ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

ลัดฟัาหาหัวใจ

ผู้แต่ง Mu Qing Yu
ผู้แปล Hongsamut
ประเภท
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
เพราะความไม่ชัดเจนของ ‘กู้หนานถิง’ กัปตันหนุ่มนักบริหารเจ้าของสายการบินชื่อดัง ทำให้ ‘เฉิงเซียว’ หญิงสาวอันเป็นที่รัก ปฏิเสธและคิดจะหันหลังให้กับความรักของทั้งคู่ ขณะที่กำลังควบคุมเครื่องบินผ่านสภาพอากาศอันเลวร้ายของพายุที่กำลังโหมกระหน่ำ เขาพลัดหลงเข้าสู่รอยต่อแห่งมิติเวลาและย้อนกลับไปเมื่อเจ็ดปีก่อน เจ็ดปีที่แล้ว... เธอยังเป็นนักบินฝึกหัดภายใต้การฝึกสอนของเขา เจ็ดปีที่แล้ว... เธอยังคงดุดัน มุ่งมั่น และแสนจะเซ็กซี่ ยังคงมีเป้าหมายในชีวิตอันยิ่งใหญ่ หวังที่จะเป็นกัปตันอันดับหนึ่ง ไม่ว่านี่จะเป็นเรื่องของโชคชะตาหรือบททดสอบ เขาจะเอาเธอกลับคืนมาให้ได้ ขอให้ท้องฟ้าเป็นพยาน

บทนำ

ลัดฟ้าหาหัวใจ 
จากเรื่อง: 云过天空你过心
Mu Qing Yu เขียน ห้องสมุด แปล

Author: Mu Qing Yu
Chinese edition copyright  史鑫阳
Cover design by MoMi, Cover art: Shutterstock, Pixabay
Thai edition copyright  Hongsamut.com Co., Ltd.
ALL RIGHTS RESERVED
-----------------------------

เพราะความไม่ชัดเจนของ ‘กู้หนานถิง’
กัปตันหนุ่มนักบริหารเจ้าของสายการบินชื่อดัง

ทำให้ ‘เฉิงเซียว’ หญิงสาวอันเป็นที่รัก
ปฏิเสธและคิดจะหันหลังให้กับความรักของทั้งคู่

ขณะที่กำลังควบคุมเครื่องบินผ่านสภาพอากาศอันเลวร้ายของพายุที่กำลังโหมกระหน่ำ
เขาพลัดหลงเข้าสู่รอยต่อแห่งมิติเวลาและย้อนกลับไปเมื่อเจ็ดปีก่อน

เจ็ดปีที่แล้ว... เธอยังเป็นนักบินฝึกหัดภายใต้การฝึกสอนของเขา
เจ็ดปีที่แล้ว... เธอยังคงดุดัน มุ่งมั่น และแสนจะเซ็กซี่
ยังคงมีเป้าหมายในชีวิตอันยิ่งใหญ่ หวังที่จะเป็นกัปตันอันดับหนึ่ง

ไม่ว่านี่จะเป็นเรื่องของโชคชะตาหรือบททดสอบ
เขาจะเอาเธอกลับคืนมาให้ได้
ขอให้ท้องฟ้าเป็นพยาน

สารบัญ

1.ตั้งสติหน่อยสิ!

               ในขณะที่ทีมตำรวจกำลังวางแผนเตรียมการช่วยเหลือตัวประกันอยู่นั้น เธอซึ่งเป็นกัปตันถูกเรียกตัวไปในฐานะผู้แลกเปลี่ยนตัวประกันอันดับหนึ่ง

               ตอนนั้นเขาอยู่ในเหตุการณ์ เมื่อความชุลมุนวุ่นวายผ่านไป เขาจึงหยิบโทรศัพท์ออกมาเพื่อโทรหาใครบางคน แต่กลับได้ยินเสียงผู้หญิงเรียกมาจากทางด้านหลัง “ไม่ต้องโทรแล้ว ฉันอยู่นี่แล้ว”

               เสียงนั้นทำให้เขาต้องหันกลับไปมองทันที สายตาเขาปะทะกับหญิงสาวในเครื่องแบบกัปตันที่กำลังเดินใกล้เข้ามาหาเครื่องบินที่ตำรวจเตรียมไว้อย่างดี ทางเดินด้านในทำความสะอาดไว้อย่างเรียบร้อย เมื่อรับตัวเธอขึ้นมาแล้วเครื่องก็พร้อมจะทะยานขึ้นฟ้าได้ทันที

               ในสภาวะเสี่ยงอันตรายที่สุดในฐานะตัวประกัน หญิงสาวกลับไม่มีอาการสะทกสะท้านหรือหวาดกลัวแม้แต่น้อย สีหน้าของเธอสงบนิ่ง เหมือนกับทุกครั้งที่เธอต้องบังคับเครื่องบินให้ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ใบหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์ของเธอทำให้ชายหนุ่มที่อยู่ข้างๆ แทบคลั่ง

               สีหน้าเคร่งเครียดของเขาทำให้หญิงสาวยิ้มออกมา “ไม่อย่างนั้นก็พูดร่ำลากันตรงนี้ซะเลยสิ ไม่เห็นต้องทำหน้าบึ้งอย่างนั้นเลย”

               เขาหายใจเข้าลึกๆ พยายามข่มอารมณ์เอาไว้ “หุบปากเดี๋ยวนี้เลยนะ!”

               หญิงสาวกลับหัวเราะเบาๆ ราวกับไม่รู้สึกรู้สาอะไร “ถ้าเกิดข้อผิดพลาดเราอาจจะไม่ได้คุยกันอีกก็ได้ ช่วยทำสีหน้าให้มันดีๆ หน่อยได้ไหม” จู่ๆ เธอก็นึกขึ้นมาได้ว่าอาจจะทำให้เขาสติแตกจนระเบิดอารมณ์ออกมา เธอตัดสินใจเดินเข้าไปบีบไหล่เขาแล้วพูดขึ้นว่า “ฉันมีไอเดียดีๆ อย่างหนึ่ง คุณอยากรู้ไหม?”

               แม้ในใจชายหนุ่มจะเต็มไปด้วยความรักและห่วงหา โดยเฉพาะในตอนที่เธอกำลังแตะต้องตัวเขาอย่างตอนนี้ แต่แววตากลับแสดงถึงไฟโทสะที่ยังคงคุกรุ่น

               เธอไม่ได้สนใจอารมณ์โมโหที่ซ่อนอยู่ กลับกระซิบข้างหูเขาว่า “ฉันกำลังพิจารณาข้อเสนอของคุณอยู่” พูดจบแล้วก็ไม่ได้รอคำตอบ เธอปล่อยมือจากไหล่เขาแล้วเดินไปทางทีมตำรวจ

               ข้อเสนอเหรอ? เวลาหน้าสิ่วหน้าขวานอย่างนี้ ยังมีอารมณ์มาล้อเล่นอีก! เขาถลึงตาใส่แผ่นหลังของเธอ ผู้หญิงคนนี้เหลือเกินจริงๆ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะตะโกนตามหลังไปด้วยน้ำเสียงที่ไม่ได้ดีขึ้นเลย

               “เดี๋ยวก่อน!”

               “มีอะไร?” เธอหันกลับมาถาม

               ชายหนุ่มก้าวไปข้างหน้าแล้วดึงเธอเข้ามาไว้ในอ้อมกอด

               เธอไม่ได้ขัดขืนแต่อย่างใด แต่กลับยื่นสองแขนกอดตอบเขา บางทีภาษากายก็แทนความรู้สึกได้ดีกว่าคำพูดใด และยังเป็นการส่งความรักความห่วงใยให้อบอวลอยู่รอบกายของทั้งสอง “ไม่เป็นไรหรอกน่า ตำรวจเยอะขนาดนั้นฉันไม่ตายง่ายๆ หรอก”

               “หุบปากไปเลย!” เขาพูดข้างหูเธอ “ตั้งสติหน่อยสิ!”

               เธอตบไหล่ของเขาเบาๆ “คุณก็กอดเบาๆ หน่อยสิ ฉันหายใจไม่ออกนะ”

               เขาคลายมือออกเล็กน้อยแล้วถลึงตาใส่เธอ “ผมบอกให้ตั้งสติก่อนที่จะลงมือทำอะไรลงไป ได้ยินไหม?”

               หญิงสาวไม่ตอบ แต่กลับเขย่งปลายเท้าขึ้นแล้วประทับจูบที่ริมฝีปากเขาอย่างลุ่มลึกและรวดเร็วแทนคำตอบ จากนั้นก็รีบวิ่งจากไปโดยไม่หันกลับมามองอีก

 

               สภาพอากาศที่แปรปรวนและเลวร้ายที่สุดในวันนั้นทำให้เครื่องบินของสายการบินนานาชาติประเทศ M ดีเลย์ถึงสองชั่วโมง

               ‘เฉิงเซียว’ ซึ่งกำลังวุ่นวายกับการเปลี่ยนเครื่องไปเมือง G เดินผ่านด่านตรวจความปลอดภัย ตอนนี้เหลือเวลาก่อนเครื่องออกเพียงสามสิบนาทีเท่านั้น เสียงโทรศัพท์เรียกเข้าของ ‘เซี่ยจื้อ’ ยิ่งเพิ่มความอลหม่านให้กับเธอ

               “ฉันไปบ้านเขาแล้วครั้งหนึ่ง เพื่อนบ้านของเขาบอกว่าคนบ้านนี้ย้ายออกไปตั้งนานแล้ว”

               เฉิงเซียวรีบเก็บพาสปอร์ตใส่กระเป๋าถือ แล้วจับตั๋วเครื่องบินยัดลงกระเป๋าเสื้อแจ็กเก็ตที่วางอยู่บนรถเข็นอย่างลวกๆ เพราะความรีบร้อน เธอจึงไม่ได้สังเกตว่าตั๋วเครื่องบินแลบออกมาจากกระเป๋าเสื้ออย่างหมิ่นเหม่เหลือเกิน หญิงสาวรีบก้าวเร็วๆ ไปขึ้นเครื่อง “ไหนๆ เขาก็อยากลองเล่นหนังสืบสวนสอบสวนนี่ เธอก็ไม่เห็นจำเป็นจะต้องเข้าไปวุ่นวายด้วยเลย”

               เซี่ยจื้อถอนหายใจ “ก็ฉันอยากเปิดโปงในสิ่งที่มันทรยศไว้ไงล่ะ อย่าให้มันได้มีโอกาสกลับตัว”

               เฉิงเซียวหัวเราะ น้ำเสียงราวกับกำลังคุยเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับตัวเองเลยแม้แต่น้อย “เสียงเธอเหมือนกำลังสมน้ำหน้าฉันอยู่เลยนะ” เธอก้าวเร็วขึ้นเมื่อได้ยินเสียงประชาสัมพันธ์เที่ยวบิน 1268 เริ่มเช็กอินขึ้นเครื่อง

               เซี่ยจื้อพูดแก้ตัวว่า “ก็ฉันไม่อยากให้เรื่องมันเลยเถิด แล้วปล่อยให้เธอมีความหวังลมๆ แล้งๆ อยู่อย่างนี้นี่”

               คำพูดของเซี่ยจื้อไม่ทำให้เฉิงเซียวสะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย เสียงส้นรองเท้ากระทบพื้นหินอ่อนดังเป็นจังหวะ เธอตอบกลับเสียงเข้ม “ฉันเหมือนคนพูดจากลับกลอกแบบพวกไม้หลักปักเลนอย่างนั้นเหรอ? ตอนอยู่ด้วยกันก็เพราะไม่รู้สึกรังเกียจ ไม่ใช่อยากรับผิดชอบความงี่เง่า และไม่เคยรู้สึกขอบคุณหรือซึ้งใจที่เขายอมรับความเป็นตัวฉันได้” ขณะที่เดินไปพูดไปตั๋วเครื่องบินก็หล่นออกจากกระเป๋าเสื้อโดยที่เธอไม่รู้สึกตัว

               ตั๋วใบนั้นตกลงข้างเท้าของชายหนุ่มคนหนึ่งพอดี

               เขามองหญิงสาวที่กำลังเดินผ่านตัวเขาไป ผู้หญิงคนนั้นก้าวเร็วขึ้น ห่างจากตั๋วเครื่องบินของเธอไปเรื่อยๆ ‘กู้หนานถิง’ ตัดสินใจหยุดเดินทันที

               นอกจากเขาแล้วผู้โดยสารคนอื่นๆ ที่กำลังต่อแถวรอเช็กอินไม่มีใครสังเกตเห็นตั๋วที่หล่นอยู่บนพื้น ชายหนุ่มก้มตัวลงเก็บตั๋วใบนั้นขึ้นมาดู

               บนตั๋วปรากฏข้อมูล

               [ZN ไชน่าเซาเทิร์นแอร์ไลน์ เที่ยวบิน 1268 ที่หมายเมือง G ชื่อ เฉิงเซียว]

               เขานิ่งงันไปครู่หนึ่ง แววตาปรากฏแววประหลาดใจอย่างชัดเจน

               เฉิงเซียวยืนอยู่ท้ายแถว เมื่อวางสายจากเซี่ยจื้อแล้ว เธอก็ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อแจ็กเก็ตและเพิ่งรู้ตัวว่าไม่มีตั๋วอยู่ในนั้นแล้ว เธอรีบพลิกเสื้อแจ็กเก็ตไปมา จากนั้นก็จัดการเปิดกระเป๋าถือเพื่อหาตั๋วเครื่องบินอีกรอบ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็หาไม่เจอ เฉิงเซียวหันกลับไปมองตามทางที่เพิ่งเดินผ่านมา เธอกวาดสายตามองไปบนพื้นหินอ่อนและพบว่าไม่มีสิ่งอื่นใดอยู่บนนั้นนอกจากฝีเท้าที่ก้าวอย่างรีบๆ ของผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมา

               พนักงานตรวจบัตรโดยสารเห็นเธอพลิกเสื้อไปมา อีกทั้งยังเปิดกระเป๋าหลายรอบเหมือนค้นหาบางอย่าง จึงถามเธอว่า “คุณผู้หญิงไม่ทราบว่ามีอะไรให้ช่วยไหมคะ?”

               “ตั๋วเช็กอินของฉันหายค่ะ” เฉิงเซียวตอบอย่างร้อนใจ

               แม้ว่าเรื่องนี้จะไม่ใช่ปัญหาใหญ่โตมากมายอะไร แค่มีพาสปอร์ตไปยื่นที่เคาน์เตอร์เช็กอินก็สามารถออกตั๋วเช็กอินอีกใบให้ได้ แต่ตอนนี้เวลากระชั้นชิด หญิงสาวไม่อยากให้ตัวเองเป็นต้นเหตุให้เครื่องบินออกช้ากว่ากำหนด เธอจึงรีบบอกว่า “เดี๋ยวฉันจะรีบกลับมานะคะ”

               ในขณะที่กำลังจะวิ่งไปยังเคาน์เตอร์ก็มีมือหนึ่งยื่นตั๋วเช็กอินมาตรงหน้าเธอ สายตาของเธอกระทบกับชื่อ ‘เฉิงเซียว’ ซึ่งเป็นชื่อของตัวเอง เฉิงเซียวตั้งใจจะหันกลับไปกล่าวคำขอบคุณพลเมืองดีที่เก็บตั๋วของเธอได้ แต่กลับได้ยินเสียงทุ้มต่ำของชายหนุ่มดังมาจากด้านหลังเสียก่อน “ครั้งหน้าอย่าทำหล่นเรี่ยราดอย่างนี้อีกล่ะ”

               น้ำเสียงที่พูดออกมานั้นมีแววตำหนิ ทำให้คนฟังเริ่มไม่พอใจ เฉิงเซียวรับตั๋วใบนั้นมาแล้วยื่นส่งให้พนักงาน เธอเหลือบมองเขาแล้วเอ่ยว่า “ขอบคุณที่อุตส่าห์เตือนนะคะ”

               สีหน้าของอีกฝ่ายเฉยชาไร้ความรู้สึก มีเพียงสายตาคมประดุจใบมีดที่มองสบกับเธอโดยไม่คิดหลบ แววตาไร้เยื่อใยนั้นทำให้เธอรู้สึกราวกับโดนก้อนน้ำแข็งแหลมปักเข้ากลางอก

               เฉิงเซียวหันกลับไป หลังจากรับตั๋วจากพนักงานแล้วก็เดินไปตามทางเดินเพื่อขึ้นเครื่องบิน ทำเหมือนเขาเป็นคนแปลกหน้า

               “คุณผู้ชายคะ รบกวนขอ...” พนักงานยังพูดไม่ทันจบ‘กู้หนานถิง’ ก็หยิบตั๋วยื่นให้ สายตาของเขายังคงมองตามแผ่นหลังของเฉิงเซียวไป

               กู้หนานถิงเช็กอินขึ้นเครื่องเป็นคนสุดท้าย เสียงของพนักงานเอ่ยว่า “ยินดีต้อนรับขึ้นเครื่องค่ะ” เขาเดินตรงไปยังที่นั่งส่วนกลางของเครื่องซึ่งอยู่ติดกับประตูฉุกเฉิน ที่นั่งของเขาอยู่ติดริมทางเดิน

               ตอนนี้เฉิงเซียวนั่งอยู่ด้านขวามือของเขา อยู่ใกล้เพียงเอื้อมมือ

               แม้รู้ว่าไม่เหมาะไม่ควร แต่ก็อดไม่ได้ที่จะเหลือบมองอีกฝ่าย เธอมีผมยาวสลวยสีแดงเข้มคล้ายกับสีของไวน์ชั้นดี ใบหน้าด้านข้างดูงามสง่า เสื้อสีพื้นเข้ากับกางเกงยีนขายาวรัดรูปและรองเท้ามีส้นตอนนี้เปลือกตาของเธอปิดลงมาเล็กน้อย แม้ว่ามันจะเป็นภาพที่ดูธรรมดา แต่มันกลับทำให้เธอดูมีเสน่ห์น่าหลงใหลเป็นที่สุด

               จู่ๆ เขาก็นึกขึ้นได้ว่ามีคนเคยชมเธอว่า ‘ฟันขาวระยับตา เรียงสง่าราวหยก’

               คำจำกัดความนี้ช่างตรงและเหมาะกับเธอเหลือเกิน

               สายตากู้หนานถิงเพ่งมองหว่างคิ้วที่ขมวดนิดๆ ของเธอบ่งบอกถึงความเหงาที่ซ่อนลึกอยู่ภายใน สิ่งนี้ทำให้เขายิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัย

               คงเป็นเพราะสายตาของเขาตั้งใจมองเธออย่างไม่สงวนท่าที ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกตัวและเริ่มระแวง เฉิงเซียวปิดโทรศัพท์แล้วหันมามองหน้าเขา “หน้าฉันเหมือนแฟนเก่าของคุณขนาดนั้นเลยเหรอคะคุณพลเมืองดี?”

               พลเมืองดี? กู้หนานถิงขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำอย่างคนที่พยายามเก็บอารมณ์ “คิดมากไปแล้ว สาวน้อย”

               สาวน้อย? ในสถานการณ์อย่างนี้เฉิงเซียวไม่อาจคิดว่านี่เป็นการเรียกอย่างเอ็นดู เธอเพ่งมองเขาด้วยสายตาเอาเรื่อง “งั้นก็ไม่จำเป็นต้องจ้องขนาดนั้นหรอกค่ะ เดี๋ยวจะแตก”

2.ถ้าไม่เชื่อก็ลองดู!

               กู้หนานถิงซ่อนแววตาของเขาเอาไว้ภายใต้ท่าทีเคร่งขรึม เขาเอนศีรษะพิงพนักเก้าอี้และหลับตาลงอย่างช้าๆ เพื่อจบการเผชิญหน้ากับเธอ

               เฉิงเซียวมองกู้หนานถิง ชายหนุ่มคนนี้มีหน้าผากเต็มได้รูป สันจมูกสูงสง่า เมื่อมองใบหน้าด้านข้างของเขาแล้วก็ให้ความรู้สึกแข็งแกร่งของหนุ่มวัยฉกรรจ์ ยิ่งในตอนที่เขาพับแขนเสื้อเชิ้ตสีขาวที่สวมขึ้นจนเห็นกล้ามแขนขมวดตึง ก็ยิ่งช่วยเสริมความสมบูรณ์แข็งแกร่งให้กับผู้ชายคนนี้

               ถ้าไม่ใช่เพราะเขาใช้น้ำเสียงตำหนิเธออย่างเมื่อครู่ ถ้าไม่ใช่เพราะเขาเพิ่งจะใช้สายตา ‘แอบส่อง’ เธออย่างไร้มารยาท เฉิงเซียวอาจจะเห็นแก่ที่เขาอุตส่าห์เก็บตั๋วให้แล้วเรียกเขาอย่างไร้ทิฐิในใจว่า ‘คุณสุภาพบุรุษ’ หรืออาจจะอดใจไม่ไหวที่จะยื่นมือไปสัมผัสไหล่ของเขาสักหน่อย

               แม้ว่าเธอจะไม่ได้บังคับให้ตัวเองใช้ชีวิตแบบกุลสตรีที่รักนวลสงวนตัว แต่ก็ไม่เคยอนุญาตให้ตัวเองทำตัวเสียมารยาทโดยไม่เลือกสถานที่ เฉิงเซียวคิดพร้อมกับคาดเข็มขัดนิรภัยเสียงดัง “คลิก”

               ประตูเครื่องปิดลง เครื่องบินเริ่มเคลื่อนตัว หลังจากเครื่องเทกออฟก็เริ่มมีเสียงประชาสัมพันธ์ที่เหมือนกันทุกครั้งจากสายการบินดังขึ้น “ยินดีต้อนรับผู้โดยสารทุกท่านเข้าสู่การบริการของสายการบินไชน่าเซาเทิร์นแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 1268 ขณะนี้เรากำลังบินจากเมือง A ไปยังเมือง G ใช้เวลาบินประมาณ...”

               จนถึงตอนนี้เธอก็ใช้เวลาอยู่บนเครื่องบินกว่าสิบชั่วโมงแล้ว เฉิงเซียวเริ่มเหนื่อย เธอสวมเสื้อแจ็กเก็ต ใส่ที่ปิดตา ตั้งใจว่าจะหลับจนกว่าจะถึงเมือง G

               คงเพราะยังปรับตัวกับความต่างของเวลาไม่ได้ ทำให้เฉิงเซียวหลับและฝันตลอดทาง เธอและเซี่ยจื้อเป็นเพื่อนสนิทกันตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม แต่ต่อมาเซี่ยจื้อตรวจร่างกายไม่ผ่านทำให้ไม่สามารถเข้าเรียนมหาวิทยาลัยการบินพร้อมกับเธอได้ สองปีให้หลังเฉิงเซียวไปเรียนการบินที่ต่างประเทศคนเดียว จนกระทั่งทุกวันนี้เธอได้รับใบปริญญาบัตรเทียบเท่ากับการจบการศึกษาด้านการบินภายในประเทศ แม้เรื่องเหล่านี้จะผ่านมาหลายปีแล้ว แต่เหตุการณ์กลับชัดเจนราวกับไม่ใช่ความฝัน แต่เป็นความจริงที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันและประทับอยู่ในความทรงจำของเธอ

               เฉิงเซียวเพิ่งจะอายุยี่สิบต้นๆ ที่เปรียบเสมือนดอกไม้แรกแย้ม ดังนั้นการรำลึกความหลังในวัยอย่างนี้มันไม่เร็วเกินไปหรอกหรือ

               หลังจากตื่นแล้วหญิงสาวก็ถอดผ้าปิดตาออก แสงแดดที่ส่องกระทบตาทำให้เธอกลับสู่โลกความเป็นจริงอีกครั้ง

               “ท่านสุภาพสตรี และสุภาพบุรุษทุกท่าน เครื่องบินจะลงจอดที่สนามบินเมือง G ในอีก 10 นาที ขณะนี้เครื่องบินกำลังเตรียมลงจอด ขอให้ทุกท่านประจำ ณ ที่นั่งของตนเอง ปิดอุปกรณ์สื่อสารทุกชนิด...”

               เฉิงเซียวปรับเก้าอี้ให้ตั้งตรง ขณะที่กำลังจะยื่นมือไปพับโต๊ะอาหารข้างหน้าก็พบกับแก้วน้ำเปล่า

               คุณป้าที่นั่งอยู่ด้านข้างเห็นเธอตื่นแล้วจึงบอกว่า “เมื่อครู่เขาเสิร์ฟเครื่องดื่ม ผู้ชายที่นั่งข้างๆ นั่น บอกให้พนักงานวางน้ำเปล่าไว้ให้หนูแก้วหนึ่ง”

               เฉิงเซียวหันไปมองคุณป้าแล้วกล่าว “ขอบคุณค่ะ”

               คุณป้ายิ้มอย่างใจดี สีหน้าเต็มไปด้วยความเอ็นดู “เขาอุตส่าห์ทำความดีเพื่อง้อตั้งขนาดนี้แล้ว หนูก็ให้อภัยเขาเถอะลูก ป้าเห็นเขาดูเป็นห่วงหนูนะ ยังให้พนักงานเอาผ้าห่มมาห่มให้หนูด้วยแน่ะ” พูดเสร็จก็ลูบมือของเธอเหมือนคนที่สนิทกันพร้อมกับส่งสายตาให้เธอราวกับจะบอกว่า ‘ไม่ต้องพูดอะไรมากลูก ป้าผ่านโลกมามาก เรื่องแบบนี้ป้าเข้าใจ’

               เมื่อเฉิงเซียวก้มลงมองก็เห็นว่ามีผ้าห่มของสายการบินผืนบางๆ คลุมทับอยู่บนเสื้อแจ็กเก็ตของเธอ หญิงสาวหันไปมอง‘พลเมืองดี’ ที่กำลังนอนหลับอย่างสงบ จากนั้นก็หันกลับมามองคุณป้าผู้อ่อนโยน พูดล้อเล่นกลับไปว่า “เป็นสิทธิพิเศษของคนเป็นแฟนค่ะ ไม่มีกำหนดพ้นโทษ หนูจะให้อภัยเขาง่ายๆ ได้ยังไงกัน”

               คุณป้ามองอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้าอย่างคนหมดคำพูด “พวกเด็กสมัยนี้นี่จริงๆ เลย!”

               เฉิงเซียวยกแก้วน้ำขึ้นมา แต่ไม่รู้ว่าชายหนุ่มข้างๆ ตื่นขึ้นมาฟังบทสนทนาของเธอกับคุณป้าตั้งแต่เมื่อไหร่ กู้หนานถิงแอบหัวเราะอย่างชอบใจ

               ในระหว่างที่เครื่องบินกำลังเตรียมร่อนลงจะมีการกระแทกเล็กน้อย เสียงประชาสัมพันธ์ประกาศเตือนอีกครั้งว่าให้ผู้โดยสารนั่งอยู่กับที่และคาดเข็มขัดนิรภัยให้เรียบร้อย แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีคนฝ่าฝืน ไม่ใช่แค่ยืนขึ้นเพื่อเตรียมหยิบกระเป๋า แต่ผู้โดยสารคนนั้นยังเปิดโทรศัพท์เตรียมจะโทรออกอีกด้วย

               พฤติกรรมเหล่านี้ถือเป็นอันตรายอย่างมากในขณะที่เครื่องบินกำลังลงจอด ไม่ใช่แค่สัญญาณโทรศัพท์ที่จะไปรบกวนสัญญาณการสื่อสารระหว่างนักบินกับหอบังคับการบินเท่านั้น แต่การที่ผู้โดยสารยืนขึ้นเพื่อจะเอากระเป๋าในขณะที่เครื่องบินมีการกระแทก อาจทำให้กระเป๋าหล่นลงมาโดนผู้โดยสารคนอื่นๆ จนได้รับบาดเจ็บได้

               เมื่อแอร์โฮสเตสพบเข้าจึงรีบเดินเข้ามาห้าม “คุณผู้ชายคะ รบกวนปิดโทรศัพท์ด้วยค่ะ กลับเข้าที่นั่งก่อนนะคะ หลังจากเครื่องจอดนิ่งแล้วค่อยหยิบกระเป๋าเดินทาง คุณผู้ชายคะ!”

               ผู้โดยสารคนนั้นกลับไม่สนใจ เขาพูดใส่โทรศัพท์ว่า “ผมถึงแล้วเนี่ย จะลงเครื่องเดี๋ยวนี้แหละ คุณไม่ต้องเร่งหรอก” อีกมือก็พยายามเปิดช่องเก็บสัมภาระเหนือศีรษะเพื่อหยิบกระเป๋า

               ปกติเฉิงเซียวไม่ชอบยุ่งกับเรื่องแบบนี้ แต่ผู้ชายคนนั้นอยู่ในตำแหน่งที่ใกล้กับเธอมาก หญิงสาวตัดสินใจปลดเข็มขัดนิรภัยและลุกขึ้นเดินเข้าไปแย่งปิดช่องเก็บสัมภาระ

               กู้หนานถิงยังคงนั่งดูเหตุการณ์นิ่งๆ

               พอชายคนนั้นเห็นสิ่งที่เธอทำจึงมีอาการหัวเสียเล็กน้อย “มันเรื่องอะไรของคุณน่ะ? ผมกำลังรีบนะ หลบไปเดี๋ยวนี้เลย” ระหว่างที่พูดก็เอามือผลักเธอออก

               เฉิงเซียวผลักมือเขาออกอย่างไม่เกรงใจ “มีอะไรก็พูดกันดีๆ สิ ทำไมต้องใช้กำลังด้วย!”

               ผู้โดยสารคนนั้นส่งเสียง “เฮอะ! คิดว่าตัวเองเป็นใครกัน? นี่คงแอบชอบผมอยู่ล่ะสิ หลงตัวเอง!”

               เรื่องทะเลาะกับคนอื่นเฉิงเซียวไม่เคยแพ้ใคร เธอปะทะฝีปากกลับไป “อะไรนะ แอบชอบคุณงั้นเหรอ? ถามจริงๆ เถอะนี่คุณเคยส่องกระจกดูตัวเองบ้างไหม? หรือคุณคิดว่าฉันตาบอดหรือไง”

               “นี่คุณ...” ผู้ชายคนนั้นดูเหมือนไม่อยากจะเชื่อว่าหญิงสาวตรงหน้าจะกล้าต่อปากต่อคำ เขาโมโหจนหน้าตาแดงก่ำ

               “อีกไม่กี่นาทีเครื่องก็จะลงจอดสนิท ถึงตอนนั้นก็ค่อยเอากระเป๋าลงมา” เฉิงเซียวสูงเพียงร้อยหกสิบกว่าๆ อีกทั้งยังสวมเพียงรองเท้าส้นเตี้ย ดังนั้นตอนนี้จึงมีสภาพไม่ต่างกับคนแคระที่กำลัง
เงยหน้ามองยักษ์ เธอคร้านจะต่อความยาวสาวความยืด จึงสั่งด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดว่า “ปิดแล้วนั่งลงเดี๋ยวนี้!”

               ในที่สุดฝ่ายตรงข้ามก็ทนไม่ได้ อารมณ์เดือดปะทุขึ้นมา“คุณบ้าไปแล้วเหรอ? ผมจะเอากระเป๋าแค่นี้แล้วมันเกี่ยวอะไรกับคุณด้วย อย่ายุ่งเรื่องชาวบ้านให้มันมากนัก”

               แอร์โฮสเตสรีบเข้ามาห้ามศึก เธอใช้น้ำเสียงตำหนิเล็กน้อยห้ามปรามผู้โดยสารเจ้าปัญหา “คุณผู้ชายคะ เครื่องกำลังเตรียมลงจอดไม่ว่ายังไงก็เปิดอุปกรณ์สื่อสารไม่ได้เด็ดขาด ขอความกรุณาปิดเครื่องแล้วนั่งลงให้เรียบร้อย หลังจากเครื่องจอดนิ่งแล้วค่อยหยิบกระเป๋านะคะ”

               ชายคนนั้นพูดอย่างกระแทกกระทั้น “แต่ผมมีเรื่องด่วนนี่ผมจะหยิบกระเป๋าแล้วไปรอที่ทางออกก่อน อีกเดี๋ยวเครื่องก็จอดแล้วไม่ใช่เหรอ จะเป็นเดือดเป็นร้อนอะไรกันนักกันหนา”

               เขาพูดพร้อมกับผลักแอร์โฮสเตสให้หลีกทาง จังหวะเดียวกันนั้นเครื่องบินก็บังเอิญกระแทกลงครั้งหนึ่ง ถ้าไม่ใช่เพราะกู้หนานถิงรับแอร์โฮสเตสคนนั้นไว้ได้ทัน เธอคงล้มลงไม่เป็นท่าไปแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นเอวของเธอก็กระแทกกับพนักแขนอย่างแรง

               เฉิงเซียวเห็นแบบนั้นก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป เธอแย่งโทรศัพท์จากมือของเขาและตำหนิอย่างไม่ไว้หน้า “พฤติกรรมของคุณในตอนนี้ก่อให้เกิดความวุ่นวายกับเจ้าหน้าที่ สมควรได้รับการลงโทษ หรือตรวจสอบความผิดทางอาญา ฉันแนะนำว่าหยุดการกระทำของคุณเสียดีกว่า” จากนั้นก็หันไปมองแอร์โฮสเตส “ติดต่อกับฝ่ายภาคพื้นให้เตรียมตำรวจมารับเขาด้วยนะคะ”

               เสียงประณามจากผู้โดยสารคนอื่นๆ ดังขึ้นเรื่อยๆ

               “ในเวลาอย่างนี้จะเปิดช่องเก็บสัมภาระไม่ได้ ถ้ากระเป๋าตกลงมาทำคนข้างล่างบาดเจ็บจะว่ายังไง?”

               “เครื่องยังไม่ทันจอดสนิทเลย จะเปิดโทรศัพท์ทำไมกัน”

               “ทั้งเครื่องก็มีแต่แกนี่แหละที่ทำตัววุ่นวายที่สุด! รออีกหน่อยมันจะขาดใจตายรึไง”

               “ยังจะทำร้ายพนักงานจนบาดเจ็บอีก มีจิตสำนึกบ้างไหมเนี่ย!”

               เฉิงเซียวปิดโทรศัพท์และมองเขาด้วยแววตาข่มขู่ “ถ้าไม่เชื่อก็ลองดู!”

               แอร์โฮสเตสกลัวว่าเรื่องจะบานปลาย จึงรีบแทรกขึ้นว่า “เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร เชิญนั่งลงก่อนนะคะ เครื่องใกล้จะลงจอดแล้ว คงจะยื้อเวลาไว้ได้อีกไม่กี่นาทีแล้วค่ะ”

               คงเพราะทนรับแรงกดดันจากผู้โดยสารคนอื่นๆ ไม่ไหวผู้โดยสารชายคนนั้นจึงไม่ได้ดึงดันต่อ แต่เลือกที่จะนั่งลงที่เก้าอี้ตำแหน่งด้านหน้าของเฉิงเซียวและพูดอย่างอาฆาตว่า “ฝากไว้ก่อนเถอะ!”

               “จะรอละกันนะ!”

               “เอาโทรศัพท์ผมคืนมา!”

               “ได้สิ” เฉิงเซียวเลิกคิ้วขึ้น และเพื่อเป็นการให้บทเรียนกับคนไม่รู้จักมารยาทสังคมอย่างเขา เธอจึงแสร้งยกมือถือขึ้น

               “อุ๊ย!” ดวงตาคู่สวยมองโทรศัพท์ที่กำลังจะตกถึงพื้น

3.หากว่า

               ชายคนนั้นรีบหันกลับมาคว้าโทรศัพท์ ทว่าช้าไปเพียงเสี้ยววินาที

               “ตุ้บ” โทรศัพท์ตกลงอย่างนิ่มนวลและแม่นยำในอ้อมกอดของกู้หนานถิง

               แน่นอนว่ากรณีนี้มันย่อมดีกว่าการที่โทรศัพท์ตกลงบนพื้นแข็งๆ เหตุการณ์วุ่นวายควรจะจบลงแค่นี้... หากว่าผู้โดยสารที่นั่งอยู่ข้างๆ กู้หนานถิงไม่ได้ถือแก้วกระดาษอยู่ หากว่าเธอไม่บังเอิญยื่น
แก้วกาแฟที่ดื่มเหลืออยู่ครึ่งแก้วให้แอร์โฮสเตสเอาไปเก็บ หากว่า... ไม่มี ‘หากว่า’ แล้ว

               เมื่อเห็นเสื้อสีขาวของกู้หนานถิงเลอะคราบกาแฟจนกลายเป็นรอยด่าง คุณป้าที่นั่งอยู่ข้างๆ เฉิงเซียวก็บอกด้วยเสียงแหลมว่า“ยัยหนูรีบเอาผ้ามาเช็ดให้เขาเร็ว ตายแล้ว เสื้อสีขาวดีๆ ดันมาเปื้อนหมด”

               เมื่อปะทะเข้ากับสายตาที่พยายามข่มความโกรธเอาไว้ของ ‘พลเมืองดี’ เธอถึงกับหลุดหัวเราะออกมา

               ผู้โดยสารที่นั่งข้างเขาขอโทษเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า กู้หนานถิงมองตัวต้นเรื่องอย่างเฉิงเซียวด้วยสายตาเย็นชา ราวกับกำลังบอกว่า ‘ช่วยเพลาๆ ลงหน่อยได้ไหม’ จากนั้นก็ส่งแก้วกระดาษให้แอร์โฮสเตสพลางสั่งว่า “คุณไปนั่งเถอะ เครื่องกำลังจะลงจอดแล้ว”

               แววตาของกู้หนานถิงสงบนิ่งไร้ความรู้สึกราวกับน้ำใสในสระกว้างที่ปราศจากคลื่นลมใดๆ น้ำเสียงที่เปล่งออกมาบ่งบอกว่าเขากำลังพยายามข่มกลั้นอารมณ์เอาไว้ไม่ให้ระเบิดโทสะออกมา

               แอร์โฮสเตสมองกู้หนานถิงพร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ทั้งเกรงใจและเป็นกังวล “เดี๋ยวฉันจะทำความสะอาดเสื้อให้นะคะ”

               ส่วนทางด้านผู้โดยสารที่ก่อเหตุหลังจากได้โทรศัพท์คืนแล้วก็มีท่าทีสงบลง แต่ก็ไม่วายพึมพำว่า “เปียกหมดแล้วเนี่ย” พูดจบก็ยอมกลับไปนั่งแต่โดยดี

               กู้หนานถิงไม่ได้สนใจชายที่ก่อเรื่องวุ่นวายคนนั้น สายตาของเขาเหลือบมองเฉิงเซียวที่ยังยืนอยู่ที่เดิม สีหน้าและแววตาของเธอขึงขัง น้ำเสียงก็แข็งกร้าว ดูแล้วคล้ายท่าทีของผู้ชายมากกว่าจะเป็นหญิงสาวผู้บอบบาง

               “ต้องให้ฉันเตือนอีกครั้งไหมว่าเวลาเครื่องกำลังลงจอดต้องทำยังไงบ้าง”

               เฉิงเซียวมองชายที่ก่อเรื่องวุ่นวายด้วยแววตาที่แฝงความขบขันไว้ภายใน เธอเลิกคิ้วเล็กน้อยแล้วนั่งลงที่เดิม

               หลังจากเครื่องลงจอดสนิท เฉิงเซียวก็ไม่ได้ต่อปากต่อคำกับผู้โดยสารเจ้าปัญหาคนนั้นอีก ตอนนี้ผู้โดยสารคนอื่นๆ เริ่มทยอยเดินลงจากเครื่อง เมื่อ ‘พลเมืองดี’ ขยับตัวเตรียมลงจากเครื่องบ้าง เธอจึงเคลื่อนกายตามหลังเขาออกมาแต่ยังคงรักษาระยะห่างไว้พอสมควร ในที่สุดเธอก็ลงจากเครื่องเป็นคนสุดท้าย

               กู้หนานถิงทำสีหน้าท่าทางราวกับไม่รู้ว่าเธอกำลังเดินตาม เมื่อเดินมาถึงประตูทางออก แอร์โฮสเตสยังพูดซ้ำว่าจะช่วยทำความสะอาดเสื้อให้เขา ทว่าเขากลับปฏิเสธ “ไม่เป็นไรครับ” จากนั้นก็ติดกระดุมเสื้อสูท เพียงเท่านี้ก็ปิดบังคราบเลอะบนเสื้อสีขาวตัวในได้แล้ว

               สายตาของแอร์โฮสเตสปรากฏแววปลื้มใจและเสียดายในคราวเดียวกัน สิ่งที่เห็นทำให้เฉิงเซียวรู้สึกหมั่นไส้เขาจนแทบทนไม่ไหวแต่ ‘คุณพลเมืองดี’ กลับทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้

               “เดี๋ยวก่อนค่ะ” เสียงของแอร์โฮสเตสดังขึ้น

               เฉิงเซียวหันกลับไปมอง แอร์โฮสเตสพูดกับเธอว่า “เรื่องเมื่อกี้ ขอบคุณมากนะคะ”

               เพราะไม่ทันได้ตั้งตัว เมื่อครู่เธอจึงเก็บอาการที่แสดงออกกับ ‘คุณพลเมืองดี’ เอาไว้ไม่ทัน เฉิงเซียวจึงหัวเราะกลบเกลื่อนแล้วตอบว่า “ไม่เป็นไรค่ะ”

 

               ภายในอาคารผู้โดยสารของสนามบิน

               ผู้คนมากมายต่างมารอรับผู้โดยสาร แต่เฉิงเซียวยังมองไม่เห็นคนที่จะมารับเธอ ในขณะเดียวกันเธอก็สังเกตเห็นว่า ‘คุณพลเมืองดี’ ที่เพิ่งเดินถึงประตูทางออกนั้นมีผู้ชายในชุดสูทคนหนึ่งเดินตรงเข้ามาค้อมตัวให้เขาอย่างนอบน้อม แล้วทำท่าเชื้อเชิญให้เดินตาม กู้หนานถิงพยักหน้ารับและก้าวเร็วๆ ตามไป ทว่าเดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าวเขาก็ชะงักฝีเท้าแล้วหันกลับมามอง

               เฉิงเซียวรู้สึกได้ว่าเขากำลังมองมาในทิศที่เธอยืนอยู่พร้อมกับกวาดสายตาราวกับกำลังมองหาอะไรบางอย่าง เขากำลังมองหาอะไร? เพราะรู้ว่าเธอเดินตามหลังเขา หรือเขาเพียงแค่มองบรรยากาศทั่วๆ ไปอย่างไร้จุดหมายกันแน่?

               เฉิงเซียวตัดสินใจว่าอะไรจะเกิดก็ปล่อยให้มันเกิดไปเถอะ

               เธอเดินตรงเข้ามาหาเขา รองเท้าส้นเตี้ยกระทบกับพื้นหินอ่อนดังเป็นจังหวะกลบเสียงคึกคักจอแจที่ดังอยู่โดยรอบ

               เธอเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าเขา กู้หนานถิงยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิมไม่ขยับ

               เฉิงเซียวทำเพียงส่งยิ้มตาหยีให้เขาโดยไม่ได้พูดอะไร

               กู้หนานถิงใช้ดวงตาคมกริบมองใบหน้าของเธอในระยะประชิด ทั้งสองจ้องตากันโดยไร้ซึ่งอารมณ์พิศวาสใดๆ

               บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความเงียบและอารมณ์ที่ถูกเก็บซ่อนเอาไว้ ผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมากลายเป็นเพียงตัวประกอบฉากเท่านั้น

               ในที่สุดเขาก็ถามขึ้นว่า “มีอะไรจะพูดกับผมหรือเปล่า?”

 

               เมื่อกู้หนานถิงกลับมาถึงบ้านก็ได้รับรายงานว่าไม่มีใครอยู่

               แม่บ้านเฉินบอกว่า “คุณผู้ชายกับคุณผู้หญิงไปบ้านตระกูลเซียว ส่วนคุณหนูมีเรียนตอนบ่าย”

               ทุกคนเปิดโอกาสให้เขาได้พักผ่อน กู้หนานถิงเข้าใจในเรื่องนี้ดี

               ต้องอยู่บนเครื่องบินเป็นเวลากว่าสิบชั่วโมงใครไม่เหนื่อยก็คงบ้าแล้ว หลังจากอาบน้ำเสร็จเขาก็ทิ้งตัวลงนอนบนเตียงหลังใหญ่ตอนแรกเขาคิดว่าคงจะนอนไม่หลับ แต่ช่วงนี้มีเรื่องวุ่นวายเกิดขึ้นมากมายเหลือเกิน หลายวันมานี้เขาต้องอดหลับอดนอน สุดท้ายก็ผล็อยหลับไปพร้อมกับใบหน้าอันงดงามของเฉิงเซียวที่วนเวียนอยู่ในสมองของเขา

               กู้หนานถิงหลับลึก และเนิ่นนาน

               เมื่อใกล้เวลาอาหารเย็น ‘เซียวหยู่เหิง’ ก็เปิดประตูเข้ามาในห้องแล้วถามด้วยสีหน้าบึ้งตึง “เมื่อวานไปทำอะไรมา นี่ไม่ได้นอนเลยใช่ไหม หนูกลับมาตั้งนานแล้วแต่พี่ก็ไม่ยอมตื่นสักที”

               แม้จะไม่ชอบการถูกคาดคั้นแบบนี้ แต่เพราะฟังออกว่าอีกฝ่ายเอ่ยออกมาด้วยความห่วงใย อีกทั้งยังมีแววออดอ้อนอย่างคนที่ต้องการให้เอาอกเอาใจ ทำให้กู้หนานถิงเสียงอ่อนลงโดยไม่รู้ตัว “พี่จะทำอะไรที่ไหน เมื่อไหร่ จำเป็นต้องรายงานเธอทุกอย่างเลยเหรอ?”

               เซียวหยู่เหิงตะโกนตอบกลับ “หนูต้องทำหน้าที่แทนคุณพ่อหรอกค่ะ”

               จังหวะนั้นก็มีเสียงเรียกมาจากชั้นล่าง “หนานถิงมากินข้าวได้แล้ว”

               เป็นเสียงของ ‘เซียวซู่’ ภรรยาใหม่ของพ่อหรือแม่เลี้ยงของเขา และเป็นแม่แท้ๆ ของเซียวหยู่เหิงนั่นเอง

               กู้หนานถิงจึงตอบกลับไปว่า “จะลงไปเดี๋ยวนี้แหละครับน้าเซียว”

               จากนั้นพี่ชายและน้องสาวก็เดินควงกันลงมาจากชั้นบน ระหว่างที่เดินเซียวหยู่เหิงก็ถามถึงของฝากจากพี่ชายไม่ขาดปาก

               “ถ้าไม่มีอะไรใหม่ๆ มาฝากก็ไม่ต้องกินข้าว!”

               เซียวหยู่เหิงเป็นสาวน้อยวัยแรกแย้มอายุสิบเจ็ดปี ใบหน้าที่น่ารักสดใสที่กำลังยิ้มแย้มนั้นทำให้ผู้ที่พบเห็นเกิดความเอ็นดู 

               กู้หนานถิงล็อกข้อมือของเซียวหยู่เหิงไว้เพื่อป้องกันไม่ให้เธอใช้กำลัง “จะเอาของใหม่ๆ มาจากไหนเยอะแยะกัน? พี่ไม่ใช่นักประดิษฐ์สักหน่อย”

               เมื่อเห็นว่าคงเถียงไม่ชนะ เซียวหยู่เหิงจึงหันไปหาตัวช่วย“คุณพ่อดูสิคะ พี่เขารังแกหนู”

               กู้หนานถิงล็อกมือเธอแล้วลากกึ่งถูลู่ถูกังเข้ามาในห้องรับแขก “ก็ดีแต่แจ้งความเท็จนั่นแหละ เธอไม่รู้ตัวเลยหรือว่าโตจนพ่อตีไม่ไหวแล้วน่ะ”

               ชายหญิงวัยกลางคนประสานเสียงขึ้นพร้อมกัน

               “หนานถิงอย่าแกล้งน้อง!”

               “เหิงเหิงเลิกแหย่พี่เขาได้แล้ว!”

               กู้หนานถิงมองไปยังต้นเสียง สายตาของเขาปะทะกับ‘กู้ฉางหมิง’ และเซียวซู่ที่เดินออกมาจากห้องครัวด้วยกัน

               แม้ว่าพ่อของเขาจะอายุมากแล้ว แต่ก็ยังดูหนุ่มแน่นไม่มีวี่แววว่าความชราจะมาเยือน รูปร่างยังคงสมส่วน สายตาเฉียบคม ส่วนภรรยาข้างกายก็ยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ทั้งรูปร่างและท่วงท่าที่สง่างาม รวมถึงกิริยามารยาทที่ดูอ่อนโยนอย่างแม่ศรีเรือน

               กู้หนานถิงอมยิ้มพลางเอ่ยทักทายว่า “พ่อ น้าเซียว”

               “กลับมาถึงบ้านจนได้ ช่วงที่เธอไม่อยู่มีหนูบางตัวร่าเริงเหลือเกิน” เซียวซู่เดินเข้ามาใกล้แล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน สายตาห่วงใยที่อีกฝ่ายมอบให้ด้วยความจริงใจนั้นทำให้กู้หนานถิงรู้สึกอุ่นซ่านขึ้นมาในใจ เขาปล่อยตัวเซียวหยู่เหิง จากนั้นก็อ้าแขนกอดเซียวซู่พร้อมกับเอ่ยว่า “ไว้เดี๋ยวผมจะจัดการหนูตัวนั้นเองครับ”

               เซียวหยู่เหิงได้ยินแล้วก็เถียงขึ้นมาว่า “แม่หมายถึงใครกัน? ไม่ใช่หนูนะ”

               เซียวซู่ยกมือเขกหัวลูกสาวเบาๆ “กล้าทำ แต่ไม่กล้ารับเหรอ?”

               เซียวหยู่เหิงเกาะแขนพ่ออย่างออดอ้อน “คุณพ่อขาดูสิคะแม่ยังรักพี่เขามากกว่าหนูเสียอีก ทำเหมือนหนูเป็นลูกที่ถูกเก็บมาเลี้ยงอย่างนั้นแหละ”

               กู้ฉางหมิงลูบหัวเซียวหยู่เหิงอย่างเอ็นดู “หนูอิจฉาพี่เขาหรือลูก? พ่อก็อยู่ฝ่ายเดียวกับหนูมาตลอดไม่ใช่เหรอ?”

               “ไม่จริงหรอก พวกผู้ชายก็เหมือนกันทั้งนั้น เชื่อถือไม่ได้!”เซียวหยู่เหิงไม่ยอมรับ

               “เด็กคนนี้นี่ พูดอะไรไม่น่าฟังเลย” เซียวซู่ตำหนิเบาๆ

               เซียวหยู่เหิงคลายแขนจากกู้ฉางหมิงแล้ววิ่งไปนั่งบนโซฟา“ก็พี่สัญญากับหนูตั้งนานแล้วว่าจะพาหนูไปเที่ยว หนูได้แต่รอปีแล้วปีเล่า แต่พี่ก็ไม่หายยุ่งเสียที ตอนนี้รับตำแหน่งใหญ่แล้วก็ยิ่งไม่มีเวลาทำตามสัญญาอีกแน่ๆ”

               คำพูดของเธอทำให้กู้หนานถิงนึกขึ้นได้ จู่ๆ เขาก็รู้สึกใจหายวาบ

               เซียวซู่ไม่ได้สังเกตท่าทางที่ผิดปกติของกู้หนานถิง แต่กลับหันไปเอ็ดลูกสาวว่า “ชวนไปเที่ยวกับพ่อแม่ก็ไม่ยอม เอาแต่จะไปกวนพี่เขาอยู่นั่นแหละ”

4.อย่าเพิ่งไปสิ!

               เซียวหยู่เหิงอธิบายเหตุผลของเธอขึ้นมา “ก็พ่อกับแม่ไปฮันนีมูนกันนี่คะ ถ้าหนูไปด้วยจะไม่กลายเป็นก้างขวางคอหรอกเหรอ? หนูก็รู้จักกาลเทศะเหมือนกันนะคะ” ว่าแล้วก็หันไปมองพี่ชาย“ปิดเทอมใหญ่นี้ตกลงพี่จะพาหนูไปเที่ยวเมืองโบราณได้ไหม? ดูการใช้ชีวิต สัมผัสกลิ่นอายของความโบราณ หนูอยากไปตั้งนานแล้วนะ”

               เมืองโบราณอย่างนั้นหรือ? ก็ไม่เลวนี่ ถ้าไม่มีเรื่องผิดพลาดเธอก็คงจะได้ไปเที่ยวเมืองโบราณในปีนี้และได้พบกับ ‘เฝิงจิ้นเซียว’กู้หนานถิงไม่แน่ใจว่าเขาควรตกปากรับคำน้องสาว แล้วทำทุกวิถีทางเพื่อให้เธอได้ไปเที่ยวอย่างที่ต้องการ หรือไม่ต้องตกลงอะไรทั้งสิ้นแล้วปล่อยให้เรื่องเป็นไปอย่างที่ควรจะเป็นเหมือนในอดีตที่ผ่านมา

               เซียวหยู่เหิงไม่เข้าใจอาการเดินกลับไปกลับมาของพี่ชาย เธอจึงคิดเอาเองว่าการไม่ตอบคือการปฏิเสธ เธอตีกู้หนานถิงอย่างเด็กที่น้อยใจพี่ชาย “หนูไม่เล่นกับพี่แล้ว คนไม่รักษาสัญญา พี่ชายนิสัยไม่ดี!”

               กู้ฉางหมิงและเซียวซู่มองสองพี่น้องพร้อมกับหลุดขำออกมา เอ็นดูในความช่างอ้อนของลูกสาว

               มีเพียงกู้หนานถิงเท่านั้นที่ภายในใจเกิดความเงียบงัน

 

               ความมืดค่อยๆ คืบคลานเข้ามาปกคลุมเมืองใหญ่

               ยามนี้สายฝนกำลังโปรยปราย บรรยากาศของเมืองดูเงียบงันเคว้งคว้างอย่างน่าใจหาย กู้หนานถิงถือแก้วใส่ไวน์ชั้นดีที่พ่อเก็บสะสมเอาไว้ ร่างสูงสง่ายืนอยู่ริมระเบียงเนิ่นนาน ในที่สุดเขาก็วางแก้วลงแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เขากดหมายเลขโทรศัพท์โดยไม่แม้แต่จะเปิดรายชื่อผู้ติดต่อที่บันทึกเอาไว้ในเครื่อง

               หลังจากกดเบอร์และเห็นชื่อของผู้ติดต่อที่ปรากฏขึ้นบนหน้าจอแล้ว ชายหนุ่มก็กดโทรออกด้วยความอยากรู้อยากเห็น

               ก่อนหน้านี้ไม่ว่าจะโทรไปที่หมายเลขนี้กี่ครั้งกี่หน เสียงปลายสายก็จะบอกเพียงว่าหมายเลขนี้ยังไม่เปิดใช้บริการ แต่ครั้งนี้กลับมีเสียงสัญญาณสายว่าง! เขากลั้นใจรอ... จนกระทั่งได้ยินเสียงปลายสายถามมา “ใครคะ?” กู้หนานถิงรู้สึกเหมือนตื่นจากความฝัน

               เขานิ่งงันไปพักใหญ่ พูดอะไรไม่ออก เหมือนกับว่าลืมวิธีพูดไปเสียแล้ว จนกระทั่งปลายสายทนไม่ไหว “ถ้าไม่ตอบฉันจะวางแล้วนะคะ”

               โทรติดแล้วจริงๆ ด้วย! ใช่แน่ๆ เป็นเสียงของเธอแน่ๆ! เธอเพิ่งกลับมาใช้หมายเลขที่เขาคุ้นเคย นี่เป็นเรื่องบังเอิญ หรือว่า... เสียงที่ดังลอดลำโพงโทรศัพท์ออกมาเป็นน้ำเสียงที่เขาคุ้นเคยเป็นอย่างดีช่างน่าหลงใหลจริงๆ

               กู้หนานถิงนึกขึ้นมาได้ว่าต้องพูดอะไรสักอย่าง แต่เขาก็ไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรดี สุดท้ายก็ตอบไปว่า “ขอโทษครับ โทรผิด”

               สายฝนตกแรงขึ้นเรื่อยๆ ละอองฝนบางส่วนสาดมาโดนหน้าผากของเขา กู้หนานถิงยกมือขึ้นลูบหน้าตัวเองพลางถอนหายใจยาว

               อีกฝั่งของเมือง ผู้ที่ถูกรบกวนการนอนอย่างเฉิงเซียวกำลังเหม่อมองลำแสงที่ลอดเข้ามาทางรอยแหวกของม่านหน้าต่าง

               เซี่ยจื้อพลิกตัวมาถามว่า “ใครเหรอ?”

               เฉิงเซียวตอบไปตามจริงว่า “โทรผิดน่ะ”

               เซี่ยจื้อได้ยินแล้วก็เอ่ยต่อไปว่า “ดึกดื่นป่านนี้ยังโทรมารบกวนชาวบ้าน เธอไม่ด่ากลับไปซะหน่อยเหรอ”

               เฉิงเซียวดึงผ้าห่มมาคลุมตัว “ฉันถูกดัดนิสัยแล้วน่ะ”

               “ก็ควรจะอย่างนั้นแหละ ดีขึ้นกว่าที่ฉันคิดร้อยเท่าพันเท่าเลยทีเดียว” เซี่ยจื้อตอบกลับอย่างอารมณ์ดี

               “แสดงว่าเมื่อก่อนฉันนิสัยแย่ขนาดที่ไม่ควรมีชีวิตอยู่เลยเหรอ?”

               “คิดว่าตอนนี้เธอไม่เป็นอย่างนั้นรึไง?”

               “ฉันไม่อยากคุยกับเธอแล้ว”

               เซี่ยจื้อไม่ถือสาที่ถูกเพื่อนงอนเข้าแล้ว เธอขยับเข้ามาคลอเคลียและกอดแขนเฉิงเซียวเอาไว้เหมือนกับเด็กน้อย “อ้อ แล้วสุดท้ายเธอพูดอะไรกับพลเมืองดีคนนั้นล่ะ? ตอนนั้นโดนสายของ ‘กาแฟ’ ขัดจังหวะเข้าพอดี ฉันเลยลืมถาม”

               ‘กาแฟ’ เป็นฉายาของเพื่อนสนิทอีกคนหนึ่งของเฉิงเซียวและเซี่ยจื้อ เขาเช่าอะพาร์ตเมนต์อยู่กับเซี่ยจื้อ แต่ช่วงนี้เจ้าตัวต้องเดินทางไปต่างเมือง

               เฉิงเซียวคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อตอนกลางวัน “พูดอะไรเหรอ อืม... คงจะขอโทษเขามั้ง?”

               เซี่ยจื้อก็คิดว่าควรจะเป็นอย่างนั้น “เธอทำให้คนอื่นสาดกาแฟใส่เสื้อเขาอย่างนั้น ก็ควรจะขอโทษเขานั่นแหละถูกแล้ว”

               “ฉันสาดเหรอ?” เฉิงเซียวหลับตา “ช่างเถอะ คนอายุตั้งขนาดนั้นแล้ว ทำไมฉันต้องมานั่งกังวลใจด้วย”

               “อายุเท่าไหร่กัน? คงไม่แก่ขนาดคุณลุงหรอกใช่ไหม?” เซี่ยจื้อแสดงท่าทีเสียดายอย่างชัดเจน “ฉันยังคิดว่าพวกเธอจะได้แลกเบอร์กันไว้เผื่อจะได้พัฒนาความสัมพันธ์ซะอีก”

               “นี่เธอคงถูกนิยายน้ำเน่าล้างสมองหมดแล้วแน่ๆ” เฉิงเซียวรีบพูดตัดบท

               “น่าจะเป็นฉันที่ล้างสมองคนอื่นมากกว่านะ” เซี่ยจื้อเปลี่ยนเรื่อง “แล้วตกลงโทรติดไหม?”

               “ไม่ได้โทร” เฉิงเซียวส่ายหัว

               “กลัวว่าจะเป็นเสียงผู้หญิงรับสายล่ะสิ” เซี่ยจื้อพูดแซวกลับไป

               เฉิงเซียวพูดออกไปตามตรง “ฉันไม่ถนัดที่จะเสแสร้งแสดงละครหรอกนะ แล้วยิ่งได้ฟังเขาพูดจาโกหกปลิ้นปล้อนอย่างนั้น อยากจะเข้าไปจับเขาทีเผลอให้ได้คาหนังคาเขาจริงๆ” หญิงสาวมั่นใจมากว่าผู้ชายคนนั้นกำลังนอกใจเธอ

               เซี่ยจื้อไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่ม “แต่เธอไม่เห็นเขาแม้แต่เงา แล้วจะไปเอาเรื่องเขาทีเผลอได้ยังไง?”

               เฉิงเซียวหันมามองเซี่ยจื้อ แววตาเต็มไปด้วยความมั่นใจ

               เซี่ยจื้อตัดบท “ทำไมเธอถึงเชื่อมั่นกับที่อยู่ใหม่ที่ฉันเพิ่งได้มานี่ล่ะ”

               เฉิงเซียวชี้นิ้วไปที่เธอ “ก็คงต้องอาศัยความพยายามของเธอแล้วล่ะ แม่นางเซี่ย”

               เซี่ยจื้อหัวเราะ “ใครใช้ให้ฉันระแวงเขาตลอดกันเล่า มีโอกาสเมื่อไหร่ต้องได้จัดการจนได้ พยายามยิ่งกว่าการว่ายน้ำข้ามทะเลเสียอีก”

               “ถ้าไม่บอกฉันก็คงคิดว่าเธอแอบชอบเขา คิดจะสวมเขาให้ฉันซะอีก”

               “ฉันคงจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ นั่นแหละ” เซี่ยจื้อหัวเราะ “เพื่อจะดึงเธอออกมาจากห้วงเหวแห่งรัก ก็ต้องลองกันสักตั้งใช่ไหมล่ะ?”

 

               ฝนตกโปรยปรายเป็นละอองหนาจนกระทั่งถึงตอนบ่ายจึงได้หยุด

               หลังฝนตกอากาศสดชื่นเย็นสบาย สองเพื่อนรักกำลังขับรถไปตามถนนที่มีน้ำเจิ่งนองและปราศจากฝุ่นละออง เฉิงเซียวขับรถเร็วราวกับจะเหาะ

               เซี่ยจื้อกลัวที่สุดก็เรื่องนี้ เธอจับเข็มขัดนิรภัยไว้แน่น แล้วพูดอย่างหวั่นใจว่า “ฉันไม่ควรบอกเธอตั้งแต่แรกว่ากุญแจรถของกาแฟอยู่ตรงไหน ปากหาเรื่องจริงๆ เลย!”

               ยิ่งเธอมีท่าทางตื่นกลัว เฉิงเซียวก็ยิ่งขับเร็วขึ้น “กาแฟทั้งรักทั้งห่วงเธอขนาดนั้น เขาไปต่างจังหวัดมีหรือจะไม่ทิ้งรถเอาไว้ให้ใช้พูดให้ตายฉันก็ไม่เชื่อ”

               “เธออิจฉาที่กาแฟรักฉันมากกว่าเธอล่ะสิ” เซี่ยจื้อเถียงกลับ

               เฉิงเซียวเหยียบคันเร่ง เพิ่มความเร็วขึ้นไปอีก

               “เฉิงเซียว ถ้าเธอเหยียบคันเร่งอีก ฉันจะอ้วกใส่เธอ!” เซี่ยจื้อขู่เธอ

               เฉิงเซียวรู้ดีว่าเซี่ยจื้อเป็นคนที่กล้าทำอย่างที่พูดจริงๆหญิงสาวหัวเราะเบาๆ ก่อนจะยอมลดความเร็วลง

               สี่แยกข้างหน้ากำลังเปิดสัญญาณไฟเขียว เฉิงเซียวคำนวณดูแล้วว่ายังเหลือเวลาอีกครู่หนึ่งสัญญาณไฟถึงจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองไม่ว่าอย่างไรพวกเธอก็ไปทันแน่ๆ หญิงสาวตัดสินใจเหยียบคันเร่งเพื่อให้ทันไฟเขียวโดยไม่สนใจคำร้องขอของเพื่อนรักที่นั่งอยู่ด้านข้างคนขับ ทว่าจู่ๆ รถบีเอ็มคันข้างหน้าที่ขับเร็วมาตลอดกลับเบรกกะทันหัน

               เฉิงเซียวตัดสินใจเหยียบเบรกทันที แต่ไม่ทันเสียแล้ว รถของเธอชนท้ายคันข้างหน้าเข้าอย่างจัง     

               เครื่องยนต์ดับลง เฉิงเซียวดึงเบรกมือขึ้น ในขณะเดียวกันก็ยื่นมือขวาไปกันหน้าอกของเซี่ยจื้อแล้วเปิดช่องเก็บของออก

               คนที่ไม่ค่อยมีประสบการณ์ในการขับขี่และเพิ่งได้ใบขับขี่ใหม่ๆ อย่างเซี่ยจื้อรับมือกับสถานการณ์แบบนี้ไม่ถูก เธอพูดด้วยเสียงสั่นเครือว่า “กาแฟเคยบอกว่า... ถ้าชนท้าย ไม่ว่าในกรณีใดๆ ก็ถือว่าเป็นความผิดของผู้ชน”

               เฉิงเซียวปลดเข็มขัดนิรภัยออกพร้อมตั้งสติ

               เจ้าของรถบีเอ็มเป็นผู้หญิง อายุอานามน่าจะรุ่นราวคราวเดียวกับเฉิงเซียว หญิงสาวคนนี้แต่งหน้าอย่างประณีต เครื่องแต่งกายที่อยู่บนตัวเธอก็ดูหรูหราราคาแพง เหมาะสมกับรถบีเอ็มที่เจ้าตัวขับ

               แม้ว่ารูปร่างหน้าตาและการแต่งกายของเธอจะดูดี แต่เธอก็เป็นต้นเหตุของการชนครั้งนี้ เฉิงเซียวพยายามข่มอารมณ์ตั้งแต่อยู่บนรถ เธอก้าวลงมาด้วยท่าทางสงบนิ่งและตั้งใจจะถามอีกฝ่ายว่าควรจะจัดการอย่างไรดี

               แต่ไม่ทันจะได้เอ่ยถ้อยคำใดๆ ออกมา เจ้าของรถบีเอ็มก็ชิงพูดขึ้นเสียก่อน “ขับรถภาษาอะไรของเธอ ถ้ารีบขนาดนั้นทำไมไม่บินไปเลยล่ะ?” พลางมองดูไฟรถของตัวเองที่ถูกชนจนแตกยับ พอหันมาเห็นการแต่งกายด้วยชุดลำลองอย่างง่ายๆ ของเฉิงเซียว ประกอบกับรถยี่ห้อฉางเฉิงที่เฉิงเซียวขับก็ยิ่งดูกระจอกในสายตาเธอ ความหยิ่งยโสในน้ำเสียงยิ่งเข้มข้นขึ้นไปอีก “คิดอยากชนรถอะไรก็ชนได้เลยหรือไง เธอนี่มันกล้าจริงๆ เลยนะ แล้วทีนี้จะมีปัญญาชดใช้ไหมล่ะ?”

               “ถึงฉันจะจนแต่ฉันเคยไปขอข้าวบ้านเธอกินหรือไง?” เซี่ยจื้อที่ตั้งใจจะลงมาขอโทษคู่กรณีได้ยินคำพูดนี้เข้าก็โมโหขึ้นมา “มันจะมากเกินไปแล้วมั้งคุณหนู”

               ‘คุณหนูบีเอ็ม’ ยังไม่หยุดก้าวร้าว “ชนท้ายรถคนอื่นแล้วยังมีหน้ามาพูดอีกเหรอ? ฉันจะบอกอะไรให้นะ ไม่ว่ายังไงพวกเธอก็ต้องชดใช้ฉัน ถึงจะต้องขูดทรัพย์สินจนหมดเนื้อหมดตัวก็ต้องชดใช้!”             

               เฉิงเซียวรู้สึกว่าผู้หญิงตรงหน้าหยิ่งยโสเหลือเกิน เธอยกขาถีบไปที่ตัวถังรถบีเอ็มแรงๆ “หมดเนื้อหมดตัวกับของแค่นี้น่ะเหรอ?”

               เมื่อเห็นท้ายรถที่บุบลงไป คุณหนูบีเอ็มก็ยิ่งอารมณ์เดือด “อวดดีนักใช่ไหม งั้นไม่ต้องเรียกประกันแล้ว มาจัดการกันเองเดี๋ยวนี้เลย”

               “เอาสิ อยากมีเรื่องเดี๋ยวจัดให้” เฉิงเซียวหันหลังกลับไปที่รถ ในขณะที่คุณหนูบีเอ็มร้องห้าม “อย่าเพิ่งไปสิ!”

5.ซวยจริงๆ

               เฉิงเซียวก้าวขึ้นรถแล้วขับรถฉางเฉิงไปจอดข้างถนนแทน

               เซี่ยจื้อเพื่อนผู้รู้ใจของเฉิงเซียวรู้ดีว่าจังหวะนี้ควรทำอย่างไร เธอชี้นิ้วที่คุณหนูบีเอ็ม “จัดการเอาเศษเหล็กของเธอไปจอดข้างทางด้วย อย่าให้ต้องรบกวนการจราจร ทำไม? ถึงกับขับไม่ได้เลยเหรอโอ้ย สู้ฉางเฉิงของพวกฉันก็ไม่ได้ เปราะบางจริงๆ ต้องให้ช่วยเรียกรถยกไหมเนี่ย?”

               คุณหนูบีเอ็มถลึงตากลับมา “แล้วอย่ามาเสียใจทีหลังก็แล้วกัน!”

               เฉิงเซียวหัวเราะแล้วหยิบโทรศัพท์มากดโทรออก “นี่หนูเองนะคะ ช่วยเอาเช็คมาให้หนูหน่อย พอดีไปชนท้ายรถเขาน่ะ” จากนั้นก็บอกสถานที่เกิดเหตุให้กับคนปลายสายรับทราบ ก่อนจะหันมาถามคุณหนูบีเอ็มว่า “ค่าเสียหายเท่าไหร่?”

               คุณหนูบีเอ็มหน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงด้วยความโมโห “อย่ามาปากดีหน่อยเลย เดี๋ยวคนเขาจับได้แล้วจะหาทางลงไม่เจอ”

               เฉิงเซียวเอียงหัวพร้อมกับปรายตามองยิ้มๆ แสดงทีท่า ‘ดูถูกดูแคลนอย่างหนัก’ ให้กับอีกฝ่าย

               คุณหนูบีเอ็มกัดฟันถามขึ้น “นี่ฉันพูดอะไรผิดหรือไง ถึงได้ทำหน้าตาอย่างนั้นน่ะ?”

               เฉิงเซียวตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เฉียบคม “เธอพูดหยามฉันยังไง ฉันก็ทำหน้าอย่างนั้นแหละ”

               คุณหนูบีเอ็มโดนจี้จุดเข้าแล้ว เธอยกขาเตะไปที่ล้อของรถฉางเฉิง “แน่จริงก็อย่าหนีสิ!” อาจเพราะเตะแรงเกินไปทำให้เจ็บเท้า เธอทำหน้าเหมือนจะร้องไห้แล้วหันหลังกลับไปที่รถ ระหว่างที่เลื่อนรถไปจอดข้างทางเธอก็บีบแตรระบายอารมณ์ไม่หยุด พอจอดเสร็จก็โทรศัพท์ถึงใครบางคน

               เซี่ยจื้อยังคงโมโหไม่หาย “ซวยจริงๆ เลย ถ้าดูฤกษ์ก่อนออกจากบ้านก็ดี”

               ส่วนทางด้านเฉิงเซียวก็ง่วนอยู่กับการกดเลือกเพลง ไม่มีท่าทีเดือดร้อนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแม้แต่น้อย

               สิบนาทีผ่านไปก็มีรถเบนท์ลีย์คันหนึ่งแล่นเข้ามาในที่เกิดเหตุ เมื่อรถจอดสนิทชายอายุประมาณสี่สิบปีก็เปิดประตูรถลงมา เขาโค้งให้เฉิงเซียวเล็กน้อยแล้วส่งเช็คให้ด้วยมือทั้งสองข้าง

               เฉิงเซียวยิ้มเล็กน้อย “รบกวนหน่อยนะคะ ลุงหลี่”

               ‘ลุงหลี่’ มองสำรวจเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า “ไม่เป็นอะไรใช่ไหมครับ”

               หลังจากส่งลุงหลี่กลับไปแล้ว เฉิงเซียวก็กลับมายืนพิงหน้ารถฉางเฉิงอย่างสบายอารมณ์ พลางตะโกนถามคุณหนูบีเอ็มที่โทรศัพท์อยู่ในรถว่า “ตกลงราคากันได้หรือยัง? ฉันไม่มีเวลามาอยู่เป็นเพื่อนเธอนานนักนะ”

               สายตาของคุณหนูบีเอ็มมองตามรถเบนท์ลีย์ที่แพงและหรูกว่ารถของเธอหลายเท่าอย่างตกตะลึง

               ในจังหวะนั้นเองที่มีรถยนต์ส่วนตัวยี่ห้อธรรมดาคันหนึ่งขับเข้ามาหยุดเทียบอยู่ข้างรถบีเอ็ม

               คุณหนูบีเอ็มเริ่มบีบน้ำตา เธอรีบเดินเข้าไปหาอ้อมกอดของเขา

               “เฝ่ยเย่า?” เมื่อเห็นหน้าคนมาใหม่อย่างชัดเจนเซี่ยจื้อก็อดไม่ได้ที่จะพึมพำออกมา “ตายยากจริงๆ เลย”

               เฉิงเซียวยังคงวางสีหน้าเรียบเฉย

               ส่วนทางด้าน ‘เฝ่ยเย่า’ เมื่อหันมาเห็นเฉิงเซียวสีหน้าก็เปลี่ยนสีไปทันที

               คนที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอย่างคุณหนูบีเอ็มยังคงเอาแต่บ่นต่อไป “เขามาชนท้ายรถฉันก่อน แล้วยังมาด่าฉันอีกด้วย”

               เฝ่ยเย่าถึงกับกุมขมับ ตอนนี้เขาไม่มีกะจิตกะใจจะปลอบเธอ

               คุณหนูบีเอ็มยังไม่ยอมเลิกรา “จะปล่อยไปง่ายๆ อย่างนี้ไม่ได้นะ เขาชนรถที่คุณซื้อให้ฉัน แล้วยังมาดูถูกฉันอีก”

               เฉิงเซียวเดินเข้ามาหาทั้งสอง แล้วถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา

               “นี่ใครกัน?”

               คุณหนูบีเอ็มคิดว่าเฉิงเซียวกำลังถามเธอ แต่ความจริงแล้วเฉิงเซียวไม่ได้ตั้งใจจะถามเธอ ทว่าตั้งใจจะถามชายหนุ่มที่มาช่วยเธอต่างหาก

               เฉิงเซียวมองเขาด้วยสายตาเย็นชา เฝ่ยเย่ายังคงตะลึงงันกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันนี้

               คุณหนูบีเอ็มกลับตอบออกมาว่า “เขาเป็นว่าที่คู่หมั้นของฉัน”

               เซี่ยจื้อที่เดินตามมาตะคอกใส่อีกฝ่ายว่า “ไม่ได้ถามเธอ!”

               เมื่อได้ยินคำตอบนี้แววตาของเฉิงเซียวก็เปลี่ยนเป็นเย็นชา เธอหันไปขอคำยืนยันจากเฝ่ยเย่า “จริงเหรอ?”

               คุณหนูบีเอ็มเห็นเช่นนี้ก็เริ่มสงสัยขึ้นมาบ้างแล้ว ในขณะที่เฝ่ยเย่าก็ตอบคำถามอย่างไม่เต็มใจ “ใช่”

               “เฮอะ!” เสียงของเฉิงเซียวฟังดูเย็นชา

               ในตอนนั้นเองเซี่ยจื้อก็เดินตรงเข้ามาหาเฝ่ยเย่า จากนั้นก็เงื้อมือขึ้นตบไปที่ใบหน้าเขาเต็มแรง

               เฉิงเซียวรีบเข้ามาดึงเพื่อนรักเอาไว้แล้วดันให้ไปยืนรอที่ข้างถนน จากนั้นก็เดินกลับไปขึ้นรถและใส่เกียร์ถอยเต็มแรง

               เซี่ยจื้อที่กำลังส่งเสียงโวยวายออกมาอย่างหัวเสียได้ยินเสียงเร่งเครื่องยนต์ พอหันไปมองตามเสียงก็เห็นรถฉางเฉิงที่เตรียมพุ่งเข้าหารถบีเอ็ม!

               เซี่ยจื้อเริ่มเหงื่อไหล เธอร้องด้วยความกลัว “เซียว!”

               “รถฉัน!” คุณหนูบีเอ็มรีบออกจากอ้อมแขนของเฝ่ยเย่า แล้วกลับไปประจำที่นั่งคนขับ

               “เฉิงเซียว!” เฝ่ยเย่าตะโกนเรียกอย่างตกใจ

               ตอนนี้เสียงตะโกนของพวกเขาไม่อาจเปลี่ยนแปลงอะไรได้แล้ว รถบีเอ็มถูกชนท้ายเข้าอย่างแรง

               คุณหนูบีเอ็มเดินเข้าไปด่ากราด “เธอบ้าไปแล้วเหรอ!”

               “ถ้าบ้าแล้วเธอมีโรงพยาบาลบ้าแนะนำให้หน่อยไหม?”เฉิงเซียวลงจากรถ แล้วโยนเช็คใส่หน้าเฝ่ยเย่า “ตัวเลขแล้วแต่จะใส่ก็แล้วกัน”

               ในที่สุดคุณหนูบีเอ็มก็ตั้งสติได้ เธอถามพร้อมกับจ้องเฉิงเซียวไม่วางตา “เธอเป็นใครกัน?”

               เฉิงเซียวตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ถามคู่หมั้นเธอสิ เขาจะได้อธิบายสิ่งที่ฉันทำเมื่อครู่ด้วย” จากนั้นก็ยื่นมือไปผลักคุณหนูบีเอ็มออกให้พ้นทางอย่างไม่เกรงใจ “หมาที่รู้ประสามันไม่นอนขวางทางหรอกนะ”

               อีกฝ่ายไม่เคยโดนกระแนะกระแหนอย่างนี้มาก่อน จึงตอบโต้กลับไปอย่างโมโห “เธอหาว่าใครเป็นหมากันยะ!”

               “ใครร้อนตัวก็ด่าคนนั้นแหละ” เฉิงเซียวตอบโดยไม่แม้แต่จะหันกลับไปมองคู่กรณี

               คุณหนูบีเอ็มเงื้อมือเตรียมจะถลันเข้าไปหาเฉิงเซียว ทว่าเฝ่ยเย่าขยับเข้ามาห้ามไว้เสียก่อน

               เมื่อคนที่โมโหจะเป็นจะตายอย่างคุณหนูบีเอ็มถูกพาตัวกลับไปแล้ว เฉิงเซียวจึงหันไปมองผู้คนที่รอดูเหตุการณ์วุ่นวายตั้งแต่ต้นจนจบ แล้วถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “นิ่งอยู่ทำไมกันคะ รอฉันเก็บค่าเข้าชมอยู่เหรอไง?”

               เมื่อได้ยืนเช่นนี้ฝูงคนจึงได้แยกย้ายกันทันที เซี่ยจื้อที่ยืนอยู่ข้างๆ หันมาดุเฉิงเซียว “เธอบ้าไปแล้วเหรอไงห๊ะ ทำไมถึงได้ล้อเล่นกับความเป็นความตายอย่างนั้น?”

               “ก็สมควรแล้วนี่!” เฉิงเซียวตอบอย่างไม่ใส่ใจ

               เซี่ยจื้อถลึงตาใส่เธอราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ

               แต่เฉิงเซียวกลับยิ้มออกมาแล้วเอ่ยว่า “กลัวทำไม? ฉันเป็นกัปตันขับเครื่องบินนะ ขับรถแค่นี้ไม่ทำให้ใครตายหรอกน่า”

               “เธอมันบ้าไปแล้ว! เธอไม่ควรทำอะไรวู่วามอย่างนี้นะ!” เซี่ยจื้อผลักเพื่อนเบาๆ “อารมณ์ดีขึ้นแล้วใช่ไหม? ตอนนี้จะได้จัดการเรื่องของเราเสียที”

               “เรื่องรถชนเดี๋ยวฉันบอกกาแฟเอง เธอไม่ต้องห่วง”

               “ไม่ใช่เรื่องของกาแฟ” ว่าแล้วก็ใช้สายตามองไปยังด้านหลังของเฉิงเซียว

               เฉิงเซียวหันหลังกลับไปมองบ้าง ในระยะที่ห่างจากรถของพวกเธอไม่มากนัก ‘คุณพลเมืองดี’ ที่ถูกกาแฟหกใส่บนเครื่องบินคนนั้นก้าวลงมาจากรถปอร์เช่ และส่วนหัวของรถปอร์เช่คันนั้นก็คล้ายกับ... จะโดนชน?

               หญิงสาวคิดทบทวนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถามออกมาอย่างไม่อยากจะเชื่อ “ฉันชนเหรอ?”

               เซี่ยจื้อพยักหน้ารับ “ก็ตอนที่เธอถอยรถนั่นไง”

               “ให้ตายเถอะ!” เธอเอามือตีหน้าผากตัวเอง “ก็บอกแล้วไงคะว่าอย่าวู่วาม คุณผู้หญิง!”

               วันนี้มีเรื่องมีราวเกิดขึ้นมากมายเหลือเกิน กู้หนานถิงรู้สึกว่าตัวเองกำลังได้เปรียบ โดยเฉพาะเมื่อวานที่เธอเพิ่งได้รับบทเรียนไป แต่การที่เธอมาชนรถของเขาที่จอดอยู่ข้างทางนิ่งๆ อย่างนี้ บอกได้เพียงว่า ‘โชคดีที่หัวใจยังเต้นอยู่’

               แล้วหลังจากนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป หรือเธอจะเอาเช็คมาปาหน้าเขาเหมือนเมื่อครู่? เขาคงไม่บังอาจขนาดนั้น!

               ไม่ผิดหรอก ฉากเมื่อครู่กู้หนานถิงเห็นเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นจนจบ เขาไม่รู้ว่าคุณหนูบีเอ็มรู้เรื่องราวมากน้อยขนาดไหน แต่เขาพอจะเดาเรื่องนี้ออก เพราะถ้าเฉิงเซียวไม่โกรธจนขาดสติก็คงจะไม่ถอยรถมาชนรถเขาที่จอดอยู่เฉยๆ อย่างนี้ ความแรงที่เธอชนรถบีเอ็มและการปาเช็คใส่หน้าอีกฝ่าย ดูแล้วคล้ายกับสถานการณ์ภรรยาหลวงตามไปจัดการบ้านเล็กบ้านน้อยของสามีอย่างไรอย่างนั้น

               กู้หนานถิงนับถือหญิงสาวจริงๆ แต่ตอนนี้เขาอยากรู้แค่ว่าก่อนที่เธอจะมาพบกับเขา เธอเคยผ่านการมีความรักมากี่ครั้งแล้ว? แล้วผู้ชายคนเมื่อครู่มีความหมายต่อเฉิงเซียวมากแค่ไหน ถึงทำให้เธอกล้าพุ่งรถไปชนโดยไม่ห่วงแม้แต่สวัสดิภาพของตัวเองอย่างนี้ ทำราวกับไม่ห่วง ‘ความเจ็บปวด’ ของรถปอร์เช่เลยแม้แต่น้อย กู้หนานถิงคิดในใจพร้อมกับเดินไปหาเฉิงเซียว

               แสงแดดหลังฝนตกสาดส่องผ่านช่องว่างระหว่างใบไม้ลงมา ทำให้เกิดเป็นเงาเล็กๆ บนใบหน้าของเขา ผมสั้นเป็นระเบียบ ชุดสูทที่ตัดพอดีตัว อีกทั้งแววตาที่สุขุมและเคร่งขรึมช่วยส่งเสริมให้บุคลิกของกู้หนานถิงดูสง่างามตั้งแต่หัวจรดเท้า ให้ความรู้สึกอบอุ่นเสียยิ่งกว่าแสงแดดในฤดูหนาว

               ความมีระดับและดูมีเสน่ห์ของผู้ชายคนนี้ทำให้เขาดูหล่อเหลาอย่างไร้เทียมทาน! แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้จะไม่ใช่เวลาที่จะมาชื่นชมรูปร่างหน้าตาของชายหนุ่มคนใด

               เซี่ยจื้อพูดอย่างตรงไปตรงมาว่า “คุณผู้ชาย..”

               ยังพูดไม่ทันจบประโยคก็โดนขัดจังหวะเสียก่อน กู้หนานถิงมองเฉิงเซียวแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ให้เธอเป็นคนพูด”

               ในประโยคคำสั่งนั้นแฝงไปด้วยความคุ้นเคย... คุ้นเคยงั้นหรือ? เซี่ยจื้อเพิ่งจะได้เจอเขาเป็นครั้งแรก แวบหนึ่งเธอแอบคิดไปเองว่านี่ถือเป็นการปฏิเสธเธอใช่ไหม

               เฉิงเซียวมองตั้งแต่ปลายคางของเขาแล้วไล่สายตาขึ้นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งสบเข้ากับดวงตาดำขลับคู่นั้น “ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าควรจะพูดอะไรดี?”

6.ไม่ได้เด็ดขาด!

               เมื่อวานนี้เขาถามเธอว่า ‘มีอะไรจะพูดกับผมหรือเปล่า?’ แล้วเธอตอบเขากลับไปว่ายังไงแล้วนะ?

               กู้หนานถิงยืนตัวตรงสองมือล้วงกระเป๋ากางเกง สายตาคู่คมมองจ้องหญิงสาวและรอคำตอบด้วยอาการสงบนิ่ง

               เฉิงเซียวยักไหล่ราวกับยอมรับในชะตากรรมของตัวเอง เธอพูดเพียงว่า “ขอโทษละกัน”

               นึกออกแล้ว! เมื่อวานเธอบอกเขาไปว่า ‘ถ้าคุณกำลังรอคำขอโทษจากฉันละก็ คงต้องผิดหวังแล้วล่ะ คนอย่างฉันไม่ค่อยจะยอมรับผิดง่ายๆ เสียด้วย โดยเฉพาะเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ ฉันไม่คิดว่าตัวเองทำอะไรผิด’

               กู้หนานถิงได้แต่ยืนฟังเงียบๆ โดยไม่พูดอะไร สีหน้าและแววตาของเขาไม่ปรากฏคลื่นอารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้น

               เมื่อเห็นสีหน้าและท่าทางเคร่งขรึมของเขาแล้ว เฉิงเซียวก็พูดต่อไปว่า “เอาเป็นว่าพวกเรามาจับมือให้อภัยกันดีกว่า”

               กู้หนานถิงก้มหน้าหัวเราะ “ผมนึกว่าจะมีเช็คอีกใบลอยมากระแทกหน้าผมเสียอีก อุตส่าห์ยืนตื่นเต้นอยู่ตั้งนาน”

               สีหน้าของเฉิงเซียวเปลี่ยนเป็นเรียบเฉย “นอกจากจะแอบมองกับแอบฟังเรื่องของชาวบ้านเขาแล้ว ฉันสงสัยจริงๆ ว่าคุณยังมีนิสัยเสียๆ อะไรซ่อนอยู่อีก”

               กู้หนานถิงไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่ม แต่กลับพูดยั่วอารมณ์อีกฝ่ายว่า “คนเราย่อมมีอารมณ์ที่หลากหลาย”

               “แล้วคุณจะมาถือสาอะไรกัน” เฉิงเซียวยิ้มอย่างเย็นชา “ที่คุณเห็นมันเป็นแค่มุมหนึ่งของภูเขาทั้งลูกเท่านั้นเอง”

               ชายหนุ่มใช้สายตามองเธอนิ่งๆ โดยไม่แสดงอารมณ์ผ่านคำพูดอีก แต่เฉิงเซียวรู้ว่าเขาเริ่มโกรธแล้ว ทว่าเขาจะโกรธหรือไม่แล้วเธอจะทำอะไรได้?

               “ฉันไม่ใช่นักแสดง และไม่ต้องการให้ใครมาดูการแสดงของฉันฟรีๆ เพราะฉะนั้นเรื่องที่ฉันชนรถคุณเมื่อครู่ก็คงไม่ต้องชดใช้แล้ว ถือว่าเป็น ‘ค่าชมการแสดง’ ก็แล้วกัน” เฉิงเซียวเหลือบมองชุดสูทของเขาครู่หนึ่ง “หรือคุณจะแจ้งความข้อหาชนแล้วหนีก็ได้ ฉันเชื่อว่าคนอย่างคุณคงตามหาตัวฉันได้ไม่ยาก ถึงตอนนั้นจะฟ้องร้องให้ฉันหมดเนื้อหมดตัวก็คงไม่เกินความสามารถของคุณ”

               ฟ้องร้องจนหมดเนื้อหมดตัวงั้นหรือ? เมื่อได้เห็นความหยิ่งผยองของเธอแล้วกู้หนานถิงถึงกับหมดคำพูด

               เฉิงเซียวไม่ได้ต่อปากต่อคำกับกู้หนานถิงอีก เธอหันไปลากเซี่ยจื้อเดินกลับไปที่รถ ส่วนทางด้านเซี่ยจื้อก็รู้ดีว่าสถานการณ์เช่นนี้ควรทำตัวอย่างไร เธอหันกลับไปพูดกับกู้หนานถิงว่า “ต้องขอโทษด้วยนะคะคุณผู้ชาย พวกเราไม่ได้ตั้งใจจริงๆ ค่ะ คุณคงจะไม่ทำให้พวกเราลำบากใจใช่ไหมคะ?”

               กู้หนานถิงมองทั้งคู่ด้วยแววตาคมกริบ “เดี๋ยวก่อน!”

               เฉิงเซียวหันกลับไปถามด้วยสีหน้าเรียบเฉย รอฟังว่าเขาจะสั่งสอนอะไรเธออีก

               ชายหนุ่มอยากจะถามจริงๆ ว่าเธอเอาความมั่นใจมาจากไหนว่าเขาจะไม่สอบสวนและเอาผิดเรื่องที่เธอชนรถของเขา? กู้หนานถิงพยายามข่มอารมณ์และเตือนเธอว่า “คราวหน้าอย่าลืมคาดเข็มขัดนิรภัยด้วย”

               จากนั้นเขาก็เดินกลับไปขึ้นรถปอร์เช่แล้วขับออกไป มาถึงตอนนี้เซี่ยจื้อเพิ่งจะรู้ตัวว่าเธอพลาดอะไรบางอย่างไป เธอหันไปมองเฉิงเซียวอย่างต้องการคำตอบ

               เฉิงเซียวเหลือบมองเธอแวบหนึ่ง “ทำไมถึงมองฉันแบบนั้น? ทำเหมือนคนที่ทรยศไม่ใช่เฝ่ยเย่าแต่เป็นฉันอย่างนั้นแหละ”

               “อย่ามาทำเฉไฉออกนอกเรื่อง!” เซี่ยจื้อยิ้มจนตาหยี “เธอกล้าพูดไหมว่าเธอไม่ได้มีเรื่องรักซ้อนซ่อนเงื่อนน่ะ?”

               เฉิงเซียวนับถือในความพยายามเชื่อมโยงเรื่องต่างๆ เข้าด้วยกันของเพื่อนรักจริงๆ “ฉันเพิ่งเจอเขาเมื่อวานบนเครื่องบินต่างหากล่ะ”

               “เมื่อวาน? บนเครื่องบิน?” เซี่ยจื้อเริ่มคิดทบทวนอีกครั้ง “เขาคือ...”

               “คนที่เก็บตั๋วเช็กอินของฉันได้” เฉิงเซียวไม่ได้คิดจะปิดบังใดๆ

               “ให้ตายเถอะ” เซี่ยจื้ออยากจะบีบคอเฉิงเซียวจริงๆ “พลเมืองดีที่หล่อขนาดนี้อุตส่าห์จำเธอได้ แต่เธอกลับทำให้เขาผิดหวังงั้นเหรอ?”

               “แล้วจะให้ทำยังไงล่ะ?”

               “ทำสัญญาด้วยภาษากายไง!”

               เฉิงเซียวถึงกับสำลักน้ำลาย “เอ่อ... ให้ฉันตีหัวเขาแทนก็แล้วกัน”

               ในที่สุดเรื่องอุบัติเหตุรถชนก็จบเพียงเท่านี้

               คนที่คุณหนูบีเอ็มต้องจัดการสอบสวนก็คือ เฝ่ยเย่า แฟนของเฉิงเซียว แต่ความจริงควรจะบอกว่า ‘อดีตแฟน’ ถึงจะถูก ส่วน‘คุณพลเมืองดี’ เจ้าของรถปอร์เช่ เซี่ยจื้อคิดว่าเขาน่าจะเป็นคนดีคนหนึ่ง และคนที่ดีขนาดนั้นคงไม่เอาเรื่องเอาราวกับเฉิงเซียว

               แต่เฉิงเซียวจะปล่อยเฝ่ยเย่าให้ลอยนวลโดยไม่คิดสอบสวนแล้วอย่างนั้นหรือ?

               ไม่ได้เด็ดขาด!

               เซี่ยจื้อคิดเสมอว่าตัวเองเป็นคนใจเย็นคนหนึ่ง จนกระทั่งถึงตอนที่กำลังจะเข้านอน เธอก็ยังนึกถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในวันนี้ “คำอธิบายหรือคำขอโทษอะไรพวกนั้นมันไม่มีความหมายอีกแล้ว แต่อย่างน้อยเธอควรจะได้ด่าเขาสักหน่อยไม่ใช่เหรอ”

               เฉิงเซียวตอบโดยที่ไม่ได้ละสายตาจากโน้ตบุ๊ก “ตอนชนก็ด่าไปแล้วไม่ใช่เหรอ? แล้วจะเสียเวลาด่าอีกทำไมกัน ในเมื่อคนเขาไม่มีใจแล้ว ทำไมจะต้องไปบังคับให้เขามาดูแคลนเราด้วย แค่พ่ายแพ้ในเรื่องความรัก ถึงกับต้องยอมเสียศักดิ์ศรีของตัวเองเลยเหรอ”

               “ก็... ก็มีเหตุผล แต่ว่า...” เซี่ยจื้อแอบมองหน้าจอโน้ตบุ๊กของอีกฝ่าย ไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าในเวลาอย่างนี้เฉิงเซียวยังมีอารมณ์มานั่งทำโพรไฟล์สมัครงานอยู่อีก “นี่เธอจะยอมข่มกลั้นมันไว้ในอก
อย่างนี้จริงๆ เหรอ เธอไม่ได้ยินหรือไงว่าเขาซื้อรถบีเอ็มให้ยัยนั่นรถบีเอ็มเลยนะยะ ตอนที่พวกเธอคบกันเขาเคยให้อะไรเธอบ้าง?ฉันไม่ได้งกเรื่องเงินนะ แต่ฉันคิดว่าอีตานั่นลำเอียงเกินไปแล้ว!”

               เฉิงเซียวไม่ได้พูดอะไร หลังจากกดบันทึกงานเรียบร้อยแล้วเธอจึงพับหน้าจอโน้ตบุ๊กลง จากนั้นก็เดินเข้ามาในห้องนอนแล้วซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่ม “ตอนที่พวกเราคบกัน ก็เป็นแค่การเพิ่มเวลาที่จะทำเรื่องไร้สาระด้วยกันเท่านั้นเอง ดูเหมือนคู่รักด้วยเหรอ?”

               พวกเขาไม่ได้ทำตัวติดกันอย่างที่คู่รักคู่อื่นๆ ทำกันจริงๆนั่นแหละ แต่เซี่ยจื้อก็ยังคงรู้สึกไม่พอใจ เธอเดินตามเข้ามาในห้องนอนแล้วบอกว่า “แต่ถึงยังไงก็เคยได้ชื่อว่าเป็นแฟนกันนี่นา”

               “ตอนที่เขาไม่อยากคบกับฉันต่อไปแล้ว ทำไมไม่ยอมบอกฉันตรงๆ เลยล่ะ?” เฉิงเซียวยิ้มอย่างเอือมระอา “ดูเหมือนว่าในสายตาของเขา คนอย่างฉันคงเป็นผู้หญิงขี้ตื๊อคนหนึ่ง หรือไม่ก็เป็นผู้หญิงที่อยากจะร่วมหอลงโลงกับเขามาก”

               เซี่ยจื้อยังไม่ยอมหยุด “นี่มันตรรกะอะไรของเธอ หมายความว่าถ้าเขาไม่ทรยศเธอก่อน เธอก็จะไม่ทิ้งเขาอย่างนั้นเหรอ?”

               “คนเราจะใช้ชีวิตร่วมกันก็ต้องยินยอมพร้อมใจด้วยกันทั้งคู่ในเมื่อไม่อยากเดินร่วมทางกันอีก ไม่ว่าใครจะทิ้งใครก็มีค่าเท่ากันอยู่ดี” เฉิงเซียวนอนหันหลังให้เซี่ยจื้อแล้วหลับตาลง “นับประสาอะไรกับผู้ชายอย่างเขา ถ้าไม่กินเหล้าอยู่ตามผับตามบาร์ ก็คงไปนอนกกผู้หญิงตามอาบอบนวด ก็เป็นซะอย่างนี้ แล้วจะให้ฉันทนได้ยังไง?”

               ตั้งแต่เธอไปต่างประเทศก็เริ่มได้ยินข่าวที่ไม่ดีของเขาแว่วมาเข้าหู เฉิงเซียวเข้าใจทุกอย่างดี ความจริงแล้วเธอไม่เคยคิดจะใช้ชีวิตกับเฝ่ยเย่าแบบชั่วนิจนิรันดร์

               ดังนั้นความรักครั้งนี้จึงปิดฉากลงอย่างรวดเร็ว ไม่ต้องเสียเวลานาน

               ความง่วงงุนทำให้สติของหญิงสาวเริ่มเลื่อนลอย เสียงของเฉิงเซียวค่อยๆ เบาลง “ฉันควรจะขอบคุณเขาเสียอีกที่ให้โอกาสฉันได้บอกเลิก”

               “นี่เธอกินยาลืมเขย่าขวดหรือไง หรือว่ากินยาเกินขนาดห๊ะ” เซี่ยจื้อโยนผ้าห่มใส่เพื่อน “ฉันไม่รู้จริงๆ ว่าทำไมจู่ๆ เธอก็กลายเป็นคนที่ปล่อยวางได้ง่ายขนาดนี้ ความเจ้าคิดเจ้าแค้นของเธอหายไปไหนหมดแล้ว?”

               “คนเรามันก็เปลี่ยนกันได้” เฉิงเซียวพึมพำ

               เซี่ยจื้อได้ยินแล้วก็ก้มลงบีบไขมันบริเวณหน้าท้องที่ยื่นออกมาเล็กน้อย “แต่ทำไมฉันไม่เห็นจะเปลี่ยนไปผอมลงเลยล่ะ?”

               เฉิงเซียวพูดกลั้วหัวเราะ “แต่เธอเคยผอมมาก่อน แค่นี้ก็ถือว่าเก่งมากแล้ว”

               เซี่ยจื้อถอนหายใจ แสดงถึงความลำบากที่มีอยู่เต็มอก“ตอนนั้นก็เห็นๆ กันอยู่ว่าเขาดูแลเธอได้ดีขนาดไหน”

               ตอนนั้นเขาดูแลเธอดีขนาดไหน? เฉิงเซียวกลับคิดไม่ออกแล้ว

               “ตอนแรกฉันไม่ชอบเขา กาแฟยังปลอบฉันว่าปลาที่ว่ายอยู่ในน้ำจะรู้เองว่าน้ำร้อนหรือเย็น ถ้าเธอคิดว่าดีก็ดี แต่ผลสุดท้ายกลับต้องเอาชีวิตวัยสาวของตัวเองไปฝากไว้กับชายชั่วคนนั้น นี่! ฉันกำลังพูดถึงเธออยู่นะ...” ตอนนี้เฉิงเซียวที่นอนอยู่ข้างๆ เริ่มบรรเลงเสียงกรนแล้ว

               ไหนบอกว่ายังปรับเวลาไม่ได้ไงล่ะ? เซี่ยจื้อรู้สึกปวดหัวจริงๆ “ฉันยังไม่เคยเจอใครใจใหญ่เท่าเธอเลย!” ถึงจะพูดอย่างนั้นแต่หญิงสาวก็ขยับตัวไปช่วยปิดโคมไฟฝั่งเฉิงเซียวให้อย่างห่วงใย แต่สุดท้ายกลับเป็นตัวเธอที่นอนไม่หลับต้องนอนพลิกตัวไปมาอยู่บนเตียง

               ผ่านไปไม่นานเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นท่ามกลางค่ำคืนที่เงียบสงบ เซี่ยจื้อพลันสะดุ้งด้วยความตกใจ เธอกลัวว่าเสียงนี้จะรบกวนการนอนของเฉิงเซียวจึงรีบคว้าโทรศัพท์ขึ้นมา เมื่อเห็นชื่อที่แสดงอยู่บนหน้าจอแล้วก็กัดฟันพูดว่า “ยังมีหน้าโทรมาอีกเหรอ!” เธอกำลังจะกดรับสายแล้วคิดจะด่ากลับไปสักชุด แต่ทันใดนั้นก็มีมือหนึ่งยื่นมาจากข้างหลังแล้วคว้าโทรศัพท์ไป

               เฉิงเซียวที่เพิ่งตื่นนอนถามปลายสายด้วยน้ำเสียงปกติว่า“มีธุระอะไร จะเชิญฉันไปทำพิธีมอบเงินเหรอ?”

               คนที่อยู่ปลายสายคงไม่คิดว่าเธอจะพูดอย่างนี้ เฝ่ยเย่านิ่งไปพักหนึ่งก่อนจะพูดว่า “ผมอยู่ข้างล่าง คุณลงมาคุยกันหน่อยได้ไหม”

7.ลูกอกตัญญู

               เฉิงเซียวปฏิเสธกลับไปโดยไม่ต้องคิด “ไม่จำเป็นหรอก ถึงฉันจะเจอเหตุการณ์อย่างนี้เป็นครั้งแรก แต่พวกคำอธิบายหรือคำขอโทษอะไรเทือกนั้นฉันฟังมาจนเอือมแล้ว เราสองคนก็ไม่จำเป็นต้องมาเสียเวลาและเปลืองใจกันอีกต่อไป คุณคงรู้ว่าคนอย่างฉันคงไม่มีคำอวยพรใดๆ มอบให้ แต่ขอเตือนเอาไว้อย่างหนึ่ง ดูแลคนของคุณให้ดีๆ ก็แล้วกัน อย่าปล่อยให้มารบกวนฉันอีก ไม่อย่างนั้นอย่าหาว่าฉันไม่เกรงใจ”

               พูดจบแล้วก็กดวางสายและจัดการปิดเครื่องทันที จากนั้นก็ล้มตัวลงนอนตามเดิม

               น้ำเสียงสดใสและคำพูดที่ฟังชัดเจนนั้นไม่เหมือนคนที่เพิ่งตื่นนอนเลยสักนิด หลังจากตั้งสติได้แล้วเซี่ยจื้อก็แกล้งเอาเท้าสะกิดอีกฝ่าย “เมื่อกี้เธอแกล้งหลับเหรอ?”

               เฉิงเซียวไม่ได้ปฏิเสธ “ไม่อย่างนั้นเธอจะหยุดพูดไหมล่ะ ฉันคงต้องฟังเธอพูดจนถึงสว่าง”

               ก็คงจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ แต่ว่า “ฉันพูดไปก็เพราะหวังดีกับเธอนะ ได้ ไม่พูดก็ได้ ถึงยังไงพวกเธอสองคนก็เลิกกันแล้ว ถือว่าฉันประสบความสำเร็จแล้วล่ะ”

               ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ จากเฉิงเซียว เซี่ยจื้อจึงเข้าใจว่าอีกฝ่ายหลับไปแล้ว แต่จู่ๆ คนที่คิดว่าหลับไปแล้วกลับพูดขึ้นว่า “ฉันจะไม่ยอมลดตัวลงไปก้มหัวให้ใครเพราะความรัก”

 

               เก้าโมงเช้าของวันจันทร์ที่มีฝนตกโปรยปราย

               วันนี้มีประชุมบอร์ดผู้บริหารของสายการบินไชน่าเซาเทิร์น เมื่อถึงเวลากู้ฉางหมิงกับลูกชายก็ก้าวเข้ามาในห้องประชุม ส่วนผู้บริหารคนอื่นๆ มาถึงห้องประชุมก่อนหน้านั้นแล้ว ทุกคนต่างทราบถึงวาระการประชุมในวันนี้ดี ดังนั้นเมื่อกู้หนานถิงปรากฏกายจึงมีเสียงปรบมือดังขึ้น

               สายการบินไชน่าเซาเทิิร์นก่อตั้งมาเป็นเวลาสี่สิบปีแล้ว ตั้งแต่เปิดสายการบินมาก็สามารถสร้างผลกำไรได้อย่างต่อเนื่อง และยังมีชื่อเสียงเรื่องระบบการดูแลความปลอดภัยที่ดีเสมอมา จนได้รับการยอมรับและไว้วางใจจากผู้ใช้บริการอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะภายในประเทศ นับว่าเป็นสายการบินที่มีชื่อเสียงอันดับต้นๆ แต่ในวันนี้กู้ฉางหมิง ผู้ที่เป็นหางเสือของบริษัทเตรียมจะเกษียณตัวเอง และมอบอำนาจการบริหารทั้งหมดให้กับกู้หนานถิงซึ่งเป็นลูกชายเพียงคนเดียวของเขา

               ความจริงการส่งต่ออำนาจการบริหารให้กับทายาทก็เป็นสิ่งที่ถูกต้องในทุกๆ ด้านอยู่แล้ว แต่กลับมีคนบางคนคิดไม่ซื่ออยากจะยึดครองอำนาจเอาไว้ และไม่พอใจกับผลประโยชน์ในส่วนที่ตัวเองได้รับ แต่ตอนนี้พวกเขาก็ยังไม่มีวิธีกอบโกยผลประโยชน์ให้ได้มากกว่าเดิม พวกเขาจึงทำได้เพียงซุ่มมองและรอจังหวะเวลาที่เหมาะสมดังนั้นคนที่กำลังปรบมืออยู่ในห้องประชุมแห่งนี้ จะมีสักกี่คนที่ปรบมือด้วยความจริงใจ และมีกี่คนที่ทำไปตามมารยาท คนที่ผ่านศึกมาหลายสนามรบอย่างกู้ฉางหมิงรู้เรื่องนี้ดี

               ดังนั้นเมื่อส่งลูกชายขึ้นหลังม้าได้แล้ว เขาจำเป็นต้องช่วยประคับประคองลูกชายอีกสักระยะ

               “หลังจากที่หนานถิงจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยการบิน บริษัทเราก็ถูกจัดอันดับจากบริษัทสายการบินต่างๆ ทั่วโลกให้เป็นบริษัทที่มีชั่วโมงบินที่ปลอดภัยเกินกว่า 5,000 ชั่วโมง ติดอันดับหนึ่งในสามของโลก สองปีที่ผ่านมาหนานถิงได้รับตำแหน่งเป็นรองผู้จัดการของสายการบิน XR ที่อเมริกา สะสมประสบการณ์เกี่ยวกับการบริหารจัดการ และระบบดูแลความปลอดภัย และก่อนหน้านี้เขาได้พยายามยกระดับสายการบินของเราโดยการออกแบบฮาร์ดแวร์ด้านการขนส่งสินค้าพิเศษ และเปิดให้บริการเครื่องบินโดยสารส่วนบุคคลจนกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้บริษัทของเรามีผลประกอบการประจำปีเพิ่มขึ้น หลังจากผ่านมติของคณะกรรมการแล้ว จากวันนี้เป็นต้นไปหนานถิงจะกลับมาทำหน้าที่ที่บริษัทของเราอย่างเป็นทางการในตำแหน่งรองประธานกรรมการบริหาร”

               ในปีที่กู้หนานถิงจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยการบินกู้ฉางหมิงได้มอบหุ้นส่วนของบริษัทให้ลูกชายสิบเปอร์เซ็นต์เพื่อให้เขามีสิทธิ์เข้าร่วมบอร์ดกรรมการผู้บริหาร หลังจากนั้นห้าปีกู้หนานถิงในวัยยี่สิบหกก็กลับมาพร้อมกับประสบการณ์การบริหารงานและระบบดูแลความปลอดภัยจากต่างประเทศ เรื่องนี้ทำให้กู้ฉางหมิงรู้สึกวางใจ

               เมื่อกู้ฉางหมิงกล่าวจบก็ไม่มีเสียงคัดค้านใดๆ จากบอร์ดผู้บริหาร ทุกคนต่างปรบมือต้อนรับ ‘ผู้บริหารคนใหม่’ อีกครั้ง

               ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้วิเศษก็สามารถอ่านใจคนได้ ดังนั้นนักวางแผนอย่างกู้หนานถิงก็พอจะมองออกว่าใครที่จริงใจ ใครที่เสแสร้งแกล้งทำ เขาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ภายในปีนี้ผมจะทำให้ผลประกอบการของบริษัทเราเติบโตขึ้นอีกยี่สิบเปอร์เซ็นต์”

               แต่กว่าจะฝ่าฟันให้ผลกำไรเพิ่มขึ้นถึงยี่สิบเปอร์เซ็นต์ได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ถ้าหากทำไม่ได้ ตำแหน่งผู้บริหารคนถัดไปก็คงไม่ใช่ของเขา

               ผู้บริหารบางคนแอบยิ้มมุมปากอย่างเย่อหยิ่ง เสียงปรบมือที่มีให้เปรียบเสมือนคำเย้ยหยันที่มอบแด่คนหนุ่มไฟแรงอย่างเขา

 

               หลังจากการประชุมเสร็จสิ้น พนักงานทุกคนได้รับจดหมายแถลงการณ์แต่งตั้งกู้หนานถิงเป็นรองประธานกรรมการบริหารคนใหม่

               เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นร้อนของบริษัททันที ถ้าพนักงานฝ่ายบริการรู้ว่าเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา กู้หนานถิงเพิ่งจะใช้บริการเที่ยวบินที่ 1268 บินไปเมือง G ก็ไม่รู้ว่าแต่ละคนจะมีสีหน้าอย่างไร กู้หนานถิงเดาไม่ถูกเลยจริงๆ

               ตอนนี้เป็นเวลาบ่ายโมงครึ่ง ได้เวลาที่ ‘หลินจื่อซู่’ จะต้องส่งรายงานผลการสัมภาษณ์พนักงานให้กับกู้หนานถิง

               หลินจื่อซู่อายุสามสิบหกปี มีตำแหน่งเป็นกัปตันอาวุโสและเป็นผู้จัดการฝ่ายการบิน หลินจื่อซู่คนนี้เป็นคนสุขุมรอบคอบ เมื่อหลินจื่อซู่ส่งตารางการบินให้ ชายหนุ่มก็ถามอย่างสงสัย “ทำไมตารางการทำงานของผมถึงตรงกับฝ่ายการบินทั้งหมดเลยล่ะ?”

               หลินจื่อซู่อธิบายว่า “ตารางนี้ยังไม่แน่นอนครับ ฝ่ายบุคคลได้พิจารณาคัดกรองผู้สมัครในตำแหน่งผู้ช่วยแล้ว เหลือแค่รอให้บอสตัดสินใจ ในระหว่างที่กำลังรอผู้มารับตำแหน่งนี้ ผมจะมาทำหน้าที่รักษาการแทนในช่วงนี้ก่อนครับ”

               จู่ๆ ความคิดบางอย่างก็แวบเข้ามาในหัว ทว่าเขาก็สะกดเอาไว้ได้ทัน จากนั้นก็ถามว่า “มีใครบ้าง?”

               หลินจื่อซู่บอกชื่อผู้สมัครสองคนที่ผ่านการคัดเลือกในเบื้องต้นจากฝ่ายบุคคลแล้ว

               กู้หนานถิงขมวดคิ้วเล็กน้อย “แล้วพนักงานฝ่ายการตลาดที่ชื่อเฉียวฉีนั่วล่ะ”

               เฉียวฉีนั่ว? ถ้าเขาจำไม่ผิด พนักงานฝ่ายการตลาดไม่น่าจะมีคนที่ชื่อกาแฟคาปูชิโน่*อะไรนั่น หลินจื่อซู่คิดทบทวนอีกรอบก่อนจะตอบกลับไปว่า “เดี๋ยวผมจะให้ฝ่ายบุคคลตรวจสอบให้ครับ”

               กู้หนานถิงเปิดดูปฏิทินในโทรศัพท์เพื่อให้แน่ใจว่าตัวเองจำไม่ผิด ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ตอนนี้เฉียวฉีนั่วน่าจะทำงานในฝ่ายการตลาดได้ปีกว่าแล้ว

               กู้หนานถิงนวดขมับเบาๆ เขาอดคิดไม่ได้ว่าเพราะเขาเลื่อนเวลากลับประเทศจึงทำให้เรื่องบางเรื่องต้องเปลี่ยนแปลงอย่างนั้นหรือ? ถ้าตามกำหนดการเดิม เขาไม่ได้กลับประเทศในวันนั้นและไม่ได้พบกับเฉิงเซียวโดยบังเอิญ แม้แต่เฉียวฉีนั่วที่ควรจะได้รับตำแหน่งผู้ช่วยตั้งแต่แรกก็ยังไม่อยู่ในลิสต์รายชื่อผู้สมัครด้วยซ้ำ ตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงจนเขาสับสนไปหมด

              

               หลังจากเฉิงเซียวกลับถึงเมือง G ได้หนึ่งสัปดาห์ก็ตัดสินใจกลับไปเยี่ยมพ่อที่บ้าน

               ‘เฉิงโฮ่วจู’ เป็นชายวัยกลางคนอายุห้าสิบกว่าปี หางตาของเขาเริ่มปรากฏริ้วรอยแห่งวัย เมื่อเห็นลูกสาวที่หายไปนานกลับบ้าน แม้แววตาจะแสดงความยินดีออกมาแต่ก็พยายามแอบซ่อนเอาไว้ จากนั้นก็กล่าวแกมตำหนิว่า “ถือว่ายังจำได้อยู่ว่าฉันเป็นพ่อของแก เลี้ยงไม่เสียข้าวสุกนี่”

               เฉิงเซียวแสร้งเดินตัวอ่อนปวกเปียกเข้าไปนั่งลงข้างๆ คนเป็นพ่อ ก่อนจะแย่งนิตยสารการเงินที่อยู่ในมืออีกฝ่ายมาเปิดดู “พ่อก็เอาแต่ดูของน่าเบื่อพวกนี้แหละ ถึงได้กลายเป็นคนแก่ทิฐิหนาอยู่อย่างนี้”    

               เฉิงโฮ่วจูได้ยินแล้วก็พูดขึ้นว่า “ก็เพราะแกนั่นแหละลูกอกตัญญู”

               เฉิงเซียวหัวเราะชอบใจ ถ้าวันไหนสองพ่อลูกพูดคุยกันดีๆนั่นถือเป็นเรื่องแปลกประหลาดอย่างที่สุด “เฮ้อ ลูกสาวกลับมาบ้านทั้งทีแต่พ่อกลับไม่สนใจ แถมยังให้เช็คหนูอีก ใจป้ำมากเลยนะเนี่ย”

               มีลูกสาวบ้านไหนกล้าพูดเรื่องใจป้ำกับพ่อตัวเองอย่างนี้บ้าง? แต่เพราะยังต้องการรักษาฟอร์มของตัวเอง เฉิงโฮ่วจูจึงตอบลูกสาวด้วยสีหน้าเคร่งขรึมว่า “ถ้ามีครั้งหน้าอีก ฉันจะตีแกให้ตายเลยคอยดู”

               เฉิงเซียวทำหน้าเหมือนเด็กน้อยที่โดนผู้ใหญ่ดุ “โห ถ้าอย่างนั้นเรื่องที่เขาว่าเสือถึงร้ายก็ไม่กินลูกตัวเองก็คงเป็นแค่นิทานหลอกเด็กสินะ ตั้งแต่ไหนแต่ไรหนูเคยยอมรับโทษจากพ่อด้วยเหรอ?”

               เฉิงโฮ่วจูเงื้อมือเตรียมจะตีลูกสาวสักฉาด

               ทว่าเฉิงเซียวไม่ยอมเจ็บตัวง่ายๆ โดยเฉพาะกับการลงโทษของผู้เป็นพ่อ เธอยกมือไปยับยั้งแขนพ่อไว้ได้ทัน “โกรธแต่พอดีก็พอแล้วค่ะ ถ้าโมโหมากไปเดี๋ยวความดันขึ้นกันพอดี ต่อให้หนูไม่ยอมรับว่าพ่อเป็นพ่อ แต่หนูก็ยังทำเหมือนตัวเองเป็นกิ๊กพ่ออยู่ดีใครจะไปโกรธพ่อลง”

               เฉิงโฮ่วจูหลับตาเพื่อสงบสติอารมณ์ เขาไม่คิดจะลงไม้ลงมือกับลูกสาวอีก แต่น้ำเสียงที่เอ่ยออกมานั้นก็ยังคงห้วนเหมือนเดิม “แล้ววันนั้นมันเกิดเรื่องอะไรกันแน่ ไปชนท้ายรถคนอื่นถึงกับต้องชดใช้ด้วยเช็คเลยหรือ แล้วเงินที่ฉันส่งให้แกใช้เอาไปไว้ที่ไหนหมด?”

8.ยัยตัวแสบเอ๊ย!

               “พ่อใจดีกับหนูตลอดแหละ แต่หนูก็ไม่ใช่คนฟุ่มเฟือย เรื่องใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายหนูไม่ทำหรอกน่า” เฉิงเซียวเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อหลายวันก่อนให้อีกฝ่ายฟังอย่างไม่ปิดบัง “หนูบังเอิญไปเจอพวก
ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ยัยนั่นพูดดูถูกว่าต่อให้หนูหมดเนื้อหมดตัวก็ไม่มีปัญญาชดใช้ค่าซ่อมรถบีเอ็มของเธอได้ หนูรำคาญก็เลยตอกกลับไป สุดท้ายพ่อรู้ไหมว่าเป็นยังไง ยัยนั่นเป็นคู่หมั้นของเฝ่ยเย่า ถ้าหนู
ไม่กำราบความเหิมเกริมของเธอลงซะบ้างก็เสียชื่อลูกสาวพ่อหมด”

               “คนแซ่เฝ่ยกับคู่หมั้นเหรอ?” เฉิงโฮ่วจูกลอกสายตาไปมาพร้อมกับนึกทบทวนอย่างช้าๆ “เรื่องของพวกแกสองคนมันเป็นยังไงกันแน่ เลิกกันตั้งแต่เมื่อไหร่?”

               “ก็เลิกวันนั้นแหละ” เฉิงเซียวตอบ “หนูยังเอาเช็คปาใส่หน้าเขา ถือเป็นค่าบอกเลิกด้วยนะ”

               “ค่าบอกเลิก?” โชคดีที่เฉิงโฮ่วจูไม่ได้เป็นโรคหัวใจ เขาจึงสามารถรับเรื่อง ‘สะเทือนใจ’ อย่างนี้ไหว “นี่ฉันจะพูดยังไงต่อดี” จู่ๆก็เหมือนเขาเพิ่งนึกอะไรบางอย่างออก จึงรีบถามลูกสาวว่า “แล้วแกถูกเขาหลอกใช้ด้วยรึเปล่า?”

               ถูกหลอกใช้งั้นเหรอ? เฉิงเซียวหัวเราะออกมา รู้สึกว่าพ่อของเธอเป็นพ่อที่น่ารักที่สุดในโลกเลย “ลูกสาวพ่อฉลาดจะตาย หนูไม่มีทางยอมให้เขาหลอกใช้ได้ง่ายๆ หรอกค่ะ”

               ได้ยินอย่างนี้เฉิงโฮ่วจูจึงรู้สึกโล่งใจขึ้นมาหน่อย แต่ก็ไม่ได้วางใจเสียทีเดียว “ยิ่งลูกสาวโตขึ้นก็ยิ่งเป็นห่วง แกช่วยลดวีรกรรมแผลงๆ ลงหน่อยได้ไหม”

               “หนูไม่เอาเรื่องเขาก็ดีขนาดไหนแล้ว” เฉิงเซียวเอ่ยอย่างไม่พอใจ

               เฉิงโฮ่วจูได้ยินแล้วก็พูดขึ้นด้วยความโมโหว่า “ทำไมฉันถึงได้มีลูกที่ขยันสร้างความเดือดร้อนให้ตลอดอย่างนี้นะ!”

               “ก็ลองไปถามแม่ดูสิคะ” เฉิงเซียวตอบกลับทันที

               เฉิงโฮ่วจูทนความยั่วโมโหของลูกสาวไม่ไหวจึงใช้มือฟาดเบาๆ ทีหนึ่งเพื่อให้เธอสงบปากสงบคำลง

              

               เย็นวันนั้นสองพ่อลูกนั่งกินข้าวด้วยกัน

               “ไปหาแม่แกรึยัง” เฉิงโฮ่วจูถามขึ้นในระหว่างที่อยู่บนโต๊ะอาหาร

               เฉิงเซียวตักกับข้าวพร้อมกับบอกว่า “หนูเป็นคนที่รู้ว่าอะไรควรไม่ควรนะคะ กลับมาแล้วก็ต้องมาหาพ่อก่อนสิ ส่วนแม่เอาไว้เป็นคิวถัดไป”

               รู้ทั้งรู้ว่าลูกสาวกำลังพูดเอาใจเขา แต่เฉิงโฮ่วจูยังเอ่ยกลับไปอย่างอารมณ์ดีว่า “นับว่ายังมีน้ำใจ”

               จากนั้นเฉิงเซียวก็ถามโพล่งออกไปว่า “พ่อหาแม่ใหม่ให้หนูได้หรือยัง หรือว่ายังอยากจะอยู่คนเดียวต่อ?”

               ถ้าไม่ใช่เพราะสองพ่อลูกมีนิสัยแบบเดียวกัน เฉิงโฮ่วจูก็ไม่อยากเชื่อว่าเด็กไม่รู้จักโตที่นั่งอยู่ตรงหน้านี้เป็นลูกสาวแท้ๆ ของเขา “คิดว่าตัวเองโตแล้วเหรอ ถึงกล้ามาวุ่นวายเรื่องของฉันน่ะ”

               เฉิงเซียวมองผู้เป็นพ่อแล้วพูดว่า “หนูก็แค่อยากรู้เฉยๆ ไม่งั้นวันหลังไปหาแม่จะไม่มีเรื่องคุยกันน่ะสิ”

               ใครที่บอกว่าลูกสาวต้องเลี้ยงอย่างประคบประหงม เป็นเรื่องโกหกทั้งเพ “นี่ฉันเลี้ยงแกแบบตามใจจนเหลิงไปแล้วใช่ไหม?”

               เฉิงเซียวกลับตอบอย่างไม่กลัวตายว่า “ใช่ค่ะ” แล้วยังพูดเสริมว่า “พ่อตามใจจนหนูเสียคนไปแล้ว” ก่อนที่เฉิงโฮ่วจูจะทันได้ทำอะไร คนเป็นลูกก็ยังบอกอีกว่า “แต่ยังดีที่พ่อเปย์เงินให้หนูแบบไม่ขาดมือตลอด ไม่งั้นหนูคงไม่กล้าวีนได้ขนาดนี้”

               ตั้งแต่เด็กจนโตเฉิงเซียวเพิ่งเห็นพ่อมีอารมณ์ขันอย่างคนอื่นเขา เฉิงโฮ่วจูไม่ได้แสดงท่าทีขึงขังกับลูกสาวอีกต่อไป แต่กลับพูดอย่างสบายอารมณ์ว่า “ลูกสาวฉันเป็นคนขี้วีนตั้งแต่เกิดแล้ว”

               “ขอบคุณที่ชมค่ะพ่อ” เฉิงเซียวยังไม่หยุดล้อเล่น

               เฉิงโฮ่วจูไม่ปล่อยให้คำขอบคุณของเฉิงเซียวทิ้งช่วงนาน เขาเปลี่ยนไปถามว่า “เรื่องงานวางแผนไว้ว่ายังไงบ้าง?”

               เฉิงเซียวตอบตามที่ตนวางแผนไว้ “ตอนนี้สายการบินในประเทศมีหลายบริษัทที่กำลังขาดแคลนนักบิน คิดว่ายื่นใบสมัครไปก็คงได้งานไม่ยาก”

               นี่เป็นเรื่องจริง แม้ว่าบรรยากาศการทำงานโดยภาพรวมไม่ถือว่าดีมาก แต่ตอนนี้ธุรกิจสายการบินมีการขาดแคลนนักบินอย่างมาก และเรื่องนี้จะส่งผลกระทบต่อการเติบโตของบริษัทในอนาคต
เฉิงโฮ่วจูกำลังจะชมลูกสาวที่มีวิสัยทัศน์ดีที่เลือกศึกษาต่อในสาขานี้ แต่กลับได้ยินประโยคหลังเข้าเสียก่อน “พอได้ทำงานแล้ว หนูก็จะบินไปบินมาทั่วโลก เอาให้พ่อไม่ได้เห็นแม้แต่เงาเลยคอยดู”

               นี่ลูกสาวรำคาญพ่ออย่างเขาแล้วหรือ? เฉิงโฮ่วจูเกือบจะขว้างถ้วยลงพื้นด้วยความโมโห แต่เขาก็พยายามอดกลั้นเอาไว้และตอบกลับไปว่า “ไปทำงานที่สายการบินไห่หนาน เสี่ยวเฝิงคุยเรื่องนี้กับฉันหลายครั้งแล้ว เขาบอกว่าถ้าแกเรียนจบเมื่อไหร่จะให้ไปช่วยเขาทำงาน”

               “เฝิงจิ้นถิงน่ะเหรอ?” เฉิงเซียวถามอย่างแปลกใจ “เขารับช่วงบริหารบริษัทต่อแล้วเหรอคะ?”

               เฉิงโฮ่วจูพยักหน้ารับคำ “พ่อเขาถอนตัวจากการบริหารแล้ว เสี่ยวเฝิงเป็นลูกชายคนโตก็ต้องรับหน้าที่ต่อ”

               เฉิงเซียวรู้สึกถึงความอิจฉาที่แฝงอยู่ในน้ำเสียงของพ่อ เธออดขำออกมาไม่ได้ “ถ้าพ่ออยากได้แบบนั้นบ้าง จะลองเลียนแบบเขาก็ได้นะ”

               เฉิงโฮ่วจูถลึงตาใส่เธอ “ฉันก็ทำได้แค่ถลึงตาใส่แกนี่แหละ แน่ใจเหรอว่าอยากจะให้ฉันเลียนแบบเขาน่ะ?”

               เฉิงเซียวรีบเปลี่ยนคำพูด “พ่อยังมีไฟอยู่เลย ทำงานต่อไปอีกสักหน่อยเถอะ”

               เฉิงโฮ่วจูโดนลูกสาวแซวจนหลุดขำออกมา “ยัยตัวแสบเอ๊ย!”

 

               เช้าวันรุ่งขึ้น เฉิงเซียวได้รับโทรศัพท์แจ้งว่าให้ไปพบกับประธานเฝิงที่สายการบินไห่หนาน

               ตอนนี้เฉิงเซียวกำลังยืนอยู่บนชั้นสองของบ้าน เธออยากยกนิ้วให้กับการกระทำของพ่อเธอมาก “ดาบเก่านี่ทั้งคม ทั้งฉับไวจริงๆ”

               วันนี้เฉิงโฮ่วจูมีธุระต้องออกไปจัดการ ก่อนออกจากบ้านเขาเหลือบมองสีผมของลูกสาวแวบหนึ่ง “ไอ้ผมสีรุ้งของแกเนี่ย รีบไปจัดการย้อมให้เป็นเหมือนเดิมด้วยนะ”

               เฉิงเซียวเอามือสางผมแล้วถามว่า “นี่สายตาของพ่อมีปัญหาตั้งแต่เมื่อไหร่คะ?”

               เฉิงโฮ่วจูยังไม่เข้าใจความหมายของประโยคนี้

               เฉิงเซียววางแขนลงบนราวบันได แล้วมองคนเป็นพ่อที่ยืนอยู่ชั้นล่างของบ้านว่า “ผมหนูมันก็เป็นสีไวน์สีเดียวแบบนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไร แล้วทำไมพ่อถึงมาหาว่าเป็นสีรุ้งล่ะ?”

               เฉิงโฮ่วจูยกมือชี้ไปที่ลูกสาวตัวแสบอย่างขบเขี้ยวเคี้ยวฟันหาคำพูดมาต่อปากต่อคำไม่ได้

               เฉิงเซียวยังคงพูดแหย่เฉิงโฮ่วจูอย่างอารมณ์ดีว่า “แต่ย้อมผมมันแพงนะคะ หนูขอเบิกค่าย้อมหน่อยได้ไหม?”

               เฉิงโฮ่วจูแกล้งทำเป็นไม่ได้ยินประโยคนั้นและออกจากบ้านไป

               เช้านี้เธอต้องกินข้าวเช้าคนเดียว หลังจากจัดการมื้อเช้าเรียบร้อยเฉิงเซียวก็เดินไปที่เรือนดอกไม้ และพบกับแม่บ้านหลี่ที่กำลังรดน้ำต้นไม้อยู่พอดี

               ลุงหลี่กับป้าหลี่เป็นสามีภรรยากัน ลุงหลี่เป็นคนขับรถ ส่วนป้าหลี่รับผิดชอบเรื่องอาหารการกินและดูแลเรื่องความสะอาดของบ้าน แม้ว่าเฉิงโฮ่วจูจะเป็นคนที่ค่อนข้างเรื่องมากและหงุดหงิดง่ายคนหนึ่ง แต่เขาก็ไม่ใช่คนตระหนี่ เขาเลี้ยงดูสองสามีภรรยาสกุลหลี่เป็นอย่างดี ส่วนทั้งสองก็ตั้งใจดูแลสองพ่อลูกที่มักจะปะทะฝีปากกันทุกครั้งที่เจอหน้า

               เมื่อเห็นเฉิงเซียวเดินเข้ามาในเรือนดอกไม้ แม่บ้านหลี่ก็ส่งยิ้มให้ “ถ้าคุณผู้ชายอยู่บ้านก็คงไม่ยอมให้คุณหนูเข้ามาในนี้แน่ๆ”

               เฉิงเซียวเด็ดดอกกุหลาบที่อยู่ตรงหน้า “กลัวว่าหนูจะมาทารุณดอกไม้ของพ่อน่ะสิ”

               แม่บ้านหลี่รู้นิสัยของหญิงสาวดี และไม่คิดจะห้ามปรามแต่อย่างใด “ดอกไม้พวกนี้มีแต่ชนิดที่คุณผู้หญิงชอบทั้งนั้น”

               เฉิงเซียวแกว่งดอกกุหลาบที่เพิ่งเด็ดมาจากต้นไปมา “พ่อเปลี่ยนไปเป็นคนที่ชอบดูของต่างหน้าตั้งแต่เมื่อไหร่กัน หรือเพราะแก่แล้วก็เลยอ่อนโยนขึ้นอย่างนั้นเหรอ?”

               “คุณผู้ชายชอบมานั่งที่นี่แล้ววางแผนงานค่ะ ที่นี่เงียบสงบดี” แม่บ้านหลี่ตอบ

               “แค่หนูไม่อยู่บ้าน ตรงจุดไหนของบ้านที่ไม่เงียบสงบบ้าง”เฉิงเซียวถามต่อไปว่า “แม่หนูเคยกลับมาที่นี่บ้างไหมคะ?”

               แม่บ้านหลี่ส่ายหน้าเบาๆ เป็นคำตอบ

               เฉิงเซียวไม่ได้แสดงอาการประหลาดใจกับคำตอบที่ได้รับ “งั้น... แม่เลี้ยงหนูเคยมาไหมคะ?”

               แม่บ้านหลี่ไม่เคยเอาเรื่องของเจ้านายมาพูด เรื่องไหนที่รู้ไม่ชัดเจนก็ไม่ได้ใส่ใจ เพียงแต่ฟังไปอย่างนั้นและไม่ได้เอ่ยสิ่งใดต่อ

               เฉิงเซียวเลิกคิ้วเล็กน้อยราวกับเพิ่งค้นพบความจริงบางอย่าง “แสดงว่าเคยมาสินะ”

               แม่บ้านหลี่ได้ยินเช่นนี้ก็รีบร้อนอธิบาย “ไม่มีค่ะ ไม่มี ไม่เคยมีใครมาที่นี่ค่ะ คุณหนูก็แกล้งให้ป้าอ้ำอึ้งจนได้”

               “ป้าไม่ได้อ้ำอึ้งหรอกค่ะ แต่อาการของป้ามันฟ้อง” เฉิงเซียวหัวเราะ “ต่อให้ไม่เคยมาที่บ้าน ก็คงโทรหากันบ้างแหละ”

               ครั้งนี้ป้าหลี่ไม่ได้ยืนยันหรือปฏิเสธ “เรื่องของคุณผู้ชาย ป้าไม่ควรเอามาพูดพล่อยๆ ค่ะ”

               เฉิงเซียวไม่ได้พูดอะไรอีก แต่กุหลาบต้นตรงหน้าเธอที่กำลังออกดอกผลิบานถูกเธอเด็ดจนหมดต้น เมื่อเห็นอาการประหลาดใจของป้าหลี่ เธอก็พูดว่า “ของไร้รสนิยมแบบนี้ มองแล้วขัดหูขัดตาเสียจริง” ก่อนที่เฉิงเซียวจะเดินออกจากเรือนดอกไม้ก็หันกลับมาพูดกับป้าหลี่ “ห้ามฟ้องพ่อนะว่าหนูเป็นคนเด็ดดอกไม้พวกนี้ทิ้ง บอกพ่อว่ามีลูกเห็บตกลงมาทำดอกไม้หักเสียหายหมดก็แล้วกัน เพราะถ้าบอกไปตามตรงก็เหมือนหนูตั้งใจแกล้งพ่อเกินไป”

               ลูกเห็บ? ป้าหลี่แหงนหน้ามองท้องฟ้าที่ปลอดโปร่งแจ่มใส ก่อนจะหันไปมองสำรวจเรือนดอกไม้ที่สงบเรียบร้อยดีในทุกๆ มุม จากนั้นก็พูดกลั้วหัวเราะว่า “คุณหนูนี่ซนจริงๆ เลย”

               เฉิงเซียวหมุนตัวเดินออกจากเรือนดอกไม้พร้อมกับโบกมือให้แม่บ้านหลี่ “ของฝากของป้ากับลุงหลี่อยู่บนโต๊ะอาหารนะคะไม่ต้องเกรงใจ พ่อเป็นคนจ่ายค่ะ”

9.อวดรู้

               สายตาของแม่บ้านหลี่หยุดที่ผมดำยาวระบ่าของเฉิงเซียว “ทำไมคุณหนูถึงไปเปลี่ยนสีผมเร็วจังคะ?”

               เฉิงเซียวได้ยินแล้วก็หันกลับมาส่งยิ้มระรื่นให้อีกฝ่าย “เพราะผมสีไวน์เมื่อกี้เป็นผมปลอมไงคะ”

               ตระกูลเฝิงและตระกูลเฉิงมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมานาน

               ‘เฝิงอี่’ และเฉิงโฮ่วจูเป็นเพื่อนร่วมเป็นร่วมตายกันในสมัยสงคราม และคบหากันมาจนถึงปัจจุบัน ตระกูลเฝิงมีลูกชายสองคนคือ ‘เฝิงจิ้นถิง’ และ ‘เฝิงจิ้นเซียว’ เฉิงเซียวไม่ค่อยมีโอกาสเจอกับพวกเขาเท่าไหร่นัก โดยเฉพาะลูกชายคนเล็กอย่าง ‘เฝิงจิ้นเซียว’ ที่ไม่ได้อาศัยอยู่ในเมือง G และไม่ได้คบหาสมาคมกันเป็นการส่วนตัว แต่เฉิงเซียวเป็นนักเรียนที่มีผลการเรียนดีเป็นอันดับต้นๆ ของมหาวิทยาลัยการบินและยังไม่ได้เซ็นสัญญากับบริษัทไหน ทำให้ผู้บริหารคนใหม่ของสายการบินไห่หนานอย่างเฝิงจิ้นถิงสนใจเธอเป็นอย่างมาก

               ด้วยศักยภาพและชื่อเสียงด้านธุรกิจของสายการบินไห่หนานแล้ว ทำให้เฉิงเซียวไม่อาจปฏิเสธการนัดสัมภาษณ์ครั้งนี้ได้ ไหนๆ พ่อก็กรุยทางให้แล้ว เธอจึงตัดสินใจที่จะลองไปสัมภาษณ์ดูสักครั้ง

               สำนักงานใหญ่ของสายการบินไห่หนานตั้งอยู่ที่เมือง G ในศูนย์การค้าหยางกวางซึ่งอยู่กลางย่านธุรกิจ เฉิงเซียวมาถึงก่อนเวลานัดหมายสิบนาที เมื่อพนักงานตรงเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์รู้ว่า
เฉิงเซียวมีนัดกับประธานเฝิงจึงรีบบอกชั้นที่ตั้งของสำนักงาน และโทรแจ้งเลขาของท่านประธานให้เฉิงเซียวอย่างไม่รีรอ

               บริเวณหน้าลิฟต์มีชายหญิงคู่หนึ่งยืนอยู่ก่อนแล้ว เมื่อเฉิงเซียวเดินไปถึงประตูลิฟต์ก็เปิดพอดี เธอเดินตามคนทั้งสองเข้าไป จังหวะที่ผู้หญิงคนนั้นหันกลับมา เฉิงเซียวก็พบว่าอีกฝ่ายคือ... คุณหนูบีเอ็ม

               วันนี้คุณหนูบีเอ็มอยู่ในลุคผมสั้นสลวย แต่งหน้าอย่างประณีตงดงาม เธอยืนอย่างสง่างามอยู่บนรองเท้าส้นเข็ม และสีหน้าดูอารมณ์ดีอย่างยิ่ง

               เซี่ยจื้อเคยบอกว่าคู่หมั้นของเฝ่ยเย่านั้นชื่อ ‘ซางหยู่’ เธอเป็นนางแบบขวัญใจสื่อมวลชน ส่วนชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่ข้างๆ ซางหยู่ในตอนนี้น่าจะเป็นผู้จัดการส่วนตัวของเธอ

               โลกมันกลมเสียจริงๆ เฉิงเซียวกลอกตาอย่างเอือมระอา

               ส่วนทางด้านซางหยู่ก็จำเฉิงเซียวได้เช่นกัน หน้าตาที่เดิมกำลังยิ้มระรื่นแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาภายในเสี้ยววินาที

               เฉิงเซียวตีหน้าขรึมแข่งกับอีกฝ่ายที่กำลังมองมาด้วยสายตาอาฆาต ซางหยู่จ้องเธอราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ทว่าหญิงสาวกลับไม่รู้สึกหวาดกลัวแต่อย่างใด

               เมื่อประตูลิฟต์ปิดลง ผู้จัดการคนนั้นก็กดลิฟต์ไปชั้นที่ยี่สิบ เขาหันมาถามเฉิงเซียวอย่างสุภาพว่า “ชั้นไหนครับคุณผู้หญิง?”

               ชั้นที่ยี่สิบเป็นที่ตั้งของห้องทำงานของประธานสายการบินไห่หนาน

               “ชั้นที่ยี่สิบค่ะ ขอบคุณค่ะ” เฉิงเซียวตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

               ซางหยู่ไม่ละสายตาจากเธอแม้แต่วินาทีเดียว ในขณะที่เฉิงเซียวก็แสร้งทำเป็นมองไม่เห็น ระหว่างที่ลิฟต์กำลังเคลื่อนขึ้นไปด้านบนซางหยู่ก็ตัดสินใจพูดออกมา “ให้พวกความประพฤติแย่มาสมัครเป็นนักบิน จะทำให้บริษัทตกอันดับหรือเปล่าก็ไม่รู้” ดูเหมือนว่าเฝ่ยเย่าคงจะเล่าเรื่องของเฉิงเซียวให้เธอฟังแล้ว

               แต่ผู้จัดการส่วนตัวของเธอกลับตีความหมายเป็นอย่างอื่นเขาใช้น้ำเสียงที่พยายามบีบให้เหมือนผู้หญิงตอบกลับไปว่า “อันนั้นคงไม่เกี่ยวอะไรกับเราหรอก เขาจ้างให้เรามาถ่ายโฆษณา เราก็แค่ทำให้มันออกมาดูดี ส่วนเรื่องตกอันดับหรือไม่...”

               ที่แท้สายการบินจ้างให้ซางหยู่มาถ่ายโฆษณานี่เอง เฉิงเซียวยืนนิ่งไม่พูดอะไรจนกระทั่งลิฟต์หยุดที่ชั้นยี่สิบถึงได้ตอบกลับอย่างช้าๆ ว่า “พวกคนที่มีความประพฤติแย่ๆ ก็มักจะชอบตำหนิความประพฤติชาวบ้านเขาไปทั่ว แต่ก็ทำได้แค่พูดเท่านั้นแหละ” เธอก้าวออกจากลิฟต์แล้วหันกลับมาพูดว่า “บังคับหางเสือไม่เป็น ก็อย่ามาทำเป็นอวดรู้หน่อยเลย”

               ซางหยู่ได้ยินแล้วก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ แววตาราวกับจะฆ่าคนได้ ส่วนทางด้านเฉิงเซียวหลังจากพูดจบแล้วก็หมุนตัวเดินเลี้ยวไปทางด้านขวาและไม่สนใจอีกฝ่ายอีก

               ผู้จัดการส่วนตัวของซางหยู่ที่ยังไม่เข้าใจเรื่องราวตั้งแต่ต้นถามขึ้นว่า “หางเสืออะไรของเธอ นี่เธอกำลังว่าพวกเราเหรอ”

               ซางหยู่เอื้อมมือไปกดปุ่มให้ลิฟต์เคลื่อนลงไปชั้นล่าง ก่อนที่ประตูลิฟต์จะปิดลงเฉิงเซียวได้ยินเสียงผู้จัดการคนนั้นพูดอย่างเป็นเดือดเป็นร้อนว่า “นี่เธอจะไปไหนกันน่ะ? เราต้องไปพบประธานเฝิงนะ ซางหยู่ จะมาทำตัวเอาแต่ใจอย่างนี้ไม่ได้นะ...”

 

               เฝิงจิ้นถิงเป็นผู้บริหารหนุ่มไฟแรงของสายการบินไห่หนาน

               เขาเป็นชายหนุ่มที่มีรูปลักษณ์สง่างามและสุภาพอ่อนโยน แม้จะเป็นคนที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมแต่เขาก็ไม่เคยแสดงอาการโอ้อวด หรือหยิ่งผยองออกมา

               เฉิงเซียวก้าวเข้าไปในห้องพร้อมกับยิ้มทักทายอีกฝ่าย “สวัสดีค่ะประธานเฝิง”

               “เสี่ยวเฉิง” เฝิงจิ้นถิงลุกขึ้นต้อนรับ “ในที่สุดก็รอจนถึงวันที่คุณเรียนจบจนได้”

               เฉิงเซียวได้ยินแล้วก็รู้สึกซึ้งใจมาก “คงเพราะฉันโชคดีมั้งคะ แต่ประโยคเมื่อครู่ของคุณเหมือนพ่อที่กำลังพูดกับลูกสาวยังไงไม่รู้ ฉันไม่ค่อยชินกับประโยคที่แสดงความห่างของช่วงวัยเท่าไหร่เลย”

               “คุณนี่ยังช่างพูดเหมือนเดิมเลยนะ” เฝิงจิ้นถิงพูดเหมือนพี่ชายที่กำลังหยอกล้อน้องสาว “เจอกันแต่ละครั้งผมเหมือนต้องทำความรู้จักกับคุณใหม่ตลอดเลย”

               “เหรอคะ?” เฉิงเซียวเลิกคิ้วถาม

               เฝิงจิ้นถิงขมวดคิ้วเล็กน้อย จากนั้นก็ถามอย่างสับสนว่า “ลูกสาวตระกูลเฉิงเป็นตัวของตัวเองอย่างนี้ตลอดเลยเหรอ”

               เฉิงเซียวตอบด้วยสีหน้าจริงจัง “คงเพราะมีดีเอ็นเอเดียวกันกับพ่อล่ะมั้งคะ ฉันก็ไม่รู้ว่าควรจะดีใจหรือเสียใจดี”

               เฝิงจิ้นถิงหัวเราะก่อนจะเอ่ยว่า “เรามานั่งคุยกันดีกว่า”

               จากนั้นทั้งคู่ก็คุยกันเรื่องทั่วไป ผ่านไปครู่หนึ่งเฝิงจิ้นถิงก็พาเข้าประเด็น “เรารู้ข้อมูลเกี่ยวกับผลการเรียนตอนที่คุณเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยการบินดี แค่คุณตอบตกลง สายการบินไห่หนานพร้อมจะอ้าแขนรับคุณอย่างจริงใจ ห้าปีหลังจากนี้คุณจะกลายเป็นนักบินดีเด่นของเรา”

               จากนักเรียนการบินสู่การเป็นนักบินฝึกหัดระดับสี่ดาวไม่ใช่เรื่องง่ายเลย จากนั้นต้องเข้ารับการฝึกอบรมอย่างเข้มงวดและต้องผ่านการทดสอบภาคปฏิบัติถึงจะได้รับการเลื่อนขั้นเป็นผู้ช่วยกัปตันหรือนักบินที่สอง และกว่าจะคว้าตำแหน่งกัปตันมาครองได้นั้นจะต้องสะสมชั่วโมงบินให้ครบ 2,700 ชั่วโมง อีกทั้งยังต้องผ่านการฝึกฝนอย่างหนักหน่วง ไม่ว่าจะเป็นเทคนิคต่างๆ และการควบคุมอารมณ์ของตนเองขณะบังคับเครื่องบิน ดังนั้นการจะเป็นนักบินที่ได้มาตรฐานนั้นโดยปกติแล้วจะต้องใช้เวลาอย่างน้อยห้าถึงหกปี

               “ฉันรู้สึกเป็นเกียรติอย่างมากที่ไห่หนานเสนอเงื่อนไขนี้ให้กับฉัน” เฉิงเซียวกล่าว “แต่ฉันเพิ่งจะกลับมาจากต่างประเทศ ยังไม่ได้จัดการเรื่องเอกสารต่างๆ ให้เรียบร้อย ขั้นตอนการยื่นเรื่องเปลี่ยน
ใบอนุญาตการบินต้องใช้เวลาประมาณหนึ่งถึงสองเดือน”

               เฉิงเซียวสอบใบอนุญาตการบินที่ต่างประเทศ โดยหลักการแล้วควรจะขอใบอนุญาตการบินในประเทศที่สำนักงานการบินพลเรือน เธอยังต้องซ่อมรอบบินให้ครบตามข้อกำหนดของหลักสูตร และต้องผ่านการทดสอบเรื่องเส้นทางการบิน เมื่อผ่านการทดสอบทุกขั้นตอนแล้วจึงจะได้รับใบรับรองการบินจากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศจีน

               เฝิงจิ้นถิงพูดยิ้มๆ “ฟังดูเหมือนเป็นข้ออ้างที่ไม่อยากถูกผูกมัดด้วยสัญญามากกว่า”

               “ถ้าฉันรับข้อเสนอตอนนี้ก็เท่ากับสูญเสียเอกสารรับรองที่เกี่ยวข้องนี่คะ” เฉิงเซียวคลี่ยิ้ม “รอให้ฉันสอบข้อเขียนเรื่องเส้นทางการบินผ่านก่อน แล้วฉันจะส่งใบสมัครเข้ามาเอง ถ้าโชคดีสายการบินไห่หนานตกลงรับฉันเข้าทำงาน ฉันจะเพิ่มการฝึกฝนและปรับเปลี่ยนรูปแบบการฝึกตามที่บริษัทกำหนด หวังว่าถึงตอนนั้นคุณคงไม่ให้ฉันทำงานกินแรงคนอื่น ไม่เลือกปฏิบัติ และมอบหมายงานให้ฉันเหมือนอย่างที่นักบินคนหนึ่งควรจะได้ทำนะคะ”

               เฝิงจิ้นถิงยิ้มน้อยๆ เคารพในการตัดสินใจของเธอ “ถ้าอย่างนั้นผมจะขอพูดในนามของสายการบินไห่หนานว่าเราจะรอใบสมัครของคุณเสมอ”

               เพราะต้องออกไปทำธุระข้างนอกต่อ เฝิงจิ้นถิงจึงเดินลงจากตึกพร้อมกับเฉิงเซียว

               พอก้าวออกจากลิฟต์ เฉิงเซียวก็หันไปกล่าวขอบคุณพนักงานตรงเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ “ขอบคุณนะคะ ไว้เจอกันใหม่ค่ะ” เธอเดินทิ้งช่วงห่างจากเฝิงจิ้นถิงเล็กน้อย คนอื่นๆ จึงไม่ทันสังเกตว่า
หนุ่มสาวทั้งสองเดินออกมาพร้อมกัน

               ระหว่างนั้นเฝิงจิ้นถิงมีสายเรียกเข้า เขาจึงเดินก้มหน้าคุยโทรศัพท์มาตลอดทาง มีบ้างที่เงยหน้ามาเอ่ยทักทายกับผู้คนในบริษัทที่เดินผ่านไปมา ในขณะที่เฉิงเซียวก็เดินตามหลังเขาและแอบส่งข้อความถามเซี่ยจื้อว่า [กาแฟกลับมาหรือยัง เย็นนี้จะได้เตรียมฉลองกัน?]

               เซี่ยจื้อส่งข้อความตอบกลับมาอย่างรวดเร็วว่า [รถก็ซ่อมเสร็จแล้ว ดูไม่ออกเลยว่าเพิ่งไปผ่านการชนมา ฉันเลยคิดว่าควรจะปิดเรื่องที่เราไปชนท้ายรถคนอื่นเอาไว้ ตกลงตามนี้นะ]

               กาแฟเป็นคนละเอียดและรักรถยิ่งชีวิต นี่เซี่ยจื้อคิดจริงๆหรือว่าเขาจะดูไม่ออกน่ะ? เฉิงเซียวกำลังขบขันกับความคิดของเพื่อนรัก [กาแฟน่ะไหวพริบดีกว่าที่เธอคิดไว้เยอะ พนันได้เลยว่าต้องถูกจับได้แน่ๆ] อยู่ดีๆ เธอก็เหมือนจะเดินสะดุดอะไรบางอย่าง ในขณะที่ยังไม่ทันได้ตั้งตัวก็มีน้ำอุ่นๆ ราดรดลงมาบนศีรษะของเธอก่อนจะค่อยๆ ไหลลงมายังใบหน้า

10.ผมไปส่ง

               ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวเหมือนหยุดชะงักไปชั่วครู่ ผู้คนที่เห็นเหตุการณ์ต่างตกตะลึง

               “เสี่ยวเฉิง!” เฝิงจิ้นถิงเป็นคนแรกที่ได้สติ แต่เขาช่วยอะไรไม่ได้แล้ว

               สายตาทุกคู่เพ่งมองมาที่เธอ ส่วนต้นเหตุอย่างซางหยู่ก็พูดราวกับจับกิ๊กได้คาหนังคาเขา “อย่าคิดว่าตัวเองมีปีกแล้วจะต้องเป็นนางฟ้าเท่านั้นนะ ไก่ก็มีปีกบินได้เหมือนกัน! จำไว้ คนที่เขาไม่รัก
ไม่ว่าจะมาก่อนมาหลังเขาก็เรียกว่าชู้ ถ้าสำนึกแล้วคราวหน้าก็อย่ามายุ่งกับเฝ่ยเย่าอีก ไม่อย่างนั้นครั้งหน้าจะไม่โดนแค่กาแฟแน่!”

               พูดจบก็สวมแว่นตาดำ แล้วเดินจากไปด้วยท่าทางภูมิใจในชัยชนะของตน ผู้จัดการส่วนตัวได้แต่ทำหน้าเหวอ เขารีบรับแก้วกาแฟจากซางหยู่และเดินตามหลังไป

               เฝิงจิ้นถิงที่สุขุมและเคร่งขรึมอยู่เป็นนิจ แต่เวลานี้แววตาของเขากลับเต็มไปด้วยโทสะที่พยายามข่มเอาไว้ “เสี่ยวเฉิง?”

               เฉิงเซียวเข้าใจความหมายของเขา บรรยากาศโดยรอบค่อนข้างอึดอัด หญิงสาวพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “เดี๋ยวฉันจัดการเองค่ะ”

 

               กู้หนานถิงบังเอิญเห็นฉากที่เฉิงเซียวโดนกาแฟราดศีรษะพอดี

               วันนี้เขาถูกเซียวหยู่เหิงรบเร้าให้มาซื้อมัฟฟินชีสของร้านกาแฟในห้างหยางกวางที่ตัวเองชื่นชอบกลับไปฝากสักชิ้น จึงได้กลายเป็นหนึ่งในพยานที่ร่วมรับรู้เหตุการณ์ครั้งนี้

               กู้หนานถิงคิดว่าเฉิงเซียวจะต้องเอาคืนในทันที เธอจะต้องทำให้ซางหยู่อับอายขายหน้า อีกฝ่ายมีอาชีพนางแบบและพรีเซนเตอร์ ดังนั้นการมีบาดแผลหรือรอยฟกช้ำบนใบหน้าจึงเป็นสิ่งต้องห้าม
เฉิงเซียวต้องตกเป็นจำเลยในความรักครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นเพราะฝ่ายชายนอกใจ หรือฝ่ายหญิงไปช่วงชิงมาก็ส่งผลต่อชื่อเสียงของเธอทั้งสิ้นด้วยนิสัยที่ไม่ยอมใครของเธอแล้ว เฉิงเซียวย่อมไม่หวั่นหากจะต้องสู้รบตบมือกับผู้หญิงอย่างซางหยู่

               ทว่าเธอกลับไม่ทำอย่างนั้น และยังปฏิเสธความช่วยเหลือจากเฝิงจิ้นถิงที่คิดจะเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับเธอที่ต้องมาอับอายขายหน้าที่หน้าบริษัทของเขา

               กู้หนานถิงคิดว่าคนอย่างเฉิงเซียวคงไม่แก้ปัญหาด้วยเหตุผล วันนี้ที่เธอไม่ตอบโต้อีกฝ่าย ไม่ใช่เพราะกลัวว่าจะสู้ซางหยู่ไม่ได้หรือยอมอ่อนข้อให้แต่อย่างใด แต่คงเป็นเพราะเธอไม่อยากให้เฝิงจิ้นถิงเดือดร้อน หรือถ้าเธอเอาคืนในตอนนี้มันคงไม่สาแก่ใจ เขามั่นใจว่าเธอไม่ยอมขายหน้าฟรีๆ แน่ เธอจะต้องจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเอง

               จังหวะนั้นเซียวหยู่เหิงก็โทรเข้ามาพอดี “พี่ซื้อมัฟฟินชีสให้หนูหรือยัง?”

               ในขณะที่กู้หนานถิงกำลังจะเอ่ยปากตอบกลับก็รู้สึกว่ามีสายตาคู่หนึ่งมองมาที่เขา

               เป็นสายตาของเฉิงเซียวนั่นเอง

               เหมือนมีกระแสจิตเชื่อมโยงถึงกัน เขาไม่ได้ส่งเสียงใดๆ แต่รู้สึกได้ว่าเธอกำลังตั้งใจมองตรงมาทางเขา แค่สบตากันเพียงครู่เดียวกู้หนานถิงก็ไม่มีกะจิตกะใจจะคุยกับน้องสาวอีกแล้ว เขาตอบกลับไปสั้นๆ เพียงว่า “เธอก็เอาแต่ห่วงเรื่องกินนั่นแหละ” จากนั้นชายหนุ่มก็ไม่รับรู้แล้วว่าปลายสายพูดอะไรมาบ้าง เขาตอบกลับอย่างรีบๆ ไปว่า “พี่มีธุระ แค่นี้ก่อนนะ”

               เฝิงจิ้นถิงเสนอว่าจะพาเฉิงเซียวไปจัดการกับคราบกาแฟที่เลอะอยู่บนหน้าและตัว แต่เฉิงเซียวกลับปฏิเสธ กู้หนานถิงเห็นเธอก้มมองนาฬิกาข้อมือและพูดอะไรบางอย่างกับเฝิงจิ้นถิง หลังจากนั้นชายหนุ่มก็ทำท่าขอโทษขอโพยเธอแล้วรีบเดินจากไป จังหวะที่เดินผ่านกู้หนานถิง เฝิงจิ้นถิงก็พยักหน้าให้เล็กน้อย

               ทั้งสองต่างเป็นผู้บริหารหนุ่มไฟแรงที่มีความสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจการบิน ดังนั้นพวกเขาจึงรู้จักกันเป็นอย่างดี มันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมองตากันแล้วรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไร กู้หนานถิง
พยักหน้าตอบ ส่วนเฉิงเซียวแม้จะรู้สึกไม่พอใจและอึดอัดใจต่อสถานการณ์ที่ประสบอยู่ตอนนี้ แต่หญิงสาวก็ยังคงเช็ดคราบกาแฟบนใบหน้าและลำตัวด้วยอาการสงบนิ่งราวกับมันไม่ใช่เรื่องร้ายแรงอะไร

               หลังจากซางหยู่และเฝิงจิ้นถิงเดินจากไปแล้ว บริเวณลานกลางห้างหยางกวางก็กลับเข้าสู่สภาพปกติ ผู้คนเดินไปเดินมาและหันไปส่งเสียงพูดคุยกันโดยไม่สอดรู้สอดเห็นเรื่องของเฉิงเซียวอีก

               แต่ก็ไม่แปลกที่คนอื่นๆ จะไม่กล้ามองหน้าเฉิงเซียวตรงๆ เพราะผู้หญิงที่สวยและมีเสน่ห์อย่างเธอต่อให้ก้าวออกจากบ้านด้วยสภาพมอซอ แต่สิ่งเหล่านั้นก็ไม่อาจปิดบังความมั่นใจและหยิ่งทะนงที่ปรากฏอยู่บนใบหน้าของเธอได้

               ส่วนเฉิงเซียวเองก็ไม่ได้กังวลกับคราบกาแฟที่เลอะอยู่บนเสื้อผ้า หญิงสาวเดินผ่านกู้หนานถิงไปด้วยท่าทางสงบนิ่ง หากสายตาของเธอไม่ได้แฝงด้วยแววประณาม กู้หนานถิงคงคิดว่าเฉิงเซียวคงจะไม่เห็นเขาจริงๆ

               ก่อนที่เฉิงเซียวจะเดินเข้าประตูหมุน ชายหนุ่มก็รีบพูดขึ้นว่า “เดี๋ยวผมไปส่ง”

               เฉิงเซียวหันกลับมามองเขาแล้วถามขึ้นว่า “คุณอยากจะคุยเรื่องค่าซ่อมรถใช่ไหม?”

               กู้หนานถิงสบตาเธอแล้วพูดล้อเล่นว่า “คงเพราะคุณหน้าเหมือนแฟนเก่าผมละมั้ง”

               เฉิงเซียวขมวดคิ้วแสดงความไม่พอใจออกมาอย่างชัดเจน

               กู้หนานถิงเห็นแล้วก็พูดต่อไปว่า “บริษัทผมอยู่ตรงข้ามนี่เอง ไชน่าเซาเทิร์นแอร์ไลน์”

               ที่แท้บริษัทที่ตั้งอยู่ห่างออกไปแค่ถนนกั้นก็เป็นบริษัทพันธมิตรของสายการบินไห่หนานนี่เอง เฉิงเซียวได้ยินเขาอธิบายแล้วก็ใจเย็นลง จากนั้นก็เปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่น “อาหารของสายการบินคุณรสชาติแย่มากเลย”

               กู้หนานถิงรู้ดีว่าเธอหมายถึงครั้งที่ทั้งคู่ขึ้นเครื่องกลับมาที่เมือง G พร้อมกัน “ถ้าผมจำไม่ผิดตอนนั้นคุณนอนหลับมาตลอดทาง ไม่ได้กินอาหารเลยนี่”

               ระหว่างพวกเขาทั้งสองถูกกั้นด้วยแสงจากประตูหมุนที่ส่องเข้ามา เฉิงเซียวตอบกลับไปอย่างไม่พอใจว่า “แค่ดมก็รู้แล้ว หรือไม่คุณก็ลองดูจากอาหารที่ลูกค้ากินเหลือในแต่ละเที่ยวบินสิ”

               แววตาของกู้หนานถิงมีรอยยิ้มแฝงอยู่ “ถ้าอย่างนั้นผมจะถือว่า นี่เป็นคำแนะนำจากลูกค้าคนพิเศษก็แล้วกัน”

               ได้ยินเช่นนี้เฉิงเซียวก็ตอบรับข้อเสนอของอีกฝ่ายโดยไม่เกรงใจ “พูดมาถึงขนาดนี้แล้วฉันก็คงไม่ถือแล้วล่ะถ้าจะมีคนขับรถให้” เมื่อเดินออกมาด้านหน้าห้างสรรพสินค้าก็มองเห็นรถของเขาซึ่งถูกนำไปซ่อมเรียบร้อยแล้วจอดอยู่ เธอเลิกคิ้ว “โห ดูไม่ออกเลยจริงๆ ว่าเคยผ่านการชนมา อย่างนี้ฉันก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้สินะ”

               กู้หนานถิงเดินตามหญิงสาวไป ก่อนจะเปิดประตูรถฝั่งที่นั่งข้างคนขับให้อย่างสุภาพ “ผมยังไม่ยกโทษให้คุณนะ” เขาเอ่ยประโยคสั้นๆ เพื่อเตือนเธอกรายๆ ว่าอย่าลืมความผิดที่ตัวเองทำไว้

               เฉิงเซียววางมือลงบนประตูรถพร้อมกับมองเขาเล็กน้อย “นั่นก็เป็นเรื่องของคุณ”

               กู้หนานถิงสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนเอ่ยว่า “ขึ้นรถเถอะ”

               เฉิงเซียวยิ้มน้อยๆ เมื่อเห็นกู้หนานถิงวางถุงขนมเอาไว้ด้านหลัง เธอจึงพูดขึ้นว่า “ดูเหมือนว่าคุณจะเป็นคนที่เอาใจคนอื่นเก่งไม่เบาเลย”

               กู้หนานถิงทำราวกับไม่รู้ว่าเธอกำลังกระแนะกระแหนเขา “คุณจะลองชิมดูก็ได้นะ เห็นเขาว่ารสชาติใช้ได้เลย”

               เฉิงเซียวทำหน้าเบ้ทันที “ไม่ล่ะ ฉันเกลียดของหวาน”

               จากนั้นรถปอร์เช่ก็เคลื่อนออกจากศูนย์การค้าโดยมีเฉิงเซียวเป็นคนคอยบอกเส้นทาง แต่ละครั้งที่หญิงสาวบอกให้เลี้ยวซ้ายหรือขวา กู้หนานถิงจะไม่ได้เลี้ยวทันทีแต่จะพิจารณาเส้นทางครู่หนึ่ง ก่อนจะบังคับรถไปในทิศทางที่ควรจะเป็น จนกระทั่งรถเคลื่อนมาจอดอยู่หน้าอะพาร์ตเมนต์ที่เซี่ยจื้อพักอยู่ เฉิงเซียวจึงหันไปถามด้วยความประหลาดใจ “ทำไมคุณถึงรู้ว่าฉันอยู่ที่นี่?”

               ความจริงแล้วกู้หนานถิงใช้สัญชาตญาณล้วนๆ แต่เขารู้ว่าเหตุผลนี้มันดูประหลาดและจะตอบออกไปตรงๆ ไม่ได้เด็ดขาด เขาไม่รู้ว่าควรจะอธิบายกับเธออย่างไรดี หลังจากเงียบไปพักหนึ่งก็ตัดสินใจตอบอย่างคลุมเครือว่า “ก็คุณพูดเองไม่ใช่หรือว่าคนอย่างผมคงตามหาคุณได้ไม่ยาก”

               ดูเหมือนว่าคำตอบนี้จะไม่มีพิรุธแต่อย่างใด เฉิงเซียวคลี่ยิ้มอย่างเย็นชา “นอกจากของหวานแล้ว ก็มีพวกที่ชอบละลาบละล้วงสืบเรื่องของชาวบ้านเขานี่แหละที่ฉันเกลียดมาก”

               พูดจบแล้วเธอก็ก้าวลงจากรถและกระแทกประตูปิดอย่างแรง  “เดี๋ยวก่อนเฉิงเซียว” กู้หนานถิงตะโกนเรียกเธอ

               เฉิงเซียวชะงักฝีเท้าแล้วรอฟัง

               กู้หนานถิงรีบแนะนำตัวเอง “ผมแซ่กู้ ชื่อกู้หนานถิง”

               เฉิงเซียวพูดโดยไม่หันกลับมามอง “ฉันไม่ได้อยากรู้ชื่อคุณ”

               ในตอนนั้นเองก็มีชายหนุ่มคนหนึ่งเปิดหน้าต่างยื่นหน้าออกมาจากชั้นหก ก่อนจะถามเฉิงเซียวว่า “เธอหายไปไหนมา ฉันเผลอแป๊บเดียวก็ไม่เห็นแม้แต่เงาเธอแล้ว ทำยังกับหายตัวได้” ระหว่างที่พูดเขาก็เพิ่งสังเกตเห็นกู้หนานถิงที่ยืนอยู่ข้างรถปอร์เช่ ผู้ชายคนนั้นจึงถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น “คุณมาส่งเฉิงเซียวเหรอครับ จะขึ้นมาข้างบนก่อนไหม?”

               กู้หนานถิงแหงนหน้าไปมองคนพูด ก่อนจะพบว่าอีกฝ่ายเป็นคนที่เขาคุ้นหน้าคุ้นตาเป็นอย่างดี ชายหนุ่มคิดในใจว่า ‘ในที่สุดก็ยอมโผล่หน้าออกมาเสียทีนะ’ จากนั้นก็ตอบกลับด้วยสีหน้าราบเรียบว่า“ไม่เป็นไรครับ ผมจะกลับแล้ว”

               ผู้ชายคนนั้นยังไม่ละความพยายาม “ไม่เป็นไรครับ ขึ้นมาเถอะพวกเราไม่ถือหรอก”

               กู้หนานถิงกัดฟันตอบกลับไปว่า “ขอบคุณที่ชวนนะครับ”

              

               ทันทีที่เฉิงเซียวก้าวเข้ามาในห้อง กาแฟที่เพิ่งกลับมาจากต่างเมืองและรู้สึกว่าเมื่อครู่กู้หนานถิงไม่พอใจก็รีบปรี่เข้ามาถามเฉิงเซียว

               “ฉันทำพวกเธอสองคนเสียบรรยากาศหรือเปล่าเนี่ย”

               เมื่อเจอคำถามที่ดูอยากรู้อยากเห็นของเพื่อน เฉิงเซียวจึงตอบกลับไป “เพราะฉันกลับมาผิดเวลาต่างหาก เลยทำให้นายกับเซี่ยจื้อเสียบรรยากาศเลย”