“เธอกำลังนั่งบนเก้าอี้ฉัน!”
ถ้าซูหยางไม่พูดด้วยน้ำเสียงจริงจังพร้อมกับใบหน้าที่ไร้ความรู้สึก หลินอีซินคงนึกว่าเขาล้อเล่นไปแล้ว ขนาดเก้าอี้ยังแบ่งระหว่างนายกับฉันด้วยเหรอ
“เก้าอี้ของนาย? ติดชื่อนายไว้เรอะ?”
ซูหยางชี้ที่ด้านหลัง “ติดไว้แล้ว”
เมื่อหลินอีซินหันหลังไปมองก็มีกระดาษโพสต์อิตที่ด้านหลังเก้าอี้เขียนว่า ‘ซูหยาง’ ติดไว้จริงๆ
“แล้วก็นายไม่ได้บอก... ฉันจะรู้ได้ยังไง” หลินอีซินลุกขึ้นเดินไปที่เก้าอี้ตัวตรงข้าม “ตัวนี้ไม่ใช่ของนายใช่ไหม”
“ตัวนั้นของเธอ” ซูหยางพูดด้วยน้ำเสียงซีเรียสมาก “ฉันเขียนเรื่องพวกนี้ไว้ในสัญญาหมดแล้ว ฉันคิดว่าจากสถานการณ์ที่เป็นอยู่ตอนนี้ เธอควรจำสัญญาให้ขึ้นใจ”
“อย่าเลย อย่าว่าแต่จะจำเลย แค่อ่านยังไม่จบเลย จะให้จำ? นรกอะไร จะฆ่าฉันเหรอ…” บ่นเสร็จก็นั่งลงบนเก้าอี้เพื่ออ่านสนธิสัญญาความไม่เท่าเทียมแห่งยุคดิจิทัล
ฝ่ายเอ-ซูหยาง ฝ่ายบี-หลินอีซิน
ข้อหนึ่งลงประกาศ ณ วันนี้ว่าฝ่ายเอและฝ่ายบีจะอาศัยอยู่ร่วมกันจนกว่าห้องของฝ่ายบีจะซ่อมแซมเสร็จ
ข้อสองฝ่ายบีไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าออกห้องฝ่ายเอตามใจชอบ จะเข้าได้ก็ต่อเมื่อฝ่ายเออนุญาตเท่านั้น
ข้อสามห้องนั่งเล่นและห้องน้ำเป็นพื้นที่ส่วนกลาง ฝ่ายเออนุญาตให้ฝ่ายบีใช้งานได้ แต่หลังจากใช้งานต้องทำความสะอาด ห้ามปล่อยให้เลอะเทอะ
ข้อสี่นอกจากเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ ฝ่ายเอและฝ่ายบี จะต้องไม่ใช้ข้าวของผสมปนเป ของใช้ส่วนตัวให้จัดไว้ในพื้นที่เหมาะสมของแต่ละคน ห้ามวางของส่วนตัวไว้ในพื้นที่ส่วนกลางเช่น ห้องนั่งเล่น ห้องน้ำ
...
ยิ่งอ่านยิ่งปวดกบาล หลินอีซินรู้สึกอยากฉีกกระดาษปึกนี้เป็นชิ้นๆ
จากนั้นก็กวาดตาอ่านข้ออื่นๆ อย่างรวดเร็ว
ข้อยี่สิบสามให้ฝ่ายบีจัดเตรียมอาหารสามมื้อต่อวัน สามารถรายงานค่าใช้จ่ายให้ฝ่ายเอชำระเงิน
…
ข้อสามสิบห้า เมื่อฝ่ายเออยู่ในช่วงเขียนงาน ฝ่ายบีห้ามส่งเสียงรบกวนการสร้างสรรค์ผลงานเด็ดขาด
…
ข้อห้าสิบสองหากฝ่ายบีต้องการพาเพื่อนกลับบ้านจะต้องได้รับอนุญาตจากฝ่ายเอก่อน
…
ข้อแปดสิบเก้าห้ามส่งเสียงดังเกินกว่าสี่สิบเดซิเบล ระหว่างเวลายี่สิบนาฬิกาถึงเก้านาฬิกาของวันถัดไป
…
ข้อร้อยยี่สิบหกฝ่ายบี ห้ามสวมใส่เสื้อผ้าเปิดเผยเนื้อหนังในห้อง
…
ข้อหนึ่งร้อยสี่สิบสามฝ่ายบี ห้ามตากชุดชั้นในและของใช้ส่วนตัวอื่นๆ ในพื้นที่ส่วนกลาง
…
ข้อหนึ่งร้อยเจ็ดสิบสี่ไม่อนุญาตให้ฝ่ายบี ส่งเสียงไม่สุภาพขณะรับประทานอาหาร เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อความอยากอาหารของฝ่ายเอ
…
ข้อสองร้อยสี่งานบ้านทั้งหมดเป็นหน้าที่ฝ่ายบี ฝ่ายเอ จะตรวจตราการทำความสะอาดทุกวันจันทร์ วันพุธ วันศุกร์และวันอาทิตย์ทุกสัปดาห์
ยิ่งมากข้อก็ยิ่งล้ำเส้นไปกันใหญ่ ตอนแรกก็เขียนฝ่ายบีและฝ่ายเอ เขียนไปเขียนมามีแต่ฝ่ายบี ถูกตั้งเป้าสับฝ่ายเดียว หลังจากข้อสองร้อยสี่สิบสาม หลินอีซินยิ่งหมดคำพูดไปใหญ่ ไม่ใช่แค่นั้น ยังเริ่มหัวเราะหลอนๆ อีกด้วย เธอรู้สึกเหมือนจะร้อนในปากขณะอ่านสัญญาไปด้วย ควันใกล้จะออกหูออกปากแล้ว
ข้อสองร้อยสี่สิบสี่ฉันหวังว่าฝ่ายบีจะหางานทำ เธอดูเหมือนคนเร่ร่อนไร้งานทำ
ข้อสองร้อยสี่สิบห้าฉันหวังว่าฝ่ายบีจะแต่งหน้าบ้างเล็กน้อย อย่าปรากฏตัวแบบหน้าสดจะดีที่สุด
…
“นี่เยอะเกินไปแล้วนะ!” อ่านสัญญาได้ครึ่งหนึ่งหลินอีซินก็สุดจะทน เอกสารทั้งปึกตบลงบนโต๊ะเสียงดัง ถามอย่างเหลืออด “ทำไมกฎทั้งหมดนี้มัดไว้แต่ที่ฉัน ทำไมไม่ตั้งกฎให้ตัวเองบ้าง?”
“เพราะว่าฉันเพอร์เฟกต์ ไม่มีปัญหาอะไร” ซูหยางพูดอย่างไม่สนใจ “สัญญานี้ร่างแบบด่วนจี๋ในคืนเดียว อาจครอบคลุมไม่ทุกด้าน ยินดีรับฟังทุกความเห็น”
“ได้! ขอให้ฝ่ายเอช่วยกรุณาอย่าหลงตัวเองมากเกินไป โอเค๊? และได้โปรดขอให้ฝ่ายเอช่วยเลิกนิสัยแย่ๆ แบบนี้ด้วย โอเค๊?”
หลินอีซินชักเดือดขึ้นมาจริงๆ แล้ว!
“ความคิดเห็นที่เธอให้มา ฉันจะไตร่ตรองดู มีปัญหาอะไรอีกไหม ถ้าไม่มีกรุณาเซ็นชื่อ” ซูหยางโยนปากกาให้หลินอีซิน
ถึงแม้จะมีความไม่พอใจนับล้านอยู่ในใจ แต่จะทำอะไรได้ ไม่มีที่อยู่ ไม่มีที่ไป นอกจากนี้เมื่อคิดอย่างถี่ถ้วนแล้วก็ไม่มีโอกาสที่ตนจะฝ่าฝืนสัญญาเผด็จการนี่เลย
“แค่ต้องเซ็นชื่อใช่ไหม” หลังจากพูดจบ ก็จรดปากกาเซ็นชื่อหลินอีซิน ถัดจากคำว่าฝ่ายบี บนกระดาษ จากนั้นก็เพิ่งตระหนักได้ว่ามีสัญญาสองฉบับในมือ ค่อยโล่งใจหน่อย ที่แท้มีแค่สองร้อยกว่าข้อ…
เดี๋ยวก่อน! ตั้งสองร้อยกว่าข้อก็เยอะมากนะ!!! เกิดอะไรขึ้นกับฉัน? เกือบถูกซ้อมให้เชื่องแล้วเหรอ!
“มีสัญญาสองฉบับต่างคนต่างเก็บ” ซูหยางยื่นมือออกมา หลินอีซินโยนสัญญาให้เขาชุดหนึ่ง โยนอีกชุดลงบนโต๊ะอย่างไม่แยแส ตั้งใจจะกลับไปนอนต่อที่ห้อง
“สัญญาของเธอ” ซูหยางเตือนเพราะคิดว่าหญิงสาวลืมเอาไป
หลินอีซินหันขวับอย่างไม่พอใจ “นั่นสัญญาของฉันใช่ไหม”
“อืม”
“หมายความว่าฉันสามารถวางที่ไหนก็ได้ที่ต้องการใช่ไหม”
“เธอ…!”
“ฉันอยากวางไว้บนโต๊ะไม่ได้รึไง?” หลินอีซินจงใจพูดอย่างก้าวร้าว ซึ่งเป็นการท้าทายต่อมประสาทของซูหยางอย่างโจ่งแจ้ง
ซูหยางผุดลุกขึ้นจากโซฟา หยิบสัญญาบนโต๊ะก้าวมาข้างหน้าอย่างประชดประชัน “ข้อสี่ของสัญญาเขียนไว้ว่านอกจากเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ ฝ่ายเอและฝ่ายบีจะต้องไม่ใช้ข้าวของผสมปนเป ของใช้ส่วนตัวให้จัดไว้ในพื้นที่เหมาะสมของแต่ละคน ห้ามวางของส่วนตัวไว้ในพื้นที่ส่วนกลาง วงเล็บเปิดห้องน้ำห้องนั่งเล่นวงเล็บปิด เธอเพิ่งเซ็นไป ลืมหมดแล้วเหรอ เป็นปลาทองรึไง”
“นาย!” หลินอีซินกระชากสัญญาจากมือของซูหยางอย่างฉุนจัด “ก็ได้! นายชนะ!”
ขณะที่หญิงสาวกำลังจะสะบัดหน้าจากไปอีกครั้ง ซูหยางก็หยุดไว้อีกครั้ง
“นายต้องการอะไรอีก”
ซูหยางมองมาพลางส่ายหน้า วางมือลงบนหัวเธอหมุนเล็กน้อยแล้วกดลงอย่างแรง สายตาเธอเลื่อนไปที่นาฬิกาบนผนังห้อง
“ยัยปลาทอง ตอนนี้เจ็ดโมงสิบสองนาที ถึงเวลาที่เธอต้องเตรียมอาหารเช้าตามข้อสัญญา”
“ว่าไงนะ? นายเห็นว่าฉันเป็นแม่บ้านเรอะ?”
“ในสัญญาระบุว่าเธอต้องทำอาหารสามมื้อต่อวัน ดังนั้นเธอไปเตรียมอาหารเช้าได้แล้ว ฉันไม่เลือกกิน กินอะไรก็ได้”
หลังจากพูดจบแล้ว ซูหยางก็หยิบเงินสองร้อยหยวนออกมาจากกระเป๋าส่งให้หลินอีซิน “ค่าอาหาร”
พอรับเงินไป หลินอีซินก็เริ่มวางแผนในใจ กินอะไรก็ได้ใช่ไหม ในเมื่อถูกขอให้ไปซื้อ ฉันจะไปซื้ออาหารเช้า ‘ระดับไฮเอนด์’ ที่เหมาะกับภาพลักษณ์และนิสัยของนาย
หลินอีซินแอบยิ้มไม่ให้ซูหยางเห็น กลับห้องไปสวมเสื้อคลุมเดินออกไป คิดในใจว่าอยากกินแซนด์วิชกับนม? ขนมปังกับแยม? อาหารเช้าแบบคุณชายน้อยมาตรฐานสูงใช่ไหม ฝันไปเถอะ!
ไม่ถึงสิบนาที หลินอีซินก็กลับมาจากร้านขายอาหารเช้าแถวนั้นพร้อมด้วยอาหารเช้าในมือ
“อาหารเช้าพร้อมแล้ว มากินกันเถอะ” หลินอีซินทิ้งถุงอาหารลงบนโต๊ะ อยากจะถามว่าฉันซื้ออะไรมาเหรอ? เปิดถุงแนะนำรายการสักหน่อย
เซตอาหารเช้าโดยร้านอาหารเช้ายอดนิยมในชุมชน มีน้ำเต้าหู้และปาท่องโก๋ แต่ด้วยความเป็นห่วง ‘คุณชายน้อย’ จะไม่ถูกปากกับอาหารประเภทนี้ บ่าวรับใช้ใจดีก็ซื้อเสี่ยวหลงเปาสุดฮิตของร้านมาด้วย ร้อนๆ จากเตาเลยแหละ
“นี่คืออะไร?” ซูหยางมองอาหารเช้าที่หลินอีซินซื้อมา สีหน้าเหมือนกำลังเห็นอีที
“อาหารเช้าไง! กินซะ!” หลินอีซินพูดพลางไปหยิบอุปกรณ์การกินมาสองชุด จากนั้นเดินกลับมานั่งตรงข้ามกับซูหยาง เริ่มลงมือกิน
ขณะที่กินอาหาร หลินอีซินเหลือบมองซูหยางอย่างเงียบๆ สังเกตสีหน้าของเขา คิดว่าจะใช้คำไหนมาแซะซูหยาง ถ้าเขาบอกว่าไม่ชอบอาหารแบบนี้ แต่เหนือความคาดหมายมากที่เขาไม่บ่นสักคำ กินทุกอย่างที่ซื้อมาจนเรียบอย่างเงียบๆ
ระหว่างกินอาหารจู่ๆ เขาก็แบมือออกมา
“อะไร?”
“เงินทอน ฉันให้เธอไปสองร้อยหยวน ซื้อของมาแค่นี้ แล้วเงินที่เหลือล่ะ”
“หึย! ขี้เหนียว!” หลินอีซินบ่นพึมพำ หยิบเงินที่เหลือออกมาจากกระเป๋า วางลงบนโต๊ะอาหาร
ซูหยางจ้องมองธนบัตรที่ถูกหญิงสาวกำจนยับยู่ยี่บนโต๊ะ คิ้วก็ขมวดย่นพอกับธนบัตร “ช่างเถอะ เงินนี้เอาไว้อาหารกลางวันกับอาหารเย็นแล้วกัน”
จากนั้นเขาก็ก้มหน้าก้มตากินต่อ
หลังอาหารเช้า หลินอีซินแกล้งทำเป็นทำความสะอาดในครัว แต่ที่จริงแล้วกำลังค้นหาคำว่าซูหยางบนอินเทอร์เน็ต พอเห็นก็ถึงกับตกใจ ความนิยมของซูหยางไม่ใช่เล่นๆ เลย เพียงแต่ว่าในโซเชียลมีแต่ผลงานของเขา รูปถ่ายส่วนตัวมีน้อยมาก หล่อขนาดนี้น่าเสียดายที่ไม่ได้โพสต์ภาพตัวเองเลย... แม้ว่าเธอจะไม่รู้จักซูหยางมาก่อน แต่เมื่อนึกขึ้นมาว่าในเมื่อเขาเป็นคนดัง ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าเขาทำอะไรบ้างในช่วงหนึ่งวัน?
แต่จากการสังเกตมาตลอดครึ่งวัน ซูหยางคนนี้เหมือนจะไม่ใช่ซูหยางที่โด่งดังมากในโลกโซเชียล... แต่เป็นแค่โอตาคุที่ไม่มีอะไรทำ
ตอนที่เธอล้างจานเก็บกวาดห้อง เขาจะนั่งเล่นเกมหรือดูทีวีในห้องนั่งเล่น หรือไม่ก็เล่นเกมออนไลน์ประหลาดๆ บนอินเทอร์เน็ต
หลินอีซินแอบดูซูหยางเล่นเกมเงียบๆ ขณะที่เขากำลังเล่นอย่างสนุกสนาน จู่ๆ ก็ผุดลุกขึ้นทิ้งเกมวิ่งกลับเข้าไปในห้องตัวเอง
เมื่อมองประตูห้องนอนที่ปิดสนิท ซูหยางก็ไม่ยอมออกมาเป็นเวลานาน ทิ้งเธอไว้คนเดียวในห้องนั่งเล่น พอเธอตัดสินใจเปิดสมาร์ตทีวีดูรายการที่น่าสนใจฆ่าเวลาน่าเบื่อ เขาก็ออกมาทันที ทำภาษากายขู่ให้เงียบ
“ฉันกำลังจะเขียนงาน ตามสัญญาข้อสามสิบห้า เธอห้ามส่งเสียงรบกวน ปิดทีวีซะ”
“เผด็จการไปไหนเนี่ย...” ไม่แม้แต่จะใส่ใจการต่อว่า ประตูห้องซูหยางปิดลงเสียงดังปังอีกครั้ง
หญิงสาวกดปุ่มรีโมตคอนโทรลแรงๆ เพื่อปิดทีวี ช่างเถอะ ฉันเป็นคนดีไม่ถือสาหาความคนบ้า! คราวนี้ฉันจะปล่อยนายไปก่อน!
ถ้ายังขืนอยู่ต่อ เดาว่าอีกไม่กี่นาทีซูหยางจะต้องออกมา บอกว่าเสียงหายใจดังเกินไป สั่งให้หยุดหายใจ
แทนที่จะอยู่แบบกระดิกตัวไม่ได้อย่างนี้ ขอออกไปสูดอากาศข้างนอกหน่อยดีกว่า