ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

ครับผม คุณนาย(不二之臣)

ผู้แต่ง Bu Zhi Shi Ke Cai
ผู้แปล Hongsamut
ประเภท นิยายจีน
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
ร้านค้าออนไลน์ แบบเล่ม fictionlog readawrite

“หย่ากัน!” เฉินเซินหลับตา กำใบหย่าไว้แน่น ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองภรรยาแม้แต่น้อบ สุดท้ายก็เอ่ย “ถ้าที่ผมทำยังไม่ดีพอ แล้วคุณทนไม่ไหวจริงๆ ยังต้องการจะหย่ากัน ถ้าอย่างนั้นผมก็จะเคารพการตัดสินใจของคุณ” เฉินเซินคลายเนกไทออกก่อนมองเธอด้วยสายตาเรียบเฉย “แต่หมิงซู หลังหย่ากันแล้ว คุณคงไม่มีโอกาสได้เก็บสะสมพวกกระเป๋าหายากราคาแพงพวกนั้นอีก ไม่ได้นั่งเครื่องบินส่วนตัวไปดูแฟชั่นโชว์ถึงปารีส หรือประมูลไพลินปัทมาของศรีลังกาอีกแล้วนะ” “เดี๋ยวก่อน...” อาการหัวร้อนของจี้หมิงซูหายวับไปในพริบตา สิ่งที่หลงเหลืออยู่มีเพียงความรู้สึกว่าตัวเองนั้นเล่นใหญ่เกินไปแล้ว! “ลองมาคิดดู ที่ผ่านก็แค่สีสันในชีวิต ฉันว่าพอรับมือได้อยู่นะ” เฉินเซิน: ‘คุณนายบ้านนี้ เอาใจยากจริงๆ’

บทนำ

ครับผม... คุณนาย จากเรื่อง: 不二之臣

Author: Bu Zhi Shi Ke Cai

Chinese edition copyright 北京晋江原创网络科技有限公司

Cover design by MoMi, Cover art: Tanasil Chotchoung (Sheryl)

Thai edition copyright Hongsamut.com Co., Ltd. ALL RIGHTS RESERVED

------------------------------------

“หย่ากัน!”

เฉินเซินหลับตา กำใบหย่าไว้แน่น ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองภรรยาแม้แต่น้อบ สุดท้ายก็เอ่ย

“ถ้าที่ผมทำยังไม่ดีพอ แล้วคุณทนไม่ไหวจริงๆ ยังต้องการจะหย่ากัน ถ้าอย่างนั้นผมก็จะเคารพการตัดสินใจของคุณ” เฉินเซินคลายเนกไทออกก่อนมองเธอด้วยสายตาเรียบเฉย “แต่หมิงซู หลังหย่ากันแล้ว คุณคงไม่มีโอกาสได้เก็บสะสมพวกกระเป๋าหายากราคาแพงพวกนั้นอีก ไม่ได้นั่งเครื่องบินส่วนตัวไปดูแฟชั่นโชว์ถึงปารีส หรือประมูลไพลินปัทมาของศรีลังกาอีกแล้วนะ”

“เดี๋ยวก่อน...” อาการหัวร้อนของจี้หมิงซูหายวับไปในพริบตา สิ่งที่หลงเหลืออยู่มีเพียงความรู้สึกว่าตัวเองนั้นเล่นใหญ่เกินไปแล้ว! “ลองมาคิดดู ที่ผ่านก็แค่สีสันในชีวิต ฉันว่าพอรับมือได้อยู่นะ”

เฉินเซิน: ‘คุณนายบ้านนี้ เอาใจยากจริงๆ’

สารบัญ

1.งานกาลาดินเนอร์การกุศล

          ในคืนกลางฤดูร้อนที่แสนอบอ้าว สายฝนเทกระหน่ำดั่งฟ้ารั่ว

          สายฟ้าแลบแหวกผ่านเมฆดำหนาหลายชั้น ตามติดมาด้วยเสียงฟ้าลั่นสนั่นกึกก้อง

          คืนนี้นิตยสารแฟชั่นหลิงตู้จัดงานกาลาดินเนอร์การกุศลขึ้นที่หอจิตรกรรมภาพสีน้ำมัน เมืองผิงเฉิง หอแห่งนี้ถูกตกแต่งด้วยกระจกสีสไตล์โบสถ์คริสต์ในยุคกลางทั้งหลัง ซึ่งขณะนี้กำลังตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางสายฟ้าและสายฝนที่โหมกระหน่ำจนกลายเป็นภาพการผสมผสานประกอบกันอย่างลงตัว เกิดเป็นความงดงามที่เจิดจรัสยิ่ง

          แขกเหรื่อที่มาร่วมงานบ้างก็พูดคุยกัน บ้างก็กำลังเซ็นชื่อบนบอร์ดและถ่ายภาพอยู่หน้าแบ็กดร็อปที่จัดเตรียมไว้ สถานการณ์เช่นนี้หากไม่รู้จักมักคุ้นกับใครแต่ต้องมารวมกลุ่มพูดคุยหยอกล้อกันคงอดรู้สึกกระอักกระอ่วนและอึดอัดใจไม่ได้ ทว่าไม่ใช่กับจี้หมิงซู เธอไม่เคยวิตกกังวลกับเรื่องเหล่านี้แม้แต่น้อย

          “คืนนี้เจี่ยงฉุนไม่มาเหรอ?”

          “น่าจะไม่มาแล้ว”

          “ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ถึงยอมจ่ายเงินก้อนโตเพื่อของแบบนั้น อยากทำการกุศลก็พอเข้าใจ ต้องใจดีมากขนาดไหนกัน” หญิงสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงเป็นกังวลก็จริงแต่รอยยิ้มกลับตรงข้าม หากฟังโดยไม่เห็นรอยยิ้มนั้นคงเข้าใจว่าคนพูดเอ่ยด้วยความห่วงใย บรรดาสาวน้อยสาวใหญ่ที่เข้าใจเจตนาแท้จริงต่างส่งสายตาแลกเปลี่ยนก่อนจะพากันหัวเราะ

          จี้หมิงซูที่ถูกห้อมล้อมอยู่กลางวงสนทนาไม่ได้ส่งเสียงตอบรับใดๆ เพียงขยับริมฝีปากโค้งขึ้นเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าเธอไม่ได้ให้ความสนใจ ถึงขนาดใจลอยไม่อยู่กับเนื้อกับตัวด้วยซ้ำ

          เมื่อเห็นแบบนั้น เหล่าขาเมาท์ทั้งหลายจึงข้ามประเด็นนี้ไป

          คนพูดคนเดิมยิ้มแย้มมองไปทางจี้หมิงซู จากนั้นก็เปิดประเด็นใหม่ทันที

          “ที่รัก เดรสของเธอตัวนี้ใช่ที่เพิ่งไปลองที่ปารีสเมื่อสองวันก่อนรึเปล่า? สวยมากจริงๆ นะ”

          จี้หมิงซูยิ้มตอบ “ไม่ใช่หรอกค่ะ ที่เพิ่งลองเมื่อสองวันก่อนเป็นแค่ตัวต้นแบบ ตัวนี้ฉันสั่งตัดเมื่อตอนงานแฟชั่นวีกโอตกูตูร์ คอลเล็กชันฤดูใบไม้ร่วง - ฤดูหนาวปีที่แล้ว”

          “สั่งตัดในงานโอตกูตูร์ ใครๆ ก็สั่งได้ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร”แม้จะพูดแบบนั้น แต่ทุกคนก็รู้ดีแก่ใจว่าชุดราตรีราคาแพงใช่ว่าจะสามารถใส่ซ้ำกันได้บ่อยๆ ชุดที่จี้หมิงซูใส่มาออกจะหรูหราเกินไปสำหรับงานเลี้ยงธรรมดาๆ เช่นวันนี้ หลายคนจึงไม่อาจปกปิดสายตาริษยา ทำได้เพียงกล่าวชื่นชมเยินยอไปตามมารยาทเหมือนอย่างเคย

          ไม่รู้ว่าจี้หมิงซูได้ยินหรือไม่ สีหน้าท่าทางของเธอยังคงดูเรียบเฉย หลังจากจิบไวน์แดงไปเกือบครึ่งแก้วก็เอ่ยทิ้งท้ายว่า “สนุกกันให้เต็มที่นะคะ”

          จากนั้นก็เดินออกไปอย่างสง่างามราวกับหงส์พร้อมกับ ‘กู่ไคหยาง’ รองบรรณาธิการคนใหม่ของนิตยสารแฟชั่นหลิงตู้ที่เพิ่งได้รับตำแหน่ง ซึ่งการแสดงออกแบบนี้ถือว่ายังให้เกียรติเหล่าขาเมาท์อยู่บ้าง

          บรรดาสาวน้อยสาวใหญ่ต่างก็โล่งอกที่จี้หมิงซูจากไป คืนนี้เห็นได้ชัดว่าจี้หมิงซูแปลกไปจากปกติ เอาเรื่องตลกของเจี่ยงฉุนมาเล่าก็ไม่สนใจ ชมว่าชุดสวยก็ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง หากยังไม่เดินจากไปก็ไม่รู้ว่าจะกล่าวประจบประแจงเรื่องอะไรต่อแล้วจริงๆ

          “เราไม่มีเวลามาฟังดอกไม้พลาสติกพวกนั้นสอพลอหรอกนะ รีบตรวจดูห้องจัดเลี้ยงเร็วเข้า คืนนี้เป็นคืนสำคัญ ถ้าสือชิงกล้าก่อเรื่องล่ะก็ เธอจัดการแทนฉันได้เลย!” ทั้งสองกระซิบกระซาบกันขณะเดินไปยังห้องจัดเลี้ยง

          ใบหน้าของกู่ไคหยางเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม เธอพยักหน้าทักทายแขกเหรื่อที่มาร่วมงานขณะเดินผ่าน

          จู่ๆ จี้หมิงซูก็ชะงักฝีเท้า กู่ไคหยางจึงเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม ยังไม่ทันที่จี้หมิงซูจะตอบก็เกิดเสียงฮือฮาขึ้น ทั้งสองจึงหันไปมองต้นเสียงทันที

          ไม่รู้ว่ารถหรูคันงามของใครมาถึง เสียง ‘แชะๆ’ จากแฟลชกล้องตรงหน้าประตูจึงเปลี่ยนเป็นรัวเร็ว นักข่าวที่กำลังสัมภาษณ์คนในงานอยู่ต่างพากันละทิ้งผู้ที่ถูกสัมภาษณ์แล้วแย่งกันไปยืนที่ด้านข้างของบอร์ดเซ็นชื่อตรงสุดปลายทางเดินพรมแดง เบียดเสียดกันจนเต็มไปหมด

          กู่ไคหยางหรี่ตาลงอย่างเพ่งพินิจ “ดูเหมือนซูเฉิงจะมาแล้ว เธอดูแลทางนี้แล้วกัน ฉันไปดูทางโน้นก่อน”

          กู่ไคหยางเป็นคนคล่องแคล่วว่องไว พูดได้แค่ครึ่งคำก็สาวเท้าจากไปแล้ว

          จี้หมิงซูมองกลุ่มคนที่แออัดกันอยู่ด้านนอก เดิมทีก็ไม่ได้สนใจเท่าไหร่ แต่แล้วจู่ๆ เธอก็เหลือบไปเห็นเงาร่างหนึ่งที่ดูคุ้นตาแต่ก็เหมือนไม่คุ้นซึ่งอยู่ข้างกายซูเฉิง แผ่นหลังของจี้หมิงซูพลันเหยียดตรงขึ้นมาทันที

          ราวกับจะรับรู้ได้ เงาร่างที่อยู่ด้านข้างของซูเฉิงหันมองมาทางเธอแวบหนึ่ง

          สายตาคู่นั้นมองผ่านฝูงชนหนาแน่นและแสงแฟลชที่สว่างวาบไม่หยุด

          เป็นสายตาที่เปรียบเสมือนสายฝนเย็นฉ่ำในค่ำคืนฤดูร้อนขณะเดียวกันก็หนาวเหน็บและห่างเหินเช่นกัน

 

          ผ่านไปสิบห้านาที

          ในที่สุดการสัมภาษณ์และถ่ายรูปบนพรมแดงบริเวณบอร์ดเซ็นชื่อด้านหน้าก็ยุติลง แขกที่มาร่วมงานถูกเชิญให้เข้าไปในห้องจัดเลี้ยงซึ่งมีการจัดตำแหน่งที่นั่งให้แขกแต่ละคนไว้อยู่แล้ว การออกแบบตกแต่งห้องจัดเลี้ยงในคืนนี้เป็นฝีมือของจี้หมิงซู

          โคมระย้ากลางห้องให้ความรู้สึกเหมือนอยู่กลางธารน้ำตกวงดนตรีแสดงสดในงานกำลังบรรเลงเพลงซิมโฟนีหมายเลขสี่สิบในบันไดเสียง จี ไมเนอร์ของโมซาร์ท ทุกโต๊ะประดับด้วยดอกกุหลาบสีขาวนวลที่เพิ่งมาถึงเมื่อเช้าด้วยการขนส่งทางอากาศ กลีบกุหลาบยังคงสดใหม่และอวบอิ่ม บริเวณขอบดอกยังมีละอองแป้งจางๆ บริกรสวมเสื้อกั๊กผูกหูกระต่าย แต่งตัวสุภาพเรียบร้อย ยกถาดกลมด้วยมือเดียวเดินไปมาอยู่ภายในห้อง ทุกอย่างลงตัว ดูดี มีเอกลักษณ์ไม่น้อย

          ก่อนหน้านี้กู่ไคหยางเป็นกังวลอย่างมากเพราะสถานที่จัดเลี้ยงคืนนี้มีจี้หมิงซูออกโรงจัดการด้วยตนเอง เดิมทีคิดว่าคนขี้รำคาญจะถอนตัวล้มเลิกกลางคัน แต่สุดท้ายก็ทำจนสำเร็จด้วยดี

          ขณะนี้ท่านประธานใหญ่ของบริษัทกำลังขึ้นกล่าวเปิดงานบนเวที ภายในห้องจัดเลี้ยงยังคงดำเนินไปอย่างปกติ หลังท่านประธานกล่าวจบ พี่เหมย บรรณาธิการนิตยสารหลิงตู้ก็ก้าวขึ้นเวที พี่เหมย
ชื่นชอบการพร่ำพรรณนาเรื่องราวในอดีตเป็นชีวิตจิตใจ ความยืดยาวน่าเบื่อในวันนี้ครอบคลุมไปถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของนิตยสารด้วย

          ทุกคนที่อยู่ในงานต่างก็เป็นผู้มากประสบการณ์ พอพี่เหมยเอ่ยถึง ‘รองบรรณาธิการคนใหม่’ สายตาทุกคู่ก็พุ่งตรงไปยังกู่ไคหยางทันที

          กู่ไคหยางทำราวกับตนเป็นหงส์ขาวตัวน้อยผู้คว้าชัย เธอวางท่ายืดตัวขึ้น ทั้งสีหน้าแววตาล้วนไม่อาจปกปิดความตื่นเต้นยินดี บางคนกวาดตามองกู่ไคหยางแวบหนึ่ง จากนั้นก็มองเลยไปยัง
จี้หมิงซูที่นั่งอยู่ข้างๆ แล้วย้ายสายตาอีกครั้งไปทางซูเฉิง

          ปีนี้ซูเฉิงอายุสี่สิบต้นๆ เธอคว้ารางวัลนักแสดงนำหญิงมานับครั้งไม่ถ้วน ผ่านประสบการณ์การแต่งงานมาแล้วถึงสามครั้ง ไม่ว่าจะในแวดวงการแสดง แฟชั่น หรือแวดวงผู้มีชื่อเสียง เธอก็ล้วนแต่เป็นที่ยอมรับนับถือ

          ซูเฉิงเอียงศีรษะเข้าหาชายหนุ่มที่อยู่ข้างกายก่อนซักถามเด็กหนุ่มรุ่นน้องด้วยความสนใจใคร่รู้ “ทำไมไม่ไปนั่งเป็นเพื่อนจี้หมิงซูล่ะ พวกเธอทะเลาะกันเหรอ?”

          ชายหนุ่มเหลือบตามองไปทางจี้หมิงซูที่อยู่ไม่ไกล เขาเคาะปลายนิ้วกับขอบแก้วเบาๆ ผ่านไปครู่ใหญ่ก็ยังไม่ตอบ

          ซูเฉิงถือว่าอีกฝ่ายยอมรับ จึงกระซิบสอนเทคนิควิธีการเอาใจผู้หญิงให้

          ชายหนุ่มพยักหน้ารับ สายตายังคงจับจ้องที่จี้หมิงซู

          ไม่ได้เจอกันสองปี จี้หมิงซูยังเหมือนเดิมทุกประการ ถึงแม้จะดูเรียบเฉยเย็นชา แต่ใบหน้าเรียวสวยก็ยังงดงามสดใสไม่แพ้แสงไฟระยิบระยับที่ตกแต่งอยู่ในห้องจัดเลี้ยงนี้เลย

         

           หลังงานกาลาดินเนอร์ยังมีงานประมูลการกุศลต่อ

          แขกที่อยู่ร่วมงานต่างทยอยกันเข้าไปในห้องโถงเล็กด้านข้าง

          “สินค้าประมูลหมายเลขศูนย์สองเก้า สร้อยไข่มุกแบล็กเพิร์ลแท้จากตาฮิติ คุณซูเฉิงเป็นผู้บริจาคเข้าร่วมการประมูล”

          พิธีกรบนเวทีกล่าวแนะนำสินค้า จี้หมิงซูกวาดตามองข้อมูลสินค้าในใบรายการ จากนั้นก็พลันโล่งใจ คำนวณดูแล้วคืนนี้มีพวกเศรษฐีมาร่วมงานกันจำนวนมาก ราชินีจอเงินอย่างซูเฉิงคงยิ้มออก

          ขณะที่ความคิดนี้ยังวนเวียนอยู่ในหัว พิธีกรก็แจ้งเพิ่มเติมว่า “เริ่มประมูลที่แปดแสน!”

          “แปดแสนห้า!”

          “เก้าแสน!”

          “หนึ่งล้าน!”

          พูดไม่ทันขาดคำ ราคาก็ขยับเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

          ตอนนี้ประมูลแข่งกันจนราคาขึ้นไปถึงสามล้าน คนจำนวนไม่น้อยต่างชำเลืองมองไปทางด้านหลังของจี้หมิงซู ถึงขนาดมีบางคนอดที่จะซุบซิบนินทาไม่ได้แม้อยู่ในสถานที่เช่นนี้

          จี้หมิงซูยังคงไร้ความเคลื่อนไหว ไม่ต้องหันหลังกลับไปมอง เธอก็สามารถจินตนาการภาพคนคนนั้นชูป้ายด้วยท่าทางเย่อหยิ่งได้

          “ห้าล้าน ตอนนี้ห้าล้านแล้วครับ”

          “ห้าล้านครั้งที่หนึ่ง ห้าล้านครั้งที่สอง ห้าล้านครั้งที่สาม!”

          ปัง!

          เสียงค้อนเคาะจบการประมูลดังขึ้น

          “ประมูลสร้อยไปในราคาตั้งห้าล้าน ผู้ชายคนนั้นเป็นใครเหรอคะ?”

          จางเป่าซู ดาราหน้าใหม่ที่นั่งอยู่ด้านหลังสุดในงานดูออกว่าสร้อยเส้นดังกล่าวถูกประมูลไปในราคาที่สูงเกินจริง จึงอดกระซิบถามผู้จัดการที่อยู่ข้างกายไม่ได้

          “เฉินเซิน”

          ผู้จัดการพึมพำเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่ “ทำไมจู่ๆ เขาถึงกลับมาล่ะ?”

          สาวน้อยจางเป่าซูคนนี้เพิ่งเคยร่วมงานสังคมหรูหราเป็นครั้งแรก ได้ยินได้เห็นอะไรก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องแปลกใหม่ไปเสียหมดวันนี้ได้ออกมาเปิดหูเปิดตาพบเห็นโลกภายนอกจึงเกิดคำถามไม่หยุด เธอไม่รู้เฉินเซินเป็นใคร พอจับใจความสำคัญได้ก็ถามต่อ “ผู้ชายที่ชื่อเฉินเซินนี่ร้ายกาจมากเหรอคะ?”

          ผู้จัดการคร้านจะอธิบายให้มากความ จึงเอาแต่ก้มหน้าก้มตากดมือถือเสียงดังติ๊ดๆ ปล่อยให้ดารามากประสบการณ์ในสังกัดให้ข้อมูลกับอีกฝ่ายแทน

2.ฉันจะไปส่งเธอ

          ที่แท้ เขาเป็นทายาทรุ่นใหม่ของกลุ่มบริษัทสกุลเฉินที่เดินทางไปออสเตรเลียเพื่อขยายตลาดการค้าในต่างประเทศ ไม่ได้ปรากฏตัวในประเทศจีนมาเป็นเวลาสองปีแล้ว คาดไม่ถึงว่าจะมาปรากฏตัวที่นี่คืนนี้

          บุคลิกท่าทางที่โดดเด่นแตกต่างจากคนทั่วไปเหมือนเป็นเอกลักษณ์ของเฉินเซิน การแข่งขันทางธุรกิจภายในประเทศของกลุ่มบริษัทสกุลเฉินที่มีมานานหลายปีนั้นได้สิ้นสุดลงแล้ว หากไม่มีอะไร
ผิดพลาด หลังจากคืนนี้ เมืองผิงเฉิงคงจะมีคนดังให้ผู้คนได้เมาท์กันอย่างสนุกปากเพิ่มขึ้นอีกคนแน่

          เดิมทีการมาร่วมงานกาลาดินเนอร์การกุศลคืนนี้ไม่ได้อยู่ในตารางงานของเฉินเซิน เขาไม่เคยทำอะไรนอกแผน แต่เพราะได้รับการไหว้วานให้ออกงานเป็นเพื่อนซูเฉิงอย่างกะทันหัน เขาจึงเดินทางมาเป็นเพื่อนและยังประมูลสร้อยคอไข่มุกที่ถือเป็นของรักของหวงของซูเฉิงไปด้วย

          นิตยสารหลิงตู้จัดงานประมูลเล็กๆ นี้ขึ้นก็เพื่อแสดงให้เห็นถึงน้ำใจของผู้บริจาคและแขกที่มาร่วมงาน เฉินเซินช่วยยกระดับราคาสินค้าขึ้นมาเช่นนี้ สามารถกล่าวได้ว่าเป็นการยกย่องให้เกียรติซูเฉิงเป็นอย่างมาก

          ซูเฉิงยิ้มแล้วเอ่ยปากอย่างอ่อนโยน “วันหน้าถ้าว่าง เธอกับหมิงซูก็มากินอาหารที่บ้านฉันด้วยกันสิ”

          ความเงียบถือเป็นการรับปากโดยปริยาย

 

            เมื่องานประมูลสิ้นสุดลง สายตาของผู้คนจำนวนไม่น้อยต่างจับจ้องไปที่เฉินเซิน

          ชายหนุ่มนั่งอยู่ในตำแหน่งอับแสง เขายกขาขึ้นไขว่ห้างเอนหลังพิงพนักแล้วคลายปมเนกไทตรงปกเสื้อออกเล็กน้อย

          คืนนี้มีแขกเหรื่อจำนวนมาก เฉินเซินกับซูเฉิงมาถึงงานค่อนข้างช้า คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าเขากลับประเทศแล้ว การมาร่วมงานครั้งนี้จึงรู้กันหมด คนที่รู้จักต่างเข้ามาพูดคุยทักทาย คนที่ไม่รู้จักก็พยายามหาโอกาสเข้ามาร่วมวงทำความคุ้นเคย

          งานจบแล้วแต่จี้หมิงซูยังคงนั่งนิ่งไม่ขยับไปไหน สายตามองตรงไปยังเวทีที่ว่างเปล่า ท่าทางเยือกเย็นราวน้ำค้างแข็ง

          พอกู่ไคหยางเห็นเฉินเซินยกป้ายปั่นราคาจนสร้อยไข่มุกของซูเฉิงราคาสูงขึ้นไปหลายเท่าก็พลันรู้สึกหวาดหวั่น ความตื่นเต้นดีใจที่สามารถเอาชนะคู่อริจนได้เลื่อนตำแหน่งและขึ้นเงินเดือนอันน้อยนิดจางหายไปจนหมดสิ้น

          เธอหันไปถามเพื่อนเสียงอ่อย “สามีเธอกลับมาเมื่อไหร่? เธอสองคนทะเลาะกันเหรอ?”

          “เปล่า” จี้หมิงซูตอบเพียงคำถามหลัง เพราะคำถามแรกเธอเองก็ไม่รู้เหมือนกัน

          ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน รองเท้าหนังสีดำขลับคู่หนึ่งค่อยๆ ก้าวเข้ามาอยู่ในระยะสายตา แบบรองเท้าที่คุ้นตา วิธีการผูกเชือกรองเท้าที่มีเพียงหนึ่งเดียว ในหัวของจี้หมิงซูพลันปรากฏภาพเจ้าของรองเท้าทันที

          “หมิงซู กลับบ้าน”

          น้ำเสียงของเขาไม่สูงไม่ต่ำ เรียบเฉยเป็นปกติ ทำให้จี้หมิงซูบังเกิดความรู้สึกว่าพวกเขาก็เหมือนสามีภรรยาทั่วไป ต้องสร้างภาพหลอกคนอื่นว่าสนิทสนมรักใคร่กันดี

          “ฉันขับรถมา ฉันจะไปส่งเธอเอง!” จี้หมิงซูหันไปกล่าวกับกู่ไคหยาง

          กู่ไคหยางที่สวมรองเท้าส้นเข็มสูงสิบเซนติเมตรถูกจี้หมิงซูฉุดให้ลุกขึ้นอย่างกะทันหัน จึงยืนไม่ค่อยมั่นคงนัก

          “พวกเธอจะกลับบ้านก็กลับไปสิ ทำไมต้องลากฉันมายุ่งด้วย ไม่ต้องไปส่งฉัน!”

          “ฉันจะไปส่งเธอ”

          จี้หมิงซูเอ่ยขณะจ้องกู่ไคหยางด้วยสายตาเย็นเยือก ทำเอาคำพูดที่เหลือของกู่ไคหยางถูกกลืนลงคอไปในทันที

          ด้านนอกหอจิตรกรรมหลังสายฝนเทกระหน่ำนั้นมืดสนิท สายลมโชยแผ่วเบาพาเอาความชื้นของละอองฝนกระจายฟุ้งไปทั่ว บริเวณ  เป็นบรรยากาศที่ทำให้รู้สึกเหน็บหนาวอย่างบอกไม่ถูก

          คนขับรถที่รออยู่ก่อนแล้วโค้งคำนับอย่างนอบน้อมและเปิดประตูรถให้

          จี้หมิงซูไม่มีทีท่าจะก้าวขึ้นไปนั่ง กู่ไคหยางจึงก้าวขึ้นไปแทน แต่จู่ๆ เฉินเซินก็ยกมือขึ้นขวางไว้และมองกู่ไคหยางด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์

          กู่ไคหยางตกใจแต่ยังตั้งสติได้ เธอรีบสาวเท้าไปนั่งข้างคนขับ ปล่อยพื้นที่กว้างด้านหลังเป็นของสองสามีภรรยาหนุ่มสาวทันที

          “รบกวนส่งฉันที่ซิงกั่งกว่อจี้แล้วกันนะคะ ขอบคุณค่ะ” กู่ไคหยางบอกที่อยู่กับคนขับรถเรียบร้อยก็แอบชำเลืองมองคู่สามีภรรยาที่กำลังทำท่าหมางเมินใส่กันผ่านทางกระจกมองหลัง

          ทั้งสองมองตรงไปด้านหน้า ไม่สนใจซึ่งกันและกัน ระยะห่างระหว่างทั้งคู่สามารถให้คนอ้วนที่หนักสักร้อยกิโลมานั่งคั่นกลางได้อย่างสบาย

          รถเบนท์ลีย์ขับมาราวสามนาทีก็เข้าสู่ถนนสายหลัก ภายในตัวรถเงียบสนิท แต่ละคนต่างไม่มีทีท่าว่าจะพูดคุยกันแม้แต่น้อยกู่ไคหยางคิดว่าหากสถานการณ์ยังคงเป็นแบบนี้ต่อไป คงต้องมีใครสักคนอึดอัดตายแน่ ขณะที่เธอกำลังครุ่นคิดหาหัวข้อที่จะใช้ทำลายความเงียบ จู่ๆ เฉินเซินก็เอ่ยว่า “ได้ยินว่าคุณกู่ได้เลื่อนตำแหน่ง ยินดีด้วยนะครับ”

          กู่ไคหยางยิ้มแห้งออกมาตามสัญชาตญาณ “ขอบคุณค่ะ”

          จากนั้นก็กล่าวชมกลับไปตามมารยาทว่า “ไม่ได้เจอประธานเฉินตั้งนาน หล่อขึ้นเป็นกองเลยนะคะ”

          จี้หมิงซูมองค้อนอีกฝ่ายผ่านทางกระจกมองหลัง ‘พวกชอบประจบ!’

          ท้องฟ้าในคืนนี้ถูกชะล้างด้วยสายฝนจึงดูใสสะอาดเป็นพิเศษ

          คนขับรถส่งกู่ไคหยางลงที่ซิงกั่งกว่อจี้ จากนั้นก็วกรถกลับไปยังหมิงสุ่ยกงก่วนที่อยู่ทางเหนือของเมือง ขณะที่รถแล่นไปบนทางด่วน จี้หมิงซูและเฉินเซินต่างก็ไม่มีใครยอมปริปากพูดตลอดทาง

 

          หมิงสุ่ยกงก่วนเป็นคฤหาสน์หลังที่สิบสาม

          หลังแต่งงาน จี้หมิงซูและเฉินเซินใช้ที่นี่เป็นเรือนหอมาตลอด เมื่อผลักประตูเข้าไปก็จะเห็นเครื่องเรือนสะอาดเป็นระเบียบ โคมไฟระย้าสว่างไสว ฉากไม้กั้นไม่มีฝุ่นเกาะแม้แต่เศษเสี้ยว

          เฉินเซินกวาดตามองแวบหนึ่งแล้วเอ่ยว่า “ช่วงนี้คุณไม่อยู่บ้านเหรอ?”

          แม้จะเป็นประโยคคำถาม แต่น้ำเสียงกลับเหมือนกำลังสอบสวนมากกว่า

          จี้หมิงซูยกมือขึ้นกอดอกและตอบด้วยน้ำเสียงยียวนเหมือนเป็นเรื่องปกติ

          “ค่ะ ออกไปหาหนุ่มๆ น่ะ”

          ม่านตาของเฉินเซินเบิกกว้างทันที

          จี้หมิงซูยกยิ้มมุมปากขึ้นอย่างสะใจ เธอเอียงศีรษะเล็กน้อยแล้วช้อนตามองสบกับอีกฝ่ายตรงๆ

          คนบางคนก็ชอบเสแสร้งแกล้งทำเป็นไม่รู้ เธอที่อยู่ในประเทศจีน หากคิดจะกินหญ้าอ่อนสักต้นต้องมีคนรายงานเขาที่อยู่ต่างประเทศให้รู้แน่ ทว่ารู้ทั้งรู้ยังแสร้งถามว่าเธออยู่บ้านรึเปล่า ไม่ได้เจอกันสองปีเขาก็ยังทำตัวน่าเบื่อเหมือนเดิม กระทั่งจะทักทายยังต้องวางท่าให้มากความจนดูน่าขัน

          ทั้งสองจ้องตากันอยู่สักพัก สุดท้ายยังคงเป็นเฉินเซินที่หลบตาก่อน เขาไม่ชอบเสียเวลากับเรื่องไร้สาระ โดยเฉพาะกับภรรยาที่ถูกประกายแสงเจิดจ้าของเพชรล่อลวงจนสมองกลวงไปครึ่งหนึ่ง

          คงเป็นเพราะภายในบ้านไม่มีคนอยู่อาศัยมานาน แค่เปิดเครื่องปรับอากาศก็ยังรู้สึกหนาว

          เฉินเซินปลดกระดุมเสื้อพลางเดินขึ้นไปยังชั้นสอง จี้หมิงซูเห็นว่าอีกฝ่ายอยู่ห่างจากเธอไปไกลแล้วจึงเตะรองเท้าส้นสูงออก จากนั้นก็แค่นหัวเราะเบาๆ

          ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ดูเหมือนสามีภรรยาทั่วไป หลังแต่งงานก็ไม่ได้แยกห้องนอนกัน ห้องนอนซึ่งอยู่บนชั้นสองของบ้านนั้นทั้งใหญ่โตและโอ่โถง ด้านในยังมีประตูอีกบานที่เชื่อมกับห้องแต่งตัวอันกว้างขวาง

          ตอนที่จี้หมิงซูเข้ามาในห้องนอน เฉินเซินกำลังเปิดประตูห้องแต่งตัว

          ทั้งสี่ด้านของห้องแต่งตัวเป็นตู้เสื้อผ้าแบบบิลต์อิน ตรงกลางเป็นตู้โชว์เก็บนาฬิกาและเครื่องประดับติดไฟฮาโลเจนส่องสว่างตู้กระจกจึงเปล่งประกายระยิบระยับ

          เฉินเซินยืนเงียบอยู่หน้าประตู มือล้วงกระเป๋ากางเกง

          จี้หมิงซูเดินเลี่ยงไปอีกทาง เธอหยุดยืนตรงหน้ากระจกบานใหญ่แล้วเริ่มแกะสายรัดชุดราตรี

          จู่ๆ เฉินเซินก็เอ่ยเรียก

          “หมิงซู”

          “หืม?” เธอมองเขาผ่านกระจก

          “ช่วยเก็บหน่อย”

          เฉินเซินเบี่ยงร่างไปด้านหนึ่งพร้อมกับเปิดประตูห้องแต่งตัวให้กว้างขึ้น เขาดึงเนกไทลงมาจนคอเสื้อยับย่น หัวคิ้วขมวดมุ่นแทบจะชนกัน

          จี้หมิงซูหันไปมองก็พบว่าในห้องแต่งตัวมีถุงแบรนด์เนมและกล่องของขวัญวางระเกะระกะอยู่เต็มไปหมด แทบจะไม่มีพื้นที่ให้วางเท้าลงไป เธอแปลกใจเล็กน้อย จึงเดินไปหยิบถุงที่อยู่ใกล้กับประตูขึ้นมาดู สุดท้ายก็นึกขึ้นได้ “น่าจะเป็นแบรนด์สินค้าส่งของขวัญมาให้น่ะค่ะ เยอะขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย!!”

          หลังจากเฉินเซินเดินทางไปออสเตรเลีย เวลาส่วนใหญ่ของเธอก็มักจะหมดไปกับการเดินทางท่องเที่ยวในต่างประเทศ ช่วงที่กลับมายังเมืองผิงเฉิงก็จะพักอยู่ที่คอนโดในเมือง แต่ที่อยู่ที่แจ้งกับแบรนด์สินค้าต่างๆ คือหมิงสุ่ยกงก่วน ของขวัญจึงถูกส่งมาที่นี่ทั้งหมด

          ป้าแม่บ้านเคยโทรศัพท์มาถามเธอว่าควรจะจัดการกับสิ่งของเหล่านี้อย่างไร ขณะนั้นเธอกำลังยุ่งอยู่กับงาน จึงตอบส่งๆ ไปว่าให้เก็บไว้ในห้องแต่งตัวก็ได้ คิดไม่ถึงว่าจะกองไว้เต็มพื้นขนาดนี้

          “เยอะมากจริงๆ ขอโทษด้วยค่ะ ฉันจะเก็บให้ละกัน”

          ปากของจี้หมิงซูพูดว่าขอโทษ ทว่าตั้งแต่ปลายผมจรดปลายเท้ากลับไม่มีความรู้สึกสำนึกผิดฉายออกมาให้เห็นสักนิด และยิ่งไม่มีทีท่าว่าจะเก็บด้วย

          มิหนำซ้ำเธอยังนึกสนุก หยิบผ้าคลุมไหล่ผืนหนึ่งออกมาคลี่ดู หลังจากมองพิจารณาอยู่สักพักก็เอ่ยว่า “ผ้าคลุมไหล่ผืนนี้หนาดีถ้าได้ไปขั้วโลกใต้เมื่อไหร่ฉันเอามันติดไปด้วยดีกว่า จะเอาไปห่มให้นกเพนกวิน”

          จากการฝึกฝนตนเองมานานปีทำให้ตอนนี้เฉินเซินลืมวิธีการมองค้อนไปแล้ว ใบหน้าเมื่อครู่จึงเปลี่ยนเป็นเรียบเฉย เสียงที่แข็งเหมือนกำลังอดทนอดกลั้นขั้นสุดก็เปลี่ยนเป็นเย็นชา

          “เก็บของของคุณซะ ผมจะหยิบชุดนอน”

          จี้หมิงซูชะงักไปเล็กน้อย เธอเงยหน้ามองเขาอยู่พักหนึ่งก่อนคลี่ยิ้ม “ฉันพูดไม่ถึงสามประโยคก็หมดความอดทนซะแล้ว ความอดทนของประธานเฉินมีไม่เท่าไหร่เลยจริงๆ นะคะ”

3.เป็นคนเย็นชา

          เธอปล่อยมือจากผ้าคลุมไหล่ ผ้าผืนนั้นจึงตกลงมาที่ข้อเท้าเรียว วินาทีต่อมาเธอก็ยื่นปลายเท้าออกไปแตะข้อเท้าของเขาแล้วค่อยๆ เลื่อนขึ้นไปตามปลีน่องด้านในเบาๆ เหมือนจะยั่วเย้า
ขณะเดียวกันก็เหมือนท้าทายเขาไปด้วย

          เฉินเซินจ้องเธออยู่แวบหนึ่ง จากนั้นก็เปลี่ยนหัวข้อในการสนทนา “ถ้าคุณรอให้ผมอาบน้ำก่อนไม่ไหวก็น่าจะบอกมาตรงๆ”

          รอยยิ้มที่มุมปากของจี้หมิงซูหายวับไปในทันที เธอหันไปเตะของขวัญที่กองอยู่เต็มพื้น จากนั้นก็เปิดตู้เสื้อผ้า หยิบเอาชุดนอนชายชุดหนึ่งออกมาม้วนเป็นก้อนปาไปที่อกของเฉินเซิน ทำเหมือนโยนขยะที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้แล้ว...ทิ้งไป

          เฉินเซินรับชุดนอนเอาไว้ แต่กลับยังไม่ไปอาบน้ำ

          เขาใคร่ครวญครู่หนึ่งแล้วจึงเอ่ยปากถาม “หมิงซู คุณมีอะไรไม่พอใจผมรึเปล่า? พวกเราคุยกันได้นะ”

          พริบตาเดียว ท่าทางของเขาก็กลับไปสงบนิ่งอ่อนโยนเหมือนเดิม วันนี้เขาไม่ได้สวมแว่นตา ถ้าสวมคงดูเหมือนศาสตราจารย์หนุ่มจิตใจดีผู้ร่ำรวยที่กำลังศึกษาต่อปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยแน่

          จี้หมิงซูประชดกลับ “ดูไม่ออกเลยนะคะว่าท่านประธานจะเป็นห่วงความรู้สึกของดิฉันขนาดนี้”

          สามวันก่อน เธอเห็นจ้าวหยางโพสต์ลงในโมเมนต์วีแชตว่า ‘ยินดีต้อนรับ’ ข้างใต้ยังมีรูปงานเลี้ยงส่วนตัวรูปหนึ่งที่มีเจียงเช่อและซูหยาง แต่อีกฝ่ายคงไม่ทันระวัง ตรงมุมมืดอับแสงจึงมีภาพข้อมือของเฉินเซินที่สวมนาฬิกาทองคำขาวติดเข้ามาด้วย

          นาฬิกาทองคำขาวเรือนนี้เป็นของขวัญแต่งงานที่ผู้ใหญ่สกุลเฉินมอบให้ทั้งสอง เรือนของเฉินเซินตรงหน้าปัดเป็นรูปเจ้าชายน้อย ส่วนของเธอตรงหน้าปัดเป็นรูปดอกกุหลาบ สั่งผลิตขึ้นเป็นพิเศษกับแบรนด์ดังยี่ห้อหนึ่ง ถ้าจะบอกว่ามีเพียงหนึ่งเดียวในโลกก็ไม่เกินจริงไป

          สรุปคือเขาคนนี้เดินทางกลับประเทศมาอย่างน้อยก็สามวันแล้ว

          สามวันไม่โทรศัพท์หาเธอสักครั้ง ข้อความก็ไม่เคยส่งให้ แต่แล่นไปถึงเมืองซิงเฉิง ดื่มจนเมาหัวราน้ำกับเพื่อนๆ หัวหกก้นขวิดกับพวกนั้น ไม่เห็นเธอซึ่งเป็นภรรยาที่ตบแต่งกันอย่างถูกต้องตามขนบธรรมเนียมอยู่ในสายตาเลยสักนิด!

          หลังจากที่ริมฝีปากเล็กๆ ของจี้หมิงซูกล่าวโทษจบ ในที่สุด เฉินเซินก็เข้าใจว่าเหตุใดคืนนี้เธอจึงจู้จี้จุกจิกหาเรื่องไปเสียทุกอย่าง

          เขานิ่งคิดเล็กน้อยแล้วตอบว่า “จากความสัมพันธ์ของเรา ผมคิดว่าคุณคงไม่สนใจตารางงานของผม แต่ถ้าคุณสนใจล่ะก็ ต่อไปผมจะให้ผู้ช่วยส่งสำเนาให้คุณชุดหนึ่งทุกวัน”

          “.....”

          ใครอยากได้ตารางงานของคุณกัน! ทั่วทั้งแผ่นดินจีนคงจะมีแต่คนเป็นแม่เท่านั้นแหละที่อยากรู้เมื่อลูกเดินทาง! ทำไมคำพูดของเขาถึงได้เสียดแทงใจเธอนักนะ แถมยังรู้สึกว่าตัวเองน่าเวทนาด้วย

          จี้หมิงซูโกรธจนตัวสั่น เธอชี้หน้าเขา คำด่าหยาบคายต่างๆ จ่ออยู่ตรงริมฝีปาก

          ไม่รู้ว่าเธอคิดอะไรขึ้นมาได้ ด้านหนึ่งก็ยังคงพึมพำอย่างโกรธเคือง อีกด้านก็พยายามสงบสติอารมณ์ข่มตัวเองให้นิ่งเข้าไว้

          จี้หมิงซูเป็นคนหน้าตาสะสวย ไปร่วมงานเลี้ยงก็แต่งหน้าเพียงบางเบา ตอนนี้เธอยืนอยู่ใต้แสงไฟตรงเฉลียง ริมฝีปากแดงระเรื่อเม้มเป็นเส้นตรง ใบหน้าที่งดงามอยู่แล้วจึงยิ่งดูงดงามมากขึ้นไปอีก
เฉินเซินรู้จักกับเธอมาจะยี่สิบปี แต่ไหนแต่ไรเขาก็รู้สึกขัดหูขัดตากับท่าทางคุณหนูผู้หยิ่งทะนงของเธอ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเธอน่ารักน่าเอ็นดูมาตั้งแต่เด็ก เป็นคนสวยที่โดดเด่นสะดุดตาอย่างแท้จริง

          คนสวยมักจะทำให้คนใจอ่อนได้เสมอ พอเห็นเธอโกรธจนควันออกหู เฉินเซินจึงเป็นฝ่ายยอมถอยให้ก้าวหนึ่ง “เอาล่ะๆ คราวนี้ถือว่าผมเป็นฝ่ายผิดเอง”

          “ถือว่า? ถือว่าอะไร ก็ผิดตั้งแต่แรกแล้ว!”

          จี้หมิงซูเพิ่งจะสะกดกลั้นความโกรธเอาไว้ได้ แต่กลับถูกวิธีการยอมรับผิดแบบ ‘ผมขี้เกียจคิดเล็กคิดน้อยกับคุณ’ ของพวกผู้ชายแหย่ให้โมโหขึ้นมาอีก

          เดิมทีการแต่งงานของทั้งสองก็เป็นการแต่งเพื่อผลประโยชน์ของครอบครัว จึงมักจะไม่สามารถทำอะไรอย่างที่ใจปรารถนาได้ แต่เด็กที่เกิดในครอบครัวเช่นพวกเธอ นับตั้งแต่รู้ความก็รู้ตัวดีว่าการแต่งงานเป็นเรื่องยากที่จะได้ตัดสินใจด้วยตัวเอง ท้ายที่สุดก็คงไม่มีเหตุผลใดที่จะปฏิเสธสิ่งที่ตนมีแล้วออกไปตามหาความรักและอิสรภาพจากที่อื่น

          เรื่องแต่งงาน จี้หมิงซูและเฉินเซินต่างแสดงออกและเข้ากันได้ดีเสมอมา แม้แต่การแสดงความ ‘รักใคร่ต่อหน้าคนอื่น’ ตรงจุดนี้ก็ถือเป็นข้อตกลงที่มีร่วมกันมาตั้งแต่แรก

          “คุณกลับประเทศมาไม่บอกฉันสักคำ แล้วยังไปออกงานกับซูเฉิงทั้งที่ฉันก็ไปด้วย แถมประมูลสร้อยคอของซูเฉิงอีก คุณคิดจะฉีกหน้าใคร? อยากจะบอกคนทั้งโลกว่าคุณกับฉันไม่ได้รักกันใช่ไหม?!” เสียงของจี้หมิงซูยิ่งพูดก็ยิ่งสูง คงเพราะส่วนสูงของเธอไม่มากเท่าเขาจึงต้องใช้เสียงช่วยข่ม

          เฉินเซินนวดตรงระหว่างคิ้ว เริ่มปวดศีรษะกับเสียงที่ดังขึ้นเรื่อยๆ ของจี้หมิงซู เขาอธิบายเสียงเรียบว่า “เมื่อตอนบ่ายผมไปกินข้าวกับท่านประธานเผยมา เขาไม่ว่างเลยขอให้ผมช่วย ซูเฉิงก็อายุตั้งสี่สิบกว่าแล้ว คงไม่มีใครเข้าใจผิดคิดว่าการที่ผมไปงานพร้อมกับเธอเป็นการฉีกหน้าคุณหรอก อีกอย่าง ผมก็ไม่รู้ว่าคุณจะไปงานนี้ด้วย”

          จี้หมิงซูแปลคร่าวๆ ได้ว่า ‘ใครจะไปรู้ว่าคุณก็ไปด้วย ผมไม่ได้สนใจคุณ คุณคิดว่าตัวเองเป็นใครเหรอ?’

          นี่คงเป็นสิ่งที่ทำให้จี้หมิงซูรู้สึกรังเกียจเฉินเซินที่สุด เขาไม่เคยเห็นใครหรือเรื่องอะไรอยู่ในสายตา มักจะมีหลักการที่เยือกเย็นเฉยชา หรือพูดอีกอย่างว่า ‘เป็นคนเย็นชา’ นั่นเอง

          จี้หมิงซูเป็นดอกไม้แสนสวยสดใสที่ถูกผู้คนห้อมล้อมมาตลอด จึงรู้สึกรับไม่ได้กับความเมินเฉยของเขาที่ไม่เห็นเธอเป็นศูนย์กลางของโลกใบนี้

          ปัญหานี้ถูกตัดจบไปดื้อๆ แบบนั้น

          ขณะอาบน้ำ จี้หมิงซูหลับตาลงครุ่นคิด ถ้าสามารถจบชีวิตคู่ที่ไม่มีความสุขแบบนี้ได้ เธอยินดีที่จะไม่มีเซ็กซ์ไปห้าปีเลย!

 

          หลังจากใช้เวลาอยู่ในห้องน้ำร่วมสองชั่วโมง จี้หมิงซูก็ค่อยๆ ก้าวออกมาอย่างเชื่องช้า

          คนละเมียดละไมเช่นเธอ ในแต่ละวันต้องมีขั้นตอนการบำรุงรักษาผิวเช้ากลางวันเย็น ก่อนหน้านี้ตอนที่ยังไม่ไปออสเตรเลียเฉินเซินเคยใช้ชีวิตอยู่กับเธอระยะหนึ่งจึงทำให้พอรู้นิสัยอยู่บ้าง ไม่ต้องสงสัยเลย จี้หมิงซูนั้นเป็นประเภทที่แม้จะเจ็บป่วยก็ขอแต่งหน้าแต่งตัวให้สวยเลิศดูดีไว้ก่อนเสมอ

          ตอนนี้จี้หมิงซูเปลี่ยนชุดเป็นเดรสสายเดี่ยวผ้าไหมสีฟ้าหม่นสำหรับนอน เผยให้เห็นต้นแขนและปลีน่องบอบบาง รูปร่างสมส่วนไม่อ้วนหรือผอมจนเกินไป เรือนผมยาวสลวยหลังถูกเป่าให้แห้งทิ้งตัวเรียงเป็นเส้นเงางาม ขณะที่เดินออกมาจากห้องน้ำ เส้นผมเหล่านั้นก็พลิ้วไหวเป็นจังหวะเดียวกับชายกระโปรง ทั้งยังมีละอองน้ำจางๆ และกลิ่นหอมฟุ้งกระจายตามออกมา เป็นความงดงามตามธรรมชาติที่ไร้การปรุงแต่งใดๆ

          เฉินเซินเหลือบมองเธอแวบหนึ่ง แต่อาจเป็นเพราะ ‘แจกันใบนี้’ งดงามเกินไป เพิ่งละสายตาได้ไม่ถึงสองวินาที เขาก็ชำเลืองมองอีก

          “มองอะไรคะ?”

          เฉินเซินยิ้มน้อยๆ แต่ไม่ได้ตอบ

          จี้หมิงซูมองเขาอย่างไม่ไว้ใจ เธอหมุนกายไปหย่อนตัวลงนั่งบนเตียง ยกขาทั้งสองขึ้น หลังจากเหลือบมองเขาแล้วไม่เห็นท่าทีที่ผิดปกติ จึงดึงผ้าห่มหนานุ่มขึ้นมาคลุมอย่างมิดชิดก่อนล้มตัวลงนอน

          “ปิดไฟทีค่ะ ฉันจะนอนแล้ว”

          เฉินเซินไม่พูดอะไร เอื้อมมือไปปิดโคมไฟข้างตัวให้

          ในความมืด ได้ยินเพียงเสียงลมหายใจของทั้งคู่สลับกันไปมา คนหนึ่งก่อนคนหนึ่งหลัง ไม่นานก็สม่ำเสมอเป็นจังหวะเดียวกัน เข้ากับบรรยากาศที่เงียบสงบ

          สองปีแล้วที่จี้หมิงซูไม่ได้นอนร่วมเตียงกับใครจึงไม่ค่อยคุ้นเคยนัก เธอพลิกซ้ายตะแคงขวาอย่างกระสับกระส่าย

          เฉินเซินเป็นคนนอนเรียบร้อย หลังจากล้มตัวลงนอนก็จะไม่ขยับเขยื้อนอีก

          อากาศในห้องกรุ่นกลิ่นหอมจางๆ ของต้นเฟอร์ที่ออกดอกยามราตรี

          ในขณะที่กำลังเคลิ้มหลับ จู่ๆ จี้หมิงซูพลันรับรู้ถึงการคุกคามในระยะประชิด พอลืมตาก็เห็นแขนข้างหนึ่งของเฉินเซินโอบกอดเอวเธอจากด้านหลัง เขาเริ่มสัมผัสไล้ไปทั่วร่างทีละนิด หนักบ้างเบาบ้างสลับกัน ไม่นานก็ขึ้นคร่อมร่างเธออย่างโหยหา

          ในห้องมีเพียงแสงไฟสลัว จี้หมิงซูเห็นสันกรามของเฉินเซินเพียงรางๆ พอเลื่อนสายตาลงมาก็เห็นลูกกระเดือกของเขาขยับเล็กน้อย เมื่อมองไล่ขึ้นไปก็พลันสบกับดวงตานิ่งสงบที่มีความปรารถนาบางอย่างคุกรุ่นอยู่ภายใน

          ไม่เจอเรื่องแบบนี้มานาน ปฏิกิริยาตอบสนองของจี้หมิงซูจึงค่อนข้างช้า กระทั่งสายคล้องไหล่ร่วงหล่นลงมาถึงเริ่มรู้สึกตัว

          นอกหน้าต่าง ดวงจันทร์กระจ่างดุจสายน้ำ ทำให้ความหงุดหงิดไม่พอใจสลายหายเป็นปลิดทิ้ง

 

          เช้าวันรุ่งขึ้น ดวงอาทิตย์ลอยสูง

          ลำแสงสาดส่องลอดผ่านพันธุ์ไม้เขียวขจีภายในคฤหาสน์ทุกพื้นที่ชุ่มฉ่ำไปด้วยหยดน้ำค้างใสสะอาด

          หลังจากจี้หมิงซูลืมตาตื่น เธอผงกศีรษะขึ้นได้ไม่ถึงสองเซนก็ต้องทิ้งตัวลงนอนอีกครั้ง

          เธอถูกท่อนแขนกำยำทาบทับพาดอยู่บนร่างจึงขยับไม่ได้

          เอาเถอะ ตอนนี้เธอเองก็ไม่อยากจะขยับตัวเท่าไหร่ รู้สึกปวดเมื่อยไปทั้งเนื้อทั้งตัวเหมือนถูกไม้นวดแป้งนวดตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า

          น่าแปลก ปกติเฉินเซินไม่ได้เป็นคนมีความต้องการมากมายขนาดนี้ ถ้าเป็นเมื่อก่อน เดือนหนึ่งเขาจะสะกิดเธอแค่ครั้งสองครั้ง ทำการบ้านอย่างจืดชืด ตอบสนองความต้องการทางธรรมชาติไปแบบแกนๆ แม้แต่ท่าทางระหว่างปฏิบัติภารกิจก็ยังขี้เกียจเปลี่ยน แต่เมื่อคืนเขากลับทำเหมือนคนอดอยากมานาน ตั้งใจจะระบายความอัดอั้นตลอดสองปีออกมาจนหมดสิ้น กระทั่งตีสามถึงยอมหยุดอย่างไม่ค่อยเต็มใจ

          ที่เขาเป็นอยู่ตอนนี้น่าจะถือว่าช่ำชองแล้วรึยังนะ?

4.ทายาทสกุลเฉิน

          จี้หมิงซูเองก็ไม่ค่อยแน่ใจนัก ถึงอย่างไรเธอก็ไม่เคยมีประสบการณ์เรื่องนี้กับคนอื่นมาก่อนจึงไม่มีข้อมูลให้เปรียบเทียบ เธอคิดฟุ้งซ่านอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอื้อมมือไปควานหารีโมตตรงหัวเตียง
จากนั้นก็กดปุ่มเปิดผ้าม่านที่หน้าต่าง

          ผ้าม่านเพิ่งเปิดได้เพียงนิดเดียว เฉินเซินก็หยีตาขมวดคิ้ว แย่งเอารีโมตไปจากมือเธอแล้วกดปิดอีกครั้ง จากนั้นก็กลับมาพาดท่อนแขนลงบนเอวของเธอคล้ายกับจะล็อกตัวไว้

          “เอามือคุณ...ออก”

          พูดยังไม่ทันจบ เฉินเซินก็ชิงดึงมือกลับไปก่อน แถมยังแย่งผ้าห่มเธอ ทิ้งไว้เพียงน้ำเสียงแหบแห้ง “เลิกโวยวาย นอนได้แล้ว”

          หัวคิ้วที่ขมวดเข้าหากันบอกเป็นนัยว่าเขาไม่พอใจที่เธอส่งเสียงดัง

          ยังดีที่จี้หมิงซูเองก็ไม่ได้รีบร้อนจะตื่น เธอถีบเขาไปทีหนึ่งอย่างไม่จริงจังนัก จากนั้นก็พลิกตัวนอนตะแคงไปอีกข้างแล้วหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาอ่านข่าว

          งานเลี้ยงเมื่อคืนยังคงเป็นประเด็นร้อนในวันนี้ แต่หัวข้อล้วนเป็นเรื่องในแวดวงดารา

          ซูเฉิงได้รับตำแหน่งราชินีจอเงินจากหลายสถาบัน เวลาถ่ายรูปรวมจึงกลายเป็นจุดสนใจ มักถูกผู้คนกล่าวถึงอยู่ไม่ขาด แถมกูรูด้านแฟชั่นยังชมว่างานเมื่อคืนนี้ซูเฉิงแต่งกายได้ยอดเยี่ยมที่สุดคำวิจารณ์ส่วนใหญ่มีแต่คำเลิศหรู โดยพื้นฐานก็หนีไม่พ้น ‘ราชินีจอเงินออกโรง พวกไก่กาต้องหลบไป’ ใช้หัวข้อนี้โปรยหัวเลยทีเดียว!

          จี้หมิงซูเลื่อนอ่านไปเรื่อยๆ ภาพทั้งหมดที่ถ่ายติดเฉินเซินถ้าไม่ใช่ขาดหายไปครึ่งหนึ่งก็ทำเป็นภาพเบลอ แม้แต่คลิปวิดีโอที่นิตยสารหลิงตู้โพสต์ก็เป็นเช่นนั้น

          เรื่องนี้ไม่ถือว่าแปลกอะไร ปกติเฉินเซินก็มักจะไม่ปรากฏตัวออกสื่อมาโดยตลอดอยู่แล้ว

          หลังจากงานเลี้ยงเมื่อคืน สิ่งที่ควรรู้สำหรับทายาทรุ่นใหม่ของสกุลเฉินก็คือ ตอนนี้เขากลับมาแล้ว

          สกุลเฉินแม้จะเป็นธุรกิจภายในครอบครัว แต่ก็ดำเนินกิจการมาหลายปีแล้ว โครงสร้างภายในของกลุ่มบริษัทออกจะซับซ้อนอยู่สักหน่อย ความขัดแย้งจึงมีทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็น

          ปัจจุบัน ‘นายท่านเฉินหยวนเฉา’ ก้าวขึ้นเป็นใหญ่ เขาดูแลธุรกิจหลักๆ ของกลุ่มบริษัทสกุลเฉินด้วยการเข้ามาบริหารการเงินของกลุ่มโรงแรมจวิ้นอี้ มีอำนาจตัดสินใจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

          แต่หลายปีมานี้สุขภาพของเฉินหยวนเฉาไม่สู้ดีนัก ถูกส่งเข้าห้องฉุกเฉินทั้งที่เปิดเผยและไม่เปิดเผยอยู่บ่อยครั้ง

          เรื่องที่เขาเจ็บป่วยมีข่าวแพร่สะพัดออกมาไม่ขาดสาย แม้จะส่งผลกระทบไม่มากเท่าไหร่ แต่ก็ทำให้เกิดแรงกระเพื่อม ทั้งยังก่อให้เกิดคลื่นใต้น้ำภายในสกุลเฉินอีกด้วย

          ในฐานะลูกชายเพียงคนเดียวของเฉินหยวนเฉา บ่าของเฉินเซินจึงแบกรับภาระอันใหญ่หลวงเอาไว้ ความสามารถของเขาก็พอๆ กับภาระความรับผิดชอบ ใบหน้าหล่อเหลาสง่างาม ท่วงท่าสุภาพอบอุ่น แต่เวลาลงมือกลับร้ายกาจ น้อยคนนักที่จะกล้าปะทะกับเขาแบบซึ่งหน้า

          เฉินเซินนั้นไม่เพียงโหดร้ายกับคนอื่น เขายังโหดร้ายกับตัวเองด้วย

          เพื่อกีดกันเหล่าทายาทสกุลเฉินที่มาจากทางใต้ เขาถึงกับยอมสานสัมพันธ์กับสกุลจี้

          จี้หมิงซูเป็นคุณหนูใหญ่ผู้เย่อหยิ่งและมีชื่อเสียงโด่งดังในเมืองผิงเฉิง ไม่ทันกะพริบตาก็ถูกขอแต่งงานเสียแล้ว

          ในตอนที่ข่าวการแต่งงานของสกุลเฉินและสกุลจี้เผยแพร่ออกมา ทุกคนต่างรู้สึกเหลือเชื่อ คนจำนวนไม่น้อยคิดว่าการประกาศข่าวงานแต่งครั้งนี้ก็เพื่อชิงความได้เปรียบทางการค้า งานแต่งคงไม่เกิดขึ้นจริง

          แต่พองานหมั้นจัดขึ้นตามกำหนด เฉินเซินก็ถูกโยกย้ายจากบริษัทฮวาจางโฮลดิ้งซึ่งเป็นบริษัทย่อยในกลุ่มบริษัทจวิ้นอี้กลับมาสำนักงานใหญ่เพื่อรับตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายพัฒนา ข่าวทายาทสกุลเฉินผู้ซึ่งใช้เรื่องแต่งงานของตนมาเป็นแรงหนุนก็ยิ่งทวีความเข้มข้นมากขึ้น ทุกอย่างชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ช่วงเวลาตั้งแต่เริ่มมีข่าวจนกระทั่งแต่งเสร็จ หัวข้อข่าวเกี่ยวกับจี้หมิงซูและเฉินเซินก็ออกมาอย่างไม่ขาดสาย

          กระทั่งแต่งงานกันไปได้ครึ่งปี เรื่องซุบซิบของทั้งคู่จึงค่อยๆ จางหายไปจากวงสนทนาหลังอาหารของผู้คน แต่แล้วเฉินเซินก็เป็นผู้เสนอให้จวิ้นอี้ขยายการลงทุนไปยังต่างประเทศ บอกว่าตัวเองต้องการย้ายไปอยู่ออสเตรเลียเพื่อบุกเบิกตลาดต่างประเทศ จึงเป็นธรรมดาที่ต้องเกิดความโกลาหลขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้

          ตอนที่เฉินเซินเพิ่งย้ายกลับมาที่สำนักงานใหญ่ของจวิ้นอี้นั้น เขามักมีความคิดที่แตกต่างไปจากคนอื่น รวมถึงเคยเสนอให้ทำที่พักตากอากาศออนเซ็นภายใต้โครงการ ‘บ้านพักสุ่ยอวิ๋นเจียน’ ด้วย

          ในครั้งนั้นผู้ที่เห็นด้วยกับโครงการ ‘บ้านพักสุ่ยอวิ๋นเจียน’ มีอยู่น้อยมาก แต่เขาก็ยังฝืนดันทุรังนำเสนอโครงการ ทั้งที่เป็นโครงการที่ใช้ระยะเวลาในการคืนทุนค่อนข้างนาน จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ผู้บริหารระดับสูงคนอื่นๆ ของบริษัทจะไม่เห็นด้วย

          แต่เขาก็ไม่ยอมละความพยายาม เฉินเซินนับเป็นทายาทรุ่นใหม่หัวดื้อที่มีความคิดนอกกรอบ และสุดท้ายโครงการดังกล่าวก็เกิดขึ้นจนได้

          ตลอดการทำงานที่ล้มลุกคลุกคลาน ในที่สุด ‘บ้านพักสุ่ยอวิ๋นเจียน’ ก็สร้างเสร็จ ทั้งยังประสบความสำเร็จในระดับสูงอีกด้วย เดิมทีเขาควรอาศัยจังหวะนี้รีบกอบโกยผลประโยชน์ให้ตัวเองเจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น แต่แล้วเฉินเซินกลับย้ายไปบุกเบิกตลาดต่างประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำให้ผู้คนพากันประหลาดใจ

 

          พริบตาเดียวก็ผ่านมาสองปีแล้ว

          ปัจจุบันเมื่อเอ่ยถึงโรงแรมออนเซ็น ทุกคนไม่ว่าจะเคยไปหรือไม่เคยไปต่างก็พากันคิดถึงบ้านพักสุ่ยอวิ๋นเจียน เหมือนเป็นภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่ฝังลึกเข้าไปในใจของผู้คน ทั้งหมดถือเป็นคำยืนยันในความสำเร็จที่ไม่ต้องใช้คำพูดใดมาอธิบาย

          และแล้วเฉินเซินก็เดินทางกลับมาอย่างเงียบเชียบ จึงช่วยไม่ได้ที่จะไปปลุกความอยากรู้อยากเห็นที่เก็บซ่อนไว้ในใจทุกคนมาเป็นเวลานาน ตั้งแต่เมื่อคืนจนถึงเช้าวันนี้ คนในวงสังคมต่างแอบวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้กันอย่างสนุกสนาน

          จี้หมิงซูเองก็ได้รับผลกระทบที่รุนแรงและรวดเร็วนี้ด้วยเช่นกัน ในวีแชตของเธอปรากฏข้อความที่มีสัญลักษณ์สีแดงที่บ่งบอกว่ายังไม่ได้เปิดอ่านเป็นจำนวนมาก แค่เปิดดูคร่าวๆ ก็รู้แล้วว่าทุกคนทักมาถามเธอเกี่ยวกับข่าวคราวของเฉินเซิน

          กู่ไคหยางไม่ได้คิดสอบถามเกี่ยวกับเรื่องของเฉินเซิน แต่กลับส่งข้อความเสียงมาแซวแต่เช้า

          “ยังไม่ตื่นเหรอ?”

          “เมื่อคืนประธานเฉินคงร้ายกาจมากสินะ”

          จี้หมิงซูกดเปิดเพียงประโยคแรก ยังไม่ทันจะเอามาแนบฟังที่ข้างหู ประโยคต่อไปก็ดังออกมาจากลำโพง

          เธอไม่อยากให้มันอ่านออกเสียง แต่ความไวของมือกลับช้ากว่าระบบ ตอนที่กดไปนั้นข้อความที่เพิ่งเปิดก็จบพอดี จึงกลายเป็นกดเปิดซ้ำอีกครั้ง ที่ต้องการให้หยุดกลับดังขึ้นอีก เหอะ!

          บรรยากาศเงียบสงัดกลับมีเสียงอู้อี้ที่เปิดซ้ำสองรอบดังขึ้นเหมือนเป็นการย้ำชัดว่าผู้ฟังชื่นชอบจนอยากฟังซ้ำ

          จี้หมิงซูตื่นเต็มตาในทันที

          เสียงหายใจสม่ำเสมอของคนที่อยู่ทางด้านหลังเหมือนจะเงียบลง

          เธอแข็งทื่อไปทั้งร่าง มือเรียวขยับเอาโทรศัพท์ซุกใต้หมอน ร่างเหยียดตรง แต่นิ้วเท้ากลับงองุ้มโดยไม่รู้ตัว

          ตอนนี้เฉินเซินก็ตื่นแล้วเช่นกัน

          เขานอนอยู่ด้านซ้ายของเตียง พอเห็นแผ่นหลังบอบบางที่แข็งทื่อของจี้หมิงซูก็อมยิ้มอย่างไร้สุ้มเสียง

          ไม่นานนัก เขาก็เลิกผ้าห่มลุกขึ้นจากเตียง

          จี้หมิงซูได้ยินเสียงฝีเท้าจากอีกด้านหนึ่งของเตียงค่อยๆ เคลื่อนเข้ามาใกล้ จึงรีบหลับตาทันที มีเพียงขนตาที่ไม่ยอมเชื่อฟังควบคุมไม่ได้ยังคงกระเพื่อมขึ้นลงไม่หยุด

          แวบเดียว เสียงฝีเท้ากดดันก็มาถึงเตียงทางฝั่งเธอ จี้หมิงซูเผลอกลั้นหายใจ สมองเร่งครุ่นคิดหาวิธีตอบโต้

          ห้าวินาทีผ่านไป...

          สิบวินาที...

          สามสิบวินาที...

          เสียงฝีเท้านั้นค่อยๆ ไกลออกไป จนกระทั่งมีเสียงดังมาจากห้องน้ำ

          จี้หมิงซูจึงได้สติกลับคืน

          ที่แท้เฉินเซินก็ขี้เกียจเปิดโปงว่าเธอกำลังแกล้งหลับ

          ไม่รู้ว่าทำไม แต่เธอกลับหงุดหงิดขึ้นมาแวบหนึ่ง จี้หมิงซูจ้องมองไปทางห้องน้ำก่อนจะเลิกผ้าห่มออกแล้วเอนร่างพิงหัวเตียง กระแทกศีรษะเข้ากับเตียงเบาๆ เพื่อระบายอารมณ์

          ทันใดนั้น สายตาก็พลันเหลือบไปเห็นว่าตู้ข้างหัวเตียงฝั่งของเฉินเซินมีเอกสารวางอยู่ปึกหนึ่ง เธอเอื้อมมือไปหยิบ ‘แผนการตกแต่งภายในของโรงแรมในกลุ่มบริษัทจวิ้นอี้’ เดิมทีจี้หมิงซูแค่จะเอามาพลิกดูแก้เซ็ง แต่พอเห็นชื่อตรงหน้าปก แววตากลับเปลี่ยนไปโดยไม่รู้ตัว

          ตอนที่เฉินเซินก้าวออกมาจากห้องน้ำจึงเห็นจี้หมิงซูนั่งพิงหัวเตียง กำลังพลิกอ่านข้อมูลอยู่อย่างตั้งอกตั้งใจ ชุดนอนของเธอที่ผ่านศึกมาทั้งคืนยับย่นและถลกขึ้นโดยไม่รู้ตัว เผยให้เห็นสองขาเรียวยาววางพาดซ้อนกัน บวกกับผิวที่ขาวนวลสะดุดตาราวกับหยก ทำให้คนอดมองไม่ได้

          จี้หมิงซูรับรู้ความเคลื่อนไหวของเขา จึงเอ่ยถามทั้งที่สายตายังไม่ยอมละจากเอกสาร “กลุ่มบริษัทจวิ้นอี้จะหามัณฑนากรมาออกแบบโรงแรมเหรอคะ?”

          เฉินเซินตอบรับออกมาคำหนึ่ง จากนั้นก็เงยหน้ากลัดกระดุมเม็ดบนสุดของเสื้อเชิ้ต

          จี้หมิงซูไม่ได้พูดอะไรอีก ยังคงพลิกเอกสารอ่านต่อไป

          เธอเป็นผู้หญิงคนเดียวในบรรดาทายาทสกุลจี้ แม้คุณพ่อคุณแม่จะเสียชีวิตไปนานแล้ว แต่คุณลุงคุณป้ายังคงรักใคร่ตามอกตามใจ หลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัยก็แต่งงานเข้าสกุลเฉิน จึงยิ่งทำให้เธอสามารถใช้ชีวิตได้อย่างหรูหราตามที่ใจปรารถนา

          กิจวัตรประจำวันของเธอคือการรับเชิญไปร่วมงานเลี้ยงค็อกเทลต่างๆ เวลาว่างก็นั่งเครื่องบินท่องเที่ยวทั่วโลก ชีวิตสโลว์ไลฟ์แบบนี้เป็นใครก็ต้องอิจฉา

5.ชีวิตที่สุขสบายในวัยเกษียณ?

          น่าจะไม่มีใครจำได้แล้วว่า จริงๆ เธอจบการศึกษาด้านการออกแบบภายในชั้นสูงจากซาวานนาห์ ในความคิดของคนทั่วไปคงคิดว่าเธอรู้เพียงเรื่องช็อปปิง กระเป๋าและของแบรนด์เนมเท่านั้น

          “ผมจำได้ว่าคุณเคยเรียนออกแบบภายในจากซาวานนาห์มา สนใจเหรอ?” จู่ๆ เฉินเซินก็เอ่ยถาม

          จี้หมิงซูเงยหน้าขึ้นมองเขา ไม่คิดเลยว่าคุณสามีที่แต่งเพราะธุรกิจจะจำเรื่องแบบนี้ได้

          ผ่านไปครู่หนึ่ง จี้หมิงซูก็ได้สติกลับมา เธอสะกดความดีใจเอาไว้ ในหัวพยายามคิดหาคำพูดเล่นตัว ทำเหมือนเจ้าหญิงที่ยอมลดเกียรติยศศักดิ์ศรีลงมา

          แต่ยังไม่ทันที่เจ้าหญิงผู้สูงศักดิ์จะเอ่ยปาก เฉินเซินก็ชิงพูดขึ้นมาก่อนว่า “อีกสักพักโรงแรมทำเสร็จ ไว้ผมจะให้คนพาคุณไปเยี่ยมชม”

          “เยี่ยมชม?”

          “หรือว่าคุณอยากเข้าร่วมการออกแบบด้วย?” เขาไม่กล้าแม้แต่จะคิด “คงจะไม่ได้หรอก โรงแรมผมไม่ใช่สถานที่ให้มือใหม่มาทดสอบฝีมือ”

          จี้หมิงซูอดที่จะพูดไม่ได้ “สถานที่จัดงานเลี้ยงเมื่อคืนฉันออกแบบเอง”

          เฉินเซินชะงักไปแล้วหันกลับมามองเธอ “ที่แท้ก็เป็นผลงานคุณ”

          เขาเข้าใจความหมายที่เธอจะสื่อออกมาได้ทันที  

          จี้หมิงซู “คุณหมายความว่าไง?”

          “หมายความว่ายิ่งให้คุณเข้าร่วมด้วยไม่ได้” เขาหลุบตาลงครึ่งหนึ่ง ค่อยๆ สวมนาฬิกาข้อมืออย่างเชื่องช้าพร้อมกับเอ่ยอย่างชัดเจน

          จี้หมิงซูที่น้อยใจเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พอได้ยินคำพูดนี้ ใบหน้าของเธอก็ยิ่งแดงก่ำ พริบตาเดียวก็พลันยืดตัวตรงขึ้น “ความจริงงานเมื่อคืนฉันยังทำไม่เต็มที่เลย!”

          เธอพูดออกมาด้วยเสียงที่สูงขึ้นแปดหลอด ยิ่งแสดงให้เห็นว่าไม่มีความมั่นใจ ได้แต่เอาเสียงเข้าข่มไว้ก่อน

          เฉินเซินอยากจะหัวเราะแต่ก็กลั้นเอาไว้ เขาเลิกคิ้วเข้มขึ้นรอฟังคำอธิบายจากเธอ

          ถ้าจะให้พูดเรื่องนี้คงยาว ความจริงแล้วงานเลี้ยงเมื่อคืนมีการกำหนดไว้เป็น ‘คอนเซปต์โต๊ะกลม’ เพื่อให้สอดคล้องกับแนวคิดของการก่อตั้งนิตยสารหลิงตู้เมื่อสิบปีก่อน คือการร่วมแรงร่วมใจ

          แต่พอจี้หมิงซูสเก็ตช์ภาพเรียบร้อย จู่ๆ ทางสำนักงานใหญ่กับทางสปอนเซอร์ก็เกิดขัดแย้งกันในเรื่องการเงินซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่สำหรับการจัดงาน ทางหลิงตู้จึงจำเป็นต้องจัดงานอย่างเรียบง่าย เธอปรับแก้ไขแบบอยู่เกือบอาทิตย์ จนกระทั่งทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงร่วมกันอย่างกระท่อนกระแท่น โดยการเอางานเลี้ยงกาลาดินเนอร์แฟชั่นโชว์ฉลองครบรอบสิบปีกับงานเลี้ยงการกุศลที่จะจัดในไตรมาสถัดไปมาจัดพร้อมกัน

          การจัดรวมกันสองงานจะใช้ลูกเล่นหรือแนวคิดอะไรก็ดูจะไม่ค่อยเข้ากับหัวข้อหลักของงาน นี่ก็แสดงให้เห็นว่าแผนงานออกแบบสถานที่จัดเลี้ยงที่เธอทำไว้ก่อนหน้านี้จำเป็นต้องเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ

          จี้หมิงซูเกลียดการเปลี่ยนแปลงแบบนี้เป็นที่สุด ทั้งเรื่องเยอะและน่าหงุดหงิด เมื่อสองปีก่อน เธอเคยออกแบบแฟชั่นโชว์คอลเล็กชันฤดูใบไม้ผลิให้กับคริส โจวในงานแฟชั่นวีกที่มิลาน คราวนี้หากไม่เห็นแก่หน้าของกู่ไคหยาง เธอคงไม่สนใจงานของนิตยสารหลิงตู้แน่ แถมพวกเขายังขอเปลี่ยนการออกแบบที่วางไว้จากหน้ามือเป็นหลังมืออย่างกะทันหัน พอเธอได้ยินเรื่องนี้ก็ยกหูต่อสายตรงไปหาบรรณาธิการอย่างไม่เกรงอกเกรงใจแล้ว

          เดิมทีจี้หมิงซูตั้งว่าจะสะบัดบ๊อบแล้วทิ้งไปเลย ใครอยากทำก็เชิญ แต่เธอทนต่อการขู่และปลอบจากเพื่อนรักอย่างกู่ไคหยางไม่ไหว สุดท้ายก็ใจอ่อนยอมปรับแก้ใหม่ให้

          ไม่เพียงแค่ระยะเวลาที่กระชั้นชิด แต่ต้องเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด เธอจึงได้แต่ออกแบบไปอย่างลวกๆ ไม่ได้ใส่ใจเหมือนก่อนหน้านี้ท้ายที่สุดงานที่ออกมาก็ค่อนข้างน่าพอใจ ไม่ขาดตกบกพร่อง แต่กลับไม่น่าประทับใจเลย

          จี้หมิงซูก็ไม่ได้พอใจกับงานเลี้ยงเมื่อคืน แต่พอเธอจะพูดอธิบายกลับรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนไม่มีเหตุผล หลังจากเผยอริมฝีปากพยายามจะพูดไปหลายรอบ แต่ก็พูดไม่ออก สุดท้ายจึงทำได้แค่เพียงนั่งคุกเข่าอยู่บนเตียงอย่างสิ้นหวัง

         ตอนนี้เฉินเซินแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยเตรียมตัวจะออกจากบ้าน พอเห็นเธอนั่งเงียบไม่ยอมพูดก็ไม่ได้แปลกใจอะไร เพียงมองมาด้วยสายตาเรียบเฉย “คุกเข่าไปก็ไม่มีประโยชน์ สู้คุณกราบแบบอัษฎางคประดิษฐ์*ไปจนถึงพระราชวังโปตาลา** ดีกว่า บางทีสวรรค์อาจจะเห็นใจก็ได้”

 

          เฉินเซินก็แค่พูดไปอย่างนั้นเอง

          ความจริงแล้วเขาไม่สนใจเลยแม้แต่น้อย เพราะงานที่ยุ่งวุ่นวายตั้งแต่ออกมาจากหมิงสุ่ยกงก่วน เรื่องในบ้านและเรื่องส่วนตัวทั้งหมดจึงถูกโยนทิ้งไว้ข้างหลัง เขาไม่มีเวลากระทั่งจะพูดหรือคิดทบทวน
เกี่ยวกับพฤติกรรมของตนเอง แล้วจะไปมีเวลาห่วงความรู้สึกของ
คุณหนูใหญ่คนนั้นได้อย่างไร

          เวลาบ่ายสอง ย่านธุรกิจใจกลางเมืองผิงเฉิงสภาพการจราจรพลุกพล่าน สายลมพัดหอบเอาไอร้อนมาเป็นระยะ ดวงอาทิตย์สว่างจ้าลอยเด่นแผดเผาจนผู้คนร้อนผ่าว

          หลังพักเที่ยง พนักงานออฟฟิศส่วนใหญ่ต่างถือแก้วกาแฟกระดาษมาจากร้านกาแฟใกล้ๆ เดินจับกลุ่มกันเพื่อกลับเข้าออฟฟิศ

          วันนี้เป็นวันศุกร์สุดสัปดาห์ ผู้คนต่างพูดคุยหัวเราะบอกเล่าข่าวซุบซิบภายในที่ทำงานกันอย่างผ่อนคลาย มีเพียงหญิงสาวสองคนซึ่งทำงานอยู่ที่จวิ้นอี้ที่จู่ๆ ก็ได้รับข้อความแจ้งเตือนจากกลุ่ม จากนั้น
รอยยิ้มบนใบหน้าก็พลันหายวับไป ทั้งสองรีบกลับบริษัททันที

          หญิงสาวคนหนึ่งสวมรองเท้าส้นสูงเดินจนแทบไม่ไหว ถามอย่างเหนื่อยหอบว่า “ทำไมเดินเร็วอย่างนี้ล่ะ ไหนว่าวันนี้อาจจะไม่มาไง?”

          หญิงสาวอีกคนที่เดินเร็วกว่าชะงักฝีเท้า จากนั้นก็ยืนรออีกฝ่ายพร้อมกับหันมากวักมือเรียก “เธอก็พูดเองว่าอาจจะ ถ้าฉันเดาใจคนได้ ฉันก็คงไปซื้อหุ้นแล้ว เอาน่า เร็วๆ เข้า”

 

          สำนักงานใหญ่ของจวิ้นอี้เป็นอาคารรูปทรงเรขาคณิตขนาดใหญ่สองอาคารเชื่อมต่อกัน

          ตึกสูงตระหง่านตั้งอยู่ในย่านธุรกิจดูโดดเด่นสะดุดตาเป็นที่สุด

          อาคารด้านตะวันออกคือโรงแรมจวิ้นอี้ที่หรูหรา เป็นสัญลักษณ์ของจวิ้นอี้ ส่วนอีกตึกที่อยู่ข้างกันเป็นที่ตั้งอาคารสำนักงานใหญ่

          บ่ายสองสิบห้านาที บริเวณโถงชั้นหนึ่งภายในอาคารสำนักงานที่ปกติเคยโล่งกว้าง ตอนนี้กลับเต็มไปด้วยผู้จัดการระดับต่างๆ ของบริษัท ไล่จากระดับสูงลงมาเรียงเป็นสองแถวจากด้านนอกถึงด้านในอย่างเป็นระเบียบ คนที่ยืนอยู่ด้านนอกสุดล้วนแล้วแต่เป็นระดับหัวหน้าทั้งสิ้น

          บ่ายสองยี่สิบนาที รถยนต์สีดำสามคันทยอยขับเข้ามาถึงหน้าประตูอาคาร

          คาดิลแลคซึ่งเป็นรถเปิดทางจอดลงตรงด้านหน้าของเสาโรมันข้างขวา ส่วนเบนท์ลีย์คันกลางที่ดูน่าเกรงขามแล่นมาหยุดลงตรงกลางหน้าประตูอาคารพอดี

          ชายหนุ่มคนหนึ่งสวมแว่นตาดำลงมาจากที่นั่งข้างคนขับรถเบนท์ลีย์ เขาติดกระดุมเสื้อสูทพลางเดินไปเปิดประตูตรงที่นั่งด้านหลังของอีกฝั่งด้วยท่าทางนอบน้อม

          ทุกคนแทบลืมหายใจ สายตาทุกคู่จ้องมองไปที่ประตูรถ ความตึงเครียดผุดขึ้นมาจากปลายเท้าทันที

          อากาศช่วงบ่ายนั้นร้อนแรงเป็นพิเศษ แสงแดดส่องทะลุผ่านใบไม้สีเขียวสดทอดไปบนท้องถนนท่ามกลางความร้อนอบอ้าวและความวุ่นวายของผู้คน

          เฉินเซินก้าวลงจากรถแล้วค่อยยืดตัวเต็มความสูง

          เรียวคิ้วสีเข้มซึ่งประดับอยู่เหนือสองตาที่เป็นประกายดูสงบเยือกเย็นเข้ากับรูปร่างสูงโปร่ง เพียงแค่ยืนอยู่นิ่งๆ ก็เผยให้เห็นถึงความสุขุมลุ่มลึก มองไกลๆ ยังรับรู้ถึงความทะนงตนได้

          ยังไม่ทันที่ทุกคนจะได้สติกลับคืน ประตูรถทั้งคันหน้าและหลังก็เปิดพรึ่บออกมาพร้อมกัน ผู้ช่วยหกคน ชายสามหญิงสามก้าวลงมาจากรถ พวกเขาสวมชุดเครื่องแบบถือกระเป๋าเอกสารเดินตามหลัง
เฉินเซินอย่างเป็นระเบียบ รักษาระยะห่างประมาณครึ่งเมตรได้พอดิบพอดี

          วันนี้มีผู้บริหารระดับสูงของบริษัทมารอต้อนรับเฉินเซินจำนวนมาก แต่ก็มีผู้อาวุโสบางส่วนที่ต้องการแสดงอำนาจ ไม่ยอมปรากฏตัว เพราะต้องการให้เฉินเซินได้รู้สึกร้อนรุ่มใจบ้าง

          คนทั้งกลุ่มเดินเข้ามาด้านในด้วยสีหน้าเรียบเฉย ขณะกำลังจะก้าวเข้าลิฟต์ จู่ๆ ก็มีคนมาช่วยกดชั้นให้

          “ประธานเฉิน ดิฉันเป็นเลขาของประธานหวงค่ะ แซ่อวี๋ ท่านจะเรียกว่าเสี่ยวอวี๋ก็ได้ ช่วงนี้ประธานหวงสุขภาพไม่ค่อยดี พักผ่อนอยู่ที่บ้านตลอด วันนี้จึงไม่สามารถมาต้อนรับท่านได้ค่ะ”

          เลขาอวี๋ยืนตัวตรงเอ่ยด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม น้ำเสียงสุภาพอ่อนโยน คล้ายจะดูแลเอาใจใส่เขาเป็นอย่างดี แต่กลับแสดงออกด้วยท่าทางของผู้ที่อยู่เหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด แถมยังใช้คำพูดราวกับเป็นเจ้าบ้านกล่าวอีกว่า “ท่านประธานยังได้สั่งให้ดิฉันต้อนรับท่านให้ดีที่สุด ท่านอยากเยี่ยมชมหรือต้องการอะไรเป็นพิเศษ สามารถแจ้งดิฉันได้เลยนะคะ”

          บรรยากาศเงียบงันไปครู่หนึ่ง

          โจวเจียเหิงที่ยืนอยู่ด้านข้างโน้มกายลงเล็กน้อย แล้วผายมือขวาออกไปเพื่อเป็นการเปิดทางให้เฉินเซิน

          รอจนอีกฝ่ายก้าวเข้าไปในลิฟต์ โจวเจียเหิงจึงได้หันกลับมาเอ่ยกับเลขาอวี๋ว่า “ประธานหวงอายุมากแล้ว สุขภาพไม่ค่อยดีก็เป็นเรื่องธรรมดา รบกวนเลขาอวี๋ช่วยแจ้งท่านด้วยนะครับว่าให้ท่านวางใจ รักษาสุขภาพให้ดี ต่อไปว่างๆ จะอยู่บ้านดูแลต้นไม้ดอกไม้ก็ได้ เรื่องต่างๆ ในบริษัทท่านไม่ต้องเป็นห่วงแล้ว”

          “ประธานเฉินมาคราวนี้ก็เพื่อดูแลจัดการทุกเรื่องในจวิ้นอี้ ประธานหวงเองก็มีผลงาน ทุ่มเททำงานให้กับบริษัทมาตั้งแต่ยุคบุกเบิก ประธานเฉินย่อมต้องมอบชีวิตที่สุขสบายในวัยเกษียณให้อย่างแน่นอนครับ”

          ชีวิตที่สุขสบายในวัยเกษียณ?

 

 

 

-----------------------

* การกราบแบบอัษฎางคประดิษฐ์คือ การกราบโดยให้องคาพยพทั้ง8 ตำแหน่งของร่างกาย อันได้แก่ หน้าผาก 1 หน้าอก (บางแห่งว่าหน้าท้อง) 1 ฝ่ามือทั้ง 2 เข่าทั้ง 2 และปลายเท้าทั้ง 2 สัมผัสธรณี

** พระราชวังโปตาลา ตั้งอยู่ที่เมืองลาซ่า เขตปกครองตนเองทิเบต ประเทศจีน พระราชวังแห่งนี้อยู่ เหนือกว่าระดับน้ำทะเลกว่า 3,600 เมตร

6.เมียเขาเป็นใคร?

          เลขาอวี๋ถึงกับตะลึงงัน

          พอโจวเจียเหิงพูดจบก็ไม่ได้รอคำตอบจากอีกฝ่าย เขาจัดปกเสื้อเล็กน้อยแล้วเดินตรงเข้าลิฟต์ไปยืนอยู่ด้านหลังของเฉินเซินเยื้องไปทางด้านข้าง จากนั้นก็เอื้อมมือไปกดลิฟต์เปลี่ยนเป็นชั้นหกสิบแปดแทน

          ประตูลิฟต์ค่อยๆ ปิดลง เฉินเซินยืนอยู่ตรงกลางท่าทางสุขุมเย็นชา ตั้งแต่ต้นจนจบเขาไม่แม้แต่จะปรายตามองเลขาอวี๋ที่เป็นฝ่ายเข้ามาหาก่อนเลยสักนิด

          เมื่อทุกคนขึ้นมาถึงชั้นที่หกสิบแปด อันเป็นห้องเก่าของประธานซึ่งว่างมานานแล้ว หนึ่งในผู้ช่วยของเฉินเซินรีบนำป้ายปิดชั่วคราวที่ติดอยู่หน้าประตูออกอย่างรวดเร็ว

          ส่วนผู้ช่วยอีกสองคนก็รีบวัดขนาดและจดบันทึกข้อมูลต่างๆ เพื่อจัดโต๊ะและเก้าอี้ข้าวของเครื่องใช้ให้เป็นไปตามที่เฉินเซินคุ้นเคย

          ผู้ช่วยโจวเจียเหิงเปิดแล็ปท็อปและจัดการออกประกาศที่ได้เตรียมไว้ผ่านทางระบบอินทราเน็ตภายในบริษัทเพื่อให้พนักงานทุกคนได้รับทราบโดยทั่วกัน

          ‘ตามมติของคณะกรรมการบริหาร นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไปคุณเฉินเซิน ในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจต่างประเทศของกลุ่มบริษัทจวิ้นอี้ออสเตรเลีย จะย้ายกลับมารับตำแหน่งประธานบริหารของกลุ่มบริษัทจวิ้นอี้สำนักงานใหญ่ที่นี่ หวังว่าภายใต้การนำของคุณเฉินเซินจะทำให้กลุ่มบริษัทจวิ้นอี้เจริญก้าวหน้าขึ้นไป ผู้ลงนาม เฉินหยวนเฉา... ประธานกรรมการใหญ่’

          ขณะเดียวกันก็มีเสียงแจ้งเตือนอีเมลใหม่เข้าดังขึ้นจากคอมพิวเตอร์ที่อยู่ภายในสำนักงานอย่างต่อเนื่อง

          พอได้รับประกาศฉบับนี้ บรรดาพนักงานก็พากันแตกตื่นไปทั้งบริษัท       

          “ประธานหวงสุขภาพไม่ไหวแล้วจริงๆ เหรอ? ประธานเฉินอายุยังน้อยเกินไป เพิ่งจะยี่สิบเจ็ดหรือยี่สิบแปดเองไม่ใช่เหรอ?”

          ปกติเย็นวันศุกร์ ทุกคนต่างก็จะรีบกลับไปใช้ชีวิตส่วนตัว หากบังเอิญเจอเพื่อนร่วมงานระหว่างทางยังแกล้งทำเป็นไม่เห็น ไม่แม้แต่จะทักทายด้วยซ้ำ

          แต่เพราะการปรากฏตัวของเฉินเซินในวันนี้ ภายในจวิ้นอี้จึงคึกคักเป็นพิเศษ หลังเลิกงานบรรดาพนักงานฝ่ายการตลาดรวมไปถึงฝ่ายอื่นๆ ต่างพากันจับกลุ่มคุยกัน ไม่มีใครยอมกลับบ้าน

          “อายุน้อยแล้วไง เขาจบมหา’ลัยฮาร์วาร์ด อายุแค่ยี่สิบสองก็เข้ารับตำแหน่งประธานดำเนินโครงการควบรวมกิจการกับซือคังตอนนั้นทำเอารองประธานหลิวโกรธจัด เพียงแค่พริบตาเดียวเขาก็จัดการทุกอย่างเรียบร้อย ถือว่าเป็นคนเก่งคนหนึ่ง”

          “ฉันรู้มาว่าเขาเก่งไม่เบาเลยนะ บ้านพักสุ่ยอวิ๋นเจียนเขาก็เป็นคนริเริ่ม แต่จะดูแลรับผิดชอบกลุ่มบริษัททั้งหมด ฉันก็ยังรู้สึกว่าอายุน้อยไปหน่อย”

          พนักงานหญิงอีกคนพูดเสริมว่า “ฉันว่าเรื่องอายุน้อยไม่ใช่ปัญหาหรอก แต่รูปร่างหน้าตา เขาดูเหมือนพวกดารามากกว่า หล่อระดับพระเอกเลย ไปเป็นดาราน่าจะรุ่งกว่า”

          มีคนนึกสนุกพูดขึ้นมา “หล่อน่ะดีแล้ว หรือเธอชอบเห็นหน้าแบบประธานอวี๋ทุกวัน?”

          ประธานอวี๋คือผู้จัดการฝ่ายการตลาดของพวกเขาที่ขึ้นชื่อเรื่องรูปร่างหน้าตาแปลกประหลาด ทุกคนจึงมักจะหยิบยกมาล้อเล่นเป็นเรื่องตลกอยู่บ่อยครั้ง

          ทุกคนต่างพากันหัวเราะเมื่อได้ยินประโยคดังกล่าว ทำให้บรรยากาศผ่อนคลายทันที

          “แล้วเขามีแฟนรึยัง? หล่อซะขนาดนั้นถ้าไม่มีเรื่องรักในออฟฟิศคงน่าเสียดายแย่” พนักงานหญิงคนหนึ่งฉวยโอกาสเอ่ยถาม

          เพื่อนร่วมงานชายคนหนึ่งส่งเสียงเฮ้อออกมาเบาๆ ก่อนจะเอ่ยปากทำลายฝันหวานที่เพิ่งจะก่อตัวขึ้นอย่างไร้ความปรานี “แฟนเหรอ? เขาแต่งงานตั้งนานแล้ว!”

          “แต่งงานแล้ว?”

          “ไม่จริงมั้ง ทำไมไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยล่ะ?”

          “เมียเขาเป็นใคร?”

          “อายุน้อยขนาดนี้ก็แต่งงานแล้ว เป็นไปไม่ได้หรอก”

          ทุกคนต่างพากันแสดงความเห็นไม่หยุด

          ผู้รอบรู้ข่าวซุบซิบให้ข้อมูลอีกว่า “เมียเขาก็คือคุณหนูใหญ่สกุลจี้”

          “สกุลจี้ไหน?”

          “ก็ครอบครัวสกุลจี้ไง เดิมทีพวกเขาทำธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าฮวาเหอ เป็นแบรนด์เก่าแก่ ไม่รู้ว่าพวกเธอเคยได้ยินไหม ตอนนี้สกุลจี้ได้ขยายธุรกิจ เข้าไปลงทุนทั้งอสังหาริมทรัพย์เอย ระบบอินเทอร์เน็ตเอย บริษัทอสังหาริมทรัพย์หมิงเฮอพวกเธอก็น่าจะรู้จัก”

          พอพูดถึงบริษัทอสังหาริมทรัพย์หมิงเฮอ ทุกคนต่างก็กระจ่างแจ้งทันที

 

          เธอรู้ไหม?”

          “อะไรเหรอ?”

          “เขาบอกให้ฉันกราบท่าอัษฎางคประดิษฐ์ไปจนถึงพระราชวังโปตาลา ไม่อยากเชื่อเลยว่าผู้ชายคนนั้นจะกล้าพูดออกมา ฉันอยู่มายี่สิบกว่าปียังไม่เคยเจอผู้ชายคนไหนปากร้ายขนาดนี้มาก่อน เธอยังไม่รู้ถึงความเหี้ยมโหดของเขาดีพอยังจะชมเขาอีก! ชาติก่อนไม่รู้ว่าฉันทำบาปทำกรรมอะไรไว้ แค็ก! แค็ก แค็ก! …”

          ขณะที่จี้หมิงซูกำลังแช่ออนเซ็นส่วนตัวในบ้านพักสุ่ยอวิ๋นเจียนและระบายความคับแค้นใจให้เพื่อนรักฟัง จู่ๆ เธอก็สำลักอย่างกะทันหันเพราะพูดรัวเร็วจนแทบจะไม่หยุดหายใจ จึงรีบไปเกาะหินตรงขอบบ่อไว้แน่นตามสัญชาตญาณจนหยุดสำลักในที่สุด

          กู่ไคหยางที่ฟังอีกฝ่ายมาสิบห้านาทีเต็มหัวเราะจนท้องคัดท้องแข็ง เธอยื่นกระดาษทิชชูให้เพื่อนและดึงแผ่นหนึ่งมาซับน้ำตาตัวเอง

          อุณหภูมิน้ำในบ่อออนเซ็นนั้นสี่สิบองศากำลังดี ไม่ถือว่าร้อนมาก แต่เพราะจี้หมิงซูกำลังโมโห แช่แค่แป๊บเดียวก็รู้สึกหายใจไม่ออก “ไม่ไหว ไม่แช่แล้ว”

          เธอขึ้นจากน้ำ เปลี่ยนเอาผ้าขนหนูอีกผืนมาพันตัว ก่อนจะมวยผมขึ้นเดินไปทางด้านข้างของบ่อ

          บ่อออนเซ็นที่จี้หมิงซูแช่อยู่ด้านในสุดของสุ่ยอวิ๋นเจียน เป็นบ่อพิเศษซึ่งมีส่วนผสมของโสม ที่ข้างบ่อมีศาลาเก๋งจีนหลังเล็ก ตรงมุมแขวนโคมฉลุลวดลายเอาไว้ ทำให้บรรยากาศเหมือนอยู่ในสมัยโบราณ ตอนกลางวันจะสามารถมองเห็นความเขียวชอุ่มของต้นไม้ใบหญ้า แต่พอตกกลางคืนจะเห็นหมอกจางๆ ของไอน้ำจากบ่อออนเซ็นตัดกับแสงนวลๆ ของโคมไฟ เป็นภาพที่มีเสน่ห์หาชมได้ยาก

          เมื่อพนักงานที่เฝ้าอยู่ด้านนอกฉากกั้นได้ยินเสียงก็หยิบเสื้อคลุมเข้ามาให้ พร้อมกับเสิร์ฟชาหอมละมุน ไม่นานกู่ไคหยางก็ตามออกมา ทั้งสองพากันไปอาบน้ำล้างตัว จากนั้นก็เดินคุยกันไปยังจุดนวดสปาต่อ

          ขณะที่เดินผ่านห้องพักแขกวีไอพี จู่ๆ กู่ไคหยางก็ชะงักฝีเท้าแล้วใช้ข้อศอกกระทุ้งจี้หมิงซูเบาๆ ก่อนจะพยักพเยิดส่งสัญญาณ “เจี่ยงฉุน”

          จี้หมิงซูหยุดเดินและหันไปมองตามที่กู่ไคหยางส่งสัญญาณให้

          ขณะนั้นพนักงานกำลังเสิร์ฟสลัดผลไม้ให้กับเจี่ยงฉุน จึงบังตัวเจี่ยงฉุนไว้กว่าครึ่ง แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น หางตาของเจี่ยงฉุนก็ยังเหลือบมาเห็นเธอสองคนเข้า อีกฝ่ายตะโกนเรียกเสียงดังอย่าง
ไม่เกรงใจใคร “จี้หมิงซู กู่ไคหยาง!”

          จี้หมิงซูหัวเราะแล้วส่งสายตาเป็นอันรู้กันให้กับกู่ไคหยางขาเรียวก้าวตรงเข้าไปด้านในอย่างสบายอารมณ์

          “คุณหนูเจี่ยง ไม่เจอกันนานเลยนะคะ”

          จี้หมิงซูนั่งลงข้างเจี่ยงฉุนแล้วยกขาขึ้นไขว่ห้าง จากนั้นก็หยิบเอาส้อมเงินอันน้อยขึ้นมาจิ้มแตงกวาจากจานสลัดอย่างไม่เกรงใจ

          เจี่ยงฉุนกวาดตามองสำรวจการแต่งตัวของจี้หมิงซูและกู่ไคหยางแล้วก็นึกขึ้นได้ มิน่า เมื่อครู่เธอใช้ทั้งบัตรออนเซ็นส่วนตัวรายปีและบัตรวีไอพีของจวิ้นอี้ก็ยังเข้าไปใช้บริการในสวนออนเซ็นไม่ได้ คงเพราะจี้หมิงซูกำลังใช้บริการอยู่นี่เอง

          เจี่ยงฉุนจิ้มผลไม้ขึ้นมาชิ้นหนึ่ง ปากยิ้มทักทายแต่กลับไปไม่ถึงดวงตา “ไม่ได้เจอกันนาน ได้ยินว่าสามีเธอกลับมาแล้ว เมื่อคืนไปร่วมงานกาลาดินเนอร์เป็นเพื่อนซูเฉิงด้วย แถมยังประมูลสร้อยไปเส้นหนึ่งอีก? ราคาสร้อยนั่นสูงลิบเพราะสามีเธออัปราคาไปถึงสี่เท่าก็ยังไม่ยอมหยุด ช่างใจป้ำจริงๆ เลยนะ”

          จี้หมิงซูตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ก็ช่วยไม่ได้นะคะ อาเซินของฉันเขาชอบเรื่องการกุศลแบบนี้อยู่แล้ว”

          อาเซินของฉัน... กู่ไคหยางและเจี่ยงฉุนต่างรู้สึกเลี่ยนจนขนลุกขนพอง

          จี้หมิงซูยังแกล้งยิ้มอย่างเสียดายให้กับเจี่ยงฉุน “น่าเสียดาย เมื่อคืนเธอไม่ได้ไปร่วมงานด้วย จริงสิ! แล้วทำไมเมื่อคืนเธอถึงไม่ไปล่ะ?”

          พอได้ยิน สีหน้าของเจี่ยงฉุนก็เปลี่ยนไปทันที ความรู้สึกขนลุกเมื่อครู่พลันหายไปจนสิ้น

          เมื่อไม่นานมานี้ เพื่อให้ได้นั่งแถวหน้าของงานแฟชั่นโชว์แบรนด์หนึ่งในประเทศ เจี่ยงฉุนทุ่มเงินจองสินค้าไปถึงสี่ล้านกว่า แถมยังแสดงออกว่ามีความสัมพันธ์อันดีกับแบรนด์ดังกล่าวด้วย เพราะอยากจะเชิดหน้าชูตาอยู่ในวงสังคม บรรดาเซเลบไฮโซทั้งหลายจะได้ไม่ดูถูกเอา แต่งานแฟชั่นโชว์ยังไม่ทันได้จัด แบรนด์ดังกล่าวกลับมีปัญหาเรื่องละเมิดลิขสิทธิ์ก๊อบปี้ไอเดียคนอื่นจนถูกสมาพันธ์แฟชั่นระดับโลกรวมตัวกันคว่ำบาตร

          แต่ทางแบรนด์ก็ยังสร้างเรื่องฉาวไม่หยุด ถึงขั้นมีการตั้งกระทู้บนโลกโซเชียล ข่าวแพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว ดังกระฉ่อนจนแม้กระทั่งชาวบ้านคนธรรมดายังรู้กันหมด งานแฟชั่นโชว์จึงล่ม
ไม่เป็นท่า

          ความจริงแล้วในแวดวงแฟชั่น เรื่องของการก๊อบปี้ก็มีอยู่ไม่น้อย ส่วนใหญ่ก็จะอธิบายว่าเป็นความนิยม ความคลาสสิก หรือแค่คล้ายคลึงกัน แต่แบรนด์นี้กลับทำให้คำว่า ‘ก๊อบปี้’ กลายเป็นภาพลักษณ์ติดแบรนด์ไปแล้ว

          เจี่ยงฉุนโกรธจนแทบคลั่ง โทรศัพท์ไปต่อว่าทางแบรนด์ถึงสามวันติด แต่ก็ไม่สามารถเรียกเงินที่จองสินค้าไว้ก่อนหน้าคืนได้เรื่องนี้ทำให้เจี่ยงฉุนกลายเป็นตัวตลกในสายตาของใครหลายคนช่วงนี้เธอจึงเก็บตัวเงียบไม่ค่อยออกงานสังคม

          ตอนนี้ถูกจี้หมิงซูพูดแทงใจดำเข้าอย่างจัง เจี่ยงฉุนถึงกับลืมมารยาทการเข้าสังคมที่เพิ่งได้ร่ำเรียนมาจนหมด เธอเคี้ยวผลไม้เสียงดังจับๆ แถมยังชักสีหน้าและเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “ไม่ว่าง”

          โชคดีที่ตอนนั้นว่าที่สามีของเธอ เหยียนอวี้ส่งข้อความมาถามว่าเธออยู่ที่ไหน พร้อมกับบอกว่าจะมารับเธอไปดินเนอร์ด้วย

7.การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

          สีหน้าของเจี่ยงฉุนจึงเปลี่ยนจากขุ่นเคืองเป็นสดใสขึ้นมาทันที เธอแกว่งมือถือตรงหน้าจี้หมิงซูพร้อมกับเอ่ยเหมือนเด็กอยากอวดของเล่น “เหยียนอวี้จะมารับฉันไปดินเนอร์ด้วย คงต้องขอตัวก่อนจริงสิ ทำไมวันนี้ประธานเฉินไม่มาเป็นเพื่อนเธอล่ะ?”

          จี้หมิงซูเคยเจอพวกผู้หญิงที่ชอบโชว์ความรักหวานชื่นมานักต่อนัก เธอไม่ตอบแต่กลับรวบผมขึ้นช้าๆ เผยให้เห็นรอยจ้ำแดงที่ต้นคอ ก่อนจะยกมือขึ้นเท้าคางแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงน้อยใจว่า “เขางานยุ่งน่ะ ปกติจะอยู่เป็นเพื่อนได้ก็แค่ช่วงดึก”

          จากนั้นก็ขยิบตาให้เจี่ยงฉุนอย่างมีเลศนัย

          เจี่ยงฉุนจุกจนพูดไม่ออกไปครู่ใหญ่

          หลังจากที่เจี่ยงฉุนไปแล้ว กู่ไคหยางที่เล่นหลอดไปมาขณะที่สายตาจับจ้องอยู่ที่จี้หมิงซูก็ถามว่า “เธอไปแกล้งหล่อนทำไม?เจี่ยงฉุนดีกว่าพวกเพื่อนดอกไม้พลาสติกของเธอตั้งเยอะ”

          จี้หมิงซูม้วนปอยผมเล่นพร้อมกับพูดอย่างสบายอารมณ์ “ก็เพราะว่าดีไง เธอไม่รู้สึกเหรอว่าเจี่ยงฉุนเวลาโกรธชอบทำท่าเหมือนนกเพนกวิน น่ารักจะตาย”

          กู่ไคหยางชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหันไปส่งค้อนให้

          หลังจากแกล้งเจี่ยงฉุนเสร็จ จี้หมิงซูก็ไปทำสปาทั้งตัวอย่างอารมณ์ดี ต่างกับตอนแช่ออนเซ็นเป็นคนละคน

          เมื่อพูดถึงเรื่องระหว่างจี้หมิงซูกับเฉินเซินแล้ว ความจริงคือทั้งคู่ติดต่อกันน้อยมาก ไม่ว่าจะอยู่ในประเทศหรือนอกประเทศก็ไม่เคยคิดที่จะไปหาอีกฝ่าย ยิ่งเรื่องที่อยู่ด้วยกันตอนกลางคืนยิ่งไม่ต้องพูดถึง การจะได้เจอหน้ากันที่บ้านยังต้องดูว่ามีวาสนารึเปล่าเลย

          ยิ่งเฉินเซินกวนประสาทแต่เช้า ทำให้จี้หมิงซูไม่อยากเจอหน้าเขาแม้แต่น้อย

 

          ตลอดสัปดาห์นี้จี้หมิงซูพักอยู่ที่คอนโดใจกลางเมืองไม่ได้กลับไปที่หมิงสุ่ยกงก่วน 

          เธอจึงถือโอกาสนี้เร่งแก้ไขงานที่ออกแบบไว้

          ต้องยอมรับว่าคำพูดเย้ยหยันของเฉินเซินทำให้เธอขาดความมั่นใจในตัวเองไปบ้าง หลังจากกลับมาดูแบบแปลนเก่าที่เคยออกแบบ รวมถึงแบบของสถานที่จัดงานเลี้ยงของหลิงตู้ และพบว่าในแบบไม่มีชื่อแซ่ของมัณฑนากรผู้ออกแบบ จึงรู้สึกสบายใจขึ้นมาทันที

          เฉินเซินเองก็ไม่ได้กลับไปที่หมิงสุ่ยกงก่วนเช่นกัน เขาเพิ่งกลับประเทศมาจึงต้องเดินสายออกงานสังคมไม่หยุด อีกอย่าง เรื่องสนุกภายในบริษัทก็เพิ่งจะเริ่มต้น แล้วนักแสดงนำอย่างเขาจะถอนตัวไปก่อนได้อย่างไร

          หนึ่งสัปดาห์นับตั้งแต่เฉินเซินได้ประกาศแจ้งเรื่องการย้ายกลับมารับตำแหน่งดูแลบริษัท บรรดาพนักงานของจวิ้นอี้ก็ต้องพบกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

          มีการประกาศแจ้งปรับเปลี่ยนตำแหน่งของผู้บริหารระดับสูงโดยไม่มีวี่แววมาก่อนล่วงหน้า หนึ่งในนั้นคือหวงเผิง ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป เขาไม่ได้มาต้อนรับเฉินเซินในวันที่เดินทางมาบริษัท แต่ให้เลขาส่วนตัวมาต้อนรับแทน

          ผู้บริหารระดับสูงถูกปรับเปลี่ยนตำแหน่ง หรือจะพูดให้ชัดก็คือถูกปลดออกนั่นเอง

 

          วันนี้บรรยากาศภายในจวิ้นอี้ดูแปลกตาไป

          ด้านนอกห้องทำงานของประธานบนชั้นหกสิบแปดปรากฏบอดีการ์ดสวมชุดสูทสีดำยืนเรียงแถวตั้งแต่เช้า

          ผู้บริหารระดับสูงจำนวนหนึ่งโมโห บุกมาถึงห้องทำงานของเฉินเซิน แต่กลับถูกบอดีการ์ดลากตัวออกจากหน้าประตูส่งเข้าไปในลิฟต์

          ผู้บริหารบางคนถึงขั้นขาดสติ สบถคำหยาบขุดโคตรพ่อโคตรแม่มาด่ากันต่อหน้าพนักงาน ปกติคนเหล่านี้มักจะวางตัวสูงส่ง แต่วันนี้กลับร่ำร้องโวยวายจนดูน่าอดสู แทบไม่มีภาพลักษณ์ของผู้บริหารหลงเหลืออยู่เลย

          มนุษย์เป็นสัตว์ที่น่าทึ่ง หากความเจ็บปวดนั้นไม่ได้เกิดขึ้นกับตนก็จะไม่มีวันจดจำ ถ้าใครยังจำเหตุการณ์เมื่อหลายปีก่อน ครั้งที่บรรดาทายาทสกุลเฉินสายทางใต้ถูกส่งมาเป็นกาฝากเกาะกินบริษัทได้ ก็คงไม่รู้สึกแปลกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้

          เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว การลงมือในวันนี้ของเฉินเซินนั้นถือว่าค่อนข้างจะอ่อนโยน ถ้าเป็นเมื่อก่อน เขาคงสั่งให้บอดีการ์ดจับคนพวกนั้นโยนออกไปนอกอาคารบริษัทแล้ว

          คนสุดท้ายที่มาขอเข้าพบเฉินเซินก็คือหวงเผิง

          แม้หวงเผิงจะอายุหกสิบแล้ว แต่เขาก็ยังดูแลตัวเองเป็นอย่างดี แต่งตัวดูดีมีสไตล์เหมือนคุณอาที่เพิ่งอายุสี่สิบต้นๆ บวกกับท่าทางที่สง่าผ่าเผย ทำให้ดูน่านับถือไม่น้อย

          “คุณอาหวง เชิญนั่งครับ”

          เฉินเซินเชิญให้เขานั่งอย่างสุภาพ แต่หวงเผิงกลับยังวางท่าเป็นผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดไว้ในมือเหมือนก่อน

          เขายืนตัวตรงแหน็ว น้ำเสียงไม่อาจปกปิดความแข็งกระด้างไว้ได้ “มิกล้า ผมคงไม่อาจเอื้อมนับญาติเป็นอาหลานกับประธานเฉินได้หรอกครับ”

          “คุณอาหวงอย่าพูดแบบนั้นเลยครับ”

          เฉินเซินเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “คุณอาหวงทุ่มเททำงานเพื่อจวิ้นอี้ มีผลงานใหญ่มากมาย ตอนเด็กๆ เวลาผมถูกคุณพ่อดุ คุณอายังเคยออกหน้าปกป้อง ทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว คำว่าคุณอาหวงเหมาะสมที่สุดแล้ว”

          พอได้ยินคำพูดนี้ หวงเผิงก็เบนสายตามองไปทางอื่น มือทั้งสองไพล่หลัง พูดเสียงเรียบว่า “ถ้าเธอนับถือฉันเป็นอาจริง เรื่องวันนี้คงไม่เกิดขึ้นแน่”

          ทั้งสองต่างรู้อยู่แก่ใจว่าไม่จำเป็นต้องเสแสร้งกันให้มากความ ที่เฉินเซินทำการใหญ่ครั้งนี้ก็เพราะตั้งใจตัดแข้งตัดขาเขาลง

          วันนี้เฉินเซินสวมเสื้อเชิ้ตสีเข้มขนาดพอดีตัว ตอนที่ยกมือขึ้นจัดปกเสื้อ เผยให้เห็นกระดุมโลหะสีดำเทาทรงสี่เหลี่ยมที่ข้อมือเข้ากับสีภายในห้องที่เพิ่งแต่งใหม่ ยิ่งเสริมให้เขาดูเป็นคนเย็นชามากขึ้นไปอีก เฉินเซินเปิดแฟ้มเอกสารที่อยู่ข้างมือและดึงปากกาออกจากปลอกด้วยสีหน้าเรียบเฉย ก่อนจะเลื่อนทั้งสองอย่างไปด้านหน้า

          “คุณอาก็ทราบดี เหตุการณ์ในวันนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ยิ่งไปกว่านั้น การเกษียณอายุเป็นเรื่องดี ผมจำได้ว่าสวนที่บ้านคุณอาจัดได้สวยมาก ถ้ามีเวลามากขึ้นล่ะก็ น่าจะสวยกว่านี้แน่”

          พอหวงเผิงได้ยินประโยคหลัง ดวงตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวก็จ้องเขม็ง ก่อนที่เสียงแข็งกร้าวจะดังขึ้นว่า “นี่เธอจะให้ฉันออกจริงๆ เหรอ?”

          เฉินเซินไม่ยอมลดละ เขาเลื่อนเอกสารอีกแฟ้มไปให้ “คุณอาหวงลองดูเอกสารนี้ก่อนครับ”

          หวงเผิงใช้สายตาแหลมคมกวาดมองไปแวบหนึ่งก่อนจะยืนตัวแข็งทื่อ รับรู้ได้ถึงลางร้ายบางอย่าง แต่เขาก็ยังก้าวเท้าไปหยิบเอกสารนั้นขึ้นมาอ่าน ยิ่งอ่าน สีหน้าก็ยิ่งดูแย่

          เฉินเซินหลุบตาลงแล้วเอ่ยอย่างใจเย็น “ยักยอกเงินบริษัทไปใช้ส่วนตัว นำความลับองค์กรไปขาย คุณอาก็น่าจะรู้ เรื่องพวกนี้ถ้าสอบสวนขึ้นมาผลลัพธ์จะเป็นยังไง”

          “ทำไมเธอถึงได้...?”

          หวงเผิงพยายามเก็บอาการอย่างเต็มที่ แต่เสียงก็ยังสั่นเครือ ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ เขาคิดไม่ออกเลยว่า เรื่องลับสุดยอดพวกนี้ที่แม้แต่ผู้ช่วยคนสนิทที่ตัวเองไว้ใจก็ยังไม่รู้ แล้วทำไมเฉินเซินถึงสืบรู้ได้ มิหนำซ้ำหลักฐานยังละเอียดชัดเจนมากด้วย

          เฉินเซินไม่ตอบ แต่ใช้ข้อนิ้วเคาะที่สันแฟ้มเบาๆ “คุณอาลองคิดทบทวนข้อเสนอดูให้ดีนะครับ”

          สายตาของหวงเผิงเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างเหมือนคนตกอยู่ในภวังค์ลึก ไม่รับรู้ไม่ตอบสนองต่อสิ่งใดๆ ยืนนิ่งไม่ขยับอยู่อย่างนั้นพักใหญ่ จึงค่อยได้สติกลับคืนมา

          หวงเผิงเป็นคนฉลาด สามารถคาดเดาเหตุการณ์ได้อย่างแม่นยำแม้ใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาที เขามองไปยังเฉินเซินแล้วหยิบปากกาขึ้นมาเซ็นชื่อ ไม่แม้แต่จะมองเอกสารด้วยซ้ำ คิดแค่ว่าตนจะ
ไม่ยอมก้มหัวให้อีกฝ่ายแน่

          เฉินเซินไม่ได้หลบเลี่ยงสายตาแม้แต่น้อย รอจนกระทั่งโจวเจียเหิงตรวจสอบเอกสารที่เซ็นเสร็จ จึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “ขอบคุณที่ให้ความร่วมมือครับ คุณอาหวง คุณอาวางใจได้ ผมจะดูแลชีวิตหลังเกษียณของคุณอาให้ดีที่สุด”

          เส้นเลือดบนหน้าผากของหวงเผิงปูดโปนขึ้นมาเล็กน้อยมุมปากก็กระตุกอย่างเห็นได้ชัด เขาหันหลังกลับแล้วเดินออกจากห้องไปโดยไม่พูดอะไรอีก

          ตั้งแต่ต้นจนจบหวงเผิงไม่ยอมอ่อนข้อให้สักนิด แต่เฉินเซินมองออกว่าอีกฝ่ายกำลังเก็บอาการ ตอนที่เดินออกไปท่าทางของเขาไม่สง่างามเหมือนตอนเดินเข้ามา

          รอจนหวงเผิงไปไกลแล้ว โจวเจียเหิงถึงเดินเข้ามารายงานเฉินเซินเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

          “ท่านประธาน จิ้นเซิ่นยอมโอนที่ดินทางตอนเหนือของเมืองซิงเฉิงให้แล้วครับ ทางลู่ตงก็ยอมลดให้อีกห้าเปอร์เซ็นต์ ผมเตรียมของขวัญให้คนนำไปมอบให้ทางจิ้นเซิ่นแล้ว ฝ่ายกฎหมายก็ได้ตามไปด้วย คาดว่าภายในสัปดาห์นี้ก็สามารถลงนามสัญญาได้ครับ”

          เฉินเซินพยักหน้ารับอย่างสงบนิ่ง

          “นี่เป็นตารางนัดหมายของสัปดาห์นี้หลังจากผ่านการปรับแก้แล้ว ท่านช่วยตรวจดูหน่อยครับ”

          โจวเจียเหิงส่งแท็บเล็ตให้แล้วพูดต่อ “ทางหนานเฉียวชีเซี่ยงโทรศัพท์มาเชิญท่านกับคุณนายไปร่วมรับประทานอาหารค่ำในคืนนี้ครับ”

          เฉินเซินกวาดตามองแท็บเล็ตแล้วพยักหน้ารับ

          ไม่รู้ว่าเขาคิดอะไรขึ้นมาได้ จู่ๆ ก็ถามว่า “คุณนายอยู่ที่บ้านรึเปล่า?”

          “อยู่ที่ป๋อชุ่ยเทียนหัวครับ”

          ป๋อชุ่ยเทียนหัวนั้นเป็นคอนโดมิเนียมที่มีการบริการระดับโรงแรมชื่อดังของเมืองผิงเฉิง ในเมืองผิงเฉิงที่ทุกตารางนิ้วมีค่าดั่งทองคำ ราคาของสิ่งปลูกสร้างที่สูงลิบจึงไม่ใช่เรื่องแปลก แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนรู้จักป๋อชุ่ยเทียนหัวก็คือการปลูกสร้างที่สอดคล้องไปกับแนวคิดทางด้านวัฒนธรรมที่โดดเด่นเฉพาะตัว ซึ่งหากใครได้ครอบครองเป็นเจ้าของก็จะมีหน้ามีตาในวงสังคม ตอนเปิดตัวจึงมีการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้จองอย่างเข้มงวด แม้แต่ดารานักแสดงหลายคนก็ยังถูกปฏิเสธ

          ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือเป็นเพียงกลยุทธ์ทางการตลาดก็พิสูจน์ได้ยาก แต่จนถึงตอนนี้ ที่นี่ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมากจนกลายเป็นสินทรัพย์ทางการเงินอย่างหนึ่งแล้ว

8.จี้หมิงซูคือนางฟ้า!

          ห้องที่จี้หมิงซูอยู่เป็นของขวัญแต่งงานที่คุณลุงรองจี้หรูปั๋วมอบให้ อยู่ชั้นบนสุดของป๋อชุ่ยเทียนหัว กินพื้นที่ทั้งชั้น ด้านหนึ่งเป็นหน้าต่างทรงโค้งจากเพดานจรดพื้นห้องยาวเกือบยี่สิบเมตร อีก
ด้านหนึ่งเป็นระเบียงโล่งกว้างเหมือนหอคอยสูงเสียดฟ้า มองเห็นทัศนียภาพทางทิศใต้ของเมืองผิงเฉิงได้ทั้งหมด

          จี้หมิงซูปลูกต้นไม้ดอกไม้จำนวนมากไว้ที่ระเบียงทั้งที่ไม่รู้ว่าจะต้องดูแลอย่างไร ปล่อยให้เติบโตเองไปตามธรรมชาติ สวนนั้นจึงมีรูปแบบที่แปลกพิลึกพิลั่นไม่น้อย ตอนที่เฉินเซินมาถึงด้านล่างของ
ป๋อชุ่ยเทียนหัว จี้หมิงซูเพิ่งจะแก้ไขแบบแปลนเสร็จเรียบร้อย

          เธอหยิบแบบแปลนนั้นขึ้นมาชื่นชมด้วยความพึงพอใจ แทบอยากจะโทรศัพท์ไปหากู่ไคหยางให้พวกเขารีบจัดงานกาลาดินเนอร์ขึ้นมาใหม่อีกสักครั้ง แล้วก็ให้เฉินเซินไปร่วมงานนี้ด้วย ให้เขาได้ใช้ตาที่หามีแววไม่มองให้ชัดๆ ว่าแท้จริงแล้วฝีมือของคุณหนูใหญ่จี้นั้นน่าทึ่งจนต้องหลงใหลเคลิบเคลิ้มกันเลยทีเดียว!

          หลังจากที่ชื่นชมจนพอใจ จี้หมิงซูลุกขึ้นบิดขี้เกียจ ก่อนจะเดินข้ามพื้นที่รกๆ ไปยังห้องน้ำเพื่อเปิดน้ำลงในอ่าง ปกติเธออาศัยอยู่ที่นี่คนเดียวจึงไม่จำเป็นต้องมีกฎเกณฑ์อะไรมากมาย จะทำอะไรก็ได้ เลยตั้งใจย้ายอ่างอาบน้ำไปไว้ในห้องกระจกเพื่อรับแสงแดด รอจนน้ำเต็มก็เปิดเพลงเปิดผ้าม่านด้านที่เป็นหน้าต่าง แล้วลงไปแช่ในอ่างที่อุณหภูมิน้ำกำลังพอเหมาะอย่างสบายอารมณ์

 

          ที่ชั้นล่าง เฉินเซินโทรศัพท์หาจี้หมิงซูถึงสองครั้ง แต่กลับไม่มีคนรับสาย

          กระทั่งขึ้นไปถึงชั้นบน เขาก็ยังอดทนยืนกดกริ่งหน้าประตูอยู่หนึ่งนาทีเต็ม ทว่าด้านในกลับไม่มีเสียงความเคลื่อนไหวแม้แต่น้อยเขาจึงถือโอกาสรูดการ์ดเปิดประตูเข้าไปเอง

          ถ้าจะโทษก็ต้องโทษที่ฉนวนเก็บเสียงภายในห้องนั้นดีเกินไป ด้านนอกเงียบสนิท แต่พอเปิดประตู ด้านในกลับมีเสียงเพลงเฮฟวีเมทัลดังสนั่นออกมา

          ผ่านไปครู่หนึ่ง เฉินเซินยังคงยืนอยู่ตรงหน้าประตู เข้าใจว่ากลางวันแสกๆ แบบนี้ คุณหนูใหญ่จี้หมิงซูน่าจะเหงาจึงไปหาพวกสิ่งมีชีวิตไร้สมองมาปาร์ตี้กันที่บ้าน

          จนกระทั่งมองเห็นห้องที่รกรุงรังเบื้องหน้าว่างเปล่าไร้ผู้คนเขาก็ได้ยินเสียงแหกปากร้องเพลงอย่างบ้าคลั่งของนักร้องแรปเสียสติปะปนมากับเสียงเพลง

          “Hey boy (เฮ้ บอย) look me (ลุก มี)!”

          “…..”

          เฉินเซินหันมองไปทางต้นเสียงก็เห็นเพียงจี้หมิงซูที่นั่งอยู่ในอ่างอาบน้ำที่เต็มไปด้วยฟอง มือหนึ่งถือโทรโข่ง อีกมือยกขึ้นสูงเหนือศีรษะ ทำท่าแรปโย่อยู่เป็นครั้งคราว

          “จี้หมิงซูคือนางฟ้า!”

          “นางฟ้า! นางฟ้า!”

          “นางฟ้าที่ใครๆ ก็ต้องสยบ!”

          “นางฟ้า! นางฟ้า!”

          แม้จะไม่มีประโยคใดเลยที่เข้าจังหวะ แต่เธอก็บิลด์อารมณ์ได้เก่งมาก พอตัวเองร้องจบประโยคหนึ่ง ยังทำเสียงเลียนแบบเสียงตอบรับของผู้ชมอีกประโยคหนึ่งด้วย

          เฉินเซินถูกบังคับให้ชมอยู่เป็นเวลาครึ่งนาที

          ในที่สุดการร้องแรปที่โหดร้ายจนเขาเกือบเอาชีวิตไม่รอดก็จบลง แต่แรปเปอร์จี้ก็สร้างสรรค์ผลงานใหม่ขึ้นมาอีก เขาสังหรณ์ใจว่านี่คงเป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น

          “จี้หมิงซูคือนางฟ้า!”

          “นางฟ้า! นางฟ้า!”

          “นางฟ้าที่นายต้องสยบแทบชายกระโปรง!”

          “นางฟ้า! นางฟ้า!”

          “นางฟ้าที่นายไม่ได้แอ้ม!”

          “นางฟ้า! นางฟ้า!”

          “เป็นเป้าหมายจู่โจมของนาย! จู่โจม!”

          หลังจากคำว่า ‘เป้าหมายจู่โจม’ ตามมาด้วยท่าทางเล็งปืนยิงเป็นอันจบบริบูรณ์ บรรยากาศจึงกลับเข้าสู่ความเงียบสงบดังเดิม

          จี้หมิงซูที่อยู่ห้องกระจกมองเข้ามาภายในห้องที่ถูกกั้นด้วยกระจกเช่นกัน จากนั้นก็เหมือนจะเห็นใบหน้าเย็นชาของเฉินเซินมีตัวอักษรประโยคหนึ่งเขียนไว้ว่า ‘โอ้ แต่ผมได้แอ้มแล้ว’

          เรื่องที่น่าอับอายที่สุดบนโลกไม่ใช่การถูกสามีที่ไม่คุ้นเคยเห็นตัวเองร้องเพลงอย่างเมามันในห้องน้ำโดยบังเอิญ แต่คือเรื่องที่หลังจากถูกเห็นแบบนั้นแล้วยังต้องแกล้งทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แถมยังขอให้สามีที่ไม่สนิทเท่าไหร่ช่วยหยิบชุดชั้นในให้อีก

 

          ตลอดการเดินทางไปหนานเฉียวชีเซี่ยงนั้นเงียบผิดปกติ

          เฉินเซินที่เพิ่งถูกจี้หมิงซูทำร้ายจิตใจไปเมื่อครู่ยังคงเกิดภาพหลอนติดตา อยู่บนรถเขาอยากจะอ่านเอกสาร แต่พอเปิดขึ้นมา ภาพตรงหน้ากลับเป็นผลงานการแสดงชิ้นเอกของแรปเปอร์จี้ที่ฉายวน
กลับไปกลับมาไม่ยอมหยุด

          ส่วนจี้หมิงซูนั้นรู้สึกอับอายจนพูดไม่ออก จึงแกล้งหลับหันศีรษะเข้าหาหน้าต่างรถไปตลอดทาง

          พอถึงหนานเฉียวชีเซี่ยง คนทั้งสองที่ไม่ได้พูดกันมาตลอดทางกลับสามารถแสดงละครเข้าขากันได้เป็นอย่างดี ทั้งคู่เดินจูงมือยิ้มแย้มให้กันเหมือนสามีภรรยาหนุ่มสาวที่รักใคร่กันดีคู่หนึ่ง

          โดยเฉพาะจี้หมิงซูที่พอรู้ว่าต้องมาที่นี่ เธอก็แต่งกายเรียบร้อยด้วยชุดเดรสสีชมพู สีลิปสติกก็ปรับให้อ่อนลง จากสาวเปรี้ยวดัดผมลอนใหญ่ก็ถูกรีดเป็นผมตรงรวบเป็นหางม้าไว้ ท่าทางที่แสดงออกก็ดูเป็นกุลสตรีศรีภรรยา เป็นลูกสะใภ้ที่ตรงตามตำราเป๊ะ

          ถนนในซอยนั้นคับแคบ ขับรถเข้าไปแล้วหาที่จอดไม่สะดวกนัก จี้หมิงซูและเฉินเซินจึงลงรถที่หน้าปากซอยแล้วจูงมือกันเดินเข้าไปด้านใน

          โจวเจียเหิงถือของขวัญเดินตามมาด้านหลัง ผ่านไปสองปีกว่า ได้เห็นการแสดงละครของสามีภรรยาคู่นี้อีกครั้งก็ยังรู้สึกว่าน่าทึ่งเหมือนเดิม

          เมื่อเดินผ่านประตูเข้าไป จี้หมิงซูก็รีบเอ่ยทักทายอย่างกระตือรือร้น “สวัสดีค่ะ!”

          เวลาอยู่ต่อหน้าผู้ใหญ่เธอมักจะปากหวานเสมอ หลังจากที่เข้าประตูไปแล้วเห็นทุกคนในครอบครัวกำลังช่วยกันตระเตรียมอาหารอยู่ที่ศาลารับลมก็ส่งเสียงทักทายพร้อมกับยิ้มให้จนตาหยี

          คุณย่าเฉินหันมาเห็นเข้าก็พลอยยิ้มไปด้วย “อ้อ เสี่ยวซูมาแล้ว!”

          พอส่งชามกับตะเกียบในมือให้กับซ้อโจว คุณย่าเฉินก็เช็ดมืออย่างพิถีพิถันรอบหนึ่งก่อนจะยื่นไปจับมือของจี้หมิงซูแล้วตบหลังมือเธอเบาๆ “วันนี้หนูมีลาภปากจริงๆ ฉันตั้งใจเข้าครัวเองเลยนะ
ทำซี่โครงหมูตุ๋นน้ำแดงที่หนูชอบด้วย!”

          “เข้าครัวเองทำไมกันคะ? ไหนขอมือให้หนูดูหน่อย”

          จี้หมิงซูจับมือของคุณย่าเฉินขึ้นมามองสำรวจ ก่อนจะเอ่ยอย่างเป็นห่วงว่า “ทำไมดูผอมลงล่ะคะ? ไม่เจอกันแค่พักเดียวเอง ไม่สบายตรงไหนรึเปล่าคะ?”

          “ไม่ต้องเป็นห่วง ฉันสบายดี! ช่วงนี้อากาศร้อนใส่เสื้อผ้าบางลงเลยแลดูผอม ปกติพวกเธอเรียกว่าอะไรนะ หลอกตาใช่ไหม?”

          พอได้ยินคุณย่าเฉินเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงสดใสมีชีวิตชีวาไม่เหมือนคนที่ไม่สบาย จี้หมิงซูจึงค่อยรู้สึกผ่อนคลายวางใจลงได้จี้หมิงซูนั้นเป็นคนสวยและปากหวานมาตั้งแต่เด็ก ทั้งร่าเริงสดใส จึงทำให้พวกผู้ใหญ่รักใคร่เอ็นดูเป็นพิเศษ

          คุณย่าเฉินเองก็เห็นเธอเติบโตมาตั้งแต่เด็ก จึงเห็นเป็นเหมือนหลานสาวในครอบครัวของตัวเอง หลายปีก่อนพอรู้ว่าเด็กสาวจะแต่งงานเข้ามาในครอบครัวก็ยิ้มจนแทบหุบไม่ลง เวลาเจอใครก็พูดอวดที่ได้หลานสะใภ้ดั่งใจ

          ตรงกันข้ามกับเฉินเซินที่เป็นหลานในไส้แท้ๆ แม้ภายนอกเขาจะดูเป็นคนอ่อนโยน แต่ความจริงแล้วแสนเย็นชา หลายปีก่อนตอนที่เพิ่งย้ายกลับมาอยู่บ้าน ท่านเองก็อยากสนิทด้วย แต่ก็ไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไร พยายามให้ทั้งความรักความห่วงใยก็แล้ว แต่เวลาเข้าหาเขา อีกฝ่ายก็มักจะเว้นระยะห่างเสมอ

          ไม่ใช่แค่คุณย่าเฉินเท่านั้น แต่ทุกคนในสกุลเฉินต่างก็รู้สึกสนิทสนมกับจี้หมิงซูมากกว่า เฉินเซินเติบโตขึ้นมาตามลำพังอย่างเดียวดาย แถมตอนนี้ยังมีภาระรับช่วงต่อเป็นผู้ดูแลธุรกิจของสกุลเฉินคนใหม่ด้วย พวกเด็กรุ่นเล็กถึงขนาดหวาดกลัวเขาด้วยซ้ำไป

          ขณะกำลังกินข้าวกันอยู่นั้น น้องสาวซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องคีบอาหารไม่ทันระวังไปกระทบตะเกียบของเฉินเซินเข้า จึงรีบเอ่ยขอโทษออกมาด้วยความตื่นตกใจ จากนั้นบรรยากาศก็เงียบไปในทันที

          จี้หมิงซูเองก็ตกตะลึงเช่นกัน เธอมองสลับไปมาระหว่างผู้เป็นน้องสาวกับเฉินเซิน ในหัวพลันคิดฟุ้งซ่าน

          ผู้ชายเย็นชาคนนี้ต้องเคยทำเรื่องป่าเถื่อนกับน้องสาวแน่ๆไม่อย่างนั้นอีกฝ่ายจะหวาดกลัวจนตัวสั่นอย่างกับลูกนกแบบนี้เหรอ

          เฉินเซินไม่ได้คิดอะไรกับเรื่องที่เกิดขึ้น เขาดูแลน้องสาวด้วยการคีบซี่โครงหมูชิ้นหนึ่งให้ด้วยท่าทางอ่อนโยนเหมือนเป็นพี่ชายที่แสนดี แต่น่าเสียดายที่น้องสาวนั้นยังเด็ก จึงไม่สามารถปิดบังความรู้สึกได้ดีเท่าที่ควร เธอส่งยิ้มแห้งๆ ให้แต่ไม่กล้ากินต่อ

          วันนี้เป็นการรับประทานอาหารร่วมกันตามปกติภายในครอบครัว แม้จะมากันไม่ครบทุกคน แต่ก็นั่งกันเต็มโต๊ะอาหาร เป็นธรรมดาที่ต้องมีคนหวาดกลัวเฉินเซินรวมอยู่ในนั้นด้วย

          พอเห็นว่าบรรยากาศเงียบเชียบ คุณอาเล็กเฉินอิ๋งซวงจึงเปิดหัวข้อสนทนา “จริงสิ เสี่ยวซู คราวก่อนที่เธอไปช่วยปรับตกแต่งบ้านให้ฉันน่ะ เพื่อนฉันเห็นแล้วชอบมากเลย ตอนนี้เขาซื้อบ้านที่อเมริกา อยากหามัณฑนากรฝีมือดีออกแบบตกแต่งภายในให้สักหน่อย เรื่องค่าใช้จ่ายไม่มีปัญหา ไม่รู้ว่าช่วงนี้เธอสะดวกไหม?”

          “สะดวกแน่นอนค่ะ หนูว่างอยู่พอดีเลย”

          จี้หมิงซูตกปากรับคำทันที แถมยังพูดติดตลกอีกว่า “หนูชอบให้คุณอาเล็กแนะนำเพื่อนแบบนี้ให้ที่สุด จะได้หาเงินไว้ซื้อกระเป๋าด้วย ขอบคุณนะคะ”

          “โธ่เอ๊ย ฟังเธอพูดเข้าสิ อาเซินไม่ยอมแม้แต่จะซื้อกระเป๋าให้เธอเลยเหรอ?” เฉินอิ๋งซวงเอ่ยแซว

          จี้หมิงซูเอนตัวพิงไหล่ของเฉินเซินแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานว่า “อาเซินก็หาเงินด้วยความยากลำบาก คงให้เขาเลี้ยงหนูฝ่ายเดียวไม่ได้หรอกค่ะ อีกอย่าง หนูเองก็ว่างอยู่ หาอะไรทำสักหน่อยก็ดีเหมือนกัน”

9.คู่รักหวานชื่น

          เฉินเซินได้ยินแบบนั้นก็หันไปสบตากับจี้หมิงซูด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม

          ทำสายตาแบบนี้อีกแล้ว “ดูทำเข้า ฉันจะทำยังไงกับคนอย่างคุณดีนะ”

          บางครั้งจี้หมิงซูก็รู้สึกเลื่อมใสผู้ชายเย็นชาคนนี้จริงๆ ฝีมือการแสดงท่าทางรักใคร่อย่างลึกซึ้งต่อหน้าผู้ใหญ่นั้น เขาเชี่ยวชาญไม่ต่างกับเธอเลย

          กระทั่งการสบตานั้นสิ้นสุดลง จี้หมิงซูก็พลันขนลุกชันไปทั้งร่าง

          “อาเซิน นี่เป็นความผิดของเธอเลยนะ”

          เฉินอิ๋งซวงเอ่ยขัดการแสดงของคนทั้งสอง ปากก็บ่นงึมงำวางท่าเป็นผู้ใหญ่ติติงเฉินเซิน “ตอนนี้เธอก็กลับไปทำงานที่จวิ้นอี้แล้ว ปกติเสี่ยวซูก็อยู่ว่างๆ น่าจะจัดการให้เสี่ยวซูเข้าไปเรียนรู้งานที่บริษัทสักหน่อย จะได้แสดงความสามารถด้วย”

          แสดงความสามารถ?

          อยากให้บริษัทล้มละลายหรือไง?

          เฉินเซินชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “ให้ผมเป็นคนเลี้ยงดูเสี่ยวซูก็พอครับ นี่เป็นสิ่งที่ผมควรทำอยู่แล้ว”

          ละครรักฟอร์มยักษ์ ‘คู่รักหวานชื่น’ ฉากที่หนึ่ง ตอนที่สาม...คัต!

          บางทีการแสดงความรักหวานชื่นของคู่รักหนุ่มสาวอาจจะทิ่มแทงดวงตาของดอกเตอร์สาวใหญ่ที่โสดสนิท เฉินอิ๋งซวงจึงขอตัวลุกไปเข้าห้องน้ำ

          หลังจากกลับมานั่งที่ เธอก็เอาแต่จ้องเฉินเซินไม่วางตา ทำเหมือนกับว่าได้ค้นพบทวีปใหม่ เฉินอิ๋งซวงวางตะเกียบลงแล้วถามว่า “อาเซินเอ๊ย ทำไมผมของเธอถึงยาวเร็วขนาดนี้ล่ะ? สองอาทิตย์ก่อน ตอนที่หมิงซูโพสต์ลงในกลุ่ม ผมเธอยังสั้นแค่นี้เอง”

          เฉินอิ๋งซวงเอ่ยพร้อมกับใช้นิ้วโป้งและนิ้วชี้เปรียบเทียบความสั้นยาวให้ดู

          “แค็ก! แค็กๆ!”

          จี้หมิงซูที่กำลังดื่มน้ำแกงอยู่ พอได้ยินคำถามนั้นก็ถึงกับสำลัก ไอจนหน้าดำหน้าแดงอยู่พักหนึ่ง

          เฉินเซินช่วยดูแลเธอเป็นอย่างดี ทั้งลูบหลังและป้อนน้ำ แล้วยังหยิบกระดาษทิชชูช่วยซับริมฝีปากให้อีก

          หลายคนที่นั่งอยู่ข้างๆ ต่างพากันถามไถ่จี้หมิงซูด้วยความเป็นห่วง

          จี้หมิงซูค่อยๆ หยุดสำลัก ปากก็พร่ำบอกว่าไม่เป็นไร แต่ยังไม่ทันที่เธอจะได้ดีใจที่ข้ามคำถามมหันตภัยนั้นไปได้ เฉินอิ๋งซวงก็แสดงสปิริตของดอกเตอร์สาวผู้ใฝ่หาความรู้ทำการวิจัยต่อ โดยการเอาคำถามเมื่อครู่มาลำดับคำเสียใหม่แล้วเอ่ยถามอีกรอบ

          เฉินอิ๋งซวงถึงขนาดเปิดรูปนั้นขึ้นมาเปรียบเทียบกับเฉินเซิน ปากก็เอ่ยด้วยความแปลกใจว่า “ยาวเร็วจริงๆ นะ เทียบกับรูปแล้ว ประมาณสิบสี่วันผมเธอยาวถึงสองเซนเชียว คนปกติทั่วไปจะอยู่แค่หนึ่งเซนต่อเดือนเอง เธอใช้ยาปลูกผมเหรอ? อายุแค่นี้ใช้ยาปลูกผมทำไมกัน? ยี่ห้ออะไร? ได้ผลดีขนาดนี้ ฉันจะเอาไปแนะนำให้พวกเพื่อนที่หัวล้านลองใช้บ้าง!”

          เฉินเซินส่งสายตาให้จี้หมิงซูเป็นนัยว่าอย่าพูดตอบอะไรออกไปเด็ดขาด

          จี้หมิงซูเองก็เห็นด้วย จึงรีบก้มหน้าก้มตากินซี่โครงหมูน้ำแดงทันที

          ถึงกระนั้นเธอก็ยังคงไม่เข้าใจว่าคุณอาเล็กผู้มีจิตวิญญาณของนักวิจัยจะเพ่งพินิจแล้วเพ่งพินิจอีกทำไม แต่ก็ไม่แปลกเพราะคงไม่มีใครดูออกว่านั่นเป็นภาพตัดต่อ

          สองปีมานี้เฉินเซินอยู่ที่ออสเตรเลียมาโดยตลอด เขางานยุ่งมากจนแม้แต่ช่วงเทศกาลตรุษจีนก็ยังไม่ได้กลับประเทศ

          จี้หมิงซูในฐานะคุณนายเฉิน วันๆ ไม่มีอะไรทำนอกจากเดินทางท่องเที่ยวทั่วโลก หากไม่หมั่นไปเยี่ยมเยียนสามีตัวเองที่ประเทศออสเตรเลียก็จะดูไม่สมกับตำแหน่งคู่รักหวานชื่นที่คนอื่นเขาตั้งให้

          แต่เธอก็ไม่อยากไปหาคุณสามีให้มากเรื่อง หลังคิดทบทวนดูแล้ว เธอจึงไปหาช่างแต่งรูปคนหนึ่งให้ช่วยตัดต่อรูปให้ หลังจากนั้นก็ตั้งเวลาโพสต์รูปลงในกลุ่มครอบครัวสกุลเฉิน สร้างภาพว่าตัวเองมักจะบินไปเยี่ยมเฉินเซินที่ออสเตรเลียอยู่เป็นประจำ ความรักหวานจนเลี่ยนของคนทั้งสองช่างเลิศหรูและจอมปลอมในเวลาเดียวกัน

          การโพสต์ภาพเช่นนี้ตลอดสองปีที่ผ่านมาไม่เคยโป๊ะแตกโดนจับได้เลยสักครั้ง กระทั่งบัดนี้ คุณอาเล็กมาพบว่าผมของเฉินเซินยาวเร็วจนน่าประหลาดใจ จึงนึกสงสัยว่าภาพนั้นเป็นจริงหรือเท็จ แต่อีกด้านหนึ่งก็เป็นการยืนยันว่าช่างคนนั้นแต่งภาพออกมาฝีมือสุดยอดมากจนหาจุดบกพร่องไม่ได้ คุณภาพสมกับราคาที่ต้องจ่ายไปจริงๆ

          พอคิดถึงตรงนี้ จี้หมิงซูก็ปลื้มปริ่ม

          ด้วยความที่บนโต๊ะอาหารนั้นมีทั้งผู้ใหญ่และเด็ก การที่เฉินอิ๋งซวงเอ่ยถามเรื่องส่วนตัวขึ้นมาในสถานการณ์เช่นนี้จึงดูไม่เหมาะสมเท่าไหร่ ยังไม่ทันที่เฉินเซินจะได้ตอบอะไร คุณปู่เฉินก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงเข้มงวด “เวลากินไม่พูด เวลานอนไม่คุย เรียนสูงขนาดนี้ นับวันยิ่งไร้ระเบียบ อายุตั้งสามสิบกว่าแล้วยังทำตัวเป็นเด็กๆ อีก มิน่า ถึงได้ขายไม่ออก!”

          เฉินอิ๋งซวง “.....?”

          เมื่อครู่ทุกคนยังพูดคุยอย่างสนุกสนานกันอยู่เลยไม่ใช่เหรอ? ทำไมพอเป็นเธอกลับบอกว่าเวลากินไม่พูด เวลานอนไม่คุยล่ะ?อีกอย่าง มันเกี่ยวอะไรกับที่เธออายุสามสิบกว่าแล้วยังไม่แต่งงาน? ครอบครัวนี้ยังมีความคิดกดขี่สาวใหญ่อายุเยอะที่ยังไม่ได้แต่งงานอยู่สินะ?

          เฉินอิ๋งซวงรู้สึกว่าตนเป็นผู้บริสุทธิ์ จึงอ้าปากหมายจะอธิบาย

          เฉินหยวนเฉากลับเหลือบมองเธอแวบหนึ่ง เป็นสัญญาณบอกให้เธออย่าได้โต้เถียงเป็นอันขาด

          คนอื่นพูดเฉินอิ๋งซวงยังไม่ค่อยจะเชื่อ แต่คำพูดของพี่ใหญ่เฉินหยวนเฉาผู้นี้กลับได้ผลชะงัด เธอได้แต่กล้ำกลืนฝืนทน เก็บงำบทวิจัยที่ทำการวิเคราะห์มาเป็นอย่างดีไว้เพียงเท่านี้

          เพราะคำสั่งของคุณปู่เฉิน ทำให้บรรยากาศการรับประทานอาหารมื้อนี้สงบเงียบลงกว่าเดิม

          เมื่อรับประทานอาหารค่ำเรียบร้อย ท่านก็เรียกเฉินหยวนเฉาและเฉินเซินให้ขึ้นไปพูดคุยกันข้างบน ส่วนคนที่เหลือก็อยู่เป็นเพื่อนคุณย่าเฉินที่ศาลาด้านนอก

          กว่าที่การพูดคุยกันระหว่างผู้ชายทั้งสามรุ่นของสกุลเฉินจะจบลง ฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว ดวงดาวเริ่มส่องแสงทอประกายระยิบระยับจี้หมิงซูและเฉินอิ๋งซวงที่กำลังพูดคุยล้อเล่นกันไม่ทันสังเกตเห็นว่าเฉินเซินออกมาจากตัวบ้านแล้ว กระทั่งเฉินเซินก้าวเท้าขึ้นบันไดศาลา หางตาของจี้หมิงซูจึงเหลือบไปเห็นเงาร่างของเขาเข้า

          ไม่คิดเลยว่าเฉินอิ๋งซวงจะคุยออกรสออกชาติจนถึงขนาดลืมข้อห้ามของครอบครัวไปชั่วขณะ “ฉันไม่เคยเห็นเด็กคนไหนชอบฉี่รดที่นอนเท่าเธอเลย ฉันเดาว่าเรื่องพวกนี้เธอคงจะจำไม่ได้แล้ว มีครั้งหนึ่งที่บ้านเธอไม่มีคนอยู่ เธอก็เลยมาดูการ์ตูนที่บ้านเรา ดูไปดูมาก็นอนหลับไป แถมยังฉี่ราดบนโซฟาด้วย! เฉินหยางรักสะอาดเป็นที่สุด เขาขยะแขยงมาก! เลยจับเธอโยนออกไปแล้วรีบถอดเอาปลอกโซฟาไปซักด้วยตัวเอง ฮ่าๆๆ”

          ขณะที่เฉินอิ๋งซวงไม่ทันระวังก็เผลอพูดถึง ‘เฉินหยาง’ ออกมาโดยไม่รู้ตัว

          ในตอนนั้นเองที่ทุกคนเริ่มรู้สึกถึงความเย็นยะเยือกของสายลมในยามราตรี จึงค่อยๆ หันไปมอง จากนั้นก็พบว่าเฉินเซินอยู่บนศาลาเรียบร้อยแล้ว

          จี้หมิงซูส่งสายตาเป็นสัญญาณให้เฉินอิ๋งซวงตั้งแต่แรกแล้วแต่เฉินอิ๋งซวงพูดคุยอย่างเมามันเกินไปหน่อยจึงไม่ทันสังเกตเห็นจี้หมิงซูสงสัยนักว่าคุณอาเล็กคนนี้ทำงานวิจัยทางวิชาการมาก็ตั้งเยอะ แต่กลับไม่รู้ ‘สิ่งใดควรพูด สิ่งใดไม่ควรพูด’ สุดท้ายก็เจอแจ็กพอตเข้าทุกที

 

          ตอนกลับออกจากหนานเฉียวชีเซี่ยงนั้นยังไม่ถึงสองทุ่ม แต่ท้องฟ้ากลับมืดสนิท

          ขณะที่นั่งรถอยู่นั้น จี้หมิงซูรู้สึกอึดอัดอย่างประหลาด จึงหันมองออกไปนอกหน้าต่าง เธออดที่จะแอบสังเกตสีหน้าของเฉินเซินผ่านทางกระจกรถไม่ได้ แต่เขานั่งเอนหลังพิงพนัก เธอจึงเห็นเงาสะท้อนไม่ชัดเจนนัก จี้หมิงซูค่อยๆ เอนกายขยับไปทางด้านหลังจนศีรษะแนบติดไปกับพนักเพื่อให้มองเห็นเขาได้ชัดขึ้น แต่กลับไม่ทันระวังไปชนเฉินเซินเข้า สายตาของทั้งคู่ประสานกันผ่านกระจกหน้าต่างรถ

          การสบตากันครั้งนี้ทำให้จี้หมิงซูกระอักกระอ่วนใจเป็นอย่างมาก เพราะเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน เฉินเซินเพิ่งมาเจอเธอร้องแรปอยู่ในห้องน้ำ

          ดูเหมือนเฉินเซินเองก็คิดเช่นเดียวกัน จู่ๆ จึงถามขึ้นมาว่า “มองผมทำไม คุณนางฟ้า…ที่ทุกคนยอมสยบแทบชายกระโปรง?”

          ตอนที่พูดว่า ‘นางฟ้าที่ทุกคนยอมสยบแทบชายกระโปรง’ เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยก็จริง แต่มีการเว้นจังหวะในบางช่วง ทำให้ประโยคนั้นแฝงความรู้สึกเย้ยหยันอย่างบอกไม่ถูก

          ปฏิกิริยาตอบสนองของจี้หมิงซูค่อนข้างช้า ในเวลากะทันหันคิดไม่ออกว่าควรจะพูดตอบโต้ออกไปอย่างไร

          เฉินเซินเองก็ไม่รู้ว่าไปอารมณ์ดีมาจากไหน เขากล่าวอีกว่า “ตอบไม่ถูกเหรอ บางทีคุณอาจเป็นนางฟ้าที่สรรพสัตว์ยอมก้มหัวให้ก็ได้นะ?”

          จี้หมิงซู “…..”

          เธอจิตใจดีเกินไปแล้ว หลงคิดไปได้ยังไงว่าคนดิบเถื่อนปากคอเราะรายอย่างเฉินเซินจะเศร้าเสียใจเพราะความสัมพันธ์ที่ยุ่งเหยิงภายในครอบครัวของตัวเองน่ะ

          พอคิดได้ดังนั้น จี้หมิงซูจึงยืดตัวขึ้นตรงแล้วเอ่ยว่า “ถึงทีคุณก็พูดไปเถอะ”

          เฉินเซินไม่ได้ทำตามที่เธอบอก เขาเบนสายตาเย็นชากลับไปมองเบื้องหน้าแล้วสั่งคนขับรถให้กลับหมิงสุ่ยกงก่วน ตลอดทางเขาก็ไม่ปริปากพูดอะไรอีก

          หมิงสุ่ยกงก่วนนั้นแบ่งเป็นคฤหาสน์ที่อยู่ริมทะเลสาบและคฤหาสน์ที่อยู่กลางทะเลสาบ คฤหาสน์หลังที่สิบสามที่เฉินเซินและจี้หมิงซูอาศัยอยู่นั้นเป็นคฤหาสน์กลางทะเลสาบ มีสะพานกว้างขวางที่สร้างขึ้นโดยเฉพาะเชื่อมไปยังที่จอดรถส่วนตัว ด้านข้างของสะพานมีป้อมยามที่มีพนักงานรักษาความปลอดภัยเฝ้าตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง เรื่องความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวนั้นถือว่าดีเลิศ

          พอรถจอด จี้หมิงซูก็เปิดประตูก้าวเท้าลงจากรถ โดยไม่หันกลับมามองเลยแม้แต่น้อย

          ด้านหลังของเธอทั้งสง่าและงดงาม คนที่แอบมองอยู่อย่างโจวเจียเหิงแอบให้ค่าในใจคำหนึ่งว่า ‘เลิศ’

10.นี่คือเขาไปแล้วเหรอ?

          หลังจากจี้หมิงซูกลับเข้าบ้านก็รีบขึ้นไปบนชั้นสอง ก่อนจะล็อกประตูห้องนอน พลางคิดว่าอีกเดี๋ยวตอนเฉินเซินมาเคาะประตูห้องจะยอมพูดจาอ่อนลงดีไหม แต่จนกระทั่งเธอล้างเครื่องสำอางเสร็จก็ยังไม่ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวจากด้านล่าง

          เธอจึงเดินไปที่ระเบียง บังเอิญเห็นรถของเฉินเซินขับแล่นออกไป ตามติดด้วยรถโฟล์คสวาเกนโหลดต่ำคันหนึ่ง

          คนที่ขับรถโฟล์คสวาเกนคือบอดีการ์ดประจำตัวของเฉินเซิน

          บอดีการ์ดของเขามีสามกะ ผลัดเปลี่ยนกันตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ไม่ห่างกายสักก้าว

          นี่คือเขาไปแล้วเหรอ?

          หลังจากได้สติกลับมา จี้หมิงซูจึงรีบโทรศัพท์ไปถาม “คุณจะไปไหนคะ?”

          เฉินเซินตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ผมยังมีงานเลี้ยงอีกงาน คุณพักผ่อนไปก่อนเลย ไม่ต้องรอผม”

          “ใครรอคุณกัน?”

          ตอนแรกจี้หมิงซูยังคิดว่าตัวเองฟังผิดไป ผู้ชายแบบเขายังมาคาดหวังให้เธอทำตัวเป็นกุลสตรีศรีภรรยาที่นั่งรอให้สามีกลับบ้าน? ทำไมเขาถึงกล้าคิดได้ขนาดนี้ เชื่อเขาเลยจริงๆ

          เธอกดวางสายอย่างไร้เยื่อใย

          แต่พอวางสายแล้วก็เริ่มเสียใจ ‘ไม่น่าวางเร็วเลย เขาคงไม่เข้าใจผิด คิดว่าเธอน้อยใจหรอกนะ?’

          ยิ่งคิดจี้หมิงซูก็ยิ่งทั้งโกรธทั้งขัน “คนหน้าไม่อาย หน้าตาก็งั้นๆ คงคิดไม่ได้หรอก!”

          หลังจากบ่นจบก็วางมือถือทิ้งไว้แล้วกลับไปมาสก์หน้าต่อในห้องน้ำ

          ขณะที่มาสก์หน้าอยู่ เธอก็พลันคิดขึ้นมาได้ว่า ‘ไม่ถูกสิ ดูเหมือนว่าเขาจะไม่เข้าข่าย ‘หน้าตางั้นๆ’ นะ’

          ข้อแรก เขาไม่เข้าข่ายนั้นจริงๆ

          ข้อสอง ถ้าให้เขาเข้าข่ายนั้นจะถือเป็นการดูถูกมาตรฐานอันสูงส่งของตัวเองไปรึเปล่า?

          คิดได้อย่างนี้ก็โมโห

          ไม่ว่าคิดอย่างไรก็ยังโมโหอยู่ดี

 

          อีกด้านหนึ่ง

          หลังจากพาคุณหนูใหญ่จี้กลับมาส่งที่หมิงสุ่ยกงก่วนแล้วเฉินเซินก็สั่งให้คนขับรถขับไปที่คลับเหอยงฮุ่ย

          คลับเหอยงฮุ่ยเป็นคลับส่วนบุคคลที่ตั้งอยู่บนถนนรุ่ยอิง ซึ่งเคยเป็นสถานกงสุลมาก่อน เมื่อเทียบกับคลับระดับสูงอื่นๆ แล้วความพิเศษของคลับแห่งนี้คือไม่ใช่ว่าใครก็สามารถสมัครเป็นสมาชิกได้ แต่ทางคลับจะเป็นฝ่ายเข้าหาผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะเป็นสมาชิกเอง

          ที่เฉินเซินมาที่แห่งนี้ก็เพื่อพูดคุยตกลงเรื่องพัฒนาโรงแรมในจุดชมวิวด้านตะวันตกของเมืองกับผู้ร่วมทุนที่ได้นัดไว้

          เวลานี้แสงจากเสาไฟที่เรียงรายเป็นทิวแถวทอดยาวสุดลูกหูลูกตากำลังส่องสว่างไปทั่วทั้งเมืองผิงเฉิง สายลมตะวันออกพัดผ่านต้นไม้ใบหญ้าในยามค่ำคืนอย่างแผ่วเบา ดูเหมือนว่าเมืองแห่งนี้จะให้ทั้งความรู้สึกงดงามและเดียวดายในเวลาเดียวกัน

          เฉินเซินไม่ได้มองออกไปนอกหน้าต่าง ตั้งแต่กลับประเทศมา เขามีงานเลี้ยงสังสรรค์ติดต่อกันหลายวันแล้ว ต่อให้เป็นคนเหล็กก็ต้องรู้สึกเหนื่อยล้ากันบ้าง เขานั่งเอนหลังพิงพนัก มือทั้งสองประสานกันหลวมๆ ที่หน้าตัก ก่อนจะค่อยๆ หลับตาลง

          บางทีอาจเป็นเพราะเขาทำงานหนักเกินไป จึงอยากจะพักให้ผ่อนคลายสักครู่ แต่ก็ช่างยากเย็นเหลือเกิน เมื่อสมองพลันผุดภาพเหตุการณ์ต่างๆ ขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้

          เดี๋ยวก็เห็นภาพน้องสาวซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องที่อายุยังน้อยเอ่ยขอโทษด้วยความลนลานพร้อมกับมองดูซี่โครงหมูในชามอย่างไม่รู้จะทำอย่างไรดี ทั้งหวาดกลัวทั้งไร้เดียงสา

          เดี๋ยวก็เห็นภาพใบหน้ายิ้มแย้มของคุณย่าเฉินที่ยิ้มให้กับจี้หมิงซู แต่พอหันมาทางเขากลับให้ความรู้สึกห่างเหินอย่างบอกไม่ถูก

          ยังมีภาพของคุณอาเล็กเฉินอิ๋งซวงที่เอ่ยถึงเฉินหยาง จากนั้นทุกคนในศาลาต่างก็พากันนิ่งเงียบ

          ชั่วพริบตา จู่ๆ เขาก็หวนนึกถึงเหตุการณ์ในวัยเด็กตอนที่ย้ายจากเมืองซิงเฉิงมาที่เมืองผิงเฉิง บรรยากาศตอนที่ก้าวเข้ามายังหนานเฉียวชีเซี่ยงครั้งแรก

          ที่ทุกคนพากันนิ่งเงียบก็เพราะรู้ดีแก่ใจ เรื่องบางเรื่องเกิดขึ้นนานเป็นศตวรรษแล้ว แต่ละคนต่างรู้และเข้าใจดีว่าไม่ควรพูดถึงมันอีก ไม่ใช่เพราะมันเป็นเรื่องที่ผ่านไปแล้ว แต่เพราะมันเป็นเรื่องที่ไม่มีวันลืมได้

          โจวเจียเหิงนั่งอยู่ข้างคนขับ เมื่อเห็นเฉินเซินย่นหัวคิ้วน้อยๆ ดูหลับไม่ค่อยสนิทนักจากทางกระจกมองหลัง จึงเลือกเปิดเพลงบรรเลงเบาๆ เพื่อช่วยให้ผ่อนคลาย

          สัญญาณไฟจราจรเปลี่ยนจากเขียวเป็นแดง แสงเหลืองนวลของไฟถนนสาดเข้าหน้าต่างด้านข้างของรถ มองคล้ายภาพแห่งความทรงจำอันเลือนราง เฉินเซินกำลังอยู่ในความง่วง แต่จู่ๆ ในหัวพลันปรากฏภาพแรปเปอร์จี้ที่กำลังร้องเพลงอยู่ในห้องน้ำอย่างบ้าคลั่งพอนึกถึงเหตุการณ์นั้นบวกกับคำร้องท่อนแรปที่แต่งขึ้นมาเองภาพนั้นก็เหมือนถูกเปิดวนซ้ำไปซ้ำมาด้วยเครื่องเล่นระบบสามมิติ ความง่วงงุนหายเป็นปลิดทิ้ง เฉินเซินค่อยๆ นวดตรงหัวคิ้วแล้วยิ้มน้อยๆ อย่างประหลาด

 

          ตกดึกสายลมเย็นพัดโชยอ่อน

          ที่หน้าประตูทางเข้าคลับเหอยงฮุ่ย จางเป่าซูเงยหน้ามองป้ายที่ติดไฟระยิบระยับ เธอยกมือขึ้นประสานกันโดยไม่รู้ตัว รู้สึกเหมือนตัวเองตัวเล็กลงไปทุกที

          วันนี้เธอต้องมาอย่างกะทันหัน เพราะว่านางเอกคนดังของค่ายดันเกิดปัญหาขณะไปร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์จึงมาไม่ได้ ผู้จัดการเอ่ยกำชับสั่งให้เธอทำงานนี้ให้ดี ก่อนจะออกมายังพูดย้ำว่า ‘พูดไม่เป็นก็พูดให้มันน้อยๆ หน่อย’

          ถ้าไม่ให้พูดแล้วจะทำงานได้ดีได้ยังไง? จางเป่าซูทั้งไม่เข้าใจทั้งเซ็งในเวลาเดียวกัน

          ปกติการจะเข้าไปในคลับเหอยงฮุ่ยนั้นเป็นเรื่องยาก แต่เมื่อมีคุณชายใหญ่จางพยักหน้าอนุญาต พนักงานสาวที่สวมชุดกี่เพ้าจึงยิ้มแย้มเชิญให้เธอขึ้นไปชั้นบน

          จางเป่าซูกุมสายสะพายกระเป๋าเอาไว้แน่น สายตามองสำรวจบริเวณโดยรอบอย่างเงียบๆ

          บางทีอาจเป็นเพราะก่อนหน้านี้คลับเหอยงฮุ่ยเคยเป็นสถานกงสุลมาก่อน สไตล์การตกแต่งด้านในจึงผสมผสานกันระหว่างจีนกับตะวันตก มีทั้งสะพานเล็กๆ ธารน้ำไหลริน ทั้งเครื่องเล่นแผ่นเสียง และภาพสีน้ำมัน แต่ที่แปลกก็คือ ท่ามกลางบรรยากาศแบบนี้กลับไม่รู้สึกถึงความขัดแย้งเลยแม้แต่น้อย

          เธอต้องไปที่ห้องวีไอพีบนชั้นสามที่มีชื่อแสนไพเราะว่า ‘หนานเคออี๋เมิ่ง’

          ไม่แปลกใจเลยที่พวกคนมีเงินจะชื่นชอบการใช้คำจำพวกเมฆหมอกภูเขามาตั้งชื่อเพื่อแสดงให้เห็นว่าตัวเองมีรสนิยม

          พอเปิดประตูห้องวีไอพีออก จางเป่าซูก็พบว่าภายในห้องนั้นกว้างขวาง แบ่งเป็นส่วนของโต๊ะหินอ่อนทรงกลมหน้าฉากกั้นและส่วนที่อยู่หลังฉากกั้น

          ตรงกลางโต๊ะหินอ่อนทรงกลมมีแผ่นจานหมุน ด้านบนมีชุดอาหารหรูหราและดอกไม้สดที่ยังดูฉ่ำน้ำวางอยู่ ส่วนหลังฉากกั้นปรากฏแสงไฟมืดสลัว มีเสียงพูดคุยกันดังแว่วมาจากด้านใน

          ขณะที่จางเป่าซูเดินเข้าไปก็ได้ยินเสียงพูดแว่วๆ ที่แฝงไปด้วยความพอใจ “คุณชายใหญ่จางอ่อนข้อให้แล้ว”

          คุณชายใหญ่จางเองก็หัวเราะ “เรื่องเล่นไพ่ ผมสู้คุณไม่ได้จริงๆ”

          ยังพูดไม่ทันจบก็ทิ้งไพ่ในมือลงบนโต๊ะแล้วเอาไปล้างรวมกับไพ่ใบอื่นๆ

          พอเห็นจางเป่าซูมาถึง คุณชายใหญ่จางก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก เขาล้างไพ่พลางสั่งว่า “จุดบุหรี่ให้ประธานเฉินด้วย”

          ประธานเฉิน? จางเป่าซูหันไปมองรอบๆ ตามสัญชาตญาณ

          ในที่นั้นมีผู้ชายอยู่ทั้งหมดหกคน สามคนนั่งสามคนยืน คนที่ยืนดูท่าแล้วไม่ใช่ผู้เป็นนาย ส่วนคนที่นั่งนั้น นอกจากคุณชายใหญ่จางที่เธอรู้จัก อีกคนเป็นชายวัยกลางคน แต่ว่าข้างกายเขามีผู้หญิงที่เธอพอจะคุ้นหน้าเนื่องจากเป็นคนในแวดวงเดียวกันนั่งเป็นเพื่อนอยู่ ผู้ชายที่เหลืออยู่คนนั้น?

          พอจางเป่าซูเห็นหน้าของอีกฝ่ายก็พลันตะลึงงันทันที

          ผู้ชายที่ประมูลสร้อยไข่มุกของซูเฉิงไปในราคาสูงลิบในงานเลี้ยงของนิตยสารหลิงตู้คืนนั้น?

          เธอจำได้ เขาชื่อว่า เฉินเซิน

          พอเห็นจางเป่าซูไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง คุณชายใหญ่จางก็ขมวดคิ้วอย่างหงุดหงิด “ยังตะลึงอยู่ทำไม แค่จุดบุหรี่ต้องไปอาบน้ำฉีดน้ำหอมก่อนรึไง?”

          จางเป่าซูพลันได้สติกลับคืนมา จึงรีบก้มตัวไปหยิบกล่องบุหรี่บนโต๊ะ ทว่ากล่องบุหรี่แบบนี้เธอไม่เคยเห็นมาก่อน ดึงก็ไม่ออก ดันก็ไม่ได้

          เฉินเซินหันไปมองเธอแวบหนึ่งก่อนจะยกมือห้าม “ไม่ต้อง ขอบคุณ”

          พอได้ยินแบบนั้น จางเป่าซูก็ไม่รู้ว่าตัวเองควรทำอย่างไร

          คุณชายใหญ่จางเห็นแล้วขัดตา จึงชี้นิ้วสั่งการ “รินเหล้าสิ”

          “..…”

          จางเป่าซูนิ่งไปแวบหนึ่ง ก่อนจะเดินไปหยิบเหล้าฝรั่งมา

          ปกติแล้วเธอถือเป็นคนคล่องแคล่ว ไม่อย่างนั้นผู้จัดการคงไม่ให้โอกาสเธอเร็วขนาดนี้ แต่วันนี้ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น มือไม้ถึงได้เกะกะ ทำอะไรไม่ถูกอย่างประหลาด

          หญิงสาวอีกสองคนที่นั่งอยู่มองเธอด้วยสายตาเหยียดหยาม หญิงสาวที่นั่งข้างคุณชายใหญ่จางยังจงใจฉวยโอกาสนี้โชว์ความรู้งานของตัวเองด้วยการนวดหน้าผากให้คุณชายใหญ่จางอย่างเบามือ
เล็บสีแดงเข้มตัดด้วยกากเพชรสีเงินสะท้อนกับแสงไฟเป็นประกายวิบวับ ดูสะดุดตามาก

          ขณะที่คุณชายใหญ่จางกำลังเสพสุขกับการดูแลที่แสนอ่อนโยนก็จั่วไพ่ทิ้งไพ่อย่างชำนิชำนาญ แถมยังเอ่ยอย่างเกียจคร้านว่า “ประธานเฉิน อย่าว่าผมเลยนะ ตอนแรกผมจะให้ซินจื่อฮุ่ยมา แต่ผู้จัดการของเธอบอกว่าไฟลต์ของเธอดีเลย์ กลับมาไม่ทัน แล้วยัดเยียดยัยเด็กนี่มาแทน บอกว่าเป็นนักศึกษาโรงเรียนการแสดง เพิ่งร่วมแสดงละคร
เกี่ยวกับนักศึกษาอะไรนี่แหละ แถมยังบอกว่าเป็นคนฉลาดคล่องแคล่ว ไม่เห็นจะคล่องแคล่วตรงไหนเลย”

          เขาหันไปถามจางเป่าซู “เธอชื่ออะไร?”

          “จา...จางเป่าซูค่ะ”

          คุณชายใหญ่จางนึกชอบใจ “เฮ้ย แซ่เดียวกับฉันซะด้วย”

          “ชื่อจริง?” เฉินเซินที่เงียบมาตลอด จู่ๆ ก็หันมามองเธอ

          จางเป่าซูส่ายหน้า “นี่เป็นชื่อในวงการค่ะ”

          “ชื่อจริงอะไร?”

          จางเป่าซูอึกอักด้วยความลำบากใจ ไม่ยอมตอบ

          เฉินเซินเองก็ไม่ได้สนใจ เขาย้ายสายตามาอยู่ที่ไพ่ตรงหน้า ค่อยๆ ปรับเปลี่ยนตำแหน่งไพ่ที่อยู่ในมือ

          มือของเขาขาวเรียว ท่าทางการถือไพ่นั้นดูเหมือนเป็นผลงานทางศิลปะชิ้นหนึ่ง