เย่เจินไม่รู้ว่าเขาเจอกับนักเลงโรงเรียนการต่อสู้เข้าให้แล้ว เขาแค่รู้สึกสงสัย จ้องนายหัวไม้กวาดคนนั้นอยู่หลายหน คิดว่าท้ายทอยเจ้าหมอนี่มีขี้กลากเหรอไง ถึงได้โกนผมเกลี้ยงขนาดนี้?
นายหัวไม้กวาดอารมณ์ขุ่นขึ้นมาทันที “เฮ้! ถามแกอยู่นะ! แกจ้องฉันทำไมวะ!” พูดพลางยื่นมือผลักเย่เจินจนเซ
ถนนยามเที่ยงไม่ค่อยมีคน ต่อให้มี ก็พากันก้มหัวห่อไหล่รีบเดินผ่านไป
ทว่าเย่เจินไม่รู้สึกถึงอันตราย ตอบอย่างซื่อสัตย์ “ฉันเดินเล่นไปเรื่อยน่ะ ตอนแรกอยากเข้าไปดูในโรงฝึก แต่เข้าไม่ได้ เลยออกมา”
พวกนักเลงหัวเราะฮ่าๆ “อยากเข้าไปดูในโรงฝึก”
“ที่นี่ใช่ที่ที่แกอยากเข้าก็เข้าได้ตามใจเรอะ”
“ฮ่าๆๆ...”
เสียงหัวเราะนี้ชวนให้เย่เจินเกิดความรู้สึกมุ่งร้ายตามสัญชาตญาณ เขาผลักนายหัวไม้กวาดออก
“ฉันไปละ”
นายหัวไม้กวาดรีบคว้าตัวเขาไว้ “ให้ฉันดูหน่อย เฮอะ... นี่มันชุดนักเรียนของโรงเรียนมัธยมถนนถัดไป เด็กรวยนี่หว่า!”
พวกนักเลงหัวเราะขึ้นมาอย่างมาดร้าย
“ดูหน้าลูกคุณหนูนี่สิ อย่าเพิ่งตกใจหนี! เอาเงินมายืมใช้ก่อนเร็ว” นายหัวไม้กวาดยื่นมือไปล้วงกระเป๋าของเย่เจิน ไม่เจอกระเป๋าเงิน มีแต่ธนบัตรใบห้าสิบหยวน “เฮอะ! มีแค่นี้เหรอวะ”
เขายื่นมือไปผลักเย่เจินทันที “มีอีกไหม เอาออกมาให้หมด!”
ใครจะไปรู้ว่าครั้งนี้เย่เจินไม่ได้ถูกผลักง่ายๆ มือของอีกฝ่ายยังไม่ทันแตะโดนปลายเสื้อของเขา เย่เจินก็สะบัดมือเบาๆ พริบตานั้นมือของนายหัวไม้กวาดก็ถูกปัดไปด้านข้าง
นายหัวไม้กวาดสะดุ้งตกใจ รู้สึกว่ามือของตัวเองผลักไปโดนความว่างเปล่า เขาโมโหทันที ซัดหมัดหนึ่งเข้าให้ “ไอ้เด็กเน่าแกหัดเจียมตัวหน่อย! อยู่ดีไม่ว่าดี!”
เย่เจินขมวดคิ้ว ยกมือขวาสกัดหมัดไว้บนฝ่ามืออย่างง่ายดาย มือซ้ายสองนิ้วประสานเหมือนดาบ กดลงบนแขนนายหัวไม้กวาดอย่างฉับไว
“อ๊าก!” นายหัวไม้กวาดร้องลั่น รู้สึกว่าร่างกายครึ่งซีกชาเหมือนถูกกระแสไฟฟ้าไหลผ่านจากไหล่จรดฝ่าเท้า อยากลุกแต่ทรงตัวไม่ขึ้น ร่วงหมอบราบพื้นเสียงดังตุบ!
พวกนักเลงเห็นท่าไม่ดี รีบกรูกันเข้ามาทันที “แม่งเอ๊ย แกทำอะไรวะ!”
“จับมันไว้ จับมันไว้!”
“โคตรบ้า! แกกล้าหาเรื่องกับพวกฉันเรอะ!”
“ต่อยมันให้ตายเลย!”
เสียงคำรามลั่นดังขึ้น เย่เจินถอยหลังครึ่งก้าวท่ามกลางกลุ่มคนที่กรูเข้ามา จิ้มนิ้วชี้สองข้างลงบนแก้มของหนุ่มสองคน สองคนนั้นพลันร้องโหยหวนกลิ้งล้มลงบนพื้น เอามือทาบแก้มพูดไม่ออก
จากนั้นเย่เจินก็ยืนขาเดียว หมุนตัวถีบลูกเตะกวาดคนที่สามจนถอยครืดออกไปหลายก้าว
ที่เหลืออีกสามคนพากันตกใจหน้าถอดสี ในโรงเรียนแก๊งพวกเขาถือว่ามีฝีมืออันดับต้นๆ ใครจะรู้ว่าพอประฝีมือกับเด็กหนุ่มคนนี้ เพิ่งจะเริ่มลงมือ ฝ่ายตนกลับร่วงไปสี่คนในพริบตา!
“เวรเอ๊ย!” คนย้อมผมเหลืองทนไม่ไหว ลอยตัวถีบกำแพงสองก้าวแล้วพลิกร่างกลางอากาศเตะเข้าที่แผ่นหลังเย่เจิน ทว่าเย่เจินเหมือนมีตาหลัง พลิกมือตบเข้าที่น่องนายหัวเหลืองโดยไม่ต้องมอง!
นายหัวเหลืองแผดเสียงลั่นปานจะขาดใจตาย กุมน่องนอนกลิ้งบนพื้น เสียงร้องนั้นเหมือนกระดูกขาถูกทุบละเอียด
สองคนสุดท้ายสบตากัน กลัวจนสั่นสะท้านไปทั้งตัว เย่เจินถาม “ยังจะสู้ไหม?”
ทั้งสองไม่กล้าตอบ เย่เจินถามขึ้นอีกครั้ง “ยังจะสู้อีกไหม?”
“...”
เย่เจินก้มหยิบเงินห้าสิบหยวนที่นายหัวไม้กวาดทำตกบนพื้น ยัดใส่เข้าในกระเป๋า ยกเท้าเดินข้ามร่างที่กำลังชักของนายหัวเหลืองก้าวต่อไปข้างหน้า
จังหวะที่เขาเดินเฉียดไหล่ สองคนนั้นก็สบสายตากัน พลันพุ่งมาจับทั้งสองมือของเย่เจินพร้อมกัน!
เสียงดังผัวะก้องขึ้นสองที
เย่เจินจับข้อมือของทั้งสองไว้ด้วยมือละข้างโดยไม่ต้องมองด้วยซ้ำ จากนั้นก็เหวี่ยงไปข้างหน้าอย่างสบายๆ เหมือนโยนกระเป๋า!
คนตัวใหญ่ทั้งสองถูกเขาโยนกระเด็นออกไปในพริบตาหลังจากเสียงร่วงลงพื้นดังตุบ พวกเขาก็ไม่กล้าร้องครวญสักแอะพากันตะกายขึ้นมาวิ่งเตลิดไม่คิดชีวิต หนึ่งในนั้นยังล้มลุกคลุกคลานติดต่อกันหลายครั้ง
เย่เจินเหลียวมองแผ่นหลังของนักเลงเหล่านั้นแล้วส่ายหน้าอย่างเสียดาย
โรงฝึกศิลปะป้องกันตัวใหญ่โตขนาดนี้ ลูกศิษย์กลับไม่ได้เรื่อง ต้องไม่ใช่โรงฝึกดีเด่นอะไร มิน่าหลงจี้เวยถึงไม่ส่งตนเข้าเรียน การตัดสินใจของหลงจี้เวยถูกต้องจริงๆ!
เย่เจินผ่อนลมหายใจด้วยความเสียดาย คิดว่าสมัยนี้ยอดฝีมือศิลปะการต่อสู้น้อยนิดเหลือเกิน โรงฝึกตั้งใหญ่โต คนฝึกกลับด้อยคุณภาพ ไม่มียอดฝีมือเก่งๆ เลยสักคน
ช่วงเวลาเดียวกัน
โรงฝึกศิลปะป้องกันตัวอีกแห่งในเขตเหลียวหนิงก็มีแขกไม่ได้รับเชิญโผล่มากลุ่มหนึ่ง
ลูกศิษย์โรงฝึกไท่เฟิงเพิ่งจะเปิดประตูในช่วงบ่าย ก็เห็นกลุ่มผู้ชายในชุดเครื่องแบบคาราเต้ยืนเรียงแถวอยู่นอกประตู ทุกคนล้วนมีรูปร่างสูงใหญ่เมื่อยืนรวมกันก็เหมือนภูเขาลูกหนึ่ง ชวนให้ผู้ที่เห็นอกสั่นขวัญแขวน
หัวหน้าโรงฝึกรีบถลันออกมา ยังไม่ทันเอ่ยปากถาม ผู้ช่วยคนหนึ่งก็ยื่นนามบัตรให้อย่างสุภาพ “สวัสดีครับอาจารย์ใหญ่จ้าว ผมคือผู้ช่วยโอฮาระ จินชุน จากตระกูลคุโรซาว่าในญี่ปุ่น ผมมาเพื่อรบกวนสอบถามสักหน่อยว่าในบรรดาลูกศิษย์ของโรงฝึกคุณ มีคนลักษณะแบบนี้บ้างหรือไม่ครับ”
ทันทีที่ผู้ช่วยส่งสายตาก็มีคนคลี่ม้วนกระดาษออก บนภาพเป็นเด็กหนุ่มผอมแห้งอายุสิบห้าสิบหก แววตาหลุบต่ำ เครื่องหน้าหล่อเหลา โครงหน้าแข็งกระด้าง
อาจารย์ใหญ่จ้าวคิดอยู่นาน ถามอย่างสงสัย “เอ่อ... ผมจำไม่ได้ ไม่ทราบว่าคุณมีเรื่องอะไรหรือครับ”
ผู้ช่วยแอบมองสีหน้าคุโรซาว่า
คุโรซาว่า เซน สวมชุดสูทยืนอยู่ข้างประตูรถจากระยะไกล สีหน้าเคร่งขรึมไม่ปรากฏอารมณ์ใดๆ
ผู้ช่วยถอนหายใจพลางเก็บม้วนกระดาษ กล่าวว่า “ขอโทษที่มารบกวน ต้องขออภัยจริงๆ อาจารย์ของโรงฝึกคุณฝีมือยอดเยี่ยม ลูกศิษย์ในสำนักมีมากมาย กระผมได้ยินชื่อเสียงมานานแล้ว ไม่คิดเลยว่าจะได้มีโอกาสเจอ”
ในที่สุดอาจารย์ใหญ่จ้าวก็เข้าใจความหมายของอีกฝ่าย “ไม่ทราบต้องการคำชี้แนะอะไรหรือเปล่า”
ผู้ช่วยโบกมือ นักคาราเต้สายดำสิบกว่าคนก้าวมาข้างหน้าอย่างพร้อมเพรียง
เห็นเพียงผู้ช่วยยิ้มตอบ “อย่างนั้นก็รบกวนโรงฝึกของคุณชี้แนะด้วย!”
ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ประตูบานใหญ่ของโรงฝึกก็เปิดออกอีกครั้ง
คุโรซาว่าเดินนำหน้าสุด แขนเสื้อเชิ้ตม้วนขึ้นถึงศอก เผยให้เห็นท่อนแขนที่มีกล้ามเนื้อสีคล้ำเป็นมัดๆ ผู้ช่วยเดินตามอยู่ข้างหลัง ในมือถือเสื้อสูทราคาแพงของเขา
ยอดฝีมือคาราเต้สิบกว่าคนยืนเรียงแถว ฝีเท้าก้าวเป็นระเบียบ สีหน้าไร้ความรู้สึก
โอฮาระ จินชุน ยิ้มเอ่ย “ภายใต้ชื่อเสียงโด่งดัง ความสามารถกลับมีไม่เท่า* ในที่สุดผมก็เข้าใจความหมายประโยคนี้สักที บอกว่าเป็นโรงฝึกศิลปะป้องกันตัวชื่อดัง กลับเทียบเด็กของพวกเราไม่ได้ สถานที่แบบนี้ ดูท่าคงอบรมยอดฝีมือที่เกือบฆ่าคุณโตโกออกมาไม่ได้แน่นอนครับท่าน”
คุโรซาว่า เซน กล่าวขึ้น “นายควรเรียนรู้อีกประโยคของจีนไว้ด้วย ‘ความประมาทเป็นบ่อเกิดหายนะ’”
โอฮาระ จินชุน รีบก้มหน้ารับคำ
คุโรซาว่ากล่าวเสียงเรียบ “อย่าประมาท เกิดเจอเทพอำมหิตคนนั้นขึ้นมาจริงๆ ฝีมือพวกนายยังไม่พอให้เขาเคี้ยวเล่นเลยด้วยซ้ำ”
ยอดฝีมือคาราเต้สิบกว่าคนที่อยู่ข้างหลังพากันก้มหน้ากล่าวอย่างเคารพนอบน้อม “ขออภัยอย่างสูงครับท่าน!”
คุโรซาว่าไม่สนใจ กล่าวต่อว่า “ต่อไปให้เริ่มจากตรงจุดนี้ สำรวจตรวจตราพื้นที่บริเวณนี้ทั้งหมด ต่อให้เป็นเพียงเบาะแสเล็กน้อยก็ไม่ปล่อยผ่าน จนกว่าจะพบร่องรอยของเด็กหนุ่มคนนั้น”
เขายื่นมือไปเปิดประตูรถ ลูกน้องยืนอยู่ข้างหลัง ต่างพากันโค้งคำนับเก้าสิบองศา
“ครับท่าน!”
ทุกเช้าเฉวียนหลินจะเป็นคนส่งลูกชายไปโรงเรียน
หลงจี้เวยจึงมีหน้าที่มารับลูกตอนเย็นหลังเลิกเรียน จากนั้นทั้งสองก็จะแวะหาอะไรกินก่อนกลับ ซึ่งเฉวียนหลินมักจะนั่งดูซีรีส์อยู่ที่บ้านฆ่าเวลาไปซะส่วนใหญ่
เป็นแบบนี้ไปสองสัปดาห์ ในที่สุดเย่เจินก็พบปัญหา “แม่ครับ! ทำไมลุงเฉวียนถึงไม่เคยกินข้าวกับพวกเราเลยล่ะ?”
เฉวียนหลินเอ่ย “ให้เรียกว่าพ่อไงเย่สือซัน! ฉันกินแม่นายไปตอนกลางคืนแล้วน่ะ... โอ๊ย!”
หลงจี้เวยดึงกำปั้นกลับอย่างสงบพลางตอบ “เขาไม่กินอาหารที่พวกเรากินหรอก”
เฉวียนหลินนั่งร้องโอดครวญอยู่บนโซฟา เย่เจินหรี่ตามองพิจารณาเขา ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกว่าคนคนนี้ไม่ปกติ
นี่เป็นสัญชาตญาณของผู้ฝึกศิลปะการต่อสู้ แม้ว่าเขาจะไม่รู้ซึ่งภูมิหลังของเฉวียนหลิน แต่ก็สัมผัสได้ว่าชายคนนี้ไม่ธรรมดา ไม่เหมือนกับผู้คนทั่วไป
เฉวียนหลินพูดอย่างโมโห “เย่สือซัน จะมองอะไรกันนักหนา การบ้านของนายน่ะทำไมยังไม่เขียนเลยสักตัว ครูคอมเมนต์มาแย่มากเลยนะ รู้ไหม? ยังไม่รีบมาขอให้พ่อสุดที่รักคนนี้ช่วยสอนทำการบ้านวิชาคณิตอีก!”
เย่เจินแนบชิดข้างกายหลงจี้เวยราวกับลูกเป็ดน้อยที่อิงแอบอยู่หลังแม่เป็ด เอ่ยออกมาอย่างไม่ไยดี “ไม่ต้องหรอกครับ ขอบคุณลุงมาก พรุ่งนี้เช้าเดี๋ยวก็มีเพื่อนช่วยเขียนการบ้านให้ผมเอง”
เฉวียนหลินถามอย่างสงสัย “มีเพื่อนที่ดีขนาดนี้ด้วยเหรอ?”
หลงจี้เวยกล่าวออกมาอย่างเย็นชา “นายควรจะสนใจประเด็นที่ไอ้เด็กนี่ให้เพื่อนช่วยทำการบ้านให้มากกว่าหรือเปล่า?”
“ไม่ๆๆ ที่รัก ฉันคิดมาตลอดว่าคณิตศาสตร์ทำลายธรรมชาติความเป็นเด็กของมนุษย์ ฉันดีใจมากที่มีคนยินดีจะไปตายแทนลูกชายของเราน่ะ ว่าแต่ลูกชาย นายไปหาเพื่อนนักเรียนที่ดีขนาดนี้มาจากไหน?”
“ไม่รู้สิครับ” เย่เจินตอบอย่างไร้เดียงสา “ตอนแรกเป็นเว่ยกู่ แต่เขาไม่ค่อยเต็มใจ...”
“ไม่เต็มใจแล้วยังจะช่วยนายเขียนอีกเนี่ยนะ?”
เย่เจินตอบ “ก็ต่อยจนเต็มใจสิ”
เฉวียนหลิน “...”
หลงจี้เวย “...”