ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

หมาป่าแทนคุณ ( 妖王的报恩)

ผู้แต่ง Gong Xin Wen
ผู้แปล Hongsamut
ประเภท นิยายจีนโบราณ
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
ร้านค้าออนไลน์ แบบเล่ม fictionlog

เผ่าหมาป่าสวรรค์ ราชันแห่งเหล่าปีศาจที่ใครๆ คิดว่าสูญพันธุ์ไปแล้ว แท้จริงยังเหลืออีกหนึ่ง

บทนำ

'หนานเหอ'

ทายาทตัวสุดท้ายของเผ่าหมาป่าสวรรค์ต้องหนีหัวซุกหัวซุนจากการไล่ล่าแทบเอาชีวิตไม่รอด

เขาเป็นลูกหมาป่าที่ยังไม่ผ่านกระบวนการผลัดขนเปลี่ยนกระดูก อ่อนแออย่างยิ่ง

ฝูงหมาป่าสวรรค์มักบาดเจ็บล้มตายในวัยที่ยังไม่แข็งแกร่งเต็มที่

ไม่มีใครยอมให้ราชันแห่งปีศาจที่แม้แต่มังกรก็ไม่อยู่ในสายตา ได้มีโอกาสเติบกล้าขึ้นมาได้

ทว่าวันหนึ่ง

“อ๊ะ ลูกหมานี่นา น่ารักจังเลย”

ระหว่างที่ซุกซ่อนตัวอย่างหวาดระแวง ขนร่วง เลือดอาบร่าง หนานเหอก็พบกับสาวน้อยนางหนึ่ง

“เอากลับไปเลี้ยงดีกว่า”

ไม่... ไม่นะ

หลังจากวันนั้น หนานเหอที่เย่อหยิ่งเป็นที่สุด ก็มีชื่อใหม่ที่น่ารักว่า ‘เสี่ยวหนาน’

ทั้งยังถูกลูบหู ลูบหาง ลวนลามตลอด รู้สึกอับอายจนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ไหน

หมาป่าสวรรค์เช่นเขา อยากเอาหัวโขกกำแพงตายซะให้รู้แล้วรู้รอด!

 

'หยวนเซียงเอ๋อร์'

จอมเวทฝึกหัดที่อยากจับปีศาจเล็กๆ สักตัวมาเป็นภูตรับใช้

แต่ด้วยความที่ฝีมือไม่เอาไหน แม้แต่กระต่าย กระรอก ก็ยังไม่ยอมทำพันธสัญญากับนาง

วันหนึ่งนางพบลูกหมาใกล้ตายจึงเก็บกลับบ้าน

คิดจะฝึกให้เชื่องเสียหน่อย แต่มันเย่อหยิ่งซ้ำยังดุร้าย สุดท้ายนางจึงปล่อยเข้าป่าไป

หลังจากวันนั้นก็มีของขวัญแปลกๆ วางกองหน้าประตูบ้าน

ส่งมาทุกวี่ทุกวัน ยิ่งส่งยิ่งเยอะ

ใครกันนะ อวดรวยจริง!

สารบัญ

1.ช่างน่าเอ็นดูนัก…

          ทางทิศใต้ของหมู่บ้านสกุลหยวนมีลำธารสายหนึ่งพาดผ่าน

          ฤดูร้อนยามอากาศร้อนจัด ที่นี่จะห้อมล้อมไปด้วยเสียงจักจั่น เสียงนกร้อง และกลิ่นหอมฟุ้งของดอกบัว ถือเป็นที่หลบร้อนแสนวิเศษของเด็กๆ ในหมู่บ้าน

          เด็กๆ เหล่านี้แตกต่างกับคุณหนูคุณชายในตัวเมือง เพียงแค่พวกเขาได้เล่นน้ำในลำธารที่เย็นชื่นใจสักรอบระหว่างเก็บพืชผักก็นับเป็นการละเล่นที่ครึกครื้นที่สุดในช่วงฤดูร้อนแล้ว

          แผ่นหลังของหยวนเซียงเอ๋อร์กระชับตะกร้าสานที่ขนาดใหญ่พอๆ กับตัวนาง พยายามเขย่าให้น้ำด้านในกระเซ็นออกมา ในตะกร้าแน่นขนัดไปด้วยผักที่เพิ่งเก็บขึ้นมาจากลำธาร นางปรับลมหายใจ พยายามเดินตามฝีเท้าของกลุ่มพี่สาวให้ทัน สำหรับยุคนี้ เด็กหญิงอายุเจ็ดขวบเช่นนางไม่มีสิทธิ์เที่ยวเล่นเพราะต้องช่วยแบ่งเบาภาระในบ้าน

          เจ็ดปีก่อนหน้า

          เนื่องจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ หยวนเซียงเอ๋อร์จู่ๆ ก็ทะลุมิติจากยุคปัจจุบันอันแสนศิวิไลซ์ ย้อนกลับมาในยุคจีนโบราณที่ทั้งล้าหลังและแร้นแค้น ช่วงแรกที่มาถึงแม้ว่าจะยังไม่คุ้นชิน แต่ระยะเวลาถึง
เจ็ดปีก็ค่อยๆ ปรับนางให้เข้ากับชีวิตที่ต้องใช้แรงงานเป็นหลัก ตัดขาดจากโลกภายนอก

 

          หลังฝนตกหนักในตอนเช้า ทางเดินลูกรังที่เป็นหลุมเป็นบ่อมีน้ำขังเต็มไปหมด

          พวกเด็กๆ เปลือยเท้า วิ่งเล่นไปตามทางเดินที่เต็มไปด้วยโคลนและแอ่งน้ำโดยไม่รับรู้ว่าในแอ่งน้ำข้างๆ เท้าแอ่งหนึ่ง มีสิ่งมีชีวิตรูปร่างราวกับมนุษย์ ทว่าขนาดเท่านิ้วโป้ง กำลังดิ้นทุรนทุรายอยู่ในนั้น

          เจ้าสิ่งนี้มีหัวที่เล็กมาก แขนขาบาง ผิวขาวเนียน ใบหน้าคล้ายคนเพียงแต่ด้านหลังมีปีกบางใสเพิ่มมาอีกคู่หนึ่ง

          คนตัวน้อยเผชิญกับภยันตรายใหญ่หลวง ปีกบางๆ คู่นั้นจมโคลนจนเปียกแฉะ รั้งให้ตัวมันหนักกว่าเดิม ทำได้เพียงใช้แขนที่ทั้งบางทั้งเล็ก ตีผิวน้ำสุดกำลัง พยายามดิ้นรนด้วยสีหน้าตื่นตระหนก

          ส่วนพวกเด็กๆ ที่กำลังเล่นสนุก กลับมองไม่เห็นว่ามีสิ่งมีชีวิตขนาดจิ๋วที่กำลังดิ้นรนอยู่ในแอ่งน้ำเลยสักนิด ยังคงวิ่งก้าวข้ามแอ่งน้ำนั้นไป

          หยวนเซียงเอ๋อร์ที่ตามอยู่ด้านหลังสุดพลันชะงักฝีเท้า อาศัยช่วงที่ไม่มีคนสนใจตน ก้มตัวลงอย่างเงียบเชียบ ยื่นนิ้วข้างหนึ่งเข้าไปเกี่ยวคนตัวน้อยขึ้นมาจากแอ่งน้ำ

          ได้รับความช่วยเหลือขณะที่กำลังหวาดกลัว คนตัวน้อยก็รีบใช้แขนขาทั้งสี่กอดรัดนิ้วของหยวนเซียงเอ๋อร์เอาไว้แน่น ด้วยเหตุนี้หยวนเซียงเอ๋อร์จึงต้องใช้แรงมากขึ้นเล็กน้อยในการแกะมันออกจากนิ้วมือ และนำไปปล่อยไว้ที่ช่อของดอกทานตะวันข้างทาง

          คนตัวเล็กนอนยวบลงไปบนช่อดอกสีน้ำตาลเข้ม โครงหน้าเล็กๆ ยิ้มจนใบหน้ายับย่น มันประสานมือคารวะมาทางหยวนเซียงเอ๋อร์ อีกทั้งเปิดปากพ่นฟองอากาศออกมา

          ช่างน่าเอ็นดูนัก…

          มุมปากหยวนเซียงเอ๋อร์แย้มยิ้มขึ้นบางๆ

 

          ไม่รู้ว่าตนผ่านความตายมาแล้วรอบหนึ่งหรืออย่างไร

          หลังจากทะลุมิติ นางกลับพบว่าตนมีความสามารถที่แตกต่างจากผู้อื่นเพิ่มมาอีกอย่าง นั่นก็คือ สามารถมองเห็นสิ่งมีชีวิตแปลกๆที่อยู่ในโลกแห่งนี้!

          เนื่องจากต้องใช้ชีวิตอย่างระแวดระวัง นางเลยไม่ได้บอกเรื่องนี้กับผู้ใด

          ความคิดอ่านของผู้คนในหมู่บ้านแห่งนี้ยังไม่ก้าวหน้านักพวกเขายังกราบไหว้และหวาดกลัวภูตผี ดังนั้นการเปิดเผยเรื่องพลังพิเศษที่นางครอบครองจึงยังไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก หากไม่ทันระวัง อาจชักนำภัยมาสู่ตนได้

          ในโลกใบนี้ยังมีผู้อื่นที่มีความสามารถเช่นเดียวกับนางหรือไม่ หยวนเซียงเอ๋อร์มิอาจรู้ หลังย้อนกลับมาเกิดใหม่ นางยังไม่มีโอกาสก้าวออกจากหมู่บ้านแห่งนี้แม้สักก้าว นางรู้เพียงว่าคนในหมู่บ้าน
สกุลหยวนไม่มีผู้ใดที่มีความสามารถเฉกเช่นเดียวกับตน

          ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่พี่น้องที่อยู่รอบกาย หรือร่างทรงในหมู่บ้านที่ออกมาคุยโวว่าสามารถอัญเชิญเทพเซียนมา ประทับทรงได้ นางก็ไม่เห็นว่าจะมีภูตตัวน้อยปะปนข้างกายคนเหล่านั้นเลยสักนิด

          หยวนชุนฮวาพี่สาวคนโตที่เดินอยู่ด้านหน้าสุดหยุดฝีเท้าลง หันกลับไปมองน้องสาวคนเล็กที่รั้งท้ายอยู่ไกลๆ หยวนเซียงเอ๋อร์น้องสาวคนเล็กอายุยังไม่ถึงเจ็ดขวบ ขณะนี้กำลังยิ้มหน้าซื่อให้กับดอกทานตะวันดอกหนึ่ง

          หยวนชุนฮวาทอดถอนใจอย่างจนปัญญา

          ในบรรดาพี่น้องผู้หญิงในบ้าน น้องสาวคนรองชอบอู้งาน นิสัยมือไม่พายยังเอาเท้าราน้ำ ตรงกันข้ามกับน้องคนเล็กที่ทั้งขยันและสุขุม เพียงแต่ไม่รู้ทำไมถึงชอบเปล่งรอยยิ้มโง่เขลาและพูดคนเดียวในจุดที่ไร้ผู้คน

          หยวนชุนฮวาอายุสิบสองขวบ ขณะที่อยู่กับบรรดาน้องๆ ยังต้องวางตัวราวกับเป็นมารดาอยู่ครึ่งส่วน นางกระชับร่างน้องชายที่อุ้มอยู่บนหลัง เดินกลับไปแบ่งผักชุ่มแฉะในตะกร้าของน้องสาวคนเล็กออกมาใส่ในตะกร้าของตนสองกำเพื่อช่วยลดน้ำหนักที่น้องสาวต้องแบก

          “อย่ามัวแต่เล่นสิพวกเจ้า เร่งหน่อย จะได้ถึงบ้านเร็วๆ ตะวันขึ้นสูงแล้ว ประเดี๋ยวแดดจะร้อนกว่านี้”

 

          กล่าวได้ว่าตระกูลหยวนตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน

          อาศัยที่นาแห้งแล้งเพียงไม่กี่ไร่ในการดำรงชีวิต

          ในบ้านตระกูลหยวน นอกจากมารดาชราที่นอนป่วยโทรมอยู่บนเตียงแล้ว ก็ยังมีลูกๆ ที่หิวโซรออยู่ ทุกชีวิตกินอยู่อย่างอัตคัด

          ลูกสาวคนโตเกิดช่วงฤดูหนาว เพื่อที่จะถือฤกษ์ให้ผลิดอกก่อนแล้วค่อยออกผล* จึงตั้งชื่อนางว่า ‘หยวนชุนฮวา’** ทว่าน่าเสียดาย ฟ้าไม่ตามใจคน ผลกลับไม่ได้งอก แต่ดอกไม้กลับผลิบานติดต่อกันถึงสามดอก

          เมื่อคลอดคนที่สองออกมาก็ยังเป็นเด็กผู้หญิง สีหน้าของย่าหยวนจึงบิดเบี้ยวไปด้วยความโกรธ ดังนั้นชื่อของลูกสาวคนที่สองจึงถูกตั้งอย่างไม่แยแสว่า ‘หยวนเจาตี้’*** หยวนเซียงเอ๋อร์ตามออกมาเป็นคนสุดท้าย แน่นอนว่านางได้กลายเป็นตัวไร้ค่าลำดับสามของทุกคนโดยปริยาย

          ขณะที่ทะลุมิติย้อนมา สิ่งแรกที่หยวนเซียงเอ๋อร์เห็นหลังจากลืมตา ก็คือสีหน้าผิดหวังที่ออกมาจากก้นบึ้งหัวใจของมารดา ผสานกับเสียงทอดถอนใจจากบิดาที่นั่งเฝ้าอยู่ด้านนอก

          นางรู้เลยว่าถึงแม้ตนจะตายแล้วเกิดใหม่ ตนก็ยังไม่เป็นที่ถูกชะตาของบิดามารดาเช่นเคย

          นายท่านหยวนเริ่มตระหนักว่าตนไร้ความสามารถในการตั้งชื่อ เพื่อให้ตระกูลหยวนมีทายาทชายสืบต่อ เขาเลยจำต้องใช้ข้าวโพดหลายฝักไปขอให้ร่างทรงอู๋ที่ฝั่งตะวันออกของหมู่บ้านมอบชื่อมงคลให้ สุดท้ายจึงได้ชื่อลูกสาวคนที่สามว่า ‘หยวนเซียงเอ๋อร์’**** ซึ่งมีความหมายโดยนัยว่าส่งเสริมให้ทายาทชายของตระกูลหยวนเพิ่มพูนมั่งคั่ง

          หลังจากตั้งชื่อนี้แล้ว สกุลหยวนก็ดีขึ้นทันตา ได้ลูกชายต่อกันสองคนติดๆ ด้วยเหตุนี้มารดาของเซียงเอ๋อร์จึงรู้สึกมีหน้ามีตาขึ้นมาบ้าง ในที่สุดก็ยืนหยัดมั่นคงในบ้านสามีได้เสียที จากนั้นนางก็มักเอ่ยชมร่างทรงอู๋ว่ามีอิทธิฤทธิ์กล้าแกร่ง ชมไม่หยุดมาตลอดหลายปีทีเดียว

          หยวนเซียงเอ๋อร์ได้ยินเรื่องเล่าเช่นนี้มาตั้งแต่ยังเล็ก นางเลยไม่สนใจ ใช้แขนขาเรียวเล็กปีนป่ายขึ้นไปบนกำแพงบ้านของร่างทรงอู๋เพื่อลอบมองการประกอบพิธีอย่างยากลำบาก

          ทุกๆ ครั้งที่มีการประกอบพิธี บ้านแห่งนี้มักมีชาวบ้านรุมล้อมแน่นขนัดไปหมด ร่างทรงอู๋จะยืนอยู่ที่ปากทางเข้าห้องโถงที่อ้ากว้างเพื่อกราบไหว้ดวงดาวทั้งเจ็ด พอปักธูปลงกระถางแล้วจึงเริ่มขับขาน ถือยันต์อาคมพร้อมร่ายรำตามลำดับ

          บรรยากาศครื้นเครงยิ่ง ทว่าน่าเสียดายถึงแม้ร่างทรงอู๋จะร่ายรำอย่างเอาเป็นเอาตาย แสดงได้สมจริงเพียงไหน หรือประดับตกแต่งปากทางเข้าห้องโถงได้งามวิจิตรเท่าใด หยวนเซียงเอ๋อร์ก็ไม่พบเจอกลิ่นอายทรงพลังใดๆ เปล่งออกมา นางกล้าเอาหัวเป็นประกันว่า แม้แต่เงาร่างเซียนก็ไม่มีปรากฏ

          สิ่งเดียวที่เห็นชัดเจนคือการร้องตะโกนเพียงลำพังของร่างทรงอู๋ เขาประกาศว่าตนสามารถสื่อจิตถึงเทพยดาและภูตผีได้ ทำเอากลุ่มชาวบ้านที่มาขอความช่วยเหลือตัวสั่นงันงกด้วยความนับถือ พนมมือกราบกรานกันยกใหญ่

          ด้วยเหตุนี้ หยวนเซียงเอ๋อร์ถึงรู้ว่าพิธีกรรมอัญเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นเพียงฉากละครหลอกตาที่ควรเก็บไว้ดูเพื่อความสนุกเท่านั้น มิอาจช่วยให้คำตอบในสิ่งที่ตนอยากรู้แม้สักเสี้ยว

          กำแพงที่นางหมอบสังเกตการณ์นับเป็นทำเลที่ดีที่สุด สามารถมองเห็นได้ทั่วปะรำพิธี ด้านข้างของนางจึงมักมีเด็กชายหางจิ้งจอกตัวน้อยปีนขึ้นมานั่งดูด้วย ถัดออกไปอีกนิด ก็จะมีตัวพังพอนที่ยังจำแลงกายไม่เป็นตัวหนึ่ง แล้วก็หญิงที่มีหูเป็นกระต่ายมาร่วมชมอยู่อีกตน

          ทุกคนล้วนตั้งใจชมเรื่องสนุกอย่างรู้กัน

          พอมาหลายครั้งเข้า

          เด็กชายหางจิ้งจอกก็พบว่าหยวนเซียงเอ๋อร์สามารถมองเห็นเขา เขารู้สึกประหลาดใจนัก เขาแบ่งเม็ดถั่วที่เก็บจากหุบเขาให้หยวนเซียงเอ๋อร์และเหล่าสหายข้างเคียง ทุกคนรับชมการแสดงของร่างทรงอู๋ไปพลางกินถั่วไปพลาง

          ก่อนที่จะทะลุมิติมาฐานะทางบ้านของหยวนเซียงเอ๋อร์นับได้ว่าดีอย่างยิ่ง นางใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย ได้รับการศึกษาที่ดีมาตั้งแต่เล็ก อนาคตย่อมก้าวหน้าและสดใส ถือเป็นคุณหนูตระกูลใหญ่ที่ผู้คน
ต่างพากันอิจฉา

          อย่างไรก็ตามถึงชีวิตจะดูดีนางกลับมิรู้ว่าบิดาของตนเป็นใคร อยู่ที่ไหน นางอาศัยอยู่กับมารดาเพียงลำพัง มารดาผู้เป็นหญิงแกร่ง บ้างาน ทั้งยังมาดมั่นเก่งกล้า แต่ไม่เคยผ่านการแต่งงานเลยสักครั้ง

 

 

 

----------------

* ผลิดอกก่อนแล้วค่อยออกผล เป็นเคล็ดการพูดของคนจีนโบราณเพื่อที่จะให้ได้ทายาทชายสืบสกุล หลังจากให้กำเนิดทายาทหญิง

** หยวนชุนฮวา ดอกไม้ช่วงฤดูใบไม้ผล

*** เจาตี้คำว่าเจาตี้แปลว่าน้องชายมาเสียทีเถอะ

**** หยวนเซียงเอ๋อร์มากบุตรชาย

2.มันเล่นตัดหัวตัวเอง!

          ตั้งแต่ที่หยวนเซียงเอ๋อร์จำความได้ มารดาเป็นคนแต่งหน้าเก่ง แต่งตัวดี นางมักใส่รองเท้าส้นสูงก้าวฉึบฉับอย่างกระฉับกระเฉง แม้ว่าจะยามพักผ่อนหรือยามที่สละเวลามาพบหน้าลูกสาว ก็ยังคงวางท่าเข้มงวดนิ่งขรึมอยู่เสมอ แม้ว่าวัยเด็กจะต้องใช้ชีวิตอย่างเงียบเหงา แต่ชั่วขณะที่ต้องตายเพราะอุบัติเหตุทางรถยนต์ นางกลับสัมผัสได้ถึงความต้องการที่จะมีชีวิตรอดอย่างแรงกล้าของตน

          อยากใช้ชีวิตต่อ ยังไม่อยากตาย

          พี่สาวคนโตที่กำลังจูงหยวนเซียงเอ๋อร์เดินไปตามคันนา สัมผัสได้ถึงอารมณ์ที่เปลี่ยนไปของน้องสาว นางยื่นมือออกไปเก็บดอกไม้ริมทางทัดไปที่เปียผมของหยวนเซียงเอ๋อร์

          “พี่ใหญ่รักน้องสามมากกว่า ข้าก็อยากได้บ้าง” พี่สาวคนรองหยวนเจาตี้ทำปากจู๋ ร้องขึ้นอย่างไม่พอใจ

          หยวนเสียวเป่าที่อายุเพิ่งครบหนึ่งขวบบนหลังพี่สาวคนโตยื่นมือออกมาเช่นกัน เอ่ยเสียงอ้อแอ้ฟังไม่ชัด “ดอกไม้ จะเอาดอกไม้”

          หยวนชุนฮวาก็เลยไปเด็ดดอกไม้มากำใหญ่ ปักให้พวกน้องๆ จนเต็มหัว ก่อนจะร้อยมาลัยดอกไม้ส่งให้น้องชาย วางไปบนศีรษะน้อยๆ ที่ผมเพิ่งขึ้นเพียงไม่กี่เส้นของเขา บรรดาพี่น้องหัวเราะยิ้มแย้มพร้อมกับเดินกลับบ้าน

          ถึงแม้ชีวิตจะยากลำบากและยังต้องทำงานเหน็ดเหนื่อย ทว่าความเรียบง่ายและคึกคักเช่นนี้ กลับทำให้วันเวลาดูมีความสุขไปอีกแบบ ราวกับช่วยเติมชีวิตวัยเด็กที่เคยเงียบเหงาเปล่าเปลี่ยวของหยวนเซียงเอ๋อร์ให้เต็มมากขึ้น

          สุดทางเดินลูกรัง จู่ๆ ก็มีชายชราผมหงอกผู้หนึ่งพลันเดินสวนเข้ามา ทั้งผมและเคราล้วนขาวโพลน ตัวเขาสวมชุดผ้าไหมมีราคา ค่อยๆ ก้าวเท้าเข้ามาอย่างไม่รีบร้อน

          หยวนเซียงเอ๋อร์กวาดตามองใบหน้ายิ้มแย้มของเขาไปรอบหนึ่ง ก่อนจะชะงัก พร้อมกันนั้นขนก็ลุกชันไปทั้งร่าง ชายชราผู้นี้มิได้แตกต่างกับผู้คนทั่วไป บนตัวไม่มีจุดผิดสังเกต เพียงแต่ยิ่งเป็นเช่นนี้ ยิ่งทำให้หยวนเซียงเอ๋อร์รู้สึกหวาดหวั่น

          ในหมู่บ้านเล็กๆ แสนยากแค้นแห่งนี้ พวกคนเฒ่าคนแก่ที่ใช้แรงงานมาทั้งชีวิต ส่วนมากใบหน้าจะเต็มไปด้วยริ้วรอย หลังค่อมคดงอ ทว่ากลับมีชายชราใบหน้ากระจ่างใส สวมชุดหรูหรา มาปรากฏตัวบนทางเดินลูกรังข้างคันนา อีกทั้งพวกพี่สาวที่อยู่ข้างๆ กลับไม่มีปฏิกิริยาใดๆ กับคนที่จู่ๆ ก็โผล่พรวดออกมาอย่างชายผู้นี้เลยสักนิด

          พวกนางมองไม่เห็นชายชรา!

          หยวนเซียงเอ๋อร์ในใจรู้ทันทีว่ามีแค่ตนที่มองเห็น

          พวกจิ้งจอกน้อยและพวกภูตน้อยที่อยู่ปะปนกับกลุ่มคนในหมู่บ้าน นอกจากแกล้งคนเล็กๆ น้อยๆ แล้วก็ไม่เคยทำร้ายใครอย่างจริงจัง ทว่าชายชราที่เดินมากลับแตกต่าง เขาไม่เพียงออกมาเดินลอยชายในหมู่บ้านที่มีผู้คนอาศัยอยู่ตอนกลางวันแสกๆ ได้ ทว่าเขายังจำแลงกายได้เหมือนคนราวกับแกะ ไม่มีข้อผิดพลาดเลยสักนิด ถือเป็นบุคคลที่ตนมิอาจล่วงเกินส่งเดชได้

          หยวนเซียงเอ๋อร์จับมือพี่สาวคนรองเอาไว้ ทำท่าราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลียนแบบพี่สาวที่มองไม่เห็นชายชราที่กำลังเดินสวนทาง

          ระยะห่างของทั้งสองยิ่งเดินยิ่งใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ใจของหยวนเซียงเอ๋อร์เริ่มกระวนกระวาย นางพยายามเพ่งสายตาออกไปด้านหน้าไกลๆ ทำเป็นมองมิเห็นชายชราที่ยืนแทบชิดร่างตน ฝ่ามือเริ่มมีเหงื่อผุด

          ชั่วขณะที่เดินสวนกัน จู่ๆ ชายชราก็โน้มกายลง ยื่นใบหน้ายิ้มแย้มมาตรงหน้านาง

          “แม่นางน้อย เจ้ามองเห็นข้าใช่หรือไม่?”

          หยวนเซียงเอ๋อร์พลันสีหน้าซีดขาว ทั้งร่างเกร็งเขม็ง

          “เซียงเอ๋อร์ เจ้าทำอะไรเนี่ย บีบจนมือข้าเจ็บไปหมดแล้ว”พี่สาวคนรองร้องออกมาอย่างไม่พอใจ

          หยวนเซียงเอ๋อร์ไร้คำจะกล่าว นางไม่รู้ว่าตอนนี้ตนควรทำอย่างไร เมื่อครู่เหมือนฝ่ายตรงข้ามต้องการหยั่งเชิงนางเพียงเท่านั้น แต่นางกลับสงบสติอารมณ์ไว้ไม่อยู่ เผยพิรุธออกไป

          แม้จะมีความสามารถในการมองเห็น ทว่านางกลับไม่มีวิธีป้องกันตัว หากชายชราผู้นี้ต้องการลงมือกับพวกนางพี่น้อง นางก็ไร้ปัญญาจะขัดขืน

          หยวนเซียงเอ๋อร์ทำได้เพียงปิดปากสนิท เดินตัวแข็งทื่อตามพี่สาวไป บังคับสีหน้าให้เรียบเฉยไร้อารมณ์ นางก้าวสวนผ่านชายชราไปด้วยความรู้สึกเคร่งเครียดในใจ

          “ท้องข้าหิวนัก พี่ใหญ่มื้อกลางวันพวกเราจะกินอะไรรึ? เอาหอยที่พวกเราจับได้ไปต้มกินกันเถอะ” พี่สาวคนรองห่วงแต่เรื่องมื้อกลางวัน

          “เจ้าก็สนใจแต่ปากท้องตัวเอง รอท่านพ่อท่านแม่กลับจากไร่นาก่อนถึงค่อยกิน” พี่สาวคนโตเอ่ยตอบ

          หยวนเซียงเอ๋อร์ที่กำลังเคร่งเครียดถึงขีดสุด เบิกตามองพี่สาวทั้งสองที่มิได้รับรู้ถึงอันตรายข้างกาย พวกนางพูดคุยกันสีหน้าผ่อนคลาย พร้อมกับเดินเฉียดชายเสื้อของชายชราผ่านไป

          โชคยังดีที่ชายชราผู้นั้นมิได้คิดร้ายจะทำอะไรพวกนาง เขายิ้มตาหยีพร้อมกับเขยิบถอยไปด้านข้าง ปล่อยพวกนางจากไปอย่างง่ายดาย

          แม้จะอยู่ในฤดูร้อน ดวงอาทิตย์แผดแสงส่องสว่าง ทว่าหยวนเซียงเอ๋อร์กลับหลั่งเหงื่อเย็นไปทั่วตัว

          ชายชรายืนนิ่งอยู่กับที่ มองแผ่นหลังของหยวนเซียงเอ๋อร์ที่เดินออกไปไกล ลูบเคราพลางพยักหน้า “เป็นเด็กที่มีคุณสมบัติไม่เลวจริงๆ อายุยังน้อย ไม่เพียงมีเนตรสวรรค์ หากยังรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้โดยไม่ตื่นตระหนก ถึงว่าเหตุใดอาจารย์จื้อหรันถึงมาที่นี่เพื่อนาง”

          “เหอะ ไม่ตระหนกอะไรกัน ข้าเห็นว่านางกลัวจนขาสั่นไปหมด ขวัญอ่อนยิ่งกว่ากระต่ายเสียอีก ตัวเล็กเพียงนี้ ยังไม่พอให้ข้าเอามาแคะฟันเลย” น้ำเสียงก้องแปลกๆ ไร้ที่มาสะท้อนขึ้น

          “นางอายุแค่หกเจ็ดขวบ ต่อให้เป็นมนุษย์ก็ยังถือว่ายังเล็กอยู่ ไหนเลยจะเอามาเปรียบกับสัตว์ประหลาดเฒ่าอายุหกเจ็ดร้อยปีเช่นเจ้าได้” ชายชราหัวเราะพลางเอ่ย

 

          ดวงอาทิตย์ใกล้จะลาลับขอบฟ้า

          เมฆก้อนเล็กๆ ที่ปกคลุมฟ้าถูกแสงอาทิตย์สาดส่องจนเหลืองอร่าม มองราวกับมีเทพเซียนถูกส่งลงมาจุติยังโลกเบื้องล่าง สะท้อนเป็นแสงอัสดงพาดผ่านเป็นริ้วๆ หาดูได้ยากยิ่ง

          เช่นเดียวกับสกุลหยวนที่มีแขกมาเยือนในครั้งนี้ ท่านหยวนและฮูหยินได้อยู่รับแขกที่โถงด้านหน้า ส่วนพวกพี่ๆ ก็เร่งต้มน้ำทำกับข้าว มีเพียงหยวนเซียงเอ๋อร์ที่ตัดฟืนอยู่ในลานบ้านเพียงลำพัง

          หยวนเซียงเอ๋อร์ถือขวานคมไว้ด้ามหนึ่ง ตีหน้าขรึมยืนอยู่หน้าที่ตัดฟืน พร้อมเอ่ยเสียงเบากับตอไม้ที่กองอยู่ “หลีกไป”

          มองผ่านสายตานาง ยามนี้บนตอไม้เตี้ยๆ นั่นมีไก่ตัวหนึ่งนอนพาดอยู่ เป็นไก่ที่สวมเสื้อผ้าเสียด้วย บนตัวไก่คอยาวสวมชุดสีเทาดูเรียบง่าย มือทั้งสองข้างซ่อนอยู่ในแขนเสื้อ ส่วนเหนือคอเสื้อเป็นคอไก่เรียวยาว มันวางคอพาดลงมาบนตอไม้ราวกับรอการประหารด้วยท่าทีเด็ดเดี่ยว

          หากขวานเล่มนี้ฟาดลงไป ศีรษะไก่น้อยนั่นก็จะกลิ้งตกลงพื้นในทันที จากนั้นไก่ไร้คอตัวนั้นก็จะใช้ร่างกายเปล่าๆ เดินคลำหาศีรษะตนเพื่อหยิบกลับมาใส่ที่คอใหม่อย่างชอบใจ ทำซ้ำวนไปไม่รู้จบ

          มันเล่นตัดหัวตัวเอง!

          ไม่รู้ว่ามันไปได้ความชอบแปลกๆ นี่มาจากไหน

          หยวนเซียงเอ๋อร์เห็นเข้าเลยไม่อยากเล่นกับมัน

          “หลีกไป! ข้าจะตัดฟืน” หยวนเซียงเอ๋อร์กล่าว

          บนศีรษะขนาดเล็กของไก่ตัวนั้น ตาข้างหนึ่งเหลือกขึ้น ส่วนตาอีกข้างหนึ่งเหลือกลง พร้อมกับกลอกไปมาเพื่อพยายามหลบเลี่ยงสายตาของหยวนเซียงเอ๋อร์สุดชีวิต ทว่าตัวของมันก็ยังคงนอนแน่นิ่งอยู่บนลานประหารอย่างเกียจคร้าน

          “หากยังไม่ไปอีก ข้าจะเผาเจ้าพร้อมกับฟืนเสีย!”

          หยวนเซียงเอ๋อร์ข่มขู่ด้วยน้ำเสียงโกรธเกรี้ยว แต่ในใจนึกขัน

          “เซียงเอ๋อร์ เจ้าพูดเองเออเองคนเดียวอีกแล้วรึ?” ด้านหลังพลันมีเสียงพี่สาวคนโตดังลอยมา

          นางตกใจจนตัวโยน ปรับสีหน้าพร้อมกับหันหลังมาส่ายหน้าด้วยความเขินอาย

          พี่ชุนฮวามือหนึ่งรับขวานจากนาง อีกมือคว้ามือนางไว้ มองอยู่ครู่หนึ่งไม่ยอมพูดจา ทว่าขอบตากลับแดงก่ำ

          “ท่านพ่อให้ข้า... เรียกเจ้าไปหา” หยวนชุนฮวาฝืนกล่าวออกมาช้าๆ

          “ท่านพ่อเรียกข้าตอนนี้มีเรื่องอะไร?”

          พี่สาวส่ายหน้า มิได้เอ่ยตอบ ทั้งยังหลบสายตาของนาง เช็ดคราบน้ำตาบนใบหน้า

          พ่อหยวนคุยกับแขกแปลกหน้าที่โถงด้านหน้าอยู่เสียนาน ทว่าเพิ่งจะเรียกพี่สาวให้มาพาตนไป ในใจนางพลันมีลางสังหรณ์ไม่ดีขึ้นมาโถงด้านหน้าของสกุลหยวน เป็นห้องมุงหลังคาฟาง ดูทรุดโทรม บนแท่นบูชาเก่าๆ มีรูปปั้นเทพและพระพุทธรูปหลายองค์ ควันธูปที่เกิดจากการจุดบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาหลายปีโชยทั่วกำแพงจนเป็นคราบดำ ส่วนโต๊ะกินข้าวที่สีหลุดลอกตั้งวางอยู่ตรงกลาง ยามปกติเวลากินข้าว รับแขก หรือบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็ล้วนแต่ใช้ห้องนี้

          บนโต๊ะมีถ้วยชารับแขก สภาพไม่น่าดูอยู่สองใบ ข้างๆ ถ้วยชามีพวงเงินสามพวงกองอยู่ แสงสะท้อนสีขาวเงิน ช่างดูไม่เข้ากันกับห้องทรุดโทรมแห่งนี้อย่างสิ้นเชิง

          พ่อหยวนวางมือไว้บนโต๊ะ นั่งขัดสมาธิอยู่บนม้านั่ง เนื่องจากการใช้แรงงานติดต่อกันมาหลายปี ทำให้ชายวัยกลางคนดูชราภาพ เขาจิกแคะนิ้วหยาบและซีดเหลืองตลอด แม้ตอนที่เห็นลูกสาวคนเล็กเดินเข้ามา เขาก็ก้มหน้าลงอย่างละอายใจ

          ฝั่งตรงข้ามท่านหยวน มีบุรุษแปลกหน้าผู้หนึ่งนั่งอยู่ คนผู้นี้สวมชุดแขนสั้นสีพื้น รองเท้าสาน ข้างกายมีหมวกไผ่สานใบหนึ่งวางอยู่ แต่งกายคล้ายชาวบ้านตามชนบททั่วไป

          แม้จะแต่งกายไม่สะดุดตา ทั้งยังอยู่ในห้องที่เรียบง่ายและทรุดโทรม ชายผู้นี้ยังคงนั่งด้วยท่าทางผ่อนคลายสบายๆ ทว่ากลับทำให้คนรู้สึกมิอาจมองข้าม ราวกับเขาไม่ได้นั่งอยู่บนโต๊ะเหนียวเหนอะ จิบชาที่มีอยู่ดาษดื่นในถ้วยบิ่นๆ แต่นั่งอยู่ในที่พักของเหล่าชนชั้นสูงมีทิวทัศน์งดงาม ใต้คานไม้มีรอยสลักประณีตวิจิตร และกำลังจิบชาชั้นดีที่ต้มด้วยน้ำละลายหิมะ ดูสูงศักดิ์และเรียบง่าย ให้ความรู้สึกอิสรเสรี

3.ข้าไปแล้วนะ

          พอเห็นหยวนเซียงเอ๋อร์เข้ามา เขาก็ช้อนสายตาขึ้น พยักหน้าให้เด็กสาวตัวน้อยพลางยิ้มส่ง

          หยวนเซียงเอ๋อร์กวาดสายตามองไปรอบห้องหนหนึ่ง สะดุดตาที่พวงเงินสามพวงบนโต๊ะ นางอยู่ในถิ่นทุรกันดาร ของที่ใช้แลกเปลี่ยนส่วนมากก็จะเป็นเหรียญทองแดง นานทีจะได้เห็นเหรียญเงินหรือทองสักครั้ง

          แขกแปลกหน้า การแลกเปลี่ยนที่เดิมพันค่อนข้างสูง และฐานะทางบ้านที่อัตคัด

          สุดท้ายเด็กหญิงจึงมองไปบนตัวบุรุษที่ตนเรียกเป็นบิดามานานถึงเจ็ดปี ทว่าท่านพ่อกลับหลบเลี่ยงสายตา

          ด้วยเหตุนั้น นางจึงรับรู้ว่าพ่อและแม่รับภาระเลี้ยงดูเด็กทั้งห้าไม่ไหวอีกต่อไป จึงตัดสินใจขายตนออกไปราวกับโยนทิ้งสิ่งของ

          ลมยามเย็นโชยเข้ามาผ่านซอกกำแพง พัดผ่านจนหยวนเซียงเอ๋อร์หนาววูบไปทั้งกาย หากจะต้องขายลูกสาวในบ้านสักคน เทียบกับพี่สาวคนโตที่กำลังเป็นหญิงสาวกับพี่สาวคนรองที่ยังซุกซนไม่รู้ความแล้ว ตนที่มาจากต่างยุคต่างสมัย แน่นอนว่าเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดที่ต้องจากบ้าน หลักการแม้จะเข้าใจง่าย ทว่าลึกๆในใจก็มิอาจอดกลั้นความเจ็บปวดไว้ได้

          หากจะกล่าวถึงชาติที่แล้ว… นางไม่มีพ่อและได้รับความอบอุ่นจากแม่เพียงน้อยนิด การอยู่ในโลกใบใหม่นี้ก็ผ่านร้อนผ่านหนาวมาแล้วเจ็ดฤดู นางเคยคิดว่าแม้สภาพที่บ้านจะอัตคัด อย่างน้อยๆ ก็ยังได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันทั้งครอบครัว ได้ใกล้ชิดสนิทสนมเช่นนี้นับเป็นการเติมเต็มความเงียบเหงาและปมในวัยเด็กของตนจากชาติก่อนแล้ว

          ทว่า บัดนี้ถึงจะเพิ่งค้นพบว่าสุดท้ายตนก็เป็นเพียงแขกผ่านทางที่ไม่ว่าอย่างไรก็ดูแปลกแยกจากคนในครอบครัวและโลกใบนี้

          ในเมื่อเป็นเพียงแขก ก็ไม่มีอะไรให้ต้องเศร้าใจ

          หยวนเซียงเอ๋อร์บอกกับตนเองเช่นนี้

          “ท่านอาจารย์ นางก็คือลูกสาวคนที่สามของข้า” พ่อหยวนเรียกชายหนุ่มว่าอาจารย์ ในยุคสมัยนี้มักจะเรียกกลุ่มคนที่อ่านหนังสือออก กลุ่มนักปราบมารขับไล่ปีศาจ หรือนักบัญชีว่า... อาจารย์ ทั้งหมด เพียงแต่มิอาจรู้ว่าชายตรงหน้านี้นับเป็นพวกไหน

          อาจารย์ผู้นั้นจับจ้องหยวนเซียงเอ๋อร์ เอ่ยแนะนำตัวเสียงอ่อนโยน “ข้าแซ่อวี๋ นามเหยา ชื่อรองจื้อหรัน สมญานามคุนเผิง ปกติฝึกวิชาหยินหยางและธาตุทั้งห้า เป็นคนจากแวดวงจอมเวท ด้วยเพราะโชคชะตาชี้นำ ข้าเห็นเจ้ามีคุณสมบัติพิเศษเลยคิดอยากถ่ายทอดวิชาและรับตัวเจ้าเป็นศิษย์ เจ้าจะเต็มใจหรือไม่?”

          แน่นอนหยวนเซียงเอ๋อร์มีคำตอบอันแน่วแน่อยู่ในใจ

          ไม่! นางไม่อยากไป!

          เหตุใดนางจะต้องจากบ้านไปพร้อมกับคนแปลกหน้าด้วย บ้านแห่งนี้อยู่มาเจ็ดปี กว่าจะปรับตัวจนเคยชินมิใช่เรื่องง่าย หรือเขาเป็นพวกต้มตุ๋นเช่นร่างทรงอู๋ผู้นั้น? จุดประสงค์ที่แท้จริงคือสิ่งใด หวังจะซื้อนางไปเพื่ออะไร สวรรค์มิอาจล่วงรู้

          หยวนเซียงเอ๋อร์มองไปที่บิดา กระนั้นเขากลับเห็นนางเป็นอากาศธาตุ สายตาเอาแต่จับจ้องพวงเงินวาววับที่วางอยู่บนโต๊ะ ราคาที่คนผู้นี้เสนอคาดว่าเหนือความคาดหมายของบิดา หยวนเซียงเอ๋อร์รู้ทันทีว่าตนคงไม่โดนรั้งให้อยู่ต่อเสียแล้ว

          “ได้” สุดท้ายนางก็เอ่ยขึ้นด้วยเสียงราบเรียบ

          พอพ่อหยวนได้ยินประโยคนี้ ถึงค่อยเงยหน้า มองไปยังลูกสาวคนเล็กที่มีอายุเจ็ดขวบของตน

          เด็กตัวเล็กทั้งยังผอมกะหร่องผู้นี้ มีดวงตาที่ดำขลับกระจ่างใส หากจ้องมองให้ชัดสักหน่อย คล้ายกับมันสามารถอ่านใจเขาได้อย่างทะลุปรุโปร่ง

          แม้จะผิดหวังที่นางเกิดมาเป็นเด็กหญิง แต่อย่างไรหลายปีมานี้ตนก็เคยอุ้มนาง หยอกเย้านาง และเฝ้าดูนางค่อยๆ เติบใหญ่

          ในที่สุดบุรุษผู้นี้ก็สำนึกได้ว่านี่เป็นสายเลือดของตน เป็นลูกสาวที่มีความประพฤติดีและรู้ความตั้งแต่ยังเล็ก ใจเขาที่กำลังยินดีเพราะได้ลาภ พลันมีความรู้สึกผิดปะทุขึ้นมา ผสมปนเปยุ่งเหยิงไปหมด

          ทว่าฤดูเก็บเกี่ยวปีนี้ค่อนข้างแร้นแค้น ในบ้านใกล้จะไม่มีอะไรกินแล้ว คงมิอาจปล่อยให้ขาดเสบียงอาหารและเสื้อหนาๆ ในช่วงฤดูหนาวได้ มิเช่นนั้นคงอดตายหรือหนาวตายกันทั้งครอบครัว

          กล่าวกันว่า ลูกชายเอาไว้สืบตระกูลมิอาจขาย ที่สามารถสละได้ก็มีเพียงหนึ่งในลูกสาวทั้งสาม

          เงินสามพวงรวมแล้วสามสิบตำลึงนี้ หากเอามาใช้จ่ายในหมู่บ้านก็ถือว่าเป็นเงินก้อนใหญ่ ไม่เพียงช่วยให้ทั้งบ้านผ่านพ้นฤดูหนาวของปีแห้งแล้งนี้ไปได้อย่างราบรื่น แต่เงินก้อนที่เหลือก็ยังเก็บเอาไว้ให้ลูกชายตบแต่งภรรยาได้อีก นับว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัวเลยทีเดียว

          คิดถึงตรงนี้ บิดาผู้นี้ก็ทอดถอนใจ “ไปหาย่ากับแม่เจ้าที่ห้องด้านในเถอะ”

          หยวนเซียงเอ๋อร์มองเขาครู่หนึ่ง ก่อนจะหมุนตัวเดินเข้าห้องด้านในไป

          ในห้อง พี่ชุนฮวากับมารดานั่งร้องไห้อยู่ด้วยกันที่ขอบเตียงแม่หยวนเห็นนางเดินเข้ามาก็ดึงนางไปที่ข้างตัว ยื่นมือลูบหัวนางอย่างอ่อนโยนพร้อมทั้งกวาดสายตามองขึ้นลง ระหว่างนั้นน้ำตาที่คลออยู่ก็ไหลลงเป็นสาย

          ฝ่ามือของมารดาร้อนยิ่งนัก ทั้งยังให้สัมผัสหยาบกร้านจากการใช้แรงงานมาตลอดหลายปี นางลูบตัวของหยวนเซียงเอ๋อร์ไปมาอย่างอาลัย ส่งผ่านความรักความห่วงใยของมารดาผู้ให้กำเนิด

          หยวนเซียงเอ๋อร์รออยู่นาน ทว่าก็เห็นเพียงหยาดน้ำตาที่ไหลริน เงียบกริบ… ไร้วาจากล่าวรั้งสักคำ

          ความคาดหวังลึกๆ ในใจสุดท้ายก็เย็นชืดและดับลง นางตัดใจชักมือตนกลับ

          “ท่านแม่ ข้าไปแล้วนะ” นางเอ่ย

          พี่สาวคนโตที่กำลังใส่แผ่นแป้งสดใหม่แผ่นหนึ่งกับเสื้อผ้าสองตัวเข้าไปในย่าม ชั่วขณะที่ได้ยินคำกล่าวนี้ ก็อดกลั้นไม่ไหวร้องไห้โฮออกมา

          “ท่านแม่อย่าขายน้องสาวเลย ถ้าจะขายก็ขายข้าเถอะ” นางร้องไห้พร้อมกับดึงแขนมารดา

          “เจ้าอย่าเอ่ยวาจาไร้สาระ” มารดาเอ่ยต่อว่าเสียงสะอื้น

          เสียงร้องไห้ดึงความสนใจบรรดาเด็กๆ ที่เล่นอยู่ด้านนอกน้องชายน้องสาวพอได้กลิ่นแผ่นแป้งหอมฟุ้งที่อยู่ในมือพี่สาวคนโต พวกเขาก็พากันเรียกร้องอยากกิน

          แม่หยวนมองดูพวกลูกๆ ที่ร้องโวยวายด้วยความลำบากใจ มองไปที่ลูกสาวคนที่สามที่ใกล้จะเดินทางจากบ้าน ท้ายที่สุดนางก็ยังหยิบแผ่นแป้งแผ่นกลมมาแบ่งออกไปชิ้นเล็กๆ ให้ลูกชายคนโต ก่อนจะยื่นอีกชิ้นส่งไปในมือลูกชายคนเล็กที่อยู่ในโต๊ะหัดเดิน จากนั้นก็ผลักลูกสาวคนรองที่ดิ้นพล่านขวางอยู่บนพื้นออกไป และเอาแผ่นแป้งที่เหลือในมือยัดใส่ไปในย่าม ผูกย่ามจนเรียบร้อยแล้วคล้องไปที่แขนของหยวนเซียงเอ๋อร์

          หยวนเซียงเอ๋อร์ที่ใจยังเย็นเยียบ ไม่เอ่ยวาจาอะไรอีก เลือกจะหันหน้าเดินออกจากห้องไป

          ท่านย่าของสกุลหยวนนอนป่วยติดเตียงมานานปี ขณะที่หยวนเซียงเอ๋อร์ก้าวเข้ามาลา นางกวาดสายตาไปรอบๆ ในห้องมืดสลัว กลิ่นเหม็นอับฟุ้งไปทั่วห้อง

          ย้อนกลับไปปีที่หยวนเซียงเอ๋อร์ลืมตาขึ้นบนโลกใบนี้ ภาพในหัวของนาง ท่านย่ายังมีร่างกายที่แข็งแรงขนาดยืนเท้าสะเอวอยู่ที่หน้าประตูบ้านด่าว่ามารดาของนางได้ถึงหนึ่งวันเต็ม ทำเอาท่านแม่ทั้งอับอายและทุกข์ใจขนาดหนัก

          ทว่า เปรียบกับบัดนี้กาลเวลาล้วนเปลี่ยนผ่าน ขณะได้ยินข่าวว่าหลานสาวจะจากไป ท่านย่าผู้โรยราอ่อนกำลัง ทั้งยังปากงุ้มงอเพราะไร้ฟันผู้นี้ก็เอื้อมมือสั่นๆ ไปควานหาของในไหดินเผาบนหัวเตียงด้วยท่าทางงกเงิ่น ก่อนจะหยิบตังเมที่ห่อกระดาษสีแดงยัดใส่มือของหยวนเซียงเอ๋อร์

          ขนมตังเมชิ้นนี้ยากจะเดาได้ว่าเก็บมานานเท่าไร แม้แต่กระดาษสีแดงยังสีซีดไปหมด หยวนเซียงเอ๋อร์กำห่อสีแดงที่ท่านย่าให้ เก็บมันไว้กับแผ่นแป้งแหว่งๆ

          และแล้วก็ถึงเวลาร่ำลา ทุกคนในสกุลหยวนล้วนมาส่งหยวนเซียงเอ๋อร์กับอาจารย์ออกจากข้างหน้าประตูบ้าน นับแล้วเป็นเวลาถึงเจ็ดปีที่อยู่ที่แห่งนี้ ยิ่งนานเท่าไร สถานะของนางยิ่งเปลี่ยนผ่านและมากขึ้นเท่านั้น ทั้งลูกสาว น้องสาว พี่สาว และบัดนี้เป็นศิษย์ ทว่านางก็ไม่มีความคิดจะใส่ใจในความสัมพันธ์เช่นนี้อีกต่อไปแล้ว

          หยวนเซียงเอ๋อร์ลอบคิดอ่านเงียบๆ ในใจว่าควรทำอย่างไร ถึงจะหนีจากบุรุษผู้นี้ ผู้ซึ่งกำลังจะเป็นอาจารย์ของตน และออกไปเลือกทางเดินชีวิตของตัวเอง

          อวี๋เหยายื่นมือออกมาหานาง มือของเขาใหญ่กว้างและเปี่ยมด้วยพลัง ถือเป็นมือของชายวัยฉกรรจ์ อีกทั้งอุณหภูมิไม่ร้อนไม่เย็นมากเกินไป จัดเป็นอุณหภูมิพอเหมาะสำหรับมนุษย์ทั่วไป เขากุมมือเล็กๆ ที่ผอมแห้งของนางเอาไว้แน่น

          หยวนเซียงเอ๋อร์หันหน้ากลับไปมองเป็นครั้งสุดท้าย

          บ้านมุงฟางธรรมดากับกำแพงที่ทรุดโทรม คนทั้งเจ็ดรวมเป็นหนึ่งครอบครัว ยืนเบียดเสียดออกันอยู่ด้านนอกประตูใหญ่ บนกำแพงยังมีหัวไก่ยาวชะลูดกับหูจิ้งจอกแหลมๆ สองข้างยื่นออกมา พร้อมกันนั้นก็ยังมีพวกตัวเล็ก ตัวน้อย ที่พากันชะเง้อหัวชะเง้อหน้ามอง

          ขณะนี้เป็นช่วงที่แสงอาทิตย์อัสดงกำลังสาดแสงสวยพอดีแสงพระอาทิตย์ตกยามเย็นที่ขอบฟ้ากลายเป็นเข้มสดและสะดุดตามากขึ้น

          หากค่ำแล้วจะเดินทางลำบาก หยวนเซียงเอ๋อร์โบกมืออำลาบ้านที่อยู่มาเจ็ดปี ตัดใจไม่หันกลับไปอีก นางจับมือคนแปลกหน้าก้าวเดินไปตามทางของแสงอัสดงยามเย็น

          หยวนเจาตี้มองแผ่นหลังน้องสาวที่ค่อยๆ ไกลลิบ ท้ายที่สุดก็เพิ่งเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น

          “ฮือ ข้าไม่กินแผ่นแป้งแล้ว ไม่กินแผ่นแป้งแล้ว ท่านแม่อย่าขายน้องสาวไปเลย”

          เสียงร้องไห้โฮปานจะขาดใจราวถูกสายลมของช่วงฤดูร้อนพัดส่งออกไปไกล… ไกลถึงหัวใจที่เศร้าหมองของหยวนเซียงเอ๋อร์ดวงนั้นให้รู้สึกดีขึ้นมาบ้าง

4.มิใช่ว่าเป็นปีศาจหรอกรึ!?

          หยวนเซียงเอ๋อร์เดินอยู่ท่ามกลางป่าเขา

          ท้องฟ้าถูกแทนที่ด้วยความมืดสลัวไปทีละน้อยจนขณะนี้มองไม่เห็นแสงไฟของหมู่บ้านที่อยู่ด้านหลังแล้ว อีกทั้งถนนด้านหน้าทั้งมืดและเปล่าเปลี่ยว

          ป่าเขาเงียบสงัด จนทั้งสองต่างได้ยินเสียงย่ำเท้าบนหญ้าแห้งได้ชัดเจน ถึงกระนั้นบุรุษข้างกายนางก็ยังไม่มีวี่แววจะหยุดพักในเร็วๆ นี้

          เสียงแมลงดังสะท้อนก้องป่า กิ่งไม้ใบไม้ปัดกวัดแกว่ง ราวกับว่าในป่ามีสิ่งลี้ลับน่าหวาดกลัวแอบซ่อนอยู่ พวกมันกำลังจับจ้องทั้งสองที่กำลังเดินทาง

          ในใจหยวนเซียงเอ๋อร์รู้สึกหวาดหวั่น หากไร้ซึ่งความสามารถพิเศษในการรับรู้การมีอยู่ของเหล่าปีศาจ นางก็คงกลัวการเดินทางท่ามกลางป่าเขาเช่นนี้กว่าผู้ใด

          ในหัวคิดนู่นนี่ ทว่าใจนางกลับบีบคั้นตลอดเวลา กังวลว่าประเดี๋ยวจู่ๆ จะมีสัตว์ประหลาดตนไหนโผล่ออกมาจากมุมมืดตรงนี้บ้าง ตรงนู้นบ้าง

          นางที่อายุเจ็ดขวบไร้กำลังจะต่อสู้ อีกทั้งข้างกายไร้คนสนิทมีเพียงอาจารย์ที่เพิ่งจะรู้จักกันแค่ไม่กี่ชั่วยามก่อน ทั้งยังไม่สามารถคาดเดาได้ว่าแท้จริงแล้วเขาใช่มนุษย์หรือไม่?

          หยวนเซียงเอ๋อร์ลอบมองบุรุษที่จูงมือตน หน้าตาเขาดูมีสง่าราศี ผิวพรรณขาวเนียน รูปลักษณ์ภายนอกหล่อเหลา ภายใต้แสงของดวงจันทร์เขาดูคล้ายกับภาพมายา

          มิใช่ว่าเป็นปีศาจหรอกรึ!?

          ความคิดนี้ทำเอาแผ่นหลังของหยวนเซียงเอ๋อร์คันยุบยิบ

          อาจารย์ชะงักฝีเท้า มองเด็กหญิงที่ก้าวตามข้างกายอย่างว่าง่าย ลูกศิษย์ผู้นี้อายุเพียงหกเจ็ดขวบเท่านั้น คาดว่าน่าจะเหนื่อยบ้างแล้ว หรือบางขณะอาจจะกำลังรู้สึกหวาดกลัว อย่างไรก็ยังเป็นเด็กสาวตัวน้อยที่ยังไม่สูงเท่าไหร่

          “เซียงเอ๋อร์กลัวหรือไม่” เขาย่อตัวลงข้างๆ หยวนเซียงเอ๋อร์ “ไม่ต้องกังวล มีข้าอยู่ด้วย ปกติแล้วพวกเขาไม่กล้าออกมาหรอก”

          พวกเขาที่ว่าหมายถึงอะไรกัน?

          หยวนเซียงเอ๋อร์จ้องกลับ ไม่กล้าบอกเขาว่าสิ่งที่ทำให้ตนรู้สึกกลัวล้วนมาจากเขาอยู่หลายส่วน

          อาจารย์หยิบยันต์แผ่นหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ แผ่นยันต์สีเหลืองตัวอักษรสีแดงมักพบเห็นได้ทั่วไปในโลกใบนี้ พวกชาวบ้านใช้กันดาษดื่น ทั้งในงานแต่ง งานศพ การรักษาโรค หรือใช้ปกปักรักษาครอบครัว พวกเขาต่างเลื่อมใสและงมงาย บ้างก็ชอบไปขอยันต์สีเหลืองพวกนี้เก็บไว้ติดตัว บ้างเอาไปละลายน้ำแล้วดื่ม

          ทว่านางกลับไม่รู้สึกว่าพวกมันมีประโยชน์อย่างแท้จริง

          บางขณะยังเห็นพวกภูตตัวน้อยเอายันต์มาเล่นแทนไพ่ ทั้งๆ ที่ยันต์ที่ว่ามีสรรพคุณขับไล่ปีศาจ!

          แผ่นยันต์ในมืออาจารย์ แม้ว่าจะเป็นยันต์สีเหลืองตัวอักษรสีแดงอย่างที่พบเห็นได้บ่อยครั้ง พอหยิบมันออกมา หยวนเซียงเอ๋อร์กลับสัมผัสได้ถึงความแตกต่างจากแผ่นอื่นๆ ในสายตานาง อักษรอาคมฉวัดเฉวียนสีแดงสดปรากฏแสงพลังไหลเวียนไปมาราวกับมีชีวิตก็ไม่ปาน ตัวยันต์แผ่พลังสะกดผู้คนออกมาเบาบาง

          นิ้วมือเรียวของเขาพลิกขยับ พับยันต์อาคมเป็นทรงสามเหลี่ยมอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะสอดยันต์ที่พับเสร็จแล้วไปในสายรัดเอวของนางอย่างเบามือ ไม่รู้ว่าตนรู้สึกไปเองหรือไม่ ที่เอวของนางราวกับมีไอร้อนอบอุ่นแผ่ซ่านออกมา ทำให้หยวนเซียงเอ๋อร์จิตใจโล่งโปร่งสบาย สยบความกลัวได้อยู่หมัด

          “เจ้า...” อวี๋เหยาย่อกายอยู่ตรงหน้านาง จู่ๆ ก็ไม่รู้จะเอ่ยอะไรต่อ ด้วยความที่เขายังไม่เคยรับศิษย์มาก่อน จึงไม่รู้วิธีปฏิบัติตัวกับศิษย์น้อยผู้นี้ “เจ้าเต็มใจจะเรียกข้าว่าอาจารย์หรือไม่?”

          “อาจารย์” หยวนเซียงเอ๋อร์ตอบรับอย่างรวดเร็ว ไร้ซึ่งแรงกดดันและไร้ความจริงใจในคำพูด

          ธรรมเนียมศิษย์อาจารย์ที่ฝังรากลึกในยุคสมัยนี้ นางไม่ได้นำมาใส่ใจ ยามนี้สิ่งที่นางให้ความสำคัญคือ ทำอย่างไรถึงจะทำให้ร่างกายเยาว์วัยของตนสามารถอยู่รอดพ้นภัยได้ในโลกใบนี้ ทว่าอาจารย์คล้ายจะดูพอใจเป็นอย่างยิ่ง เขายื่นมือออกมาลูบหัวหยวนเซียงเอ๋อร์ “จากที่นี่ไปบ้านอาจารย์นับว่าไม่ไกลเท่าไร เพื่อไม่ให้อาจารย์หญิงของเจ้าต้องรอนาน เซียงเอ๋อร์ทนลำบากเอาหน่อย เดินทางตลอดคืนกับอาจารย์ได้หรือไม่?”

          “ได้เจ้าค่ะ ตามที่อาจารย์ว่า” หยวนเซียงเอ๋อร์ตอบกลับอย่างอ่อนหวาน ดูน่าเอ็นดู หารู้ไม่ในหัวของนางคิดเพียงว่า หากท่านไม่ได้กลายเป็นปีศาจร้ายแล้วกลืนข้าลงไปในคำเดียว ไม่ว่าอะไรข้าก็ยินดีจะฟัง

          อวี๋เหยารู้สึกซาบซึ้งใจนัก เขามักได้ยินหมู่สหายที่เป็นอาจารย์กล่าวว่าการมีศิษย์เป็นเรื่องยุ่งยาก ตรงกันข้าม ศิษย์ตัวน้อยของตนเหตุใดถึงได้อ่อนน้อมและว่าง่ายเพียงนี้

          “มา ให้อาจารย์ช่วยแบกเจ้า” เขาหันแผ่นหลังให้ลูกศิษย์ตัวน้อย

          หยวนเซียงเอ๋อร์หมอบอยู่บนหลัง ทั้งคู่พากันออกเดินทางไกล ท้องฟ้ายามราตรีมืดสนิท บนท้องฟ้าเวิ้งว้างพร่างพราวไปด้วยดวงดาราพากันประชันแสง

          การก้าวเท้าของอาจารย์มั่นคงอย่างยิ่ง แฝงไว้ซึ่งจังหวะที่เป็นเอกลักษณ์ ทำเอาหยวนเซียงเอ๋อร์เริ่มรู้สึกง่วงงุนอย่างรวดเร็ว นางคาดว่าอาจารย์ของตนมิใช่ปีศาจหรือสิ่งมีชีวิตแปลกประหลาดที่ชอบลอยไปลอยมา นางยังไม่เคยเห็นปีศาจตนไหนเดินทางไกลด้วยวิธีเยี่ยงมนุษย์เช่นนี้มาก่อน

          ขณะที่ในหัวคิดไปเรื่อย ใจนางก็เริ่มผ่อนคลาย ร่างกายเยาว์วัยมิอาจฝืนความง่วงได้อีก เริ่มสะลึมสะลือภายใต้การก้าวเดินที่เป็นจังหวะ

          แผ่นหลังของบุรุษผู้นี้กว้างนัก คลับคล้ายว่าจะมีกลิ่นน้ำทะเลเจือปน หยวนเซียงเอ๋อร์ซึ่งชาติที่แล้วใช้ชีวิตในเมืองริมทะเลตั้งแต่ยังเล็กรู้สึกคุ้นเคยและสงบ

          ชั่วขณะที่นางตัวส่ายโอนเอนไปมาก็เริ่มฝัน นางย้อนกลับไปเมื่อครั้งยังเล็กที่โลกใบเดิม ที่นั่นมีบุรุษผู้สุขุมและมากประสบการณ์อยู่ผู้หนึ่ง หยวนเซียงเอ๋อร์เห็นหน้าตาเขาไม่ชัด ทว่าตอนนั้นคุณแม่กลับส่งยิ้มอ่อนโยนให้นางอย่างหาได้ยาก ลุงคนนั้นพานางกับแม่ไปสวนสนุกที่ใหญ่ที่สุดในเมือง พอท้องฟ้ามืด ในเมืองก็เปิดไฟระยิบระยับดุจดวงดาวพร่างพราว เขาอุ้มนางที่เล่นจนไร้เรี่ยวแรงไปไว้ด้านหลังพร้อมกับเดินเข้าไปใต้แสงดารางดงามเหล่านั้น นับเป็นหนึ่งวันที่ดีและเปี่ยมสุข

          ขณะนั้นหยวนเซียงเอ๋อร์คิดว่าความรู้สึกของการมีบิดาอาจจะเป็นเช่นนี้ นางหวังอย่างยิ่งว่ารอยยิ้มของแม่กับแผ่นหลังของพ่อจะไม่สูญหายไป ทว่าทุกอย่างก็กลับไปเป็นดุจเดิม นางตื่นขึ้นมาบนเตียงในวันรุ่งขึ้น แผ่นหลังที่ดูอบอุ่นของพ่อหายไปแล้วและตนก็ยังนอนอยู่ในห้องโอ่โถงหรูหราเช่นเดิม ยิ่งไปกว่านั้นแม่ของนางกลับแข็งกร้าวไร้อารมณ์และโหมงานหนักกว่าเดิมเสียอีก

          ยามราตรีที่แสนยาวนานผ่านพ้น แสงฟ้าสว่างของฟ้าใหม่กระจ่างจ้า หยวนเซียงเอ๋อร์ลืมตาอีกครั้ง พบว่าตนเองยังคงเป็นเด็กเจ็ดขวบ ยังอยู่บนแผ่นหลังที่ขยับไปมาตามจังหวะฝีเท้าเช่นเดิม ทว่ากลับเป็นอาจารย์ที่แบกนางเดินมายาวนานตลอดทั้งคืน

 

          เช้าตรู่แล้ว ถือเป็นเช้าที่ร้อนที่สุดในฤดูร้อน

          ดวงอาทิตย์แผดเผาร้อนแรงนัก หมวกไผ่สานสีเข้มปิดคลุมหัวนางไว้อย่างหมิ่นเหม่ หยวนเซียงเอ๋อร์ที่อยู่บนหลังค่อยๆ ลืมตา มองแสงแดดที่ส่องลอดจากรูของหมวกไผ่สานวูบไหว ทันใดนั้น นางก็ตระหนักว่าในเมื่อนางมาที่โลกแห่งนี้ ได้เป็นทั้งลูกสาว น้องสาวและพี่สาวแล้ว เช่นนั้นกลายเป็นลูกศิษย์อีกสักฐานะจะเป็นอะไรไป

          เมื่อลงจากหลังของอาจารย์อวี๋เหยา นางลอบมองแผ่นหลังที่ตนนอนมาตลอดทั้งคืน เห็นว่าเลอะไปด้วยคราบเหงื่อวงใหญ่ ส่วนอาจารย์กำลังใช้มือข้างหนึ่งเช็ดเหงื่อบนหน้าผาก อีกข้างหยิบกระบอกน้ำออกมา ยื่นให้นางดื่มก่อน

          ใบหน้าดุจเทพเซียนของอวี๋เหยาแปรเปลี่ยนไป ขณะนี้เขาอยู่ในสภาพเนื้อตัวเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อ นางกลับมองแล้วรู้สึกว่าอาจารย์มีความเป็นมนุษย์กว่าเดิม

          “อาจารย์”

          ประโยคนี้เสียงเบาเหลือเกิน ทว่ากลับมีความจริงใจขึ้นมาหลายส่วน น่าเสียดายที่อวี๋เหยาแยกแยะความแตกต่างในนั้นไม่ออก เขาคิดเพียงว่า ศิษย์ตัวน้อยทั้งสำรวมและว่าง่ายเป็นอย่างยิ่ง

          นางหันกลับมา ตรงหน้าปรากฏธารน้ำสายหนึ่ง สายน้ำไหลไปทางทิศตะวันออก บนผิวน้ำมีสะพานหินตั้งอยู่ ตรงข้ามสะพานเป็นเมืองหนึ่งในตำบลเชว่ชิวซึ่งเป็นตำบลเล็กๆ ดูคึกคักและน่าอยู่

          กล่าวกันว่า เชว่ชิวเป็นตำบลเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ทิศใต้ของตำบลคือหุบเขาหมาป่าสวรรค์ที่แสนอันตราย มีธารน้ำสายใหญ่ไหลลงมาจากยอดเขาโอบล้อมเมืองก่อนจะไหลไปทางทิศตะวันออก

          “บ้านของอาจารย์อยู่ที่นี่” เขาเอ่ยบอกหยวนเซียงเอ๋อร์ เขาจูงมือหยวนเซียงเอ๋อร์ก้าวข้ามสะพานไปอย่างเชื่องช้า สาวเท้าเข้าไปในความคึกคักวุ่นวายของโลกมนุษย์

          “อาจารย์กลับมาแล้วหรือ นี่เป็นเด็กสาวจากบ้านไหนกัน หน้าตาน่าเกลียดน่าชังเชียว”

          “อ้าว อาจารย์รับศิษย์แล้วหรือ ขอแสดงความยินดีด้วย”

          “นี่เป็นปลาที่เพิ่งจับมาจากในลำธาร กำลังจะเอาไปให้อาจารย์ชิมพอดี แต่เกรงจะรบกวนฮูหยินของท่าน บังเอิญนักที่ได้มาพบกันที่นี่ จะได้ให้อาจารย์นำกลับไปที่บ้านด้วยเสียเลย”

          “อาจารย์ว่างช่วงไหนหรือ? ที่บ้านข้าได้หลานชายเพิ่ม อยากขอให้อาจารย์ช่วยตั้งชื่อให้สักประเดี๋ยว”

          “ฮูหยินของข้านอนหลับกระสับกระส่ายมาตลอดหลายวันคาดว่าเป็นโรคนอนหลับยาก อยากรบกวนขอยาต้มกับยันต์ปลุกเสกจากอาจารย์สักห่อขอรับ”

          ชาวบ้านที่ผ่านทางมาไม่ว่าฐานะใด ต่างก็พากันเคารพนอบน้อมกับอาจารย์ของนางยิ่งนัก และเขาก็ยังปฏิบัติกับผู้คนเหล่านี้อย่างลื่นไหลเป็นธรรมชาติ

5.ข้าสอนเจ้าได้อยู่แล้ว

          สะพานหินเป็นทางเข้าออกเพียงหนึ่งเดียวของตำบลนี้ บนสะพานแน่นขนัดไปด้วยหาบเร่และผู้ใช้แรงงาน ผู้คนยืนออพลุกพล่านนัก ทั้งหัวสะพานยังมีแผงลอยไม่น้อย ขายงานปักเย็บกับของกิน และยังมีคณะละครที่มาเปิดการแสดงต่างๆ

          ทั้งหมดล้วนเป็นสิ่งแปลกใหม่สำหรับหยวนเซียงเอ๋อร์ หลังจากเกิดใหม่ นางก็ไม่เคยก้าวออกจากหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนั้นแม้สักก้าวนี่ถือเป็นครั้งแรกที่ได้สัมผัสกับเมืองเก่าแก่ที่ห้อมล้อมไปด้วยสีสันเช่นนี้

          ระหว่างที่กำลังมองดูอย่างเพลิดเพลิน จู่ๆ นางก็ชะงักฝีเท้า พลันกระตุกแขนเสื้อของอาจารย์เบาๆ

          “มีอะไรรึ?” เขามองตามสายตาของนางไป

          ตรงบริเวณหัวสะพานที่ผู้คนเบียดเสียด มีเงาร่างสูงใหญ่กว่าผู้คนปกติมากยืนเด่นอยู่ คนผู้นั้นมีไหล่กว้าง ทว่าศีรษะเล็ก ใบหน้าดำมะเมื่อม ใบหน้ามีดวงตารีตั้งอยู่คู่หนึ่ง กำลังยืนโน้มเอวยื่นหน้ามองขนมแป้งข้าวนึ่งร้อนกรุ่นในร้านค้าตรงหัวสะพาน

          ชายชราที่ขายขนมแป้งข้าวนึ่งร้องเรียกผู้คนที่ผ่านไปมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ราวกับว่าเขาจะมองผ่านเงาร่างที่ทาบทับอยู่เหนือศีรษะเขาไปเสียอย่างนั้น

          เมื่อเข้าใจสิ่งที่นางสื่อถึง อวี๋เหยาก็หัวเราะขึ้นมา เป็นเช่นกระดานทำนายกล่าวเอาไว้ไม่มีผิดเพี้ยน ศิษย์น้อยมีพรสวรรค์ที่มิอาจมองข้ามได้ อายุเท่านี้ก็มีเนตรหยินหยาง นับเป็นเมล็ดพันธุ์ชั้นดีสำหรับสืบทอดวิชา

          “สิ่งนั้นเรียกว่าเม่ย* รูปลักษณ์แปลกประหลาด นิสัยกลับรักสงบ แม้ว่าจะชอบเพ่นพ่านในหมู่ผู้คน แต่ส่วนมากจะไม่ค่อยยุ่งวุ่นวายกับใคร เซียงเอ๋อร์มิต้องกังวลใจ”

          “อาจารย์ ท่านมองเห็นเหมือนข้าหรือ?” ขณะนี้หยวนเซียงเอ๋อร์รับรู้ทันทีว่าอาจารย์มีความสามารถพิเศษเฉกเช่นตน

          ดูไปแล้ว อาจารย์ก็นับว่าดีกว่าพวกที่ชอบต้มตุ๋นหลอกลวงผู้คนเช่นร่างทรงอู๋กระมัง?

 

          ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา

          นางรับรู้ถึงการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ ทว่ามีแค่ตนที่เห็น จึงทำได้เพียงเก็บมันไว้ในใจมิอาจหลุดระบายออกมาให้ใครฟังได้ในที่สุดนางก็ได้พบผู้ที่เข้าใจนาง สามารถพูดคุยได้โดยไม่ต้องเสแสร้งแล้ว หยวนเซียงเอ๋อร์โห่ร้องในใจอย่างชื่นมื่น

          “ใช่แล้ว ช่วงที่อยู่หมู่บ้านสกุลหยวนข้าก็มองเห็น พวกมันแม้ว่าจะซุกซนไปสักหน่อย แต่ส่วนมากไม่ได้คิดร้ายกับมนุษย์”

          กล่าวได้ว่าปีศาจกับมนุษย์นั้นแตกต่าง ปีศาจจะมีอารมณ์แปรปรวนและไร้ซึ่งกฎเกณฑ์ อีกทั้งสองเผ่าพันธุ์มักจะไม่ยุ่งเกี่ยวซึ่งกันและกัน แบ่งอาณาเขตกันดำเนินชีวิตอย่างชัดเจน ทว่าก็มีบ้างที่ปีศาจบางตนยังสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้คน ทำให้มนุษย์ไม่ไว้ใจและยังเกรงกลัวอยู่

          อวี๋เหยาส่งสายตามองไปยังเทือกเขาขนาดใหญ่ทางทิศใต้ของตำบลเชว่ชิว ที่แห่งนั้นเคยเป็นถิ่นฐานของเผ่าหมาป่าสวรรค์ซึ่งเป็นเผ่าพันธุ์ปีศาจโบราณ แม้จะเล่าลือกันว่าเผ่าพันธุ์นี้ได้สูญหายไปจากโลก แต่เขารู้ดีว่าในส่วนลึกของหุบเขายังมีจอมปีศาจอันตรายอาศัยอยู่

          “เซียงเอ๋อร์เจ้าต้องจำให้ดี แม้ว่าพวกเราจะอาศัยอยู่ที่ตีนเขา เจ้าก็ห้ามเข้าไปในส่วนลึกของหุบเขาหมาป่าสวรรค์เป็นอันขาด ในนั้นมีปีศาจที่ยากจะต่อกรอาศัยอยู่”

          ตอนนี้หยวนเซียงเอ๋อร์อารมณ์ดีนัก นางมองไปยังภูเขาอันอุดมสมบูรณ์สุดลูกหูลูกตา พลางเอ่ยปากรับคำ “เจ้าค่ะ ข้าจะไม่เข้าไปวุ่นวายกับพวกเขา”

          ทั้งสองเดินเลาะทางเท้าของตำบลมุ่งไปด้านหน้า ผ่านจุดที่มีความเจริญสูงสุด จนกระทั่งอาคารและผู้คนที่เดินผ่านลดจำนวนลง

          อากาศช่วงฤดูร้อนยากจะคาดเดา เมื่อครู่ดวงอาทิตย์ยังเจิดจ้าสว่างไสว พริบตาเดียวเมฆฝนก็ลอยแผ่เต็มฟ้า พร้อมกับสายฝนเทกระหน่ำลงมา ผู้คนที่เดินบนท้องถนนต่างพากันหาที่หลบ อาจารย์วางหมวกสานไปบนศีรษะของหยวนเซียงเอ๋อร์ ก่อนจะรีบอุ้มนางวิ่ง

          “เซียงเอ๋อร์มิต้องกังวล จะถึงบ้านแล้ว นั่น... บ้านข้างหน้าหลังนั้น” เขาผายมือชี้นิ้วให้เซียงเอ๋อร์ดู

          สุดปลายถนนบริเวณตีนเขาเขียวขจี ปรากฏบ้านหลังเล็กแสนเรียบง่าย ล้อมรอบด้วยกำแพงอิฐ ภายในมีต้นไม้ดูร่มรื่นพร้อมกับดงไผ่สลับเป็นหย่อม แม้จะไม่ได้หรูหราทว่ากลับทำให้รู้สึกถึงความสงบร่มเย็น     

          ยังไม่ทันไปถึง... จู่ๆ ประตูบ้านก็เปิดอ้า มีมือเรียวข้างหนึ่งถือร่มยื่นออกมา

 

          “อวิ๋นเหนียง เจ้าออกมาทำไม?

          อาจารย์เหยียบน้ำโคลนวิ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ยื่นมือรับร่มคันหนึ่ง

          ฉับพลัน โฉมหน้าหมดจดของแม่นางที่ถือร่มก็เผยออกมา นางสวมชุดกระโปรงสีฟ้า ทรงผมงดงามดุจเมฆา นับเป็นคนงามในอุดมคติ เห็นแล้วยากจะลืมเลือน ทว่าน่าเสียดายที่ตัวนางผอมบางไปสักนิด ให้ความรู้สึกราวกับต้นหลิวที่โรยรา ดูอมโรค

          หยวนเซียงเอ๋อร์รับรู้ทันทีว่า แม่นางผู้นี้จะต้องเป็นอาจารย์หญิงที่ถูกกล่าวถึงอยู่บ่อยครั้งระหว่างเดินทางมา จึงเอ่ยเรียกอาจารย์หญิงอย่างรู้ความ

          อวิ๋นเหนียงพยักหน้า “ข้าจำได้ว่าเจ้าไม่ได้พกร่มไป ก็เลยมารับที่ประตู นี่เป็นศิษย์ที่รับมาหรือ?” เสียงของนางกระจ่างชัดทว่าค่อนข้างแข็ง น้ำเสียงเรียบเฉยราวกับไม่กระตือรือร้น ยากที่จะมองออกว่ายินดีหรือไม่

          หากกล่าวถึงสุขภาพของอาจารย์หญิง เห็นได้ชัดเจนว่าไม่ได้ดีสักเท่าไร แม้อยู่ในช่วงฤดูร้อน ทว่าสีหน้ากลับขาวซีด ทั้งยังใส่เสื้อผ้าปกปิดมิดชิดและห่มผ้าคลุมอีกผืน ไม่ต้องกล่าวถึงการมาตากฝน
เช่นนี้ แม้แต่ลมพัดแรงหน่อยก็อาจจะทำให้อาจารย์หญิงล้มป่วย

          อาจารย์ใช้มือข้างหนึ่งจูงหยวนเซียงเอ๋อร์ ส่วนอีกข้างถือร่มเหนือศีรษะภรรยาและลูกศิษย์ ทำเอาตัวเองเปียกโชกไปเกือบครึ่ง

          ทั้งสามเดินเข้าไปด้านใน

          รอบตัวบ้านมีดอกไม้และพืชพรรณนานาชนิดชูช่อยืนต้นผสมปนเป ดูแล้วเหมือนไม่ได้รับการดูแลตกแต่ง ทว่ากลับให้ความรู้สึกคล้ายว่าอยู่ในป่าเขา สะดุดตาที่สุดเห็นจะเป็นต้นอู๋ถงที่มีกิ่งก้านสาขาปกคลุมผืนฟ้า ทำให้สวนดูร่มรื่นทั้งยังสามารถกันแดดกันฝน

          ระหว่างที่ก้าวผ่านใต้ต้นไม้ ทันใดนั้นก็มีเสียงสบถแหลมเล็กดังแว่วออกมาจากพุ่มไม้ด้านบน “ข้าก็นึกว่าไปเก็บลูกศิษย์เก่งกาจปานไหนมา ที่แท้ก็เป็นเด็กขนเหลืองคนหนึ่ง นางมีค่าพอให้เจ้าต้องถ่อไปไกลขนาดนั้นเลยรึ?”

          หยวนเซียงเอ๋อร์ชะโงกหน้า มองขึ้นไปผ่านขอบร่ม สิ่งมีชีวิตสิ่งนี้ดูคลับคล้ายมนุษย์ที่กำลังนอนอยู่ ใบหน้ายากจะแยกแยะว่าเป็นชายหรือหญิง ทั้งยังแต่งแต้มชาดสีแดงหนาจัด สวมหมวกทรงสูงสีแดงที่มีสายรัดยาวลู่ลงมาขนาบเสี้ยวหน้าขาวผ่อง เขานอนผ่อนคลายอยู่บนกิ่งก้านร่มรื่นที่กำลังพลิ้วเอื่อยไปตามลม แขนทั้งสองข้างที่ใช้หนุนปกคลุมด้วยขนสีขาวสะอาด ด้านหลังยังมีปีกยาวสีขาวบริสุทธิ์สยายพาดออกไป

          “นี่คือเชี่ยจือ เป็นภูตรับใช้ของอาจารย์”

          ผ่านลานบ้านไป ก็เป็นตัวเรือนที่มีระเบียงทางเดินพร้อมเสาค้ำโอบล้อม ตัวเรือนไม้มองแล้วเรียบง่าย สะอาดตา อาจารย์ส่งภรรยากับนางไปบนระเบียงทางเดิน ส่วนตนยืนจับร่มสะบัดน้ำฝนที่ขอบระเบียง

          อวิ๋นเหนียงไม่ได้พูดอะไรมาก นางค่อยๆ ก้าวไปตามระเบียง เข้าไปในห้องทางทิศใต้ห้องหนึ่งและไม่โผล่หน้าออกมาอีก นางเป็นเงาร่างที่อ้อนแอ้นอรชรทว่ากลับสะท้อนความรู้สึกให้นึกถึงความโรยรา เชื่องช้า เงียบเหงา และไร้ชีวิตชีวาดุจหญิงชรา

          จู่ๆ บนพื้นก็ปรากฏหน้าคนที่มีเขาวัวโผล่ออกมาครึ่งตัว ทำเอาหยวนเซียงเอ๋อร์ตกใจถอยเท้าไปด้านหลัง เสียงขรึมดังขึ้นมาจากใต้พื้นไม้ของระเบียงทางเดิน “เด็กผู้หญิงจะเรียนวิชาของอาจารย์ได้รึ?ตัวเล็กเพียงนี้ ยังไม่พอให้ข้ากินสักคำ”

          “นี่คือซีฉวี” อาจารย์เอ่ยอธิบาย “เขาค่อนข้างอารมณ์แปรปรวน แต่ฝีมือต่อสู้เก่งกาจนัก มีพวกเขาคอยเฝ้าบ้านเจ้าไม่ต้องกังวลใดๆ ไปเล่นให้เต็มที่เถอะ”

          มีพวกเขาอยู่ต่างหากนางถึงหวาดกลัว หยวนเซียงเอ๋อร์มองใบหน้าดุดันของซีฉวี

          “ภูตรับใช้คืออะไรหรือเจ้าคะ?” นางเริ่มสนใจ

          “คือการที่พวกเราจอมเวทใช้อาคมสยบปีศาจ หากไม่อยากสังหาร ก็สามารถใช้อาคมทำพันธสัญญากับพวกมันเอาไว้คอยใช้สอย พวกนี้เราเรียกกันว่าภูตรับใช้”

          “ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ อาจารย์สอนวิชานี้ให้ข้าได้หรือไม่? ข้าอยากได้ภูตรับใช้บ้าง” นางดีใจยิ่งนัก หากจะเปรียบก็ไม่ต่างอะไรกับการเลี้ยงสัตว์ขณะที่อยู่ในคฤหาสน์กระมัง ลองนึกภาพว่าในอนาคตตนมีกลุ่มภูตรับใช้คอยปกป้อง และจัดการเรื่องราวตามคำสั่ง ก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา

          ด้วยเหตุนั้นนางก็เลยกระตุกแขนเสื้อของอาจารย์ อยากจะเรียนวิธีทำพันธสัญญากับภูตรับใช้บ้าง

          “ข้าสอนเจ้าได้อยู่แล้ว” เขายอบกายลง ลูบศีรษะนาง “เรื่องนี้ไม่ได้ง่ายเพียงนั้น การจะได้ภูตรับใช้ตนแรกมา อย่างน้อยก็ต้องรอจนเรียนวิชาจนครบ”

 

          หลังจากนั้นเป็นต้นมา

          หยวนเซียงเอ๋อร์ก็อาศัยอยู่ที่บ้านเล็กๆ หลังนี้ พร้อมกับเริ่มเส้นทางฝึกอาคมอย่างจริงจัง

          หากจะกล่าวว่านางโชคดีก็นับว่าได้ อาจารย์รู้วิชามากมาย ทั้งยังกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็นการทำนาย อาคม คำสาป โหราศาสตร์ฮวงจุ้ย หรือการรักษา สิ่งเหล่านี้คล้ายว่าเขาจะเชี่ยวชาญทั้งหมด ขณะสอน เขาก็จะนำเอาหลักการที่เดิมควรจะยาก ทำให้น่าสนใจและเข้าใจง่าย

          ทว่าหยวนเซียงเอ๋อร์กลับพบอุปสรรคใหญ่หลวงข้อหนึ่งที่มาจากตนเอง นั่นคือ นางไม่รู้หนังสือ ไม่คุ้นชินกับอักษรของยุคสมัยนี้ ขณะมองดูตัวอักษรก็คล้ายจะเข้าใจแต่ไม่เข้าใจ ยิ่งอ่านก็ยิ่งสับสนงุนงง ไม่สามารถอ่านตำราและจับใจความสำคัญที่ค่อนข้างซับซ้อนได้

6.โธ่ อาจารย์!

          ส่วนอาจารย์ของนาง แม้ว่าจะเชี่ยวชาญวิชาอาคมมากเพียงใด แต่เขากลับไม่สามารถสอนหนังสือเด็กเล็ก

          อาจารย์นั่งอ่านตำราพันอักษรอยู่ที่โต๊ะหินในลานบ้านอยู่ค่อนวัน ได้แต่พึมพำว่า “ดินฟ้าเหลืองคราม ทะเลดาราเวิ้งว้าง...ความหมายของดินฟ้าเหลืองครามนี้คือ... คืออย่างไรนะ?” เขาเกาหัวตัวเอง

          “ท้องฟ้ามีสีคราม พื้นดินมีสีเหลือง ทะเลดารากว้างขวางไร้ขอบเขต” หยวนเซียงเอ๋อร์แสดงความรู้ที่ตนเคยเรียนมาสมัยมัธยมต้น

          “อ้อใช่ๆ ความหมายเป็นเช่นนี้” เขาพยักหน้าอย่างดีใจหลังจากนั้นก็ชี้ถามประโยคที่เหลือ “แล้วเศษวันสั่งสมเดือน ขลุ่ยไผ่ปรับสมดุลหยางหมายความว่าอย่างไร?”

          หยวนเซียงเอ๋อร์พลันส่ายหน้า เรื่องนี้ก็นอกเหนือจากหลักสูตรของเด็กวิทย์คณิตแล้ว

          สองศิษย์อาจารย์ได้แต่พากันชนหัวขลุกตัวอยู่กับตัวอักษร การฝึกวิชาอาคมแสนท้าทายและอันตรายของพวกเขากลับต้องหยุดชะงักลง แทนที่ด้วยการเรียนหนังสือในระดับพื้นฐาน

          “อักษรของมนุษย์ยากเกินไปแล้ว” อาจารย์เอ่ยพึมพำ

          หัวของเชี่ยจือยื่นออกมาจากต้นไม้ สายรัดหมวกสีแดงร่วงตกลงบนหน้าหนังสือ “อาคมของมนุษย์ร้ายกาจยิ่งนัก พวกเขาจงใจทำให้ของพวกนี้ยากจะเข้าใจ คาดว่าไม่อยากให้คนในเผ่าตนเรียนเรื่องพวกนี้ไปได้โดยง่าย ช่างเป็นเผ่าพันธุ์ที่เห็นแก่ตัวเหลือเกิน”

          เสียงขรึมของซีฉวีดังขึ้นจากใต้ดิน “ข้าว่าพวกเขาต้องการกีดกันพวกเราต่างหาก กลัวว่าเราจะเรียนรู้วิชาของพวกเขา มิเช่นนั้นเพียงร่างกายที่แสนจะอ่อนแอ คงเป็นได้แค่อาหารของพวกเราเท่านั้น”

          “ถึงอย่างไรข้าก็มิอาจฟังให้กระจ่าง ก็คงได้แต่... อ่านจนเข้าใจ”

          ซีฉวีพึมพำประโยคหนึ่ง หยวนเซียงเอ๋อร์ฟังจับความได้เลือนราง เนื่องจากบัดนี้อาจารย์หญิงมาปรากฏอยู่ในร่มเงาของระเบียงทางเดินอย่างหาพบได้ยาก

          “เรื่องเรียนอักษรมอบให้ข้าสอนแทนก็แล้วกัน” อวิ๋นเหนียงกุมมือไว้ในแขนเสื้อพลางเอ่ยเสียงเรียบ

          หลังจากนางมาอยู่ได้หลายวัน หยวนเซียงเอ๋อร์ก็รู้ว่าอาจารย์หญิงของตนสุขภาพย่ำแย่ จึงต้องพักผ่อนอุดอู้ในห้องนอน อาจารย์ทั้งรักและให้ความสำคัญกับอาจารย์หญิง เรียกว่าอาหารสามมื้อส่งถึงหน้าเตียง ทั้งเรื่องจิปาถะต่างๆ ก็ล้วนดูแลให้เป็นอย่างดี

          เนื่องจากอาจารย์หญิงไร้เรี่ยวแรงและอ่อนล้า โดยมากจึงมักจะนั่งอยู่บนเตียงไม้ที่มืดสลัว ส่งผลให้ลักษณะนิสัยของอาจารย์หญิงที่เดิมไม่ค่อยพูดจา ยิ่งดูแข็งกร้าวและไร้ความรู้สึกกับสิ่งต่างๆ

          หากไม่นับวันที่เพิ่งมาถึงวันนั้น หยวนเซียงเอ๋อร์คลับคล้ายว่าจะไม่ได้สนทนาอะไรกับนางอีก วันนี้คิดไม่ถึงว่าจะเสนอตัวมาสอนหนังสือให้ตน

          จากนี้ทุกวันหยวนเซียงเอ๋อร์จะไปเรียนตัวอักษรกับอาจารย์หญิงก่อนครึ่งชั่วยาม หลังจากนั้นก็ติดตามอาจารย์ไปฝึกร่างกาย โคจรพลัง หรือศาสตร์อาคมอื่นๆ

          การสอนของอาจารย์หญิงเข้มงวดอย่างยิ่ง เรียนตั้งแต่ตำราพันอักษร คัมภีร์สามอักษร ไปจนถึงสี่หนังสือห้าคัมภีร์ เรียนเป็นขั้นเป็นตอน นางจึงพัฒนาไปอย่างเป็นลำดับ

          ตรงกันข้ามกับอาจารย์ของนางเอง เขาสอนแบบไร้ระเบียบแบบแผนตามใจตน สะเปะสะปะ มีครั้งหนึ่งจู่ๆ เขาก็เด็ดต้นซือเฉ่าขึ้นมาแล้วสอนวิชาทำนายฟ้าดินกลางทุ่งหญ้าเสียอย่างนั้น บางครั้งก็
จุดธูปขึ้นด้วยท่าทีจริงจัง แสดงวิธีปลุกเสกยันต์อาคมและร่ายคำสาปจากวิชาทำนายทายทักของฝ่ายธรรมะไปจนถึงวิชามนตร์ดำที่ผู้คนล้วนหวาดหวั่น อีกทั้งคิดอะไรก็พูดสิ่งนั้น ไร้ความเกรงกลัว และไร้ความใส่ใจต่อลูกศิษย์ในการสอนวิชา

          ข้าไม่ได้เข้าใจทุกอย่างที่ท่านสอน อาจารย์!

 

          ทุกครั้งหลังกินมื้อเช้า

          หยวนเซียงเอ๋อร์ก็จะเข้าไปคารวะอาจารย์หญิงที่ห้อง

          อวิ๋นเหนียงชันตัวลุกขึ้นบนเตียง สวมเสื้อผ้า และรวบมวยผมง่ายๆ ก่อนจะมานั่งสอนตนเรียนอักษรอย่างใกล้ชิด มือของอาจารย์หญิงเย็นเฉียบ เสียงที่เอ่ยยังเนิบช้าและมีเนื้อเสียงที่แข็ง ทว่าก็สอนอย่างตั้งใจยิ่ง มักจับมือนางใช้พู่กันเขียนตัวอักษรตัวแล้วตัวเล่า

          หลังฝ่ามือของหยวนเซียงเอ๋อร์รู้สึกถึงไอเย็นซึมซาบ จึงอดไม่ได้ที่จะเป็นกังวลเรื่องสุขภาพร่างกายของอาจารย์หญิง แม้วิชาของอาจารย์นางจะร้ายกาจล้ำลึก ถึงขนาดมีผู้คนจากแดนไกลมาเพื่อขอยันต์รักษาโรคจากเขาโดยเฉพาะ ขึ้นชื่อว่ายันต์นี้รักษาได้ทุกโรค

          แต่นางก็มิอาจรู้ว่าอาจารย์หญิงเป็นโรคร้ายชนิดไหน แม้แต่อาจารย์เองก็ยังจนปัญญาจะรักษาภรรยาของตน

          หยวนเซียงเอ๋อร์รู้สึกผิด อาจารย์หญิงป่วยหนักเยี่ยงนี้ ยังต้องสละเวลาเสียสมาธิตั้งครึ่งชั่วยามมาสอนตนทุกวัน แต่นางก็ทำได้เพียงต้องรีบก้าวหน้า ก้มหน้าก้มตาตั้งใจเรียน โชคยังดีมีพื้นฐานเดิมอยู่บ้าง ทำให้การท่องจำตัวอักษรเป็นไปอย่างรวดเร็ว เปรียบหนึ่งวันก้าวหน้าไปพันลี้

          ยามเรียนตัวอักษร นางจะดึงความมุมานะที่ฝึกจากครั้งสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่โลกเดิมมาใช้ ขณะนี้เนื้อหาที่ต้องเรียนนั้นซับซ้อนยากจะเข้าใจ อีกทั้งอาจารย์ยังมิอาจพึ่งพาได้ นางจึงทำได้เพียงจดบันทึกระหว่างเรียนอย่างตั้งใจ จะได้นำไปสรุปและค้นหาตำราเพิ่มเติม เพื่อทำให้กระจ่างในวิชามากขึ้น

          อาจารย์หญิงเองก็พึงพอใจกับผลลัพธ์ในการเรียนของนางเป็นอย่างยิ่ง ใบหน้าเรียบเฉยเผยรอยยิ้มบางออกมา บางครั้งยังเริ่มพูดชมกลายๆ กลับกัน... อาจารย์ของนางเองต่างหากที่ดูเป็นกังวล เขารู้สึกว่าศิษย์ตัวน้อยไม่ควรเอาแต่ตรากตรำอ่านหนังสือทั้งวันทั้งคืน ช่วงนี้คำติดปากที่เขามักเอ่ยเป็นประจำ ก็คือ “เซียงเอ๋อร์ เหตุใดยังไม่ออกไปเล่นอีกเล่า?”

          ด้วยกลัวว่าลูกศิษย์จะไร้มิตรสหาย เขาจึงไปเอ่ยฝากฝังกับเหล่าสหายบ้านข้างเคียงที่มีเด็กเล็ก ส่งผลให้พวกลิงทโมนที่กำลังตื่นเต้นเพราะมีสหายตัวน้อยมาใหม่ เดิมมีต้าฮวา เอ้อฮวาจากบ้านป้าอู๋ และเถี่ยหนิว โก่วตั้นจากบ้านลุงเฉิน เด็กๆ มักจะพากันมาลากหยวนเซียงเอ๋อร์ไปขึ้นเขาลงห้วยด้วยทุกวัน

          อาจารย์ก็ชอบมายืนโบกมืออยู่ที่หน้าบ้านอย่างยินดี “เล่นให้สนุก อย่าลืมกลับมากินมื้อเย็นด้วยเล่า วันนี้อาจารย์ตุ๋นต้มจืดเยื่อไผ่ใส่ไก่ภูเขาที่เจ้าชอบเอาไว้ด้วยนะ”

          หมดคำจะกล่าวกับอาจารย์ผู้นี้แล้ว!

          นางไม่อยากไปเล่นกับเด็กอายุเจ็ดแปดขวบ แท้จริงเพียงอยากเสาะแสวงหาความรู้เท่านั้น ทว่าก็จนปัญญาที่จะเปลี่ยนใจอาจารย์อีกทั้งบรรดาเด็กๆ ก็ยังอัธยาศัยดีเหลือเกิน นางจึงทำได้เพียงกดสติปัญญาของตนให้กลับไปเช่นวัยเด็ก แล้วเข้าไปร่วมขบวนเล่นดินโคลนขโมยไข่นกอย่างร่าเริง

          โธ่ อาจารย์!

 

          หัวโจกเถี่ยหนิวจากสกุลเฉินปีนขึ้นไปบนต้นไกว๋เจ่า

          เหล่าเด็กๆ ที่เหลืออยู่ใต้ต้นไม้แหงนหน้ามองเขาด้วยสายตารอคอย ทำให้เขารู้สึกภูมิใจในความสำคัญของตัวเอง

          เถี่ยหนิวหักกิ่งไม้ที่เต็มไปด้วยผลไกว๋เจ่าลง ก่อนจะโยนไปที่มือของเหล่าสหายได้อย่างแม่นยำ ผลไม้ชนิดนี้ราวกับเงาะถอดรูป ถึงภายนอกจะดูน่าเกลียด ทว่าหากได้ลองกัดเข้าไปในปากเพียงสักครั้ง ก็จะลิ้มรสความหวานละมุนลิ้น เพิ่มความสดชื่น นับเป็นหนึ่งในของว่างที่เด็กน้อยต่างชอบกิน

          หากใครจับสังเกตได้จะรู้ว่าเถี่ยหนิวมีความในใจแอบซ่อนเขาเอาก้านที่มีผลเยอะที่สุดส่งไปที่มือของหยวนเซียงเอ๋อร์

          ช่วงที่น้องสาวผู้นี้มาถึงบ้านท่านอาจารย์ นางทั้งผอมแห้งและตัวยังซีดเหลือง ทว่าสองปีผ่านมาภายใต้การดูแลเป็นอย่างดี ใบหน้าน้อยๆ ก็มีน้ำมีนวลขึ้น ผิวพรรณเริ่มขาวผ่อง แปรเปลี่ยนเป็นเด็กสาวตัวเล็กน่าดูชม ทำให้ผู้ใดที่ได้เห็นหรือข้องแวะต่างรู้สึกเอ็นดู แน่นอนว่าเด็กน้อยในละแวกนี้ไม่มีใครไม่ชอบเล่นกับนาง

          นางแตกต่างจากบรรดาเด็กๆ ในชุมชน นางมักจะสวมชุดสะอาดสะอ้าน ไม่เลอะเทอะเนื้อตัวมอมแมมเช่นเด็กคนอื่นๆ อีกทั้งนิสัยยังสุขุม ไม่ร้องไห้งอแง เวลาแย้มยิ้มก็ยิ่งดูอ่อนหวานเป็นพิเศษ

          หยวนเซียงเอ๋อร์ที่อายุได้เก้าขวบยืนอยู่ใต้ต้นไม้ เงยหน้ามองสหายตัวน้อยที่เด็ดผลไม้อยู่บนต้น ผลไม้กองใหญ่ร่วงตกมาข้างกาย นางจึงเด็ดปอกเปลือกและนำใส่ปากคำหนึ่ง ความหวานจากน้ำผลไม้ธรรมชาติแผ่ซ่านไปทั่วปากของนาง

          ในโลกใบเดิม วัยเด็กของหยวนเซียงเอ๋อร์ผ่านพ้นมาด้วยชั้นเรียนพิเศษราคาแพง คล้ายว่าจะลืมไปแล้วว่ามีเวลาได้เล่นเพลิดเพลินเช่นเด็กวัยเดียวกันหรือไม่ เวลานี้นางที่อายุยี่สิบกว่าคาดไม่ถึงว่าจะโดนเหวี่ยงมายังโลกใหม่ ได้ย้อนวัยมาเที่ยวเล่นอย่างไร้เดียงสาอีกหน ได้ใช้ชีวิตวัยเด็กที่ทั้งคึกคะนองและไม่ต้องกังวลกับสิ่งใด

          ขณะนี้ข้างกายนางมีเงาร่างสีดำที่สูงกว่าสหายตัวน้อยของนางหลายส่วนยืนอยู่ นั่นคือตัวเม่ยที่หยวนเซียงเอ๋อร์เห็นตรงหัวสะพานครั้งมาถึงตำบลเป็นครั้งแรก

          เม่ยกำลังยืนปะปนอยู่กลางกลุ่มเด็กๆ ที่ไม่สามารถรับรู้ถึงการมีอยู่ของเขา กำลังแหงนหน้ามองเด็กที่กำลังโยนผลไม้ลงมาด้วยความสนุกสนาน

          สายตาหยวนเซียงเอ๋อร์ยังคงมองตรงไปที่ต้นไม้ ทว่ามือก็แอบเด็ดผลไกว๋เจ่าส่งไปให้เม่ยที่อยู่ข้างกายโดยไม่เผยพิรุธ ปีศาจตัวสูงใหญ่ยื่นมือออกมารับอย่างเก้ๆ กังๆ

          อยู่มานานขนาดนี้ หยวนเซียงเอ๋อร์พบว่าถึงแม้เม่ยจะร่างกายใหญ่โต แต่ก็เช่นเดียวกับที่อาจารย์บอก เขาชอบเที่ยวเล่นอยู่ในกลุ่มคน นอกจากนั้นก็ไม่ได้ทำสิ่งใดเกินเลยต่อมนุษย์ นางจึงไม่ค่อยกลัวเขาเท่าไร เมื่อครู่นางก็เห็นว่าเขามองอยู่นาน คาดว่าเขาอาจจะอยากได้ผลไม้ก็เป็นไปได้

7.อัญเชิญตุ๊กตาหยินหยาง?

          เช่นที่นางคาดไว้ เม่ยยกผลไม้ขึ้นมองซ้ายมองขวา ก่อนจะนั่งยองๆ ด้านข้าง เอียงหัวจ้องมองผลไม้ในมือตน

          เถี่ยหนิวปีนลงมาจากต้นไม้ ปัดกางเกง “เอาละ คงได้เท่านี้ หากปีนสูงกว่านี้ก็เอื้อมเด็ดไม่ถึงแล้ว”

          “เด็ดอีกไม่ได้หรือ ข้าเพิ่งจะได้แค่นี้เอง”

          “น่าเสียดาย ข้างบนยังมีอีกตั้งมาก ครั้งหน้าต้องเอาไม้สอยมาด้วยเสียแล้ว”

          เด็กๆ มองไปยังผลไม้บนยอดสูงที่เด็ดไม่ถึงอย่างเสียดาย ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงเสียดสีครืดคราดดังมาจากยอดไม้ ผลไกว๋เจ่า ใบไม้ กิ่งก้าน รวมถึงแมลงต่างๆ พากันร่วงตกลงมาเต็มหัวเต็มตัว
พวกเขา

          “ไอ้หยา ลมแรงขนาดนี้มาจากไหนกัน?”

          “ผลไม้เต็มเลย รีบเก็บเร็วเข้า”

          เหล่าเด็กน้อยด้านหนึ่งพากันหลบเลี่ยง อีกด้านพากันเก็บผลไม้

          อีกโลกที่น้อยคนจะเข้าถึง มีเงาร่างสีดำขนาดใหญ่ข้างต้นไม้กำลังดูดลมเข้าเต็มอก ก่อนจะพัดเป่ามันออกมา สายลมพัดโบกจนผลไม้ที่ส่ายไปมาด้านบนร่วงกรูลงมา

          บรรดาเด็กๆ ที่เก็บผลไม้ได้จำนวนมากพากันไปล้างผลไกว๋เจ่าที่ริมลำธาร ก่อนจะใช้ชายเสื้อห่อมันไว้ กินกันอย่างเอร็ดอร่อยหลังจากกินอิ่มแล้วก็ยังมีงานการต้องทำ นั่นคือจะต้องขึ้นไปเก็บฟืนกลับบ้าน

          มีเพียงหยวนเซียงเอ๋อร์ที่ไม่ต้องทำงานเช่นนี้

          ปกตินางไม่ต้องเก็บฟืนและหาพืชผัก ไปจนถึงไม่ต้องตักน้ำทำอาหาร ในทุกๆ วันหากไม่เรียนวิชาก็จะมาเล่น เสื้อผ้าจึงมักสะอาดมือน้อยคู่นั้นขาวนวลนุ่มนิ่ม อีกทั้งกลับถึงบ้านยังมีน่องไก่หอมฉุยให้กิน ทั้งหมดทั้งมวลถือเป็นสิ่งที่เหล่าเด็กๆ ต่างพากันอิจฉา

          “ประเดี๋ยวพวกเราก็กลับมาแล้ว เจ้ารอพวกเราอยู่ที่นี่ก่อนนะ” เด็กๆ โบกมือบอกลานาง

          หยวนเซียงเอ๋อร์นั่งอยู่ที่ลำธารเพียงลำพัง โลกใบนี้ไม่มีเครื่องใช้ไฟฟ้าแต่กลับไม่ได้ทำให้นางรู้สึกเบื่อหน่ายอย่างที่คิด ตรงกันข้ามกลับทำให้นางรู้สึกเพลิดเพลินและแปลกใหม่

          เช่นในขณะนี้ ริมลำธารห่างจากนางออกไปไม่ไกลนัก คนตัวเล็กที่มีแขนขาเหมือนกับมนุษย์ สวมเสื้อสีเขียว ทว่ามีหัวเป็นกบกำลังพยายามปีนป่ายขึ้นมาบนหินลื่นๆ คล้ายว่ากำลังพยายามจะเก็บผลซู่เหมยสีแดงสดที่ห้อยลงมาตรงริมลำธารพวกนั้น เนื่องจากบนหินเต็มไปด้วยตะไคร่น้ำ เลยทำให้เขาที่ปีนขึ้นมาได้ไม่กี่ก้าวก็ลื่นตกลงไปเสียหลายรอบ ร่างน้อยๆ กลิ้งตกลงไปเป็นก้อนกลม

          นางที่ลอบมองอยู่ข้างๆ พลันเกิดความคิดอยากกลั่นแกล้ง ชัดเจนว่ามนุษย์กบตนนั้นเกือบจะเอื้อมถึงผลไม้อยู่แล้ว แต่นางก็ยังแอบยื่นก้านไม้ออกไปเขี่ยใต้เท้าของเขา ทำเอาเขาล้มกลิ้งลงไปบน
พื้นหญ้าอีกรอบ

          สายตาของมนุษย์กบคล้ายจะไม่ค่อยดี ถึงขนาดมองผ่านหยวนเซียงเอ๋อร์ที่นั่งซุ่มอยู่ด้านข้าง เขาลุกขึ้นมาจากพื้นก็ลูบหัวตนด้วยความงุนงง ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงตกลงมา จึงปีนขึ้นไปอีกครั้งหนึ่ง

          นางพยายามกลั้นขำสุดชีวิต

          กลั่นแกล้งมนุษย์กบเช่นนี้ไปอีกหลายรอบ นางถึงค่อยคีบปกเสื้อของมนุษย์กบขึ้น ส่งเขาไปวางที่ยอดหิน จากนั้นเด็ดผลซู่เหมยวางไว้บนใบไม้แล้วยื่นส่งไปตรงหน้ามนุษย์กบซื่อบื้อตนนั้น

          “ข้าไม่หยอกเจ้าแล้ว เอาไปกินเถอะ”

          ขณะนั้นเอง จู่ๆ นางก็คล้ายว่าได้ยินเสียงร้องไห้แหลมเล็กดังมาจากในป่าส่วนลึก

          นางฟังอยู่ครู่หนึ่งก็มุ่งไปตามเสียงนั่น ก่อนจะเห็นกับดักสัตว์ที่มนุษย์ลอบวาง เหล็กแหลมคมด้านบนหนีบขาลูกแมวภูเขาเอาไว้ลูกแมวที่อายุน่าจะเพิ่งครบเดือนตลอดทั้งขาเลอะไปด้วยเลือด ได้แต่นอนหมอบไร้เรี่ยวแรง พร้อมร้องเสียงสะอื้นอยู่บนพื้นหญ้า

          ครั้นเห็นหยวนเซียงเอ๋อร์ มันก็พองขนทั้งตัว ตะโกนขอความเมตตาเป็นภาษามนุษย์ออกมา “อา มนุษย์นี่นา ได้โปรดไว้ชีวิตข้าเถอะ อย่าทำอะไรข้าเลย ท่านพ่อช่วยด้วย ท่านพ่อช่วยข้าด้วย!”

          ได้ยินเสียงเล็กๆ ร้องตะโกนโวยวายทำเอาขำขันนัก ชาติที่แล้วนางก็ชื่นชอบพวกสัตว์ขนฟูเช่นนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไร ด้วยเหตุนี้นางก็เลยยื่นมือออกไปง้างกับดักออก คีบหลังของลูกแมวน้อยที่บาดเจ็บ
ออกมา

          “อ๊ะ! เจ้าเป็นมนุษย์ ช่างน่าหวาดกลัวนัก อย่าเข้ามาใกล้ อย่าจับตัวข้า!” ลูกแมวภูเขาถูกหยวนเซียงเอ๋อร์คีบไว้บนมือ ขาอวบเล็กดิ้นสะบัดไปมา พยายามต่อต้านสุดแรง

          “อย่าส่งเสียงดัง” ฝีมือการคีบหลังคอของนางเชี่ยวชาญยิ่งนัก มิอาจให้เจ้าตัวเล็กได้ดั่งใจ “ให้ข้าดูแผลที่ขาของเจ้าสักหน่อย” ขาเล็กอาบไปด้วยเลือด เพียงสัมผัสแผ่วเบาก็ทำเอาลูกแมวขนพองร้องเสียงแหลมออกมา ไม่รู้ว่าเจ็บหรือตกใจกันแน่

          หยวนเซียงเอ๋อร์กำลังคิดว่าจะจัดการลูกแมวที่ได้รับบาดเจ็บตัวนี้อย่างไร ในป่าก็พลันมีเสียงคำรามเกรี้ยวกราดดังสะท้อนออกมา ชั่วขณะนั้นลมกระโชกสายหนึ่งก็พุ่งเข้าปะทะใบหน้า เศษฝุ่นฟุ้งตลบ แมวภูเขาขนาดมหึมาตนหนึ่งกระโดดออกมาจากในป่า คำรามลั่นพร้อมกับกระโจนเข้าใส่หยวนเซียงเอ๋อร์

          ปากที่อ้ากว้างเต็มไปด้วยน้ำลายไหลยืด ทั้งยังมองเห็นเขี้ยวแหลมคมสะท้อนแสงวูบวาบด้านในได้อย่างชัดเจน หากปากนี้กัดลงมา ร่างของนางคงถูกแยกเป็นชิ้นๆ เลือดสาดกระเซ็นเต็มฟ้าจรดพื้นดินจนเทพเซียนก็มิอาจช่วยชุบชีวิตได้เป็นแน่

          นับเป็นครั้งแรกที่สัมผัสได้ถึงความน่าหวาดผวาของปีศาจ นางรับรู้ได้ทันทีว่านี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ และก็ไม่ใช่การเรียนในตำราแล้ว ทว่าเป็นความเป็นความตายอย่างแท้จริง หากไม่ทันระมัดระวังอาจจะ
จบชีวิตได้ทุกเมื่อ

          ราวกับมีเพียงเส้นบางๆ กั้นระหว่างความเป็นความตายจะตายเมื่อไร สวรรค์มิอาจล่วงรู้ นางจึงรีบควานหาวิชาอาคมที่อาจารย์สอนมาในช่วงตลอดสองปีนี้ในหัวสมองน้อยๆ ของตน

          วิชาผนึกหกชั้น?

          ไม่ได้ วิชานั้นต้องมีอุปกรณ์ร่วม

          วงแหวนเบญจอัสนี?

          ไม่ต้องเอ่ยถึง เพียงปกติจิตใจสงบ ในสิบครั้งก็ใช่ว่าจะวาดสำเร็จออกมาสักวง ทั้งยังไม่ได้มีพลังรุนแรงใดๆ

          ค่ายอาคมบงการฟ้า?

          คาดว่าไม่ทัน

          อัญเชิญตุ๊กตาหยินหยาง?

          เอ่อ อันนี้ยังร่ายไม่เป็น

          ทันใดนั้น ความกระวนกระวายเริ่มจุกอก นางพลันรู้สึกว่าในสองปีที่ตนเรียนอะไรมามากมาย กลับไม่สามารถใช้ได้จริง เพียงวิธีป้องกันก็ยังนึกไม่ออก นางเป็นไก่อ่อนเกินไปแล้ว!

          กรงเล็บของปีศาจแมวยักษ์ใกล้จะโดนผิวนาง กลิ่นเหม็นคละคลุ้งโชยมาจนนางหนาวสะท้าน ทันใดนั้นที่เอวของหยวนเซียงเอ๋อร์ก็มีไอร้อนแผ่ซ่านออกมา… ยันต์อาคม

          ปีนั้น ขณะที่ออกมาจากหมู่บ้านสกุลหยวน ยันต์ป้องกันภัยที่อาจารย์ยัดใส่สายรัดเอวแผ่นนั้น นางพกมันติดตัวมาตลอด ยันต์อาคมที่บัดนี้พกอยู่ในถุงหอมจู่ๆ ก็ระเบิดแสงสีทองออกมา ปรากฏเป็นวงแหวนอักขระทรงกลมอันสลับซับซ้อนลอยอยู่ตรงหน้าหยวนเซียงเอ๋อร์ อักขระเล็กละเอียดนั่นคล้ายโล่สีทองส่องแสงระยิบระยับ สามารถป้องกันการโจมตีอันดุดันได้อย่างทันท่วงที

          “เจ้าโปรดหยุดก่อน อย่าเพิ่งวู่วาม นี่เป็นเพียงเรื่องเข้าใจผิดเท่านั้น ข้าไม่ได้ทำร้ายลูกแมวน้อย แค่บังเอิญผ่านมา”หยวนเซียงเอ๋อร์ยกลูกแมวภูเขาตัวน้อยในมือขึ้น พร้อมอธิบายเรื่องราว

          คำพูดของนางราวกับจะเข้าหูซ้ายทะลุออกหูขวาของแมวยักษ์ เขาตาแดงก่ำ เปี่ยมด้วยอารมณ์โกรธ จนไม่ได้ฟังความใดๆ ทั้งยังพร้อมจะกระโจนใส่นางทุกเมื่อ แต่ไม่ว่าการโจมตีจะเปลี่ยนทิศไปทางไหน โล่ทรงกลมสีทองก็จะปรากฏขึ้นทันเวลา รับการโจมตีทั้งหมดเอาไว้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง

          แรงกดดันของจอมปีศาจและพลังโจมตีอันดุดันส่งผลให้ภูเขาสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น ผงฝุ่นคละคลุ้งมืดฟ้ามัวดิน มีเพียงวงแหวนสีทองที่แข็งแกร่งส่องประกายสว่างวาบไม่หยุด ดุจดั่งกำแพงขวางอยู่หน้านางอย่างแน่นหนา

          หยวนเซียงเอ๋อร์ฝืนตั้งสติ นางเพียงออกมาเล่น ไม่ได้พกอะไรมาด้วย ทำได้เพียงกัดนิ้วตัวเองและรวบรวมสมาธิวาดอักขระอัญเชิญวงแหวนเบญจอัสนีขึ้นที่กลางอากาศ

          ศาสตร์อาคมที่อาจารย์ถ่ายทอดนั้น แตกต่างกับขั้นตอนการวาดอาคมที่สลับซับซ้อนและเป็นที่นิยมของผู้คนทั่วไป หลักๆ คือตัวอักขระคล้ายว่าง่ายแต่แท้จริงค่อนข้างซับซ้อน หยวนเซียงเอ๋อร์ฝึกมาหลายปีแต่ก็ยังจับหลักการของมันไม่ได้ ขนาดในยามปกติหากทำยันต์สิบหรือยี่สิบแผ่น ใบที่พอใช้ได้ก็แทบจะไม่มีสักแผ่นแล้ว อีกทั้งอาจารย์ยังไม่ค่อยเข้มงวดกับนาง ทุกวันเอาแต่พูดว่า ‘เซียงเอ๋อร์เก่งมาก ใช้ได้แล้ว ไปเล่นเถอะ ไปเล่นเถอะไป’

          ตอนนี้ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย จะเป็นหรือตายมิอาจประมาท นางพยายามรวบรวมสมาธิเขียนยันต์อักขระอย่างจริงจัง

          อักขระอาคมสีแดงค่อยๆ ปรากฏขึ้นกลางอากาศอย่างเบาบาง

          สำเร็จแล้ว!

          ทว่า ยังไม่ทันดีใจก็เห็นว่าบนท้องฟ้ามีเมฆฝน พร้อมสายฟ้าค่อยๆ ลอยเอื่อยเข้ามา

          ทันใดนั้น สายฟ้าเส้นเล็กละเอียดก็ฟาดผ่าลงมาบนตัวแมวปีศาจที่ใหญ่ราวภูเขา แต่กลับไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงสักนิด เพียงกระตุ้นโทสะของมันให้มากขึ้นกว่าเดิม

          หยวนเซียงเอ๋อร์เจ็บใจนัก ทำได้เพียงวาดนิ้ว สร้างอักขระขึ้นใหม่อีกครั้ง

          ขณะนั้นเอง ตรงหน้าดวงตานางพลันปรากฏลูกปลาสีครามว่ายพลิ้วลอยออกมา ลูกปลาตัวน้อยสะบัดหางวาดวงกลมบนอากาศอย่างรวดเร็ว พอหยวนเซียงเอ๋อร์ขยี้ตา มันก็แบ่งจากหนึ่งเป็นสอง กลายเป็นลูกปลาสีแดงและสีดำสองตัว หัวและหางของลูกปลาทั้งสองชิดติดกัน จากนั้นก็หมุนวนหนึ่งรอบ ค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้นกลายเป็นกระดานทวิมัจฉาแปดเหลี่ยมขนาดยักษ์

          เสียงรอบข้างเงียบสงบลงในทันใด ราวกับถูกปราการครึ่งวงกลมโปร่งแสงขนาดใหญ่ปกป้องเอาไว้ ในขอบเขตแห่งการป้องกัน ลมฝุ่นก็หยุดชะงัก พื้นไม่สั่นสะเทือน ใบไม้ที่ปลิวว่อนกลางอากาศก็ค่อยๆ ร่วงลง

8.แท้จริงแล้วเกิดเรื่องอะไรขึ้น?

          เงาร่างคุ้นตาปรากฏขึ้นตรงหน้าหยวนเซียงเอ๋อร์ เขายกมือวาดสะบัด แมวปีศาจที่กำลังคลุ้มคลั่งด้านนอกป้อมปราการพลันกลิ้งหลุนๆ ออกไปไกล ชนต้นไม้ใหญ่จนล้มระเนระนาดไปตลอดทาง

          ผู้มาเยือนคืออาจารย์ของนางนั่นเอง พอเขาหันกลับมาพยักหน้าให้ หัวใจที่กำลังบีบรัดของหยวนเซียงเอ๋อร์พลันผ่อนคลายลง

          ลึกลงไปใต้ดินแว่วเสียงคล้ายกับเสียงเด็กทารกร้องไห้ดังสะท้อนออกมา เงาร่างของซีฉวีโผล่พ้นพื้น ขาหลังเหยียบตะกุย ร่างกายสีดำพลันขยายใหญ่ เขาแหลมคู่หนึ่งขวิดไปยังแมวภูเขาที่เพิ่งจะชันกายขึ้นมา ส่งผลให้กระเด็นออกไปไกลอีกครั้ง

          อาจารย์ควบรวมเสาน้ำโปร่งใสสี่ต้นขึ้นกลางอากาศ กักขังไม่ให้แมวปีศาจขยับเขยื้อน เขารับตัวลูกแมวที่หวาดกลัวจนตัวสั่นมาจากในมือของนางก่อนจะโยนมันออกไปไกล

          “คืนให้เจ้า แล้วก็อย่ามาปรากฏตัวที่นี่อีก มิเช่นนั้นจะจับเจ้าผนึกสักร้อยปี”

          ปีศาจยักษ์แสนดุร้ายคาบลูกของตนไว้ โก่งหลังคำรามเสียงต่ำ พร้อมจับจ้องอาจารย์อย่างไม่ชอบใจครู่หนึ่ง สุดท้ายก็คาบลูกของตนกระโดดหายลับไปในเทือกเขา

          หยวนเซียงเอ๋อร์พลันร่างกายไร้เรี่ยวแรง นั่งแหมะลงกับพื้น

          อาจารย์ยื่นมือออกมาลูบหัวนาง “ไอ้หยา เซียงเอ๋อร์วาดอักขระยันต์กลางอากาศได้แล้ว ดูท่าน่าจะเรียนสำเร็จในเร็วๆ นี้เป็นแน่”

          หยวนเซียงเอ๋อร์ยิ้มแห้ง ใจยังตุ๊มๆ ต่อมๆ

          ปีศาจเมื่อครู่เกือบจะพรากชีวิตของนางไปแล้ว สำหรับตน เจ้าตัวนั้นเป็นดั่งขุนเขาที่ยากจะทำให้มันสั่นสะเทือน ทว่าอาจารย์กลับจัดการมันได้ด้วยการวาดมือสบายๆ เทียบกันแล้ว ตนยังห่างไกลจากอาจารย์นัก เช่นนี้จะเรียนจบในเร็ววันได้อย่างไร

          นางรู้สึกว่าอาจารย์กำลังหยอกนางเล่นอยู่เป็นแน่

          มีอาจารย์อยู่ ชีวิตวัยเด็กก็ดำเนินต่อไปได้โดยไร้ความกังวล ทุกวันเรียนรู้วิชาอาคมอย่างสบายๆ เล่นกับบรรดาเด็กๆ หรือพวกภูตตัวน้อย วันเวลาผ่านพ้นไปราวสายน้ำไหล ล่วงเลยไปโดยผู้คนไม่ทันตั้งตัว

 

          ยามนี้ต้นอู๋ถงในลานบ้านกลายเป็นสีเหลืองอีกครั้ง

          อาการป่วยของอาจารย์หญิงยิ่งเวลาผ่านไปยิ่งหนักขึ้นเรื่อยๆ นางจำเป็นต้องหยุดสอนหยวนเซียงเอ๋อร์และนอนพักผ่อนอยู่บนเตียง ไม่สามารถลุกเดินไหว

          หยวนเซียงเอ๋อร์เข้าไปดูอาจารย์หญิงในห้อง เห็นเพียงสีหน้าซีดขาว แววตาไร้ประกาย หากไม่ทันจับสังเกตลมหายใจอุ่นร้อนที่พ่นออกมาเป็นระยะ มองเผินๆ คงราวกับคนที่ตายไปนานแล้วผู้หนึ่ง

          ช่วงนี้อาจารย์ไม่ได้ออกเดินทางไปไหน ส่วนมากจะนั่งอยู่ที่ข้างเตียง กุมมือขาวซีดไร้เรี่ยวแรง มองภรรยาที่นอนอยู่บนเตียงด้วยสีหน้านิ่งขรึม

          ครั้นอาจารย์หญิงพอมีสติก็มักฝืนเอ่ยอะไรบางอย่างอยู่หลายประโยค คล้ายกำลังโต้เถียงกันอยู่

          ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันมานานจนคุ้นชินกันเป็นอย่างดีหยวนเซียงเอ๋อร์รู้ดีว่าอาจารย์เป็นคนที่ชอบจัดการเรื่องราวต่างๆอย่างเรียบง่ายสบายๆ ตัวเขาเองยังแฝงไว้ซึ่งความบริสุทธิ์ไร้เดียงสาที่คนวัยผู้ใหญ่น้อยนักที่จะมี นี่นับเป็นครั้งแรกที่หยวนเซียงเอ๋อร์เห็นเขามีท่าทีกังวลเช่นนี้ อีกทั้งอาจารย์หญิงแต่ไหนแต่ไรมามีลักษณะนิสัยนิ่งเงียบ ใช้ชีวิตเรียบง่าย จึงไม่มีข้อเรียกร้องอะไรมาก

          ด้วยเหตุนี้ หยวนเซียงเอ๋อร์จึงไม่รู้ว่ามีเรื่องสำคัญอย่างไร ถึงขนาดทำให้นางโต้เถียงกับอาจารย์ทั้งที่ยังป่วยหนัก

          แท้จริงแล้วเกิดเรื่องอะไรขึ้น? หยวนเซียงเอ๋อร์เริ่มรู้สึกไม่สบายใจ

 

          วันที่อากาศค่อนข้างดีวันหนึ่ง

          หยวนเซียงเอ๋อร์ยืนอยู่ใต้ต้นอู๋ถง นางอดเอ่ยปากถามเชี่ยจือที่นอนอยู่บนต้นไม้ไม่ได้

          “เชี่ยจือ เจ้ารู้หรือไม่ว่าอาจารย์หญิงป่วยเป็นโรคอะไร?”

          บนยอดไม้มีเสียงหัวเราะแว่วดัง ขนนกขาวสะอาดร่อนลงมาจากกิ่งไม้ด้านบนอย่างนุ่มนวล “นางป่วยที่ไหนกัน เพียงใกล้จะหมดอายุขัย ไม่อาจยื้อต่อไปได้อีกก็เท่านั้น”

          หยวนเซียงเอ๋อร์พึมพำ “เจ้าว่าอย่างไรนะ? อาจารย์ยังดูสาวอยู่เลย”

          ใบหน้างดงามของเชี่ยจือยื่นออกมาจากพุ่มไม้ “เซียงเอ๋อร์น้อย เจ้ารู้หรือไม่ ในสายตาของพวกข้า อายุขัยอันแสนสั้นของมนุษย์อย่างพวกเจ้า ก็ไม่ต่างอะไรกับแมลงชีปะขาวที่เกิดแล้วตายภายในหนึ่งวัน เจ้าคิดว่าที่พวกข้ายอมทำพันธสัญญากับมนุษย์เพราะไม่มีกำลังต่อต้านหรือ? พวกข้าแค่เบื่อหน่ายชีวิตอันแสนยาวนาน จึงอาศัยโอกาสนี้มาเที่ยวเล่นที่โลกมนุษย์สักรอบก็เท่านั้น”

          เขายื่นปีกสีขาวจิ้มเบาๆ ไปที่ปลายจมูกของเด็กสาว “ไม่ใช่ว่าข้านอนไปไม่กี่งีบ ตัวเจ้าก็จะสูญสลายแล้วหรอกรึ? หากข้านอนไปตลอดช่วงฤดูหนาว เจ้าก็คงจะกลายเป็นหญิงแก่ตัวเหี่ยวผมหงอก นอนร่างกายเน่าเฟะอยู่ใต้ดินแล้วกระมัง”

          “เชี่ยจือ นางยังเล็ก เจ้าอย่าไปขู่ให้นางหวาดกลัว” เสียงของอาจารย์ดังมาจากใต้หลังคาระเบียงทางเดิน

          “เหอะ ไม่ว่าช้าหรือเร็วก็ต้องรู้อยู่ดีไม่ใช่หรือ?” เชี่ยจือหุบปีกกลับอย่างหมดสนุก

          อาจารย์เหยาค่อยๆ เดินออกมาจากเงามืดใต้ระเบียง แสงแดดช่วงกลางวันสว่างจ้า เส้นแสงลอดผ่านเงาไม้ก่อนจะทาบทับไปบนใบหน้าอ่อนโยน เขายื่นมือออกมาลูบหัวหยวนเซียงเอ๋อร์ พร้อมเผยรอยยิ้มกว้าง “สูงขึ้นมากทีเดียว”

          พอเห็นอาจารย์ นางก็ยากที่จะเก็บอาการ “อาจารย์ เมื่อครู่เชี่ยจือบอกว่า...”

          “เซียงเอ๋อร์ สำนักเรายึดถือกฎเกณฑ์ธรรมชาติ” อาจารย์ยอบกายลงตรงหน้า จ้องตานางด้วยท่าทางตั้งใจ “อย่างที่รู้กันว่ากฎฟ้าให้กำเนิดหนึ่ง หนึ่งให้กำเนิดสอง สองให้กำเนิดสาม สามให้กำเนิด
สรรพสิ่ง และสรรพสิ่งที่เกิดมาก็ไม่อาจหนีพ้นธรรมชาติ การเกิดแก่เจ็บตายของมนุษย์ควรไหลเวียนไปตามกฎฟ้า มิควรฝืนชะตามากเกินขอบเขต”

          แต่ไหนแต่ไรมาอาจารย์จะสอนหยวนเซียงเอ๋อร์สบายๆ ไม่ได้จริงจังอะไร ‘เอาละ ใช้ได้แล้ว’ ‘ไปเล่นเถอะ’ ‘ไม่เข้าใจก็ไม่เป็นไร’ ล้วนเป็นประโยคติดปากที่เขาชอบกล่าวกับนาง

          ในหัวหยวนเซียงเอ๋อร์ราวกับถูกปกคลุมไปด้วยม่านหมอก

          “อาจารย์ ข้าไม่เข้าใจ”

          “บัดนี้ยังไม่เข้าใจก็ไม่เป็นไร จะต้องมีสักวันที่เจ้าเข้าใจ”

          เขายอบกายอยู่ตรงหน้านาง นับเป็นครั้งแรกที่หยวนเซียงเอ๋อร์ได้เห็นแววตาอาจารย์ใกล้ถึงเพียงนี้ จู่ๆ นางก็ค้นพบว่าดวงตาของอาจารย์แตกต่างจากผู้คนทั่วไป

          อาจเป็นเพราะหยวนเซียงเอ๋อร์จ้องดวงตาคู่นั้นนานเกินไป ยามที่นอนกลางวันก็เลยฝันถึงท้องทะเล แว่วเสียงคลื่นที่ไม่ได้ยินมานาน

          “เจ้าเป็นมนุษย์ เดิมอาจารย์ไม่อยากให้เจ้าไปยุ่งเกี่ยวกับปีศาจในภูเขาเหล่านั้น ทว่าสิ่งนี้เป็นเรื่องที่อาจารย์ไม่อาจควบคุมได้ แล้วเหตุใดจะต้องไปบังคับห้ามเจ้าด้วย เพียงแต่หวังว่าหลังจากเจ้าเติบใหญ่ จะมีชีวิตและชะตากรรมที่แตกต่างจากอาจารย์” เสียงของอาจารย์ดังสะท้อนแผ่วเบาในความฝัน

 

          แสงแดดยามบ่ายส่องลอดหน้าต่างเข้ามาในบ้านที่เงียบสงบ

          หยวนเซียงเอ๋อร์ตื่นขึ้นมาพร้อมขยี้ตาเบาๆ ครั้นเดินไปยังลานบ้านกลับรู้สึกคล้ายมีบางอย่างต่างจากยามปกติ

          ในบ้านดูเงียบเกินไป

          นอกจากเชี่ยจือกับซีฉวีแล้ว อาจารย์ยังมีภูตรับใช้ตัวเล็กตัวใหญ่อีกมากมาย เดิมแม้ว่าอาจารย์จะออกไปข้างนอก แต่บนหลังคา ใต้พื้น บนกำแพงใต้ร่มเงา และกลางดงดอกไม้ของบ้าน ก็จะได้ยินเสียงร้องเจี๊ยวจ๊าวของภูตตัวเล็กๆ พวกนั้น

          ทว่าบัดนี้จู่ๆ ทุกอย่างกลับหายไป ไร้เสียงสรรพสัตว์หรือสิ่งมีชีวิต แม้แต่เสียงร้องของแมลงก็ยังไม่มี

          “เชี่ยจือ ซีฉวี” พุ่มไม้ในลานบ้านนิ่งสนิท พื้นใต้ดินก็ไม่มีเสียงหายใจฟืดฟาดทุ้มต่ำดังขึ้น

          “อาจารย์ ทุกคนหายไปไหนกันหมด?” หยวนเซียงเอ๋อร์เกาะมืออยู่ที่ขอบประตู ตะโกนดังลั่นเข้าไปในบ้าน

          บริเวณโต๊ะหินใต้ต้นอู๋ถงมีเงาร่างอ้อนแอ้นนั่งอยู่ คนผู้นั้นสวมชุดกระโปรงเบาบาง ทรงผมมวยสูงไว้บนศีรษะ กำลังแหงนหน้ามองเมฆยามอัสดงที่ขอบฟ้า

          พอได้ยินเสียงตะโกน คนผู้นั้นก็หันหน้ามา ใบหน้าเลือดฝาดดูมีชีวิตชีวา งดงามดุจหยกเนื้อดี คนผู้นี้ก็คืออาจารย์หญิงที่ป่วยออดๆ แอดๆ ของนาง

          “อาจารย์หญิง ท่านลุกออกมาทำไม?” หยวนเซียงเอ๋อร์เข้าไปกุมมืออาจารย์หญิงเอาไว้ ทั้งรู้สึกตกใจและดีใจ “ท่านหายดีแล้วหรือ?”

          นางพยักหน้า ก่อนจะยื่นมือออกมาลูบแก้มของเด็กสาว ฝ่ามือนางทั้งนุ่มนวลและอบอุ่น ต่างจากครั้งก่อนที่เย็นเฉียบ

          ถึงแม้ว่าการที่อาจารย์หญิงหายดีอย่างกะทันหันจะเป็นเรื่องน่าประหลาด หยวนเซียงเอ๋อร์ก็ยังรู้สึกดีใจจากใจจริง

          “เช่นนั้นก็ดียิ่งนัก อาจารย์รู้หรือไม่? ใช่แล้ว อาจารย์ของข้าเล่า เหตุใดถึงไม่เห็นเขาเลย?”

          อาจารย์หญิงเลี่ยงตอบคำถามนี้ นางนั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะคล้องแขนหยวนเซียงเอ๋อร์ลุกขึ้นยืน

          “อาจารย์เจ้ามีธุระข้างนอก อีกหลายวันกว่าจะกลับ”

          ขณะที่อาจารย์หญิงเอ่ยประโยคนี้ใบหน้าแฝงด้วยรอยยิ้มบางๆ หยวนเซียงเอ๋อร์ก็เลยไม่ทันครุ่นคิดว่าหลายวันที่ว่าอาจจะเป็นสองสามวัน หรืออาจจะเป็นเดือนเป็นปี

          บรรดาชาวบ้านในตลาดพอเห็นอวิ๋นเหนียงออกจากบ้านมา ต่างก็พากันแปลกใจ

          “ไอ้หยา แม่นางอวิ๋นหายดีแล้วรึ?”

          “ท่านอาจารย์จะต้องดีใจมากเป็นแน่”

          “แม่นางอวิ๋นจะซื้อผลไม้อะไรบ้าง? แม่นางอย่าลำบากเลย ให้ลูกชายข้าเอาไปส่งให้ท่านก็ได้แล้ว”

          อวิ๋นเหนียงตอบรับทีละคน นางในยามนี้คล้ายสตรีชาวบ้านทั่วไปที่โพกผ้าไว้บนศีรษะ แขนคล้องตะกร้า พลางจับจูงลูกศิษย์ตัวน้อยก้มหน้าก้มตาเลือกซื้อของในตลาด

          “อาจารย์หญิงจะทำอะไรหรือ?” หยวนเซียงเอ๋อร์ที่ตามอาจารย์หญิงมาเอ่ยขึ้นอย่างไม่เข้าใจ

          “ซื้อผักผลไม้ เตรียมมื้อเย็นวันนี้”

          “อาจารย์ไม่อยู่บ้าน ส่วนอาจารย์หญิงก็สุขภาพไม่แข็งแรง เรื่องจิปาถะพวกนี้ให้ศิษย์ทำแทนดีกว่า จะให้อาจารย์หญิงลงมือเองได้อย่างไร”

          ยามที่อาจารย์ยังอยู่ งานในบ้านเขาล้วนเป็นคนจัดการหลายปีมานี้หยวนเซียงเอ๋อร์ได้ใช้ชีวิตเป็นเด็กที่ไร้ความกังวลต่อสิ่งใดอย่างแท้จริง และนางก็ชอบความรู้สึกที่ถูกรักถูกเอ็นดูเช่นนี้ด้วย

9.นี่ก็เป็น... เรื่องที่แปลกพิลึกเรื่องหนึ่ง

          ทว่าขณะนี้อาจารย์ไม่อยู่บ้าน นางจึงคิดว่าตนควรเป็นคนจัดการเรื่องพวกนี้ ไม่อาจรบกวนอาจารย์หญิงที่เพิ่งหายป่วย

          “เหลวไหล เจ้าเพิ่งจะอายุเท่าไรเอง อาจารย์ไม่อยู่ แน่นอนว่าต้องเป็นอาจารย์หญิงที่ทำกับข้าวให้เจ้ากิน” นิ้วมือขาวนวลของอาจารย์หญิงจิ้มจมูกหยวนเซียงเอ๋อร์เบาๆ “อาจารย์เจ้าเอ็นดูเจ้าอย่างไร
ยามนี้อาจารย์หญิงก็เอ็นดูเจ้าเช่นนั้น บอกมาเร็วว่าเย็นนี้อยากกินอะไร ขาหมูตุ๋นดีหรือไม่?”

          หยวนเซียงเอ๋อร์กลืนน้ำลาย นางอยู่ในวัยเจริญเติบโต ชอบกินเนื้อเป็นพิเศษ จึงสะบัดความรับผิดชอบเมื่อครู่ทิ้งทันที

          “กิน... กินเจ้าค่ะ ใครจะปฏิเสธขาหมูตุ๋นลงกัน”

          ทั้งสองคนคล้องแขนกันเดินกลับบ้าน เมฆคล้อยต่ำปกคลุมเป็นหย่อมๆ ทั่วผืนฟ้า แสงอาทิตย์ที่กำลังจะลับขอบฟ้ายังคงสวยสดราวกับมีเทพเซียนข้ามภพมาเยือนก็มิปาน

          ครั้งหนึ่งในความทรงจำของหยวนเซียงเอ๋อร์ก็เคยเห็นแสงอัสดงงดงามเช่นนี้ เป็นวันนั้น… วันที่อาจารย์มารับนางที่หมู่บ้านสกุลหยวน

 

          เจ็ดปีผ่านไป

          ด้านนอกมีเสียงเคาะประตูดังขึ้น

          “มาแล้วเจ้าค่ะ มาแล้ว” หยวนเซียงเอ๋อร์วิ่งเหยาะๆ ผ่านต้นอู๋ถงในลานบ้าน เปิดประตูและชะโงกหน้าออกไป

          ข้างนอกประตูมีขบวนรถม้าใหญ่โตที่ตกแต่งอย่างหรูหราขบวนยาวเหยียด พร้อมผู้ติดตามมากมาย เจ้าของขบวนรถม้าสวมชุดคลุมผ้าไหมตัวยาวและมีหมวกผ้าคลุมศีรษะ คาดว่าเขาน่าจะมาจากสกุลมั่งคั่ง ทว่ากลับแสดงท่าทีถ่อมตน เขาให้พวกบ่าวรับใช้รออยู่ด้านหลัง ก่อนจะเข้ามาเคาะประตูด้วยตัวเอง

          “ไม่ทราบว่าอาจารย์จื้อหรันอยู่บ้านหรือไม่?” แขกที่มาประสานมือคารวะพร้อมเอ่ยอย่างนอบน้อม เขาหน้าตาเกลี้ยงเกลาหมดจด ยังดูเยาว์วัยนัก เพียงแต่ที่ตาข้างซ้ายกลับมีรอยเขียวจ้ำวงใหญ่ราวกับถูกใครชก ดูน่าขำ

          คนมีเงินมาขอให้อาจารย์ช่วยอีกแล้ว

          “ขณะนี้อาจารย์ข้าออกเดินทางไกล ไม่ได้กลับมาหลายปีแล้ว”

          “อาจารย์ไม่อยู่บ้านรึ? ไอ้หยา เช่นนั้นจะทำอย่างไรดี?” แขกผู้นั้นเดินถูมือไปมา ก่อนจะถามขึ้นอีกครั้ง “เจ้าทราบหรือไม่ว่าอาจารย์จะกลับมาเมื่อไร?”

          หยวนเซียงเอ๋อร์ส่ายหน้า

          ตั้งแต่ปีนั้นที่อาจารย์จู่ๆ ก็หายไปอย่างกะทันหัน วันเวลาก็ผ่านพ้นมาเจ็ดปี นางเปลี่ยนจากเด็กตัวน้อยกลายเป็นเด็กสาวอายุสิบหกสิบเจ็ด แต่ก็ไม่เคยได้พบหน้าอาจารย์อีก

          ถึงบางคราวจะมีคนที่ไม่ทราบเรื่อง นั่งรถม้าเช่าเรือมาจากแดนไกล เพื่อไหว้วานอาจารย์ให้ไปช่วยเหลือเช่นคนผู้นี้ แต่ก็น่าเสียดายที่ชะตาไม่เข้าข้าง พวกเขาล้วนต้องกลับบ้านไปอย่างผิดหวัง

          หยวนเซียงเอ๋อร์กำลังคิดจะส่งแขก แต่เหลือบไปเห็นว่าไกลออกไป อาจารย์หญิงกับป้าบ้านสกุลเฉินเดินเคียงไหล่กันกลับมาจากตลาด นางเลยรีบเปิดประตูต้อนรับอาจารย์หญิงเข้าบ้าน

          “วันนี้ที่ตลาดมีลูกเจี๊ยบขายด้วย น่าเอ็นดูนัก ข้าก็เลยซื้อกลับมาสองตัว” นางเปิดผ้ามุมหนึ่งของตะกร้า เผยให้เห็นสิ่งมีชีวิตกลมดิกขนฟูสีเหลืองที่กำลังตัวสั่นระริกอยู่สองก้อน “เจ้าว่าเลี้ยงพวกมันไว้ที่ลานบ้านดีหรือไม่?”

          ครั้งที่อาจารย์จากไป เขาได้นำเหล่าภูตรับใช้ในบ้านไปด้วย ภายในบ้านจึงเงียบเหงาจนนางรู้สึกไม่คุ้นชิน คาดว่าเพราะเหตุนี้อาจารย์หญิงถึงได้เลี้ยงหมาแมวลูกเป็ดลูกไก่เอาไว้จำนวนหนึ่ง ท้ายที่สุดก็ทำให้บ้านอันแสนว่างเปล่ากลับมาเปี่ยมสีสันได้อีกครั้ง

          แขกท่านนี้เตรียมจะจากไป ครั้นเห็นอาจารย์หญิง เขาก็กวาดสายตามองพินิจอยู่หลายรอบ ก่อนจะรีบรุดก้าวกลับมา “ท่านนี้ใช่แม่นางอวิ๋นหรือไม่? ผู้น้อยโจวเต๋ออวิ้น แม่นางจำผู้น้อยได้หรือไม่ขอรับ? สิบห้าปีก่อน ตอนที่อาจารย์กับแม่นางเดินทางผ่านทะเลสาบต้งถิง ได้ช่วยชีวิตของผู้น้อยเอาไว้”

          อาจารย์หญิงมองดูเขาพลางนึกอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะทำท่าคล้ายนึกอะไรขึ้นได้ “ที่แท้ก็เป็นเจ้า ปีนั้นเจ้ายังเป็นเด็กน้อยอายุไม่ถึงสิบขวบอยู่เลย คาดไม่ถึงว่าจะโตขนาดนี้แล้ว”

          โจวเต๋ออวิ้นรีบประสานมือเป็นพัลวัน “แม่นางกลับไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิด คิดไม่ถึงว่าจะยังจำกันได้ ครั้งนั้นโชคดีที่ได้อาจารย์ผู้มีวิชาแก่กล้าช่วยชีวิตผู้น้อยเอาไว้ หลายปีที่ผ่านมานี้ ผู้น้อยยังคงจดจำบุญคุณของอาจารย์ได้อย่างแม่นยำ ไม่อาจลืมเลือน จึงใช้สารพัดวิธีเพื่อตามหาที่พำนักของผู้มีพระคุณ ตั้งใจจะมาคารวะ”

          นางเชิญแขกเข้าบ้าน ก่อนจะไปนั่งลงที่โต๊ะหินใต้ต้นอู๋ถง

          โจวเต๋ออวิ้นผู้นั้นปฏิบัติตัวสำรวมยิ่ง เขาวางตัวเป็นคนรุ่นเยาว์ ไม่กล้านั่งเสมอ ทำเพียงยืนตอบคำถามต่อหน้าอาจารย์หญิง

          ทั้งสองคนรำลึกเรื่องในครั้งหลัง โดยมีหยวนเซียงเอ๋อร์คอยรับฟังอยู่ข้างๆ ได้ความว่าเด็กชายที่ชื่อโจวเต๋ออวิ้นผู้นี้เคยป่วยหนัก บิดามารดาเสาะหาหมอไปทั่วสารทิศ แต่ไม่ว่าจะใช้ยาสมุนไพรใดๆ ก็ไร้ผล จนกระทั่งจะเตรียมจัดงานเผาให้เขาอยู่แล้ว โชคดีที่อาจารย์จื้อหรันพาภรรยาท่องเที่ยวผ่านที่นั่น เลยลงมือช่วยเหลือจนเขาพ้นภัย

          นับเป็นเวลานานถึงสิบห้าปี จากเด็กอายุสิบขวบในครั้งนั้น บัดนี้มีครอบครัวแต่งภรรยาแล้ว

          ผู้คนต่างรู้ว่าบรรพบุรุษสกุลโจวเคยเป็นขุนนางมาหลายรุ่นมีมรดกทิ้งให้สืบทอดกันมา ฐานะทางบ้านจึงถือว่ามั่นคง

          เดิมทีวันเวลาก็ผ่านไปอย่างราบรื่น ทว่าหลายเดือนก่อน ‘ติงซื่อ’ ผู้เป็นภรรยาไม่รู้ว่ากินสิ่งใดผิดสำแดง จู่ๆ ก็ป่วยเป็นโรคจิตเภท วาจาหยาบกระด้างโผงผาง กล่าวว่าตนไม่ใช่ผู้หญิง แต่เป็นแม่ทัพที่เฝ้าอารักขาเขตชายแดน อีกทั้งไม่ยอมให้โจวเต๋ออวิ้นเข้าใกล้แม้แต่ครึ่งก้าว มิหนำซ้ำยังไล่ชกเขาออกมาจากห้องนอน

          ด้วยเหตุนี้ในบ้านจึงวุ่นวายกันไปหมด

          หลายเดือนที่ผ่านมา สกุลโจวไปขอความช่วยเหลือจากสำนักหลายแห่ง ไม่เพียงไม่เห็นผลลัพธ์ แต่ยังทำให้ติงซื่อผู้นั้นคลุ้มคลั่งเสียยิ่งกว่าเดิม บัดนี้อับจนหนทาง โจวเต๋ออวิ้นทำได้เพียงล่ามโซ่ตรวนขังภรรยาไว้ในห้อง ไม่กล้าเข้าใกล้ วันเวลาผ่านไปอย่างยากลำบากยิ่ง

          “นี่ก็เป็น... เรื่องที่แปลกพิลึกเรื่องหนึ่ง น่าเสียดายที่ตัวข้าไม่กระจ่างชัดในเรื่องเช่นนี้ มิเช่นนั้นคงช่วยเจ้าได้บ้าง” อาจารย์หญิงเอ่ยปลอบ “โลกนี้กว้างใหญ่ ผู้คนเก่งกาจมีมากมาย ผู้ที่เก่งกว่าสามีข้าก็คงมีอยู่อีกมาก เจ้าลองไปเสาะหาเพิ่มอีกสักหน่อย จะต้องมีหนทางแก้เป็นแน่”

          หยวนเซียงเอ๋อร์ที่อยู่ข้างกายเอ่ยแทรกขึ้นประโยคหนึ่ง “อันที่จริงหากไร้หนทางจัดการ ท่านก็ลองถามชื่อแซ่นางดูว่าบ้านอยู่แห่งใด หากไม่มีอะไรผิดพลาด เพียงปล่อยนางจากไปตามความต้องการก็พอ เหตุใดจะต้องขังคนไว้ในบ้านด้วย?”

          โจวเต๋ออวิ้นเอ่ยทอดถอนใจ “เรื่องนั้นข้าถามไปแล้ว ทว่านางไม่ยอมหลุดปากสักคำ ด้วยเกรงว่าจะพบคนรู้จักขณะอยู่ในร่างผู้หญิง อีกทั้งติงซื่อก็เป็นภรรยาที่ข้าไปสู่ขอมาอย่างถูกต้องตามประเพณี เป็นสามีภรรยากันแล้ว ไหนเลยจะทิ้งขว้างนางไปตามยถากรรมเยี่ยงนั้น”

          เขาลอบสังเกตหยวนเซียงเอ๋อร์ เห็นคุณหนูผู้นี้สวมเสื้อผ้าสะอาด ผิวพรรณดี สีหน้าท่าทางไม่คล้ายชาวบ้านร้านตลาดก็รู้ว่าจะต้องไม่ใช่คนธรรมดา เสียทีที่เกิดเป็นหญิง เขาได้ยินมาว่านางเป็น
ลูกศิษย์เพียงหนึ่งเดียวของอาจารย์จื้อหรัน หากเป็นชายวัยกลางคนอย่างไรก็ต้องเชิญไปให้ได้ ขอเพียงศิษย์มีความสามารถแม้หนึ่งในสองของอาจารย์จื้อหรัน อย่างน้อยก็น่าจะพอมีหวัง

          โจวเต๋ออวิ้นจากไปด้วยความผิดหวัง ทิ้งไว้เพียงกล่องไม้สีแดงธรรมดาๆ เพื่อแสดงความขอบคุณ

          หยวนเซียงเอ๋อร์เปิดกล่องนั้นออก ด้านในแบ่งเป็นช่องเล็กหลายช่อง และมีเครื่องประดับล้ำค่าวางไว้อย่างเป็นระเบียบ มันส่องแสงระยิบระยับแน่นขนัดอยู่ในกล่อง

          อาจารย์หญิงมองอย่างไม่สนใจเท่าไรนัก แล้วจึงสั่งให้หยวนเซียงเอ๋อร์เอาเข้าไปเก็บในห้องเก็บของ ส่วนตนก็พาลูกเจี๊ยบไปที่เล้าไก่อย่างสบายอารมณ์ ราวกับว่าแก้วแหวนเงินทองหนึ่งกล่องยังไม่สำคัญเท่าลูกเจี๊ยบตัวน้อยที่อยู่บนฝ่ามือสองตัวนี้

          ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของบ้านมีห้องเก็บของอยู่ห้องหนึ่ง ด้านในมีกล่องหลากหลายชนิดทั้งเล็กใหญ่กองเรียงกันเต็มไปหมดนี่ล้วนเป็นของขวัญที่ส่งมาจากคนที่อาจารย์เคยช่วยไว้ อาจารย์เอาพวกมันมากองไว้อย่างไม่แยแส ทำให้ด้านในห้องระเกะระกะยิ่งนัก แม้แต่ที่จะก้าวเดินก็แทบจะไม่มี

          หยวนเซียงเอ๋อร์เอากล่องใบนั้นวางซ้อนเข้าไป ก่อนจะมองโซ่เส้นบางบนประตูที่คาดว่าคงใช้การไม่ได้ด้วยความปวดศีรษะ

          ครั้งอาจารย์ยังอาศัยอยู่ บ้านหลังนี้ดูเรียบง่ายธรรมดา ทว่าทั้งในที่ลับและที่แจ้งต่างมีภูตรับใช้หลายตนเฝ้าอยู่ จึงถือว่าเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยอย่างยิ่ง

          กลับกันขณะนี้อาจารย์ไม่อยู่ ทว่าภายในบ้านยังมีห้องหับที่เต็มไปด้วยแก้วแหวนเงินทอง หากมีโจรมาขโมยก็คงจัดการกับโซ่นี้ได้อย่างง่ายดาย ถึงการที่ข้าวของหายไปจะเป็นเรื่องเล็ก กระนั้นสุขภาพของอาจารย์หญิงนับเป็นสำคัญ ถ้านางตกใจเสียขวัญและล้มป่วยเข้า ตนจะต้องรู้สึกผิดและเสียใจมากเป็นแน่

          หยวนเซียงเอ๋อร์ลูบคางด้วยสีหน้าครุ่นคิด ตนฝึกวิชามาตั้งหลายปี ควรลองทำพันธสัญญาหาภูตรับใช้สักหลายตนเช่นเดียวกับอาจารย์ดีหรือไม่? ไม่จำเป็นต้องแข็งแกร่งขนาดเชี่ยจือหรือซีฉวี
ขอเพียงเป็นลูกจิ้งจอกหรือลูกกระต่ายที่มีพลังเล็กน้อยก็นับว่าใช้ได้ สามารถเฝ้าบ้านยามที่ตนออกไปข้างนอกก็เพียงพอแล้ว

10.ช่างมีน้อยนิด

          โชคดีที่หลังอาจารย์จากบ้านไป อาจารย์หญิงก็ไม่ได้ทำตัวห่อเหี่ยวอย่างที่ตนคิด มิหนำซ้ำนางกลับใช้ชีวิตได้อย่างมีชีวิตชีวา

          ทุกวันนางจะออกไปซื้อวัตถุดิบ ต้มน้ำทำกับข้าว และยังสอนหนังสือหยวนเซียงเอ๋อร์วันละครึ่งชั่วยามดั่งแต่ก่อน เนื้อหาที่สอนจากการจำตัวอักษรเริ่มลามไปถึงศาสตร์การชงชา ดนตรี จัดดอกไม้
วาดภาพ และด้านอื่นๆ

          สภาพห่อเหี่ยวโรยราในอดีตหายไปโดยสิ้นเชิง ราวกับว่านางใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับเรื่องเล็กๆ ในแต่ละวัน

          หลายปีก่อน ตนยังเคยจับมืออาจารย์หญิงมาถามว่า อาจารย์ไปที่ไหนและจะกลับมาเมื่อไร?

          ทว่าอาจารย์หญิงก็มักจะยอบกายลงลูบหัวนางแผ่วเบา “ข้าไม่รู้ว่าเขาไปที่ใด และไม่รู้ว่าเขาจะกลับมาเมื่อไร แต่ข้าเชื่อว่าสักวันหนึ่งเขาจะต้องกลับมา สิ่งที่ข้าพอจะทำได้มีเพียงใช้ชีวิตให้ดี ใช้ชีวิตทุกวันอย่างมีความสุข เมื่ออาจารย์เจ้ากลับมาเห็นเข้าจะได้ดีใจ”

          เมื่อไม่ได้รับคำตอบที่ต้องการบ่อยครั้งเข้า หยวนเซียงเอ๋อร์ก็ทำได้เพียงฝึกวิชาที่อาจารย์สอนให้นางอย่างเงียบๆ ในขณะเดียวกันก็ช่วยอาจารย์หญิงจัดการเรื่องจิปาถะภายในบ้าน รออาจารย์กลับมาในสักวันหนึ่ง

          การที่อาจารย์จากไปอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยเช่นนี้ดูมีเงื่อนงำหยวนเซียงเอ๋อร์แอบคิดในใจว่า หรือบางทีอาจารย์อาจพบเจอเรื่องลำบากเกินตัว แต่นั่นเป็นสิ่งที่ตนคาดเดาอย่างไม่มีมูล... ช่างไร้ประโยชน์เหลือเกิน มีเพียงตั้งใจเรียนจนก้าวหน้าถึงจะสามารถช่วยอะไรได้อย่างแท้จริง

          อาจารย์หญิงเป็นเพียงคนธรรมดา ไร้ความสามารถในการมองเห็นเหล่าภูตผีปีศาจ และยังฝึกวิชาเวทพวกนั้นไม่ได้ ทว่าอยู่ด้วยกันมานานขนาดนี้ นางก็รู้สึกเคารพเลื่อมใสในตัวตนของอาจารย์หญิงอย่างยิ่ง และคาดว่าอาจารย์เองก็คงรู้สึกเช่นเดียวกัน

          ในความคิดของนาง อาจารย์หญิงนั้นแตกต่าง แม้ท่านจะเป็นสตรี แต่ก็เชี่ยวชาญทั้งบทกวี เข้าใจศาสตร์และธรรมเนียมหลากหลาย ท่วงท่ากิริยาก็มักแผ่กลิ่นอายของผู้เปี่ยมด้วยความรู้ออกมาบ่อยครั้ง ทำให้หยวนเซียงเอ๋อร์รู้สึกสงสัยและคาดเดาอยู่ในใจว่า อาจารย์หญิงจะต้องเป็นทายาทสกุลบัณฑิตที่ไหนสักแห่ง ไม่แน่ว่าในอดีตอาจเคยหนีตามอาจารย์ไปสถานที่นับไม่ถ้วนก็เป็นได้ และในท้ายที่สุดจึงมาปักหลักอาศัยปิดชื่อแซ่อยู่ในตำบลเล็กๆ แห่งนี้

          หยวนเซียงเอ๋อร์เพิ่งจะคล้องโซ่ประตูห้องเก็บของ ทันใดนั้นหน้าประตูบ้านกลับมีเสียงคนถามหาดังขึ้น

          “อาจารย์จื้อหรันอยู่บ้านหรือไม่?”

          อาจารย์หญิงที่อยู่ข้างนอกขานรับ ก่อนจะไปเปิดประตู

          เกิดอะไรขึ้น? วันนี้มีคนมาเยอะเกินไปแล้ว

          หยวนเซียงเอ๋อร์รู้สึกพิลึกในใจ นางปัดฝุ่นที่เปื้อนชายเสื้อจากนั้นเดินอย่างไม่รีบร้อนพลางชะโงกหน้ามองไปที่ประตูบ้าน

          แค่มองแวบหนึ่ง หัวใจนางพลันบีบรัด ขนหลังลุกชันขึ้นทันใด

          ตรงประตูบ้านที่เปิดอ้ามีสตรียืนอยู่ผู้หนึ่ง เป็นหญิงงามที่แต่งตัวหรูหราวิจิตร พวงแก้มปัดชาดสีชมพู ขนคิ้วเรียวสูง สวมเครื่องประดับผมทองคำ และคาดสายรัดเอวหยก

          คนงามยืนเด่นสะดุดตาอยู่ที่ด้านนอกประตูบ้าน ทว่าอวิ๋นเหนียงกลับมองไม่เห็น ได้แต่ชะโงกหน้าออกไปมองรอบๆ

          “แปลกนัก ได้ยินคนเรียกแท้ๆ”

          สตรีที่อยู่ด้านนอกหรี่นัยน์ตาหงส์ลง พลางเอียงศีรษะพินิจมองอาจารย์หญิงที่ไม่รู้สึกถึงตัวตนของนาง

          หยวนเซียงเอ๋อร์ทะยานผ่านลานบ้านไปอย่างเร็วรี่ คว้าแขนของอาจารย์หญิงเอาไว้แล้วดันนางไปข้างหลัง ท้ายสุดก็ปิดประตูเสียงดังลั่น

          “มีอะไรรึเซียงเอ๋อร์?” อาจารย์หญิงเอ่ยถามอย่างประหลาดใจ “เมื่อครู่คล้ายได้ยินเสียงคนเคาะประตู แต่แปลก ข้าดูแล้วกลับไม่มีใคร”

          หยวนเซียงเอ๋อร์จ้องประตูที่ปิดสนิทตาเขม็ง ฝ่ามือลอบกำยันต์สีเหลืองเอาไว้แน่น

          อาจารย์หญิงจับความได้ไม่ชัด แต่นางก็ได้ยินเสียงชัดเจน สตรีคนงามยังคงเอ่ยถามอยู่ “อาจารย์จื้อหรันอยู่ที่นี่หรือเปล่า? ไม่ทราบว่าอาจารย์จื้อหรันอยู่บ้านหรือไม่?”

          ผ่านไปครู่หนึ่ง พอเห็นว่าไม่มีคนเปิดประตูอีก เสียงนั้นก็ค่อยๆ เงียบลง

          หยวนเซียงเอ๋อร์กุมหัวใจที่เต้นระรัวของตน พลางถอนหายใจโล่งอก ค่อยยังชั่วที่สตรีผู้นั้นไม่กล้าเข้ามา

          แม้ว่าอาจารย์จะจากไปหลายปี แต่บ้านหลังนี้ก็ยังหลงเหลือกลิ่นอายของเขาอยู่ ยามปกติพวกภูตผีปีศาจจะไม่กล้าเข้ามาใกล้บ้านหลังนี้สักเท่าไร

          อันตรายเหลือเกิน โชคดีที่อาจารย์หญิงไม่เป็นอะไร นางควรหาภูตรับใช้มาช่วยเฝ้าบ้านสักหน่อยแล้วกระมัง

 

            หยวนเซียงเอ๋อร์ลงมือเตรียมการหาภูตรับใช้อย่างตั้งใจ

          นางพลิกอ่านตำราที่เก็บไว้ในบ้านจำนวนไม่น้อย ถึงรู้ว่าการจะหาภูตรับใช้นั้นเป็นเรื่องที่ยากลำบากเรื่องหนึ่ง

          เช่นในบันทึกตงเสวียนฉบับนี้บอกว่าเวลาทำพันธสัญญา พวกภูตปีศาจมักจะต่อต้านอย่างรุนแรง จำเป็นต้องใช้เวทสยบพวกมันเสียก่อน ส่วนจะยอมสยบด้วยใจจริงหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับพลังของจอมเวทว่ามีมากเพียงใด หากไม่มากพอก็อาจส่งผลสะท้อนกลับร้ายแรงจนทำให้บาดเจ็บหนักหรือถึงขั้นเสียชีวิตได้

          ดังนั้น ขณะที่จอมเวทชั้นสูงทำพันธสัญญากับพวกปีศาจ ส่วนมากจะทำให้พวกมันบาดเจ็บสาหัส จากนั้นค่อยใช้เวทคุมขังบีบบังคับให้ยอมสยบเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดข้อผิดพลาด

          จะต้องจัดการให้เจียนตายก่อนหรือ? นางปิดม้วนตำราลงแล้วทอดถอนใจ

          ย้อนคิดถึงยามที่อาจารย์อยู่บ้าน เขามักปฏิบัติกับเชี่ยจือ ซีฉวี และพวกภูตตัวเล็กตัวน้อยอย่างเป็นกันเอง ไม่เหมือนพวกที่ใช้เวทบีบคั้นให้ทำตามเลยสักนิด

          บางทีอาจารย์อาจมีกลวิธีสยบปีศาจที่แปลกใหม่ ไม่มีระบุในตำรา

          หยวนเซียงเอ๋อร์เข้าใจอาจารย์ของตนเป็นอย่างดี แม้เขาจะมีวิชาเวทสูงส่ง ทว่าด้านอักษรและความคิดอ่านกลับคล้ายกับนางที่อายุเจ็ดแปดขวบเพียงเท่านั้น

          ด้วยเหตุนี้ แม้ว่าในห้องหนังสือจะรวบรวมตำราของสำนักมีชื่อในใต้หล้าเอาไว้มากมาย แต่กลับไม่มีลายมือจดบันทึกของเขาทิ้งไว้เลยสักนิด กล่าวได้ว่าเขาสามารถเข้าใจตัวหนังสือยึกยือพวกนั้นก็นับว่าไม่เลวแล้ว การหวังให้อาจารย์ทิ้งลายมือหรือบันทึกเอาไว้ นับเป็นเรื่องที่ยากเย็นเกินไป

          อย่างไรก็ตาม หยวนเซียงเอ๋อร์ก็อยากจะลองก่อนสักรอบ หลายปีมานี้นางเรียนวิชาเวทมาไม่น้อย เพียงแต่ประสบการณ์ในการต่อสู้กับพวกปีศาจร้ายกาจนั้น…

          ช่างมีน้อยนิด

          เดิมมีอาจารย์เฝ้าคุ้มกัน ตำบลเชว่ชิวแห่งนี้จึงไม่เคยมีจอมมารปรากฏตัวมาก่อน ภูตปีศาจธรรมดาที่ปรากฏตัวบ้างสองสามตนก็ไม่ใช่คู่ปรับของนาง หากไม่กลายเป็นสหาย ก็จะกลายเป็นฝ่ายถูกนาง
กลั่นแกล้งเสียอย่างนั้น

          ในเมื่อนางอยากได้ภูตรับใช้ ฉะนั้นอย่างไรก็ต้องเข้าไปในส่วนลึกของหุบเขาหมาป่าสวรรค์

          ว่าแล้วก็เตรียมพร้อมเก็บข้าวของเข้าไปในย่ามและตะกร้าอย่างเป็นระเบียบ

          ระฆังเวท แปลนค่ายกล ยันต์เวท กระบี่สั้น ยารักษาเบื้องต้น กระบอกน้ำ ขนม ของว่าง... เอ๋ เหมือนจะมีของเกินความจำเป็นปะปนเข้ามาด้วย

          หยวนเซียงเอ๋อร์มาอาศัยอยู่ที่ตำบลเชว่ชิวแถบตีนเขาหมาป่าสวรรค์ตั้งแต่อายุเจ็ดขวบ ไม่ต้องเอ่ยถึงนางที่ยังเล็กเท่านี้ ขนาดเหล่านายพรานที่เลี้ยงชีพโดยอาศัยการล่าสัตว์ พวกเขาก็ยังเลือกที่จะล่าเพียงบริเวณรอบนอกของป่าเท่านั้น ไม่เคยเข้าไปในส่วนลึกของหุบเขาหมาป่าสวรรค์

          หุบเขาแห่งนี้เป็นทิวเขาแผ่กว้างทอดยาวสุดลูกหูลูกตา ยากที่จะรู้ว่าครอบคลุมพื้นที่เท่าไร เล่าลือกันว่าที่นั่นเป็นถิ่นของเหล่าปีศาจ ไม่นับว่าเป็นส่วนหนึ่งของโลกมนุษย์

          ครั้งนี้นางต้องเข้าไปในป่าส่วนลึกเพียงลำพัง จึงอดเคร่งเครียดขึ้นมาไม่ได้ แม้ตั้งใจว่าจะไม่เข้าไปลึกนัก เพียงได้ภูตตัวเล็กตัวน้อยอย่างแมวภูเขาหรือหมาป่ามาเฝ้าบ้านก็พอแล้ว

          ในป่าดึกดำบรรพ์ห้อมล้อมไปด้วยต้นไม้โบราณสูงเสียดฟ้า เถาวัลย์ร้อยรัด ต้นไถอี* ปกคลุมเต็มพื้น ที่แห่งนี้ไร้ร่องรอยผู้คน แม้แต่แสงแดดก็ยังส่องลอดมาไม่ถึง นับเป็นดินแดนที่ทั้งมืดสลัวและพร่ามัว

          ครั้นถึงวันเดินทาง หยวนเซียงเอ๋อร์สวมเสื้อแขนสั้นที่เหมาะกับการเคลื่อนไหวทะมัดทะแมง ในมือถือไม้เท้าที่ทำจากไม้ไผ่ ก้าวเหยียบไปตามใบไม้หนาแห้งกรอบ พร้อมมือที่ตัดแหวกเถาวัลย์ออกไปทีละนิด มุ่งเดินเสาะหาไปด้านหน้า

          หากเปรียบกับในตำบลที่แทบจะไร้เงาร่างของพวกภูตปีศาจ ที่นี่กลับเห็นได้ทั่วไป ทั้งระหว่างกิ่งก้านใบไม้หรือบนพื้นชื้นแฉะ ก็มักจะมีศีรษะน้อยๆ โผล่ออกมาจับจ้องหยวนเซียงเอ๋อร์ในทุกย่างก้าว

          ขณะนี้นางกำลังย่อตัวลง และยื่นขนมแป้งแผ่นหนึ่งเพื่อหลอกล่อปีศาจลูกกระต่ายขี้สงสัยที่แอบอยู่หลังต้นไม้ไม่ไกลจากนาง

          ปีศาจตัวน้อยตนนั้นสูงประมาณหนึ่งฉื่อ** มีใบหน้าคล้ายมนุษย์ แต่ด้านหลังศีรษะกลับมีหูกระต่ายนุ่มนิ่มสองข้างโผล่ขึ้นมา เขายื่นมือน้อยทั้งสองออกมาจากแขนเสื้อสีขาวราวหิมะ คิดจะรับขนมแป้งด้วยความหวาดหวั่น ท่าทางยังคงเก้ๆ กังๆ

          “ไม่ต้องกลัว ข้าให้เจ้ากิน” นางยกขนมแป้งขึ้นอย่างใจเย็น พอเห็นมือน้อยคู่นั้นยื่นออกมารับไมตรีจิต นางก็เอ่ย “เอ่อ เจ้าอยากเป็นภูตรับใช้ของข้าหรือไม่?”

          ครั้นได้ยินคำถามของนาง ปีศาจกระต่ายตัวน้อยก็พลันตกใจกระโดดจนตัวโยน ผลุบหายเข้าไปในดงหญ้าในพริบตา

          “แม้แต่ปีศาจตัวน้อยก็ยังล้มเหลว” หยวนเซียงเอ๋อร์ทอดถอนใจ รู้สึกท้อแท้จึงนั่งบนรากไม้ขนาดใหญ่ในป่า มองขนมแป้งหอมฉุยในมือและตัดสินใจกินมันเสียเอง

          คาดว่าครั้งหน้าคงต้องเอาหงหลัวปัว*** มาด้วยเสียแล้ว

 

 

 

-------------

* ต้นไถอีต้นมอส

** หน่วยวัดความยาวของจีน ขนาดโดยประมาณเท่ากับ 33.33 เซนติเมตร

*** หงหลัวปัว แคร์รอต