รอจนของที่สั่งถูกยกเข้ามาครบ ฮวาจื่อจึงพับผ้าห่มให้คลุมเฉพาะส่วนที่ไม่ควรเปิดเผยของเหล่าไท่ไท่ หญิงสาวนำผ้าไปชุบน้ำอุ่นแล้วบิดจนหมาดก่อนจะหันไปกล่าวกับบรรดามามา “พวกเจ้าดูวิธีการของข้า”
ฮวาจื่อขยับผ้าลูบไปตามส่วนต่างๆ บนร่างเหล่าไท่ไท่ ไล่ตั้งแต่ซอกคอ หน้าอก ใต้วงแขน ท่อนแขน ฝ่ามือและฝ่าเท้า “ทำได้หรือไม่”
สาวใช้โดยรอบพยักหน้าหงึกหงัก มีแต่ซูมามาที่เอ่ยถามขึ้น “แล้วต้องทำเช่นนี้ไปถึงเมื่อไหร่หรือเจ้าคะ”
“ไข้ลดลงเมื่อไหร่ก็หยุดเมื่อนั้น เช็ดถูเพียงเบาๆ ซับเหงื่อออกให้หมด”
“เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ” ซูมามาไม่กล่าวมากความอีก เรียกสาวใช้สองสามคนมาช่วยกันเช็ดตัวให้เหล่าไท่ไท่ การเคลื่อนไหวของบรรดาสาวใช้นุ่มนวลกว่าฮวาจื่อมาก
“ได้สุรามาแล้ว” เฉินมามากอดกาสุราวิ่งกลับมา “ให้ทำอย่างไรต่อเจ้าคะ”
ฮวาจื่องัดจุกที่อุดอยู่ให้เปิดออก กลิ่นสุราปะทะเข้าจมูกหญิงสาวใช้นิ้วแตะของเหลวเข้าปากก็พอจะทราบทันทีว่านี่เป็นสุราฤทธิ์แรงพอสมควรทีเดียว น่าจะใช้การได้
นางรินสุราเติมลงในอ่างน้ำอุ่นแต่ละใบ ทำให้ทั่วทั้งห้องมีกลิ่นอบอวลราวกับหอสุรา
“เหล่าไท่ไท่เป็นอย่างไรบ้าง” อู๋ซื่อเดินเข้ามาโดยมีสาวใช้ช่วยประคอง ฮูหยินสี่ยังไม่ทันได้หลับ เฉินมามาก็วิ่งร้อนรนเข้ามาถามหาสุราที่เรือนของตน ครั้นซักไซ้ก็ได้ความว่าเหล่าไท่ไท่ล้มป่วย สะใภ้เช่นนางไหนเลยจะกล้านอนต่อ จึงรีบแต่งตัวตรงมาที่นี่ทันที
ฮวาจื่อปราดเข้ามาช่วยประคองนาง “อาสะใภ้สี่ ท่านกลับไปพักผ่อนเถิด ประเดี๋ยวจะล้มป่วยด้วยอีกคน”
อู๋ซื่อถอนหายใจอย่างโล่งอกออกมาคำหนึ่ง สังเกตว่าในห้องแม้จะมีคนมากมายแต่กลับไม่มีความวุ่นวาย ดูเหมือนฮวาจื่อควบคุมสถานการณ์ไว้ได้อย่างหมดจด เห็นเช่นนั้น ฮูหยินสี่จึงถอยออกไปรออยู่นอกห้อง พลางสั่งให้สาวใช้ไปหาสุรามาเพิ่มอีกหนึ่งกา
แต่กระนั้นอู๋ซื่อก็ยังไม่กล้ากลับเรือนไปพักผ่อน รู้ทั้งรู้ว่าแม่สามีป่วยถ้าสะใภ้อย่างนางยังมีหน้ากลับไปนอน การอบรมที่ตระกูลอู๋สอนนางมาต้องด่างพร้อยเป็นแน่
เปลี่ยนน้ำอ่างแล้วอ่างเล่า ยุ่งอยู่ค่อนคืน ไข้ของผู้อาวุโสก็ลดลงบ้างแล้ว
ฟ้าสางได้ไม่ทันไรท่านหมอฉู่ก็รีบรุดมาถึง โดยมีพ่อบ้านสวีและบ่าวชายหลายคนเดินนำเข้าสู่เรือนนอนของเหล่าไท่ไท่
สาวใช้จัดการสวมเสื้อผ้าให้เหล่าไท่ไท่อย่างเรียบร้อย ท่านหมอฉู่ที่เพิ่งมาถึงสูดจมูกก็ได้กลิ่นสุราฉุนจัดในห้อง
ฮวาจื่อย่อกายคารวะ “ท่านหมอฉู่ ผู้น้อยรบกวนท่านแล้ว”
“คุณหนูใหญ่เกรงใจเกินไปแล้ว”
ฉู่ซื่อถางเป็นเจ้าของร้านยาตระกูลฉู่ซึ่งสืบทอดวิชาแพทย์ติดต่อกันมายาวนานหลายชั่วคน ท่านหมอฉู่ผู้นี้มาตรวจรักษาโรคให้คนสกุลฮวาเป็นเวลานานจนรู้จักคุ้นเคยกัน เมื่อฉู่ซื่อถางได้ยินว่า
เหล่าไท่ไท่ไข้ขึ้นสูง จึงรีบคว้าล่วมยาเดินทางมาถึงบ้านพักที่เฉิงหนาน ด้วยเกรงว่าจะเกิดเหตุร้ายขึ้น
ท่านหมอนั่งลงจับชีพจรครู่ใหญ่ จึงเอ่ยปากถามอาการของเหล่าไท่ไท่
ซูมามาตอบไปทีละอย่าง เมื่อท่านหมอฉู่ถามว่าพวกนางได้ปฐมพยาบาลไปอย่างไรบ้าง ซูมามาจึงเหลียวมาสบตาฮวาจื่อ เห็นคุณหนูใหญ่พยักหน้าให้นางจึงอธิบายรายละเอียดให้ฉู่ซื่อถางฟัง
ฟังจบท่านหมอฉู่ก็เหลือบตาขึ้นมองคุณหนูใหญ่ที่ยามปกติไม่เคยมีใครพูดถึง ก่อนจะกล่าวอย่างฉงน “ขอบังอาจถามคุณหนูใหญ่ใช้สุราเช็ดถูจุดเหล่านั้นมีเหตุผลอันใด”
ฮวาจื่อย่อมไม่สามารถตอบไปตามตรงว่า การระเหยของแอลกอฮอล์สามารถลดความร้อนในร่างกายคนได้ดี นางตอบเลี่ยงๆ ไปว่า “ข้าชอบอ่านหนังสือไปเรื่อย จำได้รางๆ ว่าอ่านเจอตำราสักเล่มบันทึกการรักษาแบบนี้เอาไว้ เมื่อคืนท่านย่าไข้สูง ข้าจนปัญญาไม่รู้จะทำอย่างไรดี จึงรวบรวมความกล้าลองเสี่ยงรักษาตามตำราดูสักครั้ง โชคดีที่วิธีการนี้ได้ผลเกินคาด”
ฉู่ซื่อถางไม่ได้ถามเซ้าซี้ต่อ เพียงแค่บันทึกวิธีการรักษาเอาไว้ พลางคิดว่าจะนำกลับไปศึกษาอีกครั้ง
ฮวาจื่อเห็นท่านหมอนิ่งจดอะไรบางอย่างลงสมุด จึงอดเอ่ยถามออกไปไม่ได้ “ท่านหมอฉู่ อาการของท่านย่าเป็นอย่างไรบ้าง”
“เหล่าไท่ไท่พบเจอเรื่องน่าตระหนกตกใจมาทั้งวัน ทั้งจิตใจและร่างกายอ่อนแอลง เมื่อเปลี่ยนที่นอนเปลี่ยนอากาศไข้จึงกำเริบ เคราะห์ดีที่ได้คุณหนูช่วยปฐมพยาบาล มิเช่นนั้นป่านนี้อาการจะทรุดลงแค่ไหนก็มิอาจคาดเดา ช่วงอันตรายที่สุดได้ผ่านพ้นไปแล้ว เหล่าไท่ไท่อาการทรงตัว ต่อไปต้องดูแลให้นางได้พักฟื้นร่างกายก็พอ”
ฮวาจื่อขมวดคิ้วเล็กน้อยแต่ก็ยอบตัวคารวะท่านหมอ “ขอบคุณท่านหมอที่กรุณามาแต่เช้าตรู่เช่นนี้”
“คุณหนูอย่าได้เกรงใจ”
ฉู่ซื่อถางเขียนเทียบยาก่อนยื่นให้พ่อบ้าน หลังเก็บล่วมยาเสร็จก็ลังเลเล็กน้อย ก่อนกล่าวถามฮวาจื่อ “หากข้านำวิธีการรักษาของคุณหนูไปถ่ายทอดให้ชาวบ้าน ท่านจะว่าอันใดหรือไม่ มีคนมากมายไม่มีปัญญาเชิญหมอไปรักษา วิธีการของคุณหนูเรียบง่าย อีกทั้งสุราก็เป็นสิ่งที่หาได้ทั่วไป อาจช่วยชีวิตคนได้อีกมาก”
“วิธีนี้เดิมทีข้าไม่ใช่ผู้คิดค้น ท่านนำไปถ่ายทอดให้ผู้อื่นได้เต็มที่ เพียงแต่หากผู้ป่วยเป็นเด็กอาจต้องเจือจางสุราลงสักหน่อย”
“ข้าจะจำไว้ คุณหนูใหญ่มีจิตใจเมตตา ฟ้าดินต้องคุ้มครองท่านและสกุลฮวาแน่นอน”
“ท่านหมอฉู่กล่าวชมเกินไปแล้ว” ฮวาจื่อค้อมศีรษะลงรับคำ
ฉู่ซื่อถางมองคุณหนูใหญ่ที่รู้จักกาลเทศะทั้งยังมีเมตตาผู้นี้ก็ให้รู้สึกภูมิใจแทนตระกูลฮวาที่เลี้ยงดูหลานสาวมาได้ดียิ่งนัก
ท่านหมอยื่นล่วมยาให้พ่อบ้านสวีรับไปถือ ก่อนจะโค้งคำนับฮวาจื่อทีหนึ่งแล้วเดินออกไป
ฮวาจื่อนิ่งคิดครู่หนึ่ง แล้วจึงตามออกไปด้วย
“ท่านหมอฉู่”
ฉู่ซื่อถางหยุดนิ่งกลางลานบ้าน ก่อนหมุนตัวกลับมาตามเสียงเรียก
ฮวาจื่อเดินตามทั้งสองมาเกือบถึงประตูใหญ่
“ท่านหมอฉู่ ท่านย่าของข้ายังมีจุดใดต้องระวังอีกหรือไม่”
ฉู่ซื่อถางมองตามอย่างชื่นชม ตอนที่เขาบอกว่าเหล่าไท่ไท่อาการทรงตัวนั้นคนอื่นๆ ต่างคลายใจ มีเพียงฮวาจื่อเท่านั้นที่ขมวดคิ้ว สายตาของคุณหนูใหญ่แหลมคมจริงๆ
“ไม่ขอปิดบังคุณหนูใหญ่ เหล่าไท่ไท่จับไข้ไม่ใช่เพราะสาเหตุทางกายเท่านั้น อย่างที่ข้าบอกไป เพราะกายใจอ่อนแอลง ไข้จึงได้กำเริบ ยามนี้อาการทางกายทรงตัว แต่หากจิตใจยังกระวนกระวาย
ไม่สงบ ร่างกายก็มีโอกาสทรุดลงอีกทุกเมื่อ มีเพียงจิตใจที่ผ่อนคลายเท่านั้นจึงจะเกื้อหนุนการฟื้นฟูร่างกาย”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นฮวาจื่อก็ผุดรอยยิ้มเจื่อน จะให้ท่านย่าสงบใจได้ คงมีแต่สมาชิกตระกูลฮวาทุกคนได้กลับมาอยู่พร้อมหน้าเท่านั้น
“คุณหนูไม่ต้องกังวลใจถึงเพียงนั้นหรอก เมื่อเวลาผ่านไป อะไรก็จะดีขึ้นเอง หากท่านกังวลมากเกินไปประเดี๋ยวจะล้มป่วยไปอีกคน”
“ขอบคุณความหวังดีของท่านหมอ” ฮวาจื่อพยักหน้า ก่อนจะกล่าวต่อ “ยังมีอีกเรื่องที่ต้องรบกวนท่านหมอฉู่”
“คุณหนูใหญ่โปรดว่ามาเถิด”
“ข้าอยากให้ท่านปรุงยาและขี้ผึ้งทาแผลส่งให้ข้าทุกเดือนทั้งส่วนผสมและหีบห่อต้องเป็นของชั้นเยี่ยม แล้วข้าจะจ่ายเงินให้ท่านเดือนละครั้ง ท่านทำได้หรือไม่”
“ขอบังอาจถามคุณหนูใหญ่สักประโยค ท่านจะส่งไปให้บรรดานายท่านที่ถูกเนรเทศขึ้นเหนือหรือ”
“ใช่แล้ว ที่นั่นทั้งหนาวเย็นและทุรกันดาร หากป่วยไข้คงยากจะได้พบหมอ”
“รับทราบแล้ว ข้าจะทำสุดความสามารถ”
“รบกวนท่านหมอแล้ว พ่อบ้านสวีส่งท่านหมอฉู่กลับโรงหมอด้วย”
พ่อบ้านสวีค้อมศีรษะรับคำ แววตาที่มองคุณหนูใหญ่เลื่อมใสยิ่งนัก แม้แต่เหล่าไท่ไท่ยังไม่ใส่ใจรายละเอียดถึงเพียงนี้ อากาศทางเหนือหนาวเย็น ภูมิประเทศก็ทุรกันดารคงยากแก่การไปหาหมอ
คุณหนูใหญ่รอบคอบเอาใจใส่ มีเวลาแค่เพียงวันเดียวกลับคิดได้ถี่ถ้วนปานนี้ สกุลฮวาช่างโชคดีนัก
ฮวาจื่อมองส่งคนทั้งสองจากไปจนไกลลิบแล้วจึงปิดปากหาวคราวหนึ่ง นางยุ่งตัวเป็นเกลียวอยู่หนึ่งวันหนึ่งคืน ร่างกายออกอาการอ่อนล้าเต็มที
ร่างแบบบางหันหลังกลับเข้าไปในเรือน ฮวาจื่อทรุดตัวลงข้างเตียงเหล่าไท่ไท่ พลางยกมือขึ้นสัมผัสหน้าผากเหี่ยวย่นของผู้อาวุโสอีกครั้ง ไข้ลดลงมากแล้ว
ฮวาจื่อหันไปสั่งการกับบรรดามามาและสาวใช้ในห้อง “ทุกท่านยุ่งมาค่อนคืนแล้ว ซูมามาท่านจัดการให้ทุกคนผลัดกันไปพักผ่อนเถอะ”
“เจ้าค่ะ คุณหนูใหญ่เองก็เหนื่อยมาทั้งคืนแล้ว ท่านรีบกลับไปพักผ่อนหน่อยเถิด”
ฮวาจื่อไม่ปฏิเสธ หากไม่มีสายตาของคนร่วมสิบคนในห้องจับจ้อง นางแทบจะล้มตัวลงนอนข้างๆ เหล่าไท่ไท่แล้วหลับไปตรงนี้เลย นางลุกขึ้นจากข้างเตียงจัดชุดของตนให้เรียบร้อยแล้วสั่งการเป็นคำสุดท้าย “ป้อนน้ำให้ท่านย่าดื่มมากหน่อย หากไข้ยังสูงขึ้นอีกก็ใช้วิธีการก่อนหน้านี้ และต้องรีบส่งคนมาบอกให้ข้ารู้ทันทีด้วย”
“เจ้าค่ะ บ่าวจำได้ทั้งหมดแล้ว”
ฮวาจื่อทั้งชีวิตไม่เคยต้องตรากตรำทำงานหนัก มาครานี้ต้องเคี่ยวเข็ญร่างกายตัวเองจนแทบไม่เหลือเรี่ยวแรง สาวใช้ข้างกายทั้งคู่กึ่งอุ้มกึ่งพยุงคุณหนูใหญ่เดินกลับห้อง
ครั้นหัวถึงหมอน นางก็ผล็อยหลับไปราวกับเด็กน้อย
เหล่าไท่ไท่ปรือตาขึ้นหลังจากที่ฮวาจื่อออกไปได้ไม่นานซูมามายินดีจนแทบจะวิ่งออกไปแจ้งข่าวให้คุณหนูใหญ่ทราบแต่เหล่าไท่ไท่กลับยกมือห้ามไว้ “ให้ฮวาจื่อกลับไปนอนหลับอย่างสงบสักตื่นเถิด ตอนนี้ตระกูลฮวาของเราจะขาดนางไปไม่ได้”