ในสวนหลังจวน
ชายหนุ่มในชุดสีครามราคาแพง ทั้งตัวมีเครื่องประดับสีทองระยิบระยับกำลังเงยหน้าถลึงตามองเพ่ยเจียงที่สูงกว่า ในมือกำแส้ไว้แน่น
“รู้หรือไม่ว่าม้าสองตัวนั้นราคาเท่าไหร่ ปกติแค่ลูบข้ายังต้องเบามือที่สุด ไม่ง่ายเลยที่จะขออวี้เจียวยืมไปขี่ นี่ข้ายังไม่มีโอกาสได้ขี่เลยสักครั้ง พวกมันก็มาตายไปก่อน ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้าสะเพร่าม้าสองตัวนั้นจะถูกวางยาจนตายได้อย่างไร!”
อวี้เหิงเป็นบุรุษบอบบางแรงน้อย ต่อให้มีแส้ในมือก็ยังสู้แรงฟาดของอวี้เจียวไม่ได้ หากเพ่ยเจียงต้องการป้องกันตัวเองแค่คว้าแส้ไว้ก็ได้ แต่ถ้าเขาทำอย่างนั้นเกรงว่าจะอยู่บ้านตระกูลอวี้ต่อไปไม่ได้อีก เขาจึงยืนนิ่งมองแส้ที่ฟาดลงมาด้วยสายตาเย็นชา สีหน้าแข็งกร้าว กระทั่งคิ้วก็ยังไม่ขยับ ท่าทีของเขายิ่งทำให้อวี้เหิงโมโหเดือด กำแส้แน่นตั้งใจจะฟาดลงไปให้สุดแรง
“หยุดนะ!”
เสียงตวาดดุดันก็ไม่อาจหยุดอวี้เหิงได้ทัน ชายหนุ่มฟาดแส้ลงบนตัวเพ่ยเจียงเต็มแรง!
พอเห็นเลือดไหลออกมาตามรอยแผลอวี้เจียวก็ยิ่งโมโห
นางสู้อุตส่าห์เอาใจให้เพ่ยเจียงพักผ่อนเต็มที่เพื่อรักษาแผลจากฝีมือนาง หวังว่าเขาจะไม่เก็บเป็นความแค้นฝังใจ เจ้าอวี้เหิงกล้าดีอย่างไรมาลงแส้ซ้ำแบบนี้! ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห เพียงพริบตาอวี้เจียวก็พุ่งไปยืนขวางเบื้องหน้าเพ่ยเจียง ใบหน้างดงามมองญาติผู้น้องอย่างโกรธจัด!
“เจ้าทำบ้าอะไร!”
อวี้เหิงตกใจกับสีหน้าโกรธแค้นของญาติผู้พี่ เขาชี้มือไปที่เพ่ยเจียงที่อยู่ด้านหลังนาง “มัน... เป็นความผิดมันที่ดูแลต้าเลี่ยกับจูเสวียไม่ดี ข้าก็แค่ช่วยเจ้าสั่งสอนมันไงล่ะ”
“ม้าก็เป็นม้าของข้า คนก็เป็นคนของข้า เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาสั่งสอนเขาแทนข้า!”
คำว่า ‘คนก็เป็นคนของข้า’ ทำให้เพ่ยเจียงมองแผ่นหลังบอบบางของสตรีเบื้องหน้าด้วยความตื่นตะลึง
เดิมอวี้เจียวตั้งใจว่าจะสร้างสายสัมพันธ์อันดีกับเพ่ยเจียงอย่างแนบเนียน แต่การแสดงออกของนางตอนนี้กลับกระตุ้นความสงสัยให้เกิดขึ้นในใจเพ่ยเจียงเสียแล้ว
เหตุใดคุณหนูจึงเปลี่ยนไปมากเช่นนี้ เปลี่ยนไปตั้งแต่เมื่อใดกัน
อวี้เจียงดึงแส้ในมืออวี้เหิงโยนทิ้งลงพื้นแล้วใช้เท้าบดขยี้ระบายโทสะซ้ำอีก ดวงตาเป็นประกายวาววับ “ถ้าเจ้ายังกล้าลงมือกับคนของข้าอีก ข้าจะไปฟ้องท่านอารองให้ตัดเงินเจ้าซะ!”
กำราบอวี้เหิงเสร็จก็เดินเชิดหน้าจากไป แต่เดินไม่กี่ก้าวก็นึกถึงอีกคนขึ้นมาได้ นางหันกลับไปเรียก “เจ้าตามข้ามา”
เพ่ยเจียงมองหญิงสาวอย่างครุ่นคิด
อวี้เจียวสบสายคมกล้าเคร่งขรึม ชั่วขณะหนึ่งก็เห็นดวงตาตรงหน้าทับซ้อนกับดวงตาร้อนแรงของฮ่วยหนานอ๋องในความฝัน พลันหัวใจก็เต้นถี่อย่างไม่อาจควบคุมได้ มือเล็กสั่นระริกยกมือกอดอกอย่างลืมตัวแล้วหันหลังรีบเดินนำไป
ดวงตาคมวาวมองตามหลังหญิงสาวนิ่ง ครู่หนึ่งจึงเดินตามไป
เรือนซื่อยู่
อวี้เจียวให้เพ่ยเจียงยืนรออยู่ในห้องเล็กข้างเรือน สั่งซังซังให้ไปหยิบยากับผ้าพันแผล จากนั้นนางก็รีบเดินเข้าห้องเรือนเพื่อตั้งสติ
นางเป็นถึงคุณหนูตระกูลอวี้ ส่วนเพ่ยเจียงแม้จะได้เลื่อนขั้นเป็นผู้คุ้มกันก็คือสูงกว่าบ่าวรับใช้ธรรมดาเท่านั้น ท่าทีของนางเมื่อครู่ย่อมทำให้ผู้คนสงสัยแน่นอน อีกทั้งเพ่ยเจียงก็เคยคิดว่านางต้องการตัวเขาเพื่อ...
คิดถึงตรงนี้อวี้เจียวก็สะบัดหน้าแรงๆ สูดลมหายใจลึกยาวหลายครั้ง
นิ่งไว้ มีสติเข้าไว้
เมื่อระงับอารมณ์วุ่นวายได้อวี้เจียวก็เดินกลับไปที่ห้องเล็ก ตอนมาถึงก็เห็นเขายืนหันหลังให้ หญิงสาวชะงักนิ่งแล้วมองแผ่นหลังเหยียดตรงอย่างครุ่นคิด หนึ่งเหตุผลที่ทำให้นางปักใจเชื่อว่าทาสเลี้ยงม้ากับฮ่วยหนานอ๋องเป็นคนเดียวกันก็คือความองอาจแข็งกร้าวที่แผ่อยู่รอบตัวเขาอย่างชัดเจนนี่เอง
จู่ๆ เพ่ยเจียงก็หันหลังกลับมา ก้มศีรษะเล็กน้อย “คุณหนู”
อวี้เจียวขมวดคิ้วมองท่าทีอีกฝ่ายอย่างไม่สบอารมณ์ ปกติเขาจะก้มหน้าต่ำแต่วันนี้กลับกล้าประสานสายตากับนางไม่หลบ ยิ่งคิดถึงภาพที่เขาล่วงเกินตัวเองในความฝันก็ทำให้อวี้เจียวเสียงแข็ง
“บังอาจ! ใครอนุญาตให้เจ้าจ้องข้าแบบนี้ได้”
เพ่ยเจียงรีบก้มหน้า “บ่าวผิดไปแล้ว”
เห็นเขายอมก้มหัวให้อวี้เจียวก็อยากตบปากตัวเองนัก ทำไมถึงปากไวนักนะ!
ประจบ ประจบ ประจบ
หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึกพลางปลอบใจตัวเองว่าค่อยๆ ปรับตัวแก้นิสัยไปแล้วกัน
ถือโอกาสที่เขาก้มหน้าก็มองสำรวจสภาพเนื้อตัวเขาอย่างรวดเร็ว พอเห็นว่าเสื้อบริเวณหน้าอกชุ่มไปด้วยเลือดก็หน้าเสีย หลายวันก่อนที่ได้เห็นบาดแผลเขา ตอนนั้นอวี้เจียวยังตำหนิตัวเองวู่วามใจร้อนเกินไป ทันใดนั้นความคิดชั่วร้ายก็ผุดขึ้นในหัว
ถ้าเพ่ยเจียงตายเสียตั้งแต่วันนี้จะดีกว่าไหม?
พื้นนิสัยอวี้เจียวไม่ใช่คนใจดำอำมหิตจึงสลัดความคิดนี้ทิ้งได้ทันที ถามเขาเสียงอ่อนลง “บาดแผลเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง” ถามไปแล้วก็กลัวว่าอีกฝ่ายจะคิดไปไกลอีกจึงรีบพูดต่อ “ข้าไม่ได้ห่วงหรอกนะ เป็นเพราะก่อนหน้านี้ข้าพูดเรื่องการตายของต้าเลี่ยและจูเสวียกับเจ้าชัดเจนแล้ว แต่วันนี้เจ้ากลับถูกผู้อื่นลงโทษเพราะเรื่องนี้อีก อาจเป็นเพราะข้าพูดกับคนอื่นไม่ชัดเจนข้าจึงรู้สึกว่าตัวเองมีส่วนต้องรับผิดชอบเหมือนกัน”
เพ่ยเจียงก้มหน้าต่ำซ่อนเพื่อซ่อนแววตาตน ความสงสัยเรื่องท่าทีที่เปลี่ยนไปของหญิงสาวทำให้เขาตอบ “บ่าวรู้สึกว่าแผลเก่ามันแตกอีกครั้งขอรับ”
“ขอข้าดูหน่อย” อวี้เจียวร้อนใจ ไม่พูดเปล่ายังก้าวเข้าไปใกล้ใช้สองมือจับสาบเสื้อเพ่ยเจียงแยกออกเพื่อดูบาดแผลเองด้วย
ชั่วขณะที่เพ่ยเจียงตกตะลึงตัวแข็งทื่อ ดวงตาคมก็ถูกดึงดูดด้วยลำคอเล็กขาวเนียนพอเลื่อนสายตาต่ำลงชายหนุ่มก็แทบหยุดหายใจ เพราะอวี้เจียวตัวเล็กกว่าเขามากเพียงหลุบตาลงก็เห็นเนินอกขาวนวล เพ่ยเจียงพลันรู้สึกปากคอแห้งผาก
ไม่นานอวี้เจียวก็รู้สึกตัว นางรีบปล่อยมือแล้วเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มแต่อีกฝ่ายหลุบตาลงจนมองไม่เห็นแววตา หญิงสาวเก้อเขินจนทำตัวไม่ถูก ถอยหลังสองก้าว กระแอมแก้เก้อแล้วบอก “ข้าให้ซังซังไปหยิบยาใส่แผลมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นแผลลึกแค่ไหนก็สามารถรักษาให้หายได้”
“ขอบคุณคุณหนู” เพ่ยเจียงก้มศีรษะ
อวี้เจียวพยักหน้า “ต่อไปถ้าเจอเหตุการณ์แบบนี้อีกอย่ายืนเฉยปล่อยให้เขาตี จำเอาไว้ นอกจากข้า ท่านพ่อท่านแม่ของข้า ถ้าคนอื่นคิดจะลงโทษเจ้าก็ต้องถามข้าก่อนว่ายินยอมหรือไม่ ต่อให้เป็นคนตระกูลอวี้หากข้าไม่อนุญาตใครก็แตะเจ้าไม่ได้!”
ประโยคนี้อวี้เจียวตั้งใจบอกเป็นนัยๆ ให้เขารู้ว่าถ้าคนบ้านท่านอารองรังแกเขา ก็อย่าได้มาคิดบัญชีแค้นกับครอบครัวนาง เพราะครอบครัวนางดีกับเขา พวกเราไม่เกี่ยว
เสียดายที่เพ่ยเจียงไม่เข้าใจความนัยที่อวี้เจียวต้องการบอก เขากำลังตื้นตันใจที่หญิงสาวแสดงความห่วงใยมากกว่า ดวงตาคมเปล่งประกายระยับด้วยความยินดี “จากนี้บ่าวจะเชื่อฟังคุณหนูคนเดียวเท่านั้น”
เพ่ยเจียงตอบเสียงหนักแน่นทำให้อวี้เจียวอึ้งอย่างคาดไม่ถึง ทว่าในใจก็ยังหวั่นไม่รู้ว่าคำพูดนี้จะหนักแน่นจนถึงวันที่ฐานะเขาเปลี่ยนแปลงไปไหม
ซังซังกับบ่าวรับใช้ชื่อฟู่ฉวนถือยาและอ่างใส่น้ำเข้ามา
การทายาต้องถอดเสื้อออก แม้อวี้เจียวจะไม่ใช่สตรีที่ไม่เคยเห็นบุรุษถอดเสื้อแต่การยืนดูบ่าวชายถอดเสื้อทายาก็ไม่ใช่เรื่องสมควรทำ หากเรื่องรู้ถึงหูบิดามารดาก็ยากจะอธิบายแล้ว อวี้เจียวหันไปสั่งฟู่ฉวน “ต่อจากนี้เจ้ามีหน้าที่ดูแลใส่ยาให้เขาจนกว่าจะหายดี” สั่งเสร็จก็รีบเดินออกไปโดยมีซังซังเดินตามอยู่ด้านหลัง
คล้อยหลังอวี้เจียว เพ่ยเจียงก็เงยหน้าขึ้น สีหน้าแววตามีเพียงความเย็นชา
ฟู่ฉวนเปิดขวดยาถือรอ น้ำเสียงนอบน้อม “ผู้คุ้มกันเพ่ยถอดเสื้อออกเถอะขอรับ ข้าน้อยจะช่วยทายาให้”
“ไม่จำเป็น ข้าทำเอง” น้ำเสียงราบเรียบ
“แต่คุณหนูสั่งให้ข้าน้อย...” ฟู่ฉวนแย้งแต่พอเห็นสีหน้าเย็นชาของอีกฝ่ายก็ไม่กล้าขัดใจ “ถ้า...ถ้าเช่นนั้นข้าน้อยจะยืนอยู่ตรงนี้ ถ้าผู้คุ้มกันเพ่ยต้องการให้ช่วยก็เรียกได้เลยนะขอรับ”
เพ่ยเจียงไม่สนใจ เขาถอดเสื้อออกเองอย่างไม่ลำบาก บนร่างกายเขานอกจากรอยแส้ที่เพิ่งโดนวันนี้ยังมีรอยแผลเป็นเก่าๆ เต็มตัวไปหมด ทั้งเล็กและใหญ่ บางรอยก็ทับกัน มองแล้วทั้งตัวเขาไม่มีส่วนไหนที่ราบเรียบไร้บาดแผล
เดิมฟู่ฉวนที่ยืนอยู่ด้านข้างตาโตกับร่างกายแข็งแรงบึกบึน แต่พอเห็นรอยแผลน้อยใหญ่ก็ถึงกับอ้าปากค้าง คนคนหนึ่งมีบาดแผลเต็มตัวเช่นนี้แล้วยังมีชีวิตรอดมาได้ ไม่ใช่เหลือเชื่อหรอกหรือ!
ยิ่งเห็นเพ่ยเจียงใช้ผ้าชุบน้ำซับเลือดตามแผลด้วยสีหน้าเรียบเฉยไร้ความรู้สึก ก็ยิ่งทำให้ฟู่ฉวนขวัญกระเจิงจนพูดไม่ออก
ฟู่ฉวนรู้ว่าก่อนจะได้เป็นผู้คุ้มกันอีกฝ่ายเป็นเพียงทาสเลี้ยงม้า เคยได้ยินบ่าวคนอื่นพูดกันว่าเพ่ยเจียงมีนิสัยประหลาด ไม่สุงสิงคบหาเป็นมิตรกับใคร ถึงฤดูหนาวก็ไม่เคยใส่ชุดผ้านวมกันหนาว พวกบ่าวรับใช้ล้วนหวาดกลัวเขา พยายามหลบเลี่ยงไม่เข้าใกล้ ได้เห็นร่างกายเขาวันนี้ ฟู่ฉวนก็เห็นด้วยกับบ่าวคนอื่น
เขาเป็นคนน่ากลัวจริงๆ
อดทนยืนรอจนเพ่ยเจียงเช็ดทำความสะอาดบาดแผลเสร็จ ฟู่ฉวนก็ถามด้วยความอยากรู้ “ผู้คุ้มกันเพ่ยไม่รู้สึกเจ็บบ้างเลยหรือ”
เพ่ยเจียงหยิบขวดยาขึ้นมาเทราดไปบนบาดแผลก่อนจะตอบเสียงเรียบ “ชินแล้ว”
“มีคนชินชากับความเจ็บปวดด้วยหรือ!”
เพ่ยเจียงไม่สนใจฟู่ฉวน เขาใช้ผ้าพันแผลพันไปตามร่างกายอย่างคล่องแคล่ว
เมื่อก่อนชายหนุ่มไม่เคยสนใจว่าบาดแผลจะหายเร็วหรือช้า แต่วันนี้มีคนต้องการให้บาดแผลเขาหายดี เขาจึงตั้งใจใส่ยาพันผ้าอย่างดีเพื่อไม่ให้คนผู้นั้นต้องผิดหวัง
ฟู่ฉวนกะพริบตาปริบๆ มองอดีตทาสเลี้ยงม้าดูแลใส่ยาพันผ้าพันแผลตัวเองโดยไม่เรียกเขาไปช่วยจนเสร็จเรียบร้อยก็ถามอย่างระวัง “ข้าน้อยควรบอกคุณหนูหรือไม่ว่าผู้คุ้มกันเพ่ยไม่ต้องการให้ข้าน้อยอยู่ช่วย”
เพ่ยเจียงที่กำลังสวมเสื้อชะงักไปครู่หนึ่ง “คุณหนูสั่งมาอย่างไรก็ให้ทำไปตามนั้น”
ในใจฟู่ฉวนแย้งทันทีว่าคุณหนูสั่งให้เขาช่วยแต่เพ่ยเจียงไม่ยอมให้ช่วย เช่นนี้จะเรียกว่าทำตามคำสั่งได้อย่างไร!
“ขอรับ ข้าน้อยจะทำตามที่ผู้คุ้มกันเพ่ยบอก” สุดท้ายฟู่ฉวนก็ต้องตอบอย่างจนปัญญาเพราะไม่กล้าแย้ง