ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

วาสนาของปลาเค็ม 向师祖献上咸鱼

ผู้แต่ง Fu Hua
ผู้แปล Hongsamut
ประเภท นิยายจีนโบราณ
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
ร้านค้าออนไลน์ fictionlog

ในโลกนี้มีคนหลายแบบ แบบที่ชอบใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์ไปวันๆ อย่างที่สังคมเรียกว่าพวก ‘ปลาเค็ม’ ก็มีเยอะ ‘โจวเยี่ยน’ เป็นหนึ่งในนั้น ปลาเค็มตัวนี้ไม่ปรารถนาอะไรมาก แค่กินอิ่มนอนหลับ เที่ยวเล่นเพลิดเพลิน ได้หายใจอย่างสงบสุขบนโลกใบนี้ก็พอ แต่ชีวิตไหนเลยจะง่ายดาย วันหนึ่งเธอตื่นขึ้นมาพบว่าตนอยู่ในร่างของ ‘เลี่ยนถิงเยี่ยน’ ศิษย์สาวแห่งสำนักบำเพ็ญเพียร เลี่ยนถิงเยี่ยนเป็นหนึ่งในร้อยสาวงามที่ถูกคัดเลือกให้ไปปรนนิบัติ ‘ท่านปรมาจารย์ซือหม่าเจียว’ ซึ่งกำลังจะออกจากการบำเพ็ญเพียรห้าร้อยปีอันยาวนาน ความจริงงานดูแลคนแก่ก็ไม่น่าจะหวือหวาอะไร พอจะกล้ำกลืนฝืนทำได้ ทว่า... ปรมาจารย์ขี้รำคาญนั่นดันชอบฆ่าคนเป็นงานอดิเรกเสียนี่ เอาไงดี ชีวิตแบบนี้มันไม่ใช่วิถีของปลาเค็มแล้ว!

บทนำ

วาสนาของปลาเค็ม: Gift for master

จากเรื่อง: 向师祖献上咸鱼

Fu Hua เขียน ห้องสมุด แปล

Author: 扶华 Fu Hua

Chinese edition copyright 北京晋江原创网络科技有限公司

Cover design by MoMi, Cover art: FuShu

Thai edition copyright Hongsamut.com Co., Ltd. ALL RIGHTS RESERVED

-------------------------------------------------------------------

ในโลกนี้มีคนหลายแบบ

แบบที่ชอบใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์ไปวันๆ อย่างที่สังคมเรียกว่าพวก ‘ปลาเค็ม’ ก็มีเยอะ

 

‘โจวเยี่ยน’ เป็นหนึ่งในนั้น

ปลาเค็มตัวนี้ไม่ปรารถนาอะไรมาก แค่กินอิ่มนอนหลับ เที่ยวเล่นเพลิดเพลิน

ได้หายใจอย่างสงบสุขบนโลกใบนี้ก็พอ

 

แต่ชีวิตไหนเลยจะง่ายดาย

วันหนึ่งเธอตื่นขึ้นมาพบว่าตนอยู่ในร่างของ ‘เลี่ยนถิงเยี่ยน’

ศิษย์สาวแห่งสำนักบำเพ็ญเพียร

 

เลี่ยนถิงเยี่ยนเป็นหนึ่งในร้อยสาวงามที่ถูกคัดเลือกให้ไปปรนนิบัติ

‘ท่านปรมาจารย์ซือหม่าเจียว’ ซึ่งกำลังจะออกจากการบำเพ็ญเพียรห้าร้อยปีอันยาวนาน

 

ความจริงงานดูแลคนแก่ก็ไม่น่าจะหวือหวาอะไร พอจะกล้ำกลืนฝืนทำได้

ทว่า... ปรมาจารย์ขี้รำคาญนั่นดันชอบฆ่าคนเป็นงานอดิเรกเสียนี่

เอาไงดี ชีวิตแบบนี้มันไม่ใช่วิถีของปลาเค็มแล้ว!

สารบัญ

1.นี่มันเรื่องบ้าบออะไรกัน?

          โจวเยี่ยนสัมผัสได้ว่าสถานการณ์ของตนตอนนี้ไม่ชอบมาพากลเท่าไรนัก

          เธอกำลังนั่งอยู่บนเบาะกลมสานในห้องที่ดูคร่ำครึ กลิ่นอายเซียนลอยละล่อง แต่งกายด้วยชุดกระโปรงชิงฉวิน สองมือประกบอยู่ในท่ามุทราดอกบัวเหมือนกำลังบำเพ็ญตน

          ...แต่ว่าเมื่อคืนเธอทำโอทีแก้แบบจนถึงเช้ามืดไม่ใช่เหรอพอกลับถึงบ้านแม้แต่น้ำก็ไม่ได้ผ่านตัวเลยสักหยด แค่เห็นเตียงก็ล้มตัวลงนอนหลับเป็นตาย แล้วมือขาวนุ่มนิ่มคู่นี้คืออะไร? ไม่ค่อยจะเหมือนมือของเธอเท่าไรเลย ขณะกำลังพิจารณามือเรียวงามดุจหยกที่วางพาดอยู่บนหน้าตัก ฉับพลันก็มีเสียงเคาะประตูดังแทรกขึ้นมา

          ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!

          โจวเยี่ยนสะดุ้งโหยง ลุกขึ้นอย่างลังเล เธอสูดหายใจลึกสามเฮือกเพื่อเตรียมตัวเตรียมใจก่อนจะค่อยๆ เดินไปเปิดประตู

          ด้านนอกมีชายอายุประมาณสามสิบกว่าคนหนึ่งยืนอยู่ เขาแต่งกายด้วยชุดนักพรตสีเขียวอมเทา ใบหน้าหล่อเหลาหมดจดพ้นโลกีย์ ทันใดนั้นเขาก็หัวเราะพร้อมเอ่ยขึ้น “ศิษย์น้องเลี่ยน อาจารย์เรียกเจ้าไปที่สวนไผ่จู๋ฉวี่โยวผู่”

          โจวเยี่ยนพลันคิดในใจ ศิษย์น้องเลี่ยน? อาจารย์? สวนไผ่จู๋ฉวี่โยวผู่? นี่มันเรื่องบ้าบออะไรกัน?

          หากเธอข้ามมิติมา ทำไมถึงไม่มีความทรงจำของเจ้าของเดิมอยู่เลย ไม่เห็นมีคำแนะนำสำหรับมือใหม่สักนิด

          กรี๊ด! ตายแน่!

          “เอ่อ...ศิษย์พี่?” โจวเยี่ยนลองเรียกหยั่งเชิงดูสักตั้ง

          ชายหนุ่มผู้นั้นเอ่ยอย่างใจดี “ศิษย์น้องตื่นเต้นงั้นหรือ? ไม่เป็นไร... อาจารย์เพียงต้องการกำชับเจ้าสองสามประโยคเท่านั้นรีบไปเถอะ”

          กล่าวจบเขาก็เตรียมตัวจากไปทันทีทว่าโจวเยี่ยนกลับรั้งตัวเอาไว้

          ชายหนุ่มเผยสีหน้าฉงน โจวเยี่ยนกัดฟันถามต่อ “ศิษย์พี่ช่วยพาข้าไปได้หรือไม่?”

          กระทั่งแผนที่ก็ไม่มีให้ศึกษา หากไม่มีคนนำทาง เธอจะหาที่นั่นเจอได้ไง!

          ชายหนุ่มกลับไม่มีท่าทีสงสัย นำทางเธอไปอย่างใจดียิ่ง

          “ศิษย์น้องเลี่ยนไม่ต้องกังวล ชิงกู่เทียนของพวกเราไม่เหมือนสถานที่อื่น ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องพวกนั้นหรอก”

          โจวเยี่ยนติดตามอยู่ด้านหลังพร้อมท่าทางตั้งใจฟัง บางคราวยังพยักหน้าหงึกหงักรับการสั่งสอนทั้งที่ความจริงภายในใจเต็มไปด้วยความสงสัย เขากำลังพูดเรื่องอะไรกัน ไม่เห็นจะเข้าใจเลยสักคำ!

          ระหว่างทางพบลูกศิษย์ที่สวมชุดแบบเดียวกันประปรายพอพวกนางเดินผ่านก็มักจะยิ้มน้อยๆ พร้อมผงกศีรษะให้ บางคนก็หันมาทักทายแล้วเรียกขานศิษย์น้องเลี่ยนกับศิษย์พี่ซู ยังมีลูกศิษย์ตัวจ้อยบางส่วนแต่งกายด้วยชุดสมถะเรียบง่ายที่พร้อมใจกันเรียกเธอว่าศิษย์พี่เลี่ยน

          โจวเยี่ยนสังเกตผู้คนพร้อมทั้งต้นไม้ใบหญ้าตลอดสองข้างทางที่เดินผ่าน ขณะเดียวกันสมองก็ประมวลผลออกมาสองสามคำอย่างรวดเร็ว---วิญญาณข้ามภพ บำเพ็ญเซียน สำนักใหญ่!

          ตายแน่! ตายแน่ๆ! ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของเธอคือการวาดภาพ ไม่ใช่การแสดง! แล้วตอนนี้จะทำยังไงดี หากเธอถูกเปิดโปงจะมีเรื่องน่ากลัวอะไรเกิดขึ้นบ้าง!

          ไม่ปล่อยให้โจวเยี่ยนได้มีเวลาคิดนาน ศิษย์พี่ซูก็พาเธอมาถึงด้านนอกทะเลไผ่ จากนั้นแสดงท่าทีเป็นเชิงบอกให้เธอเข้าไปเอง ครั้นเสร็จธุระเขาก็สะบัดชายเสื้อเดินจากไปอย่างสง่าผ่าเผย

          โจวเยี่ยนไม่มีทางเลือกทำได้แค่กัดฟันเดินต่อ สองเท้าก้าวไปบนเส้นทางสายเล็กของทะเลไผ่ ระหว่างทางมีซุ้มประตูที่ทำจากต้นไผ่ตั้งอยู่เป็นระยะ หลังจากเดินผ่านครบเก้าซุ้มก็เห็นหอหลังน้อยที่สร้างจากไม้ไผ่ตั้งอยู่ด้านใน

          ไม่มีป้ายแขวนบอกชื่อสถานที่เสียด้วย หมดกัน... แล้วที่นี่ใช่สวนไผ่จู๋ฉวี่โยวผู่หรือเปล่านะ? เธอเดินวนเวียนอยู่นอกประตูสักพัก ไม่นานก็มีเสียงคนตะโกนออกมาจากด้านใน

          “ศิษย์ถิงเยี่ยน เหตุใดจึงไม่เข้ามาเล่า?”

          อ้อ...เป็นที่นี่นี่เอง ตอนนี้โจวเยี่ยนพอจะสรุปได้คร่าวๆ แล้วว่าร่างนี้แซ่เลี่ยน ชื่อถิงเยี่ยน หลังจากเธอเดินเข้าไปด้านในก็เห็นชายหนุ่มอายุยี่สิบกว่าผู้หนึ่งหมุนกายกลับมา เขามองเธอด้วยสีหน้าเมตตาปรานีทั้งยังอ่อนโยนมาก

          โจวเยี่ยนเอ่ยขึ้น “...อาจารย์”

          หนุ่มฟ้อขนาดนี้เนี่ยนะ? เรื่องจริงเหรอ?

          ชายหนุ่มกล่าวออกมา “เจ้าเข้าสำนักมาสามเดือนแล้ว เหตุใดยังระมัดระวังกิริยาขนาดนี้อยู่อีกเล่า อาจารย์เคยบอกแล้วมิใช่หรือว่าเห็นเจ้าเป็นเหมือนบุตรสาวแท้ๆ เพียงเจ้าถือว่าอาจารย์เป็นบิดาก็ใช้ได้แล้ว ไฉนต้องเห็นเป็นคนอื่นคนไกล”

          โจวเยี่ยนชะงัก “...”

          เอาแบบนี้จริงเหรอ? ถึงนายจะอายุมากกว่า แต่บอกจะเป็นพ่อก็เป็นได้เลยงั้นเหรอ?

          ยิ่งพูดก็ยิ่งเผยพิรุธ โจวเยี่ยนจึงควักท่าไม้ตายที่เธอมักใช้รับมือกับญาติผู้ใหญ่ในช่วงตรุษจีนเป็นประจำออกมา---ยิ้มซะ! ขอแค่ไม่ใช่ปัญหาที่จำเป็นต้องตอบ แค่ยิ้มน้อยๆ อย่างขัดเขินก็ใช้ได้แล้ว

          จริงดังคาด...ท่านอาจารย์หนุ่มหล่อไม่ได้เผยท่าทีผิดปกติออกมา ทั้งยังเรียกเธอเข้าไปนั่งดื่มน้ำชาด้วยกันจากนั้นก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงแบบคุณครูประจำชั้นพูดคุยกับนักเรียน

          “ครั้งนี้ที่อาจารย์เรียกเจ้ามาเพราะเรื่องการคัดเลือกในอีกสามวันข้างหน้า เจ้าไม่จำเป็นต้องกังวลใจ ทุกสิ่งล้วนแล้วแต่วาสนา เดิมทีเจ้าก็เข้าสำนักล่าช้ากว่าผู้อื่น พลังบำเพ็ญจึงไม่สูง อีกทั้งลำดับอาวุโสยังต่ำสุด ครั้งนี้แปดมหาตำหนักล้วนคัดเลือกศิษย์ชั้นเยี่ยมเข้าร่วมชิงกู่เทียนของพวกเราแค่ไปสมทบให้ครบจำนวนเท่านั้น”

          โจวเยี่ยนเข้าใจทันที ตอนแรกเธอนึกว่าคุณครูประจำชั้นเรียกมาคุยให้คลายกังวลเรื่องผลสอบที่ไม่ค่อยน่าพอใจซะอีก หลังจากนั่งฟังชายหนุ่มสักพักก็ยังจับใจความได้บ้างไม่ได้บ้าง สุดท้ายอาจารย์หนุ่มหล่อก็เอ่ยกำชับ

          “สามวันให้หลัง อาจารย์จะไปส่งเจ้าด้วยตัวเอง เจ้าเตรียมตัวให้พร้อมแล้วกัน”

          โจวเยี่ยนเหลือบมองไปบนศีรษะของเขาแวบหนึ่ง เธอรู้สึกว่าตรงนั้นน่าจะมีม้วนกระดาษโบราณหรือเครื่องหมายตกใจอยู่ อาจารย์ผู้นี้ช่างเหมือน NPC* ที่ส่งมอบภารกิจจริงๆ

          หญิงสาวพยายามทบทวนความทรงจำขณะกลับห้องที่ตนฟื้นขึ้นมา จากนั้นก็ถอนหายใจพร้อมกับทึ้งผมบนศีรษะ การต้องมาสวมรอยเป็นคนอื่นช่างกดดันเหลือเกิน อยากจะตายเพื่อกลับไปโลกเดิมจริงๆ!

          ขณะที่เธอเอี้ยวคอไปโดยไม่ตั้งใจก็เหลือบเห็นกระจกบานหนึ่งตรงมุมห้อง โจวเยี่ยนพลันตะลึง ยกมือขึ้นลูบใบหน้าตัวเอง

          แม่เจ้า...นี่มันสาวสวยเริดจากไหนเนี่ย! ร่างนี้เป็นนางฟ้านางสวรรค์หรือไง กินอะไรเข้าไปถึงได้สวยขนาดนี้! เอาล่ะ ฉันไม่อยากตายแล้ว ถือเสียว่ามีชีวิตเพิ่มหนึ่งวันก็ได้กำไรหนึ่งวัน!

          ถึงยังไงก็ไม่รู้วิธีกลับไปอยู่ดี คงต้องสวมรอยเป็นเลี่ยนถิงเยี่ยนไปพลางๆ ก่อน

          อันที่จริงการสวมรอยเป็นเลี่ยนถิงเยี่ยนก็ไม่ได้ยากเย็นเท่าไร เพราะเธอสืบข้อมูลเบื้องต้นมาจากศิษย์คนอื่นๆ และลูกศิษย์ตัวจ้อยรอบข้างบ้างแล้ว อย่างเช่นนักพรตต้งหยางเจินเหรินเพิ่งรับนางเข้ามาในสำนักปีนี้ ไม่รู้จักมักจี่กับใคร พลังบำเพ็ญต่ำต้อยกว่าคนอื่น เพิ่งจะอยู่ขั้นฝึกลมปราณเท่านั้น เป็นคนที่มีสามแก่นพลังธาตุซึ่งถือว่ามีพรสวรรค์ระดับธรรมดาผู้หนึ่ง

          สำนักเกิงเฉินเซียนฝู่เป็นสำนักใหญ่อันดับหนึ่งของฝ่ายธรรมะในภพผู้บำเพ็ญ ได้ยินว่าสำนักนี้มีขนาดใหญ่ ลูกศิษย์มีมากมายจนนับไม่ถ้วน สำนักของนางมีชื่อว่าชิงกู่เทียน เป็นหนึ่งในสำนักย่อยของสำนักเกิงเฉินเซียนฝู่และอยู่ใต้อาณัติหนึ่งในแปดมหาตำหนักอีกทอด

          สรุปแล้วก็คือตอนนี้พลังบำเพ็ญของเธอต่ำต้อย ลำดับอาวุโสต่ำเตี้ย เป็นเพียงลูกกะจ๊อกเล็กๆ ในสำนักใหญ่แห่งนี้

          นอกจากนี้เธอยังสืบข่าวเมาท์มอยมาได้อีกเรื่อง ได้ยินมาว่าสาเหตุที่อาจารย์รับเลี่ยนถิงเยี่ยนไว้เป็นศิษย์นั้นเพราะว่าหน้าตาของนางคล้ายกับบุตรสาวของเขาที่เสียชีวิตไปเมื่อหลายสิบปีก่อน ดังนั้นเขาเลยเผื่อแผ่ความเอ็นดูมาให้นางที่เป็นศิษย์คนเล็กอย่างมาก พลอยทำให้ศิษย์พี่ทั้งหลายของชิงกู่เทียนดีต่อนางยิ่งขึ้นไปอีกและนางยังเป็นศิษย์หญิงเพียงหนึ่งเดียวในชิงกู่เทียนแห่งนี้อีกด้วย... ในที่สุดเธอก็เข้าใจแล้วว่าคำพูดที่อาจารย์เอ่ยก่อนหน้านี้หมายความว่ายังไง

          หากจะพูดถึงความเชื่อมโยง เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับเรื่องใหญ่อีกหนึ่ง ระยะนี้สำนักเกิงเฉินเซียนฝู่มีเรื่องใหญ่แค่เรื่องเดียวที่ไม่เพียงผู้คนภายในสำนักพากันพูดถึงเท่านั้น กระทั่งคนทั่วทั้งภพผู้บำเพ็ญตนยังให้ความสนใจอีกด้วย นั่นคือปรมาจารย์ผู้มีลำดับอาวุโสสูงสุดในสำนักเกิงเฉินเซียนฝู่ใกล้จะสิ้นสุดการเก็บตัวบำเพ็ญเพียรห้าร้อยปีแล้ว!

          ปรมาจารย์ชราท่านนี้มีชื่อว่าฉือฉางเต้าจวิน ความสูงส่งของลำดับอาวุโสนั้นเหนือกว่าเจ้าสำนักเกิงเฉินเซียนฝู่คนปัจจุบันอยู่หนึ่งขั้นซึ่งถือว่าเป็นอาจารย์อาของเจ้าสำนักนั่นเอง หากจะนำไปเทียบเคียงกับฮ่องเต้ในแดนมนุษย์ เขาก็คือองค์ไท่ช่างหวง* ไม่เพียงเท่านั้นคำว่าปรมาจารย์ของคนผู้นี้ยังแฝงอีกหนึ่งความหมาย มีนัยเป็นสองเท่าทวีคูณอีกด้วย!

          ได้ยินว่าเขาไม่เพียงลำดับอาวุโสสูงทว่าศักดิ์ฐานะยังพิเศษ นับตั้งแต่ก่อตั้งสำนักเกิงเฉินเซียนฝู่มาจนถึงปัจจุบันก็เป็นเวลายาวนานหลายแสนปี บูรพาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนักแซ่ซือหม่า ต่อมาผู้กุมอำนาจในทุกยุคทุกสมัยก็ล้วนแซ่ซือหม่าทั้งสิ้น และยังมีคนอีกหลายร้อยที่สามารถฝ่าด่านเคราะห์สำเร็จจนกลายเป็นเซียนขึ้นสู่สวรรค์ซึ่งกว่าครึ่งก็ล้วนแซ่ซือหม่า กระทั่งตอนนี้คนแซ่ซือหม่าคนสุดท้ายในสำนัก
เกิงเฉินเซียนฝู่ก็คือฉือฉางเต้าจวินผู้นี้นี่เอง

          ดังนั้นปรมาจารย์ที่อยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหารกำลังจะพ้นจากการเก็บตัวบำเพ็ญ นั่นไม่ใช่เรื่องใหญ่หรอกหรือ?

2.ข้าน่าจะได้ไป

          เพราะปรมาจารย์ท่านนี้ใกล้จะพ้นจากการเก็บตัว เหล่าผู้นำระดับสูงอย่างเจ้าสำนัก ผู้อาวุโส ตลอดจนบรรดาเจ้าตำหนักแห่งแปดมหาตำหนักจึงตัดสินใจเสนอบริการพิเศษให้ ซึ่งก็คือการคัดเลือกศิษย์ที่มีพรสวรรค์เป็นเลิศไปปรนนิบัติรับใช้ซึ่งไม่รู้ว่าใช้กฎเกณฑ์อะไรในการพิจารณาเพราะคนที่ได้รับการคัดเลือกกลับจำกัดเพียงแค่ศิษย์หญิงเท่านั้น ด้วยเหตุนี้เลี่ยนถิงเยี่ยนซึ่งเป็นศิษย์หญิงเพียงหนึ่งเดียวของชิงกู่เทียนจึงติดอยู่ในรายชื่อเพื่อรอการคัดเลือกด้วยเช่นกัน

          หวังว่าคงไม่ใช่การคัดเลือกสนมให้ฮ่องเต้กระมัง

 

          สามวันต่อมา

          อาจารย์ที่ดูอายุน้อยทว่าอายุจริงกลับปาเข้าไปสามร้อยกว่าก็ได้มาหาเธอแล้วพาไปส่งยังสนามคัดเลือกด้วยตนเอง ตอนนี้เลี่ยนถิงเยี่ยนถึงเพิ่งได้ประจักษ์อย่างแท้จริงว่าสำนักเกิงเฉินเซียนฝู่มีขนาดใหญ่เพียงใด อาจารย์พาเธอออกเดินทางด้วยการเหาะเหินเดินอากาศ ใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งชั่วยามจึงถึงที่หมาย สถานที่ที่ผ่านระหว่างทางได้ยินว่าเป็นเพียงเขตแดนเล็กๆ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสำนักเกิงเฉินเซียนฝู่เท่านั้น

          “สามสิบหกขุนเขาเซียนแห่งฉวีตงทอดยาวไปแปดพันแปดร้อยแปดสิบแปดลี้ ทั้งหมดล้วนเป็นเขตแดนของสำนักเกิงเฉินเซียนฝู่ทั้งสิ้น” ราวกับต้งหยางเจินเหรินสังเกตได้ว่าเลี่ยนถิงเยี่ยนกำลังคิดอะไรอยู่จึงอธิบายให้ฟัง

          “แน่นอนว่าสำนักของพวกเรามีขนาดใหญ่ มีศิษย์ระดับล่างจำนวนมากมาใช้ชีวิตอยู่ภายในเมืองใต้อาณัติเหล่านี้ คล้ายกับพสกนิกรในแว่นแคว้นของแดนมนุษย์”

          แม่เจ้า...ได้ความรู้เพิ่มขึ้นเยอะเลย

          ในที่สุดเลี่ยนถิงเยี่ยนก็เห็นลานขนาดมหึมาแห่งหนึ่ง เรียกได้ว่าเป็นพื้นที่ราบกว้างใหญ่ก็ว่าได้ มีเสาหยกหลายสิบต้นตั้งตระหง่านอยู่สองฟาก พระราชวังสูงเด่นเป็นสง่าตั้งอยู่ตรงกึ่งกลาง บริเวณนั้นมีศิษย์จำนวนไม่น้อยยืนเรียงรายเป็นระเบียบ และยังมีผู้คนทยอยมาต่อเนื่องไม่ขาดสาย บรรยากาศของงานดูยิ่งใหญ่อลังการ ทำเอาเลี่ยนถิงเยี่ยนถึงกับเกิดอาการใจฝ่อเลยทีเดียว

          ต้งหยางเจินเหรินทำตัวราวกับเป็นผู้ปกครองที่ส่งบุตรหลานเข้าสู่สนามสอบ หลังจากส่งตัวเธอจนถึงที่หมายแล้วก็มองด้วยสายตาเอ็นดูเหมือนให้กำลังใจก่อนจะล่าถอยออกไปรออีกด้าน ทิ้งเลี่ยนถิงเยี่ยนที่เพิ่งมาถึงกลืนหายไปท่ามกลางบรรดาสาวงาม

          เลี่ยนถิงเยี่ยนยืนอยู่มุมหนึ่ง สายตามองตรงไปข้างหน้า เธอรู้สึกเหมือนตนเองมาร่วมงานประกวดสาวงามเข้าแล้ว หากเป็นการประกวดสาวงามจริงคงได้มีการตบตีกันแน่ เพราะแต่ละคนล้วนงดงามราวกับเทพเซียน การจะคัดเลือกผู้ชนะจึงน่าจะตัดสินใจลำบากอยู่สักหน่อย เมื่อเธอมองนานเข้า ดวงตาก็เริ่มล้า เธอจึงก้มหน้าลงเพื่อพักสายตา

          คนที่อยู่ภายในลานแห่งนี้อย่างน้อยก็ต้องเป็นหมื่น เหล่าสาวงามแต่งกายด้วยชุดกระโปรงหลากสีสัน สนทนากันด้วยน้ำเสียงกระซิบกระซาบ ทันใดนั้นก็มีคนผู้หนึ่งเดินตรงมาหาเลี่ยนถิงเยี่ยน

          “ท่านผู้นี้ ไม่ทราบว่าเป็นศิษย์น้องจากสายใด?”

          ร้ายดีอย่างไรเธอก็เคยเป็นเบ๊ของบริษัทมาก่อน เรื่องสนทนาปราศรัยกับผู้อื่นนั้นยังคงคล่องแคล่วอยู่ เลี่ยนถิงเยี่ยนจึงชี้แจงอย่างมีมารยาท บอกว่าตนเป็นศิษย์ภายใต้สำนักของต้งหยางเจินเหรินแห่งชิงกู่เทียน

          สาวสวยที่ถามปิดปากหัวเราะ เผยแววตาดูแคลนออกมาวูบหนึ่ง

          “อ้อ... ไม่ใช่ศิษย์น้องแต่เป็นศิษย์หลานนี่เอง” จากนั้นอีกฝ่ายก็ไม่แยแสเธออีก ดูเหมือนเธอจะไม่เข้าตาเสียแล้ว

          เพียงเลี่ยนถิงเยี่ยนฟังผ่านหูคร่าวๆ ก็พบว่าสาวงามรอบด้านหากไม่ใช่พวกคุณสมบัติยอดเยี่ยมมีแก่นพลังธาตุเดี่ยวก็เป็นพวกแก่นพลังธาตุเดี่ยวพิเศษ หรือไม่ก็แก่นพลังธาตุคู่ชั้นเลิศ แต่ละคนล้วนเป็นอัจฉริยะที่ร้อยปีจะพานพบสักหนหรือสิบปีจะถือกำเนิดสักคนในภพผู้บำเพ็ญ ทว่าเวลานี้ทุกคนต่างแห่มารวมตัวกันอยู่ที่นี่จนหมดประหนึ่งเป็นผักกาดขาวกองมหึมากองหนึ่ง

          พวกนางส่วนมากรุ่นราวคราวเดียวกับต้งหยางเจินเหรินมีศักดิ์ฐานะสูงส่ง แน่นอนว่าย่อมดูแคลนเลี่ยนถิงเยี่ยนที่เป็นเพียงศิษย์ชั้นผู้น้อย ทว่าเนื่องจากใบหน้าของเธอน่ามอง ขนาดอยู่ท่ามกลางคนหมู่มากก็ยังดึงดูดสายตาคนอื่น ไม่เช่นนั้นพวกนางคงไม่มีทางเป็นฝ่ายรุกเข้ามาหาเรื่องพูดคุยด้วยเป็นแน่

          ดูเหมือนจะเป็นอย่างที่อาจารย์บอกจริงๆ เธอแค่มาร่วมงานพอเป็นพิธีเท่านั้น

          ตึง---!

          เสียงระฆังทรงพลังดังขึ้นหนึ่งครั้ง ลานที่เต็มไปด้วยเสียงพูดคุยก่อนหน้าพลันเงียบลง จากนั้นก็ปรากฏลำแสงห้าสีห้าสายพุ่งจากท้องฟ้าลงมาหน้าตำหนักเหนือลานแล้วกลายเป็นคนห้าคน เนื่องจากเลี่ยนถิงเยี่ยนอยู่ไกลเกินไปจึงเห็นรูปร่างหน้าตาของพวกเขาไม่ชัดเจน รู้เพียงบนร่างของคนเหล่านี้ล้วนมีราศีพิเศษ มีความน่าเกรงขามที่ทำให้ผู้คนไม่กล้ามองตรงๆ

          หรือนี่จะเป็นเจ้าตำหนักที่คนพูดถึง

          “มาถึงห้าท่าน!”

          “จริงด้วย หลายปีก่อนมีอสูรร้ายออกอาละวาด ตอนนั้นมีเจ้าตำหนักปรากฏตัวเพียงสี่ท่านเท่านั้น ทำไมวันนี้เพียงเพื่อคัดเลือกคนแค่ไม่กี่คน เจ้าตำหนักกลับมาปรากฏตัวถึงห้าท่าน! ดูเหมือนเหล่าผู้อาวุโสจะให้ความสำคัญกับการคัดเลือกในครั้งนี้จริงๆ”

          เลี่ยนถิงเยี่ยนเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ ได้ยินบรรดาสาวงามข้างกายแอบพูดคุยเบาๆ ด้วยน้ำเสียงประหลาดใจแฝงความตื่นเต้น

          เหนือบันไดสูงด้านบน ผู้เฒ่าคนหนึ่งเริ่มพูดขึ้น “วันนี้พวกข้าจะคัดเลือกคนหนึ่งร้อยคนจากบรรดาศิษย์ที่อยู่ ณ ที่นี้ หลังฉือฉางเต้าจวินสิ้นสุดการเก็บตัวบำเพ็ญ คนที่ได้รับการคัดเลือกให้ตรงไปปรนนิบัติรับใช้ทันที”

          หลังผู้เฒ่าเอ่ยต่ออีกสองสามประโยค ผู้คนรอบด้านก็ลงมือปล่อยลำแสงนับหมื่นสายพร้อมกัน ร่างของทุกคนที่อยู่ในลานพลันปกคลุมด้วยแสงสว่าง บนร่างของเลี่ยนถิงเยี่ยนก็มีเช่นเดียวกัน ทว่าเพียงชั่วครู่แสงสว่างเหล่านั้นก็ทยอยดับไป ภายในลานผู้ที่แสงสว่างไม่มอดดับมีเพียงหนึ่งร้อยคนเท่านั้นและนี่คือคนที่บรรดาเจ้าตำหนักได้เลือก

          เลี่ยนถิงเยี่ยนรู้สึกงุนงงท่ามกลางแสงสว่าง

          ไหนตกลงกันว่าแค่มาร่วมพอเป็นพิธี แล้วทำไมเธอถึงถูกเลือกได้ล่ะ!

 

          ในเมื่อถูกเลือกแล้ว เจ้าก็ทำใจให้สบายเถิด

          ต้งหยางเจินเหรินปลอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

          “แม้อาจารย์จะไม่เคยพบฉือฉางเต้าจวินมาก่อน ทว่าเพียงได้ยินฉายาทางธรรมก็คิดว่าเขาน่าจะเป็นผู้อาวุโสที่ใจกว้างโอบอ้อมอารีผู้หนึ่ง เพียงเจ้าปฏิบัติตามหน้าที่อย่างเคร่งครัด ไม่ว่าเรื่องใดอย่าได้ดึงดันเสนอหน้าก็ถือว่าใช้ได้แล้ว”

          ไหนๆ เรื่องราวก็เกิดขึ้นแล้วคงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ เลี่ยนถิงเยี่ยนจึงควักเอาจิตวิญญาณของพนักงานออฟฟิศในยุคใหม่ออกมา

          เลิกคิดมาก! มองทุกอย่างแบบปลงตก ชีวิตคนเราย่อมไม่มีอุปสรรคอะไรที่ก้าวข้ามไม่ได้ แต่ถ้ามีแค่หลับตานอนก็หมดเรื่อง ไม่ว่าจะนอนที่จุดหมายปลายทางหรือนอนที่จุดออกสตาร์ตก็ถือเป็นการนอนเหมือนกัน วันใดที่มองทะลุอุปสรรคแล้ว ไม่ว่าเรื่องไหนก็ไม่นับว่าเป็นปัญหาอีก

          เลี่ยนถิงเยี่ยนพบว่าแทบจะทุกคนภายในสำนักสนใจและรอคอยช่วงเวลาที่ท่านปรมาจารย์จะสิ้นสุดการเก็บตัวบำเพ็ญชิงกู่เทียนซึ่งถูกผู้คนมองข้ามมานาน เมื่อมีเธอปรากฏตัวขึ้นมา บรรยากาศก็เริ่มครึกครื้นราวกับโรงเรียนมัธยมในอำเภอบ้านนอกที่มีคนสอบติดมหาวิทยาลัยด้วยคะแนนสูงสุดอันดับหนึ่งของมณฑล

          คนมากมายไม่เข้าใจว่าทำไมเลี่ยนถิงเยี่ยนถึงเป็นผู้ที่ถูกเลือก หากจะว่ากันตามหลักการศิษย์หญิงที่ตกรอบมากมายล้วนแล้วแต่ยอดเยี่ยมกว่าเธอทั้งนั้น อย่าว่าแต่พวกเขาที่ไม่เข้าใจเลย กระทั่งตัวเธอเองก็ไม่เข้าใจเช่นกันว่าทำไมถึงถูกเลือกได้ ตอนนั้นเธออยู่ท่ามกลางแสงสว่างอย่างมึนๆ งงๆ เหล่าศิษย์พี่หญิงและศิษย์น้องหญิงที่มาสืบข่าวก็พากันผิดหวังกลับไป

          “ได้ยินว่าสำนักป๋ายตี้ชานกับสำนักชื่อสุ่ยยวนก็ส่งคนมาร่วมพิธีพ้นการเก็บตัวบำเพ็ญของฉือฉางเต้าจวินด้วย”

          “ไม่เพียงสำนักป๋ายตี้ชานกับสำนักชื่อสุ่ยยวนเท่านั้น พวกสำนักใหญ่น้อยใดบ้างที่ไม่คิดจะเข้าร่วม แต่ก็ต้องดูด้วยว่าตนเองมีคุณสมบัติเพียงพอหรือไม่ ข้าได้ยินว่าพิธีฉลองการสิ้นสุดการเก็บตัวบำเพ็ญครั้งนี้ไม่อนุญาตให้คนนอกเข้าร่วม ผู้ที่สามารถไปยังเขาซานเซิ่งชานเพื่อต้อนรับฉือฉางเต้าจวินได้มีแค่คนในสำนักเกิงเฉินเซียนฝู่ของพวกเราอย่างเช่น ท่านเจ้าตำหนัก เจ้าแดนอาศรม ตลอดจนเจ้าสาขาเท่านั้น คนอื่นได้แต่รอที่เชิงเขา ส่วนคนจากพรรคอื่นสำนักอื่นยิ่งไม่อาจเข้าใกล้”

          “งั้นศิษย์พี่เลี่ยนก็น่าจะไปได้กระมัง นางเป็นถึงหนึ่งในศิษย์ร้อยคนที่ถูกคัดเลือกให้ไปปรนนิบัติฉือฉางเต้าจวินเลยเชียว” พอศิษย์ตัวจ้อยเอ่ยถึงเรื่องนี้ขึ้นมา สายตาทุกคู่พลันมองไปที่เลี่ยนถิงเยี่ยนด้วยความอิจฉาแวบหนึ่ง

          เลี่ยนถิงเยี่ยนพยักหน้าหงึกๆ ท่ามกลางสายตาคาดหวังของพวกเขา “ถูกต้อง ข้าน่าจะได้ไป”

          “ไม่รู้ว่าฉือฉางเต้าจวินเป็นคนเช่นไร ข้าก็อยากเห็นเช่นกัน เสียดายที่พวกเราเป็นเพียงศิษย์รุ่นเยาว์ เลยได้แต่อยู่ด้านนอกรับรองแขก ไม่มีคุณสมบัติได้เห็นฉือฉางเต้าจวินด้วยตาตนเองสักครั้ง”

          “ศิษย์พี่เลี่ยน หากว่าท่านเห็นเขาแล้วต้องมาเล่าให้พวกเราฟังด้วยนะ”

          “ได้เลย” เลี่ยนถิงเยี่ยนตกปากรับคำทันที อันที่จริงจากการวิเคราะห์ของเธอ ปรมาจารย์ผู้นั้นคงจะเป็นตาแก่ผมขาวโพลนหนวดเครายาวเฟื้อยตามอายุ หรือไม่หากพิจารณาจากฉายาทางธรรมก็น่าจะเป็นผู้ที่มีสีหน้าเมตตาปรานี หน้าผากกว้าง ใบหูหนาเหมือนพระโพธิสัตว์ ไม่แน่ว่าตรงกลางหว่างคิ้วอาจจะมีไฝแดงชาดอยู่เม็ดหนึ่งด้วยซ้ำ

          พอถูกคนถามมากเข้า เธอก็รู้สึกเหมือนตนเองกำลังจะไปพบผู้นำระดับประเทศ ในใจเริ่มเกิดความคาดหวังขึ้นมาทีละน้อย ช่างดูมีหน้ามีตาเกินไปแล้ว

3.พวกเจ้าต้องตายทั้งหมด

          ในโลกของผู้บำเพ็ญตนที่มีทั้งภูตผีปีศาจและเทพเซียนแห่งนี้ การมีตัวตนอยู่บนจุดสูงสุดของพลังอำนาจได้แสดงว่าศักดิ์ศรีและหน้าตาของฉือฉางเต้าจวินย่อมต้องใหญ่ยิ่ง!

         

          ในที่สุดก็ถึงวันที่ฉือฉางเต้าจวินสิ้นสุดการเก็บตัวบำเพ็ญเสียที

          บรรยากาศทั่วทั้งสำนักเกิงเฉินเซียนฝู่เต็มไปด้วยความคึกคัก

          ตั้งแต่เช้าตรู่เลี่ยนถิงเยี่ยนก็เห็นทางทิศตะวันออกมีกลุ่มเมฆเรืองรองสีสันงดงามตระการตากำลังเคลื่อนคล้อย นั่นไม่ใช่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่เกิดจากบรรดาศิษย์ภายในสำนักเกิงเฉินเซียนฝู่อาศัยของวิเศษมาบงการให้กลุ่มเมฆเคลื่อนที่จนก่อเกิดเป็นทัศนียภาพอันวิจิตร การจะทำปรากฏการณ์บนท้องฟ้าให้ยิ่งใหญ่แบบนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย คงมีเพียงสำนักเกิงเฉินเซียนฝู่ที่มือเติบถึงกับส่งศิษย์มากมายมาทำสเปเชียลเอฟเฟกต์เพื่อกระตุ้นบรรยากาศให้คึกคัก

          บนท้องฟ้ามีกระเรียนเซียนขนาดมหึมาตลอดจนมวลหมู่วิหคอันงดงามบินผ่านตลอดเวลา พวกมันทำหน้าที่รับส่งแขกเหรื่อและศิษย์จากสำนักอื่นที่มาร่วมชมพิธีเฉลิมฉลองอันยิ่งใหญ่

          ส่วนกระแสอากาศที่เคลื่อนตัวดุจเมฆหมอกล้วนมาจากไอทิพย์ที่ผนึกตัวรวมกันจนจับต้องได้ เนื่องจากบรรดาผู้อาวุโสได้เปิดชีพจรชีวิตแห่งพสุธา ทำให้พลังปราณที่อยู่ภายใต้สำนักเกิงเฉินเซียนฝู่
พวยพุ่งออกมาจนก่อเกิดหมอกทิพย์ พืชพรรณสมุนไพรวิเศษที่ถูกอาบไล้ด้วยหมอกทิพย์ล้วนส่งกลิ่นหอม ขณะเดียวกันผู้คนที่อาบไล้หมอกทิพย์ก็จะรู้สึกว่าร่างกายเบาสบายดั่งรูขุมขนทั่วทั้งตัวเปิดออก

          เลี่ยนถิงเยี่ยนมาถึงที่นี่หลายวันแล้วทว่าเธอกลับไม่รู้ว่าจะบำเพ็ญอย่างไร ยามอาบไล้อยู่ท่ามกลางหมอกทิพย์เหล่านี้ เธอก็ต้องพบกับความประหลาดใจเพราะร่างกายเริ่มดูดซับพลังชีวิตอันอ่อนโยนพวกนี้อย่างเป็นธรรมชาติ ตลอดทั้งร่างอุ่นสบาย สมองก็แจ่มใสขึ้นเป็นครั้งแรกที่เธอรู้สึกว่าการบำเพ็ญเป็นสิ่งที่สุดยอด

          แต่น่าเสียดายที่เธอไม่อาจบำเพ็ญแบบนี้ไปได้ตลอด เธอในฐานะคนรุ่นใหม่ใต้ธงแดง...ไม่ใช่สิ ในฐานะผู้ที่ได้รับคัดเลือกให้ไปปรนนิบัติรับใช้ ก่อนจะไปยังเขาซานเซิ่งชานจำเป็นต้องไปพบท่าน
เจ้าสำนักเพื่อฟังการอบรมเสียก่อน

          ชุดที่เธอสวมใส่อยู่ขณะนี้ไม่ใช่ชุดที่เป็นแบบเดียวกันทั้งชิงกู่เทียน แต่เป็นชุดกระโปรงสีขาวที่แจกจ่ายมาให้เหล่าศิษย์หญิงหนึ่งร้อยคนสวมใส่

          ยังคงเป็นอาจารย์ที่พาเธอไปยังจุดรวมพล ตลอดหลายวันมานี้เธอเห็นได้ว่าบรรดาศิษย์พี่ต่างรู้สึกเป็นเกียรติและมีหน้ามีตาร่วมไปด้วย แต่เธอกลับมองอาจารย์ไม่ออกว่าเขาตื่นเต้นยินดีหรือเปล่า
หลังจากพาเธอไปส่งยังตำหนักใหญ่ซึ่งเป็นสถานที่รวมพลแล้ว เขาก็หันมากำชับอย่างกังวลอีกหลายประโยคว่าอย่าได้เพาะความแค้นกับผู้อื่น แม้เขาจะไม่ใช่บิดาผู้ให้กำเนิดแต่กลับห่วงใยเธอยิ่งกว่าบิดาแท้ๆ ซะอีก

          ตำหนักใหญ่ที่เลี่ยนถิงเยี่ยนเพิ่งมาถึงเป็นตำหนักที่อลังการที่สุดเท่าที่เธอเคยพบมา โดมโค้งสูงแกะสลักภาพนูนของเหล่าเซียนนับไม่ถ้วนทั้งยังตกแต่งด้วยอัญมณีหลากสีและประดับด้วยภาพจิตรกรรม ทำเอาผู้คนที่ได้เห็นรู้สึกละลานตา โคมทองรูปกระเรียนสวรรค์ขนาดสูงกว่าคนสองสามเท่าตั้งอยู่ข้างเสาหยกลายเมฆา พื้นเงาวับจนสะท้อนเงาคนได้ ไม่รู้ว่าใช้อะไรปูพื้นจึงดูหนาหนักทั้งยังแข็งแกร่งทนทาน สะท้อนแสงไฟจากโคมที่ส่องสว่างอยู่ภายในตำหนักประหนึ่งเป็นโลกอีกใบในกระจก

          คนที่ตื่นตาตื่นใจกับสภาพรอบด้านเหมือนเลี่ยนถิงเยี่ยนยังมีอยู่อีกจำนวนหนึ่ง ทว่าพวกนางล้วนเก็บสีหน้าอย่างรวดเร็ว ยืนด้วยท่วงท่าสง่างามอยู่กลางตำหนัก ตอนนี้เองที่เหนืออาสนะรูปดอกบัวซึ่งตั้งอยู่เบื้องสูงพลันมีเงาคนพร่าเลือนหลายร่างทยอยปรากฏขึ้น ร่างจริงของบรรดาท่านผู้ยิ่งใหญ่ไม่ได้มาแต่ใช้การฉายร่างแยกแทน

          เลี่ยนถิงเยี่ยนพลันนึกในใจ วิดีโอคอนเฟอเรนซ์งั้นหรือ ใช้ได้เลย!

          น้ำเสียงของเจ้าสำนักผู้ลึกลับซึ่งอยู่ตรงกลางนั้นเข้มงวดยิ่ง “ในเมื่อพวกเจ้ามาชุมนุมกันที่นี่ครบแล้ว ข้ามีบางอย่างที่อยากกำชับพวกเจ้าไว้ซึ่งเมื่อพ้นประตูบานนี้ไปไม่อาจเอ่ยกับผู้ใดได้อีก”

          “หลังจากฉือฉางเต้าจวินพ้นการเก็บตัวบำเพ็ญ พวกเจ้าจะถูกส่งเข้าไปในเขาซานเซิ่งชาน หลังจากเข้าไปแล้วจะต้องทำให้ฉือฉางเต้าจวินโปรดปรานให้จงได้ หากผู้ใดสามารถทำได้ ไม่เพียงจะได้รางวัลที่เอ่ยไว้ก่อนหน้านี้ ยังมีผลประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายเป็นร้อยเท่าติดตามมา กระทั่งสาขาย่อยที่เจ้าสังกัดอยู่ก็จะได้รับเกียรติสูงสุดไปด้วย ทว่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกี่ยวกับฉือฉางเต้าจวิน พวกเจ้าต้องมารายงานอย่างละเอียด”

          เลี่ยนถิงเยี่ยนเอะใจ...คำพูดพวกนี้แปลกประหลาดเกินไปหรือเปล่า

          “ฉือฉางเต้าจวินไม่ใช่คนธรรมดา พวกเจ้าต้องทุ่มเทปรนนิบัติรับใช้อย่างระมัดระวังและรอบคอบ อย่าทำให้ท่านบันดาลโทสะเป็นอันขาด! มิเช่นนั้นต้องตายสถานเดียว!”

          เลี่ยนถิงเยี่ยนชักเริ่มเครียดขึ้นมาแล้ว อะไรกัน...ก่อนหน้านี้พวกเขาบอกว่าคนผู้นั้นเป็นปรมาจารย์ชราผู้อ่อนโยนไม่ใช่เหรอ ทำไมตอนนี้ถึงบอกว่าอาจมีอันตรายถึงชีวิตได้ล่ะ!

          น่าเสียดายที่ต่อให้เธอจะหวาดกลัวเพียงใดก็ถอยหลังไม่ได้แล้ว พอท่านเจ้าสำนักสั่งสอนจบก็สะบัดแขนเสื้อพาผู้คนทั้งหลายออกจากตำหนักใหญ่มุ่งหน้าไปยังเขาซานเซิ่งชานอย่างรวดเร็ว

          กระบวนท่าในแขนเสื้อของเขาช่างมหัศจรรย์มาก พริบตาเดียวก็สามารถพาคนเป็นร้อยเดินทางมาไกลเกินร้อยลี้ เลี่ยนถิงเยี่ยนรู้สึกว่าเบื้องหน้าดับมืดไปวูบหนึ่ง พอลืมตาขึ้นอีกครั้งก็ยืนอยู่ในสถานที่
อีกแห่งแล้ว

          “นี่คือเขาซานเซิ่งชานงั้นรึ?”

          ผู้ที่อยู่ข้างกายเธอไม่รู้ว่าเป็นศิษย์พี่หรืออาจารย์ป้ากันแน่ เวลานี้นางกำลังจ้องมองไปยังเขาที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้าด้วยท่าทางตื่นเต้นจนแทบจะเป็นลม ทำเอาเลี่ยนถิงเยี่ยนพลอยเครียดไปด้วยกลัวว่านางจะหายใจไม่ทันจนสลบไปจริงๆ

          เขาซานเซิ่งชานที่อยู่ตรงหน้าเป็นขุนเขาศักดิ์สิทธิ์ที่ลึกลับที่สุด อีกทั้งยังมีความหมายและความพิเศษอย่างมาก กระทั่งเทือกเขาหลักจู่เฟิงไท่เสวียนของเจ้าสำนักก็เทียบไม่ติด ได้ยินว่าสาเหตุที่เขา
ซานเซิ่งชานมีสมญานามว่าเขาสามศักดิ์สิทธิ์เป็นเพราะผู้ศักดิ์สิทธิ์สามท่านแรกในตำนานของสำนักเกิงเฉินเซียนฝู่ล้วนบำเพ็ญอยู่บนเขาลูกนี้ก่อนจะสำเร็จเป็นเซียนเหาะขึ้นสู่สวรรค์

          เนื่องจากฉือฉางเต้าจวินปิดประตูบำเพ็ญตน ทั่วทั้งเขาซานเซิ่งชานจึงถูกปิดเป็นเวลาห้าร้อยปี ไม่มีผู้ใดสามารถเข้าไปได้

          เวลานี้ข้างหน้าเธอคือเขาซานเซิ่งชานที่เปล่งแสงศักดิ์สิทธิ์เลือนรางท่ามกลางเมฆหมอก ในขณะที่ข้างหลังเต็มไปด้วยฝูงชนดำทะมึนซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสานุศิษย์ที่มีหน้ามีตาในสำนักเกิงเฉินเซียนฝู่ทั้งสิ้น ทุกคนอดทนรอคอยอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย และยังมีกลุ่มคนที่อยู่กลางท้องฟ้าซึ่งล้วนเป็นเหล่ายอดฝีมือชั้นเลิศของสำนักเกิงเฉินเซียนฝู่กำลังยืนรวมกับบรรดาเจ้าสำนักและเจ้าตำหนัก เงาร่างเหล่านั้นล้วนมองเห็นใบหน้าไม่ชัดทว่าแต่ละคนต่างก็กำลังรอคอยเช่นเดียวกัน

          ดูไปแล้วภาพที่เห็นคล้ายกับการสวนสนามเพื่อแสดงแสนยานุภาพ หรือไม่ก็คล้ายกับเรื่องไซอิ๋วที่เธอเคยดูตอนเด็กเหล่าทัพฟ้าพาขุนพลสวรรค์มาเป็นโขยง ยืนอยู่ท่ามกลางก้อนเมฆสิบกว่าชั้น รอคอยเจ้าวานรซุนหงอคง

          ความคิดนี้ทำเอาเลี่ยนถิงเยี่ยนรู้สึกขบขันขึ้นมา เวลาเครียดจินตนาการของเธอจะบรรเจิดเป็นพิเศษ มักอดคิดถึงฉากพวกนั้น
ไม่ได้

          ตึง---ตึง---ตึง!

          ภายใต้สายตาจับจ้องอันร้อนแรงของผู้คนนับแสนกลางเขาซานเซิ่งชาน จู่ๆ ก็มีเสียงระฆังหนักหน่วงดังขึ้น ทันใดนั้นผืนพสุธาก็สั่นคลอน ขุนเขาสะเทือนราวกับมีคลื่นที่มองไม่เห็นแผ่ขยายออกไปทั่วทุกทิศ

          เลี่ยนถิงเยี่ยนยืนค่อนไปทางด้านหน้า เธอรู้สึกคล้ายกับสมองมึนงงไปวูบหนึ่ง จมูกร้อนวาบก่อนที่เลือดกำเดาจะไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว

          “...บ้าชะมัด เลือดออกแล้ว”

          ทว่าเธอไม่ใช่คนที่มีสภาพย่ำแย่ที่สุด เพราะเจ้าสำนักผู้สูงส่งกลุ่มนั้นต่างหากที่มีสภาพย่ำแย่กว่า เพียงเห็นลำแสงสายหนึ่งเฉียดผ่านไป พวกเขาต่างก็ร้องเสียงหลง เหาะถอยไปด้านหลังกันจนหมด มีเพียงสองคนที่ยืนโงนเงนแล้วร่วงลงมาตรงหน้าขบวนของศิษย์หญิงร้อยคน เลี่ยนถิงเยี่ยนเห็นชายวัยกลางคนที่คล้ายจะเป็นเจ้าสำนักกระอักโลหิตออกมา เขาคุกเข่าลงเบื้องหน้าพร้อมกับตะโกนขึ้น

          “ท่านอาจารย์อาโปรดระงับโทสะด้วย!”

          ในเมื่อเจ้าสำนักคุกเข่าลงแล้ว คนอื่นยังจะกล้าไม่คุกเข่าอีกหรือ แม้ไม่รู้ว่าทำไมท่านปรมาจารย์ถึงมีท่าทีคล้ายจะอาละวาดทว่าคนรอบด้านก็พากันคุกเข่าลงแล้วเปล่งเสียงพร้อมเพรียงกัน

          “ท่านปรมาจารย์โปรดระงับโทสะด้วย”

          เมื่อคนจำนวนมากตะโกนย่อมสั่นสะเทือนไปทั่วทุกทิศ ทว่าต่อให้เป็นเช่นนี้ผู้คนทั้งหลายก็ยังได้ยินเสียงแค่นหัวเราะอันเยือกเย็นชัดเจน...เป็นเสียงแค่นหัวเราะที่เปี่ยมไปด้วยความไม่สบอารมณ์และความกราดเกรี้ยวอำมหิต

          “รอข้าออกไปได้ พวกเจ้าต้องตายทั้งหมด”

          ดูเหมือนจะเป็นเสียงของปรมาจารย์ชราแห่งเขาซานเซิ่งชานคนนั้น

          “...” เลี่ยนถิงเยี่ยนชะงัก

4.ใครก็ได้ช่วยที!

          ไม่ใช่แล้ว...พวกนายแน่ใจหรือว่าคนที่ออกจากการเก็บตัวบำเพ็ญคือปรมาจารย์ของฝ่ายธรรมะ ไม่ใช่คนจากพรรคมาร? ปรมาจารย์ของพวกนายพอเอ่ยปากก็หมายจะเอาชีวิตคนเลยนะ คำว่า ‘ฉือ’ ของฉือฉางเต้าจวินผู้นี้คงไม่ใช่ ‘ฉือ’ ที่แปลว่าอ่อนโยนมีเมตตาเสียแล้ว!

          ไม่เพียงเลี่ยนถิงเยี่ยนที่ตกอยู่ในอาการลนลาน เจ้าสำนักและเจ้าตำหนักหลายคนตลอดจนเจ้าแดนอาศรมที่มีอาวุโสก็แตกตื่นลนลานกันใหญ่ แม้เหล่าสานุศิษย์จะไม่รู้ว่าทำไมปรมาจารย์ถึงได้ดุร้ายปานนี้ทว่าพวกเขาที่เป็นคนเฒ่าคนแก่มีอายุขัยหลายพันปีย่อมรู้สาเหตุดี

          เวลาก็ผ่านไปห้าร้อยปีแล้ว ปรมาจารย์ผู้นี้ไม่เพียงไม่สงบลงแต่กลับยิ่งน่ากลัวขึ้นไปอีก! เรื่องนี้หากไม่แก้ไข เกรงว่าสำนักเกิงเฉินเซียนฝู่ที่เป็นสำนักใหญ่สืบทอดมาหลายแสนปีคงได้สิ้นสุดลงในมือของรุ่นพวกเขา ถึงตอนนั้นพวกเขายังจะมีหน้าไปพบบรรพบุรุษได้อย่างไร

          ยามนี้เจ้าสำนักไม่อาจสนใจอย่างอื่น โทสะของปรมาจารย์รุนแรงกว่าที่พวกเขาจินตนาการเอาไว้มาก เขาได้แต่นึกถึงผลลัพธ์เลวร้ายที่สุดที่กำลังจะเกิดในอนาคตอันใกล้

          “อาจารย์อา ห้าร้อยปีก่อนหลังจากท่านปิดประตูบำเพ็ญได้ไม่นาน ท่านอาจารย์ผู้เฒ่าก็สิ้นอายุขัยลาจากโลกไป ก่อนท่านผู้เฒ่าจะเสียชีวิตได้ทิ้งจดหมายไว้ให้ท่านหนึ่งฉบับ หวังว่าจะสามารถมอบต่อหน้าอาจารย์อาได้” เจ้าสำนักคุกเข่าลงบนบันไดเบื้องหน้าเขาซานเซิ่งชานอย่างนอบน้อม ไร้ความน่าเกรงขามเฉกเช่นยามอยู่ต่อหน้าสานุศิษย์ทั้งหลายก่อนหน้านี้

          ทว่าตอนนี้คนทั้งหมดไม่ว่างมาสนใจเรื่องนี้แล้ว พวกเขาต่างเงี่ยหูฟังความเคลื่อนไหวของท่านปรมาจารย์อย่างตั้งใจ

          ท่านปรมาจารย์คล้ายจะแค่นเสียงหัวเราะอย่างเย็นชาออกมาอีกครั้งจากนั้นก็เอ่ยว่า “เข้ามา”

          เจ้าสำนักลุกขึ้นเดินเข้าไปท่ามกลางสายหมอกของเขาซานเซิ่งชาน ทิ้งบรรดาศิษย์ที่ได้แต่แหงนหน้ามองไว้ด้านนอกขณะเดียวกันเลี่ยนถิงเยี่ยนก็กำลังขบคิดว่าน้ำเสียงของปรมาจารย์ชราผู้นี้ไม่เหมือนเสียงคนแก่เลยสักนิด น้ำเสียงราวกับยังหนุ่มแน่น เพียงแต่ประโยคที่พูดออกมาออกจะโหดร้ายมากไปหน่อย

          ผ่านไปไม่นานจู่ๆ สายหมอกก็สลายไป โฉมหน้าที่แท้จริงของเขาซานเซิ่งชานพลันปรากฏอยู่เบื้องหน้าทุกคน

          เขาซานเซิ่งชานถูกปิดตายมานานถึงห้าร้อยปี บรรดาศิษย์ที่อายุยังน้อยจึงไม่เคยเห็นหน้าตาที่แท้จริงของเขาซานเซิ่งชานมาก่อน ยามนี้พอได้เห็นแต่ละคนจึงจ้องมองจนตาค้าง บนเขาซานเซิ่งชาน
อันใหญ่โตไม่มีต้นไม้ใบหญ้าอยู่เลย ทั่วทุกที่ถูกปูทับด้วยศิลาหยกรูปแบบพิสดารหลากหลาย เมื่อมองแวบแรกคล้ายจะเป็นภาพเดียวกัน ทว่าพอมองให้ละเอียดเหมือนเป็นวงแหวนเวทครอบคลุมอยู่นับไม่ถ้วน

          บนยอดเขามีตำหนักรูปวงกลมสูงต่ำเรียงรายสลับกันไปโอบล้อมเจดีย์สูงที่ตั้งอยู่ตรงใจกลางเอาไว้ หลังคามุงกระเบื้องทองคำ กำแพงสีแดงชาด ดูแล้วหรูหราอลังการอย่างยิ่ง ทว่ารอบตำหนักกลับมีเหล็กกล้าสีดำเมี่ยมเป็นร้อยต้นตั้งตระหง่าน บนนั้นผูกโซ่สีดำขนาดมหึมามัดเจดีย์ตรงกลางไว้แน่นหนา เหนือเจดีย์มีป้ายหยกที่เขียนด้วยอักขระเวทว่า ‘ผนึก’ ตัวมหึมาลอยอยู่ ดูจากสภาพแล้วราวกับกำลังพันธนาการบางสิ่งที่น่ากลัวเอาไว้ ไม่เหมือนสถานที่เก็บตัวฝึกบำเพ็ญเลยสักนิด คล้ายเขา ‘หวู่สิงชาน’ ที่สยบซุนหงอคงมากกว่า

          ในที่สุดเลี่ยนถิงเยี่ยนก็เข้าใจแล้ว เธอมองบรรดาสาวงามที่ยืนอยู่ข้างกายก่อนจะรู้สึกเครียดมากขึ้น ในเมื่อปรมาจารย์ท่านนี้เป็นเทพวานร แล้วทำไมพวกเขาถึงไม่ไปหาพระถังซัมจั๋งหรือองค์ยูไลมาล่ะ ดันไปควานเอานางมารกระดูกขาว ปีศาจอสรพิษ องค์หญิงนกยูงเป็นโขยงมาทำไม หรือคิดจะนำตัวพวกเธอมาเซ่นปรมาจารย์เพื่อระงับเพลิงโทสะกัน?

          เลี่ยนถิงเยี่ยนคิดว่าตัวเองเริ่มคาดเดาเรื่องที่พูดไม่ได้บางอย่างออกแล้ว

          ใครก็ได้ช่วยที!

 

          บรรดาศิษย์หลานของสำนักเกิงเฉินเซียนฝู่ต่างตกอยู่ในสภาพมึนงง

          หลังจากรอคอยที่เชิงเขาซานเซิ่งชานมาครึ่งค่อนวัน ความรู้สึกหวาดกลัวของเลี่ยนถิงเยี่ยนในตอนแรกก็สลายไปดุจหมอกควัน ก่อนจะกลับสู่โหมดนอนตายเป็นปลาเค็มขึ้นอืดไม่คิดอะไรอีก

          ต่อให้อาจารย์ใหญ่ตะโกนปาวๆ อยู่บนเวทีว่า ‘รอผลสอบครั้งนี้ออกมา พวกเธอได้ตายกันหมดแน่!’ หลังเด็กเกรดห่วยอย่างเธอแตกตื่นเสร็จก็คงคิดว่าไม่เห็นจะเป็นไรเลย ถึงยังไงทุกคนก็มีสภาพไม่ต่างกัน เช่นนั้นก็ไม่มีอะไรน่ากลัวแล้ว ตอนนี้เธอไม่ได้นึกถึงความตายอันไกลโพ้น เพียงนึกถึงความเจ็บปวดบริเวณขาที่กำลังเกิดขึ้น ชักอยากจะนั่งลงพักผ่อนเสียแล้ว

          หลังจากกวาดตามองไปทั่วลาน ดูเหมือนจะมีเธอคนเดียวที่พลังบำเพ็ญต่ำสุด เมื่อครู่ปลายคลื่นพลังของท่านปรมาจารย์ได้ลามไปสร้างภัยพิบัติให้ปลาซิวปลาสร้อยทั้งหลายและพลอยทำให้เธอเลือดกำเดาไหล หญิงสาวลงน้ำหนักเปลี่ยนจากเท้าซ้ายเป็นเท้าขวาและจากเท้าขวาสลับไปเท้าซ้ายอีกรอบ ในที่สุดเจ้าสำนักที่บุกเดี่ยวเข้าถ้ำพยัคฆ์ก็เดินกลับออกมาจากห้องของท่านปรมาจารย์เสียที

          สภาพของอีกฝ่ายในตอนนี้ราวกับถูกคนอัดมา เห็นได้ชัดว่าสะบักสะบอมอย่างยิ่ง รัดเกล้าหยกที่ประดับอยู่บนศีรษะโยกเยกใกล้จะหลุดร่วง ใบหน้าหล่อเหลาสุภาพเปลี่ยนเป็นขาวสลับแดง เขาเอ่ยกำชับอย่างอ่อนแรงไร้กำลัง “ท่านปรมาจารย์ออกจากการเก็บตัวฝึกบำเพ็ญแล้ว ไม่ชอบให้ผู้อื่นรบกวน เช่นนั้นพวกเจ้าก็แยกย้ายกลับไปเสียเถอะ”

          เดิมทีหลังจากนี้ยังมีพิธีการเหลืออยู่อีกครึ่ง ทว่าตอนนี้คงไม่ต้องวุ่นวายอีกแล้ว

          “ส่วนพวกเจ้า หลังจากเข้าไปด้านในแล้วก็ปรนนิบัติรับใช้ท่านปรมาจารย์ให้ดีๆ” ประโยคนี้เอ่ยกับกลุ่มหญิงสาวร้อยนาง

          ผู้นำของบรรดาศิษย์หญิงซึ่งแต่งตั้งกันเองเป็นการภายในเป็นญาติรุ่นเยาว์ของเจ้าสำนัก ยามนี้นางมองการตายดุจหวนคืนสู่มาตุภูมิ เมื่อประสานสายตากับเจ้าสำนักแล้วจึงพาศิษย์พี่ศิษย์น้องเป็นโขยงย่ำขึ้นสู่เขาซานเซิ่งชานทีละก้าวอย่างเด็ดเดี่ยวด้วยท่าทางประหนึ่งวีรบุรุษที่พร้อมพลีชีพเพื่อการปฏิวัติ

          ฝีเท้าของแต่ละคนล้วนหนักหน่วงไร้ความตื่นเต้นและความคาดหวังซึ่งแตกต่างจากครั้งแรกอย่างสิ้นเชิง เวลานี้พวกนางล้วนสงบเยือกเย็น ทว่าพอคิดถึงความไม่ชอบมาพากลในเรื่องนี้ จิตใจก็เต็มไปด้วยความหวาดหวั่น

          ฝีเท้าของเลี่ยนถิงเยี่ยนก็หนักหน่วงเช่นกันเนื่องจากเธอแสนจะเจ็บเท้า เขาซานเซิ่งชานก็ดันมีขนาดใหญ่ ทางเดินที่ปูด้วยหินหยกนั้นแม้จะน่ามองแต่กลับมีขนาดกว้าง พอมนุษย์เดินขึ้นไปก็ดูคล้ายมดกำลังไต่ เดินยังไงก็ไม่ถึงจุดหมายเสียที ช่างคล้ายกับสำนวนที่ว่า ‘แลขุนเขาใกล้เพียงตา ขี่ม้าขึ้นมาขาดใจตาย’ โดยแท้ สถานที่แห่งนี้เหมือนมีแรงกดดันแปลกประหลาดชนิดหนึ่งแฝงอยู่ ในที่สุดหน่วยหน้ากล้าตายของร้อยสาวงามก็มาถึงใต้สิ่งก่อสร้างขนาดมหึมานั่นแล้วไม่เพียงแค่เลี่ยนถิงเยี่ยน บรรดาสาวงามที่พลังบำเพ็ญสูงกว่าคนอื่นก็ใกล้จะทนไม่ไหวแล้วเช่นกัน

          “เหมือนที่นี่จะไม่สามารถใช้พลังได้ตามใจ นี่มันเรื่องอะไรกัน?” มีคนถามเสียงเบาขึ้นมาอย่างอดไม่อยู่

          นอกจากนี้ยังมีคนแหงนมองโซ่และเสาเหล็กดำขลับที่สูงชะลูดจนกลืนหายเข้าไปในหมู่เมฆ พลางเอ่ยเสียงกระวนกระวายไม่สบายใจ “โซ่พวกนี้คืออะไรกันแน่?”

          “ดอกไม้พวกนี้ มะ...เหมือนจะเป็นดอกรื่อเยว่โยวถานเลย ทำไมที่นี่ถึงมีดอกรื่อเยว่โยวถานมากมายเช่นนี้” ยามเดินผ่านกำแพงสูงสีแดงฉานดุจโลหิตที่อยู่รอบนอกสุด พลันมีหญิงสาวพบความ
ผิดปกติอีกครา เบื้องหน้าของพวกนางเป็นแปลงดอกไม้แปลงหนึ่งซึ่งคล้ายเติบโตโอบล้อมสิ่งก่อสร้างทรงกลมทั้งหลังเอาไว้

          เลี่ยนถิงเยี่ยนพิจารณาดอกไม้พวกนั้นสักพักก็พบว่ารูปร่างของพวกมันเหมือนดอกโบตั๋น มีสีขาวราวหิมะ เกสรเป็นสีดำ กิ่งใบก็ดำขลับเช่นกัน ยิ่งดูยิ่งรู้สึกว่าน่ามอง ทว่าอย่างไรเสียเธอก็ไม่ใช่คนที่เกิดและเติบโตที่นี่ รู้เห็นก็น้อย จึงไม่รู้ว่าเจ้าดอกที่ชื่อว่ารื่อเยว่โยวถานนี้มีที่มาอย่างไร ถึงได้ทำให้หญิงสาวทั้งกลุ่มตกใจเสียจนตัวสั่นพั่บๆ ราวกับเห็นผีเข้า

          เธอคิดจะถามทว่าใบหน้าของคนทั้งหมดล้วนขาวซีดเหมือนดอกไม้พวกนั้นไปแล้ว ดูน่ากลัวพิลึก จึงหุบปากลงแทน

          พวกเธอมาถึงที่นี่แล้วแต่รอบข้างกลับเงียบสงัด กระทั่งสายลมก็ไม่มี ไม่รู้ว่าจะเดินต่อไปทางไหน

          “พวกเราจะเดินต่อไปข้างหน้าหรือไม่?”

          “แน่นอน ต้องไปคารวะท่านปรมาจารย์ถึงจะใช้ได้” ผู้นำหญิงแสร้งทำตัวเยือกเย็น

          “แล้วพวกเราควรเดินไปทางไหน?” พอสิ้นเสียงหญิงสาวผู้นั้น เลี่ยนถิงเยี่ยนพลันได้ยินเสียงประหลาดบางอย่าง

          “ซี่ซี่---ซี่ซี่---“ ช่างคล้ายเสียงอสรพิษกำลังแลบลิ้น

          เธอสัมผัสได้ว่าบริเวณเหนือศีรษะมีลมเย็นเคลื่อนผ่าน พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นอสรพิษสีดำขนาดมหึมาตัวหนึ่งกำลังพันร่างอยู่บนเสา จับจ้องพวกเธอด้วยดวงตาสีแดงฉานดูเย็นเยียบ

          เจ้างูตัวนี้มีขนาดใหญ่เกินไปแล้ว มันใหญ่ขนาดไหนกันเนี่ย? เลี่ยนถิงเยี่ยนลองประเมินด้วยสายตา หากเจ้างูนี่คิดจะกินพวกเธอลงไปคงเขมือบแค่สิบคำเท่านั้น หนึ่งคำกลืนลงไปได้สิบคน อีกทั้งหลังกินพวกเธอจนหมดเกลี้ยงน่าจะยังไม่ถึงครึ่งท้องของมันด้วยซ้ำ

          เลี่ยนถิงเยี่ยนเริ่มรู้สึกแขนขาอ่อนแรงจึงคว้าแขนศิษย์พี่ที่ยืนอยู่ข้างกายไว้ ศิษย์พี่ผู้นั้นก็มีสภาพไม่ต่างกัน คว้าแขนของอาจารย์อาข้างกายไว้อีกทอด

5.เจดีย์สูงขนาดนี้ไม่มีลิฟต์เหรอ?

          เลี่ยนถิงเยี่ยนนึกในใจ ที่แท้พวกเธอไม่ได้ถูกส่งมาให้ท่านปรมาจารย์สังหารเล่น แต่มาเป็นอาหารให้น้องงูของเขานี่เอง จากนั้นเลี่ยนถิงเยี่ยนก็เอาแต่ขนลุกเกรียวหวาดกลัวอยู่ท่าเดียว ทว่ายังอุตส่าห์เจียดเวลาว่างมาขบคิดว่าหากเจ้างูนี่กินพวกเธอจริง มันจะย่อยพวกเสื้อผ้าเครื่องประดับที่อยู่บนร่างได้หรือเปล่า

          สุดท้ายยังคงเป็นผู้นำหญิงผู้กล้าหาญก้าวเท้าออกไปข้างหน้าเป็นคนแรกแล้วเอ่ยอย่างพินอบพิเทากับอสรพิษยักษ์ “ผู้อาวุโสพวกข้าเหล่าศิษย์เดินทางมาเพื่อคารวะท่านปรมาจารย์ เจ้าสำนักสั่งให้พวกข้ามาปรนนิบัติดูแลความเป็นอยู่ของท่านปรมาจารย์เจ้าค่ะ”

          เจ้างูยักษ์สีดำเลื้อยวนลงมาจากยอดเสาสู่พื้นดินอย่างเงียบกริบก่อนจะเข้ามาใกล้พวกเธอ จากนั้นก็ใช้ร่างกายที่มีขนาดใหญ่รวบตัวพวกเธอเอาไว้ เลี่ยนถิงเยี่ยนที่ยืนอยู่รอบนอกสัมผัสได้ถึงเกล็ดงูสีดำขลับเป็นมันวาวลากผ่านข้างมือของตนไป หัวใจของเธอแทบจะหยุดเต้นเสียเดี๋ยวนั้น

          เพิ่งได้เห็นงูขนาดใหญ่แบบนี้เป็นครั้งแรกก็ต้องมาปฏิสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดแล้ว

          ดีที่น้องงูไม่มีความคิดจะกลืนพวกเธอลงท้อง มันเพียงใช้ดวงตาที่คล้ายไฟฉายส่องมองพวกเธอรอบหนึ่งก่อนจะผละไป

          แซกซาก---

          เจ้างูยักษ์สีดำเลื้อยไปข้างหน้า ทะลุผ่านดอกรื่อเยว่โยวถานพวกนั้นไป

          “เร็วเข้า รีบตามผู้อาวุโสไป” พอผู้นำหญิงเอ่ยจบ คนทั้งหลายจึงรีบเดินตามงูยักษ์

          เจ้างูทะลุผ่านตำหนักที่เส้นทางราวกับเขาวงกตจนมาถึงใต้เจดีย์กลาง ตอนพวกเธออยู่ตรงเชิงเขาเห็นเขาซานเซิ่งชานสว่างสดใสดูศักดิ์สิทธิ์อย่างชัดเจน ทว่าพอพวกเธอมาถึงใต้เจดีย์ที่อยู่ใจกลาง
หลังนี้ถึงพบว่าท้องฟ้าด้านบนมีสภาพเป็นอีกแบบ แตกต่างจากเมื่อมองภายนอก

          ท้องฟ้าที่ปกคลุมแถบนี้เต็มไปด้วยความอึมครึม ทำเอาสิ่งก่อสร้างที่สวยสดงดงามด้วยกระเบื้องทองคำและกำแพงแดงชาดถูกฉาบไล้ด้วยกลิ่นอายทะมึนอยู่หลายส่วน ประกอบกับเหนือเจดีย์กลางมีโซ่ดำเมี่ยมพันธนาการเอาไว้ ยิ่งทำให้ผู้คนที่เห็นเกิดความพรั่นพรึงเพิ่มขึ้นไปอีก

          เมื่อเจ้างูยักษ์มาถึงที่นี่ก็เลื้อยขึ้นไปตามเสาขนาดมหึมาของเจดีย์สูง แม้คนทั้งหลายไม่อาจเลื้อยตามได้แต่เบื้องหน้าของพวกนางกลับมีบันไดปรากฏ

          “ขึ้นไปกันเถอะ” ผู้นำหญิงเชิดหน้าพร้อมกับยืดอกเดินขึ้นไปคนแรก นางช่างสมกับเป็นหัวหน้าห้องเสียจริง คนอื่นที่เหลือล้วนเชื่อฟังคำพูดของนางแล้วเดินตามไป เลี่ยนถิงเยี่ยนติดสอยห้อยท้ายอยู่ด้านหลังขบวน ลากสังขารอันเหนื่อยล้าตะกายขึ้นบันได

          เจดีย์สูงขนาดนี้ไม่มีลิฟต์เหรอ?

          เธอนึกว่าตนเองจะต้องตะกายไปจนถึงชั้นบนสุด ใครจะรู้ว่าพอเดินขึ้นไปได้ห้าหกชั้น คนที่อยู่ด้านหน้าก็หยุดฝีเท้าลง นั่นเป็นเพราะข้างหน้าไม่มีบันไดให้ขึ้นไปแล้ว

          ชั้นที่พวกเธอยืนอยู่มีพื้นที่กว้างขวางโอ่โถง พอขึ้นมาก็เห็นระเบียงทางเดินกับประตูบานหนึ่งได้ทันที สองข้างของระเบียงทางเดินมีภาพเขียนสีขนาดมหึมาซึ่งเป็นรูปเซียนสาวกำลังร่ายรำท่ามกลางเสียงประโคมของดนตรี นอกจากนี้ยังมีภาพหมู่เซียนลอยละล่องดูแล้วให้ความรู้สึกลึกลับและงดงามไปอีกแบบ ทว่าบนภาพสีที่สวยงามเหล่านั้นกลับมีคราบโลหิตสีแดงติดอยู่ เหมือนมีใครบางคนลากสิ่งของบางอย่างที่เปื้อนเลือดจากปลายด้านหนึ่งไปจนถึงปลายอีกด้าน ที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่านั้นคือคราบโลหิตเหล่านี้ล้วนสดใหม่

          เลี่ยนถิงเยี่ยนหวนนึกถึงสภาพของเจ้าสำนักที่ได้เห็นก่อนเข้ามา ไม่รู้ว่าเขาได้รับบาดเจ็บหรือมีเลือดออกตรงไหนบ้างและน่าจะไม่ใช่แค่เธอที่กำลังนึกถึงเรื่องนี้ เพราะเธอรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าศิษย์พี่บางคนที่อยู่ด้านข้างก็เริ่มตัวสั่นพั่บๆ ขึ้นมาแล้ว

          ภายในสถานที่แห่งนี้เสียงฝีเท้าของพวกเธอได้ยินอย่างชัดเจนจนน่าประหลาด เสียงเต้นของหัวใจก็เช่นเดียวกัน ยามเดินมาถึงหน้าประตูบานนั้น จู่ๆ มันก็แง้มออกเอง ครั้นเลี่ยนถิงเยี่ยนที่อยู่ท้ายสุดของขบวนเดินเข้าไปเป็นที่เรียบร้อย ประตูด้านหลังก็ปิดลงอย่างเงียบกริบ

          ที่นี่เลี่ยนถิงเยี่ยนเห็นอสรพิษยักษ์สีดำตัวนั้นอีกครั้ง มันขดตัวอยู่บนเสาต้นหนึ่งภายในห้อง นอกจากเจ้างูยักษ์และพวกเธอแล้ว ภายในห้องอันโอ่โถงยังมีคนอยู่อีกผู้หนึ่ง

          คนผู้นั้นกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ตรงหน้าพวกเธอ จากนั้นก็เอ่ยขึ้น “มาสิ”

          เป็นครั้งแรกที่เลี่ยนถิงเยี่ยนพบว่ามีคนที่สามารถเอ่ยคำพูดสองคำง่ายๆ ได้น่าสะพรึงขนาดนี้

          ผู้นำหญิงพาเหล่าสหายร่วมรบเดินไปด้านหน้าเพื่อทำความเคารพ “คารวะท่านปรมาจารย์”

          ไม่รู้ทำไมเลี่ยนถิงเยี่ยนถึงถูกคนเบียดจนไปอยู่แถวหน้าได้ ดังนั้นเธอจึงเลียนแบบคนด้านข้างคารวะไปพร้อมกัน เธอเหลือบมองไปข้างหน้า เห็นเพียงเท้าที่ออกจะขาวเสียจนน่ากลัวอยู่ข้างหนึ่ง

          คนผู้นี้เปลือยเท้าเปล่าบนพื้นสีดำเข้ม ใต้ผิวเผยเส้นเลือดสีเขียวรำไร ข้างเท้ามีชายเสื้อตัวโคร่งลวดลายสีดำระอยู่ ยามชายเสื้อไหวพลิ้วเบาๆ พลันเผยเท้าอีกข้างหนึ่งออกมา เลี่ยนถิงเยี่ยนพบว่าบนข้อเท้าซ้ายของเขามีด้ายแดงที่ร้อยลูกปัดสีหนึ่งเม็ดผูกเอาไว้ ไม่รู้ทำไมด้ายสีแดงขนาดเล็กเส้นนั้นถึงสร้างความรู้สึกอกสั่นขวัญแขวนให้เธอได้จนแทบจะหายใจไม่ออก

          จู่ๆ ปรมาจารย์ที่นั่งด้านบนผู้นั้นก็ลุกขึ้น เขาเดินมาทางที่เธอยืนอยู่ เท้าคู่นั้นมุ่งตรงมาเรื่อยๆ จนสุดท้ายหยุดอยู่ตรงหน้า---ศิษย์พี่หญิงที่อยู่ข้างกายเธอ

          “ช่างใจกล้าบังอาจนัก”

          หลังคำพูดประโยคนี้ผ่านไป เลี่ยนถิงเยี่ยนก็รู้สึกว่ามีของเหลวบางอย่างกระเด็นมาโดนร่างของตน โลหิตหนืดข้นสีแดงแผ่กระจายไปทั่วพื้นสีดำเงาวับ บางส่วนซึมเข้าไปในชายกระโปรงสีขาวที่คลี่ออกของเธอด้วย

          เลี่ยนถิงเยี่ยนชะงัก “...”

          แหวะ!

          ไม่ไหวแล้ว!

          ฉันไม่ไหวแล้ว!

          มีคนตาย!

          ฉันกลัว! มีคนตาย! กรี๊ด!

          เธอรู้สึกอยากจะอาเจียนทว่าสมองพลันรับรู้ได้อย่างชัดเจนว่าหากอาเจียนออกมาตอนนี้อาจก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่น่ากลัวก็เป็นได้ดังนั้นเธอจึงต้องฝืนกลืนอาการอยากอาเจียนกลับลงไปอีกครั้ง

          ...นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน ยิ่งฝืนยิ่งรู้สึกอยากอาเจียนหนักขึ้นไปอีก!

          ศพของศิษย์พี่หญิงล้มลงบนพื้นข้างๆ เลี่ยนถิงเยี่ยน เธอเห็นใบหน้าของศิษย์พี่ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปกับตาตนเอง พริบตาเดียวก็กลายเป็นอีกคนไปแล้ว

          เอ๋...โชว์เปลี่ยนหน้ากากงั้นหรือ?

          คนที่อยู่ใกล้ร้องอุทานขึ้นมาอย่างตื่นตระหนก “นะ...นี่ไม่ใช่ศิษย์พี่หว่านหลิง นี่ใครกัน?”

          คนอื่นๆ ล้วนแตกตื่นกันไปหมด “เหตุใดคนผู้นี้ถึงปะปนเข้ามาได้ ไม่มีใครสังเกตเลยงั้นหรือ?”

          ปรมาจารย์ที่เพิ่งสังหารคนตายไปพลันเคลื่อนไหวอีกคราเขาย่ำเท้าลงบนเลือดและซากศพจากนั้นเดินมาหยุดอยู่ด้านหน้าเลี่ยนถิงเยี่ยน

          เลี่ยนถิงเยี่ยนตัวแข็งทื่อ “...”

          เขาคงไม่ได้มองเธออยู่ใช่ไหม? ไม่! ท่านปรมาจารย์ อย่าจ้องฉันสิ!

          “ช่างใจกล้านัก”

          แค่ได้ยินคำพูดนี้ เลี่ยนถิงเยี่ยนก็ตัวเย็นเฉียบไปแล้วครึ่งร่าง เมื่อครู่ก่อนที่แม่สาวนิรนามข้างกายจะถูกฆ่า ปรมาจารย์ท่านนี้เหมือนจะเอ่ยประโยคเดียวกันออกมา

          แล้วทำไมเขาต้องกล่าวหาว่าเธอบังอาจด้วย? เธอยังไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย! หลานถูกปรักปรำเจ้าค่ะท่านปรมาจารย์!

          ความรู้สึกคล้ายกับตอนก่อนจะฉีดยา เวลารู้ว่าปลายเข็มใกล้จะแทงลงมา ตลอดทั้งร่างจึงมีปฏิกิริยาตอบสนองฉับไว ตอนนี้สภาพของเธอก็ไม่ต่างกัน ใจจดใจจ่อเป็นพิเศษ รอคอยด้วยใจระทึกว่าความเจ็บปวดจะส่งผ่านมาจากทางไหน เพียงครู่เดียวเลี่ยนถิงเยี่ยนก็สัมผัสได้ถึงมือข้างหนึ่งที่แตะลงปลายคาง จากนั้นก็เชยใบหน้าของเธอขึ้น

          ยามที่มือขาวซีดและเย็นเฉียบแตะโดนปลายคาง ขนอ่อนทั่วทั้งร่างของเลี่ยนถิงเยี่ยนพลันลุกพรึ่บ เหงื่อเย็นเยียบไหลลงมาเต็มแผ่นหลังคล้ายตอนที่เจ้าอสรพิษยักษ์สีดำเลื้อยผ่านข้างกายไป

          เมื่อถูกบังคับให้เงยหน้า ในที่สุดเธอก็เห็นหน้าตาของท่านปรมาจารย์ได้ชัดเจน

          ความคิดก่อนหน้านี้ของเธอล้วนผิดพลาดไปหมด ทำไมท่านปรมาจารย์ชราที่เคยจินตนาการไว้กลับกลายเป็นหนุ่มหน้าขาวไปเสียได้ ผิวกายของเขาขาวราวหิมะ ผมดำดั่งน้ำหมึก ริมฝีปากแดงดุจโลหิต

          เลี่ยนถิงเยี่ยนจ้องมองเข้าไปในดวงตาของเขา เวลาผ่านไปชั่วพริบตาทว่าราวกับผ่านไปแสนนาน จู่ๆ ท่านปรมาจารย์ก็คลายมือออกแล้วเดินกลับไปนั่งที่เดิม เมื่อครู่เขายังดีๆ อยู่เลย ทำไมตอนนี้ใบหน้าถึงเผยความเจ็บปวดและหงุดหงิดงุ่นง่านออกมาได้

          “ออกไป ไสหัวไปให้หมด!”

          ทันใดนั้นเขาก็ระเบิดโทสะ ทำเอาทุกคนตกใจไปตามๆ กัน หญิงสาวแต่ละนางใบหน้าถอดสี รีบร้อนขอตัวอำลาแทบจะทันทีขนาดเจ้างูยักษ์สีดำตัวนั้นยังซุกหางเอาไว้ราวกับหวาดกลัวด้วยเช่นกัน แต่ผ่านไปไม่นานมันก็หันไปคาบศพที่ยังไม่ทันเย็นสนิทไว้แล้วออกมาพร้อมขบวนทัพใหญ่ของสาวงาม

          บทจะอาละวาดก็อาละวาดขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย เจ้าปรมาจารย์นี่คงไม่ใช่พวกเสียสติใช่ไหม? เลี่ยนถิงเยี่ยนเดินจากมาด้วยสมองว่างเปล่า กระทั่งลงบันไดมายืนอยู่ชั้นล่างของเจดีย์เธอค่อยได้สติคืนมาเต็มที่

          เอ๋? ไม่ตายแฮะ!

6.ความตายไม่น่ากลัว

          เธอยกมือขึ้นปาดเหงื่อบนหน้าผาก พอลดมือลงก็เห็นสีแดงกลางฝ่ามือ

          เป็นเลือดที่กระเซ็นมาตอนหญิงสาวด้านข้างถูกฆ่าตาย

          ครั้นนึกถึงเรื่องนี้ เธอก็มองไปยังเจ้างูยักษ์ด้านข้าง เจ้างูดำยักษ์ถูกปรมาจารย์ไล่ออกมาพร้อมพวกเธอด้วย ยามนี้มันกำลังงับศพด้วยท่าทางตัดสินใจไม่ถูก แต่มันก็ไม่ได้ลังเลนานนัก วินาทีต่อมาก็
อ้าปากเขมือบศพกลืนลงท้องเสียแล้ว

          เลี่ยนถิงเยี่ยนพลันอึ้ง “...!”

          ตอนนี้เธอรู้เหตุผลแล้วว่าเมื่อครู่ที่เจ้าปรมาจารย์นั่นยังไม่ได้ลงมือสังหารตนคงเป็นเพราะอยากจะเก็บไว้ป้อนเจ้างูยักษ์พรุ่งนี้นี่เอง

          ฆ่าทิ้งแล้วกินตอนสดใหม่ย่อมให้รสชาติที่ดีกว่า!

 

          บนเขาซานเซิ่งชานอันกว้างใหญ่

          นอกจากท่านปรมาจารย์ที่พอวาจาไม่เข้าหูก็สังหารคนทิ้งผู้หนึ่งแล้วยังมีเจ้างูดำยักษ์ที่กินคนได้โดยตาไม่กะพริบอยู่อีกหนึ่งนอกนั้นก็มองไม่เห็นสิ่งมีชีวิตอื่น

          สาวงามที่เหลือเพียงเก้าสิบเก้ายืนอยู่สักพัก หัวหน้าผู้บำเพ็ญหญิงก็กระแอมแล้วเอ่ยขึ้น “พวกเราไปหาสถานที่สักแห่งพำนักก่อนเถอะ ในเมื่อเจ้าสำนักต้องการให้พวกเราปรนนิบัติท่านปรมาจารย์
เช่นนั้นพวกเราก็จำเป็นต้องอยู่ที่นี่ต่อ”

          “อาจารย์อาหนีเซิง...ที่นี่ไม่อาจใช้พลังได้ หากพวกเราอยู่ที่นี่ย่อมไร้หนทางฝึกบำเพ็ญ เช่นนั้นจะทำอย่างไรเจ้าคะ?”

          มู่หนีเซิงตอบเสียงหนักแน่น “ไม่อาจใช้พลังก็ไม่ต้องใช้! ไม่อาจฝึกบำเพ็ญก็ไม่ต้องฝึก ยามนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือท่านปรมาจารย์”

          หญิงสาวส่วนมากไม่มีใครกล้าโต้เถียงทว่าก็ยังมีคนที่ไม่ยินดีเชื่อฟังเช่นกัน

          “ศิษย์พี่หนีเซิง แม้จะบอกว่าพวกเรามาปรนนิบัติท่านปรมาจารย์ ทว่าดูไปแล้วท่านปรมาจารย์กลับไม่ยินดีให้พวกเราปรนนิบัติรับใช้ หากพวกเรารั้งอยู่ที่นี่จะเป็นการเสียแรงไปโดยเปล่าประโยชน์หรือไม่?” ผู้บำเพ็ญหญิงที่สูงส่งเย็นชาดุจเซียนถาม

          นางเป็นหลานสาวของเจ้าตำหนักใดสักตำหนัก ศักดิ์ฐานะทัดเทียมกับมู่หนีเซิง แต่ละฝ่ายต่างมีผู้สนับสนุนของตน นอกจากนี้ยังมีการแบ่งกลุ่มของผู้บำเพ็ญหญิงอีกสองสามกลุ่ม ยามนี้ต่างฝ่ายต่างมีความคิดอ่านเป็นของตนเอง ไม่นานกลุ่มคนที่เดิมทียืนเบียดอยู่ด้วยกันก็ค่อยๆ กระจายตัว แยกออกมายืนเป็นกลุ่มใครกลุ่มมัน

          เลี่ยนถิงเยี่ยนนึกในใจ ‘ไม่จริงน่า นี่เพิ่งจะมาถึงเอง ยังไม่ทันจะพ้นอันตราย พวกนางก็จะตบตีกันเองแล้วเหรอ?’

          ต่างฝ่ายต่างใช้คำพูดเชือดเฉือนกันโดยที่ไม่มีใครยอมใคร เลี่ยนถิงเยี่ยนรู้สึกเหมือนตนเองหลุดเข้ามาผิดเรื่อง กลายเป็นการฟาดฟันของฝ่ายในไปเสียแล้ว นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน พวกนางกำลังบำเพ็ญเป็นเซียนอยู่ไม่ใช่เหรอ?

          หญิงสาวกลุ่มนี้ปะทะคารมกันอยู่สักพัก สุดท้ายแบ่งออกเป็นสามฝ่ายก่อนจะแยกย้ายกันไปพำนักในที่ของตน สายหนึ่งมีมู่หนีเซิงเป็นผู้นำของกลุ่มเจ้าสำนัก อีกสายมีอวิ๋นซีเยว่เป็นผู้นำของกลุ่มเจ้าตำหนักและสุดท้ายคือสายที่ไม่ยินดีพึ่งพาอำนาจของพวกนางคนใด ศักดิ์ฐานะก็ธรรมดาไม่สูงส่ง

          เดิมทีเลี่ยนถิงเยี่ยนน่าจะสังกัดอยู่ในกลุ่มสุดท้ายทว่าไม่มีใครยินดีต้อนรับเธอเข้าไปเป็นพวก เพราะว่าคนพวกนั้นล้วนฉลาดเป็นกรด วันนี้ตอนพบหน้าท่านปรมาจารย์มีเพียงสองคนที่ได้รับความ ‘เมตตาเป็นพิเศษ’ คนแรกตายไปแล้วพร้อมสถานะที่ยังไม่กระจ่าง ส่วนเลี่ยนถิงเยี่ยนก็ไม่แน่ว่าสถานการณ์อาจคล้ายคลึงกัน ทุกคนจึงลงความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่าสถานะของเธอต้องไม่ชอบมาพากลเป็นแน่ ไม่มีใครยินดีจะมีเอี่ยวไปกับเธอเพราะกลัวจะเดือดร้อน

          พอเห็นคนอื่นๆ ไปกันหมดแล้ว เลี่ยนถิงเยี่ยนที่เหลือตัวคนเดียวก็เดินไปนั่งแหมะข้างทางแล้วทุบขาตนเอง

          แม่เจ้า... เมื่อยขาจะตายอยู่แล้ว นี่ก็บ่ายแล้วเลี่ยนถิงเยี่ยนจึงหยิบถุงเฉียนคุนที่อาจารย์ต้งหยางเจินเหรินมอบให้ออกมา มันเป็นมิติเก็บของแบบพกพาสะดวกในตำนานที่เหล่าผู้บำเพ็ญเป็นเซียนต้องมีติดตัว แน่นอนว่าถุงใบนี้ของเธอเป็นเพียงระดับพื้นๆ ใส่ของไม่ได้มากมายนัก ขนาดภายในก็แค่ที่ว่างห้องหนึ่งเท่านั้นและมันก็ถูกเธอใส่สมบัติพัสถานเข้าไปจนเต็มแล้ว

          เธอหยิบกาน้ำออกมาล้างมือเป็นลำดับแรกก่อนจะนำกระจกมาส่องสำรวจใบหน้า เช็ดเลือดที่กระเซ็นมาโดนหน้าจนสะอาด หวีผมที่ยุ่งเหยิงเสียหน่อย จากนั้นล้างหน้าบ้วนปาก ดื่มน้ำสักนิดแล้วค่อยเอาลูกท้อออกมากินรองท้อง เธอยังอยู่ในขั้นฝึกลมปราณ ยังไม่ถึงขั้นก่อรากฐาน แน่นอนว่าย่อมไม่อาจละเว้นการกินอาหารได้

          ร่างนี้ของเธอน่าจะเป็นพวกจนกรอบ ทรัพย์สมบัติที่มีไม่ได้มากมาย ทว่าชิงกู่เทียนที่เธอพักอาศัยอยู่นับว่าเป็นดินแดนสำหรับเพาะปลูกพืชและผลไม้วิเศษ ดังนั้นเธอย่อมไม่ขาดแคลนเรื่องอาหารการกิน มาคราวนี้ก็พกติดตัวมาด้วย คาดว่าภายในระยะเวลาหนึ่งปีนี้ไม่อดตายแน่

          หากว่าเธอสามารถมีชีวิตรอดถึงหนึ่งปีได้ล่ะนะ...

          เลี่ยนถิงเยี่ยนรู้สึกว่าตนเองอาจจะมีชีวิตไม่ยืนยาว เดิมทีเธอก็ไม่ใช่คนของภพนี้ หากตายไปไม่แน่ว่าจะได้กลับไปที่เดิมที่จากมาดังนั้นเธอจึงไม่ได้กลัวความตายมากนัก สิ่งที่หวาดกลัวคือความเจ็บปวดต่างหาก

          ความตายไม่น่ากลัว ความเจ็บปวดที่นำความตายมาให้ถึงจะน่ากลัวที่สุด

          พอไม่มีคนสนใจ เลี่ยนถิงเยี่ยนจึงปล่อยตัวตามสบายมากขึ้น เธอไม่รู้ว่าตอนนี้ต้องทำอะไร หลังเดินห่างจากเจดีย์กลางแล้ว อย่างแรกก็มองหาดาดฟ้าที่มีแดดส่องถึงให้ได้สักแห่ง---เพื่อเตรียมตัวนอนกลางวัน ในที่สุดเธอก็พบสถานที่ที่เงียบสงบ แสงแดดดีเยี่ยม เหมาะกับการนอนกลางวันอย่างยิ่ง

          ทุกวันเธอเคยชินกับการนอนกลางวัน พอไม่ได้นอน สมองก็มักจะไม่สดชื่นแจ่มใส

          เลี่ยนถิงเยี่ยนเปลี่ยนชุดที่เปื้อนเลือดออก จากนั้นวางโต๊ะน้ำชาและกางเตียงเตรียมนอนพักเอาแรง ทว่าหลังจากเอนหลังนอนลงไปแล้วพลันรู้สึกว่าแสงแดดแยงนัยน์ตามากเกินไป เธอจึงค้นหาที่ปิดตาที่ขอมาจากศิษย์พี่เมื่อครั้งยังอยู่ชิงกู่เทียนมาใช้ มันเป็นใบไม้ของพืชวิเศษชนิดหนึ่ง รูปร่างกำลังเหมาะ แค่มัดเชือกไว้สักเส้นก็เอามาทำเป็นที่ปิดตาได้แล้ว อีกทั้งหลังสวมใส่ก็รู้สึกเย็นสบายที่ดวงตา ป้องกันแสงดีเยี่ยมอีกด้วย

          หลังจากเอนกายนอนได้สักพัก เธอก็รู้สึกกระหายน้ำเลี่ยนถิงเยี่ยนที่กำลังนอนหลับสบายกระทั่งที่ปิดตาก็คร้านจะดึงลงจึงใช้มือควานเข้าไปในถุงเฉียนคุน จากนั้นควักเอาเครื่องดื่ม---เป็นน้ำไผ่ที่ผลิตโดยชิงกู่เทียน มีรสชาติหวานชุ่มคอ นอกจากนี้ยังสามารถดับร้อนและถอนพิษแก้ร้อนในได้อีกด้วย นางดื่มไปอึกหนึ่งแล้วทอดถอนใจอย่างเป็นสุขออกมา ส่วนที่เหลือก็วางส่งเดชลงบนโต๊ะน้ำชาที่อยู่ด้านข้าง

          ขณะที่เลี่ยนถิงเยี่ยนกำลังนอนกลางวันเพื่อเอาแรงอยู่บนดาดฟ้าของตำหนักแห่งหนึ่งอันห่างไกล คนอื่นๆ ก็กำลังรวมตัวพูดคุยถึงสถานการณ์ในตอนนี้ แต่ละคนมีสีหน้าเต็มไปด้วยความเคร่งเครียดและวิตกกังวล

          กลุ่มแรกคือพวกที่เกาะกลุ่มกอดคอกันเอาชีวิตรอดมีจำนวนสี่สิบกว่าคน พวกนางรวมตัวกันอยู่ตรงจุดหนึ่งในตำหนักรอบนอกสตรีที่นั่งอยู่ตรงกลางขมวดคิ้วพลางกล่าวออกมา “เวลานี้พวกเราไม่สามารถฝึกบำเพ็ญได้ ไม่ใช่เพียงไม่อาจรวบรวมพลังได้แต่ต่อให้ใช้หินพลังก็ไม่สามารถสร้างวงแหวนเวท ข้าสงสัยว่าใต้เขาซานเซิ่งชานแห่งนี้จะต้องมีวงแหวนเวทที่แข็งแกร่งซ่อนอยู่แน่”

          ส่วนกลุ่มเจ้าสำนัก มู่หนีเซิงพาคนไปยังสถานที่อีกแห่ง นางหยิบคันฉ่องออกมาหนึ่งบาน คิ้วขมวดแน่นอย่างกลัดกลุ้ม “ตอนมาอาจารย์ได้มอบคันฉ่องหลิงซีจิ้งนี้ให้ข้า เดิมคิดจะอาศัยคันฉ่องนี้ติดต่อท่าน ทว่ายามนี้...เฮ้อ ในเมื่อไม่อาจติดต่อกับโลกภายนอกได้ อีกทั้งตอนนี้พวกเราก็ไม่มีทางออกไปไหนได้เช่นกัน เกรงว่าคงต้องคิดหาวิธีการเข้าหาท่านปรมาจารย์เสียแล้ว”

          “ศิษย์พี่หนีเซิง ข้ารู้สึกว่าท่านปรมาจารย์ออก...ออกจะน่ากลัวอยู่บ้าง หากจ้องมองเขานานๆ อาจถูกสังหารได้ตลอดเวลา ศิษย์พี่คนที่ถูกสังหารผู้นั้นเป็นใครกันแน่?”

          มู่หนีเซิงโบกมือ “นี่ไม่ใช่เรื่องที่พวกเราต้องสนใจ”

          กลุ่มที่พักอยู่ติดกันคือกลุ่มเจ้าตำหนักของอวิ๋นซีเยว่ที่มีคนเพียงสิบกว่า กลุ่มของพวกนางมีจำนวนคนน้อยที่สุด ทว่าสิบกว่าคนนี้ล้วนมีศักดิ์ฐานะสูงส่งทั้งสิ้น โดยมากเป็นคนในตระกูลของผู้อาวุโส เป็นชนรุ่นหลังในตระกูลเจ้าตำหนักหรือศิษย์หญิงเปี่ยมพรสวรรค์ของเจ้าสาขา เวลานี้พวกนางกำลังเอ่ยถึงคนที่ถูกปรมาจารย์สังหารทิ้งเช่นกัน

          “แม้ท่านปรมาจารย์จะดูเข้าหาได้ยาก ทว่าสุดท้ายเขาก็เป็นปรมาจารย์ของพวกเรา เป็นผู้อาวุโสแห่งสำนักเกิงเฉินเซียนฝู่ย่อมไม่อาจลงมือกับพวกเราตามแต่อารมณ์ได้ ผู้ที่เขาสังหารทิ้งจะต้องเป็นคนนอกสำนักที่มีจิตคิดไม่ซื่อเป็นแน่ ดังนั้นข้ารู้สึกว่าทุกคนไม่จำเป็นต้องหวาดกลัวให้มากนัก”

          “ถูกต้อง โชคลาภวาสนาได้มาเมื่อยามลองเสี่ยง ข้าเชื่อว่าก่อนที่ทุกคนจะมาที่นี่ คนในตระกูลย่อมต้องเคยเอ่ยถึงเรื่องพวกนี้มาก่อนแล้ว พวกเราแตกต่างจากคนอื่นๆ ดังนั้นจะต้องหาทางเข้าใกล้ท่านปรมาจารย์เพื่อให้ได้รับความโปรดปรานก่อนพวกมู่หนีเซิงให้ได้!เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการคงอยู่หรือแตกดับของสำนักเกิงเฉินเซียนฝู่ของพวกเรา!”

          พวกนางต่างแสดงความคิดเห็นของตนออกมาโดยไม่ได้สังเกตแม้แต่น้อยว่าเหนือหลังคาตำหนักมีอสรพิษยักษ์สีดำตัวหนึ่งเลื้อยผ่านไปอย่างไร้เสียง ท่านปรมาจารย์ที่แต่งกายด้วยชุดสีดำตลอดทั้งร่างกำลังนั่งอยู่บนร่างงูยักษ์ ทุกประโยคของพวกนางล้วนฝังอยู่ในโสตประสาทของเขาจนหมด

7.ข้างหลังเธอน่ะ!

          “เจ้าว่าคนพวกนี้จะอาจหาญได้ถึงเพียงใดกัน” น้ำเสียงของซือหม่าเจียวเต็มไปด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์และจิตสังหารเจ้างูยักษ์ที่อยู่ใต้ร่างได้ยินก็เกิดอาการตัวสั่นระริก

          ซือหม่าเจียวลุกขึ้นยืน เดินบนร่างของเจ้างูยักษ์อย่างมั่นคงมาจนถึงหัวของมัน “ไป!”

          งูยักษ์ไม่รู้ว่าเจ้านายต้องการไปที่ใดจึงแบกเขาวนเวียนอยู่บนหลังคาอย่างไร้จุดหมาย ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาเขามักจะเป็นเช่นนี้อยู่บ่อยครั้ง ยามตื่นก็จะมานั่งอยู่บนตัวมัน ปล่อยให้มันเลื้อยไปท่ามกลางตำหนักอันกว้างใหญ่ไพศาลแห่งนี้ตามใจชอบ จะกลางวันหรือกลางคืนล้วนเป็นเช่นนี้ เขาจะกระทำการใดล้วนไร้สัญญาณบอก อารมณ์ประเดี๋ยวดีประเดี๋ยวร้ายเอาแน่เอานอนไม่ได้ ขนาดเจ้างูดำที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับเขามาหลายปียังตกใจกับการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ของเขาจนหนังหลุดลอกอยู่เป็นประจำ

          “หืม?”

          เจ้างูยักษ์กุลีกุจอเลื้อยไปข้างหน้าอย่างแข็งขัน พยายามทำตัวเป็นสัตว์พาหนะคล้ายยานยนต์ที่ขับเคลื่อนเองโดยอัตโนมัติ ทันใดนั้นก็ได้ยินปรมาจารย์ที่อยู่บนร่างเปล่งเสียงออกมาทางจมูก มันหยุดการเคลื่อนไหวทันทีอย่างรู้งาน ซือหม่าเจียวมองไปยังเลี่ยนถิงเยี่ยนที่นอนอาบแดดอยู่ไม่ไกล

          คนอื่นล้วนพากันเคร่งเครียดไม่รู้จะทำอย่างไรทว่านางกลับหลบมานอนอาบแดดอยู่ที่นี่เพียงลำพัง

          “ตรงไป!”

          เจ้างูดำเลื้อยตรงไปข้างหน้า จากนั้นก็เลื้อยขึ้นไปยังบริเวณดาดฟ้าของตำหนักที่เลี่ยนถิงเยี่ยนนอนอยู่อย่างเงียบกริบ จุดที่นางเลือกนอนนี้ดียิ่ง ประการแรกที่นี่มีลานเล็กๆ ไว้ชมดวงดาวยามค่ำคืน ประการต่อมาที่นี่อยู่ค่อนข้างไกลจากเจดีย์กลาง ต่อให้มีคนอื่นอยู่บนดาดฟ้าละแวกใกล้เคียงก็ยากที่จะค้นพบจุดพักผ่อนของนางได้ ประการสุดท้ายก็คือที่แห่งนี้ยังมีแสงแดดส่องอย่างดีเยี่ยม

          ตอนที่ซือหม่าเจียวมาถึงข้างกายเลี่ยนถิงเยี่ยนก็พบว่านางหลับสนิท เขามองที่ปิดตาบนใบหน้าของนางแวบหนึ่ง ก่อนจะยกมือเกี่ยวเอาที่ปิดตาขึ้นแล้วพิจารณาใบหน้าหญิงสาวให้ชัดเจน

          “ที่แท้ก็คือเจ้าคนใจกล้าบังอาจที่สุดผู้นั้นหรอกหรือ”

          เขาหดมือกลับขณะที่สายตาจับจ้องอยู่ตรงหน้าท้องของเลี่ยนถิงเยี่ยนก่อนจะเผยรอยยิ้มประหลาดพลางเอ่ยพึมพำกับตนเอง “กระทั่งคนของแดนมารยังลอบปะปนเข้ามาได้ เจ้าว่าสำนักเกิงเฉินเซียนฝู่ในวันนี้ช่างใช้การไม่ได้เพียงใด หรือพวกเขาจงใจปล่อยนางมากระตุ้นโทสะของข้า”

          อันที่จริงตอนแรกเขาคิดจะสังหารคนผู้นี้ทิ้ง การปลอมตัวของนางอาจตบตาคนอื่นได้ทว่าหลอกเขาไม่ได้ แต่จู่ๆ เขาก็ไม่คิดอยากสังหารนางเสียอย่างนั้น

          แดนมารจะลงมือกับสำนักเกิงเฉินเซียนฝู่อย่างไร เกี่ยวอันใดกับเขา ไม่แน่ว่าเขาเองยังรอคอยที่จะได้เห็นสภาพพังพินาศของสำนักเกิงเฉินเซียนฝู่ยิ่งกว่าพวกผู้บำเพ็ญมารของแดนมารเสียอีก

          ยามซือหม่าเจียวครุ่นคิดถึงเรื่องราวที่ผ่านมา เขาเผลอใช้มือกรีดผ่านเกล็ดเจ้างูดำโดยไม่รู้ตัว ถึงขนาดแงะเกล็ดสีดำของมันติดมือออกมาด้วย

          งูดำได้แต่รำพันอยู่ในใจ ‘อยู่ดีๆ ทำไมมาขอดเกล็ดของข้าเล่า’

          ซือหม่าเจียวคิดจะขอดเกล็ดก็ขอด พอขอดเสร็จก็รังเกียจว่าเกล็ดนี้ช่างน่าเกลียดนักจึงโยนมันทิ้ง

          “ไป!”

          เจ้างูดำแกว่งหางอย่างลังเล ในขณะที่หัวของมันก็แซะไปทางกระบอกไม้ไผ่บนโต๊ะน้ำชาซึ่งอยู่ด้านข้างของเลี่ยนถิงเยี่ยน พอซือหม่าเจียวเห็นท่าทางของมันก็คว้ากระบอกไม้ไผ่ขึ้นมาถือไว้เอง

          เขาเขย่าจนน้ำในกระบอกไม้ไผ่สีเขียวสดกระฉอกออกมาด้านนอก จากนั้นก็ยกกระบอกไม้ไผ่ขึ้นมาดมกลิ่นก่อนจะดื่มน้ำในกระบอกลงไปหนึ่งอึก เพียงพริบตาก็ถุยออกมาอย่างนึกรังเกียจ

          “นี่มันน้ำอะไรกัน ทำไมรสชาติถึงได้แย่นัก” เขาโยนกระบอกไม้ไผ่กลับไปบนโต๊ะน้ำชา

          เจ้างูดำแบกชายหนุ่มกลับไปยังเจดีย์กลาง ก่อนจากไปมันยังแลบลิ้นออกมาอย่างอาลัยอยู่สักหน่อย มันชอบกลิ่นเมื่อครู่นี้มาก เสียดายที่เจ้านายดันเห็นเป็นของห่วยๆ ไปเสียได้ ช่างไร้มนุษยธรรม! แม้แต่น้ำมันก็ไม่ได้ดื่มสักหยด

          การนอนหลับครั้งนี้ของเลี่ยนถิงเยี่ยนกินเวลาไปจนตะวันลับเหลี่ยมเขา เมื่อตื่นขึ้นมาเธอจึงยังตั้งสติไม่ได้อยู่บ้าง คิดว่าตนเองกำลังอยู่ในช่วงพักร้อนนอนขี้เกียจอยู่บ้านเสียอย่างนั้น เธอปลดที่ปิดตา
ลงมาแล้วมองสิ่งก่อสร้างรอบด้านและขุนเขาอันห่างไกล หลังจากมองพระอาทิตย์ยามอัสดงสักพักเธอค่อยได้สติ

          เอ่อ... จริงสิ เธอทะลุมิติมานี่นา

          เลี่ยนถิงเยี่ยนลุกขึ้นนั่ง ขยี้ตาพลางหยิบน้ำไผ่จากโต๊ะด้านข้างมาดื่มให้ชุ่มคอ

          “ฮู้...”

          “อันที่จริงใช้ชีวิตแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน นอกจากวิวจะสวยแล้ว ยังมีกินมีดื่ม ไม่ต้องทำงาน เหมือนได้กำไรได้วันพักร้อนมาฟรีๆ”เลี่ยนถิงเยี่ยนพึมพำกับตนเองพร้อมดื่มน้ำไผ่ไปอีกอึก

          หลังจากได้นอนพักจนเต็มอิ่มแล้วเธอก็ปลอบใจตนเองให้คลายทุกข์ จากนั้นเริ่มต้นเก็บข้าวของ เตรียมหาที่ทางสักแห่งเพื่อพักอาศัย ห้องหับที่นี่มีเป็นจำนวนมากทว่าส่วนใหญ่เป็นสิ่งก่อสร้างที่ตรงกลางว่างโล่ง คนอื่นๆ ล้วนพักอาศัยอยู่ในอาคารหลังน้อยบริเวณรอบนอก เธอจึงหาห้องว่างละแวกใกล้เคียงสักแห่งที่ห่างจากคนอื่นๆ ไม่มาก เพราะหากเกิดเหตุอะไรขึ้นมายังพอจะขอความช่วยเหลือได้ทัน

          ในที่สุดเธอก็หาห้องพักได้แล้ว หอแห่งนี้มีพื้นที่ไม่ใหญ่นัก ทว่าไม่รู้เพราะเหตุใดทั่วทุกแห่งหนล้วนว่างเปล่า ทุกห้องไม่มีเครื่องเรือนและข้าวของเครื่องใช้เลยสักชิ้นกระทั่งฝุ่นผงก็ไม่มีให้เห็น เลี่ยนถิงเยี่ยนลองหยิบเทียนหมื่นปีขึ้นมาจุด ก่อนจะหยิบของกินออกมาอีกเล็กน้อย นั่งมองอาทิตย์ยามอัสดงพร้อมกินมื้อค่ำภายใต้แสงเทียนเพียงลำพัง

          พอนึกขึ้นได้ว่าช่วงเวลาเช่นนี้ช่างเหมาะแก่การพักร้อนอันหาได้ยากยิ่ง เธอพลันรู้สึกว่าเนื้อตัวเริ่มเบาสบาย เกิดอาการเกียจคร้านขึ้นมา ทุกเรื่องคล้ายจะดีไปหมด ติดอยู่เรื่องเดียวคืออาหารการกินที่ซ้ำซากจำเจ หากเป็นมื้อเย็นเธออยากจะกินของที่มีรสชาติสักหน่อยเช่นพวกเนื้อ

          ท้องฟ้ามืดสนิทแล้วเลี่ยนถิงเยี่ยนเหลือบมองลงไปด้านล่างโดยไม่ได้ตั้งใจ ยามนี้ดอกรื่อเยว่โยวถานที่เห็นตอนกลางวันต่างก็เปลี่ยนสภาพไปจนหมด ตอนกลางวันดอกขาวใบดำ พอตกกลางคืนกลับเปลี่ยนเป็นดอกดำใบขาว ใบสีขาวพวกนั้นราวกับเปล่งแสงได้ ทำให้มองเห็นดอกสีดำที่กระจุกรวมตัวกันอย่างชัดเจน

          ช่างน่าประหลาดนัก สถานที่ใหญ่โตขนาดนี้กลับมีพืชแค่ชนิดเดียว อย่างอื่นน่ะหรือ...กระทั่งหญ้าสักต้นก็ไม่มีให้เห็น

          เธอพิจารณาดอกไม้ที่อยู่ใต้หอสักพัก ทันใดนั้นก็มีหญิงสาวผู้หนึ่งปรากฏกายอยู่ข้างๆ ดอกไม้พวกนั้น หลังเจ้าหล่อนยืนชื่นชมไปได้สักพักก็เอื้อมมือไปปลิดดอกของมันออกมา

          “...!” เดี๋ยวนะ! เธอ! ข้างหลังเธอน่ะ!

          ศีรษะของหญิงสาวถูกเงาคล้ายภูตพรายที่ปรากฏทางด้านหลังจัดการอย่างง่ายดายด้วยการเคลื่อนไหวแบบเดียวกับการปลิดดอกไม้จากต้นของหญิงสาวเมื่อครู่นี้ โลหิตสีแดงสดพุ่งออกมาจากศพไร้หัว สาดกระเซ็นไปบนใบไม้ขาวที่เป็นประกาย ภาพเหตุการณ์ดูโหดร้ายยิ่งนัก

          ภายในวันเดียวเลี่ยนถิงเยี่ยนได้เห็นฉากฆาตกรรมสดๆ ณ สถานที่เกิดเหตุถึงสองครั้งด้วยกัน

          เธอยกมือขึ้นปิดปากเพื่อไม่ให้ตัวเองอาเจียนของที่กินเข้าไปออกมา ชั่วพริบตาที่เบือนหน้าหนีไปทางอื่น ปรมาจารย์ชุดดำที่ปลิดศีรษะคนพลันเงยหน้าขึ้นมองเธอแวบหนึ่ง

          เมื่อเลี่ยนถิงเยี่ยนหันกลับไปอีกครั้ง คนก็หายตัวไปแล้ว เห็นเพียงเจ้างูดำยักษ์อยู่ที่นั่น มันกำลังกลืนกินซากศพลงไปในท้องของตนเอง

         

          แย่แล้ว! ไฟชีวิตของหรงหรงตระกูลอวี้ของเรามอดดับลงแล้ว!”

          ในหอตะเกียงของสำนักเกิงเฉินเซียนฝู่ปรากฏภาพคนสิบกว่าคนกำลังนั่งรายล้อมอยู่ภายในห้องที่มีไฟตะเกียงร้อยดวง จู่ๆ บุรุษรูปโฉมงดงามผู้หนึ่งก็ยื่นมือคว้าหมับไปด้านหน้าพร้อมส่งเสียงดัง

          “กลับมา!”

          พอเห็นเส้นสายสีขาวมารวมตัวกันอยู่กลางฝ่ามือ บุรุษผู้นั้นค่อยมีสีหน้าดีขึ้นมาบ้าง “ยังดีที่วิญญาณไม่สลาย”

          เขาเป่าหมอกขาวกลางอุ้งมือ เพียงชั่วครู่หญิงสาวร่างโปร่งแสงผู้หนึ่งก็ปรากฏตัวลอยอยู่เบื้องหน้าคนทั้งมวล เป็นหญิงสาวโชคร้ายที่แอบเด็ดดอกไม้เลยถูกเด็ดศีรษะทิ้งผู้นั้น สีหน้าของนางเต็มไปด้วยความมึนงงราวกับไม่เข้าใจว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น ทว่าพอนางเห็นบุรุษที่อยู่เบื้องหน้าก็ร้องเรียกอย่างยินดี

          “ท่านตา!”

          อวี้ชิวเซียวกลับมีท่าทีคับแค้นไม่ได้ดั่งใจ ถลึงตาใส่อย่างดุดัน “ข้ากำชับเจ้าแล้วมิใช่หรือว่าให้ระวังตัวดีๆ ทำไมเจ้าถึงตายได้เล่า!”

          อวี้หรงหรงงงงวย “ข้าตายแล้ว? ทำไมถึงตายเจ้าคะ?”

          อวี้ชิวเซียวเดือดดาลจนหัวเสีย “เจ้าถามข้าแล้วข้าจะไปถามใคร?”

          อวี้หรงหรงเอ่ยเสียงอ่อย “ข้า...ก็แค่เห็นว่าที่นั่นปลูกดอกรื่อเยว่โยวถานเป็นจำนวนมาก เคยได้ยินเพียงชื่อทว่าไม่เคยเห็นมาก่อนจึงเกิดความอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาชั่ววูบ หมายจะเด็ดมาดูสักดอก...”

          ทุกคนจนคำพูดในพริบตา อวี้ชิวเซียวอยากจะฟาดนางสักฝ่ามือให้ดวงจิตสูญสลายไปเลยจริงๆ “เจ้า! ทำไมข้าถึงได้มีชนรุ่นหลังที่โง่เขลาไร้ที่เปรียบอย่างเจ้า! ดอกรื่อเยว่โยวถานเป็นของที่เจ้าคิดเด็ดก็เด็ดได้ตามอำเภอใจงั้นรึ?”

          บุรุษวัยกลางคนที่นั่งอยู่ด้านข้างเอ่ยปลอบเขา “เจ้าตำหนักอวี้ เรื่องราวมาถึงขั้นนี้แล้วท่านดุด่านางไปก็ไร้ประโยชน์ คงต้องเตรียมการแต่เนิ่นๆ สักหน่อยดีกว่า ส่งวิญญาณนางไปเกิด ผ่านไปสองสามปีก็สามารถรับกลับมาได้แล้ว”

          “ท่านตาเลือกร่างเพาะที่งดงามให้ข้าสักร่าง ขอหน้าตางดงามกว่าข้าตอนนี้นะเจ้าคะ!” อวี้หรงหรงรีบบอก

          อวี้ชิวเซียวดุด่านางอีกครั้ง “เจ้าก็ดีแต่ทำให้เสียเรื่อง หุบปากไปซะ!”

8.อย่าเข้ามาใกล้นะ

          สำนักเกิงเฉินเซียนฝู่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานจนกลายเป็นสำนักใหญ่ท่ามกลางวิถีแห่งการบำเพ็ญเซียนจึงยากจะหลีกเลี่ยงไม่ให้ศิษย์ชั้นเลิศบางคนดับสูญโดยไร้สาเหตุ ต่อมาวิธีการ ‘ส่งวิญญาณไปอุบัติ’ พลันถือกำเนิดขึ้นมารองรับสถานการณ์ได้เป็นอย่างดี

          วิธีการคือต้องรวบรวมวิญญาณของศิษย์ที่สร้างคุณูปการอันยิ่งใหญ่หรือมีประโยชน์ต่อสำนักอย่างใหญ่หลวง หลังจากคนพวกนั้นตายไปแล้วก็ใช้วิชาลับให้พวกเขาไปเกิดใหม่ในตระกูลบริวารของสำนัก รอจนเด็กถือกำเนิดค่อยปลุกความทรงจำของพวกเขาให้ตื่นแล้วรับตัวกลับมาเพื่อฝึกบำเพ็ญอีกครั้ง

          ทว่าหลังผ่านกาลเวลามาเนิ่นนานจนถึงปัจจุบัน การส่งวิญญาณไปอุบัตินี้ได้กลายเป็นเครื่องมือที่เหล่าผู้มีอำนาจของสำนักเกิงเฉินเซียนฝู่นำมาใช้เพื่อรักษาและขยายวงศ์ตระกูลให้คงอยู่สืบไป บรรดาเจ้าตำหนักและเจ้าสาขาในแต่ละรุ่นได้สืบทอดสายเลือดของคนในครอบครัวและศิษย์ใกล้ชิดให้ได้กลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้ง แม้ว่าการส่งวิญญาณไปอุบัติของคนผู้หนึ่งจะทำได้เพียงครั้งเดียว แต่การไร้ซึ่งความเปลี่ยนแปลงอันยาวนานก็ทำให้เหล่าผู้นำระดับสูงสุดของสำนักเหมือนน้ำนิ่งขุ่นคลั่กปลักหนึ่ง นับวันมีแต่จะเสื่อมทรามฟอนเฟะลงไปเรื่อยๆ

          หลังจากรวบรวมวิญญาณของอวี้หรงหรงขึ้นมาได้ บรรดาคนสิบกว่าคนในที่นั้นพลันมองไปยังตะเกียงร้อยดวงที่อยู่ตรงกลางยามนี้ตะเกียงที่ยังคงสว่างเหลือเพียงเก้าสิบแปดดวงเท่านั้น ยังไม่ถึงหนึ่งวันก็ดับไปแล้วสอง

          “ตะเกียงดวงแรกที่มอดดับไป...”

          “ไม่ต้องสนใจ ปรมาจารย์สิ้นสุดการเก็บตัวบำเพ็ญในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อแบบนี้ไม่เพียงพวกเราเท่านั้นที่หวาดกลัว ผู้คนฝ่ายอื่นต่างก็หวาดกลัวเช่นกัน ไม่ว่าพวกเขาจะทำอะไรล้วนเสียแรงเปล่า ขนาดพวกเราปรมาจารย์ยังไร้จิตใจที่จะปกป้อง แล้วคนนอกสำนักที่มีจิตคิดเป็นอื่นปรมาจารย์ยิ่งไม่มีทางออมมือเข้าไปใหญ่ อีกอย่างพวกเจ้าดูสิ เหล่าอสูรปีศาจและมารร้ายยังไม่ทันได้เผยร่องรอยออกมาเลย” ผู้เฒ่าที่อยู่ตรงกลางหลับตาลงพลางแค่นเสียงหัวเราะ

 

          ความสามารถในการนอนหลับของเลี่ยนถิงเยี่ยนยอดเยี่ยม

          ถึงขนาดเห็นฉากฆาตกรรมจะๆ กับตาสองรอบยังไม่ส่งผลกระทบต่อการนอนในตอนกลางคืน

          ช่วงเช้ามืดขณะที่เธอกำลังนอนหลับสนิทอยู่นั้นจู่ๆ ภายในห้องก็มีเสียงแซกซากเบาๆ ดังขึ้น อสรพิษสีดำตัวมหึมากำลังเลื้อยเข้ามาโดยไร้สุ้มเสียงแล้ววนรอบที่นอนของเธอ

          “ซี่ซี่---”

          เจ้างูดำยักษ์ส่งเสียงใส่เลี่ยนถิงเยี่ยนที่นอนอยู่บนเตียงนานกว่าครึ่งวันแต่กลับไม่เห็นปฏิกิริยาตอบสนองของนาง มันยื่นหัวใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จนกระทั่งเขี้ยวงูแหลมคมแทบจะอยู่เหนือใบหน้านางทว่า
หญิงสาวยังคงไม่ขยับตัว

          “...” เจ้างูดำฉงน ไม่ถูกสิ ตัวตนของมันออกจะยิ่งใหญ่ทำไมปาเข้าไปครึ่งวันแล้วยังไม่เห็นนางตื่นขึ้นมาเลยเล่า ไม่มีทางที่หญิงสาวจะไร้ความระแวดระวังตัวขนาดนี้ หรือว่านางสลบไปแล้ว?

          เจ้างูดำยักษ์เป็นสัตว์ที่มีสติปัญญาไม่ค่อยจะได้เรื่องตัวหนึ่ง มันไม่ใช่สัตว์มารด้วยซ้ำ เพียงแต่ครั้งนั้นซือหม่าเจียวตื่นขึ้นมาก็จับมันที่เป็นงูน้อยธรรมดากำลังจะตายซึ่งล่วงล้ำเข้ามาในเขาซานเซิ่งชานโดยไม่ตั้งใจเอาไว้ได้ เขาเกิดอารมณ์เบื่อหน่ายสุดขีดจึงให้มันดื่มเลือดของตนไปเล็กน้อย ดังนั้นมันเลยสามารถมีชีวิตรอดอยู่ที่นี่ต่อไปได้

          ในคราแรกเจ้างูดำก็เป็นเพียงงูลายตัวหนึ่ง ขนาดลำตัวหนาเพียงนิ้วมือ ความยาวเท่ากับแขน ต่อมามีอยู่หลายครั้งเวลาซือหม่าเจียวคลุ้มคลั่งอาละวาดทำร้ายตนเอง มันเลยได้กินเลือดเนื้อของเขาไปอีกหน่อย สุดท้ายร่างกายก็เกิดการเปลี่ยนแปลงมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ลวดลายที่งดงามบนลำตัวถูกแทนที่ด้วยสีดำราวกับคืนเดือนมืด

          ตลอดเวลาที่มันอาศัยอยู่ที่นี่ไม่ค่อยมีอะไรให้กิน แม้ไม่ตายทว่ารู้สึกหิวโหยอยู่เสมอ บ่ายวันนี้พอได้กลิ่นน้ำไผ่ที่เลี่ยนถิงเยี่ยนดื่ม มันก็เกิดอาการติดใจ ตกกลางคืนจึงได้แอบออกมาที่นี่เงียบๆ ตั้งใจจะขอกินสักหน่อย

          สมองของมันไม่ได้ใหญ่มาก เวลาเพียงชั่วครู่จึงคิดวิธีการดีๆ ไม่ออก มันจึงแลบลิ้นออกมาเลียแผล็บไปบนมือของเลี่ยนถิงเยี่ยนสมัยก่อนตอนที่มันหิวโหยอย่างสาหัสก็จะข่มความหวาดกลัวในใจไว้ เลื้อยไปข้างมือของซือหม่าเจียวอย่างลังเล ซือหม่าเจียวก็จะเอานิ้ววาดผ่านเขี้ยวงูที่คมกริบของมันอย่างไม่ใส่ใจ มอบเลือดสองสามหยดให้เพื่อคลายความหิวโหย ตอนนี้มันจึงนำวิธีการเดียวกันมาใช้กับเลี่ยนถิงเยี่ยน

          ระหว่างที่เลี่ยนถิงเยี่ยนกำลังหลับฝันอยู่นั้นพลันรู้สึกถึงความชุ่มชื้นบริเวณมือจึงผลักมือออกไปด้านข้างด้วยอาการสะลึมสะลือ “ต้าเป๋าเป้ย เจ้าหมาจอมยุ่ง ห้ามเลียนะ ไปไกลๆ เลย!”

          อดีตรูมเมทของเธอเคยเลี้ยงสุนัขไว้ตัวหนึ่งมีชื่อว่าต้าเป๋าเป้ย ตอนดึกดื่นเที่ยงคืนมันจะชอบบ้าพลังกระโดดขึ้นมาบนเตียงแล้วนอนทับบนตัวเธอพร้อมใช้ลิ้นเลียแผล็บๆ ไปทั่วใบหน้า เพียงแต่คราวนี้ยามเธอผลักมือออกไป สิ่งที่ผลักโดนกลับไม่ใช่ขนฟูฟ่องของเจ้าสุนัขตัวซนทว่าเป็นสิ่งของที่เย็นเฉียบและเรียบลื่น

          วินาทีต่อมาเลี่ยนถิงเยี่ยนก็เบิกตากลมโตขึ้นและพบว่าเหนือศีรษะของตนมีปากสีแดงฉานกำลังอ้ากว้างดุจกะละมังเลือดอันน่าสะพรึง ดวงตาสีแดงคู่นั้นของเจ้างูดำจ้องมองมาที่เธอเขม็งโดยไร้ซึ่งความอบอุ่น เหมือนมันกำลังพิจารณาว่าจะเริ่มกลืนกินเธอจากส่วนไหนดี

          ในที่สุดเลี่ยนถิงเยี่ยนก็ตกใจจนตื่นเต็มที่ เธอยกมือขึ้นปิดปากตนเองไว้ตามสัญชาตญาณเพื่อไม่ให้หลุดเสียงกรีดร้องขณะเดียวกันหัวใจก็เต้นรัวเป็นกลอง เส้นผมแทบจะชี้ตั้งขึ้นมาจนหมด ทว่าเจ้างูยักษ์กลับเบิกบานใจยิ่งนัก พอมันดีใจปากก็ยิ่งอ้ากว้างมากขึ้น ทำให้เลี่ยนถิงเยี่ยนยิ่งหวาดผวาหนักไปอีก

          เขี้ยว! เขี้ยวของนาย! อย่าเข้ามาใกล้นะ! ฉันหายใจไม่ออกแล้ว!

          เลี่ยนถิงเยี่ยนนอนอยู่บนเตียงพยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลออกมา เจ้างูนี่ออกมาหาอาหารมื้อดึกกินงั้นเหรอ? กินประหยัดหน่อยไม่ได้หรือไง ทั้งหมดมีร้อยคนหากกินหนึ่งคนต่อหนึ่งวัน มันก็จะมีกินไปได้ถึงสามเดือน ทว่าหากวันหนึ่งกินไปตั้งสามคนแบบนี้ แค่เดือนเดียวก็คงไม่มีอะไรเหลือให้กินแล้ว!

          เธอเข้าใจเจ้างูดำยักษ์ผิดไป อันที่จริงมันไม่ชอบกินคนเลย เทียบกับซือหม่าเจียวที่เป็นสายเลือดคนสุดท้ายของเผ่าเฟิ่งชานแล้วเลือดเนื้อของคนอื่นรสชาติราวกับก้อนหินหรือท่อนไม้ มันไม่ชอบกินเลยสักนิด เพียงแต่ซือหม่าเจียวรังเกียจที่จะทิ้งซากศพเอาไว้เลยใช้มันเก็บกวาดให้เรียบร้อย มันก็ทำอะไรไม่ได้ ต้องรับหน้าที่เป็นถังขยะจัดการศพไปโดยปริยาย

          เลี่ยนถิงเยี่ยนยังอยู่ในโหมดเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของชีวิตดุจมองเงาหมุนบนโคมม้าวิ่ง* อยู่ตรงนั้น หลังม้าวิ่งไปแล้วเป็นครึ่งวันหวนรำลึกถึงช่วงชีวิตยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมาจนจบไปรอบหนึ่ง เจ้างูยักษ์ก็ยังไม่ลงมือจัดการเธอสักทีเพราะงั้นคุณพี่งู...นายจะกินหรือไม่กินฉันกันแน่?

          เจ้างูยักษ์ก็อยากจะถามเธอเช่นกัน สหาย...ขอของกินหน่อยได้ไหม?

          ทว่ามันดันพูดภาษามนุษย์ไม่ได้และยังไม่ฉลาดถึงขั้นสามารถถ่ายทอดความคิดของตนออกมา ดังนั้นหนึ่งคนหนึ่งงูก็เลยคุมเชิงกันอยู่อย่างนั้น ดวงตากลมโตประสานกับตาหลอดไฟ แววตาเจิดจ้าสดใสมองกันไปมาเป็นเวลานาน ท้ายที่สุดทั้งสองฝ่ายพลันรู้สึกห่อเหี่ยวไม่รู้จะทำอย่างไรต่อ เป็นเจ้างูยักษ์ที่สัมผัสได้ถึงกลิ่นอ่อนๆ บางอย่าง มันจึงคาบกระบอกไม้ไผ่ที่เลี่ยนถิงเยี่ยนปัดคว่ำไปอยู่ใต้ตั่งนอนออกมาวางตรงหน้าเธอ ทั้งยังแกว่งหางให้อีกต่างหาก

          กระบอกไม้ไผ่นี้เอาไว้ใส่น้ำใบไผ่ เลี่ยนถิงเยี่ยนมีไหวพริบรวดเร็ว เธอลองหยิบน้ำไผ่อีกกระบอกออกมา สิ่งนี้เป็นเครื่องดื่มธรรมดาสามัญที่สุดของชิงกู่เทียน ขอแค่มีไผ่ชิงหลิงสักท่อนก็สามารถผลิตน้ำไผ่ออกมาได้อย่างต่อเนื่อง เธอดื่มเจ้าสิ่งนี้แทนชานมจึงเตรียมไผ่ชิงหลิงมาเป็นจำนวนมาก แน่นอนว่าย่อมมีน้ำไผ่สำรองไว้ไม่น้อยเช่นกัน

          เธอเพิ่งจะหยิบน้ำไผ่ออกมาก็เห็นเจ้างูยักษ์กระดิกหางถี่ยิบจนเกิดเสียงลมดังวู้ๆ พวกงูตอนแสดงความคึกคักดีใจไม่ใช้การแกว่งหางนี่นา เจ้างูยักษ์ที่ปรมาจารย์เลี้ยงไว้ตัวนี้ทำไมถึงมีท่าทางเหมือน...สุนัข?

          สามารถเลี้ยงงูยักษ์ให้กลายเป็นสุนัขได้ ไม่เสียทีที่เป็นปรมาจารย์จริงๆ

          ตอนงูกินน้ำไม่ได้ใช้ลิ้นแต่กลับใช้หัวจุ่มลงไปในน้ำแทนเลี่ยนถิงเยี่ยนจึงเปลี่ยนภาชนะใส่น้ำไผ่เป็นกะละมังใบโตให้อย่างเข้าใจ จากนั้นก็กลับไปนั่งบนเตียงฟังเสียงเจ้างูดำดื่มน้ำไผ่อึกๆ อย่างเต็มที่

          แม่เจ้า...เหมือนได้เกิดใหม่จริงๆ เธอปาดเหงื่อบนหน้าผากออก มือเท้าอ่อนระทวยล้มลงไปนอนบนเตียงอีกครั้ง

          นับจากวันนั้นเป็นต้นมาพอถึงเวลาเที่ยงคืนเจ้างูดำยักษ์ก็จะแอบมาขอน้ำไผ่ดื่มเป็นประจำ เลี่ยนถิงเยี่ยนให้กะละมังมันไปหนึ่งใบ ทุกวันก่อนที่เธอจะล้มตัวลงนอนก็จะเทน้ำไผ่เตรียมไว้ให้สองสามกระบอก

9.พวกเจ้ามาทำอะไร?

          “พี่งู พวกเรามาทำข้อตกลงกันสักหน่อยดีหรือไม่ตอนกลางคืนพอเจ้ามาถึงก็ดื่มน้ำเอง ไม่ต้องปลุกข้าให้ตื่นขึ้นมาได้ไหม?”

          พี่งูฟังความหมายที่ซับซ้อนเกินไปไม่เข้าใจ มันยังคงทำตัวตามเดิม มีมารยาทและรู้กาลเทศะอย่างยิ่ง ตอนกลางคืนก่อนดื่มน้ำไผ่จำต้องปลุกเจ้าของมาทักทายก่อนเสมอ

          พอถูกเจ้างูดำยักษ์ปลุกให้ตื่นขึ้นมาจากนิทราอันแสนสุขอีกครั้ง เลี่ยนถิงเยี่ยนก็ฝืนเลิกตาขึ้นมาข้างหนึ่งเป็นการตอบรับแบบขอไปทีก่อนจะหันกลับไปนอนหลับต่อ

          หลายวันมานี้เธอแทบไม่ได้ออกไปไหนเลย ทุกวันล้วนใช้ชีวิตอยู่ที่นี่อย่างสงบเสงี่ยม นอนเล่นตอนกลางวันอยู่ในโหมดพักร้อนอย่างเต็มที่ เพราะไม่ได้ไปมาหาสู่กับคนอื่นๆ เธอจึงไม่รู้ว่าภายในเวลาไม่กี่วันนี้กลุ่มหญิงสาวร้อยคนได้ตกรอบไปเรียบร้อยถึงยี่สิบกว่าคน

          ปรมาจารย์ซือหม่าเจียวมีนิสัยที่ว่าถ้าคนอื่นไม่ไปตอแยหาเรื่องเขา พอเขาอารมณ์ไม่ดีก็จะชอบหาเรื่องขึ้นมาเอง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าภายในหมู่สตรีร้อยนางยังมีพวกจิตใจทะเยอทะยาน ไม่ยอมจำนนต่อสภาพตกอับอันเปล่าเปลี่ยวเดียวดายจนพาตัวเองไปหาเรื่องตายกับเขาเองถึงที่

          ในจำนวนนั้นกลุ่มศิษย์ระดับสูงที่มีอวิ๋นซีเยว่เป็นผู้นำตกรอบไปเร็วที่สุดและมากที่สุด อวิ๋นซีเยว่ในฐานะพี่ใหญ่ย่อมไม่ยอมน้อยหน้า ตกรอบไปก่อนคนอื่นๆ เสียอีก

          เหตุเกิดในวันที่สามนางพาศิษย์น้องร่วมสายสองคนตรงไปยังเจดีย์กลางเพื่อขอเข้าพบปรมาจารย์ หากเลี่ยนถิงเยี่ยนเห็นพฤติกรรมของพวกนางจะต้องชมเปาะว่าช่างห้าวหาญถึงขนาดกล้าเผชิญหน้ากับความตาย

          ซือหม่าเจียวอนุญาตให้พวกนางเข้าพบ

          “พวกเจ้ามาทำอะไร?” เขาถาม

          อวิ๋นซีเยว่ก้มหน้าลงเอ่ยน้ำเสียงนุ่มนวลอ่อนน้อมอย่างยิ่ง “ศิษย์มาปรนนิบัติดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของท่านปรมาจารย์เจ้าค่ะ”

          ซือหม่าเจียวเดินมาหยุดอยู่ข้างกายนาง ยามเขาเดินเหินล้วนไร้เสียงเช่นเดียวกับเจ้างูดำตัวนั้น เสื้อตัวโคร่งยาวลากพื้นอยู่ด้านหลังคล้ายกับหางของงู ขณะเดียวกันแววตาที่จ้องมองมายังหญิงสาวช่างเย็นเยียบดุจนัยน์ตาของอสรพิษร้าย

          อวิ๋นซีเยว่ตัวเกร็ง พยายามไม่แสดงท่าทีผิดปกติ ซือหม่าเจียวเอื้อมมือมาหานางช้าๆ นิ้วหนึ่งแตะลงตรงหว่างคิ้วของนางจากนั้นพลันเอ่ยถามอีกครา “เจ้ามาทำอะไร?”

          อวิ๋นซีเยว่เผยอปากขึ้นโดยไม่รู้สึกตัว เอ่ยคำตอบที่แตกต่างจากเมื่อครู่โดยสิ้นเชิง “ข้ามาเพื่อเป็นอนุของท่าน ข้าต้องการบุตรที่มีสายเลือดของตระกูลซือหม่าสักคน วันใดที่สายเลือดเผ่าเฟิ่งชานมี
ผู้สืบทอดแล้วย่อมสามารถรุมสังหารปรมาจารย์ได้ เป็นการกำจัดมหันตภัยร้ายให้สำนักเกิงเฉินเซียนฝู่ ตำหนักที่ตระกูลอวิ๋นของพวกเราสังกัดอยู่ก็จะกลายเป็นนายของสำนัก...”

          นางเผยสีหน้าหวาดผวาออกมา คิดจะหยุดคำพูดตนแต่ไม่สามารถทำได้ ร่างกายราวกับมีความคิดเป็นของตัวเอง คายความคิดที่แอบซ่อนไว้ในส่วนลึกของจิตใจออกมาจนหมดสิ้น

          ซือหม่าเจียวฟังคำพูดของอวิ๋นซีเยว่โดยไม่รู้สึกแปลกใจเลยสักนิดกระทั่งสีหน้าก็ไม่เปลี่ยน เพียงพยักหน้าให้คนต่อไป “เจ้าล่ะมาทำอะไร?”

          สตรีนางนั้นมีความหวาดกลัวและมีท่าทีต่อต้าน ทว่านางก็เป็นเช่นเดียวกับอวิ๋นซีเยว่ เอ่ยความจริงออกมาโดยไม่อาจควบคุมตนเองได้ เป็นวาจาที่ไม่ต่างจากอวิ๋นซีเยว่สักเท่าไร

          ยังมีอีกคนที่เอ่ยวาจาอย่างไม่อาจควบคุม “ข้ามาเพื่อแย่งชิงโอกาสของอวิ๋นซีเยว่ หาโอกาสเปิดอีกหนึ่งตำหนักให้ตระกูลม่อเพื่อให้เหนือกว่าตระกูลอวิ๋น”

          อวิ๋นซีเยว่ถลึงตาจ้องมองนางอย่างโกรธแค้น หากขยับเขยื้อนได้เกรงว่าคงเกิดเหตุการณ์สังหารลูกไล่ที่ดูเหมือนจะสัตย์ซื่อผู้นี้ให้ตายภายในกระบี่เดียว

          “ผ่านมาหลายปีขนาดนี้พวกเขายังใช้ลูกไม้เดิมๆ อยู่อีก”ซือหม่าเจียวกล่าววาจาแฝงนัยเสียดสี เหลือบมองสีหน้าของพวกนางทั้งสามก่อนจะรวบมือพลางหัวเราะดังลั่น

          “ตระกูลซือหม่าเหลือข้าเพียงผู้เดียว หากข้าตายไปสำนักเกิงเฉินเซียนฝู่ก็จะจบสิ้น ทั้งเจ้าตำหนัก เจ้าสาขาและพวกเจ้าทุกคนในสำนักเกิงเฉินเซียนฝู่ล้วนต้องตายตกไปพร้อมกับข้า”

          ทั้งสามคนตัวสั่นพั่บๆ ประหนึ่งมองเห็นอนาคตอันน่าสะพรึงตามคำพูดของเขา ทว่าในที่สุดพวกนางก็ไม่ได้เห็น เพราะพอซือหม่าเจียวหัวเราะจบก็ถือโอกาสทำให้พวกนางสามคนได้พ้นทุกข์ล่วงหน้าไปก่อนแล้ว

          ตะเกียงชีวิตภายในหอตะเกียงพลันดับวูบไปอีกสามดวงในคราวเดียว ภายใต้สายตาอันหนักหน่วงทะมึนของคนทั้งหลายยังมีตะเกียงอีกหลายดวงดับวูบตามมา

          “ดวงวิญญาณดวงนี้สลายไปแล้ว” สีหน้าของสตรีที่เอ่ยวาจาไม่ใคร่จะดีนัก ศิษย์สองคนของนางล้วนเคยตายมาแล้วครั้งหนึ่ง นั่นเป็นศิษย์ที่นางคัดสรรมาเป็นอย่างดีเพื่ออบรมเลี้ยงดู!

          นางกล่าวอย่างไม่ยอมแพ้ “ปรมาจารย์...ซือหม่าเจียว เขาไม่กลัวอะไรถึงเพียงนี้เลยรึ!”

          “เหอะ ตอนนี้เขายังจะกลัวอันใดอีกเล่า หากไม่ใช่เพราะเขายังไม่ฟื้นตัว ไม่อาจออกมาจากเขาซานเซิ่งชานได้ เกรงว่า...” แม้ผู้เฒ่าจะเอ่ยไม่จบทว่าวาจาที่ยังไม่สิ้นสุดของเขากลับทำให้ทุกคนกระจ่างแก่ใจดี ทันใดนั้นสรรพสิ่งรอบด้านพลันเงียบกริบลงชั่วขณะ

 

            ตอนที่เลี่ยนถิงเยี่ยนออกไปตักน้ำก็สังเกตเห็นว่าจำนวนคนเริ่มน้อยลงแล้ว

          พวกเธอใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ แน่นอนว่าย่อมมีความต้องการน้ำอีกทั้งภายในตำหนักขนาดใหญ่แห่งนี้มีแหล่งน้ำอยู่เพียงแห่งเดียวเท่านั้น คนทั้งหมดจึงจำเป็นต้องมาตักน้ำจากที่นั่น นับไปนับมาก็พบว่ามีคนน้อยลงกว่าเดิมถึงสิบกว่าคน ทันใดนั้นเธอก็เกิดอาการหนาวๆ ร้อนๆ ขึ้นมาบ้างแล้ว

          นอกจากหญิงสาวสองคนในวันแรก หลังจากนั้นเธอก็ไม่ได้เห็นฉากฆาตกรรมอีกเลย เพราะเธอไม่ได้สนใจใคร่รู้ในสถานที่แห่งนี้และก็ไม่อยากรู้อยากเห็นเรื่องของปรมาจารย์และคนอื่นเช่นกัน เธอเพียงมาเสพสุขในช่วงเวลาพักร้อนเท่านั้น

          ความจริงได้พิสูจน์แล้วว่าการไม่มีความอยากรู้อยากเห็นย่อมเป็นเรื่องที่ดีมากเรื่องหนึ่ง เพราะมันทำให้เธอสามารถเอาตัวรอดได้อีกหลายวัน

          “ทำไมเจ้ายังไม่ตายอีกเล่า?” ศิษย์พี่ที่คุ้นตาผู้หนึ่งเอ่ยถามอย่างประหลาดใจเมื่อเห็นเลี่ยนถิงเยี่ยนเดินมาตักน้ำ

          แม้คำพูดของนางจะฟังไม่ค่อยเข้าหูนักแต่หลายวันมานี้ยากยิ่งที่จะมีคนสนทนากับเธอ เลี่ยนถิงเยี่ยนจึงตอบกลับ “ละอายใจยิ่งข้าค่อนข้างทำตัวไม่เป็นจุดสนใจจึงไม่ได้พบเจออันตรายอันใด”

          ศิษย์พี่ผู้นั้นเหลือบมองเธออย่างดูแคลนแวบหนึ่ง ก่อนจะสะบัดหน้าเดินจากไปทันที ไม่ยินดีจะสนทนากับเธอให้มาก

          พวกนางล้วนมีจิตใจขวนขวายอยากหาความก้าวหน้า แน่นอนว่าย่อมไม่สนใจจะมองเธอที่เป็นเพียงพวกถ่วงความเจริญ

          ทว่าสรรพสิ่งในโลกล้วนไม่เที่ยง ต่อให้เจ้าปลาเค็มไม่คิดจะพลิกตัวขึ้นมาเงยหน้าอ้าปากก็มักจะมีแรงผลักดันภายนอกมาบีบให้มันต้องพลิกตัวอยู่เสมอ

          คืนนี้เลี่ยนถิงเยี่ยนตื่นขึ้นมาอีกแล้ว ไม่ใช่เพราะถูกเจ้างูดำยักษ์รบกวนจนตื่นแต่เป็นเพราะความเจ็บปวดบริเวณท้องน้อยของเธอ ความรู้สึกแบบนี้ช่างคุ้นเคยยิ่งนัก...ปวดท้องประจำเดือน ในยุคปัจจุบันเธอก็มักจะทรมานจากการปวดประจำเดือนเช่นกัน บางครั้งปวดแทบจะตาย หากไม่มียาแก้ปวดไอบูโพรเฟนก็จะเดี้ยงไปเลย เธอคิดไม่ถึงว่าขนาดข้ามภพทะลุมิติมาแล้วยังต้องมาแบกรับความเจ็บปวดทรมานแบบนี้อีก ไม่เพียงเจ็บปวดมากกว่าเมื่อก่อน หนำซ้ำยังไม่มียาแก้ปวดให้เธอกินอีกด้วย

          บ้าชะมัด!

          คนที่บำเพ็ญเป็นเซียนทำไมยังต้องมีความยุ่งยากลำบากใจเรื่องประจำเดือนแบบนี้อีกล่ะ? ประจำเดือนทำให้ปวดมากขนาดนี้เลยหรือ?

          เธอปวดจนแทบจะตายอยู่แล้ว! เหมือนในท้องมีสว่านไฟฟ้ากำลังทำงานไม่หยุด ขุดเจาะบ่อบาดาลอยู่เช่นนั้น

          ยังดีที่ความเจ็บปวดนี้เป็นต่อเนื่องอยู่สักพักก่อนจะดีขึ้นในเวลาต่อมา เลี่ยนถิงเยี่ยนลุกขึ้นยืนพร้อมกับเหงื่อที่ไหลท่วมไปทั้งกาย ทว่าท้ายที่สุดเธอก็พบว่าตนเองไม่ได้มีประจำเดือนไหลออกมาเลยสักหยดเดียว

          สรีระร่างกายของสตรีที่บำเพ็ญเป็นเซียนประหลาดพิสดารขนาดนี้เชียวรึ? แค่ปวดท้องอย่างเดียวทว่าไม่มีประจำเดือนไหลออกมาเลย เธอมีคำถามผุดขึ้นเต็มหัวแต่กลับไม่สามารถหาคำตอบให้
ตัวเองได้ กระทั่งเริ่มสงสัยแล้วว่าตนเองกินของผิดสำแดงอะไรหรือเปล่า

          สุดท้ายเธอก็ไม่อาจหาสาเหตุได้จึงล้มตัวลงไปนอนใหม่อย่างมึนงง

 

          ใต้ยอดเขาแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ห่างจากเขาซานเซิ่งชานไม่ไกลนัก

          คนผู้หนึ่งกำลังนั่งอยู่ใต้เงาไม้ ผ่านไปเนิ่นนานก็ยังไม่มีการเคลื่อนไหว เงาร่างนั้นแค่นเสียงเย็นชาออกมาคราหนึ่ง “ได้ยินการเรียกหาทว่ากลับไร้ซึ่งการตอบรับ ทั้งยังไม่เคยส่งข่าวคราวออกมาเลยสักครั้ง หรือคิดว่าเข้าหาปรมาจารย์แห่งสำนักเกิงเฉินเซียนฝู่ได้แล้วจะหนีจากการควบคุมของพวกข้าไปได้”

          “ดี! งั้นมาดูกันสิว่าเจ้ายังจะทนต่อพิษกร่อนกระดูกไปได้นานแค่ไหน!”

          เลี่ยนถิงเยี่ยนไม่รู้เรื่องนี้แม้แต่น้อย จวบจนคืนหนึ่งในสามวันให้หลัง ท้องน้อยของเธอพลันปวดแปลบอย่างรุนแรงขึ้นมาอีกคราครั้งนี้ความรู้สึกเจ็บปวดรุนแรงยิ่งกว่าครั้งก่อนจนแทบจะสลบไปทันที ก่อนจะสลบเหมือด เธอเริ่มคิดว่านี่คงไม่ใช่การปวดท้องประจำเดือนเสียแล้ว!

10.คือคนแบบนี้น่ะหรือ?

          คืนนี้เจ้างูดำยักษ์มาขอดื่มน้ำอีกเช่นเคย มันมาถึงก็พบเลี่ยนถิงเยี่ยนล้มลงกับพื้น ปากกระอักโลหิตแดงฉาน สลบไสลไม่ได้สติ

          แม้เจ้างูดำยักษ์จะไม่ค่อยฉลาดนักแต่มันก็พอจะเข้าใจเหตุการณ์ที่ไม่ค่อยปกติเบื้องหน้า ดังนั้นมันจึงใช้หัวดุนดันคนที่กำลังหายใจร่อแร่ เมื่อพบว่าไร้ซึ่งปฏิกิริยาตอบสนอง มันพลันโยกหัวอย่างลังเล สุดท้ายก็รวบตัวเลี่ยนถิงเยี่ยนที่นอนสลบไสลเอาไว้ พานางเลื้อยกลับไปยังเจดีย์กลางอย่างรวดเร็ว

          ซือหม่าเจียวนั่งอยู่บนชั้นสูงสุดของเจดีย์กลาง ทอดมองประกายไฟที่กระจุกตัวเป็นหย่อมๆ ท่ามกลางเทือกเขาที่ห่างไกลออกไป พอได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวทางด้านหลังจึงเบือนหน้าไปมองแวบหนึ่ง

          “เจ้าตัวยุ่ง เอาอะไรกลับมาด้วยน่ะ”

 

          อสรพิษดำเป็นงูไม่ค่อยจะฉลาดสักเท่าไร

          แม้ภายในใจของมันจะรู้สึกหวาดกลัวซือหม่าเจียวเป็นอย่างยิ่งและรู้ว่าเขาเป็นเจ้านายที่ห่วยแตกผู้หนึ่ง ทว่าพอเจอปัญหาที่ยากจะแก้ไขมันก็ยังพุ่งตรงมาหาเขาอยู่ดี

          การที่มันสามารถมีชีวิตอยู่รอดมานานหลายปีขนาดนี้ คนที่เคยป้อนอาหารมันนอกจากซือหม่าเจียวแล้วก็มีแค่เลี่ยนถิงเยี่ยนเท่านั้น ในภายภาคหน้ามันยังอยากจะดื่มน้ำแสนอร่อยอยู่ถึงได้เสี่ยงอันตรายพาคนที่สลบไสลมายังเจดีย์กลางด้วย

          ทว่าซือหม่าเจียวกลับไม่ได้น้ำใจงามชอบช่วยเหลือผู้อื่นถึงเพียงนั้น ฉายานามของเขาคือฉือฉางเต้าจวินซึ่งเจ้าลาโล้น* เฒ่าผู้หนึ่งเป็นคนตั้งให้ ช่างน่าหัวเราะยิ่งนัก แต่ไรมาตลอดชีวิตของเขาก็ไม่เคยมีความเกี่ยวข้องอันใดกับคำว่า ‘ฉือ**’ มาก่อนเลย

          ต่อให้เจ้าสัตว์เดรัจฉานที่ตนเองเลี้ยงดูมาช่วงหนึ่งจะทำใจกล้าเบียดแซะเข้ามาส่งเสียงฟ่อๆ แต่เขากลับมีปฏิกิริยาแค่ยกมือขึ้นผลักหัวเจ้างูยักษ์ออกไปอย่างรังเกียจ

          เจ้างูดำยักษ์ถูกเจ้านายบัดซบโยนออกมา ตัวของมันกระแทกโครมเข้ากับพื้นอย่างจัง ต่อมามันก็มีท่าทีเหงาหงอยเศร้าซึม ไม่กล้าหาญชาญชัยเข้าไปรบเร้าอยู่ข้างกายซือหม่าเจียวอีก ได้แต่เลื้อยขึ้นไปขดอยู่บนเสาด้านข้างอย่างเงียบๆ ทิ้งเลี่ยนถิงเยี่ยนที่นอนสลบไสลไม่ได้สติอยู่บนพื้นตามเดิม

          ผ่านไปสักพักเลี่ยนถิงเยี่ยนก็สะลึมสะลือได้สติกลับคืนมาเล็กน้อย เธอรู้สึกหนาวเหน็บไปทั้งกายจึงขดตัวเข้าหากันแล้วดึง ‘พรม’ ที่อยู่ข้างกายมาคลุมตัวเอาไว้แล้วไร้ซึ่งการเคลื่อนไหวใดอีก

          ซือหม่าเจียวเหลือบมองนางแวบหนึ่ง ไส้ศึกจากแดนมารผู้นี้ใจกล้ายิ่งนัก ถึงขนาดกล้าดึงเสื้อของเขาไปคลุมตัว ไม่รู้ทำไมเขาจึงนึกสนุกขึ้นมา ใช้นิ้วหนึ่งเชยคางของนางขึ้นก่อนจะประสานสายตากันครู่หนึ่ง

          “มานี่” ประโยคนี้เขาหันไปกล่าวกับเจ้างูดำยักษ์

          เจ้างูดำที่ขดตัวอยู่บนเสากระดิกหางดิกๆ ก่อนจะเลื้อยลงมาตามคำสั่ง

          “นางทำอะไรให้ ทำไมเจ้าถึงคิดจะช่วยนาง?”

          เจ้างูดำยักษ์ส่ายหัว ไม่รู้ว่าฟังไม่เข้าใจหรือไม่รู้กันแน่

          “เจ้ารู้ไหมว่านางมาทำอะไรที่นี่?”

          เจ้างูดำยักษ์ส่ายหัวอีกครั้ง ซือหม่าเจียวเผยสีหน้าหงุดหงิดออกมาพลางก่นด่ามัน “ไม่ว่าอะไรก็ไม่รู้แล้วยังจะพาคนมาตรงหน้าข้าอีก เจ้าอยากตายงั้นหรือ”

          เจ้างูดำตัวสั่นพั่บๆ กลัวว่าเขาจะอาละวาดขึ้นมาอีก

          จู่ๆ ซือหม่าเจียวก็ดึงตัวเลี่ยนถิงเยี่ยนขึ้นมา ใช้ฝ่ามือเย็นเฉียบลูบลงไปที่หน้าท้องของนาง ท่าทีเหมือนเตรียมจะช่วย

          เจ้างูดำไม่รู้ว่าเจ้านายที่อารมณ์แปรปรวนผู้นี้คิดจะทำอะไร มันจ้องมองอย่างสงบเสงี่ยมและระมัดระวังอยู่ด้านข้าง

          ลูกไม้กระจอกของพวกแดนมารย่อมไม่อยู่ในสายตาของซือหม่าเจียว ก็แค่ของที่เอาไว้ควบคุมผู้คนเท่านั้น หากเขาคิดจะจัดการย่อมมีวิธีมากมายนับไม่ถ้วน แต่ตอนนี้เขาเลือกใช้วิธีที่ง่ายดายที่สุด

          ชายหนุ่มใช้มือบีบปากของเลี่ยนถิงเยี่ยนก่อนจะเอานิ้วเย็นเฉียบและขาวซีดนิ้วหนึ่งยัดเข้าไปในปากแล้วควานจนถูกฟันของนาง... เขาพลันชะงักกึก หดนิ้วมือกลับคืนมาด้วยสีหน้าที่ยากจะคาดเดา
จากนั้นลากเจ้างูดำยักษ์ที่อยู่ข้างกายเข้ามาหา ใช้ท่าทางแบบเดียวกันบีบปากมันออก ควานจนโดนเขี้ยวงูอันคมกริบด้วยท่าทางคล่องแคล่ว ใช้เขี้ยวงูแทงนิ้วจนเป็นแผลแล้วค่อยชักนิ้วกลับมาก่อนจะนำไปถูแบบส่งๆ ในปากของเลี่ยนถิงเยี่ยนใหม่อีกครา

          เขาป้อนเลือดหนึ่งหยดให้นาง ก่อนหน้านี้ที่เขายัดนิ้วมือเข้าไปในปากของนางเป็นการเคลื่อนไหวตามจิตใต้สำนึก หลายปีมานี้ยามเขาป้อนเลือดให้เจ้างูดำก็ทำเช่นนี้ตลอดจึงปรับตัวไม่ทันไปชั่ววูบ มนุษย์นั้นต่างจากอสรพิษ ฟันของมนุษย์ใช้การไม่ได้ แค่นิ้วมือของเขาก็ยังแทงไม่ทะลุ

          เลี่ยนถิงเยี่ยนยังไม่รู้ตัวว่าตนเองถูกปรมาจารย์ที่ไม่มีเหตุผลผู้นี้รังเกียจเข้าให้แล้ว เดิมทีระหว่างที่เธอสลบไสลก็รู้สึกหนาวสะท้านไปทั้งกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณท้องน้อยที่ก่อนหน้านี้เจ็บปวดอย่างรุนแรง หลังจากอาการปวดทุเลาลงก็เริ่มรู้สึกเย็นเฉียบเหมือนถูกยัดก้อนน้ำแข็งหนักอึ้งเข้าไปในท้อง ความเย็นแทรกไปทั่วตัวทุกองคาพยพ

          ทันใดนั้นเองเธอก็ได้ลิ้มรสหวานล้ำบางเบาภายในปาก ความอบอุ่นแกร่งกร้าวดุดันสายหนึ่งโถมพรวดเข้ามาในกาย เหมือนมีทหารหนึ่งกองกู่ร้องและเก็บกวาดไอเย็นพวกนั้นจนเกลี้ยง อีกทั้งยังโจมตีตลอดทางจนถึงฐานบัญชาการแล้วรวมตัวกันตรงจุดที่หนาวเยือกที่สุดภายในท้อง เปลวเพลิงเย็นเยียบที่เดิมทีอาละวาดอย่างเหิมเกริมพลันถูกไอร้อนผ่าวเหล่านี้ข่มเสียตัวสั่นพั่บๆ จากนั้นค่อยๆ หดเล็กลงอย่างต่อเนื่อง กระทั่งสุดท้ายตกอยู่ในสภาพจำศีลไม่ขยับเขยื้อน

          เลี่ยนถิงเยี่ยนเริ่มรู้สึกสบายตัวขึ้น ตลอดทั้งร่างอุ่นวาบจนสามารถทวงคืนคุณภาพการนอนหลับอันยอดเยี่ยมของตนกลับมาได้ในที่สุด

          ซือหม่าเจียวรออยู่สักพัก รอคอยที่จะสอบถามบางอย่าง ทว่าผ่านไปครึ่งวันก็ไม่เห็นทีท่าว่านางจะตื่นขึ้นมาเสียที

          นี่มันเรื่องอะไรกัน! หรือว่าเลือดของเขาไม่อาจรักษาพิษมารกระจอกงอกง่อยนั่นได้? นางน่าจะตื่นได้แล้วถึงจะถูก

          สุดท้ายเขาก็พบว่าที่แท้คนผู้นี้ปลอดภัยแล้ว เพียงแต่นางไม่ยอมตื่นขึ้นมา เอาแต่หลับเป็นตายอยู่อย่างนั้น พอลองฟังอย่างตั้งใจดูเหมือนจะมีเสียงกรนอันแผ่วเบาอีกด้วย สีหน้าของซือหม่าเจียวแปรเปลี่ยนจนยากจะคาดเดา หัวของเจ้างูดำที่อยู่ด้านข้างหดแล้วหดอีก หากว่ามันมีหู ยามนี้หูอาจจะลู่ลงไปแล้ว

          ดูเหมือนคนผู้นี้ไม่เพียงขวัญกล้ากระทั่งประสาทก็ยังหนาอีกด้วย ซือหม่าเจียวนึกถึงวันที่เห็นนางนอนหลับขณะอาบแดด ท่าทางสุขสบายยิ่งกว่าเขาด้วยซ้ำ สีหน้าของเขายิ่งพิกลหนักขึ้นไปอีก แดนมารรู้ดีว่าหากคิดจะส่งคนเข้ามาที่นี่นั้นไม่ง่ายดาย แต่คนที่ส่งเข้ามาด้วยวิธีการสารพัด...คือคนแบบนี้น่ะหรือ?

          หรือว่าหลายปีมานี้แดนมารตกต่ำไปแล้วจึงไร้ไส้ศึกที่พอจะมีฝีมือ คนที่ไร้จิตใจแสวงหาความก้าวหน้าเช่นนี้ยังกล้าเอามาใช้งาน กระทั่งความกระตือรือร้นก็สู้คนของสำนักเกิงเฉินเซียนฝู่พวกนั้นไม่ได้ด้วยซ้ำ

          ทว่าพอเขาคิดดูอีกทีกลับรู้สึกว่าคนผู้นี้อาจไม่ธรรมดา เกรงว่านางคงฉลาดปราดเปรื่องยิ่งกว่าเจ้าโง่พวกนั้น ไม่เพียงไม่รนหาที่ตายเบื้องหน้าเขา ถึงขนาดลอบดึงเจ้างูดำซื่อบื้อตัวนั้นไปเป็นพวกอีก บางทีเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้อาจจะเป็นความจงใจของนาง ฝีมือช่างร้ายกาจจริงๆ

          ครั้นซือหม่าเจียวขบคิดได้กระจ่างแล้วก็เผยสีหน้าพึงพอใจออกมาเล็กน้อย “ไม่เลว”

          เจ้าแผนการล้ำลึกเช่นนี้ คู่ควรกับใบหน้าแพศยาหยาดเยิ้มดวงนั้นยิ่งนัก

          ในที่สุดเลี่ยนถิงเยี่ยนก็ได้สติ พอลืมตาขึ้นก็เห็นท่านปรมาจารย์ฆาตกรโรคจิตผู้นั้นกำลังก้มมองตนเองอยู่ ภาพนี้สร้างเงามืดในจิตใจให้เธอไม่น้อยไปกว่าตอนที่ตื่นมาเจอเจ้างูดำยักษ์อ้าปากกว้างแดงฉานเป็นกะละมังเลือดในคืนนั้นเลย เธอยกมือขึ้นกุมหน้าอกพร้อมสูดลมหายใจอันหนาวเหน็บเข้าไปเฮือกใหญ่จนเกิดเสียงดังลั่นเป็นพิเศษ

          ซือหม่าเจียวเห็นการแสดงออกของนาง สีหน้าพลันเปลี่ยนเป็นกึ่งยิ้มกึ่งบึ้ง ฝีมือการแสดงไม่เลวเลย... สมจริงยิ่งนัก

          เลี่ยนถิงเยี่ยนตกใจจนเกือบได้โชว์การร้องเสียงห่านออกมาแล้ว เธอไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ คลับคล้ายคลับคลาว่าตนเองปวดท้องประจำเดือนจนเป็นลมสลบไป ทว่าก็เหมือนจะไม่ใช่ประจำเดือน ประจำเดือนอะไรจะทำให้คนเจ็บปวดได้มากมายขนาดนี้ ว่าแต่ทำไมเธอถึงมาโผล่ที่เจดีย์กลางของท่านปรมาจารย์ได้ล่ะ?

          เลี่ยนถิงเยี่ยนมองหน้าต่างบานโตที่เปิดอ้าอยู่ทางด้านหลังของท่านปรมาจารย์ผู้ทรงเกียรติ ทิวทัศน์ด้านนอกบอกชัดเจนว่าตอนนี้ตนเองอยู่ที่ใด เพียงแต่เธอไม่รู้ว่าทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้ คงไม่ใช่ว่าเธอนอนละเมอจนตะกายขึ้นมาเองกระมัง

          พอเกิดความเครียดขึ้นเธอก็ขยุ้มผ้าห่มที่คลุมบนร่างไว้แน่น ผ้าห่ม...แท้จริงก็คือเสื้อของท่านปรมาจารย์ เลี่ยนถิงเยี่ยนรู้สึกว่าตนเองคงกระเสือกกระสนเอาตัวรอดต่อไปไม่ได้แล้ว

          ภายใต้สายตาร้อนแรงอันยากจะคาดเดาของท่านปรมาจารย์ เธอรีบปล่อยชายเสื้อของเขาพร้อมใช้มือตบให้เข้าที่แล้วยอมรับผิดอย่างจริงใจ “ท่านปรมาจารย์โปรดระงับโทสะด้วย”

          ซือหม่าเจียวนั่งอยู่ตรงนั้นราวกับอสรพิษที่รอจังหวะเขมือบเหยื่อตัวน้อยได้ทุกเวลา เขาเอ่ยชมเธอด้วยน้ำเสียงที่พร้อมจะฆ่าคน “เจ้าช่างใจกล้าไม่น้อย”

          “...” หา? ปรมาจารย์ท่านนี้บอกว่าเธอใจกล้าเป็นครั้งที่สองแล้ว เขามองจากตรงไหนกัน? หากว่าเธอใจกล้าจริงๆ ตอนนี้คงไม่คิดอยากจะพุ่งไปเข้าห้องน้ำหรอก