“คุณไม่กังวลเรื่องการบังคับยานหรือ?” ซูหมีถามพลางหอบหายใจ บาดแผลเธอมีเพียงภายนอก แต่อาการบาดเจ็บของหลัวซีหลู่ถือว่าสาหัส
หลัวซีหลู่คล้ายกำลังใกล้หมดสติ เขาหอบหายใจต่ำ “ผมเปิดระบบการขับขี่ปลอดภัยไว้แล้ว”
“อะไรคือระบบการขับขี่ปลอดภัย?”
“ดีที่ยังไม่เคยบอกคุณเรื่องนี้!” หลัวซีหลู่เกิดโทสะขึ้นมา “ยานบินที่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้บินก็เหมือนกับปืนไร้ลูกกระสุน ทุกลำล้วนมีประกันความปลอดภัย ทันทีที่เปิดระบบการขับขี่ปลอดภัยก็จะบินกลับไปยังจุดหมายที่ตั้งไว้แต่แรก”
ใจซูหมีพลันดำดิ่งลง
ตลอดทางไม่ว่าเธอจะขอร้องหรือบีบบังคับเขายังไงหลัวซีหลู่ก็ไม่สนใจ คอยจ่อปืนไปทางเธอเสมอ
หลังจากนั้นสี่สิบนาที ยานก็บินผ่านชั้นบรรยากาศที่ปั่นป่วนอย่างรุนแรงก่อนทิ้งตัวลงจอดในสวนดอกไม้อันแสนคุ้นตาอย่างช้าๆ
หลัวซีหลู่เหลือบมองนอกหน้าต่างคราหนึ่งจากนั้นก็รีบลุกขึ้นมาแล้วเปิดประตูก้าวออกไป
ซูหมีนั่งพิงผนังห้องโดยสารอย่างเลื่อนลอย เมื่อเหลือบมองไปนอกหน้าต่างก็เห็นซางเจิงที่ไม่ได้พบมาหลายวันยืนมือไพล่หลังอยู่หน้ายานบิน ใบหน้าหล่อเหลาค่อยๆ เงยขึ้นจับจ้องเธอผ่านทางหน้าต่าง
น่าจะเพิ่งเสร็จจากการประชุม บนแขนเขายังมีเสื้อคลุมพาดอยู่ ทรงผมเรียบร้อย สีหน้าน่าเกรงขาม หลังจากจับจ้องอยู่ชั่วครู่เขาก็โยนเสื้อคลุมให้ผู้ช่วยมู่ที่อยู่ด้านข้าง จากนั้นก็ก้าวยาวๆ ไปที่ประตู
ห้องโดยสารด้วยสีหน้าดำคล้ำ
ตั้งแต่ซูหมีทะลุมิติมา เธอไม่เคยหวาดกลัวเท่านี้มาก่อน ท้องฟ้ามืดครึ้มด้านนอกและสภาพเละเทะภายในห้องโดยสารก็ยังไม่น่าสะพรึงกลัวเท่ากับสีหน้าของซางเจิงในยามนี้
ซางเจิงเดินเข้ามาภายในห้องโดยสาร ใบหน้าองอาจหล่อเหลาไม่อาจเห็นได้ชัด เขาเหลือบมองซูหมีครั้งหนึ่งจากนั้นก็ยิ้มออกมา
รอยยิ้มนั้นอ่อนโยนสนิทสนมจนทำให้ซูหมีสะท้านไปทั้งตัว
ซางเจิงล็อกประตูห้องโดยสารอย่างเชี่ยวชาญก่อนจะเดินไปเบื้องหน้าซูหมี กวาดตามองเอกสารแสดงตัวตนที่กระจายอยู่บนพื้น เขาเดินผ่านเธอไปก่อนที่จะนั่งลงตรงตำแหน่งนักบิน
“ขับยานเป็นแล้วใช่ไหม?” เสียงทุ้มต่ำแฝงแววหัวเราะ
ใจเธอกระตุกครั้งหนึ่ง ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “แค่พื้นฐานการควบคุม”
เขาผงกศีรษะ “ถ้าอย่างนั้นก็มาขับ”
ซูหมีเดาไม่ออกว่าเขาวางแผนจะจัดการกับเธอยังไงทุกคนต่างรู้ดีว่าซางเจิงเกลียดการถูกทรยศมากที่สุด นอกจากเธอจะเสนอหน้าไปช่วยโยวม่อเหนียน ตอนนี้ยังคิดอาศัยยานบินที่เขามอบให้เป็นของขวัญทำการหลบหนี ถึงเขาจะยิงเธอให้ตายก็ยังถือว่าโทษเบาไปด้วยซ้ำ
ทว่าเขากลับให้เธอมาขับยานบินในเวลานี้? ซูหมีค่อยๆ ลุกขึ้น ถามเสียงเบา “ขับไปที่ไหน?”
น้ำเสียงซางเจิงฟังดูสบายๆ ไร้ซึ่งโทสะ “ไปแถวอวกาศ”
กล่าวจบเขาก็เงยหน้ามองเธอพร้อมยิ้ม เดิมก็เป็นใบหน้าที่คมคายหล่อเหลา เมื่อผนวกกับรอยยิ้มอันแสนเจ้าเล่ห์จึงขับให้ใบหน้าเขาในยามนี้ดูดีขึ้นอีกเป็นเท่าตัว
ซูหมีบังเกิดความสงสัยแต่ก็ยังเดินไปที่ตำแหน่งนักบินด้วยสีหน้าเรียบเฉย
แต่ซางเจิงกลับไม่ยอมลุก นั่งตัวตรงมองไปด้านหน้า คลี่ยิ้มเอ่ยด้วยเสียงราบเรียบ “หากขับได้ดีฉันจะไม่เอาความ”
ซูหมีชะงักนิ่ง ไม่อยากเชื่อถึงความใจกว้างของเขาและความโชคดีของตนเอง มือที่กำแน่นเต็มไปด้วยเหงื่อเปียกชื้น
เธอรีบผงกศีรษะ ยืนอยู่หน้าแผงควบคุม เอ่ยเสียงต่ำ “ขอบคุณค่ะนายท่าน”
ซางเจิงไม่ตอบสิ่งใด
ตำแหน่งนักบินนั้นไม่ได้กว้างขวาง เมื่อร่างกายอันใหญ่โตนั่งบนเก้าอี้ก็กินที่ไปเป็นบริเวณกว้าง ตัวซูหมีแทบจะติดกับแผงควบคุม สองขาและส่วนสะโพกของหญิงสาวจึงชิดกับขายาวของเขาอย่างเลี่ยงไม่ได้
“ไปได้” น้ำเสียงเย็นชาของชายหนุ่มดังขึ้น “ให้ฉันดูความสามารถของเธอหน่อย”
ซูหมีเพ่งความสนใจทั้งหมดไว้ที่แผงควบคุมกับภาพด้านหน้า นี่เป็นครั้งแรกที่เธอบังคับยานบินด้วยตัวคนเดียว ตื่นเต้นจนเหงื่อออกเต็มมือ
เดิมคิดว่าตนเองคงหวาดกลัวเพราะมีซางเจิงอยู่ ทว่าเมื่อเริ่มบินขึ้นสู่ท้องฟ้า ความสนใจของเธอทั้งหมดก็พุ่งไปอยู่ที่การควบคุมจนลืมภัยคุกคามเบื้องหลังไปชั่วขณะ
พอต้องเพิ่มความเร็วเพื่อออกจากชั้นบรรยากาศ เพราะยังไม่ชำนาญในการควบคุมจึงทำให้เครื่องส่ายไปมาจนเธอซวนเซ ร่างเธอปะทะเข้ากับร่างของซางเจิงที่อยู่ด้านหลัง หลายครั้งที่เกือบจะล้มลงในอ้อมกอดของเขา
ตั้งแต่ต้นจนจบซางเจิงไม่เอ่ยสิ่งใดสักคำ มีครั้งหนึ่งเธอล้มลงในอ้อมกอดเขา ชายหนุ่มแค่มองด้วยสายตาเย็นชาดั่งรูปสลัก
ไม่ช้ายานบินก็ใกล้จะทะลุผ่านแรงโน้มถ่วงเข้าสู่ห้วงอวกาศซูหมีเหยียบลงบนคันเร่ง แต่มันกลับไม่ขยับ! เธอเหยียบไม่ลง!
เธอเข้าใจทันทีว่าเดิมกำลังเท้าเธอก็ไม่พอ ยิ่งตอนนี้อยู่ในท่ายืน พื้นที่น้อย ทำให้เธอยิ่งออกแรงได้ลำบาก
ซูหมีตื่นตระหนก หากทำพลาดในยามนี้ ยานบินก็จะเบนออกจากเส้นทางแล้วร่วงกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศอีกครั้งซึ่งอันตรายเป็นอย่างยิ่ง
“นายท่าน! ฉันเหยียบคันเร่งไม่ลง!” เธอตะโกนเสียงดัง “ยานกำลังจะตก!”
สัญญาณเตือนดังระงมห้องโดยสาร ซูหมียิ่งตกใจ
ทันใดนั้นร่างกำยำเย็นเฉียบก็แนบเข้ากับแผ่นหลังเธอพร้อมลมที่พัดมากระทบเบาๆ ก่อนที่เธอจะทันได้สติ คันเร่งที่เท้าก็ถูกเหยียบลงไปอย่างง่ายดาย ยานบินพุ่งทะลุผ่านชั้นบรรยากาศตรงเข้าสู่
ห้วงอวกาศอันมืดมิดในทันที
เธอถอนใจยาวด้วยความโล่งอก แต่วินาทีต่อมาก็ประหม่าจนพูดไม่ออก
เพราะซางเจิงยังคงรักษาท่วงท่านี้ไว้ ไม่ยอมขยับออก
เขาสูงกว่าเธอมาก ขายาวแทบจะห่อหุ้มเธอไว้ ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่มือหนึ่งเข้ามาโอบตัวเธอ และอีกมือหนึ่งก็กำลังเลื่อนต่ำลงไป
“นาย...นายท่าน! คุณจะทำอะไร?” ซูหมีตื่นตระหนก ทุกอณูของร่างกายคล้ายกำลังจะระเบิด ทั้งประหม่าและหวาดกลัว
“ขับต่อไป” เสียงเขาดังมาจากไหล่ของเธอ “ใช้ความเร็วสามเท่าของความเร็วแสงขับวนตามวงโคจรรอบหนึ่ง ที่นี่มีก้อนหินอวกาศมากมาย ตั้งใจขับให้ดี”
ซูหมีตะลึง เธอยังเรียนไม่ถึงเดือน ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงการขับตามวงโคจรที่เธอยังไม่เคยลองเลยสักครั้ง ได้ยินหลัวซีหลู่บอกว่านักบินใหม่ประจำกองทัพอากาศต่างไม่กล้าที่จะบินตามวงโคจรในการบินครั้งแรก แต่นี่ซางเจิงกลับจะให้เธอ...
“ฉันทำไม่ได้หรอกค่ะนายท่าน! ทำไม่ได้แน่นอน!” ซูหมีตกใจจนไม่สนสิ่งใด “ฉันขับไม่ได้! เราจะตายกันหมด!”
แต่เหมือนซางเจิงจะไม่ได้ยินคำกล่าวของเธอ ทันทีที่มือเขาออกแรง ร่างกายเธอก็แข็งทื่อ
ด้านหน้าเป็นชั้นหมอกขมุกขมัว ก้อนหินอวกาศพุ่งเข้าหาไม่หยุดหย่อน ซูหมีเหม่อลอยเพียงพริบตาเดียวก็เกือบจะชนเข้ากับหินอวกาศก้อนใหญ่ เธอตกใจจนต้องรีบตั้งสติควบคุมแกนบังคับอีกครั้งจึงสามารถหลบผ่านไปได้ ทั้งร่างเธอชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็น
แต่ยามนี้ร่างกายของซางเจิงกลับแนบสนิทกับเธอยิ่งขึ้น
อันตรายด้านหน้ายังคงไล่เรียงเข้ามาไม่ขาดสาย
ซูหมีรู้สึกแค่เพียงว่าขนอ่อนทั่วตัวกำลังตั้งชัน
แต่ในยามนี้ซางเจิงกลับดันเอวเธอขึ้นพร้อมสั่งด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “เขย่งเท้า”
เก้าสิบเปอร์เซ็นต์ของความสนใจเธอจดจ่ออยู่ที่ภาพตรงหน้า เธอไม่แม้แต่จะคิดปลายเท้าก็เขย่งขึ้น
ฉับพลันความเจ็บปวดก็เข้าครอบงำ
“อ๊ะ!” ซูหมีผู้ไม่เคยสนใจถึงภัยคุกคามที่อยู่ด้านหลังมาก่อนถึงกับกรีดร้องเสียงแหลม
“นายท่าน! คุณ...กำลังทำอะไร! หยุดเดี๋ยวนี้นะ!” ซูหมีร้องตะโกน
“กล้าหลบหรือ?” น้ำเสียงเขาแหบแห้ง “ขับต่อ!”
ภาพด้านหน้าดูเลือนราง ซูหมีต้องใช้ความพยายามในการเพ่งหินอวกาศมากขึ้นเป็นสิบเท่าจึงจะสามารถบังคับยานให้หลบหินเหล่านั้นได้ แม้จะเป็นเช่นนั้นก็ยังถูกหินจำนวนมากพุ่งเข้าชนจนทำให้ร่างเธอเซไปพร้อมกับยานบิน
ทว่าในยามนี้ซางเจิงกลับไม่สนใจกับสิ่งใดทั้งสิ้น... ร่างหนักของเขากระแทกอยู่ทางด้านหลัง ส่งให้ร่างเธอกระตุกเข้าใส่แผงควบคุมครั้งแล้วครั้งเล่า
เขามันบ้า! เธอไม่รู้ว่าเขาจะบ้าได้ขนาดนี้! ไม่รู้หรือไงว่าถ้าเธอไม่ทันระวังเพียงนิดเดียว พวกเขาก็จะถูกฝังอยู่ในห้วงอวกาศแห่งนี้!
การคุกคามและการทรมานสองครั้งติดทำให้ร่างกายและวิญญาณเธอถึงจุดระเบิดจนแตกสลายอย่างที่ไม่เคยประสบมาก่อน
ซูหมีทั้งหวาดกลัว โมโห และสิ้นหวัง แต่ก็สัมผัสได้ถึงความตื่นเต้นเร้าใจอันหาที่เปรียบไม่ได้ เธอไม่รู้ว่าในเวลานี้ควรที่จะรู้สึกยังไง ความระห่ำของซางเจิงทำให้เธอเสียสติไปด้วย
“นายท่าน!” เธอตะโกนอยู่ในอ้อมกอดเขา “คุณบอกว่าหากฉันขับดีจะปล่อยฉันไป!”
ซางเจิงเอ่ย “คนทรยศไม่มีค่าพอให้ฉันเชื่อถือ แมวน้อย...นี่เป็นวิธีลงโทษเธอที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด”
เมื่อแถบหินอวกาศผ่านพ้นไป ยานบินก็เข้าสู่ครึ่งเส้นทางที่ว่างเปล่า
ซูหมีรู้สึกเหนื่อย เวลานี้เธอเพิ่งพบว่าทั้งมือและเท้าชาไปหมด
ซางเจิงยกมือตบที่แผงวงจรแรงๆ ครั้งหนึ่งเพื่อเปิดระบบการขับขี่ปลอดภัย เขาเอื้อมมือไปหยิบเอกสารต่างๆ ที่อยู่บนพื้นขึ้นมาแล้วหลุบตามองเธอ “ทำการรอบคอบดีนี่”
“เสียดายที่ไม่สำเร็จ” เธอตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง
เพราะเพิ่งผ่านความเป็นความตายมา ความกลัวที่มีต่อซางเจิงจึงถูกทิ้งไปนานแล้ว ทั้งร่างกายและจิตใจของเธออยู่ในสภาวะผ่อนคลายชาด้าน
เขาโยนเอกสารทิ้งแล้วก้มลงกัดที่คอเนียนนุ่มอย่างแรง