“ชีวิตคนควรรู้จักวางแผน” หลีมั่นแสดงให้เห็นว่าตัวเธอเองไม่มีปัญหากับมันแต่อย่างใด
เสียงถอนหายใจดังขึ้น เฉียวฉู่หันไปส่งยิ้มให้เฟิงหลานอิ่ง“หลานอิ่ง เธอยังพอมีทางช่วยไหม?”
เฟิงหลานอิ่งชายตามองหลีมั่นแวบหนึ่ง ใบหน้าเย็นชาแฝงไปด้วยอารมณ์เย้ยหยัน “สาขาจิตวิทยาไม่ใช่ขอบเขตความเชี่ยวชาญของฉัน แต่ฉันช่วยนัดจิตแพทย์เจ๋งๆ ให้เธอได้”
ต้องฟังพวกเธอพูดจาไร้สาระแบบนี้ต่อไป อย่าว่าแต่เที่ยงคืนจะได้นอนเลย บ้านจะได้กลับหรือเปล่าก็ยังไม่รู้ ไม่สนใจพวกเธอแล้วดีกว่า หลีมั่นโบกมือไปมาเบาๆ แล้วออกปากว่า “พวกเธอคุยกันไปนะ ฉันไม่อยู่คอยรับใช้แล้ว” สายตาฉายแววเลื่อมใส หลีมั่นจากไปอย่างรวดเร็ว
ทั้งสามชนแก้วกัน จั่วซีอารมณ์ดีไม่น้อย เธอหัวเราะแล้วเสนอว่า “ฉลองกันหน่อย ในที่สุดเธอก็คิดได้ พรุ่งนี้ฉันจะลงมือเข้าครัวด้วยตัวเอง”
เฉียวฉู่ตาเป็นประกาย จั่วซีออกปากว่าจะทำอาหารด้วยตนเองแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ แต่เธอก็จำเป็นต้องส่ายหน้า “พรุ่งนี้ไม่ได้พ่อฉันจะฉลองแซยิด ฉันต้อง...กลับบ้าน”
‘กลับบ้าน’ คำคำนี้ เธอพูดออกมาได้อย่างยากลำบาก แปดปีแล้วสินะ พรุ่งนี้จะเป็นครั้งแรกที่เธอได้กลับบ้านในรอบแปดปี
“โอเค” จั่วซีพยักหน้าอย่างเข้าอกเข้าใจ ดูเหมือนครั้งนี้หญิงสาวจะตัดสินใจกลับมาแล้วจริงๆ
ทันใดนั้น จู่ๆ เฉียวฉู่ก็พูดโพล่งออกมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย“มะรืนนี้”
จั่วซีส่ายนิ้วชี้เบาๆ “หมดอายุแล้ว ไม่มีผล”
เฉียวฉู่เติมน้ำแข็งจำนวนหนึ่งลงในกาแฟที่เหลือ ตั้งใจเมินการปฏิเสธของจั่วซี ซ้ำยังหันไปปรึกษากับเฟิงหลานอิ่ง “ฉันจะกินกุ้งอบชีสกับคุกกี้อร่อยๆ แล้วเธอล่ะหลานอิ่งอยากกินอะไร?”
เฟิงหลานอิ่งตอบโดยไม่ต้องคิด “เส้นเพนเน”
“เธอไม่เลี่ยนหรือ?” เฉียวฉู่แปลกใจมาก เฟิงหลานอิ่งกินเจ้านี่ตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยมาจนถึงปัจจุบันอย่างไม่รู้เบื่อ
เฟิงหลานอิ่งกระดกเบียร์เข้าปาก จากนั้นจึงตอบโดยไม่ชายตามองเฉียวฉู่ “ฉันไม่ใช่เธอ”
จั่วซีเอียงแก้วเหล้ารินไวน์แดงให้ตนเอง ค่อยๆ จิบลงคอเห็นได้ชัดว่าหญิงสาวทั้งสองที่อยู่ตรงหน้าลืมไปแล้วว่าเธอเป็นคนทำอาหาร แต่ถ้าไม่จิกใช้ก็คงไม่ใช่พวกเธอสินะ
ถนนสะอาดสะอ้าน สองข้างทางปลูกดอกเบญจมาศสีแดงสดใส
ดอกไม้งามท่ามกลางแสงตะวันรอนที่สาดส่องลงมาบานสะพรั่งสวยงาม นี่เป็นดอกไม้ที่เธอชอบมาตั้งแต่เด็กและปัจจุบันก็ยังคงชอบอยู่เหมือนเดิม
ใต้แสงยามเย็นเป็นเวลาที่เด็กๆ กำลังเลิกเรียน สีหน้าสดใสเต็มไปด้วยพละกำลังเดินผ่านไปผ่านมา บ้างก็จับกลุ่มสามสี่คนคุยหัวร่อต่อกระซิก บ้างก็จับกลุ่มกระซิบกระซาบ บ้างก็เดินคนเดียวเงียบๆ แม้ภายในใจของเด็กนักเรียนจะมีเรื่องวุ่นวายให้ครุ่นคิด แต่คงยังไม่ถึงขั้นปวดร้าว
เธอประเมินภูมิต้านทานของตนเองต่ำเกินไป หรืออาจกล่าวได้ว่าประเมินระยะเวลาของการเยียวยาต่ำไป หญิงสาวยืดเส้นยืดสายแล้วสูดกลิ่นดอกเบญจมาศที่ลอยมาตามลมเข้าเต็มปอด ในใจรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาทันใด
เสียงเรียกเข้ามือถือพลันดังขึ้น มันทำให้เฉียวฉู่อยากจะกรีดเสียงร้องออกมา วันนี้มันดังบ่อยครั้งจนเธอจำไม่ได้แล้วว่ากี่รอบ เริ่มตั้งแต่เช้า พ่อ พี่ชายคนโต พี่ชายคนเล็ก ต่างสลับสับเปลี่ยนกันโทรหาเธอ พวกเขาคงกลัวว่าเธอจะไม่กล้ากลับบ้าน และกังวลว่าการที่เธอกลับมาอย่างบ้าบิ่นอาจต้องพบเรื่องสะเทือนอารมณ์กระทบจิตใจ
เธอยอมรับว่ารู้สึกซาบซึ้งใจกับการปกป้องของครอบครัวแต่สำหรับวันนี้เธอได้รับมันมากเกินไปจนแทบจะเป็นบ้า
หลังจากกดปุ่มรับ เสียงของเฉียวอวี่โหย่วก็ดังมาจากปลายสาย
“ฉูฉู่ เธอถึงไหนแล้ว? ฉันจะได้ไปรับ!”
ถ้าพวกพี่กับพ่อจะเล่นใหญ่กันขนาดนี้ ทำไมไม่เอาขบวนพาเหรดมารับเธอเสียเลยล่ะ เฉียวฉู่หัวเราะอย่างพูดไม่ออก “พี่เล็ก*ฉันไม่ใช่เด็กสามขวบที่แม้แต่บ้านตัวเองก็ไม่รู้จักนะ” ถนนเส้นนี้เธอเดินมาไม่รู้กี่ครั้ง
เฉียวอวี่โหย่วมีน้ำเสียงเหมือนถูกบังคับให้โทรมาอีกที “ช่วยไม่ได้ พ่อพูดไม่ยอมหยุด ยังไงก็จะให้ฉันมารับเธอให้ได้”
เฉียวฉู่ยังไม่ทันกลับไป เสียงขุ่นเคืองของพ่อก็ดังมาจากปลายสาย
“ไอ้เจ้าคนนี้ แกว่าใครพูดมาก”
“เปล่าคร้าบ...ผมเองที่พูดมาก”
หญิงสาวส่ายศีรษะอย่างขบขันเมื่อนึกถึงภาพพ่อกับพี่เล็กต่อล้อต่อเถียงกัน รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนมากขึ้น จะอย่างไรบ้านก็ยังคงมอบความรู้สึกอบอุ่นและสบายใจให้เธอ
เฉียวฉู่พูดกลั้วหัวเราะ “ไม่ต้องหรอก ตอนนี้ฉันอยู่ปากทางเข้าบ้าน อีกนิดก็จะถึงแล้ว ไว้เจอกัน บาย”
“โอเค รีบมานะ”
เมื่อเฉียวอวี่โหย่วรู้ว่าเธอใกล้ถึงแล้วก็ตื่นเต้นขึ้นมา ในที่สุดน้องสาวสุดที่รักของเขาก็กลับถึงบ้านเสียที
“เฮ้ย!” เฉียวฉู่เพิ่งจะวางโทรศัพท์ แต่กลับถูกชนเข้าเต็มแรง โทรศัพท์มือถือเกือบหล่นพื้นอยู่รอมร่อ ขณะที่มือไม้อ่อนจนทำอะไรไม่ถูก ผู้ก่อเหตุรีบขอโทษทันควัน
“ขอโทษครับคุณน้า”
ไม่ง่ายที่จะจับโทรศัพท์มือถือไว้ให้มั่น ยืดตัวตรงแล้วเฉียวฉู่จึงก้มหน้ามองสักหน่อยว่าใครกันที่ชนเธอแรงขนาดนี้ เห็นเพียงหนุ่มน้อยอายุราวเจ็ดแปดขวบนั่งจุมปุ๊กอยู่บนพื้น เขาใส่รองเท้าโรลเลอร์สเก็ต เธอเห็นเด็กน้อยยังไม่ลุกเลยรีบทรุดตัวลงไปพยุงแขนเขาขึ้นมา
“บาดเจ็บหรือเปล่า?” ถ้ากระดูกหักขึ้นมาจะทำอย่างไร
เด็กน้อยอาศัยแรงแขนของเฉียวฉู่หมุนตัวลุกขึ้นยืนอย่างสง่างาม จากนั้นจึงพูดขำๆ ออกมา “ผมไม่เป็นไรครับ ขอโทษที่ชนคุณน้าเข้า”
เจ้าเด็กนี่ปากหวานใช่ย่อย ตัวเองล้มลงไปยังรู้จักกล่าวคำขอโทษออกมาก่อน ทำให้คนอื่นยากจะโวยวาย ยิ่งได้เห็นหน้าตาชวนเอ็นดูแกมน่าสงสารของเจ้าหนูแล้วใครจะโมโหได้ลงคอ เฉียวฉู่ลูบศีรษะเขาแล้วเอ่ยอย่างขบขัน “คราวหน้าก็ระวังหน่อยรู้ไหม?ตัวแสบ”
หนูน้อยทำท่าตะเบ๊ะกวนๆ แถมยังตะโกนว่า “Yes Madam!”
เจ้าเด็กนี่ไม่เบาเลยทีเดียว แต่ไม่เกิดเรื่องขึ้นก็ดีแล้ว เฉียวฉู่ก้มตัวลงไปส่งยิ้มให้หนูน้อย
“ตัวแสบ หนูชื่ออะไรจ๊ะ?”
เมื่อถูกถามชื่อ เด็กน้อยทำท่าราวกับดีใจมาก พลันตบอกตนเองแล้วตอบกลับด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจมาก
“เล่ยหมิง”
เล่ยหมิง? เฉียวฉู่หุบยิ้ม ชื่อนี้ดังก้องอยู่ในหู มองดูลักษณะท่าทางของเด็กน้อยที่น่ามันเขี้ยวคนนี้ ขณะกำลังคิดจะหลอกล่อถามหนูน้อยเพิ่ม ทันใดนั้นด้านหลังก็มีเสียงเคร่งขรึมระคนเบื่อหน่ายของผู้ชายคนหนึ่งดังขึ้นมา
“เล่ยหมิง นี่ลูกชนคนอื่นอีกแล้วหรือ?” เล่ยหมิงแลบลิ้น เห็นทีการชนคนอื่นจะเป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นเป็นประจำของเขา
เฉียวฉู่หมุนตัวกลับช้าๆ เธออยากเห็นว่าใครกันที่มีลูกน่าสนใจและชวนให้เอ็นดูขนาดนี้ พ่อของเขาจะมีลักษณะอย่างไร เพียงแต่เสียงของอีกฝ่ายฟังแล้วช่าง...คุ้นหูเสียจริง
แสงแดดส่องสะท้อนมาจากทางด้านหลังของเขา ทั่วทั้งร่างดูเลือนราง สูทสีเทาเรียบกริบทำให้เขาดูแตกต่างจากคนอื่น เพียงแต่กระเป๋านักเรียนสีแดงที่ถืออยู่ในมือของเขากับเสื้อสูทราคาแพงซึ่งตัดเย็บมาอย่างดีนั้นดูขัดกันจนน่าขำ ทว่ามองจากตรงนี้มันทำให้เธอรู้สึกว่าเขาน่าจะเป็นคุณพ่อที่ได้คะแนนเต็มร้อย
รอจนถึงตอนที่ใบหน้าของชายคนนั้นปรากฏชัดเจนขึ้นในสายตาของเฉียวฉู่ หัวใจเธอก็หล่นดังตุ้บ ได้แต่ยืนตะลึงอยู่ตรงนั้น
ใช่เขาจริงหรือ! เธอจากไปตั้งแปดปี แต่ครั้งแรกที่กลับมา?
เฉียวฉู่รู้สึกจริงๆ ว่าเทวดาบนสวรรค์กำลังกลั่นแกล้ง หรือต้องการแก้แค้นที่เมื่อครู่เธอบอกว่าตนเองไม่รู้สึกโศกเศร้า หญิงสาวไม่รู้ว่าควรจะร้องไห้หรือหัวเราะกันแน่ หรืออาจเรียกได้ว่านี่เป็น
เวรกรรม?
เห็นได้ชัดว่าชายคนนั้นก็จำเธอได้ เขายืนตะลึงด้วยความรู้สึกไม่อยากจะเชื่อ มีคลื่นบางอย่างพรั่งพรูอยู่ในดวงตาที่ดูเงียบเหงา
เธอไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิด ใบหน้าบริสุทธิ์ไร้การแต่งแต้ม แถมยังชอบรัดผมทรงหางม้าเหมือนเดิม แต่งตัวเรียบง่ายสบายๆ ด้วยกางเกงยีนส์คู่กับเสื้อยืดสีขาวที่แสนจะธรรมดา กาลเวลาล่วงเลยผ่านไปแต่กลับไม่ทิ้งริ้วรอยอะไรไว้บนใบหน้า ราวกับเธอยังเป็นสาวน้อยคนเดิมคนนั้นที่ลากเขาวิ่งไปทั่ว สาวน้อยที่ชอบนั่งหลับเวลาซ้อนท้ายจักรยานของเขา สาวน้อยที่เขาต้องยืนรออยู่ตรงหน้าประตูโรงเรียนเสมอ และเป็นสาวน้อยที่ส่งการบ้านของตัวเองมาให้เขาทำเป็นประจำ แต่พอตอนสอบกลับได้คะแนนดีเยี่ยม
เรื่องทั้งหมดชัดเจนราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน เล่ยเอี้ยนมองใบหน้าที่อยู่ตรงหน้า เป็นดวงหน้าที่ปรากฏขึ้นในฝันของเขาบ่อยครั้ง น้ำเสียงสุขุมเยือกเย็นแต่แฝงไปด้วยความสั่นไหวเล็กน้อย
“ฉูฉู่ ในที่สุดเธอก็กลับมา”
‘ฉูฉู่’ ชื่อนี้ได้เปิดกล่องความทรงจำของเฉียวฉู่ ภาพเหตุการณ์แต่ละฉากในช่วงนั้น ปรากฏเข้ามาในสมองของเธออีกครั้ง ความทรงจำและความจริงในปัจจุบันยากจะแบ่งแยกให้ชัดเจน เอาเข้าจริงๆ เธอกลับไม่ได้ไร้ความรู้สึกเจ็บปวดเหมือนที่เคยจินตนาการไว้
แปดปีก่อน
แสงแดดสดใสราวกับรู้ว่าวันนี้จะเป็นวันที่สวยงามและมีความสุขที่สุด เช้าตรู่อันร้อนแรงของแสงอรุณได้แผดเผาอย่างเต็มกำลังดอกเดซี่ที่ลานหน้าบ้านกำลังเบ่งบานรับแสงตะวัน ดอกน้อยๆ ของมันผลิสะพรั่งส่งให้ความอบอุ่นนั้นหอมเย้ายวน
เฉียวเจ่อตื่นแต่เช้ามืด อาจพูดได้ว่าเมื่อคืนเขาแทบจะไม่ได้นอนเสียด้วยซ้ำ ในที่สุดลูกสาวสุดที่รักของเขาก็จะออกเรือนเสียทีแม้จะเป็นแค่งานหมั้นเขาก็ยังคงตื่นเต้นอยู่ดี เฉียวเจ่อยิ้มอย่างปลื้มปีติอยู่หน้าดงดอกเดซี่อันสดใส เสี่ยวเฉี่ยน...เธอเองก็เห็นเหมือนกันใช่ไหม แก้วตาดวงใจของพวกเราโตเป็นสาวแล้ว ต่อไปต้องมีความสุขมากแน่ๆ เสียงคนเดินขวักไขว่ดังมาจากบ้านหลังข้างๆ ทำให้เฉียวเจ่อเริ่มรู้สึกตึงเครียด เขามองนาฬิกาข้อมือ ปากก็บ่นพึมพำไม่หยุด “เจ้าเด็กเอี้ยนนี่ทำไมยังไม่มาอีก”