เมื่อฟ้าเริ่มสว่าง ทุกชีวิตในบ้านตระกูลฉินก็เริ่มต้น
แม้จะหลับตาอยู่แต่หลีฉี่หลัวก็ยังสัมผัสได้ว่าฉินจงนอนมองตนอยู่นานพักใหญ่แล้ว หากยังอยู่ในยุคโลกาวินาศไหนเลยจะสามารถนอนหลับอย่างสบายใจเช่นนี้ได้ เมื่อคืนเป็นครั้งแรกที่นางได้หลับเต็มตาจริงๆ ดังนั้นต่อให้รู้ว่าฉินจงนอนจ้องตนอยู่ หลีฉี่หลัวก็ยังนอนหลับตาต่อได้อย่างผ่อนคลาย
หลายอึดใจผ่านไป ฉินจงก็ขยับตัวลงจากเตียงอย่างแผ่วเบา
“ลูกจงรีบตื่นออกมาทำไม ไม่นอนต่ออีกสักหน่อยเล่า พักผ่อนไม่พอระวังร่างกายจะทนไม่ไหว” เพิ่งได้ยินเสียงฉินจงปิดประตู หลีฉี่หลัวก็ได้ยินเสียงสตรีวัยกลางคนผู้หนึ่งดังขึ้น
“ข้าไม่เป็นไรหรอกท่านแม่ ตอนนี้ร่างกายข้าดีขึ้นมากแล้ว ท่านหมอบอกว่าให้ขยับตัวมากๆ ถึงจะดีต่อร่างกาย”
“เช่นนั้นก็เอาเถอะ ขอพระโพธิสัตว์คุ้มครองบุตรชายของข้าให้แข็งแรงในเร็ววัน ไร้โรคไร้ทุกข์ภัย แล้วภรรยาเจ้าเล่า” ท้ายประโยคเสียงสูงขึ้น
“นางยังเหนื่อยจากเมื่อคืน...” ฉินจงยังเอ่ยไม่จบ สตรีวัยกลางคนก็เดินผ่านหน้าบุตรชายผลักประตูห้องเปิดออกอย่างแรง พอเห็นหลีฉี่หลัวยังนอนนิ่งบนเตียง ฉินหมู่[1]ก็ชักสีหน้าทันควัน นางสูดลมหายใจลึกยาวแล้วตวาดเสียงดัง
“เจ้าตัวขี้เกียจหน้าตาย คนในบ้านตื่นกันหมดแล้วแต่เจ้ายังนอนอยู่อีก! มีสะใภ้บ้านไหนเป็นอย่างเจ้าบ้าง ยังไม่รีบลุกขึ้นมาทำมื้อเช้าให้ข้าอีกหรือ!” เพราะเป็นสะใภ้ที่เพิ่งแต่งเข้าบ้าน ฉินหมู่จึงไม่ต่อว่ารุนแรงนัก
“เสียงดังจริง” เสียงลั่นห้องขนาดนี้ต่อให้หลีฉี่หลัวอยากนอนต่อก็ทำไม่ได้ นางลุกขึ้นนั่ง อ้าปากหาวบิดเอวไปมาท่าทางเกียจคร้าน
ได้นอนเต็มที่ช่างสบายดีจริง
ท่าทางขี้เกียจของสะใภ้คนใหม่ทำให้ฉินหมู่ลมแทบจับ มันน่าตีนัก! เพิ่งเข้าบ้านก็วางท่าอวดดีเสียแล้ว หากไม่กำราบให้อยู่มือตั้งแต่วันนี้ วันหน้าเจ้าตัวขี้เกียจต้องเหยียบหัวนางแน่!
ขณะที่ฉินหมู่เตรียมจะแสดงความร้ายกาจให้สะใภ้ใหม่ยำเกรง คำพูดฉินหมู่ที่เพิ่งเข้าหัวหลีฉี่หลัวก็ทำให้นางเอ่ยถามด้วยใบหน้าแสนซื่อ “เมื่อครู่ท่านพูดว่าอะไรนะ ให้ทำมื้อเช้างั้นหรือ”
“เจ้าอย่ามาแกล้งตีหน้าซื่อ สะใภ้บ้านไหนบ้างไม่ยกน้ำชาคารวะไม่ทำอาหารให้พ่อแม่สามีกิน แล้วดูเจ้าสิ! คนทั้งบ้านตื่นหมดแล้วแต่เจ้ายังนอนอยู่บนเตียง บ้านอาลักษณ์อบรมสั่งสอนบุตรสาวเช่นนี้หรือ เจ้า...”
“ข้าจะรีบไปทำเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ” ไม่รอให้ฉินหมู่บ่นต่อ หลีฉี่หลัวกระโดดลงจากเตียงอย่างรวดเร็ว
ถึงจะเห็นสะใภ้ใหม่มีท่าทีกระตือรือร้นแต่ฉินหมู่เป็นคนที่ตีงูต้องตีให้ตาย!
“ต่อให้เจ้าเป็นบุตรสาวของอาลักษณ์หลีก็อย่าได้คิดว่าตนเองสูงส่งกว่าผู้อื่น แต่งเข้ามาเป็นสะใภ้ตระกูลฉินแล้วก็ถือเป็นคนของตระกูลฉิน ต้องปฏิบัติตามธรรมเนียมตระกูลฉิน หากวันหน้าเจ้ายังขี้เกียจเช่นนี้ข้าจะให้ลูกจงหย่ากับเจ้า! บุตรสาวอาลักษณ์เป็นตัวขี้เกียจตัวหนึ่ง คอยดูแล้วกันถึงวันนั้นผู้อื่นจะพูดถึงตระกูลหลีของเจ้าอย่างไร”
แม้จะเดินออกจากห้องมาแล้วแต่ฉินหมู่ก็ยังเดินตามมาบ่นไม่จบ วูบหนึ่งหลีฉี่หลัวคิดอยากปักเข็มปิดปากนางนัก แต่ยังไม่ทันได้ลงมือ ฉินจงก็เข้ามาขวางเสียก่อน หนุ่มน้อยเอ่ยปลอบมารดาเสียงอ่อนโยน
“ท่านแม่...คุณหนู... น้องหญิง...เอ่อ นางเพิ่งมาอยู่บ้านเรายังไม่คุ้นธรรมเนียม ท่านก็ค่อยๆ สั่งสอนนางเถิด มีแม่สามีดีๆ อย่างท่านถือเป็นวาสนาของนางแล้ว”
ใบหน้าขึงตึงของฉินหมู่เปลี่ยนเป็นยิ้มเจิดจ้า สายตาที่นางมองบุตรชายเปี่ยมล้นด้วยความรักใคร่ หลีฉี่หลัวเห็นแล้วก็ให้รู้สึกคันยิบไปทั้งตัว
“ลูกจงช่างพูดเสียจริง” เสียงหวานนี้ทำหลีฉี่หลัวขนลุก “ยังยืนนิ่งอยู่อีก สะใภ้ใหญ่มาพานางไปห้องครัวสิ” ฉินหมู่พูดจบก็ปรากฏร่างสตรีในชุดผ้าหยาบ ศีรษะมีผ้าโพกผมลายดอกก้าวออกมา รูปร่างผอมบาง ใบหน้าฉายชัดถึงความอ่อนโยน ดูแล้วอายุน่าจะประมาณยี่สิบ นางหันไปยิ้มให้แม่สามี
“เจ้าค่ะท่านแม่” หันมายิ้มให้หลีฉี่หลัว “สะใภ้สามตามข้ามา” พูดพลางก้าวเข้ามาจับจูงมืออีกฝ่าย
ฉินหมู่พยักหน้าพอใจ บุตรชายคนโตเป็นคนซื่อและขี้อาย เขาขี้อายมากกระทั่งจะผายลมก็ยังไม่กล้า สะใภ้ใหญ่ผู้นี้นับว่าเหมาะสมกับบุตรชายยิ่งนัก ขยันคล่องแคล่ว เป็นการเป็นงาน
ระหว่างเดินตามแรงจูงของสะใภ้ใหญ่ไปห้องครัว หลีฉี่หลัวก็กวาดสายตามองบ้านตระกูลฉินอย่างละเอียด ที่นี่เป็นบ้านหลังใหญ่ที่ได้รับการดูแลอย่างดี ลานบ้านปูด้วยพื้นหิน เก็บกวาดสะอาดตายิ่งนัก
“บ้านตระกูลฉินนับเป็นอันดับต้นๆ ในหมู่บ้านที่เป็นบ้านขนาดใหญ่และมีห้องหลายห้อง วันหน้าเมื่อเจ้ากับน้องสามมีทายาทก็ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องที่อยู่แล้ว” เห็นน้องสะใภ้ไม่มีท่าทีเขินอายสักนิด ทั้งยังขมวดคิ้วแน่น สีหน้าเหมือนกำลังครุ่นคิดเรื่องจริงจัง จางฉุ่ยฉุ่ยยิ้มขัน
“ดูข้าสิพูดเรื่องอะไรก็ไม่รู้ พวกเรารีบไปห้องครัวกันเถอะ ชักช้าคงถูกท่านแม่ตำหนิอีกแน่”
ห้องครัวตระกูลฉินนับว่าไม่เล็ก ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ เตาไฟก็ได้รับการดูแลรักษาอย่างดี หลีฉี่หลัวกวาดตารอบห้องครัวแต่ไม่เห็นวัตถุดิบที่จะใช้ทำอาหาร นางจ้องตู้เก็บของมุมห้องเขม็ง สองเท้าก้าวไปหาตู้นั้นอย่างมุ่งมั่น ขณะที่กำลังจะเปิดตู้ก็ได้ยินเสียงร้องห้ามจากสะใภ้ใหญ่
“หยุดก่อนสะใภ้สาม กุญแจเปิดตู้นี้อยู่กับท่านแม่ มีเพียงท่านแม่ที่เปิดได้ วันหน้าเจ้าอย่าทำเช่นนี้อีก ไม่เช่นนั้นจะถูกท่านแม่ตำหนิเอาได้”
หลีฉี่หลัวกัดฟันกรอด เรื่องบ้าอะไร! ให้ทำกับข้าวแต่หยิบวัตถุดิบใช้ไม่ได้!
“สะใภ้สาม มื้อเช้าวันนี้เป็นของที่เหลือจากงานเลี้ยงเมื่อคืน เจ้าอุ่นให้ร้อนสักหน่อยก็พอ มาทางนี้เถอะ ข้าจะช่วยเจ้าจุดไฟ” จางฉุ่ยฉุ่ยพูดพลางเดินไปหยิบฟืน
หลีฉี่หลัวเดินคอตกกลับมา นางมองไหดินเผาสองใบที่สะใภ้ใหญ่ชี้ เปิดฝาออกดูก็พบว่าใบหนึ่งใส่แป้งบดสีเหลืองนวล อีกใบใส่หมั่นโถวแป้งหยาบสิบกว่าลูก
ช่างเถอะ คนยุคก่อนคงกินมื้อเช้ากันเบาๆ
เมื่อคิดได้คิ้วที่ขมวดแน่นก็คลายออก สีหน้าขึงตึงก็กลับเป็นปกติ แม้อาหารนี้จะดูธรรมดาแต่สำหรับคนที่ใช้ชีวิตในยุคโลกาวินาศก็ถือว่าเป็นของชั้นเลิศแล้ว
ก่อนยุคโลกาวินาศหลีฉี่หลัวชอบทำสองอย่าง หนึ่งคืองานปักเย็บ อีกหนึ่งคือการทำอาหาร ทั้งสองเป็นงานฝีมือที่ต้องใช้ความละเอียด แม่นยำและพิถีพิถันเหมือนกัน นักปักเย็บได้รับการยอมรับว่าเป็นศิลปินมากฝีมือสายหนึ่ง งานปักหนึ่งชิ้นผู้ปักต้องคิดวางแผนตั้งแต่ภาพที่จะปัก ผ้าที่ใช้ สีผ้าสีด้าย ทั้งหมดล้วนต้องใช้ฝีมือและพรสวรรค์ขั้นสูง ภาพปักภาพหนึ่งจึงมีคุณค่าไม่ด้อยไปกว่าภาพวาดเลย
หวนคิดถึงเรื่องในวันวานไปก็ไร้ประโยชน์
จางฉุ่ยฉุ่ยจุดเตาไฟอย่างคล่องแคล่ว หลีฉี่หลัวยกไหทั้งสองใบออก เดินไปหยิบหม้ออีกใบ เทแป้งบดลงไปแล้วนำซึ้งนึ่งวางด้านบน จัดเรียงหมั่นโถวแป้งหยาบเพื่อเตรียมจะนึ่งให้อุ่นร้อนพร้อมกัน
“หยุดก่อนสะใภ้สาม” จางฉุ่ยฉุ่ยละมือจากเตาไฟ “แป้งบดเป็นของงานเลี้ยงเมื่อวาน เหนียวชืดมากแล้วไหนเลยจะสามารถกินได้” ยิ้มพลางตักน้ำสะอาดใส่เติมลงไปในหม้ออีกใบหลายกระบวยแล้วสอน
“รอน้ำเดือดจากนั้นเทแป้งบดลงไป เจ้าคนช้าๆ ให้เข้ากันก็ใช้ได้แล้ว”
“...” เดิมแป้งบดก็มีไม่มากยังต้องผสมน้ำเสียหลายกระบวย คนบ้านนี้จะกินแป้งบดหรือดื่มน้ำผสมแป้งกันแน่
“บ้านเราอดอยากขนาดนี้เลยหรือ” หลีฉี่หลัวขมวดคิ้วสงสัย
จางฉุ่ยฉุ่ยหัวเราะ “ปีนี้ไม่ว่าใครก็อดอยากทั้งนั้น”
หลีฉี่หลัวทอดถอนใจ ดูท่าความหวังที่จะได้อิ่มหนำสำราญอยู่ที่นี่ของนางคงยากเสียแล้ว
“พี่สะใภ้ใหญ่แล้วมื้อกลางวันกินอะไรหรือ” มื้อกลางวันต้องกินให้หนักท้องก็สมควรต้องมีเนื้อ ตอนนี้นางคิดถึงรสชาติเนื้อเหลือเกิน
จางฉุ่ยฉุ่ยชะงักไปก่อนจะตอบ “ไม่รู้เช่นกัน ต้องดูว่าท่านแม่จะให้ทำอะไร”
ดูท่าการใช้ชีวิตในยุคโบราณจะไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะอาหารของนางอยู่ในความควบคุมของแม่สามีปากร้าย!
เห็นหลีฉี่หลัวมีสีหน้าผิดหวังจางฉุ่ยฉุ่ยก็ฉุกคิดได้ว่าอีกฝ่ายคงยังไม่ชินเพราะความเป็นอยู่ของบุตรสาวท่านอาลักษณ์หลีกับสะใภ้สามตระกูลฉินนั้นต่างกันมาก นางจึงไม่พูดอะไรอีกแล้วเร่งไฟต่ออย่างขะมักเขม้น
ขณะแป้งบดกับหมั่นโถวใกล้อุ่นได้ที่ ฉินหมู่ก็เดินเข้ามา หลังมองสองสะใภ้ทำงานแล้วก็ไม่ได้พูดอะไร นางหยิบกุญแจออกมาจากเสื้อ ไขเปิดตู้แล้วหยิบเนื้อครึ่งชามออกมา เดินไปหยิบหม้อใบเล็ก สั่งให้สะใภ้ใหญ่จุดไฟอีกเตา หยิบเนื้อใส่หม้อแล้วนำขึ้นตั้งบนเตา
เนื้อสดยุคโบราณไม่มีสารปนเปื้อน กลิ่นหอมหวานที่โชยเข้าจมูกทำให้หลีฉี่หลัวกลืนน้ำลายเสียงดัง ดวงตาจับจ้องเนื้อในหม้ออุ่นไม่วางตา
ฉินหมู่เห็นท่าทีหลีฉี่หลัวก็เตือนเสียงเย็น “สะใภ้ตระกูลฉินห้ามขี้เกียจและเห็นแก่กิน ใครกล้ายื่นมือเข้ามา ระวังข้าจะตัดมือเอา” พูดจบก็ปรายตามองจางฉุ่ยฉุ่ยแวบหนึ่ง พวกสะใภ้ต้องคอยกำชับสั่งสอนอยู่เสมอ
จางฉุ่ยฉุ่ยก้มหน้า มือขยับท่อนฟืนเร่งไฟในเตา
หลีฉี่หลัวยอมละสายตาจากก้อนเนื้อ เอาเถอะ อย่างไรแม่สามีก็เป็นผู้อาวุโส อีกทั้งอาหารในบ้านก็อยู่ในความควบคุมของนาง ไม่ให้กินก็ไม่เป็นไร หลีฉี่หลัวไม่เชื่อว่าตนจะหาเนื้อกินไม่ได้! เพราะยุคนี้ธรรมชาติยังสมบูรณ์ อย่างน้อยก็ต้องมีป่า เมื่อมีป่าก็ต้องมีสัตว์ป่า อาศัยพลังควบคุมเข็มต้องล่าไก่ป่าหรือกระต่ายป่ามาเป็นอาหารได้แน่
เมื่อคืนนางทดสอบใช้พลังดูแล้ว พลังพิเศษยังอยู่แต่กลับไปอยู่ที่ระดับเริ่มต้น ซึ่งไม่ใช่ปัญหา ขอเพียงพลังยังอยู่วันหน้าย่อมสามารถพัฒนาให้ดีขึ้นได้ ดูท่าพลังจะเชื่อมติดกับจิตวิญญาณไม่ใช่ร่างกาย
“ท่านย่า ท่านย่า เนื้อๆ ข้าได้กลิ่นเนื้อ” กลิ่นหอมของเนื้อไม่ได้อวลอยู่แค่ในห้องครัวแต่ลอยออกไปข้างนอกด้วย ที่ประตูปรากฏเด็กตัวน้อยสองคน ทั้งสองรวบมัดผมเป็นจุก หน้าตาทั้งคู่คล้ายจางฉุ่ยฉุ่ยมาก คนที่โตกว่าน่าจะประมาณสี่ขวบ ส่วนคนตัวเล็กน่าจะไม่เกินสองขวบ
เด็กสองคนยื่นศีรษะเข้ามาจากขอบประตู คนโตกว่ากลอกตามองหาที่มาของกลิ่นหอม ส่วนคนเล็กน้ำลายไหลจากมุมปากแล้ว
“จื่อหย่วน จื่อเฮ่า พวกเจ้าสองคนมาทำไม รีบออกไปเร็ว” จางฉุ่ยฉุ่ยแอบมองแม่สามีแวบหนึ่งแล้วรีบลุกขึ้นมาต้อนเด็กสองคนให้ออกจากห้องครัว
“เจ้าไล่ลูกทำไม กับเด็กต้องค่อยๆ สอน เด็กดีรีบมาหาย่ามา” ฉินหมู่ดุสะใภ้ใหญ่แล้วกวักมือเรียกหลานทั้งสอง เด็กน้อยหน้าบานวิ่งถลาเข้าห้องครัวอย่างดีใจ แย่งกันกอดขาฉินหมู่คนละข้าง เสียงเล็กเสียงน้อยแข่งกันเรียกท่านย่าอย่างประจบไม่หยุด
ฉินหมู่ถูกเรียกถูกเขย่าจนเลอะเลือน นางใช้ตะเกียบคีบเนื้อขึ้นมาชิ้นหนึ่ง เป่าไล่ความร้อนแล้วป้อนใส่ปากหลานคนโต หลานคนเล็กร้อนใจเขย่าขานางแรงขึ้น ปากน้อยๆ อ้ากว้าง
“ท่านย่า ข้าด้วย ข้าด้วย”
ฉินหมู่หัวเราะแล้วลูบศีรษะหลานคนเล็ก “มีทุกคน มีทุกคน” พูดแล้วคีบเนื้อขึ้นมาอีกชิ้น ด้วยห่วงว่าหลานจะเคี้ยวไม่ละเอียดจึงเคี้ยวให้ก่อนจึงค่อยป้อนให้หลานตัวน้อย
[1] แม่ฉิน