ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

เปลี่ยนเธอให้เป็นเทพ (ภาคเทพสงคราม)

ผู้แต่ง QIANLV
ผู้แปล Hongsamut
ประเภท นิยายจีนโบราณ
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
ร้านค้าออนไลน์ แบบเล่ม fictionlog

เรื่องยุ่งๆ ของสาวน้อยแอบรักผู้ชายสายซึน และระบบจอมกวนที่ยกก๊วนกันมาตบตีชาวบ้าน

บทนำ

นางคิดปกป้องคนที่นางรัก

หรั่นอู๋ย่างเป็นเด็กสาวกำพร้าวัย 15 ที่เกิดมาในยุคสงคราม

ผอมบาง ไร้ที่พึ่ง

หัวใจที่เด็ดเดี่ยวหล่อเลี้ยงด้วยพลังใจที่แรงกล้า เพื่อเป้าหมายเดียว

มีชีวิตเพื่อปกป้องคนที่นางรัก

 

ส่วนเขาก็ปกป้องนางอีกที

‘เสี่ยวเฉิน‘ โปรแกรมอัจฉริยะจากดวงดาวอันไกลโพ้น เลือกเทพธิดาคนต่อไปได้แล้ว

คุณอ่อนแอ..ไม่เป็นไร

ไม่มีอุปกรณ์...ผมจัดหาให้

ต่อสู้ไม่เป็น...เดี๋ยวเปิดคอร์สสอน

แต่ชอบผู้ชาย คุณต้องจีบเอง!

 

เรื่องยุ่งๆ ของสาวน้อยแอบรัก ผู้ชายสายซึน และระบบจอมกวนที่ยกก๊วนกันมาตบตีชาวบ้าน

สารบัญ

1.เธอจะทำสำเร็จรึ?

          ปีจักรวาลที่ 3210 ระบบกาแล็กซี Y

          ที่นี่คือสถานีอวกาศขนาดเล็กที่ถูกทิ้งร้างมาหลายปีแล้ว ภายในสถานีแห่งนี้ เดิมทีควรเป็นยานอวกาศที่ให้ความรู้สึกอึมครึม มืดมิดและวังเวง แต่ตอนนี้มันกลับมีแสงเรืองรองลอดออกมารำไร

          นั่นเป็นแสงสว่างที่เปล่งออกมาจากหน้าจอเสมือนจริง พวกมันมีทั้งหมดสี่จอ แต่ละจอลอยคว้างอยู่กลางอากาศล้อมรอบโต๊ะทำงานขนาดใหญ่ตัวหนึ่ง บนหน้าจอมีข้อมูลจำนวนมากเคลื่อนไปอย่างรวดเร็ว ความเร็วระดับนั้นหากจ้องมองก็จะเห็นเป็นเส้นสีขาววูบผ่านจอไปเท่านั้น ดวงตาของมนุษย์ธรรมดามีหรือจะไล่ตามความเร็วระดับนั้นได้

          ใจกลางที่หน้าจอทั้งสี่ห้อมล้อมอยู่คือหญิงสาวคนหนึ่ง เธอนั่งอยู่บนเก้าอี้หมุนตัวใหญ่ เรือนร่างโปร่งบางของเธอยิ่งทำให้มองคล้ายกับเจ้าตัวกำลังแทรกตัวเองเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเก้าอี้หนัง และเพราะว่าสวมเสื้อยืดคอกลมสีดำสนิท ความดำของเสื้อจึงขับให้ผิวขาวที่ขาวอยู่แล้วดูซีดลงไปอีก เรือนผมที่ไม่ยาวไม่สั้นของเธอทิ้งตัวลงมาประบ่า บางส่วนก็ปิดบังใบหน้าไปเสียกว่าครึ่ง ลำแสงที่เดี๋ยวมืดเดี๋ยวสว่างพอจะส่องให้เห็นรูปโฉมอันงดงามของหญิงสาวได้รางๆ

          รอยคล้ำใต้ตาเริ่มมีให้เห็นบ้างแล้ว ริมฝีปากที่แห้งแตกขาวซีดกลบความงามเฉิดฉายของเจ้าตัวไปเสียหลายส่วน หากใครมาเห็นเธอในตอนนี้ คงจะกล่าวได้เพียงว่า หญิงสาวตรงหน้าดูเปราะบางและพร้อมจะแตกสลายได้ทุกเมื่อ อาจมีเพียงนัยน์ตาแดงก่ำคู่นั้นเพียงคู่เดียวที่โชนแสงเจิดจรัส ราวกับสีสันทั้งมวลในชีวิตของเธอรวมตัวกันสถิตอยู่ในดวงตาคู่นี้

          และตาคู่นี้กำลังจ้องมองหน้าจออยู่อย่างตั้งใจ...

          “โหยวซือ พวกมันมาถึงอาณาเขตของกาแล็กซี Y แล้ว ตอนนี้พวกมันกำลังระดมสมองระบุพิกัดของคุณอยู่ ผมกลัวว่าระบบรักษาความปลอดภัยของเราอาจจะหลอกล่อพวกมันได้อีกไม่นาน คุณรีบไปจากสถานีอวกาศเถอะ”

          ภาพฉายสามมิติภาพหนึ่งปรากฏขึ้นมาตรงหน้า เป็นภาพของชายหนุ่มที่หล่อเหลาทีเดียว แต่น่าเสียดายที่เขาดูเหนื่อยล้าไม่ต่างกับหญิงสาวตรงหน้าสักเท่าไร

          ทั้งๆ ที่ถูกเตือนอย่างร้อนรน แต่หญิงสาวที่ถูกเรียกว่าโหยวซือกลับไม่ขยับ สองตาของเธอจับจ้องอยู่ที่หน้าจอเท่านั้น เธอตอบกลับเพียงว่า “ช่วยฉันถ่วงเวลาอีกยี่สิบนาที”

          คิ้วพาดตรงของชายหนุ่มขมวดมุ่น “ให้ตาย... ยอมรับเถอะน่า ตอนนี้คุณไม่สามารถรักษา ‘เครื่องทะลุมิติ’ เอาไว้ได้แล้ว ตัดใจมอบมันให้กับสถาบันวิทยาศาสตร์ของสมาพันธรัฐเสียเถอะน่า ถ้าไม่ทำอย่างนั้น ผมกลัวว่าคุณจะ...”

          “ไม่มีวัน!” โหยวซือตัดบทคำพูดของอีกฝ่าย “คิดจะบีบให้ฉันมอบเครื่องทะลุมิติออกไปน่ะเหรอ ไม่-มี-ทาง-เด็ด-ขาด! ต่อให้ต้องตายฉันก็จะทำลายมันทิ้ง ไม่ปล่อยให้ตกอยู่ในมือของสถาบันวิจัยแน่!”

          โหยวซือตะโกนออกมาโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้น ดวงตาทั้งคู่จับจ้องอยู่แต่หน้าจอ สองมือยิ่งทวีความเร็วแข่งกับตัวอักษรในนั้น เธอกัดฟันอย่างเคียดแค้น เส้นเลือดสีเขียวบนลำคอเต้นระส่ำทำให้ร่างที่บอบบางอยู่แล้ว สะท้านไหวอย่างน่ากลัว

          ชายหนุ่มออกจะทนไม่ไหวกับนิสัยดื้อรั้นของคนตรงหน้า ยังคงคิดจะกล่อมต่อ “โหยวซือ...”

          “หลุนต๋า คุณไม่ต้องพูดแล้ว! เพื่อเครื่องทะลุมิตินี่พวกมันถึงกับฆ่าพ่อฉัน ยิงรังสี γz ใส่หญิงตั้งครรภ์อย่างแม่ฉันเพื่อหวังจะทำลายล้างครอบครัวเรา คุณมองฉันสิ... ตอนปฏิสนธิ ฉันเคยได้รับการทำนายว่าเป็นอัจฉริยชนด้านพลังจิตระดับ 3S เลยนะ... แล้วตอนนี้ล่ะ? ตอนนี้ฉันกลับเป็นแค่ขยะไร้ค่าที่มีพลังจิตระดับ E เท่านั้น! ชีวิตฉันถูกคนพวกนั้นทำลายจนป่นปี้ แล้วทำไมถึงมาบอกให้ฉันยอมแพ้พวกมัน ต่อให้เป็นคนธรรมดาที่มีพลังจิตแค่ระดับ E ฉันก็ปลดพาสเวิร์ดที่พ่อทิ้งเอาไว้ได้ ฉันจะสานต่องานวิจัยเครื่องทะลุมิตินี่แล้วเอาคืนพวกมันบ้าง คอยดู!”

          เรื่องราวในอดีต แน่นอนว่าหลุนต๋ารู้ดี พูดตามตรงเขารู้ละเอียดยิ่งกว่าที่โหยวซือรู้เสียด้วยซ้ำ

          พ่อแม่ของโหยวซือเป็นนักวิทยาศาสตร์ระดับท็อปของสมาพันธรัฐ สามสิบปีก่อน... บิดาของเธอเคยทำการวิจัยเรื่องการทะลุมิติและบอกว่ามันมีแนวโน้มที่จะเป็นไปได้ แต่น่าเสียดายไม่มีใครเห็นด้วยและสนับสนุนเขา เขาจึงรวบรวมเงินเพื่อสร้างห้องวิจัยขึ้นมาเองและทุ่มเทชีวิตให้กับงานนี้จนประสบผลสำเร็จ

          คนของสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งสมาพันธรัฐตระหนักดีถึงผลประโยชน์อันยิ่งใหญ่ที่แฝงอยู่ในวิทยาการล้ำสมัยนี้ พวกเขาจึงเสนอความร่วมมือทางเทคโนโลยีกับบิดาของโหยวซือ

          เดิมทีเขาตกลง แต่ภายหลังกลับค้นพบโดยบังเอิญว่าคนเหล่านั้นคิดจะฮุบผลงานนี้ไว้แต่เพียงผู้เดียว และไม่ใช่ครอบครองเพื่อการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ แต่พวกเขาต้องการใช้มันศึกษาวัฒนธรรมของสิ่งมีชีวิตในมิติอื่นแล้วฉกฉวยแย่งชิงแหล่งทรัพยากร!

          เขาไม่มีทางอนุญาตให้ผลงานของตนกลายเป็นเครื่องมือสนองความละโมบของคนบางกลุ่ม เขายืนยันว่าจะไม่ส่งมอบเครื่องทะลุมิติให้อีกฝ่าย แต่สุดท้ายความดื้อของเขาก็ทำให้ตนเองและครอบครัวต้องมีอันเป็นไป

          เพราะว่าหลุนต๋าเข้าใจถึงความโหดเหี้ยมของคนเหล่านั้นเขาเคยเห็นจุดจบที่น่าสลดมาแล้ว จึงยิ่งกังวลถึงความปลอดภัยของโหยวซือ หลุนต๋าคลึงหว่างคิ้วที่ปวดหนึบ ถอนหายใจแล้วเอ่ยว่า “เทคโนโลยีที่คุณมีอยู่ในมือตอนนี้ยังไม่ล้ำหน้าพอที่จะพาตัวคุณข้ามห้วงอวกาศหนีไปได้หรอกนะ ไม่ช้าก็เร็วคุณต้องถูกพวกมันจับตัวได้อยู่ดี ถึงตอนนั้นแม้แต่ชีวิตก็ยังรักษาเอาไว้ไม่อยู่ เรื่องการแก้แค้นคงไม่ต้องพูดถึง”

          โหยวซือเงยหน้าขึ้น ความบ้าคลั่งในดวงตาของเธอทำให้หลุนต๋านึกหวาด

          “ถึงเครื่องนี้จะส่งคนข้ามมิติไปไม่ได้แต่การส่งข้อมูลและวัตถุบางชนิดนั้นสามารถทำได้แล้ว อยากให้คุณเห็นจัง! ฉันเพิ่งเขียนโปรแกรมขึ้นมาได้ตัวหนึ่ง เอาไว้ใช้รวบรวมคลื่นพลังจิตให้จับตัวเป็น
กลุ่มก้อน ฉันจะอาศัยเครื่องทะลุมิติส่งโปรแกรมที่ว่าไปยังโลกใบอื่น หาร่างสักร่างที่พอจะใช้งานได้แล้วฝังโปรแกรมไปกับร่างนั้น แค่นี้เจ้าของร่างก็จะกลายเป็นแหล่งรวบรวมพลังจิตส่งกลับมายังฉัน” เธอกล่าวอย่างตื่นเต้น “ลองคิดดูสิ พลังจิตที่ส่งมาจะมากมายสักแค่ไหน ยิ่งพลังที่มาจากจิตอันเลื่อมใสศรัทธา มันจะยิ่งบริสุทธิ์และแข็งแกร่งราวเกราะเพชร ขอเพียงร่างนั้นกลายเป็นที่เลื่อมใสของผู้คน ฉันก็จะได้รับการถ่ายโอนพลังจิตกลับมาอย่างอเนกอนันต์ ถึงตอนนั้นการฟื้นความสามารถระดับ 3S ก็คงไม่ไกลเกินเอื้อม ไม่ว่าใครก็จัดการฉันไม่ง่ายแล้ว”

          “ค่าพลังจิตสามารถถ่ายโอนได้ด้วยหรือ?!” หลุนต๋าส่งเสียงขึ้นมาอย่างคาดไม่ถึง เขารู้ว่าตลอดหลายปีมานี้โหยวซือทำการวิจัยอย่างลับๆ มาโดยตลอด แต่ไม่รู้ว่าเธอมีความคิดที่บ้าคลั่งแบบนี้แฝงอยู่... ถ่ายโอนพลังจิตเชียวนะ!

          ในจักรวาลนี้ วิธีเพิ่มสมรรถภาพทางร่างกายที่ดีและง่ายดายที่สุด ก็คือการดื่มยาฟื้นฟูยีน เสียดายโหยวซือถูกรังสี γz ยิงใส่ตั้งแต่ยังอยู่ในครรภ์มารดา ส่งผลให้ยีนของเธอบกพร่อง ต่อให้มียาฟื้นฟูยีนระดับสูงก็ไม่อาจฟื้นฟูพลังจิตของเธอได้ หลุนต๋าคิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะเลือกบุกเบิกหนทางอื่น

          ไม่เลือกการฟื้นฟู แต่เลือกการถ่ายโอนโดยตรง!

          ไม่เคยมีใครทดลองวิธีนี้มาก่อน และก็ไม่มีใครสามารถทำการถ่ายโอนพลังจิตได้เช่นกัน

          เธอจะทำสำเร็จรึ?

          ถูกสายตาเคลือบแคลงของหลุนต๋าจ้องมองมา ทำให้โหยวซือแค่นหัวเราะ “เอาน่า ถ้ารวบรวมพลังจิตได้มากพอ ฉันหาวิธีได้อยู่แล้ว” พูดจบโหยวซือก็ไม่สนใจเขาอีก ก้มหน้าเขียนโปรแกรมต่ออย่างจดจ่อ

          หลุนต๋าถูกอีกฝ่ายทำให้ตกใจจนตาโต หากว่าสำเร็จ โหยวซือจะเป็นอัจฉริยบุคคลที่น่าทึ่งที่สุดของมวลมนุษยชาติ

          หรือพูดให้ถูกก็คือ... เป็นอัจฉริยะสติเฟื่องตัวจริง!

          บรรยากาศในสถานีอวกาศเงียบสนิท มีเพียงโค้ดบนหน้าจอสี่ด้านที่เคลื่อนผ่านอย่างเร็วจี๋ สิบนาทีให้หลัง โหยวซือก็กระแทกปลายนิ้วลงบนปุ่มกดปุ่มสุดท้ายพร้อมกับระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างสะใจ “สำเร็จแล้ว! ดูสิหลุนต๋า!”

          หลุนต๋าตั้งสติได้ ก็เห็นโหยวซือลุกขึ้นยืนถูมือไปมาอย่างตื่นเต้น เธอหมุนหน้าจอมาทางเขา

          บนหน้าจอเป็นเพียงโปรแกรมที่มีข้อมูลปริมาณมหาศาลไฟล์หนึ่ง ด้านบนมีคำแนะนำฟังก์ชันการใช้งานแบบง่ายๆ เอาไว้ ไม่มีคำอธิบายที่ละเอียดและการเข้ารหัสใดๆ หลุนต๋ามองไม่เห็นความพิสดารของมัน แต่ยังไม่กล้าดูแคลนเพราะรู้ว่าเจ้าสิ่งนี้เป็นผลงานจากความพยายามตลอดสิบปีที่ผ่านมาของโหยวซือ

          รหัสของโปรแกรมรุ่นนี้คือ A3297

          เขาเลิกคิ้วแล้วเอ่ยถาม “ทำไมคุณถึงเลือกโปรแกรมซีรีส์ A เป็นโมเดลหลักล่ะ? ไม่รู้หรือว่าซีรีส์ S เป็นโปรแกรมอัจฉริยะเต็มรูปแบบที่ยอดเยี่ยมที่สุด มันสามารถช่วยให้ ‘โฮสต์’ ที่คุณหามาได้ ทำตามความต้องการของคุณอย่างสมบูรณ์แบบในเวลาอันสั้น”

          โหยวซืออมยิ้ม “ฉันรู้น่าว่าซีรีส์ S เจ๋งกว่า อัปเกรดก็เร็ว แต่ฉันไม่ค่อยอยากใช้มันเท่าไร อยากจะให้เกียรติโฮสต์ที่ฉันไปอาศัยใช้งานเขามากกว่า ไม่อยากชักเชิดเขาเหมือนหุ่นเพื่อประโยชน์ของ
ตัวเองแต่ฝ่ายเดียว ฉันหวังผลประโยชน์แบบวิน—วินด้วยกันทั้งสองฝ่ายน่ะ ในเมื่อฉันได้รับพลังจิตกลับมา โฮสต์ก็สมควรได้รับโอกาสที่จะพัฒนาตนเองจนเข้มแข็งขึ้นมาอย่างแท้จริง... ซึ่งโปรแกรมซีรีส์ A
ตัวนี้จะสนับสนุนพัฒนาการของโฮสต์ไปด้วย มันจะช่วยให้เขาเติบโตไปพร้อมๆ กับเรา เพื่อวันหนึ่งข้างหน้าที่เราจากเขาไปแล้ว ชีวิตของเขาจะไม่เกิดผลกระทบมากเกินไปนัก”

2.เจ้าเป็นใคร?

          หลุนต๋าพยักหน้าอย่างพอใจและโล่งอก โหยวซือไม่ได้ทำเพื่อเป้าหมายของตนเองแต่ฝ่ายเดียว ยังคิดเผื่อสิ่งมีชีวิตต่างมิติเหล่านั้นอีกด้วย หากโหยวซือดึงดันจะควบคุมอีกฝ่ายอย่างสมบูรณ์แบบ
เช่นนั้น... เธอจะต่างอะไรกับคนของสมาพันธรัฐล่ะ?

          ดีที่โหยวซือไม่ได้ถูกความอาฆาตแค้นบิดจนจิตวิปลาสไปเสียก่อน เธอไม่ได้ทำให้เขาผิดหวัง

          โหยวซือยิ้มน้อยๆ “หลายปีมานี้โชคดีที่ได้คุณช่วยเหลือไม่อย่างนั้นฉันคงไม่ได้มาถึงวันนี้แน่ ฉันให้เกียรติคุณเป็นคนตั้งชื่อโปรแกรมนี้ดีกว่า”

          หลุนต๋าเป็นลูกศิษย์ของบิดาเธอ อายุมากกว่าเธอสิบห้าปี เขาเข้าห้องวิจัยร่วมกับบิดาของโหยวซือตั้งแต่อายุเพียงสิบสองปี นับเป็นหนุ่มน้อยอัจฉริยะคนหนึ่ง

          ตั้งแต่เธอจำความได้ หลุนต๋าก็มักจะปรากฏตัวข้างกายเธอเสมอ คอยดูแลและสอนสั่งตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่

          สำหรับเธอแล้ว หลุนต๋าเป็นทั้งครูและสหาย เขาคอยอุ้มชูเธอราวกับคนในครอบครัว เธอหวังว่าหลุนต๋าจะให้เกียรติตั้งชื่อโปรแกรมนี้ ซึ่งเป็นแหล่งรวมความหวังทั้งหมดทั้งมวลของเธอด้วยตัวเขาเอง

          หลุนต๋าตะลึง มองผ่านหน้าจอไปยังสาวงามฝั่งตรงข้ามที่มีใบหน้าซีดขาว สองตาแดงก่ำ เรือนร่างโปร่งบางราวกับจะปลิว แต่ไม่ว่าโหยวซือจะดูเปราะบางเพียงใด ความมั่นใจที่ฉายชัดออกมาทางสีหน้าของเธอกลับชัดเจน แน่วแน่ หลุนต๋ามองได้สักพักก็คลี่ยิ้ม

          “ขอเรียกมันว่า ‘โปรแกรมเลี้ยงดูเทพธิดา’ ก็แล้วกัน”

          “...” รอยยิ้มบนใบหน้าของโหยวซือแข็งค้างไปในพริบตา ทำไมฉันถึงลืมไปได้นะว่ารุ่นพี่หลุนต๋าเขาเชยแค่ไหน!

          เธอลบคำสองคำทิ้งไปอย่างเงียบๆ ให้เหลือเพียงคำว่า ‘โปรแกรมเทพธิดา’

          หลุนต๋าไม่ได้ว่าอะไร จู่ๆ คอมพิวเตอร์ในมือเขาก็ส่งเสียงแจ้งเตือนขึ้นมา เขาตวัดสายตามองแวบหนึ่ง สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย สุดท้ายก็เอ่ยเตือนว่า “โหยวซือ พวกมันระบุพิกัดของคุณได้แล้ว น่าจะถึงในอีกสิบนาที คุณรีบไปเถอะ”

          “ได้” โหยวซือวางปลายนิ้วเหนือปุ่ม ‘ยิง’ สูดหายใจเข้าปอดลึกๆ แล้วกด

          จอสี่ด้านดับทันที

          ลำแสงพร่างพรายสายหนึ่งพุ่งทะลุท้องฟ้าไปด้วยความเร็วสูง พริบตาเดียวก็หายลับไปในความเวิ้งว้าง

          โหยวซือมองไปยังทิศทางที่ลำแสงหายลับไปอย่างอาลัยพอรั้งสายตากลับมาอีกครั้ง ทุกความกังวลใจ ไม่แน่ใจ พลุ่งพล่านและคาดหวัง ก็ไม่มีให้เห็นอีก

          เธอคว้าชุดอวกาศยับยู่ยี่ที่พาดอยู่บนพนักเก้าอี้ขึ้นมา แล้วพุ่งร่างออกจากยานอย่างไม่รีรอ

          “โหยวซือ!”

          เบื้องหลังมีเสียงเรียกแว่วมา โหยวซือหันหน้ากลับไป

          หลุนต๋าจ้องเธอเขม็ง ตะโกนถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า “มันจะสำเร็จ... แน่ใช่ไหม?”

          ความอบอุ่นสายหนึ่งแผ่ซ่านขึ้นมาจากก้นบึ้งหัวใจ ทั้งสองคนประสานสายตาผ่านจอฉายภาพสามมิติ

          โหยวซือส่งยิ้มเจิดจ้าออกมา ตอบกลับอย่างหนักแน่นว่า“แน่อยู่แล้ว!”

          เธอพุ่งเข้าไปในยานบินขนาดเล็กที่เตรียมรอไว้แล้ว กดปุ่มสตาร์ต ในขณะที่ยานบินขับเคลื่อนออกจากสถานีอวกาศ เธอก็จุดชนวนระเบิดที่ติดตั้งไว้ในสถานี

          ท่ามกลางเสียงระเบิดครึกโครม สถานีอวกาศที่ถูกทิ้งร้างไว้หลายปีแห่งนี้ก็แตกกระจายกลายเป็นขยะอวกาศไปอย่างสิ้นเชิง

          ประกายเพลิงที่เผาไหม้อยู่ทางด้านหลัง เสียงระเบิดต่อเนื่องที่ดังไม่หยุด ทั้งหมดนั่น... โหยวซือไม่ได้หันกลับไปมองอีก เธอเร่งระดับความเร็วของยานบินลำเล็กแล้วเคลื่อนที่ไปข้างหน้าเพียงอย่างเดียว สองตาเจิดจรัสราวกับแสงดาว

          ที่เหลือก็แค่หาที่อำพรางตัว รอที่จะหวนกลับมาพร้อมปาฏิหาริย์!

 

          ด่านหลินซาน เรียกอีกชื่อหนึ่งว่าเมืองเปียนเฉิง

          ตั้งอยู่ตรงรอยต่อของแคว้นเหลียงกับแคว้นอวี๋ สงครามที่ยืดเยื้อมานานปีทำให้เมืองเล็กๆ แห่งนี้สูญเสียสีสันของชีวิตไปจนหมดสิ้น ทั้งที่เป็นเดือนสามต้นฤดูใบไม้ผลิซึ่งเป็นฤดูกาลที่มวลผกาเบ่งบาน สรรพชีวิตตื่นจากการหลับใหล แต่เมืองเล็กๆ แห่งนี้กลับมีเพียงความรกร้างว่างเปล่า

          ท้องฟ้าค่อยๆ มืด ผู้คนบางตาบนท้องถนนกำลังเร่งฝีเท้ากลับบ้าน แต่เงาร่างผอมบางร่างหนึ่งกลับวิ่งออกนอกเมือง สวนทางกับพวกเขา

          หรั่นอู๋ย่างสูดจมูกฟึดฟัด อากาศช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิยังคงหนาวเหน็บ นางดึงเสื้อนวมที่ทั้งเก่าทั้งหลวมกว้างให้กระชับร่างพลางก้มลงมองถุงผ้าใบเล็กในอ้อมแขน รอยยิ้มงดงามปรากฏขึ้นบนใบหน้าเล็กๆ ขนาดเท่าฝ่ามือ

          “เปรี้ยง!”

          เสียงฟ้าร้องดังขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ตามมาด้วยแสงฟ้าแลบสว่างจ้าราวกับจะผ่าท้องฟ้าออกเป็นสองส่วน แสงสีขาวบาดตาทำให้หรั่นอู๋ย่างต้องหลับตา แต่พอลืมตาขึ้นอีกครั้ง ทุกสิ่งทุกอย่างรอบด้านก็กลับคืนสู่ความเงียบสงบ สายลมโชยผ่านเส้นผมของนางเบาๆแสงตะวันยามเย็นตรงขอบฟ้ายังคงงดงามเหมือนเคย ราวกับว่าเสียงฟ้าร้องและแสงฟ้าแลบเมื่อครู่เป็นแค่ภาพลวงตาเท่านั้น

          หรั่นอู๋ย่างขมวดคิ้ว ปกติมีแต่เห็นฟ้าแลบก่อนถึงจะได้ยินเสียงฟ้าร้อง แสงฟ้าแลบเมื่อครู่แปลกประหลาดจริงๆ ลางสังหรณ์ที่ไม่ค่อยดีนักผุดขึ้นในใจของนาง หรั่นอู๋ย่างเร่งฝีเท้าให้เร็วจนกระทั่งกลายเป็นวิ่งตรงไปยังค่ายทหารแคว้นอวี๋ที่อยู่ห่างไปสิบลี้ แต่เพิ่งวิ่งไปได้สองก้าว เสียง ‘ติ๊ง’ ก้องกังวานก็ดังขึ้นตรงข้างหู

          “ตรวจพบโฮสต์ที่เหมาะสม ทำการออโต้ซิงค์อักษร ภาษาของท้องถิ่น และจะเริ่มทำการไบดิ้ง* ในอีกสิบวินาทีให้หลัง—โปรแกรมเทพธิดาเริ่มสตาร์ต”     

           “สิบ เก้า แปด... สอง หนึ่ง ติ๊ง! การผูกไอดีเป็นผลสำเร็จระบบเริ่มทำงาน”

          หรั่นอู๋ย่างตัวแข็ง ขนทั่วร่างลุกพรึ่บ

          เสียงนั้นเดี๋ยวก็อยู่ไกลเดี๋ยวก็อยู่ใกล้ เป็นเสียงที่อยู่กึ่งกลางระหว่างเด็กหนุ่มกับชายหนุ่ม น้ำเสียงก้องกังวานแต่วิธีพูดค่อนข้างเนิบช้า ไม่มีสูงต่ำ

          หรั่นอู๋ย่างเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว มือข้างหนึ่งล้วงเข้าไปในเสื้อกันหนาวตัวหลวมแล้วกุมมีดสั้นที่ผูกอยู่ตรงข้างเอวเอาไว้แน่นตาหงส์หรี่ลง แววตาคมปลาบกวาดมองพงหญ้ารอบด้าน

          ที่นี่เป็นเขตชานเมือง ในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิแบบนี้ ต้นหญ้าเพิ่งจะงอกไม่นาน ยังสูงไม่ถึงข้อเท้าเสียด้วยซ้ำ เป็นไปไม่ได้ที่จะใช้เป็นที่หลบซ่อนตัว

          นางกวาดตามองไปรอบๆ ภายในรัศมีหนึ่งลี้มีเพียงความว่างเปล่า อย่าว่าแต่คน แม้แต่สัตว์ก็ยังไม่มีสักตัว แต่เมื่อครู่นางได้ยินคนพูดอยู่ตรงข้างหูจริงๆ

          ไม่ เสียงเขาดังอยู่ในสมองของนางต่างหาก!

          นางไม่รู้ว่าจะบรรยายความรู้สึกนี้อย่างไร มันน่าขนลุกหรั่นอู๋ย่างกัดฟันแน่น ไม่ปล่อยให้ตัวเองหลุดเสียงใดๆ ออกมา ใบหน้าเล็กๆ ซีดขาวพยายามรักษาความสงบเยือกเย็นเอาไว้อย่างสุดความสามารถ หากไม่สังเกตดีๆ ยากจะมีใครรู้ว่านางเพิ่งประสบพบเจอกับเรื่องประหลาด

          หรั่นอู๋ย่างกลั้นหายใจพลางกอดถุงผ้าใบเล็กเอาไว้แนบอกราวกับว่าการทำเช่นนี้จะช่วยให้นางรู้สึกปลอดภัยขึ้นได้บ้าง สายตาของนางเบนไปหยุดอยู่ที่ปลายเท้าของตัวเอง

          ชั่วจังหวะนั้น นางก็ก้มหน้าก้มตาวิ่งตรงไปข้างหน้าเหมือนมีผีร้ายไล่ตามหลัง

          ‘ระบบ’ สแกนสิ่งของที่นางกอดไว้แนบอก มันเป็นแค่แป้งสาลีเนื้อหยาบแต่ดูจากสีหน้าเคร่งเครียดของนาง ใครไม่รู้อาจคิดว่านางกอดสมบัติล้ำค่าเอาไว้เสียด้วยซ้ำ

          “สวัสดีครับโฮสต์”

          ระบบทักทายโฮสต์ตามหน้าที่ แต่เสียดายที่พูดไปตั้งหลายประโยค โฮสต์ก็ยังคงก้มหน้าก้มตาเดินต่อไปเรื่อยๆ เหมือนไม่ได้ยินเสียงทักทายซ้ำยังไม่รับรู้ถึงตัวตนของเขาอีกด้วย

          ถ้าแค่นี้ก็สามารถหลบเลี่ยงได้ เขาคงไม่ใช่โปรแกรมเทพธิดาที่ข้ามเวลามาจากดวงดาวอันไกลโพ้นแล้ว “โฮสต์ครับ!”

          เสียงที่ทั้งเย็นชาและก้องกังวานดังขึ้นในสมองอีกรอบ ซ้ำยังน่าตื่นตระหนกยิ่งกว่าเมื่อครู่เสียอีก แรงสั่นสะเทือนทำให้หรั่นอู๋ย่างมึนงงไปหมด ภาพตรงหน้ากลายเป็นดำมืด ใบหน้านางเริ่มเขียวคล้ำ สองมือยกขึ้นปิดหูโดยไม่รู้ตัว สองเท้าจำต้องหยุดนิ่งอยู่กับที่

          ยังดีที่เสียงนั้นตะโกนครั้งเดียวแล้วก็เงียบหาย หรั่นอู๋ย่างค่อยๆ ตั้งสติ นางรู้ว่าตัวเองคงไม่มีทางหลบเลี่ยงได้อีก ดังนั้นจึงสูดหายใจลึกแล้วเอ่ยถามเสียงเรียบทั้งที่ความจริงแล้วหัวใจกำลังเต้นรัวเหมือนตีกลอง “เจ้าเป็นใคร?”

          “ผมคือโปรแกรมเทพธิดา A3297 ผมฝังอยู่ในสมองของโฮสต์ สามารถสื่อสารกับโฮสต์ผ่านความรู้สึกนึกคิด โฮสต์เรียกผมว่าเสี่ยวเฉิน* ก็ได้ฮะ”

           เสี่ยวเฉินชะงักเล็กน้อย น้ำเสียงเหมือนกำลังรำลึกถึงอะไรบางอย่าง แต่หรั่นอู๋ย่างซึ่งกำลังตื่นตระหนกไม่ทันสังเกตเห็นความผิดปกตินี้ เวลานี้ประสาทของนางกำลังตึงเครียดขั้นสุด นางเอ่ยถามอย่างหวาดระแวง “เจ้าเข้ามาอยู่ในสมองของข้าทำไม?”

          “จากการประเมิน ระบบได้ข้อสรุปว่าโฮสต์เหมาะจะฝังโปรแกรมของเรามากที่สุด โปรแกรมจะช่วยให้โฮสต์กลายเป็นเทพธิดาซึ่งเป็นที่เคารพเลื่อมใสของผู้คน”

          เทพธิดา? สีหน้าของหรั่นอู๋ย่างไม่เปลี่ยนแต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความดูแคลน บนโลกนี้มีเทพเจ้าเสียที่ไหน หากมีอยู่จริง มารดาของนางกินเจสวดมนต์ทุกวันที่หนึ่งและวันที่สิบห้า เป็นคนจิตใจดีงาม ทำความดี แต่พระพุทธองค์กลับไม่คุ้มครองท่านแม่เลยสักนิด!

          นางเคยได้ยินเรื่องเกี่ยวกับภูตผีปีศาจมาไม่น้อย ก่อนหน้านางเองก็ไม่เชื่อ แต่เรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้แปลกประหลาดมากจนทำให้นางอดคิดไปทางนั้นไม่ได้

          สิ่งที่เรียกตัวเองว่า ‘ระบบ’ ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นปีศาจหรือภูตผีนี้เรียกนางว่าโฮสต์ หากเข้าใจไม่ผิด คำคำนี้หมายถึงเจ้าของร่างที่มันสิงสู่อาศัย หมายความว่าเจ้านี่อาศัยอยู่ในสมองของนาง มันต้องมีเจตนาร้ายแน่

3.ค่อยเป็นค่อยไป!

          โบราณว่าไม่มีขนมเปี๊ยะไส้เนื้อที่ร่วงลงมาจากฟ้า* ที่ว่าช่วยเหลือนางก็คงเป็นแค่เหยื่อล่อเท่านั้น หรั่นอู๋ย่างหวาดกลัวแต่ไม่กล้าเปิดเผยความกลัวและความอ่อนแอออกมา สมัยเด็กนางเคยได้ยินคนเฒ่าคนแก่บอกว่า พวกภูตผีปีศาจชอบข่มเหงคนอ่อนแอกริ่งกลัวคนกล้า หากยิ่งเจ้ากลัว มันก็จะยิ่งข่มเหงเจ้า

          นางแอบสูดหายใจลึกหลายครั้งจนกระทั่งแน่ใจว่าเสียงของตัวเองไม่สั่น ถึงได้เอ่ยถามเสียงเย็น “เจ้าหวังอยากจะได้อะไรจากข้า?”

          “โฮสต์ต้องอาศัยเสน่ห์และความสามารถที่แท้จริงของตัวเองทำให้ผู้อื่นเคารพนับถือและเลื่อมใสศรัทธาจากใจจริง เพื่อให้ได้มาซึ่งคะแนนความเลื่อมใสและคะแนนจิตพิสัย ระบบของผมจำเป็นต้องอาศัยคะแนนความเลื่อมใสจำนวนมากที่โฮสต์ได้รับเพื่อเลื่อนระดับคุณภาพชีวิต โฮสต์เองก็สามารถใช้คะแนนจิตพิสัยนี้มาแลกยาเพื่อยกระดับความสามารถต่างๆ ของตัวเองได้ เช่น ค่าความแข็งแกร่ง อาวุธ ฯลฯ”

          ฟังดูเหมือนต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์ แต่หรั่นอู๋ย่างกลับไม่กล้าเชื่อ นางไม่รู้ว่าอะไรคือคะแนนความเลื่อมใสและคะแนนจิตพิสัย ประสบการณ์ในช่วงหลายปีมานี้บอกนางว่า ไส้ขนมที่หอมหวานอาจจะมียาพิษทะลวงไส้ซ่อนอยู่

           เสี่ยวเฉินตรวจสอบพบความรู้สึกหวาดกลัวและต่อต้านในใจของโฮสต์ ดังนั้นจึงรีบกล่าวเสริม “โฮสต์ไม่ต้องตกใจและไม่ต้องกังวลใจนะครับ หลังจากโปรแกรมยกระดับขึ้นเป็นระดับสูง ได้รับคะแนนความเลื่อมใสมากพอและช่วยให้โฮสต์เป็นเทพธิดาสำเร็จแล้ว ผมจะแยกตัวจากโฮสต์และไปจากช่วงเวลานี้ จะไม่ทำร้ายโฮสต์อย่างแน่นอน”

          โฮสต์ยังคงเงียบ เห็นได้ชัดว่าไม่เชื่อคำพูดของเขา เสี่ยวเฉินเองก็จนใจแต่ไม่รู้จะทำอย่างไร สุดท้ายก็ได้แต่เบี่ยงประเด็นไปถามเรื่องอื่น “โฮสต์ต้องการตรวจสอบค่าแสดงผลต่างๆ ของตนหรือไม่?”

          หรั่นอู๋ย่างไม่รู้ว่าค่าแสดงผลคืออะไร แต่นางยึดมั่นในคติที่ว่ารู้เขารู้เรารบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง ดังนั้นจึงแสร้งพยักหน้าอย่างว่าง่าย “อืม”

          ชั่วพริบตา กระดานรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ายาวสามกว้างสองฉื่อก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า กระดานนั้นโปร่งใส จนสามารถมองทะลุไปด้านหลัง มิหนำซ้ำตัวอักษรบนกระดานยังเปล่งแสงจางๆ

          ระบบปฏิบัติการ :

          ชื่อแซ่ :                     หรั่นอู๋ย่าง

          อายุ :                       15 ปี

          สติปัญญา :                ระดับ 7

          ความแข็งแกร่ง :          ระดับ 4

          ความว่องไว :              ระดับ 5

          พรสวรรค์ :                 มองผ่านตาก็จำได้ไม่ลืม

          ถุงของขวัญสำหรับมือใหม่—ยาฟื้นฟูยีนขั้นต้น 1 หลอด + คะแนนจิตพิสัย* 10 แต้ม

          เพียงมองเห็นกระดานโปร่งแสง หรั่นอู๋ย่างก็เบิกตากว้างตัวอักษรลอยอยู่กลางอากาศซ้ำยังเปล่งแสงได้! ของมหัศจรรย์แบบนี้นางเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก แต่พอได้เห็นตัวอักษรบนกระดานชัดๆ ใบหน้าของนางก็เปลี่ยนเป็นซีดขาว ร่างสั่นระริกอย่างไม่อาจควบคุม

          นางรู้จักตัวอักษรบนกระดานโปร่งแสงทุกตัว แต่เพราะอ่านเข้าใจนางถึงได้กลัว ระบบบอกว่าค่าแสดงผลต่างๆ ของโฮสต์คือการประเมินคุณสมบัติในตัวนางตั้งแต่สภาพร่างกายไปจนถึงทักษะ
ความสามารถ ซ้ำยังแบ่งเป็นระดับ ยิ่งได้เห็นประโยคที่ว่า ‘พรสวรรค์ : มองผ่านตาก็จำได้ไม่ลืม’ ความหวาดกลัวในใจหรั่นอู๋ย่างก็ยิ่งเพิ่มขึ้นจนถึงขีดสุด

          นอกจากท่านพ่อท่านแม่และพี่อวิ๋นถิง ไม่มีใครรู้ว่านางมีความสามารถมองผ่านตาก็จำได้ไม่ลืม แต่ระบบที่โผล่ขึ้นมาในสมองของนางไม่ถึงหนึ่งเค่อ** กลับล่วงรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับสภาพร่างกายและความสามารถของนางอย่างทะลุปรุโปร่ง นี่หมายความว่ามันล่วงรู้ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับนางเลยใช่ไหม?

          อากาศต้นฤดูใบไม้ผลิเดี๋ยวก็อบอุ่นเดี๋ยวก็หนาว แต่แผ่นหลังของหรั่นอู๋ย่างกลับชุ่มเหงื่อ

           เสี่ยวเฉินกลุ้มใจหนัก เขาอุตส่าห์ตอบทุกคำถาม พยายามหยิบยื่นไมตรีสุดความสามารถแล้วแต่ทำไมโฮสต์กลับดูเหมือนไม่รับรู้ถึงความจริงใจสักนิด ซ้ำยังต่อต้านมากกว่าเดิมอีก ขืนเป็นแบบนี้เขาจะทำภารกิจให้สำเร็จลุล่วงได้อย่างไร! ไม่ได้ เขาต้องทำให้โฮสต์ตระหนักถึงคุณค่าของโปรแกรมเทพธิดาให้ได้

          “ยุคสมัยที่โฮสต์อาศัยอยู่กำลังตกอยู่ท่ามกลางภัยสงครามมีความเสี่ยงที่สองทัพอาจปะทะกันได้ทุกเมื่อ ผมขอแนะนำให้โฮสต์รีบดื่มยาฟื้นฟูยีนเพิ่มความแข็งแกร่งให้ตัวเอง เตรียมพร้อมสำหรับรับมือกับเหตุไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต”

          ขอเพียงโฮสต์ดื่มยาฟื้นฟูยีนก็จะตระหนักถึงข้อดีที่เกิดจากการยกระดับสมรรถภาพร่างกายในทุกด้าน ถึงตอนนั้นนางก็จะรู้ว่า โปรแกรมของเขาเจ๋งแค่ไหน!

           เสี่ยวเฉินเอ่ยถามด้วยความตื่นเต้น “โฮสต์จะดื่มยาฟื้นฟูยีนไหมครับ?”

          “ไม่” หรั่นอู๋ย่างปฏิเสธแบบไม่ต้องคิด พูดจบนางค่อยรู้สึกตัวว่าน้ำเสียงของตัวเองแข็งกร้าวเกินไป ดังนั้นจึงรีบแสร้งตีสีหน้าลำบากใจพลางอธิบายเสียงเบา “ข้าต้องรีบกลับไปที่ค่าย ถ้ากลับไปช้าจะถูกลงโทษตามกฎกองทัพ ยาฟื้นฟูยีนอะไรนั่นเอาไว้ค่อยดื่มทีหลังก็แล้วกัน”

          ค่อยเป็นค่อยไป! ทีละขั้นทีละตอน อย่าทำให้นางตกใจ!

          เสี่ยวเฉินปลอบใจตัวเองก่อนจะตอบว่า “ก็ได้ครับ”

          ได้ยินว่าระบบไม่บังคับให้ดื่มยาฟื้นฟูยีนที่สามารถยกระดับความสามารถอะไรนั่นทันที หรั่นอู๋ย่างค่อยถอนใจด้วยความโล่งอกไม่ต้องกลัวๆ! ขอเพียงยังสามารถเจรจากันได้ นางก็จะค่อยๆ หาทางรับมือ สักวันหนึ่งต้องหาทางสลัดหลุดจากมันได้แน่!

          หรั่นอู๋ย่างดึงเสื้อกระชับแนบกายมากขึ้น น้ำหนักของถุงแป้งในอ้อมอกทำให้นางรู้สึกสบายใจขึ้นหลายส่วน นางรีบเร่งฝีเท้าวิ่งกลับไปที่ค่ายทหารทันที

           เสี่ยวเฉินเชื่อมต่อกับคลื่นสมองของโฮสต์ ต่อให้ไม่ล่วงรู้ความคิดในใจของนางทั้งหมดแต่ก็สามารถรับรู้ถึงอารมณ์ความรู้สึกของนาง โฮสต์ทั้งผอมและตัวเล็ก แต่ความจริงอายุครบสิบห้าปีเข้าไปแล้ว ในยุคสมัยของนางถือว่าเป็นผู้ใหญ่ สภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายและภัยสงครามทำให้นางรู้สึกไม่ปลอดภัยจนกลายเป็นหวาดระแวงอยู่ตลอดเวลา เมื่อครู่แค่พูดกันไม่กี่คำ เสี่ยวเฉินก็รับรู้ได้อย่างชัดเจนว่าโฮสต์ไม่เชื่อเขาสักคำเดียว หรืออาจจะเรียกได้ว่าทั้งต่อต้านทั้งรังเกียจเสียด้วยซ้ำ

          เฮ้อ! เสี่ยวเฉินถอนใจเงียบๆ แม้เขาจะไม่มีหัว แต่ตอนนี้ก็อดปวดหัวเหมือนพวกมนุษย์ไม่ได้ เขาชอบโฮสต์ที่น่ารักไร้เดียงสามากกว่า

          โฮสต์คนนี้ รับมือยากจริงๆ

 

          หรั่นอู๋ย่างวิ่งเร็วมาก

          การวิ่งหนนี้ไม่เหมือนการวิ่งเพราะกลัวถูกลงโทษตามกฎระเบียบของกองทัพ เสี่ยวเฉินสัมผัสได้ว่าในใจนางยังมีความยินดีและร้อนใจคละเคล้ากัน เวลานี้สายสัมพันธ์ระหว่างระบบกับโฮสต์ยังขาดความเชื่อใจซึ่งกันและกัน เสี่ยวเฉินตัดสินใจจะสังเกตและศึกษาชีวิตความเป็นอยู่ของโฮสต์ก่อน จากนั้นค่อยวางแผนโจมตีอีกครั้งเขาไม่เชื่อหรอกว่าโปรแกรมอัจฉริยะชั้นสูงอย่างตนจะเอาชนะเด็กสาวคนหนึ่งไม่ได้!

          ผู้ที่นำทัพมากรำศึกกับแคว้นเหลียงครั้งนี้คือ ‘แม่ทัพลิ่นปู้กุย’ ผู้ถือกำเนิดในตระกูลจอมทัพ อายุยังไม่ถึงสามสิบปีก็มีความชอบในการศึกมากมาย ทั้งยังดำรงตำแหน่งเป็นถึงขุนนางขั้นหนึ่ง

          แม่ทัพลิ่นปกครองกองทัพอย่างเข้มงวด เสี่ยวเฉินคิดว่าหลังจากหรั่นอู๋ย่างกลับไปถึงค่าย นางคงจะรีบกลับไปยังกระโจมที่พักของตัวเอง แต่ไม่คาดว่านางจะวิ่งไปที่ห้องครัว

          ในช่วงไร้ศึกสงคราม กองทัพจะทานอาหารกันในยามอิ่ว*  หากเลยช่วงเวลานี้ไปจะไม่มีอาหารให้รับประทานอีก ตอนนี้ฟ้ามืด เลยเวลาอาหารเย็นไปนานแล้ว ในห้องครัวเงียบสงัดมีแค่ชายชราร่างผอมบางคนหนึ่งนั่งต้มน้ำอยู่บนม้านั่งตัวเตี้ย

          หรั่นอู๋ย่างค่อยๆ ยื่นศีรษะเข้าไปสำรวจ พอเห็นว่าในครัวมีชายชราอยู่คนเดียว รอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้า เด็กสาวรีบก้าวเข้าไปหยุดยืนอยู่ตรงหน้าชายชราพลางยิ้มกว้าง “ลุงหลิว”

          ชายชราเงยหน้าขึ้นช้าๆ พอเห็นเด็กหนุ่มตรงหน้า ดวงตาขุ่นมัวก็เปล่งประกายขึ้นเล็กน้อย เขากวักมือเรียกหรั่นอู๋ย่างพลางกล่าวอย่างใจดี “กลับมาแล้วหรือ ข้าเหลือไฟไว้ให้เจ้า”

          หรั่นอู๋ย่างพยักหน้าพลางเอ่ยอย่างซาบซึ้งใจ “ขอบคุณลุงหลิว”

          ชายชราโบกมือก่อนจะถอนใจคำหนึ่ง “ขอบคุณอะไรกัน แค่น้ำกับฟืนนิดหน่อยเท่านั้น”

          นับวันผู้คนก็ยิ่งมีชีวิตที่ยากลำบาก ทำสงครามมานานปี เสบียงอาหารร่อยหรอลงเรื่อยๆ อาหารที่กินในแต่ละวันมีจำนวนจำกัด อย่างน้ำมันก็มีหัวหน้าครัวคอยควบคุม เขาไม่มีปัญญาช่วยหาอาหารดีๆ ให้เด็กหนุ่มผู้นี้ อย่างมากก็แค่ให้ยืมหม้อกับเตาเท่านั้น

          เด็กคนนี้ทั้งผอมทั้งตัวเล็ก ดูๆ ไปน่าจะมีอายุแค่ 12 – 13 ปี อายุน้อยเท่านี้ก็มาเป็นทหาร ไม่รู้ว่าจะรอดชีวิตอยู่จนได้โตเป็นผู้ใหญ่หรือไม่

          แต่หรั่นอู๋ย่างซึ่งถูกชายชรามองด้วยสายตาห่วงใยแกมสงสารกลับอารมณ์ดีไม่น้อย ไม่ว่าอย่างไรมีเตาให้ใช้ก็นับว่าดีมาก

          นางยิ้มกว้าง ใบหน้าไม่มีแววหมองเศร้าให้เห็น “มีแค่นี้ก็ดีมากแล้ว ข้าใช้เสร็จจะเก็บกวาดทำความสะอาดแล้วค่อยกลับไป”

          “อืม ลุงหลิวรู้ว่าเจ้าเป็นเด็กดี” ชายชราร่างงองุ้มลุกขึ้นตบบ่าเด็กหนุ่ม จากนั้นก็สองมือไพล่หลังเดินจากไปช้าๆ โดยไม่พูดอะไรอีก

          รอจนในครัวเหลือหรั่นอู๋ย่างเพียงลำพัง นางถึงได้วางถุงผ้าใบเล็กที่กอดไว้กับอกลง หยิบชามใบหนึ่งมาเปิดถุงแล้วเทแป้งลงไป ท่าทางระมัดระวังนั้น หากคนที่ไม่รู้มาเห็นเข้าคงคิดว่านางกำลังเทผงทองอยู่ แต่ถึงจะระวังสักแค่ไหนสุดท้ายก็มีแป้งแค่ครึ่งชาม ผสมน้ำนวดเป็นก้อนแล้วยังมีขนาดไม่ใหญ่เท่ากำปั้นของนางเสียด้วยซ้ำ

4.น่าโมโหเป็นบ้า!

          หรั่นอู๋ย่างจ้องก้อนแป้งในมือ แววผิดหวังผุดขึ้นในดวงตาแวบหนึ่ง นางเม้มปาก วางก้อนแป้งลงในชามเหมือนเดิม

          เด็กสาวกวาดตามองห้องครัวอันว่างเปล่า จากนั้นก็เริ่มค้นดูในตะกร้าไม้ไผ่หลายใบอย่างคาดหวัง นางโชคไม่เลวนัก ในที่สุดก็เจอต้นหอมที่เริ่มเหี่ยว 2 – 3 ต้นในตะกร้าไม้ไผ่เล็กๆ ใบหนึ่ง หรั่นอู๋ย่างยิ้มพลางพึมพำกับตัวเอง “บะหมี่ต้นหอม ลาภปากแล้ว”

          นางล้างต้นหอมจนสะอาดก่อนจะซอยละเอียด จากนั้นก็เอาแป้งที่นวดเตรียมไว้มาหั่นเป็นเส้นแล้วใส่ลงในน้ำร้อนเดือด ปากร้องเพลงที่ไม่รู้ชื่ออย่างอารมณ์ดี ดวงตาเปล่งประกายสุกใสจ้องบะหมี่ในน้ำร้อนเดือดไม่วางตาเหมือนกำลังมองอาหารเลิศรส

          “เสี่ยวย่าง?” เสียงไพเราะราวหยกกระทบจานของชายหนุ่มคนหนึ่งดังขึ้นที่ด้านหลัง

          บนโลกนี้มีคนที่นางยอมให้เรียกว่า ‘เสี่ยวย่าง’ เพียงคนเดียวเท่านั้น หรั่นอู๋ย่างรีบหันกลับไปมอง เห็นเงาร่างสูงโปร่งร่างหนึ่งยืนอยู่ตรงนั้น

          ยามนี้ฟ้ามืดสนิท ในครัวก็มีตะเกียงน้ำมันเพียงดวงเดียวทำให้รอบด้านมีเพียงแสงสลัว เงาร่างนั้นจึงแทบจะกลืนหายไปกับความมืด

          เขาผอมแต่ก็สูงมาก หรั่นอู๋ย่างสูงเพียงอกของเขาเท่านั้นคนที่อยู่ชายแดนซ้ำยังเป็นทหารส่วนใหญ่ล้วนถูกแสงแดดแผดเผาจนผิวกลายเป็นสีน้ำตาลอ่อน เทียบกันแล้ว ผิวของชายหนุ่มผู้นี้ดูขาวผิดธรรมดา ที่น่าประหลาดยิ่งกว่าคือทั้งที่เห็นชัดๆ ว่าทุกคนต่างก็สวมเครื่องแบบทหารเก่าขาด แต่ชายหนุ่มกลับดูดีเป็นพิเศษ ซ้ำยังมีบุคลิกเฉพาะตัวที่ไม่อาจบรรยายออกมาเป็นคำพูด

          “พี่อวิ๋นถิง!” หรั่นอู๋ย่างรีบเดินไปหาเขาอย่างยินดี นางกับพี่อวิ๋นถิงมีใจเชื่อมโยงถึงกันจริงๆ กำลังคิดอยู่เลยว่าต้มบะหมี่เสร็จแล้วจะยกไปให้เขาอย่างไรดี จู่ๆ เขาก็เป็นฝ่ายมาเอง หากนางรู้ว่าชายหนุ่มค้นหานางไปทั่วค่ายมาตั้งแต่บ่าย คงจะไม่คิดแบบนี้แน่

          “วันนี้เจ้าไปไหนมา?” เสียงของเขาทุ้มนุ่ม เวลาพูดก็ทั้งอ่อนโยนและสุภาพ เหล่าสหายร่วมรบจึงมักจะหยอกล้อว่าเขาเป็นคนอารมณ์ดี แต่หรั่นอู๋ย่างรู้ว่าเขาไม่ได้เป็นคนอารมณ์ดี เป็นเพราะเขาไม่เคยใส่ใจใครหรือเรื่องใดต่างหาก เขาจึงแทบจะไม่เคยโกรธ แต่ตอนนี้หรั่นอู๋ย่างสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าพี่อวิ๋นถิงกำลังโกรธ

          นางรีบยืดตัวตรงแล้วก้มหน้าตอบแต่โดยดี “ข้า ข้าเข้าไปในเมือง”

          เสี่ยวเฉินมองเด็กสาวที่แสนว่าง่ายตรงหน้าแล้วก็ปวดใจเหลือเกิน! แบบนี้ต่างหากถึงจะเป็นโฮสต์แสนน่ารักแสนว่าง่ายที่เขาปรารถนา! ทำไมเวลาพูดกับเขานางถึงได้ทั้งเย็นชา ทั้งไร้น้ำใจเหมือนกับเม่นพองขน แต่พออยู่ต่อหน้าชายหนุ่มผู้นี้กลับว่าง่าย

          น่าโมโหเป็นบ้า!

          เสี่ยวเฉินโมโหจนแผงวงจรร้อนผ่าว แต่หรั่นอู๋ย่างกลับไม่รู้แต่ถึงจะรู้นางก็คงไม่ใส่ใจอยู่ดี

          ทั้งสองต่างไม่พูดอะไร เสียงน้ำเดือดปุดๆ ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง

          หรั่นอู๋ย่างเงยหน้าขึ้นพลางร้องอุทานด้วยความตกใจ นางรีบถลากลับไปที่เตา “แย่แล้ว ถ้าต้มต่อต้องไหม้แน่!” นางลนลานตักบะหมี่ขึ้นมาโรยเกลือกับต้นหอมซอย เท่านี้ก็เสร็จเรียบร้อย

          เรื่องนี้จะโทษนางไม่ได้ ที่นี่ลำบากยากแค้น แค่เกลือกับต้นหอมนางก็ต้องลำบากไม่น้อยกว่าจะได้มา ต่อให้เป็นสตรีที่เก่งกาจสักเพียงใด ไม่มีวัตถุดิบก็คงยากจะปรุงอาหาร ซ้ำจะว่าไป นางเองก็ไม่ใช่สตรีที่เก่งกาจ ทำได้แค่นี้ก็นับว่าไม่เลวแล้ว!

          ปลอบใจตัวเองเสร็จ หรั่นอู๋ย่างก็ยกบะหมี่ที่มีแค่ครึ่งชามนั้นเดินไปหาอวิ๋นถิง นางส่งชามให้เขาพลางกล่าวอย่างยิ้มแย้ม “พี่อวิ๋นถิง รับไปสิ”

          เส้นบะหมี่สีเหลืองอ่อนกับต้นหอมซอยสีเขียว ถึงจะดูจืดชืดแต่ก็เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่อาหารทั่วไปของกองทัพ อวิ๋นถิงพอจะเดาได้ว่าหรั่นอู๋ย่างไปทำอะไรตลอดช่วงบ่ายที่ผ่านมา นางแหกกฎกองทัพเพื่อบะหมี่เพียงชามเดียว! อวิ๋นถิงสมควรสั่งสอนนาง แต่พอมองดูร่างผอมบางและใบหน้าที่เล็กเท่าฝ่ามือ ถ้อยคำตำหนิก็ไม่อาจหลุดออกจากปาก ถึงอย่างไรก็เป็นแค่เด็กอายุสิบกว่าปี วันๆ ต้องกินแต่วอวอโถว* กับน้ำแกงผักป่าย่อมไม่อาจทนได้

          อวิ๋นถิงดันวอวอโถวที่ใช้กระดาษห่อซ่อนเอาไว้ให้ลึกเข้าไปในแขนเสื้อมากกว่าเดิม เขาไม่รับชามที่เด็กสาวยื่นมาให้แต่กลับตอบเสียงเบา “เจ้ากินเถอะ”

          แต่หรั่นอู๋ย่างไม่รั้งมือกลับ ซ้ำยังดันชามมาตรงหน้าเขาพลางกล่าวอย่างยิ้มแย้ม “นี่ข้าตั้งใจทำให้ท่านนะ ท่านลืมไปแล้วหรือว่าวันนี้เป็นวันอะไร?”

          อวิ๋นถิงชะงัก วันนี้เป็นวันอะไร?

          หรั่นอู๋ย่างยิ้มได้ใจ “ข้ารู้อยู่แล้วว่าท่านต้องลืม” นางหัวเราะเสียงดัง “วันนี้เป็นวันเกิดครบรอบยี่สิบปีของท่าน เป็นปีที่ท่านเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว สำคัญมากๆ!”

          ดังนั้น นางตั้งใจเตรียมบะหมี่ชามนี้ไว้ให้เขา? แววตาตื่นเต้นแกมกระสับกระส่ายของนางทำให้อวิ๋นถิงทั้งปวดทั้งอบอุ่นใจ ผ่านไปครู่ใหญ่เขาถึงได้กล่าวเสียงเบา “เสี่ยวย่าง เจ้าไม่จำเป็นต้องทำแบบนี้”

          หรั่นอู๋ย่างถลึงตาใส่โดยไม่รอให้เขาพูดจบ “ต้องสิ เดือนก่อนตอนที่ข้าปักปิ่น*  ท่านยังให้ไข่ไก่ข้าสองฟอง ข้าไม่มีปัญญาหาไข่ไก่จึงได้แต่ทำบะหมี่อายุยืนให้ท่านเท่านั้น”

          หลังจากเกิดสงครามทั่วแผ่นดินก็เต็มไปด้วยผู้ลี้ภัย ท่านพ่อถูกผู้ลี้ภัยรุมซ้อมจนตายเพราะต้องการปกป้องนางกับท่านแม่ หากไม่มีพี่อวิ๋นถิงคอยดูแลพวกนางสองแม่ลูก ท่านแม่ผู้อ่อนแอคงจะมีชีวิตอยู่ต่อได้ไม่ถึงสองปี เกรงว่าจะตามท่านพ่อไปตั้งแต่วันนั้น นางเองก็คงไม่มีโอกาสเติบโตเป็นผู้ใหญ่ พี่อวิ๋นถิงเป็นผู้มีคุณของครอบครัวนาง ซ้ำยังสนิทสนมกับนางยิ่งกว่าพี่ชายแท้ๆ เสียอีก!

          หรั่นอู๋ย่างยัดชามใส่มือเขา “ท่านรีบกินเร็ว ข้าจะให้ท่านกิน!”

          ขอบชามร้อนมาก ร้อนไปจนถึงหัวใจของเขา แม้จะเกิดในกลียุคแต่ยังมีคนผู้หนึ่งคอยอยู่เคียงข้างเขาด้วยความจริงใจ นับว่าโชคดีมากแล้ว อวิ๋นถิงหัวเราะเบาๆ “ได้ ข้าจะกิน”

          ทันทีที่อวิ๋นถิงรับชาม เสียงที่หรั่นอู๋ย่างพยายามลืมแต่กลับไม่อาจมองข้ามก็ดังขึ้นในสมองของนาง “ติ๊ง ได้รับคะแนนจิตพิสัยจากอวิ๋นถิง 50 แต้ม”

          หัวใจของหรั่นอู๋ย่างกระตุกวูบ รอยยิ้มแข็งค้างอยู่บนใบหน้า

          คะแนนจิตพิสัยอะไรกัน ซ้ำยังได้จากพี่อวิ๋นถิง มันหมายความว่าอย่างไร? หรั่นอู๋ย่างร้อนใจแต่อวิ๋นถิงอยู่ตรงหน้านางจึงไม่กล้าพูด กลัวว่าถ้าเปิดเผยเรื่องของโปรแกรมเทพธิดาออกไป มันอาจจะทำร้ายพี่อวิ๋นถิง! ถ้ามันเปลี่ยนใจไปสิงสู่พี่อวิ๋นถิงที่สมบูรณ์พร้อม ตนจะทำอย่างไร?

          เสี่ยวเฉินแค่นเสียงฮึเบาๆ เขาเป็นโปรแกรมเทพธิดา ผูกติดกับสตรีเพศได้เท่านั้น ต่อให้อวิ๋นถิงหน้าตาดีแค่ไหนก็ไร้ประโยชน์เพศไม่ถูกต้องก็รักกันไม่ได้! เห็นโฮสต์ร้อนใจจนเหงื่อผุดเต็มหน้าผาก เสี่ยวเฉินจึงกล่าวเสียงเนิบ “ระบบกับโฮสต์มีใจเชื่อมโยงถึงกัน สามารถสื่อสารกันในสมองได้โดยตรง โฮสต์อยากพูดอะไร แค่คิดในใจ ผมก็จะได้ยิน”

          หรั่นอู๋ย่างได้ยินเช่นนั้นก็รีบเอ่ยถามในสมองอย่างร้อนใจ “คะแนนจิตพิสัยที่พูดถึงเมื่อครู่คืออะไร เจ้าทำอะไรกับพี่อวิ๋นถิง?”

          “ผมไม่ได้ทำอะไรกับอวิ๋นถิง เมื่อคนอื่นรู้สึกว่าโฮสต์มีเสน่ห์จากใจจริง ก็จะมีคะแนนจิตพิสัยปรากฏขึ้น ยิ่งมีค่าคะแนนสูงมากแค่ไหนก็ยิ่งหมายความว่าโฮสต์ทรงเสน่ห์มากเท่านั้น” ความรู้สึกที่รุนแรงอย่างความซาบซึ้งใจ ความประทับใจก็ก่อให้เกิดคะแนนจิตพิสัยได้เช่นกัน แต่เรื่องนี้ยังไม่จำเป็นต้องบอกให้โฮสต์รู้

          ผู้ชายที่ชื่ออวิ๋นถิงคนนี้มีอิทธิพลต่อโฮสต์มาก ไม่แน่ว่านี่อาจเป็นจุดอ่อนที่เขาจะใช้โจมตีโฮสต์ได้!

          ไม่มีโฮสต์คนไหนที่ระบบจัดการไม่ได้!

          “ได้คะแนนจิตพิสัยแล้วจะส่งผลเสียต่อพี่อวิ๋นถิงหรือไม่?”หรั่นอู๋ย่างไม่ยอมเลิกรา คำถามนี้สำคัญต่อนางมาก เพราะนางจะไม่ยอมให้ใครทำร้ายพี่อวิ๋นถิงเด็ดขาด

          เสี่ยวเฉินกลอกตาเหมือนมนุษย์ก่อนจะตอบเสียงเย็น “โฮสต์คิดมากไปแล้ว คะแนนจิตพิสัยหรือค่าความศรัทธาที่โฮสต์ได้รับไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อฝ่ายที่มอบคะแนนให้”

          ได้ยินว่าไม่มีผลกระทบ หรั่นอู๋ย่างค่อยสบายใจขึ้น ถึงตอนนี้นางถึงได้มีเวลามาครุ่นคิดถึงถ้อยคำที่ระบบพูดเมื่อครู่ ที่แท้คะแนนจิตพิสัยที่ว่าได้มาจากการที่ผู้อื่นรู้สึกว่านางมีเสน่ห์ ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่า เมื่อครู่พี่อวิ๋นถิงรู้สึกว่านางมีเสน่ห์งั้นหรือ?!

          หรั่นอู๋ย่างซึ่งไม่คิดจะเป็นภาระและอยากได้รับการยอมรับจากอวิ๋นถิงมาตลอดดีใจมาก พี่อวิ๋นถิงรู้สึกว่านางมีเสน่ห์ หรือบะหมี่ที่นางต้มจะอร่อย? ถ้าอย่างนั้นวันหลังนางควรเป็นแม่ครัวใช่หรือไม่?

          เสี่ยวเฉิน “…..”

          โฮสต์คนนี้ไม่ธรรมดาจริงๆ เขาไม่เข้าใจความคิดของนางเลย!

          หรั่นอู๋ย่างยังคงจมอยู่กับความคิดเพ้อเจ้อของตัวเอง สีหน้าของนางจึงค่อนข้างเหม่อลอย อวิ๋นถิงขมวดคิ้ว “เสี่ยวย่าง ทำไมจู่ๆเจ้าถึงหน้าแดงล่ะ?”

          หา? หรั่นอู๋ย่างได้สติ พอเห็นแววตาห่วงใยของอวิ๋นถิง นางก็กระแอมเบาๆ ครั้งหนึ่งก่อนจะเบือนหน้าหนีอย่างขัดเขิน

          นางหน้าแดงงั้นหรือ? ช่างไม่เอาไหนจริงๆ! ไม่ว่าอย่างไรก็จะบอกสาเหตุแท้จริงที่ทำให้นางหน้าแดงไม่ได้ แต่หรั่นอู๋ย่างไม่เคยโกหกอวิ๋นถิงมาก่อน นางเงียบไปนานกว่าจะตอบเสียงตะกุกตะกักออกมาว่า “อาจเป็นเพราะ ถูก ถูกควันจากเตาไฟรมก็เป็นได้”

5.ลาภปาก

          อวิ๋นถิงเลิกคิ้ว รอยยิ้มปรากฏขึ้นในดวงตาแวบหนึ่ง สาวน้อยเติบโตแล้วจริงๆ เริ่มมีความลับของตัวเองแล้ว

          เขาไม่คิดจะล้วงความลับของสาวน้อย ดังนั้นจึงไม่ถามอะไรอีก อวิ๋นถิงถือชามบะหมี่เดินไปด้านข้างสองก้าวก่อนจะหันมากล่าวกับหรั่นอู๋ย่างที่กำลังโมโหตัวเองว่า “มานี่สิ”

          “อ้อ” หรั่นอู๋ย่างรีบเดินตาม

          “ยังไม่ได้กินอาหารเย็นสินะ”

          นางกลัวพี่อวิ๋นถิงจะยกบะหมี่ให้ ดังนั้นจึงคิดจะปฏิเสธ แต่ดวงตาสีดำล้ำลึกคู่นั้นทำให้นางไม่กล้าพูดโกหก สุดท้ายจึงได้แต่ก้มหน้าลงแล้วตอบเสียงเบา “ยังไม่ได้กิน” พูดจบนางก็เงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว ตาหงส์ทั้งคู่ถลึงใส่เขา ปากกล่าวน้ำเสียงข่มขู่ “นี่เป็นบะหมี่อายุยืน ข้าตั้งใจทำให้ท่าน! ท่านต้องกินให้หมดนะ!”

          อวิ๋นถิงหัวเราะเบาๆ นางยังคงเหมือนเมื่อครั้งยังเป็นเด็กเดี๋ยวก็ว่านอนสอนง่ายเดี๋ยวก็ทำตัวดุร้าย แต่นิสัยที่แตกต่างกันสุดขั้วเช่นนี้กลับหลอมรวมกันในตัวนางได้อย่างสมบูรณ์แบบ

          “กินสิ” อวิ๋นถิงล้วงห่อกระดาษในแขนเสื้อออกมาส่งให้หรั่นอู๋ย่าง

          ดวงตาของนางเปล่งประกายสุกใส นางรีบรับห่อกระดาษไปเปิดดู พอเห็นวอวอโถวสองใบก็หยิบใส่ปากกัดก่อนจะหันมาส่งยิ้มให้เขาพลางกล่าวเสียงอู้อี้ “ขอบคุณพี่อวิ๋นถิง!”

          พี่อวิ๋นถิงดีที่สุด เขาไม่อาจทนดูนางหิว หรั่นอู๋ย่างกินวอวอโถวไปพลางจ้องอวิ๋นถิงไปพลาง ทำไมพี่ชายของข้าถึงได้หล่อเหลาเช่นนี้? ท่ากินบะหมี่ก็สง่างามกว่าผู้อื่น! บนแผ่นดินนี้ไม่มีใครน่าดูกว่าพี่ชายของข้าอีกแล้ว!

          จุ๊ๆ โฮสต์คนนี้เป็นพวกบ้าผู้ชายหล่อซ้ำยังหลงพี่ชายไม่ลืมหูลืมตา ไร้ทางเยียวยาแล้ว! เสี่ยวเฉินนึกอยากจะปิดกั้นการเชื่อมต่อเสียให้รู้แล้วรู้รอด จะได้ไม่ต้องมองให้รกหูรกตา

          แป้งนวดไม่ได้ที่ บะหมี่ไม่เหนียวพอซ้ำยังต้มนานเกินไปเส้นจึงนิ่มมาก ซ้ำร้ายยังไม่มีเครื่องปรุง มีแค่รสเค็มพื้นๆ ต้นหอมก็ไม่ได้เจียวน้ำมันก่อน ทำให้มีรสขมฝาดจางๆ สรุปแล้ว บะหมี่อายุยืนชามนี้เรียกได้ว่าล้มเหลว อวิ๋นถิงกินช้าเหมือนกำลังลิ้มรสอาหารที่เลิศรสที่สุดในแผ่นดิน เขากินบะหมี่ทีละคำๆ จนหมดเกลี้ยง ไม่เหลือแม้แต่น้ำ

          ชายหนุ่มวางชามลง พอหันไปเห็นดวงตาที่เปล่งประกายระยิบระยับของหรั่นอู๋ย่าง มุมปากของเขาก็ยกขึ้นเล็กน้อย “อร่อยมาก”    

          ตาหงส์ทั้งคู่โค้งเหมือนจันทร์เสี้ยว หรั่นอู๋ย่างเชิดหน้าขึ้นพลางแค่นเสียงฮึเบาๆ จากนั้นจึงกล่าวอย่างได้ใจ  “แน่นอนอยู่แล้ว ไม่ดูเสียบ้างว่าใครเป็นคนทำ! วันนี้ท่านมีลาภปากแล้วรู้ไหม?”

          อวิ๋นถิงอดยิ้มไม่ได้ เขาพยักหน้ารับ “อืม ไม่ผิด วันนี้ข้ามีลาภปากจริงๆ ขอบคุณเสี่ยวย่างแล้ว”

          นางเป็นแค่สาวน้อยคนหนึ่ง ใบหน้ายังไม่หนาพอ พอได้รับคำชมจากพี่ชายที่ตัวเองชื่นชมบูชา ใบหน้าเล็กๆ ก็กลายเป็นสีแดงก่ำ “ไม่ต้องขอบคุณ พี่อวิ๋นถิงชอบข้าก็ดีใจ!”

          ในที่สุดอวิ๋นถิงก็อดใจไม่ไหว ยกมือขึ้นลูบศีรษะนางเบาๆ แต่พอสัมผัสได้ว่าเส้นผมของนางไม่นุ่มลื่นเหมือนสมัยเด็ก แววตาของเขาก็หม่นแสง ชายหนุ่มรั้งมือกลับเงียบๆ “ทำความสะอาดแล้วก็รีบกลับกันเถอะ อีกเดี๋ยวถ้าหัวหน้ากองมาตรวจนับจำนวนคน ไม่เห็นพวกเรา เราต้องถูกลงโทษแน่”

          “อืม ได้” หรั่นอู๋ย่างโยนวอวอโถวชิ้นสุดท้ายที่เหลืออยู่เข้าปาก หลังจากช่วยอวิ๋นถิงเก็บกวาดห้องครัวเสร็จก็รีบเร่งฝีเท้าเดินกลับไปยังกระโจมที่พัก

          กระโจมของทหารแคว้นอวี๋เป็นกระโจมขนาดใหญ่ พักกระโจมละห้าสิบคน แต่เพราะสงครามกับแคว้นเหลียงครั้งนี้ยืดเยื้อมานาน เสบียงอาหารและข้าวของเครื่องใช้มีไม่เพียงพอ พอกระโจมชำรุด
เสียหายก็ได้แต่เอามาดัดแปลงเป็นกระโจมเล็กแล้วนำมาใช้ต่อ

          กระโจมที่หรั่นอู๋ย่างกับอวิ๋นถิงพักในตอนนี้เป็นกระโจมเล็กที่ดัดแปลงมาจากกระโจมใหญ่ พักได้ยี่สิบคน ทั้งสองเพิ่งเดินเข้าไปเด็กหนุ่มคนหนึ่งก็ก้าวออกมากอดคอหรั่นอู๋ย่างแล้วดึงนางไปยังมุมกระโจมพลางบ่นเสียงเบา “อู๋ย่าง เมื่อเช้าเจ้าไปไหนมา? ข้าหาเจ้าไม่เจอ”

          หรั่นอู๋ย่างเป็นสตรีที่ปลอมตัวเข้ามาอยู่ในกองทัพ ตามกฎหมายของแคว้นอวี๋ นับเป็นความผิดร้ายแรงมาก แม้จะไม่มีโทษถึงตายแต่ก็เกินกว่าที่นางจะรับไหว ดังนั้นปกตินางจึงไม่ค่อยพูด ทั้งยังแสร้งทำเป็นขี้อาย ไม่ยอมสนิทสนมกับเพื่อนทหารคนอื่นๆ มากเกินพอดี

          เพราะมีพี่อวิ๋นถิงคอยปกป้อง ประกอบกับนางเองก็ตัวเล็กผอมบางเหมือนเด็กอายุ 12 – 13 ปี ดังนั้นจึงไม่มีใครสงสัย แต่มีคนผู้หนึ่งที่ไม่ว่านางพยายามหลบเลี่ยงอย่างไร เขาก็มักจะพาตัวเองมาเข้าใกล้นางเสมอ คนผู้นั้นก็คือชายตรงหน้านี้—สืออวี้ 

          ปีนี้สืออวี้อายุสิบห้า ใครๆ ต่างเรียกเขาว่าเสี่ยวสือโถว* สืออวี้เองก็มีร่างเล็กผอมบางเหมือนกับหรั่นอู๋ย่างแต่ผิวของเขาคล้ำกว่า มองไกลๆ จึงเหมือนกับลิงตัวหนึ่ง สิ่งเดียวที่ดึงดูดสายตาผู้คนคือดวงตาคู่โตซึ่งเต็มไปด้วยแววชาญฉลาด สืออวี้คิดเอาเองว่าตัวเองเป็นพวกเดียวกับหรั่นอู๋ย่าง ทั้งสองต่างก็อายุยังน้อย รูปร่างผอมบางซ้ำยังมีพี่ชายคอยดูแลเหมือนกัน เป็นคนที่ตกระกำลำบากเหมือนกัน สมควรเป็นเพื่อนรักกันถึงจะถูก!

          ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าหรั่นอู๋ย่างพยายามหลบหน้ามากแค่ไหน หรือทำตัวเย็นชากับเขาอย่างไร เขาก็ไม่สนใจ ซ้ำยังพยายามพาตัวมาใกล้ชิดกับนางอย่างไม่ย่อท้อ หรั่นอู๋ย่างจนปัญญาจึงจำต้องยอมเป็นเพื่อนกับเขา

          หรั่นอู๋ย่างดึงแขนของสืออวี้ที่พาดอยู่บนลำคอลงมาพลางกล่าว “ข้าแอบไปงีบหลับในป่า”

          เสี่ยวสือโถวคุ้นเคยกับนิสัยของหรั่นอู๋ย่างดีจึงไม่ถือสา เขาขยับเข้าไปใกล้หรั่นอู๋ย่างอีกนิดพลางเอ่ยถามด้วยความตื่นเต้น “เจ้าค้นพบสถานที่เจ๋งๆ งั้นหรือ? รีบบอกมาเร็ว วันหลังข้าจะไปแอบนอนบ้าง!”

          มุมปากหรั่นอู๋ย่างกระตุก รีบกลบเกลื่อนว่า “อืม อีกสองสามวันจะพาเจ้าไป”

          เสี่ยวสือโถวส่งเสียงจิ๊กจั๊กอย่างไม่พอใจ คิดจะถามต่อ แต่เสียงตวาดของหัวหน้ากองกลับดังขึ้นที่นอกกระโจมเสียก่อน “หัวหน้าหมู่ นับจำนวนคนเดี๋ยวนี้!”

          การจัดหมวดหมู่ในกองทัพ สิบคนนับเป็นหนึ่งหมู่ หัวหน้าของแต่ละหมู่จะเรียกว่าหัวหน้าหมู่ หรั่นอู๋ย่างกับเสี่ยวสือโถวไม่ได้อยู่หมู่เดียวกัน แต่อยู่ใต้บังคับบัญชาของหัวหน้ากองคนเดียวกัน กระโจมแห่งนี้มีคนยี่สิบคน มีหัวหน้าหมู่สองคน คนหนึ่งคืออวิ๋นถิง ส่วนอีกคนหนึ่งคือสือเฟิงพี่ชายของเสี่ยวสือโถว

          อวิ๋นถิงกับสือเฟิงนับจำนวนคนเสร็จก็รีบออกไปรายงาน เวลาผ่านไปเพียงครึ่งถ้วยชา ทั้งสองก็กลับมา

          อวิ๋นถิงมองปราดเดียวก็เห็นคนสองคนที่แอบซุกอยู่ตรงมุมกระโจม จากมุมที่เขายืนอยู่ เห็นคนทั้งสองกำลังเอียงศีรษะเข้าหากัน ไม่รู้กำลังพูดซุบซิบอะไรกันอยู่ อวิ๋นถิงหรี่ตาลง แววดำมืดผุดขึ้นในดวงตาแวบหนึ่ง แต่มุมปากกลับยิ้มอ่อนโยน เขาเดินไปหาคนทั้งสองพลางกล่าวว่า “เสี่ยวย่าง นอนได้แล้ว พรุ่งนี้ยังต้องฝึกอีก”

          เขาหันไปมองสืออวี้ก่อนจะเอื้อมมือไปตบบ่าอีกฝ่ายเบาๆรอยยิ้มบนริมฝีปากอ่อนโยนยิ่งกว่าเดิม “เสี่ยวสือโถวก็รีบไปพักซะไม่อย่างนั้นพรุ่งนี้จะตื่นไม่ไหว”

          สัญชาตญาณที่เฉียบไวดุจสัตว์ป่าทำให้หัวใจของเสี่ยวสือโถวกระตุกวูบแบบไร้เหตุผล เส้นขนที่ต้นคอลุกชันอย่างน่าประหลาด เขารีบตะโกนว่า “ได้ พี่อวิ๋น! ข้าจะนอนเดี๋ยวนี้!” พูดจบเขาก็รีบพุ่งไปที่เตียงของตัวเองแล้วล้มตัวลงนอนทันที

          สือเฟิงปรายตามองน้องชายจอมขี้ขลาดของตัวเองแวบหนึ่ง ไม่รู้ควรจะพูดว่าเจ้าหนูนี่มีสัญชาตญาณเฉียบไวหรือสมองทึ่มดีทุกครั้งที่เขาเข้าใกล้หรั่นอู๋ย่างมักจะถูกอวิ๋นถิงสั่งสอนทั้งทางตรงทางอ้อม แต่เจ้าหนูนี่ก็ยังไม่ยอมเลิกราจนพี่ชายอย่างเขาแทบจะทนดูไม่ไหวอยู่แล้ว

          ท่ากระโดดของเสี่ยวสือโถวเหมือนลิงไม่มีผิด หรั่นอู๋ย่างเห็นแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ แต่หลังจากนั้นนางก็หันไปเห็นแววตาอ่อนโยนของอวิ๋นถิงเข้าพอดี

          ร่างของนางแข็งเกร็งขึ้นทันที ปากรีบตะโกนเสียงดัง “ข้าเองก็จะนอนแล้ว!”

          จากนั้นคนอื่นๆ ในกระโจมก็ได้เห็นร่างของเด็กหนุ่มพุ่งตรงไปที่เตียงแล้วล้มตัวลงนอนด้วยความเร็วที่ไม่ด้อยกว่าเสี่ยวสือโถว

          ชีวิตในค่ายทหารเป็นระบบระเบียบมาก ทุกคนต้องนอนกินอาหาร และฝึกฝนตามเวลา ทุกคนในค่ายทหารนอนรวมกัน อวิ๋นถิงจึงต้องคอยดูแลหรั่นอู๋ย่างด้วยความระมัดระวังอยู่ตลอดเวลา กระโจมเล็กสำหรับยี่สิบคนนี้เขาก็เป็นคนหาหนทางแย่งมา เขาให้หรั่นอู๋ย่างนอนตรงริมด้านในสุด ส่วนตัวเองนอนติดกับนาง กันนางไว้จากคนอื่นๆ  พยายามใช้ผ้าห่มกั้นระหว่างพวกเขาทั้งสองคนเพื่อให้นางนอนหลับได้อย่างสบายใจ

          การนอนข้างๆ อวิ๋นถิงทำให้หรั่นอู๋ย่างสบายใจเสมอ แค่หัวถึงหมอน นางก็ผล็อยหลับไปทันที แต่ไม่คาดว่าวันนี้จะต่างออกไปพอดึกสงัดนางกลับได้ยินเสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นอีกครั้ง

          “ติ๊ง! ระวัง! ระวัง! ตรวจพบทัพศัตรูอยู่ห่างออกไปห้าลี้ โฮสต์โปรดเตรียมตัวให้พร้อม!”

 

          สัญญาณเตือนหวีดแหลมดังขึ้นสามครั้งติดต่อกัน ทำให้หรั่นอู๋ย่างที่กำลังหลับสนิทสะดุ้งตื่น

          สัญญาณเตือนที่ดังขึ้นในสมองโดยตรงเช่นนี้ช่างน่ากลัวเหลือเกิน หรั่นอู๋ย่างขนหัวลุก หูอื้อ เวียนศีรษะ ซ้ำร่างกายยังลุกพรวดขึ้นนั่งเองอย่างไม่อาจควบคุม

          การเคลื่อนไหวของนางทำให้อวิ๋นถิงซึ่งเป็นคนนอนไวลืมตาขึ้นทันที ดวงตาดำขลับคมปลาบของเขาไม่มีแววง่วงงุนเหมือนคนที่เพิ่งตื่นนอนสักนิด มือใหญ่คว้าร่างของหรั่นอู๋ย่างที่เกือบจะกลิ้งตกเตียงเพราะลุกขึ้นนั่งเร็วเกินไปเอาไว้ได้ทันท่วงที

6.ท่านรู้ได้อย่างไร!

          คืนนี้แสงจันทร์กระจ่าง ในกระโจมไม่ค่อยมืด อวิ๋นถิงจึงมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าใบหน้าของหรั่นอู๋ย่างเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ซ้ำนางยังหายใจหอบแรง เหมือนกำลังตกใจกับอะไรสักอย่าง อวิ๋นถิงช่วยลูบหลังให้พลางเอ่ยถามเสียงเบา “เป็นอะไร ฝันร้ายหรือ?”

          “ข้า...” นางเหม่อมองอวิ๋นถิง ใจนึกอยากจะพูด แต่ก็ไม่รู้ว่าควรพูดอะไร ยากนักกว่านางจะสงบสติอารมณ์แล้วเอ่ยถามระบบปฏิบัติการในสมอง “เมื่อครู่เจ้าพูดจริงหรือ มีศัตรูจะมาลอบโจมตีเราจริงหรือ?”

          เสี่ยวเฉินตอบเสียงเย่อหยิ่ง “ผมไม่เคยพูดโกหก” หากไม่ใช่อยากได้รับความไว้วางใจจากโฮสต์ ซ้ำยังกลัวว่าโฮสต์อาจจะถูกฆ่าตาย เขาคงไม่เตือนเธอล่วงหน้าหรอก

          คงไม่มีศัตรูมาลอบโจมตีจริงหรอกน่า! หรั่นอู๋ย่างไม่อยากจะเชื่อ แต่พอคิดขึ้นมาว่าเสี่ยวเฉินสามารถปรากฏขึ้นในสมองของนางได้ตามใจชอบ สามารถเสกกระดานโปร่งใสที่เปล่งแสงได้ ซ้ำยังรู้เรื่องของนางอย่างทะลุปรุโปร่ง ถ้ามันร้ายกาจขนาดนั้น แค่รู้ว่าคืนนี้มีศัตรูมาลอบโจมตีก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

          หรั่นอู๋ย่างจ้องอวิ๋นถิงเขม็ง แต่แววตากลับว่างเปล่า อวิ๋นถิงคว้าไหล่ของนางเอาไว้อย่างร้อนใจ “เสี่ยวย่าง ตื่น!”

          แรงบีบที่หัวไหล่ทำให้หรั่นอู๋ย่างรู้สึกตัว นางกะพริบตาเพื่อตั้งสติ จากนั้นจึงก้มหน้าหลบสายตาของอวิ๋นถิงพลางเอ่ยเสียงเบา“พี่อวิ๋นถิง ข้า ข้าฝันร้าย ตอนนี้รู้สึกไม่ค่อยดีเลย ข้าอึดอัด อยากออกไปเดินเล่นเสียหน่อย”

          มีแต่ตอนพูดโกหกเท่านั้นที่นางจะหลบตาเขา ดวงตาอวิ๋นถิงเปล่งประกายวาววับ เขาลูบศีรษะนางเบาๆ พลางตอบเสียงอ่อนโยน “ได้ ข้าจะไปเป็นเพื่อน”

          หรั่นอู๋ย่างตั้งใจจะบอกว่าไม่เป็นไร นางไปคนเดียวได้ แต่คิดดูอีกที หากมีศัตรูมาลอบโจมตีจริง พี่อวิ๋นถิงตื่นอยู่ย่อมปลอดภัยกว่านอนหลับ ยิ่งไปกว่านั้น เขายังฉลาดมาก ต้องหาวิธีปกป้องชีวิตของทุกคนได้แน่

          “ดีสิ” หรั่นอู๋ย่างพยักหน้า จากนั้นทั้งสองก็เดินออกจากกระโจมไปด้วยกัน

          สือเฟิงพลิกตัว ได้ยินเสียงฝีเท้าของทั้งสองเคลื่อนไกลออกไป เขานอนกลอกตาอยู่ท่ามกลางความมืด อวิ๋นถิงนี่รักน้องชายแบบไม่ลืมหูลืมตา เด็กผู้ชายโตขนาดนั้นแค่ฝันร้ายก็ต้องออกไปเดินเล่นเป็นเพื่อน เพี้ยนไปแล้วจริงๆ

          คน ‘เพี้ยน’ สองคนเดินเคียงข้างกัน หรั่นอู๋ย่างรีบร้องเรียกเสี่ยวเฉินในหัว “นี่ เจ้า...”

          เขาตัดบทเสียงเย็นชา “ผมมีชื่อ”

          หรั่นอู๋ย่างเบ้ปากก่อนจะเอ่ยออกมาทีละคำ “โปรแกรมเทพธิดา A3297 เจ้ารู้หรือไม่ว่าตอนนี้ศัตรูอยู่ที่ไหน มีจำนวนเท่าไหร่ พวกเขาจะโจมตีตรงจุดไหน?”

          “....” ตอนที่เขาแนะนำตัวเอง โฮสต์ยังตกตะลึง ซ้ำไม่ยอมรับว่าเขามีตัวตน แต่ทำไมแม้กระทั่งหมายเลขก็จำได้แม่นยำแบบนี้?

          เสี่ยวเฉินแค่นเสียงฮึเบาๆ ความจำดีแล้วเจ๋งนักรึไง! ต่อให้โฮสต์เรียกชื่อเขาได้อย่างถูกต้อง เขาก็ไม่สามารถตอบคำถามเหล่านี้ เขาทำได้แค่ช่วยให้โฮสต์พัฒนาตัวเองและเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วเท่านั้น จะช่วยทำทุกอย่างแทนไม่ได้

          ถึงเวลาทำให้โฮสต์ตระหนักถึงความสำคัญของคะแนนจิตพิสัยแล้ว เสี่ยวเฉินหัวเราะหึหึ จากนั้นก็เริ่มหลอกล่อ “คำถามเหล่านี้ผมตอบไม่ได้ แต่สามารถแสดงให้โฮสต์เห็นแผนภาพการเคลื่อนไหวของศัตรูได้ โฮสต์จำได้เท่าไหนก็เท่านั้น อย่างไรก็ตาม การแสดงแผนภาพต้องใช้คะแนนจิตพิสัย แต่ตอนนี้โฮสต์มีคะแนนจิตพิสัยแค่ 60 แต้ม สามารถแสดงแผนภาพได้แค่สองอึดใจเท่านั้น”

          สีหน้าของหรั่นอู๋ย่างไม่มีแววเคร่งเครียดให้เห็น “สองอึดใจก็พอแล้ว”

          เสี่ยวเฉินรู้สึกเหมือนถูกตบหน้า เขากล่าวอย่างไม่เต็มใจนัก “ติ๊ง หักคะแนนจิตพิสัย 60 แต้ม แสดงแผนภาพการเคลื่อนไหวของศัตรู”

          สิ้นเสียงของเสี่ยวเฉิน จอภาพที่ใหญ่กว่ากระดานโปร่งแสงที่เห็นเมื่อตอนกลางวันก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า ทำให้หรั่นอู๋ย่างตกใจจนเกือบจะสะดุดล้ม โชคดีที่อวิ๋นถิงซึ่งคอยจับตามองนางอยู่ตลอดเวลาช่วยประคองเอาไว้ได้ทัน นางถึงไม่ต้องล้มก้นจ้ำเบ้า

          แต่ถึงจะตกใจ หรั่นอู๋ย่างก็ตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว ตาหงส์จ้องจอภาพที่เรืองแสงเขม็ง ทันใดนั้น แผนภาพที่มีเนื้อหาซับซ้อนก็ปรากฏขึ้นในสมองของนางราวกับถูกสลักเอาไว้

          เวลาสองอึดใจนั้นสั้นมาก คนทั่วไปคิดจะดูแผนภาพทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบคงไม่เพียงพอ แต่สำหรับหรั่นอู๋ย่าง เวลาแค่นี้ก็พอแล้ว หากตั้งใจจดจำอะไรสักอย่าง นางไม่จำเป็นต้องใช้เวลาถึงหนึ่งอึดใจเสียด้วยซ้ำ

          สองอึดใจต่อมา จอภาพตรงหน้าก็หายไป หรั่นอู๋ย่างหลับตาลงแล้วย้อนคิดถึงแผนภาพที่เห็นเมื่อครู่

          จุดสีแดงน่าจะหมายถึงศัตรู นับดูคร่าวๆ ศัตรูน่าจะมีจำนวนประมาณสามร้อยคน แม้เวลาสองอึดใจจะสั้นมาก แต่หรั่นอู๋ย่างก็พอมองเห็นว่าจุดสีแดงเหล่านั้นกำลังเคลื่อนไหวช้าๆ และตำแหน่งที่จุด
สีแดงเคลื่อนมารวมตัวกันก็คือค่ายเสบียง!

          หรั่นอู๋ย่างลืมตาขึ้นอย่างรวดเร็ว สีหน้าเปลี่ยนเป็นซีดขาวแววหวาดกลัวในดวงตาชัดเจนยิ่งกว่าตอนที่เพิ่งตื่นเสียอีก

          คืนนี้เสี่ยวย่างดูผิดปกติ อวิ๋นถิงหรี่ตาลงพลางย้อนคิดถึงเรื่องราวเกี่ยวกับหรั่นอู๋ย่างที่เกิดขึ้นในวันนี้ ความเป็นไปได้เพียงประการเดียวคือ ตอนที่นางออกจากค่ายไปที่เมืองเปียนเฉิงอาจมีอะไรบางอย่างที่เขาไม่รู้เกิดขึ้น ในขณะที่อวิ๋นถิงกำลังใช้ความคิด จู่ๆ ข้อมือของเขาก็ถูกกุมเอาไว้แน่น

          “พี่อวิ๋นถิง เราเดินไปทางโน้นกันเถอะ” หรั่นอู๋ย่างไม่รู้จะอธิบายสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนี้อย่างไร แต่ไม่มีเวลาให้นางมานั่งคิดหาข้ออ้างแล้ว นางจึงดึงอวิ๋นถิงเดินไปทางค่ายเสบียงทันที

          อวิ๋นถิงเดินตามนางไปไม่กี่ก้าวก็สังเกตเห็นว่านางคิดจะเดินไปทางค่ายเสบียง เสี่ยวย่างจะไปทำอะไรที่นั่น? คิ้วเข้มขมวดเล็กน้อย จังหวะหนึ่งเขาก็หยุดอยู่กับที่ก่อนจะดึงเด็กสาวที่ตั้งหน้าตั้งตาเดินไปข้างหน้าให้หันกลับมาพลางเอ่ยถามเสียงเย็น “ทางนั้นเป็นค่ายเสบียง มีการคุ้มกันอย่างแน่นหนา เสี่ยวย่างคิดจะไปที่นั่นทำไม?”

          เพราะศัตรูกำลังจะโจมตีค่ายเสบียงน่ะสิ! นางอยากบอกข่าวนี้ให้พี่อวิ๋นถิงรู้แต่ก็ไม่รู้จะอธิบายที่มาของข่าวอย่างไร ซ้ำนางเองก็ไม่มีหลักฐานพิสูจน์ว่าข่าวนี้เป็นความจริง

          ระบบที่โผล่ขึ้นมาอย่างแปลกประหลาดในหัวของนางมหัศจรรย์มาก แต่ยิ่งเก่งก็หมายความว่ายิ่งอันตราย ไม่ว่าอย่างไร นางจะให้พี่อวิ๋นถิงรู้ว่ามีสิ่งที่อันตรายแบบนี้อาศัยอยู่ในสมองของนางไม่ได้เด็ดขาด!

          เสี่ยวเฉิน “.....”

          แต่ถ้าไม่เปิดเผยเรื่องระบบ นางจะเกลี้ยกล่อมให้พี่อวิ๋นถิงยอมเชื่อได้อย่างไร หรั่นอู๋ย่างกลุ้มใจจนอยากจะทึ้งผมตัวเอง ทันใดนั้นเสียงอ่อนโยนที่แสนคุ้นเคยก็ดังขึ้นตรงข้างหู “ไป ข้าจะพาเจ้าไป”

          หรั่นอู๋ย่างมองอวิ๋นถิงอย่างดีใจ นางรีบพยักหน้าพลางกล่าวด้วยความยินดี “ขอบคุณพี่อวิ๋นถิง”

          ท้องฟ้ามืดมิด หรั่นอู๋ย่างดีใจมากจึงไม่ทันสังเกตว่าแววตาของพี่อวิ๋นถิงดำมืดลงเรื่อยๆ อวิ๋นถิงไม่ได้พาหรั่นอู๋ย่างเดินตรงไปที่ค่ายเสบียง แต่เลือกใช้ทางอ้อมก่อนจะปีนขึ้นไปบนเนินเล็กๆ ซึ่งอยู่ฝั่ง
ตรงข้าม ระหว่างทางพวกเขายังหลบเลี่ยงทหารที่เดินลาดตระเวนไปได้ถึงสองครั้ง

          ทั้งสองซ่อนตัวอยู่หลังเนิน จากตำแหน่งที่ซ่อนอยู่พอจะมองเห็นคบเพลิงของทหารที่เดินลาดตระเวนอยู่ในค่ายเสบียง อวิ๋นถิงกดบ่าหรั่นอู๋ย่างเอาไว้ ไม่ยอมให้นางเข้าไปใกล้กว่านี้ “อยู่ตรงนี้ล่ะ
ถ้าเข้าไปใกล้กว่านี้แล้วถูกพบเข้าคงต้องถูกลงโทษตามกฎของกองทัพแน่”

          “อืม” หรั่นอู๋ย่างพยักหน้า ยอมซ่อนอยู่ตรงนั้นแต่โดยดี นางรู้ดีว่ามาถึงที่นี่ได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายแล้ว อาศัยแค่นางเพียงลำพังอาจจะมาไม่ถึงเสียด้วยซ้ำ

          ตำแหน่งของค่ายเสบียงถูกเลือกสรรเป็นพิเศษ มันอยู่ทางด้านหลังของค่ายทหาร ด้านหลังพิงกับภูเขาหลินซาน ส่วนด้านหน้า ด้านซ้าย และด้านขวาล้วนถูกโอบล้อมด้วยกระโจมของเหล่าทหาร หากคิดจะมาที่นี่ต้องบุกเข้ามาในค่ายตรงๆ หรือไม่ก็ปีนข้ามภูเขาหลินซานมาเท่านั้น

          อีกฟากหนึ่งของภูเขาหลินซานคือหน้าผา ซ้ำด้านล่างยังมีแม่น้ำเชี่ยวกรากอีกสายหนึ่ง ไม่มีใครคิดว่าจะมีคนสามารถข้ามผ่านแม่น้ำแล้วยังปีนขึ้นมาบนหน้าผาสูงชันได้ แต่หรั่นอู๋ย่างซึ่งเห็นแผนภาพการเคลื่อนไหวของศัตรูกลับรู้ว่าชาวแคว้นเหลียงจะบุกมาทางหน้าผาเท่านั้น

          มาคิดๆ ดู ชาวแคว้นเหลียงคงเตรียมการลอบโจมตีมาตั้งแต่เมื่อหลายวันก่อน ก่อนอื่นก็ข้ามแม่น้ำ จากนั้นก็รอให้ฟ้ามืดแล้วค่อยปีนขึ้นมาบนหน้าผา แล้วข้ามภูเขาหลินซานมา ที่ระบบบอกว่าห้าลี้
น่าจะนับรวมความสูงของภูเขาหลินซานด้วย สามารถปีนขึ้นมาบนหน้าผาสูงชันเช่นนี้ได้ คนหลายร้อยคนที่แคว้นเหลียงส่งมาในครั้งนี้ต้องเป็นยอดฝีมือในหมู่ยอดฝีมือแน่!

          หรั่นอู๋ย่างหัวใจเต้นแรง ในใจรู้สึกตึงเครียดเหมือนกำลังจะเกิดพายุ แต่ค่ายทหารตรงหน้ากลับยังคงสงบเงียบ เหล่าทหารเดินตรวจตราไปรอบๆ อย่างเป็นระเบียบ ไม่มีอะไรผิดปกติสักนิด ทุกสิ่งทุกอย่างเงียบราวกับว่าการลอบโจมตีอะไรนั่นเป็นแค่เรื่องที่นางจินตนาการขึ้นมาเอง

          หรั่นอู๋ย่างร้อนใจแต่ก็ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร นางหันไปมองอวิ๋นถิงซึ่งอยู่ด้านข้าง แต่แล้วกลับพบว่าเขากำลังจ้องภูเขาหลินซานซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามด้วยสีหน้าเคร่งเครียด หรั่นอู๋ย่างถามเสียงเบา“พี่อวิ๋นถิง ท่านกำลังมองอะไรหรือ?”

7.เกิดอะไรขึ้นกันแน่

          อวิ๋นถิงไม่ได้ตอบคำถามของนางทันที ผ่านไปครู่ใหญ่เขาถึงได้ตอบเสียงเรียบ “ชาวเหลียงคิดจะลอบโจมตีค่ายเสบียง”

          หรั่นอู๋ย่างเบิกตากว้าง เส้นขนทั่วร่างลุกชัน! นางมองอวิ๋นถิงด้วยสีหน้าตื่นตะลึงเหมือนกำลังมองสัตว์ประหลาด ปากถามโพล่งออกไปว่า “ท่านรู้ได้อย่างไร!”

          ไม่ผิดจากที่คาด เสี่ยวย่างตกใจว่าเขารู้ได้อย่างไรว่าจะมีศัตรูมาลอบโจมตี ไม่ใช่ตกใจเรื่องลอบโจมตี นี่หมายความว่าเสี่ยวย่างรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าคืนนี้ชาวเหลียงจะมาลอบโจมตี หลังจากสะดุ้งตื่นเพราะฝันร้าย นางก็ตั้งใจมาที่นี่ ทั้งหมดคงเป็นเพราะเหตุนี้สินะ

          แต่เด็กสาวเช่นนางรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร? นางไปเจอใครหรือไปรู้เรื่องอะไรมาระหว่างที่ออกไปข้างนอกเมื่อตอนบ่ายอย่างนั้นหรือ แล้วทำไมเสี่ยวย่างไม่บอกเขา อวิ๋นถิงแน่ใจมากว่าในใจของเสี่ยวย่างเขาเป็นคนที่นางเชื่อใจมากที่สุด อะไรคือเหตุผลที่ทำให้นางปิดบังเขา

          ด้วยนิสัยของเสี่ยวย่าง การที่นางตัดสินใจเช่นนี้คงเป็นเพราะกลัวว่าหากพูดออกมาอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของตัวนางเองหรืออาจรวมไปถึงความปลอดภัยของเขาด้วย เสี่ยวย่างถึงได้เลือกที่จะปิดบัง

          หรืออาจมีคนบังคับเสี่ยวย่าง! ความคิดนี้ผุดขึ้นในใจ จู่ๆคลื่นพลังที่แผ่ออกมาจากร่างของอวิ๋นถิงก็เปลี่ยนแปลงไป สีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม แววอำมหิตปรากฏขึ้นในดวงตาสีดำสนิท ท่าทางสุภาพอ่อนโยนเยี่ยงสุภาพบุรุษเลือนหายไปโดยสิ้นเชิง

          เสี่ยวเฉินสัมผัสถึงคลื่นพลังรุนแรงที่ก่อตัวขึ้นในชั่วพริบตาได้ทันที แต่หรั่นอู๋ย่างกลับไม่รู้เลยว่าคำพูดเพียงประโยคเดียวของนางเปิดเผยเรื่องราวต่างๆ ออกไปมากสักเท่าไหร่ นางยังคงประหลาดใจว่าพี่อวิ๋นถิงรู้ได้อย่างไรเรื่องคืนนี้จะมีศัตรูมาลอบโจมตี ดังนั้นจึงคว้าแขนเสื้อของเขาเอาไว้พลางเซ้าซี้ถาม “พี่อวิ๋นถิงบอกข้ามาเร็ว ท่านรู้ได้อย่างไรว่าคืนนี้ชาวเหลียงจะมาลอบโจมตี”

          อวิ๋นถิงก้มหน้าลงมองดวงตาที่เปล่งประกายสุกใส ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น ไม่มีวี่แววหมองคล้ำหรือเคร่งเครียดแม้แต่น้อย ดูไม่เหมือนคนที่ถูกบีบบังคับเลยสักนิด อวิ๋นถิงค่อยสบายใจขึ้น เสี่ยวย่างไม่ยอมพูดก็ไม่เป็นไร สักวันเขาต้องรู้ให้ได้ ถึงอย่างไรสิ่งที่เขามีมากที่สุดก็คือความอดทน

          อวิ๋นถิงหันไปมองป่าฝั่งตรงข้ามพลางฉวยโอกาสกลบเกลื่อนแววเยียบเย็นน่าหวาดหวั่นในดวงตา “แมลงที่พบเห็นได้บ่อยที่สุดแถบด่านหลินซานคือหิ่งห้อย ช่วงเดือนห้าเดือนหกจะมีหิ่งห้อยเต็มภูเขาไปหมด ถึงตอนนี้จะเป็นปลายเดือนสาม แต่ตอนกลางคืนก็น่าจะเห็นหิ่งห้อยบ้าง แต่ตอนนี้ เจ้าดูป่าฝั่งตรงข้ามนั่นสิ”

          หรั่นอู๋ย่างหันไปมองตามสายตาของเขา ป่าฝั่งตรงข้ามมืดสนิท ไม่มีอะไรสักอย่าง ไม่เพียงแต่มองไม่เห็นหิ่งห้อยแม้กระทั่งเสียงแมลงก็ยังไม่ได้ยิน ก่อนหน้านี้ตอนที่มองป่าฝั่งตรงข้ามนางก็รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างผิดปกติ แต่ก็บอกไม่ถูกว่าผิดปกติตรงไหน ที่แท้ก็เงียบเกินไป เงียบจนน่าประหลาดใจนี่เอง

          หรั่นอู๋ย่างคิดๆ แล้วก็ยังไม่ค่อยเข้าใจอยู่ดี “ท่านแน่ใจได้อย่างไรว่าเป็นชาวแคว้นเหลียง?”

          คำว่า ‘ชาวแคว้นเหลียง’ ทำให้นิ้วของอวิ๋นถิงสั่นเล็กน้อยเขาค่อยๆ กำมือช้าๆ ก่อนจะอธิบายเสียงเรียบเหมือนเคย “ชาวแคว้นเหลียงเชี่ยวชาญการล่าสัตว์ ไม่ว่าจะอยู่ในทุ่งหญ้าหรืออยู่ในป่าพวกเขาก็เป็นพรานที่เก่งกาจที่สุด ในป่ามีงู แมลง หนู และมดจำนวนมาก ชาวเหลียงมียาไล่แมลงชนิดหนึ่งที่มีประสิทธิภาพในการไล่ยุงและแมลงได้อย่างยอดเยี่ยม แต่ยาไล่แมลงทั่วไปล้วนไม่สามารถไล่แมลงได้ทั้งป่าเช่นนี้ ยกเว้นแต่ยาไล่แมลงที่มีใช้เฉพาะในกองทัพเท่านั้น”

          หรั่นอู๋ย่างยกมือขึ้นเท้าคางพลางมองดูใบหน้าหล่อเหลาราวจะทำให้ฟ้าดินเปลี่ยนสี สุริยันจันทราอับแสงของชายหนุ่มตรงหน้าด้วยดวงตาเปล่งประกายระยิบระยับ สีหน้าเต็มไปด้วยความชื่นชมบูชา
“พี่อวิ๋นถิงเก่งมากเลย เรื่องอะไรท่านก็รู้!”

          “.....” เสี่ยวเฉินรู้สึกปวดใจ คนที่ค้นพบศัตรูที่มาลอบโจมตีเป็นคนแรก ซ้ำยังแสดงแผนภาพการเคลื่อนไหวของศัตรูให้โฮสต์ดูไม่ใช่เขาหรอกหรือ ทำไมถึงกลายเป็นอวิ๋นถิงเก่งไปได้ล่ะ ไม่ใช่ควรพูดว่าเสี่ยวเฉินเก่งที่สุดอย่างนั้นรึ?!

          โมโหจนอยากจะร้องไห้ แผงวงจรจะระเบิดอยู่แล้ว!

          แต่หรั่นอู๋ย่างไม่รับรู้ถึงความรู้สึกโศกเศร้าแกมโมโหของเสี่ยวเฉินสักนิด เพราะนางกำลังคิดอยู่ว่าควรทำอย่างไรต่อ ตั้งแต่แรกนางกับอวิ๋นถิงก็ไม่ได้มาเข้าร่วมกับกองทัพเพื่อปกป้องชาติบ้านเมือง แต่สงครามครั้งนี้ยืดเยื้อมาถึง 4 – 5 ปี ทั่วทุกหนแห่งล้วนเต็มไปด้วยผู้ลี้ภัย ต้นข้าวในนายังไม่ถึงฤดูเก็บเกี่ยวก็ถูกผู้อื่นเก็บเกี่ยวไปเสียก่อน พวกเขาแทบจะหาอาหารไม่ได้ ซ้ำยังมีคนบุกรุกเข้ามาแย่งชิงข้าวของในบ้านบ่อยๆ พวกเขาเคยคิดจะหนีไปทางเมืองหลวง แต่เพราะมีผู้ลี้ภัยจำนวนมาก ราชสำนักจึงปิดประตูเมืองใหญ่อย่างอวิ้นเฉิง เฟิ่งอู๋ รั่วสุ่ย ฯลฯ ไปหมด พวกเขาไม่มีทางเล็ดลอดเข้าไปได้

          ความจำเป็นบีบบังคับให้พวกเขาจำต้องเข้าร่วมกับกองทัพเพื่อให้มีอาหารกินอิ่มท้อง นางอยู่ในค่ายทหารมากว่าครึ่งปีย่อมมีความผูกพันอยู่บ้าง ซ้ำจะว่าไป เสบียงอาหารยังมีส่วนเกี่ยวพันถึงอนาคตของนางว่าจะต้องทนหิวหรือไม่! ดังนั้น ไม่ว่าอย่างไรก็จะปล่อยให้ชาวแคว้นเหลียงลอบโจมตีสำเร็จไม่ได้เด็ดขาด

          เรื่องนี้สำคัญมาก อาศัยแค่นางกับพี่อวิ๋นถิงย่อมไม่อาจขัดขวางไม่ให้ชาวแคว้นเหลียงลอบโจมตีค่ายเสบียงได้ หรั่นอู๋ย่างขยับเข้าไปใกล้อวิ๋นถิงพลางเอ่ยถามเสียงเบา “พี่อวิ๋นถิง เราควรไปส่งข่าวให้
แม่ทัพใหญ่หรือไม่?”

          อวิ๋นถิงนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหน้า “กระโจมของแม่ทัพใหญ่อยู่ห่างจากที่นี่มาก ต่อให้เราไปส่งข่าวตอนนี้ก็ไม่ทันอยู่ดี ซ้ำระหว่างทางยังอาจเจอกับทหารที่เดินลาดตระเวนอีก กว่าจะรอให้พวกเขาสอบสวนแล้วรายงานขึ้นไปทีละขั้น เสบียงก็คงถูกเผาวอดวายไปหมดแล้ว”

          พี่อวิ๋นถิงพูดถูก ทหารเล็กๆ อย่างพวกเขาคิดจะพบแม่ทัพใหญ่ย่อมเป็นเรื่องยาก ถึงตอนนั้น หากส่งข่าวเรื่องศัตรูลอบโจมตีไม่ทันแล้วถูกสืบสาวเอาเรื่องขึ้นมา พวกเขาไม่เพียงแต่ไม่มีความชอบแต่ยังจะมีความผิดอีกด้วย!

          หรั่นอู๋ย่างยืดคอมองค่ายเสบียงที่อยู่ห่างไปไม่ไกลนักพลางเอ่ยถาม “ถ้าอย่างนั้นเราก็ไปบอกแม่ทัพที่คุมค่ายเสบียง ให้เขาระวังตัวมากขึ้นดีหรือไม่?”

          อวิ๋นถิงเลิกคิ้วขึ้นพลางใช้ปลายนิ้วจิ้มหน้าผากของนางทีหนึ่ง “แม่ทัพที่คุมค่ายเสบียงคือแม่ทัพโย่วจงหลาง—เฮ่อหง คนผู้นี้องอาจห้าวหาญในการรบแต่โง่เขลาเบาปัญญา ซ้ำยังมั่นใจในตัวเองมากเกินไป หากจู่ๆ ทหารเล็กๆ ระดับล่างสุดอย่างเราไปส่งข่าวแบบไม่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ เป็นไปได้มากว่าเราจะถูกจับตัวไปสอบสวนแล้วก็คุมขังเอาไว้ คราวนี้ถ้าชาวเหลียงบุกมา ท่ามกลางความวุ่นวายที่เกิดขึ้นคงไม่มีใครจำได้เสียด้วยซ้ำว่าเราถูกขังอยู่ ถ้าบังเอิญเกิดไฟไหม้ขึ้นมา เราหนีไปไหนไม่ได้ สุดท้ายก็คงถูกไฟคลอกตายทั้งเป็น”

          หรั่นอู๋ย่างสูดหายใจด้วยความตื่นตระหนก นางขยับเข้าไปใกล้อวิ๋นถิงอีกนิด มองเขาตาปริบๆ “ถ้าอย่างนั้นเราควรทำอย่างไร?”

          แววตาแบบลูกสุนัขนี่หมายความว่าอย่างไร? อวิ๋นถิงหัวเราะเบาๆ ลูบศีรษะของนางพลางยิ้ม “กลับไปที่กระโจม ปลุกทุกคนให้ตื่นก่อนค่อยว่ากัน”

          “ตกลง” หรั่นอู๋ย่างพยักหน้าแรงๆ ก่อนจะส่งยิ้มกลับไปให้เขา พี่อวิ๋นถิงฉลาดขนาดนี้ต้องมีหนทางแน่ ครึ่งปีมานี้แคว้นอวี๋กับแคว้นเหลียงเคยปะทะกันหลายครั้ง ทหารหมู่เล็กๆ ของพวกเรามีชีวิตอยู่รอดปลอดภัยมาได้ก็เพราะการนำพาของพี่อวิ๋นถิง ไม่เช่นนั้นเด็กหนุ่มที่อายุยังไม่บรรลุนิติภาวะ ซ้ำยังมีรูปร่างผอมบางเช่นเขาจะเป็นหัวหน้าหมู่ได้อย่างไร ทั้งหมดนี้เป็นเพราะพี่อวิ๋นถิงฉลาดถึงทำให้คนอื่นๆ ยอมรับนับถือ

          เห็นโฮสต์วิ่งตามอวิ๋นถิงกลับไปที่กระโจมอย่างกระตือรือร้นในที่สุดเสี่ยวเฉินก็ตระหนักว่า ศัตรูตัวฉกาจที่สุดของเขาไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นบุรุษที่มีนามว่าอวิ๋นถิงนี่เอง!

 

            ทั้งสองออกไปเงียบๆ แล้วก็กลับเข้ามาเงียบๆ

          ทั้งคู่สบตากันแวบหนึ่งก่อนจะแยกย้ายกันไปปลุกเหล่าสหายร่วมรบที่กำลังหลับสนิทให้ตื่นขึ้นมา ทหารในภาวะสงครามแม้จะหลับสนิทแต่ก็คอยระมัดระวังตัวอยู่เสมอ เพียงมือของหรั่นอู๋ย่างแตะโดนร่าง พวกเขาก็สะดุ้งตื่นทันที

          แน่นอน มีบางคนที่เป็นข้อยกเว้น

          “สือโถว ตื่นเร็ว” หรั่นอู๋ย่างเขย่าตัวสืออวี้แรงๆ แต่คนบนเตียงก็ไม่ขยับเขยื้อน แม้กระทั่งเสียงกรนก็ไม่ขาดตอนสักนิด เรียกได้ว่าหลับสนิทมากๆ หรั่นอู๋ย่างคันมือขึ้นมา นางจึงยื่นมือทั้งสองไปที่แก้มของสืออวี้แล้วเริ่มดึงทึ้งเหมือนกำลังนวดแป้ง ในที่สุดก็ก่อกวนจนสืออวี้ยอมตื่นจนได้

          “ดึกๆ ดื่นๆ ไม่หลับไม่นอน ทำอะไรน่ะ?” เด็กหนุ่มปัดมือหรั่นอู๋ย่างด้วยความหงุดหงิด พลิกตัวไปทางอื่นแล้วเตรียมนอนต่อ

          สือเฟิงทนดูไม่ไหว เขาเอื้อมมือไปตบหัวเสี่ยวสือโถวอย่างแรงพลางตะคอก “อย่ามัวพูดจาไร้สาระ รีบลุกขึ้นมาเร็ว”

          แรงของสือเฟิงย่อมไม่ใช่หรั่นอู๋ย่างจะสามารถเทียบได้ เพียงฝ่ามือเดียว กระหม่อมของสืออวี้ก็แทบจะบวมปูด เขาลุกพรวดขึ้นมาพร้อมสีหน้าเจ็บปวด แต่ยังไม่ทันได้ร้องโวยวายก็สังเกตเห็นเสียก่อนว่าในกระโจมมีอะไรบางอย่างผิดปกติ

8.อย่าก่อเรื่อง

          รอบด้านยังคงมืดสนิท เห็นได้ชัดว่ายังไม่ถึงเวลาฝึก แต่เหล่าสหายร่วมรบที่ควรจะหลับสนิทกลับนั่งตัวตรงอยู่บนเตียงของตัวเองเหมือนเสาไม้ ซ้ำแต่ละคนยังนั่งเฉยๆ ไม่พูดไม่จา ดูน่ากลัวอย่างบอกไม่ถูก! สืออวี้ลูบขนแขนที่ลุกชันของตัวเองพลางรีบขยับไปอยู่ด้านหลังของสือเฟิงด้วยความงุนงง “พี่ เกิดอะไรขึ้นหรือ?”

          นี่ไม่ใช่ข้อสงสัยของสืออวี้เพียงคนเดียว แต่ยังเป็นข้อสงสัยในใจของทุกคนที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาด้วย ที่แท้เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมต้องปลุกพวกเขาขึ้นมากลางดึก?

          อวิ๋นถิงไม่ปล่อยให้พวกเขารอนาน พอเห็นทุกคนตื่นชายหนุ่มก็เริ่มอธิบายเสียงเบา “เสี่ยวย่างฝันร้าย ข้าเลยออกไปเดินเล่นเป็นเพื่อน แต่พอเดินไปถึงค่ายเสบียง ข้ากลับพบว่ามีอะไรบางอย่าง
ผิดปกติ คืนนี้อาจจะเกิดเรื่องบางอย่างขึ้น พวกเจ้าควรเตรียมตัวเอาไว้ก่อน”

          ทั้งหมดล้วนเป็นคนที่ดิ้นรนเอาชีวิตรอดท่ามกลางสงครามแม้อวิ๋นถิงจะพูดอ้อมๆ แต่ทุกคนก็เข้าใจความหมายในคำพูดของเขา คืนนี้ต้องเกิดเรื่องขึ้นแน่! แม้คนในกระโจมของพวกเขาจะมีนิสัยแตกต่างกัน แต่ก็มีข้อหนึ่งที่เหมือนกัน นั่นคือทุกคนต่างก็รักชีวิต

          นอกจากอวิ๋นถิง สือเฟิงเป็นผู้นำอีกคนในกระโจมแห่งนี้ แต่เขารู้มาตลอดว่าตัวเองมีสติปัญญาด้อยกว่าอวิ๋นถิง ดังนั้นหากมีอะไรไม่เข้าใจเขาก็มักจะถามตรงๆ โดยไม่กลัวขายหน้าเสมอ เหมือนอย่างตอนนี้เขาก็ถามตรงๆ ว่า “อวิ๋นถิง ตอนนี้เราควรทำอย่างไร?”

          อวิ๋นถิงตอบเสียงเรียบเพียงคำเดียว “รอ”

          ทุกคนหันไปมองหน้ากัน แต่ก็ไม่มีใครคัดค้าน ท่าทางหนักแน่นมั่นคงเหมือนมีแผนการอยู่ในใจแล้วของอวิ๋นถิงทำให้พวกเขารู้สึกเชื่อมั่นและสบายใจขึ้นหลายส่วน

          อวิ๋นถิงหัวเราะเบาๆ ก่อนจะอธิบายว่า “ภูเขาหลินซานมีภูมิประเทศสูงชัน คนที่สามารถปีนข้ามมาได้มีไม่มากนัก พวกเขาจะต้องเป็นยอดฝีมือของแคว้นเหลียง อย่างมากก็มีจำนวนไม่เกินสามร้อย คิดจะอาศัยคนสามร้อยคนทำลายเสบียงในกองทัพของเราย่อมเป็นไปไม่ได้ ดังนั้น...”

          “ส่งเสียงทางตะวันออก บุกโจมตีทางตะวันตก!” ปกติอวิ๋นถิงมักจะสอนพิชัยสงครามให้หรั่นอู๋ย่างอยู่บ่อยๆ ทั้งตั้งใจบ้างไม่ตั้งใจบ้าง เพียงพริบตาคำสี่คำนี้ก็ปรากฏขึ้นในสมอง นางจึงรีบตอบทันที “คืนนี้ทัพหลังของแคว้นเหลียงจะต้องท้าทายกองทัพของเราที่อื่นเพื่อสร้างความวุ่นวาย จากนั้น กลุ่มยอดฝีมือที่แฝงตัวอยู่ที่ตีนเขาก็จะฉวยโอกาสบุกโจมตีค่ายเสบียงโดยไม่ให้เรามีโอกาสตั้งตัว!”

          หรั่นอู๋ย่างพูดจบก็จ้องไปทางที่อวิ๋นถิงยืนอยู่ไม่วางตา แม้รอบด้านจะมืดสนิท มองเห็นอะไรไม่ชัด แต่นางก็สัมผัสได้ว่าพี่อวิ๋นถิงกำลังส่งยิ้มชื่นชมมาให้นาง

          หรั่นอู๋ย่างปลื้มใจมาก แต่เสี่ยวเฉินกลับยิ่งรู้สึกถึงอันตรายอวิ๋นถิงแย่งหน้าที่อบรมสั่งสอนโฮสต์จากเขาไป เขาจะทนได้อย่างไร!

          อวิ๋นถิงกำลังยิ้มอยู่จริงๆ เขาเอื้อมมือไปลูบผมนุ่มๆ ของใครบางคนอย่างอดใจไม่ไหวพลางหัวเราะเบาๆ “ใช่ อีกเดี๋ยวในค่ายก็จะเต็มไปด้วยความวุ่นวาย ดังนั้น ก่อนหน้านั้น เราจะต้องหาทางวางเพลิงค่ายเสบียงก่อน?”

          “วางเพลิง?” คำพูดของอวิ๋นถิงทำให้ทุกคนตะลึงงัน นั่นมันค่ายเสบียงนะ ศัตรูยังไม่ทันวางเพลิง พวกเขาก็เป็นฝ่ายไปวางเพลิงเองอย่างนั้นรึ! ถ้าเสบียงถูกเผาจะทำอย่างไร?

          อวิ๋นถิงไม่รู้สึกว่าตัวเองพูดอะไรที่คาดไม่ถึงออกไปสักนิดเขากล่าวเสียงเรียบ “ศัตรูสร้างสถานการณ์ก่อความวุ่นวายเพราะต้องการล่อกำลังทหารส่วนใหญ่ของเราไปทางอื่นแล้วปล่อยให้แนวหลังว่างเปล่า ถ้าเราฉวยโอกาสวางเพลิงในช่วงเวลาที่เหมาะสมก็จะดึงกำลังทหารกลับมาได้ ถึงตอนนั้น คนแค่ไม่กี่ร้อยคนย่อมทำอะไรไม่ได้”

          พูดมีเหตุผล แต่ค่ายเสบียงคุ้มกันแน่นหนา คนทั่วไปจะเข้าใกล้ยังยาก แล้วจะวางเพลิงได้อย่างไร?

          กระโจมขนาดไม่ใหญ่จมลงสู่ความเงียบอีกครั้ง แต่ไม่นานนัก เสียงหนักแน่นมั่นคงเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น “พี่อวิ๋นถิง ให้ข้าไปวางเพลิงเถอะ”

          ทุกคนหันไปมองตามเสียงก็เห็นเงาร่างผอมบางร่างหนึ่งกำลังนั่งตัวตรง ดวงตาสุกใสทั้งคู่แม้จะอยู่ในกระโจมอันมืดมิดก็ยังคงเปล่งประกายเจิดจ้าสะดุดตา

          สืออวี้ซึ่งเพิ่งตั้งสติได้รีบเสนอว่า “ข้าไปด้วย ข้าจุดไฟเร็วไปกันสองคนจะได้ดูแลกันและกัน ถ้าเกิดอะไรขึ้นก็ยังมีอีกคนกลับมาส่งข่าว”

          แม้ทุกคนต่างก็อยากมีชีวิตรอด แต่คนส่วนใหญ่ก็ไม่อาจกระทำเรื่องที่น่าอับอายอย่างการปล่อยให้เด็กที่ยังไม่โตเต็มที่สองคนไปวางเพลิง ส่วนตัวเองหลบอยู่ในกระโจม หวังจ้านซึ่งมีรูปร่างใกล้เคียงกับสือเฟิงแต่อายุน้อยกว่าหลายปีตบบ่าอาม่อซึ่งหนีมาจากบ้านเกิดพร้อมกับเขาพลางเอ่ยว่า “ให้เราสองพี่น้องไปเถอะ พวกเจ้าสองคนอายุน้อยเกินไป ทั้งผอมทั้งอ่อนแอ วิ่งก็คงไม่เร็วนักหรอก”

          อาม่อเป็นเด็กหนุ่มร่างผอมบาง ซ้ำยังไม่ค่อยพูดไม่ค่อยจา ได้ยินหวังจ้านพูดเช่นนี้ ถึงไม่ได้กล่าวอะไรแต่เขาก็พยักหน้าด้วยท่าทางจริงจัง

          ถูกผู้อื่นดูแคลนเช่นนี้ สืออวี้ย่อมไม่พอใจ เขาหันไปแยกเขี้ยวใส่หวังจ้าน “เจ้าสิวิ่งไม่เร็ว ข้าวิ่งเร็วกว่าพวกเจ้าสองคนเสียอีก!”

          “อย่าก่อเรื่อง!”

          สืออวี้ถูกกดไว้ใต้ฝ่ามือของพี่ชาย หรั่นอู๋ย่างหันมามองเขาด้วยสายตาที่เหมือนกำลังมองคนปัญญาอ่อน หลังจากลังเลอยู่นาน ในที่สุดก็ตัดสินใจว่าจะพาอีกฝ่ายไปด้วย เพราะถึงอย่างไรสือโถวก็วิ่งเร็วกว่านางมาก ซ้ำยังจุดไฟเร็วกว่านางด้วย

          “พี่อวิ๋นถิง พี่สือ ข้าคิดว่าข้ากับสือโถวเป็นคนที่เหมาะสมที่สุด” หรั่นอู๋ย่างรีบกล่าวต่อโดยไม่รอให้ทั้งคู่คัดค้าน “พวกท่านฟังข้าพูดให้จบก่อน เราสองคนตัวเล็ก วิ่งเร็ว ซ้ำข้ายังรู้ทางลัดที่จะไปค่ายเสบียง ถ้าเราสองคนลอบเข้าไปคงไม่ถูกสังเกตเห็นได้ง่ายนัก ยิ่งไปกว่านั้น พอเกิดความวุ่นวายหัวหน้ากองก็ต้องมาตรวจนับจำนวนคน เราสองคนไม่ค่อยสะดุดตา เขาอาจไม่ทันสังเกต แต่หากเปลี่ยนเป็นหวังจ้านกับอาม่อ หัวหน้ากองต้องสังเกตเห็นทันทีว่ากระโจมของเรามีคนหายไป ดังนั้น ข้ากับสือโถวจึงเป็นคนที่เหมาะสมที่สุด”

          “ติ๊ง ได้รับคะแนนจิตพิสัยจากสืออวี้ 20 แต้ม”

          “ติ๊ง ได้รับคะแนนจิตพิสัยจากหวังจ้าน 10 แต้ม”

          “ติ๊ง ได้รับคะแนนจิตพิสัยจากอาม่อ 10 แต้ม”

          “ติ๊ง.....”

          หรั่นอู๋ย่างยังพูดไม่ทันจบ เสียงเตือนที่ดังขึ้นในสมองอย่างต่อเนื่องก็ทำให้นางถึงกับมึนงงไปชั่วขณะ “โปรแกรมเทพธิดา A3297 นี่มันหมายความว่าอย่างไร?”

          จุ๊ โฮสต์คนนี้ทำไมถึงชอบเรียกชื่อเต็มของเขานักนะ! ไม่เป็นกันเองเลยสักนิด เสี่ยวเฉินไม่พอใจมาก น้ำเสียงจึงไม่ค่อยดีตามไปด้วย “คนที่กล้าหาญมักจะมีเสน่ห์น่าหลงใหล แน่นอน มีหลายครั้งที่การเชื่อมั่นในตนเองอย่างไม่ลืมหูลืมตาคือความโง่เขลา”

          หรั่นอู๋ย่าง “คำพูดประโยคหลังนั่นไม่ต้องพูดก็ได้”

          เสี่ยวเฉินแค่นหัวเราะเสียงเย็น “ขอโทษด้วย ความซื่อตรงเป็นหนึ่งในคุณสมบัติที่โดดเด่นที่สุดของผม”

          “.....” ระบบคิดว่านางเป็นพวกปัญญาอ่อนเหมือนกับสือโถวอย่างนั้นหรือ?

          ระหว่างที่หรั่นอู๋ย่างกำลังงัดข้อกับเสี่ยวเฉินในใจ อวิ๋นถิงกำลังลำบากใจอย่างมาก เขาอยากปฏิเสธข้อเสนอของเสี่ยวย่างอย่างเด็ดขาด เขาไม่อยากให้นางไปไกลจากสายตาเขา เขากลัวนางจะได้รับอันตราย เขาอยากปกป้องนางเอาไว้ใต้ปีก เขาอยากให้นางมีชีวิตที่ราบรื่นปลอดภัย เขามีสิ่งที่ต้องการมากมายแต่ก็รู้ว่าเป็นไปไม่ได้

          ในกลียุคเช่นยามนี้ แม้จะพยายามปกป้องนางสุดความสามารถ แต่ก็มีหลายครั้งที่เขาไม่อาจทำอะไรได้ ถ้าวันไหนเขาตายไป ปกป้องนางไม่ได้ เสี่ยวย่างจะทำอย่างไร?

          เขารู้มาตั้งแต่เด็กแล้วว่า มีแต่ทำให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้นถึงจะมีชีวิตที่ยืนยาวได้อย่างแท้จริง บางครั้งอวิ๋นถิงก็ดีใจที่ตัวเองมีสติมากพอ แต่บางครั้งก็เจ็บใจที่ตัวเองมีสติมากเกินไป เขาหลับตาลงช้าๆ ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงได้ตอบออกมาเสียงแข็งว่า “ตกลง”

          เดิมสือเฟิงก็ลังเลอยู่ แต่พอได้ยินว่าอวิ๋นถิงตกลงเขาก็พยักหน้าบ้าง อวิ๋นถิงประคบประหงมหรั่นอู๋ย่างมากแค่ไหนสือเฟิงย่อมเห็นอยู่กับตา ในเมื่อฝ่ายนั้นยอมให้หรั่นอู๋ย่างไปเสี่ยงอันตรายย่อมหมายความว่ามีแผนการที่รัดกุมไร้ช่องโหว่ ถ้าอย่างนั้นต่อให้เด็กสองคนนี้ไปเจอเรื่องอะไรเข้า สุดท้ายก็ต้องปลอดภัยกลับมาแน่นอน

          ทุกคนในกระโจมต่างก็มีความเชื่อมั่นในตัวอวิ๋นถิง พอได้ยินว่าเขารับปากก็ไม่มีใครคัดค้านอีก

          เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้งอวิ๋นถิงก็ควบคุมอารมณ์ได้แล้ว เขาเรียกทั้งสองมาตรงหน้าพลางกำชับอย่างละเอียด “เสี่ยวย่าง เสี่ยวสือโถว พวกเจ้าฟังให้ดี ตำแหน่งที่วางเพลิงต้องเลือกบริเวณที่ใกล้กับเชิงเขาทางตะวันตกเฉียงใต้ ตรงนั้นเป็นสถานที่เก็บอาวุธ ต่อให้ควบคุมเพลิงไม่ได้ก็จะไม่ทำให้เสบียงอาหาร ชุดเครื่องแบบ ผ้าห่ม ฯลฯ ได้รับความเสียหาย พวกเจ้าจำไว้ว่าต้องรอให้เกิดเหตุวุ่นวายขึ้นก่อนค่อยวางเพลิง วางเพลิงเสร็จแล้วก็รีบหาที่ซ่อนตัว อย่าวิ่งสะเปะสะปะ”

          แววตาเข้มงวดของอวิ๋นถิงทำให้ทั้งคู่ยืดตัวตรงโดยไม่รู้ตัว พวกเขารีบพยักหน้า “อืม เรารู้แล้ว”

          ได้ยินทั้งสองรับปาก อวิ๋นถิงค่อยหันไปมองคนอื่นๆ แล้วพูดต่อ “ที่นี่ใกล้กับค่ายเสบียงมากที่สุด ถ้าค่ายเสบียงเกิดไฟไหม้นายกองต้องสั่งให้เราไปช่วยแน่ ถึงตอนนั้นเราก็วิ่งไปทางที่พวกเสี่ยวย่างอยู่ จะได้ช่วยดับไฟแล้วก็รับพวกเขากลับเข้ามาในกลุ่มจุดประสงค์ที่ชาวเหลียงบุกมาลอบโจมตีกลางดึกคือต้องการทำลายเสบียงอาหาร ถ้าเห็นเพลิงลุกไหม้ทางด้านนี้ พวกเขาต้องไม่มาทางด้านนี้อีกแน่ ถึงตอนนั้นเราแค่ดับไฟก็พอ”

9.ขอร้องฉันสิ

          ในฐานะทหารคนหนึ่ง การหนีทัพถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง แผนการของอวิ๋นถิงไม่เพียงแต่ช่วยปกป้องค่ายเสบียงแต่ยังช่วยให้พวกเขาไม่ต้องเผชิญหน้ากับยอดฝีมือของแคว้นเหลียงอีกด้วย นับว่าเป็นแผนการที่ดีที่สุด อวิ๋นถิงอธิบายอย่างละเอียดเพราะรู้ดีว่ามีแต่ผลประโยชน์ร่วมกันเท่านั้นถึงจะทำให้คนเหล่านี้ยอมเชื่อฟัง

          ไม่ผิดจากที่อวิ๋นถิงคาดเอาไว้ หลังจากฟังเขาอธิบายทุกคนก็พากันส่งเสียงสนับสนุน “แผนนี้ดี! ทำตามนี้เถิด”

          เสี่ยวเฉินเองก็รู้สึกว่าแผนการนี้ดีมาก โฮสต์จะไปทำภารกิจแต่อวิ๋นถิงไม่อยู่ นับว่าเป็นโอกาสดีที่หาได้ยาก เขาเริ่มโฆษณาตัวเองสุดความสามารถ “ค่าความแข็งแกร่งของโฮสต์ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน เพื่อความปลอดภัยของโฮสต์ และเพื่อให้สามารถปฏิบัติภารกิจได้สำเร็จลุล่วง คุณสามารถเลือกดื่มยาฟื้นฟูยีนขั้นต้นที่ระบบมอบให้ หลังจากดื่มแล้ว กำลังกาย สติปัญญา รวมทั้งความคล่องแคล่วว่องไวก็จะเพิ่มขึ้นมาก ถึงตอนนั้นคุณก็จะสามารถประกาศศักดาได้อย่างเต็มภาคภูมิ!”

          แต่ไม่ว่าเสี่ยวเฉินจะโฆษณาชวนเชื่อมากแค่ไหน หรั่นอู๋ย่างก็แสร้งทำเป็นหูหนวก ไม่ได้ยินอะไรสักอย่าง นางแค่จะแอบไปลอบวางเพลิงเท่านั้น ไม่ใช่จะไปเป็นวีรบุรุษกอบกู้แผ่นดิน จะประกาศศักดาไปทำไม! วันๆ เอาแต่เชิญชวนให้นางดื่มยาฟื้นฟูยีนซึ่งมีที่ไปที่มาไม่แน่ชัด ใครจะไปรู้ว่าดื่มแล้วจะถูกมันควบคุมหรือไม่

          อยู่ดีๆ ก็มาประจบเอาใจต้องมีลับลมคมในแน่! ฮึ คิดว่านางโง่รึไง!

          เสี่ยวเฉิน “.....” ไม่ไหวแล้ว เขากำลังจะบ้า ขอเวลาตั้งสติหน่อย!

          ทุกคนใช้เวลาปรึกษาหารือกันไปไม่น้อย ตอนนี้เป็นยามโฉ่ว*  ท้องฟ้ามืดสนิท เป็นช่วงเวลาที่ทุกคนกำลังหลับเป็นตาย หากชาวแคว้นเหลียงคิดจะลอบโจมตี ตอนนี้ย่อมเป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุด

          หรั่นอู๋ย่างเอาอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้ในการจุดไฟใส่ไว้ในห่อผ้าแล้วสะพายไว้บนหลัง จากนั้นก็หันไปตบบ่าสืออวี้พลางเอ่ย “ไป เราสองคนไปซุ่มอยู่แถวนั้นก่อน รอได้โอกาสเมื่อไหร่ค่อยวางเพลิง”

          สืออวี้พยักหน้า เขากุมดาบใหญ่ที่ไม่ค่อยคมสักเท่าไหร่เอาไว้ในมือ ตอบรับอย่างฮึกเหิม “ได้!”

          สือเฟิงตบศีรษะน้องชายทีหนึ่ง จากนั้นก็แย่งดาบใหญ่ในมือของอีกฝ่ายมาแล้วส่งมีดสั้นเล่มหนึ่งไปให้แทน “อย่าอวดเก่ง เชื่อฟังอู๋ย่างให้มากๆ”

          “รู้แล้วๆ” สืออวี้ไม่มีเวลามาสนใจความเจ็บปวดบนศีรษะ เขารีบคว้ามีดสั้นไปลูบคลำด้วยดวงตาเป็นประกาย นี่เป็นของรักของหวงของพี่ชายเขา ปกติไม่ยอมให้แตะเสียด้วยซ้ำ!

          อวิ๋นถิงเองก็เดินไปหาหรั่นอู๋ย่าง แต่ของที่เขาส่งให้นางกลับเป็นคันธนูกับลูกธนูสิบดอก “เสี่ยวย่าง ระวังตัวให้มาก ทำอะไรอย่าฝืนกำลัง รักษาชีวิตสำคัญที่สุด”

          หรั่นอู๋ย่างรับคันธนูกับลูกธนูไปพลางยิ้มกว้าง “พี่อวิ๋นถิง ถ้าสู้กันตรงๆ เราคงสู้ไม่ได้ แต่เราหลบได้นี่! วางใจเถอะ”

          สืออวี้เองก็ตบอกรับรองอย่างมั่นอกมั่นใจ “พี่อวิ๋นไม่ต้องกังวล ข้าจะดูแลอู๋ย่างเอง”

          “ไปได้แล้ว” หรั่นอู๋ย่างกลอกตาก่อนจะเอื้อมมือไปคว้าคอเสื้อของเสี่ยวสือโถว ไม่นานนัก เงาร่างที่คล่องแคล่วสองร่างก็ลับหายไปท่ามกลางความมืด

          อวิ๋นถิงจ้องตรงไปยังทิศทางที่หรั่นอู๋ย่างลับตาไป สีหน้าของเขาสงบนิ่ง แต่สองมือที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อกลับกำแน่น ไม่มีใครรู้ว่าเขาต้องพยายามควบคุมตัวเองมากแค่ไหนถึงสามารถบังคับตัวเองไม่ให้เรียกนางกลับมาในช่วงจังหวะสุดท้าย

          หรั่นอู๋ย่างกับเสี่ยวสือโถวซึ่งคิดว่าตัวเองกำลังจะไปทำงานใหญ่ต่างก็ตื่นเต้นมาก แม้กระทั่งเคลื่อนไหวก็คล่องแคล่วกว่าปกติมากหรั่นอู๋ย่างความจำดี ถึงอวิ๋นถิงจะเคยพานางเดินผ่านทางนี้แค่ครั้งเดียวนางก็จำได้อย่างแม่นยำ ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งก้านธูป นางจึงพาสืออวี้มาถึงเนินเล็กๆ ตรงข้ามกับค่ายเสบียง

          “ติ๊ง ได้รับคะแนนจิตพิสัยจากสืออวี้ 20 แต้ม”

          สิ้นเสียงเตือนของเสี่ยวเฉิน เสี่ยวสือโถวก็อุทานขึ้นว่า “อู๋ย่าง ร้ายกาจจริงๆ เจ้ามักจะหาทางลัดกับสถานที่มิดชิดแบบนี้ได้อยู่เรื่อยเลย!”

          “ฮะๆ” หรั่นอู๋ย่างยิ้มแห้ง แต่ไม่ได้อธิบายอะไรให้มากความ สตรีเช่นนางใช้ชีวิตอยู่ในกองทัพย่อมมีเรื่องไม่สะดวกมากมาย ไม่ว่าจะอาบน้ำหรือเข้าห้องน้ำก็ยุ่งยากกว่าคนอื่น นางจึงมักจะชอบค้นหาสถานที่มิดชิดเอาไว้หลบซ่อนตัว เพราะการทำเช่นนี้จะช่วยให้นางรู้สึกปลอดภัยมากขึ้น

          สืออวี้เป็นคนที่คิดน้อยยิ่งกว่าก้อนหิน เขาจึงไม่ทันสังเกตเห็นความผิดปกติที่ผุดขึ้นบนใบหน้าของหรั่นอู๋ย่างแวบหนึ่ง เขาหันไปมองรอบด้านด้วยสายตาระแวดระวังพลางเอ่ยถามว่า “ตอนนี้เราควร
ทำอะไร ทางไหนคือทิศตะวันตกเฉียงใต้?”

          “.....” ทำไมเจ้าหมอนี่ถึงไม่รู้แม้แต่ทิศ! หรั่นอู๋ย่างอดนึกสงสัยไม่ได้ว่าการพาสืออวี้มาด้วยเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดหรือไม่ นางตัดสินใจไม่สนใจเขา แอบยื่นหน้าออกไปสำรวจดูรอบๆ จากนั้นก็
พบว่าตำแหน่งทางตะวันตกเฉียงใต้ที่พี่อวิ๋นถิงพูดอยู่ทางด้านขวาของเนินนี่เอง ขอเพียงเคลื่อนไหวให้เร็วสักหน่อย ทหารที่ลาดตระเวนก็คงไม่ทันสังเกตเห็น

          สืออวี้รออยู่นานก็ไม่ได้รับคำตอบจากหรั่นอู๋ย่าง เขาจึงดึงแขนเสื้อหรั่นอู๋ย่างแรงๆ พลางเอ่ยอย่างร้อนใจ “คงไม่ใช่เจ้าก็ไม่รู้เหมือนกันหรอกนะ! แล้วเราจะทำอย่างไรกัน?”

          หรั่นอู๋ย่างถูกเขาดึงจนเกือบจะล้มหน้าคะมำ นางหันไปถลึงตาใส่สืออวี้พลางชี้ไปทางด้านขวาอย่างรำคาญ “ทางนั้น”

          สืออวี้กระตือรือร้นขึ้นมาทันที รีบชักมีดสั้นออกมาถือ “ไปเราลอบไปตรงนั้นกันเถอะ”

          มีดสั้นเล่มนี้เป็นมีดที่ดีมาก เพียงชักออกจากฝักก็บังเกิดประกายแสงสว่างจ้า ทำให้หรั่นอู๋ย่างถึงกับตาพร่า ในขณะเดียวกัน นางก็รู้สึกเหมือนมีสายฟ้าฟาดลงตรงกลางกระหม่อม ร่างทั้งร่างของตนสั่นระริก สมองปลอดโปร่ง นางคว้าแขนของสืออวี้เอาไว้แล้วดึงเขากลับมา “รอเดี๋ยว อย่าเพิ่งไป”

          สืออวี้หันมามองอย่างงุนงง “รออะไรหรือ?”

          หรั่นอู๋ย่างเองก็ไม่รู้ว่ารออะไร เพียงแค่รู้สึกว่าน่าจะคิดทบทวนอีกสักรอบเท่านั้น

          พี่อวิ๋นถิงไม่อยู่ข้างกาย นางจะต้องระวังตัวให้มากกว่าเดิม ถ้าเริ่มลงมือก็จะต้องรีบตรงไปที่ตีนเขาทางตะวันตกเฉียงใต้แล้วแอบซุ่มอยู่ตรงนั้น หากระหว่างทางมีความลังเลแม้เพียงเล็กน้อย อาจส่งผลให้เกิดเหตุไม่คาดฝันจนทำให้แผนการทั้งหมดพังก็เป็นได้

          ทันใดนั้นนางก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ แววหยั่งเชิงผุดขึ้นในดวงตาของหรั่นอู๋ย่างแวบหนึ่ง จากนั้นนางก็เอ่ยถามในสมองเสียงเบา “โปรแกรมเทพธิดา A3297 ตอนนี้ข้ามีคะแนนจิตพิสัยแล้ว จะให้ข้าดูแผนภาพการเคลื่อนไหวของศัตรูอีกครั้งได้หรือไม่?” พูดจบนางก็รีบเสริมขึ้นอีกประโยค “แค่อึดใจเดียวก็พอ! 30 แต้ม”

          นางจำได้แม่นว่า สองอึดใจคือ 60 แต้ม แต่นางไม่จำเป็นต้องดูถึงสองอึดใจ แค่อึดใจเดียวก็ประหยัดคะแนนจิตพิสัยไปครึ่งหนึ่งตอนนี้นางตระหนักแล้วว่าคะแนนจิตพิสัยมีประโยชน์ไม่น้อย คนประหยัดมัธยัสถ์เช่นนางย่อมต้องใช้สอยอย่างรอบคอบ

          เสี่ยวเฉินไม่อยากสนใจโฮสต์สักนิด แต่เห็นท่าทางขี้งกเขาก็อดประชดไม่ได้ “แทนที่จะมานั่งงกคะแนนเล็กๆ น้อยๆ  ไม่สู้หาทางพัฒนาความสามารถของตัวเองแล้วเก็บคะแนนให้มากขึ้นจะดีกว่า”

          หรั่นอู๋ย่างเบ้ปาก การหาเงินกับประหยัดเงินขัดแย้งกันอย่างนั้นหรือ ไม่ขัดแย้งกันสักนิด!

          นางไม่สนใจคำพูดของเสี่ยวเฉิน แต่ก็ฉลาดพอที่จะไม่พูดออกมา ภายนอกยังกล่าวด้วยน้ำเสียงสุภาพว่า “รบกวนเจ้าช่วยแสดงแผนภาพการเคลื่อนไหวของศัตรูให้ข้าดูด้วย”

          อย่าคิดว่าคุณไม่พูด ผมก็จะไม่รู้ว่าคุณแอบด่าผมอยู่หรอกนะ! เสี่ยวเฉินขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน แต่ในฐานะระบบซึ่งมีหน้าที่ช่วยเหลือและพัฒนาความสามารถของโฮสต์ เขาไม่สามารถมองข้ามคำขอของโฮสต์ได้ ต่อให้ไม่พอใจมากแค่ไหนก็จำต้องทำตาม “ติ๊ง หักคะแนนจิตพิสัย 30 แต้ม แสดงแผนภาพการเคลื่อนไหวของศัตรู”

          จอภาพขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นตรงหน้าอีกครั้ง ครั้งนี้หรั่นอู๋ย่างควบคุมสติได้ดีขึ้นมาก นางรีบจดจำแผนภาพทั้งหมดอย่างรวดเร็วสุดท้ายหรั่นอู๋ย่างยังมีเวลาเหลือพอจะมาพูดคุยกับเสี่ยวเฉินอีกด้วย “โปรแกรมเทพธิดา A3297 เจ้าจะแสดงแผนภาพการเคลื่อนไหวของกองทัพศัตรูทั้งหมดได้หรือไม่?” ถ้าทำได้ก็ยอดไปเลย แบบนี้นางก็จะได้ล่วงรู้ทุกการเคลื่อนไหวของศัตรูแล้ว!

          เสี่ยวเฉินแค่นเสียงเย็นก่อนจะตอบว่า “ทำได้สิ แต่การแสดงแผนภาพขนาดใหญ่ต้องหักคะแนนจิตพิสัย 1,000 แต้ม”

          “.....” 1,000 แต้ม ทำไมเจ้าไม่ไปปล้นเสียเลยล่ะ!

          อย่างนี้ไม่ถูกสิ แผนภาพขนาดเล็กใช้ 30 แต้ม แต่แผนภาพขนาดใหญ่ 1,000 แต้ม! จะหักเท่าไหร่ก็แล้วแต่เสี่ยวเฉินพูด! ถ้าตอนแรกนางไม่ได้มีคะแนนจิตพิสัย 60 แต้มแต่มี 200 แต้ม เสี่ยวเฉินก็คงจะพูดว่าการแสดงแผนภาพขนาดเล็กต้องหักครั้งละ 200 แต้มใช่ไหม?

          เป็นไปได้! เสี่ยวเฉินเจ้าเล่ห์แสนกลมาก หรั่นอู๋ย่างแอบเตือนตัวเองให้จำให้แม่นว่าแต่ละครั้งหักแต้มคะแนนจิตพิสัยไปเท่าไหร่ ป้องกันไม่ให้วันหลังถูกเสี่ยวเฉินหลอกขึ้นราคาตามใจชอบ

          ความจริงเสี่ยวเฉินเองก็แอบมีพิรุธในใจ ความปรารถนาทุกข้อของโฮสต์จำเป็นต้องหักคะแนนจิตพิสัย แต่จริงๆ แล้วจะมีช่วงคะแนนที่เสี่ยวเฉินสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์จริงของโฮสต์ใน
ช่วงเวลานั้นๆ ดังนั้น การหักคะแนนจิตพิสัยของเขาจึงไม่มีค่าแน่นอนตายตัว แต่เขาไม่คาดว่า เขาเพิ่งผูกติดกับโฮสต์ได้แค่ไม่กี่ชั่วยามก็ถูกจับพิรุธได้เสียแล้ว!

10.กล้าร่วมมือกับข้าไหม?

          น่ารำคาญจริง เขาถึงได้บอกอย่างไรว่าการมีโฮสต์ที่ขี้ระแวงเกินไปไม่ใช่เรื่องดี!

          หรั่นอู๋ย่างไม่รู้ว่าตัวเองถูกเสี่ยวเฉินรังเกียจเสียแล้ว ยามนี้นางกำลังวิเคราะห์แผนภาพการเคลื่อนไหวของศัตรูที่บันทึกอยู่ในสมอง ขอบเขตที่แผนภาพนี้แสดงให้เห็นมีเพียงบริเวณรอบๆ เขาหลินซานในรัศมีหนึ่งลี้โดยมีนางเป็นจุดศูนย์กลางเท่านั้น

          เดิมนางอยากรู้สถานการณ์การเคลื่อนไหวของศัตรูเพื่อเพิ่มความรอบคอบ แต่หลังจากพิจารณาดูแผนภาพอย่างละเอียด นางก็พบว่าตัวเองโชคดีที่ระวังมากพอ ไม่บุ่มบ่ามลงมือ เชิงเขาทางตะวันตกเฉียงใต้ที่พวกเขาเลือกเอาไว้ ยามนี้มียอดฝีมือฝ่ายศัตรูไม่ต่ำกว่าห้าสิบคนแอบซุ่มอยู่ หากเมื่อครู่นางกับเสี่ยวสือโถวบุ่มบ่ามวิ่งไปอย่าว่าแต่วางเพลิง ตายอย่างไรก็คงไม่รู้เสียด้วยซ้ำ!

          ยิ่งเวลาผ่านไป สีหน้าของหรั่นอู๋ย่างก็ยิ่งซีดลง ร่างทั้งร่างเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ นางพยายามเค้นสมองครุ่นคิดว่าควรทำอย่างไรถึงจะทำภารกิจที่พี่อวิ๋นถิงมอบหมายให้สำเร็จลุล่วงได้?

          โฮะๆๆๆ! ทำอย่างไร? ขอร้องฉันสิ

          สวรรค์มีตาจริงๆ! ยัยโฮสต์น้อย ในที่สุดคุณก็ตกอยู่ในกำมือผม! เสี่ยวเฉินไม่มีเอว ถ้ามี ป่านนี้เขาคงเท้าเอวหัวเราะลั่นไปแล้ว!

 

          เสี่ยวเฉินรอให้หรั่นอู๋ย่างขอความช่วยเหลือจากเขาอย่างตื่นเต้น แต่เสียดายที่เขาต้องผิดหวัง

          หลังจากความเคร่งเครียดลนลานผ่านพ้นไป หรั่นอู๋ย่างก็ค่อยๆ ตั้งสติได้ นางนึกย้อนไปถึงตอนที่เพิ่งเกิดสงครามใหม่ๆ ตอนนั้นท่านพ่อเพิ่งจากไป ท่านแม่ล้มป่วย กลางดึกก็มักจะมีชายฉกรรจ์หลายคนมาทุบประตูบ้านของนาง พี่อวิ๋นถิงเคยกระซิบบอกนางว่ายิ่งตกอยู่ในอันตรายก็ยิ่งต้องไม่ลนลาน เพราะยิ่งใจสงบ สมองก็จะยิ่งโลดแล่น

          หรั่นอู๋ย่างหลับตาลงพลางสูดหายใจลึกติดๆ กันหลายครั้งพอลืมตาขึ้นอีกครั้ง ดวงตาของนางก็เปล่งประกายเจิดจ้า สีหน้าสงบลงอย่างเห็นได้ชัด หรั่นอู๋ย่างจ้องตรงไปยังป่าทึบที่เชิงเขาทางตะวันตกเฉียงใต้ เงาไม้บริเวณนั้นไหวเอนไปมา พงหญ้ารกทึบ หากไม่ใช่แผนภาพแสดงการเคลื่อนไหวของศัตรูที่เสี่ยวเฉินแสดงให้ดูบอกชัดว่ามีจุดสีแดงอยู่ตรงบริเวณนั้น นางคงมองไม่ออกเสียด้วยซ้ำว่ามีคนซ่อนตัวอยู่ในป่า

          นางกับสืออวี้จะไปที่นั่นไม่ได้เด็ดขาด ไม่อย่างนั้นคงมีแต่ต้องตาย แต่จะไปส่งข่าวก็ไม่ได้ เพราะนางไม่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมตัวเองถึงมาอยู่ที่นี่ ซ้ำยังบอกไม่ได้ด้วยว่าตัวเองรู้ข่าวได้อย่างไรดังนั้น มีแต่ต้องใช้วิธีวางเพลิงเพื่อดึงดูดความสนใจของทหารในค่ายเท่านั้น แต่จะวางเพลิงอย่างไรล่ะ?

          สายตาของนางไปหยุดอยู่ที่กระบอกใส่ลูกธนูซึ่งวางอยู่บนพื้น ทันใดนั้น ดวงตาของนางก็เปล่งประกายวูบ สมองเริ่มครุ่นคิดถึงความเป็นไปได้ที่จะวางเพลิงจากระยะไกล

          เพื่อให้ไฟจุดติดเร็ว นางนำน้ำมันมาด้วยขวดหนึ่ง สามารถเอามาใช้ทำธนูไฟได้ แต่ปัญหาคือ ฝีมือยิงธนูของนางธรรมดามาก ไม่ใช่นางยิงไม่แม่น แต่นางมีแรงไม่มากพอ ปกติเวลาฝึกยิงธนู หากระยะไกลเกินยี่สิบจ้าง* นางมักจะยิงพลาดเสมอ เสี่ยวสือโถวเองก็มีฝีมือไล่เลี่ยกับนาง

          ถ้าอย่างนั้น นางควรจะแก้ปัญหาเรื่องระยะห่างอย่างไรดี?

          โฮสต์ควบคุมอารมณ์แล้วก็เริ่มคิดหาแผนการรับมือได้เร็วแบบนี้ หมายความว่าโฮสต์คนนี้มีจิตใจที่เข้มแข็งแล้วก็มีคุณสมบัติโดยรวมไม่เลว แต่เสี่ยวเฉินไม่ค่อยดีใจสักเท่าไหร่ โฮสต์ตกอยู่ในอันตรายแต่กลับไม่คิดขอความช่วยเหลือจากเขา เขามันไร้ตัวตนขนาดนี้เลยหรือ? สุดจะทนจริงๆ

          เสี่ยวเฉินทำลายความฝันที่จะใช้ธนูเพลิงวางเพลิงของหรั่นอู๋ย่างอย่างไร้เมตตา “ด้วยกำลังกายของโฮสต์ในตอนนี้ อย่างมากก็ยิงไปได้ถึงด้านล่างของเนิน ไม่เพียงแต่ทำภารกิจให้สำเร็จลุล่วง
ไม่ได้ยังอาจทำให้ตัวเองตายอีกด้วย แต่ถ้าโฮสต์ดื่มยาฟื้นฟูยีนขั้นต้นจะช่วยยกระดับสมรรถนะด้านต่างๆ ของร่างกาย แค่นี้ก็จะสามารถยิงธนูไปให้ถึงเป้าหมายได้อย่างง่ายดายแล้ว”

          ยาฟื้นฟูยีนอีกแล้ว หรั่นอู๋ย่างรู้สึกเครียดขึ้นมาทันที เสี่ยวเฉินพูดถึงยาฟื้นฟูยีนหลายครั้ง นางสัมผัสได้ถึงความกระตือรือร้นของเสี่ยวเฉิน แต่ยิ่งเป็นเช่นนี้นางก็ยิ่งไม่สบายใจ

          หากภารกิจวางเพลิงครั้งนี้ล้มเหลว ไม่สามารถขัดขวางศัตรูไม่ให้เผาทำลายเสบียง ต่อไปพวกเขาคงต้องอดอยาก ความเป็นอยู่ก็คงยากลำบากยิ่งกว่านี้ แต่นางอาจจะไม่ตาย ในทางตรงกันข้าม หากดื่มยาฟื้นฟูยีนซึ่งมีที่มาไม่แน่ชัด หลังจากนั้นจะเกิดอะไรขึ้นนางก็ไม่สามารถควบคุมได้ นางไม่อยากเป็นหุ่นเชิดของผู้อื่นนี่!

          หรั่นอู๋ย่างตัดสินใจทันทีว่าจะไม่ดื่มยาฟื้นฟูยีนเด็ดขาด

          ความดื้อรั้นของหรั่นอู๋ย่างทำให้เสี่ยวเฉินโมโหจนแทบจะเสียสติอีกรอบ เขาไม่น่าเชื่อถือขนาดนั้นเลยหรือ? เขาไม่เชื่อหรอกว่าวันนี้จะทำให้โฮสต์เห็นความเก่งกาจของตนไม่ได้ เสี่ยวเฉินกัดฟันกรอด แต่ภายนอกยังแสร้งทำเป็นเยือกเย็น “คะแนนจิตพิสัยก็ช่วยเพิ่มสมรรถภาพร่างกายและความแม่นยำได้ชั่วคราวเช่นกัน”

          หัวใจของหรั่นอู๋ย่างกระตุกวูบ นางถามอย่างร้อนใจ “จริงหรือ?”

          เสี่ยวเฉินตอบเสียงเฉียบขาด “จริง”

          หรั่นอู๋ย่างดีใจมาก แต่พริบตาต่อมานางก็ขมวดคิ้วก่อนจะเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง “ต้องใช้คะแนนจิตพิสัยมากแค่ไหนถึงจะพอ?”

          “ตอนนี้โฮสต์มีคะแนนจิตพิสัยเหลืออยู่ 190 แต้ม มีเวลาที่สมรรถภาพร่างกายจะเพิ่มขึ้นถึงจุดสูงสุดเพียงแค่สองอึดใจเท่านั้น หลังจากเวลาสองอึดใจนี้ผ่านพ้นไป พลังทั้งหมดที่เพิ่มขึ้นจะหายไปทันที” ถึงอย่างไรโฮสต์ก็ปักใจเชื่อว่าเขาเจ้าเล่ห์ไปแล้ว ดังนั้น เขาจะไม่เกรงใจอีก จะต้องหาทางรีดเอาคะแนนจิตพิสัยของโฮสต์มาให้หมดให้ได้

          คราวนี้หรั่นอู๋ย่างไม่ได้สนใจจะต่อราคาแล้ว นางสนใจเพียงแค่ว่า พลังที่เสี่ยวเฉินมอบให้จะช่วยให้นางสามารถวางเพลิงจากระยะไกลได้ตามที่คิดไว้หรือไม่

          นี่ไม่เพียงเกี่ยวพันถึงเรื่องที่จะทำภารกิจให้สำเร็จได้หรือเปล่า แต่ยังเกี่ยวพันถึงชีวิตของนางกับสืออวี้ด้วย หรั่นอู๋ย่างจำต้องถามให้แน่ใจอีกรอบ “เจ้าแน่ใจนะว่าจะช่วยข้าทำภารกิจให้สำเร็จได้? ยิงธนูเพลิงจากระยะไกลขนาดนี้ก็ยิงถูกเป้าได้อย่างนั้นหรือ?”

          เขาอุตส่าห์ยอมเป็นฝ่ายเสนอตัวช่วยโฮสต์ก่อนแท้ๆ แต่โฮสต์ก็ยังสงสัยเขา เสี่ยวเฉินก็โกรธเป็นเหมือนกันนะ! ถึงอย่างไรขอเพียงโฮสต์ไม่ตายก็ต้องมีโอกาสทำให้ภารกิจสำเร็จลุล่วงได้ ตอนนี้เขา
ไม่อยากสนใจเรื่องของโฮสต์อีกแล้ว เสี่ยวเฉินแค่นเสียงฮึคำหนึ่ง“ไม่เชื่อก็แล้วไป!”

          หรั่นอู๋ย่างไม่เชื่อใจเสี่ยวเฉินจริงๆ นั่นแหละ แต่ในขณะเดียวกันนางก็อดชื่นชมความสามารถที่เรียกได้ว่าน่าอัศจรรย์ใจของอีกฝ่ายไม่ได้ หากไม่คว้าโอกาสเอาไว้ วันนี้นางอาจทำภารกิจให้สำเร็จลุล่วงไม่สำเร็จจริงๆ ก็เป็นได้

          สืออวี้รออยู่ครู่ใหญ่แต่หรั่นอู๋ย่างก็ไม่พูดอะไรเสียที เพื่อนของเขาเอาแต่เหม่อมองไปข้างหน้าเหมือนคนวิญญาณหลุดลอยออกจากร่าง เขาตบบ่าหรั่นอู๋ย่างแรงๆ เอ่ยอย่างร้อนใจว่า “อู๋ย่าง เรายังจะรออะไรอีก ถ้ารอต่อไปต้องเสียการใหญ่แน่!”

          รอต่อไปไม่ได้แล้วจริงๆ หรั่นอู๋ย่างกัดฟันแน่น ตัดสินใจลองพนันดูสักครั้ง!

          “ไป” สิ้นเสียงออกคำสั่งของหรั่นอู๋ย่าง ทั้งสองก็รีบวิ่งไปทางด้านขวาอย่างรวดเร็ว

          “เอาละ หยุดได้” สืออวี้กำลังตั้งหน้าตั้งตาวิ่งไปข้างหน้า แต่แล้วจู่ๆ เขาก็รู้สึกเจ็บแปลบตรงหลังคอ ร่างทั้งร่างถูกหรั่นอู๋ย่างกระชากกลับไปด้านหลัง

          สืออวี้กระแทกตัวลงนั่งบนกองดิน เขายกมือขึ้นลูบหลังคอพลางถลึงตาใส่หรั่นอู๋ย่าง ปากคำรามเสียงต่ำ “ทำอะไรน่ะ! เราจะไปที่เชิงเขาไม่ใช่หรือ? นี่ยังขาดอีกตั้งหลายสิบจ้าง!”

          “อยู่ตรงนี้แหละ!” หรั่นอู๋ย่างไม่เงยหน้าขึ้นเสียด้วยซ้ำ นางเปิดห่อผ้าแล้วหยิบอุปกรณ์สำหรับจุดไฟออกมาอย่างคล่องแคล่วโดยไม่สนใจเขาอีก

          สืออวี้เห็นอีกฝ่ายไม่คิดจะวิ่งต่อก็ถามอย่างร้อนใจ “เจ้าเอาของพวกนี้ออกมาทำไม?”

          “ทำธนูเพลิง” หรั่นอู๋ย่างตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่นมั่นคง แต่สืออวี้กลับมึนงงไปหมด หลังจากตะลึงงันไปครู่หนึ่ง เขาก็ร้องอุทานอย่างตกใจ “ไม่ถูกสิ เราต้องไปแอบซุ่มที่เชิงเขาก่อน รอให้เกิดความวุ่นวายแล้วค่อยวางเพลิงไม่ใช่หรือ ทำไมเจ้าถึงหยุดอยู่ตรงนี้ล่ะ ซ้ำจะว่าไป...” สืออวี้เหลือบมองร่างที่ผอมบางกว่าเขาหลายส่วน ก่อนจะพึมพำต่อ “ไกลขนาดนี้ ต่อให้ทำธนูเพลิงได้ เจ้าก็ยิงไปไม่ถึงหรอก”

          แต่หรั่นอู๋ย่างไม่สนใจเขาสักนิด อีกฝ่ายยังคงก้มหน้าก้มตาทำงานของตัวเองต่อ สืออวี้คว้ามือเพื่อนเอาไว้อย่างโมโหพลางตะโกน“หรั่นอู๋ย่าง เจ้าคิดจะทำอะไรกันแน่?”

          หรั่นอู๋ย่างเองก็จนปัญญา ไม่ใช่นางไม่อยากอธิบายให้สืออวี้ฟัง แต่ไม่รู้จะอธิบายว่าตัวเองรู้ได้อย่างไรว่ามีศัตรูแอบซุ่มอยู่ตรงเชิงเขา ยิ่งไม่รู้จะอธิบายว่าตัวเองจะยิงธนูไปให้ถึงเป้าหมายที่ห่างไปหลายสิบจ้างได้อย่างไร นางอธิบายอะไรไม่ได้สักอย่าง ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็ไม่สู้เงียบเสียเลยจะดีกว่า!

          หรั่นอู๋ย่างปัดมือของสืออวี้พลางตีสีหน้าเคร่งเครียด ตาหงส์ทั้งคู่จ้องสืออวี้เขม็ง ปากเอ่ยเสียงเย็น “เจ้าจะร่วมมือหรือไม่? ถ้าไม่ร่วมมือข้าก็ทำเอง ต่อไปก็อย่าหวังจะไปไหนกับข้าอีก”

          “ไม่ใช่ ข้า ข้า...” สืออวี้มองใบหน้าไร้ความรู้สึกของหรั่นอู๋ย่างอย่างตกใจ ทำอะไรไม่ถูก เขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมจู่ๆ สหายที่เป็นมิตรมาโดยตลอดถึงได้กลายเป็นคนเย็นชาเช่นนี้ อดนึกกลัวไม่ได้ “ข้า
พี่ชายข้าบอกว่า...”

          หรั่นอู๋ย่างตัดบทโดยไม่รอให้อีกฝ่ายพูดจบ “พี่ชายเจ้าบอกให้เจ้าเชื่อฟังข้า!”