เฉิงเซียวก้าวขึ้นรถแล้วขับรถฉางเฉิงไปจอดข้างถนนแทน
เซี่ยจื้อเพื่อนผู้รู้ใจของเฉิงเซียวรู้ดีว่าจังหวะนี้ควรทำอย่างไร เธอชี้นิ้วที่คุณหนูบีเอ็ม “จัดการเอาเศษเหล็กของเธอไปจอดข้างทางด้วย อย่าให้ต้องรบกวนการจราจร ทำไม? ถึงกับขับไม่ได้เลยเหรอโอ้ย สู้ฉางเฉิงของพวกฉันก็ไม่ได้ เปราะบางจริงๆ ต้องให้ช่วยเรียกรถยกไหมเนี่ย?”
คุณหนูบีเอ็มถลึงตากลับมา “แล้วอย่ามาเสียใจทีหลังก็แล้วกัน!”
เฉิงเซียวหัวเราะแล้วหยิบโทรศัพท์มากดโทรออก “นี่หนูเองนะคะ ช่วยเอาเช็คมาให้หนูหน่อย พอดีไปชนท้ายรถเขาน่ะ” จากนั้นก็บอกสถานที่เกิดเหตุให้กับคนปลายสายรับทราบ ก่อนจะหันมาถามคุณหนูบีเอ็มว่า “ค่าเสียหายเท่าไหร่?”
คุณหนูบีเอ็มหน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงด้วยความโมโห “อย่ามาปากดีหน่อยเลย เดี๋ยวคนเขาจับได้แล้วจะหาทางลงไม่เจอ”
เฉิงเซียวเอียงหัวพร้อมกับปรายตามองยิ้มๆ แสดงทีท่า ‘ดูถูกดูแคลนอย่างหนัก’ ให้กับอีกฝ่าย
คุณหนูบีเอ็มกัดฟันถามขึ้น “นี่ฉันพูดอะไรผิดหรือไง ถึงได้ทำหน้าตาอย่างนั้นน่ะ?”
เฉิงเซียวตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เฉียบคม “เธอพูดหยามฉันยังไง ฉันก็ทำหน้าอย่างนั้นแหละ”
คุณหนูบีเอ็มโดนจี้จุดเข้าแล้ว เธอยกขาเตะไปที่ล้อของรถฉางเฉิง “แน่จริงก็อย่าหนีสิ!” อาจเพราะเตะแรงเกินไปทำให้เจ็บเท้า เธอทำหน้าเหมือนจะร้องไห้แล้วหันหลังกลับไปที่รถ ระหว่างที่เลื่อนรถไปจอดข้างทางเธอก็บีบแตรระบายอารมณ์ไม่หยุด พอจอดเสร็จก็โทรศัพท์ถึงใครบางคน
เซี่ยจื้อยังคงโมโหไม่หาย “ซวยจริงๆ เลย ถ้าดูฤกษ์ก่อนออกจากบ้านก็ดี”
ส่วนทางด้านเฉิงเซียวก็ง่วนอยู่กับการกดเลือกเพลง ไม่มีท่าทีเดือดร้อนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแม้แต่น้อย
สิบนาทีผ่านไปก็มีรถเบนท์ลีย์คันหนึ่งแล่นเข้ามาในที่เกิดเหตุ เมื่อรถจอดสนิทชายอายุประมาณสี่สิบปีก็เปิดประตูรถลงมา เขาโค้งให้เฉิงเซียวเล็กน้อยแล้วส่งเช็คให้ด้วยมือทั้งสองข้าง
เฉิงเซียวยิ้มเล็กน้อย “รบกวนหน่อยนะคะ ลุงหลี่”
‘ลุงหลี่’ มองสำรวจเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า “ไม่เป็นอะไรใช่ไหมครับ”
หลังจากส่งลุงหลี่กลับไปแล้ว เฉิงเซียวก็กลับมายืนพิงหน้ารถฉางเฉิงอย่างสบายอารมณ์ พลางตะโกนถามคุณหนูบีเอ็มที่โทรศัพท์อยู่ในรถว่า “ตกลงราคากันได้หรือยัง? ฉันไม่มีเวลามาอยู่เป็นเพื่อนเธอนานนักนะ”
สายตาของคุณหนูบีเอ็มมองตามรถเบนท์ลีย์ที่แพงและหรูกว่ารถของเธอหลายเท่าอย่างตกตะลึง
ในจังหวะนั้นเองที่มีรถยนต์ส่วนตัวยี่ห้อธรรมดาคันหนึ่งขับเข้ามาหยุดเทียบอยู่ข้างรถบีเอ็ม
คุณหนูบีเอ็มเริ่มบีบน้ำตา เธอรีบเดินเข้าไปหาอ้อมกอดของเขา
“เฝ่ยเย่า?” เมื่อเห็นหน้าคนมาใหม่อย่างชัดเจนเซี่ยจื้อก็อดไม่ได้ที่จะพึมพำออกมา “ตายยากจริงๆ เลย”
เฉิงเซียวยังคงวางสีหน้าเรียบเฉย
ส่วนทางด้าน ‘เฝ่ยเย่า’ เมื่อหันมาเห็นเฉิงเซียวสีหน้าก็เปลี่ยนสีไปทันที
คนที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอย่างคุณหนูบีเอ็มยังคงเอาแต่บ่นต่อไป “เขามาชนท้ายรถฉันก่อน แล้วยังมาด่าฉันอีกด้วย”
เฝ่ยเย่าถึงกับกุมขมับ ตอนนี้เขาไม่มีกะจิตกะใจจะปลอบเธอ
คุณหนูบีเอ็มยังไม่ยอมเลิกรา “จะปล่อยไปง่ายๆ อย่างนี้ไม่ได้นะ เขาชนรถที่คุณซื้อให้ฉัน แล้วยังมาดูถูกฉันอีก”
เฉิงเซียวเดินเข้ามาหาทั้งสอง แล้วถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“นี่ใครกัน?”
คุณหนูบีเอ็มคิดว่าเฉิงเซียวกำลังถามเธอ แต่ความจริงแล้วเฉิงเซียวไม่ได้ตั้งใจจะถามเธอ ทว่าตั้งใจจะถามชายหนุ่มที่มาช่วยเธอต่างหาก
เฉิงเซียวมองเขาด้วยสายตาเย็นชา เฝ่ยเย่ายังคงตะลึงงันกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันนี้
คุณหนูบีเอ็มกลับตอบออกมาว่า “เขาเป็นว่าที่คู่หมั้นของฉัน”
เซี่ยจื้อที่เดินตามมาตะคอกใส่อีกฝ่ายว่า “ไม่ได้ถามเธอ!”
เมื่อได้ยินคำตอบนี้แววตาของเฉิงเซียวก็เปลี่ยนเป็นเย็นชา เธอหันไปขอคำยืนยันจากเฝ่ยเย่า “จริงเหรอ?”
คุณหนูบีเอ็มเห็นเช่นนี้ก็เริ่มสงสัยขึ้นมาบ้างแล้ว ในขณะที่เฝ่ยเย่าก็ตอบคำถามอย่างไม่เต็มใจ “ใช่”
“เฮอะ!” เสียงของเฉิงเซียวฟังดูเย็นชา
ในตอนนั้นเองเซี่ยจื้อก็เดินตรงเข้ามาหาเฝ่ยเย่า จากนั้นก็เงื้อมือขึ้นตบไปที่ใบหน้าเขาเต็มแรง
เฉิงเซียวรีบเข้ามาดึงเพื่อนรักเอาไว้แล้วดันให้ไปยืนรอที่ข้างถนน จากนั้นก็เดินกลับไปขึ้นรถและใส่เกียร์ถอยเต็มแรง
เซี่ยจื้อที่กำลังส่งเสียงโวยวายออกมาอย่างหัวเสียได้ยินเสียงเร่งเครื่องยนต์ พอหันไปมองตามเสียงก็เห็นรถฉางเฉิงที่เตรียมพุ่งเข้าหารถบีเอ็ม!
เซี่ยจื้อเริ่มเหงื่อไหล เธอร้องด้วยความกลัว “เซียว!”
“รถฉัน!” คุณหนูบีเอ็มรีบออกจากอ้อมแขนของเฝ่ยเย่า แล้วกลับไปประจำที่นั่งคนขับ
“เฉิงเซียว!” เฝ่ยเย่าตะโกนเรียกอย่างตกใจ
ตอนนี้เสียงตะโกนของพวกเขาไม่อาจเปลี่ยนแปลงอะไรได้แล้ว รถบีเอ็มถูกชนท้ายเข้าอย่างแรง
คุณหนูบีเอ็มเดินเข้าไปด่ากราด “เธอบ้าไปแล้วเหรอ!”
“ถ้าบ้าแล้วเธอมีโรงพยาบาลบ้าแนะนำให้หน่อยไหม?”เฉิงเซียวลงจากรถ แล้วโยนเช็คใส่หน้าเฝ่ยเย่า “ตัวเลขแล้วแต่จะใส่ก็แล้วกัน”
ในที่สุดคุณหนูบีเอ็มก็ตั้งสติได้ เธอถามพร้อมกับจ้องเฉิงเซียวไม่วางตา “เธอเป็นใครกัน?”
เฉิงเซียวตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ถามคู่หมั้นเธอสิ เขาจะได้อธิบายสิ่งที่ฉันทำเมื่อครู่ด้วย” จากนั้นก็ยื่นมือไปผลักคุณหนูบีเอ็มออกให้พ้นทางอย่างไม่เกรงใจ “หมาที่รู้ประสามันไม่นอนขวางทางหรอกนะ”
อีกฝ่ายไม่เคยโดนกระแนะกระแหนอย่างนี้มาก่อน จึงตอบโต้กลับไปอย่างโมโห “เธอหาว่าใครเป็นหมากันยะ!”
“ใครร้อนตัวก็ด่าคนนั้นแหละ” เฉิงเซียวตอบโดยไม่แม้แต่จะหันกลับไปมองคู่กรณี
คุณหนูบีเอ็มเงื้อมือเตรียมจะถลันเข้าไปหาเฉิงเซียว ทว่าเฝ่ยเย่าขยับเข้ามาห้ามไว้เสียก่อน
เมื่อคนที่โมโหจะเป็นจะตายอย่างคุณหนูบีเอ็มถูกพาตัวกลับไปแล้ว เฉิงเซียวจึงหันไปมองผู้คนที่รอดูเหตุการณ์วุ่นวายตั้งแต่ต้นจนจบ แล้วถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “นิ่งอยู่ทำไมกันคะ รอฉันเก็บค่าเข้าชมอยู่เหรอไง?”
เมื่อได้ยืนเช่นนี้ฝูงคนจึงได้แยกย้ายกันทันที เซี่ยจื้อที่ยืนอยู่ข้างๆ หันมาดุเฉิงเซียว “เธอบ้าไปแล้วเหรอไงห๊ะ ทำไมถึงได้ล้อเล่นกับความเป็นความตายอย่างนั้น?”
“ก็สมควรแล้วนี่!” เฉิงเซียวตอบอย่างไม่ใส่ใจ
เซี่ยจื้อถลึงตาใส่เธอราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
แต่เฉิงเซียวกลับยิ้มออกมาแล้วเอ่ยว่า “กลัวทำไม? ฉันเป็นกัปตันขับเครื่องบินนะ ขับรถแค่นี้ไม่ทำให้ใครตายหรอกน่า”
“เธอมันบ้าไปแล้ว! เธอไม่ควรทำอะไรวู่วามอย่างนี้นะ!” เซี่ยจื้อผลักเพื่อนเบาๆ “อารมณ์ดีขึ้นแล้วใช่ไหม? ตอนนี้จะได้จัดการเรื่องของเราเสียที”
“เรื่องรถชนเดี๋ยวฉันบอกกาแฟเอง เธอไม่ต้องห่วง”
“ไม่ใช่เรื่องของกาแฟ” ว่าแล้วก็ใช้สายตามองไปยังด้านหลังของเฉิงเซียว
เฉิงเซียวหันหลังกลับไปมองบ้าง ในระยะที่ห่างจากรถของพวกเธอไม่มากนัก ‘คุณพลเมืองดี’ ที่ถูกกาแฟหกใส่บนเครื่องบินคนนั้นก้าวลงมาจากรถปอร์เช่ และส่วนหัวของรถปอร์เช่คันนั้นก็คล้ายกับ... จะโดนชน?
หญิงสาวคิดทบทวนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถามออกมาอย่างไม่อยากจะเชื่อ “ฉันชนเหรอ?”
เซี่ยจื้อพยักหน้ารับ “ก็ตอนที่เธอถอยรถนั่นไง”
“ให้ตายเถอะ!” เธอเอามือตีหน้าผากตัวเอง “ก็บอกแล้วไงคะว่าอย่าวู่วาม คุณผู้หญิง!”
วันนี้มีเรื่องมีราวเกิดขึ้นมากมายเหลือเกิน กู้หนานถิงรู้สึกว่าตัวเองกำลังได้เปรียบ โดยเฉพาะเมื่อวานที่เธอเพิ่งได้รับบทเรียนไป แต่การที่เธอมาชนรถของเขาที่จอดอยู่ข้างทางนิ่งๆ อย่างนี้ บอกได้เพียงว่า ‘โชคดีที่หัวใจยังเต้นอยู่’
แล้วหลังจากนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป หรือเธอจะเอาเช็คมาปาหน้าเขาเหมือนเมื่อครู่? เขาคงไม่บังอาจขนาดนั้น!
ไม่ผิดหรอก ฉากเมื่อครู่กู้หนานถิงเห็นเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นจนจบ เขาไม่รู้ว่าคุณหนูบีเอ็มรู้เรื่องราวมากน้อยขนาดไหน แต่เขาพอจะเดาเรื่องนี้ออก เพราะถ้าเฉิงเซียวไม่โกรธจนขาดสติก็คงจะไม่ถอยรถมาชนรถเขาที่จอดอยู่เฉยๆ อย่างนี้ ความแรงที่เธอชนรถบีเอ็มและการปาเช็คใส่หน้าอีกฝ่าย ดูแล้วคล้ายกับสถานการณ์ภรรยาหลวงตามไปจัดการบ้านเล็กบ้านน้อยของสามีอย่างไรอย่างนั้น
กู้หนานถิงนับถือหญิงสาวจริงๆ แต่ตอนนี้เขาอยากรู้แค่ว่าก่อนที่เธอจะมาพบกับเขา เธอเคยผ่านการมีความรักมากี่ครั้งแล้ว? แล้วผู้ชายคนเมื่อครู่มีความหมายต่อเฉิงเซียวมากแค่ไหน ถึงทำให้เธอกล้าพุ่งรถไปชนโดยไม่ห่วงแม้แต่สวัสดิภาพของตัวเองอย่างนี้ ทำราวกับไม่ห่วง ‘ความเจ็บปวด’ ของรถปอร์เช่เลยแม้แต่น้อย กู้หนานถิงคิดในใจพร้อมกับเดินไปหาเฉิงเซียว
แสงแดดหลังฝนตกสาดส่องผ่านช่องว่างระหว่างใบไม้ลงมา ทำให้เกิดเป็นเงาเล็กๆ บนใบหน้าของเขา ผมสั้นเป็นระเบียบ ชุดสูทที่ตัดพอดีตัว อีกทั้งแววตาที่สุขุมและเคร่งขรึมช่วยส่งเสริมให้บุคลิกของกู้หนานถิงดูสง่างามตั้งแต่หัวจรดเท้า ให้ความรู้สึกอบอุ่นเสียยิ่งกว่าแสงแดดในฤดูหนาว
ความมีระดับและดูมีเสน่ห์ของผู้ชายคนนี้ทำให้เขาดูหล่อเหลาอย่างไร้เทียมทาน! แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้จะไม่ใช่เวลาที่จะมาชื่นชมรูปร่างหน้าตาของชายหนุ่มคนใด
เซี่ยจื้อพูดอย่างตรงไปตรงมาว่า “คุณผู้ชาย..”
ยังพูดไม่ทันจบประโยคก็โดนขัดจังหวะเสียก่อน กู้หนานถิงมองเฉิงเซียวแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ให้เธอเป็นคนพูด”
ในประโยคคำสั่งนั้นแฝงไปด้วยความคุ้นเคย... คุ้นเคยงั้นหรือ? เซี่ยจื้อเพิ่งจะได้เจอเขาเป็นครั้งแรก แวบหนึ่งเธอแอบคิดไปเองว่านี่ถือเป็นการปฏิเสธเธอใช่ไหม
เฉิงเซียวมองตั้งแต่ปลายคางของเขาแล้วไล่สายตาขึ้นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งสบเข้ากับดวงตาดำขลับคู่นั้น “ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าควรจะพูดอะไรดี?”