ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

สาดแสงส่องหล้า 提灯照河山

ผู้แต่ง Huai Shang
ผู้แปล Hongsamut
ประเภท นิยายจีน
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
ร้านค้าออนไลน์ แบบเล่ม fictionlog readawrite

ในปี 1894 ยุคราชวงศ์ชิง โศกนาฏกรรมหนึ่งที่ชาวจีนลืมไม่ลง คือเหตุการณ์ทหารญี่ปุ่นบุกฆ่าชาวจีนที่เมืองหลู่ซุ่น มีผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์นั้นเพียงคนเดียว เป็นเด็กชายคนหนึ่ง... 112 ปีให้หลัง เจ้ากังฟูนิรนามคนหนึ่งก้าวขึ้นสนามประลอง ท้าชิงทุกผู้ ทุกนาม แบบไม่ไว้หน้า ไม่มีใครรู้ที่มาที่ไปของเขา มีเพียงตัวเขาที่รู้ว่า... เส้นทางแก้แค้นที่แสนจะโดดเดี่ยวนี้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

บทนำ

ในปี 1894 ยุคราชวงศ์ชิง
โศกนาฏกรรมหนึ่งที่ชาวจีนลืมไม่ลง คือเหตุการณ์ทหารญี่ปุ่นบุกฆ่าชาวจีนที่เมืองหลู่ซุ่น
มีผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์นั้นเพียงคนเดียว
เป็นเด็กชายคนหนึ่ง...

112 ปีให้หลัง
เจ้ากังฟูนิรนามคนหนึ่งก้าวขึ้นสนามประลอง
ท้าชิงทุกผู้ ทุกนาม แบบไม่ไว้หน้า
ไม่มีใครรู้ที่มาที่ไปของเขา
มีเพียงตัวเขาที่รู้ว่า... เส้นทางแก้แค้นที่แสนจะโดดเดี่ยวนี้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

-----

จากใจบรรณาธิการ
สวัสดีค่ะ

“สาดแสงส่องหล้า” เรื่องนี้ของห้องสมุดเป็นงาน BL สองเล่มจบแบบหนาๆ จากปลายปากกาของคุณ Huai Shang ผลงานของคุณ Huai Shang ที่ทางห้องสมุดนำมาแปล ซึ่งมีด้วยกันอยู่ 2 เรื่องคือ ‘สาดแสงส่องหล้า’ คู่ของคุโรซาว่า— เย่เจิน กับ ‘ยกไฟส่องดาบ’ คู่ของคุณวิศวกรฉู่กับหานเยว่ ซึ่งก็เป็นอีกคู่ที่มาแจมในเล่มนี้

สไตล์การแปลของทั้งสองเล่มจะใช้ศัพท์ค่อนข้างวัยรุ่น เพื่อให้เข้ากับบริบทการหยอกล้อของตัวเอกและผองเพื่อน เนื้อเรื่องออกแนวแฟนตาซีเล็กน้อย เพราะนายเอกของเราเป็นเด็กจีนในยุคสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่หนีตายแล้วหลุดลงมาในอีกห้วงมิติเวลา ซึ่งก็คือปัจจุบัน แต่ความคับแค้นใจยังคงอยู่ทำให้เขาเดินหน้าฆ่าล้างคนญี่ปุ่นเพื่อเอาคืนให้ญาติพี่น้อง

ส่วนพระเอกของเรา ไม่ใช่ใครอื่น เป็นหนึ่งในคนญี่ปุ่นเป้าหมายนั่นเอง!

ห้องสมุดทำงานอย่างหนักกับเล่มนี้ เนื้อหาในเล่มมีการรวบรวมตอนพิเศษต่างๆ ที่คุณหวายซ่างเขียนมอบให้กลุ่มแฟนคลับบ้าง ลงเนื่องในโอกาสสำคัญต่างๆ บ้าง จึงนับว่าเป็นเวอร์ชันตีพิมพ์ที่ครบถ้วนและมีเนื้อหาค่อนข้างรุนแรง เน้นความสะใจ เนื่องจากห้องสมุดไม่ได้ตัดทอนส่วนใดออกไป จึงขอให้ผู้อ่านมีวิจารณญาณในการรับสื่อและอ่านเพื่อความสนุกสนานเท่านั้นค่ะ

**เรามี special gift เป็นงานแฮนด์เมดมอบให้กับรีวิวน่ารักๆของนักอ่านสายอีบุค ซึ่งพิเศษไม่แพ้สายหนังสือ ใครได้ “reply” ตอบกลับจากทีมงานใต้รีวิวของท่าน ติดต่อรอรับที่กล่องข้อความ fb: Hongsamut ได้เลยจ้ะ**

ทีมงานห้องสมุด


---------------------------------------



TRIGGER WARNING:

AGE GAP มีความแตกต่างด้านอายุ

BLOOD มีเลือด

MURDER มีการฆ่าฟัน

TORTURE มีการทรมาน

VIOLENCE มีการใช้ความรุนแรง

RACISM มีการเหยียดเชื้อชาติ

UNDERAGE มีบรรยายถึงความสัมพันธ์ทางเพศของตัวละครที่อายุต่ำกว่า 18 ปี

SUPERNATURAL มีพลังเหนือธรรมชาติ

สารบัญ

1.ขออภัยครับ!

          ในต้นฤดูหนาวปี 2006 ณ มณฑลเหลียวหนิง เมืองต้าเหลียนของจีน

          ม่านราตรีค่อยๆ โรยตัว บนท้องถนนใหญ่การจราจรพลุกพล่านผู้คนสัญจรกันขวักไขว่ แห่แหนกันไม่มีที่สิ้นสุด บริเวณหน้าประตูทางเข้าบาร์แห่งหนึ่ง ใกล้ๆ กับถนนย่านการค้าใจกลางเมืองรถบีเอ็มดับเบิลยูสีดำเงาวับหลายคันจอดเรียงกัน เจ้าของบาร์ที่รอคอยมานานรีบก้าวขึ้นมาต้อนรับ

          “คุณโตโก! ในที่สุดคุณก็มาถึง อากาศหนาวเหลือเกินรีบเข้าไปข้างในกันเถอะ ตอนนี้พวกเรารอคุณอยู่คนเดียว”

          เจ้าของยิ้มหน้าชื่นตาบาน ชายหนุ่มชาวญี่ปุ่นที่ก้าวลงจากรถพยักหน้ารับรู้ ก่อนเอ่ยถามเป็นภาษาจีนสำเนียงแปร่ง “คุณชายยามาจิล่ะ”

          “อ้อ การแข่งขันใกล้จะเริ่มแล้ว คุณชายยามาจินั่งอยู่ข้างในแล้วละครับ คุณชายให้ผมออกมารอรับคุณ”

          โตโก เคียวตันสาวเท้าฉับๆ เดินเข้าไปที่ประตูบาร์บานใหญ่ เจ้าของบาร์ลูบมือพลางเดินตามอยู่ข้างหลัง บอดี้การ์ดชาวญี่ปุ่นหลายคนสวมสูทสีดำสีเดียวกัน ปิดประตูรถก่อนเดินเรียงแถวตามกันเข้าไป  

          ประตูแก้วคริสตัลแบบหมุนบานสูงใหญ่ปิดลงอีกครั้ง ผ่านไปสิบกว่าวินาที เด็กหนุ่มผอมสูงท่าทางเหมือนนักเรียนมัธยมต้นคนหนึ่งชะโงกหน้าออกจากมุมถนน ทอดมองออกไปหลายครั้ง ค่อยๆ เดิน
เข้ามา

          อากาศหนาวแต่เด็กหนุ่มคนนั้นกลับสวมเพียงเสื้อเชิ้ตขาวแจ็กเกตดำ กางเกงยีน และรองเท้าผ้าใบสีขาวที่ขาดเป็นรูแต่สะอาดเอี่ยม ราวกับเขาไม่รู้สึกถึงความหนาวเย็น เขาเดินโซซัดโซเซมาถึงหน้าประตูบาร์แล้วก้มหน้ามองป้ายทะเบียนรถบีเอ็มดับเบิลยู หลังจากยืนยันจนแน่ใจอีกครั้งจึงยื่นมือออกไปผลักเปิดประตูบาร์บานใหญ่

          พี่พนักงานต้อนรับเงยหน้าขึ้นมาจากโต๊ะ ยิ้มพลางเอ่ยถามด้วยความเคยชิน “มากี่ท่านคะ”

          ถามพลางมองการแต่งตัวมอซอของเด็กหนุ่ม อดนึกประหลาดใจไม่ได้

          “คนเดียวครับ” เด็กหนุ่มเหลียวซ้ายแลขวา สายตามองย้อนกลับมาที่ใบหน้าหญิงสาว ระบายยิ้มเล็กน้อย ท่าทางเก้ๆ กังๆ

          เด็กหนุ่มคนนี้รูปร่างผอมบาง สีหน้าซีดขาว มองแวบแรกคล้ายคนขาดสารอาหารแต่โครงหน้าของเขากลับดึงดูดใจผู้หญิงเป็นอย่างมาก เขามีรอยยิ้มที่ชวนให้คนมองใจเต้นไม่เป็นส่ำ พนักงานต้อนรับใจเต้นผิดจังหวะ “คุุณนัดใครไว้ หรือว่า...”

          เด็กหนุ่มตัดบทเธออย่างสุภาพ “ขอโทษนะครับ เมื่อกี้คนญี่ปุ่นพวกนั้นไปทางไหน”

          “อ้อ ฟลอร์แดนซ์ใต้ดินชั้นแรกค่ะ... เดี๋ยวนะ คุณมาหาคนเหรอคะ”

          เด็กหนุ่มตอบ “ครับ ผมนัดกับพวกเขาไว้”

          พนักงานต้อนรับยังไม่ทันพูดต่อ เด็กหนุ่มก็โบกมือลาแล้วเดินแหวกฝูงชนที่โยกกายตามแสงสีเข้าไปอย่างรวดเร็ว 

 

          ขณะเดียวกัน ณ ฟลอร์ใต้ดินชั้นแรกของบาร์

          ไฟบริเวณจุดนั่งชมดับลง หน้าจอขนาดใหญ่บนสังเวียนแสดงสถิติแพ้ชนะของนักมวยทั้งคู่ รอบบริเวณมีแต่เสียงโห่ร้องและปรบมือเกรียวกราว บรรยากาศพีคถึงขีดสุด 

          เจ้าของบาร์นำกลุ่มของโตโก เคียวตันมาถึงโต๊ะวีไอพีด้วยตัวเอง โค้งคำนับเก้าสิบองศาให้กับชายหนุ่มคนที่นั่งอยู่ด้านหน้า “คุณชายยามาจิ”    

          ยามาจิ ซู ขยี้ก้นบุหรี่แล้วกล่าวอย่างร่าเริง “โตโกซังมาแล้วเหรอ การแข่งขันเริ่มไปแล้วนะ” กล่าวพลางส่งสัญญาณให้อีกฝ่ายนั่ง 

          โตโกกล่าวขอบคุณพร้อมนั่งลงบนที่นั่งวีไอพีซึ่งหันหน้าเข้าหาเวที พูดขึ้นว่า “ผมเสียเวลาในโรงพยาบาลซะนาน แต่เรื่องที่มัตสึชิม่าถูกทำร้ายยังไม่มีความคืบหน้า...”

          “สืบข่าวอะไรได้บ้างแล้ว”

          “อืม... ครับ ฟังจากรายงานของตำรวจจีน มัตสึชิม่าจำลักษณะคนร้ายไม่ได้เลย” 

          ยามาจิ ซู ขยับตัวเล็กน้อย ขมวดคิ้วแล้วเปรยว่า “เป็นไปได้ยังไง เผชิญหน้ากันในระยะประชิดเลยนะ...” 

          “ครับ แต่ตอนนั้นตลาดกลางคืนไฟไม่ได้สว่างมาก คนก็เยอะ แถมมัตสึชิม่ายังดื่มหนัก... เขาจำได้แค่ว่ามีคนเบียดข้างลำตัวแล้วเดินชนไหล่ ตามด้วยความรู้สึกเจ็บบริเวณอกซ้าย ส่วนเรื่องอื่นๆ ก็
นึกไม่ออกแล้ว”   

          “แล้วหมอว่ายังไง”

          “อ้อ หน้าอกฝั่งซ้ายของมัตสึชิม่ามีแผลกดลึกอยู่ห้าจุด ลักษณะคล้ายนิ้วมือทั้งห้าทะลวงเข้าไปในกล้ามเนื้อ กระดูกซี่โครงมีรอยแตกร้าว หากไม่ใช่เพราะมัตสึชิม่ามีฝีมือการต่อสู้เป็นเลิศ ปัดป้องได้ทันท่วงที หัวใจของเขาก็คงจะ...”  

          ยามาจิ ซู แค่นหัวเราะ “ฝีมือต่อสู้เป็นเลิศจะถูกคนควักหัวใจซึ่งหน้าได้ยังไง!?” 

          โตโกรีบลุกขึ้นโค้งคำนับ “ขออภัยครับ!”

          “เอาเถอะ” ยามาจิ ซู โบกมือ “ยอดฝีมือที่แม้แต่มัตสึชิม่ายังต้านไม่ไหว ถ้ามีโอกาสฉันก็อยากประมือกับเขาสักหน่อย...”

          แสงบิดเบี้ยวบนสังเวียนส่องกระทบใบหน้าผู้พูด สีหน้าเย็นชามืดทะมึนเป็นพิเศษ สายตาคู่นั้นชวนให้ผู้คนสั่นสะท้านทั้งที่ไม่ได้หนาว 

          เวลานั้นเอง เสียงดังติ๊งลอยมาจากบนสังเวียน ผู้เล่นฝ่ายน้ำเงินถีบฝ่ายแดงลอยห่างออกมาสองเมตรในคราวเดียว! น้ำหนักของแรงถีบอย่างน้อยคงประมาณสี่ร้อยกิโลกรัม เสียงเป่านกหวีดดังลั่น ผู้ตัดสินรีบถลาเข้าไปหมอบข้างผู้เล่นฝ่ายแดง แล้วเริ่มนับถอยหลัง

          “สิบ เก้า แปด เจ็ด... สาม สอง หนึ่ง!”

          ผู้ชมโห่เชียร์กระหึ่ม นักพนันที่แทงฝ่ายน้ำเงินชนะกระโดดโลดเต้นอย่างสะใจ

          “หลังผ่านศึกหนักสามนาทีห้าสิบแปดวิ นักมวยฝ่ายน้ำเงิน ‘แทรกเตอร์บดดิน’ ของพวกเราก็ใช้ลูกถีบเอาชนะคู่ต่อสู้ นับเป็นนักมวยที่ได้รับชัยชนะติดต่อกันเป็นครั้งที่สี่สิบของการเป็นนักชกอาชีพ! ชนะติดกันถึงสี่สิบครั้งครับท่านผู้ชม!”

          ท่ามกลางเสียงตะโกนและโห่ร้อง เสียงของพิธีกรเองก็เรียกได้ว่าแหบแห้งไปตามๆ กัน “จนถึงตอนนี้ แทรกเตอร์บดดินกวาดล้างนักมวยท้องถิ่นสิบอันดับแรกเหมือนกับผ่าลำไผ่ในคราวเดียว! ผมอยากให้ทุกท่านได้ย้อนดูการเคลื่อนไหวอันยอดเยี่ยมของเขาบนหน้าจอใหญ่อีกครั้งนะครับ!”    

          บาร์แห่งนี้เปิดกิจการผับบาร์และดิสโคเทคบังหน้า แต่ความจริงแล้วเป็นค่ายมวยตลาดมืดที่ใหญ่ที่สุดในท้องถิ่น ทุกอาทิตย์จะมีหนึ่งถึงสองคืนที่ผู้จัดการของนักมวยใต้ดินจะพานักมวยของตนเข้ามาลองของ บรรดานักพนันก็ลอยตามลมมาเพื่อแสวงหาความร่ำรวย มองหาความคึกคะนองจากเลือดสดๆ และการใช้ความรุนแรง 

          แน่นอนว่าเปิดร้านแบบนี้ในใจกลางเมืองได้ ย่อมต้องทำเงินได้จากธุรกิจทั้งสีขาวและสีดำ เจ้าของที่นี่มีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจทั้งขาวและดำในท้องถิ่น ขนาดลามไปถึงแวดวงข้าราชการ นับว่ามีชื่อเสียงอย่างมากในพื้นที่ 

          และเพราะแบบนี้ คุณชายรองยามาจิ ซู แห่งกลุ่มบริษัทการลงทุนยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นจึงได้ยินชื่อเสียงวงการมวยตลาดมืดของท้องถิ่นนี้ตั้งแต่ตอนแรกๆ ที่มาถึง  

          โตโกฟังเสียงดังกระหึ่มบนสังเวียนแล้วตั้งท่าขยับตัวยามาจิ ซู สังเกตเห็นทุกอิริยาบถในสายตา จึงกล่าวด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ “นายก็อยากขึ้นไปเล่นสนุกด้วยเหรอ โตโกซัง”

          โตโกตอบยิ้มๆ “เปล่าครับ ผมได้รับคำสั่งให้มาคุ้มกันคุณชายรอง มีหรือจะกล้า...”

          “ผ่อนคลายบ้างเป็นครั้งคราวก็ได้นี่! ในความคิดของนายฝีไม้ลายมือของฝ่ายน้ำเงินนั่นพอจะเทียบนายได้ไหม” 

          โตโกรีบพูดขึ้นมาทันควัน “เขาจะมาเทียบกับผมได้ยังไง!” 

          “ว่าแล้วเชียว” ยามาจิ ซู โบกมือแล้วพูดอย่างสบายใจ “งั้นก็รีบไป รีบกลับแล้วกัน”

          เจ้าของบาร์นั่งอยู่ข้างๆ พอได้ยินแบบนั้นก็อดเหลือบมองโตโก เคียวตัน ปราดหนึ่งไม่ได้ ชายญี่ปุ่นคนนี้มองแล้วหน่วยก้านไม่เลว แต่ถ้าพูดกันถึงรูปร่าง ยังไงก็เทียบกับนักมวยมืออาชีพที่กล้ามเนื้อแน่นเป็นมัดๆ ไม่ได้ ทำไมถึงมั่นใจจนกล้าตะโกนว่า ‘เขาจะมาเทียบกับผมได้ยังไง!’  โดยไม่ลังเลสักนิด

          โตโกจัดระเบียบปกเสื้อ ถอดเสื้อสูทออก ปรายตามองต่ำพร้อมกับสั่งเจ้าของบาร์ “รบกวนจัดตารางให้ฉันสู้กับนักมวยคนนั้นสักหนึ่งยก”

          เจ้าของบาร์คิดปฏิเสธในทีแรก “แบบนี้คงไม่ดีมั้งครับ คุณโตโกเป็นแขกผู้มีเกียรติ แถมบนสังเวียนนั่นก็เตะต่อยไม่เลือกหน้าเกรงว่า...”

          โตโกระเบิดหัวเราะพร้อมพูดขึ้น “ไม่เป็นไร! ถ้าฉันแพ้ ฉันจะให้รางวัลเขาห้าหมื่น... เอางี้... หนึ่งแสนไปเลย! แต่ถ้าฉันชนะ ฉันจะจัดการคนแพ้ยังไงก็ได้ นายว่ายังไงล่ะ”

          บอดี้การ์ดชาวญี่ปุ่นหลายคนพากันหัวเราะผสมโรง เห็นได้ชัดว่าพวกเขามั่นใจในตัวคนที่ชื่อโตโกอย่างเต็มเปี่ยม

          เจ้าของบาร์ลังเลครู่หนึ่ง แอบบ่นในใจว่าชายญี่ปุ่นคนนี้ก็ไม่ได้พิเศษที่ตรงไหน ถ้าต่อยชนะก็จะได้เงินรางวัลตั้งหนึ่งแสนหยวนถือเป็นโชคดีของนักมวยเลยเชียว อีกอย่าง ต่อให้แพ้ก็ไม่เห็นเป็นไร ถึงบอกว่าจะจัดการคนแพ้ตามแต่ใจตน แล้วมันจะยังไงล่ะ อย่างมากก็แค่ถูกซ้อมยกเดียว ดีลนี้นับว่าเจ๋ง

          เจ้าของบาร์กวักมือเรียกพนักงานเสิร์ฟคนหนึ่ง สั่งสองสามประโยค ถึงตอนท้ายก็กระซิบเสียงเบาว่า “บอกแทรกเตอร์บดดินว่าอย่าลงมือโหดเกินไปนัก คุณโตโกเป็นถึงแขกผู้มีเกียรติ มาเพื่อลงทุนสร้างห้างสรรพสินค้าใหญ่ในเมืองเรา! ตอนที่เขาลงจากเครื่องถึงขั้นมีคนมาต้อนรับที่สนามบินเชียวนะ!”  

          พนักงานเสิร์ฟพยักหน้า รับคำสั่งก่อนเดินออกไป

          แทรกเตอร์บดดินถูกผู้จัดการนำตัวมาพักดื่มน้ำอยู่หลังเวที พอได้ยินข่าวนี้ก็ตะลึงไปพักหนึ่ง ก่อนหน้านี้เขาก็เคยถูกผู้เข้าชมท้าต่อย แต่ส่วนใหญ่เป็นเพื่อนร่วมอาชีพ ไม่ก็เป็นครูฝึกในสถาบันศิลปะการต่อสู้ ไม่ยักเคยได้ยินว่าจะมีใครที่เข้าชมเพียงแค่แมตช์เดียวแล้วอยากกระโจนลงสนามมาท้าประลองกับเขา 

          สิ่งที่เรียกว่ามวยตลาดมืด ถึงแม้จะมีกฎมีเกณฑ์บ้างในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เรื่องต่อยตีถึงขั้นเสียชีวิตก็ไม่มีให้เห็น แต่ยังไงก็นับว่าอันตรายอยู่ดี

2.บอกให้เจ้าญี่ปุ่นนั่นหยุด!

          บนสังเวียนหมัดมวยไม่มีตา แถมพลังทำลายล้างของนักมวยมืออาชีพยังเทียบกับคนทั่วไปไม่ได้ เผื่อชกไปต่อยมา อาจทำให้คนธรรมดาพิกลพิการเชียวนะ!

          เดิมทีเขาอยากปฏิเสธ แต่พอนึกถึงเงินรางวัลหนึ่งแสนหยวนก็ลังเลอย่างอดไม่ได้ ถ้าไม่ใช่เพราะเงิน นักมวยคนไหนจะเต็มใจเสี่ยงชีวิตกัน หนึ่งแสนหยวนจะว่ามากก็ไม่มาก จะว่าน้อยก็ไม่น้อย แต่
นับเป็นครึ่งหนึ่งของเงินรางวัลที่เขาชนะติดต่อกันสี่สิบยกเลยทีเดียว 

          เขาพยักหน้าตอบกลับพนักงานเสิร์ฟ “บอกเจ้าของว่าผมจะขึ้นเวทีเดี๋ยวนี้”

          ตอนที่ก้าวขึ้นเวทีอีกครั้งบรรยากาศก็ต่างไปจากเดิมแล้ว อารมณ์ของผู้ชมแทบจะเทมาทางฝั่งเดียว มีเสียงโห่คำรามว่า ‘จัดการญี่ปุ่นนั่นทิ้งๆ’ ดังมาเป็นระยะๆ

          โตโก เคียวตัน ตั้งท่าคาราเต้ สีหน้าไม่รู้ร้อนหนาว หลังผู้ตัดสินเป่านกหวีด เขาก็สืบเท้าก้าววนสองสามก้าว ไม่ได้บุกจู่โจมทันที

          แทรกเตอร์บดดินลองเชิงหลายหน เห็นว่าชาวญี่ปุ่นคนนั้นเบี่ยงร่างหลบหมัดอย่างง่ายดาย ในใจพลันสงสัย เอ... หรือจะเป็นยอดฝีมือ?

          เมื่อคิดแบบนี้ เขาก็เล็งช่องว่างแล้วเสยหมัดขึ้นต่อยเข้าขมับของโตโกอย่างจัง แต่ติดที่คำสั่งเจ้าของบาร์ หมัดของเขาเลยไม่ได้ปล่อยพลังออกไปเต็มร้อย ยังถือเป็นการลองเชิงเสียส่วนใหญ่ 

          คิดไม่ถึงว่าโตโกจะเปลี่ยนท่าทีในชั่วพริบตา ปัดป้องการโจมตีของเขาออกด้วยฝ่ามือเดียว แล้วซัดหมัดโต้ตอบติดต่อกันหลายหนเหมือนพายุสาด!

          แบบนี้อยู่เหนือความคาดหมายของทุกคน อย่าว่าแต่แทรกเตอร์บดดินเลย แม้แต่ผู้ชมด้านล่างเวทียังคิดไม่ถึงว่าชาวญี่ปุ่นผู้นั้นจะมีทักษะถึงขั้นนี้! แทรกเตอร์บดดินไม่ทันตั้งตัว หมัดก็ซัดเข้าเบ้าตาเต็มเหนี่ยว เขาแหกปากร้องลั่นขึ้นมาทันควัน!

          การโต้กลับอย่างบ้าคลั่งของแทรกเตอร์บดดินไม่ได้ผล โตโกขึ้นนำก่อน ชายญี่ปุ่นทำตัวเหมือนงูพิษที่กัดไม่ปล่อย แทบจะบีบคู่ต่อสู้ไว้แล้วไล่ต่อยเอาตาย!

          แบบนั้นไม่ใช่การแข่งขันชกมวยแล้ว แทบจะเหมือนคนที่มีความแค้นฝังกระดูกเพราะจัดเต็มทุกหมัด เหมือนไม่ตายไม่ยอมเลิกรา!

          ผู้ตัดสินเริ่มเห็นว่ามีความไม่ชอบมาพากล รีบวิ่งขึ้นไปเป่านกหวีดสุดแรง “หยุด! หยุด!!” 

          เหล่าผู้ชมก็ฮือฮาโกลาหล แม้แต่นักพนันที่วางเดิมพันอย่างเมามันก็พากันสงบ ทุกคนร้องตะโกนขึ้นว่า “กติกาไม่ให้ชกกันแบบนี้ซะหน่อย!”

          “บอกให้เจ้าญี่ปุ่นนั่นหยุด!”

          “แม่งเอ๊ย! มาท้าแข่งไม่ใช่เหรอ!”

          เจ้าของบาร์ดีดตัวดังผึง “คุณชายยามาจิ ควรจะให้คุณโตโก...”

          ยามาจิ ซู สูบบุหรี่ท่าทางสบายๆ พูดขึ้นว่า “ตกลงกันไว้แล้วไม่ใช่เหรอ ว่าคนแพ้จะปล่อยให้โตโกซังจัดการได้ตามใจ”

          “แต่การแข่งขันชกมวยของพวกเราไม่มีกติกาแบบนี้! คุณโตโกชนะแล้วยังจะต่อยอีก...”

          ยามาจิ ซู ปั้นหน้าขรึม บอดี้การ์ดรอบด้านคำรามขึ้นมาทันที “คนที่แพ้ก็ควรน้อมรับบทลงโทษ นี่คือกฎของพวกเราชาวญี่ปุ่น!”

          เจ้าของบาร์ขึ้นไปห้ามเกมการแข่งขันหน้าตาตื่น แต่กลับถูกบอดี้การ์ดผลักออก เขาเซฟุบลงบนเก้าอี้

          “การแข่งขันยังไม่จบ! คำพูดของคุณชายยามาจิ พวกแกน่าจะได้ยินกันแล้ว! ไอ้คนจีน แกกล้าขัดคำสั่งตระกูลยามาจิของพวกเราเรอะ! หืม?”  

          เจ้าของบาร์หน้าซีด ริมฝีปากสั่นกระตุก ไม่รู้ว่าควรจะตอบอย่างไร

          สถานการณ์บนสังเวียนแย่ลงเรื่อยๆ หมัดของโตโกต่อยกระแทกหน้าแทรกเตอร์บดดิน ถึงขั้นมีเสียงกระดูกแตกดังแว่ว ผู้ตัดสินกลัวว่าจะเกิดเรื่อง จึงเป่านกหวีดเพื่อห้ามปรามแต่ยังไงก็ห้ามไม่อยู่

          โตโกคนนั้นแทบจะต่อยอย่างคลุ้มคลั่ง เขายกเท้าถีบแทรกเตอร์บดดินปลิวออกไปในคราวเดียว จากนั้นก็ตะโกน ‘ยาฮา*’ แล้วโถมตัวเข้าไปต่อยต่อ 

          ในช่วงวิกฤตนั้น เงาร่างคนคนหนึ่งก็ก้าวขึ้นมายืนตรงมุมเวที ยันมือรับหมัดของโตโกไว้ได้อย่างง่ายดาย โตโกที่กำลังบ้าเลือดคิดว่าเป็นผู้ตัดสิน จึงตั้งท่าสะบัดกำปั้นเหวี่ยงคนผู้นั้นให้หลบไปด้านข้าง

          ใครจะไปคิดว่าสลัดไม่หลุด ไม่เพียงแค่สลัดไม่หลุด คนมาใหม่แค่เตะเบาๆ ก็เล่นเอายอดฝีมือนักคาราเต้อย่างโตโกล้มคะมำไม่เป็นท่า

          โตโกเซไปครึ่งก้าว ไม่ง่ายเลยกว่าจะทรงตัวได้อีกหน“บากะ!** แกเป็นใคร!”

          เขาคิดว่าเจ้านั่นเป็นผู้ตัดสิน ใครจะไปรู้ว่ากลับเป็นเด็กหนุ่มอายุสิบกว่าปีคนหนึ่ง

          อันที่จริงไม่ใช่แค่เขา แม้แต่ผู้ตัดสินกับผู้ชมยังรู้สึกงุนงงไปด้วย เมื่อครู่บนเวทียังมีแค่สองคนนี่นา เด็กหนุ่มนั่นวิ่งขึ้นไปตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมถึงไม่เห็นแม้แต่เงา

          เด็กหนุ่มผอมบางคนนั้นดูเหมือนจะอายุไม่พ้นสิบห้า—สิบหก หรืออาจจะอายุน้อยกว่านั้นด้วยซ้ำ ไม่รู้ว่าเพราะขาดสารอาหารหรือเปล่า สีผิวถึงขาวซีดยิ่งกว่าผู้หญิง พออยู่ใต้แสงสะท้อนของหลอดไฟบนสังเวียน ก็ยิ่งเห็นถึงความขาวจนเกือบจะโปร่งแสง

          โตโกแทบไม่อยากเชื่อ

          เด็กตัวกะเปี๊ยกแค่นี้ กลับต้านหมัดเขาได้อย่างง่ายดายเชียวเหรอ?

          กล่าวกันว่า ‘ภูเขากันดาร—น้ำสกปรก—เป็นแหล่งกำเนิดของคนหยาบ’ คงไม่ใช่ว่านักมวยจีนยากจนพวกนี้แอบวางแผนหน้าไม่อายในเงามืดหรอกนะ

          เขาจ้องเด็กหนุ่มคนนั้น เด็กหนุ่มก็จ้องตอบ พักใหญ่จึงถามขึ้นด้วยความสงสัย “ยามาจิ ซู?”

          โตโกถามกลับอย่างระแวดระวัง “แกเป็นใคร คิดจะทำอะไร” 

          สำเนียงจีนของเขาแปร่งหู เด็กหนุ่มไม่รู้ว่าฟังเข้าใจหรือไม่จึงถามเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง “ยามาจิ ซู ใช่ไหม?”

          โตโกทั้งไม่ตอบรับและไม่ปฏิเสธ ก่อนจะถามซ้ำอีกหน “แกคิดจะทำอะไร!”

          ยามาจิ ซู ที่นั่งตรงโซนวีไอพีคิดอยากพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็ข่มใจไว้ สายตามืดครึ้มจ้องสำรวจตรวจตราบนสังเวียน

          เด็กหนุ่มรู้สึกโล่งใจ คิดว่าตัวเองหา ‘คน’ พบแล้ว ดังนั้นจึงถอยหลังครึ่งก้าว กล่าวว่า “ฉันจะท้าแข่งกับนาย”

          “……”

          เสียงพูดของเขาไม่ดังเท่าไหร่ ซ้ำออกจะสงบนิ่งและนุ่มละมุนเหมือนเด็กสาว ถึงอย่างนั้นผู้ชมด้านล่างเวทีกลับได้ยินอย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง

          โตโกเองย่อมต้องได้ยินชัด ปฏิกิริยาตอบสนองแรกของเขาไม่ได้โกรธเคืองแต่กลับขบขัน

          ท่าทางเจ้านี่เหมือนผู้ลี้ภัยชาวแอฟริกันที่ลมพัดวูบเดียวก็ล้มได้ แถมยังเป็นเด็กวัยรุ่นเท่านั้น ถึงกับคิดจะท้าดวลกับปรมาจารย์คาราเต้ชั้นนำของญี่ปุ่นเชียวเหรอ? “แกว่าอะไรนะไอ้คนจีน แกบอกว่าจะท้าดวลกับฉันเหรอ”  

          เด็กหนุ่มสงสัย คิดในใจว่าไอ้ผีญี่ปุ่นคนนี้ฟังไม่ออกรึไง จึงพยักหน้าอย่างหนักแน่นอีกครั้ง “อืม”

          เจ้าของบาร์รีบกวักมือเรียกพนักงานเสิร์ฟเป็นพัลวัน “รีบไปสืบว่าเจ้าเด็กนั่นเป็นใคร!”

          ยามาจิ ซู ก็เรียกบอดี้การ์ดมาด้วย เขาขมวดคิ้วถาม “นั่นใคร” 

          เด็กหนุ่มดูเหมือนจะไม่ตอบสนองต่อสายตาอยากรู้อยากเห็นที่มาจากทั่วสารทิศ เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเฉยเมย “นี่...คนญี่ปุ่นหรือว่านายไม่กล้ารับคำท้าล่ะ?”

          ประโยคนี้พูดค่อนข้างช้า ทุกถ้อยคำสำเนียงชัดเจน เลือดของโตโกพลันพุ่งขึ้นสมอง ร้องโพล่งเสียงดังลั่น “แกบอกว่าใครไม่กล้า!แกจะสู้ก็สู้สิ! ถ้าฉันแพ้...” 

          “ถ้าฉันแพ้ ก็ไม่ได้มีเงินให้นายหรอกมีแต่ชีวิตนี้เท่านั้น”เด็กหนุ่มตัดบทโตโก ค่อยๆ ถอดแจ็กเกตสีดำออกอย่างช้าๆ พับเรียบร้อยแล้ววางไว้ข้างเท้าด้วยกิริยาหวงแหน “แต่ถ้านายแพ้...”ไม่รู้ว่าทำไม ตอนที่เด็กหนุ่มพูดประโยคนี้สายตาดูผ่อนคลาย ทว่าความน่าเกรงขามในน้ำเสียงก่อให้เกิดความรู้สึกจริงจัง

          โตโกหน้าเปลี่ยนสี ได้ยินเพียงประโยคที่ว่า

          “ถ้านายแพ้ ขอชีวิตของนายให้ฉันแล้วกัน!”

 

          เหล่าผู้ชมร้องฮือฮากันดังลั่น!

          ริมฝีปากของโตโกสั่นระริก กล่าวว่า “ไอ้เด็กจีน นี่แกท้าฉันลงนามสัญญาเป็นตายใช่ไหม?” 

          สัญญาเป็นตาย!

          บนสังเวียนมวยของตลาดมืดในช่วงปีแรกๆ เมื่อนักมวยที่มีความแค้นต่อกันมาเจอหน้าก็จะลงนาม ‘สัญญาเป็นตาย’ ชกต่อยกันแต่ละครั้งกะเอาตายบนสังเวียน หากเกิดเหตุสุดวิสัย คนในครอบครัวก็ไม่สามารถเรียกร้องให้ชดใช้หรือฟ้องร้องเป็นคดีได้

          ภายใต้กติกานี้ เคยเกิดเรื่องทำร้ายจนถึงแก่ชีวิตมาไม่น้อยแล้ว แต่ทั้งหมดเงินฟาดก็จบเรื่อง

          ต่อมามีการกวาดล้างธุรกิจมืดติดต่อกันหลายครั้ง ทำให้แวดวงนี้เข้มงวดกวดขันขึ้น ไม่มีใครกล้าให้นักมวยลงนามสัญญารูปแบบนี้อีก ในการแข่งขันปกติ แม้แต่การเลือดตกยางออกทั่วไปยังพยายามหลีกเลี่ยง นับประสาอะไรกับชีวิตคน?

          ทันทีที่โตโกพูดประโยคนี้ออกมา เจ้าของบาร์ก็ตัวแข็ง ถึงแม้เขาจะมีหน้ามีตาพอสมควรแต่ทุกความสัมพันธ์ล้วนได้มาจากการอาศัยเงิน ไม่เกิดเรื่องยังพอว่า ถ้าเกิดเรื่องขึ้นมา ความมีหน้ามีตาที่ต้องอาศัยเงินนี้ยังจะเหลือค่าอีกสักเท่าไร?!

          เจ้าของบาร์คิดจะตะโกนห้าม จู่ๆ ยามาจิ ซู ก็หยัดตัวลุกขึ้น ร้องสั่งลูกน้อง “ไป! เตรียมสัญญาเป็นตาย!”

          “ท่านยามาจิ...”

          “บอกเด็กนั่นนะ พวกเราชาวญี่ปุ่นไม่กลัว! จะสู้ก็ต้องสู้แบบสง่าผ่าเผย ตัดสินแพ้ชนะกันไปเลย วัดว่าจะเป็นหรือตายกันไปข้าง! ถ้าพวกเราแพ้ จะเป็นหรือตายก็แล้วแต่มัน แต่ถ้ามันแพ้ พวกเราจะเอาชีวิตมัน! ในเมื่อกล้าท้าทายศักดิ์ศรีของตระกูลยามาจิ ก็ต้องเตรียมไว้อาลัยชีวิตตัวเองไว้เลย!”

          ลูกน้องรีบขานรับ “ครับท่าน!” จากนั้นก็วิ่งลงไปเตรียมเอกสาร

          เจ้าของบาร์หน้ามืดไปวูบหนึ่ง “คุณชายยามาจิ ไม่ได้เด็ดขาดนะครับท่าน...”

          ยามาจิ ซู มองตอบปราดหนึ่งด้วยสายตาดูถูกเหยียดหยาม “วางใจเถอะ ซัดทอดไม่ถึงตัวคุณหรอก”

3.ฉันต่างหากที่เป็นยามาจิ ซู!

          เจ้าของบาร์ได้แต่โน้มน้าวอย่างเปล่าประโยชน์ “คุณโตโกเป็นแขกผู้มีเกียรติ ถ้าเกิดเรื่องผิดพลาดขึ้นมาจะทำอย่างไร” 

          “ไม่ต้องห่วง เจ้าเด็กนั่นบังอาจกล้าท้าดวลโตโกซัง วันนี้ในปีหน้าคือวันครบรอบวันตายของมัน!”

          ประโยคนี้กล่าวอย่างกำแหงหาญ ผู้ชมรอบด้านต่างข่มใจไม่อยู่ พากันเพ่งมองชาวญี่ปุ่นผู้นี้ด้วยสายตาเดือดดาล

          เดิมทีคนที่ลงนามในสัญญาเป็นตายมีบางส่วนที่ไม่ถึงกับจบชีวิต อย่างมากแค่กระดูกหัก ได้รับบาดแผล ต้องกล้ำกลืนฝืนทนกลับไปรักษาอาการบาดเจ็บที่บ้านเอง ไม่กล้าหาเรื่องฝ่ายชนะอีก

          ทว่านี่ยังไม่ทันเริ่มยกก็ประกาศออกมาว่าจะเอาชีวิตอีกฝ่าย แถมยังเป็นคนญี่ปุ่น นี่มันชักจะเกินไปแล้ว

          บอดี้การ์ดญี่ปุ่นคนนั้นเตรียมเอกสารอย่างรวดเร็ว ทำสำเนาสองฉบับ ถือขึ้นไปบนเวทีแบ่งให้คู่ชกทั้งสองฝ่ายลงนามพลางประทับลายนิ้วมือ โตโกเซ็นชื่อเสร็จก็โยนปากกาทิ้ง กล่าวอย่างเย็นชา “แล้วแกจะนึกเสียใจ ไอ้หนูชาวจีน” 

          เด็กหนุ่มวาดวงกลมลงบนจุดเซ็นชื่ออย่างตั้งใจ ก่อนประทับลายนิ้วมือแล้วตอบ “ไม่เสียใจหรอก ขอบคุณ”

          โตโกโกรธแทบบ้า พลันรู้สึกว่าทั้งหมดนี้ไร้สาระอย่างที่สุดทุกประโยค ทุกท่าทาง หรือแม้แต่เส้นผมทุกตารางนิ้วของเจ้าเด็กนั่นล้วนทำให้เขารู้สึกว่าศักดิ์ศรีของตนถูกท้าทายอย่างใหญ่หลวง

          แต่ไหนแต่ไรโตโกไม่เคยรู้สึกโมโหถึงขั้นนี้ เส้นประสาททั่วร่างพากันกรีดร้องให้เขาฉีกทึ้งเด็กหนุ่มคนนั้น บดขยี้ใต้ฝ่าเท้า ให้ร่างมันแหลก กระดูกป่นเป็นผงเพื่อชดใช้กับการท้าทายเขา! 

          ทันทีที่คำว่า ‘เริ่ม’ ของผู้ตัดสินสิ้นสุด โตโกก็กระโจนขึ้นไป!

          พริบตานั้น บรรดาผู้ชมก็ร้องอุทานกันทั้งแถบ การเคลื่อนไหวของโตโกว่องไวเกินไป แถมยังสกัดทิศทางหลบหนีของเด็กหนุ่มเอาไว้อย่างช่ำชอง อย่าลืมว่าโตโกเป็นถึงปรมาจารย์คาราเต้ ต่อให้ถูกยั่วโทสะจนขาดสติ ทักษะการเคลื่อนไหวก็ไม่อาจดูแคลน

          ไอ้เด็กนั่นจะไหวไหมเนี่ย อย่าโดนต่อยจนตายจริงๆ ล่ะ!

          ผู้ชมที่ขี้กลัว หรือใจอ่อน ก็ได้ร้องออกมาในตอนนี้ 

          ทว่าสีหน้าของเด็กหนุ่มยังคงสงบนิ่ง ถึงขั้นแลดูเฉยเมย เขาถอยออกไปครึ่งก้าว ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จู่ๆ ก็ถอยออกจากรัศมีโจมตีของโตโก

          การเคลื่อนไหวของเขาไม่เร็ว แต่กลับนิยามได้ด้วยคำสี่คำ...เทพ—ผี—สุด—หยั่ง 

          หัวใจโตโกพลันสะดุ้ง เขาหมุนตัวเตะใส่คู่ต่อสู้เหมือนพายุคลั่ง เตะหลายต่อหลายรอบ ท่าบุกโจมตีนั้นกร้าวแกร่งฮึกเหิม แม้แต่ยามาจิ ซู ยังร้องชม “เยี่ยม!”

          ถึงอย่างนั้นเด็กหนุ่มก็ยังหลบได้หลายครั้งติด แลดูสบายๆ หลบซ้ายทีขวาที ตอนเท้าเหยียบโดนเสื้อตัวนอกที่เขาวางไว้บนพื้นก่อนหน้านี้ เขายังหมุนตัวเบาๆ พลางยื่นมือออกไปสะกิดไหล่โตโก

          หากไม่ใช่เพราะอยู่ในฉากต่อสู้ ฝ่ายตรงข้ามก็เป็นคู่ต่อสู้การสะกิดเบาๆ ของเขาจะมองเหมือนเด็กสาวช่วยปัดใบไม้ที่ร่วงบนไหล่คนรัก

          พริบตาเดียว โตโกกลับรู้สึกเหมือนถูกโจมตีอย่างแรง ร่างกายโงนเงน ร้องออกมาเสียงดังลั่น ร่างครึ่งซีกที่ถูกสะกิดจู่ๆ ก็เอียงทรุดลงทันที!

          เหล่าผู้ชมต่างร้องอุทานกันยกแถบ บางคนลุกขึ้นยืนตะโกนว่า “เยี่ยม!” “ชกได้ดี!” 

          ดวงตาโตโกเต็มไปด้วยเส้นเลือดแดงก่ำ เขาดิ้นรนตะเกียกตะกาย พยายามจะเข้าโจมตีส่วนล่างของเด็กหนุ่ม แต่สิ่งที่เห็นคือเด็กหนุ่มไหวตัวกระโจนเบาๆ แตะเท้าข้างหนึ่งลงบนหัวเข่าเขา

          โตโกร้องลั่นในใจว่าซวยละ แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว

          ชั่วเวลาเพียงสะเก็ดไฟแล่น เท้าข้างหนึ่งของเด็กหนุ่มย่ำเข้าที่หัวเข่าโตโก เด็กหนุ่มหมุนตัวสามร้อยหกสิบองศาพลางหวดเท้ากลางอากาศ เหวี่ยงร่างกายอันหนักอึ้งของโตโกจนลอยคว้าง!

          น้ำหนักของเท้านั้นเล่นเอาเกือบตาย โตโกลอยกระแทกออกไปเป็นแนวโค้ง ร่วงลงพื้นเกิดเสียงแตกหักอย่างน่ากลัวตรงบริเวณกระดูกสันหลัง

          ในเวลาไล่เลี่ยกัน เด็กหนุ่มก็พุ่งเข้ามาหา ยกขาเหยียบเขาไว้ใต้เท้าแล้วปรายตามองหน้าโตโก ร้องตะโกนขึ้นว่า “ยามาจิ ซู!”

          เสียงนั้นเดือดดาลกังวานก้องราวกับขยายด้วยลำโพง น้ำเสียงเจือปนด้วยกลิ่นอายชวนสยดสยอง ชวนให้รู้สึกเหมือนทั้งอาคารสั่นสะเทือนเพราะเสียง

          ทุกคนเห็นเด็กหนุ่มประสานสองนิ้วชิดกัน โค้งงอเล็กน้อย ปลายเล็บสาดสะท้อนแสงไฟจนดูแหลมคม

          “ไปตายซะ!”

          ชั่วพริบตา สองนิ้วที่บรรจุสายลมเพชฌฆาตก็แทงลง โตโกส่งเสียงร้องจนลำคอแตก!

          ฟืบ!

          ไม่มีใครเห็นการเคลื่อนไหวของยามาจิ ซู ทันทีที่โตโกศิโรราบลงกับพื้น เขาก็พุ่งขึ้นบนสังเวียนแล้วคว้าข้อมือเด็กหนุ่มเอาไว้ในชั่ววินาทีเป็นตาย ขณะนั้นในหัวเขาว่างเปล่า แทบไม่ได้คิดอะไร ได้แต่คว้าข้อมือเด็กหนุ่มเอาไว้แน่น

          สองนิ้วของเด็กหนุ่มแทงเข้าใต้ซี่โครงซ้ายของโตโก หากเขยิบลงไปข้างล่างอีกหนึ่งเซ็นต์ ก็จะเป็นจุดจางเหมินแล้ว

          โตโกไม่รู้... แต่ยามาจิ ซู รู้ว่าโตโกเดินผ่านเส้นทางแห่งความตายมาแล้วรอบหนึ่ง

          ยามาจิ ซู คุ้นเคยกับสำนักกังฟูของจีน ในแวดวงกังฟูจีนมีคำกล่าวหนึ่งประโยค นั่นก็คือ ‘ป่ายฮุ่ย—ทรุดราบพื้น เหวยหลู่—ไม่หวนคืน จางเหมิน—ซัดไม่ตื่น เก้าในสิบคนสิ้นใจ!’*  

          ร่างกายมนุษย์มีทั้งหมดเจ็ดร้อยยี่สิบจุด มีหนึ่งร้อยแปดจุดถ้าโดนกระแทกเข้าอาจบาดเจ็บ สามสิบหกจุดถ้าโดนโจมตีก็สาหัสหนัก ทว่ามีเพียงเก้าจุดที่ร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิต เรียกว่าถ้าผู้โจมตีชำนาญด้านจี้จุด เขาแตะใครเบาๆ คนนั้นก็ไปเยี่ยมยมบาลได้ในพริบตา!

          เด็กหนุ่มผู้นี้นับเป็นยอดฝีมือในหมู่ยอดฝีมือ คืนนี้เขาตั้งใจมาเพื่อฆ่าคนจริงๆ!

          “ฉันต่างหาก... ยามาจิ ซู!” ยามาจิ ซู หอบหายใจ ชั่วขณะยุดข้อมือเด็กหนุ่ม พลันรู้สึกว่าเส้นลมปราณบนฝ่ามือตนชาไปเป็นแถบ แม้แต่พูดยังอึกอักส่งเสียงไม่ออก

          “ฉันต่างหาก ฉันต่างหากที่เป็นยามาจิ ซู! แกเป็นใคร มีความแค้นอะไรกับฉัน!”

          “……”

          เด็กหนุ่มเงียบไปครู่หนึ่ง สายตาค่อยๆ เคลื่อนจากร่างโตโกที่ถูกตนเหยียบใต้ฝ่าเท้าย้ายมาบนใบหน้าของยามาจิ ซู

          ข้อเท้าของเด็กหนุ่มเล็กบาง รองเท้าผ้าใบสีขาวขาดเป็นรูเผยให้เห็นนิ้วเท้าบางส่วน อากาศหนาวแบบนี้แต่เขากลับไม่ได้สวมถุงเท้า

          น้ำหนักที่เด็กหนุ่มเหยียบลงบนตัวโตโกเปรียบดังโซ่ตรวนที่หนักอึ้งปานเขาไท่ซาน น้ำหนักขั้นนี้อย่าว่าแต่ขัดขืนเลย แม้แต่หายใจโตโกยังทำแทบไม่ได้

          “แกเป็นใคร?” เสียงของยามาจิ ซู สั่นเล็กน้อย ทั้งฝืนใจและอัปยศอดสู “ฉันมีความแค้นอะไรกับแก ถึงจะมาฆ่ากันแบบนี้!?” 

          เด็กหนุ่มเพ่งมองใบหน้าของยามาจิ ซู ในระยะใกล้

          ยามาจิ ซู สามารถเห็นเงาสะท้อนที่หวาดกลัวของตัวเองในดวงตาสุกใสของอีกฝ่าย

          “ฉันชื่อเย่เจิน” เด็กหนุ่มตอบ “ฉันมาเพื่อล้างหนี้เลือดให้คนกว่าสองหมื่นชีวิตที่บ้านเกิดฉัน เมื่อหนึ่งร้อยสิบสองปีก่อน” 

          รูม่านตายามาจิ ซู หดเกร็ง

          เด็กหนุ่มยื่นมือออกมาปานสายฟ้าแลบ หนุ่มญี่ปุ่นมองไม่ทันว่าเกิดอะไรพลันรู้สึกเจ็บบริเวณอก เหมือนถูกอะไรบางอย่างกระแทกลึก

          เขาก้มหน้า เห็นปลายนิ้วของเด็กหนุ่มจี้ลงบนจุด ‘จิวเหวย’ บริเวณอกของตน ที่น่าแปลกคือเขายังไม่ทันรู้สึกอะไรเด็กหนุ่มก็ชักมือกลับ ดึงเท้าออกจากร่างโตโก ปรายตามองจากด้านบนพร้อมเอ่ยว่า

          “ฉันจะไว้ชีวิตแก กลับไปบอกตระกูลยามาจิว่าคนที่ฆ่ายามาจิ ซู คือเย่เจินลูกคนเล็กตระกูลเย่ เมืองหลู่ซุ่นในอดีต หนี้เลือดของสองหมื่นกว่าชีวิตในบ้านเกิดฉัน สักวันฉันจะตามไปทวงคืนถึงตอนนั้น โลกนี้จะไม่มีใครกล้าใช้นามสกุลยามาจิอีกแม้แต่คนเดียว” 

          โตโกบาดเจ็บสาหัส ได้แต่ส่งเสียงครวญครางอู้อี้ออกจากลำคอ เลือดไหลเป็นสายจากมุมปากร่วงลงบนพื้น แต่กลับพูดไม่ออกสักประโยค

          เด็กหนุ่มก้มเก็บเสื้อนอกขึ้นมา สวมบนร่างอย่างระมัดระวัง หมุนตัวก้าวลงจากสังเวียน

          บทสนทนาที่พวกเขาแลกเปลี่ยนกันบนสังเวียนเมื่อครู่ กลุ่มผู้ชมไม่ได้ยิน เห็นแค่เด็กหนุ่มเดินลงจากสังเวียน ยังคิดว่าเขาชนะแล้วจึงปล่อยชาวญี่ปุ่นสองคนนั้นไป ต่างพากันโห่ร้องปรบมือเชียร์กันยกใหญ่

          หนึ่งในนั้นมีชายหนุ่มเลือดร้อน เบียดตัวเข้าไปประชิดตัวเด็กหนุ่มพลางตบไหล่ พูดพร้อมหัวเราะลั่น “เฮ้พวก ฝึกมาไม่เลวเลยนี่!” “ฝีมือดีจริงๆ!”

          เด็กหนุ่มก้มหน้า ก้าวฝ่าฝูงชนออกไปอย่างรีบร้อน ขึ้นลิฟต์ไปยังชั้นหนึ่งของบาร์ พี่พนักงานต้อนรับเห็นเขาเดินมาสายตาก็ทอประกาย แต่ยังไม่ทันเอ่ยปาก ก็เห็นเขาคลี่ยิ้มบางๆ และผลักประตูคริสตัลบานใหญ่เดินออกไป

          บนท้องถนนใหญ่สายลมหนาวโชยผ่าน เด็กหนุ่มห่อไหล่ก้มหน้าแนบอก เผยให้เห็นเพียงปลายหูที่ถูกลมหนาวพัดจนแดงก่ำ

          ขณะที่เงาร่างเด็กหนุ่มกลืนไปกับการจราจรราวกับหยดน้ำหลอมรวมกับมหาสมุทร บนสังเวียนในชั้นใต้ดินของบาร์ จู่ๆยามาจิ ซู ก็พุ่งเลือดสายหนึ่งออกทางจมูก แต่ตัวเขากลับมึนงงไม่รับรู้ว่าตนเองหลั่งเลือด ยังคงก้มตัวลงไปพยุงโตโก เคียวตัน พลางแผดเสียงคำรามใส่บอดี้การ์ด “เรียกรถพยาบาล เรียกรถพยาบาล!”

          “คุณ... คุณชาย ท่านเลือดกำเดาไหล!”

          ยามาจิ ซู ยกมือขึ้นปาดอย่างสงสัย แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว บริเวณดวงตา ใบหู และริมฝีปากของเขาจู่ๆ ก็มีเลือดไหลพรูออกมาเหมือนเขื่อนแตก เพียงชั่วอึดใจ ร่างทั้งร่างก็ชโลมไปด้วยเลือด

          บอดี้การ์ดตะลึงอึ้งค้าง “คุณชาย... คุณชาย...!”

          ยามาจิ ซู ดูเหมือนจะยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เขาคิดจะยื่นมือไปร้องขอความช่วยเหลือ แต่ความสามารถในการพูดเหมือนถูกฉกชิงในชั่วพริบตา เขามีเวลาแค่หอบหายใจรวยรินหนึ่งหอบ แล้วก็ทรุดตัวล้มลงบนพื้นพร้อมเสียง ‘โครม’

          ทุกคนประสานเสียงแผดลั่นอย่างตกใจ พุ่งดังทะลุฟ้า

4.ไม่ต้องครับ...

          หลังพระอาทิตย์ตก

          เย่เจินวิ่งผ่านซอยแคบเข้าไปในประตูหลังของร้านอาหารเล็กๆ แห่งหนึ่งอย่างว่องไว 

          ในครัวกำลังยุ่งกันมือไม้ระวิง พ่อครัวใหญ่รูปร่างอ้วนท้วมเห็นเขาตรงเข้ามาก็ยื่นมือไปตบหัวเขาทีหนึ่ง “หายไปไหนมา กำลังหาตัวอยู่เลย เร็วเข้าๆ รีบเอาอาหารสองจานนี้ไปเสิร์ฟที่โต๊ะสามกับโต๊ะสี่!”

          เย่เจินตอบว่า ‘ครับ’ ไม่ทันได้เปลี่ยนแม้แต่เสื้อผ้า ก็รับจานอาหารถลันออกไปข้างนอกอย่างรีบร้อน

          พ่อครัวใหญ่ตะโกนไล่หลัง “ไอ้แสบ! กินอะไรมาหรือยังผัดบะหมี่ให้เอาไหม?”

          “ขอบคุณครับลุงอ้วน!”

          ตอนนี้เป็นเวลามื้ออาหาร ภายในห้องโถงใหญ่มีแต่ผู้คนเต็มไปหมด อาหารร้านนี้ราคาย่อมเยา รสชาติก็ดี ยิ่งไปกว่านั้นคือมันตั้งอยู่บริเวณที่มีผู้คนสัญจรไปมาอย่างพลุกพล่าน เพราะอย่างนี้เลยขายดีมาตลอด

          เถ้าแก่และภรรยาเป็นคนจิตใจดี หลายเดือนมาแล้วที่พวกเขารับเลี้ยงเย่เจินซึ่งเป็นเด็กเร่ร่อนไร้หลักแหล่ง ไม่มีประวัติที่ไปที่มาอย่างชัดเจน เห็นว่าเย่เจินแขนขาเล็กจ้อย ดูไร้เรี่ยวแรงจึงให้อยู่ช่วยงานจิปาถะในครัว ซ้ำยังช่วยเรื่องที่อยู่อาศัย อาหารการกิน ให้เงินเดือนละห้าร้อยหยวนแก่เด็กหนุ่มอีกด้วย 

          ถึงแม้เงินห้าร้อยจะน้อยไปบ้าง แต่เย่เจินก็พอใจมากแล้ว

          เย่เจินมีรูปลักษณ์บอบบางเหมือนมีปัญหาเรื้อรังด้านสุขภาพ ซ้ำยังไม่บรรลุนิติภาวะ ไม่มีบัตรประชาชน แม้แต่ชื่อพ่อแม่ก็ยังบอกไม่ได้ ต่อให้เป็นงานแบกอิฐโบกปูนก็ไม่รับเขาเข้าทำงาน ถ้าไม่ใช่เพราะเถ้าแก่กับภรรยารับเลี้ยงไว้ เขาคงต้องไปนอนตามใต้สะพานแล้ว 

          เพราะเหตุนี้เย่เจินถึงได้หวงแหนงานนี้มาก เขารู้ว่าในยุคสมัยนี้ ไม่มีงาน ไม่มีแหล่งรายได้ ก็ต้องใช้ชีวิตอย่างลำบาก เย่เจินเสิร์ฟอาหารอย่างคล่องแคล่วว่องไว พอเหลียวหลังก็เห็นลูกค้าโต๊ะหน้าประตูกำลังกวักมือเรียกให้คิดเงิน จึงรีบไปดึงใบสั่งอาหารจากเคาน์เตอร์แล้ววิ่งเข้าไปหาพร้อมกล่าวว่า “เจ็บสิบแปดหยวน ขอบคุณครับ”

          ลูกค้าคนนี้มาทุกวัน เย่เจินจึงกะเอาช่วงเวลานี้ของทุกๆ วัน วิ่งเข้าไปลอบมองสักหน่อย

          คนผู้นั้นอายุประมาณยี่สิบกว่า สวมแว่นตา โครงหน้าหวานละมุน คิ้วเข้มริมฝีปากบาง เป็นรูปลักษณ์ตามมาตรฐานของมนุษย์ทั่วไป ลูกค้าก้มหน้าลงมองหากระเป๋าเงิน ใบหน้าด้านข้างดูอ่อนโยนภายใต้แสงไฟ เย่เจินจ้องตาไม่กะพริบ นึกถึงใบหน้าอ่อนโยนของใครคนหนึ่งในห้วงความทรงจำอันเลือนราง

          คุณแม่ของเขา

          ลูกค้าดึงธนบัตรร้อยหยวนออกมาวางไว้บนโต๊ะ เย่เจินไม่ได้หยิบในทันที สายตายังคงติดตรึงอยู่ที่ใบหน้าของลูกค้า

          “ไม่มีแบงก์ย่อย ขอโทษนะ” ลูกค้าเข้าใจความหมายของเย่เจินผิด จึงรีบพูดขึ้น “ไม่ต้องทอนหรอก เอาให้นายนั่นแหละ”

          เย่เจินหน้าแดงขึ้นมา “ไม่ๆๆ ไม่ต้อง ไม่ต้องครับ...”

          ลูกค้ายิ้มให้เขาทีหนึ่ง ยันตัวลุกขึ้นเดินออกนอกร้าน

          เย่เจินรับเงินไปวางไว้ตรงโต๊ะเคาน์เตอร์ ทอดมองไปทางที่ลูกค้าคนนั้นเดินจากไป เขานิ่งอึ้งอยู่หลายวินาที จู่ๆ ก็ยกเท้าวิ่งตาม

          ไม่รู้ว่าด้านนอกมีปรอยฝนตกลงมาตั้งแต่เมื่อไหร่ บนพื้นชื้นแฉะไปหมด ลูกค้าคนนั้นเลี้ยวเข้ามุมถนน เย่เจินตามไปอย่างทุลักทุเล “เฮ้!... เฮ้! เดี๋ยวก่อน! เดี๋ยวครับ!”

          ลูกค้าเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง มองเขาอย่างสงสัย

          “นี่ของคุณ” เย่เจินรีบถอดเสื้อคลุมขนแกะสีดำออก ใช้สองมือยื่นให้อย่างสุภาพ “วันนั้นคุณลืมทิ้งไว้ในร้าน ต้องขออภัยที่ผมหยิบมาใส่ตั้งหลายวัน... เอ่อ ถ้าคุณรังเกียจว่าสกปรกละก็ ผมจะเอาไปซักให้ก่อน...” 

          สายตาของลูกค้าย้ายจากเสื้อกันหนาวไปยังร่างเด็กหนุ่มที่สวมเพียงเสื้อเชิ้ตตัวบาง นิ่งไปสักพักก่อนตอบว่า “ไม่ต้องหรอก นายเก็บเอาไว้เถอะ”

          เย่เจินกอดเสื้อไว้ ใบหน้าแดงก่ำ เขาข่มใจไม่ไหวที่จะเงยหน้ามองใบหน้าของอีกฝ่าย

          “...” ลูกค้าโน้มตัวลงมาจนสายตาอยู่ระดับเดียวกันกับเด็กหนุ่ม “น้องชาย นายชื่ออะไรเหรอ”

          เย่เจินตอบเสียงเบา “เย่สือซัน”

          สือซัน* เป็นลำดับของเด็กที่เกิดในบ้านเขา นับตั้งแต่เขาเดินทางมาในยุคนี้ เขาก็เรียกตัวเองด้วยชื่อนี้มาตลอด ส่วนเย่เจินที่เป็นชื่อจริงกลับไม่ค่อยได้ใช้

          “สวัสดีเย่สือซัน” ลูกค้ากล่าว “ฉันชื่อหลงจี้เวย”

          เย่เจินพยักหน้า ขานรับ ‘อ่า’ ไปหนึ่งที

          หลงจี้เวยกางเสื้อกันหนาวคลุมบนร่างเย่เจิน ก่อนถามอย่างไม่ใส่ใจ “ทุกครั้งที่ฉันไปกินข้าวร้านนาย นายมักจะจ้องฉันอยู่เรื่อยพวกเราเคยเจอกันมาก่อนเหรอ”

          “……”

          “อากาศหนาวแล้วต้องสวมเสื้อผ้าเยอะๆ นะ พ่อแม่นายเลี้ยงลูกยังไงกัน ดูรองเท้านายสิขาดจนเป็นรูแล้ว... ทำไมนายยังจ้องฉันอยู่อีก หน้าฉันมีอะไรติดอยู่เหรอ” หลงจี้เวยลูบหน้าตัวเองทีหนึ่ง เอ่ยถามด้วยความสงสัย “ก็ไม่มีนี่?”

          มือข้างหนึ่งของเขาวางกุมบนไหล่เย่เจิน เด็กหนุ่มรับรู้ถึงความอบอุ่นที่ถูกถ่ายทอด พลันแสบปลายจมูกขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่

          “แม่ครับ...”

          “...” หลงจี้เวยอึ้งไปนาน ก่อนถาม “นายเรียกฉันว่าอะไรนะ!?”

          เย่เจินไม่สนใจอะไรอีก ความเจ็บปวด เศร้าโศก ตื่นกลัว ลังเลและสิ้นหวังตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ในที่สุดก็ปะทุขึ้น เขากระโจนเข้าไปในอ้อมกอดของหลงจี้เวย ร้องไห้โฮออกมา “แม่ครับ!”

          หลงจี้เวย “....”

         

          ครึ่งชั่วโมงต่อมา ณ ร้านกาแฟในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง

          เย่เจินเปลี่ยนการแต่งกายตั้งแต่หัวจรดเท้า พาดบ่าด้วยผ้าพันคอแคชเมียร์สีเทาเข้ม ปกเสื้อเชิ้ตขาวโผล่ออกมาจากสเวตเตอร์ขนแกะสีดำ บริเวณแขนเสื้อเผยให้เห็นกระดุมเปลือกหอย ใต้ขอบขากางเกงยีนเปลี่ยนเป็นรองเท้าบูตหนังพื้นหนา มองไม่เห็นนิ้วเท้าที่น่าสงสารอีกแล้ว

          กว่าเย่เจินจะหยุดร้องไห้ก็ไม่ง่ายเลย หางตายังคงแดงก่ำขับให้สีผิวดูสว่างใสมากขึ้น

          หลงจี้เวยไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี เขาเอ่ยถาม “สรุปคือฉันหน้าตาเหมือนแม่นายงั้นเหรอ? นี่มันเพ้อเจ้อเกินไปแล้ว... เจ้าหนู บ้านนายอยู่ไหน ยังเรียนอยู่หรือเปล่า”

          เย่เจินตอบเสียงเบา “หลู่ซุ่น”

          “อ้อ หลู่ซุ่น ก็ไม่ได้ไกล... แล้วแม่นายล่ะ”

          “เธอตายแล้ว ถูกคนญี่ปุ่นฆ่า”

          “...” ในหัวหลงจี้เวยเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม เอ่ยถามอีกครั้ง “แล้วพ่อนายล่ะ”

          “ก็ตายแล้วครับ” เย่เจินนิ่งไปครู่หนึ่ง กล่าวอย่างเคียดแค้น “ถูกคนญี่ปุ่นฆ่าเหมือนกัน”

          หลงจี้เวยเริ่มสติแตก “งั้นนายก็ควรอยู่ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าสิ ทำไมถึงมาที่นี่? นี่นายแอบหนีออกมาเหรอ มาหางานทำใช่ไหม แล้วยังเรียนอยู่ไหม?”

          เย่เจินเพิ่งเคยได้ยินคำว่าสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเป็นครั้งแรก เขาผงะไปครู่หนึ่ง ก่อนส่ายหน้า

          หลงจี้เวยไม่เข้าใจว่าเป็นมาอย่างไรเลยรู้สึกหงุดหงิด ถามขึ้นอีกหน “แล้วนายโผล่มาอยู่ที่นี่ได้ยังไง นายควรอยู่ที่หลู่ซุ่นไม่ใช่เหรอ พ่อแม่นายค้าแรงงานเหรอ ทำไมถึงถูกคนญี่ปุ่นฆ่าได้?”

          แรงงาน... นี่ก็เป็นศัพท์ใหม่อีกคำสำหรับเย่เจิน เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ตอบว่า “ผม... ผมไม่รู้ ผมเดินทางขึ้นเขาไปฝึกสมาธิอยู่หนึ่งเดือน ตอนที่ลงมาจากเขา คนทั้งเมืองก็ตายกันหมดแล้ว ผมตกใจวิ่งออกมานอกเมืองก็เห็นทหารญี่ปุ่นเยอะแยะมากมาย”

          หลงจี้เวย “...”

          “จากนั้นผมก็... ผมก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น สรุปแล้วจู่ๆ ก็โผล่มาที่นี่ ผมไม่รู้เหมือนกันว่ามาได้ยังไง”

          หลงจี้เวย “...”

          “มีแต่เลือดนองไปทุกที่ ทุกคนที่ผมรู้จักล้วนถูกฆ่า คน...คนทั้งเมือง... แม้แต่เด็กทารกก็ยัง...” เย่เจินก้มหน้างุด มือที่กุมใบหน้าสั่นสะท้าน “ถูกดาบฟันขาดเป็นสองท่อน ไส้ไหลทะลักเต็มพื้นท้องถนนก็มีแต่เลือด มองไปทางไหนเห็นแต่ศพเกลื่อนกลาดเต็มไปหมด...”

          หลงจี้เวยสติหลุด “นี่มันอะไรกัน เจ้าหนูเย่สือซัน นายเล่นโซเชียลมากเกินไปหรือเปล่า เป็นโรคติดโซเชียลเหรอ? นี่นายแอบหนีออกมาจากสถานบำบัดอะไรสักแห่งใช่ไหม!” 

          เย่เจินส่ายหน้าอย่างน่าสงสาร ดวงตาแดงก่ำมองคล้ายกระต่าย พวกเขาทั้งคู่สบตากันพักหนึ่ง คนหนึ่งมีสีหน้าสติหลุด อีกคนหน้าซื่อตาใส ในที่สุดเย่เจินก็ถามอย่างระมัดระวัง “ผมขอไปกับคุณได้ไหม”

          หลงจี้เวยรู้สึกเหมือนตัวเองถูกซัดเข้าให้ ความพ่ายแพ้เริ่มถามหา เขากุมหน้าผากโอดครวญ “ฉันคุยกับเด็กยุคนี้ไม่รู้เรื่องแล้วจริงๆ...เจ้าหนูเย่สือซัน! นายต้องกลับสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า! เอ่อ... ปีนี้นายอายุเท่าไหร่ ยังไม่บรรลุนิติภาวะใช่ไหม”

          ทำไมต้องบรรลุนิติภาวะด้วย... เป็นเด็กแล้วมันต่างกับผู้ใหญ่ตรงไหนเหรอ? นี่เป็นคำถามที่ติดอยู่ในใจเจ้าหนูเย่สือซันมาตลอด เดี๋ยวเขาก็พยักหน้า สักพักก็ส่ายหน้า เหมือนสิ่งมีชีวิตตัวน้อยที่กลัวจนไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี

          หลงจี้เวยรู้สึกอ่อนใจ ถามต่อไปว่า “นายเกิดปีไหน พ่อแม่ชื่ออะไร?”

          เย่เจินตอบทันที “รัชสมัยกวงซูที่ห้า”* 

          หลงจี้เวย “...”

          หลงจี้เวยทนไม่ไหวแล้ว ขณะที่จะกดโทร 110 ก็มีมือข้างหนึ่งยื่นมากดเขาไว้จากด้านหลัง

          หนุ่มชุดดำรูปร่างสูงใหญ่คนหนึ่งยิ้มพลางโอบหลงจี้เวยไว้ในอ้อมแขน ก่อนจะก้มหน้าลงไปจุมพิตหนึ่งที “ที่รักใจเย็นๆ รัชสมัยกวงซูที่ห้าคือปี ค.ศ. 1879 เป็นปีที่เอดิสันคิดค้นหลอดไฟ แล้วในปีนั้นญี่ปุ่นก็บุกรุกเกาะหลิวชิวของจีน สงครามประกาศอิสรภาพของคิวบาก็เพิ่งสิ้นสุด แถมยังเป็นปีที่ไอน์สไตน์—นักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ถือกำเนิด ว่ากันตามตรง ปี 1879 ก็ยังห่างจากปี 1894 ที่เกิดการสังหารหมู่ที่หลู่ซุ่นอยู่สิบห้าปีด้วยซ้ำ ไอ้น้องชาย” หนุ่มชุดดำยิ้มตาหยีพร้อมพยักหน้าไปทางเย่เจิน เอ่ยถามขึ้น “นายอายุเท่าไหร่?”

          เย่เจินพูดหน้าซื่อ “สิบห้า”

          หลงจี้เวย “...”

          เย่เจิน “...”

5.นายหัวเราะอะไร

          หลงจี้เวยสลัดชายชุดดำออกจากบ่า กล่าวอย่างโกรธเคือง “บอกนายตั้งกี่ครั้งแล้วว่าอย่าเอาหน้ามาไถฉันในที่สาธารณะ นายคิดว่าตัวเองเป็นเจ้าว่างไฉนำโชค* ที่เลี้ยงไว้ในบ้านรึไง!”

          หนุ่มชุดดำเซล้ม รีบตะกายลุกขึ้นมาทำท่ากระดิกหาง “ที่รัก ถ้านายยินดี ฉันจะยอมเป็นหมานำโชคให้ก็ได้ จะขนหยิกขนตรงได้ทั้งนั้น หรือจะเป็นซามอยด์ก็ไม่มีปัญหา!” 

          หลงจี้เวยกล่าวอย่างสิ้นหวัง “นั่งลงดีๆ แล้วทำตัวให้เหมือนมนุษย์มนาหน่อยเถอะ แล้วคุณพนักงานเสิร์ฟคนโน้น เลิกมองสักทีได้ไหมครับ รบกวนคุณเอาไม้ตีแมลงวันมาฟาดพี่คนชุดดำกับเด็กนั่นคนละทีสองทีแล้วส่งกลับดาวนาเม็กไปซะ ขอบคุณ...” 

          ชายชุดดำและเย่เจินต่างเติมพลังจนอิ่มท้องในร้านกาแฟ ระหว่างกินข้าว ชายชุดดำเอาแต่คุยสัพเพเหระกับเย่เจิน ทุกคำถามฉลาดหลักแหลม พอกินข้าวเสร็จเย่เจินกลับรู้เพียงว่าเขาชื่อ ‘เฉวียนหลิน’ ผิดกับเฉวียนหลินที่ขุดรากเหง้าของเย่เจินออกมาจนพรุน

          ทั้งสามเดินออกจากห้างไปด้วยกัน เฉวียนหลินโอบไหล่เย่เจินอย่างสนิทสนม ถามว่า “นายมีที่ไปหรือเปล่า ไอ้น้อง”

          เย่เจินผงะไปทันควัน “ซวยแล้ว!”

          เขาวิ่งออกจากร้านอาหารโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า เถ้าแก่ต้องเป็นห่วงแย่แล้ว 

          “ผมต้องกลับร้านไปอธิบายกับพวกเขาให้ชัดเจน ลุงอ้วนยังผัดบะหมี่ไว้ให้ผมด้วย คืนนี้ผมต้องเฝ้าร้าน....”

          เย่เจินหันหลังเตรียมวิ่ง แต่ถูกเฉวียนหลินดึงไว้ “อย่าทำเป็นตื่นตูม มา! เรียกฉันว่าพ่อสักคำ จะปัญหาอะไร เดี๋ยวพ่อจัดการให้”

          เย่เจินอ้าปากค้าง จ้องตอบอย่างว่างเปล่าและไร้เดียงสา

          “นายเรียกหลงจี้เวยว่าแม่ไม่ใช่เหรอ ถ้าอย่างนั้นนายก็ควรเรียกฉันว่าพ่อสิ มานี่ไอ้ลูกชาย เรียกพ่อเรียกแม่เสร็จ จะได้กลับบ้านเรากัน”

          “...” เย่เจินรีบมองไปทางหลงจี้เวยด้วยสายตาขอความช่วยเหลือ

          หลงจี้เวยโบกเรียกแท็กซี่พร้อมกับปั้นหน้าขรึม “ถ้าเรียก ฉันก็จะไม่พานายกลับบ้านไปด้วยนะไอ้หนู! เรื่องพ่อแม่ค่อยว่ากันทีหลัง! กลับบ้านไปอาบน้ำอาบท่าซะก่อน ส่วนเรื่องร้านอาหารยังไม่ต้องไปสนใจ ฉันต้องคิดก่อนว่าจะจัดการกับนายยังไง”

          ไอ้หนูเย่สือซันก็เหมือนลูกทาสที่รอการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่ไม่มีอยู่จริง เขาถูกหลงจี้เวยพาขึ้นรถอย่างว่านอนสอนง่าย พอขึ้นรถก็เอนพิงอยู่ข้างๆ หลงจี้เวย นัยน์ตายังมีความตื่นตระหนกเหมือนกลัวว่าจะถูกทอดทิ้ง

          เฉวียนหลินหันกลับมามองเขาจากที่นั่งข้างคนขับ กล่าวแสดงความคิดเห็น “เด็กน้อยคงจะตกใจน่ะ ดูน่าสงสารเชียว”

          หลงจี้เวยตบหลังเย่เจินเบาๆ คงเพราะกินอิ่มใส่ชุดอุ่น แถมในรถยังสบาย ไม่ทันไรเย่เจินก็ผล็อยหลับ

          บทจะหลับก็หลับยาวจนมาถึงใต้อะพาร์ตเมนต์เล็กๆเฉวียนหลินจ่ายค่ารถแล้วแบกเย่เจินเข้าบ้าน หลงจี้เวยเก็บกวาดห้องว่าง พาเย่เจินที่หลับใหลไม่สนใจสิ่งรอบข้างเข้าไปนอนด้านใน

          ใบหน้าเด็กหนุ่มที่นอนหลับปุ๋ยเจือสีชมพูระเรื่อ ราวกับเด็กที่รู้ว่าตนปลอดภัย ไม่ต้องเผชิญกับความทุกข์ยากตรากตรำใดๆ อีก

          หลงจี้เวยปิดประตูก้าวออกมา เฉวียนหลินนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่น พลิกสำรวจรองเท้าขาดๆ และเสื้อผ้าเก่าที่เย่เจินถอดเปลี่ยน

          “เราปล่อยให้เขาไปที่ร้านอาหารนั่นไม่ได้อีกแล้ว เจ้าเด็กนี่ต้องก่อเรื่องมาแน่” เฉวียนหลินชี้ไปที่เลือดเป็นหยดๆ บนรองเท้า กล่าวว่า “ยังใหม่อยู่ เลือดคน เพิ่งเลอะไปไม่กี่ชั่วโมงนี่เอง”

          หลงจี้เวยเอ่ยบ้าง “ทำไมฉันถึงได้เก็บแต่ตัววุ่นวายกลับมาเนี่ย ตอนแรกก็นาย ตอนนี้ก็เจ้าหนูนี่อีก...”

          เฉวียนหลินรีบกระโจนเข้าไปหา คลอเคลียถูไถใบหน้าพร้อมสูดน้ำลาย “ที่รัก... ดูสินายโชคดีแค่ไหน พอได้เก็บ ก็เก็บเอาสามีกลับมาตั้งคนหนึ่งแน่ะ เก็บอีกก็เก็บเอาลูกชายตัวโตขนาดนั้นมาอีกคน
ต่อไปพวกเราจะเป็นครอบครัวที่ทั้งโชคดีและมีความสุขแล้ว!”

          หลงจี้เวยเหยียดมือออกไปดันใบหน้าหล่อเหลาของเฉวียนหลินให้อยู่ห่างสักครึ่งเมตร สีหน้าไร้อารมณ์ “ความเด๋อด๋าปัญญาอ่อนเป็นโรคติดต่อได้อยู่นะ อยู่ให้ห่างจากฉันหน่อย!”

          เฉวียนหลินยื่นมือไขว่คว้าอีกฝ่ายอยู่นาน ในที่สุดก็จับหลงจี้เวยไว้ได้ ชายหนุ่มเข้าคลอเคลียอย่างหลงใหลแล้วพูดว่า “ที่รักจ๋า ฉันรู้ว่านายรักฉันไม่อย่างนั้นคงไม่ตามมาจากปักกิ่งหรอก...ตอนนี้ทำยังไงดีล่ะ การสังหารหมู่ที่หลู่ซุ่นนั่นเป็นเรื่องเมื่อหนึ่งร้อยสิบสองปีก่อนเชียวนะ” 

          หลงจี้เวยถาม “นายว่าเขาเหมือนคนบ้าหรือเปล่า”

          เฉวียนหลินตอบ “ลูกชายของเราไม่บ้า ซ้ำยังฉลาดล้ำเชียวละ”

          “นายอย่าพูดคำว่าลูกชายได้ไหม? ช่างมันเถอะ เราให้เขาเข้าโรงเรียนก่อน หาใครสักคนมาช่วยทำเรื่องเอกสารยืนยันตัวตนให้เขาก่อน บอกไปว่าเป็นเด็กนอกระบบมาจากบ้านนอกก็แล้วกัน”

          เฉวียนหลินยังซุกใบหน้าอยู่ตรงซอกคอหลงจี้เวย พอได้ยินแบบนั้นจู่ๆ ก็หัวเราะขึ้นมา

          หลงจี้เวยถามอย่างเย็นชา “นายหัวเราะอะไร”

          “ไม่มีอะไร” เฉวียนหลินยิ้มบาง กล่าวว่า “ฉันแค่นึกได้ว่า ตอนอยู่ปักกิ่งใครๆ ก็บอกว่านายโหดเหมือนมัจจุราช แต่ที่จริงนายน่ะรับมือง่ายที่สุดแล้ว ทั้งใจอ่อนและยังติดกับคนง่ายอีกต่างหาก เกิดวันหนึ่งถูกใครข่มเหงขึ้นมาจะทำยังไง?”

          พูดจบก็ไม่รอให้หลงจี้เวยได้ตอบ เฉวียนหลินยื่นมือไปกอดเขาเอาไว้ กล่าวอย่างพออกพอใจ “แต่ไม่เป็นไรหรอก ยังมีฉันอยู่ทั้งคนฉันรักนาย จะไม่ปล่อยให้นายตกที่นั่งลำบากแน่”

 

          นอกสนามบิน

          รถบีเอ็มดับเบิลยูสีดำเงาวับจอดเรียงกันสี่คันริมถนน ดึงดูดสายตาผู้คนที่เดินผ่านแถวนั้นให้มองเป็นจุดเดียว

          ชายในชุดสูททยอยเดินลงจากรถมารอด้วยท่าทางนอบน้อม คนขับรถคันที่สองเปิดประตูอย่างสุภาพ ก้มหน้ายืนรออยู่ข้างถนน จังหวะนั้นก็เห็นหญิงวัยกลางคนชาวญี่ปุ่นในชุดกิโมโนเรียบง่าย และชายหนุ่มสูงใหญ่สวมแว่นกันแดดอายุประมาณสามสิบปี เดินลงจากสะพานสนามบินท่ามกลางวงล้อมของกลุ่มผู้ติดตาม  

          หญิงวัยกลางคนแต่งหน้าอย่างพิถีพิถัน มวยผมถูกหวีเรียบ หล่อนปั้นหน้าขรึม ปากเม้มสนิท บริเวณหางตามีรอยย่น มองก็รู้ว่าเป็นคนดุ

          เทียบกันแล้ว ชายสวมแว่นกันแดดถึงแม้จะวางหน้านิ่ง แต่กลับให้ความสุขุม รูปร่างของเขาถือว่าสูงใหญ่กว่ามาตรฐานชาวเอเชียทั่วไป ไหล่กว้าง แผ่นหลังเหยียดตรงเหมือนคนที่ฝึกทักษะการต่อสู้มานานหลายปี เผยกลิ่นอายเยือกเย็นสงบนิ่งออกมาทุกการเคลื่อนไหว

          คนทั้งกลุ่มรีบก้าวขึ้นรถ คนขับเอ่ยถาม “คุณนายยามาจิ คุณชายคุโรซาว่า พวกเราจะไปเก็บสัมภาระที่โรงแรมหรือจะไปโรงพยาบาลเลยดีครับ?” 

          คุณนายยามาจิขยับริมฝีปากที่เม้มแน่น ตอบว่า “ไปโรงพยาบาล!”

          ชายหนุ่มที่นามสกุลคุโรซาว่าตอบเสียงราบเรียบ “ไปโรงแรมก่อน”

          น้ำเสียงของคุณนายยามาจิเจือแวววิตกกังวล “พูดอะไรของเธอกัน จนป่านนี้แล้วอาซูยังไม่ฟื้น เขาเป็นลูกพี่ลูกน้องของเธอนะ!”

          คนขับลอบมองผ่านกระจกส่องหลัง เห็นเพียงคุโรซาว่าแหงนหน้าขึ้นพลางหลับตา ทำเป็นไม่ได้ยิน

          คนขับลังเลครู่หนึ่ง ก่อนจะเหยียบคันเร่งแล้วมุ่งหน้าไปทางโรงแรม

          คนทั้งขบวนมาเก็บสัมภาระที่โรงแรมเรียบร้อยจึงออกเดินทางไปโรงพยาบาล

          ตอนนี้คุโรซาว่าย้ายไปนั่งในรถคันแรกแล้ว เขาหันหน้าไปถามผู้ช่วย “ก่อนที่ยามาจิ ซู จะมาต้าเหลียน เขาเคยไปที่หลู่ซุ่นเหรอ?”

          ในเมื่อคุโรซาว่าตั้งคำถามนี้ขึ้นมา แสดงว่าได้สืบเรื่องที่เกิดขึ้นในการแข่งขันชกมวยใต้ดินคืนนั้นแล้ว ผู้ช่วยกล่าวยืนยัน “ไม่เคยครับ คุณชายยามาจิไม่เคยออกจากเมืองต้าเหลียนเลย ยิ่งไม่เคยไปรู้จักกับแก๊งมาเฟียท้องถิ่น คุณชายติดต่อคนในประเทศจีนค่อนข้างน้อยพวกเราไล่ตรวจสอบรายชื่อแล้ว ไม่มีคนแซ่เย่เลยด้วยครับ”

          คุโรซาว่านิ่งเงียบพักหนึ่ง พลันเอ่ยถาม “ที่หลู่ซุ่นมีตระกูลเย่จริงๆ เหรอ?”

          “เรื่องนี้กำลังไปสืบอยู่ครับ แน่นอนว่าคนแซ่เย่ต้องมีไม่น้อย แต่ไม่เคยได้ยินตระกูลเย่ที่มีชื่อเสียงด้านศิลปะการต่อสู้เลย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงลูกชายคนสุดท้องตระกูลเย่อะไรนั่น...”

          คุโรซาว่านิ่งเงียบ โครงหน้าหล่อเหลาคมกร้าวจากด้านข้างที่ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ทำให้ยากจะคาดเดาความคิดของเขาได้

          ผู้ช่วยกล่าวขึ้นอย่างระมัดระวัง “จากที่คุณโตโกว่ามา คนร้ายอ้างว่าตัวเองมาล้างแค้นให้ครอบครัวเมื่อ ‘หนึ่งร้อยสิบสองปีก่อน’ไม่แน่ว่าอาจจะสติฟั่นเฟือน ถ้าผู้ก่อเหตุเป็นผู้ป่วยทางจิต ก็ยังพอเข้าใจได้...”

          “ผู้ป่วยทางจิตคนหนึ่งจะถึงขั้นทำร้ายโตโก เคียวตัน ยอดฝีมือคาราเต้สายดำขั้นแปดบนเวทีสังเวียนได้เลยเหรอ แถมใช้นิ้วมือแตะเบาๆ ก็เล่นเอายามาจิ ซู สลบไม่ได้สติตั้งสองวันแน่ะ”

          ผู้ช่วยอ้ำๆ อึ้งๆ ไม่กล้าตอบ คุโรซาว่าแค่นหัวเราะไปทีหนึ่ง

          “ผู้ป่วยทางจิตอะไรกัน เห็นๆ อยู่ว่าตระกูลยามาจิไปหาเรื่องคนที่ล่วงเกินไม่ได้ อีกฝ่ายเลยตามมาล้างแค้น!”

          ระหว่างทาง คุณนายยามาจิยังพยายามวางท่าเย่อหยิ่งในแบบของคนตระกูลสูงเอาไว้ แต่เมื่อมาถึงโรงพยาบาลพอเห็นลูกชายที่สลบไม่ได้สติ เธอก็ไม่อาจเก็บอาการ

          ในเวลาเพียงสองวัน ยามาจิ ซู เหมือนเปลี่ยนเป็นคนละคน สีหน้าซีดขาว เปลือกตาบวมแดงช้ำเลือด บนแก้มปรากฏรอยสีเทาช้ำแบบผิดที่ผิดทาง เนื่องจากไม่สามารถหายใจด้วยตัวเอง เขาจึงต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ดูเหมือนผู้ป่วยอัมพาตที่นอนติดเตียงมาแปดถึงสิบปี

6.จำเป็นต้อง...

          เรื่องที่น่าแปลกใจคือไม่ว่าหมอจะตรวจอย่างไร ก็ไม่สามารถหาสาเหตุอาการป่วยที่แน่ชัดของคุณชายท่านนี้ได้ หัวใจเขาเต้นช้าตับไตอ่อนแรง หลอดเลือดหัวใจตีบแตก ตามหลักแล้วบริเวณอกน่าจะเคยโดนกระแทกอย่างแรง ทว่ากระดูกบริเวณอกกลับมีสภาพสมบูรณ์ ไม่มีแม้แต่รอยแตกร้าว 

          หรือว่ามีคน ‘ตีวัวข้ามภูเขา’

          ไม่ได้ทำร้ายกระดูก แต่ข้ามไปทำร้ายอวัยวะภายในของเขาอย่างนั้นเหรอ?

          เป็นไปได้อย่างไร นี่ไม่ใช่โลกของเวทมนตร์สักหน่อย!

          คุณนายยามาจินั่งอยู่ข้างเตียง จับมือลูกชายด้วยอาการสั่นระริกก่อนจะร้องออกมาเป็นภาษาญี่ปุ่น

          “อาซู!”

          ลูกน้องทุกคนยืนนิ่งเงียบอยู่ด้านข้าง แม้แต่หมอยังไม่กล้าหายใจแรง

          คุโรซาว่านั่งอยู่ด้านข้างด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง พาดขาเรียวยาวข้างหนึ่งบนขาอีกข้าง

          คุณนายยามาจิสะอึกสะอื้นไปพักใหญ่ ก่อนหันหน้ามาพูดด้วยเสียงแหบพร่า “อาเซน เธอคิดว่านี่มันเรื่องอะไรกัน!” 

          คุโรซาว่า เซน ลุกขึ้นยืนอย่างเกียจคร้าน ยื่นมือไปดันคุณนายยามาจิออก ปลดกระดุมเสื้อตรงบริเวณอกของยามาจิ ซู เห็นได้ชัดว่าบนอกบริเวณใต้ลิ้นปี่ลงไปครึ่งชุ่นมีจุดกลมสีดำจางๆ ขนาดเท่านิ้วมือเหมือนกับถูกอะไรชนจนทิ้งรอยฟกช้ำเอาไว้ 

          คุโรซาว่าถามหมอ “รอยนี้มีตั้งแต่ตอนส่งตัวมาเมื่อวันก่อนแล้วเหรอ?”

          หมอรีบตอบ “ตอนที่รถพยาบาลมาถึงยังไม่มีอะไรผิดปกติครับ เพิ่งสังเกตเห็นรอยฟกช้ำจางๆ ตอนแอดมิท แต่ก็ยังไม่ขึ้นสีดำขนาดนี้ จุดดำนี่เพิ่งมีช่วงเช้าวันนี้เอง ทางเราสงสัยว่าจะเป็นการฟกช้ำใต้ผิวหนัง...” 

          “จุดจิวเหวย” คุโรซาว่าตัดบทหมอ กล่าวขึ้นว่า “จุดลั่วของเส้นเริ่น หนึ่งในสามสิบหกจุดตายในร่างกายมนุษย์ การกดจุดจิวเหวยของยอดฝีมือสามารถสั่นสะเทือนช่องท้อง ตับไตจะสั่นเกร็ง เส้นเลือดแตก เลือดบริเวณหัวใจแข็งตัว ถ้าไม่มีการคลายจุด อาจต้องตายสถานเดียว”  

          คุณหมอทำเหมือนได้ยินเรื่องตลกหลุดโลกอะไรสักอย่าง “หา!?”

          คุณนายยามาจิหัวเราะไม่ออก สีหน้าของเธอดูกังวลขึ้นมาทันที แม้แต่มารยาทแบบตระกูลชั้นสูงที่ร่ำเรียนมายังช่วยปิดบังไว้ไม่มิดเป็นความหวาดหวั่นแกมวิตกที่มาจากแก่นกระดูก

          “คุณน่าจะเคยได้ยินมาบ้างแล้วนะครับคุณนายยามาจิ บิดาของปู่ทวดของคุณก็ถูกคนฆ่าตายในสนามรบด้วยวิธีนี้เหมือนกันไม่ได้ตายเพราะดาบหรือกระสุนปืน เพียงถูกคนกดนิ้วเบาๆ บนศีรษะก็หมดลมหายใจไปทันที อีกอย่างผมยังจำได้ว่านายท่านใหญ่ตระกูลยามาจิคนนั้นก็ตายที่หลู่ซุ่นประเทศจีนเหมือนกันด้วย ช่างบังเอิญเหลือเกิน”

          สีหน้าของคุณนายยามาจิไม่น่าดูขึ้นมาทันที เนิ่นนานกว่าจะเอ่ยถามอย่างเย็นชา “นี่เหรอวิชาจี้จุดตายของกังฟูในตำนาน? เธอต้องมีวิธีแก้แน่ๆ ใช่ไหม คุโรซาว่า เซน! ถ้าเป็นคนอื่นก็แล้วไป แต่ถ้าเป็นเธอละก็...” 

          คุโรซาว่ายืนอยู่ข้างเตียงผู้ป่วย ปรายตามองยามาจิ ซู ที่มีสภาพซีดเซียว สีหน้ายากจะคาดเดา

          นัยน์ตาคุณนายยามาจิหดเกร็ง

          คุโรซาว่า เซน เป็นลูกชายของคุณหนูใหญ่ตระกูลยามาจิ เป็นลูกพี่ลูกน้องของยามาจิ ซู แต่ในความเป็นจริง แม่ของเขาตัดขาดสายสัมพันธ์กับตระกูลตั้งแต่สามสิบปีก่อนแล้ว

          ชายคนนี้ถึงแม้จะนามสกุลคุโรซาว่า แต่แท้จริงแล้วกลับไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับตระกูลคุโรซาว่าเลยแม้แต่น้อย เขามีสายเลือดญี่ปุ่นครึ่งเดียวด้วยซ้ำ ที่เข้ารับตำแหน่งได้ก็เพราะญาติผู้พี่ไม่กี่คนของเขาล้วนตายกันอย่างปริศนา หนึ่งปีหลังจากที่เขารับตำแหน่ง ญาติผู้น้องที่เหลืออีกไม่กี่คนก็พิการโดยไม่ทราบสาเหตุ

          คุโรซาว่า เซน เป็นคนที่ทำงานแบบใส่ใจในรายละเอียดจนทุกวันนี้ก็ยังไม่มีหลักฐานพิสูจน์ได้ว่า ‘อุบัติเหตุ’ ของญาติพี่น้องเหล่านั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับเขาหรือไม่ คนแบบนี้ จะคาดหวังให้ทำตัวเสมือนญาติผู้พี่ที่กระตือรือร้นและใจดี ช่วยรักษาอาการบาดเจ็บของญาติผู้น้องได้หรือ?

          คุณนายยามาจิจ้องคุโรซาว่า เซน ไม่วางตา ริมฝีปากขยับ เพิ่งตั้งท่าจะพูดอะไรบางอย่าง ก็ถูกคุโรซาว่ายกมือขึ้นห้ามไว้ก่อน

          “การคลายจุดยากยิ่งกว่าการจี้จุดนับหมื่นเท่า แต่ผมจะลองดู”

          คุณนายยามาจิเม้มริมฝีปาก มุมปากเผยรอยย่นขึ้นมาอีกครั้ง “ภายใต้เงื่อนไขอะไร?”

          “ช่วยชีวิตญาติผู้น้องตัวเอง ต้องมีเงื่อนไขอะไรด้วยหรือครับ” คุโรซาว่ายิ้มบาง แสงเย็นยะเยือกจากดวงตามองแล้วเย็นชาราวกับคมดาบ “...แต่ตอนนี้อาซูได้รับบาดเจ็บ ตระกูลยามาจิย่อมไม่มีกำลังพอจะไปจัดการเรื่องต่างๆ แล้ว บางทีคงต้องให้ผมออกหน้าไปสืบเรื่องราวต่างๆ แทน” 

          แขกกิตติมศักดิ์อย่างตระกูลยามาจิของญี่ปุ่นแช่ตัวอยู่ในโรงพยาบาลตลอดช่วงเช้า ตอนที่ออกมาเป็นเวลามื้ออาหารพอดี คุณนายยามาจิรับประทานอาหารพร้อมเรื่องค้างคาใจมากมาย แต่คุโรซาว่ากลับนั่งรถตรงไปยังใจกลางเมือง

          คนขับรถอดไม่ได้ที่จะลอบมองคุโรซาว่าผ่านกระจกส่องหลัง ท่าทางของเขาดูเหนื่อยล้ากว่าตอนที่อยู่โรงพยาบาลเสียอีก บริเวณหน้าผากมีเหงื่อผุดซึม ใบหน้ามืดทะมึน ดูเย็นชาและอึมครึมกว่าปกติ ชวนให้คนมองรู้สึกขวัญหนีดีฝ่อ

          รถจอดลงตรงหน้าประตูบาร์ที่เกิดเรื่อง ลูกน้องผลักประตูออกอย่างเคารพ คุโรซาว่าก้าวเข้าไปในห้องโถง เห็นเพียงด้านในที่เงียบเหงาวังเวง หน้าร้านถูกบอดี้การ์ดตระกูลยามาจิล้อมเอาไว้อย่างแน่นหนา โต๊ะเก้าอี้ล้มคว่ำเกลื่อนพื้น

          เจ้าของบาร์กับพนักงานต้อนรับคนหนึ่งถูกล้อมไว้ตรงกลาง ทั้งคู่ตกใจกลัวจนเนื้อตัวสั่น

          พอคุโรซาว่าเดินเข้ามา ผู้ช่วยก็รีบก้าวมาโน้มตัวรายงาน “เค้นถามมาได้แล้วครับท่าน วันนั้นสังเวียนอยู่ห่างมากเกินไป ไม่ค่อยมีใครเห็นหน้าตาของคนร้ายชัดเจน คนเดียวที่เคยพูดคุยกับคนร้ายในระยะประชิดก็คือผู้หญิงที่เป็นพนักงานต้อนรับ ตามที่เธอบอก คนร้ายเหมือนจะเป็นนักเรียนมัธยมต้นคนหนึ่ง อายุน่าจะแค่สิบกว่าปีเท่านั้น...”

          พูดถึงตรงนี้ สีหน้าของผู้ช่วยก็ดูประหลาดไป “เอ่อ... ซ้ำยังผอมมาก สวมเสื้อผ้าซอมซ่อ... ผมให้คนวาดภาพตามคำอธิบายของเธอแล้วครับ”

          ด้านข้างมีคนยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งมาให้ บนนั้นวาดเด็กหนุ่มคนหนึ่งเอาไว้ อายุราวๆ สิบห้าสิบหกปี รูปร่างซูบผอม ผมเผ้ารุงรัง โครงหน้าเจือความงดงามแบบไม่สามารถระบุเพศได้อย่างแน่ชัด แต่เรียวคิ้วคมเข้ม สันจมูกสูงโด่ง ทั้งสายตายังดุกร้าว ท่าทางเจือกลิ่นอายเย่อหยิ่งไม่ยอมคน

          ลูกน้องของคุโรซาว่าแต่ละคนมีฝีมือหลากหลาย ภาพนี้วาดออกมาแล้วดูคล้ายคลึงกับเย่เจินตัวจริงสามถึงสี่ส่วนเลยทีเดียว

          “เด็กที่บีบด้วยมือเดียวก็หักคอได้แบบนี้ เป็นคนที่น็อกคุณโตโกจริงเหรอ คุณโตโกเป็นถึงยอดฝีมือที่มีชื่อเสียงโด่งดังในประเทศเชียวนะ! ท่านคุโรซาว่า ขออภัยที่ผมบังอาจ แต่ผมไม่อยากเชื่อเลยจริงๆ...”

          “กังฟูจีนน่ะลึกลับมาก” คุโรซาว่ากล่าวเสียงเรียบ “ถึงแม้ช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ในโลกของการต่อสู้ที่มีแต่คนฝีมือเยี่ยม สิ่งที่เรียกว่ากังฟูจีนอาจกลายเป็นเรื่องตลก ไม่ว่าใครก็สามารถเหยียบย่ำได้
แต่มีสุภาษิตกล่าวว่า ‘ตัวจริงไม่เผยโฉม’ ประเทศจีนกว้างใหญ่ ซ้ำยังมีประชากรมาก นายไม่มีวันรู้ว่าบนแผ่นดินอันกว้างขวางนี้ยังมี‘ตัวจริง’ ที่ไม่เผยโฉมซ่อนอยู่อีกหรือเปล่า”  

          นิ้วของเขาลูบไล้ตามใบหน้าของเย่เจินในภาพวาดอย่างแผ่วเบา ทะนุถนอมราวกับสัมผัสสิ่งที่รักใคร่

          ผู้ช่วยมองสีหน้าของเขา พลันรู้สึกสั่นสะท้าน “ตระกูลยามาจิเคียดแค้นเด็กคนนี้เข้ากระดูกแล้ว ถ้าพวกเราจับตัวเขาได้ละก็ จำเป็นต้อง...”

          เขาทำมือเชือดคอ

          “ลอบฆ่าเหรอ?” มุมปากคุโรซาว่าโค้งเล็กน้อย แสดงความเย็นชาออกมา “ไม่ ยอดฝีมืออัจฉริยะที่มีพรสวรรค์แบบนี้ ต้องตายในการดวลแบบยุติธรรมตัวต่อตัว ตายในกำมือของฉันเท่านั้น”           

          คุโรซาว่าพับภาพวาดยัดใส่ในกระเป๋าเสื้อสูท กล่าวเสียงเรียบว่า “ไปค้นหาร่องรอยของเด็กคนนี้ตามโรงฝึก โรงเรียนสอนศิลปะการต่อสู้ทุกแห่งในเมือง และไปสืบข่าวจากแก๊งมาเฟียท้องถิ่นด้วย ไม่ว่าต้องใช้วิธีไหนก็ต้องหาให้เจอให้ได้ คนพิเศษแบบนี้ยังไงก็หาพบเว้นแต่เขาจะตกลงมาจากฟ้า ไม่งั้นคงเป็นไปได้ยากที่จะไม่เหลือร่องรอย!”  

          ลูกน้องทั้งหมดยืนตัวตรงแล้วโค้งคำนับเก้าสิบองศา “รับทราบครับ!”

 

          เด็กน้อยเย่สือซันที่ ‘ตกลงมาจากฟ้า’ จริงๆ คนนี้

          ตื่นนอนตอนเวลาหกโมงเช้าไปวิ่งออกกำลังกายและซ้อมชกมวย เจ็ดโมงก็กลับบ้านมาทานอาหารอย่างสดชื่น ตอนที่เดินผ่านห้องน้ำ เห็นคนเปลือยครึ่งท่อน โน้มตัวล้างหน้าอยู่ตรงอ่าง จึงร้องเรียกด้วยความชินปาก “แม่ครับ!”

          เฉวียนหลินไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง “แม่เธออยู่ในห้องนั่งเล่น!”

          เย่เจินตอบ “อ้อ ขอบคุณครับคุณลุง”

          “เรียกพ่อ! ไอ้หนู! นายอยากโดนตีรึไง! เมื่อคืนแม่นายยังร้องห่มร้องไห้เรียกสามีอยู่ใต้ตัวฉันเลย”

          เย่สือซันเลือกที่จะเพิกเฉยต่อเนื้อหาสิบแปดบวก เดินไปส่องที่ห้องนั่งเล่นก็เห็นหลงจี้เวยกำลังนั่งคุยโทรศัพท์อยู่ที่โต๊ะอาหาร

          “เอาล่ะ อย่าจู้จี้นักเลย ชีวิตฉันที่ต้าเหลียนก็ไม่ได้แย่ เดี๋ยวว่างๆ นายช่วยส่งใบชาคัดพิเศษให้ฉันอีกหน่อยแล้วกัน ถ้าคนแซ่หานรังแกนาย จำไว้ว่าต้องบอกฉัน ฉันจะช่วยฆ่าเขาเอง... เหล่าหลงสบายดีฉันเองก็สบายดี แค่ปัญหาการเรียนของลูกทำให้ต้องปวดหัวอยู่บ้าง...เอาล่ะฉู่ฉือ ไปย้ำหานเยว่ว่าอย่าลืมไปขึ้นทะเบียนราษฎร์ให้ลูกชายฉันด้วย ยังต้องเรียนหนังสืออีกแน่ะ ไม่คุยแล้ว ฉันกินข้าวเช้าอยู่” 

7.ยกเว้นหลงจี้เวย

          เสียงเป็นกังวลดังมาจากปลายสาย “ทำกับข้าวกินเองที่บ้านเหรอ นายไม่ได้ลงไปซื้อข้าวเช้าใช่ไหม ระวังไปกินถูกน้ำมันจากท่อระบายน้ำล่ะ”

          หลงจี้เวยถาม “สหายฉู่ฉือ นี่นายอยากโดนดีเหรอไง”

          เย่เจินนั่งลงข้างๆ หลงจี้เวย คว้าปาท่องโก๋แช่น้ำเต้าหู้ขึ้นมากินจนปากมันเยิ้ม

          หลงจี้เวยตัดสาย ลูบศีรษะเย่เจิน “รีบกิน กินเสร็จเดี๋ยวให้เฉวียนหลินไปส่งนายที่โรงเรียน”

          เย่เจินพยักหน้าอย่างว่าง่าย ก่อนถามอีก “น้ำมันจากท่อระบายน้ำคืออะไรเหรอครับ?”

          “หนึ่งสิ่งประดิษฐ์ในประวัติศาสตร์จากวิวัฒนาการของมนุษยชาติ”

          “แล้วทะเบียนราษฎร์คืออะไรฮะ?”

          “หลักฐานยืนยันการอยู่อาศัย”

          หลงจี้เวยเห็นเย่เจินยังจะอ้าปากขึ้นอีก ก็รีบพูดตัดบททันที “หยุดถามวุ่นวายซะที เย่สือซัน! เป็นเด็กเป็นเล็กอย่าพูดมาก นายอยากโดนตีรึไง!”

          เย่เจินเอ่ย “ผมสัญญาว่านี่เป็นคำถามสุดท้ายแล้ว แม่ครับลุงเฉวียนหลินบอกว่าเมื่อคืนแม่เรียกเขาว่าสามี เป็นเรื่องจริงเหรอฮะ?”

          หลงจี้เวย “...”

          หลงจี้เวยถีบเปิดประตูห้องน้ำ ไม่นานเสียงร้องอ้อนวอนเหมือนผีโหยหวนของเฉวียนหลินก็ดังลอยออกมา “เมียจ๋าฉันผิดไปแล้ว!ผิดไปแล้ว! ฉันก็แค่พลั้งปากไปเฉยๆ โอ๊ย อย่าตีหัวสิ!”

          หนูน้อยเย่สือซันชนะแล้ว

          ทุกคนที่ขู่ว่าจะทุบตีเย่เจิน สุดท้ายล้วนต้องเป็นฝ่ายโดนตี

          ยกเว้นหลงจี้เวย

 

          โรงเรียนที่เย่เจินกำลังจะเข้าเรียนเป็นโรงเรียนมัธยมต้นของเอกชนแถบชานเมือง

          อาจารย์ใหญ่และตระกูลหานที่ปักกิ่งเคยมีมิตรภาพที่ไม่สามารถบรรยายได้ ดังนั้น ‘คนนอกระบบ’ อย่างเย่เจิน ที่ยังไม่ได้แก้ปัญหาเรื่อง ‘ตัวตนในทะเบียนราษฎร์’ จึงถูกยัดเข้าไปอยู่ในระดับมัธยมศึกษาปีที่สามของโรงเรียนแห่งนี้

          ความคิดของหลงจี้เวยคือเด็กต้องได้เรียนหนังสือ ต่อให้ไม่มีประโยชน์สำหรับอนาคตก็ต้องเรียน

          เฉวียนหลินทิ้งเย่เจินไว้ที่หน้าประตูโรงเรียน ปรับกระจกรถลง พร้อมเตือนด้วยเสียงเคร่งเครียด “เข้าเรียนวันแรกทำตัวดีๆ หน่อยไอ้เด็กเน่า! ห้ามสุมหัวหาเรื่องชกต่อย ห้ามแอบดูผู้หญิงในห้องเปลี่ยนชุด ห้ามแอบจับก้นครูสาว สำคัญที่สุดคือห้ามปากพล่อย! ไม่อย่างนั้นแม้แต่ฉันก็ปกป้องนายไม่ได้!”

          เย่เจินตอบ “ทราบแล้ว ขอบคุณครับคุณลุง หัวที่ถูกหลงจี้เวยฟาดเต็มแรงนั่นยังเจ็บอยู่ไหมครับ” 

          เฉวียนหลิน “...”

          เฉวียนหลินเหยียบคันเร่งบึ่งรถออกไปด้วยความฉุนเฉียว 

          เย่เจินยักไหล่ นี่เป็นท่าที่เขาเรียนรู้จากทีวี เขาสะพายกระเป๋านักเรียน ค่อยๆ เดินเข้าไปในโรงเรียน

          เครื่องแบบโรงเรียนเอกชนดูดีมาก เป็นเสื้อสเวตเตอร์ไหมพรมคอวีสีเทาอ่อน ปกเสื้อเชิ้ตสีขาวโผล่ออกมาเผยให้เห็นเนกไทสีฟ้าเล็กน้อย กางเกงขายาวทรงตรงตัดเย็บเข้ากับหุ่นได้รูปสูงเพรียวของเด็กหนุ่ม รองเท้าหนังสีดำที่หลงจี้เวยซื้อให้ พอเหยียบลงบนพื้นก็ไม่ส่งเสียงใดๆ ออกมา   

          กลุ่มผู้หญิงที่เดินผ่านบางคนเหลียวหลังมองเขา เอามือปิดปากแอบส่งเสียงหัวเราะ

          เย่เจินไม่รู้ตัว หลังจากเดินเตร่ไปรอบอาคารเรียนเพียงลำพังอยู่นาน ในที่สุดก็คว้าตัวนักเรียนที่เดินผ่านมาถาม “ม. สามห้องหนึ่งอยู่ที่ไหน?”

          เด็กชายคนนั้นถามกลับอย่างสงสัย “ฉันอยู่ ม.สามห้องหนึ่ง นายเป็นใคร?”

          “นักเรียนใหม่”

          “อ้อ ถึงว่าไม่เห็นรู้จัก” เด็กชายพยักหน้า กล่าวอย่างกระตือรือร้น “ใกล้เข้าเรียนแล้ว เราไปด้วยกันเถอะ นายชื่ออะไรเหรอ?”

          “เย่สือซัน”

          “ฉันชื่อเว่ยกู่” ทั้งสองเดินเงียบๆ ไประยะหนึ่ง ในที่สุดเว่ยกู่ก็อดถามไม่ได้ “นายชื่อเย่สือซันจริงๆ เหรอ ชื่อนี้...”

          เย่เจินแทรก “เพราะมากใช่ไหมล่ะ”

          มุมปากเว่ยกู่กระตุกสองที ไม่พูดอะไรอีก

          ท่าทีของเหล่านักเรียนที่มีต่อนักเรียนใหม่มักจะตั้งแง่ระแวง ผสมกับความอยากรู้อยากเห็นเสมอ

          โรงเรียนเป็นเวทีจำลองแบบย่อส่วนของสังคมผู้ใหญ่ มีนักเรียนย้ายมาใหม่ในชั้นเรียน ก็เหมือนกับเป็นเด็กเส้นของบริษัท ทุกคนอดไม่ได้ที่จะพากันลอบสำรวจเขา แสร้งทำเป็นสงบเสงี่ยมไม่ได้อยากรู้อยากเห็น แต่อันที่จริงไม่มีใครฟังเนื้อหาบทเรียนกันเลย

          ครูภาษาอังกฤษเป็นสาววัยรุ่นคนหนึ่ง พอมองลงมาจากหน้ากระดานก็เห็นการเคลื่อนไหวเล็กๆ น้อยๆ ของทุกคนชัดเจน เธอใช้ชอล์กเคาะบนกระดานดำแล้วถาม “มีใครอ่านเนื้อหาวรรคถัดไปให้
ทุกคนฟังได้ไหม?”

          ไม่มีใครยกมือ

          เด็กผู้หญิงแถวหน้าหยิบกระจกบานเล็กออกมา อาศัยเงาสะท้อนแอบมองเด็กหนุ่มหล่อเหลาคนที่นั่งแถวหลัง

          คุณครูยิ้มพลางเรียกชื่อ “นักเรียนใหม่เย่สือซัน เธอช่วยอ่านบทความให้ทุกคนฟังหน่อย... อ้อ เธอไม่มีหนังสือนี่? เว่ยกู่เอาให้เขายืมด้วย”

          เว่ยกู่ดันหนังสือเข้าไปให้ แอบชี้เนื้อหาวรรคหนึ่งในบทความ

          ทุกคนในห้องเหลียวหลังมองอย่างโจ่งแจ้ง สายตาแผดจ้านั้นแทบจะเผา ‘นักเรียนใหม่’ จนพรุน

          “...” เย่เจินจ้องตัวอักษรยึกยือบิดเบี้ยวบนหนังสือเรียน อ่านไม่ออกสักคำ 

          “อ่านสิ อ่าน” เว่ยกู่กระซิบเร่งเร้า กลายเป็นจุดศูนย์กลางของสายตาร้อนระอุทั่วทั้งห้อง เขาไม่กล้าแม้แต่เงยหน้าขึ้นมาด้วยซ้ำ

          “...” เย่เจินยังคงนิ่งเงียบ เนิ่นนานกว่าจะพูดด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ “ขอโทษครับ ผมอ่านไม่ได้”

          ทันใดนั้น ในห้องก็มีเสียงหัวเราะเยาะดังแว่วขึ้นระลอกหนึ่ง

          ครูสาวไม่ได้โกรธ ถามว่า “อ่านไม่ได้เลยเหรอ อย่างน้อยก็ต้องอ่านออกสักประโยคสิ”

          “อ่านไม่ได้ครับ”

          “ต้องอ่านคำศัพท์ออกสักคำสองคำบ้างสิ”

          “ไม่ได้จริงๆ ครับ” เย่เจินนิ่งไป กล่าวอย่างกระดากอาย “ผมไม่เคยเรียนมาก่อน”

          ในห้องมีเสียงหายใจเฮือก ครูสาวเองก็ตกใจ ถามว่า “ก่อนหน้านี้เธอเรียนที่โรงเรียนไหนมา ไม่เคยเรียนวิชาภาษาอังกฤษเลยเหรอ?”

          “ไม่เคยเข้าโรงเรียนเลยครับ” เย่เจินเกร็งลำคอ ดวงตาจับจ้องไปที่หน้ากระดานดำเขม็ง เขาตัดสินใจว่าจะไม่มองสีหน้าของคนอื่นเด็ดขาด

          เขาชักอยากกลับบ้านแล้ว

          ตอนที่เขาบอกหลงจี้เวยว่าตัวเองไม่เคยเข้าเรียน หลงจี้เวยไม่ได้ตกอกตกใจเสียหน่อย ขนาดเฉวียนหลินยังไม่มีสีหน้าเหลือเชื่ออะไรเลย

          “เอาล่ะๆ... เธอนั่งลงก่อน พวกเราค่อยว่ากันหลังเลิกเรียน” ครูสาวก็อึ้งเหมือนกัน ผ่านไปหลายวินาทีกว่าจะมีปฏิกิริยาตอบโต้ “เว่ยกู่ เธอมาอ่านวรรคนี้แทนเย่สือซันหน่อย”

          เย่เจินนั่งกลับลงไปบนเก้าอี้ ก้มหน้ามองดูรอยแตกร้าวเล็กๆ ของแล็กเกอร์บนผิวโต๊ะ เว่ยกู่รีบลุกขึ้น อ่านตัวอักษรยึกยือด้วยภาษางึมงำที่เย่เจินฟังไม่รู้เรื่อง 

          ภาษาของต่างชาติมีดีอะไรกัน เย่เจินคิดด้วยอารมณ์ฉุน ก็แค่ไม่เคยเรียนมาก่อน ฉันก็ไม่ได้อยากจะเรียนซะหน่อย

          เย่เจินคิดว่าเฉวียนหลินจะมารับเขากลับบ้านในตอนเที่ยง แต่สุดท้ายก็ต้องผิดหวัง

          เนื่องจากที่ตั้งของโรงเรียนค่อนข้างห่างไกล ทุกคนในโรงเรียนแห่งนี้จึงแทบไม่มีใครกลับบ้านในช่วงพักเที่ยงเลย ทุกคนพากันทานอาหารเที่ยงในโรงเรียน แน่นอนว่าโรงเรียนเอกชนส่วนใหญ่มีแต่เด็กที่ทางบ้านมีฐานะ คนที่โบกแท็กซี่ไปทานอาหารเที่ยงที่โรงแรมย่อมมีมากกว่า จึงเหลือนักเรียนที่พักเที่ยงอยู่ในโรงเรียนค่อนข้างน้อย 

          เย่เจินล้วงกระเป๋า ข้างในมีเงินห้าสิบหยวนที่หลงจี้เวยเอาให้

          ซื้ออะไรกินดีนะ เย่เจินเดินวกวนหน้าประตูโรงอาหารเห็นด้านในมีนักเรียนมากมายกำลังพูดคุยกันเสียงจ้อกแจ้กจอแจ จึงถอยออกมาเงียบๆ

          ยังคงมีคนแอบมองเขาอยู่มากมาย อยากพูดคุยตีสนิทกับเขา แต่เย่เจินไม่รู้สึกตัวเลยสักนิด

          ถึงอย่างไรเขาก็เป็นแค่เด็กใกล้โต ทิฐิยังคงมีมากอยู่ หลังเกิดเรื่องขายหน้าในคาบเรียนช่วงเช้าเลยรู้สึกว่าคนบนโลกต่างพากันหัวเราะเยาะและวิพากษ์วิจารณ์เขาไปหมด แต่ความเป็นจริงนักเรียนคนอื่นๆ ก็แค่สงสัยใคร่รู้ อันที่จริงผู้หญิงบางคนเพียงอยากได้เบอร์โทรศัพท์ของเขาเท่านั้น

          เย่เจินเดินเตร่ออกนอกโรงเรียน ค่อยๆ เดินไปตามทางเท้า ข้างถนนมีร้านสะดวกซื้อไม่น้อย มีร้านขายฮาร์ดแวร์และโรงแรมชั่วคราวด้วย เย่เจินเดินสำรวจอย่างใคร่รู้ตลอดทาง ไม่นานก็พ้นจากถนนที่ตั้งโรงเรียน

          พอเลี้ยวเข้าหัวมุมถนนก็มีกำแพงโรงเรียนอีกแห่งปรากฏขึ้น

          เย่เจินทอดสายตาออกไปไกลมองอักษรไม่กี่คำบนป้ายหน้าโรงเรียนนั้น ซึ่งเขาอ่านออกทั้งหมด ‘โรงเรียนศิลปะการต่อสู้ฉางซานต้าเหลียน’

          โรงเรียนศิลปะการต่อสู้คืออะไร โรงฝึกซ้อมเหรอ?

          เย่เจินกุมปลายคางคิดครู่หนึ่ง เข้าใจแล้ว น่าจะเป็นอะไรที่คล้ายสำนักยุทธ์ ไม่อย่างนั้นก็คงเป็นโรงฝึกซ้อม โรงเรียนที่เขาเรียนเป็นโรงเรียนเอกชน ส่วนที่นี่เป็นโรงเรียนที่อาจารย์สอนศิลปะป้องกันตัวเปิดรับลูกศิษย์

          เขารู้สึกว่าตัวเองไปผิดโรงเรียนแล้ว ที่นี่ต่างหากถึงเป็นสถานที่ที่เขาควรมา!

          เย่เจินที่คิดตกจึงชะโงกหน้าชะเง้อคอ อยากแอบเข้าไปเดินในโรงเรียนศิลปะการต่อสู้สักเที่ยว แต่เสียดายที่โรงเรียนศิลปะการต่อสู้เป็นระบบโรงเรียนประจำ ปกติจะปิดประตูใหญ่ หากไม่ใช่นักเรียนที่นี่ต้องลงทะเบียนเข้าออก ไม่ว่ายังไงเขาก็เข้าไปไม่ได้

          ขณะที่เย่เจินหันหลังกลับอย่างผิดหวัง กำลังจะเดินกลับตามเส้นทางเดิม จู่ๆ บริเวณไหล่ก็ถูกคนตบเข้าอย่างแรงหนึ่งครั้ง “ไอ้หนูนี่ทำอะไรน่ะ เฮ้! ถามแกอยู่นะ!”

          วัยรุ่นที่หน้าตาไม่เป็นมิตรหลายคนตีวงเข้ามา ล้อมเย่เจินไว้ตรงกลาง คนกลุ่มนี้ล้วนสวมชุดกีฬาสีแดง ตัดผมทรงพิสดาร คนที่ตบไหล่เย่เจินโกนผมตรงท้ายทอยเกลี้ยง แต่ข้างหน้ากลับไว้หน้าม้ายาวเฟื้อย มองเหมือนไม้กวาดไม่มีผิด 

8.จับมันไว้ จับมันไว้!

          เย่เจินไม่รู้ว่าเขาเจอกับนักเลงโรงเรียนการต่อสู้เข้าให้แล้ว เขาแค่รู้สึกสงสัย จ้องนายหัวไม้กวาดคนนั้นอยู่หลายหน คิดว่าท้ายทอยเจ้าหมอนี่มีขี้กลากเหรอไง ถึงได้โกนผมเกลี้ยงขนาดนี้?

          นายหัวไม้กวาดอารมณ์ขุ่นขึ้นมาทันที “เฮ้! ถามแกอยู่นะ! แกจ้องฉันทำไมวะ!” พูดพลางยื่นมือผลักเย่เจินจนเซ

          ถนนยามเที่ยงไม่ค่อยมีคน ต่อให้มี ก็พากันก้มหัวห่อไหล่รีบเดินผ่านไป

          ทว่าเย่เจินไม่รู้สึกถึงอันตราย ตอบอย่างซื่อสัตย์ “ฉันเดินเล่นไปเรื่อยน่ะ ตอนแรกอยากเข้าไปดูในโรงฝึก แต่เข้าไม่ได้ เลยออกมา” 

          พวกนักเลงหัวเราะฮ่าๆ “อยากเข้าไปดูในโรงฝึก”

          “ที่นี่ใช่ที่ที่แกอยากเข้าก็เข้าได้ตามใจเรอะ”

          “ฮ่าๆๆ...”

          เสียงหัวเราะนี้ชวนให้เย่เจินเกิดความรู้สึกมุ่งร้ายตามสัญชาตญาณ เขาผลักนายหัวไม้กวาดออก

          “ฉันไปละ”

          นายหัวไม้กวาดรีบคว้าตัวเขาไว้ “ให้ฉันดูหน่อย เฮอะ... นี่มันชุดนักเรียนของโรงเรียนมัธยมถนนถัดไป เด็กรวยนี่หว่า!” 

          พวกนักเลงหัวเราะขึ้นมาอย่างมาดร้าย

          “ดูหน้าลูกคุณหนูนี่สิ อย่าเพิ่งตกใจหนี! เอาเงินมายืมใช้ก่อนเร็ว” นายหัวไม้กวาดยื่นมือไปล้วงกระเป๋าของเย่เจิน ไม่เจอกระเป๋าเงิน มีแต่ธนบัตรใบห้าสิบหยวน “เฮอะ! มีแค่นี้เหรอวะ” 

          เขายื่นมือไปผลักเย่เจินทันที “มีอีกไหม เอาออกมาให้หมด!”

          ใครจะไปรู้ว่าครั้งนี้เย่เจินไม่ได้ถูกผลักง่ายๆ มือของอีกฝ่ายยังไม่ทันแตะโดนปลายเสื้อของเขา เย่เจินก็สะบัดมือเบาๆ พริบตานั้นมือของนายหัวไม้กวาดก็ถูกปัดไปด้านข้าง

          นายหัวไม้กวาดสะดุ้งตกใจ รู้สึกว่ามือของตัวเองผลักไปโดนความว่างเปล่า เขาโมโหทันที ซัดหมัดหนึ่งเข้าให้ “ไอ้เด็กเน่าแกหัดเจียมตัวหน่อย! อยู่ดีไม่ว่าดี!”

          เย่เจินขมวดคิ้ว ยกมือขวาสกัดหมัดไว้บนฝ่ามืออย่างง่ายดาย มือซ้ายสองนิ้วประสานเหมือนดาบ กดลงบนแขนนายหัวไม้กวาดอย่างฉับไว

          “อ๊าก!” นายหัวไม้กวาดร้องลั่น รู้สึกว่าร่างกายครึ่งซีกชาเหมือนถูกกระแสไฟฟ้าไหลผ่านจากไหล่จรดฝ่าเท้า อยากลุกแต่ทรงตัวไม่ขึ้น ร่วงหมอบราบพื้นเสียงดังตุบ!

          พวกนักเลงเห็นท่าไม่ดี รีบกรูกันเข้ามาทันที “แม่งเอ๊ย แกทำอะไรวะ!”

          “จับมันไว้ จับมันไว้!”

          “โคตรบ้า! แกกล้าหาเรื่องกับพวกฉันเรอะ!”

          “ต่อยมันให้ตายเลย!”

          เสียงคำรามลั่นดังขึ้น เย่เจินถอยหลังครึ่งก้าวท่ามกลางกลุ่มคนที่กรูเข้ามา จิ้มนิ้วชี้สองข้างลงบนแก้มของหนุ่มสองคน สองคนนั้นพลันร้องโหยหวนกลิ้งล้มลงบนพื้น เอามือทาบแก้มพูดไม่ออก

          จากนั้นเย่เจินก็ยืนขาเดียว หมุนตัวถีบลูกเตะกวาดคนที่สามจนถอยครืดออกไปหลายก้าว

          ที่เหลืออีกสามคนพากันตกใจหน้าถอดสี ในโรงเรียนแก๊งพวกเขาถือว่ามีฝีมืออันดับต้นๆ ใครจะรู้ว่าพอประฝีมือกับเด็กหนุ่มคนนี้ เพิ่งจะเริ่มลงมือ ฝ่ายตนกลับร่วงไปสี่คนในพริบตา! 

          “เวรเอ๊ย!” คนย้อมผมเหลืองทนไม่ไหว ลอยตัวถีบกำแพงสองก้าวแล้วพลิกร่างกลางอากาศเตะเข้าที่แผ่นหลังเย่เจิน ทว่าเย่เจินเหมือนมีตาหลัง พลิกมือตบเข้าที่น่องนายหัวเหลืองโดยไม่ต้องมอง!

          นายหัวเหลืองแผดเสียงลั่นปานจะขาดใจตาย กุมน่องนอนกลิ้งบนพื้น เสียงร้องนั้นเหมือนกระดูกขาถูกทุบละเอียด

          สองคนสุดท้ายสบตากัน กลัวจนสั่นสะท้านไปทั้งตัว เย่เจินถาม “ยังจะสู้ไหม?”

          ทั้งสองไม่กล้าตอบ เย่เจินถามขึ้นอีกครั้ง “ยังจะสู้อีกไหม?”

          “...”

          เย่เจินก้มหยิบเงินห้าสิบหยวนที่นายหัวไม้กวาดทำตกบนพื้น ยัดใส่เข้าในกระเป๋า ยกเท้าเดินข้ามร่างที่กำลังชักของนายหัวเหลืองก้าวต่อไปข้างหน้า

          จังหวะที่เขาเดินเฉียดไหล่ สองคนนั้นก็สบสายตากัน พลันพุ่งมาจับทั้งสองมือของเย่เจินพร้อมกัน!

          เสียงดังผัวะก้องขึ้นสองที

          เย่เจินจับข้อมือของทั้งสองไว้ด้วยมือละข้างโดยไม่ต้องมองด้วยซ้ำ จากนั้นก็เหวี่ยงไปข้างหน้าอย่างสบายๆ เหมือนโยนกระเป๋า!

          คนตัวใหญ่ทั้งสองถูกเขาโยนกระเด็นออกไปในพริบตาหลังจากเสียงร่วงลงพื้นดังตุบ พวกเขาก็ไม่กล้าร้องครวญสักแอะพากันตะกายขึ้นมาวิ่งเตลิดไม่คิดชีวิต หนึ่งในนั้นยังล้มลุกคลุกคลานติดต่อกันหลายครั้ง

          เย่เจินเหลียวมองแผ่นหลังของนักเลงเหล่านั้นแล้วส่ายหน้าอย่างเสียดาย

          โรงฝึกศิลปะป้องกันตัวใหญ่โตขนาดนี้ ลูกศิษย์กลับไม่ได้เรื่อง ต้องไม่ใช่โรงฝึกดีเด่นอะไร มิน่าหลงจี้เวยถึงไม่ส่งตนเข้าเรียน การตัดสินใจของหลงจี้เวยถูกต้องจริงๆ!

          เย่เจินผ่อนลมหายใจด้วยความเสียดาย คิดว่าสมัยนี้ยอดฝีมือศิลปะการต่อสู้น้อยนิดเหลือเกิน โรงฝึกตั้งใหญ่โต คนฝึกกลับด้อยคุณภาพ ไม่มียอดฝีมือเก่งๆ เลยสักคน

          ช่วงเวลาเดียวกัน

          โรงฝึกศิลปะป้องกันตัวอีกแห่งในเขตเหลียวหนิงก็มีแขกไม่ได้รับเชิญโผล่มากลุ่มหนึ่ง

          ลูกศิษย์โรงฝึกไท่เฟิงเพิ่งจะเปิดประตูในช่วงบ่าย ก็เห็นกลุ่มผู้ชายในชุดเครื่องแบบคาราเต้ยืนเรียงแถวอยู่นอกประตู ทุกคนล้วนมีรูปร่างสูงใหญ่เมื่อยืนรวมกันก็เหมือนภูเขาลูกหนึ่ง ชวนให้ผู้ที่เห็นอกสั่นขวัญแขวน

          หัวหน้าโรงฝึกรีบถลันออกมา ยังไม่ทันเอ่ยปากถาม ผู้ช่วยคนหนึ่งก็ยื่นนามบัตรให้อย่างสุภาพ “สวัสดีครับอาจารย์ใหญ่จ้าว ผมคือผู้ช่วยโอฮาระ จินชุน จากตระกูลคุโรซาว่าในญี่ปุ่น ผมมาเพื่อรบกวนสอบถามสักหน่อยว่าในบรรดาลูกศิษย์ของโรงฝึกคุณ มีคนลักษณะแบบนี้บ้างหรือไม่ครับ” 

          ทันทีที่ผู้ช่วยส่งสายตาก็มีคนคลี่ม้วนกระดาษออก บนภาพเป็นเด็กหนุ่มผอมแห้งอายุสิบห้าสิบหก แววตาหลุบต่ำ เครื่องหน้าหล่อเหลา โครงหน้าแข็งกระด้าง 

          อาจารย์ใหญ่จ้าวคิดอยู่นาน ถามอย่างสงสัย “เอ่อ... ผมจำไม่ได้ ไม่ทราบว่าคุณมีเรื่องอะไรหรือครับ”

          ผู้ช่วยแอบมองสีหน้าคุโรซาว่า

          คุโรซาว่า เซน สวมชุดสูทยืนอยู่ข้างประตูรถจากระยะไกล สีหน้าเคร่งขรึมไม่ปรากฏอารมณ์ใดๆ

          ผู้ช่วยถอนหายใจพลางเก็บม้วนกระดาษ กล่าวว่า “ขอโทษที่มารบกวน ต้องขออภัยจริงๆ อาจารย์ของโรงฝึกคุณฝีมือยอดเยี่ยม ลูกศิษย์ในสำนักมีมากมาย กระผมได้ยินชื่อเสียงมานานแล้ว ไม่คิดเลยว่าจะได้มีโอกาสเจอ”

          ในที่สุดอาจารย์ใหญ่จ้าวก็เข้าใจความหมายของอีกฝ่าย “ไม่ทราบต้องการคำชี้แนะอะไรหรือเปล่า” 

          ผู้ช่วยโบกมือ นักคาราเต้สายดำสิบกว่าคนก้าวมาข้างหน้าอย่างพร้อมเพรียง

          เห็นเพียงผู้ช่วยยิ้มตอบ “อย่างนั้นก็รบกวนโรงฝึกของคุณชี้แนะด้วย!”

 

          ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ประตูบานใหญ่ของโรงฝึกก็เปิดออกอีกครั้ง

          คุโรซาว่าเดินนำหน้าสุด แขนเสื้อเชิ้ตม้วนขึ้นถึงศอก เผยให้เห็นท่อนแขนที่มีกล้ามเนื้อสีคล้ำเป็นมัดๆ ผู้ช่วยเดินตามอยู่ข้างหลัง ในมือถือเสื้อสูทราคาแพงของเขา

          ยอดฝีมือคาราเต้สิบกว่าคนยืนเรียงแถว ฝีเท้าก้าวเป็นระเบียบ สีหน้าไร้ความรู้สึก

          โอฮาระ จินชุน ยิ้มเอ่ย “ภายใต้ชื่อเสียงโด่งดัง ความสามารถกลับมีไม่เท่า* ในที่สุดผมก็เข้าใจความหมายประโยคนี้สักที บอกว่าเป็นโรงฝึกศิลปะป้องกันตัวชื่อดัง กลับเทียบเด็กของพวกเราไม่ได้ สถานที่แบบนี้ ดูท่าคงอบรมยอดฝีมือที่เกือบฆ่าคุณโตโกออกมาไม่ได้แน่นอนครับท่าน”

          คุโรซาว่า เซน กล่าวขึ้น “นายควรเรียนรู้อีกประโยคของจีนไว้ด้วย ‘ความประมาทเป็นบ่อเกิดหายนะ’” 

          โอฮาระ จินชุน รีบก้มหน้ารับคำ 

          คุโรซาว่ากล่าวเสียงเรียบ “อย่าประมาท เกิดเจอเทพอำมหิตคนนั้นขึ้นมาจริงๆ ฝีมือพวกนายยังไม่พอให้เขาเคี้ยวเล่นเลยด้วยซ้ำ”

          ยอดฝีมือคาราเต้สิบกว่าคนที่อยู่ข้างหลังพากันก้มหน้ากล่าวอย่างเคารพนอบน้อม “ขออภัยอย่างสูงครับท่าน!”

          คุโรซาว่าไม่สนใจ กล่าวต่อว่า “ต่อไปให้เริ่มจากตรงจุดนี้ สำรวจตรวจตราพื้นที่บริเวณนี้ทั้งหมด ต่อให้เป็นเพียงเบาะแสเล็กน้อยก็ไม่ปล่อยผ่าน จนกว่าจะพบร่องรอยของเด็กหนุ่มคนนั้น” 

          เขายื่นมือไปเปิดประตูรถ ลูกน้องยืนอยู่ข้างหลัง ต่างพากันโค้งคำนับเก้าสิบองศา

          “ครับท่าน!”

 

          ทุกเช้าเฉวียนหลินจะเป็นคนส่งลูกชายไปโรงเรียน

          หลงจี้เวยจึงมีหน้าที่มารับลูกตอนเย็นหลังเลิกเรียน จากนั้นทั้งสองก็จะแวะหาอะไรกินก่อนกลับ ซึ่งเฉวียนหลินมักจะนั่งดูซีรีส์อยู่ที่บ้านฆ่าเวลาไปซะส่วนใหญ่

          เป็นแบบนี้ไปสองสัปดาห์ ในที่สุดเย่เจินก็พบปัญหา “แม่ครับ! ทำไมลุงเฉวียนถึงไม่เคยกินข้าวกับพวกเราเลยล่ะ?”

          เฉวียนหลินเอ่ย “ให้เรียกว่าพ่อไงเย่สือซัน! ฉันกินแม่นายไปตอนกลางคืนแล้วน่ะ... โอ๊ย!”

          หลงจี้เวยดึงกำปั้นกลับอย่างสงบพลางตอบ “เขาไม่กินอาหารที่พวกเรากินหรอก”

          เฉวียนหลินนั่งร้องโอดครวญอยู่บนโซฟา เย่เจินหรี่ตามองพิจารณาเขา ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกว่าคนคนนี้ไม่ปกติ

          นี่เป็นสัญชาตญาณของผู้ฝึกศิลปะการต่อสู้ แม้ว่าเขาจะไม่รู้ซึ่งภูมิหลังของเฉวียนหลิน แต่ก็สัมผัสได้ว่าชายคนนี้ไม่ธรรมดา ไม่เหมือนกับผู้คนทั่วไป 

          เฉวียนหลินพูดอย่างโมโห “เย่สือซัน จะมองอะไรกันนักหนา การบ้านของนายน่ะทำไมยังไม่เขียนเลยสักตัว ครูคอมเมนต์มาแย่มากเลยนะ รู้ไหม? ยังไม่รีบมาขอให้พ่อสุดที่รักคนนี้ช่วยสอนทำการบ้านวิชาคณิตอีก!”

          เย่เจินแนบชิดข้างกายหลงจี้เวยราวกับลูกเป็ดน้อยที่อิงแอบอยู่หลังแม่เป็ด เอ่ยออกมาอย่างไม่ไยดี “ไม่ต้องหรอกครับ ขอบคุณลุงมาก พรุ่งนี้เช้าเดี๋ยวก็มีเพื่อนช่วยเขียนการบ้านให้ผมเอง”

          เฉวียนหลินถามอย่างสงสัย “มีเพื่อนที่ดีขนาดนี้ด้วยเหรอ?”

          หลงจี้เวยกล่าวออกมาอย่างเย็นชา “นายควรจะสนใจประเด็นที่ไอ้เด็กนี่ให้เพื่อนช่วยทำการบ้านให้มากกว่าหรือเปล่า?”

          “ไม่ๆๆ ที่รัก ฉันคิดมาตลอดว่าคณิตศาสตร์ทำลายธรรมชาติความเป็นเด็กของมนุษย์ ฉันดีใจมากที่มีคนยินดีจะไปตายแทนลูกชายของเราน่ะ ว่าแต่ลูกชาย นายไปหาเพื่อนนักเรียนที่ดีขนาดนี้มาจากไหน?”

          “ไม่รู้สิครับ” เย่เจินตอบอย่างไร้เดียงสา “ตอนแรกเป็นเว่ยกู่ แต่เขาไม่ค่อยเต็มใจ...”

          “ไม่เต็มใจแล้วยังจะช่วยนายเขียนอีกเนี่ยนะ?”

          เย่เจินตอบ “ก็ต่อยจนเต็มใจสิ”

          เฉวียนหลิน “...”

          หลงจี้เวย “...”

9.คบหาดูใจ

          “ต่อมาเพื่อนนักเรียนหญิงที่อยู่แถวหน้าก็อาสาจะช่วยเขียนให้แทน เว่ยกู่เลยส่งมอบหน้าที่นี้ให้กับเธอไป อืม ที่จริงเพื่อนผู้หญิงคนนั้นก็เขียนไม่เป็นเหมือนกันแหละครับ แต่พอดีมีนักเรียนชายหลายคนเต็มใจจะช่วยเธอ”

          เฉวียนหลินพูดออกมาอย่างไม่อยากจะเชื่อ “งั้นก็แปลว่าเด็กผู้หญิงคนนั้นให้ผู้ชายที่หวังจะเอาใจเธอมาช่วยเขียนการบ้านให้นายอีกที เพื่อที่เธอจะได้เอาใจนายอย่างงั้นเหรอ?!”

          “เอาใจคืออะไรเหรอครับ?” เย่เจินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง อวดใช้คำศัพท์ใหม่ที่เขาเพิ่งเรียนมา “นี่เรียกว่ารักใคร่สามัคคี ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ครูที่โรงเรียนสอนมาน่ะ”

          “ไม่ๆ เจ้าลูกชาย ที่คุณครูสอนวลีแบบนี้ ไม่ได้จะให้พวกนายช่วยทำการบ้านให้กันสักหน่อย แต่ช่างเถอะ นี่ก็เป็นความสามารถแบบหนึ่ง”

          เฉวียนหลินกุมขมับ ถอนหายใจยาว ก่อนจะลากลูกชายมาพินิจพิเคราะห์ดูอย่างละเอียด สักพักก็เอ่ยอย่างปลื้มใจ “ไอ้ลูกคนนี้หน้าตาไม่เลวเลย ต่อให้อนาคตจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องจะไม่มีข้าวกิน ดีจริงๆ!”

          หลงจี้เวยดึงตัวเย่เจินกลับมา กล่าวอย่างโมโห “นี่นายคิดจะแนะนำอาชีพบ้าบออะไรให้เขา... หา! เย่สือซัน วันหลังห้ามลอกการบ้านเพื่อนอีก ต้องทำด้วยตัวเอง เข้าใจไหม?”

          เย่เจินได้แต่รับปากอย่างว่าง่าย หลงจี้เวยสั่งสอนเขาต่อ “สอบให้ติดมหาวิทยาลัยดีๆ สักที่ เดี๋ยวจะหางานในสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติให้ จะได้เป็นข้าราชการที่มั่นคง ลูกผู้ชายต้องไม่ใช้หน้าตาหากินรู้ไหม? ไว้กลับปักกิ่งแล้วจะบอกฉู่ฉือมาช่วยติวให้นาย ตอนที่ฉู่ฉือเรียนมหาวิทยาลัย ได้ทุนเรียนดีมาทุกปีเลยนะ”

          เย่เจินรับปากอย่างว่าง่ายอีกครั้ง ในที่สุดหลงจี้เวยก็พอใจออกคำสั่ง “ไปนอนเถอะ เป็นเด็กเป็นเล็กไม่ควรจะนอนดึกเกินห้าทุ่ม”

          ดังนั้นเย่เจินที่เป็นคนติดแม่จึงได้วิ่งกระโดดโลดเต้นไปอาบน้ำ หยิบชุดนอนแขนยาวลายวัวที่หลงจี้เวยเตรียมไว้ให้เข้าไปด้วย ดูเป็นฉากที่น่ารักน่าขบขันมากเลยทีเดียว

          พอประตูห้องน้ำปิดลง เฉวียนหลินก็กระโจนเข้าใส่หลงจี้เวย กดมือทั้งสองของอีกฝ่ายไว้เหนือศีรษะ กล่าวเสียงขรึม “ลูกผู้ชายไม่ควรใช้หน้าตาหากินอย่างนั้นเหรอ หืม?”

          หลงจี้เวย “...”

          “ปีนั้น ฉันหมายตานายก็เพราะหน้าตาที่สะสวย เด็กคนอื่นอย่างกับแคร์รอตที่เพิ่งถอนออกมาจากดิน มีแต่นายที่ดูนุ่มนวล ซ้ำยังใส่เสื้อชมพูอีกต่างหาก ดูน่ากินมากๆ เห็นแวบแรกฉันก็หิวขึ้นมาเลย...”

          หลงจี้เวยกล่าวออกมาอย่างเย็นชา “ก็เกือบจะกินฉันเข้าไปจริงๆ เหมือนกันแหละ”

          “ใช่สิ แต่เสียดายที่นายวางกับดักฉัน เอาซะฉันไม่เพียงจะไม่ได้กิน กลับยังเสียเวลาตั้งหกสิบปีรับใช้นายอีกต่างหาก จะว่าไปก็เพราะนายสวยเกินไปนี่แหละ เล่นซะฉันเสียสติไปกับความงามเลย”

          “เฉวียนหลิน” หลงจี้เวยเอ่ย “ฉันจำได้ว่าในช่วงหกสิบปีนั้น นายเองก็ออกจะแฮปปี้ดีนี่ วันๆ เอาแต่จะจูบกอดจะเข้ามาเซ้าซี้อยู่เรื่อย จนฉันสงสัยว่านายเป็นตัวเมียรึเปล่า”

          “ฉันเป็นชายแท้!” เฉวียนหลินยืนกราน “ที่ทำแบบนั้นเป็นเพราะฉันเสียสติไปกับความงาม!”

          “ถ้างั้นตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป นายช่วยเรียกสติกลับคืนมาแล้วก็เดินจากไปอย่างสง่างามได้เลย เพราะพูดตามจริงฉันอยากจะไล่นายไปให้พ้นมานานแล้วเหมือนกัน”

          เฉวียนหลินสะดุ้ง ร้องออกมาอย่างน่าเวทนา “เมียจ๋า พูดอะไรของนายน่ะ ล้อกันเล่นใช่ไหม?”

          หลงจี้เวยเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง ฮัมเพลงอย่างสบายๆ ทั้งที่ยังอยู่ในท่าโดนคร่อมทับ

          เฉวียนหลินโผเข้ากอดหลงจี้เวยแล้วร้องไห้เสียงดังออกมา “เมียจ๋า ฉันผิดไปแล้ว! นายใช้เสน่ห์ที่ไม่มีใครเทียบเคียงได้เอาชนะฉันต่างหาก ลูกผู้ชายไม่ควรจะหากินด้วยหน้าตา พรุ่งนี้ฉันจะให้เย่สือซันทำโจทย์คณิตหนึ่งร้อยข้อเอง!!”

          เย่สือซันชะโงกหน้าออกมาจากห้องน้ำ เส้นผมเปียกโชกปั้นหน้าหงิกหน้างอ

          “ลุงเฉวียนหลิน” เย่เจินกล่าว “ถ้าเถียงชนะหลงจี้เวยไม่ได้ลุงช่วยอย่ามารังแกผมได้ไหม? การเลือกบีบแต่ลูกพลับนิ่ม* ของลุงเนี่ย ทำให้ผมดูถูกซะจริงๆ”

          เฉวียนหลินคำราม “บอกให้เรียกพ่อไง! อีกอย่างใครอนุญาตให้พูดจาแบบนี้กับพ่อ เดี๋ยวก็ตีซะเลย!”

          เย่เจินตีสีหน้าไม่แยแสตอบ จากนั้นก็เดินเข้าห้องนอนไปในชุดนอนลายวัว

 

            วันรุ่งขึ้น

          เย่เจินไปโรงเรียนตามปกติ ดาวเด่นประจำห้องที่นั่งอยู่แถวหน้าแสดงความกระตือรือร้นที่จะช่วยเขาทำการบ้านอีกครั้ง

          แต่ครั้งนี้เย่เจินกลับปฏิเสธ บอกว่า “ขอบใจมากนะเพื่อน แต่พอดีฉันรับปากกับแม่ไว้แล้วว่าจะทำการบ้านด้วยตัวเอง”

          เวลาที่เย่เจินมีปฏิสัมพันธ์กับหญิงสาว สายตาไม่เคยจ้องไปที่ใบหน้าของอีกฝ่าย แต่จะเบนออกไปเล็กน้อยทำให้ดูเหมือนไม่ค่อยสนใจไยดี ทว่าก็คล้ายกับการซ่อนความเขินอายเอาไว้

          ดาวเด่นประจำห้องมองแล้วก็ใจเต้นตึกตัก ใบหน้าเห่อแดงขึ้นมาเล็กน้อย ทำใจกล้าถามออกไป “เย่สือซัน! นะ... นายมีเพื่อน
หรือเปล่า?”

          สังคมของโรงเรียนมัธยมเอกชนเป็นอิสระมาก คำบอกใบ้ของดาวเด่นในห้องก็ออกจะชัดเจน แต่น่าเสียดายที่เย่เจินผู้มีความคิดแบบคนรุ่นเก่าไม่สามารถเข้าใจได้ จึงได้แต่ตอบอย่างมึนงง “ไม่มี”

          ได้ยินดังนั้นดาวเด่นประจำห้องที่กำลังม้วนผมสีน้ำตาลอ่อนของตัวเองไปมาอย่างเขินอาย จึงได้ถามออกมา “งั้น... งั้นเรามาคบหาดูใจกันหน่อยไหม?”

          “...” ในที่สุดเย่เจินก็เข้าใจความหมายเบื้องลึก

          แต่ความเข้าใจในประโยคที่ว่า ‘คบหาดูใจ’ ของเย่เจินยังหยุดอยู่ในขั้นคลุมถุงชน เป็นการทำตามคำแนะนำของแม่สื่อ ดังนั้นจึงได้แต่เงียบไปพักหนึ่ง และตอบว่า “พ่อฉันบอกไว้ว่า... ลูกผู้ชายจะหากินด้วยใบหน้าไม่ได้... เพราะฉะนั้นคงต้องขอโทษด้วย...”

          ถ้าเฉวียนหลินรู้ว่าถูกเรียก ‘พ่อ’ ในสถานการณ์แบบนี้ ไม่รู้ว่าเขาจะรู้สึกอย่างไรกัน

          ดาวเด่นประจำห้องมองเย่เจินอย่างผิดหวัง พลันขอบตาแดงขึ้นมา “นายเกลียดฉันเหรอ?”

          เย่เจินเสมองไปยังกระเบื้องหินอ่อนบนระเบียงทางเดินของอาคารเรียนด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก

          “นายทำแบบนี้ได้ยังไง!” จิตใจที่หยิ่งในศักดิ์ศรีของหญิงสาววัยสิบกว่าปีได้รับความเสียหายอย่างหนัก เธอหมุนตัววิ่งสะอึกสะอื้นออกไป  

          เย่เจินไม่เห็นว่านี่จะเป็นเรื่องใหญ่อะไร สำหรับเขาสิ่งนี้เรียกว่า ‘สารภาพรัก’ ไม่ได้ด้วยซ้ำ เขาอยู่ในโรงเรียนนี้มานานแล้ว แต่ก็ยังหาเพื่อนไม่ได้สักคน ยังคงอยู่อย่างโดดเดี่ยว ไม่มีใครมาใส่ใจเขาและเขาก็ไม่ได้ไปใส่ใจกับใคร แม้แต่ชื่อของดาวเด่นประจำห้องเขายังจำไม่ค่อยได้

          เย่เจินยักไหล่ ไม่นานเสียงกริ่งเข้าเรียนก็ดังขึ้น เขาจึงกลับไปนั่งที่และหลับต่อทั้งที่ยังลืมตา

          อย่างไรก็ตาม ไม่คิดว่าเพียงเหตุการณ์เล็กๆ แค่นี้กลับสร้างความวุ่นวายใหญ่หลวงตามมาในภายหลัง!

 

          ช่วงพักกลางวัน

          ประตูห้องเรียนของเย่เจินถูกคนปิดกั้นเอาไว้ หนุ่มร่างสูงใหญ่หลายคนมายืนอยู่ตรงหน้าประตู ใบหน้าของคนด้านหน้าสุดเต็มไปด้วยความหยิ่งในศักดิ์ศรี เขากอดอกตะโกนออกมาด้วยท่าทางเกียจคร้าน “เย่สือซันคือคนไหน? รู้ตัวก็ออกมาซะดีๆ!”

          คนทั้งห้องพากันหันหน้าไปมองเย่สือซันทันที

          เย่สือซันที่ถือสายกระเป๋าด้วยมือเดียว กำลังนั่งบนที่นั่งด้วยความงุนงง

          เว่ยกู่ถามเสียงเบาอย่างหวาดหวั่น “นี่นายไปมีเรื่องกับแก๊งหกคนนี้ได้ไง?”

          เย่เจินไม่เข้าใจ “หา?”

          “นายไปทำอะไรมา อยู่ดีๆ ทำไมถึงไปแหย่พวกนั้นเข้าซะล่ะ? คราวนี้ซวยแน่!”

          เย่เจินตอบ “ฉันแน่ใจว่าไม่เคยรู้จักแก๊งหกคนนี่มาก่อน แล้วไอ้แก๊งนี้มันเป็นใคร?”

          เว่ยกู่ตอบอย่างโมโห “คนในกลุ่มนี้ต่างเป็นลูกรักของครู! เป็นคนดังประจำชั้น! เรียนอยู่ห้องข้างๆ ซ้ำยังเป็นอันดับต้นๆ ของระดับชั้นเลยด้วย! คนที่นำหน้านั่นชื่อเหมาชิ่งซี พ่อของเขาเป็นข้าราชการระดับมณฑลเชียวนะ ปกติครูเจอเขายังต้องยิ้มให้เลย”

          ต่อให้เย่เจินจะผ่านเรื่องราวมามากสักแค่ไหน สุดท้ายก็เป็นแค่เด็กที่ยังไม่โตอยู่ดี พอได้ยินดังนั้นในใจก็รู้สึกอิจฉา “งั้นก็แสดงว่าพวกเขา... ต้องเรียนดีกันมากเลยใช่ไหม?”

          เว่ยกู่กำลังจะเป็นบ้า “ก็ต้องดีสิ! เป็นถึงอันดับต้นๆ ของระดับชั้นเชียวนะ ที่โหล่อย่างนายไม่มีทางเทียบติดหรอก! ไม่ๆๆ นี่ตกลงนายเข้าใจประเด็นสำคัญไหมเนี่ย?”

          ในช่วงที่พวกเขากำลังพูดคุยกันอยู่ แก๊งคนดังประจำชั้นก็หมดความอดทน เหมาชิ่งซีคนหน้าสุดใช้นิ้วกลางเคาะประตู พลันเพิ่มระดับเสียง “กล้าทำไม่กล้ารับ เป็นพฤติกรรมของคนขี้ขลาด เย่สือซัน! รังแกผู้หญิงแล้วไม่กล้ายอมรับหรือไง?”

          เย่เจินยืนขึ้นมาเผชิญหน้ากับสายตาร้อนผ่าวของเพื่อนทั้งห้อง ด้วยสีหน้าไร้เดียงสา ครู่หนึ่งกว่าเขาจะพูดออกไป “เพื่อน นายจำคนผิดแล้วมั้ง?”

          เหมาชิ่งซีหรี่ตากวาดมองเขา สายตาทอดมองจากบนลงล่างด้วยมาดที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของลูกเศรษฐีผู้เย่อหยิ่ง

          ความจริงเหตุผลที่กลุ่มพวกเขาถูกตามประจบในโรงเรียนตลอด นอกเหนือจากปัจจัยทางครอบครัวและผลการเรียน หน้าตาก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญด้วยเหมือนกัน บรรดาครูผู้หญิงมักจะชื่นชอบหนุ่มหล่อที่ร่างสูงผอมเพรียว เล่นกีฬาเป็น และยังมีนิสัยติดเกเรอยู่นิดๆ ส่วนนักเรียนหญิงก็มักจะยอมพวกเขาทุกอย่าง ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็จะให้พวกเขาเป็นจุดดึงดูดสายตา เพราะการมีความรู้สึกปลื้มหรือ
ชื่นชอบใครเป็นเรื่องปกติในวัยนี้อยู่แล้ว

10.นายเข้ามาหาฉันเองสิ

          เมื่อนำคนกลุ่มนี้มายืนเทียบกับเย่เจิน ความแตกต่างก็ปรากฏออกมาให้เห็นอย่างชัดเจนเลยทีเดียว

          บนตัวเย่เจินไม่มีความเป็นแฟชั่นหรือเป็นที่นิยม ซ้ำเขายังไม่โดดเด่น โดดเดี่ยวตัวคนเดียว ไม่เป็นที่รู้จักของผู้คน ไม่เคยเป็นที่สนใจของใคร จะมาหรือจะไปก็ไม่มีใครเคยสังเกตเห็น

          ทว่าเมื่อเขายืนเผยตัวออกมาคนเดียวแบบนี้ ผู้คนถึงได้พบว่า ‘อ๋า ที่แท้คนคนนี้ก็หน้าตาหล่อเหลาเอาการอยู่นะเนี่ย เมื่อยืนอยู่ตรงนั้นก็ดูโดดเด่นมากเหมือนกัน’

          ใบหน้าของเย่เจินได้มาตรฐาน แม้จะดูผอม แต่ก็ไม่ถึงขนาดเห็นซี่โครง ตรงกันข้ามกลับดูคมคายจนให้ความรู้สึกถึงพลัง

          เนื่องจากเป็นคนที่ฝึกฝนในด้านศิลปะการต่อสู้มานานปี ได้บรรลุถึงขั้นสุดยอดของด้านนี้แล้ว จึงไม่แปลกที่รูปร่างและกลิ่นอายจะแตกต่างไปจากเด็กหนุ่มธรรมดาทั่วไป ยิ่งกับเด็กในสังคมปัจจุบันที่ถูกเลี้ยงดูอย่างทะนุถนอม แน่นอนว่าต่างกันราวกับฟ้าและเหว ไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้เลย

          เด็กหนุ่มวัยสิบสี่สิบห้าปียังขาดเล่ห์เหลี่ยม คุณชายน้อยผู้เย่อหยิ่งทั้งหกมองมาที่เย่เจิน ใบหน้าเผยความเป็นอริที่ไม่อาจปกปิดออกมา

          เหมาชิ่งซีเค้นเสียงเย็น ยังคงยืนพิงประตูอย่างเกียจคร้าน เขากระดิกนิ้วใส่เย่เจิน เอ่ยขึ้นว่า “มานี่!”

          เย่เจินยืนนิ่งไม่ขยับ ตอบด้วยเสียงเรียบเฉย “นายเข้ามาหาฉันเองสิ”

          ในห้องเรียนมีเสียงหายใจ ‘เฮือก’ ดังเล็ดลอดออกมา

          มือข้างหนึ่งของเหมาชิ่งซีโอบไหล่พวกพ้อง พวกเขายิ้มอย่างมีลับลมคมใน เอ่ยขึ้นด้วยเจตนาร้าย “ไอ้เด็กนี่มันหัวแหลมดีนะเนี่ยคิดจะก่อเรื่องในห้องเพื่อเรียกให้ครูมาใช่ไหม?”

          ถ้าไม่ใช่เพราะไม่ถูกที่ถูกเวลา จะต้องมีนักเรียนหญิงหลายคนที่คลั่งไคล้ในรอยยิ้มหล่อเหลาของพวกเขากลุ่มนี้ คิดแอบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายภาพเก็บเอาไว้ด้วยก็ได้

          ในความเป็นจริง ตอนนี้ก็มีหญิงสาวหลายคนที่ดวงตาเป็นประกายระยิบระยับ ราวกับกำลังตื่นตาตื่นใจกับการดูละครน้ำเน่าหลังข่าว

          เย่เจินจ้องไปที่กลุ่มคนทั้งหกด้วยสีหน้าไร้อารมณ์อยู่ครู่หนึ่ง จู่ๆ ก็เหวี่ยงกระเป๋าขึ้นหลังแล้วเดินออกไป

          คนกลุ่มนั้นคิดว่าเย่เจินออกมารับคำท้า รู้สึกประหม่าไปชั่วขณะ ทว่าเมื่อเย่เจินเดินมาถึงประตูกลับไม่ได้ชะงักฝีเท้า เดินเฉียดไหล่พวกเขาไปหน้าตาเฉย

          เหมาชิ่งซีสีหน้าเยือกเย็นลง ยื่นมือไปคว้าเย่เจินทันที “หยุดเดี๋ยวนี้!”

          เหมาชิ่งซีเป็นคนที่ฝึกเล่นปิงปอง การเคลื่อนไหวจึงเรียกได้ว่ารวดเร็วอยู่มาก เห็นๆ อยู่ว่าจะคว้าแขนของเย่เจินได้แล้ว แต่ในเสี้ยววินาที จู่ๆ ตรงหน้าเขาก็ว่างเปล่า

          มือของเย่เจินดันพุ่งเข้าหาในระยะประชิด

          พริบตานั้น เหมาชิ่งซีไม่ทันตั้งตัวเลยด้วยซ้ำ รู้สึกแค่ว่าปกคอเสื้อถูกกระชาก จากนั้นราวกับถูกรถเครนยกขึ้นแล้วร่างก็หมุนไปสามร้อยหกสิบองศากลางอากาศ!

          เสียงลมดังหวิวๆ พัดผ่านข้างหู เสียงอุทานตกใจของผู้คนเหมือนจะห่างไกลออกไป

          วินาทีนั้น ในหัวเหมาชิ่งซีลืมความเย่อหยิ่งถือดี ความต้องการที่จะรักษาความถูกต้องไปเสียหมด สิ่งเดียวที่เหลืออยู่คือความกลัว เพราะหัวของเขากำลังจะทิ่มลงพื้นแล้ว!

          พลั่ก!

          ภาพตรงหน้าของเหมาชิ่งซีดับวูบลง

          แต่แล้วความเจ็บปวดที่คาดเอาไว้กลับไม่มาเยือน เพราะในช่วงเวลาเส้นยาแดงผ่าแปดนี่ หลังจากที่เย่เจินเหวี่ยงเหมาชิ่งซีขึ้นกลางอากาศไปหนึ่งรอบแล้วปล่อยให้ศีรษะทิ่มลงพื้น เย่เจินก็เหยียดขา
ออกไป ใช้เท้ารับท้ายทอยของอีกฝ่ายที่กำลังจะกระแทกลงพื้น

          “...” หลังจากที่ความตกตะลึงผ่านพ้น มือและเท้าก็เย็นเฉียบขึ้นมา ตามมาด้วยความหัวร้อน อารมณ์กลัว อึดอัดใจ และอับอายเสียหน้าได้ทวีคูณยิ่งขึ้น เหมาชิ่งซีจึงลุกขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง คำรามด้วยเสียงดุดัน “แกกล้ามาก! กล้ามากจริงๆ! แกได้เห็นดีกับฉันแน่!”

          เขากระโจนเข้าหา อีกห้าคนในกลุ่มซึ่งตะลึงงัน ก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง รีบรุดเข้ามาหมายจะจับตัวเย่เจินเอาไว้ แต่เย่เจินไหนเลยจะถูกเด็กอ่อนหัดไม่กี่คนนี้จับ? เขาเบี่ยงตัวถอยหลังกลับไปครึ่งก้าวอย่างรวดเร็ว มือไม้แทบไม่ได้เคลื่อนไหวอะไรมาก แค่ยกขึ้นหลบเลี่ยง แล้วก็คว้าหมับ... ล็อกไหล่ของเหมาชิ่งซีเอาไว้

          การคว้าในครั้งนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมากทีเดียวนิ้วหัวแม่มือกดลงที่จุดเจียนจงซู่ของเหมาชิ่งซี ส่วนนิ้วกลาง นิ้วนาง และนิ้วก้อยก็กดตรงจุดชี่เซ่อที่อยู่บริเวณเว้าเข้าไปของช่วงคอ เส้นเลือดบนหลังมือปูดโปน ทำให้คนโดนจับขยับเขยื้อนไม่ได้ ราวกับถูกคีมเหล็กหนีบเอาไว้ ขณะเดียวกันนิ้วชี้ก็กดลงที่หลอดเลือดใหญ่ซึ่งอยู่บริเวณข้างลำคอระหว่างจุดฝูทูและจุดเทียนติ่ง

          ควบคุมความเป็นตายของคนเอาไว้ในชั่วพริบตา!

          การกดจุดที่ดูง่ายเช่นนี้ ถ้าไม่ได้หมั่นฝึกฝนทั้งวันทั้งคืนมาเป็นเวลาสิบปีละก็ ไม่มีทางที่จะบรรลุผลเด็ดขาด

          เหมาชิ่งซีร้องอ๊ากออกมาอย่างน่าเวทนา!

          ความเจ็บปวดในครั้งนี้รุนแรงมากทีเดียว รู้แค่ว่าตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยเจ็บปวดเจียนตายขนาดนี้มาก่อน มันเหมือนกับมีเข็มนับหมื่นทิ่มแทงเข้าไปจนถึงกระดูกในเวลาอันสั้น

          เย่เจินตะโกนออกมา “ยังจะสู้อีกไหม?”

          นักเรียนชายหลายคนที่อยู่ด้านข้างกรูกันเข้ามา เย่เจินกดตัวเหมาชิ่งซีเอาไว้ด้วยมือเดียว หมุนตัวถีบอีกคนที่เข้ามาจนกระเด็น พลางตะโกนถามอีกครั้ง “ยังจะสู้อีกไหม?!”

          หนุ่มหล่อทั้งหลายที่ปกติมักจะได้รับความรักความโปรดปราน ตอนนี้กลับได้รับความอัปยศอดสู ซึ่งพอหัวร้อนกันขึ้นมาก็คิดอะไรอย่างอื่นไม่ออก ต่างพากันกระโจนเข้าไปหาด้วยแววตาแดงก่ำ แม้ปากจะร้องคำรามออกมาซะเสียงดัง แต่หูกลับฟังอะไรไม่ชัดเจน

          ท่าทางที่บ้าคลั่งนั้น ทำให้คนรู้สึกสะพรึงกลัวอยู่เหมือนกันซ้ำยังมีหนึ่งในนั้นคำรามออกมา “แม่งเอ๊ย เดี๋ยวแกได้ตายแน่ ไอ้หมาเย็X!” 

          เย่เจินเดือดดาล ยกร่างเหมาชิ่งซีขึ้นด้วยมือเดียว เตรียมจะทุ่มอีกฝ่ายออกไป

          ความจริงเขาไม่ได้ลงมือโหดเหี้ยมอะไรนัก เพราะถ้าหากใช้เต็มแรงละก็ เขาสามารถหักร่างเหมาชิ่งซีออกเป็นสองท่อนเลยทีเดียว!

          แต่แล้วในเวลานี้เอง ร่างผอมเพรียวร่างหนึ่งก็โผเข้ามา เป็นดาวเด่นประจำห้องคนนั้น หล่อนปาดน้ำตาแล้ววิ่งมาคว้าตัวนักเรียนชายคนหนึ่งเอาไว้ พลันร้องเสียงแหลม “อย่าต่อยกันเลย! อย่าต่อยกันเพราะฉันเลย!”

          เย่เจิน “...”

          ความโกลาหลหยุดชะงัก บรรดานักเรียนกรูกันเข้ามา คนที่ลากก็ลากไป คนที่ห้ามก็ห้ามไป ช่วยกันดึงคุณชายน้อยผู้เย่อหยิ่งเหล่านั้นเอาไว้

          แต่ทางฝั่งของเย่เจินกลับไม่มีใครกล้าเข้าไปแตะต้องตัวเขา แม้แต่สายตาที่มองยังเจือความหวาดกลัว

          ดาวเด่นประจำห้องโผเข้ามาดึงตัวของเย่เจิน ร้องไห้วิงวอนเหมือนสาวงามผู้บอบบาง “เลิกต่อยกันได้ไหม? อย่าทำแบบนี้เพื่อฉันเลย!”

          “...” เย่เจินถาม “เธอเป็นใคร?”

          บรรยากาศโดยรอบเงียบสงัด

          เย่เจินเหวี่ยงเหมาชิ่งซีลงบนพื้นเบาๆ ปัดมือและเดินจากไปอย่างสง่าผ่าเผย

 

          เรื่องที่นักเลงเย่เจินต่อยตีรังแกเพื่อน

          ไม่นานกรรมก็ตามสนอง เขาถูกลงโทษให้ยืนสำนึกผิดในห้องพักครู

          ส่วนแก๊งหกคนที่เป็นผู้ก่อเหตุและเป็นที่ชื่นชอบของบรรดาคุณครู ก็ถูกส่งตัวไปที่ห้องพยาบาลโรงเรียนภายใต้การดูแลเอาใจใส่จากหัวหน้าอาจารย์

          ครูประจำชั้นโมโหมาก ชี้หน้าเย่เจิน ตวาดเสียงดัง “โทรเรียกพ่อแม่นายมาที่โรงเรียนเดี๋ยวนี้! ให้พวกเขามาพานายไปขอโทษและจ่ายค่าชดใช้ให้เพื่อนซะ!”

          เย่เจินดื้อรั้น ไม่ยอมกดโทร

          ครูประจำชั้นเปลืองน้ำลายพูดอยู่นาน ก่อนเดินจากไปอย่างโมโห

 

          ตอนเย็นหลังเลิกเรียน

          เฉวียนหลินมารับลูกกลับบ้าน แต่ตามหารอบโรงเรียนก็ไม่พบตัว บังเอิญเจอกับเว่ยกู่ที่อยู่ทำเวร ภายใต้การบอกกล่าวของอีกฝ่ายถึงได้หาเย่สือซันที่ยืนอยู่หลังประตูห้องพักครูเจอจนได้

          เมื่อเฉวียนหลินได้ฟังครูประณามต้นสายปลายเหตุของเรื่องราว ก็รู้สึกเหมือนมีฟ้าผ่าเข้าที่กลางหัว ทำให้เขาแทบจะกรอบนอกนุ่มใน

          “พวกคุณต้องอบรมลูกชายดีๆ นะคะ! เหมาชิ่งซีเป็นนักเรียนที่ดีมาก แต่ดันถูกเย่เจินต่อยจนอยู่ในสภาพนั้น ระหว่างเด็กๆ จะมีความแค้นอะไรกันนักหนา ลูกชายคุณถึงได้ลงมือหนักขนาดนี้ เป็นเด็กเป็นเล็ก จิตใจกลับมืดบอด เห็นคนอื่นได้ดีกว่าไม่ได้ใช่ไหม?”

          เฉวียนหลินมึนไปหมด ได้แต่พยักหน้ารับปากคุณครู “ครับๆๆ ต้องอบรมครับ เดี๋ยวกลับไปจะอบรมสั่งสอนให้ดีเลยครับ”พูดจบก็ปั้นหน้าขรึม “ไอ้ลูกชาย! ออกมานี่เลยมา!”

          เย่เจินเดินตามเฉวียนหลินออกมานอกห้องพักครูด้วยสีหน้าไร้ซึ่งความรู้สึก บริเวณรอบระเบียงทางเดินไม่มีคน เฉวียนหลินจิ้มหน้าผากเย่เจิน เอ่ยออกมาอย่างไม่พอใจ “ไอ้เด็กแสบ เดี๋ยวนี้เก่งแล้วใช่ไหม ถึงกับรังแกเพื่อนที่โรงเรียนเลย หืม?”

          เย่เจิน “...”

          “มองๆๆ มองอะไร... หา นี่มันสายตาอะไร ไม่พอใจงั้นเหรอ?”

          เย่เจิน “...”

          หนึ่งผู้ใหญ่ หนึ่งเด็ก จ้องตากันอยู่หลายวินาที สุดท้ายเฉวียนหลินก็เป็นฝ่ายแพ้ “เย่สือซันมานี่มา พวกเราคงต้องคุยกันสักหน่อยแล้วละ”

          เฉวียนหลินโอบไหล่เย่เจิน โน้มใบหน้าใกล้หูอีกฝ่ายราวกับเป็นคู่หู “เย่สือซัน นายรู้ไหมว่าตอนแรกหลงจี้เวยไม่ได้อยากรับเลี้ยงนายหรอก ฉันนี่แหละที่ดึงดันจะรับเลี้ยง รู้ไหมว่าเพราะอะไร?”

          เย่เจินตอบ “เพราะผมไม่มีที่ไป”

          เฉวียนหลินกล่าวเสียงต่ำ “เพราะเมื่อไม่มีที่ไปนายก็จะสร้างปัญหา นายเหมือนระเบิดเวลา มีอานุภาพที่ใครคาดเดาไม่ได้ ฉันกลัวว่าถ้าทิ้งไว้ข้างนอกแล้วนายจะหาเรื่องตามมาอีกเป็นพรวน ว่าแต่ช่วยเล่าให้ฉันฟังหน่อยได้ไหมว่าก่อนที่จะเจอหลงจี้เวย วันนั้นนายไปทำอะไรมา ทะเลาะวิวาทหรือฆ่าคนวางเพลิง?”

          “...” เย่เจินเบนสายตาไปอีกทาง จดจ่ออยู่กับการพิจารณาขวัญผม บนศีรษะเฉวียนหลิน