ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

เรื่องรักนักฆ่า 江湖为聘

ผู้แต่ง 唐源儿 (ถังหยวนเอ๋อ)
ผู้แปล Hongsamut
ประเภท
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
ภารกิจลึกลับของจอมยุทธ์สาวคนใหม่ที่ทำให้ทั่วทั้งยุทธภพวุ่นวายไปหมด

บทนำ

เรื่องรักนักฆ่า (江湖为聘)

唐源儿 (ถังหยวนเอ๋อ) เขียน ห้องสมุด แปล
Chinese edition copyright 
Thai edition copyright Hongsamut.com Co., Ltd.
ALL RIGHTS RESERVED

 

 

แม่น้ำใสสะอาด ทิวทัศน์งดงาม ภูเขาหินน้อยใหญ่เรียงรายมีเห็นได้ทั่วไป

มีตำนานเล่าขานในยุทธภพมากมาย หนึ่งในนั้นคือกระบี่ฟ้าวิญญาณแห่งตระกูลเสิ่น

แต่เมื่อวันหนึ่งกระบี่ล้ำค่าหายไป!!!

หลิ่วเยียนอวิ๋น ทายาทสายตรงตระกูลเสิ่นที่มีความสามารถซ่อนเร้นได้รับภารกิจให้ออกตามหากระบี่สำคัญ แต่ทว่าตั้งแต่สูญเสียความทรงจำก่อนอายุเจ็ดขวบทั้งหมด นางก็ไม่เคยย่างเท้าออกจากบ้านแม้แต่ก้าวเดียว แต่เมื่อก้าวแรกเข้าสู่ยุทธภพก็ได้ฉายาว่า ‘ผู้สาวคลั่งรัก’ ทันที

เจี้ยนหลีโยว จอมยุทธ์หนุ่มใบหน้าดึงดูดใจทั้งสตรีและบุรุษ นักฆ่าที่ขึ้นชื่อว่างดงามที่สุดปฐพี ท่ามกลางฝูงชนมากมายพลังเขาแพร่กระจายด้วยรัศมีเหี้ยมหาญ เขาได้รับการไหว้วานให้ติดตามสาวน้อยที่ความสามารถมีน้อยนิดแต่อยากเป็นจอมยุทธ์ยิ่งใหญ่ตามหาของสำคัญ

สำหรับผู้คนในใต้หล้าเจี้ยนหลีโยวคือตำนานมีชีวิต แต่สำหรับหลิ่วเยียนอวิ๋น เขาคือคือเจ้านกยูงรำแพนหางตัวแดงเถือก ที่วันๆ เอาแต่เดินป้อไปป้อมา

เมื่อนักฆ่าหนุ่มรูปงามกับสาวน้อยวัยใสต้องออกทำภารกิจร่วมกัน

การท่องยุทธภพแบบชวนปวดหัวก็เกิดขึ้น...

 

สารบัญ

เข้าสู่ยุทธภพ

เกริ่นนำ

 

ในยุทธภพมีข่าวลือเกี่ยวกับเจี้ยนหลีโยวต่างๆ นานา ทั้งเหมือนและต่างกัน อย่างเช่นว่ากันว่าเขาเป็นนักฆ่าบ้าง เป็นจอมยุทธ์ที่มีวิทยายุทธสูงลึกล้ำไม่อาจคาดเดาบ้าง หรือไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งบ้าง แต่ว่าที่ทุกคนต่างเห็นพ้องกันก็คือกฎสามข้อของเขา...

หนึ่งเขาฆ่าเฉพาะคนที่สมควรฆ่า สองชอบกินซาลาเปา สามการจ้างราคาเริ่มต้นคือสองพันห้าร้อยตำลึง[1] ไม่มีต่ำกว่านี้และห้ามต่อรองราคาเด็ดขาด

ประเด็นที่กล่าวมาข้างบนเพียงพอที่จะให้คนในยุทธภพพูดกันอย่างสนุกปาก แต่เมื่อเทียบกับสามประเด็นนี้ ตัวตนของเจี้ยนหลีโยวน่าสนใจกว่า บ้างก็ว่าเขาเป็นผู้ชาย บ้างก็ว่าเขาเป็นผู้หญิง ยิ่งไปกว่านั้นทุกคนต่างบอกว่าตนเองเคยเจอเจี้ยนหลีโยวมากับตา ด้วยเหตุนี้ผู้คนจึงมักถกเถียงกันหน้าดำคร่ำเคร่ง โดยมีอยู่เรื่องเดียวที่ทำให้ทั้งสองฝั่งเห็นพ้องต้องกันได้นั่นคือใบหน้าของเจี้ยนหลีโยวถือเป็น ‘หายนะต่อใต้หล้า’

ตามข่าวลือเขาชอบใส่ชุดสีแดง โดยเฉพาะสีชาด แต่กลับชอบปักปิ่นธรรมดาเรียบง่าย ผมยาวมัดตามสบาย เปิดเผยรูปหน้าขาวเรียวดังเมล็ดแตง ดวงตาเป็นสองชั้นแบบมาตรฐาน ซึ่งเป็นดวงตาดอกท้อ ปลายหางตากระดกขึ้นเล็กน้อยยิ่งทำให้มีเสน่ห์ชวนมองมากอีกหลายส่วน รูปร่างเขาถ้าเป็นผู้ชายถือว่าไม่เตี้ย แต่ถ้าเป็นผู้หญิงถือว่าสูงโปร่งเลยทีเดียว (ตามความคิดนักเขียน หากเป็นยุคปัจจุบัน คงจะมีส่วนสูงประมาณหนึ่งร้อยเจ็ดสิบแปดเซนติเมตร) ยังว่ากันอีกว่าเจี้ยนหลีโยวจะสวมแหวนสีแดงบนนิ้วก้อยข้างขวาอยู่ตลอด แหวนวงเล็กเรียวราวกับเส้นไหมเส้นหนึ่งล้อมรัดอยู่บนนิ้ว

เมื่อเร็วๆ นี้ มีข่าวลือใหม่เกี่ยวข้องกับเจี้ยนหลีโยวออกมาอีก

ข่าวนี้เชื่อมโยงเกี่ยวกับกฎข้อ ‘การชอบกินซาลาเปา’ ตามที่พวกซุบซิบบอกนั้น เหตุผลที่เจี้ยนหลีโยวชอบกินซาลาเปาก็เป็นเพราะคิดถึงคนคนหนึ่ง ยิ่งไปกว่านั้นเขายังพยายามตามหาคนคนนั้นให้เจออีกด้วย แต่ไม่นานก็มีคนออกมาโต้แย้งอย่างรวดเร็ว บอกว่าที่เจี้ยนหลีโยวชอบกินซาลาเปาเพราะกำลังระลึกถึงเพื่อนเก่าต่างหาก ซึ่งทั้งสองเหตุผลมีความหมายต่างกันมาก ทำให้ในยุทธภพแบ่งออกเป็นสองฝ่าย ทุกวันจะโต้เถียงกันไม่ยอมหยุด

ส่วนเรื่องนี้จะจริงหรือเท็จ ก็เกรงว่าคงมีเพียงเจี้ยนหลีโยวคนเดียวเท่านั้นที่มีคำตอบในใจ

 

*****

 

บทที่ 1 เข้าสู่ยุทธภพ

 

เชิงเขาเจี้ยนฮวา

ชายสวมชุดสีขาวสองคนสะพายกระบี่ขี่ม้าด้วยท่าทางสบายอารมณ์ กำลังมุ่งหน้าไปตามทางเข้าสู่ตัวอำเภอเยี่ยฮวา

ภูเขาเจี้ยนฮวาลูกนี้ เป็นภูเขาลูกมหึมาที่มีชื่อเสียงโด่งดังมายาวนานกว่าสองร้อยปี เหตุผลที่ทำให้มีชื่อเสียงนอกจากทัศนียภาพที่งดงามและผลไม้หายากล้ำค่ามากมายบนภูเขา สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือบนยอดเขาแห่งนี้เป็นที่ตั้งของสำนักศึกษาแห่งหนึ่ง---สำนักชิงเฟิง สำนักศึกษานี้เป็นหนึ่งในสำนักศึกษาเป็นที่รู้จักกันในยุทธภพ แม้จะฟังชื่อแล้วรู้สึกสง่างามไม่ก้าวก่ายในเรื่องใต้หล้า แต่ใครที่เคยได้ประลองกับคนสำนักชิงเฟิง จะเข้าใจเป็นอย่างดีว่าศิลปะการต่อสู้ชิงเฟิงทำให้คนหวาดกลัวในเรื่องความเร็ว-ความแม่นยำ-การเปลี่ยนแปลงได้หลากหลาย ยังโชคดีที่ว่าหลายปีที่ผ่านมาสำนักชิงเฟิงได้เดินตามเส้นทาง ‘ฝ่ายธรรมะ’ มาตลอด ไม่ได้สนใจแย่งชิงต่อสู้ในยุทธภพ ให้ความรู้สึกเหมือนกับสำนักนี้ปลีกตัวหนีจากโลกภายนอก ไม่อย่างนั้นเกรงว่าจะทำให้คนในยุทธภพรู้สึกถึงความหวาดผวาเอาได้

คนสองคนที่ขี่ม้าลงจากภูเขาเจี้ยนฮวา ดูจากการแต่งกายของพวกเขา น่าจะเป็นศิษย์ของสำนักชิงเฟิง

“ศิษย์พี่ พวกเราเดินทางช้ามากขนาดนี้ เมื่อไรจะถึงอำเภอเจี้ยนฮวาล่ะ?” คนทางขวาอดไม่ได้ที่จะต้องหันไปมองคนที่อยู่ด้านข้างตนเอง ดวงตาช่างราวกับตากวาง กลมโตและแพรวพราว ประดับอยู่บนใบหน้าขาวใสอ่อนเยาว์ พวงแก้มยุ้ยนิดๆ เหมือนใบหน้าเด็กน้อย ทำให้รู้สึกถึงชีวิตชีวาที่อธิบายไม่ได้

“ศิษย์น้องหญิง นานทีเจ้าจะออกมาจากสำนัก เจ้าต้องรู้จักละเลียดชื่นชมทัศนียภาพตามทาง แบบนี้ถึงจะเรียกว่าคุ้มกับการไปเยี่ยมเยียนยุทธภพ” เมื่อได้ยินดังนั้น คนทางซ้ายมือก็ยิ้มมุมปากขึ้น เผยให้เห็นถึงความสบายที่อยู่ภายในตัว

ที่แท้แล้ว ‘หนุ่มน้อย’ ทางด้านขวามือไม่ใช่คุณชาย แต่เป็นแม่นางน้อยคนหนึ่ง

“มีแต่หินผุๆ ระเกะระกะ น่ามองตรงไหน...” หลิ่วเยียนอวิ๋นบ่นพึมพำ นางเงยหน้าขึ้นชำเลืองมองคนที่เดินร่วมทาง ทันใดนั้นสองขาของนางก็หนีบลงไปที่ท้องม้าอย่างแรง ม้าร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด ยกเท้าหน้าตะกุยอากาศ ห้อตะบึงไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว เสียงหัวเราะใสกังวานราวกับกระดิ่งเงินดังแว่วมาจากที่ไกล “หลิ่วหลิงเฟิง อยากชมทิวทัศน์นักก็เชิญชมคนเดียวเถอะ ข้าขอตัวไปกินของอร่อยในเมืองก่อน! ย่าส์!”

“เยียนอวิ๋นช้าๆ หน่อย!” หลิ่วหลิงเฟิงฟาดแส้ลงไปบนสะโพกม้าอย่างแรง ควบม้าตามหลิ่วเยียนอวิ๋นที่กำลังมีความสุขไป เขาถอนหายใจภายในใจพุ่งตามนางไปเบื้องหน้า ‘เจ้าตัวแสบนิสัยจะห้าวไปไหน’

 

อำเภอเยี่ยฮวา

ทั้งสองมาถึงเร็วกว่าที่คาดเอาไว้มาก ที่ประตูเมืองหลิ่วเยียนอวิ๋นนั่งบนหลังม้ามองไปที่ทางเข้า

มีซุ้มประตูขนาดใหญ่เขียนตัวอักษรว่า ‘อำเภอเยี่ยฮวา’ แม้จะเป็นเพียงชื่อแต่กลับส่งพลังอย่างน่าพิศวง เสาต้นใหญ่สองต้นที่ตั้งซ้ายขวาสลักสองประโยค ‘ชิงเฟิงอวยพรชั่วกาล ซื่อสัตย์จริงใจโชคลาภไหลรวม’

เมื่อมองสองประโยคนี้ หลิ่วเยียนอวิ๋นก็อดไม่ได้ที่จะส่งเสียงหัวเราะดัง “ฮิ ฮิ” สองครั้ง

นี่เป็นครั้งที่สองที่นางลงจากเขา ครั้งแรกคือตอนที่นางอายุเจ็บขวบ น่าเสียดายหลังจากกลับไปก็ป่วยหนัก ทำให้ลืมเรื่องราวก่อนหน้าอายุเจ็ดขวบจนหมดสิ้น แน่นอนว่าไม่สามารถจดจำได้ว่าอำเภอเยี่ยฮวาเป็นเช่นไร นางรู้แต่ว่าสำนักชิงเฟิงมีฐานะพอตัวในยุทธภพ แต่นึกไม่ถึงว่าอำเภอเล็กๆ แบบนี้จะสลักโคลงมงคล[2] บนเสาคู่เพื่อเทิดทูนบูชาสำนักโดยเฉพาะ

จู่ๆ ความภูมิใจสั่นสะท้านก็พุ่งขึ้นมาเต็มอก

เสียงฝีเท้าม้าดังตามมาจากข้างหลัง ไม่กี่อึดใจหลิ่วหลิงเฟิงก็ตามมาถึง อุตส่าห์ตามจอมแสบประจำสำนักทัน กลับมาเห็นนางยิ้มเผล่มองซุ้มประตู หลิ่วหลิงเฟิงยกมือขึ้นตบหลังศีรษะนางไปทีหนึ่ง ครั้งนี้เขาพุ่งไปข้างหน้าทิ้งไว้เพียงแค่เสียง “ศิษย์น้องตามมา!”

หลิ่วเยียนอวิ๋นคำรามเสียงดัง ส้นเท้าขวาเตะไปที่ใกล้ก้นม้า รีบควบม้าตามไปทันที

ทั้งสองลงจากหลังม้าที่หน้าประตูโรงเตี๊ยมสี่ไหล ทันใดนั้นเสี่ยวเอ้อร์คนหนึ่งก็พุ่งออกมาต้อนรับทันที ถามอย่างกระตือรือร้นว่า “จะกินข้าวหรือเข้าพักขอรับ” หลังจากได้รับคำตอบว่าเข้าพัก เสี่ยวเอ้อร์ก็รับบังเหียนจากทั้งสองจูงม้าไปที่โรงเก็บที่อยู่ด้านหลัง หันเข้าไปข้างในตะโกนเรียกเจ้านายว่า “เถ้าแก่ คุณชายสองท่านต้องการเข้าพัก!”

หลิ่วเยียนอวิ๋นรู้สึกตื่นตาตื่นใจกับทุกสิ่งบนที่ราบ ขณะที่เดินตามหลิ่วหลิงเฟิงเข้าไปภายใน ดวงตาก็สอดส่ายไปทั่ว ไม่ได้สนใจมองทางข้างหน้าเลย จังหวะนั้นเองไม่ระวังสะดุดธรณีประตู ทั้งตัวหน้าคะมำถลาลงไปในลักษณะอักษรตัวต้า[3] ในใจคิดจังหวะที่จะล้มนอนลงบนพื้น

เอาเถอะ เรียกศิษย์พี่ก็ไม่น่าจะทันแล้ว หลิ่วเยียนอวิ๋นหลับตาลงยอมรับชะตากรรม รอความเจ็บปวดที่กำลังจะมาถึง

ก่อนที่นางจะจูบกับพื้นโลก หลิ่วหลิงเฟิงที่หูตาไวก็รีบคว้าคอเสื้อด้านหลังคอนาง ยกร่างนางขึ้นมาได้ทันท่วงที แม้จะเป็นเช่นนั้น ก็ยังเรียกเสียงหัวเราะจากแขกคนอื่นที่มากินอาหารในโรงเตี๊ยมได้ยกใหญ่

ใบหน้าของหลิ่วเยียนอวิ๋นแดงแจ๋ขึ้นมาทันที

ที่จริงแล้วตั้งแต่เล็กจนโตนางทำเรื่องน่าขันแบบนี้เอาไว้ไม่น้อย แต่หลักๆ แล้วคนที่ถูกหัวเราะล้วนเป็นคนที่นางสร้างเรื่องแกล้งทั้งนั้น สำหรับเรื่องตลกที่เป็นของนางจริงๆ มีเพียงเรื่องในปีอายุเจ็ดขวบ ครั้งนั้นนางตามเจ้าสำนักชิงเฟิง ซึ่งก็คือบิดาของตัวเองลงมาที่พื้นราบ แต่ตัวนางจำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น เรื่องทุกอย่างที่ผ่านมาเป็นสิ่งที่รับฟังมาจากปากคนอื่นอีกที

เล่ากันว่าปีนั้นที่นางออกจากสำนัก ไม่ง่ายเลยที่จะตัดสินใจใช้เงินเก็บมาซื้อของกิน ผลปรากฏว่าเพิ่งจะจ่ายเงินออกไปของก็ถูกขอทานน้อยแย่ง นางวิ่งไล่กวดเจ้านั่นไปหลายลี้ สุดท้ายต้องฝ่าฝนตกกระหน่ำกลับมาที่โรงเตี๊ยมในสภาพเปียกโชกกระเซอะกระเซิงไปทั้งตัว เพียงแค่เห็นบิดาก็ร้องไห้โฮเสียงดัง ในที่สุดก็ล้มป่วย อาการป่วยนี้ลากยาวจนถึงวันกลับสำนักชิงเฟิง นางสติเลือนรางตลอดเวลา สุดท้ายเมื่อรักษาอาการจนหายดี ก็กลับหลงลืมความทรงจำไปจนหมดสิ้น

ส่วนของอร่อยที่ถูกแย่งไป บางคนว่าเป็นถังหูลู่ บางคนว่าเป็นขนมกุ้ยฮวาเกา แต่ก็มีคนบอกว่าเป็นแป้งนึ่งก้อนใหญ่ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็เล่าไม่ตรงกันสักคน สุดท้ายก็ได้แต่เพียงปล่อยไป

ตั้งแต่นั้นความทรงจำใหม่เริ่มที่เจ็ดขวบ นี่เป็นครั้งแรกของหลิ่วเยียนอวิ๋นที่ถูกคนมากมายหัวเราะพร้อมกัน ดูท่าว่าเรื่องศักดิ์ศรีคงไม่มีเหลือให้คงไว้แล้ว แต่ก็ไม่สามารถหันไปต่อยตีผู้คนอย่างไร้เหตุผลด้วย จึงทำได้เพียงหันหัวทำหน้าบึ้งจ้องหลิ่วหลิงเฟิงอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ ส่งสายตาตำหนิว่าทำไมไม่ยอมช่วยนางไวกว่านี้ หลิ่วหลิงเฟิงถูกจ้องจนไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี เขาดึงนางไปหาโต๊ะนั่ง เตรียมใช้อาหารบำบัดอาการโกรธเคืองของศิษย์น้อง

“เอาเนื้อตุ๋น ไก่ย่างครึ่งตัว เลือดหมูหนึ่งชาม ผัดผัก โอ้... ขอเกี๊ยวสุ่ยจิ้งอีกเข่งด้วย” หลิ่วเยียนอวิ๋นร่ายรายการอาหารออกมาได้ในอึดใจเดียวจบ จากนั้นก็ถึงได้นึกถึงหลิ่วหลิงเฟิงอยู่ข้างๆ “จริงด้วย ศิษย์พี่ ท่านจะกินอะไร?”

หลิ่วหลิงเฟิงกระตุกยิ้มฉุนเฉียว ส่ายหน้าให้เสี่ยวเอ้อร์ “ไม่ต้องเท่านี้พอแล้ว”

“เดี๋ยวก่อน!” หลิ่วเยียนอวิ๋นดึงมุมเสื้อของเสี่ยวเอ้อร์ “เอาเหล้าหมักดอกกุ้ยฮวาหนึ่งไห ขอเป็นเหล้าเก่านะ!”

“ได้ขอรับ! พวกท่านโปรดรอสักครู่!”

เสี่ยวเอ้อร์ยังไม่เคยเจอแขกแบบนี้มาก่อน มากันสองคนแต่สั่งอาหารเต็มโต๊ะจะกินหมดหรือ? เถ้าแก่ก็ไม่เคยเจอแบบนี้มาก่อนเช่นกัน แต่สายตาแหลมคมของเขาจดจำได้ว่าเสื้อผ้าที่ทั้งสองสวมบนร่างกายเป็นชุดสำนักชิงเฟิง ดังนั้นเขาจึงรีบขยิบตาให้กับเสี่ยวเอ้อร์ บอกให้ไปเร่งอาหารในครัวให้ออกมาเร็วๆ

สักพักอาหารก็ถูกจัดวางสวยงามบนโต๊ะจนครบ หลิ่วเยียนอวิ๋นรินเหล้าสองจอก กินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย

“เฮ้ๆ เจ้าได้ยินมารึเปล่า? ได้ข่าวว่าเจี้ยนหลีโยวกำลังจะมุ่งหน้ามาทางเหนือน่ะ”

ที่โต๊ะด้านข้างมีชายสามคนกับหญิงสาวหนึ่งคนนั่งอยู่ พวกเขาแต่งกายด้วยเสื้อผ้าธรรมดา ถ้าไม่ใช่เพราะอาวุธที่พิงตรงม้านั่ง พวกเขาก็ดูเหมือนชาวบ้านธรรมดาทั่วไป ส่วนคนที่กำลังพูดตอนนี้เป็นชายใช้ผ้าโพกหัวเอาไว้ สีหน้าของเขาดูลึกลับชอบกล ราวกับว่าข่าวที่พูดออกมาใช้เงินซื้อมา

หลิ่วเยียนอวิ๋นหูดี ทันทีที่ได้ยินชื่อ ‘เจี้ยนหลีโยว’ เข้าก็หยุดมือที่กำลังกิน กระดิกหูตั้งใจฟัง ตอนที่อยู่บนภูเขาบิดาบังคับให้นางซ้อมวิทยายุทธทั้งวัน ลงจากเขาก็ไม่ได้ลง ทุกครั้งที่มีโอกาสทำได้เพียงฟังเรื่องราวบางอย่างในยุทธภพจากปากของพวกศิษย์พี่ศิษย์น้องที่ลงมาจัดการธุระที่พื้นราบเท่านั้น ในช่วงสามปีที่ผ่านมาเจี้ยนหลีโยวเป็นชื่อที่นางได้ยินมากที่สุด โดยเฉพาะจากปากศิษย์น้องหยิงเฟิง เกือบจะทุกครั้งที่เขากลับมาจากการทำธุระกับพวกศิษย์ ปากก็ไม่พลาดจะพูดชื่อนี้ ขนานนามคนนั้นว่าเป็น ‘จอมยุทธ์ผู้ยิ่งใหญ่’ นับได้ว่าชื่นชมบูชาเหลือล้นเลยทีเดียว

เวลานี้สามารถกินไปด้วยฟังไปด้วย ไม่มีอะไรสุขไปกว่านี้แล้วไม่ใช่เหรอ?

 

 

----------------------------

[1] 两 : เหลียง หนึ่งเหลียงเท่ากับหนึ่งตำลึงเงิน

[2] 对联 : ตุ้ยเหลียนคือป้ายมงคลที่นิยมติดไว้หน้าประตู โดยปกติจะติดไว้ทั้งสองด้าน

[3] 大 เปรียบเทียบกับไทยน่าจะลักษณะกางแข้งกางขา

ผ่านเหตุการณ์วุ่นวาย

 

“ข่าวนี้เชื่อได้ไหม? ไหนบอกว่าเจี้ยนหลีโยวเคลื่อนไหวที่หลิงหนานเท่านั้นไม่ใช่หรือ?”

หญิงสาวคนเดียวของโต๊ะเมื่อได้ยินข่าวก็รู้สึกแปลกใจไปเล็กน้อย “หรือว่าตอนนี้เขาเริ่มรับงานทางเหนือ?”

“แบบนี้ก็แย่สิ” ชายอีกคนที่สวมใส่ผ้าเนื้อหยาบสีน้ำตาลขมวดคิ้ว พุ้ยข้าวเข้าเต็มปากกดเสียงต่ำลง “ถ้าคนอย่างเขารับงานแม้กระทั่งทางเหนือด้วย จะให้คนอย่างพวกเราจะใช้ชีวิตกันต่อยังไง?”

“คิดไปเรื่อย! เจ้าคิดว่าเจี้ยนหลีโยวจะเข้ามาแย่งงานเล็กๆ แบบที่พวกเราทำหรือไง?” หญิงสาวมองชายสวมใส่เสื้อเนื้อหยาบสีน้ำตาลอย่างดูแคลน “งานของเขาอย่างต่ำต้องสองพันห้าร้อยตำลึงเงิน คนที่จ่ายไหวล้วนเป็นขุนนางใหญ่ไม่ก็คหบดีร่ำรวย คนแบบพวกเราเอื้อมไม่ถึงงานแบบนี้หรอก”

เมื่อผู้หญิงคนนั้นพูดอย่างนั้น ชายที่สวมเสื้อเนื้อหยาบสีน้ำตาลก็มีสีหน้าผสมผสานระหว่างเสียใจกับดีใจ ทั้งรู้สึกยังโชคดีที่ตนเองสามารถทำมาหากินต่อได้ แต่ก็แอบเศร้าที่ค่าตัวของตนช่างน้อยนิดเหลือเกิน

“ข้าได้ยินมาครั้งนี้เขาไม่ได้มาทางเหนือเพราะการค้า” ชายคนที่สามที่นั่งเงียบบนโต๊ะอาหาร จู่ๆ ก็พูดสอดขึ้น ที่คางมีปอยหนวดเล็กๆ มือลูบหนวดตนเองเบาๆ ทำท่าทางเหมือนเซียน “ดูเหมือนว่าครั้งนี้เขาจะมาตามหาสหายเก่าน่ะ”

“หืม? หรือว่าเป็นเพื่อนเก่าที่มีความเกี่ยวข้องกับซาลาเปานั่นน่ะเหรอ?” หญิงสาวรีบพูดต่อ

หลิ่วเยียนอวิ๋นฟังด้วยความเพลินเพลิน มือที่คีบอาหารก็เริ่มช้าลงตาม นางเงยหน้าขึ้นเหลือบมองก็พบว่าลูกค้าคนอื่นส่วนใหญ่ต่างก็เอนหัวแอบฟังการสนทนาของคนกลุ่มนี้เช่นกัน ดูเหมือนว่าชื่อเสียงของเจี้ยนหลีโยวโด่งดังไม่ใช่น้อย

“เรื่องนี้ไม่มีใครรู้หรอก” ชายโพกหัวยักไหล่ยิ้มบาง “แต่ถ้าเขาขึ้นเหนือครั้งนี้สามารถฆ่าขุนนางกังฉินได้สักหลายคนหน่อย คงเป็นความโชคดีของชาวบ้าน”

คนพวกนี้พูดว่า ‘ฆ่าคน’ ออกมาง่ายๆ สบายๆ เหมือนเป็นคำพูดคำติดปาก ทำให้หลิ่วเยียนอวิ๋นรู้สึกราวกับ ‘อืม นี่สินะยุทธภพ’

“เจ้าโง่! รินเหล้าให้ข้ายังไงของแกกันเฮอะ?!” หลิ่วเยียนอวิ๋นกำลังฟังเพลิน ทันใดนั้นผู้ชายที่นั่งถัดออกไปจากนางสองโต๊ะก็ตบลงบนโต๊ะอย่างแรง ตะโกนใส่เสี่ยวเอ้อร์ด้วยสีหน้าจะกินเลือดกินเนื้อ จานอาหารกระเด้งขึ้นมาจากโต๊ะหนึ่งชุ่น

ผู้ชายผู้นี้มีวิทยายุทธ นี่เป็นความคิดแรกในใจหลิ่วเยียนอวิ๋น

เสี่ยวเอ้อร์ตกใจจนตัวสั่นเทา โค้งตัวขอโทษอย่างสุดกำลัง “ข้าขอประทานโทษขอรับนายท่าน ข้าไม่ได้ตั้งใจ ขอประทานโทษจริงๆ!”

“ไม่ได้ตั้งใจ?! ไม่ได้ตั้งใจแล้วทำไมไม่เห็นหล้าหกใส่ตัวลูกค้าแบบนี้?!” ชายคนนั้นไว้หนวดเครารุงรัง รูปร่างใหญ่โตบึกบึน ตอนระเบิดอารมณ์ดวงตาเหลือกถลนออกมา แขนกำยำใช้แรงน้อยนิดก็พองกล้ามเนื้อขึ้น เขาคว้าคอเสื้อเสี่ยวเอ้อร์ยกขึ้นมาด้วยมือข้างเดียวอย่างดุเดือด คราวนี้เสี่ยวเอ้อร์ตกใจจนพูดอะไรไม่ออก

การกระทำของเขาดึงดูดสายตาของทุกคนในโรงเตี๊ยมให้หันไปมอง

“นายท่าน นายท่าน ท่านผู้มีจิตใจกว้างขวาง เจ้าเด็กนี่มันโง่ทำอะไรไม่ระวัง เดี๋ยวข้าจะรินเหล้าให้นายท่านด้วยตนเองดีหรือไม่? ส่วนค่าเหล้าข้าไม่คิดแม้แต่อีแปะเดียว ถือว่าข้าเลี้ยงนายท่านขอโทษ” เมื่อเห็นสถานการณ์ชักไม่ค่อยดี เถ้าแก่ก็รีบวิ่งเข้ามาขอโทษด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเอาใจ

“ถุย! ใครบอกให้แกมาสะเออะเลี้ยงข้า?! เห็นว่าคนอย่างข้าไม่มีเงินเรอะ?!” ไม่คิดว่าชายเคราดกรุงรังจะอารมณ์รุนแรงไม่เบา ดูท่าว่าวันนี้เสี่ยวเอ้อร์คงจะลำบากแล้วจริงๆ

แขกคนอื่นนั่งที่ตนเองมองภาพวุ่นวายตรงหน้า โดยไม่มีสักคนที่จะออกหน้ามาช่วยพูด ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการช่วยเหลือเลย

นี่ไม่สมกับการเป็นจอมยุทธ์สักนิด หลิ่วเยียนอวิ๋นคิด

เหลี่ยนเยียนอวิ๋นจับกระบี่ข้างตัวแน่น คิดจะพุ่งเข้าไป ‘ลงโทษคนกักขฬะกำจัดความชั่วร้าย’ แต่กลับถูกหลิ่วหลิงเฟิงกดเอาไว้ก่อน เขาส่ายหน้า กล่อมนางว่าอย่าเพิ่งหุนหันพลันแล่นไป

ชายเคราดกยกเสี่ยวเอ้อร์ขึ้นมาเหนือหัวด้วยมือข้างเดียว ขณะกำลังจะทุ่มอีกฝ่ายลงพื้น หลิ่วเยียนอวิ๋นก็ยกมือปิดตาเหลือช่องว่างเล็กๆ แอบมอง หลิ่วหลิงเฟิงหยิบตะเกียบออกมาจากกระบอกไม้ไผ่ กำไว้ในมือ เตรียมพร้อมจัดการตลอดเวลา

ขณะที่ทุกคนกลั้นหายใจมองเสี่ยวเอ้อร์ผู้โชคร้าย จู่ๆ ร่างสีแดงก็ทะยานเข้ามาจากด้านนอกโรงเตี๊ยม กระบี่บางเฉียบบิดพันบนแขนชายเคราดก ร่างนั้นก็เคาะเท้าเบาๆ กระโดดขึ้นไปแย่งตัวเสี่ยวเอ้อร์ออกมาจากมือชายเคราดกได้ พาเสี่ยวเอ้อร์พลิ้วลงไปยืนบนพื้นได้อย่างมั่นคง

ทันทีที่เท้าแตะพื้น เสี่ยวเอ้อร์ก็รีบเข้าไปหลบหลังโต๊ะจ่ายเงิน ชายชุดแดงไม่เปิดโอกาสให้ชายเคราดกได้ตอบโต้กลับ ปลดปลายกระบี่ที่บิดแขนชายเคราดกออก เฉือนแขนเสื้อขาดเป็นชิ้นๆ จากนั้นก็กระโดดเตะเข้าที่หน้าอก ชายเคราดกทั้งที่ตัวหนาหนักก็ยังถูกแรงถีบกระเด็นออกไปหลายจั้ง แต่เหมือนว่าชายชุดแดงไม่ตั้งใจจะปล่อยชายเคราดกไปง่ายๆ เขาทะยานเข้าไปกระทืบหน้าอกอีกฝ่ายหลายครั้ง คนนอกมองภาพนี้ก็เหมือนชายชุดแดงไม่ได้ออกแรงอะไรเลย แต่หลิ่วเยียนอวิ๋นรู้ว่าชายคนนี้รวบรวมกำลังภายในไว้ที่ฝ่าเท้า ทุกครั้งที่กระทืบลงไป

อู๊ย...

เป็นไปตามคาด ชายเคราดกสีหน้าท่าทางบิดเบี้ยว นอนตัวงอบนพื้น ร้องโอดครวญ

ชายชุดแดงกระทืบสั่งสอนลงไปอีกหลายที สีหน้าดุดัน “ยังจะกล้ารังแกชาวบ้านอีกไหม?!”

“ไม่กล้าแล้ว ไม่กล้า...” ชายเคราดกร้องขอชีวิต “คุณชายได้โปรดปล่อยข้าไปเถอะ ข้าไม่กล้าทำอีกแล้ว”

หลิ่วเยียนอวิ๋นมองภาพนี้ก็รู้สึกไม่น่าสนใจต่อไป ‘โอ้ พลังการต่อสู้ของชายเคราดกอ่อนด้อยไปไหม’ เมื่อได้ยินเช่นนั้น ชายชุดแดงก็ยกขาขึ้นแตะแรงๆ ไปอีกทีไล่อีกฝ่ายไปไกลๆ ชายเคราดกคลานไปตามพื้นอย่างน่าอนาถ พอทรงตัวได้ก็วิ่งหนีหางจุกตูดออกไปทันที คนในโรงเตี๊ยมปรบมือโห่ร้องชื่นชม

ชายชุดแดงเงยหน้าขึ้นมองคนในโรงเตี๊ยมรอบหนึ่งด้วยสายตาดูแคลน

หลิ่วเยียนอวิ๋นถึงได้มีโอกาสพิจารณาชายชุดแดง

เขามีคิ้วบาง ดวงตาดอกท้อ ผมยาวมัดสูงเอาไว้ด้านหลังศีรษะ สวมเสื้อคลุมสีแดงเลือดนก รูปร่างไม่ถือว่าสูง ดูผอมเพรียว

“อืม หน้าตาพอดูได้” หลิ่วเยียนอวิ๋นแสดงความรู้สึกเพียงแค่นี้ ไม่มีประโยคอื่นต่อ

เสี่ยวเอ้อร์คิดว่าเรื่องนี้น่าจะจบลงแล้ว ก็มุดออกมาจากใต้โต๊ะเก็บเงิน ก้มคำนับขอบคุณชายชุดแดงไม่หยุด แต่คาดไม่ถึงชายชุดแดงมองไปที่เสี่ยวเอ้อร์ด้านข้าง พูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจเท่าไร “แค่พูดขอบคุณจะมีประโยชน์อะไร? ไปห่อซาลาเปาไส้ซุปมาให้ข้าสิบลูก!”

เสี่ยวเอ้อร์ยืนงงทำอะไรไม่ถูกไปครู่หนึ่ง แต่เถ้าแก่มีปฏิกิริยาตอบกลับว่องไว ใช้มือหนึ่งปาดเหงื่อบนหน้าผาก อีกมือหนึ่งผลักเสี่ยวเอ้อร์ เร่งให้เขารีบเข้าไปหยิบซาลาเปาในครัว จากนั้นก็พยักหน้าส่งยิ้มประจบสอพลอ เชื้อเชิญให้ชายชุดแดงเข้ามารอในโถงร้านสักครู่ ชายชุดแดงกวาดสายตามองคนในโรงเตี๊ยมอย่างดูถูก ส่ายหน้าแสดงให้รู้ว่าไม่อยากนั่งรวมกับพวกคนหยาบคายเหล่านี้

ความรู้สึกประทับใจที่มีต่อชายชุดแดงไม่ได้ดีไปกว่าชายเคราดกเลย

หลังจากได้ซาลาเปาแล้ว ชายชุดแดงก็เดินออกจากโรงเตี๊ยมไปโดยไม่ลังเล

ชั่วอึดใจหลังจากผ่านเหตุการณ์วุ่นวาย จู่ๆ ก็มีใครบางคนในโรงเตี๊ยมร้องตะโกนอุทานลั่น “ชุดแดง ซาลาเปา... นั่นเจี้ยนหลีโยว!”

ประโยคนี้ราวกับก้อนหินโยนลงไปในสระน้ำเกิดเสียงดัง ‘จ๋อม’ ทำให้เกิดคลื่นกระแทกเป็นวงแผ่ขยายออกไป ตอนนั้นเองภายในโรงเตี๊ยมเกิดเสียงดังโวกเวกขึ้น ต่างคนต่างพูดถึงการมาเยือนของเจี้ยนหลีโยว

คนเมื่อครู่ใช่เจี้ยนหลีโยวรึเปล่า? หลิ่วเยียนอวิ๋นขมวดคิ้ว ทันใดนั้นก็มีความรู้สึกหลากลายผสมปนเปอยู่ในใจ

หลิ่วหลิงเฟิงที่เห็นสีหน้าแบบนั้นของศิษย์น้องก็หัวเราะออกมาเบาๆ เขาจิบเหล้าหมักดอกกุ้ยฮวาหอมหวานไปหนึ่งคำ “คนคนนั้นไม่ใช่เจี้ยนหลีโยว”

หลิ่วเยียนอวิ๋นหันหน้าไปมองใบหน้าด้านข้างของหลิ่วหลิงเฟิงเอ่ยถาม “ท่านรู้ได้อย่างไร?”

“ไม่ต้องไปพูดถึงเรื่องหน้าตาการแต่งกาย แค่เรื่องชอบยุ่ง...” หลิ่วหลิงเฟิงทำเสียง “เฮอะ” เหลือบตาไปมองศิษย์น้องที่ ‘ไม่รู้เรื่องอะไรเลย’ ของตนเอง “แต่ไหนแต่ไรเจี้ยนหลีโยวไม่ยุ่งเรื่องชาวบ้านเวลากินข้าว”

ที่ห่างไกลออกไป เจี้ยนหลีโยวที่กำลังกินซาลาเปาอยู่ ก็จามออกมาสองสามครั้งโดยไม่มีเหตุผล

หลิ่วเยียนอวิ๋นใช้มือขวาเท้าคาง ถอนหายใจ “ศิษย์พี่ ยุทธภพนี้ดูเหมือนจะแตกต่างจากที่ข้าคิดหวังไว้”

หลิ่วหลิงเฟิงหัวเราะออกมาเอื้อมมือลูบศีรษะนาง “ศิษย์น้อง เจ้าต้องรู้ว่ายุทธภพก็เป็นเช่นนี้ เป็นเพราะสิ่งที่ไม่คาดฝันมักทำให้เกิดเรื่องไม่คาดคิดเสมอ”

ฟ้าเพิ่งจะสาง หลิ่วเยียนอวิ๋นถูกหลิ่วหลิงเฟิงปลุกขึ้นมาจากฝัน

ยามนี้เข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงแล้ว อากาศช่วงเช้ามืดค่อนข้างเย็นจัด หลิ่วเยียนอวิ๋นทนไม่ไหวจามออกมาหลายที นางตัวสั่นเทากระชับผ้าคลุมสีดำตัวยาวปักลายนกกระเรียนที่ใส่ทับเสื้อคลุมตัวนอกให้แน่นขึ้น เดินตามศิษย์พี่ลงไปชั้นล่าง

พวกคนในโรงเตี๊ยมตื่นแต่เช้าลุกขึ้นมาทำงานกันแล้ว ทั้งเช็ดโต๊ะ ให้อาหารม้าของแขกที่มาพัก เด็ดผัก ผสมแป้งทำบะหมี่... เมื่อเห็นทั้งสองลงมาจากชั้นบน เถ้าแก่ก็วางสมุดบัญชีในมือลง เข้ากล่าวทักทาย “นายท่านทั้งสอง กินอะไรหน่อยไหม?”

คนคนนั้นเด่นชัดเกินไป

“ช่วยห่อหมั่นโถวให้เราไปกินระหว่างทางสักสามสี่ลูกนะ”

หลิ่วหลิงเฟิงหยิบเงินออกมาจากถุงเงิน ส่งเศษเงินไซซี[1] ให้กับเถ้าแก่ “นี่เป็นค่าห้อง”

เถ้าแก่รับเงินมา รอยย่นบนใบหน้าลึกขึ้น เขาฉีกยิ้มกว้างราวกับดอกเบญจมาศ หลิ่วเยียนอวิ๋นมองอย่างสนใจอดแอบยิ้มตามไม่ได้ สักพักเสี่ยวเอ้อร์ก็นำม้าของทั้งคู่ออกมารอที่ด้านหน้าโรงเตี๊ยม หลิ่วหลิงเฟิงรับหมั่นโถวห่อด้วยกระดาษหยาบสีเหลืองใส่ลงไปในห่อผ้าสะพายไว้ด้านหลัง

ทั้งสองขึ้นไปบนหลังม้าตามด้วยส่งเสียงดังว่า “ไป” ม้าพาร่างพวกเขาพุ่งทะยานออกไป

เถ้าแก่ยืนอยู่ที่ประตูโรงเตี๊ยม มองแผ่นหลังของทั้งสอง อดไม่ได้ที่จะถอดถอนใจออกมา ‘ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ผู้มีอิทธิพลต่อช่วงกาลเวลามักเป็นผู้เยาว์วัย’

 

ม้าวิ่งไปหลายชั่วยาม

จากอำเภอเล็กๆ ที่เจริญรุ่งเรืองมาถึงสถานที่รกร้างไม่มีผู้คนอยู่อาศัย ทว่าท้องฟ้ากลับไม่เปลี่ยนแปลง ยังคงขมุกขมัวเป็นสีเทาเช่นเดิม ราวกับว่าหม้อขนาดใหญ่สีเทากดลงมาบนศีรษะไว้ อากาศแบบนี้ทำให้ผู้คนเกิดความรู้สึกอึดอัดไม่ใช่น้อย

เมื่อพวกเขาเห็นแม่น้ำก็รีบลงจากม้า เตรียมตัวที่จะพักผ่อนสักครู่

หลิ่วหลิงเฟิงเดินไปที่ริมแม่น้ำ นำถุงหนังวัวออกมากรอกน้ำให้เต็ม จากนั้นก็ส่งไปให้หลิ่วเยียนอวิ๋น นางดื่มอึกๆ จนเกือบครึ่งถุง หลิ่วหลิงเฟิงมองนางด้วยสายตาเอ็นดูเป็นพิเศษรับถุงน้ำกลับมา เติมน้ำให้เต็มอีกครั้ง ถึงได้ยกขึ้นดื่มไปสองอึก

“นี่ ศิษย์พี่ ท่านว่าครั้งนี้ท่านพ่อให้พวกเราไปบ้านท่านตาทำไมกัน?” หลิ่วเยียนอวิ๋นหยิบหมั่นโถวออกมาจากถุงผ้าของหลิ่วหลิงเฟิง อากาศหนาวบวกกับทิ้งเอาไว้นาน หมั่นโถวทั้งแข็งและเย็นชืด ราวกับกำลังกินก้อนหิน แต่นางก็เรื่องมากไม่ได้ แม้ว่าความหิวจะไม่ใช่โรค แต่ความหิวฆ่านางได้!

ด้วยเหตุผลนี้ นางกินหมั่นโถวเย็นชืดหนึ่งคำดื่มน้ำหนึ่งอึก หลิ่วเยียนอวิ๋นก็กินได้เอร็ดอร่อยคล่องคอขึ้น

“ข้าก็ไม่รู้” หลิ่วหลิงเฟิงหาที่นั่งดูสะอาดตรงพื้นหญ้าค่อยนั่งลง ส่ายหน้าเป็นคำตอบ “ท่านอาจารย์ไม่ได้บอกข้าแค่พูดว่าเมื่อพวกเราไปถึงก็จะรู้เอง”

หลิ่วเยียนอวิ๋นทำเสียงเชอะ เคี้ยวหมั่นโถวแข็งๆ ต่อพร้อมทั้งเอ่ยปากเหยียดหยาม “ท่านพ่อข้าชอบทำเรื่องมีลับลมคมใน กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็น ทำให้พวกเราอยากจะรีบไปถึงบ้านท่านตาให้เร็วที่สุด”

หลิ่วหลิงเฟิงนึกถึงนิสัยอาจารย์ ยิ่งพอได้ฟังหลิ่วเยียนอวิ๋นพูดแบบนี้ก็ยิ้มบางออกมา ทว่าไม่ได้โต้ตอบอะไร ศิษย์น้องคนนี้ดีไปหมดทุกอย่าง รูปร่างหน้าตางดงาม ทั้งยังเป็นที่รักและเอ็นดูของเหล่าผู้อาวุโส เสียอย่างเดียวนิสัยมุทะลุไปหน่อย ชอบพูดจาโผงผางโดยไม่คิดให้รอบคอบอยู่บ่อยๆ

“ช่างเถอะ ปล่อยท่านพ่อไป! พวกเรารีบออกเดินทางกันดีกว่า ข้าไม่อยากจะหมดเวลาไปกับการเดินทางที่ต้องนอนกลางดินกินกลางทรายแบบนี้” หลิ่วเยียนอวิ๋นยัดหมั่นโถวคำสุดท้ายเข้าปาก “พอไปถึงบ้านท่านตา ข้าจะสั่งให้พ่อครัวทำไก่ผัดพริก! หึๆ...”

นางตบมือพลางเตะเท้าหลิ่วหลิงเฟิงเบาๆ บ่นพึมพำ “ไปได้แล้ว เร็ว!”

ทั้งสองเดินทางเร่งรีบ มาถึงที่อำเภอถัดไปก่อนฟ้ามืดได้พอดี

อำเภอแห่งนี้ชื่อว่าเทียนฮวา เล็กกว่าอำเภอเยี่ยฮวาอยู่มาก ถนนหนทางแคบกว่าถึงหนึ่งในสาม บ้านเรือนก็เก่าโทรมเล็กน้อย แต่ภายในชุมชนกลับมีชีวิตชีวายิ่งกว่าถึงสิบเท่า ท้องถนนหนทางเต็มไปด้วยพ่อค้าเร่ ได้ยินเสียงร้องตะโกนขายของดังก้องไปทั่ว ผู้คนพลุกพล่าน มองไปทางไหนก็เห็นแต่หัวหงอกหัวดำไม่สามารถเห็นสุดทางเดินได้

พอเข้าไปสอบถามถึงได้รู้ หลิ่วเยียนอวิ๋นถึงกับร้องโอ้โห ที่แท้ทางอำเภอกำลังมีการจัดการประชันหญิงคณิกาขึ้น! ตอนนี้มาถึงรอบสุดท้ายแล้ว โดยกำหนดเวลาตัดสินพรุ่งนี้ยามบ่าย เท่าที่หลิ่วเยียนอวิ๋นจำได้นี่เป็นครั้งแรกที่ได้ก้าวเข้าสู่ยุทธภพ นางสนใจใคร่รู้ไปทุกเรื่อง จะยอมพลาดงานมหกรรมใหญ่ไปได้อย่างไร? ณ เวลานี้นางลืม ‘รีบเร่งเดินทาง’ ที่ตัวเองพูดไปก่อนหน้าโดยสิ้นเชิงแล้ว ร้องโวยวายขออยู่ต่ออีกหนึ่งวัน ทำเป็นพูดมีหลักการ “ศิษย์พี่ ชีวิตคนเราแสนสั้น จำเป็นต้องหาความสุขใส่ตัวบ้าง ท่านโตขนาดนี้แล้วแม้แต่นางคณิกาก็ไม่เคยพบเจอ ไม่รู้สึกละอายต่อฟ้าดินบ้างหรือ?”

หลิ่วหลิงเฟิงเถียงไม่ทัน ได้แต่พยักหน้าหงึกหงักเห็นด้วย

วันรุ่งขึ้นหลิ่วเยียนอวิ๋นรีบกินอาหารกลางวัน จากนั้นก็ลากหลิ่วหลิงเฟิงไปยังสถานที่ที่ได้สอบถามมาเรียบร้อย หอคณิกาที่โด่งดังที่สุดในอำเภอรวมทั้งทางเหนือ ‘หอหมู่ตัน’ แห่งอำเภอเทียนฮวา

มีคนมาออกันพอสมควรแล้ว หลิ่วเยียนอวิ๋นเห็นช่องก็รีบแทรกตัวเข้าไป เบียดเสียดผู้คนซ้ายทีขวาทีจนไปถึงแถวด้านหน้าสุดได้อย่างเหลือเชื่อ หลิ่วหลิงเฟิงที่นางลากตามไป ถูกกลอกตามองใส่จนนับไม่ถ้วน

งานประกวดนางคณิกาของอำเภอเทียนฮวาจะจัดสามปีครั้งหนึ่ง โดยหอหมู่ตันเป็นเจ้าภาพ หอคณิกาทั่วทั้งทางภาคเหนือจะเลือกนางคณิกาเข้ามาประชัน ใครก็ตามที่ได้รับตำแหน่ง ‘เทพธิดาคณิกา’ ไป นอกจากค่าตัวที่จะเพิ่มขึ้นสิบเท่า รับประกันได้เลยว่าต่อจากนี้อีกหนึ่งปีหอของผู้ชนะเลิศจะต้องมีกิจการแซงหน้าที่อื่นๆ อย่างแน่นอน

ด้วยเหตุนี้เหล่าผู้ดูแลหอคณิกาทุกที่จึงฝึกซ้อมและเลือกเฟ้นหญิงงามอันดับหนึ่งของตนมา จุดมุ่งหมายก็เพื่อแย่งชิงตำแหน่งเทพธิดาคณิกาให้จงได้

เทพธิดาคณิกาหลายปีที่ผ่านมา ทั้งหมดเป็นนางคณิกาที่หอหมู่ตันส่งเข้าประกวด มีเพียงครั้งก่อนเท่านั้นที่เป็นนางคณิกาม้ามืดซึ่งเป็นของหอไม่มีชื่อเสียงส่งเข้าประกวด นับตั้งแต่นั้นมาหอคณิกาแห่งนั้นก็มีชื่อเสียงโด่งดัง กิจการการค้ารุ่งเรือง แต่ไม่นานม้ามืดคนนั้นก็ถูกหอหมู่ตันซื้อตัวมาด้วยราคาสูงลิบลิ่ว เห็นได้ว่าการเงินของหอหมู่ตันหนาเพียงใด

อากาศวันนี้เหมือนเป็นใจแก่หญิงงามทั้งหลาย สภาพอากาศอึมครึมเมื่อวานหายไปหมด ความสดใสเข้ามาแทนที่ พระอาทิตย์ฉายแสงบนผืนฟ้า เพิ่มความร้อนแรงให้กับผืนดิน

ยิ่งใกล้เวลาการแข่งขันมากขึ้นเท่าไร ผู้คนก็ยิ่งหนาตามากขึ้นเท่านั้น หลิ่วเยียนอวิ๋นบังเอิญหันไปมองข้างหลัง ทันใดนั้นก็ต้องสูดอากาศเย็นเข้าปอด ‘ด้านหลังนางตอนนี้คลาคล่ำไปด้วยฝูงชน!’

เมื่อถึงเวลา…

เถ้าแก่เนี้ยหอหมู่ตันถือพัดขนนกเยื้องย่างออกมาท่วงท่าชดช้อยกล่าวเปิดงาน “วันนี้เป็นรอบสุดท้าย ผู้ชนะการแข่งขันในวันนี้จะกลายเป็นเทพธิดาคณิกาคนใหม่” จากนั้นก็พูดไร้สาระเยอะแยะมากมาย หลิ่วเยียนอวิ๋นสรุปได้ว่า ‘การประกวดรอบสุดท้ายนี้จะเป็นการแข่งความสามารถทางศิลป์ โดยคะแนนจะเป็นการลงคะแนนจากฝูงชน ผู้ชนะจะได้ตำแหน่งเทพธิดาคณิกา ส่วนผู้แพ้ก็รีบเก็บข้าวของ เรียกว่ามาทางไหนก็กลับไปทางนั้น’

ตอนที่เถ้าแก่เนี้ยกำลังพูดอยู่นั้น ก็มีหญิงสาวทาแก้มแดงแจ๋เดินยักย้ายส่ายสะโพกแจกดอกไม้สีแดงคนละดอกให้กับทุกคนที่เข้ามาชม หลิ่วเยียนอวิ๋นรับดอกไม้มาดม ไม่หอม สู้ที่ติดบนร่างของสาวงามพวกนั้นไม่ได้

หลังจากผ่านการแนะนำ ทุกคนก็รู้ว่าดอกไม้สีแดงนี้เอาไว้ใช้กับการลงคะแนน รอจนผู้เข้าแข่งขันทุกคนได้แสดงความสามารถ ผู้ชมชื่นชอบผู้ใดก็ให้นำดอกไม้สีแดงนี้วางลงไปในตะกร้าข้างหน้าของคนคนนั้น

อืม ทำแบบนี้น่าสนใจไม่น้อย หลิ่วเยียนอวิ๋นรู้สึกว่าแปลกใหม่ตื่นเต้นดี อดไม่ได้ที่จะกำดอกไม้สีแดงในมือแน่นขึ้น

การแข่งขันเริ่มต้น ผู้เข้าประกวดทั้งหลายก็ออกมาวาดลวดลาย ร้องรำทำเพลง ทุกคนทำอย่างเต็มที่ พยายามจะคว้าตำแหน่งเทพธิดาคณิกามาครองให้จงได้

หลิ่วเยียนอวิ๋นจ้องจนตาแฉะ

ตอนที่นางอยู่สำนักชิงเฟิง นอกจากการอ่านตำรากับฝึกวิทยายุทธแล้ว ก็ไม่เคยรับรู้มาก่อนว่าร่างกายของสตรีจะอ่อนช้อยได้ถึงขนาดนี้ นิ้วมือเรียวยาวดีดเครื่องดนตรีออกมาได้แสนไพเราะจับใจปานนี้

ทันใดนั้นก็มีเสียงดังมาทางด้านซ้าย “หึๆ นางคณิกาทางเหนือก็ไม่เห็นจะเท่าไร เทียบสาวงามในแถบเจียงหนาน[2] ไม่ติดเลย”

หลิ่วเยียนอวิ๋นแทบจะมั่นใจเป้าหมายได้ทันทีที่หันหน้า

ก็ไม่แปลกที่นางจะมองแม่นยำอะไรปานนี้ เพราะคนคนนั้นเด่นชัดเกินไป

ชุดยาวแดงทั้งตัว คิ้วสวย มุมตาเชิดขึ้นเล็กน้อย พลังความเชื่อมั่นแพร่กระจายออกมา รูปร่างโปร่ง ใบหน้าเล็ก ทั้งที่คางควรจะเรียวแหลมกลับโค้งมนเล็กน้อย ทำให้ทั้งดวงหน้าเวลามองให้ความรู้สึกนุ่มนวล เขาดูน่าจะอายุราวยี่สิบ แต่ในส่วนสีหน้าท่าทางมีความไม่ยอมถูกผูกมัดแบบฉบับของคนวัยเยาว์ออกมาอย่างเปิดเผย มือถือพัดพับไว้ เอวด้านขวาเหน็บกระบี่บางยาว

ช่างเป็นคนที่งดงามจริงๆ

แม้ว่าคำพูดของเขาเมื่อครู่จะทั้งไร้มารยาทและทำให้หมดสนุกขึ้นมา แต่ภายในใจของหลิ่วเยียนอวิ๋นก็อดไม่ได้ต้องชื่นชมเขาจากก้นบึ้งหัวใจ

บางทีอาจเป็นเพราะหลิ่วเยียนอวิ๋นจ้องนานเกินไป หรือสายตานางร้อนแรงเกินไป ทำให้ชายคนนั้นรู้สึกถึงสายตาที่จับจ้องมาของนาง เขาหันหน้ามาสบสายตาแวววาวของนาง

หลิ่วเยียนอวิ๋นหยุดหายใจไปชั่วขณะหนึ่ง หน้าเห่อแดงขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว

ชายคนนั้นมองมาที่นาง ยกมุมปากขึ้นหัวเราะออกมาเบาๆ ท่าทางครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินเข้ามาหานาง ที่ไม่คาดคิดคือทุกคนที่ยืนขวางข้างหน้าเขา ต่างยอมเปิดทางให้เขาโดยไม่รู้ตัว

เหล่าคณิกาทุกคนบนเวทีก็ไม่คิดว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ ต่างชมดชม้อยสายตามองลงมา ทันทีที่เห็นใบหน้าของชายคนนั้น แต่ละคนก็เขินอายจนหน้าแดง ด้วยความที่พวกนางเป็นบุปผางาม ยิ่งพอเกิดอาการสะเทิ้นอายเช่นนี้ ก็ยิ่งเหมือนปลุกเร้าไฟปรารถนาที่อยู่ในตัวผู้ชาย ทำให้ผู้คนผิวปากแซวออกมา

 

 

 

---------------------------

[1] เงินไซซี เป็นเงินที่ไม่มีราคาหน้าเหรียญเพราะเป็นแท่งเงินที่กำหนดค่าโดยน้ำหนักและเนื้อเงิน เมื่อต้องการใช้เงินก็จะตัดแท่งเงินออกเป็นส่วนย่อยๆ ตามน้ำหนักที่ต้องการ ที่เรียกว่าเงินไซซีเพราะไซซี (細絲) แปลว่า ไหมบริสุทธิ์ เป็นการเปรียบเทียบโลหะเงินหรือทองที่ถูกหลอมจนเหลวไหลลงไปในแม่พิมพ์มองดูคล้ายสายไหมนั่นเอง

[2] เจียงหนาน คือพื้นที่บริเวณตอนล่างของแม่น้ำแยงซีในประเทศจีนปัจจุบัน

 

สาวน้อยคลั่งรัก

ชายคนนั้นเดินมาหยุดเบื้องหน้าหลิ่วเยียนอวิ๋น

สายตาจ้องมองนาง ริมฝีปากแดงชุ่มชื่นค่อนข้างบางขยับเล็กน้อย “แม่นางน้อยรู้จักข้าด้วยอย่างนั้นรึ?”

นี่เป็นครั้งที่สองที่เขาเปิดปากพูด พอได้ฟังใกล้ๆ น้ำเสียงของเขาช่างมีเสน่ห์น่าหลงใหลเหลือเกิน

หลิ่วเยียนอวิ๋นกลืนน้ำลาย อ้าปากค้าง พบว่าตัวเองพูดติดอ่างขึ้นมา “ข้า... ข้าไม่รู้จัก...เจ้า”

หลังจากนั้นก็ต้องเบิกตาโพลงด้วยอาการตกใจอีกครั้งจ้องมองไปที่เขา ‘ทำไมเขาถึงรู้ว่าข้าเป็นผู้หญิง?!’

หลิ่วเยียนอวิ๋นก้มหน้ามองการแต่งกายของตนเองอย่างละเอียด หน้าอกราบเรียบ ผมเกล้าทรงบุรุษ ยิ่งเสื้อผ้าไม่จำเป็นต้องพูดถึง

การกระทำของนางทำให้เขาหัวเราะออกมา เผยให้เห็นฟันเรียงขาวราวหิมะ หลิ่วเยียนอวิ๋นสังเกตเห็นว่าที่มุมปากซ้ายของเขามีลักยิ้มเล็กๆ ภายในสมองเกิดความคิดที่ว่า ‘เขาควรอมยิ้มไม่เห็นฟัน’

“ในเมื่อแม่นางไม่รู้จักข้า แล้วเหตุใดถึงจ้องข้าไม่วางตาเช่นนี้?” พัดพับในมือสะบัดกางออก มีภาพวาดดอกบัวหลายดอกประดับอยู่บนพื้นพัดสีขาว ดูเหมือนมีตัวอักษรอยู่ด้วย เพียงแต่จีบของพัดทำให้มองเห็นไม่ชัดเจน

“ข้าแค่...เห็นว่าเจ้าหน้าตาชวนมอง”

เสียงเล็กๆ ของหลิ่วเยียนอวิ๋น ราวกับเสียงยุงบินหึ่งๆ

หลิ่วหลิงเฟิงที่อยู่ด้านข้างก็มีเส้นสีดำขึ้นบนหน้าผาก หันหน้าไปทำเลิกลั่ก เลือกจะไม่มองศิษย์น้องอย่างเด็ดขาด

ชายชุดแดงหัวเราะ “ฮ่าฮ่า” ออกมาเบาๆ สะบัดพัดเก็บลงไปอย่างเร็ว ยื่นพัดออกไปแตะคางหลิ่วเยียนอวิ๋น เชยคางนางขึ้นเล็กน้อยก่อนจะยกมืออีกข้างขึ้นทำท่าประสานมือคารวะ “ข้าเจี้ยนหลีโยว ไม่ทราบว่าแม่นางจะบอกชื่อแซ่กับข้าได้หรือไม่?”

ชั่วขณะนั้น ทุกสรรพสิ่งในใต้หล้าเหมือนจะหมุนติ้วไปหมด ได้ยินเพียงเสียงถอนหายใจและประหลาดใจที่ดังอยู่รอบกาย หญิงงามบางคนถึงกับเป็นลม ฝูงชนต่างมองใบหน้าของเจี้ยนหลีโยวไม่สามารถละสายตาไปที่ใดได้

สุดท้ายหลิ่วเยียนอวิ๋นก็ไม่รู้ตัว...

ไม่รู้ว่าตนเองถูกหลิ่วหลิงเฟิงลากกลับโรงเตี๊ยมไปได้อย่างไร และจำไม่ได้ว่าบอกชื่อแซ่ตนเองออกไปหรือไม่ นางรู้เพียงแต่ว่าเจี้ยนหลีโยวราวกับดอกไม้บานสะพรั่งที่ทำให้ดวงตานางมึนเมาลุ่มหลง

รอจนสติกลับมา หลิ่วเยียนอวิ๋นก็กำลังดิ้นปั้ดๆ บนเตียง นี่ข้ามองจนตาค้างแบบนั้นได้ยังไง?

ในที่สุดนางก็กระโดดขึ้นตบเตียง ตะโกนร้องอย่างโกรธเคือง “เป็นผู้ชายแท้ๆ มีสิทธิ์อะไรมางดงามกว่าผู้หญิงอย่างข้า!”

ที่ห้องถัดไป หลิ่วหลิงเฟิงเอาสำลีอุดหูทั้งสองข้างเอาไว้พลางบ่นพึมพำในใจ ข้าไม่ได้ยินอะไรเลย

หลังจากนั้นหลิ่วเยียนอวิ๋นก็ใช้ความพยายามอย่างหนักในการลืมเรื่องพบเจี้ยนหลีโยวให้หมดเกลี้ยงแบบเด็ดขาดรวดเร็ว สำหรับนางการได้พบกับจอมยุทธ์ชื่อดังช่างน่ามหัศจรรย์ แต่นั่นก็ทำให้ฝูงชนเป็นพยานกับความขายหน้ายับเยินของตัวเอง

เห็นได้ชัดเลยว่าอย่างหลังทำให้หลิ่วเยียนอวิ๋นใส่ใจมากกว่า

หลิ่วเยียนอวิ๋นกอดผ้าห่มบังคับตัวเองให้หลับอย่างรวดเร็ว ข้าแค่ฝันไป เดี๋ยวพอตื่นมาก็ลืมหมดแล้ว

ทว่ายามนี้ทั้งอำเภอเทียนฮวาปั่นป่วนกับการปรากฏตัวของเจี้ยนหลีโยว นี่กลายเป็นประเด็นอภิปรายระดับแว่นแคว้น

ไม่ว่าจะเป็นชายหญิงเด็กแก่ก็จะมีคำติดปาก “นี่ๆ รู้รึยัง? เจี้ยนหลีโยวมาที่อำเภอของเราแล้วนะ?”

คำตอบมักจะประมาณว่า “จะไม่รู้ได้อย่างไรล่ะ? ข้าได้ยินมาว่าหน้าตาหล่อเหลาดูดีมาก!”

ประโยคที่ตามมาต่อจากนี้ถ้าหลิ่วเยียนอวิ๋นได้ยินเข้าจะต้องกระอักเลือดออกมาแน่นอน

“แล้วรู้รึเปล่า? มีแม่นางคนหนึ่งจ้องหลีโยวแบบเซ่อไปเลย!”

ด้วยเหตุนี้ นอกจากเจี้ยนหลีโยวที่กลายเป็นหัวข้อสนทนาแล้ว ยังมีหลิ่วเยียนอวิ๋นที่กลายเป็นคนดังคนที่สองในอำเภอเทียนฮวา ซึ่งได้รับฉายาว่า ‘สาวน้อยคลั่งรัก’ โดยได้รับการประเมินว่าเป็นหญิงสาวที่ลุ่มหลงเจี้ยนหลีโยวและโชคดีได้รับการทักทาย วันรุ่งขึ้นเมื่อหลิ่วเยียนอวิ๋นรู้เรื่องนี้ นางโมโหจนเต้นผ่าง ทนไม่ได้จนคิดใช้เท้าถีบเจี้ยนหลีโยวให้กระเด็น แน่นอนว่านี่จะเป็นอีกเรื่องที่ระเบิดขึ้นภายหลัง

ยามนี้ท้องฟ้าค่อยๆ หมดแสงลง

ความมืดมิดโรยตัวปกคลุมลงมา อุณหภูมิตอนนี้ก็จะเย็นกว่าเมื่อเทียบกับตอนกลางวัน แต่ว่าอากาศแบบนี้ไม่ได้เป็นอุปสรรคที่จะห้ามชาวเทียนฮวาทั่วไปใช้ชีวิตยามค่ำคืน บนถนนจุดโคมไฟสว่างไสว ทุกครัวเรือน-ร้านค้า-โรงเตี๊ยมจุดโคมไฟประดับประดา แผงลอยเล็กๆ ที่ไม่เปิดตอนกลางวัน พอฟ้ามืดก็ออกมาร้องเร่ขายของกันตามถนน

บนถนนคลาคล่ำเต็มไปด้วยฝูงชนไม่ต่างจากกลางวัน ผู้ชายไม่ว่าหนุ่มหรือแก่ที่ตรากตรำทำงานหนักมาทั้งวัน พอตกดึกก็ออกมาปลดปล่อย เดินเล่นอยู่ตามถนน

เจี้ยนหลีโยวก็เป็นอีกคนหนึ่งที่เดินปะปนท่ามกลางฝูงชน เขาถือพัดขึ้นมาโบกพลางเดินอย่างมีความสุข

เขายังคงสวมเสื้อผ้าสีแดงสด ผมม้วนไปด้านหลังแบบสบายๆ ปักด้วยปิ่นสีอ่อน ปอยผมสองปอยไม่ได้ถูกมัดรวบขึ้นไป ปล่อยลงมาคลอเคลียแถวหัวไหล่ ทำให้ดูสง่างามมีเสน่ห์เหลือล้น

อาจเป็นเพราะแสงในตอนกลางคืนสลัวราง อาจเป็นเพราะมีนางโลมที่ไม่ได้ทำงานในหอออกมาวาดลวดลายแย่งลูกค้า ดังนั้นสายตาคนส่วนใหญ่จึงถูกสิ่งอื่นดึงดูดไป ทำให้เจี้ยนหลีโยวไม่ได้ตกเป็นเป้าสายตาของคนอื่นเฉกเช่นเดิม

ซึ่งนี่ไม่ค่อยถูกใจเขาสักเท่าไร

เจี้ยนหลีโยวโบกพัด ยิ้มอ่อน เดินตรงเข้าไปในหอหมู่ตัน

จังหวะที่เดินเข้าไปก็ดึงดูดสายตาทุกคนให้หันมามอง

ผู้ดูแลสายตาแหลมคมสามารถจดจำได้ว่านี่คือชายหนุ่มที่สร้างความตื่นตะลึงให้คนดูยามบ่าย แม้ว่าเกือบทำให้การประกวดเทพธิดาคณิกาพัง แต่ทว่ากลับสร้างผลลัพธ์ออกมาดีมาก เมื่อหลายคนพูดถึงเจี้ยนหลีโยวก็ต่างพากันพูดถึงการประกวดนางคณิกาตามด้วย เช่น “ข้าได้เจอเจี้ยนหลีโยวในงานประกวดเทพธิดาคณิกาด้วย” หรือจะเป็น “งานประกวดปีนี้ยอดเยี่ยมจริงๆ แม้แต่เจี้ยนหลีโยวก็ถูกดึงดูดให้มาร่วมงาน”

พูดถึงตรงนี้ ทุกคนก็เข้าใจว่าเพราะอะไรเจี้ยนหลีโยวที่มีชื่อเสียงด้านความลึกลับ แต่กลับทำให้คนพูดถึงเขาได้อยู่เสมอ

“ว๊าย ตายแล้ว นี่คุณชายเจี้ยนหลีโยวไม่ใช่หรือเจ้าคะ?” เถ้าแก่เนี้ยเหมือนมดที่เห็นน้ำผึ้ง รีบเข้าไปตอมทันที ผ้าเช็ดหน้าในมือสะบัดไปมา ทันใดนั้นสาวๆ ก็เรียงแถววิ่งเข้ามา แต่ละนางยิ้มหวานหัวเราะเสียงใสเหมือนดอกไม้บาน เล่นหูเล่นตาให้เจี้ยนหลีโยว

เจี้ยนหลีโยวยกยิ้มมุมปากเล็กๆ ดวงตาหรี่ลงน้อยๆ ทั้งที่กล้ามเนื้อบนใบหน้าไม่ได้ขยับมากนัก กลับดูปลื้มปีติอย่างบอกไม่ถูก ท่ามกลางสาวงามล้อมหน้าล้อมหลัง เจี้ยนหลีโยวก็เดินตามเถ้าแก่เนี้ยขึ้นไปบนห้องรับรองหรูหราที่สุดชั้นบน

พอขึ้นไปก็ไม่ได้ลงมาทั้งคืน มิหนำซ้ำสาวงามหยดย้อยรูปร่างสมส่วนที่ตามขึ้นไปด้วยไม่ได้ลงมาด้วยเช่นกัน

เพียงชั่วข้ามคืน ความเจ้าสำราญก็กระจายไปตามแสงอาทิตย์ยามเช้า แผ่ขยายไปทั่วอำเภอเทียนฮวา

เป็นธรรมดาที่เรื่องนี้ต้องไปเข้าหูของหลิ่วเยียนอวิ๋นเช่นกัน

แต่ว่านั่นเป็นหนึ่งชั่วยามหลังจากหลิ่วเยียนอวิ๋นลงมาจากชั้นล่าง

ตอนนี้นางเพิ่งจะตื่นขึ้นก็กำลังขยี้ตาง่วงเหงาหาวนอน

“ศิษย์น้องรีบลงมากินอาหารเช้า พวกเราต้องไปกันแล้วนะ” เสียงอบอุ่นของหลิ่วหลิงเฟิงดังมาจากด้านนอก น้ำเสียงราบเรียบไม่ได้เร่ง ทำให้หลิ่วเยียนอวิ๋นหาวหวอดออกมาอีกครั้ง

“รู้แล้ว ลงไปเดี๋ยวนี้แล้วเจ้าค่ะ”

นางลุกจากเตียงเปลี่ยนเสื้อผ้า เพราะเมื่อวานหลิ่วเยียนอวิ๋นถูกเจี้ยนหลีโยวมองออกว่าเป็นสตรีได้ในทันที ดังนั้นวันนี้นางต้องโหดเรื่องกายแต่งตัวเป็นพิเศษ รัดผ้ารัดหน้าอกให้แน่นหนา หายใจเกือบไม่ออก

ผมเกล้าเป็นก้อนกลมรวบไว้หลังกระหม่อม เป็นมวยผมทรงธรรมดาของบุรุษทั่วไป ทำให้ใบหน้านางกลมอิ่มขึ้นไปอีก หลิ่วเยียนอวิ๋นมองเงาตัวเองในกระจกด้วยรอยยิ้มมั่นใจ เดินลงไปข้างล่างด้วยความพึงพอใจ

ทันทีที่เดินลงบันไดมา ใบหน้านางก็มืดครึ้มทันที ทำไมเจ้านั่นถึงมาอยู่ที่นี่?!

หลิ่วเยียนอวิ๋นมองไปที่เจี้ยนหลีโยวที่กำลังนั่งกินอาหารเช้าพูดคุยอย่างสนุกสนานกับศิษย์พี่ของนางอย่างไม่เชื่อสายตา ทันใดนั้นก็มีความรู้สึกเจ็บปวด คนฉลาดสุขุมอย่างศิษย์พี่ทำไมถึงถูกมารนกยูงหว่านเสน่ห์ใส่ได้?

นางแก้มป่องนั่งลงที่โต๊ะ ทำให้การสนทนาระหว่างทั้งสองไม่สามารถดำเนินต่อไปได้

เจี้ยนหลีโยวนั่งตรงข้ามนาง เพียงเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยก็จะมองเห็นความหงุดหงิดของนางได้ ดวงตาทรงเมล็ดซิ่งเหริน[1] กำลังเบิกกว้างกว่าปกติด้วยความกรุ่นโกรธ ใบหน้านวลแก้มขาวแดงระเรื่อ ทำให้ผู้คนอดไม่ได้ที่อยากจะยกมือขึ้นหยิก

เมื่อเห็นภาพนี้เจี้ยนหลีโยวก็ก้มหน้ายิ้ม ตักโจ๊กชามหนึ่งยื่นไปตรงหน้าหลิ่วเยียนอวิ๋นพูดว่า “แม่นางเยียนอวิ๋นกินโจ๊กหน่อยนะ”

หลิ่วเยียนอวิ๋นหน้าแดงอีกครั้งอย่างเงอะงะ ภายในใจแอบด่าตนเองไม่เอาไหนจริงๆ แต่ใบหน้าของเขาบวกกับน้ำเสียงออดอ้อนสามารถลวงใจผู้คนได้ ทำให้นางต้องยอมรับว่าตนเองไม่เอาไหนจริงๆ

แต่ใบหน้าแดงก็ไม่ได้มีความหมายอะไร นางคิดเช่นนี้

เพียงแต่สามคนนั่งโต๊ะเดียวกัน ทำให้นางรู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเอง

ในหัวใจหลิ่วเยียนอวิ๋น มักจะแอบเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับชายหนุ่ม

ท่าทางเขาเวลากินก็ช่างน่ามองดูดีมาก ส่วนข้ากิน... หลิ่วเยียนอวิ๋นรีบเปลี่ยนท่าจับหมั่นโถวใช้สามนิ้ว อืม เขาจิบโจ๊กทีละคำเล็กๆ ดูสง่างามมาก อืม ส่วนข้าซด... นางรีบวางชามโจ๊กไว้บนโต๊ะ ใช้ช้อนตักทีละคำ

อย่างไรก็ตามหลิ่วเยียนอวิ๋นพบว่าอาหารเช้าบนโต๊ะอุดมสมบูรณ์มาก ทั้งซาลาเปา เกี๊ยวม้วนรูปดอกไม้ และอื่นๆ แต่เจี้ยนหลีโยวตั้งแต่แรกจนตอนนี้กินอยู่อย่างเดียวคือซาลาเปา ยิ่งไปกว่ายังเป็นซาลาเปาไส้ผักด้วย

 

 

---------------

[1] 杏仁 เมล็ดอัลมอนด์

นกยูงรำแพนหาง

ทันใดนั้นหลิ่วเยียนอวิ๋นก็โล่งใจ

ใช้นิ้วเคาะโต๊ะเบาๆ อย่างมีความสุข นางมีอย่างหนึ่งที่ดีกว่าเขา นั่นคือนางไม่เลือกกิน!

หลิ่วหลิงเฟิงมองศิษย์น้องที่จู่ๆ ก็ทำท่ากระหยิ่มยิ้มย่อง เลิกคิ้วพออกพอใจขึ้นมา เขายิ้มอ่อนยื่นมือไปลูบหัวนางบอกว่า “ศิษย์น้อง ต่อไปคุณชายเจี้ยนหลีโยวจะร่วมเดินทางไปกับพวกเราด้วย พวกข้านัดกันเรียบร้อยแล้ว”

ทันใดนั้นอารมณ์ของหลิ่วเยียนอวิ๋นก็ดิ่งลงราวถูกถีบตกสวรรค์ แต่เหมือนว่าศิษย์พี่ตัดสินใจไปแล้ว เพียงบอกให้นางรับรู้เท่านั้น นางอยากคว้าคอเสื้อศิษย์พี่เอาไว้ ขู่บังคับให้เขาล้มเลิกความคิดนี้ทิ้งไป นางไม่อยากถูกคนอื่นอวยพรตลอดทางหรอกนะ! แต่เมื่อนางเห็นใบหน้าจะยิ้มก็ไม่ยิ้มของเจี้ยนหลีโยวก็พูดอะไรไม่ออก

หนึ่งชั่วยามต่อมา ทั้งสามก็เดินทางออกจากอำเภอเทียนฮวา

ใบหน้าของหลิ่วเยียนอวิ๋นบูดบึ้งไม่น่ามองกว่าเดิม บูดยิ่งกว่านมที่หมดอายุไปหลายเดือนอีก

เจี้ยนหลีโยวถึงกับถามนางด้วยความรู้สึกห่วงใยว่า อยากให้ไปยืมส้วมให้ไหม!

ยืมบ้านเจ้าสิ! หลิ่วเยียนอวิ๋นอยากหลั่งน้ำตา อยากหาเต้าหู้มุดลงไปตาย

ใครกันล่ะเป็นต้นเหตุของสถานการณ์นี้?! ถูกต้อง ก็คือเขานั่นแหละ! เจ้าวายร้ายตัวปัญหายังมีหน้ามาหัวเราะอีก!

ใช่ สิ่งที่ทำให้หลิ่วเยียนอวิ๋นหงุดหงิดในอารมณ์ เพราะระหว่างทางนางจะปะทะกับสายตาสอดส่ายสนใจของชาวเทียนฮวา พวกเขามอบสายตากรุ้มกริ่มมาให้นางพร้อมทั้งพูดพึมพำ “รีบมาดูเร็ว! แม่นางที่เข้าตาเจี้ยนหลีโยว...”

“โอ้ แล้วทำไมนางยังต้องแต่งเป็นชายกัน? หรือว่านี่เป็นงานอดิเรกที่ใช้ลูกเล่นใหม่ดึงดูดคุณชายหลีโยว?”

“ฮ่าๆๆๆ ดูหน้าบานๆ ของแม่นางนั่นสิ...”

พูดแบบนี้ก็ถือว่าช่างเถอะ แต่ทำไมถึงได้มีประโยคอย่างข้างล่างนี้?!

“ข้าได้ยินมาว่าเมื่อวานเจี้ยนหลีโยวอยู่ที่หอหมู่ตันทั้งคืน มีหญิงงามสิบกว่าคนเคียงข้างกาย เป็นไปมาได้ที่จะชอบสาวน้อยแบบนี้...”

“นั่นสิๆ ข้าก็ได้ยินมาว่าวิญญาณสาวงามสิบกว่าคนถูกเจี้ยนหลีโยวดูดกลืนไปทั้งหมดแล้ว!”

“เฮ้อ ดูท่าว่าแม่นางคนนี้น่าจะโดนทิ้งสักแปดส่วน... เจี้ยนหลีโยวคงกำลังจะไปส่งนางละมั้ง?”

เมื่อหลิ่วเยียนอวิ๋นมองหลิ่วหลิงเฟิงที่กลั้นหัวเราะจนไหล่สั่นไม่ยอมหยุดผสมกับได้ยินคำซุบซิบนินทาเหล่านี้ นางก็อดไม่ได้เปล่งเสียงอำมหิตขึ้นมา “ศิษย์พี่ไม่กลัวกลั้นหายใจจนช้ำในตายรึ? ขำตายไปไม่มีใครชดใช้ชีวิตให้น่ะ”

ตรงกันข้าม เมื่อมองดูเจี้ยนหลีโยวที่เป็นตัวการทำให้นางกลายเป็นตัวตลก เขากลับมีใจส่งยิ้มหวานให้คนไปทั่ว มิหนำซ้ำยังมีหน้าหันมามองนางเป็นระยะ หลิ่วเยียนอวิ๋นอยากจะพุ่งเข้าไป ซัดให้ลักยิ้มเล็กๆ นั่นให้บวมเบ่งจนหายไปเลย!

หลิ่วหลิงเฟิงกลั้นขำอย่างลำบาก หลังจากพ้นเขตอำเภอ เจี้ยนหลีโยวก็เอ่ยถามขึ้นว่า “ต้องการเข้าส้วมไหม” ในที่สุดหลิ่วหลิงเฟิงก็อดไม่ไหวระเบิดหัวเราะเสียงดังลั่นออกมา ไม่สนใจแม้แต่จะไว้หน้าน้องสาวตัวเองมั่งเลย

“หัวเราะไปเถอะ! หัวเราะไป!” หลิ่วเยียนอวิ๋นกระโดดลงจากหลังม้า หยิบกรวดขึ้นมาขวางใส่หลิ่วหลิงเฟิง ซ้ำยังใช้กำลังภายในสอดไปสามส่วนอีกด้วย หลิ่วหลิงเฟิงหัวเราะจนท้องแข็ง โดนนางปาเข้าไปหลายที

เมื่อเห็นว่าศิษย์น้องโมโหจริง หลิ่วหลิงเฟิงก็หยุดหัวเราะลงจากม้า เดินมาด้านหน้านาง ตั้งใจจะเข้าไปลูบหัวอีกฝ่ายด้วยความเคยชิน กลับถูกหลิ่วเยียนอวิ๋นปัดมือทิ้ง

หลิ่วหลิงเฟิงได้แต่ถอนหายใจ “ศิษย์น้อง ศิษย์พี่ผิดไปแล้ว”

หลิ่วเยียนอวิ๋นฮึ่มฮั่มเสียงเย็นสองครั้ง สะบัดหันหน้าหนี ไม่สนใจเขา

“ข้าสำนึกถึงความผิดตัวเองลึกซึ้งแล้ว สัญญาว่าจะไม่เอาเรื่องนี้มาหัวเราะเจ้าอีก” หลิ่วหลิงเฟิงถอนหายใจอีกครั้ง ดวงตาหลิ่วเยียนอวิ๋นกลอกไปรอบๆ ทำปากจู๋มองซ้ายทีขวาทีแต่ไม่ยอมมองเขา แต่กลับเริ่มมีรอยยิ้มระยิบระยับเล็กน้อยในดวงตา

หลิ่วหลิงเฟิงก็ไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรดี นิสัยของศิษย์น้องถ้าเริ่มขึ้นมาละก็ ถึงเอาวัวมาลากก็ฉุดไม่อยู่

เจี้ยนหลีโยวที่อยู่บนหลังม้ามองสถานการณ์ของทั้งคู่จากมุมสูง เอ่ยออกมาว่า “พี่หลิงเฟิง ข้าว่าเจ้าควรนำเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ไปบอกกับทุกคนดีกว่า รับประกันว่านางจะต้องตามพวกเราไปอย่างว่านอนสอนง่ายแน่นอน”

พูดจบก็ส่งยิ้มทรงเสน่ห์ไปให้หลิ่วเยียนอวิ๋น

หญิงสาวควันออกหูโกรธจนทนไม่ไหว หันไปคำรามใส่เจี้ยนหลีโยว “เจี้ยนหลีโยว เจ้ามันมารนกยูงพันปี!”

หลิ่วเยียนอวิ๋นไม่มีทางจินตนาการได้เลยว่าต่อไปวันข้างหน้า นางจะต้องใช้ชีวิตตัวติดอยู่กับเจี้ยนหลีโยวตลอดเวลา!

ทั้งสามคนใช้เวลาเดินทางไปอีกเมืองหนึ่งถึงห้าวัน

ระหว่างนั้นก็อาศัยบ้านชาวนาพักค้างแรม เรื่องน่าอัศจรรย์ก็คือไม่ว่าจะเป็นชนบทร้างผู้คนแค่ไหน เจี้ยนหลีโยวก็สามารถหาบ้านเจอได้เสมอ ทั้งสามได้พักสบายหนึ่งคืน ซ้ำยังได้กินข้าวหนึ่งมื้อด้วย

ความจริงมีแวบหนึ่งที่หลิ่วเยียนอวิ๋นรู้สึกว่าการมีเขาอยู่ด้วยก็ไม่เลว

แต่ความคิดนั้นอยู่ได้ไม่นาน ก็แตกออกเป็นเสี่ยงๆ

หลิ่วเยียนอวิ๋นมั่นใจได้จากครั้งนี้ การร่วมเดินทางไปกับเจี้ยนหลีโยวเป็นหายนะสำหรับตัวเองชัดๆ

เรื่องนี้ต้องพูดถึงตั้งแต่ตอนที่พวกเขาเดินทางเข้าสู่เมืองหลิ่วโจว

ทั้งสามเพิ่งเข้าหลิ่วโจวก็นำสัมภาระไปวางที่โรงเตี๊ยม จากนั้นก็ออกมาเดินตามตรอกซอกซอย หลิ่วเยียนอวิ๋นรู้สึกตื่นตาตื่นใจไปกับทุกอย่าง ตุ๊กตาดินเผา ถังหูลู่ เค้กข้าว... เวลาเห็นอะไรถูกใจก็หยิบขึ้นมาจากแผงลอยทันที เพราะอย่างไรก็มีศิษย์พี่คอยตามจ่ายเงินให้อยู่แล้ว

เจี้ยนหลีโยวก็โบกพัด เดินตามหลังนางเงียบๆ พร้อมรอยยิ้ม

วันนี้เขาสวมผ้าคลุมยาวเฟื้อยสีแดงเลือดนกมีหมวกผ้าเย็บติดไว้ด้านหลัง เนื่องจากช่วงนี้ยังอยู่ในฤดูใบไม้ผลิ เนื้อผ้าจึงดูค่อนข้างบาง การแต่งกายเช่นนั้นไม่สามารถใช้แค่คำว่าหล่อเหลาสง่างามมานิยามลักษณะได้ ทุกที่ที่เขาเคลื่อนผ่านไป บรรดาสาวน้อยสาวใหญ่จะเหลียวมองอ้าปากตาค้าง แม้แต่ผู้ชายจำนวนหนึ่งยังน้ำลายไหล แววตากรุ้มกริ่มกระจายในดวงตาด้วยเช่นกัน

ริมฝีปากหลิ่วเยียนอวิ๋นกระตุก สมัยนี้ผู้คนชื่นชอบพวกแต่งกายอลังการ

ทันใดนั้นเองคนรอบข้างก็เริ่มอุทานท่าทางตื่นตระหนก ไม่รู้ว่ากลุ่มคนโผล่ออกมาจากที่ใด คนเหล่านั้นสวมหน้ากากปกปิดหน้าตาใส่สีดำทั้งชุด มีหญิงสาวนางเดียวที่แต่งกายแตกต่างออกไป นางสวมชุดสีน้ำเงินเข้ม บนใบหน้าไม่ได้ใช้ผ้าดำบังหน้าแต่เป็นหน้ากากสีเงิน ใบหน้าสองส่วนสามถูกบดบังไว้ ดูจากท่าทางเหมือนจะเป็นหัวหน้าคนกลุ่มนี้

คนพวกนี้เข้ามาล้อมทั้งสามเอาไว้ทันที

“นี่มันอะไรกัน?” หลิ่วเยียนอวิ๋นกัดถังหูลู่สองเม็ดสุดท้ายเคี้ยวกรวมๆ โยนไม้ไผ่เสียบทิ้ง มือขวาแตะที่เอวอย่างรวดเร็ว พร้อมจะชักกระบี่ออกมาสู้ได้ทุกเมื่อ

หลิ่วหลิงเฟิงขมวดคิ้วส่ายหน้า

หลิ่วเยียนอวิ๋นเบนหน้าหันไปมองเจี้ยนหลีโยว

เขายังคงมีท่าทางเอื่อยเฉื่อยสบายใจน่าหมั่นไส้เช่นเคย โบกพัดมองคนกลุ่มนั้นพร้อมแย้มยิ้ม ท่าทางราวกับว่าคนเหล่านี้ไม่มีทางลงมืออะไรกับเขา หลิ่วเยียนอวิ๋นเขยิบไปที่ด้านข้างเขา เตะส้นเท้าเขาทีหนึ่งถามเสียงต่ำ “เฮ้ เจ้าหาเรื่องยั่วพวกเขาเรอะ?”

เจี้ยนหลีโยวเหลือบตามองนาง ยิ้มพลางส่ายหน้า “ไม่ใช่”

“ก็แย่สิ!” หลิ่วเยียนอวิ๋นโมโห นางรู้สึกว่าผู้ชายคนนี้นอกจากจะจู้จี้จุกจิกเรื่องกิน ยังเป็นอันตรายต่อลูกตาผู้คน ตอนนี้ยังเพิ่มความไม่ซื่อสัตย์อีกด้วย “ข้าคิดว่าคนพวกนี้มาที่นี่เพื่อมาหาเจ้านี่แหละ ข้าไม่เคยออกจากสำนักไปที่ไหนมาก่อน ส่วนศิษย์พี่ข้าก็เป็นคนสุภาพอ่อนโยน ไม่มีทางหาเรื่องใคร”

เจี้ยนหลีโยวยังฉายท่าทางสบาย สายตามองไปเบื้องหน้าอย่างเกียจคร้าน “เจ้ารู้ได้ยังไงว่าข้าทำให้คนอื่นขุ่นเคือง หืม?”

“ก็ได้ข่าวมาว่าเจ้าเป็นนักฆ่า มีคนว่าจ้างเจ้าตลอด” หลิ่วเยียนอวิ๋นแสดงท่าทางดูถูกเหยียดหยาม แต่ที่จริงในใจค่อนอิจฉาไม่น้อย “เจ้าต้องหาเรื่องคนอื่น จากการตามฆ่าคนแน่นอน”

เจี้ยนหลีโยวสะบัดพัดฟาดลงบนฝ่ามือแล้วกำเอาไว้ ฉายรอยยิ้มสง่างาม “แม่นางเยียนอวิ๋นยังไม่รู้จักข้าดีพอ คนที่อยากฆ่าข้า ถูกข้าฆ่าไปหมดแล้ว แล้วจะมีหน้าไหนมาแก้แค้นได้ล่ะ?”

จากนั้นหลิ่วเยียนอวิ๋นก็มองไม่ทันว่าเจี้ยนหลีโยวลงมืออย่างไร นางเห็นเพียงร่างสีแดงสดเดินผ่านด้านข้างของหลิ่วหลิงเฟิง พวกเขาสองคนมองหน้ากันและพยักหน้าให้กัน อึดใจหลิ่วหลิงเฟิงก็ชักกระบี่ออกมาจัดการกับคนฝั่งหนึ่ง เจี้ยนหลีโยวก็จัดการส่วนที่เหลือ บรรยากาศตึงเครียดในตอนแรกถูกทำลายหมดลงอย่างรวดเร็ว

ตอนที่หลิ่วเยียนอวิ๋นชักกระบี่ออกมา คนชุดดำทั้งฝูงก็ถูกชายหนุ่มสองคนจัดการหมดแล้ว มีเพียงหญิงชุดน้ำเงินสวมหน้ากากเงินยังยืนนิ่งไม่ขยับเขยื้อน

ผู้หญิงจัดการผู้หญิงก็ยุติธรรมดี

หลิ่วเยียนอวิ๋นตะโกนเสียงดัง ถือกระบี่พุ่งเข้าหาหญิงหน้ากากสีเงิน อีกฝ่ายเพียงยิ้มมุมปากส่งเสียงหัวเราะเยาะเย้ยดูถูก ไม่ได้ขยับหนี แต่ดึงมีดสั้นสองเล่มออกมาจากด้านหลังเอว กระบี่แทงลงไป มืดสั้นก็ตวัดขึ้น เกิดเสียงดังเคร้ง มีดสั้นหนีบปลายกระบี่ของหลิ่วเยียนอวิ๋นเอาไว้ได้ หลิ่วเยียนอวิ๋นดึงกระบี่กลับอย่างรวดเร็ว เคาะปลายเท้าบนพื้น กระโดดลอยตัวขึ้น ปลายกระบี่คมเสือกแทงไปยังบริเวณลำคอของหญิงหน้ากากเงิน

ลากสังขารกลับมา

จังหวะนั้นได้ยินเสียงร้อง “อ๊ะ” ดังขึ้น

ใบหน้าของหลิ่วเยียนอวิ๋นก็บิดเบี้ยว กระบี่ของนางถูกหญิงหน้ากากเงินสกัดเอาไว้ได้ มือที่ถือกระบี่สั่นจนชาไปชั่วขณะ นางเริ่มยืนไม่มั่นคง ถอยหลังไปสองก้าว โชคดีที่มีคนดันหลังเอาไว้ให้

หลิ่วเยียนอวิ๋นมองหญิงหน้ากากเงินด้วยความตกใจ ไม่อยากเชื่อ นางไม่สามารถเอาชนะฝ่ายตรงข้ามได้แม้แต่กระบวนท่าเดียว! ตั้งแต่เล็กจนโตนางไม่เคยสู้กับผู้อื่นแบบจริงจัง แต่จากสายตาของบิดาและเหล่าศิษย์พี่ศิษย์น้องที่มองดู นางก็รู้สึกว่าวรยุทธของตนเองน่าจะพอใช้ได้ อย่างน้อยก็ไม่เคยทำให้ผิดหวังมากอย่างนี้มาก่อน

แต่ตอนนี้...

“บ้าเอ้ย” หลิ่วเยียนอวิ๋นกำด้ามกระบี่เอาไว้แน่น หมายมาดจะพุ่งเข้าไปอีกครั้ง กลับมีใครบางคนคว้าคอเสื้อด้านหลังเอาไว้ ไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าเป็นใคร นางสะบัดหน้ากลับมาจ้องเจี้ยนหลีโยวอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ “ปล่อย!”

เจี้ยนหลีโยวยักไหล่อย่างเฉยเมย หันไปมองทางขวา “ข้าก็อยากปล่อยสุดๆ แต่ว่าศิษย์พี่เจ้าไม่อนุญาต”

“น้องหลีโยวพาเยียนอวิ๋นไปก่อน!” หลิ่วหลิงเฟิงตวัดกระบี่ครั้งเดียวก็ล้มคนได้ถึงสามคน

ตอนนั้นเองหลิ่วเยียนอวิ๋นถึงได้ตระหนักว่าคนชุดดำก่อนหน้าถูกพวกเขากวาดเรียบไปแล้ว ตอนนี้มีอีกกลุ่มโผล่ออกมา ก่อนที่นางจะทันโต้ตอบอะไร เจี้ยนหลีโยวก็โอบเอวนางทะยานออกจากวงล้อมไปทันที

“เฮ้ ศิษย์พี่ข้ายังอยู่ตรงนั้น!” หลิ่วเยียนอวิ๋นเหลียวกลับไปมองคอแทบหัก หลิ่วหลิงเฟิงกำลังโรมรันพันตูกับหญิงหน้ากากเงินอยู่ ส่วนด้านหลังพวกนางก็มีคนชุดดำจำนวนหนึ่งทะยานไล่ตามมา

“เลิกดูได้แล้ว” เจี้ยนหลีโยวลากหลิ่วเยียนอวิ๋นเร้าวิชาตัวเบา “ไม่มีเจ้า ศิษย์พี่เจ้าจะได้วาดฝีไม้ลายมือได้ดีกว่านี้”

ไม่ว่ายังไงก็พาคนมาก่อน อีกทั้งหลิ่วเยียนอวิ๋นก็เอ๋อหลงลืมว่าตนเองมีวิชาตัวเบา ทำให้เจี้ยนหลีโยวราวกับลากลูกตุ้มหนักพันชั่งไว้ในมือ ไม่นานคนชุดดำคนหนึ่งก็ไล่ตามมาทัน

หลิ่วเยียนอวิ๋นสะบัดกระบี่ในมือ วาดกระบวนท่าออกไป แทงลงไปที่ท้องคนชุดดำคนนั้นได้ จากนั้นมันก็ล้มผลุบลงทันที

แต่อึดใจก็มีคนชุดดำไล่ตามมามากขึ้น

หลิ่วเยียนอวิ๋นตื่นตระหนกไปหมด คว้ามือเจี้ยนหลีโยวสาปแช่งเสียงดัง “เจี้ยนหลีโยวเจ้าตัวซวย! อ้ากๆๆๆ... ตามมาทันแล้ว!”

เจี้ยนหลีโยวยิ้มเยาะใส่นาง “แม่นางเยียนอวิ๋น ถ้าเจ้าใช้วิชาตัวเบา ป่านนี้เราคงสะบัดพวกมันหลุดไปเร็วกว่านี้”

หลิ่วเยียนอวิ๋นอึ้งไป แต่ก็ตอบสนองอย่างรวดเร็ว รีบใช้วิชาตัวเบา แยกเท้าออกจากกันพุ่งตัวลอยขึ้น คนชุดดำเหล่านั้นก็ตื้อพอตัว ไล่ตามจนออกไปนอกเมืองแบบไม่ลดละ

เมื่อเห็นแบบนั้นเจี้ยนหลีโยวก็ลากหลิ่วเยียนอวิ๋นเข้าไปในป่า ค่อยๆ ลดระดับความเร็วลง หยุดเท้าในเวลาต่อมา

“เอ๊ะ หยุดทำไมล่ะ?!” หลิ่วเยียนอวิ๋นคว้ามุมเสื้อเขา สายตาเหลือบไปเห็นคนชุดดำกำลังจะตามมาทันอีกครั้ง นางย่ำเท้าอย่างร้อนใจ ถึงแม้วิทยายุทธของทั้งคู่จะไม่ด้อย แต่คนมากมายเพียงนี้ สู้ไม่ไหวละมั้ง?

“ว๊ายๆๆๆ! ไปเร็ว! มากันแล้ว...” สีหน้าของหลิ่วเยียนอวิ๋นเปลี่ยนไป กำลังจะวิ่งไปพร้อมลากแขนเจี้ยนหลีโยวไปด้วยอีกครั้ง

เมื่อเห็นดังนั้นเจี้ยนหลีโยวควักพัดออกมาจากอกเสื้อ วางมือข้างหนึ่งกดลงบนศีรษะหลิ่วเยียนอวิ๋น รอจนนางสงบลงอย่างเชื่อฟัง เหลือเพียงดวงตากลมโตมองเขามาด้วยความสงสัย เขาใช้พัดเคาะหัวนางเบาๆ ทีหนึ่งพร้อมทั้งยิ้ม “ต่อจากนี้ช่วยหลับตานะ”

“หืม?” หลิ่วเยียนอวิ๋นไม่เข้าใจ งงไป

“เขาคลี่พัดออก สะบัดสองครั้ง “ใช้กำลังภายในปิดกั้นโสตประสาทของเจ้าไปเลยจะดีที่สุด”

หลิ่วเยียนอวิ๋นยังไม่เข้าใจว่าประโยคที่เขาพูดหมายถึงอะไร เจี้ยนหลีโยวก็ทะยานออกจากแนวป่าราวกับลูกศรออกจากแล่ง เป็นฝ่ายพุ่งเข้าโจมตีกลุ่มชายชุดดำที่กำลังตามมาเบื้องหลัง

อะไรจะเร็วปานนั้น!

หลิ่วเยียนอวิ๋นประหลาดใจกับระดับความเร็วของเจี้ยนหลีโยวเมื่อครู่ นางเข้าใจเหตุผลที่พวกเขาไม่สามารถสลัดหลุดจากคนชุดดำได้ ทั้งหมดเป็นเพราะนาง ความจริงที่รับรู้นี้ทำให้นางละอายใจขึ้นมา

มีเสียงกรีดร้องโหยหวนดังก้องในโสตประสาท หลิ่วเยียนอวิ๋นกลับมาได้สติ สายตามองไปยังเบื้องหน้า กลุ่มคนชุดดำล้มลงไปกว่าครึ่ง ยังมีคนชุดดำบางคนกองอยู่บนพื้นแต่ยังไม่หมดลมหายใจ ตัวสั่นเทากระอักเลือดออกมา

หรือว่านี่เป็นหนึ่งต่อร้อยในตำนานที่คนเล่าลือกัน?

จู่ๆ เลือดของหลิ่วเยียนอวิ๋นก็พลุ่งพล่าน นี่เป็นครั้งแรกที่นางรู้สึกว่าตัวเองเข้าใกล้ ‘ยุทธภพ’ มากขนาดนี้

ใช้เวลาไม่นานเจี้ยนหลีโยวก็สามารถจัดการกลุ่มคนชุดดำได้ราบคาบ หลิ่วเยียนอวิ๋นเดินออกมาจากแนวป่า ลองนับดู หนึ่ง สอง สาม สี่... รวมเป็นหนึ่งโหลพอดี ตอนนี้นางถึงเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงวิทยายุทธของเจี้ยนหลีโยว

สมคำเล่าลือจริงๆ

“...สุดยอดไปเลย” หลิ่วเยียนอวิ๋นอ้าปากค้างอยู่นาน ในที่สุดก็เอ่ยออกมาได้หนึ่งประโยค

เจี้ยนหลีโยวคลี่พัดโบกอย่างภาคภูมิใจ ริมฝีปากเม้มแน่นยิ้มด้วยรูปลักษณ์ลึกซึ้งยากหยั่งรู้ หลิ่วเยียนอวิ๋นเงยหน้าขึ้น ก็เห็นดวงตาดอกท้อของอีกฝ่าย หางตาก็เชิดขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มกระล่อนนัก

ความรู้สึกดีๆ หายไปเหมือนจมลงในแอ่งน้ำนิ่ง

นางกลอกตาใส่เขาทีหนึ่ง หลังจากแน่ใจว่าไม่มีกลุ่มคนชุดดำแอบซ่อนอยู่รอบด้านแล้ว นางก็ผ่อนคลายลง ผลของการคลายความตึงเครียด ทำให้...หลิ่วเยียนอวิ๋นรู้สึกเหนื่อยล้าจนอยากจะนอนแผ่

จากนั้นก็ไม่สนใจอะไร นั่งลงไปบนพื้นหญ้า หายใจหอบถี่

เมื่อเห็นเจี้ยนหลีโยวก็โบกพัดไปเป็นจังหวะ ร่างสูงโปร่งยืนตัวตรงเช่นเดิม ไม่เห็นความเหนื่อยล้าเลยสักส่วน เขาก้มหน้ามองหลิ่วเยียนอวิ๋นที่เหมือนกับกำลังแผ่รัศมี ‘ข้าจะตายด้วยความเหนื่อยล้าแล้ว’ ออกมา รอยยิ้มงดงามสมบูรณ์แบบก็ยังคงประดับบนใบหน้าอยู่เช่นเดิม

หลิ่วเยียนอวิ๋นอยากจะถามเหลือเกินว่าเจ้านี่เหนื่อยไม่เป็นเลยรึไง? แต่เสียงร้องอุทธรณ์จากท้องดังกึกก้องออกมาแทน ทำให้นางโยนความคิดทุกอย่างไว้ข้างหลัง นางหิวแล้ว

นางลุกขึ้น ไม่แม้จะหันไปมองเจี้ยนหลีโยว เดินไปข้างหน้าคนเดียว เมื่อเจี้ยนหลีโยวเห็นก็ไม่ได้กวนประสาทอะไร เขาเดินตามหลังนางไปท่าทางสบายๆ ไม่ได้พูดอะไรสักคำ

หลังจากเดินไปเดินมาในป่าสิบรอบ หลิ่วเยียนอวิ๋นก็โมโห

ทางแยกมากมาย สรุปแล้วทางไหนกันแน่ที่จะไปถึงเมืองหลิ่วโจวได้! เจี้ยนหลีโยวเจ้ามารนกยูง พาข้ามาที่ไหนกันเนี่ย?!

ขณะที่เดินวนพร้อมความโมโหรอบที่สิบเอ็ด

กระทั่งมาถึงทางแยกแห่งหนึ่ง เจี้ยนหลีโยวก็ยื่นมือออกมาดึงคอเสื้อหลิ่วเยียนอวิ๋นที่ด้านหลังเอาไว้ รอจนนางหยุดดิ้นจ้องมองมาด้วยดวงตาโตๆ ก็ยื่นนิ้วเรียวงามชี้ไปยังทางที่ถูกต้อง

“เจ้ารู้ทาง?” หลิ่วเยียนอวิ๋นถาม

เจี้ยนหลีโยวเลิกคิ้วพยักหน้า

“แล้วทำไมไม่พูดตั้งแต่แรก?!” หลิ่วเยียนอวิ๋นฉุนขาดอยากคลั่ง

“ก็เจ้าไม่ถาม”

ทิ้งคำพูดไว้แค่นี้ เจี้ยนหลีโยวก็ทำหน้าไม่รู้ร้อนรู้หนาว เมื่อเห็นดวงตาโตเป็นประกายวูบวาบ จือปากเล็กน้อย

จือหาอะไร!

หลิ่วเยียนอวิ๋นเลือกที่จะทิ้งระเบิดโมโห

ในขณะที่เจี้ยนหลีโยวแค่เดินตามด้านหลังนางต่อไปอย่างสบายเช่นเดิม รอยยิ้มในดวงตายิ่งลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆ

ลากสังขารกลับมาที่เมืองหลิ่วโจว หลิ่วเยียนอวิ๋นก็หิวท้องไส้กิ่วไปหมดแล้ว เห็นอะไรก็อยากกินสักคำ เสียแต่ว่าพอมองเข้าไปในถุงเงิน มีเพียงเหรียญทองแดงไม่กี่เหรียญ เงินอยู่ที่ศิษย์พี่ทั้งหมดเลย เหรียญทองแดงเหล่านี้เป็นเงินที่แอบจิ๊กเอาไว้

ความหอมของน้ำแกงลอยเข้ามาในนาสิกประสาท หลิ่วเยียนอวิ๋นแทบจะหลับตาเดินตามกลิ่นไป ก่อนที่จะรู้ตัวก็เดินเข้าไปที่แผงขายบะหมี่แล้ว ภรรยาเถ้าแก่กำลังทำบะหมี่อย่างคล่องแคล่วและชำนาญ น้ำลายหลิ่วเยียนอวิ๋นใกล้ไหลย้อยออกมา

โยนเส้นลงไปในหม้อ ตัวเส้นแพร่กระจาย ลวกสักพักหนึ่งก็ตักน้ำแกงกระดูกเคี่ยว ต้นหอมซอย เครื่องปรุงลงในชาม นำบะหมี่ที่ลวกเรียบร้อยใส่ลงไป... เถ้าแก่ด้านข้างใช้กระทะสีดำเล็กทอดไข่ ตอกไข่ที่ตีเรียบร้อยลงในกระทะ เมื่อไข่สัมผัสกับน้ำมันก็เกิดเสียง “ฟู่” ขึ้นมา กลิ่นหอมตลบอบอวลในอากาศทันที เมื่อไข่ถูกทอดทั้งเหลืองฟูใหญ่ เจ้าของร้านก็ตักขึ้นมาวางบนหน้าบะหมี่

หลิ่วเยียนอวิ๋นกลืนน้ำลายถามว่า “เถ้าแก่ บะหมี่ชามละเท่าไร?”

“สามอีแปะ”

นางแอบกำถุงเงิน ลองคำนวณอย่างเงียบๆ ถามต่อว่า “แล้วไข่ล่ะ?”

“สองอีแปะ”

หลิ่วเยียนอวิ๋นชั่งใจกับเงินในถุงอีกครั้ง จากนั้นตัดสินใจหันไปมองเจี้ยนหลีโยว “นี่ถูกมากใช่ไหม?”

เจี้ยนหลีโยวไม่พูดอะไร เลิกคิ้วพยักหน้า

“ถ้างั้นเจ้าน่าจะจ่ายได้ไม่มีปัญหา? พวกเรากินบะหมี่คนละชามแล้วค่อยไปต่อเถอะนะ” ก่อนที่หลิ่วเยียนอวิ๋นจะพูดจบ นางก็เดินไปที่โต๊ะหน้าแผงร้านบะหมี่ ก้นเพิ่งจะสัมผัสเก้าอี้ ปากกำลังเตรียมเรียกเจ้าของร้าน แต่กลับถูกเจี้ยนหลีโยวขัดจังหวะเอาไว้

“ข้าก็อยากจ่ายให้จริงๆ” เจี้ยนหลีโยวยักไหล่ด้วยท่าทางช่วยไม่ได้ “แต่ว่าข้าไม่มีเงิน”

“เงินเจ้าไปอยู่ที่ไหน!” หลิ่วเยียนอวิ๋นจ้องเขาเขม็ง สงสัยอย่างแรงกล้าว่าเขากำลังโกหก เจี้ยนหลีโยวโบกมืออย่างเฉยเมยพูดว่า “หาย”

“หาย! หายไปตั้งแต่เมื่อไร?” เสียงหลิ่วเยียนอวิ๋นสูงขึ้นหลายส่วน สีหน้าท่าทางเต็มไปด้วยความประหลาดใจ

“...ก็ไม่นาน เมื่อครู่นี้เอง”

ทะเลสาบหลิ่วซันหยัง

“โกหกใครน่ะ! ด้วยความสามารถของเจ้าจะมีผู้ใดกล้ามาขโมยถุงเงินไปได้?”

หลิ่วเยียนอวิ๋นใบหน้าเปลี่ยนเป็นแดงก่ำเนื่องจากความเหนื่อยผสมความหิว

เจี้ยนหลีโยวเดินมานั่งตรงกันข้ามกับนาง วางพัดลงไปบนโต๊ะ “อีกฝ่ายเป็นเด็กน้อยยากจน เงินพวกนั้นเพียงพอจะให้พวกเขามีอาหารกินอิ่มไปได้อีกหลายวัน”

หลิ่วเยียนอวิ๋นสำลักคำพูดของเขา จุกจนพูดไม่ออก ได้แต่อ้าปากพะงาบ ไม่รู้จะโต้เถียงอะไร นางได้แต่จำใจควักถุงเงินของตัวเองออกมาวางลงไปบนโต๊ะ เขย่าถุงเทเหรียญทองแดงออกมานับน้ำตาคลอเบ้า นับไปนับมาอยู่หลายรอบ เมื่อแน่ใจพร้อมน้ำตาล้นทะลักออกมา ทั้งเนื้อทั้งตัวมีเพียงแปดเหรียญ

แปดอีแปะ

สามารถซื้อบะหมี่เปล่าได้สองชามกับไข่เจียวหนึ่งฟอง

มองดูเงินตรงหน้า หันไปมองเถ้าแก่ที่กำลังทำบะหมี่กับไข่เจียวให้ลูกค้าคนอื่นกิน จากนั้นก็มองไปที่เจี้ยนหลีโยวอีกครั้งหนึ่ง หลิ่วเยียนอวิ๋นกัดฟันแน่น ตัดสินใจเด็ดขาด ตะโกนออกไป “เถ้าแก่ขอบะหมี่เปล่าสองชาม!”

ต้องบอกว่าหลิ่วเยียนอวิ๋นพื้นฐานเป็นสาวน้อยจิตใจดีงาม อย่างน้อยภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน นางก็ยังเลือกสั่งบะหมี่ให้เจี้ยนหลีโยวกินด้วย

ลังเลอยู่สักครู่ หลิ่วเยียนอวิ๋นก็หันไปบอกเจ้าของร้านเสียงเล็ก “เพิ่มไข่อีกฟองด้วย”

ไม่นาน เจ้าของร้านก็ยกชามบะหมี่เข้ามา เพราะไม่รู้ว่าจะเอาไข่เพิ่มชามใบไหน เขาเลยใส่ไว้ในจานเล็กยกเข้ามาพร้อมกัน

หลิ่วเยียนอวิ๋นแทบรอไม่ไหวที่จะสูดบะหมี่เข้าปากสักคำ

ในขณะที่เห็นเจี้ยนหลีโยวกำลังดึงตะเกียบออกจากกระบอกไม้ไผ่ เมื่อนางนึกถึงไข่ขึ้นมาได้ กำลังจะคีบไข่ขึ้นมากัดสักคำ กลับพบว่าจานว่างเปล่าไปหมดแล้ว ลางสังหรณ์ไม่ดีผุดออกมาจากหัวใจ นางเงยหน้าขึ้นก็เห็นเจี้ยนหลีโยวกำลังเคี้ยวไข่ด้วยใบหน้าพึงพอใจ

เมื่อสังเกตว่าหลิ่วเยียนอวิ๋นกำลังมองตนเองอยู่ เจี้ยนหลีโยวก็หยุดมือ ส่งยิ้มอวดลักยิ้มให้หลิ่วเยียนอวิ๋น “แม่นางเยียนอวิ๋นดูแลข้าดีจริงๆ ไม่มีเงินแท้ๆ แต่ยังสั่งไข่ให้ข้ากินตั้งใบหนึ่ง”

บัดนี้ในใจหลิ่วเยียนอวิ๋นรู้สึกอยากฆ่าเจี้ยนหลีโยวให้ตายคาที่

มองเขาละเอียดไข่กินทีละน้อยท่าทางไม่รีบไม่ร้อน นางก็รู้สึกเหมือนนั่นคือการเอามีดมาเฉือนหัวใจ แต่นางก็ไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้ ถ้าเพียงเพราะไข่ใบเดียวถึงกับชักสีหน้าใส่คนอื่น จะทำให้มองดูว่าตนเองขี้งกมากไปหรือเปล่า?

นางกลืนความโกรธลงท้อง ได้แต่คิดว่าบะหมี่ที่กินอยู่เป็นเขา เคี้ยวด้วยท่าทางดุเดือดมาก

“ศิษย์น้อง น้องหลีโยว ทำไมมากินอะไรตรงนี้ ไม่กลับโรงเตี๊ยมล่ะ?” หลิ่วหลิงเฟิงที่เพิ่งเดินออกจากโรงเตี๊ยมก็มองเห็นทั้งคู่นั่งกินบะหมี่ตรงแผงลอยข้างทาง เขารีบเดินเข้ามาหา เมื่อได้ยินเสียงคุ้นเคยหลิ่วเยียนอวิ๋นก็เงยหน้าขึ้นมองทันควัน เพียงได้เห็นว่าเป็นหลิ่วหลิงเฟิงก็รู้สึกมีความสุขเป็นพิเศษ นางคว้ามือเขา ชี้นิ้วไปที่แผงอาหาร “ศิษย์พี่ ศิษย์พี่ ท่านมาพอดีเลย! ช่วยสั่งไข่ให้ข้าหน่อยสิ!”

หลิ่วหลิงเฟิงรู้สึกไม่เข้าใจสถานการณ์ตรงหน้า มองหลิ่วเยียนอวิ๋นด้วยความสงสัย “ศิษย์น้อง โรงเตี๊ยมอยู่ด้านข้างนี้เอง ทำไมเจ้าไม่กลับไปกินที่โรงเตี๊ยม? ข้าสั่งของอร่อยรอเจ้าไว้แล้ว”

หลิ่วหลิงเฟิงกลับมาถึงโรงเตี๊ยมนานแล้ว เขาคำนวณเวลา เดาว่าทั้งคู่ควรจะกลับมาได้แล้ว จึงสั่งอาหารไปส่งที่ห้อง ปรากฏว่าทั้งสองยังกลับมาไม่ถึงสักที ในที่สุดเขาก็ไม่สามารถนั่งนิ่งรอเฉยๆ ต่อไปได้ ถึงได้ออกตามหา นึกไม่ถึงว่าหลิ่วเยียนอวิ๋นจะมานั่งกินบะหมี่ตรงแผงลอยริมทางเช่นนี้

“ด้านข้าง?” หลิ่วเยียนอวิ๋นเงยหน้ามอง นี่เรื่องจริงเหรอ เอ... โรงเตี๊ยมอยู่ข้างหน้าจริงๆ ด้วย!

ในขณะนั้นเจี้ยนหลีโยวยกชามบะหมี่กินหมดเกลี้ยงไม่เหลือแม้แต่น้ำหยดเดียว ท่าทางอิ่มเอมด้วยความพอใจ หยิบพัดบนโต๊ะขึ้นมาพัดอีกครั้ง หลิ่วเยียนอวิ๋นจ้องเขาอย่างดุร้าย “พูดมาสิ เจ้าเห็นโรงเตี๊ยมนานแล้วใช่ไหม?”

เจี้ยนหลีโยวพยักหน้า

หลิ่วเยียนอวิ๋นหัวร้อนฉ่า “แล้วทำไมถึงไม่บอกข้า!”

“ตอนแรกก็อยากบอกเจ้าอยู่นะ แต่ก็จนใจเพราะเจ้าสั่งบะหมี่สองชามไปแล้ว” เจี้ยนหลีโยวลุกขึ้น เดินไปที่ด้านข้างหลิ่วหลิงเฟิงด้วยความทันสถานการณ์ เพราะในไม่กี่อึดใจ ไฟก็โหมลุกทั่วตัวหลิ่วเยียนอวิ๋น นางตบโต๊ะอย่างแรง พูดเสียงขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน “เจี้ยนหลีโยว เจ้าตั้งใจทั้งนั้น! เจ้าจงใจจะแกล้งข้า!”

เจี้ยนหลีโยวทำท่าน้อยใจ ไม่โบกพัด ช้อนดวงตาราวกับมีน้ำเอ่อล้นขึ้น แทนที่จะมองหน้านาง กลับหันไปมองหลิ่วหลิงเฟิง กะพริบตาสองครั้ง หลิ่วหลิงเฟิงกระแอมสองครั้ง มองไปที่ศิษย์น้องตนเอง “ศิษย์น้อง ข้าไม่คิดว่าน้องหลีโยวจะตั้งใจหรอก เจ้าเป็นคนจิตใจกว้างขวางมาตลอด อย่าคิดมาก... ไปกันเถอะ กลับโรงเตี๊ยมกินต่อกันนะ ศิษย์พี่จะสั่งของอร่อยให้เจ้ากินไว้อีกเยอะเลย”

หลิ่วเยียนอวิ๋นคำรามฮึ่มฮั่มสองครั้ง ตอนที่เดินผ่านเจี้ยนหลีโยว ก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้เหยียบเท้าเขาไปทีหนึ่ง แล้วก็ทำสีหน้าดีใจราวกับเอาเปรียบได้ใหญ่หลวง หลิ่วหลิงเฟิงได้แต่ยิ้มเฝื่อน ส่ายหน้าหันไปบอกกับเจี้ยนหลีโยวว่า “นางก็เป็นเช่นนี้ เจ้าอย่าคิดเล็กคิดน้อยกับนางเลย”

เจี้ยนหลีโยวโบกพัดในมืออีกครั้ง พยักหน้าด้วยรอยยิ้มบาง “ก็น่าสนุกดี อืม พี่หลิงเฟิง ข้าจะไปพบสหายคนหนึ่ง คงไม่ตามพวกท่านกลับไปโรงเตี๊ยมตอนนี้”

หลิ่วหลิงเฟิงรู้สึกแปลกใจ แต่ไม่ได้พูดอะไรออกไป อาจจะเป็นเพราะความรู้สึกที่ทุกคนมีต่อเจี้ยนหลีโยวคลุมเครือจนเกินไป ทั้งยังรู้สึกว่าเขาลึกลับมาก ดังนั้นจากความรู้สึกก้นบึ้งในใจ พวกเขาคิดว่าเขาไม่น่าจะมีเพื่อน

แต่ว่าคนที่มีชีวิตบนโลก จะไม่มีเพื่อนได้อย่างไร?

ในเวลานั้นหลิ่วเยียนอวิ๋นเดินเข้าไปในโรงเตี๊ยมแล้ว หลังจากหลิ่วหลิงเฟิงแยกกับเจี้ยนหลีโยวก็รีบเร่งตามไปทันที เขายังคงเฝ้าระวังพวกคนชุดดำเป็นระยะ เจี้ยนหลีโยวมองแผ่นหลังพวกเขาก็ครุ่นคิดอะไรบ้างอย่าง แต่เพียงครู่เดียวก็ส่ายหน้าเดินออกไปเพียงลำพัง

ตอนที่หลิ่วหลิงเฟิงเดินเข้าไปในห้องพัก หลิ่วเยียนอวิ๋นเริ่มลงมือกินอาหารแล้ว

นางเงยหน้าขึ้น ถามด้วยความประหลาดใจ “เจี้ยนหลีโยวล่ะ? ไสหัวไปแล้ว?”

หลิ่วหลิงเฟิงคิ้วขมวด ดีดหน้าผากหญิงสาวทั้งขำปนเอ็นดู พูดสอนนาง “เยียนอวิ๋น ทำตัวไร้มารยาทเช่นนี้ไม่ได้นะ น้องหลีโยวเขาออกไปพบสหาย”

หลิ่วเยียนอวิ๋นแลบลิ้นแล้วกินต่อ หลังจากกินได้สักพัก นางก็นึกอะไรขึ้นมาได้ ถามด้วยดวงตาเปล่งประกาย “ศิษย์พี่ ที่นี่คือหลิ่วโจวที่ศิษย์น้องหยิงเฟิงเคยพูดถึงใช่หรือไม่?”

“ใช่ ทำไมหรือ?” หลิ่วหลิงเฟิงนั่งลงไปข้างนาง

“อ่า! งั้นที่นี่มีจุดชมทิวทัศน์ที่เรียกว่าทะเลสาบหลิ่วซันหยังที่มีชื่อเสียงหรือเปล่า?” ดวงตาของหลิ่วเยียนอวิ๋นเป็นประกายวิบวับราวกับลูกแมวน้อยไร้เดียงสา “ข้าได้ข่าวมาว่ามีการลอยกระทงโคมอธิษฐานแม่นมาก! ศิษย์พี่ คืนนี้พวกเราไปกันเถอะนะ!”

จากนั้นก็งัดวิธีออดอ้อนหลิ่วหลิงเฟิง สุดท้ายชายหนุ่มก็ทนความเร้าหรือไม่ไหว ได้แต่ยอมพยักหน้าตอบรับไป

เวลากลางคืนริมทะเลสาบหลิ่วซันหยัง

แม้ว่าจะเป็นยามค่ำคืน แต่ทะเลสาบหลิ่วซันหยังก็มีชีวิตชีวามากกว่าเวลากลางวัน ชายหนุ่มหญิงสาวที่ศรัทธาจำนวนมากต่างออกมาเพื่อจุดโคมไฟขอพร หลิ่วเยียนอวิ๋นวิ่งไปที่แผงลอยแถวนั้น เอ่ยปากซื้อกระทงโคมทีเดียวห้าใบรวด หลิ่วหลิงเฟิงลูบหัวนางจนเป็นนิสัย อดถามอย่างเอ็นดูไม่ได้ว่าทำไมถึงซื้อมากมายขนาดนี้ หลิ่วเยียนอวิ๋นเงยหน้าขึ้นพูดเสียงต่ำ “ห้าใบเอง นี่ข้ายังไม่ได้ซื้อให้พี่น้องครบทุกคนเลยนะ!”

ขณะที่รับมากระทงโคมมา หลิ่วเยียนอวิ๋นก็พึมพำกับตนเอง “ใบนี้ให้ท่านพ่อ ใบนี้ให้ท่านแม่ ส่วนใบนี้ของข้า ใบนี้ก็ของศิษย์น้องหยิงเฟิง” จากนั้นนางยกมือยื่นโคมอันหนึ่งให้หลิ่วหลิงเฟิง “ศิษย์พี่ ใบนี้ของท่าน เขียนเองนะ”

หลิ่วหลิงเฟิงชะงักไปครู่หนึ่ง ก็รับกระทงโคมมา ภายใต้แสงจากตะเกียงที่เปล่งประกายออกมา เขามองเห็นใบหน้าด้านข้างของหลิ่วเยียนอวิ๋นที่กำลังเขียนคำอธิษฐานชัดเจน หน้าตาช่างจริงจัง จมูกเล็กกระจิดริดได้รูปกำลังดี ริมฝีปากเล็กแต่อวบอิ่ม ผิวขาวเนียนนุ่ม นางดูอ่อนเยาว์และงดงามยิ่งขึ้นภายใต้แสงสีเหลืองอ่อนๆ

อืม ศิษย์น้องของเขาเป็นสาวงามที่หาตัวจับอยากอย่างแท้จริง

“ศิษย์พี่ข้าเขียนเสร็จแล้ว!” หลิ่วเยียนอวิ๋นเงยหน้าขึ้นส่งยิ้มให้เขาอย่างไม่ได้คิดอะไร ดวงตาโค้งลงคล้ายพระจันทร์เสี้ยว เพราะรอยยิ้มนี้ทำให้ใบหน้านางสดใสมีชีวิตชีวามาก “ศิษย์พี่ ท่านรีบเขียนเร็วๆ เขียนเสร็จพวกเราจะได้เอาไปลอยกัน”

หลิ่วหลิงเฟิงพยักหน้า จรดพู่กันเขียน บนกระดาษคำอธิษฐานเขาเขียนว่า “ขอให้ชิงเฟิงคงอยู่ตลอดกาล ศิษย์น้องมีความสุขตลอดไป”

เขียนเสร็จก็นำใบอธิษฐานม้วนใช้ด้ายเส้นเล็กๆ มัดเอาไว้ จากนั้นก็หย่อนลงในกระทงโคม

หลิ่วเยียนอวิ๋นประคองกระทงโคมสี่ใบ เดินตรงไปริมทะเลสาบ ในทะเลสาบมีกระทงโคมมากมายลอยไปตามกระแสน้ำ มองดูราวกับมีดวงดาวบนท้องฟ้าเปล่งแสงระยิบระยับบนเวิ้งที่กว้างใหญ่ ไม่น่าแปลกใจที่การลอยกระทงโคมกลายเป็นจุดเด่นอย่างหนึ่งของทะเลสาบหลิ่วซันหยัง ช่างสวยงามมากเหลือเกิน

นางนั่งยองๆ ค่อยๆ วางกระทงโคมลงไปในน้ำอย่างระมัดระวังทีละใบ...ละใบ จากนั้นก็ใช้มือวักน้ำ ใช้แรงน้ำทำให้กระทงลอยไปเบื้องหน้า

 

เดินทางมาเฟิ้งเทียน

หลิ่วเยียนอวิ๋นพนมมือขึ้นอธิษฐาน

“ท่านเทพสายน้ำ ขอท่านโปรดเมตตาให้คำอธิษฐานของพวกเราสมตามความปรารถนาทุกประการด้วยเถิด”

จากนั้นนางยื่นมือจับที่ต้นแขนของหลิ่วหลิงเฟิง เร่งให้เขาลอยของกระทงโคม ตอนนั้นเองก็มีเสียงคุ้นเคยดังมาแต่ไกล หลิ่วเยียนอวิ๋นหันหน้าไปมอง อย่างที่คิดไว้เจ้านกยูงตัวร้ายนั่นเอง

“เกลียวคลื่นสีเขียวส่องสะท้อน พระจันทร์ลอยบนผืนน้ำ ค่ำคืนมีหญิงงามจับตา”

ทันทีที่เจี้ยนหลีโยวเก็บพัด สายตาก็มองกระทงโคมที่ลอยออกไปเรื่อยๆ ท่องบทกวีด้วยรอยยิ้มบาง

“คุณชายหลีโยวยังเจ้าบทเจ้ากลอนเหมือนเดิมเลยนะเจ้าคะ” หญิงสาวข้างกายเขายกมือเรียวยาวปิดริมฝีปาก ยิ้มอย่างเขินอาย

หลิ่วเยียนอวิ๋นมองหญิงสาวคนนั้นตั้งเท้าจรดหัว หน้าไปหลัง ทุกซอกทุกมุมอย่างละเอียดรอบหนึ่ง

เอวบาง หน้าอกอิ่ม สะโพกผาย

รูปหน้าเรียวเล็ก คิ้วเรียว ตาหงส์ ริมฝีปากบาง

หลิ่วเยียนอวิ๋นรู้สึกหงุดหงิด อดไม่ได้ที่จะใส่ร้าย ไม่ว่ามองผู้หญิงคนนี้อย่างไร ดวงชะตาไม่น่าจะราบรื่น ทำให้นางนึกถึงคำโบราณที่ว่า ‘หญิงงามมักดวงซวย’ นางคงลืมนึกไปว่าในคำโบราณก่อนจะดวงซวยจะต้องเป็นสาวงามก่อน

เมื่อรู้สึกได้ถึงสายตาของหลิ่วเยียนอวิ๋นที่จ้องมา เจี้ยนหลีโยวก็เกือบจะจับต้นตอแหล่งที่มาได้ทันที ราวกับการสะท้อนแบบมีเงื่อนไข มองหลิ่วเยียนอวิ๋นที่เป็นเช่นนี้ เขาก็ถึงกับนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง จากนั้นใบหน้าก็สดใสขึ้น หันไปกระซิบสองสามคำกับหญิงงามที่อยู่ข้างๆ ซึ่งกำลังเผยยิ้มพยักหน้า ทั้งคู่เดินเข้ามาหาหลิ่วเยียนอวิ๋นด้วยกัน

“เจ้านกยูงทำไมถึงมาอยู่ที่นี่?” หลิ่วเยียนอวิ๋นลุกขึ้นพูดโจมตีออกไปก่อนพร้อมกับหน้าที่เชิดขึ้น นางเหลือบมองหญิงงามข้างกายเขา จากนั้นก็มองเขาด้วยสายตามุ่งร้าย “แหมๆๆๆ บอกว่าจะไปเจอสหาย ที่แท้ออกไปเกี้ยวสาวงามนี่เอง!”

น้ำเสียงหาเรื่องบวกกับการแต่งกายเป็นชาย ท่าทางของนางตอนนี้ดูเหมือนพวกนักเลงโตเลยทีเดียว

พอเห็นดังนั้น เจี้ยนหลีโยวก็หัวเราะเบาๆ ใช้พัดเคาะบนหัวนางทีหนึ่ง หลิ่วเยียนอวิ๋นอีกนิดเกือบจะระเบิดแล้ว ทว่าสาวงามที่ยืนข้างๆ เอ่ยปากขึ้นก่อน “แม่นางเข้าใจผิดแล้ว ข้ากับคุณชายหลีโยวเดิมก็เป็นสหายกันธรรมดาเท่านั้น”

คำตอบที่ย้อนกลับมานิ่มๆ ทำให้หลิ่วเยียนอวิ๋นรู้สึกอายไม่น้อย ถ้านี่เป็นเจี้ยนหลีโยวโต้เถียงกลับมา นางคงจิกกัดตอบไปอย่างไม่ลังเล แต่เมื่อคนงามพูดออกมา นางก็เลยพูดอะไรไม่ออก

ดวงตาหลิ่วเยียนอวิ๋นกลอกกลิ้งไปมาสองที จากนั้นสายตาก็หยุดที่กระทงโคมในมือของคนงาม

คนงามเมื่อถูกสายตาอีกฝ่ายจ้องมาก็แอบขนลุก จึงเบนหน้าออกไปแบบแข็งทื่อ หันไปสบตากับเจี้ยนหลีโยวพร้อมทั้งพูดว่า “พวกเราไปลอยกระทงโคมใบนี้กันเถอะเจ้าค่ะ”

เจี้ยนหลีโยวพยักหน้า หยิบกระทงโคมออกจากมือคนงามวางลงบนผิวทะเลสาบ

“นี่ๆ เจ้าขอพรอะไรน่ะ?” หลิ่วเยียนอวิ๋นยืดคอมองด้วยความสงสัย จ้องไปที่กระทงโคมที่เขาวางลงไป ทำท่าทางราวกับทำเช่นนี้จะแอบดูความลับของผู้อื่นได้

เจี้ยนหลีโยวยิ้มโดยไม่ได้พูดอะไร

“ศิษย์น้อง เจ้าล่ะขอพรอะไร?” หลิ่วหลิงเฟิงพยักหน้าให้เจี้ยนหลีโยวเป็นการทักทาย เมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่เต็มใจที่จะพูดมากกว่านี้ เพราะกลัวว่าหลิ่วเยียนอวิ๋นจะตื้อ หลิ่วหลิงเฟิงเลยเอ่ยปากแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าแทน

“ข้าเหรอ แน่นอนว่าหวังจะเป็นจอมยุทธ์หญิงให้ได้!”

หลิ่วเยียนอวิ๋นประกาศด้วยเสียงห้าวหาญท่าทางมุ่งมั่นเด็ดขาด เปิดเผยความรู้สึกตนเองอย่างฮึกเหิม ใช่ ความปรารถนาของนางไม่มีความสัมพันธ์ฉันชายหญิง ไม่มีความรักเข้ามาเกี่ยวข้อง เป็นเพียงความฝันเล็กๆ นี่เท่านั้น

 

มณฑลเฟิ้งเทียน

ผู้คนในยุทธภพขนานนามว่าเฟิ้งเทียนเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของเหล่าจอมยุทธ์มาโดยตลอด ถ้าถามว่าใช้มาตรฐานอะไรมาวัด? ก็เพราะทั้งสี่ตระกูลใหญ่แห่งยุทธภพมีรากฐานอยู่ที่นี่ มิหนำซ้ำยังเป็นสถานที่การจัดงานเลือกประมุขสมาพันธ์ยุทธ์ที่ถูกจัดขึ้นที่นี่ทุกปี ยิ่งไปกว่าเคล็ดลับตำรายุทธ์มากมายก็ตกทอดและถูกแย่งชิงกันที่นี่ จนถึงตอนนี้ผู้คนยังเล่าขานกันเป็นประจำว่าดินแดนเฟิ้งเทียนเต็มไปด้วยสมบัติล้ำค่า ไม่ว่าจะเดินเข้าไปในร้านตำราโบราณแห่งใด ไม่แน่ว่าอาจจะหยิบเจอสุดยอดตำรายุทธ์สักเล่มก็เป็นได้

แน่นอนนี่เป็นเพียงเรื่องลือหรือว่าเรื่องจริงก็ไม่มีใครสามารถรับประกันได้

ในวันที่อากาศหนาวเย็นจนเกือบกลายเป็นเกล็ดน้ำค้างแข็ง ทั้งสามที่ใช้เวลาเดินทางเกือบหนึ่งเดือน ในที่สุดก็มาถึงเฟิ้งเทียน ระหว่างการเดินทางนี้เรื่องราวของหลิ่วเยียนอวิ๋นกับเจี้ยนหลีโยวก็ขออธิบายไม่มาก อย่างไรก็ตามมาถึงเฟิ้งเทียนก็หมายความว่าทั้งสามบรรลุถึงจุดมุ่งหมายปลายทางแล้ว หลิ่วเยียนอวิ๋นรู้สึกเบิกบานใจเพราะในที่สุดก็จะได้หลุดพ้นจากเจ้านกยูงรำแพนคนนี้ได้แล้ว

ความแตกต่างระหว่างเฟิ้งเทียนกับสถานที่ต่างๆ ที่หลิ่วเยียนอวิ๋นเดินทางผ่านมา คือมีคนจำนวนมากตามถนน รวมทั้งกระบี่หรืออาวุธอื่นๆ เช่นแส้ยาว ชายอกสามศอก หญิงสาวใบหน้าเย็นชา เด็กหนุ่มเลือดร้อน... หลิ่วเยียนอวิ๋นกระโดดโลดเต้นด้วยความตื่นเต้น มองดูผู้คนที่เดินผ่านไปมาด้วยดวงตาที่เปล่งแสงเป็นประกาย

ร้านแผงลอยที่ข้างทางขายดาบกระบี่ทุกชนิดทุกขนาด รวมถึงเครื่องประดับอาวุธชั้นยอดที่แกะสลักมาจากไม้ ร้านขายตำราริมทางดึงดูดความสนใจมาก ทำให้หลิ่วเยียนอวิ๋นลืมทุกอย่าง นางหยิบหนังสือขึ้นมาเล่มหนึ่งสัมผัส ลูบๆ คลำๆ พลิกไปมา ท่าทางอาลัยอาวรณ์วางไม่ลง ถ้าไม่ใช่เพราะหลิ่วหลิงเฟิงลากนางให้ออกเดินไปข้างหน้า คาดว่านางคงเดินเตร่อยู่ที่นี่จนมืดค่ำแน่นอน

“ศิษย์พี่ นี่สินะถึงจะเรียกว่ายุทธภพ” หลิ่วเยียนอวิ๋นกระโดดดึ๋งดั๋งด้วยความตื่นเต้น ผมหางม้าที่รวบอยู่กลางกระหม่อมสะบัดไปมา ท่าทางสนุกสนานมาก “ดูสิ ข้าไม่เคยเห็นอาวุธในมือผู้หญิงคนนั้นเลย! แหวนสองวง... แล้วจะใช้ยังไง?”

หลิ่วหลิงเฟิงมองตามนางไป ก็เห็นหญิงสาวคนหนึ่งอายุน่าจะประมาณยี่สิบปีในมือกำลังถือวงแหวนใหญ่โตหนึ่งคู่ เงยหน้าท่วงท่าผึ่งผาย ก้าวไปข้างหน้า เขาลูบหัวหลิ่วเยียนอวิ๋น กำลังจะบอกนางว่าวงแหวนนั้นคืออะไร แต่นึกไม่ถึงว่าจะมีคนตอบเร็วกว่า

“นั่นเรียกว่าวงล้อคู่มังกร” เจี้ยนหลีโยวสะบัดพัดเก็บลง สองมือกอดอกมองไปที่คนคนนั้น “สตรีผู้นี้น่าจะเป็นซวงจิงจิงแห่งสำนักสุสานมังกร”

“ซวงจิงจิงคือใคร? ฝีมือเก่งกาจมากหรือไม่?” หลิ่วเยียนอวิ๋นมองไปที่หลิ่วหลิงเฟิง นางตัดสินใจที่จะเมินเจี้ยนหลีโยว

หลิ่วหลิงเฟิงพยักหน้าเห็นด้วยกับคำคาดเดาของเจี้ยนหลีโยวเอ่ยขึ้นว่า “ซวงจิงจิงศิษย์เอกสำนักสุสานมังกร มีข่าวลือว่าเจ้าสำนักสุสานมังกรได้ถ่ายทอดวิธีฝึกจิตที่จะส่งต่อให้เฉพาะเจ้าสำนักให้กับนาง ดูเหมือนว่านางน่าจะเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งคนต่อไป”

ฟังแล้วน่าเกรงขามมาก

หลิ่วเยียนอวิ๋นเหลือบตาไปก็เห็นชายหนุ่มรูปงามสวมชุดสีขาวโพลน ที่เอวมีแส้เส้นบางพันรอบแทนเข็มขัด นิ้วขาวหยกชี้ไปถามว่า “ศิษย์พี่ ดูผู้ชายคนนั้นสิ เขาเป็นใคร?”

เมื่อหลิ่วหลิงเฟิงหันไปมอง ก็เห็นได้เพียงใบหน้าครึ่งเดียวของคนคนนั้น เขาไม่แน่ใจว่าเป็นใคร ไม่สามารถบอกได้ ทำได้เพียงส่ายหัวไปมา ในเวลานี้เองเจี้ยนหลีโยวก็ส่งเสียงออกมาอีกครั้ง พัดในมือขวาเคาะเป็นจังหวะบนฝ่ามือซ้าย “เขาคือคุณชายรองตระกูลคหบดีป่ายฉี ตอนเป็นเด็กถูกส่งไปที่ทะเลทรายเพื่อเรียนรู้วิทยายุทธ ปีนี้เมื่อเดือนห้าเพิ่งจะกลับมา เขาชำนาญการใช้แส้ยาว”

หลิ่วเยียนอวิ๋นตัดสินว่าครั้งนี้จะไม่เมินอีกฝ่ายแล้ว ตอนนั้นเองนางหันหน้าไปมองเจี้ยนหลีโยวถามด้วยความสงสัย “เจ้ารู้ได้อย่างไร?”

เจี้ยนหลีโยวคลี่พัดทำท่าทางสบายๆ ส่งยิ้มหวาน ลักยิ้มที่มุมปากกดลึกลงไปกว่าเดิม เขาเหลือบตามองใบหน้าอยากรู้อยากเห็นของหลิ่วเยียนอวิ๋น ก็ตัดสินใจทำเรื่องดีครั้งหนึ่ง

“ท่องยุทธภพ แน่นอนว่าก็ต้องรู้อะไรมากหน่อย”

หลิ่วเยียนอวิ๋นพยักหน้า เขียนประโยคนี้ลงในสมองเงียบๆ

“ในเมื่อเดินทางมาถึงเฟิ้งเทียนแล้ว น้องหลีโยว ข้ากับศิษย์น้องยังมีเรื่องที่ต้องไปจัดการ คงต้องบอกลากันตรงนี้แล้ว” หลิ่วหลิงเฟิงมองพระอาทิตย์ที่แขวนอยู่บนท้องฟ้า รู้สึกว่าสายแล้ว จึงประสานมือคำนับกล่าวอำลากับเจี้ยนหลีโยว

เจี้ยนหลีโยวที่เห็นก็คารวะตอบ “พี่หลิงเฟิง วันข้างหน้าค่อยพบกันใหม่”

“ค่อยพบกันใหม่”

จากนั้นเจี้ยนหลีโยวก็ขี่ม้าแยกตัวออกไปพร้อมรอยยิ้มบาง หลิ่วหลิงเฟิงกระโดดขึ้นบนหลังม้าเรียก “ศิษย์น้อง” หลิ่วเยียนอวิ๋นก็บ่นพึมพำพร้อมทั้งโจนตัวขึ้นนั่งบนหลังม้าตนเอง

“เจ้านกยูงเน่า ไม่คิดร่ำลาข้าสักคำ”

หลิ่วเยียนอวิ๋นพบว่าตั้งแต่ตนเองได้รู้จักกับเจี้ยนหลีโยว นางเริ่มคิดเล็กคิดน้อยทุกอย่าง ไม่รู้ว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ดีหรือไม่ดีกันแน่

เนื่องจากคฤหาสน์ใหญ่ใจกลางเมืองแห่งนี้อยู่ในเมืองเฟิ้งเทียน จึงมีประชาชาชนอยู่จำนวนมาก ทั้งสองต้องลดระดับความเร็ว เดินทางไปได้สักระยะก่อนถึงจุดมุ่งหมาย ที่นี่เป็นบ้านท่านตาของหลิ่วเยียนอวิ๋น---คฤหาสน์ตระการใจ

หลิ่วเยียนอวิ๋นลงจากหลังม้า ตบประตูใหญ่ของคฤหาสน์ ตะโกนเสียงดัง “เปิดประตู เปิดประตูหน่อยสิ!”

ทำไมเจ้าถึงมาที่นี่ได้

ภายในคฤหาสน์ตระการใจ

พ่อบ้านรีบวิ่งมาเปิดประตู สายตาเห็นหญิงสาวใบหน้ากระจ่างใสงดงามมีชีวิตชีวายืนอยู่เบื้องหน้า ตั้งแต่เจ็ดขวบหลิ่วเยียนอวิ๋นไม่ได้ลงจากเขานับรวมเป็นเวลาสิบปีแล้ว ยิ่งไม่ได้มาคฤหาสน์ตระการใจอีกเลย พ่อบ้านไม่สามารถเชื่อมโยงหญิงสาวอรชรตรงหน้าปะติดปะต่อกับคุณหนูน้อยซุกซนช่างโวกเวกโวยวายเข้าด้วยกันได้ แต่หลิ่วหลิงเฟิงในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเดินทางมาที่นี่หลายครั้ง พ่อบ้านจึงจดจำเขาได้

“คุณชายหลิ่วมาแล้ว” พ่อบ้านอายุประมาณห้าสิบหกสิบปี พอเห็นเด็กๆ เหล่านี้ ใบหน้าก็ฉายรอยยิ้มตามแบบผู้ใหญ่เอื้ออาทรเอ็นดูผู้เยาว์

“พ่อบ้านสวี พักนี้สบายดีหรือไม่?” หลิ่วหลิงเฟิงก้าวไปข้างหน้า ทักทายอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้ม

พ่อบ้านสวีตอบ “สบายดีๆ” พร้อมทั้งเชื้อเชิญทั้งสองเข้าไปข้างใน สายตาอดไม่ได้ที่จะมองหลิ่วเยียนอวิ๋นอีกครั้ง ปากก็เอ่ยถามขึ้น “แม่นางน้อยคนนี้คือ?”

เห็นพ่อบ้านของท่านตาจำตัวนางไม่ได้ หลิ่วเยียนอวิ๋นก็ไม่ค่อยดีใจเท่าไรนัก นางสะบัดเสียงสองสามครั้ง แกล้งเบนหน้าหนีแบบจงใจ หลิ่วหลิงเฟิงยิ้มพูดกับพ่อบ้านสวี “ไม่เจอหน้าสิบปี ก็เป็นธรรมดาที่พ่อบ้านสวีจำไม่ได้ นี่เยียนอวิ๋นลูกสาวของท่านอาจารย์ เยียนอวิ๋นยังไม่รีบทักทายพ่อบ้านสวีหน่อยเหรอ?”

พ่อบ้านสวีเปิดปากขึ้นด้วยความตกใจ “นี่... คุณหนูน้อยจริงเหรอ?”

หลิ่วเยียนอวิ๋นทำปากจู๋ส่งเสียงเชอะ แต่ภายใต้สายตาของหลิ่วหลิงเฟิงก็ต้องตอบกลับว่า “ไม่ใช่ข้าแล้วจะเป็นผู้ใดอีกล่ะ? พ่อบ้านสวีสายตาท่านแย่มากแล้ว ท่านพ่อบอกว่าตอนข้าเจ็ดขวบปีนั้นก็มาที่นี่ด้วย”

พ่อบ้านสวีเหงื่อตก คุณหนูน้อยเจ็ดขวบไม่เจอกันสิบปีรูปร่างหน้าตาเปลี่ยนไปมาก ผู้ใดจะจำได้? แต่ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มตามธรรมชาติ เขาพูดซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า “ใช่ๆๆๆ ความผิดของตาแก่คนนี้เอง ไม่ได้พบกันสิบปี คุณหนูน้อยยิ่งดูงดงามอ่อนนุ่มราวกับสายน้ำมากขึ้นเรื่อยๆ เลยนะขอรับ”

หลิ่วเยียนอวิ๋นพอใจกับประโยคหลัง ถึงได้ยอมหันหน้ามาไม่งอนพ่อบ้านสวีอีกต่อไป “พ่อบ้านสวี ท่านตาของข้าอยู่ไหนล่ะ?”

“นายท่านกำลังรับแขกอยู่ในห้องโถงใหญ่ขอรับ” พ่อบ้านสวีผายมือนำทางทั้งสองเข้าไป “เขาเป็นชายหนุ่มที่หน้าตาหล่อเหลามาก”

“จริงเหรอ? รูปงามกว่าศิษย์พี่ของข้าอีกรึ?” หลิ่วเยียนอวิ๋นมองหลิ่วหลิงเฟิงอย่างภาคภูมิใจ หลิ่วหลิงเฟิงคิ้วยาว ผมยาวดำเงานุ่มนวลถูกมัดไว้ที่ด้านหลังศีรษะ จมูกเป็นสัน เครื่องหน้าคมสัน ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็เป็นชายหนุ่มรูปงามคนหนึ่ง

พ่อบ้านสวีมองหลิ่วหลิงเฟิงอย่างเก้อๆ “ฮ่าๆ นี่....” ในความเป็นจริงเขาเกรงใจที่จะเอ่ยปากว่าแขกที่มาพบคนนั้นรูปงามกว่าหลิ่วหลิงเฟิงหลายเท่าเลย!

หลิ่วหลิงเฟิงรับลูกต่อ แก้บรรยากาศเก้อเขิน “พ่อบ้านสวี เยียนอวิ๋นก็พูดไปเรื่อย อย่าไปสนใจนางเลยนะ”

ยังไม่เดินไปถึงห้องโถงใหญ่ดี ก็ได้ยินเสียงหัวเราะกังวานดังออกมา เป็นน้ำเสียงเอกลักษณ์ของผู้สูงวัย ทุ่มต่ำแต่กลับมีพลัง ได้ยินก็รู้ว่าเป็นคนฝึกยุทธ์

“ท่านตา เยียนอวิ๋นมาแล้ว!” หลิ่วเยียนอวิ๋นโยนห่อผ้าไปทางหลิ่วหลิงเฟิง ถือกระบี่วิ่งรี่เข้าไปในโถงใหญ่พร้อมทั้งสบสายตาเข้ากับใครคนหนึ่งที่อยู่ข้างในไปด้วย

หลังจากนั้นไม่กี่อึดใจ หลิ่วเยียนอวิ๋นก็มองคนที่นั่งอยู่เบื้องหน้าด้วยความประหลาดใจ ตะโกนออกมาเสียงดัง “เจี้ยนหลีโยว ทำไมเจ้าถึงมาที่นี่ได้!”

เมื่อเห็นเจี้ยนหลีโยวก็ยกมุมหางตาขึ้นนิดหน่อย เขามองไปที่หลิ่วเยียนอวิ๋นที่ยืนตาโตตรงหน้าประตู เขายิ้มจิบชาหนึ่งคำ มีแต่ประมุขคฤหาสน์ตระการใจ ผู้เป็นท่านตาของหลิ่วเยียนอวิ๋น---เสิ่นเทียนสยงที่มีปฏิกิริยาก่อน เขามองหลานสาวหัวเราะเสียงร่า “ไฮ้ เยียนอวิ๋นหลานรักของตามาแล้ว! มาหาตาเร็ว”

หลิ่วเยียนอวิ๋นมองเจี้ยนหลีโยวอย่างสงสัย ก็เดินเอียงตัวเข้าไปในอ้อมกอดของเสิ่นเทียนสยงท่าทางออดอ้อน เสิ่นเทียนสยงกอดหลิ่วเยียนอวิ๋นหันหน้าไปมองเจี้ยนหลีโยว “หลีโยว เจ้ารู้จักกับเยียนอวิ๋นก่อนแล้วรึ?”

“ใช่ขอรับ เราบังเอิญเจอกันระหว่างทางก็เลยเดินทางมาด้วยกัน” เจี้ยนหลีโยวโบกพัดในมือ สายตาดูสบาย

ดวงตาที่เฉียบคมของหลิ่วเยียนอวิ๋นเห็นว่ากระบี่ที่เหน็บข้างเอวขวาของเจี้ยนหลีโยวหายไปแล้ว หรือว่าถูกขโมย? นึกถึงก่อนหน้านี้ที่เจี้ยนหลีโยวทำถุงเงินหาย ทำเสื้อผ้าไหมตัวนอกหาย ทำรองเท้าหุ้มข้อยาวที่ซื้อที่หอเฟิ้งเทียนหาย... นี่ก็ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ หลิ่วเยียนอวิ๋นอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา เจี้ยนหลีโยวชาติที่แล้วคงติดค้างพวกหัวขโมยเอาไว้มากมาย

หลิ่วหลิงเฟิงกับพ่อบ้านสวีก็ตามเข้ามาข้างในอย่างรวดเร็ว หลิ่วหลิงเฟิงหันมาทำความเคารพเสิ่นเทียนสยงก่อน ท่านผู้เฒ่าส่งยิ้มให้ จากนั้นก็สั่งคนรับใช้ให้รีบรินน้ำชามาต้อนรับ พูดน้ำเสียงทอดถอนใจ “ดีจริงๆ หลานชายหลานสาวอยู่กันพร้อมหน้า”

เสิ่นเทียนสยงแต่ไหนแต่ไรมาก็รักและเอ็นดูลูกหลานเสมอ ไม่ต้องพูดถึงทั้งสองคนที่ไม่ค่อยได้เจอหน้ากันบ่อยๆ

“หลานชาย?” ครั้งนี้กลายเป็นเจี้ยนหลีโยวที่เกิดอยากรู้ เขามองหลิ่วเยียนอวิ๋นทีหนึ่ง หันไปมองหลิ่วหลิงเฟิงทีหนึ่ง “พี่หลิงเฟิงไม่ใช่ศิษย์พี่ของแม่นางเยียนอวิ๋นหรือ? หลีโยวจำได้ว่าเจ้าสำนักชิงเฟิงมีบุตรีเพียงคนเดียว”

“หึหึ ในที่สุดก็มีเรื่องที่เจ้าไม่รู้บ้างแล้วใช่ไหม?” หลิ่วเยียนอวิ๋นกระเด้งตัวออกมาจากอ้อมอกเสิ่นเทียนสยงคลี่ยิ้มสดใส “ศิษย์พี่ข้าเป็นลูกบุญธรรมของท่านพ่อท่านแม่ นอกจากเป็นศิษย์พี่ ยังเป็นพี่ชายข้าด้วย แน่นอนว่าก็ต้องนับเป็นหลานชายของท่านตาด้วย”

นั่นคือเหตุผลที่นางปฏิบัติต่อหลิ่วหลิงเฟิงแตกต่างจากศิษย์พี่ศิษย์น้องคนอื่น คนเป็นศิษย์พี่จะปกป้องและควบคุมนาง แต่คนเป็นพี่ชายจะดูแลนางอย่างเดียวเป็นพิเศษ ตอนเด็กๆ นางชอบก่อเรื่องมากมายไม่เว้นแต่ละวัน เกือบทุกครั้งก็เป็นหลิ่วหลิงเฟิงคอยช่วยแก้ปัญหา เรื่องนี้เลยกลายเป็นการบ่มนิสัยของหลิ่วเยียนอวิ๋นที่ต้องพึ่งพาและไว้วางใจหลิ่วหลิงเฟิงอย่างไม่มีเงื่อนไข

หลิ่วหลิงเฟิงเป็นคนพิเศษสำหรับนาง

เมื่อเห็นท่าทางเข้าอกเข้าใจที่ชัดเจนของเจี้ยนหลีโยว ตัวเขาก็ไม่ได้ต้องการรู้เบื้องลึกของสำนักชิงเฟิง เพราะยังไงเรื่องนี้ก็ไม่เกี่ยวอะไรกับเขาเลย

“ท่านตา ครั้งนี้อาจารย์ส่งพวกเรามา คือ...” หลิ่วหลิงเฟิงไม่ใช่หลิ่วเยียนอวิ๋น เขาไม่ลืมว่าครั้งนี้ที่ลงจากเขาพร้อมภารกิจที่อาจารย์มอบหมายมา

เสิ่นเทียนสยงตบบ่าหลิ่วหลิงเฟิงอย่างสบายใจพูดทั้งรอยยิ้มว่า “คุยกันตอนกินอาหารเสร็จเถอะ พวกเจ้าน่าจะหิวกันแล้ว”

เมื่อได้ยินประโยคนี้ หลิ่วเยียนอวิ๋นก็ยกแขนขึ้นสองข้างตะโกนเสียงดัง “ท่านตา ข้าอยากกินไก่ผัดพริก!” เมื่อเห็นเสิ่นเทียนสยงพยักหน้าตกลง นางก็วิ่งปรู๊ดไปที่ประตู ตะโกนบอกคนรับใช้ที่เดินผ่านเสียงดังลั่น “ช่วยไปบอกพ่อครัวให้หน่อย ว่าคุณหนูคนสวยคนนี้อยากกินไก่ผัดพริก!”

เห็นภาพนี้เจี้ยนหลีโยวก็ยิ้ม หันหน้าไปมองหลิ่วหลิงเฟิง “นางเป็นแบบนี้มาตลอดเลยรึ?”

หลิ่วหลิงเฟิงมองดูหลิ่วเยียนอวิ๋นทำท่าชี้โบ๊ชี้เบ๊ใส่ก็ยิ้มบาง ดวงตาราวกับมีระลอกน้ำกระเพื่อมไหวด้วยความรักและความเอ็นดู “ฮ่าฮ่า ก็เป็นเช่นนี้ตั้งแต่ยังเด็ก ทุกคนต่างเอาใจนางจนกลายเป็นนิสัย ต่อให้สิ่งต่างๆ ในโลกแปรเปลี่ยน ทุกคนผันแปร แต่โชคดีที่นางไม่เคยเปลี่ยนแปลง”

ก่อนหน้าตอนที่หลิ่วเยียนอวิ๋นอยู่สำนักชิงเฟิงเคยกล่าวปฏิญาณยิ่งใหญ่ว่าหากวันไหนนางออกไปข้างนอกพร้อมกับมารดา สำนักชิงเฟิงก็จะกลายเป็นสถานที่ดั่งวัดอย่างถ่องแท้! ดังนั้นด้วยฐานะพิเศษของศิษย์หญิงหนึ่งเดียวนอกจากอาจารย์แม่ ทั้งสำนักชิงเฟิงไม่ว่าจะอยู่ในฐานะเล็กใหญ่ต่างยินยอมพร้อมใจเป็นม้าเป็นวัวให้นางใช้

เจี้ยนหลีโยวหยุดโบกพัดจ้องมองไปยังหลิ่วเยียนอวิ๋นพิงที่กรอบประตู จู่ๆ ก็ยิ้มสดใสออกมา

เมื่อคุณหนูอยากกินไก่ผัดพริกขึ้นมาแบบปัจจุบันทันด่วน

ในครัวได้แต่รู้สึกจนปัญญา พวกเขาซื้อปลาเป็ดหมูรวมทั้งของชั้นเลิศอื่นๆ มา มีอย่างเดียวที่ไม่ได้ซื้อคือไก่ ดังนั้นพ่อครัวจึงต้องพุ่งตัวออกไปตลาดเพื่อซื้อทันที ทำให้เวลาอาหารมื้อนี้ต้องเลื่อนออกไปถึงหนึ่งชั่วยาม

บนโต๊ะอาหารค่ำ หลิ่วเยียนอวิ๋นกินจนลืมทุกอย่าง ดวงตาสองข้างเป็นประกายระยิบระยับเมื่อเห็นอาหารทุกจาน โดยเฉพาะอย่างไก่ผัดพริก น่าเสียดายที่นางปากดี แต่กระเพาะไม่ได้ดีตาม จ้องกินแต่ไก่ผัดพริก สักพักถึงได้พบว่ามีอาหารตามมาทีหลังอีก นางแทบกินไม่ลงแล้ว

นางเงยหน้าขึ้นมองที่เจี้ยนหลีโยวราวกับสมองสั่งการโดยไม่รู้ตัว แต่กลับพบว่าเขากำลังกินอย่างสง่างาม ไม่รีบร้อนใดๆ เพราะความไม่รีบร้อนและไม่ได้กินแต่อาหารอย่างเดียวแบบเอาเป็นเอาตาย เขาชิมอาหารทุกจานได้ครบ กลืนกินอาหารลงไปในท้องได้มากกว่านางเสียอีก!

นางเป็นพวกชอบกินมาก แต่เขากลับเป็นคนรู้จักกินมากกว่า

หลิ่วเยียนอวิ๋นนึกไม่ถึงที่ตัวเองจะแพ้เขาแม้แต่เรื่องการกิน ดังนั้นนางจึงกดเสียงต่ำอย่างโกรธเคือง “เชอะ เจ้าตัวตะกละเคี้ยวเอื้อง”

ไม่รู้ว่าเริ่มตั้งแต่เมื่อใด ราวกับเพียงแค่นางเงยหน้าขึ้นก็จะเห็นเจ้านกยูง ยิ่งไปกว่านั้นพอเห็นเขาจิตใจนางก็ถูกครอบงำด้วยอารมณ์ต่างๆ ขุ่นเคืองใจ-ไม่พอใจ-อยากรู้อยากเห็น และอื่นๆ จนนางไม่สามารถไปสนใจคนอื่นได้ ก็เหมือนกับตอนนี้ ทั้งๆ ที่อีกสองคนก็กินอาหารอย่างมีมารยาท กินอาหารครบทุกจาน แต่นางกลับไม่ได้สังเกตอะไรเลย

 

 

โชคชะตาหลอมรวม

หลังจากกินอาหารเสร็จ

เสิ่นเทียนสยงก็เรียกทั้งสามเข้าไปในห้องหนังสือ

ทันทีที่ฝ่าเท้าย้ำลงไป เสิ่นเทียนสยงก็เปิดประเด็นและบอกจุดประสงค์ที่เรียกทั้งสามมาในครั้งนี้ เมื่อหลิ่วหลิงเฟิงได้ยินว่าจะคุยเรื่องจริงจัง สีหน้าก็เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมทันที แม้แต่หลิ่วเยียนอวิ๋นก็มีท่าทางกลายเป็นจริงจังขึ้นมาด้วยเช่นกัน มีเพียงเจี้ยนหลีโยวที่ยังมีท่าทีสบายๆ เช่นเดิม จะยิ้มก็ไม่ยิ้ม

“ครั้งนี้ที่ข้าเรียกพวกเจ้ามา เพราะกระบี่ฟ้าวิญญาณหายไป” เสิ่นเทียนสยงพูดถึงตรงนี้ก็นิ่งไปสักครู่

หลิ่วเยียนอวิ๋นตัวสั่น หลิ่วหลิงเฟิงเบิกตาโพลงด้วยความตกใจ ส่วนเจี้ยนหลีโยวแค่ฟังเงียบๆ ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ

กระบี่ฟ้าวิญญาณ

ทุกคนในยุทธภพรู้ทั้งนั้นว่านี่เป็นกระบี่วิญญาณที่ได้รับการปกป้องจากตระกูลเสิ่นมาตั้งแต่รุ่นท่านทวดของเสิ่นเทียนสยง กระบี่ล้ำค่าที่สุดแห่งยุคที่ปรากฏอย่างไร้ที่มา โดยเฉพาะที่พิเศษสุดคือกระบี่เล่มนี้ต้องได้รับการปกป้องจากสตรี ว่ากันว่าหญิงสาวตระกูลเสิ่นล้วนมีความสามารถพิเศษเฉพาะตัวบางอย่าง ดังนั้นพวกนางจึงสามารถพิทักษ์กระบี่วิญญาณเล่มนี้ให้ปลอดภัยไม่ถูกทำลาย

เมื่อเวลาผ่านไปรุ่นลูกของเสิ่นเทียนสยง เดิมควรได้รับการพิทักษ์จากเสิ่นยี่มารดาของหลิ่วเยียนอวิ๋นนั่นเอง

หลิ่วเยียนอวิ๋นเคยได้ยินจากศิษย์พี่บอกว่ากระบี่เล่มนี้ได้รับการพิทักษ์จากมารดา ก่อนที่นางจะอายุเจ็ดขวบปี กล่าวคือกระบี่ถูกนำมาเก็บรักษาในสำนักชิงเฟิง แต่ในปีนั้นที่นางออกจากบ้านติดตามบิดาลงจากเขา พอกลับไปสำนักก็ป่วยหนักไข้สูงตลอดเวลา เพราะเช่นนี้มารดาต้องทุ่มเทพลังทั้งหมดดูแลนาง จึงละเลยการพิทักษ์กระบี่ฟ้าวิญญาณไป พวกคนชั่วจึงสบช่องมาแอบขโมยกระบี่ฟ้าวิญญาณ

เมื่อพบว่ามีคนขโมยกระบี่ เสิ่นยี่กับหัวขโมยก็ต่อสู้กัน ปรากฏว่านางได้รับบาดเจ็บหนัก หลังจากนั้นก็ต้องนอนพักรักษาตัวอยู่บนเตียงมาตลอด ต่อมาหัวขโมยส่งจดหมายมาบอกว่าขอยืมกระบี่เท่านั้นและจะส่งกลับคืนมาให้ทันทีเมื่อใช้งานเสร็จ สุดท้ายก็ส่งกลับมาจริงๆ แต่เพราะเรื่องนี้เสิ่นยี่รู้สึกว่าตนเองไม่มีความสามารถพอที่จะพิทักษ์กระบี่ฟ้าวิญญาณต่อไปได้ นางจึงแอบส่งกระบี่กลับมาที่คฤหาสน์ตระการใจ ต่อมากระบี่ถูกเสิ่นเทียนสยงผนึกไว้ในห้องลับ พร้อมทั้งประกาศออกไปว่ากระบี่ฟ้าวิญญาณถูกขโมย

กระบี่ฟ้าวิญญาณเป็นกระบี่วิญญาณที่จะเปลี่ยนรัศมีตนเองตามสภาพจิตใจของผู้ถือ กล่าวอีกนัยหนึ่ง ถ้าผู้ถือมีจิตใจดีมีเมตตา กระบี่เล่มนี้ก็จะเป็นกระบี่สังหารทำลายสิ่งชั่วร้ายชั้นเยี่ยม แต่ถ้าผู้ถือกระบี่มีจิตใจคิดคด กระบี่ก็จะกลายเป็นกระบี่มารช่วยทรราชทำลายล้างก่อกรรมทำเข็ญ

เดิมทีผู้พิทักษ์ต้องวางกระบี่ฟ้าวิญญาณไว้ข้างกาย เพราะด้วยวิธีนี้กระบี่จะไม่สูญเสียจิตวิญญาณไป เมื่อนำไปเก็บในห้องลับ แม้ว่าจะไม่เกิดอันตราย แต่กระบี่จะค่อยๆ สูญเสียความงำประกาย กลายเป็นกระบี่ธรรมดา ในรุ่นลูกของเสิ่นเทียนสยงตระกูลเสิ่นมีลูกชายลูกสาวอย่างละหนึ่งคน ดังนั้นเป็นธรรมดาที่บิดาจะสงสารบุตรสาวที่ต้องทนทุกข์จากความเจ็บปวดจากการพิทักษ์กระบี่ นอกจากนี้หญิงสาวตระกูลเสิ่นที่แต่งงานและคลอดลูก จะทำให้ความสามารถพิเศษที่ติดตัวมาค่อยๆ เสื่อมสภาพไป ไม่เหมาะสมที่จะพิทักษ์กระบี่ต่อแล้ว ดังนั้นเขาจึงนำกระบี่กลับมาเก็บไว้ในห้องลับ

“กระบี่ฟ้าวิญญาณถูกส่งกลับมาที่ตระกูลเสิ่นเป็นเรื่องลับสุดยอด หลายปีที่ผ่านมาไม่มีใครรู้เรื่องนี้ แต่ครั้งนี้ถูกขโมยไปกะทันหัน นับว่าน่าเหลือเชื่อมาก” เสิ่นเทียนสยงคิ้วขมวด ทุกวันมานี้ไม่ใช่เขาไม่ได้สั่งระดมคนออกตามหาเบาะแส แต่กลับคว้าน้ำเหลวทุกครั้งไป นี่ทำให้เขานอนไม่สบายมานาน

“ห้องลับที่สร้างขึ้นในคฤหาสน์ตระการใจถูกพบได้อย่างง่ายดายเช่นนี้ ถ้าเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป จะต้องถูกหัวเราะจนฟันร่วงอย่างแน่นอน”

หลิ่วเยียนอวิ๋นอึ้งจนพูดไม่ออกเมื่อได้ยิน นางรู้สึกว่าเรื่องลึกลับและเต็มไปด้วยปริศนาดังกล่าวน่าจะอยู่ห่างจากตนเองเป็นโยชน์ แล้วทำไมบิดาถึงส่งนางมา? เทียบกับเรื่องกระบี่ฟ้าวิญญาณถูกขโมยไป หลิ่วเยียนอวิ๋นสนใจคำตอบของคำถามนี้มากกว่า โดยไม่ต้องใช้สมองกรองนางถามออกไปทันที “ท่านตา กระบี่ฟ้าวิญญาณหายไป ทำไมท่านพ่อถึงได้ส่งข้ามา? ควรเรียกจอมยุทธ์ที่มีฝีมือกว่านี้มาช่วยมากกว่าไม่ใช่เหรอ...”

ผู้เฒ่าเสิ่นเอ็นดูกับน้ำเสียงไร้เดียงสาของหลานสาว ตบไหล่นางบอกเหตุผล “เพราะปัจจุบันเจ้าเป็นคนที่สามารถสัมผัสได้ว่ากระบี่ฟ้าวิญญาณอยู่ที่ไหนได้มากที่สุด”

ไม่เพียงแต่หลิ่วเยียนอวิ๋นตกตะลึง แม้แต่เจี้ยนหลีโยวกับหลิ่วหลิงเฟิงก็มองนางอย่างประหลาดใจ ใครจะคาดคิดกันว่าหญิงสาวที่ห่วงเล่น โวกเวกโวยวาย เผด็จการ จะมีบทบาทสำคัญเช่นนี้จริงๆ

เมื่อเห็นเด็กทั้งสามต่างแสดงท่าทางสงสัยสุดซึ้ง เสิ่นเทียนสยงก็เอ่ยปากเปิดเผยความลับอีกข้อเกี่ยวกับการพิทักษ์กระบี่ฟ้าวิญญาณ

ที่แท้กระบี่ฟ้าวิญญาณได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากยอดจอมยุทธ์รุ่นทวดของเสิ่นเทียนสยง ท่านทวดกับยอดยุทธ์คนนั้นสาบานเป็นพี่น้องต่างสายเลือดกัน สัญญากันว่าจะพิทักษ์กระบี่เล่มนี้จนยอดยุทธ์หรือคนที่เขาส่งมารับช่วง ก่อนที่ยอดยุทธ์ผู้นั้นจะจากไป เขาได้หยดเลือดหยดหนึ่งลงในปากลูกสาวของท่านทวดที่เพิ่งจะคลอดบุตรสาวออกมา นับตั้งแต่นั้นหญิงสาวในตระกูลเสิ่นจึงมีความสามารถพิเศษนี้ ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นที่เป็นสตรีเท่านั้น

จนมาถึงรุ่นหลิ่วเยียนอวิ๋น ก็มีเพียงนางเท่านั้นที่มีความสามารถพิเศษนี้

หลิ่วเยียนอวิ๋นรู้สึกว่าตัวเองดูสูงส่งขึ้นทันตา ในใจกระหยิ่มยิ้มย่อง เมื่อเห็นเจี้ยนหลีโยวก็กลั้นหัวเราะไว้เต็มที่ หลิ่วเยียนอวิ๋นกวาดสายตาพิฆาตมองมาทันที

หลังจากรู้ถึงความพิเศษของตนเองแล้ว หลิ่วเยียนอวิ๋นก็มองไปที่เจี้ยนหลีโยว ถามต่อไปว่า “ท่านตา แล้วเขามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ได้อย่างไร? เขาไม่ใช่คนในตระกูลเสิ่นของเราด้วยซ้ำ...”

เสิ่นเทียนสยงยิ้มตบไล่เจี้ยนหลีโยวแรงๆ ทีหนึ่ง พูดน้ำเสียงหนักแน่น “เด็กคนนี้นะเหรอ ข้าช่วยปากท้องเขาเอาไว้ ส่วนเขาก็ช่วยชีวิตข้าเอาไว้ด้วยเช่นกัน ถือว่าเป็นสหายต่างวัยกันน่ะ”

เมื่อพูดถึงที่มาของความสัมพันธ์ของผู้เฒ่าเสิ่นกับเจี้ยนหลีโยวก็คงต้องเล่ากันยาว

ประมาณห้าปีก่อนผู้เฒ่าเสิ่นเดินทางไปที่หลิงหนานด้วยธุระบางอย่าง ขณะที่หยุดพักตรงชายแดนระหว่างหลิงเป่ยกับหลิงหนาน เขาก็มองเห็นเจี้ยนหลีโยวกำลังวิ่งรอบภูเขา

ในตอนนั้นเจี้ยนหลีโยวเพิ่งจะอายุสิบห้าเอง รูปร่างยังโตไม่เต็มที่ ผอมบาง ใบหน้าแดงก่ำ มีเค้าโครงของชายหนุ่มรูปงามกำลังกระหืดกระหอบอยู่ไม่ไกลจากร้านน้ำชาริมทางที่ผู้เฒ่าเสิ่นกำลังนั่งพักดื่มชาอยู่ หนุ่มน้อยใช้สองมือจับหัวเข่ากระหืดกระหอบ รอจนหายใจเข้าที่ ก็หันหน้ามามองของกินบนโต๊ะตาเป็นประกาย แอบกลืนน้ำลาย

บางทีอาจเป็นเพราะโชคชะตาหรือสงสัยว่าเหตุใดเด็กหนุ่มถึงต้องวิ่งไปรอบๆ ภูเขาลูกใหญ่เช่นนี้ เสิ่นเทียนสยงจึงเดินเข้าไปหาอีกฝ่าย ถามอย่างมีอัธยาศัย “เจ้าหนู วิ่งรอบภูเขาทำไมกัน?”

เจี้ยนหลีโยวท่าทางเต็มไปด้วยความทะนงและต่อต้านตามแบบฉบับเด็กหนุ่มเลือดร้อน ก็เหลือบมองผู้เฒ่าเสิ่น “ทำผิดนะสิ อาจารย์ข้าลงโทษให้วิ่งรอบป่านี้ห้ารอบ”

แม้ว่าจะพูดด้วยน้ำเสียงไม่ใส่ใจ แต่จริงๆ แล้วเหนื่อยจนอยากจะนอนแผ่ลงไป ผู้เฒ่าเสิ่นไม่ได้ต้องการสร้างความลำบากใจให้อีกฝ่าย รู้สึกเพียงว่าดวงตาของเด็กหนุ่มงดงามจริงๆ เขาโน้มตัวเข้าไปเล็กน้อย ถามอย่างกรุณา “เจ้าหนูหิวหรือไม่? กระหายหรือไม่? ข้าเลี้ยงเจ้าเองอยากกินอะไรสักหน่อยไหม”

หลังจากนั้นก็ไม่ต้องพูดถึง เจี้ยนหลีโยวเดินเข้ามาทันที เมื่ออิ่มหนำเจี้ยนหลีโยวก็ลุกขึ้นโค้งคำนับให้เสิ่นเทียนสยงอย่างมีมารยาท พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ท่านผู้เฒ่า ขอบคุณสำหรับน้ำใจของท่าน อาจารย์ข้าเคยกล่าวว่าบุญคุณเช่นหยดน้ำต้องตอบแทนดั่งน้ำพุ ภายภาคหน้าหากท่านผู้เฒ่าต้องการความช่วยเหลืออะไรจากข้า ตราบใดที่ข้าสามารถทำได้ ข้าจะช่วยเหลือท่านอย่างแน่นอน!”

ผู้เฒ่าเสิ่นรู้สึกว่านี่น่าสนใจดี เด็กหนุ่มดูหยิ่งยะโส แต่นึกไม่ถึงว่าจะรู้ความเช่นนี้

หลังจากพูดจบเจี้ยนหลีโยวก็เดินจากไป แต่เดินไปได้เพียงสองก้าว ก็เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ เขาหันหลังกลับมาพูดว่า “ท่านผู้เฒ่า ข้ามีชื่อว่าเจี้ยนหลีโยว อาศัยอยู่ยอดเขาฉีเฟิงที่ห่างจากที่นี่ไปประมาณสามลี้ ท่านโปรดจำไว้ให้ดี ต่อไปจะได้มาหาข้าเจอ”

ไม่นานหลังจากนั้นผู้เฒ่าเสิ่นไม่ระมัดระวังบังเอิญตกลงไปในน้ำ ประจวบกับเจี้ยนหลีโยวผ่านมาช่วยไว้ได้ทันเวลาพอดี จากนั้นโชคชะตาของทั้งคู่ก็หลอมรวม

ครั้งนี้เมื่อกระบี่ฟ้าวิญญาณหายไป ผู้เฒ่าเสิ่นจึงนึกถึงเจี้ยนหลีโยวเรียกมาช่วย สามปีมานี้ชื่อเสียงของเจี้ยนหลีโยวขจรขจายไปทั่วยุทธภพ แม้แต่เขาก็ได้ยินเรื่องนี้มาบ้าง

“ที่แท้เป็นเช่นนี้เอง” หลิ่วเยียนอวิ๋นจิกแขนเสื้อตัวเองอย่างรู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย นี่เป็นเรื่องที่นางไปถามเอง ไม่ทันระวังก็ไปรู้ว่าเจี้ยนหลีโยวจะเป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิตท่านตาของตนเอง แต่ว่าพอคิดย้อนดูแล้ว ท่านตาก็เลี้ยงของกินเขา แก้ปัญหาเรื่องปากท้องให้ แบบนี้ก็ถือว่าเป็นบุญคุณ นั่นน่าจะลบล้างกันไปใช่ไหม?