ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

จะหนีไปไหน 娇妻难逃

ผู้แต่ง MING YUE XIANG BING
ผู้แปล Hongsamut
ประเภท นิยายจีนโบราณ
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
ร้านค้าออนไลน์ แบบเล่ม fictionlog

ซ่งหร่วนเผลอหลับหน้าคอมพ์ ตื่นขึ้นมาอีกทีในร่างของภรรยาพระเอกในนิยายเรื่อง 'ขุนนางทางอำนาจ' ที่ตัวเองกำลังอ่านออนไลน์ค้างอยู่ แย่ล่ะสิ... จำได้ว่าพระเอกเรื่องนี้โรคจิตใช่ย่อย ชอบความรุนแรง เจ้าคิดเจ้าแค้นและหฤโหด แล้วเธอดันมาสวมบทบาทภรรยาปากร้ายที่ชอบสวมเขาให้สามี แถมยังทำร้ายจนลูกชายตัวน้อยๆ ขาเป๊ จุดจบของภรรยาพระเอก หนังสือเขียนไว้น่าอนาถทีเดียวเพราะนางจะถูกไฟคลอกตาย คนที่จุดไฟเผาคือสามี ร่วมด้วยช่วยกันกับลูก! เรื่องเป็นแบบนี้ คิดจะหนีคงไม่ทันแล้ว เอาล่ะซ่งหร่วน เธอจะต้องรีบกอดแข้งกอดขา หาทางประจบสองพ่อลูกนั่น ก่อนที่จะตายเหมือนในหนังสือ!

บทนำ

จะหนีไปไหน (娇妻难逃)

Author: Ming Yue Xiang Bing

Chinese edition copyright 北京晋江原创网络科技有限公司

Cover design by MoMi, Cover art: JunLing

Thai edition copyright Hongsamut.com Co., Ltd.

ALL RIGHTS RESERVED

--------------------------

ซ่งหร่วนเผลอหลับหน้าคอมพ์
ตื่นขึ้นมาอีกทีในร่างของภรรยาพระเอกในนิยายเรื่อง 'ขุนนางทางอำนาจ'
ที่ตัวเองกำลังอ่านออนไลน์ค้างอยู่

แย่ล่ะสิ...
จำได้ว่าพระเอกเรื่องนี้โรคจิตใช่ย่อย ชอบความรุนแรง เจ้าคิดเจ้าแค้นและหฤโหด
แล้วเธอดันมาสวมบทบาทภรรยาปากร้ายที่ชอบสวมเขาให้สามี
แถมยังทำร้ายจนลูกชายตัวน้อยๆ ขาเป๊

จุดจบของภรรยาพระเอก หนังสือเขียนไว้น่าอนาถทีเดียวเพราะนางจะถูกไฟคลอกตาย
คนที่จุดไฟเผาคือสามี ร่วมด้วยช่วยกันกับลูก!
เรื่องเป็นแบบนี้ คิดจะหนีคงไม่ทันแล้ว

เอาล่ะซ่งหร่วน
เธอจะต้องรีบกอดแข้งกอดขา หาทางประจบสองพ่อลูกนั่น
ก่อนที่จะตายเหมือนในหนังสือ!

สารบัญ

1.อันนี้อร่อยนะ

    ‘ซ่งหร่วน’ เอนตัวนอนบนเตียง จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว

          ถึงแม้จะผ่านมาแล้วทั้งวัน แต่หญิงสาวก็ยังรู้สึกสับสนกระวนกระวาย

          ก่อนหน้านี้วันหนึ่ง นางอดหลับอดนอนเพื่อที่จะอ่านหนังสือเรื่อง ‘ขุนนางทางอำนาจ’ ให้จบ มันเป็นหนังสือเปิดอ่านออนไลน์อยู่ในเว็บไซต์แห่งหนึ่ง ซ่งหร่วนอ่านหนังสือมากกว่าสองล้านคำอย่างเพลิดเพลิน อ่านไปกว่าครึ่งเล่ม กระทั่งเปลือกตาบนฝืนลืมต่อไปไม่ไหวจึงผล็อยหลับไป

          ทว่า... หลังจากตื่นขึ้นมานางกลับพบว่าตัวเองเดินทางข้ามมิติเข้าไปอยู่ในหนังสือเล่มนั้นเสียแล้ว

          ซ้ำยังเป็นภรรยาของพระเอกเสียด้วย!

          ภรรยาพระเอกที่ว่ามีบทบาทในหนังสือเล่มนั้นไม่มากนัก เห็นแค่ไม่กี่บท จุดจบของนางน่าอนาถทีเดียวเพราะนางจะถูกไฟคลอกจนเสียชีวิต คนที่จุดไฟเผาคือสามีของนางเอง และคนที่ลั่นดาลประตูคือบุตรชายของนางนั่นเอง ซ่งหร่วนคิดมาถึงตรงนี้ก็รู้สึกหดหู่ใจ

          “ฮูหยินน้อย เช้าแล้วเจ้าค่ะ” สาวใช้กล่าวเสียงเบา เอาแต่ก้มหน้าเหมือนคุยกับใครสักคนที่น่าหวาดหวั่น

          ซ่งหร่วนเห็นเข้าก็ถอนหายใจ ตอบไปว่า “ทุกคนออกไปก่อน ไม่ต้องมาคอยปรนนิบัติข้า”

          สาวใช้สองคนก้มตัว รีบถอยออกจากห้องราวกับว่าพวกนางได้รับการนิรโทษกรรม

      ซ่งหร่วนรู้ดีว่าเหตุใดคนเหล่านั้นถึงกลัวตน จะว่าไปแล้วเรื่องที่ภรรยาพระเอกในหนังสือต้องตายแบบน่าอนาถก็นับว่าสมน้ำสมเนื้อ บิดาของภรรยาพระเอกเป็นขุนนางขั้นสี่ ร่ำลือว่าเป็นคนโปรดของฮ่องเต้ ถึงแม้จะมีมารดาเป็นเพียงอนุแต่ภรรยาพระเอกก็ถูกเลี้ยงดูมาอย่างตามอกตามใจ นางได้นิสัยแย่ๆ จากมารดามาไม่น้อยจึงโหดร้ายกับบ่าวรับใช้ทุกคน เลือกคบแต่คนที่มีฐานะ ซ้ำยังใช้ฐานะของตนเหยียบย่ำรังแกคนที่ต่ำศักดิ์กว่า เรียกว่าเป็นสตรีที่ร้ายกาจมากคนหนึ่งเลยทีเดียว

          ทว่า... นางเป็นคนที่มีรูปโฉมโนมพรรณที่งดงามอย่างหาที่ติมิได้ ผิวขาวนวล รูปร่างสมส่วน นางจึงฝันที่จะตบแต่งเข้าไปในตระกูลขุนนางระดับสูง

       ส่วนพระเอกของเรื่อง เดิมเขาเพิ่งจะสอบรับราชการเป็นขุนนางในวังหลวง หลังจากที่เขาเข้ามาเยี่ยมเยียนจวนตระกูลซ่ง เจ้าของร่างเดิมที่นางสิงอยู่ก็ถูกน้องสาวเล่นงานเข้าพอดี คนทั้งสองถูกวางยาและจัดฉากให้นอนอยู่บนเตียงเดียวกัน เรื่องอื้อฉาวทำนองนี้ไม่ว่าใครโดนก็มักจะทำลายชื่อเสียงของวงศ์ตระกูล มีหนทางเดียวคือทั้งคู่ต้องแต่งงานกัน

          พระเอกชื่อ ‘จ้าวหนานหยู่’ ไม่เพียงเป็นลูกนอกสมรสของตระกูลจ้าว เขายังไม่เป็นที่ชื่นชอบของทั้งบิดาและผู้เป็นย่า ชีวิตความเป็นอยู่จึงไม่นับว่าดี ปราศจากอำนาจและยังถูกบรรดาญาติพี่น้องกดขี่ข่มเหง ทว่าเขาก็ยังได้ชื่อว่าเป็นชายหนุ่มรูปงามดังหยกสลัก มีอุปนิสัยสุภาพอ่อนโยนเยี่ยงบัณฑิต

          ก่อนแต่งงาน เจ้าของร่างเดิมที่นางอาศัยถูกพี่สาวน้องสาวที่นางเคยข่มเหงรังแกหัวเราะเยาะ นางไม่พอใจกับการแต่งงานครั้งนี้อยู่แล้ว ฉะนั้นจึงยิ่งไม่สบอารมณ์เข้าไปใหญ่!

          หลังจากแต่งงานนางจึงทำตัวร้ายกาจกับคนตระกูลจ้าวอย่างหนัก ด่าทอบ่าวรับใช้ทุกคน แม้แต่สามีก็ไม่เคยให้เกียรติ ทว่าไม่นานนางก็ตั้งครรภ์

          แน่นอน... ในสายตาของสตรีเช่นนางไม่มีอะไรจะสำคัญไปกว่าเงิน ลูกยิ่งไม่ต้องพูดถึง นางไม่ชอบลูกของตัวเอง เวลาที่จ้าวหนานหยู่ออกไปทำธุระข้างนอก หากนางอารมณ์ไม่ดีก็จะด่าลามไปถึงเด็กน้อย ไม่พอยังทุบตีเขาอีกด้วย

          หลังจากมีลูกนางก็ยังคงแต่งตัวสวย คบหาแต่คนมีฐานะ เรื่องนี้จ้าวหนานหยู่ไม่เคยก้าวล่วงหรือถามไถ่ ยิ่งทำให้นางทำตามอำเภอใจมากขึ้น คิดมาถึงตรงนี้คิ้วทั้งสองข้างของซ่งหร่วนพลันขมวดมุ่น ‘รนหาที่ตาย’ ซ่งหร่วนเข้าใจคำนี้แล้วจริงๆ

          นางก้าวลงจากเตียง ใส่เสื้อผ้าเรียบร้อยแล้วจึงเดินออกมาล้างหน้าบ้วนปากนอกห้อง ซ่งหร่วนเอาแต่นั่งหน้าคันฉ่องทองสัมฤทธิ์อย่างใจลอย รูปลักษณ์เจ้าของร่างเดิมในหนังสือกับตัวตนนางจริงๆ ในโลกก่อนเหมือนกันจนแยกไม่ออก ตอนที่อ่านนิยายหนแรก นางรู้สึกสมน้ำหน้าในชะตากรรมของภรรยาพระเอกแต่ตอนนี้กลับยิ้มไม่ออก

          หากพูดถึงจ้าวหนานหยู่ ถึงแม้วันนี้เขาจะเป็นแค่ขุนนางตัวเล็กๆ ที่ไร้ชื่อเสียง ไม่ได้รับความเอ็นดูจากเบื้องบน เป็นแค่สายลมพัดผ่านอันแผ่วเบาสำหรับผู้อื่น แต่ใครเล่าจะรู้ว่าท่าทางที่ดูสุภาพเรียบร้อยของเขากลับแฝงไปด้วยความโหดเหี้ยมร้ายลึก

          รอยยิ้มเขาซ่อนคมดาบ จิตใจเต็มไปด้วยแรงอาฆาต เขาจะค่อยๆ สังหารศัตรูไปทีละคน... ละคน พร้อมกับรอยยิ้มอันแสนอบอุ่น คนที่เคยกลั่นแกล้งเขามีจุดจบที่ไม่ดีสักคน ส่วนพวกที่เคยดูแคลน
เคยรังแกครอบครัวของเขาตั้งแต่ตอนที่เขายังเล็ก เขาก็ไม่ปล่อยไว้

          จ้าวหนานหยู่เป็นคนที่มีความแค้นสุมแน่นอยู่เต็มอก เขาลงมือสังหารเข่นฆ่าศัตรูด้วยสองมือของตน เห็นกองเลือดผ่านสายตามาอย่างโชกโชน คนแบบนี้ไม่มีวันทรยศต่อปณิธานของตัวเองแน่ ภรรยาที่สวมเขาให้คนผู้นี้คงต้องไม่ตายดี

          สาวใช้เริ่มจัดโต๊ะอาหาร ซ่งหร่วนมองไปที่อาหารแต่ละจานมีทั้งผัดผัก คอหมูย่าง แกงตุ๋นเนื้อวัวซีหูที่แค่เห็นก็ทำให้น้ำลายไหล

          นางรีบกลืนน้ำลายลงคออย่างรวดเร็ว รู้สึกหิวขึ้นมาทันที

          ซ่งหร่วนนั่งบนเก้าอี้ หยิบตะเกียบขึ้นคีบหน่อไม้ของโปรดเข้าปากชิม พอรสชาติถูกใจ นางก็กินเข้าไปอีกสองคำโดยไม่รู้ตัว

          สาวใช้ที่ยืนอยู่ข้างๆ เอ่ยขึ้นอย่างกล้าๆ กลัวๆ ว่า “ฮูหยินน้อยเจ้าคะ คุณชายน้อย... ร่างกายไม่แข็งแรง อดอาหารไปมื้อหนึ่งแล้ว เกรงว่าคงจะ... ทนหิวไม่ได้อีก...”

          ซ่งหร่วนอึ้งไปชั่วขณะ “อะไรนะ!?”

        สาวใช้เห็นสีหน้านางจึงรีบอธิบาย “ฮูหยินน้อยลืมแล้วหรือเจ้าคะ เมื่อวานท่านทำโทษไม่ให้คุณชายน้อยกินอาหาร เมื่อคืนไม่ได้กินไปแล้วมื้อหนึ่ง เช้านี้เกรงว่า...” สาวใช้คงกลัวว่านางจะไม่ตอบตกลง จึงรีบพูดแทรกขึ้นมาอีก “หากคุณชายรองกลับมาแล้วรู้เรื่องเข้า คงโกรธเป็นแน่”

          จ้าวหนานหยู่รักเด็กคนนี้มากทีเดียว

          แต่ซ่งหร่วนไม่รู้เรื่องนี้จริงๆ! ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าเจ้าของร่างเดิมก่อเรื่องไว้ แม้แต่เด็กที่เป็นลูกของตัวเองแท้ๆ ก็ยังไม่ละเว้นเลยหรือนี่!

          เจ้าของร่างเดิมตั้งครรภ์กับจ้าวหนานหยู่และคลอดเด็กคนนี้ออกมา เด็กชื่อ ‘จ้าวสือ’ ปีนี้อายุสี่ขวบพอดี ส่วนมากจ้าวสือจะอาศัยอยู่ที่เรือนใหญ่กับบิดา แต่หากวันไหนจ้าวหนานหยู่ออกไปทำธุระ พวกบ่าวก็จะรับเด็กน้อยมาอยู่ที่เรือนหลังเล็กกับมารดา

          ซ่งหร่วนรู้สึกหมดอารมณ์จะกินต่อ นางวางตะเกียบแล้วหันไปสั่งสาวใช้ “ช่วยไปอุ้มลูกมาให้ข้าหน่อย”

          สาวใช้ตะลึงงันแล้วรีบตอบรับด้วยกลัวว่าเจ้านายจะเปลี่ยนใจ

          “เจ้าค่ะ”

          จ้าวหนานหยู่ถูกส่งให้ไปทำงานต่างถิ่นเดือนกว่า พอลองนับดูก็คงใกล้กลับมาแล้วสิ! แค่คิดว่าจะได้เจอพระเอกของเรื่อง นางก็เริ่มใจสั่น อีกหน่อยเขาจะเป็นขุนนางชั้นสูง จะเข่นฆ่าทุกคน ส่วนนางที่เพิ่งมาอาศัยในร่างภรรยาเขา คิดเปลี่ยนใจมาทำดีกับเขาตอนนี้ทันไหมหนอ?

          อย่าเพิ่งคิดเลยว่าจะมีโอกาสทำดีด้วยหรือไม่ อย่างน้อยก็อย่าทำอะไรให้เขาขุ่นเคืองใจอีกเป็นพอ

          ไม่นานสาวใช้ก็จูงมือเด็กผู้ชายคนหนึ่งเข้ามา พอเห็นเด็กนางก็รู้สึกราวกับตัวเองถูกผลักเข้าไปในฤดูใบไม้ผลิที่อากาศเย็นสบาย เด็กน้อยสวมชุดสีแดงเบาบาง เท้าทั้งสองข้างสวมรองเท้าสีแดงเข้ากับเสื้อ ผิวขาวดั่งหิมะ ดวงตาดำขลับดูลึกล้ำราวกับเหยี่ยว พอเข้ามาเผชิญหน้ากับนางเด็กน้อยกลับวางท่าเย็นชาแล้วรีบดึงมือออกจากมือสาวใช้

          จ้าวสือค่อยๆ ก้มหน้าทำความเคารพนาง “คารวะท่านแม่ขอรับ”

          จ้าวสือมีหน้าตาเหมือนบิดามารดา ไม่มีส่วนใดขาดตกบกพร่อง เขาเป็นเด็กที่มีรูปร่างหน้าตาน่ารักน่าชังที่สุดเท่าที่นางเคยเจอมา อาจเพราะว่าเขายังเด็กทำให้มีเนื้อที่แก้มยุ้ยๆ สองข้าง จึงยิ่งทำให้น่ารักเข้าไปอีก เขามีร่างกายค่อนข้างผอมดูไปแล้วไม่ค่อยสมบูรณ์เท่ากับเด็กรุ่นราวคราวเดียวกันสักเท่าไร นี่ยิ่งทำให้นางอยากโผเข้ากอดเด็กน้อยด้วยความเอ็นดู

          แต่เกรงว่าถ้าทำแบบนั้นเด็กคงตกใจเป็นแน่ นางพยายามโปรยยิ้มอย่างอ่อนโยน แล้วเอ่ยขึ้น “หิวหรือยัง อยากกินข้าวด้วยกันไหม?”

          จ้าวสือนิ่งอึ้งไป มุมปากแข็งเกร็ง ขมวดคิ้วเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรอย่างจริงจัง สักพักก็ตอบว่า “ขอรับ”

          ซ่งหร่วนเป็นสาวโสดที่ยังไม่เคยแต่งงานมีลูก เลยไม่รู้ว่าจะต้องเลี้ยงเด็กหรือทำตัวเข้ากับเด็กอย่างไร แต่ก็นั่นแหละ! สงสัยคงต้องพยายามมากหน่อย!

          นางหยิบตะเกียบขึ้นแล้วคีบเนื้อวัวตุ๋นให้เด็กน้อย “เอ้า อันนี้อร่อยนะ”

          หลังจากนั้นก็มองเด็กน้อยด้วยสายตาเปล่งประกายแวววาว

          จ้าวสือรู้สึกแปลกใจว่าทำไมวันนี้มารดาดูผิดปกติ เขาพยักหน้าตอบ “ขอบคุณขอรับท่านแม่”

        สองแม่ลูกตั้งหน้าตั้งตากินข้าวกันเงียบๆ หลังจากที่ซ่งหร่วนกินอิ่มก็แอบมองเด็กน้อย พบว่าเนื้อตุ๋นที่นางคีบให้ยังอยู่ในชามไม่ขยับ ซ่งหร่วนรู้สึกเย็นวาบขึ้นมาในใจ ดูไปแล้วความสัมพันธ์ของแม่ลูกคู่นี้สงสัยคงแย่ยิ่งกว่าที่นางคิดไว้มาก!

          หลังจากที่กินจนอิ่ม สาวใช้ก็ทยอยเก็บของออกจากโต๊ะเด็กสี่ขวบอย่างจ้าวสือยังนั่งปั้นหน้าจริงจังเหมือนเดิม คำชวนคุยแม้แต่คำเดียวก็ไม่หลุดออกจากปาก

          ซ่งหร่วนได้แต่ถอนหายใจซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่ในใจ นางเอื้อมไปจับมือของเขาไว้ ท่าทางของนางคงทำให้เด็กน้อยตกใจ

          เด็กน้อยรีบขยับตัวเอนไปด้านหลังจนเกือบล้ม แต่ดีที่ซ่งหร่วนมือไวคว้าตัวเขาได้ทัน

2.จำได้แล้ว!

          นางกอดเขาไว้แนบอกแล้วค่อยๆ ลูบหลังพร้อมปลอบ “ไม่เป็นไรๆ ไม่ต้องกลัว”

          จ้าวสือขมวดคิ้วเข้าหากันอย่างแปลกใจ ก่อนหน้านี้เขาคิดว่าตัวเองคงจะเกลียดกลิ่นเครื่องแป้งบนตัวท่านแม่จนทนไม่ไหว แต่พอเอาเข้าจริงเขากลับพบว่า แท้จริงแล้วท่านแม่ตัวหอม อุ่น ซ้ำยังทำให้รู้สึกสบายใจ

          ซ่งหร่วนที่ไม่ได้รับการตอบสนองจัดการพลิกตัวเด็กน้อยเพื่อสำรวจ พบว่ามือ เท้า และเนื้อตัวของเด็กมีบาดแผล รอยช้ำพวกนี้ต้องเป็นผลงานมารดาของเขาเป็นแน่

          นางคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าเด็กน้อยที่น่ารักขนาดนี้ คนเป็นแม่ทำใจลงไม้ลงมือกับเขาได้อย่างไร! ซ้ำยังให้อดข้าว น่าจะเป็นคนที่มีปัญหาทางสมองแล้วล่ะ!

          นางกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง แต่จังหวะนั้นสาวใช้ก็เข้ามารายงานว่า “ฮูหยินน้อย อาจารย์ของคุณชายน้อยมาถึงแล้วเจ้าค่ะท่านบอกว่าถึงเวลาฝึกคัดลายมือแล้ว”

          จ้าวสือที่เพิ่งรู้สึกตัวรีบถอยออกจากอ้อมกอดนาง “ท่านแม่ลูกขอตัวไปหาท่านอาก่อนนะขอรับ”

          ท่านอาคืออาจารย์ของเด็กน้อยงั้นหรือ?

          ซ่งหร่วนไม่อาจรั้งเด็กน้อยไว้ นางจึงเอานิ้วจิ้มแก้มเขาเบาๆ อย่างเอ็นดู “ไปเถอะ”

          หน้าขาวนวลของจ้าวสือค่อยๆ เปล่งสีแดงอมชมพู เขารีบวิ่งออกจากเรือนหลังเล็กอย่างเขินอาย

          บุรุษคนหนึ่งยืนรออยู่ด้านนอก พอเห็นจ้าวสือก็สวมกอดพร้อมอุ้มขึ้นมาแล้วลูบศีรษะ ถามขึ้นด้วยความเอ็นดู “วันนี้ท่านแม่ตีเจ้าหรือเปล่าฮึ?”

          จ้าวสือเอียงแก้มซบอยู่บนไหล่ท่านอาแล้วส่ายหน้า “ไม่ขอรับ”

          เขามีสีหน้าเหมือนกับเด็กเล็กทั่วไป ไม่ปั้นหน้าเย็นชาเหมือนเมื่อครู่ แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงอ้อน “ท่านอา ข้ารู้สึกว่าวันนี้ท่านแม่ไม่เหมือนทุกวัน ท่านดูไม่เหมือนเมื่อก่อนเลยขอรับ”

          ท่านแม่ยิ้มให้เขา ตักอาหารให้ ซ้ำยังกอดเขาด้วย

          ชายหนุ่มคนนั้นกล่าวเสียงแข็ง “สงสัยคิดทำเรื่องชั่วอยู่เป็นแน่!”

          จ้าวสือที่ได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกผิดหวังขึ้นมา เด็กน้อยหลับตาลง มือทั้งสองข้างกอดรอบคอท่านอาแน่นขึ้น “ข้าคิดถึงท่านพ่อจังเลยท่านอา”

          “คืนนี้เขาก็กลับมาแล้วล่ะ” ‘จ้าวเฉา’ รู้ดีว่าจ้าวสือคงคิดถึงบิดาไม่มากก็น้อย

 

            ทางด้านซ่งหร่วนที่กำลังพักผ่อนอยู่ก็นึกถึงชายหนุ่มผู้นี้เช่นกัน

          เดิมทีหลังจากอิ่มแล้วนางก็เอนกายลงนอนเล่นเพื่อพักผ่อน แต่ทันใดนั้นนางก็ลุกพรวดขึ้นนั่งเหมือนเพิ่งนึกบางอย่างขึ้นมาได้จนต้องอุทาน “ตายแล้วๆ จบกัน...”

          นางเพิ่งจะนึกขึ้นได้ ภรรยาพระเอกไม่ได้โดนแค่ไฟคลอกตายนี่นา หลังจากที่แต่งงานไปแล้ว จ้าวหนานหยู่เริ่มลงมือวางยาพิษในอาหารเพื่อให้นางค่อยๆ ป่วยตายอีกด้วย

          นับไปนับมา ร่างที่นางสิงอยู่ตอนนี้น่าจะโดนวางยามาสองปีแล้ว

          ไม่รู้ว่าตอนนี้จะยังช่วยชีวิตตนเองทันอยู่หรือเปล่า...

 

          อันที่จริงซ่งหร่วนจำเรื่องราวในหนังสือได้ไม่มากเท่าไร

          ถึงจะอ่านไปแล้วกว่าครึ่งเล่ม แต่นางกลับจำพวกรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เหล่านั้นไม่ได้เลย

          แม้จะไม่มีคำอธิบายมากมายเกี่ยวกับเจ้าของร่างเดิมในหนังสือเล่มนี้ แต่ก็ได้อธิบายถึงนิสัยของสตรีผู้นี้อย่างครบถ้วนคือ ชั่วร้าย ชอบใช้ความรุนแรง และเสเพล

          จำได้ว่าอีกหนึ่งปีหลังจากนี้ ร่างกายของภรรยาพระเอกจะเริ่มอ่อนแอลง คิดไปแล้วก็คงเป็นผลพวงของยาพิษที่พระเอกเป็นคนแอบใส่ให้กินเป็นประจำ

          หลังจากที่ภรรยาป่วยนอนเป็นผักอยู่บนเตียงหลายปี พระเอกที่ได้เลื่อนขั้นเป็นขุนนางใหญ่และกุมอำนาจของราชสำนักก็เริ่มเอาคืน เขาค่อยๆ สังหารคนที่เคยดูถูกเอารัดเอาเปรียบเขาทีละคน เมื่อคิดถึงผลที่จะเกิดขึ้นกับทุกคนแล้ว เรื่องที่ภรรยาพระเอกต้องตายในกองเพลิงนับเป็นเรื่องเล็กน้อยไปเลย

          ซ่งหร่วนได้ยินสาวใช้พูดว่าก่อนหน้านี้เจ้าของร่างเดิมหมดสติเมื่อฟื้นขึ้นมาก็พบว่านางได้กลายเป็นเจ้าของร่างนี้ไปเสียแล้ว

          นางเอนกายลงบนพนักพิงอันอ่อนนุ่ม แสงแดดยามเที่ยงวันสาดส่องลงมากระทบแก้มของนาง ผิวของนางขาวมากจนคล้ายโปร่งแสง ดวงตากลมโตที่มีขนตายาวงอนกระพือไหว ริมฝีปากสีแดงระเรื่อ นางดูบอบบางและช่างงดงามเสียจริงๆ

          ซ่งหร่วนมีรูปร่างดีมาก เอวเล็กบาง ขาเรียวยาว หน้าอกอวบอิ่ม นางสวมชุดกระโปรงสีแดงจับจีบที่เอวทำให้ยิ่งดูสูงโปร่ง นัยน์ตาของนางพลิ้วไหวราวกับคลื่นดูเย้ายวนและดึงดูด ช่างงดงามดั่งภาพวาดจนทำให้คนลุ่มหลง

          เพียงแต่ว่าพระเอกไม่ได้ประทับใจกับความงามนี้ และสุดท้ายพอบอกว่าจะฆ่า เขาก็ฆ่านางจริงๆ        

          หลังจากครุ่นคิดตลอดทั้งบ่ายก็ยังคิดไม่ออกว่าควรจัดการเรื่องนี้อย่างไร สุดท้ายนางจึงค่อยๆ หลับตาลงใต้แสงอาทิตย์อบอุ่นที่ส่องมาถึงตัว ผล็อยหลับไปภายใต้ความเงียบสงบ

          นางกำลังฝันร้าย ในฝันมีชายหนุ่มสวมชุดดำคนหนึ่ง บรรยากาศรอบตัวเขาเย็นยะเยือกน่าหวาดหวั่น สายตาของเขาคมกริบเหมือนมีดที่พร้อมฆ่านางอยู่ตลอดเวลา เขากำลังยกมือที่ถือกริชขึ้นก้าวเข้ามาใกล้นาง ชายคนนั้นยกยิ้มอย่างโหดเหี้ยมแล้วจ้วงปลายกริชเข้ามายังหัวใจของนาง นางรับรู้ถึงความเจ็บปวดที่แผ่ซ่านไปทั่วทั้งร่างเจ็บจนหน้าซีดขาว จุกจนพูดไม่ออก

          กระทั่งตื่นขึ้นมาจากฝัน...

          ซ่งหร่วนพบว่าใกล้พลบค่ำแล้ว ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยเหงื่อ นางกุมหน้าอกซ้ายของตัวเองกลับรู้สึกเจ็บปวดอย่างลึกๆ อยู่ภายใน

          จำได้แล้ว! ที่นางเพิ่งฝันไปเมื่อครู่เป็นฉากหนึ่งในหนังสือ ‘ขุนนางทางอำนาจ’ ซึ่งได้บรรยายฉากที่เกิดขึ้นกับเจ้าของร่างเดิมก่อนที่นางจะตาย และคนที่สวมชุดดำนั่นคือพระเอกของเรื่อง

          เฮ้อ... น่ากลัวจริงๆ

          นางไม่เคยพูดดีกับเขาเลยสักครั้ง ทุกครั้งที่มีปัญหานางได้แต่ตอกย้ำซ้ำเติม ทุกคำที่ออกมาจากปากของนางมีแต่ด่าทอ ดูถูกเหยียดหยาม คำบางคำก็เป็นคำที่ไม่ควรพูดออกมาจริงๆ เช่น ‘ท่านมันแค่เศษเนื้อที่นางคณิกาคนหนึ่งทำตกหล่น คนที่เกิดมาเพื่อให้คนอื่นระบายอารมณ์อย่างท่านยังกล้ามาต่อปากต่อคำกับข้าอีกหรือ!’

          ไม่ผิดหรอก มารดาของพระเอกเป็นคนต่ำต้อย แม้แต่ประตูบ้านของตระกูลจ้าวยังไม่ได้แตะจนกระทั่งเสียชีวิต เป็นเพราะชาติกำเนิดของพระเอกทำให้เขามีปมด้อย เขาถูกทุกคนดูถูกเหยียดหยามเหมือนไม่ใช่คน ทุกคำที่ได้รับมีแต่ทิ่มแทงให้ตายทั้งเป็น

          แบบนี้... ใครเป็นคนฆ่าใครก่อนล่ะ?

          หลังจากที่ภรรยาพระเอกโดนแทง นางก็โดนเผาซ้ำจนตาย

          ซ่งหร่วนตัดสินใจแล้ว นางจะไม่รนหาที่ตายอย่างแน่นอน คำที่ไม่ควรพูด นางก็จะไม่พูด รวมถึงเรื่องหว่านเสน่ห์กับพวกผู้ชาย แค่คิดยังไม่กล้าเลย นางจะไม่มีวันสวมเขาให้สามีแน่นอน

          เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ สุดท้ายที่พระเอกตัดสินใจจุดไฟเผาภรรยานั้นเพราะเขาคิดว่าเจ้าของร่างเดิมสกปรก ในฐานะที่เขาเป็นพระเอกของหนังสือเรื่อง ‘ขุนนางทางอำนาจ’ หากกล่าวถึงเรื่องสตรีแล้ว
จ้าวหนานหยู่มีนิสัยชอบครอบครอง และแสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของอย่างรุนแรง อีกทั้งยังเป็นคนรักสะอาดอย่างยิ่ง สิ่งของหรือสตรีที่เป็นของเขาต้องห้ามแปดเปื้อนอย่างเด็ดขาด

          ไม่รู้ว่าเจ้าของร่างเดิมอดีตเคยข้องเกี่ยวกับผู้ชายมาแล้วกี่คน เพียงแค่พระเอกมองก็รู้สึกสกปรก จะทำให้สะอาดได้ก็ต่อเมื่อเผาเป็นเถ้าถ่านแล้วปล่อยให้ปลิวไปตามลมเท่านั้น

          ระหว่างที่นางกำลังทบทวนเรื่องต่างๆ สาวใช้คนหนึ่งก็เดินเข้ามา “ฮูหยินน้อย ตั้งโต๊ะได้หรือยังเจ้าคะ?”

          ใบหน้าซ่งหร่วนดูซีดเซียว ลืมไปเลยว่าถึงเวลากินข้าวแล้ว นางรู้สึกหิวจริงจัง “ตั้งโต๊ะได้เลย” ก่อนจะถามต่อ “คุณชายรองบอกหรือไม่ว่าเมื่อไรจะกลับ?”

          นางต้องเตรียมตัวตั้งรับพระเอกสักหน่อย

          สาวใช้ตกใจแต่ก็ตอบออกมาว่า “บ่าวไม่ทราบเวลาแน่นอนเจ้าค่ะ” คงกลัวว่าจะถูกนางโมโหใส่จึงรีบเอ่ยเสริม “แต่ได้ยินแม่บ้านใหญ่บอกว่าน่าจะกลับเข้าเมืองหลวงคืนนี้”

          “...” ซ่งหร่วน

          ปวดหัว ปวดหัวจริงๆ

          สงสัยคงต้องทำตัวให้ดีหน่อย ไม่อย่างนั้นนางคงรักษาชีวิตน้อยๆ ของตนไว้ไม่ได้แน่

          “เข้าใจแล้ว” ซ่งหร่วนตัดสินใจที่จะทลายกำแพงทีละคนคนตัวโตนั่นคงหลอกไม่ง่าย แต่จ้าวสือวัยสี่ขวบน่าจะพอโน้มน้าวได้ นางรีบเอ่ยขึ้น “เจ้าช่วยไปเรียกคุณชายน้อยมากินข้าวกับข้าด้วย”

          “เจ้าค่ะ”

          “เอ้อ... ช่างเถอะ ข้าไปเองดีกว่า”

          ถ้านางไปด้วยตัวเอง ก็อาจจะทำให้สนิทกันมากขึ้น

          เรือนของจ้าวหนานหยู่กับเรือนหลังเล็กไม่ห่างกันมาก เดินตามทางเล็กๆ ออกมาเพียงไม่กี่ก้าวก็เจอกับประตู เดินพ้นประตูข้างหน้านั้นก็คือเรือนหลังใหญ่

          จ้าวสือที่อายุสี่ขวบกำลังนั่งคัดตัวอักษรอยู่ในห้องหนังสือท่านอาของเขากลับไปนานแล้ว แต่เด็กน้อยยังคงนั่งอยู่บนเก้าอี้ถือพู่กันบรรจงคัดอย่างตั้งใจ เขียนออกมาไม่สวยสักเท่าไหร่ แต่ก็นับว่าไม่เลวเพราะทุกเส้นทุกขีดเขียนออกมาได้อย่างชัดเจน

          ถึงแม้บิดาจะรักเขาแต่ก็ยังคงเข้มงวดเพราะตั้งความหวังกับเขาไว้สูง เขาต้องฝึกอ่านหนังสือและคัดตัวอักษรทุกวัน จ้าวสือจึงไม่มีเพื่อนเล่นในจวน พวกญาติๆ ที่อยู่ในวัยเดียวกันก็ไม่ค่อยอยากเล่นกับเขา

          แม้แต่มารดาก็ไม่ชอบเขา ตั้งแต่จำความได้ ไม่โดนตีก็ถูกดุด่า แต่จ้าวสือไม่เคยขัดขืน เดิมทีเขายังมีความคาดหวังต่อมารดา ทว่าต่อมาหัวใจของเขาก็ค่อยๆ ชินชา

          ซ่งหร่วนเปิดประตูอย่างแผ่วเบา กลิ่นหอมของน้ำหมึกโชยเข้าจมูก ทำให้ผู้คนรู้สึกผ่อนคลาย นางลดเสียงฝีเท้าลง เดินเข้าไปในห้องทีละก้าว “สือเกอยังฝึกคัดลายมืออยู่อีกหรือ?”

          พู่กันในมือจ้าวสือสั่นไหวขึ้นมาทันใด หมึกดำบนพู่กันทำให้กระดาษขาวที่อยู่ตรงหน้าเปื้อนไปเล็กน้อย สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนบ้างก่อนขานรับ “ขอรับท่านแม่”

          ซ่งหร่วนรีบปั้นหน้าแล้วเดินเข้าไปใกล้เด็กน้อย ก้มดูตัวหนังสือที่เขาเพิ่งคัด “สือเกอเขียนได้ไม่เลวเลยนี่”

3.พระเอกจะหล่อเกินไปแล้ว!

          สติของเด็กน้อยกำลังล่องลอย มือทั้งสองข้างกำเข้าหากันแน่น นี่เป็นครั้งแรกที่ท่านแม่ชมเขา เมื่อก่อนไม่เคยด้วยซ้ำ จู่ๆ ก็รู้สึกแปลกๆ ขึ้นมาในใจ ใจของเขาเริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะ พลอยรู้สึกหวานปนขม

          ซ่งหร่วนจ้องมองเขาตาไม่กะพริบ สีหน้าของนางดูอ่อนโยน ไม่นานใบหน้าของเด็กน้อยก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นแดงระเรื่อหลังจากที่ถูกเฝ้าดูอยู่ครู่หนึ่ง เขาถามขึ้น “ท่านแม่มีธุระอะไรหรือขอรับ?”

          ยิ่งพินิจมองเขาซ่งหร่วนก็ยิ่งเอ็นดู หน้าขาวๆ เหมือนก้อนแป้งต้มแบบนี้ช่างน่ารักเหลือเกิน นางเอื้อมมือไปกอดแล้วอุ้มเด็กน้อยขึ้นมา “ถึงเวลาอาหารแล้ว เราไปกินข้าวกัน”

          จ้าวสือเริ่มทำตัวไม่ถูก แม้แต่มือก็ยังไม่รู้ว่าจะเอาไปวางไว้ตรงไหน ไม่กล้าจับเสื้อของนางและยิ่งไม่กล้ากอดตอบด้วย แต่กลับรู้สึกว่าเนื้อตัวท่านแม่หอมและนุ่มนิ่มไปทั้งตัว

          การถูกมารดาอุ้มความรู้สึกมันเป็นเช่นนี้เอง แต่เขาก็ยังไม่ลืมคำที่ท่านอากล่าวไว้เมื่อตอนกลางวัน

          จ้าวสือดิ้นรน “ท่านแม่ ข้าเดินเองได้ขอรับ”

          ซ่งหร่วนทนไม่ได้ที่จะปล่อยก้อนแป้งต้มเล็กๆ นี่ นางรีบแย้มยิ้มแล้วลูบศีรษะเขาอย่างรักใคร่ตอบกลับไปว่า “อย่าดิ้นสิ กอดคอแม่ไว้ เป็นเด็กต้องเชื่อฟังคำผู้ใหญ่เข้าใจไหม?”

          เด็กน้อยที่ถูกอุ้มไว้ในอกได้แต่ทำตามที่นางบอก นิ้วมือน้อยๆ ทั้งห้าของเขากางแล้วก็หุบ หุบแล้วก็กาง แต่ในที่สุดเขาก็ไม่อาจต้านความปรารถนาในใจตัวเองได้ จึงจับสาบเสื้อนางอย่างระมัดระวัง

          ถึงแม้สีหน้าเขาจะยังดูเฉยชา แต่หูทั้งสองข้างเปลี่ยนเป็นสีชมพูไปแล้วเรียบร้อย

          ซ่งหร่วนพาเด็กน้อยกลับไปที่เรือนไฮวสุ่ยของนาง กลัวว่าจ้าวสือจะหนาว ดังนั้นจึงหาเสื้อคลุมให้เขาสวมเป็นพิเศษ ปกคอเสื้อบุด้วยขนสุนัขจิ้งจอกที่ทั้งนุ่มและอบอุ่น ใบหน้าส่วนใหญ่ของเด็กน้อยถูกปิดด้วยปกเสื้อ เผยให้เห็นเพียงดวงตาสีเข้มคู่หนึ่ง ทั้งสว่างไสวและสดใส

          จ้าวสือรู้สึกเหมือนตนอยู่ในความฝัน วันนี้ท่านแม่ดีกับเขาผิดปกติ เมื่อก่อนดวงตาของนางเต็มไปด้วยความเกลียดชัง แต่วันนี้ต่างออกไปดูเหมือนนางจะชื่นชอบเขาจริงๆ

          ถึงแม้นี่จะเป็นแค่ความฝัน แต่แค่นี้เขาก็มีความสุขแล้ว

          สองแม่ลูกนั่งกินข้าวด้วยกันบนโต๊ะอาหารซ่งหร่วนที่ไม่รู้ว่าเด็กน้อยชอบกินอะไรบ้าง คราวนี้นางจึงไม่รีบร้อนคีบอาหารให้เขานางเอ่ยถามขึ้น “จริงสิ สือเกอชอบกินอะไรรึ พรุ่งนี้แม่จะให้คนทำไว้ให้”

          จ้าวสือยังคงระแวดระวังมาก พยายามตีสีหน้าเรียบเฉย เขาก้มหน้าลงแล้วตอบกลับ “กินอะไรก็ได้ขอรับ”

          ซ่งหร่วนเห็นว่าเขายังตั้งป้อมอย่างแน่นหนา นางจึงไม่ได้บังคับให้เขาตอบ นางคลี่ยิ้มอย่างนุ่มนวล “งั้นก็ได้”

          ความจริงแล้วนางอยากบอกจ้าวสือว่า พรุ่งนี้นางจะลงมือทำขนมให้เขากินด้วยตัวเอง แต่นี่ก็เพิ่งจะวันที่สองที่มาสิงร่างนี้ ถ้ามีคนจับได้ว่านางนิสัยเปลี่ยนไปคงไม่ดีแน่

          กลางดึก ซ่งหร่วนที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จสวมชุดสีขาว ทิ้งเรือนผมยาวดำสลวยไว้ด้านหลัง ใบหน้าเกลี้ยงเกลาของนางแหงนมองท้องฟ้า นางดูงามสง่าน้อยลง แต่กลับบอบบางประณีตมากขึ้น

          ในห้องนอนเล็กจ้าวสือหลับไปแล้ว เด็กน้อยขดตัวนอนที่มุมเตียงอย่างว่าง่าย ซ่งหร่วนห่มผ้าให้เขา จากนั้นก้าวออกจากห้องอย่างแผ่วเบา

          เวลานี้นางรู้สึกอ่อนล้าทั้งร่างกายและจิตใจ ตอนที่ดับไฟเตรียมตัวเข้านอน จู่ๆ สาวใช้ที่อยู่ด้านนอกก็เข้ามารายงานว่า “ฮูหยินน้อยคุณชายรองกลับมาแล้วเจ้าค่ะ กำลังเดินมาทางนี้”

          ซ่งหร่วนตกใจจนหายง่วง ตื่นตะลึงจนตัวแข็ง

 

          ในหนังสือ ‘ขุนนางทางอำนาจ’ ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าของร่างเดิมและพระเอกนั้นไม่ดีนัก

          พระเอกไม่เคยเข้ามาในเรือนของภรรยา ถึงจะมีเหตุจำเป็นก็ยังไม่เคยมายืนอยู่ตรงหน้า

          แล้วทำไมวันนี้ถึงมาเล่า?

          ซ่งหร่วนคิดไม่ถึงว่าพระเอกที่เพิ่งกลับมาถึงจวนจะตรงมายังเรือนของนาง นั่นทำให้ใจหญิงสาวประหม่าเล็กน้อย

          จ้าวหนานหยู่เร่งรีบกลับมาที่จวน นั่งพักจิบน้ำเพื่อให้คอชุ่มชื้นได้ไม่นานก็ตรงไปยังห้องของบุตรชาย แต่กลับพบเพียงความว่างเปล่า ดวงตาของเขาพลันเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบ

          “สือเกอไปไหน” เขาถามเสียงแข็ง

          บ่าวรับใช้ตัวสั่นเทา “เมื่อตอนเย็นฮูหยินน้อยเพิ่งจะมาอุ้มไปขอรับ”

          สีหน้าของเขายิ่งดูเย็นชา จ้าวหนานหยู่ก้าวเท้ายาวๆ ตรงไปยังเรือนไฮวสุ่ยของภรรยาด้วยแววตาวาววับ สตรีผู้นั้นช่างรนหาที่ตายเสียจริง

          ซ่งหร่วนคิดว่าจะเผชิญหน้ากับเขาอย่างไร จู่ๆ ประตูก็ถูกผลักเปิด อารามตกใจทำให้หญิงสาวรีบกลับไปนั่งบนเตียงตามเดิม เมื่อเงยหน้าขึ้นมาก็พบชายหนุ่มผู้หนึ่งยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้า อีกฝ่ายสวมชุดสีขาว ผ้าคาดเอวปักลายเมฆหลากสีพร้อมทั้งห้อยจี้หยกไว้ที่เอว สายตานางค่อยๆ เลื่อนขึ้นไปยังใบหน้าของเขา

          ใบหน้าของเขาดูงามสง่าน่าหลงใหลราวกับประติมากรรมชั้นเลิศ คิ้วสอดรับกับดวงตารูปดอกท้อที่ดูเหมือนมีประกายน้ำอยู่ในนั้น หางตาเชิดขึ้นเล็กน้อย เขาปรายตามองนางอย่างห่างเหิน แต่ท่าทางเช่นนั้นกลับเพิ่มเสน่ห์ให้แก่เขา

          นัยน์ตาสีเข้มของเขาเปล่งประกายวาววับน่าค้นหา ผิวขาวเนียน แสงตะเกียงที่กระทบใบหน้าหล่อเหลายิ่งทำให้เขาดูเหมือนภาพวาดจากฝีมือจิตรกรเอก

          ซ่งหร่วนกลืนน้ำลาย เอ่อ... พระเอกจะหล่อเกินไปแล้ว!

          จ้าวหนานหยู่กวาดตามองไปทั่วห้อง ริมฝีปากมีรอยยิ้มบางๆ ระหว่างที่ถามด้วยน้ำเสียงอบอุ่น “สือเกอเล่า?”

          ‘เขาเสแสร้งว่าเป็นคนสุภาพและเป็นมิตรกับทุกคนเช่นนี้รึ?’ ซ่งหร่วนรู้สึกประหม่าเล็กน้อยจึงตอบอย่างตะกุกตะกัก “ใน...ในห้อง”

          ดวงตาของจ้าวหนานหยู่หรี่ลงเล็กน้อยเพื่อจับจ้องหญิงสาว พลางคิดไปว่า

          ‘วันนี้นางดูแปลกไป ท่าทางสงบเสงี่ยม เรียบร้อย นัยน์ตานางกระจ่างใสอีกทั้งการแสดงออกยังดูขลาดเขลา’

          เขาเลิกคิ้วขึ้น คิดในใจว่าพรุ่งนี้ต้องถามบ่าวรับใช้ว่า ในช่วงสองสามวันที่่เขาไม่อยู่เกิดอะไรขึ้นบ้าง

          ทางด้านซ่งหร่วน เมื่อเห็นว่าเขาเอาแต่จับจ้องตนโดยไม่พูดอะไรออกมาก็ยิ่งร้อนใจ แม้จ้าวหนานหยู่ที่ยืนอยู่ตรงหน้าจะส่งยิ้มให้ แต่คนอย่างเขาไม่ยิ้มเสียเลยยังจะดีกว่า จำได้ว่าในฝันเขาส่งยิ้มให้
ก่อนจ้วงกริชเข้ามาในร่างนาง พอนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาหัวใจก็พลันเจ็บแปลบ

          ‘เฮ้อ... แค่คิดก็เจ็บแล้ว ช่างน่ากลัวจริงๆ’

          จ้าวหนานหยู่จ้องนางเงียบๆ ราวกับว่าเขาค้นพบบางสิ่งที่น่าสนใจ สตรีผอมบางอีกทั้งอ่อนแอผู้นี้มีความกลัวฉายชัดอยู่บนใบหน้า นางกลัวเขา

          ฟันของนางขบลงบนริมฝีปากแดงเบาๆ คิ้วนางฉายแววกังวล ดวงตาคู่สวยมีหยาดน้ำเอ่อคลอ เมื่อจ้าวหนานหยู่เห็นท่าทางที่ดูอ่อนแอของนางแล้วดวงตาก็พลันมืดครึ้ม

          “สือเกอหลับสบายอยู่ในห้องเล็ก ท่าน... ไม่ต้องกังวล”

          จ้าวหนานหยู่ส่งเสียงอืมเบาๆ ในลำคอ เก็บงำความสงสัยทั้งหมดไว้โดยไม่ปริปากถามว่าเหตุใดจู่ๆ นางถึงดีกับลูกแบบผิดปกติ เขารู้ดีว่าตั้งแต่จ้าวสือเกิดมา ซ่งหร่วนก็ไม่ชอบเด็กคนนี้

          ปกติแค่โดนตัวยังไม่ยอม เป็นไปได้อย่างไรที่จะอนุญาตให้เด็กน้อยนอนร่วมห้อง?

          เขาเป็นฝ่ายเลี้ยงดูบุตรชายมาเพียงลำพัง ซึ่งก็นับว่าเป็นเรื่องดี เพราะเด็กน้อยจะได้ไม่ต้องทนทรมานกับมารดาแบบนาง

          เขานั่งลงที่โต๊ะ ค่อยๆ รินน้ำชาที่เย็นชืดดื่มอย่างไม่ถือสาแล้วหันไปสั่งสาวใช้ที่รออยู่ข้างนอกห้องว่า “ไปต้มยาสงบใจมาให้ฮูหยินน้อย”

          “เจ้าค่ะ”

          ซ่งหร่วนที่กำลังจะอ้าปากพูดกลับถูกเขาเอ่ยขัด “เจ้ามักนอนไม่ค่อยหลับ ดื่มยาสงบใจสักหน่อยจะช่วยให้หลับง่ายขึ้น”เขายิ้มแล้วกล่าวอย่างใจเย็น “ยานี่ดีต่อสุขภาพที่ไม่ค่อยแข็งแรงของเจ้า รอดื่มยาก่อนแล้วค่อยเข้านอน”

          นางยังไม่ทันปฏิเสธ เขาก็เอ่ยสรรพคุณของยาออกมาจนหมด

          ซ่งหร่วนรู้สึกหดหู่ใจ แม้นางจะอ่านเรื่องราวในหนังสือไปแล้วไม่น้อย แต่ในเนื้อหาไม่ค่อยพูดถึงความสัมพันธ์ของทั้งคู่ นับประสาอะไรกับวันเวลาที่นางอยู่ในตระกูลจ้าว รวมถึงเหตุการณ์ที่พระเอกมาเยือนเรือนหลังนี้ก็ไม่มีในหนังสือ

          มีเพียงบทสรุปคร่าวๆ เกี่ยวกับสิ่งเลวร้ายที่เจ้าของร่างเดิมทำและชะตากรรมสุดท้ายเท่านั้น

          ไม่นานสาวใช้ก็ยกยาที่ต้มแล้วเข้ามา ยาในชามเป็นสีดำซ้ำยังมีกลิ่นแปลกๆ จนซ่งหร่วนขมวดคิ้ว

          ‘กลิ่นฉุนมาก ไม่อยากดื่ม ไม่อยากดื่มเลยจริงๆ!’

          จ้าวหนานหยู่รู้ทันความคิดของนาง เขารับชามยามาถือแล้วใช้ช้อนตักยาส่งให้ถึงปาก เมื่อเห็นท่าทางตกตะลึงของนางแล้วชายหนุ่มก็ยิ้มมุมปาก

          รอยยิ้มนั้นเกือบทำให้นางหลงใหล

          ภายใต้แสงเทียนที่สั่นไหว รอยยิ้มงดงามดั่งภาพวาดนี้ช่างเย้ายวนตาจนไม่มีใครกล้าทำลายลง

          ซ่งหร่วนอ้าปากด้วยความสับสนแล้วกลืนยาขมหนึ่งช้อนลงไปในคอ เกือบจะเป็นเวลาเดียวกับที่คำบรรยายท่อนหนึ่งผุดขึ้นในหัวของนาง

          [จ้าวหนานหยู่จับคางของนางบังคับให้เปิดปาก แล้วกรอกยาสีดำลงไปอย่างไร้ความปรานี มุมปากของเขายกยิ้มเย้ยหยัน เสียงแหบห้าวของเขาราวกับวิญญาณอำมหิต เปรียบดั่งวิญญาณชั่วร้ายที่เพิ่งปีนขึ้นมาจากนรก พร้อมพูดว่า ‘ไปลงนรกเสียเถอะ’]

          นี่เป็นท่อนเดียวในหนังสือ ‘ขุนนางทางอำนาจ’ ที่กล่าวถึงยาพิษที่ใช้คร่าชีวิตซ่งหร่วนคนเก่า แม้ว่านางจะได้อ่านหนังสือต้นฉบับมาแล้ว แต่ก็ไม่รู้ว่าจ้าวหนานหยู่จะเริ่มวางยาพิษเมื่อไหร่ ดังนั้นไม่ต้องพูดถึงว่าเขาจะวางยาพิษนางด้วยวิธีใด

4.ปล่อยข้าไปได้หรือไม่...

          ตอนที่จ้าวหนานหยู่ป้อนยานาง เขาพบว่าหญิงสาวตรงหน้ากำลังตัวสั่น กระทั่งไหล่ของนางก็ยังสั่นสะท้าน แม้ว่านางจะหวาดกลัวสิ่งนี้แต่ก็ยังเชื่อฟังเขา ดังนั้นจึงดื่มยาที่เขาป้อนจนหมด

          ซ่งหร่วนสั่นไปทั้งร่าง ยิ่งคิดมากเท่าไรหัวใจก็ยิ่งหนาวจับจิต แต่นี่เป็นยาที่สาวใช้ของนางไปต้มมาให้ คงไม่มีพิษกระมัง คิดถึงตรงนี้ร่างของนางก็ค่อยๆ หยุดสั่น

          หญิงสาวช้อนตาที่มีน้ำใสเอ่อคลอขึ้นมองเขาอย่างน่าสงสาร ความปรารถนาที่จะอยู่รอดของนางนั้นยิ่งใหญ่มาก นางกล่าวว่า “ข้าจะเป็นคนดีเจ้าค่ะ จะเชื่อฟังท่านและไม่ประพฤติตัวเหลวไหล”

          ‘ดังนั้นพี่ชาย ปล่อยข้าไปได้หรือไม่...’ นางคิดในใจ

          จ้าวหนานหยู่อึ้งไปครู่หนึ่ง มองไปยังก้นชามที่ว่างเปล่าแล้วยิ้มพูดเบาๆ ว่า “อืม เชื่อฟังมากจริงๆ”

          ยานี่ขมมาก แต่นางก็ยังดื่มจนหมดอย่างเชื่อฟังโดยไม่ได้สร้างปัญหาหรือโวยวาย นับว่าผิดวิสัยของนาง

          ในปากซ่งหร่วนเต็มไปด้วยรสขมฝาด แต่ตอนนี้แค่ผลไม้เชื่อมสักชิ้นนางยังไม่กล้าขอ เพราะกลัวเขาจะกล่าวหาว่านางเรื่องมากแล้วพาลนึกถึงเรื่องต่างๆ ที่เจ้าของร่างเดิมเคยทำจนยิ่งเกลียดชังร่างนี้มากขึ้น

          ซ่งหร่วนตั้งปณิธานแล้วว่าจะไม่ทำตัวเหมือนภรรยาพระเอก และนางก็ไม่ได้อยากเป็นนางเอก ไม่ต้องการให้เขามารักใคร่ ยิ่งไม่ปรารถนาให้บุรุษที่หมกมุ่นอยู่กับการครอบครองมาทำตัวเป็นเจ้าของตน

          ซ่งหร่วนเพียงขอให้จ้าวหนานหยู่เห็นว่าตนเองเชื่อฟังมีเหตุผล และไม่มีนิสัยชั่วร้าย เพื่อที่จะช่วยชีวิตน้อยๆ ของตน นางไม่อยากถูกไฟคลอกตาย เข้าใจไหม!!!

          นางตัดสินใจที่จะเริ่มต้นชีวิตที่เงียบสงบและทำความดีทุกวัน ดีที่ตอนนี้เจ้าของร่างเดิมยังไม่ทันหักหลังจ้าวหนานหยู่ ทั้งยังไม่ได้แอบไปพบชายชู้จนละเลยบุตรชายที่มีไข้สูง ยังมีเวลาที่จะแก้ไขทุกสิ่ง

          ในหนังสือกล่าวไว้ว่า จ้าวสือขากะเผลกหนึ่งข้างซึ่งก็เป็นเรื่องเลวๆ ที่เจ้าของร่างเดิมทำไว้อีกแล้ว ตอนนั้นบุตรชายเข้ามาขัดขวางนางไม่ให้ส่งจดหมายรักให้บุรุษอื่น นางจึงบันดาลโทสะด้วยการผลักเขาตกบันไดจนขาหัก

          ครั้งนั้นพระเอกคงโกรธจนอยากสับนางออกเป็นหมื่นชิ้น

          โชคดีที่นางยังพอมีโอกาส เพราะก่อนที่นางจะทะลุมิติมาเรื่องพวกนี้ยังไม่เกิดขึ้น ไม่อย่างนั้นซ่งหร่วนคงต้องหาเชือกมาแขวนคอตายให้จบเรื่อง

          จ้าวหนานหยู่เห็นว่านางดื่มยาหมดแล้วก็ลุกขึ้น “ข้าจะไปดูลูกที่ห้องเล็กสักหน่อย”

          ซ่งหร่วนไม่อยากอยู่กับคนผู้นี้นานๆ จึงตอบรับอย่างไม่อิดออด พอเห็นว่าเขาไม่อยู่แล้ว นางที่ทำตัวแข็งทื่อเหมือนก้อนหินมาตลอดก็ล้มลงบนเตียงอย่างหมดแรง

          จ้าวสือหลับสบายมาก เด็กน้อยไม่ขยับตัวหรือเตะผ้าห่มออก จ้าวหนานหยู่สังเกตตามเนื้อตัวของบุตรชายอย่างระมัดระวัง ครั้นไม่เห็นบาดแผล ความเย็นเยียบในแววตาของเขาจึงค่อยๆ ลดลง

          เขาเดินออกมาจากห้องจ้าวสือเงียบๆ และพบว่าซ่งหร่วนยังคงนั่งนิ่งอยู่บนเตียง ไม่หลับไม่นอน เสื้อนอนตัวกลางที่เป็นผ้าบางๆแนบอยู่บนเรือนร่างของนาง เผยให้เห็นผิวนวลเนียนบางส่วนที่ขาวเหมือนกระเบื้องเคลือบ กระดูกไหปลาร้ากับเนินอกก็ปรากฏให้เห็นรางๆ

          จ้าวหนานหยู่มองดูเงียบๆ อยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นหันกลับมาสั่งสาวใช้ว่า “ข้าจะอาบน้ำสักหน่อย ช่วยไปเตรียมน้ำให้ที”

          “เจ้าค่ะ”

          ความจริงซ่งหร่วนรู้สึกง่วงแล้ว แต่ที่ยังไม่นอนเพราะจ้าวหนานหยู่เองก็ยังไม่ได้นอน นางจึงไม่กล้านอนก่อน พอได้ยินคำพูดของเขาหญิงสาวก็รู้สึกแปลกใจเล็กน้อยเพราะไม่คิดว่าเขาจะค้างคืนที่นี่

          ขณะที่จ้าวหนานหยู่กำลังอาบน้ำอยู่หลังฉากกั้น ซ่งหร่วนก็นั่งอยู่บนเตียงด้วยความงงงัน ฟังเสียงน้ำด้านในแล้วเหมือนนั่งอยู่บนพรมเข็ม นางอยากจะเผ่นหนีออกจากห้องจริงๆ หญิงสาวกลัวว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นในคืนนี้

          ยิ่งนางคิดถึงเรื่องนี้มากเท่าไร ก็ยิ่งกลัวมากขึ้นเท่านั้น และนางก็ไม่ต้องการทำเรื่องแบบนั้นกับเขาด้วย

          นางพยายามย้อนนึกถึงเหตุการณ์สำคัญๆ ที่จะเกิดขึ้นกับจ้าวหนานหยู่ในช่วงปีนี้อย่างระมัดระวัง ปีนี้ไม่ใช่ปีทองสำหรับเขา ความไม่ชอบมาพากลของฮ่องเต้ทำให้เขาทำงานลำบาก ผู้คนในเรือนอื่นๆ ของตระกูลจ้าวค่อนข้างดูแคลนเขา จึงมักจะเยาะเย้ยถากถางให้เขาได้ยินเสมอ

          ตระกูลซ่งของเจ้าของร่างเดิมไม่ชอบลูกเขยที่ไม่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานคนนี้มากนัก เมื่อเจ้าของร่างเดิมกลับไปที่จวนตระกูลซ่งในวันเทศกาลแข่งเรือมังกร มารดาก็มักจะชี้ช่องให้นางโลภในทรัพย์สินเงินทองของจ้าวหนานหยู่

          ในช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์ จ้าวหนานหยู่ถูกส่งไปยังฉูโจว ระหว่างทางมีมือสังหารชุดดำกลุ่มหนึ่งตั้งใจจะคร่าชีวิตเขา ในฐานะพระเอกแน่นอนว่าเขาจะไม่ตาย พระเอกย่อมได้รับการช่วยเหลือ แม้ว่าเขาจะถูกดาบแทงเข้าร่างกายสักรูสองรู เขาก็จะรอด

          คนที่ช่วยชีวิตเขาไว้ คือนางเอกในเรื่อง ซ่งหร่วนไม่ได้ตั้งใจจะยกความดีความชอบให้นางเอกทั้งหมด เมื่อวันนั้นมาถึงนางจะเตือนจ้าวหนานหยู่ให้ระมัดระวังในการเดินทาง! นี่ก็ถือว่าเป็นการทำ
ความดีเช่นกัน

          นางกำลังอยู่ในภวังค์ความคิด เมื่อชายหนุ่มผู้อยู่หลังฉากกั้นอาบน้ำเสร็จแล้วก็ก้าวออกมาในชุดนอน เรือนผมสีเข้มของเขาเปียกชื้นเล็กน้อย ชายหนุ่มดูสว่างไสวราวกับดวงจันทร์ ซ่งหร่วนจ้องมองใบหน้าของเขา ลำคอของนางพลันบีบรัดและเริ่มกลืนน้ำลายลงคออย่างต่อเนื่อง

          รูปลักษณ์ของจ้าวหนานหยู่ช่างเย้ายวนดึงดูดใจมากจริงๆ แสงจันทร์อันเจิดจ้านอกหน้าต่างส่องลงมากระทบบ่ากว้าง เขาถามเสียงเข้ม “ทำไมเจ้าถึงยังไม่นอน?”

          จ้าวหนานหยู่เป็นคนช่างสังเกตและมีจิตใจละเอียดอ่อน ตั้งแต่ก้าวเข้ามาในห้องนี้ เขาก็ค่อยๆ ตระหนักว่านางผิดปกติ ซ่งหร่วนไม่เคยรอให้เขาเข้านอนพร้อมนางมาก่อน

          ซ่งหร่วนรีบถอดรองเท้าแล้วปีนขึ้นไปบนเตียงทันที นางซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มโดยเหลือแค่ศีรษะโผล่ออกมา พยายามสงบสติอารมณ์อย่างสุดความสามารถ “ข้าจะนอนแล้ว”

          จ้าวหนานหยู่พลันหัวเราะเบาๆ มองเท้าขาวเนียนทั้งสองที่ยื่นออกมานอกผ้าห่ม แล้วจึงเดินไปจับข้อเท้าของนางไว้ด้วยนิ้วที่เย็นเฉียบ ซ่งหร่วนหนาวเยือกตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า แผ่นหลังของนางเริ่มมีเหงื่อเย็นๆ ผุดขึ้น แม้ว่าภายนอกจ้าวหนานหยู่จะดูอ่อนโยน แต่นางสัมผัสได้ถึงความเย็นชาที่ซุกซ่อนอยู่ภายในใจของเขา

          จ้าวหนานหยู่จับข้อเท้าของนางแล้วค่อยๆ ดันเข้าไปใต้ผ้าห่มก่อนคลี่ยิ้ม “เท้าของเจ้าไม่หนาวเลยหรือไร?”

          ซ่งหร่วนหลบสายตาพลางขอบคุณเบาๆ “ขะ... ขอบคุณ”

          จ้าวหนานหยู่ตัดไส้ตะเกียงอย่างไม่ใส่ใจ ห้องนอนพลันตกอยู่ในความมืด แสงจันทร์สีขาวจางๆ ส่องเข้ามาทางหน้าต่าง เขาเอนตัวนอนลงข้างนาง

          มือของซ่งหร่วนกำผ้าห่มอย่างหวาดวิตก ทั้งร่างของนางแข็งเกร็งไปหมด

          จ้าวหนานหยู่หัวเราะด้วยน้ำเสียงเฉื่อยชา นิ้วเรียวยาวของเขาสัมผัสแก้มนาง ตำแหน่งที่โดนปลายนิ้วแตะพลันเย็นวาบ เสียงแหบแห้งเอ่ยออกมาว่า “นอนซะ”

          โอ้สวรรค์ มันช่างระทึกใจ! นี่เขานอนอยู่ข้างๆ นางเชียวนะ!

 

          จ้าวหนานหยู่ตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง

          คิ้วเรียวประณีตย่นเข้าหากัน จัดการย้ายมือของ ‘ใครบางคน’ ที่วางพาดบนอกตนออกอย่างเบามือ

          ความรังเกียจแวบผ่านดวงตาสีเข้มคู่นั้น

          จ้าวหนานหยู่ค่อยๆ พยุงตัวขึ้นนั่งเอนหลังพิงหัวเตียงที่แกะจากไม้หลีฮวา ชายหนุ่มสวมเสื้อผ้าเนื้อบาง คอเสื้ออ้าออกเล็กน้อยเผยให้เห็นหน้าอกขาวผ่อง เขากุมศีรษะพลางมองสตรีที่หลับใหลอยู่ข้างๆ อย่างไม่ใส่ใจ

          ท่านอนของหญิงสาวดูน่าเกลียดเสียจริง นางนอนจนเกือบเต็มพื้นที่เตียง มือและเท้าส่ายยุกยิกไปมา ขาก็ถูไถอยู่กับร่างกายเขา

          เสื้อผ้าของหญิงสาวในตอนนี้ทั้งยุ่งเหยิง กระเซอะกระเซิงผมยาวดำขลับคลุมใบหน้าเล็กๆ ของนางไว้ครึ่งหนึ่ง มองเห็นขนตาเรียวบางเป็นแพหนา ผิวพรรณบอบบางละเอียดอ่อนจนอาจมีตำหนิได้หากโดนลมพัดแรง ดวงตาของจ้าวหนานหยู่ค่อยๆ มองไล่ไปที่รอบเอวเปลือยเปล่าด้วยความสนใจ เสื้อของนางเลิกขึ้น ส่วนผ้าห่มถูกนางเตะเข้ามุมไปนานแล้ว เผยให้เห็นเอวบางอ้อนแอ้นที่สามารถทำให้ผู้คนเพ้อฝันได้ไม่รู้จบ

          จ้าวหนานหยู่มองนางอยู่พักใหญ่ แสงในดวงตาของเขาพลันจมดิ่ง ท้องฟ้านอกหน้าต่างค่อยๆ สว่างขึ้นทีละน้อย เปลี่ยนจากมืดมิดเป็นสดใส

          ซ่งหร่วนฝันร้าย ในฝันนางกำลังวิ่งเท้าเปล่าอยู่ในป่า นางวิ่งหนีโดยมีหมาป่าไล่ตามมาติดๆ นางวิ่งสุดชีวิตแต่ก็ยังสะดุดล้ม ยังไม่ทันลุกขึ้นก็เห็นเจ้าหมาป่ายืนอยู่ตรงหน้า มันกำลังจ้องมองนางด้วยสายตาดุร้าย จากนั้นก็อ้าปากกว้างแล้วงับลงมาด้วยฟันอันแหลมคม

          ความเจ็บปวดทำให้นางสะดุ้งตื่น ไม่รู้ว่าจิตใจได้รับความตื่นตระหนกมากไปหรืออย่างไร แต่นางรู้สึกจริงๆ ว่าร่างกายบางจุดได้รับความเจ็บปวด

          ทันทีที่ลืมตาก็พบว่าดวงตาของจ้าวหนานหยู่กำลังจ้องมองตน ดวงตาของเขาเหมือนกับเมื่อคืน คือไม่อาจคาดเดาอารมณ์ได้

          แสงอรุณรุ่งส่องผ่านบานหน้าต่างเข้ามากระทบใบหน้าด้านข้างของเขา ทำให้มองคล้ายชายหนุ่มที่อ่อนโยนและสง่างาม จ้าวหนานหยู่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “ตื่นแล้วหรือ?”

          ซ่งหร่วนดึงผ้าห่มขึ้นมาเงียบๆ เพื่อคลุมผิวกายที่สัมผัสอากาศเย็น ตอบอย่างกระอักกระอ่วน “เจ้า... เจ้าค่ะ”

          วันนี้จ้าวหนานหยู่หยุดพักผ่อนอยู่บ้าน ดังนั้นเขาจึงไม่ต้องตื่นเช้า เขาลุกจากเตียงและไม่ได้เรียกสาวใช้ให้เข้ามาปรนนิบัติ แต่กลับถอดชุดนอนออกต่อหน้านาง เปลี่ยนเป็นชุดทั่วไปสีขาวนวลอย่าง
เชื่องช้า แล้วเอ่ยว่า “เช้านี้ต้องไปคารวะท่านย่าที่เรือน”

          “อืม” ซ่งหร่วนพยักหน้ารับ

5.ข้าจะไปรอข้างนอก

          ดวงตาของจ้าวหนานหยู่หรี่ลง รอยยิ้มมีเลศนัยผุดขึ้นมุมปาก แต่ไหนแต่ไรนางไม่เคยเชื่อฟังเขา ทำไมวันนี้แค่เอ่ยปากนางก็ตอบรับแต่โดยดี นางกับท่านย่าไม่ค่อยถูกชะตาชนิดที่เรียกได้ว่าขิงก็ราข่าก็แรง ดังนั้นทุกครั้งที่พูดถึงเรื่องไปเยี่ยมท่านย่านางเป็นต้องทะเลาะกับเขาเสียยกใหญ่

          นี่เป็นเรื่องที่น่าสนใจจริงๆ อยากรู้นักว่าระหว่างที่เขาไม่อยู่ เกิดอะไรขึ้นบ้าง ถึงทำให้สตรีอย่างซ่งหร่วนเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ชนิดแผ่นดินยังต้องสะเทือน

          ซ่งหร่วนมองไม่ออกว่าเขากำลังคิดอะไร นางมองเขาด้วยสายตาอ้อนวอน บอกเป็นนัยว่านางไม่ต้องการเปลี่ยนเสื้อผ้าต่อหน้าเขา

          จ้าวหนานหยู่หันมาเห็นแววตานั้น โชคดีที่เขาก็ไม่ได้สนใจอยากดูนางเปลี่ยนเสื้อผ้าอยู่แล้ว เขาไม่พูดอะไร เพียงมองนางอย่างเพ่งพิศ แล้วเดินไปยังห้องเล็กของจ้าวสือ

          ซ่งหร่วนรีบลุกจากเตียง นางกวาดตามองหลายรอบแล้วตัดสินใจหยิบชุดสีแดงทับทิมขึ้นมาสวม ระหว่างที่เปลี่ยนเสื้อผ้าอยู่นั้นนางก็พบว่าความรู้สึกปวดระบมตามเนื้อตัวเมื่อครู่คือเรื่องจริง นาง
ไม่ได้คิดไปเอง ตรงเอวมีรอยเขียวช้ำ แค่เห็นยังรู้สึกเจ็บ

          นางรู้สึกสงสัยเพราะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอาการเจ็บปวดเกิดขึ้นได้อย่างไร? เกิดขึ้นเมื่อไหร่?

          เมื่อคืนตอนอาบน้ำก็ยังดีๆ อยู่เลย ทำไมนอนหลับแค่หนึ่งคืนตื่นมาถึงเป็นแบบนี้ไปได้?

          ซ่งหร่วนไม่ได้คิดมากแต่อย่างใด นางเดาว่าหมาป่าในฝันร้ายนั้นคงน่ากลัวเกินไป ดังนั้นนางจึงเผลอหยิกตัวเองในความฝัน!

          หลังจากที่นางเปลี่ยนเสื้อผ้าและล้างหน้าล้างตาเสร็จจ้าวหนานหยู่ก็จูงมือจ้าวสือออกมาจากห้องนอน สองพ่อลูกมีความคล้ายคลึงกันหลายส่วน ไม่ใช่แค่เรื่องหน้าตาแต่รวมไปถึงบุคลิกที่ดูเย็นชาของพวกเขาด้วย

          อย่างไรก็ตาม ดวงตาจ้าวสือเหมือนกับซ่งหร่วน ดวงตากลมโตดูสดใสสุกสกาว แค่มองนัยน์ตาก็เหมือนถูกมนตร์สะกด และถูกอ่านใจอย่างทะลุปรุโปร่ง

          ไม่นานสาวใช้ก็จัดสำรับเสร็จเรียบร้อย บนโต๊ะมีผัดผักหลากหลายชนิด ยังมีข้าวต้มและน้ำแกง

          ซ่งหร่วนเห็นแล้วรู้สึกไม่อยากอาหาร นางไม่ค่อยชอบกับข้าวเหล่านี้ ที่นี่ไม่ใช่บ้านของนาง อาหารก็เช่นกัน! นี่นางมาทำอะไรอยู่ที่นี่? ความรู้สึกหดหู่เริ่มครอบงำ

          จ้าวสือที่ยังไม่ประสีประสารีบปล่อยมือจากบิดาแล้วขึ้นไปนั่งประจำที่ของตน

          เขาแอบมองผู้เป็นมารดา เมื่อคืนเป็นครั้งแรกที่เขาได้มานอนในเรือนของท่านแม่ แถมตอนนอนเขายังได้กลิ่นหอมๆ ของท่านแม่อีกด้วย

          ทุกคนกินข้าวกันเงียบๆ แต่ซ่งหร่วนกินเพียงเล็กน้อยก็วางตะเกียบลงเพราะอาหารไม่ถูกปาก จ้าวหนานหยู่เห็นแล้วไม่ได้ทักท้วงอะไร

          จ้าวสือเองก็ดูออก แต่เขาไม่ได้พูดอะไรและไม่ได้คะยั้นคะยอให้มารดากินต่อเช่นกัน เหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อวาน สำหรับเขาแล้วมันคงเป็นเพียงฝัน

          “กินอิ่มแล้วหรือ?” จ้าวหนานหยู่ถาม

          “ลูกอิ่มแล้วขอรับท่านพ่อ” จ้าวสือตอบ

          จ้าวหนานหยู่ลุกขึ้นอุ้มเด็กน้อยไว้แนบอก แล้วหันมากล่าวกับซ่งหร่วน “ข้าจะไปส่งลูกก่อน”

          ซ่งหร่วนเข้าใจว่าที่เขาพูดแบบนี้เพราะไม่อยากให้นางเลี้ยงดูลูก ความจริงที่เขาทำแบบนี้ก็ถูกต้องแล้ว เพราะเมื่อก่อนภรรยาเขาไม่ดีจริงๆ

          แม้ว่านางจะชอบจ้าวสือมากจนอยากใกล้ชิดสนิทสนม แต่ก็คงไม่เหมาะสมอยู่ดี

          “อืม...”

          ระหว่างทางเด็กน้อยเอ่ยด้วยความตื่นเต้น “เมื่อวานท่านแม่อุ้มลูกด้วยขอรับ”

          “จริงรึ?” จ้าวหนานหยู่หยุดเดินกะทันหัน ท่าทางสนอกสนใจยิ่ง

          เมื่อก่อนจ้าวสือกลัวมารดา ซ้ำยังไม่ชอบหน้า แต่เมื่อวานแค่นางทำดีด้วยเล็กน้อยเขากลับใจอ่อน ก็เขาไม่ได้รู้สึกว่าท่านแม่เสแสร้งแกล้งทำนี่นา!

          เด็กน้อยกล่าวต่อ “ท่านอาบอกว่า... ท่านแม่แผนสูง แต่ลูกคิดว่า...” เขามีท่าทางลังเล “ลูกคิดว่ากลิ่นกายท่านแม่หอมมากขอรับลูกชอบ”

          จ้าวหนานหยู่ดีดเบาๆ ที่หน้าผากของเด็กน้อย “เจ้ายังเล็กนัก”

          เขาไม่เชื่อว่าคนอย่างซ่งหร่วนจะเปลี่ยนแปลงตัวเองได้จริงหลายปีที่ผ่านมานางทำแต่เรื่องแย่ ซ้ำยังพูดจาดูถูกเขาสารพัด แม้จ้าวสือจะอายุเพียงสี่ขวบ แต่ทุกวันก็ยังต้องหัดอ่านหนังสือและหัดคัดลายมือ จ้าวหนานหยู่อุ้มเด็กน้อยเข้ามาในห้องหนังสือ “ตั้งใจคัดให้ครบสิบแผ่นล่ะ”

          “ขอรับ”

          จ้าวสือเป็นเด็กดี เด็กน้อยไม่ค่อยร้องไห้รวมถึงไม่ออดอ้อนขอของเล่น ไม่เคยทำให้จ้าวหนานหยู่ต้องเป็นกังวล ทำให้ยากจะเชื่อว่าอีกฝ่ายเป็นแค่เด็กสี่ขวบ เขาลูบศีรษะบุตรชายเบาๆ ด้วยความรัก “ถ้าเขียนได้ดี วันนี้พ่อจะพาไปดูม้า แล้วให้เจ้าเลือกหนึ่งตัวเพื่อใช้เป็นอาชาคู่ใจ”

          “ขอบคุณขอรับท่านพ่อ” จ้าวสือยิ้มด้วยความตื่นเต้น

          จ้าวหนานหยู่ไม่ได้คิดจะกลับไปที่เรือนหลังเล็ก เขาให้คนเรียกบ่าวไพร่มาที่เรือนของเขาและเริ่มถามถึงช่วงเวลาที่เขาไม่อยู่

          “ช่วงที่ข้าไม่อยู่ ฮูหยินน้อยก่อเรื่องอะไร มีใครมาหานางหรือไม่? มีอะไรแปลกๆ เกิดขึ้นกับนางบ้างหรือเปล่า?”

          สาวใช้รีบก้มหน้าก้มตาตอบเสียงแผ่ว “ครั้งนี้ฮูหยินน้อยไม่ได้ก่อเรื่องอะไร และไม่มีใครมาหาด้วยเจ้าค่ะ” สาวใช้ค่อยๆ คิดทบทวนอย่างระมัดระวังแล้วเอ่ยต่อ “เพียงแต่สองวันก่อน ฮูหยินน้อยไม่สบายกะทันหันจนหมดสติไป ก่อนหน้านั้นนางบอกว่าเจ็บหน้าอก แต่หลังจากหมดสติไปหนึ่งวันนางก็ฟื้นขึ้นมาเจ้าค่ะ”

          จ้าวหนานหยู่ได้ยินเช่นนั้นก็เงียบไปครู่หนึ่ง ดวงตาของเขาหรี่ลงเล็กน้อย ก่อนจะโบกมือให้สาวใช้ออกไปก่อน ไม่ได้ซักไซ้ถามต่อ

          ไม่สบายรึ? นี่ก็ไม่น่าแปลกใจ

          ริมฝีปากเขาโค้งขึ้น ตัดสินใจก้าวไปในทิศทางของเรือนไฮวสุ่ย

          ส่วนซ่งหร่วนที่คิดว่าเขาคงไม่ย้อนกลับมาแล้วก็ถอดรองเท้าถุงเท้าจากนั้นยกขาพาดบนที่เท้าแขนเก้าอี้ที่นางเอนหลังพิงอยู่หญิงสาวกำลังตั้งท่าจะอ่านหนังสือแก้เบื่อ

          เมื่อจ้าวหนานหยู่เดินเข้าประตูมา ก็เห็นเท้าขาวผ่องละเมียดละไมคู่หนึ่งกำลังแกว่งไปมาในอากาศ

          ดวงตาเขาพลันมืดครึ้ม ชายหนุ่มเลิกคิ้วแล้วก้าวเข้ามาทางด้านหลังเงียบๆ กล่าวว่า “ได้ยินว่าสองสามวันก่อนเจ้าไม่สบาย?”

          เสียงที่จู่ๆ ก็ดังขึ้นข้างหู ทำให้สามดวงจิตเจ็ดวิญญาณของนางหวาดหวั่นจนแทบจะเตลิดเปิดเปิงออกจากร่าง

          ไอ้หยา... นางรู้สึกหลอนมากที่จ้าวหนานหยู่ปรากฏตัวขึ้นอย่างปุบปับแบบนี้

 

          ซ่งหร่วนยังคงจำตอนที่เพิ่งเข้ามาสิงร่างนี้ได้

          นางมักเจ็บหน้าอกเป็นครั้งคราว ประกอบกับใบหน้าที่ปรากฏในคันฉ่องก็ดูซีดเซียว อีกทั้งนางยังต้องดื่มยาติดต่อกันในช่วงสองวันที่ผ่านมา หญิงสาวรีบเก็บหนังสือแล้วแอบไว้ด้านหลัง ด้วยสีหน้าที่
ไม่เป็นธรรมชาติ

          “หายดีแล้ว ข้าไม่ได้เป็นอะไรมาก”

          สายลมนอกหน้าต่างพัดโชยเข้ามา ทำให้อากาศในห้องเย็นขึ้น

          จ้าวหนานหยู่สังเกตนางอยู่เงียบๆ ยกยิ้มก่อนเอ่ย “จริงรึ?เช่นนั้นก็ดี”

          ซ่งหร่วนมองเขาแล้วยิ้มแห้งๆ ส่งให้ ไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรดี

          จ้าวหนานหยู่ยิ้มตอบ คว้าหนังสือที่อยู่ด้านหลังของนางขึ้นมา แค่เปิดดูไม่กี่หน้าก็รู้ว่านี่เป็นหนังสือเกี่ยวกับอะไร มันเป็นเรื่องราวของบัณฑิตยากจนกับคุณหนูผู้ร่ำรวย เขาไม่เคยสนใจจะอ่านหนังสือประโลมโลกพวกนี้ แต่ดวงตาใสซื่อที่จ้องมองมาที่หนังสือเล่มนี้อย่างกระตือรือร้นทำให้เขาเปลี่ยนใจไม่คืนมันให้นาง

          “ไปกันเถอะ” เขาเอ่ยขึ้นราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นโดยไม่ยอมส่งหนังสือคืนให้หญิงสาว

          นางรับคำเบาๆ ในลำคอ แต่พอลุกขึ้นเห็นเท้าเปล่าของตนก็นึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้สวมถุงเท้า!

          จ้าวหนานหยู่มองนางแวบหนึ่งแล้วกล่าว “ข้าจะไปรอข้างนอก”

          พอเขาเดินออกไปนางถึงรู้สึกเป็นตัวของตัวเองมากขึ้นหญิงสาวรีบหยิบถุงเท้าที่วางพาดไว้ขึ้นมาสวม ไม่นานก็เดินออกมายืนอยู่ตรงหน้าเขา

          จ้าวหนานหยู่พินิจมองนางอยู่พักใหญ่ นางสวมกระโปรงสีทับทิมปักลวดลายบุปผา คาดทับด้วยผ้าคาดเอว การแต่งหน้าบางๆ ขับเน้นให้นางดูมีเสน่ห์ชวนมอง

          ซ่งหร่วนกำลังใจลอยตอนที่จ้าวหนานหยู่ยกมือขึ้นจัดผ้าคาดเอวของนางให้เข้าที่ “มันไม่ตรง”

          “ขะ... ขอบคุณ”

          เขาไม่พูดอะไร หมุนตัวเดินนำไปจนนางต้องสาวเท้าตาม

          ทุกครั้งที่ไปเยือนเรือนฮูหยินผู้เฒ่า ภรรยาของเขามักแต่งหน้าจัด ผู้อาวุโสชอบหญิงสาวที่เรียบร้อยเป็นกุลสตรี คนเช่นซ่งหร่วนจึงไม่เป็นที่โปรดปราน นางแต่งหน้าจัดไม่พอยังปากคอเราะรายชอบกดขี่ด่าทอคนอื่นไปทั่ว ซ่งหร่วนย่อมไม่รู้ตัว คิดเสมอว่าฮูหยินผู้เฒ่าไม่พอใจตนเพราะดูแคลนที่ตนเป็นเพียงบุตรสาวอนุภรรยา

          จ้าวหนานหยู่ไม่ได้แก้ต่างแทนผู้เป็นย่า

          ตระกูลจ้าวนับว่าเป็นตระกูลที่มีชื่อเสียง แม้ทุกวันนี้นายท่านผู้เฒ่าจ้าวซึ่งก็คือท่านปู่ของเขาจะเป็นเพียงคนธรรมดาที่ไร้ยศศักดิ์ แต่สมัยที่ยังรับราชการก็เคยเป็นถึงราชครูของฮ่องเต้ ยังเคยอบรมสั่งสอนและถ่ายทอดวิชาให้แก่รัชทายาท บรรดาลูกหลานตระกูลจ้าวแต่ละคนก็ไม่น้อยหน้า

          นายท่านใหญ่ ‘จ้าวต้าเยว่’ เป็นขุนนางอยู่ในวังหลวงนายท่านรอง ‘จ้าวเอ้อเยว่’ ประจำอยู่ที่เมืองต้าหลี่ แม้แต่นายท่านสามอย่าง ‘จ้าวซันเยว่’ ที่ไม่เอาไหนก็ยังรับราชการ

          และบุตรชายที่ไม่เอาไหนผู้นั้นก็คือบิดาของเขาเอง

6.เป็นใบ้รึไง?

          ทุกคนในตระกูลไม่ชอบจ้าวหนานหยู่รวมถึงบิดาของเขาสมัยที่จ้าวซันเยว่ยังหนุ่ม มักทำตัวสำมะเลเทเมาชอบออกไปดื่มสุราที่หอคณิกา เขาบังเอิญสะดุดตาในความงดงามของมารดาจ้าวหนานหยู่ นางไม่ได้ขายเรือนร่างตนเอง แต่คิดการใหญ่ด้วยการล่อลวงนายท่านสามตระกูลจ้าวให้มีสัมพันธ์ด้วย และหลังจากนั้นไม่นานนางก็ตั้งครรภ์จ้าวหนานหยู่

          ทว่าทันทีที่เด็กคลอด นายท่านสามตระกูลจ้าวกลับไม่ยอมรับผิดชอบ ตระกูลจ้าวเองก็ไม่มีความคิดที่จะรับหญิงจากหอคณิกาเข้ามาร่วมตระกูล ด้วยเหตุนี้จึงมีเพียงจ้าวหนานหยู่ที่ถูกรับเข้ามาอยู่ในจวน ส่วนนายท่านสามก็ถูกนายท่านผู้เฒ่าทุบตีด้วยความโมโห

          นับตั้งแต่นั้นมานายท่านผู้เฒ่าก็ไม่เห็นบิดาของเขาอยู่ในสายตา

          ไม่กี่ปีต่อมา ฮูหยินของนายท่านสามก็ตั้งครรภ์และคลอดบุตรชายอีกคน นั่นยิ่งทำให้นายท่านสามรังเกียจจ้าวหนานหยู่ที่เป็นบุตรของหญิงในหอคณิกา

          ที่หน้าประตูของเรือนหลักปลูกต้นอวี้หลันเอาไว้ ช่วงนี้ดอกอวี้หลันกำลังเบ่งบาน เมื่อก้าวผ่านทางเดินหินในสวน แล้วทะลุประตูสีแดงบานใหญ่เข้ามาก็จะถึงเรือนหลัก หลังจากรอให้บ่าวรับใช้เข้าไปแจ้งฮูหยินผู้เฒ่าครู่หนึ่งก็มีคนมารับพวกเขาเข้าไปในเรือนซ่งหร่วนพยายามไม่ก่อเรื่อง นางตั้งใจเดินตามจ้าวหนานหยู่ช้าๆ เพื่อรักษาชีวิตน้อยๆ ของตนให้รอดจากปากเหยี่ยว

          เพิ่งจะเข้ามาด้านในเรือนก็ได้กลิ่นหอมของธูปลอยอวลเตะจมูกฮูหยินผู้เฒ่าสวมชุดสีม่วงลายดอกโบตั๋น แม้ฮูหยินผู้เฒ่าจะอายุมากแล้วแต่สายตาก็ยังแหลมคมไม่เปลี่ยน หางตาหญิงชราเชิดขึ้นเล็กน้อย ยามที่มองใคร คนผู้นั้นจะรู้สึกเหมือนโดนดูแคลนไปโดยปริยาย

          ซ่งหร่วนแอบนินทาในใจ ไม่รู้ว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมาจ้าวหนานหยู่อดทนอยู่ได้อย่างไร?

          เป็นพระเอกนี่ไม่ง่ายเลย ต้องทนรับความอัปยศอดสู ต้องแบกรับภาระ และต้องใจสู้

          หญิงชราดื่มชาไปครึ่งถ้วยแล้วจึงทำท่านึกขึ้นได้ว่าพวกเขาทั้งคู่ยืนอยู่ตรงหน้า “อ้อ! ลืมไป ข้ารู้ว่าพวกเจ้าไม่อยากเห็นหน้าคนแก่อย่างข้า แต่ทุกๆ ต้นเดือนก็ต้องจำใจมาหาตามธรรมเนียม”

          จ้าวหนานหยู่หลุบตาลง “ท่านย่าเข้าใจผิดแล้วขอรับ”

          หญิงชราเห็นหน้าจ้าวหนานหยู่ก็รู้สึกปวดศีรษะ นางมีอคติกับมารดาของหลานชายคนนี้เหลือเกิน  เรื่องนี้ทำให้นางไม่รักใคร่ไยดีเขาเหมือนที่เอ็นดูน้องชายต่างมารดาของเขา และถ้าเอาหลานๆ มา
เปรียบเทียบกัน นางยิ่งไม่พอใจจ้าวหนานหยู่มากขึ้น

          “เข้าใจผิด? พวกเจ้ามาสายแค่ไหนรู้หรือไม่? ครึ่งชั่วยามเต็มๆ น้องชายเจ้าดื่มชาไปถ้วยหนึ่งแล้วเจ้ายังไม่โผล่หัวมา! ไม่มีใครอบรมสั่งสอนรึ?” ก่นด่าจ้าวหนานหยู่แล้วยังไม่หนำใจ แค่เหลือบไปเห็นคนข้างๆ นางก็รีบพูดต่อ “เจ้าก็ด้วย! เป็นแม่คนแล้วยังทำตัวไม่รู้กาลเทศะ! อยู่แต่ในบ้านทำไมถึงประโคมแต่งเสียมากมายขนาดนี้”

          ซ่งหร่วนได้แต่ท่องในใจว่าจะโกรธไม่ได้ นางต้องใจเย็นและอดทน แต่ถ้าจะให้ขอโทษแล้วยอมรับผิดก็คงทำไม่ได้อีกนั่นแหละ นั่นไม่ใช่สิ่งที่เจ้าของร่างเดิมจะทำ หากนางทำตัวแตกต่างจากเดิมมากเกินไปทุกคนอาจสงสัย หญิงสาวจึงก้มศีรษะทำเหมือนไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น

          แต่ท่าทางของนางกลับทำให้หญิงชราเข้าใจผิดนึกว่านางกำลังยั่วโมโห

          ยิ่งมอง หญิงชราก็ยิ่งมีโทสะ ฮูหยินผู้เฒ่าขุ่นเคืองถึงขั้นลุกเดินมาหาซ่งหร่วน “ข้ากำลังพูดกับเจ้าอยู่ กล้าไม่ตอบรึ? เจ้าไม่เห็นคนแก่หัวหงอกอย่างข้าอยู่ในสายตาหรือไร?”

          “เป็นแค่นางแพศยาที่พาออกหน้าออกตาไม่ได้โดยแท้”

          ซ่งหร่วนกลั้นหายใจ ความโกรธพลุ่งพล่านอยู่ในอก นางรู้สึกอึดอัดไม่สบายใจ หญิงชราตระกูลจ้าวคนนี้ช่างไร้เหตุผลและหยาบคายเกินไปแล้ว

          นางพยายามกล้ำกลืนความโกรธของตน

          “เป็นใบ้รึไง?” ฮูหยินผู้เฒ่าโมโหจนหน้าเขียวคล้ำ “คนทั้งบ้านเป็นใบ้ไปหมดแล้วใช่ไหม?”

          ‘ไม่ไหวแล้ว ทนไม่ไหวแล้ว!’

          “ท่านย่า ที่พูดมาทั้งหมดนี่หมายถึงตัวท่านด้วยหรือเจ้าคะ?” ซ่งหร่วนสวนกลับทันควัน ทำให้ใบหน้าเขียวคล้ำของหญิงชราซีดเผือดลงทันใด

          พระเอกผู้มีอำนาจล้นเหลือในคำบรรยายกว่าสองล้านคำของหนังสือ ‘ขุนนางทางอำนาจ’ ไม่ต้องการเหตุผล ทุกคนถูกกำหนดให้รับใช้พระเอก อคติของหญิงชราที่มีต่อจ้าวหนานหยู่ผู้เป็นหลานช่วยส่งเสริมนิสัยเจ้าคิดเจ้าแค้นของเขาได้ดีมาก

          ทันใดนั้นข้อมือของนางก็ถูกบีบแน่น จ้าวหนานหยู่คว้ามือนางและดึงมาอยู่ข้างหลังเขา “ท่านย่าอย่าโกรธเลยขอรับ เดี๋ยวจะล้มป่วยเอาได้ ที่มาสายเป็นความผิดของหลานเอง”

          “ช่างเถอะ” พอมีคนยอมลงให้ หญิงชราก็มีสีหน้าดีขึ้น

          นางอารมณ์ไม่ดีเมื่อเห็นหลานชายคนนี้ เขาในวัยยี่สิบต้นๆ ให้ความรู้สึกในทางลบ ไม่ใช่เพราะสีหน้าเขามัวหมอง แต่เพราะคมประกายที่ซ่อนอยู่ในแววตาทำให้ผู้คนมองแล้วไม่สบายใจ

          หรืออาจบอกได้ว่า เขามีแววตาเหมือนหมาป่าที่ชั่วร้าย เหตุผลหนึ่งที่ฮูหยินผู้เฒ่าไม่ชอบเขาก็คือ นางรู้สึกว่าในภายหน้าคนทั้งครอบครัวไม่ว่าใครก็ตาม จะถูกบีบให้โลดแล่นไปตามบทที่เขาเขียนขึ้น

          “ในเมื่อมาผิดเวลาก็ไม่ต้องเอ้อระเหยอยู่ต่อ พวกเจ้ากลับไปซะ” สีหน้าของหญิงชรากลับมาเป็นปกติ แต่น้ำเสียงของนางกลับกระวนกระวายเล็กน้อย นางไม่อยากให้สองคนนี้ทำให้อารมณ์ขุ่นมัว

          หากพวกเขาอยู่ไกลสายตาโลกของนางก็จะสะอาด แค่ต้องส่งพวกเขาไปให้ห่าง

          ฮูหยินผู้เฒ่าไม่เคยให้จ้าวหนานหยู่ร่วมโต๊ะอาหารที่เรือนหลัก แม้แต่ปีใหม่ก็ไม่เคยเชื้อเชิญ นางไม่เห็นหลานคนนี้อยู่ในสายตาแม้รูปลักษณ์เขาจะหล่อเหลาแต่เสียดายที่เหมือนมารดามากเกินไป มารดาของเขาทำให้คนตระกูลจ้าวต้องอับอาย ทำให้นางพลอยถูกสามีตำหนิว่าไม่อบรมสั่งสอนบุตรชายให้ดีจึงไปก่อเรื่องจนเกิดความอัปยศ

          เรื่องพวกนี้ทำให้นางโกรธเคืองมารดาของจ้าวหนานหยู่ทุกวันนี้ความแค้นเคืองเหล่านั้นจึงตกมาอยู่ที่จ้าวหนานหยู่แทน

          “เช่นนั้นหลานก็ขอลาขอรับ” จ้าวหนานหยู่เอ่ย

          หลังจากคำนับเสร็จซ่งหร่วนก็เดินตามชายหนุ่มออกไปนางคิดว่าอารมณ์ของจ้าวหนานหยู่ไม่น่าจะดีมากนัก และนางก็มีจิตสำนึกพอที่จะไม่รบกวนเขา

          พูดมากไป เอาใจเกินไป จะทำให้เขาสงสัยได้

 

            ทั้งสองเดินไปด้วยกันเงียบๆ คนหนึ่งเดินนำ อีกคนก้าวตาม

          จ้าวหนานหยู่แอบปรายตามอง เขาเห็นใบหน้าที่ว่างเปล่าไร้ความรู้สึกของหญิงสาว มุมปากของนางเชิดขึ้นเล็กน้อย สีหน้าเย็นชา ดูไม่ใส่ใจเขามากนัก

          จ้าวหนานหยู่ถอนสายตากลับ ก้าวไปข้างหน้าโดยไม่สนใจว่าคนข้างหลังจะตามทันหรือไม่

          ซ่งหร่วนถูกบังคับให้เพิ่มความเร็ว นางเดินตามหลังเขาราวกับเป็นหางเล็กๆ เมื่อจ้าวหนานหยู่หยุดกะทันหัน นางก็ชนเข้ากับแผ่นหลังที่แข็งเหมือนก้อนหินอย่างจัง จมูกของนางแดงเถือก

          ซ่งหร่วนแตะจมูก น้ำเสียงนางพลันอ่อนลงโดยไม่รู้ตัว เสียงอ่อนหวานของนางกระแทกหัวใจเขา ให้ความรู้สึกหวานล้ำอย่างประหลาด

          “โอ๊ย! เจ็บ!” เสียงบ่นพร่ำราวกับเสียงกระซิบยั่วอย่างเป็นธรรมชาติ

          จ้าวหนานหยู่หันกลับมาจ้องจมูกสีแดงของนางด้วยสายตาราบเรียบ เขายื่นมือไปเชยคางนางพลางถาม “เจ็บมากไหม?”

          ซ่งหร่วนหลบตาเขา “ไม่ใช่ที่คางแต่เป็นจมูก มันเจ็บจริงๆ ข้าไม่ได้หลอกท่านนะ”

          นัยน์ตาวาววับของหญิงสาวมีน้ำเอ่อคลอ มองไปแล้วเหมือนนางกำลังถูกรังแกอย่างโหดเหี้ยม ดูอ่อนแอและต่ำต้อย เปราะบางราวกับว่าเขาสามารถป่นกระดูกนางให้แหลกด้วยมือเดียว

          น่าแปลกที่จ้าวหนานหยู่ชอบซ่งหร่วนที่มีสีหน้าทรมานใจแบบนี้ ชอบที่นางมองเขาด้วยสายตาน่าสงสาร   

          จ้าวหนานหยู่บีบคางนางแรงขึ้นอย่างลืมตัว

          ซ่งหร่วนสูดหายใจเอาอากาศเย็นเข้าปอดอย่างลืมตัว นางขมวดคิ้ว นัยน์ตาแดงก่ำ แต่ก็ไม่กล้ากรีดร้องออกมาพยายามอดทนต่อการกระทำไร้ความปรานีที่ทำให้นางเจ็บปวดอย่างยิ่ง

          บัดซบ มันเจ็บนะ! โมโหจริงๆ แล้ว!

          จ้าวหนานหยู่มองท่าทางต่อต้านของนางอย่างชอบใจ จู่ๆ เขาก็รู้สึกว่าการกลั่นแกล้งนางดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่สนุกมาก

 

          กลางดึกคืนนั้นซ่งหร่วนนั่งมองใบหน้าตัวเองในคันฉ่อง

          พบว่าคางของนางแดงช้ำเป็นปื้น มิน่านางถึงเจ็บจนน้ำตาไหล สงสัยเขาคงจะมือหนักไปหน่อย แต่ก็แปลกที่ร่างกายของนางดูบอบบางชอบกล แค่โดนอะไรนิดอะไรหน่อยก็เป็นรอยช้ำซ้ำยังหายช้า

          ก่อนนอนคืนนั้นนางเรียกสาวใช้เข้ามาถาม “คุณชายรองได้บอกไหมว่าจะมาที่นี่อีกเมื่อไหร่?”

          “คุณชายรองไม่ได้บอกไว้ คงจะไม่มาเจ้าค่ะ” ถึงสาวใช้จะ
ไม่กลัวฮูหยินน้อยเท่าเมื่อก่อน แต่ก็ยังอดตัวสั่นไม่ได้

          สาวใช้ไม่เข้าใจว่าฮูหยินน้อยเป็นอะไรไป ปกติคุณชายรองก็ไม่เคยมานอนค้างที่เรือนไฮวสุ่ยอยู่แล้ว เดือนหนึ่งมาอย่างมากก็แค่สองครั้ง และทุกครั้งฮูหยินน้อยจะไม่พอใจ แล้วเหตุใดวันนี้จู่ๆ ถึงเอ่ยถาม?

          ซ่งหร่วนเองก็ไม่รู้ว่าความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยาของทั้งคู่จะห่างเหินถึงเพียงนี้ หรืออาจเป็นเพราะนางทำความแตก เพราะวันก่อนนางไปอุ้มจ้าวสือมากินข้าวอย่างนั้นหรือ? เขาโกรธเพราะเรื่องนั้นจึงไม่มาค้างที่เรือนไฮวสุ่ยงั้นรึ?

          “ข้ารู้แล้ว ออกไปเถิด” นางพูดกับสาวใช้

          “เจ้าค่ะ” สาวใช้รับคำแล้วก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้จึงรีบพูดต่อ “ฮูหยินน้อยยังไม่ได้ดื่มยานะเจ้าคะ”

          แค่ได้ยินสาวใช้พูดถึงยาอะไรนั่นนางก็แทบจะอาเจียนสาวใช้เห็นท่าทางของผู้เป็นนายแล้วก็รีบเอ่ยสำทับ “แต่ถ้าไม่ดื่มจะทำให้นอนไม่หลับนะเจ้าคะ”

          “ถ้าอย่างนั้นก็เอามาเถิด” ซ่งหร่วนทำอะไรไม่ได้จึงจำต้องตอบรับ

          ยาถ้วยนี้จะไม่ตกถึงท้องนางอย่างแน่นอน นางไม่ลืมเรื่องที่ถูกเขาวางยาพิษหรอกนะ! ในเมื่อไม่มีรายละเอียดบรรยายไว้ในหนังสือ ถ้าอย่างนั้นนางก็คงต้องพึ่งตัวเองเสียแล้ว

7.ไม่หิวขอรับ

          สาวใช้ออกจากห้องไปไม่นานก็กลับมาพร้อมยาถ้วยหนึ่ง เมื่อปลอดคนซ่งหร่วนก็จัดการเทยาใส่กระถางต้นไม้ข้างหน้าต่าง ถ้ายาในถ้วยนี้มีพิษมันต้องทำให้ต้นไม้ตาย

          สรุปว่าคืนนั้นจ้าวหนานหยู่ก็ไม่ได้มาจริงๆ ซึ่งนับว่าดีแล้วผลงานที่เขาทำไว้กับนางยังระบมไม่หาย

 

          เช้าวันรุ่งขึ้น

          พระอาทิตย์กำลังโผล่พ้นขอบฟ้าอย่างงดงาม ฤดูใบไม้ผลิทำให้บุปผานานาพรรณบานสะพรั่งจนหอมฟุ้งไปทั่ว

          หลังจากนางล้างหน้าหวีผมเสร็จเรียบร้อยก็มีคนยกอาหารเช้าเข้ามาตามปกติ ในสำรับมีข้าวต้มกับผักดอง พอนางกินอิ่มแล้วถึงได้อารมณ์ดีขึ้น

          ช่วงไม่กี่วันมานี้นางใช้ชีวิตตามปกติ จ้าวหนานหยู่เองก็ไม่ได้เข้ามายุ่มย่ามอะไรที่เรือนไฮวสุ่ยของนาง เขาไม่ได้ส่งคนมาตาม ส่วนนางก็ไม่คิดจะไปหา แต่ที่น่าเสียดายคือช่วงนี้จ้าวสือถูกบังคับให้อยู่แต่ในเรือนใหญ่ เลยไม่มีโอกาสได้เจอกัน

          ผ่านมาหลายวันซ่งหร่วนพบว่าต้นไม้ที่ถูกนางรดด้วยยาทุกวันยังปกติดี หญิงสาวพลอยโล่งใจขึ้นมาบ้าง ดูๆ ไปแล้วคงเป็นแค่ยาสงบใจเพื่อช่วยให้นอนหลับจริงๆ

 

            วันหนึ่งของฤดูใบไม้ผลิ จู่ๆ จ้าวหนานหยู่ก็ปรากฏตัวขึ้นที่เรือนไฮวสุ่ยของนาง

          เขายังจูงจ้าวสือเดินมาพร้อมกัน ช่างเป็นภาพที่อบอุ่นนัก

          วันนี้ซ่งหร่วนสวมกระโปรงสีแดงสด คู่กับเสื้อคอปกสีขาวพร้อมผ้าคาดเอวเข้าชุด ดวงตาสุกสกาวคู่นั้น มองไกลๆ ช่างสดใสและมีเสน่ห์เหลือล้น

          “ท่านแม่” จ้าวสือเดินเข้ามาใกล้แล้วจึงเอ่ยเรียก

          ซ่งหร่วนได้ยินเสียงของเด็กน้อยก็หันไปมอง ปรากฏว่าเป็นเขาจริงๆ หญิงสาวชอบเด็กน้อยคนนี้อยู่เป็นทุนเดิม พอเห็นว่าเป็นเขาจึงลูบศีรษะจ้าวสืออย่างถนอม

          นางสัมผัสได้ถึงสายตาของคนที่ยืนอยู่ข้างๆ ซึ่งกำลังจ้องมองมา สายตาเขาประดุุจหิมะในฤดูเหมันต์ที่ทำให้เย็นยะเยือกไปทั้งสรรพางค์ ซ่งหร่วนไม่กล้าสบตาตอบ นางกลัววิธีที่เขามองตน มันดูอ่อนโยนเพียงเปลือกนอก แต่ภายในแฝงด้วยความเย็นชาระคนอาฆาตแค้น

          ระหว่างที่พวกเขากินอาหารกลางวัน โต๊ะอาหารเงียบงันจนได้ยินเพียงเสียงตะเกียบ ซ่งหร่วนอยากร้องไห้ใจแทบขาด นางไม่กล้ากินเยอะ หวาดหวั่นแม้กระทั่งเวลาจะคีบอาหารตรงหน้าเขาช่างเป็นมื้อที่ทรมานเหมือนถูกทำโทษเสียจริง

          จ้าวหนานหยู่หยุดตะเกียบในมือตนแล้วถาม “ยังเจ็บคางอยู่หรือไม่”

          นางอยากย้อนถามเหลือเกินว่าแล้วท่านทำอะไรลงไปเล่า?! ตอนนั้นข้าเจ็บ! นี่มันผ่านไปกี่วันแล้ว! ไม่คิดว่ามันสายเกินไปที่จะถามหรือไร?!

          หญิงสาวกรีดร้องอย่างบ้าคลั่งในใจ แต่กลับไม่กล้าพูดอะไรออกมา ได้แต่ส่ายศีรษะช้าๆ ตอบว่า “หายเจ็บนานแล้ว”

          หลังจากได้ฟัง เขาก็ส่งเสียงอืมเพียงหนึ่งคำแล้วไม่พูดอะไรต่อ

          “ข้ากินอิ่มแล้วขอรับ” จ้าวสือเอ่ย

          ซ่งหร่วนมองจ้าวสือด้วยสายตาอ่อนโยน เด็กน้อยคนนี้เป็นเด็กดี อาจเป็นเพราะสายเลือดเดียวกันทำให้นางยิ่งมองก็ยิ่งเอ็นดู รู้สึกอยากเล่นกับเขา รวมทั้งอยากใช้มือสัมผัสสองแก้มยุ้ยนั่นด้วย

          “กลับไปเรือนใหญ่เองได้หรือไม่?” จ้าวหนานหยู่ถามเพราะไม่อยากให้บุตรชายอยู่กับซ่งหร่วน

          “ท่านพ่อ ลูกอยากอยู่ที่นี่อีกสักประเดี๋ยวขอรับ” จ้าวสือก้มหน้าตอบ

          จ้าวหนานหยู่มองเด็กน้อยพร้อมรอยยิ้ม แล้วหันมามองซ่งหร่วนที่แอบยิ้มบางๆ อยู่เช่นกัน

          ความจริงแล้วนางไม่คิดว่าจะกุมหัวใจของจ้าวสือได้รวดเร็วขนาดนี้ นางแค่ทำดีกับเขาเพียงหนเดียวก็ทำให้เด็กน้อยอยากอยู่กับนางเสียแล้วหรือ?

          “ตามใจ” จ้าวหนานหยู่ตอบ แต่ตัวเขาเองอยู่ได้ไม่นานก็ต้องกลับไปที่เรือนใหญ่

          จ้าวสือนั่งหลังตรง วางมือบนตัก พวงแก้มเล็กๆ ทั้งสองข้างกลมใส ซ่งหร่วนเห็นแล้วอยากแกล้งเขาจริงๆ

          นางขยับไปนั่งข้างเด็กน้อย พอจ้าวสือเห็นเช่นนั้นก็ถอยห่างออกมา สองมือเริ่มจับเสื้อของตัวเองแน่น เขาไม่รู้เหมือนกันว่าเหตุใดถึงอยากอยู่ที่นี่ คงเป็นเพราะครึ่งเดือนแล้วที่ไม่ได้พบท่านแม่ ความจริงจ้าวสือรู้ดีแก่ใจ เขาคิดถึงอ้อมกอดของมารดา แค่หลับตาก็นึกถึงกลิ่นกายหอมๆ ของนาง ท่านแม่ที่คอยห่วงใย เฝ้าถามไถ่ว่าเขาเขียนหนังสือเป็นอย่างไร เหนื่อยล้าบ้างหรือไม่

          “สือเกออยากกินอะไรบ้างไหม หิวหรือไม่?” ซ่งหร่วนหลุดปากถามไปแล้วก็นึกอยากตบปากตัวเองเสียจริง เมื่อครู่เพิ่งจะกินข้าวเที่ยงไปหยกๆ เขาย่อมไม่หิวเป็นธรรมดา!

          “ไม่หิวขอรับ” จ้าวสือส่ายหน้า

          ใช่ว่าซ่งหร่วนอยากจะพูดผิด นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้เป็นแม่คนนี่นะ! ซ้ำยังเป็นเรื่องกะทันหัน “ถ้าอย่างนั้นเจ้าเดินหมากเป็นไหม?”

          “เป็นขอรับ” จ้าวสือพยักหน้ารับ

          พูดไปแล้วก็กระดากปาก ซ่งหร่วนเป็นสาวยุคใหม่ นางรู้กฎกติกาในการเดินหมากล้อมแต่กลับเล่นไม่เป็น อืม! พูดง่ายๆ ก็คือมองแล้วเข้าใจแต่เล่นเองไม่เป็น นางหัวเราะแล้วพูดต่อ “ถ้าอย่างนั้น วันนี้เราจะไม่เล่นหมากล้อม เดี๋ยวแม่จะสอนวิธีเดินหมากแบบใหม่ให้เจ้าก็แล้วกัน”

          “ขอรับ” จ้าวสือไม่เคยได้ยินว่ายังมีวิธีเดินหมากแบบอื่นๆ เขาจึงมองมารดาด้วยความงุนงง

          ซ่งหร่วนหยิบกระดานหมากสภาพดีอันหนึ่งออกมาจากตู้ ทั้งคู่นั่งขัดสมาธิอยู่บนตั่งตัวยาวที่ตรงกลางวางกระดานหมากเอาไว้ นางอธิบายวิธีการเดินหมากเรียงห้าให้จ้าวสือฟังหนึ่งรอบ

          เขาเป็นเด็กฉลาด นางอธิบายแค่รอบเดียวก็จำได้

          ตอนบ่ายเป็นช่วงที่ร้อนกว่าปกติ แสงแดดส่องผ่านบานหน้าต่างเข้ามาในตัวเรือน สองแม่ลูกนั่งกันเงียบๆ ในมือของซ่งหร่วนคือหมากสีขาว ส่วนของจ้าวสือคือหมากสีดำ

          หญิงสาวกำลังเดินหมากอย่างตั้งอกตั้งใจ ตัวเดียวก็ไม่ยอมให้อีกฝ่ายคาบไปกิน นางต้องคิดให้รอบคอบก่อนแล้วถึงจะวางลงไปเพราะนางไม่อยากพ่ายแพ้ให้แก่เด็ก

          ไม่นานก็บ่ายคล้อย

          “สือเกอ ง่วงหรือไม่ ต้องนอนกลางวันไหม?” ซ่งหร่วนถาม

          จ้าวสือกำลังสนุกแต่ก็ยังตอบอย่างเกรงใจ “ง่วงเล็กน้อยขอรับ เช่นนั้นข้าขอตัวกลับก่อนนะท่านแม่”

          เขาเริ่มพูดจาด้วยคำพูดที่ฟังดูห่างเหินอีกแล้ว

          ซ่งหร่วนลูบศีรษะเด็กน้อยอย่างอ่อนโยน “นอนเสียที่นี่เถิด แม่เองก็อยากพักผ่อนอยู่พอดี”

          ใบหน้าของเด็กน้อยเปลี่ยนเป็นสีแดงเหมือนลูกอิงเถา[1]ด้วยความขวยเขิน เมื่อครู่นึกว่าท่านแม่เบื่อแล้วเลยไล่เขากลับเสียอีก

          “ขอรับ” จ้าวสือตอบอย่างขัดเขิน

          ซ่งหร่วนจูงมือน้อยๆ ของเขาเข้ามาในห้อง จ้าวสือเพิ่งจะสี่ขวบแต่กลับทำทุกอย่างเองราวกับเป็นผู้ใหญ่! เด็กน้อยค่อยๆถอดรองเท้า ถอดเสื้อคลุมออกมาพับเก็บเรียบร้อยแล้วคลานเข้าไปนอนด้านในสุดของเตียง

          ซ่งหร่วนก้าวขึ้นเตียง ห่มผ้าให้ทั้งตัวเองและเด็กพร้อมกับเอ่ยปาก “นอนกันเถอะ”

          จ้าวสือหลับตาลง ส่วนซ่งหร่วนก็ขยับไปหาเพื่อกอดเขาเข้าสู่นิทรา

          จ้าวสือที่อยู่ในอ้อมกอดไม่กล้ากระดุกกระดิก ทว่าเขากลับหลับๆ ตื่นๆ เพราะกลัวว่าถ้าตื่นขึ้นมาจะพบว่าทั้งหมดเป็นเพียงความฝันที่ว่างเปล่า แต่แล้วก็ไม่อาจฝืนตัวเองได้ เด็กน้อยหลับใหลไปในอ้อมกอดนั้น

          ท้องฟ้าสดใสนอกหน้าต่างเริ่มเลือนหาย ประตูถูกเปิดช้าๆ โดยคนที่ไม่ได้นัดหมาย จ้าวหนานหยู่ในชุดดำค่อยๆ ย่องเข้ามาในห้องดุจมือสังหาร

          แต่พอเห็นคนทั้งสองที่กำลังนอนกอดกันอยู่บนเตียงสายตาของเขาก็เปลี่ยนเป็นอ่อนโยน จากนั้นก็ค่อยๆ จางหายไปกลายเป็นความมืดหม่น หวาดระแวง เผยความปรารถนาที่จะเข้าบังคับควบคุม

          หญิงสาวนอนอยู่บนเตียงโดยสาบเสื้ออ้าออกเล็กน้อย ลำคอระหงที่ขาวราวกับหิมะและกระดูกไหปลาร้าที่งามละเมียดละไมปรากฏสู่สายตาเขา

          จ้าวหนานหยู่หลุบตาลงเพื่อปกปิดความมืดทะมึนในแววตา

 

          ตะวันกำลังจะตกดิน ท้องฟ้าด้านนอกเปลี่ยนเป็นสีทองอ่อนจาง

          ซ่งหร่วนรู้สึกตัวตื่นขึ้นช้าๆ จ้าวสือที่นอนอยู่ข้างๆ ไม่รู้ว่าไปอยู่ที่ไหน นางลุกขึ้นสวมรองเท้าเสร็จก็เดินออกไปข้างนอก

          จ้าวหนานหยู่นั่งอยู่ริมหน้าต่าง ในมือถือถ้วยชาหันหลังให้นาง พอได้ยินเสียงฝีเท้าเขาก็เอ่ยขึ้น “ตื่นแล้วหรือ”

          ซ่งหร่วนคอแห้งเล็กน้อย จึงตอบเขาด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง

          “เจ้าค่ะ”

          เขาวางถ้วยชาในมือแล้วหันมาพูดกับนาง “สือเกอไปกินข้าวที่เรือนท่านย่า”

          “อ้อ” นางตอบสั้นๆ ทุกครั้งที่พูดกับเขา ซ่งหร่วนรู้สึกไม่สบายใจหากต้องอยู่กับเขาตามลำพัง ความจริงแล้วนางยังกลัวเขาอยู่บ้าง

          จ้าวหนานหยู่ลุกขึ้นเดินตรงมาหา ชายหนุ่มตรงหน้าสูงกว่านางไม่น้อย เขาหลุบตาลงมองนาง หลังจากเงียบไปครู่หนึ่งก็พูดว่า “อากาศเย็น ต้องสวมเสื้อผ้าให้หนาหน่อย”

          เมื่อครู่นางเพิ่งตื่นเลยใส่แค่เสื้อผ้าเนื้อบาง กระนั้นก็ยังเดินออกมาข้างนอกพร้อมหน้าตาที่ดูมึนงงเหมือนคนยังไม่ตื่น

          ปกติถ้าเพิ่งตื่นนอนนางมักจะเป็นเช่นนี้ รู้สึกเหมือนยังง่วงงุน สมองตีบตัน หญิงสาวเดินกลับเข้าไปสวมเสื้อคลุมเพิ่มแล้วก้าวออกมาอีกครั้ง สำหรับเรือนผมดำขลับยาวสลวยนั้นนางแค่ใช้ปิ่นปักไว้อย่างลวกๆ เพราะทำทรงอื่นไม่เป็น ซ่งหร่วนคิดว่าคืนนี้จ้าวหนานหยู่จะไม่มาที่นี่ เพราะในหนึ่งวันเขาจะมาเยือนไม่เกินสองรอบ

          แล้ววันนี้มีอะไรดึงดูดเขาเล่า? เฮ้อ คิดไม่ออก!

          จ้าวหนานหยู่เห็นนางกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างจึงเอ่ยถาม

          “คิดอะไรอยู่?”

          “ไม่เลย! ไม่ได้คิดอะไรเลย” ซ่งหร่วนรีบเรียกสติตัวเองกลับมาแล้วตอบกลับอย่างรวดเร็ว

 

 

 

------------------------------

[1] หมายถึง ลูกเชอร์ร

8.ข้าไม่เมา ยังไม่เมา!

          นัยน์ตาคมกริบหรี่ลง จ้าวหนานหยู่ถูนิ้วหัวแม่มือของตัวเองช้าๆ ราวกับไม่ตั้งใจ เหมือนกำลังตัดสินใจว่าจะพูดกับนางดีหรือไม่ จู่ๆ เขาก็ยิ้มแล้วกล่าวว่า “อืมจริงสิ ข้าเกือบลืมบอกไป สือเกอชอบเจ้ามาก ช่วงที่ข้าไม่ได้พาเขามาที่นี่ เขาก็ยังเฝ้าแต่พูดอ้อมๆ ว่าอยากจะมาหา แสดงว่าแม่ลูกยังมีเยื่อใยต่อกันอยู่บ้าง”

          จ้าวสือเป็นเด็กนิ่งๆ ไม่ชอบแสดงความรู้สึก แต่เด็กอย่างไรก็ยังเป็นเด็กอยู่วันยังค่ำ แม้ว่าก่อนหน้านี้นางจะปฏิบัติต่อเขาไม่ดี แต่ตราบใดที่นางให้ของหวานสักชิ้น เด็กน้อยก็จะมองนางด้วยสายตากระตือรือร้น

          ที่จ้าวหนานหยู่พูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร?

          เขาทดสอบนาง หรือว่ากำลังเตือนนางทางอ้อมกันแน่?

          ซ่งหร่วนกำมือตัวเองจนเหงื่อชุ่ม เขาเอาแต่จับจ้องนางตาไม่กะพริบแบบนี้ จะไม่ให้นางตื่นตระหนกได้อย่างไร? หนังศีรษะของนางชาหนึบ นางเงยหน้าขึ้นพลางเผยรอยยิ้มน่ารักและชวนมอง

          “เมื่อก่อนข้า... ข้าไม่เคยเห็นว่าสือเกอของข้าน่ารักน่าเอ็นดูถึงเพียงนี้ ก็เลยอดไม่ได้ที่จะรู้สึกดีกับเขา”

          “จริงรึ?” จ้าวหนานหยู่มีสีหน้าไม่อยากเชื่อ        

          ความจริงแล้วเขายังแคลงใจในตัวนาง ไม่ค่อยเชื่อในสิ่งที่ซ่งหร่วนพูด แต่แน่นอนว่าถ้าทั้งหมดนั่นเป็นคำพูดที่กลั่นออกมาจากใจของนางก็คงดีไม่น้อย

          ซ่งหร่วนหน้าร้อน ก้มศีรษะลงแล้วส่งเสียง “อืม” ราวกับยุงบิน

          เขาเองก็ไม่ได้ถามเรื่องจ้าวสือต่อ กลับตัดบทด้วยการพูดถึงเรื่องอื่น “เจ้าหิวหรือไม่?”

          “เล็กน้อย”

          นางไม่อยากกินข้าวร่วมโต๊ะกับเขาอีก ทุกครั้งนางได้แค่ตักอาหารที่อยู่ตรงหน้า ซ้ำยังไม่กล้ากินเยอะเพราะกลัวเขาจะไม่พอใจ

          จ้าวหนานหยู่พยักหน้าแล้วเรียกสาวใช้เข้ามาจัดสำรับ

          คืนนี้อาหารแต่ละอย่างนับว่าเยอะพอสมควร ซ้ำยังมีสุราไหหนึ่งวางอยู่ด้วย กลิ่นของมันหอมฟุ้งไปทั่ว แค่ได้กลิ่นก็ทำให้น้ำลายสอ

           นางชอบดื่มสุราอยู่เป็นทุนเดิม ยิ่งสุราโบราณนั้นแค่กลิ่นก็หอมแล้ว นับเป็นลาภปากจริงๆ น่าเสียดายที่ดื่มเยอะไม่ได้

          นางนั่งอยู่ข้างจ้าวหนานหยู่ ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับจอกสุราในมือเขา เอาแต่ก้มหน้าก้มตากินข้าวในชามของตัวเอง

          กระนั้นจ้าวหนานหยู่ก็ยังเป็นคนที่น่ากลัวพอสมควร เขาแค่ปรายตามองแวบเดียวก็รู้ว่านางคิดอะไรอยู่ “ดื่มกับข้าหน่อยไหม?”

          ซ่งหร่วนที่เก็บอาการไม่อยู่รีบพยักหน้ารับ “ได้”

          จ้าวหนานหยู่รินสุราใส่จอกทั้งสองใบ ยื่นจอกใบหนึ่งมาวางตรงหน้าหญิงสาว “ของเจ้า”

          เขามองนางด้วยความสนใจใคร่รู้ ต้องการหยั่งเชิงว่านางคิดจะทำอะไรต่อ ใช่ว่าเขาจะไม่สังเกตเห็นว่าตั้งแต่ตนเองกลับมา นางก็ดูเปลี่ยนแปลงไปพอสมควร จึงอยากรู้ว่านางกำลังเสแสร้งแกล้งทำหรืออย่างไรกันแน่

          ส่วนซ่งหร่วนที่ไม่ได้คิดอะไรค่อยๆ ยกจอกสุราที่เขารินให้ขึ้นมาดื่ม พอลิ้นสัมผัสจึงรู้ว่ารสชาติดีกว่าที่ตนจินตนาการไว้หลายเท่า จากเดิมที่คิดว่าจะดื่มแค่เพียงเล็กน้อย ตอนนี้นางกลับกระดกไปไม่รู้ตั้งกี่จอก ครู่เดียวใบหน้าขาวๆ ก็เริ่มเปลี่ยนเป็นแดงก่ำ

          จ้าวหนานหยู่ที่อยู่ข้างๆ แอบเติมสุราใส่จอกนางไม่ให้ขาดแต่ซ่งหร่วนไม่ทันสังเกต พอสุราเข้าปากไม่นานซ่งหร่วนก็ไม่เป็นตัวของตัวเอง นางเริ่มวิงเวียนศีรษะ จ้าวหนานหยู่ที่นั่งอยู่ข้างๆ ดูเหมือนจะมีหลายคนจนนางแยกแยะไม่ออก พยายามมองเท่าไรก็ไม่ชัด

          ไม่นานนางก็เมาจริงๆ หญิงสาวลุกขึ้นใช้สองมือจับโต๊ะเพื่อพยุงตัวเอง ทว่านางแทบจะยืนไม่ไหว ร่างกายท่อนบนของนางเหมือนจะเซไปเซมา ราวกับว่าจะล้มลงเมื่อใดก็ได้

          “เอิ๊ก” สุราทั้งหลายที่อยู่เต็มท้องทำให้นางเรอออกมา

          ซ่งหร่วนที่ไม่รู้สึกตัวกำลังเบิกตากลมโตจ้องมองจ้าวหนานหยู่ แดงก่ำไปทั้งดวงหน้า คิ้วทั้งสองชนกันเหมือนกำลังขบคิด

          จ้าวหนานหยู่เห็นท่าทางของนางแล้วก็ยิ้ม ก่อนเอ่ยว่า “เจ้าเมาแล้ว”

          ซ่งหร่วนรีบส่ายศีรษะ ภาพนี้ดูแล้วช่างน่าขำเสียจริง นางเหมือนคนที่เสียสติไปแล้ว “ยัง ข้าไม่เมา ยังไม่เมา!”

          นอกจากเวียนศีรษะและตาลาย อย่างอื่นนางก็ไม่ได้รู้สึกป่วยไข้ตรงไหน สมองของนางก็ยังทำงานได้ตามปกติ

          ซ่งหร่วนก้มหน้าหัวเราะราวกับเสียสติ เมื่อหัวเราะจนหนำใจแล้วจึงเงยหน้าขึ้นมา นางจ้องเขาด้วยดวงตาสุกสกาว นางจำได้ว่าเขาเป็นพระเอกในหนังสือ ทำให้เผยความชื่นชมจากก้นบึ้งของหัวใจออกมาอย่างไม่รู้ตัว “หล่อมาก ท่านนี่ช่างหล่อจริงๆ เลย”

          จ้าวหนานหยู่อึ้งไปชั่วขณะ ยังไม่ทันตั้งตัวก็ถูกนางกระโจนใส่ หญิงสาวใช้สองมือโอบรอบลำคอเขา เรือนร่างอันงดงามของนางกดทับแนบชิดกับเขา ริมฝีปากน้อยๆ เกือบชนเข้ากับใบหน้าชายหนุ่ม นางเอ่ยขึ้นอีกรอบ “ท่านนี่หล่อเอาเรื่องเลย”

          ใบหน้าของทั้งคู่เกือบชนกัน จ้าวหนานหยู่หลุบตาลงมองดวงหน้าของนางเห่อแดงก่ำ ผิวทั้งบอบบางและเรียบเนียน เขาแตะปลายนิ้วลงบนแก้มนาง ลูบไล้ไปตามกรอบหน้า นั่นทำให้เขารู้สึกดีมาก

          หลังจากที่ซ่งหร่วนเมา นางกลับกล้าหาญขึ้น ร่างกายราวกับไร้กระดูก ทั้งอ่อนนุ่มและแนบชิดกับเขาเหมือนกับว่านางไม่ได้เกรงกลัวเขาเลย นางกอดและสัมผัสเขา ดวงตาหวานเยิ้มของนางแย้มยิ้มจนเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว

          จ้าวหนานหยู่จ้องมองอย่างเผลอไผลครู่หนึ่งแล้วถึงรู้สึกตัวศีรษะของคนที่ซบอยู่ในอ้อมแขนเขาเอียงตก คาดว่านางคงผล็อยหลับไปเสียแล้ว

          จ้าวหนานหยู่รู้สึกเสมอว่าซ่งหร่วนมีบางอย่างเปลี่ยนไปหลังจากเงียบไปครู่หนึ่งเขาก็อุ้มนางอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน ก้าวไปยังเตียงนอน

          ซ่งหร่วนยังไม่ได้หลับสนิท พอถูกวางลงบนเตียงและห่มผ้า นางก็เตะผ้าห่มออกไปด้วยเท้าข้างหนึ่ง นางพึมพำซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยน้ำเสียงไม่พอใจราวกับว่ากำลังอารมณ์เสีย “ร้อน ร้อนมาก ไม่เอาผ้าห่ม”

          จ้าวหนานหยู่กำลังจะเดินออกไป เขาขมวดคิ้วเมื่อได้ยินเสียงร้อง ชายหนุ่มชะงักเท้าแล้วหันกลับไปห่มผ้าให้นางเงียบๆ

          ซ่งหร่วนที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวเตะมันออกไปโดยไม่คิดจะรักษาภาพลักษณ์ นางรู้สึกอึดอัดไม่สบายตัวจึงดึงทึ้งผ้าคาดเอวออกหมายจะถอดเสื้อผ้า อย่างไรก็ตามเครื่องแต่งกายโบราณนั้นค่อนข้างถอดยากสุดท้ายจึงบ่นออกมาด้วยความรำคาญ “ร้อนจะตายอยู่แล้ว! น่ารำคาญเสียจริง!”

          จ้าวหนานหยู่ยืนมองนางพักใหญ่ เขานั่งลงเงียบๆ ช่วยปลดผ้าคาดเอว ถอดเสื้อคลุมออกให้จนเผยผิวที่เปลือยเปล่าขาวผุดผ่องภายใต้แสงจันทร์

          เขารีบเบือนหน้าหนี แต่ดูเหมือนว่านางกำลังฝันร้าย ปากหญิงสาวพร่ำเพ้ออะไรบางอย่าง เขาก้มหน้าฟังแล้วพยายามจับใจความ

          “อย่าฆ่าข้าเลย”

          สี่คำนี้ดังก้องอยู่ในหูของจ้าวหนานหยู่ เขารู้สึกประหลาดใจครู่หนึ่ง สตรีตรงหน้าดูแล้วช่างน่าสงสาร มือน้อยๆ กำผ้าห่มแน่น สีหน้าน่าเวทนา นางดูอ่อนแอจนเขาสามารถสังหารได้เพียงแค่ยื่นมือออกไป

          จ้าวหนานหยู่ค่อยๆ วางฝ่ามือลงบนหลังคอของนางและออกแรงเล็กน้อยบังคับให้นางเงยหน้าขึ้น ซ่งหร่วนได้รับความเจ็บจากการถูกบีบหรืออาจเพราะความหวาดกลัวความฝัน ดวงตาจึงแวววาวด้วยหยาดน้ำ น้ำตาที่ใสสะอาดหยดลงมาสองสามหยด ภาพนี้สะท้อนอยู่ในแววตาของเขา ให้ความรู้สึกงดงามอย่างยิ่ง

          จ้าวหนานหยู่ยิ้มบางๆ อย่างอารมณ์ดี มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย

          เขาก้มศีรษะลงไปจูบซับน้ำตาไม่กี่หยดบนใบหน้านางอย่างไม่รังเกียจ ก่อนจะเคลื่อนใบหน้าลงช้าๆ ดวงตาแดงก่ำเหมือนหมาป่าหิวโซ เขากัดปากหญิงสาวอย่างมันเขี้ยว กระทั่งสัมผัสถึงรสเลือดที่ซึมออกมา หญิงสาวเริ่มดิ้น

          จ้าวหนานหยู่ค่อยๆ ลูบหลังให้นางสงบ เขาไม่ได้อยากพักค้างคืนที่นี่ จึงตัดใจดับตะเกียงในเรือนจนมืดสนิท แล้วออกจากเรือนไฮวสุ่ย

          คืนนี้ซ่งหร่วนรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว นางหลับๆ ตื่นๆ ครั้นควานมือไปในความมืดจนพบกาและถ้วยน้ำชาจึงรินมาดื่ม

          นางไม่รู้ว่าสุราไหนั้นจะแรงถึงเพียงนี้ เกือบไปแล้ว! นางจำไม่ได้ว่าหลังจากเมามายแล้วตัวเองทำอะไรลงไปบ้าง คงไม่มีอะไรกระมัง!

          เพราะถ้ามี คงไม่ได้มานั่งดื่มชาอยู่เช่นนี้

          แต่ริมฝีปากของนางนี่สิ จู่ๆ ก็รู้สึกเจ็บแปลบ หญิงสาวใช้ปลายนิ้วสัมผัสก่อนจะพบว่าริมฝีปากนางมีแผลจริงๆ เสียด้วย!

          โอ๊ย มันเจ็บจริงๆ นะ

          ใครเป็นคนทำ?! อย่างไรก็ตาม ซ่งหร่วนไม่คิดว่านางจะกัดปากตัวเอง เมื่อครุ่นคิดอย่างรอบคอบแล้ว มือที่ถือถ้วยน้ำชาก็ชะงักค้าง เป็นไปได้ไหมที่จ้าวหนานหยู่จะกัดนาง?

          คิดถึงเรื่องนี้มากเท่าไร นางก็ยิ่งเข้าใจว่า ‘จ้าวหนานหยู่เปรียบเสมือนสัตว์ป่าดีๆ นี่เอง!’

 

          ดูเหมือนอากาศจะร้อนขึ้นกว่าเดิม

          ดอกไม้นานาพรรณแข่งกันเบ่งบาน ประชันโฉมกันเต็มที่ ทำให้ลานเรือนเล็กๆ ตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นหอม

          ยามนี้จ้าวหนานหยู่เพิ่งถูกย้ายจากสำนักราชบัณฑิตหลวงไปช่วยงานที่ศาลต้าหลี่ เขาทำงานทุกวัน กระนั้นก็ไม่ถึงกับยุ่งมากเพื่อนร่วมสำนักบัณฑิตที่สอบเข้ารับราชการพร้อมกับเขาต่างได้รับการเลื่อนขั้น มีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้นที่ยังไม่ก้าวหน้า

          ในราชสำนักล้วนแต่เต็มไปด้วยคนทะนงตน หลายคนไม่ชอบเขาเพราะเห็นว่าจ้าวหนานหยู่ไม่เป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้ ขุนนางบางคนถึงกับกล้ายกชื่อเขาขึ้นมากล่าวเย้ยเป็นเรื่องขำขัน

          จ้าวหนานหยู่มักจะได้ยินผู้คนวิพากษ์วิจารณ์เขา แต่เขาทำเพียงวางสีหน้าเฉยเมยเหมือนไม่สนใจด้วยซ้ำ

          เช้านี้เมื่อจ้าวหนานหยู่กลับมาจากศาลต้าหลี่ก็เห็นบุตรชายกำลังอ่านหนังสืออยู่ “ท่านพ่อ”

          จ้าวหนานหยู่เดินมาลูบศีรษะบุตรชายด้วยความเอ็นดู “เจ้าอ่านหนังสือเป็นอย่างไรบ้าง? อ่านออกหรือไม่?”

          จ้าวสือพยักหน้า “อ่านออกขอรับ ท่านอาสอนลูกแล้ว”

          “ท่านอาของเจ้ามาแล้วหรือ?” จ้าวหนานหยู่ถาม

          “ขอรับ กำลังนั่งรอท่านพ่ออยู่ที่ห้องหนังสือ”

9.ซึ่งก็คือนางนี่แหละ!

          ในบรรดาญาติพี่น้องทั้งหมด คงจะมีเพียงญาติผู้น้องคนนี้ที่มีความสัมพันธ์อันดีกับเขา

          จ้าวเฉาเป็นบุตรชายคนหนึ่งของนายท่านรอง เป็นบุตรที่เกิดจากอนุภรรยาเช่นกัน คนในบ้านจึงไม่ค่อยเหลียวแลเขาสักเท่าไรโชคดีที่นายท่านรองยังเอ็นดูบุตรชายคนนี้อยู่บ้าง

          จ้าวหนานหยู่เพิ่งจะเดินเข้ามา พอจ้าวเฉาเห็นเขาก็รีบเอ่ยเรียก “พี่รอง!”

          “อืม เจ้ามารอข้ามีอะไรหรือ?”

          ที่จ้าวเฉามารอพบอีกฝ่ายก็เพราะมีเรื่องสำคัญอยากปรึกษา วันนี้เป็นวันแรกของเดือนซึ่งทุกคนในตระกูลจะต้องไปที่เรือนหลักเพื่อทำความเคารพบรรพชนและกินอาหารร่วมกันตามธรรมเนียม นี่เป็นกฎที่ทุกคนจะต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด กฎข้อนี้นายท่านผู้เฒ่าเป็นคนตั้งไว้ นั่นยิ่งทำให้ไม่มีใครกล้าฝ่าฝืน

          แน่นอนว่าช่วงเวลาครอบครัวเช่นนี้จ้าวหนานหยู่ที่ถูกบิดาตัวเองชิงชังย่อมไม่ได้รับความสนใจมากนัก 

          ในตระกูลจ้าวนี้ นอกจากจ้าวเฉาแล้ว คนอื่นๆ ก็ล้วนดูถูกภูมิหลังของเขาและถือว่าเขาคือความอัปยศของตระกูล

          จ้าวเฉายิ้มพลางตอบ “ไม่มีอะไรขอรับ ข้าแค่มาสอนการบ้านให้สือเกอ เลยคิดว่าจะรอพี่รองไปกินอาหารค่ำกับครอบครัวด้วยกัน” เขาเองก็ไม่ชอบกินอาหารร่วมกันทั้งครอบครัว เพราะไม่สนิทพอที่จะคุยเล่นกับญาติพี่น้องคนอื่นๆ

          จ้าวหนานหยู่เงียบไปครู่หนึ่ง ริมฝีปากบางเม้มเป็นเส้นตรง กล่าวตอบช้าๆ “สงสัยคงไม่ได้ ข้าต้องรอพี่สะใภ้ของเจ้าแต่งตัวก่อนแล้วค่อยไปพร้อมนาง เจ้าไม่ต้องรอข้าหรอก”

          จ้าวเฉาได้ยินแล้วก็ตกใจ รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาค่อยๆ ลดระดับ “พี่สะใภ้?”

          สตรีผู้นั้นคู่ควรให้พี่ชายตนเรียกว่าพี่สะใภ้ด้วยหรือ? นางปฏิบัติต่อคนรอบตัวอย่างหยาบคาย ขาดความเมตตา มีบุคลิกเสเพล ไม่เคยเลี้ยงดูหรือห่วงใยบุตรชาย ไม่สนใจเรื่องในเรือน รังแต่จะหาเรื่องให้พี่รองของเขาขายหน้า ยังเคยแอบอ้างชื่อสามีเพื่อกู้ยืมเงิน ทำให้จ้าวหนานหยู่โดนนายท่านผู้เฒ่าลงโทษอย่างหนัก

          จ้าวหนานหยู่เข้าใจว่าเหตุใดอีกฝ่ายถึงมีท่าทีเช่นนั้น แต่ก็ไม่ได้อธิบาย “เจ้าล่วงหน้าไปก่อนเถิด”

          แน่นอนว่าจ้าวเฉาไม่ยอมจากไปทั้งอย่างนี้ เขาต้องถามให้ชัดเจน ก่อนหน้านี้จ้าวสือก็เคยเอ่ยถึงนางแต่เขาไม่ได้ใส่ใจ หัวใจที่ชั่วร้ายของสตรีคนนั้นจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นได้อย่างไร เขาเชื่อไม่ลง!

          “พี่รอง แม้แต่ท่านก็ดูไม่ออกหรือว่านางเป็นคนแบบไหน? ท่านควรระวังตัวให้มาก นางต้องคิดอะไรไม่ดีอยู่เป็นแน่!”

          “ข้ารู้” จ้าวหนานหยู่ยกยิ้มน้อยๆ หว่างคิ้วเจือรอยยิ้มจางๆ ที่ปราศจากความจริงใจ เหมือนยิ้มหยันเสียมากกว่า

          จ้าวเฉาได้ยินเช่นนี้จึงค่อยสงบใจลง

          จริงสิ... พี่รองฉลาดกว่าเขามาก ความสามารถก็เหนือชั้นกว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะถูกสตรีผู้นั้นครอบงำ “เช่นนั้นก็ดี ข้าขอตัวก่อน”

          หลังจากจ้าวเฉากลับไป จ้าวหนานหยู่ก็อ่านหนังสือครู่หนึ่ง แล้วค่อยเดินไปทางเรือนไฮวสุ่ย

          ซ่งหร่วนเพิ่งรู้ตัวว่าค่ำนี้ต้องไปกินข้าวที่เรือนหลัก ตอนนี้นางกำลังเตรียมตัว ในหนังสือไม่ได้พูดถึงคนในตระกูลจ้าวมากนักรายละเอียดปลีกย่อยเหล่านี้ยิ่งไม่มีกล่าวถึง

          แต่นางรู้ชะตากรรมของคนในตระกูลจ้าวเป็นอย่างดี ปากที่เอาแต่ด่าทอ สายตาที่ใช้ดูถูกดูแคลนคนอื่นเหล่านั้น สุดท้ายก็ไม่ได้ตายดีสักคน

          ในตอนสุดท้ายนายท่านผู้เฒ่าจะสิ้นอำนาจ บิดาที่ไม่เอาไหนของจ้าวหนานหยู่ก็จะไม่เหลืออะไรสักอย่าง

          คนเหล่านี้ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับนางมากนัก ไม่เคยมีการติดต่อกันอย่างลับๆ คนที่ทำให้นางปวดหัวก็คือน้องชายต่างมารดาของจ้าวหนานหยู่ เป็นบุตรชายอีกคนของบิดาผู้ไม่เอาไหนของเขานามว่า ‘จ้าวเหวินเหยียน’ อายุเพิ่งสิบเจ็ดปี ซ้ำยังเป็นลูกชายหัวแก้วหัวแหวน ซึ่งปัญหาหลักตามเนื้อเรื่องก็คือเขาหลงรักภรรยาพี่ชาย

          ซึ่งก็คือนางนี่แหละ!

          หนังสือเขียนไว้ว่า หลังจากที่จ้าวเหวินเหยียนพบพี่สะใภ้ได้ไม่นาน เขาก็หลงรักนางหัวปักหัวปำจนแม้แต่หัวใจก็ยอมยกให้สตรีที่ร้ายกาจอย่างซ่งหร่วน และเพื่อนางแล้วเขายอมที่จะไม่แต่งงานกับสตรีใด

          หลังจากซ่งหร่วนถูกวางยาพิษจนนอนเป็นผักอยู่บนเตียง ก็มีแต่เขานี่แหละที่คอยดูแลเอาใจใส่ควานหายาถอนพิษให้ หลังจากนางตายไม่นานเขาก็ตรอมใจตายตามซ่งหร่วนไป จะว่าไปแล้วเด็กหนุ่ม
ผู้นั้นก็เป็นคนไม่เลว เพราะเขามีใจรักมั่นต่อซ่งหร่วนคนเดียว แต่พี่สะใภ้กลับไม่เหลียวแลเขาสักนิด

          โชคดีที่ตอนนี้จ้าวเหวินเหยียนกำลังเล่าเรียน ต้องรอปีหน้าเขาถึงจะเข้าสอบรับราชการ ซ่งหร่วนไม่แน่ใจว่าเขากับเจ้าของร่างนี้เจอกันได้อย่างไร? เหตุใดเขาจึงชอบนาง? แต่ไม่ว่าอย่างไรนางก็ต้อง
หลบเลี่ยง เพื่อที่เขาจะได้ไม่เห็นหน้าแล้วมาเกี้ยวนาง นี่คงเป็นหนทางที่ยุติธรรมสำหรับเขา

          จ้าวหนานหยู่ก้าวเข้ามายืนพิงประตูมองนางเงียบๆ ได้สักพักแล้ว ดวงตาสงบนิ่งจับจ้องอยู่ที่หญิงสาว

          ซ่งหร่วนกำลังจมอยู่ในภวังค์ความคิด ดูเหมือนว่านางจะไม่รู้ว่าเขามาถึงแล้ว หญิงสาวนั่งอยู่หน้าคันฉ่องบนโต๊ะเครื่องแป้งสองมือเท้าคาง นางบุ้ยปากสีชมพูอย่างไม่พอใจ ดูเหมือนกำลังคุยกับตัวเอง ท่าทางดูหงุดหงิด บางครั้งยังทึ้งผม หรือไม่ก็โขกหน้าผากกับตู้เสื้อผ้า

          จ้าวหนานหยู่สังเกตว่าอีกฝ่ายก็น่ารักดีเหมือนกัน

          ในที่สุดชายหนุ่มก็ยอมแพ้ ถามว่า “เสร็จหรือยัง เราควรไปกันได้แล้ว”

          เสียงที่ดังมาจากประตูทำให้นางตกใจจนวางตัวไม่ถูก หญิงสาวรีบเงยหน้า

          เขามาอยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่?

          จ้าวหนานหยู่สวมเสื้อคลุมสีฟ้าอ่อน เรียวคิ้วสอดรับกับดวงตา แสงแดดที่สาดส่องลงมาทำให้เนื้อตัวเขาเหมือนเรืองแสงได้ เขาช่าง...เหมือนเทพเซียนจริงๆ

          “เสร็จแล้วๆ” ซ่งหร่วนตั้งสติได้ก็รีบเอ่ยรับ

          “เสร็จแล้วก็ไปกันเถิด”

          ในอดีตพวกเขาไม่เคยไปที่เรือนหลักพร้อมกันสักครั้ง เจ้าของร่างเดิมปฏิบัติตนกับเขาอย่างรังเกียจ มักรอให้เขาล่วงหน้าไปก่อน ส่วนตัวเองตามไปทีหลัง

          คืนนี้ซ่งหร่วนแต่งตัวงดงาม นางชอบเสื้อผ้าสีสันสดใสจึงใส่เสื้อตัวนอกสีชมพูมีปกตัวสั้นแค่เอว นางใส่รองเท้าสีแดงปักลายบุปผา ใบหน้าแต่งแต้มบางๆ นางยังแต้มดอกไม้ตรงหว่างคิ้ว ยิ่งขับเน้นให้ดูมีเสน่ห์อย่างหาที่ติไม่ได้

          ทั้งคู่เดินกันไปเงียบๆ ซ่งหร่วนไม่กล้าเข้าใกล้เขามากเกินไปเพราะกลัวว่าเขาจะรำคาญ ทั้งสองแทบไม่พูดจากัน

          พวกเขาต้องไปรับจ้าวสือก่อน จ้าวหนานหยู่ให้บุตรชายเดินอยู่ข้างกายโดยไม่ได้เรียกนางเข้ามาจูงมือเด็กน้อย

          พวกเขามาถึงไม่เร็วไม่ช้าจนเกินไป ทุกคนทยอยมากันแล้ว ยังขาดก็เพียงไม่กี่ชีวิต

          ฮูหยินผู้เฒ่าให้คนมาตามจ้าวสือเข้าไปพบก่อน เพราะไม่ได้เจอหน้าเด็กน้อยมาหลายวัน

          จ้าวหนานหยู่ก็ไม่ขัดข้องแค่บอกให้จ้าวสืออย่าดื้ออย่าซน

          ข้าวของเครื่องใช้ในเรือนหลักต้องดีกว่าของเรือนอื่นอยู่แล้ว กลางสวนมีสระเล็กๆ ประดับด้วยรูปปั้นหัวพยัคฆ์ที่กำลังพ่นน้ำอยู่บนเสาหิน ทายาทของตระกูลจ้าวหลายคนกำลังนั่งรวมกันรอบสระน้ำ
ต่างพูดคุยสรวลเสเฮฮาอย่างสนุกสนาน จู่ๆ ก็มีหนึ่งในนั้นเอ่ยทักจ้าวหนานหยู่

          “พี่รอง ทำไมถึงมาเอาป่านนี้เล่า?”

          ซ่งหร่วนรีบหันมองต้นเสียง เขาคือ ‘จ้าวป๋อ’ บุตรชายคนเล็กของนายท่านใหญ่ ในหนังสือเขียนไว้ว่าปีก่อนเพิ่งสอบรับราชการ คะแนนอยู่อันดับสุดท้ายแต่เขาก็ยังถือว่าตนดีไปเสียทุกอย่าง หากเทียบกับบุตรของหญิงจากหอคณิกาอย่างจ้าวหนานหยู่ด้วยแล้ว อีกฝ่ายไม่คู่ควรให้เขาเรียกว่าพี่สักนิด

          “งานยังไม่เริ่ม” ความหมายของจ้าวหนานหยู่ก็คือ เขาไม่ได้มาสาย

          จ้าวป๋อยิ้มมุมปากอย่างหงุดหงิดใจ “นั่นก็จริง แต่มาช้าขนาดนี้หวังว่าจะไม่ถูกท่านย่าตำหนิเอานะ”

          ฮูหยินผู้เฒ่าไม่ชอบจ้าวหนานหยู่ เรื่องนี้ทุกคนต่างรู้ดี พบกันทุกครั้งเป็นต้องตำหนิติเตียน และแน่นอนว่าคำด่าแต่ละคำหาดีไม่ได้

          ซ่งหร่วนเหมือนท่อนไม้แข็งทื่อที่ยืนอยู่ข้างๆ นางทำเหมือนไม่ได้ยินอะไร เอาแต่ก้มหน้ามองปลายเท้าตนเอง

          นางหิว หิวมากๆ หิวจะตายอยู่แล้ว!

          ส่วนจ้าวหนานหยู่ก็วางตัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น จ้าวป๋อเห็นเช่นนั้นก็สาวเท้าเข้าเรือนอย่างไม่สบอารมณ์

          ผ่านไปพักหนึ่งถึงมีคนโผล่ออกมา เขามีรูปร่างสูงโปร่ง ยืนห่างจากนางไม่ถึงห้าก้าว เขาขมวดคิ้วมองนางด้วยความรังเกียจ ก่อนจะหันไปถามจ้าวหนานหยู่อย่างไม่พอใจ “พี่รอง ทำไมท่านถึงมาที่นี่พร้อมผู้หญิงคนนี้เล่า?”

          ซ่งหร่วนรับรู้ถึงอารมณ์ที่เริ่มดำดิ่งของชายหนุ่มข้างกาย เหมือนน้ำที่ค่อยๆ จับตัวเป็นน้ำแข็ง เหมือนลมที่กำลังก่อตัวเป็นพายุลูกใหญ่ นางเองก็เริ่มอารมณ์เสียเช่นกัน คนพวกนี้เป็นอะไรกันนักหนา แค่สามีพาภรรยามากินข้าวพร้อมกับครอบครัว ทำไมถึงดูเดือดร้อนกันจัง

          ทันใดนั้นข้อมือของนางก็ถูกบีบอย่างแรง ก่อนจะถูกดึงไปหลบอยู่ด้านหลังเขา จ้าวหนานหยู่ข่มอารมณ์แล้วถามอย่างเย็นชา

          “ท่านพ่ออยู่ที่ใด?”

          ซ่งหร่วนรู้สึกประหลาดใจ หรือว่า...

          หญิงสาวพินิจมองเด็กหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าอีกครั้ง นี่คือจ้าวเหวินเหยียนงั้นรึ? ในอนาคตเขาจะต้องตรอมใจตายตามเจ้าของร่างนี้ไม่ใช่หรือ แล้วเหตุใดตอนนี้จึงมีท่าทางรังเกียจนางขนาดนี้เล่า?

          โอ๊ย... หญิงสาวร้องครางเบาๆ จ้าวหนานหยู่บีบข้อมือนางอย่างไม่ออมแรง หญิงสาวเจ็บจนแทบน้ำตาไหล

          ขอร้อง... ช่วยปล่อยมือที!

          ซ่งหร่วนหันไปมองจ้าวหนานหยู่ด้วยสีหน้าน่าสงสาร เหมือนจะขอร้องให้เขาเลิกบีบมือนาง นางไม่รู้ด้วยซ้ำว่าไปทำอะไรให้เขาขุ่นเคืองใจ

          จ้าวหนานหยู่นี่อารมณ์ร้ายเหลือเกิน จู่ๆ ก็โมโหอย่างไม่มีต้นสายปลายเหตุ

          หญิงสาวเริ่มหวาดกลัวขึ้นมาเสียแล้ว

10.เจ้าลูกเนรคุณ

          จ้าวเหวินเหยียนอายุยังน้อยแถมมีนิสัยดื้อรั้นไม่ยอมคน

          เขาเป็นหนุ่มน้อยที่หยิ่งยโส มองตัวเองเป็นใหญ่ แม้ว่าจ้าวเหวินเหยียนกับจ้าวหนานหยู่จะเป็นพี่น้องต่างมารดาแต่ก็มีเครื่องหน้าที่คล้ายคลึงกันหลายส่วน แค่มองเพียงแวบเดียวก็สามารถบอกได้ว่าพวกเขาเป็นพี่น้องกัน

          จ้าวเหวินเหยียนมองพี่สะใภ้อย่างดูแคลน ทำเหมือนอีกฝ่ายเป็นสิ่งปฏิกูลที่ไม่ควรอยู่ใกล้ “ท่านพ่อคงจะมาช้าหน่อย”

          จ้าวหนานหยู่พยักหน้ารับ “อ้อ”

          เมื่อเห็นท่าทีของพี่ชายแล้วจ้าวเหวินเหยียนก็ยิ่งไม่พอใจถึงเขาจะไม่ชอบพี่ชายคนนี้เท่าไร แต่ก็ไม่อยากเห็นอีกฝ่ายถูกนินทาหรือติเตียนจากคนในตระกูล ทว่าตั้งแต่แต่งพี่สะใภ้เข้ามาคำพูดถากถางที่มีต่อจ้าวหนานหยู่ก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น!

          ซ่งหร่วนเป็นสตรีที่สวยเพียงเปลือกนอก ทว่าจิตใจกลับมืดมน นอกจากจะชอบทำเรื่องชั่วร้ายแล้ว ยังขยันก่อเรื่องให้สามีขายหน้าอีกด้วย

          “ใกล้ถึงเวลาแล้ว เข้าไปในเรือนกันเถอะ”

          สมาชิกในตระกูลอยู่กันพร้อมหน้า ทุกคนต่างนั่งประจำที่ของตน นายท่านผู้เฒ่านั่งอยู่ในตำแหน่งหัวโต๊ะ เขาเป็นชายชราวัยหกสิบกว่าที่ยังดูกระฉับกระเฉง ชายชรายกมือลูบเคราสีเงินของตนพร้อมกวาดตามองทุกคน กล่าวว่า “กินข้าวเถอะ”

          แม้จะเป็นงานเลี้ยงสังสรรค์ในครอบครัวแต่ซ่งหร่วนกลับรู้สึกว่าบรรยากาศช่างเงียบเหงาจนน่าใจหาย หญิงสาวถือตะเกียบค้างไม่กล้าขยับ รู้สึกได้ว่าทุกสายตากำลังจับจ้องมาราวกับนางเป็นบุคคลสำคัญของงานนี้ หญิงสาวรู้สึกเกร็งจนกินข้าวไม่ลง ครึ่งชั่วยามผ่านไปทุกคนถึงเริ่มวางตะเกียบ

          นายท่านผู้เฒ่าถามไถ่สารทุกข์สุกดิบหลานทุกคนด้วยความห่วงใย ใครที่ยังศึกษาเล่าเรียนก็ถามถึงเรื่องการเรียน คนที่มีหน้าที่การงานแล้วก็ถามว่างานที่รับผิดชอบเป็นอย่างไรบ้าง

          หลังจากที่กินข้าวเรียบร้อยแล้ว นายท่านใหญ่ที่อ้างว่ามีงานด่วนก็ปลีกตัวกลับไปก่อน ส่วนคนอื่นๆ ยังอยู่กันครบ นายท่านผู้เฒ่าหันมามองจ้าวหนานหยู่แล้วเอ่ยปาก “อาหยู่ เดินหมากเป็นเพื่อนปู่สักกระดานได้หรือไม่?”

          “ได้ขอรับ” จ้าวหนานหยู่ตอบอย่างเลี่ยงไม่ได้

          นายท่านผู้เฒ่าสั่งให้คนยกกระดานหมากที่ทำจากหยกเนื้อดีออกมา ระหว่างที่ทั้งสองกำลังเดินหมาก คนที่เหลือต่างให้กำลังใจอยู่ข้างๆ

          จ้าวหนานหยู่ไม่ได้ชอบเดินหมาก แต่ทุกย่างก้าวกลับเต็มไปด้วยเล่ห์กล ฉลาดหลักแหลมจนฝ่ายตรงข้ามนึกหวาด เวลาดำเนินไปเรื่อยๆ สุดท้ายนายท่านผู้เฒ่าก็พ่ายแพ้ให้แก่เขา

          เรื่องนี้ทำให้บางคนหัวเราะหยัน ในขณะที่บางคนแอบริษยาที่หัวเราะก็เพราะคิดว่าครั้งนี้จ้าวหนานหยู่ไม่ยอมออมมือให้ผู้อาวุโส อีกประเดี๋ยวต้องโดนตำหนิเป็นแน่ ทว่าบางส่วนกลับริษยาความสามารถของชายหนุ่มที่เหนือชั้นกว่าประมุขตระกูลจ้าวเสียอีก

          “ฝีมือของเจ้าก้าวหน้าขึ้นไม่น้อย”

          “ท่านปู่ชมเกินไปแล้วขอรับ”

          ผู้อาวุโสวางหมากในมือลง มิได้โกรธเคืองที่ตัวเองพ่ายแพ้แต่กลับยินดีที่ฝีมือของอีกฝ่ายพัฒนาขึ้นมาก นี่คือเหตุผลที่เขาชวนจ้าวหนานหยู่เดินหมากอยู่บ่อยๆ

          หลังจากเดินหมากจบแล้วชายชราก็โบกมือให้ทุกคนแยกย้ายกลับไป

          ยังก้าวไม่ทันพ้นประตูเรือนหลัก นายท่านสามก็มองจ้าวหนานหยู่ตาขวาง “เจ้าตามข้ามา มีเรื่องจะคุยด้วย”

          “ขอรับ” จ้าวหนานหยู่ตอบเบาๆ

          ซ่งหร่วนกำลังอุ้มจ้าวสือที่หลับไปเรียบร้อยแล้ว นางยืนห่างจากสองพ่อลูกไม่มากเท่าไรจึงเห็นสีหน้าถมึงทึงของนายท่านสามอย่างชัดเจน บนใบหน้ามีแต่คำว่า ‘ไม่พอใจ’ นายท่านสามรังเกียจบุตรชายที่เกิดจากสตรีชั้นต่ำคนนี้มาก แต่บุตรชายที่ถูกเขาเดียดฉันท์กลับได้รับความชื่นชมจากผู้อาวุโสเกินหน้าเกินตาคนเป็นบิดาอย่างเขานี่มันไม่ยุติธรรมสักนิด!

          “หลานชายของท่านแม่เจ้า รับราชการที่ศาลต้าหลี่ด้วยใช่หรือไม่?”

          คำว่า ‘ท่านแม่’ ที่ออกมาจากปากผู้เป็นบิดา ไม่ได้หมายถึงมารดาแท้ๆ ของจ้าวหนานหยู่ แต่เป็นฮูหยินคนปัจจุบันของนายท่านสามต่างหาก

          “ขอรับ”

          นายท่านสามหรี่ตาแล้วชี้หน้าเขา “นางบอกให้เจ้าช่วยดูแลเขาไม่ใช่รึ? ทำไมเจ้าถึงไม่สนใจคำสั่งของนาง! ไม่เพียงละเลย แต่ตอนที่เขาถูกปลดออกจากตำแหน่งเจ้าก็ยังไม่หาทางช่วยเหลืออีก!”

          จ้าวหนานหยู่ยิ้มมุมปาก “ท่านพ่อประเมินความสามารถของข้าสูงเกินไปแล้ว”

          นายท่านสามได้ยินเช่นนั้นก็โกรธจนควันออกหู “เจ้าลูกเนรคุณ ทำไมข้าถึงมีลูกแบบเจ้าได้!” นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่จ้าวหนานหยู่ถูกบิดาบริภาษอย่างรุนแรง พอถูกด่าบ่อยครั้งเข้าก็ทำให้เขาชินชาจนกระทั่งไร้ความรู้สึกไปเอง

          “ท่านพ่อ ถ้าไม่มีอะไรแล้วข้าขอตัวก่อน”

          คืนนี้เงียบสงัด ทำให้ซ่งหร่วนที่อยู่ห่างจากพวกเขาไม่มากได้ยินบทสนทนาระหว่างพ่อลูกชัดทุกถ้อยคำ

          ซ่งหร่วนไม่ปรารถนาให้เขาถูกบิดาตำหนิ ส่วนเขาก็คงไม่อยากให้นางเห็นตัวเองในสภาพนี้เช่นกัน คิดไปแล้วนางก็รู้สึกสงสารเขาจับใจ ตอนนี้จ้าวหนานหยู่ยังไร้อำนาจในมือ ทั้งยังถูกผู้คนดูแคลน หนำซ้ำบิดาแท้ๆ ก็ไม่เคยไยดี แต่พอคิดถึงสภาพการตายที่น่าอนาถของตัวเองในภายหน้าก็รู้สึกว่าชีวิตของนางน่าสงสารยิ่งกว่าจ้าวหนานหยู่เสียอีก

          ระหว่างที่นางกำลังเหม่อลอย เขาก็เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้า มองนางด้วยสายตาราบเรียบ “ไปกันเถอะ”

          แขนของนางกำลังเป็นเหน็บชา จ้าวสือน้ำหนักไม่ใช่น้อยๆ นางอุ้มเขาได้สักพักก็เริ่มชาไปทั้งแขน นางมองหน้าจ้าวหนานหยู่ รวบรวมความกล้าอุทธรณ์ออกไป “แขนข้าชาไปหมดแล้ว”

          เด็กน้อยกำลังตกอยู่ในห้วงนิทรา มือน้อยๆ ของเขากอดคอนางไว้อย่างหวงแหน ดวงหน้าเล็กๆ อิงแอบอยู่บนไหล่

          จ้าวหนานหยู่หันมารับบุตรชายไปอุ้ม จากนั้นก็เดินตรงไปยังเรือนเล็กโดยไม่เอ่ยสิ่งใด

          ซ่งหร่วนเดินตามหลังเขาพลางถาม “คืนนี้ท่านจะนอนที่ไหน?”

          ตั้งแต่นางทะลุมิติมา จ้าวหนานหยู่มานอนค้างที่เรือนเล็กสองหนเท่านั้น ทั้งยังไม่เคยแตะต้องนาง ซ่งหร่วนคิดว่าเขาคงจะเกลียดนางแล้วจริงๆ ดังนั้นหญิงสาวจึงเข้าใจว่าคืนนี้เขาคงจะนั่งพักแล้วกลับเรือนใหญ่ไปเหมือนทุกครั้ง

          “เจ้าคิดว่าอย่างไร?” จ้าวหนานหยู่เหลือบมองหญิงสาวแล้วย้อนถาม

          “...” ซ่งหร่วน

          จ้าวหนานหยู่มองใบหน้าของนางที่ค่อยๆ เข้มขึ้น หลังจากพอใจแล้วก็ตอบออกไป “ข้าจะนอนที่นี่”

          “อ้อ” ซ่งหร่วนตอบรับด้วยความมึนงง

          นางยังไม่ลืมคืนที่ตนเองเมามาย แผลที่เขาฝากไว้ทำให้นางหวาดกลัวทุกครั้งยามที่ต้องอยู่กับเขาตามลำพัง รวมไปถึงสายตาที่มองนางราวกับจะกลืนกินอยู่ตลอดเวลานั่นด้วย

          หลังจากจ้าวหนานหยู่ส่งบุตรชายเข้านอนแล้วก็เดินออกมาจากห้องเล็ก สาวใช้กำลังเตรียมน้ำอุ่น ซ่งหร่วนที่นั่งอยู่บนโต๊ะลุกขึ้นอย่างลนลาน “ท่าน... ท่านไปอาบน้ำเถิด ข้าจะล้างหน้าก่อน”

          เขาผงกศีรษะแล้วถอดเสื้อผ้าต่อหน้านาง เมื่อเหลือเพียงเสื้อตัวในก็เดินไปยังห้องอาบน้ำซึ่งอยู่หลังฉากกั้น ได้ยินแค่เสียงน้ำก็ทำให้นางหน้าร้อนวูบวาบแล้ว

          ไม่นานเสียงน้ำก็หยุดลง

          ตามมาด้วยเสียงของชายหนุ่มที่ดังขึ้นจากอีกฟากของฉากกั้น

          “ช่วยหยิบชุดมาให้ข้าเปลี่ยนหน่อย”

          ในเรือนของนางมีเสื้อผ้าของเขาแค่สองชุด หญิงสาวหยิบชุดออกมาจากตู้เสื้อผ้าแล้วนำไปยื่นให้เขา ยกมือปาดเหงื่อบนหน้าผากพร้อมทั้งปิดตาไม่กล้ามอง

          ยามนี้จ้าวหนานหยู่นั่งอยู่ในอ่างอาบน้ำ ระหว่างที่นางกำลังหลับตายื่นเสื้อผ้าให้เขา ชายหนุ่มก็กระชากนางให้ตกลงไปในอ่างส่วนตัวเองก็ก้าวออกจากอ่างด้วยท่าทางไม่รู้ไม่ชี้ ซ่งหร่วนตกใจจนวางตัวไม่ถูก ตอนนี้สภาพของนางไม่ต่างอะไรจากลูกหมาตกน้ำ

          จ้าวหนานหยู่ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขายืนเช็ดตัวจนแห้ง แล้วหยิบเสื้อผ้าที่แขวนอยู่ไม่ไกลมาสวม “เจ้าก็อาบน้ำสักนิดเถิด”เขาพูดพร้อมรอยยิ้ม

          ชายหนุ่มพบว่าทุกครั้งที่เห็นท่าทางน่าสงสารและอ่อนแอของซ่งหร่วน ดูเหมือนว่าหัวใจของเขาจะมีความสุขมากขึ้น

          ซ่งหร่วนไม่กล้าปริปาก ได้แต่ใช้น้ำที่เขาอาบเสร็จแล้วชำระร่างกายอย่างไม่เต็มใจ หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้วก็ก้าวขึ้นเตียง

          นางนอนอยู่ด้านในสุดของเตียง เสียงสักนิดก็ไม่กล้าเปล่ง

          จ้าวหนานหยู่ก็เช่นกัน หลังจากดับไฟและห่มผ้าเรียบร้อยแล้วเขาก็ไม่ได้ทำสิ่งใด แม้แต่มือของนางก็ไม่แตะต้อง จนกระทั่งร่างกายที่แข็งทื่อของซ่งหร่วนค่อยๆ ผ่อนคลาย

          ในความมืด จู่ๆ จ้าวหนานหยู่ก็นอนดิ้นจนมือของเขาพาดลงมาบนเอวนางแล้วออกแรงบีบ ทว่าหญิงสาวกลับแสร้งทำเป็นไม่รู้สึกตัว

          จ้าวหนานหยู่เป็นพวกบัณฑิตผู้คงแก่เรียนไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงได้แรงเยอะขนาดนี้!

          ซ่งหร่วนได้ยินเสียงลมหายใจของเขาเริ่มขยับใกล้เข้ามา กระทั่งเขาทำท่าเหมือนจะกัดคอนาง ซ่งหร่วนที่อดทนต่อไปไม่ไหวถึงได้ลืมตาขึ้น

          จ้าวหนานหยู่ดูไม่ตกใจสักนิด เขาคลี่ยิ้มกระจ่างดั่งฟ้าหลังฝนแล้วถาม “ตื่นแล้วรึ?”

          พอเห็นท่าทางที่เหมือนกำลังขุ่นเคืองของนาง ชายหนุ่มก็หุบยิ้มแล้วพูดต่อไปว่า “เป็นเพราะข้าไม่ดีจึงทำให้เจ้าตื่น”

          ในอดีตแค่จ้าวหนานหยู่เห็นหน้านางก็นึกรังเกียจแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการแตะเนื้อต้องตัว แต่ไม่กี่วันมานี้ความคิดของเขาก็เปลี่ยนไป แทนที่จะรู้สึกรังเกียจ เขากลับกัดปากนางและมองนางคร่ำครวญทั้งน้ำตา สีหน้าของนางยามที่อ้อนวอนเขาช่างดูมีเสน่ห์อย่างมาก

          แม้ว่าจ้าวหนานหยู่จะพูดออกมาอย่างนั้น ซ่งหร่วนก็ไม่เห็นความรู้สึกผิดใดๆ ในแววตาของเขา

          ช่างเป็นคนปากว่าตาขยิบจริงๆ!