ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

เหนือสมรภูมิ 重生之女将星

ผู้แต่ง Qian Shan Cha Ke
ผู้แปล Hongsamut
ประเภท นิยายจีนโบราณ
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
ร้านค้าออนไลน์ fictionlog

เรื่องที่ทุกคนรู้ คือ ‘สวี่ฮูหยิน’ ซึ่งตาบอดและกำลังตั้งครรภ์ ไม่เป็นที่รักของสวี่จือเหิงผู้เป็นสามี น่าเวทนาและน่าเสียดาย เพราะนางไม่เป็นที่รักของใครเลย ไร้สหาย ไร้คนสนใจ แม้กระทั่งจมน้ำเสียชีวิตก็ยังไม่มีใครไว้อาลัยให้ เรื่องที่ทุกคนไม่รู้ คือ ‘สวี่ฮูหยิน’ ผู้นั้นกุมความลับสำคัญหลายอย่าง ความลับที่ตนเคยเป็นถึงแม่ทัพเฟยหงผู้เกรียงไกร ใต้หล้าล้วนสยบ เคยนำทัพกำราบแคว้น สร้างคุณูปการมากมายให้กับชาติบ้านเมือง ความลับที่ชีวิตนี้ตนถูกสับเปลี่ยน ถูกเลี้ยงดูให้เป็นตัวแทนของพี่ชายผู้อ่อนแอ เปราะบาง เพื่อไม่ให้ความลับนี้รั่วไหล ในวันที่พี่ชายกลับมานางจึงถูกกำจัด ด้วยถือคติคนตายไม่อาจพูด หารู้ไม่ว่าคนตายที่ได้สิทธิ์เกิดใหม่ อาจจะทำมากกว่าพูด และเมื่อมีโอกาส ‘ทำ’ แล้ว เหตุใดต้องนุ่มนวลให้เสียชื่อแม่ทัพเฟยหงด้วยเล่า!

บทนำ

重生之女将星

Author: 千山茶客 Qian Shan Cha Ke

Chinese edition copyright XIAOXIANG ACADEMY (TIANJIN) CULTURE DEVELOPMENT CO., LTD. (潇湘书院(天津)文化发展有限公司)

Cover design by MoMi, Cover art: FuShu

Thai edition copyright Hongsamut.com Co., Ltd. 2023, Ink Stone Entertainment Co., Ltd. All Rights Reserved.

Thai publication rights arranged with China Literature by Ink Stone Entertainment Co., Ltd. ALL RIGHTS RESERVED

----------------------------------

 

เรื่องที่ทุกคนรู้
คือ ‘สวี่ฮูหยิน’ ซึ่งตาบอดและกำลังตั้งครรภ์
ไม่เป็นที่รักของสวี่จือเหิงผู้เป็นสามี
น่าเวทนาและน่าเสียดาย เพราะนางไม่เป็นที่รักของใครเลย

ไร้สหาย ไร้คนสนใจ แม้กระทั่งจมน้ำเสียชีวิตก็ยังไม่มีใครไว้อาลัยให้

เรื่องที่ทุกคนไม่รู้
คือ ‘สวี่ฮูหยิน’ ผู้นั้นกุมความลับสำคัญหลายอย่าง
ความลับที่ตนเคยเป็นถึงแม่ทัพเฟยหงผู้เกรียงไกร ใต้หล้าล้วนสยบ
เคยนำทัพกำราบแคว้น สร้างคุณูปการมากมายให้กับชาติบ้านเมือง
ความลับที่ชีวิตนี้ตนถูกสับเปลี่ยน
ถูกเลี้ยงดูให้เป็นตัวแทนของพี่ชายผู้อ่อนแอ เปราะบาง  

เพื่อไม่ให้ความลับนี้รั่วไหล
ในวันที่พี่ชายกลับมานางจึงถูกกำจัด ด้วยถือคติคนตายไม่อาจพูด
หารู้ไม่ว่าคนตายที่ได้สิทธิ์เกิดใหม่ อาจจะทำมากกว่าพูด
และเมื่อมีโอกาส ‘ทำ’ แล้ว
เหตุใดต้องนุ่มนวลให้เสียชื่อแม่ทัพเฟยหงด้วยเล่า!

------------------------

สารบัญ

1.มีเรื่องอะไร?

          ราชวงศ์ต้าเว่ย ปีชิ่งหยวนที่สามสิบแปด เดือนสาม

          ท่ามกลางสายฝนโปรยปรายของฤดูใบไม้ผลิ มวลไม้สีเขียวถูกปกคลุมด้วยสายหมอก สร้างความชุ่มชื่นไปทั่วทุกหนแห่ง

          กระเบื้องหลังคาของจวนตระกูลสวี่แห่งเมืองหลวงถูกสายฝนชโลมล้างจนสะอาด เปล่งประกายวาววับ พอจะมองออกว่าเป็นกระเบื้องจันทร์เสี้ยวอันเลื่องชื่อของเมืองอวิ๋นโจว ว่ากันว่าในคืนที่พระจันทร์เต็มดวง แสงที่สาดส่องลงบนหลังคาจะมลังเมลืองราวกับมีหิ่งห้อยมาเกาะเกี่ยว กระเบื้องชนิดนี้มีขั้นตอนการผลิตที่ซับซ้อนราคาจึงค่อนข้างสูง การปูเต็มหลังคาแบบนี้อาจเท่ากับเงินเก็บนับสิบปีของชาวบ้านทั่วไป

          ทว่าตระกูลสวี่แห่งเมืองหลวงมีกิจการค้าผ้าไหมครอบคลุมทั่วแคว้น แค่ปูกระเบื้องหลังคาทั้งหลังจึงมิใช่เรื่องใหญ่

          นายท่านสวี่ผู้นี้มีบุตรชายนามว่า ‘สวี่จือเหิง’ เป็นชายหนุ่มที่เก่งกาจมากความสามารถ รับราชการตำแหน่งฮั่นหลินเสวียซื่อ* ในสำนักราชบัณฑิตตั้งแต่อายุยังน้อย ผู้คนในเมืองหลวงล้วนกล่าวชื่นชมในตัวเขา

          ในวัยสิบแปด สวี่จือเหิงเข้าพิธีวิวาห์กับ ‘เหอเยี่ยน’ บุตรสาวที่เกิดจากภรรยาเอกของนายท่านรองตระกูลเหอแห่งเมืองหลวงในบ้านตระกูลเหอยังมีบุตรชายจากภรรยาเอกของนายท่านใหญ่ซึ่งได้รับพระราชทานยศจากฮ่องเต้แต่งตั้งให้เป็น ‘แม่ทัพเฟยหง’ อยู่อีกคน เขามีนามว่า ‘เหอหรูเฟย’

          จึงอาจกล่าวได้ว่าตระกูลเหอเป็นขุนนางฝ่ายบู๊ การแต่งงานของสวี่จือเหิงจึงทำให้สองครอบครัวบุ๋นบู๊ประสานเป็นหนึ่ง นับว่ามีความเหมาะสมทั้งฐานะและชาติตระกูล

          สาวใช้นางหนึ่งยกชาร้อนเข้ามาพร้อมถามเสียงใส “ฮูหยินต้องการอะไรอีกหรือไม่เจ้าคะ?”

          “ข้าจะออกไปเดินเล่นหน่อย” เหอเยี่ยนตอบแล้วรับชามาดื่มจนหมดถ้วย

          “แต่ข้างนอกฝนกำลังตกนะเจ้าคะ”

          “ไม่เป็นไร ข้ามีร่ม”

          สาวใช้มองหญิงสาวผู้เป็นนาย

          ตระกูลสวี่นับเป็นชนชั้นสูง หญิงสาวในตระกูลล้วนแต่งกายอย่างหรูหรา สวี่ฮูหยินก็แต่งกายงดงามเช่นเดียวกัน แต่ชุดผ้าแพรสีเขียวอำพันที่นางสวมดูไม่คู่ควรกับความสง่างามของนางสักเท่าไร ความจริงสวี่ฮูหยินเป็นหญิงสาวรูปโฉมงดงาม มีเครื่องหน้าที่โดดเด่นเป็นสง่า ดวงตาสดใสเป็นประกายราวหยดน้ำ... ทว่านางกลับตาบอด!

          ความจริงแล้วสวี่ฮูหยินมิได้ตาบอดตั้งแต่กำเนิด แต่หลังจากที่นางแต่งเข้าตระกูลสวี่ได้สามเดือน จู่ๆ นางก็เป็นโรคประหลาด มีไข้สูงถึงสองวันสองคืน เมื่อตื่นขึ้นมาอีกครั้งนางก็มองอะไรไม่เห็นเสียแล้ว ตระกูลสวี่เชิญหมอฝีมือดีทั่วเมืองมารักษา แต่ก็มิอาจรักษาได้

          ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาสวี่ฮูหยินจึงไม่ค่อยออกจากจวน เพราะการออกไปนอกจวนแต่ละครั้งไม่ใช่เรื่องสะดวกมากนักสำหรับผู้ที่ตาบอด

          ยามนี้เหอเยี่ยนเดินมาถึงศาลาที่ตั้งอยู่ริมสระ

          หลังจากแต่งเข้าตระกูลสวี่ได้สามเดือนนางก็ตาบอด เหอเยี่ยนเรียนรู้วิธีใช้ชีวิตในความมืดจนคุ้นเคย ทว่าบางครั้งนางก็ยังคิดถึงวันเวลาที่ตายังมองเห็น อย่างเช่นยามนี้นางได้ยินเสียงสายฝนร่วงหล่นลงในสระ ได้ยินเสียงน้ำกระเพื่อมไหว ปลาหงหลี่**ต่างแหวกว่ายเข้ามายื้อแย่งอาหาร ทว่านางกลับมองไม่เห็น

          ความมืดเป็นทิวทัศน์ที่งดงามสำหรับคนที่มองไม่เห็นเช่นนาง

          อาจเป็นเพราะรู้จักกันได้ไม่นานเหอเยี่ยนก็ตาบอด จึงทำให้นางจำใบหน้าของสวี่จือเหิงไม่ค่อยได้ สวี่จือเหิงที่นางจำได้คือหนุ่มน้อยอายุสิบห้าสิบหก สวมชุดบัณฑิตและยื่นมือมาช่วยนางด้วยรอยยิ้มอันอบอุ่น ทว่าสวี่จือเหิงในยามนี้ไม่ได้ยื่นมือออกมาช่วยนางอีกแล้ว แม้ว่าเขาจะอ่อนโยนต่อนาง แต่เหอเยี่ยนรู้สึกราวกับว่ามีอะไรบางอย่างกั้นกลางระหว่างพวกเขาทั้งสอง

          ทว่านางไม่ได้พูดออกมา

          การใช้ชีวิตอยู่ในกองทัพเมื่อครั้งวัยเยาว์ทำให้เหอเยี่ยนต้องแต่งกายเยี่ยงบุรุษและเรียนรู้วิธีที่จะเข้าหาและพูดคุยกับคนอื่นแต่นางกลับไม่รู้ว่ายามที่เป็นสตรีนั้นต้องวางตัวอย่างไร ดังนั้นนางจึงได้แต่มองสวี่จือเหิงกับ ‘เฮ่อหว่านหรู’ พะเน้าพะนอคลอเคลียอยู่ด้วยกัน แรกๆ ที่เห็นนางทั้งช้ำใจและเจ็บปวด แต่หลังจากตาบอดนางก็ไม่ต้องทนกับภาพบาดตาเหล่านั้นอีก หญิงสาวจึงรู้สึกสบายใจขึ้นมาก

          เหอเยี่ยนนั่งรับลมเย็นอยู่ในศาลาริมน้ำพลางรำลึกถึงช่วงเวลาที่เคยโลดแล่นอยู่ในกองทัพ ตอนนั้นก็ไม่ต่างกับเวลานี้ สายฝนโปรยปรายมาพร้อมกับความเย็นยะเยือก นางและเหล่าทหารจึงล้อมวงดื่มสุราและพูดคุยกันอย่างสนุกสนานรื่นเริง ทุกคนดื่มจนร่างกายค่อยๆ อุ่นขึ้น

          ระหว่างที่กำลังนั่งคิดอยู่เพลินๆ จู่ๆ เหอเยี่ยนก็รู้สึกว่าความร้อนภายในกายพลันสูงขึ้น หญิงสาวจับระเบียงศาลาเพื่อพยุงร่าง กลิ่นคาวเลือดแล่นขึ้นมาจุกอยู่ตรงลำคอ สุดท้ายก็กระอักเลือดออกมากองโต

          มีเสียงฝีเท้าหนึ่งย่างกรายเข้ามาหาอย่างช้าๆ

          เหอเยี่ยนถามออกไป “นั่นเสี่ยวเตี๋ยใช่หรือไม่?”

          ไม่มีเสียงตอบกลับมา เสียงฝีเท้านั้นพลันหยุดชะงัก เหอเยี่ยนขมวดคิ้วเล็กน้อย “หรือว่าจะเป็นเฮ่อหว่านหรู”

          ครู่ต่อมาก็มีเสียงของหญิงสาวดังขึ้น “สวี่ฮูหยินหูดีมาก”

          ความรู้สึกประหลาดวาบขึ้นมาในอก เพราะเคยเป็นทหารมาหลายปีสัญชาตญาณจึงสั่งให้นางระวังตัว ปกติเฮ่อหว่านหรูเป็นคนอ่อนโยนและสำรวมตน พวกนางต่างคนต่างอยู่และมีเรื่องให้พูดคุยกันน้อยมาก ทว่าวันนี้อีกฝ่ายกลับมาหานาง อีกทั้งยังทำน้ำเสียงเย้ยหยันเช่นนี้อีก เหอเยี่ยนได้ยินแล้วก็รู้สึกไม่ชอบมาพากล

          เหอเยี่ยนประหลาดใจมาก รู้ดีว่าตนไม่ใช่นายหญิงที่สมบูรณ์แบบ เป็นเหมือนแจกันประดับจวนเสียมากกว่า เฮ่อหว่านหรูจะได้รับความโปรดปราน นางก็ไม่สามารถขัดขวางเพราะตนเป็นเพียง
คนตาบอดไร้พิษสง มิอาจทำอะไรอีกฝ่ายได้ ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นและไม่มีเหตุผลที่เฮ่อหว่านหรูจะคิดร้ายต่อนาง

          “มีเรื่องอะไร?”

          เฮ่อหว่านหรูขยับปิ่นปักผมให้เข้าที่ ปิ่นอันนี้เป็นของกำนัลที่สวี่จือเหิงมอบให้นางเมื่อวาน แต่พอนึกขึ้นได้ว่าหญิงสาวตรงหน้าตาบอด เฮ่อหว่านหรูจึงลดมือลงด้วยความเสียดาย จากนั้นจึงกล่าวว่า

          “ฮูหยิน ท่านตั้งครรภ์แล้ว”

          เหอเยี่ยนตกตะลึง

          “หมอที่มาตรวจดวงตาให้ท่านเมื่อหลายวันก่อนตรวจชีพจรของท่านแล้วแจ้งว่าท่านตั้งครรภ์”

          สิ่งที่เพิ่งรับรู้ทำให้เหอเยี่ยนทำอะไรไม่ถูก นางรู้สึกดีใจมากจนอยากจะเอ่ยอะไรบางอย่าง ทว่ากลับได้ยินเสียงเฮ่อหว่านหรูถอนใจแล้วเอ่ยว่า “แต่น่าเสียดาย”

          เสียดาย?

          รอยยิ้มที่ประดับอยู่บนใบหน้าของเหอเยี่ยนพลันเลือนหาย นางถามขึ้นว่า “เสียดายอะไร?”

          “เสียดายที่ไม่อาจเก็บเด็กคนนี้ไว้ได้”

          เหอเยี่ยนตวาดออกไปด้วยน้ำเสียงดุดัน “บังอาจ!”

          คิ้วโก่งของเหอเยี่ยนขมวดมุ่น สายตาแหลมคมประดุจใบมีด แม้ว่าตาจะบอดแต่สีหน้าดุดัน บุคลิกอันน่าเกรงขามทำให้เฮ่อหว่านหรูขนลุกพรึบอย่างมิอาจห้าม อึดใจต่อมาเฮ่อหว่านหรูก็ทำใจกล้าเอ่ยขึ้น

          “แม่ทัพเหอ ข้ามิได้พูดไปเอง”

          พอได้ยินคำว่า ‘แม่ทัพเหอ’ เหอเยี่ยนพลันรู้สึกชาไปทั้งศีรษะ นางถามอีกฝ่ายว่า “เจ้าไปรู้อะไรมา?”

          “ข้ารู้ในสิ่งที่ควรรู้ สิ่งที่ไม่ควรรู้ข้าก็รู้เช่นกัน ความลับใหญ่โตถึงเพียงนี้ แม่ทัพเหอคิดว่าตระกูลเหอกับตระกูลสวี่จะกล้าปล่อยเจ้าไปอย่างนั้นหรือ?” สรรพนามที่เคยเรียกอีกฝ่ายอย่างให้เกียรติในฐานะ
สวี่ฮูหยินไม่มีอีกต่อไป

          เหอเยี่ยนพูดไม่ออก

          ตอนที่ตระกูลเหอยังไม่มีแม่ทัพเฟยหงให้เชิดหน้าชูตา ตระกูลเหอก็มีสถานะไม่ต่างกับตระกูลใหญ่ตระกูลอื่นๆ ในราชวงศ์ต้าเว่ย แถมยังเกือบตกอับด้วยซ้ำ

          สิบเก้าปีก่อน ฮูหยินทั้งสองของตระกูลเหอคลอดบุตรออกมาพร้อมกัน ฮูหยินใหญ่ให้กำเนิดเหอหรูเฟย ส่วนฮูหยินรองให้กำเนิดเหอเยี่ยน

          เดิมทีเหอหรูเฟยควรเป็นผู้สืบทอดบรรดาศักดิ์ของตระกูล แต่เนื่องจากเหอหรูเฟยมีสุขภาพอ่อนแอ ท่านหมอแจ้งว่าเขาจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกินสามปี หากสิ้นเหอหรูเฟย บรรดาศักดิ์ของตระกูลเหอก็จะถูกริบคืน ถึงตอนนั้นตระกูลเหอก็จะไม่เหลืออะไรแม้แต่อย่างเดียว

          เหล่าผู้อาวุโสในตระกูลจึงปรึกษาและตัดสินใจกระทำการอุกอาจ พวกเขาสับเปลี่ยนตัวเหอเยี่ยนกับเหอหรูเฟย และให้เหอหรูเฟยสวมรอยเป็นเหอเยี่ยนแล้วส่งไปรักษาตัวที่ชนบทตั้งแต่นั้นมา

          เหอเยี่ยนเติบโตภายใต้ชื่อของเหอหรูเฟย แม้ว่านางจะถือกำเนิดในบ้านสายรอง แต่นางกลับเติบโตมาในบ้านสายหลัก

          นางคิดว่าตัวเองเป็นเด็กผู้ชายมาตั้งแต่เล็กและชอบฝึกวรยุทธมาก พออายุสิบห้า นางก็ปิดบังคนในบ้านและหนีไปเป็นทหารใน ‘กองทัพฝู่เยว่’ เหอเยี่ยนเริ่มสั่งสมประสบการณ์และสร้างชื่อเสียงจากการทำสงคราม จนกระทั่งฮ่องเต้ทรงแต่งตั้งให้เป็นแม่ทัพเฟยหง และเรียกตัวให้เข้าเฝ้า

          ทว่าในช่วงเวลานี้เอง เหอหรูเฟยที่ถูกส่งไปรักษาตัวที่ชนบทก็กลับมา

          เหอหรูเฟยไม่เพียงไม่ตาย แต่ยังมีชีวิตมาจนถึงอายุสิบแปดปี มิหนำซ้ำสุขภาพร่างกายยังสมบูรณ์แข็งแรง คล่องแคล่วว่องไว ดังนั้นทุกอย่างจึงต้องหมุนวนกลับมาอยู่ในตำแหน่งเดิมที่ควรจะเป็น

          เหอหรูเฟยเข้าเฝ้าฮ่องเต้ เขากลายเป็นแม่ทัพเฟยหง ในขณะที่เหอเยี่ยนยังคงเป็นเหอเยี่ยนเช่นเดิม

          เพื่อรับมือกับสถานการณ์ไม่คาดฝันที่อาจจะเกิดขึ้นเหมือนอย่างตอนนี้ ตระกูลเหอจึงได้ตั้งกฎเอาไว้ตั้งแต่ต้น นั่นคือเมื่อมีผู้อื่นอยู่ด้วยเหอเยี่ยนต้องสวมหน้ากากเสมอ ดังนั้นที่ผ่านมาจึงไม่มีใครเคยเห็นโฉมหน้าของเหอหรูเฟย

 

 

-------------

* ตำแหน่งอาจารย์ในสำนักราชบัณฑิต

** ปลาคาร์ปแดง

2.โทษนางงั้นหรือ?

          ส่วนเหอเยี่ยนก็ต้องเข้าพิธีวิวาห์กับสวี่จือเหิง ขุนนางหนุ่มผู้ดำรงตำแหน่งฮั่นหลินเสวียซื่อตามที่ผู้อาวุโสในตระกูลจัดการให้

          สวี่จือเหิงเป็นชายหนุ่มหน้าตาดีสุภาพอ่อนโยนเรียบร้อยแม่สามีก็เป็นคนจิตใจกว้างขวาง ไม่คิดเล็กคิดน้อย สำหรับหญิงสาวทุกคนถือว่าเป็นชีวิตแต่งงานที่ดีมาก เหอเยี่ยนเองก็เคยคิดอย่างนี้เช่นกัน จนกระทั่งวันนี้ วันที่หน้ากากแห่งความสุภาพอ่อนโยนถูกฉีกขาดและเผยโฉมหน้าที่แท้จริงของบุรุษผู้นี้ออกมา มันโหดเหี้ยมยิ่งกว่าสงครามที่รุนแรงครั้งไหนๆ ที่นางเคยเจอมา

          “ยาที่ทำให้เจ้าตาบอดในตอนนั้น เป็นคำสั่งจากผู้อาวุโสในตระกูลของเจ้า มีแต่คนตายเท่านั้นที่สามารถรักษาความลับไว้ได้หากเจ้ายังมีชีวิตอยู่ก็จะเป็นอันตรายต่อพวกเขา!”

          “ตอนที่เจ้าดื่มยา นายท่านก็เฝ้ามองอยู่ในห้องข้างๆ”

          “ถ้าเจ้าตายไปเสีย ตระกูลเหอกับตระกูลสวี่ก็มีแต่จะโล่งใจเรื่องนี้หากเจ้าจะโทษใครสักคน คนคนนั้นก็ควรเป็นตัวเจ้าเอง”

          เหอเยี่ยนได้ฟังแล้วก็หัวเราะขึ้นมา

          โทษนางงั้นหรือ?

          โทษเรื่องอะไร?

          โทษที่นางปลอมตัวเป็นเหอหรูเฟย ไม่ควรทำเพื่อผลประโยชน์ของตระกูล ผิดที่หลงใหลอยากร่ำเรียนวรยุทธจนไปเป็นทหารในกองทัพและไม่ควรสังหารศัตรูอย่างอาจหาญในศึกสงคราม หรือว่าโทษที่นางสร้างผลงานในสนามรบจนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นแม่ทัพเฟยหง สุดท้ายก็ทำให้เหอหรูเฟยสวมรอยรับความดีความชอบแทนนางเช่นนั้นหรือ?

          โทษที่นางเกิดเป็นสตรี จึงไม่อาจสร้างชื่อให้กับตัวเอง ทำได้เพียงเสียสละเพื่อปูทางให้กับบุรุษในตระกูลมุ่งสู่ความสำเร็จ ความจริงแล้วนางประเมินความมีคุณธรรมของคนตระกูลเหอสูงเกินไป ในขณะเดียวกันก็ประเมินความเห็นแก่ตัวของพวกเขาต่ำกว่าที่เป็น

          ส่วนสวี่จือเหิง... นางคงจะตาบอดมานานแล้ว ถึงได้เข้าใจว่าเขาเป็นคนดี

          “เจ้าหัวเราะอะไร?” เฮ่อหว่านหรูขมวดคิ้ว

          “ข้าหัวเราะเจ้านะสิ” เหอเยี่ยนหันไปตามทิศทางของเสียง แล้วเอ่ยอย่างช้าๆ “ที่ข้าหัวเราะก็เพราะขำตัวเจ้า หากข้าตายอย่างเงียบๆ คิดว่าผู้ที่ล่วงรู้ความลับอย่างเจ้ายังจะมีชีวิตรอดอย่างนั้นหรือ?”

          เฮ่อหว่านหรูหัวเราะพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “จะตายอยู่แล้วยังทำปากดีอีก จับตัวนางไว้!”

          สิ้นเสียงสั่งองครักษ์ก็ปรากฏตัว และกรูเข้ามาล้อมจับเหอเยี่ยนอย่างรวดเร็ว

          “ฆ่านาง!”

          แม้แต่กิ่งหลิว เหอเยี่ยนก็ยังสามารถนำมาใช้ต่างกระบี่ได้กิ่งหลิวโอนอ่อนและพลิ้วไหวเป็นหนึ่งเดียวกับมือบอบบางที่กำลังกำมัน ทั้งๆ ที่เป็นเพียงกิ่งไม้เรียวเล็กที่เพิ่งแตกยอดใหม่แต่หญิงสาวกลับใช้มันตวัดดาบในมือศัตรูให้หลุดกระเด็นได้อย่างง่ายดาย ราวกับเป็นกระบี่คู่ใจ

          เฮ่อหว่านหรูเคยได้ยินกิตติศัพท์ของแม่ทัพเฟยหงมาบ้างนางรู้ว่าสตรีผู้นี้อาจหาญเก่งกาจต่างจากหญิงสาวทั่วไป แต่เมื่อได้เห็นกับตาตัวเองก็รู้แล้วว่าเสียงเล่าลือเหล่านั้นเป็นเรื่องจริง

          แม้เหอเยี่ยนจะมองไม่เห็น แต่นางก็ยังสามารถรับมือกับองครักษ์นับสิบได้อย่างไม่ยากเย็น นางพยายามหนีออกจากการโอบล้อมและถีบองครักษ์ที่เข้ามาขวาง จากนั้นก็กระโจนขึ้นหลังม้าคิดจะควบหนีออกจากจวนที่แสนน่ากลัวแห่งนี้

          ทว่าครู่ต่อมานางก็มีสภาพเหมือนกับวิหคยักษ์ที่โดนเกาทัณฑ์จนร่วงลงจากฟ้า เหอเยี่ยนตกจากหลังม้าแล้วกระอักเลือดออกมากองโต สีแดงฉานของมันสาดกระเซ็นไปบนพื้นหญ้าเป็นจุดเล็กๆ ราวกับดวงดาวท่ามกลางป่าใหญ่

          ชาถ้วยนั้น... ชาที่เสี่ยวเตี๋ยให้นางดื่มถ้วยนั้น!

          นางสูญเสียการมองเห็นไปแล้ว ตอนนี้กระทั่งประสาทสัมผัสทั้งห้าก็สูญเสียตามไปด้วย หญิงสาวกระเสือกกระสนกลายเป็นคนตาบอดอย่างแท้จริง

          เพื่อที่จะสังหารนาง พวกเขาเตรียมการมาอย่างพร้อมสรรพ

          “พวกหน้าโง่ รีบลงมือเดี๋ยวนี้!” เฮ่อหว่านหรูร้องตวาด

          เหอเยี่ยนอยากจะเงยหน้าขึ้น ทว่าคนที่อยู่ด้านหลังกลับเตะข้อพับขาของนางอย่างแรงจนเข่ากระแทกพื้นดัง ‘ตุ้บ’ ความเจ็บปวดที่ได้รับทำให้นางเกือบจะล้มพับลงไปกับพื้น ชั่วอึดใจต่อมากำปั้นของใครคนหนึ่งก็อัดเข้าใส่แผ่นหลังจนนางถลาลงไปกองกับพื้น

          กำปั้นมากมายถูกระดมเข้าใส่ร่างราวกับหยาดพิรุณตกกระทบ หญิงสาวรู้สึกเจ็บปวดทรมานไปทั่วสรรพางค์กาย

          เพื่อไม่ให้เกิดบาดแผลใดๆ ที่อาจเป็นการชี้ตัวฆาตกร พวกเขาจึงไม่ได้ใช้อาวุธหรือของแข็งทำร้ายนาง

          มีคนกระชากผมแล้วลากนางไปที่ริมสระ จากนั้นก็จับศีรษะนางกดน้ำ น้ำเย็นเฉียบทะลักเข้าตา จมูก ปาก และคอ เหอเยี่ยนรู้สึกทรมานจนไม่อาจบรรยาย เรี่ยวแรงของนางค่อยๆ หดหายลงไป
ทีละน้อยจนกระทั่งไม่มีแรงที่จะดิ้นรนอีกต่อไป พวกมันปล่อยร่างของนางให้จมลงไปใต้สระอย่างช้าๆ เหอเยี่ยนมองไปยังผิวน้ำด้านบนไม่รู้ว่านางจินตนาการไปเองหรือเปล่า แต่ดูเหมือนว่านางจะกลับมามองเห็นแล้ว ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าคือผิวน้ำที่อยู่ห่างไกลออกไปทุกที แสงไฟตรงหน้าราวกับแสงตะวันฉาย หญิงสาวรู้สึกเหมือนได้กลับไปเยือนบ้านเกิด หูแว่วเสียงเพลงที่ร้องยามอยู่ในค่ายทหาร ได้ยินเสียงสมัครพรรคพวกท่องตำราด้วยสำเนียงท้องถิ่นปะปนกับเสียงร้องไห้อย่างตื่นตกใจของเฮ่อหว่านหรู

          “ใครก็ได้มาที่นี่เร็ว! ฮูหยินจมน้ำ...”

          นางอยากกลับบ้าน

          แต่นางไม่มีบ้านให้กลับ…

         

          สายฝนฤดูใบไม้ผลิโปรยปรายลงมาราวกับไม่มีวันสิ้นสุด

          อากาศภายในห้องอบอุ่นกำลังดี เปลวไฟในเตาลุกโชนทำให้ยาที่ต้มอยู่ในหม้อเดือด ไอน้ำดันฝาหม้อจนเกิดเสียงดัง “กรุกๆ”

          หญิงสาวนางหนึ่งนั่งอยู่หน้าคันฉ่อง ภาพที่สะท้อนกลับมานั้นเป็นใบหน้าที่ค่อนข้างขาวซีด เครื่องหน้าของนางโดดเด่น คิ้วเรียวสวยโดยมิต้องเสริมเติมแต่ง ริมฝีปากรูปกระจับ ดวงตาเรียวที่จ้องกลับมานั้นมีสีดำแวววาวราวกับหยดน้ำใสที่ไหลรวมตัวจนกลายเป็นธารน้ำกลางหุบเขา มองแล้วคล้ายกับอัญมณีสีนิลเม็ดงามที่ปรากฏสู่สายตาหลังจากเมฆหนาสลายไป หญิงสาวในคันฉ่องเป็นสตรีที่งดงาม
อย่างยิ่ง ผิวพรรณขาวเนียนใส กำลังอยู่ในวัยสะพรั่ง ทว่านางมีเพียงความสวยเท่านั้น

          นางรู้ดีว่าตัวเองมีรูปโฉมงดงาม บนโต๊ะขนาดกะทัดรัดตรงหน้ามีเครื่องแป้งหลากหลายชนิดวางอยู่ กลิ่นแป้งหอมตลบอบอวลอยู่รอบตัว เหอเยี่ยนย่นจมูกเล็กน้อย สุดท้ายนางก็จามออกมา

          ลมหายใจของนางกระทบคันฉ่องทองเหลืองจนขึ้นไอสีขาว ทำให้เงาสะท้อนที่ปรากฏอยู่บนนั้นพลอยเลือนรางไปด้วย เหอเยี่ยนรู้สึกเหมือนได้ย้อนกลับไปในช่วงเวลาที่ตนได้ปลดเครื่องแต่งกายแบบบุรุษออกจากตัวหนแรก ตอนนั้นนางนั่งอยู่หน้าคันฉ่องเหมือนอย่างตอนนี้ เอาแต่จ้องเงาสะท้อนของตัวเองที่อยู่ในรูปลักษณ์ของสตรี รู้สึกว่าเหตุการณ์นั้นผ่านมาหลายชาติแล้ว

          นางถูกคนของเฮ่อหว่านหรูจับกดน้ำจนหมดลมหายใจ แต่เมื่อตื่นขึ้นมาอีกครั้ง นางก็พบว่าตัวเองยังคงเป็นเหอเยี่ยน แต่มิใช่เหอเยี่ยนญาติผู้น้องของเหอหรูเฟย ไม่ใช่ฮูหยินของสวี่จือเหิง แต่เป็น ‘เหอเยี่ยน’ บุตรสาวคนโตของ ‘เหอสุย’ นายกองผู้รักษาการณ์ประตูเมืองซึ่งเป็นเพียงขุนนางขั้นเก้า และเป็นเจ้าของห้องโทรมๆ ห้องนี้

          ต่างมีนามว่าเหอเยี่ยนเหมือนกัน แต่สถานภาพต่างกันราวฟ้ากับเหว

          “เยี่ยนเยี่ยน ตื่นแล้วทำไมถึงไม่เรียกพ่อ?” ม่านประตูถูกตลบขึ้น เสียงของบุรุษผู้หนึ่งลอยเข้ามาพร้อมกับลมหนาว

          ผู้มาใหม่เป็นบุรุษวัยกลางคนที่มีรูปร่างสูงใหญ่ ผิวคล้ำ รูปหน้าเหลี่ยมเต็มไปด้วยหนวดเครา เขาส่งยิ้มเอาใจมาให้บุตรสาว เมื่อเห็นว่าภายในห้องไม่มีคนอื่นก็ถามเสียงดังว่า “ชิงเหมยล่ะ ชิงเหมยอยู่ไหน?”

          “ชิงเหมยไปเก็บสมุนไพรเจ้าค่ะ” เหอเยี่ยนตอบเบาๆ

          บุรุษวัยกลางคนได้ยินแล้วก็เกาศีรษะพลางกล่าว “อ้อ เช่นนั้นพ่อจะรินยาให้เจ้า”

          เขาประคองถ้วยกระเบื้องสีขาวอย่างระมัดระวัง ไม่กี่อึดใจภายในห้องก็อบอวลไปด้วยกลิ่นของยาสมุนไพรรสขม เหอเยี่ยนมองลวดลายดอกเหมยบนถ้วยยา ก่อนจะเคลื่อนสายตาไปยังใบหน้าของคนตรงหน้า คนผู้นี้คือบิดาของเหอเยี่ยน นามว่าเหอสุย ผู้ซึ่งมีตำแหน่งเป็นนายกองรักษาการณ์หน้าประตูเมือง

          คำว่า ‘บิดา’ เป็นคำที่เหอเยี่ยนไม่คุ้นเคยเอาเสียเลย

          บิดาผู้ให้กำเนิดนางคือ ‘เหอเอวี๋ยนเลี่ยง’ นายท่านรองของตระกูลเหอ แต่เพราะนางต้องสวมรอยเป็นเหอหรูเฟย ดังนั้นจึงต้องเรียกเหอเอวี๋ยนเลี่ยงว่า ‘ท่านอา’ ส่วน ‘เหอเอวี๋ยนเซิ่ง’ บิดาที่ให้การอุปการะนางแท้จริงแล้วคือท่านลุงใหญ่ของนางนั่นเอง

          ความสัมพันธ์ระหว่างนางกับเหอเอวี๋ยนเซิ่งนั้นค่อนข้างห่างเหิน ครั้งแรกที่นางขอเรียนวรยุทธส่งผลให้ความสัมพันธ์ฉันพ่อลูกแย่ลงจนถึงขั้นเย็นชา แต่หลังจากที่นางสร้างความดีความชอบในสนามรบจนได้รับการปูนบำเหน็จจากฮ่องเต้ ความสัมพันธ์ระหว่างนางกับเหอเอวี๋ยนเซิ่งก็เริ่มดีขึ้น ตลอดหลายปีที่ผ่านมา แม้ว่าคนของบ้านสายหลักจะคอยดูแลเรื่องความเป็นอยู่ของนางอย่างดี แต่พวกเขาก็ไม่เคยเข้าใจว่านางรู้สึกหรือปรารถนาสิ่งใด ตอนยังเด็กเหอเยี่ยนเคยคิดว่าที่เป็นเช่นนี้เพราะเหอเอวี๋ยนเซิ่งมิใช่บิดาแท้ๆ ของตน ทว่านางกลับพบว่าบิดาแท้ๆ อย่างเหอเอวี๋ยนเลี่ยงก็มีท่าทีเย็นชากับนางเช่นกัน บางทีอีกฝ่ายอาจคิดว่าบุตรสาวก็เปรียบเสมือนน้ำที่สาดออกไปแล้ว อีกทั้งยังไม่ได้เลี้ยงดูอย่างใกล้ชิดจึงไร้ความผูกพัน ความรู้สึกที่มีให้กันจึงมีเพียงความเฉยชา

3.ใช้ไม่ได้

          ดังนั้นสำหรับเหอเยี่ยนแล้วภาพลักษณ์ความเป็นบิดาจึงไม่ชัดเจนเท่ากับมิตรภาพของสหายในกองทัพของนาง

          เหอสุยรินยาใส่ถ้วย เขี่ยเศษยาที่ลอยขึ้นมาออกอย่างระมัดระวัง ก่อนจะเป่าให้เย็นแล้วยื่นมาให้เหอเยี่ยนทำท่าจะป้อนนาง

          เหอเยี่ยนรับถ้วยยามาพร้อมเอ่ย “ข้าดื่มเองเจ้าค่ะ”

          เหอสุยดึงมือกลับพลางกล่าว “ได้”

          มีไอร้อนลอยกรุ่นออกมาจากถ้วย เหอเยี่ยนมองถ้วยยาตรงหน้าด้วยความสงสัย จู่ๆ นางก็นึกถึงคำพูดของเฮ่อหว่านหรูขึ้นมา

          “ยาที่ทำให้เจ้าตาบอดในตอนนั้น เป็นคำสั่งจากผู้อาวุโสในตระกูลของเจ้า”

          ผู้อาวุโสในตระกูลเหอที่เฮ่อหว่านหรูพูดถึงจะหมายถึงเหอเอวี๋ยนเซิ่งหรือเหอเอวี๋ยนเลี่ยง หรืออาจจะเป็นคนอื่น?ในเมื่อสวี่จือเหิงรู้เรื่องทั้งหมด แล้วสมาชิกคนอื่นในตระกูลเหอจะรู้เรื่องหรือไม่?

          นางหวนคิดถึงเหตุการณ์วันที่ถูกจับกดน้ำจนสิ้นใจอีกครั้งนึกไม่ถึงว่าชาร้อนที่เสี่ยวเตี๋ยยื่นให้ถ้วยนั้นจะมียาพิษผสมอยู่

          เหอสุยเห็นบุตรสาวไม่ยอมดื่มสักทีจึงเข้าใจว่านางกลัวขม เขายิ้มพลางปลอบว่า “เยี่ยนเยี่ยนไม่ต้องกลัวนะ ไม่ขมหรอก ดื่มยาเสร็จแล้วเจ้าจะได้หายป่วยอย่างไรเล่า”

          เหอเยี่ยนได้ยินเช่นนี้ก็ไม่ลังเลอีก นางยกถ้วยยาขึ้นดื่มรวดเดียว

          “ช้าหน่อย...” เหอสุยยังพูดไม่ทันจบ เหอเยี่ยนก็วางถ้วยยาที่ว่างเปล่าลงบนโต๊ะ เขาได้แต่พูดคำที่เหลือออกมาเสียงเบา “มันร้อน...”

          “ไม่ร้อนเจ้าค่ะ” เหอเยี่ยนตอบ

          เหอสุยไม่รู้ว่าจะพูดอะไรอีก หลังจากยืนอึกอักอยู่ครู่หนึ่งก็ตัดสินใจเอ่ยกำชับว่า “ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็จงพักผ่อนอยู่ในห้อง อย่าออกไปไหน พ่อจะไปสนามฝึกยุทธ์ก่อน” กล่าวจบก็เดินออกจากห้องไปพร้อมถ้วยยาที่ว่างเปล่า

          ยามนี้ภายในห้องจึงเหลือเพียงเหอเยี่ยนผู้เดียว นางไม่ชินกับการพูดคุยอย่างสนิทสนมกับผู้อื่นแบบนี้ โดยเฉพาะในฐานะของสตรี ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นหญิงสาวที่ถูกเลี้ยงดูอย่างเอาอกเอาใจเหมือน
ลูกแก้วในกำมือเสียด้วย ดังนั้นนางจึงรู้สึกโล่งใจเมื่อได้อยู่เพียงลำพัง

          สาวใช้ที่มีนามว่าชิงเหมยยังไม่กลับมา เหอสุยเป็นเพียงนายกองตัวเล็กๆ ไม่มีอำนาจใดๆ เบี้ยหวัดที่ได้รับก็น้อยจนน่าสงสาร คนทั้งบ้านล้วนอาศัยเงินจำนวนนี้ประทังชีวิต แม้แต่สาวใช้ก็ยังจ้างได้เพียงคนเดียวเท่านั้น เงินที่เหลือส่วนใหญ่ก็ถูกเปลี่ยนเป็นเครื่องแป้งมากมายที่อัดแน่นอยู่เต็มโต๊ะของคุณหนูเหอผู้นี้

          เหอเยี่ยนลุกขึ้นแล้วเดินไปที่หน้าประตู

          สำหรับนางแล้วเรือนร่างนี้อ่อนปวกเปียก หอมกรุ่น ไม่มีแม้แต่แรงที่จะเชือดไก่ และไม่อาจปกป้องตัวเองได้ หากจะพูดถึงข้อดีที่พอจะมีอยู่บ้างนั่นก็คือดวงตากระจ่างใสที่ทำให้นางกลับมามองเห็นได้
อีกครั้ง

          ในตอนนั้นเองก็มีเสียงเหมือนของหนักหล่นกระทบพื้นดัง “ตุ้บ” เหอเยี่ยนหันไปมองตามเสียง เห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งกำลังปลดมัดไม้ฟืนที่แบกอยู่บนไหล่ทิ้งลงกับพื้น

          หนุ่มน้อยตรงหน้าสวมเสื้อตัวสั้นสีดำและกางเกงขายาวสีเดียวกัน เขาใช้ผ้าสีขาวมัดที่ขาเพื่อความทะมัดทะแมง ผิวของเขาคล้ำเล็กน้อย หน้าตาโดยรวมคล้ายกับเหอเยี่ยน รูปหน้าคมได้รูปคางเรียว ทว่าสีหน้าของเขากลับดูแข็งกระด้าง ดึงดันและแฝงไปด้วยความทะนงตน

          นี่คือน้องชายของคุณหนูเหอ บุตรชายคนเล็กของเหอสุยที่มีนามว่า ‘เหออวิ๋นเซิง’

          ช่วงหลายวันมานี้เหอเยี่ยนต้องนอนซมอยู่บนเตียง น้องชายเคยมาเยี่ยมอยู่หลายหน ทุกครั้งที่มาเขาจะต้องแบกน้ำแบกฟืนมาส่งให้ แต่ไม่เคยสนทนากับเหอเยี่ยนแม้แต่ประโยคเดียว ดูเหมือนว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองพี่น้องจะไม่ค่อยดีนัก แต่เมื่อหญิงสาวพิจารณาเสื้อผ้าเนื้อหยาบและไม่พอดีตัวที่เหออวิ๋นเซิงสวมเทียบกับชุดกระโปรงผ้าแพรสีชมพูที่ตัวเองใส่ นางก็พอจะเข้าใจขึ้นมาบ้าง แต่ก็ยังคงสงสัยอยู่ดี

          สำหรับตระกูลเหอของนาง สตรีทุกคนล้วนต้องปูทางให้พวกบุรุษเดินไปสู่ความสำเร็จ บุรุษเป็นทั้งแผ่นฟ้าและผืนพสุธา เปรียบดั่งศูนย์กลางของทุกสรรพสิ่ง แต่ที่บ้านหลังนี้กลับแตกต่างออกไปบุตรชายแท้ๆ ถูกปฏิบัติเหมือนเด็กที่ถูกเก็บมาเลี้ยงเสียมากกว่าข้าวของเครื่องใช้ดีๆ ถูกประเคนให้กับคุณหนูเหอแต่เพียงผู้เดียว เพราะเหตุใดกัน?

          เพราะเหอเยี่ยนยืนขวางทางอยู่ เหออวิ๋นเซิงจึงตัดสินใจวางฟืนไว้ใต้ชายคาและเริ่มผ่า

          บ้านนี้มีฐานะยากจนมาก พวกเขามีสาวใช้เพียงคนเดียวนั่นก็คือชิงเหมย บุตรชายแท้ๆ จึงต้องทำงานในส่วนที่บ่าวรับใช้ชายต้องทำ

          ตรงหน้าเหอเยี่ยนคือกองฟืน เหออวิ๋นเซิงผ่าฟืนได้สองทีก็ขมวดคิ้วพลางพูด “ช่วยหลบหน่อย ท่านกำลังขวางทางข้า”

          กระทั่งคำว่า ‘พี่สาว’ ก็ไม่ยอมเรียก

          เหอเยี่ยนยังคงยืนอยู่ที่เดิมโดยไม่เอ่ยสิ่งใด เหออวิ๋นเซิงทนไม่ไหว เขาเงยหน้าขึ้นและสบเข้ากับสายตาจริงจังของเหอเยี่ยนพอดี

          “เจ้าผ่าฟืนแบบนี้ ใช้ไม่ได้” เหอเยี่ยนกล่าว

          “ท่านว่าอะไรนะ?” เหออวิ๋นเซิงขมวดคิ้ว

          เหอเยี่ยนกล่าวซ้ำอีกครั้งด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ข้าบอกว่า เจ้าผ่าฟืนแบบนี้ ใช้ไม่ได้”

          เหออวิ๋นเซิงทนไม่ไหวอีกแล้ว “เหอเยี่ยน ท่านไม่สบายก็กลับห้องไปซะ อย่ามาหาเรื่องที่นี่”

          “ถ้าเจ้าผ่าฟืนแบบนี้ ต่อให้ผ่าไปจนฟ้ามืดก็ผ่าไม่เสร็จหรอก” เหอเยี่ยนยังคงเอ่ยย้ำ

          เหออวิ๋นเซิงโมโห เขาทิ้งขวานลงบนพื้นหินสีเขียวอย่างแรงจนเกิดเสียงดังก้องลาน เด็กหนุ่มก้าวมาข้างหน้าหนึ่งก้าว ก่อนจะระเบิดโทสะออกมา “หากไม่ใช่เพราะท่านป่วยจนต้องใช้เงินรักษาตัวจำนวนมาก ท่านพ่อก็ไม่ต้องไล่บ่าวรับใช้ชายออก แล้วยังมาทำเป็นรู้ดีอีกว่าข้าต้องผ่าฟืนไปจนถึงฟ้ามืด ท่านไม่เคยผ่าฟืนก็อย่ามาชี้นิ้วสั่ง หากเก่งจริงก็มาผ่าเองสิ!”

          เหอเยี่ยนแอบตกใจเล็กน้อย ดูท่าแล้วคนตรงหน้าคงจะโกรธพี่สาวและรู้สึกคับแค้นใจมานานแล้วถึงได้ระเบิดอารมณ์ออกมาอย่างไม่ไว้หน้ากันเช่นนี้

          หลังจากพูดจบเหออวิ๋นเซิงก็รอดูเหอเยี่ยนกระทืบเท้าและด่าเขากลับ ทว่ากลับไม่เป็นเช่นนั้น ครั้งนี้พี่สาวไม่ได้ด่าเขาคืนแต่กลับก้มลงหยิบขวานบนพื้นขึ้นมา

          หญิงสาวตัวเซเล็กน้อยเพราะน้ำหนักของขวานเล่มใหญ่ข้อมือของนางบอบบางเสียจนเหมือนจะรับน้ำหนักไม่ไหว เหออวิ๋นเซิงเห็นแล้วใจหายวาบ

          เหอเยี่ยนมองมือตัวเองพลางขมวดคิ้ว ยามนี้แม้แต่ขวานเล่มเดียวก็ยังยกไม่ไหว ช่างแตกต่างจากนางในอดีตมาก

          เหออวิ๋นเซิงชะงัก เขาถามด้วยความสงสัย “ท่านคิดจะทำอะไร?”

          “ข้าจะผ่าฟืนให้เจ้าดู” เหอเยี่ยนตอบเสียงเรียบ

          ได้ยินเช่นนี้เหออวิ๋นเซิงก็โมโหหนักขึ้นไปอีก เขากล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ “ท่านควรจะหยุดสร้างปัญหาได้แล้ว ท่าน...”

          เขายังพูดไม่จบเสียงดัง “เปรี๊ยะ” ก็ดังแทรกขึ้นมา

          ภาพที่เขาเห็นคือเหอเยี่ยนตวัดขวานผ่าฟืนตรงหน้าออกเป็นสองซีก!

          “เจ้าดูสิ” นางเอ่ยต่อไป “มันง่ายมาก เจ้าต้องจับส่วนปลายของด้ามขวานไม่ใช่จับส่วนหน้าอย่างเมื่อครู่ จากนั้นก็ต้องผ่าลงไปตามลายไม้ ทำแบบนี้จะช่วยผ่อนแรงได้ด้วย”

          เหออวิ๋นเซิงมองนางตาค้าง ครู่ต่อมาใบหน้าของเขาก็แดงก่ำ ก่อนจะยกนิ้วชี้หน้าผู้เป็นพี่สาวและตวาดออกมาด้วยอารมณ์ที่พุ่งสูงยิ่งกว่าเดิม “ท่านๆๆ ท่านคิดไม่ซื่อจริงด้วย! มือของท่าน... ถ้าท่านพ่อกลับมาเห็นเข้าจะต้องด่าข้าแน่ๆ เหอเยี่ยน ท่านมันเจ้าเล่ห์เพทุบายจริงๆ!”

          “อ้าว?” เหอเยี่ยนไม่เข้าใจปฏิกิริยาของอีกฝ่าย ในตอนนั้นเองน้ำเสียงตื่นตระหนกของหญิงสาวคนหนึ่งก็ดังขึ้น “คุณหนู! เลือดท่านไหลนี่เจ้าคะ!”

          เหอเยี่ยนก้มมอง ไม่รู้ว่าฝ่ามือของตนถลอกตั้งแต่เมื่อไรอีกทั้งยามนี้มีเลือดซึมออกมาจากบาดแผลอีกด้วย

          นางเพียงแค่จับขวานผ่าฟืนเท่านั้น ถึงกับทำให้มือถลอกเชียวหรือ? เรือนร่างนี้บอบบางจนน่าตกใจ ตั้งแต่เล็กจนโตคุณหนูเหอผู้นี้เคยยกของหนักบ้างหรือเปล่า นี่ร่างกายของคุณหนูเหอทำมาจากสำลีหรือก้อนเต้าหู้อย่างนั้นรึ?

          เหอเยี่ยนได้แต่ตะลึงในสิ่งที่เพิ่งรับรู้

          ชิงเหมยวิ่งเข้ามาประคองผู้เป็นนายแล้วพาเข้าไปในห้อง นางเอ่ยอย่างร้อนรน “ต้องใช้ยาทาก่อน ไม่รู้ว่าจะทิ้งรอยแผลเป็นหรือไม่...”

          เหออวิ๋นเซิงมองพี่สาวด้วยความโกรธครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวทิ้งท้ายว่า “เหอเยี่ยน ท่านแกล้งทำดีไปเถอะ จะหาเรื่องใส่ตัวเข้าสักวัน” ว่าแล้วก็หมุนตัวจากไป

          ชิงเหมยจับมือเหอเยี่ยนมาวางไว้บนตักตน ก่อนจะใช้ปลายนิ้วป้ายยาลงบนฝ่ามือผู้เป็นนาย นางเอ่ยพร้อมกับน้ำตาที่พรั่งพรู “หากทิ้งรอยแผลเป็นเอาไว้จะทำอย่างไร ต้องรีบทายารักษารอยแผลเป็นเอาไว้แต่เนิ่นๆ”

          “ไม่เป็นไร” เหอเยี่ยนไม่ชอบเห็นสตรีร้องไห้ นางจึงกล่าวปลอบใจ “แค่แผลหายก็พอ ส่วนจะทิ้งรอยแผลเป็นหรือไม่ก็ไม่เห็นเป็นไร”

          ชิงเหมยเบิกตากว้างอย่างตะลึงงัน ไม่มีคำพูดใดๆ หลุดออกมา

          เหอเยี่ยนเห็นอีกฝ่ายเช็ดน้ำตาป้อยๆ ก็ถามขึ้นว่า “เป็นอะไรไป?”

          “เปล่า ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ” ชิงเหมยเช็ดน้ำตาเสร็จก็ลุกขึ้นยืน “คุณหนูไม่โกรธก็ดีแล้วเจ้าค่ะ”

          เมื่อได้ยินน้ำเสียงของชิงเหมยแล้ว เหอเยี่ยนก็หันไปมองเครื่องแป้งมากมายที่วางอยู่บนโต๊ะ นางเริ่มเข้าใจเรื่องราวขึ้นมาบ้างแล้วคุณหนูเหอคนเดิมคงเป็นหญิงสาวที่รักสวยรักงามและพิถีพิถันในการบำรุงรักษาเรือนร่างบอบบางนี้เป็นพิเศษ ถ้าโดนอะไรสะกิดจนเป็นแผลถลอกขึ้นมาก็คงถือเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย

          สวรรค์คงเห็นว่าชาติที่แล้วนางใช้ชีวิตอย่างยากลำบากเกินไป ไม่เคยได้ลองใช้ชีวิตอย่างสตรีทั่วไป ชาตินี้จึงจัดสรรร่างบอบบางที่ไม่อาจต้านลมฝนมาให้นาง

4.ก็แค่เริ่มต้นใหม่เท่านั้นเอง…

          เสียงของชิงเหมยทำให้เหอเยี่ยนหลุดจากภวังค์ “คุณหนู ข้ารินชาร้อนมาให้เจ้าค่ะ เมื่อครู่คุณหนูอยู่ข้างนอก ฝนตกพอดี อาจจะเป็นหวัดเอาได้นะเจ้าคะ”

          “ช้าก่อน” เหอเยี่ยนถามชิงเหมย “ข้ามีเรื่องหนึ่งที่อยากจะถามเจ้า หลังจากฟื้นขึ้นมาข้าก็จำอะไรไม่ค่อยได้...” นางมองไปที่ชิงเหมยแล้วถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ข้าป่วยได้อย่างไร?”

          ชิงเหมยได้ยินคำถามแล้วก็ตกใจจนหน้าถอดสี นางจับมือเหอเยี่ยนทั้งๆ ที่น้ำตาคลอหน่วย “คุณหนูเคยเสียใจเพราะเรื่องของคุณชายฟ่านมาแล้วหนหนึ่ง ข้าจะไม่ปล่อยให้ท่านเสียใจอีกเด็ดขาด หากคุณหนูไม่คิดถึงตัวเองก็ต้องคิดถึงนายท่านและคุณชายนะเจ้าคะ!”

          คุณชายฟ่านอย่างนั้นหรือ?

          เหอเยี่ยนตัดสินใจถามออกไป “คุณชายฟ่านไหนรึ?”

          “คุณหนูพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ แต่ก็ดีเหมือนกัน คุณชายฟ่านเป็นบุรุษที่ไร้น้ำใจถึงเพียงนั้น เขาไม่ใช่คู่ครองที่ดีหรอกเจ้าค่ะ คุณหนูลืมเขาน่ะเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว ต่อไปข้าจะ
ไม่พูดถึงคุณชายฟ่านอีก ขอเพียงคุณหนูสบายดีก็พอแล้ว” พูดจบชิงเหมยก็เช็ดน้ำตา

          สาวใช้คนนี้ขี้แยจริงๆ พวกทหารใหม่ที่เพิ่งเข้ามาอยู่ในค่ายทหารของนาง ยามที่ออกศึกเป็นครั้งแรกยังไม่ขี้แยเช่นนี้ นางยังไม่ทันได้ถามอะไรแขนเสื้อของสาวใช้ก็ชุ่มไปด้วยน้ำตา ขืนปล่อยให้ชิงเหมยร้องไห้ต่อ ธูปยังไม่ทันหมดดอกน้ำตาก็คงจะนองภูเขาทอง

          “ก็ได้” เหอเยี่ยนเอ่ยอย่างจนปัญญา “เช่นนั้นเราก็จะไม่พูดถึงเรื่องนี้กันอีก เจ้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนเถอะ เสื้อผ้าของเจ้าเปียกหมดแล้ว”

          ชิงเหมยมองเหอเยี่ยนด้วยสองตาเบิกกว้างราวกับไม่อยากจะเชื่อ แต่เมื่อเห็นสีหน้าสงบนิ่งไม่มีวี่แววว่าจะอาละวาดของเหอเยี่ยนแล้ว ชิงเหมยจึงกล่าวว่า “ถ้าเช่นนั้นข้าจะไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเดี๋ยวนี้
คุณหนูรอสักครู่นะเจ้าคะ ข้าจะรีบกลับมา” แต่เดินไปได้เพียงหนึ่งก้าวชิงเหมยก็หันกลับมามองผู้เป็นนายอย่างเป็นห่วง สุดท้ายก็ตัดสินใจเดินออกจากห้องไป

          ภายในห้องกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง

          เหอเยี่ยนยกมือตัวเองขึ้นมาพิจารณา ยาที่ชิงเหมยทาให้ยังคงติดอยู่บนฝ่ามือ นางมองมือเล็กๆ บอบบางคู่นี้พลางครุ่นคิด เดิมทีสตรีก็มีร่างกายที่อ่อนแอกว่าบุรุษ ดังนั้นเพื่อเป็นการฝึกความแข็งแกร่งให้กับมือของตน ตอนเด็กเหอเยี่ยนจึงแอบออกจากจวนทุกวันตั้งแต่ก่อนฟ้าสาง นางเดินทางไปยังเขาหวงซานซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองหลวงเพื่อช่วยหลวงจีนผ่าฟืนหาบน้ำ ตอนแรกๆ มือก็จะถลอกเหมือนเช่นตอนนี้ แต่นานวันเข้ามือก็ค่อยๆ ด้านและเลิกถลอกไปเอง ตั้งแต่นั้นมาเหอเยี่ยนก็สามารถแบกถังน้ำคราวละสองถังได้อย่างสบายๆ ยิ่งไปกว่านั้นยังผูกหินเข้ากับกำปั้นแล้วฝึกชกต่อยได้อีกด้วย

          เพราะไม่มีอาจารย์คอยชี้แนะ นางจึงเลือกใช้วิธีง่ายๆ สั่งสมความแข็งแกร่งไปทีละน้อยจนกระทั่งสามารถเทียบพละกำลังกับพวกบุรุษได้

          ทว่าตอนนี้ทุกอย่างกำลังหวนกลับไปสู่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง อย่าว่าแต่จะกลับไปทวงคืนของที่เป็นของตัวเอง ลำพังแค่ร่างกายที่อ่อนแอนี้ก็ไม่อาจทนรับขวากหนามบนหนทางที่นางต้องเดินในวันข้างหน้าได้

          “ถ้าเช่นนั้นก็ต้องฝึกฝนกันใหม่” เหอเยี่ยนบอกกับตัวเอง “ก็เหมือนกับที่เคยทำในอดีต” บางทีสวรรค์อาจต้องการทดสอบนางก็เป็นได้ ถือเสียว่าแลกกับการที่นางได้มีโอกาสกลับมาเกิดใหม่ จะมีอะไรที่น่าหวาดหวั่นอีกเล่า

          ก็แค่เริ่มต้นใหม่เท่านั้นเอง…

 

            เช้าวันรุ่งขึ้น

          ในที่สุดฝนก็หยุดตกเสียที เช้าวันนี้ท้องฟ้าปลอดโปร่งไร้เมฆทะมึน แสงแดดอบอุ่นสาดส่องลงมากระทบหินในสวนจนเห็นเป็นสีเขียว

          เหอเยี่ยนตื่นตั้งแต่ได้ยินเสียงไก่โก่งคอขันเป็นครั้งที่สามตอนที่ชิงเหมยตื่นขึ้นมาแล้วเห็นเตียงของผู้เป็นนายว่างเปล่าก็รู้สึกตกใจมาก นางเดินหาเหอเยี่ยนไปทั่ว สุดท้ายก็เห็นอีกฝ่ายนั่งถอนใจอยู่บนหินก้อนใหญ่ภายในสวน

          “เหตุใดคุณหนูจึงตื่นแต่เช้าเช่นนี้ หรือเป็นเพราะผ้าห่มบางไปจึงสะดุ้งตื่นเพราะหนาวเจ้าคะ?” ชิงเหมยถาม

          “เปล่า ข้านอนไม่หลับน่ะ” เหอเยี่ยนตอบ

          นางไม่ชินกับการนอนตื่นสาย การใช้ชีวิตอยู่ในกองทัพทำให้นางต้องตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา แม้จะเป็นยามค่ำคืนก็ยังต้องเฝ้าระวังการบุกโจมตีของฝ่ายศัตรู เพื่อจะได้รับมือกับสถานการณ์ไม่คาดฝันได้อย่างทันท่วงที อีกอย่างนางต้องตื่นมาฝึกวรยุทธจึงทำให้ติดนิสัยตื่นนอนไว

          หลังจากแต่งเข้าตระกูลสวี่แล้ว นางก็ยังคงเคยชินกับการตื่นแต่เช้า ทว่าการกระทำของนางกลับถูกคนอื่นพูดจากระแหนะกระแหน ดังนั้นตั้งแต่ตาบอดนางก็ไม่เคยตื่นเช้าอีกเลย เพราะสำหรับเหอเยี่ยนแล้วไม่ว่ากลางคืนหรือกลางวันก็ไม่ต่างกัน นางยังคงตื่นนอนตอนไก่ขัน เพียงแต่ต้องรอให้บ่าวรับใช้ที่ตื่นมาทำงานในสวนส่งเสียงดังโหวกเหวกก่อนจึงค่อยลุกจากเตียง

          สิ่งเหล่านี้เป็นการยืนยันว่านางสามารถปรับตัวให้เข้ากับผู้อื่นได้ไม่ยาก

          “ท่านพ่ออยู่ไหน?” นางถาม

          “นายท่านไปสนามฝึกยุทธ์แล้ว ส่วนคุณชายเพิ่งตื่น หากคุณหนูเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้วก็ไปกินอาหารเช้านะเจ้าคะ” ชิงเหมยพูดจบก็วิ่งเข้าไปในครัว

          บ้านหลังนี้มีสาวใช้เพียงคนเดียว ทว่ากลับมีงานให้จัดการไม่น้อย บางครั้งชิงเหมยก็ทำงานแทบไม่ทัน

          เมื่อเหอเยี่ยนเดินไปถึงห้องโถงก็พบว่าเหออวิ๋นเซิงนั่งกินอาหารเช้าอยู่ที่โต๊ะอาหารแล้ว

          เด็กหนุ่มยังคงมีท่าทีเย็นชาไม่ต่างจากเมื่อวาน เสื้อผ้าที่สวมเหมือนกับเสื้อผ้าของบ่าวรับใช้ ไร้ความพิถีพิถันใดๆ พอเห็นเหอเยี่ยนเดินเข้ามาเขาก็เหลือบตามองครู่หนึ่งก่อนจะเบนสายตาไปทางอื่นแล้วยกชามข้าวต้มขึ้นซด

          อาหารเช้าเป็นอาหารแบบง่ายๆ มีเพียงแค่ข้าวต้มกับผักดองเท่านั้น ด้วยฐานะของตระกูลเหอคงไม่อาจกินอาหารดีๆ ได้ แม้จะเป็นเช่นนี้แต่บนโต๊ะก็ยังมีขนมถาดเล็กๆ วางอยู่ ขนมถาดนั้นหน้าตา
ขี้ริ้วขี้เหร่ กลิ่นก็ธรรมดา แค่มองก็รู้ว่านี่คือขนมที่เหอสุยเตรียมไว้ให้บุตรสาว

          เหอเยี่ยนยกชามข้าวต้มขึ้นซด นางกินเร็วมาก ชิงเหมยกับเหออวิ๋นเซิงต่างก็รู้สึกประหลาดใจ เมื่อก่อนเหอเยี่ยนเป็นคนเลือกกินและกินช้ามาก แค่ข้าวต้มชามเดียวนางก็ยังกินเสร็จเป็นคนสุดท้ายอีกทั้งยังต้องคะยั้นคะยออยู่เป็นนานกว่านางจะยอมกินให้หมดหลังจากกินข้าวต้มเสร็จนางก็ไม่ได้หยิบขนมในถาดกิน นี่เป็นขนมที่เหอสุยเตรียมไว้ให้เหอเยี่ยน ดังนั้นทั้งชิงเหมยและเหออวิ๋นเซิงจึงไม่กล้ากิน

          เหออวิ๋นเซิงวางชามลงบนโต๊ะแล้วลุกขึ้น เหอเยี่ยนเงยหน้าถาม “เจ้าจะไปไหน?”

          เหออวิ๋นเซิงขมวดคิ้ว “มีอะไร?” เขาตั้งท่าจะบ่นเพราะความรำคาญ แต่เมื่อเหลือบไปเห็นรอยแผลที่ฝ่ามือของเหอเยี่ยน เขาจึงเงียบไป

          ตอนแรกเขาคิดว่าพี่สาวจะต้องฟ้องบิดาเป็นแน่ ทว่าทุกอย่างกลับผิดไปจากที่คาดการณ์เอาไว้ เพราะดูเหมือนว่าบิดาของเขายังไม่รู้เรื่องที่เหอเยี่ยนได้รับบาดเจ็บ นั่นหมายความว่าเหอเยี่ยนไม่ได้บอกเรื่องนี้กับเหอสุย

          น้ำเสียงของเขาจึงอ่อนโยนขึ้นมาเล็กน้อย “ข้าจะขึ้นไปตัดฟืนบนเขา”

          เหออวิ๋นเซิงคิดว่าเมื่อได้ยินแล้วเหอเยี่ยนคงจะเลิกสนใจไปเอง จากนั้นนางก็คงจะกลับเข้าห้องเพื่อแต่งหน้าแต่งตัวและออกไปเที่ยวเล่นข้างนอก แต่คิดไม่ถึงว่าเหอเยี่ยนจะตาลุกวาวกับคำตอบของเขา นางถามด้วยน้ำเสียงดีใจ “จริงรึ? ข้าจะไปกับเจ้าด้วย”

          เหออวิ๋นเซิงยังไม่ทันอ้าปากพูด ชิงเหมยก็เอ่ยแทรกขึ้นเสียก่อน “คุณหนูจะขึ้นเขาไปทำอะไรเจ้าคะ ฝนเพิ่งหยุดตก หนทางบนเขาเดินลำบาก มีแต่ดินโคลนลื่นๆ หากหกล้มไปจะทำอย่างไร?”

          “ใช่” เหออวิ๋นเซิงรีบเอ่ยเสริมว่า “อย่าหาเรื่องใส่ตัวดีกว่า”

          ชิงเหมยและเหออวิ๋นเซิงเข้าใจว่าเหอเยี่ยนเพียงแค่นึกสนุกแบบชั่ววูบเท่านั้น แต่เหอเยี่ยนหันไปกล่าวกับสาวใช้คนสนิทว่า“ตอนกลางวันท่านพ่ออยู่ที่สนามฝึกยุทธ์ กว่าจะกลับก็คงมืดค่ำส่วนเจ้าก็มีงานต้องทำเยอะแยะ ไม่อาจอยู่เป็นเพื่อนข้าได้ตลอดเวลา อวิ๋นเซิง” นางหันไปเรียกเด็กหนุ่ม เหออวิ๋นเซิงได้ยินแล้วก็รู้สึกขนลุก “หากว่าเจ้าไม่พาข้าไป ข้าก็จะขึ้นเขาด้วยตัวเอง”

          “ท่าน!” เหออวิ๋นเซิงร้อนใจ

          “ในบ้านหลังนี้ยังมีใครที่สามารถบังคับข้าได้อีก?” นางถามเสียงเนิบ

          เหออวิ๋นเซิงได้ยินแล้วก็พูดไม่ออก เป็นเรื่องจริงที่ว่าไม่มีใครในบ้านหลังนี้ที่จะบังคับหรือควบคุมหญิงสาวที่เอาแต่ใจอย่างเหอเยี่ยนได้ พี่สาวของเขาถูกเลี้ยงดูอย่างตามใจมาตั้งแต่เด็กทำให้นางไม่สนใจที่จะฟังใครทั้งนั้น ยกเว้นคุณชายฟ่าน

          “ถ้าอยากจะไปก็ตามใจ” หนุ่มน้อยกล่าวอย่างไม่พอใจ “แต่หากสะดุดล้มกลางทางร้องไห้อยากจะกลับบ้านขึ้นมา ข้าก็จะไม่แบกท่านกลับมาส่งหรอก”

          เหอเยี่ยนยักไหล่

          เหออวิ๋นเซิงเดินออกไปด้วยความไม่พอใจ เขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดหลังจากที่เหอเยี่ยนหายป่วยถึงได้ทำตัวน่ารังเกียจกว่าเดิม หากจะบอกว่าในอดีตนางเป็นคุณหนูผู้เอาแต่ใจ ถ้าเช่นนั้นเหอเยี่ยนในเวลานี้ก็ยิ่งเป็นคนที่ดื้อรั้นและรับมือยากขึ้นไปอีก

          นางเกิดมาเพื่อก่อกวนและทำลายชีวิตที่แสนสงบของเขาจริงๆ!

5.เป็นไปได้อย่างไร?

          เส้นทางขึ้นสู่เขาหลงหวนฟงนั้นคดเคี้ยวและเต็มไปด้วยอันตราย

          ส่วนใหญ่ผู้ที่เดินทางขึ้นเขาลูกนี้จะเป็นชาวบ้านยากจนที่จะมาตัดฟืนและเก็บยาสมุนไพร

          แมกไม้นานาพรรณขึ้นดาษดื่นอยู่เต็มสองข้างทาง มวลบุปผาต่างเบ่งบานท่ามกลางใบหญ้าเขียวขจีดูงดงามละลานตายิ่งนัก ทว่าสถานที่แห่งนี้ไม่เหมาะสำหรับชื่นชมทิวทัศน์ เพราะหนทางขึ้นเขานั้นอยู่ติดกับหน้าผา เพียงแค่ก้มมองสองขาก็สั่นระริกแล้ว

          เหออวิ๋นเซิงเคยเดินขึ้นเขาลูกนี้มาแล้วหลายต่อหลายครั้งจึงรู้ดีว่ามันยากลำบากเพียงใด ระหว่างที่เดินเขารอฟังเสียงร้องไห้คร่ำครวญของเหอเยี่ยนอยู่ตลอดเวลา ทว่าเงี่ยหูอยู่นานก็ยังไม่ได้ยินเสียงใดๆ

          เด็กหนุ่มหันกลับมามองด้วยความสงสัย แต่กลับต้องตกใจเมื่อเห็นว่าเหอเยี่ยนไม่ได้ทิ้งระยะห่างจากเขามากนัก ความจริงควรบอกว่าอีกฝ่ายไล่ตามหลังมาติดๆ มากกว่า

          เป็นไปได้อย่างไร?

          แม้แต่ชายฉกรรจ์หากต้องเดินขึ้นเขาลูกนี้ก็ยังรู้สึกเหนื่อยยิ่งไม่ต้องพูดถึงคุณหนูเหอเยี่ยนผู้บอบบางว่าจะทนไหวหรือไม่เมื่อก่อนถ้านางต้องเดินไกลสักหน่อยเป็นต้องนวดแข้งนวดขาเพื่อคลายความเมื่อยล้า เหออวิ๋นเซิงได้แต่สงสัยว่าร่างกายของพี่สาวมีพละกำลังมากขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไร?

          “เหตุใดจึงมองข้าเช่นนี้?” เหอเยี่ยนมองอีกฝ่ายพร้อมขมวดคิ้ว “ทำไมถึงไม่เดินต่อเล่า?”

          เหออวิ๋นเซิงจึงหันกลับแล้วเดินต่อพลางคิดในใจ ‘นางต้องแกล้งฝืนเป็นแน่ ตอนนี้นางต้องไม่ไหวแน่ๆ!’

          เหอเยี่ยนก้มมองขาตัวเองแล้วได้แต่ทอดถอนใจ

          นางเดินตามเหออวิ๋นเซิงเพียงระยะทางสั้นๆ ก็รู้สึกเหนื่อยแล้ว ดูจากสมรรถภาพของขาคู่นี้แล้วนางคงต้องฝึกฝนอีกมาก

          “หยุดหาฟืนกันตรงนี้แหละ” เหออวิ๋นเซิงหยุดเดินแล้วหยิบขวานที่เหน็บเอวออกมา

          บริเวณนี้มีต้นไม้และกิ่งไม้เยอะ ต้นไม้ที่เหออวิ๋นเซิงเลือกล้วนเป็นต้นเล็กๆ ซึ่งตัดได้ง่าย เขาชี้ไปที่หินก้อนหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลนักแล้วบอกพี่สาวว่า “ท่านนั่งพักตรงนั้นก่อน ส่วนข้าจะไปหาฟืน”

          “เจ้าจะไปตัดฟืนตรงนั้นหรือ?” เหอเยี่ยนถามพลางปลดห่อผ้าลงมาจากบ่า

          เมื่อเหออวิ๋นเซิงเห็นอีกฝ่ายหยิบขวานออกมาจากห่อผ้าก็ได้แต่ทำตาปริบๆ

          “ท่าน... ท่านจะทำอะไร?” เหออวิ๋นเซิงรู้สึกสมองตื้อไปหมด นึกคำพูดไม่ออกไปชั่วขณะ

          ตอนแรกเขาคิดว่าในห่อผ้าของเหอเยี่ยนคือกระบอกน้ำ คิดไม่ถึงว่าจะเป็นขวานไปเสียได้ นางเดินขึ้นเขาอย่างยากลำบาก อีกทั้งยังพกขวานมาด้วย สิ่งที่เพิ่งรับรู้ทำให้เหออวิ๋นเซิงคิดว่าตัวเองกำลังฝันไปหรือเปล่า

          สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นยิ่งทำให้เหออวิ๋นเซิงมั่นใจว่าเขากำลังฝันไป

          เขามองพี่สาวผู้อ่อนแอบอบบางของตัวเองที่ปกติแค่ยกถ้วยชาก็ยังบ่นว่าหนัก แต่ตอนนี้นางกำลังตวัดขวานฟันกิ่งไม้ด้วยความคล่องแคล่วราวกับเคยฟันกิ่งไม้มาแล้วเป็นร้อยเป็นพันครั้ง

          “ข้าจะช่วยเจ้า จะได้เสร็จเร็วขึ้น” นางเอ่ยเสียงเรียบ

          เหออวิ๋นเซิงรู้สึกว่าตัวเองจะฝันนานเกินไปแล้ว

          พี่สาวขอติดตามขึ้นเขาตั้งแต่เช้าตรู่และยังช่วยตัดฟืน ทั้งยังแบ่งขนมที่ตัวเองพกติดตัวมาให้เขาอีกด้วย เหออวิ๋นเซิงอยากจะปฏิเสธแต่กลิ่นหอมหวานของขนมช่างเตะจมูกเสียเหลือเกิน เมื่อเห็นเหอเยี่ยนก้มหน้าก้มตากินขนมส่วนของนางแล้ว เหออวิ๋นเซิงจึงรีบยื่นมือออกไปรับขนมอย่างไม่รู้ตัว

          เขากัดกินไปคำหนึ่ง ขนมชิ้นนี้ช่างหวานหอมเสียเหลือเกิน

          เหอเยี่ยนเห็นว่าเหออวิ๋นเซิงกินช้าจึงยัดขนมที่เหลือใส่มือเขา พร้อมกล่าวว่า “ที่เหลือยกให้เจ้าทั้งหมด ข้ากินอิ่มแล้ว”

          เหออวิ๋นเซิงมีสีหน้ากระอักกระอ่วน

          ตระกูลเหอของพวกเขามีทายาทเพียงแค่สองคน นั่นก็คือเขากับพี่สาว ในอดีตเหอสุยเป็นเพียงผู้คุ้มกันสินค้าที่ทำหน้าที่คุ้มกันขบวนสินค้ามายังเมืองหลวง ระหว่างทางเจอโจรภูเขาบุกปล้นสินค้า เหอสุยช่วยชีวิตคุณหนูแห่งจวนซิ่วไฉ*ในเมืองหลวงไว้ได้ จากนั้นทั้งสองก็เกิดความสมัครรักใคร่ แต่ครอบครัวซิ่วไฉมีบุตรสาวเพียงคนเดียวเท่านั้น เหอสุยที่กำพร้าบิดามารดาจึงเสนอตัวแต่งเข้าตระกูลของฝ่ายหญิงแทน

          แม้ว่าตัวเองจะแต่งเข้าไปอยู่ในบ้านของฝ่ายหญิง แต่บุตรสาวบุตรชายก็ยังคงใช้แซ่ของบิดา

          หลังจากนั้นไม่นานซิ่วไฉกับฮูหยินก็ล้มป่วยและจากโลกนี้ไป เหอฮูหยินโศกเศร้าเสียใจอย่างมาก จนกระทั่งเหออวิ๋นเซิงอายุสามขวบ นางจึงจากไปและทิ้งสามพ่อลูกไว้ข้างหลัง

          เหอสุยกับฮูหยินรักใคร่ผูกพันกันอย่างลึกซึ้ง และเพราะเหอเยี่ยนหน้าตาละม้ายเหอฮูหยิน เหอสุยจึงให้ความรักและความเอ็นดูเหอเยี่ยนเป็นพิเศษ แม้ว่าตระกูลเหอจะไม่ได้ร่ำรวยเงินทอง แต่เหอสุยก็พยายามหาสิ่งที่เหอเยี่ยนปรารถนามามอบให้ นานวันเข้าเหอเยี่ยนจึงกลายเป็นคนที่มีนิสัยเอาแต่ใจ ด้วยเหตุนี้เหออวิ๋นเซิงจึงรู้สึกไม่พอใจและไม่เคารพในตัวพี่สาวคนนี้

          ทว่าตั้งแต่นางหายป่วย พฤติกรรมหลายๆ อย่างของนางก็เปลี่ยนไป เด็กหนุ่มไม่รู้ว่าต้องใช้สายตาแบบไหนมองพี่สาว

          “เจ้าขึ้นเขามาหาฟืนทุกวันเลยหรือ?” เหอเยี่ยนถาม “แล้วตอนบ่ายต้องทำอะไร ไม่เล่าเรียนหรือไร?”

          เหออวิ๋นเซิงอายุน้อยกว่าเหอเยี่ยนหนึ่งปี ปีนี้เขาอายุสิบห้าแล้ว เด็กในวัยนี้ควรเล่าเรียนอยู่ในสำนักบัณฑิต

          “กลับไปแล้วต้องทำขนมต้าไน่**เพื่อเอาไปขายในตอนบ่ายเรื่องเล่าเรียนอย่าพูดถึงเลย” เหออวิ๋นเซิงกล่าว “พวกเราไม่มีเงินอีกอย่างข้าก็เรียนไม่เก่งด้วย รู้อักษรนิดหน่อยก็เพียงพอแล้ว”

          ถึงเขาจะพยายามพูดกลบเกลื่อน แต่เมื่อพูดถึงตรงนี้เหอเยี่ยนก็มองเห็นความเสียดายและความฝันที่แฝงอยู่แววตาของหนุ่มน้อยคนนี้

          นางเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามขึ้นว่า “อนาคตเจ้าอยากจะทำอะไร?”

          “เหตุใดต้องถามมากด้วย?” เหออวิ๋นเซิงสงสัย แต่เขาก็ยังคงตอบคำถามของเหอเยี่ยนอยู่ดี “ตอนนี้ข้าไปฝึกวรยุทธที่สนามฝึกทุกวัน ภายหน้าขอเพียงผ่านการทดสอบก็สามารถเข้าไปอยู่ในกองหนุนของกองทัพรักษาเมืองได้ นานวันเข้าอาจจะได้เลื่อนขั้นเป็นนายกอง จากนั้นข้าก็จะได้รับเงินเบี้ยหวัด”

          “เท่านี้หรือ? ต้องการเป็นแค่ทหารชั้นผู้น้อยเท่านั้นเองรึ?” เหอเยี่ยนหัวเราะแล้วเอ่ยต่อ “ข้าคิดว่าเจ้าอยากจะเป็นมากกว่านี้เสียอีก”

          “เป็นมากกว่านี้อย่างนั้นหรือ?” เหออวิ๋นเซิงหัวเราะเยาะตัวเอง “เป็นเหมือนแม่ทัพเฟยหงเช่นนั้นรึ? ถึงเขาจะแซ่เหอเหมือนพวกเรา แต่เขาเก่งกว่าพวกเราหลายขุม”

          พอได้ยินชื่อตัวเองจากปากอีกฝ่าย เหอเยี่ยนก็นิ่งอึ้งไปชั่วครู่ ก่อนจะถามขึ้น “เจ้ารู้จักแม่ทัพเฟยหงด้วยหรือ?”

          “รู้จักสิ มีใครในต้าเว่ยที่ไม่รู้จักแม่ทัพเฟยหงผู้กำราบซีเชียงบ้าง แม่ทัพฟงอวิ๋นพิชิตหนานหมาน ทิศเหนือมีตระกูลเหอ ทิศใต้มีตระกูลเซียว ต้าเว่ยของพวกเราจึงจะสงบสุข! คนหนุ่มมีไฟ มีความ
มุ่งมั่น หากข้าสามารถเป็นอย่างพวกเขาได้ ต่อให้ต้องตายก็คุ้มค่า!”

          เหอเยี่ยนหัวเราะออกมาเสียงดัง

          “ท่านหัวเราะอะไร?” เหออวิ๋นเซิงถามอย่างไม่พอใจ

          “ลำพังแค่หาฟืนกับขายขนมต้าไน่ไม่อาจทำให้เจ้าเป็นเหมือนพวกเขาได้หรอก แม่ทัพเฟยหงกับแม่ทัพฟงอวิ๋นไม่ได้ฝึกซ้อมอย่างไร้จุดหมายสักหน่อย”

          “ข้ารู้” เหออวิ๋นเซิงหน้าแดงก่ำ “แต่ข้า...”

          มีคนหนุ่มคนใดบ้างไม่อยากสร้างชื่อสร้างผลงาน เหออวิ๋นเซิงกำลังอยู่ในวัยหนุ่มที่เลือดร้อนและเปี่ยมด้วยหัวใจอันฮึกเหิม แต่สภาพความเป็นอยู่ในปัจจุบันนั้นกลับเป็นอุปสรรคต่อความก้าวหน้าของเขา

          เหอเยี่ยนจึงบอกความตั้งใจของตนออกไป “ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป ข้าจะขึ้นเขาเพื่อตัดฟืนและไปขายขนมต้าไน่กับเจ้าทุกวัน”

          “ท่านพูดว่าอะไรนะ?” เหออวิ๋นเซิงขยับลุกพรวดพราดขึ้นมาจากก้อนหินที่นั่งอยู่ “เหอเยี่ยน ท่านเสียสติไปแล้วหรืออย่างไร?”

          เหตุการณ์ในวันนี้สามารถกล่าวได้ว่าเป็นแค่ความนึกสนุกชั่วครั้งชั่วคราว แต่หากต้องมาทุกวัน... นี่นางป่วยจนเลอะเลือนไปแล้วใช่หรือไม่?

          เหอเยี่ยนลุกขึ้นแล้วปัดฝุ่นบนตัว นางเอ่ยขึ้นโดยไม่รอให้เหออวิ๋นเซิงพูดต่อ “กินเสร็จแล้วก็รีบไปทำงานต่อ เวลาไม่เคยรอใคร”

          “...” เหออวิ๋นเซิง

 

            สายฝนในช่วงฤดูใบไม้ผลิผ่านพ้นไป ท้องฟ้าแจ่มใสเข้ามาแทนที่

          ระยะนี้ชิงเหมยรู้สึกกลัดกลุ้มยิ่งนัก เพราะคุณหนูเหอที่มักจะชี้นิ้วสั่งงานและต้องให้นางคอยปรนนิบัติอยู่ข้างกายตลอดเวลาไม่เรียกใช้งานนางอีกแล้ว

          ตอนเช้าเหอเยี่ยนจะออกไปพร้อมเหออวิ๋นเซิง พอตกกลางคืนชิงเหมยอยากจะมาช่วยหวีผมให้ แต่กลับถูกคุณหนูไล่ให้ไปทำอย่างอื่น นางจึงทำได้แค่ช่วยหวีผมให้อีกฝ่ายในตอนเช้าตรู่เท่านั้น

          ชิงเหมยกลุ้มใจมาก หากเป็นเช่นนี้ต่อไป นางคงถูกเหอสุยไล่ออกจากบ้านเหมือนกับบ่าวรับใช้คนก่อนๆ อย่างแน่นอน เพราะคุณหนูไม่ต้องการนางแล้ว!

          ไม่ได้มีเพียงชิงเหมยที่รู้สึกกลุ้ม ทว่าเหออวิ๋นเซิงก็ตกอยู่ในสภาพเดียวกัน

          เหอเยี่ยนขึ้นเขาหลงหวนฟงเพื่อไปตัดฟืนกับเขาตั้งแต่เช้าตรู่เป็นเวลากว่าครึ่งเดือนแล้ว นางจะตื่นก่อนเขาเสมอ นอกจากนี้เหอเยี่ยนมิได้เดินขึ้นเขาแบบคนปกติทั่วไปแต่กลับผูกถุงทรายติดกับแขนและขา เหออวิ๋นเซิงเคยหยิบถุงทรายเหล่านั้นมากะน้ำหนักดูพบว่าพวกมันหนักมาก ทว่าพี่สาวของเขากลับแบกถุงทรายบ้าๆ นั่นขึ้นเขาไปหาฟืนทุกวัน

          นางไม่เคยบ่นให้ได้ยินแม้แต่ครึ่งคำราวกับว่าเจ้าตัวไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เหออวิ๋นเซิงเห็นฝ่ามือเนียนนุ่มของนางแตกจนเป็นแผลเหวอะหวะไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง สุดท้ายนางจึงใช้ผ้ารัดมือไว้

 

 

---------

* ซิ่วไฉ เป็นตำแหน่งของบัณฑิตที่สอบได้ประจำตำบลหรืออำเภอ ถือว่าเป็นผู้มีความรู้และเป็นที่ นับหน้าถือตาในระดับหนึ่ง

** ขนมหวานชนิดหนึ่งที่มีมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ซ่งของจีน ทำให้สุกด้วยการนึ่ง นิยมกินกันในช่วง ฤดูร้อน

6.นี่คุณหนูเหอไม่ใช่หรือ?

          การผูกถุงทรายกับแขนขาส่งผลดีอย่างเห็นได้ชัด นั่นคือครึ่งเดือนให้หลังเหอเยี่ยนเดินได้เร็วกว่าและยังหาฟืนได้มากกว่าเขา ถุงทรายเหล่านั้นมหัศจรรย์ถึงเพียงนี้เชียวรึ? เขาแอบผูกถุงทรายสักสองถุงดีหรือไม่ เหออวิ๋นเซิงแอบสงสัยในใจ

          ช่วยกันหาฟืนสองคนย่อมเสร็จเร็วกว่าคนเดียวเป็นธรรมดา สามารถเอาเวลาที่เหลือไปขายขนมต้าไน่ได้ แต่หากให้เหอเยี่ยนเที่ยวเดินเร่ขายขนมไปทั่วคงดูไม่เหมาะนัก เพราะอย่างไรเสียนางก็เป็นสตรีที่ต้องรักนวลสงวนตัวและปฏิบัติตามขนบธรรมเนียม เหออวิ๋นเซิงเคยเตือนนางในเรื่องนี้เช่นกัน แต่เหอเยี่ยนกลับไม่สนใจคำตักเตือนเหล่านี้

          เหออวิ๋นเซิงกังวลใจมาก เพราะหากบิดารู้ว่าเหอเยี่ยนขลุกอยู่กับเขาทั้งวัน ทั้งหาฟืน ทั้งออกไปขายขนมเช่นนี้ เขาต้องโดนบิดาฟาดเป็นแน่

          แต่โชคดีที่เหอสุยไม่รู้เรื่องนี้

          เหอสุยไม่เพียงไม่รู้ ทั้งยังรู้สึกสบายใจมากด้วย เพราะระยะนี้บุตรสาวบุตรชายที่ทะเลาะเบาะแว้งกันเป็นประจำเปลี่ยนมาใกล้ชิดสนิทสนมกันมากขึ้น ทั้งสองสามารถนั่งกินข้าวร่วมโต๊ะกันได้ บางครั้งยังสนทนากันอีกด้วย เหอสุยเห็นแล้วก็พอใจมาก

          ยามที่ไปทำงานในสนามฝึกยุทธ์เหอสุยจะอารมณ์ดีและเป็นมิตรกับพวกทหารใหม่มากขึ้นกว่าเดิม สอดคล้องกับคำกล่าวที่ว่า ‘ครอบครัวมีสุข การงานรุ่งเรือง’

          เวลานี้เหอเยี่ยนกำลังนั่งหวีผมอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง

          ชิงเหมยมองด้วยสีหน้าไม่สบายใจ เนื่องจากช่วงนี้ที่บ้านมีเรื่องให้ต้องใช้เงินเยอะทำให้ไม่มีเงินมากพอสำหรับซื้อเครื่องประทินผิวให้เหอเยี่ยน

          เหอเยี่ยนจับกระปุกเครื่องแป้งขึ้นมาดูด้วยความกลุ้มใจเครื่องแป้งเหล่านี้ถูกเปิดใช้แล้ว หากนำไปขายก็จะไม่ได้ราคา นางสำรวจโต๊ะเครื่องแป้งอยู่ครู่หนึ่ง ไม่นานก็พบเครื่องประดับกับปิ่นปักผม

          เครื่องประดับกับปิ่นปักผมเหล่านี้ล้วนทำมาจากเงิน ลวดลายก็แสนธรรมดาไม่ได้โดดเด่นอะไร ไม่อาจสู้เครื่องประดับที่นางเคยใช้ตอนที่อยู่จวนตระกูลสวี่ได้

          ทว่านางไม่มีทางเลือก หญิงสาวตัดสินใจยื่นเครื่องประดับทั้งหมดที่หาได้ให้ชิงเหมย

          “จงนำของเหล่านี้ไปขาย ขายขาดจะได้เงินมามากหน่อย”

          ชิงเหมยเบิกตากว้าง “ตะ... แต่...”

          “ตอนนี้พวกเราขาดเงิน” เหอเยี่ยนอธิบาย “และของเหล่านี้ก็กินไม่ได้”

          นางต้องเอาเครื่องประดับไปขายเพื่อให้ได้เงินมา หากได้เงินมามากพอจนส่งเหออวิ๋นเซิงเข้าสำนักบัณฑิตได้ก็จะเป็นเรื่องที่ดีมาก นางได้ร่างของคุณหนูเหอมาแล้ว อย่างน้อยก็ควรจะทำอะไรเพื่อตอบแทนตระกูลเหอบ้าง หลังจากจัดการเรื่องภายในบ้านเสร็จ นางก็จะได้ตั้งหน้าตั้งตาสะสางเรื่องของตัวเองต่อ

          ก่อนออกจากบ้านเหออวิ๋นเซิงถามขึ้นว่า “วันนี้ทำไมถึงสายนักเล่า? ประเดี๋ยวก็แย่งทำเลดีๆ ไม่ทันหรอก”

          “มีธุระนิดหน่อยน่ะ” เหอเยี่ยนกล่าว “แย่งไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ขนมของพวกเรารสชาติอร่อยไม่ต้องกลัวว่าจะขายไม่ได้”

          เหออวิ๋นเซิงไม่รู้ว่าจะเอ่ยสิ่งใดต่อ

          ปกติพวกเขาจะตั้งแผงขายขนมกันริมถนนที่อยู่ฝั่งตรงข้าม ‘หอสุราจุ้ยอวี้โหลว’ ซึ่งนับว่าเป็นหอสุราที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลวง บริเวณนี้มีผู้คนผ่านไปผ่านมามากมาย หากต้องการตั้งแผงขายของในย่านที่คึกคักแห่งนี้ก็ต้องรีบมาจองที่ทางตั้งแต่เช้า

          เหออวิ๋นเซิงยกขนมต้าไน่ออกมาวางเรียง

          ขนมต้าไน่เป็นขนมหวานชนิดหนึ่งที่นำผลหลีจึ*สดมาปอกเปลือกและคว้านเมล็ดออก ก่อนจะนำไปลวกด้วยน้ำต้มลูกเหมยขาวกับหญ้าหวาน จากนั้นใช้เมล็ดเหอเถา** เมล็ดแตงโม และเมล็ดซงจึ*** มาผสมและคลุกเคล้ากับน้ำผึ้ง สุดท้ายก็นำส่วนผสมทั้งหมดเทลงไปในผลหลีจึที่ลวกไว้จนเต็มลูกแล้วนำไปนึ่งจนสุก

          ขนมต้าไน่มีรสเปรี้ยวอมหวาน อร่อยและราคาไม่แพง เงินที่เหออวิ๋นเซิงได้มาจากการขายขนมต้าไน่ในแต่ละเดือนจะถูกนำมาเป็นค่าใช้จ่ายภายในบ้าน

          แสงแดดอันอบอุ่นอาบชโลมจนรู้สึกสบายตัว ผู้คนที่สัญจรผ่านไปมาแวะซื้อขนมต้าไน่เป็นระยะๆ เมื่อแสงแดดเคลื่อนตัวสาดส่องไปยังหอสุราจุ้ยอวี้โหลว ขนมต้าไน่ที่เตรียมมาก็จะขายหมดพอดี

          เหอเยี่ยนมองเหออวิ๋นเซิงที่ตั้งใจขายขนมแล้วก็อดชื่นชมไม่ได้ เหออวิ๋นเซิงเป็นเด็กหนุ่มที่ขยันขันแข็งและมุ่งมั่นในการทำงาน เขาทำให้นางนึกถึงคนหนุ่มมากมายที่เคยอยู่ในค่ายทหารด้วยกันเมื่อครั้งอดีต ชายหนุ่มเหล่านั้นส่วนใหญ่มีฐานะยากจน พวกตระกูลใหญ่หรือพวกที่มีฐานะดีไม่มีทางให้บุตรของตัวเองออกไปเสี่ยงอันตรายในสนามรบหรอก ชาวบ้านยากจนเดินเข้าสู่สนามรบเพียงเพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ดังนั้นพวกเขาจึงทำงานทุกอย่างได้อย่างชำนาญตั้งแต่ก่อนเป็นทหารแล้ว

          ถึงนางจะไม่เคยลิ้มรสความยากจนมาก่อน แต่ก็เคยผ่านชีวิตแบบนั้นมา

          “ข้าเอา... นี่คุณหนูเหอไม่ใช่หรือ?” เสียงหนึ่งดึงเหอเยี่ยนให้หลุดจากภวังค์

          นางเงยหน้ามองบุรุษใบหน้าแหลมหน้าตาขี้เหร่ที่ยืนอยู่ตรงหน้า เขาหวีผมจนขึ้นเงาและสวมเสื้อตัวยาวสีขาว ดูแล้วไม่เข้ากันสักนิด

          บุรุษคนนั้นเอื้อมมือมาหมายจะจับไหล่เหอเยี่ยน ทว่าเหอเยี่ยนเบี่ยงตัวหลบทัน

          เมื่อพลาดเป้าเขาก็ชักมือกลับด้วยความเสียดาย “คุณหนูเหอ พวกเราไม่ได้เจอกันตั้งนาน ไม่เห็นเจ้าออกมาเที่ยวเล่นนอกบ้านหลายวันแล้ว ที่แท้ก็มาขายขนมต้าไน่กับน้องชายนี่เอง เหตุใดเจ้าจึงมานั่งขายขนมอยู่ตรงนี้เล่า ลำบากแย่”

          ฟังจากน้ำเสียงที่อีกฝ่ายใช้แล้วเหมือนสนิทสนมกับคุณหนูเหอมาก

          เหอเยี่ยนหันไปมองเหออวิ๋นเซิงด้วยความไม่เข้าใจ

          เหออวิ๋นเซิงตวาดออกไปด้วยความโกรธ “หวังจิ่วกุ้ย เจ้าจงอยู่ให้ห่างจากพี่สาวข้า!”

          “พี่สาวเจ้ายังไม่เห็นว่าอะไร แล้วเจ้าจะโวยวายทำไม”

       ‘หวังจิ่วกุ้ย’ พูดยิ้มๆ แล้วเดินเข้าไปใกล้เหอเยี่ยน เขาหยิบของบางอย่างออกมายื่นให้ “คุณหนูเหอ ใจของข้าเฝ้าแต่คิดคำนึงถึงเจ้า หลายวันก่อนข้าจึงไปซื้อเครื่องแป้งตั้งใจว่าจะมอบให้เจ้า วันนี้มีวาสนาได้เจอกันแล้วก็ถือโอกาสมอบให้เจ้าเลยก็แล้วกัน ไม่ทราบว่าเจ้าพอจะมีเวลาไปเดินเล่นกับข้าหรือไม่?”

          บุรุษหน้าเสี้ยมผู้นี้ทำราวกับตัวเองเป็นคุณชายรูปงามเหอเยี่ยนรู้สึกขบขัน นางมีชีวิตมาถึงสองชาติ มีโอกาสพบเจอผู้คนจำนวนไม่น้อย มีทั้งคนดีและไม่ดี แต่คนที่กล้าหยอกล้อนางเช่นนี้ยังไม่เคยเจอ

          “ข้าต้องขายขนม ไม่อาจไปเดินเล่นกับเจ้าได้” เหอเยี่ยนปฏิเสธ “ส่วนเครื่องแป้งตลับนี้เชิญเจ้านำไปมอบให้กับผู้อื่นเถอะ”

          หวังจิ่วกุ้ยถึงกับนิ่งค้าง

          บ้านของเขากับบ้านตระกูลเหอตั้งอยู่บนถนนเส้นเดียวกัน เดิมทีคนอื่นๆ ไม่กล้าตอแยเหอเยี่ยนเนื่องจากนางมีบิดาเป็นทหารยศนายกอง แต่เขารู้ดีว่าเหอเยี่ยนไม่ใช่กุลสตรีที่เคร่งครัดในจารีตประเพณี ทั้งยังเห็นแก่ผลประโยชน์อันเล็กน้อย แค่มอบเครื่องแป้งให้ตลับหนึ่งนางก็สามารถเรียกเขาว่า ‘พี่จิ่วกุ้ย’ ได้แล้ว

          แต่วันนี้นางกลับทำให้เขาต้องอับอายต่อหน้าสาธารณชน

          หวังจิ่วกุ้ยรู้สึกเสียหน้ามาก รอยยิ้มค่อยๆ จางลง เขาเอ่ยขึ้นว่า “หรือว่าคุณหนูเหอยังคงคิดถึงคุณชายฟ่าน แต่คุณชายฟ่านแต่งงานไปแล้ว เหตุใดเจ้าจึงยัง...”

          “หุบปาก!”

          หวังจิ่วกุ้ยพูดไม่ทันจบใบหน้าก็ถูกหมัดหนักๆ ของเหออวิ๋นเซิงกระแทกจนล้มคะมำลงไปนอนกับพื้น

          เหออวิ๋นเซิงที่ยืนจังก้าอยู่เบื้องหน้าเขาชี้นิ้วไปทางอื่นพร้อมตวาดเสียงดัง “ไสหัวไป!”

          หนุ่มน้อยวัยสิบห้ามีร่างกายใหญ่โตและสมบูรณ์แข็งแรงเปี่ยมไปด้วยพละกำลัง ส่วนหวังจิ่วกุ้ยเป็นเพียงหนุ่มเสเพลที่ร่างกายอ่อนแอ วัน ๆ หมกมุ่นแต่เรื่องสุรานารีจึงไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเหออวิ๋นเซิง หวังจิ่วกุ้ยระบมไปทั้งใบหน้า หลังจากลุกขึ้นยืนเขาก็หันไปมองเหอเยี่ยนอีกครั้ง เมื่อเห็นว่านางมิได้เข้ามาขอโทษขอโพย มิหนำซ้ำยังแสดงท่าทางสาแก่ใจอีกด้วย เขาจึงโกรธเป็นฟืนเป็นไฟขึ้นมา

          “พวกเจ้า!” เขาชี้หน้าเหอเยี่ยนด้วยมือสั่นเทา

          เหออวิ๋นเซิงขยับเข้ามายืนขวางหวังจิ่วกุ้ย หัวเราะเยาะแล้วถามขึ้น “ทำไม?”

          หวังจิ่วกุ้ยไม่กล้าก้าวขึ้นหน้า เขาแอบคิดในใจว่าพี่น้องคู่นี้ไม่เคยญาติดีกัน เหอเยี่ยนเคยบ่นเรื่องของน้องชายให้เขาฟังอยู่บ่อยๆ ส่วนเหออวิ๋นเซิงก็ไม่เคยสนใจเรื่องของเหอเยี่ยนเช่นกัน แล้วเหตุใดวันนี้พวกเขาจึงอยู่ฝ่ายเดียวกันได้ แถมเหออวิ๋นเซิงยังช่วยออกหน้าแทนเหอเยี่ยนอีกด้วย

          “ฝากไว้ก่อนเถอะ!” หวังจิ่วกุ้ยกระทืบเท้าแล้ววิ่งหนีไป

          ฝูงชนที่มามุงดูก็ทยอยแยกย้ายกันไปเช่นกัน ทุกอย่างกลับสู่ความสงบอีกครั้ง เหออวิ๋นเซิงเก็บขนมต้าไน่ด้วยสีหน้าบึ้งตึง ไม่พูดไม่จา

          เหอเยี่ยนมองเขานิ่งๆ

          “ท่านมองอะไร?” เหออวิ๋นเซิงถามด้วยความไม่พอใจ

          “เมื่อครู่เจ้าชกได้ไม่เลว” เหอเยี่ยนครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วเอ่ยต่อ “แต่กำลังขาไม่ค่อยมั่นคง พื้นฐานไม่ค่อยแน่น อยู่ที่บ้านต้องฝึกทำท่าควบม้ากางขางอเข่าให้มากขึ้น”

          “อย่ามายุ่ง” เหออวิ๋นเซิงไม่อยากจะสนทนาเรื่องนี้ต่อ “ท่านไม่ใช่อาจารย์สักหน่อย!”

          เหอเยี่ยนมองเหออวิ๋นเซิงพลางครุ่นคิด เหออวิ๋นเซิงทำงานที่ต้องใช้แรงมาตั้งแต่เด็กจึงมีพละกำลังไม่เลว เป็นเด็กหนุ่มที่สามารถอบรมสั่งสอนได้ เขาควรได้ฝึกวรยุทธอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ไม่ควรมาเสียเวลานั่งขายขนมต้าไน่อยู่ที่นี่

          “ถ้าเช่นนั้นข้าขอถามเจ้าสักเรื่อง คุณชายฟ่านคือใคร?”

          เหออวิ๋นเซิงฟาดผ้าเช็ดมือลงกับโต๊ะแล้วจ้องนางเขม็ง “ท่านยังกล้าพูดถึงเขาอีกรึ!”

          “คุณชายฟ่านเป็นอย่างไรหรือ?” เหอเยี่ยนมองเขาด้วยสายตาฉงน

 

 

------------

* 李子 หมายถึง ลูกพลัม

** 核桃 หมายถึง วอลนัต

*** 松子 หมายถึง เมล็ดสน หรือ ไพน์นัต

7.เจ้าแน่นักใช่หรือไม่!

          เมื่อได้ยินอีกฝ่ายพูดถึง ‘คุณชายฟ่าน’ เหออวิ๋นเซิงก็โมโหขึ้นมา “เป็นอย่างไรงั้นรึ? นี่ท่านลืมความสารเลวของคนผู้นั้นไปแล้วงั้นหรือ บุรุษที่เจ้าชู้คบหาสตรีมากหน้าเช่นนั้นมีแต่ท่านที่หลงคารมจนถูกมันหลอกเอาได้ ขนาดมันใกล้จะแต่งงานอยู่แล้ว แต่ท่านก็ยังดันทุรังที่จะอดน้ำอดอาหารเพื่อมัน ท่านยอมตายเพื่อมัน แต่มันกลับไปแต่งงานกับคนอื่น สุดท้ายเป็นอย่างไรเล่า คนที่ต้องตกเป็นขี้ปากชาวบ้านก็คือท่าน เป็นแบบนี้แล้วยังจะพูดถึงมันอีก อยากให้ข้าโกรธจนอกแตกตายใช่หรือไม่!”

          คำพูดเพียงไม่กี่ประโยคก็ทำให้เหอเยี่ยนพอจะเข้าใจเรื่องราวได้อย่างคร่าวๆ

          คุณหนูเหอถูกเลี้ยงดูแบบตามใจมาตั้งแต่เด็ก นางจึงไม่รู้จักแยกแยะว่าอะไรดีอะไรไม่ดี นางต้องการแต่งงานกับคนมีฐานะเพื่อความสุขสบาย ต่อมานางรู้จักกับคุณชายเสเพลที่มาจากตระกูลร่ำรวย ทั้งสองคบหากัน คุณหนูเหอมอบความรักให้เขาอย่างหมดหัวใจแต่ฝ่ายชายไม่ได้คิดจริงจังด้วย ไม่มีทางที่คุณชายจากตระกูลสูงจะแต่งงานกับบุตรสาวของทหารยศต่ำคนหนึ่ง

          ครอบครัวของคุณชายฟ่านได้จัดหาคู่ครองที่เหมาะสมและเตรียมจัดงานวิวาห์ให้แก่เขา คุณหนูเหอไม่อาจยอมรับ นางจึงไปเรียกร้องความเป็นธรรมที่ตระกูลฟ่าน แต่ปรากฏว่าถูกขับไล่กลับมาอย่างไร้ความปรานี นางไม่มีทางออกอื่น สุดท้ายก็เลือกใช้วิธีอดน้ำอดอาหารเพื่อประท้วง ทว่าในช่วงที่ใกล้จะสิ้นใจนั้นเหอเยี่ยนก็ฟื้นขึ้นมาในร่างของคุณหนูเหอ

          มิน่าเล่า หลังจากที่เหอเยี่ยนฟื้นขึ้นมา คนในตระกูลเหอจึงระมัดระวังคำพูดเวลาอยู่ต่อหน้านาง คงกลัวว่าหากพลั้งปากพูดออกมาจะทำให้นางคิดสั้นฆ่าตัวตายอีก

          ระหว่างที่เหออวิ๋นเซิงตวาดเหอเยี่ยนว่าไร้สติ เขาไม่รู้เลยว่าพี่สาวตัวจริงของตนได้จากโลกนี้ไปนานแล้ว เหอเยี่ยนรู้สึกเจ็บช้ำใจแทนคุณหนูเหอยิ่งนัก นางไม่ควรทำลายชีวิตตัวเองเพื่อบุรุษสารเลวปลิ้นปล้อนเช่นนี้ ชีวิตคนเรานั้นมีค่าเหลือคณานับ ไม่ควรต้องมาจบชีวิตเพื่อคนที่ไม่คู่ควร การจากไปของคุณหนูเหอมิได้ทำให้คนทรยศรู้สึกรู้สา มิหนำซ้ำเขายังคงมีชีวิตอยู่อย่างสุขสบาย แต่ในขณะเดียวกันมันทำให้คนที่รักนางต้องทนทุกข์ทรมานแสนสาหัส

          คนใกล้ชิดต้องได้รับความเจ็บปวด แต่คนเลวกลับสุขเกษม สมควรแล้วหรือไร?

          สิ่งที่นางกับคุณหนูเหอประสบพบเจอนั้นคล้ายคลึงกันมาก พวกนางต่างก็เจอคนไม่ดี แต่นางไม่เหมือนคุณหนูเหอ เพราะนางจะไปคิดบัญชีกับเหอเอวี๋ยนเซิ่ง เหอเอวี๋ยนเลี่ยง เหอหรูเฟย รวมถึง
สวี่จือเหิงและเฮ่อหว่านหรูด้วยตัวนางเอง!

          เพื่อชำระความแค้นนี้ นางจะต้องอดทน

          การที่นางผูกถุงทรายกับร่างกายแล้วเดินขึ้นเขาทุกเช้าก็เพื่อให้ได้พละกำลังกลับคืนมา ส่วนเหตุผลที่มาขายขนมในเมืองช่วงบ่ายนั้นก็เพื่อต้องการพบเจอผู้คนหลากหลาย และยังใช้โอกาสนี้สืบ
ข่าวคราวของตระกูลเหอกับตระกูลสวี่อีกด้วย

          อย่างเช่นก่อนหน้านี้ชาวเมืองต่างพูดถึงเหตุการณ์ที่สวี่ฮูหยินผู้ตาบอดพลัดตกน้ำเสียชีวิต เรื่องนี้ทำให้สวี่จือเหิงเศร้าโศกเสียใจจนล้มป่วยลุกไม่ขึ้น ส่วนคนตระกูลเหอล้วนทุกข์ระทมใจ นายท่านรองของตระกูลเหอผมขาวโพลนภายในคืนเดียว แม่ทัพเฟยหงที่รักและผูกพันกับน้องสาวมากลงมือจัดพิธีศพให้กับนางด้วยตัวเองเป็นเวลาสามวันสามคืน

          ข่าวคราวที่ดูเหมือนจะเป็นความจริงเหล่านี้ลอยเข้าหูเหอเยี่ยนราวกับเกล็ดหิมะโปรยปราย แต่ยามนี้นางไม่อาจทำอะไรได้

          ไม่ว่าอย่างไรนางก็ต้องหาทางเปิดโปงความลับที่ถูกซ่อนเร้นให้ได้ แต่ก่อนอื่นนางจะต้องมีชีวิตอยู่เสียก่อน

 

          ตกดึกสายลมเล็ดลอดผ่านรอยแง้มของหน้าต่างเข้ามาทำให้เปลวเทียนในห้องไหวระริก

          เงาของคนที่ปรากฏบนผนังห้องถูกลากยาวบิดเบี้ยว เหอเยี่ยนมองเศษเงินตรงหน้าแล้วถามว่า “ได้เท่านี้เองหรือ?”

          “ข้าขอร้องเถ้าแก่แล้วว่าขอราคาสูงกว่านี้หน่อย” ชิงเหมยพูดด้วยสีหน้าลำบากใจ “แต่เถ้าแก่ร้านบอกว่าเครื่องประดับเหล่านั้นรับซื้อได้มากสุดเพียงเท่านี้เจ้าค่ะ”

          เหอเยี่ยนพยักหน้าเบาๆ “อืม... เจ้าออกไปก่อนเถอะ”

          ชิงเหมยเดินออกไปจากห้องเงียบๆ

          เหอเยี่ยนหยิบเศษเงินทั้งหมดมาถือไว้ มันเป็นเพียงเศษเงินสองก้อนเท่านั้น นางรู้สึกราวกับว่าหัวใจกำลังแตกสลายไปพร้อมกับเงินสองก้อนนี้

          นางนึกถึงแก้วแหวนเงินทองและอัญมณีมากมายที่ฮ่องเต้พระราชทานให้แม่ทัพเฟยหง ไม่ว่าจะหยิบชิ้นไหนขึ้นมาก็สามารถขจัดความขัดสนให้กับคนบ้านนี้ได้ทั้งนั้น แต่ตอนนี้นางไม่ได้อาศัยอยู่ในจวนตระกูลเหออีกแล้ว

          เหอเยี่ยนถอนใจยาว ในที่สุดนางก็เข้าใจความหมายของคำกล่าวที่ว่า ‘เงินหนึ่งอีแปะทำให้วีรบุรุษถึงตาย’*ได้อย่างถ่องแท้

          เรื่องเงินเป็นปัญหาที่ต้องจัดการอย่างเร่งด่วน นอกจากนี้ยังมีเรื่องที่ต้องทำอีกหนึ่งเรื่องนั่นคือนางต้องการไปสนามฝึกยุทธ์ด้วยถึงแม้ว่าการขึ้นเขาเพื่อหาฟืนทุกวันจะเป็นการสร้างความแข็งแกร่งให้กับร่างกาย แต่ก็จำเป็นต้องฟื้นฟูวรยุทธและทักษะต่างๆ ให้กลับมาโดยเร็ว ดังนั้นการไปสนามฝึกยุทธ์จะทำให้นางมีโอกาสได้ประลองยุทธ์กับคนอื่น ได้ฝึกขี่ม้า ยิงธนู ซึ่งวิธีนี้นับเป็นการฟื้นฟูสภาพร่างกายที่เร็วที่สุด แต่ไม่รู้ว่าบิดาผู้รักบุตรสาวประดุจแก้วตาดวงใจอย่างเหอสุยจะยอมให้นางไปร่วมฝึกซ้อมด้วยหรือไม่

          หญิงสาวดับเทียนแล้วล้มตัวลงนอน เรื่องต่างๆ ค่อยว่ากันพรุ่งนี้อีกที

 

          วันต่อมาหลังลงจากเขาแล้ว เหออวิ๋นเซิงก็เตรียมตัวไปขายขนมในตลาดต่อ

          เหอเยี่ยนเห็นเขาเตรียมขนมจนเต็มตะกร้าก็ถามอย่างสงสัย “ทำขนมเยอะแยะเช่นนี้ จะขายหมดหรือ?”

          “ช่วงนี้อากาศเริ่มร้อนแล้ว ลูกค้าจะซื้อขนมเยอะหน่อย” เหออวิ๋นเซิงตอบ “แต่ผ่านไปอีกสักระยะหนึ่งก็คงต้องหาอย่างอื่นมาขายแทน”

          เหออวิ๋นเซิงต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ครอบครัวอยู่รอด เขาเข้าใจเรื่องการค้าขายเป็นอย่างดี เหอเยี่ยนตบไหล่เขาด้วยความนับถือ

          “ถ้าเช่นนั้นก็ไปขายกันเถอะ”

          เหออวิ๋นเซิงสะดุ้ง กิริยาที่เหอเยี่ยนแสดงออกมานั้นเหมือนพวกบุรุษมาก

          เนื่องจากทั้งคู่มาถึงตลาดตั้งแต่หัววัน พ่อค้าคนอื่นๆ ยังมากันไม่มาก ทั้งสองจึงได้ที่ตั้งแผงทำเลดีและอยู่ริมถนน สองพี่น้องช่วยกันยกขนมต้าไน่ออกมาวางเรียง

          ต้นเดือนสี่ แสงแดดในยามบ่ายเริ่มมีกลิ่นอายของฤดูร้อนบ้างแล้ว ช่วงเวลาเช่นนี้เหมาะที่จะซื้อขนมต้าไน่ที่มีรสเปรี้ยวอมหวานผสมผสานกับกลิ่นหอมของผลหลีจึไปขบเคี้ยวยิ่งนัก เหออวิ๋นเซิงคาดการณ์ไว้ไม่ผิด ขนมต้าไน่ขายดีมาก เขาทำหน้าที่ห่อขนม ส่วนเหอเยี่ยนทำหน้าที่เก็บเงิน

          ขณะที่ทั้งสองกำลังยุ่งกับการขายขนม หวังจิ่วกุ้ยก็พาสมัครพรรคพวกเดินตรงเข้ามาด้วยท่าทีดุดัน

          “ปึง!” หวังจิ่วกุ้ยใช้สองมือตบโต๊ะเสียงดังสนั่น ผู้คนที่อยู่โดยรอบรีบขยับถอยห่างเพราะไม่อยากโดนลูกหลง

          “นี่เจ้าจะทำอะไร!” เหออวิ๋นเซิงตวาดออกไปอย่างไม่กลัวเกรง

          “ทำอะไรอย่างนั้นหรือ?” หวังจิ่วกุ้ยทำเสียงขึ้นจมูกก่อนจะเอ่ยต่อไป “เมื่อวานเจ้าชกข้า เจ้าคิดว่าข้าจะยอมจบเรื่องง่ายๆ งั้นรึ!”

          เหออวิ๋นเซิงพับแขนเสื้อขึ้น เขาทำหน้าขึงขัง “เจ้าอยากจะมีเรื่องสินะ ได้!”

          “เจ้าแน่นักใช่หรือไม่!” หวังจิ่วกุ้ยพูดพลางถอยหลังไปหนึ่งก้าว ชายฉกรรจ์ที่อยู่ด้านหลังกรูเข้ามาล้อมเหออวิ๋นเซิงเอาไว้ “ข้าขอเตือนเจ้าว่าอย่าอวดเก่งให้มันมากนัก!”

          เหออวิ๋นเซิงไม่ได้รู้สึกหวาดหวั่นแต่อย่างใด

          ในตอนนั้นเอง เสียงตวาดของเหอเยี่ยนก็ดังขึ้น “หยุดเดี๋ยวนี้!”

          เหออวิ๋นเซิงและหวังจิ่วกุ้ยหันไปมองเหอเยี่ยนพร้อมกัน

          พอหวังจิ่วกุ้ยเห็นเหอเยี่ยนก็หัวเราะแล้วกล่าวว่า “เจ้าหนุ่มคนนี้ไม่รู้จักสัมมาคารวะ แต่ในเมื่อเขาเป็นน้องชายของคุณหนูเหอก็ย่อมเจรจากันได้ หากว่าคุณหนูเหอยอมไปเดินเล่นกับข้า เรื่องนี้ก็ถือว่าเลิกแล้วต่อกัน ข้าไม่ถือสาเด็กหรอก”

          “งาช้างไม่อาจงอกออกมาจากปากสุนัข** คนอย่างเจ้านี่มันปากเสียจริงๆ!” น้ำเสียงของเหออวิ๋นเซิงเต็มไปด้วยโทสะ

          “ช้าก่อน” เหอเยี่ยนฉุดมือเหออวิ๋นเซิงเอาไว้

          เหออวิ๋นเซิงอยากจะสะบัดมือออก แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่หลุดจากอุ้งมือของอีกฝ่าย เด็กหนุ่มตกใจพลางคิดว่าเหอเยี่ยนมีเรี่ยวแรงเยอะขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไร?

          “พวกเราอย่าคุยกันตรงนี้เลย ประเดี๋ยวคนอื่นๆ จะตกใจกันเสียเปล่าๆ” เหอเยี่ยนตอบเสียงเรียบ “พวกเราไปคุยกันตรงนั้นดีกว่า” นางชี้ไปที่ตรอกเล็กๆ แห่งหนึ่งซึ่งอยู่ถัดจากหอสุราจุ้ยอวี้โหลวเข้าไปด้านใน

          “ไม่ได้!”

          “ตกลง!”

          เหออวิ๋นเซิงและหวังจิ่วกุ้ยพูดออกมาพร้อมกัน

          เหออวิ๋นเซิงพูดด้วยความกระวนกระวายใจ “ท่านเป็นสตรีนะ จะไปพูดคุยกับคนชั่วอย่างพวกเขาได้อย่างไร!”

          หวังจิ่วกุ้ยหัวเราะ “ดูเหมือนว่าคุณหนูเหอจะพูดจารู้เรื่องกว่าน้องชายเยอะ พวกเราไปกันเถอะ วันนี้ข้ามีของกำนัลจะมอบให้คุณหนูเหอด้วย”

          เหออวิ๋นเซิงยังคงมีท่าทีไม่ยินยอม แต่เหอเยี่ยนกลับกระซิบข้างหูเขาว่า “เจ้าคิดว่าหลายวันมานี้ที่ข้าขึ้นเขาไปผ่าฟืนกับเจ้าล้วนเป็นการกระทำที่สูญเปล่าอย่างนั้นหรือ วางใจเถอะ ข้าไม่เป็นไรหรอก ขอเวลาแค่หนึ่งถ้วยชา***เท่านั้น”

          เหออวิ๋นเซิงอึ้งงันกับน้ำเสียงที่อ่อนโยนแต่แฝงด้วยความสนุกสนานของพี่สาว กว่าเขาจะตั้งสติได้เหอเยี่ยนก็เดินไปกับพวกหวังจิ่วกุ้ยแล้ว

 

 

----

* เป็นสำนวน หมายถึง แม้เงินจำนวนเล็กน้อยแต่ก็มีความสำคัญมาก โดยนัยแล้วจะหมายความว่า อุปสรรคแม้เพียงเล็กน้อยก็อาจขัดขวางให้ทำการใหญ่ไม่สำเร็จ

** เป็นสำนวน หมายถึง คนไม่ดีย่อมไม่มีทางเอ่ยวาจาดี

*** เป็นหน่วยนับเวลาแบบโบราณของจีน เทียบกับเวลาประมาณ 15 นาที

8.พูดหน่อยก็ไม่ได้

          เหออวิ๋นเซิงอยากจะไล่ตามไป แต่เมื่อนึกถึงคำพูดของพี่สาวแล้วเขาก็ตัดสินใจยืนรอเงียบๆ เขาจะลองเชื่อนางดูสักครั้ง หากนางไม่กลับมาภายในหนึ่งถ้วยชา เขาค่อยตามไปสมทบกับนางอีกที

          ส่วนทางด้านเหอเยี่ยนและหวังจิ่วกุ้ยก็เดินเข้ามาในตรอก หากแหงนหน้ามองขึ้นไปก็จะเห็นตัวอาคารของหอสุราจุ้ยอวี้โหลว เสียงพิณบรรเลงดังแว่วมาเสนาะหูยิ่งนัก เหอเยี่ยนอยากมาเที่ยวหอสุรา
จุ้ยอวี้โหลวนานแล้ว แต่ก็ไม่เคยมีโอกาส นางกลับมาถึงเมืองหลวงได้ไม่นาน เหอหรูเฟยก็กลับมายังตระกูลเหอ นางจึงต้องแต่งกายตามแบบสตรีเพื่อรอออกเรือน ไม่อาจออกไปเที่ยวเล่นที่ไหนได้อีก

          “น้องเหอ” หวังจิ่วกุ้ยยิ้มกรุ้มกริ่มและเรียกนางอย่างสนิทสนม “เจ้ามีเรื่องอะไรอยากจะพูดกับข้าเช่นนั้นหรือ?”

          “น้องชายของข้า”

          “เจ้าหมายถึงเหออวิ๋นเซิงสินะ” หวังจิ่วกุ้ยรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย แต่ไม่นานรอยยิ้มเบิกบานก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าอีกครั้งเขาโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ “ข้าจะถือสาคุณชายเหอได้อย่างไร เจ้าก็รู้นี่” เขาล้วงตลับเครื่องแป้งทรงกลมสีขาวไข่เป็ดออกมายื่นให้ ส่วนมืออีกข้างก็ยื่นไปลูบใบหน้าของเหอเยี่ยน “เจ้าอยู่ในใจข้ามาโดยตลอดต่อไปพวกเราก็จะเป็นครอบครัวเดียว...”

          หวังจิ่วกุ้ยยังพูดไม่ทันจบก็ต้องเปลี่ยนไปส่งเสียงร้องโอดโอย

          เสียงร้องลั่นที่จู่ๆ ก็ดังขึ้นมาทำให้ผู้ที่กำลังบรรเลงพิณอยู่บนหอสุราจุ้ยอวี้โหลวสะดุ้งจนดีดผิดสาย เกิดเป็นเสียงเพี้ยนราวกับรอยตำหนิบนหยกชิ้นงาม ช่างน่าเสียดายยิ่งนัก มีคนถามด้วยความสงสัย

          “เสียงอะไรน่ะ?”

          เหอเยี่ยนปล่อยมือหวังจิ่วกุ้ยอย่างไม่ไยดี หลังจากข้อมือเป็นอิสระแล้วชายหนุ่มก็กุมมือตัวเองด้วยท่าทางหวาดกลัว เหอเยี่ยนยิ้มน้อยๆ จากนั้นก็เขวี้ยงตลับเครื่องแป้งสีขาวที่รับมาก่อนหน้านี้กลับไปกระแทกศีรษะเจ้าของ แป้งผัดหน้าฟุ้งกระจายจนใบหน้าของหวังจิ่วกุ้ยขาวโพลน

          “ขอบคุณสำหรับของกำนัล แต่ข้าไม่ชอบของคุณภาพต่ำเช่นนี้ จำเอาไว้ว่าต่อไปอย่าเอาของแบบนี้มาให้ข้าอีก”

          “นังตัวดี! จัดการนาง!” แม้หวังจิ่วกุ้ยจะร้องโอดครวญ แต่เขาก็ไม่ลืมที่จะออกคำสั่งบรรดาลิ่วล้อ

          หญิงสาวหัวเราะเสียงใสจนดวงตายิบหยีเป็นเส้นโค้งราวกับได้ฟังเรื่องน่าขัน นางรู้สึกยินดีเมื่อได้ยินคำสั่งของหวังจิ่วกุ้ย สายลมฤดูใบไม้ผลิพัดชายกระโปรงของนางจนพลิ้วไสว เรือนผมสีดำขลับผิวขาวเนียน ดวงตาคมกริบ ทุกสิ่งที่รวมขึ้นเป็นนางทำให้นึกถึงหญิงสาวตระกูลสูงที่กำลังเดินชื่นชมทิวทัศน์ ทว่าประโยคที่นางเอ่ยออกมานั้นกลับทำให้รู้สึกหนาววาบ

          นางหักข้อนิ้วตัวเอง กล่าวพร้อมรอยยิ้ม “อย่ามานึกเสียใจภายหลังก็แล้วกัน”

          หวังจิ่วกุ้ยหยิกขาตัวเองแรงๆ เพราะคิดว่ากำลังฝันไป เขาหลุดเสียงร้อง “โอ๊ย!” ออกมา ถึงได้มั่นใจว่านี่เป็นเรื่องจริง

          หากนี่มิใช่ความฝัน แล้วจะอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้าอย่างไรดี?

          ใช้เวลาเพียงไม่นานลูกสมุนของหวังจิ่วกุ้ยก็ล้มระเนระนาดลงไปกองอยู่กับพื้น เหอเยี่ยนยกขาข้างหนึ่งเหยียบบันไดหินแล้วปัดฝุ่นที่ติดอยู่บนชุด พอรับรู้ถึงสายตาของหวังจิ่วกุ้ยที่กำลังจ้องมอง นางจึงหันไปมองเขาด้วยแววตาวาววับ หวังจิ่วกุ้ยเห็นแล้วก็ขนลุกไปทั้งร่าง

          เขาไม่เคยเห็นเหอเยี่ยนในภาพลักษณ์นี้มาก่อน

          หญิงสาวตรงหน้าไม่ใช่เหอเยี่ยนตัวจริง เหอเยี่ยนที่เขารู้จักคือสาวงามที่มีนิสัยเอาแต่ใจ ชอบความฟุ้งเฟ้อ เห็นแก่ผลประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ จนไม่สนศักดิ์ศรีของตน ในเมืองหลวงมีสตรีเช่นนี้มากมาย
นับไม่ถ้วน ส่วนใหญ่จะเป็นคนที่ทำอะไรแบบไม่ชั่งผลดีผลเสีย ไม่คำนึงถึงผลที่จะตามมา หากหน้าตาดีหน่อยก็สามารถป่ายปีนจนได้รับตำแหน่งอนุภรรยาของบุรุษตระกูลสูง แต่หากหน้าตาธรรมดาและ
ไร้วาสนาก็ต้องแต่งให้กับชาวบ้านทั่วไป ต้องก้มหน้าทำงานหนักตลอดชีวิต เหอสุยเลี้ยงดูบุตรสาวราวกับคุณหนูตระกูลสูง ชั่วชีวิตนี้เหอเยี่ยนไม่เคยแม้แต่จับของมีคม แม้ว่ามือคู่นั้นจะไม่เคยจับพิณหรือพู่กันวาดรูป แต่อย่างน้อยมือคู่นั้นก็ไม่ได้มีไว้สำหรับชกต่อยคนอื่นอย่างแน่นอน

          แต่เมื่อครู่หวังจิ่วกุ้ยเห็นกับตาว่ามือคู่นั้นชกคนของเขาจนร่วงไปกองกับพื้นในหมัดเดียว ก่อนหน้านั้นเขาก็โดนเหอเยี่ยนบีบข้อมืออย่างแรง แทนที่จะรู้สึกซาบซ่านชวนวาบหวาม กลับต้องร้องโอดครวญอย่างเจ็บปวด มือของนางแข็งยิ่งกว่าคีมเหล็กเสียอีก

          สตรีผู้นี้ช่างน่ากลัวเหลือเกิน นางสามารถอัดชายฉกรรจ์สิบกว่าคนให้หมอบราบคาบด้วยตัวคนเดียว นางกินยาวิเศษอะไรเข้าไปถึงมีพละกำลังมากมายมหาศาลภายในชั่วข้ามคืน?

          หวังจิ่วกุ้ยอยากจะร้องไห้ยิ่งนัก

          ในขณะที่ยังคิดไม่ออกว่าต้องวอนขอชีวิตอย่างไร หญิงสาวที่แสนน่ากลัวคนนั้นก็ก้าวตรงเข้ามา

          “ได้โปรดปล่อยข้าไป!” ยามนี้สติของหวังจิ่วกุ้ยกระเจิดกระเจิงไปหมดแล้ว เขาโพล่งออกมาว่า “ข้ามีตาหามีแววไม่ ผู้ใหญ่อย่างท่านอย่าได้ถือสาข้าเลย ปล่อยข้าไปเถอะ!” แม้แต่สรรพนามที่ใช้เรียกเหอเยี่ยนก็เปลี่ยนไป

          “ต่อไปอย่าคิดจะมอบของพวกนี้ให้ข้าอีก” เหอเยี่ยนกล่าวเสียงเย็น “ข้าไม่ชอบ!”

            “ได้ๆๆ” หวังจิ่วกุ้ยละล่ำละลักเพราะกลัวเหอเยี่ยนจะไม่เชื่อ และยังพูดเสริมอีกว่า “ท่านชอบแบบไหนก็บอกข้ามาได้ ข้าจะซื้อมาให้... ดีหรือไม่?”

          “ไม่ต้อง ข้าไม่ชอบรับของใครแบบเปล่าๆ” เหอเยี่ยนหัวเราะขึ้นมา “พวกเราต่างก็เป็นคนบ้านใกล้เรือนเคียง ต่อไปอย่าล้อเล่นเช่นนี้อีก”

          “ได้ๆๆ” หวังจิ่วกุ้ยซาบซึ้งจนน้ำตาแทบร่วง

          “แต่ข้าอยากจะถามเจ้าเรื่องหนึ่ง...” นางกล่าว

          หลังจากนั้นไม่นานเหอเยี่ยนก็เดินออกมาจากตรอกและทิ้งสภาพเกลื่อนกลาดพร้อมเสียงร้องโอดโอยเอาไว้ด้านหลัง โดยไม่รู้ว่าเหตุการณ์ทั้งหมดนั้นอยู่ภายใต้สายตาของเด็กหนุ่มผู้หนึ่งที่นั่งอยู่บนหอสุราจุ้ยอวี้โหลว เด็กหนุ่มผู้นั้นปล่อยมือจากม่านหน้าต่างทำให้ภาพเบื้องล่างหายไปจากครรลองสายตา

          “สตรีในเมืองหลวงดุดันและอาจหาญเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน?” น้ำเสียงเด็กหนุ่มร่าเริงและแฝงด้วยแววหยอกล้อ “หรือว่านี่คือเหตุผลที่ทำให้ท่านน้าไม่ยอมหาคู่ครองเสียที?”

          คำถามของเขาไม่ได้รับการตอบกลับจากอีกฝ่าย

          เด็กหนุ่มคนเดิมจึงพูดต่อ “ท่านน้าจะลองไปสืบดูหน่อยไหมว่าเป็นบุตรสาวบ้านใด หากว่าคุณสมบัติผ่านเกณฑ์ก็รับไว้เป็นองครักษ์หญิงในค่ายของท่านดีหรือไม่? พอตกกลางคืนก็ให้นางคอยดูแลอยู่
ข้างกาย..”

          บุรุษที่ถูกเรียกว่า ‘ท่านน้า’ ใช้ปลายนิ้วเคาะโต๊ะหนึ่งครั้งฝาถ้วยชาลอยละลิ่วเข้าปากของคนที่กำลังพูดอย่างแม่นยำ ฝาถ้วยชาอุดปากเขาไว้จนพูดไม่ได้

          “อื้อๆ...” เด็กหนุ่มที่ถูกอุดปากได้แต่ส่งเสียงประท้วงพร้อมถลึงตามองอีกฝ่าย

          “หากว่าเจ้าพูดมากกว่านี้อีกแค่คำเดียว ข้าจะโยนเจ้าลงไป” น้ำเสียงราบเรียบตัดบทคำพูดที่กำลังจะหลุดออกจากปากเด็กหนุ่ม

          ภายในห้องกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง เสียงพิณบรรเลงบทเพลง ‘ยามเคลื่อนคล้อย’ ดังคลอเบาๆ เพื่อสร้างบรรยากาศรื่นรมย์ หน้าต่างถูกดึงปิดลงอย่างช้าๆ ทิ้งแสงแดดของฤดูใบไม้ผลิเอาไว้ด้านนอก

          มีคนแอบบ่นเบาๆ ว่า “พูดหน่อยก็ไม่ได้” แต่ไม่นานก็ถูกเสียงพิณกลบ

 

          ส่วนทางด้านเหออวิ๋นเซิงเมื่อเห็นเหอเยี่ยนกลับมาอย่างปลอดภัย ไม่มีส่วนใดบุบสลายก็รู้สึกโล่งใจ

          “ท่านไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่ แล้วพวกหวังจิ่วกุ้ยอยู่ไหน?” เหออวิ๋นเซิงไม่เห็นหวังจิ่วกุ้ยและพรรคพวกจึงถามอย่างสงสัย

          “ข้าเจรจากับพวกเขาอย่างสันติแล้ว พวกเขาเข้าใจและบอกว่าต่อไปจะไม่หาเรื่องพวกเราอีก ยังบอกอีกว่าวันหน้าจะมาขอขมาพวกเราและให้คำมั่นว่าจะไม่ทำเช่นนี้อีก” เหอเยี่ยนยังคงกล่าวต่อไป

          “อย่าไปสนใจพวกเขาเลย ขายขนมกันต่อเถอะ”

          เหออวิ๋นเซิงมองนางด้วยความสงสัย

          หากบอกว่าหวังจิ่วกุ้ยเป็นคนที่พูดคุยด้วยเหตุผลก็คงไม่ใช่ตัวจริงแล้ว แต่เมื่อเห็นว่าเหอเยี่ยนไม่อยากจะพูดถึง อีกทั้งนางก็ไม่ได้ถูกทำร้ายแต่อย่างใด เหออวิ๋นเซิงจึงเลิกสนใจเรื่องนี้

          เย็นวันนั้นหลังจากกินอาหารเย็นเสร็จ เหออวิ๋นเซิงก็เตรียมตัวจะลุกไปพักผ่อน แต่กลับถูกเหอเยี่ยนรั้งเอาไว้

          “มีเรื่องอะไรรึ?”

          “เจ้าพอจะมีเสื้อผ้าสะอาดบ้างไหม?” เหอเยี่ยนถาม

          เหออวิ๋นเซิงฟังแล้วก็ยังไม่เข้าใจ

          “ข้าอยากจะดูว่ามีจุดไหนที่ต้องปะต้องซ่อมบ้าง” เหอเยี่ยนกล่าวเสริม “ตอนกลางคืนข้าจะได้ช่วยซ่อมให้เจ้าอย่างไรเล่า”

          เหออวิ๋นเซิงทำหน้าเหมือนเห็นผี

          ตั้งแต่เกิดจนถึงตอนนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่เหอเยี่ยนบอกว่าจะซ่อมเสื้อผ้าให้เขา สิ่งที่ได้ยินทำให้หนุ่มน้อยรู้สึกซาบซึ้งขึ้นมาอย่างประหลาด เขาถามออกไปอย่างลังเล “ท่านเคยจับเข็มด้วยหรือ?”

          เขาจำได้ว่าพี่สาวทำงานประเภทเย็บปักไม่เป็น งานพวกนี้ล้วนให้ชิงเหมยเป็นคนทำ

          “ดูถูกฝีมือข้าเสียจริง แน่นอนอยู่แล้ว” ว่าทำไม่เป็น หญิงสาวได้แต่ต่อประโยคนี้ในใจ นางรุนหลังเหออวิ๋นเซิงให้รีบเข้าไปในห้อง “เจ้ารีบไปเอาออกมาเถอะ มีเท่าไรเอามาให้หมด”

          ไม่นานเหออวิ๋นเซิงก็หาเสื้อผ้าออกมาได้กองหนึ่ง เหอเยี่ยนหอบเสื้อผ้าเหล่านั้นขึ้นมาหมายจะเดินกลับห้องตัวเอง เหออวิ๋นเซิงยังคงเสนอแนะอย่างลังเล “ให้ชิงเหมยซ่อมดีกว่าหรือไม่”

          “ชิงเหมยจะใส่ใจเท่าข้าได้อย่างไร เจ้ารีบไปนอนเถอะวันพรุ่งนี้ยังต้องตื่นแต่เช้า” เหอเยี่ยนกล่าว

          เมื่อไล่เหออวิ๋นเซิงกลับห้องไปแล้ว เหอเยี่ยนก็กลับห้องตัวเองบ้าง นางใช้เวลาเลือกอยู่นานกว่าจะได้ออกมาชุดหนึ่ง มันเป็นเสื้อตัวยาวแบบคอกลมแขนแคบที่มีสีน้ำตาลแดง เหอสุยคงจะเอาเงินที่มีทั้งหมดให้บุตรสาวใช้ ดังนั้นเหออวิ๋นเซิงจึงไม่มีเสื้อผ้าที่ดูดีแม้แต่ชุดเดียว ทั้งหมดล้วนตัดเย็บมาจากผ้าเนื้อหยาบ เสื้อตัวยาวที่มีเพียงชุดเดียวนี้ก็ดูเหมือนของเหลือใช้จากผู้อื่น และมันก็ถูกเขาซักจนสีซีดหมดแล้ว

9.ข้ามาเพื่อเล่น

          โชคดีที่นางมีความสูงไม่ต่างจากเหออวิ๋นเซิงมากนักจึงสามารถใส่ชุดนี้ได้พอดี นางเกล้าผมแบบบุรุษแล้วหักกิ่งไม้ที่อยู่นอกห้องมาปักมวยผมเอาไว้ จากนั้นก็จัดการทาผิวตัวเองให้กระดำกระด่างและวาดคิ้วจนคมเข้ม เหอเยี่ยนมองเงาสะท้อนในคันฉ่อง ยามนี้นางเหมือนหนุ่มน้อยคนหนึ่ง

          ชาติก่อนนางแต่งกายเป็นบุรุษจนชิน เมื่อต้องแต่งตัวเป็นบุรุษอีกครั้งในชาตินี้จึงไม่รู้สึกขัดเขินแต่อย่างใด เดิมทีนางอยากจะแต่งเป็นคุณชายมาดดี แต่น่าเสียดายยิ่งนัก เพราะเมื่อสวมชุดนี้แล้วก็ดูเหมือนคุณชายตกอับเสียมากกว่า

          นางทดลองเดินอยู่ในห้องจนมั่นใจว่าไม่มีพิรุธแล้วจึงแอบเปิดประตูและย่องเข้าไปในสวน จากนั้นก็กระโดดข้ามกำแพงออกมายืนอยู่ริมถนน

          เมืองหลวงไม่ได้มีคำสั่งห้ามออกนอกเคหสถานในยามวิกาลจึงนับว่าเป็นช่วงเวลาที่คึกคักและมีสีสันที่สุด เหอเยี่ยนเดินไปยังจุดที่มีแสงไฟส่องสว่างโดดเด่นที่สุดของเมือง เสียงดนตรีขับกล่อมเสนาะหูดังมาจากเรือที่จอดเทียบชายฝั่ง ร้านรวงสองข้างทางต่างร้องเรียกเชื้อเชิญลูกค้า ช่างมีชีวิตชีวาและตระการตายิ่งนัก

          หลังจากเหอหรูเฟยกลับมายังจวนตระกูลเหอ นางก็ต้องแต่งเข้าตระกูลสวี่และตาบอดในเวลาต่อมา นับตั้งแต่นั้นนางก็ไม่เคยได้ออกจากบ้านในยามราตรีอีก

          สีสันตระการตาที่แสนงดงามเหล่านี้ดูเหมือนอยู่ห่างไกลจากนางเสียเหลือเกิน แต่ค่ำคืนนี้ทุกสิ่งที่เคยสูญเสียไปได้กลับคืนมาพร้อมกับสายลมที่พัดผ่านสองฝั่งแม่น้ำ นางเป็นอิสระแล้ว

          เมื่อหลุดพ้นจากตระกูลเหอทุกอย่างก็เริ่มนับหนึ่งใหม่ นางรู้สึกขอบคุณสวรรค์เหลือเกิน

          เหอเยี่ยนเดินตรงไปยังสถานที่ที่อยู่ห่างจากหอสุราจุ้ยอวี้โหลวไม่มากนัก บรรดาสาวงามที่สวยสะพรั่งประดุจดอกไม้งามกำลังต้อนรับแขกเหรื่ออย่างหน้าชื่นตาบาน

          ที่นี่มิใช่หอคณิกา แต่เป็นบ่อนพนันที่มีชื่อเสียงและใหญ่ที่สุดในเมืองหลวง ชื่อว่า ‘บ่อนเล่อทงจวง’

          เหอเยี่ยนหยุดยืนอยู่หน้าประตูทางเข้าบ่อนเล่อทงจวง

          สตรีที่ประดับปิ่นเต็มศีรษะนางหนึ่งก้าวออกมาขวางเหอเยี่ยนแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงหวานพลิ้ว “คุณชาย ที่นี่คือบ่อนพนัน”

          “ข้ารู้” เหอเยี่ยนพยักหน้า จากนั้นหยิบถุงเงินเล็กๆ ออกมาจากแขนเสื้อแล้วแกว่งไปมาตรงหน้านาง “ข้ามาเพื่อเล่น”

          สตรีผู้นั้นชะงักค้างไปครู่หนึ่ง นางยังไม่ทันพูดอะไรต่อเหอเยี่ยนก็เดินเข้าไปด้านในแล้ว

          สตรีที่ยืนอยู่หน้าบ่อนแท้จริงแล้วเป็นผู้ดูแลบ่อน

          มีแต่คนฐานะร่ำรวยเท่านั้นที่มาเล่นพนันที่บ่อนเล่อทงจวงเล่นกันแต่ละครั้งก็วางเงินเดิมพันจำนวนมาก ที่นี่เงินแทบไร้ค่า ด้วยเหตุนี้ผู้ดูแลบ่อนจึงต้องคอยสอดส่องคนที่คิดจะมาเล่น ลูกค้าคนไหนที่ดูแล้วฐานะไม่ถึงขั้นคหบดี นางก็จะพูดเกลี้ยกล่อมให้ออกไปเล่นที่อื่น ที่ทำเช่นนี้เพราะมีเหตุผลอยู่สองประการ ประการแรกการปล่อยให้ชาวบ้านยากจนมาเดินว่อนอยู่ในบ่อนนั้นจะทำให้ภาพลักษณ์ของบ่อนดูไม่ดี และเกรงว่าคนพวกนั้นจะมาเหยียบพรมที่แสนงดงามให้สกปรกเสียเปล่าๆ ประการที่สองกลัวว่าพอเล่นเสียแล้วพวกเขาจะไม่มีเงินจ่ายจนทำให้ลูกค้าประจำของนางเสียอารมณ์เอาได้

          ชุดที่ถูกซักซ้ำๆ จนซีดของเหอเยี่ยนทำให้ผู้ดูแลบ่อนรู้ว่าลูกค้าผู้นี้มิใช่คุณชายร่ำรวยอย่างแน่นอน แต่ไม่ทันได้ขัดขวางนางก็เดินเข้าไปข้างในแบบไม่ต้องเชิญเสียแล้ว

          ในบ่อนเสียงดังโหวกเหวก คนที่อยู่ในนี้ต่างหน้าดำคร่ำเครียด คนที่ชนะก็หัวเราะอารมณ์ดี ส่วนคนที่เล่นเสียก็แสดงท่าทีฮึดฮัดอยากจะแก้มือใหม่ จากนั้นก็หยิบตั๋วแลกเงินออกมาและร้องตวาด “เล่น
อีกตา!”

          เหอเยี่ยนเดินดูบรรยากาศไปเรื่อยๆ วันนี้หลังจากสั่งสอนหวังจิ่วกุ้ยเสร็จ สิ่งที่นางถามเขาก็คือบ่อนพนันที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลวงคือที่ใด อันธพาลข้างถนนอย่างหวังจิ่วกุ้ยต้องรู้เป็นแน่ และเป็นไปตามความคาดหมาย หวังจิ่วกุ้ยให้คำตอบนางว่าบ่อนเล่อทงจวงเป็นบ่อนที่ใหญ่ที่สุดในเมืองนี้

          เหอเยี่ยนไม่เคยเข้าบ่อนพนัน ก่อนที่จะเข้าไปอยู่ใน ‘กองทัพฝู่เยว่’ เหอเยี่ยนไม่อาจไปเยือนสถานที่ที่มีผู้คนพลุกพล่าน เนื่องจากนางอยู่ในฐานะของเหอหรูเฟย ยิ่งเป็นบ่อนพนันที่มีผู้คนเยอะแยะ
เช่นนี้นางยิ่งไม่มีสิทธิ์ได้กล้ำกราย

          เมื่อเข้าไปอยู่ในกองทัพนางก็ทุ่มเทให้กับการรบทัพจับศึกหลังจากชนะศึกก็เดินทางกลับเมืองหลวง ทว่าในเวลาเดียวกันนั้นเหอหรูเฟยก็กลับมาตระกูลเหอเช่นกัน นางจึงต้องกลับไปอยู่ในฐานะของคุณหนูจากบ้านสายรองจึงทำให้ไม่อาจมาในสถานที่เช่นนี้ได้

          บ่อนเล่อทงจวงมีการพนันทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นไพ่ แทงสูงต่ำ หมากล้อม ไก่ชนและอื่นๆ อีกมากมาย นางมองจนตาลายไปหมด ในใจของเหอเยี่ยนทั้งรู้สึกตื่นเต้นและเสียดายในคราวเดียวกันเพราะนางเล่นไม่เป็นสักอย่าง

          ยามนี้หลายคนกำลังทายแต้มลูกเต๋า พวกเขาแค่ใส่ลูกเต๋าลงในถ้วยแล้วทายแต้ม นี่นับเป็นการพนันที่เล่นง่ายและมีคนเล่นมากที่สุดด้วย หลังจากทายเสร็จเงินก็จะไหลมาเทมาดังสายน้ำ เหอเยี่ยนมองจนตาค้าง

          ในที่สุดเหอเยี่ยนก็คลี่ยิ้มออกมา

          ตระกูลเหอช่างยากจนเสียเหลือเกิน แต่ไม่ว่าอย่างไรนางก็ต้องส่งเหออวิ๋นเซิงให้เข้าเรียนในสำนักบัณฑิตให้ได้ เครื่องประดับที่นำไปขายก็ไม่ค่อยได้ราคา ไม่พอสำหรับค่าเล่าเรียน ถึงแม้จะทำขนมต้าไน่ไปขาย แต่ก็ต้องเก็บเงินกันอีกนาน เมื่อเป็นเช่นนี้เหอเยี่ยนจึงนึกถึงบ่อนพนันขึ้นมา แม้ว่าการใช้เงินต่อเงินจะเป็นวิธีการที่ไม่เหมาะสม แต่ตอนนี้นางก็ไม่มีวิธีอื่นที่ดีกว่านี้อีกแล้ว

          “เจ้ามายืนขวางอะไรอยู่ตรงนี้ ถ้าไม่แทงก็หลีกไปให้พ้น” ผู้คนที่อยู่รอบด้านพยายามเบียดเหอเยี่ยนออกไป สายตาของพวกเขาแฝงด้วยความดูแคลน

          “ข้าแทง!” เหอเยี่ยนกล่าว

          ปกติคนที่มาเล่นพนันในบ่อนแห่งนี้ล้วนมีฐานะร่ำรวย หรือไม่ก็มียศมีตำแหน่ง พอเห็นหนุ่มน้อยที่แต่งตัวอย่างอนาถาจึงพากันมองเหมือนของแปลก เหอเยี่ยนหยิบเงินก้อนเล็กๆ ที่มีอยู่เพียงสองก้อนออกมาจากแขนเสื้อและวางลงบนโต๊ะ

          มีเสียงหัวเราะเยาะดังขึ้นมา “พ่อหนุ่ม เจ้าคิดให้ดีเสียก่อน การลงเดิมพันไม่ใช่เรื่องล้อเล่น ข้าว่าทั้งเนื้อทั้งตัวเจ้าคงมีอยู่เท่านี้ อย่าเอาเงินมาพนันเลย หากแพ้ขึ้นมาจะร้องไห้ขี้มูกโป่ง ถึงตอนนั้นก็ไม่มีใครคืนเงินให้เจ้าหรอก!”

          เหตุการณ์เช่นนี้ใช่ว่าไม่เคยเกิดขึ้น การพนันเป็นสิ่งที่ล่อลวงจิตวิญญาณ ยิ่งแพ้ก็ยิ่งเล่น ยิ่งเล่นก็ยิ่งแพ้ บางคนเล่นแล้วเสียทั้งที่ดิน แม้แต่ลูกเมียก็ไม่มีเหลือ สุดท้ายก็ได้แต่เสียใจคิดจะเบี้ยวก็ไม่ได้ หนำซ้ำยังโดนคนของบ่อนเล่อทงจวงโยนออกไปอีก

          สายตาที่พวกเขามองเหอเยี่ยนแฝงความเวทนา ชาวบ้านยากจนที่หลงเข้ามาเล่นในบ่อนเล่อทงจวงไม่เคยมีจุดจบที่ดี

          เหอเยี่ยนยิ้มน้อยๆ “ไม่เป็นไร ข้าเล่นเพื่อความสนุกเท่านั้น”

          คนทั้งหลายหัวเราะเสียงดัง หัวเราะเพราะปรารถนาดีหรือหวังจะได้เห็นเรื่องสนุกก็ไม่มีใครรู้ได้

          ลูกเต๋าถูกใส่ลงไปในถ้วย เจ้ามือคว่ำถ้วยลงแล้วเขย่าซ้ายเขย่าขวา ลูกเต๋ากระทบกันส่งเสียงดังกรุกๆ  คละเคล้าไปกับเสียงพูดคุยของผู้คนรอบด้าน ฟังแล้วคล้ายกับเสียงดนตรี นอกจากนี้เหมือนจะได้ยินเสียงหัวเราะของบุรุษร่างใหญ่โตแทรกขึ้นมา

          เหอเยี่ยนนึกถึงวันเวลาที่อยู่ในค่ายทหาร

          ในอดีตนางเข้าไปอยู่ในค่ายทหารและเริ่มไต่เต้าจากนายทหารตัวเล็กๆ จนได้เป็นรองแม่ทัพ จากนั้นก็สร้างผลงานมากมายสุดท้ายก็ได้ตำแหน่งแม่ทัพมาครอง ทั้งหมดนี้ล้วนแลกมาด้วยบาดแผลที่ปรากฏอยู่ทั่วทั้งร่างของนาง

          ชายแดนที่แสนแร้นแค้นนั้นไม่มีสิ่งบันเทิงอื่นใด พวกทหารในค่ายจึงได้แต่แอบเล่นพนัน

          ทุกครั้งที่เหอเยี่ยนเห็นว่ามีการลักลอบเล่นพนันก็จะสั่งลงโทษตามวินัย แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่สามารถหยุดยั้งพวกเขาได้ หากเผลอเมื่อไรก็จะมีคนแอบเล่น สุดท้ายเหอเยี่ยนจึงออกกฎว่าห้ามนำเงินมาวางเดิมพัน แต่สามารถใช้สิ่งของอื่นมาทดแทนได้ เช่นน่องไก่สักน่อง เสบียงแห้งสักชิ้น หรือหนังสัตว์สักผืน

          อันที่จริงพวกเขาก็ไม่ได้อยากเล่นพนันกันสักเท่าไร แต่การใช้ชีวิตอยู่ชายแดนมันน่าเบื่อสุดจะทน นอกจากฝึกซ้อมเพื่อออกรบแล้ว นี่คงจะเป็นความบันเทิงหนึ่งเดียวที่พอจะสร้างสีสันให้กับชีวิตพวกเขาได้ เหอเยี่ยนจึงตัดใจขัดขวางไม่ลง พวกเขายังชวนเหอเยี่ยนเล่นด้วยกัน บางครั้งหากอารมณ์ดีนางก็จะเล่นด้วยสักตาสองตา แต่ก็แพ้พนันทุกครั้งไป

          ถึงจะแพ้พนันและเสียของไปหลายอย่างแต่เหอเยี่ยนก็ไม่ได้รู้สึกแย่ ความถนัดของแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน อย่างการเล่นพนันไม่ใช่ว่าใครก็เล่นเป็น

          เจ้ามือหยุดเขย่าถ้วยพลางมองมาที่นาง ไม่นานเสียงของลูกเต๋าก็หยุด

          “สูง” เหอเยี่ยนกล่าว

          “เปิด...”

          ถ้วยถูกเปิดออก ลูกเต๋าสองลูกตั้งนิ่งอยู่บนโต๊ะ ทุกคนพากันกลั้นหายใจ จ้องไปที่ลูกเต๋าสองลูก ลูกหนึ่งห้าแต้ม อีกลูกออกหกแต้ม สูงจริงๆ เสียด้วย

          ทุกคนต่างก็ประหลาดใจ ไม่นานนักบุรุษที่หัวเราะเยาะเหอเยี่ยนก่อนหน้านี้ก็หัวเราะขึ้นมา “เจ้านี่มันดวงดีจริงๆ เอาเงินจำนวนนี้ไปหาซื้อเสื้อผ้าดีๆ มาใส่สักชุดก็แล้วกัน!”

          เงินก้อนเล็กๆ และตั๋วแลกเงินจำนวนหนึ่งถูกผลักมากองอยู่เบื้องหน้าเหอเยี่ยน

          ทว่าเหอเยี่ยนผลักเงินทั้งหมดไปข้างหน้าอีกครั้ง

10.นางดูเหมือนคนปกติมาก

          ผู้คนรอบวงมองมาที่นางเป็นตาเดียว

          “เล่นอีกตา” นางเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม

          มีคนทนไม่ไหวพูดขึ้นมาว่า “เจ้านี่มันฮึกเหิมเกินไปแล้ว!”

          “น้องชาย ได้เงินมาแล้วก็พอเถอะ ชนะแค่นี้ก็ไม่เลวแล้ว” นี่คือคำเตือนที่เต็มไปด้วยความปรารถนาดี

          “คิดว่าตัวเองจะดวงดีไปตลอดงั้นรึ? ฮ่าๆๆ เด็กน้อยมักจะไร้เดียงสา!”

          ในหูมีทั้งเสียงพูดเหน็บแนมและเสียงเกลี้ยกล่อมของคนที่มามุงดูดังก้องไปหมด แต่ในสายตาของเหอเยี่ยนมีเพียงแค่เงินสองก้อนนี้เท่านั้น

          ในบ้านมีบ่าวรับใช้เพียงแค่คนเดียวนั่นก็คือแค่ชิงเหมย นางไม่อาจทำงานทุกอย่างในบ้านได้ ดังนั้นตระกูลเหอควรจะมีบ่าวรับใช้เพิ่มอีกสักคน

          อีกไม่กี่เดือนฤดูร้อนก็จะมาเยือนแล้ว สิ่งที่มาพร้อมกับฤดูร้อนคือสายฝน กระเบื้องหลังคาบ้านตระกูลเหอหายไปตั้งหลายแผ่น หากฝนตกลงมาหลังคาต้องรั่วอย่างแน่นอน

          ไหนจะค่าเล่าเรียนของเหออวิ๋นเซิงอีก... ไม่ว่าเรื่องใดล้วนต้องใช้เงินทั้งนั้น

          หากนางต้องการสืบเรื่องของสวี่จือเหิงกับเหอหรูเฟยก็จำเป็นต้องใช้เงินเช่นกัน

          เงินทองเป็นของนอกกายไม่จำเป็นต้องมีเยอะ แต่ถึงอย่างไรก็ต้องมีไว้บ้าง ไม่เช่นนั้นทำอะไรก็จะติดขัดไปเสียหมด

          “เจ้าคิดดีแล้วรึ?” ชายชราที่เป็นเจ้ามือลูบเคราพลางยิ้มอย่างเมตตา

          เหอเยี่ยนยิ้มตอบเขาตามมารยาท ก่อนจะเอ่ยย้ำคำเดิม “เล่นอีกตา”

          ยามนี้มีเงินวางกองพะเนินอยู่บนโต๊ะ บางคนเอาหยกของตัวเองออกมาวางเดิมพันด้วย หนุ่มน้อยที่เพิ่งมาเล่นเป็นครั้งแรกแต่ดวงดีติดๆ กันจึงเป็นที่จับตามองเป็นธรรมดา เพียงครู่เดียวก็มีคนมากมายเข้ามามุงดูวงพนันนี้

          “สูง”

          “เปิด...”

          “คุณชาย เชิญเลือก”

          “ต่ำ”

          “เล่นอีกตา”

          “เปิด...”

          “เล่นอีกตา”

          “เปิด...”

          “เล่นอีกตา”

          “เปิด...”

          ยามนี้ตรงหน้าเหอเยี่ยนมีตั๋วแลกเงินวางอยู่กองโต คนที่เคยหัวเราะนางก่อนหน้านี้เงียบเสียงไปแล้ว ต่อให้เป็นคนโง่ก็ยังมองออกว่านางไม่ใช่มือใหม่ที่เพิ่งมาเล่นเป็นครั้งแรก หากไม่ใช่เพราะที่นี่คือบ่อนเล่อทงจวง คนอื่นๆ คงเข้าใจว่านางรวมหัวกับเจ้ามือโกงคนอื่นๆ แล้ว

          เสียงตีฆ้องบอกยามดังแว่วมาจากด้านนอก เหอเยี่ยนได้ยินก็กล่าวขึ้นมา “ดึกมากแล้ว ข้าควรจะกลับได้แล้ว”

          “คุณชาย” ชายชรายิ้มน้อยๆ “เล่นอีกสักตาเถอะ ถือว่าเป็นตาสุดท้าย แต่รอบนี้เปลี่ยนวิธีการเล่น ท่านคิดเห็นอย่างไร?”

          เหอเยี่ยนปรายตามองเขาพร้อมถามว่า “เล่นอย่างไร?”

          “ไม่แทงสูงต่ำแล้ว คุณชายเล่นเก่งเช่นนี้พวกเรามาเล่นเดาแต้มลูกเต๋ากันดีกว่า ท่านคิดว่าอย่างไร?” พูดพลางดันตั๋วแลกเงินและของมีค่าทั้งหมดไปยังกลางโต๊ะ “หากว่าคุณชายชนะ ของทั้งหมดนี้ก็จะเป็นของท่าน”

          เหอเยี่ยนมองตั๋วแลกเงินที่กองอยู่บนโต๊ะ

          ยามนี้นางชนะได้เงินมาไม่น้อย เหอเยี่ยนรู้ดีว่าการชนะติดต่อกันเช่นนี้เป็นการดึงดูดความสนใจจากผู้อื่น นางควรจะหยุดเล่นได้แล้ว แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดจู่ๆ นางก็นึกถึงแววตาที่อยากจะเล่าเรียนของ
เหออวิ๋นเซิง รวมถึงชุดที่ซักจนสีซีดที่ตัวเองกำลังสวมอยู่ตอนนี้

          “ตกลง” เหอเยี่ยนกล่าว

          ผู้คนรอบด้านต่างส่งเสียงฮือฮา บรรยากาศภายในบ่อนคึกคักขึ้นมาทันที

          ทายสูงต่ำกับทายตัวเลขเป็นคนละเรื่องกัน

          ทายสูงต่ำเป็นการวัดดวง ผลที่ได้มีเพียงสูงกับต่ำสองแบบเท่านั้น แต่การทายแต้มลูกเต๋านั้นจะต้องทายให้ถูกทั้งหมด หากทายผิดก็คือผิด โอกาสชนะมีน้อยมาก คนที่โยนลูกเต๋าเป็นถึงจะกล้าเล่นพนันลักษณะนี้ อีกทั้งวิธีการเขย่าลูกเต๋าของเจ้ามือแต่ละคนก็ต่างกันด้วย

          เหอเยี่ยนดันตั๋วแลกเงินตรงหน้าไปกลางโต๊ะ

          หากว่าตานี้นางแพ้ ทั้งหมดที่ทำไปในคืนนี้ก็ถือว่าสูญเปล่า แต่หากว่าชนะ ความเป็นอยู่ของคนตระกูลเหอในช่วงสามถึงห้าปีต่อจากนี้กับค่าเรียนของเหออวิ๋นเซิงจะไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป

          คนที่มามุงดูต่างนึกสนุกขอร่วมเดิมพัน “ข้าแทงด้วย!”

          “ข้าแทงข้างน้องชายคนนี้ ข้าว่าเขาชนะ!”

          “ฮ่าๆๆ จะเป็นไปได้อย่างไร ข้าลงฝั่งตรงข้าม!”

          ยิ่งเงินเดิมพันมาก คนที่มามุงดูก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น เดิมพันหนนี้มีจำนวนมากถึงขั้นสามารถทำให้รวยหรือจนภายในคืนเดียว น่าสนใจยิ่งกว่างิ้วของคณะละครที่ดังที่สุดในเมืองหลวงเสียอีก

          ชายชรายกถ้วยขึ้นเขย่าช้าๆ ผู้คนภายในบ่อนพร้อมใจกันเงียบเสียง ได้ยินเพียงเสียงลูกเต๋าที่กระทบกันอยู่ในถ้วยทองเหลืองเท่านั้น

          ความคิดของเหอเยี่ยนเหม่อลอยไปไกล ก่อนที่จะแต่งเข้าตระกูลสวี่นางเล่นพนันไม่เก่ง หลังจากที่ออกเรือนได้ไม่นาน ด้วยฐานะสวี่ฮูหยินนางจึงเคยเล่นไพ่กับฮูหยินของตระกูลอื่นตามงานเลี้ยงต่างๆ แต่ก็แพ้ราบคาบทุกครั้ง สวี่จือเหิงมักจะหัวเราะนางอยู่บ่อยๆ

          “เจ้านี่นะ เหตุใดจึงซื่อได้ถึงเพียงนี้?”

          นั่นเป็นการพูดคุยหยอกล้อในจำนวนน้อยครั้งที่เขาแสดงต่อนาง ตอนนั้นนางดีใจมากคิดว่าตัวเองได้รับความอ่อนโยนและความใส่ใจจากสามี นางจึงตัดสินใจว่าจะต้องเรียนรู้วิธีการเล่นไพ่เพื่อครั้งหน้าจะได้ไม่ทำให้สวี่จือเหิงเสียหน้าอีก

          แต่น่าเสียดายที่นางยังเล่นไพ่ไม่เป็นก็ต้องมาตาบอดเสียก่อน เมื่อต้องกลายเป็นคนพิการ ไม่ว่าจะเป็นงานเลี้ยงในบ้านหรือนอกบ้าน ตระกูลสวี่ล้วนไม่อนุญาตให้เหอเยี่ยนเป็นตัวแทนไปร่วมงานในฐานะฮูหยินของบ้านสายหลัก นับตั้งแต่นั้นมานางจึงไม่ออกจากจวนอีก แต่การใช้ชีวิตอยู่แต่ในจวนนั้นน่าเบื่อเกินจะทน เนื่องจากนางมองไม่เห็นจึงได้แต่ฝึกฟังเสียง

          นางอยากเป็นคนตาบอดที่สามารถทำทุกอย่างได้อย่างคล่องแคล่ว ถึงจะมองไม่เห็นแต่ก็ไม่จำเป็นต้องให้คนอื่นคอยช่วยเหลือ นางเป็นคนเข้มแข็งไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค ดังนั้นจึงฝึกฟังเสียงและแยกแยะลักษณะของสิ่งต่างๆ ผ่านการฟัง จากนั้นก็พยายามทำทุกอย่างด้วยตนเอง เมื่อเริ่มคล่องขึ้นนางก็แอบฝึกซ้อมกระบี่ในจวนโดยใช้กิ่งไม้แทนกระบี่

          ส่วนทักษะการฟังเสียงลูกเต๋านางก็เรียนรู้ในตอนนั้นเช่นกัน

          เหอเยี่ยนคิดว่าการฟังเสียงลูกเต๋านั้นง่ายกว่าเล่นไพ่ ยิ่งเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อนก็ยิ่งฟังออกยาก ลูกเต๋าแต่ละหน้ามีเสียงที่แตกต่างกันเพียงเล็กน้อย แต่นางก็ฝึกฟังเสียงอย่างมุมานะ นางเขย่าลูกเต๋าในกระบอกไม้ไผ่ ก่อนจะคว่ำหน้าลงกับโต๊ะและทายแต้มในใจ จากนั้นจึงใช้นิ้วมือคลำดูผล ช่วงแรกๆ นางทายผิดตลอด จนกระทั่งมีอยู่ครั้งหนึ่งเมื่อทายแต้มเสร็จแล้วคลำลูกเต๋า นางก็เผยรอยยิ้มออกมา

          นางทำสำเร็จแล้ว

          บ่าวรับใช้ในจวนแอบนินทานางอยู่บ่อยๆ พวกเขาคุยกันว่าหลังจากตาบอดฮูหยินคงเป็นบ้าไปแล้ว วันๆ ได้แต่เขย่ากระบอกไม้ไผ่ แต่พอนานวันเข้าพวกเขาก็พบว่าไม่ต้องมีคนคอยช่วยเหลือ เหอเยี่ยนก็สามารถทำทุกอย่างได้ด้วยตัวเอง อีกทั้งนางยังสามารถแยกแยะเสียงของคนในจวนได้ทุกคน รู้ว่าข้าวของเครื่องใช้ภายในเรือนวางอยู่ตรงจุดไหนบ้าง

          นางดูเหมือนคนปกติมาก

          เมื่อสวี่จือเหิงเห็นเช่นนี้ก็จับมือพร้อมกับชมว่านางเก่งเหอเยี่ยนรู้สึกดีใจมาก แต่ไม่รู้ว่าทำไมนางถึงรู้สึกผิดหวังลึกๆ นางไม่รู้ว่าตัวเองกำลังผิดหวังเรื่องอะไร รู้เพียงว่ามันไม่ควรเป็นเช่นนี้

          พอตอนนี้มานึกทบทวนดูก็พบว่าหลังจากที่นางฝึกฝนจนมีประสาทในการรับเสียงที่ยอดเยี่ยมแล้ว เมื่อสวี่จือเหิงพูดคุยด้วยนางก็สามารถแยกแยะความเย็นชาและความไม่จริงใจที่แฝงอยู่ในน้ำเสียงของเขาออก แต่เพราะความผูกพันทำให้นางหลีกเลี่ยงที่จะเผชิญหน้ากับความจริงนี้

          เหอเยี่ยนหลับตาลง สุดท้าย... นางก็หลงละเมอไปเองผู้เดียว

          ถ้วยลูกเต๋าถูกคว่ำลงบนโต๊ะดัง “ปัง!”

          ลูกเต๋าทั้งสองลูกหยุดขยับในเวลาต่อมา ลูกที่หนึ่งหยุด ตามมาด้วยลูกที่สอง

          ทุกคนมองไปที่เหอเยี่ยน เหอเยี่ยนหลับตาราวกับกำลังย้อนนึกถึงช่วงเวลาที่อยู่ในจวนตระกูลสวี่ ตอนนั้นนางนั่งเขย่าลูกเต๋าเพียงลำพัง จากนั้นเปิดออกและหยิบลูกเต๋าขึ้นมาคลำทุกด้าน

          หญิงสาวพยายามคว้าจับแสงสว่างอันน้อยนิดที่ซุกซ่อนอยู่ท่ามกลางความมืดมิด

          “สองกับห้า” นางกล่าวพร้อมลืมตาขึ้น

          ถ้วยที่วางคว่ำถูกเปิดออก ลูกเต๋าสองลูกปรากฏต่อหน้าธารกำนัล

          บรรยากาศภายในบ่อนเงียบกริบ สักพักก็มีคนร้องขึ้นมาเบาๆ ก่อนจะดังขึ้นเรื่อยๆ ชายหนุ่มในชุดผ้าแพรเนื้อดีที่ยืนใกล้เหอเยี่ยนที่สุดจับแขนนางและกล่าวอย่างตื่นเต้น “จอมยุทธ์ นับแต่วันนี้เป็นต้นไป ท่านคืออาจารย์ของข้า! ได้โปรดรับการคารวะจากข้าด้วย!”

          เหอเยี่ยนแกะมือของบุรุษที่กำลังจับแขนตัวเองออกด้วยอาการกระอักกระอ่วน

          ชายชราคนเดิมมีสีหน้าคาดไม่ถึง แต่ไม่นานเขาก็คลี่ยิ้มพลางลูบเครา “คุณชายเก่งมาก เงินทองและของมีค่าทั้งหมดนี้เป็นของท่าน” เขาเงียบไปชั่วครู่ก่อนเอ่ยต่อไป “ไม่ทราบว่าคุณชายมีชื่อเสียงเรียงนามว่าอะไร พอจะให้เกียรติดื่มชากับคนแก่อย่างข้าสักถ้วยได้หรือไม่?”

          เหอเยี่ยนรวบตั๋วแลกเงินและสิ่งของมีค่าที่วางอยู่บนโต๊ะใส่อกเสื้อตัวเอง พลางปฏิเสธอย่างนอบน้อม “ข้าน้อยเป็นเพียงคนไร้นามไม่ควรค่าให้ผู้อาวุโสเอ่ยถึง อีกอย่างตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว เอาไว้โอกาสหน้านะขอรับ” ว่าแล้วนางก็เดินผ่านคนทั้งหมดและเดินออกจากบ่อนเล่อทงจวง

          นักพนันในบ่อนยังคงตื่นเต้นกับการพนันเมื่อครู่ คนที่เล่นต่อก็เล่นไป ชายชรายังคงรักษาสีหน้าสงบนิ่งเอาไว้ เขาหมุนตัวเดินขึ้นไปบนชั้นสอง จังหวะนั้นบุรุษผู้หนึ่งก็ก้าวออกมายืนก้มหน้าอยู่ตรงหน้าเขาราวกับรอรับคำสั่ง

          “ตามไป!” ชายชราออกคำสั่ง

          ส่วนอีกด้าน บุรุษหน้าตาดุดันผู้หนึ่งยกมือส่งสัญญาณให้ลูกสมุนที่ยืนอยู่ทางด้านหลัง อีกฝ่ายรับคำสั่งแล้วออกจากบ่อนไป

          “โกยเงินของข้าได้แล้วก็คิดจะหนีงั้นหรือ? โลกนี้มีเรื่องง่ายขนาดนี้ด้วยรึ บัดซบ!”