ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

นายหญิงกับทาสเลี้ยงม้า 美人与马奴

ผู้แต่ง Mu Yao Rao
ผู้แปล ้hongsamut
ประเภท นิยายจีนโบราณ
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
ร้านค้าออนไลน์ แบบเล่ม

นางต้องประจบทาสเลี้ยงม้าที่จะพลิกชะตากลายเป็นอ๋องตามนิมิตในความฝัน

บทนำ

นายหญิงกับทาสเลี้ยงม้า
จากเรื่อง: 美人与马奴
Mu Yao Rao เขียน ห้องสมุด แปล

Author: Mu Yao Rao
Chinese edition copyright 北京晋江原创网络科技有限公司
Thai edition copyright  Hongsamut.com Co., Ltd.
ALL RIGHTS RESERVED
-----------------------------

ในฝันของนาง 
ตระกูลอวี้อันเกรียงไกรล่มสลาย บิดามารดาสูญสิ้น คงเหลือแต่เพียงนาง 

ในฝันของนาง 
ทาสเลี้ยงม้าในบ้านกลับกลายเป็นอ๋องผู้สูงศักดิ์
เขาชี้ให้นางเป็นนางบำเรอของเขา!
อวี้เจียวมีเวลาหนึ่งปีก่อนภัยร้ายในฝันจะมาเยือน
ทางรอดเดียวที่พอนึกได้ นางอาจต้องทำดีกับเจ้าทาสเลี้ยงม้าตั้งแต่วันนี้
เพื่อให้เขาคุ้มครองตระกูลอวี้ในวันหน้า
-----------------------------

สารบัญ

ฝันร้าย

กลางเดือนแปด

ท่ามกลางอากาศร้อนอบอ้าว แสงแดดแผดเผา ใต้ร่มเงาของเหล่าพรรณไม้เขียวขจีนับเป็นสถานที่เย็นสบายอย่างที่สุด

คนตัดไม้หนุ่มผู้หนึ่งที่เพิ่งเดินออกจากป่าถึงกับชะงักตาโตเมื่อเห็นภาพความงดงามภาพหนึ่งผ่านหน้าไป

ม้าสีขาวกับสาวชุดแดง!

ชายตัดไม้หันมองตามตาไม่กล้ากะพริบ สีหน้าหลงใหลเพ้อฝัน “หากมีโอกาสได้เมียสวยเป็นเทพธิดาเช่นนี้ ต่อให้อายุสั้นลงสิบปีข้าก็ยอม”

ตาเฒ่าที่ยืนอยู่ด้านข้างตบศีรษะชายตัดไม้ไม่ยั้งแรง ทั้งยังดับฝันอย่างใจร้าย “ทำตัวเป็นคางคกอยากกินเนื้อหงส์ไปได้ นั่นคือคุณหนูตระกูลอวี้เชียวนะ อย่างเจ้าไม่มีวาสนาหรอก”

“ตระกูลอวี้ที่ร่ำรวยเป็นอันดับหนึ่งของห้วยโจวน่ะหรือ!”

“ก็ใช่น่ะสิ นางเป็นคุณหนูตระกูลอวี้ เจ้าคิดว่ามือสกปรกของตัวเองจะเอื้อมถึงหรือไง”

ตระกูลอวี้ร่ำรวยเป็นอันดับหนึ่งในเมืองห้วยโจว นายท่านตระกูลอวี้เป็นคนใจบุญจึงยิ่งทำให้ตระกูลอวี้มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วทิศ นายท่านอวี้ไม่มีบุตรชายมีเพียง ‘อวี้เจียว’ เป็นบุตรสาวคนเดียว อวี้เจียวผู้นี้แม้จะมีใบหน้างดงามแต่กลับมีนิสัยซุกซนไม่อยู่เฉยและชอบสวมเสื้อผ้าสีแดงจนกลายเป็นเอกลักษณ์ประจำตัว

 

วันนี้อวี้เจียวและสหายสนิทนัดไปเจอกันที่กระท่อมกลางป่า

นางไม่ชอบนั่งเกี้ยวจึงเลือกขี่ม้าไปยังจุดนัดพบ แต่ใครจะคิดว่าพอเข้าป่า จู่ๆ ม้าก็เกิดพยศอย่างไร้สาเหตุ บ่าวรับใช้ที่ติดตามมาพยายามเข้าช่วยแต่ช่วยไม่ได้ ม้าสะบัดนางตกจากหลังกระแทกพื้นอย่างแรงจนหมดสติไป

หลังจากนั้นอวี้เจียวก็ฝันยาวเป็นเรื่องราวสุดประหลาด!

ในฝันเป็นเหตุการณ์ต่อจากที่อวี้เจียวตกหลังม้า แต่ในฝันมีผู้คุ้มกันของจวนพุ่งเข้ามารับตัวนางได้ทันทำให้นางไม่ตกกระแทกพื้นและไม่ได้หมดสติ เมื่อกลับถึงจวนนางก็สั่งโบยทาสเลี้ยงม้า สาเหตุจากม้าสองตัวที่นางรักมากที่สุดถูกคนวางยาพิษจนตาย เรื่องนี้ถือเป็นความผิดร้ายแรงของทาสเลี้ยงม้า ไม่ลงโทษไม่ได้!

หลังสั่งโบยทาสเลี้ยงม้าความฝันก็ยังคงดำเนินต่อไป ปัจจุบันนางเป็นสาวสะพรั่งงดงามวัยสิบห้า แต่ในความฝันเป็นเรื่องราวชีวิตของนางตั้งแต่อายุสิบห้าถึงสิบเก้า

พออายุสิบหกตระกูลอวี้ถูกคนชั่วใส่ร้ายป้ายสี ทรัพย์สมบัติทั้งหมดของตระกูลถูกคนชั่วยึดไป บิดาถูกจับกุม ด้วยความใจร้อนอยากช่วยบิดาแต่อายุยังน้อยและโง่เขลาจึงถูกหลอกให้ไปเป็นสตรีในกองทัพที่บุกมายึดเมืองห้วยโจว

สุดท้ายนอกจากจะไม่ได้ล้างมลทินให้ตระกูลอวี้ บิดาที่ยังช่วยไม่ได้ก็ด่วนเสียชีวิตจากไปก่อน ส่วนมารดาก็เสียใจร้องไห้จนตาบอดแล้วสิ้นใจตามสามีไป ในเวลาไม่ถึงสองปีอวี้เจียวก็สิ้นไร้ครอบครัวเหลือตัวคนเดียว ซ้ำร้ายนางยังได้รับความอัปยศอดสูอย่างที่สุด ต้องอยู่อย่างอับอายไปชั่วชีวิต

ต่อมากองทัพมีแม่ทัพใหญ่คนใหม่มาประจำการ นามว่า ‘ฮ่วยหนานอ๋อง’ แม่ทัพคนเก่าต้องการประจบสอพลอท่านอ๋องจึงยกอวี้เจียวให้เป็นดั่งเครื่องบรรณาการ

ที่อวี้เจียวยังอดทนมีชีวิตอยู่เพราะมีเป้าหมายจะล้างแค้นให้บิดาและล้างมลทินให้ตระกูลอวี้ นางจึงยอมรับปากแม่ทัพคนเก่า เดิมคิดไว้ว่าจะขอความเมตตาจากท่านอ๋องผู้นั้น แต่เมื่อถึงคืนส่งตัวคำขอร้องมากมายที่เตรียมไว้ก็ไม่ได้พูดมาแม้แต่ครึ่งคำ

เพราะฮ่วยหนานอ๋องคือทาสเลี้ยงม้าที่เคยทำงานรับใช้อยู่ในจวนตระกูลอวี้!

ทาสที่เคยถูกนางโบยและเหยียดหยามดูแคลน

ในฝันช่วงเวลาที่อวี้เจียวตกเป็นนางบำเรอให้ฮ่วยหนานอ๋องผ่านไปอย่างรวดเร็วแต่ทุกภาพช่างแจ่มชัดนัก ทุกภาพทำให้สาวบริสุทธิ์ดุจดอกไม้แรกแย้มอย่างนางต้องหน้าแดงใจเต้นแรงและรู้สึกอัปยศอับอายจนไร้ที่เปรียบ

ฮ่วยหนานอ๋องเป็นชายหนุ่มที่มีรูปร่างกำยำ ผิวคล้ำเข้มของเขาตัดผิวขาวเนียนนุ่มของนางอย่างชัดเจน

มัดกล้ามของเขาเป็นมันวาวเพราะเหงื่อที่ผุดซึม เขาทาบทับอยู่บนตัวนาง กล้ามเนื้อท้องแข็งเกร็ง สะโพกแกร่งขยับกระแทกนางไม่หยุด หน้าอกขาวนวลอวบอิ่มถูกมือหยาบกระด้างบีบเคล้นรุนแรง ถูกดูดเม้มฟอนเฟ้นจนทั่ว เขาดูดยอดอกสีชมพูสวยอย่างหลงใหล ขณะเดียวกันก็ใช้แท่งเนื้อที่ขยายเหยียดน่ากลัวของเขากระแทกใส่ตัวนางไม่หยุด ทั้งยังส่งเสียงครางบัดสีออกมาอีก

แท่งเนื้อนั้นคืออะไรนางก็มองเห็นไม่ชัด รู้แต่ว่าตัวเองถูกสิ่งนี้กระแทกใส่จนจุกถึงอก ทั้งคับแน่นและใหญ่โตยิ่งนัก ทำให้ตัวนางในฝันอึดอัดเหลือเกิน อวี้เจียวพยายามดิ้นรนขัดขืนแต่สู้แรงไม่ได้ นางจึงได้แต่ร้องไห้

“ไม่เอาแล้ว พอแล้ว หยุดเสียที”

แต่ไม่ว่านางจะร้องไห้คร่ำครวญขอความเมตตาเพียงใด อดีตทาสเลี้ยงม้าก็ไม่ใจอ่อน ซ้ำยังเร่งจังหวะกระแทกให้เร็วขึ้น เร็วจนบ้าคลั่ง

เร็วขึ้น แรงขึ้น สองมือแข็งกระด้างเกาะกุมและยึดเหนี่ยวนางไว้จนนางไม่อาจขยับหนี

นางเจ็บจนถึงที่สุดร่างกายก็กระตุกเกร็งอย่างรุนแรง ไม่นานชายหนุ่มก็เนื้อตัวสั่นสะท้าน เงยหน้าแผดเสียงก้องคำรามก่อนทั้งตัวจะกระตุกแรง พริบตาก็ทิ้งตัวทับนางทั้งร่าง ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดอยู่ข้างใบหูนาง

“เจ้าเป็นของข้า เจียวเจียว เป็นของข้าคนเดียวเท่านั้น”

ทุกอย่างในฝันราวกับเกิดขึ้นจริง ราวกับนางถูกทับอยู่ใต้ร่างหนักอึ้งของเขาจริง ถูกบังคับให้รองรับความหวงแหน ความเป็นเจ้าของอย่างน่ากลัวที่ชายผู้นี้มีต่อตน

ภาพในฝันยังเล่าเรื่องราวความเป็นมาของฮ่วยหนานอ๋องด้วย

ฮ่วยหนานอ๋องไม่แต่งงาน ข้างกายเขามีสตรีนางเดียวคืออวี้เจียวที่เป็นเหมือนนางบำเรอประจำตัวเขา ด้วยความที่เขาเป็นบุรุษรูปร่างกำยำเปี่ยมไปด้วยพละกำลังที่แข็งแกร่ง ทุกค่ำคืนจึงช่างดุเดือดยิ่งนัก แต่ละฉากในฝันดุดันร้อนแรงเพิ่มมากขึ้น เมื่อใดที่เห็นฮ่วยหนานอ๋องเป็นต้องได้เห็นนางเปลือยเปล่านอนอยู่เบื้องล่างให้เขาย่ำยีรังแก

ฝันทั้งหมดมีแต่เรื่องแบบนี้ ซ้ำยังดูเหมือนไม่มีจุดสิ้นสุด

เวลาในฝันผ่านไปอย่างรวดเร็ว อวี้เจียวเป็นหญิงบำเรอให้ฮ่วยหนานอ๋องนานหนึ่งปี ยามกลางวันท่านอ๋องมีท่าทีเย็นชาแข็งกร้าว แต่ยามกลางคืนในห้องมิดชิดเขากลับร้อนแรงยิ่งกว่ากองไฟที่แผดเผานางให้มอดไหม้

ตลอดหนึ่งปีเขาหาสารพันวิธีมาใช้ทรมานนางทุกค่ำคืน

อวี้เจียวมั่นใจว่าการที่ฮ่วยหนานอ๋องย่ำยีนางก็เพื่อแก้แค้น!

สองปีที่ฮ่วยหนานอ๋องเป็นทาสอยู่ในจวนตระกูลอวี้ เขามีหน้าที่เลี้ยงม้า ไม่เพียงถูกนางลงโทษด้วยการโบยตี อวี้เจียวยังเคยทำให้เขาอับอายด้วย มีหรือบุรุษสูงส่งทระนงเช่นเขาจะไม่เจ็บแค้น หากเปลี่ยนเป็นนางบ้าง นางก็ต้องแก้แค้นเอาคืนอย่างสาสมเช่นกัน

ตอนที่นางอายุสิบสี่ ตลาดมืดในเมืองห้วยโจวมีงานประมูลซื้อขายทาส ท่ามกลางทาสมากมายอวี้เจียวเห็นทาสหนุ่มที่รูปร่างสูงใหญ่กว่าทาสคนอื่น ไม่ใช่ร่างกายแข็งแรงกำยำของเขาที่สะดุดตานางแต่เป็นดวงตาแข็งกร้าวที่โดดเด่นและเต็มไปด้วยความมีชีวิตยิ่งกว่าทาสคนอื่นต่างหาก ดวงตาคู่นั้นเหมือนไม่ใช่ดวงตาของทาส ดวงตาของเขาจับจ้องมองนางอย่างตกตะลึง ไม่ว่านางจะเดินไปตรงไหนเขาก็ยังคงจ้องตามเหมือนคนเสียสติ

เป็นเพราะดวงตาคู่นั้นอวี้เจียวถึงยอมจ่ายเงินสองร้อยตำลึงซื้อเขามาด้วยความสงสาร บ่าวรับใช้ที่อยู่ข้างกายถึงกับออกปากว่าแพงเกินไป ทาสธรรมดาคนหนึ่งใช้เงินเพียงยี่สิบตำลึงก็สามารถซื้อได้แล้ว การซื้อทาสด้วยเงินสองร้อยตำลึง คิดอย่างไรก็ไม่คุ้มเอาเสียเลย

แต่อวี้เจียวไม่ใส่ใจ นางรู้สึกว่าทาสผู้นี้คุ้มค่าเงินสองร้อยตำลึงของตนแน่ หลังกลับถึงจวนก็มอบหมายหน้าที่ดูแลม้าให้เขาทำ ใครเลยจะคิดว่าเขาทำงานแค่ปีเดียวม้าของนางกลับถูกวางยาตายถึงสองตัว!ไ

ม้าสองตัวเป็นเหมือนดวงใจของอวี้เจียว จู่ๆ มาตายลงพร้อมกันจะไม่ให้นางโกรธได้อย่างไร ในฝันนางจึงสั่งให้บ่าวรับใช้จับทาสเลี้ยงม้ามัดตากแดดแล้วระบายแค้นด้วยการใช้แส้ฟาดจนผิวหนังแตกยับไปทั้งตัว

ต่อมาผู้คุ้มกันในจวนตามจับคนร้ายวางยาพิษม้าตัวจริงได้ ที่แท้คือทาสเลี้ยงม้าคนเก่าที่ถูกนางไล่ออกไปนั่นเอง แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ยังถือเป็นความผิดของทาสเลี้ยงม้าที่ดูแลไม่ดีปล่อยคนนอกเข้ามาวางยาม้าได้ เพราะคิดแบบนี้อวี้เจียวจึงไม่ขอโทษและไม่สนใจเขาอีก

ตอนที่ตระกูลอวี้ถูกใส่ร้าย ทรัพย์สมบัติทั้งหมดถูกยึด บ่าวรับใช้และทาสในจวนถูกขายออก อวี้เจียวลืมทาสเลี้ยงม้าที่จำชื่อไม่ได้ผู้นั้นเสียสนิท กระทั่งวันที่นางถูกแม่ทัพจับส่งเป็นนางบำเรอให้ฮ่วยหนานอ๋อง นางจึงจำทาสเลี้ยงม้าผู้นั้นได้อีกครั้ง

อวี้เจียวเป็นนางบำเรออยู่ข้างกายฮ่วยหนานอ๋องนานหนึ่งปี

หนึ่งปีหลังจากนั้นเมืองซีติ้งเกิดกบฏ ราชสำนักสั่งให้ฮ่วยหนานอ๋องยกทัพไปปราบกบฏ ด้วยเหตุนี้แม่ทัพคนเก่าจึงคิดอยากแย่งชิงนางไปเป็นนางบำเรอของตน

ตอนนี้เองที่อวี้เจียวได้รู้ความจริง!

ผู้ที่ใส่ร้ายและยึดสมบัติตระกูลอวี้ไปก็คือแม่ทัพผู้นี้ ด้วยความแค้นนางจึงดึงมีดที่ซ่อนไว้ออกมาตั้งใจจะฆ่าอีกฝ่ายให้ตายด้วยมือตนเองแต่กลับสู้แรงเขาไม่ได้ อวี้เจียวถูกเขาตบตีทำร้ายอย่างไร้ปรานี เพื่อรักษาเกียรติตนเองและชื่อเสียงของตระกูล คืนนั้นนางใช้ผ้าขาวผูกคอตายหนีความอัปยศก่อนที่แม่ทัพจะกลับมาขืนใจนาง

แม้ร่างในฝันจะดับสูญแต่ความฝันยังคงดำเนินต่อไป อวี้เจียวมองร่างตนเองถูกโยนลงไปในหลุมรวมกับศพไร้ญาติ มองแร้งรุมกัดทึ้งร่างของตน สุดท้ายเถาวัลย์ก็เลื้อยพันซากไร้ชีวิตนั้นจนมองไม่เห็นอะไรอีก

ความจริงตรงกับความฝัน

“คุณหนู! คุณหนูเจ้าคะ”

อวี้เจียวเบิกตาโพลง! อ้าปากกว้าง หอบหายใจแรงเหมือนคนกำลังจะจมน้ำตาย

ท่าทางตื่นตกใจของอวี้เจียวทำให้ซังซังสาวใช้คนสนิทงุนงง “คุณหนูเป็นอะไรเจ้าคะ”

ขณะที่อวี้เจียงกำลังหอบหายใจอยู่นั้นก็รู้สึกถึงความผิดปกติรอบด้าน เหตุดใดจึงมีกลิ่นคาวเลือดรุนแรงถึงเพียงนี้

นางกวาดตามองรอบตัวด้วยสีหน้าท่าทางตื่นตระหนก ครู่หนึ่งจึงได้สติพบว่าตนเองกำลังยืนอยู่ด้านหลังจวนตระกูลอวี้ ตรงหน้ามีชายผู้หนึ่งถูกมัดไว้กลางแดด ทั้งตัวเต็มไปด้วยบาดแผลจากรอยแส้ เสื้อสีเทาเปลี่ยนเป็นสีคล้ำเข้มเพราะเลือดที่ชุ่มโชก พอก้มมองมือตนเองก็พบว่าในมือกำแส้เส้นหนึ่งเอาไว้ ปลายแส้ที่ทิ้งตัวอยู่บนพื้นมีคราบเลือดติดอยู่และมีบางส่วนเจิ่งนองอยู่ที่พื้น

อวี้เจียวเงยหน้ามองชายที่ถูกมัด พลันภาพชายในความฝันก็ทับซ้อนกับชายผู้นี้ เขาคือฮ่วยหนานอ๋องไม่ผิดแน่!

ไม่รู้เพราะอากาศที่ร้อนอบอ้าวหรือภาพวาบหวิวในความฝันกันแน่ที่ทำให้นางตัวร้อนผ่าวแบบนี้ หญิงสาวรู้สึกเหมือนตนเองกำลังถูกย่าง แส้ในมือกลายเป็นของร้อนจนต้องโยนทิ้ง หัวใจเต้นแรงอย่างหวาดกลัว สุดท้ายทนไม่ไหวต้องเดินออกจากตรงนั้น

นี่มันเกิดอะไรขึ้น!

ไม่ใช่ว่านางตกหลังม้าหรอกหรือ เหตุใดถึงมายืนฟาดคนอยู่ในจวนหลังบ้านได้เล่า

หรือนางยังฝันอยู่

“คุณหนู คุณหนูจะไปไหนเจ้าคะ” ซังซังตะโกนถามแล้วรีบวิ่งตามเจ้านายไปอย่างงุนงง

ทาสเลี้ยงม้าที่ถูกมัดไว้กับเสาไม้ แม้ร่างกายจะเต็มไปด้วยเลือดและบาดแผลแต่ดวงตากลับนิ่งสงบ สีหน้านิ่งเฉยราวกับว่าบาดแผลตามร่างกายไม่มีอยู่จริง ดวงตาสงบนิ่งแฝงประกายเพลิงร้อนแรงจับจ้องแต่ร่างเพรียวบางในชุดแดงที่เดินห่างออกไป เขามองตามกระทั่งร่างนั้นลับหายไปจากสายตาจึงค่อยหลุบตาลงอย่างแสนเสียดาย

 

เมื่อแน่ใจว่าเดินห่างสวนหลังบ้านมาไกลแล้ว อวี้เจียวจึงหยุดเดิน มือหนึ่งจับเสาไม้พยุงร่าง ยืนหอบหายใจแรง

หญิงสาวกลัวตัวเองยังฝันไม่ตื่นจึงหยิกที่แขนสุดแรง ผลที่ได้คือเจ็บจนน้ำตาคลอ ความเจ็บปวดนี้เป็นของจริง เท่ากับว่าตอนนี้นางไม่ได้กำลังฝันอยู่แน่นอน

“คุณหนูเป็นอะไรไปเจ้าคะ” ซังซังถามเสียงหอบเพราะรีบวิ่งตามมา

อวี้เจียวหันถามสาวใช้เสียงสั่น “ข้าตกจากหลังม้าแล้วสลบไปไม่ใช่หรือ ทำไมจึงไปยืนเฆี่ยนคนอยู่ในสวนหลังบ้านได้เล่า”

ซังซังอ้าปากค้างไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบอย่างงุนงง “คุณหนูเป็นอะไรไป ใช่เจ้าค่ะ คุณหนูตกจากหลังม้าจริงแต่ผู้คุ้มกันเข้าไปรับไว้ได้ทัน คุณหนูไม่ได้สลบเสียหน่อยเจ้าค่ะ”

คำตอบของซังซังยิ่งทำให้อวี้เจียวตกใจ!

ภาพฝันนั้นชัดเจนจนเหมือนเป็นความทรงจำที่เกิดขึ้นจริง อวี้เจียวเข้าใจว่าตัวเองหมดสติไปนานถึงฝันเห็นเรื่องราวได้นานขนาดนั้น ซังซังกลับบอกว่านางไม่ได้สลบเลย แต่ม้าของนางตายและนางกำลังเฆี่ยนตีทาสเลี้ยงม้าเป็นการลงโทษ ซึ่งเป็นเรื่องที่ตรงกับความฝัน

คิดถึงตรงนี้อวี้เจียวก็เย็นยะเยียบไปทั้งตัว ภาพร่างไร้วิญญาณของตนที่ถูกโยนลงหลุมในสุสานไร้ญาติยังติดตาไม่หาย ไม่รู้เพราะเหตุใดนางจึงเชื่อว่าฝันประหลาดคือเรื่องจริง! หญิงสาวรีบคิดทบทวนความฝันอย่างละเอียดไม่ให้ตกหล่นแม้สักเรื่อง ไม่นานก็พบว่าจุดเริ่มต้นฝันน่ากลัวเกิดขึ้นหลังจากนางเฆี่ยนทาสเลี้ยงม้าผู้นั้น!

เห็นสีหน้าอวี้เจียวซีดขาวจนน่ากลัว ซังซังก็ถามอย่างเป็นห่วง “คุณหนูรู้สึกไม่สบายตรงไหนเจ้าคะ ถ้างั้นบ่าวจะรีบไปตามท่านหมอมาตรวจท่านนะเจ้าคะ”

“ไม่ต้องไปตามหมอ” อวี้เจียวสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วสั่ง “เจ้าให้คนไปตามคนเลี้ยงม้าคนก่อนมาพบข้าตอนนี้เลย”

“แต่สีหน้าคุณหนู”

“รีบไปทำตามที่ข้าสั่งก็พอ” แต่พอสาวใช้คนสนิทหมุนตัวจะวิ่งไปอวี้เจียวก็เรียกไว้แล้วถาม “ทาสเลี้ยงม้าที่ถูกมัดอยู่ในสวนหลังบ้านชื่ออะไร”

 

ในวันที่อากาศร้อนอบอ้าวต้องรอให้ถึงช่วงพลบค่ำจึงจะเย็นสบายขึ้นบ้าง

หน้าต่างภายในห้องถูกเปิดออกเพื่อรับลม อวี้เจียวสวมชุดกระโปรงสีแดงสดนั่งอยู่ข้างหน้าต่าง มือถือช้อนคนน้ำแกงรังนกหอมกรุ่นด้วยท่าทางเหม่อลอย

นางรอข่าวตั้งแต่บ่ายจนค่ำจึงได้รู้เรื่อง

คนของจวนอวี้ตามจับคนเลี้ยงม้าคนเก่าได้ที่ตลาดพนันกลางเมืองห้วยโจว หลังจับกลับมาได้ก็ต้องออกแรงขู่เข็ญนานพักใหญ่กว่าเขาจะยอมรับสารภาพว่าเป็นคนวางยาฆ่าม้าสองตัวของอวี้เจียว

คนเลี้ยงม้าผู้นี้เป็นคนข้างนอกที่ตระกูลอวี้จ้างให้มาทำงานในจวนเพราะมีความรู้ความสามารถเกี่ยวกับม้าเป็นอย่างดี แต่ตอนที่ทำงานอยู่ในจวนก็แอบลักเล็กขโมยน้อยอยู่หลายครั้ง กระทั่งถูกจับได้จึงถูกไล่ออก เขาแค้นใจจึงย้อนกลับมาก่อเหตุร้าย หลังจากฟังเรื่องทั้งหมดแล้วอวี้เจียวก็ถอนหายใจยาว ในใจยิ่งหนักอึ้งเพิ่มขึ้นอีก

เรื่องราวตรงกับในฝันประหลาดนั้นอีกแล้ว

สาวใช้คนสนิทจุดยาไล่ยุงในห้อง ตาก็คอยมองคุณหนูที่นั่งเหม่อลอยอยู่ริมหน้าต่างอย่างเป็นห่วง ครู่หนึ่งก็ก้าวไปยืนด้านข้าง

“คุณหนูเจ้าคะ ทาสคนนั้นถูกมัดไว้ตั้งแต่บ่ายจนถึงตอนนี้ หากยังมัดเขาต่อไปบ่าวเกรงว่าเขาอาจจะตายได้นะเจ้าคะ” ซังซังมั่นใจว่าคุณหนูของตนแม้จะโกรธทาสเลี้ยงม้าที่สะเพร่าปล่อยให้ม้าตัวโปรดถูกวางยาจนตาย แต่คุณหนูไม่มีทางลงโทษคนจนตายแน่นอน

มือที่คนน้ำแกงพลันชะงัก ในหัวมีแต่ภาพทาสเลี้ยงม้าที่กลายเป็นฮ่วยหนานอ๋องกับภาพร่างตนเองที่ถูกแร้งรุมทึ้ง อวี้เจียวรีบสั่งสาวใช้

“รีบไปปล่อยเขาแล้วให้ยาทาแผลเขาไปด้วย”

“บ่าวรู้อยู่แล้วว่าคุณหนูใจดี ถ้าเช่นนั้นบ่าวจะไปจัดการตามที่คุณหนูสั่งเดี๋ยวนี้เลยเจ้าค่ะ” ซังซังยิ้มกว้างเต็มหน้าแล้วรีบเดินออกจากห้องไป

เมื่ออยู่ลำพังความสับสนวุ่นวายใจที่หนักอึ้งก็หวนคืนมาอีกครั้ง อวี้เจียวไม่คิดหาเหตุผลว่าทำไมตนเองจึงฝันประหลาดแต่กลับมั่นใจว่าความฝันจะกลายเป็นเรื่องจริงแน่นอน ยิ่งคิดก็ยิ่งตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว เหงื่อเปียกชุ่มไปทั้งร่าง อึดอัดไม่สบายตัวจนต้องสั่งสาวใช้เตรียมน้ำอาบให้

แม้จะแช่ตัวอยู่ในน้ำอุ่นที่โรยด้วยกลีบดอกไม้หอม ในหัวกลับมีแต่ภาพที่ตนกับฮ่วยหนานอ๋องแช่น้ำอยู่ในถังไม้ด้วยกัน เขากอดนางแนบชิด ดวงตาคมจับจ้องนางอย่างหลงใหล สองแก้มหญิงสาวร้อนจัด อวี้เจียวสะบัดหน้าแรงๆ เพื่อไล่ภาพน่าอายออกจากหัว มุดลงใต้น้ำ หวังว่าทำเช่นนี้แล้วจะช่วยให้อารมณ์ที่ฟุ้งซ่านสงบลงได้บ้าง จะได้ไม่ต้องนึกถึงภาพในฝันพวกนั้นอีก

อยู่ใต้น้ำ รอบด้านไร้เสียงรบกวน ภาพฝันกลับยิ่งชัดเจน!

ใบหน้าคร้ามคมซุกไซ้ไปทั่วลำคอขาวผ่อง ลมหายใจผ่าวร้อนเป่ารดอยู่ข้างหู น้ำเสียงแหบพร่า “ร่างของเจ้าทำมาจากอะไรกัน เหตุใดจึงหอมเพียงนี้ นุ่มมือเหลือเกิน ข้า...”

ต่อให้นิสัยอวี้เจียวจะซุกซนร้ายกาจแค่ไหนแต่นางก็คือสาวน้อยแรกแย้มบริสุทธิ์ที่ไม่เคยต้องมือชาย ภาพวาบหวามร้อนแรงเช่นนี้นางจะทนรับได้อย่างไร

สาวน้อยพุ่งตัวพ้นน้ำ ใบหน้าเนียนขาวแดงก่ำ หอบหายใจแรง มือเรียวเล็กลูบทั่วใบหน้าที่ร้อนผ่าว ปากพึมพำซ้ำไปซ้ำมา

“ข้าต้องมนต์ดำแล้ว ข้าโดนมนต์ดำแน่ๆ”

เพราะสงสัยว่าตนเองต้องมนต์ดำคืนนั้นอวี้เจียวจึงสั่งบ่าวให้นำพระพุทธรูปทั้งที่ทำจากทองคำ เงินและสัมฤทธิ์มาวางตั้งไว้ในห้องนอนตน นอกจากนี้ยังสั่งให้เอาภาพวาดมงคลที่มีทั้งหมดในจวนมาแขวนในห้องด้วย ส่วนตัวเองก็สวมสร้อยประคำหลายเส้น ในมือยังกำยันต์หลายแผ่นแล้วหลับไปทั้งเช่นนี้

อวี้เจียวเป็นทายาทคนเดียวของตระกูลอวี้ เป็นลูกสาวคนเดียวของบิดามารดา ไม่มีสิ่งใดที่อยากได้แล้วไม่ได้ ตั้งแต่เกิดไม่เคยพบเจอความลำบากสักเศษเสี้ยว วันนี้กลับได้ฝันเห็นความล่มสลายของตระกูลและตนเองจึงทำให้สาวน้อยหวาดกลัวจับใจ นางกลัวบิดามารดาจะจากไป กลัวตัวเองต้องเดินไปสู่เส้นทางอัปยศ กลัวตาย เหนืออื่นใดกลัวร่างไร้วิญญาณของตนต้องถูกโยนลงหลุมในสุสานไร้ญาติแบบไม่มีผู้ใดรู้เห็น

ยิ่งคิดอวี้เจียวก็ยิ่งตัวสั่นสะท้าน

นางต้องหยุดไม่ให้เรื่องในฝันเกิดขึ้น!

อวี้เจียวลุกขึ้นนั่ง สูดลมหายใจเข้าลึก สีหน้าเด็ดเดี่ยว สาวน้อยตัดสินใจแล้วว่าจะทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมกับตระกูลอวี้ เรื่องเลวร้ายจะถาโถมเข้ามาเมื่อนางอายุสิบหก นับจากตอนนี้มีเวลาอีกราวหนึ่งปี สวรรค์ยังเมตตาให้เวลานางได้แก้ไข

แต่วันนี้นางเพิ่งเฆี่ยนทาสเลี้ยงม้าที่ในฝันคือฮ่วยหนานอ๋องไปแล้ว!

ต่อให้นางช่วยให้ตระกูลอวี้ไม่ให้ล่มสลายได้แต่ความแค้นของฮ่วยหนานอ๋องที่มีต่อนางยังคงอยู่

ถึงตระกูลอวี้จะยิ่งใหญ่ไม่ธรรมดาแต่ก็ไม่อาจหาญสู้กับตระกูลเชื้อพระวงศ์ได้ บิดาเป็นเพียงพ่อค้ามีดีแค่ร่ำรวยแต่ไม่มีอำนาจ คนก็เฆี่ยนไปแล้ว ต่อจากนี้ควรทำอย่างไรดี

ฆ่าตัดตอนเสียเลยดีไหม ไม่มีฮ่วยหนานอ๋องก็ไม่มีความอัปยศในชีวิตนาง

ไม่ดีๆ อวี้เจียวส่ายหน้า ถึงนางจะเอาแต่ใจไร้เหตุผลแต่ไม่เคยคิดฆ่าคน ที่สำคัญถ้านางลงมือไม่สำเร็จเท่ากับทวีความแค้นให้เขามาตามเอาคืนที่หลังแรงขึ้น ถึงตอนนั้นกระทั่งซากร่างไร้วิญญาณก็คงไม่เหลือให้เห็น แค่คิดหัวใจก็หนาวเหน็บแล้ว

หรือนางควรแก้ตัวด้วยการทำดีกับเขา ผูกมิตรตั้งแต่อีกฝ่ายยังเป็นทาสเลี้ยงม้า พอถึงวันที่เขากลับสู่ฐานะฮ่วยหนานอ๋อง เขาอาจเป็นที่พึ่งพิงให้ตระกูลอวี้ก็เป็นได้ ทำดีด้วยตั้งแต่วันนี้ใช่วิธีน้ำซึมหยดทราย เริ่มจากไปเยี่ยมเยียนถามไถ่อาการบาดเจ็บ ให้เขารู้สึกว่านางเป็นเจ้านายใจกว้าง

คิดวางแผนเรียบร้อยก็ลงจากเตียง สวมเสื้อผ้าให้มิดชิด เก็บรวบผมยาวสยาย จากนั้นก็เดินออกจากห้องอย่างมั่นใจ

หยิบยื่นไมตรี

ดึกดื่นแบบนี้มีแต่เวรยามที่ยืนเฝ้าอยู่ด้านนอก ส่วนบ่าวรับใช้คนอื่นเข้านอนกันหมดแล้ว

เดิมอวี้เจียวนึกอยากตะโกนเรียกซังซังที่นอนเฝ้าอยู่ห้องด้านข้างให้ไปด้วยกันแต่พอคิดว่าจะมีคนรู้ว่านางไปหาทาสชายกลางดึกก็คงเป็นเรื่องไม่เหมาะสมนัก นางจึงเปลี่ยนเป็นพกมีดสั้นติดตัวไปแทน เผื่อเจ้าทาสเลี้ยงม้าคิดทำเรื่องน่าอายเหมือนในความฝันนางจะได้แทงเขาสักแผล

อวี้เจียวถือโคมไฟเดินหลบสายตาเวรยามจนมาถึงคอกม้าที่อยู่ด้านหลังจวน

สาเหตุที่อวี้เจียวรู้ว่าทาสผู้นี้พักอยู่ส่วนใดของจวนเป็นเพราะพ่อบ้านเคยบอกไว้ว่าเขาไม่ยอมพักรวมกับคนอื่นแต่เลือกจะพักอยู่ในคอกม้าผู้เดียว

พอเดินมาถึงคอกม้านางก็คิดถึงม้าตัวโปรดสองตัวที่ตายจากไป น้ำตาพลันเอ่อคลอด้วยความเสียใจ หญิงสาวยืนนิ่งสูดลมหายใจลึกยาวครั้งหนึ่ง พยายามเก็บกดความเสียใจไว้ นางก้าวไปยังห้องเล็กที่อยู่ข้างคอกม้าอย่างระวัง ยิ่งเดินเข้าไปใกล้ หัวใจก็ยิ่งเต้นแรงอย่างน่ากลัว

เมื่อเดินมาหยุดที่หน้าประตูห้อง หญิงสาวที่กำลังตึงเครียดก็ชะงักนิ่งเพราะได้กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง

ถ้าทาสเลี้ยงม้าตายก็หมายความว่าจะไม่มีฮ่วยหนานอ๋องแล้วใช่หรือไม่

ถ้าเขาตายหมายความว่านางฆ่าคนตายใช่หรือไม่!

นางฟาดเขาไปกี่ทีก็จำไม่ได้ แค่แส้ฟาดก็ฆ่าคนตายได้ไม่ใช่ใส่ความนางเกินไปหน่อยหรือ

อวี้เจียวเพ่งมองประตูอย่างลังเล ครู่หนึ่งก็ยกมือเพื่อเคาะประตูแต่ยังไม่ทันได้ออกแรงบานประตูก็เปิดออกเสียก่อน หญิงสาวยกโคมไฟขึ้นส่อง มือเล็กผลักบานประตูให้เปิดกว้าง

ฉับพลันกลิ่นคาวเลือดรุนแรงก็พุ่งปะทะหน้า

แม้ในใจจะลังเลแต่เท้ากลับก้าวเข้าไป ตั้งแต่เกิดอวี้เจียวไม่เคยไปในสถานที่อับชื้นและสกปรกเช่นนี้ กล่าวได้ว่านี่เป็นครั้งแรกที่นางทำเรื่องเหลือเชื่อด้วยการลงมาที่ห้องพักของทาสเลี้ยงม้า

แสงจากโคมไฟส่องให้เห็นเพียงสิ่งของตรงหน้าแต่ไม่สว่างพอที่จะเห็นสภาพทั้งห้อง อวี้เจียวค่อยๆ ก้าวเข้าไปอย่างระวัง ไม่นานก็เห็นร่างหนึ่งนอนอยู่บนเตียง หญิงสาวก้าวไปยืนข้างเตียงแล้วส่งเสียงเรียกเบาๆ

“นี่”

คนบนเตียงยังนอนนิ่ง อวี้เจียวขมวดคิ้วแล้วเรียกเสียงดังขึ้นอีกส่วน “นี่เจ้า ไม่เป็นไรใช่หรือไม่”

ยังคงเงียบ ไม่ใช่ตายแล้วหรอกนะ

อวี้เจียวรีบยื่นโคมไฟเข้าไปส่องใกล้ๆ เห็นเตียงที่ประกอบขึ้นจากประตูไม้ผุๆ และเห็นร่างทาสเลี้ยงม้านอนหลับอยู่บนเตียง ใบหน้าเขาดูแดงผิดปกติ บาดแผลตามร่างเลือดหยุดไหลแล้วแต่ร่องรอยบาดแผลยังคงดูน่ากลัวไม่น้อยเลย

สภาพที่เห็นทำให้อวี้เจียวอ้าปากค้างด้วยความตกใจ นางกลั้นหายใจไม่รู้ตัว มือเล็กสั่นยื่นไปอังที่ปลายจมูกเขา เมื่อรู้สึกถึงลมหายใจอ่อนๆ นางก็ถอนหายใจยาวโล่งอก

หญิงสาวถือโคมไฟไล่ดูรอบเตียงเห็นขวดยาใส่แผลวางอยู่ด้านข้าง อวี้เจียววางโคมไฟบนพื้น หยิบขวดยาขึ้นดู พบว่ายาขวดนี้ยังไม่เคยถูกเปิด นางหันมองร่างบนเตียงอย่างลังเล มือเพิ่งจับชายเสื้อ จู่ๆ ทาสเลี้ยงม้าก็ลืมตาขึ้นมา รังสีอำมหิตแผ่ปกคลุมไปทั่วห้องเล็กทันที!

ครั้นเห็นชัดเจนว่าหญิงสาวเป็นใคร รังสีอำมหิตพลันสลายหายไปอย่างรวดเร็วแทนที่ด้วยความสงสัย “คุณหนูต้องการข้าน้อยหรือ”

น้ำเสียงของทาสหนุ่มทุ้มต่ำและแหบแห้ง อวี้เจียวสะดุ้ง นางหันมองเขาอย่างตื่นตกใจ เมื่อสบสายตากันก็รับรู้ถึงเปลวไฟร้อนแรงในดวงตาคู่นั้น

ในภาพฝันฮ่วยหนานอ๋องก็จ้องนางด้วยสายตาเช่นนี้

ใจของอวี้เจียวเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ รู้สึกว่าทั่วทั้งร่างเหมือนถูกเปลวไฟหลอมไหม้ แม้แต่ลมหายใจก็ยังติดขัด “พูดบ้าๆ ข้าไม่ได้... ไม่ได้...”

ทาสเลี้ยงม้าหรี่ตามอง ในความสลัวแววตาของเขายากจะเข้าใจ

“ต้องการ”

 

‘ต้องการ’

ไม่รู้เพราะเหตุใดนางจึงหลุดปากพูดคำนี้ออกมา พูดแล้วก็อยากจะกัดลิ้นตัวเองให้ขาดนัก

เห็นชายหนุ่มบนเตียงมองนางตาค้าง อวี้เจียวก็ลืมตัวว่าวันหน้าอีกฝ่ายจะเป็นท่านอ๋องผู้สูงศักดิ์ นางลุกขึ้นยืนแล้วตะคอกเขา “สามหาว! กล้าดีอย่างไรถึงใช้วาจาแทะโลมเจ้านายเช่นนี้!”

ทาสเลี้ยงม้าหลุบตา ตอบเสียงเรียบ “ดึกดื่นคุณหนูลงมาหาบ่าวถึงห้อง ซ้ำยังจะถอดเสื้อผ้าบ่าว ถ้าไม่ต้องการตัวบ่าวไปรับใช้แล้วจะหมายถึงอะไรได้อีกหรือ” พูดพลางยันตัวลุกขึ้นนั่ง แต่เพียงขยับตัวไม่กี่ครั้ง บาดแผลก็ปริพร้อมกับเลือดที่ซึมออกมา

อวี้เจียวมองรอยแส้ฟาดบนตัวอีกฝ่ายด้วยความรู้สึกสับสน ม้าสองตัวนั้นอยู่กับนางมานานห้าปี เป็นม้าตัวโปรดที่สุดย่อมผูกพันลึกซึ้งมาก จู่ๆ ถูกวางยาตายทำให้นางทั้งโกรธและเสียใจจนขาดสติ ไม่คิดไตร่ตรองให้รอบคอบก็ลงโทษคนไปแล้ว ดูจากร่องรอยบาดแผลบนตัวเขาพูดได้ว่านางมือหนักไม่ใช่เล่นเลย

เห็นเลือดที่ไหลซึมจากแผลเพราะเขาพยายามลงจากเตียง หญิงสาวก็ยกมือห้าม “นอนลง”

ทาสเลี้ยงม้าหยุดนิ่งแล้วเปลี่ยนเป็นนั่งเอนพิงผนังแทน ก้มหน้าต่ำเพื่อซ่อนความสับสนในดวงตา

อวี้เจียวแอบหยิกหลังมือตนเองแรงๆ เพื่อเรียกสติ เวลานี้ชายหนุ่มเบื้องหน้าเป็นเพียงทาสเลี้ยงม้าที่นางไม่สนใจจำชื่อ แต่อนาคตเขาคือทางรอดเดียวของคนตระกูลอวี้และตัวนางเอง การเห็นเขานั่งนิ่งเงียบคาดเดาอารมณ์ไม่ถูกกลับสั่นประสาทนางเหลือเกิน

ถึงตอนนี้อวี้เจียวก็เข้าใจแล้วว่าเหตุใดตนจึงซื้อทาสผู้นี้มาจากตลาดมืดในราคาแสนแพง เพราะไอสังหารกล้าแข็งของเขาที่สะดุดตานาง กลิ่นอายเหล่านี้จะอยู่บนตัวทาสธรรมดาได้อย่างไร หญิงสาวสูดลมหายใจลึกยาว กอดอกแผ่นหลังเหยียดตรง วางท่าขึงขัง

“แน่นอนว่าที่ข้าลงมานั้นไม่เกี่ยวกับเจ้า แต่ข้าคิดถึงม้าที่น่าสงสารสองตัวนั่นต่างหาก ไหนๆ ก็มาแล้วก็เลยแวะดูเจ้าสักหน่อย เพราะเกรงว่าตัวเองอาจจะฆ่าคนตาย”

“คุณหนูโปรดวางใจ แม้บ่าวตายก็จะไม่ทำให้คุณหนูต้องมีมลทินอย่างแน่นอน” เสียงแหบแห้งตอบจริงจัง

อวี้เจียวขมวดคิ้ว ทำไมคำพูดนี้ทำให้รู้สึกแปลกๆ นางแอบสูดลมหายใจลึกยาวอีกครั้งแล้วตอบกลับเสียงแข็ง

“เจ้าเป็นทาสดูแลม้าของข้า เรื่องที่เกิดขึ้นเจ้าคงไม่คิดผลักความรับผิดชอบใช่หรือไม่”

เขาก้มหน้าต่ำ นางจึงมองสีหน้าเขาไม่ชัด เห็นเพียงอีกฝ่ายพยักหน้าเบาๆ “เป็นความผิดของทาสอย่างข้าอย่างมิอาจเลี่ยงได้”

คำตอบและน้ำเสียงของเขาทำให้อวี้เจียวเย็นวาบไปทั้งตัว ท่านอ๋องผู้สูงศักดิ์เรียกตัวเองว่าทาส หรือเพราะนางลงมือหนักไปเขาเลยฟั่นเฟือนไปแล้ว

ขณะที่อวี้เจียวสงสัยและหวาดระแวงเขา อีกฝ่ายก็พูดต่ออย่างสำนึกผิด “เป็นเพราะบ่าวดูแลม้าของคุณหนูไม่ดี ทำให้คุณหนูตกอยู่ในอันตรายเกือบได้รับบาดเจ็บ สมควรได้รับการลงโทษแล้ว”

หญิงสาวขมวดคิ้วแน่นกว่าเดิม หมายความว่าเพราะนางเกือบจะได้รับบาดเจ็บเขาจึงยินยอมรับโทษงั้นหรือ ทำไมยิ่งพูดยิ่งฟังแปลกๆ เล่า

อวี้เจียวเลิกคิดหาคำตอบ ถ้าเขารู้สึกผิดจริงก็เป็นผลดีกับนางไม่ใช่หรือ

“เอาล่ะ ถ้าเช่นนั้นการลงโทษวันนี้ก็ถือว่าสมควรแล้ว แต่เจ้าต้องจำให้ขึ้นใจว่าระหว่างพวกเราไม่มีความแค้นเคืองต่อกันนะ ไม่มีสิ่งใดติดค้างกันด้วย ต่อจากนี้ข้าจะไม่สร้างความลำบากให้เจ้าอีก ส่วนแผลบนตัวเจ้าพรุ่งนี้ข้าจะให้หมอมาตรวจดูให้”

รอดแล้ว!

เมื่อบรรลุจุดประสงค์อวี้เจียวก็รีบบอกลา ขณะยกโคมไฟส่องทางไปที่ประตูก็นึกขึ้นได้ว่าเขายังไม่ทายา เพราะกลัวเขาจะป่วยหนักแล้วโทษนางที่เป็นคนลงมือเฆี่ยน หญิงสาวจึงหันหลังกลับ วางโคมไฟ คางเล็กเชิดขึ้น

“ข้าไม่อยากได้ชื่อว่าเป็นฆาตกรฆ่าคนตายจึงจำเป็นต้องดูเจ้าทายาให้เรียบร้อยก่อน เจ้าทายาเสร็จข้าก็จะกลับ”

เวลานี้เสื้อเขาเป็นสีคล้ำเข้มเพราะชุ่มไปด้วยเลือด ริมฝีปากแห้งแตก ใบหน้ามีรอยแดงไหม้ที่เกิดจากการถูกมัดตากแดดอยู่นาน สภาพเขาตอนนี้ห่างไกลคำว่าดูดีมากนัก ผิดกับฮ่วยหนานอ๋องในฝันที่รูปโฉมหล่อเหลา รูปร่างสูงตระหง่าน ท่าทีหยิ่งทระนงองอาจ เสื้อผ้าที่ใส่ล้วนเป็นอาภรณ์สีดำหรูหราราคาแพงทั้งนั้น

ขณะที่อวี้เจียวเปรียบเทียบทาสเลี้ยงม้าตรงหน้ากับท่านอ๋องในฝัน อีกฝ่ายก็มองนางอย่างประหลาดใจ เขารู้สึกว่าวันนี้นางทำตัวแปลกนัก แม้จะไม่เข้าใจแต่ก็ยอมหยิบขวดยาที่วางอยู่ข้างที่นอนออกมา จากนั้นก็เริ่มถอดเสื้อ

ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงดึงเสื้อที่แนบติดแผลอวี้เจียวก็หน้าเสียด้วยความรู้สึกเจ็บไปด้วย แม้จะมีลมกลางคืนพัดผ่านประตูที่เปิดกว้างไว้ แต่นางก็ยังรู้สึกว่าภายในห้องนี้ร้อนอบอ้าวจนแผ่นหลังชุ่มไปด้วยเหงื่อ กลิ่นคาวเลือดผสมกลิ่นเหงื่อยิ่งทำให้นางอึดอัด แล้วยังมีภาพในฝันที่คอยผุดมาก่อกวนกันอีก สุดท้ายก็ทนไม่ไหว

“เจ้าทายาให้เสร็จแล้ว ข้าไปล่ะ” พูดจบก็รีบร้อนออกจากห้องจนลืมหยิบโคมไปออกมาด้วย

นางไม่รู้เลยว่าทาสเลี้ยงม้ามองตามแผ่นหลังตนจนลับสายตา เขาหลับตานิ่ง สูดกลิ่นหอมที่ยังลอยอวลอยู่ในห้องอย่างตะกละตะกลาม

กลิ่นหอมหวานของคุณหนู

เลื่อนขั้น

เช้าวันถัดมา

หลังทำพิธีส่งวิญญาณให้ต้าเลี่ยกับจูเสวียม้าแสนรักเรียบร้อย อวี้เจียวก็กลับไปนั่งพักจิบชาที่เรือน ครู่หนึ่งก็ถามสาวใช้คนสนิท

“เจ้าเรียกท่านหมอมาดูอาการทาสเลี้ยงม้าหรือยัง”

“บ่าวตามท่านหมอมาดูอาการแล้วเจ้าค่ะ ท่านหมอบอกว่าทาสเลี้ยงม้าคนนั้นร่างกายแข็งแรงมาก รอยแผลมีเพียงแค่ผิวภายนอกแต่ไม่บาดลึกถึงกระดูกเจ้าค่ะ พักรักษาตัวสักเจ็ดวันแปดวันก็หายแล้ว เรื่องนี้บ่าวว่ามันผิดปกตินะเจ้าคะ” ซังซังบอก คิ้วขมวดแน่น

มือที่กำลังจะวางถ้วยชาชะงัก นางหันมองสาวใช้ “ผิดปกติตรงไหน”

“โดนเฆี่ยนตั้งหลายทีเป็นคนอื่นต้องนอนหยอดน้ำข้าวต้มเป็นเดือนนะเจ้าคะ แต่เขากลับใช้เวลาพักฟื้นแค่เจ็ดแปดวันเท่านั้น ซ้ำเมื่อวานตอนที่โดนเฆี่ยนไม่เพียงไม่ส่งเสียงร้อง แม้แต่คิ้วยังไม่ขมวดเลยเจ้าค่ะ บ่าวว่าท่าทางเขาเหมือนไม่รู้สึกเจ็บปวดสักนิด”

อวี้เจียวคิดทบทวนความฝัน รายละเอียดเล็กน้อยเหล่านี้นางไม่ได้สนใจมากนัก ข้อสงสัยของซังซังทำให้หวนคิดถึงเมื่อคืนตอนที่เขาถอดเสื้อออกเพื่อทายา ดูเหมือนสีหน้าเขาก็เป็นปกติ ผิดกับนางที่หน้าเบ้ทนดูไม่ได้

หรือเขาจะไม่รู้จักความเจ็บปวดจริง

“พ่อค้าทาสเคยบอกว่าเขาเคยเหยื่อในสนามล่าสัตว์ของพวกชนชั้นสูง ต้องหนีตายจากพวกนักล่าประมาณยี่สิบครั้งได้ เคยบาดเจ็บหนักมาไม่น้อย สำหรับเขาแล้วการถูกเฆี่ยนคงเป็นแผลเล็กน้อยนั่นล่ะ” พูดพลางจิบชาอึกหนึ่ง

“ในการล่าทุกครั้งจะมีผู้รอดชีวิตแค่คนเดียว ซึ่งแน่นอนว่าเป็นเขาที่เอาตัวรอดมาได้”

พวกขุนนางผู้ใหญ่บางกลุ่มมองทาสเป็นเพียงผักปลาที่เอาไว้ตอบสนองความสนุกของพวกเขา จึงมีการเลี้ยงทาสไว้เป็นเหยื่อในสนามล่าสัตว์ ต่อมาสนามล่าสัตว์ถูกสั่งปิด เหล่าทาสจึงถูกจับมาประมูลขายในตลาดค้าทาส

นี่อาจเป็นที่มาของไอสังหารแข็งกร้าวรอบตัวเขาที่สะดุดตานาง

หนแรกที่รู้ประวัติเขา อวี้เจียวไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวแต่กลับรู้สึกว่าชีวิตเขาน่าสนใจ แต่หลังผ่านความฝันประหลาดได้รู้ว่าแท้จริงเขาคือฮ่วยหนานอ๋องผู้ยิ่งใหญ่ นางก็เกิดความรู้สึกตื่นตระหนกขึ้นบ้างแล้ว

พอได้ยินว่ามีการจับคนมาเป็นเหยื่อล่า ซังซังก็เสียงสั่นด้วยความหวาดกลัว “ถ้าอย่างนั้นเขาก็ต้องเป็นคนอันตรายมากไม่ใช่หรือ ทำไมตอนนั้นคุณหนูถึงซื้อเขามาล่ะเจ้าคะ”

อวี้เจียวใช้ปลายนิ้วลากวนรอบปากถ้วยชา ตอบด้วยน้ำเสียงจนปัญญา “ตอนนั้นสมองข้าคงกลับด้านกระมัง”

ยิ่งคิดถึงการแก้แค้นของเขาในความฝันอวี้เจียวก็ถอนหายใจยาวอย่างกลัดกลุ้ม ถ้าไม่ใช่ว่าสมองกลับด้านนางจะหาเรื่องเดือดร้อนให้ตัวเองได้ขนาดนี้หรือ

“คุณหนู” พอนึกถึงท่าทางดุดันของเจ้าทาสเลี้ยงม้า ใจซังซังก็เริ่มร้อนรนอยู่ไม่สุข “ถ้าเช่นนั้นคุณหนูใช้โอกาสที่เขาทำผิด ขายเขาออกไปดีไหมเจ้าคะ”

อวี้เจียวแอบค้อนสาวใช้คนสนิท ซังซังอยากให้นางโดนแก้แค้นนักหรือไง!

ถึงเมื่อวานนางจะพูดกับเขาชัดเจนไปแล้วแต่ใครเลยจะรู้ว่าในใจเขายังแค้นนางอยู่ไหม มิตรภาพดีๆ ก็ยังไม่ทันสร้าง จะให้ปล่อยคนไปได้อย่างไร

แล้วจะสร้างมิตรภาพดีๆ ได้อย่างไรล่ะ

คิดไปคิดมา ก็คิดได้วิธีหนึ่ง

“ในเมื่อเขาเอาตัวรอดจากสนามล่าสัตว์ของพวกนักล่ามาได้แสดงว่าต้องมีฝีมือไม่เลว รอให้เขารักษาบาดแผลให้หายเสียก่อน จากนั้นค่อยให้เขามาเป็นผู้คุ้มกันประจำตัวข้า”

แม้การให้เขาอยู่ข้างกายจะทำให้นางต้องคอยระวังตัวเป็นพิเศษ แต่นี่คือวิธีทำให้เขาสำนึกบุญคุณของนาง วันหน้าเขาจะได้ยอมช่วยเหลือคนตระกูลอวี้หรือถ้าเป็นไปได้เขาอาจจะกลายเป็นที่พึ่งพิงที่แข็งแกร่งของตระกูลอวี้เลยก็ได้

ซังซังที่ไม่รู้แผนการในใจของเจ้านายพอได้ฟังก็ตกใจร้องเสียงดัง “คุณหนู! นี่คุณหนูพูดเล่นใช่หรือไม่เจ้าคะ เจ้าทาสผู้นี้เป็นตัวอันตราย จะให้มันมาเป็นผู้คุ้มกันได้อย่างไร!”

“ข้าไม่ได้พูดล้อเล่น” อวี้เจียวตอบกลับเสียงจริงจัง พอเห็นสาวใช้อ้าปากจะค้านก็สั่งเพิ่ม “ไปบอกพ่อครัวทำน้ำแกงบำรุงกำลังให้เขากินด้วย แต่เรื่องนี้ห้ามกระโตกกระตากไปล่ะ”

คำสั่งนี้ทำให้ซังซังมองคุณหนูของนางอย่างเป็นกังวล ก่อนหน้านี้คุณหนูก็ยังปกติดีแต่สองวันมานี้กลับสนใจเจ้าทาสเลี้ยงม้าต่ำต้อยผู้นั้น หรือเพราะตอนที่ตกม้าหัวกระแทกโดนพื้นเลยทำให้สติฟั่นเฟือน

หลังจากนั้น อวี้เจียวก็สั่งให้ซังซังเป็นคนไปคอยดูอาการทาสเลี้ยงม้า เพราะถ้านางลงไปเองจะดูไม่งาม ที่สำคัญเวลาเห็นเจ้าทาสเลี้ยงม้าก็จะต้องนึกถึงภาพในความฝันทุกที สิ่งนี้ทำให้นางวางตัวลำบากจึงต้องการระยะห่างและเวลาเพื่อตั้งสติสักหน่อย

 

สามวันต่อมานายท่านอวี้และอวี้ฮูหยินก็กลับมาจากเมืองจิ่นโจว

ก่อนหน้านี้มารดาของอวี้ฮูหยินป่วย นายท่านอวี้จึงพาภรรยากลับไปเยี่ยมมารดาที่เมืองจิ่นโจว เป็นเพราะการเดินทางต้องล่องเรือไปตามลำน้ำ อวี้เจียวจึงไม่ติดตาม

ทว่าที่กลับมาไม่ใช่มีแค่บิดามารดาแต่ยังมีคู่หมั้นของอวี้เจียวกลับมาด้วย

‘เสิ่นหงจิ้ง’ นอกจากเป็นคู่หมั้นแล้วยังมีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้องกับอวี้เจียว การหมั้นหมายถูกกำหนดไว้ตั้งแต่ทั้งสองยังเล็ก

หลังคนมาส่งข่าวว่าทั้งหมดจะมาถึงตอนเที่ยง ซังซังก็วิ่งไปที่เรือนอวี้เจียวเพื่อช่วยแต่งตัว แต่อีกฝ่ายกลับมีท่าทีเฉยชาไร้ความกระตือรือร้นจนสาวใช้อดสงสัยไม่ได้

“หลายวันก่อนที่รู้ว่าคุณชายเสิ่นจะกลับมาพร้อมนายท่านทั้งสอง คุณหนูยังตื่นเต้นดีใจจนนอนไม่หลับ  วันนี้คุณชายเสิ่นจะมาถึงแล้วทำไมคุณหนูเอาแต่นั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดแบบนี้ล่ะเจ้าคะ”

อวี้เจียวเอนตัวนอนแนบโต๊ะด้วยท่าทางไร้เรี่ยวแรง

ฝันประหลาดนั้นไม่ได้มีเพียงเรื่องราวของตระกูลอวี้กับทาสเลี้ยงม้า แต่ยังมีเรื่องของนางกับเสิ่นหงจิ้ง

เสิ่นหงจิ้งเป็นบัณฑิต พื้นนิสัยหัวสูงเย่อหยิ่ง ดังนั้นตั้งแต่เด็กจึงมีแต่อวี้เจียวเป็นฝ่ายไล่ตามเกาะแข้งเกาะขาเขา ทั้งยังทึกทักไปเองว่าเขารักนางมากเช่นกัน แต่หลังจากเห็นภาพในความฝันอวี้เจียวก็ได้รู้ว่าเขาไม่คู่ควรกับความรักของนางแม้แต่น้อย

ยิ่งไปกว่านั้นการมาครั้งนี้ของเสิ่นหงจิ้งก็เพื่อยกเลิกการแต่งงาน

แท้จริงคือเสิ่นหงจิ้งมีคนรักในใจอยู่แล้ว เทียบกับหญิงผู้นั้นเขารังเกียจความหยิ่งยโสของอวี้เจียว รังเกียจที่นางไม่มีความเป็นกุลสตรี อีกทั้งไม่สนใจด้วยว่าชื่อเสียงนางจะเสียหายเพียงใดหลังถูกยกเลิกการแต่งงาน

เดิมอวี้เจียวมีใจชื่นชอบเสิ่นหงจิ้งไม่น้อย แต่พอได้เห็นในฝันว่าเขาย่ำยีความรู้สึกตนอย่างไร้เยื่อใยก็ทำให้นางปวดใจและตัดใจจากเขาทันที

เพราะเรื่องนี้ทำให้หญิงสาวไม่อยากเจอหน้าเขา

ทว่าถึงไม่อยากเจอ เสิ่นหงจิ้งก็ยังมาบ้านตระกูลอวี้พร้อมบิดามารดาของนางอยู่ดี

ตอนที่อวี้เจียวออกไปรอรับบิดามารดาหน้าบ้าน นางเพียงปรายตามองชายหนุ่มแวบเดียว ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาเป็นบุรุษที่มีลักษณะท่าทางที่ดูดี ยิ่งสวมชุดขาวทั้งตัวยิ่งให้ความรู้สึกสะอาดเรียบร้อยหมดจด คล้ายกับรอบตัวมีประกายแห่งความรู้เปล่งแสงเรืองรอง

หญิงสาวเมินเฉยต่อเขา นางก้าวเข้าไปหามารดาแล้วคล้องแขนออดอ้อน “ท่านแม่ ลูกคิดถึงท่านแม่เหลือเกิน ถ้าวันนี้ท่านพ่อท่านแม่ยังไม่ยอมกลับ ลูกคงต้องไปตามที่จิ่นโจวแล้ว”

ใบหน้าอวี้เจียวละม้ายคล้ายมารดา ทั้งคู่ต่างงดงามหยาดเยิ้ม ตั้งแต่แต่งงานอวี้ฮูหยินก็มีแต่ความสุขไม่มีเรื่องทุกข์ร้อนใจใดๆ นายท่านอวี้ไม่มีอนุหรือสตรีอื่นให้อวี้ฮูหยินต้องหนักใจ ซ้ำยังขยันทำมาหากินสร้างฐานะจนครอบครัวร่ำรวยมั่งคั่ง อวี้ฮูหยินจึงมีใบหน้าผ่องใสดูอ่อนกว่าอายุจริงมาก

อวี้ฮูหยินฟังคำประจบของลูกสาวแล้วก็ยิ้มเอ็นดู นางหยิกแก้มลูกสาวพลางเอ่ยอย่างรู้ทัน “แม่รู้นะว่าที่จริงเจ้าดีใจ ที่ไม่มีใครมายุ่งวุ่นวายกับเจ้า”

“ที่ไหนกันล่ะเจ้าคะ ลูกออกจะเป็นเด็กว่านอนสอนง่าย อยู่บ้านเรียบร้อยดั่งผ้าพับไว้”

นายท่านอวี้ได้ยินก็หัวเราะเสียงดัง “ถ้าเจ้าเรียบร้อยดั่งผ้าพับไว้จริง สงสัยฝนคงได้ตกลงมาเป็นสีแดง”

สองสามีภรรยารักบุตรสาวคนเดียวมาก จึงไม่เคยเคี่ยวเข็ญบังคับให้นางต้องทำตัวเป็นกุลสตรีดีงามหรือต้องเก่งงานบ้านงานเรือน นางไม่ชอบงานเย็บปักถักร้อยก็ไม่ต้องหัด ทั้งสองรู้สึกว่าได้เห็นลูกสดใสร่าเริงแบบนี้คือดีที่สุด

สามคนพ่อแม่ลูกพูดคุยหัวเราะกันตั้งแต่หน้าบ้านจนถึงโถงต้อนรับด้านใน โดยมีเสิ่นหงจิ้งขมวดคิ้วเดินตามอยู่ด้านหลังอย่างประหลาดใจ แต่ก่อน ทุกครั้งที่เขามาเมืองห้วยโจวอวี้เจียวจะต้องพุ่งลงมาหาเขาคนแรกเสมอ แต่วันนี้นางไม่แม้แต่จะทักทายเขาสักคำ ทั้งยังมีท่าทีห่างเหินจนทำให้เขารู้สึกไม่ดี

เมื่อมาถึงห้องโถง อวี้ฮูหยินก็นึกถึงเขาขึ้นมาได้ จึงหันไปเตือนบุตรสาว “วันนี้พี่จิ้งก็มาด้วยนะ”

อวี้เจียวชะงัก หันไปยิ้มให้ชายหนุ่มด้านหลัง “พี่จิ้ง”

รอยยิ้มของบุตรสาวทำให้สองสามีภรรยาเริ่มรู้สึกว่ามีบางสิ่งผิดปกติ

เสิ่นหงจิ้งไม่ใส่ใจท่าทีผิดปกติของอีกฝ่าย เขาร้องอืมออกมาคำหนึ่งแล้วหันไปหยิบกล่องผ้าไหมจากบ่าวรับใช้ ก้าวขึ้นหน้า ยื่นกล่องส่งให้หญิงสาว “นี่เป็นของขวัญที่พี่ตั้งใจเตรียมนำมามอบให้น้องอวี้เจียว”

อวี้เจียวมองกล่องผ้าไหมนิ่ง แววตาสับสนหวาดระแวง ครู่หนึ่งก็เงยหน้าขึ้นยิ้มให้ชายหนุ่มอย่างมีมารยาท “อวี้เจียวขอบคุณพี่จิ้ง”

อวี้ฮูหยินยิ้มถูกใจ “นี่เป็นของที่หงจิ้งตั้งใจเลือกให้เจ้า รีบเปิดดูสิ”

ในความฝัน กล่องนี้คือกำไลหยกขาววงหนึ่ง ตอนเปิดกล่องอวี้เจียวหวังให้ของด้านในไม่ตรงกัน แต่สุดท้ายความฝันกับความจริงก็ยังเป็นสิ่งเดียวกันอยู่ดี

กำไลหยกขาว!

ต่อจากนี้เจ้าชื่อ 'เพ่ยเจียง'

ในฝันนั้น พออวี้เจียวได้กำไลวงนี้ก็ดีใจจนนอนไม่หลับไปหลายวัน ตอนนี้นางกลับแอบถอนหายใจแผ่วเบาอย่างไม่สบอารมณ์นัก

“พี่เตรียมของขวัญมาให้น้องชายน้องสาวที่บ้านท่านอารองด้วย อีกสักครู่น้องอวี้เจียวไปเยี่ยมพวกเขากับพี่ได้หรือไม่”

ท่านอารองคือบุตรต่างมารดากับบิดาของอวี้เจียว บ้านอยู่ติดกัน

อวี้เจียวเงยหน้าขึ้นจากกล่องผ้าไหม ยิ้มให้เล็กน้อย “ไปสิเจ้าคะ”

หลังพูดคุยกับบิดามารดาไม่นานก็สังเกตเห็นว่าทั้งสองมีท่าทีเหนื่อยล้า นางจึงปล่อยให้ทั้งคู่ไปพักผ่อน จากนั้นก็เดินนำเสิ่นหงจิ้งออกจากโถงรับรอง

เรือนพักประจำของเสิ่นหงจิ้งอยู่ไม่ไกลจากเรือนซื่อยู่ที่เป็นเรือนนอนของอวี้เจียวมากนัก เมื่อก่อนเวลาอวี้เจียวเดินไปส่งจะต้องชวนเขาคุยไม่หยุดปาก แต่วันนี้นางกลับนิ่งเงียบ มุ่งหน้าเดินนำเพียงอย่างเดียว ซึ่งท่าทีที่แปลกไปนี้ก็ไม่ได้ทำให้เสิ่นหงจิ้งใส่ใจเพราะเขากำลังคิดถึงหญิงอันเป็นที่รัก

ขณะเดินผ่านบ่อน้ำของสวนด้านนอก อวี้เจียวก็เห็นร่างคุ้นตาร่างหนึ่ง หลังเพ่งมองจนแน่ใจก็ตาโตหน้าตาตื่น ไหนซังซังบอกว่าเขาต้องใช้เวลาพักฟื้นเจ็ดแปดวันไม่ใช่หรือ นี่เพิ่งผ่านมาไม่กี่วันทำไมเขามายืนอยู่ตรงนี้ได้เล่า!

ราวกับรู้ถึงการมาของหญิงสาว ทาสเลี้ยงม้าที่เดิมยืนหันข้างอยู่ จู่ๆ ก็หันขวับมา ดวงตาคมกล้าคู่นั้นจับจ้องนางนิ่ง แม้จะอยู่ไกลแต่อวี้เจียวก็ยังสัมผัสได้ถึงกระแสคุกคามกดดันจากทาสเลี้ยงม้า ความเย็นเยียบไร้ที่มาเกาะกระดูกสันหลังจนนางตัวสั่น พอเห็นเขาขยับจะเดินก็ลืมตัวอ้าปากค้าง แต่พอเขาหยุดนิ่งก็ถอนหายใจยาวโล่งอก

ทาสเลี้ยงม้าเอาแต่ยืนเฉย ดวงตาไม่ละไปจากหญิงสาวที่ยืนอยู่อีกฝั่งของบ่อน้ำ ครู่หนึ่งก็ก้มศีรษะลงเล็กน้อยเพื่อแสดงความเคารพ

“อวี้เจียว น้องอวี้เจียว”

หญิงสาวสะดุ้งกับเสียงตะโกนเรียกของเสิ่นหงจิ้ง นางหันไปถามเขาอย่างงุนงง “เมื่อครู่พี่หงจิ้งพูดอะไรหรือ”

“พี่บอกว่าอีกครึ่งชั่วยามพี่จะมารับเจ้า พวกเราจะไปบ้านท่านอารองด้วยกัน” ชายหนุ่มบอกเสียงคล้ายระอา

อวี้เจียวพยักหน้ารับส่งๆ แล้วบอกให้เสิ่นหงจิ้งรีบเข้าเรือนไปพักผ่อน จากนั้นก็หันไปส่งสายตาเรียกสาวใช้ให้เดินมาหา กระซิบถามเสียงเครียด “ข้าสั่งเจ้าแล้วว่าให้เขารักษาตัวให้หายดีก่อน ไม่ใช่หรือ!”

“บ่าวทำตามที่คุณหนูสั่งแล้วนะเจ้าคะ แต่ทำไมเขามายืนอยู่ตรงนี้บ่าวก็ไม่เข้าใจ”

จากสวนด้านนอก เดินผ่านซุ้มประตูกั้นผ่านสวนด้านในจึงจะถึงเรือนซื่อยู่ ระยะทางไม่ไกลแต่อวี้เจียวกลับจงใจเดินลากเท้าให้ช้าที่สุดเพราะนางเห็นทาสเลี้ยงม้ายืนอยู่ที่หน้าเรือนซื่อยู่ เดิมที นางสั่งให้เขาพักรักษาตัวให้หายดีส่วนหนึ่งก็เพื่อต้องการเวลาทำใจก่อนเผชิญหน้ากับเขา ทั้งยังต้องการเวลาเพื่อปรับเปลี่ยนท่าทีตัวเองที่มีต่อเขาด้วย

กระทั่งกำไลหยกขาวยังตรงกับในฝัน ทาสเลี้ยงม้าต่ำต้อยจะกลายเป็นอ๋องสูงศักดิ์ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ สร้างมิตรภาพทำดีต่อกันไว้ก่อน อย่างไรก็ต้องมีประโยชน์ในวันหน้าบ้างล่ะ

สูดลมหายใจเข้าให้เต็มปอด เชิดหน้า แผ่นหลังเหยียดตรง ทำแบบนี้จะทำให้นางดูสุขุมมากขึ้น

เมื่อเดินมาถึงหน้าเรือนซื่อยู่ ทาสเลี้ยงม้าก็ก้าวขึ้นหน้าแล้วโค้งคารวะ “บ่าวทำความเคารพคุณหนู”

ได้ยินคนที่วันหน้าจะกลายเป็นอ๋องผู้ยิ่งใหญ่เรียกแทนตัวเองว่า ‘บ่าว’ ทีไร อวี้เจียวรู้สึกเหมือนมีลมเย็นพัดผ่านต้นคอทุกที นางเพิ่งได้รู้ว่าเสียงในยามปกติของเขาทุ้มต่ำเหลือเกิน อีกทั้งเป็นเสียงที่มีความหนักแน่นมากทีเดียว คำแทนตัวว่า ‘บ่าว’ ของเขากลับทำให้หญิงสาวรู้สึกเหมือนได้ยินคำว่า ‘เปิ่นหวาง’[1] เสียมากกว่า

“ทำไมมาอยู่ที่นี่” อวี้เจียวพยายามข่มใจให้สงบแล้วถามเสียงเรียบ

“คุณหนูบอกว่าหลังจากหายดีแล้วจะให้ทำหน้าที่ผู้คุ้มกันคุณหนู ตอนนี้บ่าวหายดี จึงรีบมาพบคุณหนูขอรับ”

หายดีแล้ว! ทำไมเร็วนักล่ะ!

“แน่นอนว่าการตายของต้าเลี่ยกับจูเสวียเป็นความรับผิดชอบของเจ้า ข้าเฆี่ยนเจ้าก็ถือว่าได้ลงโทษตามความผิดแล้ว ข้าไม่มีวันคิดเล็กคิดน้อยเอาผิดอะไรเจ้าอีก ดังนั้นเจ้าสบายใจเถอะ ข้าอนุญาตให้เจ้าพักรักษาตัวต่ออีกห้าวัน”

“แต่บ่าวหายดีแล้ว” ทาสเลี้ยงม้ายืนยันเสียงเคร่งขรึม

พื้นนิสัยอวี้เจียวไม่ใช่เจ้านายที่สามารถต่อรองได้ง่าย ถึงนางจะหวั่นเกรงเขาแต่ด้วยนิสัยดื้อรั้นเอาแต่ใจ ออกคำสั่งแล้วใช่ว่าจะยอมให้ใครมาเปลี่ยน นางจึงลืมตัวตอบกลับเสียงแข็ง “ข้าสั่งให้พักอีกห้าวันก็ต้องพักห้าวัน! เจ้ากลับไปได้แล้ว”

ตอนที่เชิดหน้าเดินผ่านเขาเข้าเรือน พลันอวี้เจียวก็นึกเรื่องหนึ่งขึ้นได้

ไอ้หยา! ข้าทำอะไรลงไป!

นางรีบหันกลับมา ชวนเขาคุยเสียงอ่อน “อ... เอ้อ ก่อนมาอยู่ที่นี่เจ้าชื่ออะไร?”

ก่อนหน้าที่อวี้เจียวให้ซังซังไปถามชื่อเขา สาวใช้คนสนิทกลับมารายงานว่าไม่มีใครรู้เลยว่าเจ้าทาสเลี้ยงม้าชื่ออะไร เพราะตลอดหนึ่งปีที่เขาอยู่ในบ้านตระกูลอวี้ก็อยู่อย่างโดดเดี่ยว ไม่สุงสิงคบหาผู้ใด นอกจากม้าสองตัวที่ตายจากไปก็ไม่เคยเห็นเขาอยู่กับใครสักคน ในสมุดบันทึกรายชื่อบ่าวในบ้านก็ไม่มี พ่อบ้านบอกว่าตั้งแต่ต้นก็เรียกเขาว่าเจ้าทาสเลี้ยงม้ามาตลอดจนติดปาก สุดท้ายก็เลยไม่ได้สนใจว่าเขามีชื่อแซ่อะไรกันแน่

ทาสเลี้ยงม้าก้มหน้าต่ำตอบเสียงเรียบ “แปดสิบเจ็ด”

“แปดสิบเจ็ดงั้นหรือ”

“เป็นเลขประจำตัวทาสที่อยู่ในสนามล่าสัตว์” เขายังคงตอบเสียงเรียบ

“แล้วชื่อที่ใช้ก่อนเข้าไปอยู่ในสนามล่ะ”

ชายหนุ่มส่ายหัว “จำไม่ได้ขอรับ”

คำตอบนี้ทำให้อวี้เจียวนิ่งอึ้งอย่างคาดไม่ถึง ไม่ใช่เขาเป็นอ๋องตกยากความจำเสื่อมหรอกนะ

บรรดาศักดิ์อ๋องนี้เป็นรางวัลพระราชทานจากฮ่องเต้ที่มอบให้กับผู้ที่ทำคุณงามความดียิ่งใหญ่และสามารถส่งต่อให้ทายาทสืบทอดได้ หลายวันที่ผ่านมาอวี้เจียวได้สั่งให้คนไปตรวจสอบที่เมืองฮ่วยหนาน น่าแปลกที่ทั้งเมืองกลับไม่มีอ๋องแม้แต่คนเดียว ส่วนทาสเลี้ยงม้าก็จำชื่อตัวเองไม่ได้ เท่ากับว่านางไม่สามารถสืบหาประวัติเขา

เรื่องอดีตไม่รู้แต่อนาคตกลับชัดเจนว่าอีกสองปีต่อจากนี้ เจ้าทาสเลี้ยงม้าจะกลายเป็นฮ่วยหนานอ๋องแห่งเมืองห้วยโจว!

อวี้เจียวคิดทบทวนครู่หนึ่งก็เอ่ย “ถ้าเจ้าจำไม่ได้ก็ช่างเถอะ เช่นนั้นก็ตั้งชื่อใหม่ ใช้ชื่อว่า...” จำได้ว่าบ่าวในบ้านล้วนใช้ชื่อ ‘ฟู่’ ขึ้นต้น เช่นนั้นก็ให้เขาชื่อฟู่ว่าง[2]แล้วกัน ขณะกำลังจะอ้าปากบอกชื่อที่คิดได้อวี้เจียวก็เปลี่ยนใจ

ไม่ดี ชื่อฟู่ว่างไม่เหมาะกับเขา วันหน้าเขาขึ้นเป็นท่านอ๋องถูกนางตั้งชื่อไม่สง่าให้เช่นนี้ คงยากจะเลี่ยงไม่ให้เขารู้สึกว่านางจงใจกลั่นแกล้งให้เขาอับอาย

“ซังซัง เจ้าช่วยคิดชื่อให้เขาหน่อยสิ” โยนภาระเสี่ยงตายให้ซังซังดีกว่า เขาจะได้ไม่แค้นนาง

สาวใช้ขมวดคิ้วคิดหนัก ครู่หนึ่งก็เอ่ย “ต้องขึ้นต้นด้วยฟู่”

อวี้เจียวค้อนขวับ! ก็ต้องขึ้นต้นว่าฟู่อยู่แล้วหรือไม่ คิดต่อจากนั้นสิ!

หญิงสาวมองรูปร่างชายหนุ่มที่สูงใหญ่กว่าตนมาก คิดทบทวนเรื่องราวในความฝันว่าตนเคยได้ยินชื่อเขาบ้างหรือไม่ พอคิดถึงความฝันก็มีแต่ภาพน่าอับอาย ทำให้นางหน้าร้อนจัด ต้องสะบัดหน้าแรงๆ สูดลมหายใจเข้าลึกแล้วตั้งสติใหม่

มีครั้งหนึ่งที่เขาบังคับให้นางเรียกเขาว่า ‘เจียง’ แต่จำไม่ได้ว่าทั้งประโยคคืออะไร

“ต่อไปให้เจ้าชื่อเพ่ยเจียงแล้วกัน” ชื่อที่เรียกง่ายๆ ติดปากคงไม่ทำให้วันหน้าเขาเคืองนาง ตั้งชื่อให้เขาเรียบร้อยอวี้เจียวก็รีบเดินเข้าเรือน ด้วยกลัวว่าเขาจะสังเกตเห็นผิวหน้าแดงร้อนของตน

ทาสหนุ่มที่เพิ่งมีชื่อท่องชื่อตัวเองซ้ำไปซ้ำมา ครู่หนึ่งริมฝีปากก็เผยรอยยิ้มน้อยๆ แววตาเปล่งประกายถูกใจ

เพ่ยเจียงไม่มีความทรงจำ

เขาไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร ไม่มีภาพจำของบิดามารดาหรือครอบครัว ไม่รู้ว่าตนเองอายุเท่าไหร่ ความทรงจำแรกของเขาเริ่มต้นเมื่อถูกขานชื่อในสนามล่าสัตว์

‘แปดสิบเจ็ด’

นี่คือเลขประจำตัวทาสที่ถูกซื้อจากด้านนอกเพื่อนำเข้าไปเป็นเหยื่อในสนามล่าสัตว์

เขาใช้ชีวิตเป็นเหยื่อให้พวกนักล่านานราวสิบปี ต้องเผชิญหน้ากับความรู้สึกท้อแท้หมดอาลัยตายอยากจากก้นบึ้งของจิตใจ ถูกส่งไปยืนหน้าประตูผีนับครั้งไม่ถ้วน เหยื่อคนอื่นถ้าไม่ถูกนักล่าฆ่าตายก็มักฆ่าตัวตายเองเพราะทนแบกรับความกดดันที่ต้องมีชีวิตเป็นเครื่องเล่นสนุกของพวกชนชั้นสูงไม่ไหว มีเพียงเขาคนเดียวที่ยังมีชีวิตรอด

เพราะเขาต้องการจะอยู่ต่อเพื่อออกไปจากสถานที่แห่งนั้น!

ความคิดนี้เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ เป็นแรงผลักดันที่ทำให้เขาไม่พ่ายแพ้ในสนามล่าสัตว์

ยิ่งเห็นคนอื่นเป็นบ้าจากความทุกข์ทรมานที่ไม่รู้ว่าจะจบลงวันใด เห็นคนฆ่าตัวตายเพราะหมดสิ้นความหวัง เขาก็ยิ่งมีพลังแรงกล้าที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปให้ได้

บางทีอาจเป็นเพราะเขาไม่มีความทรงจำจึงพยายามรักษาชีวิตไว้เพื่อระลึกให้ได้ว่าตนเองเป็นใคร อีกเหตุผลก็คือเขาอยากเห็นว่าโลกภายนอกสนามล่าสัตว์นี้เป็นอย่างไร คงเพราะสองเหตุผลนี้จึงทำให้มีชีวิตรอดมาได้นับสิบปี

ระยะเวลาสิบปีเขาบาดเจ็บจนพูดได้ว่าด้านชากับความเจ็บปวดไปแล้ว กระทั่งเวลานอนหลับก็ไม่ใช่เวลาที่สามารถผ่อนคลายได้ สิบปีเขาไม่เคยผูกมิตรคบหาผู้ใดและไม่เคยเชื่อใจใครด้วย

หลังจากฮ่องเต้ผู้โหดเหี้ยมถูกชิงบัลลังก์ แผ่นดินเปลี่ยนผู้ปกครองทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย สิ่งเลวร้ายในรัชสมัยก่อนถูกกำจัด สนามล่าสัตว์ทุกแห่งที่มีการนำทาสมาเป็นเหยื่อล่าถูกสั่งปิด

ในที่สุดเขาก็หลุดพ้นจากกรงขังอันแสนโหดร้าย

ตอนที่ถูกจับขายรอบที่สองเขาได้พบหญิงงามที่สุดเท่าที่ชีวิตนี้เคยได้เห็น รอยยิ้มหวานล้ำ แสงแห่งความสดใสเปล่งประกายรอบตัวนาง เจิดจ้าจนกลบความมืดมนในตลาดมืด รอยยิ้มนั้นช่างบริสุทธิ์ หญิงงามผู้นั้นยิ้มราวกับชีวิตนี้ไม่เคยมีเรื่องทุกข์ร้อนใจ

นางทำให้เขาเกิดความปรารถนาอันแรงกล้า!

 

 

-------------------

[1] คำแทนตัวที่อ๋องใช้เรียกตัวเอง

[2] ว่างที่แปลว่าหลงลืม

สตรีในใจคู่หมั้น

“คุณหนูเป็นอะไรไปเจ้าคะ”

ซังซังที่รีบเดินตามเข้ามาถามเสียงเป็นห่วง ตั้งแต่ต้าเลี่ยกับจูเสวียถูกวางยาพิษตายคุณหนูก็มีท่าทีแปลกไป ให้ความสนใจทาสเลี้ยงม้าที่ปกติไม่เคยแม้แต่จะชายตามอง ถึงขั้นตั้งชื่อให้เจ้าทาสด้วยตัวเองอีก นอกจากการใส่ใจทาสเลี้ยงม้าที่มากขึ้นแล้ว ช่วงนี้คุณหนูยังดูเหม่อลอย ไม่รู้คิดเรื่องใดในใจจึงหน้าแดงบ่อยๆ

อวี้เจียวเดินไปนั่งที่เก้าอี้พลางถอนหายใจ “แค่รู้สึกว่าข้างนอกอากาศร้อนก็เลยรีบเดินเข้ามาน่ะ”

“หลายวันนี้บ่าวรู้สึกว่าคุณหนูใส่ใจเจ้าทาสเลี้ยงม้าผู้นั้นมาก” ซังซังอดใจบ่นไม่ได้

อวี้เจียวหยิบพัดบนโต๊ะขึ้นมาโบกไล่ร้อน ครู่หนึ่งใจที่เต้นแรงก็ค่อยสงบลง

เพราะภาพฝันทำให้ทาสเลี้ยงม้ามีอิทธิพลกับจิตใจนางมากเกินไป ไม่ว่านางจะพยายามข่มใจให้สงบเพียงใด แต่เมื่อเห็นเขาอยู่ตรงหน้าภาพร้อนแรงน่าอับอายเหล่านั้นก็จะผุดขึ้นมาในหัวอย่างไม่อาจห้ามได้ นางยังเป็นสาวน้อยแรกแย้มแต่กลับฝันเห็นภาพวาบหวามไม่น่ามอง ซ้ำยังเป็นภาพที่เกิดขึ้นกับตนเองอีก เช่นนี้จะให้นางสงบใจยามอยู่ต่อหน้าเขาได้หรือ

หรือเป็นเพราะนางหน้าบางเกินไป ต้องทำให้หน้าหนากว่านี้จะได้ไม่ประหม่ายามอยู่กับเขา

พยายามคิดหาวิธีทำหน้าให้หนาอยู่นานก็ยังคิดไม่ออก ในที่สุดก็ต้องยอมแพ้เลิกคิด อวี้เจียวเชื่อว่าต่อให้หน้าตนหนาขึ้นกว่านี้อีกหลายสิบเท่าก็ไม่อาจช่วยให้สงบใจเมื่ออยู่ต่อหน้าทาสเลี้ยงม้าคนนั้น ยิ่งคิดแบบนี้ก็ยิ่งหงุดหงิด พัดในมือยิ่งพัดแรงขึ้น

ซังซังเห็นเจ้านายสีหน้าไม่สบอารมณ์ก็ถาม “คุณหนูยังอยากให้เจ้าทาสเลี้ยงม้ามาเป็นผู้คุ้มกันอยู่อีกหรือไม่เจ้าคะ”

“เรื่องที่ข้าตัดสินใจไปแล้วจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรทั้งนั้น!” อวี้เจียวยืนยันเสียงแข็ง “อีกอย่างข้าไม่ได้ให้ความสนใจเขาเป็นพิเศษ ข้าไม่ลืมว่าเขาเป็นสาเหตุให้ต้าเลี่ยกับจูเสวียต้องตาย ความแค้นนี้ยังคงอยู่ ที่ให้เขามาอยู่ใกล้ตัวเพราะข้าจะได้ทรมานเขาง่ายขึ้น”

พูดออกมาแล้วอวี้เจียวก็แทบไม่อยากเชื่อว่าตนจะหาเหตุผลดีๆ แบบนี้ได้ ขณะที่กำลังภูมิใจอยู่นั้น สาวใช้คนสนิทก็ดับไฟที่ลุกโชนของเจ้านายอย่างไม่ปรานี “แต่ตอนอยู่หน้าเรือนคุณหนูไม่ได้พูดแบบนี้ คุณหนูบอกว่าจะไม่คิดเล็กคิดน้อยและไม่เอาความเขาอีก คุณหนูจะพูดจากลับกลอกหรือเจ้าคะ”

อวี้เจียวยักไหล่ ริมฝีปากเผยรอยยิ้มเอาแต่ใจ

แน่นอนว่านางไม่คิดจะเอาความ ทั้งหมดก็เพื่อเพ่ยเจียงจะได้ไม่คิดเล็กคิดน้อยกับนางคืน

“เอ” อวี้เจียวหันมองสาวใช้เมื่อนึกเรื่องหนึ่งขึ้นได้ “ชื่อที่ข้าตั้งให้เขาไม่เพราะหรอกหรือ?”

“เพราะสิเจ้าคะ” ซังซังตอบตามจริง ดีกว่าชื่อที่ขึ้นต้นด้วยฟู่เสียอีก

อวี้เจียวกระดิกนิ้ว “เจ้าก้มหัวลงมาหน่อย”

พอสาวใช้ก้มหัวลงมาใกล้ อวี้เจียวก็ใช้พัดในมือเคาะหัวอีกฝ่ายไม่เบา

“โอ๊ย!” ซังซังกุมหัวแล้วก้าวถอยห่าง มองเจ้านายน้ำตาคลอ “คุณหนูตีหัวบ่าวทำไม”

“เคาะเพื่อให้หัวเจ้าดีขึ้นอย่างไรล่ะ คนเขามีชื่อแล้วยังเรียกทาสเลี้ยงม้าอยู่อีก ต่อไปต้องเรียกชื่อเขาจำเอาไว้ ไม่งั้นก็เรียกผู้คุ้มกันเพ่ย เขาเป็นผู้คุ้มกันของข้าจะเรียกทาสเลี้ยงม้าได้รึ! คนอื่นได้ยินจะหัวเราะเอา แล้วให้เจ้าไปบอกพ่อบ้าน ว่าคนอื่นก็ต้องเรียกเขาว่าผู้คุ้มกันเพ่ยเหมือนกัน สั่งเพิ่มเงินเดือนให้เขาด้วย”

ก้าวแรกของมิตรภาพเริ่มต้นแล้ว!

 

หลังซังซังออกไปทำตามที่สั่ง อวี้เจียวก็นั่งมองกล่องผ้าไหมบนโต๊ะ ครู่หนึ่งก็เอ่ยน้ำเสียงเด็ดขาด

“ข้าไม่ใช่สตรีที่ไร้คนสนใจ ในเมื่อเสิ่นหงจิ้งทำผิดต่อข้าแล้วข้าจะต้องมานั่งอาวรณ์ถึงเขาอีกทำไม”

แทนที่จะสนใจชายที่ไม่ไยดีตนสู้เอาเวลาไปทำเรื่องสำคัญดีกว่า ทั้งเรื่องหาวิธีช่วยตระกูลอวี้ให้รอดพ้นจากการถูกคนชั่วใส่ร้าย ทั้งเรื่องสร้างมิตรภาพที่ดีกับทาสเลี้ยงม้าผู้ที่จะกลายเป็นอ๋องในวันหน้าให้แน่นแฟ้นและแนบเนียน

ตัดใจเรียบร้อยก็โยนกล่องผ้าไหมใส่เข้าลิ้นชักชั้นสุดท้ายบนโต๊ะเครื่องสำอาง

ครึ่งชั่วยามต่อมาเสิ่นหงจิ้งบอกให้ซังซังเข้ามาตามอวี้เจียว เพราะเขายืนรออยู่หน้าเรือนครู่ใหญ่แล้ว ซังซังเดินเข้าเรือนพลางบ่นอย่างไม่เข้าใจ “คุณชายเสิ่นกับคุณชายเหิงก็ใช่ว่าจะสนิทสนมอะไรมากมาย ทำไมทุกครั้งที่มาห้วยโจวคุณชายเสิ่นต้องรีบร้อนไปเยี่ยมบ้านนายท่านรองอยู่เรื่อยล่ะ”

เรื่องนี้ไม่แปลกที่ซังซังจะสงสัย ความสัมพันธ์ของคุณหนูกับบุตรชายหญิงของนายท่านรอง ใช่ว่าจะเป็นลูกพี่ลูกน้องที่รักใคร่กัน ซึ่งเสิ่นหงจิ้งก็รู้ดี แต่สองปีนี้ ทุกครั้งที่เขามาเมืองห้วยโจวเป็นต้องกระตือรือร้นไปเยี่ยมบุตรสองคนของนายท่านรองเสมอ

ตั้งแต่เล็กจนโตอวี้เจียวก็ไม่เคยเข้ากับลูกพี่ลูกน้องได้ อวี้เหิงเป็นแขกประจำหอโคมเขียว ส่วนอวี้เหยาที่เกิดหลังอวี้เจียวครึ่งเดือน ชอบทำตัวเปราะบางไม่ต้านลมทั้งที่ความจริงแข็งแกร่งชนิดที่ว่าจับแช่บ่อน้ำทั้งคืน วันถัดมาก็สามารถกระโดดโลดเต้นได้ แต่ที่อวี้เจียวไม่ชอบที่สุดคือน้องสาวคนนี้มักเลียนแบบนางทุกเรื่อง! เห็นว่านางมีของอะไรก็ต้องมีเหมือนกัน เรื่องนี้ทำให้อวี้เจียวไม่พอใจ ทุกครั้งที่ใช้ของซ้ำกันนางจะทิ้งของสิ่งนั้นทันที

เวลาไปบ้านท่านอารอง เสิ่นหงจิ้งไม่เคยไปมือเปล่า เขาจะมีของขวัญไปให้อวี้เหิงกับอวี้เหยาเสมอ เมื่อก่อนนางคิดว่าเขาทำไปตามมารยาท แต่พอได้เห็นภาพในความฝันและคิดทบทวนเรื่องราวอย่างละเอียดจึงเข้าใจแจ่มแจ้ง

ที่แท้ทั้งหมดล้วนทำเพื่ออวี้เหยา!

พอคิดถึงตรงนี้อวี้เจียวก็เก็บคืนความชื่นชอบที่เคยมีให้เสิ่นหงจิ้ง แล้วแทนที่ด้วยความเกลียดชัง

หลังจัดการความรู้สึกไม่สบอารมณ์ในใจให้สงบได้แล้ว อวี้เจียวจึงค่อยเดินออกจากเรือน

 

บ้านนายท่านรองอวี้

หลายวันที่ผ่านมา อวี้เจียววุ่นวายอยู่กับการหาวิธีปกป้องตระกูลและตนเองไม่ให้พบกับความล่มสลายและอัปยศเหมือนที่เกิดขึ้นในความฝัน นางจึงไม่ได้สั่งให้บ่าวมาแจ้งบ้านท่านอารองว่าบิดามารดากลับมาแล้ว เมื่อมาถึงจึงพบเพียงอวี้เหยากับอาสะใภ้รองเท่านั้น

อวี้เจียวกับอวี้เหยาเป็นสองสาวงามที่มีความแตกต่างกันชัดเจน อวี้เหยาเป็นสาวงามที่นุ่มนวลอ่อนหวานและพยายามทำทุกอย่างตรงข้ามกับญาติผู้พี่ เห็นอวี้เจียวชอบใส่เสื้อผ้าสีแดงนางก็เลือกใส่สีขาวที่ดูสะอาดบริสุทธิ์

พอเห็นเสิ่นหงจิ้งก้าวเข้ามาในห้องโถงรับรอง ดวงตาอวี้เหยาพลันเปล่งประกายระยับ ริมฝีปากเผยรอยยิ้มน้อยๆ น้ำเสียงอ่อนหวาน “พี่จิ้ง”

เสิ่นหงจิ้งยิ้มแล้วทักทายอีกฝ่ายอย่างอ่อนโยน “ไม่เจอกันนาน น้องอวี้เหยาสบายดีหรือไม่”

“ขอบคุณในความห่วงใยของพี่จิ้ง ข้าสบายดี” อวี้เหยาตอบกลับเสียงหวานรื่นหู

ชายหนุ่มหันไปรับกล่องไหมพรมจากบ่าวแล้วส่งให้หญิงสาว “นี่เป็นของขวัญที่พี่ตั้งใจนำมาให้น้องอวี้เหยา”

หากเป็นเมื่อก่อนต่อให้เป็นแค่กล่องไหมพรมธรรมดา อวี้เจียวก็คงร้อนใจอยากรู้ให้ได้ว่าของข้างในคืออะไรแต่ตอนนี้นางไม่สนใจสักนิด นางกลับมองชายหญิงที่ส่งสายตาเปี่ยมรักให้กันอย่างสงสัยมากกว่า ไม่ว่าอย่างไรบุรุษผู้นี้ก็ยังมีฐานะเป็นคู่หมั้นของตน มันยากที่อวี้เจียวจะไม่รู้สึกอะไรเลย นางสงสัยนักว่าสองคนนี้มีใจให้กันตั้งแต่เมื่อใด ทำไมก่อนหน้านางถึงไม่เคยสังเกตเห็น

คำตอบก็คือเมื่อก่อน นางหลงผู้ชายจนตามืดบอดอย่างไรล่ะ!

ยิ่งเห็นทั้งสองไม่สนใจใคร ทำราวกับห้องโถงใหญ่นี้ไม่มีผู้อื่นอวี้เจียวก็ยิ่งไม่สบอารมณ์ “เมื่อครู่เห็นพี่จิ้งรีบร้อนมาที่นี่เกรงว่าคงมีเรื่องสำคัญจะพูดคุยกับคนทางนี้ แต่ข้ามีเรื่องในบ้านที่ยังต้องกลับไปจัดการ ในเมื่อข้ามาส่งพี่จิ้งถึงที่เรียบร้อยก็คงต้องขอตัวกลับก่อน”

สิ้นเสียงอวี้เจียว สองหนุ่มสาวที่นั่งสบสายตากันก็สีหน้าเปลี่ยนไปวูบหนึ่ง มีเพียงอาสะใภ้รองที่ไม่รู้เรื่องอะไร นางหันไปถามชายหนุ่มเสียงซื่อ

“หงจิ้ง เจ้ามีเรื่องสำคัญอะไรจะคุยงั้นหรือ”

เสิ่นหงจิ้งยิ้มตอบ “ข้าไม่มีเรื่องสำคัญอะไรหรอกอาสะใภ้ เพียงมาห้วยโจวก็เลยแวะมาเยี่ยมเยียนทักทายเหมือนทุกครั้งเท่านั้นเอง”

“ในเมื่อทักทายให้ของกันแล้ว เช่นนั้นพี่จิ้งจะกลับบ้านพร้อมข้าหรือไม่” อวี้เจียวกระตุกยิ้มร้ายกาจแกล้งถามหน้าซื่อ

เดิมเสิ่นหงจิ้งตั้งใจจะนั่งคุยต่อให้นานกว่านี้ แต่คำถามของอวี้เจียวทำให้เขาอยู่ต่อไม่ได้ ต้องแสร้งจิบชาอึกหนึ่งก่อนตอบเสียงกลั้วหัวเราะ “เอาสิ”

อวี้เจียวยกยิ้มมุมปากแล้วหันไปพูดกับอาสะใภ้ “ท่านแม่ฝากเชิญอารองกับอาสะใภ้รองไปร่วมกินมื้อค่ำที่บ้านด้วยกันเจ้าค่ะ ทำหน้าที่ส่งข่าวเรียบร้อยก็ถือว่าตัวข้าหมดธุระแล้ว หลานขอตัวกลับก่อนนะเจ้าคะ” พูดจบอวี้เจียวก็ทำความเคารพอาสะใภ้รอง จากนั้นก็หันหลังเดินออกจากห้องโถงไปโดยไม่ชายตามองเสิ่นหงจิ้งและอวี้เหยาแม้แต่น้อย

เสิ่นหงจิ้งสบสายตากับอวี้เหยาด้วยความไม่เข้าใจ ก่อนจะจำใจลุกขึ้นกล่าวลาอาสะใภ้รองกับอวี้เหยา รีบเดินตามอวี้เจียวกลับไป

ยกเลิกงานแต่ง

“น้องอวี้เจียว การกระทำของเจ้า หมายความเช่นไร”

หลังเดินออกจากบ้านนายท่านรอง เสิ่นหงจิ้งก็ถามเสียงแข็งทั้งไม่พอใจและสงสัย

อวี้เจียวหยุดเดิน หันหลังกลับมามองชายหนุ่มครู่หนึ่งก็โบกมือให้ซังซังกับบ่าวรับใช้ของอีกฝ่ายถอยออกไป รอจนพวกบ่าวเดินไปไกลพ้นระยะได้ยินแล้ว หญิงสาวจึงเอ่ยเสียงเย็น ไม่อ้อมค้อม “ในใจพี่จิ้งมีอวี้เหยาอยู่ เช่นนั้นรบกวนพี่จิ้งช่วยบอกยกเลิกการหมั้นหมายระหว่างท่านกับข้าด้วย ท่านจะได้ไปคบหากับอวี้เหยาอย่างเปิดเผย ไม่ต้องลักลอบมีใจให้กันแบบนี้เพราะมันจะทำให้ชื่อเสียงของข้าและตระกูลอวี้ต้องมัวหมอง”

เดิมอวี้เจียวก็ไม่คิดจะพูดตรงไปตรงมากับเขาเช่นนี้ เคยคิดอยากแอบแก้แค้นทั้งคู่เสียมากกว่า แต่เมื่อคิดทบทวนแล้วก็รู้สึกว่าเรื่องของเสิ่นหงจิ้งกับอวี้เหยาไม่มีค่าพอให้นางต้องทุ่มเทสมองและผลาญเวลาให้หมดไปอย่างไร้ค่า ยิ่งเมื่อเทียบกับภัยร้ายที่จะมาถึงในอีกหนึ่งปีต่อจากนี้ เรื่องทั้งสองแอบมีใจให้กันก็กลายเป็นเรื่องไร้สาระเหลือเกิน

ถ้ามีเวลาว่างมากพอจะดูทั้งคู่แสดงละคร ไม่สู้เอาเวลานั้นไปแสดงละครให้เพ่ยเจียงดูยังดีเสียกว่า!

เพราะภาพในความฝันที่เห็น ทั้งเสิ่นหงจิ้งและอวี้เหยาก็ไม่ได้ครองคู่อยู่กินด้วยกัน

เมื่อบ้านใหญ่ตระกูลอวี้ตกอยู่ในฐานะลำบาก บ้านนายท่านรองย่อมยากจะเลี่ยงภัยร้าย เพื่ออนาคตที่ดีของลูกชาย ตระกูลเสิ่นแห่งจิ่นโจวจึงไม่ยินดีให้เสิ่นหงจิ้งแต่งอวี้เหยาเข้ามาเป็นสะใภ้

ครั้นได้ยินคำพูดของอวี้เจียว ความตื่นตระหนกพลันปรากฏขึ้นในดวงตาชายหนุ่มวูบหนึ่ง แต่พริบตาก็รักษาสีหน้าให้เคร่งขรึมไว้ได้ เขาตำหนิอีกฝ่ายเสียงแข็ง “เจ้าโตเป็นสาวแล้วทั้งยังมีฐานะเป็นคู่หมั้นของข้า ทำไมพูดจาเหลวไหลเช่นนี้!”

อวี้เจียวแค่นเสียงดูแคลนไม่ไว้หน้า “พี่จิ้งอย่ามองว่าคนอื่นจะโง่กว่าบัณฑิตอย่างท่านไปเสียหมด ข้าไม่ได้หูหนวกตาบอดจะได้ไม่รู้ไม่เห็นว่าท่านกับอวี้เหยายามสบสายตากันร้อนแรงเพียงใด ทักทายกันเสียงอ่อนเสียงหวานเหลือเกิน”

“เหลวไหล! ทำไมเจ้าถึงมีนิสัยขี้อิจฉาเช่นนี้”

อวี้เจียวฉีกยิ้มหวาน “เช่นนั้นพี่จิ้งก็เข้าไปบอกท่านพ่อของข้าว่าไม่ต้องให้ข้าอายุครบสิบแปดปีหรอก พวกเราจะแต่งงานกันปีนี้นี่ล่ะ ไปบอกตอนนี้เลย”

เพราะสองสามีภรรยาตระกูลอวี้มีบุตรสาวคนเดียว พวกเขาจึงต้องการเก็บบุตรสาวให้อยู่กับตัวนานที่สุด ซึ่งเรื่องนี้ได้มีการพูดคุยกับตระกูลเสิ่นเรียบร้อยแล้วว่าให้รอจนกว่าอวี้เจียวมีอายุครบสิบแปดปีก่อนค่อยจัดงานแต่ง โดยยินดียกสมบัติครึ่งหนึ่งของตระกูลอวี้เอามาใช้เป็นสินสอด ตระกูลเสิ่นจึงตอบตกลง

“เรื่องนั้น... เรื่องนั้น” เสิ่นหงจิ้งลนลาน “วันแต่งงานมีผู้ใหญ่กำหนดไว้เรียบร้อย ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเปลี่ยนแปลง เจ้าอย่าทำตัวไม่มีเหตุผลเช่นนี้สิ”

หากเป็นเมื่อก่อนอวี้เจียวคงชื่นชมที่เขายังสามารถวางตัวเป็นบัณฑิตผู้เปี่ยมเหตุผลได้ แต่เมื่อความชื่นชมถูกเรียกเก็บคืนหมดสิ้น ยามนี้นางจึงรู้สึกรำคาญและรังเกียจในความโลเลของเขายิ่งนัก

“พี่จิ้งคงไม่อยากให้ข้าเอาเรื่องที่พูดกับท่านไปบอกท่านพ่อท่านแม่ของข้า รวมถึงเรื่องที่ท่านมีใจให้อวี้เหยาด้วย ดังนั้นพี่จิ้งควรเป็นคนไปพูดเองว่าท่านไม่ต้องการแต่งงาน การทำเช่นนี้ถือว่าข้าเสียสละยอมช่วยรักษาหน้าให้ท่านแล้ว หากท่านให้ข้าเป็นคนพูดเกรงว่าไม่ใช่แค่ชื่อเสียง แม้แต่หน้าตาของท่านก็ไม่เหลือให้รักษา”

เสิ่นหงจิ้งตกตะลึงจนพูดไม่ออก จริงอยู่ที่เขามาห้วยโจวครั้งนี้เพื่อบอกยกเลิกการแต่งงานกับอวี้เจียว ตลอดทางก็คิดว่าควรทำอย่างไรเพื่อไม่ให้ตนเองกลายเป็นคนผิด ใครเลยจะคิดว่าอวี้เจียวจะรู้ว่าในใจเขาคิดอะไรอยู่

นางรู้ได้อย่างไร!

“ในเมื่อพี่จิ้งไม่ชอบพอในตัวข้า ซ้ำในใจยังมีคนอื่นข้าก็จะไม่สนใจท่านแล้ว นับจากนี้ก็ทางใครทางมันอย่ามายุ่งกันอีก” อวี้เจียวบอกเสียงเด็ดขาด นางไม่คิดดึงดันรั้งคนไม่มีใจเอาไว้ “พี่จิ้งรักษาตัวด้วย”

อวี้เจียวพูดทิ้งท้ายแล้วเชิดหน้าเดินจากไปอย่างเย่อหยิ่ง ปล่อยเสิ่นหงจิ้งยืนอ้าปากค้างอยู่ที่เดิม

ระหว่างเดินกลับเรือนก็คิดได้ว่าตนเองคงไม่ได้มีใจให้เสิ่นหงจิ้งมากนัก ถ้านางปักใจคลั่งไคล้เขาจริงจัง ด้วยนิสัยอย่างนางคงไม่มีทางปล่อยเขาให้ญาติผู้น้องง่ายๆ เช่นนี้แน่

คิดแล้วอวี้เจียวก็หัวเราะสบายใจ ต่อไปนางมีเวลาว่างตามประจบเจียงเพ่ยแล้ว!

 

กลับถึงเรือนอวี้เจียวก็ค้นเอาข้าวของทุกอย่างที่เสิ่นหงจิ้งเคยให้ออกมากองไว้บนโต๊ะ

“ซังซัง เจ้าเอาของพวกนี้ไปแบ่งกับบ่าวคนอื่นๆ นะ”

สาวใช้คนสนิทตาโต หน้าตาตื่น “แต่ของพวกนี้เป็นของที่คุณชายเสิ่นให้คุณหนูไม่ใช่หรือเจ้าคะ”

“ใช่” อวี้เจียวพยักหน้า “ถ้าเจ้าไม่เอาก็โยนทิ้งไปให้หมด ข้าเห็นแล้วหงุดหงิด”

“เห็นของพวกนี้แล้วคุณหนูหงุดหงิดหรือเจ้าคะ” ซังซังยิ่งขมวดคิ้วแน่น ไม่เข้าใจ เมื่อก่อนของพวกนี้คุณหนูทั้งรักทั้งหวง ไม่ว่าใครก็ห้ามแตะทั้งนั้น

อวี้เจียวหัวเราะเจ้าเล่ห์ “ต่อไปเจ้าก็จะรู้เองว่าทำไมข้าถึงทิ้งของพวกนี้” พูดแล้วก็ยืดแขนบิดตัวไปมา “ข้าจะนอนกลางวันสักหน่อย ใกล้ถึงมื้อเย็นเจ้าค่อยเข้ามาปลุก”

เพราะหลายคืนที่ผ่านมาอวี้เจียวนอนหลับไม่สนิทนักจึงเปลี่ยนมาหลับตอนกลางวันแทน

หลังซังซังยกของออกไปหมด นางก็เอนกายนอนบนเตียง เพียงหัวถึงหมอนก็ผล็อยหลับไปทันที

เมื่อจมสู่ภวังค์หลับลึก ฝันนั้นก็กลับมาอีกครั้ง

นางในความฝันกำลังยืนอยู่ริมหน้าต่างในห้องพักในจวนฮ่วยหนานอ๋อง เหม่อมองต้นอู่กง มองใบสีเหลืองของต้นที่ร่วงลงสู่พื้นด้วยแววตาหม่นหมอง สีหน้าไร้ความสุข เสียงทอดถอนใจรับรู้ได้ถึงความอัดอั้นที่อัดแน่นอยู่เต็มอก

อวี้เจียวเข้าใจความรู้สึกตนเองในความฝัน นางเป็นเหมือนนกน้อยที่ถูกขังอยู่ในกรงทอง สำหรับคนที่เคยมีอิสระไม่ชอบการกักขังหน่วงเหนี่ยวแต่กลับถูกคุมตัวแน่นหนา เช่นนี้จะมีความสุขได้อย่างไร

ขณะที่กำลังร่วมเศร้ากับตนเองในความฝัน จู่ๆ เอวเล็กบางก็ถูกวงแขนแกร่งโอบแน่นพร้อมลมหายใจผ่าวร้อนที่เป่ารดอยู่ข้างหู

เป็นฮ่วยหนานอ๋องที่ยังคงอยู่ในชุดเกราะ มีเพียงเขาที่กล้าล่วงเกินนางอย่างหยาบคาย เขาพลิกตัวนางแล้วดันให้หลังติดขอบหน้าต่าง ริมฝีปากร้อนกระด้างจุมพิตรุนแรง เขารังแกนางผ่านจุมพิตดุดันเอาแต่ใจ กระทั่งเห็นนางจะขาดใจเขาจึงยอมถอนจุมพิตให้นางได้หายใจแต่มือแกร่งกร้านกลับกระชากชุดนางขาดจน เผยให้เห็นชุดเอี๊ยมสีแดงสดด้านใน มือใหญ่บีบเคล้นอกอวบอิ่มอย่างไม่ปรานี

อวี้เจียวในความฝันหน้าแดงก่ำ ขบริมฝีปากแน่น นางพยายามดิ้นรนหนีแต่กลับถูกขาแข็งแรงกดทับไว้ ใบหน้าชายหนุ่มซุกไซ้ทรวงอกนุ่มอิ่มอย่างคลั่งไคล้ เขาไล้เลียรอบยอดอกผ่านเสื้อเอี๊ยมแต่พอเขารวบยอดอกนุ่มเข้าปาก ร่างหญิงสาวก็สั่นสะท้านไปทั้งตัว

แม้จะเป็นเพียงภาพแต่อวี้เจียวก็ยังสัมผัสได้ถึงร่างกายที่ร้อนผ่าวของฮ่วยหนานอ๋องจนเหมือนจะหลอมละลายไปกับเขาด้วย

อวี้เจียวอับอายที่สุด ทำไมนางต้องฝันเรื่องบ้าอะไรแบบนี้ด้วย!

แค่พริบตาเอี๊ยมสีแดงก็ถูกกระชากหลุดไปจากร่าง เผยให้เห็นทรวงอกอวบอิ่มขาวเนียน ยอดอกสีชมพูชุ่มชื้นเพราะเขายังคงไล้เลียไม่หยุดเหมือนเด็กได้ของเล่นถูกใจ พอศีรษะเขายอมผละห่างจากอกนุ่ม สองมือก็เคล้นคลึงไปทั่ว ครางเสียงหอบกระเส่า

“เจียวเจียว”

เสียงครางนี้ทำให้ร่างหญิงสาวยิ่งอ่อนระทวย

เจียวเจียวเป็นชื่อเล่นของนาง ถูกเรียกตอนเด็กก็ฟังดูน่ารักดีแต่พอโตขึ้นมานางกลับไม่ชอบและไม่ยอมให้ใครเรียกชื่อนี้

มือหยาบหนาข้างหนึ่งลูบคลำไปทั่วร่างนาง อีกข้างก็ดึงสายรัดเอวแล้วกระชากกระโปรงนางทิ้ง ทันทีที่ทั้งร่างเปลือยเปล่า มือกระด้างก็เคล้าคลึงพื้นที่ส่วนตัวที่สุดของนางอย่างหยาบคาย ไม่ใช่แค่สัมผัสภายนอกแต่เขายังใช้นิ้วล่วงล้ำเข้าไปด้วย!

น่าอัปยศเหลือเกิน!

ถึงขั้นนี้อวี้เจียวก็อยากเข้าไปแทนที่ตัวเองในความฝันนัก นางจะเตะเจ้าอ๋องชั่วให้ตายเลย ที่เขาคุมตัวนางไว้ก็เพราะต้องการใช้เป็นที่ปลดเปลื้องอารมณ์ ช่างเป็นบุรุษที่เลวทรามต่ำช้านัก!

 

“คุณหนูตื่นเร็ว! คุณหนูตื่นเจ้าค่ะ!”

ขณะที่ซังซังเขย่าร่างอวี้เจียวและพยายามปลุกเรียกให้ตื่นพลันก็ต้องสะดุ้งเฮือกเมื่อจู่ๆ อีกฝ่ายก็ลืมตาโพลง พริบตาก็ดีดตัวขึ้นมานั่งหอบหายใจแรง มือตบหน้าอกไม่หยุด ซังซังมองสีหน้าท่าทางตื่นตกใจสุดขีดของเจ้านายแล้วถามเสียงสั่น

“คุณหนู... คุณหนูเป็นอะไรเจ้าคะ”

อวี้เจียวที่หน้าแดงก่ำหันมองรอบตัวเลิ่กลั่ก พอเห็นซังซังยืนอยู่ข้างเตียงก็ชะงักนิ่งไปหลายอึดใจกว่าจะรับรู้ว่าไม่ใช่ความฝัน นางสูดลมหายใจลึกยาวหลายครั้ง มือสั่นระริกเอื้อมหยิบพัดข้างเตียงขึ้นมาโบกแรงๆ

“ถึงเวลามื้อเย็นแล้วหรือ”

ซังซังส่ายหน้าแล้วรีบบอก “ไม่ใช่เจ้าค่ะ เป็นเรื่องของเจ้าทาส... เอ่อ ผู้คุ้มกันเพ่ยเจ้าค่ะ”

แค่ได้ยินชื่อ อวี้เจียวก็ตัวแข็งทื่อแทบไม่กล้าหายใจ

เขาเป็นเหมือนผีร้ายตามหลอกหลอนไม่ว่าจะอยู่ในหรือนอกความฝัน ถ้าไม่ใช่เพื่อปกป้องครอบครัว มีหรือนางจะต้องเอาตัวเข้าพัวพันเพื่อพยายามผูกสัมพันธ์กับเขาให้แน่นแฟ้นแบบนี้! ยิ่งคิดพัดในมือก็ยิ่งโบกเร็วขึ้น “เขาทำไมอีกล่ะ”

“คุณหนูรีบไปดูที่หลังจวนเองดีกว่า คุณชายเหิงกำลังจะลงมือกับผู้คุ้มกันเพ่ยแล้ว!”

“ทำไมเจ้าไม่พูดให้เร็วกว่านี้!” อวี้เจียวดุคนสนิทแล้วรีบลงจากเตียง “มันเกิดอะไรขึ้น”

รอจนอวี้เจียวใส่รองเท้าเสร็จซังซังก็สวมเสื้อคลุมตัวนอกให้ “คุณชายเหิงไปที่คอกม้าหลังจวนแล้วไม่เห็นต้าเลี่ยกับจูเสวียเลยเรียกบ่าวมาถาม พอรู้ว่าม้าสองตัวถูกวางยาจนตายก็โมโหมากเลยจะไปลงโทษผู้คุ้มกันเพ่ยเจ้าค่ะ”

อวี้เหิงรักหญิงงามอย่างไรก็รักม้าดีไม่ต่างกัน ม้าสองตัวนั้นเป็นม้าล้ำค่าที่หาได้ยากยิ่ง โดยปกติอวี้เหิงหวั่นเกรงญาติผู้พี่อยู่มากจึงไม่กล้าแย่งชิงม้าสองตัวนี้ ที่ผ่านมาก็อาศัยจังหวะที่อวี้เจียวอารมณ์ดีแอบเข้ามาดูม้าสองตัวตาเป็นมันเท่านั้น

อวี้เจียวใส่เสื้อคลุมเรียบร้อยก็รีบเร่งฝีเท้าออกจากเรือน “ไม่มีคนห้ามเขาเลยหรือ”

“ไม่มีใครกล้าเจ้าค่ะ”

คำตอบของคนสนิททำให้อวี้เจียวกำหมัดแน่น ในใจนึกอยากจับญาติผู้น้องแขวนขื่อแล้วนางจะเป็นคนลงแส้ฟาดเขาเอง ญาติผู้น้องเฮงซวย! ถ้าการลงมือต่อเพ่ยเจียงครั้งนี้ทำให้เขาจดเป็นบัญชีแค้นกับตระกูลอวี้เพื่อเอาคืนในวันหน้า นางจะไม่มีวันปล่อยอวี้เหิงไว้แน่!

อย่าแตะคนของข้า!

ในสวนหลังจวน

ชายหนุ่มในชุดสีครามราคาแพง ทั้งตัวมีเครื่องประดับสีทองระยิบระยับกำลังเงยหน้าถลึงตามองเพ่ยเจียงที่สูงกว่า ในมือกำแส้ไว้แน่น

“รู้หรือไม่ว่าม้าสองตัวนั้นราคาเท่าไหร่ ปกติแค่ลูบข้ายังต้องเบามือที่สุด ไม่ง่ายเลยที่จะขออวี้เจียวยืมไปขี่ นี่ข้ายังไม่มีโอกาสได้ขี่เลยสักครั้ง พวกมันก็มาตายไปก่อน ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้าสะเพร่าม้าสองตัวนั้นจะถูกวางยาจนตายได้อย่างไร!”

อวี้เหิงเป็นบุรุษบอบบางแรงน้อย ต่อให้มีแส้ในมือก็ยังสู้แรงฟาดของอวี้เจียวไม่ได้ หากเพ่ยเจียงต้องการป้องกันตัวเองแค่คว้าแส้ไว้ก็ได้ แต่ถ้าเขาทำอย่างนั้นเกรงว่าจะอยู่บ้านตระกูลอวี้ต่อไปไม่ได้อีก เขาจึงยืนนิ่งมองแส้ที่ฟาดลงมาด้วยสายตาเย็นชา สีหน้าแข็งกร้าว กระทั่งคิ้วก็ยังไม่ขยับ ท่าทีของเขายิ่งทำให้อวี้เหิงโมโหเดือด กำแส้แน่นตั้งใจจะฟาดลงไปให้สุดแรง

“หยุดนะ!”

เสียงตวาดดุดันก็ไม่อาจหยุดอวี้เหิงได้ทัน ชายหนุ่มฟาดแส้ลงบนตัวเพ่ยเจียงเต็มแรง!

พอเห็นเลือดไหลออกมาตามรอยแผลอวี้เจียวก็ยิ่งโมโห

นางสู้อุตส่าห์เอาใจให้เพ่ยเจียงพักผ่อนเต็มที่เพื่อรักษาแผลจากฝีมือนาง หวังว่าเขาจะไม่เก็บเป็นความแค้นฝังใจ เจ้าอวี้เหิงกล้าดีอย่างไรมาลงแส้ซ้ำแบบนี้! ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห เพียงพริบตาอวี้เจียวก็พุ่งไปยืนขวางเบื้องหน้าเพ่ยเจียง ใบหน้างดงามมองญาติผู้น้องอย่างโกรธจัด!

“เจ้าทำบ้าอะไร!”

อวี้เหิงตกใจกับสีหน้าโกรธแค้นของญาติผู้พี่ เขาชี้มือไปที่เพ่ยเจียงที่อยู่ด้านหลังนาง “มัน... เป็นความผิดมันที่ดูแลต้าเลี่ยกับจูเสวียไม่ดี ข้าก็แค่ช่วยเจ้าสั่งสอนมันไงล่ะ”

“ม้าก็เป็นม้าของข้า คนก็เป็นคนของข้า เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาสั่งสอนเขาแทนข้า!”

คำว่า ‘คนก็เป็นคนของข้า’ ทำให้เพ่ยเจียงมองแผ่นหลังบอบบางของสตรีเบื้องหน้าด้วยความตื่นตะลึง

เดิมอวี้เจียวตั้งใจว่าจะสร้างสายสัมพันธ์อันดีกับเพ่ยเจียงอย่างแนบเนียน แต่การแสดงออกของนางตอนนี้กลับกระตุ้นความสงสัยให้เกิดขึ้นในใจเพ่ยเจียงเสียแล้ว

เหตุใดคุณหนูจึงเปลี่ยนไปมากเช่นนี้ เปลี่ยนไปตั้งแต่เมื่อใดกัน

อวี้เจียงดึงแส้ในมืออวี้เหิงโยนทิ้งลงพื้นแล้วใช้เท้าบดขยี้ระบายโทสะซ้ำอีก ดวงตาเป็นประกายวาววับ “ถ้าเจ้ายังกล้าลงมือกับคนของข้าอีก ข้าจะไปฟ้องท่านอารองให้ตัดเงินเจ้าซะ!”

กำราบอวี้เหิงเสร็จก็เดินเชิดหน้าจากไป แต่เดินไม่กี่ก้าวก็นึกถึงอีกคนขึ้นมาได้ นางหันกลับไปเรียก “เจ้าตามข้ามา”

เพ่ยเจียงมองหญิงสาวอย่างครุ่นคิด

อวี้เจียวสบสายคมกล้าเคร่งขรึม ชั่วขณะหนึ่งก็เห็นดวงตาตรงหน้าทับซ้อนกับดวงตาร้อนแรงของฮ่วยหนานอ๋องในความฝัน พลันหัวใจก็เต้นถี่อย่างไม่อาจควบคุมได้ มือเล็กสั่นระริกยกมือกอดอกอย่างลืมตัวแล้วหันหลังรีบเดินนำไป

ดวงตาคมวาวมองตามหลังหญิงสาวนิ่ง ครู่หนึ่งจึงเดินตามไป

 

เรือนซื่อยู่

อวี้เจียวให้เพ่ยเจียงยืนรออยู่ในห้องเล็กข้างเรือน สั่งซังซังให้ไปหยิบยากับผ้าพันแผล จากนั้นนางก็รีบเดินเข้าห้องเรือนเพื่อตั้งสติ

นางเป็นถึงคุณหนูตระกูลอวี้ ส่วนเพ่ยเจียงแม้จะได้เลื่อนขั้นเป็นผู้คุ้มกันก็คือสูงกว่าบ่าวรับใช้ธรรมดาเท่านั้น ท่าทีของนางเมื่อครู่ย่อมทำให้ผู้คนสงสัยแน่นอน อีกทั้งเพ่ยเจียงก็เคยคิดว่านางต้องการตัวเขาเพื่อ...

คิดถึงตรงนี้อวี้เจียวก็สะบัดหน้าแรงๆ สูดลมหายใจลึกยาวหลายครั้ง

นิ่งไว้ มีสติเข้าไว้

เมื่อระงับอารมณ์วุ่นวายได้อวี้เจียวก็เดินกลับไปที่ห้องเล็ก ตอนมาถึงก็เห็นเขายืนหันหลังให้ หญิงสาวชะงักนิ่งแล้วมองแผ่นหลังเหยียดตรงอย่างครุ่นคิด หนึ่งเหตุผลที่ทำให้นางปักใจเชื่อว่าทาสเลี้ยงม้ากับฮ่วยหนานอ๋องเป็นคนเดียวกันก็คือความองอาจแข็งกร้าวที่แผ่อยู่รอบตัวเขาอย่างชัดเจนนี่เอง

จู่ๆ เพ่ยเจียงก็หันหลังกลับมา ก้มศีรษะเล็กน้อย “คุณหนู”

อวี้เจียวขมวดคิ้วมองท่าทีอีกฝ่ายอย่างไม่สบอารมณ์ ปกติเขาจะก้มหน้าต่ำแต่วันนี้กลับกล้าประสานสายตากับนางไม่หลบ ยิ่งคิดถึงภาพที่เขาล่วงเกินตัวเองในความฝันก็ทำให้อวี้เจียวเสียงแข็ง

“บังอาจ! ใครอนุญาตให้เจ้าจ้องข้าแบบนี้ได้”

เพ่ยเจียงรีบก้มหน้า “บ่าวผิดไปแล้ว”

เห็นเขายอมก้มหัวให้อวี้เจียวก็อยากตบปากตัวเองนัก ทำไมถึงปากไวนักนะ!

ประจบ ประจบ ประจบ

หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึกพลางปลอบใจตัวเองว่าค่อยๆ ปรับตัวแก้นิสัยไปแล้วกัน

ถือโอกาสที่เขาก้มหน้าก็มองสำรวจสภาพเนื้อตัวเขาอย่างรวดเร็ว พอเห็นว่าเสื้อบริเวณหน้าอกชุ่มไปด้วยเลือดก็หน้าเสีย หลายวันก่อนที่ได้เห็นบาดแผลเขา ตอนนั้นอวี้เจียวยังตำหนิตัวเองวู่วามใจร้อนเกินไป ทันใดนั้นความคิดชั่วร้ายก็ผุดขึ้นในหัว

ถ้าเพ่ยเจียงตายเสียตั้งแต่วันนี้จะดีกว่าไหม?

พื้นนิสัยอวี้เจียวไม่ใช่คนใจดำอำมหิตจึงสลัดความคิดนี้ทิ้งได้ทันที ถามเขาเสียงอ่อนลง “บาดแผลเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง” ถามไปแล้วก็กลัวว่าอีกฝ่ายจะคิดไปไกลอีกจึงรีบพูดต่อ “ข้าไม่ได้ห่วงหรอกนะ เป็นเพราะก่อนหน้านี้ข้าพูดเรื่องการตายของต้าเลี่ยและจูเสวียกับเจ้าชัดเจนแล้ว แต่วันนี้เจ้ากลับถูกผู้อื่นลงโทษเพราะเรื่องนี้อีก อาจเป็นเพราะข้าพูดกับคนอื่นไม่ชัดเจนข้าจึงรู้สึกว่าตัวเองมีส่วนต้องรับผิดชอบเหมือนกัน”

เพ่ยเจียงก้มหน้าต่ำซ่อนเพื่อซ่อนแววตาตน ความสงสัยเรื่องท่าทีที่เปลี่ยนไปของหญิงสาวทำให้เขาตอบ “บ่าวรู้สึกว่าแผลเก่ามันแตกอีกครั้งขอรับ”

“ขอข้าดูหน่อย” อวี้เจียวร้อนใจ ไม่พูดเปล่ายังก้าวเข้าไปใกล้ใช้สองมือจับสาบเสื้อเพ่ยเจียงแยกออกเพื่อดูบาดแผลเองด้วย

ชั่วขณะที่เพ่ยเจียงตกตะลึงตัวแข็งทื่อ ดวงตาคมก็ถูกดึงดูดด้วยลำคอเล็กขาวเนียนพอเลื่อนสายตาต่ำลงชายหนุ่มก็แทบหยุดหายใจ เพราะอวี้เจียวตัวเล็กกว่าเขามากเพียงหลุบตาลงก็เห็นเนินอกขาวนวล เพ่ยเจียงพลันรู้สึกปากคอแห้งผาก

ไม่นานอวี้เจียวก็รู้สึกตัว นางรีบปล่อยมือแล้วเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มแต่อีกฝ่ายหลุบตาลงจนมองไม่เห็นแววตา หญิงสาวเก้อเขินจนทำตัวไม่ถูก ถอยหลังสองก้าว กระแอมแก้เก้อแล้วบอก “ข้าให้ซังซังไปหยิบยาใส่แผลมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นแผลลึกแค่ไหนก็สามารถรักษาให้หายได้”

“ขอบคุณคุณหนู” เพ่ยเจียงก้มศีรษะ

อวี้เจียวพยักหน้า “ต่อไปถ้าเจอเหตุการณ์แบบนี้อีกอย่ายืนเฉยปล่อยให้เขาตี จำเอาไว้ นอกจากข้า ท่านพ่อท่านแม่ของข้า ถ้าคนอื่นคิดจะลงโทษเจ้าก็ต้องถามข้าก่อนว่ายินยอมหรือไม่ ต่อให้เป็นคนตระกูลอวี้หากข้าไม่อนุญาตใครก็แตะเจ้าไม่ได้!”

ประโยคนี้อวี้เจียวตั้งใจบอกเป็นนัยๆ ให้เขารู้ว่าถ้าคนบ้านท่านอารองรังแกเขา ก็อย่าได้มาคิดบัญชีแค้นกับครอบครัวนาง เพราะครอบครัวนางดีกับเขา พวกเราไม่เกี่ยว

เสียดายที่เพ่ยเจียงไม่เข้าใจความนัยที่อวี้เจียวต้องการบอก เขากำลังตื้นตันใจที่หญิงสาวแสดงความห่วงใยมากกว่า ดวงตาคมเปล่งประกายระยับด้วยความยินดี “จากนี้บ่าวจะเชื่อฟังคุณหนูคนเดียวเท่านั้น”

เพ่ยเจียงตอบเสียงหนักแน่นทำให้อวี้เจียวอึ้งอย่างคาดไม่ถึง ทว่าในใจก็ยังหวั่นไม่รู้ว่าคำพูดนี้จะหนักแน่นจนถึงวันที่ฐานะเขาเปลี่ยนแปลงไปไหม

ซังซังกับบ่าวรับใช้ชื่อฟู่ฉวนถือยาและอ่างใส่น้ำเข้ามา

การทายาต้องถอดเสื้อออก แม้อวี้เจียวจะไม่ใช่สตรีที่ไม่เคยเห็นบุรุษถอดเสื้อแต่การยืนดูบ่าวชายถอดเสื้อทายาก็ไม่ใช่เรื่องสมควรทำ หากเรื่องรู้ถึงหูบิดามารดาก็ยากจะอธิบายแล้ว อวี้เจียวหันไปสั่งฟู่ฉวน “ต่อจากนี้เจ้ามีหน้าที่ดูแลใส่ยาให้เขาจนกว่าจะหายดี” สั่งเสร็จก็รีบเดินออกไปโดยมีซังซังเดินตามอยู่ด้านหลัง

คล้อยหลังอวี้เจียว เพ่ยเจียงก็เงยหน้าขึ้น สีหน้าแววตามีเพียงความเย็นชา

ฟู่ฉวนเปิดขวดยาถือรอ น้ำเสียงนอบน้อม “ผู้คุ้มกันเพ่ยถอดเสื้อออกเถอะขอรับ ข้าน้อยจะช่วยทายาให้”

“ไม่จำเป็น ข้าทำเอง” น้ำเสียงราบเรียบ

“แต่คุณหนูสั่งให้ข้าน้อย...” ฟู่ฉวนแย้งแต่พอเห็นสีหน้าเย็นชาของอีกฝ่ายก็ไม่กล้าขัดใจ “ถ้า...ถ้าเช่นนั้นข้าน้อยจะยืนอยู่ตรงนี้ ถ้าผู้คุ้มกันเพ่ยต้องการให้ช่วยก็เรียกได้เลยนะขอรับ”

เพ่ยเจียงไม่สนใจ เขาถอดเสื้อออกเองอย่างไม่ลำบาก บนร่างกายเขานอกจากรอยแส้ที่เพิ่งโดนวันนี้ยังมีรอยแผลเป็นเก่าๆ เต็มตัวไปหมด ทั้งเล็กและใหญ่ บางรอยก็ทับกัน มองแล้วทั้งตัวเขาไม่มีส่วนไหนที่ราบเรียบไร้บาดแผล

เดิมฟู่ฉวนที่ยืนอยู่ด้านข้างตาโตกับร่างกายแข็งแรงบึกบึน แต่พอเห็นรอยแผลน้อยใหญ่ก็ถึงกับอ้าปากค้าง คนคนหนึ่งมีบาดแผลเต็มตัวเช่นนี้แล้วยังมีชีวิตรอดมาได้ ไม่ใช่เหลือเชื่อหรอกหรือ!

ยิ่งเห็นเพ่ยเจียงใช้ผ้าชุบน้ำซับเลือดตามแผลด้วยสีหน้าเรียบเฉยไร้ความรู้สึก ก็ยิ่งทำให้ฟู่ฉวนขวัญกระเจิงจนพูดไม่ออก

ฟู่ฉวนรู้ว่าก่อนจะได้เป็นผู้คุ้มกันอีกฝ่ายเป็นเพียงทาสเลี้ยงม้า เคยได้ยินบ่าวคนอื่นพูดกันว่าเพ่ยเจียงมีนิสัยประหลาด ไม่สุงสิงคบหาเป็นมิตรกับใคร ถึงฤดูหนาวก็ไม่เคยใส่ชุดผ้านวมกันหนาว พวกบ่าวรับใช้ล้วนหวาดกลัวเขา พยายามหลบเลี่ยงไม่เข้าใกล้ ได้เห็นร่างกายเขาวันนี้ ฟู่ฉวนก็เห็นด้วยกับบ่าวคนอื่น

เขาเป็นคนน่ากลัวจริงๆ

อดทนยืนรอจนเพ่ยเจียงเช็ดทำความสะอาดบาดแผลเสร็จ ฟู่ฉวนก็ถามด้วยความอยากรู้ “ผู้คุ้มกันเพ่ยไม่รู้สึกเจ็บบ้างเลยหรือ”

เพ่ยเจียงหยิบขวดยาขึ้นมาเทราดไปบนบาดแผลก่อนจะตอบเสียงเรียบ “ชินแล้ว”

“มีคนชินชากับความเจ็บปวดด้วยหรือ!”

เพ่ยเจียงไม่สนใจฟู่ฉวน เขาใช้ผ้าพันแผลพันไปตามร่างกายอย่างคล่องแคล่ว

เมื่อก่อนชายหนุ่มไม่เคยสนใจว่าบาดแผลจะหายเร็วหรือช้า แต่วันนี้มีคนต้องการให้บาดแผลเขาหายดี เขาจึงตั้งใจใส่ยาพันผ้าอย่างดีเพื่อไม่ให้คนผู้นั้นต้องผิดหวัง

ฟู่ฉวนกะพริบตาปริบๆ มองอดีตทาสเลี้ยงม้าดูแลใส่ยาพันผ้าพันแผลตัวเองโดยไม่เรียกเขาไปช่วยจนเสร็จเรียบร้อยก็ถามอย่างระวัง “ข้าน้อยควรบอกคุณหนูหรือไม่ว่าผู้คุ้มกันเพ่ยไม่ต้องการให้ข้าน้อยอยู่ช่วย”

เพ่ยเจียงที่กำลังสวมเสื้อชะงักไปครู่หนึ่ง “คุณหนูสั่งมาอย่างไรก็ให้ทำไปตามนั้น”

ในใจฟู่ฉวนแย้งทันทีว่าคุณหนูสั่งให้เขาช่วยแต่เพ่ยเจียงไม่ยอมให้ช่วย เช่นนี้จะเรียกว่าทำตามคำสั่งได้อย่างไร!

“ขอรับ ข้าน้อยจะทำตามที่ผู้คุ้มกันเพ่ยบอก” สุดท้ายฟู่ฉวนก็ต้องตอบอย่างจนปัญญาเพราะไม่กล้าแย้ง

ข้าไม่ชอบเป็นหนี้บุญคุณใคร

มื้อเย็นที่บ้านตระกูลอวี้

มีเพียงสองพี่น้องตระกูลอวี้กับภรรยาของทั้งสองที่ดื่มกินและพูดคุยอย่างมีความสุข ส่วนหนุ่มสาวรุ่นลูกต่างคนต่างกิน ไม่มีการพูดคุยใดๆ สักคำ

กินข้าวเสร็จอวี้เจียวก็เรียกฟู่ฉวนมาพบที่เรือนเพื่อสอบถามเรื่องบาดแผลของเพ่ยเจียง

“บาดแผลลึกทีเดียวขอรับ แต่ผู้คุ้มกันเพ่ยไม่ยอมให้บ่าวช่วย” ฟู่ฉวนตอบตามจริงซึ่งเป็นเรื่องที่อวี้เจียวคิดไว้อยู่แล้ว นางจิบชาอึกหนึ่งแล้วออกคำสั่ง

“เขาไม่ยอมให้เจ้าช่วยก็ไม่เป็นไรแต่ตอนที่เขาใส่ยาเปลี่ยนผ้าพันแผลเจ้าต้องอยู่ด้วยทุกครั้ง คอยสังเกตแผลเขาแล้วกลับมารายงานข้า”

ฟู่ฉวนรับคำสั่งแล้วรายงานเพิ่ม “ยังมีอีกเรื่องขอรับ บ่าวเห็นร่างกายของผู้คุ้มกันเพ่ยมีแต่รอยแผลเป็นเต็มไปหมด ไม่มีสักที่ที่ไร้รอยแผลเลยขอรับ”

ใช้ชีวิตเป็นเหยื่ออยู่ในสนามล่าสัตว์นับสิบปี มีชีวิตรอดมาได้จะไม่ให้เขามีร่องรอยความเจ็บปวดได้อย่างไร

พลันอวี้เจียวก็ฉุกคิดได้ว่าตอนนี้คือเวลาเหมาะสมที่จะสร้างมิตรภาพอันดีต่อกันอย่างแนบเนียน นางจึงหันไปสั่งซังซัง “เจ้าไปหยิบยาไม้ฟูหรงของข้าออกมาหน่อย”

“คุณหนู!” ซังซังมองเจ้านายด้วยสีหน้ายากจะเชื่อแต่พอเห็นอีกฝ่ายตวัดสายตาดุมองมาก็ก้มหน้าเข้าห้องไปหยิบยาล้ำค่าตามคำสั่ง

“ในกล่องนี้มียาไม้ฟูหรงสี่ตลับให้เขาใช้ทาทุกวัน ตามที่ฟู่ฉวนบอกเขามีแผลเป็นเต็มตัวก็น่าจะใช้ได้ประมาณหนึ่งเดือน ยานี้ไม่ได้ทำให้รอยแผลเป็นหายไปแค่ทำให้จางลงเท่านั้น” อวี้เจียวพูดจบก็ยื่นกล่องยาส่งให้ฟู่ฉวน

 

เพ่ยเจียงมองกล่องยาในมือนิ่ง

หลังถ่ายทอดคำพูดของอวี้เจียวแล้วฟู่ฉวนก็ยืนรอว่าเพ่ยเจียงจะพูดอะไร แต่รออยู่นานอีกฝ่ายก็ยังคงนิ่งเฉย “ผู้คุ้มกันเพ่ย ถ้าไม่มีเรื่องอะไรแล้วข้าน้อยขอตัวกลับก่อนนะขอรับ” พูดจบก็หันหลังจะเดินกลับ

“ช้าก่อน”

“ผู้คุ้มกันเพ่ยมีเรื่องอะไรหรือ” ฟู่ฉวนหันกลับมา

เพ่ยเจียงเดินเข้าห้องแล้วหันมาเรียก “เข้ามาสิ”

ฟู่ฉวนหน้าตาตื่นแต่ก็ยอมเดินตามเข้าไป

เดิมห้องนี้เอาไว้ใช้เก็บอาหารม้าและอุปกรณ์ที่ใช้กับม้า คงเพราะพ่อบ้านรู้ความเป็นมาของเพ่ยเจียงดีจึงไม่จัดให้เขาพักรวมกับใคร อีกทั้งนิสัยอีกฝ่ายก็ไม่ชอบสุงสิงกับผู้ใด สุดท้ายเพ่ยเจียงจึงพักอยู่ที่ห้องนี้เพียงลำพัง

ก่อนนี้ฟู่ฉวนคิดมาตลอดว่าห้องเก็บของเก็บอาหารม้าจะต้องสกปรกและมีกลิ่นเหม็น แต่เมื่อได้เข้ามาเห็นด้วยตาตนเองก็พบว่าห้องนี้สะอาดมากอย่างไม่น่าเชื่อ แค่ดูโทรมกว่าห้องพักบ่าวเท่านั้น

เพ่ยเจียงวางกล่องยาไว้บนโต๊ะแล้วหยิบถุงเงินเทเหรียญทองแดงออกมายื่นส่งให้ฟู่ฉวน

“ผู้คุ้มกันเพ่ยหมายความว่าอย่างไร!” ฟู่ฉวนตกใจหน้าตาตื่น

“ยื่นมือออกมา” เพ่ยเจียงพูดเสียงขรึม

สีหน้าท่าทางของเพ่ยเจียงกดดันจนฟู่ฉวนไม่กล้าขัดได้แต่ลนลานยื่นมือออกไปตามคำสั่ง

เพ่ยเจียงวางเหรียญทองแดงไว้กลางฝ่ามือฟู่ฉวน จากนั้นก็ถอดเสื้อออกแล้วหันหลังให้ “ข้าให้เงินเจ้า เจ้าก็ใส่ยาที่แผลบนหลังให้ข้า”

เพราะสิบปีที่อยู่ในสนามล่าสัตว์หล่อหลอมให้เพ่ยเจียงรู้ว่าการขอให้ผู้อื่นช่วยมีราคาที่ต้องจ่าย เพื่อจะได้ไม่เป็นการติดค้างหนี้บุญคุณกัน

ฟู่ฉวนยืนตะลึงอ้าปากค้างมองเหรียญทองแดงกองโตกลางฝ่ามือด้วยความรู้สึกสับสนนัก

 

อวี้เจียวยังคงคิดหาวิธีปกป้องครอบครัวให้พ้นจากความหายนะที่จะเกิดขึ้นอีกหนึ่งปีต่อจากนี้

ตัวต้นเหตุก็คือแม่ทัพเมืองห้วยโจวคนปัจจุบันที่ใส่ร้ายตระกูลอวี้ ซึ่งอวี้เจียวเคยส่งคนไปสืบเบื้องหลังความเป็นมาของเขาแล้วแต่ไม่ได้ข่าวที่มีประโยชน์เลยสักนิด เหตุเพราะคนที่ส่งไปสืบเป็นคนธรรมดาไม่ใช่มืออาชีพด้านการหาข่าว

อันที่จริงการไม่มีข่าวก็ถือว่าเป็นเรื่องดีสำหรับนางเหมือนกัน อวี้เจียวประเมินตัวเองตามความจริง ทั้งแผนการ สติปัญญาและความสามารถต่างๆ ที่นางมีตอนนี้ไม่อาจสู้แม่ทัพประจำเมืองได้แน่ ที่นางมีเหนือกว่าเขาก็แค่เห็นความเป็นไปล่วงหน้าในความฝัน บุรุษผู้หนึ่งเป็นถึงแม่ทัพประจำเมือง คุมกองกำลังนับพันนับหมื่นได้ย่อมไม่ธรรมดา ไม่เช่นนั้นจะใส่ร้ายจนตระกูลอวี้ล่มสลายได้หรือ

หรือนางควรเอาเรื่องนี้ไปปรึกษาบิดาดี

บิดาเป็นหัวหน้าตระกูลอวี้ ที่ครอบครัวนางร่ำรวยมั่งคั่งที่สุดในห้วยโจวก็ล้วนมาจากฝีมือและสติปัญญาของท่านพ่อทั้งสิ้น แต่จะพูดอย่างไรให้ท่านพ่อไม่ไปจัดการเพ่ยเจียงล่ะ

อวี้เจียวรู้ดีว่าตนเองเป็นดั่งดวงใจของบิดามารดา ต่อให้ท่านพ่อจะคิดว่านางฝันเพ้อเจ้อแต่หากเพ่ยเจียงคือตัวอันตรายที่จะสร้างความอัปยศให้ลูกสาวคนเดียว ท่านพ่อต้องกำจัดเพ่ยเจียงทิ้งอย่างไม่ลังเลแน่นอน ถึงปกติท่านพ่อจะเป็นคนใจดีมีเมตตา ยิ้มง่ายและเป็นมิตร แต่ถึงเวลาโหดเหี้ยมขึ้นมาก็สามารถลงมืออย่างไร้ความปรานีได้ ไม่เช่นนั้นจะทำให้ตระกูลอวี้ยิ่งใหญ่ในเมืองห้วยโจวได้อย่างไร

ที่สำคัญคือถึงอวี้เจียวจะกลัวบิดาฆ่าเพ่ยเจียงแต่ที่กลัวยิ่งกว่าคือฆ่าเขาไม่ตาย สุดท้ายครอบครัวก็ไม่อาจเลี่ยงชะตากรรมเลวร้ายได้

ขณะจมอยู่ในภวังค์ความคิด บ่าวรับใช้ก็เข้ามารายงานว่าเสิ่นหงจิ้งขอพบ

ชายหนุ่มพักอยู่ในบ้านตระกูลอวี้มาหลายวันแล้ว หลังจากวันแรกที่เจอกันอวี้เจียวก็ไม่ได้เห็นเขาอีก ซึ่งนางก็ไม่ได้สนใจเพราะถือว่าพูดทุกอย่างชัดเจนไปแล้ว เดิมหญิงสาวจะบอกว่าไม่พบแต่พอนึกถึงเรื่องการยกเลิกการแต่งงานก็เปลี่ยนใจสั่งให้บ่าวออกไปบอกเสิ่นหงจิ้งให้รออยู่ข้างนอกเรือนก่อน ส่วนตัวเองก็แกล้งนั่งถ่วงเวลาไปอีกพักใหญ่จึงค่อยออกไป

เสิ่นหงจิ้งยืนรออยู่ในศาลาข้างสระบัวเล็กๆ ขณะที่กำลังจะหมดความอดทนอวี้เจียวก็เดินออกมาจากเรือน หลังหญิงสาวสั่งบ่าวให้ถอยห่างออกไปก็ถามชายหนุ่มไม่อ้อมค้อม

“พิ่จิ้งตัดสินใจที่จะบอกท่านพ่อท่านแม่เรื่องยกเลิกการแต่งงานแล้วใช่หรือไม่”

คำถามนี้ทำให้เสิ่นหงจิ้งขมวดคิ้ว แววตาขุ่นขวางไม่สบอารมณ์ทันใด เมื่อก่อนเป็นนางที่ตามติดเขาไม่ห่างแต่วันนี้กลับวางท่าเย็นชาห่างเหิน ชายหนุ่มจึงตอบกลับเสียงแข็ง

“ที่ข้ามาหาเจ้าวันนี้ก็เพื่ออธิบายให้เจ้าเข้าใจให้ถูกต้อง ที่เจ้าเห็นวันนั้นเป็นเรื่องเข้าใจผิด ข้าเพียงชื่นชมในกิริยาท่าทางของน้องอวี้เหยาเท่านั้น ไม่ได้มีใจให้...”

“พอก่อน” ไม่รอให้เขาพูดจบอวี้เจียวก็ยกมือขัด นางมองเขาอย่างงุนงง “พี่มาหาข้าเพื่อพูดเรื่องนี้ ไม่ใช่มาคุยเรื่องยกเลิกการแต่งงานหรอกหรือ” จะดื้อด้านอะไรนักหนา น่าเบื่อเหลือทน

“ถ้าข้าขอยกเลิกการแต่งงาน เท่ากับยอมรับว่าข้าเป็นฝ่ายผิดต่อเจ้าน่ะสิ”

หลายวันนี้สองสามีภรรยาตระกูลอวี้มองออกว่าลูกสาวกับว่าที่ลูกเขยน่าจะมีปัญหาหมางใจกัน นายท่านอวี้จึงเรียกชายหนุ่มเข้าไปถามไถ่ เสิ่นหงจิ้งตกใจจึงไม่กล้าบอกยกเลิกการแต่งงานแต่ตอบเลี่ยงไปว่าอวี้เจียวมีเรื่องเข้าใจผิดในตัวเขา

จริงอยู่ที่ว่าการมาตระกูลอวี้ครั้งนี้เสิ่นหงจิ้งตั้งใจมาบอกยกเลิกการแต่งงาน ถึงเขาจะมีใจให้อวี้เหยาแต่ที่ผ่านมาก็ไม่เคยทำเรื่องเสียหาย เสิ่นหงจิ้งจึงถือดีว่าตนเองไม่ได้ทำผิด แค่หาเหตุผลดีๆ สักข้อมายกเลิกการแต่งงาน เขาก็จะยังเป็นคุณชายผู้สูงส่งอยู่

แต่ทุกอย่างผิดแผนไปหมดเมื่ออวี้เจียวรู้ความจริงว่าเขาเป็นฝ่ายผิดคุณธรรม

เสิ่นหงจิ้งยอมรับไม่ได้!

“ข้ายอมให้ท่านเป็นฝ่ายพูดยกเลิกเองก็ถือว่าไว้หน้าให้ท่านแล้ว แต่ไม่นึกเลยว่าท่านจะเป็นคนหน้าด้านไร้ยางอายถึงเพียงนี้” อวี้เจียวแค่นเสียงดูถูกแบบไม่เกรงใจ ทั้งที่คิดว่าพูดตัดขาดชัดเจนขนาดนั้นเรื่องก็ควรจบ ไม่คิดว่าความรักศักดิ์ศรีโง่ๆ ของเสิ่นหงจิ้งจะทำให้เขาหน้าหนาและอยากเอาชนะนางอย่างสิ้นคิด

ได้ยินอวี้เจียวด่าว่าตนเองหน้าด้านไร้ยางอาย สีหน้าเสิ่นหงจิ้งก็ขึ้งโกรธ กัดฟันกรอด “ข้าจะไม่ยอมยกเลิกการแต่งงานแน่!”

อวี้เจียวหัวเราะหยันกับท่าทีถือตัวของเขา “ได้ ถ้าเช่นนั้นข้าจะเป็นคนไปบอกท่านพ่อเองว่าข้าไม่ได้รับความเป็นธรรม จากนั้นพวกเรามาดูกันว่างานแต่งนี้จะถูกยกเลิกไหม”

พูดจบก็หันหลังจะเดินกลับเข้าเรือน พลันก็ปะทะเข้ากับดวงตาคมกล้าคู่หนึ่ง หญิงสาวชะงักนิ่ง เป็นเพ่ยเจียงที่ก้มหน้าหลบสายตาก่อน เขาก้าวเข้ามาประสานมือคำนับ

“ขออภัยขอรับ”

“ทำไมเจ้ามาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ” อวี้เจียวประหลาดใจ

“วันนี้เป็นวันที่หก ห้าวันผ่านไปแล้ว”

อวี้เจียวนิ่งคิดไม่นานก็จำได้ว่าตนสั่งให้เขาพักห้าวันจริง นางกวาดตามองขึ้นลงหลายรอบแล้วขมวดคิ้ว “แต่หลายวันก่อนแผลเก่าไม่ใช่ว่าปริแตกอีกครั้งหรือ”

“แผลนั้นหายดีแล้วขอรับ” เพ่ยเจียงยังคงก้มหน้าต่ำ

อวี้เจียวหันไปโบกมือเรียกสาวใช้คนสนิท “เจ้าไปตามฟู่ฉวนมาพบข้าที” สั่งจบก็หันบอกเพ่ยเจียง “ส่วนเจ้าตามข้ามา”

ตั้งแต่เพ่ยเจียงปรากฏตัว อวี้เจียวก็ไม่สนใจเสิ่นหงจิ้งที่ยืนอยู่ในศาลาริมสระอีก ทำให้ชายหนุ่มมองความสัมพันธ์นายบ่าวตรงหน้าด้วยความสงสัย ถึงอีกฝ่ายจะรูปร่างสูงใหญ่แต่ก็สวมใส่เสื้อผ้าเนื้อหยาบของบ่าว ไม่มีสง่าราศีใดๆ แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดเขาจึงรู้สึกถึงแรงกดดันน่ากลัวที่แผ่มาจากร่างบ่าวผู้นี้

คุณหนูชอบเขาหรือ

ยามเพ่ยเจียงอยู่ใกล้ๆ อวี้เจียวไม่เคยสงบใจได้เลย

ครั้งนี้อวี้เจียวใช้การบีบลูกเหอเถาในจานให้แตกเพื่อช่วยผ่อนคลายอารมณ์ แม้เหอเถาลูกนี้จะเป็นพันธุ์เปลือกบาง ทว่าออกแรงบีบหลายครั้งมือเล็กก็ขึ้นสีแดงให้เห็นชัดเจน ถึงวิธีนี้จะเจ็บตัวแต่กลับช่วยให้นางสามารถวางท่าทางสงบได้

ส่วนคนที่ใจไม่สงบกลับเป็นเพ่ยเจียง!

ผู้คุ้มกันหนุ่มยืนห่างไปไม่กี่ก้าว ดวงตาคมจ้องมือเล็กที่กลายเป็นสีแดงเขม็ง นิ้วบวมแดงนั้นเหมือนเข็มที่ทิ่มแทงใจเขาจนเจ็บไปหมดถึงขั้นขมวดคิ้วแน่นอย่างไม่รู้ตัว

หลังอวี้เจียวกินเหอเถาหมดจาน ซังซังก็เดินนำฟู่ฉวนเข้ามา หญิงสาวปัดเศษเปลือกเหอเถาออกจากมือพลางถาม “เจ้ามีหน้าที่ดูแลใส่ยาให้ผู้คุ้มกันเพ่ย บอกข้ามาตามจริงว่าบาดแผลของเขาเป็นอย่างไร เขาสามารถทำหน้าที่ผู้คุ้มกันได้หรือยัง”

ฟู่ฉวนเหลือบมองเพ่ยเจียงแวบหนึ่ง แม้อีกฝ่ายจะไม่ได้มองมาแต่เขาก็ยังรู้สึกได้ถึงแรงกดดัน ฟู่ฉวนต้องสูดหายใจเข้าลึกก่อนตอบตามจริง

“รายงานคุณหนู บาดแผลของผู้คุ้มกันเพ่ยหายดีแล้วขอรับ” ความจริงต้องบอกว่ายิ่งกว่าหายดีเสียอีก หลายวันที่ผ่านมาเขาเห็นเพ่ยเจียงสามารถทำงานหนักได้ทุกอย่าง ทั้งผ่าฟืน แบกถังน้ำ งานจำพวกใช้แรงต่างๆ เพ่ยเจียงล้วนทำได้ จนฟู่ฉวนยังคิดไปว่ารอยแส้ฟาดที่เห็นเป็นภาพหลอกตาไปแล้ว

อวี้เจียวพยักหน้าเบาๆ จากนั้นหันไปบอกเพ่ยเจียง “ตอนนี้ข้ามีผู้คุ้มกันข้างกายสองคน พวกเขาจะคอยดูแลเวลาข้าออกไปข้างนอก ถ้าวันที่ข้าไม่ได้ไปไหนเจ้าก็ไปขอคำชี้แนะจากพวกเขาได้”

เพราะหญิงสาวคือสุดที่รักของนายท่านอวี้ ตำแหน่งผู้คุ้มกันจึงต้องผ่านการคัดเลือกและได้รับความยินยอมจากนายท่านอวี้ แต่อวี้เจียวข้ามขั้นตอนโดยการแต่งตั้งเพ่ยเจียงก่อนถามความเห็นบิดา หากบิดารู้ย่อมต้องเรียกเพ่ยเจียงไปทดสอบฝีมือแน่ ซึ่งนางเองก็ไม่รู้ว่าฝีมือเขาอยู่ในระดับใด มีเพียงความเชื่อมั่นว่าในเมื่อเขารักษาชีวิตรอดมาจากสนามล่าสัตว์ได้ก็ต้องมีดีไม่ใช่น้อย

ส่วนผู้คุ้มกันสองคนนั้นเป็นผู้คุ้มกันมืออาชีพที่บิดาจ้างมาด้วยราคาแสนแพง ระดับฝีมือยอดเยี่ยม ถ้าเพ่ยเจียงอยู่กับพวกเขาจะได้เรียนวิทยายุทธ์บ้าง พอถึงเวลาที่บิดาเรียกไปทดสอบก็น่าจะผ่านได้ไม่ลำบากนัก

“ข้าจะทำตามที่คุณหนูสั่งขอรับ”

“ที่จริงงานคุ้มกันข้าก็ไม่ยาก มีเพียงตอนข้าออกจากบ้านเท่านั้นที่ต้องติดตามไม่ห่าง แต่ถ้าข้าไม่ได้ไปไหนเจ้าก็แค่มายืนเฝ้าที่สวนด้านนอกเรือน”

“ขอรับ”

ขณะจะออกปากให้เขากลับไป สายตาก็ถูกดึงดูดด้วยชุดบ่าวรับใช้เก่าๆ ที่เขาสวมอยู่ นางขมวดคิ้วอย่างไม่ชอบใจแล้วหันไปสั่งฟู่ฉวน “เจ้าพาเขาไปหาพ่อบ้าน บอกพ่อบ้านจัดเสื้อผ้าของผู้คุ้มกันให้เขาด้วย”

พอทั้งสองออกจากเรือน อวี้เจียวก็ยกถ้วยน้ำชาขึ้นจิบ ซังซังชะเง้อมองจนทั้งสองลับสายตาไปแล้วก็ถามเจ้านายด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง

“คุณหนูเจ้าคะ คุณหนูถูกใจผู้คุ้มกันเพ่ยหรือเจ้าคะ”

อวี้เจียวถึงกับสำลักน้ำชาไอจนหน้าแดง ซังซังตกใจรีบเข้ามาช่วยลูบหลังให้ พออาการดีขึ้นอวี้เจียวก็ถลึงตามองคนสนิทอย่างโมโห “ในหัวเจ้ามีแต่เรื่องแบบนี้หรือไง! เจ้าคิดว่าข้าจะถูกใจเขาได้อย่างไร”

ซังซังพยักหน้า ยกนิ้วนับ “ฐานะก็ต่ำต้อย หน้าตาก็...” นางไม่เคยมองเพ่ยเจียงอย่างจริงจังจึงไม่รู้ว่าเขามีหน้าตาน่าเกลียดหรือแค่คนหน้าตาธรรมดา ซังซังปล่อยผ่านเรื่องหน้าตาแล้วนับต่อ “นิสัยแปลกๆ ทั้งวันไม่พูดไม่จากับใคร แน่นอนว่าคุณหนูไม่น่าจะชอบเขา แต่ช่วงนี้คุณหนู…”

“เจ้าแกะเหอเถาเถอะ ข้าอยากกิน” อวี้เจียวตัดบทสาวใช้ด้วยการเลื่อนจานใส่ลูกเหอเถาให้อีกฝ่าย หญิงสาวถอนหายใจยาวก่อนตอบเรื่องที่สาวใช้สงสัย

“เจ้าก็คิดเสียว่าช่วงนี้ข้าว่างมากเกินไปแล้วกัน ที่สนใจเขาเพราะเป็นอยากหาเรื่องแก้เบื่อน่ะ”

ถึงจะประหลาดใจกับคำตอบของเจ้านาย แต่ซังซังก็แกะลูกเหอเถาให้ตามคำสั่ง

นานครู่ใหญ่ซังซังพลันได้ยินเสียงฝีเท้าเดินเข้ามาในเรือนจึงเงยหน้าขึ้นมอง ทว่าภาพที่เห็นทำให้สาวใช้ตาโตปากอ้ากว้าง มือที่แกะผลเหอเถาหยุดชะงักปล่อยผลเหอเถาร่วงตกพื้น

หรือนี่คือคำตอบที่คุณหนูสนใจเจ้าทาสเลี้ยงม้า!

 

อวี้เจียวที่กำลังนั่งหลับตาเท้าคาง มือหนึ่งโบกพัดเบาๆ พอได้ยินเสียงผลเหอเถาตกพื้นก็ลืมตาขึ้น

พอเห็นท่าทางประหลาดของสาวใช้ก็ขมวดคิ้วก่อนจะหันมองตามสายตาอีกฝ่าย

เพ่ยเจียงมีรูปร่างสูงใหญ่แข็งแกร่งกว่าผู้คุ้มกันสองคนแต่กลับดูไม่เทอะทะขัดตา ใบหน้าคมเข้มเคร่งขรึม ผมดำตาดำ ท่าทีสุขุมเย็นชา ยิ่งสวมชุดผู้คุ้มกันสีดำก็ยิ่งทำให้เขาดูน่าเกรงขามนัก เมื่อมองแล้วก็ไม่อาจละสายตาไปทางอื่นได้

อวี้เจียวเคยเห็นภาพยามเขาเป็นฮ่วยหนานอ๋องที่สูงส่งทระนงมาก่อน นางจึงไม่ตกตะลึงเท่าสาวใช้คนสนิทแต่กลับหน้าร้อนผ่าวเพราะนึกถึงภาพที่เขาไม่มีเสื้อผ้าติดกาย พลันก็รู้สึกปากคอแห้งจนต้องรีบยกถ้วยน้ำชาขึ้นจิบ “อีกสักพักผู้คุ้มกันเสิ่นจะมาที่นี่ เขาจะเป็นบอกเจ้าเองว่าผู้คุ้มกันต้องทำอะไรบ้าง”

พูดจบก็ลุกขึ้นยืนเพื่อเดินกลับเข้าห้องด้านในแต่รู้สึกว่าคนสนิทไม่ตามมา หันกลับไปมองก็พบว่าซังซังยังปากอ้าตาค้างจ้องเพ่ยเจียงเหมือนคนไร้สติ อวี้เจียวสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะเรียกเสียงแข็ง

“ข้าจะเข้าห้องแล้ว”

ซังซังสะดุ้งเฮือก สาวใช้หันมองเจ้านายหน้าตาตื่นแล้วรีบปัดเศษเปลือกผลเหอเถาบนมือก่อนจะเดินตามอวี้เจียวไป แต่ก็ยังหันหลังมามองเพ่ยเจียงอีกหลายครั้ง

จังหวะที่อวี้เจียวหมุนตัวเดินเข้าห้อง กลิ่นหอมหวานก็ลอยอวลผ่านเพ่ยเจียงไป

กลิ่นหอมนี้เป็นกลิ่นเดียวกับที่เคยได้กลิ่นเมื่อหนึ่งปีก่อนตอนที่ยังอยู่ในตลาดมืดค้าทาส เป็นกลิ่นที่หวานที่สุดที่เพ่ยเจียงเคยได้ดมมาตั้งแต่เขาสูญเสียความทรงจำ

เพ่ยเจียงใช้ชีวิตในสนามล่าสัตว์นับสิบปี กลิ่นที่คุ้นชินคือกลิ่นคาวเลือดกับกลิ่นเหม็นสาบสกปรก เขาไม่เคยรู้เลยว่าโลกนี้จะมีกลิ่นที่หอมขนาดชวนให้คนหลงใหลได้มากถึงเพียงนี้

ขณะที่กำลังลุ่มหลงอยู่นั้นพลันรู้สึกว่ามีคนเข้าใกล้จากด้านหลัง เพ่ยเจียงพลิกตัวรวดเร็ว มือหยาบจับมือที่กำลังจะแตะบ่าตน

แม้จะมีความประหลาดใจในดวงตาผู้มาใหม่แต่เขาก็ยังเอ่ยชมเพ่ยเจียง “ประสาทสัมผัสไวไม่เลว”

ผู้ที่มาคือชายอายุราวสามสิบ สวมชุดผู้คุ้มกันสีดำเหมือนกัน

เพ่ยเจียงปล่อยมือ สีหน้าแววตากลับคืนสู่ความเรียบเฉย “ผู้คุ้มกันเสิ่น”

ชายหนุ่มจดจำผู้คุ้มกันสองคนข้างกายอวี้เจียวได้ดี เพราะพวกเขาตามคุ้มครองอวี้เจียวไปตลาดมืดตอนนั้นด้วย

ผู้คุ้มกันเสิ่นบิดข้อมือตรงที่ถูกจับพลางมองเพ่ยเจียงขึ้นลงอย่างละเอียด “เจ้ายังไม่ใช่ผู้คุ้มกันของคุณหนู ตำแหน่งนี้ต้องได้รับความเห็นชอบจากนายท่านอวี้ก่อน”

เพ่ยเจียงเหยียดหลังตรง ไม่ยืนก้มหน้าหลบตาเหมือนตอนอยู่ต่อหน้าอวี้เจียว เขาตอบกลับน้ำเสียงหนักแน่น “คุณหนูบอกว่าใช่ก็คือใช่”

ไม่มีความลังเลในน้ำเสียง เป็นการแสดงออกอย่างชัดเจนว่าเขาเชื่อฟังคำพูดคุณหนูคนเดียวเท่านั้น คนอื่นจะพูดอย่างไรเพ่ยเจียงไม่สนใจ

ผู้คุ้มกันเสิ่นสบสายตาคมกล้านิ่ง ครู่หนึ่งก็หัวเราะหยัน “ตอนที่เจ้าไปทดสอบฝีมือต่อหน้านายท่านก็ขอให้ยังมีท่าทางแบบนี้ก็แล้วกัน เอาล่ะ ตามข้ามา ข้าจะบอกกฎเกณฑ์ให้เจ้ารู้ไว้” พูดจบก็หันหลังเดินนำออกจากหน้าเรือน

“ทุกครั้งที่คุณหนูออกไปข้างนอกต้องมีผู้คุ้มกันติดตามไปด้วยอย่างน้อยหนึ่งคน ในเมื่อเจ้ายังไม่ได้รับการแต่งตั้งจากนายท่านก็ยังไม่ถือว่าเป็นผู้คุ้มกัน หากคุณหนูสั่งให้เจ้าตามไป เจ้าต้องไปเรียกข้าหรือผู้คุ้มกันฉินให้ตามไปด้วย ส่วนการทำหน้าที่เฝ้าเวรยาม ปกติข้ากับผู้คุ้มกันฉินจะสลับกลางวันกลางคืนกัน ตอนเจ้าเข้าเวรก็เหมือนกัน ต้องมีข้าหรือผู้คุ้มกันฉินอยู่ด้วยอีกคน”

ขณะที่ผู้คุ้มกันเสิ่นอธิบายการทำงาน เพ่ยเจียงมีสีหน้าเรียบเฉย ท่าทางจริงจังแต่ในใจกลับร้อนรนนัก ในหัวเขามีแต่ภาพชายหนุ่มหญิงสาวในศาลาริมสระหน้าเรือนซื่อยู่

ภาพของคุณหนูกับคู่หมั้นที่อยู่ด้วยกัน

หนึ่งปีที่อยู่ในบ้านตระกูลอวี้แน่นอนว่าเขาต้องเคยเห็นเสิ่นหงจิ้ง ทุกครั้งก็จะมีอวี้เจียวพัวพันอยู่รอบตัวชายผู้นั้น สีหน้าของนางเต็มไปด้วยรอยยิ้มสดใส

เพ่ยเจียงชอบรอยยิ้มของอวี้เจียวมากที่สุด ตอนเห็นนางครั้งแรกในตลาดมืด รอยยิ้มของนางสดใสเจิดจ้าราวกับแสงอาทิตย์ ถึงเขาจะชอบเห็นนางยิ้มแต่ไม่ชอบเห็นนางยิ้มให้เสิ่นหงจิ้ง!

วูบหนึ่งเพ่ยเจียงคิดอยากสังหารเสิ่นหงจิ้ง แต่เขารู้ว่าถ้าตนอยากมีชีวิตในโลกนอกสนามล่าสัตว์ เขาต้องเคารพกฎของสังคมภายนอก

“และเรื่องสุดท้าย...” เสียงผู้คุ้มกันเสิ่นแทรกเข้ามาในภวังค์ เพ่ยเจียงดึงสติกลับมา เวลานี้ทั้งสองยืนอยู่กลางลานกว้างของบ้านตระกูลอวี้

ผู้คุ้มกันเสิ่นเผชิญหน้ากับเพ่ยเจียงที่มีรูปร่างสูงใหญ่กว่าเขาเล็กน้อย น้ำเสียงดุดันขึ้นทันใด “เรื่องสุดท้ายคือ ข้าจะทดสอบฝีมือเจ้า”

พูดจบก็พุ่งหมัดใส่เพ่ยเจียงทันที!

เพ่ยเจียงยกศอกขึ้นรับหมัดแล้วสวนกลับแบบไม่เกรงใจ

ตอนที่ทั้งสองประลองฝีมือกันกลางลาน มีบ่าวรับใช้มามุงดูไม่น้อย สาวใช้คนหนึ่งวิ่งไปที่เรือนซื่อยู่

พออวี้เจียวรู้เรื่องสองผู้คุ้มกันก็เป็นห่วงว่าบาดแผลเพ่ยเจียงจะปริซ้ำ หญิงสาวรีบวิ่งออกจากเรือนไปที่ลานกว้างอย่างร้อนใจ แต่เมื่อเห็นการต่อสู้ของทั้งสองแล้ว อวี้เจียวตกตะลึงแค่อึดใจก็ถอนหายใจยาวโล่งอก

นางกังวลเกินไปแล้ว