เงาร่างคุ้นตาปรากฏขึ้นตรงหน้าหยวนเซียงเอ๋อร์ เขายกมือวาดสะบัด แมวปีศาจที่กำลังคลุ้มคลั่งด้านนอกป้อมปราการพลันกลิ้งหลุนๆ ออกไปไกล ชนต้นไม้ใหญ่จนล้มระเนระนาดไปตลอดทาง
ผู้มาเยือนคืออาจารย์ของนางนั่นเอง พอเขาหันกลับมาพยักหน้าให้ หัวใจที่กำลังบีบรัดของหยวนเซียงเอ๋อร์พลันผ่อนคลายลง
ลึกลงไปใต้ดินแว่วเสียงคล้ายกับเสียงเด็กทารกร้องไห้ดังสะท้อนออกมา เงาร่างของซีฉวีโผล่พ้นพื้น ขาหลังเหยียบตะกุย ร่างกายสีดำพลันขยายใหญ่ เขาแหลมคู่หนึ่งขวิดไปยังแมวภูเขาที่เพิ่งจะชันกายขึ้นมา ส่งผลให้กระเด็นออกไปไกลอีกครั้ง
อาจารย์ควบรวมเสาน้ำโปร่งใสสี่ต้นขึ้นกลางอากาศ กักขังไม่ให้แมวปีศาจขยับเขยื้อน เขารับตัวลูกแมวที่หวาดกลัวจนตัวสั่นมาจากในมือของนางก่อนจะโยนมันออกไปไกล
“คืนให้เจ้า แล้วก็อย่ามาปรากฏตัวที่นี่อีก มิเช่นนั้นจะจับเจ้าผนึกสักร้อยปี”
ปีศาจยักษ์แสนดุร้ายคาบลูกของตนไว้ โก่งหลังคำรามเสียงต่ำ พร้อมจับจ้องอาจารย์อย่างไม่ชอบใจครู่หนึ่ง สุดท้ายก็คาบลูกของตนกระโดดหายลับไปในเทือกเขา
หยวนเซียงเอ๋อร์พลันร่างกายไร้เรี่ยวแรง นั่งแหมะลงกับพื้น
อาจารย์ยื่นมือออกมาลูบหัวนาง “ไอ้หยา เซียงเอ๋อร์วาดอักขระยันต์กลางอากาศได้แล้ว ดูท่าน่าจะเรียนสำเร็จในเร็วๆ นี้เป็นแน่”
หยวนเซียงเอ๋อร์ยิ้มแห้ง ใจยังตุ๊มๆ ต่อมๆ
ปีศาจเมื่อครู่เกือบจะพรากชีวิตของนางไปแล้ว สำหรับตน เจ้าตัวนั้นเป็นดั่งขุนเขาที่ยากจะทำให้มันสั่นสะเทือน ทว่าอาจารย์กลับจัดการมันได้ด้วยการวาดมือสบายๆ เทียบกันแล้ว ตนยังห่างไกลจากอาจารย์นัก เช่นนี้จะเรียนจบในเร็ววันได้อย่างไร
นางรู้สึกว่าอาจารย์กำลังหยอกนางเล่นอยู่เป็นแน่
มีอาจารย์อยู่ ชีวิตวัยเด็กก็ดำเนินต่อไปได้โดยไร้ความกังวล ทุกวันเรียนรู้วิชาอาคมอย่างสบายๆ เล่นกับบรรดาเด็กๆ หรือพวกภูตตัวน้อย วันเวลาผ่านพ้นไปราวสายน้ำไหล ล่วงเลยไปโดยผู้คนไม่ทันตั้งตัว
ยามนี้ต้นอู๋ถงในลานบ้านกลายเป็นสีเหลืองอีกครั้ง
อาการป่วยของอาจารย์หญิงยิ่งเวลาผ่านไปยิ่งหนักขึ้นเรื่อยๆ นางจำเป็นต้องหยุดสอนหยวนเซียงเอ๋อร์และนอนพักผ่อนอยู่บนเตียง ไม่สามารถลุกเดินไหว
หยวนเซียงเอ๋อร์เข้าไปดูอาจารย์หญิงในห้อง เห็นเพียงสีหน้าซีดขาว แววตาไร้ประกาย หากไม่ทันจับสังเกตลมหายใจอุ่นร้อนที่พ่นออกมาเป็นระยะ มองเผินๆ คงราวกับคนที่ตายไปนานแล้วผู้หนึ่ง
ช่วงนี้อาจารย์ไม่ได้ออกเดินทางไปไหน ส่วนมากจะนั่งอยู่ที่ข้างเตียง กุมมือขาวซีดไร้เรี่ยวแรง มองภรรยาที่นอนอยู่บนเตียงด้วยสีหน้านิ่งขรึม
ครั้นอาจารย์หญิงพอมีสติก็มักฝืนเอ่ยอะไรบางอย่างอยู่หลายประโยค คล้ายกำลังโต้เถียงกันอยู่
ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันมานานจนคุ้นชินกันเป็นอย่างดีหยวนเซียงเอ๋อร์รู้ดีว่าอาจารย์เป็นคนที่ชอบจัดการเรื่องราวต่างๆอย่างเรียบง่ายสบายๆ ตัวเขาเองยังแฝงไว้ซึ่งความบริสุทธิ์ไร้เดียงสาที่คนวัยผู้ใหญ่น้อยนักที่จะมี นี่นับเป็นครั้งแรกที่หยวนเซียงเอ๋อร์เห็นเขามีท่าทีกังวลเช่นนี้ อีกทั้งอาจารย์หญิงแต่ไหนแต่ไรมามีลักษณะนิสัยนิ่งเงียบ ใช้ชีวิตเรียบง่าย จึงไม่มีข้อเรียกร้องอะไรมาก
ด้วยเหตุนี้ หยวนเซียงเอ๋อร์จึงไม่รู้ว่ามีเรื่องสำคัญอย่างไร ถึงขนาดทำให้นางโต้เถียงกับอาจารย์ทั้งที่ยังป่วยหนัก
แท้จริงแล้วเกิดเรื่องอะไรขึ้น? หยวนเซียงเอ๋อร์เริ่มรู้สึกไม่สบายใจ
วันที่อากาศค่อนข้างดีวันหนึ่ง
หยวนเซียงเอ๋อร์ยืนอยู่ใต้ต้นอู๋ถง นางอดเอ่ยปากถามเชี่ยจือที่นอนอยู่บนต้นไม้ไม่ได้
“เชี่ยจือ เจ้ารู้หรือไม่ว่าอาจารย์หญิงป่วยเป็นโรคอะไร?”
บนยอดไม้มีเสียงหัวเราะแว่วดัง ขนนกขาวสะอาดร่อนลงมาจากกิ่งไม้ด้านบนอย่างนุ่มนวล “นางป่วยที่ไหนกัน เพียงใกล้จะหมดอายุขัย ไม่อาจยื้อต่อไปได้อีกก็เท่านั้น”
หยวนเซียงเอ๋อร์พึมพำ “เจ้าว่าอย่างไรนะ? อาจารย์ยังดูสาวอยู่เลย”
ใบหน้างดงามของเชี่ยจือยื่นออกมาจากพุ่มไม้ “เซียงเอ๋อร์น้อย เจ้ารู้หรือไม่ ในสายตาของพวกข้า อายุขัยอันแสนสั้นของมนุษย์อย่างพวกเจ้า ก็ไม่ต่างอะไรกับแมลงชีปะขาวที่เกิดแล้วตายภายในหนึ่งวัน เจ้าคิดว่าที่พวกข้ายอมทำพันธสัญญากับมนุษย์เพราะไม่มีกำลังต่อต้านหรือ? พวกข้าแค่เบื่อหน่ายชีวิตอันแสนยาวนาน จึงอาศัยโอกาสนี้มาเที่ยวเล่นที่โลกมนุษย์สักรอบก็เท่านั้น”
เขายื่นปีกสีขาวจิ้มเบาๆ ไปที่ปลายจมูกของเด็กสาว “ไม่ใช่ว่าข้านอนไปไม่กี่งีบ ตัวเจ้าก็จะสูญสลายแล้วหรอกรึ? หากข้านอนไปตลอดช่วงฤดูหนาว เจ้าก็คงจะกลายเป็นหญิงแก่ตัวเหี่ยวผมหงอก นอนร่างกายเน่าเฟะอยู่ใต้ดินแล้วกระมัง”
“เชี่ยจือ นางยังเล็ก เจ้าอย่าไปขู่ให้นางหวาดกลัว” เสียงของอาจารย์ดังมาจากใต้หลังคาระเบียงทางเดิน
“เหอะ ไม่ว่าช้าหรือเร็วก็ต้องรู้อยู่ดีไม่ใช่หรือ?” เชี่ยจือหุบปีกกลับอย่างหมดสนุก
อาจารย์เหยาค่อยๆ เดินออกมาจากเงามืดใต้ระเบียง แสงแดดช่วงกลางวันสว่างจ้า เส้นแสงลอดผ่านเงาไม้ก่อนจะทาบทับไปบนใบหน้าอ่อนโยน เขายื่นมือออกมาลูบหัวหยวนเซียงเอ๋อร์ พร้อมเผยรอยยิ้มกว้าง “สูงขึ้นมากทีเดียว”
พอเห็นอาจารย์ นางก็ยากที่จะเก็บอาการ “อาจารย์ เมื่อครู่เชี่ยจือบอกว่า...”
“เซียงเอ๋อร์ สำนักเรายึดถือกฎเกณฑ์ธรรมชาติ” อาจารย์ยอบกายลงตรงหน้า จ้องตานางด้วยท่าทางตั้งใจ “อย่างที่รู้กันว่ากฎฟ้าให้กำเนิดหนึ่ง หนึ่งให้กำเนิดสอง สองให้กำเนิดสาม สามให้กำเนิด
สรรพสิ่ง และสรรพสิ่งที่เกิดมาก็ไม่อาจหนีพ้นธรรมชาติ การเกิดแก่เจ็บตายของมนุษย์ควรไหลเวียนไปตามกฎฟ้า มิควรฝืนชะตามากเกินขอบเขต”
แต่ไหนแต่ไรมาอาจารย์จะสอนหยวนเซียงเอ๋อร์สบายๆ ไม่ได้จริงจังอะไร ‘เอาละ ใช้ได้แล้ว’ ‘ไปเล่นเถอะ’ ‘ไม่เข้าใจก็ไม่เป็นไร’ ล้วนเป็นประโยคติดปากที่เขาชอบกล่าวกับนาง
ในหัวหยวนเซียงเอ๋อร์ราวกับถูกปกคลุมไปด้วยม่านหมอก
“อาจารย์ ข้าไม่เข้าใจ”
“บัดนี้ยังไม่เข้าใจก็ไม่เป็นไร จะต้องมีสักวันที่เจ้าเข้าใจ”
เขายอบกายอยู่ตรงหน้านาง นับเป็นครั้งแรกที่หยวนเซียงเอ๋อร์ได้เห็นแววตาอาจารย์ใกล้ถึงเพียงนี้ จู่ๆ นางก็ค้นพบว่าดวงตาของอาจารย์แตกต่างจากผู้คนทั่วไป
อาจเป็นเพราะหยวนเซียงเอ๋อร์จ้องดวงตาคู่นั้นนานเกินไป ยามที่นอนกลางวันก็เลยฝันถึงท้องทะเล แว่วเสียงคลื่นที่ไม่ได้ยินมานาน
“เจ้าเป็นมนุษย์ เดิมอาจารย์ไม่อยากให้เจ้าไปยุ่งเกี่ยวกับปีศาจในภูเขาเหล่านั้น ทว่าสิ่งนี้เป็นเรื่องที่อาจารย์ไม่อาจควบคุมได้ แล้วเหตุใดจะต้องไปบังคับห้ามเจ้าด้วย เพียงแต่หวังว่าหลังจากเจ้าเติบใหญ่ จะมีชีวิตและชะตากรรมที่แตกต่างจากอาจารย์” เสียงของอาจารย์ดังสะท้อนแผ่วเบาในความฝัน
แสงแดดยามบ่ายส่องลอดหน้าต่างเข้ามาในบ้านที่เงียบสงบ
หยวนเซียงเอ๋อร์ตื่นขึ้นมาพร้อมขยี้ตาเบาๆ ครั้นเดินไปยังลานบ้านกลับรู้สึกคล้ายมีบางอย่างต่างจากยามปกติ
ในบ้านดูเงียบเกินไป
นอกจากเชี่ยจือกับซีฉวีแล้ว อาจารย์ยังมีภูตรับใช้ตัวเล็กตัวใหญ่อีกมากมาย เดิมแม้ว่าอาจารย์จะออกไปข้างนอก แต่บนหลังคา ใต้พื้น บนกำแพงใต้ร่มเงา และกลางดงดอกไม้ของบ้าน ก็จะได้ยินเสียงร้องเจี๊ยวจ๊าวของภูตตัวเล็กๆ พวกนั้น
ทว่าบัดนี้จู่ๆ ทุกอย่างกลับหายไป ไร้เสียงสรรพสัตว์หรือสิ่งมีชีวิต แม้แต่เสียงร้องของแมลงก็ยังไม่มี
“เชี่ยจือ ซีฉวี” พุ่มไม้ในลานบ้านนิ่งสนิท พื้นใต้ดินก็ไม่มีเสียงหายใจฟืดฟาดทุ้มต่ำดังขึ้น
“อาจารย์ ทุกคนหายไปไหนกันหมด?” หยวนเซียงเอ๋อร์เกาะมืออยู่ที่ขอบประตู ตะโกนดังลั่นเข้าไปในบ้าน
บริเวณโต๊ะหินใต้ต้นอู๋ถงมีเงาร่างอ้อนแอ้นนั่งอยู่ คนผู้นั้นสวมชุดกระโปรงเบาบาง ทรงผมมวยสูงไว้บนศีรษะ กำลังแหงนหน้ามองเมฆยามอัสดงที่ขอบฟ้า
พอได้ยินเสียงตะโกน คนผู้นั้นก็หันหน้ามา ใบหน้าเลือดฝาดดูมีชีวิตชีวา งดงามดุจหยกเนื้อดี คนผู้นี้ก็คืออาจารย์หญิงที่ป่วยออดๆ แอดๆ ของนาง
“อาจารย์หญิง ท่านลุกออกมาทำไม?” หยวนเซียงเอ๋อร์เข้าไปกุมมืออาจารย์หญิงเอาไว้ ทั้งรู้สึกตกใจและดีใจ “ท่านหายดีแล้วหรือ?”
นางพยักหน้า ก่อนจะยื่นมือออกมาลูบแก้มของเด็กสาว ฝ่ามือนางทั้งนุ่มนวลและอบอุ่น ต่างจากครั้งก่อนที่เย็นเฉียบ
ถึงแม้ว่าการที่อาจารย์หญิงหายดีอย่างกะทันหันจะเป็นเรื่องน่าประหลาด หยวนเซียงเอ๋อร์ก็ยังรู้สึกดีใจจากใจจริง
“เช่นนั้นก็ดียิ่งนัก อาจารย์รู้หรือไม่? ใช่แล้ว อาจารย์ของข้าเล่า เหตุใดถึงไม่เห็นเขาเลย?”
อาจารย์หญิงเลี่ยงตอบคำถามนี้ นางนั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะคล้องแขนหยวนเซียงเอ๋อร์ลุกขึ้นยืน
“อาจารย์เจ้ามีธุระข้างนอก อีกหลายวันกว่าจะกลับ”
ขณะที่อาจารย์หญิงเอ่ยประโยคนี้ใบหน้าแฝงด้วยรอยยิ้มบางๆ หยวนเซียงเอ๋อร์ก็เลยไม่ทันครุ่นคิดว่าหลายวันที่ว่าอาจจะเป็นสองสามวัน หรืออาจจะเป็นเดือนเป็นปี
บรรดาชาวบ้านในตลาดพอเห็นอวิ๋นเหนียงออกจากบ้านมา ต่างก็พากันแปลกใจ
“ไอ้หยา แม่นางอวิ๋นหายดีแล้วรึ?”
“ท่านอาจารย์จะต้องดีใจมากเป็นแน่”
“แม่นางอวิ๋นจะซื้อผลไม้อะไรบ้าง? แม่นางอย่าลำบากเลย ให้ลูกชายข้าเอาไปส่งให้ท่านก็ได้แล้ว”
อวิ๋นเหนียงตอบรับทีละคน นางในยามนี้คล้ายสตรีชาวบ้านทั่วไปที่โพกผ้าไว้บนศีรษะ แขนคล้องตะกร้า พลางจับจูงลูกศิษย์ตัวน้อยก้มหน้าก้มตาเลือกซื้อของในตลาด
“อาจารย์หญิงจะทำอะไรหรือ?” หยวนเซียงเอ๋อร์ที่ตามอาจารย์หญิงมาเอ่ยขึ้นอย่างไม่เข้าใจ
“ซื้อผักผลไม้ เตรียมมื้อเย็นวันนี้”
“อาจารย์ไม่อยู่บ้าน ส่วนอาจารย์หญิงก็สุขภาพไม่แข็งแรง เรื่องจิปาถะพวกนี้ให้ศิษย์ทำแทนดีกว่า จะให้อาจารย์หญิงลงมือเองได้อย่างไร”
ยามที่อาจารย์ยังอยู่ งานในบ้านเขาล้วนเป็นคนจัดการหลายปีมานี้หยวนเซียงเอ๋อร์ได้ใช้ชีวิตเป็นเด็กที่ไร้ความกังวลต่อสิ่งใดอย่างแท้จริง และนางก็ชอบความรู้สึกที่ถูกรักถูกเอ็นดูเช่นนี้ด้วย