ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

ท่านและข้า วาสนาครองคู่

ผู้แต่ง Lao Na Bu Dong Ai
ผู้แปล Hongsamut
ประเภท นิยายจีนโบราณ
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
ร้านค้าออนไลน์ แบบเล่ม

สามีมุ่งแสวงหาอำนาจ ภรรยามุ่งแสวงหาเงินทอง ปักผ้าหาเงินส่งสามีเป็นจอหงวน สองแรงร่วมใจสร้างความก้าวหน้า

บทนำ

ท่านและข้า วาสนาครองคู่
จากเรื่อง: 
Lao Na Bu Dong Ai เขียน ห้องสมุด แปล

Author: Lao Na Bu Dong Ai
Chinese edition copyright 北京晋江原创网络科技有限公司
Thai edition copyright  Hongsamut.com Co., Ltd.
ALL RIGHTS RESERVED

--------------------------

สามีมุ่งแสวงหาอำนาจ  ภรรยามุ่งแสวงหาเงินทอง
ปักผ้าหาเงินส่งสามีเป็นจอหงวน
สองแรงร่วมใจสร้างความก้าวหน้า

--------------------------

สารบัญ

ยุคโลกาวินาศ

ยุคโลกาวินาศ

ภายใต้ท้องฟ้าที่อึมครึมหม่นหมอง

กลิ่นเหม็นเน่าน่าพะอืดพะอมแผ่ปกคลุมไปทั่วบริเวณ หลีฉี่หลัวหมอบแอบอยู่หลังหินก้อนใหญ่ ดวงตาจับจ้องค่ายร้างที่อยู่ไม่ไกลเขม็ง บางครั้งก็จะกวาดสายตามองรอบด้านอย่างระวังไปด้วย ที่เธอต้องมาที่นี่เพราะหลายวันก่อนมีฝูงซอมบี้ปรากฏตัว พวกมันล้อมค่ายแห่งนี้และใช้เวลาไม่นานก็บุกเข้าทำลายจนราบคาบแล้วยึดไว้ คนส่วนหนึ่งหนีรอดออกมาได้ คนที่หนีไม่รอดก็กลายเป็นสมาชิกใหม่ของกองทัพซอมบี้ไปเรียบร้อย

ในยุคโลกาวินาศที่ชีวิตคนไม่อาจเทียบได้กับต้นหญ้า ตายไปดีกว่ากลายเป็นซอมบี้

หลีฉี่หลัวเลียริมฝีปาก

“อีกเดี๋ยวทำตามที่ฉันสั่ง เขตเพาะปลูกในค่ายนี้ใหญ่มาก ทุกคนอย่าแตกแถว ขอเพียงรอดออกมาได้จะมีอาหารให้พวกเราอิ่มท้องกันแน่นอน!”

ได้ยินหัวหน้าพูดเสียงมั่นใจ ดวงตาทุกคนก็เปล่งประกายมีความหวัง อยากจะพุ่งตัวเข้าไปในค่ายเสียตอนนี้เลย ต่อให้เจอใบไม้สีเขียวที่ไม่ติดเชื้อหรือไม่ได้กลายพันธุ์สักใบก็ยังดี

หลีฉี่หลัวใช้มือผอมแห้งกุมท้องที่สูญเสียความรู้สึกหิวไปอย่างสิ้นเชิงของตนอย่างมีความหวัง ริมฝีปากเม้มแน่นขณะฟังหัวหน้าแบ่งงานให้ทุกคน

ก่อนวันโลกาวินาศ หลีฉี่หลัวคือผู้มากพรสวรรค์แห่งกลุ่มภาพปักซูโจว เมื่อภาพปักร้อยวิฬาร์หยอกเย้าปรากฏขึ้น ก่อให้เกิดแรงสั่นสะเทือนไปทั่ววงการปักเย็บในชั่วข้ามคืน เธอกลายเป็นปรมาจารย์ด้านการปักเย็บในวันที่โลกาวินาศมาเยือน

หลังวันโลกาวินาศผู้คนมากมายมีพลังพิเศษตื่นขึ้นในตัว หลีฉี่หลัวก็มีไม่น้อยหน้าคนอื่นแต่พลังของเธอไม่ใช่อย่างที่เธอคิด! คนอื่นมีพลังลม พลังไฟ พลังน้ำ แค่ใช้พลังก็อลังการตื่นตาตื่นใจแล้วแต่เธอคือแกะดำ! เพราะพลังที่ตื่นขึ้นในตัวเธอคือพลังปักเย็บ เรื่องนี้แม้อยากจะร้องไห้ก็ไร้น้ำตาแล้ว

ในยุคนี้ต่อให้เป็นกระโถนฉี่ของจิ๋นซีฮ่องเต้ก็ยังไร้ค่ายิ่งไม่ต้องพูดถึงพลังด้านการปักเย็บ ประโยชน์ยังไม่สู้ข้าวบูดๆ หนึ่งเม็ดด้วยซ้ำ!

เพื่อการมีชีวิตรอดหลีฉี่หลัวจำต้องกัดฟันอดทนฝึกฝนการควบคุมเข็มอย่างหนักทั้งที่ไม่ชอบเพราะไร้ทางเลือก สุดท้ายความพยายามก็เห็นผล เธอฝึกใช้เข็มจนเก่งสูสีกับตงฟางปุ๊ป้าย[1] เลยทีเดียว ส่วนพลังทำลายล้างก็รุนแรงไม่แพ้ฝนเข็มดอกสาลี่[2] คนเดียวสามารถรับมือกับหนึ่งร้อยคนได้สบาย

เสียดายที่พวกซอมบี้ไม่กลัว ต่อให้หลีฉี่หลัวปักเข็มจนทั่วทั้งตัว มากสุดก็แค่ชะลอการเคลื่อนไหวของพวกมันเท่านั้น

หลังจากเธอพัฒนาฝีมือจนเก่งกาจจึงสามารถเล็งเป้าให้เข็มปักเข้าที่ข้อต่อร่างกายของพวกซอมบี้ได้อย่างแม่นยำ เพียงไม่กี่เข็มก็ทำให้พวกมันเคลื่อนไหวไม่ได้ เมื่อรวมกับพลังพิเศษของคนอื่น การฆ่าพวกมันจึงง่ายและเร็วขึ้นมาก

ถึงเธอจะมีส่วนสำคัญในการกำจัดซอมบี้แต่ระดับพลังการต่อสู้ของหลีฉี่หลัวก็ยังอยู่ในระดับล่างของกลุ่ม

หัวหน้ากลุ่มที่แบ่งงานให้คนอื่นเรียบร้อยหันมาเห็นหลีฉี่หลัวก็ชะงักนิ่งไป “ฉี่หลัว...เธอก็คอยตามหลังคนอื่นไปแล้วกัน คอยเป็นกำลังสนับสนุน”

บางคนในกลุ่มหัวเราะขำ หลีฉี่หลัวไม่สนใจ เธอพยักหน้ารับคำสั่งโดยที่สีหน้าแววตาไม่เปลี่ยนสักนิด

ไม่นานคนที่ไปดูลาดเลาก็กลับมาบอกว่าพวกซอมบี้ลดจำนวนลงมาก ส่วนพวกที่เหลือเดินไปมาอยู่ด้านใน

เมื่อได้ยินทุกคนพากันยิ้มอย่างดีใจ หัวหน้ากลุ่มจึงออกคำสั่งให้ทุกคนมุ่งหน้าสู่ค่ายร้างทันที โดยมีหลีฉี่หลัวตามหลังปิดท้ายเข้าไปในค่าย

ตลอดทางที่เดินผ่านมาพบว่ามีซอมบี้อยู่ไม่มากจริงๆ สมาชิกในกลุ่มต่างสะกดกลั้นความดีใจเอาไว้ ค่อยๆ เดินไปข้างหน้าอย่างไร้เสียง ไม่กี่อึดใจทุกคนก็ตาโตกับภาพพื้นที่เพาะปลูกขนาดใหญ่เบื้องหน้า

ไร่ผักกาดขาวกับมะเขือเทศ!

แม้จะเหี่ยวเฉาไม่น่ากินแต่ในสายตาทุกคนต่อให้เป็นผักกาดขาวเน่าๆ หัวหนึ่งก็มีค่าพอให้พวกเขาต่อสู้แย่งชิงกันสุดชีวิต

คนทั้งกลุ่มพุ่งเข้าไปในไร่ผักข้างหน้า หลีฉี่หลัวก็เช่นกัน เธอจ้องผักกาดขาวหัวหนึ่งเขม็ง พอเห็นคนในกลุ่มกำลังจะเด็ดหัวผักที่เธอหมายตาไปก็กระโดดครั้งเดียวตะครุบหัวผักกาดขาวนั้นไว้ได้ทันแล้วผลักคนผู้นั้นกระเด็นก่อนจะดึงผักกาดขาวขึ้นมายัดเข้าปากอย่างรวดเร็ว ระหว่างที่เคี้ยวผักกาดขาวมือก็เด็ดมะเขือเทศที่อยู่ข้างๆ มาถือไว้อีกลูก ผักกาดขาวเพิ่งผ่านคอยังไม่ถึงท้องก็ยัดมะเขือเทศตามเข้าไปอีกลูก น้ำสีแดงไหลเลอะมุมปากก็ไม่สน เพราะเธอกำลังตื่นเต้นกับรสชาติหวานอมเปรี้ยวของมะเขือเทศที่อยู่เต็มปาก หลีฉี่หลัวหลับตาพริ้มอย่างมีความสุข

ทุกคนหิวโหยเหมือนกัน อยากอ้าปากให้กว้างแล้วโกยมะเขือเทศกับผักกาดขาวตรงหน้าลงท้องให้หมด

สองมือของหลีฉี่หลัวช่วยกันยัดผักกาดขาวกับมะเขือเทศเข้าปากสลับกันจนเธอตาเหลือกเพราะเคี้ยวกลืนไม่ทันแต่ก็ไม่ได้ทำให้เธอลดความเร็วในการกินลงได้

“อ๊าก!!” เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดดังขึ้นรอบตัว

หลีฉี่หลัวลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็วพร้อมกับสองมือที่เด็ดมะเขือเทศถือไว้ข้างละลูก เธอกวาดตามองฝูงซอมบี้ดำทะมึนที่ยืนล้อมรอบไร่แล้วยัดมะเขือเทศเข้าปากอย่างเคร่งเครียด

รอบด้านถูกซอมบี้ล้อมไว้หนาแน่น หากจะฝ่าออกไปด้วยความสามารถและกำลังคนที่กลุ่มมีตอนนี้เป็นเรื่องเพ้อฝันของคนเสียสติ

หญิงสาวเพ่งมองหลังคาโรงเพาะปลูกที่สูงมากอย่างครุ่นคิด โครงเหล็กยังคงดูแข็งแรงแต่หลังคาที่เป็นผ้าพลาสติกฉีกขาดไปหลายจุด หลีฉี่หลัวหรี่ตาแล้วหงายฝ่ามือขึ้น กลางฝ่ามือปรากฏเส้นด้ายสีแดงจำนวนหนึ่ง หญิงสาวกำหนดพลังให้เส้นด้ายพันเกลียวรวมเป็นเส้นเดียวกัน จากนั้นก็สะบัดปลายเชือกไปมัดกับโครงหลังคาเหล็ก

ทันทีที่เห็นฝูงซอมบี้พุ่งเข้ามา หลีฉี่หลัวก็ดึงเชือกแล้วพุ่งทะยานตัวขึ้นไป

“ฉี่หลัว พาฉันไปด้วย!” สิ้นเสียงตะโกนยังไม่ทันให้หญิงสาวตั้งตัว ผู้ชายคนหนึ่งในกลุ่มก็กระโดดกอดขาสองข้างเธอไว้แน่น

ไอ้บ้านี่!

หลีฉี่หลัวสบถด่าอีกฝ่ายในใจอย่างดุเดือด ถึงตอนนี้เธอจะฝึกใช้พลังด้านการปักเย็บจนชำนาญแต่ทุกวันเธอใช้เข็มได้เพียงร้อยเล่มกับด้ายร้อยเส้นเท่านั้น ด้ายปักบางเพียงใดไม่ต้องเอ่ยถึง ต่อให้ร้อยเส้นพันเกลียวรวมกันก็ไม่ได้หนาและแข็งแรงเท่าเชือก ลำพังน้ำหนักเธอคนเดียวไม่มีปัญหาแต่มีตัวถ่วงเพิ่มมาอีกคน ด้ายเส้นบางจะรับไหวได้อย่างไร!

ถึงจะโมโหแต่หญิงสาวก็ยังมีสติรู้ว่ายิ่งดิ้นสะบัดจะยิ่งอันตราย เธอจึงกัดฟันปล่อยให้ตัวถ่วงเกาะขาต่อไปพร้อมกับใช้พลังให้ด้ายดึงทั้งคู่ขึ้นไป

พอคนอื่นในกลุ่มเห็นทางรอดตายก็พากันกระโดดเกาะขากันเป็นทอดๆ จากที่มีตัวถ่วงคนเดียวตอนนี้ก็กลายเป็นสายมนุษย์ลอยคว้างอยู่กลางอากาศ

“พวกนายปล่อยมือเลยนะ เดี๋ยวก็ร่วงตกลงไปตายกันหมดนี่หรอก!” หลีฉี่หลัวตะโกนเสียงดังอย่างโมโห เธออยากถีบไอ้คนเฮงซวยคนแรกที่กระโดดมาเกาะขาแต่อีกฝ่ายรวบกอดขาเธอแน่นมากจนขยับไม่ได้ พวกที่กระโดดเกาะต่อๆ กันมาก็ทำให้เธอไม่สามารถใช้พลังบังคับด้ายให้ดึงทุกคนขึ้นไปถึงโครงหลังคาได้ แถมด้านล่างยังมีฝูงซอมบี้อ้าปากคำรามรอจัดการคนที่จะร่วงตกลงไปอีก

สถานการณ์ช่างสยดสยองเหลือเกิน

“เฮ้ย! ด้ายขาดแล้ว!” หลีฉี่หลัวกรีดร้องพร้อมกับร่างที่ร่วงตกสู่เบื้องล่าง เพื่อไม่ให้ตนเองต้องกลายเป็นตัวประหลาดชั่วช้า หญิงสาวหยิบเข็มเล่มหนึ่งออกมากดแนบที่ลำคออย่างเด็ดเดี่ยว ก่อนดับลมหายใจตนเองความคิดสุดท้ายคือเธออยากกินมะเขือเทศอีกสักลูก

แค่ลูกเดียวก็ยังดี

น่าเสียดายที่หลีฉี่หลัวยังไม่ทันได้ปักเข็มปลิดชีพ ร่างเธอก็ตกลงกลางฝูงซอมบี้เสียก่อน ภาพสุดท้ายที่เห็นคือใบหน้าน่าเกลียดของพวกซอมบี้ที่รุมทึ้งร่างตนอย่างโหดร้าย

 

[1] ตัวละครสำคัญในนิยายกำลังภายในเรื่องกระบี่เย้ยยุทธจักรหรือเดชคัมภีร์เทวดา ถนัดใช้เข็มเป็นอาวุธ

[2] อาวุธลับมีชื่อของตระกูลถัง

เปลี่ยนตัวเจ้าสาว

จู่ๆ ภาพน่ากลัวก็เปลี่ยนเป็นภาพหัวเตียงสีดำกับแสงเทียนสีเหลืองนวลสบายตา

เป็นแสงเทียนกับหัวเตียงได้อย่างไร?

หลีฉี่หลัวลุกขึ้นนั่งอย่างงุนงง ขณะกวาดตามองสภาพโดยรอบ น้ำเสียงเย็นชาเย้ยหยันก็ดังขึ้น “คุณหนูหลี ในที่สุดเจ้าก็ตื่นเสียที”

หันมองไปตามเสียง ผู้พูดคือเด็กหนุ่มผู้หนึ่ง เขายืนพิงโต๊ะไม้ท่าทางไม่แข็งแรงที่อยู่ไม่ไกลจากเตียง ไม่รู้เป็นเพราะห้องนี้มีเพียงแสงสว่างน้อยนิดจากแสงเทียนหรืออย่างไร ใบหน้าเขาจึงดูถมึงทึงนัก

“ถ้าตระกูลหลีของเจ้าไม่เห็นด้วยกับการแต่งงานครั้งนี้ก็สมควรพูดออกมาตรงๆ เหตุใดต้องเล่นละครตบตาว่าเต็มใจแล้วแอบเปลี่ยนตัวเจ้าสาวเช่นนี้ด้วย!” สีหน้าเด็กหนุ่มเกรี้ยวกราดด้วยความโกรธที่ถูกหลู่เกียรติ

หลีฉี่หลัวไม่สนใจคำตำหนิของเด็กหนุ่มเพราะดวงตาทั้งคู่กำลังเบิกกว้างมองผัดผักสองจาน ผัดเนื้อหนึ่งจานและผักเคียงอีกหนึ่งจานบนโต๊ะไม้ที่ขาไม่แข็งแรงตัวนั้น สองขาก้าวลงจากเตียงแล้วเดินตรงไปที่โต๊ะโดยไม่ยอมละสายตาจากจานอาหารบนโต๊ะแม้แต่น้อย

เด็กหนุ่มนามฉินจงมองดวงตาแวววาวน่ากลัวของอีกฝ่ายแล้วรู้สึกเหมือนมีแสงสังหารเปล่งออกมา จนเขารู้สึกเย็นหลังวาบ ภรรยาที่เพิ่งกราบไหว้ฟ้าดินจะจับเขากินงั้นหรือ!

“คุณหนู...หลี...จะ...จะทำอะไร”

หลีฉี่หลัวพุ่งถึงโต๊ะในก้าวเดียว มือผลักเด็กหนุ่มที่ยืนขวางทางกระเด็นอย่างไม่ไยดี สองมือหยิบอาหารในจานยัดเข้าปากโดยไม่สนใจตะเกียบที่วางอยู่ข้างๆ

ฉินจงปากอ้าตาค้าง สีหน้าขยะแขยง นี่ใช่คุณหนูจากตระกูลหลีแน่หรือ! เหตุใดจึงกินเหมือนอดอยากมาแรมปี ท่าทางตะกละตะกลามน่ารังเกียจเหลือเกิน

ไม่กี่อึดใจอาหารทั้งหมดก็ลงไปรวมกันอยู่ในท้องหลีฉี่หลัว นางนั่งหลับตาบนเก้าอี้ มือเช็ดปากอย่างลวกๆ พลางนึกถึงรสชาติอาหารที่แสนล้ำเลิศเมื่อครู่อย่างอิ่มเอมใจ จำไม่ได้แล้วว่าครั้งสุดท้ายที่กินอาหารสะอาด ไร้กลิ่นเหม็นบูด ทั้งเป็นอาหารที่ยังอุ่นร้อนอยู่ผ่านมานานเพียงใด

เมื่อท้องอิ่มสมองก็ชัดเจน

นางทะลุมิติมายังยุคโบราณ!

ที่นี่คือแคว้นต้าเย่ เจ้าของร่างนี้ชื่อหลีฉี่หลัวเหมือนกัน เป็นบุตรสาวที่เกิดจากอนุของอาลักษณ์หลี วันนี้คือวันแต่งงานของนาง เจ้าบ่าวคือหนุ่มน้อยนามฉินจง ความจริงเจ้าสาวไม่ใช่เจ้าของร่างนี้แต่ต้องเป็นบุตรสาวที่เกิดจากภรรยาเอกของอาลักษณ์หลีต่างหาก

เรื่องทั้งหมดเริ่มจากผู้เฒ่าตระกูลฉินกับผู้เฒ่าตระกูลหลีคบหาเป็นสหายรู้ใจกันมาตั้งแต่ยังหนุ่ม แม้ตระกูลฉินจะไม่ร่ำรวยเงินทองแต่ก็มีที่ดินมากมายหลายแปลง สามารถพูดได้ว่าเป็นตระกูลที่ครอบครองที่ดินจำนวนมากตระกูลหนึ่ง

ทั้งสองอยากเกี่ยวดองเป็นครอบครัวเดียวกันแต่ทั้งคู่ต่างมีบุตรชาย ถึงกระนั้นสองผู้เฒ่าก็ไม่ยอมแพ้ รุ่นลูกไม่สำเร็จก็เลยเปลี่ยนเป้าหมายเป็นรุ่นหลานแทนซึ่งก็สมความตั้งใจ เพราะผู้เฒ่าฉินมีหลานชายคือฉินจง ส่วนผู้เฒ่าหลีมีหลานสาวคือหลีเย่เอ๋อร์ เด็กชายหญิงเกิดปีเดียวกัน สองผู้เฒ่าจึงได้หมั้นหมายทั้งคู่สมใจ

เดิมการหมั้นหมายนี้ถือว่าเหมาะสม แม้ตระกูลฉินจะไม่มีลูกหลานเป็นเจ้าหน้าที่ของทางการแต่ก็มีทรัพย์สมบัติมหาศาล ส่วนตระกูลหลีเป็นอาลักษณ์ทำงานให้ทางการ กล่าวได้ว่าสองตระกูลไม่มีใครด้อยกว่ากัน

ต่อมาผู้เฒ่าฉินถูกลากเข้าไปพัวพันกับคดีความคดีหนึ่ง ต้องนำเงินของตระกูลไปใช้จ่ายในการต่อสู้คดี กระทั่งที่ดินก็ถูกนำออกขายไปไม่น้อย สุดท้ายผู้เฒ่าฉินรอดพ้นจากคดีแต่ทรัพย์สินของตระกูลก็ร่อยหรอเกือบหมดสิ้น สองปีก่อนผู้เฒ่าฉินสิ้นใจจากไป โดยผู้เฒ่าหลีรับปากหนักแน่นข้างเตียงว่าจะให้หลานสาวหลานชายทั้งคู่แต่งงานกันในปีต่อไปแน่นอน

ทว่าไม่มีผู้ใดคาดคิดก่อนถึงตรุษจีนผู้เฒ่าหลีกลับสิ้นใจ ก่อนจากไปยังย้ำให้ลูกชายรับปากว่าจะต้องให้หลานสาวแต่งงานกับฉินจงตามสัญญา

อาลักษณ์หลีตั้งใจทำตามคำสั่งเสียของบิดาแต่หลีฮูหยินผู้เป็นภรรยาเอกไหนเลยจะยอมให้บุตรสาวของตนแต่งเข้าตระกูลตกยากอย่างตระกูลฉินได้ นางเกลี้ยกล่อมหว่านล้อมสามีว่าผู้เฒ่าหลีเพียงขอให้รับปากว่าจะให้หลานสาวแต่งเข้าตระกูลฉินแต่ไม่ได้ระบุชัดเจนว่าเป็นหลานคนใด ขอแค่ส่งคนไปแต่งก็ไม่ถือว่าผิดต่อคำสั่งเสียแล้ว

เมื่อเป็นเช่นนี้หลีฉี่หลัวบุตรสาวของอนุจึงถูกส่งให้มาแต่งงานแทนพี่สาว เด็กสาวผู้นี้เป็นคนหัวสูง ใจคิดอยากแต่งเข้าตระกูลมั่งมีเท่านั้น พอรู้ว่าตนเองต้องแต่งเข้าตระกูลฉินก็อัดอั้นตันใจเหลือเกิน พอถึงวันแต่งงานนางก็ตรอมใจหนีตายได้สำเร็จ จังหวะเดียวกับที่วิญญาณหลีฉี่หลัวเข้ามาครอบครองร่างนี้พอดี

หลังรู้ต้นสายปลายเหตุชัดเจนหลีฉี่หลัวก็หันมองเด็กหนุ่มด้วยความรู้สึกเห็นใจไม่น้อย เข้าใจแล้วว่าเหตุใดเมื่อครู่เขาจึงเกรี้ยวกราดและใช้คำพูดตำหนินางอย่างรุนแรง ถูกเปลี่ยนตัวเจ้าสาวเป็นใครก็ต้องโกรธทั้งนั้น

ฉินจงที่ตกตะลึงกับท่าทางการกินอันหิวโหยของเจ้าสาวเริ่มตั้งสติได้ เขาครุ่นคิดครู่หนึ่ง สายตาที่มองเจ้าสาวก็เปลี่ยนเป็นเห็นอกเห็นใจ หนุ่มน้อยเดินมานั่งเก้าอี้ตรงข้ามกับหลีฉี่หลัว

“เป็นความผิดของข้าเอง การแต่งงานวันนี้คงไม่ใช่ความตั้งใจของเจ้าแต่ข้ากลับระบายโทสะใส่เจ้า ช่างไม่เป็นสุภาพบุรุษเอาเสียเลย”

“เจ้าไม่โกรธแล้วหรือ” หลีฉี่หลัวประหลาดใจ

ฉินจงมองจานทุกใบบนโต๊ะที่สะอาดจนเหมือนไม่เคยผ่านการใส่อาหารมาก่อนแล้วก็ทอดถอนใจ เสียงอ่อนลงอีก “คุณหนูหลีอยู่ที่บ้านคงไม่สุขสบายนัก ตอนนี้เจ้าอิ่มหรือยัง อยากกินอะไรอีกหรือไม่”

คำถามนี้ทำให้หลีฉี่หลัวถีบทุกเรื่องกระเด็นจากหัวหมดสิ้น นางพยักหน้ารัว ดวงตาเปล่งประกายระยับ “หิวยังหิว ข้ายังอยากกินอีก”

“เช่นนั้นเจ้ารออยู่ที่นี่สักครู่ วันนี้มีงานเลี้ยงในครัวน่าจะยังมีอาหารเหลืออยู่ เจ้าอย่าออกไปไหน คนอื่นยังไม่รู้ว่าเจ้าสาวถูกเปลี่ยนตัว” ฉินจงพูดจบก็ลุกขึ้นยืน หมุนตัวเดินไปที่ประตูห้อง

หลีฉี่หลัวมองตามแผ่นหลังของเด็กหนุ่มวัยสิบห้า เขามีรูปร่างผอมจึงดูอ่อนแอ อายุน้อยเท่านี้ก็ต้องแต่งงานมีภรรยาเสียแล้ว ซึ่งก็เป็นไปตามค่านิยมของคนในยุคนี้ที่ออกเรือนกันไว ทว่าสิ่งที่หลีฉี่หลัวสนใจกลับเป็นนิสัยใจคอเด็กหนุ่มมากกว่า เขาเป็นคนจิตใจดีเกินไป หากเป็นคนอื่นเจอเหตุการณ์เปลี่ยนตัวเจ้าสาวแบบนี้คงอาละวาดบ้านแตกไปแล้ว แต่ฉินจงเพียงตำหนิด้วยคำพูดเท่านั้น ทั้งที่เขาเมินเฉยกับนางได้แต่เด็กหนุ่มกลับใส่ใจเรื่องปากท้องของนางอย่างมีน้ำใจ

มองออกไปนอกหน้าต่าง เวลานี้ท้องฟ้าด้านนอกมืดมิด หลีฉี่หลัวยิ้มอารมณ์ดี ฉินจงเป็นคนดีก็ถือว่าเป็นเรื่องดีมากทีเดียว ในเมื่อนางต้องใช้ชีวิตเป็นคุณหนูหลีอยู่ที่นี่

ข้อบังคับและกฎเกณฑ์ระเบียบสังคมต่างๆ ที่แคว้นต้าเย่ปฏิบัติต่อสตรีไม่ต่างจากที่หลีฉี่หลัวเคยเรียนรู้มา สามีถือเป็นนาย ได้สามีจิตใจดีก็ถือว่าโชคดีมาก

กินผัดผักผัดเนื้อหมดเกลี้ยงสี่จาน ท้องรู้สึกอิ่มเพราะร่างกายนี้ไม่เคยต้องลำบากทนหิวเหมือนคนที่อยู่ในยุคโลกาวินาศ แต่ใจยังไม่อิ่ม หลีฉี่หลัวจึงนั่งจ้องประตูอย่างรอคอย

ไม่นานฉินจงก็เปิดประตูกลับเข้ามา ในมือมีชามดินเผาเก่าๆ ใบหนึ่ง ในชามคือหมั่นโถวผิวหยาบสีขาวสามลูก

แววตาหลีฉี่หลัวเจิดจ้าตื่นเต้น นางลุกขึ้นยืนแล้ววิ่งไปแย่งชามจากมือฉินจง มือหนึ่งถือชามมือหนึ่งหยิบหมั่นโถวเข้าปากอย่างตะกละตะกลาม แต่เธอลืมไปว่าปากคอนี้ไม่เคยผ่านการกินแบบหนักหน่วงมาก่อน หลีฉี่หลัวจึงเกิดอาการติดคอหน้าดำหน้าแดงทันที

ฉินจงที่ยืนอยู่ด้านข้างมองอย่างเป็นห่วง เขาคิดจะลูบหลังให้แต่ก็เกรงว่าจะไม่เหมาะสมจึงหันไปรินน้ำใส่ถ้วยให้แทนพลางเอ่ย “ช้าๆ กินช้าๆ ไม่มีผู้ใดแย่งเจ้าหรอก”

หลีฉี่หลัวรับถ้วยน้ำมาได้ก็รีบกรอกเข้าปากทันที พอหมั่นโถวที่ติดค้างหลุดผ่านคอลงท้องไปได้ก็หันมาส่งสายตาขอบคุณให้เด็กหนุ่ม จากนั้นก็หยิบหมั่นโถวอีกลูกขึ้นกัดกินช้าๆ ละเลียดรสชาติที่แทบลืมไปแล้วอย่างตั้งใจ

ภาพเด็กสาวที่เคี้ยวกลืนหมั่นโถวอย่างเอร็ดอร่อยทำให้ฉินจงกลืนน้ำลายตามไม่รู้ตัว

หลังกินอิ่มหลีฉี่หลัวก็ลุกขึ้นยืนยืดตัวอย่างสบายใจ มีชีวิตตกนรกอยู่ในยุคโลกาวินาศถึงเจ็ดปี ในที่สุดก็ได้กินอาหารอย่างที่คนสมควรกินเสียที ตอนนี้รูขุมขนทั่วร่างขยายกว้างตอบรับความอิ่มเอมนี้

“ตอนนี้มืดแล้ว เจ้าพักผ่อนเถอะ”

หลีฉี่หลัวรู้สึกถูกชะตากับฉินจงมาก เขาไม่ใช่แค่จิตใจดียังมีน้ำใจออกไปหาของกินมาให้นางอีก เพียงเท่านี้ฉินจงก็เหมือนเทพเซียนลงมาจุติแล้ว นางพยักหน้าพลางยิ้มพราว ก่อนหน้านี้ไม่ได้สังเกตให้ละเอียด ตอนนี้พอมองใกล้ๆ ก็พบว่าฉินจงหน้าตาน่ามอง คิ้วตาอ่อนโยน สันจมูกโด่งได้รูปสวย ริมฝีปากสีแดงบาง ที่มองดูคล้ายสตรีก็เพราะเขาเพิ่งอายุสิบห้ายังไม่โตเต็มที่

คิดถึงตรงนี้หลีฉี่หลัวก็ส่ายหน้าเพราะร่างนี้ของตนก็อายุแค่สิบห้า ความคิดของคนโบราณช่างยากจะเข้าใจเสียจริง

นางเดินไปที่เตียง สะบัดรองเท้าออกอย่างไร้ระเบียบแล้วทิ้งตัวลงนอนบนเตียงอย่างสุขสบาย หันมาเห็นเด็กหนุ่มยังนั่งอยู่ที่เดิม หลีฉี่หลัวก็ตบที่ว่างข้างตัว

“นั่งทำอะไร มานอนเถอะ”

“เอ่อ...” ฉินจงสีหน้าอึดอัด

“เจ้าไม่ต้องนอนหรือ” หลีฉี่หลัวพลิกนอนตะแคงถามอย่างสงสัย

ฉินจงลุกขึ้นยืน น้ำเสียงลำบากใจ “คุณหนูหลี ในเมื่อตระกูลหลีเปลี่ยนตัวเจ้าสาวก็หมายความว่าไม่เต็มใจกับการแต่งงานครั้งนี้ เจ้าเป็นฝ่ายได้รับความไม่เป็นธรรม ข้าสามารถส่งเจ้ากลับตระกูลหลีได้ หากพวกเราร่วมเรียงเคียงหมอนกันแล้ว เกรงว่าคงไม่ดีต่อชื่อเสียงของเจ้า”

ความสัมพันธ์ของคนในตระกูลหลีซับซ้อนกว่าคนตระกูลฉินมากนัก อีกทั้งหลีฉี่หลัวก็ไม่ใช่คนที่นี่ ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็เหมือนกัน “ทำไมเจ้าพูดมากจริง ข้ากราบไหว้ฟ้าดินกับเจ้าแล้ว ตอนนี้พวกเรามิใช่อยู่ในห้องหอหรอกหรือ ต่อให้เจ้าไม่นอนเตียงเดียวกับข้า คนข้างนอกจะมีใครเชื่อว่าเราสองคนยังบริสุทธิ์”

“เอ่อ...” ใบหน้าของฉินจงเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด “เป็นข้าที่ไตร่ตรองไม่รอบคอบเอง”

หลีฉี่หลัวยิ้มขัน “ใช่น่ะสิ เอาล่ะ ในเมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้วเจ้าก็ยอมรับความจริงเสียเถิด ตอนนี้ก็เลยตามเลยไปก่อน วันหน้าค่อยว่ากันอีกที” พูดจบก็ตบที่ว่างข้างตัวอีกครั้ง “ยังไม่รีบมานอนอีก”

เห็นใบหน้าหนุ่มน้อยแดงจัดชัดเจนทั้งที่ห้องนี้มีเพียงแสงเทียนสลัวก็ทำให้หลีฉี่หลัวยิ่งยิ้มขำ “เจ้าคิดอะไรอยู่ ข้าให้เจ้านอนร่วมเตียงไม่ได้หมายความว่าจะยอมให้เจ้าทำอะไร หรือเจ้าอยากทำ”

“คุณหนูหลีเจ้าเป็นสตรีนะ! เหตุใด...เหตุใดจึง...” ฉินจงปากคอสั่นพูดไม่ออก

“ข้าทำอะไร” หลีฉี่หลัวแสร้งถามเสียงซื่อ

ฉินจงหายใจแรงจนอกกระเพื่อม เสียงยังสั่นไม่หาย “เหตุใดจึงกล่าววาจาประเจิดประเจ้อเช่นนี้!”

หลีฉี่หลัวมองท่าทีโกรธเคืองของอีกฝ่ายแล้วก็คิดว่าหากตนยังแกล้งเขาไม่เลิก เด็กหนุ่มอาจจะร้องไห้ได้ “ตามใจเจ้า ไม่อยากนอนก็ไม่ต้องนอน” พูดจบพลิกตัวนอนหงายแล้วหลับตาลง

ไม่รู้เวลาผ่านไปนานเพียงใด หลีฉี่หลัวก็ลืมตาขึ้นพร้อมกับเกร็งตัวอย่างระวังเมื่อสัมผัสได้ว่าข้างกายมีความเคลื่อนไหว แต่ไม่กี่อึดใจก็ผ่อนคลายความระวังเมื่อนึกได้ว่าเวลานี้ตนไม่ได้อยู่ในยุคโลกาวินาศที่น่ากลัวอีกแล้ว

ตอนนี้เทียนถูกเป่าดับแล้ว แสงจันทร์ที่ส่องลอดเข้ามาทำให้เห็นสภาพภายในห้องเลือนราง หันมองข้างตัวก็พบว่าฉินจงนอนตัวแข็งตรง สองมือกอดอกแน่น เด็กหนุ่มนอนชิดริมขอบเตียงด้านนอก หลีฉี่หลัวหัวเราะเสียงเบาจากนั้นก็หลับตานอนได้อย่างไร้กังวล

หลังได้ยินเสียงลมหายใจสม่ำเสมอของเจ้าสาว ฉินจงก็ลืมตาขึ้น เขาหันมองคุณหนูรองหลีที่แต่งเข้ามาแทนพี่สาวอย่างสงสัย

แม่สามี

เมื่อฟ้าเริ่มสว่าง ทุกชีวิตในบ้านตระกูลฉินก็เริ่มต้น

แม้จะหลับตาอยู่แต่หลีฉี่หลัวก็ยังสัมผัสได้ว่าฉินจงนอนมองตนอยู่นานพักใหญ่แล้ว หากยังอยู่ในยุคโลกาวินาศไหนเลยจะสามารถนอนหลับอย่างสบายใจเช่นนี้ได้ เมื่อคืนเป็นครั้งแรกที่นางได้หลับเต็มตาจริงๆ ดังนั้นต่อให้รู้ว่าฉินจงนอนจ้องตนอยู่ หลีฉี่หลัวก็ยังนอนหลับตาต่อได้อย่างผ่อนคลาย

หลายอึดใจผ่านไป ฉินจงก็ขยับตัวลงจากเตียงอย่างแผ่วเบา

“ลูกจงรีบตื่นออกมาทำไม ไม่นอนต่ออีกสักหน่อยเล่า พักผ่อนไม่พอระวังร่างกายจะทนไม่ไหว” เพิ่งได้ยินเสียงฉินจงปิดประตู หลีฉี่หลัวก็ได้ยินเสียงสตรีวัยกลางคนผู้หนึ่งดังขึ้น

“ข้าไม่เป็นไรหรอกท่านแม่ ตอนนี้ร่างกายข้าดีขึ้นมากแล้ว ท่านหมอบอกว่าให้ขยับตัวมากๆ ถึงจะดีต่อร่างกาย”

“เช่นนั้นก็เอาเถอะ ขอพระโพธิสัตว์คุ้มครองบุตรชายของข้าให้แข็งแรงในเร็ววัน ไร้โรคไร้ทุกข์ภัย แล้วภรรยาเจ้าเล่า” ท้ายประโยคเสียงสูงขึ้น

“นางยังเหนื่อยจากเมื่อคืน...” ฉินจงยังเอ่ยไม่จบ สตรีวัยกลางคนก็เดินผ่านหน้าบุตรชายผลักประตูห้องเปิดออกอย่างแรง พอเห็นหลีฉี่หลัวยังนอนนิ่งบนเตียง ฉินหมู่[1]ก็ชักสีหน้าทันควัน นางสูดลมหายใจลึกยาวแล้วตวาดเสียงดัง

“เจ้าตัวขี้เกียจหน้าตาย คนในบ้านตื่นกันหมดแล้วแต่เจ้ายังนอนอยู่อีก! มีสะใภ้บ้านไหนเป็นอย่างเจ้าบ้าง ยังไม่รีบลุกขึ้นมาทำมื้อเช้าให้ข้าอีกหรือ!” เพราะเป็นสะใภ้ที่เพิ่งแต่งเข้าบ้าน ฉินหมู่จึงไม่ต่อว่ารุนแรงนัก

“เสียงดังจริง” เสียงลั่นห้องขนาดนี้ต่อให้หลีฉี่หลัวอยากนอนต่อก็ทำไม่ได้ นางลุกขึ้นนั่ง อ้าปากหาวบิดเอวไปมาท่าทางเกียจคร้าน

ได้นอนเต็มที่ช่างสบายดีจริง

ท่าทางขี้เกียจของสะใภ้คนใหม่ทำให้ฉินหมู่ลมแทบจับ มันน่าตีนัก! เพิ่งเข้าบ้านก็วางท่าอวดดีเสียแล้ว หากไม่กำราบให้อยู่มือตั้งแต่วันนี้ วันหน้าเจ้าตัวขี้เกียจต้องเหยียบหัวนางแน่!

ขณะที่ฉินหมู่เตรียมจะแสดงความร้ายกาจให้สะใภ้ใหม่ยำเกรง คำพูดฉินหมู่ที่เพิ่งเข้าหัวหลีฉี่หลัวก็ทำให้นางเอ่ยถามด้วยใบหน้าแสนซื่อ “เมื่อครู่ท่านพูดว่าอะไรนะ ให้ทำมื้อเช้างั้นหรือ”

“เจ้าอย่ามาแกล้งตีหน้าซื่อ สะใภ้บ้านไหนบ้างไม่ยกน้ำชาคารวะไม่ทำอาหารให้พ่อแม่สามีกิน แล้วดูเจ้าสิ! คนทั้งบ้านตื่นหมดแล้วแต่เจ้ายังนอนอยู่บนเตียง บ้านอาลักษณ์อบรมสั่งสอนบุตรสาวเช่นนี้หรือ เจ้า...”

“ข้าจะรีบไปทำเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ” ไม่รอให้ฉินหมู่บ่นต่อ หลีฉี่หลัวกระโดดลงจากเตียงอย่างรวดเร็ว

ถึงจะเห็นสะใภ้ใหม่มีท่าทีกระตือรือร้นแต่ฉินหมู่เป็นคนที่ตีงูต้องตีให้ตาย!

“ต่อให้เจ้าเป็นบุตรสาวของอาลักษณ์หลีก็อย่าได้คิดว่าตนเองสูงส่งกว่าผู้อื่น แต่งเข้ามาเป็นสะใภ้ตระกูลฉินแล้วก็ถือเป็นคนของตระกูลฉิน ต้องปฏิบัติตามธรรมเนียมตระกูลฉิน หากวันหน้าเจ้ายังขี้เกียจเช่นนี้ข้าจะให้ลูกจงหย่ากับเจ้า! บุตรสาวอาลักษณ์เป็นตัวขี้เกียจตัวหนึ่ง คอยดูแล้วกันถึงวันนั้นผู้อื่นจะพูดถึงตระกูลหลีของเจ้าอย่างไร”

แม้จะเดินออกจากห้องมาแล้วแต่ฉินหมู่ก็ยังเดินตามมาบ่นไม่จบ วูบหนึ่งหลีฉี่หลัวคิดอยากปักเข็มปิดปากนางนัก แต่ยังไม่ทันได้ลงมือ ฉินจงก็เข้ามาขวางเสียก่อน หนุ่มน้อยเอ่ยปลอบมารดาเสียงอ่อนโยน

“ท่านแม่...คุณหนู... น้องหญิง...เอ่อ นางเพิ่งมาอยู่บ้านเรายังไม่คุ้นธรรมเนียม ท่านก็ค่อยๆ สั่งสอนนางเถิด มีแม่สามีดีๆ อย่างท่านถือเป็นวาสนาของนางแล้ว”

ใบหน้าขึงตึงของฉินหมู่เปลี่ยนเป็นยิ้มเจิดจ้า สายตาที่นางมองบุตรชายเปี่ยมล้นด้วยความรักใคร่ หลีฉี่หลัวเห็นแล้วก็ให้รู้สึกคันยิบไปทั้งตัว

“ลูกจงช่างพูดเสียจริง” เสียงหวานนี้ทำหลีฉี่หลัวขนลุก “ยังยืนนิ่งอยู่อีก สะใภ้ใหญ่มาพานางไปห้องครัวสิ” ฉินหมู่พูดจบก็ปรากฏร่างสตรีในชุดผ้าหยาบ ศีรษะมีผ้าโพกผมลายดอกก้าวออกมา รูปร่างผอมบาง ใบหน้าฉายชัดถึงความอ่อนโยน ดูแล้วอายุน่าจะประมาณยี่สิบ นางหันไปยิ้มให้แม่สามี

“เจ้าค่ะท่านแม่” หันมายิ้มให้หลีฉี่หลัว “สะใภ้สามตามข้ามา” พูดพลางก้าวเข้ามาจับจูงมืออีกฝ่าย

ฉินหมู่พยักหน้าพอใจ บุตรชายคนโตเป็นคนซื่อและขี้อาย เขาขี้อายมากกระทั่งจะผายลมก็ยังไม่กล้า สะใภ้ใหญ่ผู้นี้นับว่าเหมาะสมกับบุตรชายยิ่งนัก ขยันคล่องแคล่ว เป็นการเป็นงาน

ระหว่างเดินตามแรงจูงของสะใภ้ใหญ่ไปห้องครัว หลีฉี่หลัวก็กวาดสายตามองบ้านตระกูลฉินอย่างละเอียด ที่นี่เป็นบ้านหลังใหญ่ที่ได้รับการดูแลอย่างดี ลานบ้านปูด้วยพื้นหิน เก็บกวาดสะอาดตายิ่งนัก

“บ้านตระกูลฉินนับเป็นอันดับต้นๆ ในหมู่บ้านที่เป็นบ้านขนาดใหญ่และมีห้องหลายห้อง วันหน้าเมื่อเจ้ากับน้องสามมีทายาทก็ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องที่อยู่แล้ว” เห็นน้องสะใภ้ไม่มีท่าทีเขินอายสักนิด ทั้งยังขมวดคิ้วแน่น สีหน้าเหมือนกำลังครุ่นคิดเรื่องจริงจัง จางฉุ่ยฉุ่ยยิ้มขัน

“ดูข้าสิพูดเรื่องอะไรก็ไม่รู้ พวกเรารีบไปห้องครัวกันเถอะ ชักช้าคงถูกท่านแม่ตำหนิอีกแน่”

ห้องครัวตระกูลฉินนับว่าไม่เล็ก ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ เตาไฟก็ได้รับการดูแลรักษาอย่างดี หลีฉี่หลัวกวาดตารอบห้องครัวแต่ไม่เห็นวัตถุดิบที่จะใช้ทำอาหาร นางจ้องตู้เก็บของมุมห้องเขม็ง สองเท้าก้าวไปหาตู้นั้นอย่างมุ่งมั่น ขณะที่กำลังจะเปิดตู้ก็ได้ยินเสียงร้องห้ามจากสะใภ้ใหญ่

“หยุดก่อนสะใภ้สาม กุญแจเปิดตู้นี้อยู่กับท่านแม่ มีเพียงท่านแม่ที่เปิดได้ วันหน้าเจ้าอย่าทำเช่นนี้อีก ไม่เช่นนั้นจะถูกท่านแม่ตำหนิเอาได้”

หลีฉี่หลัวกัดฟันกรอด เรื่องบ้าอะไร! ให้ทำกับข้าวแต่หยิบวัตถุดิบใช้ไม่ได้!

“สะใภ้สาม มื้อเช้าวันนี้เป็นของที่เหลือจากงานเลี้ยงเมื่อคืน เจ้าอุ่นให้ร้อนสักหน่อยก็พอ มาทางนี้เถอะ ข้าจะช่วยเจ้าจุดไฟ” จางฉุ่ยฉุ่ยพูดพลางเดินไปหยิบฟืน

หลีฉี่หลัวเดินคอตกกลับมา นางมองไหดินเผาสองใบที่สะใภ้ใหญ่ชี้ เปิดฝาออกดูก็พบว่าใบหนึ่งใส่แป้งบดสีเหลืองนวล อีกใบใส่หมั่นโถวแป้งหยาบสิบกว่าลูก

ช่างเถอะ คนยุคก่อนคงกินมื้อเช้ากันเบาๆ

เมื่อคิดได้คิ้วที่ขมวดแน่นก็คลายออก สีหน้าขึงตึงก็กลับเป็นปกติ แม้อาหารนี้จะดูธรรมดาแต่สำหรับคนที่ใช้ชีวิตในยุคโลกาวินาศก็ถือว่าเป็นของชั้นเลิศแล้ว

ก่อนยุคโลกาวินาศหลีฉี่หลัวชอบทำสองอย่าง หนึ่งคืองานปักเย็บ อีกหนึ่งคือการทำอาหาร ทั้งสองเป็นงานฝีมือที่ต้องใช้ความละเอียด แม่นยำและพิถีพิถันเหมือนกัน นักปักเย็บได้รับการยอมรับว่าเป็นศิลปินมากฝีมือสายหนึ่ง งานปักหนึ่งชิ้นผู้ปักต้องคิดวางแผนตั้งแต่ภาพที่จะปัก ผ้าที่ใช้ สีผ้าสีด้าย ทั้งหมดล้วนต้องใช้ฝีมือและพรสวรรค์ขั้นสูง ภาพปักภาพหนึ่งจึงมีคุณค่าไม่ด้อยไปกว่าภาพวาดเลย

หวนคิดถึงเรื่องในวันวานไปก็ไร้ประโยชน์

จางฉุ่ยฉุ่ยจุดเตาไฟอย่างคล่องแคล่ว หลีฉี่หลัวยกไหทั้งสองใบออก เดินไปหยิบหม้ออีกใบ เทแป้งบดลงไปแล้วนำซึ้งนึ่งวางด้านบน จัดเรียงหมั่นโถวแป้งหยาบเพื่อเตรียมจะนึ่งให้อุ่นร้อนพร้อมกัน

“หยุดก่อนสะใภ้สาม” จางฉุ่ยฉุ่ยละมือจากเตาไฟ “แป้งบดเป็นของงานเลี้ยงเมื่อวาน เหนียวชืดมากแล้วไหนเลยจะสามารถกินได้” ยิ้มพลางตักน้ำสะอาดใส่เติมลงไปในหม้ออีกใบหลายกระบวยแล้วสอน

“รอน้ำเดือดจากนั้นเทแป้งบดลงไป เจ้าคนช้าๆ ให้เข้ากันก็ใช้ได้แล้ว”

“...” เดิมแป้งบดก็มีไม่มากยังต้องผสมน้ำเสียหลายกระบวย คนบ้านนี้จะกินแป้งบดหรือดื่มน้ำผสมแป้งกันแน่

“บ้านเราอดอยากขนาดนี้เลยหรือ” หลีฉี่หลัวขมวดคิ้วสงสัย

จางฉุ่ยฉุ่ยหัวเราะ “ปีนี้ไม่ว่าใครก็อดอยากทั้งนั้น”

หลีฉี่หลัวทอดถอนใจ ดูท่าความหวังที่จะได้อิ่มหนำสำราญอยู่ที่นี่ของนางคงยากเสียแล้ว

“พี่สะใภ้ใหญ่แล้วมื้อกลางวันกินอะไรหรือ” มื้อกลางวันต้องกินให้หนักท้องก็สมควรต้องมีเนื้อ ตอนนี้นางคิดถึงรสชาติเนื้อเหลือเกิน

จางฉุ่ยฉุ่ยชะงักไปก่อนจะตอบ “ไม่รู้เช่นกัน ต้องดูว่าท่านแม่จะให้ทำอะไร”

ดูท่าการใช้ชีวิตในยุคโบราณจะไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะอาหารของนางอยู่ในความควบคุมของแม่สามีปากร้าย!

เห็นหลีฉี่หลัวมีสีหน้าผิดหวังจางฉุ่ยฉุ่ยก็ฉุกคิดได้ว่าอีกฝ่ายคงยังไม่ชินเพราะความเป็นอยู่ของบุตรสาวท่านอาลักษณ์หลีกับสะใภ้สามตระกูลฉินนั้นต่างกันมาก นางจึงไม่พูดอะไรอีกแล้วเร่งไฟต่ออย่างขะมักเขม้น

ขณะแป้งบดกับหมั่นโถวใกล้อุ่นได้ที่ ฉินหมู่ก็เดินเข้ามา หลังมองสองสะใภ้ทำงานแล้วก็ไม่ได้พูดอะไร นางหยิบกุญแจออกมาจากเสื้อ ไขเปิดตู้แล้วหยิบเนื้อครึ่งชามออกมา เดินไปหยิบหม้อใบเล็ก สั่งให้สะใภ้ใหญ่จุดไฟอีกเตา หยิบเนื้อใส่หม้อแล้วนำขึ้นตั้งบนเตา

เนื้อสดยุคโบราณไม่มีสารปนเปื้อน กลิ่นหอมหวานที่โชยเข้าจมูกทำให้หลีฉี่หลัวกลืนน้ำลายเสียงดัง ดวงตาจับจ้องเนื้อในหม้ออุ่นไม่วางตา

ฉินหมู่เห็นท่าทีหลีฉี่หลัวก็เตือนเสียงเย็น “สะใภ้ตระกูลฉินห้ามขี้เกียจและเห็นแก่กิน ใครกล้ายื่นมือเข้ามา ระวังข้าจะตัดมือเอา” พูดจบก็ปรายตามองจางฉุ่ยฉุ่ยแวบหนึ่ง พวกสะใภ้ต้องคอยกำชับสั่งสอนอยู่เสมอ

จางฉุ่ยฉุ่ยก้มหน้า มือขยับท่อนฟืนเร่งไฟในเตา

หลีฉี่หลัวยอมละสายตาจากก้อนเนื้อ เอาเถอะ อย่างไรแม่สามีก็เป็นผู้อาวุโส อีกทั้งอาหารในบ้านก็อยู่ในความควบคุมของนาง ไม่ให้กินก็ไม่เป็นไร หลีฉี่หลัวไม่เชื่อว่าตนจะหาเนื้อกินไม่ได้! เพราะยุคนี้ธรรมชาติยังสมบูรณ์ อย่างน้อยก็ต้องมีป่า เมื่อมีป่าก็ต้องมีสัตว์ป่า อาศัยพลังควบคุมเข็มต้องล่าไก่ป่าหรือกระต่ายป่ามาเป็นอาหารได้แน่

เมื่อคืนนางทดสอบใช้พลังดูแล้ว พลังพิเศษยังอยู่แต่กลับไปอยู่ที่ระดับเริ่มต้น ซึ่งไม่ใช่ปัญหา ขอเพียงพลังยังอยู่วันหน้าย่อมสามารถพัฒนาให้ดีขึ้นได้ ดูท่าพลังจะเชื่อมติดกับจิตวิญญาณไม่ใช่ร่างกาย

“ท่านย่า ท่านย่า เนื้อๆ ข้าได้กลิ่นเนื้อ” กลิ่นหอมของเนื้อไม่ได้อวลอยู่แค่ในห้องครัวแต่ลอยออกไปข้างนอกด้วย ที่ประตูปรากฏเด็กตัวน้อยสองคน ทั้งสองรวบมัดผมเป็นจุก หน้าตาทั้งคู่คล้ายจางฉุ่ยฉุ่ยมาก คนที่โตกว่าน่าจะประมาณสี่ขวบ ส่วนคนตัวเล็กน่าจะไม่เกินสองขวบ

เด็กสองคนยื่นศีรษะเข้ามาจากขอบประตู คนโตกว่ากลอกตามองหาที่มาของกลิ่นหอม ส่วนคนเล็กน้ำลายไหลจากมุมปากแล้ว

“จื่อหย่วน จื่อเฮ่า พวกเจ้าสองคนมาทำไม รีบออกไปเร็ว” จางฉุ่ยฉุ่ยแอบมองแม่สามีแวบหนึ่งแล้วรีบลุกขึ้นมาต้อนเด็กสองคนให้ออกจากห้องครัว

“เจ้าไล่ลูกทำไม กับเด็กต้องค่อยๆ สอน เด็กดีรีบมาหาย่ามา” ฉินหมู่ดุสะใภ้ใหญ่แล้วกวักมือเรียกหลานทั้งสอง เด็กน้อยหน้าบานวิ่งถลาเข้าห้องครัวอย่างดีใจ แย่งกันกอดขาฉินหมู่คนละข้าง เสียงเล็กเสียงน้อยแข่งกันเรียกท่านย่าอย่างประจบไม่หยุด

ฉินหมู่ถูกเรียกถูกเขย่าจนเลอะเลือน นางใช้ตะเกียบคีบเนื้อขึ้นมาชิ้นหนึ่ง เป่าไล่ความร้อนแล้วป้อนใส่ปากหลานคนโต หลานคนเล็กร้อนใจเขย่าขานางแรงขึ้น ปากน้อยๆ อ้ากว้าง

“ท่านย่า ข้าด้วย ข้าด้วย”

ฉินหมู่หัวเราะแล้วลูบศีรษะหลานคนเล็ก “มีทุกคน มีทุกคน” พูดแล้วคีบเนื้อขึ้นมาอีกชิ้น ด้วยห่วงว่าหลานจะเคี้ยวไม่ละเอียดจึงเคี้ยวให้ก่อนจึงค่อยป้อนให้หลานตัวน้อย

 

[1] แม่ฉิน

ตระกูลฉิน

“กินข้าวได้แล้ว”

หลังเสียงตะโกนเรียกของฉินหมู่ สมาชิกในตระกูลก็ทยอยเดินออกจากห้องของตนไปที่ห้องโถงใหญ่ของบ้าน จำนวนคนถือว่าไม่น้อย ผู้ที่นั่งตำแหน่งประธานเป็นชายวัยสี่สิบกว่า แม้จะสวมเสื้อผ้าเนื้อหยาบแต่กลับไร้รอยปะชุน เขาน่าจะเป็นหัวหน้าตระกูลฉิน

จางฉุ่ยฉุ่ยจูงบุตรชายทั้งสอง จื่อหย่วนกับจื่อเฮ่านั่งถัดต่อจากบุรุษวัยยี่สิบกว่าผู้หนึ่ง หน้าตาซื่อตรง ดูท่าจะเป็นบุตรชายคนโตของตระกูลฉิน

บุตรชายคนโตนั่งฝั่งซ้ายของผู้อาวุโลตระกูลฉิน ฝั่งขวามีสามีภรรยาอีกคู่หนึ่ง ทั้งสองอายุราวสิบเจ็ดสิบแปดปี บุตรชายคนรองดูมีไหวพริบกว่าพี่ชาย เพิ่งนั่งลงก็ถามบิดามารดาด้วยสีหน้ายิ้มแย้มอารมณ์ดี

“ท่านพ่อท่านแม่ เมื่อคืนหลับสบายดีหรือไม่”

ฉินฟู่[1] พยักหน้าเบาๆ

ในอ้อมกอดสะใภ้รองมีเด็กหญิงตัวน้อยคนหนึ่ง อายุน่าจะยังไม่ถึงสองขวบ ท่าทางยังงัวเงีย

ขณะหลีฉี่หลัวยืนพิจารณาสมาชิกในตระกูลฉิน ฉินหมู่ก็เอ่ยขึ้น “สะใภ้สาม เจ้าจะยืนอยู่ตรงนั้นทำไม ช่างไม่รู้ธรรมเนียมสักนิด ผู้นี้คือบิดาสามีเจ้า” ฉินหมู่พูดพลางชี้ไปที่ฉินฟู่

ในยุคโลกาวินาศ นอกจากฝึกพลังควบคุมเข็มอย่างอื่นหลีฉี่หลัวก็ไม่สนใจเรียนรู้มากนัก แต่ความหน้าด้านหน้าทนนั้นเต็มสิบ! เพียงเปิดปากพูดนางก็แย้มยิ้มสดใส

“ท่านพ่อ”

ฉินฟู่ลูบเคราพลางพยักหน้ายิ้ม “เจ้าเป็นสะใภ้ที่แต่งเข้ามาใหม่ตามธรรมเนียมเช้านี้ต้องยกน้ำชาคารวะพ่อแม่สามี แต่ตระกูลฉินของพวกเราเป็นครอบครัวยากจนก็ข้ามธรรมเนียมนั้นไปเถอะ รับนี่ไปสิ นี่เป็นของขวัญที่ข้ากับภรรยามอบให้เจ้า”

เงิน!

หลีฉี่หลัวยิ้มหน้าบานด้วยความดีใจ มีเงินก็ซื้อของกินได้แล้ว เมื่อเปิดปากพูดอีกครั้งจึงเติมน้ำผึ้งลงไปด้วยไหใหญ่ “ขอบคุณท่านพ่อ ขอบคุณท่านแม่”

แม้อาลักษณ์หลีจะหน้าตาธรรมดาไม่โดดเด่นแต่ภรรยาของเขาทุกคนล้วนเป็นหญิงงาม โดยเฉพาะมารดาแท้ๆ ของร่างนี้ หลีฉี่หลัวจึงมีใบหน้างดงามปานกลางเข้าขั้นเกือบดี ยามยิ้มเต็มที่ดวงตาทั้งสองโค้งสวยดุจจันทร์เสี้ยว รอยยิ้มทั้งปากและตาของสะใภ้คนใหม่ทำให้บรรยากาศในห้องโถงเปลี่ยนเป็นสว่างเจิดจ้าขึ้นทันใด กระทั่งฉินหมู่ยังเผลอมองรอยยิ้มนี้อย่างไม่อาจละสายตา พอได้สติก็กระแอมแก้เก้อ

“นั่งเถอะ”

“เจ้าค่ะท่านแม่” หลีฉี่หลัวขานรับสดใส

หลีฉี่หลัวนั่งลงข้างฉินจง ชูซองแดงในมือเหมือนอวด ฉินจงยิ้มตอบอ่อนโยน “ท่านพ่อท่านแม่ให้เจ้า เจ้าก็เก็บไว้ให้ดีละ”

เมื่อทุกคนนั่งลงเรียบร้อย ฉินหมู่ก็แนะนำสมาชิกในครอบครัวคนที่เหลือ “นี่คือพี่ใหญ่กับพี่สะใภ้ใหญ่และหลานชายสองคนของเจ้า” ชี้ไปทางด้านขวา “นี่คือพี่รองกับพี่สะใภ้รองและหลานสาวของเจ้า”

“พี่ใหญ่ พี่สะใภ้ใหญ่ พี่รอง พี่สะใภ้รอง” หลีฉี่หลัวประสานมือคารวะทุกคน

คนสุดท้ายคือสาวน้อยที่นั่งติดกับฉินหมู่ “นางคือน้องสาวคนเล็กของเจ้า” ตั้งแต่ต้นสาวน้อยผู้นี้ยังไม่พูดสักคำ หลีฉี่หลัวเรียกน้องเล็กคำหนึ่ง สาวน้อยเงยหน้าขึ้นมองแล้วก้มหน้ารวดเร็วอย่างเขินอาย

เมื่อแนะนำเสร็จก็เริ่มกินข้าวเช้า ทุกคนได้แป้งบดหนึ่งถ้วยกับหมั่นโถวแป้งหยาบหนึ่งลูก ส่วนเนื้อที่หลีฉี่หลัวอยากกินเป็นของบุรุษ ตั้งแต่ฉินฟู่ บุตรชายสามคนและหลานชายทั้งสอง ส่วนผู้หญิงไม่มีใครได้สักเศษเสี้ยว

“ท่านแม่แบ่งเนื้อให้จื่อหรูสักนิดเถอะ นางน้ำลายไหลแล้ว” สะใภ้รองนาม ‘หม่าต้านี’ มองแม่สามีอย่างประจบ

“อย่ามาเสแสร้ง!” ฉินหมู่สีหน้าเข้มงวด “เจ้าเคยจิตใจดีตั้งแต่เมื่อใด เห็นบุตรสาวสำคัญขนาดนี้ ข้าว่าคนที่อยากกินคงไม่ใช่จื่อหรูแต่เป็นเจ้าเสียมากกว่า”

“ไม่ใช่นะท่านแม่” สะใภ้รองลนลานปฏิเสธ จากนั้นก็ก้มหน้ากินแป้งบดไม่กล้าร้องขอเนื้อจากแม่สามีอีก

หลีฉี่หลัวไม่สนใจผู้ใด นางก้มมองแป้งบดผสมน้ำที่ใสจนสะท้อนใบหน้าผิดหวังของตนแล้วแอบถอนหายใจยาว จากนั้นก็ยกชามขึ้นซดน้ำอึกใหญ่หลายอึก

ฉินจงเป็นห่วงว่านางจะสำลัก เขายื่นมือออกมาจะลูบหลังให้แต่ก็ลังเล เพียงเอ่ยเตือนเสียงอ่อนโยน “กินช้าๆ” เด็กหนุ่มอาศัยจังหวะที่ไม่มีใครสนใจแอบคีบเนื้อสองชิ้นยัดใส่เข้าไปในหมั่นโถวของตน จากนั้นก็รีบแลกกับหมั่นโถวของหลีฉี่หลัว เห็นอีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นมองก็ส่งสัญญาณบอกนางไม่ต้องพูดและให้รีบกินเสีย

เมื่อวานอยู่ในห้องมีเพียงแสงเทียนจึงมองได้ไม่ชัด วันนี้ภายใต้แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าทำให้เห็นว่าฉินจงผู้นี้หน้าตาไม่เลวเลย ยิ่งตอนยิ้มยิ่งสง่าผ่าเผยน่ามองจนไม่อาจละสายตา

หลีฉี่หลัวจ้องมองรอยยิ้มกับใบหน้าหล่อเหลาตาค้าง เด็กหนุ่มผู้นี้อายุยังน้อยแต่กลับมีรูปโฉมล่อลวงสายตาผู้คนได้ขนาดนี้ ไม่กล้าคิดเลยว่าถึงวันที่เขาโตเป็นหนุ่มเต็มตัวจะรูปงามยิ่งกว่านี้เพียงใด จิตใจก็ดีงามเหลือเกิน เขายอมแบ่งเนื้ออันแสนล้ำค่าให้นางอย่างไม่หวงแหน นิสัยดีเสียจริง ทั้งรูปงามทั้งเป็นคนดีมีน้ำใจ หลีฉี่หลัวทอดถอนใจ

เจ้าของร่างตาบอดสมองหมูหรืออย่างไร พบเจอบุรุษแสนดีหายากเช่นนี้จะตรอมใจตายไปทำไม!

เดิมทีอาหารที่แบ่งให้ทุกคนมีไม่มาก ไม่ว่าจะละเลียดกินช้าเพียงใด สุดท้ายก็หมดไปอย่างรวดเร็ว หลังล้างจานชามเรียบร้อย หม่าต้านีก็เอ่ยขึ้น

“น้องสะใภ้สาม เด็กๆ เรียกเจ้าว่าอาสะใภ้สามแล้ว เจ้าไม่มีของขวัญมอบให้พวกเขาเลยหรือ”

สะใภ้คนใหม่ที่เพิ่งแต่งเข้าตระกูล หลังเด็กๆ เปลี่ยนคำเรียกแล้วต้องมอบของขวัญเล็กน้อยให้จริงๆ แต่หากอ้างอิงตามธรรมเนียมนี้ ครอบครัวพี่ใหญ่กับพี่รองก็ต้องมอบของขวัญให้น้องสะใภ้คนใหม่เช่นกันมิใช่หรือ

อันที่จริงหลีฉี่หลัวไม่สนใจเรื่องเหล่านี้เพราะนางไม่ใช่เจ้าของร่างและตนเองก็ไร้ทรัพย์สินสิ่งมีค่า ทั้งที่หม่าต้านีก็ไม่ได้ปฏิบัติตามธรรมเนียมแต่กลับพูดทวงของขวัญอย่างไม่ละอายเช่นนี้คงเห็นว่านางเพิ่งมาใหม่เลยคิดจะเอาเปรียบกันเป็นแน่

พื้นเพหลีฉี่หลัวเป็นชาวภาคตะวันออก ด้วยฝีมือการปักเย็บที่ยอดเยี่ยมทำให้เป็นผู้มีชื่อเสียง ผู้คนมากมายให้ความสนใจแต่นางไม่ชอบความวุ่นวายจึงมักเก็บตัวอยู่ในโลกของการปักเย็บและทำอาหาร แต่เมื่อโลกเข้าสู่ยุคโลกาวินาศ ความทุกข์ทรมานไม่รู้จุดจบกัดกินผู้คน หญิงสาวที่เคยหลบลมหลบฝนก็ต้องก้าวออกมาเผชิญหน้ากับพายุโหมกระหน่ำด้วยตนเองโดยไร้คนปกป้อง ต้องเรียนรู้เล่ห์เหลี่ยมกลโกงต่างๆ เพื่อให้มีชีวิตรอดต่อไป

หลีฉี่หลัวจึงยิ้มพราวพลางถามเสียงซื่อตาใส “ถ้าเช่นนั้นข้าเรียกท่านว่าพี่สะใภ้รองแล้ว ท่านจะมอบอะไรให้ข้าหรือ”

“ข้า...เจ้า...” หม่าต้านีอึกอักพูดไม่ออก นางคิดไม่ถึงว่าสะใภ้อายุน้อยที่เพิ่งแต่งเข้ามาจะหน้าหนาเช่นนี้ เมื่อครู่ที่เอ่ยปากทวงของเพราะคิดว่าอีกฝ่ายเป็นถึงบุตรสาวอาลักษณ์ สินเดิมที่นำติดตัวมาย่อมเป็นของดีมีราคา ของขวัญที่จะมอบให้หลานย่อมต้องหยิบออกมาจากกองสินเดิมจึงกล้าที่จะเอ่ยทวงด้วยหวังว่าจะได้ของมีค่าบ้าง

ในใจฉินหมู่ไม่ชอบสะใภ้รองมากนัก เพราะเป็นคนมีความคิดตื้นเขิน พูดจาไม่ระวัง ไม่รู้จักการควรไม่ควร เจ้ารองตาบอดหรืออย่างไรที่เห็นหม่าต้านีสะสวย ตอนนั้นจึงรั้นจะแต่งอีกฝ่ายเข้าบ้านให้ได้ พอเห็นหลีฉี่หลัวจัดการหม่าต้านีได้ ตำแหน่งสะใภ้สามในใจฉินหมู่ก็พลันขยับสูงขึ้น

ไม่เลว ไม่หัวอ่อนขี้ขลาด

ฉินหมู่หันมองสะใภ้รองด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ตอนเจ้าแต่งเข้าบ้านให้อะไรหลานชายบ้าง วันนี้กลับอยากได้ของเล็กน้อยของผู้อื่นเขา”

ถึงจะถูกตำหนิไม่ไว้หน้าหม่าต้านีก็ไม่สำนึก ยังสามารถส่งยิ้มประจบให้แม่สามี “ท่านแม่ ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้นนะเจ้าคะ”

ฉินหมู่ตำหนิสะใภ้รองอีกรอบจึงค่อยรู้สึกพอใจ “ตอนนี้ใกล้จะถึงฤดูหนาวแล้ว พวกเจ้าไปช่วยกันเก็บฟืนเถอะ”

“ท่านแม่ ข้าต้องไปทำงานแล้ว เถ้าแก่บอกว่าวันนี้จะมีของมาขึ้นที่ท่าเยอะ ให้ข้าไปถึงเร็วหน่อย” บุตรชายลุกขึ้นยืนเอ่ยด้วยรอยยิ้ม

“หลายปีก่อนพี่รองเคยเล่าเรียนมีความรู้ติดตัว ตอนนี้ทำงานเป็นคนทำบัญชีอยู่ที่ท่าเรือ” ฉินจงกระซิบบอกและบอกด้วยว่าพี่ใหญ่ก็ทำงานที่ท่าเรือเหมือนกัน แต่พี่ใหญ่ใช้แรงงาน แน่นอนว่างานหนักกว่าพี่รองมาก หลีฉี่หลัวนึกสงสัยในใจว่าพี่ใหญ่ทำงานใช้แรงไหวด้วยหรือ

หลังบุตรชายสองคนออกไปทำงาน ฉินหมู่ก็สั่งให้ฉินฟางคอยดูแลหลานๆ และเก็บกวาดทำความสะอาดบ้าน ส่วนนางจะพาสะใภ้ทั้งหมดขึ้นเขาไปเก็บฟืน

“ท่านแม่ให้ข้าไปด้วยเถอะ” ฉินจงลุกขึ้น

“เจ้าพักผ่อนอยู่ที่บ้านเถิด เพิ่งหายป่วยอย่าไปเหนื่อยเลย” ฉินหมู่ส่ายหน้า

“ท่านแม่ ข้าไม่เป็นไรแล้ว เก็บฟืนไม่เหนื่อยหรอก ไม่ใช่ท่านหมอบอกให้ข้าขยับร่างกายมากหน่อยหรือ”

เหตุผลของบุตรชายทำให้ฉินหมู่ไม่ห้ามอีก “ได้ๆ เช่นนั้นเจ้าก็เดินตามมา ส่วนฟืนไม่ต้องเก็บ ข้ามีคนทำเยอะแล้ว”

หลีฉี่หลัวกะพริบตาปริบๆ แล้วหันมองหนุ่มน้อยข้างตัว ดูท่าฉินหมู่จะให้ความสำคัญกับบุตรชายคนที่สามไม่น้อยเลย

ส่วนฉินฟู่รับหน้าที่ทำงานในนา งานในบ้านทั้งหลายเป็นหน้าที่ฉินหมู่ดูแล หลังกินมื้อเช้าเสร็จก็ถือกระบอกยาสูบออกจากบ้านไป ซึ่งทุกคนในบ้านคุ้นชินกับภาพนี้แล้ว

 

[1] พ่อฉิน

ขึ้นเขาล่าสัตว์

ฉินหมู่พาเหล่าสะใภ้กับฉินจงแบกตะกร้าออกจากบ้าน

ระหว่างทางหลีฉี่หลัวได้รู้จากฉินจงว่าหมู่บ้านนี้ชื่อหมู่บ้านเสี่ยวชิงเพราะอยู่ใกล้เขาเสี่ยวชิง ในหมู่บ้านมีสามร้อยกว่าครัวเรือนนับว่าเป็นหมู่บ้านที่ใหญ่มากทีเดียว ตอนนี้ถึงปลายฤดูใบไม้ร่วงแล้ว ใบไม้สีเหลืองกรอบร่วงตกจากต้นกระจายเต็มพื้น พอเดินเหยียบก็จะเกิดเสียงกรอบแกรบ

หลีฉี่ฉลัวจำไม่ได้แล้วว่าครั้งสุดท้ายที่ได้สัมผัสกับธรรมชาติที่สะอาดบริสุทธิ์เช่นนี้เกิดขึ้นเมื่อไหร่ นางหลับตาสูดอากาศสดชื่นเข้าเต็มปอดอย่างโหยหา

เขาเสี่ยวชิงไม่เล็กเลย ยืนมองจากหมู่บ้านยังไม่เห็นยอดเขา

เมื่อมาถึงเชิงเขาฉินหมู่ก็สั่งให้บุตรชายรอตรงนี้ “ลูกจง ร่างกายเจ้ายังถือว่าอ่อนแอ ไม่ต้องตามขึ้นเขาไป ทางขึ้นเขาชันและเดินลำบาก”

ฉินจงรู้ว่าไม่อาจดึงดันได้อีกจึงพยักหน้าเชื่อฟัง “เข้าใจแล้วท่านแม่ ข้าจะเดินเล่นรออยู่แถวนี้” หันมองหลีฉี่หลัว “คุณหนู...เจ้าระวังตัวด้วย”

เวลานี้ในใจหลีฉี่หลัวจมอยู่ในความคาดหวังว่าตนจะสามารถล่าสัตว์ป่าได้สักตัว นางจึงเพียงโบกมืออย่างไม่ใส่ใจกับคำพูดของฉินจง ก่อนจะรีบเดินตามติดหลังฉินหมู่ขึ้นไปอย่างร้อนใจ

ฉินจงมองตามหลังหลีฉี่หลัวไปด้วยสีหน้าครุ่นคิด

 

หลีฉี่หลัวกระตือรือร้นตลอดทาง ได้ยินเสียงนกยังรู้สึกว่าน่าฟัง ท่าทางดูเบิกบานยิ่ง

ฉินหมู่จับสังเกตหลีฉี่หลัว ในใจคิดว่าถ้าอีกฝ่ายกล้าวางมาดคุณหนูออกมาสักนิดนางจะกำราบให้อยู่มือทันที ต้องข่มความเย่อหยิ่งกันไว้ตั้งแต่ต้น

ไหนเลยจะคิดว่าหลีฉี่หลัวไม่เพียงไม่บ่นเหนื่อยแต่นางยังอารมณ์ดีร่าเริง หันซ้ายหันขวาไม่หยุด ทุกอย่างล้วนเป็นสิ่งแปลกใหม่ไปหมด ฉินหมู่มองสะใภ้สามด้วยสายตาครุ่นคิด หรือสาวน้อยผู้นี้จะถูกขังอยู่แต่ในเรือน ไม่เคยพบเจอโลกข้างนอก พอได้มาเห็นป่าเขาธรรมดาจึงตื่นเต้นเสียเหลือเกิน

ไม่นานตะกร้าบนหลังทุกคนก็เต็มไปด้วยไม้ฟืน หลีฉี่หลัวสังเกตเห็นว่าระหว่างเก็บฟืนสะใภ้รองก้าวเดินเชื่องช้า นางตั้งใจเว้นพื้นที่ด้านล่างตะกร้าเอาไว้ ตอนหยิบฟืนใส่ลงไปจึงเต็มเร็วกว่าคนอื่น ทั้งยังดูเก็บฟืนได้มากกว่าคนอื่นด้วย ท่วงท่าการเดินก็เหมือนตะกร้าบนหลังหนักมาก

ฉินหมู่ปรายตามองแล้วเอ่ยอย่างรู้ทัน “สะใภ้รอง แค่เจ้าแอ่นก้นข้าก็รู้ไส้รู้พุงหมดแล้ว ทั้งวันทำแต่เรื่องเหลวไหล อย่างอื่นไม่เรียนรู้แต่เรื่องอู้งานนี่เก่งยิ่งกว่าใคร เห็นของกินก็วิ่งเร็วกว่าคนอื่น เจ้ามันตัวขี้เกียจ”

หลีฉี่หลัวหลุดหัวเราะออกมาอย่างห้ามไม่อยู่

ทว่าหนังหน้าหม่าต้านีไม่บางเลย ถูกแม่สามีจับได้ก็ไม่ตกใจซ้ำยังเถียงเสียงดังมั่นใจ “ท่านแม่พูดเรื่องอะไรกัน ตะกร้าของข้ามีฟืนเต็มขนาดนี้ท่านแม่ไม่เห็นหรือ ข้าจะแบกไม่ไหวแล้ว”

“ถ้าเจ้ายังไม่เลิกอู้เอาเปรียบคนอื่น ข้าจะเป็นคนใส่ฟืนให้เจ้าเอง” ฉินหมู่เอ่ยเสียงดุ

คราวนี้หม่าต้านีหุบปากทันที หากฉินหมู่ใส่ฟืนให้คงได้หลังหักแน่ นางรีบคว่ำตะกร้าเทฟืนออกมาแล้วเรียงใส่กลับเข้าไปใหม่ โดยมีฉินหมู่เฝ้าดูไม่วางตา หม่าต้านีไม่กล้าตุกติกต้องจัดฟืนใส่ตะกร้าจนแน่น แม้จะไม่พอใจแต่ไม่ทำไม่ได้

หลีฉี่หลัวนึกขันในความสัมพันธ์แม่สามีลูกสะใภ้คู่นี้ไม่น้อย พอเห็นสะใภ้รองยอมแพ้ก็หันมองรอบตัวเพื่อหาสัตว์ป่าต่อ ตั้งแต่ขึ้นเขามาจนถึงตอนนี้อย่าพูดถึงเห็นเป็นตัว กระทั่งขนสักเส้นก็ยังไม่เห็น สุดท้ายจึงเดินไปนั่งข้างๆ ฉินหมู่แล้วยิ้มหวานประจบ

ฉินหมู่หันมอง หลีฉี่หลัวขยับเบียดอีกนิด “ท่านแม่ เขาลูกนี้ไม่มีสัตว์ป่าบ้างเลยหรือ” ถามพลางกระตุกแขนเสื้ออีกฝ่ายเบาๆ

“จะพูดก็พูดไป ทำไมต้องมานั่งเบียดด้วย อากาศร้อนจะตาย!”

ร้อนได้อย่างไร! ตอนนี้ปลายฤดูใบไม้ผลิแล้ว อีกไม่นานก็จะถึงฤดูหนาว ยิ่งนั่งอยู่บนภูเขาแค่สายลมเบาๆ พัดผ่านยังหนาวจนตัวสั่น

หลีฉี่หลัวคอตก มือปล่อยแขนเสื้อฉินหมู่ด้วยท่าทางห่อเหี่ยวผิดหวัง

ปกติฉินหมู่จะวางท่าข่มลูกสะใภ้มาตลอด ทั้งสะใภ้ใหญ่และสะใภ้รองต่างกลัวนางจนหัวหด เพียงปรายตามองก็แทบจะวิ่งหนีกันแล้ว ทั้งสองไม่เคยทำตัวใกล้ชิด แม้แต่บุตรสาวตนเองก็ไม่เคยมีท่าทีออดอ้อน ฉินหมู่จึงทำตัวไม่ถูกกับท่าทีสนิทสนมของสะใภ้คนใหม่ พอเห็นหลีฉี่หลัวนั่งหงอยก็เสียงอ่อนลง

“ตอนนี้พวกเรายังอยู่แค่เชิงเขายังไม่ได้ขึ้นเขายังไม่ถึงป่าส่วนลึกจะเจอสัตว์ป่าได้อย่างไร ในหมู่บ้านมีพวกที่เข้ามาล่าสัตว์ป่า นั่นเป็นงานอันตราย ไม่มีผู้ใดรู้หรอกว่าจะพลาดตายวันใด” หลีฉี่หลัวฟังแล้วยิ่งผิดหวัง ตอนนี้พลังพิเศษของนางกลับมาอยู่ในระดับต่ำสุด คงเข้าป่าไม่ได้

“แต่ถ้าโชคดีต่อให้ไปไม่ถึงเขาส่วนลึกก็อาจจะเจอได้” เห็นหลีฉี่หลัวมีสีหน้าผิดหวังฉินหมู่จึงเอ่ยปลอบอีกประโยค เดิมนางไม่เห็นด้วยที่จะแต่งบุตรสาวบ้านอาลักษณ์มาเป็นสะใภ้สาม เพราะตระกูลฉินของตนกำลังตกต่ำ ดั่งคำที่ว่าตระกูลมั่งคั่งแต่งคุณหนู ตระกูลทั่วไปแต่งหญิงชาวบ้าน แต่งสะใภ้ที่มีอำนาจตระกูลเดิมหนุนหลังมักมีแต่เรื่องวุ่นวาย วันเวลาต่อจากนี้ของลูกจงจะผ่านไปอย่างราบรื่นหรือไม่ก็สุดจะคาดเดา

ทว่าคุณหนูตระกูลหลีผู้นี้ไม่เหมือนที่นางคาดเอาไว้ แม้จะรู้อะไรไม่มากแต่สัมผัสได้ว่าสาวน้อยมีความใจกว้าง ไม่อ่อนไม่แข็ง โดยเฉพาะใบหน้ายิ้มแย้มสดใสนั้น ลักยิ้มสองข้างยั่วเย้าให้ผู้มองหลงใหลจนไม่อาจละสายตา

“ท่านแม่หลอกน้องสะใภ้สามแล้ว ปีก่อนมีภัยแล้ง สัตว์ในป่าถูกล่าจนแทบไม่เหลือ ข้าได้ยินสะใภ้ของต้าจู้เล่าว่าในเขาส่วนลึกล่าสัตว์ได้ยากขึ้น แต่นี่พวกเรายังอยู่แค่เชิงเขาทั้งยังเป็นเขตเขาด้านนอก คิดจะล่าสัตว์ฝันกลางวันชัดๆ” หม่าต้านีเบ้ปาก

ฉินหมู่ถูกหักหน้าก็โมโหเสียลมแทบจับ เจ้าคนตาไม่มีแวว เจ้าคนปากเสีย! ไม่เคยรู้เลยว่าเวลาใดควรพูดหรือไม่ควรพูด

“รู้ดีนัก! ไม่พูดก็ไม่มีผู้ใดว่าเจ้าเป็นใบ้!” ฉินหมู่ตวาดเสียงดัง

“เขารอบนอกมักจะล่าอะไรไม่ได้อยู่แล้ว ยังไม่ให้ข้าพูดความจริงอีก” หม่าต้านีบ่นอย่างน้อยใจ

“ชู่” จู่ๆ หลีฉี่หลัวก็ส่งสัญญาณให้ทุกคนเงียบเสียง สายตานางจับจ้องไปที่พุ่มไม้หนาด้านข้าง มือหยิบก้อนหินบนพื้นขึ้นมาถือไว้สองสามก้อน เงี่ยหูตั้งใจฟังเสียงเคลื่อนไหว

“น้องสะใภ้สามเจ้าจะทำอะไร” หม่าต้านีถามเสียงดังอย่างไม่เข้าใจ

เสียงของหม่าต้านีทำให้สิ่งที่อยู่หลังพุ่มไม้ตกใจ หลีฉี่หลัวที่จับจ้องไม่วางตาปาหินในมือออกไปสามก้อนติดๆ นางรู้ว่าปาโดนเป้าหมายแน่นอนก็รีบวิ่งไปดู ภาพที่เห็นทำให้นางยิ้มกว้างดีใจ

สำเร็จ! ในที่สุดข้าก็จะได้กินเนื้อแล้ว!

ฉินหมู่กับสองสะใภ้วิ่งตามมา พอเห็นไก่ตัวอ้วนในมือหลีฉี่หลัวก็ยินดีอย่างยิ่ง

“เยี่ยมไปเลย! น้องสะใภ้เจ้าไปเรียนปาหินมาจากที่ใดกัน มีเนื้อกินแล้ว มีเนื้อกินแล้ว!” หม่าต้านีปรบมือตะโกนเสียงด้วยความดีใจเป็นที่สุด

“ไม่คิดว่าเจ้าจะมีโชคเช่นนี้” ฉินหมู่รับไก่ป่ามาถือไว้ ยิ้มชม “ทั้งที่อยู่เชิงเขาก็ยังล่าไก่ป่าได้ นี่เป็นผลงานของเจ้า มื้อเย็นวันนี้จะแบ่งเนื้อให้เจ้าเยอะที่สุด”

ไก่ป่าหนึ่งตัวให้กินคนเดียวยังน้อยไปเลย

หลีฉี่หลัวบ่นในใจ รู้ดีว่าในฐานะสะใภ้คนหนึ่งของตระกูลฉิน การจะเก็บเนื้อไว้กินคนเดียวคงเป็นไปไม่ได้

ไม่เป็นไร วันนี้จับไก่ได้พรุ่งนี้ก็อาจจะจับสัตว์อย่างอื่นอีกก็ได้ หลีฉี่หลัวปลอบใจตนเอง

ระหว่างลงจากเขา ทุกคนมีรอยยิ้มเต็มหน้า แม้แต่หม่าต้านีที่ก่อนหน้านี้เอาแต่บ่นเหนื่อยยังเดินเร็วขึ้นอย่างกระฉับกระเฉง

ฉินหมู่เดินไปหาบุตรชายที่ยังยืนรออยู่ที่เดิม “กลับกันเถอะ วันนี้ภรรยาเจ้าจับไก่ป่าบนเขาได้หนึ่งตัว ไก่ตัวนี้จะไม่ขาย ถึงบ้านแม่จะต้มน้ำแกงให้ทุกคนกิน”

“นางจับไก่ป่าได้หรือ” สีหน้าฉินจงสงสัยแต่ตอนที่หันไปมองหลีฉี่หลัว สีหน้าแววตากลับเต็มไปด้วยความชื่นชม

หลีฉี่หลัวเชิดคางอย่างภูมิใจ ฉินจงยกมุมปากยิ้มน้อยๆ ทั้งคู่เดินรั้งท้ายสุด เด็กหนุ่มเอ่ยถามอย่างสงสัย “เจ้าจับไก่ป่าได้อย่างไร”

“ฝีมือการใช้เข็มของข้ายอดเยี่ยมมาก วันนี้เจ้าไม่เห็น ข้าใช้หินสามก้อนปาโดนไก่ตัวนั้นอย่างแม่นยำเลยละ” หลีฉี่หลัวตอบตามตรงเพราะไม่คิดปิดบัง

ฉินจงฟังไปพยักหน้าไป สีหน้าครุ่นคิดยากจะบอกได้ว่าเขาเชื่อคำพูดของนางหรือไม่

กินเนื้อไก่

เมื่อกลับถึงบ้าน ฉินจื่อหย่วนเห็นไก่ป่าก็ปรบมือกระโดดโลดเต้นร้องเสียงดัง

“เนื้อ! วันมีเนื้อกินแล้ว!” ฉินจื่อเฮ่ายังไม่รู้ว่าไก่ป่าเป็นตัวอะไร พอเห็นพี่ชายมีท่าทางแบบนั้นก็กระโดดดีใจตามกัน “เนื้อ เนื้อ เนื้อ”

มื้อกลางวันฉินเฟิ่นกับฉินเย่าไม่อยู่ ไก่ป่าจึงถูกเก็บไว้กินร่วมกันตอนเย็น

ฉินหมู่ต้องการทดสอบฝีมือหลีฉี่หลัวจึงบอกให้นางทำมื้อเย็น หลีฉี่หลัวรับงานนี้อย่างกระตือรือร้น หั่นกระเทียม ขิง หัวหอมเป็นแว่นอย่างคล่องแคล่ว จากนั้นก็ใช้น้ำมันเคี่ยวพริกกับพริกไทยจนส่งกลิ่นหอมฟุ้ง

เห็นสะใภ้คนใหม่ตักน้ำมันใช้ไม่ยั้งมือ ฉินหมู่ก็ร้องอย่างเจ็บปวดใจ “สมกับคำกล่าวที่ว่าคนไม่เคยดูแลบ้านก็ไม่เคยรู้ว่าข้าวของหายากเพียงใด น้ำมันนี่ต้องเก็บไว้ใช้หนึ่งปี พริบตาเดียวถูกเจ้าใช้ไปมากขนาดนี้แล้ว!”

หลีฉี่หลัวมองน้ำมันในขวดกระเบื้องที่มีขนาดไม่ใหญ่มากนัก คาดไม่ถึงว่าน้ำมันน้อยนิดจะต้องใช้นานถึงหนึ่งปี ทว่านางก็ไม่ได้โต้เถียง ฉินหมู่เป็นคนดูแลข้าวของในบ้านไยต้องยั่วอารมณ์นางด้วย หลีฉี่หลัวจึงรีบก้มศีรษะขออภัยจริงใจ

“ท่านแม่ ข้าผิดไปแล้ว วันหน้าต้องรบกวนท่านช่วยสั่งสอนข้าด้วย ไม่เช่นนั้นข้าคงทำอะไรไม่เป็น เกรงว่าจะทำให้ท่านเสียหน้า”

เห็นหลีฉี่หลัวมีสีหน้าท่าทีจริงจัง ความเคร่งขรึมบนใบหน้าฉินหมู่จึงผ่อนคลายลง อย่างไรเด็กสาวผู้นี้ก็คือบุตรสาวบ้านอาลักษณ์ นางคงไม่เคยพบเจอความยากลำบาก หลังจากนี้ก็ค่อยๆ สอนนางให้รู้ความแล้วกัน

“อืม เช่นนั้นวันหน้าก็ทำอย่าอีกละ”

หม่าต้านีที่ถูกกลิ่นหอมหลอกล่อให้เดินมาถึงประตูห้องครัวเห็นภาพนี้เข้าก็เดินเบ้ปากไปหาจางฉุ่ยฉุ่ยที่กำลังล้างหัวมันอยู่ในลาน “พี่สะใภ้ ท่านคงต้องระวังตัวหน่อยแล้ว”

“ทำไมหรือ” จางฉุ่ยฉุ่ยหันมองอย่างสงสัย

หม่าต้านีเหยียดริมฝีปาก “ท่านไม่เห็นท่าทางของท่านแม่ที่มีต่อน้องสะใภ้สาม ทั้งที่ใช้น้ำมันเยอะขนาดนั้นแต่นางแค่พูดว่าข้าผิดไปแล้วประโยคเดียว ท่านแม่ก็ไม่เอาความอีก ไม่แม้แต่จะตำหนิด้วย! จากที่ข้าดูมาทั้งวัน ท่านแม่เอ็นดูน้องสะใภ้สามยิ่งนัก”

จางฉุ่ยฉุ่ยไม่พูดอะไรแต่มือที่ล้างหัวมันช้าลง

“ข้ารู้ว่าท่านแม่ไม่ชอบข้าแต่กับพี่สะใภ้ใหญ่นั้นไม่เหมือนกัน ท่านเป็นงานเป็นการและรู้ความ พอเทียบกับข้าท่านแม่ก็เลยเห็นท่านดีไปหมด พอได้เห็นท่านแม่เอ็นดูน้องสะใภ้สามเช่นนี้ก็อดเป็นห่วงท่านไม่ได้ อีกทั้งน้องสามก็เป็นลูกรักของท่านพ่อท่านแม่ วันหน้าไม่รู้จิตใจสองผู้อาวุโสจะลำเอียงไปทางใด ลำพังตัวข้านั้นไม่เป็นไรกลัวแต่พี่สะใภ้จะไม่คุ้นชิน”

จางฉุ่ยฉุ่ยยิ้มขัน “น้องสะใภ้รองพูดเรื่องอะไร ท่านแม่ไม่เคยปฏิบัติกับพวกเราไม่ดีนะ ลำเอียงไม่ลำเอียงอะไรกัน” ถึงจะพูดเช่นนั้นแต่มือที่ล้างหัวมันก็ออกแรงมากขึ้นอย่างชัดเจน

“เอาเถิดข้าก็แค่เป็นห่วงแทนท่านเท่านั้น ดังคำที่ว่าเรือพังแล้วยังมีชิ้นส่วนให้ใช้สอย[1] ในอดีตความรุ่งเรืองของตระกูลฉินทุกคนล้วนประจักษ์ชัด หากไม่มีทรัพย์สินเหลือจะรักษาบ้านใหญ่โตเช่นนี้เอาไว้ได้อย่างไร ถ้าน้องสะใภ้สามประจบท่านพ่อท่านแม่สำเร็จ สมบัติที่เหลือเหล่านั้นมิใช่ถูกครอบครัวน้องสามฉกฉวยไปหมดหรอกหรือ ถึงวันนั้นจื่อหย่วนกับจื่อเฮ่าคงอนาถนัก”

หม่าต้านีเห็นรอยยิ้มแข็งทื่อของจางฉุ่ยฉุ่ยก็เหยียดยิ้ม นึกสมน้ำหน้าอีกฝ่ายในใจ ใครใช้ให้ก่อนหน้านี้เจ้าเสแสร้งเก่งนักล่ะ เปรียบเทียบกันแล้วนางก็ไม่ต่างจากอาจมกองหนึ่ง ถูกแม่สามีตำหนิไว้ไม่น้อย ตอนนี้พบคนที่ร้ายกาจกว่าบ้างแล้วรู้สึกอย่างไรล่ะ

 

ตอนที่ฉินเฟิ่นกับฉินเย่ากลับมาถึง ทั้งบ้านตระกูลฉินก็อบอวลด้วยกลิ่นหอมของอาหาร

วันนี้มีเนื้อไก่ต้มหัวมัน ฉินหมู่ยอมใช้แป้งข้าวโพดสุดหวงมานึ่งเป็นแป้งบดแห้งให้ทุกคนกิน ระหว่างทำอาหารมีฉินจื่อหย่วนกับฉินจื่อเฮ่านั่งปักหลักเฝ้าหน้าประตูห้องครัวน้ำลายไหลยืด ไม่ยอมขยับแม้เพียงครึ่งก้าว

ถึงฉินหมู่จะวางท่าดุกับคนทั้งบ้านแต่กับหลานชายสองคนนี้นางเอ็นดูและรักใคร่ยิ่งนัก เห็นเด็กๆ นั่งเฝ้าหน้าประตูก็ไม่ไล่ ทั้งยังหยิบเนื้อไก่ป้อนให้พวกเขาด้วย พอเห็นแบบนี้หม่าต้านีก็รีบไปอุ้มฉินจื่อหรูมานั่งที่หน้าประตูบ้าง

ฉินหมู่เลือกเนื้อไก่ส่วนที่นิ่มๆ ขึ้นมาชิ้นหนึ่ง เป่าให้หายร้อนแล้วส่งให้หลานสาว “ถือไว้ดีๆ ค่อยเคี้ยว ระวังจะสำลัก”

เด็กน้อยพยักหน้าหงึกหงัก รับเนื้อไก่มาเป่า หม่าต้านีเห็นแล้วก็เอ่ย “จื่อหรูมานี่มาแม่เป่าให้เอง” นางถือเนื้อไก่ชิดริมฝีปาก แต่กลิ่นหอมของเนื้อไก่ที่ยังร้อนทำให้นางอดใจไม่ไหวกัดเนื้อไก่เข้าปากคำใหญ่

“เจ้าตัวตะกละไร้ยางอาย! เป็นผีอดอยากกลับชาติมาเกิดหรืออย่างไร แม้แต่ของกินในมือลูกยังกล้าแย่ง บอกว่าเจ้าเป็นหมูสกปรกกลับชาติมาเกิดก็ไม่เกินไปแล้ว!” ภาพหม่าต้านีแย่งกินเนื้อไก่ในมือบุตรสาวถูกฉินหมู่ที่เดินออกมาหยิบฟืนเห็นเข้าพอดี มือหนึ่งเท้าเอว มือหนึ่งถือท่อนฟืนชี้หน้าสะใภ้รองอย่างโมโห

“คืนนี้เจ้าจะไม่ได้กินเนื้อ!”

สำหรับคนตะกละและขี้เกียจอย่างหม่าต้านี ฉินหมู่จัดการลงโทษได้รวดเร็วและเด็ดขาดเสมอ

หม่าต้านีรู้สึกเหมือนถูกฟ้าผ่าลงกลางหัว ตลอดหนึ่งเดือนมานี้นางไม่ได้กินเนื้ออย่างเต็มที่สักครั้ง เมื่อวานฉินจงแต่งงาน อาหารจานเนื้อทำตามจำนวนแขก แม่สามีจะยอมให้พวกนางกินได้อย่างไร แม้นางจะแอบกินตอนฉินหมู่เผลอก็ต้องรีบเคี้ยวรีบกลืน ไหนเลยจะเหมือนมื้อเย็นวันนี้ที่สามารถละเลียดกินได้อย่างเปิดเผย

ถูกลงโทษแล้วขอร้องไปก็เปล่าประโยชน์มีแต่จะถูกตำหนิรุนแรงยิ่งกว่าเดิม ตอนนี้พลังชีวิตของหม่าต้านี้เหมือนถูกดึงออกจากร่างหมดสิ้น ทั้งร่างไร้เรี่ยวแรงห่อเหี่ยวสิ้นหวัง

ภายใต้การรอคอยของทุกคน ในที่สุดอาหารมื้อเย็นก็ถูกส่งขึ้นโต๊ะ

ฉินหมู่ทำตามที่พูดคือแบ่งเนื้อไก่ให้หลีฉี่หลัวมากที่สุด ส่วนหม่าต้านีไม่ได้แม้แต่ชิ้นเดียว สะใภ้รองมองทุกคนกินเนื้อแล้วก็กลืนน้ำลายเสียงดังอย่างเสียดาย พอถูกฉินหมู่ถลึงตามองก็รีบก้มหน้ากินหัวมันในถ้วยของตน แม้จะไม่ได้กินเนื้อแต่กลิ่นเนื้อที่ติดมากับหัวมันก็พอช่วยบรรเทาความหิวโหยลงไปได้บ้าง

มื้อเย็นวันนี้ทุกคนกินอย่างเอร็ดอร่อย หลีฉี่หลัวถึงกับเรออย่างมีความสุข ในที่สุดวันนี้นางได้กินข้าวจริงๆ เสียที

“สะใภ้รอง เจ้าไปล้างจาน” หลังทุกคนวางตะเกียบ ฉินหมู่ก็ออกคำสั่ง

“ท่านแม่ วันนี้ไม่ใช่เวรน้องสะใภ้สามหรือ” หม่าต้านีไม่พอใจ

ฉินหมู่หรี่ตา เสียงเยียบเย็น “เจ้าจะขัดคำสั่งข้างั้นหรือ”

“ไม่ใช่เจ้าค่ะ ข้าล้างเอง” หม่าต้านีรีบลุกขึ้นทำงาน มือเก็บถ้วยชาม ปากก็บ่นพึมพำ “เนื้อไม่ได้กินแต่กลับสั่งข้าล้างจาน เก่งนักเรื่องรังแกข้า”

เสียงของหม่าต้านีเบาเหมือนเสียงยุง ผู้อื่นล้วนไม่ได้ยินมีเพียงหลีฉี่หลัวที่ได้ยินชัดเจนทุกคำ

 

[1] หมายถึงบางอย่างแม้จะผุพังแต่ก็ยังเหลือประโยชน์ให้เอาไปใช้สอยได้

ทำข้อตกลงอยู่ร่วมกัน

หลังกินมื้อเย็นอิ่ม ต่างคนต่างแยกย้ายกลับห้องตนเอง

หลีฉี่หลัวเดินกลับห้องพร้อมฉินจง ทั้งสองพบหน้ากันครั้งแรกเมื่อคืน วันนี้ก็มีเรื่องวุ่นวายตลอดวัน ตอนนี้จึงเพิ่งมีเวลาได้พูดคุยกัน

คืนนี้แสงจันทร์สว่างจึงยังไม่ต้องจุดเทียน ทั้งสองนั่งบนเก้าอี้ ใบหน้าฉินจงที่อยู่ใต้แสงจันทร์ยิ่งมองก็ยิ่งน่าหลงใหล หลีฉี่หลัวเท้าคางมองใบหน้าหนุ่มน้อยอย่างเพลิดเพลิน ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกว่าเจ้าของร่างนี้โชคดีเสียจริง

“คุณหนูหลี” ฉินจงเรียกเสียงดังพลางโบกมือไปมาตรงหน้าหลีฉี่หลัวที่กำลังมองมาอย่างเหม่อลอย เห็นอีกฝ่ายไม่ตอบคำถามก็เรียกเสียงดังขึ้นจนหลีฉี่หลัวสะดุ้ง

“มีอะไรหรือ”

“ที่ข้าพูดเมื่อครู่เจ้าได้ยินหรือไม่” ฉินจงขมวดคิ้ว

หลีฉี่หลัวกะพริบตาปริบๆ แล้วส่ายหน้า เมื่อครู่คำพูดของเขาไม่เข้าหูนางเลยสักคำ

“ข้าถามว่าต่อจากนี้เจ้าคิดจะทำอย่างไร แม้พวกเราจะกราบไหว้ฟ้าดินกันแล้วแต่ดวงชะตาที่นำมาผูกดวงไม่ใช่ของเจ้า การแต่งงานเมื่อวานถือเป็นโมฆะได้ ข้าจะชี้แจงกับครอบครัวเจ้าเอง ยกเลิกสัญญาระหว่างสองตระกูล แต่ถ้าเจ้าเต็มใจจะเป็นสะใภ้ตระกูลฉิน แน่นอนว่าภายหน้าข้าจะปฏิบัติกับเจ้าอย่างดี หลังจากนี้ถือว่าพวกเราเป็นสามีภรรยากันอย่างแท้จริง” ฉินจงเอ่ยเสียงอ่อนโยน

ฟังจบหลีฉี่หลัวก็นั่งตัวตรง พยักหน้าครั้งหนึ่งแล้วตอบฉินจงด้วยท่าทีจริงจัง “ที่เจ้าพูดก็ถูก ข้าสมควรต้องไตร่ตรองให้ดี”

ฉินจงยิ้มพลางรอฟั่งคำตอบโดยไม่พูดอะไร

ที่ตระกูลหลีมีอาลักษณ์หลีกับภรรยาเอก ทั้งสองมีฐานะเป็นบิดามารดาซึ่งสามารถกำหนดชะตาชีวิตหลังจากนี้ของนางได้ ที่ผ่านมาอาลักษณ์หลีละเลยบุตรสาวคนรอง ไม่เคยใส่ใจดูแล ส่วนจิตใจแท้จริงของภรรยาเอกหรือมารดาเลี้ยงของนางเป็นเช่นไร ดูจากการส่งนางมาแต่งงานกับตระกูลตกต่ำแทนบุตรสาวตนเองก็ชัดเจนแล้ว กลับไปตระกูลหลีก็เท่ากับเอาชีวิตไปให้สองคนนั้นข่มเหงรังแกเสียเท่านั้น

ส่วนที่ตระกูลฉินมีสามีหนุ่มน้อยจิตใจดี หน้าตาก็ดี ถึงแม่สามีจะปากร้ายไปสักหน่อยแต่ดูแล้วไม่ใช่คนนิสัยต่ำช้าจิตใจชั่วร้าย พี่สะใภ้สองคนก็พอคบหาได้

ในเมื่อนางยังไม่รู้เหตุผลที่ตนย้อนเวลากลับมา เท้าย่ำลงผืนดินของยุคนี้อย่างแท้จริงแล้ว ภายหน้าคงหนีการแต่งงานไม่พ้น หลีฉี่หลัวไม่ต้องการให้ภรรยาเอกของบิดาจับคลุมถุงชนอีก เช่นนั้นไม่สู้ลองใช้ชีวิตกับฉินจงไม่ดีกว่าหรือ เพราะเทียบสองตระกูลแล้ว อยู่ตระกูลฉินเส้นทางชีวิตดูจะสดใสกว่ามาก

หลีฉี่หลัวกระแอมเบาๆ “สามี ข้าไตร่ตรองเสร็จแล้ว”

คำว่า ‘สามี’ ทำให้ฉินจงที่กำลังดื่มน้ำถึงกับสำลัก

สำลักน้ำยังดูดี หลีฉี่หลัวหัวเราะตัวสั่นก่อนจะยื่นมือไปตบหลังหนุ่มน้อยเบาๆ “เป็นอะไรหรือสามี”

“สะ...สามี” ดวงตาที่เหมือนเต็มไปด้วยประกายสายน้ำเบิกกว้าง ปากอ้าค้าง “เจ้าตัดสินใจอยู่ที่ตระกูลฉินหรือ!”

หลีฉี่หลัวพยักหน้าแรงๆ ยืนยัน “ข้าจะอยู่ที่นี่ ข้าไม่อยากกลับบ้านตระกูลหลี มารดาแท้ๆ ของข้าตายจากไปนานแล้ว แม่ใหญ่กดขี่รังแกข้า ส่วนบิดาก็ไม่ใส่ใจไม่เคยปกป้อง ข้าไม่รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจที่ได้แต่งเข้าตระกูลฉิน พวกเราลองใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันเถอะ ถ้าไปกันไม่ได้วันหน้าค่อยแยกทางกัน” เรื่องต่อจากนั้นจะอยู่อย่างไรวันหน้าค่อยคิด ถึงแคว้นต้าเย่ผู้หญิงไม่อาจตั้งตระกูลเองได้ แต่หลีฉี่หลัวเชื่อว่าหากมีการเตรียมตัวที่ดี ถึงเวลานั้นคงไม่อับจนหนทางเกินไป

ฉินจงก้มศีรษะลง ในห้องที่มีเพียงแสงจันทร์ส่องผ่านเข้ามาทำให้นางมองไม่ชัดนัก จึงไม่เห็นว่าแววตาหนุ่มน้อยเต็มไปด้วยความสงสัย คืนวันแต่งงานหลีฉี่หลัวในชุดเจ้าสาวร้องไห้ไม่หยุด ตอนที่เขาเปิดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวออกก็เห็นเพียงใบหน้าสิ้นหวังกับแววตาไร้ชีวิตชีวาของนาง ชัดเจนว่านางไม่เต็มใจเป็นสะใภ้ตระกูลฉิน คืนนั้นนางร้องไห้อย่างหนักแล้วก็สลบหมดสติไป แต่พอฟื้นขึ้นมากลับกลายเป็นคนละคนที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ตอนที่ฉินจงเงยหน้าขึ้น ความระแวงสงสัยพลันหายไปหมดสิ้น แววตาที่เป็นประกายสายน้ำฉายชัดถึงความมั่นคงและจริงใจ เขาเอ่ยอย่างอ่อนโยน

“ตกลง ในเมื่อเจ้าไม่รู้สึกว่าตนเองไม่ได้รับความเป็นธรรม เช่นนั้นพวกเราก็ลองใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน วันหน้าหากเจ้าอยากจากไปข้าจะช่วย ข้าจะไม่ปล่อยให้เจ้าต้องจากไปอย่างอับจนหนทางแน่นอน”

ดีเกินไปแล้ว! หลีฉี่หลัวมองหนุ่มน้อยหล่อเหลาด้วยความซาบซึ้งใจ แววตาเป็นประกายวิบวับ หากวันหน้าต้องเสียเวลาหาสามีดี ไม่สู้เลี้ยงดูหนุ่มน้อยคนนี้ให้ดี ให้เขาเป็นสามีที่รักนางเพียงคนเดียวไม่ดีกว่าหรือ

เห็นท่าทางซาบซึ้งใจของหลีฉี่หลัว เด็กหนุ่มก็ยกยิ้มมุมปาก “ในเมื่อเจ้าตัดสินใจจะเป็นสะใภ้ตระกูลฉินจริงๆ เช่นนั้นก็ไม่ควรปิดบังตัวตนของเจ้า ข้าจะบอกความจริงกับทุกคนเอง”

หลีฉี่หลัวพยักหน้าเห็นด้วย ไม่ต้องถูกเข้าใจผิดว่าเป็นอีกคนอย่างไรก็เป็นเรื่องดี

“เจ้าวางใจเถอะ ถ้าพรุ่งนี้ท่านพ่อท่านแม่ต่อว่าเจ้า ข้าจะปกป้องเจ้าเอง” ฉินจงเอ่ยเสียงหนักแน่นจริงจัง

อบอุ่นเกินไปแล้ว! วันหน้าเขาจะต้องบุรุษที่อบอุ่นมากแน่ๆ มีของดีอยู่ใกล้ตัวเช่นนี้นางจะต้องไปเสียเวลาหาสามีใหม่วันหน้าทำไมกัน หลีฉี่หลัวรีบพยักหน้ารับการปกป้อง

“ใช่แล้วสามี ท่านจะต้องปกป้องข้า ข้าเป็นคนขวัญอ่อนยิ่งนัก กระทั่งมดตัวเล็กๆ ยังไม่กล้าเหยียบเลย” พูดพลางทำตัวเล็กหัวหดลง

“...” ฉินจงดูไม่ออกเลยว่าอีกฝ่ายจะเป็นคนขวัญอ่อนไปได้ แต่เขาก็ยังปลอบนางเสียงนุ่ม “วางใจเถิด พวกเราเป็นสามีภรรยากัน ถือเป็นคนคนเดียวกัน” ไม่ว่าช้าหรือเร็วข้าคงได้เรียนรู้นิสัยแท้จริงของเจ้า

“อืมๆๆ สามี เจ้าช่างดีเหลือเกิน” หนุ่มน้อยปากหวานยิ่งกว่าน้ำผึ้ง พอเขาเติบโตเป็นหนุ่มจะต้องล่อตาล่อใจพวกผู้หญิงมากเป็นแน่ วันหน้าต้องเป็นชีวิตที่มีความท้าทายไม่น้อยเลย

“ภรรยา”

“สามี”

ทั้งสองเรียกกันแล้วก็รู้สึกขนลุกขนชัน

หลีฉี่หลัวมองหนุ่มน้อยแสนดีอย่างสงสัย “สามีข้าไม่เข้าใจ ตระกูลหลีเปลี่ยนตัวเจ้าสาวเช่นนี้เจ้ายอมรับได้หรือ ไม่รู้สึกโกรธบ้างเลยหรือ เจ้าน่าจะเคยเจอหลีเย่... เคยเจอพี่สาวของข้า เจ้ารู้สึกอย่างไรกับนางงั้นหรือ”

ในความทรงจำของร่างนี้ หลีเย่เอ๋อเป็นหญิงสาวที่สวยกว่าน้องสาวมากอย่างเทียบไม่ติด ไม่ใช่เพียงรูปโฉม ความสามารถก็มากล้น ทั้งเก่งกาจในการวาดภาพ การใช้พู่กัน หมากล้อมและดีดพิณ นางเป็นบุตรสาวคนโปรดของอาลักษณ์หลี เจ้าของร่างนี้พยายามเลียนแบบพี่สาวแต่ก็ไม่อาจเทียบกันได้ เจ้าของร่างมักจะทอดถอนใจให้กับชะตาที่อาภัพของตนบ่อยครั้ง เดิมนางก็ร่างกายไม่แข็งแรงนัก ถูกบังคับให้มาแต่งงานแทนพี่สาว เป็นสะใภ้ของตระกูลที่ตกต่ำเป็นเรื่องที่ชอกช้ำใจเกินกว่านางจะยอมรับได้ ถึงตรอมใจจากไป

หลีเย่เอ๋อเป็นสาวน้อยที่งดงาม ส่วนฉินจงก็ถือว่าอยู่ในวัยคึกคะนอง พบเจอสาวงามจะไม่รู้สึกวูบวาบในใจจริงหรือ

มือฉินจงที่วางอยู่บนโต๊ะกำแน่น สีหน้าเคร่งขรึมลง หัวเราะเสียงหยัน “ฐานะตระกูลหลีกับตระกูลฉินต่างกันราวฟ้ากับเหว พี่สาวเจ้าไม่อยากแต่งเข้าตระกูลข้าก็ถูกต้องแล้ว จึงต้องลำบากให้เจ้าไม่ได้รับความเป็นธรรม”

พอฉินจงกระโดดข้ามคำถามหลัง หลีฉี่หลัวก็แค่นเสียงอยู่ในใจ ดูท่าเจ้าเด็กคนนี้จะต้องรู้สึกวูบวาบกับหลีเย่เอ๋ออยู่บ้างไม่มากก็น้อย ช่างเถอะ ความคิดที่จะเลี้ยงสามีเด็กก็ให้ถือเสียว่านางสมองกลวงไปชั่วขณะแล้วกัน แม้เขาจะหน้าตาดีจิตใจดีแต่ปักใจอยู่กับหญิงอื่น นางจะเปลืองแรงเอาตัวชนกำแพงไปทำไม ตอนนี้นางจะอยู่ที่บ้านตระกูลฉินไปก่อน รอจนปรับตัวกับยุคนี้ได้แล้วค่อยหาที่พักพิงใหม่ ถึงเวลานั้นก็ค่อยแยกย้ายกัน

เมื่อคิดวางแผนเรียบร้อย หลีฉี่หลัวก็เหยียดหลังตรง ชูสองนิ้วยื่นออกมา

“คุณชายฉิน ข้าไม่อยากกลับบ้านตระกูลหลี ข้าจึงจำต้องขออาศัยอยู่ที่บ้านตระกูลฉินชั่วคราว สองปี ข้าขอเวลาสองปี หลังครบสองปีพวกเราค่อยแยกทางกัน”

เปลี่ยนจากเรียกสามีเสียงหวานตาเป็นประกายเป็นคุณชายฉินเสียแล้ว ฉินจงพยักหน้า “ตกลง”

หลีฉี่หลัวเดาะลิ้น “คุณชายฉิน เจ้าเป็นคนดีแบบนี้ไม่ได้นะ ในเมื่อเจ้ามีใจชื่นชอบหลีเย่...เอ่อ พี่สาวข้า เหตุใดไม่พยายามไขว่คว้านางมาเป็นของเจ้าล่ะ อันที่จริงเพียงเจ้าอ้างสัญญาแต่งงานที่ผู้เฒ่าสองตระกูลตกลงกันไว้ ต่อให้พี่สาวข้าไม่อยากแต่งก็ไม่อาจเลี่ยงได้ หรือไม่เช่นนั้นการเปิดโปงเรื่องตระกูลหลีสับเปลี่ยนตัวเจ้าสาวก็น่าจะเป็นการช่วยระบายความอัดอั้นในใจเจ้าได้ทางหนึ่งนะ”

ฉินจงลุกขึ้นยืนหันหลัง เขาทอดถอนใจ “ไม่ว่าจะกระทำการใดก็ไม่ควรฝืนบังคับกันจนเกินไป เหตุใดข้าต้องทำให้พี่สาวเจ้าลำบากใจด้วย อีกอย่างหากข้าเปิดโปงเรื่องเปลี่ยนตัวเจ้าสาวขึ้นมาเจ้าจะทำอย่างไรต่อไปล่ะ” สีหน้าเด็กหนุ่มเต็มไปด้วยความหยามหยัน ฉินจงมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยสายตาเย็นชา

คนตระกูลหลี หลีเย่เอ๋อ... พวกเขารังเกียจตระกูลฉิน

ส่วนหลีฉี่หลัวที่ท่าทางประหลาดกลับขออยู่ตระกูลฉิน

ฟังแล้วหลีฉี่หลัวก็ยักไหล่ ช่างเถอะ ฉินจงนิสัยอ่อนโยนจิตใจดี เขาอยากเป็นคนดีก็เป็นเรื่องของเขา นางจะใส่ใจไปไย

“เข้านอนเถอะ พรุ่งนี้ข้าจะบอกความจริงกับท่านพ่อท่านแม่ เจ้าอาจโดนดุเล็กน้อย คืนนี้ก็นอนเร็วหน่อย เตรียมแรงไว้รับมือวันพรุ่งนี้” ฉินจงเอ่ย

หลีฉี่หลัวพยักหน้าเห็นด้วย ถึงจะยังไม่ง่วงแต่นั่งเฉยๆ ไม่สู้ไปนอนเอาแรงบนเตียงดีกว่า นางขยับเข้านอนด้านในตำแหน่งเดิม เหลือที่ไว้ให้เขาครึ่งหนึ่ง หลีฉี่หลัวตบที่ว่างข้างตัว เอ่ยชวนเหมือนเป็นเรื่องปกติ

“เจ้าก็รีบขึ้นมานอนสิ”

คืนนี้ฉินจงหน้าไม่แดง เขาเอนหลังลงนอนบนที่ว่างแล้วขยับตัวชิดขอบเตียง นอนตัวแข็งทื่อเหมือนเดิม

หลีฉี่หลัวยิ้มขันในใจแล้วหลับตาลง ไม่นานก็ผล็อยหลับไป

ไม่ล่วงเกินเจ้าที่

วันรุ่งขึ้น ทุกคนในบ้านตระกูลฉินยังคงตื่นตั้งแต่เช้ามืด

เมื่อคืนเข้านอนเร็ว วันนี้ฟ้ายังไม่สว่างหลีฉี่หลัวก็รู้สึกตัวตื่นแล้ว นางใช้แขนยันเตียงกระโดดข้ามร่างฉินจงอย่างไร้เสียง ทว่าฉินหมู่ยังคงเป็นคนตื่นเช้าที่สุด ตอนที่นางเดินผ่านลานบ้านก็พบสะใภ้คนใหม่ยืนบิดขี้เกียจอยู่ก่อนแล้ว ใบหน้าแข็งกระด้างของฉินหมู่อ่อนโยนขึ้นหลายส่วน

“สะใภ้สาม วันนี้ไม่ใช่เวรเจ้าทำมื้อเช้า ไม่ต้องตื่นเร็วเช่นนี้ก็ได้”

ในเมื่อต้องอยู่ตระกูลฉินไปอีกอย่างน้อยสองปีก็ไม่ควรล่วงเกินเจ้าที่เจ้าทางอย่างฉินหมู่ หลีฉี่หลัวยิ้มกว้างแล้วเอ่ยเสียงอ่อนเสียงหวาน

“ท่านแม่ เมื่อคืนข้านอนหลับสบายมาก เมื่อก่อนตอนอยู่บ้านเดิมมักจะฝันร้ายเสมอ แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดพอได้นอนเตียงที่บ้านเรา ข้ากลับรู้สึกสบายใจเหลือเกิน หลับสนิทรวดเดียวถึงเช้าเลย”

ฉินหมู่ยกยิ้มมุมปากรู้ทันคำประจบ “เจ้าไปหยิบฟืนที่ลานมา ข้าจะต้มน้ำไว้ให้ทุกคนใช้ล้างหน้า”

“ได้เจ้าค่ะ ท่านแม่”

ฉินหมู่มองตามแผ่นหลังของหลีฉี่หลัวที่เดินจากไปอย่างเบิกบาน รู้สึกว่าอีกฝ่ายกว่าที่นางคาดคิดไว้มาก

หลีฉี่หลัวเดินกอดไม้ฟืนกลับมาที่ห้องครัว ตอนนี้ปัญหาอันดับแรกคือนางจุดไฟไม่เป็น นางหันมองแม่สามีแล้วเอ่ยเสียงอ่อน “ท่านแม่ ข้าจุดไฟไม่เป็น ท่านช่วยสอนข้าได้หรือไม่”

ฉินหมู่ไม่แปลกใจ บ้านตระกูลหลีมีบ่าวรับใช้เต็มบ้าน ไหนเลยจะต้องให้คุณหนูของบ้านทำงานหนักได้ “ข้าจะจุดไฟให้เจ้าดู” ฉินหมู่ให้หลีฉี่หลัวมายืนใกล้ๆ แล้วสอนวิธีจุดไฟ

“ท่านแม่ ท่านเก่งเกินไปแล้ว” หลีฉี่หลัวตื่นเต้น สีหน้าบ่งบอกความเลื่อมใสอย่างไม่ปกปิด

ฉินหมู่ถูกชมก็รู้สึกเก้อเขินเล็กน้อย ทำตัวไม่ถูก “เรื่องนี้มีอะไรเก่งไม่เก่งกัน เจ้าก็สามารถทำได้เหมือนกัน”

หลีฉี่หลัวส่ายหน้า สองมือจับแขนฉินหมู่ “ท่านแม่พูดเช่นนั้นก็ไม่ถูก ข้ารู้สึกว่าท่านเก่งมากจริงๆ แน่นอนไม่ใช่แค่เรื่องจุดไฟ สำคัญกว่านั้นคือท่านดูแลบ้านได้เป็นอย่างดี เมื่อวานตอนข้าตามท่านไปเก็บฟืนบนเขา ระหว่างทางเห็นบ้านผู้อื่นก็พบว่าบ้านพวกเขาไม่มีระเบียบเหมือนบ้านตระกูลฉินของพวกเราเลย”

คำประจบเอาใจนี้ตีได้ตรงจุดนัก ฉินหมู่ยึดมั่นเสมอว่าทุกเรื่องต้องทำตามกฎเกณฑ์ของมัน นางดูแลบ้านภายใต้หลักการนี้มาตลอด ทว่าคนในบ้านไม่มีผู้ใดเข้าใจเลย ทั้งบุตรชายและสะใภ้จึงไม่มีผู้ใดกล้าใกล้ชิดกับนาง แต่สะใภ้สามผู้นี้กลับปฏิบัติตัวแตกต่างจากผู้อื่น เพิ่งมาอยู่เพียงสองวันก็เข้าใจว่านางมีหลักการดูแลบ้าน ฉินหมู่ให้ตื้นตันใจนัก ใบหน้าจึงเผยแววเอ็นดูที่น้อยนักจะได้เห็น นางตบหลังมือหลีฉี่หลัวเบาๆ

“แต่งเข้าบ้านนี้คงลำบากเจ้าแล้ว”

“ท่านแม่ เหตุใดจึงกล่าวเช่นนี้ ข้าไม่ลำบากสักนิด แต่งเข้าบ้านนี้ได้ถือเป็นโชคดีของข้าต่างหาก”

“ดีๆ ข้ารู้แล้วว่าเจ้ารู้ความ” ฉินหมู่บอกเสียงกลั้วหัวเราะ

ภาพแม่สามีกับสะใภ้สามพูดคุยยิ้มแย้มให้กันทำให้จางฉุ่ยฉุ่ยชะงักอยู่หน้าประตูห้องครัว ครู่หนึ่งจึงก้าวเข้าไปแล้วเอ่ยถาม “ท่านแม่ มื้อเช้าวันนี้ยังเป็นโจ๊กใช่หรือไม่”

รอยยิ้มใจดีบนใบหน้าฉินหมู่หายไปอย่างรวดเร็วก่อนจะพยักหน้าตอบ “อืม”

เพราะฉินเฟิ่นกับฉินเย่าต้องออกไปทำงานที่ท่าเรือตอนเช้า มื้อเช้าของตระกูลฉินจึงตั้งโต๊ะเช้ามากมาตลอด วันนี้หลังจากฉินหมู่ตักโจ๊กแบ่งให้ผู้ชายเสร็จก็ตักให้บุตรสาวและสะใภ้ทั้งสาม แต่โจ๊กในถ้วยของหลีฉี่หลัวดูมากกว่าจางฉุ่ยฉุ่ยกับหม่าต้านีอย่างเห็นได้ชัด

จางฉุ่ยฉุ่ยเห็นแล้วก็นึกถึงภาพความสนิทสนมของแม่สามีกับน้องสะใภ้สามในห้องครัวก่อนหน้านี้ ส่วนหม่าต้านีกลับโวยวายอย่างไม่พอใจ “ท่านแม่ลำเอียงเกินไปแล้ว! ทำไมโจ๊กของน้องสะใภ้สามถึงมากกว่าข้าล่ะ”

“ข้าลำเอียงงั้นหรือ! ข้าทำตามกฎบ้าน เมื่อวานสะใภ้สามจับไก่ได้ ถ้าไม่ใช่เพราะนางพวกเจ้าก็คงไม่ได้กินเนื้อหรอก”

หลานสามคนเห็นท่านย่าเวลาดุจนชินจึงไม่ตกใจกับเสียงตวาด ที่สำคัญท่านย่าก็ไม่ได้ดุพวกตน ฉินจื่อหย่วนกับฉินจื่อเฮ่าตักโจ๊กกินอย่างสบายใจ ฉินจื่อหย่วนเงยหน้าถามเสียงไร้เดียงสา

“ท่านย่า เมื่อไหร่จะได้กินเนื้อไก่อีก” จางฉุ่ยฉุ่ยตกใจรีบยื่นมือมาปิดปากบุตรชายคนโต

“เจ้าปิดปากเขาทำไม” ฉินหมู่ดุสะใภ้ใหญ่แต่หันไปยิ้มใจดีให้หลานชาย “เด็กดี เจ้ารู้หรือไม่ว่าเนื้อไก่เมื่อวานได้มาอย่างไร”

ฉินจื่อหย่วนยังไม่ทันพูดเป็นฉินจื่อเฮ่าที่ชิงตอบก่อน “ข้ารู้ท่านย่าข้ารู้ อาสะใภ้สามจับมา”

“ดูสิ กระทั่งเด็กเล็กยังรู้ความ เรื่องจับไก่ข้าจะไม่พูดถึงอีก สะใภ้สามเพิ่งแต่งเข้ามา เมื่อเช้านางก็รู้จักตื่นตั้งแต่ฟ้าสาง ช่วยข้าต้มน้ำร้อนแล้วเจ้าเล่า! แต่ละวันทำตัวเหมือนลูกข่างไม่หมุนไม่ตีก็ไม่ขยับ!” ยิ่งพูดไฟโทสะก็ยิ่งลุกโชน ปลายนิ้วชี้หน้าสะใภ้รองอย่างโมโห

“เจ้ามันตัวขี้เกียจ ตื่นสายกว่าใครแต่เวลากินกลับกินเยอะที่สุด เวลาทำงานก็ชอบอู้ ตอนนี้เจ้ายังมีหน้ามาคิดเล็กคิดน้อยเรื่องข้าวในชามผู้อื่นอีกหรือ!”

หม่าต้านีถูกฉินหมู่ด่าว่าทุกวันจนชินชามานานแล้ว ขอเพียงไม่เพิ่มงานไม่งดอาหารนางล้วนไม่ใส่ใจ แต่ที่คาดไม่ถึงคือสะใภ้สามที่เพิ่งอยู่บ้านนี้เพียงสองวันจะสามารถประจบเอาใจฉินหมู่ที่จิตใจยึดติดกับกฎเกณฑ์ได้สำเร็จ ในใจพึมพำว่าหลีฉี่หลัวเป็นพวกขี้ประจบไม่หยุด

“ท่านแม่ เรื่องเล็กน้อยไม่ต้องพูดถึงหรอกเจ้าค่ะ” หลีฉี่หลัวพูดจบก็ก้มหน้าเขินอาย การฝึกฝนในยุคโลกาวินาศไม่สูญเปล่าแล้ว ประจบผู้มีอำนาจสูงสุดในบ้านได้ ชีวิตวันข้างหน้าก็สบายแล้ว ช่างเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ายิ่งนัก เพราะการประจบไม่ต้องออกแรงมากเลย ที่สำคัญคือฉินหมู่เป็นแม่สามีที่น่ารักคนหนึ่ง หลีฉี่หลัวจึงไม่รู้สึกฝืนใจในการประจบ

ฉินจงที่นั่งอยู่ด้านข้างหลีฉี่หลัวมองมารดาตนเองกับภรรยาที่แต่งแทนเข้ามาอย่างคาดไม่ถึง เด็กหนุ่มรู้ดีว่ามารดาของตนเป็นคนที่ถูกใจหรือมีใจเอ็นดูผู้อื่นยากเสียยิ่งกว่ายาก เหตุใดจึงเมตตาสะใภ้ที่เพิ่งแต่งเข้าบ้านเพียงสองวันได้ง่ายดายนัก

เวลาที่ฉินหมู่สั่งสอนสะใภ้ ผู้ชายในตระกูลฉินจะไม่สอดปาก ฉินเย่าที่เห็นภรรยาตนเองถูกมารดาตำหนิก็ทำเป็นไม่ได้ยิน เขายกชามโจ๊กขึ้นซดจนหมด ในใจคิดวางแผนว่าวันนี้เถ้าแก่จะจ่ายค่าแรง รับเงินแล้วไปหาของกินในอำเภอสักมื้อแล้วกัน

“ท่านแม่ ข้าไปก่อน” ฉินเย่าเช็ดปากเสร็จก็ลุกเดินออกไป

ฉินเฟิ่นเห็นน้องชายไปแล้วก็ยกชามโจ๊กขึ้นซดรวดเดียวหมด จากนั้นก็รีบลุกเดินตามหลังน้องชายไป

บอกความจริง

งานเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงเสร็จสิ้นไปนานแล้ว งานในที่นาก็ไม่มีให้ทำ เมื่อกินมื้อเช้าเสร็จ ฉินหมู่ก็พาเหล่าสะใภ้ขึ้นไปเก็บฟืนบนเขาเหมือนเดิม

ขณะทุกคนเตรียมตัวจะออกจากบ้าน ฉินจงก็เอ่ยขึ้น “ท่านพ่อท่านแม่ ข้ามีเรื่องจะแจ้งพวกท่านขอรับ”

ฉินฟู่ที่ถือกระบอกยาสูบในมือพร้อมแล้วหันมองบุตรชายอย่างสงสัย “เจ้าสาม มีเรื่องอะไรหรือ”

ฉินจงหันมองหลีฉี่หลัว พอเห็นนางพยักหน้า เขาก็ดึงนางมายืนซ้อนด้านหลังตน หลีฉี่หลัวมองแผ่นหลังเด็กหนุ่มอย่างซาบซึ้งใจ เขาทำตามที่พูดจริงๆ

เขาจะปกป้องนางเอง

“ท่านพ่อท่านแม่ ภรรยาของข้าผู้นี้ไม่ใช่หลีเย่เอ๋อขอรับ” ฉินจงบอกเสียงเรียบ

“เจ้าหมายความว่าอย่างไร” ฉินหมู่ถาม คนในห้องล้วนมีสีหน้างุนงง

หลีฉี่หลัวก้าวออกจากด้านหลังเด็กหนุ่ม “ท่านพ่อท่านแม่ ข้าไม่ใช่คนที่ถูกกำหนดให้ต้องแต่งงาน ข้าเป็นน้องสาวของหลีเย่เอ๋อ เป็นบุตรสาวที่เกิดจากอนุของท่านพ่อ ที่บ้านข้าไม่อยากให้พี่หญิงใหญ่แต่งเข้าตระกูลฉินแต่ก็ไม่อยากขัดต่อคำสั่งเสียของท่านปู่จึงส่งข้ามาแต่งแทน” พูดจบก็ก้าวไปคุกเข่าลงตรงหน้าฉินหมู่ สองมือกุมมือหยาบกระด้าง เงยหน้าขึ้นมองผู้อาวุโสด้วยดวงตาแดงก่ำ น้ำตาคลอ

“ท่านแม่ ข้าแต่งเข้าตระกูลฉินเป็นสะใภ้ของท่านไม่ได้รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจเลยสักนิด ข้าเคารพนับถือท่าน แล้วก็ชอบ... ชอบสามีอย่างยิ่ง นอกจากนี้ข้าก็ชอบพี่สะใภ้ใหญ่กับพี่สะใภ้รองด้วย”

หม่าต้านีไม่คาดคิดว่าหลีฉี่หลัวจะพูดเช่นนี้ พอได้ยินก็รู้สึกเก้อเขินวางตัวไม่ถูก “เหตุใดถึงมาชอบข้า” พึมพำเสียงอ่อนลงหลายส่วน

“ข้าอยู่บ้านนั้นต่อไม่ไหวแล้ว ท่านพ่อไม่เคยเห็นข้ามีตัวตน แม่ใหญ่ก็ไม่ชอบข้า ท่านแม่ได้โปรดอย่าผลักไสข้ากลับไปเลย หลังจากมารดาของข้าสิ้นใจจากไป ข้าก็ไม่เคยพบใครที่ใจดีมีเมตตาเช่นท่านอีกเลย ท่านแม่สงสารข้าเถิด” หลีฉี่หลัวขอร้องน้ำตาไหลพราก

จางฉุ่ยฉุ่ยที่กำลังจูงบุตรชายสองคนตกอยู่ในภวังค์หลังได้ฟังเรื่องแต่งงานแทนของสะใภ้สาม ส่วนหม่าต้านีมองสะใภ้สามร้องไห้แล้วก็เข้าใจว่าเหตุใดแม่สามีที่แสนเข้มงวดจึงดีกับสะใภ้สามขนาดนี้ เพราะอีกฝ่ายเห็นฉินหมู่เป็นเหมือนมารดาแท้ๆ ของตน ที่ทำดีด้วยก็ไม่ใช่การประจบเอาใจ

ฉินหมู่ยืนนิ่ง สีหน้าเคร่งขรึม ส่วนฉินฟู่ฟังจบก็ปากระบอกยาสูบลงพื้นอย่างแรง มือสั่นตัวสั่นด้วยความโกรธจัด “ทำเช่นนี้ได้อย่างไร! นี่มันหลักการบ้าอะไร! ตระกูลหลีไม่เห็นตระกูลฉินอยู่ในสายตา เจ้าหลีเป่าคุนก็ไม่เห็นข้าอยู่ในสายตาด้วย เจ้าสามลากนางตามข้ามา พวกเราจะไปทวงความยุติธรรมที่บ้านตระกูลหลี”

“เรื่องนี้จะทวงความยุติธรรมอะไรกัน” ฉินหมู่เอ่ยเสียงเย็น ทำให้ฉินฟู่หยุดชะงัก “ข้าบอกแต่แรกแล้วว่าการหมั้นหมายนี้ไม่ควรผูกพันจริงจังแต่เจ้าก็ไม่ฟัง คนเขาเป็นอาลักษณ์ประจำอำเภอ ส่วนพวกเราแทบไม่เหลืออะไร คนเขาจะรังเกียจก็สมควรแล้วมิใช่หรือ ถ้าเจ้าไปโวยวายเปิดโปงเรื่องนี้ที่ตระกูลหลีแล้วจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงงั้นหรือ นอกจากขายหน้าไปด้วยกันทั้งสองตระกูล” เรื่องนี้ฉินหมู่รับมือได้มีสติมากกว่า ฉินฟู่ฟังแล้วก็หันกลับมา สีหน้าถมึงทึง

“แล้วจะให้ปล่อยไปงั้นหรือ ให้พวกเราตระกูลฉินต้องยอมรับความโชคร้ายนี้หรืออย่างไร!”

“โชคร้ายหรือ” ฉินหมู่ตวัดสายตาค้อนสามี “โชคร้ายอะไรกัน ข้ายังอยากขอบคุณตระกูลหลีนักที่ส่งสะใภ้รู้ความเอาใจเก่งมาให้ข้า” ฉินหมู่ตบหลังมือหลีฉี่หลัวเบาๆ เป็นสาวน้อยที่น่าสงสารเหลือเกิน แม่แท้ๆ สิ้นใจไปแล้วต้องใช้ชีวิตอยู่ในกำมือแม่เลี้ยง ไม่รู้ที่ผ่านมาต้องลำบากมากเพียงใด มิน่าเล่านางถึงพูดว่าการแต่งเข้าตระกูลฉินถือเป็นความโชคดี ภรรยาเอกของอาลักษณ์หลีคงปฏิบัติต่อลูกของอนุด้วยจิตใจคับแคบและไม่ให้ความเป็นธรรมมากนัก

“ท่านแม่ ท่านไม่ไล่ข้าแล้วหรือ” หลีฉี่หลัวน้ำตาไม่หยุดไหล ถามเสียงสะอื้นทั้งหวาดกลัวและคาดหวัง

ฉินหมู่ฟังแล้วยิ่งสงสารจับใจ “ไล่ไปที่ใดกัน เจ้าเป็นสะใภ้ที่แต่งเข้าตระกูลฉินอย่างผ่าเผย เจ้ากับลูกจงถือเป็นสามีภรรยากันแล้ว เป็นคนตระกูลฉินของพวกเรา ข้าจะไล่เจ้าได้อย่างไร”

“ท่านแม่” หลีฉี่หลัวโถมตัวกอดแม่สามี ร้องไห้สะอึกสะอื้นด้วยความซาบซึ้งใจอย่างแท้จริง

ฉินหมู่ลูบหลังหลีฉี่หลัวอย่างอ่อนโยน “เด็กน้อย ลำบากเจ้าแล้ว หลังจากนี้จงวางใจเถิด”

ด้านฉินฟู่นั้นไม่สนว่าใครแต่งเข้ามาเป็นสะใภ้ของตระกูล ที่เขาให้ความสำคัญคือชื่อเสียงเกียรติยศและหน้าตาของตระกูล เขาจึงรู้สึกรับไม่ได้ที่ตระกูลหลีหลู่เกียรติตระกูลตน แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธว่าที่ภรรยาพูดนั้นถูกต้อง หากไปโวยวายเอาเรื่องสุดท้ายก็คือต้องอับอายไปด้วย ฉินฟู่จึงฮึดฮัดขัดใจที่ทำอะไรไม่ได้เลย

เดิมฉินจงคิดว่าวันนี้คงจะผ่านไปอย่างยากลำบาก อย่างน้อยก็คงวุ่นวายใหญ่โต เขาเตรียมแผนรับมือไว้มากมายแต่คิดไม่ถึงว่าเรื่องจะพลิกผันเช่นนี้ สตรีที่กอดปลอบหลีฉี่หลัวที่กำลังร้องไห้เป็นมารดาแสนเข้มงวดของเขาจริงหรือ

อีกทั้งเขาก็คาดเดาหลีฉี่หลัวไม่ออก น้ำตาของนางเหมือนสั่งให้ไหลได้ คำพูดก็หวานยิ่งกว่าทาด้วยน้ำผึ้งทั้งไห นางพูดคำโป้ปดได้ไหลลื่นไม่ติดขัด คนในห้องฟังแล้วก็คล้อยตามกันหมด กระทั่งมารดาที่หลักแหลมรู้ทันคนที่สุดยังถูกคำพูดน่าสงสารทำให้ใจอ่อนได้อย่างง่าย

การสารภาพตัวตนแท้จริงที่คิดว่าเป็นเรื่องใหญ่สุดท้ายกลายเป็นเรื่องเล็กน้อยและจบลงด้วยการกอดกันร้องไห้ของแม่สามีกับสะใภ้สาม ฉินหมู่เอ็นดูและสงสารหลีฉี่หลัวมากจึงบอกให้นางพักผ่อนอยู่ที่บ้านแต่อีกฝ่ายไม่ยินยอม บอกว่ามีบ้านไหนบ้างให้แม่สามีทำงานแล้วสะใภ้นอนพักผ่อน คำพูดนี้ยิ่งทำให้ฉินหมู่ประทับใจ แม่สามีกับสะใภ้สามจึงเดินเกาะแขนพูดคุยกันอย่างสนิทสนมออกจากห้องโถงใหญ่ไป จางฉุ่ยฉุ่ยกับหม่าต้านีมองตามหลังอย่างอดอิจฉาไม่ได้

“พี่สะใภ้ใหญ่ ข้าแต่งเข้าตระกูลฉินได้เกือบสองปีแล้ว ไม่เคยเห็นท่านแม่ปฏิบัติตัวใกล้ชิดกับผู้ใดเช่นนี้มาก่อนเลย”

จางฉุ่ยฉุ่ยทอดถอนใจ

“คิดไม่ถึงว่าสะใภ้สามจะมีเรื่องราวเบื้องหลังซ่อนอยู่ ข้าก็สงสัยอยู่ว่าเหตุใดบุตรสาวอาลักษณ์ถึงอัธยาศัยดีนัก ที่แท้ก็แค่ลูกอนุนี่เอง” หม่าต้านีพูดพลางตบมือฉาดหนึ่ง สีหน้าภูมิใจ

“เจ้าคิดว่านางอัธยาศัยดีจริงหรือ” จางฉุ่ยฉุ่ยเอ่ยถาม สีหน้าครุ่นคิด

“ใช่สิ” หม่าต้านีตอบเสียงมั่นใจ จะไม่ใช่ได้อย่างไร น้องสะใภ้สามพูดอยู่เมื่อครู่ว่าชอบพี่สะใภ้รองด้วย นึกถึงตรงนี้หม่าต้านีก็ใจพองโต ดูท่านิสัยอย่างนางก็ไม่ได้ทำให้ผู้อื่นรังเกียจเสมอไป น้องสะใภ้สามช่างตามีแววนัก

จ่ายเงินให้ส่วนกลาง

ขึ้นเขาเก็บฟืนวันนี้ไม่โชคดีเหมือนเมื่อวาน

หลีฉี่หลัวแอบถอนหายใจแรงอย่างเสียดาย ดูท่าเมื่อวานนางจะโชคดีจริงๆ แต่วันนี้โชคร้ายเพราะไม่พบเจอสัตว์ป่าเลยสักตัว แม่สามีกับสามสะใภ้แบกตะกร้าใส่ฟืนกลับบ้าน

ตอนนี้ไม่มีงานในนาให้ทำ คนตระกูลฉินกินข้าววันละสองมื้อ ทั้งยังต้องรอให้ฉินเฟิ่นกับฉินเย่าเลิกงานกลับมากินพร้อมกันด้วย โจ๊กหนึ่งชามมื้อเช้าย่อยหมดไปนานแล้ว ยังไม่ถึงตอนเที่ยงท้องหลีฉี่หลัวก็ร้องประท้วงเสียงดัง

หลีฉี่หลัวมองอาหารมื้อเย็น เป็นโจ๊กอีกแล้ว ทั้งยังน้อยกว่ามื้อเช้ามาก นางถอนหายใจอย่างสังเวชชีวิตตนเอง อดอยากอยู่ในยุคโลกาวินาศมานานเกินพอแล้ว ที่นี่ธรรมชาติยังอุดมสมบูรณ์เหตุใดต้องตกอยู่ในสภาพหิวโหยอีก

นางจะไม่ทน!

ถึงเวลาที่ต้องใช้ความสามารถที่แท้จริงแล้ว หลีฉี่หลัวยกชามโจ๊กขึ้นซด แววตาเป็นประกายมุ่งมั่น สิ่งเดียวที่นางมีคือฝีมือในการปักเย็บ ไม่รู้ว่าในแคว้นต้าเย่นี้งานปักเย็บพัฒนาไปถึงระดับใดแล้ว นางจมอยู่ในความคิดทำให้ดื่มโจ๊กไม่ระวังจนสำลักไอหน้าแดง

ฉินจงลูบหลังให้ “ดูเจ้าสิ ไม่ต้องรีบร้อน ค่อยๆ กิน”

ไม่ง่ายเลยกว่าจะหยุดไอได้ หลีฉี่หลัวหันไปยิ้มขอบคุณให้หนุ่มน้อย

ฉินหมู่เห็นแล้วรู้สึกพอใจนัก ถูกต้องแล้ว สะใภ้สามแสนดีขนาดนี้ เจ้าสามสมควรปฏิบัติกับนางดีๆ

หม่าต้านีมองความสัมพันธ์ของทั้งสองแล้วตาร้อนด้วยความอิจฉา นางสะกิดสามีที่นั่งอยู่ด้านข้าง ฉินเย่าที่กำลังคิดถึงอาหารที่แอบไปกินมาเมื่อตอนกลางวัน พอถูกสะกิดก็สะดุ้ง หันมองภรรยาอย่างงุนงง

“เจ้ามีอะไรหรือ”

หม่าต้านีกลอกตาไปทางคู่หลีฉี่หลัวกับฉินจงแล้วกะพริบตาถี่พยายามสื่อความหมายให้สามี ฉินเย่าซดโจ๊กหมดชามก็ยังไม่เข้าใจ “เหตุใดตาเจ้าแปลกๆ ล่ะ กลอกไปกลอกมาเป็นอะไรหรือ”

“ช่างเถอะ!” หม่าต้านีสะบัดหน้าฮึดฮัดไม่สบอารมณ์

หลังกินมื้อเย็นเรียบร้อย ฉินเฟิ่นกับฉินเย่าก็มอบค่าแรงให้บิดามารดา

ในแคว้นต้าเย่มีแม่น้ำทงเชื่อมต่อดินแดนเหนือใต้ อำเภออวิ๋นหยางอยู่ข้างแม่น้ำทง เรือที่ผ่านไปมามีจำนวนมาก ด้วยเหตุนี้ท่าเรืออำเภออวิ๋นหยางจึงคึกคักมาก

คนในหมู่บ้านที่อยู่ใกล้ท่าเรือ เมื่อถึงช่วงเว้นว่างจากการทำสวนทำนา คนส่วนมากก็จะมาทำงานรับจ้างที่ท่าเรือ รวมถึงฉินเฟิ่นด้วย ส่วนฉินเย่าเป็นคนฉลาดอัธยาศัยดีและมีไหวพริบ ตอนเด็กเขามีโอกาสได้เรียนหนังสืออยู่หลายปีแต่ภายหลังเพราะขี้เกียจและเกเร อายุยังน้อยก็รู้จักไปเที่ยวในแหล่งไม่สมควร สุดท้ายฉินฟู่จับได้ถูกโบยตีไปรอบ แม้เขาจะมีไหวพริบดีแต่คงยากที่จะประสบความสำเร็จในเส้นทางบัณฑิต ฉินฟู่จึงให้เขาเลิกเรียนกลบมาอยู่บ้าน

ถึงตระกูลฉินจะตกต่ำตั้งแต่สิบปีก่อน ทว่าชื่อเสียงหน้าตายังพอมีเหลืออยู่หลายส่วน ฉินฟู่ยอมละทิ้งชื่อเสียง บากหน้าไปของานเถ้าแก่ผู้หนึ่งที่ท่าเรือ จนได้งานจดบัญชีมาให้ฉินเย่าทำ

แม้ฉินเย่าจะไม่รักงานนี้แต่เขาก็ทำงานได้ดีไม่เคยก่อเรื่องหรือทำผิดพลาดใหญ่โต

ในห้องโถงใหญ่ของบ้านจุดโคมที่น้อยนักจะได้เห็น ฉินฟู่กับฉินหมู่นั่งเก้าอี้ตำแหน่งประธาน ฉินเฟิ่นมอบเงินค่าแรงให้มารดาก่อน

“ท่านพ่อท่านแม่ เดือนนี้มีงานมาก ข้าได้เงินแปดร้อยอีแปะ” ฉินเฟิ่นพูดพลางยื่นพวงหนึ่งส่งให้

ฉินหมู่รับเงินมา นับเงินห้าร้อยอีแปะส่งคืนให้ฉินเฟิ่น จางฉุ่ยฉุ่ยที่นั่งมองอยู่อดยิ้มไม่ได้

“ท่านพ่อท่านแม่ นี่เป็นค่าแรงของข้า” พอพี่ชายมอบเงินของตนเสร็จ ฉินเย่าก็รีบส่งมอบค่าแรงของตนให้มารดา ยิ้มตาปิดอย่างภูมิใจ

ฉินหมู่รับเงินไว้ ครู่หนึ่งก็เงยหน้ามองบุตรชาย “เจ้ารอง ค่าแรงต่อเดือนของเจ้าไม่ใช่ห้าร้อยอีแปะหรอกหรือ ทำไมเดือนนี้จึงมีเพียงสี่ร้อยห้าสิบอีแปะล่ะ”

“ท่านแม่” สีหน้าฉินเย่าหม่นหมอง “วันนี้ข้าจดบัญชีผิด เถ้าแก่ด่าข้าเสียยกใหญ่ ทั้งยังหักเงินข้าอีกห้าสิบอีแปะด้วย”

“เจ้าจดบัญชีผิด!” ฉินหมู่ยังไม่ทันได้เอ่ยปาก ฉินฟู่ที่นั่งอยู่ด้านข้างก็โมโหเดือดขึ้นก่อน “เจ้ากินอะไรเข้าไป! ข้าสู้แบกหน้าแก่ๆ ไปของานให้เจ้าทำแต่เจ้ากลับทำงามหน้า ทำข้าขายหน้าผู้คน ถ้ายังไม่ได้ความเช่นนี้เจ้าก็ไม่ต้องไปทำแล้ว!”

“ขอรับท่านพ่อ ต่อไปข้าจะระวังให้มากกว่านี้ รับรองว่าจะไม่ทำผิดอีกแล้ว” ฉินเย่าก้มศีรษะยอมรับผิดแต่โดยดี

หลีฉี่หลัวรู้สึกว่าฉินหมู่มองบุตรชายอย่างคาดคั้น ส่วนฉินเย่าก็หลบสายตามารดาอย่างมีพิรุธ

ฉินหมู่สีหน้าเคร่งขรึม นับเงินหนึ่งร้อยห้าสิบอีแปะส่งคืนให้บุตรชาย ฉินเย่ายิ้มรับ “ขอบคุณท่านแม่” พอเขาเดินกลับไปนั่งที่ หม่าต้านีก็ริบเงินนั้นเก็บใส่ถุงผ้าตนเองทันที

ฉินหมู่มองบุตรชายและลูกสะใภ้ทั้งสาม “ฉี่หลัวเพิ่งเข้าบ้านมาจึงยังไม่รู้กฎเกณฑ์ของพวกเราตระกูลฉิน เช่นนั้นข้าก็จะพูดอีกครั้ง ทุกคนอาศัยอยู่ด้วยกัน ไม่ว่าใครก็ห้ามแอบเอาของเก็บไว้ใช้เอง ในหมู่บ้านเสี่ยวชิงมีครอบครัวใดบ้างไม่เป็นเช่นนี้ แต่ข้ารู้ดี เมื่อลูกมีครอบครัวของตนเองก็สมควรต้องมีสมบัติส่วนตัว”

“ท่านแม่ข้าไม่มี” ฉินเฟิ่นเอ่ยขึ้นทันใด

“ท่านแม่พูดเรื่องอะไรกัน พวกเรายังแทนคุณท่านไม่หมดเลย ไหนเลยจะคิดเรื่องพวกนี้” ฉินเย่าเอ่ย

“เวลานี้ทุกคนยังกินข้าวหม้อเดียวกัน พวกข้าสองผู้เฒ่าไม่อาจออกไปทำงานมาเลี้ยงดูพวกเจ้าทุกคนได้ เจ้ารอง งานนี้พ่อเจ้าไปขอเขามา ค่าแรงเดือนละสี่ร้อยอีแปะ ข้าแบ่งให้ครอบครัวเจ้าห้าสิบอีแปะ เจ้าใหญ่ไม่มีงานประจำแต่ช่วยที่บ้านทำไร่ทำนา ค่าแรงของเขาตีค่าได้สองร้อยอีแปะ ที่เก็บเงินพวกเจ้าเข้าส่วนกลางก็เพื่อให้ทุกคนในครอบครัวได้กินอิ่ม ส่วนเจ้าสาม” ฉินหมู่ชะงักไปครู่หนึ่ง

“เขาป่วยมาหลายปีตอนนี้เพิ่งแข็งแรงขึ้น หากให้เขาเหน็ดเหนื่อยเกรงว่าแม้แต่ชีวิตก็คงต้องแลกออกไป พวกเจ้าเป็นพี่ต้องคอยเกื้อกูลน้อง”

“ท่านแม่ไยต้องพูดเช่นนี้ พวกเราล้วนเป็นครอบครัวเดียวกันทั้งนั้น” ฉินเย่ารีบเอ่ย

ฉินหมู่พยักหน้า “วันหน้าเมื่อเจ้าสามทำงานหาเงินได้ก็ต้องส่งเงินเข้าส่วนกลางเหมือนพวกเจ้าทั้งสอง เงินส่วนกลางมีไว้สำหรับอาหารการกินและเครื่องนุ่มห่มของครอบครัว เข้าใจหรือไม่”

“เข้าใจแล้วท่านแม่” ทุกคนขานรับพร้อมเพรียง

ฉินหมู่พยักหน้าพอใจ นางถามสะใภ้สามด้วยรอยยิ้ม “ฉี่หลัว เจ้าฟังแล้วเข้าใจหรือไม่”

หลีฉี่หลัวรีบพยักหน้า “ข้าเข้าใจแล้วท่านแม่” แม่สามีผู้นี้มีหลักการปกครองคนในบ้านที่ยอดเยี่ยม ถึงทุกคนจะกินอยู่ร่วมกันแต่นางก็ยังใจกว้างเว้นที่ให้ครอบครัวของบุตรชายได้สร้างเนื้อสร้างตัว