ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

My Pet แมวน้อยของนายท่าน

ผู้แต่ง DING MO
ผู้แปล Hongsamut
ประเภท นิยายจีน
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
ร้านค้าออนไลน์ แบบเล่ม fictionlog

เธออ่อนแอ บอบบาง ไร้ที่พึ่ง ปรากฏตัวบนดาวเคราะห์ของเขาในสภาพสูญเสียความทรงจำ เพื่อที่จะรอดชีวิต เธอยอมเป็นสัตว์เลี้ยงของชายผู้ทรงอำนาจที่สุดในดวงดาว เขาใช้เธอเป็นนางนกต่อ ใช้เธอต่างอาวุธลับ ปลดเปลื้องตัวเองกับเธอ บังคับเธอให้ก้าวสู่อ้อมกอดที่ไร้หัวใจ แต่หารู้ไม่ว่าเป้าหมายที่แท้จริงของเธอไม่ใช่เป็นสัตว์เลี้ยงของเขา เธอยอม... เพราะต้องการหาทางกลับสู่ดาวแม่ของตน!

บทนำ

MY PET: แมวน้อยของนายท่าน
จากเรื่อง: 乖宠

Author: DING MO
Chinese edition copyright  DING MO
Cover design by MoMi, Cover art: JunLing
Thai edition copyright  Hongsamut.com Co., Ltd.
ALL RIGHTS RESERVED

-------

เธออ่อนแอ บอบบาง ไร้ที่พึ่ง
ปรากฏตัวบนดาวเคราะห์ของเขาในสภาพสูญเสียความทรงจำ

เพื่อที่จะรอดชีวิต 
เธอยอมเป็นสัตว์เลี้ยงของชายผู้ทรงอำนาจที่สุดในดวงดาว
เขาใช้เธอเป็นนางนกต่อ ใช้เธอต่างอาวุธลับ ปลดเปลื้องตัวเองกับเธอ
บังคับเธอให้ก้าวสู่อ้อมกอดที่ไร้หัวใจ 

แต่หารู้ไม่ว่าเป้าหมายที่แท้จริงของเธอไม่ใช่เป็นสัตว์เลี้ยงของเขา
เธอยอม... เพราะต้องการหาทางกลับสู่ดาวแม่ของตน!
-----------------------

นิยายรักแนวไซไฟเรื่องแรกของติงโม่
ที่เคยครองแชมป์เป็นอันดับหนึ่ง ในหมวด Flying Romance ของจิ้นเจียง

สารบัญ

1.ฉันไม่ชอบคนทรยศ

          ท้องฟ้าสีสันสดใสแปลกตาลอยอยู่เหนือเมืองราวกับภาพในจินตนาการ

          ถนนสายหลัก ตรอกเล็กซอยน้อย รถราวิ่งขวักไขว่ ผู้คนมากมายสัญจรไปมา เสียงอึกทึกครึกโครมดูสับสนวุ่นวาย

          ซูหมีพลีชีพอยู่กับการวิ่งหนีราวกับคนบ้า ต่อให้ทัศนียภาพรอบข้างงดงามเพียงใด แต่เมื่อพุ่งเข้าสู่สายตาของเธอทุกอย่างกลับดูเหมือนภาพแสงสีพิลึกกึกกือ เธอวิ่งอย่างเหนื่อยหอบ วิ่งด้วยพละกำลังทั้งหมดที่มี แต่ไม่ว่ายังไงก็ยังเร็วไม่พออยู่ดี คนที่ไม่มีอะไรตกถึงท้องมาสามวันแล้วจะวิ่งเร็วได้ยังไง?

          แต่เธอห้ามหยุด

          เธอวิ่งเข้ามาในตรอกเล็กกลางเมืองตรอกหนึ่ง ด้านหน้าเป็นทางตันที่มีกำแพงสูงตระหง่าน ส่วนด้านหลังก็มีเสียงหัวเราะแว่วตามมา

          เหงื่อเย็นชื้นผุดทั่วร่างซูหมี เธอถูกบีบให้หันหลังกลับ สองมือกอดอกแน่นโดยไม่รู้ตัวราวกับว่าการทำเช่นนี้จะทำให้ตนเองปลอดภัยมากขึ้น

          ร่างสูงใหญ่หลายร่างยืนปิดทางเข้าตรอกไว้

          “ช่วยด้วย! ช่วยด้วย!” แม้รู้ว่าไร้ประโยชน์ แต่เธอก็ยังใช้เสียงแหบแห้งระคนเสียงร้องไห้ตะโกนไม่หยุดเพื่อหวังว่าจะเกิดปาฏิหาริย์ แม้ที่หน้าถนนใหญ่จะมีผู้คนมากมายรถราขวักไขว่ แต่กลับไม่มีใครสนใจเสียงตะโกนอ้อนวอนของหญิงสาวเลยสักนิด

          บุรุษผอมสูงคนแรกเปล่งเสียงหัวเราะเยือกเย็น “คิดหนีเรอะ? ฉันหรือจะให้เธอหนี! วันนี้พวกพี่ ๆ จะสอนกฎเกณฑ์ให้เธอเอง”

          คำศัพท์ที่พวกเขาใช้ค่อนข้างง่าย ซูหมีฟังเข้าใจทุกคำ ร่างเธอสั่นเทา ริมฝีปากที่ซีดเซียวสั่นระริกอย่างไม่อาจควบคุม เธอออกเสียงพูดภาษาของคนที่นี่อย่างตะกุกตะกัก “พวกคุณปล่อยฉันไปเถอะ
ให้ฉันทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น!”

          บุรุษผอมสูงคนนั้นยืนอยู่หลังสุด แววตาเย็นชา “สาวน้อย ไม่มีใครเคยบอกเธอหรือว่าเมืองแห่งความหวังก็คือสถานที่ที่พวกคนจนใช้ชีวิตอย่างสิ้นหวัง? ส่วนเธอ...ฮึ ยากจนเกินไป”

          ไม่รอให้ซูหมีโต้ตอบ ชายเหล่านั้นก็ก้าวเข้ามา ซูหมีร้องตะโกนเสียงดัง แนบลำตัวติดกำแพงหมายจะฝ่าทะลวงออกไปแต่สุดท้ายก็ถูกจับตัวไว้อย่างง่ายดาย

          เธอคิดอยากดิ้นรน ผมยาวถูกดึงทึ้ง ชั่วพริบตาก็ถูกคนโยนตัวลงบนพื้น แผ่นหลังเจ็บจนพูดไม่ออก แขนขาถูกคนจับกดไว้กับพื้นแน่น

          แสงสว่างจ้าเสียจนเสียดแทงดวงตา

          แม้ว่าเธอจะหลับตาเพราะรู้สึกอัปยศอดสู แต่ซูหมีก็ยังสัมผัสได้ถึงแสงจ้าที่เกิดขึ้นทางด้านหลังของพวกเขา

          พวกผู้ชายต่างลุกขึ้น คนหนึ่งในกลุ่มลากซูหมีขึ้นจากพื้นแล้วกดร่างเธอไว้กับมุมกำแพง

          ที่ปากทางเข้าตรอกมีรถลีมูซีนสีดำจอดอยู่ แม้จะมองจากระยะไกลแต่รูปทรงอันโฉบเฉี่ยวแข็งแกร่งก็พอจะมองออกว่ารถคันนี้ราคาไม่ธรรมดา

          ไฟรถปิดลง เสียงเครื่องยนต์ถูกดับ บุรุษสามคนเปิดประตูก้าวลงมาจากรถ

          ซูหมีหรี่ตามอง พวกเขาแต่งกายด้วยเครื่องแบบทหาร แต่สิ่งนี้กลับไม่ทำให้เกิดความหวังเลยสักนิด เธอใช้ชีวิตอยู่ในเมืองที่แร้นแค้นแห่งนี้มาเป็นเวลานานกระทั่งรู้ว่าทหารเหล่านี้มีสายสัมพันธ์ส่วนตัว สมคบกับพวกมาเฟีย ร่วมมือกับเหล่าคหบดีเพื่อบีบคั้นกดดันกลุ่มคนยากไร้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาทำเธอล้วนตระหนัก

          พวกเขาจะยอมเสนอความยุติธรรมเพื่อช่วยเหลือเธออย่างนั้นหรือ?

          เธอสังเกตว่าชายที่กำลังคุมตัวเธอไว้ก็ถูกทหารสามนายนั้นดึงดูดความสนใจไปเช่นเดียวกัน บางทีนี่อาจจะเป็นโอกาสหนีโอกาสเดียวของเธอ ลมหายใจของเธอเปลี่ยนเป็นกระชั้นถี่

          แต่สิ่งที่เกิดหลังจากนั้นกลับเหนือความคาดหมายของซูหมี

          บุรุษสามคนนั้นเดินเข้ามา ควักปืนเล็งมาที่ชายกลุ่มนี้

          “โอวเอ้อ แร่นั่นอยู่ที่ไหน?” ทหารคนหน้าควักปืนออกมา

          ชายร่างผอมสูงคล้ายไม่พอใจ “แร่อะไร?”

          “ปัง!” กระสุนนัดหนึ่งพุ่งเข้าระเบิดศีรษะอย่างรวดเร็ว!ชายกลุ่มแรกไม่คาดคิดว่าฝ่ายตรงข้ามไม่พูดพร่ำทำเพลงก็สังหารคนทันที พวกเขาต่างพากันตกตะลึง สติกระเจิดกระเจิง จากมุมของซูหมี เธอไม่เพียงเห็นท้ายทอยของโอวเอ้อผู้นั้นเกิดเป็นช่องโหว่สีแดงขนาดใหญ่หลังจากเสียงปัง แม้แต่ผิวหน้าของเธอก็ยังสัมผัสได้ถึงเลือดอุ่นที่สาดกระเซ็นมาโดนหลายจุด

          ทั้งๆ ที่พวกมาเฟียมีคนทั้งหมดห้าคนแต่กลับไม่ใช่คู่ต่อสู้ของทหารสามนายนั่น ไม่กี่นาทีถัดมาพวกเขาก็ถูกมัดแขนมัดขา ทุกคนคุกเข่าอยู่กับพื้น ลำคอถูกทหารที่อยู่ด้านหลังบีบแน่นบังคับให้หันหน้าไปทางรถยนต์คันงาม

          ซูหมียืนอยู่ที่มุมกำแพง ไม่กล้าเคลื่อนไหว

          ต่อมาเธอก็เห็นพวกมาเฟียถูกทหารเหล่านั้นทำร้ายจนมีสภาพสะบักสะบอม ในที่สุดก็พูดถึง ‘ของ’ สิ่งหนึ่งออกมาอย่างว่านอนสอนง่าย

          มาเฟียเหล่านั้นนอนฟุบอยู่กับพื้นด้วยลมหายใจรวยรินชายคนที่ดวงตาข้างหนึ่งถูกตีจนยุบนอนร้องโอดครวญอยู่กับพื้น ซูหมีมองรอยเลือดบนใบหน้าพวกเขาก็ได้แต่สะพรึงกลัว

          ถึงจะเป็นแบบนี้แต่ทหารเหล่านั้นก็ยังไม่คิดที่จะปล่อยคนพวกเขาเช็ดรอยเลือดบนมือจนสะอาดแล้วมองไปทางรถยนต์ด้วยอาการนอบน้อม

          ทหารนายหนึ่งก้าวไปเปิดประตูที่นั่งทางด้านหลัง เอ่ยด้วยเสียงต่ำเบาสองสามประโยค ต่อมาบุรุษผู้หนึ่งก็ลงมาจากรถ เขาหันหลังให้แสงไฟจึงทำให้มองใบหน้าได้ไม่ชัดนัก แต่นั่นกลับทำให้ซูหมีเห็นว่าร่างของบุรุษผู้นี้สูงใหญ่เพียงใด เขาสวมชุดสูทภูมิฐาน รองเท้าหนังมันเลื่อม สองมือสอดไว้ในกระเป๋ากางเกง ย่างเท้าไปที่เบื้องหน้ามาเฟียเหล่านั้น ก้มศีรษะลงเล็กน้อยราวกับกำลังพิจารณาบางสิ่ง

          หากจะกล่าวว่าความเหี้ยมโหดของทหารไม่กี่นายก่อนหน้านี้ทำให้ผู้คนหวาดกลัว เช่นนั้นแม้บุรุษผู้นี้จะยังไม่เอ่ยวาจาใดออกมายังไม่ลงมือกระทำสิ่งใด ก็ทำให้ผู้คนสัมผัสได้ถึงความน่าเกรงขามโหดร้ายได้จากความสงบนิ่งนั่นแล้ว

          “ไปบอกหัวหน้าของพวกแก” น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำ สงบนิ่ง “ฉันไม่ชอบคนทรยศ”

          “ครับ! นายท่าน! พวกผมผิดไปแล้ว! เจ้านายของพวกผมผิดไปแล้วครับ!” คนบนพื้นโอดครวญน้ำหูน้ำตาไหล

          คนฟังไม่ตอบ เพียงเหลือบมองทหารที่อยู่ด้านข้าง “ให้เหลือคนเดียวพอ”

          ทหารพยักหน้า ยกปืนขึ้นมารัวติดต่อกันหลายนัด คนบนพื้นยังไม่ทันได้ส่งเสียงร้องก็ฟุบนิ่ง คนที่รอดชีวิตคือชายที่เหลือตาข้างเดียว เขายกมือกุมหัวตนเองอย่างหวาดหวั่น เนื้อตัวสั่นเทา ร้องเสียงต่ำไม่ได้ศัพท์อยู่กับพื้น

          “ยังไม่รีบไสหัวไป!” ทหารนายหนึ่งตวาดขึ้น

          ชายผู้นั้นรีบกระเสือกกระสน วิ่งโซซัดโซเซออกไปจากตรอกแห่งนี้

          ซูหมีพยายามหดตัวให้เล็กที่สุดอยู่ที่มุมกำแพง ทว่านายท่านผู้โหดเหี้ยมกลับเงยหน้ามองมา แม้จะเห็นแววตาของเขาได้ไม่ชัดนักแต่ซูหมีกลับรู้สึกตื่นกลัว

          ฆ่าคนปิดปาก... คำคำนี้ผุดขึ้นมาในหัว พวกเขาจะปล่อยเธอไปง่ายๆ หรอกหรือ?

          ขณะที่กำลังรวบรวมสติอยู่ ‘นายท่าน’ ก็เดินมาหาเธออย่างไร้สัญญาณแจ้งเตือนล่วงหน้า

          ภายใต้ไฟถนนที่ส่องสว่าง บุรุษชุดดำดูแข็งแกร่งดั่งหินผาสูงใหญ่ สงบนิ่ง

          ใบหน้าแข็งกระด้างคมคายของชายหนุ่มปรากฏขึ้นท่ามกลางความมืด เครื่องหน้าทั้งห้าบนใบหน้าหล่อเหลาสุขุมราวกับรูปแกะสลักยุคเก่าที่โผล่ขึ้นจากสายธารอันเงียบสงบและมืดมิด

          เขาจับจ้องซูหมี นัยน์ตาคมกล้าเข้มกว่าใครที่เธอเคยพบเจอ ทำให้ผู้คนสัมผัสได้ถึงรังสีบีบคั้นคุกคาม

          ร่างซูหมีแข็งเกร็ง ในที่สุดเขาก็เคลื่อนไหว

          เขายื่นมือปลดสูทตัวนอกของตนออก นี่เดิมสมควรเป็นสัญญาณอันตรายที่สุด ทว่าการเคลื่อนไหวของเขากลับสุขุมนุ่มนวลซูหมีเกิดความสงสัย เขานำสูทตัวนั้นมาคลุมบนร่างเธอ

          ซูหมีได้แต่ชะงักงัน

          ไม่รอให้ซูหมีเอ่ยปากขอบคุณ เขาก็หันหลังกลับ กล่าวด้วยน้ำเสียงไม่ยี่หระ “ฆ่าเธอซะ”

          เขาเดินไปที่รถโดยไม่หันกลับมามอง ทหารที่ยืนอยู่ด้านหลังสุดควักปืนออกมาเล็งตรงหว่างคิ้วของซูหมี

          ใบหน้าของทหารหนุ่มผู้นั้นสงบนิ่งเย็นชา ไม่มีทีท่าลังเลสักนิดที่จะสังหารผู้บริสุทธิ์ นี่เป็นครั้งแรกที่ซูหมีต้องเผชิญหน้ากับปากกระบอกปืน ลำคอพลันตีบตัน สมองขาวโพลน ไม่รู้ว่าควรทำสิ่งใด
จะเจ็บปวดหรือไม่ บางทีความตายก็อาจเป็นแค่ชั่วขณะหนึ่ง แต่วินาทีที่สัมผัสได้ถึงความตายที่อยู่ตรงหน้าเธอกลับรู้สึกตื่นตระหนก เธอไม่ยินยอม

          เธอไม่อยากยอมแพ้ โชคชะตากำลังเล่นตลกอะไรกับเธอกันแน่?

          ทำไมเธอถึงต้องมาอยู่ที่นี่?

          โลกที่เธอเคยใช้ชีวิตอยู่มากว่ายี่สิบสามปีในความทรงจำ มันมีอยู่จริงหรือเป็นแค่ภวังค์ฝันหนึ่งของเธอเท่านั้น?

          เธอยิ้มออกมาอย่างขมขื่น หญิงสาวผอมบางในชุดเสื้อผ้ามอมแมม ถูกห่อหุ้มด้วยเสื้อสูทจนดูเปราะบาง รอยยิ้มขมขื่นสิ้นหวังในค่ำคืนอันมืดมิดทำให้ทหารที่สังหารคนมานับไม่ถ้วนกลับตะลึงงันไปชั่วขณะ

          การกระทำต่อมาราวกับไม่ได้ผ่านการตรึกตรอง ไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของสมอง ราวกับถูกสะกด เธอยื่นมือออกมาอย่างนุ่มนวล จับปากกระบอกปืนอันเย็นเฉียบของทหารนายนั้น

          เธอใช้นิ้วเรียวยาวอันเต็มไปด้วยรอยแผลปัดปากกระบอกปืนที่กำลังเล็งมาที่ตนเองออก ทหารผู้นั้นยังไม่ได้สติจึงไม่ทันได้ลั่นไก

          ทหารนายอื่น เมื่อสัมผัสได้ถึงสถานการณ์ผิดปกติก็หันกลับมาหยิบปืนเล็งมายังเธอ

          ส่วนเธอที่กำลังเผชิญหน้ากับความตายกลับไม่รู้สึกตัวเลยสักนิด รองเท้าหลุดหายในขณะที่วิ่งหนี เธอก้าวไปที่รถยนต์ด้วยสองเท้าเปล่าเปลือยเย็นเฉียบ หยุดอยู่เบื้องหลังบุรุษผู้นั้น เธอคุกเข่าลงช้าๆ กอดขาทั้งสองข้างของเขาไว้เบาๆ

          “ได้โปรด...” เสียงเล็กๆ ของเธอแฝงด้วยความเจ็บปวดที่อัดอั้นมาเนิ่นนาน เธอเงยหน้าขึ้นมองเขา “ได้โปรด อย่าฆ่าฉัน...”

          เธอไม่รู้ว่าเขาคือใคร ไม่รู้ว่าเป็นคนดีหรือไม่ ลูกน้องของเขาสังหารคนมากมายต่อหน้าเธอและก็เป็นเขาที่เอ่ยปากให้ฆ่าเธอ

          ทว่าเขาก็เป็นคนเพียงคนเดียวในช่วงเวลาอันยาวนานที่ผ่านมา เป็นคนที่ยอมใช้เสื้อผ้าสะอาดสะอ้านหรูหราของตนคลุมให้เธออย่างระมัดระวัง

2.ให้ฉันไปงานเลี้ยง?

          ภายใต้แสงจากไฟถนนที่ส่องสว่าง บุรุษผู้นั้นค่อยๆ เบือนหน้ากลับมา เสี้ยวหน้านั้นเย็นชายิ่งกว่าแสงยามค่ำคืน ทั้งๆ ที่ชายผู้นี้ดูไร้ความรู้สึกมากกว่าใคร ทว่าซูหมีกลับเกิดความรู้สึกแปลกประหลาด คิดอยากอ้อนวอนขอความช่วยเหลือจากเขา

          “ฉันไม่เคยช่วยใคร” บุรุษผู้นั้นก้มลงมองนิ้วสกปรกของเธอที่กำลังยึดขากางเกง

          เหล่าทหารที่ยืนอยู่ด้านหลังก้าวตามเข้ามา ก้มตัวเตรียมลากเธอออก เธอไร้เรี่ยวแรงที่จะดิ้นรนจึงทิ้งตัวอยู่กับแขนของพวกเขา

          จังหวะนั้น เธอก็ได้ยินเสียงเย็นชาของเขาดังขึ้น “ฉันทำเพียงการค้าที่มีผลประโยชน์ เธอจะใช้อะไรมาแลกกับชีวิตของเธอ?”

          นอกหน้าต่าง แสงไฟส่องสว่างทั่วทั้งเมืองดุจภาพทิวทัศน์อันงดงามที่ไร้การเคลื่อนไหว

          ห้องที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของบุรุษแข็งกร้าวเย็นชา บังเกิดความอบอุ่นขึ้นมาเล็กน้อย ซูหมีนั่งนิ่งอยู่ที่ขอบเตียง มองไปยังแม่น้ำสีดำเข้มด้านนอกคฤหาสน์ซึ่งกินบริเวณกว้างกว่าภูเขาครึ่งลูกนี้
เมื่อวานขณะที่เผชิญหน้ากับบุรุษผู้กุมชะตาชีวิต เธอไม่รู้ว่าเอาความกล้ามาจากไหนจึงตอบเขาไปเช่นนั้น

          “ฉันมีเพียงสิ่งแลกเปลี่ยนเดียว ขึ้นอยู่กับว่าคุณต้องการหรือไม่?”

          บุรุษผู้นั้นไม่เอ่ยปาก หมุนตัวกลับขึ้นรถ ลูกน้องของเขาจึงจับเธอมัดมือมัดเท้าโยนเข้าไปในกระโปรงท้าย

          อาจเป็นเพราะความเหนื่อยล้า ตื่นตระหนกถึงขีดสุด เธอถึงได้ผล็อยหลับไปในกระโปรงท้ายที่มืดมิด ครั้นตื่นขึ้นมาก็พบว่าถูกทิ้งอยู่ในอ่างอาบน้ำ รอบข้างไร้ผู้คน มีเพียงชุดคลุมอาบน้ำใหม่เอี่ยมของ
ผู้หญิงและขนมปังถาดหนึ่ง

          เธอกินอย่างตะกละตะกลาม ขนมปังทั้งถาดถูกกวาดเรียบไม่มีเหลือ จากนั้นก็ชำระล้างร่างกายจนสะอาดอย่างรวดเร็ว

          นี่เป็นครั้งแรกหลังจากที่เธอทะลุมิติมาแล้วได้กินอิ่ม อาบน้ำจนสะอาด

          นี่คือทั้งหมดที่เธอต้องการในตอนนี้

          ขณะที่เธอสะลึมสะลือใกล้จะหลับอยู่ข้างเตียง ประตูก็ค่อยๆ เปิดออก

          ไฟในห้องสว่างจ้าฉับพลัน เธองัวเงียลืมตา บุรุษซึ่งเย็นชายิ่งกว่าผู้ใดที่กำลังยืนอยู่หน้าประตู

          เขาแต่งกายด้วยเครื่องแบบทหารสีดำที่ต่างจากเมื่อวาน กระดุมสีทองถูกกลัดไล่ยาวเป็นระเบียบจนถึงลำคอยิ่งขับให้เขาดูแข็งกร้าวเย็นชา รูปหน้าเค้าโครงชัดเจน เขาไม่เหมือนกับชายใดที่
ซูหมีเคยพบ คิ้วดำเข้ม สันจมูกโด่งตรง ริมฝีปากหนา เป็นความหล่อเหลาที่คมเข้มแข็งกระด้าง

          เมื่อดวงตาดำขลับเย็นชาคู่นั้นกวาดมองมา แม้จะไม่เอ่ยสิ่งใดก็ทำให้ซูหมีตกใจจนหวาดผวา

          เขายกมือขึ้นปลดกระดุมเม็ดบนสุด ซูหมีไม่เคยปรนนิบัติใครมาก่อน ทว่าหลังจากที่มาถึงดาวดวงนี้เธอก็เรียนรู้ถึงหลักการเอาชีวิตรอด จึงรีบเข้าไปรับเสื้อคลุมของเขามาอย่างเบามือ

          จมูกสัมผัสได้ถึงกลิ่นเหล้าอ่อนๆ ที่โชยมา ซูหมีตื่นตระหนกเล็กน้อย เธอเงยหน้ามองเขาแต่กลับพบนัยน์ตาดำขลับคมกล้าเป็นประกายกำลังจับจ้องอยู่ที่ตน

          นี่คงเป็นคำสั่งที่ไร้สุ้มเสียง

          ซูหมียื่นมือออกไป เริ่มช่วยเขาปลดกระดุมทีละเม็ดๆ ท่ามกลางสายตาบีบคั้น เธอจึงทำได้เพียงมองแผ่นอกกว้าง

          เธอช่วยเขาถอดเสื้อ แผงอกกำยำปรากฏสู่สายตา ลำคอของเขามีสร้อยเงินเส้นบางที่ดูขลังจากความเก่า มีจี้โลหะสีเงินทรงสี่เหลี่ยมขนาดเล็กห้อยอยู่

          รอยแผลเป็นสีแดงน่าสะพรึงพาดผ่านตั้งแต่อกซ้ายลากยาวไปจนช่วงเอวด้านขวา สองมือของซูหมีสั่นเทา เธอยื่นมือไปที่เข็มขัดของเขา แต่ก็ถูกมือใหญ่จับไว้ด้วยเรี่ยวแรงมหาศาล นิ้วสากเชยคางเธอขึ้นเบาๆ

          “นายท่าน...” เธอตื่นตระหนก หลังจากพลัดถิ่นเกิดมาอยู่ที่นี่กว่าครึ่งปี ปลายคางของเธอก็ยิ่งเล็กบอบบาง ภายใต้ฝ่ามือใหญ่ของเขายิ่งขับให้มันดูเปราะบางขึ้นไปอีก

          ใบหน้าสีแทนอันหล่อเหลาอยู่ใกล้ใบหน้าของเธอมาก ความเงียบเข้าครอบงำกดทับเธอราวแผ่นเหล็กกล้า

          ในที่สุดเขาก็คลี่ยิ้ม พินิจมองเธออย่างละเอียดครั้งหนึ่ง จากนั้นก็ยืดหลังตรงก้าวออกจากห้องไป

          หลังจากคืนนั้นซูหมีก็ใช้ชีวิตด้วยความหวาดระแวง ไม่อาจคาดการณ์ถึงอนาคต

          เธอพอจะเดาฐานะของคนผู้นั้นได้ตั้งแต่แรก ทว่าเธอกลับไม่ได้พบเขาบ่อยนัก ในเมืองแห่งความหวัง บุคคลผู้มีชื่อเสียงเช่นเขาสามารถยกมือปิดแผ่นฟ้าก็ยังได้

          สิ่งนี้ทำให้เธอยิ่งหวาดกลัว

          เธอไม่มีทางคิดเข้าข้างตนเองว่าเขาจะยอมปล่อยเธอไป หรือแม้แต่ให้เธอเป็นผู้หญิงของเขา

          เช่นนั้นสิ่งที่กำลังรอเธออยู่ จะเป็นจุดจบยังไงกันแน่?

          บทสรุปนี้ นอกจากซูหมีแล้วคนรอบด้านก็อยากรู้

 

          ในช่วงพลบค่ำหลังจากนั้นอีกห้าวัน

          รถประจำตำแหน่งเพิ่งขับมาถึงสำนักงานกองกำลังแห่งความมั่นคง ผู้ช่วยมู่ที่อยู่แถวหน้าอดไม่ได้ที่จะหันไปถามผู้อำนวยการซางเจิง “หัวหน้า คุณซูผู้นั้นพิเศษยังไงหรือครับ? หลายปีที่ผ่านมานี่เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นหัวหน้ายอมเก็บผู้หญิงสักคนไว้ข้างตัว”

          ซางเจิงจุดบุหรี่มวนหนึ่งขึ้นอย่างไม่สนใจ พ่นควันเป็นวงกลมออกมาเบาๆ น้ำเสียงเย็นชา “นายน้อยของโจวกรุ๊ปที่ผลิตยุทโธปกรณ์ให้กองทัพจะกลับมาสัปดาห์หน้า”

          ผู้ช่วยมู่ได้ยินก็นิ่งเงียบไปชั่วขณะ “ได้ยินมาว่าเขาชอบสาวสวย หน้าตาสะอาดสะอ้าน”

          ซางเจิงเอ่ยต่อเสียงเรียบ “ส่งแมวน้อยไปต่อรองส่วนลดให้เรา มากเท่าไหร่ก็เท่านั้น”

          ผู้ช่วยมู่หัวเราะแล้วไม่เอ่ยถึงหัวข้อสนทนานี้อีก “ส่วนวันมะรืนนี้ ‘โยวม่อเหนียน’ ท่านผู้ว่าการคนใหม่ของเมืองจะจัดงานเลี้ยง หัวหน้าเตรียมจะส่งผู้หญิงคนไหนไปเป็นคู่ควงให้เขาไหมครับ?”

          “หมายถึงบุตรชายคนเดียวของตระกูลโยวคนนั้นน่ะหรือ?”

          “ครับ” ผู้ช่วยมู่พยักหน้า “ตระกูลในสหสัมพันธมิตรลำดับสูงที่สุด”

          “พาแมวน้อยไป” ซางเจิงเอ่ย “ให้คนจัดการเธอให้เรียบร้อย”

          ผู้ช่วยมู่ชะงักงัน เพิ่งเข้าใจว่าซางเจิงต้องการส่งซูหมีไป
ดีลงานทั้งสองงาน เขาเกาศีรษะ “หัวหน้า งานเลี้ยงระดับนั้นผมคิดว่าไม่ค่อยเหมาะสมสักเท่าไหร่  ยังไงซะ คุณซูก็มีชาติกำเนิดต่ำต้อย”

          “งั้นหรือ?” ใบหน้าซางเจิงปรากฏรอยยิ้มบางๆ ออกมา “แต่ฉันชอบทำเรื่องที่ไม่เหมาะสมนี่”

          กาแล็กซี ‘นิรันดร์’ มีดาวเคราะห์อยู่ทั้งหมดแปดดวง ในจำนวนนี้ ห้าดวงแรกถูกสร้างเป็นกลุ่มก้อนของเมืองใหญ่ที่เรียกว่าสหสัมพันธมิตร ซึ่งเป็นแหล่งอาศัยของเผ่าพันธุ์มนุษย์ อีกสามดวงที่เหลือเป็นของเผ่าพันธุ์แมลง สันติภาพระหว่างมนุษย์กับแมลงถูกรักษาไว้อย่างมีเสถียรภาพมายาวนานกว่ายี่สิบปี

          ตระกูลโยวเป็นตระกูลหนึ่งในสหสัมพันธมิตรที่มีอำนาจแข็งแกร่งที่สุดในรอบร้อยปีที่ผ่านมา พวกเขาค่อนข้างมีอิทธิพลเหนือกองทัพทหาร ส่วนโยวม่อเหนียน... บุตรชายคนเดียวของท่านประธานาธิบดีแห่งสหสัมพันธมิตร ‘โยวหลินจวี่’ ก็นับเป็นชายหนุ่มเลือดใหม่ไฟแรงของสภา

 

          “ให้ฉันไปงานเลี้ยง?

          ซูหมีมองคนรับใช้ที่กำลังนำชุดแต่งกาย อัญมณีประดับ และเครื่องสำอางเข้ามาในห้องตามคำสั่งของผู้ช่วยมู่

          “ครับ” ผู้ช่วยมู่มองเธอแล้วยิ้ม “ของเหล่านี้หัวหน้าซื้อมาคุณซูเชิญใช้ได้เต็มที่”

          เพราะความกังวลที่มีมาหลายวัน เมื่อซูหมีได้ยินประโยคนี้ของผู้ช่วยหนุ่ม มุมปากก็ยกขึ้นเล็กน้อย

          ผู้ช่วยมู่หมุนตัวเดินไปยังประตูห้องแต่แล้วจู่ๆ ก็ชะงักฝีเท้า

          คนภายนอกเล่าลือกันว่านายน้อยโจว ชายหนุ่มอีกคนที่ซูหมีต้องดีลด้วยผ่านการร่ำเรียนด้านงานแพทย์มาก่อน เขาถือกำเนิดในตระกูลที่ผลิตยุทโธปกรณ์ส่งกองทัพ แต่กลับมีรสนิยมชื่นชอบความรุนแรง ผู้ช่วยมู่ไม่อยากคิดถึงภาพซูหมีผู้เปราะบาง ต้องเผชิญหน้ากับนายน้อยโจวเอาเสียเลย

          “คุณซู อีกสักครู่ผมจะกลับมาใหม่” เขามองใบหน้าสำรวมของเธอ “คุณสวยมาก ขอให้ดื่มด่ำกับงานเลี้ยงครั้งนี้ให้เต็มที่”

          มองแผ่นหลังของผู้ช่วยมู่ที่ลับหายไปหลังประตู สังหรณ์ร้ายก็พุ่งเข้าจู่โจมหัวใจซูหมี คำกล่าวทิ้งท้ายคล้ายเวทนาและมีลับลมคมในของผู้ช่วยหนุ่มทำให้เธอสงสัย หลังงานเลี้ยงครั้งนี้จุดจบของเธอคงจะมาถึง คงเป็นบทสรุปที่ไม่สวยงามสักเท่าไหร่

          จากนั้นหนึ่งชั่วโมง

          ในฐานะอดีตนักศึกษา น้อยครั้งนักที่ซูหมีจะได้สวมชุดราตรี เธอสวมรองเท้าส้นสูง ยืนจ้องมองตัวเองหน้ากระจกเงาอย่างเหม่อลอย บางทีอาจเป็นเพราะความวิตกกังวลที่เกาะกินหัวใจ เมื่อได้เห็นกระโปรงยาวพลิ้วไหวและผมดำนุ่มสลวยในกระจกจึงตกใจ

          อัญมณีสีฟ้าคราม เครื่องสำอางที่แต่งแต้มบางๆ ช่วยขับใบหน้าที่เคยซีดเซียวให้ดูคมชัด ช่วยเสริมความงามของเธอให้สะดุดตาน่ามองยิ่งขึ้น

          จังหวะนั้น ประตูที่อยู่ด้านหลังก็ค่อยๆ กางอ้า

          “แต่งอย่างนี้ใช้ได้ไหมคะ?” เธอลองแกล้งถามผู้ช่วยมู่ หมุนตัวไปเอ่ยเสียงต่ำ “ไปร่วมงานเลี้ยงครั้งสุดท้ายก่อนที่ฉันจะตาย?”

          ทว่าสิ่งที่ตอบรับกลับเป็นดวงตาดำขลับคู่หนึ่ง

          เธอนิ่งไปชั่วครู่แล้วรีบก้มศีรษะ “นายท่าน”

          ฝีเท้าซางเจิงชะงักเล็กน้อย เขามารับตำแหน่งที่เมืองแห่งความหวังได้ครึ่งปี เคยพบหญิงสาวที่งามล้ำกว่าผู้หญิงตรงหน้ามาแล้วหลายคน ทุกคนต่างก็อ่อนโยน กระตือรือร้นที่จะเข้าหา ทว่านัยน์ตาเศร้าโศกแกมเย้ยหยันยามที่เธอหันมา กลับเป็นครั้งแรกที่หญิงสาวสักคนจะแสดงสีหน้าแบบนี้ใส่เขา

          เฉยเมยแต่กลับเต็มไปด้วยความอัดอั้นตันใจ

          ร่างบางที่ยืนอยู่เบื้องหน้าเขามีประกายตาแฝงแวววิงวอนอ่อนหวาน สองมือกำกระโปรงสีแดงแน่นเหมือนไม่รู้ชะตากรรม เดรสเกาะอกตัวยาวและเครื่องประดับหรูหราช่วยขับใบหน้ากระจ่างตาของเธอให้เด่นชัดราวกับเคลือบด้วยรัศมีอันจางแสง

3.สัตว์เลี้ยงใหม่ของผม

          ที่แท้แมวน้อยก็ไม่ได้มีแค่ ‘อารมณ์’ ว่านอนสอนง่าย อ่อนแอเปราะบาง เธอมีความเงียบสงบและสิ้นหวังฉาบทับก่อให้เกิดความงามของอิตถีเพศในอีกรูปแบบ

          “อย่าคิดหลบหนีในงานเลี้ยงของท่านผู้ว่าการประจำเมือง”ซางเจิงนั่งลงบนโซฟา

          ซูหมียืนนิ่งอยู่กับที่

          จากนั้นก็หันหน้ากลับไปมองซางเจิงแล้วก้าวเข้าไปหาเขาช้าๆ

          คล้ายกับคืนวันนั้น เธอทั้งต่ำต้อยและเปราะบาง เธอคุกเข่าลงเบื้องหน้าเขาพร้อมกระโปรงยาวสีแดงสด

          เขาไม่เอ่ยสิ่งใด ดวงตาดำขลับจับจ้องทุกการกระทำของเธอ

          “หนีหรือ... ฉันไม่แม้แต่จะกล้าคิด” เธอเงยหน้ามองเขาดุจเป็นสัตว์เลี้ยงตัวหนึ่ง “นายท่าน ให้ฉันอยู่ข้างกายคุณต่อไม่ได้หรือ?”

          ซางเจิงหลุบตามองหญิงสาวที่เกาะขาของเขาราวกับลูกแมวน้อย ผมดำยาวสลวยเหมือนแพรไหม เอวคอดที่โอบได้หมดในแขนเดียว ใบหน้าเล็กเรียว นัยน์ตาสุกสกาวระคนโศกแต่ทอแสงระยิบระยับเป็นประกาย

          “เก็บเธอไว้ทำไม?” เอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่ยี่หระ “เธอทำอะไรก็ไม่เป็น”

          ซูหมีเงียบอยู่ไม่กี่วินาที

          รอยยิ้มบางๆ ของเธอผุดขึ้นมา เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจระคนยอมแพ้

          “ฉันเรียนรู้ได้...ไม่ว่าสิ่งใดก็เรียนรู้ได้” เธอเอ่ยเสียงแผ่ว ยื่นมือออกไปกอดเอวซางเจิงแล้วส่งตัวเองเข้าสู่อ้อมอกเขา ก่อนหน้านี้หากกล้าตอแยมีแต่จะทำให้ซางเจิงผลักไสอย่างเย็นชา ทว่าวันนี้เธอดูบอบบางน่าเวทนา ทำให้แววตาของเขาดำดิ่ง ลำคอพลันแห้งผาก

          เขาไม่ตอบ เพียงก้มลงมองเครื่องประดับที่อยู่บนใบหูของซูหมี

          แมวน้อยตัวนี้เหมือนดั่งสาวกที่มีใจสวามิภักดิ์ โอนอ่อน นอบน้อมต่อเจ้าของอย่างน่าสงสาร

 

          กลิ่นหอมของดอกไม้ในสวนกลางแจ้งโชยมาเข้าจมูก

          สระน้ำสีมรกตเข้ม การประดับประดาด้วยแสงไฟสีเงินตามเถาวัลย์ไม้ ทำให้บรรยากาศดูอบอุ่น สดใส

          ชายหนุ่มในชุดสูทสีเทาเข้ม ถือแก้วเหล้ายืนอยู่ใต้ร่มไม้เขียวขจี ใบหน้าหล่อเหลาหมดจด รอยยิ้มอบอุ่นเป็นมิตร ทุกครั้งที่มีแขกเดินเข้ามาในสวนดอกไม้เขาก็จะคลี่ยิ้มพลางก้าวเข้าไปทักทาย เหล่านักข่าวที่อยู่ด้านข้างถ่ายรูปมือเป็นระวิง เก็บภาพการเคลื่อนไหวที่เปี่ยมไปด้วยมารยาทและรอยยิ้มบางๆ ของท่านผู้ว่าการประจำเมืองคนใหม่

          โยวม่อเหนียนดึงดูดให้ผู้คนสนใจได้เสมอ อาจเพราะเบื้องหลังเขามีตระกูลทรงอำนาจค้ำจุนอยู่ แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า เมื่อได้พบเป็นครั้งแรกรูปโฉมอันหล่อเหลาและบุคลิกของเขาก็ทำให้ผู้คนสะดุดตา แม้จะเกิดในตระกูลนักปกครอง แต่โยวม่อเหนียนเคยใช้ชีวิตในกองทัพมานานถึงแปดปี จึงไร้ความเจ้ายศเจ้าอย่างและไม่เงียบขรึมเหมือนนักการเมืองคนอื่นๆ สิ่งเหล่านี้ทำให้คนทั่วไปรู้สึกว่าเขาเป็นดั่งทะเลสาบ ใสสะอาด บริสุทธิ์ และมั่นคง

          โยวม่อเหนียนพินิจมองแขกที่มาร่วมงานในวันนี้ เขารู้ดีว่าบุคคลสำคัญที่สุดยังไม่ปรากฏกาย

          งานเลี้ยงเริ่มมากว่ายี่สิบนาที บุรุษที่แต่งกายด้วยชุดสูทดำในที่สุดก็ปรากฏตัวพร้อมกับคู่ควงสาวที่คล้องแขนเขาเดินเข้ามาในงาน บรรยากาศทั้งงานพลันเงียบสงบ

          โยวม่อเหนียนกวาดตามองบุคคลซึ่งได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่สามารถเรียกลมเรียกฝนในเมืองนี้ได้ ‘ซางเจิง’

          โยวม่อเหนียนได้ยินมาว่าตอนที่ซางเจิงเป็นรองผู้อำนวยการกองกำลังแห่งความมั่นคงในเมืองอิสรภาพก็ไม่ใช่คนเย่อหยิ่งอวดดี แต่พอเลื่อนขั้นมารับตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการกองกำลังแห่งความมั่นคงที่เมืองแห่งความหวังกลับพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ เปลี่ยนสไตล์การทำงานที่เคยเป็นอนุรักษนิยมมาเป็นอีกแบบ

          ซางเจิงใช้ระบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน กองทัพที่เดิมอ่อนแอก็ถูกเขาฝึกฝนจนเปลี่ยนเป็นกลุ่มอันธพาล เป็นสาวกที่ไม่กลัวตาย ออกลาดตระเวนเหิมเกริมไปทั่วทั้งเมือง เขาใช้วิธีนอกกฎหมายจัดการกับคนไม่ดี ภาษีของเมืองแห่งความหวังนับวันยิ่งจัดเก็บได้สูงขึ้นเรื่อยๆ และผู้ที่ได้ประโยชน์มากที่สุดก็คือซางเจิงเอง

          กล่าวกันว่าเมืองแห่งความหวังเคยเป็นเมืองแห่งความพินาศ ไร้กฎเกณฑ์ ทว่าตอนนี้กลับมีซางเจิงเป็นกฎหมาย

          โยวม่อเหนียนคิดว่าจะต้องได้พบกับผู้อำนวยการกองกำลังแห่งความมั่นคงที่หยาบกร้านอารมณ์ร้าย แต่สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น

          ซางเจิงเป็นชายหนุ่มที่หล่อเหลา สุขุมมั่นคงราวต้นสนที่ตั้งตระหง่าน เครื่องแต่งกายสีดำยิ่งขับให้เครื่องหน้านั้นดูคมชัดราวกับไม่มีสิ่งใดจะมาพันธนาการเขาได้ ยามที่ดวงตาดำขลับกวาดมองมาก็ทำให้โยวม่อเหนียนรู้สึกถึงความน่าเกรงขาม เยือกเย็นยิ่งกว่าท่านผู้บัญชาการคนใดในกองทัพ

          ไร้ความเหิมเกริมหยิ่งทะนงดั่งที่จินตนาการไว้ ทว่าภายใต้ใบหน้าสงบนิ่งนั้นกลับทำให้ผู้คนสัมผัสได้ถึงความโหดเหี้ยมของเขาที่แผ่ออกมาจากแกนกระดูก

          “ผู้อำนวยการซาง!” โยวม่อเหนียนก้าวเข้าไปทักทาย “ยินดีต้อนรับครับ!”

          ซางเจิงจับจ้องเขาพร้อมคลี่ยิ้ม “ท่านผู้ว่าการประจำเมือง ผมได้ยินชื่อเสียงของคุณมานาน! ยินดีต้อนรับสู่เมืองแห่งความหวัง”

          “ได้ร่วมงานกับผู้มีความสามารถเช่นผู้อำนวยการถือเป็นเกียรติของผมยิ่งนัก”

          “ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ”

          นักข่าวที่มีความกล้ารีบหยิบกล้องขึ้นมาเก็บภาพทั้งสองคนจับมือกัน

          สายตาเย็นชาของซางเจิงกวาดมองไป “ไม่รู้หรือ ว่าผมไม่ชอบถูกถ่ายรูป?”

          พวกนักข่าวประสานสายตากันแล้ววางกล้องลง โยวม่อเหนียนเห็นเหตุการณ์โดยตลอด เขาเหลือบมองคู่ควงสาวที่ยืนสงบเสงี่ยมอยู่ข้างกายซางเจิง

          “ท่านนี้คือ?”

          “สวัสดีค่ะท่านผู้ว่าการประจำเมือง” น้ำเสียงซูหมีนอบน้อมสงบนิ่ง “ฉันชื่อซูหมี”

          ซางเจิงยิ้มเล็กน้อย จูบที่ขมับซูหมีเบาๆ ครั้งหนึ่ง “สัตว์เลี้ยงใหม่ของผม”

          โยวม่อเหนียนตะลึง

          ได้ยินมาว่าซางเจิงไม่ชอบเข้าใกล้ผู้หญิง ทุกครั้งที่เข้าร่วมงานเลี้ยง แม้จะพาคู่ควงที่มีชื่อเสียงมาด้วยแต่ก็มักเย็นชาใส่ วันนี้กลับพาหญิงสาวนิรนามมาออกงาน

          เธอตัวเล็กบอบบาง ใบหน้ากระจ่างใส ผิวพรรณขาวซีดเครื่องหน้าทั้งห้าเรียบง่ายนุ่มนวลดั่งภาพร่าง ทำให้คนมองรู้สึกสงบ แววตาเธอสำรวม หม่นหมอง ขณะที่เดินเข้างานเมื่อสักครู่เธอซวนเซจนเกือบล้ม หากไม่ใช่เพราะซางเจิงตาไวโอบเธอเข้ามาแนบอก เธอคงสะดุดกระโปรงตนเองล้มลงไปแล้ว

          สำเนียงของหญิงสาวฟังไม่ค่อยชัด

          ทำไมซางเจิงถึงได้พาคู่ควงแบบนี้มา?

          งานเลี้ยงนี้มีแต่หญิงสาวสูงศักดิ์งดงาม บ้างก็เป็นบุตรสาวของผู้อำนวยการกรมต่างๆ บ้างก็เป็นน้องสาวของหัวหน้าผู้บัญชาการทุกคนมาเพื่อแสดงความสามารถด้านดนตรีหรือเต้นรำ เสียงเพลงและการแสดงของพวกเธอล้วนน่าชมสร้างความจรรโลงใจ

          ค่ำคืนนี้อากาศหนาว ดาวบริวารเวินซากับโยวซาโผล่ขึ้นกลางท้องฟ้า ซูหมีแหงนหน้ามองดวงจันทร์ทั้งสองดวงด้วยรอยยิ้มขมขื่น

          “ยิ้มอะไร?” ซางเจิงที่กำลังกล่าวทักทายกับเหล่าแขกสูงศักดิ์พลันหันหน้ากลับมาเอ่ยถาม

          เมื่อคืนซูหมีทำใจกล้าเสนอตัวปรนนิบัติซางเจิงอย่างหน้าไม่อาย เพื่อพิสูจน์ว่าตนเองก็มีประโยชน์ทว่ากลับถูกเขาผลักออกกลางคัน เขาดึงกางเกงแล้วลุกขึ้น ไม่เอ่ยสิ่งใดก็ออกจากห้อง เหลือเพียงเธอกับกระโปรงที่ยับยู่ยี่นั่งอย่างเหม่อลอยอยู่บนพื้น สังหรณ์อันเลวร้ายยังคงค้างอยู่ในใจ

          ซูหมีหันไปมองใบหน้าเย็นชาของเขาก่อนตอบ “หากมีดาวบริวารเพียงดวงเดียวคงดีไม่น้อย”

          “ถ้ามีดาวบริวารเพียงดวงเดียว” ซางเจิงมองเธอ “แรงกระทำและวงโคจรของดาวเคราะห์ดวงนี้จะเปลี่ยนไป พวกเราทุกคนก็จะตาย”

           ซูหมีชะงักนิ่ง

          “เธอรู้สึกว่าการที่เป็นเช่นนั้นดีจริงหรือ?” ซางเจิงจ้องเธอ

          “ไม่!”

          “ท่านผู้ว่า ท่านเลขาหลิว เชิญมองทางนี้ครับ!” มีคนเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงสุภาพ

          แสงแฟลชสว่างวาบไม่หยุด ซูหมีมองไปก็เห็นเหล่าชายหญิงแต่งตัวดีกำลังยืนอยู่ที่ทางเข้าห้องโถงกลางด้วยท่วงท่าสง่างามสุภาพ พวกเขากำลังคลี่ยิ้มให้ช่างกล้อง โดยมีท่านผู้ว่าการประจำเมืองที่ดูจริงใจคนนั้นยืนอยู่ตรงกลาง

          จังหวะนั้นเองซูหมีก็รู้สึกถึงแรงลมเบาๆ ที่พัดผ่านหน้ายังไม่ทันตั้งสติข้างกายเธอก็ว่างเปล่า

          “อ๊าก!” เสียงกรีดร้องดังขึ้น

          ซูหมีรีบหันไปมองก็พบว่าตำแหน่งที่ช่างกล้องกำลังถ่ายรูปอยู่นั้นมีชายวัยกลางคนกำลังจับแผ่นอกของตัวเองก่อนล้มลงไป เบื้องหน้าเขามีชายชุดดำร่างสูงใหญ่กำลังกดคนผู้หนึ่งไว้ที่พื้นอย่างแน่นหนา

          ทั้งสองคนเงยหน้าขึ้นพร้อมกัน นั่นก็คือซางเจิงและโยวม่อเหนียน พวกเขาควักปืนออกมาพร้อมกันพลางกวาดตามองไปรอบทิศอย่างระมัดระวัง

          เมื่อเห็นเลือดทุกคนต่างพากันตื่นตกใจ กรีดร้องตะโกนวิ่งหนีตาย ฉับพลันสวนดอกไม้ก็เกิดความโกลาหล

          “ปัง! ปัง! ปัง!” ครั้งนี้ซูหมีได้ยินเสียงปืนดังชัดเจน มันดังสับสนจนไม่รู้ว่าถูกยิงมาจากทิศใด แต่เมื่อได้ยินเสียงปืนใกล้เข้ามา เธอตกใจจึงรีบก้มศีรษะพุ่งตัววิ่งเข้าไปหลบข้างเท้าของซางเจิง

          วินาทีต่อมาก็มีมืออันแข็งแรงพยุงเธอขึ้นจากพื้น เธอเงยหน้าอย่างงุนงงก็เห็นชายในชุดดำที่หายไปก่อนหน้านี้ ภายใต้สถานการณ์อันสับสนวุ่นวายเธอรู้สึกใจชื้นขึ้นมาเล็กน้อย

          มีคนกลุ่มหนึ่งเข้ามาล้อมปกป้องทั้งซางเจิงและโยวม่อเหนียนไว้ อาศัยกำแพงของห้องโถงใหญ่ในการยิงปะทะกับพวกลอบสังหาร ในสวนดอกไม้มีคนมากมายถูกยิงล้มลง ส่วนซูหมีที่อยู่ท่ามกลางบุรุษร่างสูงใหญ่เชื่อว่านี่คือจุดที่ปลอดภัยที่สุด

4.คุมตัวไป

          ชัดเจนว่าเมื่อเริ่มมีการลอบสังหาร ซางเจิงได้ช่วยชีวิตโยวม่อเหนียน ขณะนี้ทั้งสองต่างหยิบปืนขึ้นมา ยืนอยู่คนละมุมของประตูห้องโถง คนอีกกลุ่มค่อยๆ ลอบเข้าไปทางสวนดอกไม้อีกด้านเพื่อโอบล้อมพวกลอบสังหารและรอจู่โจมกลับ

          “เธอไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วหรือ?” ซางเจิงที่ยืนอยู่เบื้องหน้าเธอพลันถามขึ้นโดยที่ไม่แม้แต่จะหันมามอง “ถึงเลือกที่จะวิ่งเข้ามาในดงกระสุน!”

          “ฉันวิ่งมาหาที่ที่ปลอดภัยที่สุดต่างหาก” ซูหมีตอบด้วยเสียงต่ำเบา ถ้าเธอยังอยู่ที่ซุ้มดอกไม้ป่านนี้คงโดนยิงจนพรุน ดีที่ตัดสินใจไม่ผิด คนพวกนี้แม้แต่โยวม่อเหนียนยังกล้าลอบสังหารแล้วจะปล่อยหญิงสาวข้างกายซางเจิงไว้ได้ยังไง?

          การปะทะทั้งดุเดือดและอันตราย มีคนล้มลงอย่างต่อเนื่องทว่าซูหมีที่อยู่ท่ามกลางเสียงปืนกล เสียงกรีดร้อง และเสียงร้องไห้ของผู้หญิงด้านข้างกลับรู้สึกสงบอย่างประหลาด

          เธอไม่มีกำลังความสามารถจะไปเปลี่ยนแปลงสิ่งใด หากซางเจิงชนะเธอก็มีชีวิตอยู่ต่อ แต่ก็เป็นแค่สินค้าชิ้นหนึ่ง หากเขาแพ้เธอก็แค่ตายพร้อมเขา เธอไม่มีสิ่งใดต้องระลึกถึงและไม่มีสิ่งใดต้องสูญเสีย แล้วจะกังวลไปเพื่ออะไร

          ดังนั้นซูหมีจึงไม่ยื่นหน้าออกไปมองสถานการณ์แต่กลับมองภาพทิวทัศน์นอกหน้าต่างบานใหญ่ มองต้นไม้และเถาวัลย์ที่ห้อยลงมา ดวงจันทร์สองดวงส่องสว่างบนผืนฟ้า

          โยวม่อเหนียนพาคนกลุ่มหนึ่งถอยกลับมา เขาคุกเข่าประชิดตัวซางเจิง เอ่ยเสียงทุ้มต่ำ “ขอบคุณมาก”

          “ไม่จำเป็น” น้ำเสียงซางเจิงเย็นชา “คุณถูกลอบสังหารในเมืองแห่งความหวังถือว่าเป็นความสะเพร่าต่อหน้าที่ของผม”

          “ระวัง!”

          เหนือความคาดหมายของทุกคน ไม่เหมือนเสียงกรีดร้องของผู้อื่น ซูหมีที่นิ่งเงียบมาโดยตลอดกลับตะโกนออกมา

          โยวม่อเหนียนเพียงรู้สึกว่ามีร่างนุ่มชนเขาจากด้านหลังจากนั้นก็ได้ยินเสียงครางเบาๆ เขาหมุนตัวกลับไปอย่างระมัดระวังก็เห็นร่างของซูหมีที่ค่อยๆ ลื่นไหลผ่านตัวเขาลงไปกองที่พื้น

          เธอใช้มือปิดไหล่ตนเอง เลือดค่อยๆ ซึมผ่านร่องนิ้วออกมา ขมวดคิ้วแน่น ดูเหมือนจะเจ็บปวดมาก

          “ปัง!” บอดี้การ์ดยิงนักฆ่าที่ซุ่มอยู่นอกหน้าต่างจนล้มลงแล้วหันไปเอ่ยกับโยวม่อเหนียน “ท่านครับ! เมื่อสักครู่คุณผู้หญิงช่วยบังกระสุนแทนท่านไว้!”

          โยวม่อเหนียนรีบประคองซูหมีไว้อย่างระมัดระวัง ในขณะที่เขาสัมผัสร่างของเธอก็รู้สึกได้ถึงอาการเกร็งตัวเล็กน้อยราวกับไม่ต้องการให้คนแปลกหน้าแตะต้อง

          “คุณเป็นยังไงบ้าง?” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยถาม “ขอบคุณมาก คุณซู”

          “ไม่เป็นไร...” ซูหมีเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง “ท่านผู้ว่าไม่ต้องสนใจฉัน...” เธอพยายามดิ้นรนภายในอ้อมกอดเขา

          “เจ็บจัง...” เธอร้องออกมา ดวงตาโตเบิกกว้าง

          โยวม่อเหนียนกดบาดแผลเธอไว้เพื่อช่วยห้ามเลือด อาจเป็นเพราะความเจ็บปวดนั้นมากเกินกว่าที่เธอจะรับไหว อาการและคำพูดที่เคยต่อต้านเขาจึงลดลงหลายส่วน น้ำเสียงอ่อนแรงแกมสะอื้น “เจ็บมากเลย... รบกวนท่านช่วยตีฉันจนสลบทีได้ไหมคะ?”

          คำร้องขอนี้ทำให้โยวม่อเหนียนอยากหัวเราะ เขาเอ่ยปลอบน้ำเสียงอ่อนโยน “อย่ากลัว หมอจะมาแล้ว” เขาส่งซูหมีให้หญิงสาวด้านข้างแล้วหันกลับไปสู้อีกครั้ง

          หลังจากนั้นห้านาที

          เหล่าบอดี้การ์ดและกองทัพทหารก็มาถึง เสียงปืนสงบลงพวกทหารและแพทย์รีบเข้ามาควบคุมสถานการณ์ จัดการจับผู้ร้ายมัดไว้ พร้อมช่วยเหลือผู้ที่บาดเจ็บ

          ไม่นานนักฆ่าที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ถูกคุมตัวมาเบื้องหน้าซางเจิงและโยวม่อเหนียน

          ทหารจัดการถอดกรามของพวกผู้ร้ายออกอย่างชำนาญเพื่อไม่ให้กลืนยาพิษฆ่าตัวตาย นักฆ่าคุกเข่าลงกับพื้น สีหน้าเคร่งขรึมไร้อาการหวาดกลัว

          “คนที่พร้อมยอมตายเหล่านี้ไม่มีทางที่จะสารภาพ”โยวม่อเหนียนเอ่ย เขามองไปยังซางเจิง น้ำเสียงคล้ายมีแววเย้ยหยัน “ไม่เป็นไร ผมเผชิญหน้ากับการลอบสังหารมาไม่น้อย ศัตรูของตระกูลโยวมีนับไม่ถ้วน ไม่รู้ว่ามีคนมากเท่าไหร่ที่ต้องการชีวิตผม เพราะเพิ่งมาที่นี่ครั้งแรก ผมคงประมาทเกินไปหน่อย”

          “พวกเขาจะต้องสารภาพ” ซางเจิงสั่งการลูกน้องด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “คุมตัวไป”

          แต่โยวม่อเหนียนยื่นมือออกไปจับแขนซางเจิงไว้ ซางเจิงชายตามองเขานิ่งๆ

          “ผู้อำนวยการซาง” โยวม่อเหนียนเอ่ยทีละคำ “อย่าใช้การลงทัณฑ์ด้วยวิธีส่วนตัว! แม้พวกเขาจะทำความผิดร้ายแรง แต่ยังไงเราก็ยังมีกฎหมายที่เข้มงวด พวกเขาจะต้องได้รับการสอบสวนที่เปิดเผยยุติธรรม”

          “ผมจะจัดการยังไง...” สีหน้าซางเจิงไร้อารมณ์พลางดึงแขนออกมา “คุณไม่จำเป็นต้องกังวล”

          “คุณ...”

          “วางใจเถอะ” ซางเจิงหันหน้าไปทางอื่นไม่คิดจะมองโยวม่อเหนียน เอ่ยช้าๆ “คนของผมรู้หนักเบา จะต้องเหลือคนรอดชีวิตมารับการไต่สวนอันแสนยุติธรรมแน่นอน”

          “...”

          เวลานั้น เปลที่แบกซูหมีซึ่งบาดเจ็บก็ผ่านมา สีหน้าเธอซีดขาว ตาปรือ แพขนตาสั่นระริก

          มือของซางเจิงสอดอยู่ในกระเป๋ากางเกง เขาเดินเข้าไปก้มศีรษะมองเธอจากมุมสูง

          ซูหมีที่สะลึมสะลือจากยาระงับอาการปวด คลับคล้ายคลับคลาว่าเห็นชายชุดดำผู้คุ้นเคยจึงรีบเผยรอยยิ้มอ่อนน้อม พยายามที่จะยันตัวขึ้นแต่กลับถูกเหล่าพยาบาลกดตัวไว้

          “วันนี้เธอห้ามขยับ” ซางเจิงจ้องใบหน้าซีดขาวของเธอ “พรุ่งนี้จะมารับ”

          “สร้างความลำบากให้นายท่านแล้ว” เธอฝืนยิ้มออกมา

          แต่เขากลับโน้มตัวลงไป ลมหายใจอุ่นร้อนรินรดอยู่ข้างใบหูที่เย็นเฉียบของเธอ “ยินดีพลีชีพเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น ยิ่งใหญ่ได้ขนาดนี้เชียวหรือ?”

          ซูหมีชะงัก สองมือกำขอบเปลแน่นแล้วค่อยๆ คลายออก

          เหนือความคาดหมายของซางเจิง ใบหน้าเธอค่อยๆ ปรากฏรอยยิ้มอ่อนหวาน เปราะบางขึ้นมา

          เธอเงยหน้าขึ้นประสานสายตากับนัยน์ตาพินิจเย็นเฉียบของเขา นี่เป็นครั้งแรกที่แววตาเธอไร้ซึ่งการอ่อนข้อ “นายท่าน ฉันแค่รู้สึกว่า...คนที่ช่วยชีวิตท่านผู้ว่า...คงไม่มีทางที่จะตายไปโดยไร้สาเหตุหรอกกระมัง”

 

          คฤหาสน์ของผู้อำนวยการกองกำลังแห่งความมั่นคงตั้งอยู่ริมแม่น้ำในเขตที่ดินที่ราคาสูงสุด

          บริเวณคฤหาสน์มีตึกสีขาวขนาดเล็กตึกหนึ่ง มันมีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก

          นักโทษที่รอดชีวิตออกมาจากตึกขาวต่างเล่าขานต่อๆ กันมาว่าสถานที่แห่งนี้ราวกับนรก การมีชีวิตอยู่เลวร้ายยิ่งกว่าตาย ทหารผู้มีหน้าที่ทรมาน เค้นคำสารภาพเรียกที่แห่งนั้นว่า ‘โรงงานแปรรูปร่างกาย’

          ช่วงพลบค่ำ ซางเจิงในชุดเครื่องแบบสีดำนั่งอยู่บนโซฟาชั้นบนสุดของตึก ละเลียดจิบชาอย่างเชื่องช้า

          ไม่นานทหารร่างกำยำคนหนึ่งก็เดินมาทำความเคารพเบื้องหน้าซางเจิง

          ซางเจิงเอ่ยถามโดยไม่เงยหน้า “ได้ผลแล้วหรือ?”

          เบื้องหลังทหารนายนั้น บุรุษสิบกว่าคนถูกตอกตรึงอยู่กับขื่อลงทัณฑ์ มองไกลๆ ราวกับเป็นเพียงเลือดกองหนึ่ง

          มือของทหารมีคราบเลือดที่ยังไม่แห้ง เขาตอบกลับว่า “ครับท่าน ตามคำให้การของพวกเขาเมื่อรวมกับข้อมูลอื่นๆ น่าจะเป็นการลอบสังหารจากขั้วตรงข้ามทางการเมืองของโยวม่อเหนียน”

          ซางเจิงพยักหน้า สายตากวาดไปยังด้านหลังทหารก่อนเอ่ย “นำรายงาน กับนักโทษที่ยังมีชีวิตอยู่ส่งไปให้ท่านผู้ว่า”

          “ครับ ท่านวางใจได้” ทหารนายนั้นหัวเราะ

          ซางเจิงเดินออกมาขึ้นรถที่จอดรออยู่ ผู้ช่วยมู่ยิ้มพลางเอ่ย“เมื่อวานโยวม่อเหนียนถูกช่วยชีวิต ถือว่าติดหนี้บุญคุณหัวหน้าครั้งใหญ่” เขาชะงักไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ยต่อ “คุณซูก็ช่างกล้าหาญเสียจริง ก่อนหน้านี้มองแทบไม่ออก”

          ซางเจิงเอ่ย “เธอถูกบีบจนนั่งไม่ติด”

          “ถูกบีบจนนั่งไม่ติด?” ผู้ช่วยมู่ชะงักนิ่ง พลันคิดเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ “อีกสองวันนายน้อยโจวก็จะมาแล้ว แต่คุณซูได้รับบาดเจ็บ...”

          “เปลี่ยนคน”

          “เช่นนั้น จะจัดการกับคุณซูยังไงครับ?” ผู้ช่วยมู่เอ่ยถาม

          ซางเจิงเงียบ

          เริ่มแรกซางเจิงเข้าใจว่าซูหมีเป็นแค่หญิงสาวเปราะบาง หากไม่ใช่เพราะท่าทางที่เธอเกาะขาเขา ใบหน้าเปื้อนคราบสกปรกและนัยน์ตากระจ่างใสที่ทำให้ใจคนสั่นไหวคู่นั้น เขาคงไม่มีทางปล่อยเธอไว้

          การตรวจสอบภูมิหลังของซูหมียิ่งทำให้ซางเจิงพอใจ เธอเป็นกำพร้า ยากจน อาศัยอยู่ในเขตหลันเกอที่แร้นแค้นและวุ่นวายมาครึ่งปี ไร้สถานะ ไม่มีใครรู้ประวัติความเป็นมา กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือแม้เธอจะหายไปก็ไม่ส่งผลต่อสิ่งใด

          ความว่องไวและการตัดสินใจที่เฉียบขาดของซูหมีเหนือความคาดหมายของซางเจิง เธอสามารถสัมผัสถึงสถานการณ์อันเลวร้ายในจังหวะสำคัญก็ปฏิบัติการได้อย่างรวดเร็ว กล้าสร้างความพึงพอใจให้กับเขาโดยไม่สนใจสิ่งใด

          ทำให้เขารู้สึกว่าการมีสัตว์เลี้ยงสักตัวก็ดูไม่เลว

          ยอมเสี่ยงชีวิตบังกระสุน อาจฟังเป็นเรื่องง่าย ทว่าซางเจิงรู้ดีว่าคนธรรมดาทั้งชีวิตก็อาจไม่กล้าที่จะเผชิญหน้ากับปืน คนส่วนใหญ่เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายมักไม่กล้าที่จะใช้ชีวิตเป็นเดิมพันในระยะเวลาอันสั้น

          แต่ซูหมีกลับตรึกตรองได้ถี่ถ้วน ลงมืออย่างเฉียบขาด เธอรู้ว่าการช่วยชีวิตโยวม่อเหนียนคือหนทางรอดของตนเอง ดังนั้นจึงทำเรื่องที่ทุกคนต้องตื่นตะลึง ที่แท้ภายใต้รูปลักษณ์ที่แสนเปราะบางกลับซ่อนเด็กสาวที่กล้าล้อเล่นกับโชคชะตา

          เมื่อคิดถึงจุดนี้ซางเจิงก็ช้อนตาขึ้น มุมปากปรากฏรอยยิ้มพึงใจบางๆ “ซีถิง หากฉันทำเรื่องดีๆ ขึ้นมาสักเรื่อง มันจะดูประหลาดหรือเปล่า?”

          ผู้ช่วยมู่นิ่งอึ้ง “หัวหน้า คำถามนี้ผมไม่ทราบว่าควรจะตอบอย่างไร...เป็นเรื่องค่อนข้างยากที่จะคาดคิด”

          ซางเจิงผงกศีรษะ “ดังนั้นฉันจึงทำเรื่องดีๆ ไม่ได้ แต่ว่า...ผู้มีพระคุณของท่านผู้ว่าคงไม่ควรที่จะตายไปอย่างไร้สาเหตุใช่ไหมล่ะ?”

5.กลัวผมหรือ?

          ก่อนที่รถของซางเจิงจะมาถึงคฤหาสน์ของผู้ว่าการประจำเมือง

          ซูหมีเพิ่งจะฟื้นขึ้นมาก็พบกับแขกคนแรกที่มาเยี่ยม

          ท่านผู้ว่าหนุ่มอยู่ในชุดลำลอง คิ้วรูปดาบ ตาเป็นประกายรอยยิ้มอ่อนโยน

          “คุณซู ดีขึ้นหรือยังครับ?” เขานั่งลงข้างเตียง สายตาจับจ้องใบหน้าไร้สีเลือดของเธอ

          “ดีขึ้นมากแล้วค่ะ” ซูหมีรีบผงกศีรษะ “ไม่ค่อยเจ็บแล้ว”

          โยวม่อเหนียนนึกถึงเมื่อวานที่เธอขมวดคิ้วร้องไห้พลางขอร้องให้เขาตีเธอให้สลบขึ้นมาอย่างไม่ตั้งใจ เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ขอโทษ”

          “อะไรคะ?”

          “เมื่อวานผมไม่กล้าลงมือตีหญิงสาวบอบบางที่ช่วยรับกระสุนแทนผมให้สลบได้”

          อารมณ์ขันของเขาเพียงทำให้ซูหมีเผยรอยยิ้มสำรวมและมีมารยาทออกมาเท่านั้น

          ทั้งสองต่างนิ่งเงียบ

          โยวม่อเหนียนจ้องมองซูหมีตลอดเวลา สายตาคมกริบตรงไปตรงมาของชายชาติทหารทำให้เธอหลุบตาลงไม่กล้าสบตาด้วย

          “กลัวผมหรือ?”

          “ไม่ใช่ค่ะ” เธอตอบอย่างระมัดระวัง

          “อีกไม่นานผู้อำนวยการซางก็จะมาแล้ว” เขาเอ่ยอย่างอ่อนโยน

          “ค่ะ” น้ำเสียงราบเรียบ ไม่บ่งบอกถึงอารมณ์ที่ซ่อนอยู่

          โยวม่อเหนียนมองมือซูหมีที่กำผ้าห่มแน่น ทั้งยังมีพันแผลหนาเตอะที่หัวไหล่ ในที่สุดก็ถามขึ้นอย่างอดไม่ได้ “คุณซูช่วยชีวิตผมคุณเป็นผู้มีพระคุณของผม”

          ซูหมียิ้มออกมาอย่างอดไม่อยู่

          “ดังนั้น...คุณจะให้ผมตอบแทนยังไง?”

          เธอไม่ตอบ

          “เงิน? อัญมณี? เส้นสาย?” เขาเอ่ยช้าๆ “หรือบางทีอาจเป็น...อิสรภาพ?”

          ใจซูหมีกระตุก เธอช้อนสายตาขึ้นมองเขา

          แววตานี้ยิ่งทำให้โยวม่อเหนียนมั่นใจในการคาดเดาของตน ทันทีที่ได้พบ เขาก็รู้ว่าซูหมีกับซางเจิงไม่ใช่คนที่เดินในเส้นทางเดียวกัน สัญชาตญาณทำให้เขาคิดถึงการบีบบังคับเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ

          เขาจับจ้องเธอก่อนเอ่ย “ถ้าหาก...คุณต้องอยู่ข้างกายใครบางคนเพราะถูกบีบบังคับก็ขอให้บอก ผมจะช่วยคุณเอง”

          ภายใต้สายตาที่เต็มไปด้วยการให้กำลังใจของโยวม่อเหนียน ซูหมีมองเขาเงียบๆ อยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะคลี่ยิ้ม

          “ท่านกำลังล้อฉันเล่นอยู่หรือคะ? ฉันเต็มใจที่จะอยู่ข้างกายผู้อำนวยการซาง”

          โยวม่อเหนียนชะงักนิ่ง มองรอยยิ้มบนใบหน้าเธอก่อนเอ่ย “คุณไม่เชื่อใจผม?”

          ซูหมีส่ายหน้า

          โยวม่อเหนียนจ้องเธออย่างไม่ค่อยเชื่อ ดื้อรั้นต้องการคำตอบ ซูหมีจึงทำได้เพียงยิ้มขมขื่น “สิ่งที่ฉันต้องการ ท่านไม่สามารถให้ได้หรอกค่ะ”

          โยวม่อเหนียนได้ยินน้ำเสียงเศร้าสลดของซูหมีก็ไม่ถามอีก เขาไม่ชอบบังคับผู้อื่นจึงมองเธอด้วยแววตาที่แสดงความจริงใจ “ยังไงก็ตามผมรู้จักบุญคุณคน หากคุณต้องการอะไรก็มาหาผมได้ทุกเมื่อ
ในกาแล็กซีนิรันดร์ไม่ว่าคุณต้องการทำอะไร ตระกูลโยวจะอำนวยความสะดวกแก่คุณ”

          “ขอบคุณค่ะ” ซูหมีรีบตอบ “ที่ท่านกล่าวมามีค่ามากกว่าชีวิตของซูหมีนัก”

          โยวม่อเหนียนได้ยินก็เงียบไปชั่วครู่ก่อนเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ “อย่าได้ดูถูกตัวเอง”

          ซูหมียังไม่ทันตอบก็มีเสียงเรียบดังขึ้นจากหน้าประตู “ไม่มีใครที่จะดูถูกเธอได้”

          ใจซูหมีกระตุก คนผู้นั้นเดินเข้ามาหยุดข้างเตียง กายสูงใหญ่หันหลังให้แสง ร่างในเครื่องแบบสูงตระหง่าน ไม่ว่าจะเป็นคิ้ว ตาโครงหน้า ไหล่ เอว หรือขายาวคู่นั้นล้วนดูหล่อเหลาองอาจ

          “ผู้อำนวยการซาง” โยวม่อเหนียนเอ่ยปาก “บาดแผลของคุณซูยังดูไม่ดีนัก ผมอยากให้เธอพักที่นี่อีกสักสองสามวัน”

          ซางเจิงเหลือบมองโยวม่อเหนียนคราหนึ่งก่อนที่จะนั่งลงบนเตียงซูหมีแล้วยื่นมือไปโอบเอวเธอไว้ การกระทำนี้ทำให้ร่างซูหมีสั่นเทาเล็กน้อย เธอสบตาดำขลับของเขาแล้วรีบคลี่ยิ้ม

          ซางเจิงตอบโดยไม่หันหน้ากลับ “รบกวนคุณมานาน วันนี้เธอต้องกลับแล้ว” น้ำเสียงเขาหนักแน่น

          โยวม่อเหนียนมองซูหมีที่นั่งก้มหน้าอยู่ในอ้อมแขนของซางเจิง สุดท้ายเพียงเอ่ย “อีกสักครู่จะมีคุณหมอเข้ามา ตรวจอาการเสร็จแล้วค่อยไปเถอะครับ”

          “ครับ ผมอยากมีเวลาส่วนตัวกับเธอสักหน่อย” ซางเจิงมองโยวม่อเหนียนยิ้มๆ

          โยวม่อเหนียนลังเลชั่วครู่

          ซางเจิงลุกขึ้น “ผมจะอยู่กับผู้หญิงของผม ท่านผู้ว่าอย่าอยู่ชมเลยจะดีกว่านะครับ”

          โยวม่อเหนียนจึงทำได้เพียงจากไป ซางเจิงไปส่งเขาที่ประตู โยวม่อเหนียนหันกลับมามองอย่างอดไม่ได้ก่อนเอ่ยเสียงต่ำ“ผู้อำนวยการซาง แม้ฟังดูเป็นการล้ำเส้นไปสักหน่อย...แต่คุณซูเพิ่งได้รับบาดเจ็บ คุณอย่า...”

          ซางเจิงจ้องเขา “อย่าอะไรหรือครับ?”

          ไม่รอให้โยวม่อเหนียนตอบ เขาก็ปิดประตูลง ภายในห้องเกิดความเงียบขึ้นอีกครั้ง

          ซูหมีเงยหน้าขึ้นช้าๆ มองใบหน้าเย็นชาของซางเจิง

          ซางเจิงกลับมานั่งข้างเตียง จับจ้องจนซูหมีตื่นกลัว เธอไม่รู้แน่ชัดว่าเขากับโยวม่อเหนียนมีความขัดแย้งกันหรือไม่ เธอเสี่ยงชีวิตไปช่วยโยวม่อเหนียนแบบนั้นเขาจะโกรธหรือเปล่า?

          “ทำไมถึงไม่กลัวตาย?”

          เกินความคาดหมายของเธอ เขาถามขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

          ซูหมีชะงักก่อนตอบ “เพราะหลังจากตายแล้ว...ก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะไปที่ไหน...”

          คำตอบนี้ไม่เคยอยู่ในการคาดเดาของซางเจิง เขามองใบหน้าสงบนิ่งของเธอ หวนคิดถึงภาพเมื่อวาน ใบหน้าเธอซีดขาว หัวไหล่มีเลือดซึม แต่กลับยิ้มเจ้าเล่ห์ราวสุนัขจิ้งจอก ประกาศต่อหน้าเขาว่าตนเองไม่มีทางที่จะตายโดยไม่รู้สาเหตุ

          ทว่าซูหมีกล่าวได้ถูกต้อง หลังผ่านเรื่องราวเมื่อวานเธอก็กลายเป็นคนมีชื่อเสียง หนังสือพิมพ์ทุกฉบับพาดหัวข่าวเรื่องของผู้ช่วยชีวิตท่านผู้ว่าการประจำเมือง เธอจึงมีที่ยืนในสังคมไปอีกระยะหนึ่ง

          “ยินยอมพร้อมใจที่จะอยู่ข้างกายฉันอย่างนั้นหรือ?” ซางเจิงถามเสียงเบา ขณะเดียวกันนิ้วสีแทนเรียวยาวก็ค่อยๆ เคลื่อนไปหยุดบนบาดแผลของซูหมี เธอตกใจจนร่างสั่นเทา

          แน่นอนว่าซางเจิงได้ยินบทสนทนาระหว่างเธอกับโยวม่อเหนียน นิ้วสากปัดผ่านผ้าพันแผลเบาๆ ราวกับว่าหากคำตอบของเธอไม่ทำให้เขาพึงพอใจ นิ้วนั้นก็จะกดลงไปอย่างไร้ความปรานี ทำให้เธอเจ็บปวดจนไม่อยากมีชีวิตต่อ

          “ฉันไม่เชื่อใจโยวม่อเหนียน” ซูหมีเอ่ยเสียงเบา “บนโลกใบนี้ไม่มีผลประโยชน์ใดที่ได้มาฟรีๆ มันไม่คุ้มค่าที่จะล่วงเกินคุณเพราะเขา” เธอไม่รู้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาเป็นยังไง แต่เธอรู้ว่าหมากที่เข้าร่วมในการต่อสู้ของเหล่าผู้มีอำนาจจะต้องตายอย่างน่าสมเพช บางทีแม้แต่หมากเธอก็ไม่อาจเทียบเท่า

          “ที่สำคัญการอยู่ข้างกายนายท่าน...” เธอมองซางเจิงอย่างระมัดระวัง “ก็ไม่ได้มีชีวิตเลวร้ายสักเท่าไหร่” ส่วนโยวม่อเหนียนใครจะไปรู้ว่าเขาจะเถรตรงดั่งรูปลักษณ์ภายนอกหรือเปล่า? จะเลวร้ายยิ่งกว่าซางเจิงหรือไม่?

          ซางเจิงเงียบไป

          พูดคุยอยู่นาน สติของซูหมีก็เริ่มพร่าเลือน ในที่สุดก็ทนไม่ไหว เอ่ยเสียงแผ่วเบา “นายท่าน ฉันต้อง...นอนแล้ว”

          ซางเจิงเหลือบมองเธอคราหนึ่งก่อนลุกขึ้นเดินออกไป

          ส่วนซูหมีก็ค่อยๆ เข้าสู่นิทรา

          ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าไหร่ เมื่อซูหมีรับรู้ได้ถึงการสั่นไหว ด้วยนิสัยระแวดระวังที่ถูกฝึกมาในช่วงนี้ทำให้เธอรีบลืมตาทันที

          เครื่องแบบสีดำและกระดุมสีทองตรงหน้า ไล่สายตาขึ้นไปก็พบใบหน้าหล่อเหลาเย็นชาดั่งรูปแกะสลักของซางเจิง สองมือของซูหมีกำเสื้อเขาไว้ราวกับต้องการที่พึ่งพิง มีมืออุ่นร้อนช้อนอยู่บริเวณช่วงคอและเอวของซูหมี เขาอุ้มเธอไว้ในอ้อมแขนทำให้เธอสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นจากแผ่นอก

          พวกเขาอยู่บนรถ        

          ซูหมีตื่นตระหนก เธอไม่กล้าขยับกายจึงทำได้เพียงแสร้งหลับตาลง

          ลมหายใจของเขาไล้วนอยู่แถวปลายจมูกเธอ เนื้อผ้าอ่อนนุ่มของเครื่องแบบปัดผ่านใบหน้าเธอ ทั้งร้อนทั้งจั๊กจี้ ใบหน้าที่เย็นชาของเขาดูราวกับภาพฝัน

          ฉับพลันเสียงทุ้มต่ำของซางเจิงก็ดังขึ้นโดยไร้สัญญาณเตือน “เธอต้องการอะไร? อะไรที่แม้แต่โยวม่อเหนียนก็ให้ไม่ได้?”

          ทุกคำถามของเขาในวันนี้ ทำให้ซูหมีไม่รู้ว่าจะรับมือยังไง

          เมื่อต้องเผชิญหน้ากับบุรุษที่เธออ่านไม่ออก ทุกครั้งที่ตอบจึงเป็นคำจริงก็ไม่ใช่คำเท็จก็ไม่เชิง

          แม้อ้อมกอดของเขาจะช่วยขจัดความเย็นชาก่อนหน้านั้น ถึงเขาจะถามด้วยเสียงต่ำเบาราวกับสนใจจริงๆ ว่าเธอต้องการสิ่งใดแม้น้ำเสียงของเขาฟังคล้ายพึมพำกับตนเองเหมือนไม่รู้ว่าเธอตื่นแล้ว แต่ใจเธอก็ยังบีบแน่น

          ซูหมี เธอต้องการอะไร?

          เธอเคยเป็นแค่นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมดา มีเพื่อนกลุ่มใหญ่ ใช้ชีวิตสรวลเสเฮฮา ทว่าบัดนี้กลับโผล่มาอยู่ในโลกที่ไม่รู้จัก ไม่มีสถานะ ไร้ญาติมิตร ชีวิตยากลำบาก เป็นชนชั้นต่ำสุดของสังคม ไม่ว่าผู้ใดก็สามารถเหยียบย่ำเธอได้ ทำให้เธอต้องเสนอตัวให้กับบุรุษผู้นี้เพื่อแลกกับการมีชีวิตรอด

          ตอนนี้เขากำลังถามคนต่ำต้อยอย่างเธอว่าต้องการอะไร?

          หากตอบไม่ถูก บางทีด้านหน้าของเธออาจเป็นเหวลึก

          เธอไม่ลืมตา ตอบราวกับละเมอ “บิน... ต้องการบินไปในที่ที่ฉันอยากไป”

6.ยานบิน?

          แสงอาทิตย์สาดส่องไปทั่วห้องอาหาร

          คนรับใช้นำอาหารเลิศหรูเข้ามาไม่ขาดสาย บุรุษสวมสูทสีเทาเข้มกำลังอ่านหนังสือพิมพ์อยู่บนเก้าอี้ไม้ แสงเงาจากดวงอาทิตย์สะท้อนสระน้ำนอกหน้าต่าง ช่วยเสริมภาพลักษณ์ของร่างสูงให้ดูดียิ่งขึ้น แม้ซางเจิงจะแค่นั่งนิ่งๆ ก็ดูราวกับภาพวาดชั้นยอด

          เพียงแต่คิ้วยาวกับดวงตาคมเข้มคู่นั้นมักราบเรียบเฉยชา

          ซูหมียืนหน้าประตูห้องอาหารอย่างกระวนกระวายชั่วครู่ ก่อนก้าวไปอยู่ด้านหลังเขา

          บาดแผลของเธอหายดีแล้ว หนึ่งเดือนที่ผ่านมาเธอใช้ชีวิตในคฤหาสน์ซาง น้อยครั้งที่ซางเจิงจะกลับมาในตอนกลางวัน ทำให้เธอมีช่วงเวลาอันแสนสงบสุข

          น่าเสียดายที่เธอไม่อาจหลงระเริงได้นานกว่านี้

          ตามคำบอกเล่าของคนรับใช้ วันนี้คือวันหยุดของซางเจิงที่เดือนหนึ่งจะมีอยู่สองวัน ซูหมีลงมาเพื่อทานอาหารกลางวันก็บังเอิญเจอเขา

          ซางเจิงสัมผัสได้ว่าเธอยืนอยู่อีกด้าน แต่ยังคงอ่านหนังสือพิมพ์ต่อ

          แม้ซูหมีจะพูดภาษาท้องถิ่นได้คล่องแคล่วแต่กลับยังรู้อักษรแค่ไม่กี่ตัว จึงไม่อาจหาหัวข้อมาเริ่มสนทนาได้ เธอรู้ว่าถ้าโอนอ่อนเชื่อฟัง ซางเจิงจะไม่สร้างความลำบากให้กับเธอ ดังนั้นเธอจึงก้าวเข้าไปคุกเข่าลงที่เบื้องหน้าเขาแล้วยื่นมือออกไปทุบขาให้เขาเบาๆ

          ซางเจิงวางหนังสือพิมพ์ลงบนโต๊ะ สายตาวาววับจับจ้องเธอ

          ซูหมีดูตั้งอกตั้งใจราวกับการบีบนวดให้เขาเป็นเรื่องสำคัญที่สุด

          ในที่สุดมือหนึ่งของเธอก็ถูกมือใหญ่จับไว้ เธอเงยหน้ามองเขา เผยรอยยิ้มอ่อนโยน “นายท่าน”

          “วางแผนสร้างงานให้ตนเองตั้งแต่เมื่อไหร่?” น้ำเสียงเย็นชา สายตาบีบคั้น

          “ฉัน...” เธอรีบครุ่นคิดหาคำตอบก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ดูเหมือนนายท่านจะเหนื่อย”

          ซางเจิงจ้องเธอ “ไม่รบกวนเธอ”

          “เช่นนั้น ระยะนี้ฉันควรต้องทำอะไรบ้าง?” ซูหมีรีบถาม

          ซางเจิงปล่อยมือเธอ สายตาเลื่อนไปยังร่างเล็กบอบบางที่พยายามหดตัวอยู่ข้างเท้าเขา

          “ขุนตัวเองให้อ้วนอีกสักหน่อย” เขากางหนังสือพิมพ์ขึ้นมาใหม่

          “อ้วนอีกหน่อย...จากนั้นล่ะคะ?” ซูหมีรู้สึกเหมือนกำลังจะเป็นบ้า ผ่านมาหนึ่งเดือน แม้จะถูกตัดสินให้มีโทษตาย แต่ก็รอนานเกินไปแล้ว

          ซางเจิงโยนหนังสือพิมพ์ไปอีกด้าน ดึงมือซูหมีขึ้นมา ร่างสูงใหญ่ราวกับกำแพงตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้าเธอ “หากจะให้พูดตามจริง...” เขาเอ่ยทีละคำ “หญิงสาวอ่อนแอเปราะบางที่อยู่ในมือฉันมีประโยชน์เพียงข้อเดียว”

          ตอนนั้นเองผู้ช่วยมู่ก็ปรากฏตัวที่หน้าประตู “หัวหน้า...”

          ซางเจิงทิ้งมือซูหมีลงแล้วเดินออกไป

          ซูหมีกลับไปที่ห้องตนเอง นั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์อย่างเหม่อลอย

          คำพูดของซางเจิงทำให้จิตใจของซูหมีดำดิ่งลง ไม่ว่ายังไงก็แก้ไขชะตาที่เป็นเพียงสิ่งของชิ้นหนึ่งไม่ได้?

          เธอหยิบเสื้อผ้าข้างเตียงขึ้นมาแล้วขว้างไปที่กำแพงอย่างแรง เธอนั่งลง กุมศีรษะก้มหน้าครุ่นคิดอยู่นานก็ยังคิดไม่ตก

          ซูหมีเงยหน้าขึ้นอย่างเหม่อลอย มองหน้าจอคอมพิวเตอร์ซึ่งบางราวกับกระดาษบนกำแพงก่อนเอ่ยสองคำออกมา “ดาวโลก”

          แสงสีฟ้ากะพริบอย่างรวดเร็ว ดาวดวงนี้มีคอมพิวเตอร์และระบบอินเทอร์เน็ตที่ก้าวหน้ากว่าวิทยาการในความทรงจำของเธออยู่ไม่น้อย

          ผลการค้นหาแสดงออกมาอย่างรวดเร็ว ระบบตอบด้วยโทนเสียงสงบนิ่ง “ขออภัย คุณผู้หญิง ไม่มีบันทึกที่เกี่ยวข้องกับคำว่า‘ดาวโลก’ โปรดใส่คำที่ต้องการค้นหาใหม่”

          เธอหัวเราะออกมาอย่างขมขื่นก่อนที่จะทิ้งตัวลงไปบนเตียง

          ช่วงเวลารอคอยการตัดสินโทษทัณฑ์ผ่านไปอีกสองสามวัน ระหว่างนี้โยวม่อเหนียนมาหาเธอบ้าง

          ซางเจิงย่อมรู้ถึงการมาของเขาทว่าไม่เคยก้าวก่ายโยวม่อเหนียนไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องการช่วยเธอออกไปอีก ทุกครั้งที่มาก็เพียงนั่งพูดคุยสั้นๆ แล้วจากไป แต่ก็มอบของขวัญล้ำค่าราคาแพงของเล่นแปลกใหม่ให้ราวกับเธอเป็นเด็กน้อย พยายามหลอกล่อให้เธอมีความสุข

          ชีวิตดำเนินไปเรื่อยๆ แบบนี้ จนบ่ายวันหนึ่งที่ถูกเสียงดังสนั่นของยานบินรบกวน

          ซูหมีเกาะหน้าต่าง มองวัตถุขนาดใหญ่ที่จู่ๆ ก็มาโผล่อยู่กลางสวนดอกไม้ มันคือยานรบขนาดประมาณบ้านหลังเล็กๆ สีดำทั้งลำรูปร่างโฉบเฉี่ยวราวกับเหยี่ยว เพียงแต่มีปืนขนาดกลางอยู่ด้านล่าง ท่ามกลางแสงสลัวของดวงอาทิตย์ที่สาดกระทบมันดูน่าเกรงขามไม่น้อย

          แต่สิ่งที่น่าตื่นตระหนกก็คือหลังจากที่ผู้ช่วยมู่เซ็นรับยานบินแล้ว เขายืนอยู่กลางสวนดอกไม้แล้วตะโกนเรียกซูหมี

          “คุณซูลงมาเถอะครับ นี่เป็นของขวัญที่หัวหน้ามอบให้คุณ”

          ซูหมีชะงักนิ่ง

          ยานบิน?

          ซางเจิงมอบยานบินให้เธอ ทั้งยังเป็นยานรบ?

          ภายใต้การประคองของผู้ช่วยมู่ เธอก้าวเข้ามาในห้องโดยสารที่คับแคบเต็มไปด้วยสัมผัสเย็นกระด้างของโลหะ แผงควบคุมหน้าจอแอลซีดีสว่างระยิบระยับ ที่นั่งบังคับการขนาดใหญ่ห่อหุ้มด้วย
เครื่องหนัง ดูแข็งแกร่งมั่นคง

          อุปกรณ์ต่างๆ ภายในห้องไม่ใช่ของใหม่ ยังมีกลิ่นน้ำมันโชยมาเตะจมูก ทำให้ซูหมีรู้สึกว่ายานบินลำนี้ต้องเคยผ่านสมรภูมิรบอันน่าตื่นเต้นมาไม่น้อย

          “ยานบินรบชีตาห์หมายเลขเก้า พลังการขับเคลื่อนสูง ใช้พลังงานนิวเคลียร์ สามารถบินต่อเนื่องได้นานถึงหนึ่งร้อยแปดชั่วโมง วาร์ปที่ความเร็วเหนือแสงได้ติดต่อกันถึงหกครั้ง...” ผู้ช่วยมู่สัมผัสที่แกนบังคับสีเทาเข้มก่อนเอ่ยติดตลก “คุณซู ด้วยยานบินลำนี้คุณสามารถไปได้แทบทุกที่ที่คุณต้องการ”

          บินไปได้ทุกที่ที่ต้องการ?

          ซูหมีแทบไม่เชื่อหู เธอจ้องผู้ช่วยมู่จนเขาอดไม่ได้ที่จะลูบใบหน้าของตน “มีอะไรหรือครับ?”

          หัวใจของซูหมีตื่นตระหนกราวกับมีพายุลูกใหญ่

          เธอก้าวไปยังที่บังคับการช้าๆ แล้วนั่งลง แม้เธอจะไม่รู้สิ่งใดเกี่ยวกับการบังคับยานบิน แต่เมื่อเธอเหยียบลงไปบนแผ่นคันเร่งมือสัมผัสกับแกนบังคับ ฉับพลันเธอก็อยากร้องไห้

          เธอสามารถเชื่อในเรื่องราวของเทพนิยายได้หรือไม่? เชื่อได้หรือไม่ว่าตนได้พบกับคนพิเศษ?

          เธอสามารถคิดได้ไหมว่าผู้อำนวยการซางเจิง ผู้ซึ่งสามารถปิดแผ่นฟ้าด้วยฝ่ามือคนนั้นจะเกิดสงสารผู้หญิงอ่อนแออย่างเธอขึ้นมา? เธอแสร้งเป็นคนบ้าวางท่าโง่เขลาว่าอยากจะบิน เขาก็ให้ยานบินกับเธอ

          เธอหวังจริงๆ ว่าโลกใบนี้ยังมีเจ้าชายขี่อาชาสีดำ แม้เขาจะดูใจร้าย ไม่แยแส และเย็นชาจนถึงกระดูก

          “ช่วงดึกหัวหน้าจะกลับมาคุยกับคุณซูเองครับ” ผู้ช่วยมู่เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

          “คุยเรื่องอะไร?” น้ำเสียงเธอสั่นเทาเล็กน้อย

          “เรื่องรายละเอียดค่อนข้างยากที่จะอธิบาย” ผู้ช่วยมู่ยิ้มบาง พลางเอ่ย “ข้อตกลงอย่างหนึ่ง”

          แต่คืนนั้นซางเจิงไม่กลับมา กระทั่งครึ่งเดือนหลังจากนั้นเธอก็ไม่ได้เจอเขา ทุกวันซูหมีทำได้เพียงมองยานรบลำนั้นด้วยจิตใจกระสับกระส่าย

          หลายวันต่อมา มีครั้งหนึ่งผู้ช่วยมู่กลับมาเอาเอกสารที่คฤหาสน์ก็เห็นซูหมี เขาจึงเพิ่งคิดออก ยิ้มพลางเอ่ย “หัวหน้าไปประชุมที่ดาวดวงอื่น คงอีกหลายวันกว่าจะกลับ วันนี้ผมก็จะไปเหมือนกัน”

          ซูหมีอยู่ที่คฤหาสน์ซางมาก็นานแล้วน้อยครั้งนักที่ได้ยินว่าซางเจิงต้องไปประชุมที่ดาวดวงอื่น ราวกับเขาไม่สนใจเรื่องการเชื่อมสัมพันธ์ การประชุมหลายครั้งเขาจะให้ผู้ช่วยมู่หรือรองผู้อำนวยการไปแทน แต่ครั้งนี้เมื่อไปแล้วกลับไปนานมาก

          ทว่าผู้ช่วยมู่ก็ละเอียดอ่อนนัก เขาเรียกทหารที่เคยประจำการในกองทัพอากาศคนหนึ่งมาช่วยสอนซูหมีขับยานทุกวัน

          ทหารนายนี้ชื่อว่าหลัวซีหลู่ เป็นชายวัยกลางคนอายุประมาณสี่สิบกว่าปี หน้าตาดูซื่อสัตย์ พูดจาตรงไปตรงมา โผงผาง อาจเพราะเขาคิดว่าซูหมีเป็นคุณหนูผู้สูงศักดิ์ของตระกูลใดตระกูลหนึ่ง จึงมัก
ก่นด่า พูดจาเสียงดัง แสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่เต็มใจที่จะสอนเธอ

          แต่ซูหมีก็ตั้งใจเรียนรู้อย่างจริงจัง ประเด็นสำคัญในคำพูดที่ดูสับสนของเขาเธอก็ตั้งใจจดจำโดยไม่สนใจท่าทางเกลียดชังที่เขาแสดงออก เธอถามคำถามมากมาย กระทั่งอยู่บนยานบินทั้งคืนเพื่อทำความคุ้นเคยกับทุกอุปกรณ์ในนั้น ด้วยความมุ่งมั่นนี้สิบวันผ่านไปเธอก็สามารถเรียนรู้พื้นฐานการบังคับยานบินได้พอสมควร

          สิ่งนี้ทำให้หลัวซีหลู่รู้สึกชื่นชมเล็กน้อย เขาไม่ใช่ครูมืออาชีพเป็นเพียงนายทหารป่าเถื่อน วันที่ห้าเขาก็พาซูหมีขึ้นบินวนรอบเมืองรอบหนึ่ง วันที่หกก็เริ่มปล่อยให้ซูหมีลงมือบังคับ แม้จะลุ่มๆ ดอนๆ ไปตลอดทั้งเส้นทางหรือกระทั่งเกือบชนเข้ากับประภาคาร แต่หลังจากที่เขาช่วยซูหมีนำยานลงจอดที่คฤหาสน์ซางได้สำเร็จเขาก็ยังยกนิ้วโป้งให้เธอ

          “คุณเรียนรู้ได้เร็วกว่าผู้ชายอีก นอกจากเท้าที่ไม่ค่อยมีแรง เหยียบคันเร่งได้ไม่มั่นคง ที่เหลือก็ไม่มีปัญหาอะไร” หลัวซีหลู่ชื่นชม “คุณควรจะไปเข้าร่วมกองทัพอากาศจริงๆ”

          ซูหมียิ้ม ความจริงขณะที่สัมผัสกับยานบินครั้งแรกเธอก็แปลกใจที่รู้สึกคุ้นเคยกับสิ่งแปลกหน้านี้ ยามที่มือสัมผัสกับชิ้นส่วนเย็นเฉียบเหล่านี้ราวกับได้ค้นพบสิ่งแปลกใหม่ ดวงวิญญาณคล้ายถูกดึงดูด และเมื่อเธอได้เริ่มขับยาน ใจก็สงบอย่างไม่อาจบรรยาย

          สิ่งนี้ช่างประหลาดนัก แม้เธอจะเคยได้รับการปฐมนิเทศเรื่องการป้องกันประเทศ แต่ก็ไม่ต่างจากการเรียนในมหาวิทยาลัยทั่วไปไม่เคยได้รับการฝึกอบรมเฉพาะทางใดๆ แล้วความคุ้นเคยเหล่านี้มาจากไหน? หรือนี่จะเป็นพรสวรรค์ของเธอ?

7.ผมทำแน่

          หลายวันมานี้ซูหมีนอนเพียงไม่กี่ชั่วโมง เพราะต้องการคว้าโอกาสในการเปลี่ยนแปลงโชคชะตาครั้งนี้ไว้ แม้แต่หลัวซีหลู่ก็ไม่รู้ถึงเรื่องเหล่านี้

          ซูหมีหยิบของเล่นควบคุมระยะไกลแบบฮอโลแกรมที่หรูหราสวยงามชิ้นหนึ่งออกมาจากใต้ที่นั่ง “พี่หลัว นี่สำหรับลูกชายของพี่”

          หลัวซีหลู่ตะลึงกับของขวัญราคาแพงที่ได้รับ เขารีบปฏิเสธหลายครั้งแต่ซูหมีก็ยังยัดเยียดใส่มือเขา กล่าวว่าการที่เขาต้องมาสอนเธอถือเป็นเรื่องลำบากนัก หลัวซีหลู่จึงรับมาอย่างดีใจ

          “พี่ชาย พรุ่งนี้ไปขับเล่นที่นอกชั้นบรรยากาศได้ไหมคะ?” ซูหมีถามด้วยความคาดหวัง “หากได้มองดาวแห่งความหวังจากชั้นบรรยากาศต้องสวยมากแน่ๆ”

          “ไม่ได้ ยานบินลำนี้ยังไม่ได้รับใบอนุญาตให้ออกบินปฏิบัติการได้”

          “แค่บินวนรอบเดียวเอง” ซูหมีอ้อนวอน

          “ก็ได้!” หลัวซีหลู่กัดฟันรับปาก “หากผมติดตราแสดงยศของทหารไว้คงไม่มีใครมาตรวจสอบ”

          ซูหมียิ้มอย่างดีใจ “พี่ชาย ขอบคุณมาก! การที่ฉันได้พบกับอาจารย์อย่างพี่ถือเป็นโชคดีจริงๆ”

          หลัวซีหลู่หัวเราะเสียงดัง ซูหมีที่นั่งอยู่ด้านข้าง ค่อยๆ ก้มหน้าลง กำมือแน่นอย่างไม่รู้ตัว

          นี่เป็นวันที่ยี่สิบที่ซางเจิงออกไปทำงานข้างนอก ตามที่ผู้ช่วยมู่บอกพรุ่งนี้ซางเจิงจะกลับมา

          วันนี้เดิมทีซูหมีควรจะอยู่รอต้อนรับเจ้านายที่คฤหาสน์ซาง แม้ว่าคนที่มีภารกิจมากมายอย่างซางเจิงอาจจะไม่ต้องการพบเธอก็ตาม

          ยานบินชีตาห์สีดำลอยลำกลางท้องฟ้าที่มืดมิด แสงวิบวับจากดวงดาวราวกับหินหยกเปล่งประกายอยู่ทั่ว

          ซูหมีในชุดนักบินอวกาศสีเทา ศีรษะสวมหมวกให้ออกซิเจนนั่งอยู่ที่ตำแหน่งนักบิน เธอค่อยๆ โยกแกนบังคับ หลัวซีหลู่นั่งตำแหน่งผู้ช่วยนักบิน เขาพยักหน้า “ซูหมี ขับมาไกลจากชั้นบรรยากาศมากพอแล้วควรที่จะกลับได้แล้ว ขั้นตอนการบินลดระดับยังจำได้อยู่ไหม?”

          ซูหมีผงกศีรษะ “จำได้ พี่ชาย บัตรทานอาหารที่เมื่อวานให้พี่ไป พี่สะใภ้ชอบหรือเปล่าคะ?”

          หลัวซีหลู่ได้ยิน ใบหน้าก็พลันแดงก่ำ “ชอบสิ! ชอบจนพูดไม่ออกเลย! ผ่านมาหลายปีแล้ว แต่ผมไม่เคยได้พาเธอไปทานอาหารในร้านหรูหราเช่นนั้นสักที พี่สะใภ้คุณบอกว่า...”

          คำกล่าวของหลัวซีหลู่ดังออกมาไม่หยุด ซูหมียิ้มพลางผงกศีรษะรับฟัง ทว่าในหัวของเธอกลับคิดถึงคำพูดอื่น

          “หากจะให้พูดตามจริง สำหรับฉันแล้วผู้หญิงก็มีประโยชน์แค่สิ่งเดียว”

          “นี่เป็นของขวัญที่หัวหน้ามอบให้คุณ ยานบินชีตาห์”

          “หัวหน้ากลับมาแล้วจะคุยเรื่องข้อตกลงกับคุณ”

          “ซูหมี เดือนที่แล้วซางเจิงส่งหญิงสาวอายุรุ่นราวคราวเดียวกับคุณไปให้นายน้อยโจวที่ผลิตยุทโธปกรณ์...จากนั้นครึ่งเดือนร่างของหญิงผู้นั้นก็ถูกแบกออกมาจากตระกูลโจว...ได้ยินมาว่านายน้อยโจวพอใจกับสายตาอันแหลมคมของซางเจิงมาก เขาเอ่ยปากว่ายังต้องการหญิงสาวอีก...ซูหมี คุณดูแลตัวเองให้ดี”

 

          หากซางเจิงต้องการส่งเธอให้กับนายน้อยโจว ทำไมเขายังมอบยานบินให้เธออีก?

          ตอนที่เห็นยานบินครั้งแรก เธอทั้งซาบซึ้งและตื่นตระหนก ถึงขั้นคิดว่าซางเจิงอาจต้องการให้เธอได้สมปรารถนาจึงมอบยานบินลำนี้ให้ ทว่าการคาดเดานี้เข้าข้างตนเองมากเกินไป เธอจึงไม่กล้าเชื่อ

          ซูหมีไร้ซึ่งกำลังและอำนาจ รูปโฉมก็แค่เหนือเกณฑ์มาตรฐาน ยานบินลำนั้นพอที่จะซื้อสาวงามชั้นยอดกว่าร้อยนาง เธอไม่มีทางเชื่อว่านี่เป็นของขวัญที่ซางเจิงมอบให้เพื่อเติมเต็มความฝันโดยไม่ต้องการสิ่งใดตอบแทน

          เขาเคยพูดว่าเขาไม่ทำสิ่งที่ไร้ผลประโยชน์

          หรือนี่จะเป็นตลกร้ายอย่างหนึ่งของเหล่าคนมีเงิน ด้วยรสนิยมของนายน้อยโจวผู้น่ารังเกียจคนนั้น ซางเจิงจึงมอบหมายให้เธอแต่งกายเป็นสาวน้อยอ่อนแอบอบบางที่ขับยานบินเป็น?

          การคาดเดานี้ทำให้ซูหมีขนลุก

          ซูหมีได้สติกลับคืน มองหลัวซีหลู่ที่ยังพล่ามไม่หยุด บัตรทานอาหารใบนั้นโยวม่อเหนียนมอบให้เธอ ไม่ว่าเขาจะมีเจตนาอะไร แต่เธอก็ได้รับในสิ่งที่ต้องการ

          ฉับพลันซูหมีก็โยกแกนบังคับไปข้างหน้า เปลี่ยนระบบการขับเคลื่อนเป็นแบบการบังคับโดยนักบิน

          ชีตาห์เร่งความเร็วขึ้นทันทีเกิดเป็นประกายแสงดุจกระสุนปืนใหญ่ที่ระเบิดออก ยานบินเคลื่อนออกจากชั้นบรรยากาศของดาวแห่งความหวังอย่างรวดเร็ว

          หลัวซีหลู่ตะลึง รีบจับบ่าของซูหมี “ซูหมี คุณเร่งเครื่องอย่างนี้ คิดจะบินไปดาวเคราะห์ดวงอื่นหรือไง!”

          ซูหมีสะบัดตัวออกจากมือเขา ขับยานไปข้างหน้าอย่างตื่นเต้น ผ่านเกลียวคลื่นของชั้นบรรยากาศอันมืดมิด พุ่งเข้าหาดาวเคราะห์สีน้ำเงินที่อยู่ด้านบนสุดของกาแล็กซี

          “พี่ชาย! พี่อย่ายุ่ง! เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับพี่! ถ้าฉันถึงจุดหมายแล้วจะหาที่ปล่อยพี่ลงก็แล้วกัน! ซางเจิงไม่มีทางกล่าวโทษพี่หรอก!” เธอตะโกนโต้กลับเสียงดัง “พี่ชาย โปรดเหลือทางเดินให้ฉันสักทางเถอะ! อีกแค่ครึ่งชั่วโมงก็จะถึงดาวอื่นแล้ว!”

          แต่หลัวซีหลู่ที่มักคุยง่ายเสมอกลับจ้องซูหมีตาเขม็งพร้อมส่ายศีรษะ “คุณบ้าไปแล้ว! คุณกล้าทรยศหัวหน้า!” เขาลุกขึ้นพร้อมควักปืนที่เอวออกมา “ลุกขึ้น! ลุกจากที่นั่งเดี๋ยวนี้! ไม่อย่างนั้นผมยิงแน่!”

          “ไม่! พี่ไม่กล้ายิงหรอก!” เธอกัดฟันเอ่ย

          “ผมทำแน่” เขาปลดล็อกปืน “นี่เป็นลูกปืนระเบิด แค่นัดเดียวก็ทำให้หัวคุณแหลกเป็นจุณ คุณซู รีบหยุดการกระทำบ้าๆ ของคุณเดี๋ยวนี้ คุณวางแผนทรยศ ถึงฆ่าคุณหัวหน้าก็ไม่มีทางกล่าวโทษผม แต่หากผมช่วยคุณหลบหนี ทั้งครอบครัวผมจะต้องตาย!”

          ซูหมีวางสองมือไว้บนศีรษะ หันกลับไปช้าๆ

          เมื่อเห็นว่ายานบินกำลังจะชนเข้ากับเศษหินอวกาศ หลัวซีหลู่รีบเก็บปืนเข้าที่เอวแล้วนั่งลงแทนตำแหน่งเธอ บังคับยานมือเป็นระวิง

          นี่เป็นโอกาสที่ซูหมีรอคอย

          เธอลากถังเชื้อเพลิงไม่ใช้แล้วที่เตรียมไว้แต่แรกจากใต้ที่นั่ง กระแทกไปที่หลังศีรษะของหลัวซีหลู่อย่างแรง

          เขาร้องครางเสียงหนึ่งก่อนค่อยๆ เอนตัวล้มลงบนเก้าอี้ เลือดค่อยๆ ไหลซึมออกมาจากศีรษะ

          ถังเชื้อเพลิงในมือซูหมีราวกับเหล็กร้อน เธอรีบโยนทิ้งลงพื้น ดวงตาทั้งคู่ของเขาปิดสนิท มีโอกาสสูงที่เขาจะ...

          ในใจซูหมีกล่าวขอโทษอย่างเจ็บปวด หลัวซีหลู่ดีต่อเธอไม่น้อย แต่เธอจำเป็นต้องลงมือ

          ซูหมียื่นมือออกไปตรวจสอบลมหายใจของเขา มือสั่นระริกขณะเข้าใกล้ปลายจมูก ใจเต้นถี่ราวกับรัวกลองจนสัมผัสไม่ได้ว่าเขายังมีลมหายใจอยู่หรือไม่

          เธอพยายามควบคุมสติ ลากเขาลงมาจากที่นั่งแล้ววางราบกับพื้น เธอนั่งลงตำแหน่งนักบิน ก้มมองแผงเรดาร์ เส้นทางที่จะไปยังจุดหมายปลอดโปร่งราบรื่น เธอรีบปรับโหมดการบินเป็นระบบอัตโนมัติ

          ซูหมีถอนใจยาวแล้วพิงลงกับพนักเก้าอี้

          เยี่ยมยอด ในที่สุดก็หนีออกมาได้สำเร็จ

          อีกแค่ครึ่งชั่วโมงก็จะถึงดาวเคราะห์อีกดวง

          ซูหมีหยิบเอกสารที่เตรียมล่วงหน้าจากในสาบเสื้อ บัตรประจำตัว บัตรเครดิต กุญแจโรงแรม เอกสารอนุญาตลงจอดใหม่ทั้งชุด สิ่งเหล่านี้เธอไหว้วานโยวม่อเหนียนจัดการให้อย่างลับๆ

          เพียงแค่ลงถึงพื้น เธอก็จะได้มีชีวิตที่อิสระจริงๆ เสียที จากนั้นถึงค่อยๆ ค้นหาดาวโลก ถึงหาไม่พบแต่ก็ไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของผู้อื่นอีก ไม่ถูกผูกมัดด้วยความยากจนแร้นแค้น

          ด้วยความเร็วที่ใกล้เคียงกับความเร็วแสงของยานรบ ท่ามกลางอวกาศอันเวิ้งว้างกลับดูเหมือนเชื่องช้า ซูหมีหันไปมองทิวทัศน์แปลกตาและกว้างใหญ่ไร้จุดสิ้นสุดนอกหน้าต่าง

          จุดหมายปลายทางของเธอก็คือ ดาวเคราะห์ ‘อิสรภาพ’ ที่ค่อยๆ ปรากฏอยู่เบื้องหน้า สีฟ้าครามของมหาสมุทร สีขาวของชั้นบรรยากาศ...

          วินาทีนั้นเอง แขนแข็งแรงข้างหนึ่งก็ตวัดมารัดคอซูหมีแน่น พละกำลังมหาศาลจนทำให้เธอไร้ทางดิ้นรนขัดขืน

          หลัวซีหลู่ยังไม่ตาย! เขาฟื้นแล้ว!

          สิ่งนี้ทำให้ซูหมีเบาใจ แต่ไม่นานความหวาดกลัวสุดชีวิตก็ประดังเข้ามาทำให้ใจเต้นระส่ำ

          “ปล่อยฉัน...” สองมือของเธอพยายามดิ้นรนไขว่คว้าหมายทำร้ายคนด้านหลัง ทว่าเธอจะสู้แรงของหลัวซีหลู่ได้ยังไง? แค่การทุ่มครั้งหนึ่งเธอก็ล้มลงไปฟาดพื้นอย่างแรง แผ่นหลังเจ็บปวดจนไม่อาจบรรยาย

          ใบหน้าหลัวซีหลู่เต็มไปด้วยเลือด เขาตบฝ่ามือลงไปที่จุดหนึ่งบนแผงควบคุมอย่างแรงพร้อมส่งเสียงคำราม จากนั้นจึงค่อยถอนหายใจแล้วหันกลับมามองเธอ เขาปาดเลือดบนใบหน้าพลางตะโกนด่า “คุณลงมือได้เหี้ยมโหดมาก!”

          ซูหมีไม่ตอบแต่ยกถังเชื้อเพลิงหวังกระแทกใส่เขาอีกรอบ ทว่าเขาเตรียมตัวมาก่อนจึงจับถังเชื้อเพลิงไว้แล้วผลักเธอออก

          ซูหมีเซไปกระแทกกับส่วนกลางของห้องโดยสารอย่างแรงชุดนักบินอวกาศถูกกรีดเป็นทางยาว เผยให้เห็นไหล่ขาวเนียนบอบบางที่มีเลือดซึม เอกสารประจำตัวทุกอย่างร่วงกระจายเต็มพื้น เธอพิงผนังห้องโดยสาร สภาพอเนจอนาถน่าสมเพช

          หลัวซีหลู่เข้ามาปลดหมวกและถอดชุดนักบินอวกาศของซูหมี เธอดิ้นรนขัดขืนจนมีสภาพย่ำแย่ เขาหยิบกล่องปฐมพยาบาลออกมา หลังจากทำแผลที่ศีรษะให้กับตัวเองง่ายๆ แล้วก็ช่วยเธอห้ามเลือด
จากนั้นจึงนั่งลงกับพื้น หยิบปืนออกมาเล็งมายังเธอ

 

8.ไปแถวอวกาศ

          “คุณไม่กังวลเรื่องการบังคับยานหรือ?” ซูหมีถามพลางหอบหายใจ บาดแผลเธอมีเพียงภายนอก แต่อาการบาดเจ็บของหลัวซีหลู่ถือว่าสาหัส

          หลัวซีหลู่คล้ายกำลังใกล้หมดสติ เขาหอบหายใจต่ำ “ผมเปิดระบบการขับขี่ปลอดภัยไว้แล้ว”

          “อะไรคือระบบการขับขี่ปลอดภัย?”

          “ดีที่ยังไม่เคยบอกคุณเรื่องนี้!” หลัวซีหลู่เกิดโทสะขึ้นมา “ยานบินที่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้บินก็เหมือนกับปืนไร้ลูกกระสุน ทุกลำล้วนมีประกันความปลอดภัย ทันทีที่เปิดระบบการขับขี่ปลอดภัยก็จะบินกลับไปยังจุดหมายที่ตั้งไว้แต่แรก”

          ใจซูหมีพลันดำดิ่งลง

          ตลอดทางไม่ว่าเธอจะขอร้องหรือบีบบังคับเขายังไงหลัวซีหลู่ก็ไม่สนใจ คอยจ่อปืนไปทางเธอเสมอ

          หลังจากนั้นสี่สิบนาที ยานก็บินผ่านชั้นบรรยากาศที่ปั่นป่วนอย่างรุนแรงก่อนทิ้งตัวลงจอดในสวนดอกไม้อันแสนคุ้นตาอย่างช้าๆ

          หลัวซีหลู่เหลือบมองนอกหน้าต่างคราหนึ่งจากนั้นก็รีบลุกขึ้นมาแล้วเปิดประตูก้าวออกไป

          ซูหมีนั่งพิงผนังห้องโดยสารอย่างเลื่อนลอย เมื่อเหลือบมองไปนอกหน้าต่างก็เห็นซางเจิงที่ไม่ได้พบมาหลายวันยืนมือไพล่หลังอยู่หน้ายานบิน ใบหน้าหล่อเหลาค่อยๆ เงยขึ้นจับจ้องเธอผ่านทางหน้าต่าง

          น่าจะเพิ่งเสร็จจากการประชุม บนแขนเขายังมีเสื้อคลุมพาดอยู่ ทรงผมเรียบร้อย สีหน้าน่าเกรงขาม หลังจากจับจ้องอยู่ชั่วครู่เขาก็โยนเสื้อคลุมให้ผู้ช่วยมู่ที่อยู่ด้านข้าง จากนั้นก็ก้าวยาวๆ ไปที่ประตู
ห้องโดยสารด้วยสีหน้าดำคล้ำ

          ตั้งแต่ซูหมีทะลุมิติมา เธอไม่เคยหวาดกลัวเท่านี้มาก่อน ท้องฟ้ามืดครึ้มด้านนอกและสภาพเละเทะภายในห้องโดยสารก็ยังไม่น่าสะพรึงกลัวเท่ากับสีหน้าของซางเจิงในยามนี้

          ซางเจิงเดินเข้ามาภายในห้องโดยสาร ใบหน้าองอาจหล่อเหลาไม่อาจเห็นได้ชัด เขาเหลือบมองซูหมีครั้งหนึ่งจากนั้นก็ยิ้มออกมา

          รอยยิ้มนั้นอ่อนโยนสนิทสนมจนทำให้ซูหมีสะท้านไปทั้งตัว

          ซางเจิงล็อกประตูห้องโดยสารอย่างเชี่ยวชาญก่อนจะเดินไปเบื้องหน้าซูหมี กวาดตามองเอกสารแสดงตัวตนที่กระจายอยู่บนพื้น เขาเดินผ่านเธอไปก่อนที่จะนั่งลงตรงตำแหน่งนักบิน

          “ขับยานเป็นแล้วใช่ไหม?” เสียงทุ้มต่ำแฝงแววหัวเราะ

          ใจเธอกระตุกครั้งหนึ่ง ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “แค่พื้นฐานการควบคุม”

          เขาผงกศีรษะ “ถ้าอย่างนั้นก็มาขับ”

          ซูหมีเดาไม่ออกว่าเขาวางแผนจะจัดการกับเธอยังไงทุกคนต่างรู้ดีว่าซางเจิงเกลียดการถูกทรยศมากที่สุด นอกจากเธอจะเสนอหน้าไปช่วยโยวม่อเหนียน ตอนนี้ยังคิดอาศัยยานบินที่เขามอบให้เป็นของขวัญทำการหลบหนี ถึงเขาจะยิงเธอให้ตายก็ยังถือว่าโทษเบาไปด้วยซ้ำ

          ทว่าเขากลับให้เธอมาขับยานบินในเวลานี้? ซูหมีค่อยๆ ลุกขึ้น ถามเสียงเบา “ขับไปที่ไหน?”

          น้ำเสียงซางเจิงฟังดูสบายๆ ไร้ซึ่งโทสะ “ไปแถวอวกาศ”

          กล่าวจบเขาก็เงยหน้ามองเธอพร้อมยิ้ม เดิมก็เป็นใบหน้าที่คมคายหล่อเหลา เมื่อผนวกกับรอยยิ้มอันแสนเจ้าเล่ห์จึงขับให้ใบหน้าเขาในยามนี้ดูดีขึ้นอีกเป็นเท่าตัว

          ซูหมีบังเกิดความสงสัยแต่ก็ยังเดินไปที่ตำแหน่งนักบินด้วยสีหน้าเรียบเฉย

          แต่ซางเจิงกลับไม่ยอมลุก นั่งตัวตรงมองไปด้านหน้า คลี่ยิ้มเอ่ยด้วยเสียงราบเรียบ “หากขับได้ดีฉันจะไม่เอาความ”

          ซูหมีชะงักนิ่ง ไม่อยากเชื่อถึงความใจกว้างของเขาและความโชคดีของตนเอง มือที่กำแน่นเต็มไปด้วยเหงื่อเปียกชื้น

          เธอรีบผงกศีรษะ ยืนอยู่หน้าแผงควบคุม เอ่ยเสียงต่ำ “ขอบคุณค่ะนายท่าน”

          ซางเจิงไม่ตอบสิ่งใด

          ตำแหน่งนักบินนั้นไม่ได้กว้างขวาง เมื่อร่างกายอันใหญ่โตนั่งบนเก้าอี้ก็กินที่ไปเป็นบริเวณกว้าง ตัวซูหมีแทบจะติดกับแผงควบคุม สองขาและส่วนสะโพกของหญิงสาวจึงชิดกับขายาวของเขาอย่างเลี่ยงไม่ได้

          “ไปได้” น้ำเสียงเย็นชาของชายหนุ่มดังขึ้น “ให้ฉันดูความสามารถของเธอหน่อย”

          ซูหมีเพ่งความสนใจทั้งหมดไว้ที่แผงควบคุมกับภาพด้านหน้า นี่เป็นครั้งแรกที่เธอบังคับยานบินด้วยตัวคนเดียว ตื่นเต้นจนเหงื่อออกเต็มมือ

          เดิมคิดว่าตนเองคงหวาดกลัวเพราะมีซางเจิงอยู่ ทว่าเมื่อเริ่มบินขึ้นสู่ท้องฟ้า ความสนใจของเธอทั้งหมดก็พุ่งไปอยู่ที่การควบคุมจนลืมภัยคุกคามเบื้องหลังไปชั่วขณะ

          พอต้องเพิ่มความเร็วเพื่อออกจากชั้นบรรยากาศ เพราะยังไม่ชำนาญในการควบคุมจึงทำให้เครื่องส่ายไปมาจนเธอซวนเซ ร่างเธอปะทะเข้ากับร่างของซางเจิงที่อยู่ด้านหลัง หลายครั้งที่เกือบจะล้มลงในอ้อมกอดของเขา

          ตั้งแต่ต้นจนจบซางเจิงไม่เอ่ยสิ่งใดสักคำ มีครั้งหนึ่งเธอล้มลงในอ้อมกอดเขา ชายหนุ่มแค่มองด้วยสายตาเย็นชาดั่งรูปสลัก

          ไม่ช้ายานบินก็ใกล้จะทะลุผ่านแรงโน้มถ่วงเข้าสู่ห้วงอวกาศซูหมีเหยียบลงบนคันเร่ง แต่มันกลับไม่ขยับ! เธอเหยียบไม่ลง!

          เธอเข้าใจทันทีว่าเดิมกำลังเท้าเธอก็ไม่พอ ยิ่งตอนนี้อยู่ในท่ายืน พื้นที่น้อย ทำให้เธอยิ่งออกแรงได้ลำบาก

          ซูหมีตื่นตระหนก หากทำพลาดในยามนี้ ยานบินก็จะเบนออกจากเส้นทางแล้วร่วงกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศอีกครั้งซึ่งอันตรายเป็นอย่างยิ่ง

          “นายท่าน! ฉันเหยียบคันเร่งไม่ลง!” เธอตะโกนเสียงดัง “ยานกำลังจะตก!”

          สัญญาณเตือนดังระงมห้องโดยสาร ซูหมียิ่งตกใจ

          ทันใดนั้นร่างกำยำเย็นเฉียบก็แนบเข้ากับแผ่นหลังเธอพร้อมลมที่พัดมากระทบเบาๆ ก่อนที่เธอจะทันได้สติ คันเร่งที่เท้าก็ถูกเหยียบลงไปอย่างง่ายดาย ยานบินพุ่งทะลุผ่านชั้นบรรยากาศตรงเข้าสู่
ห้วงอวกาศอันมืดมิดในทันที

          เธอถอนใจยาวด้วยความโล่งอก แต่วินาทีต่อมาก็ประหม่าจนพูดไม่ออก

          เพราะซางเจิงยังคงรักษาท่วงท่านี้ไว้ ไม่ยอมขยับออก

          เขาสูงกว่าเธอมาก ขายาวแทบจะห่อหุ้มเธอไว้ ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่มือหนึ่งเข้ามาโอบตัวเธอ และอีกมือหนึ่งก็กำลังเลื่อนต่ำลงไป

          “นาย...นายท่าน! คุณจะทำอะไร?” ซูหมีตื่นตระหนก ทุกอณูของร่างกายคล้ายกำลังจะระเบิด ทั้งประหม่าและหวาดกลัว

          “ขับต่อไป” เสียงเขาดังมาจากไหล่ของเธอ “ใช้ความเร็วสามเท่าของความเร็วแสงขับวนตามวงโคจรรอบหนึ่ง ที่นี่มีก้อนหินอวกาศมากมาย ตั้งใจขับให้ดี”

          ซูหมีตะลึง เธอยังเรียนไม่ถึงเดือน ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงการขับตามวงโคจรที่เธอยังไม่เคยลองเลยสักครั้ง ได้ยินหลัวซีหลู่บอกว่านักบินใหม่ประจำกองทัพอากาศต่างไม่กล้าที่จะบินตามวงโคจรในการบินครั้งแรก แต่นี่ซางเจิงกลับจะให้เธอ...

          “ฉันทำไม่ได้หรอกค่ะนายท่าน! ทำไม่ได้แน่นอน!” ซูหมีตกใจจนไม่สนสิ่งใด “ฉันขับไม่ได้! เราจะตายกันหมด!”

          แต่เหมือนซางเจิงจะไม่ได้ยินคำกล่าวของเธอ ทันทีที่มือเขาออกแรง ร่างกายเธอก็แข็งทื่อ

          ด้านหน้าเป็นชั้นหมอกขมุกขมัว ก้อนหินอวกาศพุ่งเข้าหาไม่หยุดหย่อน ซูหมีเหม่อลอยเพียงพริบตาเดียวก็เกือบจะชนเข้ากับหินอวกาศก้อนใหญ่ เธอตกใจจนต้องรีบตั้งสติควบคุมแกนบังคับอีกครั้งจึงสามารถหลบผ่านไปได้ ทั้งร่างเธอชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็น

          แต่ยามนี้ร่างกายของซางเจิงกลับแนบสนิทกับเธอยิ่งขึ้น

 

          อันตรายด้านหน้ายังคงไล่เรียงเข้ามาไม่ขาดสาย

          ซูหมีรู้สึกแค่เพียงว่าขนอ่อนทั่วตัวกำลังตั้งชัน

          แต่ในยามนี้ซางเจิงกลับดันเอวเธอขึ้นพร้อมสั่งด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “เขย่งเท้า”

          เก้าสิบเปอร์เซ็นต์ของความสนใจเธอจดจ่ออยู่ที่ภาพตรงหน้า เธอไม่แม้แต่จะคิดปลายเท้าก็เขย่งขึ้น

          ฉับพลันความเจ็บปวดก็เข้าครอบงำ

          “อ๊ะ!” ซูหมีผู้ไม่เคยสนใจถึงภัยคุกคามที่อยู่ด้านหลังมาก่อนถึงกับกรีดร้องเสียงแหลม

          “นายท่าน! คุณ...กำลังทำอะไร! หยุดเดี๋ยวนี้นะ!” ซูหมีร้องตะโกน

          “กล้าหลบหรือ?” น้ำเสียงเขาแหบแห้ง “ขับต่อ!”

          ภาพด้านหน้าดูเลือนราง ซูหมีต้องใช้ความพยายามในการเพ่งหินอวกาศมากขึ้นเป็นสิบเท่าจึงจะสามารถบังคับยานให้หลบหินเหล่านั้นได้ แม้จะเป็นเช่นนั้นก็ยังถูกหินจำนวนมากพุ่งเข้าชนจนทำให้ร่างเธอเซไปพร้อมกับยานบิน

          ทว่าในยามนี้ซางเจิงกลับไม่สนใจกับสิ่งใดทั้งสิ้น... ร่างหนักของเขากระแทกอยู่ทางด้านหลัง ส่งให้ร่างเธอกระตุกเข้าใส่แผงควบคุมครั้งแล้วครั้งเล่า

           เขามันบ้า! เธอไม่รู้ว่าเขาจะบ้าได้ขนาดนี้! ไม่รู้หรือไงว่าถ้าเธอไม่ทันระวังเพียงนิดเดียว พวกเขาก็จะถูกฝังอยู่ในห้วงอวกาศแห่งนี้!

          การคุกคามและการทรมานสองครั้งติดทำให้ร่างกายและวิญญาณเธอถึงจุดระเบิดจนแตกสลายอย่างที่ไม่เคยประสบมาก่อน

          ซูหมีทั้งหวาดกลัว โมโห และสิ้นหวัง แต่ก็สัมผัสได้ถึงความตื่นเต้นเร้าใจอันหาที่เปรียบไม่ได้ เธอไม่รู้ว่าในเวลานี้ควรที่จะรู้สึกยังไง ความระห่ำของซางเจิงทำให้เธอเสียสติไปด้วย

          “นายท่าน!” เธอตะโกนอยู่ในอ้อมกอดเขา “คุณบอกว่าหากฉันขับดีจะปล่อยฉันไป!”

          ซางเจิงเอ่ย “คนทรยศไม่มีค่าพอให้ฉันเชื่อถือ แมวน้อย...นี่เป็นวิธีลงโทษเธอที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด”

          เมื่อแถบหินอวกาศผ่านพ้นไป ยานบินก็เข้าสู่ครึ่งเส้นทางที่ว่างเปล่า

          ซูหมีรู้สึกเหนื่อย เวลานี้เธอเพิ่งพบว่าทั้งมือและเท้าชาไปหมด

          ซางเจิงยกมือตบที่แผงวงจรแรงๆ ครั้งหนึ่งเพื่อเปิดระบบการขับขี่ปลอดภัย เขาเอื้อมมือไปหยิบเอกสารต่างๆ ที่อยู่บนพื้นขึ้นมาแล้วหลุบตามองเธอ “ทำการรอบคอบดีนี่”

          “เสียดายที่ไม่สำเร็จ” เธอตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง

          เพราะเพิ่งผ่านความเป็นความตายมา ความกลัวที่มีต่อซางเจิงจึงถูกทิ้งไปนานแล้ว ทั้งร่างกายและจิตใจของเธออยู่ในสภาวะผ่อนคลายชาด้าน

          เขาโยนเอกสารทิ้งแล้วก้มลงกัดที่คอเนียนนุ่มอย่างแรง

9.เพราะอะไร...

          การปล้นชิงเกิดขึ้นอีกครั้ง แต่เมื่อเทียบกับครั้งก่อนที่รุนแรงเร้าใจ ครั้งนี้กลับอ่อนโยนและยาวนาน

          ละอองน้ำปกคลุมดวงตาทั้งคู่ของซูหมีจนพร่ามัว แต่มันก็ถูกนิ้วหยาบกร้านเช็ดออกไปทันที คล้ายกับว่าเขาไม่ชอบที่ต้องเห็นน้ำตาของเธอ

          “ทำไมถึงมอบยานบินให้ฉัน?” เสียงสั่นเทาเอ่ยถาม

          ทว่าซางเจิงไม่ตอบ นัยน์ตาเย็นชามองเธอจากมุมสูง ย้อนถาม “ทำไมถึงคิดหนี ทั้ง ๆ ที่ชีวิตเธอเป็นของฉัน”

          เหงื่อเม็ดเล็กๆ จากหน้าผากเขาหยดลงบนลำคอเนียนละเอียดของเธอก่อนที่จะค่อยๆ กลิ้งไปบริเวณหน้าอกที่กำลังขยับขึ้นลงอย่างกระชั้นถี่

          ขณะที่ยานบินจอดลงในคฤหาสน์ซาง ร่างของเธอก็พลันแข็งทื่อก่อนจะกระตุกอย่างควบคุมไม่ได้ เส้นเลือดบนหน้าผากเขาก็ปูดนูนออกมาจนเห็นเป็นสีเขียว ดวงตาสีเข้มจับจ้องใบหน้าเจ็บปวดของเธอ กระซิบทีละคำข้างหู “จำไว้ ของทุกอย่างที่เป็นของฉัน ต้องเป็นตลอดไป ไม่สามารถทรยศได้”

          คืนนั้นซูหมีนอนอย่างเลื่อนลอยอยู่บนเตียงในความมืดแสงดาราและจันทราที่อยู่แสนไกลลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาทำให้ห้องที่เงียบสงบยิ่งดูเย็นยะเยือกจนน่าหวาดหวั่น

          เธอรู้สึกสับสนและเสียใจแต่ก็ไม่ได้มากเหมือนอย่างที่คิดที่สำคัญความเสียใจนั้นคล้ายกับว่าไม่ใช่แค่เพราะการสูญเสียพรหมจารี แล้วเช่นนั้นเพราะอะไร?

          เธอคาดว่าคืนนี้คงไม่สามารถหลับได้ เพราะแค่ปิดเปลือกตาลงก็จะเห็นก้อนหินอวกาศน่ากลัวพุ่งเข้าชนไม่ขาดสาย ขณะเดียวกันก็เห็นแววตาอันเย็นชาของซางเจิง

          โดยไม่คาดคิด ช่วงเวลาเหม่อลอยแสนสั้นนั้นเธอกลับผล็อยหลับไป กว่าจะตื่นก็เป็นช่วงกลางวันของวันรุ่งขึ้น

          เมื่อเธอตื่นกลับรู้สึกผ่อนคลาย

          เพราะไม่มีสิ่งใดต้องสูญเสียแล้ว

          เดิมเข้าใจว่าซางเจิงจะเรียกร้องร่างกายเธออีก แต่หลายวันผ่านไปซางเจิงกลับไม่เคยมาเหยียบที่ห้อง หลังหลบอยู่ในห้องสองวันจึงค่อยกล้าออกมาด้านนอก สีหน้าบ่าวรับใช้ทุกคนยังดูปกติ ผู้ช่วยมู่ก็ยังคงคลี่ยิ้มให้เธอ

          ส่วนซางเจิง ไม่ว่าจะที่ห้องอาหาร ทางเดิน หรือในสวน เมื่อพบกันเขาไม่แม้แต่จะเหลือบมองมาสักครั้ง ราวกับเธอไม่มีตัวตน

          ซูหมีอดคิดถึงวันที่ถูกเขาครอบครองไม่ได้ แม้จะไม่เอ่ยสิ่งใดแต่เธอก็สัมผัสได้ถึงความโกรธและความไร้ปรานีของเขา ทว่าในตอนที่ประตูของห้องโดยสารเปิดออก เขากลับถอดเสื้อของตนมาห่อร่างเธอไว้ก่อนที่จะอุ้มขึ้น

          หลังจากที่โยนเธอไว้บนเตียงเรียบร้อย เขาก็จากไป

          ราวกับนั่นคือจุดจบของเธอ

          ในที่สุดวันหนึ่ง เมื่อเห็นผู้ช่วยมู่อยู่ในห้องหนังสือคนเดียวซูหมีจึงเดินเข้าไปก่อนที่จะลงกลอนประตู

          “คุณมู่” เสียงเธอเบาราวกับเสียงยุงบิน “ฉันจะถูกส่งไปให้นายน้อยโจวเมื่อไหร่?”

          ผู้ช่วยมู่ส่ายศีรษะอย่างประหลาดใจ “เมื่อก่อนก็ไม่มีแผนที่จะส่งไป ยิ่งตอนนี้...ผู้หญิงที่หัวหน้าเคยแตะต้อง ยิ่งไม่มีทางที่จะส่งให้คนอื่น”

          “งั้นฉัน...”

          ผู้ช่วยมู่นั่งลงบนโซฟา ถอนใจ “คุณซู อันที่จริงผมก็นับถือคุณอยู่นะ คุณเกือบหนีพ้น เพียงแต่ไม่จำเป็นต้องทำ”

          “เพราะอะไร...” ฉับพลันซูหมีก็ใจตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม “ทำไมถึงไม่จำเป็น?”

          เขามองเธอก่อนยิ้มออกมา “เดิมทีหัวหน้าวางแผนจะให้คุณอยู่ในอาณัติเขา ไม่ใช่นางบำเรอแต่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชา”

          ตลอดทางที่ซูหมีเดินออกมา รู้สึกว่าร่างกายตนแข็งทื่อคำกล่าวของผู้ช่วยมู่ทำให้เธอตะลึง ไม่รู้ว่าซางเจิงสะดุดตาจุดไหนหรือว่ายานบินลำนั้นเขาตั้งใจมอบให้เธอจริงๆ?

          หากเธอสามารถควบคุมยานบินรบ บางทีอาจช่วยเขาคุมกองทัพอากาศ? แต่ที่สำคัญก็คือวันหนึ่งเธอจะทำตามฝัน ออกค้นหาดาวโลก

          ทว่าเธอกลับหลบหนี กระตุ้นให้เขาโกรธ

          ซูหมีเดินไปตามสนามหญ้า ก้าวไปยัง ‘โรงงานแปรรูปร่างกาย’ ตามคำเล่าลือเบื้องหน้า ซางเจิงอยู่ที่นั่น คำพูดของผู้ช่วยมู่ยังคงก้องอยู่ในหู “คุณซูไปขอโทษหัวหน้าเถอะครับ ถึงหัวหน้าวางแผนฝึกฝนคุณเพื่อผลประโยชน์ แต่ก็เป็นผลดีต่อคุณด้วยเช่นเดียวกันไม่ใช่หรือ? คุณรีบไปหาเขา บางทีเขาอาจจะยังไม่เปลี่ยนความตั้งใจ”

          ซูหมีสับสนไปหมด ซางเจิงช่วยชีวิตเธอไว้แต่ก็ปฏิบัติต่อเธอราวกับเป็นสินค้าชิ้นหนึ่ง เขามอบยานบินให้แล้วยังใช้กำลังปล้นชิงร่างกายนี้ วิธีการ ‘ลงโทษ’ ของเขา เพียงแค่คิดก็ทำให้สองขาเธอ
สั่นเทา หวาดกลัว แต่เธอรู้ดีว่าตนไม่มีทางเลือก ต้องยอมก้มศีรษะให้

          ทหารหน้าประตูเห็นซูหมีก็เข้ามาขวาง แต่อีกคนกลับยิ้มพลางโบกมือ เอ่ยเสียงต่ำ “คุณซู หัวหน้าอยู่ชั้นสาม แต่คุณแน่ใจว่าจะเข้าไปหรือครับ?”

          เรื่องบนยานบินวันนั้นคงกระจายไปทั่วคฤหาสน์แล้ว ซูหมีรู้สึกอับอายจึงรีบก้าวเข้าไปด้านใน

          ครึ่งชั่วโมงต่อมา ซูหมียืนพิงกำแพง เหงื่อชื้นเต็มร่าง หลับตาแน่น เมื่อเครื่องมือเหล่านั้นเข้าไปในร่างกายแล้วทำให้เกิดเสียงประหลาดขึ้นมากมาย ผู้ถูกไต่สวนกรีดร้องทรมานราวกับร่างใกล้
แหลกสลายทำให้ซูหมีรู้สึกเหมือนอยู่ในขุมนรก

          ทว่าคนผู้นั้นกลับนั่งอย่างไม่สะทกสะท้าน กระทั่งจิบชาร้อนด้วยท่าทางสบายอารมณ์ดั่งที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่การลงทัณฑ์แต่เป็นละครที่มีเนื้อเรื่องแสนอบอุ่น

          ซางเจิงที่เป็นแบบนี้ช่างน่ากลัวยิ่งนัก ซูหมีเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก เมื่อเทียบกับโทษที่เธอได้รับก็ดูเบาไปถนัดตา

          ซางเจิงผู้นี้เป็นคนเดียวกับที่อุ้มเธอออกมาจากคฤหาสน์ของท่านผู้ว่าและวางแผนที่จะรับเธอเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาจริงหรือ?

 

          ในที่สุดนักโทษก็สารภาพ

          ซางเจิงเซ็นชื่อในรายงานเสร็จก็โยนไปที่โต๊ะ เขาลุกขึ้นหันกลับมามองซูหมีที่ยืนนิ่งอยู่นาน นัยน์ตาดำเข้ม ไม่สื่ออารมณ์

          “ใครอนุญาตให้เธอเข้ามา?” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “คนที่เข้ามาในนี้ได้มีแค่สองประเภท ทหารหรือไม่ก็นักโทษ”

          ซูหมีรีบเดินไปตรงหน้าเขา ก้มหัวต่ำ “นายท่าน ฉันผิดไปแล้ว แค่อยากจะมาบอกว่าฉันยินดีสวามิภักดิ์ต่อคุณ”

          ซางเจิงจ้องเธอนิ่ง

          ตั้งแต่ที่เก็บซูหมีไว้ในคฤหาสน์ซาง แม้ฐานะของเธอจะไม่ชัดเจน แต่พวกชอบประจบประแจงในเมืองก็ส่งเสื้อผ้าเพชรนิลจินดามาที่นี่ไม่ขาด พ่อบ้านเลือกไว้บางชุดแล้วมอบให้เธอเพราะที่นี่ไม่มีผู้หญิงคนอื่นอีก

          วันนี้เธอเลือกสวมเดรสยาวสีฟ้าตัวหลวมร่างผอมบางจึงดูอิ่มเอิบ ผมยาวมัดรวบง่ายๆ ใบหน้าไร้การแต่งแต้มดูสงบและเชื่อฟัง แต่เมื่อยืนอยู่ในโรงงานแปรรูปที่พื้นเต็มไปด้วยเลือดก็ดูไม่เข้ากันอย่างเห็นได้ชัด

          เขานั่งลง “ทำไมถึงเลือกหนีไปเมืองอิสรภาพ?”

          เมืองอิสรภาพเป็นเมืองที่ซางเจิงเคยเข้ารับตำแหน่งก่อนหน้านี้ ตามหลักการควรเป็นฐานที่มั่นสำคัญของเขา ทว่าปลายทางในการหลบหนีของเธอกลับเป็นที่นั่น

          สีหน้าซูหมีเปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่ก็ยังมองเขาอย่างไม่เกรงกลัว

          “ที่ที่อันตรายที่สุดก็คือที่ที่ปลอดภัยที่สุด” เธอเอ่ยเสียงเบา “อีกอย่างอยู่กับคุณมาตั้งนานยังไม่เคยเห็นนายท่านติดต่อกับครอบครัวหรือเพื่อนคนไหนที่เมืองอิสรภาพ”

          ซางเจิงเหลือบมอง เธอยังคงตั้งหน้าตั้งตาพูดต่อ “ฉันคิดว่าบางทีที่เมืองอิสรภาพอาจมีความทรงจำที่เจ็บปวดของนายท่านอยู่ดังนั้น...”

          “เธอเลยคิดว่าที่เมืองอิสรภาพมีอะไรที่ทำให้ฉันเกรงกลัว?” เขาย้อนถามพลางยิ้มอ่อน “การเลือกนี้อยู่เหนือความคาดหมายของฉันจริงๆ”

          เธอไม่โต้เถียง

          เสียงของเขาต่ำเบาทว่าแฝงด้วยอันตราย “แต่เธอไม่เคยคิดถึงความน่าจะเป็นอีกอย่างหรือ? เช่นว่า... บางทีคนทั้งเมืองอิสรภาพอาจหวาดกลัวฉัน?”

          ร่างกายซูหมีสั่นสะท้าน คนทั้งเมืองหวาดกลัวคนผู้หนึ่ง? นี่มันตรรกะอะไร

          ซางเจิงนิ่ง สัญชาตญาณบอกเธอว่าสิ่งที่เขากล่าวมาเป็นความจริง ทำให้ร่างเธอเหงื่อซึมจนเปียกชื้น เพื่อปิดบังความตกใจและความหวาดกลัว เธอจึงเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงโอนอ่อน “นายท่าน ที่ฉันหนีเพราะคิดว่านายท่านจะส่งฉันให้กับนายน้อยโจว”

          ซางเจิงมองเธอ “ไปได้ยินมาจากไหน?”

          “โยวม่อเหนียน”

          ซางเจิงกลับหัวเราะเสียงเย็น “ซูหมี เธอเป็นคนที่น่าสนใจอยู่บ้าง แต่มีบางคนที่เธอดูเขาผิดไป”

          “...”

          “โยวม่อเหนียนคือแบบฉบับของคนดี เถรตรง ซื่อสัตย์จิตใจดี” ซางเจิงหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุด “วันนั้นหากเธอขอร้องเขา ฉันย่อมปล่อยเธอไป ตอนนี้เธอก็คงอยู่ในมุมหนึ่งของเมือง ได้สูดอากาศแห่งอิสรภาพ แต่เธอกลับไม่เชื่อใจเขา”

          ซูหมีใจกระตุก เธอตรึกตรองอยู่ชั่วครู่จากนั้นก็คลี่ยิ้มให้ซางเจิง “นายท่าน ฉันไม่เสียใจสักนิด”

          คิ้วยาวของซางเจิงเลิกขึ้น มองเธอผ่านม่านควันบุหรี่

          “ฉันยังไม่เชื่อใจโยวม่อเหนียน เวลานั้นเลยเลือกตัดสินใจในเรื่องที่มีความเสี่ยงน้อย แล้วก็ยอมรับผลที่ตามมาด้วย” เธอไม่เคยมองเขาด้วยสายตาจริงใจแน่วแน่แบบนี้มาก่อน “ที่สำคัญ อิสรภาพบน
พื้นดินไม่ใช่สิ่งที่ฉันต้องการ อิสรภาพบนท้องฟ้าต่างหากล่ะ นายท่านก็เห็นแล้วว่าฉันสามารถขับยานฝ่าแถบหินอวกาศได้ทั้งที่ยัง... เอ่อ อยู่ในสถานการณ์แบบนั้น...ขอให้เชื่อว่าฉันจะพยายามและภักดีต่อ
นายท่าน ไม่มีวันทรยศ!”

          ซางเจิงดึงเธอขึ้นจากพื้นให้มานั่งบนต้นขา มือหนึ่งคีบบุหรี่อีกมือก็จับปลายคางเธอ

          “ไม่มีวันทรยศ?”

          “ไม่มีวันทรยศ”

          ใบหน้าหล่อเหลาของเขาอยู่ใกล้มาก คิ้วหนาดกดำสองข้าง นัยน์ตาคมกล้า ทำให้ซูหมีนึกถึงดาบที่คมกริบ

          “มู่ซีถิงจะจัดการให้เธอไปอยู่ที่กองทัพอากาศสักปี”

          “กองทัพอากาศหรือคะ?” เธอคิดว่าจะได้รับการฝึกฝนจากเขาเสียอีก

          เขาไม่แยแสสีหน้าสงสัยของเธอ เอ่ยต่อ “หลังจากนี้หนึ่งปี หากไม่สามารถเป็นนักบินที่ยอดเยี่ยมได้...”

          “เชิญนายท่านจัดการส่งฉันให้นายน้อยโจวได้ตามอำเภอใจ” ซูหมีตอบอย่างมั่นใจ แม้จะไม่รู้ว่านักบินยอดเยี่ยมนั้นเป็นยังไง

10.คนแบบนี้

          เขาเหลือบมองเธอครั้งหนึ่ง นิ้วกระชับที่คางรุนแรงขึ้นจนเธอรู้สึกเจ็บ “จำไว้ ฉันไม่ชอบให้คนอื่นมายุ่งกับของที่ฉันเคยใช้”

          “จำไว้แล้วค่ะ”

          ซางเจิงพยักหน้า “ทันทีที่กลับจากการฝึก ชีตาห์ด้านนอกลำนั้นจะเป็นของเธอ แต่ก่อนที่ฉันจะพยักหน้าอย่าได้คิดหนีอีกในอาณาเขตสามพันปีแสง เธอไม่มีทางหนีพ้น”

          ซูหมีชะงักนิ่ง สามพันปีแสง?

          ต่อให้ซางเจิงจะเก่งกาจเพียงใดแต่ก็เป็นแค่ผู้อำนวยการกองกำลังแห่งความมั่นคงของดาวเคราะห์ดวงหนึ่งในกาแล็กซีนิรันดร์เท่านั้น ทำไมจึงกล้าโอ้อวดไปถึงสามพันปีแสง? แต่เธอรู้ดีว่าทุกคำที่เขากล่าวมาล้วนเป็นความจริง

          ดังนั้น...สามพันปีแสงก็คืออาณาเขตของเขาสินะ

          “ตอบคำถามฉัน แล้วที่พูดเมื่อครู่จะถือว่ามีผลทันที” นิ้วเรียวของเขาค่อยๆ ไล้ผ่านปลายคางไปจนถึงลำคอเนียนละเอียดทำให้เธอประหม่า

          “เชิญนายท่านถาม”

          มือของเขาล้วงเข้าไปในคอเสื้อเธอ เลื่อนลงไปช้าๆ ในขณะเดียวกันเสียงทุ้มต่ำก็ดังขึ้น

          “ดาวโลก...คืออะไร?”

          ซูหมีใจกระตุก ช้อนตาขึ้นมองเขา นิ้วของซางเจิงปัดผ่านทรวงอกเธอเบาๆ ราวกับว่าหากเธอตอบผิด มือนั้นก็จะทะลวงเข้าไปควักหัวใจ

          “นายท่าน...ดาวโลกอยู่ในความทรงจำของฉัน” เธอค่อยๆ เอ่ย “ฉันจำได้ว่ามาจากดาวโลก แต่กลับไม่รู้ว่านั่นเป็นความทรงจำของฉันจริงๆ หรือเป็นแค่จินตนาการเท่านั้น”

          คำกล่าวนี้ดูกึ่งจริงกึ่งเท็จ ทำให้ซางเจิงไม่สามารถตัดสินว่านี่คือความจริงหรือแค่คำลวง

          แต่คำถามที่เอ่ยขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยก็ยังไม่หมดลง

          เขารับคำเสียงต่ำเบา สายตาเย็นเฉียบยังคงจับจ้องอยู่ที่เธอ “คนที่ไร้สถานะมีอยู่แค่สองประเภท” ซูหมีตื่นตะลึง ในที่สุดก็มาถึงหัวข้อนี้

          “ประเภทแรกก็คือทหารรับจ้าง ละทิ้งตัวตน ลบรอยนิ้วมือ เปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ ไม่ว่าเมื่อก่อนจะกระทำความผิดร้ายแรงแค่ไหนก็ไม่ผู้ใดกล้าสงสัยในสถานะอีก ซึ่งเธอไม่ใช่”

          ซูหมีผงกศีรษะ

          “อีกประเภทก็คือเป็นหน่วยสอดแนมจากกาแล็กซีอื่น” เขาเอ่ยช้าๆ “ที่มักจะแอบซ่อนอยู่ในหมู่คน”

          ซูหมีตกใจ ดั่งเลือดในร่างกายกำลังจับตัวแข็ง เสียงของเขาต่ำลึกแต่เหมือนสายฟ้าฟาดดังก้องอยู่ข้างหู

          จริงหรือ? หากมี ‘คนแบบนี้’ อยู่จริง หรือว่าเธอ...

          มีชั่วขณะหนึ่งที่เธอเกือบจะเชื่อคำกล่าวของซางเจิง บางทีดาวโลกอาจเป็นเพียงจินตนาการ หรือบางทีเธออาจจะไม่รู้ว่าตัวตนที่แท้จริงของเธอเป็นใคร

          แต่เธอก็คิดขึ้นได้ว่าซางเจิงกำลังรอคำตอบอยู่

          ที่สำคัญกว่าสถานะของตนก็คือหากตอบคำถามนี้ไม่ดี เธอจะมีจุดจบยังไง?

          ถ้าเขาสนใจสถานะที่แท้จริงของเธอ เช่นนั้นก็น่าจะส่งเธอเข้า ‘โรงงานแปรรูปร่างกาย’ ตั้งแต่วันแรก

          คิดได้ดังนี้ก็รีบเงยหน้าขึ้น นัยน์ตาสดใสมองเขาอย่างเปิดเผย “นายท่าน หน่วยสอดแนมคงไม่ส่งคนอ่อนแอแบบฉันมาที่นี่หรอก
ที่สำคัญ...” ซูหมีค่อยๆ ยกสองมือขึ้นจับนิ้วเรียวยาวสีแทนของซางเจิงไว้ “ฉันภักดีต่อนายท่าน การที่ฉันจะเป็นสายสืบหรือไม่ จะเป็นศัตรูกับเผ่าพันธุ์ไหนหรือเปล่า มันเกี่ยวข้องกันด้วยหรือ?”

          คำกล่าวนี้ถือเป็นการไม่ให้เกียรติอย่างยิ่ง ไม่ว่าใครที่ได้ยินสามารถไปยื่นฟ้องเพื่อจับเธอเข้าคุกได้ โดยเฉพาะต่อหน้าผู้ดำรงตำแหน่งสูงสุดของกองกำลังแห่งความมั่นคง

          ทว่าสัญชาตญาณผลักดันให้เธอลองเสี่ยงกับคำตอบที่ฟังยั่วยุแบบนี้

          ซางเจิงจ้องเธอ ความเงียบเข้าปกคลุมไม่นาน เขาก็เผยรอยยิ้มพึงพอใจออกมาเป็นครั้งแรก

          “อืม...เธอจะเป็นศัตรูกับเผ่าพันธุ์ไหนหรือไม่ ไม่เกี่ยวอะไรกับฉัน”

 

          อวกาศเป็นบริเวณที่ว่างสีดำกว้างใหญ่ไม่รู้จบ

          เป็นความมืดลึกลับที่ยังไม่ถูกเปิดเผย สถานีประจัญบาน ‘ฐานทัพฟีนิกซ์’ สีเทาขนาดมหึมาลอยตระหง่านอยู่กลางอวกาศ

          หลี่ซีจงเป็นชายวัยสามสิบกว่าๆ ประจำการที่ ‘ฐานทัพฟีนิกซ์’ มาห้าปีในตำแหน่งนาวาอากาศโท

          เมื่อมองแวบแรก เขาให้ภาพลักษณ์ธรรมดาของทหารในกองทัพ สูงใหญ่ องอาจ เงียบขรึม น่าเชื่อถือ และเขาก็เป็นคนซื่อสัตย์จริงๆ ถึงแม้ท่าทางเฉยชาของเขาจะไม่ค่อยเป็นที่สบอารมณ์ของหัวหน้าสถานีสักเท่าไหร่ แต่ก็เป็นที่ไว้วางใจและมักถูกเรียกใช้งานเสมอ

          ดังนั้นเขาจึงยืนอยู่บนแท่นเพื่อรอต้อนรับผู้ที่มาใหม่แทนหัวหน้าสถานี

          หญิงสาวร่างบอบบาง สวมชุดกระโปรงยาว ผิวพรรณขาวผุดผ่อง หน้าตาหมดจดเปล่งปลั่ง ราวกับเพียงแค่บีบก็อาจเค้นน้ำออกมาได้ ทำให้เป็นที่สนใจของบุรุษมากมาย ทั้งที่กล้าจับจ้องโดยตรงและแอบชำเลืองมอง

          หลี่ซีจงรีบก้าวออกไปต้อนรับ พลางรับสัมภาระของเธอมา “ยินดีต้อนรับ! คุณซู ผมคือนาวาอากาศโทหลี่ซีจง”

          ซูหมีกล่าวขอบคุณ คลี่ยิ้มเขินอาย หลี่ซีจงลอบถอนใจหญิงสาวเปราะบางแบบนี้ดันถูกส่งมาอยู่ในสถานีประจัญบานที่เข้มงวดที่สุดของสหสัมพันธมิตร เกรงว่าหัวหน้าสถานีคงไม่ยอมแน่นอน

          เดินไปตามทางโลหะสีเงิน หลี่ซีจงสังเกตว่าแม้หญิงสาวจะเงียบขรึมแต่สายตากลับกวาดมองรอบกายตลอด เมื่อเธอเห็นคนจำนวนหนึ่งกำลังพักผ่อนอยู่ตรงมุมห้อง สีหน้าก็พลันตื่นตะลึง

          หลี่ซีจงอธิบาย “รู้สึกว่ากำลังคนน้อยไปใช่ไหมครับ? ในภาวะที่ไร้สงคราม นักบินและเจ้าหน้าที่กว่าครึ่งก็กลับลงไปทำงานที่ภาคพื้นดิน”

          “ถ้าเผ่าพันธุ์แมลงเปิดสงครามจะทำยังไง?” เธอถาม

          “เผ่าพันธุ์แมลง?” เขาแสดงสีหน้ายิ้มเยาะ “สาวน้อยอย่าได้ล้อเล่นสิ! ไม่มีสงครามหรอก”

          หญิงสาวผงกศีรษะ

          ทันทีที่ซูหมีก้าวเข้าไปในห้องของหัวหน้าสถานีประจัญบานก็กวาดสายตาเก็บรายละเอียดทุกสิ่งภายในห้องสีเทาอย่างรวดเร็ว เพดานห้องต่ำมากจนทำให้เกิดความรู้สึกกดดันแก่ผู้ที่เข้ามา

          พื้นที่ขนาดเล็กเหมือนถูกคุมขังแต่ก็ยังกดดันไม่เท่าสีหน้าเย็นยะเยือกราวน้ำแข็งของชายที่นั่งบนโซฟาหนังสีดำที่ตั้งอยู่บนพรมสีแดง

          ก่อนจะขึ้นมาบนนี้ ผู้ช่วยมู่บอกว่าสถานที่ฝึกฝนของเธอก็คือสถานีประจัญบานที่มีชื่อเสียงที่สุดของสหสัมพันธมิตร มีนาวาอากาศเอกเหลียนตั๋วเป็นผู้รับผิดชอบ ทำให้ซูหมีรู้สึกเหมือนได้รับความเอ็นดูโดยไม่ได้คาดหมาย มีเสียงเล่าลือว่าเหลียนตั๋วเคยเป็นทหารรับจ้างมาก่อน เขากล้าหาญและเชี่ยวชาญด้านการต่อสู้ เพื่อบิดามารดาที่แก่ชราและป่วยหนักจึงได้ออกจากกลุ่มของทหารรับจ้างเข้ารับตำแหน่งที่ถูกต้องตามกฎหมายในกองทัพอากาศประจำดาวเคราะห์แห่งความหวัง

          แต่ชายตรงหน้าก็ยังเกินความคาดหมายของซูหมี

          ชายในเครื่องแบบทหารสีเขียวเข้ม เหลียนตั๋วผู้มีชื่อเสียงขจรขจายกลับมีอายุไม่น่าจะเกินสามสิบห้า รูปหน้าทรงเหลี่ยมผิวพรรณหยาบกร้าน หนวดเคราเขียวครึ้ม เครื่องหน้าทั้งห้าคมคายได้สัดส่วน ดวงตาโตเป็นประกาย

          หลังจากที่เหลียนตั๋วเห็นซูหมี ทั่วตัวก็เหมือนถูกสุมด้วยกองไฟแห่งความโกรธ

          เมื่อประสานสายตาด้วยความเคร่งเครียดอยู่เกือบสองนาทีเขาก็กระชากโทรศัพท์บนโต๊ะขึ้นมา

          “มู่ซีถิง!” เขาตะโกนอย่างเดือดดาล “ที่นายบอกว่าจะให้ต้นกล้าชั้นยอดกับกองทัพอากาศของฉันก็คือผู้หญิงที่อ่อนแอราวกับต้นหญ้าเนี่ยนะ? นายเสียสติไปแล้วหรือไง! รีบรับกลับไป! สถานีแห่งนี้
ไม่ต้องการผู้หญิง!”

          “นายอย่ามาอ้างถึงบุญคุณที่นายมีต่อฉัน...ไม่ๆๆ ฉันนึกว่าเป็นผู้ชายเลยยอมตกลง...อะไรนะ?!”

          “ได้ๆๆ ฉันเป็นคนพูดคำไหนคำนั้น แต่ยังไงฉันก็ไม่ออมมือกับเธอเด็ดขาด! เมื่อถึงเวลานั้นหากเธอวิ่งร้องไห้กลับไป นายก็อย่ามาหาว่าฉันไม่รักษาสัจจะ!”

          เขากระแทกโทรศัพท์เสียงดังแล้วนั่งลงบนโซฟา หลังจากครุ่นคิดอยู่สองวินาทีก็พลันเงยหน้า จับจ้องซูหมีด้วยสายตาตึงเครียด

          สองคนประสานสายตากัน

          เมื่อเห็นดวงตาเขาหรี่แคบลงราวกับกำลังจะเริ่มโจมตี ซูหมีไม่รอให้เขาเอ่ยปากก่อน ชิงทิ้งสัมภาระลงบนพื้น ตะโกนด่า “เจ้าสารเลวมู่ซีถิง!”

          คราวนี้เปลี่ยนเป็นเหลียนตั๋วมองซูหมีด้วยความประหลาดใจ ท่าทางเธอเหมือนกำลังโกรธและน้อยใจ “ก่อนที่ฉันจะถูกส่งมาก็ไม่เคยรู้มาก่อนว่าบนสถานีนี้ไม่มีนักบินหญิง”

          สายตาแหลมคมของเหลียนตั๋วกวาดมองใบหน้าเธอคราหนึ่ง ไม่กล้าปริปาก

          น้ำเสียงของซูหมีสงบลง “หัวหน้า ฉันก็ไม่อยากทำให้คุณต้องลำบาก แต่ฉัน...”

          “ไม่ต้องพูดแล้ว” เหลียนตั๋วตัดบท มองเธอด้วยสายตาดูแคลน “ในเมื่อผมสัญญากับมู่ซีถิง ภายในครึ่งปี ถ้าคุณไม่สามารถผ่านการสอบขั้นพื้นฐานได้ก็ไสหัวไปซะ!”

          สองมือของซูหมีกำหมัดแน่นอยู่ข้างลำตัว สูดหายใจลึกก่อนเอ่ย “ได้ค่ะ ฉันจะพิสูจน์ให้คุณดู”

 

          เวลาหกเดือนผ่านไปอย่างรวดเร็ว

          “กำลังคิดอะไรอยู่?” เสียงกังวานพลันดังขึ้น ซูหมีจึงได้สติ เธอติดตามหัวหน้าการบินเรืออากาศเอกหลิงเจิ้งมาทำภารกิจลาดตระเวนที่ชายแดนระหว่างเผ่าพันธุ์มนุษย์และเผ่าพันธุ์แมลง

          “คิดถึงคนรักอยู่หรือไง?” หลิงเจิ้งยิ้มบาง “เสี่ยวหมีทำอย่างนี้ ผมเสียใจนะ”

          ซูหมียิ้มแต่ไม่ตอบ หันไปมองนอกยาน “หินยักษ์พวกนี้สวยมากจริงๆ”

          หลิงเจิ้งเงยหน้ามองหินสีเทาขนาดใหญ่ที่อยู่นอกยานครั้งหนึ่ง นี่เป็นหินขนาดมหึมาที่มีชื่อเสียงที่สุดของชายแดน เล่ากันว่าถ้านำหินเหล่านี้มากองรวมกันอาจมีขนาดเท่ากับดาวบริวารเวินซาเลยทีเดียว