ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

ฉันกลายเป็นภรรยาที่ถูกหย่า

ผู้แต่ง XUEYE
ผู้แปล Hongsamut
ประเภท นิยายจีน
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
ร้านค้าออนไลน์ แบบเล่ม

จากสาวยุคใหม่ต้องมาใช้ชีวิตในปี 1992 ใครว่าของฟรีไม่มีในโลก สำหรับเธอแล้วมันไม่จริง! เธอได้ร่างใหม่ฟรี ลูกสองคนก็ได้มาฟรีๆ พร้อมกับใบหย่าอีกหนึ่งใบ ถึงอุปสรรคจะมากขนาดไหน ชีวิตใหม่ก็ต้องสดใสกว่าเดิม!

บทนำ

ฉันกลายเป็นภรรยาที่ถูกหย่า

Author : XUEYE 

Translator : Hongsamut

----------------------------------------------------

จากสาวยุคใหม่ต้องมาใช้ชีวิตในปี 1992 
ใครว่าของฟรีไม่มีในโลก สำหรับเธอแล้วมันไม่จริง!
เธอได้ร่างใหม่ฟรี ลูกสองคนก็ได้มาฟรีๆ พร้อมกับใบหย่าอีกหนึ่งใบ
ถึงอุปสรรคจะมากขนาดไหน ชีวิตใหม่ก็ต้องสดใสกว่าเดิม!

สารบัญ

1.เธอทะลุมิติเข้ามาในนิยายงั้นหรือ?

ซูเหยียนยกมือแตะศีรษะที่หนักอึ้งขณะลุกนั่ง

ภาพตรงหน้าดูเลือนราง เธอเพียงนอนดึกกว่าปกติไปสักนิดแต่ทําไมถึงปวดหัวนัก... หรือจะเป็นไข้?

ความรู้สึกแขนขาอ่อนล้า ทุกส่วนของร่างกายดูไร้เรี่ยวแรงทำให้ซูเหยียนพยายามขยับปาก แต่คล้ายจะมีอะไรติดอยู่ในลำคอทําให้เปล่งเสียงไม่ออก

แย่ล่ะ! แม้แต่จะโทรเรียกรถพยาบาลก็ยังทําไม่ได้

หลังพักครู่ใหญ่ซูเหยียนทดลองออกเสียง ‘อา’ ในที่สุดเสียงก็กลับมา เธอรีบหาควานหามือถือเพื่อโทรเรียกรถพยาบาล ซูเหยียนอยู่ตามลำพังในห้องเช่าเล็กๆ ที่อาศัยหลับนอนและทำงาน หากจะรอให้คนมาเจอก็คงจะแข็งตายไปแล้ว

เธอควานหาใต้หมอนอยู่นานกลับเจอธนบัตรปึกหนึ่ง เป็นธนบัตรสีฟ้าอ่อนใบละร้อยหยวน?

ซูเหยียนชะงัก

ความจริงเธอคุ้นกับธนบัตรลักษณะนี้เพราะเคยใช้สมัยยังเด็ก แต่หลังจากรัฐบาลออกธนบัตรแบบใหม่มาก็ไม่เคยเห็นธนบัตรแบบนี้อีก

เธอแน่ใจว่าตัวเองไม่ได้เก็บธนบัตรแบบนี้ไว้ใต้หมอน เมื่อวานเป็นวันหยุด จำได้ว่าช่วงที่ทำความสะอาดห้องได้เปลี่ยนผ้าปูเตียงใหม่ด้วยซ้ำ นอกจากมือถือแล้วแน่นอนว่าใต้หมอนไม่มีอย่างอื่น เธอไม่ได้ออกไปไหนทั้งวันและไม่มีใครมาหาที่ห้อง แล้วเงินนี่มาจากไหน?

สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือมือของตัวเอง เธออาจจะเป็นผู้หญิงหน้าตาเรียบๆ ก็จริงแต่ซูเหยียนรู้ดีว่าตนมีมือที่งดงามเป็นพิเศษ มีนิ้วเรียวยาว เล็บสีชมพูแบบสาวสุขภาพดี พอเห็นมือของเธอทุกคนต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าน่าเสียดายที่ไม่ได้เรียนเปียโน

แต่มือของเธอตอนนี้ทั้งดําทั้งป้อม ผิวพรรณหยาบกร้าน เนื้อตรงข้อนิ้วขึ้นเป็นไตแข็ง ซูเหยียนควบคุมนิ้วของตนให้ขยับไปมาในท่าทางต่างๆ มือนี้เป็นมือของเธอ...แต่ก็เหมือนไม่ใช่ของเธอ

เธอลนลานเลิกผ้าห่มออกแล้วมองไปยังกระจก โอ... ทรวดทรงที่เคยผอมเพรียวกลายเป็นหุ่นอวบอ้วนเสียแล้ว เมื่อทดลองหยิกที่พุงก็ยังรู้สึกเจ็บ เสียงกรีดร้องด้วยความตกใจถูกกลั้นไว้ในลำคอ เนื้อตัวสั่นเทิ้มอย่างไม่อาจควบคุม

หลังจากผ่านไปสักพักเธอก็ได้สติ “ฝัน นี่ต้องเป็นความฝัน”

ซูเหยียนปิดปากตัวเองด้วยความหวาดกลัว น้ำเสียงนุ่มๆ อย่างนี้ไม่ใช่เสียงเธอเด็ดขาด เสียงของเธอต้องฟังดูแข็งกว่านี้

ทุกสิ่งตรงหน้าพลันมืดดับ ซูเหยียนทรุดตัวลง รู้สึกเจ็บปวดอย่างแรง ความทรงจําต่างๆ ที่ไม่ใช่ของตัวเองผุดขึ้นมาราวกับกําลังดูหนังเรื่องหนึ่ง เธอมองเห็นเรื่องราวตลอดทั้งชีวิตของคนคนหนึ่ง

คนคนนี้ชื่อซูเหยียนเหมือนกันกับตน เกิดปี ค.ศ 1967 สืบทอดเชื้อสายมาจากครอบครัวชาวนาที่ยากจน ครอบครัวของเธอมีพี่น้องชายหญิงทั้งหมดห้าคน เจ้าของร่างนี้เป็นคนที่สี่ นับจากบนลงล่างเธอมีพี่ชายสอง พี่สาวหนึ่ง ตัวเธอและถัดจากนั้นเป็นน้องชายคนสุดท้อง

หลังจากเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่สาม เธอก็ลาออกมาอยู่บ้านช่วยเลี้ยงน้องชายคนเล็กและทำงานไปด้วย พออายุสิบเจ็ดเธอก็แต่งงานกับเย่จื้อเฉียงที่อยู่หมู่บ้านถัดไปแล้วให้กำเนิดลูกสาวคนโตนามว่า ‘จิงจิง’ ในตอนอายุสิบแปด แต่เพราะมีลูกสาวจึงทำให้แม่ผัวและสามีไม่ค่อยพอใจนัก แต่โชคดีที่ต่อมาเธอให้กําเนิดลูกชายอีกคน

ว่ากันตามจริงก็ควรจะหมดเคราะห์หมดโศกใช่ไหม?

ไม่... คิดไม่ถึงว่าพอเย่จื้อเฉียงเริ่มมีรายได้เขาก็ออกลายเจ้าชู้ คบหาหญิงสาวที่เพิ่งจบจากมหาวิทยาลัย กลับมาก็ตั้งท่ารังเกียจหาว่าเธอเป็นเมียแก่ที่ทั้งอ้วนและอัปลักษณ์ซ้ำยังไม่มีการศึกษา เขายืนกรานว่าจะขอหย่า ทำให้เจ้าของร่างเดิมคิดไม่ตก สุดท้ายก็กินยานอนหลับหวังจะฆ่าตัวตาย

ดังนั้น...เธอก็คือซูเหยียนอีกคนที่ทะลุมิติเข้ามาอยู่ในร่างของซูเหยียนคนนี้?

ซูเหยียนลืมตาจ้องมองเพดานบ้าน ไม่อยากจะเชื่อเลย เมื่อคืนก็แค่อ่านนิยายดึกไปนิดหน่อยแล้วทำไมถึงได้ข้ามมิติมาได้นะ?

พูดถึงนิยายซูเหยียนก็ต้องตกใจ พ่อกับแม่ของนางเอกในนิยายดูเหมือนจะชื่อ ‘เย่จื้อเฉียงและหลี่เจียวเจียว’ สามีเจ้าของร่างนี้กับชู้รักคนใหม่ของเขาก็ชื่อนี้เหมือนกัน แถมชื่อลูกสาวและลูกชายของร่างนี้ที่มีชื่อว่าเย่จิงจิงและเย่เทียนเป่าก็ยังเป็นตัวประกอบหลักในนิยายที่เธออ่านด้วย ที่สําคัญนิยายเล่มนั้นไม่มีตัวประกอบที่ชื่อซูเหยียน!

ไม่มีเลย... ถ้ามีเธอต้องจำได้เพราะมีชื่อเดียวกัน!

นางเอกในเรื่องเป็นลูกสาวของของเย่จื้อเฉียงกับหลี่เจียวเจียว ชื่อว่า ‘เย่หรันหรัน’ มีพี่ชายพี่สาวพ่อเดียวกันแต่คนละแม่ชื่อว่าเย่จิงจิงและเย่เทียนเป่า พวกเขาเป็นลูกที่เกิดกับภรรยาคนแรกของเย่จื้อเฉียง ตอนที่หย่าร้างกันได้ยกให้อยู่ในการดูแลของอดีตภรรยา แม่ของพวกเขาเสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุทางรถยนต์ตั้งแต่ตอนที่พวกเขายังเด็ก สองพี่น้องเลยไปอยู่ในอุปการะของคุณยายซึ่งก็เลี้ยงได้ไม่ค่อยดีนัก ด้วยเหตุนี้สองพี่น้องจึงโกรธแค้นเย่จื้อเฉียงผู้เป็นพ่อแล้วพาลมาโกรธแค้นถึงตัวนางเอกด้วย พวกเขามักหาทางกลั่นแกล้งนางเอก แต่โชคดีที่พระเอกของเรื่องจับได้และคอยขัดขวาง

เย่จิงจิงกับเย่เทียนเป่าปรากฏตัวในเรื่องทั้งหมดห้าบท และชื่อของซูเหยียนก็ถูกเย่จิงจิงพูดถึงแค่ครั้งเดียว ข้อมูลแค่นี้อาจไม่พอสนับสนุนว่าเธอได้ทะลุมิติมาอยู่ในนิยาย แต่ถ้าเพิ่มชื่อตัวละครที่เป็นปู่ย่าและคุณลุงของนางเอกในเรื่องเข้าไปด้วยแล้ว นี่มันเป็นนิยายที่เธออ่านเมื่อคืนไม่ผิดแน่

สรุป... เธอทะลุมิติเข้ามาในนิยายงั้นหรือ?

ซ้ำร้ายไม่ได้ทะลุมิติเข้ามาเป็นนางเอกหรือเป็นตัวรอง แต่กลายมาเป็นแม่ของตัวประกอบที่ถูกเอ่ยถึงแค่ครั้งเดียว แถมยังเป็นคนที่ต้องตายด้วย

ตอนนี้เธอกลายเป็นซูเหยียนของนิยายเล่มนี้ ถ้าเจ้าของร่างเดิมประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ตายก็ไม่เท่ากับเธอต้องตายไปด้วยเหรอ?

ตายแล้วเธอจะสามารถกลับไปโลกเดิมของตัวเองได้อยู่ไหม?

ชีวิตเดิมของเธอเรียบง่าย ซูเหยียนเกิดในเมืองเล็กๆ พ่อกับแม่เป็นเจ้าของร้านขายผลไม้เล็กๆ แห่งหนึ่ง เธอมีน้องชายที่อ่อนกว่าเจ็ดปี หลังจากเข้าเรียนมหาวิทยาลัยก็ไม่มีเวลาพบเจอน้องแต่ทั้งคู่ยังสนิทกันดี หลังจากจบมหาวิทยาลัยเธอก็กลับไปหางานทําที่บ้านเกิด ตอนแรกเธอวางแผนจะสอบรับราชการ แต่ทนแรงกดดันของครอบครัวที่พยายามจะบังคับให้แต่งงานไม่ไหวจึงเก็บข้าวของย้ายกลับไปอาศัยในเมืองที่เคยเรียนมหาวิทยาลัย กระทั่งอายุสามสิบเธอก็ยังไม่ได้แต่งงาน... ไม่ใช่ไม่มีใครจีบ เธอก็แค่ไม่อยากแต่ง

เพื่อนๆ รอบตัวเธอแต่งงานมีครอบครัวมีลูกกันหมดแล้ว ศูนย์รวมความสนใจในชีวิตของพวกเขาเปลี่ยนเป็นเรื่องครอบครัว หัวข้อที่คุยกันเริ่มน้อยลงทุกที การติดต่อไปมาหาสู่จึงน้อยลง ซูเหยียนกลายเป็นคนเก็บตัว ปกตินอกจากเลื่อนปลายนิ้วไล่อ่านนิยายออนไลน์ก็ไม่มีอะไรทำ ใครจะคิดว่าวันหนึ่งตนจะอ่านนิยายจนสามารถแทรกตัวเองเข้ามาในเนื้อเรื่องได้ ถึงเธอจะบ่นว่าเบื่อชีวิตของตัวเองเป็นบางครั้งแต่ก็ไม่ได้จะอยากเป็นคนอื่นนี่

พ่อกับแม่จะเสียใจขนาดไหนถ้ารู้ว่าเธอตายแล้ว ไม่รู้เพราะเหตุใดซูเหยียนถึงได้รู้ว่าตัวเองตายจากโลกเดิมไปแล้ว ความรู้สึกนี้รุนแรงมาก ความเศร้าโศกเสียใจผุดขึ้นเต็มไปหมด น้ำตาเริ่มไหลออกมาไม่ขาดสาย สิ่งเดียวที่ทําให้เธอยังสบายใจได้นั่นก็คือการที่ตนยังมีน้องชายอีกคนในชาติเดิม อย่างน้อยต่อให้เธอไม่อยู่พ่อกับแม่ก็ยังมีคนให้พึ่งพา

ให้กลับไปเกรงว่าคงไม่ได้แล้ว เธอคงไม่มีความกล้าพอที่จะฆ่าตัวตาย

แล้วจะทำยังไงดี?

ก็คงต้องใช้ชีวิตต่อล่ะมั้ง?

รอจนความคิดเริ่มเข้าที่เข้าทางซูเหยียนก็ลุกขึ้นมานั่ง เธอเบือนหน้าไปเห็นเอกสารกองหนึ่ง ด้านบนมีขวดยาสีชาว่างเปล่าวางอยู่หนึ่งขวด เธอหยิบขึ้นมามองแล้วอดถอนใจไม่ได้ “ผู้หญิงโง่เอ๊ย ผู้ชายเลวๆ คนหนึ่งมีค่าพอที่เธอจะฆ่าตัวตายด้วยเหรอ?”

ทันทีที่พูดจบภาพตรงหน้าของซูเหยียนก็มืดดับจนเธอเกือบล้ม รู้สึกแน่นหน้าอกขึ้นมาเป็นระยะ จู่ๆ เธอก็รับรู้ถึงความรู้สึกสิ้นหวังจนคิดอยากจะฆ่าตัวตาย

เธอกดหน้าอกตัวเองไว้ แววตาฉายประกายดุดันเด็ดเดี่ยว “ก็แค่ผู้ชายสารเลว นอกจากหน้าที่เป็นภรรยาแล้ว เธอยังมีหน้าที่ลูกของพ่อแม่ ยังมีหน้าที่แม่ของเด็กๆ เธอจะฆ่าตัวเองเพื่อผู้ชายสารเลวคนหนึ่งโดยไม่คำนึงถึงพ่อแม่ผู้ให้กําเนิด ไม่สนใจลูกเล็กๆ ที่ยังไร้เดียงสา คิดว่าตัวเองทําถูกแล้วหรือ?”

ความรู้สึกสิ้นหวังค่อยๆ จางหายแต่กลับมีความรู้สึกร้อนรนเข้ามาแทนที่

“อย่ากังวล ฉันไม่ปล่อยชายหญิงสารเลวนั่นไปง่ายๆ หรอก ในเมื่อฉันมาอยู่ในร่างเธอแล้ว พ่อแม่กับลูกๆ ของเธอ ฉันจะดูแลเอง”

กล่าวจบพลันรู้สึกเบาสบายทั้งกายและใจ ซูเหยียนหายใจเข้าออกอย่างแรง ไม่นึกว่าคําพูดประโยคเดียวของตนจะเข้าไปกระตุ้นความรู้สึกปวดร้าวหัวใจของเจ้าของร่างเดิม เมื่อครู่หากไม่ใช่เพราะเธอความรู้สึกไวคงต้องมีผลกระทบเป็นแน่ และบางทีอาจหลงผิดคิดฆ่าตัวตายแบบปัจจุบันทันด่วน

แน่นอนสิ่งที่รับปากไว้กับเจ้าของร่างนี้เธอต้องทำให้ได้ แม้จะไม่รู้ว่าทำไมถึงเข้ามาอยู่ในนิยายได้ แต่เมื่อมาอยู่ในร่างกายและความทรงจําของคนอื่นก็ต้องยอมรับเงื่อนไขของร่างที่มาขออาศัยนี้

เมื่อเรียบเรียงความทรงจำอีกครั้ง ซูเหยียนก็พบว่าตอนนี้เป็นปี 1992 ซึ่งมีความศิวิไลซ์ใกล้เคียงกับช่วงปี 1992 ในโลกเดิมของตน มีบางประเทศบางสถานที่เปลี่ยนชื่อไปบ้างแต่ส่วนใหญ่ยังเหมือนเดิม สำหรับเธอนับเป็นเรื่องดี ใครๆ ก็รู้ว่ายุค 90 ถือเป็นยุคทองของการทําธุรกิจ ด้วยความรู้ที่นำมาจากอนาคตคงจะไม่ทําให้ชีวิตของตนลําบากเกินไปนัก

2.ฝัน ไป เถอะ

เจ้าของร่างเดิมเกิดปี 1967 ตอนนี้อายุยี่สิบห้า เรียกได้ว่าอายุน้อยกว่าตัวเธอถึงห้าปี แต่กลับเป็นคุณแม่ลูกสองเข้าไปแล้ว ลูกสาวเจ็ดขวบกําลังจะเริ่มเรียนชั้นประถม ส่วนลูกชายอายุเพียงสามขวบเท่านั้น

ซูเหยียนในชาติก่อนอายุสามสิบแต่ยังไม่ได้แต่งงาน คิดถึงตรงนี้เธอเลยรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาเล็กน้อย เปิดฉากมาก็กลายเป็นแม่คนแล้ว ใครบ้างไม่ตื่นเต้น

เจ้าของร่างเดิมเรียนจบชั้นประถมปีที่สามแล้วออกมาช่วยที่บ้านทำงานพร้อมกับดูแลน้องชาย นับเป็นเรื่องปกติของเด็กสาวในยุคนั้น อย่างน้อยเธอก็อ่านหนังสือได้บ้าง ในขณะที่พี่สาวอีกคนไม่มีโอกาสเรียน

พี่ชายทั้งสองและน้องชายของเธอต่างก็เรียนจบแค่ชั้นมัธยมต้น เรื่องที่คนในสังคมให้ความสำคัญกับลูกชายมากกว่าลูกสาวถึงพูดไปก็แค่นั้น ขนาดพี่สาวเธอยังแต่งงานออกไปเพื่อให้พี่ชายคนที่สามได้แต่งสะใภ้เข้าบ้าน ส่วนตัวเธอเองต้องแต่งงานก็เพื่อเอาเงินสินสอดให้น้องชายที่อายุน้อยกว่าสองปีไปแต่งเมีย มันก็คงไม่ต่างกับการขายลูกสาวสักเท่าไหร่

การล้างสมองของครอบครัวทำให้พี่สาวคนที่สองกับเจ้าของร่างเดิมพร้อมใจกันเสียสละตัวเองเพื่อช่วยเหลือพี่และน้องชาย สรุปก็คือหลายปีมานี้เจ้าของร่างนำเงินส่วนตัวมอบให้พ่อกับแม่ไปแล้วไม่น้อย

กับสามี... นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาออกนอกลู่นอกทาง ซูเหยียนช็อกเมื่อได้รู้

เย่จื้อเฉียงนอกใจภรรยาตั้งแต่ตอนซูเหยียนตั้งครรภ์เย่เทียนเป่า ตอนนั้นเจ้าของร่างทั้งร้องไห้ฟูมฟายทั้งอาละวาด แต่กลับเป็นแม่ของเธอเองที่มาหาถึงบ้าน บอกให้ลูกสาวหลับตาข้างหนึ่งลืมตาข้างหนึ่งแล้วมองข้ามๆ ไป ความหมายก็คือ ‘ผู้ชายที่มีความสามารถคนไหนบ้างที่ไม่หาเศษหาเลย’ เธอในฐานะภรรยาก็ควรทำใจให้กว้างเข้าไว้ ที่ประหลาดก็คือเจ้าของร่างเห็นด้วย เหตุผลที่คราวนี้เจ้าตัวพยายามฆ่าตัวตายก็เพราะผู้ชายสารเลวนั่นยืนยันจะหย่าให้ได้

ในมุมมองเจ้าของร่างเดิม ผู้หญิงที่ยังไม่แต่งงานอยู่บ้านต้องเชื่อฟังบิดา เมื่อแต่งงานออกเรือนแล้วต้องเชื่อฟังสามี เย่จื้อเฉียงคือโลกทั้งใบ ตอนนี้โลกของเธอแตกสลาย เธอก็เลยไม่สามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้

ซูเหยียนตกใจกับวิธีคิดของผู้หญิงคนนี้ นี่มันปี 1992 แล้ว ยังมีค่านิยมแบบนี้อยู่อีกหรือ!

ถึงยังไงซูเหยียนคนนี้ก็ไม่เห็นด้วย เมื่อครู่ที่นั่งฟื้นความทรงจําเดิม เธอคิดว่าพ่อแม่เจ้าของร่างคงจะเหมือนกับพ่อแม่ของตนในชาติที่ผ่านมา แต่ไม่ใช่เลย... ตอนนี้เธอรู้แล้วว่าพ่อแม่เจ้าของร่างเป็นคนอย่างไรจึงยากที่ตนจะปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างจริงใจ ให้เธอยอมเสียสละตัวเองเพื่อประคับประคองอนาคตของน้องชายคงเป็นไปไม่ได้ ทุกคนเติบโตและมีครอบครัวของตัวเองกันหมดก็ต้องรู้จักพึ่งพาตัวเองสิ

แต่เธอรับปากกับเจ้าของร่างเดิมไว้ว่าจะดูแลพ่อแม่ให้อย่างดี ดังนั้นจะไม่สนใจเลยก็คงไม่ได้ ในอนาคตถ้าพวกเขาเจ็บป่วยต้องเข้าโรงพยาบาลเธอก็ควรออกค่าใช้จ่ายให้ ยามแก่เฒ่าหากต้องการคนดูแล พี่น้องทั้งห้าคนก็ควรจะแบ่งหน้าที่กันอย่างยุติธรรม

กับพ่อแม่ที่เอื้อเอ็นดูลูก ลูกก็ควรกตัญญูกลับ อันนี้เธอเข้าใจ

แต่กับพ่อแม่ที่เห็นลูกเป็นตู้เอทีเอ็ม ลูกก็ไม่ควรโง่นะ!

โชคดีที่เจ้าของร่างเดิมไม่ได้บอกครอบครัวเรื่องเย่จื้อเฉียงต้องการหย่า เรื่องนี้ต้องปิดบังเอาไว้ก่อน เพราะพ่อแม่ของเจ้าของร่างเดิมต้องไม่เห็นด้วยแน่นอน พอถึงตอนนั้นอาจจะเกิดเรื่องวุ่น

เจ้าของร่างเดิมไม่ต้องการหย่า แต่ฉันต้องการนี่!

หลังจากแต่งงานกับเย่จื้อเฉียงเจ้าของร่างเดิมไม่เคยต้องทํางาน ก่อนหน้านี้ตอนที่อยู่ในหมู่บ้านชนบทยังเคยทำงานในเรือกสวนไร่นาและเลี้ยงเด็ก แต่พอปีกลายก็ย้ายมาอยู่กับเย่จื้อเฉียงแล้ว เจ้าของร่างเดิมรู้แค่ว่าสามีเป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง ส่วนหลักๆ ทำอะไรนั้นกลับไม่รู้

เย่จื้อเฉียงร่ำรวย มีเส้นสาย ข้อได้เปรียบนี้ไม่เอื้อประโยชน์ให้ซูเหยียนเป็นอย่างมาก

ซูเหยียนโยนขวดยาเปล่าในมือทิ้งแล้วหยิบเอกสารขึ้นมาอ่าน มันเป็นข้อตกลงในการหย่า ในนั้นเขียนไว้หลายข้อ พอสรุปได้สามจุดหลักๆ

หนึ่ง... บ้านจะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเธอ ส่วนรถยนต์เป็นของเย่จื้อเฉียง

สอง... เงินฝากของครอบครัวทั้งหมดเป็นกรรมสิทธิ์ของเธอ

สาม... สิทธิ์ในการเลี้ยงดูลูกทั้งสองเป็นของเธอ

รายได้จากงานรับเหมาก่อสร้างจะมีสักเท่าไหร่เชียว?

ในยุคที่ราคาบ้านยังไม่บูม รถยนต์แพงกว่าตั้งเยอะ

เย่จื้อเฉียงคงคิดว่าตัวเองจะไล่ลูกเมียโง่ๆ แล้วไปเสพสุขกับชู้รักอย่างร่ำรวยและหมดห่วงสินะ?

ฝัน ไป เถอะ ย่ะ!

 

การนั่งรอความตายไม่ใช่นิสัยของซูเหยียน

เรื่องที่เย่จื้อเฉียงกับหลี่เจียวเจียวควงคู่กันอย่างออกหน้าออกตานับเป็นหลักฐานเด็ด แต่น่าเสียดายที่ไม่มีใครช่วยเป็นพยานให้ ด้วยสถานะทางสังคมของทั้งสองที่แตกต่างกันมาก การจะหาพยานบุคคลคงเป็นไปไม่ได้ มีเพียงต้องหาพยานวัตถุเท่านั้น

เธอต้องหานักสืบเอกชนมาถ่ายภาพเย่จื้อเฉียงและหลี่เจียวเจียวตอนที่พวกเขาใกล้ชิดสนิทสนมกันในอิริยาบถต่างๆ ถ้าจับได้คาหนังคาเขาตอนอยู่บนเตียงก็ยิ่งดี เพราะนอกจากเย่จื้อเฉียงจะเจ้าชู้แล้วยังเป็นคนเสียหน้าไม่ได้ ถ้าได้ภาพถ่ายมาอำนาจการต่อรองก็จะตกอยู่ในมือเธอ

คำนวณเวลาดูแล้วตอนนี้หลี่เจียวเจียวน่าจะกําลังตั้งครรภ์ อีกฝ่ายจึงต้องรีบยุแยงให้เย่จื้อเฉียงมาขอหย่า ซูเหยียนต้องหาโรงพยาบาลที่หลี่เจียวเจียวไปตรวจร่างกายให้เจอให้ได้ ถ้าได้ผลตรวจจากโรงพยาบาลด้วยยิ่งดีใหญ่

ไม่มีเวลาเหลือมากนัก ตอนนี้เย่จื้อเฉียงกําลังบีบบังคับให้เจ้าของร่างเดิมหย่าโดยเร็ว ไม่แน่ว่าอาจจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นก็ได้ ผู้ชายใจคอโหดเหี้ยม ถ้าอยากจะได้อะไรขึ้นมาคงไม่คำนึงถึงความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยาแต่หนหลังหรอก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าเจ้าของร่างนี้เคยให้กำเนิดลูกของเขา

เธอรีบลุกขึ้นมาผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า ตอนยืนอยู่หน้ากระจก ซูเหยียนเหมือนถูกจู่โจมจนหายใจไม่ออกราวตกลงมาจากที่สูง ตัวเธอเองอาจไม่ใช่คนสะสวยแต่ก็ไม่ถือว่าน่าเกลียด อยู่ในระดับที่เรียกว่าใช้ได้ ถ้าได้แต่งเนื้อแต่งตัวสักหน่อยก็อาจมีคนจำนวนไม่น้อยที่เอ่ยปากชม

แต่คนในกระจกนี่? เอิ่ม...

ส่วนสูงอย่างมากหนึ่งร้อยห้าสิบเจ็ดเซนติเมตร คือมันไม่เรียกว่าสูงแถมยังอ้วน น้ำหนักอย่างน้อยก็หกสิบห้ากิโลกรัม พุงยื่น รูปร่างราวกับคนท้องเจ็ดแปดเดือน ผิวพรรณทั้งดําคล้ำและหยาบกร้าน ที่สําคัญคือใบหน้ามีกระฝ้าขึ้นเต็มไปหมดแถมทรงผมยังชี้ฟู ดูแล้วแก่กว่าคนอายุสี่สิบเสียอีก ข้อดีเดียวที่พอจะปลอบใจได้คือองค์ประกอบของเครื่องหน้าไม่ได้แย่นัก แต่ต่อให้มีเครื่องหน้าดีแค่ไหนก็ไม่อาจทนต่อความทรุดโทรมเช่นนี้

เธอเบือนหน้าหนีด้วยความรู้สึกหดหู่ หลังจากหย่าสิ่งแรกที่ต้องทำคือลดน้ำหนัก ดูแลผิวพรรณและรักษาฝ้า ยังไม่ต้องพูดเรื่องจะเปลี่ยนเป็นคนสวย อย่างน้อยต้องดูมีชีวิตชีวาให้สมกับที่อายุยี่สิบห้าให้ได้เสียก่อน

ในตู้มีเสื้อผ้าอยู่ไม่กี่ชุด ซูเหยียนเลือกหยิบเสื้อผ้าใส่สบายมาชุดหนึ่ง สวมรองเท้าแตะพลาสติกที่มักใส่ในช่วงอากาศร้อนแล้วเดินลงไปชั้นล่าง

บ้านหลังนี้มีทั้งหมดห้าชั้น ชั้นล่างสุดเป็นห้องนั่งเล่นและห้องครัว ชั้นที่สองมีห้องนอนสองห้องอยู่ทางด้านหน้าและด้านหลัง ห้องด้านหน้าเป็นห้องของเจ้าของร่างกับเย่จื้อเฉียง แต่แน่นอนว่าเย่จื้อเฉียงแทบไม่ได้กลับมานอนแล้ว ส่วนมากเจ้าของร่างจะอยู่ห้องนี้กับเย่เทียนเป่าผู้เป็นลูกชาย ห้องด้านหลังจึงเป็นห้องของเย่จิงจิง อีกสามชั้นที่เหลือแค่ทาสีขาวเอาไว้แต่ยังไม่ได้ตกแต่ง

เย่จื้อเฉียงได้บ้านหลังนี้มาจากเถ้าแก่ที่ติดหนี้ค่าจ้างรับเหมา มูลค่าบ้านตอนนี้น่าจะราวๆ 150,000 หยวน แต่ถ้ารออีกสักสิบเก้าปี บ้านหลังนี้น่าจะมีมูลค่าสูงถึง 5-6 ล้านเลยทีเดียว

ซูเหยียนสำรวจบ้านแบบคร่าวๆ ภายในบ้านเงียบมากเพราะลูกทั้งสองคนไปอยู่กับย่าที่หมู่บ้านนอกเมืองยังไม่กลับมา นับว่าเป็นโอกาสดีสำหรับการรวบรวมพยานหลักฐานอย่างที่ตั้งใจ

จากความทรงจำเมืองนี้คือเมืองซีเฉิง สภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ ขนบธรรมเนียมประเพณีและการใช้ภาษาค่อนข้างคล้ายกับเมืองที่เธอเคยอยู่เมื่อชาติก่อน นั่นถือเป็นข้อดีที่ทําให้เธอไม่รู้สึกว่าแปลกใหม่

ทันทีที่ซูเหยียนเดินออกมาจากบ้าน เธอก็นึกบางอย่างได้พาให้ขาชะงัก ยุคนี้ยังไม่มีโทรศัพท์มือถือและไม่มีอินเทอร์เน็ต แล้วเธอจะไปหาหานักสืบเอกชนมาจากไหน?

ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่เจ้าของร่างเดิมเป็นแค่แม่บ้าน ตัวเธอเองก็เป็นเพียงคนธรรมดาซึ่งไม่เคยต้องติดต่อกับคนเหล่านั้นมาก่อน แล้วเวลาเร่งด่วนแบบนี้เธอจะทำยังไงดี?

ซูเหยียนพยายามรื้อฟืนความทรงจําแล้วก็นึกขึ้นได้ว่า ลูกชายคนเล็กของลุงใหญ่เจ้าของร่างเป็นนักเลงในเมืองนี้และเป็นถึงหัวหน้าคุมเขต ปีที่แล้วตอนที่ลุงใหญ่โดนคนทําร้าย ลูกชายลุงแค่พาพรรคพวกกลับไปบ้านเกิด อีกฝ่ายถึงกับต้องจ่ายเงินชดเชยจํานวนมากเพื่อให้เรื่องราวจบลง

สำหรับหมู่บ้านนอกเมือง ใครที่ไม่ได้ทำอาชีพสุจริตก็มักจะถูกซุบซิบนินทา นับประสาอะไรกับคนที่มีชื่อเสียงไม่ดีอย่างลูกพี่ลูกน้องคนนี้ของเธอ ถึงต่อหน้าจะไม่มีใครกล้าพูดอะไรแต่พอลับหลังก็ถูกว่าต่างๆ นานา อีกทั้งพ่อแม่ก็สั่งไม่ให้เธอและพวกพี่น้องไปข้องแวะกับลูกพี่ลูกน้องคนนี้ ดังนั้นแม้เจ้าของร่างเดิมจะย้ายมาอยู่ที่เมืองซีเฉิงได้ปีกว่าแล้ว แต่ก็ไม่เคยไปมาหาสู่กับลูกพี่ลูกน้องคนนี้เลย ความสัมพันธ์จึงถือว่าห่างเหินมาก

3.มันเกิดเรื่องอะไรกันแน่?

เจ้าของร่างเดิมอาจรู้สึกว่าเขาเป็นอันธพาลทําให้ไม่อยากไปยุ่งเกี่ยวด้วย แต่ซูเหยียนกลับไม่ได้คิดแบบนั้น เท่าที่เธอจําได้ลูกพี่ลูกน้องคนนี้เป็นคนรักพี่น้อง เขาคอยปกป้องน้องชายน้องสาวมาตั้งแต่เด็ก สมัยก่อนตอนอยู่ที่โรงเรียนถ้ามีใครกล้ามารังแกพวกเธอย่อมต้องถูกเขาเอาคืน แม้แต่ตอนนี้ถ้ามีญาติคนไหนถูกรังแกแล้วไปหา เขาก็จะรีบพาพรรคพวกไปช่วยเหลือ อีกทั้งเขายังเป็นคนกตัญญูต่อพ่อแม่และปู่ย่า ปีที่แล้วเขาพาปู่กับย่าไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล สมัยนี้ไม่ค่อยมีคนแก่ในหมู่บ้านที่ได้ไปตรวจร่างกาย ปู่กับย่าของเธอจึงถือเป็นคนแรกๆ เมื่อเทียบกับพี่ชายน้องชายของเจ้าของร่างเดิมแล้วเขายังพึ่งพาได้มากกว่าหลายร้อยเท่า ทว่าการไปหาเขาถือว่ามีความเสี่ยง เธอไม่ต้องการให้คนที่บ้านรู้เรื่องการหย่า

ซูเหยียนจึงลองเดินสํารวจรอบๆ เมืองเป็นอันดับแรก เธอพบร้านขายเสื้อผ้า ร้านขายอาหาร ห้างสรรพสินค้า แต่ไม่เจอสํานักงานนักสืบเอกชน แม้แต่โฆษณาก็ไม่มี เธอเจอร้านถ่ายรูปร้านหนึ่ง หลังจากยืนลังเลสักพัก สุดท้ายก็เดินเข้าไป

“คุณผู้หญิงต้องการถ่ายรูปหรือครับ?” คนที่ออกมาอายุสามสิบกว่า เป็นชายหนุ่มผมยาวมีหนวดเครา ลักษณะและท่าทางเหมือนพวกศิลปิน

“ไม่ค่ะ ฉันแค่เข้ามาดู” ซูเหยียนส่ายหน้าน้อยๆ แล้วถอยหลังกลับ ถ้าเธอบอกว่าจะจ้างเขาไปถ่ายรูปคนเล่นชู้ อีกฝ่ายอาจคิดว่าเธอกำลังดูถูกความสามารถทางศิลปะของเขาก็เป็นได้

เฮ้อ... ไปหาร้านใหม่ดีกว่า

การแต่งตัวของผู้ชายในร้านถัดไปดูไม่ค่อยเหมือนศิลปิน แต่อายุของเขามากพอจะเป็นปู่ของเธอได้เลย เดิมทีซูเหยียนตั้งใจจะหาช่างภาพแล้วจ่ายค่าจ้างให้เป็นพิเศษ แต่เห็นทีคงจะไม่ไหวแล้ว

ชายคนนี้อายุไม่น้อยแล้วน่าจะมีประสบการณ์สูง อาชีพช่างภาพในยุคนี้ถือว่าไม่เลว ซูเหยียนตัดสินใจถามข้อมูลจากเขา

“คุณพอจะรู้ไหมว่านักสืบเอกชนในเมืองซีเฉิงอยู่แถวไหน?”

ชายชรามองซูเหยียนแวบหนึ่งแล้วส่ายหน้า “คุณผู้หญิงคงดูหนังฮ่องกงมากไปแล้ว เมืองจีนมีนักสืบเอกชนที่ไหนกัน”

มันต้องมีอยู่แล้ว เพียงแต่พวกเขาไม่รู้เท่านั้นเอง...

ซูเหยียนขอบคุณชายชราแล้วหันหลังเดินจากไป เห็นทีการไปหาญาติผู้พี่คงเป็นหนทางเดียวที่เหลืออยู่

กว่าซูเหยียนจะหาญาติผู้พี่เจอ เธอก็ต้องไปคลับหลายแห่ง ตอนนั้นเขากําลังนั่งเล่นไพ่นกกระจอกอยู่

“ใครมาถามหาฉันนะ?” ซูเจี้ยนหยางคาบบุหรี่ไว้ที่ปากพร้อมกับมองอย่างสงสัย

“เธอบอกว่าเป็นญาติผู้น้องของพี่ชื่อว่าซูเหยียน” คนทั้งสองแช่ซูเหมือนกัน เธอไม่น่าจะโกหกหรอก

“พี่สาม ญาติผู้น้องของพี่จริงๆ เหรอ? สวยหรือเปล่า? ทําไมพี่ไม่แนะนําให้พวกเรารู้จักบ้าง” ชายผมทองที่นั่งตรงข้ามซูเจี้ยนหยางถามพร้อมกับหัวเราะ

ซูเจี้ยนหยางผลักเขาออกแล้วพูดอย่างรำคาญ “ไสหัวไปเลย” จากนั้นหันไปเอ่ยกับชายอีกคน “เจ้าห้ามานั่งเล่นแทนฉัน ฉันจะไปดูน้องสาวสักหน่อย"

พอเห็นลูกพี่ลูกน้องที่ยืนอยู่ตรงประตู ซูเจี้ยนหยางก็เลิกคิ้วเล็กน้อย ตามปกติพอน้องสาวคนนี้เห็นเขาก็จะรีบหลบหน้าหลบตาราวกับเขาเป็นโรคระบาด วันนี้พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตกหรือไง อีกฝ่ายถึงมาหาเขาได้

“พี่สาม” ซูเหยียนเห็นคนที่ออกมาก็จำได้ว่าเป็นญาติผู้พี่ของเจ้าของร่าง “วันนี้ที่ฉันมาหาเพราะมีเรื่องอยากให้พี่ช่วยหน่อย” หญิงสาวพูดเข้าประเด็นทันที

หลังจากที่วิ่งวุ่นมาทั้งวันเธอก็คิดว่าคงไม่มีใครช่วยได้นอกจากญาติผู้พี่คนนี้

ท่าทางของซูเหยียนทำให้ซูเจี้ยนหยางประหลาดใจมากขึ้นไปอีก เขาไม่เคยคิดว่าญาติผู้น้องคนนี้จะมาหาเพื่อขอความช่วยเหลือ

“เธอรอสักครู่ พี่จะไปบอกพวกเขาก่อน” ซูเจี้ยนหยางไม่ได้ถามให้มากความ เพียงเดินไปบอกพวกลูกน้องที่อยู่ไม่ไกลไม่กี่คำแล้วพาซูเหยียนไปร้านน้ำชาที่อยู่ใกล้ๆ

พนักงานในร้านคุ้นเคยกับซูเจี้ยนหยางเป็นอย่างดีจึงส่งยิ้มให้แล้วพาพวกเขาขึ้นไปห้องส่วนตัวบนชั้นสอง เห็นชัดว่าซูเจี้ยนหยางมาร้านนี้เป็นประจำ

“ที่นี่ปลอดภัย เธอมีอะไรก็พูดออกมาเถอะ” พอพูดจบเขาก็ตบขาตัวเองหนึ่งฉาด บ้ารึไง! ที่ญาติผู้น้องมาหาก็แค่จะขอให้เขาอยู่ฝ่ายเดียวกับเธอ มันไม่ได้มีอะไรใหญ่โตขนาดนั้น

“ก่อนที่ฉันจะบอก พี่สามรับปากฉันเรื่องหนึ่งก่อนได้ไหม?” ก่อนที่เธอจะมาหาซูเจี้ยนหยาง ซูเหยียนได้วิเคราะห์นิสัยเขามาก่อน อีกฝ่ายเป็นคนใจกว้าง รักษาคําพูด ชอบไม้อ่อนไม่ชอบไม้แข็ง

ซูเจี้ยนหยางขมวดคิ้ว

“ไม่ใช่เรื่องลำบากอะไร ฉันแค่ไม่อยากให้คนที่บ้านรู้ โดยเฉพาะคนในครอบครัว แต่ถ้าพี่สามลําบากใจ พี่ก็ถือว่าฉันไม่เคยมาที่นี่แล้วกัน” ซูเหยียนรีบพูดเมื่อเห็นท่าทีอีกฝ่าย

ซูเจี้ยนหยางแปลกใจเล็กน้อย เขามองญาติผู้น้องที่อยู่ตรงกันข้ามอย่างพิจารณา นี่คือซูเหยียนไม่ผิดแน่ แต่ว่านิสัยเปลี่ยนแปลงไปมาก “ได้ พี่รับปาก เธอพูดมาเถอะ”

ซูเหยียนเริ่มร้องไห้ “พี่สาม เย่จื้อเฉียงเลี้ยงดูผู้หญิงนอกบ้านและขอหย่ากับฉัน”

“อะไรนะ!” ซูเจี้ยนหยางมีสีหน้าไม่พอใจ แม้เขากับซูเหยียนจะไม่ได้สนิทกัน แต่จะยอมให้คนนอกจะมารังแกญาติผู้น้องของตัวเองได้ไง

ความจริงแล้วเขาเคยเจอเย่จื้อเฉียงที่คลับอยู่หลายครั้ง เวลาผู้ชายเจรจาธุรกิจนอกบ้านจะเรียกพวกผู้หญิงมานั่งโต๊ะเพื่อความคึกคักถือเป็นเรื่องธรรมดา แต่การจะเลี้ยงดูเป็นตัวเป็นตนนั้นไม่เหมือนกัน หนำซ้ำยังมาหาเรื่องขอหย่าอีก

“เรื่องใหญ่ขนาดนี้ทำไมถึงคิดปกปิดคนที่บ้านอีก? มันเกิดเรื่องอะไรกันแน่?” ตามหลักแล้วซูเหยียนควรจะปรึกษากับพ่อแม่และพี่น้องของตัวเอง แต่นี่กลับปิดบังไม่ยอมบอกแล้วมาขอความช่วยเหลือจากเขา

ซูเหยียนส่ายหน้า กล่าวเสียงสะอื้น “พี่สาม พี่ไม่รู้จริงๆ หรือว่าพ่อแม่กับพี่น้องของฉันเป็นคนยังไง? เรื่องนี้จะให้พวกเขารู้ไม่ได้ ถ้าพวกเขารู้ต้องไม่ยอมให้ฉันหย่าแน่ๆ”

“เธอจะหย่าเหรอ!” ซูเจี้ยนหยางเบิกตามองซูเหยียน ประโยคเมื่อครู่ทำให้เขาตกใจเข้าแล้วจริงๆ

เขาเข้าใจว่าที่ซูเหยียนมาหาเพราะอยากให้ช่วยข่มขู่เย่จื้อเฉียง ให้เย่จื้อเฉียงตัดสัมพันธ์กับผู้หญิงที่เลี้ยงดูนอกบ้านแล้วกลับมาหาเธอ ต่อให้เขาถูกตีจนหัวแตกก็คิดไม่ถึงว่าซูเหยียนต้องการจะหย่า

“เป็นเย่จื้อเฉียงที่บีบบังคับให้ฉันต้องหย่า เพื่อผู้หญิงคนนั้นเขาตัดสินใจแล้วว่าจะหย่า แม้กระทั่งลูกสองคนเขาก็ยังไม่ต้องการ นับประสาอะไรกับฉันล่ะ” ซูเหยียนสูดจมูกแล้วเอ่ยต่อ “เรื่องหย่าฉันเห็นด้วย แต่เรื่องที่ผู้ชายคนนั้นคิดจะสลัดฉันทิ้งง่ายๆ นั้นไม่ได้เด็ดขาด เขาต้องการหย่าก็ได้! แต่ต้องไปแต่ตัว!”

เมื่อเห็นใบหน้าดุดันของญาติผู้น้อง ซูเจี้ยนหยางพลันกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ภาพตรงหน้าเหมือนคํากล่าวที่ว่า สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือจิตใจผู้หญิง เมื่อพวกเธอร้ายขึ้นมาแล้วยังต้องมีผู้ชายอีกทําไม

“แล้วเธอคิดจะทำยังไง?”

“พี่สาม พี่รู้จักนักสืบเอกชนแบบที่เคยเห็นในหนังฮ่องกงบ้างไหม?” พอหญิงสาวเห็นพี่ชายพยักหน้าก็พูดต่อไปว่า “พี่ช่วยหานักสืบเอกชนไปถ่ายรูปให้ฉัน รูปยิ่งเยอะยิ่งดีโดยเฉพาะรูปตอนพวกเขาใกล้ชิดสนิทสนม ยิ่งมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น ถ้ามีการบันทึกเสียงด้วยจะดีที่สุด หรือถ้าจับได้ตอนอยู่บนเตียงก็ยิ่งดีเข้าไปใหญ่”

“เฮ้อ...” ซูเจี้ยนหยางจิบน้ำชาแล้วกระแอมเบาๆ ก่อนถามอย่างมึนงง “ยังมีอย่างอื่นอีกไหม?”

“ผู้หญิงที่เย่จื้อเฉียงเลี้ยงไว้กำลังตั้งท้อง พี่สามช่วยหาให้หน่อยว่าเธอไปตรวจที่โรงพยาบาลไหน? ถ้ามีวิธีเอาสําเนาใบตรวจมาได้ก็จะเป็นหลักฐานที่มีประโยชน์มาก”

ซูเจี้ยนหยางเงียบไปไม่ได้พูดอะไรอีก ทําให้ซูเหยียนเริ่มร้อนใจ หญิงสาวพยายามรักษาท่าทีให้สงบขณะรอ ผ่านไปพักใหญ่คนเป็นพี่ถึงพยักหน้า “ตกลง เรื่องนี้ฉันจัดการเอง”

“ขอบคุณพี่สาม” ซูเหยียนถอนหายใจโล่งอกพลางหยิบธนบัตรปึกหนึ่งออกมาจากกระเป๋า “ฉันรีบออกมาก็เลยยังไม่ได้ไปธนาคาร พี่สามเอาไว้ใช้ก่อน”

“เก็บไว้เถอะ” ซูเจี้ยนหยางพูดอย่างไม่ค่อยพอใจ สีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม

ซูเหยียนส่ายหน้า “นี่ไม่ใช่เรื่องที่พี่สามารถลงมือทําได้ด้วยตัวเองเพียงคนเดียว พี่เป็นพี่ของฉัน แม้ฉันไม่ให้ค่าตอบแทนก็ไม่เป็นไร แต่พวกลูกน้องของพี่ฉันต้องให้ พี่สาม เงินนี้ไม่ได้มากมาย พี่รับไว้เถอะ อย่าให้ฉันต้องลําบากใจเลย”

พอเห็นซูเหยียนยืนกราน ซูเจี้ยนหยางก็ถอนหายใจแล้วรับเงินไว้ “ก็ได้ เท่านี้ก็พอ คราวหน้าไม่ต้องเอามาให้แล้วนะ”

ซูเหยียนพยักหน้ารับพลางยิ้มจางๆ เมื่อเห็นเขายอมรับเงิน “พี่สามจะเริ่มลงมือเมื่อไหร่? แล้วฉันต้องทำอะไรไหม?”

“ไม่ต้องรีบ รอให้ฉันวางแผนเรียบร้อยก่อนแล้วจะพาเธอไปจับชู้ด้วยกัน” ซูเจี้ยนหยางยิ้มมุมปากอย่างเหี้ยมเกรียม

 

ซูเหยียนทำมื้อเย็นแบบเรียบง่ายเพราะในบ้านมีเธอเพียงคนเดียว

หลังจากเก็บล้างทําความสะอาดเรียบร้อย ซูเหยียนก็ขึ้นไปอาบน้ำที่ชั้นบนแล้วเตรียมเข้านอน วันนี้เธอวิ่งวุ่นมาทั้งวันทำให้รู้สึกเหน็ดเหนื่อย

บนตู้ตรงหัวเตียงมีรูปถ่ายของเด็กสองคน อาจเป็นเพราะมีความทรงจําของเจ้าของร่างเดิม ซูเหยียนจึงรู้สึกผูกพันกับเด็กทั้งคู่ ดังนั้นเมื่อเธอนึกถึงตอนจบของพวกเขาในนิยาย ซูเหยียนก็รู้สึกจุกอกขึ้นมาทันที

4.เซ็นใบหย่าหรือยัง?

ในนิยายชีวิตความเป็นอยู่ของเด็กทั้งสองไม่ค่อยดีนัก หลังจากจบมัธยมปลายเย่จิงจิงก็เลิกเรียน หันมาทำงานส่งเสียให้น้องชายได้เรียนมหาวิทยาลัย สองพี่น้องเคียดแค้นคนเป็นพ่อมาโดยตลอด

ครั้งหนึ่งด้วยความบังเอิญบริษัทที่เย่เทียนเป่าทํางานมีโปรเจ็กต์ร่วมกับบริษัทของเย่จื้อเฉียงโดยมีเย่หรันหรันเป็นตัวแทนของบริษัทสกุลเย่ พอเย่จิงจิงเห็นเย่หรันหรันที่งดงามดังหงส์ขาวก็รู้สึกริษยา จากนั้นก็วางแผนทำร้ายอีกฝ่าย และในฐานะที่เย่เทียนเป่าเป็นน้องชาย เขาจึงเลือกที่จะช่วยพี่สาวตัวเอง

เย่เทียนเป่าวางยาในอาหารของเย่หรันหรันระหว่างงานเลี้ยงมื้อค่ำที่ภัตตาคารแห่งหนึ่ง อันที่จริงภัตตาคารแห่งนี้เป็นสถานที่ที่เย่จิงจิงทํางาน เย่จิงจิงใช้ข้ออ้างว่าจะพาเย่หรันหรันที่ดื่มจนเมามายไปพักผ่อนแล้วเตรียมจับอีกฝ่ายแก้ผ้าเพื่อถ่ายภาพเปลือย

แต่แน่นอนว่านางเอกย่อมไม่มีทางถูกทําร้าย ตอนที่เย่จิงจิงพาตัวเย่หรันหรันไป เธอก็บังเอิญเจอพระเอกที่มากินอาหารที่ภัตตาคารเช่นเดียวกันแล้วเขาก็ช่วยนางเอกไว้ได้ทันเวลา

หลังจากเหตุการณ์นี้พระเอกก็วางแผนลากตัวเย่จิงจิงเข้าคุก ส่วนเย่เทียนเป่าเป็นเพราะเย่จื้อเฉียงเห็นแก่ที่อีกฝ่ายเป็นลูกชายจึงปกป้อง แต่ก็บังคับให้เขาออกจากเมืองซีเฉิงไป

เย่เทียนเป่ามีบทบาทอีกครั้งในตอนพิเศษ ในเรื่องเขาตายเพราะประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ตอนที่อ่านนิยายซูเหยียนก็ไม่ได้รู้สึกอะไร คิดเพียงว่าพวกเขาก็แค่ตัวประกอบ แต่ตอนนี้ตัวเองกลายมาเป็นแม่ของเด็กสองคนนี้ ซูเหยียนถึงรู้สึกว่านี่ไม่ใช่เรื่องธรรมดาอีกแล้ว

มันจะบังเอิญเกินไปหรือเปล่า? ในปี 1992 รถยนต์ก็ไม่ได้มีมากมายและถ้าดูจากนิสัยของเจ้าของร่างเดิม หลังหย่าเธอน่าจะพาลูกกลับไปที่บ้านเกิด ที่หมู่บ้านหลิ่งอันนอกจากมีรถประจําทางวิ่งสองรอบต่อวันก็มีแค่รถแทรกเตอร์อยู่เพียงไม่กี่คันเท่านั้น แล้วทำไมเธอถึงเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ได้? เย่เทียนเป่าอีกคน เขาถูกบังคับให้ไปจากเมืองซีเฉิง จากนั้นไม่นานก็ถูกรถชนตาย สองแม่ลูกตายจากอุบัติเหตุทางรถยนต์เหมือนกันแถมยังตายคาที่ทั้งคู่อีกด้วย

ซูเหยียนตัวสั่นเทิ้มไปทั้งร่าง เธอถูกทฤษฎีที่ตัวเองคิดขึ้นมาทำให้ตกใจ ถึงยังไงเย่จื้อเฉียงก็ไม่แยแสลูกเมียเก่าอยู่แล้ว หากทิ้งเด็กทั้งสองไว้กับครอบครัวสกุลเย่ต้องแย่กว่าไปอยู่กับครอบครัวสกุลชูเป็นแน่ เธอสัญญากับเจ้าของร่างเดิมแล้วว่าจะช่วยดูแลลูกๆ ให้ หากจะว่าไปซูเหยียนเองก็ชอบเด็กมาก ตอนนี้เธอไม่ต้องตั้งท้องสิบเดือน ไม่ต้องคลอดเอง อยู่ๆ ก็ได้ลูกสองคนมาฟรีๆ พอคิดแบบนี้ก็รู้สึกว่าตัวเองได้กำไรขึ้นมาบ้างแล้ว

พอได้ยินเสียงประตูเปิด ซูเหยียนพลันหัวใจเต้นแรง

เย่จื้อเฉียง! เขากลับมาที่นี่ทำไม?

เย่จื้อเฉียงที่อยู่ตรงหน้าก็เหมือนกับในความทรงจํา เขาสวมเสื้อเชิ้ตลายดอกกับกางเกงสแล็คสีอ่อน ใส่สร้อยทองเส้นใหญ่ขนาดเท่านิ้วก้อย พอรวมกับหัวที่ล้านก็ดูเหมือนกับการแต่งตัวของพวกเศรษฐีใหม่

“เซ็นใบหย่าหรือยัง?” ประโยคแรกเย่จื้อเฉียงก็เข้าประเด็นทันที

ซูเหยียนเม้มปากแล้วแกล้งทำเป็นโศกเศร้า เธอจะให้เขาไหวตัวทันไม่ได้ ต้องรอให้ได้หลักฐานก่อน...

“ถ้าเราหย่ากันแล้วลูกจะทำยังไง? คุณไม่ต้องการแม้แต่ลูกชายตัวเองงั้นเหรอ?” ซูเหยียนถามด้วยน้ำเสียงกลั้นสะอื้น

“ถ้าไม่ใช่เพราะลูกชาย ฉันจะยอมให้บ้านกับเธอเรอะ! ได้ทั้งบ้านได้ทั้งเงิน แล้วต่อไปฉันจะให้ค่าเลี้ยงดูสามร้อยหยวนทุกเดือน เธอแค่อยู่บ้านเลี้ยงลูกยังจะมีอะไรไม่ดีอีก? เธอลองไปถามคนทั้งหมู่บ้านหลิ่งอันว่ามีใครใช้ชีวิตสุขสบายอย่างเธอบ้าง พอแล้ว! เลิกถ่วงเวลา รีบเซ็นเอกสารสักที!” เย่จื้อเฉียงพูดอย่างหมดความอดทน

ตอนนี้เจียวเจียวตั้งท้องได้สามเดือนกว่าแล้ว ถ้ายังไม่รีบแต่งท้องก็จะโตขึ้นทุกวัน ลูกของเขาที่เกิดจากเจียวเจียวต้องทั้งเฉลียวฉลาดและน่ารักแน่ ตอนแรกเขาไม่น่าแต่งงานกับยัยอ้วนนี่เลย มาตอนนี้เรื่องราวถึงได้วุ่นวายขนาดนี้!

“ไม่! ฉันไม่หย่า!” ซูเหยียนแผดเสียงเหมือนคลุ้มคลั่ง “เย่จื้อเฉียง! คุณมันแล้งน้ำใจ ถ้าไม่มีฉันช่วยงานทั้งวันทั้งคืนที่ไซต์งานก่อสร้าง คุณจะสร้างฐานะได้ยังไง!”

“ผายลม! ทั้งหมดเป็นเพราะความฉลาดของฉัน! ซูเหยียน ความอดทนของฉันมีจํากัด ทางที่ดีเธอรีบเซ็นใบหย่า ไม่อย่างนั้นเธออาจไม่ได้อะไรเลย”

“ไม่เซ็น! ฉันไม่เซ็น! เย่จื้อเฉียง คุณมันเดรัจฉาน!” ซูเหยียนใช้มือปิดหน้า นั่งร้องไห้อยู่ที่ขอบเตียง

ตอนนั้นเองที่มีเสียงออดอ้อนดังมาจากชั้นล่าง “ที่รัก เสร็จธุระหรือยังคะ?”

ซูเหยียนแอบมองแวบหนึ่ง เจ้าหมอนี่ถึงกับกล้าพาหลี่เจียวเจียวเข้ามาในบ้าน ดูเหมือนเขาจะไม่กลัวอะไรแล้วจริงๆ

เย่จื้อเฉียงขานรับคำหนึ่ง พอเปรียบเทียบท่าทีของเขาเวลานี้กับท่าทีที่มีต่อซูเหยียนเมื่อครู่ มันช่างอ่อนหวานอย่างเทียบกันไม่ได้ ซูเหยียนที่ได้ยินถึงกับขนลุก

“เธอลองไปคิดดูให้ดี เรื่องหย่าเป็นฉันที่ตัดสินใจ เธอไม่มีสิทธิ์!”

พอหลี่เจียวเจียวที่อยู่ชั้นล่างร้องเรียกขึ้นมาอีกครั้ง เย่จื้อเฉียงก็ทิ้งคําพูดที่แสนโหดร้ายเอาไว้แล้วกระแทกประตูปิดตามหลัง

ซูเหยียนเงยหน้าขึ้นมอง สีหน้าไม่มีร่องรอยความเศร้าเสียใจเลยสักนิด เฮอะ! เธอต้องบอกพี่สามให้รีบลงมือแล้ว เพราะเย่จื้อเฉียงคงทนรอต่อไปได้อีกไม่นานแน่ เธอต้องรีบสะสางเรื่องนี้ให้จบ

 

ซูเจี้ยนหยางทํางานอย่างรวดเร็ว

สามวันต่อมาก็มีเด็กหนุ่มมาหาซูเหยียน บอกให้เธอไปโรงแรมยื่อชิน

“โรงแรม?” ซูเหยียนตาเป็นประกาย “ไปตอนนี้เลยเหรอ?”

“ใช่ พี่สามสั่งให้บอกว่าจัดการทุกอย่างไว้เรียบร้อยแล้ว” อีกฝ่ายแอบสํารวจซูเหยียนอย่างละเอียดแล้วก็ต้องผิดหวัง เขากับพวกเพื่อนๆ ทะเลาะกันเพราะแย่งมาส่งข่าวนี้ พวกเขาเห็นพี่สามหน้าตาหล่อเหลาก็เลยคิดว่าญาติผู้น้องคงต้องเป็นคนสวยแน่นอน ทว่ายิ่งคาดหวังไว้สูงเท่าไหร่ก็ยิ่งผิดหวังมากเท่านั้น น้องสาวคนนี้ของพี่สาม เฮ้อ... ยากที่จะบรรยายจริงๆ

แววตาที่อีกฝ่ายคิดว่าซ่อนเร้นไว้ดีแล้วถูกซูเหยียนจับได้ทั้งหมด สำหรับรูปลักษณ์ภายนอกของร่างนี้ แม้แต่ซูเหยียนเองยังรู้สึกขัดหูขัดตา ทว่าเธอยังไม่มีเวลาให้หงุดหงิด เพราะสิ่งสําคัญในตอนนี้คือการตามจับพวกเล่นชู้ให้ได้คาหนังคาเขา

เมื่อซูเหยียนไปถึงโรงแรมก็พบว่าซูเจี้ยนหยางกําลังรออยู่

“เย่จื้อเฉียงเพิ่งเดินเข้าไปด้านใน เธอยังไม่ต้องรีบตามไป นี่เป็นข้อมูลที่พี่ให้คนไปสืบมาได้ เธอลองดูก่อน” ซูเจี้ยนหยางส่งซองเอกสารหลายซองให้น้องสาว

ซูเหยียนมองหน้าพี่ชายแวบหนึ่งแล้วรับซองเอกสารมา ซองแรกเป็นเอกสารที่แสดงข้อมูลสินทรัพย์ทั้งหมดในนามของเย่จื้อเฉียง เขาเป็นเจ้าของบริษัทก่อสร้างและตกแต่งแห่งหนึ่ง มีบ้านสี่หลัง รถบรรทุกสองคันและรถยนต์อีกหนึ่งคัน เขาคงคิดว่าซูเหยียนไม่รู้เรื่องอะไร หรือจะบอกว่าเขามั่นใจในตัวเองมากเกินไปก็ได้ เพราะเย่จื้อเฉียงยังไม่ได้ทำการโยกย้ายสินทรัพย์ ทรัพย์สินเงินทองทั้งหมดล้วนอยู่ในชื่อของเขาซึ่งทําให้เธอไม่ต้องเสียแรงมากนัก

อีกซองเป็นผลการตรวจของหลี่เจียวเจียว ผู้หญิงคนนี้ช่างไม่เกรงกลัวอะไรเลย กล้าไปตรวจที่โรงพยาบาลรัฐ ตอนนี้อีกฝ่ายมีอายุครรภ์สิบสี่สัปดาห์แล้ว อืม...สามเดือนกว่า มิน่าถึงได้ร้อนใจนัก

“นี่เป็นรูปที่ถ่ายได้ เวลากระชั้นเกินไปก็เลยถ่ายได้ไม่มาก แต่เชื่อว่าอีกสักครู่คงถ่ายได้ไม่น้อยแน่” ซูเจี้ยนหยางทำสัญญาณให้ซูเหยียนเปิดซองถัดไป

ด้านในมีรูปของเย่จื้อเฉียงกับหลี่เจียวเจียวกำลังกินข้าวเย็นร่วมกัน รูปทั้งสองจูงมือเดินชอปปิงแล้วยังเลือกซื้อเสื้อผ้าเด็กด้วยกัน เรื่องพวกนี้เย่จื้อเฉียงไม่เคยทํากับเจ้าของร่างเดิมเพราะเขารู้สึกอายที่จะพาเธอไปข้างนอก ผู้ชายคนนั้นไม่ค่อยชอบให้เจ้าของร่างเดิมปรากฏตัวต่อหน้าคนอื่น

ทว่ารูปเพียงเท่านี้คงยังไม่พอ เธอเชื่อว่าอีกประเดี๋ยวหากถ่ายรูปตอนที่พวกเขาอยู่บนเตียงได้ก็จะมีหลักฐานแน่นหนาขึ้น

“เวลาพวกเขาลอบมีความสัมพันธ์กันมักจะมาที่นี่หรือ?” เธอมองสำรวจไปรอบๆ สำหรับโรงแรมในปี 1992 สภาพแวดล้อมเช่นนี้ถือว่าใช้ได้ ซูเหยียนเหลือบเห็นป้ายบอกราคาค่าห้อง ห้องดีลักซ์คืนละ 50 หยวน... เงิน 50 หยวนในปี 1992 เมื่อเทียบกับเงิน 500 หยวน ในปี 2019 ก็ไม่รู้ว่ามากน้อยกว่ากันเท่าไหร่

“เย่จื้อเฉียงซื้อบ้านให้ผู้หญิงคนนั้น ตอนนี้บ้านอยู่ระหว่างตกแต่ง เขาก็เลยเช่าห้องพักที่นี่แบบระยะยาวไว้ห้องหนึ่ง ช่วงนี้จึงพักอาศัยอยู่ที่นี่” ซูเจี้ยนหยางพูดพลางสังเกตสีหน้าซูเหยียนไปด้วย เมื่อไม่เห็นอีกฝ่ายมีปฏิกิริยาใดๆ ก็คิดว่าเธอคงตัดใจจากเย่จื้อเฉียงได้แล้วจริงๆ

ตัดใจได้ก็ดีแล้ว เมื่อมีเงินญาติผู้น้องก็จะได้ไม่ต้องกังวลเรื่อง...แต่งงาน...ใหม่...

พอคิดมาถึงตรงนี้ในใจก็เกิดความลังเลเล็กน้อย สุดท้ายซูเจี้ยนหยางก็ตั้งใจว่าจะรีดไถเย่จื้อเฉียงเพิ่มอีกสักหน่อย หรือไม่ก็ทำอย่างที่น้องสาวว่านั่นคือให้เขาไปแต่ตัว เพราะสภาพอย่างญาติผู้น้องคนนี้... การจะหาคนดีๆ มาแต่งงานใหม่สักคน...ดูเหมือน...จะยาก

“ไปกันเถอะ”

เด็กหนุ่มที่พาซูเหยียนมาผิวปากเรียกจากมุมห้อง ซูเจี้ยนหยางตบบ่าน้องสาวเบาๆ แล้วเดินนำไปด้วยท่าทีดุดัน พอไปถึงห้อง 505 ซูเจี้ยนหยางก็ถีบประตูอย่างแรงจนประตูห้องเปิด

ซูเหยียนมองประตูที่อ้ากว้างแล้วกลืนน้ำลายอึกใหญ่ พี่สามช่างทรงพลังจริงๆ

5.หน้าด้านไร้ยางอาย!

เวลานี้ชายหญิงในห้องกอดกันกลมด้วยเนื้อตัวล่อนจ้อน เย่จื้อเฉียงมีท่าทีตื่นตกใจกับเสียงโครมครามที่ดังขึ้น เขากวาดตามองโดยรอบแวบหนึ่งด้วยความกังวลว่าเรื่องนี้จะส่งผลต่อภาพลักษณ์ของตน พอหันไปเห็นว่าคนที่อยู่ด้านหลังซูเจี้ยนหยางคือซูเหยียน ใบหน้าของเขาพลันแดงก่ำ ขณะที่กำลังจะอ้าปากพูดก็ได้ยินเสียงกดชัตเตอร์ เมื่อมองไปตามเสียงก็เห็นคนกําลังถ่ายรูปเขากับเจียวเจียวในทุกมุม

หลี่เจียวเจียวกรีดร้องดังลั่นขณะพยายามดึงผ้าห่มมาปิด แต่กลับถูกลูกน้องของซูเจี้ยนหยางแย่งผ้าห่มแล้วเปิดหน้าต่างขว้างมันออกไปจากชั้นห้าพร้อมกับเสื้อผ้าของคนทั้งสองแม้กระทั่งชุดชั้นในก็ไม่เว้น

ซูเหยียนตีหน้าเศร้าแต่จริงๆ แล้วแอบชื่นชมไหวพริบของเด็กหนุ่มในใจ

ทำได้ดีมาก! กลับไปต้องเพิ่มเงินให้เป็นพิเศษ

“หยุดถ่ายรูป! ห้ามถ่ายรูป!” ดวงตาของเย่จื้อเฉียงแดงก่ำ “ซูเหยียน เธอคิดจะทําอะไร?”

เขาไม่เชื่อว่าซูเหยียนจะกล้าทําเรื่องนี้ แต่ซูเจี้ยนหยางนั้นไม่แน่ เขาจึงหันไปเจรจากับซูเจี้ยนหยางตรงๆ “พี่สาม ที่ผ่านมาพวกเราน้ำบ่อไม่ยุ่งน้ำคลอง เรื่องระหว่างผมกับซูเหยียนเป็นเรื่องในครอบครัว พี่ทำแบบนี้จะไม่ยุ่งเกินไปเหรอ?”

“ฉันเป็นคนขอให้พี่สามช่วยเอง” ซูเหยียนพูดแล้วชี้ไปที่หลี่เจียวเจียว “คุณต้องการหย่ากับฉันเพื่อนังปีศาจจิ้งจอกคนนี้งั้นเหรอ? เย่จื้อเฉียง! คนสารเลวไร้หัวใจ!”

“หยุดถ่ายรูปได้แล้ว หยุดเดี๋ยวนี้! จื้อเฉียง! ให้พวกเขาหยุดได้แล้ว!” หลี่เจียวเจียวงอตัวพร้อมกับยกมือขึ้นมาปิดหน้าตัวเอง

ซูเหยียนถลาเข้าไปจิกผมหลี่เจียวเจียวแล้วตบหน้าอีกฝ่ายสองครั้ง “พ่อแม่ของเธออุตส่าห์ทํางานหนักเพื่อส่งเสียให้เรียนมหาวิทยาลัย แต่เธอกลับเรียนมาเป็นเมียน้อยอย่างนั้นเหรอ? นังปีศาจจิ้งจอกหน้าด้านไร้ยางอาย!”

ซูเหยียนด่าไปก็กังวลไป พ่อแม่ในชาติก่อนคงเลี้ยงดูมาดีเกินไป แม้กระทั่งจะด่าคนเธอก็ยังทำไม่เป็นเลย

พอเห็นว่าเจียวเจียวถูกทําร้าย เย่จื้อเฉียงก็พุ่งตัวเข้ามาหมายจะตบตีซูเหยียน ซูเจี้ยนหยางพลันยกมือเป็นสัญญาณ ลูกน้องรูปร่างสูงใหญ่สองคนก็เข้ามาจัดการเย่จื้อเฉียงทันที

เพราะหลี่เจียวเจียวกําลังตั้งท้อง ซูเหยียนจึงไม่กล้าลงมือรุนแรง แค่ตบไปสองทีคงไม่เท่าไหร่ หากมากกว่านี้ถ้าเกิดแท้งขึ้นมาอาจเป็นอันตรายจนถึงแก่ชีวิต พอถึงตอนนั้นจากที่เป็นฝ่ายถูกก็คงกลายเป็นฝ่ายผิดแทนแล้ว

“พอแล้ว! ซูเหยียน บอกให้พวกเขาหยุด มีอะไรเรามาตกลงกันได้” เย่จื้อเฉียงยกมือกุมหัวพร้อมกับส่งเสียงโอดโอยเป็นระยะ ลูกน้องทั้งสองของซูเจี้ยนหยางเป็นมืออาชีพด้านต่อยตี พวกเขารู้ว่าควรจะทําร้ายตรงส่วนไหนของร่างกายถึงจะเจ็บปวดที่สุดแต่ไม่มีร่องรอยให้เห็น

“พี่สาม?” ซูเหยียนหันมองซูเจี้ยนหยาง ในเมื่อเธอเป็นคนขอความช่วยเหลือจากพี่สาม และอีกฝ่ายก็บอกว่าจะจัดการเรื่องให้ ดังนั้นเธอต้องถามความเห็นจากเขาก่อน

ซูเจี้ยนหยางพยักหน้า ลูกน้องสองคนจึงเตะเย่จื้อเฉียงอีกคนละครั้งแล้วกลับไปยืนด้านหลังซูเจี้ยนหยาง

“ในเมื่อคุณต้องการพูดคุยกันดีๆ ถ้างั้นพวกเรามาคุยกัน” ซูเหยียนมองไปที่เย่จื้อเฉียง พอเห็นอีกฝ่ายทําท่าเจ็บปวดก็แอบสะใจ

ไม่ว่ายังไงก็ต้องอัดเจ้าผู้ชายสารเลวนี่! ถือเป็นการช่วยระบายความแค้นให้กับเจ้าของร่างเดิม

 

“ก่อนจะคุยกันเอาเสื้อผ้ามาคืนให้พวกเราก่อนได้ไหม?”

เย่จื้อเฉียงนั่งคุดคู้อยู่ที่มุมห้องเพื่อปิดบังส่วนสําคัญของร่างกาย

“อายเหรอ? อายแล้วทำเรื่องแบบนี้ทําไม? นี่ถ้าเป็นเมื่อสิบปีก่อน พวกนายโดนฆ่าประจานไปแล้ว” ซูเจี้ยนหยางปรายตามองชู้รักทั้งสองก่อนจะหันไปถามช่างภาพ “ถ่ายเป็นไงบ้าง?”

“กำลังดุเดือดเลย ฟิล์มม้วนเดียวไม่น่าจะพอ” ช่างภาพพูดเสียงตื่นเต้น

พอได้ยินประโยคนี้เย่จื้อเฉียงกับหลี่เจียวเจียวก็หัวใจหล่นวูบ เหมือนอย่างที่ซูเจี้ยนหยางว่าไว้ไม่มีผิด หากรูปภาพประเภทนี้ถูกเผยแพร่ออกไป ถ้าเป็นเมื่อสิบปีก่อนพวกเขาคงถูกแขวนป้ายประจานแล้วให้เดินไปตามท้องถนน อาจโดนรุมประชาทัณฑ์ไปจนถึงถูกฆ่าตายก็เป็นได้ แม้แต่เวลานี้ที่สถานการณ์ทางการเมืองเริ่มผ่อนคลายก็ยังมีคนหัวเก่าเต็มไปหมด ดังนั้นไม่ว่ายังไงรูปถ่ายพวกนี้จะหลุดออกไปไม่ได้เด็ดขาด

หลี่เจียวเจียวหวาดกลัวซูเจี้ยนหยางเป็นอย่างมาก แม้เธอจะไม่ได้เรียนจบจากมหาวิทยาลัยชื่อดังแต่ก็ยังเป็นบัณฑิตที่จบจากมหาวิทยาลัย แต่เพราะฐานะทางบ้านไม่ดีจึงต้องไปทํางานในโรงงานที่มีผลกำไรไม่ดีนัก เพื่อนร่วมงานส่วนมากต่างคิดหาวิธีโยกย้ายไปทํางานที่อื่น ตัวเธอเองก็ไม่อยากจะทํางานในโรงงานนรกที่แม้กระทั่งเงินเดือนก็ยังจ่ายไม่ครบไปตลอดชีวิต และนั่นคือสถานการณ์ก่อนจะได้พบกับเย่จื้อเฉียง

ถ้าเรื่องนี้ถูกคนอื่นรู้โดยเฉพาะถ้ารูปภาพพวกนี้หลุดออกไป เธอต้องถูกไล่ออกจากที่ทำงานและอาจถูกคัดชื่อออกจากมหาวิทยาลัย ชีวิตนี้คงจบสิ้นแล้ว!

ยิ่งคิดก็ยิ่งน่ากลัว...

หลี่เจียวเจียวกอดร่างกายที่สั่นสะท้านของตัวเอง ท่าทางแตกต่างจากคนที่เคยยืนเชิดหน้าภูมิใจเมื่ออยู่ต่อหน้าเจ้าของร่างเดิมราวกับเป็นคนละคน

ทว่าลูกน้องของซูเจี้ยนหยางกลับไม่ได้คืนเสื้อผ้าให้พวกเขา เพียงเดินไปหยิบผ้าขนหนูในห้องน้ำมาสองผืนแล้วโยนไปให้ทั้งสองใช้ปกปิดร่างกายแก้อาย ที่สำคัญคือกลัวว่าตนเองจะเป็นตากุ้งยิง

“หากจะพูดไปแล้วนี่เป็นเรื่องในครอบครัวเรา พี่สาม พี่ช่วยออกไปก่อนได้ไหม?” เย่จื้อเฉียงพูดกับซูเจี้ยนหยางด้วยท่าทางนอบน้อม ถึงยังไงตอนนี้อีกฝ่ายก็มีภาพเป็นหลักฐาน

ซูเจี้ยนหยางไม่ได้ตอบ เพียงหันไปมองซูเหยียน เขามาช่วยออกหน้าให้น้องสาว เรื่องนี้ต้องให้เธอเป็นคนตัดสินใจ

ซูเหยียนพยักหน้า “นังจิ้งจอกนี่ต้องออกไปด้วย”

ตอนที่หลี่เจียวเจียวจะออกไป เธอใช้นิ้วแตะเย่จื้อเฉียงเบาๆ พร้อมกับส่งสายตาเว้าวอน

“วางใจเถิด เธอออกไปรอฉันข้างนอก” เย่จื้อเฉียงหยิบเงินหลายร้อยหยวนออกมาจากกระเป๋าที่เหลืออยู่เพียงอย่างเดียว “ให้พนักงานไปซื้อเสื้อผ้ามาสองชุด”

ซูเจี้ยนหยางไม่ได้ขัดขวาง เขาหันไปบอกซูเหยียน “ฉันรออยู่ข้างนอก ถ้ามีอะไรก็ตะโกนเรียกได้” ขณะที่พูดก็ชำเลืองมองเย่จื้อเฉียง ชัดเจนว่าพูดให้เย่จื้อเฉียงฟังเสียมากกว่า

เมื่อในห้องไม่มีคนอื่น บรรยากาศก็เริ่มอึดอัด ซูเหยียนลากเก้าอี้ตัวหนึ่งมานั่ง เธอเอนกายพิงพนักแล้วพูดเสียงเรียบ “ไม่นั่งเหรอ?”

เย่จื้อเฉียงสูดลมหายใจลึก ตอนนี้เขาเป็นฝ่ายเสียเปรียบจึงไม่กล้าวางท่าว่าตัวเองเหนือกว่าเหมือนเมื่อก่อน เขาพยายามฝืนยิ้ม “ซูเหยียน พี่สามบังคับเธอใช่ไหม เขาคิดจะฉวยโอกาสตักตวงผลประโยชน์จากการหย่าของเราใช่หรือเปล่า?”

จนถึงตอนนี้เย่จื้อเฉียงยังไม่อยากเชื่อว่าซูเหยียนจะทำเรื่องนี้เอง พูดอีกอย่างก็คือเขาไม่เชื่อว่าเธอจะกล้ามาจับชู้เอง

“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับพี่สาม เป็นฉันที่ไปขอให้เขาช่วย” ซูเหยียนมองเย่จื้อเฉียงด้วยสีหน้าเหมือนจะยิ้มแต่ก็ไม่ยิ้ม “เย่จื้อเฉียง คุณต้องการหย่ากับฉันให้ได้ใช่ไหม?”

 ถ้าไม่ใช่เพราะรูปลักษณ์ภายนอกของซูเหยียนไม่ได้เปลี่ยนไป เย่จื้อเฉียงคงนึกว่าคนที่นั่งตรงหน้าเป็นอีกคน

 “เราสองคนได้รับการแนะนำจากแม่สื่อ เจอหน้าแค่สองครั้งก็แต่งงานแล้วจะรักกันได้ยังไง? ซูเหยียน... ฉันรู้ว่าหลายปีมานี้เธอต้องดูแลบ้านและลูกๆ อย่างยากลำบาก เพราะอย่างนั้นฉันจึงตัดสินใจยกบ้านที่อยู่ตอนนี้กับเงินฝากของครอบครัวให้เธอ ถ้าทั้งหมดนี้ยังไม่พอ...” เย่จื้อเฉียงกัดฟันพูดต่อ “ลูกสองคนให้อยู่กับฉันก็ได้ ก่อนหน้านี้ฉันไม่ได้คิดให้ถี่ถ้วน เธอเป็นผู้หญิงถ้ามีลูกติดสองคนคงแต่งงานใหม่ยาก ถ้าไม่มีลูกแล้วเธอก็จะมีทั้งบ้านทั้งเงิน คงจะหาคนที่ดีกว่าฉันได้แน่”

ลูกทั้งสองที่เกิดกับซูเหยียนเขาเคยเจอแค่ไม่กี่ครั้ง ตอนที่ลูกชายเพิ่งคลอดเขาก็เคยอุ้มแค่สองครั้ง ต่อมายิ่งห่างเหินจนแทบไม่มีความผูกพันกันเลย ดังนั้นพอได้ยินหลี่เจียวเจียวบอกว่ากลัวลูกของตัวเองจะถูกพี่สาวกับพี่ชายรังแก เย่จื้อเฉียงก็ตัดสินใจว่าจะให้ลูกทั้งสองอยู่กับซูเหยียนโดยไม่ลังเลเพราะถึงยังไงเขาก็จ่ายค่าเลี้ยงดู ค่าเล่าเรียนเขาก็เป็นคนออก เขาจะปล่อยให้ลูกในท้องของเจียวเจียวถูกรังแกได้ไง ก็เหมือนอย่างที่เจียวเจียวว่าไว้ ลูกคนนี้คือผลผลิตจากความรักของพวกเขา

ทว่าตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว หลักฐานชิ้นสำคัญของพวกเขาตกอยู่ในมือซูเหยียน พวกเขาจำต้องถอยก้าวหนึ่ง พอถึงเวลาก็แค่โยนเด็กทั้งสองไปให้พ่อแม่ของเขาที่บ้านเกิด แบบนั้นคงส่งผลต่อเขากับเจียวเจียวไม่มากนัก

จริงอยู่ที่เขากับซูเหยียนรู้จักกันผ่านทางแม่สื่อ แต่ทั้งสองก็ใช้ชีวิตด้วยกันมาหลายปี หนำซ้ำเจ้าของร่างเดิมยังมีลูกกับผู้ชายคนนี้ถึงสองคน แม้จะไม่มีความรักแต่ก็ต้องมีความผูกพันกันอยู่บ้าง สมัยนี้ใครๆ ก็แต่งงานกันด้วยการดูตัวผ่านแม่สื่อทั้งนั้น ส่วนมากก็ใช้ชีวิตร่วมกันจนแก่เฒ่าไม่ใช่หรือ? สรุปแล้วก็คือพอเย่จื้อเฉียงร่ำรวยก็มักมากในกามจนไม่เห็นหัวอีแก่ที่บ้าน อยากได้ผู้หญิงที่สาวกว่าสวยกว่าและมีการศึกษามากกว่า

6.ไสหัวไป

“หย่าก็ได้...” ซูเหยียนพูดตามตรงไม่อ้อมค้อมอีกต่อไป “แต่ฉันไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอก่อนหน้านี้ของคุณ”

“หมายความว่าไง? เงินน้อยไปรึ? เธอก็รู้ว่างานรับเหมาได้เงินไม่เท่าไหร่ ตอนนี้ทุนยังจมอยู่เลยแล้วยังค้างค่าวัสดุอีกตั้งมาก เวลานี้เงินในมือยังไม่พอจ่ายค่าแรงพวกคนงานด้วยซ้ำ” เย่จื้อเฉียงมองซูเหยียนพลางกัดฟันพูดพร้อมสีหน้าลำบากใจ “เอางี้แล้วกัน! ฉันจะบากหน้าไปขอยืมเงินคนอื่น คงรวบรวมเงินให้เธอได้อีกสัก 20,000 หยวน เมื่อรวมกับเงินเก็บของครอบครัว 10,000 หยวน เป็น 30,000 หยวน เงินตั้ง 30,000 หยวน! คนในหมู่บ้านของเธอแค่ 10,000 ยังไม่เคยเห็นเลย มีเธอเป็นคนแรกเชียวนะ!”

 ซูเหยียนหัวเราะกับตัวเอง ถ้าไม่รู้เรื่องทรัพย์สินทั้งหมดมาก่อนเธอคงถูกเขาหลอกแล้ว เงินแค่ 30,000 หยวนก็คิดจะเฉดหัวเธอทิ้ง ฝันไปเถอะ!

“หย่าก็ได้ แต่คุณต้องไปตัวเปล่า”

เย่จื้อเฉียงลุกพรวดขึ้นยืนอย่างตกใจ “เธอมีสิทธิ์อะไร!”

“สิทธิ์ที่คุณนอกใจคู่สมรสแถมยังไปมีลูกกับคนอื่นไง ถ้าเรื่องนี้ไปถึงศาล ศาลก็ต้องตัดสินให้คุณแพ้อยู่แล้ว เย่จื้อเฉียง ตอนนี้ฉันมีทั้งพยานทั้งหลักฐาน ถ้าคุณรู้ตัวก็ออกจากบ้านไปแต่โดยดี แต่ถ้าไม่รู้ตัวพวกเราก็ไปเจอกันที่ศาล”

เย่จื้อเฉียงตาเบิกโพลง เขาไม่เคยคิดว่าภรรยาที่ดูซื่อๆ โง่ๆ จะเปลี่ยนไปขนาดนี้ หรือการที่เขาขอหย่ากลายเป็นแรงกระตุ้นให้เธอเปลี่ยนไปเป็นคนละคน?

ไม่ใช่! ต้องเป็นซูเจี้ยนหยางสอนมาแน่ ต้องเป็นแบบนี้อยู่แล้ว ผู้หญิงที่ไม่จบแม้แต่ชั้นประถมแถมไม่รู้กฎหมายจะรู้ได้ยังไงว่าอะไรคือพยานหลักฐาน ต้องเป็นเจ้าซูเจี้ยนหยางสอนมาแน่! เจ้านั่นคงจ้องบริษัทของเขาตาเป็นมัน!

“เหยียนเหยียน ซูเจี้ยนหยางพูดอะไรกับเธอใช่ไหม? เขาไม่ใช่คนดี เชื่อฉันสิ เขาแค่หลอกใช้เธอเพื่อให้ได้สมบัติของฉันจากนั้นก็คงฮุบเอาไว้เอง พอถึงตอนนั้นเธอก็จะไม่ได้แม้แต่อีแปะเดียว” เย่จื้อเฉียงยิ่งพูดก็ยิ่งคิดว่าตัวเองเข้าใจถูก “เมื่อถึงเวลานั้นทั้งเธอและฉันก็จะไม่มีใครได้เงิน แล้วจะเอาอะไรไปเลี้ยงลูก? เธอคงไม่อยากเห็นลูกๆ ต้องลําบากไปกับพวกเราด้วยใช่ไหม?”

ซูเหยียนส่ายหน้าพลางมองเย่จื้อเฉียง “ตั้งแต่แต่งงานกันจนถึงตอนนี้คุณมีผู้หญิงมาแล้วกี่คนคุณย่อมรู้ดีแก่ใจ เมื่อก่อนฉันยอมอดทนมาตลอดเพราะเห็นแก่ลูก ทว่าเวลานี้ฉันพบว่าแม้กระทั่งลูกของตัวเองคุณก็ไม่ต้องการ แล้วฉันยังจะเชื่อถืออะไรคุณได้อีก? ดังนั้นเย่จื้อเฉียง ไม่ว่าคุณจะพูดยังไง เราก็หย่ากันเถอะแล้วคุณต้องไปแต่ตัว”

เจ้าของร่างเดิมเคยหลงคารมผู้ชายคนนี้ ทว่าซูเหยียนไม่เชื่อที่เขาพูดแม้แต่คําเดียว

“ถ้าอย่างนั้นก็ไม่หย่า” เย่จื้อเฉียงจ้องซูเหยียนตาเขม็ง “แบบนี้เธอคงพอใจแล้วสิ?”

เป็นเพราะเห็นแก่ที่ซูเหยียนมีลูกกับเขาสองคน เขาจึงยอมมอบบ้านกับเงินจำนวนหนึ่งให้ แต่ดูเหมือนเขาคงจะใจดีกับเธอมากเกินไป ไม่ยอมหย่างั้นรึ? ได้! แล้วเราจะได้เห็นดีกัน!

ซูเหยียนหัวเราะเบาๆ ก่อนลุกขึ้นยืนแล้วพูดเสียงเรียบ “ตอนนี้มันไม่ใช่เรื่องที่คุณอยากจะหย่ากับฉัน แต่เป็นฉันที่ต้องการหย่ากับคุณ! การแต่งงานครั้งนี้ถึงยังไงก็ต้องหย่าอยู่แล้ว ทรัพย์สินทั้งหมดและลูกๆ ต้องเป็นของฉัน ส่วนคุณจะพาเจียวเจียวไปไหนก็ช่าง แค่ไสหัวไปให้ไกล ยิ่งไกลเท่าไหร่ยิ่งดี!”

“ซูเหยียน! เธออย่าให้มันมากเกินไป!” เย่จื้อเฉียงมองภรรยาที่กลายเป็นคนแปลกหน้าอย่างโกรธเกรี้ยว

เกินไปงั้นเหรอ? ซูเหยียนหัวเราะเสียงหยันก่อนหยิบเอกสารจากกระเป๋าถือแล้วโยนใส่อีกฝ่าย

“นี่เป็นรูปถ่ายตอนที่คุณกับหลี่เจียวเจียวอยู่ด้วยกัน ยังมีผลตรวจจากโรงพยาบาลของหลี่เจียวเจียวด้วย แล้ววันนี้ยังถ่ายได้ภาพเด็ดอีกตั้งมาก เย่จื้อเฉียง คุณลองทบทวนดูให้ดี”

ภาพที่เห็นทําให้เย่จื้อเฉียงเนื้อตัวสั่นสะท้าน ดวงตาแดงก่ำฉายแววดุร้าย “เธอจะเอายังไงกันแน่?”

“ฉันพูดหลายรอบแล้ว คุณ--ต้อง--ไป--ตัว--เปล่า พาหลี่เจียวเจียวไสหัวไปด้วย!” ซูเหยียนพูดเน้นทีละคำพร้อมกับมองเย่จื้อเฉียงที่ตอนนี้เหมือนอยากจะบีบคอเธอให้ตาย “จริงสิ ตอนนี้ฉันให้คนไปตรวจสอบทรัพย์สินที่เป็นชื่อของคุณทั้งหมดแล้ว หาทนายแล้วด้วย ถ้าคุณกล้าถ่ายโอนทรัพย์สิน ระวังเจออีกข้อหาล่ะ”

“ซูเหยียน! ฉันจะฆ่าเธอ!” เขาไม่ยอมเหลือแต่ตัวอย่างเด็ดขาด ของพวกนั้นเขาหามาด้วยตัวเอง แล้วทําไมต้องยกให้ยัยอ้วนนี่ด้วย!

“พี่สาม!” ซูเหยียนถอยหลังหลายก้าวพร้อมตะโกนเรียกเสียงดัง ซูเจี้ยนหยางที่ยืนเฝ้าหน้าประตูตลอดรีบถีบประตูเข้ามา

เย่จื้อเฉียงที่กําลังพุ่งเข้าหาพลันได้สติคืนมาอีกครั้ง เขาพยายามกดอารมณ์โกรธลง

“คุยเสร็จแล้วเหรอ?” ซูเจี้ยนหยางถามขณะจ้องเย่จื้อเฉียง ราวกับถ้าซูเหยียนบอกแค่คำเดียว เขาก็พร้อมกระโจนเข้าใส่อีกฝ่ายทันที

“สิ่งที่อยากพูดฉันก็พูดไปหมดแล้ว หวังว่าคุณจะรีบตัดสินใจ จําไว้! ฉันให้เวลาแค่สามวัน ถ้าภายในสามวันนี้คุณยังไม่ตัดสินใจ ฉันจะช่วยตัดสินใจเอง” ท่ายืนของซูเหยียนตอนนี้เหมือนกับท่ายืนตอนที่เย่จื้อเฉียงบีบบังคับให้เธอเซ็นใบหย่าไม่ผิดเพี้ยน แม้กระทั่งน้ำเสียงวิธีพูดหรือท่าทางก็คล้ายกันมาก

ความโกรธที่เย่จื้อเฉียงพยายามสะกดกลั้นไว้อย่างยากเย็นพลันผุดขึ้นมาอีก แต่เพราะเห็นว่าฝ่ายตรงข้ามมีพรรคพวกเยอะกว่า เขาจึงพยายามข่มใจลงอีกรอบ

“พี่สามเราไปกันเถอะ” ซูเหยียนรู้สึกพอใจมาก ความรู้สึกที่เขาอยากให้เธอไปตายแต่ไม่สามารถทำอะไรได้นั้น...ช่างดีจริงๆ

ทันทีที่ลงมาชั้นล่างซูเหยียนก็พูดยิ้มๆ “วันนี้โชคดีที่มีพี่สามกับลูกน้องของพี่ ฉันขอเป็นเจ้ามือเลี้ยงมื้อเที่ยงเอง หวังว่าพี่สามกับทุกคนจะให้เกียรติ”

“ได้ งั้นเราไปกินที่อื่นกันเถอะ” ซูเจี้ยนหยางเป็นคนตัดสินใจแทนคนอื่น ทั้งหมดพากันไปภัตตาคารแห่งหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจากโรงแรมแล้วขึ้นไปห้องพิเศษบนชั้นสอง

“เถ้าแก่ที่นี่มีฝีมือมาก พวกเรามากินกันบ่อยๆ”

คําว่า ‘พวกเรา’ ในที่นี้แน่นอนว่าต้องหมายถึงคนที่อยู่ในระดับหัวหน้าเหมือนซูเจี้ยนหยาง แต่สําหรับพวกลูกน้องคงเพิ่งมาเป็นครั้งแรก แต่ละคนจึงมองการตกแต่งรอบห้องด้วยอาการตื่นเต้น... เรื่องแบบนี้เธอดูออกน่า ซูเหยียนนึกในใจ

หลังจากกินดื่มกันจนอิ่มหนำแล้ว ซูเหยียนก็ให้อั่งเปาคนที่มาช่วยงานในวันนี้คนละซอง ในซองใส่เงินไว้ 100 หยวน สำหรับปี 1992 เงินจำนวนนี้ถือเป็นค่าตอบแทนที่ไม่น้อยเลย

“เอ่อ... พี่สาม?” พวกเขามองไปที่ซูเจี้ยนหยาง

“รับไปเถอะ ต่อไปเรื่องของฉันคงต้องให้พวกนายคอยเป็นธุระให้” ซูเหยียนยืนกรานและแน่นอนว่าซูเจี้ยนหยางก็ไม่ได้ห้าม อีกอย่างเขารู้ดีว่าเย่จื้อเฉียงมีเงินมากขนาดไหน เมื่อหย่ากันแล้วญาติผู้น้องของเขาก็จะกลายเป็นเศรษฐินีคนหนึ่ง กับเงินแค่ไม่กี่ร้อยหยวนถือว่าไม่ได้มากอะไร

“พี่สาม พี่ว่าเย่จื้อเฉียงจะยอมไปตัวเปล่าไหม?” ซูเหยียนถามอย่างกังวล

“มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก” เขาก็เป็นผู้ชายเหมือนกันจึงรู้ดีว่าพวกผู้ชายให้ความสำคัญกับหน้าที่การงานมาก กว่าเย่จื้อเฉียงจะมีฐานะเหมือนทุกวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แล้วอีกฝ่ายจะยอมยกให้ซูเหยียนโดยดีได้ยังไง

“ถึงเขาไม่ยอมก็ต้องยอม” ซูเหยียนหยุดคิดเล็กน้อยแล้วเอ่ยอย่างลังเล “ช่วงนี้ฉันจะไม่กลับไปอยู่บ้าน ฉันขอไปพักโรงแรมที่อยู่ใกล้กับพี่สามก่อนนะ?”

เย่จื้อเฉียงเริ่มต้นจากการเป็นผู้รับเหมาจนตอนนี้มีบริษัทก่อสร้างเป็นของตัวเอง เขามีลูกน้องที่เป็นผู้ชายมากมาย หลายปีที่ผ่านมาภาพการแก่งแย่งกันทางธุรกิจจนนำไปสู่การต่อยตีจึงเป็นเรื่องที่พบเห็นอยู่เป็นประจำ เย่จื้อเฉียงซึ่งเป็นเด็กบ้านนอกคนหนึ่งแต่สามารถประสบความสําเร็จได้อย่างทุกวันนี้ย่อมไม่ใช่คนที่มีคุณธรรมนัก ถ้าเขาให้คนมาลักพาตัวหรือจับเธอถ่ายภาพที่ไม่ค่อยดีกับผู้ชายสักคนแล้วใช้เป็นหลักฐานมาลอบกัดทีหลังก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้

ก่อนหน้าที่จะออกจากบ้านซูเหยียนคิดเรื่องเหล่านี้ไว้หมดแล้ว เธอจึงพกบัตรประจําตัวกับสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารมาด้วย และเพื่อความปลอดภัยช่วงนี้เธอคงต้องอาศัยอยู่ใกล้ๆ กับพี่ชาย เพราะต่อให้เย่จื้อเฉียงจะร้ายกาจขนาดไหนก็คงสู้แก๊งมาเฟียไม่ได้ เธอคาดการณ์ไว้ว่าเขาคงไม่กล้าเข้ามาในเขตอิทธิพลของซูเจี้ยนหยาง

“ได้” ต่อให้ซูเหยียนไม่พูดออกมา ซูเจี้ยนหยางก็คงแนะนำว่าอย่ากลับบ้านในช่วงนี้เหมือนกัน

“ขอบคุณค่ะ พี่สาม”

 

บ้านของซูเจี้ยนหยางอยู่ใกล้กับสถานเริงรมย์

พวกกฎหมายข้อบังคับในปี 1992 เทียบกับปี 2019 ไม่ได้อย่างสิ้นเชิง ดูได้จากความเละเทะและความวุ่นวายของย่านนี้ ขนาดเรื่องตีรันฟันแทงยังถือเป็นเรื่องธรรมดา แต่ซูเหยียนคิดว่าด้วยรูปร่างหน้าตาที่มีคงทำให้เธอปลอดภัย ไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นกับเธอแน่

“แถวนี้วุ่นวายมาก ฉันจะให้พวกเสี่ยวเฟยคอยดูแลเธอ” ซูเจี้ยนหยางเอ่ยอย่างไม่วางใจ ย่านนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องข่มขืน การปล้นชิงลักขโมยก็มีให้เห็น ไม่ว่ายังไงก็ต้องระวังไว้ก่อนถึงจะดี

เสี่ยวเฟยคือเด็กหนุ่มที่ไปส่งข่าวให้เธอ ส่วนผู้ชายอีกคนเป็นลูกน้องที่มีฝีมือของซูเจี้ยนหยาง ทั้งสองนับว่าเป็นลูกน้องคนสำคัญของเขา

“ขอบคุณพี่มาก” ถึงภายนอกซูเหยียนจะดูเข้มแข็ง แต่เธอเป็นสาวโสดตัวคนเดียวที่อยู่ๆ ก็ทะลุมิติเข้ามาอยู่ในร่างของตัวละครในนิยาย เธอยังไม่ทันได้ปรับตัวก็ต้องมาตามแก้ปัญหาให้เจ้าของร่างเดิมทั้งต้องเผชิญหน้ากับตัวละครที่ร้ายกาจอย่างเย่จื้อเฉียง หากจะบอกว่าไม่กลัวก็คงโกหกแล้ว ต้องยอมรับว่าที่เธอมีความกล้าหาญขนาดนี้เป็นเพราะแรงสนับสนุนจากซูเจี้ยนหยาง

7.ไม่ใช่เรื่องใหญ่

“พี่สาม ฉันมีเรื่องจะขอร้องพี่อีกเรื่อง” ซูเหยียนไม่อยากขอความช่วยเหลือจากคนอื่น ได้แต่บากหน้ารบกวนซูเจี้ยนหยางต่อ

“ว่ามา” ในเมื่อเขารับปากว่าจะช่วยซูเหยียนก็ต้องช่วยให้ถึงที่สุด

“ฉันเป็นห่วงลูกทั้งสองที่อยู่บ้านนอก ถ้าเย่จื้อเฉียงเข้าตาจนเขาอาจใช้ลูกมาต่อรอง” เย่เทียนเป่าที่เป็นลูกชายยังไม่เท่าไหร่ ที่เธอเป็นห่วงที่สุดก็คือเย่จิงจิงผู้เป็นลูกสาว ใครจะรู้ว่าเย่จื้อเฉียงจะทำอะไรบ้าง

เวลานี้ซูเหยียนต้องการให้เย่จื้อเฉียงไปตัวเปล่า หากอีกฝ่ายถูกกดดันหนักเข้าอาจทำอะไรที่ขาดสติก็เป็นได้

“เธอต้องการให้ลูกๆ มาอยู่ด้วยงั้นเหรอ?” ซูเจี้ยนหยางนิ่งคิดสักพักสุดท้ายก็บอกว่า “ตกลง! ตอนนี้ยังไม่เปิดเทอม พี่รองน่าจะอยู่ที่บ้าน ฉันจะให้เขาพาเด็กๆ เข้ามาในตัวเมือง ฉันมีเพื่อนสนิทคนหนึ่ง เขามีรถส่วนตัวจะได้สะดวก”

ลูกพี่ลูกน้องคนนี้ของเธอก็เป็นที่รู้จักไปทั่ว เพียงแต่ชื่อเสียงเป็นคนละแบบกับซูเจี้ยนหยาง ในขณะที่ซูเจี้ยนหยางเป็นนักเลง ซูเจี้ยนปัวกลับเป็นครูใหญ่โรงเรียนประถมที่พรั่งพร้อมทั้งคุณธรรมและความรู้จึงมีผู้คนนับหน้าถือตามากมาย

เขาเป็นคนเดียวในตระกูลซูที่เรียนจบมหาวิทยาลัย หลังจากมีการฟื้นฟูการสอบเข้ามหาวิทยาลัย เขาก็เป็นนักศึกษาคนแรกของหมู่บ้าน เดิมทีเขาสามารถทํางานในเมืองหลวงหรือเลือกทำงานในมณฑลก็ยังได้ ทว่าพี่รองไม่ได้เลือกทั้งคู่ แต่กลับมาเป็นครูที่บ้านเกิด

แม้หมู่บ้านหลิ่งอันจะไม่ได้เป็นหมู่บ้านที่ยากจนหรือห่างไกลความเจริญ แต่พวกคุณครูระดับบนก็ยังไม่ยินดีที่จะมา หมู่บ้านใหญ่ขนาดนี้มีเด็กนักเรียนหลายร้อยคน แต่มีครูเพียงแค่แปดซ้ำยังมีสี่คนที่จบชั้นมัธยมต้นเท่านั้น เนื่องจากบุคลากรครูขาดแคลน ดังนั้นเมื่อมีนักศึกษาในหมู่บ้านเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้วกลับมาพัฒนาด้านการศึกษาที่บ้านเกิด คนในตัวเมืองและในหมู่บ้านจึงยกให้เขาเป็นบุคคลตัวอย่างและมอบตำแหน่งรองครูใหญ่ให้ทันที และหากครูใหญ่คนเก่าเกษียณเมื่อไหร่ เขาก็จะกลายมาเป็นครูใหญ่แทน

เพราะความขยันหมั่นเพียรของซูเจี้ยนปัว ปัจจุบันโรงเรียนประถมศึกษาหลิ่งอันจึงมีตึกเรียนใหม่และมีคุณครูเพิ่มขึ้น อย่างน้อยเวลานี้คุณครูหนึ่งคนก็ไม่ต้องสอนหลายๆ ชั้นพร้อมกัน

การศึกษาเป็นเส้นทางลัดที่ง่ายและเร็วที่สุดที่จะนำพาคนยากจนให้ประสบความสําเร็จ มีใครบ้างที่ไม่อยากเข้ามหาวิทยาลัยเพื่อให้อนาคตได้ถูกส่งตัวไปทำงานในหน่วยงานดีๆ มีกินมีใช้อย่างราชา ด้วยเหตุนี้ทุกคนในหมู่บ้านหลิ่งอันไม่ว่าจะมีหรือไม่มีลูกเรียนอยู่ที่โรงเรียนประถมก็ล้วนให้ความเคารพนับถือซูเจี้ยนปัวทั้งนั้น

หากจะว่าไปแล้วซูเจี้ยนหยางคิดการได้รอบคอบกว่าซูเหยียนมาก เพราะถ้าให้คนอื่นไปรับเด็กๆ อีกฝ่ายคงจะถูกสองผู้เฒ่าของครอบครัวสกุลเย่ซักไซ้เป็นแน่ แต่เมื่อเป็นซูเจี้ยนปัวไปย่อมไม่มีปัญหานี้

ทว่าซูเจี้ยนหยางไม่ได้บอกความจริงทั้งหมดกับซูเจี้ยนปัว จากคำพูดของซูเจี้ยนหยาง...ซูเจี้ยนปัวเองก็มีจุดด้อยเช่นกัน เขาอยู่ในแวดวงการศึกษามานานจึงเป็นห่วงเรื่องชื่อเสียง ถ้าเขารู้ว่าซูเหยียนต้องการหย่าก็คงไม่เห็นด้วย ไม่ต้องพูดถึงเรื่องให้ไปรับเด็กๆ เลย อีกฝ่ายคงต้องอบรมสั่งสอนพวกเขาก่อนแล้วกลับไปบอกพวกผู้ใหญ่ที่บ้านแน่

“พี่รอง ฉันเอง ซูเหยียนลูกสาวของอารองมีเรื่องอยากให้พี่ช่วยหน่อย ใช่ ซูเหยียนลูกสาวอารอง ไม่...ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ช่วงนี้เย่จื้อเฉียงงานยุ่งมากก็เลยปลีกตัวไม่ได้ ส่วนซูเหยียนก็ป่วยมาหลายวันจึงกลับไปรับลูกไม่ได้ อีกไม่กี่วันเด็กๆ ก็จะเปิดเรียน เธอไม่อยากให้ลูกๆ เสียการเรียนก็เลยอยากจะรบกวนพี่ให้ช่วยไปรับเด็กๆ แล้วพามาส่งในตัวเมืองหน่อย ฉันมีพรรคพวกอยู่ในตัวเมือง เขามีรถยนต์ส่วนตัว เขาจะช่วยพาเด็กๆ มาส่งที่นี่” ซูเจี้ยนหยางกุเรื่องโกหกได้อย่างแนบเนียนในเวลาสั้นๆ

“เย่จื้อเฉียงยุ่งมากขนาดไม่มีเวลามารับลูกเลยเหรอ? นายส่งโทรศัพท์ให้เขาหน่อย ฉันจะพูดกับเขาเอง ต่อให้งานยุ่งแค่ไหนก็ไม่สําคัญเท่าลูกหรอก” ซูเจี้ยนปัวพูดอย่างไม่พอใจ

ซูเจี้ยนหยางแทบจะกลอกตา ความคิดพี่รองยังเป็นเหมือนเดิมไม่มีผิด ขณะที่เขากำลังจะอ้าปากพูด ซูเหยียนที่อยู่ข้างๆ ก็แย่งโทรศัพท์ไปเสียก่อน

“พี่รอง ฉันเอง ซูเหยียน” ซูเหยียนรอให้อีกฝ่ายตอบกลับจึงพูดต่อ “วัสดุที่ไซต์งานก่อสร้างมีปัญหา จื้อเฉียงก็เลยต้องพาคนไปโรงงานที่อยู่ห่างไปหลายมณฑล ฉันเองก็ติดต่อเขาไม่ได้ ถ้าไม่อับจนหนทางจริงๆ ฉันก็คงไม่มารบกวนพี่กับพี่สามหรอก ตามจริงแล้วฉันควรไปรับเด็กๆ ด้วยตัวเอง แต่หลายวันมานี้ฉันไม่ค่อยสบาย พี่รองก็รู้ว่าฉันกับพ่อแม่ของจื้อเฉียงไม่ค่อยลงรอยกันเท่าไหร่ พอเจอหน้าก็ทะเลาะกัน พี่ว่า...”

“ตกลง เดี๋ยวฉันไปรับให้” ซูเจี้ยนปัวเหลือบมองนาฬิกา ตอนนี้เวลาบ่ายโมงครึ่ง ช่วงบ่ายมีรถประจําทางวิ่งเข้าไปในเมืองรอบสองโมงครึ่ง หากรีบเก็บข้าวของแล้วขี่มอเตอร์ไซค์ไปรับเด็กๆ ก็น่าจะทัน

ทั้งสองสนทนากันอีกเล็กน้อยแล้ววางสาย ซูเหยียนหันมาหาซูเจี้ยนหยางแล้วพูดอย่างละอายใจ “พี่สาม ฉันรบกวนพี่หลายเรื่องเลย”

ขนาดพ่อแม่พี่น้องแท้ๆ ของเจ้าของร่างเดิมยังพึ่งพาไม่ได้ แต่ลูกพี่ลูกน้องที่ไม่ได้สนิทกันกลับช่วยเหลือเธอมากมาย

“ทำไมถึงพูดจาอย่างกับเป็นคนอื่น พวกเราครอบครัวเดียวกันแท้ๆ เธอไปพักผ่อนก่อนเถอะ ถ้าเด็กๆ มาถึงแล้วฉันจะไปบอก” ถึงซูเจี้ยนหยางจะดูแลคลับแค่ไม่กี่แห่ง ทว่าในแต่ละวันเขาก็มีเรื่องที่ต้องทำไม่น้อย

 

จากบ้านสกุลซูไปบ้านสกุลเย่ใช้เวลาขี่มอเตอร์ไซค์ประมาณสิบนาที

ตอนที่ซูเจี้ยนปัวไปถึงบ้านของเย่จื้อเฉียง เด็กทั้งสองกําลังเล่นกันอยู่ที่ลานบ้าน

พอเด็กๆ ได้ยินเสียงรถมอเตอร์ไซค์ก็หันมองอย่างแปลกใจ คุณย่าเย่ไม่เคยให้พวกเขาไปที่บ้านสกุลซู พวกเขาจึงไม่รู้จักซูเจี้ยนปัว

แต่ถึงพวกเขาจะไม่รู้จัก คุณย่าเย่กลับรู้จัก เธอวางมือจากงานที่ทําแล้วทักทายด้วยท่าทางสนิทสนมพลางเชิญเขาให้เข้ามานั่ง

“คุณป้า ไม่ต้องลําบากครับ ผมถูกไหว้วานให้มา เวลานี้เย่จื้อเฉียงงานยุ่ง น้องสาวของผมก็ไม่ค่อยสบาย อีกไม่กี่วันโรงเรียนก็จะเปิดเทอมแล้ว ผมมีเพื่อนที่กำลังจะเข้าไปในเมืองพอดี เขามีรถยนต์ส่วนตัว ผมก็เลยจะฝากเด็กๆ ให้เข้าเมืองไปด้วย” ซูเจี้ยนปัวไม่ได้นั่งตามคำเชิญ เพราะจากที่นี่ไปท่ารถประจำทางต้องใช้เวลาราวยี่สิบนาที ถ้าไม่รีบคงไม่ทันรถเที่ยวสุดท้ายแน่

“จื้อเฉียงกับเมียเขาไม่ได้บอกฉันเลย จู่ๆ ก็จะมารับเด็ก” คุณย่าเย่เอ่ยอย่างตะขิดตะขวงใจ หากอยากจะรับหลานสาวก็รับไปเถอะ แต่หลานชายเป็นชีวิตจิตใจของเธอ ไม่ได้เห็นหน้าวันเดียวก็แทบจะกินข้าวไม่อร่อยแล้ว ถ้าให้ไปคราวนี้ กว่าจะได้เจอหน้ากันอีกทีก็ตอนตรุษจีน

คุณย่าเย่บ่นพึมพําขณะเก็บสัมภาระ เย่จิงจิงมีเสื้อผ้าไม่กี่ชุด แค่รวบทุกอย่างใส่ในกระเป๋าใบเดียวก็เสร็จแล้ว แต่ของเย่เทียนเป่านั้นมีเยอะมาก ทั้งเสื้อผ้า รองเท้า ของเล่น ขนม ต้องอัดใส่กระเป๋าผ้าใบสองใบเต็มและยังมีกระเป๋าเป้ยีนส์อีกหนึ่งใบ

“ต้องโทรหาจื้อเฉียงไหม?” คุณปู่เย่ถามอย่างไม่ค่อยไว้ใจนัก

ทั้งจื้อเฉียงและลูกสะใภ้ไม่ได้บอกอะไรเลย อยู่ๆ ก็ให้ซูเจี้ยนปัวมารับหลาน คงไม่เกิดเรื่องอะไรนะ?

“จะโทรอะไรอีก กว่าจะเดินไปโทรศัพท์เสร็จก็ใช้เวลาสิบนาทีแล้ว เดี๋ยวก็ไม่ทันรถรอบดึกพอดี ครูใหญ่ซูอุตส่าห์มารับเอง เขาจะคิดร้ายกับเด็กสองคนนี้ได้ไง” คุณย่าเย่ปฏิเสธพลางกอดหลานรัก “โธ่เอ๊ย เทียนเป่าของเราจะกลับไปอยู่กับพ่อแม่ ย่าไม่อยากให้หลานไปเลย!”

“ถ้าอย่างนั้นผมไม่ไปแล้ว ผมจะอยู่เป็นเพื่อนคุณย่า” เมื่อเทียบกับพ่อแม่แล้วเย่เทียนเป่าอยากอยู่กับปู่ย่าที่ตามใจตัวเองทุกอย่างมากกว่า

“ทําอย่างนั้นไม่ได้ เทียนเป่าของเราเป็นเด็กเมืองก็ต้องไปเรียนโรงเรียนอนุบาลในเมือง วันข้างหน้าหลานจะได้สอบเป็นจอหงวน”

“ครับ ผมจะสอบเป็นจอหงวนให้ย่าให้ได้” เย่เทียนเป่าพูดพลางตบอกตัวเอง

ตอนแรกคนแก่ทั้งสองอยากจะไปส่งหลานที่ท่ารถประจําทาง แต่หลังจากวางสัมภาระที่รถมอเตอร์ไซค์ของชูเจี้ยนปัวแล้วก็เหลือที่นั่งพอสําหรับเด็กแค่สองคนเท่านั้น

“เกือบบ่ายสองแล้ว ผมต้องไปแล้วครับคุณลุงคุณป้า”

 

เย่จื้อเฉียงกุมท้องแน่น

ตอนนี้เขาปวดไปหมดทั้งตัว แต่พอไปตรวจร่างกายกลับไม่พบปัญหาอะไร เขาจึงรู้ว่าคราวนี้ตัวเองเจอกับพวกมืออาชีพเข้าแล้วจริงๆ

“พี่เฉียงไม่เป็นอะไรใช่ไหม?” หลี่เจียวเจียวถูกทำให้ตกใจจนรู้สึกปวดแปลบ เธอจึงมาตรวจร่างกายเช่นกันเพราะกลัวว่าลูกในท้องจะมีปัญหา

“ไม่เป็นไร แล้วเธอล่ะ?” เย่จื้อเฉียงมองหลี่เจียวเจียวแล้วค่อยรู้สึกผ่อนคลาย

“พี่เฉียง ฉันกลัวจังเลย!” หลี่เจียวเจียวโผเข้าไปซบอกเย่จื้อเฉียง แต่กลับโดนตำแหน่งที่เขาเจ็บพอดี เมื่อได้ยินเสียงโอดโอย เธอก็ผงะ “ไหนพี่บอกว่าไม่เจ็บ? พี่ได้รับบาดเจ็บตรงไหน? ขอฉันดูหน่อย” หลี่เจียวเจียวนวดอกเย่จื้อเฉียงเบาๆ พูดอย่างสงสาร “ซูเหยียนทําอย่างนี้ได้ไง ให้คนตั้งมากมายมารุมทําร้ายพี่ ทำไมถึงใจดำขนาดนี้?”

“ยัยนั่นเป็นแค่ผู้หญิงบ้านนอกไร้การศึกษา จะเทียบกับเธอได้ไง? พี่ไม่เป็นไร อีกวันสองวันก็หายแล้ว”

หลี่เจียวเจียวเม้มปากแล้วถามอย่างกังวล “พี่เฉียง ตอนนี้พวกเราจะทํายังไงดี? จะปล่อยให้ภาพถ่ายพวกนั้นหลุดออกไปไม่ได้เด็ดขาด ไม่งั้นเราแย่แน่”

“วางใจเถอะ ฉันไม่ยอมให้เธอทำสำเร็จเด็ดขาด” เย่จื้อเฉียงพูดอย่างดุดัน

8.อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด…

เธอเป็นฝ่ายร้ายก่อน อย่ามาโทษว่าฉันไม่ดีล่ะ! คิดจะใช้รูปถ่ายมาข่มขู่? ไม่มีทางซะหรอก ก็แค่รูปถ่าย เขาจะทำให้เธอได้ลิ้มรสด้วยตัวเอง

เย่จื้อเฉียงปลอบหลี่เจียวเจียวเรียบร้อยก็พากันไปบ้านซูเหยียน

“พี่เฉียง พวกเราหากันทุกชั้นแล้วไม่มีใครอยู่เลย”

เย่จื้อเฉียงคว้าแก้วที่อยู่ใกล้มือปาลงพื้นอย่างแรงพลางกัดฟันพูด “ต้องไปอยู่บ้านซูเจี้ยนหยางแน่”

แล้วก็เป็นอย่างที่ซูเหยียนคาดไว้ เย่จื้อเฉียงไม่กล้าไปหาเธอในถิ่นซูเจี้ยนหยาง แต่จะให้เขาทำตามข้อเรียกร้องที่ให้ไปแต่ตัว เขาไม่มีทางยอมแน่นอน!

จู่ๆ เย่จื้อเฉียงก็คิดถึงประโยคหนึ่งขึ้นมาได้ ‘ผู้หญิงต่อให้เก่งแค่ไหนก็แพ้เรื่องลูก’ เขาจึงรีบโทรศัพท์กลับไปที่บ้านทันที

“ใครนะ?”

"คุณลุง ผมเอง จื้อเฉียง ไม่มีอะไรครับ ผมแค่มีธุระกับพ่อแม่นิดหน่อยเลยโทรมา” เย่จื้อเฉียงเริ่มอยากจะติดตั้งโทรศัพท์ให้ที่บ้าน เพราะเห็นว่าเวลามีธุระจะติดต่อไม่ค่อยสะดวก

หลังจากนั้นราวยี่สิบนาทีเย่จื้อเฉียงก็โทรกลับไปอีกครั้ง คราวนี้คนที่รับโทรศัพท์คือพ่อเฒ่าเย่

“พ่อ ผมเอง เด็กๆ ล่ะ?” ตอนนี้เย่จื้อเฉียงไม่มีกะจิตกะใจจะอ้อมค้อม เอ่ยเข้าประเด็นทันที

“เด็กๆ เหรอ? แกให้ซูเจี้ยนปัวมารับเด็กไปแล้วไม่ใช่เหรอ?” พ่อเฒ่าเย่ใจหล่นวูบ “นี่แกไม่รู้เรื่องเลยรึ?”

เย่จื้อเฉียงลุกพรวดขึ้นยืน “ซูเจี้ยนปัวรับเด็กๆ ไปแล้วเหรอ?”

เขาน่าจะคิดได้เร็วกว่านี้ ซูเจี้ยนหยางเป็นพวกที่ยากจะต่อกรด้วยจริงๆ

“ใช่ เพิ่งมารับไปไม่นาน ตอนนี้น่าจะนั่งรถเที่ยวดึกแล้ว ทำไม? แกเป็นคนให้มารับไม่ใช่เหรอ?” พ่อเฒ่าเย่ถามอย่างร้อนใจ

“ช่วงนี้ผมยุ่งมาก ไม่ค่อยรู้เรื่องที่บ้าน เห็นว่าใกล้จะเปิดเทอมแล้วก็เลยโทรมาถาม ซูเหยียนคงให้ลูกพี่ลูกน้องมารับไป เดี๋ยวผมจะโทรไปถามเธอเอง” เขายังไม่ได้บอกคนในครอบครัวเรื่องหย่า ยิ่งตอนนี้ยิ่งบอกไม่ได้ ไม่งั้นต้องวุ่นวายใจมากกว่านี้แน่

“ถ้าอย่างนั้นก็รีบโทรไปถามเร็วเข้า” วันนี้พ่อเฒ่าเย่หนังตากระตุกทั้งวันราวกับจะเกิดเรื่องร้าย

“ผมรู้แล้ว ซูเจี้ยนปัวเป็นถึงครูใหญ่ เด็กๆ ไปกับเขาคงไม่เป็นอะไรหรอก ถ้าไม่มีธุระแล้วผมวางสายก่อนนะแล้วผมค่อยโทรหาพ่อใหม่” ทันทีที่วางสายเขาก็ขบฟันแน่นจนฟันเกือบแตก

จากหมู่บ้านหลิ่งอันมาถึงตัวเมืองใช้เวลาเดินทางประมาณสี่สิบนาที เด็กทั้งสองไม่เคยนั่งรถประจําทางมาก่อนจึงไม่ค่อยสบายตัว พอไปถึงคนที่ซูเจี้ยนหยางติดต่อไว้ก็มารออยู่ที่ท่ารถแล้ว จากนั้นเขาก็พาเด็กๆ กลับมาที่เมืองซีเฉิง

“เด็กๆ มาถึงแล้ว” ซูเจี้ยนหยางเคาะประตูบอกซูเหยียน

มาถึงแล้ว? ซูเหยียนเริ่มรู้สึกลังเล ก่อนหน้าที่เธอพูดถึงเรื่องกำไรนั่นความจริงแล้วก็แค่ปลอบใจตัวเอง สาวโสดที่เคยอยู่คนเดียวจู่ๆ กลับกลายเป็นคุณแม่ ความรับผิดชอบนั้นไม่ธรรมดาเลย

 

ถึงเป็นสะใภ้อัปลักษณ์ก็ต้องเจอพ่อแม่สามี

อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด…

นี่เป็นความรับผิดชอบของเจ้าของร่างเดิม เธอก็ต้องรับภาระต่อ

ตอนที่พบกับซูเหยียน เด็กทั้งคู่ไม่ได้มีปฏิกิริยาอะไรมาก เย่จิงจิงก้มหน้าก้มตาสลับกับแอบเงยหน้ามองซูเหยียนเป็นระยะ ในสายตาเปี่ยมไปด้วยความโหยหาและความหวาดกลัว ส่วนน้องชายที่ยืนถัดไปมีท่าทางตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง เขามีท่าทีสบายๆ พอเห็นซูเหยียนก็ไม่ได้ตื่นเต้นดีใจ ไม่ได้ให้ความรู้สึกใกล้ชิดเหมือนเวลาที่ลูกๆ ได้เจอแม่เลยสักนิด

สำหรับลูกสองคนนี้ เจ้าของร่างเดิมเป็นคนเลี้ยงดูลูกสาวคนโต ส่วนลูกชายคนเล็กพอคลอดได้ไม่นานผู้เป็นย่าเป็นคนเลี้ยง นอกจากเวลาให้นมแล้วเวลาอื่นก็แทบจะไม่ได้อยู่ใกล้ชิดกับคนเป็นแม่ ความใกล้ชิดสนิทสนมฉันแม่ลูกย่อมจืดจางเป็นธรรมดา

เจ้าของร่างถูกเลี้ยงมาในครอบครัวที่เห็นคุณค่าของลูกชายมากกว่าลูกสาวและตัวเองก็ถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมมาตั้งแต่เด็ก หลังจากที่คลอดลูกสาวก็ถูกครอบครัวของสามีรังเกียจ เดิมทีจึงควรจะเห็นใจเพศเดียวกัน ปฏิบัติต่อลูกสาวดีสักหน่อยจึงจะถูก ทว่าเจ้าของร่างเดิมกลับรู้สึกว่าลูกสาวมีแต่ความขาดทุน ดังนั้นแค่ให้กินอิ่มมีเสื้อผ้าใส่ให้อุ่นก็พอแล้ว เพราะยังไงพออายุสิบเจ็ดสิบแปดก็ต้องแต่งงานเข้าครอบครัวอื่นอยู่ดี

จากเหยื่อกลายมาเป็นผู้กระทํา... ซูเหยียนไม่เข้าใจความคิดของอีกฝ่ายเลย ในเมื่อตัวเองก็ได้รับความทุกข์จากแนวคิดที่เห็นลูกชายดีกว่าลูกสาว แล้วทำไมถึงไม่ปฏิบัติกับลูกสาวของตัวเองให้ดีล่ะ?

เด็กสองคน...คนหนึ่งถูกละเลยมาตั้งแต่เล็กจนโตจึงมีนิสัยขี้กลัวและมีปมด้อย ส่วนอีกคนถูกตามใจจากปู่กับย่า อยากได้สิ่งใดก็ได้อย่างนั้น ทั้งการพูดจาและพฤติกรรมดูก้าวร้าวทำเหมือนตัวเองเป็นฮ่องเต้น้อย อีกทั้งบางทีอาจเป็นเพราะได้รับอิทธิพลจากปู่กับย่าจึงทำให้เย่เทียนเป่าแสดงท่าทีรังเกียจคนเป็นแม่

ถึงเจ้าของร่างจะไม่ได้เป็นคนเลี้ยงดูมา แต่เด็กสามขวบควรจะมีพฤติกรรมเช่นนี้กับคนเป็นแม่งั้นหรือ? แม้จะรู้ว่าเด็กทั้งสองถูกเลี้ยงมาแบบผิดๆ แต่โชคดีที่ยังเล็กอยู่จึงสามารถแก้ไขได้

ในโลกที่เธอเคยอยู่เป็นยุคของข้อมูลข่าวสาร ถึงไม่ได้ประสบกับตัวเองแต่ก็พอจะมีความรู้ แม้ไม่เคยคลอดลูกเลี้ยงเด็ก แต่ก็ถูกความรู้เรื่องการเลี้ยงดูเด็กในอินเตอร์เน็ตถาโถมเข้าใส่จนเกือบจะเป็นผู้เชี่ยวชาญไปแล้ว

ทว่าเวลานี้การอบรมเลี้ยงดูลูกยังไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน เพราะเรื่องสําคัญกว่าคือทางด้านเย่จื้อเฉียงที่คงไม่ยอมจากไปตัวเปล่าแน่ ไม่รู้ว่าเขาจะไปสรรหาวิธีอะไรมาตอบโต้

“เหนื่อยมาทั้งวันแล้วไปพักผ่อนก่อนเถอะ พี่จะให้คนส่งอาหารเย็นมาให้ที่ห้อง ส่วนทางเย่จื้อเฉียงพี่ให้คนไปจับตาดูอยู่” หลังซูเจี้ยนหยางส่งซูเหยียนถึงหน้าประตูก็พูดทิ้งท้ายเอาไว้ก่อนจากไป

ทันทีที่เข้าไปในห้อง เย่เทียนเป่าก็เริ่มอาละวาด “ผมอยากกลับบ้าน! ผมจะหาคุณปู่คุณย่า”

การที่อยู่ๆ ต้องจากสภาพแวดล้อมและคนที่คุ้นเคยมาอยู่ในสถานที่แปลกใหม่ อีกทั้งความสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูกก็ไม่ได้ดีนัก การที่เย่เทียนเป่าออกฤทธิ์เดชจึงเป็นเรื่องที่ซูเหยียนเข้าใจได้

“พวกลูกนั่งรถมาตั้งนาน เนื้อตัวคงเหม็นไปหมดแล้ว รีบไปอาบน้ำกันก่อนเถอะ” เธอพูดพลางมองเด็กๆ โดยเฉพาะเย่จิงจิงที่มอมแมมไปทั้งตัว เหงื่อบนหน้าผากไหลลงมาเป็นสาย

เย่จิงจิงเดินไปหาซูเหยียนอย่างว่าง่าย ในขณะที่เย่เทียนเป่าทิ้งตัวลงไปชักดิ้นชักงอกับพื้น “ไม่อาบ! ผมไม่อาบ! ผมจะหาคุณปู่คุณย่า ผมจะหาคุณย่า!”

ซูเหยียนตกตะลึงอ้าปากค้าง เธอเพิ่งเคยเห็นเด็กชักดิ้นชักงอกับพื้นเป็นครั้งแรก ผู้เชี่ยวชาญด้านการเลี้ยงดูเด็กบอกไว้ว่ายังไงนะ? ใช่แล้ว... ไม่ต้องสนใจ ยิ่งให้ความสนใจ เขาจะยิ่งอาละวาด

เธอจึงพาคนเป็นพี่สาวไปห้องน้ำแล้วปล่อยให้เย่เทียนเป่าดีดดิ้นอยู่ข้างนอกตามสบาย

พอเห็นว่าแม่ไม่สนใจตัวเอง เย่เทียนเป่าก็เริ่มร้องไห้ ยิ่งร้องเสียงก็ยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายเหลือเพียงแต่เสียงร้องแต่ไม่มีน้ำตา

“แม่คะ น้องร้องไห้อยู่” เย่จิงจิงบอกอย่างหวาดๆ

เธอกลัวเวลาที่น้องชายร้องไห้เป็นที่สุด เพราะครั้งก่อนที่น้องร้องไห้ เธอก็ถูกคุณปู่คุณย่าดุ

“ไม่ต้องสนใจ เดี๋ยวเขาก็หยุดร้องเอง” ตอนที่ซูเหยียนสระผมให้เย่จิงจิง เธอสังเกตเห็นว่าผมเด็กน้อยทั้งแห้งและเป็นสังกะตัง ซ้ำยังมีจุดสีขาวเล็กๆ เต็มหัวไปหมด ซูเหยียนลองปัดดูก็พบว่าไม่ใช่รังแค เธอจึงดึงมันออกจากเส้นผมมาดูใกล้ๆ

ไข่เหา!

“ลูกไม่ได้สระผมมานานเท่าไหร่แล้ว?”

จากการมองด้วยตาคร่าวๆ ผมแทบทุกเส้นจะมีเจ้าจุดขาวนี้ ซ้ำร้ายบางเส้นยังมีมากกว่าหนึ่ง ซูเหยียนเห็นแล้วรู้สึกขนลุกขนพองไปทั้งตัว เริ่มคันยิบๆ ที่หัวเหมือนมีเหาจำนวนนับไม่ถ้วนกําลังเดินอยู่บนหัวตัวเอง

เย่จิงจิงนิ่งคิดเล็กน้อยแล้วส่ายหน้า “ไม่รู้ค่ะ”

ไม่รู้ก็ไม่รู้... ยังไงก็สระผมเด็กให้สะอาดก่อนแล้วกัน

ขณะที่สระผมซูเหยียนจับเหาได้หลายตัว พอจับได้ก็ฆ่าทันที จากนั้นก็อาบน้ำให้เด็กน้อยต่อ เธอแค่ขัดถูตัวให้ไม่กี่ทีก็มีขี้ไคลออกมาเป็นปื้น คาดว่าอย่างน้อยเด็กหญิงน่าจะไม่ได้อาบน้ำมาสักสิบวันถึงครึ่งเดือน ตอนนี้เป็นฤดูร้อนที่อากาศแสนจะอบอ้าว ไม่ได้อาบน้ำแค่วันเดียวก็แทบจะทนไม่ไหว เห็นทีตาแก่ยายแก่สกุลเย่จะไม่สนใจหลานสาวเอาเสียเลย

หลังจากอาบไปได้ครึ่งทางก็พบว่าเย่เทียนเป่าที่อยู่ข้างนอกหยุดร้องแล้ว เธอคิดว่าเขาคงเหนื่อยจึงโผล่หน้าออกไปดู ทันทีที่เห็นหน้าซูเหยียน เย่เทียนเป่าก็เริ่มส่งเสียงสะอื้น ปากอ้ากว้างเตรียมที่จะร้องไห้ต่อ

ซูเหยียนรีบชักหน้ากลับ คราวนี้เป็นเพราะเธอประสบการณ์น้อยเกินไป คราวหน้าจะไม่แอบดูอีกเด็ดขาด

“น้องร้องไห้อีกแล้ว” เย่จิงจิงมองซูเหยียนอย่างเป็นกังวล

“อย่าสนใจเขา หนูนั่งตรงนี้เดี๋ยวแม่จะไปหยิบเสื้อผ้าให้” เธอต้องฟอกสบู่ถึงสามรอบกว่าจะทำให้เย่จิงจิงตัวสะอาดได้

พอเห็นซูเหยียน เย่เทียนเป่าก็นิ่งไปสักพัก เขาคิดว่าในที่สุดแม่ก็สนใจตนแล้ว แต่ซูเหยียนกลับเดินผ่านเขาไปยังเก้าอี้ที่อยู่ข้างหลังเพื่อหาเสื้อผ้าให้พี่สาว เย่เทียนเป่าจึงทิ้งตัวลงพื้นอีกรอบแล้วเริ่มดิ้นไปมา

เจ้าเด็กคนนี้ฉลาด จงใจเลือกดิ้นบนพื้นโล่งกว้างจะได้ชักดิ้นชักงอได้เต็มที่ ซูเหยียนใช้เท้าเขี่ยเขาเบาๆ “อย่าอยู่ตรงนี้ที่เดียว กลิ้งไปตรงนั้นด้วย จะได้ช่วยแม่ผ่อนแรงทําความสะอาด”

9.มีปัญหาจริงด้วย!

เย่เทียนเป่าถึงกับอึ้ง วันนี้แม่เป็นอะไรไป? เขาพลันร้องไห้โฮเสียงดังลั่นและคราวนี้เป็นการร้องไห้จริงๆ เด็กน้อยร้องไปพลางพูดไปพลาง “ผมจะกลับบ้าน! ผมจะฟ้องคุณย่าว่า... แม่รังแก!”

การตามใจต่างหากที่เป็นการรังแก!

ตอนดึงเสื้อผ้าของเย่จิงจิงออกมาซูเหยียนยิ่งเห็นได้ชัดว่าครอบครัวสกุลเย่ปฏิบัติกับเด็กหญิงแย่แค่ไหน ตามหลักแล้วเย่จื้อเฉียงหาเงินได้ไม่น้อยอีกทั้งเขามีลูกแค่สองคน ถึงจะมีค่านิยมเรื่องลูกชายดีกว่าลูกสาวแต่ก็ไม่น่าถึงขนาดนี้ไหม? เย่จิงจิงมีเสื้อผ้าแค่สามชุด หนึ่งในนั้นดูเหมือนจะซื้อตั้งแต่หน้าร้อนปีที่แล้ว อีกสองชุดเป็นชุดที่เจ้าของร่างเดิมเลือกซื้อแบบที่ถูกที่สุดจากตลาดนัด

พอสืบค้นจากความทรงจํา เรื่องเลวร้ายพวกนี้ตาแก่กับยายแก่สกุลเย่ไม่อาจเทียบกับคนเป็นแม่ได้เลย ปัญหาอยู่ที่เจ้าของร่างเดิมแทบทั้งนั้น

เย่จื้อเฉียงค่อนข้างใจกว้างเรื่องเงิน ทุกเดือนเขาจะให้เงินเจ้าของร่างเดิมใช้ 500 หยวน ในปี 1992 เงิน 500 หยวนถือว่าไม่น้อย อย่างครอบครัวชาวนาหากตลอดทั้งปีหาเงินได้ 500 หยวนก็ถือว่าไม่เลวแล้ว ทว่าเจ้าของร่างกลับกระเบียดกระเสียนทุกอย่างเพื่อเอาเงินที่เก็บไว้ส่งไปบ้านแม่

ยิ่งซูเหยียนรับรู้เรื่องราวขึ้น ความรู้สึกเห็นใจเจ้าของร่างเดิมก็ยิ่งน้อยลง คนที่ชอบทำตัวน่าสงสารมักจะมีเรื่องที่รู้สึกผิดในใจ คำพูดนี้คงจะเป็นเรื่องจริงเสียแล้ว

สุดท้ายเธอก็เลือกมาชุดหนึ่งใส่ให้เย่จิงจิง “เสร็จแล้ว... พวกเราออกไปข้างนอกเถอะ”

ซูเหยียนเองค่อนข้างชอบลูกสาว เธอมักจะคิดเสมอว่าหากมีลูกสาวจะจับแต่งตัวให้สวยๆ ตอนนี้ความฝันนับว่าเป็นจริงแล้ว เดี๋ยวถ้าจัดการเรื่องหย่าเรียบร้อย เธอต้องพาเย่จิงจิงไปหาซื้อเสื้อผ้าอย่างแน่นอน

ออกมาด้านนอกคราวนี้เย่เทียนเป่าหยุดร้องไห้แล้ว ความจริงเด็กๆ นั้นฉลาดมาก ยิ่งคุณให้ความสนใจมากเท่าไหร่ เขาจะยิ่งรู้ว่าคุณให้ความสำคัญมากเท่านั้น แต่ถ้าคุณทําเป็นไม่สนใจ เขาก็จะรู้ว่าที่ตัวเองอาละวาดอยู่ไม่มีประโยชน์ คราวหน้าก็จะไม่อาละวาดอีก

“ลุกขึ้น” ซูเหยียนใช้เท้าเขี่ยเท้าของเขา

“ไม่ลุก” เขาทําปากยื่น งอแงใส่

ซูเหยียนไม่เสียเวลาพูดคุย อุ้มเขาขึ้นมาแล้วพาเข้าห้องน้ำทันที

เย่เทียนเป่าเตะเท้าสะเปะสะปะอย่างแรงจนซูเหยียนเกือบอุ้มไม่อยู่ เธอสาวเท้ายาวเข้าไปในห้องน้ำแล้วรีบวางเด็กน้อยที่ดื้นเป็นปลาดุกอยู่ในเลนลงบนพื้น จากนั้นก็เปิดน้ำรดลงบนตัว

“เห็นไหม? สกปรกขนาดนี้ยังไม่ยอมอาบน้ำอีก หากออกไปข้างนอกคงถูกคนอื่นหัวเราะเยาะตายเลย”

ผ่านไปครู่หนึ่งซูเหยียนก็จับเย่เทียนเป่าอาบน้ำจนสะอาดสะอ้านโดยทำแบบเดียวกับตอนที่ช่วยแม่อาบน้ำให้ลูกหมา จากนั้นเธอก็อุ้มเย่เทียนเป่าที่แก้ผ้าล่อนจ้อนไปโยนลงบนเตียงแล้วสั่งให้เย่จิงจิงเฝ้าเอาไว้ ส่วนตัวเองรีบกลับเข้าไปอาบน้ำแบบวิ่งผ่านอย่างรวดเร็ว

“แม่คะ มีคนมาเคาะประตู” เย่จิงจิงบอกเสียงเบาจากหน้าห้องน้ำ

เมื่อครู่ตอนที่ซูเหยียนจะเข้าไปอาบน้ำได้บอกไว้ว่า ถ้ามีคนมาเคาะประตูห้ามเปิดเด็ดขาด รอให้แม่ออกมาเปิดเอง

ซูเหยียนส่งเสียงขานรับ รีบใส่เสื้อผ้าเดินออกมาแล้วตรงไปที่ประตูห้อง “ใครคะ?”

เธอมองผ่านตาแมวออกไปก็เห็นเสื้อผ้า นอกจากนั้นเห็นไม่ชัด

“ผมเป็นพนักงานโรงแรม ห้องข้างล่างร้องเรียนว่ามีน้ำจากห้องน้ำรั่วลงไป ผมจะขอเข้าไปหาสาเหตุหน่อย”

เสียงไม่คุ้นเลย... ซูเหยียนรู้สึกถึงสัญญาณเตือนขึ้นมาทันที “เราไม่ได้ใช้ห้องน้ำเลย จะมีน้ำรั่วลงไปได้ไง?”

“แต่แขกที่ห้องข้างล่างบอกว่ามีน้ำรั่ว ผมขอเข้าไปตรวจสอบปัญหาหน่อย รบกวนเวลาคุณไม่นานหรอก” พนักงานอธิบายอย่างใจเย็น

ซูเหยียนลังเลเล็กน้อยก่อนจะตอบ “ตอนนี้ฉันไม่สะดวก อีกสักพักคุณค่อยมาใหม่เถอะ”

“แต่แขกข้างล่างรออยู่ คุณช่วยให้ความร่วมมือหน่อยได้ไหม ผมเป็นแค่พนักงาน ถ้าแขกข้างล่างร้องเรียน ผมคงไม่ได้เงินเดือนเดือนนี้แน่” พนักงานพูดอย่างน่าสงสาร

“ถ้างั้นก็เปลี่ยนห้องให้เขาใหม่แล้วมาเก็บเงินที่ฉัน”

มันจะบังเอิญเกินไปไหม ระวังไว้ก่อนดีกว่า ยอมเสียเงินสักหน่อยแลกกับความสบายใจ

ผ่านไปครู่หนึ่งซูเหยียนก็ไม่ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวอะไรอีก ทว่าเธอก็ไม่ได้เปิดประตูออกไปตรวจดูให้แน่ใจว่าเขาไปหรือยัง จากในหนังคนจำนวนมากประสบกับเคราะห์ร้ายเพราะความสงสัยเป็นเหตุ เธอยอมเป็นคนขี้ขลาด ไม่อยากรู้อยากเห็นจะดีกว่า

สิบนาทีต่อมาเธอก็ได้ยินเสียงเสี่ยวเฟย “แกเป็นใคร! มายืนตรงนี้ทำไม? หยุดนะ!”

ซูเหยียนขนหัวลุก ใจเต้นตึกตัก มีปัญหาจริงด้วย!

“แม่คะ?” เย่จิงจิงยื่นมือมาจับมือซูเหยียนพลางมองใบหน้าคนเป็นแม่ที่กำลังซีดเผือดด้วยอาการตกใจ

“ไม่เป็นไร แม่ไม่เป็นไร” ซูเหยียนพยายามสงบสติอารมณ์ เสียงเคาะประตูพลันดังขึ้นอีกครั้งพาให้คนฟังตื่นตระหนกอย่างไม่รู้ตัว

“พี่เหยียน ผมเองเสี่ยวเฟย พี่สามให้เอาอาหารเย็นมาให้”

ซูเหยียนมองผ่านช่องตาแมวอีกครั้ง คราวนี้เธอมองเห็นชัดเจนว่าเป็นเสี่ยวเฟยจึงกล้าเปิดประตู

“เมื่อกี้มีคนยืนขวางอยู่หน้าประตูใช่ไหม?” ซูเหยียนถามขณะโผล่หัวออกไปดู พบว่าบนทางเดินไม่มีคนอยู่แล้ว

“ถูกผมไล่ไปแล้ว” เสี่ยวเฟยเองก็คิดไม่ถึงว่าจะมีคนกล้ามาเหยียบถึงถิ่นของพี่สาม “ผมให้อาเปียวไปรายงานพี่สามแล้ว ผมอยู่นี่ พี่ไม่ต้องกลัว”

ซูเหยียนพยักหน้าด้วยความกลัว เธอกินอาหารเย็นอย่างใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ส่วนเด็กทั้งสองเนื่องจากนั่งรถมาครึ่งค่อนวันไม่นานจึงผล็อยหลับไป พอห่มผ้าให้พวกเขาเรียบร้อย ซูเหยียนก็เดินตามเสี่ยวเฟยไปยังห้องที่อยู่ฝั่งตรงข้าม พบว่าซูเจี้ยนหยางกำลังรออยู่

“เสี่ยวเฟยเล่าเรื่องให้ฟังแล้ว ดูเหมือนเย่จื้อเฉียงจะเข้าตาจน พี่ว่าพวกเราไม่ต้องรอให้ถึงสามวันหรอก ไปหาเขาพรุ่งนี้เลย ต้องจบเรื่องให้เร็วที่สุด หากปล่อยให้ยืดเยื้อพวกเราจะยิ่งเสียเปรียบ” ซูเจี้ยนหยางหรี่ตา เห็นทีเย่จื้อเฉียงจะเตรียมการมาแล้วถึงกล้าลงมือในถิ่นของเขา

 

อีกด้านหนึ่ง

พอเย่จื้อเฉียงรู้ว่านอกจากจะจับตัวซูเหยียนมาไม่ได้ แถมยังแหวกหญ้าให้งูตื่น สีหน้าเขาก็ย่ำแย่ลงไปอีก

“พี่เฮยยังไม่รับโทรศัพท์เหรอ?” ในแวดวงของงานรับเหมาหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องติดต่อกับผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น พี่เฮยก็เป็นหนึ่งในผู้กว้างขวางที่เขารู้จัก ปกติแล้วพวกเขาไปดื่มกินด้วยกันบ่อยๆ

ลูกน้องได้ยินก็ส่ายหน้า พวกเขาโทรไปเป็นสิบครั้งแล้ว แต่ทางนั้นยังไม่รับสายเลย

“แม่งเอ๊ย! ปกตินับถือกันเป็นพี่น้อง พอถึงเวลาเดือดร้อนกลับหาหัวไม่เจอ” เย่จื้อเฉียงเพิ่งพูดจบ โทรศัพท์ก็ดังขึ้น ดวงตาของเขาเป็นประกายขึ้นมาทันทีพร้อมกับรีบรับโทรศัพท์

“เย่จื้อเฉียง ฉันเปลี่ยนใจแล้ว สามวันดูจะนานเกินไป พรุ่งนี้ตอนเก้าโมงเช้าเจอกันที่ร้านน้ำชาด้านข้างประตูฮัวเย่ ถ้าถึงเวลาแล้วคุณไม่มา พวกเราก็ไปเจอกันที่ศาล” ซูเหยียนพูดจบก็กระแทกหูโทรศัพท์ใส่ เธอไม่มีเวลาล้อเล่นด้วยแล้ว ต้องรีบจบศึกครั้งนี้ให้เร็วที่สุด

 

 

เก้าโมงเช้า

เย่จื้อเฉียงมาถึงร้านน้ำชาตรงเวลาพร้อมกับลูกน้องสองคน ทางฝ่ายซูเหยียนนอกจากซูเจี้ยนหยางแล้วก็มีลูกน้องของเขาอีกสองคนเช่นกัน วันนี้ทั้งสองฝ่ายเจตนามาเพื่อเจรจาไม่ใช่เพื่อต่อยตี

“เหยียนเหยียน ว่ากันว่าเป็นสามีภรรยาวันเดียวก็ผูกพันลึกซึ้ง พวกเราเป็นสามีภรรยากันมาตั้งหลายปีแถมยังมีลูกด้วยกันสองคน เธอก็ไม่น่าทำกันขนาดนี้?” เย่จื้อเฉียงพูดขณะมองร่างเอกสารข้อตกลงการหย่าที่ไม่เหลืออะไรให้เขาเลยสักนิด

“เย่จื้อเฉียง คุณยังมีหน้าพูดถึงความผูกพันลึกซึ้งกับฉันอีกเหรอ? ตอนที่คุณมาบีบบังคับให้ฉันหย่า คุณไม่เห็นพูดอย่างนี้เลย? เมื่อวานนี้คุณคิดให้คนไปทำร้ายฉันใช่ไหม? ถ้าฉันไม่ทันระวังตอนนี้ก็คงไม่ได้มานั่งอยู่ตรงนี้แล้ว? คุณพูดแบบนี้ไม่ละอายใจบ้างหรือไง?”

พูดถึงตรงนี้ซูเหยียนก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ข่มอารมณ์ที่ถูกเขาทำให้ความโมโหอย่างหนักแล้วพูดต่อ “เอาล่ะ พวกเราก็รู้ๆ กันอยู่ว่าอะไรเป็นอะไร! เลิกเสแสร้งได้แล้ว! หยุดพูดไร้สาระ! ฉันขอถามคุณอีกครั้งว่าเห็นด้วยกับข้อตกลงนี้ไหม ถ้าเห็นด้วยเราก็ไปเซ็นใบหย่ากัน แต่ถ้าไม่! เราก็ไปเจอกันที่ศาล ยกเรื่องนี้ให้ศาลเป็นคนตัดสิน”

ในช่วงต้นของยุค 90 สังคมให้ความสำคัญกับเรื่องพฤติกรรมส่วนตัวเป็นอย่างมาก ซูเหยียนมีหลักฐานแน่นหนา หากเรื่องไปถึงศาลเธอต้องชนะคดีแน่นอน

“คุณแน่ใจใช่ไหมว่าอยากจะขึ้นศาล? ถ้าต้องขึ้นศาลภาพถ่ายทั้งหมดก็จะกลายเป็นหลักฐานที่ถูกเปิดเผย จากนั้นทุกคนในศาลรวมทั้งคณะลูกขุนก็จะได้เห็น หากถึงตอนนั้นตัวฉันไม่มีปัญหาอยู่แล้วเพราะคนที่ต้องอับอายคงไม่ใช่ฉัน” ซูเหยียนพูดอย่างไม่แยแส

“ซูเหยียน!” เย่จื้อเฉียงกัดฟันกรอดพลางมองมาที่เธอ เขาไม่เข้าใจเลยว่าคนที่เคยโง่เหมือนกับหมูมาก่อนทำไมถึงกลายเป็นคนเฉลียวฉลาดไปได้

“ฉันไม่ได้หูหนวก” ซูเหยียนพูดอย่างอารมณ์ไม่ดีพร้อมกับชำเลืองมองเขาแวบหนึ่ง

เย่จื้อเฉียงสูดหายใจข่มความโมโห “หากไม่เห็นแก่หน้าพระก็เห็นแก่หน้าเจ้า ถึงยังไงฉันก็เป็นพ่อของลูกเราทั้งสองคน ตอนที่ฉันพูดเรื่องหย่าก็ไม่เคยคิดให้เธอไปแต่ตัว มาตอนนี้เธอก็ไม่น่าตัดรอนกันขนาดนี้”

“ไม่ใช่ฉันที่ตัดรอน แต่เป็นคุณกับนังปีศาจจิ้งจอกที่ทําเกินไป” ซูเหยียนยืดตัวตรง จ้องเขม็งไปที่เย่จื้อเฉียง

10.เชือดไก่ให้ลิงดู

ในความทรงจําของเธอ ก่อนหน้านี้ราวครึ่งปีเย่จื้อเฉียงเริ่มทำร้ายเจ้าของร่างเดิม ตั้งใจบีบคั้นให้เจ้าของร่างเดิมเป็นฝ่ายเลิกราแต่ไม่สำเร็จ จากนั้นเขาก็หันมาด่าทอและจับผิดในเรื่องต่างๆ เวลาแค่สองเดิอนผู้ชายคนนี้ทุบตีเจ้าของร่างเดิมถึงหกครั้ง หนำซ้ำระหว่างนั้นหลี่เจียวเจียวยังมาถึงบ้านแล้วพูดจาดูถูกเหยียดหยามเจ้าของร่างเดิมต่างๆ นานา เมื่อถูกบีบบังคับจนหมดหนทางเจ้าของร่างเดิมจึงคิดฆ่าตัวตาย

ไม่ว่าเจ้าของร่างเดิมจะเป็นคนอย่างไร แต่ในเมื่ออีกฝ่ายถูกชายหญิงคู่นี้บีบบังคับให้ต้องตาย ชีวิตหนึ่งก็จบลงเช่นนี้ ซูเหยียนก็ไม่รู้สึกว่าตัวเองทำเกินไป

เมื่อไม่มีใครยอมถอยก็ไม่จำเป็นต้องเจรจากันต่อ เย่จื้อเฉียงจากไปด้วยอาการเดือดจัด หากจะให้เขาไปตัวเปล่านั้นเป็นไปไม่ได้เด็ดขาด ต่อให้ต้องขึ้นศาลก็ต้องใช้เวลา ระหว่างนี้เขาจะต้องหาวิธีรับมือให้ได้

อีกฝ่ายคิดจะถ่วงเวลา ทว่าซูเหยียนกลับไม่ยอมเสียเวลา เธอจะไม่ยอมใช้ชีวิตอย่างอกสั่นขวัญแขวนไปตลอด เธอทนมาพอแล้ว ลูกทั้งสองก็ทนมาพอแล้วเช่นกัน

 “เธอคิดจะทํายังไงต่อ?” ซูเจี้ยนหยางขมวดคิ้ว “ให้พี่ส่งคนไปจับตัวมันมาไหม หากโดนหักแขนหักขาสักหน่อยก็คงยอมเอง”

 ซูเหยียนถอนใจ อย่าเห็นแค่ว่าญาติผู้พี่คนนี้รูปร่างสูงใหญ่หน้าตาหล่อเหลา เวลานั่งเฉยๆ ไม่พูดไม่จาเขาอาจดูเรียบร้อยเหมือนสุภาพบุรุษ แต่ความจริงแล้วเป็นคนโหดเหี้ยม ไม่อย่างนั้นเขาคงมีตำแหน่งอย่างทุกวันนี้ไม่ได้แน่

“พี่สาม บ้านเมืองมีกฎหมาย หากพี่ไปลักพาตัวคนมาข่มขู่แล้วเกิดเรื่องขึ้น จากที่เราเป็นฝ่ายถูกก็จะกลายเป็นฝ่ายผิดได้นะ” การใช้วิธีสกปรกไม่ใช่หนทางที่ถูกต้อง ซูเจี้ยนหยางทุ่มสุดตัวเพื่อช่วยเหลือเธอ เธอเองก็ตั้งใจจะตอบแทนอย่างเต็มที่และหวังว่าจะช่วยเขาได้บ้าง

“แล้วเธอจะเอายังไง?” หลังจากสัมผัสกับลูกพี่ลูกน้องคนนี้มาหลายวัน ซูเจี้ยนหยางก็ไม่ได้มองเธอเป็นสาวชาวบ้านที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอีกแล้ว กลับพูดคุยเหมือนเป็นเพื่อนในระดับเดียวกัน

“เชือดไก่ให้ลิงดู”

“เชือดไก่ให้ลิงดู?” ซูเจี้ยนหยางหรี่ตาพลางถาม “เธอหมายถึงหลี่เจียวเจียวรึ?”

ซูเหยียนมองพี่ชายพลางยิ้มน้อยๆ ก่อนหน้านี้เธอไม่ค่อยพูดถึงหลี่เจียวเจียวแต่ไม่ได้หมายความว่าจะยอมละเว้นอีกฝ่าย เพียงแต่ยังไม่ถึงเวลาลงมือเท่านั้น เดิมทีเธอคิดว่าถ้าเย่จื้อเฉียงยอมตกลงโดยดี เธอก็จะปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปก่อน แต่เย่จื้อเฉียงกลับไม่ยอมให้ความร่วมมือ ถ้าเช่นนั้นเธอก็คงได้แต่ขอโทษแล้ว

ในฐานะที่เป็นแม่ของนางเอก ในนิยายจึงเล่าความเป็นมาของหลี่เจียวเจียวไว้อย่างละเอียด

ปี 1992 หลี่เจียวเจียวเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยที่ได้งานทําทันทีที่เรียนจบ หลี่เจียวเจียวเรียนในมหาวิทยาลัยระดับกลาง แต่ได้ทํางานที่มั่นคงในตําแหน่งเจ้าหน้าที่การเงินในโรงงานผลิตสุรา

ในนิยายหลี่เจียวเจียวเป็นคนสายตาเฉียบแหลม เธอเกิดรักแรกพบกับเย่จื้อเฉียงที่ดูไม่ได้มีการศึกษาสักเท่าไหร่ หลังจากแต่งงานกันแล้วเธอก็ใช้ความสามารถของตัวเองสอบเข้าไปทํางานในหน่วยงานรัฐ ด้วยลายมือที่สวยงามและความสามารถในการเขียนเรียงความทําให้เธอได้เป็นเลขานุการของเจ้าหน้าที่ระดับสูง ตอนที่นางเอกของเรื่องปรากฏตัวหลี่เจียวเจียวได้เป็นถึงหัวหน้าภาคการศึกษาแล้ว ในขณะเดียวกันเย่จื้อเฉียงก็ขยายบริษัทรับเหมาก่อสร้างจนใหญ่โตและกลายบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ในเมืองซีเฉิง นางเอกของเรื่องจึงนับว่าเป็นหญิงสาวที่เพียบพร้อมไปทุกด้าน

ตอนที่อ่านนิยายนักอ่านส่วนมากเข้าใจว่าเย่จื้อเฉียงเลิกกับภรรยาเก่าแล้วจึงมาคบกับหลี่เจียวเจียว อีกอย่างในสมัยนั้นการแต่งงานตามบ้านนอกยังมีการจดทะเบียนสมรสน้อยมาก แค่เย่จื้อเฉียงพูดว่าตอนนั้นตนยังเด็กไม่รู้ความได้แต่ทำตามคำพูดของพ่อแม่ก็ทำให้เขารอดพ้นไปได้แล้ว

ในมุมมองของนักอ่านยุค 2019 การแต่งงานของคนรุ่นก่อนเหมือนกับเป็นเรื่องเด็กเล่น หากไม่มีใบทะเบียนสมรสก็ไม่ถือเป็นการแต่งงาน อีกทั้งคนจำนวนมากในยุคปัจจุบันรู้สึกว่าการหย่าร้างกันไม่ใช่เรื่องใหญ่ หนำซ้ำในนิยายยังเขียนไว้ชัดเจนว่าเย่จื้อเฉียงไม่เพียงยกบ้านให้ แต่ยังยกเงินเก็บของครอบครัวให้ภรรยาเก่าทั้งหมดด้วย

ซูเหยียนเพิ่งสังเกตเห็นรายละเอียดปลีกย่อยเหล่านี้ก็ตอนที่มาอยู่ในร่างนี้แล้ว อาจเป็นเพราะยืนอยู่ในมุมมองที่ไม่เหมือนเดิมจึงมองเรื่องราวแตกต่างออกไป แล้วถ้าเธอไปเข้าร่างของหลี่เจียวเจียวล่ะ? ซูเหยียนพลันสั่นสะท้านไปทั้งร่าง ไม่สามารถคิดต่อไปได้

ถึงยังไงตอนนี้เธอก็กลายเป็นซูเหยียนแล้ว เป็นอีแก่ที่กำลังจะถูกผู้ชายสารเลวไร้หัวใจสลัดทิ้ง!

เมื่อเทียบกันแล้วหลี่เจียวเจียวจัดการได้ง่ายกว่ามาก เธอลองใคร่ครวญดูแล้วเวลานี้ไม่ควรใช้ไม้แข็งกับเย่จื้อเฉียงจนเกินไป ซูเหยียนจึงเลือกเฉพาะภาพที่เห็นหลี่เจียวเจียวชัด แต่เห็นเพียงด้านหลังหรือด้านข้างของเย่จื้อเฉียงเท่านั้น จากนั้นแบ่งภาพถ่ายเป็นสามชุด

ภาพชุดแรกส่งไปที่มหาวิทยาลัยของหลี่เจียวเจียว ชุดที่สองส่งไปโรงงานที่อีกฝ่ายทํางานอยู่ อีกชุดที่เหลือส่งกลับบ้านเกิด ทว่าไม่ได้ส่งทางไปรษณีย์ แต่ให้คนไปส่งโดยตรง

ภาพสองชุดแรกถูกติดไว้บนกระดานประกาศข่าวสารของทางมหาวิทยาลัยและโรงงาน ส่วนที่บ้านเกิดเสี่ยวเฟยเป็นคนเอารูปไปส่งให้ เด็กคนนี้ไหวพริบดีมาก เขาไม่ได้เอารูปไปติดบนกําแพงกลับเอาไปให้เมียผู้ใหญ่บ้านและบอกอีกฝ่ายส่งต่อให้พ่อแม่ของหลี่เจียวเจียว

“แย่แล้ว!” เมียผู้ใหญ่บ้านกรีดร้องเสียงหลงเมื่อเห็นภาพถ่าย เสียงนั้นดึงดูดผู้คนที่อยู่โดยรอบไม่น้อย พอทุกคนห็นรูปแล้วก็ส่งเสียงฮือฮาขึ้นมาทันที

ในยุคนี้สิ่งบันเทิงยังน้อยอยู่ เมื่อคนในหมู่บ้านมีเวลาว่างก็มักจะมารวมตัวกันจับกลุ่มซุบซิบนินทา แค่หญิงกับชายเดินเฉียดกันเล็กน้อยก็ถูกคนเอาไปพูดเสียๆ หายๆ พอมีเสียงร่ำลือมากเข้า คนที่ไม่รู้ก็พลอยคิดว่าเป็นเรื่องจริง ทว่าภาพถ่ายที่อยู่ตรงหน้าพวกเขาเวลานี้นับว่าเป็นหลักฐานเด็ดที่ไม่ต่างกับการเห็นด้วยตาตัวเอง

“นี่นักศึกษามหาวิทยาลัยของหมู่บ้านเราไม่ใช่เหรอ? ปกติแม่ของเธอชอบคุยโวว่าลูกสาวตัวเองเก่งกาจ แหม ก็เก่งจริงๆ นะ” หญิงคนหนึ่งพยายามชะโงกหน้าเข้าไปดู “ป้ากุ้ยฮัว ป้าอย่าดูคนเดียวสิ รูปมีตั้งเยอะ แบ่งให้ฉันดูบ้าง”

“ใช่ๆ ป้ากุ้ยฮัว ให้พวกผมดูบ้าง พวกผมอยากรู้ว่านักศึกษามหาวิทยาลัยมีอะไรต่างจากคนอื่นไหม?” เด็กหนุ่มท่าทางไร้เดียงสาคนหนึ่งพูดด้วยท่าทางตื่นเต้น

นักศึกษามหาวิทยาลัยที่มักทำท่าเย่อหยิ่งแต่กลับมาทําตัวแบบนี้ ในเมื่อไม่มีโอกาสได้ชิม แค่ได้ดูเป็นบุญตาก็ยังดี

พอเห็นคนกลุ่มใหญ่กำลังล้อมวงดูรูปถ่ายด้วยความสนุกสนาน เสี่ยวเฟยก็ฉวยโอกาสที่ไม่มีใครสนใจแอบเดินออกมา เขายังต้องไปหมู่บ้านใกล้เคียงเพื่อแจกรูปถ่ายอีก พี่เหยียนบอกให้แจกตั้งแปดหมู่บ้าน ทุกหมู่บ้านในรัศมีสิบลี้ต้องได้รับแจกรูปภาพทั้งหมด

ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงทุกคนก็รู้เรื่องลูกสาวสกุลหลี่ที่เป็นถึงนักศึกษามหาวิทยาลัยแต่ไม่รักดี ไปอยู่ในเมืองแล้วแย่งสามีชาวบ้านจนเมียหลวงตามไปจับชู้ได้ถึงบนเตียง แถมยังถ่ายรูปน่าอับอายส่งมาให้ที่บ้านเกิด

ตอนที่ยายของหลี่เจียวเจียวเห็นรูปถึงกับเป็นลม ลุงกับป้าสะใภ้ทั้งสองคนโกรธจนตัวสั่น พวกเขาเองก็มีลูกสาว อีกทั้งลูกสาวก็ออกเรือนจนมีหลานสาวคนหนึ่งแล้ว เวลานี้แม้แต่ลูกสาวของพวกเขาก็พลอยแปดเปื้อนไปด้วย โดยเฉพาะป้าสะใภ้คนโตที่มีลูกสาวกําลังดูตัวเพื่อหาคู่ พอเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นก็ยังไม่รู้เลยว่าการดูตัวจะสำเร็จหรือไม่

ขณะที่พ่อกับแม่ของหลี่เจียวเจียวกลับมาจากบนเขาก็เห็นคนในหมู่บ้านชี้มาทางพวกตนตลอดทาง ทั้งสองจึงรู้สึกมึนงงอยู่บ้าง ตามปกติแล้วก็ไม่ค่อยมีใครมาพูดคุยกับพวกเขาทั้งที่ลูกสาวของตนสอบติดมหาวิทยาลัย มาตอนนี้แต่ละคนยังมีท่าทีถอยห่างแบบแปลกๆ กระทั่งมาถึงประตูบ้านก็เห็นคนกลุ่มหนึ่งยืนออกันอยู่ ทั้งสองเริ่มใจไม่ดี หรือว่าที่บ้านจะเกิดเรื่อง?

พอเห็นรูปภาพแม่หลี่ก็เป็นลมล้มตึงไปทันที พวกญาติๆ ต่างช่วยกันคนละไม้คนละมือจนฟื้นขึ้นมาในที่สุด พอได้สติเธอก็ร้องไห้โฮพลางทุบตีตัวเอง “ไม่มีหน้าอยู่ต่อแล้ว...ไม่มีหน้าแล้ว...”

ส่วนพ่อหลี่นั่งยองๆ สูบบุหรี่อยู่อีกด้าน ถึงเขาจะไม่ได้ร้องไห้ แต่สีหน้ากลับแย่กว่าคนเป็นเมียนับร้อยเท่า

 

ขณะที่บ้านหลี่ตกอยู่ในความหม่นหมอง ทางหลี่เจียวเจียวก็ไม่ได้ดีกว่ากันสักเท่าไหร่

หลี่เจียวเจียวเพิ่งเดินเข้าไปในโรงงานก็พบว่าทุกคนต่างชี้มาทางเธอ เพื่อนร่วมงานที่ปกติเคยสนิทสนมด้วยพากันหลบหน้าราวกับเธอเป็นงูพิษ พี่หวังที่เคยเอ็นดูยังตีหน้าบึ้งมองมาที่เธอ

“พี่หวัง เกิดอะไรขึ้นเหรอคะ?” หลี่เจียวเจียวใจเต้นตึกตัก รู้สึกได้ว่าต้องมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นแน่

“เจียวเจียว เธอ... เฮ้อ!” พี่หวังหน้าแดงก่ำ รู้สึกอับอายที่จะพูดออกมา

“หลี่เจียวเจียว ผู้อํานวยการบอกว่าถ้าเธอมาแล้วให้ไปพบที่ห้องทำงานด้วย” หญิงสาวอีกคนที่รับเข้ามาทำงานพร้อมกันกับหลี่เจียวเจียวเป็นคนบอก ทั้งสองไม่ค่อยถูกกันเป็นศัตรูทั้งในที่ลับและที่แจ้งมาโดยตลอด เช้านี้พอเธอเห็นรูปภาพก็แอบเอารูปไปให้ผู้อํานวยการของโรงงานดู