ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

ไฮโซจอมปลอม (假贵族)

ผู้แต่ง Mo Shu Bai
ผู้แปล Hongsamut
ประเภท นิยายจีน
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
ร้านค้าออนไลน์ แบบเล่ม

จากเด็กหญิงกำพร้าที่ถูกคุณนายตระกูลใหญ่รับมาเลี้ยง สู่ว่าที่เจ้าสาวของบุตรชาย แต่ถึงคราวสิ้นคุณนายแล้ว เธอจะไม่แสร้งเป็นหงส์อีกต่อไป... เธอคงหย่าได้แล้วสินะ?

บทนำ

‘หยางเวย’ คือเด็กกำพร้าที่ถูกคุณนายใหญ่เลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็กเพื่อให้แต่งงานกับบุตรชายคนเดียวของท่าน

และเพื่อให้สามารถเข้ากับตระกูลซ่งอันยิ่งใหญ่มั่งคั่ง เพื่อแบ่งเบาภาระของผู้มีพระคุณที่เมตตา หยางเวยจึงละทิ้งสิ่งที่ตนเองใฝ่ฝัน เฝ้าเรียนรู้การวางตัวเป็นผู้ดี เล่นเชลโล เรียนภาษาฝรั่งเศส ทำคะแนนให้ได้ที่หนึ่งเสมอและไม่ทำอะไรที่คุณชายซ่งไม่ชอบ

เธอสำรวมตน ควบคุมตัวเอง จนเหมือนสายเครื่องดนตรีที่ถูกขึง

แต่ซ่งเจ๋อก็ไม่เคยชอบเธอ

คุณชายซ่งเป็นเด็กหนุ่มหน้าตาดีเหมือนก้าวออกมาจากภาพวาด ริมฝีปากมักประดับด้วยรอยยิ้มแฝงด้วยแววเย้ยหยัน ครั้งแรกที่เราเจอกัน เขาพินิจเธอนิ่งนาน จากนั้นก็เอ่ยขึ้นลอย ๆ ว่า “สกปรก”

เขามักแสดงความเย่อหยิ่งออกมาอย่างไม่ปิดบัง แสดงออกทุกอย่างโดยไม่คำนึงถึงความรู้สึกของเธอแม้แต่น้อย

หลังเรียนจบจากต่างประเทศ เขายอมกลับมาแต่งงานกับเธอเพราะเห็นแก่แม่ของเขา

แต่วันนี้คุณนายใหญ่สิ้นแล้ว

หยางเวยรู้สึกเป็นอิสระ ลูกเป็ดขนดำไม่จำเป็นต้องแสร้งทำตัวเป็นหงส์อีกต่อไป

เธอคงหย่าได้แล้วสินะ?

สารบัญ

1.อย่าถือสา

               อากาศในช่วงเดือนสี่ของทางภาคใต้ค่อนข้างชื้น

               รอบด้านเต็มไปด้วยไอน้ำ ทำให้หายใจลำบากทั้งยังน่าอึดอัด คืนวานนี้เริ่มมีฝนตกลงมา จนกระทั่งช่วงที่หยางเวยออกจากบ้านในตอนเช้าก็ยังไม่หยุด เธอทบทวนเส้นทางที่จะไปแล้วจึงเลือกหยิบรองเท้าส้นสูงหัวแหลมสีขาวมาสวม มันเหมาะกับเดรสลวดลายเรียบง่ายและเสื้อโค้ตที่สวมทับอยู่ด้านนอก เธอแต่งแต้มเครื่องสำอางบางๆ ก่อนจะออกจากบ้าน

               อาหยีได้ยินเสียงเปิดประตูก็ยื่นหน้าออกมาจากห้องครัวถามด้วยความสงสัย “คุณผู้หญิงจะออกไปข้างนอกหรือคะ?”

               “อืม” หยางเวยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ฉันจะขับรถไปเอง ไม่ต้องเรียกเหล่าจาง”

               “คุณจะกลับมากินข้าวเย็นหรือเปล่าคะ?”

               “ไม่จ้ะ” หยางเวยกางร่มแล้วเอ่ยต่อ “วันนี้ฉันกับคุณผู้ชายคงไม่กลับมากินข้าวเย็น ป้าเตรียมไว้ให้ตัวเองกับเหล่าจางเถอะ” พอกล่าวจบเธอก็ปิดประตู

               หญิงสาวอายุต้นยี่สิบผู้มีท่าทางกระตือรือร้นคนหนึ่งยืนรออยู่ มือข้างหนึ่งถือร่มส่วนอีกมือก็ถือเอกสาร พอเห็นหยางเวยเดินออกมา ฝ่ายนั้นก็รีบตรงเข้าไปกางร่มให้ เมื่อส่งหยางเวยขึ้นรถแล้วจึงเดินไปนั่งตำแหน่งคนขับ

               เดิมทีหยางเวยเป็นคนขับรถนิ่มมาก เธอจะขับช้ากว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ประมาณห้าเปอร์เซ็นต์ หากไม่มีอะไรผิดพลาดแม้แต่การเพิ่มความเร็วเธอยังต้องเฉลี่ยให้สม่ำเสมอ หานเสี่ยวขุยเป็นผู้ช่วยหยางเวยมาได้ระยะหนึ่ง ผู้ช่วยสาวได้เรียนรู้รูปแบบการขับรถมาจากเจ้านายจนสามารถขับได้คล่องมือ

               หานเสี่ยวขุยมองไปเบื้องหน้าด้วยสายตาจดจ่อ ขณะเดียวกันก็เอ่ยกับหยางเวยว่า “คุณผู้ชายยืนยันเวลามาแล้วค่ะ หลังประชุมสิบโมงเช้าเสร็จก็จะออกมาเจอพวกเราทันที ส่วนทนายเฉินก็ออกเดินทางแล้วเหมือนกัน พอพวกเราไปถึงบริษัท ทนายเฉินน่าจะรออยู่ตรงหน้าประตู เรื่องเอกสารต่างๆ ฉันจัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้วค่ะ เดี๋ยวคุณค่อยตรวจสอบให้แน่ใจอีกครั้งนะคะ”

               หยางเวยรับคำ ตวัดสายตามองเอกสารในมือ ในนั้นมีหนังสือหย่าสองฉบับ

               “ทนายเฉินเตรียมหนังสือสัญญาไว้สองฉบับตามที่คุณบอก ฉบับแรกเป็นสัญญาที่เขียนไว้ว่า คุณยินดีจะออกจากบ้านโดยไม่นำทรัพย์สินใดๆ ติดตัว ส่วนอีกฉบับเป็นสัญญาที่แจ้งรายละเอียดทรัพย์สินที่คุณจะได้หลังจากการหย่า ประเด็นสำคัญจะอยู่ที่หุ้นห้าเปอร์เซ็นต์ของบริษัทซ่งซื่อกรุ๊ป หากทำตามสัญญาเดิม คุณสามารถนำทรัพย์สินของคุณซ่งไปได้ถึงหกสิบเปอร์เซ็นต์เชียวนะคะ”

               “หุ้นห้าเปอร์เซ็นต์นั้นเป็นหุ้นที่ ‘คุณนายจ้าวหยางหลาน’ มอบให้คุณเป็นสมบัติส่วนตัว ก่อนหน้านี้คุณซ่งเคยยอมรับว่าตัวเองมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับคุณอู่หลุน ในฐานะที่ถูกสามีนอกใจ คุณมีเหตุผลที่เหมาะสมในการฟ้องขอสมบัติมากขึ้นกว่าเดิมค่ะ”

               หานเสี่ยวขุยเล่าถึงประเด็นสำคัญของเอกสาร ส่วนหยางเวยก็นิ่งฟังพลางเปิดเอกสารในมือ

               ขณะที่รถขับไปได้ครึ่งทาง เธอก็อ่านเอกสารจนจบ ถอนหายใจยาวและปิดมันลง

               หานเสี่ยวขุยเหลือบมองก่อนเอ่ยถามอย่างระมัดระวังว่า “คุณผู้หญิงตรวจเสร็จแล้วหรือคะ?”

               “อืม”

               หานเสี่ยวขุยได้ยินคำตอบนั้นก็ลังเลอยู่นาน ในที่สุดจึงเอ่ยปากขึ้นว่า “คุณผู้หญิงคะ อันที่จริงคุณก็สู้มาตั้งนานกว่าจะมีวันนี้ ตอนนี้คุณผู้ชายเองก็กลายเป็นเบอร์หนึ่งของตระกูลซ่งอย่างมั่นคง คุณหย่าตอนนี้จะไม่...” อีกฝ่ายไม่ได้พูดประโยคนี้ออกมาแต่หยางเวยกลับเข้าใจดี

               เธอยืนหยัดอยู่เคียงข้างซ่งเจ๋อคอยเป็นหุ่นเชิดให้บริษัทมาหลายปี ในที่สุดก็ถึงวันที่เขาขึ้นเป็นผู้ครองอำนาจอย่างแท้จริง นับว่าภารกิจของเธอจบสิ้น วันนี้เธอพร้อมจะหลีกทางให้ผู้หญิงคนอื่น และยอมเดินออกจากตระกูลซ่งโดยไม่คิดเอาสมบัติใดๆ ติดตัวไปด้วย

               ใช่...อาจจะดูเป็นการกระทำที่สิ้นคิด

               เธอเงียบไปนาน สุดท้ายก็เอ่ยขึ้น “เสี่ยวขุย เธอรู้ไหมว่าทำไมลูกเป็ดขี้เหร่ถึงได้กลายเป็นหงส์”

               หานเสี่ยวขุยไม่เข้าใจว่าเหตุใดจู่ๆ หยางเวยจึงถามคำถามนี้ขึ้น ยังไม่ทันได้ตอบหยางเวยก็เอ่ยต่อ “ไม่ใช่เป็นเพราะมันมีความพยายาม แต่เพราะมันเป็นหงส์อยู่แล้วแต่เดิม ดังนั้นตัวตนที่แท้จริงอย่างไรก็เที่ยงแท้ไม่มีวันแสร้งทำเป็นอย่างอื่น ตัวปลอมก็ไม่มีทางเลียนแบบตัวจริงได้ ใครมาจากไหนก็ต้องกลับไปที่นั่น ดังนั้นจงอย่าได้งอนง้อคนอื่นและอย่าคิดทำร้ายตัวเอง”

               หานเสี่ยวขุยตะลึงกับคำพูดที่ได้ยิน เธอไม่เข้าใจเจตนาของเจ้านาย

               หยางเวยหรี่ตาลง มองออกไปนอกหน้าต่าง เอ่ยขึ้นว่า “ฝนหยุดแล้ว”

 

               วันแรกที่เธอได้พบกับซ่งเจ๋อก็เป็นวันฝนตก

               วันนั้นพ่อกับแม่ของเธอเพิ่งประสบอุบัติเหตุและเสียชีวิตพร้อมกันทั้งคู่ จากนั้นก็มีคนแจ้งให้เธอทราบว่าคุณนายซ่งแห่งหนานเฉิงจ้าวหยางหลานนั้นเคยเป็นนักเรียนของแม่เธอ และได้รับการดูแลจากแม่เธอเป็นอย่างดี ตอนนี้อยากจะรับเลี้ยงเธอและถามว่าเธอยินยอมหรือไม่

               อันที่จริงเธอก็ไม่มีทางเลือกมากนัก เพราะไม่ว่าจะเป็นคุณลุงคุณป้าต่างก็กลัวว่าเธอจะไปรบกวนและสร้างความวุ่นวายให้กับครอบครัวพวกเขา หากมีใครคนหนึ่งยินดีรับเลี้ยงเธอนั่นย่อมเป็นเรื่องดี ดังนั้นหลังจากที่พ่อกับแม่เสียชีวิตได้ไม่นาน จ้าวหยางหลานจึงมารับเธอไปอยู่ที่บ้านตระกูลซ่ง

               หนานเฉิงเป็นเมืองที่อยู่ใกล้กับเมืองของเธอ ขับรถเพียงสามชั่วโมงก็ถึง แต่คนตระกูลซ่งจัดการธุระได้รอบคอบนัก ตอนเช้ามีคนมารับ บ่ายวันนั้นเธอก็ถึงบ้านตระกูลซ่ง เธอยังสวมชุดเครื่องแบบที่โรงเรียนมอบให้ สะพายกระเป๋านักเรียนที่ขาดเป็นรู สวมรองเท้าผ้าใบเลอะโคลน ช่างดูมอมแมมและอนาถาเหลือเกิน

               เมื่อเธอเดินเข้าประตูมา จ้าวหยางหลานและซ่งเหยียนชิงนั่งอยู่บนโซฟา ซ่งเหยียนชิงวางสีหน้าราบเรียบไม่อาจเดาอารมณ์ได้มีแต่จ้าวหยางหลานที่เดินมาหาเธอด้วยความยินดีและจับมือเธอโดยไม่นึกรังเกียจ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “หนูคือเสี่ยวหยางเวยใช่ไหมจ๊ะ โตขนาดนี้เชียว ตอนหนูอายุสามขวบน้าเคยเจอหนูครั้งหนึ่ง หนูจำได้ไหมจ๊ะ?”

               หยางเวยประหม่าจนไม่กล้าพูดอะไร เธอนึกขึ้นได้ว่าตนไม่ได้ตัดเล็บให้สะอาดและยังมีฝุ่นดินเกาะอยู่ตามซอกเล็บเล็กน้อย เมื่อเธอยืนอยู่กลางห้องรับแขกที่กว้างขวางโอ่โถง จึงเหมือนกระต่ายตัวน้อยที่มาเยือนโลกใหม่ เธอเกร็งไปทั้งร่าง ไม่กล้าเคลื่อนไหวแม้แต่น้อย

               จ้าวหยางหลานรู้สึกถึงความประหม่าของเธอ จึงตบหลังมือเป็นเชิงปลอบและเอ่ยว่า “ไม่เป็นไรหรอก ไม่ต้องกลัว ต่อไปที่นี่คือบ้านของหนู ให้ฉันเป็นแม่คนใหม่ของหนูดีไหมจ๊ะ?”

               หยางเวยพยักหน้า จ้าวหยางหลานช่วยเธอจัดการกับเสื้อผ้า ขณะที่กำลังจะเอ่ยอะไรก็ได้ยินเสียงเด็กหนุ่มคนหนึ่งดังมาจากด้านบน น้ำเสียงของเขาใสกังวาน ไม่ว่าใครได้ยินเป็นต้องหลงใหล เขาตะโกนลงมาว่า “อ้อ เธอเองหรือ”

               หยางเวยแหงนหน้าขึ้นมองและเห็นเด็กหนุ่มยืนอยู่ที่บันได เขาพินิจมองเธอด้วยใบหน้าอมยิ้ม เขาสวมเสื้อไหมพรมสีครีม สวมแว่นกรอบทอง ผมซอยปรกลงมาข้างหู นัยน์ตาเปล่งประกาย

               หยางเวยไม่ค่อยเห็นการแต่งกายแบบนี้สักเท่าไหร่ ในหมู่บ้านของเธอไม่ค่อยนิยมสวมเสื้อผ้าสีสะอาดแบบนี้เพราะมักจะเปื้อนง่าย

               แต่อันที่จริงเธอเป็นคนชอบสวมเสื้อผ้าสีอ่อน ดังนั้นเธอจึงมองชุดของเด็กหนุ่มแบบไม่ละสายตา เด็กหนุ่มมองเธอด้วยรอยยิ้ม สีหน้าเต็มไปด้วยความเมตตา แต่เพราะเขาเป็นเด็กหนุ่มหน้าตาดีเหมือนเพิ่งเดินออกมาจากภาพวาด เลยทำให้เธอมองข้ามไปว่ารอยยิ้มของเขาแฝงด้วยแววเย้ยหยันอยู่เล็กน้อย เขาพินิจมองหยางเวย จากนั้นก็สบถเบาๆ ทั้งยังเอ่ยขึ้นลอยๆ ว่า “สกปรกจริง”

               หยางเวยนิ่งเกร็งไปทั่วทั้งร่าง ซ่งเหยียนชิงลุกขึ้นและตวาดกลับไปด้วยความโมโห “จะไปไหน กลับมาเดี๋ยวนี้นะ แกพูดอะไรของแกน่ะ”

               เด็กหนุ่มไม่ได้ใส่ใจเพียงหันจากไป ซ่งเหยียนชิงและจ้าวหยางหลานต่างวางสีหน้าไม่ถูก จ้าวหยางหลานรีบเอ่ย “เอ่อ หยางเวย เขาคือพี่ซ่งเจ๋อจ้ะ ต่อไปหนูจะต้องไปเรียนกับเขา เขาเป็นคนนิสัยดีแค่วันนี้มีเรื่องไม่สบายใจนิดหน่อย หนูอย่าถือสาเลยนะจ๊ะ”

               หยางเวยพยักหน้าโดยไม่ได้พูดอะไรอีก

               นั่นคือการเจอกันครั้งแรกระหว่างเธอกับซ่งเจ๋อ

               เด็กหนุ่มอย่างซ่งเจ๋อมีนิสัยแบบคุณชาย เขาแสดงความเย่อหยิ่งออกมาอย่างไม่ปิดบัง พอนึกดูถูกเธอก็แสดงออกอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่คำนึงถึงความรู้สึกของเธอแม้แต่น้อย

               เขานึกขำที่เธอกินข้าวข้างถนน เยาะเย้ยที่เธออ่านนิยายรัก การ์ตูน และเรื่องตลกเพ้อฝัน การที่เธออายุสิบกว่าปีและทำงานทุกอย่างเป็น กลายเป็นเรื่องไม่เหมาะไม่ควรสำหรับเขา

               และเพื่อให้เธอสามารถเข้ากับตระกูลซ่งได้ เพื่อให้เป็นที่รักของเขาและจ้าวหยางหลาน เธอจึงละทิ้งงานอดิเรกพวกนี้ทั้งหมด เธอเฝ้าเรียนรู้การวางตัวเป็นผู้ดี เล่นเชลโล เรียนภาษาฝรั่งเศสและภาษาละติน ทำคะแนนให้ได้ที่หนึ่งเสมอ และไม่กินของทุกอย่างที่พวกเขาไม่ชอบ

               เธอพยายามสำรวมตน ควบคุมตัวเองจนเหมือนสายเครื่องดนตรีที่ถูกขึงไว้แน่น ไม่ผ่อนปรนกับตัวเองแม้แต่น้อย

               แต่ซ่งเจ๋อก็ไม่เคยชอบเธอ

               พวกเขาเข้าเรียนพร้อมกัน เลิกเรียนพร้อมกัน เรียนพิเศษด้วยกัน แต่ไม่เคยเข้ากันได้ดี

               เธอพยายามวิ่งตามก้าวเดินของจ้าวหยางหลานและซ่งเจ๋อมาตลอด อยากได้รับการยอมรับจากพวกเขา อยากเป็นคนสำคัญของพวกเขา

               วันที่ซ่งเหยียนชิงเกิดอุบัติเหตุ ซ่งเจ๋อเพิ่งจะอยู่ ม.6 จ้าวหยางหลานตัดสินใจส่งคุณชายน้อยคนนี้ไปเรียนต่อที่ต่างประเทศเพื่อหลีกหนีมรสุมชีวิต ส่วนเธอ...จ้าวหยางหลานให้เธอเลือกว่าเธอจะเรียนต่อในประเทศหรือจะตามซ่งเจ๋อไปเรียนต่างประเทศ ตอนนั้นเธอตัดสินใจที่จะอยู่ในประเทศเป็นเพื่อนจ้าวหยางหลานและจัดการธุระที่น่าปวดหัวทั้งหลาย

2.อย่าทำตัวขี้หึง

               เธอจำได้ชัดว่าคืนที่เธอตัดสินใจอยู่ในประเทศ ซ่งเจ๋อยืนอยู่หน้าประตูห้องนอนและมองเธอด้วยสายตาเย็นชา “เธอบอกว่าฉันสำคัญมากไม่ใช่หรือ?” เขาเอ่ยถาม “เธอบอกว่าชอบฉันไม่ใช่หรือ แล้วทำไมถึงไม่ไปต่างประเทศด้วยกันล่ะ?”

               เธอไม่ตอบ หยางเวยในช่วงวัยรุ่นเป็นคนพูดน้อยและไม่ถนัดเรื่องการเปิดเผยความในใจ นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ซ่งเจ๋อมีท่าทีร้อนใจ เขายืนขยี้เท้าอยู่หน้าประตูอย่างโมโหและจ้องเธอด้วยสายตาเย็นชา ก่อนจะถามว่า “หยางเวย เธอชอบฉันตรงไหน เธอก็แค่ละอายใจและอยากตอบแทนบุญคุณของแม่ฉัน อย่างนี้หรือที่เธอเรียกว่าชอบ” เขาแสยะยิ้มอย่างเย้ยหยัน ก่อนจะกำหมัดแน่นและพูดลอดไรฟันว่า “ฉันไม่แคร์หรอก” พอพูดจบเขาก็ปิดประตูดังปังแล้วจากไป

               เช้าวันถัดมาเขาออกเดินทางไปต่างประเทศโดยไม่ให้ใครปลุกเธอด้วยซ้ำ

               เธออยู่เคียงข้างจ้าวหยางหลาน ช่วยกันควบคุมสถานการณ์ของตระกูลซ่งให้มั่นคง และคงด้วยเหตุนี้ทำให้จ้าวหยางหลานมั่นใจและเรียกเธอว่า ‘ลูกสะใภ้’ ตั้งแต่เธออายุสิบแปดเป็นต้นมา
จ้าวหยางหลานก็สอนเธอตามแบบฉบับของคุณนายซ่ง เมื่อก่อนมารดาของซ่งเจ๋อเพียงคาดหวังให้หยางเวยเป็นสตรีผู้มีภาพลักษณ์เหมาะสม ตอนนี้หล่อนยิ่งคาดหวังว่าหยางเวยจะกลายเป็นคุณนายซ่งผู้เพียบพร้อม

               หยางเวยสอบเข้ามหาวิทยาลัยปักกิ่งได้ด้วยคะแนนอันดับหนึ่งของเมือง หลังเรียนจบมหาวิทยาลัยปักกิ่งอย่างสมภาคภูมิก็เรียนต่อปริญญาโทที่วิทยาลัยธุรกิจวอลตัน เธอกลับประเทศพร้อมกับซ่งเจ๋อ หลังจากกลับมาทั้งสองก็หมั้นและแต่งงานกัน ซ่งเจ๋อไม่ได้ปฏิเสธแม้แต่วันที่สวมชุดแต่งงาน

               เธอจึงแอบคิดว่า...หรือเขาจะพอมีใจให้ตนบ้าง?

               แต่หลังจากนั้นไม่นานเธอก็พบว่านั่นเป็นความเข้าใจผิดอย่างยิ่ง ซ่งเจ๋อทำดีกับเธอ แต่เป็นการทำดีที่ต่างจากสมัยเป็นวัยรุ่นอย่างสิ้นเชิง เขาทำดีกับเธอเหมือนที่ทำกับผู้หญิงคนอื่นทุกคน

               เขาซื้อสร้อยคอให้เธอ หลังจากนั้นไม่กี่วันเธอก็เห็นสร้อยคอแบบเดียวกันนี้ที่คอของสาวสวยคนหนึ่ง ซึ่งบริษัทซ่งซื่อมีเดียกำลังปั้นให้เป็นดาว ไม่นานก็มีนักข่าวเปิดโปงความสัมพันธ์ของพวกเขา

               ตอนนั้นทั้งคู่เพิ่งแต่งงานกันได้ไม่ถึงปี เป็นเวลาเดียวกับที่จ้าวหยางหลานเริ่มป่วย เธอไม่อยากให้จ้าวหยางหลานทุกข์ใจกับเรื่องนี้ จึงได้นำภาพถ่ายไปถามซ่งเจ๋อ

               นั่นคงเป็นช่วงเวลาที่เธอทำตัวเสียมารยาทที่สุดในชีวิต เขายิ้มและนิ่งฟังเธอถามจนจบ จากนั้นก็เท้าคางและถามเธอด้วยรอยยิ้มว่า “ผมจะคบกับเธอหรือเปล่า เกี่ยวอะไรกับคุณนายซ่งด้วยล่ะครับ?”

               หยางเวยนิ่งไปเล็กน้อย เธอมองใบหน้าของบุรุษผู้หล่อเหลาตรงหน้า เขาเอนกายพิงพนักเก้าอี้และมองเธอด้วยแววตาสงสัย “เรื่องพวกนี้แม่ผมไม่เคยสอนคุณหรือ การเป็นคุณนายซ่งเรื่องบางเรื่องก็ต้องแสดงละครไปตามน้ำ ไม่ต้องคิดเป็นจริงเป็นจัง ถ้าคุณเอาเรื่องเดี๋ยวจะเสียภาพลักษณ์เปล่าๆ อย่างไรคุณก็นั่งในตำแหน่งคุณนายซ่งจะไปสนใจมากมายทำไมกัน”

               เมื่อเธอได้ยินประโยคนั้นก็ตกตะลึง คล้ายร่างทั้งร่างตกอยู่ในทะเลสาบน้ำแข็ง หนาวสะท้านจนมือและเท้าเธอเย็นยะเยือก

               แต่เขายังไม่หยุดเท่านั้น ยังคงสาดน้ำเย็นเฉียบใส่ร่างเธอซ้ำๆ

               เขาเอ่ยว่า “คุณเป็นคนที่แม่ผมหมายมั่นปั้นมือให้เป็นลูกสะใภ้ ผมเองก็พึงพอใจในตัวคุณ และคุณเหมาะสมกับตำแหน่งนี้ ยากที่จะมีใครแทนที่คุณได้ ฉะนั้นคุณไม่ต้องเป็นห่วง ผมไม่มีทางหย่ากับคุณเพียงเพราะปลาซิวปลาสร้อยตัวเล็กๆ พวกนั้นหรอก”

               เขาพูดอีกว่า “คนเรามีหลายระดับ ผมรู้ดี คุณก็รู้ดี แล้วคุณจะกลัวอะไรล่ะ”

               เขายังพูดต่อไปอีกว่า “หยางเวย คุณรักในเงินและชื่อเสียงไม่ใช่หรือ เงินคุณก็มี ชื่อเสียงคุณก็มี อำนาจคุณก็มี และคุณก็เป็นคนใจดีคนหนึ่ง” เขากล่าวก่อนจะมาหยุดยืนอยู่ต่อหน้าเธอ ตบบ่าเธอเบาๆ จากนั้นก็เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ฉะนั้นอย่าทำตัวขี้หึง เข้าใจไหม?”

               หยางเวยไม่ได้พูดอะไร ริมฝีปากของเธอสั่นระริก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเขา

               น้ำที่รื้นขึ้นในดวงตาบดบังวิสัยทัศน์เบื้องหน้า ชายที่ยืนอยู่ตรงหน้านิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะลูบใบหน้าของเธออย่างเบามือด้วยความฉงนสงสัย สัมผัสนั้นทั้งระมัดระวังและอ่อนโยน เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเชิงหยอกล้อว่า “เอ๊ะ ทำไมถึงร้องไห้แล้วล่ะ เสียใจขนาดนั้นเลยหรือ?”

               เมื่อได้ยินประโยคนั้นเธอก็ไม่อาจทนได้อีกต่อไป เธอผลักเขาออก ตรงไปอาเจียนแห้งๆ ในห้องน้ำ

               ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาทั้งสองก็แยกห้องนอน

               หยางเวยใช้เวลาเกือบทั้งหมดดูแลจ้าวหยางหลานที่โรงพยาบาล ส่วนเขาก็ยังคงเล่นละครนอกบ้านตามที่เขาถนัด แต่งงานกันสามปีแต่คนข้างนอกแทบจะไม่รู้เลยว่าคุณนายซ่งอย่างเธอมีตัวตนอยู่ ส่วนซ่งเจ๋อก็มีข่าวฉาวออกมาไม่เว้นแต่ละวัน

               ตอนแรกเธอยังนึกเสียใจ แต่เมื่อเวลาผ่านไปใจที่กระวนกระวายจึงค่อยๆ สงบลง เธออดทนเสมอมา อดทนจนกระทั่งจ้าวหยางหลานจากไป

               วันที่จ้าวหยางหลานหมดลม หยางเวยคอยอยู่ข้างๆ หล่อน อีกฝ่ายลูบมือเธอและเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่าว่า “เวยเวย แม่ผิดไปแล้ว เกิดมาได้ชาติหนึ่งคนเราก็อยากทำเรื่องให้ตัวเองภาคภูมิใจ” หล่อนเอ่ยต่อไปว่า “แม่ไม่ขออะไรอีก ขอเพียงเสี่ยวเจ๋อนั่งในบริษัทได้อย่างมั่นคง จากนั้นเธอจะทำอะไรก็แล้วแต่เธอเถอะ”

               หยางเวยนิ่งไปเล็กน้อย เธอคิดว่าตนปิดบังเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดีมาตลอดเวลาสามปี แต่ความจริงจ้าวหยางหลานมองออกตั้งแต่แรก

               วินาทีนั้นคล้ายมีคนถลกหนังเธอออก เผยให้เห็นเนื้อในและโลหิตที่ไหลนอง

               เธอจัดการงานศพของจ้าวหยางหลานเพียงลำพัง หลังจ้าวหยางหลานตาย บรรดาญาติพี่น้องของตระกูลซ่งทั้งหมดต่างก็โผเข้ามาหา แทบจะจับร่างของซ่งเจ๋อฉีกกินกันอย่างสนุกสนาน โชคดีที่ซ่งเจ๋อขึ้นนั่งในตำแหน่งประธานบริษัทได้อย่างมั่นคง เขาต่อสู้กับคนพวกนี้มากว่าครึ่งปี ในที่สุดก็จับพิรุธของคุณอาสองและส่งเขาเข้าคุก สงครามการแก่งแย่งจึงสิ้นสุดลง

               เมื่อวานนี้ซ่งซื่อกรุ๊ปเพิ่งจะมีงานประกาศแต่งตั้งซีอีโอคนใหม่ ซ่งเจ๋อได้ขึ้นเป็นซีอีโอสูงสุดของบริษัท นั่นเป็นสิ่งที่ยืนยันอย่างเป็นทางการว่า เขาคือผู้ถือครองอำนาจของตระกูลซ่งไว้ทั้งหมด

               และวันนั้นเอง ในที่สุดเธอก็ได้ปรินต์หนังสือหย่าที่เตรียมไว้ก่อนหน้านี้สามปีออกมา

               เธอใช้เวลาสิบสามปีเพื่อเข้าใจในที่สุดว่า เธอไม่มีวันเป็นหงส์ตัวงามที่ซ่งเจ๋อปรารถนา และเธอไม่มีวันอยู่ในตระกูลซ่งได้อย่างมีความสุข

               เมื่อรถมาจอดที่หน้าประตูตึกใหญ่ ฝนก็หยุดตก ทนายเฉินฝานซึ่งรออยู่หน้าประตูเดินเข้ามาเปิดประตูรถให้เธอและเอ่ยอย่างนอบน้อม “ระวังนะครับคุณนาย” หยางเวยพยักหน้าตอบ ในมือถือเอกสารและก้าวเดินไปข้างใน

               น้อยครั้งนักที่เธอจะเข้ามาที่บริษัทซ่งซื่อกรุ๊ปด้วยตัวเอง เมื่อมาถึงจึงไม่ค่อยมีใครรู้จัก เพียงแค่เห็นเธอเดินไปยังลิฟต์ที่ใช้เฉพาะผู้บริหาร ก็มีคนกระซิบกระซาบกันว่า “นั่นใช่เด็กเส้นหรือเปล่า?”

               “สาวขนาดนี้ไม่น่าจะใช่เด็กเส้น น่าจะมาหาบอสซ่งมากกว่า”

               “ถ้าคุณอู่รู้เข้าไม่ยิ่งแย่หรือ”

               หานเสี่ยวขุยได้ยินประโยคเหล่านั้นก็นึกโมโหจนหน้าแดงก่ำ พอเข้ามาในลิฟต์ก็รีบเอ่ย “พวกเขา...”

               “ซ่งเจ๋อทำตัวเองทั้งนั้น” หยางเวยเอ่ยตัดบท หานเสี่ยวขุยนิ่งไปเล็กน้อย หยางเวยจึงกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ถ้าเขาทำตัวดี คนอื่นจะคิดแบบนี้ได้หรือ?”

               หานเสี่ยวขุยไร้คำจะโต้ตอบ เมื่อลิฟต์เปิดออก หยางเวยก็เดินเข้าไปในห้องโถงใหญ่และเห็นว่าเลขาของซ่งเจ๋อกำลังรออยู่ เธอถูกพาไปยังห้องประชุม

               ดูเหมือนซ่งเจ๋อเพิ่งจะประชุมเสร็จ เขาก้มหน้าอ่านเอกสารพลางนวดขมับและเอ่ยว่า “มีเรื่องอะไรถึงต้องมาหาถึงที่นี่?” พูดจบเขาก็เงยหน้าขึ้น การได้เห็นทนายเฉินฝานยืนอยู่เบื้องหลังหยางเวย ทำให้เขานิ่งอึ้งไปเล็กน้อย รู้สึกถึงลางสังหรณ์ที่ไม่ดีจึงย่นคิ้วด้วยความเครียด

               หยางเวยค่อยๆ เดินไปนั่งตำแหน่งตรงข้ามบนโต๊ะยาวและเผชิญหน้ากับเขา วางสีหน้าราบเรียบ

               ผู้ช่วยซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ ยกชามาให้

               เธอรับมาจิบ กิริยาท่าทางสง่างามและภูมิฐานทุกกระเบียดนิ้ว หยางเวยเงยหน้าขึ้นมองเขา ดวงตาปรากฏเงาสะท้อนคล้ายเงาที่ปรากฏบนสระน้ำในฤดูใบไม้ผลิ ภายใต้ความกระจ่างใสนั้นแฝงไว้ด้วยความอ่อนโยนและยังคงรักษาระยะห่างได้อย่างพอดี ไม่ได้แสดงความสนิทสนมมากจนเกินไปหรือห่างเหินจนดูไม่งาม

               “ที่ฉันมาในวันนี้ เรื่องแรกก็คือตั้งใจจะมาแสดงความยินดีกับคุณ” พอพูดจบเธอก็แย้มยิ้มอย่างอ่อนโยนและเอ่ยต่อไปว่า “หลังจากได้ขึ้นตำแหน่งซีอีโอสูงสุดของบริษัท ก็คงมีหลายเรื่องที่คุณหมดห่วงสักที”

               เมื่อได้ยินประโยคนี้ ซ่งเจ๋อซึ่งพิงพนักเก้าอี้อยู่ก็นิ่งมองหยางเวย ขยับแว่นตาให้เข้าที่ ก่อนจะยิ้มเจื่อนด้วยความระแวงและเอ่ยว่า “คุณจะพูดอะไรก็พูดมาตรงๆ เถอะ ไม่ต้องอ้อมค้อม”

               “ส่วนเรื่องที่สอง” หยางเวยจิบชา เชิดคางขึ้นเล็กน้อย เฉินฝานก้าวไปเบื้องหน้าและวางหนังสือหย่าทั้งสองฉบับลงต่อหน้าซ่งเจ๋อ หยางเวยยังคงถือแก้วน้ำไว้ในมือ เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนคล้ายกำลังพูดเรื่องสัพเพเหระขณะจิบชายามบ่าย “ฉันมาเพื่อเจรจากับคุณ คุณช่วยดูหนังสือหย่าของพวกเราหน่อย” เธอเห็นเขาวางมือลงบนโต๊ะและโน้มตัวมาเบื้องหน้าเล็กน้อย จากนั้นเธอก็เอ่ยขึ้นว่า “ฉบับไหนดีกว่ากัน?”

3.แปลกใจเหลือเกิน

               เมื่อได้ยินคำว่าหย่าซ่งเจ๋อก็สีหน้าเปลี่ยน

               ผู้ที่อยู่ในที่นั้นนอกจากหานเสี่ยวขุยและเฉินฝาน คนที่เหลือต่างก็แสดงสีหน้าเหมือนเพิ่งได้ยินข่าวการเสียชีวิตของใครบางคนต่างฝ่ายต่างหน้าซีดเผือด

               หยางเวยหลุบตาลงและจิบชา ซ่งเจ๋อไม่ได้พูดอะไร ผ่านไปครู่ใหญ่เขาจึงยิ้มออก และเอ่ยด้วยท่าทีผ่อนคลายว่า “อ้อ ผมเข้าใจแล้ว คุณคงมาพูดเรื่องอู่หลุนล่ะสิ”

               ประโยคนี้ทำให้คนอื่นๆ ในห้องมีสีหน้าผ่อนคลายลงบ้างซ่งเจ๋อโบกมือบอกปัดและเอ่ยกับคนอื่นๆ ว่า “พวกคุณกลับไปก่อน”

               ทุกคนจึงจากไปอย่างรู้หน้าที่ หานเสี่ยวขุยและเฉินฝานต่างเหลือบตามองหยางเวย เธอพยักหน้าให้พวกเขาออกจากห้องไป

               หลังจากทุกคนออกไปหมด ซ่งเจ๋อก็เอนร่างพิงพนักแขนแล้วมองเธอด้วยแววตานึกสนุก ก่อนจะเอ่ยว่า “ผมคิดว่าคุณจะไม่โกรธเสียอีก”

               “ฉันเปล่าค่ะ”

               “แล้วเอาของพวกนี้มาขู่ผมทำไม?” ซ่งเจ๋อเชิดคางขึ้นเล็กน้อย ดวงตาบ่งบอกว่าไม่รู้สึกกลัว ดูเหมือนจะเห็นว่าเอกสารเหล่านี้เป็นแค่การที่อีกฝ่ายหาเรื่องชวนทะเลาะ หยางเวยไม่ได้กล่าวอะไรเพียงแต่ปล่อยให้ซ่งเจ๋อเล่นละครที่เขาถนัดต่อ

               ซ่งเจ๋อเหลือบตามองเธออย่างไม่นึกใส่ใจและเอ่ยว่า “เอาล่ะ ผมเข้าใจเจตนาของคุณแล้ว ต่อไปผมรับปากว่าจะไม่มีข่าวของผมกับผู้หญิงข้างนอกอีก”

               หยางเวยไม่ได้ตอบ ซ่งเจ๋อขยับริมฝีปากคล้ายอยากอธิบายอะไรเพิ่ม แต่เขาก็หยุดอยู่เพียงเท่านั้น

               ไม่มีอะไรน่าอธิบายอีก

               เขาคิดว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองไม่จำเป็นต้องให้เธอมาคอยชี้นิ้วสั่งการ สิ่งที่เธอต้องการก็แค่ตำแหน่งคุณนายซ่ง เขาให้เธอมากพอแล้ว ที่เธอมาโวยวายในวันนี้ก็เพราะรู้สึกเสียหน้าเท่านั้น

               เขาเอ่ยกับเธอด้วยใบหน้ายิ้มแย้มอ่อนโยน “ก่อนหน้านี้ผมงานยุ่ง ไม่มีเวลาอยู่กับคุณ ตอนนี้มีเวลาแล้ว เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ผมจะให้พวกเขาจองตั๋ว เราไปเที่ยวด้วยกันสักหน่อยดีไหม คุณอยากไปไหนเดี๋ยวผมไปเป็นเพื่อน”

               หยางเวยยังคงสงบนิ่ง ส่วนซ่งเจ๋อเริ่มหงุดหงิดแต่ยังคงรักษารอยยิ้มบนใบหน้า ก่อนจะเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจว่า “ยังไม่พอใจหรือหรือว่า...อาทิตย์หน้าจะมีงานประมูล เดี๋ยวผมจะพา…”

               “เราแยกกันอยู่เกือบสามปีแล้วนะ” จู่ๆ หยางเวยก็เอ่ยขึ้น
ซ่งเจ๋อขมวดคิ้วมองเธอ เขาเริ่มโมโหขึ้นมาบ้างแล้วจริงๆ เขาปฏิบัติต่อผู้หญิงด้วยความอ่อนโยนและใจกว้างมาตลอด เขายินดีง้อ แต่การง้อก็ต้องมีขีดจำกัด เขาไม่ชอบผู้หญิงที่ขี้หึงและอวดดี โดยเฉพาะผู้หญิงคนนี้ที่เป็นภรรยาของเขา

               เขาขมวดคิ้วมองอีกฝ่าย ก่อนจะเห็นสตรีตรงหน้าเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “เมื่อสามปีก่อนฉันเช่าห้องอยู่ข้างนอก นี่เป็นหลักฐานว่าพวกเราแยกกันอยู่ อันที่จริงคุณไม่จำเป็นต้องยื้อเวลาถ้าฉันฟ้อง พวกเราต้องหย่ากันได้แน่ สัญญาหย่าของฉันจะทำให้คุณเสียหายน้อยหน่อย คุณเจรจากับฉันให้เป็นเรื่องเป็นราวจะดีกว่า”

               พอได้ยินประโยคนั้นซ่งเจ๋อก็หัวเราะออกมา

               ในที่สุดเขาก็หมดความอดทน เขาเอนกายพิงพนักและปลดกระดุมเสื้อเชิ้ต ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “หยางเวย คุณคิดว่าผมไม่กล้าหย่ากับคุณหรือ?”

               “ฉันเข้าใจความลังเลของคุณ”

               หยางเวยตอบ “ที่คุณสามารถกุมอำนาจในซ่งซื่อกรุ๊ปได้ก็เพราะมีความได้เปรียบในสัดส่วนของหุ้น แต่หากคุณหย่าก็จะมีการแบ่งสมบัติ คุณจะเสียอำนาจในการควบคุมบริษัททันที ดังนั้นในสัญญาฉันถึงเขียนไว้ชัดเจนว่าหุ้นพวกนี้ รวมถึงหุ้นที่แม่คุณให้ฉันไว้ห้าเปอร์เซ็นต์ ฉันจะไม่แตะต้องเลย”

               เมื่อซ่งเจ๋อได้ยินประโยคนั้นของเธอจึงค่อยมีท่าทีสงบลง เขาเพิ่งตระหนักได้ว่าสตรีตรงหน้าเขาไม่ได้มาด้วยความวู่วาม จากนั้นเขาก็ได้ยินเธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบต่อไปว่า “ฉันมอบสัญญาให้คุณสองฉบับ ฉบับแรกคือฉันจะออกไปโดยไม่เอาทรัพย์สมบัติอะไรไปเลยนอกจากสมบัติก่อนแต่งงาน ส่วนอื่นๆ ยกให้เป็นของคุณ โดยมีข้อตกลงว่าคุณต้องเซ็นสัญญาในตอนนี้ ตอนบ่ายเราค่อยไปทำเรื่องหย่า”

               “แล้วอีกฉบับล่ะ?” ซ่งเจ๋อเอ่ยด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยัน หยางเวยยังคงนิ่งมองเขาด้วยแววตาราบเรียบ

               ดูเหมือนเขาจะเริ่มโมโห

               ดวงหน้าหล่อเหลากับดวงตาที่เป็นประกายระยิบระยับแพรวพราวของบุรุษเจ้าเสน่ห์ แม้ในเวลาโกรธยังแฝงความงดงามให้คนประทับใจ เพียงแต่ดวงหน้าราวรูปสลักของเขาในยามนี้ ถูกความฮึกเหิมใจกดความวิจิตรของดวงหน้าเสียจนมิด แว่นกรอบทองที่สวมอยู่ทำให้เขาดูสง่าและภูมิฐานเช่นบุรุษคนหนึ่งเท่านั้น

               หยางเวยเบือนหน้าไปอีกทางก่อนจะเอ่ยต่อไปว่า “ส่วนอีกฉบับคุณจะค่อยพิจารณาก็ได้ ถ้าคุณปฏิเสธการหย่า ฉันจะเอาสัญญาฉบับที่สองไปฟ้องหย่า ในสัญญาฉบับนี้ฉันจะได้ทรัพย์สมบัติของคุณไปหกสิบเปอร์เซ็นต์รวมถึงเงินสด หุ้น และอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากคุณมีความผิดเรื่องการนอกใจ ดังนั้นในทางกฎหมายฉันย่อมได้เปรียบ ส่วนหุ้นห้าเปอร์เซ็นต์ที่แม่คุณให้ หากมองอย่างเป็นกลางนี่เป็นสมบัติที่ฉันได้มาก่อนแต่งงาน ถ้าฉันไม่ให้คุณก็แปลว่าฉันคือผู้ถือกรรมสิทธิ์หุ้นนี้อย่างแท้จริง”

               เมื่อซ่งเจ๋อได้ยินประโยคนั้น นัยน์ตาของเขาก็เต็มไปด้วยความเย็นชา แต่ดวงหน้ากลับยังคงปรากฏรอยยิ้มที่เขาแสดงจนเคยชินรอยยิ้มอ่อนโยนภูมิฐานและแฝงแววผู้ดีอย่างที่ไม่ค่อยเห็นในคนทั่วไป

               แต่ดวงตาของเขากลับเย็นชาอย่างยิ่ง คล้ายว่าสตรีตรงหน้าไม่ใช่ภรรยาของเขาแต่เป็นคู่ค้าทางธุรกิจเท่านั้น

               แม้จะถูกมองด้วยแววตาอย่างนั้น แต่หยางเวยกลับไม่ได้สะทกสะท้าน เธอยังคงพูดต่อไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “อันที่จริงการที่พวกเรามีหลักฐานการแยกกันอยู่ตลอดสามปี ถ้าฉันฟ้องหย่าก็สามารถเรียกร้องทรัพย์สมบัติได้ถึงเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ และฉันไม่เพียงสามารถกอบโกยทรัพย์สมบัติไปจากคุณ ถ้าจำเป็นจริงๆ ฉันอาจจะขายหุ้นห้าเปอร์เซ็นต์ให้กับคุณอาซ่งหมิง เมื่อเป็นเช่นนั้นคุณอาซ่งหมิงจะเป็นผู้ที่ถือหุ้นสูงสุดในบริษัทซ่งซื่อกรุ๊ป นี่ย่อมไม่ใช่ข่าวดีสำหรับคนที่เพิ่งกุมอำนาจในซ่งซื่อกรุ๊ปได้สำเร็จอย่างคุณ นอกจากนี้ฉันยังรู้มาด้วยว่า คุณถือหุ้นลอยของบริษัทต้าหมี่เอ็นเตอร์เทนเมนต์แล้วตั้งใจจะซื้อบริษัทนั้น ถ้าวันนี้คุณไม่เซ็นสัญญาฉบับนี้ พรุ่งนี้ฉันก็จะเริ่มจัดการกับต้าหมี่เอ็นเตอร์เทนเมนต์” หยางเวยพูดอย่างฉะฉานและเน้นย้ำทุกคำอย่างชัดเจนว่า “ใช้เงินของคุณเพื่อยืนยันกับคุณว่า ทุกสิ่งที่คุณลงทุนไปก่อนหน้าหลายพันล้านจะเป็นแค่กระดาษเปล่า”

               “หยางเวย” ในที่สุดซ่งเจ๋อก็ยอมเอ่ยปาก เขาพูดด้วยรอยยิ้มว่า “แม่ผมคงคิดไม่ถึงว่า วันหนึ่งคนที่ใช้มีดแทงข้างหลังผมแบบที่ผมไม่มีทางสู้ จะเป็นลูกสะใภ้ที่แม่เป็นคนเลือกด้วยตัวเอง”

               “มีดอยู่ในมือคุณ” หยางเวยตอบด้วยสีหน้าราบเรียบ น้ำเสียงนั้นฟังดูกังวานใสและสบายอารมณ์ บรรยากาศคล้ายกำลังนั่งจิบน้ำชาอยู่ริมระเบียงในยามเช้า “คุณเลือกที่จะไม่ยื่นมีดให้ฉันก็ได้ หย่ากับฉัน คุณไม่เพียงจะไม่เจอกับปัญหาเหล่านี้ แต่คุณยังจะมีหุ้นเพิ่มอีกห้าเปอร์เซ็นต์ ทำไมไม่รีบคว้าไว้ล่ะ”

               “ผมแปลกใจเหลือเกิน” ซ่งเจ๋อเอ่ยด้วยใบหน้าอมยิ้ม “ตอนที่แต่งงานในปีนั้น คุณสัญญากับแม่ผมด้วยความจริงใจหรือเปล่า?”

               เมื่อได้ยินประโยคนี้หยางเวยก็นิ่งไปเล็กน้อย

               เรื่องนี้เธอจำได้ดี ในคืนวันแต่งงานจ้าวหยางหลานเรียกเธอไปหาที่ห้องนอน และฝากฝังเธอว่าต่อไปขอให้เธอดูแลซ่งเจ๋อให้ดีและครองรักกับเขาไปจนแก่เฒ่า

               ตอนนั้นเธอยังเด็ก จึงยินดีที่จะมอบความรักและชีวิตทั้งชีวิตให้แก่ผู้ชายคนนี้ ดังนั้นเธอจึงบอกจ้าวหยางหลานว่า เธอจะรักเขาตลอดไป จะอยู่เป็นเพื่อนเขาและสนับสนุนเขา

               เธอพูดคำนั้นด้วยความจริงใจ เพียงแต่คำตอบนี้เธอไม่อยากบอกซ่งเจ๋ออีก

               เธอทิ้งความรักนั้นไป และไม่จำเป็นต้องหยิบยกความรักนั้นมาให้ใครเหยียบย่ำอีก

               ดังนั้นเธอจึงตอบด้วยเสียงค่อนข้างเบาว่า “อาอี๋จากไปแล้ว ตอนนี้คุณก็นั่งในตระกูลซ่งได้อย่างมั่นคง สิ่งที่ฉันรับปากกับอาอี๋ ฉันทำไปหมดแล้ว”

               ซ่งเจ๋อไม่ได้พูดอะไร เขาเพียงแต่นิ่งมองเธอ ยกมือเท้าคาง ส่วนมืออีกข้างก็เคาะพนักแขนและเอ่ยว่า “ผมสงสัยว่าคุณวางแผนเรื่องนี้มานานแค่ไหน ตั้งแต่ตอนที่แม่ผมตาย หรือตั้งแต่วันที่เราแต่งงานกันคุณก็มีความคิดอย่างนี้?”

               หยางเวยไม่ตอบ เธอดื่มชา วางสีหน้าสงบ

               รู้สึกคล้ายในใจมีกระจกกั้นอีกชั้น ในกระจกนั้นมีทะเลสาบอันกว้างใหญ่ ผู้ที่อยู่กลางทะเลสาบคือตัวเธอเอง เธอถูกใครคนหนึ่งจับหัวกดลงกลางทะเลสาบซ้ำๆ เธอพยายามดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอด ทั้งเจ็บปวดและสิ้นหวัง

               แต่เธอไม่อาจรับรู้ได้

               เพราะในใจของเธอมีกระจกหนากั้นอยู่ ทำให้ไม่อาจได้ยินแม้แต่เสียงกรีดร้องทุรนทุรายของตน

               คล้ายว่านี่เป็นเครื่องปกป้องที่ทรงพลังอย่างที่หาได้ยาก คือสิ่งที่ทำให้เธอสามารถรักษาสติและอารมณ์ให้สงบนิ่ง เธอเอ่ยขึ้นว่า“จะฟื้นฝอยหาตะเข็บก็ไม่มีประโยชน์ คุณมีเวลาครึ่งชั่วโมง ดูเอกสารพวกนี้แล้วก็ตัดสินใจซะ”

               ซ่งเจ๋อนิ่งโดยไม่เอ่ยอะไร ท่าทีของสตรีตรงหน้าไม่ถึงขั้นบีบบังคับ ทั้งยังให้เวลาเขาอ่านสัญญาโดยละเอียด แต่เขากลับรู้ดีอยู่แก่ใจว่า เธอปิดทุกทางรอดของเขา

               เขาไม่จำเป็นต้องขัดขืน เพราะทางหนีทีไล่อื่นๆ ได้ถูกเธอปิดกั้นไว้หมด ทางที่เธอมอบให้เขาเดินจึงเป็นทางลงที่สง่างาม แล้วเขาจะเลือกอะไรได้อีก?

               แต่เขาไม่อาจเอ่ยปาก

4.คุณยิ้มอะไร

               เขาไม่รู้ว่าทำไมตนถึงยังลังเล คงเป็นเพราะเขาเพิ่งจะได้นั่งในตำแหน่งนี้อย่างมั่นคง การหย่าร้างจะทำให้เขาได้รับผลกระทบในระดับหนึ่ง หรือเป็นเพราะเขารู้ดีว่าหยางเวยเป็นสะใภ้ที่แม่เขาเลี้ยงมากับมือ ชีวิตนี้คงยากที่จะหาผู้หญิงอย่างหยางเวยผู้ซึ่งสามารถทำทุกหน้าที่ได้ครบถ้วนสมบูรณ์ หรือคงเป็นเพราะเขารู้สึกเสียศักดิ์ศรีที่ถูกบีบให้หย่าด้วยวิธีนี้

               อย่างไรก็ตาม เวลานี้ในใจเขาปั่นป่วนและเต็มไปด้วยอารมณ์ที่หลากหลายซับซ้อนเกินกว่าที่จะเข้าใจ นอกจากเหตุผลอันแสนเย็นชาเหล่านั้น เขาทำได้เพียงนิ่งมองสตรีตรงหน้า ต้องยอมรับว่าในวินาทีนั้นสมองของเขาผุดภาพความทรงจำสมัยที่เธอยังเป็นสาวแรกรุ่น

               ตอนนั้นเธอยังแต่งตัวไม่เป็น เสื้อผ้าที่เธอใส่น่ารักมาก เธอคอยเดินตามเขาด้วยท่าทางขาดความมั่นใจ เธอสวมเครื่องแบบนักเรียนทับชุดน่ารักตัวนั้น ก่อนจะเอ่ยขึ้นเบาๆ ว่า “ซ่งเจ๋อ ชุดที่ฉันใส่วันนี้สวยหรือเปล่า?”

               ภาพเหล่านั้นทำให้เขานิ่งไปครู่ใหญ่ เขาเป็นคนหยิ่งทะนงในตัวเองพอสมควร ตำแหน่งคุณนายซ่งเขาไม่เห็นว่าจะมีใครคู่ควร แต่หยางเวยเป็นผู้หญิงคนเดียวที่เขายอมรับและเห็นว่าเหมาะสมกับตำแหน่งนี้ เขานึกไม่ออกเลยว่า นอกจากหยางเวย ยังมีใครมีคุณสมบัติพอที่จะเคียงข้างเขาได้อีก

               เมื่อรู้สึกว่าเขานิ่งอึ้งอยู่นานโดยไม่ตอบ หยางเวยก็เอ่ยขึ้นว่า “ซ่งเจ๋อ” เธอหัวเราะเบาๆ” อันที่จริงในแง่ของผลประโยชน์ คุณไม่มีความจำเป็นต้องลังเล แต่ที่คุณดูไม่ค่อยเต็มใจอย่างนี้...” เธอพูดคล้ายไม่อยากเชื่อว่า “คุณคงไม่ได้คิดชอบฉันใช่ไหม?”

               “ชอบหรือ?” ประโยคนั้นทำให้ซ่งเจ๋อหัวเราะออกมา

               เขามองสตรีแปลกหน้าที่นั่งตรงกันข้ามพลางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “หยางเวย ผมเพิ่งรู้ว่าคุณก็ตลกเป็นเหมือนกันนะเนี่ย”

               “ต่อไปเดี๋ยวคุณจะรู้ว่าฉันตลกได้มากกว่านี้อีก” หยางเวยเอ่ยประโยคนั้นออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ คล้ายเป็นการพูดหยอก

               ซ่งเจ๋อลุกขึ้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เย็นลง “ถ้าอย่างนั้นก็ไปเถอะ”

               “หืม?”

               “คุณก็บอกแล้วนี่ว่าสัญญาสองฉบับนี้ไม่มีความจำเป็นต้องเลือก ผมเชื่อใจคุณ เซ็นสัญญาเสร็จเราก็ไปสำนักทะเบียนกัน” ซ่งเจ๋อซุกมือไว้ในกระเป๋ากางเกง เขามองเธอด้วยรอยยิ้ม “คุณคงไม่เปลี่ยนใจก่อนเซ็นหรอกนะ”

               “ไม่หรอก” หยางเวยหัวเราะออกมา เธอลุกขึ้นยืน เดินไปหยุดข้างโต๊ะ

               ทั้งสองก้มลงเซ็นสัญญาฉบับนั้นพร้อมกัน ซ่งเจ๋อเขียนชื่อตัวเองอย่างรวดเร็ว ราวกับว่าถ้าเขียนช้ากว่านี้เขาจะเขียนไม่เสร็จ เขาไม่แม้แต่จะมองเงื่อนไขสัญญาด้านบน พอเซ็นเสร็จเขาก็ทิ้งปากกาลงบนโต๊ะ ก่อนจะกลับหลังหันและเดินออกไป

               เมื่อหยางเวยเซ็นสัญญาเรียบร้อย เธอก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก หยิบสัญญาแล้วลุกตาม หานเสี่ยวขุยถามเธอด้วยความเป็นกังวลว่า “เอ่อ บอสซ่งบอกว่าจะไปขับรถมารอคุณอยู่ที่ประตู และบอกพวกเราว่าไม่ต้องตามไปด้วยค่ะ”

               “อืม” เมื่อหยางเวยจัดการธุระเสร็จ เธอก็รู้สึกสบายใจเป็นอย่างยิ่ง รอยยิ้มจึงดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น เธอพยักหน้า “พวกเธอไม่ต้องเป็นห่วงหรอก ฉันไปคนเดียวได้”

               หยางเวยถือสัญญาเดินลงบันไดไป เธอยืนอยู่หน้าประตูตึกที่ทำการของซ่งซื่อกรุ๊ป ซ่งเจ๋อขับรถคันหรูของตัวเองมาหยุดตรงหน้าเธอ เอ่ยด้วยน้ำเสียงห้วนสั้น “ขึ้นรถ”

               หยางเวยเปิดประตู จากนั้นก็มีเสียงผู้หญิงคนหนึ่งร้องขึ้นด้วยความประหลาดใจ ทำให้หยางเวยต้องชะงักท่วงท่า ผู้หญิงคนนั้นตะโกนว่า “เห็นไหมเธอขึ้นรถของบอสซ่งไปจริงๆ ด้วย”

               “ไม่ใช่ผู้หญิงคนใหม่หรอกหรือ?”

               หยางเวยเม้มริมฝีปากกลั้นยิ้มและนั่งลงในตำแหน่งหน้ารถ

               “คุณยิ้มอะไร” ซ่งเจ๋อแสยะยิ้มถาม “ได้หย่าแล้วดีใจขนาดนี้เลยหรือ?”

               “เมื่อกี้ฉันได้ยินพวกเธอบอกว่า ฉันเป็นผู้หญิงคนใหม่ของคุณ ก่อนหน้านี้ยังบอกอีกว่า ถ้าอู่หลุนเห็นเข้าเธอต้องโกรธแน่ๆ ฉันก็เลยนึกขำ” หยางเวยเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ไม่พบแววตำหนิในน้ำเสียงสักนิด

               ซ่งเจ๋อนิ่งไปครู่ใหญ่แล้วจึงเอ่ยขึ้นคล้ายเล่าลอยๆ “อู่หลุนเป็นน้องสาวของอู่อี้ พวกเรารู้จักกันตั้งแต่เด็ก เธออยากดังก็เลยหาใครสักคนมาช่วยสร้างกระแส ผมก็แค่ช่วย”

               ซ่งเจ๋อพูดประโยคนั้นอย่างรวดเร็ว พอพูดจบเขาก็นึกเสียใจ

               ทำไมเขาต้องอธิบายเรื่องพวกนี้ให้หยางเวยฟัง

               เขายังคงรักษาสีหน้ายิ้มแย้มขณะขับรถ ในใจไม่อาจอธิบายได้ว่ายามนี้ตนรู้สึกอย่างไร

               ความรู้สึกนี้ช่างประหลาดเหลือเกิน เขาไม่กล้าพูดอะไรพล่อยๆ อีก

               จึงแกล้งทำเป็นไม่พูดอะไรทั้งสิ้น ได้แต่ขับรถไปเงียบๆ

               ส่วนหยางเวยเมื่อฟังประโยคนั้นจบก็ไม่ได้มีท่าทีใส่ใจ แค่เอ่ยขึ้นลอยๆ ว่า “อ้อ อย่างนั้นหรือ” จากนั้นก็ไม่ได้พูดอะไร

               แต่เขากลับเริ่มหงุดหงิด

               “คุณชอบทำเป็นไม่รู้ร้อนรู้หนาว ผมเกือบคิดว่าคุณไม่โกรธแล้วจริงๆ” เขาเอ่ยยั่วยุเธอด้วยรอยยิ้ม

               หยางเวยมองเขาด้วยแววตาประหลาดใจครู่หนึ่ง ก่อนจะละสายตา

               เธออยากตอบเขาเหลือเกินว่า หากเรื่องแค่นี้ทำให้เธอโมโหได้ ถ้าอย่างนั้นตลอดสามปีที่ผ่านมาเธอคงตายไปนานแล้ว ดาราหญิงที่อยู่ในสังกัดซ่งซื่อเอ็นเตอร์เทนเมนต์ มีกี่คนกันที่ไม่มีความสัมพันธ์กับเขา

               แต่ไหนๆ ก็จะหย่า เธอจึงเลือกที่จะจากกันด้วยดี ไม่อยากไปกวนให้เขาโมโหอีก

               เมื่อเธอไม่โต้ตอบ ซ่งเจ๋อจึงรู้สึกว่าตัวเองเพียงฟาดหมัดลงบนปุยนุ่น โทสะที่อัดแน่นอยู่ในอกไม่อาจระบายออก เขานึกได้ว่าเรื่องที่ต้องทำหลังจากการหย่าค่อนข้างยุ่งยาก จึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดว่า “เอาทะเบียนบ้านมาหรือยัง?”

               “เอามาเรียบร้อย” หยางเวยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เอกสารต่างๆ ฉันเตรียมมาหมด คุณวางใจในฝีมือของฉันได้”

               ซ่งเจ๋อ “...”

               เมื่อก่อนเขารู้ว่าเธอเป็นคนทำงานรอบคอบ แต่คิดไม่ถึงว่าจะรอบคอบถึงขนาดนี้

 

               การหย่ากับเขามันน่ารอคอยขนาดนั้นเลยหรือ

               ซ่งเจ๋อไม่เข้าใจเลยจริงๆ มีอยู่ครู่หนึ่งเขาถึงขั้นสงสัยในเสน่ห์ของตัวเอง

               เขารู้ดีว่าหยางเวยชอบเขามาสิบกว่าปี พอกาลเวลาผ่านไปความรู้สึกนั้นจะจางหายไปได้หรือ?

               เขาไม่เชื่อหรอก

               เขาเลือกที่จะเชื่อว่าผู้หญิงคนนี้ได้เงิน ได้ตำแหน่ง แล้วก็อยากได้อะไรมากกว่านั้น

               ทั้งสองเดินทางมาถึงสำนักทะเบียน ที่นี่มีคนรออยู่มากหยางเวยไม่คิดว่าซ่งเจ๋อจะตกปากรับคำเธอง่ายดายขนาดนี้ ฉะนั้นพวกเขาจึงมาเร็วกว่าเวลานัดประมาณหนึ่งชั่วโมง คนทั้งสองสบตากัน หยางเวยมีท่าทีลังเลเล็กน้อย “จะรอที่นี่หรือ?”

               “แล้วไงล่ะ?”

               ซ่งเจ๋อคร้านที่จะรักษารอยยิ้มบนใบหน้า เขาเพียงแต่เหลือบตามองเธอและนั่งลงบนเก้าอี้ในสำนักทะเบียน รออยู่อย่างนั้นด้วยท่าทางผ่อนคลาย

               หยางเวยลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เธอเว้นที่นั่งไว้สองตำแหน่ง ทำเหมือนนั่งโดยรักษาระยะห่างในช่วงที่มีโรคระบาด เธอเลือกนั่งลงตรงมุมหนึ่งของเก้าอี้ยาว

               ซ่งเจ๋อเห็นเธอนั่งห่างจากเขาก็นึกโมโหอย่างไร้สาเหตุ แต่กลับไม่ได้เอ่ยอะไรออกไป เขาเพียงแต่ตวัดสายตามองอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว ก่อนจะรีบละสายตาหนี

               หยางเวยยังคงรักษากิริยาสง่างามในทุกกระเบียดนิ้ว แต่จู่ๆ เธอก็นึกได้ว่า...เธอกำลังจะหย่า

               เธอกำลังจะหย่าจากสามี และกำลังจะไปจากตระกูลซ่งในเร็วๆ นี้ ไม่ใช่สมาชิกของตระกูลซ่งอีกต่อไป เธอจะรักษาภาพลักษณ์อยู่ทำไม เมื่อคิดได้เช่นนี้หยางเวยก็ผ่อนคลายลง ไม่วางมาดเหมือนที่ผ่านมา เธอใช้มือข้างหนึ่งยันร่างและเอนตัวพิงพนักแขน ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ออกมาเล่น ท่าทางเหมือนผู้หญิงติดโซเชียลอย่างไรอย่างนั้น เพียงแต่ผู้หญิงติดโซเชียลคนนี้ดูสวยสง่าและโดดเด่น

               ซ่งเจ๋อเหลือบตามอง เอ่ยด้วยน้ำเสียงแกมเยาะ “ยังไม่ทันหย่าก็ออกท่าออกทางอย่างนี้ พอออกจากตระกูลซ่งไปไม่ตกอับกันพอดีหรือ?”

               หยางเวยได้ยินประโยคนั้นก็นิ่งไปเล็กน้อย ผ่านไปสักพักเธอก็เพียงเอ่ย “อ้อ” ออกมาเบาๆ และก็ยังคงนั่งเล่นโทรศัพท์ต่อ คล้ายว่าไม่ได้ใส่ใจกับคำพูดของซ่งเจ๋อเลย

               การเล่นโทรศัพท์ไปเรื่อยๆ ช่วยฆ่าเวลาได้เป็นอย่างดี เวลาหนึ่งชั่วโมงผ่านไปอย่างรวดเร็ว เมื่อถึงคราวที่คนทั้งสองต้องเข้าไปข้างใน ซ่งเจ๋อคิดถึงเรื่องที่จะเกิดต่อจากนี้ ในที่สุดเขาก็ไม่อาจรักษาภาพของชายผู้ยิ้มแย้มได้อีก เขาปั้นหน้าบึ้งตึง ส่วนหยางเวยก็ถือเอกสารไว้ในมือ อธิบายกับเจ้าพนักงานด้วยรอยยิ้มและยื่นเอกสารส่งให้ ขั้นตอนต่อมาคือการเซ็นชื่อ

               มาถึงตอนที่ซ่งเจ๋อจะต้องเซ็น เขาก็หยิบปากกาออกมา ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ย “ผมแนะนำคุณว่า...”

               “รีบเซ็น!”

               ประโยคนั้นของหยางเวยทำให้ซ่งเจ๋อต้องกลืนคำพูดทุกอย่างลงท้องไปเสีย เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะจดปากกาเซ็นชื่อตัวเองและลุกขึ้นเดินออกจากห้อง

               หยางเวยได้ใบหย่ามาแล้ว ในที่สุดก็สามารถถอนหายใจได้อย่างโล่งอก เธอถือเอกสารออกมาจากสำนักทะเบียนและเห็นซ่งเจ๋อยังยืนรออยู่ที่ประตู เธอมองเขาด้วยความสงสัยและถาม “ทำไมคุณยังอยู่ที่นี่อีก?”

               ประโยคนั้นทำให้ซ่งเจ๋อพูดไม่ออก เขารู้สึกเหนื่อยหน่ายก่อนจะตอบด้วยเสียงเนือยๆ “คุณไม่กลับหรือ?”

               หยางเวยนิ่งไปเล็กน้อย จากนั้นก็พยักหน้าให้เขาและตอบว่า “อ้อ ฉันยังมีของต้องไปเอาหน่อย”

               คำพูดนั้นเหมือนคมมีดที่กรีดลงในใจของซ่งเจ๋อ เป็นความรู้สึกเจ็บแสบจางๆ อย่างที่ยากจะรับได้ ซ่งเจ๋อขมวดคิ้วมองเธอ ก่อนจะก้าวยาวๆ จากไป

               หยางเวยมองเขาด้วยความงุนงง ไม่คิดถือสากับกิริยาเหล่านี้ เพราะถึงอย่างไรการหย่ากันก็เป็นเรื่องที่ดีที่สุด

               ซ่งเจ๋อไม่พูดอะไรอีก คนทั้งสองกลับบ้านไปพร้อมกัน

5.ใครสั่งให้นายตาม

               เมื่อถึงบ้านหยางเวยก็ตรงเข้าไปที่ห้องนอนของเธอ นี่เป็นห้องที่เธอนอนสมัยเรียนมัธยม แต่หลังจากแต่งงานเธอก็ไม่ค่อยมานอนห้องนี้อีก ในห้องมีข้าวของที่หยางเวยใช้สมัยเรียนมัธยม เธอเดินไปที่ตู้และพลิกหาของบางอย่าง ซ่งเจ๋อเดินตามอยู่ข้างหลัง

               ตั้งแต่ออกมาจากสำนักทะเบียนทั้งสองก็ไม่ได้คุยกันอีก ซ่งเจ๋อเริ่มอารมณ์เย็นลงและลองพยายามดึงดันเป็นครั้งสุดท้าย เขายืนอยู่หน้าประตูและนิ่งมองเธอหาของบางอย่าง

               “หาอะไรหรือ?” เขาเอ่ยถาม

               หยางเวยตอบซ่งเจ๋อที่ยืนอยู่ข้างหลังเธอว่า “อ้อ หาสมุดน่ะ”

               เธอเขย่งเท้าหยิบสมุดสองสามเล่มออกมา ซ่งเจ๋ออยากจะเข้าไปช่วยแต่หยางเวยเร็วกว่า เธอหยิบสมุดพวกนั้นออกมา มีกระดาษปึกหนึ่งหล่นลงมาด้วย หยางเวยยื่นมือลงไปเก็บ แต่ซ่งเจ๋อจับกระดาษไว้ได้ก่อน กระดาษแผ่นนั้นเป็นภาพวาดของเด็กหนุ่มคนหนึ่ง เป็นภาพของซ่งเจ๋อในวัยสิบสี่ มีช่วงหนึ่งที่หยางเวยเรียนวาดภาพเหมือนจ้าวหยางหลานบอกว่าวิชาศิลปะไม่ต้องเก่งมากก็ได้ แต่อย่างน้อยก็ควรจะมีพื้นฐานบ้าง

               ตอนนั้นซ่งเจ๋อยังเป็นหนุ่มน้อยคนหนึ่ง ดวงหน้าและแววตาแฝงความหยิ่งทะนง ส่วนฝีมือการวาดของหยางเวยก็เป็นแบบมือใหม่ ทั้งภาพจึงปรากฏลายเส้นอย่างผู้ที่ยังไม่ชำนาญในการวาด มือของคนทั้งสองสัมผัสกันบนภาพ วินาทีนั้นเหมือนเวลาหยุดนิ่งไปชั่วขณะ

               ซ่งเจ๋อรู้สึกคล้ายในใจมีสายลวดสปริงถูกดีดจนสั่นไหว จากนั้นครู่ใหญ่เขาจึงค่อยคืนกระดาษในมือให้กับเธอ “ผมกลับไปคิดแล้วล่ะ” เขาก้มหน้าและทำน้ำเสียงสงบนิ่ง “พวกเราไม่จำเป็นต้องหย่า ชีวิตคู่ของพวกเรา คุณไม่พอใจตรงไหนเรามานั่งคุยกันดีๆ ได้ คุณไม่เห็นต้องทำถึงขนาดนี้”

               ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะได้ยินประโยคนี้จากปากของเขา

               ในความสัมพันธ์ของกันและกัน เขาไม่เคยก้มหัวให้ใครก่อน พอหยางเวยพูดถึงเรื่องการหย่า เขาจึงคิดจะทำเป็นปล่อยผ่านเหมือนไม่ใส่ใจ จากนั้นจึงค่อยขัดขืน ลงเอยด้วยการโมโห

               เขาไม่เคยก้มหัวให้เธอมาก่อน

               ในตอนที่เขาเห็นภาพวาดภาพนั้น ก็รู้สึกว่าความสัมพันธ์ฉันผัวเมียใช่ว่าจะยอมกันไม่ได้เสียทีเดียว

               แต่หยางเวยกลับหัวเราะและส่ายหน้า “อย่าดีกว่า ฉันคิดไว้นานแล้ว ฉันไม่ได้ตัดสินใจเพราะอารมณ์ชั่ววูบ คุณดูสิ ฉันวางแผนทางเดินให้คุณเอาไว้หมด เราจากกันด้วยดีขนาดนี้ แทบไม่มีผลกระทบอะไรต่อคุณเลย เมื่อก่อนคุณก็ไม่เคยประกาศถึงการมีตัวตนของฉันอยู่แล้ว หากเรื่องนี้คุณไม่แจ้งให้ใครรู้ ก็คงไม่มีผลอะไรสักเท่าไหร่ อีกอย่างอนาคตของฉัน ฉันก็คิดไว้ดีแล้วเหมือนกัน” หยางเวยเอ่ยด้วยรอยยิ้มอย่างที่ชอบทำเสมอมา เธอหยิบสมุดและเอ่ยกับเขาว่า “ฉันเก็บของไปหมดแล้ว ลืมก็แค่ของพวกนี้ ฉันจะไปเดี๋ยวนี้แหละ”

               พูดจบหยางเวยก็เดินผ่านร่างเขาและออกจากห้องไปในตอนนั้นเองซ่งเจ๋อก็เอ่ยขึ้นว่า “คุณคิดจะทำอะไรต่อล่ะ?”

               หยางเวยหันกลับมามองเขา ซ่งเจ๋อยังคงมีแววตาราบเรียบ เขาเอ่ยต่อไปว่า “คุณบอกว่าปูทางไว้ให้ผมดี แล้วอนาคตของคุณล่ะ คุณคิดจะทำอะไร คุณใช้ชีวิตเป็นคุณนายซ่งอย่างสุขสบายจนเคยชิน พอออกจากที่นี่ก็ไม่เอาเงินไปแม้แต่แดงเดียว คุณจะใช้ชีวิตอยู่อย่างไร คนไม่เคยลำบากจะไปใช้ชีวิตอย่างยากลำบากได้หรือ ต่อไปคุณจะหาตระกูลที่ดีกว่าตระกูลซ่งก็คงไม่ง่าย ตรงนี้รู้ใช่ไหม?”

               เมื่อหยางเวยได้ยินประโยคนั้นเธอก็หัวเราะเบาๆ

               “เรากำลังจะแยกกันแล้ว” เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “คุณพูดกับฉันดีๆ หน่อยเถอะ”

               “พูดดีๆ หรือ?” ซ่งเจ๋อเอ่ยเยาะ “นี่ผมยังจะต้องอวยพรให้คุณมีความสุขอย่างนั้นหรือ คำพูดที่ขัดกับความเป็นจริงขนาดนั้นผมพูดไม่ได้หรอก ถ้าออกจากตระกูลซ่งไป” ซ่งเจ๋อเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “คุณไม่มีทางมีชีวิตที่ดีไปกว่านี้ได้แน่”

               เขาเอ่ยอย่างหนักแน่น แต่กลับรู้ดีว่าประโยคนี้รุนแรงเกินไป

               ผู้หญิงอย่างหยางเวย แม้จะออกจากตระกูลซ่งไปโดยไม่เอาอะไรไปแม้แต่แดงเดียว เธอก็สามารถมีชีวิตที่ดีได้

               เขาไม่แน่ใจหรอกว่าหลังจากที่หยางเวยออกจากตระกูลซ่งไปจะมีชีวิตที่ดีกว่านี้ได้หรือไม่ แต่เขามั่นใจว่าการจะหาคุณนายซ่งแบบหยางเวยนั้นหายากยิ่ง

               แต่ประโยคพวกนี้จะพูดออกไปไม่ได้ เขาเพียงนิ่งมองเธอเงียบๆ

               หยางเวยนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยกมือขึ้นแตะบ่าซ่งเจ๋อ

               “เอาเถอะ” เธอเอ่ย “คุณไม่พูดดีๆ กับฉันก็ไม่เป็นไร แต่ฉันจะพูดกับคุณดีๆ ซ่งเจ๋อ” เธอเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ขอให้คุณมีชีวิตที่ดีและมีความสุขก็แล้วกันนะ”

               มือของซ่งเจ๋อสะท้านเล็กน้อย เขาหลุบตาลง ส่วนหยางเวยก็นิ่งมองเขา ผู้ชายคนนี้หน้าตาดีเหลือเกิน แค่ยืนนิ่งๆ ก็ทำให้เขาดูน่าสงสารโดยไม่รู้ตัว หยางเวยสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะดึงมือกลับและกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ฉันซาบซึ้งใจในบุญคุณของอาอี๋และบุญคุณของตระกูลซ่ง พวกคุณมอบพื้นฐานชีวิตที่ดีที่สุดให้กับฉัน ให้ฉันได้เรียนรู้อะไรมากมายและทำให้ชีวิตฉันมีทางเลือกมากขึ้น ตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ ขอบคุณสำหรับการดูแลของพวกคุณนะคะ”

               พูดจบหยางเวยก็โค้งตัวให้ซ่งเจ๋อ จากนั้นเธอก็มองเขาด้วยแววตาราบเรียบและเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “และด้วยเหตุนี้ฉันจึงพยายามประคับประคองพวกคุณอย่างมุ่งมั่นมาเป็นเวลาหลายปี
ในที่สุดวันนี้เราทั้งสองก็ไม่มีอะไรติดค้างกัน”

               สายลมจากประตูใหญ่พัดเข้ามาด้านใน ผมยาวสยายของหญิงสาวเคลื่อนมาระใบหน้า เธอแย้มยิ้มอย่างผ่อนคลายและอ่อนโยน ก่อนจะก้าวไปเบื้องหน้าและกอดเขาเบาๆ เป็นอ้อมกอดที่ทั้งนุ่มนวลและกระชับแน่น เธอเอ่ยด้วยเสียงแผ่วเบาแต่แฝงความเด็ดขาด“ลาก่อน ซ่งเจ๋อ”

               พูดจบเธอก็ถือสมุดไว้ในมือและเดินลงบันไดไปอย่างรวดเร็ว

               ซ่งเจ๋อยังคงยืนอยู่ที่หน้าประตูห้องของเธอ เขารู้สึกคล้ายมีเข็มนับพันทิ่มแทงหัวใจ เข็มเหล่านั้นปักลึกลงไปในเนื้อ นั่นไม่ใช่ความรู้สึกเจ็บปวดจนถึงขั้นทุรนทุรายหรือไม่อาจทนได้ แต่เป็นความรู้สึกเจ็บปวดที่แน่นหนึบ นิ่งอยู่อย่างนั้น เนิ่นนานก็ไม่อาจจางหาย

               ผ่านไปครู่ใหญ่ป้าหลินจึงเดินขึ้นบันไดมาและถามด้วยท่าทีลังเล “คุณผู้ชายคะ คุณผู้หญิงออกไปข้างนอกแถมไม่ให้ใครไปส่งพวกคุณทะเลาะกันหรือเปล่า?”

               ซ่งเจ๋อจึงค่อยดึงสติกลับมา น้อยครั้งนักที่ใบหน้าเขาจะไม่ปรากฏรอยยิ้มเสแสร้งอย่างที่ชอบทำ เขาเพียงพยักหน้าตอบและไม่ได้เอ่ยอะไรอีก

               ซ่งเจ๋อเดินไปยังห้องน้ำ เขายืนอยู่หน้าอ่างล้างหน้าและวิดน้ำขึ้นล้างหน้า ด้วยหวังจะให้ตัวเองอารมณ์เย็นลง

               เขาคิดว่าพื้นอารมณ์ของตนในวันนี้ช่างประหลาดเหลือเกินที่ผ่านมาเขารู้สึกว่าตัวเองเกลียดผู้หญิงคนนี้ แต่วันที่เธอตัดสินใจจากไปจริงๆ จู่ๆ เขาก็คิดถึงภาพของเธอในช่วงแรกที่ได้เจอกัน

               ทั้งที่ต่างฝ่ายต่างก็เติบโตมาขนาดนี้ จะย้อนคิดถึงเวลาที่ดีที่สุดเหล่านั้นไปทำไม

               เขาพยายามทำให้ตัวเองอารมณ์เย็นลง ผู้ช่วยเกาหลินก็เคาะประตูและเดินเข้ามาด้านใน เขารายงานภารกิจที่จะต้องทำต่อจากนี้ เมื่อพินิจมองซ่งเจ๋อ เกาหลินก็เอ่ยด้วยความลังเล “คุณผู้ชายครับ คุณดูไม่ค่อยโอเคเท่าไหร่ หรือจะให้เลื่อนไปก่อนดีครับ?”

               “ฉันไม่เป็นไรหรอก” เขาหยิบผ้าที่วางอยู่ด้านข้างมาเช็ดหน้า ตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เรื่องแค่นี้เอง” ซ่งเจ๋อเงยหน้าขึ้นมองเกาหลินและถามว่า “คุณผู้หญิงไปไหนรู้ไหม?”

               เกาหลินนิ่งไปเล็กน้อย ซ่งเจ๋อเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา “นายไม่ได้ให้ใครตามไปหรือ?”

               เกาหลินจึงค่อยรู้ตัวและรีบตอบ “ผมจะให้คนตามไปเดี๋ยวนี้ครับ คุณผู้หญิงเดินออกจากบ้านไปคนเดียว เธอคงไปได้ไม่ไกล ตามไปตอนนี้ก็น่าจะทัน”

               “ใครสั่งให้นายตาม!” ซ่งเจ๋อรีบเอ่ยตัดบท จากนั้นก็พูดว่า“ไปสืบหน่อยว่าเธอจะทำอะไรต่อ แล้วให้คนคอยดูแลความปลอดภัย ถึงจะหย่ากันแต่เธอก็เป็นคนที่เดินออกไปจากตระกูลซ่ง ถ้าแม่รู้เข้าคงได้โกรธฉันแน่”

               “ครับ” เกาหลินพยักหน้าและไม่กล้าพูดอะไรอีก

               ซ่งเจ๋อยืนนิ่งอยู่หน้ากระจกครู่ใหญ่ เกาหลินจึงเอ่ยอย่างระมัดระวังว่า “คุณผู้ชาย อันที่จริงก็ไม่ต้องเป็นห่วงมากหรอกครับคุณผู้หญิงก็แค่วู่วามไปตามอารมณ์ คงโกรธที่คุณไปมีข่าวลือกับคนข้างนอก คุณผู้หญิงมีนิสัยอย่างไรคุณก็รู้ดี เวลาอยู่ที่บ้านก็ทำอะไรก๊อกๆ แก๊กๆ ไปเรื่อยและไม่ได้ติดต่อกับเพื่อนข้างนอกเท่าไหร่ ถ้าออกไปใช้ชีวิตคนเดียว ได้เผชิญความลำบากสักระยะ เดี๋ยวก็กลับมาเองล่ะครับ”

               เขาไม่ได้พูดอะไรเพียงแต่นึกหยันในใจ เกาหลินพูดความจริง ชีวิตที่หรูหราสุขสบายของหยางเวยไม่ใช่ว่าครอบครัวทั่วไปจะเลี้ยงดูได้ ปกติเธอก็ไม่ชอบติดต่อกับใคร ออกไปใช้ชีวิตข้างนอกคนเดียวไม่กี่วัน หมดเงินแล้ว อยู่แบบคนธรรมดาไม่ได้ เดี๋ยวก็กลับมาเอง

               เธอใช้เวลาตั้งหลายปีเพื่อพาตัวเองปีนขึ้นไปยังจุดสูงสุด จู่ๆ ก็ตกลงมา จะให้เธอยืนอย่างมั่นคงได้อย่างไร

               ไม่ช้าหรือเร็วเดี๋ยวก็กลับมา

               ไม่ช้าก็เร็วเธอจะเข้าใจว่า อันที่จริงตลอดหลายปีที่ผ่านมาพวกเขาสองคนคือคู่ที่เหมาะสมที่สุด

               แต่ถึงกระนั้นใจเขาก็ยังนึกหวั่น

               สักพักก็นึกขึ้นได้ ซ่งเจ๋อเพิ่งตระหนักว่าตัวตนของหยางเวยที่เขารู้จักก่อนหน้านี้ ช่างต่างกับสิ่งที่เขาคิดลิบลับ

               หยางเวยบอกว่าลาก่อน ก็คือการจากลาจริงๆ

               เธอกล่าวลาทั้งอดีตและกล่าวลาตัวเขา

               เขารู้ดีแต่ก็จนปัญญา ดังนั้นจึงทำได้เพียงหลอกตัวเองซ้ำๆ

6.ฉันกำลังไลฟ์สดอยู่

               หยางเวยออกมาจากบ้านตระกูลซ่งตอนบ่าย

               ในมือเธอถือสมุด ยังรู้สึกเหมือนตกอยู่ในห้วงแห่งความฝัน คล้ายนักโทษที่ถูกคุมขังไว้สิบกว่าปี วันหนึ่งถูกปล่อยตัวและได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระอีกครั้ง อิสรภาพที่เธอได้มาในวันนี้นำมาซึ่งความกลัวอย่างน่าประหลาด เธอยืนอยู่บนถนนที่มีรถวิ่งขวักไขว่ไปมาด้วยความงุนงง คล้ายไม่รู้ว่าควรจะเริ่มต้นอย่างไรดี

               เธอบอกซ่งเจ๋อว่าเธอวางแผนชีวิตให้ตัวเองแล้ว ที่จริงแผนการที่เธอวางไว้มีเพียงเรื่องเดียวก็คือการเป็นตัวของตัวเอง

               กลับไปเป็นหยางเวยก่อนมาอยู่ตระกูลซ่ง ทำในเรื่องที่อยาก ไม่ต้องจำกัดตัวเอง ไม่ต้องวางแผนใดๆ อีกต่อไป จากนี้เธอจะได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระและมีความสุข

               พอคิดถึงชีวิตซึ่งไร้แผนการหรือขั้นตอน หยางเวยก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที ความเบิกบานมหาศาลถาโถมเข้ามาในใจ แผ่ซ่านไปยังทุกเซลล์ในร่างกาย

               เธอพยายามคิดด้วยความเบิกบานว่าตนอยากทำอะไร อืม...เธออยากปลดปล่อยตัวเอง อยากระบาย อยากไปทำเรื่องที่เมื่อก่อนอยากทำแต่ทำไม่ได้ ตอนนี้สิ่งที่เธออยากทำที่สุดก็คือ หาใครสักคนมาช่วยประกาศให้โลกรู้ว่า เธอเป็นอิสระ!

               เธอสูดลมหายใจเข้าลึก หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา จากนั้นก็เริ่มเปิดหารายชื่อของเพื่อน

               เธออยากระบายกับเพื่อนสักคน

               ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา เธอรู้จักคนมากมายแต่เพื่อนแท้มีไม่กี่คน โดยเฉพาะคนที่สามารถนับเป็นเพื่อนได้แม้แต่ในช่วงเวลาเช่นนี้

               เมื่อเปิดไล่ดูรายชื่อ ในที่สุดเธอก็เจอคนที่เหมาะสม

               กู้หลาน

               นี่เป็นเพื่อนที่เธอรู้จักสมัยเรียนมัธยม เพื่อนคนนี้มีพื้นเพต่างจากเธอ ครอบครัวกู้หลานค่อนข้างยากจน สมัยเรียนมัธยมหล่อนได้รับเงินสนับสนุนจากครอบครัวของเจียงฮวายอันซึ่งเป็นเพื่อนของ
ซ่งเจ๋อ จึงได้เรียนจนจบและเจียงฮวายอันยังช่วยให้หล่อนได้เรียนในวิทยาลัยศิลปะแห่งชาติ ภายหลังหล่อนจึงได้เป็นดีไซเนอร์ที่มีชื่อเสียง ไม่เพียงมีสตูดิโอของตัวเองที่ออกแบบเสื้อผ้าคอสเพลย์โดยเฉพาะ ยังทำเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบอีกด้วย ถือว่าเป็นผู้หญิงที่ต่อสู้ดิ้นรนด้วยความสามารถของตัวเองโดยแท้

               ทั้งสองเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันเสมอมา กู้หลานเป็นคนที่มีบุคลิกค่อนข้างพิเศษและใช้ชีวิตตามใจตัวเอง

               ซึ่งก็ดูจะแปลกไปบ้าง

               หล่อนเป็นคนรูปร่างสูง ผมสั้น และแต่งกายคล้ายผู้ชาย ดูหล่อจนสาวๆ หลงใหลกันไม่รู้ตั้งเท่าไหร่

               หลังจากตัดสินใจเลือกติดต่อกับกู้หลาน หยางเวยก็รีบโทรหา เหมือนกู้หลานกำลังยุ่ง ฝ่ายนั้นรับโทรศัพท์และเอ่ยว่า “เธอว่าอะไรนะ เธอจะมาหาฉันที่บ้านหรือ อีกยี่สิบนาที โอเค ได้ๆ เข้ามาได้เลย”

               พูดจบกู้หลานก็วางโทรศัพท์ จากนั้นหยางเวยก็ไปร้านสะดวกซื้อและซื้อเบียร์กับเหล้าขาวมาเต็มถุง เธอกระโดดขึ้นรถแท็กซี่ มุ่งหน้าตรงไปยังบ้านของกู้หลาน

               เธอมีกุญแจบ้านกู้หลาน พอเปิดประตู เธอก็ถือถุงเบียร์เดินเข้าไปในบ้านด้วยท่าทางองอาจมั่นอกมั่นใจ

               เธอได้ยินแว่วๆ คล้ายกู้หลานกำลังคุยกับใครบางคน เสียงนั้นดังมาจากห้องนอน เธอก้าวเข้าไปในห้องและคว้าไหล่ของกู้หลานเอาไว้ ก่อนจะเอ่ยด้วยความยินดีว่า “กู้หลาน ฉันมีข่าวดีมากจะมาบอกเธอด้วยล่ะ”

               “เอ๊ะ” กู้หลานนิ่งไปด้วยความงุนงง เธอกำลังจะเอื้อมมือไปกดอะไรบางอย่าง

               หยางเวยไม่ได้สังเกตกิริยาท่าทางของเพื่อน ได้แต่วางมือบนบ่าเพื่อนสนิท นัยน์ตาคล้ายมีน้ำรื้นอยู่ หยางเวยพูดด้วยความตื่นเต้นเหมือนชาวนาที่เพิ่งลืมตาอ้าปาก และร้องเพลงอย่างเบิกบานว่า “ฉัน! หย่า! แล้ว!”

               “หา?!!!”

               “เธอไม่ต้องตกใจ ไม่ต้องร้อนใจ แล้วก็อย่าคิดหนีล่ะ” เธอกดร่างของกู้หลานที่กำลังจะลุกขึ้นและเอ่ยจริงจังว่า “เธอวางใจได้ ฉันเลิกกับเขาด้วยดีไม่ได้ทะเลาะอะไรกัน เราต่างฝ่ายต่างสงบนิ่ง เขาก็รับเรื่องนี้ได้ดี ก่อนจากไปพวกเรายังอวยพรกันอยู่เลย”

               “เขา...เขาอวยพรเธอหรือ?” กู้หลานนิ่งไปเล็กน้อย เธอนึกภาพไม่ออกจริงๆ ว่า คนอย่างซ่งเจ๋อจะสามารถเอ่ยปากอวยพรอีกฝ่ายหลังจากหย่ากันได้อย่างไร

               หยางเวยพยักหน้ายืนยัน จากนั้นก็ค่อยประคองกู้หลาน ก่อนจะหย่อนกายนั่งลงและพูดอย่างสะท้อนใจ “ฉันทนมาตั้งหลายปี ในที่สุดก็มีวันนี้ วันที่ฟ้าสีทองผ่องอำไพ ในที่สุดฉันก็จะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่สักที” เธอพูดพลางหยิบเหล้าขึ้นมา ส่งขวดหนึ่งให้กู้หลานก่อนจะเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง “เพื่อนกันต้องร่วมฉลองหน่อย”

               “เอ่อ หยางเวย” กู้หลานพยายามสะกดกลั้นสีหน้าอยากร้องไห้ของตน เธอถือขวดเหล้าขาวด้วยมืออันสั่นเทาและเอ่ยว่า “ฉันมีไวน์ชาโตลาฟิตปี 82 อยู่ขวดหนึ่ง เราเปิดขวดนั้นดื่มกันเถอะ ดูจะเหมาะกับบุคลิกของเธอมากกว่า”

               “บุคลิกหรือ?” หยางเวยถอนหายใจเบาๆ และเอ่ยว่า “กู้หลาน ทำไมเธอถึงมองคนผิวเผินอย่างนี้ คนเรามีชีวิตอยู่ก็ควรจะซื่อสัตย์กับใจตัวเอง นี่ต่างหากที่สำคัญ ความปรารถนาในใจของฉันตอนนี้ก็คือ...”

               เธอเปิดฝาขวดเหล้าขาวและเอ่ยด้วยความยินดี “ดื่มเหล้าขาว มา ชนแก้ว! คืนนี้พวกเราจะเป็นไอ้ขี้เมาที่ดื่มเก่งที่สุดในหนานเฉิง”

               กู้หลานไม่ค่อยถนัดเรื่องการปฏิเสธ โดยเฉพาะเพื่อนสวยๆ อย่างหยางเวย

               ทั้งสองนั่งขัดสมาธิและเทเหล้าขาวกันคนละขวด กู้หลานหยิบโทรศัพท์ออกมาสั่งอาหารเพิ่มอีกหน่อย ตอนกดสั่งฝ่ายนั้นมีท่าทีลังเลและเอ่ยถาม “ร้านแถวบ้านฉันไม่มีอาหารประเภทแคลอรีต่ำ หวานน้อย เค็มน้อย...”

               “ไม่ต้อง ไม่ต้อง” หยางเวยรีบโบกมือปัดและเอ่ยว่า “เธอจะสั่งอะไรก็สั่งมาเลย สั่งตีนไก่มาก่อน ฉันอยากกินอะไรเผ็ดๆ ...” หยางเวยเอียงศีรษะเข้าไปใกล้และเริ่มเลื่อนหน้าจอโทรศัพท์ของกู้หลาน ก่อนจะสั่งของที่เธอเคยอยากกินแต่ไม่ได้กินอย่างตีนไก่พวกนั้น

               สั่งเสร็จต่างคนต่างนั่งคนละฝั่ง ห้องของกู้หลานค่อนข้างเล็กและมีพรมปูที่พื้น ฝั่งหนึ่งเป็นตู้ ฝั่งหนึ่งเป็นโซฟา ไม่ว่าจะนั่งตรงไหนก็สบาย

               ห้องเล็กๆ ให้ความรู้สึกอบอุ่นปลอดภัย หยางเวยถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก ก่อนจะนึกบางอย่างขึ้นได้ “เมื่อกี้เธอพูดกับใครอยู่หรือ?”

               “ฉันกำลังไลฟ์สดอยู่”

               กู้หลานลูบศีรษะไปมา ทั้งยังพูดด้วยความหงุดหงิดเล็กน้อย “ก็ฉันเปิดแบรนด์ออนไลน์กับเพื่อนคนหนึ่ง ตอนนี้ใกล้ถึงวันสตรีสากลแล้ว พวกร้านในเน็ตก็จัดโปรโมชันกัน บริษัทก็เลยให้ฉันมาไลฟ์สดเพื่อสนทนากับแฟนคลับสักหน่อย”

               “ไลฟ์สดเรื่องอะไรหรือ?” หยางเวยดูมีท่าทีสนใจ กู้หลานถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะวางขวดเหล้าลง หยิบบัตรส่วนลดมาหนึ่งใบ ยื่นให้เพื่อนด้วยรอยยิ้มตื่นเต้น “เธอเห็นบัตรส่วนลดนี่หรือยัง? ไม่มีขั้นต่ำ ไม่มีจำกัด ลดไปเลยหนึ่งร้อยหยวน ใช้เป็นเงินจริงๆ ได้หนึ่งร้อยหยวน ได้มาแล้วใช้ซื้อของได้เลย ไม่ต้องเล่นเกม ได้จริงไม่จกตา นี่เป็นของกำนัลจากแบรนด์เรา ถือเป็นน้ำใจเลยล่ะ”

               หยางเวยขำกับท่าทางของกู้หลานที่โฆษณาอย่างตั้งอกตั้งใจ พอกู้หลานเล่าจบก็เงียบไปด้วยท่าทีกระอักกระอ่วน เปิดเครื่องดื่มขวดหนึ่ง เอ่ยว่า “ฉันถึงต้องบอกเธอไว้ก่อนว่า ถ้าวันไหนเธอเห็นฉันทำอะไรแปลกๆ อยู่ในไลฟ์สดล่ะก็ ไม่ต้องประหลาดใจ”

               “จะว่าไป” หยางเวยเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ของแบบนี้มีคนดูด้วยหรือ?”

               “มีสิ” กู้หลานยืนยันหนักแน่น “ฉันจะบอกอะไรให้นะ วันๆ เธออย่าเอาแต่สนใจพวกสินค้าไฮโซนัก ของวิเศษวิโสมากไปคนก็เอื้อมไม่ถึง ต้องเล่นสินค้าตลาดล่างบ้างเข้าใจไหม ใครว่าไลฟ์สดไม่มีคนดู คราวที่แล้วมีนักเรียนประถมไลฟ์สดทำการบ้าน น้องเขาทำการบ้านแต่ละครั้งยังมีคนเข้าดูตั้งหกแสนคนแน่ะ”

               คนดูไลฟ์สดตั้งหกแสนคน

               พอตัวเลขนี้เข้ามาในหัว หยางเวยก็นึกถึงการต่อยอดอีกสารพัด เธอพยักหน้าก่อนจะเอ่ยชมว่า “ฉันมันโลกแคบเกินไปแล้วล่ะกู้หลาน” หยางเวยยกขวดเหล้าขึ้นและเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจังว่า “ตอนนี้ฉันออกมาจากบ้านตัวเปล่า เมื่อก่อนก็ไม่ค่อยมีประสบการณ์ชีวิตสักเท่าไหร่ ต่อไปคงต้องฝากเธอดูแลด้วย”

               “โอ้โฮ แม่ง!” กู้หลานสบถออกมาด้วยความประหลาดใจ “เอ่อ...”

               “วันนี้เราจะไม่พูดถึงชื่อเขา” หยางเวยถอนหายใจและยกมือกุมอก “เธอไม่รู้หรือ หลายปีมานี้พอพูดถึงชื่อเขาทีไร ฉันมักมีอารมณ์ซับซ้อนหลายอย่างวนเวียนอยู่ในหัว ถึงตอนนี้จะไม่ชอบเขาแล้ว แต่พอได้ยินชื่อเขาฉันก็ยังนึกกลัวอยู่ดี”

               “เอาเถอะ” กู้หลานเอ่ย “ถ้าอย่างนั้นฉันไม่พูดถึงเขา แต่ฉันต้องถามคำหนึ่ง เขาจะไม่ให้เงินเธอสักหน่อยเลยหรือ ไม่สมกับเป็นคุณชายไฮโซเลยนี่”

               “ก็นั่นน่ะสิ” หยางเวยแสร้งทำสีหน้าเศร้าสร้อยหยอกล้อเพื่อน “ตอนแรกก็แค่วางท่าว่าจะออกจากบ้านตัวเปล่า ฉันคิดว่าเขาจะเห็นอกเห็นใจ ยอมให้สักหน่อย...”

               “เอาเถอะ เธอไม่ต้องแกล้งจนหรอกน่า” กู้หลานผลักเธอและย่นคิ้ว “ตระกูลไฮโซอย่างเขา ถึงเธอไม่แตะต้องอะไรของเขาเลย ก็คงไม่มีทางออกมาตัวเปล่าหรอกมั้ง”

               หยางเวยดื่มเหล้าก่อนจะหันไปมองกล้องวิดีโอ ถามกู้หลานว่า “เธอปิดไลฟ์สดแล้วใช่ไหม?”

               “ปิดแล้วมั้ง” กู้หลานโบกมือ “น่าจะปิดตั้งแต่ตอนเธอมา”

               หยางเวยพยักหน้า ค่อยวางใจ

               แต่ทั้งคู่ไม่รู้เลยว่า ตอนนั้นไลฟ์สดของกู้หลานมีคนดูมากถึง 233,333!

               “สตรีมเมอร์หล่อจัง ตอนแรกคิดว่าเป็นผู้ชาย ผู้หญิงหรือเนี่ย”

               “ผู้หญิงอีกคนที่เธอคุยด้วยสวยจังเลย เสียงเหมือนนางฟ้าเลยอะ! ฉันมีไอดอลคนใหม่แล้ว”

               “เธอเพิ่งหย่าหรือ...ผู้ชายต้องเลวมากแน่ๆ”

               “หรือจะเตือนพวกเขาหน่อยไหมว่าไลฟ์สดยังออนอยู่?”

               “นิ่งและเผือกกันเงียบๆ เลยจ้า ห้ามใครพูดอะไรทั้งนั้นนะยะ”

               “ไม่ได้ๆ ฉันต้องเรียกเพื่อนฉันมาดูด้วย สตรีมเมอร์สองคนนี้ตลกจริง...”

               มีคนเข้ามาดูไลฟ์สดมากขึ้นเรื่อยๆ โดยที่สตรีมเมอร์สองคนไม่รู้ตัวเลย พอออดประตูดังขึ้น ทั้งสองก็เล่นเป่ายิ้งฉุบกันเพื่อตัดสินว่าใครจะไปเปิดประตูรับอาหาร

               พอหยางเวยแพ้ เธอก็ถอนหายใจ ก่อนจะทำท่าหมดอาลัยตายอยากและเอ่ยว่า “สาวไฮโซอย่างฉันต้องตกต่ำถึงขนาดนี้ เพราะฟ้าดินไร้คุณธรรมหรือคนเราใจดำเกินไปแน่”

               “เป็นเพราะเธองี่เง่า รีบไปเอาได้แล้ว” กู้หลานแสร้งเตะเพื่อน

               หยางเวยจึงรีบวิ่งออกไป

7.ฉันกลัวถูกยืมเงิน

               และในตอนนั้น วิดีโอไลฟ์สดนี้ก็ถูกนำไปตัดต่อเป็นภาพเคลื่อนไหวและเริ่มแชร์ไปในโลกโซเชียล

               ในช่องไทม์ไลน์เริ่มมีโพสต์จากชาวเน็ต ในโพสต์มีการแค็ปหน้าจอขณะไลฟ์สด เป็นภาพของสตรีมเมอร์หญิงสองคน คนหนึ่งสวยเหมือนนางฟ้า อีกคนก็หล่อระเบิด ต่างคนต่างถือเหล้าคนละขวด
ในมือกอดตุ๊กตาปิกาจู

               ข้อความในโพสต์เขียนว่า “ความลับของไฮโซหญิงที่เพิ่งหย่ากับสามีกำลังไลฟ์อยู่ รีบมาดูเร็ว”

 

               คนทั้งคู่ไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นในอินเทอร์เน็ต

               หยางเวยถือตีนไก่กลับมานั่งลงที่พื้น เปิดเหล้าขาวขวดที่สองพลางถอนหายใจและเอ่ยว่า “ฉันจะบอกอะไรให้นะ อันที่จริงเรื่องหย่าฉันก็ละอายใจอยู่เหมือนกัน เธอก็รู้เรื่องของฉันดี ตอนนั้นบ้านฉันเกิดเรื่อง แม่เขารับฉันมาเลี้ยงดูเหมือนลูกสาวแท้ๆ จนโต เธอคิดว่าที่อาอี๋เลี้ยงฉันจนโตขนาดนี้เพราะอยากได้อะไรล่ะ ก็อยากได้คนที่ช่วยเป็นมือเป็นเท้าให้ในอนาคตไม่ใช่หรือ ฉันทำให้อาอี๋ต้องผิดหวัง ฉันเลยไม่กล้าเอาอะไรมาจากครอบครัวเขาสักชิ้น หย่าเสร็จก็ให้ถือว่าเลิกแล้วต่อกัน ถ้าฉันอยากได้สมบัติก็ไม่ใช่เรื่องยาก หรือจะล้มเขาก็ง่ายนิดเดียว แล้วทำไมฉันถึงไม่ทำ ก็เพราะไม่อยากแทงใครข้างหลังอย่างไรล่ะ”

               “จริงของเธอ” กู้หลานพยักหน้า แต่ก็รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง “แต่ฉันกลับรู้สึกว่าคุณชายคนนี้เป็นคนใจกว้าง ถึงเธอจะไม่อยากได้ แต่เขาก็น่าจะให้เธอติดไม้ติดมือสักหน่อยนี่นา”

               “จากที่ฉันรู้จักเขามานะ” หยางเวยยกมือเท้าคาง ค่อยๆ วิเคราะห์อย่างเมามาย “มีความเป็นไปได้เก้าสิบเปอร์เซ็นต์ว่า เขากำลังรอให้ฉันร้องไห้กลับไปหา ขำชะมัด! เธอลองคิดดูนะ แม่เขาใช้เวลา
ตั้งหลายปีอุตส่าห์เลี้ยงฉันมาเพื่อเป็นเพื่อนเขา พอขาดฉัน เขาก็คงหาคุณนายที่ดีกว่านี้ไม่ได้อีก เขาเลยตั้งหน้าตั้งตารอนางเบ๊คนนี้ เฮอะ! ฉันไม่กลับไปหรอก”

               คำพูดอย่างมั่นอกมั่นใจของเธอ ทำให้กู้หลานซึ่งกำลังแทะตีนไก่แทบติดคอ แต่กู้หลานเองก็ไม่อาจปฏิเสธอะไรได้ ที่หยางเวยพูดมาก็มีเหตุผล ตั้งแต่เรียนมัธยมมาจนถึงตอนนี้หยางเวยเป็นคนทำอะไรทำจริง ถ้าได้ทำก็ต้องทำให้ดีที่สุด แม้แต่เรื่องธรรมดาก็ต้องทำจนได้ก้าวขึ้นเป็นที่หนึ่ง คนแบบนี้จะมีความหยิ่งทะนงในตัวเอง

               “ตอนนี้เธอไม่มีเงินสักหยวนเลยหรือ?” กู้หลานทบทวนแล้วถามคำถามที่เป็นปัจจุบัน ก่อนจะเอ่ยต่อไปว่า “ถ้าไม่ไหวจริงๆ เธอมาทำงานกับฉันก็ได้”

               “ช่างเถอะ” หยางเวยส่ายหน้า “ก่อนแต่งงานฉันก็หาเงินไว้ใช้เองส่วนหนึ่งแล้ว เงินก่อนแต่งฉันขนติดตัวมาด้วยหมด ถ้าใช้อย่างประหยัดก็คงอยู่ได้อีกหลายปี ตอนนี้ฉันอยากพักสักหน่อย ใช้ชีวิต
สโลว์ไลฟ์ไง รู้จักหรือเปล่า?”

               “เธอเอาเงินออกมาเท่าไหร่น่ะ?” กู้หลานพุ่งความสนใจไปที่เงินของอีกฝ่าย หยางเวยเพียงเหลือบตามองเพื่อนอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์ จากนั้นก็เอ่ยว่า “บอกไม่ได้”

               “ทำไมล่ะ”

               “ฉันกลัวถูกยืมเงิน”

               “...”

               “เธอเพิ่งจะเริ่มสร้างแบรนด์สินค้า กำลังเป็นช่วงหมุนเงินเป็นพัลวัน ฉันกลัวว่าวันไหนเธอถังแตกหรือเงินขาดมือแล้วจะมายืมเงิน ฉันไม่ใช่คุณนายใจกว้างที่จะให้เธอยืมเงินได้แล้วนะยะ”

               “เสี่ยวเวยเอ๊ย” กู้หลานถอนหายใจ “เธอเห็นฉันเป็นคนอย่างนั้นหรือ?”

               “ก็ใช่น่ะสิ” หยางเวยยืนยัน “เธอเป็นคนที่เวลาเงินขาดมือก็หน้าด้านมาร้องห่มร้องไห้ขอยืมเงินฉันแบบไม่นึกลังเลหรือเกรงใจเลย”

               กู้หลาน “...”

               เพื่อนคนนี้ยังน่าคบอยู่ไหมเนี่ย

               ตอนที่คนทั้งสองนิ่งเงียบ คนที่เข้ามาดูไลฟ์สดก็มากขึ้นเรื่อยๆ

               “โอ๊ย ฉันขำท้องแข็ง พี่หลานถูกตอกกลับแบบนี้ โคตรสะใจเลย ฮ่าฮ่าฮ่า...”

               “ผู้หญิงที่จะให้พี่หลานยืมเงินได้ต้องรวยมากแน่ๆ”

               “เธอต้องได้รางวัลผู้หญิงช่างแอ๊บดีเด่นแห่งปี โคตรนับถือเลย”

               “ฉันว่าพี่หลานเอาคืนแน่”

               หลังจากกู้หลานนิ่งเงียบโดยไม่อาจโต้ตอบได้อยู่พักใหญ่ก็ตัดสินใจเปลี่ยนประเด็นสนทนา “แล้วต่อไปเธอจะทำอย่างไรต่อจะไปหางานทำหรือเปิดบริษัทล่ะ?”

               “ฉันไม่อยากทำอะไรทั้งนั้นแหละ” หยางเวยส่ายหน้า “ฉันอยากทำในสิ่งที่เมื่อก่อนไม่เคยทำ ไอ้เรื่องพวกนั้นฉันไม่อยากทำหรอก”

               กู้หลานพยักหน้า หลังจากที่หยางเวยพูดระบายอารมณ์ออกมาจนหนำใจ ก็เริ่มกลับมาสู่สภาวะปกติ ทั้งสองดื่มเหล้าและแทะตีนไก่ด้วยกัน ทั้งยังคอยสนทนาเรื่อยเปื่อย

               ตั้งแต่หยางเวยอายุสิบสี่ปีเป็นต้นมา เธอก็ไม่เคยกินของพวกนี้อีก พออาหารรสจัดเข้าปากเธอก็ไม่ค่อยคุ้นสักเท่าไหร่ แต่พอกินไปหลายคำเข้าก็รู้สึกถึงรสชาติที่แปลกใหม่

               ทั้งสองสนทนาถึงเรื่องสมัยก่อน กู้หลานเอ่ยอย่างสะท้อนใจว่า “ความจริงตอนที่พวกเธอแต่งงานกัน ฉันดีใจมากเลยนะ คิดว่าในที่สุดก็ลงเอยกันสักที เธอสมหวัง เขาเองก็เข้าใจความต้องการของตัวเอง เอาจริงนะ” กู้หลานเงยหน้าขึ้นมองเพื่อนสนิท ก่อนจะเอ่ยว่า “ตอนเรียนมัธยมฉันคิดว่าเขาชอบเธอมาตลอด เพียงแต่เขาเป็นคนถือตัว ถึงจะชอบก็ไม่พูดออกมา”

               “เป็นไปไม่ได้หรอก” หยางเวยส่ายหน้า “เขาเกลียดฉันมาตลอด”

               “...”

               “ไม่จริง!” กู้หลานเอ่ยแย้งและพูดอย่างจริงจังว่า “ฉันมีหลักฐานนะ เดี๋ยวจะยกตัวอย่างให้เธอฟัง เธอจำตอนเรียน ม.5 ได้ไหม มีผู้ชายที่เรียนห้องสิบสี่คนหนึ่งชอบเขียนจดหมายรักไปให้เธอตอนเรียนภาคค่ำน่ะ”

               “จำได้สิ” หยางเวยพยักหน้าเหมือนเริ่มเมา กู้หลานก็รีบเอ่ย “ตอนนั้นเธอรำคาญเด็กนั่นมากไม่ใช่หรือ มีอยู่วันหนึ่งฉันไปเห็นใครก็ไม่รู้กำลังต่อยกับเด็กนั่นอยู่ ต่อยจนแว่นเอียงเลย แล้วก็ชี้หน้าเด็กผู้ชายคนนั้นว่า ถ้ายังมายุ่งกับเธออีก เขาเจอเมื่อไหร่จะใส่เมื่อนั้น พูดแบบจริงจังเว่อร์”

               หยางเวยอึ้งไปเล็กน้อย จากนั้นความรู้สึกหลากหลายก็ถาโถมเข้ามาในใจ เมื่อก่อนถ้าได้ฟังเรื่องแบบนี้ก็คงจะรู้สึกใจเต้นแรงเหมือนมีกวางตัวน้อยกระโดดไปมา แต่ตอนนี้เธอกลับรู้สึกว่า อันที่จริงก็ไม่มีอะไรนี่

               เมื่อก่อนเธอยังไม่เข้าใจ ตอนนี้พอโตขึ้นก็เข้าใจแล้ว

               “นั่นไม่ได้แปลว่าเขาชอบฉันนะ” เธอตอบด้วยรอยยิ้มและพูดต่อด้วยน้ำเสียงขมขื่นว่า “เขาเป็นคนรักศักดิ์ศรี แบกชื่อเสียงของวงศ์ตระกูลไปทุกที่ เขาจะยอมให้คนอื่นรังแกฉันได้อย่างไร เธอลองดูสิ เขากับกลุ่มเพื่อนของเขาอารมณ์ร้อนมาแต่ไหนแต่ไร อย่าเห็นว่าเขาดูสุขุมแล้วจะไม่กล้าทำอะไรใครนะ นิสัยคุณชายแต่เอาเรื่องชะมัด เรื่องพวกนี้ที่เธอเล่ามาฉันเคยได้ยินอยู่หลายเรื่อง ตอนที่รู้ฉันก็นึกชอบเขา”

               “คนเราก็ต้องชอบคนที่ทำดีด้วยเป็นธรรมดา”

               หยางเวยดื่มเหล้าและถอนหายใจ “ตอนนั้นอายุยังน้อย จู่ๆมีคนลุกขึ้นมาปกป้อง เป็นเธอจะไม่หวั่นไหวหรือ แต่พอใจหวั่นไหวกลับมารู้ความจริงว่า อันที่จริงตัวเองก็ไม่ได้ต่างจากผู้หญิงคนอื่น เขาก็ทำแบบนี้กับทุกคนดังนั้นก็เลยหมดหวัง พอหมดหวังเขาก็ทำให้มีหวังอีก สลับกันไปมาอย่างนี้ตั้งหลายปีท้ายสุดถึงได้เข้าใจ”

               เธอรู้สึกถึงฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่แผ่ซ่านในร่างและครอบงำสติสัมปชัญญะบางส่วน หยางเวยเท้าคางและเอ่ยว่า “ความจริงเขาไม่ได้ชอบคนแบบฉัน ตระกูลเขาก่อตั้งอย่างยาวนานมาเป็นร้อยปี เขาเป็นคนถือตัวอวดดีจะตายส่วนฉันล่ะ ฉันก็เป็นแค่ลูกเป็ดตัวหนึ่งที่บังเอิญหลงเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยเท่านั้นเอง ถึงฉันจะเสแสร้งได้ดีขนาดไหน ไฮโซจอมปลอมก็ยังจอมปลอมอยู่วันยังค่ำ เขาคงดูถูกฉันไปทั้งชีวิต ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องชอบฉันเลย”

               “ทำไมเธอถึงรู้สึกว่าเขาดูถูกเธอล่ะ”

               “ฉันจะบอกเธอให้นะ วันแรกที่ฉันเข้าไปในบ้านเขา...”

               หยางเวยเริ่มเล่าชีวิตของตนเองก่อนที่จะเข้าไปในบ้านตระกูลซ่ง เล่าถึงความผิดต่างๆ ของซ่งเจ๋อ และเล่าถึงชีวิตของคนธรรมดาที่เข้าไปอยู่ในตระกูลไฮโซว่าต้องพยายามจำกัดตัวเองมากขนาดไหน

               ขณะที่กำลังถ่ายทอดสด บางคนก็นิ่งฟังเงียบๆ บางคนถึงกับน้ำตาริน จินตนาการไปถึงเรื่องราวที่เป็นเหมือนละครน้ำเน่าในตระกูลไฮโซ

               “แม่ง ฉันน้ำตาไหล ไม่ไหวแล้ว!”

               “ไม่ง่ายเลยจริงๆ ทำไมพี่นางฟ้าถึงทนมาได้ขนาดนี้”

               “เอาจริงนะ ฉันชอบความอึดทนของผู้หญิงคนนี้มากเลย ฉันขอประกาศตัวเป็นแฟนคลับของเธอเดี๋ยวนี้”

               “ให้ตายเถอะ เพิ่งเปิดตัวก็ทรมานใจแฟนคลับแล้ว น่าสงสารจริง เป็นกำลังใจให้นะ ไม่ต้องเสียใจหรอก ทิ้งไอ้ผู้ชายสารเลวนั่นไปซะ ฉันรักเธอ!”

               คนที่มาดูการถ่ายทอดสดมากขึ้นเรื่อยๆ และมาด้วยเจตนาที่หลากหลาย บ้างก็มาเพื่อสัมผัสความเร้าใจจากการแอบฟังชาวบ้านคุยกัน บ้างก็มาเพื่อไม่ให้ตกกระแส บ้างก็มาเพื่อคลายเครียด บ้างก็สนใจในรายละเอียดของตระกูลไฮโซซึ่งคนธรรมดาไม่อาจเอื้อมถึง

               สรุปว่า ด้วยแง่มุมที่หลากหลายจึงช่วยดึงดูดคนมาดูการถ่ายทอดสดมากขึ้นเรื่อยๆ พอได้มาดูไลฟ์สดแล้วไม่ว่าพวกเขาจะเห็นแก่ความสวย เห็นแก่นิสัย หรือเป็นเพราะความสงสารก็ตาม แต่ภายในระยะเวลาสั้นๆ เพียงสองชั่วโมง หยางเวยก็มีแฟนคลับเพิ่มขึ้นอีกมากมายก่ายกอง

               แฟนคลับกลุ่มใหม่ที่เพิ่งผุดขึ้นนี้ต่างรู้สึกเห็นใจหยางเวย

               “ฉันเห็นใจไอดอลฉันมาก ฉันจะไปปลอบใจเธอ”

               ดังนั้นขณะที่มีการไลฟ์สดจึงมีการมอบของขวัญเป็นจำนวนมาก หน้าจอมีของขวัญลอยอยู่เต็มไปหมด มองแล้วละลานตา

               หยางเวยกับกู้หลานสนทนากันจนถึงเที่ยงคืน ต่างคนต่างเมา ต่างฝ่ายต่างโผกอดกันและเริ่มบ่นถึงความผิดพลาดของตัวเอง

               หยางเวยเองไม่ด่าซ่งเจ๋อแล้ว เธอเริ่มด่าตัวเองอย่างไม่จบไม่สิ้น

               ในตอนนั้นโทรศัพท์ของกู้หลานก็ดังขึ้น เจ้าตัวสะลึมสะลือมากดปุ่มรับและตะโกนว่า “ฮัลโหล”

               “กู้หลาน” ปลายสายเป็นเสียงของเซี่ยจิวจิวซึ่งเป็นเพื่อนร่วมสร้างแบรนด์ ฝ่ายนั้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงลังเลว่า “เอ่อ เธอ...เธอไลฟ์สดจบหรือยัง?”

               “จบแล้วน่ะสิ” กู้หลานไม่เข้าใจคำถามของอีกฝ่าย “กี่โมงกี่ยามกันแล้วเนี่ย ยังจะให้ฉันทำงานอีกหรือ เถ้าแก่เซี่ยเห็นใจกันบ้างสิ ไม่ใช่ว่าเห็นแก่เงินจนไม่ลืมหูลืมตา”

               “เปล่า” เซี่ยจิวจิวเอ่ยด้วยน้ำเสียงร้อนรน “ถ้าเธอไลฟ์สดจบก็ช่วยปิดกล้องด้วย ตอนนี้ไลฟ์สดของเธอมีคนดูเจ็ดแสนคนแล้วนะ”

8.ซวยล่ะ

               เมื่อได้ยินประโยคนี้ กู้หลานก็ได้สติขึ้นมาฉับพลัน ถามด้วยความประหลาดใจ “ฉันไม่ได้ปิดกล้องหรือ?”

               ความคิดเห็นในห้องถ่ายทอดสด

               “ในที่สุดเธอก็รู้ตัวแล้ว”

               “เฮ้ย ใครโทรไปอะ...”

               “เดี๋ยวเธอจะเดินเข้ามาใกล้กล้อง ทุกคนเตรียมตัวให้พร้อมนะ”

               “กล้องหรือ?” หยางเวยตื่นขึ้นมาด้วยอาการงัวเงีย เธอลุกขึ้นไปเปิดคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในโหมดพัก จากนั้นก็เห็นความคิดเห็นเต็มหน้าจอไปหมด

               “พี่สาว ฉันรักพี่!!!”

               “รักพี่มากๆๆ !!!”

               “พี่เป็นคนที่สวยที่สุดตั้งแต่ฉันเคยเห็นมาเลย”

               “พี่สาวแต่งงานกับผมเถอะ ทิ้งไอ้ผู้ชายเลวๆ นั่นไปซะ ผมจะไปเป็นติ่งโจวเหวินกับพี่”

               ภาพหน้าจอคอมพิวเตอร์ขึ้นข้อความคล้ายกันซ้ำๆ จนดูเหมือนเป็นคอมพิวเตอร์ที่โดนไวรัส ทำให้หยางเวยย่นคิ้วด้วยความสงสัย เธอหันไปมองเพื่อนสาวและชี้ไปยังหน้าจอ “กู้หลาน คอมเธอเสีย”

               กู้หลานวางสายและรีบพุ่งตัวเข้ามา ถามด้วยความร้อนใจ “เสียตรงไหน?!”

               “เธอดูสิ...” หยางเวยหรี่ตาพินิจมองตัวอักษรที่ปรากฏบนหน้าจอ สีหน้าจริงจังของเธอยังแฝงด้วยความสะลึมสะลืออยู่เล็กน้อย “มันกำลังบอกรักฉัน”

               “เธอดูสิ มันบอกว่า” หยางเวยชี้ไปบนข้อความที่ปรากฏบนคอมพิวเตอร์ “พี่สาว ผมรักพี่ ถีบผัวเก่าพี่ทิ้งไปซะ แล้วเรามาอยู่ด้วยกัน...”

               “โอ้โฮ ไม่ต้องหรอก” หยางเวยโบกมือบอกปัด เอ่ยด้วยความยินดีว่า “พี่ถีบทิ้งไปแล้ว ไม่อย่างนั้นจะเรียกว่าผัวเก่าได้ไง”

               กู้หลานมองหยางเวยที่ยังคงมีท่าทีดีอกดีใจ พลันรู้สึกว่าแอลกอฮอล์ในตัวเริ่มจางลง จึงค่อยๆ คิดทบทวนว่าหยางเวยกำลังดีใจเรื่องอะไรอยู่ ผ่านไปพักหนึ่งก็เห็นหยางเวยอ่านอีกประโยคขึ้นว่า
“พี่สาวเต้นเป็นหรือเปล่า อยากดูพี่สาวเต้นจัง”

               กู้หลานยังไม่ทันได้ปราม ก็เห็นหยางเวยก้าวถอยออกมาหนึ่งก้าว และเริ่มเต้นเพลงเด็กอนุบาลสุดคลาสสิกที่เคยฉายในช่องโทรทัศน์เมื่อหลายปีก่อน

               “หมุนซ้ายสามที หมุนขวาสามที ยักคอไปมา ส่ายหน้าส่ายเอว ตื่นเช้ามาพากันออกกำลังกาย...”

               พอหยางเวยเต้น หน้าจอก็เต็มไปด้วยของขวัญที่ลอยจนแทบบังมิด กู้หลานมองหน้าจอที่มีของขวัญลอยอยู่เต็มไปหมด ผ่านไปครู่หนึ่งจึงกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากและถามว่า “ถ้าฉันเต้นด้วยจะมีของขวัญหรือเปล่า?”

               “มี มี มี!!!!”

               ห้องไลฟ์สดคึกคักยิ่งกว่าเดิม

               ดังนั้นในคืนนั้นทั้งสองก็พากันเต้น ตั้งแต่เพลงแสนธรรมดาในโรงเรียนอนุบาลไปจนถึงเพลงปลุกใจต่างๆ ท้ายสุดยังพาทุกคนเต้นท่าออกกำลังกายที่นักเรียนมัธยมทุกคนเต้นเป็น จนกระทั่งถึงเวลาตีสอง กู้หลานฝืนไม่ไหวอีกต่อไปจึงล้มตัวลงนอน ส่วนหยางเวยก็ทำตามที่ทุกคนบอก แม้เธอจะไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ว่าทำไมถึงสนทนาผ่านหน้าจอได้ แต่ก็คอยคุยกับผู้ชมอยู่เป็นระยะ

               “พี่คะ พี่ชอบสามีเก่าของพี่ไหม?”

               “ชอบหรือ? น้องคะ พี่จะบอกอะไรให้ ตกหลุมครั้งแรกเขาเรียกว่าเต็มใจ แต่ถ้ากระโดดลงไปในหลุมครั้งที่สองเขาเรียกปัญญาอ่อนค่ะ น้องคิดว่าพี่เป็นคนอย่างนั้นหรือคะ”

               “พี่สุดสวยคะ ต่อไปพี่จะทำอย่างไรต่อ?”

               “ทำอย่างไรหรือ?” หยางเวยเท้าคางพูดอย่างสะลึมสะลือว่า “ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน ฉันคิดถึงชีวิตใหม่ พวกเขาสอนฉันมาสิบสามปี พอฉันออกมาแล้วก็ไม่รู้จะทำอะไรดี ถ้าอย่างนั้นเธอก็ลองบอกฉันหน่อยสิ” หยางเวยเงยหน้าขึ้น คล้ายว่าเธอกำลังสนทนากับคอมพิวเตอร์จริงๆ แถมยังถามด้วยสีหน้าจริงจังว่า “เธอคิดว่าฉันทำอะไรดีล่ะ?”

               ระยะห่างระหว่างใบหน้าเธอกับคอมพิวเตอร์ไม่ไกลกันมากนัก ฉะนั้นจึงเห็นขนตางอนยาวเป็นแพของเธอได้ชัดเจน เธอไม่รู้สึกว่ากล้องตรงหน้าเป็นเพียงอุปกรณ์ชิ้นหนึ่ง ดวงตาเยิ้มจากฤทธิ์แอลกอฮอล์จ้องมองไปยังกล้องคล้ายกำลังจ้องหน้าตัวเองอยู่

               หยางเวยเป็นคนที่หน้าตาดีเป็นทุนเดิม เธอไม่เพียงสวยแต่ยังมีเสน่ห์อย่างยากจะอธิบาย เป็นความงามที่ต้องอาศัยการตกผลึกจึงจะปรากฏ เธอเงยหน้าขึ้นมองด้วยแววตาที่เป็นประกาย วินาทีนั้นผู้คนที่คอยจ้องอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อสนทนากับเธอ ไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชายต่างใจเต้นแรงไปตามๆ กัน

               พริบตาเดียวก็มีคอมเมนต์ขึ้นมาอย่างบ้าระห่ำ

               “พี่สาวเป็นสตรีมเมอร์เถอะ ตั้งแต่นี้เป็นต้นไปพวกเราจะเป็นเพื่อนพี่ พวกเรารักพี่นะ”

               “มาเป็นสตรีมเมอร์เถอะนะ”

               “นะพี่สาว ให้พวกเราเป็นเพื่อนพี่ในวันข้างหน้านะ”

               “ผมยอมเป็นสุนัขรับใช้เธอไปทั้งชีวิตเลย”

               หยางเวยนิ่งมองคอมเมนต์หน้าจอและอึ้งไปพักใหญ่ ความรู้สึกเหมือนฤทธิ์แอลกอฮอล์คล้ายแผ่ขยายอย่างไม่สิ้นสุด เธอนิ่งมองตัวอักษรในหน้าจออย่างเงียบๆ และรู้สึกถึงความอบอุ่นที่ค่อยๆแผ่ซ่านจับหัวใจ

               คนที่ตัดสินใจทิ้งชีวิตสิบกว่าปีที่ผ่านมาต้องใช้ความกล้าอย่างมหาศาล เพราะเท่ากับเป็นการตัดรากเหง้าของตนออกทุกแขนง เหมือนบีบบังคับตัวเองให้ก้าวไปข้างหน้า ตั้งแต่อายุสิบสี่ปีเป็นต้นมา ชีวิตเธอก็มีแค่ตระกูลซ่งกับซ่งเจ๋อ จู่ๆ ก็ต้องตัดทุกอย่างทิ้ง ตัวเธอก็เหมือนจอกแหนที่ลอยอยู่ตามน้ำ ไม่รู้ว่าควรจะไปไหนและไม่รู้ว่าตัวเองยังเหลืออะไรอีกบ้าง

               ในตอนนั้นเธอได้เห็นตัวอักษรที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอ มีคนจำนวนมากกำลังบอกเธอว่า

               พี่สาว ฉันชอบพี่จัง

               พี่สาว ผมไม่เห็นใครดีกว่าพี่อีกแล้ว

               พี่สาว รับฉันเป็นแฟนคลับด้วย

               ชีวิตเธอไม่เคยมีวินาทีไหนที่มีคนมากมายมายอมรับในตัวเธอ ชอบเธอ และปลอบเธอถึงขนาดนี้

               เธอเผลอยื่นมือออกไปลูบหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่แปรเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง

               หน้าจอยังคงเย็นยะเยือกแต่ใจคนไม่เป็นเช่นนั้น แม้ความอบอุ่นจะอยู่เพียงชั่วขณะและเลือนหายไปอย่างง่ายดาย นั่นเป็นแค่คำอวยพรจากคนที่ไม่รู้จัก แต่สำหรับคนที่ยืนเดียวดายอยู่ท่ามกลางทะเลทราย น้ำเพียงหยดเดียวก็เป็นดั่งสายฝนชโลมใจ

               เธอรู้สึกคล้ายลำคอตีบตันจนรู้สึกปวดไม่น้อย ผ่านไปครู่ใหญ่ก็แย้มยิ้มและเอ่ยว่า “เอาสิ”

               หยางเวยหลับไปโดยไม่รู้ว่าเป็นเวลาเท่าไหร่ เธอฟุบหลับอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ ตอนหลับยังมีคนจำนวนมากพิมพ์เตือนเธอว่าอย่าลืมห่มผ้าก่อนนอน และคอยถามด้วยความเป็นห่วงเป็นใยยิ่งกว่าแฟนเสียอีก

               เธอตกอยู่ในอาการงุนงงจนเห็นภาพตัวอักษรไม่ชัดนักหลังจากหมอบไปครู่หนึ่งก็ค่อยๆ ทอดกายลงบนพื้น จากนั้นก็นอนกอดกู้หลานจนหลับ

               อากาศในเดือนสามไม่ถือว่าอุ่นนัก โชคดีที่เครื่องปรับอากาศในห้องของกู้หลานเปิดทำงานให้ความอบอุ่นตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงโดยไม่หยุดพัก คนทั้งสองจึงไม่รู้สึกหนาวมาก เพียงแต่เมื่อตื่นขึ้นในวันถัดมาพวกเธอก็รู้สึกปวดศีรษะจนแทบระเบิด

               หยางเวยตื่นขึ้นก่อนตามสัญชาตญาณ วิถีชีวิตรูปแบบเดิมไม่ยอมให้เธอปล่อยตัวมากนัก ตื่นขึ้นมาก็มองไปรอบๆ และพบว่าเธอกับกู้หลานตกอยู่ท่ามกลางกองขวดเหล้า เธอกุมหัวและค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นพลางสูดปากด้วยความมึนและสบถว่า “ไม่ได้แล้ว ไม่ได้แล้ว ฉันต้องป่วยแน่ๆ”

               พอพูดจบเธอก็นึกเรื่องหนึ่งขึ้นได้

               เดี๋ยวก่อนนะ

               เมื่อวาน...เมื่อวานพวกเธอทำอะไรกัน

               เธอนั่งนิ่งอยู่ที่พื้น พอนึกเรื่องนี้ขึ้นได้ก็รีบพุ่งตรงไปที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ทันที

               การถ่ายทอดสดยังคงดำเนินต่อ มีความคิดเห็นจากผู้ชมไหลขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง

               “พี่สาวมาแล้ว”

               “พี่สาวสวยขนาดนี้เชียว”

               “อรุณสวัสดิ์ครับพี่สาว”

               ตัวอักษรบนจอคอมพิวเตอร์และความทรงจำของหยางเวยเริ่มปะติดปะต่อกัน เธอนิ่งมองคอมพิวเตอร์โดยไม่รู้สึกคุ้นเคยแม้แต่น้อย มุมหนึ่งในกล้องบังเอิญส่องไปเห็นมุมที่เธอนอนกับกู้หลานพอดี เธอเข้าไปเตะตูดกู้หลาน

               “กู้หลาน”

               “เอ๊ะ อย่ากวนน่า” กู้หลานพลิกตัวปิดหูแน่นและเอ่ยว่า “ฉันจะนอน”

               “เลิกนอนได้แล้ว” หยางเวยแอบปิดการถ่ายทอดสด แต่เธอก็ยังไม่วางใจอยู่ดีเลยเดินไปหาผ้าคลุมมาปิดกล้องเอาไว้ จากนั้นก็คุกเข่าลงเขย่าร่างกู้หลานเพื่อปลุก “เลิกนอนได้แล้ว รีบลุกขึ้นมาช่วยดูให้แน่ใจหน่อยว่าฉันปิดไลฟ์สดหรือยัง ภาพลักษณ์ที่ฉันสร้างมาทั้งชีวิตได้หมดกันล่ะคราวนี้”

               “ไลฟ์สดหรือ?”

               อีกฝ่ายลืมตาขึ้นมาด้วยอาการงัวเงีย นิ่งมองหยางเวยอยู่ครู่หนึ่ง

               จู่ๆ กู้หลานก็เบิกตาโพลงและตะโกนว่า “แม่งเอ๊ย ซวยล่ะ!”

 

               หลังจากสบถเสร็จ

               กู้หลานก็รีบลุกขึ้นและโทรหาเซี่ยจิวจิว พลางเปิดช่องถ่ายทอดสดของตัวเองเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น

               “ใช่ เมื่อวานฉันเมาน่ะ และฉันก็ไม่เคยไลฟ์สดมาก่อนนี่นา”กู้หลานดูสิ่งที่เกิดขึ้นพลางเอ่ย “ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องพวกนี้ เธอจะมาหาฉันได้ไหม? โอเค…โอเค เข้ามาเลย” กู้หลานวางโทรศัพท์และมองหน้าจอ ก่อนจะนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ

               แค่คืนเดียวพวกเธอได้ของขวัญมากถึงสามแสนชิ้น

               ตัวเลขนี้ทำเอากู้หลานนิ่งตะลึงด้วยความตกใจ ได้แต่ยืนอยู่กับที่ พูดอะไรไม่ออกแม้แต่คำเดียว หยางเวยถอนหายใจเบาๆ และตบบ่าเพื่อน “เอาเถอะ ตามน้ำไปก่อนก็แล้วกัน พวกเราต้องรู้ให้แน่ก่อนว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้เป็นผลเสียต่อแบรนด์ของเธอหรือเปล่า เธอไปสืบหน่อยว่ามีวิดีโอ...”

               “ไม่ใช่...” กู้หลานกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ ค่อยๆ หันมาจ้องหยางเวย เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “หยางเวย เธอรวยแล้ว”

               “หืม?” หยางเวยไม่รู้สึกว่าเงินแค่สามแสนหยวนจะทำให้พวกเธอดูรวยขึ้นมา แต่สำหรับนักลงทุน หยางเวยรู้ดีว่าการที่ได้เงินสามแสนหยวนภายในชั่วข้ามคืน แสดงถึงพลังและความนิยมในการมอบของขวัญ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนเงินในแอปพลิเคชัน เธอเลิกคิ้วมองเพื่อนสนิท เอ่ยด้วยความยินดี “ก็ดีนี่ อย่างน้อยในร้ายก็มีดี”หยางเวยยกแก้วขึ้นถือก่อนจะหันกลับมา เอ่ยว่า “พวกเราไปล้างหน้าล้างตา หาอะไรกินกันก่อน”

9.เธอต่างหากที่น่ากลัว

               “เดี๋ยวจะมีคนมาหาฉัน” กู้หลานรีบเอ่ยขึ้น

               หยางเวยเดินไปห้องน้ำและถามเสียงดังว่า “ใครหรือ?”

               “เซี่ยจิวจิว”

               หยางเวยชะงักฝีเท้าเพราะรู้ว่าเซี่ยจิวจิวเป็นภรรยาของเจียงฮวายอัน เจียงฮวายอันเป็นเพื่อนสนิทที่โตมาด้วยกันกับซ่งเจ๋อ การมีสัมพันธ์กับเซี่ยจิวจิวก็เท่ากับมีสายสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องกับซ่งเจ๋อ

               เธอลังเลครู่หนึ่ง ท้ายสุดก็รู้สึกว่าแล้วแต่เวรแต่กรรมเถอะ

               ดังนั้นหยางเวยจึงเพียงรับคำและเดินเข้าห้องน้ำไป

               หลังจากที่เธอและกู้หลานอาบน้ำเสร็จ กู้หลานก็สั่งอาหารมากินที่ห้อง ทั้งสองเดินออกจากห้องถ่ายทอดสดของตัวเองมายังห้องรับแขก

               เปิดภาพยนตร์พลางกินอาหารเช้า และพูดคุยถึงชีวิตส่วนตัวของดาราที่แสดงภาพยนตร์

               จากนั้นไม่นานก็มีเสียงออดดังขึ้น กู้หลานรีบไปเปิดประตู หยางเวยก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งสูงไม่ถึงหนึ่งร้อยหกสิบเซนติเมตรยืนอยู่หน้าประตู มองเข้ามาด้านในด้วยความเกรงใจ ผู้หญิงคนนี้มีดวงหน้าจิ้มลิ้ม สวมเสื้อโค้ต แต่งตัวเหมือนสาวอายุยี่สิบห้าถึงยี่สิบหกปี ด้วยหน้าตาและบุคลิกของฝ่ายนั้น หากจะบอกว่าเป็นเด็กมัธยมก็ต้องมีคนเชื่อแน่

               “เถ้าแก่เซี่ย รีบเข้ามาข้างในเร็ว” กู้หลานหลีกทางให้ ก่อนจะเตะรองเท้าแตะที่วางเกะกะอยู่นอกประตูออก จากนั้นก็หันไปแนะนำกับหยางเวยว่า “หยางเวย นี่คือหุ้นส่วนของฉัน ภรรยาของเจียงฮวายอัน เซี่ยจิวจิว”

               “สวัสดีค่ะ” หยางเวยโบกมือทักทายด้วยรอยยิ้มที่ดูอ่อนโยนและเป็นกันเอง

               เซี่ยจิวจิวคล้ายมีท่าทีประหม่า เธอเดินไปหยุดอยู่ต่อหน้าหยางเวยและเป็นฝ่ายยื่นมือออกไปทักทายก่อน “สวัสดีค่ะ ฉันเซี่ยจิวจิว พวกเรา...เอ่อ พวกเราเคยเจอกันมาก่อน แต่ไม่รู้ว่าคุณจะจำได้หรือเปล่า...”

               “จำได้สิคะ” หยางเวยแย้มยิ้ม “เมื่อก่อนซ่งเจ๋อเคยพาฉันไปบ้านพวกคุณครั้งหนึ่ง”

               เซี่ยจิวจิวพยักหน้า แววตาสะท้อนความลำบากใจเล็กน้อยคล้ายกลัวว่าตัวเองจะเผลอพูดชื่อซ่งเจ๋อออกมา ความเป็นห่วงเป็นใยเรื่องนี้ทำให้หยางเวยรู้สึกชอบเธอขึ้นมาบ้าง กู้หลานเอ่ยว่า “เอาเถอะ นั่งได้แล้ว จิวจิว เธอรีบร้อนมาหาฉันที่นี่ทำไมหรือ?”

               “คืออย่างนี้นะ” เซี่ยจิวจิวรีบหยิบเอกสารออกมาและเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง “เมื่อวานฝ่ายการตลาดของบริษัทได้หารือกันกลางดึกและพบว่าไลฟ์สดของพวกเธอมีเสียงตอบรับดีมาก ฉะนั้นพวกเราก็เลยอยากทำไลฟ์สดนี้ต่อ”

               ประโยคนั้นทำให้กู้หลานและหยางเวยนิ่งไปครู่ใหญ่ เซี่ยจิวจิวยังคงพูดต่อไปว่า “เมื่อคืนพวกเราได้ทำการวิเคราะห์ออกมาว่า แต่ก่อนสตรีมเมอร์ต้องหน้าตาดีถึงจะเรียกแฟนคลับได้เยอะๆ แต่ตอนนี้พวกเราจะเปลี่ยนรูปแบบใหม่...”

               หยางเวยไม่ได้พูดอะไร หลังจากเธอนิ่งฟังเซี่ยจิวจิววิเคราะห์ไปพักหนึ่ง จู่ๆ ก็เอ่ยขึ้นว่า “มีวิดีโอไลฟ์สดเมื่อคืนไหมคะ?”

               เซี่ยจิวจิวนิ่งไปเล็กน้อย จากนั้นก็พยักหน้าและตอบว่า “ที่ฝ่ายการตลาดมีวิดีโออยู่ค่ะ”

               หยางเวยรับคำและบอกให้เซี่ยจิวจิวนำวิดีโอออกมา จากนั้นก็เปิดคอมพิวเตอร์และเริ่มค้นหาข่าวที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเมื่อคืน หลังจากที่เธอจ้องอย่างจริงจังครู่หนึ่งก็หันกลับมาดูวิดีโอ หยิบกระดาษมาหนึ่งแผ่น มองไปพลางจดบันทึก

               กู้หลานและเซี่ยจิวจิวไม่รู้ว่าหยางเวยกำลังทำอะไร แต่ทั้งสองก็ไม่กล้ารบกวนอะไรทั้งนั้น รอกระทั่งหยางเวยดูวิดีโอไลฟ์สดจนจบก่อนจะย่นคิ้วและถามว่า “วิดีโอนี้จะถูกแชร์ไปในอินเทอร์เน็ตด้วย
หรือเปล่าคะ?”

               “ไม่ค่อยมีคนอัดวิดีโอไว้ได้ทั้งหมดหรอกค่ะ” เซี่ยจิวจิวรีบตอบ “ถ้าคุณคิดว่าวิดีโอนี้ไม่เหมาะต่อการเผยแพร่ ฉันจะติดต่อผู้ที่เกี่ยวข้องและบอกให้เขาลบซะ”

               หยางเวยพยักหน้า เธอรู้อยู่แล้วว่าเซี่ยจิวจิวทำได้ก็เพราะมีเจียงฮวายอันหนุนหลัง ไม่อย่างนั้นแค่แบรนด์เสื้อผ้าสตรีธรรมดาของอีกฝ่ายก็คงทำเรื่องใหญ่ขนาดนั้นไม่ได้ หยางเวยทบทวนครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยว่า “ฉันขอพูดตามตรงนะคะ กลุ่มคนดูเมื่อวานกับกลุ่มเป้าหมายของลูกค้าคุณเป็นคนละกลุ่มกัน ถ้าจะให้ฉันกับกู้หลานทำไลฟ์สดนี้ต่อ ก็ไม่ค่อยเป็นผลดีกับกิจกรรมมอบบัตรสมนาคุณของพวกคุณสักเท่าไหร่ พวกคุณดูสิว่าผลิตภัณฑ์ของพวกคุณเป็นสินค้าสำหรับชนชั้นกลางถึงชั้นล่าง การจัดกิจกรรมส่วนลดให้กับสินค้าแบบนี้ดูจะไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก”

               กู้หลานกับเซี่ยจิวจิวสบตากัน กู้หลานพยักหน้าและตอบว่า “ฉันคิดว่าเธอพูดถูกนะ”

               เซี่ยจิวจิวรีบตอบอีกเสียง “ใช่ ฉันก็คิดเหมือนกัน”

               หยางเวยมองคนทั้งสองและพูดต่อไปว่า “ฉันจดเวลาที่มีเรตติ้งการดูสูงสุด ยอดการมอบของขวัญสูงสุด และคำที่ผู้คนพูดถึงมากที่สุดเอาไว้แล้ว คุณจะเห็นว่าเมื่อวานนี้เหตุผลที่คนเข้าดูกันเยอะมีอยู่สี่ข้อ ข้อแรกคือเรื่องหน้าตา สองคือสนใจชีวิตของผู้หญิงไฮโซสามคือชอบนิสัยของฉัน และสุดท้ายคือความรู้สึกเร้าใจที่ได้แอบฟังคนอื่นคุยกัน สามข้อแรกเกี่ยวข้องกับตัวฉัน ส่วนข้อที่สี่เราจะทำซ้ำได้ยาก ดังนั้นถ้าพวกคุณอยากรักษาฐานลูกค้าที่มาดูไลฟ์สดเมื่อวาน ทางที่ดีก็คือให้ฉันเป็นคนไลฟ์สด ถ้าหากฉันสามารถสร้างฐานแฟนคลับของฉันได้ ฉันจะสวมเสื้อผ้าของพวกคุณแล้วชวนแฟนคลับมาซื้อสินค้าพวกนี้ ไม่ต้องจัดโปรโมชันอะไรในไลฟ์สดหรอก พวกคุณแค่ทำสินค้าให้ดีแล้วเรียกคนมาดูเยอะๆ ก็พอ”

               “ประเด็นก็คือ” เซี่ยจิวจิวเอ่ยด้วยความลังเล “คุณจะยอมมาไลฟ์สดให้พวกเราไหมคะ?”

               หยางเวยนิ่งไปเล็กน้อย พอเธอครุ่นคิดอย่างจริงจังก็เอ่ยว่า“ก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะฉันก็ไม่รู้จักธุรกิจด้านนี้สักเท่าไหร่ ไม่รู้เรื่องอะไรเลย พวกคุณถามฉันว่าจะมาไลฟ์สดไหม ฉันก็ไม่รู้ว่าจะทำได้สำเร็จไหม”

               “โอ๊ย ไม่เป็นไรหรอกน่า” กู้หลานโบกมือบอกปัด “เธอก็ลองขายของแบบที่ฉันขายก็พอ คนอย่างพวกเธอนี่ชอบคิดมากกันจังคิดน้อยๆ แบบฉันบ้างเถอะ มีความสุขจะตาย”

               คำพูดนี้ทำให้หยางเวยคล้อยตาม เซี่ยจิวจิวหันกลับมามองเธอและเอ่ยอย่างจริงจังว่า “หยางเวย ในเมื่อคุณหย่าแล้วบอกลาอดีตก็ควรทำตัวตามสบาย ไม่ต้องคิดไปเสียทุกอย่างเหมือนที่ผ่านมา ลองทำแบบกู้หลานนี่” เซี่ยจิวจิวชี้ไปยังกู้หลานที่พยักหน้าซ้ำๆ และเอ่ยว่า “ทะลึ่งทะเล้นไปเสียทุกเรื่อง”

               กู้หลานหน้าตึงหันกลับมามองเซี่ยจิวจิว เอ่ยแก้ “เขาเรียกว่าคนอารมณ์ดีจ้ะ”

               “ก็คล้ายๆ กันนั่นแหละ” เซี่ยจิวจิวหัวเราะออกมา กู้หลานยกมือกุมหน้าผากด้วยความระอา เซี่ยจิวจิวกับเจียงฮวายอันสมกับที่เป็นผัวเมียกันจริงๆ

               หยางเวยมองเซี่ยจิวจิวคุยกับกู้หลานก็รู้สึกงุนงงเล็กน้อย ท้ายสุดเธอจึงลูบหัวตัวเอง ก่อนจะถอนหายใจและเอ่ยว่า “เอาเถอะ อย่างไรฉันก็ไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว ช่วยพวกเธอขายของสักหน่อยก็ไม่เป็นไร ตอนกลางวันฉันจะออกหางานทำอีกทาง”

               “ได้ ได้” กู้หลานเอ่ยด้วยความยินดี “ตกลงตามนี้นะ กลางวันให้เธอไปพักผ่อนและหางานของตัวเอง ส่วนตอนเย็นฉันจะพาเธอไลฟ์สด” กู้หลานเสยผมทำเท่ส่งสายตาอาบเสน่ห์ ก่อนจะเอ่ยกับเธอว่า “ที่รัก ผมจะพาคุณล่องลอยบนฟากฟ้า ผมจะพาคุณไปขายเสื้อผ้า”

               พอได้ยินประโยคนี้หยางเวยก็เม้มริมฝีปากและตอบไปว่า “หุบปากไปเลยที่รัก”

               เซี่ยจิวจิวอยู่คุยกับกู้หลานอีกสักพัก

               หยางเวยเข้าไปล้างหน้า เธอล้างอย่างประณีตจนกู้หลานที่นั่งอยู่ข้างๆ ถอนหายใจ “ผู้หญิงนี่น่ากลัวจริงๆ”

               “ดีไซเนอร์อย่างเธอหน้าหยาบจะตาย” หยางเวยเหลือบมองเพื่อน “เธอต่างหากที่น่ากลัว”

               หยางเวยเดินไปอยู่ต่อหน้ากู้หลานก่อนจะลูบหน้าเพื่อนรักกู้หลานซึ่งก่อนหน้านี้มั่นใจในผิวพรรณของตัวเองระดับหนึ่ง แต่เมื่อเทียบกับผิวของหยางเวยก็เริ่มรู้สึกว่าหน้าตัวเองหยาบกร้านบ้างแล้ว

               หยางเวยเห็นเพื่อนมีสีหน้าเปลี่ยนก็สบถเบาๆ กลับหลังหันและเดินออกไป กู้หลานยกมือลูบหน้าตัวเอง ก่อนจะเดินไปที่อ่างล้างหน้า เธอหยิบครีมบำรุงของหยางเวยขึ้นมาดูและเหลือบตา
มองไปด้านนอก ก่อนจะมองครีมคาเวียร์แบรนด์แอลพีของหยางเวยเปิดออกอย่างระมัดระวัง จากนั้นก็ทาลงบนใบหน้า

               หยางเวยไม่รู้เลยว่ากู้หลานกำลังทำอะไรอยู่ เธอหยิบคอมพิวเตอร์ออกมาพิมพ์ประวัติของตัวเอง

               พิมพ์ไปได้สักพักเธอก็รู้สึกกลัดกลุ้มใจ

               จะว่าไป ประวัติของเธอน่าจะสวยหรู คนที่จบต่างประเทศและมีความสามารถหลากหลาย แต่เรื่องประสบการณ์การทำงานของเธอ...

               จุดเริ่มต้นของเธอช่างสูงเหลือเกิน หลังเรียนจบมหาวิทยาลัยเธอก็ติดตามจ้าวหยางหลานโดยทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยของหล่อนแม้ภายนอกจะดูเหมือนเป็นผู้ช่วย แต่ความจริงเธอก็เป็นเหมือนรองประธาน เรื่องไหนที่จ้าวหยางหลานทำไม่ทันและไม่เหมาะที่จะทำ เธอก็ออกหน้าจัดการทั้งหมด เธอไม่มีตำแหน่งหน้าที่อย่างเป็นทางการ ส่วนตำแหน่งของจ้าวหยางหลานก็เป็นตำแหน่งที่คอยตัดสินใจเรื่องการลงทุนและไม่ใช่การบริหารจัดการเรื่องพื้นฐาน เมื่อจ้าวหยางหลานเกษียณ เธอก็ย้ายไปอยู่กับซ่งเจ๋อ ตอนนั้นเธอก็ค่อยๆ ผันตัวเองไปเป็นแม่บ้านที่ดี

               คุณนายจากตระกูลไฮโซไม่เหมาะที่จะไปเป็นหญิงแกร่งในสนามการทำงาน เพราะคนเขาจะหัวเราะเยาะหาว่าซ่งเจ๋อไม่มีปัญญาเลี้ยงเธอ สิ่งที่เธอต้องทำนั่นคือการดูแลซ่งเจ๋อและครอบครัว จัดการทรัพย์สินของซ่งเจ๋อให้ดี และไปร่วมงานเลี้ยงต่างๆ แทนซ่งเจ๋อ หากปลีกเวลาได้เธอสามารถไปสร้างแบรนด์ของตัวเอง ทำร้านดอกไม้ ร้านจิวเวลรี หรือร้านไวน์ ล้วนเป็นธุรกิจที่ยังคงรักษาภาพลักษณ์ของผู้ดีไว้ได้ แต่ธุรกิจเหล่านี้ถึงเธอจะมีเงินลงทุน แต่ก็ไม่มีเวลาไปจัดการมากนัก

               ดังนั้นหลังจากแต่งงานกับซ่งเจ๋อได้สามปี ประวัติของเธอก็ยังดูว่างเปล่า

               ประวัติแบบนี้หากไปสมัครงานในตำแหน่งพื้นฐานซึ่งเธอไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อนก็ไม่เหมาะที่จะทำ แต่หากสมัครงานในระดับสูงที่ต้องอาศัยการตัดสินใจ ก็ไม่มีใครกล้าให้ผู้หญิงที่เพิ่งเรียนจบแล้วแต่งงานกับตระกูลไฮโซมาทำหน้าที่เหล่านี้

10.ฉันต้องทำอะไรบ้าง?

               ส่วนประวัติด้านการศึกษาของเธอ บริษัทเล็กๆ ก็คงไม่กล้ารับเธอเข้าทำงาน ส่วนบริษัทใหญ่ก็เห็นว่าเธอไม่มีประสบการณ์ ตอนนี้สิ่งเดียวที่เธอทำได้ก็คือ ติดต่อเพื่อนเก่าเพื่อขอให้เขาร่วมลงทุน แล้วก็ก่อตั้งธุรกิจของตัวเอง เธอมีความสามารถเรื่องนี้ คนที่เคยรู้จักเธอรู้ดี แม้แต่ในบริษัทซ่งซื่อกรุ๊ปก็ยังมีคนของเธออยู่ นี่เป็นสิ่งที่จ้าวหยางหลานขอเธอไว้ว่า เธอจะเป็นแค่คุณนายที่สวยไปวันๆ ไม่ได้ เธอจะต้องเป็นคนที่คอยประคองตระกูลซ่งในวันที่ซ่งเจ๋อลำบาก

               เรื่องการก่อตั้งธุรกิจใช่ว่าจะทำไม่ได้ นี่อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีสุดของเธอด้วยซ้ำ แต่ปัญหาก็คือ...

               หยางเวยเม้มริมฝีปาก ในเมื่อเธอออกจากบ้านตระกูลซ่งมาแล้ว เธอก็ไม่อยากกลับไปอยู่ในวงการนั้นอีก และด้วยนิสัยของซ่งเจ๋อก็คงไม่ยอมให้เธอกลับไปเช่นกัน

               ซ่งเจ๋อถูกเธอบีบบังคับให้เซ็นยอมรับสัญญาหย่า ตอนนี้น่ากลัวว่าฝ่ายนั้นคงอยากกดหัวเธอและหาทางบีบให้เธอกลับไป ฉะนั้นเธอจะต้องพยายามหนีออกจากวงการธุรกิจนี้

               หลังจากทบทวน ท้ายสุดเธอก็ถอนหายใจเบาๆ และปรับเปลี่ยนประวัติตัวเองเล็กน้อย หากตัดเรื่องการเป็นคุณนายไฮโซและความสัมพันธ์ที่มีต่อตระกูลซ่ง เธอก็เป็นแค่คนที่มีการศึกษาสูงแต่
ขาดประสบการณ์การทำงานคนหนึ่ง

               จากนั้นเธอก็ลองส่งประวัติไปที่บริษัท N รอจนเสร็จธุระก็เป็นเวลาค่ำ

               เธอกับกู้หลานและเซี่ยจิวจิวกินข้าวด้วยกัน เซี่ยจิวจิวกระตือรือร้นที่จะดูแลเธอดีมากจนเธอขนลุกและอดไม่ได้ที่จะแอบมองฝ่ายนั้น พลางเอ่ยถามว่า “คุณนายเจียงคะ คุณเป็นกันเองกับฉันขนาดนี้ ทำให้ฉันรู้สึกเหมือนคุณมีเจตนาแอบแฝงเลย”

               “เปล่านี่คะ” เซี่ยจิวจิวหน้าแดงก่ำและตอบอย่างติดๆ ขัดๆ ว่า “ฉัน...ฉัน...ฉันก็แค่อยากเป็นเพื่อนกับคุณ”

               ประโยคนี้ทำให้หยางเวยแทบสำลักน้ำ เธอมองเซี่ยจิวจิวผู้มีดวงหน้าคล้ายเด็กมัธยมและอดไม่ได้ที่จะเอ่ยว่า “คุณอยากเป็นเพื่อนกับฉันก็เป็นสิคะ ทำไมต้องทำกับฉันขนาดนี้ด้วย?”

               “ฉันทำอะไรหรือคะ?” เซี่ยจิวจิวนึกประหลาดใจ กู้หลานซึ่งก้มหน้าก้มตากินข้าวก็เอ่ยด้วยเสียงทุ้มต่ำว่า “หยางเวยคิดว่าจิวจิวชอบเธอน่ะ”

               หยางเวย “...”

               เซี่ยจิวจิว “...”

 

               หยางเวยครุ่นคิดอย่างลึกซึ้งว่า กู้หลานดำเนินชีวิตมาจนถึงทุกวันนี้ได้อย่างไร

               เธออยากถามถึงประเด็นนี้ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น แต่กู้หลานก็ไม่เปิดโอกาสให้เธอได้ถาม

               หลังจากที่ทั้งสามกินข้าวเสร็จ กู้หลานก็พาหยางเวยไปที่ห้อง และสอนหยางเวยให้สมัครบัญชีในเว็บไซต์ โดยตั้งชื่อบัญชีผู้ใช้ว่าสวีตเวยเวย แล้วกู้หลานก็ยังพาหยางเวยเข้าห้องถ่ายทอดสด สอนการใช้อุปกรณ์ต่างๆ หยางเวยเรียนรู้อย่างรวดเร็ว ไม่นานนักเธอก็เข้าใจวิธีไลฟ์สด

               กู้หลานหันมาบอกกับหยางเวยว่า “อีกสักครู่พวกเราจะผลัดกันเข้ากล้อง เราต้องสวมเสื้อผ้าเพื่อมานำเสนอ เวลาไลฟ์สดสองชั่วโมงเราผลัดกันคนละชั่วโมง เดี๋ยวอีกแป๊บเธอเริ่มก่อน”

               หยางเวยพยักหน้าและถามด้วยความประหม่าว่า “ถ้าฉันสวมชุดไม่ทันจะทำอย่างไร?”

               “ไม่เป็นไรหรอก” กู้หลานเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง “แค่หน้าตาพวกเราก็มีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว”

               หยางเวย “...”

               มั่นใจในหน้าตาขนาดนั้นเชียว

               รอกระทั่งถึงเวลาถ่ายทอดสด เซี่ยจิวจิวก็เอาเสื้อผ้าทั้งหมดเข้ามาในห้องและกองไว้ข้างๆ หยางเวย หยางเวยยืนสวมเสื้อผ้าอยู่ที่มุมหนึ่งของห้องและมองเซี่ยจิวจิวซึ่งกำลังวุ่นวายกับงานตรงหน้า พลางเอ่ยว่า “ฉันว่าพวกเธอสองคนก็ดูดีออก คนหนึ่งคุณนายเจียงอีกคนหนึ่งก็ดีไซเนอร์กู้ ทำไมต่างคนต่างยังมีงานยุ่งอีนุงตุงนังอยู่อย่างนั้น เหมือนพวกร้านขายส่งเสื้อผ้าที่ฉันเคยเห็นสมัยเด็กๆ เลย งานเล็กๆ อย่างนี้พวกเธอให้คนอื่นทำไม่ได้หรือ?”

               “เด็กที่ไม่มีร่มก็ต้องวิ่งหนีฝนให้เร็ว” กู้หลานที่นั่งอยู่ข้างๆ ประสานมือตรงท้ายทอยและถอนหายใจเบาๆ” หยางเวย คนอย่างเธอไม่เข้าใจพวกเรา...โอ๊ย”

               กู้หลานยังไม่ทันพูดจบก็ถูกเซี่ยจิวจิวขว้างของบางอย่างใส่หัว ก่อนจะหยิบขึ้นมาและเอ่ยด้วยความโมโหว่า “กู้หลาน ไม่เห็นหรือว่าฉันกำลังยุ่งอยู่ รีบมานี่เร็ว”

               “เออๆ ได้ๆ เธอเป็นเถ้าแก่พูดอะไรก็ถูกหมดแหละ” กู้หลานลุกขึ้นเตรียมจะช่วยเซี่ยจิวจิว หยางเวยถูกสั่งให้ไปเตรียมตัว แม้กู้หลานจะเป็นคนใช้ชีวิตตามสบายแต่ก็พิถีพิถันในเรื่องความงามหลังจากที่บอกสไตล์การแต่งหน้าให้หยางเวยเสร็จ เซี่ยจิวจิวก็เตรียมเสื้อผ้าไว้เรียบร้อย สักพักกู้หลานก็หันกลับไปและเอ่ยกับหยางเวยว่า “เธอไม่ต้องกลัวนะ...”

               “ฉันต้องทำอะไรบ้าง?”

               “สวัสดีคุณสุภาพสตรีและพ่อแม่พี่น้องทั้งหลาย” จู่ๆ กู้หลานก็ตะโกนขึ้น หยางเวยชะงักไป จากนั้นเธอก็เห็นกู้หลานเอ่ยทักทายบรรดาแฟนคลับด้วยความกระตือรือร้น ฝ่ายนั้นพูดด้วยเสียงอันดังเหมือนเพิ่งไปกินยากระตุ้นประสาทมา จากนั้นกู้หลานก็ร้องเพลงที่ทำนองคล้ายๆ แรปให้ทุกคนฟัง ทำเอาหยางเวยเริ่มมีอารมณ์สนุกสนานตามบรรยากาศ

               เซี่ยจิวจิวมองหยางเวยซึ่งยืนนิ่งอยู่ข้างๆ เอ่ยขึ้นเบาๆ ว่า “เธอเข้าใจแล้วใช่ไหมว่าทำไมบริษัทของพวกเราถึงต้องให้กู้หลานมาไลฟ์สด”

               หยางเวยพยักหน้า หันมาตอบเซี่ยจิวจิวด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “ความสามารถขนาดนี้หายากมาก”

               พอร้องเพลงแรปจบ กู้หลานก็ก้มหน้าและชูสองนิ้ว ดื่มน้ำอึกหนึ่ง ขณะที่กำลังพักผ่อนอยู่ก็เอ่ยขึ้นว่า “วันนี้ฉันขอแนะนำให้รู้จักคนผู้หนึ่ง เป็นเพื่อนสนิทของฉันเองชื่อว่าเวยเวย วันนี้ฉันจะไลฟ์สดกับเธอ ช่วยแชร์ช่องไลฟ์สดของเธอด้วยนะคะ ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไปพวกเราจะแยกกันไลฟ์สด”

               “ใช่ค่ะ เธอคือคนที่ได้เจอกันคืนวานนี้ อ้าว เฮ้ย พวกคุณทำแบบนี้ไม่ได้นะ ฉันไม่หล่อหรือ ทำไมสองมาตรฐานแบบนี้ล่ะ?” กู้หลานโวยวายเพราะทันทีที่หยางเวยเข้ามา หน้าจอก็มีคอมเมนต์ขึ้นเต็มไปหมด

               “พี่คนสวยมาแล้ว”

               “ชุดนี่สวยจังเลย ขายหรือเปล่าคะ?”

               หยางเวยเห็นคอมเมนต์ที่หน้าจอก็คลายความประหม่าลงไม่น้อย กู้หลานจูงเธอมาหลบมุมและบอกกับเธอเบาๆ ว่า “เธอทำตัวตามสบายสิ ไม่ต้องเกร็งขนาดนั้น”

               หยางเวยพยักหน้า จากนั้นก็เห็นกู้หลานเริ่มขายของ

               คำที่กู้หลานพูดบ่อยๆ ในไลฟ์สดก็คือ “เลิศ เลิศมาก”

               กู้หลานเอ่ยชมด้วยน้ำเสียงและท่าทางที่ดูเกินจริงเพื่อสร้างบรรยากาศ กล่าวชมเสื้อผ้าชุดนี้จนดูวิเศษวิโส “ทุกคนเห็นชุดนี้หรือยัง ทำมาจากขนแกะ ใส่แล้วอุ่นมาก โคตรอุ่นเลย เรียบหรูดูแพง ใส่ไปไหนก็ดูไฮโซ แค่หนึ่งร้อยแปดสิบแปดหยวนเท่านั้น หนึ่งร้อยแปดสิบแปดหยวน โอนปั๊บรับไปเลย อ้อ มีส่วนลดให้ด้วยนะจ๊ะ”

               “มาดูกางเกงตัวนี้จ้า...”

               หยางเวยฟังวิธีการนำเสนอสินค้าของกู้หลานไปเรื่อยๆ เธอเปลี่ยนเสื้อผ้าตัวแล้วตัวเล่า ส่วนกู้หลานก็เชียร์จนคอแห้ง ชมหยางเวยจนเธอดูสวยเหมือนนางฟ้า หยางเวยแทบคลั่ง ผ่านไปหนึ่งชั่วโมงกู้หลานก็ดื่มน้ำและกล่าวว่า “ฉันตะโกนไม่ไหวแล้ว ต่อไปจะให้เวยเวยมาเป็นคนนำไลฟ์บ้างนะ”

               หยางเวยนั่งหน้านิ่งอยู่ที่หน้าคอมพิวเตอร์ ข้อมูลของเสื้อผ้าพวกนี้เธอท่องมาจนคล่อง เธอไม่รู้ว่าทำไมเซี่ยจิวจิวถึงรู้ว่าเธอเป็นคนที่ท่องอะไรได้เร็วมาก

               เธอถูกกู้หลานผลักให้ไปยืนอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ ส่วนตัวกู้หลานก็ไปเปลี่ยนเสื้อผ้า หยางเวยนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์และเงียบไปครู่ใหญ่

               คนดูเห็นเธอไม่พูดอะไร บรรยากาศอันน่าอึดอัดก็แผ่ปกคลุมอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นเธอค่อยเอ่ยขึ้นว่า “ท่านสุภาพสตรี...”

               “พี่คนสวยพูดแล้ว”

               ในพริบตาเดียวก็มีคอมเมนต์ขึ้นเต็มไปหมด

               เธอเพิ่งเห็นว่าบรรดาชาวโซเชียลให้การต้อนรับเธออย่างเป็นกันเองกว่าที่คิดไว้มาก นั่นทำให้เธอผ่อนคลายขึ้น เธอกระแอมและเอ่ยด้วยท่าทีเขินอายว่า “เอ่อ สวัสดีค่ะทุกคน ฉันคือสวีตเวยเวย ต่อไปฉันจะแนะนำเสื้อผ้าให้ทุกคนได้ดูกันทีละชุดนะคะ และเพื่อเป็นการเคารพต่อผู้บริโภค ฉันขอแก้ไขข้อมูลนิดหน่อยค่ะ อันดับแรกเสื้อตัวละหนึ่งร้อยแปดสิบแปดหยวนไม่ได้เป็นขนแกะล้วนนะคะ มีเส้นใยสังเคราะห์อยู่สี่สิบสามเปอร์เซ็นต์ พอสวมชุดนี้แล้วก็ไม่ได้ดูหรูหราจนเกินหน้าเกินตาใคร และก็มีสะท้อนแสงวิบวับ...”

               เมื่อกู้หลานเข้ามาและเห็นว่าหยางเวยกำลังแก้ไขข้อมูลเมื่อครู่ของตน กู้หลานก็หน้าถอดสี

               ความคิดเห็นก็ปรากฏขึ้นเต็มหน้าจอ

               “ฉันเห็นพี่หลานหน้าแตกเลยอะ...โอ๊ย ฉันไม่ไหวแล้ว ฮ่าฮ่าฮ่า…”

               “เวยเวยน่ารักมาก ขำไม่ไหวแล้วจ้า ฮ่าฮ่าฮ่า...”

               “ฉันรู้แล้ว รู้ทั้งหมดนั่นล่ะจ้า พี่เวยเวย พวกเราก็แค่รักพี่หลานเท่านั้นเองแหละ”

               หลังจากที่หยางเวยอธิบายด้วยหน้าตาจริงจัง เธอก็กล่าวต่อไปว่า “พวกเรามาดูชุดที่หนึ่งกันนะคะ ฉันชินกับการเรียกเป็นลำดับเลข ทุกคนฟังไปเดี๋ยวก็คุ้นหูไปเองนะคะ ชุดที่หนึ่งอันที่จริงเป็นชุดที่สวยหวานมาก ถึงกู้หลานใส่แล้วจะดูเหมือนผู้หญิงก็ไม่ใช่ผู้ชายก็ไม่เชิง แต่ทุกคนก็อย่าเพิ่งเข้าใจผิดนะคะ ชุดนี้เหมาะกับผู้หญิงที่สูงไม่เกินหนึ่งร้อยห้าสิบห้าเซนติเมตร ใส่แล้วจะดูมุ้ง...มุ้งมิ้งหรือ? ดูเหมือนคำนี้จะเขียนผิดหรือเปล่านะ?” หยางเวยย่นคิ้ว หันไปมองเซี่ยจิวจิวกับกู้หลานที่ยืนตะลึงอยู่ด้านข้าง ผู้หญิงทั้งสองไม่ได้มีท่าทีจะโต้ตอบอะไร เธอจึงย่นคิ้วแล้วก็เอ่ยประโยคนั้นเองว่า “คงจะใส่แล้วเหมือนมุ้งกันยุงมากกว่านะคะ แต่ถึงอย่างไรก็เป็นสไตล์ที่สวยหวานมากเลยค่ะ...”

               “มุ้งกันยุง...”

               “ฮ่าฮ่าฮ่า ไม่เหลือภาพความมุ้งมิ้งแล้ว ฮ่าฮ่าฮ่า…”

               “คุณนายคะ เมื่อก่อนทำงานอะไรเนี่ย ฮ่าฮ่าฮ่า”

               “ฉันรู้สึกเหมือนเธอเพิ่งมาอยู่โลกใหม่ คุณนายต้องเป็นพวกย้อนเวลามาแน่ๆ !”