ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

การกลับมาของซูเปอร์สตาร์ 重生之星光天后

ผู้แต่ง Wei Xiao Yu Ka Ka
ผู้แปล ้hongsamut
ประเภท
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
สุดหล่อ นายแน่ใจนะว่าจะไม่รักฉัน?

บทนำ

การกลับมาของซูเปอร์สตาร์
จากเรื่อง: 重生之星光天后
Wei Xiao Yu Ka Ka เขียน ห้องสมุด แปล

Author: Wei Xiao Yu Ka Ka
Chinese edition copyright 北京幻想纵横网络技术有限公司
Thai edition copyright  Hongsamut.com Co., Ltd.
ALL RIGHTS RESERVED
-----------------------------

 

เฉินเหมยเหม่ย ส่วนสูง 180 เซนติเมตร หุ่นอุดมสมบูรณ์ไปด้วยไขมัน เดินทีไรตัวจะสั่กรนะเพื่อมเหมือนฟักทองยักษ์

ฟู่ไป่เหนียนสูงเพรียว หล่อเฉียบ เดินทีไรเหมือนมีสปอตไลต์ส่อง

เมื่อพ่อแม่ของทั้งคู่อยากเป็นทองแผ่นเดียวกัน

ฟู่ไป่เหนียนก็แค่นเสียงออกมาว่า “ฮึ นังคางคกอยากกินเนื้อหงส์” แล้วปฏิเสธการแต่งงานแบบไร้เยื่อใย ไม่นึกเลยว่าต่อมาตัวเองจะกลายเป็นขี้ปากชาวบ้าน

"ดูสิ ฟู่ไป่เหนียนแอบเดินตามเฉินเหมยเหม่ยอีกแล้ว"

"อ้าว แล้วแบบนี้ไม่เท่ากับกลืนน้ำลายตัวเองเหรอ"

ใครจะเลยจะรู้ว่าฟู่ไป่เหนียนถูกสถานการณ์บังคับให้ต้องกลายเป็นแบบนี้ ใครจะรู้ว่าคนที่เขาแอบชอบมานานหลายปีจะมาเกิดใหม่ในร่างช้างน้อยนี่!

 

สารบัญ

เธอจะทำอะไร (rewrite)

“เฉินเหมยเหม่ย!”

“เฉินเหมยเหม่ย ฟื้นรึยัง?”

“ถ้าฟื้นก็ลืมตาซะ ฉันไม่มีเวลานั่งเป็นเพื่อนกับเธอทั้งวันนะยะ!”

เสียงแหลมแสบแก้วหูของผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้นข้างหูโดยไม่มีท่าทีว่าจะสงบลง ประกอบกับกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อแสบจมูกจนทำเอาเวียนหัว ขณะที่หญิงสาวพยายามยกเปลือกตาที่หนักอึ้ง ในทางเดินสีขาวทอดยาว หมอกหนาทึบที่บดบังทัศนวิสัยของเธอค่อยๆ หายไป เมื่อโฟกัสก็เห็นภาพเงาคุ้นตาชัดเจนขึ้น ใบหน้าที่เย้ายวนที่สุดของเพื่อนสนิทสนม...เสิ่นเวยอันก็ปรากฏขึ้น ตอนนี้อีกฝ่ายกำลังส่งยิ้มกว้างเต็มไปด้วยความอาฆาตพยาบาทถึงขั้วหัวใจมาให้ จากนั้นมือของเสิ่นเวยอันก็ผลักเธอเต็มแรง ร่างของเธอตกลงสู่ความมืดมิดที่มองไม่เห็นก้น

“กรี๊ดๆๆๆ”

เสียงกรีดร้องของหญิงสาวดังสะท้อน ในที่สุดเธอก็สะดุ้งตื่น

หลานจินเหยายกมือขึ้นสัมผัสใบหน้า ก่อนจะก้มลงสำรวจมือด้วยแววตาสับสน โชคดีที่มีแต่เหงื่อ ไม่มีเลือดอย่างที่เธอหวาดกลัว เธอไม่ได้ตกตึกจนเละเป็นก้อนเนื้อ

“เฉินเหมยเหม่ยฟื้นแล้วก็รีบลุกซะ ถึงบ้านเราจะรวย แต่ก็ไม่ได้มากพอจะให้เธอมานอนเล่นในห้องวีไอพีโรงพยาบาลได้ทั้งชีวิตหรอกนะยะ! ไปกันได้รึยัง!”

ที่ยืนอยู่ข้างเตียงเป็นหญิงสาวสูงโปร่งราวกับนางแบบ หลานจินเหยามองอีกฝ่ายถามขึ้นด้วยความงุนงง “คุณพี่คนสวย คุณเรียกฉันว่าอะไรนะ?”

ทันใดนั้นฝ่ามือก็ตบผัวะเข้าให้หน้าผากของหลานจินเหยา แรงตบไม่หนักมาก แต่ก็พอจะทำให้เธอเอ๋อไปครู่หนึ่ง

“เรียกเธอว่าอะไร? เฉินเหมยเหม่ย นี่หูหนวกหรือสมองเสื่อมไปแล้ว ลุกขึ้นมาเร็วๆ เลย ต่อให้เธอนอนอยู่ที่นี่จนแห้งเหี่ยวตาย ประธานฟู่ก็ไม่มีวันมาเยี่ยมเธอหรอก การแต่งงานระหว่างสกุลเรากับสกุลฟู่ เธออย่าได้ฝันกลางวันอีกเลย”

ก่อนที่หลานจินเหยาจะเข้าใจเรื่องราวที่อีกฝ่ายพูด เสียงแหลมสูงก็พูดต่อเป็นฉากๆ ราวกับกระสุนพุ่งเจาะร่างหลานจินเหยาอย่างต่อเนื่อง “ฉันจะไปจัดการเรื่องออกจากโรงพยาบาล เธอเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เรียบร้อย เสร็จแล้วเราจะไปบลู ฮอลล์ ไปยกเลิกสัญญากัน ฉันไม่ได้ว่านะ แต่นอกจากไอ้บทตัวประกอบนอกสายตา เธอก็เป็นได้แค่ตัวตลก ยิ่งสภาพที่ดูไม่จืดแบบนี้ ใครคนไหนจะมาสนเอาไปร่วมงาน?”

หญิงสาวคนนั้นจัดการทุกอย่างรวดเร็วมีประสิทธิภาพเหมือนมีประสบการณ์มาเป็นสิบๆ ครั้ง จากนั้นก็ลากหลานจินเหยาออกมาจากโรงพยาบาลขึ้นรถสปอร์ตโฉบเฉี่ยว ขับตรงไปยังที่ตั้งอาคารบลู ฮอลล์ เอนเตอร์เทนเมนต์ทันที ตลอดทางหลานจินเหยานั่งเงียบ แต่ความคิดในหัวตีกันจนวุ่นวายไปหมด

ตัวเธอชื่อหลานจินเหยา จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย A รูปร่างหน้าตาของจัดว่าสวยโดดเด่น ด้วยใบหน้าไม่เป็นรองใครนี้เธอก็ไปสะดุดตาผู้จัดการของบลู ฮอลล์ เอนเตอร์เทนเมนต์ตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ เธอมีโอกาสได้เซ็นสัญญาเข้ามาอยู่ภายใต้สังกัด เธอใช้เวลาสองปีในการสร้างชื่อจากนักแสดงโนเนมกลายมาเป็นดาวรุ่งดวงใหม่ น่าเสียดายที่ตอนนี้เธอ...

หลานจินเหยามองใบหน้าตอนนี้จากกระจกมองหลัง ใบหน้าไม่ได้ใหญ่นัก แต่อวบอูมด้วยคอลลาเจนอุดมสมบูรณ์ นี่เป็นใบหน้าที่ไม่คุ้นเคยเลยสักนิด ผู้หญิงคนนั้นเรียกเธอว่าอะไรนะ? เฉินเหมยเหม่ย...ใช่แล้ว นั่นคือชื่อของร่างร่างนี้

หลานจินเหยากลายเป็นเฉินเหมยเหม่ยไปแล้ว?

หลานจินเหยาตกใจกับความคิดแปลกประหลาดนี้

ทันใดนั้นก็มีแสงสีขาววาบเข้ามาในสมอง ร่างกายเธอแข็งทื่อราวกับถูกฟ้าผ่า เธอจ้องมองไปข้างหน้าอย่างว่างเปล่า เธอจำได้แล้ว! ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับเธอ เธอนึกขึ้นได้หมดแล้ว!

หญิงสาวที่นั่งอยู่ที่นั่งคนขับพูดอะไรอีกยาวเหยียด แต่หลานจินเหยาไม่ได้ยินเลย

หลานจินเหยา...ตายแล้ว!

เธอย้อนนึกถึงงานเลี้ยงวันนั้น งานเลี้ยงที่จัดขึ้นสำหรับคนดังและคนมีหน้ามีตาในสังคมที่โรงแรมห้าดาวหรูหราใจกลางเมือง

 

คืนนั้นประมาณสองทุ่ม

ผู้ที่ได้รับเชิญเกือบทั้งหมดรวมตัวกันอยู่ในเลานจ์อิมเพรสชันอิมพีเรียล ทั้งนักแสดงหน้าใหม่หน้าเก่า ผู้กำกับและผู้บริหาร เสียงพูดคุยดังคลอไปกับเสียงดนตรี

หลานจินเหยาไม่ชอบงานเลี้ยงประเภทนี้ แต่เธอไม่มีทางเลือก เพราะเสิ่นเวยอันเพื่อนสนิทของเธอร่ำๆ จะมา พร่ำบอกว่างานวันนี้เต็มไปด้วยแขกประเภทผู้กำกับหนังชื่อดัง ไม่ก็ผู้อำนวยการผลิตที่มีทุนหนา เสิ่นเวยอันอยากจะมาลองเสี่ยงโชคดู อันที่จริงหลานจินเหยาโด่งดังมากพอที่จะหันหลังให้กับงานประเภทนี้ แต่นั่นไม่ใช่สำหรับเสิ่นเวยอันที่เข้าวงการมาสองปี นอกเหนือไปจากข่าวฉาวโฉ่รายวัน เสิ่นเวยอันก็ไม่มีผลงานอะไรที่น่าจดจำเลย ตอนนี้เสิ่นเวยอันอายุยี่สิบสองปีแล้ว จะมาเวลาเหลืออีกสักเท่าไร? คลื่นลูกใหม่ตบเท้าเรียงแถวกันเข้ามามากขึ้น ดังนั้นงานเลี้ยงนี้เทียบเท่ากับแสงสว่างสุดท้ายเลยทีเดียว

ถ้าเธอได้รับโอกาส เธอก็จะมีอนาคตที่สดใส!

หลานจินเหยายกแก้วดื่มไม่หยุด ตัวเริ่มโซเซ ภาพที่เธอจำได้คือผู้กำกับคนหนึ่งพูดบางอย่างกับเสิ่นเวยอัน จากนั้นทั้งเลาจ์ก็ระเบิดเสียงหัวเราะสนุกสนาน วินาทีต่อมาเสิ่นเวยอันตาแดงก่ำเหมือนกำลังร้องไห้ วิ่งพรวดออกไปจากงาน

นี่เป็นครั้งแรกที่หลานจินเหยาเห็นเพื่อนสนิทร้องไห้ โดยปกติเสิ่นเวยอันมักจะใช้คำพูดเชือดเฉือนเพื่อปิดบังความอ่อนแอของตนเอง เธอหวังจะประสบความสำเร็จยิ่งกว่าใครๆ

หลานจินเหยาไล่ความมึนงงวิ่งตามเสิ่นเวยอันออกไปด้วยความเป็นห่วง แต่กลับชนเข้ากับชายหนุ่มแปลกหน้าคนหนึ่ง อารามร้อนใจทำให้เธอไม่ได้หยุดลง เพียงแต่พูดขอโทษแล้วผละจากไป

หลานจินเหยาตามหาเสิ่นเวยอันไปทั่วแต่ไม่พบ หนึ่งชั่วโมงต่อมาเธอก็ได้รับสายจากเสิ่นอวี้ บอกว่าเห็นเสิ่นเวยอันวิ่งขึ้นไปบนดาดฟ้าบริษัท ตอนนี้มีคนแจ้งตำรวจแล้ว พวกเขาอยากให้หลานจินเหยาไปถึงที่นั่นโดยเร็วที่สุด

เสิ่นเวยอันไม่มีเพื่อนคนอื่นในบริษัท ตอนนี้มีเพียงหลานจินเหยาที่เกลี้ยกล่อมเสิ่นเวยอันให้สงบลงได้

เห็นได้ชัดว่าทุกคนคิดผิดไปมาก...

ที่ดาดฟ้าบริษัท เมื่อหลานจินเหยาไปถึงก็พบว่าเสิ่นเวยอันที่อยู่ในชุดกี่เพ้าเข้ารูป ผ่าข้างสูงเห็นช่วงขาที่เรียวยาวตรง กำลังนั่งแกว่งขาอยู่บนขอบอาคาร นั่งราวกับจะตกลงไปทุกเมื่อ

เสิ่นเวยอันแหงนหน้ามองฟ้า สีหน้าโศกเศร้าล่องลอย

มีนักข่าวมาออกันเพื่อเกาะติดสถานการณ์รายงานสิ่งที่เกิดขึ้น แต่เสิ่นเวยอันใจลอยไปไกลแสนไกล ไม่ได้สังเกตเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัว น้ำตาไหลออกมาจากหางตา กลิ้งลงมาอาบแก้มนวลเป็นสายราวกับสร้อยไข่มุก

หลานจินเหยายืนห่างออกมา ตะโกนเสียงดังลั่น “เวยอัน เวยอัน เธอจะทำอะไร! จะยอมแพ้ยอมทิ้งทุกอย่างที่มีตอนนี้เหรอ? ถ้าตายไปก็จะสูญเสียทุกอย่างนะ!”

เสียงของหลานจินเหยาหวานใสราวกับเสียงบรรเลงเชลโล ทว่าเสียงนั่นกลับไม่สามารถแทรกซึมผ่านกำแพงอารมณ์ของคนที่ตัดสินใจจะจบชีวิตตัวเองได้เลย

เสิ่นเวยอันถามเสียงล่องลอย “จินเหยา ตอนนี้ฉันมีอะไรด้วยเหรอ? ฉันไม่มีเลย!”

เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นดังก้องท้องฟ้ายามค่ำคืน เสิ่นเวยอันดูบอบบางเหมือนจะถูกสายลมพัดมาปลิวหลุดหายไปได้ทุกเมื่อ หลานจินเหยาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ รู้สึกหัวใจบีบรัด ค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้ช้าๆ ทีละก้าว เอื้อมมือสั่นเทาไปข้างหน้าเข้าหาหญิงสาวที่สิ้นหวัง “เวยอันลงมาเถอะนะ ชีวิตมนุษย์แสนสั้น ถ้าตายไปก็ไม่รู้ว่าอีกเมื่อไรจะได้กลับมาเกิดเป็นคนอีก”

หญิงสาวที่ดูสิ้นหวัง เหมือนถูกคำพูดเกลี้ยกล่อมได้ หลานจินเหยาเขยิบเข้ามาคว้ามือเพื่อนเอาไว้แน่น

ภายใต้ท้องฟ้าสีดำหม่น เจ้าหน้าที่ตำรวจและนักข่าวรวมตัวกันที่หน้าอาคารบริษัทบลู ฮอลล์ เอนเตอร์เทนเมนต์ หลานจินเหยาจับมือเสิ่นเวยอันไว้แน่น จู่ๆ เสิ่นเวยอันก็ยื่นหน้าเข้ามากระซิบที่ข้างหู “จินเหยา ฉันจะมีชีวิตอยู่ต่อไปดีๆ แกตายแทนฉันได้ไหม? ถ้าแกไม่อยู่สักคน เสิ่นอวี้ก็จะไม่ต้องคอยปกป้องแกอีก ฉันจะได้มีโอกาสบ้าง พอแกจากไป อะไรๆ ที่เคยเป็นของแกก็จะกลายเป็นของฉัน จินเหยา นี่คือราคาที่แกต้องจ่าย แลกกับการให้ฉันอยู่ต่อไป!”

ดวงตาของหลานจินเหยาเบิกกว้าง จู่ๆ เสิ่นเวยอันก็ออกแรงเหวี่ยง เธอไขว่คว้าอะไรที่ใกล้ที่สุดขณะร่างหลุดลอย ท่ามกลางผู้คนที่ยืนออส่งเสียงร้องแตกตื่นเบื้องล่าง เสิ่นเวยอันตื่นตระหนกทำเป็นถลาสุดตัวเอื้อมมือออกมาพยายามจะคว้าตัวหลานจินเหยาเอาไว้ แต่สิ่งเดียวที่จับเอาไว้ได้คือปลายเสื้อของหลานจินเหยาเท่านั้น!

ขณะที่แรงดึงดูดของโลกกำลังจะทำหน้าที่ หลานจินเหยาเห็นใบหน้าชายหนุ่มที่เธอวิ่งชนที่โรงแรมยื่นมือออกมาหา

แต่...น่าเสียดายที่ระยะทางไกลเกินเอื้อมมือคว้า

 

ความเจ็บปวดของเนื้อกระดูกกระแทกลงมาจากที่สูงแผ่ซ่าน

พอนึกย้อนเรื่องราวได้ทั้งหมด ราวกับเหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้น หัวใจเธอก็อัดแน่นไปด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย

หลังจากค่ำคืนนั้น หลานจินเหยาก็เหลือเพียงชื่อและหลุมศพเล็กๆ ไว้เบื้องหลัง

เฉินเหมยเหม่ยนั่งตัวแข็งทื่ออยู่บนรถสปอร์ต สีหน้าซีดเผือด ดวงตาเหม่อลอย

 

เป็นอะไรไปหรือเปล่า (rewrite)

เฉินเหม่ยเล่อขับรถซอกแซกฝ่าการจราจรหนาแน่น

ภายในช่วงอึดใจรถยนต์คันหรูก็จอดเทียบทางเข้าของอาคารบลู ฮอลล์ เอนเตอร์เทนเมนต์อย่างราบรื่น

“เฉินเหมยเหม่ย อย่าบอกนะว่าเมารถ?”

ใบหน้าหลานจินเหยาถูกแตะด้วยผิวสัมผัสเย็นนิดๆ เธอดึงความคิดของตนเองกลับจากความทรงจำ แต่ดูเหมือนจะไม่เป็นผลเท่าไร หัวใจของเธอยังคงเต้นเป็นกลองรัว

“เป็นอะไรหรือเปล่า?” เฉินเหม่ยเล่อถามย้ำ

หลานจินเหยาหันไปหาพร้อมด้วยรอยยิ้มบางๆ ใจจริงอยากจะตอบว่าไม่มีอะไร แต่ไขมันบนใบหน้าเยอะมากหนักมากเหลือเกิน แค่เหยียดริมฝีปากออกเพื่อยิ้มก็ทำให้เนื้อบนแก้มทั้งสองข้างบีบอัดเข้าหากัน ดูตุ้มตุ้ยนัก เธอเหลือบไปภาพตนที่กระจกมองหลัง ในที่สุดก็ทำหน้าตึง หดรอยยิ้มกลับ

“เปล่า ไม่มีอะไร!”

“ดีแล้ว ถ้าไม่เป็นอะไรก็รีบขึ้นไปพบฟู่ไป่เหนียนกันเถอะ จำไว้นะวันนี้เรามาคุยเรื่องยกเลิกสัญญา ถ้าขึ้นไปแล้วเธอทำตัวงี่เง่า ทำให้บ้านเราต้องขายหน้า อย่ามาหาว่าพี่สาวคนนี้ไม่เตือนก็แล้วกัน!”

คนที่เรียกตนเองว่าพี่สาวใช้นิ้วจิ้มที่กลางหน้าผากของหลานจินเหยาทีเล่นทีจริง ก่อนจะจับมือนำเธอเข้าไปในอาคาร

ระหว่างทางเดินมีคนชี้ชวนไปที่หลานจินเหยา เมื่อเธอมองไปก็พากันหลบสายตาวูบวาบ จากนั้นก็ไปรวมฝูงกันจับกลุ่มซุบซิบอะไรบางอย่าง

แม้จะหลานจินเหยาจะรู้สึกแปลกชอบกล แต่ก็ปิดปากไม่ได้ถามอะไร เธอไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเจ้าของร่างเดิมคนนี้เลย สถานการณ์ก็ไม่รู้แน่ชัด ยิ่งไปกว่านั้นการกลับมาเกิดใหม่ในร่างคนอื่นไม่ใช่เรื่องที่ปุถุชนคนทั่วไปจะยอมรับได้ง่ายๆ ถ้าขืนพูดอะไรออกไปละก็ งานนี้เธออาจถูกจับไปทำการทดลองทางวิทยาศาสตร์ก็ได้

ด้วยเหตุนี้หลานจินเหยาจึงถูกลากถูลู่ถูกังไปที่ชั้นสิบแปด ตอนยืนอยู่นอกห้องประธานบริษัท หลานจินเหยาได้เห็นความร้ายกาจของเฉินเหม่ยเล่ออีกครั้ง อีกฝ่ายสวมรองเท้าส้นเข็มยืนเท้าเอวอยู่หน้าประตูที่ปิดสนิท จากนั้นก็ยกเท้าขึ้นข้างหนึ่งตามด้วยเสียงเตะดังปัง เท้าสวยถีบประตูเปิดอย่างแรง ทำให้บานประตูสั่นพับๆ เปิดออกเลยทีเดียว

หลานจินเหยาหันไปมองหญิงสาวที่ยืนอยู่ด้านข้างด้วยความตกใจ อารมณ์ชื่นชมและเคารพนับถือผุดขึ้นในหัวใจ ช่างเป็นหญิงแกร่งจริงๆ!

ชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งอยู่ด้านหลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่กำลังดูเอกสารกองหนา เมื่อได้ยินเสียงดังมาจากประตูก็เงยหน้าขึ้นมอง

นี่เป็นใบหน้าหล่อเหลาที่เป็นเอกลักษณ์ให้ความรู้สึกแข็งแกร่งราวกับรูปสลักสมัยโรมัน ดวงตาทั้งคู่ของเขาดำสนิทราวกับหินออบซิเดียน คิ้วเข้มคมราวกับดาบ จมูกโด่งเป็นสัน แต่...ทำไมใบหน้านี้คุ้นเคยจริง?

หลานจินเหยาจ้องมองชายแปลกหน้าตาเขม็ง พยายามค้นหาว่าเคยพบเขาที่ไหนมาก่อน

ที่จริงตอนที่เข้าทำสัญญากับบลู ฮอลล์ หลานจินเหยาไม่มีโอกาสได้พบกับประธานบริษัทก่อนเลย งานทั้งหมดของเธอถูกจัดการโดยผู้จัดการส่วนตัว เสิ่นอวี้สนับสนุนทำงานให้เธอทุกทาง ส่วนทางประธานฟู่ก็เก็บตัวเงียบมาตลอด เขาแทบไม่เคยปรากฏตัวในที่สาธารณะด้วยซ้ำ แต่หลานจินเหยาเกือบจะแน่ใจว่าตัวเองเคยพบกับเขามาก่อน

หลานจินเหยาไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองกำลังจ้องมองไปที่เขาตาไม่กะพริบ นานพอที่จะทำให้เกิดความคิดเข้าใจผิดมากมาย

ดูเหมือนว่าความวุ่นวายที่หญิงสาวทั้งสองคนก่อทำให้รบกวนสมาธิในการทำงานของชายหนุ่ม สีหน้าเขาดูไม่ดีนักราวกับความดุร้ายของพายุคลั่ง เขาลุกขึ้นยืนก้าวเท้ายาวออกมาเผชิญหน้าหลานจินเหยา ดวงตาสีเข้มจ้องมองที่เธอ แววตาเยาะเย้ยว่ายอยู่ในส่วนลึกของดวงตา ใช่เลย นี่เป็นการเยาะเย้ยอย่างแน่นอน! หลานจินเหยาที่เป็นนักแสดงมืออาชีพมองออกในวินาทีแรกว่าเขาเย้ยหยันกัน!

วินาทีถัดมาเธอก็ได้ยินชายหนุ่มพูดขึ้น “เฉินเหมยเหม่ย เธอคิดจะทำอะไรอีก? ถ้าจะมาพล่ามเรื่องการแต่งงานอีกละก็ ฉันบอกไว้เลยนะว่าไม่มีทางเกิดขึ้นแน่ ในเมื่อเธอทำเซ็นสัญญากับบลู ฮอลล์แล้ว ก็น่าจะตั้งใจทำงานซะ ส่วนเรื่องอื่น...บอกเลยไม่มีวัน!”

จริงอยู่ชายหนุ่มตรงหน้ามีคุณสมบัติเพียบพร้อมที่จะทำให้หญิงสาวคนไหนๆ เก็บเอาไปฝันได้ แต่นั่นเกี่ยวอะไรกับหลานจินเหยา? เธอไม่ใช่เฉินเหมยเหม่ยและเธอก็ไม่ได้ชอบผู้ชายที่เฉินเหมยเหม่ยชอบ!

ดังนั้นหลานจินเหยาจึงวาดท่าทางครู่หนึ่งก่อนจะเผยรอยยิ้มพิมพ์ใจส่งให้กับชายหนุ่ม “ประธานฟู่พูดถูก อดีตฉันผิดไปเอง ดังนั้นต่อจากนี้ฉันตัดสินใจที่จะทำงานหนัก ฉันสัญญาว่าจะไม่รบกวนประธานฟู่อีก จะมุ่งเน้นไปที่การทำงานของตัวเอง ไม่สร้างปัญหาให้กับคุณ!”

หญิงสาวพูดแล้วก็นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองแล้วส่งยิ้มให้

แม้ที่นี่จะไม่มีกระจก แต่หลานจินเหยารู้สึกว่ารอยยิ้มของเธอเต็มไปด้วยความจริงใจอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน น่าเสียดายที่คำพูดยังหลุดไม่หมดจากปากเธอ เฉินเหม่ยเล่อก็หัวเราะออกมาแบบไม่เกรงใจ

หลานจินเหยาหันไปมองอีกฝ่ายด้วยแววตาเรียบเฉย “พี่หัวเราะอะไร?”

เฉินเหม่ยเล่อพยายามกลั้นหัวเราะ แต่ก็ไม่สำเร็จ กลับยิ้มกริ่มขึ้นเรื่อยๆ หัวเราะเสียงดังขึ้น สัญญาณความเป็นสุภาพสตรีหายไปหมด มือของเฉินเหม่ยเล่อข้างหนึ่งแตะบนตัวหลานจินเหยา ส่วนมืออีกข้างชี้หน้าฟู่ไป่เหนียนเอ่ยว่า “ฮ่าฮ่าฮ่า สหาย น้องสาวฉันเพิ่งพูดว่าจะไม่มาตามตอแยนายอีก นายเชื่อไหม?”

จากนั้นเฉินเหม่ยเล่อก็เสริมอีกประโยค “ไม่ว่านายจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม ฉันไม่เชื่อเลย!”

หลานจินเหยาสาปแช่งในใจเงียบๆ ‘หล่อนเป็นพี่สาวของฉันจริงๆ ใช่ไหม?! ทำไมหักหน้ากันแบบนี้!’

ทว่าก็ชัดว่าขนาดเฉินเหม่ยเล่อที่เป็นพี่สาวแท้ๆ ยังไม่เชื่อคำพูด ฟู่ไป่เหนียนก็ไม่เชื่อเช่นกัน

หลานจินเหยาย้ำอีกครั้ง “คนอย่างฉันพูดจริงทำจริง!”

น้ำเสียงหนักแน่นราวกับว่ากำลังกล่าวสุนทรพจน์ต่อหน้าผู้คน แต่ก็ไร้ประโยชน์ ชายหญิงที่ยืนที่นี่ไม่ได้ให้น้ำหนักกับคำพูดของเธอเลย

เฉินเหม่ยเล่อขัดจังหวะพูดกับฟู่ไป่เหนียน “วันนี้เหมยเหม่ยจะมายกเลิกสัญญา ฉันรบกวนประธานฟู่ช่วยจัดการให้ที”

หลานจินเหยาไม่เข้าใจว่าทำไมเฉินเหมยเหม่ยที่รูปทรงเช่นนี้สามารถเซ็นสัญญาเป็นนักแสดงภายใต้สังกัดบลู ฮอลล์ได้ ดังนั้นเมื่อเฉินเหม่ยเล่อพูดเรื่องยกเลิกสัญญาขึ้น หลานจินเหยาจึงตัดสินใจสังเกตสถานการณ์ เงียบๆ ไม่พูดอะไร

ฟู่ไป่เหนียนดูไม่ค่อยเชื่อว่าหญิงสาวมาที่นี่เพื่อขอยกเลิกสัญญา หลังจากที่จ้องหน้าเธออยู่นาน เขาก็เดินกลับไปที่โต๊ะทำงาน เปิดลิ้นชักหยิบเอกสารชุดหนึ่งโยนลงบนโต๊ะอย่างไม่ใส่ใจ “พวกเธอดูสัญญาที่เซ็นไว้ดีๆ ถ้าอยากจะยกเลิกลองอ่านเงื่อนไขการฉีกสัญญาให้ดีก่อน!”

หลานจินเหยาหยิบสัญญาบนโต๊ะกวาดสายตาอ่าน เธอเคยเซ็นสัญญาที่คล้ายคลึงกับบลู ฮอลล์ในอดีต ซึ่งมีเงื่อนไขข้อหนึ่งในนั้นที่เธอจำได้แม่น ทว่าสัญญาที่เฉินเหมยเหม่ยเซ็นดูจะแตกต่างออกไปจากที่เธอเคยเซ็น

“ระยะเวลาสัญญานี้มีอายุสิบปี หากฝ่ายเอเป็นฝ่ายเสนอยกเลิกสัญญาก่อนกำหนด ฝ่ายบีต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าชดเชยสิบล้านหยวน แต่หากฝ่ายบีขอยกเลิกสัญญา จะต้องจ่ายค่าปรับเป็นจำนวนเงินที่ตกลงกันไว้ก่อนหน้าสิบเท่า!”

จำนวนเงินในสัญญาทำเอาหลานจินเหยาตาโตเท่าไข่ห่าน ไม่อยากจะเชื่อเลย สิบเท่า? ตอนที่เธอทำสัญญาจำได้ดีว่าเงื่อนไขการฉีกสัญญามีมูลค่าน้อยกว่านี้!

“เอาเปรียบกันชัดๆ!”

เพียงเพราะเฉินเหมยเหม่ยมีใจให้ ชายหนุ่มตรงหน้าถึงกับฉวยโอกาสให้ยัยช้างน้อยเซ็นสัญญาทาสไม่เป็นธรรมเช่นนี้ ชั่วร้ายจริงๆ!

ฟู่ไป่เหนียนพยักหน้าช้าๆ “ถูกต้อง นี่เป็นข้อตกลงเอารัดเอาเปรียบจริงๆ แต่ช่วยไม่ได้เธอเป็นคนขอให้เติมลงไปเอง ตอนนั้นเธอยังตามตื๊อขอเซ็นสัญญากับบริษัทด้วย”

“ฉันขอเติมลงไปเอง?” หลานจินเหยากรีดร้อง

ดูเหมือนเฉินเหมยเหม่ยคนนี้ นอกจากรูปลักษณ์ภายนอกไม่โดดเด่นอะไรแล้ว กระทั่งไอคิวก็ยังอยู่ในระดับต่ำเตี้ยเรี่ยดิน สัญญาที่ตัวเองเสียเปรียบขนาดนี้เซ็นไปได้ยังไง

ทว่าดูจากรถที่เฉินเหม่ยเล่อขับ ตระกูลเฉินน่าจะฐานะร่ำรวยมหาศาล หลานจินเหยายื่นเอกสารในมือให้พี่สาว ลดเสียงลงขณะถาม “พี่ บ้านเราจ่ายค่าปรับขูดเลือดนี้ได้ไหม?”

เฉินเหม่ยเล่อก้มลงมองตัวเลขก็หัวเราะเบาๆ “จ่ายน่ะพอไหวอยู่ แต่ทำไมต้องจ่ายล่ะ! สิบเท่าเลยนะ... ต่อให้ขายแกก็ยังขาดทุนอยู่ดี เชื่อพี่เหอะ ทำงานที่นี่ดีๆ นะจ้ะน้องรัก”

“ตอนมาพี่ไม่ได้พูดแบบนี้นะ พี่บอกว่าถ้าฉันอยู่ที่นี่ต่อไป บ้านเราจะขายหน้า!”

“ตอนแรกฉันก็คิดแบบนั้นแหละ แต่ตอนนี้พอมาคิดใหม่ ขายหน้าก็ขายไปแล้ว ทำไมต้องจ่ายเงินร้อยล้านเพิ่มอีกล่ะ?” เฉินเหม่ยเล่อตบแก้มน้องสาวเบาๆ ฉีกยิ้มพูดต่อไปว่า “น้องน้อย ที่พี่พูดไปน่ะ ถูกต้องใช่ไหมล่ะจ้ะ?”

หลานจินเหยาพยักหน้าแบบช่วยไม่ได้ เธอพูดไม่ออกกับครอบครัวที่ไม่ธรรมดานี้

 

สุดท้ายเฉินเหม่ยเล่อที่พัดเข้ามาราวกับสายลม

ก็จากไปรวดเร็วราวกับสายลม ปล่อยให้ฟู่ไป่เหนียนกับหลานจินเหยายืนจ้องหน้ากันและกัน

หลานจินเหยาเห็นแววเกลียดชังลึกลงไปในดวงตาสีดำลุ่มลึกคู่นั้น เขากัดฟันน้ำเสียงเย็นเยียบเอ่ยว่า “ในเมื่อตัดสินใจไม่ยกเลิกสัญญา ก็ออกไปทำงานซะ!”

ขณะที่หลานจินเหยาเดินไปถึงประตู ฟู่ไป่เหนียนก็พูดย้ำอีกประโยค “จำสิ่งที่เธอพูดออกมาวันนี้ให้ขึ้นใจ! ต่อไปนี้ความสัมพันธ์ของพวกเราคือเจ้านายกับลูกน้อง อย่าทำสิ่งที่น่าขายหน้าในที่สาธารณะอีก!”

แม้ว่าหลานจินเหยาจะเพิ่งเข้ามาอยู่ในร่างของเฉินเหมยเหม่ย แต่เธอก็เป็นคนรักศักดิ์ศรีเต็มเปี่ยม เมื่อได้ยินประโยคส่งท้ายของเขาก็ทำให้เธอองค์ลงกะทันหัน ราวกับว่าศักดิ์ศรีถูกเหยียบย่ำอยู่ใต้ฝ่าเท้าเขา เธอหันขวับกลับมาจ้องตาเขม็ง ตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ฉันรักษาคำพูดแน่นอน ต่อไปนี้ถ้าต้องเจอกันในที่สาธารณะก็ทำเป็นไม่รู้จักกันเลยนะคะ! ฉันสงสัยว่าที่ผ่านมาฉันตาบอดกับรูปลักษณ์ภายนอกของคุณรึเปล่า ถึงได้ไปหลงรูปเย็นยะเยือกแบบคุณไปได้!”

 

แต่เราไม่ใช่เพื่อนกันเหรอ? (rewrite)

ทิ้งประโยคนี้ไว้หลานจินเหยาก็สะบัดหน้าออกไป

ขณะที่เดินออกมา ทั่วสรรพางค์กายก็กระตุกไม่หยุด เธอมองภาพหญิงสาวเจ้าเนื้อสะท้อนอยู่ในกระจกลิฟต์ อยากจะร้องไห้แต่ไร้น้ำตา ต้องรู้ว่าชาติก่อนเธอคือนางฟ้าหุ่นดีที่อยู่บนจุดสูงสุดของความสมบูรณ์แบบ เหล่าแฟนคลับก็พากันเรียกขานเธอว่าผอมเพรียวปลิวลม

ตอนนี้ความผอมบางที่งดงามกลายเป็นไขมันตัวแตก! เฮ้อ! หลานจินเหยายกมือขึ้นปิดหน้าถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

ลิฟต์พุ่งลงจอดที่ชั้นสิบสอง หลานจินเหยาก้าวออกมาเลี้ยวซ้ายตามความเคยชิน เดินมาหน้าห้องพักส่วนตัวในอดีต ประตูไม่ได้ล็อก เธอผลักประตูเปิดก้าวเข้าไปด้านใน

ในอดีตเวลาที่เธอเหนื่อยล้าจากการถ่ายทำในสตูดิโอ เธอมักจะชอบเข้ามาพักผ่อนในห้องนี้ ข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวของเธอยังวางอยู่เต็มห้อง เธอค่อยๆ เดินไปรอบห้องเพื่อตรวจดูสิ่งที่คุ้นเคย รู้สึกว่าขอบตาของตัวเองเริ่มเห่อร้อน ตรงหน้าโต๊ะเครื่องแป้งมีกองของขวัญล้นหลามที่ยังไม่ได้เปิดและกองจดหมายแฟนคลับหนาทึบ

เวลานี้เองหลานจินเหยาก็นึกถึงใบหน้าของเสิ่นเวยอันที่เต็มไปด้วยความคั่งแค้นและคำพูดที่ทิ้งไว้...

“หลานจินเหยา ในที่สุดแกก็ไม่มีสิทธิที่จะพูดอะไร! ชีวิตแกเหมือนโรยด้วยกลีบกุหลาบมาตลอด มีเสิ่นอวี้คอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง แกไม่เคยรับมือกับเรื่องสกปรกโสมมในวงการบันเทิงเหมือนฉัน ถ้าฉันไม่ทุ่มเท ฉันก็ไม่ได้อะไรเลย!”

จนกระทั่งตอนนี้หลานจินเหยาถึงได้รู้สึกว่าที่ผ่านมาตัวเองผิดไป ทุกสิ่งที่เธอเคยมีทำให้ใครต่อใครพากันอิจฉา เสิ่นอวี้ก็คอยเคียงข้างเธอ แต่เขาไม่เคยแสดงความรู้สึกที่มากเกินกว่าออกมาเลย ดังนั้นหลานจินเหยาจึงรับสิ่งที่อีกฝ่ายทำให้แบบเป็นเรื่องปกติ น่าเสียดายที่กว่าจะรู้ตัวก็เมื่อสายไปแล้ว

หลานจินเหยายืนหน้าโต๊ะเครื่องแป้งหยิบจดหมายฉบับหนึ่งขึ้นมาเปิดอ่าน

จดหมายฉบับนี้แตกต่างจากฉบับอื่น ไม่ปรากฏชื่อหรือที่อยู่ของผู้ส่ง ข้อความที่เขียนมาก็เป็นข้อความสั้นๆ ‘เธอผอมลงอีกแล้ว! อย่าลืมดูแลสุขภาพด้วย!’

นี่เป็นข้อความที่แปลกประหลาด ไม่เหมือนจดหมายแฟนคลับทั่วๆ ไป กลับเหมือนถูกส่งมาจากใครบางคนที่คุ้นเคยกับเธอเป็นอย่างดี

ไม่รอให้หลานจินเหยาคิดมาก เสียงส้นรองเท้ากระทบกับพื้นก็ดังเข้ามาเป็นจังหวะ ใกล้เข้ามาทุกที หลานจินเหยาตกใจรีบยัดตัวเข้าไปหลบอยู่ผนังหลังประตู อึดใจประตูก็กระแทกเปิด เหวี่ยงเข้าที่ใบหน้าหลานจินเหยา แรงกระแทกทำให้เลือดกำเดาสีแดงเข้มไหลออกมาเลยทีเดียว

“สาวสวยมักมีชะตากรรมแสนเศร้าจริงๆ น่าเสียดายไหม นางฟ้าหลานกำลังรุ่งถึงขีดสุดแท้ๆ ใครจะไปนึกว่าจะจบชีวิตน่าสลดแบบนี้!”

จู่ๆ ได้ยินชื่อตัวเองจากปากคนอื่น จมูกของหลานจินเหยาก็เปรี้ยวขึ้น น้ำตาเอ่อขึ้นมา

“ฉันว่านะคืนนั้นนางฟ้าหลานไม่น่าเข้าไปช่วยเสิ่นเวยอันเลย ตอนนี้ไม่เพียงเอาชีวิตไปทิ้ง งานทั้งหมดยังตกไปอยู่ในมือของเสิ่นเวยอัน ได้ข่าวว่าตอนแรกนางเอกละครเรื่อง ‘หยดน้ำตาหนึ่งพันปี’ วางตัวนางฟ้าหลานแล้ว ไม่คิดว่าสุดท้ายตกไปเป็นของเสิ่นเวยอัน ไม่รู้ผู้กำกับเฉินคิดอะไรอยู่! ฝีไม้ลายมือของผู้หญิงคนนั้น ไม่ได้เรื่องเลย”

หลานจินเหยาใช้มือปาดเลือดกำเดาอย่างลวกๆ สีหน้าแววตาว่างเปล่า ที่แท้หลังจากที่เธอตายทุกอย่างที่เคยเป็นของเธอ ทุกโอกาสที่เคยได้รับ ล้วนตกไปอยู่ในมือเสิ่นเวยอัน อีกฝ่ายพูดถูก เธอคือตัวขัดขวางความเจริญของเสิ่นเวยอันจริงๆ

แต่เราไม่ใช่เพื่อนกันเหรอ? น่าตลกจริงๆ ผู้หญิงคนนั้นไม่เพียงแต่ต้องการแค่อาชีพของเธอ แต่อยากได้ชีวิตของเธอด้วย!

การสนทนาของหญิงสาวทั้งสองยังดำเนินต่อไป

“ฉันคิดว่าเรื่องนี้มีพิรุธ ทำไมจู่ๆ นางฟ้าหลานถึงตกลงไปแทนเสิ่นเวยอัน? ฉันได้ยินมาว่าพวกเธอยืนติดกันมาก เสิ่นเวยอันไม่ได้ช่วยจับนางฟ้าหลานไว้เหรอ?”

“ใครจะไปรู้! ตำรวจบอกว่าเป็นอุบัติเหตุ แต่ทักษะการแสดงของเสิ่นเวยอันห่วยแตกอย่างที่พูด!”

“เอาเถอะๆ รีบเก็บข้าวของให้เรียบร้อยดีกว่า ถึงเสิ่นเวยอันจะแสดงได้ห่วยแตกแต่อย่างน้อยหน้าตาก็สวยอยู่นะ สมัยนี้ใครๆ ก็ดูที่หน้าตาก่อนทั้งนั้นแหละ นี่เป็นข้อได้เปรียบที่ดีทีเดียว เธอดูอย่างเฉินเหมยเหม่ยสิ หน้าตาก็ไม่ได้สวยบุคลิกก็แย่ เดินแต่ละทีสะะเทือนไปทั้งชั้น! ยิ่งกว่านั้นดูเหมือนหล่อนยังไม่รู้ตัวว่าตัวเองขี้เหร่ขนาดไหน อยากกินเนื้อหงส์ ฉันได้ยินมาว่าวันนี้เธอมาหาท่านประธานฟู่อีกแล้ว”

“เฮ้ อย่าพูดแบบนั้นสิ ถ้าเธอได้ยินขึ้นมาละก็เป็นเรื่องแน่”

หลานจินเหยารู้สึกคันจมูกยิบๆ เธอบีบจมูกที่ยังมีเลือดอยู่ แต่ก็ไม่สามารถกลั้นไว้ได้ จามเสียงดังลั่นออกมา

ทันใดนั้นบทสนทนาเงียบลง บรรยากาศราวกับกับป่าช้า

การแอบฟังเป็นการกระทำเสียมารยาทเป็นที่สุด แต่ขณะที่หลานจินเหยาลังเลว่าควรจะแสดงตัวหรือไม่ เสียงทุ้มต่ำของชายหนุ่มก็ดังมาจากหน้าประตู

“ผมไม่ต้องการให้มีเรื่องซุบซิบนินทาเกิดขึ้นในบริษัท ยิ่งกว่านั้นยังพูดจาไม่ดีเกี่ยวกับเพื่อนร่วมงานอีก”

“ท่าน...ท่านประธาน!” เสียงของหญิงสาวทั้งสองสั่นเล็กน้อย

หลานจินเหยามองผ่านช่องเล็กๆ ระหว่างประตูกับผนัง ฟู่ไป่เหนียนยืนจังก้าอยู่หน้าประตู ใบหน้ามืดมิดราวกับเขม่า ผู้ชายคนนี้เหมือนจะเกิดมาพร้อมรัศมีแข็งแกร่งตามธรรมชาติ ทำเอาหญิงสาวสองคนที่นินทาคนอื่นลับหลัง ร้อนๆ หนาวๆ กลัวขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว

“พวกเธอออกไป!”

ราวกับโองการสวรรค์ผ่าใส่ หญิงสาวทั้งสองวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว

หลังจากทั้งสองไปแล้ว ฟู่ไป่เหนียนก็เดินเข้ามาในห้องช้าๆ นั่งลงบนโซฟา เขาหยิบตุ๊กตาหมีที่วางอิงอยู่บนเบาะมากอด เกยคางบนหัวใหญ่โตของหมี สีหน้าแววตาเต็มไปด้วยความเจ็บปวด

หลานจินเหยาลืมนวดแขนชาของตัวเอง ขณะมองท่าทางเจ็บปวดของชายหนุ่มด้วยความอึ้งทึ่ง คิ้วขมวดอย่างแปลกใจ

นับตั้งแต่ทำสัญญากับบลู ฮอลล์ เอนเตอร์เทนเมนต์ หลานจินเหยาไม่เคยได้พบกับบอสใหญ่เลยสักครั้งเดียว ประการแรกเป็นเพราะเธองานยุ่งตัวเป็นเกลียวหัวเป็นน็อต ประการที่สองบอสใหญ่ชอบเก็บตัวไม่ออกมาพบปะผู้คน เธอจำไม่ได้ว่ามีความสัมพันธ์กับผู้ชายคนนี้เมื่อไร คนที่ไม่คุ้นเคยจะแสดงท่าทางปวดรวดร้าวเช่นนี้ เพราะการตายของเธอด้วยเหรอ?

หลานจินเหยารู้สึกว่าเรื่องนี้ชักผิดปกติไปทุกที แต่แค่ยังนึกไม่ออกชั่วคราว

 

หลังจากวันแรกของการทำงานในบริษัท

หลานจินเหยาก็พบว่าเฉินเหมยเหม่ยมีชื่อเสียงเน่ามากๆ นอกจากความจริงที่ครอบครัวร่ำรวยมหาศาลแล้ว ก็แทบไม่มีจุดเด่นอะไรเลย ทั้งขี้เกียจรอรับผลประโยชน์จากคนอื่น ทั้งเขมือบทุกอย่างที่ขวางหน้า เดินเหินแต่ละทีพื้นก็สั่นไปหลายริกเตอร์ นอกจากนี้ยังคอยตามตื๊อฟู่ไป่เหนียนทุกที่ทุกเวลา แถมยังประกาศกับทุกคนว่าเป็นคู่หมั้นเขา แม้ว่าฝ่ายชายจะปัดทั้งตรงทั้งอ้อมแล้วก็ตาม

เมื่อได้เกิดใหม่เป็นช้างน้อยที่ไร้อนาคตแบบนี้ หลานจินเหยาชักเริ่มห่วงอนาคตของตัวเองมากขึ้น

เหตุผลที่บลู ฮอลล์ เอนเตอร์เทนเมนตร์เซ็นสัญญากับเฉินเหมยเหม่ย ทั้งหมดเป็นเพราะมิตรภาพระหว่างครอบครัวที่มีมายาวนาน ยิ่งไปกว่านั้นเฉินเหมยเหม่ยที่เซ็นสัญญากับบริษัทก็เพราะต้องการตามติดกิจวัตรประจำวันของฟู่ไป่เหนียน ดังนั้นข้อตกลงในสัญญาแทบไม่มีเนื้อหาที่เกี่ยวกับการทำงานเท่าไรเลย ไม่ต้องพูดให้เมื่อย สันนิษฐานได้ว่าทางบลู ฮอลล์เองก็ไม่ได้คาดหวังว่าเฉินเหมยเหม่ยจะสร้างรายได้หรือชื่อเสียงให้กับบริษัทได้ ทั้งหมดส่งผลให้เฉินเหมยเหม่ยกลายเป็นคนว่างงานที่สุดในบริษัท

วันแรกของการทำงานในร่างคนอื่น หลานจินเหยาเดินเตร่อยู่ในสำนักงานพร้อมกับกาแฟแก้วหนึ่ง แต่เนื่องจากรูปร่างเจ้าเนื้อระยะสุดท้าย ไม่ว่าจะยืนจะเดินไปทางไหนก็ดูขัดขวางการทำงานของคนอื่นไปหมด ในที่สุดก็มีหญิงสาวแต่งตัวเรียบหรูมีระดับเดินเข้ามา ตบหน้าหลานจินเหยาเบาๆ “ทำไมวันนี้ถึงมีเวลากลับออฟฟิศล่ะ? หรือว่าวันนี้ท่านประธานไม่มาทำงาน? เอ ไม่นะ ตอนเช้าฉันเห็นท่านประธานมาอยู่ หรือว่าเขาออกไปแล้ว?”

หลานจินเหยาตอบด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์ “เป้าหมายชีวิตของฉันหมุนรอบตัวฟู่ไป่เหนียนคนเดียวรึไง?”

หญิงสาวคนเดิมพยักหน้าอย่างเคร่งขรึม “ใช่!”

เลือดที่กำลังเดือดพล่านในร่างหลานจินเหยาเย็นลงในพริบตา

เธอขมวดคิ้วตอบกลับด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมมากขึ้น “ถ้าเธอคิดอย่างนั้นจริงๆ ก็ผิดถนัด ต่อจากนี้ไปเป้าหมายในอนาคตของฉันคือเป็นราชินีจอแก้ว!”

ทันทีที่พูดออกไป หลานจินเหยาก็ตระหนักได้ว่าตราบใดที่มีรูปร่างหน้าตาของเฉินเหมยเหม่ย คำพูดใดๆ ที่เธอพูดออกไปเข้าหูคนอื่น นั่นจะกลายเป็นเรื่องตลก

“ฮ่าๆๆๆ!”

“โอ๊ยตาย! เฉินเหมยเหม่ย วันนี้เธอเป็นอะไรเนี่ย? ไปฉีดเลือดไก่มาเหรอ?”

หญิงสาวที่นั่งอยู่ใกล้ๆ กำลังแต่งหน้าก็กวาดตาสำรวจเฉินเหมยเหม่ยผ่านการสะท้อนในกระจกด้วยความรังเกียจ คิ้วที่ยกขึ้นดูเฉียบคมและร้ายกาจ

สวี่จิ่งเกอดาราอีกคนในสังกัดของวีวี่ นอกจากเฉินเหมยเหม่ยเป็นลูกสาวของนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ มีนิสัยเย่อหยิ่งและเผด็จการ แทบไม่เคยมองหัวคนอื่นเลย เฉินเหมยเหม่ยคนก่อนใช้ชีวิตไล่ตามฟู่ไป่เหนียนอย่างเดียว ไม่เคยทำงานหรือมุ่งมั่นที่จะทำงาน ดังนั้นงานที่วีวี่หามาได้ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นงานแสดงหรืองานโฆษณาก็ไปอยู่กับสวี่จิ่งเกอหมด ทว่าเฉินเหมยเหม่ยก็ไม่ได้อนาทรร้อนใจ

ในความเป็นจริง แม้ว่าเฉินเหมยเหม่ยจะแคร์ แต่เธอก็ไม่สามารถได้รับบทสำคัญใด ๆ เว้นแต่จะได้รับความช่วยเหลือจากพ่อที่ร่ำรวย

แต่ตอนนี้เป้าหมายในชีวิตของเธอไม่ได้อยู่ที่ฟู่ไป่เหนียนอีกต่อไป ทุกอย่างที่เธอเคยมีในอดีต เธอจะต้องทวงคืนเอากลับมา สิ่งที่แต่เดิมเป็นของเธอ ไม่ว่าจะต้องการหรือไม่ก็ตาม เธอไม่ยอมมอบให้กับฆาตกรหรอก!

 

ใครจะเชื่อ (rewrite)

หลานจินเหยาถอนหายใจยาวส่งออกไป

“ใช่ ผู้หญิงที่ทำงานเป็นมืออาชีพมีเสน่ห์มากกว่าตั้งเยอะ ฟู่ไป่เหนียนไม่สนใจฉันมาตั้งนานแล้ว ดังนั้นฉันจึงคิดว่าบางทีตัวเองควรจะมุ่งเน้นความสนใจอุทิศให้ชื่อเสียงของตัวเองกับบริษัทแทนจะดีกว่า ฉันรู้สึกว่าวันหนึ่งเมื่อฉันประสบความสำเร็จในอาชีพการงาน สายตาฟู่ไป่เหนียนจะยึดติดอยู่ที่ฉันแน่นอน”

สวี่จิ่งเกอยิ้มเยาะ “รอจนกว่าเธอจะประสบความสำเร็จในการลดน้ำหนักก่อนเหอะ ค่อยมาคอยดูว่าเรื่องคุณฟู่ไป่เหนียนจะถูกเธอดึงดูดรึเปล่าน่ะ”

หลานจินเหยายิ้มพูดว่า “ฉันเป็นคนประเภทพึ่งพารูปร่างหน้าตาเหรอ? คนที่ไม่มีความสามารถเท่านั้นมักจะมองดูหน้าตัวเองในกระจก!”

หน้าหนาหน้าทนของเฉินเหมยเหม่ยเป็นที่รู้กันดี ในเมื่อตอนนี้เธอใช้ร่างเฉินเหมยเหม่ย ก็ไม่ต้องกลัวคนมานินทาว่าหน้าด้านอีกต่อไป เพราะสุดท้ายก็ไม่ใช่หลานจินเหยา

เธอเปลี่ยนหัวข้อสนทนาพูดว่า “แต่ที่จิ่งเกอพูดก็ถูกต้องนะ ได้เวลาฉันปฏิบัติการลดน้ำหนักหน่อยแล้ว!”

พูดจบก็วางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะเดินออกไป ทิ้งให้คนอื่นๆ มองหน้ากันไปมา

“เธอเอาจริงเหรอนั่น?”

“จะเป็นไปได้ยังไง เธอก็พูดไปเรื่อยเปื่อยเท่านั้นแหละ!”

 

บนห้องทำงานของประธานชั้นสิบแปด

กองรูปถ่ายกระจัดกระจายอยู่เต็มโต๊ะ เกือบทุกรูปแสดงภาพหญิงสาวที่มีรูปร่างสุดจะบรรยาย ยิ่งดูสภาพชายหนุ่มที่นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานก็ยิ่งน่าเกลียดลง ดูไม่ได้

“นายแน่ใจนะว่าต้องการให้ฉันเลือกใครสักคนจากกองนี้? ไม่มีตัวเลือกนอื่นในบริษัทของเราแล้วเหรอ”

เสิ่นอวี้ยักไหล่สีหน้าท่าทางเรียบเฉย “ช่วยไม่ได้ ละครเรื่อง ‘หยาดน้ำตาพันปี... A Thousand Years Of Tears’ เป็นโปรเจกต์ใหญ่ประจำปีนี้ นอกจากนี้บริษัทยังลงทุนด้วยเม็ดเงินมหาศาล ทุกบทบาทต้องได้รับการคัดเลือกอย่างรอบคอบ ภาพถ่ายที่ฉันเอามาให้นายดูคือตัวเลือกที่ดีที่สุดของบริษัทเราแล้ว!”

ฟู่ไป่เหนียนเคาะโต๊ะอย่างหงุดหงิด “คนอ้วนหมดเลยเนี่ยนะ?”

เสิ่นอวี้ยักไหล่ตอบ “ก็ช่วยไม่ได้นี่ ผู้กำกับขอมาแบบนี้ แล้วบทนี้ไม่ใช่ตัวประกอบธรรมดา แต่เป็นตัวสำคัญในเรื่องด้วย ดังนั้นต้องให้ดาราบริษัทเราเล่น!”

ตอนนั้นเองร่างอวบอ้วนพร้อมกับดวงตายิ้มหยีก็ปรากฏขึ้นในสมองฟู่ไป่เหนียน

เขาทำหน้าตึงละสายตาจากกองภาพถ่ายถามเสิ่นอวี้ “แล้วทำไมฉันต้องมานั่งเลือกบทตัวประกอบสมทบเองด้วย นายคิดว่าฉันว่างมากรึไง?”

เสิ่นอวี้หัวเราะเฮ้อๆ สองครั้ง ยกมือเกาจมูกด้วยท่าทางไม่สบายใจ จากนั้นก็หยิบภาพถ่ายใบหนึ่งออกมาจากกระเป๋า “ก็ได้! ที่จริงยังมีนักแสดงอีกคนหนึ่งที่เข้ากับบทน่ะ เฉินเหมยเหม่ยไง แต่ฉันคิดว่าถ้าใช้เธอจริงก็เป็นผิดมหันต์แน่นอน แต่ถ้าไม่ให้เธอรับบทนี้ก็คงตามตอแยไปทั่วบริษัทอีก ดังนั้น ฮ่าๆๆๆ... รบกวนท่านประธานฟู่เลือกนักแสดงให้ด้วยขอรับ ตราบใดที่นายเลือก ต่อให้ไม่พอใจแค่ไหนยัยช้างน้อยก็คงจะอดทนได้นิดหน่อย”

เมื่อฟู่ไป่เหนียนได้ยินประโยคนั่น แสงคมเย็นเยือกก็วาบผ่านนัยน์ตาไป

“หมายความว่าจะให้ฉันรับบาปเป็นเพื่อนเรอะ?” น้ำเสียงฟู่ไป่เหนียนดูอันตราย

เสิ่นอวี้โบกมือพัลวัน “เป็นได้ยังไง ใครจะกล้าดึงท่านประธานฟู่สุดที่รักของพวกเรามารับบาปด้วยกันล่ะขอรับ!”

อึดใจต่อมาเขาก็เก็บรอยยิ้ม สีหน้าเป็นการเป็นงาน พูดอย่างเคร่งขรึม “แต่...นายจะเลือกเฉินเหมยเหม่ยเหรอ?”

ฟู่ไป่เหนียนนิ่งคิดครู่หนึ่ง เคาะนิ้วลงบนโต๊ะเป็นจังหวะ เกิดระลอกคลื่นทื่อสะท้อนในใจ

ขณะที่เสิ่นอวี้กำลังจะถอดใจ ฟู่ไป่เหนียนก็พูดขึ้นทันที “ไม่ต้องจั่วหัวเฉินเหมยเหม่ย นายเลือกคนที่คิดว่าตรงตามบทบาทที่สุดไปเลย ถ้าเฉินเหมยเหม่ยเซ้าซี้ถามก็บอกไปว่านี่เป็นการตัดสินใจของฉัน!”

“ไม่มีปัญหา!”

เมื่อได้คำตอบที่ต้องการ เสิ่นอวี้ก็โยนภาพถ่ายเฉินเหมยเหม่ยลงถังขยะ ก่อนจะก้าวยาวๆ ออกไป ทันทีที่เดินไปถึงประตู เขาก็ได้ยินฟู่ไป่เหนียนพูดขึ้นว่า “วันอาทิตย์นี้เป็นงานศพของเธอ ฉันจะไปด้วยตัวเอง”

บรรยากาศในห้องทำงานหนักขึ้นจากประโยคดังกล่าว

หลังจากเงียบไปนาน เสิ่นอวี้ก็ตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา “ได้ ฉันจะไปจัดการให้”

“ไม่ต้อง ฉันจะไปคนเดียว”

ออกมาจากห้องทำงาน เสิ่นอวี้หยุดยืนอยู่ที่หน้าต่างตรงทางเดิน สายตาทอดมองท้องฟ้าสีคราม ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก

แอบชอบใครคนหนึ่งในหัวใจมาอย่างเนิ่นนาน แต่ไม่กล้าเปิดเผย แค่เพราะหญิงสาวคนนั้นลั่นวาจาเอาไว้ในรายการหนึ่งว่า ‘ตอนนี้ฉันยังไม่อยากคุยเรื่องความรัก’ อยากว่าจะทำดีกับเธอก็ไม่เคยลงทำเอง ได้แต่ไหว้วานเสิ่นอวี้ออกหน้าให้ ทั้งที่เตรียมการสารภาพรักไว้แบบอลังการ แต่ไม่ทันเอ่ยปาก คนก็จากไปนิรันดร์

เฮ้อ! นี่มันโชคร้ายของกี่ชาติกันแน่เนี่ย?!

 

หลานจินเหยาตื่นขึ้นด้วยเสียงนาฬิกาปลุก

เธอมองดูฝ้าเพดานสีขาวอยู่พักใหญ่

หากเป็นชาติก่อน ช่วงเวลานี้ของวันถ้าไม่อยู่ในกองถ่ายก็กำลังเดินทางไปสตูดิโอ หลานจินเหยาทำงานสามร้อยหกสิบห้าวันไม่มีวันหยุด การได้นอนซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มเป็นชั่วโมงไม่มีทางเกิดขึ้น ดังนั้นเธอจึงหลับตาลงอีกครั้งไม่นานก็ผล็อยหลับไป

ท่ามกลางหมอกหนา เธอเห็นโครงหน้าของชายคนนั้นคลุมเครือ เธอยื่นมือออกไปพยายามจะแตะแก้มของเขา แต่ปลายนิ้วกลับสัมผัสได้เพียงอากาศ ทันใดนั้นเองเสิ่นเวยอันก็ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้า ท่าทางเหมือนเป็นบ้าดึงแก้มเธอรุนแรงพร้อมกับกรีดร้อง “หลานจินเหยา หล่อนกลายเป็นหมูตอนไปแล้ว ฮ่าๆๆๆ”

หลานจินเหยาสะดุ้งตื่นขึ้นจากความฝัน ผุดลุกขึ้นนั่ง ชั้นเหงื่อชื้นกระจายบนหน้าผาก เธอสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าไปเต็มปอด จิตใจที่ว้าวุ่นก็สงบลงได้

เพิ่งจะผ่านไปชั่วโมงกว่าๆ จากที่เธอตื่นมาตอนแรก ตอนนี้แปดโมงแล้ว เธอไม่อยากนอนต่อแล้ว

หลานจินเหยาถูใบหน้าตามปกติ แต่ทันทีที่ฝ่ามือสัมผัสกับพวงแก้มยุ้ย เธอก็ตัวแข็งทื่อ

หลังจากอึ้งอยู่นานเป็นนาที หลานจินเหยาก็ตัดสินใจด้วยความโศกเศร้า เธอต้องลดน้ำหนัก เธอจะทวงบังลังก์นางฟ้าคืน

วางแผนเรียบร้อยเสร็จสรรพ หลานจินเหยาก็ลงมือทันที แต่ทุกทางเดินย่อมมีอุปสรรคเสมอ

ตัวอย่างเช่น ขณะนี้...

ในเช้าวันที่สดใส บนถนนสายทอดยาวไปถึงสวนสาธารณะ หญิงสาวในชุดออกกำลังกายเต็มรูปแบบ ถักผมเปีย หุ่นเหมือนฟักทองวิ่งหอบตัวโยน ระหว่างทางเจอกับคนรู้จักก็ชะลอฝีเท้าทักทาย แต่...กลับได้รับสายตาคมกริบจากอีกฝ่ายมาแทน

หลานจินเหยายืนทื่อบนถนน สายตาจ้องไปที่ฟู่ไป่เหนียนที่สีหน้าไม่เป็นสุข

ใครจะไปคิดว่าการวิ่งบนถนนหน้าบ้านตัวเองจะบังเอิญเจอกับประธานขี้เก๊ก ฉันไม่ได้ตั้งใจจริงๆ นะ

ฟู่ไป่เหนียนอารมณ์ไม่แจ่มใสชัดเจน ปรายตามองหลานจินเหยาแวบหนึ่งก็พูดอย่างเย็นชา “เธอนี่ทำตัวเองลำบากจริงๆ”

จากนั้นเขาก็วิ่งเฉียดหลานจินเหยาไปข้างหน้า หลานจินเหยายืนมองตามแผ่นหลังหนากว้างจนลับสายตา รู้สึกเหมือนว่าโดนรังแก นี่ฉันไปทำอะไรให้แล้วเหรอ?

ไม่นานจากนั้นหญิงสาวหน้าตาสะสวยคนหนึ่งก็วิ่งเข้ามาทักทายหลานจินเหยาด้วยรอยยิ้มสดใสยิ่งกว่าดวงอาทิตย์ แต่น่าเสียดายคำพูดบาดลึกใจมาก

“เฉินเหมยเหม่ย หล่อนนี่ขยันตามพี่ชายฉันทุกวัน แต่ไม่เคยได้รับการตอบรับเหมือนอากาศธาตุ หล่อนท้อใจมากใช่เปล่า? คราวนี้ถึงกับลงทุนวิ่งออกกำลังกายเชียวเหรอ ดูจากรูปร่างเธอแบบนี้ แรงโน้มถ่วงของโลกคงทำงานหนักน่าดูเลยสิท่า”

โอ้โห ยัยหนูเป็นเด็กเป็นเล็ก ทำไมถึงพูดจาร้ายกาจแบบนี้ โตไปไม่มีใครเอาแน่ๆ

“เฉินเหมยเหม่ย…”

ฟู่ฉางหนิงชี้จมูกหลานจินเหยาพูดว่า “ถ้าเธอทำได้สักอาทิตย์หนึ่ง ฉันยอมแพ้ให้เลย!”

พูดจบสาวน้อยก็วิ่งปร๋อหายไปราวกับสายลม ปล่อยให้หลานจินเหยายืนอึ้งตามลำพัง

วันนี้แผนการปฏิบัติการลดน้ำหนักของเธอเพิ่งเริ่มต้น แต่กลับถูกราดด้วยน้ำเย็นเฉียบลงบนใบหน้าเกือบหมดกำลังใจ หลานจินเหยาซับเหงื่อบนใบหน้า ก่อนจะหันหลังวิ่งไปอีกทาง ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อหลังจากเปลี่ยนเส้นทางเธอก็ยังไปเจอกับฟู่ไป่เหนียนอีกครั้ง โลกกลมแฮะ

ฟู่ไป่เหนียนหยุดตรงหน้า มองหลานจินเหยาด้วยสายตาเย็นชา ใบหน้ามืดมนลงอย่างน่ากลัว

หลานจินเหยาอ้าปากจะบอกว่าฉันไม่ได้สร้างโอกาสให้เจอแบบเจตนานะ แต่ใครจะเชื่อ อย่างน้อยผู้ชายคนนี้ต้องไม่เชื่อแน่นอน ถนนสายนี้เข้าออกได้ตั้งหลายทาง ทำไมต้องมาเจอหน้ากันทุกครั้งเลยเนี่ย

หลังจากคิดหลายตลบหลานจินเหยาก็เกิดความคิดในใจ เธอดึงมุมปากขึ้นคลี่รอยยิ้มสดใสซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเฉินเหมยเหม่ย “คุณฟู่หุ่นดีมากเลย คุณเป็นไอดอลของฉันนะคะ คุณคิดว่าถ้าคิดฉันออกกำลังกายแบบคุณทุกวัน ไม่กี่วันก็คงจะลดน้ำหนักได้แล้วใช่ไหม”

ชายหนุ่มใช้หางตามองเธอ หันหลังกลับวิ่งเหยาะๆ จากไป

หลานจินเหยายืนหัวเราะแหะๆ เธอไม่ได้ดักรอจริงๆ แต่...

“ใครจะเชื่อ!”

เธอถอนหายใจเสียงต่ำ ดูเหมือนชื่อเสียงเน่าหนอนของเฉินเหมยเหม่ยไม่ธรรมดายากที่จะล้างออกในเวลาสั้นๆ แล้ว

 

ทำไมจะรีบกลับซะล่ะ (rewrite)

ตอนเที่ยง

หลานจินเหยาที่ออกกำลังกายมาตลอดช่วงเช้าจนเหงื่อออกท่วมตัว ท้องร้องโครกครากด้วยความหิว เดินลงไปที่ร้านอาหารชั้นล่าง เธอไม่รู้เลยว่าเฉินเหมยเหม่ยกินแต่ละมื้อมากแค่ไหนถึงสะสมไขมันไว้ใช้ได้ทั้งชีวิตแบบนี้ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจะต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอย่างเคร่งครัด เรียกสัดส่วนนางแบบกลับมาให้ได้

ทันทีที่ไปถึงร้านอาหาร เฉินเหม่ยเล่อก็โทรเข้ามาพอดี พี่สาวนัดให้เธอไปเจอกันคืนนี้ ยังเตือนให้เธอพกบัตรทองที่พ่อทำให้ติดตัวมาด้วย จากนั้นก็บอกชื่อไนต์คลับก่อนจะตัดสายทันที

บุคคลิกแบบนี้สมกับเป็นเฉินเหม่ยเล่อจริงๆ

เนื่องจากรับสายโทรศัพท์ หลานจินเหยาจึงไม่ได้สังเกตว่าบรรยากาศที่นี่แปลกพิกลมาจากการมาถึงของเธอ เธอเดินไปนั่งที่โต๊ะริมกระจกโบกมือเรียกบริกร “สั่งอาหารหน่อยค่ะ”

เธอสั่งสลัดกับพาสตาอย่างละจาน จากนั้นก็เอนหลังพิงพนักเก้าอี้นั่งรอ

ต้องบอกเลยว่าสภาพแวดล้อมแถวบ้านของเฉินเหมยเหม่ยดีทีเดียว ชาติก่อนเธอไม่เคยซื้อบ้านย่านนี้ แม้แต่ร้านอาหารเล็กๆ ใต้อาคาร ยังนับว่าตรงตามรสนิยมของเธอเป็นที่สุด

หลังจากหลานจินเหยามองไปรอบๆ ในที่สุดก็พบว่ามีสิ่งไม่ชอบมาพากล

นี่ยังไงกันตั้งใจมากินอาหารก็กินกันเข้าไปสิ มองมาที่เธอทำไม?

ไม่นานเธอก็รู้ว่าสายตานี่หมายถึงอะไร? ที่โต๊ะอาหารกลางร้านสวี่จิ่งเกอสวมแว่นกันแดดอันใหญ่ ร่างกายปิดมิดชิด ผู้ชายที่นั่งตรงข้ามก็คือฟู่ไป่เหนียน

แม้แต่กินข้าวยังปะหน้ากันได้ ดูเหมือนเฉินเหมยเหม่ยจะใช้ความคิดล้ำลึกมากในการเลือกบ้าน

ทันใดนั้นเองเธอก็นึกถึงเหตุการณ์ที่เฉินเหม่ยเล่อเล่าให้ฟัง เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อปีก่อน ก่อนที่พ่อแม่ของทั้งสองคจะพูดถึงการแต่งงานระหว่างสองครอบครัว

มีอยู่วันหนึ่งเฉินเหมยเหม่ยไปกินอาหารที่ร้านเก๋ๆ บังเอิญพบกับฟู่ไป่เหนียนนั่งอยู่ในร้านกับนักแสดงสาวสังกัดบลู ฮอลล์คนหนึ่ง เฉินเหมยเหม่ยเดินอาดๆ หยิบแก้วไวน์แดงขึ้นเทลงบนหัวนักแสดงสาวจนเปียกโชก เสียงกรีดร้องดังลั่นร้าน

นักแสดงสาวคนนั้นก็โต้ตอบด้วยวิธีเดียวกัน เธอสั่งไวน์แดงจากพนักงาน สาดกลับใส่หน้าเฉินเหมยเหม่ย ซึ่งนี้ทำให้เกิดปัญหาใหญ่ตามมาเลยทีเดียว

เฉินเหมยเหม่ยถูกเลี้ยงแบบไข่ในหินมาตลอดชีวิต ไม่เคยโดนรังแกแม้แต่น้อย เมื่อถูกสาดด้วยไวน์แดง เธอก็ยกมือเช็ดไวน์แดงบนหน้าออกไปด้วยท่าทางจะกินเลือดกินเนื้อ ผลักนักแสดงสาวเต็มแรง เฉินเหมยเหม่ยเรี่ยวแรงช้างสาร นักแสดงสาวหงายหลังก้นจ้ำเบ้า แว่นกันแดดหล่นลง พวกปาปารัสซีที่ซุ่มสังเกตการณ์อยู่ด้านนอก กรูเข้ามากดชัตเตอร์รัวๆ

เมื่อผู้จัดการร้านเห็นเรื่องที่เกิด ไม่ว่าสกุลเฉินหรือฟู่ไป่เหนียน ล้วนเป็นคนที่เขาไม่อาจยั่วยุได้ เขากำลังจะเข้าไปเกลี้ยกล่อมเฉินเหมยเหม่ย ไม่คิดว่าจะโดนลูกหลงไปด้วย สุดท้ายร้านยังเกือบพัง

โดยรวมเหตุการณ์ครั้งนั้นสร้างชื่อให้เฉินเหมยเหม่ย จากคนแทบไม่มีคนรู้จักกลายเป็นคนที่ทุกคนพูดถึง

ดูเหมือนคนพวกนี้มองเธอแบบนี้ คงเพราะอยากดูละครดีฟรีๆ

แต่น่าเสียดายเธอคือหลานจินเหยา ไม่สามารถทำแบบที่เฉินเหมยเหม่ยทำ

เธอจิ้มสลัดผักกินเงียบๆ เสร็จเรียบร้อยก็จ่ายบิลเดินออกจากร้านท่ามกลางสายตาผู้คน แม้ว่าฟู่ไป่เหนียนจะหันมามอง เธอก็ไม่สนใจจะทักทาย

 

ไม่ช้าหลานจินเหยาก็รู้ว่าไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่พบกับฟู่ไป่เหนียนในทุกย่างก้าว

ในตอนบ่ายเมื่อหลานจินเหยาหยิบกระเป๋าเงินเฉินเหมยเหม่ยออกมาดู เธอพบบัตรสมาชิกสระว่ายน้ำใบหนึ่ง แต่เมื่อดูจากตัวบัตรก็บอกได้ทันทีเลยว่าเจ้าของบัตรแทบจะไม่เคยได้ใช้บริการ หลานจินเหยาต้องการออกกำลังกายอยู่พอดี เธอเรียกแท็กซี่ตรงไปที่สระว่ายน้ำ

สระว่ายน้ำแห่งนี้เป็นระดับไฮเอนด์ คนไม่พลุกพล่านสงบเงียบ นอกจากสระแล้วยังมีห้องซาวน่าอีกด้วย มีเทรนเนอร์ทั้งชายหญิงหุ่นดีให้คำปรึกษาได้ตลอดเวลา

หลานจินเหยาอยากจะหันหลังวิ่งหนีทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามา เวรกรรม เพราะเธอเห็นฟู่ไป่เหนียนอีกแล้ว ชายหนุ่มกำลังแหวกว่ายอยู่กลางสระอย่างคล่องแคล่ว ท่าทางเพลิดเพลินในกระแสน้ำเย็นฉ่ำเหมือนปลา ชัดว่าเขากำลังจ้ำจนไม่ทันมองว่าใครเดินเข้ามา นี่เป็นโอกาสดีที่เธอจะหนีไป

เธอหันหลังเดินไปที่ประตูก็ถูกแขนแข็งแรงขวางเอาไว้

“เพิ่งมาถึงแท้ๆ ทำไมเหมยเหม่ยจะรีบกลับล่ะ”

หลานจินเหยาเงยหน้าขึ้นก็เห็นชายหนุ่มแผงหน้าอกหนามีหยดน้ำเกาะพราวกำลังมองเธอด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า กล้ามเนื้อแข็งแรงขยับขึ้นลงตามการหายใจของอีกฝ่าย หญิงสาวขยะแขยงแบบบอกไม่ถูก เขยิบถอยหลังไปเรื่อยๆ “ฉันเพิ่งนึกออกว่ามีธุระน่ะ วันนี้ไม่ว่ายดีกว่า”

หญิงสาวลืมไปว่าด้านหลังเป็นสระน้ำ เท้าถอยหลังไปเรื่อยๆ หลานจินเหยาหงายหลังลื่นตกลงไปในน้ำ เสียง ‘ตูม’ ดังสนั่นหวั่นไหว คลื่นน้ำกระฉอกออกไปด้านนอก ร่างอวบอิ่มจมลงสู่ก้นสระอย่างรวดเร็ว

สำหรับเฉินเหมยเหม่ยข้ออ้างอย่างเดียวในการมาที่นี่ ก็คือมาเฝ้าดูฟู่ไป่เหนียน ทุกครั้งที่มาจะนั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างสระ มองชายหนุ่มในดวงใจตาไม่กะพริบ ต่อให้ลงน้ำก็จะมีคนคอยประคองอยู่ข้างๆ เพราะเฉินเหมยเหม่ยว่ายน้ำไม่เป็น แต่ไม่ใช่สำหรับหลานจินเหยา เพื่อรักษารูปร่างให้ดี เธอจะมาที่สระว่ายน้ำออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง ดังนั้นการเคลื่อนไหวของเธอในน้ำคล่องแคล่วยิ่งกว่าฟู่ไป่เหนียนซะอีก

เสียงดังกระแทกเข้ามาในโสตประสาท ฟู่ไป่เหนียนก็เห็นหญิงสาวร่างใหญ่ตกลงไปในสระว่ายน้ำ เวลานี้เขาอยู่ใกล้เธอมากที่สุด เขาคิดว่าถึงแม้จะรังเกียจเฉินเหมยเหม่ยมากเพียงไหน เขาก็ไม่สามารถทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้มองคนจมน้ำตายได้ ยิ่งทั้งสองครอบครัวสนิทสนมกันมายาวนานด้วย

ดังนั้นเขาจึงเอื้อมมือออกไปหาเฉินเหมยเหม่ย ทันทีที่ฝ่ามือแตะเอวของหญิงสาว เธอก็ทะลึ่งพรวดขึ้นมาว่ายน้ำออกไปราวกับปลา

หลานจินเหยาขึ้นไปนั่งบนขอบสระอย่างรวดเร็ว รับผ้าเช็ดตัวที่เจ้าหน้านำมาให้ เธอเดินเข้าไปในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าส่วนตัว ส่วนฟู่ไป่เหนียนยืนมองฝ่ามือตัวเอง

สีหน้าฉายความรู้สึกแปลกใจ

“เดวิด อยากตายรึไง? กล้าผลักเฉินเหมยเหม่ยตกน้ำเนี่ยนี่ โชคดีนะที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ใครๆ ก็รู้ว่ายัยนั่นว่ายน้ำไม่เป็น เธอแค่มาดูประธานฟู่ นี่ถ้าเฉินเหมยเหม่ยเป็นอะไรขึ้นมา ฉันเดาว่านายโดนไล่ออกแน่ๆ”

เดวิดขมวดคิ้วทำหน้าเศร้า “ฉันยังไม่ได้แตะตัวเธอด้วยซ้ำ เธอถอยหลังตกลงไปเอง ยิ่งกว่านั้นยัยนั่นก็ว่ายน้ำขึ้นมาเองไม่ใช่เรอะ!”

หญิงสาวที่พูดตกตะลึงไป หันไปมองทางห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า หลังจากนั้ครู่หนึ่งก็เอ่ยเสียงแผ่ว “เออจริงแฮะ เฉินเหมยเหม่ยขึ้นมาเองจริงๆ แต่เธอว่ายน้ำไม่เป็นไม่ใช่เหรอ แล้วว่ายขึ้นมาได้ยังไง?”

ฟู่ไป่เหนียนขึ้นจากสระรับเอาผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่มา ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นมาลอยๆ “ตอนที่ผมไม่ได้มาว่ายน้ำ เฉินเหมยเหม่ยเคยมาที่นี่บ้างไหม?”

พนักงานสาวส่ายหน้าตอบด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “ถ้าคุณไม่มา เฉินเหมยเหม่ยจะมาทำไมล่ะคะ”

ใช่ ถ้าเขาไม่มา เฉินเหมยเหม่ยจะมาทำไม? แต่ถ้าเธอไม่มา แล้วเธอไปเรียนว่ายน้ำมาจากที่ไหน นอกจากนี้ดูจากท่าทางเมื่อครู่ ว่ายคล่องแคล่วขนาดนั้น ไม่ใช่มือใหม่เลย

ฟู่ไป่เหนียนมองหญิงสาวที่ออกมาจากห้องแต่งตัว สายตาก็มีความคิดมากขึ้น

หลานจินเหยาพยายามแสร้งทำเป็นว่าไม่เห็นสายตาจ้องมองของชายคนนั้น เธอเชิดหน้าสูงขึ้น ยืดหลังตรง เดินออกไปทีละก้าว แต่เธอไม่รู้ว่าตัวเองดูเกร็งแค่ไหนเมื่อมองจากด้านหลัง

กระทั่งกลับถึงบ้าน หลานจินเหยาถึงได้ผ่อนคลายลง พุ่งตัวลงบนเตียงใหญ่อ่อนนุ่ม

จะเป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้ เฉินเหมยเหม่ยเปรียบเสมือนดาวเคราะห์น้อยโคจรรอบดวงอาทิตย์ กระดี๊กระด๊ารอแทบไม่ไหวที่จะโคจรรอบฟู่ไป่เหนียนตลอดเวลา เพื่อกู้หน้าบานๆ นี้ เธอต้องไม่พบกับฟู่ไป่เหนียนอีก ต้องไปสืบถามแผนการเดินทางของฟู่​​ไป๋เหนียนสักหน่อยแล้ว

หลานจินเหยาแอบตัดสินใจอยู่ในใจ ไม่คิดว่าจะวางแผนออกไปไหนอีกเลย

 

ใช่...เธอตายแล้ว (rewrite)

ความมืดโรยตัว

หลานจินเหยาห่อตัวหนาแน่นชะโงกซ้ายขวาก้าวเท้าออกจากบ้าน

เฉินเหม่ยเล่อชวนเธอมาที่คลับส่วนตัว แม้ว่าจะอยู่ในใจกลางเมือง แต่ก็ดูไม่หรูมากนัก ทว่ามีพนักงานสองคนเฝ้าประตู ดูดีใช้ได้เลยทีเดียว

เมื่อก่อนหลานจินเหยาไม่เคยมาสถานที่แบบนี้ เธอไม่จำเป็นต้องไปงานสังสรรค์ยกเว้นตอนกำลังถ่ายทำและโปรโมต ทุกครั้งที่ไปด้านหลังจะเป็นเสิ่นอวี้คอยดูแล เสิ่นอวี้เคยบอกเธอไม่ต้องทำในสิ่งที่ไม่ชอบ บริษัทไม่มีวันบังคับเธอให้ทำ

แม้ไม่รู้ว่าทำไมเขาดีต่อเธอโดยไม่มีเหตุผล แต่เธอก็ยังรับด้วยความรู้สึกสบายใจ

พนักงานสองคนที่ประตูขอบัตรสมาชิก อธิบายว่ามีเพียงสมาชิกเท่านั้นที่เข้าไปได้

บัตรสมาชิก? ตอนที่เฉินเหม่ยเล่อนัดกับเธอ ไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับบัตรสมาชิกเลย หลานจินเหยากำลังจะโป๊ะแตก ผู้ชายท่าทางเหมือนผู้จัดการก็เดินเข้ามา โค้งคำนับพูดด้วยรอยยิ้ม “คุณหนูเฉินมาแล้วเหรอครับ เชิญเข้าไปข้างใน พี่สาวคุณกำลังรออยู่!”

ผู้จัดการเรียก ‘คุณหนู’ จนน่าขนลุก แต่เธอก็ยังขอบคุณผู้จัดการที่จัดการให้ ไม่อย่างนั้นเธอไม่รู้จริงๆ ว่าต้องทำอย่างไร

หลานจินเหยาเพิ่งจะเดินพ้นประตู ก็ได้ยินผู้จัดการไนต์คลับต่อว่าพนักงานสาวทั้งสองเสียงดังมาก “พวกเธอกล้าหยุดคุณเฉินไว้เนี่ยนะ ตอนนั้นถ้าไม่ใช่พวกอีผิ่งเซวียนไม่ดูตาม้าตาเรือ ไนต์คลับของเราก็ไม่ได้ผงาดขึ้นมายืนอันดับหนึ่งแทนหรอก”

เสียงตำหนิทำให้พนักงานสาวทั้งสองตกใจก้มหน้ามองพื้น ไม่กล้าเอ่ยอะไรสักคำ

หลานจินเหยาอดรู้สึกขำไม่ได้ ไม่ว่าเฉินเหมยเหม่ยจะร่ำรวยทรงอิทธิพลขนาดไหน ก็เป็นเพียงหญิงสาวอายุเพียงยี่สิบสอง จะร้ายกาจสักขนาดไหนเชียว?

ไม่ช้าก็ได้คำตอบ เธอรู้ว่าไม่ใช่เฉินเหมยเหม่ยแต่เป็นเฉินเหม่ยเล่อต่างหากที่เป็นตัวแม่ ขณะที่เดินเข้าไปในห้องส่วนตัว ก็ได้ยินเสียงโอดครวญ เฉินเหม่ยเล่อกำลังล็อกแขนกดตัวผู้ชายคนหนึ่งหน้าแนบบนพื้น

“ผู้... ผู้กำกับเฉิน” ดวงตาของหลานจินเหยาเบิกตากว้างเมื่อเห็นชายคนนั้นชัดเจน

เฉินเจ๋อเทาที่กวาดรางวัลมานับไม่ถ้วนและมีภูมิหลังทางครอบครัวแข็งแกร่ง แต่กลับโดนเฉินเหม่ยเล่อทำร้าย?

“เหมยเหม่ย โชคดีที่เธอมาช้า ไม่งั้นคนที่เสียเปรียบต้องเป็นเธออีกแน่ ไม่นึกเลยว่าฟู่ไป่เหนียนนอกจากปฏิเสธงานแต่งงาน มิหนำซ้ำสกุลฟู่ยังกล้าส่งไอ้ปลาไหลนี่มาให้รู้จักเธออีก! สกุลฟู่จะดูถูกพวกเรามากเกินไปแล้ว”

“คุณเฉิน คุณเข้าใจผิดแล้วจริงๆ ผมแค่เห็นแมงมุมตัวใหญ่ไต่ข้างหลังคุณ”

เฉินเหม่ยเล่อตบหัวเฉินเจ๋อเทา “แมงมุมบ้านแม่แกดิ แกนี่ลามกจกเปรตแล้วยังไร้สมองด้วย ฉันชักสงสัยว่าแกได้รางวัลมายังไง”

หลานจินเหยามองไปที่แมงมุมยักษ์ด้านหลังโซฟากำลังไต่ยุบยับก็ตกใจปากคอสั่น “พี่มะ มะ มี...แมงมุมอยู่ข้างหลังจริงๆ”

เสียงกรีดร้องเดซิเลลสูงของผู้หญิงดังสะท้อนในห้องส่วนตัว

นัดบอดที่อุตส่าห์จัดเตรียมไว้ให้เฉินเหมยเหม่ยจบลงด้วยความวุ่นวาย

 

ก่อนหน้าที่หลานจินเหยาจะได้รับรางวัลนักแสดงยอดเยี่ยม

เงินทองที่หามาได้ไม่เพียงแต่นำไปซื้อบ้านซื้อรถ ยังซื้อสุสานให้ตัวเองอีกด้วย

ในเมือง B ที่คึกคักรุ่งเรือง ค่าครองชีพสูง ราคาที่ดินหยิบมือเดียวยิ่งสูงลิ่ว ตอนที่หลานจินเหยาให้ผู้จัดการส่วนตัวหลี่ฉีไปหาสุสานให้ หลี่ฉียังจ้องมองมาราวกับเธอเป็นคนบ้าพลางบ่นไม่หยุดปากว่ายังสาวยังสวยยังมีอนาคตสดใส ทำไม๊ทำไมต้องคิดถึงเรื่องความตาย อย่าบอกนะว่าเป็นโรคซึมเศร้า? จองคิวนัดพบจิตแพทย์สักหน่อยดีกว่า

หลายจินเหยาซื้อสุสานเป็นการคิดล่วงหน้า คำตอบที่เธอบอกหลี่ฉีในวันนั้นคือคนเราไม่มีทางรู้หรอกว่าอุบัติเหตุกับวันพรุ่งนี้อะไรจะมาก่อนกัน

ความจริงก็พิสูจน์ให้รู้ว่าหลานจินเหยาซื้อสุสานน่ะถูกแล้ว หนึ่งเดือนหลังจากจ่ายเงินเสร็จเรียบร้อย เธอก็ตกลงมาจากอาคารของบลู ฮออล์ เอนเตอร์เทนเมนต์ อาคารสูงยี่สิบกว่าชั้น แค่มองยังรู้สึกเวียนหัว ไม่ต้องพูดถึงเรื่องตกลงมาเลย

หลานจินเหยาจดจำความรู้สึกเสี้ยววินาทีที่ตกลงมาได้เป็นอย่างดี หัวใจเธอบีบรัด รูม่านตาขยายใหญ่ ส่วนความรู้สึกหลังจากตกลงมากระแทกพื้น เธอจำไม่ได้ ตอนนั้นเธอคงกลายเป็นก้อนเนื้อไปแล้ว…

 

แปดโมงเช้าของวันใหม่

ในห้องที่มีแสงสลัว ม่านหนาเปิดออกเพื่อให้แสงตะวันอันอบอุ่นส่องผ่านหน้าต่างลงมา กำจายแสงสว่างไปทั่วทุกมุมห้อง หลานจินเหยากำลังนั่งอยู่บนพรมนุ่ม ในมือถือกระดาษสองแผ่น แผ่นหนึ่งเป็นตารางชีวิตของเฉินเหมยเหม่ย อีกแผ่นเป็นตารางงานของฟู่ไป่เหนียน

เธอมองไปก็อดตกตะลึงไม่ได้ “เฉินเหมยเหม่ยคลั่งฟู่ไป่เหนียนมากขนาดไหนกันเนี่ย? ตารางชีวิตตัวเองอิงกับของชายหนุ่มทั้งหมด มิน่าล่ะไม่ว่าทำอะไรอยู่ที่ไหนก็เจอเขาได้!”

กิจกรรมแรกของเฉินเหมยเหม่ยเริ่มด้วยวิ่งและว่ายน้ำ ซึ่งมีการจดบันทึกไว้ละเอียดว่าฟู่ไป่เหนียนชอบใช้เส้นทางไหน ถึงสระว่ายน้ำกี่โมง ดูเหมือนเฉินเหมยเหม่ยจะถูกวางยาแบบขั้นสุด ชื่อเสียงอื้อฉาวของเธอหยั่งรากลึกในใจของผู้คน ดูเหมือนความหวังในการกู้หน้าคงเป็นไปไม่ได้ในเวลาอันสั้น

หลานจินเหยาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ลูบอกปลอบตัวเอง “ไม่เป็นไร ค่อยเป็นค่อยไป ให้เวลาพิสูจน์ทุกอย่างเอง”

จากนั้นสายตาก็มองไล่ตามตารางลงไปเรื่อยๆ เธอเห็นคอลัมน์สุดท้ายที่เฉินเหมยเหม่ยเขียนด้วยลายมือไก่เขี่ย ‘วันอาทิตย์แปดโมงเช้า ไปงานศพนางจิ้งจอกหลานจินเหยา’

‘หลานจินเหยา’ คำสามคำปรากฏอย่างไม่คาดคิด ทำเอาเธออึ้งไป

งานศพของเธอ...

มือถือตารางสั่นระริก

ใช่... เธอตายแล้ว

หลานจินเหยาตายจากโลกนี้ไปแล้ว

ไม่กี่วันที่ผ่านมาหลังออกจากโรงพยาบาล เธอพยายามใช้ชีวิตอยู่ในร่างอวบอิ่มนี้ ถ้าไม่มีใครเตือน มีแต่คนเรียกเธอตลอดเวลาว่า ‘เฉินเหมยเหม่ย เฉินเหมยเหม่ย...’ มิฉะนั้นเธอคงลืมไปแล้วว่าตัวเองไม่ใช่หลานจินเหยาอีกต่อไป

ทั้งๆ ที่มีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ แต่ร่างกายผุพังไปแล้ว หลานจินเหยารู้สึกชาจนพูดไม่ออก ราวกับว่าหัวใจถูกทิ่มแทงด้วยเข็มมากมาย ไม่เจ็บแต่อึดอัดใจมาก

ขณะนี้เหมือนกับเธอสะดุ้งตื่นจากฝันสวยงาม คำว่า ‘งานศพ’ ที่ปะทะเข้ามาในดวงตา ความโศกเศร้าครั้งใหญ่โปรยลงมาจากศีรษะจรดปลายเท้า แทบจะหายใจไม่ออก

“ฉันตายแล้ว แต่ก็ยังมีชีวิตอยู่ ฮ่าๆๆๆ...”

น้ำตาไหลรินลงมาจากแก้มอวบอิ่ม หยดลงบนกระดาษในมือ หลานจินเหยาเบือนสายตาออกไปนอกหน้าต่าง ทิวทัศน์อันสดใสพร่าเลือนอยู่ที่เบื้องหน้า

งานศพจัดขึ้นในวันอาทิตย์ วันนี้เป็นวันเสาร์ เธออยากไปดู นั่นเป็นงานศพของเธอ เธอมีสิทธิ์ที่จะได้เห็น

 

ในห้องพักส่วนตัวของหลานจินเหยา

ของขวัญและจดหมายถูกนำออกไปแล้ว พนักงานเดินเข้ามาพร้อมกับผ้าขาว คลุมโซฟา โต๊ะ เก้าอี้อย่างเป็นระเบียบ กระทั่งข้าวของทุกอย่างในห้องถูกคลุมด้วยผ้าขาว พนักงานก็เดินออกไปพร้อมกับปิดประตูลง

ที่โถงทางเดินหญิงสาวสองคนเดินมุ่งหน้าเข้ามา พนักงานหยุดฝีเท้าลงร้องทักด้วยความเคารพ “พี่เสิ่น!”

หญิงสาวที่เดินนำหน้าสวมกระโปรงยาวสีฟ้ากับเสื้อยืดปักมือ ทำให้คนมองรู้สึกถึงความไร้เดียงสาและเย้ายวน เธอเอ่ยตอบด้วยเสียงไม่แยแส “นี่เป็นห้องที่จินเหยาเคยใช้มาก่อน ต่อไปจะทำเป็นห้องอะไร”

พนักงานคนหนึ่งตอบว่า “จะถูกปิดตายไม่ให้ใครใช้อีกในอนาคตค่ะ!”

ปิดตายห้องพักส่วนตัวให้กับคนตาย? ต้องรู้ว่ามีศิลปินมากมายในบริษัท ส่วนใหญ่ต้องใช้ห้องพักร่วมกัน เสิ่นเวยอันรู้สึกประหลาดใจในใจ แต่สีหน้าก็ยังสงบนิ่ง

เธอถามต่อไปอีกว่า “คำสั่งของผู้อำนวยการเสิ่นเหรอ”

ในบริษัทมีเพียงเสิ่นอวี้ที่ดูแลหลานจินเหยาทุกรายละเอียด นี่คนก็ตายไปไม่สามารถสร้างมูลค่าให้กับบริษัทได้อีกต่อไป เขายังเก็บห้องของหล่อนเอาไว้

เสิ่นเวยอันรู้สึกโกรธกรุ่นในหัวใจ หางเสียงเปลี่ยนไป

พนักงานมองหน้ากัน ก่อนจะตอบเสียงอ้อมแอ้ม “คำสั่งจากเบื้องบนค่ะ”

สำหรับบริษัทใหญ่ขนาดนี้ มีผู้บริหารระดับสูงสิบกว่าคน คำตอบบอกว่าเบื้องบนช่างคลุมเครือ ทว่าเสิ่นเวยอันก็ยังคิดว่าต้องเป็นความคิดของเสิ่นอวี้ พริบตาสีหน้าเธอก็เปลี่ยนไปไม่น่าดู

ไม่คิดว่าเสี่ยวติงผู้ช่วยส่วนตัวจะเกรี้ยวกราดยิ่งกว่า เธอสาปแช่งพูดจี้ใจดำ “พี่เสิ่น หลานจินเหยาเก่งอยู่เรื่องเดียวก็คือหว่านเสน่ห์ แม้แต่ผู้อำนวยการเสิ่นก็ตกหลุมเสน่ห์ลงไปด้วย เขาทำแบบนี้ ถ้าประธานฟู่รู้เรื่องนี้เข้าละก็ ผู้อำนวยการเสิ่นเจอดีแน่”

 

ดูให้เต็มตา (rewrite)

เสิ่นเวยอันไม่ได้ตอบ

เธอหันหลังเดินจากไป เสียงรองเท้าส้นสูงดังกระทบเป็นจังหวะ เตือนสติให้เสี่ยวติงวิ่งตามไปติดๆ

พนักงานมองหน้ากัน ก่อนจะกระซิบกระซาบ “ถ้าหลานจินเหยาไม่ตาย เสิ่นเวยอันจะมีหน้าได้ขึ้นมาอยู่บนชั้นสิบสองได้ยังไง นิสัย เคยสนิทกันแท้ๆ เพื่อนตายยังไม่ทันฝังก็อยากมาแทนที่จนตัวสั่น ดีที่เธอไม่รู้ว่านี่เป็นคำสั่งจากประธานฟู่ ถ้ารู้เป็นเรื่องแน่นอน ขนาดตอนนั้นยังใช้ประโยชน์จากความเป็นเพื่อนของหลานจินเหยาเพื่อใกล้ชิดผู้อำนวยการเสิ่น”

อีกคนส่ายหน้าตอบกลับ “ที่เธอพูดก็ไม่ถูกทั้งหมดนะ คิดว่าถ้าไม่มีหลานจินเหยา เสิ่นเวยอันจะขึ้นมาไม่ได้เหรอ หล่อนเก่งจะตาย วันที่มีงานจัดเลี้ยงไม่ใช่เพราะหล่อนพยายามให้ท่าผู้กำกับคนหนึ่ง โดนว่าซะหน้าม้านจนอยากจะกระโดดตึกฆ่าตัวตายไม่ใช่เหรอ!”

“ใช่ๆ การวิเคราะห์ของเจ๊ถูกต้อง! เฮ้อ ผู้หญิงอย่างเราไม่ควรมีชีวิตสั้นแบบหลานจินเหยา แต่ก็ไม่ควรเป็นแบบเสิ่นเวยอันที่มีชีวิตต่ำตม”

พวกพนักงานหัวเราะเสียงดังเดินเข้าลิฟต์ไป

ที่มุมทางเดิน ผู้หญิงคนหนึ่งกำหมัดแน่น หน้าซีดปากสั่นด้วยความโกรธ

เสี่ยวติงลูบหลังเสิ่นเวยอันอย่างรวดเร็ว ตามจังหวะลมหายใจเพื่อปลอบประโลม “พี่เสิ่นอย่าไปฟังพวกปากเสียเลยนะ พวกมันจะไปรู้อะไร กล้าพูดได้ยังไงว่าไม่มีเรื่องคาวๆ ระหว่างหลานจินเหยากับผู้อำนวยการเสิ่น!”

ทันทีที่คำพูดหลุดจากปาก เสิ่นเวยอันก็ยกมือตบอีกฝ่าย แม้จะไม่แรง แต่ก็ทำให้ผู้ช่วยอึ้งไปชั่วขณะ

“ต่อไปห้ามเอ่ยชื่อหลานจินเหยากับเสิ่นอวี้พร้อมกัน”

เสิ่นเวยอันมองผู้ช่วยถมึงทึง “ไปจัดการหน่อยสิ วันอาทิตย์นี้ฉันจะไปร่วมงานศพของหลานจินเหยา นอกจากนี้เรียกนักข่าวไปให้ไปให้เยอะด้วยนะ”

“ค่ะ”

 

เช้าวันหยุดสุดสัปดาห์

หลานจินเหยาตื่นแต่เช้าเพราะต้องการจะไปงานศพ เธองดแผนการวิ่งตอนเช้า ขับรถตรงไปยังห้างสรรพสินค้าใกล้ที่สุด รสนิยมของเฉินเหมยเหม่ยไม่ค่อยดีเท่าไร ทั้งที่มีห้องเสื้อผ้าโดยเฉพาะ แม้จะเต็มไปด้วยเสื้อผ้ามากมาย แต่สีสันแสบตาไปหมด หลังจากขุดคุ้ยทุกซอกทุกมุมก็ไม่มีตัวไหนใส่ร่วมงานได้ เธอจึงคว้ากระเป๋าเงินพุ่งตัวออกไป

หนึ่งชั่วโมงต่อมาหลานจินเหยาสวมชุดสีดำยืนอยู่ในสุสาน เธอเพิ่งเดินเข้าไปรวมในฝูงคนเห็นหลี่ฉี ผู้จัดการชายยืนร้องไห้สะอึกสะอื้นราวกับจะขาดใจที่หน้าสุสาน หลานจินเหยาถึงกับขนลุกซู่

“เหยาเหยา เธอสังหรณ์ใจใช่ไหมว่าตัวเองจะประสบอุบัติเหตุ เธอถึงซื้อสุสานเอาไว้ล่วงหน้า ถ้าฉันรู้ว่าเรื่องนี้จะเกิดขึ้น ฉันจะไม่มีวันปล่อยให้เธอคลาดสายตาเลย”

นักข่าวที่ยืนออกันอยู่ด้านข้างถ่ายภาพกันรัวๆ

ขณะที่หลานจินเหยากำลังจะเดินเข้าไปปลอบใจ ก็เห็นหญิงสาวชุดสีดำยาวก้าวลงมาจากรถ โดยกลัดดอกไม้สีขาวเอาไว้ที่หน้าอก แต่งหน้าบางๆ ทำให้สีหน้าแววตาดูเศร้าสร้อยน่าสงสาร

ผู้คนที่ยืนอยู่หลีกทางให้

ฝนโปรยปรายลงมาจากท้องฟ้า เธอถือร่มดำตัดกับผิวขาวราวกับหิมะ ดูราวกับนางปีศาจ

เมื่อมาถึงหน้าหลุมศพ ร่มก็เลื่อนหลุดออกจากมือ เธอก้มลงแทนที่จะหยิบร่ม กลับคุกเข่าลงกับพื้น กระโปรงเปียกฝนเปื้อนโคลนทันที แต่เธอก็ไม่ได้สนใจ นัยน์ตาดูเหมือนจะจับจ้องที่สุสานเล็กๆ เบื้องหน้าเท่านั้น

ทุกคนสามารถเห็นอารมณ์เศร้าบนใบหน้าผู้หญิงคนนั้น

เธอเริ่มร้องไห้ ทั้งที่ยกมือปิดปากแต่ก็มีเสียงสะอื้นเล็ดลอดออกมา

“จินเหยา เธอบอกให้ฉันมีชีวิตอยู่ต่อ แล้วทำไม...ทำไมเธอ...ฮึก...จินเหยา... โธ่ จินเหยาที่น่าสงสารของฉัน”

ท่ามกลางสายฝนโปรยปราย ภาพการคร่ำครวญไว้อาลัยให้เพื่อนสนิท ช่างเป็นการแสดงความรักสุดซึ้งอะไรขนาดนั้น!

เมื่อเห็นภาพนี้กระทั่งหลานจินเหยาที่มีความอดทนดียังตัวสั่น เธอรู้สึกว่าปอดกำลังจะระเบิดออกมาด้วยความโกรธ ทว่านักข่าวก็ยังคงถ่ายภาพอย่างบ้าคลั่ง บางคนถึงขนาดให้ช็อตพิเศษกับเสิ่นเวยอัน ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพรุ่งนี้ภาพนี้จะต้องขึ้นพาดหัวทุกสำนักแน่นอน

ถ้าเป็นเมื่อก่อนหลานจินเหยาคงจะซาบซึ้งแน่ๆ แต่ตอนนี้...หึๆ ทั้งที่เป็นฆาตกรยังกล้ามานั่งบีบน้ำตาต่อหน้าหลุมศพ ยิ่งกว่านั้นยังใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวในอดีตเรียกคะแนนสงสาร ช่างเป็นคนหน้าด้านยิ่งกว่าคอนกรีตเสริมเหล็ก

บางทีอาจเป็นเพราะสติหลานจินเหยาขาดผึงไปแล้ว หรืออาจเพราะเธอใช้ใบหน้าที่คนสุดทนอยู่ ดังนั้นเธอจึงกล้าทำทุกอย่างโดยไม่แคร์อะไร

หลานจินเหยาพาร่างอวบแทรกผู้คนและเบียดบรรดานักข่าวจนเข้ามาถึงตัวเสิ่นเวยอัน

“คนตายไปแล้วจะมาร้องไห้ให้ใครดู? หรือว่าร้องไห้ให้นักข่าวดูโดยเฉพาะ? บทห่วยๆ เสิ่นเวยอันอย่าเสแสร้งทำเป็นเสียใจไปหน่อย ถึงคนอื่นไม่รู้ แต่ฉันเฉินเหมยเหม่ยรู้ พวกที่ต่อหน้าทำเป็นหวานจี๋จ๋า หลับหลังแทงเพื่อนรักไปแล้วกี่แผล? ตอนนี้หลานจินเหยาตายไปแล้ว หล่อนคงดีใจจนเนื้อเต้นล่ะสิไม่ว่า”

เธอยกระดับเสียงขึ้นทันที “เสิ่นเวยอันตอนนี้หลานจินเหยาตายแล้ว ไม่มีใครขวางทางเธอได้อีก หวังว่าเส้นทางอนาคตของเธอจะสดใสรุ่งโรจน์ ยิ่งขึ้นไปสูงเท่าไรยิ่งดีนะจ๊ะ เวลาตกลงมาจะได้ตายคาที่...เละเป็นโจ๊ก!”

นิ้วอวบอ้วนสั่นระริกชี้ไปที่หน้าผากเสิ่นเวยอัน

เหตุการณฺแบบนี้นักข่าวละอยากจะถ่ายคลิปเก็บเอาไว้ แต่เป็นเพราะเกรงบารมีของตระกูลเฉิน พวกเขาไม่กล้าที่จะทำ เมื่อสังเกตเห็นภาพนี้ หลานจินเหยาก็ชี้หน้าเสิ่นเวยอันไว้ตะโกนใส่นักข่าว “เอ้า ถ่ายเข้าสิ เร็วหน่อย! ในเมื่อหล่อนกล้าที่จะมากวนพิธีศพ บุกรุกเข้ามาขณะที่คนอื่นไว้อาลัย จะมาทำรู้กาลเทศะอะไรตอนนี้ ฉันช่วยคิดคำพาดหัวข่าวให้เอาไหม ‘ดาราสาวเกรดบียอมขายชีวิตเพื่อนแลกชื่อเสียง’ โอ้โห ฟังดูน่าสนใจเลย”

ด้วยการเปิดของหลานจินเหยา ทั่วบริเวณก็ฮือฮาขึ้นมาทันที

เสิ่นเวยอันลืมห่วงภาพลักษณ์ กรีดร้องลั่น “นังเฉินเหมยเหม่ย แกจะทำบ้าอะไร!”

หลานจินเหยากระชากผมอีกฝ่ายไปด้านหลัง ไม่สามารถหยุดไฟแค้นในใจได้ ร่างฉันนอนแหลกเหลวในนั้น แกคิดว่าฉันจะทำอะไร

“ฉันไม่ได้จะทำอะไร ฉันแค่ทนเห็นไม่ได้ที่มีคนทำชั่วแล้วยังคิดจะฉวยประโยชน์อีก”

ฝนกระหน่ำแรงลงมา ใบหน้าของเธอชุ่มโชก ดังนั้นจึงไม่มีใครเห็นน้ำตาที่ไหลอาบแก้มเธอ

ผู้หญิงสองคนฟาดฟันกันอยู่ในสายฝน ผู้คนที่รายล้อมไม่มีใครกล้าแยกทั้งคู่ออกจากกัน หลานจินเหยาที่อยู่ในร่างเฉินเหมยเหม่ยยกมือขึ้นตบหน้าเสิ่นเวยอันจิ้มลงไปในโคลน

ทันใดนั้นเหมือนเวลาถูกแช่แข็ง หลานจินเหยาเงยหน้าขึ้นก็เห็นใบหน้ามืดครึ้มของชายหนุ่มคนหนึ่ง เขาจับมือเธอเอาไว้แน่น

“พอได้แล้ว...” เขาตะคอกเสียงต่ำ

หลานจินเหยาจ้องในดวงตาลึกล้ำของเขาก็หัวเราะออกมาเบาๆ “ไม่พอ แค่นี้จะพอได้ยังไง”

เสี้ยววินาทีนั้นเองฟู่ไป่เหนียนเหมือนจะเห็นความเศร้ามากมายฉาจากก้นบึ้งหัวใจในดวงตาหญิงสาวคนนี้

เฉินเหมยเหม่ยที่ไร้หัวใจ จะรู้สึกเสียใจแทนคนแปลกหน้าเหรอ?

ฟู่ไป่เหนียนรีบปัดความคิดนี้ออกไป

“ถ้าพวกเธออยากสร้างปัญหา ออกไปจากที่นี่ จะไปทำอะไรกันก็ได้ แต่ต้องไม่ใช่ที่นี่”

หลานจินเหยาสะบัดมือของชายหนุ่มออกไปอย่างดุเดือด ยื่นหน้าเข้าไปใกล้เสิ่นเวยอันที่ยังส่งเสียงร้องคร่ำครวญ พูดเสียงต่ำ “เสิ่นเวยอัน สิ่งที่แกทำ สวรรค์รู้เห็นทั้งหมด แกต้องชดใช้กรรมแน่นอน”

ฟู่ไป่เหนียนมองหน้าหลี่ฉีเชิงให้สัญญาณ ชายในชุดสูทดำสองคนเดินตรงเข้ามาจับเสิ่นเวยอันและหลานจินเหยาเพื่อพาออกไป

หลานจินเหยาจ้องหน้าชายหนุ่มที่ยืนใต้ร่มคันใหญ่อย่างดุดัน สะบัดแขนที่ถูกยึดไว้เต็มแรง “ฉันไปเอง”

 

หนึ่งชั่วโมงต่อมา

ฝนหยุดลง คนที่มาร่วมงานทยอยกลับไป หลานจินเหยาถึงได้เดินลงมาจากรถ ยืนนิ่งอยู่หน้าหลุมศพของตัวเองอีกครั้ง

“หลานจินเหยาดูให้เต็มตา นี่ไงหลุมที่เธอเลือก ดูสิ!”

เธอลูบป้ายหินเย็นเยือก น้ำตาไหลรินลงมาอีกครั้ง

“พอตายไปก็ไม่มีอะไรเหลือแล้วจริงๆ แถมยังมีคนพยายามแย่งทุกอย่างไปเป็นของตัวเองอีก กล้าขนาดทำลายชื่อเสียงของเธอ ทั้งหมดเป็นเพราะเธอตาย แต่มันยังมีชีวิตอยู่”

น้ำตาเม็ดโตหยดลงบนช่อดอกไม้ สะท้อนถึงความโศกเศร้า

ภาพสะท้อนอวบอิ่มในแอ่งน้ำกลับปรากฏรอยยิ้ม

เธอพึมพำคล้ายละเมอ “โชคดีที่ฉันกลับมามีชีวิตได้อีกครั้ง”

สุสานตั้งอยู่บนเนินเขากว้าง ในป่าหนาทึบเยื้องขึ้นไปด้านบนชายหนุ่มคนหนึ่งยืนมองอยู่นาน หลังจากที่หลานจินเหยากลับมา เขาก็ยืนนิ่งไม่ขยับ ดวงตาจับจ้องที่ร่างเบื้องหน้าป้ายหลุมศพ เขาเห็นเธอร้องไห้จากนั้นก็หัวเราะ คิ้วของเขาขมวดเป็นรอยย่นลึก

“เฉินเหมยเหม่ย เธอคิดใช้แผนอะไรอีก?”

 

ฉันจะเปลี่ยนบท (rewrite)

แผนการของเสิ่นเวยอันพังพินาศ 

แม้จะได้ขึ้นหน้าหนึ่งสมความต้องการ แต่ชื่อเสียงกลับยับเยินไม่มีชิ้นดี เพราะใครๆ ก็รู้ดีว่าเฉินเหมยเหม่ยผู้มั่งคั่งและเอาแต่ใจ ไม่เคยโกหก

หลานจินเหยาถือหนังสือพิมพ์หัวเราะจนพุงกระเพื่อม ไขมันทั้งตัวสั่นระริก ไม่เหลือท่าทางสูงส่งสง่างามแบบเดิมอีกแล้ว โดยเฉพาะเมื่อเห็นในเนื้อข่าวบอกว่าเสิ่นเวยอันโดนตำรวจสอบปากคำ ดวงตาของเธอก็หรี่ลงเป็นรอยกรีด แม้เธอจะรู้ดีว่าตำรวจไม่สามารถค้นพบอะไร เธอรู้ว่าสิ่งที่ตัวเองทำไม่พอที่จะเป็นเรื่องใหญ่ได้ เบื้องหลังจะต้องเป็นเพราะเฉินเหม่ยเล่อคอยเติมเชื้อไฟอยู่ตลอดเวลาแน่นอน แม้ว่าเฉินเหม่ยเล่อจะชอบแกล้งเฉินเหมยเหม่ย แต่ก็เห็นได้ชัดว่าสายสัมพันธ์สองพี่น้องนับว่าดีเลยทีเดียว

น่าเสียดายที่เฉินเหมยเหม่ยตัวจริงไม่อยู่ในโลกนี้แล้ว ซ้ำร่างกายยังถูกคนอื่นครอบครอง

หลานจินเหยาหยิบโทรศัพท์ขึ้นเพื่อจะโทรขอบคุณเฉินเหม่ยเล่อ ก่อนที่จะโทรออกหมายเลขของเฉินเหม่ยเล่อก็โทรเข้ามาก่อน

“เฉินเหมยเหม่ย! รีบไปที่บริษัทเร็ว เธอบอกว่าอยากเล่นละครไม่ใช่เหรอ พี่สาวใช้เงินซื้อบทให้แล้ว ถึงจะไม่ใช่บทตัวเอก แต่ก็ดีมากสำหรับเธอเชียวแหละ ไม่คุยแล้ว รีบไปเลย เดี๋ยวทางบริษัทจะให้คนส่งสคริปต์มาให้”

ฉันจะได้เล่นละครแล้วเหรอ?

หลานจินเหยาบีบพุงสองชั้นที่เหมือนห่วงยางชูชีพ เธอกังวลเอามากๆ ด้วยร่างกายอวบระยะสุดท้ายแบบนี้ เล่นบทอะไรได้บ้าง?

ไม่นานหลานจินเหยาก็รู้ว่าตัวเองได้บทอะไร นี่เป็นละครโบราณ เธอได้เล่นเป็นลูกสาวของคหบดีมั่งคั่ง เป็นน้องสาวของนางเอก ยังไม่ต้องพูดถึงนิสัยของตัวละคร แค่ชะตากรรมก็นับว่าโหดร้ายมาก เธอตกหลุมรักชายหนุ่มคนเดียวกันกับที่นางเอกชอบ แต่ถูกมองเป็นอากาศธาตุ ต่อมาครอบครัวล้มละลาย บิดาพาบ่าวไพร่กลุ่มหนึ่งอพยพไปเป็นโจรภูเขา เธอกลายเป็นนายหญิงชั่วร้าย ทุกอย่างที่ต้องออกหน้าเธอจะป็นคนทำเอง ฉากสุดท้ายโดนธนูยิงตาย

มีซีนในละครยาวชั่วโมงกว่าๆ แต่ถูกตัดแบ่งออกเป็นสิบกว่าฉาก ซ้ำยังตายก่อนครึ่งเรื่อง รันทดจริงๆ

ในฐานะนักแสดงมืออาชีพ หลานจินเหยาได้เล่นละครโบราณมาหลายเรื่อง การต้องเปลี่ยนจากบทเทพธิดาไปเป็นนายหญิงชั่วร้ายควบคุมคนในป้อมปราการไม่ง่ายเลย ออร่าแบบนั้นก็ไม่ใช่สิ่งที่นักแสดงทั่วไปจะสามารถแสดงออกมาได้ง่าย

แม้บทละครจะค่อนข้างดี แต่ตัวละครที่ต้องแสดงกลับถูกเธอรังเกียจ นี่เป็นตัวละครที่แทบไม่มีมิติ ยกเว้นจุดไคลแม็กซ์ไม่กี่วินาทีก่อนที่จะตาย ฉากอื่นๆ ไม่ต้องใช้ทักษะการแสดงอะไรเลย

หญิงสาวตัวเล็กที่ถือบทมาส่งให้หลานจินเหยาคุยจ้อไม่หยุด “เฉินเหมยเหม่ย พี่สาวเธอดีกับเธอมากจริงๆ กลัวว่าเธอจะเล่นได้ไม่ดี ยังอุตส่าห์หาบทที่ตรงกับตัวเธอ จำบทให้ได้ก็พอแล้ว ไม่ยากอยู่แล้ว ลุยเลย”

เปลวไฟเล็กๆ ในดวงตาหลานจินเหยาดับลง เธอยังคิดอยู่ว่าเฉินเหม่ยเล่อจะซื้อบทอะไรมาให้เธอ ไม่คิดว่านี้ยังเป็นบทที่ออกแบบมาเพื่อเธอโดยเฉพาะ!

“ผู้กำกับอยู่ที่ไหน ฉันจะเปลี่ยนบท”

หญิงสาวคนเดิมมองอีกฝ่ายตั้งแต่หัวจรดเท้า จากนั้นก็ส่ายหน้า “ถึงบ้านเธอจะรวย แต่ผู้กำกับคนนี้ไม่ยอมให้เธอเปลี่ยนบทหรอก”

โอ้โห้ ผู้หญิงคนนี้พูดตรงไปตรงมามาก ถึงคนทั้งบริษัทจะรู้ว่านี่เป็นบทที่ซื้อมา แต่ก็ไม่ควรพูดแบบเปิดเผยมั้ง!

หลานจินเหยากล่าวเสียงเฉียบ “ฉันต้องการเปลี่ยนบท บอกมาผู้กำกับอยู่ที่ไหน”

หลานจินเหยาตั้งท่าจะโทรหาเฉินเหม่ยเล่อ หญิงสาวคนนั้นรีบยกมือขึ้นยอมแพ้ “โอเค โอเค กลัวแล้ว ฉันจะพาไปที่นั่น! แต่เธอต้องเตรียมใจไว้ ผู้กำกับเฉินแม้ว่าจะรูปหล่อ เสน่ห์เหลือล้น แต่เมื่อพูดถึงเรื่องงาน เขาจะเข้มงวดมาก ดังนั้นเธออย่าคิดใช้เส้นสายเลย”

หลานจินเหยาไม่พูด คิดอยู่ในใจ ‘ฉันไม่เล่นเส้นสายหรอก ฉันจะใช้ทักษะการแสดงทำให้เขายอมรับ’

เมื่อมาถึงห้องทำงานหลานจินเหยายังไม่ทันเข้าไป หญิงสาวที่รับหน้าที่ส่งบทก็วิ่งแจ้นไปหาก่อน “ผู้กำกับเฉิน เฉินเหมยเหม่ยอ่านบทแล้ว แต่เธอไม่พอใจ จะมาขอเปลี่ยนบทค่ะ”

“เพ้อเจ้อ บทกับนักแสดงลงตัวหมดแล้ว จะมาเปลี่ยนในนาทีสุดท้ายได้ยังไง!”

เสียงชายหนุ่มคนหนึ่งดังออกมา ชัดเจนและคุ้นเคยอยู่บ้าง!

หลานจินเหยาเดินเข้ามาเห็นแผ่นหลังมั่นคง เขาค่อยๆ หัวตัวกลับมาด้วยท่าทางเคร่งขรึม “คุณต้องการเปลี่ยนบทเรอะ”

“เฉินเจ๋อเทา...”

คู่นัดบอดล่าสุดของเธอ ผู้กำกับชื่อดัง---เฉินเจ๋อเทา

“กรุณาเรียกผมว่าผู้กำกับเฉิน”

หลานจินเหยาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกขบขัน เมื่อเห็นชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาตั้งใจทำตัวจริงจัง

“โอเค ผู้กำกับเฉิน ฉันขอเปลี่ยนบท”

เฉินเจ๋อเทาจ้องมองเธอครู่หนึ่ง บางทีอาจเพราะในห้องทำงานไม่มีคนอื่น เขาเลยพูดตรงๆ “เฉินเหมยเหม่ย รู้ใช่ไหมพี่สาวคุณลำบากแค่ไหนกว่าจะได้บทนี้”

หลานจินเหยาส่ายหน้าไม่เห็นด้วยกับคำพูดนี้ เธอยักไหล่พูดว่า “ฉันไม่เห็นด้วยกับคำกล่าวของคุณ ครอบครัวฉันมีเงิน ดังนั้นอะไรที่ใช้เงินซื้อมาได้จะลำบากได้ยังไง”

ดูเหมือนเฉินเจ๋อเทาจะไม่คิดว่าเธอจะหน้าด้านแบบนี้ เขาอึ้งไปก่อนจะขมวดคิ้ว “คุณไม่มีทักษะการแสดง ใช้เงินซื้อบท แต่ก็ยังไม่พอใจ เฉินเหมยเหม่ยดูเหมือนว่าคุณหน้าหนาจริงๆ คืนนั้นที่ผมไปพบคุณ เป็นการตัดสินใจที่ผิด”

เฉินเจ๋อเทาดูโกรธ แม้แต่น้ำเสียงก็แข็งกระด้างขึ้น

สีหน้าหลานจินเหยาเปลี่ยนไปฉับพลัน เธอยืนจังก้าต่อหน้าเขาตอบโต้ด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ข้อแรกคุณไม่เคยเห็นฉันแสดงมาก่อน มีสิทธิ์อะไรมาบอกว่าฉันไม่มีทักษะการแสดง ข้อสองในเมื่อสิ่งที่ใช้เงินซื้อมาก็ควรได้สิ่งดีที่สุด ส่วนที่บอกว่าฉันหน้าหนา คุณก็ไม่เห็นจะต่างกัน คุณขายบทตัวเองให้กับนักแสดงได้ ไหนล่ะจริยธรรมในฐานะผู้กำกับของคุณ!”

เฉินเจ๋อเท่าที่ถูกยิงด้วยคำพูด ใบ้รับประทาน ไม่เพียงใบหน้าโกรธจนเขียวคล้ำเท่านั้น แต่แผงอกเขายังกระเพื่อมขึ้นลงรุนแรง ราวกับว่ากำลังจะระเบิด

“เฉินเหมยเหม่ย คนทั้งโลกรู้ว่าคุณไม่มีทักษะการแสดง ดังนั้นผมไม่จำเป็นต้องดู!”

หลานจินเหยาหัวเราเหอะๆ ไม่พูดอะไรอีก

เฉินเจ๋อเทาหมดความอดทน เขาจ้องหน้าเธอถามเสียงห้วน “หัวเราะอะไร?”

“ฉันหัวเราะกับความใจแคบของคุณ! คุณนี่อคติชัดๆ”

เฉินเจ๋อเทาเปิดปากตั้งใจจะว่าให้เจ็บแสบ ‘ถ้าผมอคติกับคุณ ผมคงไม่ยอมไปนัดบอดหรอก’ แต่เมื่อฉุกคิดได้ ก็ทิ้งคำพูดไป

หลังจากสงบสติอารมณ์ก็พูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ถ้าอยากเล่นก็ได้บทนี้เท่านั้น บทอื่นไม่ต้องหวัง!”

เฉินเจ๋อเทาโยนบทลงบนโต๊ะ เดินผ่านหน้าเธอออกจากห้องไป

หลานจินเหยาถูกยั่วยุกับสายตาเขาที่เต็มไปด้วยการเยาะเย้าถากถาง

 

ในห้องทำงาน

หลานจินเหยากำหมัดแน่น สายตาจ้องไปที่สคริปต์บนโต๊ะ เธอไม่ได้พูดไม่ขยับอยู่เป็นเวลานาน มีอยู่แวบหนึ่งไป๋เชี่ยนนึกว่าผู้หญิงคนนี้กำลังจะร้องไห้แล้ว

ทว่าหลานจินเหยาไม่ได้ปล่อยโฮ เธอคว้าบทหันหลังเดินออกจากห้องทำงานไป เนื้อตัวสั่นรุนแรงพุ่งตามหลังผู้กำกับเฉินไปอย่างรวดเร็ว เสียงฝีเท้ากระทบกับพื้นที่มาจากการวิ่งดังตู้มๆ ตลอดทาง

“หยุดตรงนั้น”

หลานจินเหยาคว้าคอเสื้อด้านหลังเฉินเจ๋อเทาให้หยุด ทำเอาเขาเซจนหน้าเกือบทิ่มจากแรงมหาศาล

“เฉินเหมยเหม่ย ทำตัวเป็นผู้หญิงหน่อยได้ไหม? จะไม่มีการคุยเรื่องเปลี่ยนบทอีกแล้ว!”

หลานจินเหยากัดริมฝีปากแกล้งทำให้ดูอ่อนแอน่าสงสาร แต่เมื่อหนังหน้าไม่เป็นใจ ทุกอย่างที่ทำก็ไร้ประโยชน์! คิ้วของเฉินเจ๋อเทาขมวดคิ้วมากยิ่งขึ้นเพราะการกระทำของเธอ

เธอทำเสียงแผ่วพูดว่า “ผู้กำกับเฉิน โปรดให้โอกาสฉัน คุณบอกว่าฉันไม่มีทักษะการแสดงใช่ไหม? อย่างน้อยคุณก็ควรให้ฉันพิสูจน์ตัวเองสิ! คุณจะอคติกับฉันเพราะฟังจากคนอื่นมาไม่ได้นะ”

เมื่อเห็นสีหน้าเฉินเจ๋อเทาคลายออก หลานจินเหยาก็คิดว่าเขาเปลี่ยนใจแล้ว แต่ไม่คิดจะได้ยินเขาพูดว่า “เฉินเหมยเหม่ย! ผมยังยืนยันให้คุณเล่นบทนั้น ตัวละครอาจจะไม่โดดเด่น แต่อย่างน้อยก็ปรากฏตัวครึ่งเรื่อง ถ้าอยากจะพิสูจน์ตัวเองจริงๆ อย่างที่ปากพูดก็รับบทไป!”

มือของเธอเลื่อนตกไปด้านข้างอย่างอ่อนแรง เขาก็ยืดตัวขึ้นอยู่ครู่หนึ่งพูดว่า “ลองคิดดูเอาเองแล้วกัน! ถ้าคุณไม่ใช่อย่างที่คนอื่นพูดกันจริงๆ นะ”

จากนั้นเขาก็ยกมือขึ้นมาลูบหัวหลานจินเหยาเบาๆ “ผมหวังว่าจะได้เห็นการแสดงของคุณ”

การกระทำนี้ทำให้หลานจินเหยาตกตะลึง!

ดูเหมือนว่าที่ชายคนนี้ตกลงไปนัดบอดไม่ใช่เรื่องบังเอิญแล้ว หรือในโลกนี้จะมีคนที่ชื่นชอบสไตล์แบบเฉินเหมยเหม่ย? ยิ่งเธอคิดมากเท่าไร ก็ยิ่งมีความเป็นไปได้สูงเท่านั้น

 

เกิดอะไรขึ้น (rewrite)

ขณะที่อยู่ในความคิดตัวเอง

ก็มีใครบางคนเดินมาจากข้างหลังเธอตบไหล่เธอ “เฮ้!”

ทันทีที่หลานจินเหยาหันกลับไป ก็ได้รับการต้อนรับเป็นดวงตาอ่อนโยนซึ่งยิ้มแย้มอยู่เสมอ

“เสิ่นอวี้…”

รู้สึกเหมือนไม่ได้เจอผู้ชายคนนี้มานานแล้ว คนที่พาเธอเข้าวงการบันเทิง เขาจะอยู่เบื้องหน้าเธอไม่ว่าเจอลมพายุอะไร เขาจะเป็นคนที่มองเธอด้วยสายตาอ่อนโยนตลอดเวลา เทียบกับพ่อแม่ที่ไม่ได้กลับบ้านไปเจอในช่วงหลายปี เสิ่นอวี้ดูจะสนิทกับเธอมากกว่าอีก

เธออยากจะพูดว่า ‘เสิ่นอวี้ ไม่เจอกันนานเลยนะ!’

ทว่าเธอก็นึกขึ้นได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างเฉินเหมยเหม่ยกับเสิ้นอวี้ไม่ได้ใกล้ชิดกันมากนัก

ไม่คิดว่าเสิ่นอวี้จะยิ้มให้ ยิ่งกว่านั้นยังแตะไหล่เธอราวกับว่าพวกเขาคุ้นเคยกันดี “ได้ยินมาว่าคุณไม่อยากแสดงบทที่ได้รับเหรอ?”

เธอสูดหายใจเข้าลึกๆ ส่ายหน้า “ไม่ ฉันตัดสินใจจะเล่นบทนี้แล้ว!”

แม้ว่านี่จะเป็นตัวละครเล็กๆ และเธอก็ไม่สามารถพิสูจน์อะไรจากมันได้ แต่เธอจะให้ทุกคนเห็นทัศนคติใหม่ที่มีต่อการแสดง!

ขณะนี้หัวใจของหลานจินเหยามั่นคงอย่างยิ่ง แต่ในวินาทีต่อมาความเชื่อมั่นในใจก็เปลี่ยนเป็นตาย

เสิ่นอวี้พูดว่า “คุณนี่ลงทุนจีบประธานฟู่มากจริงๆ ถึงขนาดบังคับตัวเองให้แสดงละคร เอาเถอะ ถึงจะลำบากแต่ผมก็อยากให้กำลังใจคุณ บางทีประธานฟู่ของเราอาจจะถูกกระตุ้นโดยความกระตือรือร้นของคุณ!”

แม้ว่าเธอรู้ว่าคำพูดของเสิ่นอวี้ส่งมาที่เฉินเหมยเหม่ย แต่หลานจินเหยาก็ยังรู้สึกเศร้ามาก เสิ่นอวี้ใจดีกับเธอเสมอมา การเสียชีวิตกะทันหันของเธอ เขาคงจะเศร้ามาก! ไม่ว่าเสิ่นอวี้จะปฏิบัติต่อเธออย่างไรในตอนนี้ เธอก็ไม่ยอมให้เสิ่นเวยอันเข้าใกล้เขาสักก้าวเดียว ผู้หญิงน่ารังเกียจคนนั้นไม่สมควรได้รับสิ่งที่ดีในชีวิตนี้!

 

หลังจากไปถึงกองถ่ายในบ่ายวันนั้น

หลานจินเหยาก็พบว่าบทของเธอเปลี่ยนไป เธอถูกเปลี่ยนเป็นนางรอง เพราะเมื่อพ่อของเฉินเหมยเหม่ยรู้ว่าลูกสาวคิดจะแสดงละครอย่างจริงจัง เขาก็ตัดสินใจลงทุนละครเรื่องนี้ซื้อบทนี้ให้เธอ เพื่อตอบสนองต่อภาพลักษณ์เฉินเหมยเหม่ยโดยเฉพาะ คนเขียนบทเปลี่ยนนางรองจากสาวงามดุร้ายไร้ปราณีไปเป็นสาวอ้วนดุร้ายโหดเหี้ยม

คิ้วของหลานจินเหยากระตุกไม่หยุดขณะที่อ่านสคริปต์ นางรองแต่เดิมก็เป็นตัวละครที่ไม่มีใครชอบอยู่แล้ว ตอนนี้ยังเปลี่ยนไปเป็นสาวร่างใหญ่อีก ยิ่งน่ารังเกียจเข้าไปใหญ่!

มิน่าเธอถึงสังเกตเห็นว่าสายตาคนรอบข้างมองมาที่เธอตั้งแต่เพิ่งมาถึงสตูดิโอ ไม่มีดีเลย!

นางเอกเรื่องนี้เป็นดาราที่ดังมากช่วงนี้ บิลบอร์ดขนาดใหญ่ของเธอถูกแขวนไว้ที่หน้าลานเทียนเหอสือไต้[1] ตลอดทั้งเดือน ยังไม่มีวี่แววว่าจะถูกรื้อถอนเร็วๆ นี้ น่าเสียดายที่บางคนเริ่มเกเรเมื่อพวกเขาเริ่มมีชื่อเสียง นางเอกรู้ดีว่าการถ่ายทำมีกำหนดจะเริ่มในวันนี้ แต่ก็ยังมาไม่ถึง ส่งผลให้หลานจินเหยาที่ไม่เคยมาสายต้องรอให้การถ่ายทำเริ่ม เธอรู้สึกหงุดหงิดในใจมาก

หมดทางเลือก ดังนั้นพวกเขาจึงทำได้เพียงถ่ายทำฉากอื่นไปก่อนเท่านั้น!

“ช่างแต่งหน้า รีบแต่งหน้าให้เฉินเหม่ยเหม่ย เราไม่รอแล้ว!”

ผู้ช่วยผู้กำกับตะโกนสั่ง ทุกคนเร่งรีบขึ้นในทันที ทว่าไม่มีคนในกองถ่ายคนไหนที่มองโลกในแง่ดีเกี่ยวกับทักษะการแสดงของเฉินเหมยเหม่ย

ฉากที่ถ่ายทำในวันนี้เป็นฉากนางเอกถูกลักพา นางรองก็สร้างปัญหาในป้อม ยุยงคนให้ทำร้ายนางเอก! ใช้การทรมานทุกประเภท!

ในตอนเริ่มต้นของฉากนางรองเข้ามาในห้องหัวหน้าโจรเพื่อยุยงให้หัวหน้าโจรจัดการกับนางเอกโดยเร็วที่สุด!

หลานจินเหยาสวมชุดเดรสแขนกว้าง ซึ่งแม้แต่เธอก็ยังรู้สึกว่าโทรมมาก เธอบิดเอวเหมือนถังเดินไปที่ห้องของหัวหน้า โชคดีที่กระโปรงกว้างไม่รัดตัว เธอนั่งลงบนเก้าอี้ยาวเอนตัวไปข้างชายคนนั้นขณะจีบปากจีบคอ “ท่านหัวหน้า ผู้หญิงที่เราจับได้วันนี้ไม่ควรเก็บนางไว้นาน ข้าได้ยินมาว่าตอนนี้คนข้างนอกกำลังตามหาตัวนางให้ควั่ก ถ้าเราไม่รีบจัดการเรื่องนี้ เดี๋ยวไฟจะลามเข้าหาตัวได้นะ!”

นักแสดงที่รับบทหัวหน้าโจรอายุสี่สิบปี เมื่อเขาโอบเอวเธอสีหน้าก็เปลี่ยนไป ไม่สามารถพูดบทของตัวเองได้

“คัต คัต คัต! เกิดอะไรขึ้น?”

ชายที่เล่นบทคู่กับหลานจินเหยาชี้มาที่เธอพูดว่า “ผู้กำกับเฉินสายตาเฉินเหมยเหม่ยไม่ถูก! ไม่เข้าถึงอารมณ์เลย!”

หลานจินเหยาที่ถูกกล่าวหาหน้าตาเฉย ได้แต่ยิ้ม ‘ทนไว้ ทนไว้!’

ทว่าไม่ช้าหลานจินเหยาก็พบว่าตัวเองคิดน้อยเกินไป ผู้ชายคนนี้ไม่ต้องการแสดงกับเธอ! ตั้งแต่ต้นจนจบ ฉาก ใบหน้าของทีมงานมืดลงเรื่อยๆ

“ไอ้สวี่มานี่บอกฉันทีเกิดอะไรขึ้น? คนตาไม่บอดก็เห็นว่าแกตั้งใจสร้างเรื่องยากให้เฉินเหมยเหม่ย ถ้ายังทำแบบนี้ต่อไป ผู้กำกับเฉินโกรธขึ้นมาเมื่อไร ระเบิดลงขึ้นมา แม้แต่ฉันก็ไม่ช่วยไม่ได้”

ชายที่ถูกลากไปที่มุมห้องจุดบุหรี่ขึ้นด้วยอาการหยุดหงิด “ก็ไหนตอนแรกตกลงกันว่านางรองเป็นสาวสวยไง ทำไมจู่ๆ กลายเป็นเฉินเหมยเหม่ย? ฉันได้ยินมาว่าเธอซื้อบทมา?”

“เฮ้อ ใครบอกว่าไม่ใช่ล่ะ? เธอไม่มีทักษะการแสดงเลยและก็ไม่น่าดึงดูด แต่ใครให้บ้านเธอเงินหนากันล่ะ?”

หลานจินเหยาที่อยู่ในห้องน้ำ ได้ยินเสียงการสนทนาข้างนอก ก็สาดน้ำเย็นใส่หน้า สูดหายใจเข้าลึกๆ

 

หลานจินเหยาพิงอ่างล้างหน้า

มองใบหน้าไม่คุ้นเคยในกระจก มีคำถามหนึ่งเกิดขึ้นในใจเธอตลอดเวลา ในสถานการณ์นี้เฉินเหมยเหม่ยจะทำยังไง? คำพูดเมื่อครู่ที่ได้ยินจะจัดการยังไง?

เฉินเหมยเหม่ยเป็นลูกสาวเศรษฐี ทั้งพ่อแม่และพี่สาวต่างก็รักและเอาอกเอาใจ ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ไม่ต้องกังวลผลที่ตามมา มีคนคอยวิ่งตามมาแก้ปัญหาให้ แต่สำหรับหลานจินเหยา พ่อแม่เธอไม่มาแม้แต่ร่วมงานศพลูกสาวเลยด้วยซ้ำ คนเดียวที่คอยเอาใจใส่ดูแลเธอมาโดยตลอดก็คือเสิ่นอวี้ แต่ตอนนี้กระทั่งเสิ่นอวี้ก็กลายเป็นคนแปลกหน้าต่อกันแล้ว

หลานจินเหยาครุ่นคิดอยู่นานก็ไม่ได้คำตอบ ในหัวราวกับมีแมลงวันนับไม่ถ้วนบินวนเวียนอยู่ตลอด

หลานจินเหยากุมหัว คนในกระจกก็กุมหัว น้ำตาไหลออกมา แม้แต่ตอนร้องไห้ก็ยังไม่น่าดู

ที่ด้านนอกทีมงานพร้อมถ่ายทำต่อแล้ว นางรองดันหายไป ผู้ช่วยผู้กำกับกำลังจะเรียกคนให้ไปตามหาเฉินเหมยเหม่ย แต่หันไปเห็นฟู่ไป่เหนียนก่อน เขารีบกระวีกระวาดมาต้อนรับ “ท่านประธานฟู่ มาถึงที่นี่เลยนะครับวันนี้!”

ร้อยแปดสิบปีเรื่องแบบนี้ก็ไม่เคยเกิด แต่ทำไมจู่ๆ ฟู่ไป่เหนียนถึงมาที่นี่วันนี้ แปลกจริงๆ

ฟู่ไป่เหนียนมองไปรอบๆ พูดน้ำเสียงราบเรียบ “มาดูว่าเป็นยังไงกันบ้าง”

“ทุกอย่างเรียบร้อยดีครับ วันนี้เฟินฟางติดธุระด่วนมาไม่ได้ ดังนั้นตอนนี้เราเลื่อนฉากถ่ายทำฉากนางรองก่อน แค่บางครั้งตอนทำงานเฉินเหมยเหม่ยไม่ค่อยมีสมาธิ เลยหยุดถ่ายทำอารมณ์ก่อน สักพักก็จะเริ่มถ่ายต่อแล้วครับ”

ดวงตาฟู่ไป่เหนียนกวาดมองไปรอบๆ แต่ก็ไม่เห็นว่าร่างอวบอิ่ม

เขาถามขึ้น “คนล่ะไปไหน?”

ผู้ช่วยผู้กำกับสมองหมุนไม่ทัน ไม่คิดว่าฟู่ไป่เหนียนจะถามคำถามนี้ “ห๊า?”

ฟู่ไป่เหนียนย้ำคำถามอีกครั้ง “เฉินเหมยเหม่ยอยู่ที่ไหน”

“เอ่อ... ยังหาตัวไม่เจอเลยครับ เมื่อกี้ยังอยู่ที่นี่เลย”

ตอนนั้นเองทีมงานคนหนึ่งก็เดินเข้ามาบอกกับผู้ช่วยผู้กำกับ “เฉินเหมยเหม่ยอยู่ในห้องน้ำครับ ครึ่งชั่วโมงแล้วยังไม่ออกมาเลย”

“ให้ทีมงานหญิงสักคนเข้าไปดูหน่อย!”

ทันทีที่ผู้ช่วยผู้กำกับพูดจบ ฟู่ไป่เหนียนก็เดินไปถึงทางห้องน้ำหญิง เพิ่งจะเดินถึงหน้าประตูก็เห็นเฉินเหมยเหม่ยปาดน้ำตาอยู่ตรงอ่างล้างหน้า ตัวสั่นเทาจากแรงสะอื้น ดูท่าจะเศร้ามาก

ฟู่ไป่เหนียนเลิกคิ้วเล็กน้อย “เฉินเหมยเหม่ย เธอร้องไห้อยู่เหรอ?”

หลานจินเหยารีบเช็ดน้ำตาที่เหลือออก แต่เพราะผิวของเฉินเหมยเหม่ยขาวมาก ดังนั้นพอร้องไห้หนักเข้าบวกกับดวงตาแดงก่ำ ยากที่คนอื่นจะมองไม่ออก

เธอเบือนหน้าหนีเขาตอบอย่างเอาแต่ใจ “ฉันจะร้องไม่ร้องก็ไม่เกี่ยวอะไรกับคุณ ที่นี่ห้องน้ำหญิง ผู้ชายอย่างคุณเข้ามาทำอะไรที่นี่!”

ฟู่ไป่เหนียนตอบอย่างเฉยเมย “ก็ไม่เห็นมีผู้หญิงสักคน”

“นี่จะบอกว่าฉันไม่ใช่ผู้หญิงเรอะ” เธอพุ่งตัวจากอ่างล่างหน้าหมัดซัดตรงไปหาฟู่ไป่เหนียน

เขาเบี่ยงตัวหลบหมัดเธอได้อย่างว่องไว จับคอเสื้อเข้าที่ “หยุด! ผู้ช่วยผู้กำกับเรียกเธออยู่น่ะ”

ตอนที่ทั้งสองเดินออกมาพร้อมกัน ฟู่ไป่เหนียนก็แสร้งถามเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นว่า “เฉินเหมยเหม่ย เมื่อกี้ร้องไห้ทำไม? โดนใครรังแกเรอะ”

แต่ทันทีที่เขาถามเธอก็ปฏิเสธ

“ไม่มีทาง ใครจะกล้ารังแกฉัน” หญิงสาวเชิดจมูกพูดต่อไป “คุณมาทำอะไรที่นี่วันนี้? หรือว่าชอบนางเอกเรื่องนี้เลยแอบมาเยี่ยม? เสียใจด้วยนะ วันนี้หล่อนไม่มา”

เธอจำได้ไม่กี่วันก่อนยังเห็นเขานั่งกินข้าวกับสวี่จิ่งเกอที่ร้านอาหาร ไม่นึกเลยว่าจะเปลี่ยนใจเร็วขนาดนี้

ฟู่ไป่เหนียนไม่โต้ตอบอะไร

เมื่อคนในกองถ่ายเห็นทั้งคู่เดินมาด้วยกันก็ไม่มีใครกล้าซุบซิบอะไรอีก เงียบกริบกันไปเลยทีเดียว

ผู้ช่วยผู้กำกับมองเห็นความสนิทสนมของคนทั้งสองก็ขมวดคิ้วบ่นกับตัวเอง “ไหนว่าประธานฟู่ล่มงานแต่งงานไม่ใช่เหรอ? ข่าวโคมลอยแน่? ที่จริงเขาชอบเฉินเหมยเหม่ย?”

เมื่อการถ่ายทำเริ่มขึ้น ฟู่ไป่เหนียนนั่งลงที่เก้าอี้ข้างๆ สายตาจดจ้องไปเบื้องหน้าอย่างตั้งใจ

ฟู่ไป่เหนียนนั่งคุมงานด้วยการถ่ายทำก็ราบรื่นมาก ไม่มีปัญหาตามมาเลย

 

 

[1] ลานเทียนเหอสือไต้ คนไทยรู้จักกันในชื่อ Milky Way Times Square

หรือว่าที่นี่... (rewrite)

ไม่คิดว่าเมื่อการถ่ายทำไปได้ครึ่งทางก็เกิดเรื่องขึ้นอีกครั้ง

คราวนี้เฉินเหมยเหม่ยประสบอุบัติเหตุ เธอตกจากสแตนยกสูงกลิ้งตกลงมา สแตนไม่ได้สูงมาก แต่ล้มไปตรงๆ แบบนั้น สภาพค่อนข้างน่าสมเพช ขนาดมีฟู่ไป่เหนียนนั่งอยู่ด้วย แต่หลายคนก็อดหัวเราะไม่ได้

เห็นได้ชัดว่าต้องมีบางคนจงใจทำอย่างโจ่งแจ้งมาก ฟู่ไป่เหนียนเข้าใจทันทีว่าทำไมเฉินเหมยเหม่ยที่ปกติเอาแต่ใจร้ายกาจยังต้องหนีไปร้องไห้ในห้องน้ำ

ใบหน้าของเขาดิ่งลง ขณะมองภาพนี้ต่อไป

ก่อนที่จะเริ่มถ่ายทำอีกครั้ง ฟู่ไป่เหนียนก็พูดกับผู้ช่วยผู้กำกับฉับพลัน “ผู้กำกับเฉิน ผมว่าคุณน่าจะหานักแสดงมืออาชีพกว่านี้นะ แทนที่จะใช้นักแสดงคุณภาพต่ำที่ลดประสิทธิภาพการทำงานของทีมงานทั้งหมด”

แทบทุกคนในที่นี่เข้าใจว่าฟู่ไป่เหนียนหมายถึงเฉินเหมยเหม่ย แม้แต่หลานจินเหยาเองก็คิดแบบนั้น

หลานจินเหยาลุกขึ้นปัดฝุ่นตามตัว ก้าวเข้าไปหาฟู่ไป่เหนียนอย่างโกรธเคืองก่อนจะพูดเสียงดัง “ฉันเป็นมืออาชีพ!”

ฟู่ไป่เหนียนเหยียดนิ้วดันเธออกไปด้านข้าง ชี้นักแสดงชายที่ยืนอยู่บนสแตน “ฉันหมายถึงเขา ผู้กำกับเฉินว่ายังไง”

ทีมงานทุกคนหน้าเหวอ วันนี้ฟู่ไป่เหนียนออกตัวปกป้องเฉินเหมยเหม่ย ไหนใครว่าประธานฟู่เกลียดผู้หญิงไร้ยางอายคนนี้ไม่ใช่เหรอ?

หลังจากการถ่ายทำวันนี้จบลง ฟู่ไป่เหนียนก็ลุกขึ้นเดินออกไปไม่พูดอะไร หลานจินเหยาวิ่งตามหลังเขาไปติดๆ ก่อนจะอ้าแขนออกขวางหน้ารถเขาเอาไว้ มองชายในรถด้วยรอยยิ้ม คนขับรถลงมาเปิดประตูรถให้ไม่รอให้ฟู่ไป่เหนียนเอ่ย เธอก็ขึ้นไปนั่งในรถทันที

“ฟู่ไป่เหนียน วันนี้คุณไม่ได้มาเพราะพบฉันหรอกมั้ง?”

เขาตอบด้วยท่าทางไม่แยแส “เธอคิดว่าเป็นไปได้เรอะ?”

ความเฉยเมยของเขาไม่ได้ดับความกระตือรือร้นของหลานจินเหยา เธอยังคงถามต่อ “แต่ทุกคนบอกว่าคุณทำเพื่อฉัน!”

“คุณ...หลงรักรักฉันแล้วใช่ไหม!”

เฉินเหมยเหม่ยรอให้ชายคนนี้ตกหลุมรักเธอมานาน แต่วันนี้เจ้าตัวไม่อยู่แล้ว ช่างเป็นโศกนาฏกรรมอะไรเช่นนี้!

ฟู่ไป่เหนียนหันขวับมามองเธอ สายตากวาดมองตั้งแต่หัวจรดเท้า เพิ่มระดับเสียง “เป็นไปไม่ได้!”

เสียงของเขาดังขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า หลานจินเหยาเกือบตกใจ

“ไม่ก็ไม่สิ ทำไมพูดเสียงดังขนาดนี้ด้วย” หลานจินเหยาบ่นพึมพำ

หลานจินเหยาตัดสินใจเงียบ ทันใดนั้นก็ได้ยินฟู่ไป่เหนียนเริ่มพูด เขาทอดสายตามองทิวทัศน์นอกหน้าต่าง เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย “ที่จริงฉันมีคนที่ชอบมานานแล้ว... นานจนกลายเป็นความรักลึกซึ้ง ฉันตั้งใจจะขอเธอแต่งงาน ดังนั้นเฉินเหมยเหม่ย เรื่องระหว่างเราไม่มีทางเป็นไปได้หรอก”

“โอเค ฉันรู้แล้ว”

ฟู่ไป่เหนียนที่ได้ยินคำตอบมองอย่างสงสัย “เธอไม่เศร้าเหรอ?”

หลานจินเหยานิ่งงันก่อนจะส่ายหน้า “ไม่นะ ฉันเศร้ามาก เศร้ามากจริงๆ”

ฟู่ไป่เหนียน “...”

ทำไมเขาไม่เห็นความเศร้าบนใบหน้าหญิงสาวคนนี้เลย?

หลานจินเหยาถามต่อ “พวกคุณจะจัดงานแต่งงานเมื่อไรล่ะ?”

“เธอตายแล้ว!”

“โอ้!”

อันที่จริงเธอก็ตายไปแล้วเช่นกัน แต่เธอกลับมาเกิดใหม่ในร่างคนอื่น

 

มาทำดีด้วยโดยไม่มีเรื่องอะไร ไม่ใช่คนที่มีเล่ห์เหลี่ยมก็เป็นขโมย[1]

จนกระทั่งรถแล่นเข้ามาจอดที่ลานหน้าคฤหาสน์ หลานจินเหยาถึงได้ตระหนักว่าเขาออกตัวปกป้องเธอในกองถ่าย จะต้องวางแผนเอาไว้ก่อนแน่นอน

“ที่นี่ที่ไหน” หลานจินเหยามองไปที่ฟู่ไป่เหนียนอย่างน่ากลัว มือกำเข็มขัดนิรภัยแน่นไม่ยอมปล่อย

ฟู่ไป่เหนียนลงจากรถเดินอ้อมมาเปิดประตูอีกด้าน เขาโน้มตัวเพื่อปลดเข็มขัดนิรภัยให้เธอ ก่อนจะดึงเธอลงมา สีหน้าเขาดูไม่ค่อยดี “เฉินเหมยเหม่ย แกล้งทำทำไมเนี่ย? แต่ก่อนเธออยากมาที่นี่จะตายไม่ใช่เหรอ? วันนี้ฉันพาเธอมาที่นี่ เธอกลับไม่อยากเข้าไป เล่นต่อหน้าฉันแบบนี้ไม่มีประโยชน์หรอก”

‘หรือว่าที่นี่เป็น...’

เฉินเหมยเหม่ยที่ใช้ชีวิตโดยยึดฟู่ไป่เหนียนเป็นจุดศูนย์กลางมาตลอด มากจนเหมือนกาวตราช้าง แล้วเธออยากเข้าไปที่แบบไหนกัน? หรือว่านี่คือ...

ความคิดน่าตกใจลอยอยู่ในสมองหลานเจินเหยา

ที่นี่คือบ้านฟู่ไป่เหนียน?!

เธอยิ้มฝืด “เหอะๆ ที่นี่บ้านคุณ ฉันรู้อยู่แล้ว แต่คุณเหม็นขี้หน้าฉันจะตาย แล้วพาฉันมาที่บ้านทำไม”

“คิดว่าฉันอยากพาเธอมาเหรอ” ฟู่ไป่เหนียนพูดด้วยสีหน้าดำคล้ำ “นี่เป็นความคิดของแม่ฉัน อยากเชิญเธอมากินข้าวที่บ้าน!”

หลานจินเหยางงงวย เธอได้ยินว่าการแต่งงานระหว่างทั้งคู่เป็นความคิดของผู้ใหญ่ ซึ่งฟู่ไป่เหนียนคัดค้านมาโดยตลอด ยิ่งกว่านั้นยังยืนยันนอนยันเรื่องนี้จนถึงที่สุด ตอนนี้เขาบอกว่าแม่เขาชวนเธอเฉินเหมยเหม่ยมากินอาหารเย็น ถ้าเขายังเหม็นหน้าเฉินเหมยเหม่ยเหมือนเมื่อก่อน เขาควรไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ แต่เธอไม่คิดว่าเขาจะไม่คัดค้าน แถมยังไปกองถ่ายเพื่อมารับเธอด้วยตัวเอง ชักรู้สึกไม่ชอบมาพากลแล้ว

“โอ้ แล้วทำไมคุณไม่บอกฉันก่อนหน้า ถ้าฉันรู้ว่าต้องมาบ้านคุณ ฉันควรจะมีอะไรติดไม้ติดมือมาด้วย”

ฟู่ไป่เหนียนมองเธอด้วยสายตาแปลกๆ “เฉินเหมยเหม่ย ฉันชักจะรู้สึกว่าไม่เข้าใจเธอมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อก่อนตอนที่ฉันไม่อยู่ เธอมาที่นี่กินข้าวที่นี่ตั้งหลายครั้งแล้ว!”

‘เอาแล้วไง’ หลานจินเหยาหัวเราะสองครั้งแก้เก้อ ไม่พูดอะไร

เธอได้แต่ภาวนาอย่าให้ตนเองปล่อยไก่ หากไปต่อไม่ไหว เธอจะแกล้งขอตัวเข้าห้องน้ำแล้วชิ่งหนีไปเลย

 

เมื่อทั้งสองเข้ามาอาหารบนโต๊ะพร้อมแล้ว

ทุกคนมากันครบดูเหมือนว่ากำลังรอทั้งสองอยู่ ช่วงเวลาที่หลานจินเหยาก้าวเข้ามา รอยยิ้มบนใบหน้าก็เกือบจะจมลง เธอไม่คิดว่าจะได้เห็นสวี่จิ่งเกออยู่ที่นี่เช่นกัน ดูเหมือนว่าข่าวลือเรื่องสวี่จิ่งเกอกับฟู่ไป่เหนียนมีมูลอยู่บ้าง

ทว่าหลานจินเหยาแค่หุบยิ้ม แต่สีหน้าของสวี่จิ่งเกอคล้ำลง เมื่อเห็นเธอกับฟู่ไป่เหนียนเดินเข้ามาด้วยกัน

ดูเหมือนสวี่จิ่งเกอจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเธอมาด้วย

ที่โต๊ะอาหารยาว พ่อของฟู่ไป่เหนียนนั่งหัวโต๊ะ ข้างหนึ่งเป็นแม่ของฟู่ไป่เหนียน สวี่จิ่งเกอนั่งอีกข้างหนึ่ง หลานจินเหยาเลือกนั่งลงข้างกับแม่เขาแบบไม่รู้ตัว ดังนั้นที่ที่เหลือก็คือของฟู่ไป่เหนียน

สวี่จิ่งเกอยิ้มหวานให้ฟู่ไป่เหนียนพูดว่า “ไป่เหนียนนั่งตรงนี้สิคะ”

แม่ฟู่กระแอมไอ ขยิบตาให้กับลูกชาย ชี้ไปที่เก้าอี้ข้างหลานจินเหยา “นั่งตรงนั้นลูก”

สีหน้าของสวี่จิ่งเกอแข็งทื่อ ไม่ได้พูดอะไร หลานจินเหยาอยากจะหัวเราะเมื่อมองไปที่เธอ

ดูเหมือนสวี่จิ่งเกอที่อยากเป็นลูกสะใภ้ในอนาคตจะไม่เป็นที่ชอบใจของแม่สามีนัก! หลานจินเหยาเข้าร่วมสนุกด้วย ดึงฟู่ไป่เหนียนนั่งลงข้างเธอ เมื่อชายหนุ่มที่ยืนอยู่ถูกดึงก็เซไปเกือบจะนั่งลงบนตักหลานจินเหยา เมื่อเห็นเช่นนั้นเข้าแม่ฟู่ที่มองอยู่ก็ปิดปากหัวเราะออกมาเบาๆ ดวงตาเต็มไปด้วยคำชื่นชมหลานจินเหยา

พ่อฟู่ขัดขึ้นมาทันที “นั่งลง ทำตัวอะไรน่าเกลียดที่โต๊ะอาหารแบบนี้!”

จากนั้นก็เปลี่ยนสีหน้ายิ้มให้สวี่จิ่งเกอพลางพูด “จิ่งเกอกินเยอะๆ นะ วันนี้มีแต่อาหารที่หนูชอบทั้งนั้น”

สวี่จิ่งเกอยิ้มหวาน “ขอบคุณะค่ะคุณลุง”

ดวงตาหลานจินเหยาวูบไหว เธอเข้าใจสถานการณ์ตอนนี้ชัดเจน พ่อฟู่ชอบสวี่จิ่งเกอคนสวย ขณะที่แม่ฟู่ชอบความตรงไปตรงมาของเฉินเหมยเหม่ย ส่วนเรื่องการหมั้นหมายตอนนั้นน่าจะเป็นเพราะความคิดของแม่ฟู่ที่พ่อฟู่ขัดใจไม่ได้ ดังนั้นเดาได้ว่าบ้านนี้แม่เป็นใหญ่ แต่เมื่อฟู่ไป่เหนียนปฏิเสธงานแต่ง แม่ก็ทำอะไรไม่ได้ พ่อจึงรู้สึกเหมือนได้ชัยชนะเล็กๆ

ทว่าวันนี้ฟู่ไป่เหนียนไปรับเฉินเหมยเหม่ยมาที่บ้านเอง เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ชอบสวี่จิ่งเกอเลย เมื่อครู่ที่อยู่บนรถด้วยกัน เขาก็บอกว่ามีคนในใจแล้ว แต่ผู้หญิงคนนั้นไม่อยู่ในโลกนี้แล้ว บอกได้เลยว่าฟู่ไป่เหนียนต้องการครองตัวเป็นโสดเพื่อคนรักที่ไม่อยู่แล้ว เพื่อไม่ให้ใครมีคำถาม เขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องหาโล่ป้องกันตัวเอง

เฉินเหมยเหม่ยชอบฟู่ไป่เหนียนอยู่แล้ว ดังนั้นเขาจึงใช้ประโยชน์จากสิ่งนี้ เพราะยังไงคนที่เขาชอบก็ไม่อยู่แล้ว ดังนั้นไม่สำคัญว่าจะแต่งกับใคร!

แต่สิ่งหนึ่งที่ฟู่ไป่เหนียนมองข้าม ก็คือเธอไม่ใช่เฉินเหมยเหม่ย แต่เป็นหลานจินเหยา คนที่ไม่คุ้นเคยกับฟู่ไป่เหนียนอย่างสิ้นเชิง

หลานจินเหยารู้สึกว่าไม่อยากลงเล่นละครเรื่องนี้ของฟู่ไป่เหนียน เพราะเธอไม่ได้ต้องการอะไรจากเขา

น่าเสียดายที่ดูเหมือนฟู่ไป่เหนียนตัดสินใจขีดเส้นแบ่งชัดเจนระหว่างตัวเองกับสวี่จิ่งเกอ เขาคีบผักชีวางลงในชามหลานจินเหยา ก่อนจะมองเธอด้วยสายตาอ่อนโยนขณะพูด “เธอชอบผักชีไม่ใช่หรือ? วันนี้แม่ครัวทำมาพอดีเลย กินให้เยอะๆ นะ”

ผักชีฉุนกึกวางตรงหน้าเธอ เสียงหวังดีจอมปลอมของฟู่ไปเหนียนดังขึ้นข้างหู ทำเอาหลานจินเหยาอยากจะร้องไห้

เธอไม่กินได้ไหม? สวรรค์ทำไมเฉินเหมยเหม่ยถึงชอบกินผักชี

 

 

[1] 无事献殷勤,非奸即盗 แปลตรงตัวได้ว่า มาทำดีด้วยโดยไม่มีเรื่องอะไร ไม่ใช่คนที่มีเล่ห์เหลี่ยมก็เป็นขโมย หมายถึง ประจบประแจงเพื่อหวังผลประโยชน์หรือการทำดีเพื่อหวังผลนั่นเอง