ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

รักอยู่ประตูถัดไป Love at next door

ผู้แต่ง Qian Lv
ผู้แปล Hongsamut
ประเภท นิยายจีน
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
ร้านค้าออนไลน์ แบบเล่ม

นิยายรักหวานละมุน เมื่อใครคนนั้นของคุณอาจอยู่ใกล้แค่ประตูถัดไป! ผลงานหวานๆ จากผู้แต่งโฉมงามบรรณาการ และ เปลี่ยนเธอให้เป็นเทพ

บทนำ

รักอยู่ประตูถัดไป Love at next door

Author : เฉียนลู่
Translator : Hongsamut

--------------------------

แปดปีที่แล้ว 
เธอตบหน้าคนสองคนกลางเวทีงานแต่งของตัวเอง 
ชายที่เป็นรักแรกของเธอ และมือที่สามซึ่งกำลังอุ้มท้องลูกของเขา

แปดปีถัดมา
เธอพาหัวใจที่แข็งแกร่งกลับสู่บ้านเกิดเพื่อพบว่า... เขายังรอเธออยู่
พ่อม่ายลูกติดผู้โสดสนิทและอนาคตไกลใช้เวลาแปดปีที่ผ่านมาเฝ้ารอแต่เธอ
หวังจะใช้ความเคยชินค่อยๆ ขยับหัวใจสองดวงให้กลับมาใกล้ชิดกัน

แต่ว่า...
ปัญหาคือเธอชอบกินของอร่อย 
และเพื่อนบ้านหนุ่ม ‘ประตูถัดไป’ ก็ทำอาหารได้อร่อยสมกับหน้าตา
หล่อร้ายกาจ อ่อนโยน และน่ารักสุดๆ
หรือสเป็กของเธอจะเป็นผู้ชายสายพ่อบ้านกันนะ!

สารบัญ

1.คุณเป็นใคร?

               แสงแดดเดือนกันยายนช่างอบอุ่นดุจสัมผัสจากมือคนรัก ลานบ้านกว้างๆ ถูกตกแต่งด้วยม่านสีขาวพลิ้วไหวและดอกกุหลาบสวยงามราวกับภาพฝัน

               ชายหล่อเหลาและสาวน้อยแสนสวยเดินจูงมือกันไปบนพรมสีขาวสะอาด ทั้งสองตรงไปยังลานกลางบ้าน ทุกหนแห่งเต็มไปด้วยกลีบกุหลาบที่ถูกโปรยลงมา บรรยากาศโรแมนติกแสนงดงาม พวกเขาจ้องมองกันและกัน ทุกคนที่ได้เห็นความรักเบื้องหน้านี้ ต่างปลาบปลื้มอิ่มเอมไปกับภาพความสุขนั้น

               ชายหนุ่มจูงมือหญิงสาวไว้ท่ามกลางเสียงร้องแสดงความยินดี ทั้งสองก้าวขึ้นไปยืนบนเวทีสวยงามที่ตกแต่งด้วยดอกไม้สด ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาเคียงข้างสาวน้อยแสนสวย พวกเขาเหมาะสมกันราวเจ้าชายกับเจ้าหญิงจนคนรอบกายต้องอิจฉา

               พิธีกรที่ยืนอยู่ด้านข้างของทั้งคู่กล่าวด้วยน้ำเสียงดังกังวาน “ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่พิธีหมั้นของคุณเล่ยเอี้ยนและคุณเฉียวฉู่ ก่อนอื่นขอให้แขกผู้มีเกียรติทั้งหลายปรบมือเพื่อเป็นการแสดงความยินดีกับพระเอกและนางเอกของงานนี้ด้วยครับ” ตั้งแต่เขาทำงานเป็นพิธีกรมาหลายปี ทั้งคู่นั้นดูเหมาะสมกันที่สุด การได้มาเป็นพิธีกรให้กับคู่กิ่งทองใบหยกเช่นนี้ ทำให้ใจเขาชื่นบานเป็นพิเศษ

               เมื่อพิธีกรยกมือขึ้น เสียงหัวเราะครื้นเครงของแขกผู้มีเกียรติด้านล่างเวทีที่มาร่วมงานก็ค่อยๆ เงียบลง พิธีกรยิ้ม “ลำดับถัดไปขอเชิญพระเอกของงานในวันนี้กล่าวความรู้สึก นางเอกของเราต้องฟังให้ดีนะครับ”

               ชายหนุ่มถูจมูกของตนลงบนใบหน้าเด็กสาวด้วยความคุ้นเคย จากนั้นจึงดึงมือเธอเดินออกมาหน้าเวทีดอกไม้ น้ำเสียงจริงจังเอ่ยว่า “การได้รู้จักกับฉูฉู่ ได้รักกับเธอ เป็นเรื่องที่ผมมีความสุขที่สุดในชีวิต ต่อไปผมจะมอบความสุขของตัวเองให้กลายเป็นความสุขของเราสองคน และจะเก็บรักษาไว้ในใจ ให้เป็นรักเดียวของผมตลอดไป”

               หลังจากคำว่ารักเดียวถูกเปล่งออกมาจากปากพระเอกของงาน แขกผู้มีเกียรติทั้งหลายต่างปรบมือแสดงความยินดี และในวันที่พวกเขาได้มีโอกาสร่วมเป็นสักขีพยานกับเหตุการณ์น่าประทับใจเช่นนี้ ทำให้แขกเหรื่อที่มาร่วมงานต่างรู้สึกซาบซึ้งใจไม่น้อย แขกหนุ่มสาวคงเฝ้ารอให้ความรักที่ดีงามเกิดขึ้นกับตนเองเช่นกัน ส่วนแขกสูงวัยก็ได้ใช้ช่วงเวลานี้หวนคิดถึงคืนวันในวัยหนุ่มสาวที่แสนบ้าบิ่นของตน

               “ถ้าเธอเป็นรักเดียวของคุณ แล้วฉันล่ะ?”

               เสียงค่อนข้างแหบแห้งของหญิงสาวดังมาจากฝูงชน ชายหนุ่มยืนตัวแข็ง สาวน้อยขมวดคิ้วมองลงไปด้านล่างเวที เมื่อแขกผู้มีเกียรติเห็นว่าหญิงสาวเจ้าของเสียงนั้นเป็นใคร พวกเขาก็หลบทางให้เธอเดินขึ้นมา หญิงสาวคนนั้นสวมชุดสีแดงตลอดร่าง แต่งหน้าอ่อนๆ มีเพียงดวงตาที่แดงก่ำ ใบหน้าซีดเผือดยิ่งทำให้เธอดูสูงวัยเล็กน้อย สาวชุดแดงมีท่าทางเซื่องซึม เธอเดินเข้ามาใกล้พวกเขาทีละนิด ดวงตาแข็งกร้าวจ้องเขม็งไปที่ชายหนุ่ม

               ชายหนุ่มเองก็กำลังจ้องมองเธอเช่นกัน ท่าทางของเขาสงบนิ่งใบหน้าหม่นหมอง แต่ไม่อาจปกปิดอาการเสียขวัญและอารมณ์เดือดดาลที่กำลังจะปะทุขึ้นมาได้

               สาวน้อยคนงามเดินไปหาหญิงชุดแดง ประเมินมองอย่างพินิจพิเคราะห์ แล้วเธอก็ได้พบว่าภายใต้ร่างที่ถูกชุดแดงห่อหุ้มนั้น ตรงส่วนหน้าท้องได้นูนออกมาเล็กน้อย ทันใดนั้น หัวใจของเธอเหมือนถูกบางอย่างบีบรัด สาวน้อยไม่ได้โง่เขลา เธอพอจะเดาได้ว่าอะไรเป็นอะไร เหงื่อเย็นๆ ผุดออกมากลางฝ่ามือไม่หยุด

               “คุณเป็นใคร?”

               คุณเป็นใครน่ะหรือ? จู่ๆ หญิงชุดแดงคนนั้นก็ส่งยิ้มหวานเดินผ่านสาวน้อยไปยืนประกบพระเอกของงานที่อยู่ด้านหลัง พร้อมทั้งถามออกไปว่า “เอี้ยน ฉันควรตอบยังไงดีคะ?”

               เอี้ยน? เรียกชื่อกันอย่างสนิทสนม บรรยากาศคลุมเครือสิ่งเหล่านี้ทำให้สาวน้อยผู้ทะนงตนอึดอัดจนแทบบ้า เธอจับคอเสื้อชายหนุ่มแล้วถามซักไซ้

               “สรุปแล้วผู้หญิงคนนี้เป็นใคร? แล้วพวกคุณเป็นอะไรกัน?”

               “พวกเราอยู่ด้วยกันมาห้าปีแล้ว ฉันกำลังตั้งท้องลูกของเขา คุณบอกสิว่าพวกเราเป็นอะไรกัน”

               ฉันกำลังตั้งท้องลูกของเขา คุณบอกสิว่าพวกเราเป็นอะไรกัน---

               คุณบอกสิว่าพวกเราเป็นอะไรกัน---

 

               “คุณผู้หญิง?”

               “คุณผู้หญิง?”

               ภายในห้องโดยสารชั้นเฟิร์สคลาสของสายการบินนานาชาติลำหนึ่ง เจ้าหน้าที่บนเครื่องประกาศว่ากัปตันได้นำเครื่องบินลงจอดโดยสวัสดิภาพ ผู้โดยสารเริ่มทยอยลงเครื่องแล้ว หน้าผากเธอชุ่มไปด้วยเหงื่อ ใบหน้าซีดเผือด มือกำผ้าห่มบนตัวแน่น ผู้ชายที่นั่งอยู่ด้านข้างตบหัวไหล่เธอเบาๆ พยายามปลุกเธอให้ตื่นขึ้นมา

               จู่ๆ ผู้หญิงคนนั้นก็ลืมตาโพลง คว้าหมับเข้าที่มือของเขาพร้อมหอบหายใจไม่หยุด คล้ายกับเพิ่งดิ้นรนหนีจากฝันร้าย

               “คุณผู้หญิง คุณไม่เป็นไรใช่ไหม?”

               ดวงตาเฉียวฉู่จ้องเพดานสีขาวของห้องโดยสารเขม็ง ในหัวว่างเปล่าไปชั่วขณะ ข้างหูมีเสียงทุ้มต่ำและอบอุ่นของชายหนุ่มดังเข้ามาเป็นระยะ

               “คุณให้ผมช่วยแจ้งพนักงานไปตามหมอขึ้นมาไหม?”

               หญิงสาวหลับตาลงช้าๆ ชั่วครู่ก็ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ตอนนี้จิตใจของเธอสงบลงมาก รู้ดีว่าตอนนี้ตัวเองคงดูกระเซอะกระเซิงพอสมควร เฉียวฉู่คลายมือที่จับชายหนุ่มออก ก้มศีรษะเล็กน้อย โบกมือเบาๆตอบว่า “ไม่ต้องค่ะ ฉันไม่เป็นไร...ขอบคุณคุณมาก เดี๋ยวฉันนั่งพักสักครู่ก็ดีขึ้นแล้ว”

               ชายหนุ่มยืนอยู่ข้างเธอเงียบๆ ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงหมุนตัวเดินออกจากห้องโดยสารไป

               เฉียวฉู่ยกสองมือขึ้นปิดหน้า ข้อศอกยันไว้บนหัวเข่า นานแค่ไหนแล้วที่เธอไม่ได้คิดถึงเรื่องวันนั้น? แปดปีก่อนมันทำให้เธอนอนไม่หลับเพราะฝันร้ายแทบทุกคืน ทำไมมันถึงลอยกลับเข้ามาในหัว เพราะเธอตัดสินใจกลับมาอีกครั้ง? นี่เป็นสัญญาณเตือนให้เธอระวังหรือเป็นลางสังหรณ์กันแน่?

               เฉียวฉู่ยิ้มเยาะ ค่อยๆ ยืดตัวนั่งหลังตรง ใบหน้าขาวซีดเริ่มมีสีสันขึ้นมาเล็กน้อย

               “คุณผู้หญิง ต้องการให้ช่วยอะไรไหมคะ?” น้ำเสียงอ่อนโยนเป็นพิเศษของพนักงานต้อนรับดังขึ้นข้างหู

               หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ ครั้งหนึ่ง ก่อนจะหันไปส่งยิ้มให้

               “ไม่มีค่ะ ฉันสบายดี”

               เฉียวฉู่ลุกขึ้นแล้วเดินลงจากเครื่องบิน กลับสู่บ้านเกิดที่เธอหลีกหนีมาถึงแปดปี

               แปดปีที่ผ่านมา เฉียวฉู่กลับมาที่เมืองแห่งนี้เพียงครั้งเดียวนั่นคือตอนที่พี่ชายคนโตแต่งงาน และมันกินเวลาสั้นๆ แค่แปดชั่วโมง ตอนนั้นเธอไม่มีสัมภาระติดตัว พี่ชายคนเล็กจึงให้เธอมารอที่ประตูทางออกนี้ ดังนั้นคราวนี้เมื่อลงจากเครื่องเธอจึงเดินออกเส้นทางเดิมตามความเคยชิน ผลปรากฏว่าประตูทางออกนี้มีไว้สำหรับผู้โดยสารที่มีคนมารับ ส่วนผู้โดยสารที่ต้องการนั่งรถแท็กซี่จะต้องออกประตูอีกด้าน ตอนนี้เธอไม่สามารถเดินย้อนกลับทางเก่าได้ จำต้องเดินอ้อมสนามบินเพื่อไปยังบริเวณจุดเรียกรถ ขณะกำลังลากกระเป๋าใบหนักอยู่นั้น เฉียวฉู่ก็นึกเสียใจที่ไม่ให้คนมารับ ดังนั้นเธอเลยวางมันไว้กับพื้นแล้วนั่งทับลงไป ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเพื่อโทรหาจั่วซี

               แต่...โทรศัพท์มือถือแบตหมดจนเครื่องดับไปแล้ว...

               หญิงสาวใช้มือลูบผมเผ้าที่ยุ่งเหยิง หัวเราะเยาะตัวเองอย่างขมขื่น เธอเพิ่งตัดสินใจกลับประเทศก็ต้องประสบกับเหตุการณ์ติดขัดแบบนี้ เห็นทีสวรรค์คงตั้งใจทดสอบเธอกระมัง

               เฉียวฉู่ล้วงหนังยางจากกระเป๋ากางเกงออกมามัดผมที่ยุ่งเหยิงไว้เป็นหางม้า จากนั้นจึงลุกขึ้นตั้งท่าจะลากเจ้ากระเป๋าใบยักษ์เดินอ้อมสนามบิน

               “ต้องการความช่วยเหลือไหมครับ?”

               เพิ่งลุกขึ้นยืนก็ได้ยินเสียงบีบแตรสั้นๆ พร้อมกับถ้อยคำน่าฟังดังขึ้น เสียงนี้ให้ความรู้สึกอบอุ่นไพเราะ ซ้ำยังแฝงไว้ด้วยแรงดึงดูดไม่ต้องออกแรงคิดก็นึกได้ว่าผู้พูดจะต้องเป็นชายหนุ่มที่ปลุกเธอบนเครื่องบินมาก่อนหน้านี้เป็นแน่ หญิงสาวจึงหันกลับไปมอง ก้มตัวลงเล็กน้อย ครั้งนี้เธอได้เห็นรูปร่างหน้าตาของเขาชัดเจนแล้ว อีกฝ่ายผิวขาวกว่าชายหนุ่มทั่วไปเล็กน้อย กรอบแว่นสีดำอำพรางดวงตาของเขา มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย ท่าทางดูสุภาพ ช่างสอดรับกับน้ำเสียงของเขาจริงๆ

               ชายหนุ่มยิ้มรอคำตอบจากเธอ เฉียวฉู่มองกระเป๋าใบเขื่องที่เท้าของตน แล้วหันไปดูรถแท็กซี่ที่จอดอยู่ไกลลิบ สุดท้ายจึงตัดสินใจพยักหน้า

               “ฉันคิดว่า ครั้งนี้คงต้องการแล้วค่ะ” ชายหนุ่มลงจากรถมาช่วยเธอขนกระเป๋า เฉียวฉู่เพิ่งเห็นว่าเขาคนนี้สูงมากทีเดียว ให้ความรู้สึกเพรียวแกร่งไม่ใช่ผอมเหมือนนายแบบ เพราะอย่างน้อยเขาก็ยกกระเป๋าลูกยักษ์ของเธอใส่ท้ายรถได้ด้วยตัวคนเดียว

               เมื่อนั่งบนรถเป็นที่เรียบร้อย เฉียวฉู่ก็หยิบการ์ดใบหนึ่งจากกระเป๋ากางเกงส่งไปให้ชายหนุ่มที่อยู่ข้างๆ “รบกวนคุณช่วยไปส่งฉันตามที่อยู่นี้นะคะ”

               ชายหนุ่มก้มหน้ามอง เป็นที่ตั้งของร้านกาแฟแห่งหนึ่ง แบกกระเป๋าหนักขนาดนี้ ทำไมถึงไม่เข้าที่พักแต่กลับตรงไปร้านกาแฟ?

               ชายหนุ่มเลิกคิ้ว กระนั้นก็ไม่พูดอะไรมากนอกจากตอบกลับเสียงเบา “ได้สิ”

               “ขอบคุณค่ะ”

               เพราะเฉียวฉู่เพิ่งกลับมาหมาดๆ แถมยังฝันถึงเรื่องบ้าๆนั่นอีก เลยรู้สึกอ่อนเพลียเกินกว่าจะสนทนาอะไร ส่วนชายหนุ่มก็ไม่ใช่คนพูดมากอยู่แล้ว ดังนั้นทั้งสองจึงไม่ได้พูดคุยอะไรกัน แต่น่าประหลาดที่หญิงสาวกลับไม่รู้สึกว่าบรรยากาศมันแปลกหรือชวนให้อึดอัดเลยสักนิด

               เธอนอนพิงเบาะรถอย่างเหนื่อยล้า มองถนนหนทางนอกหน้าต่างด้วยความรู้สึกทั้งคุ้นเคยและแปลกตา หลังจากผ่านไปครึ่งชั่วโมง รถก็มาหยุดหน้าประตูร้านกาแฟที่สร้างอย่างมีสไตล์

2.ภรรยาของผมไม่เคยเข้าใจอะไร...

               เฉียวฉู่ลงจากรถ เท้ามือไว้กับขอบหน้าต่างแล้วเอ่ยปาก “วันนี้ต้องขอบคุณมากจริงๆ ค่ะ”

               “เรื่องเล็กน้อย” ชายหนุ่มเพียงพยักหน้ารับ ก่อนจะขับรถออกไป

               ในตอนนั้นเองที่เฉียวฉู่นึกขึ้นได้ ดูเหมือนพวกเขาจะลืมถามชื่อของกันและกัน

 

               แสงแดดหลังเที่ยงในต้นฤดูร้อนช่างเจิดจ้าแสบตา

               บริเวณร้านอบอวลไปด้วยกลิ่นกาแฟ ทำให้ผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาอดสูดดมเข้าไปไม่ได้ ภายในร้านมีคนนั่งอยู่สองสามคน โซฟาสีฟ้าอ่อนกับแสงแดดอบอุ่นทำให้เธอรู้สึกเหมือนอยู่ริมชายหาด บรรยากาศผ่อนคลายแบบนี้มีพลังลึกล้ำสามารถดึงความอัดอั้นที่ซุกซ่อนอยู่ในใจผู้คนออกมาได้

               “ผมทรมานมากจริงๆ ตอนนี้สิ่งที่หวาดกลัวที่สุดก็คือการกลับบ้าน ไม่รู้จะเผชิญหน้ากับภรรยาของตัวเองยังไง ความรู้สึกผมใกล้จะพังเต็มทีแล้ว!”

               หลังจากอึดอัดจนถึงขีดสุด ชายวัยสามสิบต้นๆ คนนี้ก็ก้มหน้าลง ใช้น้ำเสียงเจ็บปวดระบายความทุกข์ระทมออกมา

               “ผู้จัดการเฉิน คุณอย่าพูดแบบนี้ ค่อยๆ พูดค่อยๆ จากันก่อนนะคะ” สาวน้อยวัยยี่สิบปีเศษ ผู้มีดวงตาสวยกลมโตมองชายตรงหน้าที่กำลังเจ็บปวดแล้วไม่รู้จะปลอบใจเขาอย่างไร

               “เรียกผมว่าจื้อหย่งเถอะครับ ตอนนี้ก็ไม่ใช่เวลางาน แต่ผมดันมารบกวนเวลาของคุณ แถมต้องมานั่งฟังเรื่องไร้สาระของผมอีกต้องขอบคุณคุณมากๆ ผมแค่รู้สึกกลุ้มจนไม่รู้จะหาใครมารับฟัง”

               “จื้อ...จื้อหย่ง คุณอย่าพูดอย่างนั้นสิคะ ความจริงตัวฉันเองก็ไม่ได้ช่วยอะไรคุณนักหรอก แต่ถ้าคุณอยากพูดอยากระบาย ฉันก็ยินดีรับฟัง” หญิงสาวคนนั้นพูดจบก็ก้มหน้าลง แก้มของเธอเป็นสีแดงระเรื่อ

               ประโยคถัดไปของเขาคงไม่พ้น ภรรยาของผมไม่เคยเข้าใจอะไรผมเลย พวกเราพูดกันคนละภาษา!

               “ภรรยาของผมไม่เคยเข้าใจอะไร...”

               “แค่กๆ ๆ!” อีกนิดเดียวเฉียวฉู่เกือบจะพ่นกาแฟออกจากปากแล้ว พระเจ้า เขาพูดแบบนั้นจริงๆ ไม่มีอะไรเหนือไปจากการคาดเดาของเธอเลยหรือ?

               หญิงสาววางกาแฟในมือลง ทำตัวให้ผ่อนคลายแล้วเริ่มต้นชื่นชม ‘ละครโศกของชายหนุ่ม’ ต่อไป ไม่ใช่ว่าเธอตั้งใจจะแอบฟังคนอื่นคุยกันหรอกนะ เพียงแต่ร้านกาแฟในตอนบ่ายแบบนี้ปกติคนก็ไม่เยอะอยู่แล้ว แถมยังเปิดเพลงคลอเบาๆ เธอที่ไม่ทันดูตาม้าตาเรือเลยมานั่งลงข้างๆ พวกเขาจนต้องกลายมาเป็นผู้ฟังอย่างไม่ทันตั้งตัว

               “ปกติผมกับภรรยาไม่ค่อยมีเวลาพูดคุยกัน เธอเหมือนเป็นโรคประสาท อยู่ๆ ก็ชอบหาเรื่องชวนทะเลาะโดยไม่มีสาเหตุ แต่เพื่อลูก ผมถึงไม่สามารถ...เฮ้อ ผมรับผิดชอบเลี้ยงดูพวกเขา จริงๆ ผมน่ะ...” เมื่อพูดถึงประเด็นอ่อนไหวชายหนุ่มก็ขยี้ผมตัวเองจนยุ่งเหยิง

               “จื้อหย่ง คุณอย่าเศร้าไปเลย ถ้าพวกคุณคุยกันมากขึ้นมันน่าจะดีกว่านี้” สาวน้อยรีบปลอบประโลมจิตใจที่ว้าวุ่นของชายหนุ่ม

               “ผมก็อยากจะลองสื่อสารกับเธอ แต่ว่า เธอไม่เข้าใจในตัวผมเลยสักนิด!”

               “สมัยนี้ผู้ชายที่มีความรับผิดชอบแบบคุณมันหายากเต็มทีคุณอย่ากดดันตัวเองไปมากกว่านี้เลยค่ะ”

               เฮ้อ...สาวน้อยจ๋า ถ้าภรรยาไม่เข้าใจเขา ไม่รู้จักเขาดี แล้วพวกเขาแต่งงานกันได้อย่างไร ลูกก็มีแล้ว ในเมื่อเขาและภรรยาตกลงปลงใจแต่งงานกัน นั่นย่อมแสดงให้เห็นว่าในตัวเธอต้องมีบางอย่างที่เขาปรารถนา ไม่ว่าจะเป็นความรัก ทรัพย์สินเงินทองหรือสิทธิอำนาจต่างๆ แล้วทำไมจู่ๆ เขาเพิ่งจะออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมเอาตอนนี้ มันไม่สายไปหน่อยหรือ? ความรู้สึกของคนสองคนพอมีปัญหา สาเหตุมันไม่ได้เกิดจากแค่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ความจริงแล้วคนที่ไม่เข้าใจเขาก็คือเธอนั่นแหละสาวน้อย

               เฉียวฉู่ส่ายศีรษะเบาๆ พลิกนิตยสารเครื่องเรือนที่อยู่ข้างตัว หมดความสนใจจะฟังต่อ

               “คุณผู้หญิง ฉันขอนั่งด้วยได้ไหม?”

               มือเรียวยาวเนียนนุ่มที่กำลังถือกาแฟดำเข้มข้นแก้วหนึ่งปรากฏแก่สายตาของเฉียวฉู่ มองขึ้นไปเห็นเสื้อเชิ้ตผ้าคอตตอนสีขาวบริสุทธิ์ ใบหน้ามีรอยยิ้มคมคายสุดเท่ ผมซอยสั้นเรียบเสมอใบหูดูสดใส แสงแดดที่สาดส่องลงบนตัวทำให้เธอราวกับถูกปกคลุมด้วยรัศมีแห่งความอ่อนโยน

               “ถ้าส่งกาแฟแก้วนั้นมาให้ฉัน ก็ไม่มีปัญหา” เฉียวฉู่ปิดนิตยสาร ยิ้มหวานให้กับกาแฟที่กำลังส่งกลิ่นหอมฟุ้งแก้วนั้น

               “เชิญเลย” กาแฟในมือเขาถูกวางลงบนโต๊ะตรงหน้าหญิงสาว ก่อนที่อีกฝ่ายจะนั่งลงตรงข้ามเธอ ขายาวสองข้างไขว่ห้างเอนกายพิงโซฟานุ่มสีฟ้าอ่อน ท่านั่งสบายๆ กลับให้ความรู้สึกสง่างามดุจ
ชนชั้นสูง ดึงดูดความสนใจสาวน้อยที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล

               เฉียวฉู่เหล่ตามองจั่วซีแล้วกระเซ้าว่า “เธอนี่มันหว่านเสน่ห์เก่งจริงๆ ฉันยังสงสัยอยู่เลยว่า ที่ร้านนี้ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าเพราะเธอแอบเอาตัวเองออกมาเร่ขายด้วย”

               “ฉันถือว่านี่เป็นคำชมได้หรือเปล่า?” จั่วซียักคิ้วพร้อมส่งยิ้มหวาน

               “แน่นอน!”

               สำหรับถ้อยคำหยอกเย้าของเฉียวฉู่ จั่วซีตอบโต้ด้วยรอยยิ้มเท่านั้น เธอเอี้ยวตัวมองไปทางด้านหลังหญิงสาว สองคนนั้นยังคงเผยความรู้สึกต่อกัน

               จั่วซีพลันหัวเราะออกมา “ดูละครดีอยู่หรือ?”

               “อือฮึ” เฉียวฉู่หัวเราะพลางเติมนมและน้ำตาลลงในกาแฟ

               จั่วซีนั่งหลังตรง เคาะนิ้วลงบนโต๊ะพร้อมทั้งจ้องมองมือซึ่งกำลังวุ่นวายอยู่กับการเทนมและน้ำตาลโดยที่ท่าทางของเธอก็ยังคงดูดีจึงอดแซวไม่ได้

               “ฉูฉู่ แต่ไหนแต่ไรเธอก็ไม่ดื่มกาแฟดำล้วนๆ แล้วทำไมทุกครั้งถึงต้องสั่งกาแฟดำล่ะ? สู้สั่งคาปูชิโน่สักแก้วไม่ดีกว่าหรือ?”

               เธอมองนมไหลลงไปผสานรวมกับกาแฟ ยกช้อนขึ้นมาคนเบาๆ ให้เข้ากัน ปากก็ให้เหตุผลว่า “กาแฟดำถึงจะเป็นกาแฟขนานแท้ พูดอีกอย่างคือมันเป็นกาแฟที่ปรุงแต่งได้ตามชอบใจ แล้วจะเอาไปเปรียบกับคาปูชิโน่ที่ถูกชงตามสูตรได้ยังไง”

               อืม...รสชาติกลมกล่อม เธอชอบปรุงกาแฟตามอารมณ์ของตนเอง

               จั่วซีกลอกตามองบนอย่างหมดคำจะพูด เฉียวฉู่มักมีหลักการแปลกๆ แบบนี้เสมอ เมื่อกาแฟดำอีกแก้วถูกนำมาเสิร์ฟและเธอได้ดื่มมันด้วยกิริยางดงามเสร็จเรียบร้อย จึงถามเฉียวฉู่ว่า “คืนนี้ ‘มั่นมั่น’
จะมารับ ไปทานข้าวด้วยกันไหม?”

               “แล้ว ‘หลานอิ่ง’ ล่ะ?”

               มีคนกล่าวไว้ว่า บางคนแม้แต่แคะขี้มูกก็ยังทำให้ใครต่อใครมองอย่างชื่นชม นั่นคือคุณสมบัติประจำตัวของคนอย่างจั่วซี แม้จะกลอกตามองบนหรือแลบลิ้นปลิ้นตา ไม่ว่าท่าทางจะย่ำแย่แค่ไหนก็ยังดึงดูดสายตาผู้คนได้ นี่มันเป็นเสน่ห์ประเภทใดกัน

               จั่วซียักไหล่ “หลานอิ่งหรือ? ถ้าอย่างนั้นเธอคงต้องนั่งรอต่อไป วันนี้หลานอิ่งมีผ่าตัดใหญ่ สงสัยคงต้องรอกินมื้อดึก”

               เฉียวฉู่พยักหน้าเข้าใจ จากนั้นจึงก้มลงอ่านนิตยสารในมือตอนนั้นเองที่เสียงกระดิ่งลมดังกังวานเป็นสัญญาณว่ามีลูกค้าเดินเข้าร้าน

               จั่วซีหันไปมองประตูร้าน ดันโต๊ะเบาๆ หนึ่งครั้งเพื่อส่งซิกให้เธอดูคนที่เข้ามาใหม่

               เฉียวฉู่เงยหน้าขึ้นก็เห็นคนที่เดินเข้ามาใหม่เป็นชายรูปร่างหน้าตาดีสองคน คนที่ใส่สูทผูกไทสวมรองเท้าหนัง มีใบหน้าที่เรียกได้ว่าหล่อเหลาเอาการ รูปร่างสง่าผ่าเผย ตัวเขามีพลังอำนาจของคนที่อยู่ในตำแหน่งผู้นำมาอย่างยาวนานฉายชัด แต่ยังโชคดีที่ผู้ชายคนนี้รู้จักกาลเทศะ ไม่วางอำนาจพร่ำเพรื่อ

               ส่วนผู้ชายอีกคนสวมเสื้อผ้าสบายๆ สีขาวครีม แต่ดูแล้วเขาไม่น่าเป็นคนที่ใครจะสนิทด้วยได้ง่ายๆ ดวงตาใต้แว่นกรอบทองมีสไตล์เต็มไปด้วยความเฉลียวฉลาดและความหยิ่งยโส

               “เป็นไงบ้าง?” ไม่รู้ว่าจั่วซีข้ามมานั่งข้างเธอตอนไหน

               “เป้าหมายใหม่ของเธอ? ไม่เลวนี่ เทสต์ใช้ได้” พูดไปก็น่าแปลก ตามหลักแล้วคนหน้าตาดีคือพวกที่มีเครื่องหน้างดงามสมส่วน รวมทั้งรูปร่างสเลนเดอร์ ซึ่งคนลักษณะนี้ควรเป็นที่นิยมถึงจะถูก แต่พวกที่มีสไตล์ตามสมัยนิยมอย่าง ‘จั่วซี’ รูปร่างหน้าตาแบบนี้กลับทำให้บุรุษและสตรีต้องพ่ายแพ้ แม้สาวๆ จะรู้ว่าเธอเป็นผู้หญิงก็ยังอยากควง ส่วนพวกหนุ่มๆ ก็ยังมารอต่อคิวเป็นแถว

               “ไม่” จั่วซีส่ายนิ้วไปมา ใบหน้าอมยิ้มจ้องมองเฉียวฉู่แล้วกล่าวกลั้วหัวเราะ “ที่พวกเขาสนใจคือ...เธอต่างหาก!”

               “ฉัน?” เฉียวฉู่หุบยิ้ม “ฉันควรจุดพลุดีใจสักหน่อยหรือเปล่า?”

               “ตามสบายเลย ฉันขอยืมไฟในตัวเธอได้ไหมล่ะ”

               ทั้งคู่หยอกเย้ากันอย่างมีความสุขโดยไม่รู้เลยว่า เสียงหัวเราะของพวกเธอดึงดูดชายหนุ่มทั้งสอง

               จั่วซีเห็นพวกเขากำลังมองมาจึงหันไปกระซิบเบาๆ กับเฉียวฉู่ “สองคนนี้ชื่นชอบสไตล์การออกแบบของเธอมาก อยากให้ฉันแนะนำเธอให้รู้จัก แล้วพวกเขายังหวังว่าเธอจะช่วยตกแต่งรีสอร์ตริมทะเลที่กำลังจะเปิดตัวด้วย พวกเขามาหาหลายครั้ง แต่เธอก็ยุ่งอยู่กับงานในต่างประเทศตลอด ฉันเลยไม่ทันได้บอกสักที เป็นไงบ้าง สนใจไหม?”

               “ปกติแล้วฉันก็ไม่เคยปฏิเสธเงินนะ” เฉียวฉู่ยกถ้วยกาแฟขึ้น หันไปส่งยิ้มให้จั่วซี

               “เข้าใจแล้ว” จั่วซีลุกขึ้นยืนด้วยท่วงท่าสง่างาม เดินไปหาพวกเขาทั้งสอง

               หญิงสาวเห็นจั่วซีเดินไปตรงหน้าโต๊ะของพวกเขาแล้วส่งเสียงทักทาย พูดอะไรบางอย่างสั้นๆ จากนั้นก็หันมาโบกไม้โบกมือให้เธอ

               เฉียวฉู่เดินเข้าไปหาพวกเขา เพิ่งจะหยุดยืนดีๆ จั่วซีก็รีบเอ่ยแนะนำตัวให้อย่างเสร็จสรรพ

               “เฉียวฉู่ ฉินจื้อเฟิง อี้ฟ่าน โอเคหน้าที่ของฉันเสร็จแล้วพวกคุณค่อยๆ คุยกันไปนะ” พูดจบเธอก็ส่งยิ้มหวานพลางพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะเดินจากไป

               นี่เรียกว่าแนะนำหรือ? เธอนี่มันเอาแต่สะดวกเข้าว่าจริงๆเฉียวฉู่เข้าใจสไตล์ของจั่วซีดี เลยไม่ได้รู้สึกอะไร แต่สองหนุ่มหล่อนั้นแอบงงเป็นไก่ตาแตก เธอสังเกตเห็นจึงกระแอมเบาๆ ครั้งหนึ่งจากนั้นจึงทักทายพร้อมรอยยิ้ม “สวัสดีค่ะ”

3.ไม่ต้องเกรงใจ

               ทั้งสองรีบกลับมาวางท่าสุขุมอย่างรวดเร็ว ฉินจื้อเฟิงพยักหน้าเบาๆ “สวัสดีครับคุณเฉียว เชิญนั่ง”

               เฉียวฉู่นั่งลงด้วยท่าทางงดงามเงียบๆ ฉินจื้อเฟิงเองก็ไม่ได้พูดไร้สาระ เขาเปิดประเด็นถึงหัวข้อที่ต้องการสนทนาทันที

               “พวกเราชื่นชมการออกแบบของคุณเฉียวมาก และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้ร่วมงานกับคุณ”

               เฉียวฉู่ไม่รีบร้อนพูดคุยเรื่องการร่วมงาน แต่ถามกลับไปด้วยท่าทีจริงจัง “พวกคุณเข้าใจสไตล์การออกแบบของฉันหรือเปล่าคะ?” ถ้าเห็นเพียงการตกแต่งร้านเล็กๆ แห่งนี้เท่านั้น พูดคุยเรื่องร่วมงานไปก็คงไม่มีประโยชน์

               ฉินจื้อเฟิงขยับแว่นสีทองของตนเบาๆ หนึ่งครั้ง ดวงตาฉายแววชื่นชม ก่อนจะตอบกลับมา

               “พวกเรารู้ดีว่าในต่างประเทศคุณเฉียวมีชื่อเสียงมาก ยิ่งไปกว่านั้นคุณยังได้ออกแบบผลงานที่ยอดเยี่ยมไว้มากมาย ร้านนี้คุณก็เป็นคนออกแบบ พวกเรารู้สึกว่ามันตรงกับคอนเซปต์รีสอร์ตริมทะเลของบริษัทเรา ดังนั้นเลยอยากให้คุณเฉียวมาร่วมงานด้วย”

               พวกเขายอมรับว่าตอนแรกแค่รู้สึกชื่นชอบสไตล์การตกแต่งร้านแห่งนี้เท่านั้น แต่เมื่อภายหลังได้ค้นหาข้อมูลของเธอ จึงตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะต้องเลือกเธอมาออกแบบให้จงได้ ถึงขั้นออกตามหาเธออย่างไม่ลดละ

               เฉียวฉู่พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ ดีมาก ดูเหมือนจะทำการบ้านมาอย่างดี ในเมื่อเป็นแบบนี้เธอเลยพูดตรงๆ ไม่อ้อมค้อม “ฉันออกแบบตกแต่งตามความต้องการและคอนเซปต์ของพวกคุณได้
แต่คนที่เคยร่วมงานกับฉันต่างรู้ดีว่า ในช่วงก่อนพิมพ์แบบร่างออกมา คุณสามารถเพิ่มเติมได้ตามต้องการ แต่เมื่อไหร่ที่สรุปจนพิมพ์แบบร่างออกมาแล้วจะไม่อนุญาตให้ตัดหรือปรับแก้ผลงานของฉันตาม
อำเภอใจ ถ้าพวกคุณยอมรับหลักการทำงานของฉันได้ เราถึงจะมาคุยข้อปฏิบัติลำดับถัดไป”

               อาจกล่าวได้ว่าเฉียวฉู่เป็นคนเชื่อมั่นในตนเองสูง พูดตรงจนบางครั้งคนฟังรู้สึกอึดอัด คำพูดของเธอทำให้ฉินจื้อเฟิงต้องหันไปมองอี้ฟ่านที่อยู่ข้างๆ เพื่อส่งซิกให้รู้ว่าเขาควรเป็นฝ่ายพูดบ้างแล้ว

               อี้ฟ่านส่งสายตาเป็นเชิงรับรู้ตอบกลับมา พร้อมทั้งหันไปพูดกับเฉียวฉู่ด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “แน่นอนครับ พวกเราต้องเคารพนักออกแบบอยู่แล้ว”

               หญิงสาวรู้สึกพอใจ เธอจึงหยิบนามบัตรสีขาวบริสุทธิ์ออกจากกระเป๋าถือมาวางลงบนโต๊ะ

               “นี่เป็นนามบัตรของฉัน ส่งเลขาคุณมานัดเวลาได้ สำหรับรายละเอียดที่จะพูดคุยถึงตอนนั้นค่อยตกลงกันอีกครั้ง แน่นอนว่ารวมถึงราคาด้วย!”

               “ตกลง” อี้ฟ่านหยิบนามบัตรจากโต๊ะขึ้นมาดูรายละเอียด แต่เมื่อก้มมองมันแล้วกลับพบว่า บนกระดาษสีขาวแผ่นนั้นมีเพียงอักษรสีดำระบุ ‘ชื่อนามสกุลและเบอร์ติดต่อ’ เท่านั้น

               เมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้งเธอก็เดินจากไปแล้ว และตอนนี้กำลังขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้หน้าเคาน์เตอร์ พูดคุยกับจั่วซีอย่างสนุกสนาน

               อี้ฟ่านส่งนามบัตรในมือให้ฉินจื้อเฟิง ยกแก้วกาแฟดำขึ้นมาจากโต๊ะพลางมองแผ่นหลังที่มีพลังแห่งความดื้อรั้นแผ่ออกมาของเฉียวฉู่แล้วหัวเราะเบาๆ

               “มีสไตล์ดี”

               ฉินจื้อเฟิงหยิบนามบัตรขึ้นมาดู เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เหมือนจะไม่แปลกใจนัก “ช่วยไม่ได้ พวกศิลปินก็มักจะมีหลักการและนิสัยแปลกๆ ที่คาดไม่ถึง” ดังนั้นเขาจึงไม่ค่อยชอบติดต่อพูดคุยกับ
พวกศิลปินทั้งหลายสักเท่าไร

               ภายในร้าน บรรยากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของกาแฟ ช่างเป็นยามบ่ายที่มีความสุขอีกวันหนึ่ง

               ผับแห่งหนึ่งที่เพิ่งตกแต่งเสร็จหมาดๆ สถานที่ตั้งของผับอยู่ในซอยเล็กๆ ที่เสื่อมโทรมแห่งหนึ่ง

               การตกแต่งแนวโมเดิร์นกับสิ่งก่อสร้างเก่าๆ โดยรอบทำให้เกิดภาพเปรียบเทียบกันอย่างรุนแรง นำมาซึ่งความรู้สึกแปลกแยก แต่คนรุ่นใหม่ที่ชอบอะไรแหวกแนวและไม่อยากเหมือนใครกลับชื่นชอบ ดังนั้นผับเล็กๆ แห่งนี้จึงดำเนินกิจการไปได้ไม่เลว ตอนนี้เพิ่งจะสี่ทุ่มกว่าแต่ร้านกลับคึกคักมาก

               คนทั้งสามนั่งอยู่ข้างประตู ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ดึงดูดสายตาของทุกคนได้ หญิงสาวที่อยู่ใกล้ประตูกว่าใครหน้าตางดงามเหมือนกับเจ้าชายในยุคกลาง ชั่วขณะที่สาวรูปงามคนนั้นยิ้มมุมปากอยู่ท่ามกลางเหล่าเทพธิดา ก็สามารถขโมยหัวใจของหนุ่มสาวที่เดินผ่านไปผ่านมาได้อย่างง่ายดาย

               หญิงสาวที่อยู่ตรงข้ามกับเธอมีเครื่องหน้างามดุจเทพธิดามิวส์และรูปร่างที่ร้อนแรงเย้ายวน ทำให้คนมองเลือดกำเดาแทบพุ่งออกมาโดยไม่รู้ตัว เสียดายก็แต่ไม่มีใครกล้าเข้ามาจีบ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นเพราะสาวหล่อที่อยู่ตรงหน้าทำให้อับอาย

               ส่วนสาวน้อยที่นั่งอยู่ตรงกลางนั้นมัดผมยาวเคียงเอวของตนให้ยกสูงขึ้น อารมณ์เย่อหยิ่งที่อำพรางอยู่ใต้คิ้วงามพาให้ใบหน้าของเธอราวกับมีแสงเปล่งประกาย ทำให้สาวน้อยไม่ถูกบดบังเมื่ออยู่ท่ามกลางคนหน้าตาดีทั้งสอง ทั้งหมดพูดคุยสรวลเสเฮฮากันสุดเหวี่ยงอย่างไม่มีเคอะเขิน คล้ายกับสายตาของกลุ่มคนที่จับจ้องมาด้วยความชื่นชมเหล่านั้นไม่เกี่ยวข้องอะไรกับพวกเธอ

               เฉียวฉู่คนกาแฟที่เพิ่งชงเสร็จพลางพูดอย่างไม่สบอารมณ์ “ครั้งหน้าไม่ไปกินข้าวร้านนั้นได้ไหม?”

               จั่วซีแกว่งแก้วไวน์ในมือเบาๆ ถามด้วยความสงสัย “เธอว่าอาหารร้านนั้นไม่อร่อยหรือ?”

               “เปล่า”

               ในเมื่อไม่ใช่แบบนั้นแล้วอะไรกันที่ทำให้เธอไม่พอใจ? จั่วซีจิบไวน์แดงรอเฉียวฉู่อธิบายเหตุผล

               หลีมั่นที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามชายตามองเฉียวฉู่รอบหนึ่ง แล้วจึงหัวเราะออกมา “ฉูฉู่อาจจะแค่ชอบกินอาหารที่เธอทำมากกว่า”เฉียวฉู่ดีดนิ้วดังเป๊าะ ดูเหมือนเธอจะได้รับคำตอบที่ตรงใจ

               จั่วซีหัวเราะหึๆ ยักคิ้วตอบ “สงสัยฉันคงต้องทำฟรีใช่ไหม?”

               เฉียวฉู่มีท่าทางพึงพอใจ จิบกาแฟที่ปรุงอย่างตั้งใจพร้อมทั้งเอ่ยปากคล้ายจะไม่ยอมปล่อยจั่วซีไปง่ายๆ

               “พวกเราทำแบบนี้ก็เพราะอยากช่วยเธอพัฒนาทักษะการทำครัวให้ก้าวหน้า แถมยังรับหน้าที่เป็นหนูทดลองให้อย่างกล้าหาญด้วยนะ ความจริงเธอควรจะซาบซึ้งใจด้วยซ้ำ” แม้พวกเธอจะเป็น
หนูทดลองที่มีความสุขก็ตาม

               “ต้องขอบคุณพวกเธอมากจริงๆ”

               จั่วซีกล้าพูดได้เต็มปาก ตอนเรียนมหาวิทยาลัย ใครกันที่ลากทั้ง ‘มั่นมั่น’ และ ‘หลานอิ่ง’ มากระจุกตัวอยู่ในบ้านของเธอไม่ยอมไปไหน เพียงเพื่อรอสปาเกตตีชามโต ทักษะการทำอาหารของเธอ
ประสบความสำเร็จได้จนถึงทุกวันนี้มันเกี่ยวข้องกับหญิงสาวตรงหน้าชนิดที่แยกไม่ออก

               เฉียวฉู่และหลีมั่นตอบพร้อมกัน “ไม่ต้องเกรงใจ” พูดจบก็หัวเราะกันยกใหญ่ ขยิบตาพลางแปะมือกันอย่างชอบอกชอบใจ

               ผู้หญิงพวกนี้ช่างหน้าหนาจริงๆ ถ้ามัวไปคิดเล็กคิดน้อยกับพวกเธอมีแต่จะทำให้ตัวเองโมโห จั่วซียิ้มบางๆ ส่ายศีรษะอย่างไม่ใส่ใจ

               “ครั้งนี้จะอยู่นานแค่ไหน?”

               เฉียวฉู่ดึงมือจั่วซีแน่น ยื่นศีรษะเข้าไปใกล้หัวไหล่แล้วพูดติดตลกข้างหู “ถ้าเธอยอมทำอาหารให้กินบ่อยๆ ฉันก็จะไม่ไปไหนแล้ว” คำตอบนั้นทำให้จั่วซีและหลีมั่นจ้องมองเธออย่างเซอร์ไพรส์

               จั่วซีจับบ่าหญิงสาวพร้อมกับถามว่า “เธอพูดจริงใช่ไหม?”

               หลายปีที่ผ่านมา พวกเธอต่างทยอยกันกลับประเทศ เหลือเพียงเฉียวฉู่คนเดียวที่ทำอย่างไรก็ไม่ยอมกลับมา พวกเธอรู้ดีว่าใจของเฉียวฉู่ตายด้านไปนานแล้ว และนั่นเป็นเหตุผลที่เธอไม่ยอมกลับบ้านเกิด

               หลีมั่นจับมือเฉียวฉู่ขึ้นมาถาม “คิดได้แล้วใช่ไหม?”

               เฉียวฉู่เก็บรอยยิ้มทะเล้นกลับไป ใช้ทั้งมือซ้ายและขวาจับมือทั้งสองคนไว้ ก้มหน้าลงเล็กน้อยแล้วตอบกลับเสียงเบา “อ้อมหนีตั้งไกล แต่มักจะกลับมายืนที่เดิมเสมอ ตอนนี้ฉันไม่ใช่เด็กผู้หญิงคนนั้นอีกแล้ว”

               มีพวกเธอเป็นเพื่อนที่ดีแบบนี้ แถมยังมีครอบครัวของตนคอยซัปพอร์ตเสมอ เธอยังจะหนีไปไหนได้ แปดปีมันนานพอแล้ว

               ทั้งสามต่างไม่รู้จะพูดอะไรไปชั่วขณะ จั่วซีและหลีมั่นกำลังจะแสดงความยินดีกับเฉียวฉู่ และในตอนนั้นเองที่ จู่ๆ ก็มีเสียงเหงาๆ ฟังดูเยือกเย็นของหญิงสาวคนหนึ่งดังขึ้นมาจากด้านหลัง

               “มันควรจะเป็นอย่างนี้มาตั้งนานแล้ว”

               แม้ภายในผับจะเสียงดังโหวกเหวกแค่ไหน แต่เฉียวฉู่ยังถูกเสียงด้านหลังที่ดังขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัวทำให้ตกใจ เธอยกมือทาบอกแล้วหันไปมองอย่างรวดเร็ว ใบหน้าขาวนวลแฝงไว้ด้วยความเย็นชาปรากฏขึ้นมา เฉียวฉู่จ้องมอง “หลานอิ่ง ทำไมเธอถึงต้องโผล่มาเหมือนผีแบบนี้? ฉันไม่อยากจะหัวใจวายตายนะ”

               เฟิงหลานอิ่งดันกรอบแว่นตาสีดำบนหน้าเบาๆ หนึ่งครั้ง แล้วนั่งลงข้างจั่วซี หยิบเบียร์ขวดหนึ่งยกขึ้นดื่มอย่างคล่องแคล่ว เธอดื่มมันลงไปราวกับดื่มน้ำเปล่า เสร็จแล้วถึงพูดด้วยท่าทีที่ดูผ่อนคลาย

               “สบายใจได้ มีฉันอยู่ ถึงเธออยากตายก็ไม่ง่ายหรอก”

               เฉียวฉู่ไม่มีอะไรจะพูด เกี่ยวกับเรื่องนี้เธอคงไม่สามารถปฏิเสธได้ ฝีมือผ่าตัดหัวใจของเฟิงหลานอิ่งเรียกได้ว่าขั้นเทพจริงๆ อัตราความสำเร็จมีถึงเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ามหัศจรรย์

               พวกเธอต่อปากต่อคำกันอย่างเมามัน หลังจากหลีมั่นดูนาฬิกาก็รีบเก็บของพร้อมทั้งออกตัวว่า “ฉันกลับแล้วนะ”

               เฟิงหลานอิ่งยกข้อมือขึ้นมาดูนาฬิกา เพิ่งจะห้าทุ่มเท่านั้น “พรุ่งนี้ต้องไปศาลแต่เช้าหรือ?”

               หลีมั่นพยักหน้าพร้อมรอยยิ้มบางๆ

               เฉียวฉู่เอามือกุมหน้าผากด้วยท่าทางเหมือนไร้เรี่ยวแรง“ใช้ชีวิตตามตารางเป๊ะแบบนี้ไม่เหนื่อยบ้างหรือไง?”

               วันรุ่งขึ้นต้องไปศาล หลีมั่นจำเป็นต้องนอนก่อนเที่ยงคืนคนที่เห็นหลีมั่นเป็นครั้งแรกต่างคิดว่าเธอต้องเป็นหญิงสาวที่น่ารักอ่อนหวาน แต่ความจริงแล้วเธอกลับเป็นนักวางแผนชั้นยอด เธอเป็นทนายผู้ยึดมั่นในหลักการและมีความเป็นมืออาชีพ ทั้งยังเก่งกาจระดับมือพระกาฬ

4.เธอไม่เลี่ยนหรือ?

               “ชีวิตคนควรรู้จักวางแผน” หลีมั่นแสดงให้เห็นว่าตัวเธอเองไม่มีปัญหากับมันแต่อย่างใด

               เสียงถอนหายใจดังขึ้น เฉียวฉู่หันไปส่งยิ้มให้เฟิงหลานอิ่ง“หลานอิ่ง เธอยังพอมีทางช่วยไหม?”

               เฟิงหลานอิ่งชายตามองหลีมั่นแวบหนึ่ง ใบหน้าเย็นชาแฝงไปด้วยอารมณ์เย้ยหยัน “สาขาจิตวิทยาไม่ใช่ขอบเขตความเชี่ยวชาญของฉัน แต่ฉันช่วยนัดจิตแพทย์เจ๋งๆ ให้เธอได้”

               ต้องฟังพวกเธอพูดจาไร้สาระแบบนี้ต่อไป อย่าว่าแต่เที่ยงคืนจะได้นอนเลย บ้านจะได้กลับหรือเปล่าก็ยังไม่รู้ ไม่สนใจพวกเธอแล้วดีกว่า หลีมั่นโบกมือไปมาเบาๆ แล้วออกปากว่า “พวกเธอคุยกันไปนะ ฉันไม่อยู่คอยรับใช้แล้ว” สายตาฉายแววเลื่อมใส หลีมั่นจากไปอย่างรวดเร็ว

               ทั้งสามชนแก้วกัน จั่วซีอารมณ์ดีไม่น้อย เธอหัวเราะแล้วเสนอว่า “ฉลองกันหน่อย ในที่สุดเธอก็คิดได้ พรุ่งนี้ฉันจะลงมือเข้าครัวด้วยตัวเอง”

               เฉียวฉู่ตาเป็นประกาย จั่วซีออกปากว่าจะทำอาหารด้วยตนเองแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ แต่เธอก็จำเป็นต้องส่ายหน้า “พรุ่งนี้ไม่ได้พ่อฉันจะฉลองแซยิด ฉันต้อง...กลับบ้าน”

               ‘กลับบ้าน’ คำคำนี้ เธอพูดออกมาได้อย่างยากลำบาก แปดปีแล้วสินะ พรุ่งนี้จะเป็นครั้งแรกที่เธอได้กลับบ้านในรอบแปดปี

               “โอเค” จั่วซีพยักหน้าอย่างเข้าอกเข้าใจ ดูเหมือนครั้งนี้หญิงสาวจะตัดสินใจกลับมาแล้วจริงๆ

               ทันใดนั้น จู่ๆ เฉียวฉู่ก็พูดโพล่งออกมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย“มะรืนนี้”

               จั่วซีส่ายนิ้วชี้เบาๆ “หมดอายุแล้ว ไม่มีผล”

               เฉียวฉู่เติมน้ำแข็งจำนวนหนึ่งลงในกาแฟที่เหลือ ตั้งใจเมินการปฏิเสธของจั่วซี ซ้ำยังหันไปปรึกษากับเฟิงหลานอิ่ง “ฉันจะกินกุ้งอบชีสกับคุกกี้อร่อยๆ แล้วเธอล่ะหลานอิ่งอยากกินอะไร?”

               เฟิงหลานอิ่งตอบโดยไม่ต้องคิด “เส้นเพนเน”

               “เธอไม่เลี่ยนหรือ?” เฉียวฉู่แปลกใจมาก เฟิงหลานอิ่งกินเจ้านี่ตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยมาจนถึงปัจจุบันอย่างไม่รู้เบื่อ

               เฟิงหลานอิ่งกระดกเบียร์เข้าปาก จากนั้นจึงตอบโดยไม่ชายตามองเฉียวฉู่ “ฉันไม่ใช่เธอ”

               จั่วซีเอียงแก้วเหล้ารินไวน์แดงให้ตนเอง ค่อยๆ จิบลงคอเห็นได้ชัดว่าหญิงสาวทั้งสองที่อยู่ตรงหน้าลืมไปแล้วว่าเธอเป็นคนทำอาหาร แต่ถ้าไม่จิกใช้ก็คงไม่ใช่พวกเธอสินะ

 

               ถนนสะอาดสะอ้าน สองข้างทางปลูกดอกเบญจมาศสีแดงสดใส

               ดอกไม้งามท่ามกลางแสงตะวันรอนที่สาดส่องลงมาบานสะพรั่งสวยงาม นี่เป็นดอกไม้ที่เธอชอบมาตั้งแต่เด็กและปัจจุบันก็ยังคงชอบอยู่เหมือนเดิม

               ใต้แสงยามเย็นเป็นเวลาที่เด็กๆ กำลังเลิกเรียน สีหน้าสดใสเต็มไปด้วยพละกำลังเดินผ่านไปผ่านมา บ้างก็จับกลุ่มสามสี่คนคุยหัวร่อต่อกระซิก บ้างก็จับกลุ่มกระซิบกระซาบ บ้างก็เดินคนเดียวเงียบๆ แม้ภายในใจของเด็กนักเรียนจะมีเรื่องวุ่นวายให้ครุ่นคิด แต่คงยังไม่ถึงขั้นปวดร้าว

               เธอประเมินภูมิต้านทานของตนเองต่ำเกินไป หรืออาจกล่าวได้ว่าประเมินระยะเวลาของการเยียวยาต่ำไป หญิงสาวยืดเส้นยืดสายแล้วสูดกลิ่นดอกเบญจมาศที่ลอยมาตามลมเข้าเต็มปอด ในใจรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาทันใด

               เสียงเรียกเข้ามือถือพลันดังขึ้น มันทำให้เฉียวฉู่อยากจะกรีดเสียงร้องออกมา วันนี้มันดังบ่อยครั้งจนเธอจำไม่ได้แล้วว่ากี่รอบ เริ่มตั้งแต่เช้า พ่อ พี่ชายคนโต พี่ชายคนเล็ก ต่างสลับสับเปลี่ยนกันโทรหาเธอ พวกเขาคงกลัวว่าเธอจะไม่กล้ากลับบ้าน และกังวลว่าการที่เธอกลับมาอย่างบ้าบิ่นอาจต้องพบเรื่องสะเทือนอารมณ์กระทบจิตใจ

               เธอยอมรับว่ารู้สึกซาบซึ้งใจกับการปกป้องของครอบครัวแต่สำหรับวันนี้เธอได้รับมันมากเกินไปจนแทบจะเป็นบ้า

               หลังจากกดปุ่มรับ เสียงของเฉียวอวี่โหย่วก็ดังมาจากปลายสาย

               “ฉูฉู่ เธอถึงไหนแล้ว? ฉันจะได้ไปรับ!”

               ถ้าพวกพี่กับพ่อจะเล่นใหญ่กันขนาดนี้ ทำไมไม่เอาขบวนพาเหรดมารับเธอเสียเลยล่ะ เฉียวฉู่หัวเราะอย่างพูดไม่ออก “พี่เล็ก*ฉันไม่ใช่เด็กสามขวบที่แม้แต่บ้านตัวเองก็ไม่รู้จักนะ” ถนนเส้นนี้เธอเดินมาไม่รู้กี่ครั้ง

               เฉียวอวี่โหย่วมีน้ำเสียงเหมือนถูกบังคับให้โทรมาอีกที “ช่วยไม่ได้ พ่อพูดไม่ยอมหยุด ยังไงก็จะให้ฉันมารับเธอให้ได้”

               เฉียวฉู่ยังไม่ทันกลับไป เสียงขุ่นเคืองของพ่อก็ดังมาจากปลายสาย

               “ไอ้เจ้าคนนี้ แกว่าใครพูดมาก”

               “เปล่าคร้าบ...ผมเองที่พูดมาก”

               หญิงสาวส่ายศีรษะอย่างขบขันเมื่อนึกถึงภาพพ่อกับพี่เล็กต่อล้อต่อเถียงกัน รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนมากขึ้น จะอย่างไรบ้านก็ยังคงมอบความรู้สึกอบอุ่นและสบายใจให้เธอ

               เฉียวฉู่พูดกลั้วหัวเราะ “ไม่ต้องหรอก ตอนนี้ฉันอยู่ปากทางเข้าบ้าน อีกนิดก็จะถึงแล้ว ไว้เจอกัน บาย”

               “โอเค รีบมานะ”

               เมื่อเฉียวอวี่โหย่วรู้ว่าเธอใกล้ถึงแล้วก็ตื่นเต้นขึ้นมา ในที่สุดน้องสาวสุดที่รักของเขาก็กลับถึงบ้านเสียที

               “เฮ้ย!” เฉียวฉู่เพิ่งจะวางโทรศัพท์ แต่กลับถูกชนเข้าเต็มแรง โทรศัพท์มือถือเกือบหล่นพื้นอยู่รอมร่อ ขณะที่มือไม้อ่อนจนทำอะไรไม่ถูก ผู้ก่อเหตุรีบขอโทษทันควัน

               “ขอโทษครับคุณน้า”

               ไม่ง่ายที่จะจับโทรศัพท์มือถือไว้ให้มั่น ยืดตัวตรงแล้วเฉียวฉู่จึงก้มหน้ามองสักหน่อยว่าใครกันที่ชนเธอแรงขนาดนี้ เห็นเพียงหนุ่มน้อยอายุราวเจ็ดแปดขวบนั่งจุมปุ๊กอยู่บนพื้น เขาใส่รองเท้าโรลเลอร์สเก็ต เธอเห็นเด็กน้อยยังไม่ลุกเลยรีบทรุดตัวลงไปพยุงแขนเขาขึ้นมา

               “บาดเจ็บหรือเปล่า?” ถ้ากระดูกหักขึ้นมาจะทำอย่างไร

               เด็กน้อยอาศัยแรงแขนของเฉียวฉู่หมุนตัวลุกขึ้นยืนอย่างสง่างาม จากนั้นจึงพูดขำๆ ออกมา “ผมไม่เป็นไรครับ ขอโทษที่ชนคุณน้าเข้า”

               เจ้าเด็กนี่ปากหวานใช่ย่อย ตัวเองล้มลงไปยังรู้จักกล่าวคำขอโทษออกมาก่อน ทำให้คนอื่นยากจะโวยวาย ยิ่งได้เห็นหน้าตาชวนเอ็นดูแกมน่าสงสารของเจ้าหนูแล้วใครจะโมโหได้ลงคอ เฉียวฉู่ลูบศีรษะเขาแล้วเอ่ยอย่างขบขัน “คราวหน้าก็ระวังหน่อยรู้ไหม?ตัวแสบ”

               หนูน้อยทำท่าตะเบ๊ะกวนๆ แถมยังตะโกนว่า “Yes Madam!”

               เจ้าเด็กนี่ไม่เบาเลยทีเดียว แต่ไม่เกิดเรื่องขึ้นก็ดีแล้ว เฉียวฉู่ก้มตัวลงไปส่งยิ้มให้หนูน้อย

               “ตัวแสบ หนูชื่ออะไรจ๊ะ?”

               เมื่อถูกถามชื่อ เด็กน้อยทำท่าราวกับดีใจมาก พลันตบอกตนเองแล้วตอบกลับด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจมาก

               “เล่ยหมิง”

               เล่ยหมิง? เฉียวฉู่หุบยิ้ม ชื่อนี้ดังก้องอยู่ในหู มองดูลักษณะท่าทางของเด็กน้อยที่น่ามันเขี้ยวคนนี้ ขณะกำลังคิดจะหลอกล่อถามหนูน้อยเพิ่ม ทันใดนั้นด้านหลังก็มีเสียงเคร่งขรึมระคนเบื่อหน่ายของผู้ชายคนหนึ่งดังขึ้นมา

               “เล่ยหมิง นี่ลูกชนคนอื่นอีกแล้วหรือ?” เล่ยหมิงแลบลิ้น เห็นทีการชนคนอื่นจะเป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นเป็นประจำของเขา

               เฉียวฉู่หมุนตัวกลับช้าๆ เธออยากเห็นว่าใครกันที่มีลูกน่าสนใจและชวนให้เอ็นดูขนาดนี้ พ่อของเขาจะมีลักษณะอย่างไร เพียงแต่เสียงของอีกฝ่ายฟังแล้วช่าง...คุ้นหูเสียจริง

               แสงแดดส่องสะท้อนมาจากทางด้านหลังของเขา ทั่วทั้งร่างดูเลือนราง สูทสีเทาเรียบกริบทำให้เขาดูแตกต่างจากคนอื่น เพียงแต่กระเป๋านักเรียนสีแดงที่ถืออยู่ในมือของเขากับเสื้อสูทราคาแพงซึ่งตัดเย็บมาอย่างดีนั้นดูขัดกันจนน่าขำ ทว่ามองจากตรงนี้มันทำให้เธอรู้สึกว่าเขาน่าจะเป็นคุณพ่อที่ได้คะแนนเต็มร้อย

               รอจนถึงตอนที่ใบหน้าของชายคนนั้นปรากฏชัดเจนขึ้นในสายตาของเฉียวฉู่ หัวใจเธอก็หล่นดังตุ้บ ได้แต่ยืนตะลึงอยู่ตรงนั้น

               ใช่เขาจริงหรือ! เธอจากไปตั้งแปดปี แต่ครั้งแรกที่กลับมา?

               เฉียวฉู่รู้สึกจริงๆ ว่าเทวดาบนสวรรค์กำลังกลั่นแกล้ง หรือต้องการแก้แค้นที่เมื่อครู่เธอบอกว่าตนเองไม่รู้สึกโศกเศร้า หญิงสาวไม่รู้ว่าควรจะร้องไห้หรือหัวเราะกันแน่ หรืออาจเรียกได้ว่านี่เป็น
เวรกรรม?

               เห็นได้ชัดว่าชายคนนั้นก็จำเธอได้ เขายืนตะลึงด้วยความรู้สึกไม่อยากจะเชื่อ มีคลื่นบางอย่างพรั่งพรูอยู่ในดวงตาที่ดูเงียบเหงา

               เธอไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิด ใบหน้าบริสุทธิ์ไร้การแต่งแต้ม แถมยังชอบรัดผมทรงหางม้าเหมือนเดิม แต่งตัวเรียบง่ายสบายๆ ด้วยกางเกงยีนส์คู่กับเสื้อยืดสีขาวที่แสนจะธรรมดา กาลเวลาล่วงเลยผ่านไปแต่กลับไม่ทิ้งริ้วรอยอะไรไว้บนใบหน้า ราวกับเธอยังเป็นสาวน้อยคนเดิมคนนั้นที่ลากเขาวิ่งไปทั่ว สาวน้อยที่ชอบนั่งหลับเวลาซ้อนท้ายจักรยานของเขา สาวน้อยที่เขาต้องยืนรออยู่ตรงหน้าประตูโรงเรียนเสมอ และเป็นสาวน้อยที่ส่งการบ้านของตัวเองมาให้เขาทำเป็นประจำ แต่พอตอนสอบกลับได้คะแนนดีเยี่ยม

               เรื่องทั้งหมดชัดเจนราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน เล่ยเอี้ยนมองใบหน้าที่อยู่ตรงหน้า เป็นดวงหน้าที่ปรากฏขึ้นในฝันของเขาบ่อยครั้ง น้ำเสียงสุขุมเยือกเย็นแต่แฝงไปด้วยความสั่นไหวเล็กน้อย

               “ฉูฉู่ ในที่สุดเธอก็กลับมา”

               ‘ฉูฉู่’ ชื่อนี้ได้เปิดกล่องความทรงจำของเฉียวฉู่ ภาพเหตุการณ์แต่ละฉากในช่วงนั้น ปรากฏเข้ามาในสมองของเธออีกครั้ง ความทรงจำและความจริงในปัจจุบันยากจะแบ่งแยกให้ชัดเจน เอาเข้าจริงๆ เธอกลับไม่ได้ไร้ความรู้สึกเจ็บปวดเหมือนที่เคยจินตนาการไว้

 

               แปดปีก่อน

               แสงแดดสดใสราวกับรู้ว่าวันนี้จะเป็นวันที่สวยงามและมีความสุขที่สุด เช้าตรู่อันร้อนแรงของแสงอรุณได้แผดเผาอย่างเต็มกำลังดอกเดซี่ที่ลานหน้าบ้านกำลังเบ่งบานรับแสงตะวัน ดอกน้อยๆ ของมันผลิสะพรั่งส่งให้ความอบอุ่นนั้นหอมเย้ายวน

               เฉียวเจ่อตื่นแต่เช้ามืด อาจพูดได้ว่าเมื่อคืนเขาแทบจะไม่ได้นอนเสียด้วยซ้ำ ในที่สุดลูกสาวสุดที่รักของเขาก็จะออกเรือนเสียทีแม้จะเป็นแค่งานหมั้นเขาก็ยังคงตื่นเต้นอยู่ดี เฉียวเจ่อยิ้มอย่างปลื้มปีติอยู่หน้าดงดอกเดซี่อันสดใส เสี่ยวเฉี่ยน...เธอเองก็เห็นเหมือนกันใช่ไหม แก้วตาดวงใจของพวกเราโตเป็นสาวแล้ว ต่อไปต้องมีความสุขมากแน่ๆ เสียงคนเดินขวักไขว่ดังมาจากบ้านหลังข้างๆ ทำให้เฉียวเจ่อเริ่มรู้สึกตึงเครียด เขามองนาฬิกาข้อมือ ปากก็บ่นพึมพำไม่หยุด “เจ้าเด็กเอี้ยนนี่ทำไมยังไม่มาอีก”

5.เก็บอาการหน่อยสิ

               พิธีจะเริ่มสิบเอ็ดโมง ตอนนี้ก็สิบโมงแล้วแต่คนกลับยังไม่มา เฉียวอวี่หลินมองบิดาของตนที่กำลังหงุดหงิดงุ่นงานเดินไปมาอยู่ในสวน อดที่จะขำออกมาไม่ได้ “พ่อ ห่างกันแค่กำแพงกั้นเท่านั้นเอง
ฝั่งนู้นแขกเหรื่อมากันเยอะแยะ เดาว่าเอี้ยนคงกำลังยุ่งอยู่ เดี๋ยวพอเขาเตรียมตัวอะไรเสร็จก็คงจะมารับฉูฉู่เองแหละ” จริงๆ เลย พอเป็นเรื่องของน้องสาวคนนี้ทีไร พ่อของเขาเป็นต้องพะวักพะวนแบบนี้ทุกที

               เมื่อชะเง้อไปดูฝั่งตรงข้ามแล้วเห็นศีรษะคนเดินเบียดเสียดกัน เฉียวเจ่อถึงได้พยักหน้ายิ้มออกกับเขาเสียที “น่าจะใช่” งานครั้งนี้คงทำให้ครอบครัวเล่ยเหนื่อยมากแน่ๆ

               ขณะที่เฉียวอวี่หลินและเฉียวเจ่อเดินเข้าไปในตัวบ้าน พวกเขาก็เห็นเฉียวฉู่สวมชุดแต่งงานสีขาวบริสุทธิ์ก้าวลงมาจากชั้นบน ทั้งสองตกตะลึงไปชั่วขณะ รู้มาตลอดว่าดวงใจของพวกเขานั้นหน้าตาสะสวยแค่ไหน แต่ในวันที่เธอได้สวมใส่ชุดแต่งงานมันยิ่งดูเย้ายวนชวนให้หลงใหล แก้วตาดวงใจที่พวกเขาเฝ้าฟูมฟัก ในที่สุดก็เติบใหญ่จนได้เป็นเจ้าสาว หัวใจของชายทั้งสองว้าวุ่นอย่างบอกไม่ถูก มันทั้งดีใจและอดเป็นทุกข์ไม่ได้ นี่คงเป็นอารมณ์ปกติของคนเป็นพ่อและพี่ชายกระมัง

               เฉียวเจ่อดึงมือเฉียวฉู่ไว้แล้วถามว่า “ฉูฉู่ ลูกลงมาได้ยังไง?” พร้อมทั้งส่งสายตาตำหนิเสิ่นเสี่ยวเหอที่ตามมาอยู่ด้านหลังเฉียวฉู่

               เสิ่นเสี่ยวเหอ คุณน้าคนเล็กของเฉียวฉู่ผู้นี้ไม่ได้ทำผิดอะไร

               เขาไม่รู้จักลูกสาวของตนเลยหรือ? คุณหนูของบ้านอยากลงมา ใครหน้าไหนจะขวางได้ แต่จะว่าไปแล้วเธอคิดว่าการลงมาข้างล่างก็ไม่ได้มีอะไรผิด และนี่เป็นครั้งแรกที่เธอรู้สึกว่าสามีของพี่สาวเธอคนนี้ช่างมีความเชื่องมงายและขี้บ่นจริงๆ

               เฉียวฉู่ถามขึ้นอย่างร้อนรน “เอี้ยนล่ะคะ?” เธอเตรียมตัวเสร็จนานแล้ว ทำไมเขายังไม่มา เมื่อวานนี้ก็ไม่ยอมโทรมาหาเธอ

               ตอนนี้สายมากแล้ว อีกทั้งฤกษ์มงคลก็ใกล้เข้ามาทุกที และแม้ว่าใจของเขาจะวิตกกังวลมากแค่ไหน แต่เฉียวเจ่อยังคงส่งยิ้มและตบหลังมือของลูกสาวเบาๆ

               “ทางนั้นกำลังยุ่งกันอยู่ รออีกสักครู่เดี๋ยวก็คงมาแล้ว”

               “อืม” เฉียวฉู่ทำปากเบะอย่างไม่พอใจ

               เห็นท่าทางไม่มีความสุขของเธอ เฉียวอวี่หลินก็เดินเข้าไปตบบ่าเฉียวฉู่ พร้อมกับชมว่า “ฉูฉู่ของพวกเราสวยจริงๆ เดี๋ยวสักพักเอี้ยนมารับต้องตกตะลึงแน่”

               พอได้ยินคำชมจากพี่ชายคนโต ในที่สุดหญิงสาวถึงค่อยๆมีรอยยิ้ม เฉียวอวี่โหย่วไม่ชอบท่าทางเจ็บปวดใจของพ่อและพี่ชายพิธีหมั้นนี้อยู่แค่ข้างบ้านเท่านั้น พวกเขานี่จริงๆ เลย

               เฉียวเจ่อดูเวลา สิบโมงครึ่งแล้ว กำลังคิดจะเรียกเฉียวอวี่หลินไปดูเสียหน่อยว่าเกิดอะไรขึ้น ทันใดนั้นประตูด้านนอกก็มีเสียงตะโกนดังขึ้นอย่างครื้นเครง

               “มาแล้วๆ”

               เฉียวเจ่อรีบเดินออกจากบ้านไป ในที่สุดก็มาแล้ว

               ประตูเปิดออก เด็กวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งเดินเรียงแถวกันเข้ามา บรรยากาศรื่นเริง เล่ยเอี้ยนยืนอยู่กลางวงพอดี สูทสีขาวเรียบกริบเข้ากันได้ดีกับรูปร่างผึ่งผายสง่างามและท่าทางยโสของเขา ความหล่อเหลาของเขายากจะหาใครเปรียบ แม้ว่าเล่ยเอี้ยนจะยิ้มอย่างมีความสุข แต่เฉียวเจ่อกลับมองออกว่าเขามีสีหน้าซีดเซียว จึงถามด้วยความห่วงใย

               “เอี้ยน ทำไมถึงมาสายแบบนี้? สีหน้าเธอก็ไม่สู้ดี ไม่เป็นไรใช่ไหม”

               เล่ยเอี้ยนอึ้งไปสักพัก แต่เมื่อรู้สึกตัวก็รีบส่ายศีรษะแล้วตอบว่า “ขอโทษที่มาสายครับคุณลุงเฉียว ผมสบายดีไม่ได้เป็นอะไร”

               เฉียวอวี่หลินตบบ่าเล่ยเอี้ยนแล้วหัวเราะเสียงดัง “เดาว่าเมื่อคืนเขาคงตื่นเต้นจนนอนไม่หลับทั้งคืนแน่ๆ แต่เอี้ยน นายยังเรียกพ่อของเราว่าคุณลุงเฉียวอีกหรือ?”

               ใช่เมื่อคืนเขาไม่ได้นอนจริงๆ ทว่าไม่ใช่เพราะความตื่นเต้นดีใจ แต่เพราะเขาต้องการจบความสัมพันธ์กับลู่ซิน ผู้หญิงที่เข้ามาช่วยแก้ปัญหาความต้องการทางร่างกายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และเขาเพิ่งจะรู้ว่าเธอกำลังตั้งครรภ์

               เมื่อคืนเขาถูกความกังวลและหงุดหงิดรำคาญ อีกทั้งความเดือดดาลทิ่มแทงจนนอนไม่หลับ เมื่อถูกเฉียวอวี่หลินโยนเรื่องกลับไปหาเฉียวเจ่อ เล่ยเอี้ยนจึงเอ่ยเรียกอย่างรวดเร็ว “คุณพ่อ”

               “ดีๆ” เฉียวเจ่อยิ้มไม่หุบ เขารู้สึกพอใจในตัวเด็กเอี้ยนคนนี้

               “จะถึงเวลาแล้ว รีบเข้าไปกันเถอะ ตอนนี้ฉูฉู่อยู่ข้างใน”

               ท่ามกลางคนที่เฮโลรุมล้อม เล่ยเอี้ยนถูกดันเข้ามายังห้องโถง เฉียวฉู่กำลังยืนอยู่หน้ากำแพงกระจก แสงแดดทอประกายที่โอบล้อมรอบกายเธอลงมากลายเป็นรัศมีอ่อนๆ จากผมที่เคยถูกมัดรวบเป็นหางม้าอยู่บ่อยครั้ง เปลี่ยนมาเป็นการเกล้าไว้หลวมๆ ซึ่งขับเน้นให้รูปหน้างดงามหมดจดนั้นอ่อนหวานยิ่งขึ้น ชุดแต่งงานเผยช่วงไหล่ช่างเหมาะกับเธอมาก มันส่งให้กระดูกไหปลาร้าที่ดูงดงามของเธอโดดเด่น ซ้ำยังให้ความรู้สึกเซ็กซี่เล็กๆ

               เล่ยเอี้ยนเดินเข้าไปข้างกายของเฉียวฉู่ จับมือเธอขึ้นมาประทับริมฝีปากลงไปเบาๆ จากนั้นจึงเอ่ยว่า “ฉูฉู่ วันนี้เธอสวยมาก”เจ้าสาวในฝันของเขา

               แม้ตอนแรกเฉียวฉู่จะรู้สึกไม่พอใจกับการมาสายของเขา แต่เมื่อเห็นการปรากฏตัวราวกับเจ้าชายของเล่ยเอี้ยน แถมยังได้รับจุมพิตละลายหัวใจ ความขุ่นมัวในใจจึงมลายหายไปอย่างรวดเร็ว

               เฉียวฉู่เงยหน้าขึ้นทำปากมุ่ย แล้วโต้ตอบว่า “ไม่อนุญาตให้เรียกฉันว่าฉูฉู่อีก” เธอเลิกเป็นฉูฉู่สำหรับเขามาตั้งนานแล้ว

               เล่ยเอี้ยนก้มหน้าอมยิ้ม ท่าทางแบบนี้ของเธอ ไม่ให้เรียกฉูฉู่แล้วจะให้เรียกว่าอะไร?

               แต่วันนี้เขาไม่อาจขัดคำสั่งของคุณหนูน้อยคนนี้ได้ จึงบรรจงจุมพิตหน้าผากของเธอ พร้อมทั้งโอบเอวเฉียวฉู่ไว้ แล้วพูดเสียงดังออกมา “ได้สิ เมียจ๋า”

               หลังจากคำว่าเมียจ๋าดังขึ้น วัยรุ่นที่ยืนออกันตรงประตูก็ส่งเสียงโห่ร้องออกมาด้วยความยินดีไม่หยุด แม้สาวน้อยจะเป็นคนสบายๆไม่คิดเล็กคิดน้อย แต่การต้องมาเผชิญกับเสียงหัวเราะอึกทึกครื้นเครงแบบนี้ก็ถึงกับหน้าแดงก่ำ จำต้องก้มหน้างุดด้วยความเขินอายแต่ในใจของเธอกลับเบิกบานยิ่ง

               กลุ่มคนเดินออกจากบ้านครอบครัวเฉียวด้วยความครึกครื้นรื่นเริง เล่ยเอี้ยนอุ้มเฉียวฉู่ก้าวออกจากประตู เพื่อนๆ ที่ตามหลังมาช่วยกันโปรยดอกกุหลาบให้คู่บ่าวสาว ทุกคนที่ได้เห็นฉากนี้ต่างรู้สึกว่ามันช่างโรแมนติกและงดงามจริงๆ พวกเขาซาบซึ้งใจกับภาพเหตุการณ์แห่งความสุขที่อยู่เบื้องหน้า

               ยกเว้นดวงตาคู่นั้นที่อยู่ไกลออกไป มันเปี่ยมด้วยความทุกข์ระทม สิ้นหวังและไม่ยอมรับกับเหตุการณ์ที่สวยงามนั้น

 

               ภายในบริเวณบ้านของครอบครัวเล่ยคึกคักวุ่นวายกันมาตั้งแต่เช้าตรู่

               แม้ว่าจะเป็นเพียงพิธีหมั้น แต่ชัดเจนว่าครอบครัวเล่ยให้ความสำคัญกับงานครั้งนี้เป็นอย่างมาก พวกเขาจัดสถานที่ให้ดูสวยงามโอ่อ่า สวนกว้างของบ้านถูกตกแต่งด้วยผ้าโปร่งสีขาวและดอกกุหลาบประหนึ่งอยู่ท่ามกลางความฝัน การจัดตกแต่งสถานที่ในวันนี้นับเป็นความใฝ่ฝันของหญิงสาวทั้งหลายเลยทีเดียว

               เล่ยเอี้ยนอุ้มเฉียวฉู่เข้ามายังสวนในบ้านของเขา เป็นการกระทำที่ดึงดูดเสียงโห่ร้องแสดงความยินดีจากแขกผู้มีเกียรติที่มาร่วมงานได้ในทันที ชายหนุ่มวางหญิงสาวลงอย่างระมัดระวัง กุมมือของเธอไว้ พวกเขาทั้งสองจ้องมองกันและกัน พร้อมทั้งเดินไปบนพรมสีขาวบริสุทธิ์ ค่อยๆ ก้าวไปยังใจกลางสวน

               เล่ยเฟยเอ๋อวิ่งเข้ามาดึงมือเฉียวฉู่ให้หมุนรอบตัวเป็นวงกลม พูดยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ออกมา

               “ฉูฉู่วันนี้สวยจริงๆ เลยนะ” ตอนเธอแต่งงานก็จะเอางานแต่งงานในฝันแบบนี้เหมือนกัน

               ผู้อาวุโสทั้งสองท่านแห่งบ้านตระกูลเล่ยเดินยิ้มเข้ามา เฉียวฉู่ร้องเรียกเบาๆ น้ำเสียงสุภาพ “คุณพ่อ คุณแม่”

               เฉียวอวี่โหย่วที่อยู่ด้านหลังเฉียวฉู่ส่งเสียงตำหนิ “พิธียังไม่ทันเริ่มเลย เก็บอาการหน่อยสิ”

               “พี่เล็ก!” พี่จะขัดเธอทำไม

               เล่ยมู่หัวเราะออกมา พี่น้องคู่นี้ผ่านไปหลายปีก็ยังชอบเย้าแหย่กันไม่เลิก เขามองเฉียวฉู่ด้วยสีหน้าพึงพอใจ หัวเราะพร้อมทั้งเอ่ยปาก “พวกเราคิดเสมอว่าฉูฉู่เป็นคนในครอบครัว ลุงกับป้ารอหนูเรียกว่าพ่อกับแม่มานานแล้วรู้ไหม” เฉียวฉู่เฉลียวฉลาดมีไหวพริบ ใครเห็นก็รู้สึกรักใคร่เอ็นดู

               เฉียวฉู่หันไปมองค้อนเฉียวอวี่โหย่วหนหนึ่ง จากนั้นจึงหัวเราะด้วยความพอใจ

               “ได้ยินแล้วใช่ไหม” คุณพ่อกับคุณแม่ของเล่ยเอี้ยนต่างรักและเมตตาเธอ

               เฉียวอวี่โหย่วส่ายศีรษะหัวเราะชอบใจท่าทางเย่อหยิ่งของน้องสาว ที่เธอเป็นแบบนี้ก็เพราะทุกคนโอบอุ้มเอาใจ ซึ่งเขาไม่ยอมรับแน่นอนว่าตนเองก็เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการเอาอกเอาใจนี้

               ตั้งแต่เล่ยเอี้ยนโผล่มาจนถึงตอนนี้ เสิ่นเสี่ยวเหอดูออกว่าเขามีบางอย่างแปลกไป เหมือนมีความกระวนกระวายใจบางอย่าง ทุกคนต่างพูดคุยสรวลเสเฮฮา ทว่าเขากลับเอาแต่จ้องนาฬิกาข้อมือพร้อมขมวดคิ้วตลอดเวลา เสิ่นเสี่ยวเหอจึงเดินเข้าไปแตะบ่าเล่ยเอี้ยนแล้วถามเบาๆ

               “เอี้ยน เธอเป็นอะไร เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่า?”

               เมื่อเล่ยเอี้ยนเผชิญกับสายตาแหลมคมของเสิ่นเสี่ยวเหอก็มีท่าทีลนลานอย่างไม่รู้ตัว รีบส่ายศีรษะปฏิเสธทันควัน ขณะเดียวกันก็แสร้งผ่อนคลาย

               “น้าเล็ก ผมไม่เป็นไรครับ คงเพราะตื่นเต้นเกินไปเลยเครียดนิดหน่อย” เขาส่งคนไปจัดการทำเรื่องออกนอกประเทศให้กับลู่ซินตั้งแต่เช้าตรู่ ทว่าจนถึงตอนนี้กลับไม่มีใครหาตัวเธอพบ มันทำให้ลึกๆ เขารู้สึกกระวนกระวายใจ

               ตื่นเต้นหรือ? อาจจะใช่ เสิ่นเสี่ยวเหอพยักหน้าเบาๆ ยอมรับในคำตอบเขาโดยไม่ถามอะไรต่อ

6.หนูเห็นหรือเปล่า?

               เมื่อได้เวลา เล่ยมู่ก็หันไปพูดกับเล่ยเอี้ยน “พิธีกรขึ้นเวทีแล้ว รีบเดินเข้าไปเถอะ พิธีกำลังจะเริ่ม” ไม่รู้ว่าเจ้าเด็กเอี้ยนเป็นอะไร ตั้งแต่เมื่อคืนวานกว่าจะกลับถึงบ้านก็ดึกดื่นเที่ยงคืน มาวันนี้ยังมีท่าทีกระวนกระวายอยู่ตลอดเวลา

               “ครับ” เล่ยเอี้ยนจูงมือเฉียวฉู่ เดินผ่านเสียงไชโยโห่ร้องของฝูงชน ก้าวขึ้นไปบนเวทีดอกไม้ที่รังสรรค์อย่างสวยงาม พิธีกรที่ยืนอยู่ด้านข้างของทั้งคู่กล่าวด้วยน้ำเสียงดังกังวาน

               “ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่พิธีหมั้นของคุณเล่ยเอี้ยนและคุณเฉียวฉู่ ก่อนอื่นขอให้แขกผู้มีเกียรติทั้งหลายปรบมือเพื่อเป็นการแสดงความยินดีกับพระเอกและนางเอกของงานนี้ด้วยครับ”

               ตั้งแต่เขาทำงานเป็นพิธีกรมาหลายปี ทั้งคู่นั้นดูเหมาะสมกันที่สุด การได้มาเป็นพิธีกรให้กับคู่กิ่งทองใบหยกเช่นนี้ ทำให้ใจเขาชื่นบานเป็นพิเศษ หลังจากญาติสนิทมิตรสหายได้ยินประกาศจากพิธีกรจึงรีบปรบมือเพื่อเป็นเกียรติแก่คนทั้งสอง บ้างก็เป่าปากส่งเสียงวี้ดวิ่วออกมา แขกที่มาเข้าร่วมงานต่างสุขเกษมเปรมปรีดิ์

               ลู่ซินที่ยืนอยู่ข้างพุ่มดอกไม้ประดับ จ้องเขม็งไปยังหญิงชายคู่นั้น พวกเขากำลังยิ้มรับคำอวยพรจากญาติมิตร เธอไม่ได้ยินเสียงโห่ร้องยินดีและเสียงยิงเปเปอร์ชู้ตที่ดังสนั่นสักนิด ตอนนี้เธอได้ยินเพียงเสียงหัวใจตนเองเต้นดังตุบๆ

               ผู้หญิงคนนั้นคงเป็นคนที่เขานึกถึงอยู่ตลอดเวลาใช่ไหม? รูปร่างหน้าตาสะสวยเหลือเกิน รอยยิ้มนั้นช่างมีความสุข ท่าทางคล่องแคล่วปราดเปรียว ทั้งยังสดใสร่าเริง นี่คงเป็นบุคลิกของสาวน้อยที่เติบโตท่ามกลางความรักและการเอาใจใส่ใช่ไหม...

               เล่ยเอี้ยนกุมมือเธอไว้ตลอดเวลา เขาคอยจับจ้องรอยยิ้มของเธอไม่ให้คลาดสายตาไปแม้แต่นิดเดียว

               ลู่ซินลูบหน้าท้องของตนเบาๆ ด้วยมือที่สั่นเทา ลูกจ๋า...หนูเห็นหรือเปล่า? คนที่มีรอยยิ้มแสนอบอุ่นนั่น เขาคือพ่อของหนู หยดน้ำตาทำให้ฉากแสนสุขเบื้องหน้าเลือนราง ทั้งหมดนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อเธอ

               เมื่อพิธีกรยกมือขึ้น เสียงหัวเราะครื้นเครงของแขกผู้มีเกียรติด้านล่างเวทีที่มาร่วมงานก็ค่อยๆ เงียบลง พิธีกรยิ้ม “ลำดับถัดไปขอเชิญพระเอกของงานในวันนี้กล่าวความรู้สึก นางเอกของเราต้องฟังให้ดีนะครับ”

               เฉียวฉู่เลิกคิ้วมองเล่ยเอี้ยนด้วยความแปลกใจ สารภาพรักหรือ? ดูเหมือนเธอจะไม่เคยได้ยินเล่ยเอี้ยนพูดความรู้สึกของตัวเองสักครั้ง หลายปีที่ผ่านมาเขาเอาใจและทำดีกับเธอเสมอมา แม้แต่พิธีหมั้นครั้งนี้ก็เหมือนกับการตกกระไดพลอยโจน เธอรอคอยการสารภาพรักของเขามาโดยตลอด

               ชายหนุ่มถูจมูกของตนลงบนใบหน้าเด็กสาวด้วยความคุ้นเคย จากนั้นจึงดึงมือเธอเดินออกมาหน้าเวทีดอกไม้ น้ำเสียงจริงจังเอ่ยว่า “การได้รู้จักกับฉูฉู่ ได้รักกับเธอ เป็นเรื่องที่ผมมีความสุขที่สุดในชีวิต ต่อไปผมจะมอบความสุขของตัวเองให้กลายเป็นความสุขของเราสองคน และจะเก็บรักษาไว้ในใจ ให้เป็นรักเดียวของผมตลอดไป”

               หลังจากคำว่ารักเดียวถูกเปล่งออกมาจากปากพระเอกของงาน แขกผู้มีเกียรติทั้งหลายต่างปรบมือแสดงความยินดี และในวันที่พวกเขาได้มีโอกาสร่วมเป็นสักขีพยานกับเหตุการณ์น่าประทับใจเช่นนี้ ทำให้แขกเหรื่อที่มาร่วมงานต่างรู้สึกซาบซึ้งใจไม่น้อย แขกหนุ่มสาวคงเฝ้ารอให้ความรักที่ดีงามเกิดขึ้นกับตนเองเช่นกัน ส่วนแขกสูงวัยก็ได้ใช้ช่วงเวลานี้หวนคิดถึงคืนวันในวัยหนุ่มสาวที่แสนบ้าบิ่นของตน

               อาศัยจังหวะที่เหล็กต้องตีตอนยังร้อนๆ พิธีกรรีบพูดรับช่วงต่ออย่างรวดเร็ว “ถึงตาคุณแล้ว นางเอกแสนสวยของงาน”

               เฉียวฉู่ยิ้มเบิกบาน เล่ยเอี้ยนที่ดูเป็นผู้ใหญ่และเย็นชากลับสามารถพูดประโยคหวานๆ แบบนี้ออกมาได้ เธอกวาดสายตาไปยังแขกผู้มีเกียรติที่มาร่วมเป็นพยานในพิธี และกำลังรอคอยคำพูดจากเธอ เฉียวฉู่ทำหน้าทะเล้นพร้อมทั้งเอ่ยด้วยน้ำเสียงดังกังวาน “รักครั้งนี้ฉันขอรับไว้ก่อน แล้วจะค่อยๆ พิสูจน์ต่อไปค่ะ”

               ฝูงชนด้านล่างอึ้งงันชั่วครู่ ก่อนจะมีเสียงหัวเราะครื้นเครงดังไล่หลัง พร้อมทั้งปรบมือให้ความน่ารักสดใสของเด็กสาวและยินดีไปกับเสียงหัวเราะเปี่ยมสุขของพระเอกในงาน

               คำว่า ‘รักเดียว’ ของเล่ยเอี้ยนพุ่งโจมตีจนหัวใจของลู่ซินแตกสลาย อีกฝ่ายเป็นรักเดียวของเขา แล้วตัวเธอเล่า เธอเป็นอะไร ลูกของพวกเราคืออะไร? เล่ยเอี้ยน ช่วยบอกฉันทีเถิด?

               เธอลูบท้องของตนคล้ายกับเป็นการเพิ่มพลังให้ตัวเอง ลู่ซินเดินโซซัดโซเซไปยังหน้าเวที

               พิธีกรประคองพานที่วางแหวนหมั้นเดินเข้ามาทางด้านข้างของคนทั้งสองที่กำลังมีความสุขเปี่ยมล้น พร้อมกับเอ่ยด้วยความยินดี “ตอนนี้ก็ถึงเวลาที่พระเอกและนางเอกของงานจะต้องแลกแหวนกันแล้ว”

               เล่ยเอี้ยนหยิบแหวนเพชรสี่เหลี่ยมทรง princess cut ที่เขาอ้อนวอนให้นักออกแบบชาวฝรั่งเศสรังสรรค์ให้วงนั้นขึ้นมา เพื่อจะสวมลงไปบนนิ้วเรียวยาวของเฉียวฉู่ มอบความรักและความจริงใจให้กับเธอ

               ชั่วขณะที่แหวนวงนั้นกำลังเลื่อนลงไปบนนิ้วของเฉียวฉู่ ทันใดนั้นก็มีเสียงแหบแห้งของหญิงสาวคนหนึ่งดังขึ้นมาจากฝูงชน

               “เดี๋ยวก่อน”

               แม้เสียงนั้นจะไม่ดังมาก แต่ในช่วงเวลาที่ทั้งสวนเงียบกริบ ขณะที่ทุกคนกำลังรอพระเอกและนางเอกของงานสวมแหวนเป็นสัญญารักให้แก่กัน ทำให้เสียงที่ดังขึ้นมาของผู้หญิงคนนั้นแทรกซึมเข้าสู่จิตใจของทุกคน แขกเหรื่อที่มาร่วมงานต่างสอดส่ายสายตาไปยังแหล่งที่มาของเสียง และในตอนนั้นเองที่เสียงดังขึ้นอีกครั้ง

               “ถ้าเธอเป็นรักเดียวของคุณ แล้วฉันล่ะ?”

               เสียงนี้? เล่ยเอี้ยนตัวแข็งทื่อ ชะงักมือค้างไว้ทันที เฉียวฉู่ขมวดคิ้วงุนงงขณะชักมือกลับช้าๆ แล้วมองลงไปด้านล่างเวที

               แขกทั้งหลายมองเห็นหญิงผู้เป็นเจ้าของเสียงคนนั้น พวกเขาต่างหลีกทางให้เธอเดินเข้ามา หญิงสาวคนนั้นจ้องเขม็งไปที่เล่ยเอี้ยนตาไม่กะพริบ ก้าวเดินตรงไปหาพวกเขา เธอสวมชุดเดรสสีแดง
แต่งหน้าอ่อนๆ เพียงแต่ดวงตาที่แดงช้ำและใบหน้าซีดเซียวทำให้เธอดูแก่กว่าวัย

               เฉียวอวี่โหย่วก้าวเท้าเข้ามาขวางแล้วเอ่ยว่า “คุณผู้หญิงคุณต้องการจะมาก่อความวุ่นวายใช่ไหม?”

               หญิงสาวผู้นี้มีท่าทีเซื่องซึม เธอเอาแต่จ้องมองเล่ยเอี้ยน

               เฉียวอวี่โหย่วเบนสายตาดุดันหันไปทางเล่ยเอี้ยน เห็นชายหนุ่มกำลังมองหญิงสาวคนนั้นแต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา แม้สีหน้าของเล่ยเอี้ยนจะเคร่งขรึม แต่มันไม่อาจปิดบังความรู้สึกเดือดดาลและเสียหน้าของเขาได้เลยสักนิด

               เฉียวฉู่สัมผัสได้ถึงท่าทีที่เปลี่ยนไปของเล่ยเอี้ยน เธอจึงหมุนตัวเดินลงจากเวที

               เล่ยเอี้ยนรู้สึกตัวและอยากรั้งเฉียวฉู่ไว้ แต่เธอเดินไปถึงตัวลู่ซินแล้ว เขาจึงรีบตามลงไปติดๆ

               เมื่อเฉียวฉู่เดินมาถึงข้างกายผู้หญิงคนนั้น เธอก็พิจารณามองอีกฝ่ายอย่างถี่ถ้วน ก่อนจะพบว่าหน้าท้องที่อยู่ภายใต้ชุดเดรสสีแดงนั้นนูนขึ้นมา หัวใจของเธอพลันบีบรัด มาโวยวายในเวลาแบบนี้ แถมยังแบกท้องมาด้วย เฉียวฉู่ไม่ใช่คนโง่ เธอพอจะเดาสถานการณ์ได้ เหงื่อที่กลางฝ่ามือผุดออกมาไม่หยุด เธอหันไปหาหญิงคนนั้นพร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น

               “คุณเป็นใคร?”

               เธอเป็นใครน่ะหรือ? ลู่ซินพลันหัวเราะเยาะออกมา เธอเดินผ่านเฉียวฉู่แล้วตรงไปถามเล่ยเอี้ยน

               “เอี้ยน ฉันควรตอบยังไงดีคะ?”

               เฉียวฉู่หันไปจ้องมองเล่ยเอี้ยน เอี้ยนเลยหรือ เรียกชื่อกันอย่างสนิทสนม

               เมื่อต้องเผชิญกับสายตาบีบคั้นของผู้หญิงทั้งสอง ดวงตาของเล่ยเอี้ยนก็ฉายแววอยากฆ่าคนออกมา ชายหนุ่มส่งสายตาเดือดดาลจ้องเขม็งไปยังใบหน้าซีดเผือดของลู่ซิน พร้อมทั้งขู่ตะคอก “เธอ
ไสหัวไป”

               อาการรังเกียจเดียดฉันท์ของเล่ยเอี้ยนมันทำให้ลู่ซินโมโหขึ้นมา เธอพุ่งไปข้างหน้าด้วยท่าทางไม่พอใจมาก “วันนี้เป็นงานหมั้นของคุณ ฉันก็มาอวยพรให้คุณกับเธอยังไงล่ะ! คุณไม่อยากเห็นฉันหรือไง? ทำไมถึงอยากให้ฉันหายตัวไปเร็วนัก?”

               ในบรรยากาศแสนคลุมเครือ เล่ยเอี้ยนที่พ่นถ้อยคำอันน่ารังเกียจออกมา ทำให้เฉียวฉู่ที่เป็นคนภูมิใจในศักดิ์ศรีและมีความทะนงตนหมดความอดทน

               “ไม่อนุญาตให้ใครไปไหนทั้งนั้น” เธอยืนอยู่ระหว่างคนทั้งสอง มือหนึ่งของเฉียวฉู่จับลู่ซินไว้ อีกมือหนึ่งจับคอเสื้อของเล่ยเอี้ยนขณะถามชัดถ้อยชัดคำ “สรุปแล้วเธอเป็นใคร? มีความสัมพันธ์อะไรกับคุณ?”

               เล่ยเอี้ยนเงยหน้าขึ้น โอบเอวเฉียวฉู่แน่น ชายสองคนที่อยู่ด้านหลังต่างพุ่งสายตาจับจ้อง ทันใดนั้นพวกเขาก็พุ่งออกมาตรงหน้าของลู่ซิน

               ลู่ซินรีบยกมือขึ้นมาป้องหน้าท้องด้วยความหวาดกลัว จากนั้นจึงตะโกนออกมาว่า “พวกเราอยู่ด้วยกันมาห้าปีแล้ว ฉันกำลังอุ้มท้องลูกของเขาอยู่ ไหนคุณบอกสิว่าพวกเรามีความสัมพันธ์อะไรต่อกัน”

               เธอไม่อาจยอมให้พวกเขาอยู่ด้วยกันได้ ลูกจ๋า แม่กำลังพยายามทำเพื่อหนูอย่างสุดความสามารถ

               บรรดาแขกเหรื่อที่มาร่วมงานต่างกลั้นลมหายใจเอาไว้เต็มปอด ไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียงออกมา

               ลู่ซินดิ้นรนขัดขืนอย่างไม่คิดชีวิต ด้วยความที่เธอกำลังตั้งครรภ์อยู่ทำให้พวกเขาไม่กล้าออกแรง ทั้งสามยื้อยุดกันไปมาอยู่ในสวน

               เฉียวฉู่ไม่ได้ยินเสียงโหวกเหวกอะไรทั้งนั้น ตอนนี้สมองของเธอเหมือนจะระเบิดให้ได้ ไม่จำเป็นต้องครุ่นคิดอะไรทั้งนั้น ห้าปี!มีเด็ก! แม้ว่าเมื่อครู่เฉียวฉู่พอจะเดาความสัมพันธ์ระหว่างผู้หญิงคนนั้นกับเล่ยเอี้ยนได้ แต่คิดไม่ถึงว่าพวกเขาจะอยู่ด้วยกันมาห้าปีแล้ว

               ไม่ เธอไม่อยากจะเชื่อ เธออยากฟังว่าเขาจะพูดอย่างไรสองมือจับแขนชายหนุ่มไว้แน่น จากนั้นเฉียวฉู่จึงเอ่ยถาม “ที่ผู้หญิงคนนั้นพูดเป็นความจริงหรือเปล่า?”

7.เลวที่สุด!

               “ฉูฉู่... ผม”

               เล่ยเอี้ยนเหมือนอยากพูดอะไรบางอย่าง แต่เฉียวฉู่ไม่ต้องการฟังคำแก้ตัวใดๆ จากเขาทั้งนั้น เธอรู้เพียงว่าตัวเองใกล้บ้าเต็มทีสิ่งเดียวที่อยากรู้คือผู้หญิงคนนั้นพูดจริงหรือเปล่า เด็กในท้องใช่ลูกของเขาจริงไหม ดวงตาเฉียวฉู่จับจ้องไปที่เล่ยเอี้ยนแล้วตะโกนออกมา“มันจริงหรือเปล่า?”

               เล่ยเอี้ยนรู้ดีว่าตอนนี้พูดอะไรออกไปก็ไร้ประโยชน์ เขาโอบกอดลำตัวที่สั่นเทาของเฉียวฉู่แน่น กลัวว่าถ้าเพียงปล่อยมือความฝันที่เขาปรารถนามาหลายปีจะแตกสลาย

               เขาไม่ได้ปฏิเสธ นั่นคงเป็นเรื่องจริง...เขากับผู้หญิงคนนั้นอยู่ด้วยกันมาห้าปีแล้ว เขาหลอกเธอมาตลอดระยะเวลาห้าปี

               เลว! เลวที่สุด!

               เฉียวฉู่รู้สึกเพียงว่าใบหน้าหล่อเหลาและอ่อนโยนของเขาก่อนหน้านี้แปรเปลี่ยนเป็นอัปลักษณ์และน่าขยะแขยงที่สุด

               เธอสะบัดตัวออก เฉียวฉู่ใช้แรงทั้งหมดที่มีตวัดมือลงไปบนใบหน้านั้นสุดแรง เสียงดังลั่น รอยนิ้วสีแดงทั้งห้าประหนึ่งเหล็กร้อนปรากฏบนใบหน้าของเล่ยเอี้ยนทันที

               ลู่ซินส่งเสียงกรีดร้องแล้วรีบวิ่งไปอยู่ตรงหน้าเล่ยเอี้ยนคั่นกลางระหว่างเขาและเฉียวฉู่ไว้ ปากก็ตะโกนออกมา “เธอตบเขาได้ยังไง”

               เพียงเสียงของลู่ซินเงียบลง เฉียวฉู่พลันหันมาสะบัดมือตบหน้าเธออย่างแรง

               เสียงตบดังก้องไปทั้งสวน ตอนนี้บรรยากาศภายในงานเริ่มตึงเครียดพร้อมจะปะทุได้ทุกเมื่อ แขกเหรื่อที่มาร่วมงานส่วนใหญ่เป็นมิตรสหายที่คบหากันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ อีกทั้งคู่ค้าทางธุรกิจที่ร่วมทุนกันมาหลายปี ยังมีญาติสนิทของครอบครัวเฉียว พวกเขาเห็นคู่หมั้นคู่หมายทั้งสองมาตั้งแต่เด็กๆ จนเติบโตเป็นหนุ่มเป็นสาวอย่างในปัจจุบัน จู่ๆ ก็เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอย่างฉับพลันจนไม่ทันตั้งตัว

               ลู่ซินคิดไม่ถึงว่าเฉียวฉู่จะตบเธออย่างไม่ปรานีแบบนี้แรงปะทะทำให้เธอถอยหลังไปสู่อ้อมอกของเล่ยเอี้ยน ดวงตาของเล่ยเอี้ยนที่ถูกตบจนมึนงงจับจ้องเฉียวฉู่ไม่กะพริบ สติเขาหลุดลอยจนลืมผลักผู้หญิงที่ซวนเซเข้ามา

               เฉียวฉู่จ้องชายหนุ่มหญิงสาวที่อยู่เคียงข้างกันเขม็ง ชุดสีแดงที่ทำให้หญิงสาวโดดเด่น การร้องไห้อันน่าสงสาร ร่างกายที่ซูบผอมกับชายหนุ่มในชุดสูทสีขาว พวกเขาตระกองกอดกันและกัน ดูอย่างไรก็เป็นคู่กัน แล้วเธอล่ะเป็นอะไร

               คำสัญญาเมื่อครู่มันช่างน่าขบขัน มันเป็นเพียงละครตลกฉากหนึ่ง ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าทำเพื่อเยาะเย้ยถากถางเธอ ตอนนี้ใครกันที่ควรร้องไห้? มันควรจะเป็นเธอมากกว่า แต่ทำไมน้ำตาของเธอกลับไม่ไหลสักนิด เธอรู้สึกเพียงว่าหัวใจของตนเหมือนถูกคนมาบีบรัดสุดแรง แม้แต่หายใจก็ยังรู้สึกยากลำบาก ไม่ว่าสายตาของฝูงชนจะจับจ้องมาด้วยความรู้สึกสงสารเวทนา หรือแม้แต่อยากยื่นมือเข้าช่วยเหลือ เธอก็ไม่ต้องการสักนิด ตอนนี้มีเพียงความรู้สึกเดียวคือไม่อยากอยู่ตรงนี้อีกต่อไป เธอรู้สึกว่าทุกสายตาที่จับจ้องมาเหมือนคมดาบที่กำลังประหัตประหาร

               สีหน้าของเฉียวฉู่ซีดเผือดจนน่าตกใจ เสิ่นเสี่ยวเหอจับบ่าเธอไว้แน่น รู้สึกได้ว่าเด็กสาวเหมือนสัตว์เล็กที่ได้รับบาดเจ็บ เนื้อตัวสั่นเทาจนไม่อาจควบคุม เสิ่นเสี่ยวเหอกระซิบข้างหูเธอไม่ยอมหยุด

               “ฉูฉู่ หนูใจเย็นๆ นะ พวกเรากลับบ้านกันก่อน ไม่เป็นไรนะ หนูยังมีพวกเราอยู่”

               ทันใดนั้น ไม่รู้ว่าจู่ๆ เฉียวฉู่เกิดบ้าอะไรขึ้นมา เธอผลักเสิ่นเสี่ยวเหอแล้วหมุนตัววิ่งออกไปข้างนอก เสิ่นเสี่ยวเหอที่ถูกผลักจนตัวเซพลันร้องตะโกน

               “ฉูฉู่---”

               เฉียวอวี่โหย่วยืนมองแผ่นหลังในชุดสีขาวที่จู่ๆ ก็หายลับออกไปจากสวนอย่างงุนงง เพียงชั่วครู่เขาที่มีปฏิกิริยาตอบสนองเป็นคนแรกได้วิ่งตามออกไปทันที

               เฉียวฉู่! ในเวลานั้นเล่ยเอี้ยนตั้งสติได้แล้วเช่นกัน ไม่สนใจว่าลู่ซินจะกำลังท้องกำลังไส้ เขาผลักเธอออกให้พ้นตัว คิดจะวิ่งตามออกไป แต่ทันใดนั้นคอเสื้อกลับถูกคนดึงไว้ ตามด้วยหมัดหนักๆ ผสานความเคียดแค้นที่ชกเข้ามาเต็มหน้า จมูกของเล่ยเอี้ยนมีเลือดไหลอาบทันที จากนั้นเบื้องหน้าก็เกิดเหตุการณ์ตะลุมบอน

               เฉียวอวี่หลินผลักเขาลงไปบนพื้น แม้แต่มองยังไม่อยากแลให้เสียลูกนัยน์ตา เขาคิดว่าอีกฝ่ายเป็นเพื่อนรัก อุตส่าห์มอบสิ่งสำคัญล้ำค่าที่สุดของครอบครัวให้ แต่มันกลับตอบแทนเฉียวฉู่แบบนี้ ถ้าน้องสาวเขาเป็นอะไรขึ้นมาชาตินี้เขาไม่มีทางอภัยให้มันแน่

               เฉียวฉู่ไม่รู้หรอกว่าจะไปไหนดี เพียงแต่ไม่อยากจะอยู่ในสถานที่ที่ทำให้เธอรู้สึกเจ็บปวดและอับอายต่อไป พี่ชายทั้งสองกำลังวิ่งตามมา แต่ว่าตอนนี้เธอไม่ต้องการเจอใครทั้งนั้น เธออยากอยู่คนเดียว

               รองเท้าส้นสูงถูกเธอเตะทิ้งไปนานแล้ว เรือนผมที่เกล้าอย่างสวยงามหลุดลุ่ย เธอเอามืออุดหูตัวเองไว้เพื่อปิดกั้นเสียงร้องตะโกนของญาติพี่น้อง ทันใดนั้นเฉียวฉู่ก็พุ่งออกไปกลางถนน ขวางรถสีเงินคันหนึ่งให้หยุดลง เสียงเบรกดังเอี๊ยดแสบแก้วหูทำให้ครอบครัวเฉียวที่วิ่งตามมาด้านหลังหวาดกลัวจนเหงื่อแตกพลั่ก

               เฉียวฉู่ เธอคิดจะทำอะไรกันแน่?

               ไม่เพียงแต่ครอบครัวเฉียวที่หวาดกลัวจนเหงื่อท่วม เจ้าของรถสีเงินคันนั้นก็ตกใจเช่นกัน

               เหริ่นเฮ่าที่ยังขวัญผวากับเหตุการณ์เมื่อครู่จ้องมองเด็กสาวที่จู่ๆ ก็วิ่งพรวดพราดออกมากลางถนน เขาอยากตะโกนก่นด่าเหลือเกิน แต่เมื่อเห็นสีหน้าเจ็บปวดเกินบรรยายและสารรูปที่ดูกระเซอะกระเซิงของเด็กสาวคนนั้น มันทำให้เขาต้องกลืนคำผรุสวาทลงไป

               เฉียวฉู่วิ่งอ้อมตัวรถแล้วเปิดประตูเข้ามานั่ง

               ไม่ให้ด่าทอยังพอทำได้ แต่เธอขึ้นรถมาแบบนี้มันไม่ใช่เรื่องเสียแล้ว เหริ่นเฮ่ามองสาวน้อยที่ไม่ได้รับเชิญด้วยสีหน้าตกตะลึง พร้อมทั้งเอ่ยว่า “คุณ คุณทำอะไร”

               เฉียวฉู่หอบหายใจออกคำสั่ง “ออกรถ”

               นี่เข้าใจผิดอะไรหรือเปล่า เหริ่นเฮ่าไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ออกไปดี

               เสียงโหวกเหวกที่ดังมาจากด้านหลังใกล้เข้ามาทุกขณะ ในตอนนั้นเองเหริ่นเฮ่าถึงได้สังเกตว่า ด้านหลังของเด็กสาวมีคนกลุ่มหนึ่งวิ่งตามมา

               เหริ่นเฮ่าไม่อยากจะเข้าไปยุ่งวุ่นวายกับเรื่องนี้ ดูแล้วผู้หญิงคนนี้ยังเด็กมาก ไม่รู้ว่าบรรลุนิติภาวะหรือยัง หากคนในครอบครัวของเธอกล่าวหาว่าเขาเป็นคนลักพาเด็กสาว เรื่องนี้จะกลายเป็นมลทินติดตัวเขาหรือเปล่า ถึงขั้นที่แม้เขาจะกระโดดลงแม่น้ำฮวงโหก็คงไม่อาจชำระล้างได้หมด

               มือข้างหนึ่งของเหริ่นเฮ่าถูกเฉียวฉู่จับไว้ ส่วนมืออีกข้างนั้นเขายื่นมันข้ามตัวเด็กสาวเพื่อจะเปิดประตูรถแล้วโยนเธอออกไปชั่วขณะนั้นมีน้ำตาหยดหนึ่งหล่นกระทบช่วงแขนของเหริ่นเฮ่าพอดีมันไม่ได้อุ่นร้อน แต่กลับให้ความรู้สึกเย็นชืด

               เหริ่นเฮ่าตกตะลึง ในที่สุดเขาก็ได้พินิจมองเด็กสาวที่วิ่งพรวดพราดออกมาคนนี้อย่างถี่ถ้วน ใบหน้าด้านข้างงดงามหมดจดปรากฏความรู้สึกด้านชา ดวงตากลมโตงดงามมีหยาดน้ำไหลริน กระนั้นสีหน้าก็ยังคงไร้ความรู้สึก แม้เธอจะไม่ได้ส่งเสียงร้องออกมาแต่กลับทำให้คนข้างๆ ทุกข์ใจอย่างไร้สาเหตุ

               เหริ่นเฮ่ามองน้ำตาที่หยดลงบนแขนแล้วสบถออกมาเบาๆ

               เขาชักมือกลับพร้อมใช้เท้าเหยียบคันเร่ง ค่อยๆ ทิ้งระยะห่างจากกลุ่มคนที่กำลังวิ่งไล่หลังเหล่านั้นออกไป

               เมื่อรถเคลื่อนออกมาแล้ว มือของเฉียวฉู่ที่จับมือของเหริ่นเฮ่าไว้ในตอนแรกก็คลายออกช้าๆ เธอเหม่อมองไปข้างหน้าด้วยท่าทางเซื่องซึม รถขับออกห่างจากตัวเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ เฉียวฉู่นั่งเงียบๆ ไม่พูดไม่จา เหริ่นเฮ่าอดตั้งคำถามไม่ได้

               “คุณจะไปไหน?”

               “ภูเขาหงซัน” ผ่านไปพักใหญ่เฉียวฉู่ถึงได้ตอบเสียงสะอื้น

               เหริ่นเฮ่าเลิกคิ้วขึ้นแต่ไม่ได้พูดอะไร บังคับรถเบี่ยงไปอีกทาง มุ่งหน้าสู่ภูเขาหงซัน เมื่อขับรถขึ้นเขามาได้ครึ่งทางเหริ่นเฮ่าก็ไม่ได้ไปต่อ หลังจากจอดรถไว้บนไหล่ทาง เขาก็หันหน้ามาพิจารณาสาวน้อยที่เอาแต่นิ่งเงียบมาตลอดทางคนนี้

               เฉียวฉู่ไม่รออยู่บนรถนานนัก เธอเปิดประตูออกมาเดินตรงไปยังยอดเขา

               เธอคิดจะทำอะไร? จะกระโดดลงมาจากยอดเขาหรือ?

               เหริ่นเฮ่ายอมรับว่าตัวเองสงสัยมาก อีกทั้งครอบครัวของเธอต่างเห็นทะเบียนรถของเขาแล้ว ในสถานการณ์เช่นนี้จะเพิกเฉยก็ไม่ได้ ดังนั้นจึงขับรถตามหลังเธอไปช้าๆ

               จากไหล่เขาถึงปลายยอดยังต้องเดินอีกสักระยะ ขณะที่เหริ่นเฮ่าขับรถตามมาอยู่ด้านหลัง คิ้วของเขาขมวดเล็กน้อย ด้วยเพิ่งสังเกตว่าเด็กสาวคนนี้ไม่ได้ใส่รองเท้า ตอนนี้เป็นช่วงพลบค่ำ พื้นถนนลาดยางมะตอยที่ถูกแสงแดดแผดเผามาตลอดวันกำลังร้อนระอุ แม้จะสวมรองเท้าอยู่ก็ยังรับรู้ถึงไอร้อนที่พุ่งขึ้นมาได้ ไม่ต้องพูดถึงการเดินด้วยเท้าเปล่าว่าจะร้อนขนาดไหน

               ทว่าเด็กสาวกลับไม่หยุดฝีเท้าเลย เธอเดินมาเกือบหนึ่งชั่วโมง ในที่สุดก็ถึงยอดเขา เหริ่นเฮ่าหยุดรถห่างจากเธอไปราวๆ สิบเมตรเศษ เขาออกมายืนพิงรถพลางจ้องเขม็งไปยังสาวน้อยที่กำลังถูกโอบล้อมด้วยแสงอาทิตย์อัสดง

               เฉียวฉู่จับรั้วที่อยู่ด้านข้าง เธอบีบมันแรงๆ หากไม่ทำเช่นนี้เธอจะไม่สามารถยันตัวไว้ได้ ในสมองว่างเปล่า เรื่องที่เกิดในวันนี้ดูเลือนรางคล้ายความฝันฉากหนึ่ง เล่ยเอี้ยนยังคงเป็นเล่ยเอี้ยนที่อบอุ่น ยังคงเป็นเล่ยเอี้ยนที่เอ็นดูและเอาอกเอาใจเธอ

               จุดที่อยู่บนยอดเขานี้สามารถมองเห็นตัวเมืองซึ่งกำลังถูกอาบย้อมด้วยแสงตะวันที่กำลังจะลับขอบฟ้า มันช่างสวยงามตระการตากว่าที่เคยได้พบพาน

               ณ สถานที่แห่งนี้ เล่ยเอี้ยนเคยบอกว่าจะอยู่เคียงข้างเธอ คอยมองดวงตะวันขึ้นและลับขอบฟ้าไปด้วยกัน เขาเคยพูดว่าจะทำให้เธอมีความสุขกว่าใคร ทุกถ้อยคำที่เขาเอ่ยออกมา ทุกๆ ความรู้สึกเหมือนย้อนกลับมาปรากฏอยู่เบื้องหน้าอีกครั้ง แต่เวลานี้เฉียวฉู่รู้สึกเพียงว่า ทุกประโยคที่เขาพูดออกมาช่างน่ารังเกียจ ชวนให้รู้สึกสะอิดสะเอียนจนแทบบ้า

8.โง่มาตลอดสิบกว่าปี

               “อ๊ากกก---”

               เฉียวฉู่อุดหูทั้งสองข้างแล้วตะโกนออกมาจนเสียงแหบแห้ง สุดท้ายจึงทิ้งตัวลงไปนั่งอยู่บนพื้นกรวด

               เจ็บจัง...

               สาวน้อยก้มหน้ามองเท้าที่บวมแดงของตน ยังมีน่องและแขนที่ถูกสะเก็ดหินบาดจนเป็นแผล เลือดหยดเล็กๆ ไหลซึมออกมา

               เจ็บ!

               ไหนใครเคยบอกว่าถ้าใจของคนเราเจ็บปวดถึงขีดสุด ร่างกายจะไร้ความรู้สึกไม่ใช่หรือ ที่แท้ประโยคพวกนั้นมันก็โกหกทั้งเพ

               เธอยังคงรู้สึกเจ็บ เจ็บไปหมดทั้งตัว หรือว่าวันนี้เธอยังน่าสมเพชไม่พอ?

               คิดแล้วก็ขำตนเอง เฉียวฉู่ประคองตัวลุกขึ้นจากพื้น พวกเขารู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก ชีวิตของเธอไม่ว่าแง่มุมไหนต่างก็มีร่องรอยของเขา ขนาดจะหาสถานที่หลบซ่อนก็ยังไม่มี ไม่อยากมองทะเลเมฆที่มีแสงเจิดจ้าสาดส่องลงมาแบบนี้อีกแล้ว

               เฉียวฉู่เดินลงจากเขาไปทีละก้าวๆ

               เหริ่นเฮ่ามองเด็กสาวตรงหน้าที่บาดเจ็บทั้งกายและใจกำลังพยุงร่างตนเองเดินตรงเข้ามา ท่าทางของเธอคล้ายดวงวิญญาณล่องลอย ความรู้สึกไม่สบายใจอันไร้ที่มาพลุ่งพล่านขึ้นอย่างไม่รู้ทิศทาง ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเห็นรอยแผลบนขาของเธอก็ยิ่งทำให้เขาว้าวุ่นใจ

               เหริ่นเฮ่าตะโกนไล่หลังร่างกระเซอะกระเซิงของเฉียวฉู่“เดี๋ยวผมลงไปส่งข้างล่าง”

               หูทั้งสองข้างของเฉียวฉู่ไม่ได้ยินเสียงเหริ่นเฮ่า เธอเดินลงเขาต่อไปเรื่อยๆ อย่างเชื่องช้า ตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้เธอไม่ได้สนใจมองชายหนุ่มเต็มๆ ตาสักครั้ง

               ส่วนเหริ่นเฮ่าก็รู้ซึ้งแล้วว่าความดื้อรั้นหน้าตาเป็นอย่างไร

               ผ่านไปห้าชั่วโมง เด็กสาวตัวแสบที่ทำให้คนกลัดกลุ้มใจก็เดินเท้าเปล่าจากภูเขาหงซันมาถึงถนนเส้นที่เธอจากไปเมื่อตอนกลางวัน และวันนี้เขาก็ไม่รู้ว่าตนเองเป็นบ้าอะไร ถึงต้องมาเสียเวลาทั้งวันไปกับการอยู่เป็นเพื่อนเธอ

               หลังจากเฝ้าดูเฉียวฉู่เดินเข้าบ้านไป เหริ่นเฮ่าก็ขยี้ก้นบุหรี่ในมือแล้วรีบออกจากตรงนั้นไปอย่างรวดเร็ว เขาไม่ต้องการเปลืองสมองไปกับยัยตัวแสบที่ทำให้เขาเกิดความสงสารมาตลอดวันอีกต่อไป

               เฉียวฉู่เดินโซซัดโซเซเข้ามาในบ้าน บาดแผลตามร่างกายของเธอทำให้เฉียวเจ่อและเสิ่นเสี่ยวเหอที่เป็นฝ่ายรอท่าอยู่ในบ้านตกใจ

               เฉียวเจ่อถามด้วยน้ำเสียงเจ็บปวด “ฉูฉู่ ฉูฉู่ลูกเป็นยังไงบ้าง?”

               เฉียวฉู่ก้มหน้าต่ำ ไม่พูดไม่จาก็เดินเข้าห้องไปอย่างเหม่อลอย

              

               เสิ่นเสี่ยวเหอถือถ้วยกาแฟยืนพิงประตูมองเฉียวฉู่ที่เอาแต่นั่งขดตัวอยู่บนเก้าอี้หวาย

               เธอเอาแต่เหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง สามวันที่ผ่านมาเธอไม่ร้องไห้โวยวาย ยังคงกินข้าวนอนหลับตรงเวลา ทุกวันเฉียวฉู่จะลงมานั่งขดตัวอยู่ตรงนี้ เสิ่นเสี่ยวเหอไม่รู้ว่าสถานการณ์ที่เป็นอยู่มันดีหรือไม่ เสิ่นเสี่ยวเหอส่งกาแฟให้เธอ เฉียวฉู่รับแก้วมาประคองไว้ในมือ

               แก้วมัคในมือของเธอสั่นไหวเล็กน้อย ขณะนั้นจู่ๆ เฉียวฉู่ก็พูดเสียงเบา “กาแฟโคน่าฮาวาย”

               เสิ่นเสี่ยวเหอเลิกคิ้ว นั่งลงบนพรมข้างเฉียวฉู่เงียบๆ ทำเพียงพลิกหน้านิตยสาร ด้วยไม่ต้องการรบกวนความคิดของเฉียวฉู่ เธอทำเหมือนเดิมทุกๆ บ่าย

               เพราะกลิ่นหอมหวนและรสชาติอันเข้มข้นที่ทำให้เธอหลงใหลกาแฟอย่างบ้าคลั่ง และเพื่อให้ตรงกับความชอบของเธอ เล่ยเอี้ยนจึงพยายามค้นหากาแฟในดวงใจของเฉียวฉู่ กระทั่งได้เจอกาแฟโคน่าฮาวายเหมือนแก้วที่เธอถืออยู่ในมือตอนนี้

               เฉียวฉู่กำแก้วร้อนๆ ในมือแน่น เอ่ยเจือสะอื้น “ก่อนหน้านี้หนูคิดว่า เขาเป็นคนที่เข้าใจหนูมากกว่าใครในโลก รับรู้ทุกอย่างว่าหนูชอบอะไร และหนูก็คิดว่าตัวเองก็เป็นคนที่เข้าใจเขามากที่สุด เขารักหนูมาตลอด เอาใจหนู คอยอยู่เป็นเพื่อน พวกเราสัญญาว่าจะแก่เฒ่าไปด้วยกัน และถึงแม้หนูอาจเป็นฝ่ายจากไปก่อน เขาก็จะเหมือนพ่อที่รักแม่อะไรแบบนั้น อาศัยอยู่ในบ้านที่พวกเราใช้ชีวิตมาด้วยกัน รักนิรันดร์ตราบจนสิ้นลมหายใจไปจากโลกนี้” เสียงขาดห้วงแต่ไม่ได้มีความโศกเศร้าเจืออยู่มากนัก คล้ายกับบอกเล่าเรื่องธรรมดาทั่วไป

               เสิ่นเสี่ยวเหอเงยหน้ามอง ไม่มีน้ำตาแสนรันทดบนใบหน้าของเฉียวฉู่ เด็กสาวใช้มือเท้าคางพลางส่งเสียงหัวเราะอย่างเย้ยหยัน

               “น้าเล็ก หนูมันโง่มากเลยใช่ไหม ที่คิดเข้าข้างตัวเองมาตลอด โง่มาตลอดสิบกว่าปี”

               เสิ่นเสี่ยวเหอวางนิตยสารในมือแล้วเอ่ยปลอบ “ฉูฉู่ ทำไมถึงไม่ฟังเอี้ยนอธิบายสักหน่อยล่ะ น้าเชื่อว่าเขารักหนูมากจริงๆ” หลายปีที่ผ่านมาเล่ยเอี้ยนทำทุกอย่างเพื่อเฉียวฉู่ ทุกคนรับรู้เรื่องนี้ดี ถ้าไม่ใช่เพราะความรัก เขาจะทำมันถึงขั้นนี้ได้อย่างไร

               “รักมากหรือ?” ตอนแรกเฉียวฉู่นั่งขดเหมือนถูกเข็มหมุดตรึงไว้ แล้วจู่ๆ เธอก็เด้งตัวขึ้นมา น้ำเสียงเริ่มมีความฉุนเฉียว “รักหนูมาก แต่ไปนอนกับผู้หญิงอื่น รักหนูมากแต่ดันทำคนอื่นท้อง แบบนี้หมายความว่ารักมาก? หนูไม่ต้องการ”

               “หนูไม่ฟังเขาอธิบาย ไม่กลัวหรือว่าตัวเองจะต้องเสียใจทีหลัง”

               เฉียวฉู่ปาแก้วกาแฟลงพื้น กาแฟหกเจิ่งนอง หันไปมองอยู่นาน ตอนนี้อารมณ์ของเธอมันยากที่จะควบคุมได้ เธอตะโกนใส่เสิ่นเสี่ยวเหอ

               “อธิบายแล้วยังไง ถึงเขาจะถูกใส่ร้ายแค่ไหน แต่ผู้หญิงคนนั้นก็มีตัวตนอยู่จริง แถมยังมีลูกอีก”

               ลูก พวกเขาถึงขั้นมีลูกกันแล้ว ยังจะอธิบายอะไรอีก?

               “ถ้าอย่างนั้นฉูฉู่วางแผนจะทำยังไงต่อไป? จะขังตัวเองอยู่ในห้องนี้ไม่พูดไม่จาไม่ทำอะไรแบบนี้ ให้พ่อกับพี่ชายต้องเป็นห่วงต่อไปหรือไง?” เสิ่นเสี่ยวเหอถูกเฉียวฉู่ขึ้นเสียงใส่ก็เริ่มโมโหขึ้นมาบ้างช่วงหลายวันนี้มีแค่เธอที่เสียใจหรืออย่างไร?

               เฉียวฉู่คอตก นั่งยองๆ ลงตรงมุมห้อง เธอก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตนเองเป็นอะไร ได้แต่มองเสิ่นเสี่ยวเหอน้ำตานองหน้า เฉียวฉู่พูดอย่างอับจน “น้าเล็ก ถ้าอย่างนั้นหนูควรทำยังไงดี?”

               เสิ่นเสี่ยวเหอตบหน้าผากของตนเอง นี่เธอกำลังทำอะไรอยู่เฉียวฉู่ก็เป็นแค่เด็กสาวคนหนึ่ง หลังจากเพิ่งผ่านเรื่องโหดร้ายมาแบบนี้ เธอยังต้องการให้เฉียวฉู่คำนึงถึงความรู้สึกของทุกคนในบ้านอีกหรือ?

               เธอเช็ดน้ำตาให้สาวน้อยอย่างเบามือ เสิ่นเสี่ยวเหอตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ช่างเถอะ อย่าบีบคั้นตัวเองมากนักเลย” เฉียวฉู่ซุกหน้าลงในอ้อมอกของเสิ่นเสี่ยวเหอ ผ่านมาสามวัน ในที่สุดเธอก็ได้ร้องไห้ระบายออกมาเสียที

               กระทั่งน้ำตาเหือดแห้ง ความรู้สึกเหนื่อยล้าประดังเข้ามาเฉียวฉู่เอนตัวพิงเสิ่นเสี่ยวเหอแล้วถามเบาๆ

               “น้าเล็ก พาหนูไปจากที่นี่ได้ไหม”

               เสิ่นเสี่ยวเหอชะงักมือที่กำลังลูบปลอบเฉียวฉู่ ผ่านไปครู่หนึ่งเธอจึงปัดปอยผมของเฉียวฉู่อย่างเบามือพร้อมเอ่ยถาม “อยากหนีหรือ?”

               เฉียวฉู่ซบไหล่เสิ่นเสี่ยวเหอ ตอบกลับด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง “หนูหนีไม่ได้หรือ? ตอนนี้หนูคิดแค่อยากออกไปจากตรงนี้ หนีไปจากสถานที่ที่มีแต่เขา น้าเล็ก น้าให้หนูหนีไปจากตรงนี้ได้ไหม?”

               ตอนนี้เฉียวฉู่ได้เรียนรู้แล้วว่าความอบอุ่นที่คอยพะเน้าพะนอนั้นเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่คอยทิ่มแทง สิบกว่าปีที่ผ่านมาทุกหนแห่งในชีวิตเธอล้วนแต่มีลมหายใจของเขา ราวกับว่าหนีอย่างไรก็หลบไม่พ้น และตอนนี้สิ่งเหล่านั้นก็ย้อนกลับมาทำให้เธอเจ็บปวด

               “หนูเพิ่งสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ หนูจะทิ้งอนาคตของตัวเองหรือ? อีกทั้งถ้าหนีไปแบบนี้แล้วพ่อกับพี่ชายของหนูจะทำยังไง?”

               เสิ่นเสี่ยวเหอไม่ได้อยากคัดค้านที่เฉียวฉู่จะได้ไปเจอสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ และจัดการกับสภาพจิตใจของตนเอง แต่เพราะสาวน้อยเป็นเหมือนชีวิตจิตใจของครอบครัวนี้ ถ้าไม่มีเฉียวฉู่แล้วพี่เขยของเธอจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไร

               จริงสิ ยังมีพ่อและพี่ชาย พวกเขารักเธอขนาดนี้ แต่เธอกลับจะทิ้งพวกเขาแล้วหนีไป เฉียวฉู่หัวเราะอย่างขมขื่น “หนูมันเห็นแก่ตัวมากใช่ไหมคะ”

               เสิ่นเสี่ยวเหอส่ายศีรษะเบาๆ เด็กน้อยคนนี้คงลำบากใจมากจริงๆ

               “เสี่ยวเหอ เธอพาเฉียวฉู่ไปอิตาลีเถอะ” ไม่รู้ว่าประตูห้องถูกเปิดตั้งแต่เมื่อไร น้ำเสียงเหนื่อยล้าของเฉียวเจ่อพลันดังขึ้น

               เมื่อครู่ตอนอยู่ชั้นล่างเขาได้ยินเสียงร้องไห้ของลูกสาว การต้องมาได้ยินเสียงแบบนั้นทำให้จิตใจของคนเป็นพ่ออย่างเขาเจ็บปวดใจเหลือเกิน ถ้าการได้ออกไปจากที่นี่ทำให้เฉียวฉู่รู้สึกดีขึ้นมาบ้าง เขาก็จะให้เธอไป

               แต่เฉียวอวี่โหย่วที่ยืนอยู่ด้านหลังกลับเอ่ยขึ้นอย่างเดือดดาล “พ่อทำใจได้หรือถ้าฉูฉู่ต้องไปอยู่ไกลขนาดนั้น? เห็นชัดๆ ว่าฝ่ายผิดคือเจ้าคนตระกูลเล่ย แล้วทำไมฉูฉู่ต้องไปอยู่ไกลบ้าน? ผมไม่เห็นด้วย”

               ถ้ามีฝ่ายไหนต้องไปก็ควรเป็นเจ้าคนตระกูลเล่ยนั่น

               เฉียวเจ่อส่ายศีรษะอย่างอับจน ถอนหายใจกล่าว “แกจะใจแข็งทนดูน้องแกต้องเป็นทุกข์อยู่ที่นี่หรือ?”

               เฉียวอวี่โหย่วส่งสายตามองน้องสาวที่ดูเหมือนคนไร้ความรู้สึก เธอกำลังเอนกายพิงเสิ่นเสี่ยวเหออยู่ ในใจยิ่งโกรธแค้นเล่ยเอี้ยนมากขึ้นไปกว่าเดิม อย่าพูดถึงเฉียวฉู่เลย ชีวิตนี้เขาเองก็ไม่นึกอยากเจอคนตระกูลเล่ยอีก

               “พ่อ พวกเราย้ายบ้านก็ได้นี่ ไม่ต้องอยู่ข้างบ้านพวกเขาเท่านี้ก็พอแล้ว ถ้าฉูฉู่ไม่ชอบ พวกเราก็ย้ายไปอยู่เมืองอื่น” ทำอย่างนี้ก็ได้ไม่ใช่หรือ

               ความขมขื่นปรากฏในดวงตาของเฉียวเจ่อ สุดท้ายจึงพยักหน้าตอบ “ก็ได้”

               “ไม่ได้” เฉียวอวี่หลินประคองบ่าเฉียวเจ่อไว้ เอ่ยว่า “บ้านหลังนี้แม่เป็นคนออกแบบ การตกแต่งภายในทุกอย่างล้วนเป็นฝีมือของแม่ แถมดอกไม้พวกนั้นแม่ก็เป็นคนเลือก ที่นี่มีเงาของแม่อยู่ พ่อ พ่อจะย้ายไปจากที่นี่ได้หรือ?” ตอนนั้นเฉียวอวี่โหย่วและเฉียวฉู่ยังเล็กมาก ดังนั้นจึงมีแต่เขาที่รับรู้อย่างชัดเจนว่าบ้านหลังนี้มีความหมายกับพ่อแค่ไหน

9.มันมาได้ยังไง

               เสิ่นเสี่ยวเหอนึกทอดถอนใจ คนในครอบครัวนี้ผูกพันกับคำว่าอารมณ์ความรู้สึก แก่ก็เป็นอย่างนี้ เด็กก็ยังเป็นอย่างนี้ เธอดึงเฉียวฉู่ให้ลุกขึ้น จากนั้นจึงพูดว่า “โอเค ฉูฉู่ก็ไม่ใช่เด็กๆ แล้ว ย้ายไปเรียนต่อต่างประเทศไม่กี่ปีก็คงไม่เป็นไรหรอก ถ้าพวกเธอไม่คัดค้านก็ตกลงตามนี้ เดี๋ยวฉันจะไปเดินเรื่องทั้งหมดเอง หนึ่งอาทิตย์หลังจากนี้ก็เดินทางได้แล้ว”

               เฉียวเจ่อหันหน้ามองดวงตากลมโตที่สวยงามเหมือนเสี่ยวเฉี่ยนของเฉียวฉู่ ตอนนี้มันพร่ามัวเพราะถูกน้ำตาบุกโจมตี นี่ไม่ใช่ภาพลักษณ์ที่ลูกควรจะเป็น เขาโอบบ่าอันอ่อนแรงของลูกสาวเข้าสู่อ้อมอก ในที่สุดเฉียวเจ่อก็พยักหน้าตอบรับ “ไปเถอะ ไปเริ่มต้นชีวิตใหม่”

 

               ที่หน้าประตูทางออก เฉียวเจ่อจับมือเฉียวฉู่ไว้ เขากำชับว่า “พอไปถึงที่นั่นต้องเชื่อฟังคุณน้า ใช้ชีวิตให้มีความสุขนะรู้หรือเปล่า?”

               แต่ไหนแต่ไรลูกสาวไม่เคยต้องห่างบ้านนานขนาดนี้ พลันเกิดความรู้สึกตัดใจไม่ลง ดวงตาบนใบหน้ามีอายุของเขาแดงก่ำ

               “ค่ะพ่อ” เฉียวฉู่พยักหน้า กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่

               เฉียวอวี่หลินลูบศีรษะเฉียวฉู่แล้วฝืนยิ้ม “อย่าร้องไห้ ฉูฉู่ของพวกเราเหมาะสมกับรอยยิ้มมากกว่า”

               ตอนนี้เฉียวฉู่ยิ้มไม่ออก เธอร้องไห้จนนัยน์ตาแดงก่ำเหมือนตากระต่าย ไม่ชอบบรรยากาศชวนอึดอัดแบบนี้เลย เฉียวอวี่โหย่วหยิกแก้มเฉียวฉู่เบาๆ แล้วกล่าวกลั้วหัวเราะ “ถูกต้อง เธอร้องไห้แบบนี้มันน่าเกลียดจะตาย พี่ชายที่โตกว่าเธอไม่เท่าไรคนนี้รับปากว่าจะไปเยี่ยมถึงอิตาลีบ่อยๆ ดีไหม”

               ถ้าเป็นช่วงเวลาปกติเฉียวฉู่จะต้องต่อปากต่อคำกับเขาแน่ แต่วันนี้เธอกลับเบะปากพุ่งเข้ามากอดเฉียวอวี่โหย่วแล้วร้องไห้หนักกว่าเดิม น้ำตาไหลทะลักออกมาไม่หยุดจนเขามือไม้อ่อนทำอะไรไม่ถูก

               ภายใต้การปลอบโยนของครอบครัว ไม่ง่ายเลยที่เฉียวฉู่จะสงบลงได้ แต่ในที่สุดเธอก็ห้ามน้ำตาสำเร็จ เฉียวฉู่หายใจเข้าปอดลึกๆ พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “พ่อกับพี่ๆ สบายใจได้ หนูจะต้องกลับมาหัวเราะเหมือนเดิมแน่”

               เธอต้องโอเคให้ได้ เพื่อคนที่รักและห่วงใยเธอเหล่านี้

               ทางสนามบินประกาศเวลาขึ้นเครื่องแล้ว ชายทั้งสามยืนมองเฉียวฉู่ด้วยใจที่เหี่ยวเฉา หากวันนี้เป็นแค่การมาส่งเฉียวฉู่ไปเรียนต่อ บางทีพวกเขาอาจจะไม่ทุกข์ใจแบบนี้ แต่กลับเป็นวันที่ต้องมาส่งเธอเพื่อไปรักษาแผลใจ ทำให้พวกเขาเจ็บปวดมากกว่าเดิม

               ชั่วขณะที่เฉียวฉู่กำลังเตรียมตัวเดินเข้าประตู จู่ๆ ก็มีเสียงตะโกนเรียกดังมาแต่ไกล เสียงนั้นกระชั้นเข้ามาทุกขณะ

               “ฉูฉู่” ร่างสูงของเล่ยเอี้ยนปรากฏขึ้นที่ห้องพักผู้โดยสาร

               เฉียวอวี่โหย่วขมวดคิ้ว สบถออกมาอย่างอดไม่ได้ “มันมาได้ยังไง”

               เสิ่นเสี่ยวเหอหัวเราะเบาๆ “น้าบอกเขาเอง” เธอรู้สึกว่าระหว่างเฉียวฉู่และเล่ยเอี้ยนน่าจะมีโอกาสได้พูดคุยกันสักครั้ง แบบนี้ถึงจะยุติธรรมต่อพวกเขาทั้งสอง

               เฉียวอวี่โหย่วไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง ถ้าไม่ใช่เพราะมัน น้องสาวเขาก็คงไม่เจ็บปวดขนาดนี้ ครอบครัวของเขาคงไม่ต้องแยกจากกันแบบนี้ เฉียวอวี่โหย่วขวางเล่ยเอี้ยนไว้ พร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา

               “เล่ยเอี้ยน ไสหัวไปก่อนที่ฉันจะต่อยแก”

               ร่างสูงของเฉียวอวี่โหย่วยืนจังก้าขวางทางไว้ เล่ยเอี้ยนไม่มีทางเข้าใกล้เฉียวฉู่ได้เลย เขาจับแขนเฉียวอวี่โหย่วแน่น พูดเสียงขรึมและแหบแห้งที่แฝงไว้ด้วยความวิงวอน

               “อวี่โหย่ว ฉันขอพูดกับฉูฉู่ประโยคเดียว แค่ประโยคเดียวเท่านั้น” เขาไม่สามารถปล่อยให้เธอจากไปแบบนี้ได้

               “น้องสาวฉันไม่อยากฟังอะไรทั้งนั้น ไสหัวไป” ยังจะมีหน้าโผล่มา เฉียวอวี่โหย่วไม่พอใจเล่ยเอี้ยนอย่างมาก ชั่วขณะนั้นเขาหมดความอดทนแล้ว พลันต่อยท้องของเล่ยเอี้ยนสุดแรงไปหนึ่งครั้ง

               เล่ยเอี้ยนส่งเสียงร้องอู้อี้ออกมา เวลานี้เขาต้องการพูดกับเธอแค่ประโยคเดียวเท่านั้น หากต้องโดนกำปั้นของเฉียวอวี่โหย่วสักกี่หมัดเขาก็ยอมโดยไม่หลบเลี่ยง

               ภายในสนามบิน ชายสองคนโรมรันกันอุตลุด แต่ถ้าจะพูดให้ถูกคือชายคนหนึ่งกำลังออกหมัดใส่ชายอีกคนต่างหาก

               “พี่เล็ก” เฉียวฉู่คลายมือที่กำหมัดแน่น เดินไปตรงหน้าเล่ยเอี้ยนแล้วพูดเสียงเย็นชา “ฉันเองก็มีอะไรที่ต้องพูดกับคุณเหมือนกัน”

               “ฉูฉู่...” เฉียวอวี่โหย่วขวางหน้าเฉียวฉู่ไว้ ไม่อยากให้เธอมีความเกี่ยวข้องอะไรกับเล่ยเอี้ยนทั้งนั้น ไอ้ผู้ชายคนนี้มันไม่เหมาะกับน้องสาวของเขา

               ในตอนนั้นเอง เฉียวอวี่หลินเดินเข้ามาตบบ่าเฉียวอวี่โหย่วแล้วพูดว่า “ช่างเถอะ ให้พวกเขาได้คุยกัน”

               เฉียวฉู่มองชายหนุ่มที่มีใบหน้าซีดเซียวเต็มไปด้วยหนวดเคราตรงหน้า ท่าทีเย่อหยิ่งที่เคยมีหายไปไม่น้อย เขาในตอนนี้ดูโทรมมากอันเนื่องมาจากความรู้สึกชุ่มชื่นที่คอยหล่อเลี้ยงใจนั้นแห้งเหือด แท้จริงแล้วไม่ได้มีแค่หัวใจของเธอที่เจ็บปวด

               เล่ยเอี้ยนจับมือเฉียวฉู่แน่น ในที่สุดเขาก็สามารถกุมมือเธอไว้ได้อีกครั้ง ครึ่งเดือนที่ผ่านมา ไม่ว่าเขาจะพยายามสักแค่ไหน อย่างไรคนในครอบครัวเฉียวก็ไม่ยอมให้เล่ยเอี้ยนเข้าใกล้ฉูฉู่ของเขา
เรื่องนั้นบีบคั้นเขาจนแทบบ้า

               ขณะนั้นเฉียวฉู่รู้สึกว่าสีหน้าที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดของเล่ยเอี้ยนมันช่างน่าขำ

               เขาคิดจะแสดงละครอะไรอีก? ขาดเธอไม่ได้หรือ? หลังจากทำลายความเชื่อมั่นและศรัทธาที่เธอมีต่อเขาไปจนหมดสิ้นแล้ว?

               เฉียวฉู่ออกแรงดึงมือตัวเองกลับมา จากนั้นจึงออกปากถาม “คุณจะพูดอะไรกับฉัน?”

               เล่ยเอี้ยนรีบตอบเสียงแหบแห้ง “อย่าไปเลย”

               เฉียวฉู่หัวเราะอย่างเย็นชา “คุณจะห้ามฉันในฐานะอะไรคนรักของผู้หญิงอีกคนหรือ หรือในฐานะคุณพ่อที่ลูกกำลังจะลืมตาดูโลกเร็วๆ นี้”

               ทุกประโยคของเฉียวฉู่เหมือนมีดปลายแหลมที่กรีดลงมา แต่สิ่งเหล่านี้กลับไม่ได้ทำให้เล่ยเอี้ยนเจ็บปวดเท่าท่าทีเย็นชาของเธอ เขาโอบกอดเฉียวฉู่ไว้ ดันเธอเข้าสู่อ้อมอกของตน เล่ยเอี้ยนพยายามสุดความสามารถที่จะเรียกร้องให้เธอกลับมา น้ำเสียงแหบแห้งของเขาดังขึ้นอย่างชัดถ้อยชัดคำที่ข้างหูเธอ

               “ฉันรู้ ทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นความผิดของฉัน แต่ฉันจะจัดการมันให้ดี เธอเชื่อใจฉันนะ อย่าไปเลย อย่าไป!”

               เชื่อใจ? เขายังกล้าพูดเรื่องความเชื่อใจกับเธอ มันช่างน่าขำเหลือเกิน

               “ฉันเชื่อคุณมาสิบกว่าปี คุณมีอะไรตอบแทนให้กับความเชื่อใจของฉันบ้าง?”

               จู่ๆ เฉียวฉู่ก็รู้สึกหมดแรง มันทำให้เธอไม่มีกำลังจะขัดขืนใดๆ ผู้ชายตรงหน้าปกป้องคุ้มครองเธอมาตลอดระยะเวลากว่าสิบปี แต่เมื่อมองตอนนี้ทำไมถึงรู้สึกเหมือนคนแปลกหน้า เธอจะมาโต้เถียงอยู่ตรงนี้เพื่ออะไร? แม้เธอจะตีเขาหรือใช้คำพูดด่าทออย่างรุนแรง ก็ใช่ว่าใจของเธอจะไม่เจ็บปวด และถึงเขาจะรู้สึกผิดกับเธออย่างไร เขาก็ไม่ใช่เล่ยเอี้ยนคนเดิมที่เธอรู้จักอีกแล้ว

               เฉียวฉู่เช็ดคราบน้ำตาที่หยดออกมาจากหางตา พูดด้วยน้ำเสียงที่เป็นปกติ “ช่างเถอะ อย่าทำให้รู้สึกว่าสิบกว่าปีที่ผ่านมาฉันไม่ใช่แค่ตาบอด แต่ยังใจดำอีกต่างหาก” เขาควรจะรับผิดชอบผู้หญิงคนนั้นและเด็กในท้อง

               สายตาเย็นชา น้ำเสียงอ่อนล้า แม้คนที่อยู่ในอ้อมอกจะไม่ดิ้นรนขัดขืน แต่ความหวาดกลัวภายในหัวใจของเล่ยเอี้ยนกลับมากขึ้นทุกที ด้วยรู้สึกได้ว่ากำลังจะสูญเสียเธอไป เธอกำลังตัดเขาออกไปจากหัวใจทีละน้อย

               สาวน้อยยืดตัวตรง มือเย็นเฉียบของเธอทาบอยู่บนทรวงอกเล่ยเอี้ยน ออกแรงดันเล็กน้อย เพิ่มระยะห่างระหว่างพวกเขา เฉียวฉู่จ้องเข้าไปในดวงตาสีดำที่ในอดีตเคยทำให้หัวใจเธออ่อนระทวย พูดออกไปอย่างชัดถ้อยชัดคำ

               “ความสัมพันธ์ระหว่างฉันกับคุณ จบลงแค่นี้”

               เล่ยเอี้ยนยืนอึ้งไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่นิด เหมือนโดนอะไรตรึงไว้ให้อยู่กับที่ เขาจ้องมองเงาร่างนั้นเดินจากไปจนลับสายตา

               เหตุการณ์ทั้งหมดที่อยู่ด้านหลังถือเป็นเรื่องของเมื่อวาน แต่ไหนแต่ไรเฉียวฉู่ไม่เคยหันหลังกลับ เธอมุ่งหน้าสู่การเดินทางที่ไม่รู้วันหวนคืน

 

               ฟ้าสีครามยามนั้นมันช่างงามวิจิตรเฉกเช่นวันนี้

               มุมปากของเฉียวฉู่ยกขึ้นน้อยๆ เธอคิดว่าตัวเองลืมเลือนเรื่องราวในอดีตที่แสนเจ็บปวดไปได้แล้ว แต่เมื่อเล่ยเอี้ยนปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าอีกครั้ง เธอกลับจดจำทุกอย่างได้ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นถ้อยคำหรือสายตาของเขา

               ตอนนั้นเธอหนีไปอย่างหัวซุกหัวซุน คิดไม่ถึงว่าหลังจากผ่านมาแปดปี เทวดาบนสวรรค์จะจัดฉาก ‘การพบกันอีกครั้ง’ ของเธอกับเขาไว้อย่างรวดเร็วทันใจแบบนี้ ยอมรับเลยว่าเธอตั้งตัวไม่ทัน

               ทว่าแล้วอย่างไรเล่า? ถึงเธอเตรียมตัวตั้งรับมาเป็นอย่างดีแล้วจะมีอะไรแตกต่างไปหรือ?

               เธอไม่อยากรู้ว่าอาการเจ็บจี๊ดๆ ที่เกิดขึ้นในก้นบึ้งของหัวใจมันหมายความว่าอย่างไร ตอนนี้เธอรู้แต่เพียงว่า เขาและเธอไม่ใช่คนเดิมในอดีตมาตั้งนานแล้ว

               หญิงสาวพยักหน้าเล็กน้อย ตอบรับว่าเธอกลับมาแล้ว เฉียวฉู่หัวเราะเบาๆ “คุณเล่ย คุณสามารถเรียกฉันว่าคุณเฉียว หรือว่าฉูฉู่ก็ได้ ถึงยังไงครอบครัวของเราก็ถือว่าเป็นเพื่อนบ้านกัน”

               เป็นแค่เพื่อนบ้านหรือ? เล่ยเอี้ยนอึ้งงันชั่วครู่ ลึกลงไปนัยน์ตาเขามีพลังบางอย่างสั่นไหว เพียงแต่ตอนนี้เฉียวฉู่ไม่ใส่ใจจะสังเกตเท่านั้น

               เล่ยหมิงมองดูบิดา จากนั้นจึงหันไปทางคุณน้าคนสวย ท่าทางของพวกเขามันดูแปลกพิกล เหมือนคนเคยคุ้นที่แสร้งทำท่าว่าไม่สนิทกัน

               เฉียวฉู่ลูบศีรษะเด็กน้อยเบาๆ พร้อมทั้งกล่าวกลั้วหัวเราะ“นี่ลูกคุณหรอกหรือ น่ารักมากเลยนะคะ”

10.หรือว่านี่จะเป็นการท้ารบจากเขา?

               ที่แท้ก็เป็นเด็กในท้องตอนนั้น ดูแล้วหนูน้อยคนนี้เติบโตอย่างแข็งแรงและมีความสุขดี บางทีเล่ยเอี้ยนอาจจะไม่ใช่สามีที่เพียบพร้อม แต่ก็น่าจะเป็นพ่อที่ดี ทว่าเรื่องพวกนี้ล้วนไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเธอสักนิด เธอไม่ใส่ใจสายตาลึกซึ้งของเล่ยเอี้ยน

               “พ่อกำลังรอฉันกลับบ้าน ขอตัวก่อนนะคะ”

               แปดปีที่ผันผ่าน เธอฝันถึงฉากการกลับมาพบกันระหว่างเขาและเธอมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง แต่คิดไม่ถึงเลยว่าเมื่อถึงเวลาจริงๆ มันจะแสนเรียบง่ายจนไม่มีอะไรพิเศษแบบนี้

               “ฉูฉู่!”

               เฉียวฉู่เย็นชาราวกับไม่ใส่ใจ เธอเดินตรงไปข้างหน้าด้วยท่าทางไม่แยแส เธอไม่ใช่ฉูฉู่ของเขามานานแล้ว คำเรียกขานแบบนี้สำหรับเธอนั้นช่างน่าขัน

               เล่ยเอี้ยนก้าวยาวๆ ขึ้นไปข้างหน้า รูปร่างที่สูงใหญ่ของเขาขวางทางเดินเฉียวฉู่ไว้ น้ำเสียงเคร่งขรึมแฝงด้วยความอัดอั้น “ขอเบอร์มือถือหน่อยสิ” เขาไม่อยากเจอหน้าเธอครั้งต่อไปในอีกแปดปีให้หลัง

               เขาเป็นใคร จู่ๆ จะมาขอเบอร์เธอแบบนี้? ระหว่างพวกเขายังต้องติดต่อพูดคุยอะไรกัน? เฉียวฉู่รู้สึกว่ามันช่างน่าขันนัก เขาคงไม่ได้ลืมหรอกนะว่าลูกชายของตนกำลังยืนอยู่ข้างๆ หรือเขาคิดจะหยิบยกเรื่องราวหนหลังระหว่างพวกเขาขึ้นมาอีกครั้ง อยากนำเรื่องราวในอดีตกลับมาปัดฝุ่นวินิจฉัยใหม่ หรือบางทีเขาคงอยากรายงานว่าหลายปีที่ผ่านมาครอบครัวของเขามีความสุขอย่างไร?

               หรือว่านี่จะเป็นการท้ารบจากเขา?

               เฉียวฉู่กอดอกพูดเสียงเย็น “คุณเล่ย ทางที่ดีพวกเราอย่าคบหาสมาคมกันเลย” เธอไม่กล้ารับประกันอารมณ์ของตัวเองในตอนนี้เฉียวฉู่จึงรีบเดินผ่านพ่อลูกคู่นั้นไปอย่างรวดเร็ว รีบออกจากตรงนี้ดีกว่า เพราะเธอไม่อยากตบหน้าบิดาที่เจ้าหนูเทิดทูนบูชาให้เขาเห็น

               เล่ยเอี้ยนมองร่างของเฉียวฉู่ที่เดินออกไปอย่างรีบร้อน ภายในใจของเล่ยเอี้ยนบังเกิดความห่อเหี่ยวและผิดหวัง ทว่ามันเป็นอารมณ์ที่เกิดขึ้นเพียงชั่วครู่ ก่อนที่เขาจะหัวเราะออกมาเบาๆ

               ดูเหมือนว่าแปดปีที่ไม่มีเขาเคียงข้าง ความเจ้าอารมณ์ของเธอจะย่ำแย่ลงไปกว่าเดิมเสียอีก

               เล่ยหมิงมองบิดาของตนที่เอาแต่จับจ้องแผ่นหลังของคุณน้าคนสวย ประเดี๋ยวก็ทำหน้าเศร้า แต่สักพักก็ยิ้มโง่ๆ ออกมา แต่ไหนแต่ไรเขาไม่เคยเห็นบิดาเป็นแบบนี้มาก่อน

               เล่ยหมิงเอียงศีรษะถาม “พ่อ พ่อรู้จักคุณน้าคนนั้นหรือ?”

               เล่ยเอี้ยนลูบศีรษะบุตรชายเบาๆ พร้อมตอบรับ “อืม รู้จัก”

               เขาเดาถูก ทันใดนั้นเล่ยหมิงก็นึกอะไรขึ้นมาได้ จึงโพล่งถามออกไป “คุณน้าบอกว่าเป็นเพื่อนบ้าน คงจะเป็นบ้านของคุณปู่เฉียวใช่ไหมครับ”

               “ใช่”

               หนูน้อยทำท่าเหมือนเข้าใจอย่างถ่องแท้ เขาพยักหน้าพร้อมบ่นพึมพำ “มิน่าล่ะ”

               เล่ยเอี้ยนหันไปถามด้วยความงุนงง “มิน่าล่ะอะไร?”

               สมองของลูกคนนี้มักจะมีความคิดแปลกๆ ที่สามารถทำให้คนหัวเราะและร้องไห้ได้ในเวลาเดียวกัน นิสัยของเล่ยหมิงเหมือนกับเฉียวฉู่ในวัยเด็ก

               เล่ยหมิงทำท่ากระซิบกระซาบ “ในบ้านคุณปู่เฉียว นอกจากคุณน้าเฟยเฟยแล้ว คนอื่นๆ ชอบทำท่าทางแปลกๆ”

               เห็นๆ กันอยู่ว่าสองครอบครัวเป็นเพื่อนบ้านกัน แต่คนในบ้านคุณปู่เฉียวไม่มีใครพูดกับเขาสักคน แม้แต่การทักทายก็ยังไม่เคยมีเพียงสายตาแปลกๆ ที่ส่งมาให้

               อกของเล่ยเอี้ยนเหมือนถูกอะไรกระแทกเบาๆ เขาถอนหายใจแล้วตอบว่า “ครอบครัวคุณปู่เฉียวเป็นคนดีทุกคน” เพราะเขาเองที่ทำลายความสัมพันธ์ของสองครอบครัวจนเป็นแบบนี้ ตัวเขาเองก็
สูญเสียเพื่อนที่ดีที่สุดคนหนึ่งไปเช่นกัน

               เล่ยหมิงพยักหน้า หัวเราะฮิฮะออกมา “ผมรู้”

               “ลูกรู้ได้ยังไง?”

               เล่ยหมิงเงยหน้าพูดด้วยท่าทางภาคภูมิใจ “ถึงตอนปกติพวกเขาจะไม่พูดกับผม แต่ผมดูออกว่าในใจพวกเขาน่าจะชอบผมอยู่”

               มีครั้งหนึ่งเขาเล่นเบสบอลแล้วตีลูกไปโดนกระจกบ้านของครอบครัวคุณปู่เฉียว คุณอาเฉียวทำเพียงเปลี่ยนกระจกใหม่ ไม่ได้ดุด่าอะไรแม้แต่น้อย เขารีบไปที่บ้านของคุณปู่เฉียวเพื่อขอโทษ คุณน้าเฟยเฟยยังเตรียมขนมเค้กหลายชิ้นให้เขาอีกด้วย!

               เด็กน้อยส่ายศีรษะไปมาพร้อมกับลูบผมตนเองด้วยท่าทางสุดเท่ เจ้าตัวแสบแสร้งพูดเหมือนทุกข์ใจ “ช่วยไม่ได้ ใครที่รู้จักผมเป็นต้องหลงรักกันทุกคน!”

               เล่ยเอี้ยนหัวเราะลั่น ขยี้ผมเจ้าลูกชายตัวดี “หล่อจริงๆ นะเรา”

               ใต้แสงตะวันรอน สองพ่อลูกเดินเคียงกันไปพร้อมเสียงหัวเราะ เมื่อได้พบเฉียวฉู่อีกครั้ง จิตใจเขาทั้งหวั่นไหวและเจ็บปวด เรื่องตลกขบขันของเล่ยหมิงช่วยลดทอนความเจ็บปวดของเขาลงไปไม่น้อย

               ยังดีที่มีลูกคนนี้ ถ้าไม่มีเล่ยหมิงข้างกายเกรงว่าเขาคงไม่สามารถประคองตัวเองมาได้ถึงแปดปี มองบ้านของครอบครัวเฉียวที่อยู่ห่างออกไป หัวใจเขาเต้นตุ๊มๆ ต่อมๆ ยากจะควบคุมได้

               เพราะเธอกลับมาแล้ว ครั้งนี้เขาจะไม่ยอมทำอะไรผิดพลาดอีก!

 

               เฉียวฉู่รีบร้อนเดินตรงมา แต่เมื่อถึงประตูหน้าบ้านแล้วกลับเกิดลังเลใจ บางทีนี่อาจเป็นความรู้สึกของการจากบ้านไปเสียนาน

               เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ หนึ่งครั้ง จากนั้นหญิงสาวจึงผลักประตูที่ไม่ได้เปิดมาเป็นเวลาแปดปีแล้วก้าวเท้าเดินเข้าไป ภายในสวนหย่อมเล็กๆ หน้าบ้าน ดอกเดซี่ที่แม่ชอบยังคงเบ่งบานงามสะพรั่ง ชิงช้าที่พี่ใหญ่ทำให้เธอตอนหกขวบยังถูกแขวนอย่างดีอยู่ข้างพุ่มดอกไม้ ทั้งหมดยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย มีเพียงเธอเท่านั้นที่เติบโตขึ้น

               เมื่อเปิดประตูเข้าสู่ตัวบ้านก็ได้ยินเสียงพ่อกำลังบ่นพี่เล็กเฉียวฉู่ยิ้มบางๆ แล้วพูดเสียงดังว่า “หนูกลับมาแล้ว” ทำเหมือนเมื่อก่อนตอนเธอกลับเข้าบ้านทุกครั้ง จู่ๆ เสียงภายในบ้านก็เงียบงันไปชั่วขณะ ก่อนจะตามมาด้วยเสียงฝีเท้าที่เดินกันขวักไขว่ ชั่วพริบตาคนทั้งบ้านก็มากระจุกตัวกันอยู่หน้าประตู

               เฉียวฉู่พุ่งเข้าสู่อ้อมกอดของเฉียวเจ่อ พร้อมเอ่ยเสียงเบา“พ่อขา หนูกลับมาแล้ว” ก่อนหน้านี้เธอเคยพูดว่าจะกลับมาพร้อมรอยยิ้ม

               ในที่สุดลูกสาวสุดที่รักของเขาก็กลับมาแล้ว ใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นของเฉียวเจ่อมีรอยยิ้มแห่งความสุขขึ้นมาอีกครั้งเขาตบหลังเฉียวฉู่เบาๆ เอ่ยว่า “กลับมาก็ดีแล้ว”

               เธอโอบคอเฉียวอวี่หลินและเฉียวอวี่โหย่วไว้ เฉียวฉู่หัวเราะร่วน “พี่ใหญ่ พี่เล็ก”

               แม้เฉียวฉู่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ แต่เฉียวอวี่โหย่วยังติดนิสัยชอบเขกศีรษะเธอ แถมยังหัวเราะลั่น “ยัยหัวเหม็น กลับมาได้สักที” แปดปีแล้ว ในที่สุดพวกเขาก็ได้กลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา

               เหยาเฉินเฟยยกจานอาหารออกมา พูดด้วยน้ำเสียงยินดี

               “ฉูฉู่ต้องหิวแล้วแน่เลย มากินข้าวกันเถอะค่ะ อย่ามัวแต่ไปออกันอยู่หน้าประตูเลย” เธอรู้ดีว่าในครอบครัวนี้เฉียวฉู่สำคัญแค่ไหน ตั้งแต่ตอนที่เธอคบหากับเฉียวอวี่หลินก็พอจะรู้อยู่แล้ว แต่ไม่ใช่จะเอาแต่กอดกันอยู่หน้าประตูในเวลากินข้าวแบบนี้

               เฉียวฉู่กระโดดออกจากวงล้อมของชายทั้งสาม เธอเข้าไปรับจานอาหารในมือของเหยาเฉินเฟยแล้วตะโกนเรียก “ซ้อใหญ่”

               เธอชอบสะใภ้ใหญ่มาก อย่ามองเพียงภาพลักษณ์ที่ดูเป็นแม่บ้านผู้อ่อนโยนของอีกฝ่ายในตอนนี้ พี่ชายเคยเล่าว่าเมื่อก่อนพี่สะใภ้ของเธอคนนี้เคยเป็นคู่แข่งทางธุรกิจที่ทำให้พี่ใหญ่ปวดเศียรเวียนเกล้ามากที่สุดคนหนึ่ง แต่ท้ายที่สุดพี่ชายของเธอก็ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนให้พี่สะใภ้กลายมาเป็นคนข้างกาย

               เหยาเฉินเฟยหัวเราะ “ครั้งก่อนในงานแต่งเราพบกันแค่ประเดี๋ยวเดียว วันนี้พอได้มองชัดๆ แล้วฉูฉู่สวยมากเลยนะ” พันธุกรรมของครอบครัวเฉียวนับว่ายอดเยี่ยมจริงๆ หญิงสาวคนนี้อายุเกือบจะยี่สิบเจ็ดปีแล้ว แต่ยังดูเปล่งปลั่งเหมือนสาวน้อยอายุยี่สิบต้นๆไม่เหมือนเธอที่ถูกทรมานจากการทำงานจนผอมแห้งแบบนี้

               เหยาเฉินเฟยปลดผ้ากันเปื้อน เฉียวฉู่ก้มศีรษะมองหน้าท้องที่นูนออกมาของเธอ หัวเราะกล่าว “อีกไม่นานบ้านเราก็จะมีสมาชิกตัวน้อยๆ เพิ่มขึ้นแล้ว”

               โชคดีที่ความสุขได้กลับมาสู่ครอบครัวของเธออีกครั้ง

               เหยาเฉินเฟยลูบหน้าท้องนูนของตนเบาๆ พร้อมเสียงหัวเราะ “ถูกต้อง ไม่รู้ว่าจะเป็นผู้ชายหรือว่าผู้หญิง ขอให้น่ารักเหมือนเสี่ยวหมิงก็พอ”

               “เฉินเฟย!” เฉียวอวี่หลินลูบมือเหยาเฉินเฟยเบาๆ หนึ่งครั้ง สื่อให้รู้ว่าเธอไม่ควรพูดต่อ อาการของทุกคนในบ้านเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมขึ้นมาทันที

               เหยาเฉินเฟยอึ้งงันชั่วครู่ พลันนึกถึงเรื่องราวในอดีตที่เฉียวอวี่หลินเคยเล่าให้ฟัง เธอจึงได้หัวเราะกลบเกลื่อนแล้วไม่พูดอะไรต่อ

               เฉียวฉู่รู้สึกชุ่มชื่นหัวใจ ทุกคนในครอบครัวกำลังคุ้มครองเธอด้วยความระมัดระวังยิ่ง แม้เธอจะไม่ใช่สาวน้อยที่อยากหนีไปให้ไกลคนนั้นมานานแล้ว แต่เมื่อได้กลับมาพบความห่วงใยของคนในครอบครัวแบบนี้ มันทำให้เธอซาบซึ้งใจเป็นอย่างมาก ใจของเธอตอนนี้เหมือนมีพลังความอบอุ่นไหลเวียนโอบล้อม

               เฉียวฉู่รีบยื่นมือเข้าไปลูบหน้าท้องของเหยาเฉินเฟย พร้อมทั้งกล่าวกลั้วหัวเราะ “จะผู้ชายหรือผู้หญิง อีกไม่นานบ้านของเราต้องครึกครื้นขึ้นมาแน่”

               เฉียวอวี่โหย่วหัวเราะตอบ “เธอกลับมาก็วุ่นวายพอแล้ว”

               บางที การตัดสินใจให้เฉียวฉู่ได้ไปเรียนต่อต่างประเทศคราวนั้นคงถูกต้องที่สุดแล้ว อย่างน้อยก็ทำให้เธอกลับมาร่าเริงได้อีกครั้ง

               เหยาเฉินเฟยดึงเฉียวฉู่มานั่งลงตรงโต๊ะทานข้าว ยิ้มน้อยๆ แล้วพูดว่า “ฉันจัดห้องไว้ให้เธอแล้ว เดี๋ยวค่อยไปดูนะว่าชอบหรือเปล่า” ผู้ชายบ้านนี้หนึ่งคนก็หนึ่งความคิด ชุลมุนวุ่นวายกันเกือบเดือนเพียงเพื่อจัดตกแต่งห้องของเฉียวฉู่