สาวใช้ออกจากห้องไปไม่นานก็กลับมาพร้อมยาถ้วยหนึ่ง เมื่อปลอดคนซ่งหร่วนก็จัดการเทยาใส่กระถางต้นไม้ข้างหน้าต่าง ถ้ายาในถ้วยนี้มีพิษมันต้องทำให้ต้นไม้ตาย
สรุปว่าคืนนั้นจ้าวหนานหยู่ก็ไม่ได้มาจริงๆ ซึ่งนับว่าดีแล้วผลงานที่เขาทำไว้กับนางยังระบมไม่หาย
เช้าวันรุ่งขึ้น
พระอาทิตย์กำลังโผล่พ้นขอบฟ้าอย่างงดงาม ฤดูใบไม้ผลิทำให้บุปผานานาพรรณบานสะพรั่งจนหอมฟุ้งไปทั่ว
หลังจากนางล้างหน้าหวีผมเสร็จเรียบร้อยก็มีคนยกอาหารเช้าเข้ามาตามปกติ ในสำรับมีข้าวต้มกับผักดอง พอนางกินอิ่มแล้วถึงได้อารมณ์ดีขึ้น
ช่วงไม่กี่วันมานี้นางใช้ชีวิตตามปกติ จ้าวหนานหยู่เองก็ไม่ได้เข้ามายุ่มย่ามอะไรที่เรือนไฮวสุ่ยของนาง เขาไม่ได้ส่งคนมาตาม ส่วนนางก็ไม่คิดจะไปหา แต่ที่น่าเสียดายคือช่วงนี้จ้าวสือถูกบังคับให้อยู่แต่ในเรือนใหญ่ เลยไม่มีโอกาสได้เจอกัน
ผ่านมาหลายวันซ่งหร่วนพบว่าต้นไม้ที่ถูกนางรดด้วยยาทุกวันยังปกติดี หญิงสาวพลอยโล่งใจขึ้นมาบ้าง ดูๆ ไปแล้วคงเป็นแค่ยาสงบใจเพื่อช่วยให้นอนหลับจริงๆ
วันหนึ่งของฤดูใบไม้ผลิ จู่ๆ จ้าวหนานหยู่ก็ปรากฏตัวขึ้นที่เรือนไฮวสุ่ยของนาง
เขายังจูงจ้าวสือเดินมาพร้อมกัน ช่างเป็นภาพที่อบอุ่นนัก
วันนี้ซ่งหร่วนสวมกระโปรงสีแดงสด คู่กับเสื้อคอปกสีขาวพร้อมผ้าคาดเอวเข้าชุด ดวงตาสุกสกาวคู่นั้น มองไกลๆ ช่างสดใสและมีเสน่ห์เหลือล้น
“ท่านแม่” จ้าวสือเดินเข้ามาใกล้แล้วจึงเอ่ยเรียก
ซ่งหร่วนได้ยินเสียงของเด็กน้อยก็หันไปมอง ปรากฏว่าเป็นเขาจริงๆ หญิงสาวชอบเด็กน้อยคนนี้อยู่เป็นทุนเดิม พอเห็นว่าเป็นเขาจึงลูบศีรษะจ้าวสืออย่างถนอม
นางสัมผัสได้ถึงสายตาของคนที่ยืนอยู่ข้างๆ ซึ่งกำลังจ้องมองมา สายตาเขาประดุุจหิมะในฤดูเหมันต์ที่ทำให้เย็นยะเยือกไปทั้งสรรพางค์ ซ่งหร่วนไม่กล้าสบตาตอบ นางกลัววิธีที่เขามองตน มันดูอ่อนโยนเพียงเปลือกนอก แต่ภายในแฝงด้วยความเย็นชาระคนอาฆาตแค้น
ระหว่างที่พวกเขากินอาหารกลางวัน โต๊ะอาหารเงียบงันจนได้ยินเพียงเสียงตะเกียบ ซ่งหร่วนอยากร้องไห้ใจแทบขาด นางไม่กล้ากินเยอะ หวาดหวั่นแม้กระทั่งเวลาจะคีบอาหารตรงหน้าเขาช่างเป็นมื้อที่ทรมานเหมือนถูกทำโทษเสียจริง
จ้าวหนานหยู่หยุดตะเกียบในมือตนแล้วถาม “ยังเจ็บคางอยู่หรือไม่”
นางอยากย้อนถามเหลือเกินว่าแล้วท่านทำอะไรลงไปเล่า?! ตอนนั้นข้าเจ็บ! นี่มันผ่านไปกี่วันแล้ว! ไม่คิดว่ามันสายเกินไปที่จะถามหรือไร?!
หญิงสาวกรีดร้องอย่างบ้าคลั่งในใจ แต่กลับไม่กล้าพูดอะไรออกมา ได้แต่ส่ายศีรษะช้าๆ ตอบว่า “หายเจ็บนานแล้ว”
หลังจากได้ฟัง เขาก็ส่งเสียงอืมเพียงหนึ่งคำแล้วไม่พูดอะไรต่อ
“ข้ากินอิ่มแล้วขอรับ” จ้าวสือเอ่ย
ซ่งหร่วนมองจ้าวสือด้วยสายตาอ่อนโยน เด็กน้อยคนนี้เป็นเด็กดี อาจเป็นเพราะสายเลือดเดียวกันทำให้นางยิ่งมองก็ยิ่งเอ็นดู รู้สึกอยากเล่นกับเขา รวมทั้งอยากใช้มือสัมผัสสองแก้มยุ้ยนั่นด้วย
“กลับไปเรือนใหญ่เองได้หรือไม่?” จ้าวหนานหยู่ถามเพราะไม่อยากให้บุตรชายอยู่กับซ่งหร่วน
“ท่านพ่อ ลูกอยากอยู่ที่นี่อีกสักประเดี๋ยวขอรับ” จ้าวสือก้มหน้าตอบ
จ้าวหนานหยู่มองเด็กน้อยพร้อมรอยยิ้ม แล้วหันมามองซ่งหร่วนที่แอบยิ้มบางๆ อยู่เช่นกัน
ความจริงแล้วนางไม่คิดว่าจะกุมหัวใจของจ้าวสือได้รวดเร็วขนาดนี้ นางแค่ทำดีกับเขาเพียงหนเดียวก็ทำให้เด็กน้อยอยากอยู่กับนางเสียแล้วหรือ?
“ตามใจ” จ้าวหนานหยู่ตอบ แต่ตัวเขาเองอยู่ได้ไม่นานก็ต้องกลับไปที่เรือนใหญ่
จ้าวสือนั่งหลังตรง วางมือบนตัก พวงแก้มเล็กๆ ทั้งสองข้างกลมใส ซ่งหร่วนเห็นแล้วอยากแกล้งเขาจริงๆ
นางขยับไปนั่งข้างเด็กน้อย พอจ้าวสือเห็นเช่นนั้นก็ถอยห่างออกมา สองมือเริ่มจับเสื้อของตัวเองแน่น เขาไม่รู้เหมือนกันว่าเหตุใดถึงอยากอยู่ที่นี่ คงเป็นเพราะครึ่งเดือนแล้วที่ไม่ได้พบท่านแม่ ความจริงจ้าวสือรู้ดีแก่ใจ เขาคิดถึงอ้อมกอดของมารดา แค่หลับตาก็นึกถึงกลิ่นกายหอมๆ ของนาง ท่านแม่ที่คอยห่วงใย เฝ้าถามไถ่ว่าเขาเขียนหนังสือเป็นอย่างไร เหนื่อยล้าบ้างหรือไม่
“สือเกออยากกินอะไรบ้างไหม หิวหรือไม่?” ซ่งหร่วนหลุดปากถามไปแล้วก็นึกอยากตบปากตัวเองเสียจริง เมื่อครู่เพิ่งจะกินข้าวเที่ยงไปหยกๆ เขาย่อมไม่หิวเป็นธรรมดา!
“ไม่หิวขอรับ” จ้าวสือส่ายหน้า
ใช่ว่าซ่งหร่วนอยากจะพูดผิด นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้เป็นแม่คนนี่นะ! ซ้ำยังเป็นเรื่องกะทันหัน “ถ้าอย่างนั้นเจ้าเดินหมากเป็นไหม?”
“เป็นขอรับ” จ้าวสือพยักหน้ารับ
พูดไปแล้วก็กระดากปาก ซ่งหร่วนเป็นสาวยุคใหม่ นางรู้กฎกติกาในการเดินหมากล้อมแต่กลับเล่นไม่เป็น อืม! พูดง่ายๆ ก็คือมองแล้วเข้าใจแต่เล่นเองไม่เป็น นางหัวเราะแล้วพูดต่อ “ถ้าอย่างนั้น วันนี้เราจะไม่เล่นหมากล้อม เดี๋ยวแม่จะสอนวิธีเดินหมากแบบใหม่ให้เจ้าก็แล้วกัน”
“ขอรับ” จ้าวสือไม่เคยได้ยินว่ายังมีวิธีเดินหมากแบบอื่นๆ เขาจึงมองมารดาด้วยความงุนงง
ซ่งหร่วนหยิบกระดานหมากสภาพดีอันหนึ่งออกมาจากตู้ ทั้งคู่นั่งขัดสมาธิอยู่บนตั่งตัวยาวที่ตรงกลางวางกระดานหมากเอาไว้ นางอธิบายวิธีการเดินหมากเรียงห้าให้จ้าวสือฟังหนึ่งรอบ
เขาเป็นเด็กฉลาด นางอธิบายแค่รอบเดียวก็จำได้
ตอนบ่ายเป็นช่วงที่ร้อนกว่าปกติ แสงแดดส่องผ่านบานหน้าต่างเข้ามาในตัวเรือน สองแม่ลูกนั่งกันเงียบๆ ในมือของซ่งหร่วนคือหมากสีขาว ส่วนของจ้าวสือคือหมากสีดำ
หญิงสาวกำลังเดินหมากอย่างตั้งอกตั้งใจ ตัวเดียวก็ไม่ยอมให้อีกฝ่ายคาบไปกิน นางต้องคิดให้รอบคอบก่อนแล้วถึงจะวางลงไปเพราะนางไม่อยากพ่ายแพ้ให้แก่เด็ก
ไม่นานก็บ่ายคล้อย
“สือเกอ ง่วงหรือไม่ ต้องนอนกลางวันไหม?” ซ่งหร่วนถาม
จ้าวสือกำลังสนุกแต่ก็ยังตอบอย่างเกรงใจ “ง่วงเล็กน้อยขอรับ เช่นนั้นข้าขอตัวกลับก่อนนะท่านแม่”
เขาเริ่มพูดจาด้วยคำพูดที่ฟังดูห่างเหินอีกแล้ว
ซ่งหร่วนลูบศีรษะเด็กน้อยอย่างอ่อนโยน “นอนเสียที่นี่เถิด แม่เองก็อยากพักผ่อนอยู่พอดี”
ใบหน้าของเด็กน้อยเปลี่ยนเป็นสีแดงเหมือนลูกอิงเถา[1]ด้วยความขวยเขิน เมื่อครู่นึกว่าท่านแม่เบื่อแล้วเลยไล่เขากลับเสียอีก
“ขอรับ” จ้าวสือตอบอย่างขัดเขิน
ซ่งหร่วนจูงมือน้อยๆ ของเขาเข้ามาในห้อง จ้าวสือเพิ่งจะสี่ขวบแต่กลับทำทุกอย่างเองราวกับเป็นผู้ใหญ่! เด็กน้อยค่อยๆถอดรองเท้า ถอดเสื้อคลุมออกมาพับเก็บเรียบร้อยแล้วคลานเข้าไปนอนด้านในสุดของเตียง
ซ่งหร่วนก้าวขึ้นเตียง ห่มผ้าให้ทั้งตัวเองและเด็กพร้อมกับเอ่ยปาก “นอนกันเถอะ”
จ้าวสือหลับตาลง ส่วนซ่งหร่วนก็ขยับไปหาเพื่อกอดเขาเข้าสู่นิทรา
จ้าวสือที่อยู่ในอ้อมกอดไม่กล้ากระดุกกระดิก ทว่าเขากลับหลับๆ ตื่นๆ เพราะกลัวว่าถ้าตื่นขึ้นมาจะพบว่าทั้งหมดเป็นเพียงความฝันที่ว่างเปล่า แต่แล้วก็ไม่อาจฝืนตัวเองได้ เด็กน้อยหลับใหลไปในอ้อมกอดนั้น
ท้องฟ้าสดใสนอกหน้าต่างเริ่มเลือนหาย ประตูถูกเปิดช้าๆ โดยคนที่ไม่ได้นัดหมาย จ้าวหนานหยู่ในชุดดำค่อยๆ ย่องเข้ามาในห้องดุจมือสังหาร
แต่พอเห็นคนทั้งสองที่กำลังนอนกอดกันอยู่บนเตียงสายตาของเขาก็เปลี่ยนเป็นอ่อนโยน จากนั้นก็ค่อยๆ จางหายไปกลายเป็นความมืดหม่น หวาดระแวง เผยความปรารถนาที่จะเข้าบังคับควบคุม
หญิงสาวนอนอยู่บนเตียงโดยสาบเสื้ออ้าออกเล็กน้อย ลำคอระหงที่ขาวราวกับหิมะและกระดูกไหปลาร้าที่งามละเมียดละไมปรากฏสู่สายตาเขา
จ้าวหนานหยู่หลุบตาลงเพื่อปกปิดความมืดทะมึนในแววตา
ตะวันกำลังจะตกดิน ท้องฟ้าด้านนอกเปลี่ยนเป็นสีทองอ่อนจาง
ซ่งหร่วนรู้สึกตัวตื่นขึ้นช้าๆ จ้าวสือที่นอนอยู่ข้างๆ ไม่รู้ว่าไปอยู่ที่ไหน นางลุกขึ้นสวมรองเท้าเสร็จก็เดินออกไปข้างนอก
จ้าวหนานหยู่นั่งอยู่ริมหน้าต่าง ในมือถือถ้วยชาหันหลังให้นาง พอได้ยินเสียงฝีเท้าเขาก็เอ่ยขึ้น “ตื่นแล้วหรือ”
ซ่งหร่วนคอแห้งเล็กน้อย จึงตอบเขาด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง
“เจ้าค่ะ”
เขาวางถ้วยชาในมือแล้วหันมาพูดกับนาง “สือเกอไปกินข้าวที่เรือนท่านย่า”
“อ้อ” นางตอบสั้นๆ ทุกครั้งที่พูดกับเขา ซ่งหร่วนรู้สึกไม่สบายใจหากต้องอยู่กับเขาตามลำพัง ความจริงแล้วนางยังกลัวเขาอยู่บ้าง
จ้าวหนานหยู่ลุกขึ้นเดินตรงมาหา ชายหนุ่มตรงหน้าสูงกว่านางไม่น้อย เขาหลุบตาลงมองนาง หลังจากเงียบไปครู่หนึ่งก็พูดว่า “อากาศเย็น ต้องสวมเสื้อผ้าให้หนาหน่อย”
เมื่อครู่นางเพิ่งตื่นเลยใส่แค่เสื้อผ้าเนื้อบาง กระนั้นก็ยังเดินออกมาข้างนอกพร้อมหน้าตาที่ดูมึนงงเหมือนคนยังไม่ตื่น
ปกติถ้าเพิ่งตื่นนอนนางมักจะเป็นเช่นนี้ รู้สึกเหมือนยังง่วงงุน สมองตีบตัน หญิงสาวเดินกลับเข้าไปสวมเสื้อคลุมเพิ่มแล้วก้าวออกมาอีกครั้ง สำหรับเรือนผมดำขลับยาวสลวยนั้นนางแค่ใช้ปิ่นปักไว้อย่างลวกๆ เพราะทำทรงอื่นไม่เป็น ซ่งหร่วนคิดว่าคืนนี้จ้าวหนานหยู่จะไม่มาที่นี่ เพราะในหนึ่งวันเขาจะมาเยือนไม่เกินสองรอบ
แล้ววันนี้มีอะไรดึงดูดเขาเล่า? เฮ้อ คิดไม่ออก!
จ้าวหนานหยู่เห็นนางกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างจึงเอ่ยถาม
“คิดอะไรอยู่?”
“ไม่เลย! ไม่ได้คิดอะไรเลย” ซ่งหร่วนรีบเรียกสติตัวเองกลับมาแล้วตอบกลับอย่างรวดเร็ว
------------------------------
[1] หมายถึง ลูกเชอร์ร