ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

แฟนผมเหนือมนุษย์ 帅哥!你掉了个通灵女友

ผู้แต่ง 喵了个汪
ผู้แปล Hongsamut
ประเภท
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
สาวเห็นผี หนุ่มกลัวผี กับคดีวุ่นวายของผีๆ คนๆ เมื่อมาอยู่ด้วยกัน

บทนำ

แฟนผมเหนือมนุษย์ (帅哥!你掉了个通灵女友)

喵了个汪 (เมียวเลอเก้อวัง) เขียน ห้องสมุด แปล
Chinese edition copyright 北京晋江原创网络科技有限公司
Thai edition copyright Hongsamut.com Co., Ltd.
ALL RIGHTS RESERVED

 

 

ชีวิตที่เห็นผี ดึงดูดผี เลี้ยงผีโดยไม่รู้ตัวโลกและสังคมไม่เคยเข้าใจ

หลินอีซินพนักงานเงินเดือนสาวโสดสนิท ที่ปากกัดตีนถีบมายี่สิบปี จู่ๆ ก็โดนความโชคร้ายกระหน่ำใส่ไม่ยั้ง เธอโดนไล่ออกจากงาน เพดานห้องถล่มลงมาเพราะความคิดอุตริของคนชั้นบน แค่นั้นยังไม่พอเธอยังเกือบตายจากฝีมือฆาตกรต่อเนื่อง ทั้งหมดทั้งมวลนี้เพราะได้รู้จักกับอีตาบ้าซูหยาง!!!

ซูหยางนักเขียนจินตนิยาย ที่มียอดผู้ติดตามบนแพลตฟอร์มหลักหลายล้านคน เขาหล่อแต่ปากเสียลิ้นหาเรื่อง เขารวยแต่โหดสะบัดไม่เคยแยแสใคร แถมวันๆ ยังคิดไอเดียบรรเจิดไม่หยุด

“ห้าพันหยวน…”

เชอะ คิดว่าเงินจะซื้อคนอย่างหลินอีซินได้เรอะ

“หมื่นหยวนเน็ตๆ อาหารสามมื้อ ที่อยู่ฟรี”

“ตกลง” ใครจะไม่ทำงานสบายๆ แบบนี้ เงินจ๋าเงินอีซินมาแล้ว

เมื่อพล็อตนิยายสุดโต่งมาเกี่ยวพันกับคดีผีๆ สุดวุ่นวาย เรื่องราวผีๆ คนๆ เลยพันกันอิรุงตุงนัง กว่าคดีจะจบ เธอจะไปอยู่ร่วมทีมกับเพื่อนผีไหมเนี่ย!!!

 

สารบัญ

ฉันเห็นผี

ฉันชื่อหลินอีซินปัจจุบันอายุยี่สิบห้าปี

พ่อแม่เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ตอนที่ฉันยังเด็กมาก แม้ว่าตัวฉันจะเป็นหนึ่งในผู้เคราะห์ร้ายของเหตุการณ์ครั้งนั้นแต่ก็ยังพอโชคดีที่รอดชีวิตมาได้ ถึงอย่างนั้นความทรงจำเกี่ยวกับพ่อแม่เมื่อวัยเด็กก็แทบจะหายไปหมดแล้ว มีเพียงฉากโกลาหลตอนที่รถพุ่งชนกับราวสะพานพลิกคว่ำหลายตลบอยู่กลางอากาศเท่านั้น ที่แม้จะถึงตอนนี้ภาพนั้นก็ยังฝังแน่นอยู่ในสมอง

ตอนนี้ทุกครั้งที่หลับตาลงก็ยังได้ยินเสียงน่าสะพรึงกลัวของโลหะที่ตัวรถครูดไปกับพื้น ตอนที่รถไถลลงไปเกิดเป็นเสียงแห่งความเป็นตายเป็นครั้งคราว

อุบัติเหตุครั้งนั้นเปลี่ยนชีวิตฉันให้ไม่เหมือนใครไปตลอดกาล

เพราะไม่เพียงแต่สูญเสียพ่อแม่อันเป็นที่รัก ตั้งแต่นั้นมาประสาทสัมผัสที่หกก็ทำให้ฉันสามารถมองเห็นผีได้อีกด้วย!!!

วินาทีที่ฉันลืมตาขึ้นในโรงพยาบาล สิ่งเหนือธรรมชาติที่ไม่เคยเห็นมาก่อนก็ปรากฏตรงหน้า ล่องลอยรอบตัว

ณ ช่วงเวลานั้นหลินอีซินก็รู้ตัวว่าตนเองถูกลิขิตให้ใช้ชีวิตแตกต่างจากคนอื่น

ทีแรกเรื่องนี้ก็ยังคิดว่าน่าตื่นเต้นสนุกดี ถึงฉันจะไม่ชอบคุยและไม่มีเพื่อนเล่นด้วย แต่ก็ยังมีเพื่อนเป็นผีอยู่เคียงข้างเสมอ เมื่อไรก็ตามที่ต้องการเขาเหล่านั้นก็จะปรากฏตัว ในสายตาไม่ใช่ผีที่น่ากลัว แต่พวกเขาเป็นซินเดอเรลล่าที่มีเวทมนตร์

แต่เมื่ออายุมากขึ้น ผีที่อยู่รอบๆ ตัวก็ยิ่งประหลาดขึ้นไปทุกที

อย่างเช่นในอะพาร์ตเมนต์ที่อาศัยอยู่ตอนนี้เคยเกิดคดีฆาตกรรมเมื่อหลายปีก่อน เมียน้อยถูกเมียหลวงผลักตกจากระเบียงชั้นยี่สิบหก ถึงแม้ว่าเมียหลวงจะสารภาพผิดติดคุกตามกฎหมาย แต่วิญญาณเมียน้อยก็ยังไม่ได้ไปผุดไปเกิด

ดังนั้น…

ทุกวันนี้คุณพี่ผีเมียน้อยจะห้อยหัวอยู่กับหน้าต่างห้องแล้วจ้องมองมา! นี่ชั้นยี่สิบหกนะ! คุณพี่ไม่เมื่อยหัวเหรอ? ไม่กลัวความสูงรึไง? ดูท่าว่าจะรักหลงบ้านหลังนี้มากจริงๆ…

แต่ถ้าปิดม่านลงก็คงไม่เห็นผีเมียน้อยแล้ว... ถึงจะเป็นอย่างนั้นก็เถอะ ใครจะปิดม่านได้ตลอดเวลา ต้องมีวันที่เปิดม่านกันมั่งสิ เฮ้อ เอาเถอะ ถึงผีเมียน้อยจะห้อยหัวต่องแต่ง แต่คงไม่เลือดอุดตันในสมองหรอก งั้นก็ปล่อยไป เอาที่คุณพี่สบายใจนะคะ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องขอบคุณผีเมียน้อยตนนี้ คนที่มาอาศัยอยู่ที่นี่เชื่อว่าห้องนี้มีผีสิง ผู้เช่าทุกรายหนีเปิดเปิงภายในหนึ่งสัปดาห์ ดังนั้นตอนมาเช่า ค่าเช่าห้องนี้จึงเหลือแค่หนึ่งในสามของราคาตลาด ทั้งที่เป็นอะพาร์ตเมนต์ระดับไฮเอนต์

ก็นับว่าเป็น ‘กำไรในวิกฤต’

นอกจากนี้เมื่อก่อนตอนที่หลินอีซินเดินอยู่บนถนนก็เคยไปสะดุดตากับชายหนุ่มหล่อเหลาที่เดินผ่านมา ถูกเขาดึดดูดหมดใจ เดินตามเขาไปทุกหนทุกแห่งโดยที่ไม่รู้ว่าเพราะอะไรอย่างกับสโต๊กเกอร์ สุดท้าย...ก็เดินตามไปจนถึงสุสาน ทันทีที่เข้าใจสถานการณ์ ฉันดันไปสบตาผีหนุ่มรูปหล่อเข้าให้

ทุกวันนี้...

ผีหนุ่มรูปหล่อก็มายืนหน้าบ้านประหนึ่งเป็นผู้พิทักษ์ทั้งวันทั้งคืน ยืนอยู่นั่นแหละ! ไม่คิดกลับไปที่สุสานของตัวเองเลย! บางทีเหนื่อยจากการยืนก็จะนั่งยองๆ พอเมื่อยจากการนั่งยองๆ ก็จะนอนราบขวางประตูไปเลย

หลินอีซินก็หมดคำพูดเพราะเป็นตัวเองที่ผิดตั้งแต่แรก จึงมองอีกฝ่ายเหมือนอากาศธาตุ ทุกวันขณะเข้าออกก็แอบเหลือบมองใบหน้าหล่อเหลา ถึงจะเป็นผีดูไปดูมาก็พอใจกับอาหารตานี้เหมือนกัน

หลินอีซินยังมีสัตว์เลี้ยงเป็นผีอีกสองตัว สุนัขผีชื่อสไปค์และแมวผีชื่อทอม ที่มาของชื่อพวกมันมาจากการ์ตูนยอดนิยมในวัยเด็กทอมแอนด์เจอร์รี  

ข้อดีที่สุดเกี่ยวกับทั้งสองตัวนี้ก็คือไม่กิน ไม่นอน ไม่อึฉี่ ไม่ต้องพาไปเดินเล่น ไม่ต้องดูแล พูดง่ายๆ คือไม่ต้องสนใจอะไรเลย แต่ก็ไม่เคยได้รับความสนใจจากพวกมันเช่นกัน

สัปดาห์ที่แล้วหลินอีซินเพิ่งถูกไล่ออกจากงาน ยุติอาชีพพนักงานเงินเดือนที่ทำงานได้ไม่ถึงปี

ที่มาที่ไปของการถูกไล่ออกง่ายมาก เพราะปวดชิ้งฉ่องไปเข้าห้องน้ำ ดันไปเผชิญหน้ากับผีแขวนคอหน้าเขียวลิ้นจุกปาก ภาพที่กระแทกสายตารุนแรง ทำให้หลินอีซินเหวี่ยงประตูเสียงดังลั่นวิ่งแจ้นออกมา เนื่องจากกำลังขวัญหนีดีฝ่อ จึงไม่ได้สนใจมองตรงหน้า บังเอิญไปชนกับแม่เจ้านายที่เข้ามาตรวจงานบริษัทลูกชายพอดี คุณผู้หญิงถึงกับกลายเป็นคนบินได้ไปเลย!

ฮือๆๆๆ

ไม่ว่าจะอธิบายยังไง เจ้านายที่มองไม่เห็นผีก็ไม่แสดงความเมตตาสักนิด เขาไล่ฉันออกต่อหน้าพนักงานทุกคน... แถมยังบอกว่าที่ไม่เอาเรื่องให้จ่ายค่ารักษาพยาบาลก็เป็นความกรุณาแล้ว ยิ่งกว่านั้นยังหักค่าจ้างชดเชยสองเดือนเพื่อไปเป็นค่ารักษาพยาบาลแม่ตัวเองด้วย กลั่นแกล้งคนจนชัดๆ

ภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้สถานการณ์จ้างงานรุนแรงมาก มีบัณฑิตระดับปริญญาตรีมากมายอยากได้งานดีๆ แต่ความจริงคือพวกเราหางานดีๆ ไม่ได้และงานแย่ๆ ก็ไม่อยากทำ ผลคือตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ได้แต่กินฝุ่นไป

หลินอีซินส่งเรซูเม่ไปยังบริษัทขนาดเล็กและขนาดกลางหลายแห่ง แต่ยังไม่ได้รับคำตอบจากที่ไหนสักครั้งเดียว

แล้วตัวเธอก็ดันเป็นพวกถังแตกที่ใช้เงินเดือนชนเดือนบวกกำลังจะอดตาย ถ้าสิ้นเดือนนี้ยังหางานใหม่ไม่ได้ มีหวังต้องร่วมวงห้อยหัวกับผีเมียน้อยที่ข้างหน้าต่างแน่ เราน่าจะเข้าขากันได้ดีมั้ง

“เอายังไงดีๆ ฉันควรทำยังไงดี?” หลินอีซินนอนอยู่บนโซฟาท่าทางเหมือนไต้ซือกำลังอ่านคัมภีร์ พับขาหัวห้อยลงมาบ่นพึมพำ “ดังคำโบราณว่าไว้ ‘ถึงปลายสุดของภูเขาและแม่น้ำไม่มีทางไปต่ออีก แต่ต้นหลิว ดอกไม้สดใสและอีกหมู่บ้านหนึ่ง[1]’ พระเจ้าปิดประตูบานหนึ่ง ก็มักจะเปิดหน้าต่างอีกบานให้! ว่าแต่หน้าต่างบานนั้นของฉันเมื่อไรจะเปิดซะที…”

นิ้วมือเคาะบนแป้นแล็ปท็อปข้างๆ อย่างเหม่อลอย กระแทกบนแป้นทุกคำ “ทำ-ไม-ยัง-ไม่ตอบ-กลับ-มา-สักที-เลยๆๆๆ?” 

สถานการณ์ตอนนี้ก็คือสมองโล่งมาก ไร้ความคิดทุกประการ ทั้งห้องเงียบสงัด เงียบจนกระทั่งได้ยินเสียงลมหายใจของตัวเอง ฟังไปฟังมา จู่ๆ ก็เกิดคำถามขึ้นในใจ เสียงลมหายใจของฉันหนักหน่วงดุดันขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไร?

หรือเป็นเพราะบ้านเงียบเกินไป?

เมื่อคิดได้ หลินอีซินก็เลื่อนสายตามองเพดาน

รู้สึกมีบางอย่างแปลกๆ หรือว่าคิดไปเอง? อธิบายไม่ได้ว่าอะไรที่แปลกยังไง แต่ก็คือรู้สึกแปลก เหมือนกับความรู้สึกในที่ทำงานในที่ใดที่หนึ่ง แล้วจู่ๆ ก็รู้สึกว่า ‘เอ๋ เคยเห็นฉากนี้มาก่อน’ ซึ่งแปลกๆ หยั่งลึกและอธิบายไม่ถูก

แล้วอะไรที่ผิดปกติน่ะ?

ขณะที่กำลังสงสัย จู่ๆ ก็มีหยดน้ำตกมาจากเพดาน ตกลงมาบนหน้าผากไหลผ่านใบหน้า ช่างเย็นเฉียบจนน่าขนลุก สัมผัสราวกับถูกใครจิ้ม

“เกิดอะไรขึ้น” ในที่สุดก็เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไรที่มีคราบดำขนาดมหึมาบนเพดานบ้าน จนกระทั่งเมื่อครู่ถูกน้ำหยดใส่ ถึงรู้ว่านี่ไม่ใช่ลวดลายวอลล์เปเปอร์ มันคือคราบน้ำ! บ้าเอ้ย!

อยากจะกรีดร้อง ตอนดวงจู๋แม้แต่เพื่อนบ้านชั้นบนยังสมองชอร์ต!

หลินอีซินหยิบโทรศัพท์คว้ากุญแจห้อง จากนั้นก็พุ่งเข้าไปในลิฟท์ด้วยความโกรธ เดินตรงไปที่ชั้นยี่สิบเจ็ด ห้องสองเจ็ดศูนย์ห้า

 

“ปัง! ปัง! ปัง!”

หลินอีซินทุบประตูรัวด้วยความโกรธ คนอื่นอาจจะทนได้ แต่อีซินทนไม่ได้ เธอพยายามจะบุกเข้าไปในห้องให้ได้ “เปิดประตู! เปิดประตูเดี๋ยวนี้นะ!”

หลังจากทุบอยู่สักพักก็ไม่มีเสียงตอบรับ มือทุบแรงขึ้นไปอีก “เฮ้! ฉันอยู่ชั้นล่าง คุณกำลังสร้างสระว่ายน้ำในห้องเรอะ คุณทำเพดานห้องฉันพังหมดแล้ว! เปิดประตูเร็ว เรามีเรื่องต้องเคลียร์กันหน่อย!”

ยังไม่มีการเคลื่อนไหวมาจากภายใน วินาทีนั้นก็รู้สึกไม่ชอบมาพากลขึ้นมาหน่อยแล้ว ใบหน้าเธอแนบลงไปกับประตูอย่างเงียบๆ โดยคิดว่าอาจมีอะไรเกิดขึ้นข้างใน พยายามเงี่ยหูฟังว่ามีเสียงอะไรข้างในหรือไม่

ทันใดนั้นประตูก็เปิดออก หลินอีซินไม่ทันระวังตัวเซแท่ดๆ เกือบจะล้มหัวทิ่ม คนที่เปิดประตูออกมาเป็นผู้ชายวัยกลางคนที่มีหนวดเครารกครึ้ม เขาถลึงตามองมาที่เธอด้วยสายตาอาฆาตไอสังหารเข้มข้น นิยามว่าเสียวสันหลังยังน้อยเกินไป

เขาทำให้หลินอีซินนึกถึงรายการโปรด พวกวิปริต ฆาตกร คนโรคจิตและอื่นๆ ในซีรีส์ไซโคโลจี

ก่อนที่หลินอีซินจะอ้าปากพูด ลุงคนนั้นก็ยกตัวเธอขึ้นเหมือนกับลูกเจี๊ยบตัวเล็กๆ ลากเข้าไปในห้องโดยที่เขาไม่ต้องออกแรงอะไรมากมาย

“เฮ้! เฮ้! ทำอะไรน่ะ!” หลินอีซินวางท่าเป็นทหารหญิงองอาจ แต่ลึกลงไปในใจกำลังร้องไห้หาแม่แล้ว

ทันทีที่ก้าวเข้ามาในห้อง เธอก็รู้สึกถึงระดับน้ำที่ข้อเท้า และเมื่อมองไปรอบๆ ก็เห็นว่าในห้องนี้เต็มไปด้วยน้ำ ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมน้ำถึงได้ซึมลงไปบนเพดานห้องเธอด้วย!

“ขอโทษนะ นี่กำลังสร้างสระว่ายน้ำจริงเหรอ ถ้าท่อน้ำแตกก็ไปซ่อมสิ! ทำไมปล่อยให้น้ำท่วมอย่างนี้! อีกอย่างหนึ่งรู้ไหมว่าน้ำในห้องทะลุลงไปแล้ว ทำเอาเพดานห้องฉันพังหมด! อีกสักพักห้องฉันก็จะกลายเป็นถ้ำน้ำแล้ว!” หลินอีซินบ่นพึมพำพลางลุยน้ำเข้าไป ทันใดนั้นปลายเท้าก็เตะโดนอะไรบางอย่างที่อ่อนนุ่ม

ม่านหน้าต่างปิดสนิท ไม่มีแสงสว่างใดลอดเข้ามาในห้อง ความมืดทำให้การมองเห็นไม่ดีโดยธรรมชาติ นอกจากนี้ยังมีกลิ่นเหม็นบูดบางอย่างกระจายอยู่ในอากาศ

หลินอีซินตัวแข็งทื่อ ก้าวถอยหลังกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ค่อยๆ ก้มศีรษะลงอย่างวิตกจริต มองวัตถุที่เพิ่งจะเตะโดน

ร่างคน...

 

 

-----------------

[1] บทกวีเยี่ยมชมหมู่บ้านซานซีของลู่โหยวกวีในราชวงศ์ซ่ง เปรียบเทียบว่าเมื่อประสบปัญหาด้วยวิธีหนึ่ง สามารถใช้วิธีอื่นในการแก้ปัญหาและค้นหาคำตอบผ่านการสืบค้น

 

ฉันไม่เคยเห็นใครน่าเบื่อเท่ายัยนี่มาก่อน

ร่างคน!!!

นี่เป็นร่างผู้ชายนอนแข็งทื่อไม่ขยับเขยื้อนกำลังแช่ในน้ำ

หลินอีซินไม่ได้โง่ถึงขนาดที่จะคิดว่าเขาเต็มใจนอนอยู่ในน้ำ... ฟังเสียงฝีเท้าที่ใกล้เข้ามาจากด้านหลัง เธอก็กำหมัดแน่นหัวใจเต้นเร็วขึ้นเรื่อยๆ เตรียมจะออกตัววิ่งหนีออกไป แต่ก้าวออกไปได้สามก้าว กลิ่นฉุนก็ปะทะเข้ามาที่ปลายจมูก เสียงร้องขอความช่วยเหลือขลุกขลักอยู่ในลำคอ อาการเวียนหัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สติก็พร่ามัวมากขึ้นเรื่อยๆ

“อือ... อือ...”

การดิ้นรนแข็งขืนไม่มีประโยชน์ เปลือกตาเริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดก็หมดสติไป

เมื่อหลินอีซินตื่นขึ้นมาอีกครั้ง

ตั้งแต่มือจนถึงเท้าถูกมัดติดกับเก้าอี้เหนียวแน่น ขยับตัวไม่ได้เลย

เฮ้อ ซวยจริงๆ ซวยในซวย ซวยถึงขั้นกำลังจะถูกฆ่าปิดปาก!

ฤทธิ์ยายังไม่ลดลง ในสมองก็มึนๆ งงๆ ไม่หาย ลุงนักฆ่านั่งอยู่ตรงข้ามจ้องมาอย่างนิ่งเฉย

ทั้งสองคนจ้องกันไปจ้องกันมา หลังจากอยู่ในความเงียบประมาณสองนาที ในที่สุดลุงนักฆ่าก็ทนไม่ไหวพูดขึ้นด้วยเสียงแหบแห้ง “รู้ไหมทำไมฉันถึงทำกับเธอแบบนี้?”

หลินอีซินพยักหน้าอย่างใจเย็น หลังจากที่ครุ่นคิดชีวิตของตัวเองในช่วงสองนาทีที่ผ่านมาก็ตระหนักได้ว่าตลอดยี่สิบห้าปี ชีวิตของเธอไม่มีฉากสำคัญที่มีความหมายพิเศษอะไรเลย นอกจากอยู่กับผีและก็เหลือแค่...อยู่กับผี ดีจริงๆ ประจันหน้ากับผีมาตลอด ตอนนี้กำลังจะเป็นผีบ้างแล้ว

เมื่อคิดดูอีกที สำหรับฉันดูเหมือนการตายและการมีชีวิตไม่มีอะไรแตกต่างกันเท่าไร

เดี๋ยว ไม่สิ! เหมือนกับผีเมียน้อยที่เอาแต่ห้อยโหนที่หน้าต่างบ้าน บางทีฉันอาจจะล่องลอยไปมาตรงนั้นตรงนี้หลังจากตาย! ว่าแต่จะมีความสามารถพิเศษอะไรอีกไหม? แต่ที่แน่ๆ ฉันไม่ต้องกลุ้มใจเรื่องหางานทำอีกต่อไป ไม่ต้องกังวลเรื่องเงินอีกด้วย สำหรับฉันโลกไม่ได้เปลี่ยนไป ไม่ได้ต้องปรับตัวด้วยซ้ำ

เมื่อคิดได้อย่างนี้ หลินอีซินก็รู้สึกดีขึ้นทันตา คลี่รอยยิ้มสดใสให้ลุงนักฆ่า

ทว่าเธอไม่สามารถรับรองได้ว่าในสายตาของลุงนักฆ่า รอยยิ้มนี่จะเป็น ‘รอยยิ้มที่สดใส’ ด้วยเช่นกันไหม จะยังไงเธอก็ไม่ได้ยิ้มมานานแล้ว แต่จากสีหน้าลุงนักฆ่าที่เหมือนเพิ่งเหยียบกองอุจจาระ ดูเหมือนว่านี่จะไม่สดใสสักเท่าไร เฮ้อ เขาช่างทำร้ายจิตใจคนที่กำลังใกล้ตายให้เสียเซลฟ์รุนแรง

“เธอรู้ใช่ไหมว่าตัวเองกำลังจะตาย” ลุงนักฆ่าพูดเตือนอีกครั้ง เพราะกลัวว่าหญิงสาวจะไม่เข้าใจสถานการณ์ที่เป็นอยู่

“ฉันรู้ ลุงกำลังจะฆ่าปิดปากฉันใช่มะ ฉันเข้าใจแง่นี้ได้” หลินอีซินตอบอย่างเรียบเฉย “ฉันมีคำขอเล็กๆ น้อยๆ อะไรบางอย่างเท่านั้น หวังว่าลุงจะตกลงด้วย”

“ขออะไร”

“ฉันกลัวความเจ็บสุดๆ ดังนั้นขอทีเดียวจบเลยได้ไหม”

ชายวัยกลางคนลุกขึ้นใช้มือบีบคางหลินอีซินอย่างชั่วร้าย “นี่เหรอคำไว้อาลัยสุดท้ายในชีวิตของเธอ?”

ดูเหมือนเขาจะไม่ค่อยพอใจกับการที่เธอยอมรับความจริงได้รวดเร็วขนาดนี้

หลินอีซินพยักหน้าอย่างเคร่งขรึม “ฝากด้วยนะคะ!”

“มีอะไรอยากพูดอีกไหม? ไม่มีความรู้สึก อารมณ์ หรือความคิดอะไรพวกนั้นบ้างรึ” ขณะที่อีกฝ่ายพูดก็ทำให้นึกถึงอาจารย์มหาวิทยาลัยที่กระตุ้นนักศึกษา...อารมณ์ ความคิดเห็น ใครจะไปแคร์เรื่องแบบนั้นตอนจะตาย?

“ก็ได้ ดูเหมือนลุงไม่รีบ งั้นเอามือออกก่อน ฉันมีเรื่องจะขอร้องอีก” หลังจากฟังคำพูดของหญิงสาว ลุงนักฆ่าก็ปล่อยมือ ฉันไม่รู้ว่าเรื่องนี้จะทำร้ายจิตใจเขารึเปล่า แต่ก็ต้องบอกให้เขารู้สักหน่อย “เอ่อ… คุณช่วยขยับไปไกลๆ ฉันหน่อยได้ไหม กลิ่นตัวคุณ… ไม่ดีเอามากๆ เลย…”

“ห๊ะ?” ลุงนักฆ่าชะงักไปครู่หนึ่ง ประมาณว่าคำพูดของหญิงสาวคงไปสร้างความเสียหายรุนแรงให้กับจิตใจอันอ่อนไหวของเขา ขอโทษนะลุง ฉันไม่ได้ตั้งใจ ฉันพยายามพูดอย่างไว้หน้าที่สุดแล้วนะ หนูพยายามแล้วจริงๆ 

ทันใดนั้นมือใหญ่ของเขาก็กระชากผมเธอ ทำเอาหนังหัวระบมไปหมด ใบหน้ารกครึ้มก็โน้มลงมา “แกอยากจะพูดเรื่องงี่เง่านี่น่ะเหรอ? สาวน้อย แกจะกลายเป็นผีขี้เหงา หลังจากนี้ก็อย่ามาหาฉันแล้วกัน ถ้าจะโทษก็โทษตัวเองที่โชคร้าย ใครบอกให้แส่...”

หลินอีซินขมวดคิ้ว ทนคำพูดจู้จี้ของเขาไม่ไหว พูดตัดบทขึ้นว่า “ลุง หยุดพล่ามได้แล้ว จะฆ่าก็ฆ่าเลย! พูดมากอยู่นั่นแหละ ถ้าฉันไม่อยากตายจริงๆ ละก็ ตอนนี้ลุงโดนตำรวจล้อมไปนานแล้ว! ลุงไม่เคยดูละครทีวีหรืออ่านนิยายเลยเรอะ ไม่รู้เหรอว่าพวกตัวเอกมัก KO พวกผู้ร้ายที่มัวแต่พูดมากน่ะ”

“ฉัน...” ลุงนักฆ่าจนคำพูด

หลินอีซินส่ายหน้าถอนใจพูดอย่างช่วยไม่ได้ “ลุง แล้วเมื่อกี้ฉันพูดอะไร อยู่ให้ห่างจากฉันหน่อยได้ไหม ห่างๆ กลิ่นตัวลุงแรงมาก… ลุงมีปืนไหม? ถ้ามียืนไกลๆ แล้วซัลโวเลย โอเคไหม ขอให้สนุกกับการฆ่าคน และกรุณาอย่าใกล้ฉันมาก ขอร้อง!”

“ไม่ต้องมาสอนเว้ย!” ลุงนักฆ่าหยิบมีดใกล้ๆ ขึ้นมาจ่อคอหญิงสาว “บอกลาชีวิตซะ! เตรียมไปอยู่กับไอ้นั่นได้!”

หลินอีซินหลับตาอ้าแขนรับช่วงเวลาแห่งความตาย พลางนึกในใจถ้าตัวเองกลายเป็นผี นายผีบอดี้การ์ดกับคุณพี่ผีเมียน้อยจะมีปฏิกิริยายังไงกัน

ฉันไม่เคยสื่อสารกับพวกเขา เพราะพวกเขาไม่สามารถพูดได้ ถ้าฉันกลายเป็นผี พวกเราจะสื่อสารกันได้แล้วใช่ไหม?

สุดท้ายสิ่งเดียวที่ฉันนึกถึงก็เหลือแค่ผีจริงๆ

อ้อ ใช่ พ่อแม่ด้วย…

หลินอีซินไม่ได้คิดถึงพ่อแม่มาหลายปีแล้ว รูปร่างหน้าตาของท่านทั้งสองในความทรงจำเลือนรางเต็มที น่าแปลกที่ถึงเธอสามารถเห็นผีได้ แต่กลับไม่เคยพบพ่อแม่ตัวเองเลย บางทีทั้งสองอาจไปเกิดใหม่ตั้งนานแล้ว คนที่เธออยากพบอยากเห็นมากที่สุดดันไม่สามารถพบกันได้อีก

“ลุงตกใจเพราะฉันรึเปล่า? นี่เป็นครั้งแรกที่เจอคนแบบฉันเหรอ?” ด้วยเหตุผลบางอย่าง จู่ๆ หลินอีซินก็รู้สึกไม่อยากตายชั่วคราว อยากสนทนากับฆาตกรตรงหน้าสักหน่อย

“เธอหมายความว่ายังไง?”

“คนส่วนใหญ่ที่เผชิญหน้ากับเรื่องแบบนี้คงจะร้องไห้คร่ำครวญว่า ‘อย่าฆ่าฉัน อย่าฆ่าฉัน’ นี่เป็นปฏิกิริยาปกติใช่เปล่า?”

“ก็จริง ดูเธอไม่ค่อยปกติ” ลุงนักฆ่าเห็นด้วยกับคำพูดของอีกฝ่ายเช่นกัน

“ลุง ไม่ใช่ฉันผิดปกติหรอก แค่ถ้าเทียบกับคนอื่นความผูกพันของฉันกับโลกนี้น้อยมาก ฉันไม่มีใครแล้ว เหลือตัวคนเดียว ถึงวันนี้ลุงจะฆ่าฉัน ร่างของฉันก็จะนอนเดียวดายอยู่ที่นี่ ไม่มีใครที่จะสังเกต ลุงโชคดีจริงๆ ไม่ใช่แค่พยานคนเดียวของลุงตาย แถมยังไม่มีใครสนใจว่าเธอหายไปไหนหลายวันหรือเป็นอะไรรึเปล่า จะไม่มีใครแม้แต่คนเดียวตามหาฉันที่อะพาร์ตเมนต์... ฉันว่าลุงมีเวลาเหลือเฟือที่จะหลบหนีได้สักพัก ยี่สิบห้าปีของชีวิตฉันช่างว่างเปล่าไม่มีอะไรเลย ในที่สุดวันนี้ก็จะยุติลงซะที จะสุขหรือทุกข์ก็เหลือตัวคนเดียว…”

พูดจบก็รู้สึกเศร้ากับตัวเองจริงๆ

ให้ตายเถอะฉันจะซาบซึ้งไปทำไม จะตายแล้วยังพูดน้ำเน่าอยู่ได้ ไม่ใช่สไตล์ของฉันเลย…

“ถ้าเธอยังอยากบ่นหรือระบาย ฉันรับฟังได้นะ” ลุงนักฆ่าราวกับเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ หลินอีซินรู้สึกเลือนรางจากรัศมีที่แผ่อยู่ด้านหลังเขา ถ้าเขาเป็นคนเคร่งศาสนา เธออาจจะเคลิ้มไปกับแรงกระตุ้นของเขาด้วยก็ได้

รอมายี่สิบห้าปี ในที่สุดก็มีใครสักคนยอมรับฟังฉันแล้วเรอะ?

แต่เดี๋ยวก่อน! จู่ๆ ก็นึกได้ เขาเป็นฆาตกรนะ! ในที่สุดไม่ใช่มีแค่ผี สุดท้ายดันมาพร่ำเพ้อกับคนที่จะฆ่าตัวเอง สถานการณ์แบบนี้พอเถอะ… “ไม่ ฉันไม่อยากเสียเวลาของลุงอีกต่อไป รีบลงมือแล้วรีบๆ หนีไปซะ!”

จากนั้นหลินอีซินก็หลับตาลง อวสานมาถึงแล้ว บอกหัวใจตัวเองให้สงบสติลง รออย่างเงียบๆ ให้มีดปักลงมาทะลุหัวใจ แล้ววิญญาณก็จะหลุดออกจากร่าง

“ลาก่อน สาวน้อย…”

นี่เหมือนจะเป็นประโยคสุดท้ายที่ฉันได้ยินในชั่วชีวิตนี้ ไม่รู้ว่าเพราะเหตุนี้รึเปล่า เสียงของชายวัยกลางคนไม่แหบแห้งอีกต่อไป มีความอ่อนโยนอย่างอธิบายไม่ถูกสอดแทรก

“โอเค หยุดเล่นได้แล้ว!”

เดี๋ยวก่อน มีอีกประโยคแปลกๆ ลอยมากระทบโสตประสาทฉัน!

หลินอีซินเปิดตาขึ้นอย่างเงียบๆ เบื้องหน้ารอยแตกของเปลือกตา คนที่นอนบนพื้นก็ลุกขึ้นยืนได้!

“ค... คะ… คุณ” หญิงสาวพูดตะกุกตะกัก ดวงตาเบิกโพลงจ้องไปที่ชายคนนั้นที่ฟื้นจากความตาย

เขาอาจจะเป็นผี… ใช่ๆ เป็นผีแน่ๆ แต่...เดี๋ยวก่อนไม่มีศพบนพื้นนี่ ถ้างั้น...

“โชคดีที่นายบอกให้หยุด! ไม่งั้นฉันก็ไม่รู้จะทำอะไรต่อยังไง? ได้ตัวอย่างพอรึยัง” ลุงนักฆ่าหันไปทางลุงที่แกล้งตาย

“ประสาท! ฉันไม่เคยเห็นใครไร้ความรู้สึกน่าเบื่อเท่ายัยนี่มาก่อน กำลังจะตายแต่กลับพล่ามเรื่องไร้สาระอยู่ได้ แถมยังไม่แสดงอาการหวาดกลัวสักนิด เสียเวลาชะมัด!”

ลุงที่แกล้งตายพูดขึ้นพลางเดินไปเปิดม่านหน้าต่าง แสงอาทิตย์ส่องเข้ามาในห้อง ทั้งสามคนก็ถึงกับต้องเบือนหน้าพร้อมกัน เพราะการเปลี่ยนแปลงฉับพลัน

“ไอ้เวรนี่! จะเปิดก็บอกให้รู้ก่อนสิ!” ลุงนักฆ่าคำราม

หลินอีซินปรับตัวได้ดีกว่าสองคนนั่นนิดหน่อย สายตาพอเห็นอะไรได้เลือนราง จากนั้นก็มองไปยังลุงที่แกล้งตายที่ยืนอยู่ริมหน้าต่าง

หลังจากนอนแช่ในน้ำมาสักพักใหญ่แล้ว เสื้อผ้าหน้าผมของเขาเปียกโชกไปหมด ปลายผมมีหยดน้ำตกลงมา เขาสูงโปร่ง หนวดเคราบดบังใบหน้ามองไม่ออกว่าหน้าตาเป็นยังไง ทว่ากระดุมเสื้อเชิ้ตที่หลุดออกเผยให้เห็นผิวขาวเนียนวอบๆ แวมๆ มือเรียวยาวบังแสงแดดที่ส่องกระทบเบื้องหน้า แสงที่ส่องจากด้านหลังโปรยปรายไปทั่วห้อง น้ำในห้องใสสะอาดมาก ภายใต้เงาสะท้อนบนผืนน้ำสะอาด เงาของอีกฝ่ายก็ฉายอยู่ พะเยิบพะยาบไปตามระลอกคลื่นแผ่วเบา

อะไรเนี่ย... ความอบอุ่นที่ไม่เข้ากับภาพลักษณ์?

ผู้ชายปากเสียลิ้นหาเรื่อง

จู่ๆ ลุงนักฆ่าก็แก้เชือกที่มัดออกให้

เขาอธิบายเสียงอ่อนโยน “ตกใจละสิ? เรากำลังเล่นบทบาทสมมติ ฉันเป็นฆาตกร เขาเป็นเหยื่อ ส่วนเธอบังเอิญเข้ามาได้จังหวะพอดี ก็เลยกลายเป็นพยาน ฮ่าๆๆๆ!”

หลังจากพูดจบก็อุ้มหลินอีซินวางลงบนเตียงอย่างระมัดระวัง “สงบสติอารมณ์ก่อน เราต้องทำความสะอาดบ้าน มีอะไรไว้ค่อยคุยกันทีหลังนะ”

หลินอีซินไม่ได้ยินอะไรต่อจากนั้นอีกเลย ไม่รู้อะไรเลย ไม่เข้าใจอะไรเลย... เหมือนหุ่นยนต์ตั้งโปรแกรมดึงหมอนมาม้วนเกยคางไว้ เริ่มง่วงงุน

ทั้งหมดนี่คือความฝัน เป็นตัวเธอที่มีความฝันบ้าๆ บวมๆ เมื่อตื่นขึ้นมาคิดว่าทุกอย่างจะดีขึ้น หลินอีซินพูดปลอบใจตัวเองซ้ำๆ ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าสติหลุดลอยผล็อยหลับไปเมื่อไร

“อุ๊ย...แห๋ม!”

หลินอีซินตะโกนตื่นขึ้นจากความฝัน มือหนึ่งปาดเหงื่อออกจากหน้าผากมือหนึ่งทาบอกพยายามสงบสติอารมณ์ ปลดปล่อยความคิดทั้งหมดออกมากับลมหายใจ

“ฟู่… ฝันนี่เอง มันคือความฝัน ฮ่าๆ พูดไม่ออกบอกไม่ถูกเลยแฮะ ฉันฝันเห็นเพดานรั่วจากข้างบนแล้วก็วิ่งแจ้นขึ้นไปหาเพื่อนบ้านเพื่อเจรจา แต่ดันโชคร้ายบังเอิญเข้าไปในที่เกิดเหตุคดีฆาตกรรมและพบฆาตกรจนเป็นพยาน แต่แล้วในจังหวะที่ฉันปล่อยวางได้ ผู้ชายพวกนั้นดันบอกว่ากำลังเล่นบทบาทสมมติกันอยู่ ฮ่าๆๆๆ ไร้สาระจริงๆ เรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นได้ยังไง ที่แท้ก็แค่ฝันไปเอง…” ก่อนจะพูดจบก็หายใจหายคอแทบไม่ทัน

“พูดจบยัง” เสียงนิ่งๆ ขัดจังหวะการพูดกับตัวเองของหลินอีซิน

เมื่อได้ยินน้ำเสียงที่ไม่คุ้นเคยข้างๆ หลินอีซินก็ได้สติขึ้นมาพบว่าตนเองกำลังเหยียดนอนอยู่บนผ้าห่ม นี่ไม่ใช่ห้องตัวเอง แต่เหมือนจะเป็นห้องเจิ่งนองไปด้วยน้ำที่เจอในความฝัน...

แต่น้ำบนพื้นและเฟอร์นิเจอร์ก็หายไปหมดแล้ว พูดตรงๆ ไม่มีข้าวของหลงเหลืออยู่สักชิ้น นอกจากผ้าห่มที่เธอกำลังนั่งทับอยู่ตอนนี้

“เอ๋? เกิดอะไรขึ้น” หลินอีซินคว้าผ้าห่มกวาดมองไปรอบๆ ห้อง ในที่สุดสายตาก็ปะทะบนร่างชายหนุ่มหน้าตาดีที่กำลังยืนพิงกำแพงด้านหน้าขวาและจ้องมองมา พร้อมกับเธอประสานสายตากับเขา “นายคือ…”

ทันทีที่ได้ยินประโยคของหลินอีซิน ชายหนุ่มหล่อเหลาก็เอียงคอพ่นลมหายใจอย่างเย็นชา “เธอหลับนานไปจนสมองกลวงหรือตกใจสุดขีดจนจำอะไรไม่ได้กันแน่? นางสาวน่าเบื่อ” หน้าตาก็ดีแต่ปากร้ายเป็นบ้า

หญิงสาวลุกขึ้นเดินไปหาเขาอยางไม่ยอมแพ้ ถึงแม้เธอจะเตี้ยกว่าเขาเป็นช่วงหัว แต่เรื่องความมั่นใจจะยอมกันไม่ได้ ใบเชิดหน้าขึ้นมองเขา “สมองกลวง? ขอโทษนะ เราเพิ่งพบกันครั้งแรกทำไมนายถึงได้พูดจาหยาบคายขนาดนี้ ฉันจำไม่ได้ว่าเคยไปทำอะไรให้นาย ใช่สิ ลุงสองคนนั่นอยู่ไหน ฉันไม่อยากพูดกับนาย ฉันมีเรื่องต้องคุยกับพวกเขา”

“ลุงอะไร?” สุดหล่อขมวดคิ้ว

“ก่อนหน้านี้มีลุงสองคนที่หนวดเครารุงรังเต็มหน้า นายน่าจะรู้จักพวกเขาใช่ไหม ไปเรียกพวกเขามาหน่อยสิ”

“เธอจำพวกเราไม่ได้เหรอ?” เสียงไม่คุ้นเคยอีกเสียงดังขึ้น หลินอีซินหันมองไปที่ต้นเสียง ก็เห็นสุดหล่ออีกคนโผล่หน้าออกมาจากห้องน้ำถามมาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม

เกิดอะไรขึ้นที่นี่ตอนนี้? ลุงสองคนนั่นหายไป ผู้ชายหน้าตาดีสองคนปรากฏขึ้นแทน ตอนนี้สมองหลินอีซินเต็มไปด้วยเครื่องหมายปรัศนี “นายหมายความว่า…”

“เคลียร์ตัวเองหน่อยก็จำไม่ได้แล้วเหรอ ซูหยาง ก่อนหน้าเราซกมกขนาดไหนเนี่ย!” พูดจบสุดหล่อในห้องน้ำก็หัวเราะร่วน

หลินอีซินเหมือนจะเข้าใจอะไรได้เลือนราง นิ้วชี้ไปที่คนที่อยู่ใกล้ที่ถูกเรียกว่าซูหยาง ไม่สามารถซ่อนแววตาตกตะลึงเอาไว้ได้ “พวกนายสองคนคงไม่ใช่ลุงแก่เมื่อกี้ใช่ไหม”

โดยคาดไม่ถึงซูหยางจับนิ้วหญิงสาวที่ยื่นออกมาอย่างรวดเร็ว สีหน้ายังคงเย็นชาเหมือนเดิม “บิงโก แต่อย่าเอานิ้วชี้ไปคนอื่นสิ เสียมารยาทมากนะ” 

“ระ...รู้แล้ว นายปล่อยก่อน!” หลินอีซินดึงนิ้วออกจากการเกาะกุมของเขา นิ้วที่ถูกซูหยางกำไว้ร้อนผ่าว ปลายนิ้วมีอาการชาเล็กน้อย

ผู้ชายที่อยู่ในห้องน้ำเดินก็ออกมาพลางถอดถุงมือยางไปด้วย ในที่สุดก็ถอดถุงมือได้ข้างหนึ่งขณะที่เดินมาตรงหน้าหลินอีซิน ยื่นมือมาพร้อมพูดแนะนำตัว “สวัสดี ฉันชื่อเสิ่นเส้าเชียน วันนี้เราทำให้เธอตกใจล่ะสิ”

หลินอีซินจ้องไปที่มือเขา ลังเลว่าควรจะจับดีไหม เขาเพิ่งออกมาจากห้องน้ำ แถมยังใส่ถุงมือ ใครจะรู้ว่าเขาจับอะไรมาบ้าง

เมื่อมองรอยยิ้มสดใสของเขา ก็ทำให้หลินอีซินปฏิเสธไม่ลง ก็แค่สัมผัสนิดๆ ถือเป็นสัญลักษณ์การทักทาย

“เฟอร์นิเจอร์เดิมทั้งหมดแช่น้ำจนเสีย เราเลยเรียกบริษัทขนย้ายมายกออกไปหมดแล้ว ผู้คนเดินกันอยากกับชุมนุม เสียงดังโครมครามจากการลากของ แต่เธอก็ยังหลับปุ๋ยได้! ฉันล่ะทึ่ง ไม่รู้ว่านี่เธอหลับหรือเป็นลมกันแน่” เสิ่นเส้าเชียนกล่าวอย่างร่าเริง แต่ในความคิดของหลินอีซิน ความร่าเริงแบบนี้ค่อนข้างผิดปกติ!

ทำไมพวกเขาไม่ซ่อมท่อประปา? ทำไมเฟอร์นิเจอร์เสียหายทำเหมือนไม่สลักสำคัญ? ทำไมห้องโล่งขนาดนี้ยังร่าเริงกันอยู่ได้? หญิงสาวมีคำถามมากมายที่อยากถามพวกเขา แต่ตอนนี้คำถามที่สำคัญที่สุดคือ...

“พวกนายสองคนใช่ลุงสองคนนั่นจริงๆ เหรอ?”

“จริงแท้แน่นอน! รับประกันไม่ใช่ของปลอมล้านเปอร์เซ็นต์! เราหล่อขึ้นจนเธอจำไม่ได้เหรอ? อย่างที่บอกฉันเสิ่นเส้าเชียน ส่วนนายหน้าตายคนนี้ชื่อซูหยาง เขาเป็นเพื่อนบ้านชั้นบนของเธอ” เสิ่นเส้าเชียนตบไหล่ซูหยางด้วยมือที่สวมถุงมือยางอยู่ พริบตานั้นสีหน้านิ่งเฉยของซูหยางก็เปลี่ยนเป็นขยะแขยง

“นายอย่าเอามือที่เพิ่งล้วงท่อระบายน้ำมาโดนตัวฉัน!” ซูหยางเตือนเสิ่นเส้าเชียน

“ไอ้เบื๊อก! กล้าดียังไงทำท่ารังเกียจฉัน นายเองที่ยืนยันหัวชนฝาว่าจะไม่ทำงานนี้ ฉันถึงต้องรับภาระแทน แต่นายกลับไม่สำนึกบุญคุณ เอาแต่ยืนเฉยๆ เหมือนไม่ใช่เรื่องตัวเอง อายคนเขาบ้างไหม?”

“ฉันให้โอกาสนายได้ออกแรงไง ในฐานะเพื่อนรักฉันอยากให้นายมีร่างกายที่แข็งแรงตลอดเวลา” เมื่อซูหยางพูดเช่นนี้ หลินอีซินก็ไม่รู้สึกถึงอารมณ์และความน่าเชื่อใดๆ

“ระหว่างพวกเราใครที่อ่อนด๋อย ฉันเข้าฟิตเนสทุกวันนะ นายล่ะ วันๆ อยู่แต่บ้าน…”

ทั้งสองคนเริ่มเถียงกันไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ส่วนหลินอีซินก็ยืนมองอยู่เงียบๆ โลกนี้เกิดอะไรขึ้นตอนที่เธอหลับกันแน่ ลุงประหลาดสองคนถอดรูปออกมาเป็นชายหนุ่มหน้าตาดีสองคน?

“จ้องพอรึยัง” อาจเป็นเพราะการจ้องที่ดุเดือดเกินไป ซูหยางยุติสงครามน้ำลายกับเสิ่นเส้าเชียน หันมาพูดอย่างอดกลั้นไม่ไหว

“ยัง…” หญิงสาวเผลอตอบจากจิตใต้สำนึก แต่เมื่อได้สติก็เห็นสีหน้า ‘ว่าไงนะ’ ของเสิ่นเส้าเชียนและซูหยางที่ฉายออกมา

หลินอีซินชักอายไม่รู้จะมองไปทางไหน เพื่อสลายบรรยากาศอึดอัดที่เกิดขึ้นจากตัวเอง ก็แกล้งทำเป็นกระแอมเบาๆ สองครั้ง “แค่กๆ ฉันจะบอกว่าน้ำจากห้องนายหยดลงไปบนเพดานบ้านฉัน!”

ในที่สุดก็นึกถึงเรื่องสำคัญได้สักที

“แล้วไง” ซูหยางถาม

หลินอีซินกะพริบตา ผู้ชายที่ชื่อซูหยางเป็นมนุษย์ประเภทไหนกัน? ไปเอาความกล้ามาจากไหนถึงทำหน้านิ่งได้ขนาดนี้ ทั้งที่ทำเพดานเพื่อนบ้านชั้นล่างพัง เขาก็ยังเฉยเมยและกวนประสาทอยู่ได้ ซ้ำยังกอดอกแบบสบายๆ ด้วย

อย่างน้อยก็ควรจะขอโทษ… แต่ช่างเถอะ ฉันไม่ได้มาเพื่อฟังคำขอโทษอยู่ดี สิ่งที่ฉันต้องการคือวิธีแก้ปัญหา!

หลินอีซินระงับอารมณ์พลุ่งพล่านและพูดอย่างใจเย็น “ฉันถึงมาหาพวกนายสองคนที่นี่ไง ใครจะคิดว่าพวกนายจะเล่นพิเรนทร์ แถมยังอุตริให้ฉันเล่นด้วย! ฉันก็ดันหลงเชื่อ ทำให้หวนนึกถึงประสบการณ์และความโศกเศร้าทุกรูปแบบตลอดยี่สิบห้าปีที่ผ่านมา...”

“ไหนบอกว่าไม่มีอะไรเลยตลอดยี่สิบห้าปี? ยังจะมาระลึกถึงอะไรอีก?” ซูหยางพูดแทรกขึ้นพลางมองหญิงสาวอย่างเหยียดหยาม

“คุณผู้ชาย!”

หลินอีซินอยากจะตะบันหน้าหล่อๆ ของซูหยางสักที แต่น่าเสียดายที่เสิ่นเส้าเชียนห้ามไว้ได้ทัน “แยกๆ! ใจเย็นๆ! หมอนี่ก็เป็นคนแบบนี้ ปากเสียลิ้นหาเรื่อง อย่าใส่ใจเลย!”

“บอกฉันหน่อยสิว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วพวกนายจะทำยังไงกับเพดานห้องฉันล่ะ หลังจากตกลงสองเรื่องนี้ได้ ฉันจะไป” หลินอีซินเอนตัวไปข้างหน้าพร้อมกับถลึงตาใส่ซูหยาง

“โอเคๆ ใจเย็นๆ ขอฉันอธิบายให้ฟังก่อน” เสิ่นเส้าเชียนทำหน้าที่เป็นคนกลาง เขาพยายามไกล่เกลี่ยเหมือนกลัวว่าหญิงสาวจะโมโหถึงขั้นลงมือลงไม้กับซูหยาง

“ท่อประปาน่ะแตกตั้งแต่สองวันก่อน แต่ว่าตอนนั้นน้ำยังรั่วไม่มาก ส่วนฉันกับซูหยางกำลังอินกับการสร้างบทบาทตัวละครสมมติก็เลยไม่ได้สนใจ”

“บทบาทสมมติ?”

“ซูหยางเป็นนักเขียนจินตนิยายออนไลน์ ตอนนี้เป็นช่วงเวลาสร้างสรรค์ผลงานของเขา เพื่อเข้าถึงอารมณ์และความรู้สึกของตัวละครได้แบบจริงๆ เราประจันหน้ากันอยู่ในห้องนี้มาสองวันแล้ว ฉันเป็นฆาตกร ส่วนเขาเป็นเหยื่อ”

“นายจะบอกเรื่องนี้ให้ยัยนี่รู้ทำไม?” ซูหยางแทรกขึ้น

“ฉันกำลังอธิบายอยู่ นายก็นะ...หุบปากไปเลย!”

ด้วยเหตุผลบางอย่าง ในสายตาหลินอีซิน อิริยาบถของซูหยางกับเสิ่นเส้าเชียนออร่าวายฟุ้งมาก…

“มิน่ากลิ่นตัวพวกนายถึง…” หลินอีซินเบะปาก

“ตอนแรกเราก็จะเลิกเล่นแล้ว จู่ๆ เธอดันโผล่ออกมา ซูหยางพูดว่าน่าจะดีถ้าเพิ่มคนเห็นเหตุการณ์เข้าไปในเรื่องด้วย…”

“ใครจะคิดว่าเธอน่าเบื่อแบบสุดๆ ให้ไอเดียอะไรไม่ได้เลยสักนิด” ซูหยางพูดเบรกอีกรอบ

“ให้ตายเถอะ นายเป็นพวกที่เรียกว่า ‘ข้ารู้สึกดีเป็นพิเศษที่ได้ระรานคนอื่น’ เรอะ” หลินอีซินตะโกนโต้ตอบ

“เอาล่ะ! ใจเย็นๆ พรรคพวกอย่าหัวร้อนกันนัก!” เสิ่นเส้าเชียนจงใจแทรกกลางระหว่างหลินอีซินกับซูหยางทำตัวเป็นกันชน

คนบ้า! หลินอีซินแอบติดป้ายสองคนนี้ไว้ในใจ สองคนนี่มองอย่างไรก็ไม่เหมือนนักเขียน แต่เหมือนนายแบบ? ไม่ใช่สิ พวกนักแสดงมากกว่า

หาเรื่องทำฆ่าเวลา

ความโกรธของหลินอีซินที่มีต่อซูหยางยังไม่หาย

ดวงตาถลึงมองเข้าผ่านเสิ่นเส้าเชียนที่ยืนคั่นกลาง แต่ฉับพลันก็เห็นอะไรบางอย่างแปลกๆ แวบเข้ามา

“ระวัง!” หลินอีซินดึงซูหยางไว้ข้างหลัง ตะโกนใส่ผีบอดี้การ์ดที่ปรากฏขึ้นด้านหลังซูหยาง “บ้าไปแล้วเหรอ?”

วินาทีต่อมาเธอก็รู้สึกถึงบรรยากาศหยุดชะงักเย็นเยือก

ขออธิบายหน่อยแล้วกัน นี่เป็นเพราะผีบอดี้การ์ดประจำตัวฉันปรากฏตัวที่ด้านหลังซูหยางโดยที่ฉันไม่ทันสังเกต เขายื่นมือออกมาเตรียมตัวโจมตีซูหยาง วินาทีนั้นฉันลืมไปว่าผีไม่สามารถแตะต้องอะไรได้ แต่เมื่อเห็นรูปลักษณ์น่าขนพองสยองเกล้านั่น ฉันก็ดันกางปีกปกป้องซูหยางทันที แต่ในสายตาของผู้ชายมนุษย์สองคนนี้ ฉันเป็นผู้หญิงบ้าที่กำลังคุยกับลมฟ้าอากาศ

“เธอทำอะไรอยู่น่ะ” ซูหยางจ้องมือตัวเองที่ถูกหลินอีซินกุมไว้ ท่าทางดูหวาดผวา หมอนี่คิดว่าฉันกินเต้าหู้[1] เขาเรอะ

“เปล่า ฉันไม่ได้ทำอะไรเลย!” หลินอีซินสะบัดมือซูหยางออกด้วยความตกใจ สมองวิ่งเร็วจี๋ คิดหาเกี่ยวกับเหตุผลชี้แจงภาพแปลกๆ ที่สองคนนี้กำลังถลึงตามองอยู่

ผีบอดี้การ์ดมองมาที่หลินอีซินด้วยสีหน้างุนงง ราวกับกำลังถามว่าทำไมไม่ปล่อยให้เขาซัดซูหยางสักตุ๊บสองตุ๊บ เธอก็เหลือบมองเขาส่งสัญญาณบอกว่า ‘กลับบ้านเดี๋ยวนี้’

“งั้น… ขอไปดูความเสียหายที่ห้องเธอหน่อยได้ไหม ถึงเวลาต้องคุยเรื่องการชดใช้แล้ว…” คนดีชีวิตนี้มีความสงบสุขสันติพ้นภัย เสิ่นเส้าเชียนเข้ามาช่วยคลี่คลายบรรยากาศที่แสนอึดอัดตอนนี้

เมื่อได้ยินเสิ่นเส้าเชียนพูดถึงค่าชดใช้ ดวงตาของหลินอีซินก็สว่างวาบ แต่สีหน้ายังคงวางเฉย “ในเมื่อนายเอ่ยปาก ไปดูหน่อยก็ดี เรื่องค่าชดใช้ต่อจากนี้ค่อยๆ ปรึกษาหารือกันก็ได้”

“นายไปเถอะ ฉันขอผ่าน” ซูหยางเดินไปนั่งขัดสมาธิบนผ้าห่ม

“นายนั่งอยู่ที่นี่ก็ไม่มีอะไรทำ! ไปด้วยกัน!” เสิ่นเส้าเชียนเดินไปดึงซูหยางขึ้น ลากออกไปที่ประตู

ทั้งสองทำท่ากระเง้ากระงอดใส่กันที่เบื้องหน้า แม้ว่าเธอจะไม่แน่ใจแต่ไม่ว่ามองยังไงก็ดูเหมือนพวกเขามีความสัมพันธ์ของผู้ชายแบบใน...ตำนาน!

ทว่าเธอไม่อยากทำตัวเป็นจิตอาสา(แส่)กับความสัมพันธ์ของคนอื่น เธอเพียงแค่จ้องมองทั้งสองยิ้มน้อยยิ้มใหญ่จากด้านหลัง ซูหยางถึงกับสะดุ้งตกใจหลายครั้งเมื่อหันมาเจอ

ผีบอดี้การ์ดอาจจะถูกตวัดสายตาใส่ก่อนหน้า ขณะนี้กำลังนอนคว่ำขวางประตู ท่าทางหดหู่มาก

ซูหยางและเสิ่นเส้าเชียนเหยียบลงทันที หลินอีซินก็หลุดปากออกมาโดยไม่รู้ตัว “ระวัง…”

โชคดีที่ทั้งคู่ไม่ได้ยิน

เมื่อเปิดเข้าไปข้างในห้อง เพดานถล่มลงมามากกว่าก่อนออกจากห้องไปซะอีก หลินอีซินยืนงงเป็นไก่ตาแตก เฮลโล ที่นี่ยังอยู่อีกได้ไหม? ห้องฉันกำลังจะกลายเป็นอุโมงค์น้ำไปแล้วจริงๆ

ยังไม่ทันรอให้หลินอีซินพูดอะไร เสิ่นเส้าเชียนกับซูหยางก็เดินสำรวจไปคนละมุม สายตากวาดมองไปรอบๆ ห้อง ซูหยางก็หันมาทางหญิงสาวพยักหน้าประเมินว่า “อืม ค่อนข้างหนักหนาสาหัส”

หลินอีซินจ้องมองเขาอย่างเย็นชา เขากำลังตรวจสอบงานเรอะ? ทำไมน้ำเสียงของเขาถึงเหมือนหัวหน้าจับผิดพวกลูกน้องระดับรากหญ้าเลย?

หลินอีซินเงียบ รอประโยคต่อไปของซูหยาง แต่ปรากฏว่าเขาไม่พูดอะไรต่ออีกเลย

ไม่มีข้อความใดๆ เขานั่งลงบนเก้าอี้เกือบจะนั่งทับแมวผีทอมที่กำลังนอนพักผ่อนอยู่บนเบาะ

“ไม่ต้องกังวล เราจะรับผิดชอบค่าซ่อมให้เอง” เสิ่นเส้าเชียนรับรองต่อหลินอีซินด้วยการตบหน้าอกตัวเองปุๆ

“แน่สิ พวกนายต้องรับผิดชอบ ทั้งหมดนี่เป็นเพราะท่อน้ำห้องนายแตก ทำให้เพดานห้องฉันน้ำซึมกลายเป็นถ้ำน้ำ แต่ระหว่างที่ซ่อมแซมเพดาน ฉันพักอยู่ที่นี่ไม่ได้ ดังนั้น…” หลินอีซินพูดหยั่งเชิง แอบมองเสิ่นเส้าเชียนด้วยหางตา

“ฉันเข้าใจ ไม่ต้องห่วง รับประกันว่าฉันจะทำให้เธอพอใจ ขอเวลาสามชั่วโมง ทุกอย่างจะเรียบร้อย”

ไม่เพียงแต่รู้ใจยังกล้าทำกล้ารับ ประสิทธิภาพของเขายังสูงมากอีกด้วย จู่ๆ เธอก็เกิดความประทับใจในตัวเสิ่นเส้าเชียนมาก แม้ว่านี่จะยังไม่สามารถชดเชยสิ่งที่พวกเขาทำให้เธอขวัญผวามาก่อนหน้านี้ แต่เมื่อเทียบกับซูหยางที่หน้าเหม็นเบื่อ เธอชอบเสิ่นเส้าเชียนมากกว่า

“ฉันว่า…” ซูหยางทำท่าจะพูดอะไรบางอย่าง

“นายไม่ต้องพูดเลย ดูเสร็จแล้วก็เชิญกลับได้” หลินอีซินตัดบทซูหยางไล่พวกเขาออกไป เธอไม่อยากได้ยินเสียงผู้ชายคนนี้แล้วจริงๆ

เสิ่นเส้าเชียนปิดปากกลั้นหัวเราะ พยายามปลอบซูหยางแบบประชดประชัน “เข้าใจยัง? เอาล่ะๆ ไหนๆ ก็ดูห้องเรียบร้อยแล้ว ไปกันเถอะ!”

หลินอีซินเดินตามทั้งสองออกจากห้อง เสิ่นเส้าเชียนหันกลับมาถามแปลกๆ ว่า “เธอจะไปกับเราเหรอ?”

“อ๊ะ! เปล่า! ฉันกำลังจะออกไปข้างนอก”

หลังจากวุ่นวายมาทั้งวัน ท้องก็ส่งเสียงร้องจ๊อกๆ ประท้วงด้วยความหิวโหยขึ้นมา

ที่ชั้นล่างมีร้านบะหมี่เจ้าประจำ บอกตรงๆ บะหมี่ร้านนี้ไม่ได้อร่อยอะไรนัก เพียงแต่ว่าลูกสาวเถ้าแก่เสียชีวิตไปเมื่อสองสามปีก่อนจากอุบัติเหตุ ตอนที่หลินอีซินบังเอิญเดินผ่านร้านบะหมี่ ก็เห็นผีเด็กสาวจ้องมองพ่อที่ทำงานมือเป็นระวิงอยู่ข้างๆ

ไม่รู้ว่าทำไม ทั้งๆ ที่เดินผ่านร้านนี้ตั้งหลายครั้ง จู่ๆ วันหนึ่งก็เหมือนถูกวิญญาณโจมตี มีเสียงเหมือนพรายกระซิบในหัว “มากินที่นี่ มากินที่นี่…”

ในที่สุดหลังจากนั่งลงลองกินบะหมี่ร้านนี้ครั้งนั้น ตั้งแต่นั้นมาเธอก็ไม่เคยไปกินบะหมี่ร้านอื่นอีกเลย แม้จะไม่เห็นหน้าลูกสาวเถ้าแก่แล้ว เธอก็ยังอยากกินบะหมี่ที่นี่ต่อไป

“เถ้าแก่ขอเตาเซียวเมี่ยน[2] ชามหนึ่งค่ะ”

อันที่จริงเถ้าแก่ร้านบะหมี่ก็นับเป็นคนรู้จักของฉันนี่ เพียงแต่ว่าบทสนทนาทุกครั้งจะมีแค่สั่ง-ทำ-กิน-จ่ายเงิน...แล้วก็กลับ

ครั้งนี้ก็ไม่แตกต่างจากเดิม เถ้าแก่ยกชามบะหมี่มาให้โดยไม่พูดอะไร ส่วนหลินอีซินก็กินโดยไม่พูดอะไร ก้มหน้าก้มตากินจนหมด

สายตาหลินอีซินเหลือบมองนาฬิกาอย่างกังวลเล็กน้อย เสิ่นเส้าเชียนจะจัดการทุกอย่างได้ภายในเวลาสามชั่วโมงจริงๆ เหรอ? เขาจะให้เงินสดหรือเช็คอะ?

ฮ่าฮ่า พอคิดถึงเงินที่ไม่มีอย่างนี้ ในใจก็ดี๊ด๊าแล้ว

หลินอีซินยังเพ้อฝันต่อว่าจะทำยังไงถ้าตัวเลขไม่เป็นที่ต้องการ ควรจะระเบิดอารมณ์ใส่พวกเขาออกมาตรงๆ หรือนอนดิ้นพล่านกับพื้น ช่างเป็นคำถามที่ตัดสินใจยากมาก

หลังกินอาหารเสร็จ หลินอีซินก็ตัดสินใจเดินเล่นเรื่อยเปื่อยสักพัก โดยคิดว่าเมื่อถึงเวลาถ้าเสิ่นเส้าเชียนไม่สามารถทำตามที่พูดไว้ ก็ไปกระตุ้นเตือนเขาซะหน่อย

ถึงยังไงฉันก็ตกงาน ไม่มีอะไรทำ ก็หาเรื่องทำฆ่าเวลาไป

หลังจากกลับมาที่อะพาร์ตเมนต์ ทันทีเข้าไปในระเบียงทางเดิน ก็เห็นผีบอดี้การ์ดลอยกลับไปกลับมาที่หน้าประตูห้องสภาพทำตัวไม่ถูก สายตาดูเครียดมาก          พอเขาหันมาเห็นหลินอีซิน เขาก็รีบทำไม้ทำมือบอกให้เร่งฝีเท้า ราวกับว่ามีอะไรบางอย่างเกิดขึ้น

“มีอะไรเหรอ?” ขณะที่พูดก็วิ่งเหยาะๆ เข้าไปในบ้าน เมื่อเห็นสภาพห้อง หลินอีซินก็สูดหายใจเข้าลึก รู้ว่าทำไมผีบอดี้การ์ดถึงได้ตกใจขนาดนี้

ประตูห้องเปิดอยู่ ผ้าห่ม หมอน ที่นอน เสื้อผ้า หนังสือ คอมพิวเตอร์ ทุกอย่างของเธอหายเกลี้ยง!

“อะไรกันขโมยมายกเค้าเหรอ ฉันแค่ออกไปกินบะหมี่ชามเดียว...”

[ข้าวของเธออยู่ชั้นยี่สิบเจ็ดนะ จากเสิ่นเส้าเชียน]

เมื่อเห็นกระดาษโน้ตที่วางทิ้งไว้บนโต๊ะ หลินอีซินก็ตบลงไปที่โต๊ะด้วยความโกรธ เท้าสับวิ่งๆๆๆ ขึ้นไปชั้นบนเตรียมคุย ประตูลิฟท์เพิ่งเปิดก็ทันเห็นคนงานเดินออกมา เมื่อขยับเข้าไปก็เห็นเสิ่นเส้าเชียนอยู่บนระเบียงทางเดินชั้นยี่สิบเจ็ด

“นายกำลังทำอะไร นายใช่ไหมที่ขนข้าวของฉันออกไปจนหมดบ้านเลย” หญิงสาวยิงคำถามใส่เขา

“ฉันลงไปหาเธอ แต่เธอไม่อยู่ห้อง ฉันก็เลยตัดสินใจช่วยเธอย้ายของให้น่ะ”

“นายมีสิทธิ์อะไรมาแตะต้องข้าวของของฉัน รู้ไหมนายกำลังทำผิดกฎหมาย งานนี้ฉันฟ้องนายหมดตัวได้เลยนะ!”

“ฉันกำลังช่วยเธอแก้ปัญหานะ! ดูสิ นี่คือบ้านใหม่ของเธอ” เสิ่นเส้าเชียนผายมืออธิบาย “ระหว่างซ่อมแซมห้องของเธอ เธอสามารถอยู่ที่นี่ได้ฟรี แล้วก็ห้องนี้ใหญ่กว่าห้องเดิมของเธอหลายเท่าเลยนะ ดีไหมล่ะ!”

ที่แท้นี่เป็นวิธีแก้ปัญหาของเสิ่นเส้าเชียน แม้ว่าจะไม่ใช่เงิน แต่ท่าทางเชิญชวนของเสิ่นเส้าเชียน ก็ทำให้สายตาหลินอีซินอดมองข้างในไม่ได้ ห้องนี้กว้างขวางกว่าห้องเดิมจริงๆ ถึงจะอยู่อาคารเดียวกันแต่ขนาดห้องที่นี่แตกต่างและสวยกว่าเยอะ!

“หมายความว่าจะให้ฉันอยู่ที่นี่ชั่วคราวเหรอ?”

“ใช่ จนกว่าห้องของเธอจะโมเสร็จเรียบร้อย แล้วฉันยังมีเซอร์ไพร์สให้เธอแบบคาดไม่ถึงด้วย” เสิ่นเส้าเชียนพูดพลางพาหลินอีซินเข้าไปในห้อง

ห้องขนาดร้อยสี่สิบตารางเมตร ดีกว่าห้องรูหนูสี่สิบตารางเมตรตั้งไม่รู้กี่เท่า ถึงจะแค่มาอยู่ชั่วคราว แต่ก็ยังทำให้ใจเต้นแรง อดไม่ได้ที่จะตื่นเต้น

“ถึงยังไงฉันก็ไม่มีที่ไป คงต้องอยู่ที่นี่ชั่วคราว ไม่งั้นก็ไม่มีทางอื่นแล้ว…” หลินอีซินแกล้งทำเป็นไม่ยินดียินร้าย ดันตัวเสิ่นเส้าเชียนให้ออกไป “นายย้ายทุกอย่างเรียบร้อยแล้วใช่ไหม นาย... ไม่กลับเหรอ?”

“กลับๆ! ฉันกลับล่ะ! งั้นเธอพักผ่อนดีๆ นะ ถ้ามีคำถามนี่เบอร์โทรฉัน” เสิ่นเส้าเชียนยื่นนามบัตรให้ก่อนจะเดินออกไป เขายังเผยรอยยิ้มแปลกประหลาดมาให้ด้วย แต่หลินอีซินไม่มีอารมณ์สนใจ หลังจากประตูปิดลงก็ร้องวี้ดว้ายอย่างมีความสุข

“บ้านหลังใหญ่! ใหญ่มาก! เย้ เย้! บ้านหลังเบ้อเร่อเลย!” หลินอีซินกระโดดขึ้นไปบนโซฟา เริ่มตะเบ็งเสียงแหกปากร้องเพลงลั่น

 

---------------

[1] 吃豆腐 แปลตรงตัวว่ากินเต้าหู้ เป็นศัพท์แสลงที่มีความหมายประมาณว่าหลอกแอ้มหรือแต๊ะอั้ง

[2] 刀削麵 : เตาเซียวเมี่ยน ลักษณะพิเศษอยู่ที่ขั้นตอนการทำเส้น โดยจะเฉือนก้อนแป้งที่นวดด้วยมีดเป็นเส้นใส่ลงไปในหม้อต้ม จะเรียกว่าบะหมี่มีดเฉือนก็ได้

ไม่ใช่แค่คนรังแก ผีก็ยังมารังแกฉัน

“ความรักของฉัน! เฮ้! เหมือนไฟ! ฮา! ที่แผดเผาทะเลทรายทั้งหมด...”

หลินอีซินกระโดดโลดเต้นบนโซฟานุ่มๆ อย่างมีความสุข อารมณ์ในขณะนี้อธิบายด้วยคำว่า ‘สุดเหวี่ยง’ ยังน้อยเกินไป

หญิงสาวกระโดดขึ้นไปในอากาศหมุนตัวอีกครั้ง เมื่อหันกลับมาข้างหน้าก็คือภาพซูหยางสวมชุดนอนสีเทากอดอกมองมาด้วยท่าทางงุนงง

สีหน้าท่าทางหลินอีซินแข็งทื่อไปในทันที

“เอ๋?” หลินอีซินตกใจกับการปรากฏตัวกะทันหันของซูหยาง ตัวเขาก็ผงะ ขณะที่เธอร่อนลงก็ทรงตัวไม่อยู่ ลื่นจากโซฟาล้มลงไปกองกับพื้นอย่างแรง

เข่ากระแทกพื้นเสียงดังปัง ไม่เพียงแต่เจ็บเท่านั้น แต่ยังรู้สึกอับอายอีกด้วย สภาพเมื่อครู่ที่ถูกซูหยางเห็นเข้าจนหมด... ฉันอยากให้แผ่นดินทรุดแทรกตัวหนีลงไปใต้ดินจริงๆ ฮือ...

เห็นได้ชัดว่าสีหน้าของซูหยางเปลี่ยนจากดูถูกเป็นรังเกียจ เมื่อเห็นภาพถลาลงมาหน้าคว่ำบนพื้น

“นายมาอยู่ที่นี่ได้ไง?” หลินอีซินถามออกไป

“ฉันอยู่บ้านตัวเอง แปลกตรงไหน?” ซูหยางตอบแบบไม่แคร์อะไร จากนั้นก็เดินไปที่ตู้เย็นหยิบนมออกมาสองกล่อง ยกดื่มหนึ่งกล่องรวดเดียวหมด

หลินอีซินนึกว่านมอีกกล่องสำหรับตัวเองก็ยื่นมือไปรับ แต่ซูหยางทำราวกับหญิงสาวไม่มีตัวตน เดินผ่านไปพร้อมกับนมกล่องนั้น

“นายช่วยอธิบายหน่อยได้ไหมว่ามันยังไงกันแน่” หลินอีซินซอยเท้าเล็กๆ เพื่อไล่ตามซูหยาง กางแขนสองข้างออกขวางทางเขาไว้

“อา นี่หรือ” ซูหยางชูกล่องนมในมือขึ้นให้หญิงสาวดู “นี่ไม่ใช่สำหรับเธอ ฉันจะดื่มเอง”

“ฉันไม่ได้หมายถึงนม! เสิ่นเส้าเชียนบอกว่าให้ฉันอยู่ที่นี่ได้ชั่วคราว แล้วทำไมนายถึงมาอยู่ที่นี่ได้”

“ทำความเข้าใจซะใหม่ ไม่ใช่เสิ่นเส้าเชียนอนุญาตให้เธออยู่ที่นี่ชั่วคราว แต่หลังจากเสิ่นเส้าเทียนอ้อนวอนเอาหัวโขกพื้น ฉันก็จำใจอนุญาตให้เธออยู่ที่นี่ชั่วคราว! เข้าใจรึยัง ถ้าเข้าใจแล้วก็หลีกไปอย่าขวางทางเดินฉัน” มือใหญ่ของซูหยางผลักที่หัวของหลินอีซิน ปัดเธอไปด้านข้าง จากนั้นก็เดินลอยชายเข้าไปในห้องนอน

เข้าใจบ้าบอไร? นี่บ้านซูหยาง? ห้องเขาจมน้ำเหมือนกันไม่ใช่เรอะ

หลินอีซินพุ่งไปที่ประตูห้องเคาะรัวๆ “ออกมาอธิบายให้ชัด! นี่มันยังไงกันแน่ เราต้องอยู่ด้วยกันเหรอ? มีแผนสำรองอื่นไหม?”

ประตูกระชากเปิดออกกะทันหัน หญิงสาวถอยหลังด้วยปฏิกิริยารีเฟล็กซ์ ซูหยางยืนจังก้ากลางกรอบประตู บดบังการมองของอีกฝ่ายโดยสมบูรณ์ ราวกับเขาจงใจป้องกันเพื่อไม่ให้หญิงสาวเห็นภายในห้องนอนของตัวเอง

เชอะ ฉันก็ไม่สนใจอยู่แล้ว

“เธอต้องการอะไรกันแน่”

“ฉันแค่อยากรู้ว่าทำไมเราถึงต้องอยู่ด้วยกัน? อย่าใช้คำพูดคลุมเครือ โปรดให้คำอธิบายโดยละเอียดกับฉัน!”

ซูหยางก้มศีรษะลง ดูเหมือนอ่อนใจกับความดื้อดึงของอีกฝ่าย เขาถอนหายใจร่ายยาว “ฉันจะพูดแค่ครั้งเดียว ฟังให้ดี! พื้นกับผนังห้องฉันก็ต้องได้รับการซ่อมแซมเพราะอุ้งน้ำมากไป ส่วนเพดานห้องเธอก็ต้องซ่อมเพราะน้ำรั่วไปจากห้องฉัน หมายความว่าต้องซ่อมแซมทั้งสองห้อง ดังนั้นระหว่างที่ห้องเธอกับห้องฉันกำลังซ่อมแซม ฉันเลยอนุญาตให้เธอพักอีกห้องของฉันได้ ซึ่งก็คือที่นี่ เข้าใจ๊?”

“ทำไมที่นี่เป็นห้องของนายล่ะ”

“เพราะฉันซื้อมายังไงล่ะ”

“เสิ่นเส้าเชียนอยู่ไหน ฉันจะถามเขา!”

“เขากลับบ้านตัวเองไปแล้ว”

ซูหยางทำท่าจะปิดประตู หลินอีซินก็รีบใช้มือจับกรอบประตูเพื่อขวางเขา

“บ้านตัวเอง? พวกนายไม่ได้อยู่ด้วยกันเหรอ”

“ใครบอกเธอว่าพวกฉันอยู่ด้วยกัน? เขาคือเขา ฉันคือฉัน ยังไงนี่ก็เป็นแค่การมาพักอาศัยชั่วคราว ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปนั่นคือห้องนอนของเธอ อย่ารบกวนฉันยกเว้นมีปัญหา แต่ถึงจะมีปัญหาก็อย่ารบกวนเข้าใจไหม”

ก่อนที่หลินอีซินจะอ้าปากตอกกลับ ซูหยางก็ปิดประตูแทบกระแทกดั้งหลินอีซิน

ทำไมในโลกนี้ถึงมีคนน่ารังเกียจขนาดนี้เนี่ย...

ตอนนี้มาคิดดูแล้ว... รอยยิ้มแปลกๆ ของเสิ่นเส้าเชียนก่อนจะกลับก็เพราะเหตุผลนี้นี่เอง!

ทันใดนั้นหลินอีซินก็รู้สึกเหมือนสูญเสียพลังทั้งหมด ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเดินซังกะตายไปที่ห้องนอนเล็กที่ซูหยางชี้บอก คิดว่านี่เป็นขนมเค้กหล่นลงมาจากท้องฟ้า แต่ไม่คิดว่าจะต้องมาอยู่ใต้หลังคาเดียวกับกับผู้ชายนิสัยแย่จนเหลือเชื่อ

ใช่สิ... ตัวฉันไม่มีทางจะโชคดีหรอก

จะยังไงฉันก็ย้ายบ้านแล้ว! ถึงแม้จะแค่ชั่วคราวก็เถอะ อย่างน้อยในระยะสั้นก็ไม่ต้องไปพัวพันกับผีพวกนั้นอีกแล้ว! เมื่อตื่นนอนในตอนเช้าเปิดผ้าม่านออก คุณผีเมียน้อยก็จะไม่มาห้อยหัวต่องแต่งทักทาย พอนึกภาพก็ทำเอารู้สึกดีขึ้นทันตา

หลินอีซินยิ้มอีกครั้ง สูดหายใจเข้าลึกๆ ก้าวเท้าเข้าไปในห้องนอนเล็ก วินาทีแรกที่เข้าไปก็เห็นผีเมียน้อยลอยเคว้งคว้างข้างหน้าต่าง ภาพที่ร่างหล่อนลอยไปตามแรงลมหยุดนิ่งในสายตาเธอ ทอมกับสไปค์ก็ย้ายตามมาอยู่ในห้องด้วย ดูเหมือนพวกมันนั่งรอมานานแล้ว

หลินอีซินคิดในใจว่านี่คงเป็นภาพหลอน เดินออกไปเพื่อจะทำการยืนยันใหม่อีกครั้ง ตามคาดเมื่อเห็นเธอออกมาผีบอดี้การ์ดก็ยืนส่งยิ้มเผล่อยู่ที่หน้าประตู

เยี่ยมไปเลย ฉันโดนผีพวกนี้ตามติดไม่เลิก

ประตูปิดโดยไม่ลังเล ถลาตัวไปที่หน้าต่างห้องนอน ยืนประจันหน้ากับคุณพี่ผีเมียน้อยที่ลอยอยู่ในอากาศ คืนนี้ดูเหมือนกระแสลมจะค่อนข้างแรง เพราะหล่อนถึงกับส่ายไปมาอย่างรุนแรง

“ผีตัวอื่นก็ว่าไปอย่าง ทำไมคุณพี่ถึงต้องตามฉันมา? เธอกระโดดออกจากห้องสองหกศูนย์สามไม่ใช่เหรอ? อยากห้อยต่องแต่งก็ควรกลับไปตรงนั้นสิ ทำไมมาที่ชั้นยี่สิบเจ็ดได้?” หลินอีซินตะเบ็งเสียงพลางกระทืบเท้า

แต่เมื่อเห็นสีหน้าไม่รู้ไม่ชี้ของผีเมียน้อย หลินอีซินก็ถอดใจ

ไม่ใช่แค่คนรังแก แม้แต่ผีก็ยังมารังแกฉันด้วย… แต่ถึงแม้จะแก้แค้นผีไม่ได้แต่คน หึๆ! ซูหยางใช่ไหมดีเลย ในเมื่ออยากอยู่ด้วยกันก็ตามนั้น ยังไงฉันก็เป็นฝ่ายได้รับผลประโยชน์ แม้ว่าเขาจะนิสัยห่วยปากร้าย แต่ต้องบอกว่าหน้าตาของซูหยางหล่อจนใจเจ็บ เป็นโสดมายี่สิบห้าปี ก็สมควรได้เวลากระดี๊กระด๊าในฤดูใบไม้ผลิบ้างแล้ว ปกติการอยู่ร่วมกันระหว่างผู้หญิงกับผู้ชายเมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว ผู้หญิงมักจะเป็นฝ่ายเสียหาย แต่ในเมื่อสวรรค์จับผู้ชายหล่อเหลาแบบนี้มาไว้ใกล้ๆ ก็ไม่รู้ว่าใครจะได้จะเสีย...

หลินอีซินที่เคยคิดอย่างนี้ ช่างโง่เง่าเหลือเกิน!

ความคิดที่แวบเข้ามาในสมองหายไปพร้อมกับการนอนหลับหลังจากถูกวัตถุลึกลับจู่โจมบนใบหน้า

การโจมตีกะทันหันนี้ทำให้หญิงสาวตกใจ หลังจากเหลือบตาขึ้นเล็กน้อย ก็เห็นประตูห้องนอนแง้มอยู่ สายตาสบเข้ากับดวงตาเหยี่ยวคู่หนี่งที่กวาดไปมา

นี่คือซูหยาง ทำไมอยู่ๆ เขาถึงไปซ่อนที่ด้านหลังประตูห้องนอนคนอื่นทำตัวเหมือนพวกถ้ำมอง? หรือจะเป็นโรคจิตจริงๆ? หลินอีซินขี้เกียจลุกขึ้นจากเตียง นอนตะแคงเผชิญหน้ากับซูหยาง จากนั้นกระสุนกระดาษก็พุ่งใส่หน้าผากเธออีกครั้ง

ซูหยางที่หลบหลังประตูกำลังใช้หนังสติ๊กยิงกระสุนกระดาษเข้าใส่หลินอีซิน โดนบ้างไม่โดนบ้าง

“ทำอะไรเนี่ย เล่นพิเรนทร์อะไรแต่เช้า นักเขียนเป็นแบบนี้กันเหรอ” เพิ่งจะเช้า เสียงของเธอจึงฟังดูแหบแห้งผิดปกติ เหมือนมีอะไรสักอย่างติดคอ

เมื่อเห็นว่าหลินอีซินตื่นแล้ว ซูหยางก็เคาะประตูตามมารยาท จากนั้นก็ยืนอยู่ที่ประตูราวกับรออะไรบางอย่าง

เขาคงไม่ได้กำลังรอให้เธอบอกว่า ‘เชิญ’ เข้ามาใช่ไหม?

“เชิญค่ะ” หญิงสาวพูดขึ้นสองคำเหมือนทดลอง

หลังจากที่ได้ยินคำนี้ ซูหยางก็เปิดประตูเข้ามาทันที เขาเดินเข้ามาพลางมองมาหลินอีซินที่ทำท่าโงนเงนพร้อมผล็อยหลับทุกเมื่อ จากนั้นก็โยนปึกกระดาษเอสี่ใส่ พูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา

“เซ็นซะ”

“เซ็นอะไร” หลินอีซินยื่นมือออกมาจากใต้ผ้าห่มคว้ากระดาษทั้งปึกขึ้นอย่างไม่ทะนุถนอม เมื่อมองสีหน้าของซูหยาง ดูเหมือนเขาจะรู้สึกเจ็บปวดกับการกระทำรุนแรงของเธอที่ทำต่อกระดาษเหล่านั้น

“สัญญาการพักอาศัยร่วมกัน?” หลินอีซินจ้องตัวอักษรขนาดใหญ่ที่หน้าแรกและอ่านทันที จากนั้นก็พลิกขึ้นมองซูหยางอย่างสงสัย “คืออะไรน่ะ?”

“เธอแค่ต้องเซ็น” ซูหยางส่ายหน้าไปมาโดยไม่อธิบายอะไร จากนั้นก็หันหลังเดินออกไปจากห้อง

“นี่! อย่าเพิ่งไปสิ นายอธิบายมาว่านี่คืออะไร!” เมื่อมองไปที่แผ่นหลังซูหยาง หญิงสาวก็ผุดลุกขึ้น วิ่งตามเขาออกไปพร้อมเอกสารปึกใหญ่

ซูหยางนั่งลงบนโซฟาแบบไม่ร้อนใจเหมือนหญิงสาวที่ส่งเสียงสูงเดินตามออกมา “นี่คือสัญญาที่ฉันร่างเมื่อคืนนี้ ซึ่งกำหนดสิ่งที่ควรปฏิบัติและสิ่งต้องห้ามอย่างเคร่งครัดเมื่อเราต้องอาศัยใต้หลังคาเดียวกัน”

หลินอีซินพลิกเอกสารหนาเท่านิ้วโป้งอย่างรังเกียจ ถึงยังไม่ได้อ่าน แต่แค่พลิกหน้ากระดาษอย่างคร่าวๆ ก็หมดแรงแล้ว

“สัญญานี้มีกฎเกณฑ์มากกว่าทั้งหมดของประถม มัธยมต้น มัธยมปลายและมหาวิทยาลัยที่ฉันเคยเรียนรวมกันคูณสองเลยนะ!” หลินอีซินโบกกระดาษในมือ เสียงเสียดสีกันดังขึ้น จากนั้นก็มองไปที่ซูหยางด้วยความไม่อยากจะเชื่อ สงสัยว่าเขาเขียนทั้งหมดนี้ขึ้นมาได้ยังไง

“ชายหญิงแตกต่าง การตั้งกฎเกณฑ์สำหรับบางสิ่งจะดีกว่า” ซูหยางนั่งไขว่ห้างยกถ้วยกาแฟขึ้นจิบด้วยท่าทางเย็นชามาก

“นายดื่มกาแฟแต่เช้าเลย ง่วงขนาดนั้นเลยเหรอ” หลินอีซินพึมพำนั่งลงบนเก้าอี้เพื่อจะอ่านเรื่องไร้สาระที่เขาเขียน

ขณะที่ก้นเธอกำลังจะแตะเบาะ รัศมีการสังหารก็พุ่งตรงมาทางด้านขวา ร่างกายเธอตื่นตัว เมื่อมองไปยังแหล่งกำเนิดรัศมีสังหาร ซูหยางก็กำลังจ้องมองมาด้วยดวงตาดุดัน หลินอีซินถึงกับขนลุกซู่

“ทำ... ทำไมเหรอ?” ทำไมถึงถูกจ้องด้วยสายตาพิฆาตโดยไม่มีเหตุผล?

กฎเกณฑ์การอยู่กับผู้ชาย

“เธอกำลังนั่งบนเก้าอี้ฉัน!”

ถ้าซูหยางไม่พูดด้วยน้ำเสียงจริงจังพร้อมกับใบหน้าที่ไร้ความรู้สึก หลินอีซินคงนึกว่าเขาล้อเล่นไปแล้ว ขนาดเก้าอี้ยังแบ่งระหว่างนายกับฉันด้วยเหรอ

“เก้าอี้ของนาย? ติดชื่อนายไว้เรอะ?”

ซูหยางชี้ที่ด้านหลัง “ติดไว้แล้ว”

เมื่อหลินอีซินหันหลังไปมองก็มีกระดาษโพสต์อิตที่ด้านหลังเก้าอี้เขียนว่า ‘ซูหยาง’ ติดไว้จริงๆ

“แล้วก็นายไม่ได้บอก... ฉันจะรู้ได้ยังไง” หลินอีซินลุกขึ้นเดินไปที่เก้าอี้ตัวตรงข้าม “ตัวนี้ไม่ใช่ของนายใช่ไหม”

“ตัวนั้นของเธอ” ซูหยางพูดด้วยน้ำเสียงซีเรียสมาก “ฉันเขียนเรื่องพวกนี้ไว้ในสัญญาหมดแล้ว ฉันคิดว่าจากสถานการณ์ที่เป็นอยู่ตอนนี้ เธอควรจำสัญญาให้ขึ้นใจ”

“อย่าเลย อย่าว่าแต่จะจำเลย แค่อ่านยังไม่จบเลย จะให้จำ? นรกอะไร จะฆ่าฉันเหรอ…” บ่นเสร็จก็นั่งลงบนเก้าอี้เพื่ออ่านสนธิสัญญาความไม่เท่าเทียมแห่งยุคดิจิทัล

ฝ่ายเอ-ซูหยาง ฝ่ายบี-หลินอีซิน

ข้อหนึ่งลงประกาศ ณ วันนี้ว่าฝ่ายเอและฝ่ายบีจะอาศัยอยู่ร่วมกันจนกว่าห้องของฝ่ายบีจะซ่อมแซมเสร็จ

ข้อสองฝ่ายบีไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าออกห้องฝ่ายเอตามใจชอบ จะเข้าได้ก็ต่อเมื่อฝ่ายเออนุญาตเท่านั้น

ข้อสามห้องนั่งเล่นและห้องน้ำเป็นพื้นที่ส่วนกลาง ฝ่ายเออนุญาตให้ฝ่ายบีใช้งานได้ แต่หลังจากใช้งานต้องทำความสะอาด ห้ามปล่อยให้เลอะเทอะ

ข้อสี่นอกจากเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ ฝ่ายเอและฝ่ายบี จะต้องไม่ใช้ข้าวของผสมปนเป ของใช้ส่วนตัวให้จัดไว้ในพื้นที่เหมาะสมของแต่ละคน ห้ามวางของส่วนตัวไว้ในพื้นที่ส่วนกลางเช่น ห้องนั่งเล่น ห้องน้ำ

...

ยิ่งอ่านยิ่งปวดกบาล หลินอีซินรู้สึกอยากฉีกกระดาษปึกนี้เป็นชิ้นๆ

จากนั้นก็กวาดตาอ่านข้ออื่นๆ อย่างรวดเร็ว

ข้อยี่สิบสามให้ฝ่ายบีจัดเตรียมอาหารสามมื้อต่อวัน สามารถรายงานค่าใช้จ่ายให้ฝ่ายเอชำระเงิน

ข้อสามสิบห้า เมื่อฝ่ายเออยู่ในช่วงเขียนงาน ฝ่ายบีห้ามส่งเสียงรบกวนการสร้างสรรค์ผลงานเด็ดขาด

ข้อห้าสิบสองหากฝ่ายบีต้องการพาเพื่อนกลับบ้านจะต้องได้รับอนุญาตจากฝ่ายเอก่อน

ข้อแปดสิบเก้าห้ามส่งเสียงดังเกินกว่าสี่สิบเดซิเบล ระหว่างเวลายี่สิบนาฬิกาถึงเก้านาฬิกาของวันถัดไป

ข้อร้อยยี่สิบหกฝ่ายบี ห้ามสวมใส่เสื้อผ้าเปิดเผยเนื้อหนังในห้อง

ข้อหนึ่งร้อยสี่สิบสามฝ่ายบี ห้ามตากชุดชั้นในและของใช้ส่วนตัวอื่นๆ ในพื้นที่ส่วนกลาง

ข้อหนึ่งร้อยเจ็ดสิบสี่ไม่อนุญาตให้ฝ่ายบี ส่งเสียงไม่สุภาพขณะรับประทานอาหาร เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อความอยากอาหารของฝ่ายเอ

ข้อสองร้อยสี่งานบ้านทั้งหมดเป็นหน้าที่ฝ่ายบี ฝ่ายเอ จะตรวจตราการทำความสะอาดทุกวันจันทร์ วันพุธ วันศุกร์และวันอาทิตย์ทุกสัปดาห์

ยิ่งมากข้อก็ยิ่งล้ำเส้นไปกันใหญ่ ตอนแรกก็เขียนฝ่ายบีและฝ่ายเอ เขียนไปเขียนมามีแต่ฝ่ายบี ถูกตั้งเป้าสับฝ่ายเดียว หลังจากข้อสองร้อยสี่สิบสาม หลินอีซินยิ่งหมดคำพูดไปใหญ่ ไม่ใช่แค่นั้น ยังเริ่มหัวเราะหลอนๆ อีกด้วย เธอรู้สึกเหมือนจะร้อนในปากขณะอ่านสัญญาไปด้วย ควันใกล้จะออกหูออกปากแล้ว

ข้อสองร้อยสี่สิบสี่ฉันหวังว่าฝ่ายบีจะหางานทำ เธอดูเหมือนคนเร่ร่อนไร้งานทำ

ข้อสองร้อยสี่สิบห้าฉันหวังว่าฝ่ายบีจะแต่งหน้าบ้างเล็กน้อย อย่าปรากฏตัวแบบหน้าสดจะดีที่สุด

“นี่เยอะเกินไปแล้วนะ!” อ่านสัญญาได้ครึ่งหนึ่งหลินอีซินก็สุดจะทน เอกสารทั้งปึกตบลงบนโต๊ะเสียงดัง ถามอย่างเหลืออด “ทำไมกฎทั้งหมดนี้มัดไว้แต่ที่ฉัน ทำไมไม่ตั้งกฎให้ตัวเองบ้าง?”

“เพราะว่าฉันเพอร์เฟกต์ ไม่มีปัญหาอะไร” ซูหยางพูดอย่างไม่สนใจ “สัญญานี้ร่างแบบด่วนจี๋ในคืนเดียว อาจครอบคลุมไม่ทุกด้าน ยินดีรับฟังทุกความเห็น”

“ได้! ขอให้ฝ่ายเอช่วยกรุณาอย่าหลงตัวเองมากเกินไป โอเค๊? และได้โปรดขอให้ฝ่ายเอช่วยเลิกนิสัยแย่ๆ แบบนี้ด้วย โอเค๊?”

หลินอีซินชักเดือดขึ้นมาจริงๆ แล้ว!

“ความคิดเห็นที่เธอให้มา ฉันจะไตร่ตรองดู มีปัญหาอะไรอีกไหม ถ้าไม่มีกรุณาเซ็นชื่อ” ซูหยางโยนปากกาให้หลินอีซิน

ถึงแม้จะมีความไม่พอใจนับล้านอยู่ในใจ แต่จะทำอะไรได้ ไม่มีที่อยู่ ไม่มีที่ไป นอกจากนี้เมื่อคิดอย่างถี่ถ้วนแล้วก็ไม่มีโอกาสที่ตนจะฝ่าฝืนสัญญาเผด็จการนี่เลย

“แค่ต้องเซ็นชื่อใช่ไหม” หลังจากพูดจบ ก็จรดปากกาเซ็นชื่อหลินอีซิน ถัดจากคำว่าฝ่ายบี บนกระดาษ จากนั้นก็เพิ่งตระหนักได้ว่ามีสัญญาสองฉบับในมือ ค่อยโล่งใจหน่อย ที่แท้มีแค่สองร้อยกว่าข้อ…

เดี๋ยวก่อน! ตั้งสองร้อยกว่าข้อก็เยอะมากนะ!!! เกิดอะไรขึ้นกับฉัน? เกือบถูกซ้อมให้เชื่องแล้วเหรอ!

“มีสัญญาสองฉบับต่างคนต่างเก็บ” ซูหยางยื่นมือออกมา หลินอีซินโยนสัญญาให้เขาชุดหนึ่ง โยนอีกชุดลงบนโต๊ะอย่างไม่แยแส ตั้งใจจะกลับไปนอนต่อที่ห้อง

“สัญญาของเธอ” ซูหยางเตือนเพราะคิดว่าหญิงสาวลืมเอาไป

หลินอีซินหันขวับอย่างไม่พอใจ “นั่นสัญญาของฉันใช่ไหม”

“อืม”

“หมายความว่าฉันสามารถวางที่ไหนก็ได้ที่ต้องการใช่ไหม”

“เธอ…!”

“ฉันอยากวางไว้บนโต๊ะไม่ได้รึไง?” หลินอีซินจงใจพูดอย่างก้าวร้าว ซึ่งเป็นการท้าทายต่อมประสาทของซูหยางอย่างโจ่งแจ้ง

ซูหยางผุดลุกขึ้นจากโซฟา หยิบสัญญาบนโต๊ะก้าวมาข้างหน้าอย่างประชดประชัน “ข้อสี่ของสัญญาเขียนไว้ว่านอกจากเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ ฝ่ายเอและฝ่ายบีจะต้องไม่ใช้ข้าวของผสมปนเป ของใช้ส่วนตัวให้จัดไว้ในพื้นที่เหมาะสมของแต่ละคน ห้ามวางของส่วนตัวไว้ในพื้นที่ส่วนกลาง วงเล็บเปิดห้องน้ำห้องนั่งเล่นวงเล็บปิด เธอเพิ่งเซ็นไป ลืมหมดแล้วเหรอ เป็นปลาทองรึไง”

“นาย!” หลินอีซินกระชากสัญญาจากมือของซูหยางอย่างฉุนจัด “ก็ได้! นายชนะ!”

ขณะที่หญิงสาวกำลังจะสะบัดหน้าจากไปอีกครั้ง ซูหยางก็หยุดไว้อีกครั้ง

“นายต้องการอะไรอีก”

ซูหยางมองมาพลางส่ายหน้า วางมือลงบนหัวเธอหมุนเล็กน้อยแล้วกดลงอย่างแรง สายตาเธอเลื่อนไปที่นาฬิกาบนผนังห้อง

“ยัยปลาทอง ตอนนี้เจ็ดโมงสิบสองนาที ถึงเวลาที่เธอต้องเตรียมอาหารเช้าตามข้อสัญญา”

“ว่าไงนะ? นายเห็นว่าฉันเป็นแม่บ้านเรอะ?”

“ในสัญญาระบุว่าเธอต้องทำอาหารสามมื้อต่อวัน ดังนั้นเธอไปเตรียมอาหารเช้าได้แล้ว ฉันไม่เลือกกิน กินอะไรก็ได้”

หลังจากพูดจบแล้ว ซูหยางก็หยิบเงินสองร้อยหยวนออกมาจากกระเป๋าส่งให้หลินอีซิน “ค่าอาหาร”

พอรับเงินไป หลินอีซินก็เริ่มวางแผนในใจ กินอะไรก็ได้ใช่ไหม ในเมื่อถูกขอให้ไปซื้อ ฉันจะไปซื้ออาหารเช้า ‘ระดับไฮเอนด์’ ที่เหมาะกับภาพลักษณ์และนิสัยของนาย

หลินอีซินแอบยิ้มไม่ให้ซูหยางเห็น กลับห้องไปสวมเสื้อคลุมเดินออกไป คิดในใจว่าอยากกินแซนด์วิชกับนม? ขนมปังกับแยม? อาหารเช้าแบบคุณชายน้อยมาตรฐานสูงใช่ไหม ฝันไปเถอะ!

ไม่ถึงสิบนาที หลินอีซินก็กลับมาจากร้านขายอาหารเช้าแถวนั้นพร้อมด้วยอาหารเช้าในมือ

“อาหารเช้าพร้อมแล้ว มากินกันเถอะ” หลินอีซินทิ้งถุงอาหารลงบนโต๊ะ อยากจะถามว่าฉันซื้ออะไรมาเหรอ? เปิดถุงแนะนำรายการสักหน่อย

เซตอาหารเช้าโดยร้านอาหารเช้ายอดนิยมในชุมชน มีน้ำเต้าหู้และปาท่องโก๋ แต่ด้วยความเป็นห่วง ‘คุณชายน้อย’ จะไม่ถูกปากกับอาหารประเภทนี้ บ่าวรับใช้ใจดีก็ซื้อเสี่ยวหลงเปาสุดฮิตของร้านมาด้วย ร้อนๆ จากเตาเลยแหละ

“นี่คืออะไร?” ซูหยางมองอาหารเช้าที่หลินอีซินซื้อมา สีหน้าเหมือนกำลังเห็นอีที

“อาหารเช้าไง! กินซะ!” หลินอีซินพูดพลางไปหยิบอุปกรณ์การกินมาสองชุด จากนั้นเดินกลับมานั่งตรงข้ามกับซูหยาง เริ่มลงมือกิน

ขณะที่กินอาหาร หลินอีซินเหลือบมองซูหยางอย่างเงียบๆ สังเกตสีหน้าของเขา คิดว่าจะใช้คำไหนมาแซะซูหยาง ถ้าเขาบอกว่าไม่ชอบอาหารแบบนี้ แต่เหนือความคาดหมายมากที่เขาไม่บ่นสักคำ กินทุกอย่างที่ซื้อมาจนเรียบอย่างเงียบๆ

ระหว่างกินอาหารจู่ๆ เขาก็แบมือออกมา

“อะไร?”

“เงินทอน ฉันให้เธอไปสองร้อยหยวน ซื้อของมาแค่นี้ แล้วเงินที่เหลือล่ะ”

“หึย! ขี้เหนียว!” หลินอีซินบ่นพึมพำ หยิบเงินที่เหลือออกมาจากกระเป๋า วางลงบนโต๊ะอาหาร

ซูหยางจ้องมองธนบัตรที่ถูกหญิงสาวกำจนยับยู่ยี่บนโต๊ะ คิ้วก็ขมวดย่นพอกับธนบัตร “ช่างเถอะ เงินนี้เอาไว้อาหารกลางวันกับอาหารเย็นแล้วกัน”

จากนั้นเขาก็ก้มหน้าก้มตากินต่อ

หลังอาหารเช้า หลินอีซินแกล้งทำเป็นทำความสะอาดในครัว แต่ที่จริงแล้วกำลังค้นหาคำว่าซูหยางบนอินเทอร์เน็ต พอเห็นก็ถึงกับตกใจ ความนิยมของซูหยางไม่ใช่เล่นๆ เลย เพียงแต่ว่าในโซเชียลมีแต่ผลงานของเขา รูปถ่ายส่วนตัวมีน้อยมาก หล่อขนาดนี้น่าเสียดายที่ไม่ได้โพสต์ภาพตัวเองเลย... แม้ว่าเธอจะไม่รู้จักซูหยางมาก่อน แต่เมื่อนึกขึ้นมาว่าในเมื่อเขาเป็นคนดัง ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าเขาทำอะไรบ้างในช่วงหนึ่งวัน?  

แต่จากการสังเกตมาตลอดครึ่งวัน ซูหยางคนนี้เหมือนจะไม่ใช่ซูหยางที่โด่งดังมากในโลกโซเชียล... แต่เป็นแค่โอตาคุที่ไม่มีอะไรทำ

ตอนที่เธอล้างจานเก็บกวาดห้อง เขาจะนั่งเล่นเกมหรือดูทีวีในห้องนั่งเล่น หรือไม่ก็เล่นเกมออนไลน์ประหลาดๆ บนอินเทอร์เน็ต

หลินอีซินแอบดูซูหยางเล่นเกมเงียบๆ ขณะที่เขากำลังเล่นอย่างสนุกสนาน จู่ๆ ก็ผุดลุกขึ้นทิ้งเกมวิ่งกลับเข้าไปในห้องตัวเอง

เมื่อมองประตูห้องนอนที่ปิดสนิท ซูหยางก็ไม่ยอมออกมาเป็นเวลานาน ทิ้งเธอไว้คนเดียวในห้องนั่งเล่น พอเธอตัดสินใจเปิดสมาร์ตทีวีดูรายการที่น่าสนใจฆ่าเวลาน่าเบื่อ เขาก็ออกมาทันที ทำภาษากายขู่ให้เงียบ

“ฉันกำลังจะเขียนงาน ตามสัญญาข้อสามสิบห้า เธอห้ามส่งเสียงรบกวน ปิดทีวีซะ”

“เผด็จการไปไหนเนี่ย...” ไม่แม้แต่จะใส่ใจการต่อว่า ประตูห้องซูหยางปิดลงเสียงดังปังอีกครั้ง

หญิงสาวกดปุ่มรีโมตคอนโทรลแรงๆ เพื่อปิดทีวี ช่างเถอะ ฉันเป็นคนดีไม่ถือสาหาความคนบ้า! คราวนี้ฉันจะปล่อยนายไปก่อน!

ถ้ายังขืนอยู่ต่อ เดาว่าอีกไม่กี่นาทีซูหยางจะต้องออกมา บอกว่าเสียงหายใจดังเกินไป สั่งให้หยุดหายใจ

แทนที่จะอยู่แบบกระดิกตัวไม่ได้อย่างนี้ ขอออกไปสูดอากาศข้างนอกหน่อยดีกว่า

ผีเกาะหลังกี่ตน

ในวันธรรมดาตอนเช้า

นอกจากผู้เฒ่าผู้แก่ในชุมชนที่ว่างงานออกมาสนทนากันแล้ว หลินอีซินก็เป็นสาวเหลือน้อยคนเดียวที่เดินเตร่บนถนน

เธอรู้สึกว่าบรรยากาศในบ้านอับๆ เลยออกมาเดินเล่นสูดอากาศบ้าง แต่พอนึกถ้าจะไปไกลๆ ก็ยุ่งยากบนตัวจึงพกเศษเงินกับสมาร์ตโฟนที่หยิบออกมาเท่านั้น หลังจากเดินไปมาแถวที่พักอาศัยสองสามรอบ เธอก็ตัดสินใจไปซูเปอร์มาร์เก็ตเพื่อซื้อของสำหรับทำอาหารกลางวันและอาหารเย็น

ตอนนี้หลินอีซินกำลังบ่นกับความโลภของตัวเอง มือสองข้างอุ้มแตงโมหนักประมาณสี่กิโลกรัม ถุงใส่อาหารสดหนักอึ้งคล้องไว้ที่แขน ทันทีที่เดินออกมาจากซูเปอร์มาเก็ต เธอก็รู้สึกเหมือนแขนกำลังจะหัก ข้อต่อเริ่มเจ็บและชา ตอนที่เดินวนช็อปปิงของอยู่ในรถเข็นก็ไม่ได้รู้สึกอะไร กระทั่งหยิบของลงบนเคาน์เตอร์คิดเงิน ถึงได้รู้ว่าซื้อของเยอะแยะขนาดไหน ได้แต่มองดูพนักงานสแกนสินค้าและจำนวนราคาที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ตอนนั้นเองก็คิดได้ว่าซื้อไปตุนอะไรมากขนาดนี้

จากซูเปอร์มาเก็ตมีทางกลับบ้านสองทาง ทางแรกเป็นถนนที่มีคนพลุ่งพล่านแต่ต้องเดินอ้อมไกลเพื่อเดินเข้าสู่ทางหลักของชุมชน ส่วนทางที่สองเป็นซอยทางเดินระหว่างกำแพงบ้านเดี่ยวขนาดเล็กที่อยู่ติดกัน หากผ่านเข้าไปก็จะมุ่งสู่ทางหลักของชุมชนโดยตรง แต่เนื่องจากมีข่าวลืออยู่บ่อยๆ ว่าเป็นซอยเปลี่ยวไม่ค่อยน่าไว้ใจ แถมช่วงนี้ยังข่าวว่าการรักษาความปลอดภัยในเมืองไม่ค่อยดี พักนี้เธอเลยไม่ได้ใช้เส้นทางนั้นเลย

วันนี้ซื้อของมาเยอะเกินไป หญิงสาวจึงตัดสินใจเข้าซอยเล็กๆ ที่ปกติไม่ค่อยใช้

หลินอีซินคิดในใจแม้ว่าจะเป็นซอยเล็กๆ แต่กลางวันแสกๆ จะมีใครกล้าก่ออาชญากรรม?

ตอนที่มายืนหน้าปากซอยก็ชักรู้สึกใจเสียตงิดๆ ถึงแม้ว่าตอนนี้ข้างนอกแดดจะสว่างโล่ แต่กลับไม่เห็นแสงสว่างลอดเข้ามาในซอยทั้งแคบและยาวมองไม่เห็นปลายทาง เหมือนเส้นทางพิศวงมิติที่แปด ต่างเวลาและต่างสถานที่... 

แสงไฟฉายจากโทรศัพท์เปิดจนสุด ก้าวเท้าออกไปทีละก้าว...ละก้าวอย่างยากลำบาก เธอไม่รู้ว่ามีคนเอาขยะมาแอบทิ้งที่นี่เพราะความมักง่ายหรือไม่ บางครั้งก็มีกลิ่นเหม็นเปรี้ยวลอยมาเป็นระยะๆ

ถึงกลิ่นจะเกินทนแต่ก็ลดการเดินทางได้กว่าครึ่ง เมื่อคิดได้ก็กลั้นหายใจเดินต่อไปหวังว่าจะผ่านซอยนี้ได้เร็วเท่าไรยิ่งดี

เดินมาได้ประมาณสองส่วนสาม หูก็ได้ยินเสียงแว่วๆ จากทางด้านหลัง ฟังดูเหมือนเสียงฝีเท้าแต่เบากว่าอาจจะเป็นเสียงหนูรึเปล่า? หลินอีซินหันขวับกลับไปด้านหลังที่มืดสนิท มองไม่เห็นอะไรเลย ไฟฉายในมือกวาดไปมา แต่ก็ไม่มีอะไร ถึงอย่างนั้นก็ยังรู้สึกว่าขนแขนสแตนด์อัปไปหมด สันหลังเย็นวาบ ขณะที่เร่งฝีเท้าก็จดจ่ออยู่กับประสาทสัมผัสการได้ยิน ให้ความสนใจเสียงที่อยู่ข้างหลัง ถ้าเธอเร่งความเร็วเสียงก็จะดังขึ้น แต่ถ้าลดความเร็วเสียงจะเบาลง บรรยากาศชักทะแม่งๆ หรือว่ามีใครเดินตามมาจริงๆ?

วินาทีนั้นบทสนทนาของพวกคุณลุงคุณป้าก็สะท้อนไปมาในโสตประสาท

“ได้ยินข่าวไหมว่ามีคนร้ายแถวบ้านเรา!”

“คนร้ายอะไร?”

“ก็พวกคอยดักเล่นงานคนที่ชอบเดินคนเดียวตอนกลางคืนน่ะสิ นอกจากเอากระเป๋าเงินโทรศัพท์ไปแล้วยังไม่พอใจ… ได้ข่าวว่ายังฆ่าทิ้งอีกด้วย!”

“โกหกล่ะ! ถ้ามีคนร้ายแบบนั้นจริงๆ ตำรวจคงจัดการจับมันไปนานแล้ว”

“ฉันไม่ได้โกหก! ข่าวก็ออก หลานสาวฉันเตือนให้ระวังตัวว่าอย่าออกไปข้างนอกตอนกลางคืน เธอก็ควรจะระวังตัวด้วย! บอกลูกชายลูกสะใภ้ให้กลับบ้านเร็วๆ พอคิดถึงไอ้เลวนั่น ฉันก็ใจคอไม่ดีเลย”

นี่ก็ยังไม่มืดนี่น่า ฉันคงไม่โชคร้ายขนาดวิ่งไปชนตอล่ะมั้ง?    

หรือเพราะฉันไปต่อว่าเสิ่นเส้าเชียนและซูหยางในสถานการณ์อุปโลกน์วันนั้นว่าเป็นของปลอม คราวนี้สวรรค์เลยคิดส่งของจริงมาให้เหรอ? สวรรค์ปล่อยลูกไปเถอะ! ลูกรู้ว่าตัวเองดึงดูดผีได้ง่าย แต่ไม่ต้องถึงกับให้ทุกอย่างที่เลวร้ายวิ่งเข้ามาหาก็ได้นะ

ฉันเพิ่งจะดวงดีได้ใช้ชีวิตอยู่ในอะพาร์ตเมนต์ขนาดร้อยสี่สิบตารางเมตรสุดหรูเองนะ ฉันยังไม่อยากตื่นจากฝันเร็วขนาดนี้!

หลินอีซินยังไม่ทันได้ทำอะไร จู่ๆ เสียงทางด้านหลังใกล้เข้ามาทุกที ชักเหมือนหนังเขย่าขวัญมากขึ้นเรื่อยๆ ในใจประเมินเวลาจังหวะนั้นก็รู้สึกว่าคนคนนั้นกำลังยื่นมือมาแตะตัว หญิงสาวหันขวับใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดเหวี่ยงแตงโมทั้งลูกออกไปเป็นอาวุธ

ไม่มีใครถูกฟาด นอกจากทำให้หนูสองสามตัวแตกตื่นวิ่งพล่านใกล้เท้า

“ว๊าย! ว๊าย! ว๊าย!” หญิงสาวสะบัดเท้าเร่าๆ เหมือนเต้นแท็ป หนีฝูงหนูที่น่ากลัว แต่หลังจากที่ยืนยันว่าที่อยู่ข้างหลังไม่ใช่มนุษย์ ก็รู้สึกสบายใจขึ้นเป็นกอง

“อะไรกันเนี่ย…” หลินอีซินถอนหายใจพึมพำพลางจ้องมองแตงโมบนพื้น ต่อไปจะไม่ใช้ทางนี้อีกแล้ว ไม่นะ...แตงโมของฉัน

หลินอีซินจมอยู่กับความเจ็บใจที่ต้องเสียแตงโม กำลังซึมๆ ก็ตัดสินใจรีบเดินออกให้เร็วที่สุด สายตามองเห็นแสงสว่างที่ปลายทางด้านนอกแล้ว 

ขณะที่กำลังมองดูรถที่แล่นไปมาที่ปลายทางสว่างข้างหน้า แสงที่อยู่ด้านหน้าก็ถูกแทนที่ด้วยวัตถุสีดำ ไม่รู้ว่าใครวิ่งออกมาจากทางแยกอื่น มาขวางอยู่ตรงหน้า

“เอ๊ะ?” ก่อนที่จะมีเวลาตื่นตกใจ ชายคนนั้นก็กระชากผมเธอเหวี่ยงไปที่กำแพง ทันใดนั้นดาวระยิบระยับก็ปรากฏขึ้นในดวงตาหลินอีซิน สมองมึนงงไปหมด มือเท้าอ่อนแรง ร่างกายทรุดฮวบลงกับพื้น โทรศัพท์ร่วงลงที่ด้านข้าง มองไม่เห็นคนที่ทำร้าย แต่จากการกระทำไม่ลังเลไร้ความปรานีแบบนี้ ต้องมาด้วยจุดประสงค์ร้ายแน่

ความเปียกชื้นจากผนังค่อยๆ รู้สึกได้จากแผ่นหลัง มีบางอย่างไหลลงมาจากหัวช้าๆ เลือดเหรอ?

หลินอีซินไม่แน่ใจ สิ่งเดียวที่รู้สึกตอนนี้ก็คือความเจ็บปวด ในซอยที่เดิมก็มืดอยู่แล้ว วัตถุที่อยู่ข้างหน้าค่อยๆ กลายเป็นภาพซ้อน หนึ่งกลายเป็นสอง สองกลายเป็นสี่ เธอรู้สึกมีบางอย่างกำลังพุ่งขึ้นมาจากกระเพาะ

“เจ๋งเลย มีงานใหม่มาอีกแล้ว…” หลินอีซินรวบรวมกำลังทั้งหมดที่เหลืออยู่เงยหน้าขึ้น คนที่ทำร้ายห่อร่างมิดชิด สวมหมวก หน้ากากและถุงมือสองข้าง เขาโน้มตัวมาที่ด้านหน้า ล้วงกระเป๋าบนเสื้อคลุมเธอ

ตอนนี้เธออยู่ในสภาพขัดขืนไม่ได้ แต่ลึกลงไปในใจหวังว่าจะมีปาฏิหาริย์ หวังว่าซูหยางจะแกล้งแสดงเป็นผู้ร้ายจู่โจม บอกอย่างเย็นชาว่ากำลังเล่นบทบาทกันอีกแล้ว

แม้ว่าจะเคราะห์ร้ายโดนจู่โจมถึงสองครั้งติดต่อกัน หากเป็นเขาจริงๆ เธอก็จะให้อภัย

แต่หลังจากการที่ได้เห็นสิ่งที่อยู่เบื้องหลังชายคนนี้ ก็ทำให้เริ่มเครียดขึ้นมาจริงๆ

เมื่อก่อนที่เห็นพวกฆาตกรในข่าว มักจะมีผีขับข้องใจเกาะอยู่ข้างหลัง ซึ่งชายคนนี้ก็มีเช่นกัน มีผีเกาะหลังกี่ตนน่ะ? สายตาค่อยๆ พร่ามัว ไม่แน่ใจว่าเห็นเท่าไร

เป็นสองหรือสี่ แต่ผีเหล่านั้นล้วนมองมาที่ฉันอย่างว่างเปล่า

หัวใจหลินอีซินหยุดนิ่งไปวูบหนึ่ง ตอนนี้ได้แต่สวดอ้อนวอนในใจว่ามันเห็นฉันรู้งาน เอาแค่ทรัพย์สินไม่เอาชีวิต

“ยัยยาจก!” มันคว้านหาเงินในกระเป๋าเสื้อ แต่ไม่เจอเงินสักหยวนเพราะเธอใช้ซื้อของไปหมดแล้ว มันก้มลงหยิบโทรศัพท์ที่หล่นอยู่บนพื้น ยัดใส่กระเป๋าเสื้อตัวเอง

“ลุง วันนี้ฉันไม่ได้พกเงินมา ลุงเอาโทรศัพท์ไปแล้วก็หนีไปเถอะ ยังไงฉันก็ไม่เห็นหน้าลุง ไม่แจ้งตำรวจหรอก” ร่างปวกเปียกพิงกำแพง หายใจลึกๆ ระงับอาการคลื่นไส้ พูดเสียงอ่อนระโหย

“สาวน้อย วันนี้ถือว่าแกดวงซวยที่มาเจอกับฉัน อันที่จริงการปล้นเป็นแค่งานพาร์ตไทม์ของฉัน ส่วนงานอดิเรกจริงๆ คือฆ่าคน!”

เมื่อพูดเช่นนั้น มันก็ล้วงมีดแวววาวออกมาให้เห็น

หลินอีซินอยากจะกรีดร้องด่าในใจจริงๆ ทำไมมีดถึงแปลบปลาบบาดตาขนาดนี้? สะท้อนตามาก ระดับความกลัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว สมองเริ่มจินตนาว่าจะเจ็บปวดแค่ไหน หากมีดแทงเข้ามาในร่างกาย…

“ฆ่าคนไม่กลัวเวรกรรมเหรอ” หลินอีซินถามขณะที่จ้องผีสองตนที่อยู่เบื้องหลัง คิดในใจว่าพวกมันจะช่วยฉันไหม? จะยังไงก็ตามตอนนี้นับเป็นเพื่อนในทีมเดียวกันแล้ว!

“สาวน้อยบอกตามตรงนะ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฉันฆ่าคน แล้วฉันไม่เชื่อเรื่องผีปีศาจ ขนาดตอนมีชีวิตพวกมันยังสู้ฉันไม่ได้ หลังตายไปแล้วคิดหรือว่าพวกมันจะทำอะไรฉันได้!”

หลินอีซินไม่รู้ว่ามันคิดยังไง ถ้ามันเกิดเห็นคนที่เคยเป็นเหยื่อกลายเป็นวิญญาณเกาะอยู่ข้างหลัง ติดตามไปทุกหนทุกแห่งละก็

“ลุง คนที่ถูกลุงฆ่า ตอนนี้อยู่ข้างหลังแหนะ ฉันเห็นชัดเลย”

“นังนี่ แกกล้าล้อเล่นฉันเหรอ ไม่มีประโยชน์อะไรที่แกจะพูดหรอก ตอนนี้ไม่ว่าผีหรือคนก็ช่วยแกไม่ได้!”

ใช่สิ… ผีสองตนนั่นไม่มีท่าทางจะช่วยสักนิด ได้แต่คิดว่าเมื่อกลายเป็นผีค่อยไปเคลียร์กับพวกเขาอีกที หลินอีซินค่อยๆ หลับตาลง รอช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตที่จะมาถึง เธอเคยถูกซูหยางและเสิ่นเส้าเชียนหลอกมาก่อน แต่ตอนนี้กำลังจะได้สัมผัสของจริงแล้ว สูญเสียความตรงไปตรงมาที่เคยมีมาก่อน

ลาก่อนบ้านใหม่ร้อยสี่สิบตารางเมตร

“ทำอะไรน่ะ” ก่อนที่มีดจะเสียบเข้าไปในร่าง ก็มีเสียงผู้หญิงดังมาจากแสงสว่างที่อยู่ไกลออกไป คนร้ายตกใจวิ่งหนีไปโดยไม่พูดอะไรสักคำ

แบบนี้เองที่เคยเห็นในละครประวัติศาสตร์ที่ตะโกนว่า “ยุติการประหาร” ฉันรอดแล้ว หลินอีซินเห็นตำรวจหญิงในเครื่องแบบวิ่งเข้ามาหา

“เป็นยังไงบ้างคุณ รู้สึกตัวดีอยู่ใช่ไหม” ตำรวจหญิงมองดูบาดแผลของหลินอีซินคร่าวๆ รีบพูด “อีกสักพักจะมีตำรวจมาช่วยคุณ อยู่ตรงนี้นะ อย่าเดินไปไหน”

“ฉันแค่เจ็บหัวเล็กน้อย ช่วย…”

ก่อนที่หลินอีซินจะทันพูดจบ ตำรวจหญิงก็ปล่อยเธอไว้คนเดียว ไล่ตามไปในทิศทางเดียวกับฆาตกร

ต้องช่วยเสอหยู่ให้ได้

“อย่าไป…”

เดิมทีหลินอีซินต้องการเตือนตำรวจหญิงว่าชายคนนั้นมีอาวุธ อันตรายเกินไป เธออยากจะหยุดอีกฝ่าย แต่ตำรวจหญิงวิ่งเร็วมาก นิ้วที่เหยียดออกแตะผ่านปลายกางเกงอีกฝ่ายเล็กน้อยเท่านั้น ได้แต่มองตำรวจหญิงหายไปต่อหน้า

“โอ๊ย!!! ปวดหัว…” หลินอีซินเอามือสัมผัสบริเวณที่ถูกกระแทก ไม่ใช่เลือดที่ไหลออกมาจากศีรษะ แต่เป็นไอน้ำจากกำแพง

ผู้ชายคนนั้นเป็นฆาตกรต่อเนื่อง ตำรวจหญิงไปคนเดียว สถานการณ์อันตรายแล้ว

หลินอีซินคิดว่าต้องออกไปแจ้งตำรวจ แต่แค่ลุกขึ้นยืนก็ใช้พลังมากกว่าจะทำได้

“คุณเป็นยังไงบ้าง?” ตำรวจชายอีกนายวิ่งเข้ามาช่วยประคองได้ทันเวลา เขาคงจะเป็นเพื่อนตำรวจที่ตำรวจหญิงคนนั้นพูดถึง

“เมื่อครู่... คุณตำรวจหญิงวิ่งตามคนร้ายไป มันมีมีดแถมยังเคยฆ่าคนมาก่อน! คุณไปช่วยเธอเถอะ! เธอตกอยู่ในอันตราย!” หลินอีซินบอกทุกอย่างที่รู้ให้สั้นและกระชับที่สุด

“ซอยนี้มีทางแยกย่อยหลายทางเกินไป คุณรู้ไหมว่าพวกเขาไปทางไหน?”

“อืม…” เอาจริงๆ หลินอีซินก็จำรายละเอียดไม่ค่อยได้ จำได้แค่ว่าตำรวจหญิงหายไปต่อหน้าต่อตา แต่ไม่รู้ว่าไปทางไหน

ทว่าไม่ไกลมีเงาเลือนรางยืนอยู่ตรงนั้น นั่นน่าจะเป็นหนึ่งในสองผีเมื่อครู่นี้ใช่ไหม?

ผีตนนี้กำลังจะพาเราไปหาฆาตกร?

“ฉันรู้ว่าไปทางไหน ฉันจะนำทาง ตามฉันมา” หลินอีซินเกาะกำแพงแน่น นายตำรวจยื่นมือมาพยุงไปข้างหน้าอย่างยากเย็น

“ร่างกายคุณไหวไหม ให้ผมไปส่งคุณที่โรงพยาบาลก่อนเถอะ...” เมื่อเห็นว่าอาการของหลินอีซินไม่ค่อยจะดี ตำรวจชายก็ถามขึ้น

“ไม่ ฉันไม่เป็นอะไร เราต้องรีบไปช่วยตำรวจหญิงคนนั้น!” ขณะที่พูดก็ได้ยินเสียง “ปัง” หัวใจของหลินอีซินเต้นระรัว เร่งฝีเท้าตามผีนำทางไป

แต่ไม่มีร่างคนสองคนสู้กันอย่างที่คิด มีแต่....ตำรวจหญิง

เมื่อไปถึงสถานการณ์เลวร้ายที่หลินอีซินไม่อยากเจอที่สุดก็เกิดขึ้น ตำรวจชายที่ช่วยพยุงเธอพุ่งไปที่ด้านข้างของตำรวจหญิงที่นอนนิ่งอยู่บนพื้น หลินอีซินมองไปรอบๆ ไอ้ฆาตกรหายไปแล้ว น่าจะเป็นตำรวจหญิงที่ยิงปืนออกมา พลาดเป้าเหรอ?

พอเดินเข้าไปใกล้ ก็เห็นตำรวจชายถอดเสื้อผ้าปิดแผลที่ท้องตำรวจหญิงที่มีเลือดออกไม่หยุด เขาตะโกนขึ้น “เร็ว! โทรเบอร์หนึ่งสองศูนย์เรียกรถพยาบาล!”

“โทรศัพท์ฉันถูกแย่งไปแล้ว!” ขณะที่หลินอีซินกำลังจะสติแตก ตำรวจชายก็ตัดสินใจอย่างรวดเร็ว “คุณมาตรงนี้ ออกแรงกดแผลแบบนี้ ทำได้ไหม?”

หลินอีซินพยักหน้าหนักแน่น เปลี่ยนตำแหน่งกับตำรวจชาย เขาใช้มือข้างหนึ่งวอวิทยุขอความช่วยเหลือ มืออีกข้างหนึ่งก็โทรแจ้งเหตุฉุกเฉิน ส่วนหลินอีซินก็ภาวนาขอให้ตัวเองครองสติ หยุดเลือดที่ไหลตรงหน้าให้ได้

แต่เหมือนว่าสิ่งนี้จะไร้ประโยชน์ เลือดยังคงไหลนองกระจายไปทั่ว มือกดบนเสื้อตำรวจหญิง เนื่องจากแสงสลัวมาก เลือดจึงดูดำสนิท ราวกับหินหนืดที่พุ่งออกมาจากนรก ถ้ากดลงไปแรงกว่านี้ ตำรวจหญิงอาจจะอยู่ห่างจากปากเหวความตายมากขึ้น

เนื่องจากสถานการณ์มีความตึงเครียดมากเกินไป ตอนที่หูได้ยินเสียงไซเรนรถพยาบาล โสตประสาทของเธอก็เต็มไปด้วยเสียงผสมปนเปกันไปหมด ทั้งเสียงรถพยาบาลทั้งเสียงคน อื้ออึงจนยากจะแยกแยะ ขณะที่ถูกพยุงตัวขึ้นบนรถ หลินอีซินก็เป็นลมล้มพับหมดสติทันที

หญิงสาวจำไม่ได้ว่ามาถึงโรงพยาบาลยังไง อยู่บนเตียงผู้ป่วยได้ยังไง

อย่างไรก็ตามเมื่อลืมตาขึ้นก็เห็นคุณหมอสวมเสื้อกราวน์สีขาว กำลังบันทึกอะไรบางอย่าง

ถึงที่ปลอดภัยแล้วแท้จริง

อาการปวดหัวตุบๆ ยังมีอยู่บ้าง แต่มีบางอย่างที่สำคัญกว่าต้องรู้ “หมอคะ... ตำรวจหญิงคนนั้นล่ะ”

“คุณกำลังพูดถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจหญิงที่ถูกส่งมาโรงพยาบาลพร้อมคุณใช่ไหม” เปลือกตาของหมอหลุบลง เป็นสัญญาณของข่าวร้ายชัดเจน “เธอยังอยู่ในห้องผ่าตัด ส่วนสถานการณ์ที่ละเอียดกว่านี้หมอเองก็ไม่ทราบเช่นกัน”

หลินอีซินสะบัดตัวลงจากเตียง ถอดอุปกรณ์ต่างๆ ออก

ขณะที่กำลังจะออกไป หมอก็หยุดเอาไว้ “ตอนนี้คุณอ่อนแอมาก ลุกจากเตียงไม่ได้ นอกจากนี้จากการตรวจเบื้องต้น สมองคุณถูกกระทบกระเทือนเล็กน้อย ต้องพักผ่อนให้มาก!”

“ฉันไม่เจ็บหัวแล้ว ฉันไม่ได้ป่วย ฉันสบายดี!” หลินอีซินผลักหมอออกไป ตะเกียกตะกายไปที่ห้องผ่าตัด อาการบาดเจ็บที่มีแค่เรื่องขี้ปะติ๋วไม่ใช่เหรอ? สิ่งที่สำคัญที่สุดตอนนี้คือรู้ว่าตำรวจหญิงคนนั้นเป็นอย่างไรบ้างแล้ว

แต่ยิ่งรีบร้อนมากเท่าไร ก็ยิ่งพลาดมากเท่านั้น เหลือเชื่อที่หลินอีซินเดินหลงอยู่ในโรงพยาบาลตั้งนาน

ต้องสอบถามนางพยาบาลหลายคนกว่าจะไปถึงห้องผ่าตัดได้ แต่คนที่รออยู่ด้านนอกห้องผ่าตัดทำเอาหลินอีซินขาแข็งแทบจะก้าวต่อไปข้างหน้าไม่ไหว ทุกย่างก้าว ณ เวลานี้เจ็บปวดพอๆ กับเดินอยู่บนปลายมีด วินาทีนั้นสายตาก็เหลือบเห็นตำรวจหญิงคนนั้นยืนอยู่ที่หน้าห้องผ่าตัด กำลังจ้องมองสามีภรรยาสูงวัยที่กำลังร้องไห้

ฉันเห็นวิญญาณตำรวจหญิง

สองคนนั่นต้องเป็นพ่อแม่เธอแน่ๆ

ไม่ต้องรอให้หมอผ่าตัดออกมาบอก หลินอีซินก็รู้ผลผ่าตัดแล้ว แต่พ่อแม่ของตำรวจหญิงยังไม่รู้? จะทำยังไงดี? ทั้งหมดนี่เป็นเพราะฉันคนเดียว หากไม่ใช่พยายามจะช่วยชีวิตฉันไว้ อีกฝ่ายคงจะไม่… จู่ๆ พ่อของตำรวจหญิงก็หันมา สายตาประสานกัน หลินอีซินรู้สึกเหมือนตัวเองถูกแทง รีบก้มหน้าเพื่อหลบสายตาของคู่นั้น เมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้งทุกคนที่นั่นก็จ้องมองมาทางนี้หมดแล้ว

มือทั้งสองข้างกำแน่นอย่างประหม่า หลังจากที่รวบรวมความกล้า ใจก็พร้อมสำหรับรับการเอะอะโวยวาย เคลื่อนไปหาพวกเขาด้วยสองเท้าหนักอึ้ง

“เสอหยู่ของเรา! ทำไมน่าสงสารอย่างนี้!”

เสอหยู่? ตำรวจหญิงคนนั้นชื่อเสอหยู่เหรอ?

“คุณฟื้นแล้วเหรอ?” ตำรวจชายคนนั้นก็อยู่ที่นี่ด้วย

“อืม ฉันมาดูว่าการผ่าตัดเธอเป็นยังไงบ้างแล้ว...” พูดแล้วหลินอีซินก็อดไม่ได้ที่จะชำเลืองมองวิญญาณนั่น สบตากันพอดี

บางทีเธออาจรู้ว่าฉันเห็น เพราะเธอมุ่งหน้ามาหาฉัน

ช่างเถอะ ต่อให้จะโกรธเกลียดแค่ไหน ก็ก้มหน้ายอมรับไปซะ นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่รู้สึกผิดได้ขนาดนี้ ที่มีคนตายเพราะตัวเอง ถ้ารู้ว่าการกระทำนั่นจะฆ่าคนอื่น ฉันคงจะปล่อยให้ฆาตกรต่อเนื่องฆ่าให้รู้แล้วรู้รอด

เดิมคนที่อยู่ในห้องผ่าตัดก็ควรจะเป็นฉัน

ตำรวจหญิงคนนั้นเดินเข้ามาหา ทำมือถูใต้ดวงตาตัวเอง จากนั้นก็มองไปที่พ่อแม่ ราวกับบอกให้ช่วยเช็ดน้ำตาให้พวกเขาหน่อย

หลินอีซินตกตะลึงครู่หนึ่ง ไม่รู้ว่าจะทำดีไหม เพราะตอนนี้พ่อแม่ของเสอหยู่คงจะเกลียดฉันเข้าไส้! แต่อากัปกิริยานั่นทำให้หญิงสาวยอมทำตามความต้องการของอีกฝ่าย เท้าเดินไปหาหญิงสูงวัย นั่งยองๆ เช็ดน้ำตาให้

“คุณป้าอย่าร้องไห้เลยนะคะ ลูกสาวของคุณป้าจะต้องปลอดภัย” หลินอีซินพูดเบาๆ แม้ว่านี่จะเป็นเรื่องโกหก ตราบใดที่สามารถปลอบใจแม่ที่โศกเศร้าได้ ฉันก็จะทำ

แม่ของเสอหยู่เงยหน้าขึ้นทั้งน้ำตา หลังจากจ้องมองมาเป็นเวลานาน ก็จับมือหลินอีซินแน่นกอดแล้วร้องไห้อย่างสุดกลั้นอีกครั้ง

หลินอีซินถูกหญิงสูงวัยโอบไว้ในวงแขน เสียงร้องไห้คร่ำครวญดังสะท้อนในโสตประสาท แม้ว่าหญิงสูงวัยจะไม่บ่นพร่ำ แต่เธอก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบนี้ได้

เมื่อหมอเดินออกมาจากห้องผ่าตัด ทุกคนก็ลุกขึ้นกรูไปล้อมรอบตัว

ราวกับหัวใจของหลินอีซินมีอะไรมาอุดกั้น เท้ายึดติดอยู่ที่เดิม รอให้หมอประกาศข่าวร้าย

“เรารักษาชีวิตคนไข้ไว้ได้ แต่เธอยังไม่ได้สติ”

“ขอบคุณที่ช่วยชีวิตเธอ! ขอบคุณที่ช่วยชีวิตเธอ ขอบคุณคุณหมอ! แล้วเมื่อไรอาหยู่ของเราจะฟื้น?”

“ทางเรายังไม่สามารถบอกได้ อาจจะหนึ่งวัน หนึ่งเดือน หรือหนึ่งปี ทางทีมแพทย์ทำทุกอย่างเท่าที่จะทำได้สุดความสามารถแล้ว ตอนนี้ขึ้นอยู่กับคนไข้ว่าจะสู้แค่ไหน”

หลินอีซินฟังคำพูดของหมอจบก็หันไปจ้องเสอหยู่อย่างงงงัน หมอหมายความว่าเสอหยู่ยังไม่ตาย? แต่เห็นได้ชัดว่าวิญญาณเธออยู่ที่นี่!

ร่างเสอหยู่ถูกเข็นออกจากห้องผ่าตัด นำตัวเข้าไปในห้องไอซียู ขณะที่หลินอีซินยังยืนงงไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น

“คุณสะดวกเมื่อไร ทางเราจำเป็นต้องให้คุณไปที่สถานีตำรวจเพื่อบันทึกคำให้การ” ตำรวจคนนั้นเดินเข้ามาคุยกับหลินอีซิน

“ได้เลยค่ะ ฉันจะไปทำเรื่องออกจากโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้ แล้วไปที่สถานีตำรวจด้วยเลยค่ะ”

“ไม่ ไม่ คุณเข้าใจผิด ผมไม่ได้เร่งคุณ ผมแค่…”

“ฉันรู้คุณตำรวจไม่ได้เร่ง แต่ฉันก็อยากให้ปากคำเร็วที่สุดเพื่อช่วยตามหาฆาตกร!” แม้ว่าจะไม่ใช่เพื่อตัวเอง หลินอีซินก็อยากจับฆาตกรเพื่อเสอหยู่

“ขอบคุณสำหรับความร่วมมือ! ผมจะช่วยคุณทำเรื่องออกจากโรงพยาบาลเอง คุณไปรอที่ห้องพักก่อน เดี๋ยวผมไปรับ”

จากนั้นตำรวจนายนั้นก็รีบเดินไป มองแผ่นหลังเขาที่ออกไป เมื่อคิดแล้วก็รู้ว่าเขาอยากให้เธอออกจากโรงพยาบาลเร็วที่สุดเพื่อให้ข้อมูลที่จำเป็นกับตำรวจในการจับกุมฆาตกร

จะยังไงก็ตามเพื่อนร่วมงานของเขาคนหนึ่งเกือบเสียชีวิตเพราะคดีฆาตกรต่อเนื่อง นี่นับเป็นแรงกระตุ้นเข้มข้นสำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกคน

เมื่อกลับมาที่ห้องพักฟื้น หลินอีซินก็กลับมาใส่เสื้อผ้าที่เต็มไปด้วยเลือดของเสอหยู่ ส่วนวิญญาณเสอหยู่ก็กำลังยืนรอที่ประตู

“เห็นชัดว่าวิญญาณเธอหลุดออกจากร่าง ฉันมองเห็นเธอได้! ทำไมหมอถึงบอกว่าเธอยังมีชีวิตอยู่?” หลินอีซินถามเสอหยู่ แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบ

“ไม่ นั่นไม่ใช่ประเด็น! บางทีร่างกายและวิญญาณเธออาจแค่แยกออกจากกันชั่วคราวและจะกลับไปรวมกันอีกไม่ช้า ไม่ต้องห่วง ภารกิจสำคัญที่สุดเวลานี้คือจับไอ้ฆาตกรโรคจิตนั่นให้ได้ ฉันจะไปที่สถานีตำรวจเพื่อให้ปากคำ เธอไปด้วยไหม?”

เสอหยู่พยักหน้า

“ไม่ต้องห่วง เราจะจับไอ้โรคจิตเอามาลงโทษอย่างแน่นอน!” หลินอีซินสาบานด้วยชีวิตที่ถูกช่วยเอาไว้ ว่าจะต้องช่วยเสอหยู่ให้ได้

 

ซูหยางก็มีจุดอ่อน

ตอนนี้เป็นเวลาเที่ยงคืนแล้ว

เมื่อหลินอีซินออกจากสถานีตำรวจมาถึงบ้าน

หลังจากเล่าเหตุการณ์อย่างละเอียดยิบ ทันทีที่ก้าวออกจากสถานีตำรวจได้สิบก้าวก็ถูกแห่แหนด้วยฝูงนักข่าว

แสงแฟลชนับไม่ถ้วนยิงใส่เธอ แต่ละคนแย่งกันรัวคำถามใส่ เสียงดังอื้ออึงผสมเสียงแชะ-แชะ ประสานกันทั้งซ้ายขวาหน้าหลังบนถนนที่เงียบสงบ กระตุ้นแก้วหูอย่างเมามัน

“คุณคือเหยื่อรายที่สิบที่รอดชีวิตจากฆาตกรต่อเนื่อง ฉันขอถามได้ไหมว่าตอนนี้คุณรู้สึกยังไง”

“ไม่ทราบว่าคุณเห็นหน้าฆาตกรต่อเนื่องไหม”

“เล่าที่มาที่ไปให้ฟังคร่าวๆ หน่อยได้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น”

“ฉันได้ยินมาว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้ เป็นความจริงรึเปล่า?”

ทั้งหน้าทั้งหลังเต็มไปด้วยนักข่าวที่เบียดกันเข้ามา พวกนักข่าวที่กรูกันเข้ามารู้ได้ยังไงว่าฉันไปเผชิญหน้ากับฆาตกรต่อเนื่อง? ใครทำข่าวหลุด?

“กำลังทำอะไรกันน่ะ?” เจ้าหน้าที่ตำรวจสองสามนายรุดออกมาจากสถานีดันกลุ่มนักข่าวออก จากนั้นก็ล้อมตัวหลินอีซินไว้เพื่อไม่ให้นักข่าวเข้าถึง เจ้าหน้าที่ตำรวจคนหนึ่งกระซิบว่า “ตอนนี้แหละ รีบไปได้เลย”

หลินอีซินอาศัยจังหวะนั้นลอดผ่านช่องว่างมุดเข้าไปในรถแท็กซี่โดยไม่ลังเล

ภายใต้การขัดขวางของเจ้าหน้าที่ตำรวจ พวกนักข่าวก็ไม่สามารถตามได้ หลินอีซินพิงเบาะหลังถอนใจด้วยความโล่งอก คนขับรถแท็กซี่เหลือบตามองผ่านกระจกมองหลังตลอดทาง เมื่อสายตาทั้งสองสบกันก็สามารถเข้าใจถึงอารมณ์ของเขาได้ กลางดึกรับผู้โดยสารที่ตัวเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด เป็นใครก็กลัว

“ลุงไม่ต้องกลัว นี่ไม่ใช่เลือดฉัน…” หลินอีซินพยายามปลอบใจเขา

ทันทีที่ประโยคจบลง คนขับแท็กซี่ก็เหยียบเบรกกะทันหัน สีหน้าท่าทางแตกตื่นตกใจระดับเก้าแมกนิจูด

หลินอีซินคิดว่าบางทีเขาอาจเข้าใจสิ่งที่พูดผิดไป... แต่ยิ่งพูดก็ยิ่งพันตัว ต่างฝ่ายจึงนิ่งเงียบไปตลอดทางที่เหลือจนกระทั่งถึงจุดหมาย

ตอนนี้เสอหยู่กลายเป็นวิญญาณ มีเพียงหลินอีซินเท่านั้นที่มองเห็น ดังนั้นจึงได้พาอีกฝ่ายมาบ้านด้วย ผีบอดี้การ์ดหน้าประตูจ้องมองเสอหยู่อย่างตั้งใจ โห๊ะๆ... สงสัยคุณตำรวจหญิงจะสวยโดนใจเข้าละสิ?

หลินอีซินคิดว่าซูหยางน่าจะพักผ่อนนานแล้ว เพราะกลัวว่าเสียงเปิดประตูจะปลุกเขาให้ตื่นแล้วรัวหาเรื่องใส่ไม่หยุด พยายามเปิดประตูให้เบาที่สุดเท่าที่จะเบาได้ เขย่งปลายเท้าเดินเข้าไป

เมื่อผลักประตูเปิดออก เสียงเงียบกริบกระทั่งระบบสั่งงานไฟที่หน้าประตูก็ไม่เปิดขึ้น หญิงสาวถอดรองเท้า ขณะกำลังเดินผ่านทางเดินเข้าไปในบ้าน ก็เห็นซูหยางนั่งอยู่ในความมืด

ซูหยางนั่งบนเก้าอี้ ขาสองข้างกางออก มือกอดอก ก้มหน้าลงหันหน้ามาทางประตู ดูเหมือนเขาจะผล็อยหลับไป อย่าบอกนะว่ากำลังรอฉันอยู่... ในท่าแบบนี้เนี่ยนะ? หลินอีซินชี้ไปที่ประตูห้องนอนตัวเองเพื่อบอกเสอหยู่ให้เข้าไปรอที่นั่น

หลังจากเสอหยู่ไปแล้ว ก็เดินเข้าไปผลักซูหยางเบาๆ “ตื่น! ตื่น!”

ร่างกายซูหยางขยับนิดหน่อย จากนั้นก็ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ต่อ หลินอีซินผลักเขาอีก คราวนี้ออกแรงมากขึ้น “นายอย่านอนตรงนี้สิ! เดี๋ยวเป็นหวัด กลับไปที่ห้อง…”

ทันใดนั้นซูหยางก็คว้ามือเธอ ค่อยๆ ลืมตาขึ้นจ้องมองมา นี่ทำให้เธอใจสั่นด้วยความตกใจ

“ไปไหนมาเนี่ย? ทำไมกลับมาดึกขนาดนี้” ตรงข้ามกับที่คาดคิดเอาไว้ ซูหยางไม่ได้ใช้น้ำเสียงหงุดหงิดหรือเย่อหยิ่งตามปกติ แต่พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนผิดปกติ

แต่การที่เขาทำอย่างนี้ เธอยิ่งรู้สึกประหลาดใจมากขึ้น

“เกิดอะไรขึ้นกับเธอ” ซูหยางถามพลางมองเสื้อผ้าที่เปื้อนเลือด

“อยากจะคุยก็มาคุย แต่ช่วยปล่อยมือฉันก่อนได้ไหม” หลินอีซินมองมือที่ถูกซูหยางจับเอาไว้ “ชายหญิงต้องรักษาระยะห่างกันไว้หน่อยนะ”

เมื่อได้ยินคำพูดของหญิงสาว ซูหยางก็รีบสะบัดมือออก ราวกับปฏิกิริยาสะท้อน เขาวางมือลงพลางอธิบายด้วยความตื่นตระหนก “ฉันไม่ได้มีจุดประสงค์อะไรนะ เป็นเพราะเมื่อกี้เธอปลุกฉัน…”

หลินอีซินพยักหน้าตบไหล่เขา พูดด้วยน้ำเสียงเป็นธรรมชาติที่สุด “ฉันรู้นายไม่ได้ตั้งใจ ไม่จำเป็นต้องอธิบายหรอก”

หญิงสาวเปลี่ยนมาใส่รองเท้าเดินในบ้าน เดินเข้าไปข้างใน

“เธอยังไม่ได้ตอบคำถามฉันเลย ทำไมเธอถึงกลับมาในสภาพอย่างนี้ได้?” ซูหยางชี้ไปที่เสื้อผ้าเปื้อนเลือด โน้มตัวเข้าใกล้ขึ้น ทั้งที่ในบ้านก็มีกันสองคน แต่เขาก็ยังมองซ้ายมองขวาอย่างระมัดระวัง กระซิบข้างหู “เธอไม่ได้ไปฆ่าใครมาใช่ไหม”

“ถ้าฉันฆ่าใครสักคน นายคิดว่าฉันยังจะกลับบ้านอย่างใจเย็นขนาดนี้ได้ไหม รอให้นายโทรแจ้งตำรวจแห่มาจับตัวฉันรึไง”

ปฏิกิริยาของซูหยางก็ทำให้หลินอีซินประหลาดใจเช่นกัน สมกับเป็นนักเขียนที่เชี่ยวชาญด้านนิยายอาชญากรรม เขายังสงบนิ่งได้เมื่อเห็นตัวเธอเต็มไปด้วยเลือด เมื่อเปรียบเทียบกับคนขับรถแท็กซี่ที่กลัวจนหัวหด เห็นได้ชัดว่าซูหยางไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา

สัตว์ประหลาดชัดๆ

“เธอเหรอ... ด้วยนิสัยน่าเบื่อของเธอ ไม่ใช่ว่าไปทะเลาะกับใครแล้วถูกแทงเข้าใช่ไหม?” ซูหยางสร้างสมมติฐานอีกแบบขึ้น

นายมีสิทธิ์ที่จะพูดเกี่ยวกับปัญหาด้านบุคลิกภาพของฉันเรอะ? หลินอีซินทำเสียงหึตอกกลับไปว่า “ฉันไม่ใช่แมลงสาบตายยากนะ ถ้าโดนแทงจะยังมายืนต่อหน้านายแบบนี้ได้ไหม? ไม่ต้องห่วง ฉันไม่ได้แทงใครแล้วก็ไม่มีใครแทงฉัน เพียงแต่ว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจคนหนึ่งพยายามช่วยชีวิตฉัน ตอนนี้เธอยังอยู่ในห้องไอซียูอยู่”

หลินอีซินหยิบขวดน้ำจากตู้เย็น เตรียมตัวกลับไปที่ห้องนอน

ก่อนจะเข้าไป หลินอีซินจงใจถลึงตาใส่ซูหยางเตือนว่า “ฉันมีเรื่องสำคัญมาก อย่ารบกวนฉัน ดึกแล้ว กลับไปนอนในห้องตัวเองซะ!”

หลังจากเดินเข้าห้อง เสอหยู่เกาะติดอยู่ข้างหน้าต่างโยกตัวไปมาโดยมีผีเมียน้อยห้อยหัวอยู่ที่ด้านนอก หลินอีซินรีบปิดม่านพูดว่า “อย่าเลียนแบบสิ่งไม่ดี นั่นเป็นงานอดิเรกไร้สาระของหล่อน”

จากนั้นหลินอีซินก็นั่งลงบนเตียง กวักมือเรียกเสอหยู่ให้มานั่งด้วย

“ถ้าไม่ใช่เพราะเธอวันนี้ ฉันอาจจะ… ไม่… ฉันตายแน่” หลินอีซินยื่นมือไปจับมือเสอหยู่อย่างเคยชิน แต่สุดท้ายก็คือคว้าอากาศ

หลินอีซินยิ้มออกมาแบบฝืดเฝื่อน พยายามปลอบเสอหยู่ “จากการคาดเดาของฉัน ตอนนี้เธอยังไม่ตาย แค่วิญญาณหลุดออกจากร่างชั่วคราว เธอเคยดูซีรีส์อ่านนิยายประเภทนี้ไหม วิญญาณแยกออกจากร่างน่ะ นั่นคือเธอในตอนนี้… อ่า จริงๆ แล้วฉันก็ไม่ค่อยเข้าใจมากหรอก ตามหลักเธอยังมีโอกาสรอด อย่าเพิ่งหมดหวัง!”

หลินอีซินพูดไปเรื่อยๆ ก่อนที่จะได้เห็นปฏิกิริยาของเสอหยู่ ประตูห้องก็เปิดผ่าง ซูหยางหันข้างอยู่หน้าประตู กวาดสายตามองไปรอบๆ ตัวหญิงสาวด้วยความระแวดระวังสุดขีด

เมื่อไม่เห็นอะไร สีหน้าเขาก็สับสน “เธอกำลังพูดกับใครอยู่?”

“ใครใช้ให้นายเข้ามา?” หลินอีซินแหววใส่ “ฉันบอกแล้วไงว่าห้ามรบกวน”

ซูหยางจ้องมองมาอย่างไม่สะทกสะท้าน สายตาจับผิด “ฉันไม่ได้เข้าไปนี่ ไม่เห็นเรอะฉันยืนอยู่ข้างนอก?”

“นายต้องการอะไร มีอะไรก็พูดมาเลย ฉันกำลังยุ่ง”

ซูหยางยกมือขึ้นเคาะประตูสองครั้ง

“หมายความว่ายังไง?”

“ให้ฉันเข้าไป”

“ประตูเปิดอยู่แล้ว ก็เข้ามาเองสิ อะไรกันนักหนา จะให้ฉันไปแบกเข้ามารึไง?”

ซูหยางทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้กับความโกรธของหญิงสาว เขาเคาะประตูอีกสองครั้ง “พูดว่าให้ฉันเข้าไป”

หลินอีซินสังเกตเห็นบางอย่าง รอยยิ้มชั่วร้ายก็ปรากฏที่มุมปาก “ซูหยาง ถ้าฉันไม่พูด นายก็จะไม่เข้ามาใช่ไหม”

ซูหยางผงะไปแม้จะหลุดมาดเพียงไม่กี่วินาที แต่ก็ยังไม่พ้นตาเหยี่ยวของหลินอีซินไปได้

ที่แท้ซูหยางก็มีจุดอ่อนแบบนี้เหรอเนี่ย! ไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่ถ้าคนอื่นไม่บอกให้เข้ามา เขาจะไม่มีวันเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวของคนอื่น

นี่คือการคาดเดาของฉัน

“เธอกำลังคุยกับใครกันแน่? ในสัญญาระบุไว้อย่างชัดเจนว่าถ้าจะพาเพื่อนมาที่บ้านจะต้องได้รับการอนุมัติจากฝ่ายเอ ซึ่งก็คือฉัน…”

“เพื่อน? นายเห็นใครในห้องนี้อีกไหมล่ะ?” หลินอีซินพูดอย่างมั่นใจ

“ฉันต้องเข้าไปก่อนถึงจะพิสูจน์ได้ ให้ฉันเข้าไปสิ” เอ๊ะมองผิดไปเปล่า? ซูหยางผู้ยิ่งใหญ่ตอนนี้กำลังทำแก้มป่องและมีอารมณ์ที่น่าเอ็นดูเหมือนมนุษย์

“ประตูเปิดอยู่ ไม่มีใครขวางนายสักหน่อย” หลินอีซินแกล้งไม่พูดสองคำที่ซูหยางต้องการได้ยิน อยากให้เขาโกรธจนพ่นไฟไปได้ยิ่งดี

ซูหยางยกมือกอดอก “เธอจงใจทำแบบนี้ใช่ไหม?”   

หลินอีซินกะพริบตาอย่างไร้เดียงสา แบมือออก “ฉันไม่เข้าใจที่นายพูด แต่ถ้านายไม่รีบบอกอะไรละก็ ฉันจะปิดประตูแล้วก็คุยกับตัวเองต่อไปแล้วนะ!”

ใบหน้าของซูหยางเปลี่ยนจากแดงเป็นเขียว ท่าทางโกรธมาก เพราะกลัวว่าเขาจะระเบิดจนเตะเธอออกจากบ้าน โอเคเลิกยั่วก็ได้

“เชิญเจ้าค่ะ”

คำนี้สำหรับซูหยางไม่ต่างอะไรกับเสียงปืนปล่อยตัวนักกีฬา เขาพุ่งเข้ามาในห้องนอนหลินอีซินทันที “ถ้าฉันเจอว่าเธอพาใครมาที่นี่ละก็ เธอเสร็จแน่”

“เชิญค้นตามสบาย แต่ถ้าหาไม่เจอ ฉันไม่ยอมให้นายกล่าวหาเลื่อนลอยอีกแล้วนะ!” หลินอีซินรู้ว่ายังไงเขาก็มองไม่เห็นเสอหยู่อยู่ดี ดังนั้นก็ไม่มีอะไรต้องกลัว

ก็ตามคาด ขนาดเสอหยู่อยู่ตรงหน้า ซูหยางก็ไม่ได้รับรู้อะไรเลย เขาเดินผ่านวิญญาณเสอหยู่ไปดื้อๆ

“ฉันได้ยินชัดว่าเธอคุยกับใครสักคน…” ซูหยางพูดเองเออเองเดินตรวจเปิดนู่นเปิดนี่ สำรวจกระทั่งใต้เตียงก็ก้มไปดูด้วยซ้ำ

“นี่นายแอบฟังเหรอ? นิสัยไม่ดี” หลินอีซินกลอกตาไปที่ซูหยางที่กำลังนอนราบบนพื้นพยายามมุดเข้าไปใต้เตียง เธอไม่สนเขาถอดเสื้อเปื้อนเลือดออก เดินไปที่ตู้เสื้อผ้าค้นเสื้อใหม่มาใส่

 

ความรู้สึกเปลี่ยนไป

ในเวลานี้เองซูหยางก็ลุกขึ้นสบตากับหลินอีซินพอดี

เมื่อเห็นหญิงสาวสวมเสื้อกล้ามตัวเดียวก็รีบเอามือปิดตา หันหลังกลับ พูดตะกุกตะกักว่า “ทะ...เธอถอดเสื้อทำไม ประสาทไปแล้วเหรอ”

“เสื้อผ้าฉันมีแต่เลือดก็ต้องเปลี่ยนชุดใหม่สิ ไม่งั้นนายจะให้ฉันสวมชุดนี้จนถึงฤดูหนาวเลยรึไง?” แต่อาการตอบสนองของซูหยาง ทำให้คนมองสงสัยขึ้นมา         

ซูหยางพูดไม่ออก

หลังจากเงียบไปนาน เขาก็พูดเสียงขึงขังอีกครั้ง “ในสัญญาบอกชัดเจนว่าเธอห้ามเปิดเผยเนื้อตัวในพื้นที่ส่วนกลาง ลืมไปแล้วเรอะ เธออยากจะละเมิดสัญญาหรือไง”

“คุณชายคะ ที่นี่พื้นที่ส่วนกลางเหรอคะ นี่ห้องนอนฉัน! อีกอย่างฉันก็ไม่ได้แก้ผ้าด้วย นายเห็นเสื้อกล้ามที่ฉันใส่อยู่ไหม เนี่ยๆ” หลินอีซินพูดพลางตบหลังซูหยาง

ใครจะคิดว่าเมื่อฉันทำแบบนี้ ซูหยางจะสะดุ้งโหยงเหมือนถูกเข็มแทง จากนั้นก็หลับตาวิ่งหัวซุนออกไป กระแทกผนังโครมใหญ่ก่อนจะปิดประตูตามลงมาด้วย

“เธอกล้าถอดเสื้อต่อหน้าผู้ชายเชียวเหรอ ยัยโรคจิต” ซูหยางตะโกนผ่านประตู

“นาย!” หลินอีซินกระชากประตูเปิดออกจ้องซูหยางที่ยังอยู่หน้าประตูเขม็ง วางมือลงที่ชายเสื้อด้านล่าง แกล้งทำเป็นเลิกขึ้น

อย่างที่คาดไว้ เมื่อเขาเห็นว่าหญิงสาวใจกล้าขนาดนี้ ซูหยางก็วิ่งปรู๊ดเข้าไปในห้องนอนตัวเอง

ชิชะ? คิดจะต่อกรกับคนอย่างฉันเรอะ? หลินอีซินยิ้มอย่างกำชัยชนะ ปิดประตู หันกลับมาชูสองนิ้วบอกถึงชัยชนะให้เสอหยู่ที่นั่งอยู่ “ฉันพบจุดอ่อนของตาบ้านั่นแล้ว”

หนึ่งคนหนึ่งวิญญาณคุยกันต่อ แต่ก็ไม่สามารถหาวิธีแก้ปัญหาไห้ หลินอีซินเปิดแล็ปท็อปค้นข้อมูลเกี่ยวกับวิญญาณออกจากร่าง หวังว่าจะพบอะไรเป็นประโยชน์

แต่เว็บไซต์ส่วนใหญ่ไร้สาระ ยิ่งค้นหามากเท่าไร ก็ยิ่งหมดหวังมากเท่านั้น ด้วยความคิดจะรักษาม้าที่ตายไปแล้วเหมือนม้าที่ยังมีชีวิตอยู่[1] หลินอีซินทิ้งคำถามไว้ในกระดานสนทนาเพื่อเสาะหาคำแนะนำเกี่ยวกับวิธีการนำวิญญาณกลับร่าง

หลังจากรออยู่นาน ก็มีคนมาตอบ แต่กลับเป็นการหัวเราะกระเซ้าเย้าแหย่

อีกสักพักก็มีคนมาตอบอีก แต่ก็เป็นความคิดเห็นเหน็บแนมไม่ก็โฆษณาประหลาดๆ

วิธีนี้ท่าทางจะล้มเหลว หลินอีซินเหมือนตกลงไปในเขาวงกตความคิด สายตาจ้องมองไปที่เสอหยู่ ทันใดนั้นก็นึกบางอย่างออก ตบมือฉาดอย่างตื่นเต้น “เสอหยู่กลับไปที่โรงพยาบาลกันเถอะ!”

พูดจบก็สวมเสื้อคลุมตั้งท่าจะเดินออกไป

“ฉันเคยดูหนังเรื่องหนึ่งมาก่อน ในเมื่อวิญญาณออกจากร่าง งั้นก็มุดกลับเข้าร่างให้จบๆ ใช่ไหม? ตามหลักวิทยาศาสตร์ร่างกายเธอยังมีชีวิต ควรกลับเข้าไปได้ ไปที่โรงพยาบาลลองดูกัน!”

หลินอีซินเดินไปที่ประตูด้วยความกระวนกระวายใจ “เอ๊ะ? ทำไมประตูเปิดไม่ออก”

เมื่อออกแรงหมุนลูกบิดซ้ายขวา แต่ลูกบิดก็ไม่ขยับเลย เมื่อครู่ตอนที่แหย่ซูหยางยังหมุนได้อยู่เลย

ความคิดหนึ่งวาบขึ้น หลินอีซินตบประตูตะโกนว่า “ซูหยาง! นายทำอะไรอีกน่ะ?”

ไม่มีใครตอบ

“ซูหยาง! ฉันรู้นะว่าเป็นนาย! มาเปิดประตูให้ฉันซะดีๆ! ฉันมีเรื่องด่วนต้องออกไปทำเดี๋ยวนี้!” ไม่เข้าใจเขาเลยจะขังฉันไว้ในห้องเพื่ออะไร

ไม่นานก็มีกระดาษโน้ตลอดช่องประตูเข้ามาเขียนว่า

[เนื่องจากวันนี้เธอเหมือนผ่านสงครามใหญ่บางอย่างมา ฉันใจดีจึงไม่เอาเรื่องพฤติกรรมประหลาดและฝ่าฝืนสัญญาของเธอ และในฐานะรูมเมตที่จิตใจดีมีเมตตา ฉันตัดสินใจว่าจะให้เธอพักผ่อนสบายๆ ในห้องเพื่อแสดงความเอื้ออารี]

สวรรค์โปรด! วงจรสมองนักเขียนชอร์ตแบบนี้กันหมดเลยเหรอ? ตรรกะบ้าอะไรเนี่ย? สมองเขากระทบกระเทือนตอนที่เดินชนกำแพงใช่ไหม?

“ตอนนี้ฉันมีเรื่องด่วนมากจริงๆ เปิดประตูให้ฉันเดี๋ยวนี้นะ!” ไม่ว่าจะเคาะประตูแรงแค่ไหน ก็ไม่มีสัญญาณตอบรับ ในที่สุดก็ต้องยอมแพ้ด้วยความเหนื่อยล้า

หลินอีซินหันกลับมาอย่างช่วยไม่ได้ พูดกับเสอหยู่ “ดูเหมือนวันนี้เราออกไปไม่ได้แล้ว ต้องไปพรุ่งนี้แทนแล้วแหละ”

หลังจากได้ยินคำพูดของหลินอีซิน เสอหยู่ก็เดินผ่านกำแพงเข้าออก กลับไปกลับมาต่อหน้า

คุณพี่ตำรวจ ถึงเธอทะลุผ่านกำแพงได้ แต่ฉันทำไม่ได้ ฉันคิดกับตัวเองพลางปรบมือพูดว่า “ว้าว! เทคนิคทะลุกำแพง! เก่งจังเลย… เธอล้อฉันเล่นเหรอ?”

ดูเหมือน เสอหยู่จะรับรู้สิ่งที่หลินอีซินต้องการสื่อ เธอเข้าใจนั่งยองๆ ที่มุมห้องเล่นกับผีแมว

พูดอย่างจริงจังเสอหยู่ยังนับว่าเป็น ‘มนุษย์’ เพราะร่างกายยังมีชีวิต ดังนั้นนี่คือครั้งแรกที่มีคนคนหนึ่งเต็มอกเต็มใจนอนค้างกับเธอ

หรือว่านี่คือคืนแห่งเพื่อนรักที่ว่ากัน?

เมื่อคิดอย่างนั้น หัวใจหลินอีซินก็เต้นแรงอย่างอธิบายไม่ถูก บางครั้งก็เหลือบมองเสอหยู่เป็นช่วงๆ ก็ยังเห็นอีกฝ่ายเล่นกับทอมอยู่

นี่คือเพื่อนในอุดมคติของฉันไม่ใช่เหรอ สวย ซื่อสัตย์และกล้าหาญ! ที่สำคัญที่สุดไม่รังเกียจฉัน! ไม่รู้ว่าเสอหยู่เต็มใจหรือไม่ แต่หลินอีซินให้อีกฝ่ายขึ้นชื่อว่าเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดไปเรียบร้อย

ที่จริงหลินอีซินไม่ค่อยแน่ใจนิยามคำว่าเพื่อนรักเท่าไร แต่ตอนนี้เธออยากใช้คำนี้มานิยามกับเสอหยู่

ไม่ๆๆๆ ตอนนี้ไม่ใช่เวลาคิดเรื่องนี้ ถึงออกไปไม่ได้แต่จะมานั่งเฉยๆ ไม่ได้ ไอ้ฆาตกรนั่นฉันต้องจับมันให้ได้

และฉันยังมีข้อได้เปรียบที่คนอื่นไม่มี นั่นคือสามารถเห็นผีสองตนที่ติดตามฆาตกร เพื่อระบุตำแหน่งของมัน

แต่คำถามคือฉันจะเห็นผีสองตนนั้นได้อีกยังไง?

หลินอีซินเปิดข่าวล่าสุดเกี่ยวกับฆาตกรบนอินเทอร์เน็ต ไม่เข้าใจจริงๆ ว่ามนุษย์คนหนึ่งจะชั่วร้ายขนาดนี้ได้ยังไง?

ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้วจนถึงตอนนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สืบสวนคดีฆาตกรรมคล้ายคลึงกันทั้งหมดเก้าคดี ซึ่งสงสัยว่าเป็นฝีมือของฆาตกรโรคจิตคนเดียวกัน แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังจับตัวมันไม่ได้

เก้าคดี ตายเจ็ดคน อีกสองคนยังไม่ได้สติ

เหยื่อสองคนไม่ได้สติ? บางทีนี่อาจจะเป็นเบาะแสนำไปสู่การค้นหาฆาตกร ไม่ต้องพูดถึงความสะดวกสบายของโลกออนไลน์ ภายในสองนาที ก็พบรูปถ่ายของเหยื่อสองคนที่รอดชีวิต

“นี่มัน?” ดวงตาจ้องไปที่ใบหน้าบนจอคอมพิวเตอร์แทบติดด้วยความประหลาดใจ พวกเขาคือผีที่ติดตามฆาตกรไม่ใช่เหรอ!

ที่แท้พวกเขายังไม่ตาย งั้นก็อยู่ในสถานการณ์เดียวกับเสอหยู่รึเปล่า...

ที่บังเอิญเข้าไปใหญ่ โรงพยาบาลที่พวกเขารักษาตัวก็อยู่ที่เดียวกับเสอหยู่ ในที่สุดก็เริ่มเห็นแสงแห่งความหวังแล้ว

มีการแจ้งเตือนจากกระดานสนทนา [ท่านมีคำตอบใหม่]

มีคนมาตอบอีกแล้วเหรอ? เพราะไม่อยากคาดหวังอะไรอีกแล้ว แต่เพราะโรคย้ำคิดย้ำทำ ทำให้เกิดความไม่สบายใจเมื่อเห็นจุดสีแดงที่แจ้งเตือน ตอนที่ต้องการเปิดเพื่อกำจัดทิ้งซะ ก็เหลือบมองคำตอบโดยไม่ได้ตั้งใจ คนตอบถามว่า [วิญญาณหลุดจากร่างในสถานการณ์อย่างไร?]

หรือว่าฉันได้เจอกับมืออาชีพเข้าแล้ว?

มือพิมพ์รีบตอบอย่างรวดเร็ว [ร่างกายอยู่ที่โรงพยาบาล อวัยวะทุกอย่างทำงานปกติ แต่วิญญาณไปมาแบบอิสระจะนำวิญญาณกลับเข้าสู่ร่างกายได้ยังไง?]

คนคนนั้นถามอีกครั้ง [เธอรู้ได้ยังไงว่าวิญญาณเป็นอิสระ?]

หลินอีซินตอบ [ฉันเห็น]

โดยปกติเมื่อถึงตรงนี้คนส่วนใหญ่จะหัวเราะเยาะหรือไม่ก็เลิกสนใจ แต่คนคนนี้แตกต่างออกไป เขาตอบว่า [น่าสนใจ พรุ่งนี้บ่ายสามโมงมาที่ชิงถาน โซนเอ ตึกสิบหก ห้องหนึ่งแปดศูนย์สี่จะมีคนไขข้อสงสัยให้เมื่อเธอมาถึง]

จากนั้นก็ไม่มีข้อความอะไรต่อ

ไม่ว่าจะถามอะไร คนคนนั้นก็ไม่ตอบ มองสถานะของเขาขึ้นว่าออฟไลน์แล้ว หลินอีซินกลัวว่านี่จะเป็นการหลอกลวง แต่ก็ไม่มีทางอื่น ดังนั้นขอจดที่อยู่เอาไว้ก่อน

ชิงถาน โซนเอ ตึกสิบหก ห้องหนึ่งแปดศูนย์สี่ สถานที่ที่ไม่เคยไปมาก่อน

ตอนนี้หลินอีซินชักเริ่มง่วงนอนมากขึ้นเรื่อยๆ วันนี้เป็นวันที่ตื่นเต้นเขย่าขวัญมาก ร่างเอนตัวพิงหัวเตียง มองเสอหยู่ที่ยังเล่นกับทอม ค่อยๆ เคลิ้มหลับไป

ในความฝันซูหยางปรากฏตัวขึ้น นี่ไม่ใช่ความฝันพิเศษอะไร พื้นหลังของความฝันเป็นสีขาวบริสุทธิ์ ซูหยางสวมชุดนักเรียนมัธยมปลายหลวมๆ ยืนตรงหน้าเธอตะโกนว่า “ยืนเซ่อตรงนั้นทำไม? ยังไม่ไปไหนอีก?”

หลินอีซินอึ้งไปครู่หนึ่งจ้องมองซูหยาง นิ้วยกขึ้นชี้ที่ตัวเอง “นายกำลังพูดกับฉันเหรอ?”

ซูหยางยิ้มแบบเอ็นดู ก้าวเข้ามาวางมือลงบนศีรษะเธอเอนตัวเข้าหา “ยัยโง่ แน่นอนว่าฉันกำลังคุยกับเธออยู่!”

“ทำไมฉันกับ…” เพราะการเข้าใกล้ของซูหยาง หลินอีซินจึงสัมผัสได้ถึงแก้มสองข้างร้อนผ่าวขึ้น ดวงตาก็ไม่สามารถละจากใบหน้าสมบูรณ์แบบของเขาได้อีก

“ถ้าเธอยังยืนเซ่อ ฉันจะหายตัวไปนะ” ซูหยางขู่เบาๆ

หลินอีซินสั่นหน้า “ฉันไม่เชื่อ นายจะหายไปได้จริงเหรอ”

หญิงสาวพยายามคว้ามือของเขาแต่ก็คว้าไว้ไม่ได้ ในที่สุดร่างกายของซูหยางก็ค่อยๆ โปร่งแสงที่เบื้องหน้า

“นาย…”

“ก็บอกแล้วว่าอย่าซื่อบื้อนัก ฉันต้องไปก่อนล่ะ” ท่าทางเห็นซูหยางยังจับอยู่ที่หัวเธอ แต่เธอกลับสัมผัสไม่ได้ ได้แต่มองเขายิ้มค่อยๆ เลือนหายไป เธอถูกทิ้งไว้คนเดียวท่ามกลางสีขาวบริสุทธิ์นี้

ไม่นานพื้นที่สีขาวก็ไม่ได้บริสุทธิ์อีกต่อไป รู้สึกราวกับโลกสับสนวุ่นวายพันธนาการตัวเอาไว้

ความสัมพันธ์ระหว่างฉันกับซูหยางในความฝันคืออะไร? ฉันไม่รู้

แต่สิ่งที่ฉันรู้คือความรู้สึกที่มีต่อซูหยางในความฝันเปลี่ยนไป ไม่ใช่ความรู้สึกที่ไม่พอใจทุกทีเมื่อเห็นเขาในชีวิตจริง

แต่เป็นความรู้สึกที่ไม่ควรพบกับตัวเองในตอนนี้

นี่คือความรู้สึกที่หัวใจสั่นไหวของสาวน้อย

 

 

------------

[1] 死马当活马医 รักษาม้าที่ตายไปแล้วเหมือนม้าที่ยังมีชีวิตอยู่ เป็นสำนวนแปลว่ารู้อยู่แล้วว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ก็ยังพยายามเหมือนยังมีหวัง ทำทุกอย่างให้ถึงที่สุด