ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

ศพของฉันแซ่บมาก 我的尸身放荡不羁

ผู้แต่ง Xue Yuan You Ling
ผู้แปล hongsamut
ประเภท นิยายจีนโบราณ
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
ร้านค้าออนไลน์ แบบเล่ม

เธอตั้งเป้าว่าจะเป็น 'ศพ' ที่เซ็กซี่ที่สุดในโลก

บทนำ

ศพของฉันแซ่บมาก
จากเรื่อง: 云过天空你过心
Xue Yuan You Ling เขียน ห้องสมุด แปล

Author: Xue Yuan You Ling
Chinese edition copyright 北京晋江原创网络科技有限公司
Cover design by Wumo
Thai edition copyright  Hongsamut.com Co., Ltd.
ALL RIGHTS RESERVED
-----------------------------

อันปู้เป็นศพ
ศพที่ยังเคลื่อนไหว ไม่หายใจ ไม่มีชีพจร ตัวเย็นชืด
ปัญหาหลักของอันปู้ที่ทำให้ปวดหัวในแต่ละวันคือ 
เธอจะป้องกันการติดเชื้อให้ร่างกายที่ตายไปแล้วยังไง? 
ทำไงให้ผิวผ่อง สดสวย ดูมีชีวิตชีวา ยังไงดี? 

ทำซาวน่าเหรอ?
หรือแช่ออนเซ็น กินผักและผลไม้ ออกกำลังกายป้องกันโรคกระดูกพรุน?
ทำยังไงถึงจะเป็นศพที่แซ่บที่สุดได้ล่ะ?

สารบัญ

1.สมุดแห่งความเป็นความตาย

วันนั้นเป็นวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 20 ปีของอันปู้ หญิงสาวใช้เงินเก็บที่ได้จากการทำงานพิเศษซื้อรถคันใหม่เป็นของขวัญวันเกิดให้ตัวเอง แต่ยังไม่ทันจะได้ป้ายทะเบียน ตัวเธอที่เพิ่งเอารถออกมาทดลองขับกลับต้องประสบอุบัติเหตุสะพานถล่ม ทั้งคนทั้งรถตกลงไปในแม่น้ำ แม้อันปู้จะพยายามดิ้นรนกระเสือกกระสนจนสุดกำลัง แต่ก็ไม่อาจหลีกหนีอาญาสวรรค์ได้ สุดท้ายเธอก็หมดลมหายใจ ที่บริเวณกระจกด้านข้างของรถที่แตกร้าว

สำหรับคนทั่วไป การตายคือจุดสิ้นสุด แต่ไม่ใช่กับอันปู้ เธอมีชีวิตต่อไปได้ในร่างที่ไร้ลมหายใจโดยไม่มีปัจจัยพื้นฐานที่มนุษย์ทั่วไปพึงมี ไม่ว่าจะเป็นการเต้นของหัวใจ การหายใจ ชีพจร หรือแม้แต่อุณหภูมิในร่างกาย

‘การฟื้นคืนชีพ’ ของอันปู้ไม่ใช่อุบัติเหตุ

แต่เป็นเพราะเธอคือทายาทผู้สืบทอด ‘สมุดแห่งความเป็นความตาย’

ใช่แล้ว…ไม่ผิดหรอก

อันปู้คือผู้ที่ได้รับสืบทอดสมุดในตำนาน ผู้จดบันทึกเวลาตกฟากของสัตว์ทั้งหลายบนโลกใบนี้ แต่สมุดหนังมนุษย์ที่เธอมีเล่มนี้ถือเป็นสินค้าคุณภาพต่ำ มันมีประสิทธิภาพเพียงแค่มองเห็นพลังแห่งชีวิตและพลังแห่งความตายได้เท่านั้น ความสามารถที่ดีที่สุดเพียงอย่างเดียวของมันก็คือบันทึกลักษณะของเธอกับภูมิหลังในช่วงเวลาหนึ่งๆ แล้วประมวลขึ้นเป็นบัตรประจำตัวซึ่งรวบรวมหลักฐานทั้งหมดที่เกี่ยวข้องเอาไว้ให้กลายเป็นความจริงอย่างสมบูรณ์แบบ ปราศจากข้อพิรุธหรือช่องโหว่ใดๆ ถือเป็นระบบ ‘หลักฐานปลอม’ ที่มีคุณภาพระดับดีเยี่ยม

เมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ ไม่บ่อยนักที่อันปู้จะใช้สมุดแห่งความเป็นความตาย เพราะประโยชน์ของสมุดเล่มนี้ นอกจากทำให้เธอมองเห็นปรากฏการณ์ลึกลับต่างๆและทำหลักฐานปลอมได้แล้ว ก็ไม่มีประโยชน์ใดๆอีก จนกระทั่งเมื่อเธอตาย หยินหยางหมุนย้อนกลับ พลังแห่งชีวิตภายในสมุดที่มีอยู่ 100,000 จุดตกฮวบลงไปเหลือ 101 จุด แต่พลังแห่งความตายในสมุดกลับพุ่งพรวดจาก 10 จุดขึ้นมาเป็น 6 ล้านกว่าจุด โลกในสายตาของอันปู้อบอวลด้วยพลังแห่งความตาย

พลังแห่งความตาย 6 ล้านกว่าจุดไม่ใช่พลังแห่งความตายของอันปู้เพียงคนเดียว แต่รวมถึงพลังแห่งความตายของวิญญาณอาฆาตหลายดวงที่เสียชีวิตมาเนิ่นนานในแม่น้ำต้าเจียงแห่งนี้ด้วย ถ้าไม่ใช่เพราะอุบัติเหตุที่ทำให้เธอตายที่นี่ อันปู้คงไม่รู้เลยว่าในแม่น้ำต้าเจียงแห่งนี้จะมีวิญญาณที่จมน้ำตายจำนวนมากมายขนาดนั้น

ร่างที่มีชีวิตแต่ไร้ลมหายใจของอันปู้มีพลังแห่งชีวิตอยู่เพียง 101 จุด เธอทำได้เพียงเคลื่อนไหวช้าๆ ประสาทสัมผัสทั้งห้าอ่อนล้าโรยแรงมาก อันปู้รวบรวมพละกำลังที่เหลืออยู่ทุบกระจกให้แตกแล้วตะเกียกตะกายออกมา ปล่อยร่างของตัวเองให้ลอยไปตามกระแสน้ำ เริ่มต้นชีวิตเร่ร่อนอันยาวนาน

เหตุการณ์นี้ทำให้อันปู้กลายเป็นบุคคลสูญหาย แต่พ่อกับแม่ก็ไม่ล้มเลิกความตั้งใจในการค้นหาเธอ ก่อนหน้านี้ พี่สาวสองคนของอันปู้ก็หายสาบสูญเช่นกัน แต่อันปู้รู้สึกได้ว่าสองคนนั้นยังมีชีวิตอยู่เพราะร่างกายของพวกเขายังมีพลังแห่งชีวิต และเมื่อเทียบกับคนอื่น ก็นับว่าพี่สาวทั้งสองคนของเธอมีพลังแห่งชีวิตที่แข็งแกร่งกว่ามาก เพียงแต่อันปู้ไม่อยากทำให้พ่อกับแม่ต้องเจ็บปวดเหมือนที่ผ่านมา เธอจึงร่อนเร่พเนจรอยู่เพียงเจ็ดเดือน จนเมื่อสะสมพลังแห่งชีวิตได้ถึง 1,000 จุดและพอจะมีเค้าโครงของความเป็นมนุษย์บ้างแล้ว เธอก็กลับไปหาพ่อกับแม่เพื่อบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมด แม้จะดูเหลือเชื่อ แต่ท่านทั้งสองกลับยอมรับได้ ทั้งยังปกป้องดูแลเธอตลอดสิบปีให้หลัง เพื่อให้อันปู้ได้สะสมพลังชีวิตที่หายไปให้เพิ่มขึ้นทีละน้อย

สิบปีต่อมา อันปู้ก็เชิดหน้าใช้ชีวิตในเมืองนี้ได้อย่างสง่าผ่าเผย เธอค่อยๆเสาะหาวิธีที่เหมาะสมในการเพิ่มพลังแห่งชีวิตให้ตัวเอง อันปู้ยังคงตัวติดกับพ่อแม่ของเธอตลอดเวลา ไม่ได้เดินทางไปไหน จนกระทั่งสิ้นสุดช่วงเวลาหนึ่งร้อยปีของพวกเขา เธอจึงเปลี่ยนสถานะเป็น ‘หลานนอกไส้’ ทำหน้าที่ส่งสองผู้เฒ่าจนถึงวาระสุดท้าย จากนั้นอันปู้ก็หมดห่วงและไม่ต้องกังวลอะไรอีก เธอพาร่างไร้ลมหายใจของตัวเองเดินทางตระเวนไปทั่วสารทิศ

ในที่สุด ระบบ ‘หลักฐานปลอม’ ของสมุดแห่งความเป็นความตายก็สำแดงพลังสำคัญของมันออกมา ด้วยระบบนี้ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่ปี อันปู้ก็สามารถเปลี่ยนสถานะของตัวเองได้ทุกเมื่อ ไม่ต้องกังวลว่าจะกลายเป็น ‘คนเถื่อน’

แต่อันปู้ไม่อาจหยุดอยู่ที่ใดที่หนึ่งได้เกินห้าปี และสถานะอย่างเป็นทางการของเธอจะถูกเปลี่ยนทุกๆสิบปี ส่วนสถานะอื่นๆจะเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์เฉพาะหน้า

ตอนนี้คือคริสตศักราช 2175 อันปู้ใช้ชีวิตในร่างที่ฟื้นคืนชีพมาได้ 82 ปีแล้ว

สถานะอย่างเป็นทางการของเธอคือนักแปลภาษาต่างประเทศที่พำนักอยู่ ณ ประเทศ C, อายุ 25 ปี, โสด, เพิ่งจบการศึกษาไม่นาน ยังไม่มีงานประจำ อาศัยอยู่ในอพาร์ทเม้นท์ขนาดเล็กในเขตหมิงเซียง

หลังจากส่งต้นฉบับที่แปลเสร็จแล้วให้กับลูกค้า อันปู้ก็ขยับและหมุนข้อที่แข็งทื่อในร่างกายให้ได้ผ่อนคลายบ้าง จากนั้นก็เดินเข้าครัว จัดการปั่นน้ำผลไม้ให้ตัวเองแก้วหนึ่ง

ตอนนี้กระเพาะอาหารของเธอไม่ได้ทำหน้าที่ย่อยอาหาร เธอใช้พลังงานจากการสังเคราะห์อาหารโดยตรง ผักผลไม้ที่อันปู้เลือกกินจะต้องผ่านการตรวจสอบหลายครั้ง โดยจะต้องเป็นชนิดที่ถูกดูดซึมได้ง่ายที่สุดและมีผลต่อความแข็งแรงของร่างกาย ทุกครั้งที่กินผักผลไม้เหล่านี้เข้าไป พลังแห่งชีวิตของอันปู้จะเพิ่มขึ้นประมาณ 5-50 จุด แต่หากเสริมอาหารเข้าไปไม่ทัน พลังแห่งชีวิตก็จะลดลงมา

น่าเสียดายที่การลิ้มรสตามธรรมชาติของเธอแตกต่างจากมนุษย์ทั่วไป อันปู้กินผักผลไม้เพื่อเสริมพลังงานเท่านั้น ไม่อาจรับรู้ถึงความเอร็ดอร่อยและรสชาติของมัน

ตอนนี้พลังแห่งชีวิตของเธอมีอยู่ 418,650 จุด ประสาทสัมผัสด้านการฟังและการสูดดมทำงานเป็นปกติ แต่การลิ้มรส การมองเห็น และความรู้สึกต่างๆยังไม่เหมือนเดิม

…..

อันปู้ดูเวลา ตอนนี้สามทุ่มกว่าแล้ว เธอเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดลำลองสีฟ้าเข้มก่อนจะหยิบกุญแจแล้วเดินออกจากอพาร์ทเม้นท์

“อันปู้ ดึกอย่างนี้แล้วยังจะออกไปอีกหรือ?” จางอาอี้ส่งเสียงทัก อีกฝ่ายเป็นเพื่อนบ้านของเธอที่เพิ่งพาสุนัขออกไปเดินเล่นแล้วกลับเข้ามาพอดี

“ใช่ค่ะ ออกไปทำธุระ” อันปู้ยิ้มทักทาย เมื่อพูดจบก็เดินไปที่ลานจอดรถ ขับรถมุ่งหน้าสู่ถนนที่การจราจรคับคั่ง

ผ่านไปไม่กี่นาที ระบบควบคุมในรถก็ร้องเตือน เจ้านาย มีคนเรียกรถ พิกัด K3C9, ระยะห่าง 780 เมตร ไปรับได้ไหม?

“รับได้” อันปู้ขับไปตามแผนที่บนหน้าจอ

ใช่ ตอนนี้เธอคือคนขับรถรับจ้าง ทำหน้าที่รับส่งผู้โดยสารที่ใช้บริการเรียกรถ นี่เป็นหนึ่งในอาชีพของเธอ

หลังจากกลายเป็นศพเดินได้ อันปู้จะนอนหลับเพียง 2 ชั่วโมงต่อวัน โดยหากนอนเกิน 2 ชั่วโมงครึ่ง สมองและร่างกายของเธอจะเริ่มแข็งทื่อ ดังนั้น กิจวัตรประจำวันของอันปู้จึงเป็นการฝึกอ่านและท่องหนังสือ ไปทำงาน หรือไปออกกำลังกาย ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจปล่อยให้ตัวเองอยู่ว่างได้

เมื่อถึงจุดหมายตามที่ปรากฏบนหน้าจอ แสงไฟจากหน้ารถอีกคันหนึ่งก็สาดส่องมา อันปู้เห็นชายหนุ่มสองคนพยุงร่างของชายที่เมามายจนไม่ได้สติมาที่รถของเธอ จากนั้นก็ช่วยกันจัดแจงให้อีกฝ่ายนั่งที่เบาะหลังและคาดเข็มขัดนิรภัยให้ แล้วหันมาพูดกับอันปู้ “โชเฟอร์ ช่วยพาเขาไปที่อพาร์ทเม้นท์หวยซิวฮวาหยวนที”

“ได้” อันปู้หันไปมองพลางขมวดคิ้ว

เมื่อได้ยินเสียง ชายหนุ่มทั้งสองจึงเพิ่งสังเกตเห็นว่าโชเฟอร์คนนี้เป็นหญิงสาว เธอสวมหมวกปิดบังใบหน้าจนมองเห็นหน้าตาไม่ชัด แต่เท่าที่ฟังจากน้ำเสียงก็น่าจะยังอายุน้อยมาก ผู้หญิงขับรถกะกลางคืนแบบนี้หายากจริงๆ

ขณะที่ทั้งสองยังคงยืนตะลึง อันปู้ก็ขับรถพาชายหนุ่มที่เมามายออกไป

อพาร์ทเม้นท์หวยซิวฮวาหยวนห่างจากตรงนี้เพียง 3-4 กิโลเมตร ระหว่างทางมีสัญญาณไฟไม่มาก ไม่ช้าอันปู้ก็มาถึงจุดหมาย หากพูดถึงสัญญาณไฟ คงต้องชื่นชมระบบคมนาคมสมัยนี้ที่เชื่อมต่อกันได้อย่างชาญฉลาด ทำให้แยกแยะไฟเขียวไฟแดงได้ชัดเจน ไม่อย่างนั้น ประสาทสัมผัสด้านการมองเห็นที่ผิดปกติของอันปู้คงทำให้เธอขับรถไม่ได้แน่

รถของอันปู้มาถึงสี่แยกที่มีสัญญาณไฟ อพาร์ทเม้นท์หวยซิวฮวาหยวนอยู่ทางด้านขวาของสี่แยก แต่อันปู้ไม่เลี้ยว เธอขับตรงไป

“เธอ เธอจะพาฉันไปไหนน่ะ?”

ถึงชายหนุ่มจะเมามาย แต่ก็ไม่ได้เมาจนขาดสติ ยังพอแยกแยะซ้ายขวาได้บ้าง เขาชี้นิ้วไปที่หน้าต่างแล้วถามด้วยน้ำเสียงอ้อแอ้

“ทางนั้นซ่อมถนน” อันปู้ตอบ

“อ้อ” ชายหนุ่มรับคำอย่างว่าง่าย ก่อนจะเอนร่างพิงเบาะแล้วนิ่งไป

ผ่านไปครู่หนึ่ง อันปู้ก็ขับรถมาถึงโรงพยาบาลประจำเมือง เธอลงจากรถ จัดการหิ้วชายหนุ่มออกมาพลางร้องเรียกพยาบาลสองคน จากนั้นก็ส่งอีกฝ่ายเข้าไปตรวจร่างกายและจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ จากนั้นจึงออกจากโรงพยาบาล

พลังแห่งความตายของชายหนุ่มคนนี้คล้ายกับเมฆดำที่ลอยปกคลุมเต็มท้องฟ้า ถึงจะไม่ได้เปิดสมุดแห่งความเป็นความตาย อันปู้ก็รับรู้ได้ว่าเขาใกล้ตายแล้ว จากที่เห็น เขาดูไม่เหมือนผู้ป่วยโรคร้ายแรงที่รักษาไม่หาย แต่น่าจะเป็นการตายจากอุบัติเหตุมากกว่า เขาดื่มจนเมามายขนาดนี้ เมื่อถึงบ้านแล้วก็ไม่น่าจะมีกิจกรรมใดๆอีก ดังนั้น หากมีอุบัติเหตุอะไรเกิดขึ้น ก็น่าจะเกิดในช่วงนี้แน่

2.คนดีที่หนึ่ง!

อาจเป็นการตกบันไดตายตอนกำลังเดินขึ้นชั้นบน หรือไหลตายขณะนอนหลับ ไม่ก็ตายเพราะพิษสุรา การพาเขามาโรงพยาบาลอย่างนี้จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดเพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่กล่าวมาทั้งหมดนั่น

สำหรับเรื่องที่เธอจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ อันปู้ไม่ได้เก็บมาใส่ใจสักนิด ขอเพียงผู้นั้นรอดพ้นความตายมาได้ พลังแห่งชีวิตของเธอก็จะเพิ่มขึ้น

หลังจากขึ้นรถ อันปู้ก็เลิกคิดเรื่องนี้ เธอทำหน้าที่ขับรถรับส่งผู้โดยสารต่อไป

ช่วงเวลาสองทุ่มถึงห้าทุ่มเป็นเวลาทองในการให้บริการ โดยหลังจากห้าทุ่มไปแล้วผู้โดยสารจะเริ่มน้อยลง ปกติอันปู้จะขับรถจนถึงตีสองแล้วค่อยกลับบ้านไปพักผ่อนสัก 2 ชั่วโมง จากนั้นก็จะลุกขึ้นมาทบทวนบทเรียนตอนตีห้า

อันปู้รับผู้โดยสารเที่ยวสุดท้ายตอนตีหนึ่งกว่า ทั้งคู่เป็นเด็กหนุ่มอายุประมาณ 20 ปี แต่งตัวทันสมัย รูปร่างได้สัดส่วน แต่แววตาออกจะน่ารำคาญ ทั้งสองใช้สายตาโลมเลียเรือนร่างของอันปู้โดยไม่เก็บอาการสักนิด

“ถึงแล้ว” อันปู้จอดรถริมฟุตบาท แสดงกิริยาบ่งบอกให้พวกเขารู้ว่าควรลงจากรถเสียที

เด็กหนุ่มผมทองก้าวลงจากรถ แต่เด็กหนุ่มผมแดงกลับไม่ยอมลง เขาใช้สองมือยึดเบาะฝั่งคนขับไว้แล้วเขยิบเข้าใกล้ก่อนจะหยอกเย้าอันปู้ “สาวน้อย ขับรถกลางค่ำกลางคืนคนเดียว ไม่กลัวหรือ?”

ส่วนเจ้าหนุ่มผมทองที่เพิ่งลงไปก็หันกลับมาเปิดประตูรถด้านหน้าแล้วยื่นหน้าเข้ามาจับจ้องอันปู้ เขาผิวปากออกมา “โอ้โห สวยใช้ได้เลยนี่”

เห็นท่าทางของวัยรุ่นทั้งสอง อันปู้รู้ทันทีว่าเจออันธพาลเข้าแล้ว

“พวกเธอคิดจะทำอะไร?” สีหน้าของอันปู้แสดงอาการระแวดระวังเต็มที่

“เฮ้ เฮ้ ไม่ต้องกลัวหรอกน้องสาว พี่ชายแค่อยากจะชวนคุยเป็นเพื่อนเท่านั้น” ปากพูด แต่มืออีกข้างกลับยื่นออกไปถอดหมวกของอันปู้

ทันทีที่หมวกหล่น เส้นผมสีดำขลับก็ยาวสยาย กลายเป็นภาพแสนเย้ายวนที่สะกดให้หนุ่มน้อยผมทองจ้องมองจนตาค้าง ตอนแรกเขาคิดแค่จะหยอกเล่น แต่ตอนนี้กลับต้องมนตร์จนถอนตัวไม่ขึ้น การได้เห็นสิ่งสวยงามแบบนี้ทำให้หัวใจของเขาคันคะเยอเหมือนเป็นโรคหิด สุดแสนจะทานทนได้

เขาเหลียวซ้ายแลขวา แถวนี้ทั้งมืดทั้งเปลี่ยว เหมาะจะทำเรื่องต่ำทรามเป็นที่สุด

วัยรุ่นสองคนส่งสายตาหื่นกระหายใส่กัน พวกเขาสบตากันอย่างรู้ใจโดยไม่ต้องพูดอะไร

ทันใดนั้น หนุ่มผมทองก็ปลดเข็มขัดนิรภัยที่รัดร่างของอันปู้แล้วลากเธอลงจากรถอย่างไม่ปรานีปราศรัย ขณะเดียวกัน หนุ่มผมแดงก็เข้าประชิดด้านหลังและใช้มือปิดปากเธอไว้ พวกมันช่วยกันลากอันปู้เข้าไปในสวนดอกไม้ข้างทาง เจ้าคนอัปรีย์ทั้งสองไม่ได้สังเกตเลยว่าสิ่งที่พวกมันลากไปนั้นคือ ‘ศพ’

เพียงไม่กี่อึดใจ ก็มีเสียงฉีกขาดของเสื้อผ้าดังออกมาจากสวนดอกไม้เล็กๆแห่งนั้น ตามด้วยเสียงกระทบกันของเนื้อมนุษย์ สุดท้ายก็เป็นเสียงร้องครางด้วยความสุขสม

สิบนาทีให้หลัง อันปู้เดินออกมาจากสวนดอกไม้เล็กๆนั้นอย่างอารมณ์ดี เธอสะบัดเศษหญ้าที่ติดตามเนื้อตัวออก หยิบหมวกมาใส่แล้วขึ้นไปนั่งประจำตำแหน่ง อันปู้ปรับคลื่นวิทยุเพื่อรายงานต่อสำนักงานใหญ่ของบริษัทรถ ‘เผาเผ่า’ เบื้องบนได้จดบันทึกไว้อย่างละเอียดแล้วว่าเจ้าหนุ่มสองคนนั้นฉุดกระชากเธอออกจากรถ

เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น อันปู้ก็สะบัดก้นออกจากตรงนั้นแล้วเดินทางต่อ

วันรุ่งขึ้น ชาวบ้านที่เข้ามาออกกำลังกายในสวนดอกไม้ต่างก็สะดุดกับภาพวัยรุ่นสองคนที่นอนกอดก่ายกันอยู่บนพื้น ต่างคนเสื้อผ้าหลุดลุ่ย เนื้อตัวมีแต่รอยช้ำ ท่าทางของพวกเขาดูรัญจวนใจ เป็นภาพที่ร้อนแรงเกินกว่าจะรับได้จริงๆ

“บัดสี! ผู้ชายสองคนทำอะไรกันในสวนดอกไม้นี่?”

“ซวยจริงๆ ต้องเห็นภาพอุบาทว์อย่างนี้แต่เช้า!”

“คิดแล้วน่าโมโห อุตส่าห์รักษาพรหมจรรย์ไม่มองสิ่งอุจาดมาตั้งสามสิบปี แต่ต้องมัวหมองเพราะเจ้าสองคนนี่!”

วัยรุ่นทั้งสองได้สติเพราะเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของฝูงชนและลมหนาวที่พุ่งเข้ามาปะทะเนื้อตัว เมื่อฟื้นขึ้นมา ก็พบว่าถูกอากงอาม่ากลุ่มใหญ่รุมล้อม ถึงตอนนี้ พวกเขาทำอะไรไม่ได้นอกจากก้มหน้างุดด้วยความอับอาย

…..

เมื่อกลับถึงบ้าน อันปู้ก็โยนหมวกลงบนโซฟาแล้วเดินเข้าห้องน้ำเพื่อล้างเนื้อล้างตัว

เธอยืนอยู่หน้ากระจก สำรวจเรือนร่างของตัวเอง ผิวขาวเนียนนุ่ม ทรวงอกอวบอิ่ม เอวคอดสะโอดสะอง ร่างนี้นับว่างดงามเหนือคำบรรยาย แต่เนื้อตัวกลับไม่มีความอบอุ่นใดๆ ไม่มีผิวสีชมพูระเรื่อ มีแต่ความขาวซีดราวปีศาจ อันที่จริง ตอนนี้สภาพของอันปู้ดูดีที่สุดแล้ว ตอนที่เพิ่งตายใหม่ๆนั้น ผิวพรรณของเธอแห้งเหี่ยวและกระดำกระด่างเหมือนผู้ป่วยหนักที่รักษาไม่หาย เธอต้องบำรุงอยู่ถึง 4-5 ปีกว่าจะกลับมาแข็งแรงดังเดิม

อันปู้ก้าวลงอ่างน้ำอุ่น ค่อยๆเอนกายแช่น้ำ อุณหภูมิของน้ำอุ่นกำลังดี แต่เธอไม่รู้สึกว่าสบายตัวหรือได้ผ่อนคลายเลยสักนิด ความรู้สึกที่ได้รับก็คือการชำระล้างร่างกายและการนวดเพื่อกระตุ้นผิวหนังเท่านั้น

“In the dream, it seemed as if there were a destination…He was left, upon awakening, with the feeling that he wanted…”

ระหว่างที่อาบน้ำ อันปู้ก็ท่องภาษาต่างประเทศไปด้วยอย่างช้าๆ

เธอมักหาอะไรทำเสมอเพื่อให้แน่ใจว่าสมองยังทำงานเป็นปกติ เมื่อมีเวลาว่าง อันปู้มักคิดถึงเรื่องราวต่างๆ ท่องอะไรสักอย่าง รวมถึงคำนวณตัวเลขหรือแม้แต่วางแผนสำหรับอนาคต…ทำอย่างไรก็ได้ไม่ให้สมองหยุดทำงาน

อันปู้มีนิสัยแบบนี้มาแปดสิบปีแล้ว จากที่เคยรู้คำศัพท์พื้นฐานเพียงไม่กี่คำและแทบจำไม่ได้ ตอนนี้เธอจำได้เกือบทั้งหมด เธอขยันขันแข็งและยอมทุ่มเทให้กับความยากลำบากที่แสนสาหัส

แม้จะเหนื่อย แต่อันปู้ไม่เคยคิดยอมแพ้

เพราะเธอยังอยากมีชีวิต

ยืนหยัดเพื่อมีชีวิตต่อไปให้ได้!

 

ล่วงเข้าแปดโมงเช้าของวันใหม่ จู่ๆพลังแห่งชีวิตของอันปู้ก็เพิ่มขึ้นถึง 75 จุด เธอรู้ทันทีว่าชายที่เมามายจนไม่ได้สติเมื่อคืนนี้รอดพ้นอันตรายไปแล้ว

อันปู้สบายใจเป็นพิเศษ เธอนั่งฟังเพลงพลางแกะสลักผลไม้ เมื่อแกะสลักผลไม้เหล่านั้นเสร็จ ก็จัดวางให้ได้มุมสวยๆแล้วถ่ายรูปอัพลงเฟซบุ๊ค ก่อนจะโยนพวกมันลงเครื่องปั่นอย่างไม่เสียดาย

เฟซบุ๊คแอคเค้านท์นี้เป็นแอคเค้านท์ที่อันปู้สมัครใหม่หลังจากเปลี่ยนสถานะแล้ว ทุกเช้าเธอจะอัพรูปงานฝีมือ ส่วนใหญ่เป็นภาพงานแกะสลักผักผลไม้ บางครั้งก็เครื่องปั้นดินเผา งานฝีมือที่ทำจากผ้า หรืองานถักไหมพรม ศิลปะพวกนี้เป็นสิ่งที่อันปู้ร่ำเรียนมาหลายปี มันช่วยฝึกนิ้วมือของเธอให้ว่องไวปราดเปรียวและเพิ่มความคิดสร้างสรรค์ได้มาก

อันปู้เก็บรูปภาพหลากหลายช่วงเวลาไว้ในยูเอสบีของเธอ มีภาพตั้งแต่ตอนเริ่มเรียนใหม่ๆซึ่งผลงานหน้าตาเละเทะแทบดูไม่ได้ จนถึงปัจจุบันซึ่งเป็นชิ้นงานประณีตสวยงาม อันปู้ทุ่มเทเวลาให้งานฝีมือเหล่านี้มากกว่าคนทั่วไปหลายเท่า โดยทุกครั้งที่เธอได้รับบาดเจ็บที่นิ้ว พลังแห่งความตายจะเพิ่มขึ้น 1-5 จุด แต่หลังจากทำสำเร็จ เพียงแค่นำชิ้นงานมาอัพโหลดเป็นโพสต์สาธารณะและมีผู้คนมากดไลค์ พลังแห่งชีวิตของเธอก็จะเพิ่มขึ้นเป็นการทดแทน

อันปู้สรุปวิธีการเพิ่มพลังแห่งชีวิตได้คร่าวๆราว 6 วิธี

วิธีแรกง่ายที่สุด เพียงแค่อยู่ในสถานที่ที่มีผู้คนพลุกพล่านโดยไม่ต้องทำอะไร ในแต่ละครั้งจะเพิ่มพลังงานแห่งชีวิตให้เธอได้ 1-20 จุด

วิธีที่ 2 คืออาหาร, วิธีที่ 3 คือการออกกำลังกายให้พอเหมาะ, วิธีที่ 4 คือร่วมงานที่ต้องพบปะกับผู้คนหลากหลาย, วิธีที่ 5 คือช่วยผู้คนให้รอดพ้นจากภัยแห่งความตาย และวิธีที่ 6 คือบรรเทาทุกข์ให้ผู้อื่นหรือทำความดี

สามวิธีแรกเป็นสิ่งที่เธอต้องทำทุกวัน แต่จะได้รับพลังแห่งชีวิตเพิ่มขึ้นค่อนข้างน้อย เป็นเพียงการรักษาสมดุลไม่ให้ตัวเองเกิดความหิว ขี้เกียจ ได้รับสารพิษ หรือทำตัวแปลกแยกจากผู้คน ซึ่งปัจจัยเหล่านี้เป็นเหตุให้พลังแห่งชีวิตของเธอลดลงได้ ส่วนสามวิธีหลังจะช่วยเพิ่มพลังแห่งชีวิตได้มาก แต่ทำได้ยาก โดยเฉพาะการหาโอกาสที่จะได้เข้าสู่สถานการณ์แบบนั้น

ขณะที่ความคิดของอันปู้กำลังล่องลอยไป โทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโซฟาก็ส่งเสียงเรียก อันปู้ที่เพิ่งดื่มน้ำผลไม้ปั่นได้เพียงอึกเดียวต้องวางแก้ว

“ฮัลโหล”

“ปู้ปู้ เธอต้องช่วยฉันนะ!” เสียงน่าฟังของหญิงสาวคนหนึ่งลอดออกมาจากปลายสาย ให้ความรู้สึกออกจะน่าเห็นใจ เธอคือเพื่อนที่อันปู้คบหามาได้หนึ่งปี ชื่อซินเหยน เป็นคนสนุกสนานร่าเริง มองโลกในแง่ดี ไม่ใช่คนชนิดที่มักมีแผนการซับซ้อนในใจ

“มีอะไร?” อันปู้ตั้งคำถามขณะเก็บโต๊ะ

“วันนี้ช่วยเข้ากะแทนฉันได้ไหม? แฟนฉันจะกลับมาจากต่างประเทศ ฉันอยากไปรับเขา”

“ไม่มีปัญหา กี่โมงล่ะ? เธอแจ้งหัวหน้ากะของเธอหรือยัง?”

“เดี๋ยวฉันจะไปบอกหัวหน้า เธอมาถึงก่อนสิบเอ็ดโมงก็ได้” ซินเหยนตอบอย่างดีอกดีใจ “ขอบคุณเธอมากนะ ปู้ปู้ ฉันรู้ว่าเธอน่ะคนดีที่หนึ่ง!”

“แน่นอน ฉันมันคนดีอยู่แล้ว” อันปู้ประเมินตามข้อเท็จจริง

“ฮ่าฮ่าฮ่า! ใช่ๆ ฝากด้วยล่ะปู้ปู้ แล้วฉันจะเลี้ยงข้าวมื้อใหญ่เป็นการตอบแทนนะ”

อันปู้เหลือบมองเวลาบนโทรศัพท์มือถือหลังจากวางสาย ตอนนี้สิบโมงห้านาทีแล้ว ถ้าเตรียมตัวเสร็จก็ออกจากบ้านได้เลย

ซินเหยนทำงานเป็นสาวเสิร์ฟที่ร้านอาหารชื่อ “ไคหรุ่ยซือ” ร้านนี้อยู่ห่างจากที่พักของอันปู้เพียงเจ็ดแปดร้อยเมตร เดินไปไม่กี่นาทีก็ถึง

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่อันปู้ช่วยเข้ากะแทนซินเหยน เธอกับหัวหน้ากะคุ้นเคยกันดี ดังนั้น หลังจากที่ทักทายหัวหน้าแล้ว อันปู้ก็เข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดเครื่องแบบและพร้อมเริ่มงาน

“ขายเลหลังให้หมด! ฟังไม่ผิดหรอกน่ะ รีบๆเลย ส่วนอีกด้านก็ประเมินตลาดระยะสั้นออกมาด้วย…”

3.ฉันช่วยไม่ได้หรอก

ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาในร้านอาหาร สีหน้าของเขาขณะคุยโทรศัพท์ดูไม่ค่อยสบอารมณ์นัก ด้วยความสูงเกือบ 190 เซนติเมตร จังหวะที่เขาก้าวยาวๆเข้ามาจึงดูราวกับพาคลื่นพายุลมร้อนมาด้วย อุณหภูมิบริเวณนั้นดูจะเพิ่มขึ้นอีกหลายองศา ผมสีน้ำตาลเข้มของเขาดูยุ่งเหยิง นัยน์ตาสีฟ้าบอกความเย็นชาไร้หัวจิตหัวใจ รูปลักษณ์ที่ดูเหนือกว่าใครๆของเขาดึงดูดสายตาผู้คนอยู่ไม่น้อย

ชายหนุ่มทรุดตัวลงนั่งที่มุมหนึ่งของร้านอาหาร เมื่อเสร็จสิ้นการสนทนา ก็หยิบโน้ตบุ๊คขึ้นมาเปิด สิบนิ้วเคาะรัวลงบนแป้นพิมพ์

“คุณผู้ชาย ไม่ทราบว่าจะรับอะไรดีคะ” อันปู้เข้าไปสอบถามด้วยทีท่านอบน้อม

ชายหนุ่มไม่แม้แต่จะเงยหน้า “ขอชุดสเต็กเนื้อวัวชุดที่ 3”

“ได้ค่ะ กรุณารอสักครู่” อันปู้จดออเดอร์แล้วเดินออกมา

แต่เมื่ออันปู้คล้อยหลังไปเพียง 4-5 เมตร จู่ๆชายหนุ่มก็เงยหน้า เขามองตามเธอด้วยทีท่าแปลกใจระคนสงสัย

อันปู้ส่งออเดอร์อาหารของลูกค้ารายนี้เข้าระบบ จากนั้นก็ไปดูแลลูกค้าคนอื่นต่อ รอเวลาให้อาหารชุดที่ชายหนุ่มสั่งพร้อมเสิร์ฟ เมื่อถึงเวลา ระบบสั่งอาหารจะส่งเสียงแจ้งเตือนเพื่อให้นำอาหารไปเสิร์ฟลูกค้า นอกจากแจ้งเตือนแล้ว ระบบนี้ยังเชื่อมต่อกับระบบบัญชี บันทึกจำนวนลูกค้าที่เธอให้บริการ คำติชม รวมทั้งค่าตอบแทนและทิปด้วย

ในที่สุดระบบสั่งอาหารก็ส่งเสียงตื๊ดๆเป็นการเตือน ขณะที่อันปู้กำลังรับอาหารจากช่องส่งอาหารที่ ต่อจากห้องครัว สาวเสิร์ฟหน้าตาดีคนหนึ่งก็เดินเข้ามาถามอันปู้ด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น “อันปู้ แขกโต๊ะเบอร์ 9 น่ะ ยกให้ฉันได้ไหม? เราแลกโต๊ะบริการกันเถอะ”

“ได้สิ งั้นเธอยกไป” อันปู้ตอบตกลงอย่างง่ายๆ ไม่เอะใจสักนิดว่าอีกฝ่ายเปลี่ยนเอาลูกค้าโต๊ะเบอร์ 18 ซึ่งเป็นชายหนุ่มพุงพลุ้ยท่าทางเหมือนพวกเสี่ยมาให้ แลกกับลูกค้าโต๊ะเบอร์ 9 ที่หล่อเหลาราวเทพบุตร

นิสัยข้อหนึ่งของอันปู้คือความสามารถในการจดจำผู้คน อันปู้จดจำผู้คนที่เธอเคยพบเจอมาก่อนได้ทุกคน ไม่จำเป็นต้องคิดให้ปวดหัว เธอก็สามารถบรรยายตำแหน่งที่นั่งและจำนวนลูกค้า รวมถึงรูปลักษณ์ภายนอกของลูกค้าทุกคนที่อยู่ในร้านได้ ซึ่งลูกค้าโต๊ะเบอร์ 9 ที่เธอให้บริการเมื่อครู่นี้ทำให้เธอประทับใจอย่างลึกซึ้ง ไม่ใช่เพราะรูปลักษณ์ภายนอกของเขา แต่เป็นเพราะร่างกายของอีกฝ่ายแผ่พลังแห่งชีวิตออกมาจนเปี่ยมล้น

“ขอบใจนะ” สาวเสิร์ฟกอดอันปู้อย่างดีใจ เธอรีบจัดแจงเสื้อผ้าให้เข้าที่แล้วยกอาหารไปเสิร์ฟให้แขกโต๊ะเบอร์ 9 ด้วยท่วงท่านุ่มนวลสวยงาม

สาวเสิร์ฟวัยรุ่นคนนี้ชื่อ “จือนีย่า” เป็นหญิงสาวรักอิสระที่ไม่ยึดติดกับการแต่งงาน มีความคิดแบบสมัยใหม่ ชอบแวะเวียนไปตามร้านอาหารหรือผับบาร์เพื่อหาคู่ที่ตัวเองถูกใจ

อันปู้ไม่มีความเห็นกับเรื่องนี้ เพราะเธอมองว่าทุกคนย่อมมีวิถีชีวิตเป็นของตัวเอง

“คุณผู้ชาย สเต็กเนื้อชุดที่ 3 ที่คุณสั่งได้แล้วค่ะ” จือนีย่าวางจานอาหารลงบนโต๊ะด้วยท่วงท่างดงาม เธอโน้มตัวลงไปเล็กน้อย ปล่อยให้คอเสื้อแหวกออกจนมองเห็นร่องอกขาวเนียน

แต่ความสนใจทั้งหมดของเจี่ยนหนิงเซวียนอยู่ที่โน้ตบุ๊ค จึงไม่รู้ตัวเลยว่ามีสาวร้อนแรงคนหนึ่งกำลังหว่านเสน่ห์ให้

จือนีย่าหน้าแดงก่ำ ใจเต้นโครมคราม ร้อนรุ่มไปหมดทั้งตัว สายตาของเธอที่กำลังสำรวจเรือนร่างของชายหนุ่มก็ร้อนแรงไม่แพ้กัน ยิ่งมองยิ่งถูกใจ

แต่เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่มีทีท่าสนใจเธอสักนิด จือนีย่าจึงฉวยโอกาสตอนรินน้ำให้ ทำน้ำกระเซ็นใส่แป้นพิมพ์ของชายหนุ่ม

“โอ๊ะ!” เธอทำท่าตกใจ ยกมือขึ้นทาบอก จ้องตาชายหนุ่มด้วยสีหน้าตื่นตระหนก “ต้องขอประทานโทษเป็นอย่างยิ่งค่ะ คุณผู้ชาย”

เจี่ยนหนิงเซวียนตบฝาโน้ตบุ๊คปัง ตวัดสายตาคมกริบจ้องสาวเสิร์ฟ

จือนีย่ายืนตัวแข็ง ไม่กล้าขยับ ไม่รู้ว่าเพราะแอร์เสียหรือเธอตื่นตระหนกมากไป จึงรู้สึกว่าอุณหภูมิรอบตัวสูงขึ้นมาทันที เหงื่อผุดพราวที่หน้าผาก

“คุณผู้ชาย ดิฉันต้องขออภัยอีกครั้งนะคะ” จือนีย่าโค้งคำนับ ถึงอย่างไรเธอก็ยังไม่ทิ้งเป้าหมาย เพียงแต่ทีท่าไม่รู้ร้อนรู้หนาวของเธอนั้นดูไม่เป็นธรรมชาติเลยสักนิด “ถ้าหากดิฉันทำให้ข้าวของของคุณเสียหาย ไม่ว่าอะไรก็ตาม ดิฉันพร้อมชดใช้ให้ค่ะ นี่เป็นเบอร์โทรศัพท์ของดิฉัน คุณสามารถโทรติดต่อได้ตลอดเวลา”

จือนีย่ารีบวางนามบัตรที่เตรียมไว้ลงบนโต๊ะแล้วเลื่อนไปหาชายหนุ่ม

เจี่ยนหนิงเซวียนไม่แม้แต่จะชายตามอง เขาหยิบบัตรเครดิตออกมา เปิดแอพเพย์พอลเพื่อจ่ายเงิน แล้วลุกขึ้นหยิบโน้ตบุ๊คเดินออกจากร้านอาหารทันที วินาทีนั้น เขาตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะไม่มาเหยียบที่นี่อีก

จือนีย่ายืนเซ่ออยู่ที่เดิม มองตามแผ่นหลังของชายหนุ่มไปอย่างงุนงง สีหน้าของเธอแดงก่ำสลับกับซีดเผือด

ขณะที่เจี่ยนหนิงเซวียนกำลังจะออกจากร้านอาหาร ก็พอดีกับที่อันปู้เฉียดเข้าใกล้เขา ชั่วขณะหนึ่ง เขารู้สึกว่ามีลมหายใจเย็นเยียบพวยพุ่งออกจากร่างนั้น เท้าที่กำลังก้าวถึงกับหยุดชะงัก เขาหันกลับไปมอง

ด้านหลังคุ้นๆแบบนี้…ที่แท้เธอก็คือสาวเสิร์ฟคนแรกที่เขาสั่งอาหารด้วย

เจี่ยนหนิงเซวียนคิดจะเรียกอีกฝ่ายให้หยุด แต่โทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อก็ส่งเสียงเรียก เขารับโทรศัพท์ ฟังเสียงจากปลายสายครู่หนึ่งด้วยอาการหน้านิ่วคิ้วขมวด หมดความสนใจในตัวสาวเสิร์ฟอย่างสิ้นเชิงแล้วเดินออกจากร้านไป

เมื่อถึงลานจอดรถ เจี่ยนหนิงเซวียนก็ดึงไมโครชิพของโน้ตบุ๊คออกมาก่อนจะทิ้งโน้ตบุ๊คนั้นลงถังขยะอย่างไม่ลังเล สนนราคาของมันตกราวสามแสนกว่า ตัวเครื่องกันน้ำกันกระแทกและทำจากวัสดุคุณภาพสูง แต่เพียงเพราะถูกน้ำกระเซ็นใส่ สุดท้ายก็ต้องทิ้งมันไป

…..

ในร้านอาหาร

เห็นอาหารของแขกโต๊ะ 9 ไม่พร่องสักนิด อันปู้อดถามไม่ได้ “เกิดอะไรขึ้น?”

จือนีย่ากัดริมฝีปากตัวเองหลายครั้งก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงแค้นเคือง “ผู้ชายคนนั้นเป็นพวกใจปลาซิว ฉันแค่พลาดทำน้ำกระเซ็นใส่โน้ตบุ๊คของเขา นอกจากหมอนั่นจะไม่พอใจออกนอกหน้า ยังรีบจ่ายเงินแล้วเดินออกไปเลย โน้ตบุ๊คของเขาน่ะ ฉันเห็นอยู่ว่าเป็นของระดับพรีเมี่ยม กันน้ำได้แน่นอน ฉันขอโทษเขาด้วยความจริงใจแล้วนะ แต่เขากลับไม่ไว้หน้าฉันสักนิด!”

อันปู้ทำได้แค่ยิ้มออกมา เธอจะพูดอะไรได้ล่ะ? จะให้พูดว่า “เสียดายจังที่ปลาหลุดมือ” อย่างนั้นหรือ? หรือต้องให้กำลังใจว่า “เธออย่าท้อเลย หาเหยื่อรายใหม่ดีกว่า” หรือดีใจกับแขกคนนั้นที่รอดปากเหยี่ยวปากกาไปได้?

“นี่แหละ ใครๆถึงพูดกันว่าเวลาหาผู้ชาย ห้ามมองแต่ภายนอก…” จือนีย่ายังคงบ่นพึม “หมอนั่นน่ะเย็นชาต่อสาวๆเหลือเกิน ฉันดูออกว่าเทสต์ของเขาต้องมีปัญหา เขาต้องเป็นเกย์แน่…”

ถึงตรงนี้ อันปู้ก็ไม่ได้ฟังต่อ เธอหันหลังกลับแล้วเดินไปดูแลลูกค้าคนอื่น

ที่ช่องส่งอาหารซึ่งต่อมาจากห้องครัว อันปู้เห็นสาวเสิร์ฟคนหนึ่งกำลังพูดอะไรสักอย่างกับสาวเสิร์ฟอีกคนด้วยทีท่าร้อนรน

“พี่หวัง ขอร้องล่ะ เปลี่ยนลูกค้ากับฉันเถอะ…” สาวเสิร์ฟผมสั้นยกมือไหว้ขอร้อง “ลูกค้าสองคนของโต๊ะเบอร์ 24 น่ะมาจากประเทศ Y ฉันได้ยินว่าพี่พูดภาษา Y ได้ ช่วยบริการลูกค้าสองคนนั้นหน่อยได้ไหม?”

สาวเสิร์ฟที่ถูกเรียกว่าพี่หวังตอบด้วยน้ำเสียงกระอักกระอ่วน “ถึงฉันจะพูดภาษา Y ได้ แต่ก็ไม่คล่องเท่าไหร่ คงช่วยเธอไม่ได้หรอก”

โดยปกติที่ร้านอาหารแห่งนี้จะมีล่ามคอยให้บริการ แต่โชคร้ายที่ล่ามไม่อยู่พอดี วันนี้มีแขกต่างประเทศค่อนข้างน้อย และส่วนใหญ่มาจากประเทศ E สาวเสิร์ฟจำนวนหนึ่งของที่นี่พูดภาษา E ได้ แต่ถ้าเป็นภาษา Y กลับแทบไม่มีใครพูดได้เลย

สาวเสิร์ฟผมสั้นละล่ำละลัก “ไม่คล่องก็ไม่เป็นไร แค่เข้าใจบทสนทนาทั่วไปที่ใช้ในร้านอาหารก็พอ”

“ขอโทษนะ” พี่หวังปฏิเสธอีกครั้ง “ฉันช่วยไม่ได้หรอก”

จือนีย่าเดินเข้ามาพอดี จึงถากถางอีกฝ่าย “ปกติเธอชอบคุยโวเรื่องระดับความเชี่ยวชาญภาษาต่างประเทศของตัวเองไม่ใช่หรือ พอต้องใช้งานจริงๆ ก็ปอดแหกเสียนี่”

พี่หวังร้อง “เชอะ” ออกมาแล้วไม่พูดอะไรอีก รีบกลับไปทำงานในส่วนของตัวเอง

จือนย่าค้อนขวับ เธอเดินมาถามสาวเสิร์ฟผมสั้นด้วยน้ำเสียงเอื้อเฟื้อ “แขกสองคนนั้นที่มาจากประเทศ Y น่ะหล่อไหม? ถ้าหล่อ พี่สาวคนนี้จะช่วยเธอเอง”

สาวเสิร์ฟผมสั้นกระซิบกระซาบ “พี่พูดภาษา Y ได้หรือ? พวกเขาพูดภาษาเราไม่ได้นะ ภาษา E ก็ไม่ได้ แถมยังเรื่องมากอีก…”

“เถอะน่ะ ตอบมาก็พอว่าหล่อหรือไม่หล่อ”

“ไม่…ไม่ค่อยหล่อ”

จือนีย่าตัดบทสนทนาทันที เธอโบกมือแล้วเดินจากไปอย่างไม่ลังเล

สาวผมสั้นปล่อยโฮ ใครกันจะช่วยเธอได้?

“เสี่ยวจิ้ว” อันปู้เดินเข้ามา “ฉันเปลี่ยนกับเธอเอง”

เสี่ยวจิ้วมองอันปู้ด้วยน้ำตานองหน้า ราวกับได้พบผู้กอบกู้โลก

อันปู้ยิ้มขณะลูบศีรษะเสี่ยวจิ้ว “ฉันดูแลลูกค้าโต๊ะเบอร์ 24 เอง”

เสี่ยวจิ้วยังไม่วางใจ เธอแอบเฝ้าดูสถานการณ์ระหว่างลูกค้าทั้งสองคนจากประเทศ Y กับอันปู้ ถ้าหากมีปัญหา เธอจะไม่ยอมให้อันปู้ต้องรับศึกหนักคนเดียวแน่ แต่หลังจากผ่านไปเพียง 5 นาที เสี่ยวจิ้วกลับต้องประหลาดใจที่พบว่าอันปู้พูดภาษา Y ได้คล่องแคล่วมาก เห็นลูกค้ามีความสุขและแสดงทีท่าพออกพอใจ เท่านี้ก็อธิบายได้ทุกอย่างแล้ว

อันปู้กลับมาพร้อมออเดอร์ ตอนนั้นเองที่เสี่ยวจิ้วรู้สึกชื่นชมหญิงสาวคนนี้จนเรียกได้ว่าถึงขั้นหลงใหลคลั่งใคล้เลยทีเดียว

อันปู้เลิกงานตอนหนึ่งทุ่ม เธอกลับบ้านไปแช่น้ำอุ่น ตุ๋นน้ำแกง…นอกจากผักผลไม้ น้ำแกงที่มีสารอาหารบำรุงเลือดและช่วยเพิ่มพละกำลังก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่เพิ่มพลังแห่งชีวิตให้เธอได้ หลังจากที่เพิ่มพลังแห่งชีวิตไปสิบกว่าจุดแล้ว อันปู้ก็สะพายกระเป๋าออกจากบ้านไปอีกครั้งด้วยกำลังวังชาเต็มเปี่ยม

4.เธอคงไม่…

ในแต่ละวันที่มี 24 ชั่วโมง ต้องมีอย่างน้อย 20 ชั่วโมงที่อันปู้จะต้องทำให้ร่างกายของเธอกระปรี้กระเปร่า แม้จะไร้ลมหายใจก็ตาม กิจกรรมหลากหลายที่เธอเคยทำจะลดน้อยลงไปไม่ได้ วันนี้เธอใช้เวลาไปกับการทำงานทั้งวันแล้ว จึงวางแผนจะไปต่อที่บาร์เพื่อผ่อนคลาย

บาร์ ‘เผิงไพ่’ ตั้งอยู่บนถนนสายเริงรมย์แห่งหนึ่งใจกลางเมือง ตัวร้านไม่ใหญ่โตอะไร แต่สไตล์การออกแบบและตกแต่งมีความพิเศษมาก เมื่อหนึ่งปีก่อน ตอนที่อันปู้เพิ่งมาถึงเมืองนี้ บาร์แห่งแรกที่เธอแวะไปก็คือบาร์ ‘เผิงไพ่’ ตัวเธอกับเจ้าของร้านสนิทสนมกันไม่น้อย

“โอ้ว! ปู้ปู้ เธอเปลี่ยนลุคใหม่อีกแล้วหรือ?” วัยรุ่นย้อมผมสีฟ้าคนหนึ่งชี้นิ้วมาทางปู้ปู้ที่กำลังออกจากห้องพัก ทั้งสีหน้าและน้ำเสียงของเขาล้วนบ่งบอกความประหลาดใจ

วัยรุ่นผมยาวที่อยู่ทางขวายิ้มออกมาแล้วพูดต่อ “เห็นลุคของปู้ปู้ทีไร ก็รู้สึกว่าความเท่ของตัวเองมันไม่เอาไหนเสียเลย”

วัยรุ่นอีกสามคนที่อยู่ด้วยกันต่างก็ยอมรับ สุดท้ายทุกคนก็หัวเราะจนท้องคัดท้องแข็งแล้วหันมามองอันปู้

วันนี้อันปู้สวมเสื้อกล้ามสีขาวไว้ด้านใน คลุมทับด้วยเสื้อคลุมสีดำ ทาปากสีโอลด์โรส บริเวณใกล้ดวงตาข้างขวามีรูปดอกกุหลาบสีฟ้าติดอยู่ เล่นลวดลายด้วยเถาวัลย์สีทอง 2-3 เส้นเกี่ยวกระหวัดกันไปมา เถาวัลย์นั้นกินพื้นที่ครึ่งหนึ่งของใบหน้า สอดรับกับสีร้อนแรงของอายแชโดว์ได้เป็นอย่างดี ความแปลกตานี้มีอานุภาพไม่น้อย ยิ่งในช่วงเวลากลางคืนที่เงียบสงัด คนที่พบเธออาจตกใจจนฉี่ราดเลยก็ได้

อันที่จริง อันปู้ไม่ได้ตั้งใจจะแต่งหน้าแบบนี้ แต่ประสาทสัมผัสด้านการมองเห็นของเธอผิดปกติจนไม่สามารถแยกแยะสีได้ สีที่เธอเห็นคือสีขาว ดำ และเทาที่มีความอ่อนแก่ต่างกันเท่านั้น ในสายตาของอันปู้ สีผิวของทุกคนที่อยู่ในห้องนี้มีเพียงเทากับดำ

สมาชิกวงดนตรีของบาร์เผิงไพ่ที่มีอยู่ห้าคนยืนออกันอยู่ตรงหน้าอันปู้ พวกเขาจะเล่นดนตรีด้วยกันสัปดาห์ละสามวัน บางครั้งอันปู้ก็จะร่วมแจมด้วย เธอไม่ได้เป็นนักร้องนำ มือกีตาร์ หรือมือคีย์บอร์ด แต่เป็นมือกลอง

มือกลองที่เป็นผู้หญิงมีไม่มากนักเพราะต้องใช้แรงไม่น้อยในการตี ซึ่งพละกำลังของผู้หญิงเทียบชั้นกับผู้ชายไม่ได้ หากแสดงเป็นระยะเวลาสั้นๆก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าเล่นติดต่อกัน 2-3 ชั่วโมง ก็จะเสียแรงค่อนข้างมาก

เรี่ยวแรงของอันปู้ขึ้นอยู่กับการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของพลังแห่งชีวิต ยิ่งทำกิจกรรมที่รุนแรงดุเดือดมากเท่าไหร่ ก็ต้องดึงพลังแห่งชีวิตออกมาใช้มากขึ้นเท่านั้น แต่หากเธอกลับบ้านไปบำรุงพละกำลังได้ทันเวลา สามารถรักษาสภาพร่างกายไม่ให้หิวจนตาลายได้ อันปู้ก็ไปต่อได้นานอีกเป็นร้อยปี

“พอเถอะ เลิกเล่นกันได้แล้ว เตรียมตัวขึ้นเวที” เหว่ยลู่ซือซึ่งเป็นนักร้องนำส่งเสียงเรียก แล้วเดินนำสมาชิกที่เหลือขึ้นสู่การแสดง

สี่ทุ่มคือช่วงเวลาของการเริ่มต้น ‘เริงร่ายามราตรี’ อันปู้เดินตามสมาชิกคนอื่นๆขึ้นไปบนเวที ใบหน้าที่แต่งไว้แบบสโมกกี้สไตล์โกธิคถูกแสงสีส่องกระทบจนละม้ายใบหน้าปีศาจ แม้ตำแหน่งที่อันปู้ยืนจะไม่สะดุดตา แต่แสงระยิบระยับจากกลิตเตอร์บนใบหน้าของเธอดึงดูดสายตาผู้ชมได้เป็นอย่างดี ความงดงามนี้ทำให้พวกเขาต่างชะงักงัน

ถึงสไตล์โกธิคจะไม่ใช่กระแสนิยมหลัก แต่ก็สร้างความแตกต่าง เกิดเป็นสภาพแวดล้อมที่ชวนให้ลุ่มหลงคลั่งไคล้ หลายคนถึงกับเปล่งเสียงโห่ร้องให้กับความแปลกใหม่นี้

เหว่ยลู่ซือใช้คำพูดหยอกเย้าทักทายผู้ฟังอย่างสนิทสนม จากนั้นก็ยกนิ้วขึ้น เริ่มการแสดงอันร้อนแรงท่ามกลางเสียงตะโกนก้อง

อันปู้ยืนอยู่หลังกลองชุด สอดประสานท่วงทำนองเข้ากับจังหวะของดนตรีได้อย่างเมามัน สองแขนกวัดแกว่งไปมา โถมแรงทั้งตัวตีกลองได้อย่างถึงใจ ท่วงท่างดงามน่าชมเป็นที่สุด

บรรดาผู้ชมที่ก่อนหน้านี้ยังวิพากษ์วิจารณ์ใบหน้าของอันปู้ถูกมนต์สะกดของจังหวะกลองดึงเข้าสู่ความสนุกสุดเหวี่ยง

ขณะที่เพลงใกล้จบ จู่ๆนักร้องนำก็หยุดร้อง เครื่องดนตรีชิ้นอื่นที่ร่วมกันสร้างจังหวะก็หยุดกึกพร้อมกัน เหลือเพียงเสียงกลองที่รัวกระหน่ำไม่ต่างจากเสียงฟ้าคำรามท่ามกลางพายุฝน สองแขนเรียวงามที่สะบัดใส่กลองบ่งบอกถึงศิลปะชั้นสูง เพียงชั่วขณะเดียว บรรยากาศในร้านก็พลุ่งพล่านถึงขีดสุด อันปู้ได้รับพลังแห่งชีวิตเพิ่มขึ้นไม่น้อย

เสียงร้องแหลมเล็กดังต่อเนื่องเป็นระยะ ผู้ชมรู้สึกถึงความเร่าร้อนเดือดพล่านอีกครั้ง

“เหว่ยลู่ซือ ฉันรักเธอ! เหยาเหยา เธอเท่มาก!”

“เหยาเหยา อีกรอบหนึ่ง!”

‘เหยาเหยา’ คือฉายาของอันปู้ในวงนี้ แม้เธอจะขึ้นแสดงไม่บ่อย แต่ด้วยการแต่งหน้าที่ไม่ธรรมดาประกอบกับศิลปะการตีกลองอันน่าหลงใหล เธอจึงกลายเป็นขวัญใจของผู้ชมจำนวนมาก

การแสดงเพลงแรกจบแล้ว อันปู้เดินลงจากเวที เปลี่ยนให้มือกลองประจำวงขึ้นมาทำหน้าที่แทน เพลงที่สองกำลังจะเริ่ม แต่ผู้ชมกลับรู้สึกเหมือนขาดอะไรสักอย่าง เรี่ยวแรงและความฮึกเหิมที่เคยมีก่อนหน้านี้เหือดหายไปหมด

“ปู้ปู้ ค็อกเทลแก้วนี้ฉันผสมให้เธอเป็นพิเศษเลยนะ…แพรไหมสีชมพู” หลีอ้าว, เจ้าของบาร์ดันแก้วค็อกเทลบนเคาน์เตอร์มาให้อันปู้

“ขอบคุณค่ะ” ใบหน้าของอันปู้ในเวลานี้ยังคงเป็นใบหน้าปีศาจที่ดูน่าหลงใหล เธอหยิบแก้วค็อกเทลขึ้นชิมด้วยอาการสงบนิ่ง

อันปู้ดื่มค็อกเทลที่ผสมแอลกอฮอล์ได้ไม่เกิน 18 ดีกรี เพราะหากมากกว่านั้น พลังแห่งชีวิตของเธอจะลดลง อันที่จริง ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มชนิดไหนก็ตาม เมื่ออยู่ในปากของเธอก็จะกลายเป็นเพียงน้ำต้มสุกไร้รสชาติ อันปู้ดื่มเพื่อดื่มด่ำกับอารมณ์ของมันเท่านั้น

“ปู้ปู้ ไม่คิดจะเข้าวงจริงๆหรือ?” หลีอ้าวถามยิ้มๆ “ฝีมืออย่างเธอน่ะ รับประกันได้เลยว่าเดินทางนี้ต้องรุ่งแน่”

อันปู้เอนตัวพิงเคาน์เตอร์ ใช้นิ้วมือไล้ไปตามขอบแก้วแล้วตอบอย่างเหนื่อยหน่าย “ถ้าฉันอยากดัง คงเข้าวงไปนานแล้ว”

การได้มีส่วนร่วมในอาชีพที่ผู้คนชื่นชอบเป็นการเพิ่มพลังแห่งชีวิตที่ทำได้รวดเร็วทางหนึ่ง ทุกคนรู้ดีว่าคนในวงการย่อมเป็นที่นิยมและได้การยอมรับ แต่อันปู้ไม่มีทางเป็นดาราได้ หรือจะพูดให้ถูกก็คือเธอไม่อาจอยู่ท่ามกลางแสงไฟและกลายเป็นคนของสาธารณชน เพราะเธอไม่มีวันแก่ การที่คนคนหนึ่งจะรักษาความสวยสดใสได้สัก 10 ปีก็ไม่แปลกอะไร แต่หากผ่านไป 20-30 ปีแล้วยังไม่แก่ ทุกคนต้องสงสัยแน่

เพื่อหลีกเลี่ยงเรื่องน่าปวดหัวพวกนี้ อันปู้จึงยอมเจ็บปวดโดยละทิ้งโอกาสการเป็นดารา ปฏิเสธเส้นทางอันรุ่งโรจน์ที่อยู่ตรงหน้าด้วยความท้อแท้

“เฮ้อ น่าเสียดายจริงๆ” หลีอ้าวถอนหายใจอย่างทีเล่นทีจริง

ขณะที่ทั้งคู่กำลังคุยกัน ตำรวจนอกเครื่องแบบท่าทางดุดันก็พุ่งปราดเข้ามาในบาร์ ตำรวจนายหนึ่งเดินเข้าหาแสงไฟ โชว์บัตรประจำตัวของเขาแล้วตะโกนก้อง “นี่เป็นการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทุกท่านโปรดอยู่ในความสงบ อย่าขยับ รอการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่”

สถานที่อโคจรแบบนี้มักมีผู้เสพยาหรือการซื้อขายยาเสพติดอยู่เนืองๆ เจ้าหน้าที่จึงเข้ามาตรวจสอบแบบไม่ให้รู้เนื้อรู้ตัวเป็นระยะ

อันปู้ไม่มีความเห็นเรื่องการตรวจสอบ แต่คงจะดีกว่าถ้าเธอไม่ได้อยู่ที่นี่ในตอนนี้

หลีอ้าวมองสีหน้าเคร่งเครียดของอันปู้ อดกระซิบถามไม่ได้ “เธอคงไม่…”

“ไม่หรอกน่ะ ฉันแค่ไม่สะดวกใจที่จะถูกตรวจสอบ” อันปู้คิดว่าหากผลตรวจออกมาว่ามีสารเสพติดก็ยังดีเสียกว่าตรวจแล้วไม่เจออะไรเลย แบบนั้นสิน่ากลัวของจริง

หลีอ้าวไม่ถามต่อ เขาชี้นิ้วไปหลังเวที “ตรงนั้นมีทางออก เธอรีบฉวยจังหวะชุลมุนหลบไปเถอะ”

“ขอบคุณมาก” อันปู้รีบร้อนฉวยคอเสื้อของหลีอ้าวเข้ามาจุ๊บแก้มของเขาทีหนึ่ง จากนั้นก็วิ่งไปหลังเวที

“เด็กบ้า ยั่วคนอื่นแบบนี้ก็ได้หรือ?” หลีอ้าวบ่นพึม แต่หุบยิ้มไม่ได้ ถ้าเขาเด็กกว่านี้สักสิบปี คงไม่มีทางปล่อยเธอไปแน่

บาร์เผิงไพ่มีทางออกฉุกเฉินสองทาง ทางแรกเป็นทางออกฉุกเฉินปกติที่ลูกค้าทั่วไปใช้กัน ส่วนอีกทางเป็นเส้นทางลับ อันปู้ใช้เส้นทางลัดหนีออกมาได้สำเร็จโดยไม่มีตำรวจขัดขวาง

…..

ตอนนี้เพิ่งห้าทุ่มกว่า สำหรับอันปู้ เธอยังเหลือเวลาอีก 4 ชั่วโมงในการทำนู่นทำนี่

อันปู้เดินทอดน่องไปตามท้องถนน กำลังชั่งใจว่าจะกลับไปขับรถรับส่งดีไหม แต่แล้วโทรศัพท์มือถือก็ส่งเสียงเรียก ซินเหยนโทรเข้ามา

อันปู้แปลกใจไม่น้อย วันนี้ซินเหยนไปรับแฟนนี่? ตอนนี้ควรจะอยู่บ้านหรือไม่ก็โรงแรม น่าจะกำลังมีความสุขกับแฟน แล้วโทรหาเธอทำไม?

อันปู้กดรับสาย เพิ่ง “ฮัลโหล” ได้คำเดียว เสียงไม่คุ้นหูจากปลายสายก็แทรกเข้ามา “สวัสดี ฉันชื่อหยวนหยวน เป็นผู้จัดการร้านสะดวกซื้อ เจ้าของโทรศัพท์เครื่องนี้เมาหลับอยู่ในร้านของฉัน ไม่ทราบว่าคุณสะดวกมารับเธอไหม?”

“ร้านสะดวกซื้อ?” อันปู้นึกว่าตัวเองหูฝาด “เธอดื่มเหล้าที่ร้านสะดวกซื้อของคุณ? แถมดื่มจนเมา?”

“ใช่” น้ำเสียงเจ้าของร้านฟังดูลำบากใจเล็กน้อย “หวังว่าคุณจะมาเร็วหน่อยนะ”

“ได้ค่ะ ช่วยส่งที่อยู่ของคุณให้ฉันด้วย”

สิบห้านาทีให้หลัง อันปู้ก็ไปถึงร้านสะดวกซื้อแห่งนั้น เธอมองเข้าไป เห็นซินเหยนกำลังมาแประอยู่ใต้โต๊ะ สองมือกอดขาโต๊ะไว้แน่น ขวดเหล้าเปล่าหลายขวดกองระเกะระกะอยู่ข้างตัว ที่พื้นมีหย่อมอะไรสักอย่างซึ่งน่าจะเป็นสิ่งที่ซินเหยนอาเจียนออกมา ส่งกลิ่นคละคลุ้งจนคนแถวนั้นพากันเวียนหัวคลื่นไส้

5.ฉันอกหัก!

ชายวัยกลางคนหน้าซื่อท่าทางสู้ชีวิตคนหนึ่งยืนมองอยู่ห่างๆ เมื่อเห็นอันปู้เข้ามา ไม่เพียงแต่เขาจะไม่คลายกังวล กลับดูหนักใจกว่าเดิมเสียอีก เหตุผลง่ายๆก็คืออันปู้ยังไม่ได้ลบเครื่องสำอางบนใบหน้า และการแต่งตัวแนวดาร์กของเธอก็ทำให้ดูเหมือนพวกเด็กผู้หญิงไม่ดี แถมยังเป็นชนิดที่ยากจะช่วยให้กลับใจมาใช้ชีวิตธรรมดาเหมือนคนอื่นๆ

“เธอ…เธอคือเด็กผู้หญิงที่ฉันคุยโทรศัพท์ด้วยเมื่อครู่นี้?” เจ้าของร้านถามอย่างลังเล

“ใช่ค่ะ” เห็นแววตาตื่นตระหนกของเจ้าของร้าน อันปู้เข้าใจความรู้สึกของเขาทันที ร้านสะดวกซื้อที่เปิดร้านตามปกติถูกขี้เมาคนหนึ่งยึดครองร้านจนลูกค้าคนอื่นไม่กล้าเข้า ไม่ว่าใครก็คงรู้สึกไม่ดีนัก อันปู้ไม่รู้หรอกว่าที่จริงเขาตกใจกับใบหน้าของเธอที่แต่งเติมสีสันลวดลายจนดูไม่เหมือนคนมากกว่า

“ขอโทษด้วยค่ะที่สร้างความเดือดร้อนให้คุณ” อันปู้พยุงซินเหยนให้ลุกขึ้นขณะกล่าวขอโทษเจ้าของร้าน ซินเหยนนี่ก็จริงๆเลย มาเมาแอ๋ในร้านสะดวกซื้อแบบนี้ได้! เขาไม่เรียกตำรวจมาก็นับว่าใจกว้างแล้ว!

“ไม่เป็นไร พาคนของเธอกลับไปก็พอ” เจ้าของร้านก็แสนดี อุตส่าห์ถามต่อด้วยความเป็นห่วง “ยังสาวยังแส้ อายุน้อยแค่นี้ มีเรื่องอะไรให้คิดไม่ตกหรือ?”

“คุณพูดถูกค่ะ กลับไปฉันจะคุยกับเธอ” อันปู้ชะงักไปครู่หนึ่ง เธอหยิบธนบัตร 100 เหรียญออกจากกระเป๋าเสื้อ “นี่คือค่าเสียหาย เป็นเงินเพียงเล็กน้อยเท่านั้น หวังว่าเธอคงไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้คุณมากมายนักนะคะ”

“ไม่ต้องหรอก พวกเธอรีบกลับไปพักผ่อนเถอะ” เจ้าของร้านโบกไม้โบกมือปฏิเสธ

อันปู้ไม่พูดอะไร เธอวางเงินไว้แล้วพยุงซินเหยนออกจากร้านสะดวกซื้อ

 

เช้าวันต่อมา ซินเหยนรู้สึกตัวตื่นพร้อมอาการปวดหัวอย่างรุนแรงเหมือนหัวจะแตกเป็นเสี่ยงๆ เมื่อลืมตา ก็เห็นอันปู้กำลังจ้องมองเธอด้วยสีหน้าเรียบเฉยอยู่ข้างเตียง

“เกิดอะไรขึ้น?” ซินเหยนถามอย่างงุนงง ท่าทางยังตื่นไม่เต็มตา

“เธอคิดว่าไงล่ะ?” อันปู้ถามเสียงเบา “ใครก็ไม่รู้ อยู่ๆก็เป็นบ้า ดันไปเมาแอ๋อยู่ที่ร้านสะดวกซื้อ!”

ซินเหยนชะงักก่อนจะยกมือปิดปาก จากนั้นก็ร้องออกมาอย่างเจ็บปวด “ปู้ปู้ ฉันอกหัก!”

“ฮะ? เล่าซิว่าเกิดอะไรขึ้น?” อันปู้รินน้ำให้ซินเหยนแล้วเอนตัวพิงหัวเตียง รอเพื่อนสาวระบายความในใจ

ซินเหยนนิ่งไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็พูดออกมาอย่างหม่นหมอง “เขา…กำลังจะหมั้น”

“อะไรนะ?”

อันปู้ไม่เคยพบแฟนของซินเหยน รู้แค่ว่าอีกฝ่ายเป็นคุณชายของตระกูลมั่งคั่งและเป็นเพื่อนสมัยเรียนของซินเหยน แต่ซินเหยนมีความจำเป็นบางอย่างที่ทำให้ต้องหยุดเรียนกลางคัน และเพราะไม่มีใบปริญญา จึงต้องทำงานเป็นสาวเสิร์ฟในร้านอาหาร แม้เหตุการณ์จะพลิกผันไปมากมาย แต่ทั้งคู่ก็คบหากันมาสามปีแล้ว

เพื่อให้ทัดเทียมกับฝ่ายชาย ระหว่างที่ยังทำงาน ซินเหยนก็หาเวลาไปสมัครเข้ารับการอบรมการดูแลระบบงานด้วยระบบคอมพิวเตอร์ VM เธอพยายามเพิ่มพูนความรู้ให้ตัวเอง โดยหวังว่าสักวันหนึ่งการงานจะรุ่งเรืองก้าวหน้า

ซินเหยนเชื่อมั่นและแน่วแน่ในความรักของเธอกับเขา จนกระทั่งเมื่อวานนี้ ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป

เรื่องราวที่เกิดขึ้นนั้นเดาได้ไม่ยาก คุณชายจากตระกูลมั่งคั่งเทหญิงสาวธรรมดาคนหนึ่งไปหาคู่หมั้นที่มีฐานะเหมาะสมกับตัวเอง ที่น่าปวดใจที่สุดก็คือตลอดเวลาที่ผ่านมา แฟนของซินเหยนปิดบังความจริงไว้ ไม่เคยให้เธอระแคะระคายเลยสักนิด เขาให้สถานะเธอเป็นแค่คู่นอนถาวร เพียงเพราะซินเหยนสะอาด บริสุทธิ์ งดงาม และว่านอนสอนง่าย เขาจึงคิดเอาเองว่าการหล่อเลี้ยงความสัมพันธ์ของคนที่รู้ใจกันแบบนี้คงไม่ยุ่งยาก ดังนั้นจึงรักษาสถานะคู่รักของซินเหยนไว้สามปี จนกระทั่งในที่สุดก็ตัดสินใจทำตามความต้องการของครอบครัว โดยหมั้นกับหญิงสาวอีกคนที่มีฐานะเหมาะสมกัน

ซินเหยนไปรับแฟนหนุ่มที่สนามบินโดยไม่ได้บอกเขาล่วงหน้าเพราะตั้งใจจะไปเซอร์ไพรส์ แต่กลับกลายเป็นเธอต้องเห็นภาพแฟนหนุ่มกอดสาวคนหนึ่งเดินออกมา ทั้งคู่พูดคุย หัวเราะ ส่งยิ้มให้กัน ดูสนิทสนมกันมาก ตอนนั้นเธอได้แต่ปลอบใจตัวเองว่าผู้หญิงคนนั้นอาจเป็นพี่สาวหรือน้องสาวของเขาก็ได้ จึงทำใจดีสู้เสือเข้าไปทักทาย

แต่แฟนหนุ่มของซินเหยนถึงกับตกตะลึงเมื่อเห็นเธอ หลังจากเงียบไปครู่ใหญ่ ก็ผายมือไปที่หญิงสาวข้างกายและแนะนำให้เธอรู้จัก “นี่หยวนซือซือ คู่หมั้นของผม” ส่วนตัวเธอ เขากลับแนะนำว่า “นี่ซินเหยน เพื่อนสมัยเรียนของผมเอง”

เพื่อนสมัยเรียน…

แม้แต่ ‘แฟนเก่า’ ก็ยังไม่ใช่!

เห็นแบบนี้แล้ว จะมีอะไรที่เธอยังไม่เข้าใจอีก?

เธอจริงจังกับเขามาก เขาไม่ควรพูดถึงความสัมพันธ์ของเธอกับเขาอย่างมักง่ายแบบนี้ แต่สิ่งที่เขาแสดงออกมาไม่มีร่องรอยของการโกหกสักนิด ซินเหยนพลันรู้สึกว่าหัวใจของเธอว่างเปล่า คล้ายกับว่าที่ผ่านมา เธอเพียงผ่านเข้าไปในชีวิตของเขา ไม่มีความสัมพันธ์หรือความผูกพันใดๆทั้งนั้น

ชั่วขณะหนึ่ง ซินเหยนรู้สึกว่าโลกทั้งโลกพังทลาย ความรู้สึกที่มีให้ตลอดสามปีถูกคำพูดประโยคเดียวของเขาทำลายจนยับเยิน สายตาของคู่หมั้นคนสวยที่แสนจะไฮโซของเขาทำให้ซินเหยนหมดเรี่ยวแรงซักถาม ทำได้เพียงมองทั้งคู่เดินกอดกันไปจนลับสายตา

แล้วเธอก็ได้รับข้อความจากผู้ชายคนนั้น เขาบอกเธอว่าเขากำลังจะหมั้น แต่หากเธอยังเต็มใจอยู่กับเขา เขาก็เลี้ยงดูเธอได้สบาย

เลี้ยงดู? สิ่งที่เขาต้องการคือให้เธอเป็นนางบำเรอใช่ไหม?

สถานะของเธอมีค่าเพียงแค่เมียเก็บ?

ซินเหยนไม่รู้ว่าเธอหอบสังขารออกจากสนามบินได้อย่างไร จำได้แต่ว่าต้องการที่ไหนสักแห่งเพื่อระบายความคับแค้นใจ

“เธอก็เลยใช้ร้านสะดวกซื้อนั่นเป็นที่ระบาย” อันปู้สรุป “แต่ฉันก็ยังแปลกใจนะ ทำไมเธอถึงเลือกร้านสะดวกซื้อร้านนั้น?”

ซินเหยนตอบช้าๆ “เพราะชั้นวางเหล้าที่ร้านนั่นวางอยู่ข้างกระจกพอดี…”

อันปู้หัวเราะคิกคัก ต้องบอกว่าของที่มีฤทธิ์ทำให้สมองคนเราเลอะเลือนอย่างนี้ไม่ควรจะอยู่ในตำแหน่งที่ใครๆก็มองเห็นได้อย่างชัดเจน!

“นี่ เธอหลงประเด็นแล้วนะ!” ซินเหยนสวนทันควัน “ฉันถูกผู้ชายเห็นแก่ตัวไร้ความรับผิดชอบทำร้ายและหักหลัง แต่เธอกลับสนใจร้านสะดวกซื้อ!”

“เธอก็พูดอยู่ว่าเขาเป็นผู้ชายเห็นแก่ตัว แล้วจะเอาคนแบบนั้นมาทรมานตัวเองทำไม? ตอนที่อยู่สนามบินก็ควรจะบอกเลิกไปเลย ไม่ใช่ยืนเซ่อมองพวกเขาเดินจากไปแบบนี้”

“ฉันจะทำอะไรได้ถ้าไม่ทำแบบนี้?” ซินเหยนก้มหน้า ดวงตาแดงก่ำคู่นั้นมีน้ำตาคลอ “คู่หมั้นของเขาน่ะ แค่เห็นก็รู้แล้วว่าเป็นคุณหนูร่ำรวย เหมาะสมกันราวกิ่งทองใบหยก แถมพวกเขารักกันด้วย ถ้าตอนนั้นฉันโวยวายออกไป อาจจะเสียหน้ากว่าเดิมด้วยซ้ำ ตลอดสามสี่ปีที่คบกัน ฉันคิดมาตลอดว่าเรารักกันด้วยใจจริง แต่เขากลับเห็นฉันเป็นแค่สิ่งของ เป็นเครื่องผ่อนคลายอารมณ์เท่านั้น ฉันต้องเกิดในครอบครัวที่ฐานะดีกว่านี้ใช่ไหมถึงจะคู่ควรกับเขา? วงศ์ตระกูลมันสำคัญจริงๆใช่ไหม, อันปู้?”

สำคัญมากจริงๆ

อันปู้เห็นคู่รักที่มีความเหลื่อมล้ำทางฐานะและชนชั้นมาไม่น้อย ซึ่งในท้ายที่สุดก็มักจบไม่สวย เราอาจเจอรักแท้ แต่ไม่อาจเรียกร้องมันได้ โดยเฉพาะกับคู่รักที่เริ่มต้นจากความรู้สึกที่ไม่เท่ากัน เรื่องราวแบบซินเดอเรลล่านั้นเป็นแค่เทพนิยาย พวกคุณชายเงินถุงเงินถังย่อมได้พบผู้หญิงสวยมากหน้าหลายตา แต่จะมีสักกี่คนที่ถูกใจผู้หญิงบ้านๆจนถึงกับยอมละทิ้งโอกาสสร้างความรุ่งโรจน์ให้กับกิจการของครอบครัวตัวเอง? ถึงซินเหยนจะเป็นคนสวย แต่ลูกคุณหนูทั้งหลายก็มีรูปโฉมงดงามไม่น้อย คุณชายพวกนั้นมีทางเลือกมากมาย แถมยังได้มาง่ายๆอีกด้วย

“แล้วเธอจะทำอย่างไรต่อไป?” อันปู้ถาม

“ต่อไปหรือ?” ซินเหยนสบตาอันปู้ด้วยสายตาว่างเปล่า ผู้ชายคนนั้นพูดชัดเจนแล้ว ถ้าไม่เลิกก็ไปเป็นคู่นอนลับๆของเขา ไม่มีทางเลือกอื่น

“พวกเขาจะหมั้นกันเมื่อไหร่?” อันปู้โพล่งคำถาม

“ไม่รู้” ซินเหยนทิ้งตัวพิงหมอนอย่างหมดอาลัยตายอยาก

อันปู้มองเพื่อนสาวของเธอแวบหนึ่ง จากนั้นก็หยิบโน้ตบุ๊คจากหัวเตียงขึ้นมาเปิดอินเตอร์เน็ต เสิร์ชหาข้อมูลอย่างรวดเร็วจนพบข่าวบันเทิงข่าวหนึ่งที่เธอต้องการ

คุณชายตระกูลเหลียงกับคุณหนูตระกูลหยวนกำลังจะมีพิธีหมั้นในวันที่ 28 เดือนนี้

‘เหลียงเหอฝู่’ คุณชายใหญ่บ้านตระกูลเหลียงกับคู่หมั้นของเขา ‘หยวนซือซือ’

วันที่ 28? อีกสามวันนับจากนี้

“ก็ดีแล้วนี่ อย่ามัวแต่ซุกผ้าห่มเลย ออกไปเดินเล่นกันเถอะ” อันปู้วางโน้ตบุ๊คแล้วลากซินเหยน

ซินเหยนยึดผ้าปูที่นอนไว้แน่นขณะร่ำร้องอย่างหมดหวัง “ไม่! ให้ฉันนอนตายอยู่บนเตียงนี้เถอะ ฉันไม่อยากออกไปไหน!”

“นี่มันเตียงของฉันนะ ถ้าเธอบังอาจมานอนตายบนนี้ ฉันจะจับเธอแก้ผ้าแล้วโยนลงไปบนถนนให้คนอื่นมองเป็นอาหารตา”

“ทำไมร้ายกาจแบบนี้นะ!!” ซินเหยนโอดครวญ

สุดท้าย ซินเหยนก็ยอมลากสังขารหนักอึ้งของตัวเองตามอันปู้ออกจากบ้าน

…..

อันปู้พาซินเหยนไปที่ร้านอาหารเช้า จัดการสั่งน้ำเต้าหู้ปาท่องโก๋ให้ ส่วนตัวเธอดื่มนมเพียงแก้วเดียว อาหารร้านนี้สะอาดมาก เป็นหนึ่งในไม่กี่ร้านที่ทำให้พลังแห่งชีวิตของอันปู้เพิ่มขึ้นได้ แต่เธอก็ไม่อาจให้คะแนนรสชาติของมันอยู่ดี

ซินเหยนไม่มีทีท่าจะอยากอาหารสักนิด ในมือถือปาท่องโก๋ แต่สายตาเหม่อมองป้ายอวยพรในร้าน

อันปู้หยิบแบงค์ 10 หยวนออกมาโบกตรงหน้าซินเหยน “กินอาหารเช้าให้หมด แล้วฉันจะให้”

ซินเหยนมองอันปู้อย่างเฉื่อยชา ถึงจะรักคนผิดแต่ก็ไม่ได้โง่เง่าจนไร้สมอง เธอดึงแบงค์ในมือของอันปู้ไปโดยไม่ลังเล จากนั้นก็ตั้งต้นกินอาหาร

“…..” อันปู้ไม่รู้จะพูดอะไร ความหอมหวลของเงินยังมีประโยชน์สินะ

6.เธอหมายความว่าอย่างไร?

หลังจากกินอาหารเช้าเสร็จ อันปู้ตั้งใจจะพาซินเหยนไปผ่อนคลายที่สวนสนุก แต่ปรากฏว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิดมหันต์ เพราะเพียงแค่ก้าวเข้าไปในสวนสนุก น้ำตาของซินเหยนก็ร่วงเผาะก่อนจะทรุดตัวลงร้องไห้สะอึกสะอื้นเสียงดัง “เมื่อก่อนเขาก็ชอบพาฉันมาสวนสนุก”

อันปู้ “…..”

เป็นความผิดของเธอเอง เธอลืมไปว่าสวนสนุกเป็นสถานที่ที่คู่รักชอบมาและมีความทรงจำร่วมกัน

อันปู้ฉุดซินเหยนให้ลุกขึ้นแล้วตัดสินใจพาไปอีกที่หนึ่งซึ่งแฟนหนุ่มของซินเหยนต้องไม่เคยพาไปแน่ นั่นคือ…สถานเสริมความงาม

ในเมืองมีสถานเสริมความงามที่มีชื่อเสียงโด่งดังระดับนานาชาติอยู่แห่งหนึ่ง ชื่อ ‘ห้วนไฉฮวาตู’ บริการหลักของทางร้านคือการเสริมความงาม ทำสปา ดูแลร่างกาย โยคะ ลดความอ้วนตามแบบของมืออาชีพ สนนราคาก็ถือว่าแพงเอาเรื่อง

ซินเหยนไม่ออกความเห็น แค่รู้สึกว่าที่นี่ประดับประดาตกแต่งด้วยข้าวของราคาแพง ราวกับเธอหลุดเข้ามาอยู่ในโลกอีกใบ

เห็นหญิงสาวสองคนเดินเข้ามา พนักงานต้อนรับประเมินการแต่งกายของทั้งสองอย่างรวดเร็วก่อนจะยิ้มอย่างมีมารยาทตามแบบของอาชีพบริการ “สวัสดีค่ะ ไม่ทราบว่าทางเราช่วยอะไรพวกคุณได้บ้างคะ?”

ซินเหยนกระซิบกระซาบขณะดึงชายเสื้อของอันปู้ “เรามาที่นี่ทำไม?”

อันปู้ตอบ “ทำสปา ผ่อนคลายเสียหน่อย”

“แพงมากไหม?”

“ก็แค่ทำสปา คงไม่เท่าไหร่หรอก” อันปู้ตอบอย่างไม่ยี่หระ

พนักงานต้อนรับยิ้มค้างไปชั่วขณะ สปาทั่วไปมีราคาตั้งแต่หลักร้อยจนถึงหลักพัน แต่สำหรับที่นี่ ราคาต่ำสุดของการทำสปาหนึ่งครั้งคือหนึ่งหมื่น สาวสวยสองคนนี้แต่งเนื้อแต่งตัวแสนธรรมดา นึกไม่ถึงเลยว่าจะเป็นไฮโซบ้านนอก

อันปู้ยื่นการ์ดใบหนึ่งให้พนักงานต้อนรับและเลือกรายการสปาหนึ่งรายการ

หลังจากจ่ายเงินเรียบร้อย พนักงานต้อนรับอีกคนก็เดินออกมาและพาพวกเธอเข้าไปด้านในด้วยท่าทางกระตือรือร้น

ซินเหยนไม่เคยมาสถานที่แบบนี้ มองอะไรก็ดูแปลกใหม่ตื่นตาตื่นใจไปหมด ความเสียใจของเธอบรรเทาลงไม่น้อย

“จ่ายไปเท่าไหร่ เดี๋ยวกลับไปฉันจะโอนคืนให้นะ” ซินเหยนรู้ว่าอันปู้อยากให้เธอมีความสุข แต่ก็ไม่อยากฉวยโอกาสจากความหวังดีของเพื่อน

“อ๋อ เลี้ยงอาหารภัตตาคารสักมื้อฉันก็โอเคแล้ว”

ซินเหยนพยักหน้ารับ ภัตตาคารที่อันปู้พูดถึงคืออาหารจำพวกออร์แกนิคที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง เธอเคยไปที่นั่นหลายครั้งแล้ว ค่าอาหารจัดว่าค่อนข้างแพง หนึ่งมื้อมีอาหารสามรายการกับน้ำแกงหนึ่งถ้วย สนนราคาประมาณห้าหกร้อย

เมื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดคลุมแล้ว ทั้งคู่ก็แยกย้ายกันลงอ่างแช่ตัว

หลังจากแช่ตัวเสร็จ อันปู้ก็เข้าไปในห้องนวดก่อนเพื่อให้หมอนวดได้นวดเธอทั้งตัว ขอแค่ไม่กดที่บริเวณหน้าอกหรือจับชีพจร ก็ไม่ต้องกังวลว่าหมอนวดจะรู้ว่าเธอเป็นศพเดินได้

การนวดช่วยเพิ่มความเต่งตึงของผิวหนังได้เป็นอย่างดี ทุกครั้งที่อาบน้ำเสร็จ อันปู้จะต้องนวดตัวเอง เพียงแต่ไม่สามารถนวดทั้งตัวได้ ดังนั้น ทุกเดือนเธอจะมาสปาหนึ่งครั้ง แต่สำหรับที่นี่ถือว่าเป็นครั้งแรก

หลังจากหลับตา อันปู้จึงได้ผ่อนคลายทั้งตัว แม้จะไม่ได้รู้สึกสบายมากมายนัก แต่ก็รับรู้ได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของกล้ามเนื้อ

ทันใดนั้น เสียงแหลมสูงของผู้หญิงคนหนึ่งก็ลอดเข้ามาจากหลังม่าน “ซินเหยน? เธอชื่อซินเหยนใช่ไหม? เพื่อนของเหอฝู่?”

อันปู้ค่อยๆลืมตา มองลอดผ้าม่านออกไป เห็นร่างของคนสามคน หนึ่งในนั้นคือซินเหยน ส่วนอีกสองคนยืนขนาบซ้ายขวา

 

“ซือซือ เธอรู้จักผู้หญิงคนนี้ด้วยหรือ? หล่อนเป็นคุณหนูบ้านไหนล่ะ?” ผู้หญิงผมเกลียวที่อยู่ข้างหยวนซือซือซักไซ้

หยวนซือยืนกอดอกมองซินเหยน ทำท่าเหมือนจะหัวเราะออกมา แต่ก็ไม่ “ฉันเองก็อยากรู้เหมือนกัน คงต้องรบกวนให้คุณซินเหยนแนะนำตัวสักหน่อยแล้วล่ะ”

ซินเหยนกอดชุดคลุมของตัวเองไว้แน่น ตอบกลับเสียงแข็ง “ฉันไม่ใช่คุณหนูที่ไหน เป็นแค่คนธรรมดา!”

“อะไรนะ?” สาวผมเกลียวนึกสนุกขึ้นมาทันที “ห้วนไฉฮวาตูน่ะแทบไม่มีลูกค้าที่เป็นคนธรรมดาหรอก”

หยวนซือซือหัวเราะเบาๆ “คงอยากลองดูสักครั้งละมั้ง พวกรายการธรรมดาก็ไม่ได้แพงเท่าไหร่ ทำงานไม่กี่เดือนก็จ่ายได้แล้ว”

ซินเหยนก้มหน้างุด การกล้ำกลืนความเจ็บปวดไว้ในใจนั้นไม่ง่ายเลย โดยเฉพาะเมื่อต้องฟังคำพูดที่คอยแต่จะทิ่มแทงครั้งแล้วครั้งเล่า เธอพยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหล รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจจนไม่มีแรงต่อสู้เพื่อปกป้องตัวเอง

“ซือซือ ไปกันเถอะ อย่าไปสนใจเลย ฉันนัดคุณหมอนวดสุดหล่อไว้ ป่านนี้คงเปิดห้องรอฉันแล้ว” สาวผมเกลียวเร่ง

“โอเค รอแป๊บนึงนะ” หยวนซือซือตบหลังมือเพื่อนสาวเบาๆก่อนจะหันมาพูดกับซินเหยนอีกครั้ง “พิธีหมั้นระหว่างฉันกับเหอฝู่จะมีขึ้นในอีกสามวันนับจากนี้ เธอเป็น ‘เพื่อนสมัยเรียน’ ของเขานี่ ได้รับการ์ดเชิญหรือยังนะ? ถ้ายังไม่ได้ เดี๋ยวฉันจะกลับไปบอกเหอฝู่ให้เขาส่งการ์ดเชิญไปให้”

น้ำเสียงที่เสแสร้งและบ่งบอกความเหนือกว่าทำให้ซินเหยนทั้งเสียหน้าและเคียดแค้นกว่าเดิม เธอกัดฟันตอบโต้ “ไม่จำเป็น”

“แหม ถ้าอย่างนั้นก็น่าเสียดาย” แววตาของหยวนซือซือแสดงอาการเย้ยหยันอย่างไม่ปิดบัง เธอจับมือสาวผมเกลียวแล้วพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “ไปเถอะ ไปสปากัน”

เมื่อทั้งสองลับตาไป ซินเหยนก็กลั้นน้ำตาไม่ไหว มันร่วงเผาะก่อนจะไหลเป็นทางอาบแก้ม

“เมื่อกี้ทำไมไม่ตอบโต้?” น้ำเสียงเรียบเฉยลอดออกมาจากช่องผ้าม่าน

ซินเหยนเช็ดน้ำตา หันไปสะอื้นตอบ “ฉันควรตอบโต้อย่างไรล่ะ? จะให้บอกเธอหรือว่าฉันต่างหากที่เป็นแฟนของเหลียงเหอฝู่?”

“ไม่ใช่สักหน่อย” อันปู้ลากซินเหยนเข้าไปในห้องนวด บอกให้หมอนวดออกไปก่อนแล้วอธิบาย “เธอควรบอกแม่นั่นว่าเหลียงเหอฝู่เป็นแฟนโคตรเห็นแก่ตัวที่เธอไม่เอาแล้ว ขอบคุณความเอื้อเฟื้อของหล่อนที่ช่วยรับผู้ชายทุเรศคนนี้ไป หล่อนได้อุทิศตนอย่างยิ่งใหญ่และกล้าหาญเพื่อสังคม น่าชื่นชมเหลือเกิน”

ซินเหยนกลั้นหัวเราะไม่อยู่ สุดท้ายก็หยุดร้องไห้แล้วหัวเราะออกมา

ซินเหยนหัวเราะออกแล้วก็จริง แต่อันปู้ไม่ขำ เธอพาซินเหยนมาที่นี่เพื่อหวังจะให้หายเศร้าโศกโดยเร็วและเลิกทำตัวเซื่องซึมซังกะตายเพราะผู้ชายเห็นแก่ตัวคนนี้ แต่กลายเป็นถูกว่าที่คู่หมั้นของเขาเล่นงานเสียนี่ เธอไม่ยุให้ซินเหยนไปเอาน้ำกรดสาดแม่นั่นก็บุญแล้ว ยายคนนี้คงไม่รู้เลยว่าความแค้นของผู้หญิงน่ะ ไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลใดๆทั้งนั้น!

“ซินเหยน…” อันปู้ลูบหัวซินเหยนเบาๆ

“อะไรหรือ?” ซินเหยนสบตาอันปู้อย่างเซื่องซึม

“เคยดูนิทานเรื่องซินเดอเรลล่าไหม?” อันปู้ถาม

ซินเหยนตอบอย่างแปลกใจ “บ้านไหนก็รู้จักเทพนิยายเรื่องนี้ทั้งนั้น มีใครไม่เคยดูด้วยหรือ?”

อันปู้หัวเราะออกมาอย่างมีเลศนัย “ถ้างั้น เธออยากลองเป็นซินเดอเรลล่าไหมล่ะ?”

ซินเหยนดูจะยังไม่เข้าใจ “เธอหมายความว่าอย่างไร?”

“ฉันจะเป็นนางฟ้าแม่ทูนหัวของเธอเอง ให้รองเท้าแก้วกับเธอหนึ่งคู่ พาเธอไปร่วมงานหมั้นของ พวกเขา เวทมนตร์จะมีอานุภาพยาวนาน 1 คืน” อันปู้ยื่นแหวนให้ซินเหยนวงหนึ่ง “นับจากนี้ไป ฉันหวังว่าเธอจะลืมผู้ชายคนนั้นได้ แล้วเริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างมีความสุข”

เช้าตรู่ในอีกสามวันต่อมา อันปู้ที่ฮึกเหิมและมีพลังเต็มเปี่ยมก็มาปรากฏตัวหน้าประตูบ้านของซินเหยน เธอสวมเดรสยาวสีแดงเพลิง รองเท้าส้นสูงสีทอง กางร่มสีดำยืนอยู่ภายใต้แสงแดดเจิดจ้า ไม่ต่างกับนางปีศาจที่มาจากขุมนรก ดูไม่เหมือนนางฟ้าแม่ทูนหัวเลยสักนิด

ซินเหยนยืนจังงังมองอันปู้ แต่ยังไม่ทันจะหายงง ก็ถูกอันปู้ลากไปช็อปปิ้งมอลล์

รองเท้าส้นสูงห้านิ้ว ชุดราตรี เครื่องประดับ พร้อมช่างแต่งหน้าทำผม นางฟ้าแม่ทูนหัวอันปู้จัดการแปลงโฉมซินเหยนตั้งแต่หัวจรดเท้า เปลี่ยนไปจนแทบจำไม่ได้

ซินเหยนถูกจับแปลงโฉมได้น่ารักน่าเอ็นดูเป็นที่สุด เธอรู้สึกเหมือนอันปู้มีเวทมนตร์ขึ้นมาจริงๆ อยากทำอะไรก็ทำได้ ตัวเธอได้แต่มองตาค้าง ความเจ็บปวดในใจเลือนหายไปหมด มิน่าล่ะ ใครๆถึงพูดว่าการช้อปปิ้งสามารถบำบัดความทุกข์ได้ การใช้เงินเป็นเบี้ยของอันปู้ทำให้เธอรู้แล้วว่าคำพูดนี้เป็นความจริง

…..

เวลาสามทุ่มกว่าบริเวณด้านนอกโรงแรมเซิงต้า รถหรูราคาแพงของคนดังจากทุกวงการทยอยกันเข้ามาอย่างต่อเนื่อง แต่ละคนแต่งตัวเต็มยศ ทุกอย่างล้วนหรูหรางดงาม

ไม่นาน รถยอดนิยมสีแดงคันหนึ่งก็เลี้ยวเข้ามาจอดเทียบประตูโรงแรม

เบลล์บอยที่อยู่ใกล้ๆรีบเข้าไปให้บริการทันที ท่วงท่าการเปิดประตูรถของเขาดูนอบน้อมไม่น้อย จังหวะนั้น ขาเรียวงามคู่หนึ่งก็ยื่นออกมา รองเท้าแก้วที่เธอสวมอยู่ส่องประกายวิบวับ แล้วสาวงามรูปร่างอรชรอ้อนแอ้นคนหนึ่งก็ค่อยๆก้าวลงจากรถ

วินาทีนั้น ซินเหยนกลายเป็นจุดสนใจของทุกสายตา ทุกคนจับจ้องเธออย่างตะลึงพรึงเพริด เป็นครั้งแรกที่ซินเหยนได้ปรากฏตัวต่อสาธารณชนในสภาพที่งดงามขนาดนี้ หัวใจของเธอเต้นโครมครามจนแทบระงับไม่ได้ ฝ่ามือชุ่มเหงื่อ

“เชิดหน้า ยืดอก อย่าหลบสายตา ท่องไว้ว่าเราคือนางพญา” คำพูดของอันปู้วนเวียนอยู่ในหัวสมองของซินเหยน “ทั้งเธอและคนพวกนั้นล้วนเป็นนักแสดงบนเวทีเหมือนกัน ใครแสดงเก่งกว่าก็จะได้เป็นนักแสดงนำ”

“ฉันกลัวว่าจะทำไม่ได้”

“ทำไม่ได้แล้วยังไง? เธอลืมแล้วหรือ เวทมนตร์ของเธอมีอานุภาพแค่คืนนี้คืนเดียว ถ้าแสดงพลาด อย่างมากก็แค่สะบัดก้นเดินออกมา เพราะถึงยังไงพวกเขาก็ไม่ได้จ่ายค่าออกงานให้เธอเสียหน่อย”

“ปู้ปู้ แล้วเธอไม่ไปกับฉันหรือ?”

“วางใจเถอะ ถึงเวลาฉันจะไปหาเธอเอง”

7.มองแบบนี้หมายความว่าไง?

ซินเหยนสูดลมหายใจลึก ค่อยๆก้าวเท้าออกไป

ภายในห้องจัดเลี้ยง อันปู้สวมเครื่องแบบบริกรของโรงแรม ถือถาดรองแก้วเดินลัดเลาะไปมาในหมู่แขกเหรื่อที่มาร่วมงาน เธอกวาดสายตาไปโดยรอบ จดจำรูปร่าง ความสูง เสื้อผ้า ท่าทางพฤติกรรม และสไตล์ของแขกที่อยู่ในงานอย่างรวดเร็ว

นี่เป็นความเคยชินของเธอ วัตถุประสงค์หลักก็เพื่อให้สมองได้ออกกำลังกาย อันปู้มีความสามารถในการจดจำได้เพียงชั่วระยะเวลาอันสั้น โดยหากล่วงเลยไปสามวันแล้วไม่จดจำให้ดี ก็อาจลืมเรื่องสำคัญที่เคยจำได้ทั้งหมด ดังนั้นจึงต้องทบทวนความทรงจำและฝึกฝนบ่อยๆ ไม่อย่างนั้นก็จะต้องเริ่มใหม่

อันปู้จัดวางแก้วเหล้าลงในถาดอีกครั้ง ขณะที่เตรียมจะยกถาดออกไปเสิร์ฟ มือข้างหนึ่งก็ยื่นมาหยิบเหล้าแก้วหนึ่งไป นิ้วเรียวยาวกุมปากแก้ว เล็บที่ตัดเรียบร้อยดูสะอาดสะอ้านภายใต้แสงไฟ เหล้าในแก้วหมุนวนไปมา ล้อแสงไฟจนเกิดประกายแวววาว ให้ความรู้สึกอบอุ่น

อันปู้มองตามมือข้างนั้นไป ก่อนจะเงยหน้ามองเจ้าของมือ

ชายผู้นี้อายุราว 30 ปี สูงกว่าอันปู้ประมาณคืบหนึ่ง รูปร่างสง่างามได้สัดส่วน โครงหน้าโดดเด่นตามแบบฉบับของลูกครึ่ง นัยน์ตาสีฟ้าบ่งบอกความเย่อหยิ่งจองหองไม่สนใจใคร เขายืนตระหง่านภายใต้แสงไฟที่สาดส่อง ดูสะดุดตาแม้อยู่ท่ามกลางคนหมู่มาก

บังเอิญเสียจริงที่ชายผู้นี้คือคนคนเดียวกับที่อันปู้เคยให้บริการที่ร้านอาหารเมื่อหลายวันก่อน เขาคือแขกที่จือนีย่าปิ๊งแต่กลับไม่สามารถล่อให้ติดกับได้ เพียงแต่อันปู้ลืมเรื่องเหล่านี้ไปหมดแล้ว

เจี่ยนหนิงเซวียนหยิบแก้วเหล้าขึ้นมา สายตาคมกริบจ้องอันปู้

อันปู้แปลกใจกับสายตาคู่นั้น จึงอดถามไม่ได้ “คุณผู้ชาย ยังต้องการอะไรเพิ่มไหมคะ?”

“เธอเคยทำงานเป็นบริกรที่ร้านอาหารชื่อ ‘ไคหรุ่ยซือ’ ใช่ไหม?” เจี่ยนหนิงเซวียนซัก

“ใช่ค่ะ” อันปู้พยักหน้า “คุณเป็นลูกค้าประจำของ ‘ไคหรุ่ยซือ’ หรือคะ?”

“เปล่า” เมื่อได้รับคำตอบที่ยืนยันการคาดเดาแล้ว เจี่ยนหนิงเซวียนก็เงียบไป เขาเบนสายตามาจับจ้องที่ป้ายชื่อตรงหน้าอกของอันปู้อยู่พักใหญ่

“…..” อันปู้

มองแบบนี้หมายความว่าไง?

อันปู้หงุดหงิดขึ้นมาทันที เธอรู้ดีว่าหมอนี่ไม่ได้มองเธอด้วยความพิศวาส สายตาจองหองคู่นั้นเหมือนกำลังมอง ‘ศพ’ มากกว่า

ก็ใช่…โอเคน่ะ ถึงเธอจะเป็นศพจริงๆ แต่ถ้าถูกจ้องแบบนี้ ศพที่ตายไปแล้วก็อาจจะลุกขึ้นมาได้เหมือนกัน!

อันปู้ตัดสินใจทิ้งความรู้สึกอึดอัดที่เกิดขึ้น เธอยิ้มให้เขาอย่างมีมารยาทแล้วยกถาดแก้วเหล้าเดินลัดเลาะไปตามฝูงชนในห้องจัดเลี้ยง

เดินไปได้สิบกว่าเมตร ก็พบว่าเขาตามเธอมาติดๆ อันปู้รู้สึกได้ว่าเขาไม่ได้คิดจะเกี้ยวเธอ แค่ติดตามเธอโดยรักษาระยะห่างประมาณสี่ห้าก้าว

นายคิดจะทำอะไร? พูดออกมาสิ! ทำตัวเหมือนหางที่ติดก้นอยู่ได้!

ผ่านไปอีกเจ็ดแปดนาที ในที่สุดอันปู้ก็หมดความอดทน เธอหยุดกึกแล้วหันขวับ “คุณผู้ชาย ตกลงคุณต้องการอะไรกันแน่?”

เจี่ยนหนิงเซวียนตอบหน้าตาเฉย “ฉันก็เดินไปเรื่อยเปื่อย”

อันปู้ถลึงตา “ที่นี่ออกจะกว้าง ทำไมต้องมาอยู่ใกล้ฉัน?”

เฮอะ! เดินเรื่อยเปื่อย!

เจี่ยนหนิงเซวียนเหลือบมองอันปู้ ทันเห็นเห็นแววตาไม่พอใจของอีกฝ่าย เขาย้อนถาม “เธอมีปัญหาอะไร?”

อันปู้พูดไม่ออก ฟ้าประทานหน้าตามาให้เป็นทรัพย์แล้ว ไม่ควรเอามาใช้ทำท่าไม่รู้ไม่ชี้แบบนี้!

“ถ้าคุณคิดจะเดินเรื่อยเปื่อยจริงๆล่ะก็ ฉันขอแนะนำให้คุณไปที่โต๊ะอาหารทางโน้นดีกว่า คุณจะได้ลิ้มลองอาหารเลิศรสและชื่นชมความงดงามของทิวทัศน์ยามค่ำคืนด้วย” อันปู้หาทางออกให้

“ฉันคิดเองได้ว่าควรทำอะไร ไม่จำเป็นต้องให้เธอช่วยตัดสินใจ” เจี่ยนหนิงเซวียนตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

ดีมาก! ฉันตัดสินใจให้นายทำอะไรไม่ได้ก็จริง แต่ฉันตัดสินใจเกลียดนายได้!

“ขอประทานโทษค่ะ ถ้าอย่างนั้นเชิญคุณตามสบาย” อันปู้หันหลังกลับ ตั้งต้นทำงานของเธอโดยไม่สนใจเขาอีก

อันที่จริง ผู้ชายที่ออกงานแบบนี้ควรจะได้รับความนิยมชมชอบไม่น้อย แต่เขากลับอยู่โดดเดี่ยว ไม่สนใจใยดีสิ่งรอบข้าง ไม่คบค้าสมาคมกับใคร แม้กับเจ้าของงานก็ยังไม่ไปทักทาย แล้วเขาจะมางานนี้ทำไม?

…..

สามทุ่มครึ่ง คุณพ่อเหลียงขึ้นเวทีเพื่อกล่าวเปิดงานอย่างเป็นทางการ เขาประกาศการหมั้นระหว่างเหลียงเหอฝู่กับหยวนซือซือด้วยเสียงอันดัง ชูแก้วขึ้นแสดงความยินดีพร้อมกับแขกเหรื่อทุกคน

ทุกสายตาต่างจับจ้องอยู่ที่คู่หมั้น ซึ่งหลังจากเสร็จสิ้นพิธี ทั้งห้องจัดเลี้ยงก็กึกก้องไปด้วยเสียงปรบมือแสดงความยินดี เครื่องดื่มมากมายถูกยกขึ้นดื่มเพื่อร่วมฉลอง จากนั้นงานเลี้ยงก็ดำเนินต่อไป

เหลียงเหอฝู่พาหยวนซือซือเดินไปมาในห้องเพื่อรับคำอวยพรจากแขกเหรื่อ

“ซือซือ คู่หมั้นของเธอน่ะหล่อมากเลยนะ จับตาให้ดีล่ะ เดี๋ยวจะถูกแม่สาวพราวเสน่ห์ทั้งหลายฉกไป” ติงอี๋พูดทีเล่นทีจริง

“ผู้ชายดีพร้อมแบบนี้จะไม่ให้เป็นที่หมายปองก็คงไม่ได้ หากเมื่อก่อนเขาจะมีเล็กมีน้อยบ้าง ฉันไม่สนใจหรอก แต่หลังจากนี้…เขาจะต้องรักฉันคนเดียวเท่านั้น ฉันพูดถูกไหม เหอฝู่?” หยวนซือซือหันไปออดอ้อนคู่หมั้น

เหลียงเหอฝู่บิดจมูกของเธอเป็นการหยอกเย้า “แน่นอน มีคู่หมั้นสวยขนาดนี้ ฉันจะมีผู้หญิงคนไหนอยู่ในสายตาได้อีกล่ะ?”

หยวนซือซือยิ้มหวาน ติงอี๋ที่มองอยู่ถึงกับแอบเบ้ปาก เมื่อเหลียงเหอฝู่เดินออกไปก็รีบเข้าไปกระซิบกระซาบ “ซือซือ ฉันได้ยินว่าคู่หมั้นของเธอน่ะ ก่อนหน้านี้เขามีแฟนที่คบกันมานานมากเลยนะ เธอไม่กังวลหรือ?”

“เธอหมายถึงผู้หญิงคนนั้นใช่ไหม?” หยวนซือซือย้อนถามด้วยน้ำเสียงดูถูก “หล่อนเป็นแค่จุดด่างพร้อยเล็กๆ แสนจะธรรมดา ไม่มีอะไรพิเศษ ไม่เห็นต้องใส่ใจ”

“จริงหรือ?” ติงอี๋หันไปสำรวจรอบๆ “วันนี้หล่อนมาไหม?”

“เชอะ แม้แต่การ์ดเชิญ เหอฝู่ยังไม่ให้เลย เธอคิดว่าสารรูปอย่างหล่อนจะมีคุณสมบัติพอที่จะมาร่วมพิธีหมั้นของเราไหมล่ะ?”

“ก็จริง…” เมื่อติงอี๋พูดจบ ก็ได้ยินเสียงกระซิบกระซาบดังมาจากประตูห้องจัดเลี้ยง แขกเหรื่อหลายคนหันไปมอง

ไม่ต้องรอนาน หญิงสาวนางหนึ่งก็นวยนาดเข้ามาในห้องจัดเลี้ยง เธอสวมเดรสยาวสีฟ้าเปิดไหล่ ตัวกระโปรงซ้อนกันหลายชั้น เล่นลวดลายที่เอวด้วยการจับจีบจนเน้นส่วนเว้าส่วนโค้งชัดเจน ทรงผมนั้นเกล้าสูงเพื่ออวดลำคองามระหง เครื่องประดับชิ้นเดียวบนลำคอเป็นสร้อยอัญมณีสีฟ้าที่ขับผิวขาวของเธอให้ผุดผ่องยิ่งขึ้น ใบหน้าถูกแต่งแต้มให้ดูเป็นธรรมชาติ ความงดงามนี้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาทุกคน

ซินเหยนมาถึงงานเป็นคนสุดท้าย จึงกลายเป็นจุดสนใจของทุกคนอย่างช่วยไม่ได้ ในช่วงเวลาเหมาะเจาะเช่นนี้ ผู้คนไม่น้อยต่างตกตะลึงในความงามของเธอ

 

“หล่อนมาที่นี่ได้ยังไง?” หยวนซือซือหันขวับไปมองคู่หมั้น แต่กลับเห็นเขายืนอึ้ง สายตาจับจ้องที่ประตูราวกับจิตวิญญาณหลุดลอยไปชั่วขณะ

แววตาของหยวนซือซือบ่งบอกความไม่พอใจอย่างชัดเจน เธอเดินเข้าไปจับแขนของเหลียงเหอฝู่ ถามอีกครั้งด้วยน้ำเสียงเย็นชา “คุณส่งการ์ดเชิญให้หล่อนหรือ?”

เหลียงเหอฝู่พลันได้สติ พอเห็นคู่หมั้นหน้าบึ้งก็ตอบอย่างลนลาน “ไม่ได้ส่ง”

“แล้วทำไมหล่อนถึงมาปรากฏตัวที่นี่ได้?” หยวนซือซือจ้องหน้าคู่หมั้นหนุ่มเขม็ง

“ฉันจะรู้ได้ไงล่ะ!” เหลียงเหอฝู่หงุดหงิดกับความขี้สงสัยของเธอ แต่ขณะเดียวกันก็อดใจไม่ไหว ต้องหันไปมองซินเหยนอีกครั้ง

หยวนซือซือโมโหหนักกว่าเดิม แต่ก็ไม่ตีโพยตีพาย เธอจับแขนเหลียงเหอฝู่ไว้แน่น มองซินเหยนที่กำลังเดินเข้ามาด้วยท่าทีเย็นชา

ติงอี๋ที่อยู่ข้างๆส่งเสียงกระซิบกระซาบ “แม่นั่นเป็นแฟนเก่าของคู่หมั้นเธอใช่ไหม? หล่อนบอกว่าตัวเองเป็นแค่คนธรรมดาไม่ใช่หรือ? ดูเครื่องประดับนั่นสิ ไม่ใช่แบบที่คนธรรมดาจะใส่ได้นะ”

หยวนซือซือหัวเราะเยาะ “ใครจะไปรู้ล่ะ หล่อนอาจยอมทุ่มเงินก้อนใหญ่เพื่อไปยืมใครมาใส่ก็ได้”

ช่างเหมาะเจาะอะไรอย่างนั้น! เมื่อครู่นี้เธอยังเยาะเย้ยถากถางแฟนเก่าของเหลียงเหอฝู่ในหมู่พี่น้องอยู่เลย แต่เพียงไม่กี่วินาทีต่อมา ก็ถูกความงดงามของแม่นั่นแย่งซีนไปหมด ไม่มีใครที่ไม่ตกตะลึง ไม่รู้ว่าคนเหล่านั้นจะยังคิดว่าวันนี้เธอเป็นนางเอกของงานอยู่ไหม!

ติงอี๋ได้แต่หัวเราะ ไม่พูดอะไรออกมา

ซินเหยนเดินมาประจันหน้ากับเหลียงเหอฝู่ กำมือแน่นจนรู้สึกเจ็บเล็กน้อย เธอยืดตัวตรง รวบรวมกำลังใจทั้งหมดรักษามาดสงบนิ่งไว้ จากนั้นก็พูดออกไปด้วยน้ำเสียงปกติ “ยินดีด้วยค่ะ ‘รุ่นพี่’”

เหลียงเหอฝู่จ้องซินเหยนตาวาว ไม่นึกเลยว่าเธอจะสวยสะดุดตาขนาดนี้ เมื่อก่อนเธอเหมือนเครื่องประดับที่ตกรุ่นไปแล้วเพราะเขาหยิบใช้จนชิน แต่ซินเหยนที่อยู่ตรงหน้าเขาตอนนี้ไม่ต่างจากหยกน้ำงามที่ได้รับการเจียระไนอย่างพิถีพิถัน สกัดเอารอยด่างพร้อยทั้งหลายออกไป เหลือเพียงท่วงท่าสง่างามที่แสนจะน่าลุ่มหลง

เหลียงเหอฝู่พบเจอสาวสวยมามากมาย ซึ่งซินเหยนไม่ใช่ผู้หญิงที่สวยที่สุด แต่เพราะตัวเธอในอดีตกับตอนนี้แตกต่างกันเหลือเกิน ซินเหยนที่อยู่ตรงหน้าทำลายความทรงจำเดิมของเขาจนหมดสิ้น ทั้งยังโจมตีถูกจุดด้วย

เห็นเหลียงเหอฝู่จ้องตาไม่กระพริบ หยวนซือซือโมโหเดือดขึ้นอีก เธอแอบใช้เล็บจิกต้นแขนของเขา พยายามระงับอารมณ์และตั้งคำถาม “คุณซินเหยน ไม่ทราบว่าใครเป็นคนมอบการ์ดเชิญให้คุณ?”

8.คิดมาก

ซินเหยนไม่แม้แต่จะชายตามองหยวนซือซือ เธอจับจ้องเหลียงเหอฝู่คนเดียว แววตานั้นมีคำพูดมากมายที่อยากพูดออกไป ทั้งขุ่นเคืองและแค้นใจ แต่เธอก็ไม่ลืมสิ่งที่อันปู้เตือนไว้ “เวลาเจอหน้ากัน สนใจเหลียงเหอฝู่คนเดียวนะ คนอื่นเป็นแค่ตัวประกอบเท่านั้น”

หยวนซือซือยิ่งอับอายที่ซินเหยนไม่มองเธอ ขณะที่กำลังจะอาละวาด ก็ได้ยินซินเหยนพูดว่า “วันนี้ฉันมาในฐานะรุ่นน้องเพื่อมอบคำอวยพรให้ สังคมสมัยนี้น่ะ ยากที่จะได้พบกับความจริง ซึ่งหากรุ่นพี่พบแล้ว ฉันก็หวังว่าพี่จะรักษาไว้อย่างดี อย่าสิ้นเปลืองเวลาสองสามปี แล้วท้ายที่สุดก็โยนทิ้งไป”

เหลียงเหอฝู่รู้สึกปวดใจขึ้นมาทันที ขณะกำลังจะเปิดปากพูด ก็ถูกหยวนซือซือรั้งไว้ เธอก้าวออกมา เถียงแทนอย่างไม่ยอมลดละ “ฉันกับเหอฝู่อยู่ด้วยกันยาวนานแน่ เธอไม่ต้องกังวลหรอก ห่วงแต่ตัวเองเถอะ หวังว่าจากนี้เธอจะหาแฟนที่เหมาะสมกับเธอได้ แล้วใช้ชีวิตในแต่ละวันด้วย ‘ความมั่นใจ’ อย่าหลงกอดสิ่งที่เป็นภาพลวงเข้าล่ะ ไก่บ้านน่ะ…แต่งเนื้อแต่งตัวอย่างไรก็ไม่อาจกลายเป็นหงส์ได้หรอก”

“เธอพูดถูก” ซินเหยนรู้สึกเข้าใจแจ่มแจ้งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เธอมองหยวนซือซือด้วยแววตาเย่อหยิ่งและเยือกเย็น “ต่อให้ไก่บ้านสวมเสื้อผ้าสวยงาม ก็ใช่ว่าจะกลายเป็นหงส์ได้”

แววตาของซินเหยนประกอบกับการปรับเปลี่ยนคำพูดเล็กน้อยไม่ต่างอะไรกับการเยาะเย้ยถากถางหยวนซือซือ บอกเป็นนัยให้รู้ว่าตัวเธอเป็นแค่ไก่บ้านที่บังเอิญไปเกิดในรังหงส์

แขกเหรื่อแถวนั้นพากันแอบหัวเราะ หยวนซือซืออึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะปรี๊ดแตก “นี่เธอ!...”

ขณะที่กำลังจะตอบโต้ จู่ๆบริกรสาวคนหนึ่งก็เข้ามายืนขวางระหว่างตัวเธอกับซินเหยน บดบังระดับสายตาของเธอพอดี

ซินเหยนตาโตขึ้นมาทันทีเมื่อได้เห็นใบหน้าของบริกรสาว แถมอีกฝ่ายยังเล่นหูเล่นตาใส่เธอด้วย ซินเหยนอดหัวเราะไม่ได้ ความตึงเครียดหายไปอย่างรวดเร็ว

บริกรสาวคนนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือ ‘อันปู้’ นางฟ้าแม่ทูนหัวของเธอเอง เมื่ออันปู้ยกถาดในมือขึ้นมา ซินเหยนก็รู้งานว่าต้องทำอะไร เธอหยิบแก้วไวน์ในถาดขึ้นมาแก้วหนึ่งแล้วเอ่ยกับเหลียงเหอฝู่ “รุ่นพี่คะ ฉันขอดื่มอวยพรให้พี่ค่ะ”

ในจังหวะนั้น สายตาของหยวนซือซือก็ถูกบดบังโดยบริกรที่ไม่รู้โผล่มาจากไหน บังเอิญอะไรเช่นนี้!

เหลียงเหอฝู่ยกแก้ว ในใจแอบชื่นชมความเข้าอกเข้าใจคนอื่นของซินเหยน เขายกแก้วขึ้น พร้อมจะชนแก้วกับเธอด้วยท่วงท่าสง่างาม

ในตอนนั้นเอง ซินเหยนที่ชูแก้วอยู่ก็สาดไวน์ในแก้วนั้นใส่หน้าของเขาสุดแรงแล้วพูดเสียงดังฟังชัด “ขอให้คุณชายเหลียงกับคุณหนูหยวนครองรักกันไปนานๆ มีความสุขด้วยกันตลอดไป” จากนั้นก็ปล่อยแก้วตกกระแทกพื้น เกิดเสียงดัง ‘เพล้ง’ แก้วแตกกระจายไม่มีชิ้นดี

มือของเหลียงเหอฝู่ค้างอยู่กลางอากาศ

หยวนซือซือก็ตาโต ตกใจจนพูดไม่ออก

แขกเหรื่อต่างหันมามองเป็นตาเดียว ทุกคนเห็นใบหน้าเปียกโชกของเหลียงเหอฝู่ ความโมโหและตกตะลึงของหยวนซือซือ และแผ่นหลังงดงามที่เดินเชิดจากไป

อันปู้แอบกดไลค์ให้ซินเหยนกับวิธีที่เธอสั่งลาได้อย่างสง่างาม จากนั้นก็รีบแฝงตัวเข้าไปในฝูงชน ไม่มีใครให้ความสนใจกับบริกรตัวเล็กๆคนหนึ่ง มีเพียงเจี่ยนหนิงเซวียนคนเดียวที่ยืนห่างจากเธอออกไปราวเจ็ดแปดเมตร เขากวาดตามอง เห็นแผ่นหลังของอันปู้ออกไปทางประตูด้านข้างไวๆ รู้ทันทีว่าเธอออกไปแล้ว

สำหรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ อันปู้ไม่กังวลสักนิด เพราะพวกตระกูลเหลียง ‘รอบจัด’ พอจะรับมือกับเหตุการณ์แบบนี้ได้สบาย ยิ่งกว่านั้น ทุกอย่างก็เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาสั้นๆเพียงไม่กี่นาที แขกเหรื่อที่เห็นเหตุการณ์ชัดเจนมีอยู่ไม่มาก และส่วนใหญ่หัวเราะกับเรื่องที่เกิดขึ้น ซึ่งคนตระกูลเหลียงคงไม่มัวเสียเวลากับผู้หญิงเพียงคนเดียวหรอก เสียแต่หยวนซือซือกับเหลียงเหอฝู่คงไม่สบายใจเท่าไหร่ ถึงเรื่องนี้จะเทียบไม่ได้กับการชดเชยความเสียใจที่ซินเหยนได้รับ แต่ก็ถือว่าปิดจ๊อบได้เร็วและตรงไปตรงมาดี

ออกจากโรงแรมได้ไม่นาน อันปู้ก็พบซินเหยน หญิงสาวนั่งยองๆอยู่ข้างถนน กำลังสะอื้นให้ราวกับไว้อาลัยเป็นครั้งสุดท้ายให้กับความรู้สึกนี้

“ไม่มีอะไรแล้วล่ะ กลับบ้านกันเถอะ” อันปู้ถอดเสื้อคลุมและคลุมลงไปบนศีรษะของซินเหยน

ซินเหยนดึงเสื้อคลุมออก ทำหน้าเศร้าคอตกและลุกขึ้นยืน

อันปู้จับมือซินเหยนไว้แล้วหยิบมือถือออกมากด ไม่ช้า รถที่มาส่งซินเหยนเข้างานก็มาจอดเทียบตรงหน้า เธอเปิดประตูรถและพยุงซินเหยนให้เข้าไปนั่ง ก่อนจะตามเข้าไป

ทั้งคู่เงียบงันไปพักใหญ่ สุดท้ายซินเหยนก็รำพึงอย่างหดหู่ “ปู้ปู้ ถ้าเธอเป็นผู้ชาย จะต้องเป็นแฟนหนุ่มที่แสนเพอร์เฟคในใจของสาวๆแน่”

"ถึงฉันจะไม่ใช่ผู้ชาย แต่ก็เป็น ‘แฟนหนุ่ม’ ที่แสนเพอร์เฟคได้นะ” อันปู้กระหยิ่มยิ้มย่องนิดๆ

ซินเหยนชะงักไปครู่หนึ่งแล้วพูดอย่างลังเล “ฉันไม่ได้ชอบผู้หญิง ไม่ได้เป็นเลสเบี้ยน” ดังนั้น ต่อให้อันปู้จะดีกับเธอแค่ไหน เธอก็ไม่อาจเปลี่ยนรสนิยมได้

“…คิดมากไปน่ะ” ความคิดของผู้หญิงคนนี้ บางครั้งก็เข้าใจยากจริงๆ

ซินเหยนถอนหายใจเฮือกใหญ่ “เธอคิดว่าเหลียงเหอฝู่จะส่งคนมาแก้แค้นฉันไหมที่ฉันทำให้เขาต้องอับอาย?” พอทำเรื่องร้ายกาจสำเร็จ ในใจก็เริ่มหวาดกลัว

“สบายใจเถอะ” อันปู้ตอบกลับอย่างมั่นใจ “ถึงเหลียงเหอฝู่จะเป็นผู้ชายเห็นแก่ตัว แต่ไม่มีนิสัยรังแกผู้หญิงแน่” ว่าแต่…คู่หมั้นของเขาคนนั้นก็พูดยากอยู่นะ

ซินเหยนก้มหน้า แววตาเลื่อนลอยคล้ายกำลังกลับสู่ห้วงแห่งความทรงจำ

อันปู้ไม่รบกวน เพราะการลบเลือนความรู้สึกคงไม่ง่ายขนาดนั้น จะลุกเดินต่อได้เมื่อไหร่คงต้องอยู่ที่ตัวซินเหยนเอง

อันปู้พาซินเหยนกลับบ้าน ช่วยเธอจัดเก็บห้องรับแขก

หลังจากซินเหยนอาบน้ำเสร็จ ก็ส่งคืนชุดออกงาน รองเท้า และเครื่องประดับต่างๆให้อันปู้ด้วยความระมัดระวัง

“ปู้ปู้ ขอบคุณมากนะ”

“เก็บไว้เถอะ ฉันยกให้เธอหมดเลย”

ซินเหยนส่ายหน้า “เวทมนตร์ของซินเดอเรลล่าทำให้เธอได้รับความรักจากเจ้าชาย แต่ฉันกลับใช้เวทมนตร์นี้จบความรักที่น่าสมเพช อะไรที่ไม่ใช่ของฉัน สุดท้ายก็ไม่อาจเป็นของฉันได้หรอก สิ่งที่มีอยู่จริงต่างหากถึงจะควรค่าแก่การรักษาไว้ อย่างมิตรภาพของเธอ ต่อให้มีเหลียงเหอฝู่สิบคน ฉันก็ไม่ยอมแลก”

อันตู้เบะปาก “เจอผู้ชายเห็นแก่ตัวคนหนึ่งแล้วยังเหนื่อยใจไม่พอหรือไง? อยากได้แบบนี้สิบคน?”

“ขอซึ้งหน่อยน่ะ” ซินเหยนหัวเราะแล้วจับมืออันปู้ “ฉันก็แค่อยากให้เธอรู้ว่าเธอเป็นคนที่ดีที่สุด!”

เรื่องราวครั้งนี้ทำให้ซินเหยนรู้ว่าอันปู้ไม่ใช่คนธรรมดา ถึงจะรู้ช้าไปหน่อยก็เถอะ แต่เพราะมันเกี่ยวข้องกับสถานะของอันปู้ เธอจึงไม่ซักไซ้และไม่คิดจะเปิดประเด็นเรื่องนี้ เธอไม่คิดว่ามิตรภาพระหว่างเธอกับอันปู้จะเปลี่ยนแปลงไปตามเงินทองและสถานะ และจะไม่ฉกฉวยผลประโยชน์จากความช่วยเหลือของอันปู้อย่างเด็ดขาด

อันปู้ลูบหัวของซินเหยนไปมา ท่าทางเหมือนผู้ใหญ่ปลอบเด็ก

“ใช่แล้ว!” ซินเหยนโพล่งออกมา “ฉันวางแผนว่าจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยอีกครั้ง”

“ไม่เลวนี่” อันปู้สนับสนุนเต็มที่

ซินเหยนสูดลมหายใจลึก จ้องมองฝ้าเพดาน “ก่อนหน้านี้ ปัญหาทางบ้านทำให้ฉันต้องหยุดเรียน ต่อมา เพื่อให้ตัวเองเหมาะสมกับเหลียงเหอฝู่ ฉันจึงตั้งความหวังไว้ว่าจะได้ทำงานที่มีเกียรติ มีหน้ามีตา พยายามจะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานให้ได้ แต่เรื่องพวกนั้นผ่านไปแล้ว ตอนนี้ฉันคิดจะทุ่มเทเพื่อตัวเองอีกสักครั้ง สอบเข้ามหาวิทยาลัยอย่างที่เคยฝันไว้ ก้าวตามความฝันของตัวเองไปทีละก้าว”

“ต้องการความช่วยเหลือไหม?”

“ไม่เป็นไร” ซินเหยนหัวเราะออกมา “หลายปีที่ผ่านมา ฉันไม่เคยคิดจะเลิกเรียนนะ ก็เลยเก็บเงินไว้บางส่วน แถมยังได้เงินจากการทำงานพิเศษด้วย จะเรียนให้จบคงไม่มีปัญหาหรอก”

อันปู้นอนเอกเขนกอยู่บนเตียง ส่งยิ้มตาหยีให้ซินเหยน อีกฝ่ายยืนหยัดต่อจุดมุ่งหมายของตัวเอง ทั้งยังมุมานะบากบั่น เธอเชื่อว่าในอนาคต ซินเหยนจะต้องเป็นผู้หญิงที่น่าจับตาคนหนึ่งแน่

คืนนั้นสองสาวขลุกอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ สนุกสนานกับการเปรียบเทียบข้อดีข้อด้อยของแต่ละมหาวิทยาลัย พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันจนฟ้าสาง

ผ่านไปหลายวัน ในที่สุดซินเหยนก็ตัดสินใจเลือกมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งจากมณฑลใกล้ๆ เธอลาออกจากงานที่ร้านอาหารและวางแผนจะย้ายไปที่นั่นให้เร็วที่สุด จะได้เตรียมพร้อมสำหรับการสอบในอีก 2 เดือนข้างหน้า

ตอนแรกเธอไม่อยากอยู่ห่างอันปู้ จึงเลือกมหาวิทยาลัยในมณฑลนี้ แต่อันปู้เห็นว่าควรไปเรียนต่างมณฑลจะดีกว่าเพื่อหลีกเลี่ยงการก่อกวนจากหยวนซือซือ สุดท้ายซินเหยนจึงเปลี่ยนความคิด

ใกล้วันเดินทาง ทั้งคู่ออกไปเที่ยวเล่นด้วยกันในเมืองทั้งวัน ถ่ายรูปคู่ไว้มากมาย เมื่อถึงเวลาต้องลาจาก ก็จับมือบอกลากันอย่างอาลัยอาวรณ์

หลังจากส่งซินเหยนแล้ว อันปู้ก็ล้างรูปทั้งหมดแล้วนำมาแปะในอัลบั้ม ติดรูปตามลำดับวันที่ เธอเขียนกำกับไว้ใต้รูปใบแรกของซินเหยนว่า ‘ซินเหยน อายุ 24 ปี, เดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2474, รู้จักกันจากการอบรมการควบคุมระบบงานด้วยระบบคอมพิวเตอร์ VM จนกลายเป็นเพื่อน…’

9.สวนสนุก

ในตู้ของอันปู้ยังมีอัลบั้มรูปภาพอีกหกเจ็ดอัลบั้ม รวมถึงกระดาษโน้ตอีกจำนวนหนึ่งที่เธอจดไว้กันลืมในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา ทั้งหมดเป็นรายละเอียดของแต่ละคนและแต่ละเรื่องราว เพราะอันปู้จำเป็นต้องทบทวนความทรงจำบ่อยๆเพื่อไม่ให้ทุกอย่างถูกลบเลือนไป ดังนั้น ทุกสถานที่ที่เธอเคยไป ทุกคนที่เธอรู้จัก รวมทั้งเรื่องราวต่างๆจะถูกจดบันทึกลงไปทุกครั้ง

นอกจากนี้ อันปู้ยังเก็บอัลบั้มรูปตลอดเจ็ดสิบปีและกระดาษโน้ตจดกันลืมอีกบางส่วนไว้ในตู้นิรภัยของธนาคาร มีรูปครอบครัวติดตัวไว้เพียงใบเดียว ตอนนี้ ความทรงจำสิบปีก่อนหน้านี้ของเธอเริ่มจะเลือนรางแล้ว แต่ของพวกนั้นยังอยู่ในตู้นิรภัย เธอเห็นมันเป็นสมบัติล้ำค่าที่ไม่มีทางสูญหายไปไหนอย่างแน่นอน

หลังจากจัดเก็บความทรงจำและเรื่องราวของซินเหยนแล้ว อันปู้ก็ได้การตอบรับจากงานใหม่อย่างรวดเร็ว…การเป็นมาสคอตตุ๊กตาหมีหน้านิ่งของสวนสนุกคูเล่อ

 

สวนสนุกคูเล่อเป็นสถานที่หนึ่งที่ผู้คนชื่นชอบ ทั้งยังเป็นหนึ่งในที่ที่อันปู้ได้ทำงานพิเศษบ่อยที่สุด

ตอนนี้เป็นช่วงต้นฤดูร้อน อากาศร้อนอบอ้าว ภายใต้แสงแดดเจิดจ้า มีคนจำนวนไม่น้อยที่อดทนสวมชุดตุ๊กตามาสคอตหนาๆเดินไปเดินมาได้ติดต่อกันถึงสองสามชั่วโมง ซึ่งหากร่างกายอ่อนแอ เพียงไม่กี่นาทีก็อาจเป็นลมแดดได้ แต่อันปู้ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องพวกนี้ เพราะเธอไม่สะทกสะท้านกับความร้อนเลยสักนิด ต่อให้ใส่ผ้าฝ้ายที่แสนจะหนาหนัก ก็ไม่มีทางทำให้แผ่นหลังของร่างกายที่เป็นศพเกิดความร้อนจนเหงื่อไหลได้ แต่ตรงกันข้าม เธอไม่อาจอยู่ภายใต้แสงแดดได้นานๆ เพราะผิวหนังที่ถูกแดดโลมเลียจนเสียหายจะเพิ่มปริมาณของพลังงานแห่งความตายให้เธอ

ในสวนสนุก ตุ๊กตาหมีหน้านิ่งตัวหนึ่งถือลูกโป่งไว้ ตรงหน้าอกแขวนป้ายที่ใช้ฟอนต์แบบการ์ตูน “เด็กน้อยที่มีส่วนสูงต่ำกว่า 1 เมตร 40 เซนติเมตรสามารถใช้บัตรเด็กมาแลกลูกโป่งสวรรค์ได้หนึ่งลูก จับมือกับตุ๊กตาหมี ถ่ายรูป และให้พี่หมีอุ้มได้ด้วย”

เด็กน้อยเข้ามากลุ้มรุมห้อมล้อมตุ๊กตาหมีอย่างสนุกสนาน บ้างก็ชิงลูกโป่งสวรรค์ บ้างก็ยื้อแย่งกันกอดตุ๊กตาหมี ส่วนตุ๊กตาหมีหน้านิ่งนั้น มือข้างหนึ่งทำหน้าที่ส่งลูกโป่งให้เด็กๆ ส่วนอีกมือหนึ่งก็กอดเด็กน้อยที่กำลังปีนขึ้นมา พร้อมหันหน้าไปมองกล้อง ทำท่าเท่ๆเพื่อถ่ายรูป พ่อแม่ที่เฝ้ามองต่างก็มีความสุข อิ่มอกอิ่มใจเป็นที่สุด

“คุณอา ตรงนั้นมีลูกโป่งเยอะแยะเลย เราไปดูกันเถอะ” เด็กหญิงอายุราว 6-7 ขวบร้องตะโกนบอกชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างๆด้วยท่าทางตื่นเต้น พร้อมชี้มือชี้ไม้ไปทางหมีหน้านิ่งที่อยู่ไม่ไกลนัก

สิ้นเสียงนั้น ชายหนุ่มก็เงยหน้า เผยให้เห็นใบหน้าหล่อเหลาสะดุดตา

เจี่ยนหนิงเซวียนพยักหน้าให้ผู้ช่วยที่ชื่อเสี่ยวหลิวจูงเด็กน้อยไป ตัวเขาเดินตามหลัง อากาศที่ร้อนอบอ้าวแบบนี้ทำให้รู้สึกกระสับกระส่าย เสื้อยืดด้านหลังเปียกเหงื่อชุ่ม ตัวเหนียวจนแทบจะทนไม่ไหว

“เว่ยเว่ยอยากได้ลูกไหน?” เสี่ยวหลิวถาม

เจี่ยนเสี่ยวเว่ยพิจารณาอยู่นานสองนาน สุดท้ายก็ตัดสินใจเลือกลูกโป่งหมาป่าสีเทาลูกใหญ่

เสี่ยวหลิวยื่นตั๋วใบเล็กให้ตุ๊กตาหมีหน้านิ่ง แล้วรับลูกโป่งหมาป่าสีเทาลูกใหญ่จากหมีหน้านิ่งมาส่งให้เจี่ยนเสี่ยวเว่ย

เจี่ยนเสี่ยวเว่ยรับลูกโป่งหมาป่าสีเทาลูกใหญ่มาแล้ว แต่กลับจ้องมองลูกโป่งลูกอื่นที่อยู่ในมือของหมีหน้านิ่งด้วยนัยน์ตากลมโตแป๋วแหวว ไม่ยอมขยับเขยื้อน

“ทำไมหรือ?” เสี่ยวหลิวมองเจี่ยนเสี่ยวเว่ยอย่างไม่เข้าใจ

เจี่ยนเสี่ยวเว่ยไม่สนใจเสี่ยวหลิว เธอสลัดมือของเขาออกแล้ววิ่งไปหยุดตรงหน้าหมีหน้านิ่ง ดวงตากลมโตจับจ้องลูกโป่งพวกนั้นอย่างไม่ละสายตา

ขณะที่เด็กน้อยยังคงจ้องลูกโป่ง เจี่ยนหนิงเซวียนก็เดินมาพอดี ตอนแรกเขาคิดจะเร่งให้ทั้งสองคนรีบไป แต่ก็มีอันต้องหยุดชะงักเมื่อเห็นหมีหน้านิ่งตัวนั้นที่อยู่ห่างออกไปสามก้าว นัยน์ตาสีฟ้าของเขาพลันเปล่งประกาย

“คุณหมีหน้านิ่ง หนูยังอยากได้ลูกโป่งกระต่ายลูกนั้น” เจี่ยนเสี่ยวเว่ยร้องบอกเบาๆ ชี้ไปที่ลูกโป่งกระต่ายสีชมพูในมือของอันปู้

“หนูมีลูกโป่งหมาป่าสีเทาแล้วนี่จ๊ะ ขอลูกโป่งกระต่ายเพิ่มไม่ได้แล้วนะ” ความหมายของอันปู้คือทุกคนรับลูกโป่งได้เพียงคนละหนึ่งลูกเท่านั้น

เจี่ยนเสี่ยวเว่ยพึมพำ “เจ้าหมาป่าไม่มีคุณกระต่าย เขาต้องแก่เฒ่าไปอย่างเดียวดาย คุณหมีหน้านิ่งจะใจร้าย ทนดูเขาเสียใจได้หรือ?”

ใครบอกเธอนะว่าหมาป่ากับกระต่ายเกิดมาคู่กัน? นี่มันผิดตรรกะของกฎการจับคู่ชัดๆ

อันปู้บอกหนูน้อย “หนูคิดผิดแล้วล่ะ คุณกระต่ายเป็นคู่หมั้นของฉัน ฉันจะส่งคู่หมั้นของฉันไปให้เจ้าหมาป่าสีเทาได้อย่างไร?”

เจี่ยนเสี่ยวเว่ยอ้าปากค้าง นัยน์ตาฉายแววตื่นตระหนก หัวใจวนเวียนอยู่กับความคิดที่ว่า ‘คุณกระต่ายเป็นคู่หมั้นของคุณหมีหน้าตายหรือ? มันเกิดขึ้นเมื่อไหร่? เธอพลาดเรื่องสำคัญแบบนี้ไปได้อย่างไร?’

เจี่ยนเสี่ยวเว่ยคิดสับสนวุ่นวายอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็พยักหน้ารับอย่างหงอยๆ “ก็ได้ หนูจะไม่แย่งชิงกับคุณ หนูไม่อาจปล่อยให้คุณหมาป่าของหนูไปเป็นมือที่สามของใคร”

อันปู้ครุ่นคิด ผู้ปกครองที่บ้านของเธอสอนอะไรให้เธอบ้างนี่?

เจี่ยนเสี่ยวเว่ยก้มหน้าเสียใจ แต่ขณะที่กำลังจะเดินจากไป ก็ได้ยินเสียงเด็กน้อยคนหนึ่งตะโกนมาจากด้านหลัง “หนูจะเอาคุณกระต่าย!”

เจี่ยนเสี่ยวเว่ยแอบคิด “คุณกระต่ายมีเจ้าของแล้ว คุณหมีไม่ให้เธอหรอก”

แต่ใครจะไปรู้ว่าเจ้าหมีหน้านิ่งที่เพิ่งปฏิเสธเธอไปเมื่อครู่กลับตอบด้วยน้ำเสียงสดใส “ได้เลย กระต่ายนี้ฉันให้เธอ”

เจี่ยนเสี่ยวเว่ยหันขวับ ไม่อยากเชื่อเลยว่าจะได้เห็นคุณหมีหน้านิ่งส่งคุณกระต่ายให้กับคนอื่น

“คุณบอกว่าคุณกระต่ายเป็นคู่หมั้นของคุณไม่ใช่หรือ?” เจี่ยนเสี่ยวเว่ยวิ่งถลากลับไป เธอชี้หน้าถามคุณหมีหน้านิ่งอย่างโมโหสุดขีด หัวใจเหมือนจะแตกสลาย

อันปู้ตอบหน้าตาเฉย “พวกเราเพิ่งยกเลิกงานแต่งงาน คุณกระต่ายได้พบความสุขครั้งใหม่แล้ว”

เจี่ยนเสี่ยวเว่ยเบะปาก น้อยใจเป็นที่สุด “แล้วทำไมคุณถึงไม่ให้เขากับคุณหมาป่าได้อยู่ด้วยกัน?”

อันปู้ยกฝ่ามือหนาๆวางลงบนหัวของหนูน้อย แล้วพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “เด็กโง่ เจ้าหมาป่ามีหนูอยู่แล้วไม่ใช่หรือ?”

เจี่ยนเสี่ยวเว่ยยืนตะลึง เงยหน้าขึ้นมองลูกโป่งในมือของตัวเอง ใบหน้าอันธพาลของคุณหมาป่ากำลังส่งรอยยิ้มสดใสให้เธอ

เธอพยักหน้า พูดออกมาด้วยเสียงอู้อี้ “ก็จริง…มีแค่คุณหมาป่า หนูก็พอใจแล้ว”

อันปู้คิด เด็กสมัยนี้ช่างโตเกินตัว

เจี่ยนหนิงเซวียนที่อยู่ด้านข้างยืนมองเหตุการณ์ทั้งหมด ได้เห็นความรักหลากหลายมุมมอง ในใจเกิดความรู้สึกลึกซึ้งขึ้นมาจริงๆ

“คุณอา หนูอยากนั่งชิงช้าสวรรค์กับคุณหมาป่า” เจี่ยนเสี่ยวเว่ยหันไปพูดกับเจี่ยนหนิงเซวียน

อันปู้มองตามสายตาของเด็กน้อย เห็นใครคนหนึ่งยืนอยู่ข้างเธอ ห่างไปไม่น่าจะเกินสองก้าว

“ให้คุณอาเสี่ยวหลิวพาไปก็แล้วกัน อาจะรอตรงนี้” เจี่ยนหนิงเซวียนตอบหน้าตาเฉย ไม่มีทีท่าว่าจะขยับ

“ก็ได้” เจี่ยนเสี่ยวเว่ยรับคำอย่างว่าง่าย แล้วกระโดดโลดเต้นตามเสี่ยวหลิวไป

อันปู้แอบหันไปมองเจี่ยนหนิงเซวียน แวบหนึ่ง เธอรู้สึกว่าเคยพบผู้ชายคนนี้ที่ไหนมาก่อน แต่คิดว่าคงเป็นแค่คนที่เดินผ่านไปมา ไม่น่ามีความเกี่ยวข้องใดต่อกัน จึงไม่ได้สนใจมากนัก ตั้งใจทำหน้าที่หมีหน้านิ่งของเธอด้วยการแจกลูกโป่งสวรรค์ให้เด็กๆต่อไป หลังจากแจกหมดไปแล้วล็อตหนึ่ง อันปู้ก็เตรียมจะเปลี่ยนสถานที่ยืนเพื่อแจกลูกโป่งล็อตที่สอง

อันปู้ทำงานโดยมีใครคนหนึ่งตามติดอยู่ข้างกายตลอดเวลา เขายืนเว้นระยะห่างออกไปทางขวาราวสองสามก้าว ไม่ต่างอะไรกับบอดี้การ์ดผู้ติดตาม

ภาพนี้ดูคุ้นตาอย่างน่าประหลาด…

ในที่สุดอันปู้ก็ดึงความทรงจำอันเลือนรางกลับคืนมาได้ เขาคือชายพิลึกพิลั่นที่เธอพบในงานหมั้นระหว่างตระกูลเหลียงกับตระกูลหยวนใช่ไหม?

เมื่อแจกลูกโป่งล็อตที่สามแล้ว อันปู้ตัดสินใจคุยกับเขา

“ไม่ทราบว่าฉันต้องเรียกคุณผู้ชายว่าอะไร?” เธอไม่อยากจะเชื่อเลยว่าขนาดตัวเองสวมชุดแบบนี้แล้ว เขายังรู้อีกว่าเธอคือใคร

“เจี่ยนหนิงเซวียน” เจี่ยนหนิงเซวียนตอบด้วยสีหน้าอ่อนโยนพร้อมกับยิ้มน้อยๆ แม้ตัวจริงของเขาจะไม่มีอารมณ์แบบนั้น แต่คนที่ใกล้ชิดกับเขาก็จะบอกได้ทันทีว่าสีหน้าในเวลานี้เรียกได้ว่าอ่อนโยนยิ้มแย้มแล้ว

“คุณชอบหมีหน้านิ่งมากหรือ?” ตอนนี้อันปู้นึกเหตุผลออกเพียงข้อเดียว เพราะคนปกติที่ไหนจะเดินตามติดตัวมาสคอตไปมาแบบนี้?

เจี่ยนหนิงเซวียนจ้องมองใบหน้าไร้อารมณ์ของหมีหน้านิ่ง ไม่ได้รู้สึกเอ็นดูมันสักนิด แต่เพราะสายตาที่จ้องกลับมามีความหมายบางอย่าง คล้ายกับเขาเคยเห็นใบหน้านี้บ่อยๆในกระจก

“ยืนข้างเธอแล้วเย็นสบายดี” เจี่ยนหนิงเซวียนพยายามหาเหตุผล

“ตรงนั้นมีที่หลบแดดมากมาย คุณกลับไม่ไป มาบอกว่ายืนข้างฉันเย็นสบายกว่า…ทั้งๆที่อยู่กลางแดดนี่นะ?” อันปู้พยุงศีรษะตัวเองไว้ ใช้สายตาของหมีหน้านิ่งจับจ้องที่เขา

เจี่ยนหนิงเซวียนเงียบ ไม่มีอะไรจะอธิบาย

อันปู้เริ่มตระหนก เพราะหากผู้ชายคนนี้รู้สึกจริงๆว่ายืนข้างเธอแล้วเย็นสบาย ก็เป็นไปได้ว่าเขาอาจรับรู้ถึงกลิ่นอายเย็นยะเยือกของศพ เป็นความหนาวเย็นที่ไม่มีทางอุ่นขึ้นได้ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ก็แสดงว่าเขามีความรู้สึกฉับไวกว่าคนปกติ เธอควรจะออกห่างเขาเสียตั้งแต่ตอนนี้ ไม่ควรปล่อยให้ตัวเองกลายเป็นเครื่องปรับอากาศ

10.ก็ตามใจคุณ

อันปู้เดินหนีทันที ทิ้งระยะห่าง 1 เมตร, 2 เมตร, 3 เมตร…จนกระทั่ง 7 เมตร แต่ไม่นาน เจี่ยนหนิงเซวียนก็ตามมาติดๆ เขาขยับเข้าใกล้เธอจนอยู่ห่างกันไม่เกิน 2 เมตรอีกครั้ง แต่นอกจากมายืนใกล้ๆ เขาก็ไม่ได้ทำอะไรอีก อันปู้ยิ่งคิดก็ยิ่งสงสัย หรือว่า…เพราะร่างกายของเขามีลักษณะพิเศษ?

โดยปกติ ร่างกายมนุษย์มีพลังเพียงสองชนิด ชนิดแรกคือพลังด้านมืด ใช้อานุภาพของความมืดเพื่อเพิ่มพลังให้แก่กล้า ส่วนชนิดที่สองคือพลังด้านสว่าง ซึ่งพลังด้านนี้จำเป็นต้องใช้แสงอาทิตย์ในการปรับสมดุล ร่างกายของผู้ชายคนนี้เปี่ยมล้นด้วยพลังแห่งไฟ ซึ่งแปลว่าขั้วพลังของเขาเป็นด้านสว่าง เมื่ออันปู้คิดได้ ก็พอเข้าใจพฤติกรรมของเขา

อันปู้นิ่งไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็แบ่งลูกโป่ง 45 ลูกในมือออกเป็นสองชุด ยื่นชุดหนึ่งให้เจี่ยนหนิงเซวียน “ช่วยแจกลูกโป่งหน่อยนะ คิดเสียว่าเป็นค่าสถานที่”

เจี่ยนหนิงเซวียนมองลูกโป่งในมืออย่างเบื่อหน่าย เขายืนตรงทื่อเป็นเสาอยู่ข้างอันปู้ ดูไปก็คล้ายกับรูปปั้นหน้าตาประหลาด

ภาพที่ปรากฏจึงกลายเป็น…รอบตัวคุณหมีหน้านิ่งมีเด็กน้อยกลุ่มใหญ่ห้อมล้อม แต่กลับไม่มีใครกล้าเข้าใกล้เจี่ยนหนิงเซวียนเลย ด้านหนึ่งมีเสียงพูดคุยหัวเราะสนุกสนานดังเซ็งแซ่ ส่วนอีกด้านโดดเดี่ยวเดียวดาย ปราศจากผู้คน ห่างกันเพียง 2 เมตร…แต่เหมือนอยู่คนละโลก

อันปู้จำต้องยอมรับว่าเธอคิดผิด แม้เจี่ยนหนิงเซวียนจะมีร่างสูงสง่าและหน้าตาหล่อเหลา แต่บุคลิกและการพูดจากลับเย็นชา ทั้งยังไม่มีมนุษย์สัมพันธ์เลยสักนิด นิสัยแบบนี้ไม่มีทางดึงดูดเด็กๆให้เข้าหาได้แน่ ต่อให้ในมือจะถือลูกโป่งน่ารักหลายลูก แต่ก็ไม่อาจทำให้เด็กๆอยากสนิทสนมด้วยได้ ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าความสัมพันธ์ของชายหนุ่มคนนี้กับผู้คนรอบตัวเขาจะต้องย่ำแย่เอามากๆ

ผ่านไป 2 ชั่วโมง งานช่วงเช้าของอันปู้ก็สิ้นสุด

เจี่ยนหนิงเซวียนที่ยังคงอยู่ที่เดิม โทรศัพท์หาเสี่ยวหลิว เรียกเขากับเจี่ยนเสี่ยวเว่ยให้มาหาที่ร้านไอศครีม

อันปู้เดินออกจากจุดแจกลูกโป่งโดยยังสวมชุดหมีอยู่ เธอกวาดสายตามองหาที่พักเหนื่อย ตั้งใจจะดื่มน้ำผลไม้สักสองแก้วเพื่อเสริมวิตามินที่ขาดหายไป แต่เพิ่งออกเดินได้ไม่กี่ก้าว เสียงเย็นเยียบของชายหนุ่มก็รั้งเธอไว้จากด้านหลัง แถมยังเรียกชื่อเธอได้ถูกต้องไม่ผิดเพี้ยน

“อันปู้!”

อันปู้หันขวับไปมองอย่างแปลกใจ ทำไมผู้ชายคนนี้รู้จักชื่อของเธอ? เธอใส่ชุดมาสคอตอยู่อย่างนี้ เขายังรู้อีกหรือว่าเธอเป็นใคร? หรือจำกลิ่นอายศพจากตัวเธอได้? ความรู้สึกของเขาจะฉับไวไปหน่อยไหม?

เจี่ยนหนิงเซวียนเดินมาหยุดตรงหน้าอันปู้ “ไม่ทราบว่าเธอสนใจงานผู้ช่วยส่วนตัวไหม?”

“ไม่สน” อันปู้ปฏิเสธทันควัน

“หนึ่งเดือน 3W, มีอาหารและที่อยู่ให้ พร้อมเงินพิเศษ” เจี่ยนหนิงเซวียนมอบข้อเสนอและสวัสดิการที่ไม่เลวให้อันปู้

อย่าพูดถึง 3W เลย เพราะต่อให้ 300W อันปู้ก็ไม่หวั่นไหว

“ขอโทษนะ ตอนนี้ฉันพอใจกับงานที่ทำอยู่”

“พอใจ…หมายถึงการเป็นสาวเสิร์ฟในร้านอาหารและสวมชุดมาสคอตในสวนสนุกน่ะหรือ?” น้ำเสียงของเขาทิ่มแทงใจเธอไม่น้อย

“ก็ใช่น่ะสิ แล้วมีปัญหาอะไร?”

“เงินเดือนของงานพวกนี้น่ะ มากที่สุดไม่มีทางเกินห้าหกพัน โดยเฉพาะดูจากลักษณะของเธอ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป็นแค่พนักงานพาร์ทไทม์ ไม่มีรายได้แน่นอน ในเมื่อเป็นแบบนี้ ทำไมไม่ยอมรับงานที่ฉันเสนอให้?” เจี่ยนหนิงเซวียนแน่ใจว่าเงื่อนไขที่เขาเสนอไปต้องดีกว่าแน่

“เพราะฉันชอบทดลองทำงานหลายๆแบบ” อันปู้ตอบด้วยน้ำเสียงสบายๆ “เรื่องรายได้น่ะ ฉันไม่เคยใส่ใจ”

“…..” เจี่ยนหนิงเซวียน

คนมองโลกตามความเป็นจริงมาโต้แย้งกับคนตามใจตัวเอง ต่อให้ถกเถียงกันแค่ไหนก็ไม่มีวันได้คำตอบ

“โอเคนะ ฉันจะไปพักผ่อน หากมีโอกาสคงได้พบกันใหม่” อันปู้ที่อยู่ในชุดหมีโบกมือให้แล้วเดินแกว่งแขนออกไป

เจี่ยนหนิงเซวียนมอง “คุณหมีหน้านิ่ง” ที่ค่อยๆเดินห่างออกไป ในใจนึกกระวนกระวาย คนคนเดียวที่ทำให้เขารู้สึกปลอดโปร่งโล่งสบายได้หายไปแล้ว ความรุ่มร้อนที่ยากจะต้านทานหวนกลับมาอีกครั้ง แต่เพราะเขาไม่ชอบบังคับใคร ในเมื่ออีกฝ่ายไม่ยินยอม เขาก็จะไม่เซ้าซี้ เพียงแต่จู่ๆก็รู้สึกใจหายขึ้นมา

 

ในห้องพักพนักงาน อันปู้ยืนจิบน้ำผลไม้อยู่ริมหน้าต่าง ทอดสายตามองทิวทัศน์ข้างนอก ขาข้างหนึ่งยกขึ้นทำท่าโยคะ หูก็เสียบหูฟังพร้อมท่องภาษาต่างประเทศไปด้วย เธอทำอะไรพร้อมกันทีละหลายอย่างเสมอ ทั้งฝึกฝนพละกำลังและฝึกสมอง ทุกอย่างไม่มีพลาด

อันปู้ยังคงสวมชุดหมีหน้านิ่ง เพียงแต่ถอดหัวหมีออกมา ถึงร่างนี้จะดูตุ้ยนุ้ย แต่การทำโยคะด้วยการยกขาไปมาเพื่อออกกำลังกายกลับดูปราดเปรียวคล้ายลิงบาบูนตัวหนึ่ง

หลังจากออกกำลังเซ็ตแรกเสร็จ บทความสั้นที่อันปู้ท่องอยู่ก็จบเหมือนกัน เธอผายอุ้งมือหมีออกไปพร้อมตะโกนก้องอย่างฮึกเหิม “Don’t waste life in doubts and fears! (อย่าปล่อยให้ชีวิตสูญเปล่าไปกับความสงสัยและความหวาดกลัว!)”

อันปู้ตะโกนออกไป ประจวบเหมาะกับที่พนักงานคนหนึ่งเดินมาพอดี

เอ่อ…เธอคงไม่ต่างกับหมีตัวใหญ่บ้าๆบอๆ

สีหน้าของอันปู้ยังคงเรียบเฉย เธอสวมหัวหมีกลับเข้าที่แล้วเดินเชิดออกไป เจ้ามนุษย์โง่เง่าทั้งหลาย เจ้าไม่มีทางเข้าใจความยิ่งใหญ่ของหมีอย่างฉันหรอก

ช่วงบ่าย หมีหน้านิ่งไม่ต้องแจกลูกโป่งแล้ว แค่ทำท่าน่ารักน่าชังคอยทักทายผู้คนในสวนสนุกที่เดินผ่านไปมา รอบตัวเธอดูสับสนวุ่นวาย หากลูกค้าหรือนักท่องเที่ยวยึดตัวไว้ ก็ต้องยอมมอบกายถวายชีวิตโพสท่าต่างๆตามความต้องการของพวกเขา นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่น่ารักและเป็นมิตรดี แต่ก็มีบางจำพวกชอบให้ทำอะไรแปลกๆ อย่างคู่รักที่ยืนอยู่ข้างหน้าเธอคู่นี้

พวกเขาต้องการให้อันปู้หมอบลงกับพื้น คนหนึ่งเงื้อมีดของเล่นขึ้นมา ทำท่าเหมือนจะเชือดคอ ส่วนอีกคนใช้มือทำท่าเหมือนจะแทงก้น

ท่าแทงก้น? เธอรับไม่ได้จริงๆ

อันปู้เข้าใจเจตนาของทั้งคู่ทันที เธอปฏิเสธโดยไม่ลังเล กิริยาท่าทางที่ทำให้อับอายแบบนี้ หากเป็นการล้อเล่นกันระหว่างเพื่อนสนิทก็ถือว่าไม่เป็นไร แต่นี่อยู่ต่อหน้าผู้คนมากมาย สำหรับคนแปลกหน้าที่ไม่ได้รู้จักกัน เธอคิดว่ามันดูออกจะหยาบคายไปสักหน่อย

“ก็แค่โพสท่าเพื่อถ่ายรูปเท่านั้น ไม่ได้ให้เธอทำแบบนั้นจริงๆนี่นา” ชายหนุ่มฟึดฟัด

“ใช่” หญิงสาวรีบเสริม “ตัวมาสคอตมีไว้เพื่อมอบความสุขให้นักท่องเที่ยวไม่ใช่หรือ? จะเสแสร้งทำตัวเป็นพวกผู้ดีทำไม?”

“ให้ไวเถอะ เดี๋ยวพวกฉันถ่ายเสร็จก็จะไปแล้ว” ชายหนุ่มหยิบมีดของเล่นมาเคาะไหล่ของอันปู้ แล้วพูดต่อด้วยน้ำเสียงหยิ่งผยอง “ถ้าวันนี้เธอไม่ทำตามและไม่ให้พวกเราถ่ายรูปล่ะก็ เราจะไปร้องเรียนเธอ”

“ก็ตามใจคุณ” อันปู้สวนกลับอย่างไม่แยแส

ฝ่ายหญิงหันไปออดอ้อนฝ่ายชาย “ที่รักคะ เมื่อกี้นี้ฉันส่งข้อความไปบอกเพื่อนๆแล้ว ถ้าเราถ่ายรูปไม่ได้ จะไม่ถูกพวกเขาหัวเราะเยาะเอาหรือ?”

“ไม่มีทางหรอกน่ะ วันนี้เธอได้ถ่ายรูปแน่” ชายหนุ่มปลอบหญิงสาวก่อนจะหันมาข่มขู่อันปู้ “หมอบลงเดี๋ยวนี้นะ ไม่อย่างนั้น จะหาว่าฉันทำรุนแรงไม่ได้!”

เสียงโต้เถียงของทั้งสองฝ่ายดึงดูดความสนใจของนักท่องเที่ยว หลายคนเริ่มเข้ามามุงดูจนขยายเป็นวงกว้าง

อันปู้สบตาบรรดาเด็กน้อยที่อยู่รอบตัว พลันเกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา เธอโบกอุ้งมือหมีและประกาศอย่างห้าวหาญ “หมีหน้านิ่งไม่มีวันก้มหัวให้พวกอันธพาลหยาบคาย!”

“เธอว่าไงนะ? ใครคือพวกอันธพาล?” ชายหนุ่มกับหญิงสาวโพล่งออกมาอย่างเดือดดาล “คิดจะปากเก่งกับพวกเราหรือ? บอกมาซิ ตกลงจะถ่ายหรือไม่ถ่าย?”

“ไม่ถ่าย!”

อันปู้กำหมัดแล้วหันไปมองเด็กน้อยที่ยืนดูอยู่รอบๆ ท่ากำหมัดนี้คือท่าประจำตัวของหมีหน้านิ่ง เป็นสัญลักษณ์ว่ามันพร้อมจะต่อสู้

หมีหน้านิ่งเป็นนักแสดงนำของการ์ตูนเรื่องหนึ่ง มันเป็นหมีที่น่ารัก กล้าหาญ ซื่อสัตย์ และจริงใจต่อเพื่อนตัวน้อย เมื่อเด็กๆเห็นท่ากำหมัดของอันปู้ก็รู้สึกฮึกเหิมขึ้นมา พวกเขาชูมือโห่ร้อง พร้อมจะสู้เคียงข้างกับหมีหน้านิ่ง

แต่หนุ่มสาวคู่นั้นไม่เข้าใจความหมาย คิดไปว่ากำลังถูกอันปู้เยาะเย้ย ชายหนุ่มจึงถลันเข้าไปกระชากแขนเธอ

แต่แน่นอนว่าไม่มีทางจับตัวเธอได้ อันปู้เอี้ยวตัวหลบอย่างรวดเร็ว พริบตาเดียวก็มายืนอยู่ข้างๆ

“เวรเอ๊ย! ยังกล้าหลบ! หยุดเดี๋ยวนี้นะ!” ชายหนุ่มโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง ตามจับตัวเธออย่างไม่ลดละ

อันปู้ชอบอกชอบใจ เธอหมุนตัวอีกครั้ง ย้ายไปอยู่อีกด้านหนึ่งของชายหนุ่ม

“หล่อนอยู่ข้างหลัง!” หญิงสาวพรวดพราดออกมา ทั้งคู่พยายามจะล้อมอันปู้

อันปู้ไม่มีทีท่าหวาดกลัวสักนิด ภายในวงกลมที่มีรัศมีไม่ถึง 7 เมตร เธอใช้ร่างหมีล่ำบึ้กที่คล่องแคล่วราวกับกระต่ายกระโดดโลดเต้นตีลังกาพลิกตัวคว่ำหงาย เปลี่ยนฉากต่อสู้ให้กลายเป็นการแสดงกายกรรมไปชั่วขณะหนึ่ง ผู้ชมที่เฝ้าดูอยู่พากันปรบมืออย่างชื่นชม นักท่องเที่ยวบางคนถึงกับหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายคลิปเก็บไว้ บรรดาเด็กน้อยที่รุมล้อมต่างตื่นเต้นชอบใจกันใหญ่ พวกเขาตะโกนร้องเรียกหมีหน้านิ่งไม่หยุด โดยเฉพาะตอนที่จู่ๆอันปู้ก็อุ้มเด็กน้อยคนหนึ่งไว้ในอ้อมกอดแล้วกระโดดตีลังกา หลังจากพาเธอลงมายืนบนพื้นด้วยกันอย่างปลอดภัย เด็กๆก็ยิ่งชอบใจเป็นที่สุด พวกเขาส่งเสียงเฮลั่นพร้อมกับกระโดดเข้าไปล้อมอันปู้ไว้