เย่เทียนเป่าถึงกับอึ้ง วันนี้แม่เป็นอะไรไป? เขาพลันร้องไห้โฮเสียงดังลั่นและคราวนี้เป็นการร้องไห้จริงๆ เด็กน้อยร้องไปพลางพูดไปพลาง “ผมจะกลับบ้าน! ผมจะฟ้องคุณย่าว่า... แม่รังแก!”
การตามใจต่างหากที่เป็นการรังแก!
ตอนดึงเสื้อผ้าของเย่จิงจิงออกมาซูเหยียนยิ่งเห็นได้ชัดว่าครอบครัวสกุลเย่ปฏิบัติกับเด็กหญิงแย่แค่ไหน ตามหลักแล้วเย่จื้อเฉียงหาเงินได้ไม่น้อยอีกทั้งเขามีลูกแค่สองคน ถึงจะมีค่านิยมเรื่องลูกชายดีกว่าลูกสาวแต่ก็ไม่น่าถึงขนาดนี้ไหม? เย่จิงจิงมีเสื้อผ้าแค่สามชุด หนึ่งในนั้นดูเหมือนจะซื้อตั้งแต่หน้าร้อนปีที่แล้ว อีกสองชุดเป็นชุดที่เจ้าของร่างเดิมเลือกซื้อแบบที่ถูกที่สุดจากตลาดนัด
พอสืบค้นจากความทรงจํา เรื่องเลวร้ายพวกนี้ตาแก่กับยายแก่สกุลเย่ไม่อาจเทียบกับคนเป็นแม่ได้เลย ปัญหาอยู่ที่เจ้าของร่างเดิมแทบทั้งนั้น
เย่จื้อเฉียงค่อนข้างใจกว้างเรื่องเงิน ทุกเดือนเขาจะให้เงินเจ้าของร่างเดิมใช้ 500 หยวน ในปี 1992 เงิน 500 หยวนถือว่าไม่น้อย อย่างครอบครัวชาวนาหากตลอดทั้งปีหาเงินได้ 500 หยวนก็ถือว่าไม่เลวแล้ว ทว่าเจ้าของร่างกลับกระเบียดกระเสียนทุกอย่างเพื่อเอาเงินที่เก็บไว้ส่งไปบ้านแม่
ยิ่งซูเหยียนรับรู้เรื่องราวขึ้น ความรู้สึกเห็นใจเจ้าของร่างเดิมก็ยิ่งน้อยลง คนที่ชอบทำตัวน่าสงสารมักจะมีเรื่องที่รู้สึกผิดในใจ คำพูดนี้คงจะเป็นเรื่องจริงเสียแล้ว
สุดท้ายเธอก็เลือกมาชุดหนึ่งใส่ให้เย่จิงจิง “เสร็จแล้ว... พวกเราออกไปข้างนอกเถอะ”
ซูเหยียนเองค่อนข้างชอบลูกสาว เธอมักจะคิดเสมอว่าหากมีลูกสาวจะจับแต่งตัวให้สวยๆ ตอนนี้ความฝันนับว่าเป็นจริงแล้ว เดี๋ยวถ้าจัดการเรื่องหย่าเรียบร้อย เธอต้องพาเย่จิงจิงไปหาซื้อเสื้อผ้าอย่างแน่นอน
ออกมาด้านนอกคราวนี้เย่เทียนเป่าหยุดร้องไห้แล้ว ความจริงเด็กๆ นั้นฉลาดมาก ยิ่งคุณให้ความสนใจมากเท่าไหร่ เขาจะยิ่งรู้ว่าคุณให้ความสำคัญมากเท่านั้น แต่ถ้าคุณทําเป็นไม่สนใจ เขาก็จะรู้ว่าที่ตัวเองอาละวาดอยู่ไม่มีประโยชน์ คราวหน้าก็จะไม่อาละวาดอีก
“ลุกขึ้น” ซูเหยียนใช้เท้าเขี่ยเท้าของเขา
“ไม่ลุก” เขาทําปากยื่น งอแงใส่
ซูเหยียนไม่เสียเวลาพูดคุย อุ้มเขาขึ้นมาแล้วพาเข้าห้องน้ำทันที
เย่เทียนเป่าเตะเท้าสะเปะสะปะอย่างแรงจนซูเหยียนเกือบอุ้มไม่อยู่ เธอสาวเท้ายาวเข้าไปในห้องน้ำแล้วรีบวางเด็กน้อยที่ดื้นเป็นปลาดุกอยู่ในเลนลงบนพื้น จากนั้นก็เปิดน้ำรดลงบนตัว
“เห็นไหม? สกปรกขนาดนี้ยังไม่ยอมอาบน้ำอีก หากออกไปข้างนอกคงถูกคนอื่นหัวเราะเยาะตายเลย”
ผ่านไปครู่หนึ่งซูเหยียนก็จับเย่เทียนเป่าอาบน้ำจนสะอาดสะอ้านโดยทำแบบเดียวกับตอนที่ช่วยแม่อาบน้ำให้ลูกหมา จากนั้นเธอก็อุ้มเย่เทียนเป่าที่แก้ผ้าล่อนจ้อนไปโยนลงบนเตียงแล้วสั่งให้เย่จิงจิงเฝ้าเอาไว้ ส่วนตัวเองรีบกลับเข้าไปอาบน้ำแบบวิ่งผ่านอย่างรวดเร็ว
“แม่คะ มีคนมาเคาะประตู” เย่จิงจิงบอกเสียงเบาจากหน้าห้องน้ำ
เมื่อครู่ตอนที่ซูเหยียนจะเข้าไปอาบน้ำได้บอกไว้ว่า ถ้ามีคนมาเคาะประตูห้ามเปิดเด็ดขาด รอให้แม่ออกมาเปิดเอง
ซูเหยียนส่งเสียงขานรับ รีบใส่เสื้อผ้าเดินออกมาแล้วตรงไปที่ประตูห้อง “ใครคะ?”
เธอมองผ่านตาแมวออกไปก็เห็นเสื้อผ้า นอกจากนั้นเห็นไม่ชัด
“ผมเป็นพนักงานโรงแรม ห้องข้างล่างร้องเรียนว่ามีน้ำจากห้องน้ำรั่วลงไป ผมจะขอเข้าไปหาสาเหตุหน่อย”
เสียงไม่คุ้นเลย... ซูเหยียนรู้สึกถึงสัญญาณเตือนขึ้นมาทันที “เราไม่ได้ใช้ห้องน้ำเลย จะมีน้ำรั่วลงไปได้ไง?”
“แต่แขกที่ห้องข้างล่างบอกว่ามีน้ำรั่ว ผมขอเข้าไปตรวจสอบปัญหาหน่อย รบกวนเวลาคุณไม่นานหรอก” พนักงานอธิบายอย่างใจเย็น
ซูเหยียนลังเลเล็กน้อยก่อนจะตอบ “ตอนนี้ฉันไม่สะดวก อีกสักพักคุณค่อยมาใหม่เถอะ”
“แต่แขกข้างล่างรออยู่ คุณช่วยให้ความร่วมมือหน่อยได้ไหม ผมเป็นแค่พนักงาน ถ้าแขกข้างล่างร้องเรียน ผมคงไม่ได้เงินเดือนเดือนนี้แน่” พนักงานพูดอย่างน่าสงสาร
“ถ้างั้นก็เปลี่ยนห้องให้เขาใหม่แล้วมาเก็บเงินที่ฉัน”
มันจะบังเอิญเกินไปไหม ระวังไว้ก่อนดีกว่า ยอมเสียเงินสักหน่อยแลกกับความสบายใจ
ผ่านไปครู่หนึ่งซูเหยียนก็ไม่ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวอะไรอีก ทว่าเธอก็ไม่ได้เปิดประตูออกไปตรวจดูให้แน่ใจว่าเขาไปหรือยัง จากในหนังคนจำนวนมากประสบกับเคราะห์ร้ายเพราะความสงสัยเป็นเหตุ เธอยอมเป็นคนขี้ขลาด ไม่อยากรู้อยากเห็นจะดีกว่า
สิบนาทีต่อมาเธอก็ได้ยินเสียงเสี่ยวเฟย “แกเป็นใคร! มายืนตรงนี้ทำไม? หยุดนะ!”
ซูเหยียนขนหัวลุก ใจเต้นตึกตัก มีปัญหาจริงด้วย!
“แม่คะ?” เย่จิงจิงยื่นมือมาจับมือซูเหยียนพลางมองใบหน้าคนเป็นแม่ที่กำลังซีดเผือดด้วยอาการตกใจ
“ไม่เป็นไร แม่ไม่เป็นไร” ซูเหยียนพยายามสงบสติอารมณ์ เสียงเคาะประตูพลันดังขึ้นอีกครั้งพาให้คนฟังตื่นตระหนกอย่างไม่รู้ตัว
“พี่เหยียน ผมเองเสี่ยวเฟย พี่สามให้เอาอาหารเย็นมาให้”
ซูเหยียนมองผ่านช่องตาแมวอีกครั้ง คราวนี้เธอมองเห็นชัดเจนว่าเป็นเสี่ยวเฟยจึงกล้าเปิดประตู
“เมื่อกี้มีคนยืนขวางอยู่หน้าประตูใช่ไหม?” ซูเหยียนถามขณะโผล่หัวออกไปดู พบว่าบนทางเดินไม่มีคนอยู่แล้ว
“ถูกผมไล่ไปแล้ว” เสี่ยวเฟยเองก็คิดไม่ถึงว่าจะมีคนกล้ามาเหยียบถึงถิ่นของพี่สาม “ผมให้อาเปียวไปรายงานพี่สามแล้ว ผมอยู่นี่ พี่ไม่ต้องกลัว”
ซูเหยียนพยักหน้าด้วยความกลัว เธอกินอาหารเย็นอย่างใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ส่วนเด็กทั้งสองเนื่องจากนั่งรถมาครึ่งค่อนวันไม่นานจึงผล็อยหลับไป พอห่มผ้าให้พวกเขาเรียบร้อย ซูเหยียนก็เดินตามเสี่ยวเฟยไปยังห้องที่อยู่ฝั่งตรงข้าม พบว่าซูเจี้ยนหยางกำลังรออยู่
“เสี่ยวเฟยเล่าเรื่องให้ฟังแล้ว ดูเหมือนเย่จื้อเฉียงจะเข้าตาจน พี่ว่าพวกเราไม่ต้องรอให้ถึงสามวันหรอก ไปหาเขาพรุ่งนี้เลย ต้องจบเรื่องให้เร็วที่สุด หากปล่อยให้ยืดเยื้อพวกเราจะยิ่งเสียเปรียบ” ซูเจี้ยนหยางหรี่ตา เห็นทีเย่จื้อเฉียงจะเตรียมการมาแล้วถึงกล้าลงมือในถิ่นของเขา
อีกด้านหนึ่ง
พอเย่จื้อเฉียงรู้ว่านอกจากจะจับตัวซูเหยียนมาไม่ได้ แถมยังแหวกหญ้าให้งูตื่น สีหน้าเขาก็ย่ำแย่ลงไปอีก
“พี่เฮยยังไม่รับโทรศัพท์เหรอ?” ในแวดวงของงานรับเหมาหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องติดต่อกับผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น พี่เฮยก็เป็นหนึ่งในผู้กว้างขวางที่เขารู้จัก ปกติแล้วพวกเขาไปดื่มกินด้วยกันบ่อยๆ
ลูกน้องได้ยินก็ส่ายหน้า พวกเขาโทรไปเป็นสิบครั้งแล้ว แต่ทางนั้นยังไม่รับสายเลย
“แม่งเอ๊ย! ปกตินับถือกันเป็นพี่น้อง พอถึงเวลาเดือดร้อนกลับหาหัวไม่เจอ” เย่จื้อเฉียงเพิ่งพูดจบ โทรศัพท์ก็ดังขึ้น ดวงตาของเขาเป็นประกายขึ้นมาทันทีพร้อมกับรีบรับโทรศัพท์
“เย่จื้อเฉียง ฉันเปลี่ยนใจแล้ว สามวันดูจะนานเกินไป พรุ่งนี้ตอนเก้าโมงเช้าเจอกันที่ร้านน้ำชาด้านข้างประตูฮัวเย่ ถ้าถึงเวลาแล้วคุณไม่มา พวกเราก็ไปเจอกันที่ศาล” ซูเหยียนพูดจบก็กระแทกหูโทรศัพท์ใส่ เธอไม่มีเวลาล้อเล่นด้วยแล้ว ต้องรีบจบศึกครั้งนี้ให้เร็วที่สุด
เก้าโมงเช้า
เย่จื้อเฉียงมาถึงร้านน้ำชาตรงเวลาพร้อมกับลูกน้องสองคน ทางฝ่ายซูเหยียนนอกจากซูเจี้ยนหยางแล้วก็มีลูกน้องของเขาอีกสองคนเช่นกัน วันนี้ทั้งสองฝ่ายเจตนามาเพื่อเจรจาไม่ใช่เพื่อต่อยตี
“เหยียนเหยียน ว่ากันว่าเป็นสามีภรรยาวันเดียวก็ผูกพันลึกซึ้ง พวกเราเป็นสามีภรรยากันมาตั้งหลายปีแถมยังมีลูกด้วยกันสองคน เธอก็ไม่น่าทำกันขนาดนี้?” เย่จื้อเฉียงพูดขณะมองร่างเอกสารข้อตกลงการหย่าที่ไม่เหลืออะไรให้เขาเลยสักนิด
“เย่จื้อเฉียง คุณยังมีหน้าพูดถึงความผูกพันลึกซึ้งกับฉันอีกเหรอ? ตอนที่คุณมาบีบบังคับให้ฉันหย่า คุณไม่เห็นพูดอย่างนี้เลย? เมื่อวานนี้คุณคิดให้คนไปทำร้ายฉันใช่ไหม? ถ้าฉันไม่ทันระวังตอนนี้ก็คงไม่ได้มานั่งอยู่ตรงนี้แล้ว? คุณพูดแบบนี้ไม่ละอายใจบ้างหรือไง?”
พูดถึงตรงนี้ซูเหยียนก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ข่มอารมณ์ที่ถูกเขาทำให้ความโมโหอย่างหนักแล้วพูดต่อ “เอาล่ะ พวกเราก็รู้ๆ กันอยู่ว่าอะไรเป็นอะไร! เลิกเสแสร้งได้แล้ว! หยุดพูดไร้สาระ! ฉันขอถามคุณอีกครั้งว่าเห็นด้วยกับข้อตกลงนี้ไหม ถ้าเห็นด้วยเราก็ไปเซ็นใบหย่ากัน แต่ถ้าไม่! เราก็ไปเจอกันที่ศาล ยกเรื่องนี้ให้ศาลเป็นคนตัดสิน”
ในช่วงต้นของยุค 90 สังคมให้ความสำคัญกับเรื่องพฤติกรรมส่วนตัวเป็นอย่างมาก ซูเหยียนมีหลักฐานแน่นหนา หากเรื่องไปถึงศาลเธอต้องชนะคดีแน่นอน
“คุณแน่ใจใช่ไหมว่าอยากจะขึ้นศาล? ถ้าต้องขึ้นศาลภาพถ่ายทั้งหมดก็จะกลายเป็นหลักฐานที่ถูกเปิดเผย จากนั้นทุกคนในศาลรวมทั้งคณะลูกขุนก็จะได้เห็น หากถึงตอนนั้นตัวฉันไม่มีปัญหาอยู่แล้วเพราะคนที่ต้องอับอายคงไม่ใช่ฉัน” ซูเหยียนพูดอย่างไม่แยแส
“ซูเหยียน!” เย่จื้อเฉียงกัดฟันกรอดพลางมองมาที่เธอ เขาไม่เข้าใจเลยว่าคนที่เคยโง่เหมือนกับหมูมาก่อนทำไมถึงกลายเป็นคนเฉลียวฉลาดไปได้
“ฉันไม่ได้หูหนวก” ซูเหยียนพูดอย่างอารมณ์ไม่ดีพร้อมกับชำเลืองมองเขาแวบหนึ่ง
เย่จื้อเฉียงสูดหายใจข่มความโมโห “หากไม่เห็นแก่หน้าพระก็เห็นแก่หน้าเจ้า ถึงยังไงฉันก็เป็นพ่อของลูกเราทั้งสองคน ตอนที่ฉันพูดเรื่องหย่าก็ไม่เคยคิดให้เธอไปแต่ตัว มาตอนนี้เธอก็ไม่น่าตัดรอนกันขนาดนี้”
“ไม่ใช่ฉันที่ตัดรอน แต่เป็นคุณกับนังปีศาจจิ้งจอกที่ทําเกินไป” ซูเหยียนยืดตัวตรง จ้องเขม็งไปที่เย่จื้อเฉียง