ชายคนนั้นเดินมาหยุดเบื้องหน้าหลิ่วเยียนอวิ๋น
สายตาจ้องมองนาง ริมฝีปากแดงชุ่มชื่นค่อนข้างบางขยับเล็กน้อย “แม่นางน้อยรู้จักข้าด้วยอย่างนั้นรึ?”
นี่เป็นครั้งที่สองที่เขาเปิดปากพูด พอได้ฟังใกล้ๆ น้ำเสียงของเขาช่างมีเสน่ห์น่าหลงใหลเหลือเกิน
หลิ่วเยียนอวิ๋นกลืนน้ำลาย อ้าปากค้าง พบว่าตัวเองพูดติดอ่างขึ้นมา “ข้า... ข้าไม่รู้จัก...เจ้า”
หลังจากนั้นก็ต้องเบิกตาโพลงด้วยอาการตกใจอีกครั้งจ้องมองไปที่เขา ‘ทำไมเขาถึงรู้ว่าข้าเป็นผู้หญิง?!’
หลิ่วเยียนอวิ๋นก้มหน้ามองการแต่งกายของตนเองอย่างละเอียด หน้าอกราบเรียบ ผมเกล้าทรงบุรุษ ยิ่งเสื้อผ้าไม่จำเป็นต้องพูดถึง
การกระทำของนางทำให้เขาหัวเราะออกมา เผยให้เห็นฟันเรียงขาวราวหิมะ หลิ่วเยียนอวิ๋นสังเกตเห็นว่าที่มุมปากซ้ายของเขามีลักยิ้มเล็กๆ ภายในสมองเกิดความคิดที่ว่า ‘เขาควรอมยิ้มไม่เห็นฟัน’
“ในเมื่อแม่นางไม่รู้จักข้า แล้วเหตุใดถึงจ้องข้าไม่วางตาเช่นนี้?” พัดพับในมือสะบัดกางออก มีภาพวาดดอกบัวหลายดอกประดับอยู่บนพื้นพัดสีขาว ดูเหมือนมีตัวอักษรอยู่ด้วย เพียงแต่จีบของพัดทำให้มองเห็นไม่ชัดเจน
“ข้าแค่...เห็นว่าเจ้าหน้าตาชวนมอง”
เสียงเล็กๆ ของหลิ่วเยียนอวิ๋น ราวกับเสียงยุงบินหึ่งๆ
หลิ่วหลิงเฟิงที่อยู่ด้านข้างก็มีเส้นสีดำขึ้นบนหน้าผาก หันหน้าไปทำเลิกลั่ก เลือกจะไม่มองศิษย์น้องอย่างเด็ดขาด
ชายชุดแดงหัวเราะ “ฮ่าฮ่า” ออกมาเบาๆ สะบัดพัดเก็บลงไปอย่างเร็ว ยื่นพัดออกไปแตะคางหลิ่วเยียนอวิ๋น เชยคางนางขึ้นเล็กน้อยก่อนจะยกมืออีกข้างขึ้นทำท่าประสานมือคารวะ “ข้าเจี้ยนหลีโยว ไม่ทราบว่าแม่นางจะบอกชื่อแซ่กับข้าได้หรือไม่?”
ชั่วขณะนั้น ทุกสรรพสิ่งในใต้หล้าเหมือนจะหมุนติ้วไปหมด ได้ยินเพียงเสียงถอนหายใจและประหลาดใจที่ดังอยู่รอบกาย หญิงงามบางคนถึงกับเป็นลม ฝูงชนต่างมองใบหน้าของเจี้ยนหลีโยวไม่สามารถละสายตาไปที่ใดได้
สุดท้ายหลิ่วเยียนอวิ๋นก็ไม่รู้ตัว...
ไม่รู้ว่าตนเองถูกหลิ่วหลิงเฟิงลากกลับโรงเตี๊ยมไปได้อย่างไร และจำไม่ได้ว่าบอกชื่อแซ่ตนเองออกไปหรือไม่ นางรู้เพียงแต่ว่าเจี้ยนหลีโยวราวกับดอกไม้บานสะพรั่งที่ทำให้ดวงตานางมึนเมาลุ่มหลง
รอจนสติกลับมา หลิ่วเยียนอวิ๋นก็กำลังดิ้นปั้ดๆ บนเตียง นี่ข้ามองจนตาค้างแบบนั้นได้ยังไง?
ในที่สุดนางก็กระโดดขึ้นตบเตียง ตะโกนร้องอย่างโกรธเคือง “เป็นผู้ชายแท้ๆ มีสิทธิ์อะไรมางดงามกว่าผู้หญิงอย่างข้า!”
ที่ห้องถัดไป หลิ่วหลิงเฟิงเอาสำลีอุดหูทั้งสองข้างเอาไว้พลางบ่นพึมพำในใจ ข้าไม่ได้ยินอะไรเลย
หลังจากนั้นหลิ่วเยียนอวิ๋นก็ใช้ความพยายามอย่างหนักในการลืมเรื่องพบเจี้ยนหลีโยวให้หมดเกลี้ยงแบบเด็ดขาดรวดเร็ว สำหรับนางการได้พบกับจอมยุทธ์ชื่อดังช่างน่ามหัศจรรย์ แต่นั่นก็ทำให้ฝูงชนเป็นพยานกับความขายหน้ายับเยินของตัวเอง
เห็นได้ชัดเลยว่าอย่างหลังทำให้หลิ่วเยียนอวิ๋นใส่ใจมากกว่า
หลิ่วเยียนอวิ๋นกอดผ้าห่มบังคับตัวเองให้หลับอย่างรวดเร็ว ข้าแค่ฝันไป เดี๋ยวพอตื่นมาก็ลืมหมดแล้ว
ทว่ายามนี้ทั้งอำเภอเทียนฮวาปั่นป่วนกับการปรากฏตัวของเจี้ยนหลีโยว นี่กลายเป็นประเด็นอภิปรายระดับแว่นแคว้น
ไม่ว่าจะเป็นชายหญิงเด็กแก่ก็จะมีคำติดปาก “นี่ๆ รู้รึยัง? เจี้ยนหลีโยวมาที่อำเภอของเราแล้วนะ?”
คำตอบมักจะประมาณว่า “จะไม่รู้ได้อย่างไรล่ะ? ข้าได้ยินมาว่าหน้าตาหล่อเหลาดูดีมาก!”
ประโยคที่ตามมาต่อจากนี้ถ้าหลิ่วเยียนอวิ๋นได้ยินเข้าจะต้องกระอักเลือดออกมาแน่นอน
“แล้วรู้รึเปล่า? มีแม่นางคนหนึ่งจ้องหลีโยวแบบเซ่อไปเลย!”
ด้วยเหตุนี้ นอกจากเจี้ยนหลีโยวที่กลายเป็นหัวข้อสนทนาแล้ว ยังมีหลิ่วเยียนอวิ๋นที่กลายเป็นคนดังคนที่สองในอำเภอเทียนฮวา ซึ่งได้รับฉายาว่า ‘สาวน้อยคลั่งรัก’ โดยได้รับการประเมินว่าเป็นหญิงสาวที่ลุ่มหลงเจี้ยนหลีโยวและโชคดีได้รับการทักทาย วันรุ่งขึ้นเมื่อหลิ่วเยียนอวิ๋นรู้เรื่องนี้ นางโมโหจนเต้นผ่าง ทนไม่ได้จนคิดใช้เท้าถีบเจี้ยนหลีโยวให้กระเด็น แน่นอนว่านี่จะเป็นอีกเรื่องที่ระเบิดขึ้นภายหลัง
ยามนี้ท้องฟ้าค่อยๆ หมดแสงลง
ความมืดมิดโรยตัวปกคลุมลงมา อุณหภูมิตอนนี้ก็จะเย็นกว่าเมื่อเทียบกับตอนกลางวัน แต่ว่าอากาศแบบนี้ไม่ได้เป็นอุปสรรคที่จะห้ามชาวเทียนฮวาทั่วไปใช้ชีวิตยามค่ำคืน บนถนนจุดโคมไฟสว่างไสว ทุกครัวเรือน-ร้านค้า-โรงเตี๊ยมจุดโคมไฟประดับประดา แผงลอยเล็กๆ ที่ไม่เปิดตอนกลางวัน พอฟ้ามืดก็ออกมาร้องเร่ขายของกันตามถนน
บนถนนคลาคล่ำเต็มไปด้วยฝูงชนไม่ต่างจากกลางวัน ผู้ชายไม่ว่าหนุ่มหรือแก่ที่ตรากตรำทำงานหนักมาทั้งวัน พอตกดึกก็ออกมาปลดปล่อย เดินเล่นอยู่ตามถนน
เจี้ยนหลีโยวก็เป็นอีกคนหนึ่งที่เดินปะปนท่ามกลางฝูงชน เขาถือพัดขึ้นมาโบกพลางเดินอย่างมีความสุข
เขายังคงสวมเสื้อผ้าสีแดงสด ผมม้วนไปด้านหลังแบบสบายๆ ปักด้วยปิ่นสีอ่อน ปอยผมสองปอยไม่ได้ถูกมัดรวบขึ้นไป ปล่อยลงมาคลอเคลียแถวหัวไหล่ ทำให้ดูสง่างามมีเสน่ห์เหลือล้น
อาจเป็นเพราะแสงในตอนกลางคืนสลัวราง อาจเป็นเพราะมีนางโลมที่ไม่ได้ทำงานในหอออกมาวาดลวดลายแย่งลูกค้า ดังนั้นสายตาคนส่วนใหญ่จึงถูกสิ่งอื่นดึงดูดไป ทำให้เจี้ยนหลีโยวไม่ได้ตกเป็นเป้าสายตาของคนอื่นเฉกเช่นเดิม
ซึ่งนี่ไม่ค่อยถูกใจเขาสักเท่าไร
เจี้ยนหลีโยวโบกพัด ยิ้มอ่อน เดินตรงเข้าไปในหอหมู่ตัน
จังหวะที่เดินเข้าไปก็ดึงดูดสายตาทุกคนให้หันมามอง
ผู้ดูแลสายตาแหลมคมสามารถจดจำได้ว่านี่คือชายหนุ่มที่สร้างความตื่นตะลึงให้คนดูยามบ่าย แม้ว่าเกือบทำให้การประกวดเทพธิดาคณิกาพัง แต่ทว่ากลับสร้างผลลัพธ์ออกมาดีมาก เมื่อหลายคนพูดถึงเจี้ยนหลีโยวก็ต่างพากันพูดถึงการประกวดนางคณิกาตามด้วย เช่น “ข้าได้เจอเจี้ยนหลีโยวในงานประกวดเทพธิดาคณิกาด้วย” หรือจะเป็น “งานประกวดปีนี้ยอดเยี่ยมจริงๆ แม้แต่เจี้ยนหลีโยวก็ถูกดึงดูดให้มาร่วมงาน”
พูดถึงตรงนี้ ทุกคนก็เข้าใจว่าเพราะอะไรเจี้ยนหลีโยวที่มีชื่อเสียงด้านความลึกลับ แต่กลับทำให้คนพูดถึงเขาได้อยู่เสมอ
“ว๊าย ตายแล้ว นี่คุณชายเจี้ยนหลีโยวไม่ใช่หรือเจ้าคะ?” เถ้าแก่เนี้ยเหมือนมดที่เห็นน้ำผึ้ง รีบเข้าไปตอมทันที ผ้าเช็ดหน้าในมือสะบัดไปมา ทันใดนั้นสาวๆ ก็เรียงแถววิ่งเข้ามา แต่ละนางยิ้มหวานหัวเราะเสียงใสเหมือนดอกไม้บาน เล่นหูเล่นตาให้เจี้ยนหลีโยว
เจี้ยนหลีโยวยกยิ้มมุมปากเล็กๆ ดวงตาหรี่ลงน้อยๆ ทั้งที่กล้ามเนื้อบนใบหน้าไม่ได้ขยับมากนัก กลับดูปลื้มปีติอย่างบอกไม่ถูก ท่ามกลางสาวงามล้อมหน้าล้อมหลัง เจี้ยนหลีโยวก็เดินตามเถ้าแก่เนี้ยขึ้นไปบนห้องรับรองหรูหราที่สุดชั้นบน
พอขึ้นไปก็ไม่ได้ลงมาทั้งคืน มิหนำซ้ำสาวงามหยดย้อยรูปร่างสมส่วนที่ตามขึ้นไปด้วยไม่ได้ลงมาด้วยเช่นกัน
เพียงชั่วข้ามคืน ความเจ้าสำราญก็กระจายไปตามแสงอาทิตย์ยามเช้า แผ่ขยายไปทั่วอำเภอเทียนฮวา
เป็นธรรมดาที่เรื่องนี้ต้องไปเข้าหูของหลิ่วเยียนอวิ๋นเช่นกัน
แต่ว่านั่นเป็นหนึ่งชั่วยามหลังจากหลิ่วเยียนอวิ๋นลงมาจากชั้นล่าง
ตอนนี้นางเพิ่งจะตื่นขึ้นก็กำลังขยี้ตาง่วงเหงาหาวนอน
“ศิษย์น้องรีบลงมากินอาหารเช้า พวกเราต้องไปกันแล้วนะ” เสียงอบอุ่นของหลิ่วหลิงเฟิงดังมาจากด้านนอก น้ำเสียงราบเรียบไม่ได้เร่ง ทำให้หลิ่วเยียนอวิ๋นหาวหวอดออกมาอีกครั้ง
“รู้แล้ว ลงไปเดี๋ยวนี้แล้วเจ้าค่ะ”
นางลุกจากเตียงเปลี่ยนเสื้อผ้า เพราะเมื่อวานหลิ่วเยียนอวิ๋นถูกเจี้ยนหลีโยวมองออกว่าเป็นสตรีได้ในทันที ดังนั้นวันนี้นางต้องโหดเรื่องกายแต่งตัวเป็นพิเศษ รัดผ้ารัดหน้าอกให้แน่นหนา หายใจเกือบไม่ออก
ผมเกล้าเป็นก้อนกลมรวบไว้หลังกระหม่อม เป็นมวยผมทรงธรรมดาของบุรุษทั่วไป ทำให้ใบหน้านางกลมอิ่มขึ้นไปอีก หลิ่วเยียนอวิ๋นมองเงาตัวเองในกระจกด้วยรอยยิ้มมั่นใจ เดินลงไปข้างล่างด้วยความพึงพอใจ
ทันทีที่เดินลงบันไดมา ใบหน้านางก็มืดครึ้มทันที ทำไมเจ้านั่นถึงมาอยู่ที่นี่?!
หลิ่วเยียนอวิ๋นมองไปที่เจี้ยนหลีโยวที่กำลังนั่งกินอาหารเช้าพูดคุยอย่างสนุกสนานกับศิษย์พี่ของนางอย่างไม่เชื่อสายตา ทันใดนั้นก็มีความรู้สึกเจ็บปวด คนฉลาดสุขุมอย่างศิษย์พี่ทำไมถึงถูกมารนกยูงหว่านเสน่ห์ใส่ได้?
นางแก้มป่องนั่งลงที่โต๊ะ ทำให้การสนทนาระหว่างทั้งสองไม่สามารถดำเนินต่อไปได้
เจี้ยนหลีโยวนั่งตรงข้ามนาง เพียงเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยก็จะมองเห็นความหงุดหงิดของนางได้ ดวงตาทรงเมล็ดซิ่งเหริน[1] กำลังเบิกกว้างกว่าปกติด้วยความกรุ่นโกรธ ใบหน้านวลแก้มขาวแดงระเรื่อ ทำให้ผู้คนอดไม่ได้ที่อยากจะยกมือขึ้นหยิก
เมื่อเห็นภาพนี้เจี้ยนหลีโยวก็ก้มหน้ายิ้ม ตักโจ๊กชามหนึ่งยื่นไปตรงหน้าหลิ่วเยียนอวิ๋นพูดว่า “แม่นางเยียนอวิ๋นกินโจ๊กหน่อยนะ”
หลิ่วเยียนอวิ๋นหน้าแดงอีกครั้งอย่างเงอะงะ ภายในใจแอบด่าตนเองไม่เอาไหนจริงๆ แต่ใบหน้าของเขาบวกกับน้ำเสียงออดอ้อนสามารถลวงใจผู้คนได้ ทำให้นางต้องยอมรับว่าตนเองไม่เอาไหนจริงๆ
แต่ใบหน้าแดงก็ไม่ได้มีความหมายอะไร นางคิดเช่นนี้
เพียงแต่สามคนนั่งโต๊ะเดียวกัน ทำให้นางรู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเอง
ในหัวใจหลิ่วเยียนอวิ๋น มักจะแอบเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับชายหนุ่ม
ท่าทางเขาเวลากินก็ช่างน่ามองดูดีมาก ส่วนข้ากิน... หลิ่วเยียนอวิ๋นรีบเปลี่ยนท่าจับหมั่นโถวใช้สามนิ้ว อืม เขาจิบโจ๊กทีละคำเล็กๆ ดูสง่างามมาก อืม ส่วนข้าซด... นางรีบวางชามโจ๊กไว้บนโต๊ะ ใช้ช้อนตักทีละคำ
อย่างไรก็ตามหลิ่วเยียนอวิ๋นพบว่าอาหารเช้าบนโต๊ะอุดมสมบูรณ์มาก ทั้งซาลาเปา เกี๊ยวม้วนรูปดอกไม้ และอื่นๆ แต่เจี้ยนหลีโยวตั้งแต่แรกจนตอนนี้กินอยู่อย่างเดียวคือซาลาเปา ยิ่งไปกว่ายังเป็นซาลาเปาไส้ผักด้วย
---------------
[1] 杏仁 เมล็ดอัลมอนด์