ถึงแม้ฉีโย่วจะร่ำเรียนเขียนอ่านภาษาต่างประเทศ แต่ก็ไม่นับเป็นคนยุคใหม่
พอยกเรื่องความรักมาพูด ก็ยังรู้สึกว่าการที่ตนไปสารภาพความรู้สึกต่อหญิงสาวโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพ่อแม่ก่อนเป็นการกระทำที่เหลวแหลก หนึ่งเดือนให้หลัง เขากลับมาเผชิญหน้ากับแม่เล็กอีกครั้ง ตอนที่กำลังจะเอ่ยถึงเรื่องนี้ จู่ๆ กลับบิดเกร็งทั่วทั้งร่าง ทรุดล้มลงกับพื้น แขนขาทั้งสี่เหมือนมีแมลงเจาะไต่ คันยุบยิบจนแทบทนไม่ได้
ฉีโย่วถือกำเนิดมาในฤดูหนาว บวกกับสวรรค์ไม่เมตตา เขามักจะไอจามอยู่บ่อยครั้ง ดีที่มียานัตถุ์แบบตะวันตกซึ่งหาซื้อมาจากเมืองหลวงติดบ้านอยู่หลายขวด ประสิทธิภาพของมันน่าทึ่ง ไม่รู้ว่าเรื่องเป็นมาอย่างไร ช่วงหลายเดือนมานี้พอสูดยานัตถุ์เสร็จจะรู้สึกร่างกายกระปรี้กระเปร่า เนื้อตัวโล่งเบา
ฉีโย่วคิดจะล้วงยานัตถุ์ออกจากกระเป๋า แต่มือกลับสั่นระริก ขวดแก้วกลิ้งหลุนๆ ไปหยุดอยู่แทบเท้าของแม่เล็ก รองเท้าผ้าซาตินเนื้อนุ่มของคุณนายใหญ่เตะขวดยานัตถุ์ไปอยู่ใต้แท่นนอน หล่อนมองบุตรชายด้วยสายตาเรียบเฉย ดึงบ้องยาสูบบ้องหนึ่งขึ้นมาอังความร้อน พอได้ที่ก็ดึงร่างลูกชายที่กำลังเสี้ยนยาเข้ามากอดในอ้อมแขน
บ้องยาสูบสั่นกึกๆ
“โย่วเอ๋อร์ ลูกอย่าโทษแม่เล็กเลย แม่เล็กอยากจะรั้งลูกไว้แต่ไม่มีวิธีอื่นแล้ว”
ฉีโย่วฟังไม่ค่อยชัด มองไม่ค่อยเห็น สติของเขาไล่ตามกลิ่นหอมประหลาด
ท่ามกลางความเจ็บปวดที่กัดกินหัวใจนั่น
เขาอ้าปากงับบ้องยาสูบแล้วคาบเอาไว้
ของแบบนี้พอติดก็หนีไม่ได้หลีกไม่พ้น เป็นเหมือนตุ่มพิษที่แทรกซึมเข้าไปช่วงชิงจิตวิญญาณ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าสิ่งที่แม่เล็กของเขาเติมลงในยานัตถุ์ก่อนหน้านี้คือน้ำปูนชั้นดีแล้วด้วย
จะให้หล่อนทำอย่างไรได้?
ผู้หญิงยุคเก่าที่อายุปูนนี้ แต่ยังสวมชุดแมนจูคู่กับรองเท้าส้นตึกลายดอก
ผู้หญิงแบบนี้... ลูกชายก็คือทุกสิ่งทุกอย่าง
เธอยอมทำลายเขา ตัดขาเด็ดปีกของเขาทิ้งด้วยมือของตัวเอง แต่จะไม่ยอมปล่อยให้เขาหนีไปไกลจนสุดหล้าฟ้าเขียว
ลูกชายของเธอก็ควรจะอยู่กับเธอ มาช่วยกันอนุรักษ์กฎระเบียบของบ้าน ประเพณีของบรรพบุรุษ คอยนั่งเฝ้าป้ายวิญญาณ มาช่วยกันรักษาเกียรติยศศักดิ์ศรีสุดท้ายของราชวงศ์ชิง เผ่าแมนจูเอาไว้ไม่ให้เน่าสลายหายไปในมุมหนึ่งของอำเภอชิงผิงแห่งนี้
การหยุดเรียนสองเดือนนั้น ก็เหมือนสองเดือนที่ทนทุกข์อยู่ในนรกหมกไหม้ เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ฉีโย่วรู้สึกว่าตัวเองเหมือนดักแด้ กระเสือกกระสนเพื่อเอาตัวรอดจากเส้นทางอันวกวนของจิตใจ
เพื่อจะเลิกเสพติด เขามัดตัวเองไว้กับเก้าอี้ กับเสาบ้าน แช่ตัวในน้ำเย็นทั้งวันทั้งคืน
พยายามจนตัวร้อนจี๋ พูดเพ้อ ไม่เหลือสติ
พอแม่เล็กมา หล่อนก็กอดเขาพลางร้องไห้อย่างขมขื่น พยายามยัดเยียดให้เขาสูบให้ได้สักอึก ถึงจะสูบเพียงอึกเดียวแต่กลับหายทรมานเป็นปลิดทิ้ง ทำให้บางครั้งก็แอบคิดว่าไม่เห็นจะเป็นไรนี่ ครอบครัวเขาทุนหนา สามารถประเคนฝิ่นให้เขาได้ตลอดชีวิตอยู่แล้ว
ฉีโย่วฝืนต้านทานความเจ็บปวดและสิ่งล่อใจแบบนี้ไม่ไหว ได้แต่กลับไปสูบอีกครั้ง และอีกครั้ง หลังจากได้สติก็รู้สึกขยะแขยงตัวเองที่อ่อนแอ พยายามผูกร่างตัวเองกับเสาบ้าน หวนคืนสู่วัฏจักรเดิมตั้งแต่ต้น แล้ววนกลับมาตกนรกอีกรอบ
ตอนที่เขากำลังสติเลื่อนลอย ในความเลือนราง เขาเห็นใบหน้าของฟางชิงชิง
เธอระบายยิ้มให้เขาอย่างโดดเดี่ยว
ทุกอย่างพร่ามัวเหมือนอยู่คนละโลก เขามองเห็นใบหน้าที่ติดตาไม่ลืม สุดท้ายจึงต้องยอมรับต่อโชคชะตาว่าเขาคิดถึงฟางชิงชิง
คิดถึงสุดชีวิต
เธอคือฝิ่นอีกชนิดของเขา
ระหว่างนั้นฉีโย่วและแม่เล็กก็บรรลุข้อตกลงกันข้อหนึ่ง แม่เล็กยอมให้เขากลับไปเรียนในอีกสองเดือนถัดมา ฉีโย่วอัดฝิ่นไว้ก่อนล่วงหน้า เปลี่ยนเสื้อผ้า ล้างหน้าล้างตาเสร็จสรรพ ระหว่างทางที่ก้าวไปในห้องหนังสือ พลันรู้สึกเหมือนเดินตัวปลิวอยู่บนปุยเมฆ เขาภาวนาให้ทุกอย่างดูเป็นปกติเมื่ออยู่ต่อหน้าฟางชิงชิงก็พอ
พอก้าวเข้าไปในห้อง พบว่าหลังม่านลูกปัดมีร่างของฟางชิงชิงยืนรออยู่แล้ว
เธอกำลังคุยเล่นอยู่กับนกแก้วปีกเขียวมรกตตัวหนึ่ง “ไหนลองพูดสิ พูดกับฉันว่า ‘I love you’ ทำไมถึงไม่พูดล่ะ เธอนี่เป็นนกโง่จริงด้วย” เสียงหัวเราะนั้นของฟางชิงชิงฟังเหมือนสายน้ำที่อ่อนโยนไหลผ่านห้องหัวใจ ทำให้ฉีโย่วขอบตาแดงก่ำขึ้นมา
แต่ละวันผ่านไป คิดไม่ถึงว่าฉีโย่วจะคำนวณพลาด
เขาต้องการฝิ่นเพิ่มมากขึ้นในแต่ละวัน ฝิ่นหนึ่งก้อนไม่เพียงพอจะทำให้เขาฝืนเรียนไปจนถึงคาบบ่ายได้ มีอยู่วันหนึ่ง เขากำลังคัดอักษรต่างประเทศในห้องหนังสือ จู่ๆ ก็เริ่มตัวสั่นและกระหน่ำไอ
ฟางชิงชิงพุ่งออกจากม่านมาพยุงเขาไว้ เขาหันหลังไปสบประสานกับดวงตาใสวาวของเธอ มองเห็นเงาสะท้อนอันบิดเบี้ยวของตัวเองในแววตาคู่นั้นเข้าพอดี
เขาเบี่ยงตัวหลบไปอีกทาง รีบเดินดุ่มๆ ออกจากห้องก่อนที่ตัวเองจะเสียสติไปมากกว่านี้
ทิ้งให้เธอเห็นเพียงความเย็นชาและแล้งน้ำใจของเขา
หลังจากฉีโย่วได้ผ่อนคลายบนเตียงรมควัน เรื่องราวเมื่อครู่ก็ฉายขึ้นเป็นฉากๆ นั่นเป็นเรื่องที่เขากลัวว่าจะเกิดขึ้นมากที่สุด ตอนที่อยู่ต่อหน้าฟางชิงชิงเขาจะดูน่าสงสารและน่าสมเพชขนาดนั้นไม่ได้
ฉีโย่วคำรามเดือดพร้อมกับกวาดอุปกรณ์สูบยาทั้งหมดลงพื้น สุดท้ายก็ส่งเสียงร้องไห้อย่างเจ็บปวดออกมา
เขาเกลียดชาติกำเนิดและโชคชะตาที่สะบัดไม่หลุด หนีไม่พ้นแบบนี้
เกลียดแม่เล็ก เกลียดตัวเองที่อ่อนแอ
แต่เหมือนมีอะไรบางอย่างเปลี่ยนแปลงไปอย่างเงียบๆ
หลังจากบ่ายวันนั้น ในห้องหนังสือตอนที่ฉีโย่วนึกอยากเงยหน้าขึ้นมองฟางชิงชิงอีกครั้ง เขาสบสายตาที่จดจ้องของเธออยู่ร่ำไป ช่วงเวลาที่เขาลอบมองเธออย่างเงียบๆ เหมือนในอดีตไม่มีอีกแล้ว แต่เป็นเธอต่างหากที่เริ่มหันมาตั้งหน้าตั้งตามองเขา
สิ่งที่มาแทนที่ คืออาการก้มหน้างุด รีบร้อนดื่มชา จุ่มหมึกอย่างร้อนรนจนปัญญาของเขา
เขาไม่ได้อ่อนเพลียแต่เขินอายต่างหาก
เขินที่ตัวเองในวันนี้ต้านทานสายตาอ่อนโยนคู่นั้นไม่ได้
ความรักระหว่างชายหญิงเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เขาพบว่าเธอมีใจให้เขาแบบเทียวเผยเทียวซ่อน จึงจงใจวาดหน้าพัด แสร้งทำเป็นว่าผู้หญิงที่ตนหลงรักคือหญิงสาวยุคเก่า ไม่ใช่คนประเภทเดียวกันกับเธอ แต่กลับคิดไม่ถึงว่าฟางชิงชิงจะหนักแน่นเด็ดเดี่ยวถึงขั้นพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเอง
เขามองผมของเธอที่เริ่มยาวขึ้นมาทีละนิด
มองจนกระทั่งถึงวันที่เธอยื่น ‘ลำนำชาวเยว่’ ผ่านม่านมาให้!
เขาถือบทกวีดุ่มๆ กลับไปที่ห้อง ส่องกับแสงแดดที่สาดเข้ามาจากนอกหน้าต่าง ก่อนจะกลั้นใจกวักมือเรียกพ่อบ้านเข้ามาสั่งว่า “ครูสอนภาษาต่างประเทศ พรุ่งนี้ไม่ต้องให้เธอมาแล้ว”
ไม่กี่วันผ่านไป อวิ้นหมิ่นญาติผู้น้องของเขาก็บังเอิญกลับมาจากเรียนต่อต่างประเทศพอดี มาถึงหล่อนก็ยืนพิงร่างกับประตูหัวเราะคิก “พี่ยังไว้ผมเปียอยู่อีกเหรอ ทำตัวแบบนี้เมื่อไหร่จะมีเมียกัน?”
ซึ่งก็เป็นจังหวะเดียวกับที่ฟางชิงชิงบุกเข้ามาหาเขาโดยพลการ
ฟางชิงชิงตะลึงงัน จากไปโดยไม่ร่ำลา
ภายในใจฉีโย่วก็ทุกข์ทรมานจนอธิบายไม่ถูก ตัดสินใจประชดชีวิตด้วยการสั่งอวิ้นหมิ่น “ในเมื่อเป็นแบบนั้น เธอก็ช่วยตัดผมให้พี่ทีสิ”
พออวิ้นหมิ่นตัดทิ้ง หัวก็รู้สึกโปร่งโล่งไม่น้อย
คนโบราณกล่าวไว้ว่า ‘โลกมนุษย์แสนจะวุ่นวาย ช่างไม่ใช่คำที่ไร้เหตุผลเสียเลยจริงๆ’
ใช่... จริงเสียด้วย
ใครจะรู้เล่าว่าเขาเพียงแค่ช้อนสายตาขึ้น ก็จะเห็นฟางชิงชิงยืนอยู่อีกฟากม่านแล้วมองกลับมาด้วยสายตาเจ็บปวด
อวิ้นหมิ่นหัวเราะคิกคักพลางเอ่ยถามเสียงเบา “นั่นใครน่ะ เด็กของพี่เหรอ?”
ฉีโย่วเบือนหน้าหนี “ไม่ใช่ใคร แค่คนที่ผ่านมา”
ฉีโย่วรู้พิษสงของฝิ่นดี รู้ดีว่าพอคนคนหนึ่งติดยาเสพติดก็จะสร้างความเดือดร้อนให้คนในบ้าน ก่อนหน้านี้อาจารย์ของฟางชิงชิงเสนอโอกาสให้ฟางชิงชิงไปเป็นผู้ช่วยนักข่าวหญิงชื่อดังคนหนึ่งที่อังกฤษ ฉีโย่วไม่มีเหตุผลจะให้เธอละทิ้งท้องฟ้ากว้างใหญ่แล้วมาติดแหง็กอยู่กับเขาในคฤหาสน์ที่ข้างนอกสุกใสข้างในเป็นโพรงหลังนี้
เพียงแต่คิดไม่ถึงว่าฟางชิงชิงเพิ่งจะวิ่งออกไป คนรับใช้ก็วิ่งหน้าตั้งเข้ามาบอกว่าคุณนายใหญ่แย่แล้ว แม่เล็กของฉีโย่วเป็นโรคไขข้ออักเสบเรื้อรัง ทีแรกที่สูบฝิ่นก็เพื่อบรรเทาอาการปวดเท่านั้น แต่ที่ไหนได้ อาการปวดกลับลุกลามไปทั่วร่างอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว
หล่อนนอนบนเตียงผู้ป่วยกำแขนของฉีโย่วแน่น
สติสัมปชัญญะเลือนรางเหลือน้อย แต่กลับยังคงบ่นงึมงำ “โย่วเอ๋อร์ แม่ไม่เสียใจ แม่ไม่เสียใจเลย ถ้าไม่ใช่เพราะของสิ่งนั้น ลูกคงทิ้งแม่เล็กไปตั้งนานแล้ว ใช่ไหม ใช่หรือเปล่า?” หล่อนยื้อลูกชายเอาไว้ แต่สุดท้ายตัวเองกลับปล่อยมือแล้วจากไป
“ผมไม่มีวิธีแก้อาการติดยาของคุณ น้ำค้างหวานไป๋ฮวานี่ก็ช่วยทุเลาอาการให้คุณได้เท่านั้น แต่พอนานวันเข้าก็เปล่าประโยชน์” ตู้ว่างที่ฟังจบยื่นขวดน้ำค้างให้ฉีโย่ว “ความจริงผมไม่ชอบคนติดยา แต่ว่าไม่ได้ เพราะเรื่องนี้คุณไม่ได้เต็มใจ...”
ฉีโย่วรับขวดน้ำค้างเอาไว้ “ในเมื่อแม่เล็กเป็นแม่ของผมความผิดของแม่ก็คือความผิดของผม ผมไม่อยากกล่าวโทษแม่”
“ทีแรก ผมคิดว่าหลังวิ่งหนีออกจากบ้านไป ชิงชิงจะไปอยู่เมืองนอก คิดไม่ถึงว่าเธอกลับไม่ยอมไปไหน ผมแอบไปเยี่ยมถึงได้รู้ว่าเธอเป็นโรคฮิสทีเรีย”
ฉีโย่วนั่งอยู่หน้าโคมไฟ แสงเทียนพลิกพลิ้วสะท้อนอยู่ตรงหน้า “เธอเป็นเด็กกำพร้า ไม่มีที่พึ่งอื่น ตัวผมเองก็ล้มป่วย ต่อให้อยากดูแลเธอไปชั่วชีวิตแต่ไม่คิดว่าจะทำสำเร็จ”
ฉีโย่วเงยหน้าขึ้นทอดสายตามองตู้ว่าง ชั่วจังหวะหนึ่งดวงตาก็เปลี่ยนเป็นทอประกายราวกับมีความหวัง