หยางเวยออกมาจากบ้านตระกูลซ่งตอนบ่าย
ในมือเธอถือสมุด ยังรู้สึกเหมือนตกอยู่ในห้วงแห่งความฝัน คล้ายนักโทษที่ถูกคุมขังไว้สิบกว่าปี วันหนึ่งถูกปล่อยตัวและได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระอีกครั้ง อิสรภาพที่เธอได้มาในวันนี้นำมาซึ่งความกลัวอย่างน่าประหลาด เธอยืนอยู่บนถนนที่มีรถวิ่งขวักไขว่ไปมาด้วยความงุนงง คล้ายไม่รู้ว่าควรจะเริ่มต้นอย่างไรดี
เธอบอกซ่งเจ๋อว่าเธอวางแผนชีวิตให้ตัวเองแล้ว ที่จริงแผนการที่เธอวางไว้มีเพียงเรื่องเดียวก็คือการเป็นตัวของตัวเอง
กลับไปเป็นหยางเวยก่อนมาอยู่ตระกูลซ่ง ทำในเรื่องที่อยาก ไม่ต้องจำกัดตัวเอง ไม่ต้องวางแผนใดๆ อีกต่อไป จากนี้เธอจะได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระและมีความสุข
พอคิดถึงชีวิตซึ่งไร้แผนการหรือขั้นตอน หยางเวยก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที ความเบิกบานมหาศาลถาโถมเข้ามาในใจ แผ่ซ่านไปยังทุกเซลล์ในร่างกาย
เธอพยายามคิดด้วยความเบิกบานว่าตนอยากทำอะไร อืม...เธออยากปลดปล่อยตัวเอง อยากระบาย อยากไปทำเรื่องที่เมื่อก่อนอยากทำแต่ทำไม่ได้ ตอนนี้สิ่งที่เธออยากทำที่สุดก็คือ หาใครสักคนมาช่วยประกาศให้โลกรู้ว่า เธอเป็นอิสระ!
เธอสูดลมหายใจเข้าลึก หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา จากนั้นก็เริ่มเปิดหารายชื่อของเพื่อน
เธออยากระบายกับเพื่อนสักคน
ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา เธอรู้จักคนมากมายแต่เพื่อนแท้มีไม่กี่คน โดยเฉพาะคนที่สามารถนับเป็นเพื่อนได้แม้แต่ในช่วงเวลาเช่นนี้
เมื่อเปิดไล่ดูรายชื่อ ในที่สุดเธอก็เจอคนที่เหมาะสม
กู้หลาน
นี่เป็นเพื่อนที่เธอรู้จักสมัยเรียนมัธยม เพื่อนคนนี้มีพื้นเพต่างจากเธอ ครอบครัวกู้หลานค่อนข้างยากจน สมัยเรียนมัธยมหล่อนได้รับเงินสนับสนุนจากครอบครัวของเจียงฮวายอันซึ่งเป็นเพื่อนของ
ซ่งเจ๋อ จึงได้เรียนจนจบและเจียงฮวายอันยังช่วยให้หล่อนได้เรียนในวิทยาลัยศิลปะแห่งชาติ ภายหลังหล่อนจึงได้เป็นดีไซเนอร์ที่มีชื่อเสียง ไม่เพียงมีสตูดิโอของตัวเองที่ออกแบบเสื้อผ้าคอสเพลย์โดยเฉพาะ ยังทำเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบอีกด้วย ถือว่าเป็นผู้หญิงที่ต่อสู้ดิ้นรนด้วยความสามารถของตัวเองโดยแท้
ทั้งสองเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันเสมอมา กู้หลานเป็นคนที่มีบุคลิกค่อนข้างพิเศษและใช้ชีวิตตามใจตัวเอง
ซึ่งก็ดูจะแปลกไปบ้าง
หล่อนเป็นคนรูปร่างสูง ผมสั้น และแต่งกายคล้ายผู้ชาย ดูหล่อจนสาวๆ หลงใหลกันไม่รู้ตั้งเท่าไหร่
หลังจากตัดสินใจเลือกติดต่อกับกู้หลาน หยางเวยก็รีบโทรหา เหมือนกู้หลานกำลังยุ่ง ฝ่ายนั้นรับโทรศัพท์และเอ่ยว่า “เธอว่าอะไรนะ เธอจะมาหาฉันที่บ้านหรือ อีกยี่สิบนาที โอเค ได้ๆ เข้ามาได้เลย”
พูดจบกู้หลานก็วางโทรศัพท์ จากนั้นหยางเวยก็ไปร้านสะดวกซื้อและซื้อเบียร์กับเหล้าขาวมาเต็มถุง เธอกระโดดขึ้นรถแท็กซี่ มุ่งหน้าตรงไปยังบ้านของกู้หลาน
เธอมีกุญแจบ้านกู้หลาน พอเปิดประตู เธอก็ถือถุงเบียร์เดินเข้าไปในบ้านด้วยท่าทางองอาจมั่นอกมั่นใจ
เธอได้ยินแว่วๆ คล้ายกู้หลานกำลังคุยกับใครบางคน เสียงนั้นดังมาจากห้องนอน เธอก้าวเข้าไปในห้องและคว้าไหล่ของกู้หลานเอาไว้ ก่อนจะเอ่ยด้วยความยินดีว่า “กู้หลาน ฉันมีข่าวดีมากจะมาบอกเธอด้วยล่ะ”
“เอ๊ะ” กู้หลานนิ่งไปด้วยความงุนงง เธอกำลังจะเอื้อมมือไปกดอะไรบางอย่าง
หยางเวยไม่ได้สังเกตกิริยาท่าทางของเพื่อน ได้แต่วางมือบนบ่าเพื่อนสนิท นัยน์ตาคล้ายมีน้ำรื้นอยู่ หยางเวยพูดด้วยความตื่นเต้นเหมือนชาวนาที่เพิ่งลืมตาอ้าปาก และร้องเพลงอย่างเบิกบานว่า “ฉัน! หย่า! แล้ว!”
“หา?!!!”
“เธอไม่ต้องตกใจ ไม่ต้องร้อนใจ แล้วก็อย่าคิดหนีล่ะ” เธอกดร่างของกู้หลานที่กำลังจะลุกขึ้นและเอ่ยจริงจังว่า “เธอวางใจได้ ฉันเลิกกับเขาด้วยดีไม่ได้ทะเลาะอะไรกัน เราต่างฝ่ายต่างสงบนิ่ง เขาก็รับเรื่องนี้ได้ดี ก่อนจากไปพวกเรายังอวยพรกันอยู่เลย”
“เขา...เขาอวยพรเธอหรือ?” กู้หลานนิ่งไปเล็กน้อย เธอนึกภาพไม่ออกจริงๆ ว่า คนอย่างซ่งเจ๋อจะสามารถเอ่ยปากอวยพรอีกฝ่ายหลังจากหย่ากันได้อย่างไร
หยางเวยพยักหน้ายืนยัน จากนั้นก็ค่อยประคองกู้หลาน ก่อนจะหย่อนกายนั่งลงและพูดอย่างสะท้อนใจ “ฉันทนมาตั้งหลายปี ในที่สุดก็มีวันนี้ วันที่ฟ้าสีทองผ่องอำไพ ในที่สุดฉันก็จะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่สักที” เธอพูดพลางหยิบเหล้าขึ้นมา ส่งขวดหนึ่งให้กู้หลานก่อนจะเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง “เพื่อนกันต้องร่วมฉลองหน่อย”
“เอ่อ หยางเวย” กู้หลานพยายามสะกดกลั้นสีหน้าอยากร้องไห้ของตน เธอถือขวดเหล้าขาวด้วยมืออันสั่นเทาและเอ่ยว่า “ฉันมีไวน์ชาโตลาฟิตปี 82 อยู่ขวดหนึ่ง เราเปิดขวดนั้นดื่มกันเถอะ ดูจะเหมาะกับบุคลิกของเธอมากกว่า”
“บุคลิกหรือ?” หยางเวยถอนหายใจเบาๆ และเอ่ยว่า “กู้หลาน ทำไมเธอถึงมองคนผิวเผินอย่างนี้ คนเรามีชีวิตอยู่ก็ควรจะซื่อสัตย์กับใจตัวเอง นี่ต่างหากที่สำคัญ ความปรารถนาในใจของฉันตอนนี้ก็คือ...”
เธอเปิดฝาขวดเหล้าขาวและเอ่ยด้วยความยินดี “ดื่มเหล้าขาว มา ชนแก้ว! คืนนี้พวกเราจะเป็นไอ้ขี้เมาที่ดื่มเก่งที่สุดในหนานเฉิง”
กู้หลานไม่ค่อยถนัดเรื่องการปฏิเสธ โดยเฉพาะเพื่อนสวยๆ อย่างหยางเวย
ทั้งสองนั่งขัดสมาธิและเทเหล้าขาวกันคนละขวด กู้หลานหยิบโทรศัพท์ออกมาสั่งอาหารเพิ่มอีกหน่อย ตอนกดสั่งฝ่ายนั้นมีท่าทีลังเลและเอ่ยถาม “ร้านแถวบ้านฉันไม่มีอาหารประเภทแคลอรีต่ำ หวานน้อย เค็มน้อย...”
“ไม่ต้อง ไม่ต้อง” หยางเวยรีบโบกมือปัดและเอ่ยว่า “เธอจะสั่งอะไรก็สั่งมาเลย สั่งตีนไก่มาก่อน ฉันอยากกินอะไรเผ็ดๆ ...” หยางเวยเอียงศีรษะเข้าไปใกล้และเริ่มเลื่อนหน้าจอโทรศัพท์ของกู้หลาน ก่อนจะสั่งของที่เธอเคยอยากกินแต่ไม่ได้กินอย่างตีนไก่พวกนั้น
สั่งเสร็จต่างคนต่างนั่งคนละฝั่ง ห้องของกู้หลานค่อนข้างเล็กและมีพรมปูที่พื้น ฝั่งหนึ่งเป็นตู้ ฝั่งหนึ่งเป็นโซฟา ไม่ว่าจะนั่งตรงไหนก็สบาย
ห้องเล็กๆ ให้ความรู้สึกอบอุ่นปลอดภัย หยางเวยถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก ก่อนจะนึกบางอย่างขึ้นได้ “เมื่อกี้เธอพูดกับใครอยู่หรือ?”
“ฉันกำลังไลฟ์สดอยู่”
กู้หลานลูบศีรษะไปมา ทั้งยังพูดด้วยความหงุดหงิดเล็กน้อย “ก็ฉันเปิดแบรนด์ออนไลน์กับเพื่อนคนหนึ่ง ตอนนี้ใกล้ถึงวันสตรีสากลแล้ว พวกร้านในเน็ตก็จัดโปรโมชันกัน บริษัทก็เลยให้ฉันมาไลฟ์สดเพื่อสนทนากับแฟนคลับสักหน่อย”
“ไลฟ์สดเรื่องอะไรหรือ?” หยางเวยดูมีท่าทีสนใจ กู้หลานถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะวางขวดเหล้าลง หยิบบัตรส่วนลดมาหนึ่งใบ ยื่นให้เพื่อนด้วยรอยยิ้มตื่นเต้น “เธอเห็นบัตรส่วนลดนี่หรือยัง? ไม่มีขั้นต่ำ ไม่มีจำกัด ลดไปเลยหนึ่งร้อยหยวน ใช้เป็นเงินจริงๆ ได้หนึ่งร้อยหยวน ได้มาแล้วใช้ซื้อของได้เลย ไม่ต้องเล่นเกม ได้จริงไม่จกตา นี่เป็นของกำนัลจากแบรนด์เรา ถือเป็นน้ำใจเลยล่ะ”
หยางเวยขำกับท่าทางของกู้หลานที่โฆษณาอย่างตั้งอกตั้งใจ พอกู้หลานเล่าจบก็เงียบไปด้วยท่าทีกระอักกระอ่วน เปิดเครื่องดื่มขวดหนึ่ง เอ่ยว่า “ฉันถึงต้องบอกเธอไว้ก่อนว่า ถ้าวันไหนเธอเห็นฉันทำอะไรแปลกๆ อยู่ในไลฟ์สดล่ะก็ ไม่ต้องประหลาดใจ”
“จะว่าไป” หยางเวยเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ของแบบนี้มีคนดูด้วยหรือ?”
“มีสิ” กู้หลานยืนยันหนักแน่น “ฉันจะบอกอะไรให้นะ วันๆ เธออย่าเอาแต่สนใจพวกสินค้าไฮโซนัก ของวิเศษวิโสมากไปคนก็เอื้อมไม่ถึง ต้องเล่นสินค้าตลาดล่างบ้างเข้าใจไหม ใครว่าไลฟ์สดไม่มีคนดู คราวที่แล้วมีนักเรียนประถมไลฟ์สดทำการบ้าน น้องเขาทำการบ้านแต่ละครั้งยังมีคนเข้าดูตั้งหกแสนคนแน่ะ”
คนดูไลฟ์สดตั้งหกแสนคน
พอตัวเลขนี้เข้ามาในหัว หยางเวยก็นึกถึงการต่อยอดอีกสารพัด เธอพยักหน้าก่อนจะเอ่ยชมว่า “ฉันมันโลกแคบเกินไปแล้วล่ะกู้หลาน” หยางเวยยกขวดเหล้าขึ้นและเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจังว่า “ตอนนี้ฉันออกมาจากบ้านตัวเปล่า เมื่อก่อนก็ไม่ค่อยมีประสบการณ์ชีวิตสักเท่าไหร่ ต่อไปคงต้องฝากเธอดูแลด้วย”
“โอ้โฮ แม่ง!” กู้หลานสบถออกมาด้วยความประหลาดใจ “เอ่อ...”
“วันนี้เราจะไม่พูดถึงชื่อเขา” หยางเวยถอนหายใจและยกมือกุมอก “เธอไม่รู้หรือ หลายปีมานี้พอพูดถึงชื่อเขาทีไร ฉันมักมีอารมณ์ซับซ้อนหลายอย่างวนเวียนอยู่ในหัว ถึงตอนนี้จะไม่ชอบเขาแล้ว แต่พอได้ยินชื่อเขาฉันก็ยังนึกกลัวอยู่ดี”
“เอาเถอะ” กู้หลานเอ่ย “ถ้าอย่างนั้นฉันไม่พูดถึงเขา แต่ฉันต้องถามคำหนึ่ง เขาจะไม่ให้เงินเธอสักหน่อยเลยหรือ ไม่สมกับเป็นคุณชายไฮโซเลยนี่”
“ก็นั่นน่ะสิ” หยางเวยแสร้งทำสีหน้าเศร้าสร้อยหยอกล้อเพื่อน “ตอนแรกก็แค่วางท่าว่าจะออกจากบ้านตัวเปล่า ฉันคิดว่าเขาจะเห็นอกเห็นใจ ยอมให้สักหน่อย...”
“เอาเถอะ เธอไม่ต้องแกล้งจนหรอกน่า” กู้หลานผลักเธอและย่นคิ้ว “ตระกูลไฮโซอย่างเขา ถึงเธอไม่แตะต้องอะไรของเขาเลย ก็คงไม่มีทางออกมาตัวเปล่าหรอกมั้ง”
หยางเวยดื่มเหล้าก่อนจะหันไปมองกล้องวิดีโอ ถามกู้หลานว่า “เธอปิดไลฟ์สดแล้วใช่ไหม?”
“ปิดแล้วมั้ง” กู้หลานโบกมือ “น่าจะปิดตั้งแต่ตอนเธอมา”
หยางเวยพยักหน้า ค่อยวางใจ
แต่ทั้งคู่ไม่รู้เลยว่า ตอนนั้นไลฟ์สดของกู้หลานมีคนดูมากถึง 233,333!
“สตรีมเมอร์หล่อจัง ตอนแรกคิดว่าเป็นผู้ชาย ผู้หญิงหรือเนี่ย”
“ผู้หญิงอีกคนที่เธอคุยด้วยสวยจังเลย เสียงเหมือนนางฟ้าเลยอะ! ฉันมีไอดอลคนใหม่แล้ว”
“เธอเพิ่งหย่าหรือ...ผู้ชายต้องเลวมากแน่ๆ”
“หรือจะเตือนพวกเขาหน่อยไหมว่าไลฟ์สดยังออนอยู่?”
“นิ่งและเผือกกันเงียบๆ เลยจ้า ห้ามใครพูดอะไรทั้งนั้นนะยะ”
“ไม่ได้ๆ ฉันต้องเรียกเพื่อนฉันมาดูด้วย สตรีมเมอร์สองคนนี้ตลกจริง...”
มีคนเข้ามาดูไลฟ์สดมากขึ้นเรื่อยๆ โดยที่สตรีมเมอร์สองคนไม่รู้ตัวเลย พอออดประตูดังขึ้น ทั้งสองก็เล่นเป่ายิ้งฉุบกันเพื่อตัดสินว่าใครจะไปเปิดประตูรับอาหาร
พอหยางเวยแพ้ เธอก็ถอนหายใจ ก่อนจะทำท่าหมดอาลัยตายอยากและเอ่ยว่า “สาวไฮโซอย่างฉันต้องตกต่ำถึงขนาดนี้ เพราะฟ้าดินไร้คุณธรรมหรือคนเราใจดำเกินไปแน่”
“เป็นเพราะเธองี่เง่า รีบไปเอาได้แล้ว” กู้หลานแสร้งเตะเพื่อน
หยางเวยจึงรีบวิ่งออกไป