“เจ้าว่าคนพวกนี้จะอาจหาญได้ถึงเพียงใดกัน” น้ำเสียงของซือหม่าเจียวเต็มไปด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์และจิตสังหารเจ้างูยักษ์ที่อยู่ใต้ร่างได้ยินก็เกิดอาการตัวสั่นระริก
ซือหม่าเจียวลุกขึ้นยืน เดินบนร่างของเจ้างูยักษ์อย่างมั่นคงมาจนถึงหัวของมัน “ไป!”
งูยักษ์ไม่รู้ว่าเจ้านายต้องการไปที่ใดจึงแบกเขาวนเวียนอยู่บนหลังคาอย่างไร้จุดหมาย ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาเขามักจะเป็นเช่นนี้อยู่บ่อยครั้ง ยามตื่นก็จะมานั่งอยู่บนตัวมัน ปล่อยให้มันเลื้อยไปท่ามกลางตำหนักอันกว้างใหญ่ไพศาลแห่งนี้ตามใจชอบ จะกลางวันหรือกลางคืนล้วนเป็นเช่นนี้ เขาจะกระทำการใดล้วนไร้สัญญาณบอก อารมณ์ประเดี๋ยวดีประเดี๋ยวร้ายเอาแน่เอานอนไม่ได้ ขนาดเจ้างูดำที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับเขามาหลายปียังตกใจกับการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ของเขาจนหนังหลุดลอกอยู่เป็นประจำ
“หืม?”
เจ้างูยักษ์กุลีกุจอเลื้อยไปข้างหน้าอย่างแข็งขัน พยายามทำตัวเป็นสัตว์พาหนะคล้ายยานยนต์ที่ขับเคลื่อนเองโดยอัตโนมัติ ทันใดนั้นก็ได้ยินปรมาจารย์ที่อยู่บนร่างเปล่งเสียงออกมาทางจมูก มันหยุดการเคลื่อนไหวทันทีอย่างรู้งาน ซือหม่าเจียวมองไปยังเลี่ยนถิงเยี่ยนที่นอนอาบแดดอยู่ไม่ไกล
คนอื่นล้วนพากันเคร่งเครียดไม่รู้จะทำอย่างไรทว่านางกลับหลบมานอนอาบแดดอยู่ที่นี่เพียงลำพัง
“ตรงไป!”
เจ้างูดำเลื้อยตรงไปข้างหน้า จากนั้นก็เลื้อยขึ้นไปยังบริเวณดาดฟ้าของตำหนักที่เลี่ยนถิงเยี่ยนนอนอยู่อย่างเงียบกริบ จุดที่นางเลือกนอนนี้ดียิ่ง ประการแรกที่นี่มีลานเล็กๆ ไว้ชมดวงดาวยามค่ำคืน ประการต่อมาที่นี่อยู่ค่อนข้างไกลจากเจดีย์กลาง ต่อให้มีคนอื่นอยู่บนดาดฟ้าละแวกใกล้เคียงก็ยากที่จะค้นพบจุดพักผ่อนของนางได้ ประการสุดท้ายก็คือที่แห่งนี้ยังมีแสงแดดส่องอย่างดีเยี่ยม
ตอนที่ซือหม่าเจียวมาถึงข้างกายเลี่ยนถิงเยี่ยนก็พบว่านางหลับสนิท เขามองที่ปิดตาบนใบหน้าของนางแวบหนึ่ง ก่อนจะยกมือเกี่ยวเอาที่ปิดตาขึ้นแล้วพิจารณาใบหน้าหญิงสาวให้ชัดเจน
“ที่แท้ก็คือเจ้าคนใจกล้าบังอาจที่สุดผู้นั้นหรอกหรือ”
เขาหดมือกลับขณะที่สายตาจับจ้องอยู่ตรงหน้าท้องของเลี่ยนถิงเยี่ยนก่อนจะเผยรอยยิ้มประหลาดพลางเอ่ยพึมพำกับตนเอง “กระทั่งคนของแดนมารยังลอบปะปนเข้ามาได้ เจ้าว่าสำนักเกิงเฉินเซียนฝู่ในวันนี้ช่างใช้การไม่ได้เพียงใด หรือพวกเขาจงใจปล่อยนางมากระตุ้นโทสะของข้า”
อันที่จริงตอนแรกเขาคิดจะสังหารคนผู้นี้ทิ้ง การปลอมตัวของนางอาจตบตาคนอื่นได้ทว่าหลอกเขาไม่ได้ แต่จู่ๆ เขาก็ไม่คิดอยากสังหารนางเสียอย่างนั้น
แดนมารจะลงมือกับสำนักเกิงเฉินเซียนฝู่อย่างไร เกี่ยวอันใดกับเขา ไม่แน่ว่าเขาเองยังรอคอยที่จะได้เห็นสภาพพังพินาศของสำนักเกิงเฉินเซียนฝู่ยิ่งกว่าพวกผู้บำเพ็ญมารของแดนมารเสียอีก
ยามซือหม่าเจียวครุ่นคิดถึงเรื่องราวที่ผ่านมา เขาเผลอใช้มือกรีดผ่านเกล็ดเจ้างูดำโดยไม่รู้ตัว ถึงขนาดแงะเกล็ดสีดำของมันติดมือออกมาด้วย
งูดำได้แต่รำพันอยู่ในใจ ‘อยู่ดีๆ ทำไมมาขอดเกล็ดของข้าเล่า’
ซือหม่าเจียวคิดจะขอดเกล็ดก็ขอด พอขอดเสร็จก็รังเกียจว่าเกล็ดนี้ช่างน่าเกลียดนักจึงโยนมันทิ้ง
“ไป!”
เจ้างูดำแกว่งหางอย่างลังเล ในขณะที่หัวของมันก็แซะไปทางกระบอกไม้ไผ่บนโต๊ะน้ำชาซึ่งอยู่ด้านข้างของเลี่ยนถิงเยี่ยน พอซือหม่าเจียวเห็นท่าทางของมันก็คว้ากระบอกไม้ไผ่ขึ้นมาถือไว้เอง
เขาเขย่าจนน้ำในกระบอกไม้ไผ่สีเขียวสดกระฉอกออกมาด้านนอก จากนั้นก็ยกกระบอกไม้ไผ่ขึ้นมาดมกลิ่นก่อนจะดื่มน้ำในกระบอกลงไปหนึ่งอึก เพียงพริบตาก็ถุยออกมาอย่างนึกรังเกียจ
“นี่มันน้ำอะไรกัน ทำไมรสชาติถึงได้แย่นัก” เขาโยนกระบอกไม้ไผ่กลับไปบนโต๊ะน้ำชา
เจ้างูดำแบกชายหนุ่มกลับไปยังเจดีย์กลาง ก่อนจากไปมันยังแลบลิ้นออกมาอย่างอาลัยอยู่สักหน่อย มันชอบกลิ่นเมื่อครู่นี้มาก เสียดายที่เจ้านายดันเห็นเป็นของห่วยๆ ไปเสียได้ ช่างไร้มนุษยธรรม! แม้แต่น้ำมันก็ไม่ได้ดื่มสักหยด
การนอนหลับครั้งนี้ของเลี่ยนถิงเยี่ยนกินเวลาไปจนตะวันลับเหลี่ยมเขา เมื่อตื่นขึ้นมาเธอจึงยังตั้งสติไม่ได้อยู่บ้าง คิดว่าตนเองกำลังอยู่ในช่วงพักร้อนนอนขี้เกียจอยู่บ้านเสียอย่างนั้น เธอปลดที่ปิดตา
ลงมาแล้วมองสิ่งก่อสร้างรอบด้านและขุนเขาอันห่างไกล หลังจากมองพระอาทิตย์ยามอัสดงสักพักเธอค่อยได้สติ
เอ่อ... จริงสิ เธอทะลุมิติมานี่นา
เลี่ยนถิงเยี่ยนลุกขึ้นนั่ง ขยี้ตาพลางหยิบน้ำไผ่จากโต๊ะด้านข้างมาดื่มให้ชุ่มคอ
“ฮู้...”
“อันที่จริงใช้ชีวิตแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน นอกจากวิวจะสวยแล้ว ยังมีกินมีดื่ม ไม่ต้องทำงาน เหมือนได้กำไรได้วันพักร้อนมาฟรีๆ”เลี่ยนถิงเยี่ยนพึมพำกับตนเองพร้อมดื่มน้ำไผ่ไปอีกอึก
หลังจากได้นอนพักจนเต็มอิ่มแล้วเธอก็ปลอบใจตนเองให้คลายทุกข์ จากนั้นเริ่มต้นเก็บข้าวของ เตรียมหาที่ทางสักแห่งเพื่อพักอาศัย ห้องหับที่นี่มีเป็นจำนวนมากทว่าส่วนใหญ่เป็นสิ่งก่อสร้างที่ตรงกลางว่างโล่ง คนอื่นๆ ล้วนพักอาศัยอยู่ในอาคารหลังน้อยบริเวณรอบนอก เธอจึงหาห้องว่างละแวกใกล้เคียงสักแห่งที่ห่างจากคนอื่นๆ ไม่มาก เพราะหากเกิดเหตุอะไรขึ้นมายังพอจะขอความช่วยเหลือได้ทัน
ในที่สุดเธอก็หาห้องพักได้แล้ว หอแห่งนี้มีพื้นที่ไม่ใหญ่นัก ทว่าไม่รู้เพราะเหตุใดทั่วทุกแห่งหนล้วนว่างเปล่า ทุกห้องไม่มีเครื่องเรือนและข้าวของเครื่องใช้เลยสักชิ้นกระทั่งฝุ่นผงก็ไม่มีให้เห็น เลี่ยนถิงเยี่ยนลองหยิบเทียนหมื่นปีขึ้นมาจุด ก่อนจะหยิบของกินออกมาอีกเล็กน้อย นั่งมองอาทิตย์ยามอัสดงพร้อมกินมื้อค่ำภายใต้แสงเทียนเพียงลำพัง
พอนึกขึ้นได้ว่าช่วงเวลาเช่นนี้ช่างเหมาะแก่การพักร้อนอันหาได้ยากยิ่ง เธอพลันรู้สึกว่าเนื้อตัวเริ่มเบาสบาย เกิดอาการเกียจคร้านขึ้นมา ทุกเรื่องคล้ายจะดีไปหมด ติดอยู่เรื่องเดียวคืออาหารการกินที่ซ้ำซากจำเจ หากเป็นมื้อเย็นเธออยากจะกินของที่มีรสชาติสักหน่อยเช่นพวกเนื้อ
ท้องฟ้ามืดสนิทแล้วเลี่ยนถิงเยี่ยนเหลือบมองลงไปด้านล่างโดยไม่ได้ตั้งใจ ยามนี้ดอกรื่อเยว่โยวถานที่เห็นตอนกลางวันต่างก็เปลี่ยนสภาพไปจนหมด ตอนกลางวันดอกขาวใบดำ พอตกกลางคืนกลับเปลี่ยนเป็นดอกดำใบขาว ใบสีขาวพวกนั้นราวกับเปล่งแสงได้ ทำให้มองเห็นดอกสีดำที่กระจุกรวมตัวกันอย่างชัดเจน
ช่างน่าประหลาดนัก สถานที่ใหญ่โตขนาดนี้กลับมีพืชแค่ชนิดเดียว อย่างอื่นน่ะหรือ...กระทั่งหญ้าสักต้นก็ไม่มีให้เห็น
เธอพิจารณาดอกไม้ที่อยู่ใต้หอสักพัก ทันใดนั้นก็มีหญิงสาวผู้หนึ่งปรากฏกายอยู่ข้างๆ ดอกไม้พวกนั้น หลังเจ้าหล่อนยืนชื่นชมไปได้สักพักก็เอื้อมมือไปปลิดดอกของมันออกมา
“...!” เดี๋ยวนะ! เธอ! ข้างหลังเธอน่ะ!
ศีรษะของหญิงสาวถูกเงาคล้ายภูตพรายที่ปรากฏทางด้านหลังจัดการอย่างง่ายดายด้วยการเคลื่อนไหวแบบเดียวกับการปลิดดอกไม้จากต้นของหญิงสาวเมื่อครู่นี้ โลหิตสีแดงสดพุ่งออกมาจากศพไร้หัว สาดกระเซ็นไปบนใบไม้ขาวที่เป็นประกาย ภาพเหตุการณ์ดูโหดร้ายยิ่งนัก
ภายในวันเดียวเลี่ยนถิงเยี่ยนได้เห็นฉากฆาตกรรมสดๆ ณ สถานที่เกิดเหตุถึงสองครั้งด้วยกัน
เธอยกมือขึ้นปิดปากเพื่อไม่ให้ตัวเองอาเจียนของที่กินเข้าไปออกมา ชั่วพริบตาที่เบือนหน้าหนีไปทางอื่น ปรมาจารย์ชุดดำที่ปลิดศีรษะคนพลันเงยหน้าขึ้นมองเธอแวบหนึ่ง
เมื่อเลี่ยนถิงเยี่ยนหันกลับไปอีกครั้ง คนก็หายตัวไปแล้ว เห็นเพียงเจ้างูดำยักษ์อยู่ที่นั่น มันกำลังกลืนกินซากศพลงไปในท้องของตนเอง
“แย่แล้ว! ไฟชีวิตของหรงหรงตระกูลอวี้ของเรามอดดับลงแล้ว!”
ในหอตะเกียงของสำนักเกิงเฉินเซียนฝู่ปรากฏภาพคนสิบกว่าคนกำลังนั่งรายล้อมอยู่ภายในห้องที่มีไฟตะเกียงร้อยดวง จู่ๆ บุรุษรูปโฉมงดงามผู้หนึ่งก็ยื่นมือคว้าหมับไปด้านหน้าพร้อมส่งเสียงดัง
“กลับมา!”
พอเห็นเส้นสายสีขาวมารวมตัวกันอยู่กลางฝ่ามือ บุรุษผู้นั้นค่อยมีสีหน้าดีขึ้นมาบ้าง “ยังดีที่วิญญาณไม่สลาย”
เขาเป่าหมอกขาวกลางอุ้งมือ เพียงชั่วครู่หญิงสาวร่างโปร่งแสงผู้หนึ่งก็ปรากฏตัวลอยอยู่เบื้องหน้าคนทั้งมวล เป็นหญิงสาวโชคร้ายที่แอบเด็ดดอกไม้เลยถูกเด็ดศีรษะทิ้งผู้นั้น สีหน้าของนางเต็มไปด้วยความมึนงงราวกับไม่เข้าใจว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น ทว่าพอนางเห็นบุรุษที่อยู่เบื้องหน้าก็ร้องเรียกอย่างยินดี
“ท่านตา!”
อวี้ชิวเซียวกลับมีท่าทีคับแค้นไม่ได้ดั่งใจ ถลึงตาใส่อย่างดุดัน “ข้ากำชับเจ้าแล้วมิใช่หรือว่าให้ระวังตัวดีๆ ทำไมเจ้าถึงตายได้เล่า!”
อวี้หรงหรงงงงวย “ข้าตายแล้ว? ทำไมถึงตายเจ้าคะ?”
อวี้ชิวเซียวเดือดดาลจนหัวเสีย “เจ้าถามข้าแล้วข้าจะไปถามใคร?”
อวี้หรงหรงเอ่ยเสียงอ่อย “ข้า...ก็แค่เห็นว่าที่นั่นปลูกดอกรื่อเยว่โยวถานเป็นจำนวนมาก เคยได้ยินเพียงชื่อทว่าไม่เคยเห็นมาก่อนจึงเกิดความอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาชั่ววูบ หมายจะเด็ดมาดูสักดอก...”
ทุกคนจนคำพูดในพริบตา อวี้ชิวเซียวอยากจะฟาดนางสักฝ่ามือให้ดวงจิตสูญสลายไปเลยจริงๆ “เจ้า! ทำไมข้าถึงได้มีชนรุ่นหลังที่โง่เขลาไร้ที่เปรียบอย่างเจ้า! ดอกรื่อเยว่โยวถานเป็นของที่เจ้าคิดเด็ดก็เด็ดได้ตามอำเภอใจงั้นรึ?”
บุรุษวัยกลางคนที่นั่งอยู่ด้านข้างเอ่ยปลอบเขา “เจ้าตำหนักอวี้ เรื่องราวมาถึงขั้นนี้แล้วท่านดุด่านางไปก็ไร้ประโยชน์ คงต้องเตรียมการแต่เนิ่นๆ สักหน่อยดีกว่า ส่งวิญญาณนางไปเกิด ผ่านไปสองสามปีก็สามารถรับกลับมาได้แล้ว”
“ท่านตาเลือกร่างเพาะที่งดงามให้ข้าสักร่าง ขอหน้าตางดงามกว่าข้าตอนนี้นะเจ้าคะ!” อวี้หรงหรงรีบบอก
อวี้ชิวเซียวดุด่านางอีกครั้ง “เจ้าก็ดีแต่ทำให้เสียเรื่อง หุบปากไปซะ!”