่คำเดียวเท่านั้นจริงๆ!

               เป็นแบบนี้ต่อไปนางจะต้องกระอักเลือดตายเป็นแน่ “เช่นนั้น คุณหนูเตรียมจะมอบของสิ่งใดให้กับเหล่าฟูเหรินหรือเจ้าคะ?”แม่นมหลี่ยังพยายามยิ้มต่อทั้งที่ร้อนใจ

               กู้ชิงจู๋พลิกหนังสืออีกหน้าอย่างไม่เร็วไม่ช้า “ยังเร็วไป ไม่ใช่เหลือเวลาอีกสองเดือนรึ”

               ในที่สุดก็รับคำแล้ว แม่นมหลี่ปลื้มปีติเหลือเกิน “นี่เป็นงานฉลองวันเกิดของเหล่าฟูเหรินเชียวนะเจ้าคะ เราจะ ‘กอดขาพระเมื่อถึงเวลา’ ไม่ได้ ต้องเตรียมการแต่เนิ่นๆ ทั้งยังต้องคำนึงให้รอบคอบ
ทุกด้าน จะได้ไม่มีสิ่งใดผิดพลาด”

               กู้ชิงจู๋หลุบตา ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย ดูงดงามราวกับภาพวาดสีน้ำของเจียงหนาน แม้แต่แม่นมหลี่ที่เห็นกันมานานยังอดถอนใจมิได้... คุณหนูผู้นี้เกิดมามีใบหน้างดงามอย่างแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งดวงตาคู่นั้น มันสุกสกาวกว่าดวงดาวบนท้องฟ้ายามรัตติกาลเสียอีก สีดำขาวของดวงตาตัดกันอย่างชัดเจน มองแล้วใสกระจ่างราวกับไม่เคยแปดเปื้อนความโสมมใดๆ บนโลก

               “ตามความคิดของแม่นม ข้าควรจะเตรียมของขวัญแบบใดเล่า?” กู้ชิงจู๋จู่ๆ ก็หลุดปาก

               สองตาแม่นมหลี่สว่างวาบ รีบเสนอแนะทันที “ความจริงก็ไม่มีอะไรยากหรอกเจ้าค่ะ เมื่อก่อนอดีตฮูหยินมักหยิบของขวัญล้ำค่าออกมาจากคลังสมบัติส่วนตัว ครั้งนี้คุณหนูก็ทำตามท่านแม่ เลือกออกมาสักสองสามชิ้นจากคลังส่วนตัวก็พอแล้ว”

               ในที่สุดก็พูดเข้าประเด็น...

               กู้ชิงจู๋ยิ้มกว้างขึ้นกว่าเดิม “คลังส่วนตัวน่ะหรือ... อืม... ของในนั้นมันมีมากมายเหลือเกิน”

               แม่นมหลี่กล่าวต่ออย่างอดรนทนไม่ไหว “ใช่เจ้าค่ะ ของเหล่านั้นมีมากมายไม่สะดวกเข้าไปเลือกจริงๆ หากคุณหนูไว้ใจบ่าว สามารถมอบกุญแจให้บ่าวไปช่วยคุณหนูเลือกของที่เหมาะสมออกมาสักสองสามชิ้นก็ได้นะเจ้าคะ บ่าวปรนนิบัติอดีตฮูหยินมากว่าสิบปี เรื่องเล็กน้อยเหล่านี้จะต้องช่วยคุณหนูจัดการได้เรียบร้อยแน่”

               ในที่สุดก็พูดตรงจุด คำพูดของแม่นมทำให้กู้ชิงจู๋เชื่อมโยงเรื่องราวกับชาติที่แล้วได้อย่างเหมาะเจาะ

               ชาติที่แล้วนางเคยมอบกุญแจคลังส่วนตัวให้กับแม่นมหลี่เพื่อให้อีกฝ่ายช่วยนางเลือกของขวัญ และเพราะเป็นเช่นนั้น แม่เลี้ยงถึงแอบปลอมกุญแจดอกหนึ่งออกมาและลักลอบนำของในคลังส่วนตัวของมารดานางออกไปขาย ตอนนั้นกู้ชิงจู๋คิดไม่ออกว่าแม่เลี้ยงจะมีกุญแจของนางได้อย่างไร ทั้งยังเคยสงสัยในตัวน้องชาย นึกว่าเป็นเขาที่ไม่รู้จักหนักเบา ปลอมกุญแจมอบให้แม่เลี้ยงด้วยตนเอง

               ที่แท้ต้นเหตุก็อยู่ที่นี่!

               มิน่าเล่า หลังจากที่แม่นมหลี่ทำภารกิจนี้เรียบร้อย นางก็เหมือนนกรู้ รีบถอนตัวจากไปอย่างรวดเร็ว ไม่กล้าอยู่ในสายตาของกู้ชิงจู๋อีกด้วยเกรงว่าหากอยู่ต่อ ไม่ช้าก็เร็วต้องมีสักวันที่กู้ชิงจู๋นึกถึงเรื่องที่เคยมอบกุญแจให้นางออก

               “แม่นมเข้าใจผิดแล้ว” กู้ชิงจู๋ทอดสายตาขึ้นมองอีกฝ่ายอย่างแน่วแน่ “ที่ข้าพูดว่าของในคลังส่วนตัวมากมาย นั่นหมายความว่าของทุกชิ้นล้วนดีเลิศ ไม่ได้บอกว่าเลือกไม่เป็น จึงไม่จำเป็นต้องรบกวนแม่นม”

               รอยยิ้มบนใบหน้าแม่นมหลี่แข็งค้าง หว่างคิ้วนูนขึ้นน้อยๆนางฝืนรักษาสีหน้ายิ้มแย้มยินดี “คุณหนูไม่เชื่อใจบ่าวหรือเจ้าคะ?บ่าวติดตามรับใช้ตั้งแต่อดีตฮูหยินออกเรือน คุณหนูไว้ใจบ่าวได้”

               กู้ชิงจู๋คล้ายยิ้มแต่ไม่ยิ้ม “ข้าย่อมเชื่อใจ แต่บางครั้งแม่นมเองก็ชอบหลงลืม”

               แม่นมหลี่ไม่เข้าใจ “ทุกเรื่องที่คุณหนูสั่ง บ่าวไม่เคยลืม”

               กู้ชิงจู๋คว้าหนังสือแล้วลุกขึ้นจากเตียงนุ่ม เดินมาหยุดตรงหน้าแม่นมหลี่ นางมีเรือนร่างแบบบางสูงโปร่ง ความสูงตอนอายุสิบสามปีก็เทียบเท่ากับแม่นมหลี่แล้ว แม้จะแบบบางไปบ้างแต่ก็มีราศีของ
คุณหนูรองแห่งจวนป๋อแฝงอยู่ไม่น้อย “ลืมสิ... วันนั้นม้าของข้าตกใจเพราะเหตุใด? ล้อรถม้าคลายได้อย่างไร? ทำไมข้าถึงตกลงมาจากรถม้าได้?”

6.เขาไม่ลืม

               สามคำถามติดกัน ทำเอาสีหน้าของแม่นมหลี่เขียวคล้ำ อึกอักไม่รู้ว่าควรตอบอย่างไรดี

               กู้ชิงจู๋เห็นนางตึงเครียดก็พลันยิ้ม รอยยิ้มนี้ทำให้หนังศีรษะของแม่นมหลี่ตึงแน่น ขนลุกไปทั้งตัว

               “ดูเอาเถอะ เรื่องนี้แม่นมก็ลืมเสียแล้ว ก่อนจะได้คำตอบของเรื่องนี้แม่นมอย่าเพิ่งไปใส่ใจเรื่องอื่นเลย... ถ้าไม่มีอะไรแล้วก็ออกไปได้”

               แม่นมหลี่จากไปด้วยอาการที่แทบจะเรียกได้ว่าขวัญหายไม่กล้าหันกลับไปมองด้วยเกรงว่ากู้ชิงจู๋จะเห็นพิรุธจากสีหน้าของตน หลังจากก้าวช้าๆ เดินออกมาหลายก้าว นางก็เร่งฝีเท้าวิ่งออกจากเรือนเล็กของกู้ชิงจู๋ไปราวกับเผ่น

               กู้ชิงจู๋มองแผ่นหลังร้อนรนของแม่นมหลี่ เก็บรอยยิ้มบนใบหน้าลง

 

               ใต้ภูเขาหิมะในดินแดนตะวันตก* มีโจรอาละวาด

               อู่อันโหวรับบัญชานำทหารปราบโจร เขาตั้งค่ายที่เชิงเขาหิมะมาหนึ่งเดือนกว่าแล้ว

               การศึกหนนี้ลำบากนัก กองทัพถูกหิมะตกหนักรบกวนทั้งวันทั้งคืน

               ฉีเซวียนสวมเสื้อเกราะนั่งอยู่ข้างกองไฟ ในมือถือหมั่นโถวที่แข็งกว่าหินลูกหนึ่ง สายลมแรงพัดต้องใบหน้าแทรกมาพร้อมกับหิมะอันเย็นเยียบ กระทบจนผิวหน้าเขาแสบไปหมด

               เขามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร เห็นได้ชัดว่ากำลังรบกับต้าเหลียงอยู่ที่ม่อเป่ย ทั้งยังรบชนะอีกด้วย จำได้ว่าตอนนั้นความขัดแย้งระหว่างเขาและชิงจู๋กำลังจะคลี่คลาย เขากำลังขอร้องให้นางยกโทษให้

               แต่แล้วนักฆ่าก็เข้ามา...

               นักฆ่าที่แฝงตัวปะปนอยู่ในค่ายเหล่านั้นไม่เพียงสังหารชิงจู๋ของเขา แต่ยังฉวยจังหวะที่เขากอดร่างภรรยาอย่างตกตะลึง สังหารเขาตามไปด้วยอีกคน

               พอลืมตาขึ้นมาอีกครั้งก็มีหิมะปลิวว่อนเต็มท้องฟ้าแล้ว

               หลี่เม่าเจินที่ดูราวกับหนุ่มลงยี่สิบปียกน้ำแกงร้อนชามหนึ่งมาส่งให้ พร้อมกับตะโกนเรียก “ซื่อจื่อ น้ำแกงไก่ใส่เห็ดที่เพิ่งจะเคี่ยวเสร็จร้อนๆ มาแล้วขอรับ ท่านรีบดื่มตอนร้อนเถอะร่างกายจะได้อบอุ่นพรุ่งนี้ทัพหนุนของท่านโหวก็คงจะตามมาถึง”

               ซื่อจื่อ...ท่านโหว

               เขาย้อนกลับมาหลายปีขนาดนี้เชียวรึ?

 

               ฉีเซวียนรับน้ำแกงร้อนมา ถึงพบว่านิ้วมือของตนแข็งไปหมด

               อากาศที่นี่หนาวเกินไปจริงๆ เขาเงยหน้ามองหลี่เม่าเจินที่โตมาด้วยกัน สูดจมูกแล้วถามว่า “เม่าเจิน ปีนี้เจ้าอายุเท่าไหร่แล้ว?”

               หลี่เม่าเจินนั่งในระดับที่ต่ำกว่าฉีเซวียน ต่อให้อยู่นอกสนามรบ เขาก็ระวังฐานะไม่กล้านั่งเสมอซื่อจื่อ เขานิ่งไปครู่หนึ่งถึงตอบว่า“เรียนซื่อจื่อ ปีนี้ข้าอายุยี่สิบแล้ว อายุมากกว่าท่านสามปี ท่านลืมไปแล้วหรือ?”

               สามปี... เขาไม่ลืม

               ฉีเซวียนพยักหน้า ก้มลงมองน้ำแกงในชาม ความคิดในหัวหมุนเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

               หลี่เม่าเจินยี่สิบ เขาก็สิบเจ็ด... ปีที่อายุสิบเจ็ด เขาตามบิดาไปร่วมรบครั้งหนึ่ง เพราะข่าวลับรั่วไหล พวกเขาจึงถูกซุ่มโจมตี ฉีเซวียนกับทหารสองร้อยนายของทัพหน้าติดอยู่ในภูเขาหิมะถึงเจ็ดแปดวัน เกือบจะเอาชีวิตไม่รอด

               ดูท่าเขาคงจะย้อนกลับมาตอนนี้สินะ?

               ตอนที่เขาอายุสิบเจ็ดปี บิดากำลังอยู่ในวัยกำยำ* อู่อันโหวเป็นที่ไว้วางพระทัยของฮ่องเต้ พี่สาวเขายังเป็นถึงกุ้ยเฟย** ขอเพียงหนนี้บิดาเขาสามารถนำชัยชนะกลับเมืองหลวงได้ พี่สาวก็จะได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งฮองเฮา ส่วนจวนอู่อันโหวก็จะได้เลื่อนขั้นขึ้นเป็นจวนโหวขั้นหนึ่ง นับว่าเป็นช่วงเวลาห้าปีที่รุ่งเรืองที่สุดของครอบครัวเขา

               ห้าปีให้หลัง จวนอู่อันโหวพ่ายแพ้ติดกันสองครั้งในการต่อสู้ด้านการปกครองกับอัครเสนาบดีจางเหลียนชิง ทำให้ชื่อเสียงเสียหายใหญ่หลวง บิดาเขาล้มป่วยด้วยเหตุนี้ และในเวลานี้เอง กู้ชิงจู๋ก็บุกเข้ามาในโลกของเขา นางที่ได้รับความรักใคร่จากท่านย่ากระโดดขึ้นมาครอบครองตำแหน่งฮูหยินของเขาโดยที่ไม่มีใครคาดคิด

               เพราะนางมาอย่างฉับพลัน มาพร้อมกับเล่ห์กล อีกทั้งข่าวลือเกี่ยวกับนางยังมีมาก เขาจึงตราหน้าว่านางเป็นสตรีที่มีใจเจ้าเล่ห์ไร้คุณธรรม เขาไม่เคยให้เกียรตินางทั้งในจวนและนอกจวน ถึงกับ
ร่วมมือกับคนนอกกดดันนางทุกอย่าง ทำให้ไม่ว่านางจะทำอะไรล้วนยากเย็นแสนเข็ญ แต่นางเฉลียวฉลาด มีความสามารถ จึงคลี่คลายปัญหาได้ทุกครั้ง

               จำได้ว่าปีนั้น เขาหลงใหลญาติสาวคนหนึ่งที่ครอบครัวกำลังตกต่ำ หลงใหลในความอบอุ่นมีน้ำใจของนาง นางน่ารักซ้ำยังจิตใจดี เขาเคยคิดจะแต่งนางเป็นภรรยา แต่ท่านย่ากลับเอ่ยขึ้นมาอย่างกะทันหันว่าเขาต้องแต่งกับชิงจู๋เท่านั้น เขาจึงนึกโมโหที่ชิงจู๋ ‘แย่ง’ที่ที่ควรจะเป็นของญาติสาวที่ตนรัก ถึงได้ทำเรื่องเลวร้ายใส่นางไปไม่น้อย

               ต่อมาท่านย่ารู้สึกว่าการที่ญาติสาวผู้นั้นอยู่ในจวนต่อ นับเป็นเหตุแห่งภัย จึงจัดการให้นางแต่งออกไปที่อื่น ญาติสาวยังคงติดต่อทางจดหมายกับเขาอยู่ บอกเล่าวันเวลาที่ยากลำบากของตนให้เขาฟัง เขามีใจช่วยเหลือนางทว่ากลับไร้ซึ่งคุณสมบัติ ชิงจู๋เคยขอร้องให้เขาเลิกส่งจดหมายติดต่อกับญาติสาวอยู่หลายครั้ง เขาคิดเพียงว่านางริษยา จึงไม่เคยเชื่อฟัง ทั้งยังทำตัวใจร้ายกับนางมากขึ้น

               ก่อนบิดาจากไปได้เคยบอกให้เขาทำดีต่อชิงจู๋ให้มาก เรื่องเล็กใหญ่ในจวนล้วนต้องพึ่งพานาง แม้เขาจะพยักหน้า แต่กลับไม่เคยฟังเข้าหู

               หลังจากสิ้นบิดาเขาก็ได้รับบรรดาศักดิ์เป็นอู่อันโหว เมื่อได้รู้ว่าสามีของญาติสาวขัดสนเงินทองถึงขั้นจะขายนางให้กับหอคณิกา เขามีหรือจะทนได้ จึงรีบบึ่งออกจากเมืองหลวงเพื่อไปช่วยเหลือ

               กู้ชิงจู๋รั้งเขาทุกวิถีทางแต่กลับเหมือนภูตผีบังตา เขาลงไม้ลงมือกับนางอย่างไม่รู้สึกละอาย จัดการนางเสร็จแล้วก็ออกจากเมืองหลวงมุ่งหน้าไปยังทะเลฮว๋ายไห่ ใครจะไปรู้ว่ามีกับดักรออยู่ ความผิดพลาดในหนนั้นทำให้เขาต้องเสียจวนอู่อันโหว ถูกหอบเข้าสู่คดีโจรสลัดทะเลฮว๋ายไห่ที่สั่นสะเทือนทั้งราชสำนักและราษฎร เวลานั้นเขาถึงได้รู้ว่าทั้งหมดเป็นเพียงเรื่องโกหกที่น่าขันเรื่องหนึ่ง

               เขาถูกคนของศาลต้าหลี่* สวมตรวนกุมตัวกลับเมืองหลวงแล้วขังไว้ในคุกฟ้า พ่อบ้านในจวนไปเยี่ยมเขาหลายครั้ง แต่กลับไม่เห็นชิงจู๋ เมื่อถามแล้วถึงได้รู้ว่าภรรยาของเขาตกเลือดหลังจากถูกเขาสะบัดไปกระแทกผนัง ตอนนั้นนางคงไม่รู้ว่าตนตั้งครรภ์ได้สามเดือนแล้ว ส่วนเขาก็ยิ่งกว่าชั่วช้า ถึงกับสังหารลูกของตนเองกับมือ

               หลายคืนในคุกฟ้าเขาไม่รู้ว่าตนผ่านมาได้อย่างไร ไม่ใช่สิ่งแวดล้อมเลวร้ายแต่เป็นความเสียใจและโกรธแค้นที่คละเคล้ากันไป เมื่อนึกย้อนถึงเรื่องราวต่างๆ หลังจากที่นางแต่งเข้าจวนอู่อันโหวเขาก็เกลียดตัวเองเข้ากระดูก ยี่สิบห้าวันในคุกทำให้เขาได้รู้ซึ้งในความชั่วช้าของตน เขาเคยคิดอยากใช้ความตายทดแทนความผิด แต่กลับกังวลว่าตนจะตายอย่างสุขสบายและทิ้งชิงจู๋ให้รับผิดชอบจวนอู่อันโหวต่อ เขาพยายามอดกลั้นรอจนถึงวันที่การไต่สวนจบลง ในที่สุดเขาก็ได้กลับบ้าน

               บรรดาศักดิ์อู่อันโหวของเขาถูกฮ่องเต้ถอนคืน เขากลับ
จวนโหวอย่างคนจนตรอก คนในจวนล้วนหายหน้า เมื่อภัยใหญ่มาเยือนใครยังจะยอมติดตามเขาอีกเล่า?

               ยังคงเหลือเพียงชิงจู๋... ภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากคนเดียวที่นั่งรออยู่ในบ้าน

               ไม่พบกันเดือนกว่านางซูบผอมไปจนไม่เหลือเค้าเดิม เป็นเพียงโครงกระดูกเดินได้เท่านั้น แม้แต่ชุดหญิงชาวบ้านที่สวมอยู่บนตัวนางก็ยังหลวมโพรก

               นางผลัดเสื้อผ้าสะอาดให้เขา ตัดผมโกนหนวดให้ หลังจากนั้นทั้งคู่ก็ถูกทหารหลวงที่กุมตัวเขามาไล่ออกจากจวนโหวพร้อมกัน ต้องนั่งรถคาราวานคันเล็กๆ เดินทางไปยังดินแดนทุรกันดารอย่างม่อเป่ยบนถนนที่เต็มไปด้วยขวากหนามขรุขระ

               นางไม่เคยใส่อารมณ์กับเขาและไม่เคยห้ามเขาทำเรื่องใดๆอีก ทั้งยังเงียบขรึมพูดน้อยลงเรื่อยๆ เขาพูดกับนาง นางก็เพียงรับคำ เวลาไม่พูดก็เอาแต่นั่งอ่านตำราแพทย์เพียงลำพัง

               คนที่เมื่อก่อนรักสะอาดอย่างนาง หากสิ่งของสกปรกเพียงเล็กน้อยแม้แต่จะแตะก็ยังไม่ยอม แต่วันนี้กลับต้องทนรับสภาพอากาศเลวร้ายที่นอกด่านและสิ่งแวดล้อมย่ำแย่ของค่ายทหาร แม้นางจะไม่เคยบ่นสักประโยค แต่ฉีเซวียนก็ไม่สบายใจอยู่ดี

               และเพื่อนาง เขาต้องเข้มแข็งขึ้นมาอีกครั้ง เขาต้องพานางไปจากที่นี่ ต้องพานางกลับจวนโหวอย่างยิ่งใหญ่ ต้องทำให้นางกลายเป็นโหวฮูหยินขั้นหนึ่งที่ได้รับความเคารพอีกครั้งให้จงได้

               ทว่าความหวังทั้งหมดนี้ยังไม่ทันเกิด เขาก็ถูกนักฆ่าที่แฝงตัวอยู่ในค่ายสังหารเสียก่อน

               เขารู้สึกว่ามีอะไรตกลงบนใบหน้า ฉีเซวียนยกมือขึ้นรับ ที่แท้ก็เป็นน้ำตาของตนที่ไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว อากาศหนาวเหน็บขนาดที่ก้อนดินยังจับตัวเป็นน้ำแข็ง น้ำตาหยดนี้เกาะอยู่บนใบหน้าได้
ไม่ทันไรก็จับตัวเป็นน้ำแข็งตามไปเสียแล้ว

               หลี่เม่าเจินไม่เคยเห็นซื่อจื่อร้องไห้มาก่อน ซื่อจื่อเป็นชายหนุ่มที่เข้มแข็ง ทะนงตน ตอนเด็กๆ เขาเคยฝึกยุทธ์ร่วมกับซื่อจื่อ แม้กระดูกไหล่เคลื่อนอีกฝ่ายก็ยังไม่ร้องออกมาสักคำ ซื่อจื่อไม่เคยก้มหัวให้ใครและเรื่องใดทั้งสิ้น

               แต่ตอนนี้เหตุใดถึงมานั่งร้องไห้?

               ด้วยนึกว่าอีกฝ่ายกังวลกับสถานการณ์ในตอนนี้จึงเอ่ยปากปลอบไปว่า “ซื่อจื่อได้โปรดอย่ากังวล อย่างช้าพรุ่งนี้ท่านโหวก็คงหาพวกเราพบ เราจะไม่เป็นไรแน่ขอรับ”

               ฉีเซวียนใช้หลังมือปาดใบหน้า เช็ดเกล็ดหิมะและเกล็ดน้ำแข็งบนใบหน้าจนหมดเกลี้ยงแล้วเลิกตาขึ้นมองหลี่เม่าเจินที่ยังหนุ่มแน่นในหัวพลันรับรู้ถึงความเป็นจริงข้อหนึ่ง

7.ความจริงน่ะหรือ?

               ในเมื่อเขากลับมาตอนที่อายุสิบเจ็ดอีกครั้ง นั่นหมายความว่าบาดแผลเหล่านั้นที่เขาทำร้ายชิงจู๋ยังไม่เกิดขึ้น หลังจากคำนวณแล้วปีนี้ชิงจู๋น่าจะอายุสิบสาม นางแต่งให้เขาตอนอายุสิบเจ็ด ยังห่างจากการแต่งงานของพวกเขาอีกสี่ปี

               เมื่อคิดถึงตรงนี้ ฉีเซวียนก็อดยิ้มออกมาไม่ได้

               หลี่เม่าเจินเห็นซื่อจื่อของตนเดี๋ยวร้องไห้เดี๋ยวหัวเราะ ไม่รู้ว่าเป็นอะไรกันแน่ จึงแอบคิดว่าซื่อจื่ออาจตกใจกับสภาพแวดล้อมอันเลวร้ายจนสมองมีปัญหา

               รอยยิ้มบนใบหน้าของฉีเซวียนกว้างขึ้นเรื่อยๆ ท่าทางไม่สมประดีทำให้หลี่เม่าเจินไม่สนใจไม่ได้อีก เขาก้าวเข้าไปแตะบ่าฉีเซวียนแต่กลับถูกอีกฝ่ายกอดกลับเข้าเต็มรัก ไม่เพียงแค่กอดฉีเซวียนยังตบหลังเขาหลายครั้งอย่างยินดี ปากก็บอกว่า “ดี ดีสิ ดีเหลือเกิน! ฮะฮะฮ่าๆ”

               หลี่เม่าเจินงุนงง ซื่อจื่อกอดเขาเสร็จก็ลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว สลัดหิมะบนตัวออกแล้วกรอกน้ำแกงไก่ที่เย็นชืดนานแล้วชามนั้นลงคอด้วยท่าทางกระปรี้กระเปร่า จากนั้นก็เดินตรวจตราสภาพแวดล้อมโดยรอบอย่างมุ่งมั่น

               เห็นซื่อจื่อที่จู่ๆ ก็กระตือรือร้นขนาดนี้ หลี่เม่าเจินก็ไม่รู้จะทำอย่างไร

               หรือซื่อจื่อจะโดนของเข้าให้แล้ว?

 

               นับตั้งแต่แม่นมหลี่ถูกกู้ชิงจู๋ไล่ไปก็ไม่มีโอกาสได้พูดกันอีก

               ต่อให้ชะโงกไปตรงหน้า ไม่ว่าจะพูดอะไรกู้ชิงจู๋ก็จะตอบกลับอย่างราบเรียบเสมอ ถ้าไม่เงียบก็จะตอบในสิ่งที่ไม่ได้ถาม เป็นการตอบอย่างขอไปทีเหลือเกิน

               แต่แม่นมหลี่ก็ไม่มีวิธีอื่น คนที่บ้านเร่งนางมากขึ้นทุกวันแต่นางก็ยังทำไม่สำเร็จสักที ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อดีแล้ว

               เมื่อเทียบกับอาการร้อนใจของแม่นมหลี่ วันเวลาของกู้ชิงจู๋กลับสงบสุขอย่างมาก รถม้าของตระกูลกู้มาเร็วกว่าในความทรงจำของกู้ชิงจู๋สองเดือน นี่ก็เป็นเรื่องที่นางคาดไว้ไม่ผิด นางยืนข้างหน้าต่างห้องหนังสือชั้นสอง มองรถม้าที่ปักอักษร ‘จวนจงผิงป๋อ’ หยุดลงหน้าบ้านสวน มีสาวใช้สองคนกับแม่นมสี่คนก้าวลงมา

               หงฉวีมารายงานด้วยน้ำเสียงประหลาดใจยิ่ง “คุณหนู คนจากจวนป๋อมาหา พวกเขาบอกว่าจะมารับท่านกลับจวนเจ้าค่ะ”

               กู้ชิงจู๋เอนร่างพิงข้างหน้าต่าง พลิกตำราต่ออย่างเนิบนาบ หลายวันก่อนนางเพิ่งอ่าน ‘ที่ตั้งจวนในเมืองหลวง’ จบ ช่วงนี้จึงเริ่มอ่านตำราแพทย์ต่อ หงฉวีเห็นนางนิ่งจึงถามว่า “คุณหนูเจ้าคะ ทำไมท่านดูเหมือนไม่ดีใจเลย ท่านไม่อยากกลับจวนแล้วหรือ?”

               “ไม่อยาก” กู้ชิงจู๋ตอบอย่างไม่ปิดบัง

               หงฉวีตกตะลึง เผยสีหน้าลำบากใจ “แต่ คุณหนู...”

               กู้ชิงจู๋ปิดตำราแพทย์แล้ววางลงบนโต๊ะ เดินมาถอนใจตรงหน้าหงฉวี “ไม่อยากก็คงไม่มีประโยชน์ อย่างไรก็ต้องกลับอยู่ดี” กล่าวจบก็เดินผ่านหงฉวีลงบันไดไป

               หงฉวีมองแผ่นหลังผอมซูบของคุณหนู ในใจนึกอึดอัด จำได้ว่าแต่ก่อนคุณหนูรอคอยที่จะได้กลับจวนอยู่ทุกวี่ทุกวัน มักจะให้คนดูแลบ้านสวนส่งจดหมายไปถามว่าเมื่อไรทางบ้านจะมารับนาง แต่ทำไมตอนนี้คุณหนูไม่อยากกลับไปแล้วล่ะ?

               ในโถงรับแขก กู้ชิงจู๋นั่งหลับตาพลางดื่มชา สาวใช้กับแม่นมในจวนที่มารับนางกำลังยืนกล่าวคำหวานอยู่อีกด้าน “นับตั้งแต่คุณหนูรองย้ายมาบ้านสวน จวนป๋อก็เงียบเหงาลงอย่างเห็นได้ชัดนายท่านใหญ่กับฉินฮูหยินเอ่ยถึงคุณหนูรองอยู่บ่อยๆ มักจะให้คนมาถามว่าอาการป่วยของคุณหนูเป็นอย่างไรแล้วบ้าง สุขภาพร่างกายดีขึ้นหรือยัง เพราะเรื่องของคุณหนูรอง ฉินฮูหยินถึงกับกินไม่ได้นอน
ไม่หลับ ดูผอมซูบลงไปมาก บางครั้งพวกบ่าวปรนนิบัติอยู่ในหอพระยังได้ยินเสียงฉินฮูหยินสวดมนต์ขอพรให้คุณหนูรองเป็นประจำ ขอให้พระโพธิสัตว์คุ้มครองให้คุณหนูรองสุขภาพแข็งแรง หายป่วยในเร็ววัน พวกบ่าวก็ช่วยเหลืออะไรไม่ได้มาก ได้แต่ร้อนใจ อย่างตอนนี้พอได้ยินว่าสุขภาพของคุณหนูรองดีขึ้นพอสมควรแล้ว ฉินฮูหยินก็ไม่ยอมเสียเวลาแม้แต่น้อย จัดแจงให้บ่าวกับพี่ซวงเอ๋อร์ พร้อมทั้งแม่นมทั้งสี่มาเชิญคุณหนูรองกลับจวนเจ้าค่ะ”

               สาวใช้ช่างพูดคนนี้ชื่อชุ่ยจู เป็นสาวใช้ที่ได้รับความชื่นชมที่สุดของฉินฮูหยิน นางมีใบหน้างามสะอาด น้ำเสียงไพเราะน่าฟังราวกับนกขมิ้นที่บินออกจากหุบเขา คนทั่วไปที่ได้พูดคุยด้วย ได้ฟังเสียงนุ่มนวลของนางต่างก็เกรงใจอยู่หลายส่วน ดังนั้นชุ่ยจูจึงรู้สึกว่าตนพอมีหน้ามีตาในจวนป๋ออยู่บ้าง

               วันนี้ หลังจากนางปากหวานใส่ ก็คาดว่าคุณหนูรองฟังแล้วคงตีปีกดีใจ ไม่แน่ว่าจะตบรางวัลกลับมาเป็นเงินทองกองโต การมาเยือนครั้งนี้ก็เพื่อส่งข่าวดี ไม่ว่านางจะพูดหรือไม่พูดคำหวาน รางวัลก็
ไม่น่าขาดมือ แต่หลังจากที่ชุ่ยจูพูดจบ รออยู่ครู่หนึ่ง กลับไม่ได้ยินคำตอบจากคุณหนูรอง

               กู้ชิงจู๋ดื่มชาหลับตาพริ้ม ขนตางอนยาวเรียงเส้นราวกับพัด ท่าทางไม่เหมือนกำลังรอกลับจวน

               แม่นมหลี่มองอย่างร้อนใจอยู่อีกด้านหนึ่ง คุณหนูรองตีสีหน้าใส่นางก็ช่าง ทว่าแม้แต่สาวใช้ข้างกายฉินฮูหยินยังไม่อยู่ในสายตาทำแบบนี้ไม่เกินไปหรอกรึ?

               สาวใช้กับแม่นมที่มารับต่างพากันถลึงตาใส่นางแล้ว แม่นมหลี่ทุกข์ใจเหลือจะเอ่ย

 

               กู้ชิงจู๋วางถ้วยลงอย่างเนิบช้า ในที่สุดก็ยอมเอ่ยปาก

               “ขอบคุณฉินฮูหยินที่นึกถึง แต่สุขภาพของข้า ถ้าจะบอกว่าไม่ดีก็ไม่มีตรงไหนที่ไม่ดี บอกว่าดีก็ไม่เห็นจะดีสักเท่าไหร่ รู้สึกว่ายังเหลืออาการป่วยออดแอดอยู่เป็นบางครั้งบางคราว หากกลับไปตอนนี้เกรงว่าอาจจะพาเชื้อไปติดผู้อื่น หากเป็นเช่นนั้นมิสู้พักฟื้นอีกสักหลายวันหน่อยเล่า”

               รอยยิ้มบนใบหน้าของชุ่ยจูแข็งค้าง นางส่งสายตาให้กับแม่นมหลี่ แม่นมหลี่รีบก้าวเข้าไปขัดตาทัพ “คุณหนู สุขภาพของท่านก็ดีแล้วนี่เจ้าคะ วันนี้ฮูหยินส่งสาวใช้สองคนกับแม่นมสี่คนมารับคุณหนูกลับ คนในจวนคงต้องรออยู่แน่ หากคุณหนูยังรั้งอยู่ที่นี่ ต่อไปก็ไม่รู้จะได้กลับวันไหนแล้ว”

               ความหมายของประโยคนี้ก็คือ ‘ผู้อื่นไว้หน้าท่านก็อย่าได้ปฏิเสธ ผู้อื่นมาเชิญท่านก็กลับไปเสีย ถ้าไม่กลับวันนี้ ต่อไปจะไม่มีใครมาเชิญแล้ว’

               กู้ชิงจู๋กลับตอบกลับเสียงเย็น “ไม่กลับก็ดี มีแม่นมกับหงฉวีอยู่เป็นเพื่อนข้าที่บ้านสวน คิดแล้วข้าก็คงไม่เหงานัก” พูดประโยคนี้จบก็ไม่รอให้แม่นมกล่าวอะไรต่อ กู้ชิงจู๋ลุกขึ้นเดินออกจากห้องรับแขกไปโดยไม่หันกลับมามอง ตรงไปยังห้องหนังสือของตน

               หงฉวีจึงไม่กล้ารั้งรอ รีบก้าวตามหลังกู้ชิงจู๋ไปติดๆ ชุ่ยจูหันไปถลึงตาใส่แม่นมหลี่ “เกิดอะไรขึ้น? เจ้าจะให้ข้ากลับไปรายงานฮูหยินอย่างไร?”

               แม่นมหลี่จนปัญญา “ใครจะไปรู้ว่าบรรพบุรุษท่านนี้คิดอะไรอยู่เล่า ข้าก็พลอยลำบากไปด้วย ข้า...ข้าจะลองไปเกลี้ยกล่อมนางอีกสักหน”

               กู้ชิงจู๋เลือกปฏิเสธในทางแจ้ง ชุ่ยจูจึงไร้หนทาง ได้แต่เก็บข้าวของเดินทางกลับ

               ในห้องหนังสือชั้นสอง กู้ชิงจู๋เห็นรถม้าของจวนป๋อเดินทางออกจากบ้านสวน พอหมุนตัวกลับก็เห็นหงฉวียืนทำหน้าขื่น “คุณหนู พวกนางกลับจริงๆ กลับไปแล้วต้องใส่สีตีไข่ว่าคุณหนูให้ฉินฮูหยินฟังแน่ ถ้าฉินฮูหยินโกรธ ไม่มารับท่านจริงๆ จะทำอย่างไรดีเจ้าคะ?”

               กู้ชิงจู๋เห็นบ่าวเป็นเช่นนี้ก็อดยิ้มไม่ได้ “วางใจเถอะ ไม่ถึงสิบวัน พวกนางจะต้องมาอีก”

               หงฉวีไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใด แต่กู้ชิงจู๋กลับไม่อธิบายซ้ำสอง

               ความจริงน่ะหรือ?

               เหตุผลก็คือชาติที่แล้วฉินฮูหยินรอจนถึงหนึ่งวันก่อนหน้างานฉลองวันเกิดของกู้เหล่าฟูเหริน แล้วถึงค่อยส่งรถม้ามารับนางกลับบ้าน แต่ชาตินี้ฝ่ายนั้นเลือกเดินหมากล่วงหน้าสองเดือน คนเช่นแม่เลี้ยงไม่มีทางใจดีกับนางแน่ ดังนั้นจะต้องมีสาเหตุ ส่วนจะเป็นด้วยเหตุอะไรกู้ชิงจู๋ก็เดาได้ไม่ยาก

               สิ่งที่ฉินฮูหยินขาดแคลนที่สุดในเวลานี้ก็คือเงิน

               ขึ้นชื่อว่า ‘จวนจงผิงป๋อ’ สี่คำนี้ฟังแล้วทอประกายระยิบระยับราวกับฉาบไว้ด้วยเงินทอง เสื้อผ้าอาหารที่กินใช้อยู่ในจวน เรียกว่าเป็นของดีจนผู้คนในเมืองหลวงต่างพากันริษยา แต่ของดีเหล่านี้มีชิ้นไหนที่ไม่สร้างมาจากคำว่า ‘เงิน’ บ้าง

               ฉินฮูหยินเกิดในครอบครัวฐานะปานกลางแต่กลับโชคดีได้เป็นถึงฮูหยินของนายท่านใหญ่จวนป๋อ นางไม่เคยคิดว่าการดูแลจวนแห่งหนึ่งจะยากเย็นแสนเข็ญ แม้แต่ธูปหนึ่งดอก กระดาษหนึ่งแผ่น ผ้าห่มหนึ่งผืน ล้วนแล้วแต่ต้องใช้เงิน

               บัญชีของจวนป๋อมีเงินก็จริงแต่เงินทุกก้อนต่างก็มีที่มาที่ไปของตัวเอง ดึงออกมาง่ายๆ ไม่ได้ ภรรยาอย่างนางต่อให้ฉลาดสักแค่ไหนแต่ถ้าไร้ข้าวสารกรอกหม้อก็ปรุงอาหารไม่สำเร็จอยู่ดี เมื่อเห็นว่าเงินที่เก็บหอมรอมริบมาตลอดหลายปีของตนยังต้องหยิบออกมาใช้ จึงพยายามคิดหาวิธีอื่น

               แม้ภรรยาเก่าของสามีจะจากไปแล้วแต่เงินของฝ่ายนั้นยังอยู่ ตระกูลเสิ่นนับว่าร่ำรวยเป็นอันดับหนึ่งในเจียงหนาน สินเดิมของเสิ่นฮูหยินมีมากมายเพียงใด ฉินฮูหยินหรือจะไม่รู้ ทว่าเสิ่นฮูหยินเจ้าเล่ห์นัก ก่อนตายกลับมอบของดีให้บุตรธิดาของตนเท่านั้น ไม่ทิ้งเงินไว้ให้คนอื่นแม้สักกระผีก

               ฉินฮูหยินป่าวประกาศออกไปไม่ได้ว่าตนขัดสน กลัวว่านายท่านใหญ่กับเหล่าฟูเหรินจะบอกว่าตนไม่ดีเท่าฮูหยินคนก่อนดังนั้นจึงวางแผนว่าจะริบเงินก้อนนี้มาจากกู้ชิงจู๋ลูกเลี้ยงที่พักฟื้นอยู่ในบ้านสวน แม่นมหลี่รับประกันกับนางเป็นมั่นเหมาะว่าจะหลอกเอากุญแจของกู้ชิงจู๋มาไว้ในมือให้ได้ แต่ผ่านไปนานแล้วก็ไม่เห็นว่าจะสำเร็จ ทุกครั้งที่ถามฝ่ายนั้นจะตอบแต่เพียงว่า เด็กนั่นเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด

               เข้มงวดรึ...ไร้สาระจริงๆ ถ้าเฝ้าระวังไม่เข้มงวดยังจะให้แม่นมอย่างเจ้ามาช่วยทำไม!

8.ยังมีใครไม่พอใจอีก?

               ฉินฮูหยินกำลังยืนครุ่นคิดอยู่ในห้องโถง วันนี้นางสวมชุดอยู่บ้านสีพื้นปักด้ายเงิน หน้าตาของนางไม่โดดเด่นแต่ก็มีกลิ่นอายของผู้ทรงภูมิแผ่ออกมาจางๆ ให้คนเกรงใจอยู่บ้าง รูปร่างนางผอมสูง
กู้จือหย่วนชื่นชมเสมอว่านางวางท่าราวกับดอกเหมยกลางเหมันต์เขารู้สึกว่านางสูงส่งไปด้วยความรู้ สง่างามน่าหลงใหล

               ชุ่ยจูเดินหน้าหมองเข้ามา ฉินฮูหยินวางถ้วยชาลง มองสาวใช้แล้วถามว่า “เด็กนั่นมาด้วยหรือเปล่า?”

               ชุ่ยจูได้ยินก็คุกเข่า “ไม่ได้มาเจ้าค่ะ บ่าวไร้ประโยชน์ เชิญคุณหนูรองกลับมาไม่ได้”

               หัวคิ้วของฉินฮูหยินขมวดเล็กน้อย “ทำไมนางถึงไม่ยอมกลับ?”

               จะไม่ยอมได้รึ ในหนึ่งปีที่ผ่านมาเด็กนั่นส่งคนมาถามข่าวที่จวนอย่างน้อยเจ็ดแปดครั้งว่าจะรับนางกลับบ้านเมื่อไหร่ มิใช่ว่าตั้งหน้าตั้งตารออยู่หรอกหรือ?

               ชุ่ยจูเล่าเรื่องราวที่บ้านสวนพร้อมกับใส่สีตีไข่ให้ฉินฮูหยินฟัง ฉินฮูหยินโกรธเกรี้ยวจนตบโต๊ะ “นังดื้อด้าน! ข้าอุตส่าห์ไว้หน้ายังไม่ยอมรับ!”

               “ฮูหยินโปรดระงับอารมณ์เจ้าค่ะ”

               ฉินฮูหยินเกลียดลูกเลี้ยงจนกัดฟันกรอด พี่เลี้ยงหวังเดินเข้ามาพอดี ครั้นเห็นชุ่ยจูคุกเข่าอยู่บนพื้นก็ถามเบาๆ ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น เมื่อได้ยินว่าคุณหนูรองไม่ยอมกลับจวน ก็ไม่แปลกที่นายหญิงจะโมโห

               หลังจากไล่ชุ่ยจูออกไป พี่เลี้ยงหวังก็ชะโงกหน้ามากระซิบเบาๆ ข้างหูฉินฮูหยิน “ฮูหยิน คุณหนูรองไม่กลับก็ไม่ต้องกลับสิเจ้าคะงานครบรอบวันเกิดของกู้เหล่าฟูเหรินใกล้จะมาถึงแล้ว จวนฉงจิ้งโหวแจ้งว่าครั้งนี้จะส่งคนมาร่วมฉลองด้วย เราจะได้ถือโอกาส...”

               พี่เลี้ยงหวังยังพูดไม่จบ ฉินฮูหยินก็ขัดขึ้น “ไม่ต้องให้เจ้าเตือนข้าก็รู้ ระวังปากหน่อย หากแพร่งพรายออกไปแม้แต่นิดเดียว เจ้ามีปัญหาแน่”

               พอนายหญิงกล่าวเสียงเย็นออกมา พี่เลี้ยงหวังจึงไม่กล้าพูดมาก รีบโค้งคำนับแล้วถอยห่าง ปล่อยให้ผู้เป็นนายปวดศีรษะคิดหาวิธีอยู่ในห้องเพียงลำพัง

 

               สิบวันต่อมา ก็เป็นดังที่กู้ชิงจู๋คาดไว้

               รถม้าของตระกูลกู้มาเยือนอีกครั้ง ครั้งนี้มีสาวใช้สี่แม่นมแปดติดตามมาด้วย

               ขนาดหงฉวียังรู้สึกได้ว่าการตัดสินใจเชิญคุณหนูรองกลับจวนของฉินฮูหยินในครั้งนี้หนักแน่นกว่าครั้งที่แล้ว ในใจลอบยินดี บอกตนเองว่าครั้งนี้คุณหนูน่าจะตอบรับ

               นึกไม่ถึงว่ากู้ชิงจู๋ยังคงปฏิเสธ แม้แต่คำพูดตามมารยาทอย่างคราวที่แล้วก็ยังไม่ยินดีจะพูด เพียงทิ้งสองคำไว้ตรงๆ ว่า “ไม่กลับ”

               แม่นมหลี่ร้อนใจราวกับมดในกระทะร้อน ได้แต่เกาศีรษะ ขาดก็แต่วิ่งไปเขย่าตัวกู้ชิงจู๋เท่านั้น อยากจะเขย่าเอาน้ำที่อยู่ในหัวออกมาเหลือเกิน

               แต่กู้ชิงจู๋กลับไม่หวั่นไหว พักผ่อนต่ออย่างอิ่มอกอิ่มใจ

               ผ่านไปอีกเจ็ดแปดวัน ตระกูลกู้ก็ส่งคนมาอีก ผู้มาเยือนในครั้งนี้คืออาสะใภ้บ้านสายรอง* ของตระกูลกู้และเป็นอาสะใภ้ของกู้ชิงจู๋ มีนามว่า ‘หนิงซื่อ’ กู้ชิงจู๋พบนางที่ห้องโถง หลังจากที่หนิงซื่อถามไถ่สารทุกข์สุกดิบแล้วก็ร่ายต่ออีกยาว ว่ากู้ชิงจู๋วางตัวไม่ดูสถานการณ์อย่างไรบ้าง ไม่เหมาะสมอย่างไรบ้าง ไม่ควรอย่างไรบ้าง

               หนิงซื่อนับว่าเป็นผู้อาวุโสจึงมีคุณสมบัติพอจะพูดเรื่องเหล่านี้กับกู้ชิงจู๋ ขณะที่อีกฝ่ายพูดกู้ชิงจู๋จึงไม่ขัด รอจนนางพูดจบ กู้ชิงจู๋จึงให้หงฉวียกชาให้นางดื่มพอชุ่มคอ จากนั้นจึงค่อยเล่าเหตุผลที่ตนไม่ยอมกลับจวน

               “อาสะใภ้โปรดอย่าตำหนิข้า แม้ข้าอายุยังน้อยแต่ก็เข้าใจว่าเหตุใดถึงถูกส่งมายังบ้านสวนเป็นเวลานาน หลักๆ ก็เป็นเพราะฉินฮูหยินไม่ยอมรับข้า ไม่อยากเห็นหน้าข้า เวลานี้ทั่วทั้งเมืองหลวงมีผู้ใดไม่รู้ว่าข้าเป็นบุตรสาวที่ถูกตระกูลกู้ทอดทิ้ง? ตระกูลกู้ส่งข้ามาอยู่ที่บ้านสวนแล้วปล่อยให้เติบโตตามยถากรรม หากจู่ๆ ข้าดิ้นรนกลับไปคนนอกจะมองข้าอย่างไร? แม้ข้าจะกำพร้าแม่แต่ก็ไม่สมควรถูกกระทำเช่นนี้ หากกลับไปแล้วไม่ได้รับการต้อนรับ มิสู้อยู่ในบ้านสวนของแม่ข้าเสียเลยเล่า? หูไม่ได้ยิน ใจก็สงบ”

               หนิงซื่อรับคำฝากฝังจากฉินฮูหยินให้มาโน้มน้าวกู้ชิงจู๋ แต่นางไม่ใช่อาสะใภ้ที่รังแกคน ในความคิดของนางฉินฮูหยินก็ยังคงเป็นอนุฉินอยู่วันยังค่ำ เพียงอาศัยชื่อของนายท่านใหญ่... ฉินฮูหยินก็จิกหัวใช้นางได้แล้ว

               เมื่อได้ฟังกู้ชิงจู๋กล่าวอย่างมีเหตุผล ในใจก็รู้เท่าทันความคิดที่แท้จริงของเด็กสาวคนนี้ นางทอดถอนใจอย่างสงสาร โน้มน้าวอีกสองสามประโยคก็กลับไปเล่าความต่อให้ฉินฮูหยิน

               ด้วยใจจริง หนิงซื่อก็อยากให้ฉินฮูหยินให้เกียรติกู้ชิงจู๋เช่นกัน ไม่ใช่จู่ๆ ก็ส่งลูกเลี้ยงมาอยู่บ้านสวนแล้วจู่ๆ ก็ดึงกลับ หนิงซื่อคิดแล้วคิดอีก ตัดสินใจกลับไปพูดกับฉินฮูหยินให้รู้เรื่องไปเสียเลยว่า ‘ข้าคิดว่าชิงจู๋ไม่ได้รับความเป็นธรรม ฮูหยินอย่างท่านต้องเดินทางไปรับนางด้วยตัวเองอย่างยิ่งใหญ่ จึงจะเหมาะสม’

               ฉินฮูหยินฟังแล้วก็ขว้างถ้วยกาหลายชิ้นในห้อง โกรธจนมุมปากขึ้นร้อนในสองจุดในชั่วข้ามคืน

               กู้ชิงจู๋นึกไม่ถึงว่าหนิงซื่อจะกล่าวกับฉินฮูหยินเช่นนั้น นางยังคงรออยู่ที่บ้านสวนดังเดิม เพียงเวลาไม่กี่วัน เสียงแส้ม้าก็ดังมาจากนอกบ้าน เกี้ยวแปดคนหามวางอยู่นอกบ้านสวน ฉินฮูหยินก้าวลงมาจากรถม้าด้านหลัง ทันทีที่ก้าวเข้ามานางก็กอดกู้ชิงจู๋ไว้

               คิดจะแสดงละครต้องแสดงให้สมบทบาท นางพลันสะอื้นแล้วกล่าวกับกู้ชิงจู๋ทั้งน้ำตาว่าตนคิดถึงเพียงใด ตอนแรกที่ส่งกู้ชิงจู๋มาอยู่บ้านสวน ใจของนางก็เหมือนถูกมีดกรีดต่างๆ นานา ท่าทางจริงใจของฉินฮูหยินไม่ทำให้กู้ชิงจู๋หวั่นไหวแม้แต่น้อย ฟังไปฟังมาเพียงรู้สึกอย่างเดียว นั่นก็คือ... ดูท่าแม่เลี้ยงของนางจะขาดเงินจริงเสียด้วย

               ในเมื่อฉินฮูหยินเดินทางมาด้วยตัวเอง ทั้งยังนำเกี้ยวใหญ่แปดคนหามเพียงหลังเดียวในจวนป๋อออกมารับ หากกู้ชิงจู๋ไม่ยอมกลับก็นับว่าไม่ไว้หน้ากันเกินไป นางสั่งให้หงฉวีเก็บของอย่างคล่องแคล่ว จากนั้นก็ตามฉินฮูหยินและขบวนรถรับแขกที่ตีฆ้องร้องป่าวของจวนจงผิงป๋อกลับจวนอย่างยิ่งใหญ่

               ครั้งนี้ฉินฮูหยินจัดการอย่างเอิกเกริก เมื่อเกี้ยวเลี้ยวเข้าสู่ตรอกอันผิงที่จวนจงผิงป๋อตั้งอยู่ ก็มองเห็นคนยืนอยู่นอกจวนป๋อเต็มไปหมด บ่าวไพร่ในจวนตั้งแต่เวรยามหน้าประตูจนถึงคนต้มน้ำต่างก็ได้รับสารล่วงหน้าว่าให้มายืนประจำการหน้าประตูเพื่อต้อนรับการกลับบ้านของคุณหนูรอง กู้ชิงจู๋มองผ่านม่านออกไปข้างนอกสองครั้ง ไหนเลยจะไม่รู้ว่าฉินฮูหยินคิดอะไร

               เพราะนางกลับจวน อีกฝ่ายจึงอาศัยฐานะ ‘คุณหนูตระกูลกู้’ ของนางมาทรมานคนในจวนทั้งบนลงล่าง เมื่อเป็นเช่นนี้ แม้กู้ชิงจู๋จะได้หน้าแต่กลับสร้างภาพถือดี ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนตามไปด้วยฉินฮูหยินคิดอยากให้นางสูญเสียความจงรักภักดีจากรอบด้าน ต่อไปจะพูดหรือทำการใดในจวนล้วนยากเย็นแสนเข็ญ ขอเพียงมีบ่าวในจวนคนไหนทำไม่ดี แค่นี้ก็เพียงพอที่จะทำให้กู้ชิงจู๋กลัดกลุ้มไปครู่หนึ่งแล้ว เกี้ยวใหญ่แปดคนหามหยุดนิ่งหน้าประตูจวนจงผิงป๋ออย่างมั่นคง หงฉวีกระโดดลงมาจากหลังรถม้า รีบร้อนเข้ามาเลิกม่านให้กู้ชิงจู๋ ทันทีที่กู้ชิงจู๋ก้าวลงจากเกี้ยว บ่าวแถวหน้าที่มีพี่เลี้ยงหวังเดินนำก็ก้มหัวคารวะ “ยินดีต้อนรับคุณหนูรองกลับจวนเจ้าค่ะ”

               พวกนางเริ่มต้นเช่นนี้ คนที่ยังลังเลอยู่ข้างหลังจึงได้แต่คุกเข่าก้มหัวคารวะกู้ชิงจู๋ไปตามๆ กัน ชาวบ้านที่ไม่รู้อะไรได้แต่ยืนมองอยู่ตรงหัวถนนยันท้ายตรอก นึกว่าจวนจงผิงป๋อมีแขกผู้สูงศักดิ์มาเยือน

               กู้ชิงจู๋ลอบยิ้มเย็น เชิดหน้ายืดอกรับการก้มหัวคารวะจากทุกคนแล้วกล่าวประโยคหนึ่งด้วยเสียงดังกังวานว่า “ลุกขึ้นเถอะ ทุกคนที่ออกมาต้อนรับข้าในวันนี้ ให้เรียงแถวรับเงินสองตำลึง เป็นเงินขวัญถุงจากข้า”

               การรอคอยที่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน ทำให้รู้สึกไม่พอใจ กลับกลายเป็นการยืนรอที่เป็นมหามงคลอย่างยิ่ง

               ขอถามว่าตอนนี้ยังมีใครไม่พอใจอีก?

 

               หลังจากกู้ชิงจู๋กล่าวจบ ฝูงชนที่ยืนรออยู่นอกประตูเกือบครึ่งชั่วยามต่างก็เผยสีหน้ายินดี

               คุณหนูรองใจกว้างเหลือเกิน เพิ่งกลับมาก็ตกรางวัลสองตำลึงให้กับทุกคน

               ธรรมดาเบี้ยรายเดือนของ ‘สาวใช้ขั้นหนึ่ง’ ข้างกายเจ้านายในจวนมีเพียงแปดร้อยเหวิน เงินสองตำลึงเทียบเท่ากับเบี้ยรายเดือนของสาวใช้ขั้นหนึ่งถึงสามเดือนเลยทีเดียว เทียบกับเวรยามเฝ้าประตูหรือบ่าวทั่วไปที่แต่ละเดือนได้รับเงินเพียงหนึ่งหรือสองร้อยเหวิน ก็นับเป็นเบี้ยรายเดือนของหนึ่งปีเชียวนะ

               ที่พวกเขาออกมาต้อนรับคุณหนูรองในวันนี้ นับเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว

               เหล่าบ่าวรับใช้พากันกระซิบกระซาบ สีหน้าชื่นบานยิ้มแย้มเต็มไปด้วยความยินดี แม้แต่สาวใช้ที่นำมาโดยพี่เลี้ยงหวังก็ยังอดลิงโลดไม่ได้ ถูกพี่เลี้ยงหวังดุผ่านสายตาคมกริบจึงพากันก้มหน้าลง
ไม่กล้าพูดอีก

               ฉินฮูหยินได้ยินคำของกู้ชิงจู๋ในขณะที่ก้าวลงจากรถม้าพอดี... สองตำลึงถือเป็นเงินจำนวนมาก แต่ลูกเลี้ยงผู้นี้กลับไม่เสียดายเพื่อจัดการกู้ชิงจู๋ในวันนี้นางสั่งการให้คนในจวนร่วมร้อยมารวมตัวกัน เพราะอยากให้กู้ชิงจู๋รู้ว่าใครกันที่มีอำนาจใหญ่สั่งการในจวนได้ ทั้งอยากกลั่นแกล้งให้บ่าวไพร่เหล่านี้นึกรังเกียจกู้ชิงจู๋ แต่ไม่คาดว่าลูกเลี้ยงที่เพิ่งจะกลับมาถึงจวน ดันย้อนศรนางตอบด้วยวิธีการเดียวกัน

9.ใครจะหยิบได้เล่า?

               นับแต่วันนี้เกรงว่าบรรดาบ่าวไพร่ และคนในจวนตั้งแต่บนลงล่างเมื่อได้เห็นคุณหนูรองคงพากันซาบซึ้งในบุญคุณแล้ว เพียงคิดถึงตนที่ต้องตระหนี่ถี่เหนียวมาตลอดหนึ่งปี ฉินฮูหยินก็กัดฟันกรอด
นึกริษยาลูกเลี้ยงที่ช่างมือเติบเสียจริง เงินออกจากมือทีหนึ่งก็นับได้หลายร้อยตำลึง

               กู้ชิงจู๋เห็นท่าทีแม่เลี้ยงก็ถอนหายใจ ชาติที่แล้ว เมื่อใดที่ตระกูลกู้มีปัญหา ทางนี้จะส่งคนไปปรึกษากู้ชิงจู๋ที่จวนอู่อันโหว แต่จะให้ความช่วยเหลือหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับอารมณ์ของนาง หากยอมช่วยก็ยื่นมือออกไปสักครั้งสองครั้ง หากไม่อยากช่วย ก็เมินหน้าหนีไม่ใส่ใจไม่นึกว่าเวรกรรมเหล่านี้จะย้อนวนเป็นวัฏจักร ผลักนางให้ย้อนกลับมายังจุดเริ่มต้นใหม่อีกหน

               จวนป๋อเป็นจวนขนาดกลาง ไม่ใหญ่มาก เจ้านายแต่ละคนยังมีเรือนเล็กเป็นของตัวเอง ต่างตรงที่บางเรือนนั้นจะมีสวนดอกไม้เพิ่มขึ้นมา

               เรือน ‘ฉยงหัว’ เป็นเรือนเล็กขนาดสองชั้นที่มารดาของกู้ชิงจู๋สร้างให้นางโดยเฉพาะ ตั้งอยู่ในแนวเดียวกับศาลาริมน้ำของภูเขาจำลองด้านหลังของเรือนหลัก เพราะกู้ชิงจู๋ไม่ชอบความชื้น ห้องนอนของนางจึงตั้งอยู่บนชั้นสอง เมื่อเปิดหน้าต่างทางทิศใต้ก็จะมองเห็นสวนดอกไม้ เมื่อเปิดหน้าต่างทางทิศเหนือก็จะมองเห็นซุ้มประตูบนถนนฉางอันที่คึกคัก

               เมื่อตอนที่กู้ชิงจู๋ยังพักอยู่ในเรือนฉยงหัว สวนดอกไม้มักมีพรรณไม้ประหลาดมากมายเพราะมารดาของนางหามาให้ ทว่าไม่อยู่เพียงปีเดียว พรรณไม้บางชนิดกลับแห้งเฉา บ้างก็ถูกย้ายออกไปจนไม่รู้ไปตั้งที่ใดแล้ว

               หงฉวีที่กลับมาถึงเรือนฉยงหัวหลังจากแจกรางวัลเล่าว่าบ่าวทุกคนต่างชมคุณหนูว่าใจกว้าง จากนั้นพวกบ่าวก็ทำตัวราวกำลังปล้นชิง นางเห็นคุณหนูเดินอยู่ในเรือนโดยยังไม่เปลี่ยนเสื้อผ้าจึงรีบวิ่งเข้ามาหา “คุณหนู เหตุใดท่านยังไม่เปลี่ยนเสื้อผ้าอีกเล่า เรายังต้องไปคารวะกู้เหล่าฟูเหรินที่เรือนด้วยนะเจ้าคะ”

               เรือนฉยงหัวก็ได้รับการเก็บกวาดเรียบร้อยก่อนที่กู้ชิงจู๋จะกลับมาถึง ต่อให้ฉินฮูหยินเกลียดนางเพียงใดแต่เรื่องเอาหน้าเช่นนี้อีกฝ่ายไม่เคยชักช้า มีเพียงข้าวของส่วนที่เพิ่งจะส่งมาถึงห้องเท่านั้นที่ยังไม่ได้เก็บเข้าที่ หงฉวีจึงรีบนำชุดที่เตรียมเอาไว้ล่วงหน้ามาผลัดเปลี่ยนให้กู้ชิงจู๋ ภายในห้องมีกระจกสูงกว่าตัวคนบานหนึ่ง เพราะกู้ชิงจู๋เป็นคนรักสวยรักงามมาตั้งแต่เล็ก มารดาของนางจึงสั่งทำกระจกไว้ให้นางได้ใช้มองการแต่งกายของตน

               แม้ในความทรงจำของกู้ชิงจู๋ มารดาจะจากไปยี่สิบกว่าปีแล้วก็ตาม แต่เมื่อหวนกลับมาที่ตระกูลกู้อีกหนนางยังรู้สึกสะเทือนใจทุกที่ที่เดินผ่านยังคงเต็มไปด้วยความทรงจำของท่านแม่ ไม่ว่าจะสิ่งของ เครื่องประดับ หรือแม้แต่การจัดวางของใช้ในห้อง ทุกๆ อย่างล้วนเป็นเสิ่นฮูหยินที่จัดเตรียมไว้ด้วยตัวเองด้วยความรักที่มีต่อบุตรสาว

               ในตระกูลกู้นอกจากมารดา คงมีอีกเพียงคนเดียวที่นางระลึกถึง

               ท่านย่า... กู้เหล่าฟูเหริน

               กู้ชิงจู๋อยู่ในชุดพื้นเรียบลายดอกกล้วยไม้ แปรงผมทรงตกหลังม้า* เดินไปยังสวนซงเฮ่ออันเป็นเรือนพักผ่อนที่เรียบง่ายของผู้เป็นย่า กู้จือหย่วนบิดาของนางถึงแม้จะเลอะเลือนไปบ้างแต่ก็เป็นคนกตัญญู สวนซงเฮ่อจึงเป็นเรือนที่มีทิวทัศน์และพื้นที่มากที่สุดในจวนป๋อ ภายในมีศาลาเย็น ภูเขาจำลอง สระบัวที่เมื่อถึงฤดูร้อนดอกบัวก็มักจะบาน กู้เหล่าฟูเหรินจึงมักสั่งให้คนทำขนมดอกบัวกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่กู้ชิงจู๋คิดถึงมาจนถึงทุกวันนี้ ให้คนภายในจวนได้ชิมกัน

               วันนี้เรือนของกู้เหล่าฟูเหรินคึกคักเป็นอย่างมาก อาสะใภ้บ้านสายรอง ‘หนิงซื่อ’ กับอาสะใภ้บ้านสายสาม ‘อู่ซื่อ’ นั่งพูดคุยกันอย่างสนุกสนานอยู่กับเหล่าฟูเหริน กู้อวี้เหยากับพี่สาวจากบ้านสายรอง
กู้เจียวนั่งหัวเราะกันอยู่ กู้หนิงจือกับคุณชายน้อยจากบ้านสายสามก็กำลังวิ่งเล่นกันในบริเวณนั้น ทำให้บรรยากาศคึกคักเป็นพิเศษ

               เมื่อกู้ชิงจู๋ปรากฏตัวขึ้นตรงข้างประตู ทุกคนต่างก็มองมา นางเป็นเด็กสาวที่ผิวขาวราวหิมะ ใบหน้าดุจภาพวาด สองตาดำขลับเปล่งประกายใสกระจ่าง

               นางก้าวเข้ามาด้วยท่าทางที่แม้แต่แม่นมซึ่งมาจากวังหลวงยังชมว่าไร้ที่ติ เพราะชาติที่แล้วหลังจากแต่งเข้าจวนอู่อันโหว กู้ชิงจู๋พยายามปรับเปลี่ยนตัวเอง เรียนรู้ท่วงท่าการวางตัวเฉกเช่นฮูหยินตระกูลใหญ่อยู่เป็นเวลาปีกว่า แต่ไม่ว่าจะพยายามอย่างไรฉีเซวียนก็ยังไม่ชอบ จึงนับว่าเป็นเรื่องที่ไร้สาระที่สุดเรื่องหนึ่งที่นางเคยทำ

               คนไม่ชอบ... อย่างไรก็ไม่ชอบ

               กู้เหล่าฟูเหรินยื่นมือที่สั่นน้อยๆ ด้วยความตื่นเต้นไปหาหลานสาวพลางกล่าว “เด็กดี ลุกขึ้นเถอะ มาให้ย่าดูหน้าเจ้าหน่อย”กู้เหล่าฟูเหรินขาไม่ค่อยดี ปกติก็มักจะนั่งคุยกับผู้อื่น

               เมื่อกู้ชิงจู๋เดินเข้าไป ก็เห็นว่าดวงตาของกู้เหล่าฟูเหรินรื้นขึ้นจึงหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดให้ นางไม่ได้กล่าวพาดพิงถึงเรื่องเก่าๆ ที่ตนถูกส่งไปอยู่บ้านสวน ทำให้ผู้คนรอบด้านไม่กล้าเปิดประเด็นซักถามถึงเรื่องนี้

               กู้อวี้เหยาพิจารณากู้ชิงจู๋ที่อยู่ในชุดธรรมดาแต่ยากจะปกปิดกิริยาที่โดดเด่น ในใจก็พลันปวดแปลบอย่างแรง แต่สีหน้ากลับแสดงออกถึงสายสัมพันธ์อันดีระหว่างพี่สาวน้องสาว “พี่รองพี่กลับมาเสียที ช่วงที่พี่ไม่อยู่ในจวน ไม่รู้หรอกว่าข้าคิดถึงเพียงใด”

               กู้ชิงจู๋มองนางพลางยิ้ม “ในเมื่อคิดถึงข้า ทำไมถึงไม่ไปเยี่ยมที่บ้านสวนสักหน่อยเล่า?”

               กู้อวี้เหยาหลบสายตาอย่างคนร้อนตัว ไม่พูดอะไรมากอีก ท่าทางของนางคล้ายฉินฮูหยิน ดูเป็นผู้รอบรู้ ความสามารถก็เลื่องลือมาตั้งแต่อายุยังน้อย ชาติที่แล้วนางเป็นเด็กสาวที่โดดเด่นที่สุด
ในบรรดาคุณหนูตระกูลใหญ่ของเมืองหลวง ซ้ำยังได้แต่งงานกับคุณชายรองของจวนฉงจิ้งโหว แต่เพราะกู้ชิงจู๋กับน้องสาวไม่ได้ติดต่อกัน จึงไม่รู้ว่าความสัมพันธ์ของน้องสาวกับสามีเป็นอย่างไร

               “ตอนนี้ก็นับว่าดี ชิงจู๋กลับมาแล้ว พี่น้องได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตาอีกครั้ง” อาสะใภ้บ้านสายสาม—อู่ซื่อ เอ่ยคลายสถานการณ์แทนกู้อวี้เหยา ทุกคนจึงยิ้มออกมา เรื่องกระอักกระอ่วนใจทั้งหมดจึงผ่านพ้นไปได้

               หญิงรับใช้ภายนอกเข้ามาแจ้งว่ากู้ซื่อจื่อกับคุณชายรองได้ยินว่าคุณหนูรองกลับมาแล้ว และอยู่ที่เรือนของกู้เหล่าฟูเหริน จึงได้รีบกลับมาเพื่อพบหน้า

               กู้ซื่อจื่อเป็นบุตรชายคนโตของฉินฮูหยิน นามว่ากู้เหิงจือ เดิมเป็นเพียงบุตรชายอันเกิดจากอนุภรรยาแต่เวลานี้ได้เลื่อนขึ้นมาเป็นบุตรชายคนโตที่เกิดจากภรรยาเอกของจวนจงผิงป๋อ ฐานะที่สูงขึ้นกดให้กู้ชิงเสวียน้องชายของกู้ชิงจู๋กลายเป็นเพียงคุณชายรองไปเสียแล้ว

               แม้ทุกคนภายในบ้านจะไม่สนใจเรื่องนี้ แต่กู้ชิงจู๋ไม่สนไม่ได้ เพราะนางเหลือเพียงน้องชายร่วมอุทรเพียงคนเดียว

               เด็กหนุ่มร่างผอมสูงเดินเข้ามา ด้านซ้ายคือกู้เหิงจือ สวมชุดขงจื๊อสีขาวนวล ท่าทางสง่างาม มีกลิ่นอายเช่นบัณฑิต เขาได้รับฉายาว่า ‘คุณชายหยกรำลึก’ ซึ่งมาจากกิริยาท่าทางของเขา เมื่อเทียบกันน้องชายของนางดูเสเพลไม่เอาถ่านไปเลยทีเดียว

               กู้ชิงเสวียสวมชุดคอกลมสีดิน หน้าตาไม่เลว น่าเสียดายที่ยามเดินเขามักจะหลังค่อมเอวโค้ง เมื่อยืดตัวก็ยืดได้เพียงไม่นาน มือก็ชอบขยับไปมา บุคลิกหลุกหลิกไม่มั่นคง แม้แต่ท่านย่าเขายังก้าวเข้ามาคารวะอย่างขอไปที ไม่ต้องเอ่ยถึงพี่สาวที่เขาไม่ชอบอย่างกู้ชิงจู๋ เขาเพียงเอ่ยถามง่ายๆ ออกมาสองประโยคว่านางไปอยู่บ้านสวนเป็นอย่างไรบ้าง สบายดีหรือไม่ก็เท่านั้น ถามจบก็ถอยหลังไปหลบอยู่หลังกู้เหิงจือ

               กู้เหิงจือนั้นอ่อนน้อมถ่อมตน เข้ามาไต่ถามสารทุกข์สุกดิบของนาง แสดงท่าทีของพี่ใหญ่ออกมา เมื่อเทียบกับกู้ชิงเสวียแล้ว น้องชายของนางไม่มีจุดเด่นอะไรให้มอง แต่ในเรื่องของน้ำใจ กู้ชิงจู๋รับรู้ได้ว่ากู้เหิงจือนั้นไม่มีทางสู้น้องเสวียของนาง ชาติที่แล้วกู้เหิงจือลอบคบกับผู้หญิงฐานะยากจนและทำให้อีกฝ่ายตั้งครรภ์ ทว่าภายหลังกลับรับบุตรสาวเจ้ากรมโยธามาเป็นภรรยา หญิงยากจนผู้นั้นจึงตัดสินใจผูกคอตายหน้าประตูจวนกู้เพราะรับการกระทบกระเทือนทางใจไม่ไหว

               กู้ชิงจู๋กลับมาในวันนี้ นอกจากบิดา คนอื่นๆ นางก็ได้พบหมด กู้เหล่าฟูเหรินรั้งให้นางอยู่กินข้าวที่สวนซงเฮ่อก่อนค่อยกลับเรือนฉยงหัว หลังจากกลับมา ห้องที่ดูว่างเปล่าคล้ายถูกเติมเต็มขึ้นมาบ้าง เพราะหงฉวีช่วยจัดเก็บข้าวของที่ใช้ประจำไว้เรียบร้อยหมดแล้ว

               ขณะที่ยืนอยู่บนระเบียงชั้นสอง กู้ชิงจู๋ก็ดึงสร้อยทองเส้นหนึ่งที่มีจี้ทองเป็นดอกกุญแจออกมาจากลำคอ นับตั้งแต่มารดาจากไปก็ได้มอบกุญแจคลังส่วนตัวนี้เอาไว้กับนาง ไม่ว่าจะยามกินข้าว นอนหลับ หรืออาบน้ำนางก็มักจะเก็บไว้แนบกายเสมอ หงฉวีที่กำลังหอบผ้าห่ม เมื่อเห็นกู้ชิงจู๋หยิบสร้อยทองออกมาก็รีบกล่าวเตือน “คุณหนูเก็บเถอะเจ้าค่ะ นี่เป็นของรักของหวงที่อดีตฮูหยินทิ้งไว้ จะให้ผู้อื่นมาเห็นไม่ได้นะเจ้าคะ”

               กู้ชิงจู๋เก็บดอกกุญแจแล้วเอ่ยถามหงฉวีอย่างสงสัย “ใครจะหยิบได้เล่า?”

               หงฉวีไม่ได้กล่าว เพียงแต่ใช้คางบุ้ยใบ้ไปด้านล่างที่เมื่อครู่แม่นมหลี่เดินผ่านไปพอดี

               ขณะที่หงฉวีเก็บกวาด กู้ชิงจู๋ก้าวเข้าไปในห้องด้านในเพื่อเปิดดูคลังส่วนตัวของมารดา ตู้นี้มีความสูงเท่าตัวคน มันถูกยกกลับมาพร้อมกับข้าวของทั้งหมดของกู้ชิงจู๋ เมื่อตอนที่อยู่บ้านสวนนางยัง
ไม่กล้าเปิด แต่เมื่อกลับมาแล้วก็อยากจะเปิดออกดูเพื่อทบทวนความทรงจำในอดีตบางอย่าง

10.ก็มิใช่ว่าจะเป็นไม่ได้

               ภายในตู้มีสมบัติอยู่ไม่น้อย ทั้งเครื่องประดับ อัญมณีเช่นหยกแกะ รูปปั้นทอง ตั๋วเงินอีกหลายปึก ใบที่มีมูลค่าน้อยที่สุดคือห้าสิบตำลึง เมื่อรวมๆ กันแล้วก็ไม่น่าต่ำกว่าสองแสนตำลึง ทว่าของเหล่านี้เมื่อเทียบกับสินเดิมจริงๆ ของมารดาแล้วก็เป็นเพียงแต่ตัวเลขเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น

               ในชาติที่แล้วตอนนางเปิดคลังส่วนตัวนี้ นางเห็นเพียงสิ่งของ เครื่องประดับและอัญมณีที่สลักชื่อของมารดา ส่วนตั๋วเงินสามสี่หมื่นตำลึงและสมบัติชิ้นอื่นๆ กลับหายไปหมด ส่วนจะหายไปเพราะใครนั้นในตอนนี้กู้ชิงจู๋ก็พอรู้อยู่

               กู้ชิงจู๋ให้หงฉวีถือกล่องอาหารไปยังเรือน ‘อันฉาง’ ของกู้ชิงเสวียตั้งแต่เช้าตรู่ แต่เขากลับยังไม่ตื่น ครั้นถามสาวใช้ ก็ได้ความว่าเมื่อคืนเขาเล่นจิ้งหรีดจนดึก เพิ่งจะเข้านอนไม่นาน นางจึงเพียงแค่วางกล่องอาหารทิ้งไว้แล้วจากไป

               น้ำแข็งสามฉื่อ* มิใช่หนาขึ้นมาเพราะความหนาวแค่เพียงวันเดียว ต่อให้พี่สาวอย่างนางพูดร้อยประโยคก็ยังไม่น่าเชื่อถือเท่าให้น้องชายได้เผชิญด้วยตนเองสักครั้ง ดังนั้นในชาตินี้ กู้ชิงจู๋จึงตัดสินใจเปลี่ยนวิธีที่จะดูแลเขา

               มีส่วนร่วมให้น้อยลง ปล่อยเขาให้มากขึ้น

               ไม่ช้าก็เร็วกู้ชิงเสวียจะต้องเข้าใจว่าผู้ใดใกล้... ผู้ใดห่าง

 

               กู้ชิงจู๋รู้สึกว่าตนนั้นไม่ได้มีความสามารถใดเป็นพิเศษ

               ในชาติที่แล้วนางเสียเวลาไปกับการต่อสู้กับหญิงสาวทั้งหลายเพื่อทำให้ฉีเซวียนพอใจ จนกระทั่งนางได้ไปม่อเป่ย กู้ชิงจู๋ถึงเพิ่งรับรู้ว่าตนยังมีความสามารถด้านอื่นนอกจากการวางแผนแย่งชิงสามี อาชีพแพทย์เป็นอีกอย่างที่นางทำได้ดีและนางก็ชื่นชอบอย่างมาก

               นางอยากทำสิ่งที่มีความหมายมากกว่าการต่อสู้แย่งชิงภายในเรือนหลังที่ไม่มีวันสิ้นสุด

               แต่ปีนี้นางเป็นเพียงเด็กหญิงอายุสิบสาม การจะได้รับความไว้วางใจให้ตรวจรักษาโรคคงเป็นไปไม่ได้ กู้ชิงจู๋จึงคิดที่จะหาโรงหมอเพื่อฝึกวิชา นางเปลี่ยนไปสวมชุดเช่นคุณชายน้อย ส่วนหงฉวีก็แต่งเป็นบ่าวชายเดินตามอยู่ด้านหลัง เพราะกู้ชิงจู๋เป็นถึงบุตรสาวคนโตอันเกิดจากภรรยาเอก การเข้านอกออกในบ้านจึงไม่มีผู้ใดกล้าขัดขวาง

               เดิมหงฉวีเพียงคิดว่าคุณหนูของตนอยากออกมาเดินเล่นการที่ต้องอยู่ในบ้านสวนนอกเมืองมานาน คุณหนูอาจจะลืมไปแล้วว่าถนนในเมืองหลวงนั้นมีหน้าตาอย่างไร

               แต่สักพักหงฉวีเริ่มรู้สึกไม่ชอบมาพากล เพราะคุณหนูเอาแต่เดินวนไปมา ไม่เข้าไปโรงหมอก็เป็นร้านขายยา จนพวกนางเดินมาถึงโรงหมอโรงที่ห้า หงฉวีจึงรั้งกู้ชิงจู๋ไว้ “คุณหนูเจ้าคะ ทำไมพวกเราจึงต้องเข้าไปในโรงหมอหรือร้านยาด้วยเล่า?”

               “เดิมที ข้าก็ตั้งใจออกมาเดินหาโรงหมอและร้านยาอยู่แล้ว”

               “คุณหนูได้รับบาดเจ็บตรงไหนหรือเจ้าคะ?” หงฉวีคิดว่าคุณหนูของนางไม่สบาย จึงถามด้วยสีหน้าตึงเครียด

               กู้ชิงจู๋กดพัดในมือลงบนหลังมือของหงฉวี “ข้าสบายดี เพียงจู่ๆ นึกสนใจด้านการแพทย์ จึงอยากเสาะหาโรงหมอที่ใหญ่ที่สุดเพื่อศึกษาทางด้านนี้”

               หงฉวีตะลึงงัน “คุณหนูอยากจะเป็นหมอหรือเจ้าคะ?”

               “ก็มิใช่ว่าจะเป็นไม่ได้” กู้ชิงจู๋ตอบอย่างง่ายๆ

               นายบ่าวทั้งสองเดินเข้าไปในโรงหมอที่มีคำว่า ‘เหรินเอินถัง’ โรงหมอแห่งนี้ต่างจากสี่แห่งที่ผ่านมา ดูแล้วไม่มีคน แต่ร้านกลับใหญ่โต ทางซ้ายเป็นห้องตรวจวินิจฉัย ทางขวาคือแผงยา ในร้านมีเพียงอาจารย์ผู้เฒ่านอนหลับอยู่และมีคนงานตำยายืนอยู่หลังแผงยาอีกคนหนึ่ง

               คนงานเพียงเงยหน้ามองกู้ชิงจู๋และหงฉวี เอ่ยถามว่า “คุณชายมาจัดยาหรือรักษาโรค?”

               กู้ชิงจู๋เดินเข้าไปข้างโต๊ะแผงยา เห็นตัวยาและตำรับยาที่จัดแบ่งประเภทไว้อย่างเป็นระเบียบ จึงรู้ว่าเขาไม่ได้เป็นเพียงคนงานทั่วไป อย่างน้อยก็ต้องมีความรู้ทางการแพทย์บ้าง

               จุดนี้เองที่ทำให้โรงหมอแห่งนี้แตกต่างจากโรงหมอทั้งสี่แห่งก่อนหน้า เพราะทั้งสี่แห่งนั้นลูกค้าเยอะ เหล่าคนงานมีความขยันรอบคอบ แต่เพียงมองก็รู้ว่าเป็นแค่คนงานทั่วไปที่ไม่ได้มีความรู้ทางการแพทย์แม้แต่น้อย

               “ข้ามารักษา” กู้ชิงจู๋ตอบกลับ

               คนงานเงยหน้าขึ้นมองก่อนจะหันกลับไปตำยาต่อ ตำไปก็กล่าวไปว่า “หากคุณชายน้อยคิดเพียงมองหาเรื่องสนุกจากที่นี่ข้าขอเตือนว่าที่นี่คือโรงหมอ หาใช่โรงน้ำชา โปรดกลับไปเสียเถอะ”

               เขามองเพียงปราดเดียวก็ดูออกแล้วว่ากู้ชิงจู๋ไม่ได้ป่วย

               กู้ชิงจู๋กวาดสายตามองไปรอบโรงหมอ เห็นอาจารย์ผู้เฒ่ายังคงนอนหลับอยู่ในส่วนตรวจโรค ตั้งแต่พวกนางเดินเข้าประตูมาก็ยังคงหลับอยู่ที่เดิม แม้ภายนอกจะพูดคุยกันอยู่หลายประโยคก็ไม่ทำให้เขาตื่น สายตาของนางตกลงบนกล่องยาที่มีมีดเล่มบางวางเรียงกันตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนใหญ่ ส่องประกายดึงดูดความสนใจของนาง มีดเช่นนี้นางรู้สึกคุ้นชินมานาน เรียกกันว่า ‘มีดกรีดกระดูก’ แม้แผลภายนอกจะไม่สาหัส แต่หากไม่ตัดเนื้อเสียหรือนำเศษกระดูกออกจากบาดแผลก็จะเป็นหนองได้ง่าย บาดแผลเช่นนี้กู้ชิงจู๋พบเห็นมามากเมื่อครั้งที่อยู่กองทัพ ซ้ำยังใช้บ่อยจนชำนาญ

               หลังจากสำรวจโรงหมอทั้งสี่แห่งมา อาจารย์ผู้เฒ่าของโรงหมอแห่งนี้ดูจะมีฝีมือด้านการรักษาบาดแผลภายนอกมากที่สุด

               ในขณะนั้น ชายหนุ่มคนหนึ่งพลันถูกหามเข้ามาด้วยคนกลุ่มหนึ่ง พวกเขาสวมชุดสั้นสีคราม ตรงหน้าผากคาดแถบผ้าเหมือนกันดูคล้ายศิษย์ของสำนักดังที่ไหนสักแห่ง มีสองคนยังคงกุมแส้ม้าเอาไว้ในมือ ดูจากสีหน้าคนที่ถูกหามเข้ามาคงเจ็บปวดจนหมดสติไปแล้ว ขาข้างหนึ่งของเขาบิดด้วยท่าที่ผิดธรรมชาติ คงเป็นเพราะกระดูกหัก

               “เลิกนอนได้แล้ว ลุกขึ้นมาช่วยคนก่อน”

               เสียงของชายหนุ่มหลังเสือเอวหมีคนหนึ่งดังดุจระฆังทอง ต่อให้อาจารย์ผู้เฒ่าที่หลับอยู่ต้องการจะนอนต่อก็คงต้องจำใจตื่น เมื่อเห็นชายหนุ่มที่หมดสติท่านผู้เฒ่าก็เรียกให้คนที่หามเขาจัดการวางลงบนเตียงไม้ด้านข้าง จากนั้นก็คลายรองเท้า ตัดขากางเกงของเขาออก เผยให้เห็นขาข้างหนึ่งที่กระดูกสีขาวแทงทะลุผิวหนังออกมา มีเลือดไหลโซม

               “อ๊ะ ทำไมถึงบาดเจ็บขนาดนี้ได้?” อาจารย์ผู้เฒ่าตรวจดูบาดแผลพลางเอ่ยถาม

               ชายหนุ่มร่างสูงคนหนึ่งตอบ “วันนี้พวกเราเล่นขี่ม้าตีคลีอยู่ข้างนอก เลินเล่อไปครู่หนึ่ง จึงฟาดไม้เหล็กเข้าผิดที่ เขาเลยร่วงลงมาจากหลังม้าที่กำลังวิ่งแล้วกระแทกเข้ากับก้อนหิน” ชายหนุ่มตอบอย่างมีลำดับขั้นตอนชัดเจน ไม่มีความตื่นตระหนกแม้แต่นิดเดียว เขามีรูปร่างสูงสง่า กิริยาท่าทางเหมือนลูกหลานตระกูลใหญ่

               อาจารย์ผู้เฒ่าตรวจดูบาดแผลเสร็จกำลังจะให้คนไปหยิบกล่องยา แต่กลับเห็นคุณชายน้อยอายุสิบสองสิบสามปีคนหนึ่งยื่นกล่องยามาให้เขา อาจารย์ผู้เฒ่านิ่งไปชั่วขณะ จากนั้นใบมีดขนาดพอเหมาะก็ถูกวางลงบนมือ มีดเล่มนี้คือเล่มที่เขาคิดจะหยิบพอดี เป็นมีดที่ต้องใช้เป็นเล่มแรกในการตัดเปิดเนื้อเลาะเศษกระดูกเสียด้วย

               คุณชายน้อยผู้นั้นหยิบมีดเล่มนี้มาให้ด้วยความบังเอิญหรือ?

               อาจารย์ผู้เฒ่ายื่นมือออกไปหมายจะหยิบผ้าฝ้ายโปร่งห้ามเลือด เพียงแต่ยื่นมือออกไปคุณชายน้อยผู้นั้น ก็ยื่นผ้าฝ้ายโปร่งมาวางไว้ในมืออีกหน

               ‘เฮ่อเส้าจิ่ง’ ปรายตามองแม่นางน้อยที่แม้จะสวมชุดบุรุษแต่มองเพียงปราดเดียวก็มองออกว่าเป็นสตรี นางยืนถือมีดอยู่ข้างอาจารย์ผู้เฒ่า ใบหน้าของนางงามกระจ่าง ดูลึกลับดุจหมอกโปรย ดวงตาคู่นั้นใสกระจ่าง ท่าทางดูคุ้นเคยกับกล่องยาของนาง เมื่อคิดดูแล้วน่าจะเป็นญาติหรือศิษย์ของอาจารย์ผู้เฒ่ากระมัง

               นางจ้องจุดที่อาจารย์ผู้เฒ่าลงมีดตาไม่กะพริบ ภาพการกรีดเนื้อเถือหนังไม่ได้ทำให้นางนึกหวาด ซ้ำยังวางท่าทางจนดูไม่เหมือนเด็กสาว อาจารย์ผู้เฒ่าคิดอยากจะหยิบจะใช้สิ่งใด นางก็ราวกับรับรู้ล่วงหน้า ไม่รอให้เอ่ยปากก็หยิบของส่งให้ ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บคือหานเถิงสหายร่วมเรียนของเขา เดิมทีพวกเขาเล่นตีคลีกันอยู่แต่กลับเกิดเรื่อง ด้วยเกรงว่าจะไม่ทันกาล จึงส่งมายังโรงหมอที่มีชื่อเสียงแห่งนี้ คาดไม่ถึงว่าการมา จะทำให้ได้พบกับแม่นางที่น่าสนใจคนนี้เข้า

               “น่าจะพอแล้ว ข้าจะเข้าเฝือกให้เขา ช่วงนี้กระดูกยังหักอยู่อย่าให้เขาเดินเหินเป็นอันขาด เพียงบอกข้าว่าเขาพักอยู่ที่ไหน อีกสองวันข้าจะไปเปลี่ยนยาให้” อาจารย์ผู้เฒ่าแจ้งข้อควรระวังทุกอย่าง ก่อนที่ด้านนอกจะมีรถม้าเข้ามารับคนเจ็บกลับไป

               เมื่อบทสนทนาจบลง กู้ชิงจู๋ยื่นหน้าออกไปมองรถม้าที่คาดว่าจะเป็นของตระกูลใหญ่ เห็นตัวอักษรเขียนว่า‘จวนฉงจิ้งโหว’ พาดอยู่

               ชาติที่แล้วผู้ที่กู้อวี้เหยาแต่งงานด้วยก็คือคุณชายรองของจวนฉงจิ้งโหว—นามว่าเฮ่อผิงโจว

               ชาติที่แล้วกู้ชิงจู๋ไม่สนิทกับน้องเขยอย่างเฮ่อผิงโจว จึงยิ่งไม่รู้จักครอบครัวทางฝั่งเขา หรือบุรุษเมื่อครู่คือพี่ชายใหญ่ของเฮ่อผิงโจวนามว่าเฮ่อเส้าจิ่ง คนที่ใครต่อใครเรียกขานกันว่า‘เฮ่อซื่อจื่อ’?

               แม้กู้ชิงจู๋จะระมัดระวังเพียงใดมือก็ยังเลอะคราบเลือดนางจึงก้มลงเช็ด หงฉวีเมื่อเห็นเช่นนั้นก็ตาพร่าได้แต่นั่งพิงอยู่อีกด้านไม่กล้า
มอง

               อาจารย์ผู้เฒ่าพิจารณากู้ชิงจู๋อยู่รอบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากถาม “เจ้าเป็นคุณชายน้อยที่ไหนมาเดินเล่นในโรงหมอของข้าได้? ที่บ้านเปิดโรงหมอรึ? รักษาโรคเป็นหรือไม่? มาทำอะไรที่นี่?”

               สี่คำถามในครั้งเดียวติดกันทำให้กู้ชิงจู๋ไม่รู้จะตอบคำถามใดก่อน หลังจากเก็บผ้าเช็ดหน้าในชายเสื้อเรียบร้อยนางจึงประสานมือขึ้นคารวะอาจารย์ผู้เฒ่าอย่างนอบน้อม “ข้าไม่ได้มาเที่ยวเล่น ที่บ้านก็ไม่ได้เปิดโรงหมอ แต่ข้าพอรู้เรื่องเกี่ยวกับการแพทย์บ้างเล็กน้อยข้ามาที่นี่เพื่อหางานทำ”

               ทั้งสี่คำถามถูกตอบตามลำดับ