ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

รักข้ามสหัสวรรษ (请君赐轿)

ผู้แต่ง Yuan Zai
ผู้แปล Hongsamut
ประเภท นิยายจีน
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
ร้านค้าออนไลน์ แบบเล่ม

ขอเชิญทุกท่านยกเท้าก้าวขึ้นเกี้ยวของร้านเกี้ยวกว่างจี้ ร้านที่มีเกี้ยวหลากหลายแบบให้คุณเลือก แต่ไม่ใช่ว่าคุณสามารถเลือกเองได้... จะได้เกี้ยวหลังไหน ขึ้นอยู่กับเถ้าแก่ ชายชราอายุอายุเจ็ดสิบอย่างจางปิ่งเหมยผู้ที่ทั้งชีวิตไม่เคยได้มีความรักดีๆ กับใครเขา ใช้ชีวิตในวัยหนุ่มให้หมดไปกับการวาดภาพแต่งกลอน สอนหนังสือ ได้รับ ‘เกี้ยวเมฆมงคลไหมม่วง’ ฟางชิงชิง สาวน้อยหัวสมัยใหม่ผู้หลงรักคุณชายทายาทคนสุดท้ายของขุนนางตกอับสมัยราชวงศ์ชิง คุณชายผู้ถูกเลี้ยงดูเหมือนกักขังอยู่ให้อยู่ในแต่อดีต ได้รับ ‘เกี้ยวมงคลหงส์คู่มังกร’ ฉวีเฝิงซวี ทหารจากครอบครัวชนชั้นสูงของประเทศจีนผู้ตกหลุมรักอย่างไม่ตั้งใจกับคุณหมอสาวชาวอาทิตย์อุทัย ซูซูโกะ ต้องการต่อสู้กับม่านประเพณีและสงครามความบาดหมางระหว่างจีน—ญี่ปุ่น ด้วยการขึ้น ‘เกี้ยวหวนคืนสู่วันฝัน’ ดวงวิญญาณที่เวียนว่ายอยู่อีกฟากของแม่น้ำลืมเลือนอย่างเสิ่นจี้ฮวน ไม่รู้ว่าอีกฟากหนึ่งของสะพานไน่เหอ ก็มีเสิ่นซื่อ—คนที่เธอรอมาหลายภพชาติว่ายวนเพื่อรอคอยเธออยู่เช่นกัน ว่ากันว่า ถ้าไม่ได้เกิดพร้อมกันแต่ได้ตายวันเดือนปีเดียวกัน ได้จับมือก้าวเข้าสู่ปรโลกพร้อมกัน ก็นับว่ามีวาสนาแล้ว ดังนั้น ‘เกี้ยวโลงไม้โลกวิญญาณ’ จึงถูกเลือกมาเพื่อเธอโดยเฉพาะ ด้านบนเป็นเพียงตัวอย่างส่วนหนึ่งในการเลือกเกี้ยวของเถ้าแก่ตู้... เจ้าของร้าน มัวแต่แก้ไขปัญหาให้คู่รักคู่อื่น บ่นด่าคนอื่น หัวเราะขำเขา แต่พอถึงคราวตัวเองก็เกือบจะรับมือแทบไม่ไหว!

บทนำ

รักข้ามสหัสวรรษ (请君赐轿)

Author: 远在 Yuan Zai

Chinese edition copyright 2015 by Baihuazhou Literature and Art Press Co., Ltd.

Cover design by MoMi, Cover art: Fushu, iQIYI,Inc.

Thai edition copyright Hongsamut.com Co., Ltd.

ALL RIGHTS RESERVED

-------------------------

 

ขอเชิญทุกท่านยกเท้าก้าวขึ้นเกี้ยวของร้านเกี้ยวกว่างจี้ ร้านที่มีเกี้ยวหลากหลายแบบให้คุณเลือก

แต่ไม่ใช่ว่าคุณสามารถเลือกเองได้... จะได้เกี้ยวหลังไหน ขึ้นอยู่กับเถ้าแก่

ชายชราอายุอายุเจ็ดสิบอย่างจางปิ่งเหมยผู้ที่ทั้งชีวิตไม่เคยได้มีความรักดีๆ กับใครเขา ใช้ชีวิตในวัยหนุ่มให้หมดไปกับการวาดภาพแต่งกลอน สอนหนังสือ ได้รับ ‘เกี้ยวเมฆมงคลไหมม่วง’

ฟางชิงชิง สาวน้อยหัวสมัยใหม่ผู้หลงรักคุณชายทายาทคนสุดท้ายของขุนนางตกอับสมัยราชวงศ์ชิง คุณชายผู้ถูกเลี้ยงดูเหมือนกักขังอยู่ให้อยู่ในแต่อดีต ได้รับ ‘เกี้ยวมงคลหงส์คู่มังกร’

ฉวีเฝิงซวี ทหารจากครอบครัวชนชั้นสูงของประเทศจีนผู้ตกหลุมรักอย่างไม่ตั้งใจกับคุณหมอสาวชาวอาทิตย์อุทัย ซูซูโกะ ต้องการต่อสู้กับม่านประเพณีและสงครามความบาดหมางระหว่างจีน—ญี่ปุ่น ด้วยการขึ้น ‘เกี้ยวหวนคืนสู่วันฝัน’

ดวงวิญญาณที่เวียนว่ายอยู่อีกฟากของแม่น้ำลืมเลือนอย่างเสิ่นจี้ฮวน ไม่รู้ว่าอีกฟากหนึ่งของสะพานไน่เหอ ก็มีเสิ่นซื่อ—คนที่เธอรอมาหลายภพชาติว่ายวนเพื่อรอคอยเธออยู่เช่นกัน ว่ากันว่า ถ้าไม่ได้เกิดพร้อมกันแต่ได้ตายวันเดือนปีเดียวกัน  ได้จับมือก้าวเข้าสู่ปรโลกพร้อมกัน ก็นับว่ามีวาสนาแล้ว ดังนั้น ‘เกี้ยวโลงไม้โลกวิญญาณ’ จึงถูกเลือกมาเพื่อเธอโดยเฉพาะ

ด้านบนเป็นเพียงตัวอย่างส่วนหนึ่งในการเลือกเกี้ยวของเถ้าแก่ตู้... เจ้าของร้าน

มัวแต่แก้ไขปัญหาให้คู่รักคู่อื่น บ่นด่าคนอื่น หัวเราะขำเขา

แต่พอถึงคราวตัวเองก็เกือบจะรับมือแทบไม่ไหว!

มาทักทายอาทิตย์สุดท้ายของหน้าฝนด้วยเรื่องราวความรักซาบซึ้งกันหน่อยค่ะ หนนี้ห้องสมุดเลือกแนวรักซึมลึกแบบกาลเวลามิอาจกั้นมาเสิร์ฟเพื่อนนักอ่าน ด้วยลีลาการเขียนที่ค่อนข้างยาก มีการใช้คำอุปมาอุปมัยบวกกับความหมายซ้อนความหมายให้ตีความ เรื่องนี้ที่ได้ลิขสิทธิ์มานานมากแล้วถึงเพิ่งแปลเสร็จตอนนี้ โชคดีมากที่ทันซีรีส์

ใช่แล้วค่ะ “รักข้ามสหัสวรรษ” เป็นซีรีส์เรื่องราวความรักที่ติดตามกันข้ามกาลเวลามานานนับพันปี เป็นอีกหนึ่งซีรีส์ที่ได้นักแสดงดังและทีมผู้กำกับมีฝีมือมาสร้าง เนื้อเรื่องในซีรีส์อ้างอิงบางส่วนจากเนื้อหาในภาคหนังสือแต่มีปรับเปลี่ยนไปบ้างตามสไตล์หนังที่จำเป็นต้องมีพลอตเดียวเพื่อให้จบเร็ว

ใครสนใจจะดูซีรีส์ประกอบการอ่านหนังสือไปด้วย สามารถติดตามได้ที่แอพพลิเคชั่น IQIYI หรือ IQ.COM ได้เลย แต่ถ้าอยากไขปริศนาต้นตอของรักข้ามภพ บุญคุณความแค้นข้ามภพข้ามชาติ หาได้จากหนังสือเล่มนี้ค่ะ

ขอให้มีความสุขกับการอ่านนะคะ

ทีมงานห้องสมุด

สารบัญ

เกี้ยวเมฆมงคลไหมม่วง (1)

          เป็นวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่อีกหนึ่งปี

          เสียงประทัดระเบิดทำให้อำเภอเจียงหนานเล็กๆ ที่เดิมทีมักจะเงียบสงบ ครึกครื้นเหมือนเปลี่ยนไปเป็นอีกโลก

          บนถนนตะวันออกหมายเลข 32 มีธง ‘ฟันเจา’*  สีฟ้าน้ำทะเลผืนหนึ่งโบกสะบัดอย่างเงียบเชียบ ลวดลายบนผ้าคือตุ๊กตาอ้วนกลมสองตัว ช่วยกันแบกเกี้ยวทั้งหน้าหลัง ให้ความรู้สึกน่ารักน่าเอ็นดู
ข้างธงฟันเจาคือบานประตูบานหนึ่งที่ด้านบนมีแผ่นป้ายไม้ เขียนว่า ‘ร้านเกี้ยวกว่างจี้’

          เถ้าแก่ของร้านเกี้ยวแห่งนี้ชื่อตู้ว่าง

          ที่น่าประหลาดใจคือตู้ว่างเป็นชายที่มีบุคลิกค่อนข้างนำสมัย ไว้ผมรองทรงตัดเล็มเรียบร้อย สวมชุดผ้าไหมฉางเผา** ตัวยาวสีควันบุหรี่ ท่าทางภูมิฐานราวกับคุณชายตระกูลใหญ่ ยิ้มทีก็จะอวดเขี้ยวข้างมุมปากด้านขวาและลักยิ้มข้างซ้าย แถมชอบสวมแว่นกรอบเงินเขามักใช้นัยน์ตาดอกท้อใต้กรอบแว่นช้อนมองคนที่สัญจรไปมาผ่านหน้าร้าน ทำเอากลุ่มนักเรียนสาวที่เดินผ่านต่างพากันหน้าแดงขาขวิด ผลักกันไปมาพลางหัวเราะคิกคักวิ่งหนี

          ในวันส่งท้ายปีเก่าอากาศมักดีเป็นพิเศษ แสงแดดอบอุ่น หิมะโปรยลงมาบางเบา

          ตู้ว่างลากเก้าอี้ไม้มานั่งอยู่ตรงหน้าประตูพร้อมกับตำราชื่อดังเล่มหนึ่ง เขาตั้งใจอ่านอย่างเพลิดเพลิน

          เนื่องจากเป็นวันปีใหม่ ลูกเล็กเด็กแดงในละแวกนั้นมักรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อน แล้วพากันเดินไปหาร้านค้าริมถนน เอ่ยคำมงคลสักสองสามประโยคเพื่อแลกกับลูกอมเมล็ดแตงโม

          พอเด็กๆ มาถึงหน้าประตูร้านเกี้ยวกว่างจี้ คงเพราะไม่เคยพบเห็นเถ้าแก่ที่อายุน้อยหน้าตาหล่อเหลาแบบตู้ว่าง จึงพากันเหนียมอายอยู่บ้าง

          ตู้ว่างรู้งานอย่างมาก เขาเดินตรงไปยังเคาน์เตอร์ หยิบถั่วลิสงทอดสดใหม่หนึ่งถุงเต็มแจกให้กับทุกคน แถมยังมอบแผ่นทองแดงเล็กๆ ให้คนละแผ่นอีกด้วย     

          พวกเด็กๆ วิ่งกระโดดโลดเต้นออกไปด้วยความยินดี ตู้ว่างมองตามแล้วนั่งอ่านหนังสือต่อ สักพักพลันรู้สึกว่าชายเสื้อของตนถูกคนกระตุกเบาๆ เขาก้มหน้ามองไปยังความว่างเปล่าข้างเก้าอี้ด้วยสีหน้าเอ็นดู “ฉันรู้ว่าพวกแกก็อยากไปเล่นกับเด็กๆ ด้วย แต่คนอื่นเขามองไม่เห็นแกนี่ แล้วจะเล่นกันอย่างไร”

          “ไอ้หนุ่ม ผมอยากเช่าเกี้ยวสักหลัง พรุ่งนี้ช่วงเช้ารบกวนคุณช่วยส่งเกี้ยวหลังหนึ่งไปที่บ้านตระกูลจางในตรอกเหอซีที” ผู้พูดเป็นชายวัยกลางคนอายุต้นสี่สิบ ท่าทางทรงภูมิ

          ตู้ว่างเงยหน้าขึ้นมอง แสงแดดที่ส่องมาทำให้เขาหรี่ตาลงเล็กน้อย “เกี้ยวของที่นี่ เป็น ‘เกี้ยวอัญเชิญ’ ไม่ได้มีไว้เช่าครับ ที่บอกว่าเกี้ยวอัญเชิญ หมายความว่าถ้าผมส่งไปที่บ้านใคร เกี้ยวก็จะกลายเป็นของบ้านนั้นทันที ด้วยเหตุนี้ค่าใช้จ่ายจึงแพงกว่าร้านเกี้ยวร้านอื่น ถ้าหากคุณอยากเช่าเกี้ยว ทางฝั่งตะวันตกก็มีร้านเช่าอยู่ร้านหนึ่งเป็นร้านเก่าแก่ที่เปิดมาหลายสิบปีแล้ว” ตู้ว่างคลี่ยิ้ม “อ้อ แล้วก็...ผมเป็นเถ้าแก่ของที่นี่ ไม่ใช่ไอ้หนุ่ม”

          ชายวัยกลางคนมีสีหน้าไม่ค่อยดีนัก “เฮอะ! อัญเชิญเกี้ยวหรืออัญเชิญเทพเซียนกันแน่คุณ ร้านเช่าเกี้ยวทางเฉิงซีน่ะผมรู้จักที่นั่นเปิดมานานเกินไป เกี้ยวแต่ละหลังดูซอมซ่อเก่าโทรมไปหมดแล้ว พรุ่งนี้เป็นงานฉลองวันเกิดครบรอบเจ็ดสิบปีของผู้อาวุโสตระกูลเราเราอยากแบกท่านขึ้นเกี้ยวไปจุดธูปที่อารามอย่างสมศักดิ์ศรี คุณตีราคามาน่า”

          ตู้ว่างเดินกลับมาที่เคาน์เตอร์แล้วดึงถาดไม้ถาดหนึ่งออกมา บนถาดมีป้ายไม้เล็กๆ ยาวประมาณสามนิ้ว วางเรียงอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยถึงยี่สิบสามแผ่น ตัวอักษรบนป้ายสลักชื่อของเกี้ยวแต่ละหลังด้วยลายเส้นแบบเก่า แต่งแต้มด้วยภาพวาดสดใสต่างๆ นานา

          สีหน้าตู้ว่างคล้ายยิ้มก็ไม่ใช่ จะบึ้งก็ไม่เชิง “ในเมื่อเป็นแบบนี้ คุณก็เลือกป้ายมาหนึ่งแผ่น” 

          ชายวัยกลางคนมองอย่างตื่นตาตื่นใจ ตัดสินใจปลดป้าย ‘เกี้ยวเมฆมงคลไหมม่วง’ แผ่นหนึ่งออกมา

          ตู้ว่างระบายยิ้ม “...บูรพานิมิตลิขิตมั่น เกี้ยวม่วงพลิกผันวาสนา... พรุ่งนี้เช้าเจอกันที่บ้านตระกูลจาง ตรอกเหอซี ผมจดไว้แล้ว”

          ชายวัยกลางคนจากไป ตู้ว่างถือเหรียญเงิน ยิ้มและเอ่ยกับความว่างเปล่าข้างกาย “เห็นแล้วใช่ไหมว่ามีงานเข้ามา แกสองคนก็อย่าเอาแต่ขี้เกียจล่ะ”

 

          วันรุ่งขึ้น ที่บ้านตระกูลจาง ณ ตรอกเหอซี

          นายท่านใหญ่ตระกูลจาง ‘จางปิ่งเหมย’ อายุครบเจ็ดสิบปีบริบูรณ์ในปีนี้ ชีวิตของเขาในเจ็ดสิบปีที่ผ่านมาแสนจะระหกระเหิน ทว่าชายชรากลับแข็งแรงกระปรี้กระเปร่า ถึงแม้ผมจะขาวโพลนทั่วศีรษะ แต่ดวงตาคู่นั้นกลับทอประกายเจิดจ้า เคยได้ยินมาว่าตอนหนุ่มๆ จางปิ่งเหมยเคยสอบเข้ารับราชการในตำแหน่งจู่เหรินได้ เนื่องจากมีนิสัยตรงไปตรงมาเขาจึงไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร ทว่าตรงกันข้ามจางปิ่งเหมยผู้มีฝีมือด้านวาดเขียนกลับวาดภาพดอกเหมยออกมาได้อย่างงดงามที่สุด ภาพนั้นขายได้ราคาสูงเป็นประวัติการณ์ทีเดียว

          ตู้ว่างเอนร่างพิง ‘เกี้ยวเมฆมงคลไหมม่วง’ ที่หยุดอยู่หน้าประตู ทอดมองจางปิ่งเหมยที่ถูกประคองมาโดยจางไหวเหรินผู้เป็นลูกชายมาส่งถึงหน้าบ้าน เขาเคี้ยวถั่วลิสงพลางก้มหน้าพึมพำกับตัวเอง
“ชายแก่คนนี้ตอนหนุ่มคงหล่อน่าดู คาดว่าคงหน้าตาดีกว่าลูกชายเป็นไหนๆ”

          ระหว่างนั้นพวกเขาทั้งสองก็ก้าวลงมาจากบันไดหน้าบ้านตู้ว่างปั้นหน้ายิ้มแย้ม ตั้งท่าจะก้าวเข้าไปทักทาย แต่สีหน้าของจางไหวเหรินกลับแสดงออกมาว่าไม่พอใจ “ทำไมคุณยังมีหน้ามาเหยียบที่นี่”

          ถั่วลิสงเมล็ดหนึ่งเกือบไหลอุดลำคอของตู้ว่าง เขารีบร้อนกลืนลงคอก่อนจะยกมือขึ้นชี้ตัวเองแบบไม่รู้อีโหน่อีเหน่ สักพักจึงพบว่าคนที่จางไหวเหรินมองไม่ใช่ตน พอหันไปดู ก็เห็นหญิงสาวคนหนึ่งยืนอยู่ด้านหลังตน

          เธอเป็นหญิงสาวที่งดงามตรงกับคำบรรยายของกวีเอกไม่ผิดเพี้ยน ราวกับเยื้องย่างออกมาจากหยาดหมึกละอองหมอกที่นุ่มนวลที่สุดของเจียงหนาน อายุของเธอ... ความจริงไม่นับว่าน้อยน่าจะราวๆ สามสิบปีเห็นจะได้ เธอสวมชุดกี่เพ้าสีเงินยวง ดูเข้ากับเรียวคิ้วตีโค้งเหนือดวงตา กี่เพ้าที่สวมปักลวดลายก้านดอกเหมย

          ตู้ว่างทอดมองดอกเหมยบนเนื้อผ้า โยนถั่วลิสงเข้าไปในปากขบจนมีเสียงดังเปาะ เสียงทั้งดังและกังวานใส 

          สีหน้าของหญิงสาวซีดลงเล็กน้อย “วันนี้เป็นวันขึ้นปีใหม่ฉันอยากถือโอกาสนี้มาเยี่ยมอาจารย์บ้าง” แววตาของเธอมองข้ามร่างของจางไหวเหรินตรงไปยังชายชรา “อาจารย์คะ หนูเอาเค้กมังกรหยกที่เพิ่งทำเสร็จใหม่ๆ มาให้ด้วย”

          จางไหวเหรินเดินขึ้นหน้ามาสองก้าว สอดมือเข้าไปแย่งเค้กทำท่าจะโยนทิ้ง แต่ถูกจางปิ่งเหมยผู้เป็นพ่อขวางเอาไว้ จางปิ่งเหมยเบือนหน้ามองหญิงสาวคนนั้น สายตาเปี่ยมด้วยความรักใคร่เอ็นดู
“ปีก่อนเห็นบอกในจดหมายว่าเธอได้ตำแหน่งครูผู้สอนในโรงเรียนมัธยมหญิงของมณฑล ทำแล้วเป็นอย่างไรบ้าง ยังทำงานหนักอยู่หรือเปล่า”     

          หญิงสาวน้ำตาคลอเบ้า “ยังได้นำความรู้ความสามารถที่อาจารย์สอนหนูออกมาใช้ให้เป็นประโยชน์ หนูถ่ายทอดสิ่งที่ได้เรียนรู้มาสอนเด็กๆ ต่อโดยไม่ดัดแปลงอะไรเลยค่ะ ลูกศิษย์ของหนูตอนนี้มือไม้คล่องแคล่วขึ้นมากทีเดียว ไม่เหมือนหนูในอดีตที่โง่เอามากๆหากอาจารย์ว่างลองแวะมาดูที่โรงเรียนหน่อยดีไหมคะ มาดูเด็กๆวาดภาพ...” 

            จางปิ่งเหมยพยักหน้า “ก็ดี สอนหนังสือเป็นเรื่องยาก เธอน่ะตั้งแต่เด็กพออากาศหนาวก็ชอบไอ อย่าลืมเอาชวนเป้ยผีผ่า*** วางไว้บนโต๊ะข้างๆ ตัว เวลาสอนจะได้จิบเป็นระยะๆ”

          จางไหวเหรินร้อนใจ ฉุดแขนบิดาแล้วดึงเขาออกมาจากความทรงจำ “พ่อครับ”

          บรรยากาศเงียบกริบและหนักอึ้ง ในที่สุดจางปิ่งเหมยก็เอ่ยปากอีกครั้ง “ข้าวของน่ะฉันเก็บเสร็จแล้ว ขอบคุณมากเยว่เซิง ฉันสบายดี เธอไม่ต้องลำบากมาเยี่ยมคนแก่อย่างฉันอีกแล้วละ”

          หญิงสาวที่ชื่อเยว่เซิงคนนั้นน้ำตาพลันไหลอาบแก้มหลังจากประโยคตัดรอนสุดท้าย เธอฝืนกลั้นความโศกเศร้า โค้งร่างเปล่งเสียงออกมาเบาๆ “รับทราบค่ะ” ก่อนหมุนตัวจากไป

          สองพ่อลูกทอดมองเงาหลังที่เดินห่างไกลออกไปของเธอจางไหวเหรินอดร้อง ‘หึ’ ออกมาไม่ได้ สบถเสียงเข้มว่า “หน้าไม่อาย!”

          จางปิ่งเหมยแก้ตัวให้ทันที “ฉันต่างหากที่ไม่ดี! เยว่เซิงนับเป็นน้องสาวคนหนึ่งของแกนะ”

          จางไหวเหรินบอกปัดอย่างเด็ดขาด “ผมมีน้องสาวหน้าไม่อายแบบนั้นเสียที่ไหน พ่อนี่ก็ช่าง--” พูดได้ครึ่งประโยคจางไหวเหรินก็เงยหน้ามองตู้ว่าง ลอบกลืนประโยคที่เหลือแล้วหันมาพูดกับจางปิ่งเหมยว่า “พ่อครับ เกี้ยวก็มาแล้ว พ่อจะเดินทางไปคนเดียวจริงเหรอ?” 

          จางปิ่งเหมยโบกมือ “ก็แค่ไปจุดธูปที่อาราม ไปทำธุระของแกเถอะ”

          ผู้เป็นลูกตอบรับหนึ่งที หันไปพยักหน้าให้ตู้ว่างแล้วรีบร้อนจากไป

          จางปิ่งเหมยยันไม้เท้าปล้องไผ่ยืดร่างตรง ก่อนจะหันไปทางตู้ว่าง “พ่อหนุ่ม คุณมาแบกเกี้ยวคนเดียวเหรอ?”

          ตู้ว่างยิ้มตาหยี “คนแบกเกี้ยวไปเพิ่มพลังที่ร้านบะหมี่ข้างๆอีกเดี๋ยวก็มาครับ ด้านนอกลมแรง นายท่านไปรอในเกี้ยวก่อนดีกว่า” กล่าวพลางตู้ว่างก็ล้วงเอาถั่วลิสงกำหนึ่งออกจากแขนเสื้อ ยื่นให้จางปิ่งเหมย “ทานหน่อยไหมครับ?” 

 

------------

** คล้ายกับ ‘ตุง’ ของไทยเหนือ มีลักษณะเป็นแผ่นวัตถุส่วนปลายแขวนติดกับเสาห้อยเป็นแผ่นยาวลง มา นิยมใช้สำหรับโฆษณาหน้าร้าน

** 长袍 ชุดจีนยุคเก่า ลักษณะเป็นชุดตัวยาวกรอมเท้า รูปทรงเรียบง่า

*** ยาแก้ไอ

เกี้ยวเมฆมงคลไหมม่วง (2)

            เกี้ยวหลังนี้งามมากจริงๆ

          ม่านไหมสีม่วงทึบกั้นแสงบางส่วนไม่ให้เข้าไปรบกวน ทำให้ลำแสงที่เหลือโอบล้อมรอบตัวเกี้ยวดูเรืองรองอย่างน่าประหลาด บนตัวเกี้ยวปักลายเมฆมงคลด้วยฝีมือบรรจงทุกฝีเข็ม ข้างๆ ม่านไหมยังประดับด้วยปุยฝ้ายสีเทาเข้ม

          จางปิ่งเหมยม้วนม่านซาตินตรงหน้าต่างเกี้ยวขึ้น พูดคุยเรื่อยเปื่อยกับตู้ว่างไปตามประสา ตู้ว่างก็คุยไปมองจางปิ่งเหมยแกะถั่วลิสงอยู่ในเกี้ยวไปด้วย เขาหัวเราะขึ้นมาในจังหวะหนึ่ง “นายท่านมีรสนิยมด้านอาหารไม่เลวเลยครับ” 

          จางปิ่งเหมยเองก็หัวเราะ “แรกๆ ผมก็ไม่ชอบกินหรอก แต่มีครั้งหนึ่ง เยว่เซิงรบเร้าให้แกะของกินเล่นพวกนี้ให้เธอ ได้ทำก็เลยค่อยๆ ชอบขึ้นมา” 

          ตู้ว่างจงใจเอ่ยถาม “เยว่เซิงเป็นใครเหรอครับ?”

          จางปิ่งเหมยนิ่งเงียบไปพักหนึ่ง “เป็นนักเรียนของผม เธอมาเรียนวาดภาพตอนห้าขวบ ผมเป็นคนชี้แนะให้เอง นี่ก็ผ่านมายี่สิบกว่าปีแล้ว”

          ตู้ว่างเปลี่ยนหัวข้อสนทนา “นายท่านนั่งดีๆ นะครับ พวกเราจะยกเกี้ยวแล้ว”

          จางปิ่งเหมยนั่งอยู่ในเกี้ยว รู้สึกแค่ว่าเกี้ยวถูกยกขึ้นอย่างนุ่มนวล ผู้แบกทั้งสี่ด้านเคลื่อนไหวทั้งไวและมั่นคง เขาอยากชะโงกไปดูด้านนอกด้วยความอยากรู้อยากเห็น แต่ม่านเกี้ยวที่เปิดกว้างเมื่อครู่กลับทิ้งตัวลงมา มันหนาหนักจนผลักลำบาก

          น้ำเสียงเจือหัวเราะของตู้ว่างดังขึ้นทางด้านนอก “ปิดม่านเถอะครับ ประเดี๋ยวตากลมแล้วนายท่านจะเป็นหวัดเอา”

          จางปิ่งเหมยค่อนข้างแปลกใจ “ทำไมคุณถึงเดินตามมาด้วยล่ะ”

          ตู้ว่างตอบแบบไม่ยี่หระ “มันเป็นกฎของร้านเกี้ยวเรา ทุกครั้งที่ออกเดินทาง เถ้าแก่อย่างผมต้องคอยเดินตาม ป้องกันไม่ให้คนแบกเกี้ยวแอบอู้น่ะครับ”

          หลังเสียงของตู้ว่างขาดหาย จางปิ่งเหมยก็ได้ยินเสียงหัวเราะของเด็กดังขึ้นอีกหลายเสียง คิดว่าเป็นเด็กๆ ที่วิ่งเล่นแถวริมถนนเลยไม่ได้ใส่ใจ

          เกี้ยวเคลื่อนตัวเป็นเวลาราวๆ หนึ่งก้านธูปแล้วหยุดลง เสียงของตู้ว่างผ่อนคลายอย่างมาก “นายท่าน ถึงที่หมายแล้ว ลงจากเกี้ยวได้แล้วครับ”

          จางปิ่งเหมยก้าวเท้าออกมา กลับต้องประหลาดใจ “คนแบกเกี้ยวล่ะ?”

          ตู้ว่างชี้นิ้วกวาดอย่างไม่ใส่ใจนัก “อ้าว อยู่นั่นไม่ใช่เหรอ”

          ตอนนี้จางปิ่งเหมยเพิ่งสังเกตเห็นว่าข้างๆ ตู้ว่าง ไม่รู้มีตุ๊กตาตัวอ้วนสองตัวเพิ่มขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ เป็นตุ๊กตาเด็กน้อยอายุประมาณ ห้าหกขวบ น่ารักจนเหมือนหลุดออกมาจากภาพวาด จางปิ่งเหมยอึ้งไป จู่ๆ ก็ส่งเสียงหัวเราะออกมา

          “คนหนุ่มสาวนี่ชอบพูดเล่นกันเหลือเกิน สงสัยก่อนหน้านี้คนแบกเกี้ยวคงยังกินไม่อิ่ม พอวางเกี้ยวเสร็จ ก็แอบหนีไปซดน้ำแกงแพะแกล้มขนมอบไปแล้วใช่ไหมล่ะ?” 

          ตู้ว่างยิ้ม ไม่ได้ตอบ กลับย้อนถาม “คุณจะไปอธิษฐานขออะไรที่วัดเหรอครับ?”

          จางปิ่งเหมยค่อนข้างแปลกใจว่าทำไมจู่ๆ ตู้ว่างก็ไม่ใช้สรรพนามให้เกียรติเขาว่า ‘นายท่าน’ เหมือนเดิม แต่ถึงเขาจะมีพื้นเพเป็นบัณฑิตแต่ก็ไม่ได้เป็นพวกชอบอวดภูมิ ซ้ำยังใจกว้างมาก ไม่เรียกนายท่านเหมือนเดิมก็ไม่เป็นไร “อธิษฐานขอให้ครอบครัวสงบสุขร่มเย็น ลูกชายรวมถึงกิจการทั้งหลายราบรื่น อยู่เย็นเป็นสุข”

          เขาทอดมองแววตาจริงใจของตู้ว่าง จู่ๆ ก็เอ่ยปากบอกความปรารถนาที่ซ่อนเร้นในก้นบึ้งหัวใจออกมา “ขอให้เยว่เซิงได้พบคู่ครองที่ดี มีความสุขไปชั่วชีวิต”

          ทันทีที่เอ่ยประโยคนี้ออกมา จู่ๆ จางปิ่งเหมยก็รู้สึกว่าขอบตาร้อนผ่าว

          เขาเกือบหลั่งน้ำตา

          รู้สึกไม่ค่อยดีอยู่บ้างเลยรีบร้อนใช้แขนเสื้อบังดวงตาเอาไว้ กำชับกับตู้ว่าง “พวกคุณรออยู่ที่นี่แล้วกัน ประเดี๋ยวผมจุดธูปเสร็จจะออกมา”

          พูดจบก็หมุนตัวเดินดุ่มๆ ออกไปทันที

 

          มิน่า ใครๆ ต่างพูดว่าปีใหม่นับเป็นวันใหม่

          จางปิ่งเหมยรู้สึกว่าวันนี้ตนสดชื่นแจ่มใสเป็นพิเศษ ถึงจะบอกว่าที่ผ่านมาเขาจะสุขภาพดี แต่กลับไม่เคยรู้สึกผ่อนคลายแบบนี้มาก่อน บันไดหลายสิบขั้นตรงหน้า บทจะก้าวก็ก้าวขึ้นได้อย่างเบาสบาย
ขนาดไม้เท้าปล้องไผ่ในมือก็ยังดูเทอะทะขึ้นมาอย่างน่าประหลาดใจ

          จางปิ่งเหมยรับธูปสองสามดอกมาจากมือของไต้ซือ พอมาถือในมือก็ค่อนข้างแปลกใจ ปกติหากเขามาจุดธูปในอารามแห่งนี้ บรรดาสงฆ์ที่เห็นว่าเขาอายุมากซ้ำยังใจบุญสุนทาน มักมอบธูปที่ผ่านการปลุกเสกอย่างดีมาให้ แต่คราวนี้ ธูปที่ถืออยู่ในมือกลับดูเหมือนธูปไหว้พระทั่วไป

          เขายังคงนิ่งงัน ไต้ซือที่อยู่ตรงหน้าระบายยิ้มบางๆ ให้เขา เป็นเชิงบอกให้เขาไปกราบพระพุทธรูปได้แล้ว

          จางปิ่งเหมยวางไม้เท้าพิงกับเสาด้านข้าง หลังจากตั้งจิตกราบสามครั้งก็ปักธูปตั้งตรงลงไปในกระถาง ก่อนจะหมุนร่างกลับมาคุกเข่าลงบนเบาะรองนั่งเพื่อตั้งจิตสวดมนต์อธิษฐาน

          หลังจากอธิษฐานขอพรให้กับทุกคนที่นึกถึง ขนาดหมาแมว ไก่ที่เลี้ยงไว้ในบ้านยังอธิษฐานขอพรให้ ในที่สุดชื่อของเยว่เซิงก็มาจ่อตรงริมฝีปากอย่างควบคุมไม่อยู่ 

          ปีนี้จางปิ่งเหมยอายุเจ็ดสิบปีแล้ว เขาใช้เวลาช่วงยี่สิบปีแรกของชีวิตจดจ่ออยู่กับตำราและบทกวี อายุยี่สิบแปดสอบเข้ารับราชการ แต่เพราะเส้นทางการงานไม่ราบรื่น ภรรยามาด่วนจาก ความรู้สึกกระตือรือร้นจึงค่อยๆ แผ่วจาง ฝากความหวังไว้ที่ลูกชายคนเดียวอย่างจางไหวเหริน

          ชีวิตไม่ได้คิดกระทำการยิ่งใหญ่อะไร แต่ก็ไม่เคยสร้างความเดือดร้อนให้ใคร บางครั้งในภวังค์อันเลือนรางยังรู้สึกว่าชีวิตนี้ไม่เคยรักใครสักคน... นอกจากเยว่เซิง 

          เยว่เซิงเป็นลูกสาวเพื่อน เธอถูกฝากฝังมาให้เขาช่วยถ่ายทอดศิลปะ

          ตอนนั้นเยว่เซิงเพิ่งจะห้าขวบ เด็กน้อยนั่งตัวแข็งอยู่หน้าโต๊ะ ฟังครูสอนบ้างไม่ฟังบ้าง สักพักหัวก็สัปหงกฟุบหลับลงบนผิวโต๊ะ เขาตั้งใจอัดเนื้อหาสอนเธออย่างเขม้นเลยไม่ได้มอง พอเงยหน้าขึ้นมาถึงพบว่าลูกศิษย์ตัวน้อยเข้าเฝ้าโจวกง* เสียแล้ว

           น้ำลายวาวใสไหลจากมุมปากยืดลงบนหนังสือ ทำให้กระดาษเปียกชื้นเป็นวง

          จางปิ่งเหมยทั้งโกรธทั้งขบขัน รู้สึกว่าการตามใจเธอจนเหลิงแบบนี้ผิดต่อความไว้วางใจของเพื่อน เลยม้วนหนังสือเคาะลงบนมวยผมของเยว่เซิงเบาๆ

          เยว่เซิงสะดุ้งตื่น จะว่าเจ็บก็ไม่เจ็บเท่าไหร่ แต่น้อยอกน้อยใจสุดๆ เธอปล่อยโฮดังลั่น จางปิ่งเหมยไม่เคยเลี้ยงเด็กมาก่อนเลย ยิ่งไม่เคยเลี้ยงดูเด็กผู้หญิง ได้แต่รีบปลอบเป็นพัลวัน “อาจารย์ผิดเอง อาจารย์ผิดเอง” ในปีนั้น ตัวเขาจางปิ่งเหมยอายุสี่สิบปี     

          ถึงแม้เยว่เซิงจะไม่ชอบเรียนหนังสือแต่กลับมีพรสวรรค์ด้านการวาดภาพอย่างยิ่ง จางปิ่งเหมยเองก็เป็นคนชื่นชอบการวาดภาพจึงถ่ายทอดวิชาให้หมดหน้าตัก

          ตอนอายุสิบเจ็ดสิบแปดปี ลายเส้นดอกเหมยสุดแสนจะภาคภูมิใจของเยว่เซิง ยิ่งวาดยิ่งมีกลิ่นอายของอาจารย์ เพื่อจะตบรางวัลศิษย์รักของตน จางปิ่งเหมยเลยแกะเมล็ดแตงโมที่วางอยู่ข้างโต๊ะให้เธอกิน เยว่เซิงรีบยัดเข้าไปในปากอย่างว่องไวพลางเร่งเร้า “อาจารย์เร็วหน่อย อาจารย์แกะเร็วๆ”

          ตอนที่จางปิ่งเหมยออกจากราชการ เขาใช้เวลาว่างวาดภาพ ‘สงครามวิหค’ อยู่แต่ในบ้าน ช่วงว่างก็สอนเยว่เซิงลงสี ปีนั้นเขาอายุห้าสิบต้นๆ แต่เพราะร่างกายแข็งแรง งดเว้นกิจกรรมทางเพศ ซ้ำยังมีรูปร่างสูงโปร่ง มองผิวเผินจึงเหมือนชายอายุประมาณสี่สิบปี

          เขาเป็นคนอยู่ไม่ห่างจากตำรา ไม่ฝักใฝ่ลาภยศ ทุกความคิด ทุกสิ่งที่อ่านผ่านตา ทุกอย่างที่เห็นมาครึ่งค่อนชีวิตล้วนเก็บซ่อนเอาไว้ในหัว เป็นคนพูดน้อยทำมาก แตกต่างจากคนรอบข้างโดยสิ้นเชิง

          เยว่เซิงเองก็เติบโตจนถึงวัยแรกแย้ม ไม่นานก็ถูกพ่อจัดแจงเรื่องแต่งงาน เยว่เซิงไม่ชอบใจ เอะอะโวยวายว่าไม่อยากแต่ง จะไปเรียนที่มหาวิทยาลัยหญิงล้วน เธอโน้มน้าวพ่อไม่สำเร็จ ได้แต่ไปขอร้องจางปิ่งเหมย

          ด้วยความที่ตั้งใจแน่วแน่ เยว่เซิงถึงกับตัดผมเปียยาวกลางหลังของตัวเองออก เปลี่ยนเป็นผมสั้นแบบสาวยุคใหม่ ถูกคนชี้นิ้วต่อว่ามากมายแต่ไม่เคยใส่ใจ

          ความจริงจางปิ่งเหมยเองก็นึกเสียดายเรือนผมยาวสลวยของศิษย์รัก แต่อยู่ต่อหน้าเยว่เซิง เขาทำได้เพียงชมว่าผมทรงใหม่สวยดี เขาแนะนำเพื่อนให้ปล่อยเยว่เซิงไปเรียนหนังสือ จริงอยู่ว่าโลกใบนี้สตรีนับเป็นผู้ตาม ไม่มีสิทธิ์กำหนดชีวิตเอง แต่เด็กคนนี้เป็นศิษย์ตัวน้อยที่เขาเฝ้ามองเธอเติบโต เขาคิดแต่เพียงว่าอยากยืดเวลาอยู่กับเธอนานๆ ส่วนเจ้าบ่าวในอุดมคติน่ะเหรอ ค่อยๆ เลือกไปก็ได้

          ทว่าคนเป็นเพื่อนกลับวางท่าเย็นชาใส่จางปิ่งเหมย “เด็กผู้หญิงโตขึ้นก็ต้องอยู่ในกรอบ ถ้าไม่รีบแต่งงานเป็นฝั่งเป็นฝา เดี๋ยวจะทำเรื่องเสื่อมเสียงามหน้าเข้าสักวัน... พี่จางว่าถูกไหมล่ะ?”

          จางปิ่งเหมยถูกสายตาของเพื่อนบาดลึกจนเย็นวาบไปทั้งแผ่นหลัง ทั้งคู่ต่างเป็นคนฉลาด ความหมายที่ซ่อนในคำพูด แค่เอ่ยออกมาสามส่วนก็เพียงพอ ไม่จำเป็นต้องให้เพื่อนพูดมากไปกว่านี้
หลังจากนั้นจางปิ่งเหมยก็เป็นฝ่ายออกปากเองว่าจะไม่คลุกคลีกับเยว่เซิงอีก

          ทุกครั้งที่เยว่เซิงไปพบจางปิ่งเหมย ก็มักถูกจางปิ่งเหมยอ้างว่าป่วย ขอเก็บตัวรักษาอาการ ไม่ยอมออกมาพบหน้า เธอถือเค้กมังกรหยกที่จางปิ่งเหมยชอบกินยืนอยู่นอกหน้าต่าง เอ่ยด้วยน้ำเสียงน้อยเนื้อต่ำใจเจือแววดื้อรั้น “อาจารย์คะ ออกมาพบหนูสักครั้งเถอะ”

          ได้ยินทีไรหัวใจของจางปิ่งเหมยก็บีบรัดเป็นก้อน ได้แต่ขดร่างมุดเข้าไปในผ้าห่ม

          ทันใดนั้นเขาก็พบว่าคำเตือนของเพื่อน ใช่ว่าไม่มีเหตุผลเสียทีเดียว

          บุรุษเช่นเขาทำตัวเยี่ยงบัณฑิตเทียมที่หน้าซื่อใจคด ถึงขั้นชอบศิษย์ของตัวเองโดยไม่รู้ตัว!

 

 

-------

* เทพแห่งความฝัน เหมือนสำนวนไทย เข้าเฝ้าพระอินทร์ = หลับลึก

เกี้ยวเมฆมงคลไหมม่วง (3)

          เยว่เซิงไม่ได้เจอจางปิ่งเหมย และไม่ยินยอมพร้อมใจถูกพ่อจับกลับไปแต่งงาน

          ดังนั้นจึงหนีออกจากชิงผิงกลางดึกไปสมัครสอบเข้ามหาวิทยาลัยหญิง พ่อของเธอควบม้าไล่ตาม กลับพลัดตกจากหลังม้านอกป่าเขตชนบท ตอนที่ถูกคนพบตัวก็สิ้นใจเสียแล้ว แม่ของเยว่เซิงลาโลกก่อนวัยอันควร เธอได้ยินข่าวก็กลับบ้านไปร่วมงานศพ ร้องไห้แทบขาดใจต่อหน้าวิญญาณของพ่อพร้อมกับฉีกหนังสือตอบรับเข้าเรียนของมหาวิทยาลัยหญิงออกเป็นชิ้นๆ แล้วโขกหัวกับพื้นอย่างแรง พร้อมสาบานว่าชั่วชีวิตนี้จะไม่ไปจากชิงผิงอีกเป็นอันขาด 

          หลังจากพ่อของเยว่เซิงจากไป คนในตระกูลก็ลุกออกมาตราหน้าว่าเยว่เซิงเป็นสาเหตุทำให้พ่อตาย ญาติเหล่านี้ภายนอกวางตัวสูงส่งทรงคุณธรรม ลับหลังลอบแบ่งทรัพย์สินของครอบครัวเยว่เซิงไปจนเกลี้ยง

          จางปิ่งเหมยสงสารชีวิตขมขื่นโดดเดี่ยวของเยว่เซิงจึงรับตัวเธอมาอาศัยอยู่บ้านเขา จางปิ่งเหมยคิดมาตลอดว่าอยากหาคู่สมรสดีๆ ให้เยว่เซิง แต่อำเภอเล็กๆ อย่างเจียงหนาน ผู้คนค่อนข้างอนุรักษนิยมเป็นชาวจีนหัวโบราณ เยว่เซิงที่มีชื่อเสียงทางลบแบบนี้จึงยากจะพูดเรื่องแต่งงานกับใครได้ ทว่าต่อให้มีคนหลงใหลในรูปโฉมงดงามและพรสวรรค์ของเยว่เซิง ไม่ถือสาเรื่องที่ผ่านมา ตัวเยว่เซิงกลับต่อต้านการแต่งงานอย่างออกนอกหน้า

          ในไม่ช้าเยว่เซิงก็อายุยี่สิบ หญิงสาวพอผ่านวัยแรกแย้มไปแล้วยังไม่เอ่ยถึงเรื่องแต่งงานก็แทบจะเรียกได้ว่าเป็นสาวแก่ อาจจะเป็นแบบนี้ไปตลอดชีวิตเลยก็ว่าได้ ในที่สุดจางปิ่งเหมยก็ระเบิดอารมณ์ใส่เยว่เซิง ตอนนั้นเยว่เซิงเพียงแค่เอนหลังพิงหน้าต่าง มือก็วาดรูปช่วงแรกก็เฉยๆ แต่พอเห็นจางปิ่งเหมยโมโหเข้าจริงๆ จึงทนไม่ไหวโพล่งออกไปว่าตนไม่อยากแต่งงาน แค่อยากอ่านหนังสือ ท่องบทกลอน วาดภาพ ใช้ชีวิตสันโดษเงียบสงบอยู่เคียงข้างอาจารย์ไปอย่างนี้ตราบชั่วชีวิต

          จางปิ่งเหมย ‘ไม่กล้า’ เข้าใจความหมายลึกซึ้งในคำพูดนั้นได้แต่ตอบว่า “หลายปีมานี้ร่างกายของฉันก็ทรุดโทรมลงทุกวัน ฉันเจ็บป่วยออดแอด อาจอยู่กับเธอได้ไม่นานแล้ว”

          มือของเยว่เซิงไม่ได้หยุดวาดภาพ คอยแต่งแต้มความตูมให้ภาพดอกเหมยไปทีละกลีบ “ก็อยู่กันไปวันต่อวันอย่างนี้แหละค่ะ ถ้าอาจารย์ป่วยขึ้นมา หนูก็จะดูแลเอง และจะอยู่ดูแลกันไปวันต่อวันเหมือนเดิม” เธอแต้มดอกตูมเสร็จ ก็เงยหน้าขึ้น ทอดมองจางปิ่งเหมยด้วยแววตาพราวสะพรั่ง “แบบนี้ไม่ดีเหรอคะ?”

          คล้ายกับหินก้อนหนึ่งที่จู่ๆ ก็ทะลุผ่านเปลือกน้ำแข็งบนผิวน้ำยามหน้าหนาว

          ปีนั้นจางปิ่งเหมยอายุห้าสิบห้า ความจริงแล้วผู้ชายอายุเท่านี้จะรับเมียน้อยวัยยี่สิบสักคน ในหมู่บ้านก็ไม่นับเป็นเรื่องแปลก แต่จางปิ่งเหมยไม่อยากทำ เขารู้ดีว่าตนอายุมากเต็มที ไม่นานร่างก็จะถูกฝังใต้ผืนดิน แต่เยว่เซิงยังสาวยังแส้ เขาไม่อาจฉุดรั้งเธอด้วยการมอบตำแหน่งภรรยาน้อยของชายแก่คราวพ่อให้เธอได้

          หากเขาจากไปแล้ว เธอจะใช้ชีวิตอยู่ในสังคมต่อไปอย่างไร

          ในที่สุดจางปิ่งเหมยก็จงใจเอ่ยปากแบบกำกวม “เธออยากดูแลฉันก็ดีเหมือนกัน ไหวเหรินเองก็ถึงวัยแต่งเมียแล้ว ถึงเขาจะไม่ค่อยเอาถ่านแต่ก็นับเป็นคนดี ถ้าฉันยังอยู่เขาไม่มีวันทำตัวแย่ๆ กับเธอแน่ ฉันจะรับเธอเป็นลูกสะใภ้”

          ตอนนั้นจางไหวเหรินเดินมาหยุดที่หน้าประตูพอดี เดิมทีคิดจะเคาะประตูทักทายถามทุกข์สุขผู้เป็นพ่อ แต่จู่ๆ มือไม้ก็แข็งค้าง หัวใจเต้นโครมครามขึ้นมา ถึงแม้เขาจะไม่ถึงขั้นชอบเยว่เซิง แต่อยู่ดีๆ พ่อก็บอกว่าจะให้หญิงสาวสะสวยคนหนึ่งมาแต่งให้เป็นภรรยา จะอย่างไรก็รู้สึกหัวใจพองโตคับอก

          แต่จู่ๆ น้ำตาของเยว่เซิงก็ร่วงพรูลงมาแตะแต้มดอกเหมยบนกระดาษวาดเขียน ดอกตูมที่เพิ่งแต่งแต้มขยายเป็นวงกว้าง น้ำเสียงโศกเศร้าไม่มีที่สิ้นสุดหลุดออกมาว่า “อาจารย์ คุณไม่ใช่ไม่รู้ว่าคนที่หนูรักน่ะคือคุณ!”

          แก้วชาที่จางปิ่งเหมยถืออยู่ในมือร่วงตกลงพื้น เสียงแตกกระจายคมชัดบาดแก้วหู มือที่ชะงักค้างของจางไหวเหรินค่อยๆ กำเป็นหมัด เขาสะบัดแขนเสื้อก้าวจากไป

          เช้าวันถัดมา จางไหวเหรินสั่งให้คนเก็บข้าวของทั้งหมดของเยว่เซิงขนออกจากห้อง เยว่เซิงสวมชุดกี่เพ้าลายไผ่ดูเรียบง่าย ผมที่ตัดสั้น บัดนี้ยาวจนรวบเป็นมวยหลวมไว้ด้านหลังได้ มีเพียงดวงตา
ขุ่นมัวคู่นั้นที่ทอดมองจางปิ่งเหมยแบบไม่กะพริบตา  

          จางปิ่งเหมยยืนวางสีหน้าไร้ความรู้สึกอยู่ข้างบุตรชาย ทำเพียงเอ่ยปากเสียงเรียบ “ฉันฝากเธอเข้าทำงานเป็นครูสอนพิเศษในบ้านเพื่อนสนิทคนหนึ่ง เธอไปสอนหนังสือให้ลูกสาวพวกเขาเถอะนะ” การขับไล่เยว่เซิงออกจากบ้านไม่ใช่ความคิดของเขา แต่เขาเข้าใจอารมณ์ของลูกชาย เข้าใจดีว่าทำแบบนี้จึงจะเป็นทางออกที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเยว่เซิง

          เขาทำได้เพียงจัดการปัญหาใหญ่ด้านปัจจัยสี่ให้เยว่เซิงแบบไม่กระโตกกระตาก พยายามตัดความห่วงหาอาทรออกไปอย่างเด็ดขาด

          ไม่ว่าใครต่างก็พากันคิดว่า เขาทั้งโกรธและดูแคลนหญิงสาวผู้นั้น... เยว่เซิง

 

          จางปิ่งเหมยป่วยหนักในปีที่อายุหกสิบห้า

          เกือบจะต้องส่งเขาไปสรวงสวรรค์แล้วจริงๆ จางไหวเหรินถึงขั้นเตรียมโลงให้บิดาอย่างโศกเศร้า พอเยว่เซิงได้ยินข่าวก็รีบรุดมาเยี่ยม วิ่งถลันมาร้องห่มร้องไห้ที่หัวเตียงของจางปิ่งเหมย ไม่ว่าจางไหวเหรินจะด่าทอดูแคลนอย่างไรเธอก็ไม่ยอมจากไปไหน

          และตอนนั้นเอง... จางปิ่งเหมยที่สลบไสลไม่ได้สติมาสามวันสามคืนก็ลืมตาขึ้นมาท่ามกลางเสียงร้องไห้ใจจะขาดของเยว่เซิง

          เขาเพียงเอ่ยประโยคหนึ่งด้วยน้ำเสียงอันสั่นเทา “เยว่เซิงมาแล้วเหรอ”

          เยว่เซิงได้ยินก็บีบมือเหี่ยวแห้งของจางปิ่งเหมย ตอบด้วยเสียงเจือสะอื้น “หนูมาแล้วค่ะ อาจารย์ เยว่เซิงของอาจารย์มาแล้ว”

          ภาพเหตุการณ์นั้นทำให้จางไหวเหรินจนคำพูด ถึงกับใบ้สนิท เขาเฝ้าดูแลบิดาไม่หลับไม่นอนอยู่ข้างเตียงตั้งหลายวัน ยังสู้ความอ่อนโยนและน้ำตาของผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งไม่ได้ เป็นครั้งแรกที่เขาตระหนักอย่างแท้จริงว่า พ่อเขาไม่ได้รู้สึกกับเยว่เซิงแบบศิษย์อาจารย์อย่างแน่นอน

          เยว่เซิงทุ่มเทแรงกายแรงใจดูแลจางปิ่งเหมยถึงสามเดือน เฝ้าจนกระทั่งสุขภาพของเขาดีขึ้นเธอถึงจากไปอย่างเงียบๆ ทำเพียงไหว้วานคนให้มาส่งเค้กมังกรหยกในช่วงวันหยุดขึ้นปีใหม่ โดยที่เธอไม่แม้แต่จะปรากฏตัว

          นับตั้งแต่วันที่เธอ ‘เจาะหน้าต่างกระดาษที่ไม่ควรเจาะ’ ในคืนนั้น เธอพลันรู้สึกว่าตัวเองไม่สามารถปรากฏตัวต่อหน้าจางปิ่งเหมยได้อีก จางปิ่งเหมยรู้ว่าตัวเองเป็นไม้ใกล้ฝั่ง ชีวิตอันแสนสั้นในชาตินี้ใกล้ถึงเวลาจบสิ้นแล้ว ทว่าปีนี้เขากลับบังเอิญได้พบหน้าเยว่เซิงที่ทำเค้กมาส่งให้ด้วยตัวเอง เธอไม่ได้คาดหวังว่าจะพบเขาด้วยซ้ำ ทั้งคู่ไม่คิดว่าต่างคนต่างจะได้พูดคุยกันอีก

          “ขอพระโพธิสัตว์ปกปักรักษาเยว่เซิง ให้ได้พบคู่ชีวิตที่ดีในเร็ววัน ขอเธอมีโอกาสให้กำเนิดลูกหลาน อย่าให้ทุกข์ทนโดดเดี่ยวแบบนี้ไปตลอดชีวิตด้วยเทอญ” จางปิ่งเหมยดึงสติออกมาจากภวังค์แห่ง
ความทรงจำ หลังอธิษฐานขอพรเสร็จก็โขกศีรษะหนักแน่นสามครั้งเขาตั้งท่าจะหยัดตัวลุก กลับรู้สึกว่าฝ่าเท้าเหยียบบางอย่างที่ลื่นจนหน้าเกือบคะมำ มองไปก็พบว่าเป็นผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่ง จึงโน้มตัวลงไปหยิบขึ้นมา

          ผ้าเช็ดหน้าของเขา รู้สึกจะไม่ใช่สีนี้นี่นา?

          เด็กสาวใบหน้าสะสวยคนหนึ่งถลันเข้ามาข้างกาย เอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มละมุน “ขอบคุณนะคะ คุณชาย” กล่าวพลางยื่นฝ่ามือขาวนุ่มของตนออกมา

          “หืม?” จางปิ่งเหมยจับต้นชนปลายไม่ถูก เด็กสาวยิ่งดูเขินอายเข้าไปใหญ่ ชี้ไปที่ผ้าเช็ดหน้าผืนนั้น “คุณชายคะ นั่นเป็นผ้าเช็ดหน้าของฉันค่ะ”

          จางปิ่งเหมยยื่นผ้าเช็ดหน้าคืนให้เด็กสาวอย่างงงๆ คนรับหน้าแดงซ่าน แอบมองหน้าเขาปราดหนึ่ง ตั้งท่าเหมือนอยากจะพูดแต่ก็ถูกเพื่อนสนิทที่อยู่ข้างๆ ลากตัวออกไปก่อน

          จางปิ่งเหมยได้ยินเพื่อนสนิทคนนั้นกล่าวกับเด็กสาวเสียงกระซิบว่า “เธอนี่ใจกล้าจริงๆ แต่อย่างว่าเถอะ อุตส่าห์ทอดสะพาน เสียดายที่เป็นตาทึ่มคนหนึ่ง หล่อซะเปล่า” 

          คุณชายคะ! ตาทึ่ม?

          จางปิ่งเหมยอึ้งไปสักพักก่อนจะนึกถึงไม้เท้าที่พิงบนเสาต้นข้างๆ ขึ้นมา แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นก็มองเห็นเงาสะท้อนของตัวเองฉายอยู่บนต้นเสาฉาบทองมันวาวต้นนั้น

          เรียวคิ้วเข้มคม รูปร่างกำยำ นี่มันเขาตอนหนุ่มนี่!

 

          จางปิ่งเหมยวิ่งหน้าตาตื่นลงจากบันไดหิน

          แม้แต่ไม้เท้าก็ไม่สนใจจะคว้า ขาสองข้างของเขาทั้งเบานุ่มและปราดเปรียว ทิวทัศน์เบื้องหน้าสวยสดงดงามราวกับถูกน้ำบริสุทธิ์ชะล้าง

          เสียงนกร้อง กลิ่นหอมของดอกไม้ ล้วนซึมซับได้ลึกซึ้งยิ่งกว่าช่วงเวลาที่ผันผ่าน

          จางปิ่งเหมยยืนสูดหายใจลึกๆ อยู่ตรงเชิงเขา ยกมือขึ้นเช็ดเหงื่อ ผิวหนังบริเวณข้อมือก็ยังเกลี้ยงเกลา เผยให้เห็นเส้นเลือดสีเขียวที่เต็มไปด้วยพลังชีวิต หน้าตาหล่อเหลารูปร่างกำยำของเขาทำให้สาวๆ ที่ผ่านไปมาต่างส่งสายตาชม้อยชม้ายมาอย่างไม่ขาดสาย  

          ตู้ว่างยืนอยู่เบื้องหน้า หัวเราะชอบใจ ตุ๊กตาอ้วนสองตัวที่ยืนขนาบข้างกอดขากางเกงตู้ว่างเอาไว้ ก็หัวเราะคิกคักไปกับเขาด้วย

          ริมฝีปากของจางปิ่งเหมยสั่นระริก เหมือนพยายามจะพูดหรือถามอะไรบางอย่าง

          ตู้ว่างยื่นนิ้วออกมาแตะริมฝีปากร้องว่า ‘ชูวว์’ ยิ้มกว้างจนนัยน์ตาดอกท้อกลายเป็นเส้นเดียว เอ่ยเบาๆ ว่า “ร้านเกี้ยวกว่างจี้ ยินดีต้อนรับครับ” 

          ตู้ว่าง—เกี้ยว—ตุ๊กตาอ้วน ล้วนอันตรธานหายไปจากหน้าอารามที่มีผู้คนแออัด แต่กลับไม่ได้ทำให้ใครรู้สึกผิดสังเกต ราวกับว่าตั้งแต่ต้นจนจบคนที่มองเห็นพวกเขาก็มีแต่จางปิ่งเหมย

          จางปิ่งเหมยยืนอึ้งอยู่กับที่ จู่ๆ ก็รู้สึกเหมือนหัวใจเต้นโครมครามอยู่ในอก

          เขาต้องไปหาคนคนหนึ่ง!

เกี้ยวเมฆมงคลไหมม่วง (4)

          ทันทีที่เสียงกริ่งเลิกเรียนของโรงเรียนมัธยมหญิงดังขึ้น เหล่านักเรียนหญิงที่ร่าเริงก็วิ่งออกจากห้องเรียนอย่างคึกคัก จอแจ เยว่เซิงเก็บอุปกรณ์การสอนอย่างเงียบๆ ก่อนจะลุกจากห้องเธอเผลอกวาดถาดสีบนโต๊ะพลิกคว่ำ เสื้อคลุมสีเงินยวงพลันถูกย้อมจนเปรอะเปื้อน

          เยว่เซิงรู้สึกเขินกับความซุ่มซ่ามของตน ขณะกำลังก้มหน้าไปเช็ด ประตูห้องเรียนก็ถูกผลักเปิดอย่างแรงจนกระแทกผนังเสียงดังปึง 

          เยว่เซิงสะดุ้ง พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นชายหนุ่มคนหนึ่ง เขาหอบหายใจถี่ บนหน้าผากมีเหงื่อเม็ดเป้งเปียกชุ่ม มือยังคงกำลูกบิดประตู ท่าทางไม่ใช่นักเลงหัวไม้ ตรงข้ามกลับมองคล้ายบัณฑิต

          เยว่เซิงถามอย่างระมัดระวัง “ไม่ทราบว่าคุณคือ?”

          ไม่มีการตอบรับใดๆ

          เยว่เซิงตระหนักได้ทันที “คุณมาหานักเรียนที่นี่เหรอคะพวกเธอเพิ่งเลิกเรียน ถ้าคุณตามไปก็ยังพอตามทันอยู่”

          เขายังคงไม่พูดไม่จา ทำเพียงจ้องมองเธอ คล้ายกับมีถ้อยคำหมื่นล้านอยากจะเอ่ยแต่ก็พูดไม่ออก เยว่เซิงค่อนข้างประดักประเดิด ไม่มัวเช็ดทำความสะอาดสีที่เลอะอุปกรณ์การสอน รีบหอบข้าวของติดมือขึ้นมาแล้วตั้งท่าจะออกไป

          แต่วินาทีที่เดินผ่าน กลับถูกคว้าข้อมือเอาไว้ “ฉันมาหาเธอนั่นแหละ”

          อุปกรณ์การสอนร่วงจากมือหล่นกระจายเต็มพื้น เยว่เซิงขัดขืนรุนแรง คิดอยากตะโกนให้คนช่วย แต่พอจ้องดวงตาล้ำลึกของชายหนุ่มก็ตกตะลึง

          เขากล่าวกับเธอด้วยน้ำเสียงอบอุ่นอ่อนโยน “ดอกเหมยน่ะอย่าวาดเข้มเกินไป สีเข้มจะกลบพลังของงานศิลป์ เคยบอกเธอตั้งหลายครั้งหลายหนแล้ว ทำไมไม่ฟัง”

          ภายในห้องเรียนอันเงียบสงบ มีเพียงเสียงหายใจหอบถี่ของคนทั้งคู่

          เยว่เซิงรู้สึกว่าหัวใจเต้นแรง เป็นไปไม่ได้! เป็นไปไม่ได้! ต้องมีบางอย่างไม่ถูกต้องแน่

          น้ำตาเธอรื้นขึ้น

          ดวงตาของเขาคนนั้น พฤติกรรมของเขาคนนั้น ชุดฉางเผาตัวยาวที่เขาชอบใส่ ไหนจะคำพูดที่มีแต่เขาเท่านั้นที่จะพูด

          เธอยกมือข้างที่ว่างกำปกเสื้อของตัวเองเอาไว้แน่น รับฟังคำพูดที่ในที่สุดจางปิ่งเหมยก็เอ่ยออกมา “ฉันเองก็รักเธอ เยว่เซิง” 

          เยว่เซิงปากสั่น ส่งเสียงร้องไห้ออกมาเหมือนใจจะขาด “อาจารย์...”

 

          บนโลกมีสิ่งมหัศจรรย์มากมายหลากหลายที่ยากจะอธิบาย

          เหมือนอย่างร้านกว่างจี้—เกี้ยวของร้านกว่างจี้—และตู้ว่าง เถ้าแก่ร้านกว่างจี้ 

          หลังปีใหม่ ไม่นานเทศกาลโคมไฟก็มาถึง ตู้ว่างนอนเอนหลังอยู่บนเก้าอี้ แกะเมล็ดแตงโมไปพลางมองสองแสบหรงเหอแหงนหน้าแย่งกันเล่นโคมไฟ

          โคมไฟนั่นจางปิ่งเหมยเป็นคนวาด นำมามอบให้พร้อมกับเยว่เซิงแทนของขวัญขอบคุณพ่อสื่อ

          จางปิ่งเหมยชอบเด็กอยู่แล้ว เขากับสองแสบหรงเหอเข้ากันได้เป็นอย่างดี

          แต่สองแสบหรงเหอกลับชอบเยว่เซิงที่หน้าตาสะสวยมากกว่า น่าเสียดายที่เยว่เซิงมองไม่เห็นพวกเขา ได้แต่หันไปยิ้มละไมให้เด็กน้อยสองคนตามทิศทางที่จางปิ่งเหมยชี้บอก 

          ตู้ว่างขดร่างในผ้าห่ม “น่าเสียดาย มีแต่คนที่เคยนั่งเกี้ยวของพวกเราเท่านั้นถึงจะมองเห็นพวกแกได้ ไม่อย่างนั้น คงมีคนมาเล่นกับพวกแกเพิ่มกว่านี้แล้ว”

          อาหรง—อาเหอ พากันเงยหน้าเบิกตากว้างจ้องมองตู้ว่าง “ถ้าอย่างนั้น เราเชิญพี่เยว่เซิงมานั่งดีไหมขอรับ”

          ตู้ว่างขำพรืด เอื้อมมือหิ้วสองแสบหรงเหอโยนไว้ด้านข้าง “ไม่ใช่ทุกคนที่มานั่งเกี้ยวเราแล้วจะกลายเป็นเรื่องดีไปเสียหมดหรอกนะ เห็นแก่วันนี้พวกแกแบกเกี้ยวมาเหนื่อยๆ ฉันอนุญาตให้เล่นได้อีกครึ่งชั่วโมงแล้วกัน” 

          ทั้งสามตั้งวงรอบเตาผิงชมจันทร์ ดื่มกันอย่างเบิกบาน พอดื่มเหล้าใกล้หมด จางปิ่งเหมยก็ขันอาสาไปเอาเหล้ามาเพิ่มด้วยความกระตือรือร้น เขาได้ย้อนกลับสู่วัยหนุ่ม กำลังดีใจที่ได้ใช้มือเท้าอันว่องไวของตัวเอง ถึงขั้นไม่ยอมให้ใครแย่งหน้าที่

          หลังจากเขาออกไป เยว่เซิงก็ยกเหยือกเหล้าออกจากเตาเล็กๆ รินใส่เต็มสองแก้ว และยกให้ตู้ว่าง “เถ้าแก่ตู้ ฉันควรคารวะคุณสักแก้ว”

          ตู้ว่างรับไว้ด้วยรอยยิ้ม จิบเบาๆ คำหนึ่ง แต่กลับเห็นเยว่เซิงแหงนหน้ากระดกหมดรวดเดียว

          ตู้ว่างยกซดหมดแก้วตามไปด้วย ส่งยิ้มเป็นเชิงให้เกียรติ

          เยว่เซิงจดจ้องเปลวเพลิงที่กำลังไหวพลิ้ว คล้ายกำลังเอ่ยกับตู้ว่างแต่ก็เหมือนกำลังพึมพำกับตัวเอง “สิบสองปีก่อน ฉันจากบ้านไปเรียนต่อในเขตเมือง หมดเวลาไปกับการเรียนหนังสือดูละครเหมือนกับนักเรียนคนอื่นๆ มีผู้ชายดีๆ มาติดพันฉันมาก ฉันไม่เคยตอบรับพวกเขาแต่ในใจก็รู้สึกลำพองตน ใครๆ ต่างก็บอกว่าชีวิตวัยรุ่นเป็นชีวิตที่ดี ย่างเข้าวัยหนุ่มสาวก็จะมีความสุข ถึงฉันจะไม่ค่อยเข้าใจมากนัก แต่ตอนนี้ พอคิดย้อนถึงช่วงนั้นก็คงใช่...”

          “ต่อมาพ่อของฉันเสีย จู่ๆ หัวใจฉันก็ว่างเปล่าไปชั่วขณะตอนนั้น ฉันถึงพบว่าความสุขความลำพองต่างๆ ที่จริงแล้วมันว่างเปล่าขาวโพลน หัวใจของฉันไม่ว่าอะไรก็เติมไม่เต็ม แต่ช่วงเวลาที่อยู่ร่วมกับอาจารย์กลับต่างออกไป ทุกคนมักจะคิดว่าวัยหนุ่มสาวของคนเรา เป็นวัยที่ได้เจอคนดีๆ มากมาย แต่พอวัยนั้นผ่านไปถึงได้พบว่า ในคนมากมายเหล่านั้น คนที่มีค่าพอให้จดจำอาจมีเพียงน้อยนิด สำหรับฉัน... ฉันมีอาจารย์เพียงแค่คนเดียว”

          เธอรินเหล้าให้ตัวเอง แล้วเงยหน้ากระดกอีกครั้ง

          ตู้ว่างรีบร้อนดื่มเป็นเพื่อน

          “เขาอบรมสั่งสอนฉันมาตั้งแต่ยังเด็ก เลยมักจะคิดว่าผู้คนบนโลกนี้ก็น่าจะเป็นแบบเขากันหมด นานเลยกว่าเขาจะรู้ว่าไม่จริง อาจารย์เป็นคนซื่อสัตย์เที่ยงตรง ซ้ำยังมีนิสัยชอบเก็บความทุกข์ไว้กับตัวเอง ชั่วชีวิตนี้ในใจจึงมีแต่ความทุกข์ระทม”

          “ฉันมักจะสงสารเห็นใจเขา ต่อมาถึงได้รู้ว่า เขาเองก็นึกสงสารฉันอยู่เหมือนกัน ทุกๆ วันที่ผ่านพ้น ใจฉันกลัวมาก ฉันกลัวว่าจะรั้งเขาไว้ไม่ได้ กลัวว่าเขาจะจบชีวิตลงอย่างโดดเดี่ยว และหลังจากไม่มีเขาแล้ว ฉันเองก็จะลงเอยอย่างเปล่าเปลี่ยวเดียวดายด้วยเหมือนกัน ไม่สิ ฉันยังเหลือเวลาอีกมาก แต่มันจะมีประโยชน์อะไร เพราะมีแต่การอยู่กับเขาเท่านั้นฉันถึงจะกล้าหาญ”

          “แต่ตอนนี้ฉันคิดไม่ถึงจริงๆ คิดไม่ถึงว่าชีวิตในตอนนี้จะดีเหมือนกับฝัน เถ้าแก่ตู้ ฉันควรต้องขอบคุณคุณจริงๆ แล้ว” 

          ขณะพูดเยว่เซิงก็ตั้งท่าจะยกเหล้าขอบคุณแก้วที่สาม ตู้ว่างกำลังคิดหาวิธีห้าม จู่ๆ ประตูก็ถูกถีบออกดังปึง ชายหนุ่มเอ่ยขอตัวกับเยว่เซิงแล้วรีบรุดไปดูประตูหน้าร้าน

          ลมหนาวพัดกลิ่นเหล้าทะลักเข้ามา สองแสบหรงเหอตกใจจนตัวสั่นระริกอยู่ในมุมอับ ตู้ว่างกลับไม่แม้แต่ขยับเขยื้อน เหลือบสายตาขึ้นมองจางไหวเหรินที่เมาแอ๋ “นั่นคุณชายใหญ่จางไม่ใช่เหรอ ร้านปิดแล้วครับ ถ้าอยากอัญเชิญเกี้ยว รบกวนมาเชิญพรุ่งนี้เช้านะ” 

          จางไหวเหรินหอบเหยือกเหล้ามาด้วย เขาหย่อนตัวลงนั่งผิวหน้าแดงเถือก “ผมแค่อยากถามคุณสักข้อ ทำอย่างไรพ่อผมถึงจะกลับสู่สภาพเดิม!”

          ดวงตาของตู้ว่างหรี่ลงเป็นเส้นตรง “คุณจาง คุณอ้างตัวว่าเป็นลูกกตัญญู ตลอดชีวิตของจางปิ่งเหมยเคยมีความสุขเหมือนสามวันที่ผ่านมานี้บ้างหรือเปล่า คุณเอาแต่กล่าวโทษเยว่เซิงว่าทำผิดจารีตประเพณี เคยถามตัวเองบ้างไหม ว่าเกิดมารขี้อิจฉาขึ้นมาในใจหรือเปล่า”

          จางไหวเหรินดวงตาแดงก่ำ ร้องตะโกนเสียงดังลั่น “ถ้าแกไม่บอก วันนี้ฉันจะเผาร้านปีศาจนี่!”

          ตู้ว่างแค่นหัวเราะ “ร้านของคนแซ่ตู้ เป็นร้านที่คนแบบคุณคิดจะเผา ก็เผาได้เหรอ?” 

          บรรยากาศเงียบสงัดเหมือนตายสนิท จางไหวเหรินรู้ว่าตู้ว่างจะต้องมีความแปลกพิสดารบางอย่างแอบซ่อน จึงไม่กล้าลงมือวู่วาม แต่พอแอลกอฮอล์ในเหล้ากระตุ้นขึ้นมาอย่างได้ที่ ก็ถึงกับแผดร้อง
เสียงขรม

          ตู้ว่างลุกขึ้นยืน กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ทุกเรื่องย่อมมีเหตุและผล ตอนแรกก็เป็นคุณที่เดินเข้ามาในร้านของผม มาเชิญเกี้ยวให้พ่อคุณด้วยตัวเอง แล้วตอนนี้จะโทษใครได้ เชิญคุณกลับไปเถอะ”

          จางไหวเหรินออกไปแล้ว

          อาเหอดูดปลายนิ้ว เอ่ยปากเสียงอู้อี้งึมงำ “อาเหอดูแล้วคุณลุงคนนั้นน่าสงสารออกนะขอรับ” 

          ตู้ว่างระบายยิ้ม แววตาไม่เจือรอยยิ้มใดๆ “คนน่าสงสารในโลกนี้มีตั้งมากมาย พวกเราเปิดกิจการร้านเกี้ยว จะมานั่งสงสารได้ทุกคนเหรอ”

          เพิ่งกล่าวจบ กลิ่นเหม็นไหม้สายหนึ่งก็ลอยมาเตะจมูก

          ตู้ว่างหน้าถอดสี ตกใจยกใหญ่ รีบร้อนคว้าถาดเกี้ยวที่วางอยู่บนเคาน์เตอร์ออกมาตรวจดู

          จุดที่วางป้ายของ ‘เกี้ยวเมฆมงคลไหมม่วง’ แต่เดิมไหม้เกรียมเป็นแถบ!

          ป้ายหายไป!

          ตู้ว่างกัดฟันกรอด “ไอ้จางไหวเหรินตัวดี ถึงขั้นกล้าเผาป้ายเกี้ยวของร้านฉันเชียว!”

เกี้ยวเมฆมงคลไหมม่วง (5จบ)

       ไม่ทันถึงรุ่งสาง ประตูถูกเคาะเบาๆ

          ตู้ว่างนอนหลับในร้านด้วยชุดเมื่อวาน คล้ายกับเดาได้แต่แรก เขาผลักประตูออก

          นอกประตูคือจางปิ่งเหมยที่ผมขาวโพลน

          เขากลับสู่สภาพชายชราตามเดิมแล้ว ซ้ำยังดูแก่กว่าเดิมอีกด้วย แววตาของตู้ว่างสะท้อนกองหิมะบนท้องถนนใหญ่ด้านหลังชายชรา สบกับสายตาที่มีแต่ความทุกข์ระทม

          “เยว่เซิงยังหลับอยู่” จางปิ่งเหมยเล่าเบาๆ ให้ฟัง “ผมไม่กล้าเอะอะปลุกเธอเลยมาคนเดียวเงียบๆ หลายวันที่ผ่านมานี้ ผมมีความสุขมาก ไม่กล้าโลภขอให้ทุกวันต่อจากนี้เป็นเหมือนวันเวลาเหล่านั้น เถ้าแก่ตู้ ผมแค่อยากจะขอคำอธิบายสักหน่อย” เขาช้อนสายตาขึ้น หยาดน้ำตาขุ่นมัวไหลลงมาจากใบหน้าที่มีแต่รอยยับย่น “สวรรค์รู้สึกขัดหูขัดตากับผมเหรอ นี่คือบทลงโทษที่มีต่อผมใช่ไหม เพราะคิดว่าคนแซ่จางอย่างผม สุดท้ายก็ไม่คู่ควรกับเยว่เซิงอยู่ดี ใช่หรือเปล่า?”

          มือของตู้ว่างกำขอบประตู สีหน้าเรียบสงบ “จางไหวเหรินลูกชายคุณ เผาเกี้ยวเมฆมงคลไหมม่วง เกี้ยวหลังนี้เขาเป็นคนอัญเชิญให้คุณตั้งแต่แรก ป้ายเกี้ยวเลยอยู่ที่เขา ผมสะเพร่าเอง ลืมกำชับคุณให้เก็บป้ายเกี้ยวกลับมาด้วย” เขานิ่งไปพักหนึ่ง “คนที่เข้าไปนั่งในเกี้ยวเมฆมงคลไหมม่วงจะย้อนวัยได้ แต่เพราะเกี้ยวถูกเผา ดังนั้นพลังวิเศษที่ฉาบอยู่บนร่างคุณก็เลยจางหาย”

          จางปิ่งเหมยเบิกตากว้าง มือข้างหนึ่งคว้าคอเสื้อของตู้ว่างเอาไว้อย่างห้ามใจไม่อยู่ “พูดแบบนี้ก็หมายความว่า ขอเพียงเถ้าแก่ตู้สร้างเกี้ยวเมฆมงคลไหมม่วงขึ้นมาอีกหลัง ผมก็จะย้อนกลับไปตอนยังหนุ่มได้อีกครั้งใช่ไหม!”

          ตู้ว่างเริ่มจะไม่เหลือความอดทน สบถงึมงำครู่หนึ่ง แต่ก็ยังเอ่ยปากพูดขึ้นว่า “ร้านเกี้ยวกว่างจี้ มีแต่เกี้ยวที่ไม่ซ้ำแบบ หากหลังไหนถูกอัญเชิญออกไป... ก็คือจำหน่ายออกไปแล้ว เผาทิ้งก็คือเผาทิ้ง          จางปิ่งเหมย ผมไม่มีวิธีทำให้คุณย้อนวัยได้อีกแล้ว”

          มือของจางปิ่งเหมยร่วงหล่น ซวนเซถอยหลังไปสองก้าว

          ตู้ว่างตั้งท่าจะเดินขึ้นไปพยุง แต่อีกฝ่ายเบี่ยงหลบ ตู้ว่างถอนหายใจ “อันที่จริงเยว่เซิงคงไม่สนใจหรอก คุณก็มีรูปร่างหน้าตาแบบนี้มาตั้งแต่แรกนี่ครับ”

          มือเหี่ยวชราของจางปิ่งเหมยปิดกุมดวงตาทั้งคู่ สั่นสะท้านไปทั้งร่าง “แต่ผมสน”

          จางปิ่งเหมยหมุนร่างเดินออกไป บนพื้นหิมะเวิ้งว้างข้างนอกเหลือเพียงรอยเท้า และรอยลึกของไม้เท้าปล้องไผ่อันอ้างว้างเดียวดาย

          สองแสบหรงเหอเบียดกันอยู่ข้างตัวตู้ว่าง ทอดมองเงาหลังของจางปิ่งเหมย

          อาหรงเบ้ปากทำท่าจะร้องไห้

          ตู้ว่างบีบขมับด้วยอาการปวดหัว “พวกแกว่าเยว่เซิงจะมาเมื่อไหร่?”

          สิ่งที่ควรเกิดย่อมต้องเกิด เยว่เซิงมาหาจางปิ่งเหมยหนหนึ่ง เห็นว่าไม่อยู่เลยรีบร้อนออกไป สามวันให้หลังเธอก็มาที่ร้านเกี้ยวกว่างจี้อีกครั้ง หน้าตาซูบผอมลงไม่น้อย ดวงตาขุ่นมัวคู่นั้นมองเห็นตู้ว่างก็ตั้งท่าจะหลั่งน้ำตา

          ตู้ว่างตกใจจนสะดุ้ง กระโจนออกมาตะโกนว่า “อย่าร้อง ห้ามร้องเด็ดขาดเชียว ผมเห็นน้ำตาผู้หญิงไม่ได้” 

          เยว่เซิงกัดริมฝีปาก “เขาหายตัวไป สามวันนี้ฉันพลิกชิงผิงหาเขาอย่างสุดความสามารถ สุดท้ายถึงรู้ว่าเขากลับบ้านอย่างปลอดภัย เพียงแต่ปิดประตูไม่ยอมพบฉัน ฉันยืนอยู่หน้าประตูบ้านพวกเขา
ตั้งนาน เขาถึงให้จางไหวเหรินเอากระดาษแผ่นหนึ่งมายื่นให้” 

          แผ่นกระดาษที่พับอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยถูกคลี่ออกด้านในมีกลอนสองประโยคที่แสนเรียบง่าย “ลมหนาวหนึ่งพึงพัดซัดดอกเหมย โอ้จันทร์เอ๋ยหรือเจ้าเฝ้าเพ้อฝัน”

          ตู้ว่างสะอึก

          เยว่เซิงกลับทรุดตัวคุกเข่าลงไปโขกหัวหนึ่งที “เขาไม่ยอมพบฉัน ไม่ยอมพูดกับฉันด้วย ฉันรู้ว่าเถ้าแก่ตู้ไม่ใช่คนธรรมดา ได้โปรดปลดปล่อยฉันจากความทุกข์ด้วยเถอะค่ะ” 

          ตู้ว่างทึ้งหัวตัวเองด้วยสีหน้าอึดอัด สุดท้ายก็ยังข่มใจนั่งยองๆ ย้อนเล่าเท้าความให้เยว่เซิงฟังตั้งแต่ต้น

 

          สวนด้านหลังร้านเกี้ยวกว่างจี้

          เกี้ยวเมฆมงคลไหมม่วงที่ลักษณะเหมือนของเก่าทุกประการผุดขึ้นมา เพียงแต่ลวดลายเมฆพลิ้วที่ปักตรงม่านเกี้ยวนั้นกลับด้าน

          ตู้ว่างมองเยว่เซิง “คุณคิดดีแล้วเหรอ?”

          มือของเยว่เซิงลูบไล้ลายดอกไม้บนม่านเกี้ยว “ฉันคิดดีแล้ว” 

          สองแสบหรงเหอยืนประจำตำแหน่งด้านหน้าและด้านหลังของเกี้ยว พวกเขาพากันร้องไห้เสียงดัง อาหรงจึงสูดจมูก พูดขึ้นว่า “อาหรงไม่ร้อง อาหรงไม่ควรร้อง พี่สาวคนสวยนั่งบนเกี้ยวก็จะเห็นอาหรง เล่นเป็นเพื่อนอาหรงได้แล้ว”

          อาเหอกลับสะอึกสะอื้น พร้อมกับพูดว่า “แต่ว่าพอพี่สาวคนสวยนั่งเกี้ยว เดี๋ยวก็จะไม่ใช่พี่สาวคนสวยแล้วนี่นา”

          ทั้งสองต่างพากันร้องไห้อย่างเจ็บปวดใจ เล่นเอาตู้ว่างสูดจมูกตาม รีบเอ่ยปากขอโทษขอโพยเป็นพัลวัน “สองแสบหรงเหอทำใจเห็นคุณไปไม่ได้น่ะ”

          เยว่เซิงระบายยิ้ม “หนูน้อยทั้งสองหยุดร้องไห้เร็ว อีกเดี๋ยวก็ต้องแบกเกี้ยวให้ฉันแล้วนะ รอฉันออกมาก็จะมองเห็นพวกเธอแล้ว” พูดจบก็ตัดสินใจเลิกม่านเกี้ยวขึ้นแล้วเข้าไปนั่งอย่างมั่นใจ

          ตู้ว่างยื่นป้ายเกี้ยวที่ตนหมุนเล่นในมือส่งให้เยว่เซิง “นี่คือป้ายของเกี้ยวหลังนี้ คุณเก็บไว้ให้ดี อ้อ มันมีความพิเศษอยู่ข้อหนึ่ง เกี้ยวหลังนี้เดิมทีก็ไม่ใช่เกี้ยวที่ทางร้านนำออกมาอัญเชิญแขก ต่อให้เผาป้ายเกี้ยวทิ้ง พลังวิเศษก็จะยังคงอยู่ คุณคิดดีแล้วจริงๆ เหรอ?”

          น้ำเสียงมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวดังลอยออกมาจากด้านในเกี้ยว “คิดดีแล้วค่ะ รบกวนเถ้าแก่ตู้ยกเกี้ยวด้วย”

 

            ยังคงเป็นเวลาหนึ่งก้านธูปเช่นเดิม

          เกี้ยวหลังนี้จอดอยู่ในสวนหน้าบ้านตระกูลจางอย่างมั่นคง

          เสียงของตู้ว่างค่อนข้างเศร้า “ถึงแล้ว เชิญคุณลงจากเกี้ยวได้”      

          เยว่เซิงเลิกม่าน ค่อยๆ ก้าวลงมา เธอหันไปยิ้มให้ตู้ว่างก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นก็โน้มตัวไปมองสองแสบหรงเหอ “ในที่สุดฉันก็มองเห็นพวกเธอสักที น่ารักจริงๆ เหมือนที่อาจารย์เล่าไว้ไม่มีผิด”

          สองแสบหรงเหอเบ้ปากทำท่าจะร้องไห้ กลับถูกตู้ว่างอุ้มขึ้นมากอดในอ้อมอกคนละข้าง

          ตู้ว่างกล่าวกับเยว่เซิงว่า “ไปเร็วหน่อยดีกว่า เขารอคุณนานมากแล้ว”  

          เยว่เซิงพยักหน้า ค่อยๆ เยื้องย่างเข้าไปด้านในอย่างเนิบช้า เคาะเบาๆ ตรงประตูห้องของจางปิ่งเหมย ไม่มีใครตอบรับ จึงเคาะอีกรอบ

          ตู้ว่างทอดมองเยว่เซิงที่เคาะประตูอย่างดึงดันอยู่ในระยะไกลๆ

          จางไหวเหรินยกถาดอาหารเดินตัดผ่านระเบียงออกมา เขาหยุดอยู่ข้างเยว่เซิงด้วยสีหน้าอยากรู้อยากเห็น หลังจากมองสำรวจตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความระแวดระวังไปแล้วรอบหนึ่ง จึงเอ่ยขึ้นว่า “ไม่ทราบว่าคุณเป็นเพื่อนเก่าของพ่อผมเหรอ เป็นคุณย่าของตระกูลไหนเหรอครับ?”

          มือที่เคาะประตูชะงักค้าง เธอไม่ได้หันหน้าไปมอง ไม่ได้สนใจจางไหวเหริน แต่ยังคงเคาะประตูครั้งแล้วครั้งเล่า ในที่สุดก็เอ่ยปากด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง สั่นเครือ เป็นเสียงของหญิงชราอายุปลายหกสิบ
           “เยว่เซิงมาแล้วค่ะอาจารย์ เยว่เซิงของอาจารย์มาแล้ว”

          เกี้ยวเมฆมงคลไหมม่วงที่ปักลายเมฆพลิ้วกลับด้าน ไม่ได้ย้อนคนแก่หวนสู่วัยเยาว์ แต่เร่งความเยาว์วัยให้ร่วงโรยสู่ความแก่ชรานั่นเอง

          ถาดอาหารในมือจางไหวเหรินหล่นกระแทกพื้นดังเพล้ง เขาก้าวถอยหลังอย่างไม่อยากจะเชื่อ

          “ธ... เธอคือเยว่เซิง? เธอคือเยว่เซิง!!”

          ประตูเปิดออกเสียงดังเอี๊ยด

          จางปิ่งเหมยผู้ชราทอดมองเยว่เซิงที่แก่เฒ่าไม่ต่างกัน เธอยืนรอเขาอยู่ตรงหน้าประตู

          ชายชราร้องไห้จนน้ำตาหลั่งรินเหมือนสายฝน 

          เยว่เซิงคลี่ยิ้มบางๆ ริ้วย่นบนใบหน้ามองคล้ายดอกเหมยผลิบาน

          เธอพูดเสียงเบาว่า “เหมยงามสักยามย่อมโรยร่วง จันทร์เต็มดวงย่อมมีวันที่จันทร์เสี้ยว” หญิงชรายิ้มก่อนจะกล่าวอย่างหนักแน่นราวกับคำมั่นสัญญา “เยว่เซิงจะอยู่เคียงข้างอาจารย์ตลอดไป”

เกี้ยวมงคลหงส์คู่มังกร(1)

          แมลงแตกรัง หยาดฝนซัดสาด สรรพสิ่งฟื้นตื่นขึ้นมาอีกครั้ง

          ร้านเกี้ยวกว่างจี้ไม่มีงานมาหลายเดือนติด เถ้าแก่ตู้พอเปิดหม้อไม่เห็นข้าวสารได้แต่ขุดแปลงเล็กๆ อยู่ตรงลานด้านหน้า ตั้งใจว่าจะปลูกกะหล่ำปลีสักสองหัวไว้กินเอง เพิ่งจะโยนเจ้าสองแสบหรงเหอที่เล่นกันเสียงดังลงจากคันไถ ประตูลานด้านหน้าก็ถูกคนผลักเปิด

          เด็กสาวสะสวยในชุดแมนจูสีน้ำเงินยืนเด่นอยู่กลางประตู เธอม้วนผมตรงท้ายทอยเป็นมวยหลวม มองคล้ายกล้วยไม้ชุ่มหยาดฝน “เถ้าแก่คะ ฉันอยากจะขอเชิญเกี้ยวมงคลสักหลัง”

          ตู้ว่างยืดลำตัวขึ้น เพิ่งตั้งท่าจะเอ่ยปาก แม่สื่อแต้มไฝในชุดสีสันแสบทรวงก็ก้าวเข้ามาประชิดร่างสาวน้อย “โธ่เอ๊ย! คุณขา ทำไมถึงมาร้านนี้คะ เกี้ยวของร้านนี้ราคาแพงขึ้นชื่อเชียวละ มีไว้ขายไม่ได้ให้เช่า”

          สาวน้อยดูลังเลอยู่บ้าง นัยน์ตาวาววับคู่นั้นอ้อยอิ่งที่ร่างของตู้ว่าง เท้าที่สวมรองเท้านักเรียนสีดำมันวาวกับถุงเท้าสีขาวสะอาดถอยห่างจากธรณีประตูกว่าครึ่ง รองเท้าสาวน้อยเลอะโคลนคล้ายกับวิ่งตะลอนมาแล้วหลายที่

          ตู้ว่างบิดขี้เกียจทีหนึ่ง กำลังจะบอกว่าร้านตนไม่ออกเกี้ยวมงคล หน้าประตูก็มีรถยนต์คันเล็กสีดำมันเงาส่งเสียงปี๊บๆ สองหนแล้วค่อยๆ ขับเข้ามา

          สาวน้อยสวมชุดขี่ม้าแบบตะวันตกพลิกร่างก้าวลงจากรถยนต์อย่างทะมัดทะแมง หล่อนถอดถุงมือโยนให้คนขับรถที่อยู่ด้านข้างสาวเท้ายาวๆ เดินเข้าประตูมา “เกี้ยวมงคลของร้านนี้ ฉันเหมาไว้หมดแล้ว” 

          เด็กสาวสะสวยขมวดคิ้วเรียวบางเข้าหากัน พึมพำกับตัวเองเหมือนคนวิตกจริต “ยังไงฉันก็ต้องแต่งกับเขา ต่อให้ฉันเชิญเกี้ยวไม่ได้ ต้องเดินเท้าเปล่า แต่งตัวมอซอ ฉันก็ต้องแต่งเข้าบ้านเขาให้ได้”

          “ฟางชิงชิง ฉันอยู่นี่ทั้งคนเธออย่าแม้แต่จะคิดเชียว! พ่อเธอเป็นคนหัวก้าวหน้า ถ้ารู้ว่าลูกสาวที่ตัวเองส่งให้ร่ำเรียนในโรงเรียนแบบฝรั่งมานับสิบปี เกิดคิดสั้นจะแต่งไปเป็นน้อยให้คนอื่น นรกก็อย่าหวังจะสงบสุขเลย!”

          ตู้ว่างมองสาวน้อยชุดฝรั่งที่โมโหเดือดอย่างสนอกสนใจ ทั้งที่มีรูปหน้ากลมเกลี้ยงน่าเอ็นดู แต่กลับมีท่าทางเอาเรื่อง ทรงผมหล่อนม้วนเป็นลอนหลวม ใช้กิ๊บแบบตะวันตกที่ทั้งใสและแวววาวหนีบเอาไว้ ดูซุกซนน่ารักราวกับตุ๊กตา ไม่เข้ากับชุดขี่ม้าทะมัดทะแมงที่หล่อนสวมอยู่

          ตู้ว่างยังไม่ทันเก็บสายตากลับ คนขับรถก็ชิงกระแอมขึ้นมาก่อน “คุณจะมองอะไรนักหนา เธอเป็นบุตรสาวของผู้บัญชาการเซี่ยแห่งสำนักงานตำรวจเชียวนะ!”

          ที่แท้ก็เป็นแก้วตาดวงใจของผู้บัญชาการเซี่ยน่ะเอง ได้ข่าวว่าเพิ่งกลับมาจากร่ำเรียนต่างประเทศ ข่าวลือเล่าว่าตอนเจ็ดแปดขวบหล่อนก็อัดเด็กผู้ชายเข้ากับต้นไม้จนอีกฝ่ายร้องขอชีวิต เนื้อตัว
คู่กรณีระบมไปหมด

          ส่วนเด็กสาวสะสวยที่อยู่ข้างๆ นั่น ก็น่าจะเป็นฟางชิงชิงเพื่อนร่วมชั้นของคุณหนูใหญ่เซี่ยที่เคยเรียนด้วยกันมาแต่ยังเล็ก

          เซี่ยเสี่ยวเจวี่ยนโยนเหรียญเงินพวงหนึ่งลงบนโต๊ะให้ตู้ว่าง “เกี้ยวมงคลของร้านคุณ หลังเดียวก็ห้ามยกให้เธอ!”

          ตู้ว่างผลักเหรียญเงินออกอย่างกระอักกระอ่วน “คุณสองคนไปทะเลาะกันที่อื่นเถอะ ร้านผมไม่มีเกี้ยวมงคลให้จริงๆ”

 

          คืนนั้นแสงจันทร์กระจ่างฟ้า

          อาจเพราะแสงจันทร์สว่างเกินไป เลยยิ่งสะท้อนให้เห็นสีของท้องฟ้าที่ดำทะมึนไปทั้งแถบ ดาวสักดวงก็ไม่มี ตู้ว่างนั่งยองๆ บนพื้นจ้องมองแปลงผักอย่างเงียบๆ อยู่พักใหญ่ พอมั่นใจว่าไม่มีการเจริญเติบโตที่เด่นชัดอะไรจึงถอนหายใจออกมา

          เขาเพิ่งจะหันหลังตั้งท่ากลับเข้าห้องนอน จู่ๆ ก็มีเงาตะคุ่มสายหนึ่งแวบผ่าน

          ตู้ว่างวางท่าเหมือนไม่รู้ไม่เห็น แต่แวบเดียวก็โถมร่างเข้าใส่อย่างคล่องแคล่ว เจ้าของเงายกมือขึ้นบังแต่ไม่ทันแล้ว เขาถูกทับอย่างแน่นหนาอยู่ใต้ร่างของเถ้าแก่ตู้

          ตู้ว่างหรี่ตาราวกับเสือดุ ดูแตกต่างไปจากอาการนิ่งเนือยในช่วงกลางวันอย่างลิบลับ ตรงปลายนิ้วมีแสงประหลาดสายหนึ่งสว่างวาบ ไม่ทันได้ทำอะไร คนที่อยู่ใต้ร่างเขากลับร้องออกมาอย่างเจ็บปวด

           ตู้ว่างอึ้งไปชั่วขณะ คลายมือออกโดยไม่รู้ตัว “คุณเซี่ย!”

          ผู้มาเยือนคือเซี่ยเสี่ยวเจวี่ยนนั่นเอง ภายใต้แสงเทียน กิ๊บติดผมรูปผีเสื้อห้อยต่องแต่งตรงปลายผมดูแล้วน่าขัน เธอจัดแจงผมเผ้าอย่างทุลักทุเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วถึงได้เงยหน้าขึ้นสบสายตากับตู้ว่าง
เขายังไม่ทันได้เอ่ยปากถาม เธอก็โวยเสียงดังก่อนแล้ว “ทำไมต้องทำรุนแรงขนาดนี้ด้วย!”

          ตู้ว่างกลับไปนั่งขดร่างบนเก้าอี้อย่างเกียจคร้าน “คุณหนูของผู้บัญชาการกรมตำรวจมาเยี่ยมผมกลางดึก คงไม่ได้มาตรวจตราความเป็นอยู่ของราษฎรหรอกใช่ไหมครับ?”

          เซี่ยเสี่ยวเจวี่ยนอึกอักไปพักหนึ่ง “ตอนกลางวัน ฉันเข้าตรวจร้านขายเกี้ยวมงคลทั้งหมดในชิงผิง ยกเว้นร้านคุณ ฉันไม่เชื่อคำพูดซี้ซั้วที่บอกว่าร้านคุณไม่มีเกี้ยวมงคลอะไรนั่นหรอก ร้านเกี้ยวที่ไหน
จะไม่มีเกี้ยวมงคลบ้าง เกี้ยวเขาก็เอาไว้ประกอบพิธีไม่ใช่เหรอ?!ที่โกหกเพราะยัยเด็กฟางชิงชิงนั่นยื่นข้อเสนอให้คุณมาหลอกฉันใช่ไหม”

          จู่ๆ ตู้ว่างก็นึกสนุก เขาโน้มร่างไปข้างหน้าแล้วจุดไส้ตะเกียง “ถ้างั้น คุณก็บอกผมมาก่อน ว่าทำไมคุณถึงได้ขวางเจ้าหล่อนแบบหัวเด็ดตีนขาดขนาดนี้?”

          ฟางชิงชิงเป็นเพื่อนสนิทของคุณหนูใหญ่เซี่ย เป็นลูกสาวคนเดียวของตระกูลฟางที่อาศัยในบ้านเลขที่ 23 ตรอกหนานซิ่วหลัว อำเภอชิงผิง มีพ่อเป็นคนหัวก้าวหน้าที่เคยเข้าเรียนมหาวิทยาลัยเยี่ยนจิงช่วงปลายราชวงศ์ชิง

          ตอนที่เดินสายกล่าวปราศรัย พ่อของหล่อนถูกปืนยิงบาดเจ็บ ต้องกลับมาพักฟื้นที่บ้านเกิดสองปีแต่สุดท้ายก็ยังเสียชีวิตจากบาดแผล เหลือเพียงบุตรสาวแสนสวยมากความสามารถ

          ฟางชิงชิงถูกส่งไปเรียนที่โรงเรียนมัธยมแนวใหม่ ภายใต้การอุปถัมภ์จากผู้บัญชาการเซี่ยเพื่อนเก่าของบิดา หล่อนแทบจะตัวติดกันกับเซี่ยเสี่ยวเจวี่ยน ปีที่อายุสิบห้า เซี่ยเสี่ยวเจวี่ยนถูกพ่อส่งไปเรียนเมืองนอก ส่วนฟางชิงชิงไม่สะดวกเดินทางเพราะไว้ทุกข์ยังไม่ถึงสามปี จึงรออยู่ที่อำเภอชิงผิง

          ฟางชิงชิงเป็นเด็กกำพร้า มีอุปนิสัยที่สืบทอดความงามสง่าแบบปัญญาชนมาจากครอบครัวเดิม พอโตขึ้นมาหน่อยหล่อนก็ไม่เต็มใจรับความช่วยเหลือทางด้านการเงินจากญาติมิตร เนื่องจากเล่าเรียนในสถาบันการศึกษารูปแบบใหม่จนภาษาต่างประเทศโดดเด่นคล่องแคล่ว หล่อนจึงรับงานที่อาจารย์แนะนำให้ ทำงานเป็นครูภาษาตะวันตกส่วนตัวให้บรรดาคุณชายน้อยตระกูลสูง

          วันที่ไปเข้าสอนเป็นช่วงเข้าสู่ฤดูร้อนพอดี จักจั่นบนต้นไม้ส่งเสียงร้องระงม ฟางชิงชิงกลับยืนอยู่หน้าประตูกำแพงอิฐนิ่งทื่อไม่ไปไหน ถ้าไม่ได้เห็นกับตา เธอคงไม่เชื่อเด็ดขาดว่าเขตชานเมืองชิงผิงจะมีคฤหาสน์ใหญ่โตหรูหราเจือกลิ่นอายตะวันตกยุคเก่าแบบนี้ แม้แต่คฤหาสน์ตระกูลเซี่ยยังเทียบชั้นไม่ติด

          สาวใช้นำทางฟางชิงชิงเข้าไปในห้องหนังสือ หน้าห้องหนังสือแขวนม่านลูกปัดวาวใสแถบหนึ่งเพื่อปิดบังสายตา ทำให้มองเห็นแค่เค้าโครงนอกม่านเพียงรางๆ สาวใช้ระบายยิ้มอย่างมีมารยาท “ในคฤหาสน์รับแขกผู้หญิงน้อยครั้งมากค่ะ พอคุณนายรู้ว่าคนที่มาเป็นอาจารย์หญิงท่านหนึ่ง เพราะติดธรรมเนียมว่าชายหญิงสมควรเว้นระยะห่าง คุณนายจึงสั่งให้แขวนม่านลูกปัดไว้ด้วยเกรงว่าชื่อเสียงอัน
ดีงามของครูผู้สอนอาจด่างพร้อย”

          ระเบียบจัดขนาดนี้เชียว

          ฟางชิงชิงรู้สึกขำ เธอหันหลังเคลื่อนย้ายกระถางธูปบนโต๊ะ กลับได้ยินเสียงฝีเท้าดังลอยมาจากนอกม่าน รู้ทันทีว่าเป็นนักเรียนของตัวเอง เธอจึงหันหน้ามาส่งยิ้มสดใส “Is that a sunny day, right?”

          ฟางชิงชิงคิดเอาเองว่านักเรียนของตนเป็นเด็กชายอายุเจ็ดแปดขวบคนหนึ่ง ไม่คิดว่าเงาร่างนอกม่านกลับสูงโปร่งกำยำชุดฉางเผาที่เขาสวมทำจากไหมส่องสะท้อนบนม่านลูกปัดแวววาว เปล่งประกายเจิดจ้า เสียงของชายหนุ่มองอาจผ่าเผย “คุณพูดอะไร?”

          ฟางชิงชิงรู้สึกว่าคอแข็งทื่อ ก่อนเอ่ยปากช้าๆ “หน้าร้อนแดดจ้า คุณว่าไหมคะ?”  

 

          เขาคนนั้นชื่อฉีโย่ว

          มาจากครอบครัวตระกูลขุนนางตกอับ ในยามที่กองกำลังแปดพันธมิตรเข้ายึดเมืองหลวง นายท่านใหญ่ฉีเลี่ยงภัยไปตอนใต้ อาศัยอย่างสงบสุขในมุมเล็กๆ ของแดนสุขาวดีนอกเมืองอย่างชิงผิง

          บรรดาสาวใช้ทั้งหลายเรียกฉีโย่วว่าคุณชายน้อยก็จริง แต่ฟางชิงชิงที่ได้รับการศึกษารูปแบบใหม่มา กลับไม่ถ่อมตัวเรียกเขาแบบนั้น ทำเพียงตั้งใจสอนตามหน้าที่ เธอสอนเขาให้รู้จักตัวอักษรในภาษาตะวันตกไปจนถึงภาษาต่างประเทศอื่นๆ รวมถึงคำศัพท์ง่ายๆ ฉีโย่วเป็นคนหัวไว เรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว

          จนกระทั่งต้นฤดูใบไม้ผลิของปีถัดมา จู่ๆ ฉีโย่วก็ล้มป่วยกะทันหัน ทางคฤหาสน์เลยให้ฟางชิงชิงลาพักร้อนสองเดือนเต็ม แต่ยังคงได้รับเงินเดือนอยู่

          เธอเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ แต่เดิมก็มีนิสัยร่าเริงเป็นตัวของตัวเอง เพียงแต่คิดไม่ถึงว่าไม่ได้ไปสอนหนังสือที่คฤหาสน์แค่วันเดียวตนจะเหงาขนาดนี้ ทุกๆ ครั้งที่เงยหน้าขึ้นจากโต๊ะหนังสือในบ้าน ก็เหมือนมองเห็นเงาร่างซูบผอมของฉีโย่วอยู่นอกหน้าต่างไม้ไผ่ เธอรู้สึกประหลาดใจ ทั้งที่ยังไม่เคยเห็นหน้าค่าตากันจริงจังด้วยซ้ำ แต่ทำไมถึงเกิดภาพลวงตาแบบนั้นขึ้นมาได้

 

เกี้ยวมงคลหงส์คู่มังกร(2)

          คืนนั้นฟางชิงชิงฝัน ในความฝันม่านลูกปัดในห้องหนังสือถูกม้วนขึ้น ฉีโย่วหันหน้ามาทางเธอ ใบหน้านั้นหล่อเหลา สายตาเศร้าสร้อย ฟางชิงชิงสะดุ้งตื่นทันควัน หัวใจเต้นตุบตับ แต่กลับจำใบหน้าในความฝันไม่ได้

          สองเดือนต่อมาฉีโย่วหายป่วย ฟางชิงชิงเข้าไปสอนในคฤหาสน์อีกครั้ง ฉีโย่วกำลังฝึกแต่งประโยคภาษาอังกฤษยาวๆ อยู่นอกม่าน แต่จู่ๆ ก็ไอกระทุ้งขึ้นมาเต็มแรง แขนเสื้อกวาดขวดหมึกราคาแพงจนล้มคว่ำ น้ำหมึกเปื้อนแขนเสื้อเป็นวง

          สาวใช้ไม่ได้อยู่ในห้องหนังสือ ฟางชิงชิงพุ่งออกนอกม่านลูกปัดโดยสัญชาตญาณ มือของเธอลูบหลังลูบไหล่แล้วช่วยพยุงร่างเขา

          ฉีโย่วใช้กำปั้นฝืนกลั้นเสียงไอเอาไว้ แล้วเงยหน้าขึ้นมา

          คนบางคน เพียงชำเลืองมองแวบเดียว ก็ตราตรึงในหัวใจ

          นั่นเป็นใบหน้าที่หล่อเหลาเอาการ เจือสีแดงระเรื่อเพราะอาการไอและยังเหลือกลิ่นอายของความเจ็บไข้ได้ป่วย หมวกผ้าทรงกลมบนศีรษะของเขาประดับทัวร์มาลีนโปร่งใสขนาดเท่านิ้วหัวแม่มือ มันฉายสะท้อนแววตาตกตะลึงของฟางชิงชิง

          เศรษฐีเก่าที่ซ่อนตัวในชนบทยังคงไว้ผมยาวเยี่ยงชาวแมนจู ทั้งๆ ที่ลักษณะเช่นนั้นนักเรียนยุคใหม่อย่างพวกเธอเคยวิพากษ์วิจารณ์ว่าล้าหลัง แต่ฉีโย่วกลับมองคล้ายคุณชายสุขุมนุ่มนวลที่เดินออกมาจากตำรา ทำให้ผู้คนรู้สึกว่าเขาเป็นแบบนี้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

          เขามองฟางชิงชิงอย่างอึ้งๆ คล้ายกับคิดไม่ถึงว่าเธอจะวิ่งออกจากหลังม่าน ก่อนฝืนคลี่ยิ้ม “ไม่เป็นไรหรอก โรคเดิมๆ น่ะ” เขาค่อยๆ เบี่ยงตัวหลบ ขยับห่างจากมือของฟางชิงชิงแบบไม่ให้เป็นที่สังเกต กล่าวขึ้นว่า “วันนี้จบคาบแล้ว คุณกลับไปก่อนเถอะ” พูดจบก็เข้าไปพักผ่อนต่อในห้องโถง

          สุภาพห่างเหินแต่กลับอ่อนโยนภูมิฐาน ถึงจะดูใจร้ายแต่ก็ทำให้รู้สึกสะเทือนอารมณ์

          ฟางชิงชิงตระหนักได้อย่างรวดเร็วว่า อคติแต่เดิมของตนที่เกิดขึ้นเพราะผมเปียของฉีโย่วนั้นช่างไร้สาระ ถึงเขาจะแต่งตัวเหมือนนายน้อยยุคเก่า แต่กลับต่างจากชายชราที่ไร้การอบรมเอาแต่ฝืนอนุรักษนิยมไปวันๆ เหล่านั้น

          รากฐานตำรากวีนิพนธ์ที่ตัวเขารวบรวมสั่งสมมาจากสถานศึกษาเดิม ก็เชี่ยวชาญลึกซึ้ง เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยในพงศาวดาร เหตุการณ์ต่างๆ ที่บันทึกในหนังสือประวัติศาสตร์ เขาก็ยกขึ้นมาถกเถียงได้ช่ำชองคล่องปาก เขาเรียนภาษาต่างประเทศไม่ใช่เพื่อจะสื่อสารกับคนต่างชาติ แต่เพื่อให้มีความรู้ดาราศาสตร์ ภูมิศาสตร์ รวมทั้งรู้เท่าทันธุรกิจ กฎหมายและเศรษฐกิจที่กำลังคืบคลานมาจากต่างประเทศต่างหากเล่า

          และที่สำคัญยิ่งกว่าคือ เขามีความรู้กว้างไกล ซ้ำยังไม่มีอคติต่อทุกศาสตร์ที่เรียนมาทั้งหมด ไม่เคยกล่าวหา วิพากษ์วิจารณ์สิ่งใดในแง่ลบ ราวกับว่าในโลกใบนี้ไม่มีความคิดเห็นใดที่เขาจะทำความเข้าใจไม่ได้ รับฟังหรือเรียนรู้ไม่ได้

          เขาเป็นยอดอัจฉริยะที่โผล่ออกมาจากกองกระดาษสมัยเก่า

          ทุกครั้งที่แสงแดดส่องผ่านหน้าต่างเข้ามา เขามักเหยียดร่างรับแดดอย่างสบายอารมณ์ ความเป็นคนของอดีตกับปัจจุบัน จีนและตะวันตก ไหลเวียนปะปนอยู่ในตัวเขาอย่างแยกกันไม่ออก ความ
สมดุลที่แตกต่างนี้ โดดเด่นส่องสะท้อนจนผู้คนรอบข้างเขาพากันหม่นแสง

          แต่ฟางชิงชิงกลับรู้สึกว่า หากใครสักคนคิดอยากลากเขาออกจากห้องนี้ กลับยากเย็นคล้ายเหมือนมีอะไรบางอย่างพันธนาการมือเท้าเขาไว้อย่างแน่นหนา ทำให้เธอรู้สึกเสียดายขึ้นมา 

          เมื่อเกิดความชื่นชมระคนสงสาร ความรักก็อยู่ไม่ไกลแล้ว

          ฟางชิงชิงจมสู่ภวังค์อย่างเงียบงัน เธอชื่นชมความรู้ของฉีโย่ว ศรัทธาวิสัยทัศน์ของเขา ท่าทีงามสง่าแบบปัญญาชนยุคเก่าที่ค่อนข้างน่าขันก่อนหน้านี้ในสายตาเธอ กลายเป็นการรักษาระยะห่างแบบ
สุภาพบุรุษที่ทำให้ผู้คนหลงใหล

          เขายังมีฝีมือวาดรูปอันยอดเยี่ยม สาวงามบนหน้าพัดนั้นสะสวยไร้ที่ติ ลอนผมสีดำสนิทถูกเกล้าเป็นมวยต่ำ ถือพัดเล็กๆ ด้ามหนึ่งยืนวางท่าอยู่ตรงหน้าต่าง หากมองดีๆ จะพบว่าบนหน้าพัดเล็กๆ ด้ามนั้นก็วาดสาวงามหนึ่งคนไว้ด้วยเช่นกัน

          มันคือการวาดรูปซ้อนรูปนั่นเอง

          พอเห็นว่าเธอชอบเขาจึงมอบให้อย่างใจดี บอกว่าเป็นของเล็กน้อยที่ไม่คุ้มค่าให้เสียเวลาอะไร เพียงแต่เขาไม่ยอมลงชื่อ เพราะกลัวใครจะกังขาเรื่องการส่งมอบของขวัญระหว่างบุรุษ—สตรี ซึ่งอาจทำให้เธอเสื่อมเสีย 

          เมื่อหัวใจเกิดการเปลี่ยนแปลง ฟางชิงชิงก็ไม่รู้สึกว่าประเพณีระหว่างหญิงชายเหล่านี้ตื้นเขิน แต่เหมือนกับเธอกำลังเปิดอ่านหนังสือเก่าไปทีละหน้า แต่ละครั้งที่เปิดจะพบเจอความอ่อนโยนที่ฉาบทับอยู่บนร่างของคนผู้นั้น เธอจมดิ่งลงไปในความงามแบบดั้งเดิมที่วิจิตรตระการตา

          ที่ผ่านมาเธอภาคภูมิใจกับโรงเรียนสไตล์ตะวันตกของตนไม่มากก็น้อย ทว่าตอนนี้กลับต้องแปลกใจที่ผุดคิดขึ้นมาได้ว่าตัวเองใช้ชีวิตแบบหยาบกระด้างมาทั้งชีวิต ถึงกับละทิ้งความสง่างามที่ฝัง
รากลึกในวัฒนธรรมตะวันออกไปจนไม่เหลือสักเสี้ยว

          พอผมยาวขึ้น คราวนี้เธอไม่ยอมตัดสั้นแต่ค่อยๆ ไว้ยาว นึกภาคภูมิใจว่าตัวเองในแบบนี้ดูน่าพิสมัยกว่าเดิมเยอะ ยิ่งมองยิ่งใกล้เคียงกับสาวงามบนหน้าพัดคนนั้น

          เขาน่าจะชอบอยู่เหมือนกัน

          แต่ท้ายที่สุดเธอก็ต่างจากสาวงามคนนั้น เธอรู้และเข้าใจดี หากย้อนเวลากลับไปได้ เธอกับฉีโย่วคงจะไม่ได้พบเจอกันด้วยซ้ำ ต่อให้เป็นตอนนี้ ถ้าเธอไม่เป็นฝ่ายเปิดหัวใจ ต่อสู้เพื่อตัวเอง ทั้งสองก็มีแต่ต้องหลุดลอยถอยห่าง

          ด้วยเหตุนี้ รอให้ผมยาวจนสามารถถักเปียสองข้างได้แล้วฟางชิงชิงจึงกล้าเลื่อนฝ่ามือเรียวบางยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งจากด้านในม่านส่งให้เขา บนนั้นทิ้งกลอนหนึ่งประโยคที่คัดมาจากบทกลอนตะวันตกชื่อว่าลำนำชาวเยว่ ถูกเขียนเอาไว้อย่างเศร้าสร้อยว่า ‘บนเขามีต้นไม้พฤกษาไซร้มีกิ่งก้าน  ใจรักสมัครสมานน่าสงสารท่านไม่รู้’

          สิ่งที่เร้นลับที่สุดระหว่างชายหญิงคือ ‘หน้าต่างกระดาษบานนั้น’ เธอเจาะทะลวงมันอย่างกล้าหาญ แต่กลับคาดไม่ถึงว่าผลลัพธ์จะเย็นชาถึงขั้นนี้

          วันรุ่งขึ้น ฟางชิงชิงได้รับเงินเดือนจากเสมียนแล้วบอกเธอว่าไม่ต้องมาที่นี่อีก

          ฟางชิงชิงคิดสารพัดก็ยังไม่เข้าใจความหมาย ถามซ้ำแล้วซ้ำอีก คนรับใช้จึงบอกอย่างหมดความอดทนว่าคุณชายน้อยมีครูสอนภาษาต่างประเทศคนใหม่แล้ว

          ฟางชิงชิงไม่ยอมถอดใจ เปลี่ยนเป็นชุดกระโปรงปักลายดอกไม้ เปลี่ยนทรงผมไปรอพบเขา เดาเอาว่าเขาอาจชอบแบบนี้ เธออยากต่อสู้เพื่อตัวเองอีกสักครั้ง เธอฝืนรวบรวมความกล้าอยู่สิบสองนาทีแล้วก้าวเข้าไปในห้องหนังสือตรงศาลาริมน้ำ

          เพิ่งจะเดินไปถึงหน้าประตูก็ได้ยินเสียงหัวเราะคิกคัก ด้านในม่านเป็นเด็กสาววัยรุ่นสวมเสื้อเชิ้ตแบบสาวสมัยใหม่คู่กับกางเกงขายาว กำลังถือกรรไกรตัดแต่งทรงผมให้ฉีโยว่

          ฟางชิงชิงเพิ่งเห็นว่าผมเปียด้านหลังของฉีโย่วที่ปล่อยยาวแต่แรกถูกตัดฉับ

          เปียยาวก็ร่วงตกลงกับพื้น

          แต่เขากลับไม่ได้รู้สึกเสียดาย ทำเพียงเลิกคิ้วทอดมองเด็กสาวในชุดตะวันตก ก่อนระบายยิ้มพิมพ์ใจออกมา 

          “ได้ยินว่าสาวน้อยคนนั้นก็คือคุณอวิ้นหมิ่นที่หมั้นหมายกับคุณชายมาตั้งแต่เด็ก เพิ่งกลับมาจากเมืองนอก”

          “ชุดนั้นดูดีจริงๆ เด็กผู้หญิงก็สวมชุดทะมัดทะแมงแบบนั้นได้เหมือนกันเนอะ ได้ยินว่าคุณชายน้อยอยากเรียนภาษาต่างประเทศก็เพราะหล่อนด้วย ใช่ไหม?”

          ฟางชิงชิงรู้สึกว่าในหัวมึนตึ้บไปทั้งแถบ

          ที่แท้ฉีโย่วไม่ใช่ไม่ชอบผู้หญิงหัวสมัยใหม่ เพียงแต่คนที่ชอบไม่ใช่เธอ เขาวาดเธอลงในภาพวาด มอบให้เป็นของขวัญเหมือนกับโยนสิ่งของที่ไม่สำคัญทิ้ง แต่เธอกลับดึงตัวเองออกมาจากกระดาษ
แผ่นนั้นไม่ได้

          เธออยากจะวิ่งซวนเซหลบฉาก แต่กลับสบสายตาสีอำพันโปร่งใสของฉีโย่วเข้าพอดี

          ดวงตาคู่นั้นกำลังจดจ้องเธออย่างลึกล้ำ เหมือนสายน้ำนิ่ง

 

          เซี่ยเสี่ยวเจวี่ยนกลับมาจากเรียนต่อเมืองนอก

          แทบจะจำฟางชิงชิงไม่ได้ ฟางชิงชิงก่อนหน้านี้มักชอบสวมเสื้อแขนเกือกม้าสีขาวทับกระโปรงพลีทสีดำ ตัดผมสั้นเสมอหูดูสดใสร่าเริง พูดจาเปิดเผย ยามยิ้มเผยให้เห็นฟันขาวแข็งแรงสองแถว แต่ฟางชิงชิงในตอนนี้กลับถือร่มเคลือบน้ำมัน ร่ายรำร้องงิ้วคุนฉวี่ หล่อนเหยียดมือออกมา เผยให้เห็นปลายเล็บแวววาว “สีชมพูนี่ยังไม่ค่อยใสวาวเท่าไหร่ ฉันยังต้องเอาไปแกว่งสารส้มอีกสักหน่อย” 

          เซี่ยเสี่ยวเจวี่ยนอดตัวสั่นขึ้นมาไม่ได้ รู้สึกว่าเพื่อนสนิทตรงหน้าเปลี่ยนเป็นคนละคน ไม่ใช่นักเรียนหญิงที่เปิดกว้างทันสมัยอีกต่อไป หล่อนเหมือนกับผีสาวยุคเก่าที่ลอยออกจากอาคารลึกลับหลังหนึ่ง 

          เซี่ยเสี่ยวเจวี่ยนกลับไปคิดบัญชีกับผู้บัญชาการเซี่ยผู้เป็นพ่อตามที่ควรจะเป็น ผู้บัญชาการเซี่ยก็แบมือไหวไหล่อย่างจนปัญญา บอกว่าเคยส่งไปหาหมอหลายหนแล้ว หมอบอกแค่ว่าหล่อนเป็นโรคฮิสทีเรียอันเกิดจากจิตผิดปกติ ถ้าแก้ปมหัวใจไม่ได้ ก็ไม่มียารักษา 

          เพื่อจะรักคนคนนั้น เพื่อจะเข้าใกล้คนคนนั้น หล่อนลอกหนังกรีดกระดูกตัวเองจนเปลี่ยนไปเป็นคนละคน แต่กลับพบว่าตัวเองคิดผิด คิดผิดมาตั้งแต่ต้น

          แสงเทียนระเบิดสะเก็ดออกมาทันใด เซี่ยเสี่ยวเจวี่ยนตัวสั่นระริก

          ตู้ว่างกำลังฟังอย่างเมามันทีเดียว “แล้วต่อมาล่ะ ทำไมคนคนนั้นถึงได้ยอมสู่ขอเธอ”

          เซี่ยเสี่ยวเจวี่ยนสูดหายใจเข้าลึกๆ “ฉันเองก็ไม่รู้หรอก แต่จู่ๆ คนของครอบครัวนั้นก็มาหมั้นหมาย ซ้ำยังบอกว่าจะไม่จัดงานแต่ง ให้ชิงชิงหาเกี้ยวมงคลส่งตัวเองเข้าประตูข้าง นี่ไม่ใช่การหยามหน้ากันหรอกเหรอ แต่ยัยนั่นดันตาถั่ว จะแต่งกับเขาให้ได้” เธอจามหนึ่งที เหลือบมองนาฬิกาพกก่อนจะผุดลุกพรวดพราด “ตายจริง ฉันต้องรีบไปแล้ว” ตอนท้ายยังหันมาทำหน้าดุใส่ตู้ว่าง “จำไว้ ห้ามออกเกี้ยวมงคลให้เธอเชียว” พูดจบก็วิ่งหายไปหน้าตาเฉย

เกี้ยวมงคลหงส์คู่มังกร (3)

          ตู้ว่างหยิบผ้าห่มที่ถูกโยนลงพื้นขึ้นมา อ้าปากหาวหวอดกำลังจะเดินไปลงกลอนกลับได้ยินเสียงประตูถูกเคาะเบาๆ อย่างนุ่มนวลมีมารยาท แต่แรงเคาะนั้นหนักแน่นอย่างยิ่ง ราวกับถ้าไม่เปิดก็จะเคาะแบบนี้ต่อไปไม่หยุด

          ตู้ว่างก้าวเข้าไปเปิดประตูอย่างจนปัญญา “คุณเซี่ยลืมของเหรอ...”

          ผู้มาเยือนสวมชุดคลุมสีดำเนื้อดี ก้าวตรงไปหยุดอยู่กลางลานบ้านแล้วค่อยๆ ปลดฮู้ดคลุมผมลงให้แสงจันทร์สาดส่องใบหน้าหล่อเหลาซูบเซียว ลวดลายที่ปักอยู่บนคอเสื้อถักทอด้วยด้ายทอง แสดงถึงฐานะที่เคยมั่งคั่งของครอบครัวเขา หากไม่ใช่อดีตขุนนางแมนจูแห่งราชวงศ์ชิง คงไม่มีทางมีชุดเสื้อคลุมล้ำค่าแบบนี้ได้

          ผู้มาเยือนเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงต่ำพร่า “เถ้าแก่ ผมมาขออัญเชิญเกี้ยวให้ยกไปที่ตระกูลฟาง บ้านเลขที่ 23 ตรอกหนานซิ่วหลัว”

          ตู้ว่างระบายยิ้ม “คุณก็คือฉีโย่วงั้นสิ? น่าเสียดายร้านเกี้ยวของพวกเราไม่ออกเกี้ยวมงคล” 

          ฉีโย่วเงยหน้าขึ้น “เถ้าแก่ตู้ ที่ผมอยากอัญเชิญ คือเกี้ยวมงคลหงส์คู่มังกร”

          รอยยิ้มบนใบหน้าของตู้ว่างชะงักค้าง

          ฉีโย่วกล่าวต่ออย่างมั่นใจ “มีคุณป้าคนหนึ่ง ทำงานอยู่กับครอบครัวผมมาหลายสิบปีแล้ว แต่เธอเป็นคนทางใต้ เธอเล่าว่าเคยพบคุณที่เจียงเซี่ยเมื่อสามสิบปีก่อน หลายวันก่อนก็บังเอิญพบคุณตรงถนนอีกหนหนึ่ง คุณป้าเล่าว่ารูปร่างหน้าตาของคุณไม่ได้เปลี่ยนไปสักนิด”

          ตู้ว่างหอบป้ายเกี้ยวระหกระเหินไปทั่วทิศ สามสิบปีก่อนเขาเคยไปที่เจียงเซี่ยจริงๆ ช่วงนั้นกระเป๋าเงินตู้ว่างค่อนข้างหนัก เพราะจำหน่ายเกี้ยวออกไปหลายหลัง

          เกี้ยวมงคลหงส์คู่มังกร มีความหมายตามชื่อ ก็คือเกี้ยวมงคลสีแดงสดที่ใช้สำหรับหามเจ้าสาวในงานแต่ง แต่จะว่าไปมันก็ไม่ใช่เกี้ยวที่ดีนัก มีเจ้าสาวหลายคนผุดนึกเสียใจก่อนจะเดินถึงประตูบ้านของฝ่ายเจ้าบ่าว ถึงกับยกเลิกงานแต่งก็มี

          ทุกคนล้วนนั่งเกี้ยวของร้านกว่างจี้ด้วยกันทั้งนั้น!

          “คุณป้าเล่าว่า เมื่อสามสิบปีก่อนเกี้ยวมงคลหงส์คู่มังกรของคุณถูกเล่ากันปากต่อปากในหมู่หญิงสาวที่อาศัยในเขตเจียงเซี่ย ไม่ว่าใครคนไหนคิดจะออกเรือน ก็อยากจะนั่งเกี้ยวของคุณแต่งเข้าบ้านฝ่ายชายด้วยกันทั้งนั้น”

          “คุณป้าเคยมีเพื่อนสนิทคนหนึ่ง หล่อนนั่งเกี้ยวของคุณไปถึงหน้าประตูบ้านฝั่งเจ้าบ่าวแต่กลับไม่อยากแต่งงาน ร้องห่มร้องไห้ยกใหญ่ เอาแต่พูดว่าในอนาคตตัวเองจะถูกสามีตีตาย น่าเสียดายคนในครอบครัวของหล่อนโลภอยากได้สินสอดทองหมั้น เลยบอกว่าเด็กสาวบ้านตนเป็นโรคประสาท ให้ตายอย่างไรก็ต้องแต่งเข้าไปให้ได้ ผลลัพธ์ก็เป็นไปตามคาด ไม่ถึงครึ่งปี ผู้หญิงคนนั้นก็ถูกสามีทุบตีจนตายไปจริงๆ”

          ตู้ว่างยังคงระบายยิ้ม “มันเป็นเรื่องบังเอิญหรือเปล่า หล่อนฝันตอนที่นั่งหลับในเกี้ยวมั้งครับ”

          ฉีโย่วดึงเก้าอี้มานั่ง เล่าออกมาอย่างต่อเนื่อง “แต่คุณป้าของผมคนนี้ก็เคยนั่งเกี้ยวคุณนะครับ หล่อนร้องไห้ไม่อยากแต่งงานอยู่หน้าประตูบ้านฝ่ายชายเหมือนกัน ด่าว่าเจ้าบ่าวเป็นกามโรค อนาคตตัวเองจะมีจุดจบไม่สวย ตอนแรกคนในบ้านก็ไม่เชื่อ ใครจะรู้ว่าเจ้าบ่าวทั้งโกรธทั้งอายจนเป็นลมหมดสติ แขกในงานที่พอจะมีความรู้ด้านการแพทย์ปลดคอเสื้อของเขาออก พบว่าตรงคอมีผื่นพิษเต็มไปหมด
ถึงได้รู้ว่าเจ้าบ่าวคนนั้นเป็นซิฟิลิสที่รักษายาก”

          ตู้ว่างถอนหายใจ เถียงไม่ออก

          ฉีโย่วยิ้มและกล่าวต่อ “เห็นไหมครับ คนที่นั่งเกี้ยวหลังนี้แล้วพบเจอสิ่งดีๆ ก็มีบ้างเหมือนกัน หลายปีมานี้คุณป้าท่านนั้นรู้สึกขอบคุณคุณตลอด คิดว่าความมหัศจรรย์ของเกี้ยวมงคลหงส์คู่มังกรก็คือทำให้เจ้าสาวมองเห็นชีวิตแต่งงานของตัวเองในภายภาคหน้าถูกต้องไหมครับ?” 

          ตู้ว่างลูบกรอบแว่นของตัวเอง “เป็นแบบนั้นแล้วยังไงครับ? ทุกวันนี้พวกว่าที่เจ้าบ่าวพากันมาวุ่นวายนั่นนี่ที่ร้านผม เดือดร้อนจนผมต้องย้ายออกจากเจียงเซี่ย ผมตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ออกเกี้ยวมงคลหงส์คู่มังกรอีก อ้อ แล้วอีกอย่าง บ้านอื่นเขามีแต่ให้ฝ่ายหญิงมาถามเรื่องเกี้ยว เจ้าบ่าวอย่างคุณมาถามเอง ไม่กลัวจะผิดประเพณีเหรอ!”

          ฉีโย่วพึมพำออกมาว่า “ไม่ว่างานแต่งจะจัดหรือเปล่า ผมก็มีแต่จะรู้สึกโชคดี”  ตอนแรกก็พูดธรรมดา แต่จู่ๆ กลับบิดเกร็งไปทั้งร่าง หน้าตาเหยเก หอบหายใจถี่

          ตู้ว่างเห็นท่าไม่ดีเลยรีบร้อนเข้าไปพยุง พอเข้าใกล้กลับได้กลิ่นแปลกๆ ที่ฉุนเป็นพิเศษจากร่างของฉีโย่ว

          ตู้ว่างขมวดคิ้ว อุทานขึ้นมาอย่างประหลาดใจ “นี่คุณติดฝิ่นเหรอ!”

 

          ในช่วงที่กองกำลังแปดพันธมิตรเข้ายึดเมืองหลวง ฉีโย่วยังเป็นเด็กชายตัวเล็กๆ

          เขาซุกร่างอยู่ในอ้อมกอดของ ‘แม่เล็ก’ หอบกันหนีตายออกมาอาศัยในอำเภอชิงผิง คุณย่าเห็นสถานการณ์มีแนวโน้มไม่น่าไว้ใจ จึงตัดสินใจจะไม่กลับเมืองหลวงอีก พวกเขาเลือกตั้งรกรากอยู่อย่าง
สงบสุขในสวรรค์ของเมืองชนบทอันแสนงดงามอย่างชิงผิงแทน

          น่าเสียดาย ช่วงเวลาดีๆ อยู่ได้ไม่นานคุณย่าก็ล้มป่วย สุดท้ายท่านก็จากไป แม่เล็กของฉีโย่วใช้แรงกำลังทั้งหมด สร้างฐานะและเลี้ยงดูฉีโย่วอย่างขยันขันแข็ง

          ตอนที่คณะปฏิวัติบุกมาตัดผมเปียชาวแมนจูที่ชิงผิง เพราะฉีโย่วยังเล็ก แถมบ้านช่องก็อยู่ห่างไกลจึงซ่อนตัวจากเหตุการณ์นั้นได้

          แต่หลังจากเติบใหญ่ ฉีโย่วกลับพาตัวเองไปหลงใหลในดาราศาสตร์ คณิตศาสตร์ และสถาปัตยกรรมขั้นสูงของทางตะวันตก ไม่ชอบอ่านบทความเสื่อมโทรมเน่าเฟะของคนยุคเก่า แม่เล็กรู้เข้าก็โกรธมาก สั่งให้ฉีโย่วไปคุกเข่าเอาหนังสือกวี กฎเกณฑ์ระเบียบทางสังคม เล่มหนาวางบนหัวอยู่ต่อหน้ารูปภาพของบิดาแล้วใช้แส้หนังฟาดร่างจนเป็นแผลเหวอะ

          ฉีโย่วเป็นเด็กกตัญญู จึงทำเพียงอดทนอย่างเงียบๆ

          อย่างไรก็ตามพอแม่เล็กรู้ว่าฉีโย่วมีความคิดอยากไปเรียนเมืองนอก จึงเผาตำราตะวันตกทั้งหมดจนเกลี้ยง เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ฉีโย่วต่อต้านมารดาอย่างแรง เขาคว้ากรรไกรจากกล่องเครื่องสำอางของแม่มาทำท่าจะตัดผมเปียของตัวเองทิ้ง แต่กลับพบว่าแม่ก็กำกรรไกรเล่มหนึ่งมาจ่อคอของหล่อนเหมือนกัน มีคราบเลือดไหลออกจากบาดแผล น้ำตาร่วงเผาะ

          ในที่สุดเขาก็ยอมแพ้ นับตั้งแต่นั้นมาฉีโย่วคอยระวังตัวเองให้อยู่ในกรอบในกฎเกณฑ์ ไม่เอ่ยเรื่องไปเรียนต่อเมืองนอกอีก

          จนกระทั่งเขาได้พบกับฟางชิงชิง การพบปะกันครั้งแรกไม่ใช่ในห้องหนังสือแต่เป็นปีที่เขาไปหาหมอยังคลินิกในตัวเมืองพร้อมกับพ่อบ้าน จากนอกหน้าต่าง เขาเห็นเด็กสาวหน้าตาสดใสกำลังนั่งอ่านหนังสือบนชิงช้า ปีนั้นฟางชิงชิงเพิ่งจะอายุสิบหก ทรงผมตัดสั้นเสมอหู เผยให้เห็นลำคอขาวเนียน รอยยิ้มเปล่งประกาย รองเท้าหนังเล็กๆ สีดำตัดกับถุงเท้าขาวกำลังถีบต้นยี่โถสีชมพูเพื่อแกว่งไกวตัวเอง

          เธอนั่งท่องบทกวีภาษาอังกฤษอยู่ตรงนั้น ฉีโย่วฟังไม่เข้าใจ รู้สึกเพียงว่าไพเราะ เขาถูกใจผู้หญิงเช่นเธอ ดูสดใสผุดผาด มีอิสระราวกับแสงอาทิตย์ที่ส่องผ่านปลายนิ้ว 

          ใช้ระยะเวลาทั้งสิ้นสองปี ในที่สุดฉีโย่วก็หว่านล้อมแม่เล็กให้หยุดคิดหาวิธีฆ่าตัวตายเพียงเพราะตนจะเรียนภาษาต่างประเทศได้ คนที่เขาไหว้วานให้มาสอนในตอนแรกคือคุณครูที่โรงเรียน กลับ
คาดไม่ถึงว่าคุณครูติดธุระ จึงมอบงานชิ้นนี้ให้กับศิษย์รักของตนแทน 

          “หน้าร้อนแดดจ้า คุณว่าไหมคะ?”

          ประโยคนั้น...

          ถึงแม้จะมีม่านลูกปัดกั้น แต่ฉีโย่วก็ยังจำฟางชิงชิงได้ตั้งแต่แวบแรก ความสุขที่ระเบิดออกมาวินาทีนั้นเปรียบเสมือนดอกไม้ไฟที่ปะทุขึ้นกลางท้องฟ้ายามค่ำคืน สว่างไสวอย่างยิ่ง

          ช่วงเวลาที่ฟางชิงชิงยังไม่มีใจให้เขา ฉีโย่วเคยแอบมองใบหน้าด้านข้างอันสุขสงบของเธอผ่านม่านลูกปัดนับครั้งไม่ถ้วน เขาอยากเรียกคนรับใช้มาพับม่านเก็บซะ แต่ก็กลัวว่าการแสดงออกแบบปุบปับเกินไปจะทำให้เธอตกใจ ตอนที่เธอเงยหน้ามองมานอกม่าน เขาก้มหน้าลงอย่างลนลาน วางท่าตั้งใจอ่านหนังสือ

          เรียกได้ว่าฟางชิงชิงผู้นั้น มอบหยาดเลือดแห่งความสดชื่นและอิสรภาพให้กับชีวิตอันเน่าเปื่อย ผุกร่อน ล้าสมัยของเขา กระทั่งสุดท้ายฉีโย่วเกิดความกล้า เขาเคาะประตูห้องเรียกแม่เล็ก เปรยว่าจะไปสู่ขอฟางชิงชิงที่บ้าน

          “ถ้าลูกชอบผู้หญิงแบบนี้ รอปีหน้าอวิ้นหมิ่นก็จะกลับมาจากต่างประเทศแล้ว ต่อให้แม่จะไม่ชอบเธอ แต่ถึงยังไงสองครอบครัวก็เคยรู้จักมักจี่ สายเลือดขุนนางเก่าของเราค้ำคออยู่ จะทำอะไรต้องคิดให้มาก แม่จะช่วยลูกจัดการเรื่องงานแต่งเอง” คุณนายใหญ่แก้ปัญหาง่ายๆ

          ฉีโย่วส่ายหน้า “ไม่ใช่ว่าผมชอบผู้หญิงแบบนี้ แต่ผมชอบฟางชิงชิง ชอบแค่เธอคนเดียว!”

          คุณนายใหญ่หยิบบ้องยาสูบไปจุดบนเตา “ลูกอย่าแม้แต่จะคิด หญิงแพศยาที่ตัดผมเลียนแบบชี เปลือยคอเสียจนผู้ชายเห็นกันไปทั้งตำบลไม่เหมาะกับพวกเราชาวแมนจูที่สูงส่งหรอก”

          ในอกฉีโย่วจุดเพลิงโทสะโหมกระหน่ำอย่างที่ไม่เคยเป็น เขาขว้างแก้วกระแทกกับพื้น “ผมจะสู่ขอเธอให้ได้! ผมจะพาเธอไปเรียนต่อต่างประเทศด้วยกัน!”

          เป็นครั้งแรกที่ฉีโย่วผู้ว่านอนสอนง่ายแสดงอาการก้าวร้าวแบบนี้

          เขากระแทกประตูก้าวออกไป

          บ้องยาสูบของคุณนายใหญ่ถูกแรงสั่นสะเทือนกลิ้งตกลงไปในเตา

          คุณนายใหญ่มองตามแผ่นหลังของบุตรชายด้วยสายตาอ่อนล้า ริมฝีปากบ่นงึมงำ “แม่รู้อยู่แล้วว่าลูกไม่เคยล้มเลิกความตั้งใจนี้...”

เกี้ยวมงคลหงส์คู่มังกร (4)

          ถึงแม้ฉีโย่วจะร่ำเรียนเขียนอ่านภาษาต่างประเทศ แต่ก็ไม่นับเป็นคนยุคใหม่

          พอยกเรื่องความรักมาพูด ก็ยังรู้สึกว่าการที่ตนไปสารภาพความรู้สึกต่อหญิงสาวโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพ่อแม่ก่อนเป็นการกระทำที่เหลวแหลก หนึ่งเดือนให้หลัง เขากลับมาเผชิญหน้ากับแม่เล็กอีกครั้ง ตอนที่กำลังจะเอ่ยถึงเรื่องนี้ จู่ๆ กลับบิดเกร็งทั่วทั้งร่าง ทรุดล้มลงกับพื้น แขนขาทั้งสี่เหมือนมีแมลงเจาะไต่ คันยุบยิบจนแทบทนไม่ได้

          ฉีโย่วถือกำเนิดมาในฤดูหนาว บวกกับสวรรค์ไม่เมตตา เขามักจะไอจามอยู่บ่อยครั้ง ดีที่มียานัตถุ์แบบตะวันตกซึ่งหาซื้อมาจากเมืองหลวงติดบ้านอยู่หลายขวด ประสิทธิภาพของมันน่าทึ่ง ไม่รู้ว่าเรื่องเป็นมาอย่างไร ช่วงหลายเดือนมานี้พอสูดยานัตถุ์เสร็จจะรู้สึกร่างกายกระปรี้กระเปร่า เนื้อตัวโล่งเบา

          ฉีโย่วคิดจะล้วงยานัตถุ์ออกจากกระเป๋า แต่มือกลับสั่นระริก ขวดแก้วกลิ้งหลุนๆ ไปหยุดอยู่แทบเท้าของแม่เล็ก รองเท้าผ้าซาตินเนื้อนุ่มของคุณนายใหญ่เตะขวดยานัตถุ์ไปอยู่ใต้แท่นนอน หล่อนมองบุตรชายด้วยสายตาเรียบเฉย ดึงบ้องยาสูบบ้องหนึ่งขึ้นมาอังความร้อน พอได้ที่ก็ดึงร่างลูกชายที่กำลังเสี้ยนยาเข้ามากอดในอ้อมแขน

          บ้องยาสูบสั่นกึกๆ 

          “โย่วเอ๋อร์ ลูกอย่าโทษแม่เล็กเลย แม่เล็กอยากจะรั้งลูกไว้แต่ไม่มีวิธีอื่นแล้ว”

          ฉีโย่วฟังไม่ค่อยชัด มองไม่ค่อยเห็น สติของเขาไล่ตามกลิ่นหอมประหลาด

          ท่ามกลางความเจ็บปวดที่กัดกินหัวใจนั่น

          เขาอ้าปากงับบ้องยาสูบแล้วคาบเอาไว้

          ของแบบนี้พอติดก็หนีไม่ได้หลีกไม่พ้น เป็นเหมือนตุ่มพิษที่แทรกซึมเข้าไปช่วงชิงจิตวิญญาณ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าสิ่งที่แม่เล็กของเขาเติมลงในยานัตถุ์ก่อนหน้านี้คือน้ำปูนชั้นดีแล้วด้วย

          จะให้หล่อนทำอย่างไรได้?

          ผู้หญิงยุคเก่าที่อายุปูนนี้ แต่ยังสวมชุดแมนจูคู่กับรองเท้าส้นตึกลายดอก

          ผู้หญิงแบบนี้... ลูกชายก็คือทุกสิ่งทุกอย่าง

          เธอยอมทำลายเขา ตัดขาเด็ดปีกของเขาทิ้งด้วยมือของตัวเอง แต่จะไม่ยอมปล่อยให้เขาหนีไปไกลจนสุดหล้าฟ้าเขียว

          ลูกชายของเธอก็ควรจะอยู่กับเธอ มาช่วยกันอนุรักษ์กฎระเบียบของบ้าน ประเพณีของบรรพบุรุษ คอยนั่งเฝ้าป้ายวิญญาณ มาช่วยกันรักษาเกียรติยศศักดิ์ศรีสุดท้ายของราชวงศ์ชิง เผ่าแมนจูเอาไว้ไม่ให้เน่าสลายหายไปในมุมหนึ่งของอำเภอชิงผิงแห่งนี้ 

          การหยุดเรียนสองเดือนนั้น ก็เหมือนสองเดือนที่ทนทุกข์อยู่ในนรกหมกไหม้ เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ฉีโย่วรู้สึกว่าตัวเองเหมือนดักแด้ กระเสือกกระสนเพื่อเอาตัวรอดจากเส้นทางอันวกวนของจิตใจ

          เพื่อจะเลิกเสพติด เขามัดตัวเองไว้กับเก้าอี้ กับเสาบ้าน แช่ตัวในน้ำเย็นทั้งวันทั้งคืน

          พยายามจนตัวร้อนจี๋ พูดเพ้อ ไม่เหลือสติ

          พอแม่เล็กมา หล่อนก็กอดเขาพลางร้องไห้อย่างขมขื่น พยายามยัดเยียดให้เขาสูบให้ได้สักอึก ถึงจะสูบเพียงอึกเดียวแต่กลับหายทรมานเป็นปลิดทิ้ง ทำให้บางครั้งก็แอบคิดว่าไม่เห็นจะเป็นไรนี่ ครอบครัวเขาทุนหนา สามารถประเคนฝิ่นให้เขาได้ตลอดชีวิตอยู่แล้ว

          ฉีโย่วฝืนต้านทานความเจ็บปวดและสิ่งล่อใจแบบนี้ไม่ไหว ได้แต่กลับไปสูบอีกครั้ง และอีกครั้ง หลังจากได้สติก็รู้สึกขยะแขยงตัวเองที่อ่อนแอ พยายามผูกร่างตัวเองกับเสาบ้าน หวนคืนสู่วัฏจักรเดิมตั้งแต่ต้น แล้ววนกลับมาตกนรกอีกรอบ   

          ตอนที่เขากำลังสติเลื่อนลอย ในความเลือนราง เขาเห็นใบหน้าของฟางชิงชิง

          เธอระบายยิ้มให้เขาอย่างโดดเดี่ยว

          ทุกอย่างพร่ามัวเหมือนอยู่คนละโลก เขามองเห็นใบหน้าที่ติดตาไม่ลืม สุดท้ายจึงต้องยอมรับต่อโชคชะตาว่าเขาคิดถึงฟางชิงชิง

          คิดถึงสุดชีวิต   

          เธอคือฝิ่นอีกชนิดของเขา 

          ระหว่างนั้นฉีโย่วและแม่เล็กก็บรรลุข้อตกลงกันข้อหนึ่ง แม่เล็กยอมให้เขากลับไปเรียนในอีกสองเดือนถัดมา ฉีโย่วอัดฝิ่นไว้ก่อนล่วงหน้า เปลี่ยนเสื้อผ้า ล้างหน้าล้างตาเสร็จสรรพ ระหว่างทางที่ก้าวไปในห้องหนังสือ พลันรู้สึกเหมือนเดินตัวปลิวอยู่บนปุยเมฆ เขาภาวนาให้ทุกอย่างดูเป็นปกติเมื่ออยู่ต่อหน้าฟางชิงชิงก็พอ

          พอก้าวเข้าไปในห้อง พบว่าหลังม่านลูกปัดมีร่างของฟางชิงชิงยืนรออยู่แล้ว

          เธอกำลังคุยเล่นอยู่กับนกแก้วปีกเขียวมรกตตัวหนึ่ง “ไหนลองพูดสิ พูดกับฉันว่า  ‘I love you’ ทำไมถึงไม่พูดล่ะ เธอนี่เป็นนกโง่จริงด้วย” เสียงหัวเราะนั้นของฟางชิงชิงฟังเหมือนสายน้ำที่อ่อนโยนไหลผ่านห้องหัวใจ ทำให้ฉีโย่วขอบตาแดงก่ำขึ้นมา

          แต่ละวันผ่านไป คิดไม่ถึงว่าฉีโย่วจะคำนวณพลาด

          เขาต้องการฝิ่นเพิ่มมากขึ้นในแต่ละวัน ฝิ่นหนึ่งก้อนไม่เพียงพอจะทำให้เขาฝืนเรียนไปจนถึงคาบบ่ายได้ มีอยู่วันหนึ่ง เขากำลังคัดอักษรต่างประเทศในห้องหนังสือ จู่ๆ ก็เริ่มตัวสั่นและกระหน่ำไอ

          ฟางชิงชิงพุ่งออกจากม่านมาพยุงเขาไว้ เขาหันหลังไปสบประสานกับดวงตาใสวาวของเธอ มองเห็นเงาสะท้อนอันบิดเบี้ยวของตัวเองในแววตาคู่นั้นเข้าพอดี

          เขาเบี่ยงตัวหลบไปอีกทาง รีบเดินดุ่มๆ ออกจากห้องก่อนที่ตัวเองจะเสียสติไปมากกว่านี้

          ทิ้งให้เธอเห็นเพียงความเย็นชาและแล้งน้ำใจของเขา  

          หลังจากฉีโย่วได้ผ่อนคลายบนเตียงรมควัน เรื่องราวเมื่อครู่ก็ฉายขึ้นเป็นฉากๆ นั่นเป็นเรื่องที่เขากลัวว่าจะเกิดขึ้นมากที่สุด ตอนที่อยู่ต่อหน้าฟางชิงชิงเขาจะดูน่าสงสารและน่าสมเพชขนาดนั้นไม่ได้
ฉีโย่วคำรามเดือดพร้อมกับกวาดอุปกรณ์สูบยาทั้งหมดลงพื้น สุดท้ายก็ส่งเสียงร้องไห้อย่างเจ็บปวดออกมา

          เขาเกลียดชาติกำเนิดและโชคชะตาที่สะบัดไม่หลุด หนีไม่พ้นแบบนี้

          เกลียดแม่เล็ก เกลียดตัวเองที่อ่อนแอ

 

          แต่เหมือนมีอะไรบางอย่างเปลี่ยนแปลงไปอย่างเงียบๆ

          หลังจากบ่ายวันนั้น ในห้องหนังสือตอนที่ฉีโย่วนึกอยากเงยหน้าขึ้นมองฟางชิงชิงอีกครั้ง เขาสบสายตาที่จดจ้องของเธออยู่ร่ำไป ช่วงเวลาที่เขาลอบมองเธออย่างเงียบๆ เหมือนในอดีตไม่มีอีกแล้ว แต่เป็นเธอต่างหากที่เริ่มหันมาตั้งหน้าตั้งตามองเขา

          สิ่งที่มาแทนที่ คืออาการก้มหน้างุด รีบร้อนดื่มชา จุ่มหมึกอย่างร้อนรนจนปัญญาของเขา

          เขาไม่ได้อ่อนเพลียแต่เขินอายต่างหาก

          เขินที่ตัวเองในวันนี้ต้านทานสายตาอ่อนโยนคู่นั้นไม่ได้

          ความรักระหว่างชายหญิงเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เขาพบว่าเธอมีใจให้เขาแบบเทียวเผยเทียวซ่อน จึงจงใจวาดหน้าพัด แสร้งทำเป็นว่าผู้หญิงที่ตนหลงรักคือหญิงสาวยุคเก่า ไม่ใช่คนประเภทเดียวกันกับเธอ แต่กลับคิดไม่ถึงว่าฟางชิงชิงจะหนักแน่นเด็ดเดี่ยวถึงขั้นพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเอง

          เขามองผมของเธอที่เริ่มยาวขึ้นมาทีละนิด

          มองจนกระทั่งถึงวันที่เธอยื่น ‘ลำนำชาวเยว่’ ผ่านม่านมาให้!   

          เขาถือบทกวีดุ่มๆ กลับไปที่ห้อง ส่องกับแสงแดดที่สาดเข้ามาจากนอกหน้าต่าง ก่อนจะกลั้นใจกวักมือเรียกพ่อบ้านเข้ามาสั่งว่า “ครูสอนภาษาต่างประเทศ พรุ่งนี้ไม่ต้องให้เธอมาแล้ว”

          ไม่กี่วันผ่านไป อวิ้นหมิ่นญาติผู้น้องของเขาก็บังเอิญกลับมาจากเรียนต่อต่างประเทศพอดี มาถึงหล่อนก็ยืนพิงร่างกับประตูหัวเราะคิก “พี่ยังไว้ผมเปียอยู่อีกเหรอ ทำตัวแบบนี้เมื่อไหร่จะมีเมียกัน?”
ซึ่งก็เป็นจังหวะเดียวกับที่ฟางชิงชิงบุกเข้ามาหาเขาโดยพลการ

          ฟางชิงชิงตะลึงงัน จากไปโดยไม่ร่ำลา

          ภายในใจฉีโย่วก็ทุกข์ทรมานจนอธิบายไม่ถูก ตัดสินใจประชดชีวิตด้วยการสั่งอวิ้นหมิ่น “ในเมื่อเป็นแบบนั้น เธอก็ช่วยตัดผมให้พี่ทีสิ”  

          พออวิ้นหมิ่นตัดทิ้ง หัวก็รู้สึกโปร่งโล่งไม่น้อย

          คนโบราณกล่าวไว้ว่า ‘โลกมนุษย์แสนจะวุ่นวาย ช่างไม่ใช่คำที่ไร้เหตุผลเสียเลยจริงๆ’

          ใช่... จริงเสียด้วย

          ใครจะรู้เล่าว่าเขาเพียงแค่ช้อนสายตาขึ้น ก็จะเห็นฟางชิงชิงยืนอยู่อีกฟากม่านแล้วมองกลับมาด้วยสายตาเจ็บปวด

          อวิ้นหมิ่นหัวเราะคิกคักพลางเอ่ยถามเสียงเบา “นั่นใครน่ะ เด็กของพี่เหรอ?”

          ฉีโย่วเบือนหน้าหนี “ไม่ใช่ใคร แค่คนที่ผ่านมา”

          ฉีโย่วรู้พิษสงของฝิ่นดี รู้ดีว่าพอคนคนหนึ่งติดยาเสพติดก็จะสร้างความเดือดร้อนให้คนในบ้าน ก่อนหน้านี้อาจารย์ของฟางชิงชิงเสนอโอกาสให้ฟางชิงชิงไปเป็นผู้ช่วยนักข่าวหญิงชื่อดังคนหนึ่งที่อังกฤษ ฉีโย่วไม่มีเหตุผลจะให้เธอละทิ้งท้องฟ้ากว้างใหญ่แล้วมาติดแหง็กอยู่กับเขาในคฤหาสน์ที่ข้างนอกสุกใสข้างในเป็นโพรงหลังนี้ 

          เพียงแต่คิดไม่ถึงว่าฟางชิงชิงเพิ่งจะวิ่งออกไป คนรับใช้ก็วิ่งหน้าตั้งเข้ามาบอกว่าคุณนายใหญ่แย่แล้ว แม่เล็กของฉีโย่วเป็นโรคไขข้ออักเสบเรื้อรัง ทีแรกที่สูบฝิ่นก็เพื่อบรรเทาอาการปวดเท่านั้น แต่ที่ไหนได้ อาการปวดกลับลุกลามไปทั่วร่างอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว

          หล่อนนอนบนเตียงผู้ป่วยกำแขนของฉีโย่วแน่น

          สติสัมปชัญญะเลือนรางเหลือน้อย แต่กลับยังคงบ่นงึมงำ “โย่วเอ๋อร์ แม่ไม่เสียใจ แม่ไม่เสียใจเลย ถ้าไม่ใช่เพราะของสิ่งนั้น ลูกคงทิ้งแม่เล็กไปตั้งนานแล้ว ใช่ไหม ใช่หรือเปล่า?” หล่อนยื้อลูกชายเอาไว้ แต่สุดท้ายตัวเองกลับปล่อยมือแล้วจากไป

          “ผมไม่มีวิธีแก้อาการติดยาของคุณ น้ำค้างหวานไป๋ฮวานี่ก็ช่วยทุเลาอาการให้คุณได้เท่านั้น แต่พอนานวันเข้าก็เปล่าประโยชน์” ตู้ว่างที่ฟังจบยื่นขวดน้ำค้างให้ฉีโย่ว “ความจริงผมไม่ชอบคนติดยา แต่ว่าไม่ได้ เพราะเรื่องนี้คุณไม่ได้เต็มใจ...”

          ฉีโย่วรับขวดน้ำค้างเอาไว้ “ในเมื่อแม่เล็กเป็นแม่ของผมความผิดของแม่ก็คือความผิดของผม  ผมไม่อยากกล่าวโทษแม่”

          “ทีแรก ผมคิดว่าหลังวิ่งหนีออกจากบ้านไป ชิงชิงจะไปอยู่เมืองนอก คิดไม่ถึงว่าเธอกลับไม่ยอมไปไหน ผมแอบไปเยี่ยมถึงได้รู้ว่าเธอเป็นโรคฮิสทีเรีย”

          ฉีโย่วนั่งอยู่หน้าโคมไฟ แสงเทียนพลิกพลิ้วสะท้อนอยู่ตรงหน้า “เธอเป็นเด็กกำพร้า ไม่มีที่พึ่งอื่น ตัวผมเองก็ล้มป่วย ต่อให้อยากดูแลเธอไปชั่วชีวิตแต่ไม่คิดว่าจะทำสำเร็จ”

          ฉีโย่วเงยหน้าขึ้นทอดสายตามองตู้ว่าง ชั่วจังหวะหนึ่งดวงตาก็เปลี่ยนเป็นทอประกายราวกับมีความหวัง

เกี้ยวมงคลหงส์คู่มังกร (5จบ)

          ตู้ว่างระบายยิ้ม “ถ้ายอมให้เธอแต่งงานกับคุณ ก็คงจะมีชีวิตที่น่าสังเวช แต่ไม่แต่ง ก็ดูเหมือนจะน่าสังเวชมากเหมือนกัน คุณคิดอยากใช้เกี้ยวมงคลหงส์คู่มังกรเพื่อลองดูสักครั้งใช่ไหมล่ะ? ดูว่าท้ายที่สุด ระหว่างพวกคุณจะมีจุดจบที่ดีหรือเปล่า ไม่หวังจะจัดงานเอิกเกริกใหญ่โต แค่ส่งเกี้ยวเล็กๆ หลังเดียวไปยกคุณฟางเข้าหอแบบเทพไม่ให้รู้ผีไม่ให้เห็น เพราะกลัวว่าหากงานแต่งงานนี้ล่ม อาจทำลายชื่อเสียงคุณฟางได้ จะว่าไปแล้ว เพราะในใจคุณหวังว่าจะโชคดีละสิครับ”

          ฉีโย่วตัวสั่น “ผมหวังไว้ว่า... เผื่อว่าบางทีอาจจะเลิกติดยาเข้าสักวัน ผม...”

          ตู้ว่างหยัดตัวลุกขึ้นยืน “คุณกลับไปเถอะ ตกดึกหมอกหนา ผมขอไม่ส่งนะ” 

          ฉีโย่วลุกขึ้นเงียบๆ สวมหมวกกันลม หลังจากโค้งคำนับเสร็จก็หมุนร่างเดินจากไป

          “รบกวนคุณแล้ว”

          เขาเพิ่งจะสาวเท้าก้าวข้ามธรณีประตู ก็ได้ยินตู้ว่างถอนหายใจเบาๆ ทีหนึ่ง “ได้ฤกษ์งามยามดีเมื่อไหร่ เกี้ยวมงคลหงส์คู่มังกรจะไปรออยู่ที่บ้านตระกูลฟางนะครับ”

 

          ตอนที่ฟางชิงชิงสวมมงกุฎหงส์ก้าวออกมาจากบ้านยังคงเช้ามืด

          ในตัวอำเภอเงียบเชียบวังเวง ไร้ผู้คน ฝนเพิ่งตกมาหมาดๆ รองเท้าปักสีแดงงามประณีตมีคราบน้ำทาบลงมาบนลายคู่ยวนยาง

          ฟางชิงชิงไม่ใส่ใจ ค่อยๆ ไล้ปลายนิ้วลงบนลายหงส์บนเกี้ยวสีชาด แววตาเต็มไปด้วยความชื่นชมจากใจจริง “เกี้ยวหลังนี้งดงามเหลือเกิน” 

          “คุณแต่งงานครั้งเดียว มีโอกาสนั่งเกี้ยวแค่หนเดียวเท่านั้น ทางร้านไม่ใส่ใจได้เหรอครับ?” ตู้ว่างระบายยิ้ม ยื่นป้ายเกี้ยวหงส์สีชาดใส่มือฟางชิงชิง ก่อนจะเลิกม่านขึ้น “เชิญเจ้าสาวขึ้นเกี้ยว”

          เกี้ยวเคลื่อนตัวเบาหวิวเหมือนเมฆเอื่อยมาหยุดหน้าคฤหาสน์ของฉีโย่ว ฉีโย่วสวมชุดแต่งงานมายืนต้อนรับอยู่หน้าเกี้ยว สีหน้า
สุขเศร้าคละเคล้า

          ตู้ว่างกดเสียงต่ำถามออกมาอีกครั้ง “คุณคิดดีแล้วเหรอ?”

          ฉีโย่วพยักหน้า รอยยิ้มเจือแววขมขื่น “หากเจ้าสาวลงมาจากเกี้ยวแล้วมีสีหน้าทุกข์โศกแม้แต่นิดเดียว รบกวนเถ้าแก่ตู้โปรดช่วยส่งเธอกลับบ้านที”

          มือที่สั่นเทาของฉีโย่วยื่นไปลูบผ้าม่านเกี้ยว ไม่ทันไรเซี่ยเสี่ยวเจวี่ยนที่แอบมองอยู่ในระยะไกลก็รีบพุ่งเข้ามาหาอย่างเดือดดาล ดึงแส้หนังที่ตนเหน็บเอวด้วยสีหน้าทนไม่ไหว อยากฟาดใส่ร่างของตู้ว่าง “ตู้ว่าง คุณมันปลิ้นปล้อน! เคยรับปากฉันว่าอย่างไร!”

          ตู้ว่างแย่งแส้เส้นนั้นกลับมาด้วยท่วงท่าว่องไว เขาพลิกข้อมือคว้าเซี่ยเสี่ยวเจวี่ยนแล้วดึงมากักในอ้อมแขน คลี่ยิ้ม “ผมเปลี่ยนใจไม่ได้เหรอ?”

          เซี่ยเสี่ยวเจวี่ยนรู้สึกว่ารอยยิ้มของตู้ว่างเพียงแค่ยกยิ้มมุมปาก แต่กลับไม่ได้แผ่ลึกไปถึงแววตา ตรงกันข้ามกลับมีความเศร้าหมองเหมือนปลงไม่ตก อธิบายไม่ถูก ฉาบอยู่บางเบา

          หัวใจเธอหนักอึ้ง คิดจะชักแส้กลับแต่ได้ยินตู้ว่างกล่าวเบาๆ ที่ข้างหู “ถ้าเพื่อนคุณยืนกรานว่าจะแต่ง คุณก็ห้ามไม่อยู่หรอก ในเมื่อฝ่ายหญิงเขาคิดจะแต่งอยู่แล้ว ให้โอกาสหล่อนได้นั่งเกี้ยวหลังนี้นับเป็นทางออกที่ดีที่สุด คุณเชื่อผมเถอะ” 

          พูดถึงประโยคสุดท้าย ลมหายใจค่อยๆ เป่ารดใบหู

          หัวใจของเซี่ยเสี่ยวเจวี่ยนพลันอ่อนยวบ ลดแส้ในมือลงแต่สมองกลับหวาดวิตก ตวัดสายตาถลึงมองตู้ว่างปราดหนึ่ง

          ในที่สุดม่านเกี้ยวก็ถูกเปิดออก มือที่ทาสีเคลือบเล็บสดสวยข้างหนึ่งยื่นออกมาวางพาดบนข้อมือของฉีโย่วเบาๆ ด้านหลังกระดิ่งลูกปัดหยกคือใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสแบบไม่ปิดบังของเจ้าสาว

          ริมฝีปากฉีโย่วตั้งท่าจะเอ่ยอะไรบางอย่าง

          ฟางชิงชิงกลับเขย่งปลายเท้ายกร่างขึ้นจุมพิตเบาๆ ที่ริมฝีปากของเขาแทน ลมหายใจร้อนผ่าวของทั้งคู่ผนึกกันอย่างมั่นคง

          “ฉีโย่ว พวกเราจะอยู่เคียงข้างกันไปสักร้อยปี...ดีไหมคะ?”

 

          หลังจากงานแต่ง

          ตู้ว่างต้องย้ายออกจากอำเภอชิงผิงเพราะมีธุระ จึงปิดร้านเกี้ยวชั่วคราว ส่วนกุญแจก็ฝากให้เซี่ยเสี่ยวเจวี่ยนดูแล

          เซี่ยเสี่ยวเจวี่ยนเหวี่ยงกุญแจในมือไปมา “คุณนี่ก็ช่างไว้ใจฉันซะจริง”

          ตู้ว่างไหวไหล่ “ไม่ไว้ใจแล้วจะให้ทำยังไง อยู่ที่ชิงผิงผมก็ไม่ได้มีเพื่อนที่ไหน คนรู้จักก็มีแค่คุณหนูใหญ่เซี่ยคนเดียว อีกอย่าง คนระดับคุณงานการไม่มีให้ทำ ว่างอยู่แล้ว”

          เซี่ยเสี่ยวเจวี่ยนตั้งท่าจะโมโห ฉีโย่วและฟางชิงชิงที่เพิ่งแต่งงานใหม่ก็เข้ามากล่าวขอบคุณถึงที่ หน้าตาฉีโย่วดูดีขึ้น ฟางชิงชิงก็กลับมาสติสมบูรณ์อีกครั้ง ทั้งคู่จูงมือกันเข้ามา นับเป็นคู่รักที่หวานชื่นกลมเกลียวกันคู่หนึ่ง

          ฉีโย่วเดินเข้ามากล่าวขอบคุณ “ขอบคุณน้ำค้างหวานไป๋ฮวาของคุณ พักหลังมานี่ผมสดชื่นขึ้นไม่น้อย”

          ตู้ว่างขมวดคิ้ว “มันไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาระยะยาว ก่อนไปผมฝากเอาไว้ให้คุณอีกนิดหน่อย คุณก็ยังต้อง... เอ้อ... วางแผนไว้แต่เนิ่นๆ”

          รอจนฉีโย่วเดินออกห่าง ฟางชิงชิงก็ก้าวเข้ามาโค้งคำนับตู้ว่างด้วยเหมือนกัน ดวงตาสุกใสวาววับทอดมองเถ้าแก่ร้านเกี้ยว เอ่ยด้วยน้ำเสียงต่ำเบา “เถ้าแก่ตู้ ไม่ว่าวันข้างหน้าจะเป็นยังไง ฟางชิงชิงก็ขอขอบคุณไว้ ณ ตรงนี้ ขอให้คุณเดินทางโดยสวัสดิภาพ” น้ำเสียงคล้ายกับเจือความหมายลึกซึ้งแฝงอยู่ในนั้น

          บทจะไปตู้ว่างก็ไปนานครึ่งปี ตอนที่กลับถึงชิงผิงก็เป็นหน้าหนาวพอดี ผิวน้ำที่อำเภอชิงผิงจับตัวเป็นน้ำแข็งทั้งแถบ ใบไม้แห้งกรอบ เขาเดินอ้อมต้นไม้สองสามแถวก็มองเห็นป้ายร้านเกี้ยวกว่างจี้ที่มีน้ำค้างแข็งจับตัวเป็นชั้น มันส่องแสงระยิบระยับภายใต้แสงแดดฤดูหนาว

          ตู้ว่างค่อยๆ ดันประตูเปิด

          เด็กสาวที่ยืนอยู่ในลานบ้านหันหน้ามาเพราะได้ยินเสียง ‘แอ๊ด’ เสื้อกันหนาวที่สวมใส่ห่อหุ้มร่างเล็กที่มีใบหน้าเรียวซีดขาว เธอดูเหมือนจะผอมลง

          เซี่ยเสี่ยวเจวี่ยนยื่นมือออกมา “ฉันมา เพราะอยากเอากุญแจมาคืนให้คุณ”

          ตู้ว่างอดยิ้มไม่ได้ “แล้วคุณรู้ได้ยังไงว่าผมจะกลับวันนี้ เวลานี้?”

          เซี่ยเสี่ยวเจวี่ยนไม่ตอบ ทำเพียงเบิกตาถลึงมองตู้ว่างจนเขารู้สึกกลัว เธอเปรยว่า “ฉีโย่วตายแล้ว ชิงชิงเองก็ตรอมใจตายตามไปอย่างสงบ ตัวฉันมานั่งคิดทบทวนเรื่องราวทั้งหมดอยู่ที่นี่ อดคิดไม่ได้ว่า ถ้าสิ่งที่ชิงชิงเห็นบนเกี้ยวคือภาพเหตุการณ์นี้ ทำไมหล่อนยังเต็มใจจะแต่งกับฉีโย่วอยู่อีกล่ะ”

          หลังจากแต่งงานไม่ถึงเดือน อาการติดยาของฉีโย่วก็กำเริบ

          เพราะก่อนหน้านี้กินน้ำค้างหวานไป๋ฮวาที่คล้ายกับการดื่มยาพิษกดอาการ หลังจากหมดฤทธิ์ยา อาการก็ยิ่งหนักขึ้นกว่าเดิม ฉีโย่วตัวสั่น ร้องไห้ คร่ำครวญ เจ็บปวดเหมือนตายทั้งเป็น เขาอยากไล่
ฟางชิงชิงออกไปไม่ให้เห็นตนในสภาพนี้ บอกว่าฟางชิงชิงไม่ใช่ภรรยาที่เขาสู่ขอมาอย่างถูกต้องชอบธรรม ให้รีบหนีไปมีชีวิตใหม่

          ฟางชิงชิงกลับกัดฟันแน่น ให้ตายก็ไม่ยอมหนี!

          หล่อนอยากจะช่วยเขาลดอาการติดยา แต่ก็จนปัญญาเพราะว่ายาที่แม่เล็กใช้ล่อฉีโย่วมันเข้มข้นเกินไป ปริมาณก็อัดแน่นมากขึ้นตามกาลเวลา ฉีโย่วเลิกไม่ได้ หากขัดขืนก็จะเกิดอาการลงแดงจน
สูญเสียสติในการครองตน เผลอทำร้ายตัวเอง

          “ชิงชิงอับจนหนทาง ได้แต่ยึดตามความคิดแบบเดียวกับแม่เล็กของฉีโย่ว ในเมื่อไม่สูบก็ต้องตาย สูบก็ตาย จึงได้แต่เดิมพันชีวิตของสามีด้วยการใช้ฝิ่นเลี้ยงเขาตลอดชีวิตที่เหลือ” เซี่ยเสี่ยวเจวี่ยน
อธิบายเสียงเบา “จนกระทั่งวันแรกของฤดูใบไม้ร่วง ชิงชิงเปิดประตูห้อง ก็เห็นฉีโย่วนอนบนแท่นสูบยา เนื้อตัวเย็นเฉียบ เขาเสียชีวิตเพราะสูบยาเกินขนาด”

          ลมหนาววูบหนึ่งพัดหอบใบไม้แห้งกรอบเข้ามาเกาะบ่าของเซี่ยเสี่ยวเจวี่ยน

          ตู้ว่างยื่นมือออกไปปัดมันเบาๆ

          “คุณรู้ไหม ฉีโย่วพร่ำบ่นตลอดช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตว่าภรรยาโกหกเขา บอกว่าเกี้ยวมงคลหงส์คู่มังกรอะไรนั่นเป็นเรื่องที่เธอกุขึ้นมา ด่าเธอยับซะไม่มีชิ้นดี”

          เซี่ยเสี่ยวเจวี่ยนฉีกยิ้ม ช้อนสายตาขึ้น “ตอนแรกฉันก็ด่าคุณผสมโรงไปกับเขาด้วย จนกระทั่งงานศพของฉีโย่วในวันนั้น ฉันไปเยี่ยมชิงชิง เธอเล่าให้ฉันฟังตามตรงว่าเหตุการณ์ทั้งหมด เธอเคยเห็นมันตอนที่นั่งอยู่ในเกี้ยวมงคลหงส์คู่มังกรแล้ว ภาพนั้นสมจริงมาก ตอนนั่งอยู่ในเกี้ยวเธอเห็นฉีโย่วนอนตายต่อหน้าตัวเอง หัวใจพลันเจ็บปวดเหมือนถูกบิด วินาทีนั้นเธอคิดว่าฉีโย่วตายไปแล้วจริงๆ จากนั้นเกี้ยวก็ลงจอด เธอได้ยินฉีโย่วเรียกเธอจากนอกม่าน เขายังมีชีวิตอยู่”

          “ไม่ใช่ว่าเธอไม่รู้ว่าภายภาคหน้าจะเกิดอะไร เพียงแต่ไม่สามารถปฏิเสธมือที่ฉีโย่วยื่นมาประคองออกจากเกี้ยวได้ ไม่สามารถปฏิเสธความหอมหวานของงานแต่งระยะสั้นนั้นได้ เธอรู้ว่าทั้งหมด นี่มีสิ่งที่ต้องชดเชย นั่นก็คือ การแบกรับความเจ็บปวดแบบกรีดเนื้อเถือหนัง หลังจากได้เห็นคนรักตายต่อหน้าต่อตาอีกครั้ง”เซี่ยเสี่ยวเจวี่ยนตัวสั่นน้อยๆ “ฟังดูแล้วเหมือนติดฝิ่นมากเลยใช่ไหมล่ะคะ ฉีโย่วก็คือฝิ่นของชิงชิง เธอเลิกรักเขาไม่ได้”  

 

          “คุณตั้งใจจะปิดกิจการเหรอคะ?” เซี่ยเสี่ยวเจวี่ยนวางกุญแจลงบนฝ่ามือของตู้ว่าง

          ตู้ว่างส่ายหน้า “บอกตามตรง ผมมีแผนจะย้ายไปทางเหนือ กลับมาครั้งนี้ก็ตั้งใจจะมาเก็บข้าวของ จัดการเรื่องราวที่นี่อีกสักหน่อย ช่วงหลายปีข้างหน้าคงไม่กลับมาแล้ว”

          เซี่ยเสี่ยวเจวี่ยนระบายยิ้ม จู่ๆ ก็แบฝ่ามือออก “ความจริงแล้วก่อนที่ชิงชิงจะจากไป ยังมอบของขวัญอย่างหนึ่งให้ฉันด้วย แต่ว่าฉันใช้ไม่เป็น”

          บนฝ่ามือขาวละเอียดมีป้ายเกี้ยวสีแดงชาดแผ่นหนึ่ง ด้านบนสลักอักษรคำว่า ‘เกี้ยวมงคลหงส์คู่มังกร’ ที่เจือกลิ่นอายเก่าแก่โบราณ

          ตู้ว่างยิ้ม “ของสิ่งนี้คุณต้องหมั้นหมายเสียก่อนถึงจะใช้ได้ คุณยังเป็นเด็กสาวอยู่เลยนี่”

          เซี่ยเสี่ยวเจวี่ยนตวัดสายตาเจือแววขุ่นเคืองขึ้นมองตู้ว่างรอยยิ้มตรงมุมปากยกโค้งมากขึ้น “ใครบอกว่าฉันจะไม่แต่งงานกันล่ะ พรุ่งนี้ก็จะเป็นวันมงคลของฉันแล้ว พ่อฉันจัดการให้ฉันแต่งกับลูกชายคนรองของผู้กำกับการตำรวจในอำเภอเชียวนะ”

          ตู้ว่างอึ้งไป เขายื่นมือไปรับป้ายเกี้ยวมาถือเอาไว้ พอแก้ผนึกตรงป้ายออกจากกัน เกี้ยวมงคลหงส์คู่มังกรสีแดงชาดก็ปรากฏขึ้นกลางลานบ้านแบบไม่มีที่มาที่ไป

          เซี่ยเสี่ยวเจวี่ยนกะพริบตาปริบๆ ตั้งท่าจะลองเข้าไปนั่ง แต่ก็ถูกตู้ว่างขวางไว้ “บางครั้ง การรู้มากเกินไปก็ใช่จะเป็นเรื่องดี”

          เซี่ยเสี่ยวเจวี่ยนปัดมือของตู้ว่างออกแล้วเปิดม่าน “ฉันไม่เหมือนกับชิงชิง ฉันเรียนบริหารธุรกิจมาจากเมืองนอก เข้าใจกลยุทธ์ ‘ตัดขาดทุน’ เป็นอย่างดีนะคะเถ้าแก่ ถ้ารู้ว่ากำลังสู้ศึกที่ยังไงก็ต้องแพ้แน่นอนฉันจะรีบตัดจบเสียก่อน” พูดจบเธอก็ฉีกยิ้มให้กับตู้ว่าง แล้วเข้าไปนั่งข้างใน

          ม่านเกี้ยวค่อยๆ ร่วงหล่น