ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

แกร่งดั่งเพชร The Story of HuaZhi

ผู้แต่ง Kong Liu
ผู้แปล Hongsamut
ประเภท
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
เพราะขัดพระประสงค์ของฮ่องเต้ ครอบครัวจึงต้องโทษยกตระกูล ชายชาตรีทั้งหมดถูกเนรเทศ เหลือเพียงผู้หญิงและเด็กๆ CEO สาวแห่งโลกอนาคตจึงจำเป็นต้องขุดทุกกลยุทธ์ทางการค้าขึ้นมาพยุงครอบครัวใหญ่ที่เต็มไปด้วยบ่าวไพร่ ศรีสะใภ้และหลานๆ ไม่ให้อดตาย มาดคุณหนูใหญ่ผู้อ่อนแอสลัดทิ้งไปก่อน นางจำเป็นต้องพยุงนาวาลำนี้ให้รอดพ้นจากหายนะ ท่ามกลางสังคมที่ผู้หญิงเป็นรอง!

บทนำ

“แกร่งดั่งเพชร—The Story of HuaZhi”
เพราะขัดพระประสงค์ของฮ่องเต้ ครอบครัวจึงต้องโทษยกตระกูล
ชายชาตรีทั้งหมดถูกเนรเทศ เหลือเพียงผู้หญิงและเด็กๆ
CEO สาวแห่งโลกอนาคตจึงจำเป็นต้องขุดทุกกลยุทธ์ทางการค้าขึ้นมาพยุงครอบครัวใหญ่ที่เต็มไปด้วยบ่าวไพร่ ศรีสะใภ้และหลานๆ ไม่ให้อดตาย
มาดคุณหนูใหญ่ผู้อ่อนแอสลัดทิ้งไปก่อน
นางจำเป็นต้องพยุงนาวาลำนี้ให้รอดพ้นจากหายนะ ท่ามกลางสังคมที่ผู้หญิงเป็นรอง!

** ถูกยกย่องให้เป็นมู่หลานในแวดวงการค้า 
** ยอดขายถล่มทลายทั้งในไต้หวัน จีน และ เกาหลีใต้
** ถูกซื้อ ลข. ไปทำซีรี่ส์เรียบร้อยแล้ว 
** Kong Liu เขียน Hongsamut แปล

สารบัญ

1.เจ้าพูดก่อนแล้วกัน

          ในฤดูร้อนที่แสนอบอ้าว

          ดวงตะวันส่องแสงเหนือเส้นขอบฟ้าคล้อยเป็นแนวทแยงร้อนจนขยับตัวเพียงเล็กน้อยก็เหงื่อตกท่วมร่าง

          ตระกูลฮวาซึ่งครอบครองพื้นที่กว่าครึ่งของตรอกฮวาหลินเซียงเงียบสงบเหมือนดั่งเคย สาวใช้น้อยใหญ่เดินชายกระโปรงพลิ้วไหวไปทั่วเรือนอย่างแผ่วเบา บ่าวรับใช้เข้าๆ ออกๆ ทำงานกันขวักไขว่ ทว่ารีบร้อนเพียงใดก็ทำได้เพียงเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น ไม่มีใครกล้าวิ่งแม้แต่ก้าวเดียว

          ตระกูลฮวาเป็นตระกูลบัณฑิตที่สืบทอดกันยาวนานมานับร้อยปี ยึดถือกฎระเบียบเคร่งครัด เข้มงวดกวดขันบ่าวไพร่ใต้บัญชาเป็นอย่างมาก

          เนื่องจากตระกูลฮวาเป็นที่นับหน้าถือตาของต้าชิง เลื่องลือในความมีเมตตา ทุกๆ ปีจึงมีผู้คนไม่น้อยเฝ้ารอที่แห่งนี้คัดเลือกคนรับเข้าทำงานในจวน หากเปรียบกับพวกสกุลสูงที่ขยันทำแต่เรื่องสกปรกตระกูลฮวาอาจเคร่งครัดกฎระเบียบมากกว่า แต่บ่าวไพร่ก็ยินดีตบเท้าขอเข้าทำงานเพราะทุกคนมีโอกาสได้เรียนหนังสือ น่าเสียดายที่ตระกูลฮวาไม่ค่อยซื้อคนเข้าจวนมากนัก

          ดวงตะวันลอยขึ้นสูง เมื่อผสานกับเสียงขับขานของจักจั่นยิ่งทำให้ใจคนฟังร้อนรนขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล

          ณ ลานแห่งหนึ่งทางทิศใต้ของจวน ฮวาจื่อ คุณหนูใหญ่สกุลฮวานั่งอ่านตำราจนเมื่อยล้าจึงวางหนังสือแล้วนวดคลึงดวงตาเบาๆ นางหันไปทางสาวใช้ที่คอยพัดวีให้ตน “นั่งอยู่เฉยๆ ไม่ร้อนอะไรนักหรอก เจ้าเองก็พักสักหน่อยเถอะ”

          สาวใช้เม้มปากยิ้ม “บ่าวไม่เหนื่อยเจ้าค่ะ”

          สาวใช้ที่ทำงานเย็บปักอยู่อีกทางรีบไปล้างมือ ก่อนยกน้ำแกงถั่วเขียวที่แช่เย็นเอาไว้เข้ามาให้ มองดูคุณหนูของตัวเองค่อยๆ ดื่มเข้าไปคำแล้วคำเล่า แล้วจึงอ้อมไปด้านหลัง บีบนวดบริเวณต้นคอให้คุณหนูของตน

          ม่านประตูส่งเสียงตามการเลิกม่านของสาวใช้ในชุดแดงสาวใช้อีกนางในชุดเขียวยกน้ำเข้ามา ทั้งสองช่วยกันทำความสะอาดมือ พร้อมทั้งหยิบน้ำมันในโถออกมาบำรุงมือให้กับคุณหนูอย่างขะมักเขม้น

          นิ้วเรียวยาวทั้งสิบดูเปล่งปลั่ง ทั้งผิวพรรณก็ขาวละมุน มองเพียงมือคู่นี้ก็รู้ทันทีว่าเป็นมือของคุณหนูตระกูลใหญ่ที่มั่งคั่งร่ำรวย

          มุมปากของฮวาจื่อแย้มยกขึ้นเล็กน้อย เอ่ยถามท่ามกลางความเงียบงัน “ว่าอย่างไร พวกเจ้าสี่คนมีชายที่ต้องตาแล้วหรือยัง”

          สาวใช้ทั้งสี่ต่างคนต่างก้มหน้าก้มตาทำงานของตนไป ไม่พูดไม่จา

          “อิ๋งชุน เจ้าพูดก่อนแล้วกัน”

          จังหวะการนวดชะงักไปชั่วขณะ ก่อนจะกลับมานวดด้วยแรงกำลังดีอย่างต่อเนื่อง “บ่าวแล้วแต่คุณหนูเจ้าค่ะ คุณหนูให้บ่าวออกเรือนกับใคร บ่าวก็จะแต่งกับผู้นั้น”

          คำตอบนี้ช่างไม่เกินความคาดหมายของฮวาจื่อ “เป้าเซี่ยเจ้าล่ะ”

          สาวใช้ที่กำลังนวดคลึงนิ้วมือให้นางอยู่เงยหน้าขึ้นมาแวบหนึ่ง ก่อนจะก้มหน้าวุ่นกับงานที่ทำต่อ “บ่าวก็แจ้งแล้วนี่เจ้าคะว่าจะไม่แต่งงาน ขอติดตามรับใช้คุณหนูไปชั่วชีวิต”

          ส่วนเนี่ยนชิวที่นวดคลึงมืออีกข้างอยู่ ไม่ทันให้ฮวาจื่อได้ถามก็พยักหน้าคล้อยตาม “บ่าวเองก็คิดเช่นเดียวกับเป้าเซี่ย”

          คนสุดท้ายอย่างฝูตงคงไม่จำเป็นต้องถามแล้ว เพราะนางเป็นคนขี้กลัว อีกทั้งยังว่านอนสอนง่าย แต่ไหนแต่ไรมาก็ให้พี่สาวทั้งสามเป็นผู้นำ ส่วนตัวเองก็เป็นผู้ตามเสมอ

          ฮวาจื่อออกจะจนใจ “คนสองคนจะอยู่ด้วยกันไปตลอดรอดฝั่งได้หรือไม่ ก็มีแต่ตัวพวกเจ้าเท่านั้นที่รู้ ไม่ใช่ให้ข้าบอกว่าใครดีก็จะดีหรอกนะ อย่างไรเสีย การที่พวกเจ้าได้เลือกด้วยตัวเองก็ย่อมจะดีกว่าการต้องใช้ชีวิตกล้ำกลืนฝืนทนในวันข้างหน้า”

          “คุณหนูเองก็ยังไม่ออกเรือน เหตุใดพูดราวกับเคยอาบน้ำร้อนมาก่อนเช่นนั้น” เป้าเซี่ยพึมพำ “ไม่ว่าท่านจะว่าอย่างไร บ่าวก็ไม่แต่งงานหรอกเจ้าค่ะ คุณหนูอย่าได้คิดทิ้งขว้างพวกเราเอาไว้ที่ตระกูลฮวาเชียว คุณหนูไปที่ใด บ่าวก็จะตามไปที่นั่นด้วย”

          “พวกเจ้าคิดจะตามข้าออกเรือนน่ะรึ ต่อให้ตระกูลเสิ่นดีเพียงใด ก็ไม่มีทางเทียบตระกูลฮวาที่พวกเราคุ้นเคย หากเลือกได้ข้าก็ยินดีอยู่เป็นสาวแก่ทึนทึกในตระกูลฮวา”

          เนี่ยนชิวคว้านขี้ผึ้งขึ้นมาช้อนหนึ่ง ลูบลงบนหลังมือของฮวาจื่อ เม้มปากพูดอย่างมีความสุข “หากฮูหยินได้ยินถ้อยคำนี้ของคุณหนู คงจะร้องไห้ไปอีกคนแน่”

          จะว่าไป ถ้อยคำที่ว่า ‘ผู้หญิงประกอบขึ้นมาจากน้ำ’ ช่างเป็นคำบรรยายที่เข้ากับมารดาของนางที่สุด เพราะน้ำตาของมารดานางนั้นนึกอยากจะไหลก็ไหล ท่วงท่าที่บอบบางนุ่มนวลทำให้ทุกคราที่
ฮวาจื่อพบกับมารดา นางต้องระวังถ้อยคำเป็นพิเศษ เกรงจะหลุดกล่าวอะไรออกไปให้ทิ่มแทงจิตใจของอีกฝ่ายแล้วทำให้ต้องปลอบโยนกันไปอีกนาน นี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้นางไม่อาจบ่ายเบี่ยงงานมงคลนี้ มารดาของนางเป็นด่านที่ผ่านได้ยากจริงๆ

          “จะตามข้าไปตระกูลเสิ่นด้วยก็ได้ แต่เจ้าต้องหาคู่ให้ตัวเองเสียก่อนข้าจึงจะพาไปด้วย ขืนปล่อยให้พวกเจ้าสาวโสดติดตามข้าออกเรือน เกิดสามีในอนาคตของข้าถูกใจพวกเจ้าคนใดขึ้นมา พวกเจ้าจะทำอย่างไร หรือจะโยนกันไปโยนกันมา สุดท้ายก็ลงเอยด้วยการมีสามีเดียวกันกับข้า เป็นพี่น้องกับข้าไปจริงๆ” นางดึงไม้ตายสุดท้ายออกมาใช้

          ทั้งสี่รีบวางงานในมือลงและคุกเข่าเรียงแถวอยู่เบื้องหน้าของฮวาจื่อ

          อิ๋งชุนที่สุขุมรอบคอบที่สุดเป็นตัวแทนกล่าวความตั้งใจของตนและบรรดาพี่น้อง “จนตายพวกบ่าวก็ไม่มีทางจะคิดเช่นนั้นไปได้ เพียงแต่ตลอดหลายปีมานี้คุณหนูมีแต่พวกบ่าวไม่กี่คนที่คอยดูแล ขืนพวกบ่าวแต่งงานออกไปใช้ชีวิตมีครอบครัวของตัวเองกันหมด ยามคุณหนูไปอยู่ตระกูลเสิ่นจะพูดคุยกับใครเล่าเจ้าคะ”

          “ส่วนเรื่องแต่งงาน... หากแต่งงานมีลูก บ่าวกลัวเหลือเกินว่าตอนนั้นแรงกายใจที่มีอาจถูกใช้ไปกับครอบครัวจนหมดสิ้น ไหนเลยจะสามารถดูแลรับใช้คุณหนูได้อย่างสุดกำลังอีก พวกบ่าวตัดสินใจกันแล้วว่าตอนคุณหนูแต่งงานออกเรือน พวกเราจะแต่งกายเยี่ยงหญิงมีครอบครัว ให้คนตระกูลเสิ่นได้รู้ว่าพวกบ่าวมิได้เจตนาแอบแฝง และคนที่เต็มใจติดตามคุณหนูออกเรือน ก็มีเพียงพวกบ่าวไม่กี่คนเท่านั้น คุณหนูได้โปรดอนุญาตเถิดนะเจ้าคะ”

          “ไม่ว่าคุณหนูจะเห็นด้วยหรือไม่ พวกเราก็จะตามไปอยู่ดี” นัยน์ตาของเป้าเซี่ยแดงก่ำ

          ตอนที่สาวใช้เช่นพวกนางเข้ามาในจวนสกุลฮวา อายุเพิ่งจะสี่ห้าขวบ ยังไร้เดียงสา พอได้อ้าปากก็หลุดพูดสำเนียงบ้านเกิด โชคดีที่คุณหนูรับพวกนางมาไว้ข้างกาย ตั้งชื่อให้ สอนให้รู้หนังสือคิดเลขเป็น คอยชี้แนะการเข้าสังคมให้กับพวกนาง ยังมีสาวใช้บ้านไหนโชคดีเท่านี้อีกเล่า

          หากให้สละชีวิตเพื่อคุณหนู พวกนางก็จะไม่ขมวดคิ้วลังเลแม้แต่น้อย แม้ต้องแลกชีวิตก็ไม่มีทางยอมละทิ้งเจ้านายที่ดีเช่นนี้ไปแน่

          “ตระกูลเสิ่นหาใช่อุโมงค์มังกรหรือถ้ำเสือเสียเมื่อไหร่.....”ฮวาจื่อหยุดคำพูดลงอย่างกะทันหัน “เป้าเซี่ย ไปดูข้างนอกทีสิ”

          เป้าเซี่ยลุกขึ้นก้าวออกไปข้างนอก แต่ฮวาจื่อกล่าวรั้งนางไว้ “อย่าไปมีเรื่องกับใครเข้าล่ะ”

          “เจ้าค่ะ”

          เสียงจากด้านนอกแว่วขาดหายไปเป็นห้วงๆ ทำให้ฮวาจื่อชักใจคอไม่ดีขึ้นมา ตระกูลฮวาสงบสุขมาจนคุ้นชิน เรื่องเช่นนี้จึงผิดปกติอย่างยิ่ง

          เห็นว่าบ่าวทั้งสามยังคุกเข่าอยู่ ฮวาจื่อจึงบอกให้พวกนางลุกขึ้น ก่อนจะมุ่งไปยังประตู

          แต่ยังไม่ทันถึงประตู เป้าเซี่ยก็ผลุนผลันเข้ามาเสียก่อนพอเห็นท่าทีลุกลี้ลุกลนไม่สำรวมเช่นนั้นอิ๋งชุนก็อ้าปากจะตำหนิสักคำหนึ่ง แต่กลับถูกคำพูดของเป้าเซี่ยกลบ “คุณหนู มีเจ้าหน้าที่ของทางการ.... เจ้าหน้าที่ของทางการมากันเยอะแยะเลยเจ้าค่ะ”

          ฮวาจื่อครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ด้วยตำแหน่งราชครูของท่านปู่เจ้าหน้าที่ทางการหน้าไหนจะกล้าบุกเข้ามาถึงจวนตระกูลฮวาได้ เกรงแต่ว่า...

          ฟังความเคลื่อนไหวจากด้านนอกแล้วฮวาจื่อจึงรีบสั่งการ “เป้าเซี่ยเจ้าไปเฝ้าที่ประตู แต่อย่าโผล่หน้าออกไป อิ๋งชุน ไปหยิบเงินออกมาจำนวนหนึ่ง ไม่ต้องมาก ทองคำแท่งเอาออกมาให้หมด ส่วนทรัพย์สินขนาดใหญ่ที่เห็นได้ชัดนั้นทิ้งไว้ เนี่ยนชิว เปิดก้อนอิฐที่พวกเราเคยไปขยับก้อนนั้นออก แล้วช่วยอิ๋งชุนเอาของใส่เข้าไปข้างใน เร่งมือ!”

          “เจ้าค่ะ” เดิมทีใจของทั้งสามเต้นระรัว แต่เมื่อเห็นคุณหนูสงบเยือกเย็นได้ถึงเพียงนี้ อารมณ์ของพวกนางจึงสงบลง ต่างคนต่างแยกย้ายไปทำหน้าที่ของตัวเอง

          สิ่งที่ฮวาจื่อภูมิใจ คือการที่นางได้กลับมาเกิดใหม่พร้อมกับความทรงจำที่ชัดเจนของชาติก่อน รวมถึงประสาทสัมผัสอันว่องไวและไหวพริบที่เหนือกว่าผู้คนก็ยังแจ่มแจ้งชัดเจน นางแอบสร้างช่องลับไว้แต่เนิ่นๆ อย่างแนบเนียนในพื้นที่ที่ไม่ใหญ่นัก แต่ก็เพียงพอไว้ใช้เก็บสมบัติที่จำเป็น เพียงแค่ขยับอิฐด้านนอกกลับเข้าที่ ไม่ว่าใครก็มองไม่ออกว่าอิฐก้อนนั้นขยับได้

          ทั้งนายบ่าวช่วยกันยัดทรัพย์สมบัติเงินทองเข้าไปในช่องนั้นมือเป็นระวิง เมื่อเรียบร้อยทุกคนก็หันมาจ้องใบหน้าของคุณหนู เพื่อรอคำชี้แนะ

          ฮวาจื่อกลับไปนั่งที่เตียง ยื่นมือออกไปให้บรรดาสาวใช้ “นวดต่อ”

          สาวใช้ทั้งสามกลับเข้าประจำที่ของตัวเอง แต่เพราะเหตุการณ์ข้างนอกดูปั่นป่วนอย่างหนัก แม้ภายนอกจะรักษาท่าทีนิ่งสงบไว้ได้ แต่ในใจของสามสาวใช้กลับเต้นระส่ำไปด้วยความวิตก

2.พวกเขาคือทหารรักษาพระราชวัง!

          เพียงไม่นาน เป้าเซี่ยก็ตะลีตะลานวิ่งกลับมา นางลืมเลือนมารยาทที่ได้รับการปลูกฝังมาจนสิ้น

          “คุณหนู พวกเขามุ่งหน้ามาทางนี้แล้วเจ้าค่ะ”

          เสียงความเคลื่อนไหวใกล้เข้ามา ฮวาจื่อเงยหน้าขึ้น “เจ้ากลับไปเฝ้าอยู่หน้าประตู แต่ครั้งนี้จงใจให้พวกเขาเห็น จากนั้นก็ทำท่าวิ่งกลับมาอย่างแตกตื่น”

          เป้าเซี่ยมือทาบอก วิ่งกลับออกไปอีกรอบอย่างเชื่อฟัง

          “พวกเจ้าก็ต้องแสดงท่าทางหวาดกลัวด้วยเหมือนกัน”

          “เจ้าค่ะ”

          ความเคลื่อนไหวใกล้เข้ามาทุกที เป้าเซี่ยรีบวิ่งกลับมา ด้วยไหวพริบจึงวิ่งไป ตะโกนไป “คุณหนูใหญ่เจ้าคะ! มีเจ้าหน้าที่! มีเจ้าหน้าที่ทางการมาหลายคนเลยเจ้าค่ะ”

          ฮวาจื่อแสร้งเตะโต๊ะวางของกระจุกกระจิกดังโครม รุดออกไปด้านนอก “เจ้าหน้าที่ทางการที่ไหนกัน ทำไมถึงมาจวนเรา”

          จังหวะนั้น บรรดาเจ้าหน้าที่ที่เดินช้ากว่าเป้าเซี่ยแค่ก้าวเดียวก็ตามเข้ามา บุรุษร่างสูงกำยำในชุดเกราะก้าวนำหน้า ชูป้ายคำสั่งในมือขึ้น “มีพระบัญชาให้ค้นและยึดจวนพร้อมทรัพย์สิน สมาชิกครอบครัวที่เป็นสตรีโปรดหลีกทางด้วย!”

          นี่หาใช่เจ้าหน้าที่ทางการทั่วไป!

          ม่านตาของฮวาจื่อหดเล็กลงอย่างตกตะลึง พวกเขาคือทหารรักษาพระราชวัง!

          สาวใช้ทั้งสี่แม้จะหวาดกลัวกอดกันเนื้อตัวสั่น แต่ก็ยังพยายามยืนล้อมปกป้องคุณหนูเอาไว้เบื้องหลัง คอยจับตามองกลุ่มบุรุษที่เข้ามาอยู่เต็มบ้านอย่างระแวดระวัง

          บรรดาทหารหนุ่มชื่นชมท่าทีช่วยกันปกป้องเจ้านายของพวกนางไม่น้อย น้ำเสียงจึงนุ่มนวลขึ้น “เพื่อเลี่ยงไม่ให้กระทบชื่อเสียงคุณหนูของพวกเจ้า โปรดให้ความร่วมมือ”

          ฮวาจื่อพยักหน้าพร้อมก้าวถอยออกไป แต่ทหารหนุ่มก็กลับเอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง “ช้าก่อน”

          สาวใช้ทั้งสี่ใจเต้นรัว

          คนพูดชี้ไปที่ศีรษะของฮวาจื่อ “เครื่องประดับทุกชิ้นที่อยู่บนร่าง โปรดถอดออกด้วย”

          จริงสิ นี่คือการตรวจค้นและยึดจวนพร้อมทรัพย์สิน ให้นางปลดเครื่องประดับออกนับว่าปรานีมากแล้ว จากที่ทราบมา การค้นและยึดจวนพร้อมทรัพย์สินคราวหนึ่ง คนทั้งตระกูลไม่ว่าชายหรือหญิง จะแก่ หรือเด็ก ต่างก็ได้รับอนุญาตให้ใส่เพียงเสื้อผ้าชั้นกลางออกไปเท่านั้น ไม่อนุญาตให้นำสิ่งใดติดกายออกไปแม้แต่ชิ้นเดียว

          อิ๋งชุนช่วยคุณหนูปลดเครื่องประดับแล้ววางกองไว้อีกทาง พร้อมถอดเครื่องประดับของตัวเองออกด้วย จากนั้นก็รีบกันคุณหนูถอยออกมาอยู่ในลาน

          ฝูตงกลัวจนฟันกระทบกันเสียงดังแต่ก็ยังทำทีเป็นใจกล้า เดินไปยังห้องเก็บของที่อยู่ด้านข้าง อุ้มเอาเก้าอี้สี่ขาตัวหนึ่งออกมา ก่อนจะประคองคุณหนูให้นั่งหลบอยู่ตรงกลาง สาวใช้ทั้งสี่ยืนล้อมปกป้องคุณหนูจากสายตาผู้คนอย่างสุดความสามารถ

          เวลาผ่านไปราวหนึ่งเค่อคนด้านในจึงเดินออกมา ทหารในชุดเกราะเห็นพวกนาง ความชื่นชมพลันผุดขึ้นในใจ นึกถึงภาษิตที่ว่ามองบ่าวก็เห็นนาย การอบรมของตระกูลฮวานี้ดีจริงๆ

          น่าเสียดายที่...

          คนทั้งหมดถอยออกไปแล้ว เป้าเซี่ยจึงเขย่งเท้าชะโงกดูหน้าประตู พอแน่ใจว่าคนเหล่านั้นออกไปหมดก็วิ่งไปปิดประตูลงกลอนจากนั้นก็เข่าอ่อนทรุดลงนั่งพิงอยู่ที่ประตูนั้นเอง แม้จะพยายามหลายครั้งก็ลุกไม่ขึ้น

          เนี่ยนชิวปราดเข้าไปพยุงเป้าเซี่ยขึ้นมา ทั้งที่ตนก็เข่าอ่อนเหมือนกัน

          เมื่อประคองคุณหนูกลับเข้าไปในห้อง เห็นสภาพห้องที่ถูกค้นจนเต็มตา ฝูตงก็ยกมือปิดปากน้ำตาร่วง คนอื่นๆ พลอยตาแดงก่ำ

          ที่แห่งนี้ ฮวาจื่อพำนักมานานกว่าสิบปี แต่ละจุดตกแต่งงดงามตามความประสงค์ของนางทั้งสิ้น นางเป็นคุณหนูใหญ่สกุลฮวาอย่างสงบสุขมาสิบห้าปี ทว่ายามนี้ ตระกูลฮวาที่เคยป้องภัยและให้ความมั่นคงแก่นาง เกรงว่าจะกลายเป็นตึกใหญ่ที่ล้มครืนเสียแล้ว

          ฮวาจื่อหมุนตัวกลับไปด้านนอก นึกเป็นห่วงน้องชายของตน น้องชายที่นางดูแลมาตั้งแต่เล็ก เด็กน้อยที่เอาแต่ร้องไห้กอดท่านแม่

          “คุณหนู ออกไปตอนนี้ไม่ได้นะเจ้าคะ...” อิ๋งชุนรีบรั้งนางเอาไว้ “พวกเขายังไม่กลับไป ท่านยังออกไปตอนนี้ไม่ได้”

          “ข้าต้องไปดูท่านแม่กับโป๋หลิน”

          “บ่าวไปเองเจ้าค่ะ บ่าวไปเอง คุณหนูคอยฟังข่าวอยู่ทางนี้เถอะ” พูดจบ เป้าเซี่ยก็วิ่งผ่านนางไป ไม่รอให้ฮวาจื่อออกความเห็น

          “เป้าเซี่ย เจ้าไปดูคุณชาย ข้าจะไปดูฮูหยินใหญ่เอง” เนี่ยนชิววิ่งตามออกไป ฮวาจื่อได้แต่อ้าปากหุบปากลงหลายครั้ง แต่ก็ไม่กล้าสั่งอะไรที่จะเป็นการเพิ่มภาระให้พวกนางแม้สักคำ

          “อิ๋งชุน เก็บข้าวของที่จำเป็นออกมาเถอะ ที่นี่คงจะอยู่ต่อไปไม่ได้แล้ว” ฮวาจื่อยังไม่กล้าคิดถึงผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุด การเข้ายึดจวนและทรัพย์สินมักตามมาด้วยเนรเทศและประหารชีวิต สำหรับสมาชิกหญิงในตระกูลนั้น หากถูกกวาดต้อนไปเป็นนางกำนัลในวังหลวงก็แล้วไปแต่ถ้าโชคร้ายก็อาจกลายเป็นเพียงนางบำเรอให้ความสำราญของเหล่าผู้ยึดครองไปได้เลย

          ฮวาจื่อรู้สึกว่าสมองขาวโพลน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรทำอย่างไรต่อ ยุคสมัยนี้ ฮ่องเต้กุมอำนาจ ชายเป็นใหญ่ หญิงยอมตาม บรรดาสตรีไม่มีสิทธิ์มีเสียงใดๆ นางรักษาธรรมเนียม ประพฤติตัวเป็นคุณหนูใหญ่อย่างเคร่งครัดมาตลอด กระทั่งการหมั้นหมายก็เป็นไปตามความปรารถนาของพ่อแม่และการแนะนำของแม่สื่อ นางนิ่งเงียบยอมตามไม่มีปากเสียงจนคล้ายละทิ้งความคิดของตัวเองไปหมด หวังเพียงได้ใช้ชีวิตสงบสุขเท่านั้น

          แต่ยามนี้ ไม่ว่านางจะหวังอย่างไรก็ไม่มีประโยชน์แล้ว หากเรื่องย่ำแย่ถึงที่สุดจริงๆ ท่านย่าคงมอบแพรขาวยาวสามฉื่อให้คนละผืน ให้ทั้งครอบครัวเดินทางไปปรโลกร่วมกัน

          เกิดความเคลื่อนไหวขึ้นที่ด้านนอกอีกครั้ง ประตูถูกถีบจนเปิดออก เมื่อเห็นอิ๋งชุนและฝูตงกำลังจะพาฮวาจื่อไปซ่อนตัวด้านใน ผู้บุกรุกก็ผุดยิ้มแล้วตะคอกเสียงดัง “ฮ่องเต้มีราชโองการ ขอให้คุณหนูใหญ่ออกไปด้านนอกเพื่อรับราชโองการด้วย”

          เริ่มจากค้นจวนและยึดจวนพร้อมทรัพย์สิน จากนั้นก็มีราชโองการอีก ฮวาจื่อนึกภาพไม่ออกเลยว่าฮ่องเต้ทรงกริ้วเพียงใด

          เรื่องใหญ่เช่นนี้จะรอช้าไม่ได้ นายบ่าวทั้งสามรีบเดินไปยังลานด้านหน้า พวกนางไปถึงช้ากว่าคนอื่นๆ ฮวาจื่อกวาดตาเห็นท่านย่ายืนอยู่ด้านหน้าด้วยท่าทีสุขุมเยือกเย็น แม้คนตระกูลฮวาคนอื่นๆ จะยังหวาดผวากันอยู่แต่บรรยากาศกลับปราศจากความโกลาหล การอบรมของตระกูลฮวานั้นฝังอยู่ลึกเกินกว่าที่ความหวาดกลัวจะสั่นคลอนได้

          ยามท่านปู่ไม่อยู่ ท่านย่าผู้นี้เปรียบเสมือนเสาหลักค้ำมหาสมุทร ขอเพียงแค่ผู้อาวุโสท่านนี้ยังอยู่ตระกูลฮวาก็จะสงบสุขไปอีกชั่วระยะหนึ่ง

          ฮวาจื่อเดินไปยืนข้างกายมารดาที่กัดริมฝีปากกลั้นน้ำตา นางเอื้อมไปกุมมือมารดาเบาๆ เพื่อปลอบประโลม มืออีกข้างดึงตัวน้องชายมายืนขนาบ

          ฮูหยินใหญ่มองบุตรสาวก่อนบีบมือนางตอบ ฮวาโป๋หลินเบียดตัวชิดกับพี่สาวโดยสัญชาตญาณ แววตาเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น

          “รับราชโองการ”

          ตระกูลฮวาทั้งเจ้านายบ่าวไพร่นับไม่ถ้วนคุกเข่าลง

          “ฮ่องเต้ทรงมีราชโองการ ฮวาอี้เจิ้งผู้ครองจวนหานหลินย่วน ไม่คิดช่วยแบ่งเบาพระราชภาระ ซ้ำยังแทรกแซงการแต่งตั้งองค์รัชทายาท สร้างความบาดหมางระหว่างองค์ชาย พิจารณาแล้ว สมควรถอดถอนจากตำแหน่ง ตัดสินให้ตรวจค้นและยึดจวนพร้อมทรัพย์สมบัติของตระกูล ชายตระกูลฮวาที่อายุสิบปีขึ้นไป ให้เนรเทศไปพื้นที่ทางเหนือ จบราชโองการ”

          “ขอพระองค์ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นปี หมื่นๆปี”

          จิตใจที่ตึงเครียดของฮวาจื่อผ่อนคลายลงเปลาะหนึ่ง สิบขวบ อีกหลายเดือนกว่าโป๋หลินจะอายุครบสิบขวบ!

          ผู้มาประกาศราชโองการคือไหลฝู ขันทีใหญ่ข้างพระวรกายของฮ่องเต้ ยามปกตินิสัยท่าทางอาจละโมบไปบ้าง แต่จิตใจนับว่าไม่เลว พอเห็นสีหน้าที่ดูอึ้งงันของคนตระกูลฮวา เขาจึงให้ความกระจ่าง “ไทเฮาออกหน้าปกป้องพวกท่านไว้ หากมีโอกาสก็สมควรต้องไปขอบพระทัยไทเฮาสักหน่อย”

          เหล่าไท่ไท่ไม่เอ่ยสิ่งใด หันไปทางทิศของพระราชวังแล้วน้อมกายคำนับจนศีรษะสัมผัสพื้น สมาชิกตระกูลฮวาคนอื่นๆ ก็พร้อมใจกันคำนับลงไป ฮวาจื่อเองก็คำนับลงไปอย่างเต็มใจเช่นเดียวกัน

          เมื่อลุกขึ้นมา เหล่าไท่ไท่ก็หันไปยอบตัวคารวะไหลฝู “ขอบคุณไหลกงกง”

          ไหลฝูถอนใจเงียบๆ “ฮ่องเต้มีพระบัญชา ให้ชายตระกูลฮวาอายุสิบปีขึ้นไปออกเดินทางทันที”

          เหล่าไท่ไท่สูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อเรียกสติตัวเองให้หนักแน่น มองลูกหลานตระกูลฮวาที่อยู่เต็มห้อง น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย “นอกจากผิงหยาง--บุตรคนที่สี่ที่ไม่อยู่แล้ว ลูกหลานคนอื่นๆ อยู่ที่นี่ทั้งสิ้น เชิญกงกงตรวจสอบได้เจ้าค่ะ”

          ไหลฝูคลี่ม้วนผ้าไหมออก ขานชื่อเทียบดูทีละคน มีเพียงฮวาผิงหยางบุตรชายคนสุดท้องของตระกูลฮวาที่ไม่อยู่ที่นั่นจริงๆ

          “ฮวาเหล่าไท่ไท่ทราบหรือไม่ว่าคุณชายผิงหยางอยู่ที่ใด”

          “จวนนอกเมืองกระมัง”

          “ขอบคุณ ฮวาเหล่าไท่ไท่” ไหลฝูพยักหน้าให้กับหัวหน้าทหารรักษาพระราชวัง หัวหน้าทหารรักษาพระราชวังก็ส่งสัญญาณมือให้ผู้ใต้บังคับบัญชามุ่งไปยังชายตระกูลฮวาที่อายุสิบปีขึ้นไปทุกคน

          เอ้อร์ฝางบุตรของนายท่านสามเพิ่งจะอายุครบสิบขวบไม่นาน ปกติถูกโอ๋จนเสียนิสัย ยามนี้งอแงจับมือมารดาไว้ไม่ยอมปล่อย ฮูหยินสามเองก็ร้องไห้เจียนควบคุมตัวเองไม่ได้ สตรีคนอื่นๆ ที่พยายามกล้ำกลืนน้ำตาเอาไว้ถึงกับร้องไห้ตาม

          เหล่าไท่ไท่ได้แต่หลับตาหันหลังกลับ ทำทีเป็นไม่เห็นเหตุการณ์ตรงหน้า

          ฮวาจื่อจับมือน้องชายเอาไว้แน่น ก้นบึ้งของหัวใจพลันยินดีแม้รู้ว่าไม่เหมาะสม เรื่องที่น้องชายต่างมารดาถูกพาตัวไปนั้น นางสุดปัญญาจะช่วยเหลือจริงๆ

3.ดูแลท่านแม่ให้ดี

          เมื่อคนที่ต้องพาตัวออกไปถูกนำตัวไปแล้ว

          ทหารก็ล่าถอย ไหลกงกงรั้งอยู่เป็นคนสุดท้าย “ฮวาเหล่าไท่ไท่ ท่านมีเวลาเก็บของหนึ่งชั่วยามเท่านั้น นับว่าฮ่องเต้ทรงเมตตาแล้วได้โปรดอย่ายื้อเวลาอีก”

          “น้อมรับพระบัญชา ขอบพระทัยฝ่าบาท ภายในหนึ่งชั่วยามข้าจะพาทั้งคนแก่และเด็กออกไปแน่นอน”

          รอจนไหลฝูกลับออกไป เหล่าไท่ไท่ที่แข็งใจยืนหยัดต่อไปไม่ไหวถึงกับทรุดลงนั่ง คนข้างกายรีบกระวีกระวาดเข้ามาประคองซูมามาที่ติดตามเหล่าไท่ไท่มาหลายสิบปีบีบนวดทั้งแขนทั้งขาของนาง จนเหล่าไท่ไท่ค่อยๆ ฟื้นคืนสติ

          เห็นท่าทีหวาดหวั่นของสมาชิกสกุลฮวา เหล่าไท่ไท่ผุดยิ้มขมขื่น น้ำตาไหลเอ่อออกทางหางตา ตระกูลฮวาจะผ่านเรื่องราวทั้งหมดนี้ไปได้อย่างไรกัน

          ฮวาจื่อเห็นท่านย่าหลั่งน้ำตาเป็นครั้งแรก พลันรู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมาในใจ ปกติท่านย่าสุขุมเยือกเย็น ดำรงตนเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้ผู้คนรอบข้างได้ใจชื้นเสมอ แต่ท่านย่าผู้เข้มแข็งถูกความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้กระหน่ำซัดจนทรุดลงไป เห็นทีว่าต่อไปตระกูลฮวาคงเป็นเหมือนเรือไร้หางเสือเสียแล้ว

          มองไปโดยรอบ ฮูหยินทั้งสี่ของตระกูลฮวานั้นเป็นที่รู้กันว่าฮูหยินใหญ่จูซื่อมารดาของนาง ทั้งนุ่มนวลและอ่อนไหว เพียงเห็นใบไม้แห้งเหี่ยวโรยรากลับสามารถร้องไห้ปานขาดใจ ในเวลาเช่นนี้ ฮวาจื่อไม่อาจคาดหวังอะไรจากท่านแม่ได้เลย

          ส่วนฮูหยินรองฉีซื่อ เพราะสมรสกับคุณชายที่เกิดจากอนุภรรยา แม้อยู่ในบ้านก็มิได้มีสิทธิ์มีเสียง ต่อให้นางมีใจอยากจะออกหน้าแต่ท่านย่าคงไม่เห็นด้วย คาดว่าอนุคนอื่นๆ ก็คงจะไม่ยอมให้ภรรยาของนายท่านที่เกิดจากอนุด้วยกันมากดหัวค้ำคอพวกนางเช่นกัน อีกทั้งตัวฉีซื่อเองไม่ได้เก่งกล้าสามารถเพียงนั้น

          ฮูหยินสามเซี่ยซื่อ ยามปกติมักพยายามจะทำตัวโดดเด่นเหนือกว่าสะใภ้คนอื่นๆ หากมีโอกาสนางเป็นต้องเข้าช่วงชิงแน่นอน แต่ครานี้บุตรชายคนโตที่รอเนิ่นนานกว่าสวรรค์จะประทานมาให้เพิ่งถูกเนรเทศไปต่อหน้าต่อตา จะได้กลับมาพบหน้าเมื่อใดยังไม่อาจทราบ นางไหนเลยจะมีแก่ใจคิดเรื่องอื่น

          สำหรับฮูหยินสี่ อู๋ซื่อ ฮวาจื่อรู้สึกดีกับนางมาก ทั้งฐานะและสติปัญญาล้วนเพียบพร้อม

          เพียงแต่...

          ฮวาจื่อได้แต่ถอนหายใจ มองหน้าท้องที่นูนเด่นออกมาของฮูหยินสี่ ยามปกติอู๋ซื่อคงจะต้องสู้ไม่ถอยเป็นแน่ อย่างน้อยก็อาจช่วยออกความเห็นอยู่เบื้องหลัง แต่ตอนนี้นางกำลังตั้งครรภ์ ฮวาจื่อจะปล่อยให้สองชีวิตต้องมาแบกรับความกดดันพวกนี้ได้อย่างไร

          ตระกูลเก่าแก่กว่าร้อยปี เดิมทีในจวนอาจไม่ได้มีผู้ใดออกตัวเป็นเสาหลักกำกับดูแล แต่ก็เห็นชัดแล้วว่าบุรุษตระกูลฮวานั้นสามารถรักษาชื่อเสียงบารมีของบรรพบุรุษไว้ได้อย่างไม่มีด่างพร้อย ทว่าสตรีทั้งหลายต่างหากที่เป็นจุดอ่อน อาจเพราะพวกนางอยู่กันอย่างสงบสุขมานานจนเกินไป

          ฮวาจื่อเคยคิดว่าตนฝึกฝนจนจิตใจแข็งกร้าวดั่งเหล็กกล้าไม่ว่าเรื่องใดก็ไม่อาจทำให้นางทุกข์ร้อนได้ เดิมคาดหวังว่า ชาตินี้จะมีชีวิตสงบสุขเรียบง่ายไปจนแก่เฒ่า แต่วันนี้จะให้นางวางเฉย ปล่อยตระกูลฮวาไปตามยถากรรมอย่างนั้นหรือ

          ฮวาจื่อขบริมฝีปากอย่างหนักใจ ยุคนี้ผู้คนและวงศ์ตระกูลผูกพันล้ำลึก หากสกุลฮวาตกต่ำ นางจะใช้ชีวิตสุขสบายไปได้ถึงเมื่อไหร่ จะปล่อยให้ชาตินี้มีจุดจบดั่งชาติก่อนไม่ได้เป็นอันขาด

          หญิงสาวดึงน้องชายให้ไปอยู่ข้างกายท่านแม่ กำชับให้เขาคอยประคองมารดาเอาไว้ ก่อนจะปล่อยมือของฮวาโป๋หลินและก้าวไปด้านหน้า

          ฮวาโป๋หลินใจกระตุก เรียกอย่างร้อนรน “พี่ใหญ่!”

          พี่สาวหันกลับมายิ้มให้ แววตาเต็มไปด้วยความจนใจ “ดูแลท่านแม่ให้ดี”

          ฮวาโป๋หลินขณะนั้นยังไม่เข้าใจแววตาของพี่สาว เพียงรู้สึกว่าจิตใจของตัวเองหนักอึ้งจนยากจะระงับ แต่วันหนึ่งเมื่อเขาโตขึ้นเขาจะเข้าใจได้เองว่าความรู้สึกนั้นคือความปวดใจแทนพี่สาว ที่ต้องเสียสละตนเองเข้าแบกรับภาระ ประคับประคองให้ตระกูลอยู่รอดต่อไป

          ฮวาจื่อเบียดผู้คนออก ยอบตัวลงตรงหน้าท่านย่า กล่าวด้วยน้ำเสียงอบอุ่นดึงสายตาของท่านย่ามาหาตน “ท่านย่า เชื่อมั่นในตัวข้าหรือไม่เจ้าคะ”

          “เชื่อหรือไม่งั้นหรือ” เหล่าไท่ไท่ยกมือไล้ใบหน้าของหลานสาวคนโต “เจ้าเป็นลูกหลานตระกูลฮวา ข้าย่อมต้องเชื่อเจ้า!”

          ฮวาจื่อพยักหน้า “เช่นนั้นท่านได้โปรดมอบให้ข้าดูแลตระกูลฮวาเป็นการชั่วคราวเถิดนะเจ้าคะ”

          เหล่าไท่ไท่นิ่งมองฮวาจื่อครู่หนึ่ง ทั้งคาดไม่ถึงทั้งปลาบปลื้ม นางสังเกตว่าแววตาของหลานสาวมิได้หวาดกลัวหรือตื่นตระหนกเลยแม้แต่น้อย นี่คือหลานสาวที่สามีของนางอบรมชี้แนะมาเองกับมือ!

          เหล่าไท่ไท่ออกแรงบีบมือนางแน่นขึ้น “ประเสริฐ! นับจากนี้สมาชิกตระกูลฮวา ย่าจะมอบให้เจ้าดูแลทั้งสิ้น”

          ฮวาจื่อแย้มยิ้มลุกขึ้น หันไปเผชิญหน้ากับทุกคน “พวกเรามีเวลาหนึ่งชั่วยาม ขอให้ทุกคนกลับไปเก็บข้าวของ อะไรที่นำออกไปได้ ให้นำไปด้วยทั้งหมด พวกเราต้องออกจากที่นี่กันก่อน”

          เซี่ยซื่อลังเลครู่หนึ่ง ก่อนจะถามออกไป “ออกจากที่นี่... เราจะไปไหน”

          “ไม่ว่าจะไปที่ใด พวกเราก็ต้องเก็บของออกจากที่นี่ตามพระบัญชา” ฮวาจื่อพูดหนักแน่น “ที่นี่เป็นจวนที่พำนักของบัณฑิตขั้นสอง ยามนี้ท่านปู่ถูกถอดยศริบตำแหน่ง แน่นอนว่าพวกเราย่อมไม่มีสิทธิ์พำนักอยู่ที่นี่อีก”

          “ไปบ้านพักที่เฉิงหนานแล้วกัน” เหล่าไท่ไท่ตัดบท “ที่นั่นไม่น่าจะถูกยึด”

          ไม่มีใครกล้าเอ่ยถามว่าเหตุใดที่นั่นจึงไม่ถูกยึด มีแต่เสียงออกความเห็นกันเบาๆ ว่าสำหรับวันที่ขวัญหนีดีฝ่อเช่นวันนี้ ขอแค่มีที่สงบๆ ให้พักสักที่ก็เพียงพอแล้ว

          “อย่าลืมนำสนับเข่าและสายรัดข้อมือที่ท่านปู่กับนายท่านทั้งหลายใช้ในหน้าหนาวติดตัวไปด้วย ทุกท่านโปรดเร่งมือ”

          ในเวลานี้ไม่มีใครกล้าตั้งคำถามกับคำพูดของคุณหนูใหญ่ฮูหยินใหญ่มองบุตรสาว เห็นฮวาจื่อพยักหน้าให้ จึงรีบจูงมือบุตรชายผู้รอดจากการถูกนำตัวไปอย่างหวุดหวิดกลับไปเก็บข้าวของ

          ฮวาจื่อหันกลับไปทางท่านย่าที่ยืนพิงซูมามา สีหน้าของเหล่าไท่ไท่ผ่อนคลายลง ยังไม่ทันกล่าวอะไรผู้อาวุโสก็โบกมือให้ “เจ้าเองก็รีบกลับไปเก็บข้าวของเถิด เพื่อตระกูลฮวา ข้าเองก็จะยืนหยัดให้ได้เช่นกัน”

          “ต้องยืนหยัดเท่านั้นเราจึงจะวางแผนต่อไปได้เจ้าค่ะ นี่ยังไม่ใช่จุดสิ้นสุดเสียหน่อย ต้องมีหนทางให้พลิกสถานการณ์แน่” ฮวาจื่อยอบตัวคารวะ พาสาวใช้ทั้งหลายเดินจากไปอย่างรวดเร็ว หนึ่งชั่วยามนั้นนับว่าไม่มากเลย

          เหล่าไท่ไท่พริ้มตา พลันคลี่ยิ้มออกมา “เมื่อก่อนข้าไม่เข้าใจว่าเหตุใดสามีข้าจึงได้ปล่อยปละละเลยหลานคนอื่นๆ แต่กลับรักใคร่เอ็นดูจื่อเอ๋อร์ผู้เดียว ข้าคิดว่านางเพียงแค่ว่านอนสอนง่าย บ้านไหนๆ ก็มี บุตรสาวหลานสาวเช่นนี้ไม่ใช่หรือ ตอนนี้เพิ่งกระจ่าง ท่านพี่ไม่ได้มองพลาดไปหรอก เป็นตัวข้าเองที่มีตาหามีแววไม่”

          “ไม่หรอกเจ้าค่ะ บ่าวเองก็มองไม่ออกเช่นกัน ใครจะคาดคิดว่าคุณหนูใหญ่จะมีความเด็ดเดี่ยวถึงเพียงนี้”

          “ไปเถอะ ประคองข้าที เหลือเวลาไม่มากแล้ว”

 

          ฝั่งฮวาจื่อ เมื่อกลับถึงจวนของตัวเองก็สั่งการทันที

          “หยิบข้าวของออกมาให้หมด แบ่งเป็นห้าส่วน นำติดตัวพวกเราไปคนละหนึ่งส่วน เสื้อผ้าสี่ฤดูพยายามนำไปให้มาก ของอื่นๆ ที่พวกเจ้าเห็นว่าใช้ประโยชน์ได้ก็นำติดตัวไปด้วยให้หมด”

          เมื่อเข้ามาในห้อง ต่างคนต่างแยกย้ายไปทำหน้าที่ เนี่ยนชิวที่กำลังจัดห่อสัมภาระเกิดนึกขึ้นมาได้ “ตอนที่พวกเราออกไปจะไม่ถูกค้นตัวหรือเจ้าคะ”

          “ไม่น่าเป็นไปได้ ในเมื่อค้นบ้านไปแล้วครั้งหนึ่ง พวกเราก็เหมือนตกลงไปในบ่อแล้ว ถ้ายังจะทุ่มหินซ้ำเติมลงไปอีก ก็จะเป็นการกระตุ้นโทสะของไทเฮาเปล่าๆ”

          เป้าเซี่ยคิดได้ทันที “จริงด้วย สมาชิกหญิงในจวนตระกูลฮวา ไทเฮาเป็นผู้ออกหน้าปกป้อง หากพวกเขายังคิดจะตรวจค้นพวกเรา เท่ากับไม่ไว้หน้าไทเฮาใช่ไหมเจ้าคะ”

          ฮวาจื่อเดินไปด้านในเห็นประตูตู้ถูกเปิด หนังสือทั้งตู้มีร่องรอยถูกพลิกเปิดเพื่อตรวจดูว่าด้านในมีเงินเหน็บซ่อนเอาไว้หรือไม่ ยังมีหนังสือสองเล่มหล่นอยู่บนพื้น

          นางเลือกหยิบออกมาสามเล่มใส่ลงไปในห่อสัมภาระ จากนั้นก็เพียงแต่นั่งลงครุ่นคิดถึงสิ่งที่ต้องทำเป็นลำดับต่อไป

          ทั้งท่านปู่และท่านพ่อต่างเป็นราชบัณฑิตร่วมสภา แน่นอนว่าต้องถูกริบหมวกยศกับชุดประจำตำแหน่งและโดนเนรเทศออกไปพร้อมกัน ตอนที่ทหารรักษาพระราชวังรุดมาที่จวนตระกูลฮวา พวกเขาใช้เวลาตรวจค้นราวๆ หนึ่งชั่วยาม ดังนั้นคาดคะเนว่าพวกท่านปู่คงจะออกเดินทางไปได้สองชั่วยามแล้ว นางต้องเตรียมตัวไว้ จะปล่อยให้ท่านปู่ไปทั้งแบบนั้นไม่ได้

          พื้นที่ทางเหนือหนาวเร็ว เมื่อพวกเขาไปถึงที่นั่นอากาศคงจะเข้าสู่ฤดูหนาวแล้วแต่เสื้อผ้าที่ท่านปู่สวมใส่อยู่ยังเป็นผ้าเนื้อบาง

          ฮวาจื่อนวดขมับแล้วหลับตาลง คิดใคร่ครวญไปทีละอย่าง เวลาผ่านไปโดยไม่รู้ตัว

 

          “คุณหนู เรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ”

          ฮวาจื่อลืมตาขึ้น เห็นในห้องมีห่อสัมภาระขนาดย่อมห้าห่อเท่านั้น จึงมองไปทางสาวใช้ทั้งสี่อย่างสงสัย

          อิ๋งชุนประคองนางออกไป อธิบายเสียงเบา “ของชิ้นใหญ่นำออกไปก่อนแล้วเจ้าค่ะ”

          ฮวาจื่อไม่ถามมากความอีกแต่ตรงไปยังจวนของมารดา เพิ่งเดินถึงแค่ประตู ก็สบเข้ากับดวงตาของน้องชายวัยเยาว์ที่เดินออกมาจากด้านในเสียก่อน

          “พี่ใหญ่” ฮวาโป๋หลินเดินเข้ามาหา จ้องนางตาปริบๆ แววหวาดหวั่นในดวงตาคู่นั้น ทำให้ฮวาจื่ออดปวดใจไม่ได้ โป๋หลินเป็นบุตรชายซึ่งถือกำเนิดจากภรรยาเอก ทั้งชีวิตได้รับการดูแลราวกับเติบโตในโถน้ำผึ้ง ต้องเผชิญกับเรื่องราวเช่นนี้ แค่ไม่ร้องไห้งอแงเหมือนเด็กคนอื่นๆ ก็นับว่าเข้มแข็งมากแล้ว

4.เจ้าดูแลคนในเรือนให้ดี

          ฮวาจื่อนึกเปรียบเทียบกับมารดาเจ้าน้ำตาที่ต้องให้บุตรสาวเช่นนางคอยปลอบอยู่เสมอ หากนี่เป็นยามปกติ ฮวาจื่อก็อยากจะออกปากชมน้องชายของตน แต่มายามนี้...คำชมนั้นจำเป็นต้องเก็บ
เอาไว้เพียงในใจ

          ฮวาจื่อลูบศีรษะน้องชาย “อย่าแตกตื่นไป ตอนนี้บุรุษสกุลฮวาที่อายุมากที่สุดคือเจ้า หากเจ้าตื่นตระหนก น้องชายทั้งหลายจะทำอย่างไร จากนี้ไปข้าจะยุ่งมาก การดูแลน้องๆ คงต้องมอบให้เป็นหน้าที่ของเจ้า อนาคตของตระกูลฮวาอีกไม่นานก็จะตกไปอยู่บนบ่าของพวกเจ้าแล้ว”

          ฮวาโป๋หลินสูดจมูกพยักหน้าหนักๆ “ข้าจะฟังคำของพี่ใหญ่ขอรับ”

          “ไปกันเถอะ ใกล้จะถึงเวลาแล้ว”

 

          เรื่องร้ายแพร่สะพัดพันลี้ในพริบตา

          ไม่นานเรื่องที่ตระกูลฮวาถูกถอดยศก็ลือกันไปทั่วเมือง คนที่มองว่าน่าสนใจก็มามุงดู พูดกันไปต่างๆ นานา แต่ตระกูลฮวาไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกับใคร ผู้คนส่วนมากจึงถกเถียงกันเองไม่กี่ประโยค
ไม่ได้กล่าวอะไรให้คนในเรือนสกุลฮวาต้องอึดอัดใจ

          ม้าทั้งหมดถูกจูงออกไป รถม้าก็ถูกใช้จนหมด บ่าวรับใช้เดินขนาบซ้ายและขวาด้านละคน บนรถม้าพะเนินไปด้วยสัมภาระ

          ขบวนขนสัมภาระขบวนหนึ่งพิเศษกว่าขบวนอื่นๆ ไม่เพียงประกอบด้วยเกี้ยวสี่คนหาม ซ้ายขวายังมีสาวใช้น้อยใหญ่ห้อมล้อม ภายในเกี้ยวมีคุณหนูตระกูลฮวาทั้งห้าที่ยังไม่ออกเรือนนั่งเบียดกัน
คนที่เยาว์วัยที่สุดเพิ่งจะสามขวบ ไม่ว่าสถานการณ์ใด เหล่าไท่ไท่ก็ไม่ยอมให้หลานสาวต้องโดนหลู่เกียรติ

          ทายาทชายสายตรงของตระกูลฮวาที่อายุต่ำกว่าสิบปีมีทั้งสิ้นเจ็ดคน คนหนึ่งยังแบเบาะขนาดต้องอุ้มเอาไว้ในอ้อมแขน ฮูหยินและอนุของสกุลฮวาต่างก็ปกปิดใบหน้าด้วยผ้าคลุม ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งเดินตามรถม้าด้วยความอยากรู้อยากเห็น ทำเอาบรรดาฮูหยินที่ไม่เคยตกเป็นเป้าสายตาอย่างโจ่งแจ้งถึงกับหน้าร้อนหูแดงด้วยความอับอาย ทำได้เพียงก้มหน้าก้มตาเดินและภาวนาให้ถึงที่หมายเร็วๆ

          เทียบกับบรรดาฮูหยินแล้ว เหล่าไท่ไท่ถือว่าสุขุมเยือกเย็นกว่าอย่างเห็นได้ชัด ผู้อาวุโสตระกูลฮวาไม่ให้ใครประคองนาง แต่ค้ำร่างไว้ด้วยไม้เท้าและยืดอกเดินนำอย่างเด็ดเดี่ยว ราวกับจะอาศัยพละกำลังของตัวเองแหวกทางให้กับคนในตระกูล

          เมื่อคนที่ยืนวิพากษ์วิจารณ์เห็นท่าทีของเหล่าไท่ไท่ ต่างก็ต้องหยุดปาก ได้แต่มองขบวนยาวเหยียดเคลื่อนผ่านหน้าไปเงียบๆหลายคนเดินไปดูประตูหน้าของจวนตระกูลฮวาที่บัดนี้ปิดสนิทแปะทับด้วยกระดาษแผ่นยาว ประทับคำว่า ‘ปิด’ เห็นเด่นชัดแม้จากที่ไกลๆ

          ตลอดการเดินทางทุกคนในสกุลฮวาต้องอาศัยแรงใจทั้งหมดในการยืนหยัดก้าวเดิน กระทั่งก้าวเท้าผ่านประตูใหญ่ของบ้านพักในเฉิงหนานที่ถูกทิ้งร้าง ทุกคนจึงทรุดตัวลงนั่งและแทบไม่อยากลุกขึ้นมาอีก อันที่จริงฮวาจื่อก็ไม่มีเรี่ยวแรงเหลือแล้วเช่นกัน นางเป็นเพียงคุณหนูตระกูลใหญ่ที่ไม่เคยย่างกรายออกนอกจวน พละกำลังก็มีน้อยนิด แต่ตอนนี้นางไม่กล้าชักช้าเสียเวลาแล้ว

          ฮวาจื่อเปิดห่อสัมภาระน้อยๆ ของตัวเองออก แล้วจึงเปิดห่อที่ฝูตงถือมา นำเงินและทรัพย์สินที่อยู่ด้านในออกมาตรวจนับ ก่อนจะเอ่ยออกไปท่ามกลางสายตาประหลาดใจของคนทั้งหลาย “ข้าได้ยินความเคลื่อนไหวนอกจวน จึงสั่งให้บ่าวไพร่ซ่อนข้าวของเอาไว้เล็กน้อยเจ้าค่ะ นับเป็นโชคดีที่ไม่ถูกค้นเจอ”

          ทุกคนพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ แม้จะถูกจู่โจมโดยไม่ทันตั้งตัวแต่ไม่ว่าจะเป็นเรือนไหนๆ ต่างก็มีทรัพย์สินที่แอบซ่อนเอาไว้ตามจุดลับตาอยู่บ้างไม่มากก็น้อย ทว่าไม่มีใครมีมากเท่าฮวาจื่อ

          “ท่านแม่ อาสะใภ้รอง อาสะใภ้สาม อาสะใภ้สี่ พวกท่านให้บ่าวไพร่เย็บเสื้อผ้าหนาๆ มาหลายๆ ชุด ต้องหนาแบบที่ซ่อนของเอาไว้ภายในแล้วคลำไม่พบ พวกท่านนึกออกหรือไม่”

          บรรดาฮูหยินมองตากัน แล้วจึงพยักหน้าออกมา

          “มีเวลาเพียงหนึ่งชั่วยาม สั่งให้บ่าวไพร่ช่วยกันตัดเย็บหลายคนหน่อย เราต้องเร่งมือแล้ว”

          ทั้งบรรดาฮูหยินและสาวใช้ต่างเร่งมือทำงานทันที เมื่อมีงานทำ อาการตื่นตระหนกของพวกนางก็สงบลงไปบ้าง

          “ฝูตง เจ้าไปหากระดาษน้ำมันมาสองสามแผ่น นำมาห่อเงินให้มิดชิด จะได้เย็บเข้าไปด้านในของเสื้อผ้าได้ ทำเช่นนี้กับเสื้อผ้าทุกชุด”

          “เจ้าค่ะ”

          “เป้าเซี่ย เจ้าไปหาท่านหมอฉู่ที่โรงหมอตระกูลฉู่ที ขอซื้อยาเม็ดและยาทาจากที่นั่น ควรจัดยาอะไรบ้างเจ้าลองปรึกษาท่านหมอดู แจ้งเขาว่าขอยาที่จำเป็นสำหรับพื้นที่ทางเหนือ และอย่าลืมให้หมอฉู่เตรียมขี้ผึ้งแก้แผลหิมะกัดมาเยอะหน่อย”

          “เจ้าค่ะ”

          ฮวาจื่อหันกลับไปหาท่านย่า “ท่านย่า ท่านเขียนจดหมายหาท่านปู่นะเจ้าคะ ท่านย่ารู้จักท่านปู่ดีกว่าใคร ต้องเขียนอย่างไรท่านปู่จึงจะมีแรงใจ ท่านน่าจะรู้ดีที่สุด”

          สายตาของเหล่าไท่ไท่จ้องมองนางนิ่ง “เจ้าคิดจะให้ใครไปส่งหรือ ”

          “ข้าไปเองเจ้าค่ะ ให้คนอื่นไปข้าไม่วางใจ เราต้องแจ้งให้บุรุษตระกูลฮวารู้ว่าพวกเราทุกคนสบายดี และมาพำนักอยู่ที่นี่เพื่อรอพวกเขากลับมา” กล่าวจบก็หันไปทางชายคนหนึ่ง “พ่อบ้านสวี ข้าต้องการม้าสักตัว”

          “คุณหนูใหญ่โปรดวางใจ ผู้น้อยจะรีบนำมาให้ขอรับ”

          ฮวาโป๋หลินคว้าหมับเข้าที่มือของพี่สาว “พี่ใหญ่ ข้าไปเองขอรับ เรื่องขี่ม้าข้าทำได้ดีกว่าท่าน”

          “ข้าต้องไปด้วยตนเอง” ฮวาจื่อไม่ได้อธิบายเพิ่มเติม “เจ้าดูแลคนในเรือนให้ดี”

          ฮวาโป๋หลินติดพี่สาวมาตั้งแต่เล็ก เคยฟังเรื่องเล่ามากมายจากพี่สาว ทั้งเคยแอบพลิกดูบันทึกที่เขียนด้วยลายมือของนาง เห็นพี่สาวและสาวใช้ทั้งสี่ทำของอร่อยๆ เคยแอบดูฮวาจื่อสอนบ่าวไพร่เรื่องต่างๆ ซ้ำยังเคยเห็นท่าทีของพี่สาวยามอยู่ต่อหน้าคนนอก นางวางตัวได้อย่างเป็นธรรมชาติ แตกต่างจากหญิงสาวคนอื่นๆ โดยสิ้นเชิง ฮวาโป๋หลินจึงศรัทธาในตัวพี่สาวผู้เก่งกาจและเชื่อทุกคำพูดของฮวาจื่อเสมอมา

          ดังนั้นเขาจึงเอ่ยปากถามเรื่องที่กังวลที่สุด “พี่ใหญ่ ท่านพ่อ...จะกลับมาได้หรือไม่”

          “กลับมาได้แน่”

          คำตอบหนักแน่นทำให้ฮวาโป๋หลินอุ่นใจ ขณะเดียวกันก็ทำให้สมาชิกในตระกูลคนอื่นๆ มีแรงฮึดสู้ เหล่าไท่ไท่ให้ซูมามาประคองนางลุกขึ้น “ข้าจะไปเขียนจดหมายเดี๋ยวนี้”

          ตระกูลฮวาทำให้โอรสสวรรค์ทรงกริ้ว ฮวาจื่อไม่กล้ากระทำการเอิกเกริกมากนัก ดังนั้นเมื่อคนอื่นๆ กล่าวว่าต้องการส่งจดหมายถึงบุรุษในเรือนตน นางจำต้องปฏิเสธไปอย่างเด็ดขาด เพราะหากนำ
ข้าวของเสื้อผ้าเล็กๆน้อยๆ ไปมอบให้ แม้ฮ่องเต้จะทรงทราบขึ้นมาก็ยังอาจชี้แจงได้ แต่หากส่งจดหมายมากไปจะกลายเป็นที่สะดุดตาฮวาจื่อเกรงว่าถ้าพวกผู้หญิงเขียนสิ่งที่ไม่สมควรลงไป หากจดหมายตกไปอยู่ในมือผู้ไม่หวังดี ก็อาจกลายเป็นอันตรายต่อตระกูล สกุลฮวาในยามนี้แค่แรงลมที่ทำให้ต้นหญ้าขยับไหวยังไม่อาจทานทน

          เวลาหนึ่งชั่วยามผ่านพ้นไป ระหว่างนั้นพ่อบ้านสวีจูงม้าไปรออยู่ทางประตูหลังแล้ว

           จูซื่อมองดูบุตรสาวคนโตในชุดที่ปราดเปรียวแล้ว ปากก็ได้แต่อ้ำๆ อึ้งๆ แต่ไม่มีคำพูดใดหลุดออกมา

          จะห้ามฮวาจื่องั้นหรือ

          มารดาเช่นนางจะเอาเหตุผลใดไปห้าม ยามนี้สามีต้องโทษโดนเนรเทศอย่างกะทันหัน เสื้อผ้าสำหรับผลัดเปลี่ยนสักชุดยังไม่มี ตลอดทั้งร่างเขาสวมเพียงเสื้อผ้าฤดูร้อนเนื้อบางเบา ไม่มีเครื่องกันหนาวแม้สักชิ้น เกรงว่าไปถึงทางเหนือไม่ทันไรก็คงล้มป่วย

          แต่ครั้นจะให้ลูกสาวไป ตลอดชีวิตจื่อเอ๋อร์ฝึกขี่ม้าในพื้นที่ของตระกูลเท่านั้น ยามปกติโอกาสออกจากจวนตามลำพังยังไม่มี ประสบการณ์การขี่ม้าทางไกลยิ่งไม่ต้องพูดถึง หากหลงทางหรือเจอคนร้าย...

          แต่ในชั่วยามนี้ฮวาจื่อลืมคำนึงถึงความเป็นห่วงของมารดาไปเสียสนิท เพราะมัวแต่ยุ่งอยู่กับการสั่งการให้คนนำของออกมาแยกห่อ เพื่อกระจายน้ำหนักให้สมดุล บนร่างของตัวเองก็แบกสัมภาระเอาไว้หลายห่อ บนหลังม้าก็วางหีบห่อไว้ไม่น้อย ฮวาจื่อพลิกตัวขึ้นหลังม้า มองลงไปสบกับดวงตาหลายคู่ที่จ้องกลับมาอย่างเป็นห่วง “รอพี่กลับมานะโป๋หลิน ตอนนี้เจ้าเป็นพี่ใหญ่แทนข้าแล้ว ดูแลผู้อาวุโสและน้องๆ ให้ดี”

          “ขอรับ”

          จนแล้วจนรอดฮูหยินใหญ่ก็ยังทนไม่ได้ จึงเดินเข้ามาทางบุตรสาวก้าวหนึ่ง “จื่อเอ๋อร์...”

          “ข้าจะรีบกลับมาโดยเร็ว ท่านแม่โปรดวางใจ ไม่มีเหตุร้ายแน่เจ้าค่ะ”

 

          มองสีของท้องฟ้า

          ฮวาจื่อไม่คิดเปลืองคำพูด มือกุมบังเหียนไว้แน่นแล้วชักม้าควบออกไป จะช้าไม่ได้อีกแล้ว นางต้องรีบกลับมาให้ทันก่อนที่ประตูเมืองจะปิด

          ฮวาโป๋หลินวิ่งตามออกไปได้สองสามก้าวก็หยุดแล้วกำสองมือแน่น ในใจเต็มไปด้วยความเป็นห่วง พี่สาวของเขาไม่เคยแม้แต่จะออกจากจวนไปร้านขายเครื่องแป้ง นางจะไล่ตามรถม้าของบิดาทันได้อย่างไร

          ด้วยธรรมเนียมอันเข้มงวดของเมืองต้าชิง บุตรีตระกูลใหญ่น้อยคนนักที่จะขี่ม้าเป็น ยิ่งคนที่สามารถควบอาชาให้พุ่งทะยานแล้วยิ่งหาได้ยาก

          รถม้าขบวนหนึ่งหยุดลงข้างทาง คนขับรถม้าเลิกม่านขึ้น บุรุษร่างสูงใหญ่หน้าตาหล่อเหลาผู้หนึ่งก้าวยาวๆ ลงมา เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าม้าเข้ามาใกล้เขาจึงหันไปมอง เผยเสี้ยวหน้าที่มีรอยแผลเป็นพาดผ่านแก้มขวาตั้งแต่หูจรดมุมปาก รอยแผลนี้ไม่ได้ทำให้ใบหน้าของเขาดูน่าเกลียดตรงกันข้ามกลับขับเน้นให้สมเป็นชายชาตรี เสริมบุคลิกให้ดูองอาจขึ้นไปอีก เมื่อเห็นคนบนหลังม้าที่เพิ่งจะผ่านไปได้ถนัด เขาก็เลิกคิ้วขึ้น

5.ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้

          “นายท่าน ต้องการให้ข้าไปสืบประวัติของคนผู้นั้นหรือไม่ขอรับ”

          “การดูแลความเรียบร้อยในเมืองหลวงไม่ใช่งานของข้า” เขาเห็นหญิงสาวผู้นั้นชะลอความเร็วแล้ววกกลับเข้าสู่ถนนสายหลักชายหนุ่มก็รู้ได้ในทันทีว่านางวางแผนเป็นอย่างดี ไม่ต้องการให้มีผู้ใดสะกดรอยตาม

          ฮวาจื่อบังคับม้าเข้าสู่ถนนสายหลักในเมืองหลวง ทั้งผู้คนและยานพาหนะแน่นขนัด แม้ว่านางจะรีบร้อนก็จำต้องควบคุมความเร็วของฝีเท้าม้าเอาไว้ ม้าที่ได้รับอนุญาตให้วิ่งบนถนนสายหลักสายนี้
มีเพียงม้าศึก นอกนั้นแล้วไม่ว่าจะเป็นอ๋องหรือกง กระทั่งราชวงศ์ก็ไม่มีสิทธิ์ควบม้าในเมืองหลวง ฮวาจื่อเป็นเพียงสตรีจากตระกูลที่เพิ่งจะถูกยึดจวนริบทรัพย์จึงยิ่งไม่มีสิทธิ์

          ตลอดทางในเมืองหลวง ฮวาจื่อถูกผู้คนบนท้องถนนเหลียวมองครั้งแล้วครั้งเล่า นางได้แต่ข่มใจอดทนจนกระทั่งขี่ม้าออกจากเขตเมืองได้สำเร็จ

          หากจิตใจของฮวาจื่อเป็นดั่งคุณหนูตระกูลใหญ่คนอื่นๆ คงต้องรู้สึกหวาดกลัว ทว่าในร่างของนางมีดวงวิญญาณของหญิงสาวจากโลกอื่นสถิตอยู่ หลายปีที่ผ่านมานางตั้งใจประพฤติตัวเป็นบุตรสาวที่ดีของตระกูลฮวา ร่ำเรียนทั้งงานเย็บปักถักร้อย พิณ หมาก พู่กัน และภาพวาด บรรดาตำราต่างๆ รวมถึงบันทึกทางภูมิศาสตร์ล้วนแล้วแต่เคยผ่านตา แผนที่ท้องถิ่นของต้าชิงท่านปู่ก็เคยชี้ให้หลานสาวอย่างนางดูหลายหน จึงพอจำได้รางๆ ว่าการเดินทางขึ้นเหนือนั้นมีอยู่หลายเส้นทาง แต่การเนรเทศนักโทษต้องใช้เส้นทางหลักของทางการเท่านั้น ดังนั้นหากนางขี่ม้าไปตามทางเส้นสายหลักก็อาจตามทัน

          ม้าของฮวาจื่อห้อตะบึงอยู่ราวสองชั่วยามจึงเริ่มมองเห็นขบวนของกลุ่มคนอยู่ด้านหน้า มองปราดเดียวก็เห็นนักโทษที่อยู่ในชุดผ้าฝ้ายชั้นกลางกับเจ้าหน้าที่ทางการในชุดเครื่องแบบ

          ฮ่องเต้ไท่จู่ผู้บุกเบิกอาณาจักรต้าชิงมีพื้นเพเป็นสามัญชน พระองค์ลุกฮือขึ้นก่อกบฏต่อราชวงศ์ก่อนซึ่งปกครองอย่างโหดเหี้ยมจนประชาชนทนไม่ไหว รัชสมัยของฮ่องเต้ไท่จู่มีการวางกฎเกณฑ์ขึ้นมาใหม่แต่ก็ไม่เข้มงวดเท่ากฎของราชวงศ์ก่อน มีการยกเลิกบทลงโทษประหารชีวิตเก้าชั่วโคตรและกำหนดให้ครอบครัวของข้าราชการผู้ต้องโทษ ต้องรับโทษเฉพาะสมาชิกสายตรงในตระกูล หญิงที่ออกเรือนไปแล้วไม่ต้องมารับโทษไปด้วย สองข้อนี้ซื้อใจจากประชาชนได้ดี

          คนในตระกูลฮวาที่ถูกเนรเทศครั้งนี้มีเพียงครอบครัวสายหลักและญาติพี่น้องอีกสามครอบครัว ประกอบด้วยฮวาจี่อี้ผู้เป็นอาของฮวาจื่อ รวมถึงน้องชายต่างมารดาของท่านพ่อและญาติผู้น้องของท่านปู่อีกหนึ่งคน รวมทั้งสิ้นสี่ครอบครัว ห้าสิบสี่คน นอกจากนั้นก็มีบ่าวรับใช้ผู้ภักดีจำนวนหนึ่งที่อาสาติดตามมาด้วยตัวเอง

          เมื่อเข้าใกล้ ฮวาจื่อเห็นผู้ต้องโทษสกุลฮวาถูกล่ามด้วยโซ่ทั้งข้อมือและข้อเท้า จิตใจของนางพลันเจ็บปวด แต่ไหนแต่ไรท่านปู่ยึดถือเกียรติและศักดิ์ศรีเป็นที่สุด ไหนเลยต้องมาแบกรับความอัปยศเช่นนี้

          เสียงฝีเท้าม้าทำให้คนที่อยู่ด้านหน้าระวังตัวขึ้น เจ้าหน้าที่ที่นำหน้าอยู่ยกมือเป็นสัญญาณให้ขบวนหยุด

          “เจ้าเป็นใคร” เจ้าหน้าที่ทางการแสร้งทำเป็นเลอะเลือน ทั้งที่เพียงแค่เห็นห่อสัมภาระที่ฮวาจื่อนำมาด้วยก็พอจะเดาฐานะของนางได้ ตามปกติเจ้าหน้าที่ทางการจะดูแลนักโทษเนรเทศให้ดีขึ้นเล็กน้อยเพื่อแลกกับสินน้ำใจจากสมาชิกร่วมตระกูลของผู้ต้องโทษ

          แม้แต่เรือซอมซ่อก็ยังรู้จักซ่อนตะปูไว้นับพัน นับประสาอะไรกับตระกูลฮวาที่สืบทอดกันมายาวนาน จะไม่เหลือทรัพย์สมบัติเลยคงเป็นไปไม่ได้

          ฮวาจื่อพลิกตัวลงจากหลังม้าแล้วย่อตัวคารวะ ก่อนจะส่งห่อผ้าห่อหนึ่งให้เจ้าหน้าที่ของทางการ “ผู้น้อยนามว่าฮวาจื่อ นายท่านทั้งหลายเดินทางกันมาอย่างเหน็ดเหนื่อย ข้าขอมอบของกำนัลเล็กๆ น้อยๆ ให้ทุกท่านไว้ใช้คลายความอ่อนล้าเจ้าค่ะ”

          เจ้าหน้าที่ทางการรับห่อของมาถือไว้ในมือ แล้วพยักหน้าให้ด้วยความพึงพอใจ “เช่นนั้นข้าไม่เกรงใจ ให้เวลาเจ้าแค่ชั่วก้านธูป”

          “ขอบคุณเจ้าค่ะ”

          ฮวาจื่อจูงม้ามาหยุดที่เบื้องหน้าสมาชิกสกุลฮวาซึ่งกำลังมองมาทางนาง พวกเขาต่างรอให้คนทางบ้านมาหา แต่ใครก็คาดไม่ถึงว่าคนที่มาจะเป็นหลานสาวคนโตผู้นี้

          ฮวาผิงยวี่ บิดาของฮวาจื่อกระแอมครั้งหนึ่ง “จื่อเอ๋อร์ เจ้ามาได้อย่างไร”

          “ข้านำสิ่งของจำเป็นเหล่านี้มามอบให้” ฮวาจื่อปลดห่อสัมภาระลงจากหลังม้า ก่อนจะแจกจ่ายให้แก่นักโทษสกุลฮวาทุกคน ตอนที่ฮวาจื่อมอบห่อสัมภาระให้ท่านอาสี่ นางก็นำมือของเขาไปสัมผัสกับจุดหนึ่งใต้ห่อผ้า ท่านอาสี่พยักหน้าให้นางอย่างเข้าใจ

          สิบห้าปีที่ผ่านมา ฮวาจื่อรู้จักนิสัยใจคอของคนในตระกูลฮวาอย่างทะลุปรุโปร่ง ท่านพ่อและท่านอาสามอุปนิสัยถอดแบบมาจากท่านปู่ ทั้งคู่ดำรงตนอยู่ในวิถีของนักปราชญ์ ส่วนท่านอารองเป็นบุตรที่กำเนิดจากอนุภรรยา ไม่สามารถเข้ารับตำแหน่งราชการได้ อีกทั้งความสามารถของท่านอารองก็ไม่โดดเด่น ยามปกติเขาใช้ชีวิตเรื่อยเฉื่อย แม้บางครั้งจะประพฤติตัวนอกลู่นอกทางไปบ้าง แต่ก็เล็กน้อยจนท่านปู่ไม่ได้ว่ากล่าวอะไร

          มีเพียงท่านอาสี่เท่านั้นที่แตกต่างออกไปจากคนอื่นๆ ไหวพริบและสติปัญญาของเขาปราดเปรื่องกว่าทั้งท่านพ่อและท่านอาสามเมื่อไปถึงพื้นที่ทางเหนือแล้ว คนที่ฮวาจื่อคาดว่าน่าจะสามารถฝากความหวังเอาไว้ได้ก็เห็นจะเป็นท่านอาสี่

          “ทางเหนืออากาศหนาวเย็น ข้านำสนับเข่าและสนับข้อมือมาให้ เสื้อผ้าหนาๆ ก็นำมาเช่นกัน ท่านแม่และอาสะใภ้ทั้งหลายเร่งรีบตัดเย็บ หากโดนน้ำเกรงว่าจะกันหนาวได้ไม่ดีเท่าเดิม ดังนั้นขอให้พวกท่านอย่าได้รีบซัก พยายามใส่ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้”

          ตระกูลฮวาไม่มีคนโง่ บุรุษทุกคนต่างพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ

          “ไทเฮาออกหน้าปกป้องพวกเราเอาไว้ ทุกคนในจวนปลอดภัยดี แต่จวนในเมืองหลวงถูกทางการยึดไปเสียแล้ว พวกเราจึงต้องย้ายไปพักที่เฉิงหนานเจ้าค่ะ” ฮวาจื่อชำเลืองไปทางเจ้าหน้าที่ทางการแวบหนึ่ง แล้วเอ่ยถามเสียงเบา “ท่านปู่ ท่านได้รับโทษเพราะสาเหตุใดกัน”

          ฮวาผิงยวี่ขมวดคิ้วปรามบุตรสาว “จื่อเอ๋อร์ เรื่องราชการเจ้าอย่าได้ถามสุ่มสี่สุ่มห้า...”

          “ในเมื่อจื่อเอ๋อร์ถาม ข้าก็จะตอบ” ฮวาอี้เจิ้งขัดคำพูดของบุตรชายคนโต พร้อมลดเสียงให้เบาลง “ฮ่องเต้ทรงลังเล ประวิงเวลาไม่ยอมประกาศแต่งตั้งรัชทายาท เป็นเหตุให้บรรดาองค์ชายฟาดฟันกันจนส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ข้าทนดูต่อไปไม่ไหวจึงได้กล่าวทูลฮ่องเต้ไปสองสามประโยค มิคาดว่าจะไปกระตุ้นโทสะของโอรสสวรรค์เข้า เรื่องก็มีเท่านี้”

          ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้

          ฮวาจื่อถอนหายใจ “ไม่เป็นไรเจ้าค่ะท่านปู่ ความผิดของท่านแค่เพียงพลาดพลั้งกล่าวทูลให้ฮ่องเต้ทรงกริ้วเท่านั้น เมื่อเวลาผ่านไปย่อมมีโอกาสกลับเมืองหลวง หากพวกท่านเดินทางถึงที่หมายแล้ว
มีจุดไหนเห็นสมควรต้องใช้เงินก็ใช้ไปเถิดนะเจ้าคะ ข้าจะพยายามหารายได้ส่งไปให้ พวกท่านไม่ต้องกังวลเรื่องเงินทอง ขอให้ท่านปู่โปรดถนอมตัวรักษาสุขภาพด้วย”

          แม้นี่จะเป็นช่วงเวลาที่ตกต่ำที่สุดในชีวิตของฮวาอี้เจิ้ง แต่เขากลับยิ้มได้ “สายตาของข้า แต่ไหนแต่ไรมาเฉียบคมไม่เคยมองคนพลาด คราวนี้คงไม่มีใครกล้าเถียงแล้ว”

          ฮวาจื่อแสบจมูก ขอบตาของนางแดงรื้นขึ้นมา ในตระกูลฮวามีลูกหลานมากมายแต่ท่านปู่กลับเลือกให้นางอยู่ข้างกายมาแต่เด็กจับมือสอนนางเขียนอักษร ถ่ายทอดศาสตร์ทุกแขนง ทั้งพิณ หมากรุก พู่กัน ภาพวาด

          ฮวาจื่อรู้ดีมาโดยตลอดว่า จิตวิญญาณข้างในของตนไม่เหมือนกับคนรอบข้าง จึงเก็บงำตัวตนซ่อนคมประกายไม่เผยพิรุธออกมา กระนั้นก็ยังนึกไม่ออกว่าเหตุใดท่านปู่จึงปฏิบัติต่อนางต่างจากผู้อื่น ราวกับรู้ว่านางแตกต่างจากคนอื่นๆ

          บัดนี้ฮวาจื่อกระจ่างแล้ว ต่อให้นางแสร้งทำตัวเป็นเด็กแต่จิตวิญญาณของผู้ใหญ่ทำให้ไม่อาจแสดงออกอย่างไร้เดียงสาได้ตลอดเวลา ในยามที่ควรกลัวนางก็ไม่กลัว ในยามที่ควรตื่นตระหนกนางกลับเยือกเย็น และในยามที่ควรดีใจ นางก็กลับนิ่งเฉย คนฉลาดหลักแหลมและมีสายตาเฉียบคมเช่นท่านปู่ย่อมมองออก

          “ท่านปู่ ข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวังแน่นอน”

          ฮวาอี้เจิ้งตบไหล่นางเบาๆ “ดูแลคนในบ้านให้ดี ท่านย่าของเจ้าคงลำบากน่าดู”

          “ทราบแล้วเจ้าค่ะ ท่านวางใจได้” มองสมาชิกครอบครัวคนอื่นๆ ที่ต้องโทษเนรเทศด้วยกันแล้ว ฮวาอี้เจิ้งก็ถอนใจยาว “คนเหล่านั้นก็คงต้องช่วยกันเท่าที่ทำได้ อย่างไรเสียพวกเขาก็ติดร่างแหต้องโทษเพราะข้า”

          “เจ้าค่ะ”

          ฮวาอี้เจิ้งก้าวเท้าห่างจากหลานสาวไปโดยที่ไม่ได้เอ่ยอะไรอีก

 

          ส่วนฮวาผิงยวี่ พอมีโอกาสก็เอ่ยปากกับบุตรสาว

          “เรื่องเป็นเช่นนี้ ลำบากเจ้าแล้ว จื่อเอ๋อร์”

          ฮวาจื่อส่ายหน้า “ในฐานะที่ข้าเป็นคนตระกูลฮวา เมื่อมีสุขร่วมเสพ ยามมีทุกข์ย่อมต้องร่วมต้าน ท่านพ่อดูแลสุขภาพของตนเองและท่านปู่ให้ดี หากมีเรื่องใดต้องออกหน้าก็ให้ท่านอาสี่จัดการ”

          “เจ้าวางใจเถอะ”

          ฮวาจื่อมองไปทางท่านอาสี่ “ท่านอาสี่ รบกวนแล้ว”

          ฮวาผิงหยางสนิทกับหลานสาวซึ่งอายุห่างจากเขาเพียงเก้าปีผู้นี้มาโดยตลอด ท่าทียิ้มแย้มบนใบหน้าของนายท่านสี่สกุลฮวาจางหายไป กลายเป็นสีหน้าจริงจัง “เรื่องทางนี้เจ้าไม่ต้องกังวล แต่ที่จวน อาสะใภ้สี่ของเจ้าตั้งครรภ์อยู่ ข้าฝากเจ้าดูแลนางแทนข้าด้วย”

          “ทารกน้อยถือกำเนิดนับเป็นลางดี บ่งบอกว่าทุกข์ภัยจะบรรเทา ทุกอย่างต้องดีขึ้นแน่เจ้าค่ะ”

          “เจ้าปราดเปรื่องกว่าคนทั่วไปเสมอ” ฮวาผิงหยางคลี่ยิ้ม ก่อนถาม “บ้านสวนที่นอกเมืองถูกยึดหรือไม่”

          “ข้าทราบเพียงว่าบ้านพักที่เฉิงหนานยังไม่ถูกยึด”

          “ถ้าเช่นนั้น บ้านสวนนอกเมืองนั่นก็ไม่น่าจะถูกยึดเช่นกัน หากมีเวลาเจ้าช่วยไปรดน้ำพรวนดินให้ต้นไม้ใหญ่ในเรือนนั้นแทนข้าเสียหน่อย”

          ฮวาจื่อจับความนัยในคำพูดนั้นได้ นางจึงพยักหน้ารับคำ

6.ไม่มีใครอยู่ดูแลท่านย่าเลยหรือ

          ฮวาจื่อสนทนากับบรรดาญาติรุ่นราวคราวเดียวกันหลายประโยค เมื่อหันไปเห็นว่าเจ้าหน้าที่รับประทานอาหารที่นำมาเสร็จเรียบร้อยและเริ่มเก็บข้าวของแล้ว ฮวาจื่อก็ไม่พูดอะไรอีก นางคุกเข่าลาผู้อาวุโสทั้งหลาย “ขอให้พวกท่านดูแลตัวเอง ข้ายังจำคำที่ท่านปู่เคยสอนข้าว่า หากรักษาภูเขาให้เขียวขจี ชั่วชีวีจะไม่ไร้ฟืนก่อไฟ”

          ฮวาอี้เจิ้งประคองนางขึ้นมา “เรื่องในจวนคงต้องฝากเจ้าแล้ว”

          “เจ้าค่ะ”

          ฮวาจื่อจูงม้ามาหยุดตรงหน้าผู้นำฝ่ายตรวจการ “เดินทางขึ้นเหนือต้องผ่านเขาสูงชัน ปู่ของข้าอาวุโสมากแล้ว คงต้องรบกวนท่านผู้ตรวจการช่วยดูแลอย่าให้ขาดตกบกพร่อง”

          ฮวาจื่อเหลียวไปมองสมาชิกตระกูลฮวา “ท่านปู่ไม่ได้ก่อความผิดร้ายแรง ยามนี้ฮ่องเต้ทรงกริ้ว แต่ไม่แน่ว่าวันหน้าอาจนึกถึงความดีความชอบของเขาขึ้นมาได้ ขุนเขามั่นลำธารคด ยังไม่ทันลิ้มรส
ช่วงเวลาต้นหลิวเฉา ดอกก็อาจผลิบานสะพรั่ง ท่านว่าใช่หรือไม่”

          ฝ่ายตรวจการผู้ใดบ้างไม่เจนโลก ย่อมฟังออกถึงความนัยที่ซ่อนอยู่ในคำของฮวาจื่อ

          เมื่อได้ยินถ้อยคำเจือข่มขู่เช่นนี้จะให้สบายอารมณ์ก็คงยากยิ่งใคร่ครวญก็ยิ่งตระหนักว่าตนกำลังยืนอยู่บนทางสองแพร่ง หากโอนอ่อนให้ตระกูลฮวา ฮ่องเต้ทรงทราบขึ้นมาโทษของฝ่ายตรวจการที่ทำงานย่อหย่อนคือสมรู้ร่วมคิด ถึงตอนนั้นทั้งชีวิตและหน้าที่การงานของเขาคงจบสิ้น แม้แต่รุ่นลูกหลานก็คงไม่อาจลืมตาอ้าปาก ต่อให้มุ่งมั่นแค่ไหนก็คงไม่อาจพลิกเรือใหญ่ให้คว่ำ

          แต่ถ้าเข้มงวดกวดขันกับใต้เท้าฮวาที่เปรียบเสมือนเทพเซียนกำลังประสบเคราะห์ ด้วยตำแหน่งราชครูทั้งยังเป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้ถึงสองรัชสมัย ยามใดโอรสสวรรค์คลายพิโรธแล้วเกิดนึกขึ้นได้ ตำแหน่งที่โดนริบไปก็อาจได้คืนในพริบตา

          หัวหน้าฝ่ายตรวจการเอื้อมไปสัมผัสทองคำที่อังความร้อนจนอุ่นในถุงข้างเอวแล้วก็คิดอย่างหนักใจ อย่างไรเสียยามนี้ตระกูลฮวาก็ต้องโทษเนรเทศ ถูกริบตำแหน่ง และยึดจวนอยู่ดี

          “ข้าเข้าใจความหมายของคุณหนูฮวา ท่านวางใจเถิด ใต้เท้าฮวาเป็นผู้อาวุโสที่ตรากตรำเพื่อราชวงศ์ต้าชิงมาครึ่งชีวิต ต่อให้พวกเรามีความบังอาจร้อยส่วนก็ไม่อาจหาญพอจะล่วงเกินใต้เท้า แต่พวกเราก็มีกฎเกณฑ์ต้องยึดถือ ข้อนี้คุณหนูฮวาคงเข้าใจ”

          “มิบังอาจทำให้ท่านผู้ตรวจการหนักใจ ผู้น้อยขอขอบคุณแทนตระกูลฮวา”

          ฮวาจื่อเหลียวหลังมองญาติทั้งหลายของตน ก่อนจะพลิกกายขึ้นม้าอย่างคล่องแคล่ว แล้วชักม้าควบจากไปโดยไม่หันมามองอีกเลย

          ฮวาผิงยวี่มองเงาร่างที่ห่างไกลออกไปของบุตรสาว พลางพึมพำกับตัวเอง “ข้าไม่เคยรู้เลยว่าจื่อเอ๋อร์จะมีความสามารถถึงเพียงนี้ แต่ก่อนยังเคยฉุนเฉียวใส่นาง เพราะโป๋หลินเอาแต่ติดตามนางไปทุกที่”

          “เรื่องที่ท่านยังค้นไม่พบมีอีกหลายอย่าง หลานผู้นี้ของข้าน่าเสียดายที่เกิดเป็นหญิง” ฮวาผิงหยางมองไปทางฝ่ายตรวจการซึ่งเตรียมเดินทางต่อ พลางหยิบห่อสัมภาระของตนขึ้นพาดหลัง แล้วคว้าเอาห่อสัมภาระในมือบิดาไปแบกคู่กัน

 

          การเดินทางขากลับของฮวาจื่อราบรื่นกว่าที่คาด เมื่อนางกลับถึงเรือนพระอาทิตย์ยังไม่ตกดิน

          เนี่ยนชิวรออยู่ที่ประตูหลัง ครั้นได้ยินเสียงกีบเท้าม้าก็แง้มประตู เห็นผู้ที่อยู่บนหลังอาชาที่ใกล้เข้ามาคือคุณหนูใหญ่จึงกระวีกระวาดเข้าไปต้อนรับพลางประคองนางลงจากหลังม้า

          “คุณหนู บรรดาฮูหยินมาถึงกันครบแล้วเจ้าค่ะ”

          “เป็นอย่างไรบ้าง เอะอะกันหรือไม่”

          “ฮูหยินรองพูดจารุนแรง ฮูหยินสี่มาถึงก็เอาแต่ร้องไห้ ฮูหยินสามก็ตีโพยตีพายตลอดเลยเจ้าค่ะ เหล่าไท่ไท่สั่งให้คนอื่นๆ ไปเก็บตัวอยู่ในห้องของตัวเอง ไม่อนุญาตให้ออกมาวุ่นวาย”

          ฮวาจื่อมุ่นคิ้ว “ไม่มีใครอยู่ดูแลท่านย่าเลยหรือ”

          เนี่ยนชิวตอบคุณหนูด้วยน้ำเสียงเจือประชด “ทุกคนล้วนเชื่อฟังเหล่าไท่ไท่ ออกจะเชื่อฟังมากเกินไปด้วยซ้ำ”

          อันที่จริงฮวาจื่อแสนจะเหน็ดเหนื่อย นางอยู่บนหลังม้าหลายชั่วยามแทบจะไม่หลงเหลือเรี่ยวแรง แต่เมื่อได้ยินเนี่ยนชิวกล่าวเช่นนี้ ในใจก็รู้สึกขมเหลือทน

          หากเทียบกับครอบครัวชนชั้นสูงอื่นๆ เรือนฝ่ายในของตระกูลฮวานับว่าสงบสุขกว่ามาก แม้ว่าระหว่างภรรยาและอนุจะมีช่วงเวลาชิงดีชิงเด่น ฮูหยินทุกจวนต่างวางแผนเพื่อครอบครัวเล็กๆ ของตัวเองจนอาจจะกระทบกระทั่งกันบ้าง แต่โดยรวมแล้วก็กล่าวได้ว่า ภรรยาในเรือนสกุลฮวาทั้งหลายล้วนฟังความและว่าง่าย บุรุษตระกูลฮวาจึงอยู่กันอย่างโล่งใจ

          ทว่าเมื่อสกุลฮวาประสบเคราะห์ในคราวนี้ ข้อบกพร่องของสตรีในจวนก็เผยออกมา ฮูหยินทั้งสี่นาง—ไม่มีสักคนที่มีความสามารถพอจะประคองตระกูลให้พ้นภัย พวกนางต่างทุ่มเถียงกันไปมา ปล่อยให้เหล่าไท่ไท่ผู้ชราต้องดูแลทั้งตระกูลท่ามกลางวิกฤติเพียงลำพัง ฮวาจื่อคิดแล้วถึงกับจุกอยู่ในอก

          เมื่อปัดละอองฝุ่นออกจากร่าง ฮวาจื่อก็สาวเท้าตรงไปยังห้องโถงหลัก พ่อบ้านสวียืนอยู่หน้าประตู เมื่อเห็นคุณหนูใหญ่กลับมาแล้วจึงผ่อนลมหายใจโล่งอก

          เสียงแหลมสูงดังลอดบานประตูออกมา “เหล่าไท่ไท่ ท่านจะบอกว่าวันหน้าตระกูลฮวาอาจต้องใช้ชีวิตอยู่ในที่แบบนี้น่ะหรือ นี่มันคือการฆ่าเราทางอ้อมชัดๆ!”

          “ครอบครัวข้าก็เหมือนกัน ของมีค่าทั้งเรือนถูกริบไปจนเกลี้ยง แล้วจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไร”

          ฮวาจื่อไม่รู้ท่านย่าต้องทนฟังคำพูดแบบนี้อยู่นานเท่าไหร่ นางได้ยินแค่ครู่เดียวยังอึดอัด หันไปส่งสัญญาณให้เนี่ยนชิวเลิกม่านเปิดประตูออก ฮวาจื่อสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนเดินเข้าไปในโถง คารวะท่านย่าเป็นอันดับแรก แล้วเวียนทำความเคารพบรรดาผู้อาวุโสโดยรอบ

          เมื่อเห็นหลานสาวคนโต เหล่าไท่ไท่จึงคล้ายได้ความหนักแน่นกลับคืนมาบ้าง “กลับมาแล้วหรือ ทุกคนสบายดีหรือไม่”

          “สบายดีเจ้าค่ะ เพียงแต่เป็นห่วงคนอื่นๆ ในจวนเท่านั้น”

          “เช่นนั้นก็ดี”

          บทสนทนาของย่าหลานยังไม่ทันจบ เซี่ยซื่อก็เอ่ยแทรก “คุณหนูใหญ่ไปไหนมาหรือ”

          “ข้านำข้าวของจำเป็นไปส่งให้คนในครอบครัวที่ถูกเนรเทศอาสะใภ้สามไม่ได้ให้ใครส่งข้าวของไปหรือ ทางเหนืออากาศหนาวนัก เสื้อผ้าที่พวกเขาสวมอยู่คงไม่เพียงพอ”

          “ข้าก็อยากนำไปให้ แต่ทั้งสามีทั้งลูกชายถูกจับไปหมด จะเหลือใครไปส่งได้อีก”

          “อาสะใภ้สาม ท่านพูดราวกับมีเพียงผู้ชายเท่านั้นที่เป็นคน สตรีก็เป็นคนเช่นกัน หรือหากบุรุษในเรือนถูกเนรเทศไป ในจวนจะไม่เหลือบ่าวไพร่ที่ใช้การได้แล้ว” ฮวาจื่อสวนกลับไปไม่รอให้ฮูหยินสามทันได้โต้ตอบ “คำที่ท่านกล่าวเมื่อครู่ หากมีใครมาได้ยินเข้า คงกลายเป็นหายนะของตระกูลฮวา”

          “หยุดข่มขู่ข้าเสียที หายนะอะไรกัน ข้าไม่ได้ทำอะไรผิดเสียหน่อย”

          ฮวาจื่อลูบถ้วยชาที่ยังร้อนพลางยกขึ้นให้เหล่าไท่ไท่ดื่มหญิงสาวไม่ได้เหลือบมองใคร เพียงเอ่ยอย่างตรงไปตรงมา “หากโอรสสวรรค์สั่งให้ขุนนางตาย ขุนนางก็ต้องตาย ไม่ว่าอยู่หรือตายล้วนขึ้นกับพระประสงค์ของฝ่าบาท ยามนี้ฮ่องเต้โกรธเคืองท่านปู่ ตระกูลฮวาถูกค้นบ้านยึดทรัพย์และเนรเทศ นี่ก็เป็นพระประสงค์ของฝ่าบาทเช่นกัน คำกล่าวที่ว่าคิดจะฆ่าพวกท่านทางอ้อม ลองตรองดูว่าอาสะใภ้สามกำลังกล่าวโทษฝ่าบาทอยู่หรือไม่ หรือท่านไม่พอใจที่ต้องโทษถูกค้นจวนแล้วริบทรัพย์กัน?”

 

          ฮูหยินสามหน้าซีด

          ส่วนฮูหยินสี่ที่เมื่อครู่ยังร้องไห้ ยามนี้ก็หยุดร้องไปแล้ว ฮูหยินรองกำผ้าเช็ดหน้าแน่น เห็นได้ชัดว่าหวาดกลัวขึ้นมาแล้วเช่นกัน

          ฮวาจื่อกล่าวสำทับด้วยท่าทีเรียบเฉย “นับจากนี้อาสะใภ้สามอย่าได้กล่าวอะไรที่จะนำภัยมาสู่ตระกูลฮวาอีกเลย ส่วนความกังวลของอาสะใภ้ทั้งหลาย ก็ขอให้วางใจเถิด สกุลฮวาไม่ปล่อยให้คนในครอบครัวต้องอดอยากหรอก จริงหรือไม่เจ้าคะท่านย่า”

          “แน่นอน คนตระกูลฮวารักใคร่ปรองดองกันมาแต่ไหนแต่ไรยิ่งเกิดเรื่องเช่นนี้ยิ่งต้องประคับประคองกัน อย่าให้ใครติฉินนินทาได้ว่าพอพวกเราไร้บุรุษ แม้แต่ความสามัคคีในครอบครัวก็ไม่อาจรักษาไว้ วันนี้พวกเจ้าจะตื่นตระหนกก็ไม่แปลก กลับไปตั้งสติและปลอบใจคนในจวนของตัวเองเถิด อย่าลืมสั่งให้บ่าวไพร่นำของใช้จำเป็นไปส่งให้คนในครอบครัวที่ถูกเนรเทศ ทางเหนือฤดูหนาวมาเยือนเร็วนัก หากไม่มีเครื่องกันหนาว พวกผู้ชายคงได้ล้มป่วยทันทีที่ไปถึง เรื่องอื่นๆ ข้าขอไตร่ตรองให้รอบคอบก่อน แล้วจะส่งคนไปบอกพวกเจ้า”

          ฮูหยินทั้งหลายถูกคำพูดของฮวาจื่อทำให้หวาดกลัวจนขวัญหนีดีฝ่อ ย่อมไม่มีแก่ใจจะก่อปัญหาอีก กล่าวขออภัยหนหนึ่งก็แยกย้ายจากไป

          ซูมามาดวงตาแดงก่ำ ใบหน้าเจือรอยยิ้มเฝื่อน มิน่าคำโบราณถึงบอกว่า ยามประสบทุกข์ภัยจึงจะเห็นจิตใจมนุษย์ ฮูหยินเหล่านี้ปกติใช้ชีวิตสุขสบาย ไม่เคยคิดเตรียมการเผื่อยามวิกฤติ พอเกิดเรื่องจึงได้แต่คร่ำครวญ ไม่เกรงใจเหล่าไท่ไท่ที่นั่งอยู่แม้แต่น้อย

          เคราะห์ดีที่ฮวาจื่อกลับมาพอดี เพียงกล่าวไม่กี่ประโยคก็ทำให้ผู้คนขวัญสะท้าน คุณหนูใหญ่ช่างน่าทึ่งจริงๆ!

          เหล่าไท่ไท่กุมมือของฮวาจื่อเบาๆ “อย่าถือสาพวกอาสะใภ้เลย เกิดเรื่องแบบนี้ใครบ้างจะไม่ตกใจ”

          “ข้าเห็นด้วยกับท่านย่า” ฮวาจื่อส่งสัญญาณให้ซูมามาพยุงเหล่าไท่ไท่ขึ้นพร้อมกับนาง “ยามนี้ทุกคนตื่นตกใจ ควรรอให้ทุกคนตั้งสติได้ก่อนค่อยหารือกัน มื้อค่ำก็จัดสำรับแยกไปตามห้องของแต่ละคน ดีหรือไม่เจ้าคะ”

          “ทำตามที่เจ้าเห็นสมควรเถอะ อย่าได้ลังเลเพราะเกรงใจข้าเลย”

          “ประสบการณ์ข้ายังน้อยนัก หากไม่ได้ปรึกษาท่านย่า ข้าเกรงจะจัดการได้ไม่เหมาะสม”

          ไม่เหมาะสมที่ใดเล่า เห็นได้ชัดว่าฮวาจื่อจัดการเรื่องราวในเรือนได้อย่างถูกต้องเฉียบขาด เหล่าไท่ไท่ค่อยโล่งอกที่สวรรค์ไม่ทอดทิ้งตระกูลฮวา ต่อให้วันใดขาดผู้เฒ่าอย่างนางไปเสียคนก็ไม่ต้องกลัวตระกูลฮวาจะล่มสลายแล้ว

7.ปลอดภัยดีหรือไม่

          ส่งเหล่าไท่ไท่กลับห้องแล้ว ฮวาจื่อรีบไปที่จวนฮูหยินใหญ่ทันที ป่านนี้มารดาเจ้าน้ำตาของนาง เกรงว่าคงร้องไห้จนตาบวมแล้วกระมัง ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ

          น้ำตาของฮูหยินใหญ่ที่หยุดไหลไปแล้วพลันเอ่อขึ้นมาอีกครั้งเมื่อเห็นบุตรสาวกลับมาอย่างปลอดภัย ฮวาจื่อถอนใจก่อนจะดึงผ้าเช็ดหน้าในมือของมารดามาหมายจะเช็ดน้ำตาให้ ทว่าผ้านั้นกลับชุ่มไปหมดจนแทบจะบิดน้ำออกมาได้ ฮวาจื่อจึงหันไปสั่งให้สาวใช้ส่งผ้าอีกผืนมาให้

          “ท่านพ่อปลอดภัยดี ท่านแม่อย่าได้ร้องไห้ไปเลย มิเช่นนั้นกว่าท่านพ่อจะกลับมา น้ำตาของท่านคงเหือดแห้งไปหมดแล้วเป็นแน่”

           จูซื่อถูกบุตรสาวปลอบจนหลุดยิ้ม แต่น้ำตากลับยิ่งไหลรินเป็นสายด้วยความอัดอั้นใจ “ข้าช่างไร้ประโยชน์เสียจริง ช่วยอะไรเจ้าไม่ได้เลยสักอย่าง”

          “ขอเพียงท่านอยู่ที่นี่อย่างสุขสบาย ข้าก็คลายกังวลแล้ว ท่านคือแม่ที่ข้ารักมากกว่าสิ่งใด” ฮวาจื่อซับน้ำตาให้มารดาของนางแผ่วเบา ฮูหยินใหญ่นั้นแม้มีจิตใจอ่อนแอแต่นางดูแลสามีและลูกๆ เป็นอย่างดีเสมอ ทั้งอ่อนโยนและอ่อนหวาน ฮวาจื่อจำได้ว่าคราแรกที่ตนมีระดู มารดากลัวว่าตนจะหวาดกลัว จึงมานอนเป็นเพื่อนให้นางคลายความกังวล สองแม่ลูกสนทนาสัพเพเหระกัน ทั้งยังโอบกอดบุตรสาวเช่นนางพลางสอนเรื่องต่างๆ ที่สตรีควรรู้ นั่นคือช่วงเวลาที่พวกนางรู้สึกผูกพันกันที่สุด

          “ท่านแม่อย่าได้กังวล ตระกูลฮวาจะต้องดีขึ้นแน่นอน”

          “ใช่แล้ว ต้องดีขึ้นแน่”  จูซื่อพยักหน้ารับพลางกุมมือของบุตรสาวเอาไว้แน่น เมื่อเงยหน้าขึ้นมาสบกับดวงตาของฮวาจื่อ ผู้เป็นมารดาก็อดถามไม่ได้ “ท่านพ่อของเจ้า...จะกลับมาได้จริงๆ หรือ”

          “ได้สิเจ้าคะ ท่านปู่มิได้กระทำความผิดร้ายแรง จะต้องกลับมาได้แน่” แม้จะไม่ได้ ฮวาจื่อก็จะหาทางให้พวกเขากลับมาให้ได้

          ฮูหยินใหญ่ค่อยโล่งใจเพราะถ้อยคำยืนยันจากบุตรสาว “ใช่แล้ว พ่อของเจ้าจะต้องกลับมาได้แน่ ข้าต้องไม่ร้องไห้ จื่อเอ๋อร์ เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงแม่ ไปจัดการเรื่องต่างๆ ในบ้านให้ดีก็พอ แม่จะไม่ทำตัวเป็นภาระให้เจ้า”

          “ท่านแม่ไม่ได้เป็นภาระสักนิด กลับทำให้ข้าสบายใจเสียอีกต่อไปนี้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดท่านโปรดบอกข้า อย่าได้คิดมากอยู่เพียงลำพังเลยนะเจ้าคะ”

          จูซื่อประคองใบหน้าบุตรสาว เมื่อเห็นใบหน้าของฮวาจื่อแม้จะกำลังคลี่ยิ้มแต่กลับมีแววเหนื่อยล้าก็ปวดใจจนน้ำตาพรั่งพรู ธิดาที่นางประคบประหงมเลี้ยงดู มายามนี้กลับต้องวิ่งวุ่นเพื่อความอยู่รอดของคนทั้งตระกูล อนาคตต่อจากนี้ไปยังไม่รู้ว่าต้องแบกรับอะไรอีก ไหนจะเรื่องงานมงคลของตัวฮวาจื่อเอง...

          ฮูหยินใหญ่เก็บงำเรื่องนี้ไว้ในใจ บีบมืออ่อนนุ่มของบุตรสาว “กลับห้องไปพักเถิด เนี่ยนชิว ปรนนิบัติดูแลคุณหนูของพวกเจ้าให้ดี”

          “เจ้าค่ะ ฮูหยิน”

          ฮวาจื่อลุกขึ้นยืน ก่อนกล่าวกับมารดาอย่างห่วงใย “ถ้าลูกกลับห้องไปแล้ว มื้อค่ำท่านแม่ต้องทานเยอะๆ นะ สุขภาพของท่านไม่อาจละเลย”

          “ข้ารู้ รีบไปเถอะ”

          ฮวาจื่อมุ่งหน้าไปยังที่พักของตน ทว่าเดินไปได้ไม่กี่ก้าวพลันนึกถึงฮูหยินสี่ที่ตั้งครรภ์อยู่ ไม่รู้ว่าจะกังวลใจเพียงใด จึงเลี้ยวไปอีกทาง

          ฮวาจื่อไม่อาจผิดคำพูดที่ตนให้ไว้กับท่านอาสี่

          เนี่ยนชิวปวดใจที่เห็นคุณหนูของตนวิ่งวุ่นทั้งวัน น้ำสักอึกยังไม่มีเวลาดื่ม แต่สาวใช้อย่างนางก็ได้แต่เฝ้ามองคุณหนูอยู่ใกล้ๆ ด้วยความห่วงใย ยามนี้ฮวาจื่อเป็นเสาหลักของครอบครัว จำต้องดูแลเรื่องในเรือนให้ทั่วถึง

          ฮูหยินสี่ตระกูลฮวาถือกำเนิดในสกุลอู๋แห่งเมืองหลวง นางเกิดมามีเค้าหน้าสะท้อนถึงความสมบูรณ์พูนสุข ความงามจัดว่าโดดเด่นเป็นที่เลื่องลือ บิดาของอู๋ซื่อคืออู๋เจิน ขุนนางระดับสูงแห่งศาลยุติธรรม แม้เมื่อเทียบกับตระกูลฮวาแล้วบรรดาศักดิ์อาจเป็นรองอยู่เล็กน้อย แต่ตระกูลของนางนับว่าไม่ด้อยเลย ฮูหยินสี่จึงได้รับการเลี้ยงดูมาเป็นอย่างดี มิเช่นนั้นเหล่าไท่ไท่คงไม่ยอมรับนางเข้ามาเป็นสะใภ้เป็นแน่

          ฮวาผิงหยางแม้จะมีนิสัยเจ้าสำราญ แต่ก็ปฏิบัติต่อภรรยาของตนอย่างให้เกียรติ ต่อให้ไปสนุกสนานข้างนอกก็ไม่เคยละเลยคนในเรือน

          อู๋ซื่อแต่งเข้าบ้านสกุลฮวามาได้สามปีแล้ว ปีแรกนางได้ให้กำเนิดบุตรชายคนโต ตอนนี้ในครรภ์ยังมีอีกหนึ่งชีวิต นับว่าเป็นแม่ที่เข้มแข็งเพราะเกิดเรื่องเช่นนี้นางยังควบคุมตัวเองได้ ไม่ยอมให้กระทบกระเทือนต่อเด็กในครรภ์

          ตอนที่ฮวาจื่อมาถึง ฮูหยินสี่กำลังฝืนดื่มน้ำแกงลงไปทีละคำ

          เมื่อเห็นคุณหนูใหญ่เข้ามา อู๋ซื่อจึงรีบวางชามน้ำแกงลงแล้วลุกขึ้น ทั้งอาสะใภ้และหลานสาวมีอายุไล่เลี่ยกัน นอกจากนี้นายท่านสี่ก็เอ็นดูหลานสาวผู้นี้เป็นที่สุด เมื่อเห็นว่าสามีรักใคร ภรรยาเช่นนางก็รักตาม ฮูหยินสี่และฮวาจื่อจึงสนิทสนมเข้ากันได้ดีมาโดยตลอด

          ฮวาจื่อรีบก้าวไปพยุงฮูหยินสี่นั่งลง “เป็นอย่างไรบ้าง รู้สึกอึดอัดไม่สบายตัวหรือไม่”

          “ข้าสบายดี คงเป็นเพราะลูกในท้องเห็นใจข้า ครรภ์จึงไม่มีปัญหา” ฮูหยินสี่มองนางอย่างคาดหวัง “อาสี่ของเจ้า...ปลอดภัยดีหรือไม่”

          “อาสะใภ้สี่วางใจเถอะ ท่านอาสี่มีไหวพริบอีกทั้งยังปรับตัวได้เร็วกว่าใครๆ เขาต้องเอาตัวรอดได้แน่” ฮวาจื่อยิ้ม

          อู๋ซื่อเองก็เชื่อมั่นในสามีของตน ไม่ใช่เพียงเพราะเขาถือกำเนิดในตระกูลฮวาที่มีชื่อเสียง แต่เพราะอยู่ด้วยกันมานาน นางจึงเห็นถึงสติปัญญาของเขา และเชื่อว่าด้วยความสามารถที่มีเขาย่อมผ่านความลำบากครั้งนี้ไปได้แน่นอน

          อู๋ซื่อจับมือฮวาจื่อไว้แล้วออกแรงบีบเบาๆ “ตระกูลฮวาตอนนี้ต้องพึ่งเจ้าแล้ว”

          “ตระกูลเดียวกันย่อมต้องดูแลกันเป็นธรรมดาอยู่แล้วอาสะใภ้สี่ ท่านอย่ากังวลไป ต้องกินให้อิ่มนอนให้หลับ หมั่นบำรุงร่างกายรอวันคลอดก็พอ ตระกูลฮวาไม่พังทลายในเร็ววันนี้หรอก”

          หลังจากนั้นฮวาจื่อก็นั่งลงรับประทานอาหารค่ำเป็นเพื่อนฮูหยินสี่สองสามคำ เมื่อนางออกมาจากจวนของอู๋ซื่อท้องฟ้าก็มืดสนิทแล้ว

          หลังทบทวนเรื่องราวตลอดวันที่ผ่านมา ฮวาจื่อก็ถอนใจโลกนี้ไม่มีอะไรได้มาเปล่าๆ สิบห้าปีแห่งความสุขในตระกูลฮวา ถึงเวลาแล้วที่นางต้องตอบแทน

          เพียงแต่ตอนนี้ฮวาจื่ออยากนอนหลับสักตื่นเท่านั้น

 

          สุดท้ายฮวาจื่อก็ไม่ได้หลับอย่างสงบเลยสักตื่น

          เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันในวันนี้ ทำให้ฮวาจื่อได้แต่พลิกไปพลิกมาบนเตียงด้วยความวิตก ได้ยินเสียงทีหนึ่งก็จะสะดุ้งตื่นขึ้นมาทีหนึ่ง พยายามหลับอยู่ได้ไม่นานพลันได้ยินเสียงประตูเปิดออก เนี่ยนชิวเข้ามากระซิบที่ข้างใบหู

          “คุณหนู เหล่าไท่ไท่อาการไม่ค่อยดีเจ้าค่ะ...”

          ฮวาจื่อมีสติขึ้นโดยฉับพลัน ลุกพรวดขึ้นนั่ง เลิกผ้าห่มออก ก้าวลงจากเตียงและเอ่ยถาม “ใครเป็นคนมารายงาน ไปเรียกเข้ามาเร็ว”

          ขณะที่เนี่ยนชิวสวมเสื้อคลุมให้คุณหนู อิ๋งชุนก็นำเฉินมามาบ่าวรับใช้ข้างกายเหล่าไท่ไท่เข้ามา พอเห็นฮวาจื่อ เฉินมามาก็ราวกับเห็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ “คุณหนูใหญ่ ท่านรีบไปดูเหล่าไท่ไท่เร็วเข้าเถิด นางตัวร้อนจัดจนเพ้อเพราะพิษไข้แล้วเจ้าค่ะ”

          “นี่ยามใดแล้ว”

          “แรกยามโฉ่วเจ้าค่ะ”

          แรกยามโฉ่วเท่านั้นเอง ฮวาจื่อมุ่นคิ้วพลางเดินออกไปนอกห้อง “หลิวเซียงอยู่หรือไม่”

          หลิวเซียงขานรับ “คุณหนู บ่าวอยู่นี่เจ้าค่ะ”

          “เจ้าไปรอที่ประตูหลัง เมื่อฟ้าสาง สั่งให้คนเปิดประตูหลังล่วงหน้าแล้วรีบบอกให้พ่อของเจ้าออกไปตามท่านหมอฉู่มาที่จวนทันที”

          “เจ้าค่ะ”

          หลิวเซียงเป็นลูกของบ่าวในเรือน ทั้งพ่อและแม่ของนางอาศัยอยู่ที่เรือนบ่าวไพร่ที่ตั้งอีกด้านหนึ่งของบ้านพัก นอกจากนี้นางยังมีน้องชายอายุแปดปีผู้หนึ่งซึ่งเป็นเพื่อนเรียนของฮวาโป๋หลิน ตัวหลิวเซียงเองนั้นเป็นสาวใช้ขั้นสองข้างกายคุณหนูใหญ่ ยามปกติทำงานคู่กับอิ๋งชุน เวลาแบบนี้เรียกใช้หลิวเซียงนับว่าเหมาะที่สุด

          เรือนนอนของเหล่าไท่ไท่จุดโคมสว่างราวกับยามกลางวันบ่าวไพร่วิ่งเข้าวิ่งออกกันโกลาหล

          ฮวาจื่อเมื่อไปถึงก็รีบรุดไปนั่งลงข้างเตียงเหล่าไท่ไท่ เอื้อมมือไปสัมผัสที่ลำคอของท่านย่าก็พบว่า ร่างของผู้อาวุโสร้อนราวกับไฟลวก ไม่ได้การ ปล่อยให้คนชราไข้สูงเช่นนี้เกรงจะกลายเป็นเรื่องร้ายแรง

          ฮวาจื่อตลบผ้านวมสองผืนบนร่างเหล่าไท่ไท่ออก “เอาผ้านวมพวกนี้ออกไปให้หมด แล้วเอาผ้าห่มผืนบางมาผืนหนึ่ง”

          “คุณหนูใหญ่...”

          “ทำตามที่ข้าพูด”

          ความร้อนในร่างระบายออกไม่ได้เช่นนี้ไม่ดีแน่ ฮวาจื่อขบฟันครุ่นคิด

          ซูมามาเม้มปาก จำใจหอบผ้านวมผืนหนาออกไป เฉินมามารีบหยิบผ้าห่มผืนบางที่เหล่าไท่ไท่ใช้ในยามปกติเข้ามา

          “ไปหาสุรามาให้ข้า หากในเรือนไม่มีก็ให้คนไปหาซื้อมา”

          “แต่ว่าคุณหนูใหญ่ ดึกดื่นเช่นนี้...”

          “หากพวกเจ้าไม่อยากให้ท่านย่าเป็นอะไรไปก็รีบทำตามที่ข้าพูด” ฮวาจื่อตัดบท แม้ลึกๆ นางจะเข้าใจความคิดของทั้งบรรดามามาและสาวใช้รอบข้างว่าเป็นห่วงศักดิ์ศรีหน้าตาของตระกูลฮวาเพียงใด

          บ้านที่เหลือแต่สตรีและเด็กทั้งยังเพิ่งต้องโทษ หากส่งคน
ออกไปหาซื้อสุราในยามวิกาลเช่นนี้ ชาวบ้านร้านตลาดทราบเข้า ก็ไม่รู้จะเอาไปลือกันว่าอย่างไร

          ฮวาจื่อกล่าวตัดบท “ถ้าอย่างนั้นพวกเจ้าลองไปถามอาสะใภ้สี่ดู ท่านอาสี่แต่เดิมนิยมชมชอบสุรา ไม่แน่ว่านางอาจจะนำติดตัวมาบ้าง”

          “จริงด้วย” เฉินมามาตบหน้าขาฉาดใหญ่อย่างเห็นด้วย ก่อนรีบร้อนวิ่งออกไปจนแทบจะสะดุดหน้าคว่ำ

          “ไปเอาน้ำอุ่นเข้ามา กับผ้านุ่มๆ สักหลายๆ ผืน ถอดเสื้อผ้าของท่านย่าออกให้หมด”

          ความหนักแน่นของฮวาจื่อทำให้คนรอบตัวที่กำลังแตกตื่นสงบลง พอได้รับคำสั่งทุกคนต่างรีบไปปฏิบัติตาม เมื่อต้องตั้งหน้าตั้งตาทำหน้าที่ของตนก็ไม่มีเวลาให้ขวัญผวาอีก

8.ให้ทำอย่างไรต่อเจ้าคะ

          รอจนของที่สั่งถูกยกเข้ามาครบ ฮวาจื่อจึงพับผ้าห่มให้คลุมเฉพาะส่วนที่ไม่ควรเปิดเผยของเหล่าไท่ไท่ หญิงสาวนำผ้าไปชุบน้ำอุ่นแล้วบิดจนหมาดก่อนจะหันไปกล่าวกับบรรดามามา “พวกเจ้าดูวิธีการของข้า”

          ฮวาจื่อขยับผ้าลูบไปตามส่วนต่างๆ บนร่างเหล่าไท่ไท่ ไล่ตั้งแต่ซอกคอ หน้าอก ใต้วงแขน ท่อนแขน ฝ่ามือและฝ่าเท้า “ทำได้หรือไม่”

          สาวใช้โดยรอบพยักหน้าหงึกหงัก มีแต่ซูมามาที่เอ่ยถามขึ้น “แล้วต้องทำเช่นนี้ไปถึงเมื่อไหร่หรือเจ้าคะ”

          “ไข้ลดลงเมื่อไหร่ก็หยุดเมื่อนั้น เช็ดถูเพียงเบาๆ ซับเหงื่อออกให้หมด”

          “เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ” ซูมามาไม่กล่าวมากความอีก เรียกสาวใช้สองสามคนมาช่วยกันเช็ดตัวให้เหล่าไท่ไท่ การเคลื่อนไหวของบรรดาสาวใช้นุ่มนวลกว่าฮวาจื่อมาก

          “ได้สุรามาแล้ว” เฉินมามากอดกาสุราวิ่งกลับมา “ให้ทำอย่างไรต่อเจ้าคะ”

          ฮวาจื่องัดจุกที่อุดอยู่ให้เปิดออก กลิ่นสุราปะทะเข้าจมูกหญิงสาวใช้นิ้วแตะของเหลวเข้าปากก็พอจะทราบทันทีว่านี่เป็นสุราฤทธิ์แรงพอสมควรทีเดียว น่าจะใช้การได้

          นางรินสุราเติมลงในอ่างน้ำอุ่นแต่ละใบ ทำให้ทั่วทั้งห้องมีกลิ่นอบอวลราวกับหอสุรา

          “เหล่าไท่ไท่เป็นอย่างไรบ้าง” อู๋ซื่อเดินเข้ามาโดยมีสาวใช้ช่วยประคอง ฮูหยินสี่ยังไม่ทันได้หลับ เฉินมามาก็วิ่งร้อนรนเข้ามาถามหาสุราที่เรือนของตน ครั้นซักไซ้ก็ได้ความว่าเหล่าไท่ไท่ล้มป่วย สะใภ้เช่นนางไหนเลยจะกล้านอนต่อ จึงรีบแต่งตัวตรงมาที่นี่ทันที

          ฮวาจื่อปราดเข้ามาช่วยประคองนาง “อาสะใภ้สี่ ท่านกลับไปพักผ่อนเถิด ประเดี๋ยวจะล้มป่วยด้วยอีกคน”

          อู๋ซื่อถอนหายใจอย่างโล่งอกออกมาคำหนึ่ง สังเกตว่าในห้องแม้จะมีคนมากมายแต่กลับไม่มีความวุ่นวาย ดูเหมือนฮวาจื่อควบคุมสถานการณ์ไว้ได้อย่างหมดจด เห็นเช่นนั้น ฮูหยินสี่จึงถอยออกไปรออยู่นอกห้อง พลางสั่งให้สาวใช้ไปหาสุรามาเพิ่มอีกหนึ่งกา

          แต่กระนั้นอู๋ซื่อก็ยังไม่กล้ากลับเรือนไปพักผ่อน รู้ทั้งรู้ว่าแม่สามีป่วยถ้าสะใภ้อย่างนางยังมีหน้ากลับไปนอน การอบรมที่ตระกูลอู๋สอนนางมาต้องด่างพร้อยเป็นแน่

          เปลี่ยนน้ำอ่างแล้วอ่างเล่า ยุ่งอยู่ค่อนคืน ไข้ของผู้อาวุโสก็ลดลงบ้างแล้ว

          ฟ้าสางได้ไม่ทันไรท่านหมอฉู่ก็รีบรุดมาถึง โดยมีพ่อบ้านสวีและบ่าวชายหลายคนเดินนำเข้าสู่เรือนนอนของเหล่าไท่ไท่

          สาวใช้จัดการสวมเสื้อผ้าให้เหล่าไท่ไท่อย่างเรียบร้อย ท่านหมอฉู่ที่เพิ่งมาถึงสูดจมูกก็ได้กลิ่นสุราฉุนจัดในห้อง

          ฮวาจื่อย่อกายคารวะ “ท่านหมอฉู่ ผู้น้อยรบกวนท่านแล้ว”

          “คุณหนูใหญ่เกรงใจเกินไปแล้ว”

          ฉู่ซื่อถางเป็นเจ้าของร้านยาตระกูลฉู่ซึ่งสืบทอดวิชาแพทย์ติดต่อกันมายาวนานหลายชั่วคน ท่านหมอฉู่ผู้นี้มาตรวจรักษาโรคให้คนสกุลฮวาเป็นเวลานานจนรู้จักคุ้นเคยกัน เมื่อฉู่ซื่อถางได้ยินว่า
เหล่าไท่ไท่ไข้ขึ้นสูง จึงรีบคว้าล่วมยาเดินทางมาถึงบ้านพักที่เฉิงหนาน ด้วยเกรงว่าจะเกิดเหตุร้ายขึ้น

          ท่านหมอนั่งลงจับชีพจรครู่ใหญ่ จึงเอ่ยปากถามอาการของเหล่าไท่ไท่

          ซูมามาตอบไปทีละอย่าง เมื่อท่านหมอฉู่ถามว่าพวกนางได้ปฐมพยาบาลไปอย่างไรบ้าง ซูมามาจึงเหลียวมาสบตาฮวาจื่อ เห็นคุณหนูใหญ่พยักหน้าให้นางจึงอธิบายรายละเอียดให้ฉู่ซื่อถางฟัง

          ฟังจบท่านหมอฉู่ก็เหลือบตาขึ้นมองคุณหนูใหญ่ที่ยามปกติไม่เคยมีใครพูดถึง ก่อนจะกล่าวอย่างฉงน “ขอบังอาจถามคุณหนูใหญ่ใช้สุราเช็ดถูจุดเหล่านั้นมีเหตุผลอันใด”

          ฮวาจื่อย่อมไม่สามารถตอบไปตามตรงว่า การระเหยของแอลกอฮอล์สามารถลดความร้อนในร่างกายคนได้ดี นางตอบเลี่ยงๆ ไปว่า “ข้าชอบอ่านหนังสือไปเรื่อย จำได้รางๆ ว่าอ่านเจอตำราสักเล่มบันทึกการรักษาแบบนี้เอาไว้ เมื่อคืนท่านย่าไข้สูง ข้าจนปัญญาไม่รู้จะทำอย่างไรดี จึงรวบรวมความกล้าลองเสี่ยงรักษาตามตำราดูสักครั้ง โชคดีที่วิธีการนี้ได้ผลเกินคาด”

          ฉู่ซื่อถางไม่ได้ถามเซ้าซี้ต่อ เพียงแค่บันทึกวิธีการรักษาเอาไว้ พลางคิดว่าจะนำกลับไปศึกษาอีกครั้ง

          ฮวาจื่อเห็นท่านหมอนิ่งจดอะไรบางอย่างลงสมุด จึงอดเอ่ยถามออกไปไม่ได้ “ท่านหมอฉู่ อาการของท่านย่าเป็นอย่างไรบ้าง”

          “เหล่าไท่ไท่พบเจอเรื่องน่าตระหนกตกใจมาทั้งวัน ทั้งจิตใจและร่างกายอ่อนแอลง เมื่อเปลี่ยนที่นอนเปลี่ยนอากาศไข้จึงกำเริบ เคราะห์ดีที่ได้คุณหนูช่วยปฐมพยาบาล มิเช่นนั้นป่านนี้อาการจะทรุดลงแค่ไหนก็มิอาจคาดเดา ช่วงอันตรายที่สุดได้ผ่านพ้นไปแล้ว เหล่าไท่ไท่อาการทรงตัว ต่อไปต้องดูแลให้นางได้พักฟื้นร่างกายก็พอ”

          ฮวาจื่อขมวดคิ้วเล็กน้อยแต่ก็ยอบตัวคารวะท่านหมอ “ขอบคุณท่านหมอที่กรุณามาแต่เช้าตรู่เช่นนี้”

          “คุณหนูอย่าได้เกรงใจ”

          ฉู่ซื่อถางเขียนเทียบยาก่อนยื่นให้พ่อบ้าน หลังเก็บล่วมยาเสร็จก็ลังเลเล็กน้อย ก่อนกล่าวถามฮวาจื่อ “หากข้านำวิธีการรักษาของคุณหนูไปถ่ายทอดให้ชาวบ้าน ท่านจะว่าอันใดหรือไม่ มีคนมากมายไม่มีปัญญาเชิญหมอไปรักษา วิธีการของคุณหนูเรียบง่าย อีกทั้งสุราก็เป็นสิ่งที่หาได้ทั่วไป อาจช่วยชีวิตคนได้อีกมาก”

          “วิธีนี้เดิมทีข้าไม่ใช่ผู้คิดค้น ท่านนำไปถ่ายทอดให้ผู้อื่นได้เต็มที่ เพียงแต่หากผู้ป่วยเป็นเด็กอาจต้องเจือจางสุราลงสักหน่อย”

          “ข้าจะจำไว้ คุณหนูใหญ่มีจิตใจเมตตา ฟ้าดินต้องคุ้มครองท่านและสกุลฮวาแน่นอน”

          “ท่านหมอฉู่กล่าวชมเกินไปแล้ว” ฮวาจื่อค้อมศีรษะลงรับคำ

          ฉู่ซื่อถางมองคุณหนูใหญ่ที่รู้จักกาลเทศะทั้งยังมีเมตตาผู้นี้ก็ให้รู้สึกภูมิใจแทนตระกูลฮวาที่เลี้ยงดูหลานสาวมาได้ดียิ่งนัก

          ท่านหมอยื่นล่วมยาให้พ่อบ้านสวีรับไปถือ ก่อนจะโค้งคำนับฮวาจื่อทีหนึ่งแล้วเดินออกไป

          ฮวาจื่อนิ่งคิดครู่หนึ่ง แล้วจึงตามออกไปด้วย

 

          “ท่านหมอฉู่”

          ฉู่ซื่อถางหยุดนิ่งกลางลานบ้าน ก่อนหมุนตัวกลับมาตามเสียงเรียก

          ฮวาจื่อเดินตามทั้งสองมาเกือบถึงประตูใหญ่

          “ท่านหมอฉู่ ท่านย่าของข้ายังมีจุดใดต้องระวังอีกหรือไม่”

          ฉู่ซื่อถางมองตามอย่างชื่นชม ตอนที่เขาบอกว่าเหล่าไท่ไท่อาการทรงตัวนั้นคนอื่นๆ ต่างคลายใจ มีเพียงฮวาจื่อเท่านั้นที่ขมวดคิ้ว สายตาของคุณหนูใหญ่แหลมคมจริงๆ

          “ไม่ขอปิดบังคุณหนูใหญ่ เหล่าไท่ไท่จับไข้ไม่ใช่เพราะสาเหตุทางกายเท่านั้น อย่างที่ข้าบอกไป เพราะกายใจอ่อนแอลง ไข้จึงได้กำเริบ ยามนี้อาการทางกายทรงตัว แต่หากจิตใจยังกระวนกระวาย
ไม่สงบ ร่างกายก็มีโอกาสทรุดลงอีกทุกเมื่อ มีเพียงจิตใจที่ผ่อนคลายเท่านั้นจึงจะเกื้อหนุนการฟื้นฟูร่างกาย”

          เมื่อได้ยินเช่นนั้นฮวาจื่อก็ผุดรอยยิ้มเจื่อน จะให้ท่านย่าสงบใจได้ คงมีแต่สมาชิกตระกูลฮวาทุกคนได้กลับมาอยู่พร้อมหน้าเท่านั้น

          “คุณหนูไม่ต้องกังวลใจถึงเพียงนั้นหรอก เมื่อเวลาผ่านไป อะไรก็จะดีขึ้นเอง หากท่านกังวลมากเกินไปประเดี๋ยวจะล้มป่วยไปอีกคน”

          “ขอบคุณความหวังดีของท่านหมอ” ฮวาจื่อพยักหน้า ก่อนจะกล่าวต่อ “ยังมีอีกเรื่องที่ต้องรบกวนท่านหมอฉู่”

          “คุณหนูใหญ่โปรดว่ามาเถิด”

          “ข้าอยากให้ท่านปรุงยาและขี้ผึ้งทาแผลส่งให้ข้าทุกเดือนทั้งส่วนผสมและหีบห่อต้องเป็นของชั้นเยี่ยม แล้วข้าจะจ่ายเงินให้ท่านเดือนละครั้ง ท่านทำได้หรือไม่”

          “ขอบังอาจถามคุณหนูใหญ่สักประโยค ท่านจะส่งไปให้บรรดานายท่านที่ถูกเนรเทศขึ้นเหนือหรือ”

          “ใช่แล้ว ที่นั่นทั้งหนาวเย็นและทุรกันดาร หากป่วยไข้คงยากจะได้พบหมอ”

          “รับทราบแล้ว ข้าจะทำสุดความสามารถ”

          “รบกวนท่านหมอแล้ว พ่อบ้านสวีส่งท่านหมอฉู่กลับโรงหมอด้วย”

          พ่อบ้านสวีค้อมศีรษะรับคำ แววตาที่มองคุณหนูใหญ่เลื่อมใสยิ่งนัก แม้แต่เหล่าไท่ไท่ยังไม่ใส่ใจรายละเอียดถึงเพียงนี้ อากาศทางเหนือหนาวเย็น ภูมิประเทศก็ทุรกันดารคงยากแก่การไปหาหมอ
คุณหนูใหญ่รอบคอบเอาใจใส่ มีเวลาแค่เพียงวันเดียวกลับคิดได้ถี่ถ้วนปานนี้ สกุลฮวาช่างโชคดีนัก

          ฮวาจื่อมองส่งคนทั้งสองจากไปจนไกลลิบแล้วจึงปิดปากหาวคราวหนึ่ง นางยุ่งตัวเป็นเกลียวอยู่หนึ่งวันหนึ่งคืน ร่างกายออกอาการอ่อนล้าเต็มที

          ร่างแบบบางหันหลังกลับเข้าไปในเรือน ฮวาจื่อทรุดตัวลงข้างเตียงเหล่าไท่ไท่ พลางยกมือขึ้นสัมผัสหน้าผากเหี่ยวย่นของผู้อาวุโสอีกครั้ง ไข้ลดลงมากแล้ว

          ฮวาจื่อหันไปสั่งการกับบรรดามามาและสาวใช้ในห้อง “ทุกท่านยุ่งมาค่อนคืนแล้ว ซูมามาท่านจัดการให้ทุกคนผลัดกันไปพักผ่อนเถอะ”

          “เจ้าค่ะ คุณหนูใหญ่เองก็เหนื่อยมาทั้งคืนแล้ว ท่านรีบกลับไปพักผ่อนหน่อยเถิด”

          ฮวาจื่อไม่ปฏิเสธ หากไม่มีสายตาของคนร่วมสิบคนในห้องจับจ้อง นางแทบจะล้มตัวลงนอนข้างๆ เหล่าไท่ไท่แล้วหลับไปตรงนี้เลย นางลุกขึ้นจากข้างเตียงจัดชุดของตนให้เรียบร้อยแล้วสั่งการเป็นคำสุดท้าย “ป้อนน้ำให้ท่านย่าดื่มมากหน่อย หากไข้ยังสูงขึ้นอีกก็ใช้วิธีการก่อนหน้านี้ และต้องรีบส่งคนมาบอกให้ข้ารู้ทันทีด้วย”

          “เจ้าค่ะ บ่าวจำได้ทั้งหมดแล้ว”

          ฮวาจื่อทั้งชีวิตไม่เคยต้องตรากตรำทำงานหนัก มาครานี้ต้องเคี่ยวเข็ญร่างกายตัวเองจนแทบไม่เหลือเรี่ยวแรง สาวใช้ข้างกายทั้งคู่กึ่งอุ้มกึ่งพยุงคุณหนูใหญ่เดินกลับห้อง

          ครั้นหัวถึงหมอน นางก็ผล็อยหลับไปราวกับเด็กน้อย

          เหล่าไท่ไท่ปรือตาขึ้นหลังจากที่ฮวาจื่อออกไปได้ไม่นานซูมามายินดีจนแทบจะวิ่งออกไปแจ้งข่าวให้คุณหนูใหญ่ทราบแต่เหล่าไท่ไท่กลับยกมือห้ามไว้ “ให้ฮวาจื่อกลับไปนอนหลับอย่างสงบสักตื่นเถิด ตอนนี้ตระกูลฮวาของเราจะขาดนางไปไม่ได้”

9.ยามใดแล้ว

          เมื่อเห็นเหล่าไท่ไท่พยายามยันตัวขึ้นนั่งอย่างไม่ค่อยสบายนัก ซูมามาจึงปราดเข้าไปประคองผู้อาวุโสขึ้นเล็กน้อย เฉินมามาดันฟูกหนุนหลังของเหล่าไท่ไท่ให้นางนั่งได้ถนัดขึ้น

          “เหล่าไท่ไท่ ท่านรู้หรือไม่ว่าทำคนตกใจกันแค่ไหน” ซูมามาเอ่ยแล้วพลันสะอื้น “เพ้อไข้อยู่ค่อนคืนจนบ่าวขวัญหนีดีฝ่อ เคราะห์ดีที่วิธีการของคุณหนูใหญ่ได้ผล...”

          “ข้าฟื้นกลับมาได้ก็นับว่าไม่มีปัญหาแล้ว ทำให้พวกเจ้าวุ่นวาย ต้องถือว่าข้าไม่ดีเอง” คำพูดอ่อนโยนของเหล่าไท่ไท่กล่าวกับบ่าวรับใช้ที่ติดตามตนมานานหลายปีพาให้ทุกคนผ่อนคลายลง ถ้อยคำแสดงถึงสายสัมพันธ์ของนายบ่าวที่แน่นแฟ้นสนิทสนม

          ผู้อาวุโสกล่าวต่อ “เฉินมามาไปบอกทุกเรือนที วันนี้ไม่ต้องเข้ามาปรนนิบัติข้า บอกว่าเหล่าไท่ไท่ต้องการเวลาพักผ่อนตามลำพังสักวัน อ้อ... ใช่แล้ว บอกบรรดาฮูหยินว่าวันนี้อย่าเพิ่งไปรบกวนฮวาจื่อ ให้นางได้พักผ่อนอย่างเต็มที่”

          “เจ้าค่ะ” เฉินมามารับคำ

 

          ฮวาจื่อตื่นขึ้นมาอย่างงัวเงียสับสน จนแทบลืมวันเวลาไปชั่วขณะ      

          ลืมตามองเห็นสาวใช้ทั้งสี่ต่างง่วนทำงานของตนอยู่ไม่ไกล

          อิ๋งชุนหันกลับมาสบเข้ากับสายตาของคุณหนูพอดี จึงรีบวางเข็มด้ายพลางหยิบเสื้อคลุมเดินตรงมาคลุมให้คุณหนู

          “คุณหนู ท่านตื่นแล้ว”

          “ยามใดแล้ว” ฮวาจื่อยังงุนงง ไม่อาจประมาณเวลาได้เลย

          “แรกยามเว่ยแล้วเจ้าค่ะ ท่านหลับไปครั้งนี้ นิ่งสนิทไม่พลิกกายแม้สักครั้งเลยทีเดียว”

          “ข้าหลับสนิทจริงๆ” ฮวาจื่อที่ตื่นเต็มที่แล้วยื่นมือให้อิ๋งชุนช่วยคลุมเสื้อให้ “ท่านย่าเป็นอย่างไรบ้าง มีใครมาแจ้งข่าวบ้างหรือไม่”

          “เหล่าไท่ไท่ฟื้นแล้วเจ้าค่ะ ท่านรู้ว่าคุณหนูเป็นห่วง จึงให้ซูมามาเข้ามาแจ้งข่าว แต่กำชับไม่ให้ปลุก ตอนนี้เหล่าไท่ไท่ไข้ลดลงแล้ว”

          หลังจากล้างหน้ากลั้วปาก และรับประทานอาหารเสร็จฮวาจื่อก็เดินไปยังเรือนของท่านย่า ได้ยินเสียงเจี๊ยวจ๊าวของเด็กๆดังจากด้านในห้อง ที่นอกชานมีฮูหยินของแต่ละบ้านกำลังนั่งสนทนากันอยู่

          “เจ้าได้พักผ่อนเต็มที่แล้วใช่หรือไม่” ฮูหยินใหญ่เอ่ยทักเมื่อเห็นบุตรสาวเดินเข้ามา พอเห็นว่าสีหน้าของฮวาจื่อดูสดชื่นก็พลอยเบาใจลง เมื่อคืนแม้ฮูหยินใหญ่จะได้ยินเสียงบ่าวไพร่เคลื่อนไหววุ่นวายในเรือน กลับมิคาดว่าเหล่าไท่ไท่จะล้มป่วย ซ้ำไข้ยังสูงร้ายแรงเพียงนั้น เคราะห์ดีที่ได้จื่อเอ๋อร์ช่วยเหลือ

          “เจ้าค่ะ ทำให้ท่านแม่เป็นห่วง นับว่าข้าผิดต่อท่านแล้ว” ฮวาจื่อตอบมารดาอย่างนุ่มนวล ก่อนจะหันไปทางบรรดาอาสะใภ้ “อาสะใภ้รอง อาสะใภ้สาม อาสะใภ้สี่ พวกท่านพักผ่อนสบายดีหรือไม่เจ้าคะ”

          ฉีซื่อตอบเสียงนุ่ม “เพราะได้เจ้าคอยปรนนิบัติเฝ้าไข้เหล่าไท่ไท่ตลอดคืน พวกข้าจึงหลับสบายดี มีแต่เจ้าที่เหนื่อยอยู่คนเดียว” คำพูดต่อมาของฮูหยินรองเจือแววเสียดสีเล็กน้อย “เหตุใดไม่ส่งคนมาแจ้งพวกข้าสักคำ”

          “เป็นข้าที่คิดไม่รอบคอบเอง” ฮวาจื่อค้อมศีรษะน้อมรับ

          “ข้าไม่ได้ตำหนิเจ้า” ฉีซื่อรีบกล่าว “แต่เมื่อมีอะไรเกิดขึ้น คนในบ้านควรช่วยเหลือกัน มิใช่ปล่อยให้หลานสาวเหนื่อยเพียงลำพังข้าละอายใจนัก”

          สตรีตระกูลฮวาก็เป็นเช่นนี้ แม้คำพูดคำจาจะอ่อนหวานแต่กลับซ่อนความหมายเชือดเฉือนราวกับคมดาบเคลือบน้ำผึ้ง ฮวาจื่อลอบถอนใจ หากเทียบกันแล้วนางชอบคำพูดตรงไปตรงมามากกว่า

          ครั้นพอก้าวเข้ามาในห้อง ฮวาโป๋หลินเห็นพี่สาวเข้ามาก็รีบหยัดตัวลุกขึ้นเรียก “พี่ใหญ่”

          คนอื่นๆ ภายในห้องต่างทยอยเรียกชื่อนาง

          บุตรธิดาของฮูหยินตระกูลฮวาล้วนอยู่ที่นี่ เป็นชายหกคน หญิงสี่คน

          ฮวาจื่อหย่อนตัวนั่งข้างเตียง คารวะผู้อาวุโสก่อนจะยกมือแตะหน้าผากของเหล่าไท่ไท่อย่างแผ่วเบา ยังมีไข้อยู่เล็กน้อยแต่ก็นับว่าดีขึ้นมาก

          “วางใจเถิด ข้าดีขึ้นมากแล้ว” เหล่าไท่ไท่กุมมือของหลานสาวสอดประสานกับฝ่ามือตน ฝ่ามือนุ่มนิ่มและเหี่ยวย่น ทำให้เกิดการเปรียบเทียบอย่างชัดเจนระหว่างความชราและเยาว์วัย

          “พักฟื้นให้เต็มที่เถิดเจ้าค่ะ เรื่องอื่นมอบให้ข้าจัดการ” ฮวาจื่อกุมมือตอบ

          “ประเสริฐนัก ข้าจะได้ใช้เวลาบั้นปลายอยู่กับลูกหลาน”เหล่าไท่ไท่ยิ้มจนตาหยี คล้ายลืมไปแล้วว่าตนยังไม่หายดีและตระกูลฮวากำลังตกที่นั่งลำบาก

          ทว่าเมื่อฮวาจื่อเห็นรอยยิ้มของท่านย่า ความกังวลก็พลันเจือจางลง หากเหล่าไท่ไท่ยังคงยิ้มอย่างหนักแน่นและพร้อมจะสู้เคียงข้าง หลานสาวเช่นนางก็มิอาจถอดใจเช่นกัน “ท่านย่า ทุกอย่างจะต้องดีขึ้นแน่”

          “ข้าก็หวังเช่นนั้น” เหล่าไท่ไท่ถอนหายใจยาว “เกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้ ป้าทั้งสองคนของเจ้ายังไม่คิดจะมาเยี่ยมยายแก่อย่างข้าสักนิด ใจดำกันเสียเหลือเกิน”

          “หากพวกนางไม่มีใจก็คงต้องปล่อยไป สตรีเมื่อออกเรือนก็มักคิดถึงแต่สามีและบุตรของตน ยากนักจะมีใจคิดถึงครอบครัวเดิมที่ตัวเองเติบโตมา” ฮวาจื่อยิ้มอ่อน “ท่านป้าใหญ่นั้นไม่ต้องกล่าวถึง แต่ท่านป้ารอง หากรู้เรื่องที่ท่านย่าล้มป่วย ป่านนี้คงไปแอบร้องไห้อยู่ที่ใดสักที่แล้ว ลำบากก็แต่ไม่อาจมาเยี่ยมท่านย่าได้เท่านั้น”

          ใช่แล้ว แต่ไหนแต่ไรคนที่เย็นชาเพิกเฉยต่อเหล่าไท่ไท่มากที่สุด เห็นจะมีก็แต่ฮวาจิ่น บุตรสาวคนโตของนางเท่านั้น

          เหล่าไท่ไท่มีบุตรธิดาทั้งสิ้นสี่คน รักใคร่เอ็นดูบุตรสาวคนโตผู้นี้ที่สุด ทว่ากลับเป็นลูกคนนี้ที่ทำร้ายจิตใจของมารดาชราเช่นนางได้อย่างเจ็บปวดที่สุดเหมือนกัน

          ผู้อาวุโสผ่อนลมหายใจออกยาว ราวกับต้องการจะปัดเป่าความคิดคำนึงถึงคนที่ไม่คู่ควรออกไป ก่อนจะเอ่ยถามหลานสาว “พวกนางออกเรือนไปแล้ว จะประพฤติตัวอย่างไรก็ช่างเถิด แต่บรรดาอาสะใภ้ของเจ้า จะปล่อยปละละเลยจนไร้ระเบียบไม่ได้”

          “อาสะใภ้ทั้งหลายล้วนอาวุโสกว่าข้า ข้ามิอาจไปบังคับพวกนาง” ฮวาจื่อกล่าวเรียบๆ “เพียงแต่อยากจะกล่าวแนะนำอะไรพวกนางสักหน่อย”

 

          “ตอนนี้เจ้าเป็นเสาหลักของบ้าน”

          เหล่าไท่ไท่บีบมือหลานสาวเบาๆ เป็นเชิงให้ความมั่นใจ “สิ่งใดสมควรกล่าวก็ต้องกล่าว ซุ่ยเซียง เชิญบรรดาฮูหยินเข้ามา อ้อ...เชิญอนุทุกบ้านเข้ามาด้วย”

          ซุ่ยเซียงคือชื่อจริงของซูมามา นางตอบรับพลางเดินออกไป

          รอจนฮูหยินแต่ละบ้านเข้ามากันครบ ฮวาจื่อก็เอ่ยเข้าประเด็นโดยไม่อ้อมค้อม “ข้าขอบังอาจชี้แนะอาสะใภ้ทั้งหลาย ข้าคิดว่าพวกท่านไม่ควรติดต่อกับครอบครัวเดิมของตนในช่วงเวลานี้”

          เมื่อสิ้นประโยคเหล่าสะใภ้ถึงกับนั่งไม่ติด เดิมทีฮูหยินทั้งสี่ต่างคิดว่า ถึงแม้ตระกูลฮวาจะตกต่ำ แต่ตระกูลเดิมของพวกนางล้วนแต่มีหน้ามีตา คงไม่ไร้น้ำใจถึงขนาดทอดทิ้งให้บุตรสาวที่แต่งงานออกไปต้องมาตกระกำลำบากไปกับบ้านสามี ย่อมต้องออกหน้าช่วยเหลือพวกนาง

          คาดไม่ถึงว่าคุณหนูใหญ่จะคัดค้านก่อนที่พวกนางจะเริ่มทำอะไรเสียอีก

          เหล่าไท่ไท่เอ่ยถามขึ้นแทนสะใภ้ทุกคน “เพราะเหตุใดกัน”

          “ไม่ติดต่อกันนับว่าดีต่อทุกฝ่าย” ฮวาจื่อมองบรรดาฮูหยินด้วยแววตาแน่วนิ่ง “ทุกท่านอาจคิดว่าคนเป็นพ่อแม่คงทนเห็นบุตรสาวที่ออกเรือนไปต้องใช้ชีวิตอย่างอัตคัดไม่ได้ ทว่าสำหรับตระกูลเดิมของพวกท่าน อาสะใภ้ทั้งหลายที่แต่งให้ตระกูลฮวาไปแล้ว หากพวกเขาต้องมาเกี่ยวพันช่วยเหลือตระกูลฮวาซึ่งเพิ่งต้องโทษ ท่านคิดว่าพวกเขาจะยื่นมือเข้าช่วยอย่างเต็มใจหรือ อย่างไรเสียตระกูลเดิมของพวกท่านคงต้องคำนึงถึงอนาคตของบุตรชายหลานชายในจวนของตนมากกว่าบุตรสาวที่แต่งออกไปแล้วเป็นแน่”

          เมื่อเห็นว่าทุกคนตั้งใจฟัง ฮวาจื่อจึงแจกแจงต่อ “ถ้าอาสะใภ้บากหน้าไปคุกเข่าวิงวอน ตระกูลเดิมของท่านย่อมช่วยเหลือในฐานะคนแซ่เดียวกัน แต่ความเห็นใจเช่นนี้มีขีดจำกัด พวกเขาจะเมตตาท่านไปได้นานเท่าไหร่ก็มีแต่สวรรค์เท่านั้นที่ทราบ”

          ฮวาจื่อแย้มยิ้ม “แต่หากไม่ไปรบกวนพวกเขา กลับจะเป็นการแสดงน้ำใจว่า พวกท่านไม่ต้องการจะดึงครอบครัวเดิมมาตกที่นั่งลำบากร่วมกับตระกูลฮวา บิดามารดาของพวกท่านคงจะซาบซึ้งใจว่าบุตรสาวของตนยังมีความคิดห่วงใยครอบครัวเดิม และย่อมละอายใจที่ไม่อาจช่วยเหลือพวกท่านในยามลำบาก เมื่อใดได้กลับมาติดต่อกันอีกครั้ง สองฝ่ายย่อมไร้เรื่องขุ่นข้องหมองใจ”

          รอยยิ้มของคุณหนูใหญ่เยือกเย็นขึ้น “มนุษย์เรานั้น มีเพียงยามฐานะทัดเทียมกัน จึงจะสนทนากันได้อย่างสง่าผ่าเผย หากไปลองใจคนตอนที่พวกท่านกำลังประสบเคราะห์ เกรงว่าน้ำใจมนุษย์อาจทำให้พวกท่านผิดหวังได้”

          บรรดาสะใภ้คิดตามก็เห็นจริงตามคำของฮวาจื่อ หากบิดามารดาใส่ใจพวกนางจริงๆ แม้ไม่สามารถติดต่อกันอย่างโจ่งแจ้ง จะช่วยเหลืออย่างลับๆ ไม่ได้เชียวหรือ?

          ทว่าในยามนี้ไม่มีแม้สักตระกูลออกหน้าช่วยเหลือ มันหมายความว่าอย่างไร เพียงคิดใคร่ครวญก็เดาได้ว่าคงไม่มีใครอยากข้องเกี่ยวกับตระกูลที่ทำให้โอรสสวรรค์พิโรธ

          ในห้องเงียบจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงหายใจ พวกเด็กๆ คล้ายจะเข้าใจความตึงเครียดจึงพลอยหายใจเสียงเบาไปด้วย

          “ข้าเห็นด้วยกับคุณหนูใหญ่” ฮูหยินสี่กล่าวขึ้นเป็นคนแรก“ตัวข้าเองก็นับว่าเป็นที่รักในสกุลอู๋ไม่น้อย แต่ถึงแม้สกุลอู๋ของข้าจะมีคุณธรรมสูงส่งแค่ไหน เมื่อบุตรสาวออกเรือนไปก็นับเป็นคนของบ้านอื่น คอยแบ่งเบาทุกข์สุขให้ผู้อื่นไปแล้ว บิดามารดาอาจเต็มใจช่วยเหลือได้สองสามหน ไหนเลยจะอุ้มชูไปได้ทั้งชีวิต และถึงแม้บิดามารดาจะเต็มใจ แต่บรรดาสะใภ้และพี่น้องในบ้านคงจะรีบวิ่งโร่มาชี้หน้าด่าข้าว่า เป็นปลิงดูดเลือดเป็นแน่” อู๋ซื่อลูบท้องตัวเองพลางยิ้มขมขื่น โชคดีที่นางยังไม่ได้ส่งคนไปที่จวนเดิมของตน

          “นั่นสินะ” ฮูหยินสามเอ่ยสมทบขึ้น “ท่านพ่อท่านแม่จะเอ็นดูข้าเพียงใด ก็คงไม่สำคัญไปกว่าบุตรชายหลานชายในจวน” ในปากของนางเจือรสขมปร่า ทั้งที่แซ่เดียวกันแท้ๆ แต่เมื่อออกเรือนไปก็กลายเป็นคนบ้านอื่น ในขณะที่ครอบครัวสามีก็เห็นสะใภ้เป็นเพียงคนนอก ชีวิตลูกผู้หญิงช่างกลืนไม่เข้าคายไม่ออก น่าอึดอัดใจเหลือเกิน

10.ย่อมไม่เคย

          เหล่าไท่ไท่กลืนความฝาดเฝื่อนในลำคอลงไป “เช่นนั้นให้สะใภ้ทุกคนส่งข่าวกลับไปยังครอบครัวเดิมของตน แจ้งว่าตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไปตระกูลฮวาจะปิดประตูไม่รับแขก”

          ฮวาจื่อรีบเอ่ยขึ้น “ไม่รับแขกนั้นไม่ยาก แต่ปิดประตูกลับทำไม่ได้” นางหันไปกล่าวกับเหล่าไท่ไท่อย่างหนักแน่น “ท่านย่า พวกเราต้องรีบคิดวิธีหาเงิน สถานการณ์ของท่านปู่ทางเหนือ หากไม่มีเงินยังชีพคงไม่สู้ดีนัก”

          เหล่าไท่ไท่ยังไม่เคยคิดถึงจุดนี้มาก่อน เมื่อหลานสาวเอ่ยปาก ความคิดก็พลันสว่างวาบขึ้นมา ดวงตาฉายแววเข้าใจสบเข้ากับดวงตาของฮวาจื่อ “เจ้าคิดจะทำอะไร แม้พยายามติดสินบนเจ้าหน้าที่พวกนั้น แต่หากมีเงินเพียงน้อยนิดก็คงไม่เป็นประโยชน์”

          “คนเรานั้น สิ่งที่จำเป็นต่อการยังชีพมีเพียงไม่กี่อย่าง” ฮวาจื่อตอบอย่างฉะฉาน “ที่สำคัญคงจะหนีไม่พ้นเรื่องอาหารการกิน หากจับจุดได้ถูก ย่อมค้าขายทำเงินได้ไม่น้อย”

          นางกล่าวต่อ “ท่านย่าเองก็คงทราบว่า ยามว่างข้ามักเข้าครัว ปรุงของเลิศรสมาลิ้มลองเป็นประจำ สาวใช้ข้างกายข้าสี่คน แต่ละคนมีฝีมือด้านงานครัวจัดว่าไม่น้อยหน้าใคร โดยเฉพาะฝูตงนั้น หากให้นางประลองฝีมือปรุงอาหารกับพ่อครัว ข้าคิดว่าอาจทำได้อย่างสูสีด้วยซ้ำ”

          ข้อนี้เหล่าไท่ไท่ทราบดี เพราะนางมักได้สำรับอาหารคาวหวานที่หลานสาวให้คนมาส่งให้อยู่บ่อยครั้ง ความทรงจำของผู้อาวุโสต่อหลานผู้นี้ล้วนเกี่ยวพันกับเรื่องอาหาร แม้รสชาติแต่ละจานจะยอดเยี่ยม แต่ทว่า… “กิจการร้านอาหารในเมืองหลวงมีไม่น้อย เจ้าคิดว่าจะสามารถแข่งขันกับร้านเหล่านั้นได้หรือ”

          “ท่านคิดว่าอาหารที่ข้าปรุง รสชาติเป็นอย่างไร”

          “แน่นอนว่าไร้ที่ติ”

          “ท่านเคยกินอาหารแบบนั้นที่อื่นหรือไม่”

          “ย่อมไม่เคย” เหล่าไท่ไท่พยักหน้าคิดตาม หากขายอาหารที่มีเอกลักษณ์ ก็อาจผงาดขึ้นมาท่ามกลางกิจการร้านอาหารมากมายในเมืองหลวงได้

          “ข้าจะลองดูสักตั้ง หากไปไม่รอดค่อยคิดหาวิธีอื่น” ฮวาจื่อกล่าวอย่างมั่นใจ

          “ได้ เจ้าลองดู” เหล่าไท่ไท่เหลือบมองซูมามาปราดหนึ่งซูมามาเข้าใจในทันที ลุกไปเปิดลิ้นชักชั้นล่างสุดในตู้เสื้อผ้า หยิบกล่องเงินออกมากล่องหนึ่ง

          “นี่คือของมีค่าทั้งหมดของย่า ครึ่งหนึ่งย่าจะเก็บไว้ใช้สอยอีกครึ่งมอบให้เจ้าเป็นทุนรอน หากยังไม่พอ ก็ให้ฮูหยินแต่ละบ้านร่วมลงขันกัน”

          เดิมฮวาจื่อไม่ต้องการใช้เงินของท่านย่า ทว่าเมื่อคิดดูแล้วนี่คือเรื่องของคนตระกูลฮวาทุกคน ย่อมต้องให้ทุกคนมีส่วนร่วม

          ฮวาจื่อพยักหน้า คิดไตร่ตรองผลได้ผลเสีย ยิ่งนางมีทุนมากก็จะยิ่งดำเนินการต่างๆ ได้ง่าย เมื่อคิดได้เช่นนั้นจึงรับกล่องจากมือซูมามาอย่างเต็มใจ

          หญิงสาวเปิดกล่องเงินออก ภายในกล่องบรรจุตั๋วเงินมากมายยังมีเครื่องประดับอีกหลายชิ้น แม้ลักษณะจะไม่ใช่ของใหม่ แต่ก็ยังล้ำค่า น่าจะมีราคาไม่น้อย

          ตั๋วเงินมีทั้งสิ้นแปดใบ ใบละสองร้อยตำลึง ฮวาจื่อหยิบออกมาสี่ใบ เมื่อเห็นเหล่าไท่ไท่ทำท่าจะแบ่งเครื่องประดับให้ นางก็รีบปฏิเสธ “ยังไม่ถึงเวลาต้องนำของออกจำนำ เครื่องประดับเหล่านี้ท่านย่าเก็บไว้ก่อน หากเงินไม่พอข้าจะบอกเจ้าค่ะ”

          เหล่าไท่ไท่จึงยื่นตั๋วเงินให้หลานสาวอีกหนึ่งใบ “ทำให้สุดฝีมือ”

          ฮวาจื่อรับตั๋วเงินจากมือผู้อาวุโส แล้วจึงกล่าวกับอาสะใภ้ทั้งสาม “หากค้าขายได้กำไร เงินที่ได้ข้าจะรวมเข้าส่วนกลางทั้งหมดรอจนท่านปู่กลับมาค่อยปันส่วนกันไปให้แต่ละบ้าน” นางมีน้ำเสียงหนักใจเล็กน้อย “แต่อาจไม่เหลือกำไรมากนัก เงินที่ได้มายังต้องนำไปใช้ต่อทุน อีกทั้งยังมีค่าใช้จ่ายต่างๆ”

          แต่คำพูดเพียงเท่านี้ก็เพียงพอที่จะทำให้อู๋ซื่อลุกขึ้นยืนด้วยความตื่นเต้น “หากทำกิจการแล้วจะทำให้นายท่านสี่และคนอื่นๆ อยู่อย่างสุขสบายได้ ไม่ว่าเรื่องใดข้าล้วนเต็มใจ”

          ฮูหยินใหญ่และฮูหยินสี่ต่างพยักหน้าให้กัน แม้แต่ฮูหยินรองที่นิ่งเงียบมาตลอดก็พลอยจ้องฮวาจื่อเขม็ง ทุกคนมีความคิดเห็นตรงกัน

          จ่ายเงินสักเล็กน้อยจะเป็นไรไป ขอเพียงให้คนในครอบครัวมีโอกาสได้กลับมาอย่างปลอดภัย

          “คุณหนูใหญ่ รอข้าประเดี๋ยว” อู๋ซื่อก้าวออกจากห้องอย่างเร่งรีบ ท่าทางเช่นนั้นทำให้เหล่าไท่ไท่หัวเราะขึ้นมา ฮูหยินสี่แต่งเข้าเรือนมาตั้งกี่ปีแล้ว เพิ่งจะเคยเห็นนางมีท่าทีรีบร้อนน่าขันอย่างวันนี้เป็น
ครั้งแรก

          ไม่นานอู๋ซื่อก็ถือกล่องเงินกล่องหนึ่งกลับมา อาสะใภ้สี่กล่าวกับหลานสาวพลางส่งให้ “ข้ากันเงินบางส่วนไว้ใช้จ่ายในบ้านแล้ว ส่วนที่เหลือนี้มอบให้เจ้าเอาไปใช้เป็นทุน”

          เมื่อเห็นอู๋ซื่อออกหน้าเช่นนี้ จูซื่อย่อมต้องรีบสนับสนุนบุตรสาวเป็นธรรมดา รีบร้อนไล่สาวใช้กลับไปหยิบสินเดิมที่ห้องของตนออกมา

          ได้เห็นฮูหยินทั้งสองกระตือรือร้นอย่างนี้ต่อให้ในใจจะคิดเคลือบแคลงอย่างไร แต่บรรดาฮูหยินที่เหลือต่างสั่งให้บ่าวไพร่ไปนำทรัพย์สินของตนออกมามอบให้ฮวาจื่อโดยไม่อิดออด

          ฮวาจื่อเองก็ไม่ปฏิเสธน้ำใจของทุกคน “ข้าจะพยายามสุดความสามารถ หากมีข้อกังขาใด อาสะใภ้สามารถมาตรวจสอบบัญชีกับข้าได้ตลอดเวลา”

          เหล่าไท่ไท่รู้สึกตื้นตันอยู่ในอกจนอดเปล่งเสียงออกมาไม่ได้ “พวกเราทุกคนล้วนเชื่อใจเจ้า ทำให้เต็มกำลังเถิด”

 

          แม้ฮูหยินทั้งสี่จะออกไปแล้ว

          แต่บรรดาอนุยังรั้งอยู่ไม่ไปไหน พวกนางไม่ได้มั่งมีเหมือนเช่นฮูหยินทั้งหลาย ทรัพย์สินถือเป็นหลักประกันอนาคตของพวกนาง ยิ่งอนุคนใดยังไม่มีบุตร หากสิ้นไร้เงินทองเข้าไปอีกชีวิตความเป็นอยู่
นับจากนี้จะยากลำบากเพียงใดคงไม่ต้องพูดถึง เพราะเหตุนี้พวกนางจึงเพียงยืนนิ่ง ไม่ออกปากพูดอะไรแม้สักคำ

          เดิมฮวาจื่อยังอยากหารือกับเหล่าไท่ไท่เรื่องการแต่งงานของตน แต่เห็นสีหน้าอิดโรยของท่านย่าที่เพิ่งฟื้นไข้ จึงจำต้องหยุดบทสนทนาเอาไว้ “วันนี้ข้าปรึกษาท่านย่าเพียงเท่านี้ ระยะนี้ขอให้ทุกท่านทำใจให้สงบ อย่าวิตกมากนัก ประเดี๋ยวจะล้มป่วยได้”

          ผู้คนที่เหลือจึงทยอยแยกย้ายกลับที่พำนักของตน ฮวาจื่อรั้งอยู่ในห้องเป็นคนสุดท้าย “ท่านย่า พักผ่อนให้สบายใจนะเจ้าคะ ว่ากันว่าการมีสุขภาพดีก็เหมือนมีทรัพย์อยู่นับแสน”

          เหล่าไท่ไท่มองหลานสาวที่ก่อนหน้านี้ดูไม่มีอะไรพิเศษ แต่มายามนี้ไม่ว่าจะกล่าวหรือกระทำสิ่งใดล้วนแต่ถูกต้องเหมาะสม ทำให้คนเป็นย่าอย่างนางปลื้มใจยิ่งนัก

          ผู้อาวุโสตบเตียงข้างๆ ตนเป็นสัญญาณให้หลานสาวนั่ง ก่อนดึงสมุดบัญชีเล่มหนึ่งและกุญแจสองสามดอกออกมาจากใต้หมอน ดวงตาทอประกายอ่อนโยนล้ำลึก “สมุดบัญชีกับกุญแจโรงเก็บของนี่ มายามนี้ก็มีประโยชน์อยู่เหมือนกัน”

          บรรจงวางของสองสิ่งใส่มือของฮวาจื่อ เหล่าไท่ไท่ถอนหายใจยาว “เมื่อก่อน ข้าไม่เคยเห็นที่ดินในหมู่บ้านเล็กๆ ทุรกันดารนี้อยู่ในสายตา ไม่คาดว่า ที่ดินเหล่านี้จะมีประโยชน์ใหญ่หลวงต่อพวกเราในยามนี้ กุญแจพวงนี้เป็นกุญแจโรงเก็บของทางฝั่งนี้ แม้ข้าวของด้านในจะไม่เหลือแล้ว แต่พื้นที่กว้างขวาง จะใช้วางข้าวของน้อยใหญ่ก็พอได้”

          ฮวาจื่อตกตะลึงมองสิ่งของในมือ เดิมทีนางคิดว่าทรัพย์สินของตระกูลถูกยึดไปจนสิ้น มิคาด...

          เหล่าไท่ไท่เข้าใจความสงสัยของหลานสาว จึงยิ้มบางๆ “ยังมีไร่นาอีกสองแห่งของข้าที่ยังไม่ถูกยึด”

          “เป็นไปได้อย่างไร ฝ่าบาทเมตตาผ่อนผันให้หรือเจ้าคะ”

          “เป็นความเมตตาของไทเฮาทั้งสิ้น”

          หากมิใช่เพราะเกิดเรื่องขึ้นในตระกูล ฮวาจื่อคงไม่ทราบว่าตระกูลฮวากับไทเฮามีไมตรีต่อกันถึงเพียงนี้ แม้นางจะไม่เข้าใจว่าไมตรีแน่นแฟ้นนี้มีที่มาที่ไปอย่างไรก็ตาม

          เหล่าไท่ไท่ไม่คิดปิดบัง “ไทเฮาอายุมากกว่าย่าสองสามปี เป็นญาติห่างๆ กับตระกูลเดิมของข้า ครั้งหนึ่งครอบครัวไทเฮาประสบเคราะห์ทำให้นางต้องระเหเร่ร่อน ท่านแม่ของข้านึกสงสารจึงให้นางมาอยู่ด้วย ดูแลนางราวกับเป็นธิดาแท้ๆ ทำให้ข้าและไทเฮาเติบโตมาด้วยกัน สนิทสนมแนบแน่น ไม่กี่ปีถัดจากนั้น นางก็ออกเรือนไปกับอ๋องผู้หนึ่ง ซึ่งต่อมากลายเป็นองค์รัชทายาท ตอนนั้นครอบครัวของข้าได้มอบสินสมรสให้นางด้วย เมื่อถึงคราวที่ข้าออกเรือน ไทเฮาก็ประทานของขวัญชิ้นใหญ่ให้เช่นกัน”

          นึกถึงช่วงชีวิตวัยเยาว์ ผู้อาวุโสก็ก้มมองมือที่เหี่ยวย่นของตน พริบตาเดียวเดือนปีผันผ่านราวภาพฝัน ทว่าความทรงจำกลับแจ่มชัด นึกถึงช่วงเวลานั้นคราใดก็ให้รู้สึกอบอุ่นในใจ

          “สถานการณ์ในวังหลังซับซ้อน ตระกูลฮวามีผู้รับตำแหน่งข้าราชการสำคัญมากมาย เพื่อเลี่ยงข้อครหา ข้าและไทเฮาจึงมิอาจติดต่อ แต่ความผูกพันของข้าและพระองค์ยังไม่จางหาย นับเป็นเคราะห์ดีที่ครั้งนี้ได้พระองค์ออกหน้าช่วยเหลือ ไม่เช่นนั้นตระกูลฮวาของพวกเราคง...”

          เพียงแค่คิด เหล่าไท่ไท่ก็ซาบซึ้งในน้ำพระทัยของไทเฮาจนหาที่สุดมิได้แล้ว

          ฮวาจื่อขมวดคิ้ว “วังหลังไม่อาจแทรกแซงการเมืองในราชสำนัก ไทเฮาทรงทำเช่นนี้เท่ากับขัดราชโองการของฝ่าบาท จะทำให้ฝ่าบาททรงกริ้วหรือไม่”

          “เรื่องในวังยากคาดเดา จิตใจเจ้าแผ่นดินยากหยั่งถึง” เหล่าไท่ไท่แย้มยิ้มตอบหลบเลี่ยง “แต่วางใจเถอะ ที่ดินสองแห่งนั้น หรือแม้แต่บ้านที่พวกเราอาศัยอยู่ตอนนี้ คือของขวัญมงคลที่ไทเฮามอบให้ข้าตอนออกเรือน เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบเรื่องยึดทรัพย์ต้องกราบทูลถึงที่เหล่านี้ต่อฝ่าบาทแล้ว หากฮ่องเต้ทรงละเว้นไม่ยึดที่นี่ ที่ดินอื่นๆ ที่ไทเฮาประทานให้ข้าก็คงได้รับการยกเว้นเช่นกัน”

          ที่แท้เป็นเช่นนี้