เส้นทางขึ้นสู่เขาหลงหวนฟงนั้นคดเคี้ยวและเต็มไปด้วยอันตราย
ส่วนใหญ่ผู้ที่เดินทางขึ้นเขาลูกนี้จะเป็นชาวบ้านยากจนที่จะมาตัดฟืนและเก็บยาสมุนไพร
แมกไม้นานาพรรณขึ้นดาษดื่นอยู่เต็มสองข้างทาง มวลบุปผาต่างเบ่งบานท่ามกลางใบหญ้าเขียวขจีดูงดงามละลานตายิ่งนัก ทว่าสถานที่แห่งนี้ไม่เหมาะสำหรับชื่นชมทิวทัศน์ เพราะหนทางขึ้นเขานั้นอยู่ติดกับหน้าผา เพียงแค่ก้มมองสองขาก็สั่นระริกแล้ว
เหออวิ๋นเซิงเคยเดินขึ้นเขาลูกนี้มาแล้วหลายต่อหลายครั้งจึงรู้ดีว่ามันยากลำบากเพียงใด ระหว่างที่เดินเขารอฟังเสียงร้องไห้คร่ำครวญของเหอเยี่ยนอยู่ตลอดเวลา ทว่าเงี่ยหูอยู่นานก็ยังไม่ได้ยินเสียงใดๆ
เด็กหนุ่มหันกลับมามองด้วยความสงสัย แต่กลับต้องตกใจเมื่อเห็นว่าเหอเยี่ยนไม่ได้ทิ้งระยะห่างจากเขามากนัก ความจริงควรบอกว่าอีกฝ่ายไล่ตามหลังมาติดๆ มากกว่า
เป็นไปได้อย่างไร?
แม้แต่ชายฉกรรจ์หากต้องเดินขึ้นเขาลูกนี้ก็ยังรู้สึกเหนื่อยยิ่งไม่ต้องพูดถึงคุณหนูเหอเยี่ยนผู้บอบบางว่าจะทนไหวหรือไม่เมื่อก่อนถ้านางต้องเดินไกลสักหน่อยเป็นต้องนวดแข้งนวดขาเพื่อคลายความเมื่อยล้า เหออวิ๋นเซิงได้แต่สงสัยว่าร่างกายของพี่สาวมีพละกำลังมากขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไร?
“เหตุใดจึงมองข้าเช่นนี้?” เหอเยี่ยนมองอีกฝ่ายพร้อมขมวดคิ้ว “ทำไมถึงไม่เดินต่อเล่า?”
เหออวิ๋นเซิงจึงหันกลับแล้วเดินต่อพลางคิดในใจ ‘นางต้องแกล้งฝืนเป็นแน่ ตอนนี้นางต้องไม่ไหวแน่ๆ!’
เหอเยี่ยนก้มมองขาตัวเองแล้วได้แต่ทอดถอนใจ
นางเดินตามเหออวิ๋นเซิงเพียงระยะทางสั้นๆ ก็รู้สึกเหนื่อยแล้ว ดูจากสมรรถภาพของขาคู่นี้แล้วนางคงต้องฝึกฝนอีกมาก
“หยุดหาฟืนกันตรงนี้แหละ” เหออวิ๋นเซิงหยุดเดินแล้วหยิบขวานที่เหน็บเอวออกมา
บริเวณนี้มีต้นไม้และกิ่งไม้เยอะ ต้นไม้ที่เหออวิ๋นเซิงเลือกล้วนเป็นต้นเล็กๆ ซึ่งตัดได้ง่าย เขาชี้ไปที่หินก้อนหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลนักแล้วบอกพี่สาวว่า “ท่านนั่งพักตรงนั้นก่อน ส่วนข้าจะไปหาฟืน”
“เจ้าจะไปตัดฟืนตรงนั้นหรือ?” เหอเยี่ยนถามพลางปลดห่อผ้าลงมาจากบ่า
เมื่อเหออวิ๋นเซิงเห็นอีกฝ่ายหยิบขวานออกมาจากห่อผ้าก็ได้แต่ทำตาปริบๆ
“ท่าน... ท่านจะทำอะไร?” เหออวิ๋นเซิงรู้สึกสมองตื้อไปหมด นึกคำพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
ตอนแรกเขาคิดว่าในห่อผ้าของเหอเยี่ยนคือกระบอกน้ำ คิดไม่ถึงว่าจะเป็นขวานไปเสียได้ นางเดินขึ้นเขาอย่างยากลำบาก อีกทั้งยังพกขวานมาด้วย สิ่งที่เพิ่งรับรู้ทำให้เหออวิ๋นเซิงคิดว่าตัวเองกำลังฝันไปหรือเปล่า
สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นยิ่งทำให้เหออวิ๋นเซิงมั่นใจว่าเขากำลังฝันไป
เขามองพี่สาวผู้อ่อนแอบอบบางของตัวเองที่ปกติแค่ยกถ้วยชาก็ยังบ่นว่าหนัก แต่ตอนนี้นางกำลังตวัดขวานฟันกิ่งไม้ด้วยความคล่องแคล่วราวกับเคยฟันกิ่งไม้มาแล้วเป็นร้อยเป็นพันครั้ง
“ข้าจะช่วยเจ้า จะได้เสร็จเร็วขึ้น” นางเอ่ยเสียงเรียบ
เหออวิ๋นเซิงรู้สึกว่าตัวเองจะฝันนานเกินไปแล้ว
พี่สาวขอติดตามขึ้นเขาตั้งแต่เช้าตรู่และยังช่วยตัดฟืน ทั้งยังแบ่งขนมที่ตัวเองพกติดตัวมาให้เขาอีกด้วย เหออวิ๋นเซิงอยากจะปฏิเสธแต่กลิ่นหอมหวานของขนมช่างเตะจมูกเสียเหลือเกิน เมื่อเห็นเหอเยี่ยนก้มหน้าก้มตากินขนมส่วนของนางแล้ว เหออวิ๋นเซิงจึงรีบยื่นมือออกไปรับขนมอย่างไม่รู้ตัว
เขากัดกินไปคำหนึ่ง ขนมชิ้นนี้ช่างหวานหอมเสียเหลือเกิน
เหอเยี่ยนเห็นว่าเหออวิ๋นเซิงกินช้าจึงยัดขนมที่เหลือใส่มือเขา พร้อมกล่าวว่า “ที่เหลือยกให้เจ้าทั้งหมด ข้ากินอิ่มแล้ว”
เหออวิ๋นเซิงมีสีหน้ากระอักกระอ่วน
ตระกูลเหอของพวกเขามีทายาทเพียงแค่สองคน นั่นก็คือเขากับพี่สาว ในอดีตเหอสุยเป็นเพียงผู้คุ้มกันสินค้าที่ทำหน้าที่คุ้มกันขบวนสินค้ามายังเมืองหลวง ระหว่างทางเจอโจรภูเขาบุกปล้นสินค้า เหอสุยช่วยชีวิตคุณหนูแห่งจวนซิ่วไฉ*ในเมืองหลวงไว้ได้ จากนั้นทั้งสองก็เกิดความสมัครรักใคร่ แต่ครอบครัวซิ่วไฉมีบุตรสาวเพียงคนเดียวเท่านั้น เหอสุยที่กำพร้าบิดามารดาจึงเสนอตัวแต่งเข้าตระกูลของฝ่ายหญิงแทน
แม้ว่าตัวเองจะแต่งเข้าไปอยู่ในบ้านของฝ่ายหญิง แต่บุตรสาวบุตรชายก็ยังคงใช้แซ่ของบิดา
หลังจากนั้นไม่นานซิ่วไฉกับฮูหยินก็ล้มป่วยและจากโลกนี้ไป เหอฮูหยินโศกเศร้าเสียใจอย่างมาก จนกระทั่งเหออวิ๋นเซิงอายุสามขวบ นางจึงจากไปและทิ้งสามพ่อลูกไว้ข้างหลัง
เหอสุยกับฮูหยินรักใคร่ผูกพันกันอย่างลึกซึ้ง และเพราะเหอเยี่ยนหน้าตาละม้ายเหอฮูหยิน เหอสุยจึงให้ความรักและความเอ็นดูเหอเยี่ยนเป็นพิเศษ แม้ว่าตระกูลเหอจะไม่ได้ร่ำรวยเงินทอง แต่เหอสุยก็พยายามหาสิ่งที่เหอเยี่ยนปรารถนามามอบให้ นานวันเข้าเหอเยี่ยนจึงกลายเป็นคนที่มีนิสัยเอาแต่ใจ ด้วยเหตุนี้เหออวิ๋นเซิงจึงรู้สึกไม่พอใจและไม่เคารพในตัวพี่สาวคนนี้
ทว่าตั้งแต่นางหายป่วย พฤติกรรมหลายๆ อย่างของนางก็เปลี่ยนไป เด็กหนุ่มไม่รู้ว่าต้องใช้สายตาแบบไหนมองพี่สาว
“เจ้าขึ้นเขามาหาฟืนทุกวันเลยหรือ?” เหอเยี่ยนถาม “แล้วตอนบ่ายต้องทำอะไร ไม่เล่าเรียนหรือไร?”
เหออวิ๋นเซิงอายุน้อยกว่าเหอเยี่ยนหนึ่งปี ปีนี้เขาอายุสิบห้าแล้ว เด็กในวัยนี้ควรเล่าเรียนอยู่ในสำนักบัณฑิต
“กลับไปแล้วต้องทำขนมต้าไน่**เพื่อเอาไปขายในตอนบ่ายเรื่องเล่าเรียนอย่าพูดถึงเลย” เหออวิ๋นเซิงกล่าว “พวกเราไม่มีเงินอีกอย่างข้าก็เรียนไม่เก่งด้วย รู้อักษรนิดหน่อยก็เพียงพอแล้ว”
ถึงเขาจะพยายามพูดกลบเกลื่อน แต่เมื่อพูดถึงตรงนี้เหอเยี่ยนก็มองเห็นความเสียดายและความฝันที่แฝงอยู่แววตาของหนุ่มน้อยคนนี้
นางเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามขึ้นว่า “อนาคตเจ้าอยากจะทำอะไร?”
“เหตุใดต้องถามมากด้วย?” เหออวิ๋นเซิงสงสัย แต่เขาก็ยังคงตอบคำถามของเหอเยี่ยนอยู่ดี “ตอนนี้ข้าไปฝึกวรยุทธที่สนามฝึกทุกวัน ภายหน้าขอเพียงผ่านการทดสอบก็สามารถเข้าไปอยู่ในกองหนุนของกองทัพรักษาเมืองได้ นานวันเข้าอาจจะได้เลื่อนขั้นเป็นนายกอง จากนั้นข้าก็จะได้รับเงินเบี้ยหวัด”
“เท่านี้หรือ? ต้องการเป็นแค่ทหารชั้นผู้น้อยเท่านั้นเองรึ?” เหอเยี่ยนหัวเราะแล้วเอ่ยต่อ “ข้าคิดว่าเจ้าอยากจะเป็นมากกว่านี้เสียอีก”
“เป็นมากกว่านี้อย่างนั้นหรือ?” เหออวิ๋นเซิงหัวเราะเยาะตัวเอง “เป็นเหมือนแม่ทัพเฟยหงเช่นนั้นรึ? ถึงเขาจะแซ่เหอเหมือนพวกเรา แต่เขาเก่งกว่าพวกเราหลายขุม”
พอได้ยินชื่อตัวเองจากปากอีกฝ่าย เหอเยี่ยนก็นิ่งอึ้งไปชั่วครู่ ก่อนจะถามขึ้น “เจ้ารู้จักแม่ทัพเฟยหงด้วยหรือ?”
“รู้จักสิ มีใครในต้าเว่ยที่ไม่รู้จักแม่ทัพเฟยหงผู้กำราบซีเชียงบ้าง แม่ทัพฟงอวิ๋นพิชิตหนานหมาน ทิศเหนือมีตระกูลเหอ ทิศใต้มีตระกูลเซียว ต้าเว่ยของพวกเราจึงจะสงบสุข! คนหนุ่มมีไฟ มีความ
มุ่งมั่น หากข้าสามารถเป็นอย่างพวกเขาได้ ต่อให้ต้องตายก็คุ้มค่า!”
เหอเยี่ยนหัวเราะออกมาเสียงดัง
“ท่านหัวเราะอะไร?” เหออวิ๋นเซิงถามอย่างไม่พอใจ
“ลำพังแค่หาฟืนกับขายขนมต้าไน่ไม่อาจทำให้เจ้าเป็นเหมือนพวกเขาได้หรอก แม่ทัพเฟยหงกับแม่ทัพฟงอวิ๋นไม่ได้ฝึกซ้อมอย่างไร้จุดหมายสักหน่อย”
“ข้ารู้” เหออวิ๋นเซิงหน้าแดงก่ำ “แต่ข้า...”
มีคนหนุ่มคนใดบ้างไม่อยากสร้างชื่อสร้างผลงาน เหออวิ๋นเซิงกำลังอยู่ในวัยหนุ่มที่เลือดร้อนและเปี่ยมด้วยหัวใจอันฮึกเหิม แต่สภาพความเป็นอยู่ในปัจจุบันนั้นกลับเป็นอุปสรรคต่อความก้าวหน้าของเขา
เหอเยี่ยนจึงบอกความตั้งใจของตนออกไป “ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป ข้าจะขึ้นเขาเพื่อตัดฟืนและไปขายขนมต้าไน่กับเจ้าทุกวัน”
“ท่านพูดว่าอะไรนะ?” เหออวิ๋นเซิงขยับลุกพรวดพราดขึ้นมาจากก้อนหินที่นั่งอยู่ “เหอเยี่ยน ท่านเสียสติไปแล้วหรืออย่างไร?”
เหตุการณ์ในวันนี้สามารถกล่าวได้ว่าเป็นแค่ความนึกสนุกชั่วครั้งชั่วคราว แต่หากต้องมาทุกวัน... นี่นางป่วยจนเลอะเลือนไปแล้วใช่หรือไม่?
เหอเยี่ยนลุกขึ้นแล้วปัดฝุ่นบนตัว นางเอ่ยขึ้นโดยไม่รอให้เหออวิ๋นเซิงพูดต่อ “กินเสร็จแล้วก็รีบไปทำงานต่อ เวลาไม่เคยรอใคร”
“...” เหออวิ๋นเซิง
สายฝนในช่วงฤดูใบไม้ผลิผ่านพ้นไป ท้องฟ้าแจ่มใสเข้ามาแทนที่
ระยะนี้ชิงเหมยรู้สึกกลัดกลุ้มยิ่งนัก เพราะคุณหนูเหอที่มักจะชี้นิ้วสั่งงานและต้องให้นางคอยปรนนิบัติอยู่ข้างกายตลอดเวลาไม่เรียกใช้งานนางอีกแล้ว
ตอนเช้าเหอเยี่ยนจะออกไปพร้อมเหออวิ๋นเซิง พอตกกลางคืนชิงเหมยอยากจะมาช่วยหวีผมให้ แต่กลับถูกคุณหนูไล่ให้ไปทำอย่างอื่น นางจึงทำได้แค่ช่วยหวีผมให้อีกฝ่ายในตอนเช้าตรู่เท่านั้น
ชิงเหมยกลุ้มใจมาก หากเป็นเช่นนี้ต่อไป นางคงถูกเหอสุยไล่ออกจากบ้านเหมือนกับบ่าวรับใช้คนก่อนๆ อย่างแน่นอน เพราะคุณหนูไม่ต้องการนางแล้ว!
ไม่ได้มีเพียงชิงเหมยที่รู้สึกกลุ้ม ทว่าเหออวิ๋นเซิงก็ตกอยู่ในสภาพเดียวกัน
เหอเยี่ยนขึ้นเขาหลงหวนฟงเพื่อไปตัดฟืนกับเขาตั้งแต่เช้าตรู่เป็นเวลากว่าครึ่งเดือนแล้ว นางจะตื่นก่อนเขาเสมอ นอกจากนี้เหอเยี่ยนมิได้เดินขึ้นเขาแบบคนปกติทั่วไปแต่กลับผูกถุงทรายติดกับแขนและขา เหออวิ๋นเซิงเคยหยิบถุงทรายเหล่านั้นมากะน้ำหนักดูพบว่าพวกมันหนักมาก ทว่าพี่สาวของเขากลับแบกถุงทรายบ้าๆ นั่นขึ้นเขาไปหาฟืนทุกวัน
นางไม่เคยบ่นให้ได้ยินแม้แต่ครึ่งคำราวกับว่าเจ้าตัวไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เหออวิ๋นเซิงเห็นฝ่ามือเนียนนุ่มของนางแตกจนเป็นแผลเหวอะหวะไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง สุดท้ายนางจึงใช้ผ้ารัดมือไว้
---------
* ซิ่วไฉ เป็นตำแหน่งของบัณฑิตที่สอบได้ประจำตำบลหรืออำเภอ ถือว่าเป็นผู้มีความรู้และเป็นที่ นับหน้าถือตาในระดับหนึ่ง
** ขนมหวานชนิดหนึ่งที่มีมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ซ่งของจีน ทำให้สุกด้วยการนึ่ง นิยมกินกันในช่วง ฤดูร้อน