ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

องค์หญิงใหญ่ 长公主

ผู้แต่ง Mo Shu Bai
ผู้แปล Hongsamut
ประเภท นิยายจีนโบราณ
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
ร้านค้าออนไลน์ แบบเล่ม

องค์หญิงหลี่หรงสมรสกับเผยเหวินเซวียนตอนอายุ18 หลี่หรงใช้ฐานะของเผยเหวินเซวียนเพื่อหลีกเลี่ยงภัยพิบัติ ในขณะที่ เผยเหวินเซวียนใช้ฐานะองค์หญิงของหลี่หรงสั่งสมอำนาจในราชสำนักและดันตัวเองขึ้นสู่ขุนนางอันดับหนึ่ง ทั้งสองสมรสกันด้วยเหตุผลทางการเมือง เป็นเพียงการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ โดยไร้ความรักมาเกี่ยวข้อง กาลเวลาผันผาน หลี่หรงใช้ชีวิตหมดไปกับความรื่นเริง ร่ำสุราและการร่ายรำ สูญเสียความเป็นตัวเองจนหมดสิ้น ส่วนเผยเหวินเซวียนก็จมอยู่กับคนในอดีต … เป็นสามีภรรยาในนามกันมา 30 ปี ระหว่างทั้งสองมีเพียงอำนาจ ผลประโยชน์ และการฟาดฟันกันเอง สุดท้ายทั้งคู่ก็ต้องจบชีวิตภายใต้แผนการของกันและกัน แต่สวรรค์กลับเล่นตลก จู่ๆ ทั้งสองก็ตื่นขึ้นมาและพบว่าได้ย้อนกลับมาในช่วงวัยเยาว์ก่อนที่จะสมรสกันอีกครั้ง กลับมายืนในจุดที่ต้องตัดสินใจเลือกทางเดินที่สำคัญให้กับชวิตตัวเอง ในขณะที่เผยเซวียนพยายามทุกทางเพื่อเข้าหาหลี่หรง เอาใบหน้าหล่อๆ เข้าล่อเผื่อให้ตัวเองถูกเลือก แต่หลี่หรงกลับหลีกเพราะไม่อยากเดินซ้ำรอยเดิม

บทนำ

องค์หญิงหลี่หรงสมรสกับเผยเหวินเซวียนตอนอายุ18 หลี่หรงใช้ฐานะของเผยเหวินเซวียนเพื่อหลีกเลี่ยงภัยพิบัติ ในขณะที่ เผยเหวินเซวียนใช้ฐานะองค์หญิงของหลี่หรงสั่งสมอำนาจในราชสำนักและดันตัวเองขึ้นสู่ขุนนางอันดับหนึ่ง ทั้งสองสมรสกันด้วยเหตุผลทางการเมือง เป็นเพียงการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ โดยไร้ความรักมาเกี่ยวข้อง

กาลเวลาผันผาน หลี่หรงใช้ชีวิตหมดไปกับความรื่นเริง ร่ำสุราและการร่ายรำ สูญเสียความเป็นตัวเองจนหมดสิ้น ส่วนเผยเหวินเซวียนก็จมอยู่กับคนในอดีต … เป็นสามีภรรยาในนามกันมา 30 ปี ระหว่างทั้งสองมีเพียงอำนาจ ผลประโยชน์ และการฟาดฟันกันเอง สุดท้ายทั้งคู่ก็ต้องจบชีวิตภายใต้แผนการของกันและกัน

แต่สวรรค์กลับเล่นตลก จู่ๆ ทั้งสองก็ตื่นขึ้นมาและพบว่าได้ย้อนกลับมาในช่วงวัยเยาว์ก่อนที่จะสมรสกันอีกครั้ง กลับมายืนในจุดที่ต้องตัดสินใจเลือกทางเดินที่สำคัญให้กับชวิตตัวเอง ในขณะที่เผยเซวียนพยายามทุกทางเพื่อเข้าหาหลี่หรง เอาใบหน้าหล่อๆ เข้าล่อเผื่อให้ตัวเองถูกเลือก แต่หลี่หรงกลับหลีกเพราะไม่อยากเดินซ้ำรอยเดิม

สารบัญ

ปลายฤดูหนาวเป็นช่วงที่หนาวที่สุดของเมืองหัวจิง

หิมะที่เกาะตัวเป็นก้อนเริ่มละลาย สายลมพัดพาความเย็นยะเยือกเข้าปกคลุมทั่วทั้งเมือง

ณ ตำหนักองค์หญิงใหญ่ ‘หลี่หรง’ กำลังนอนอยู่บนเตียง ร่างของนางมีผ้านวมผืนหนาที่คอยให้ความอบอุ่น นอกจากนี้ในห้องยังมีกระถางไฟหลายใบวางอยู่ ช่วยทำให้อากาศในห้องอบอุ่นขึ้นราวกับอยู่ในช่วงฤดูร้อน

แม้ว่าจะมีหลายชีวิตยืนอยู่ในห้องแต่กลับไร้สรรพสำเนียง ไม่มีใครกล้าเอื้อนเอ่ยคำใด หลี่หรงคล้ายครึ่งหลับครึ่งตื่น รู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว ทว่าเมื่อเทียบกับช่วงสองสามวันก่อนที่เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาว และกระอักไอเป็นโลหิตไม่หยุดก็นับว่าตอนนี้สบายตัวขึ้นมาก

“เปลี่ยนผ้าอีกผืนเถอะ” เสียงนุ่มทุ้มของบุรุษหนึ่งดังขึ้น

“เจ้าค่ะ” นางกำนัลที่อยู่ด้านข้างตอบรับ จากนั้นก็ได้ยินเสียงเทน้ำตามมา

ไม่นานหลี่หรงก็รู้สึกว่ามีคนช่วยซับเหงื่อที่หน้าผากให้ตน ท่าทางช่างอ่อนโยนราวกับกำลังเช็ดตุ๊กตากระเบื้องเคลือบที่แสนเปราะบางซึ่งหากไม่ระวังก็อาจทำให้แตกได้

หลี่หรงลืมตาขึ้นอย่างสะลึมสะลือ เห็นชายหนุ่มในอาภรณ์สีขาวปลอดผู้หนึ่ง

บุรุษตรงหน้าอายุประมาณสี่สิบต้นๆ กลิ่นอายสูงศักดิ์ฉายชัดออกมา คิ้วคมเข้มคู่นั้นกลับแลดูอ่อนโยน ท่วงท่าสง่างาม เพียงมองก็รู้สึกว่าเขาช่างมีใบหน้าหล่อเหลาคมคายยิ่ง

เมื่ออีกฝ่ายเห็นว่านางรู้สึกตัวแล้วก็รีบเลื่อนสายตามาสบกับนาง นัยน์ตาสองคู่สบประสานกันนิ่งนาน ครู่ต่อมาเขาก็คลี่ยิ้มแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “องค์หญิงทรงตื่นบรรทมแล้วหรือ?”

หลี่หรงได้ยินคำถามก็มึนงงไปชั่วขณะ บุรุษตรงหน้ายื่นมือเข้ามาช่วยพยุงนางให้ลุก เขาวางหมอนหนุนไว้ด้านหลัง จากนั้นก็รับถ้วยน้ำแกงสาลี่จากนางกำนัลที่ยืนอยู่ด้านข้างมาป้อนให้ถึงปาก กล่าวเสียงเบา “เสวยสักหน่อยเถิด ลำคอจะได้ชุ่มชื่น”

เขาเอ่ยพลางตักน้ำแกงป้อนนางทีละคำ เมื่อลิ้นลิ้มรสความหวานของน้ำแกงอุ่นๆ หลี่หรงก็เริ่มมีสติขึ้นมาทีละน้อย นางจำคนตรงหน้าได้แล้ว บุรุษผู้นี้เป็นคนที่ช่วยดูแลตำหนักของนางมาหลายปี ‘ซูหรงชิง’ เขาเป็นคนที่นางเชื่อใจและสนิทสนมมากที่สุด

หลี่หรงอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่จู่ๆ ก็รู้สึกระคายคอ นางผลักมือซูหรงชิงที่กำลังป้อนน้ำแกงออกแล้วหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาปิดปากตัวเอง ตามมาด้วยเสียงไอไม่หยุด

ซูหรงชิงลูบแผ่นหลังเพื่อช่วยบรรเทาอาการไอ ผ่านไปครู่หนึ่งเสียงไอจึงค่อยๆ เบาลง จากนั้นหลี่หรงจึงถามถึงสถานการณ์ในราชสำนัก “เรื่องของรัชทายาทเป็นอย่างไรบ้าง?”

“ยังไม่สำเร็จ” ซูหรงชิงตอบเรื่องที่หลี่หรงกังวล “อัครเสนาบดีเผยไม่ยอมรามือ ยังยืนยันว่าจะสนับสนุนองค์ชายใหญ่ขึ้นเป็นรัชทายาท กระหม่อมส่งทหารไปจับกุมคนขององค์ชายใหญ่เอาไว้แล้ว เรื่องชั่วช้าที่พวกมันกระทำ พรุ่งนี้จะเริ่มทำการไต่สวน”

“เขายังไม่ยอมรามือสินะ” หลี่หรงหายใจหอบ ซูหรงชิงจึงดึงตัวนางให้ขยับมาพิงร่างตน หลี่หรงสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากร่างกายเขา นางกระแอมเบาๆ แล้วเอ่ย “เขาสนับสนุนหลี่ผิงก็เพื่อนางในดวงใจอย่างฉินเจินเจินเท่านั้น แต่นางก็ตายไปหลายปีแล้ว เอาแต่คร่ำครวญหาไม่ยอมปล่อยวาง ซิ่นเอ๋อร์เป็นองค์ชายที่ฮองเฮาเป็นผู้ให้กำเนิด เขาสมควรสืบทอดบัลลังก์ จะปล่อยให้ตำแหน่งหลุดลอยไปถึงมือหลี่ผิงได้อย่างไร?”

“องค์หญิงตรัสด้วยอารมณ์โกรธแล้วกระมัง” ซูหรงชิงยิ้มบางพลางยกมือขึ้นนวดขมับให้นาง หลี่หรงรู้สึกสบายตัวขึ้น นางทิ้งน้ำหนักตัวพิงร่างซูหรงชิงฟังเขากล่าวเสียงเบา “เผยเหวินเซวียนต้องการสนับสนุนองค์ชายใหญ่ แน่นอนเขาย่อมต้องวางแผนเอาไว้แล้ว ตระกูลฝั่งมารดาขององค์ชายใหญ่ไร้ขุมอำนาจที่จะช่วยผลักดัน ดังนั้นจึงต้องสร้างสัมพันธ์อันดีกับเผยเหวินเซวียนมาตั้งแต่เยาว์วัย หากภายภาคหน้าองค์ชายใหญ่ได้ขึ้นเป็นฮ่องเต้ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องพึ่งพาอาศัยเผยเหวินเซวียน สำหรับเผยเหวินเซวียนแล้ว นั่นทำให้เขาสามารถรักษาฐานอำนาจอันยิ่งใหญ่ค้ำฟ้านี้ต่อไปได้จนแก่เฒ่าอย่างไร้ความกังวล”

หลี่หรงฟังคำพูดของซูหรงชิงแล้วจิตใจก็สงบขึ้นมาก “จริงสิ ตอนนี้อาการของฝ่าบาทเป็นอย่างไรบ้าง?”

ซูหรงชิงตอบ “ยังเหมือนเดิม สลบไสลไม่ได้สติ เกรงว่าคงจะฝืนทนได้อีกไม่กี่วัน เมื่อวานฮองเฮาทรงมีกระแสรับสั่งอย่างลับๆ ออกมา ขอให้องค์หญิงเตรียมตัวเสียแต่เนิ่นๆ เรื่องการแต่งตั้งรัชทายาท ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อยากให้ยืดเยื้อ”

หลี่หรงไม่เอ่ยสิ่งใด นางนั่งพิงร่างซูหรงชิงเงียบๆ พักใหญ่ก่อนจะเอ่ย “หรงชิง”

“อืม” ซูหรงชิงขานรับ

หลี่หรงนิ่งไปอีกพักใหญ่แล้วเอ่ยขึ้น “ข้าคิดว่าตัวเองก็อาจจะฝืนทนได้อีกไม่นานแล้ว”

ซูหรงชิงชะงักมือที่กำลังนวดขมับให้นาง

หลี่หรงนิ่งเงียบไม่กล่าวต่อ นางรู้สึกเช่นนี้จริงๆ ขณะที่นางลืมตาในเช้าวันนี้ นางรู้สึกคล้ายร่างกายกำลังอุทธรณ์ว่าไม่อาจฝืนทนต่อไปได้อีก

“ความจริง ข้าใช้ชีวิตมาจนป่านนี้ก็นับว่าคุ้มค่าแล้ว” หลี่หรงกล่าวเสียงหอบ “ข้าเป็นห่วงเพียงแค่ฮองเฮาและซิ่นเอ๋อร์ หากข้าไม่อยู่ พวกเขาคงยากจะต่อกรกับเผยเหวินเซวียนที่มีอำนาจล้นฟ้าได้”

“องค์หญิงอย่าได้กังวล” ซูหรงชิงกล่าวเสียงต่ำ “หากองค์หญิงเป็นอะไรไป เขาก็ไม่มีสิทธิ์อยู่ในโลกนี้ต่อเช่นกัน กระหม่อมจะสังหารและนำร่างเขามาเซ่นไหว้หลุมศพของท่าน”

หลี่หรงได้ยินคำพูดนี้ก็หัวเราะเบาๆ นางเงยหน้าขึ้นจ้องบุรุษที่อยู่ตรงหน้า

ว่ากันตามตรง ซูหรงชิงอายุย่างห้าสิบเอ็ดแต่กลับไม่มีส่วนใดที่บ่งบอกถึงความชรา ถ้าไม่มีผมขาวที่ขึ้นแซมเป็นหย่อมๆ บริเวณหน้าผาก ก็คงไม่สามารถบอกอายุที่แท้จริงของเขาได้ ลองให้เขาเตร็ดเตร่บนท้องถนนดูสิ อาจจะได้รับตำแหน่งบุรุษในฝันของสตรีทั้งเมืองก็เป็นได้

สามสิบปีที่แล้ว ‘ซูหรงชิง’ หนุ่มน้อยทายาทตระกูลซูผู้นี้ก็คือบุรุษในฝันของบรรดาหญิงสาวในเมืองหัวจิง แม้ตอนนี้เขาจะอายุมาก แต่ก็ยังคงเป็นบุรุษในภาพฝันสีจางของหญิงสาวหลายๆ คน

“ข้าไม่เคยรู้เลยว่า...” หลี่หรงหัวเราะพลางมองหน้า “ซูหรงชิงของพวกเราก็มีช่วงเวลาที่โมโหเช่นกัน”

“มีเรื่องมากมายที่ทำให้กระหม่อมโมโห” ซูหรงชิงหัวเราะ กำลังจะเอ่ยต่อก็ได้ยินเสียงรายงานของนางกำนัลที่อยู่ด้านนอก

“ทูลองค์หญิง ใต้เท้าเผยขอเข้าเฝ้าเพคะ”

เมื่อได้ยินหลี่หรงก็เหลือบมองซูหรงชิง นางรู้สึกประหลาดใจ “เวลาเช่นนี้ เขามาทำอะไร?”

“หากองค์หญิงไม่อยากพบ” สีหน้าซูหรงชิงเรียบเฉย “ก็ไม่ต้องพบ”

หลี่หรงครุ่นคิดชั่วครู่แล้วหัวเราะ “ช่างเถอะ คนเคยเป็นสามีภรรยาก็ควรพบหน้ากันสักหน่อย ไม่แน่ว่าพบหน้าครั้งนี้อาจเป็นครั้งสุดท้ายก็เป็นได้”

ซูหรงชิงไม่พูดอะไร เขานั่งนิ่ง หลี่หรงหันไปมองแล้วเรียกอย่างงุนงง “หรงชิง?”

ซูหรงชิงคล้ายเพิ่งรู้สึกตัว เขาลุกขึ้นกล่าวอย่างนอบน้อม “เช่นนั้น กระหม่อมจะไปเชิญใต้เท้าเผย”

ระหว่างที่พูดซูหรงชิงก็ประคองหลี่หรงให้เอนร่างพิงหมอนแล้วช่วยจัดเสื้อผ้าของนางให้เรียบร้อย จากนั้นจึงลุกขึ้นก้าวออกจากห้องไป

หลี่หรงให้นางกำนัลหยิบคันฉ่องทองแดงมาให้ นางแต่งหน้าเล็กน้อย ไม่นานซูหรงชิงก็เดินนำเผยเหวินเซวียนเข้ามา

‘เผยเหวินเซวียน’ แต่งกายด้วยเครื่องแบบสีดำของขุนนางราชสำนัก แขนเสื้อกว้างปักลายเมฆาสีชาด คาดทับด้วยสายรัดเอว เสื้อตัวในสีแดงยิ่งขับให้เขาดูสูงโปร่ง ในช่วงวัยฉกรรจ์เผยเหวินเซวียนดูดีไม่น้อย ถึงตอนนี้จะอยู่ในวัยที่ต้องตระหนักถึงคุณค่าของชีวิต ไม่หล่อเหลาเช่นเมื่อครั้งยังหนุ่ม แต่เขากลับมีความสุขุมลุ่มลึกที่หายากจากชายอายุน้อยทั้งหลาย... แฝงอยู่จางๆ

เผยเหวินเซวียนก้าวเข้ามาประสานมือคารวะหลี่หรง กลิ่นหอมอ่อนๆ ฟุ้งกำจายออกมาทุกการเคลื่อนไหว หลี่หรงเหลือบมองเขาหลายครั้ง ที่ผ่านมาคนผู้นี้มีนิสัยเก็บเนื้อเก็บตัว เขาหันมาใช้เครื่องหอมที่มีกลิ่นชัดเจนเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อไร?

หลี่หรงรู้สึกประหลาดใจแต่มิได้แสดงออกทางสีหน้า นางคลี่ยิ้ม กำลังจะบอกให้เขานั่งแต่ตัวเองกลับไอออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่

ซูหรงชิงรีบเข้ามาลูบหลังนาง เผยเหวินเซวียนมองผ่านๆ ด้วยสายตาเยือกเย็น ผ่านไปพักใหญ่กว่าหลี่หรงจะกลับมาเป็นปกติ นางเงยหน้ามองเผยเหวินเซวียน เอ่ยกลั้วหัวเราะ “หากไม่มีธุระท่านคงไม่มาที่นี่ กี่ปีแล้วที่ใต้เท้าเผยมิได้มาเยือนตำหนักของข้า วันนี้แวะมาได้แสดงว่ามีธุระสำคัญ”

เผยเหวินเซวียนไม่เอ่ยสิ่งใด เอาแต่จ้องไปที่ซูหรงชิงอย่างเงียบๆ ซูหรงชิงเองก็แสร้งทำเป็นไม่เห็นสายตาเย็นเยียบของอีกฝ่าย ยังคงยืนอยู่ข้างหลี่หรงไม่ขยับ ผ่านไปพักใหญ่กว่าเผยเหวินเซวียนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ให้เขาออกไป”

หลี่หรงได้ยินคำพูดนี้ก็ไม่รู้สึกประหลาดใจ เผยเหวินเซวียนไม่ชอบซูหรงชิง เขาไม่เอ่ยปากไล่ซูหรงชิงออกไปตรงๆ ก็นับว่าไว้หน้าแล้ว ในเมื่อวันนี้นางและเผยเหวินเซวียนยังอยู่ในฐานะสามีภรรยา แม้จะเป็นเพียงในนาม และทั้งสองก็แยกกันอยู่มานาน แต่ก็ยังถือว่าเป็นพันธมิตรกัน จึงไม่จำเป็นต้องทำให้อีกฝ่ายลำบากใจ นางเงยหน้ามองซูหรงชิงก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “หรงชิง ท่านออกไปรอข้างนอกสักครู่เถอะ”

เมื่อหลี่หรงเอ่ยปาก ซูหรงชิงจึงยอมประสานมือคารวะแล้วล่าถอย

ทันทีที่ซูหรงชิงเดินออก นางกำนัลที่อยู่ในห้องก็ตามออกไปด้วย เหลือเพียงเผยเหวินเซวียนและหลี่หรงเท่านั้น หลี่หรงไอเบาๆ เผยเหวินเซวียนนิ่งเงียบไม่เอ่ยสิ่งใด หลายอึดใจต่อมาหลี่หรงจึงเปิดประเด็น “มีอะไรก็พูดมาเถอะ”

“เกี่ยวกับเรื่องการแต่งตั้งรัชทายาท” เผยเหวินเซวียนเงยหน้ามองหลี่หรง เมื่อเปิดปากก็ตรงเข้าเรื่องในราชสำนัก “วันนี้กระหม่อมมาปรึกษาหารือกับองค์หญิง”

“เรื่องอะไร?” หลี่หรงแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องราวในราชสำนัก นางกล่าวเสียงเรียบ “ซิ่นเอ๋อร์เป็นทายาทสายตรง นิสัยอ่อนน้อม เมตตากรุณา ยังมีจุดที่ต้องพิจารณาเขาอีกหรือ?”

“พวกเราก็ร่วมมือกันมาหลายปี กระหม่อมไม่อยากอ้อมค้อมอีก” สายตาเผยเหวินเซวียนแฝงไปด้วยความเย็นชา น้ำเสียงเข้มขึ้น “องค์ชายรองถูกเลี้ยงดูอย่างตามใจจนเสียคน เขาไม่เหมาะกับตำแหน่งรัชทายาท อีกอย่าง ตระกูลเดิมของฮองเฮาก็แผ่อิทธิพลจนเกินงาม ในภายภาคหน้าหากไม่มีองค์หญิงหรือกระหม่อม เกรงว่าจะไม่มีใครควบคุมเชื้อพระวงศ์กลุ่มนี้ได้”

“กลุ่มเชื้อพระวงศ์ที่ท่านว่า แตกต่างกับท่านและข้าตรงไหนกัน?” หลี่หรงหัวเราะเยาะ “ท่านพูดเหมือนเป็นเรื่องใหญ่ ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าเป้าหมายของตนคืออะไร! เผยเหวินเซวียน ท่านบอกว่ามีเรื่องมาปรึกษาแต่ความจริงแล้วแค่มาแจ้งข่าวให้ข้ารับรู้เท่านั้น หากข้าไม่ยินยอม... ท่านจะทำเช่นไรต่อ?”

“หมายความว่าองค์หญิงยืนกรานที่จะสนับสนุนหลี่ซิ่นขึ้นครองบัลลังก์สินะ?”

“เหลวไหลสิ้นดี!” หลี่หรงตวาดเสียงสูง “ซิ่นเอ๋อร์เป็นโอรสของฮองเฮา หรือท่านต้องการให้ลูกของนางสนมขึ้นครองบัลลังก์แทน?!”

พักใหญ่เผยเหวินเซวียนถึงได้ตอบ “อาจเพราะองค์หญิงยังโกรธแค้นเจินเจินอยู่”

“ท่านเรียกนางว่า ‘ฉินกุ้ยเฟย’ ไม่ได้’ หรือ?” หลี่หรงเตือนอย่างเหลืออด “เจินเจิน เฮอะ! ชื่อนี้ท่านมีสิทธิ์เรียกงั้นรึ?”

เผยเหวินเซวียนเงียบไปนาน จากนั้นจึงกล่าว “ยังตะโกนต่อปากต่อคำได้เช่นนี้ ดูท่าพระพลามัยที่ว่าแย่คงไม่จริงกระมัง ไม่เป็นไร ในเมื่อองค์หญิงปฏิเสธ จากนี้ไปเราต่างคนต่างดำเนินตามแผนการของตัวเอง อย่าหาว่ากระหม่อมไม่เตือนก็แล้วกัน” กล่าวจบเผยเหวินเซวียนก็หมุนตัวเดินจากไป

หลี่หรงมองตามแผ่นหลังของเขา โกรธจนเลือดลมตีกลับ นางตะโกนไล่หลัง “ข้าก็อยากจะรู้ว่าท่านมีลูกไม้อะไรซ่อนอยู่”

“องค์หญิงคิดว่าอย่างไร ก็อย่างนั้นแหละ?” เผยเหวินเซวียนตอบเสียงเย็นโดยที่ไม่ได้หันมามอง

หลี่หรงหัวเราะเสียงเย็น “หรือท่านคิดจะสังหารข้า?”

“คิดว่ากระหม่อมไม่กล้ารึ?” เผยเหวินเซวียนหันกลับมาสบตานางด้วยแววอาฆาต

หัวใจหลี่หรงสั่นไหวขึ้นมาวูบหนึ่ง

สายตานั่นช่างเยือกเย็น เร่งให้สัญชาตญาณระวังภัยของนางตื่นตัว เผยเหวินเซวียนผู้นี้เพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายเขาทำได้ทุกวิถีทาง สายสัมพันธ์ระหว่างนางกับเขาแท้จริงแล้วเปราะบางและว่างเปล่า ฐานะสามีภรรยาอะไรนั่นก็เป็นเพียงในนาม เป็นการร่วมมือที่ได้ประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย

เมื่อมีผลประโยชน์ ไม่ว่าอะไรเผยเหวินเซวียนก็สามารถโอนอ่อนผ่อนตาม แต่เมื่อเดินมาถึงจุดที่ต่างฝ่ายต่างแทงปลายเข็มเข้าหากัน ก็มิใช่เรื่องแปลกที่เขาจะหาสารพัดวิธีมาตอบโต้นาง

หลี่หรงมองเผยเหวินเซวียนที่เปิดประตูอย่างกระแทกกระทั้นแล้วก้าวออกไป ในตอนนั้นเอง ลมหายใจของนางพลันหอบกระชั้น

ซูหรงชิงก้าวเข้ามา เห็นหลี่หรงกำลังโกรธจัดก็รีบเข้ามาปลอบ ลูบหลังนางเบาๆ พลางเอ่ย “ที่เขามาวันนี้ย่อมไม่ได้มาดี องค์หญิงกำลังประชวรอยู่ ไยจึงต้องดื้อพบหน้าให้ได้ด้วย?”

หลี่หรงไม่พูดอะไร นางพิงร่างซูหรงชิงแล้วไอ นางกำนัลเดินถือถ้วยยาเข้ามา ซูหรงชิงให้นางกำนัลลองทดสอบยาก่อน เมื่อแน่ใจว่าไม่มีสิ่งผิดปกติจึงส่งถ้วยยาให้หลี่หรงดื่ม

หลี่หรงดื่มไปอึกหนึ่งกำลังคิดจะพูดบางอย่าง แต่เมื่อยาไหลผ่านท้องลงไปนางกลับรู้สึกเจ็บปวดอย่างรุนแรง เลือดลมตีกลับ นางกำแขนเสื้อซูหรงชิงแน่น ทะลึ่งพรวดไปด้านหน้า กระอักโลหิตออกมาคำใหญ่

ซูหรงชิงตกตะลึงไปชั่วครู่ ตะโกนเสียงดัง “หลี่หรง!”

หลี่หรงทิ้งตัวทรุดลงข้างเตียงหายใจหอบถี่ กระเพาะของนางปั่นป่วนรุนแรง ซูหรงชิงกอดนางพลางตะโกนเรียกหมอหลวง แล้วใช้มือข้างหนึ่งจับชีพจรให้ ไม่กี่อึดใจหลังจากนั้นมือของซูหรงชิงก็เปลี่ยนเป็นสั่นเทา

“เป็น... เซียงเหม่ยเหริน”

เมื่อหลี่หรงได้ยินชื่อพิษนี้ สมองของนางก็หวนคิดถึงกลิ่นหอมบนร่างของเผยเหวินเซวียนเมื่อครู่

เซียงเหม่ยเหรินเช่นนั้นรึ ในปีนั้น... ฉินเจินเจินที่อยู่ในวังหลังก็เสียชีวิตด้วยยาพิษชนิดนี้

ปกติหากวาง ‘เซียงเหม่ยเหริน’ ไว้ในกระถางธูปหอม อาจต้องหลอกล่อเหยื่อให้สูดดมกลิ่นติดต่อกันช่วงระยะหนึ่งพิษจึงจะกำเริบ แต่ยังมีอีกวิธีที่ช่วยให้พิษกำเริบเร็วขึ้น นั่นคือการใช้ยากระตุ้นหลังจากสูดดมกลิ่นเซียงเหม่ยเหรินเข้าไป

หลี่หรงฝืนต่อสู้กับความเจ็บปวดในช่องท้องที่กำลังทรมานตน พยายามกลืนโลหิตลงคอ

เป็นแผนการของเผยเหวินเซวียนอย่างไม่ต้องสงสัย

นางกัดฟันพร้อมขบคิดอย่างรวดเร็ว สุนัขจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ตัวนี้ในที่สุดก็ลงมือแล้ว!

เผยเหวินเซวียนต้องการสนับสนุนให้หลี่ผิงขึ้นครองบัลลังก์ ทุกวันนี้ฮ่องเต้ยังคงประชวรไม่ได้สติ ฮองเฮาก็ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวเช่นเขา นางจึงกลายเป็นอุปสรรคชิ้นใหญ่ต่อแผนการของเผยเหวินเซวียน

เพราะเห็นแก่ฐานะองค์หญิงของนาง เขาจึงยอมอดทนมานานหลายปี หากวันนี้ฮ่องเต้สิ้นพระชนม์เขาก็ไม่ต้องอาศัยฐานะราชบุตรเขยเพื่อรับพระเมตตาจากพระองค์อีก แน่นอน นางก็จะกลายเป็นศัตรูที่ขวางเส้นทางสู่อำนาจทันที เขาจึงต้องหาทางกำจัด

กล้าวางยาพิษในตำหนักของนาง คงมีแต่เผยเหวินเซวียนที่นางรู้จักมาสามสิบกว่าปีเท่านั้นที่อาจหาญ ดังนั้นกลิ่นหอมแปลกประหลาดที่กรุ่นอยู่บนตัวเขาก็คือเซียงเหม่ยเหริน ส่วนยาในถ้วยนี้ก็คงเป็นยาที่คนของเขาเตรียมเอาไว้ หากเมื่อครู่นางรับปาก ยาถ้วยนี้คงไม่ถูกส่งมาถึงมือ

แต่เพราะนางปฏิเสธ เขาจึงตัดสินใจสังหาร

เขากล้าสังหารนางจริงๆ!

เมื่อหลี่หรงคิดถึงตรงนี้ก็กระอักโลหิตออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ นางคลับคล้ายว่าได้ยินเสียงฝีเท้าของหมอหลวงดังมาจากด้านนอก สมองของนางตอนนี้กระจ่างยิ่ง

นางจะปล่อยเขาไว้ไม่ได้

ความเจ็บปวดทำให้นางสงบนิ่งอย่างประหลาด ต่อให้ตายก็ต้องเอาร่างเผยเหวินเซวียนมาเซ่นไหว้หลุมศพนางให้ได้ “นำป้ายคำสั่งของข้ามา”

หมอหลวงรีบจัดการฝังเข็มให้หลี่หรง หลี่หรงจับมือซูหรงชิงอย่างยากลำบาก “จงเรียกรวมพลทหารองครักษ์ของข้าแล้วนำกำลังไปที่ตรอกไป๋อี ประกาศจับตายเผยเหวินเซวียนในข้อหาลอบปลงพระชนม์องค์หญิง”

เลือดสดๆ พุ่งออกจากปาก หลี่หรงใช้ผ้าเช็ดหน้าซับไว้แล้วสั่งการต่อด้วยสติสัมปชัญญะที่เริ่มเลือนราง “เมื่อจัดการสำเร็จต้องบอกให้ทุกคนรีบหนี รวมถึงตัวท่านด้วย เพราะคนของเผยเหวินเซวียนต้องลงมือตอบโต้อย่างบ้าคลั่ง หลังเขาตาย เรื่องที่เหลือฮองเฮาจะเป็นผู้จัดการต่อ ข้าจะไม่ยอมให้พวกท่านตกเป็นเป้าหมาย”

“องค์หญิงอย่าตรัสอีกเลย!” ซูหรงชิงกอดนางแน่น น้ำเสียงเขาสั่นสะท้าน “กระหม่อมทราบ กระหม่อมจัดการได้ ให้หมอหลวงรักษาก่อนเถอะ องค์หญิงต้องไม่เป็นอะไร ต้องไม่เป็นอะไร...”

“หากข้าตาย” ภาพเบื้องหน้าของหลี่หรงค่อยๆ มืดดับ “เผยเหวินเซวียนจะมีชีวิตต่อไปอีกไม่ได้!”

คำสั่งเสียสุดท้ายก่อนสิ้นใจของหลี่หรงล้วนเกี่ยวข้องกับเผยเหวินเซวียน บุรุษที่แต่งเป็นสามีนางมาสามสิบปี
หลังกล่าวจบหลี่หรงก็หมดสติ นางคิดว่าตัวเองต้องตายอย่างแน่นอน เซียงเหม่ยเหรินเป็นพิษที่ร้ายแรงถึงตาย ด้วยสภาพร่างกายที่เจ็บป่วยเรื้อรังมานาน นางย่อมไม่มีทางทนไหว
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไร แต่คาดไม่ถึงว่านางกลับตื่นขึ้นมา!
นางตื่นขึ้นมาบนเตียงอ่อนนุ่ม มีแสงแดดอ่อนๆ ลอดผ่านหน้าต่าง บรรยากาศในห้องจึงอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของดอกกล้วยไม้ พอนางลืมตาขึ้นอย่างสะลึมสะลือก็คล้ายจะได้ยินเสียงที่คุ้นเคยเรียกนางมาจากที่ห่างไกล “องค์หญิง ตื่นแล้วหรือเพคะ?”
หลี่หรงหันไปมองตามเสียง ใบหน้าที่กำลังคลี่ยิ้มอย่างอ่อนโยนใบหน้าหนึ่งปรากฏต่อสายตา ใบหน้านั้นไม่ถือว่างดงามแต่กลับมองสบายตา ดูแล้วอายุน่าจะอยู่ในวัยประมาณยี่สิบห้าถึงยี่สิบหก ท่าทางสุภาพเรียบร้อย คล้ายกับใครคนหนึ่งที่อยู่ในความทรงจำของนาง
นางเรียกชื่อหนึ่งขึ้นมาราวกับละเมอ “จิ้งหลัน?”
อีกฝ่ายหัวเราะ ยื่นมือมาช่วยพยุงนางแล้วกล่าวเสียงอ่อนโยน “ตอนนี้ยามซื่อ แล้ว ฮ่องเต้เพิ่งเสร็จจากการประชุมเช้า ฝ่าบาทส่งคนมาเรียกตัวองค์หญิงให้ไปร่วมเสวยมื้อกลางวันด้วยเพคะ เดิมหม่อมฉันจะเข้ามาปลุก คาดไม่ถึงว่าองค์หญิงจะทรงตื่นบรรทมแล้ว”
หลี่หรงฟังจิ้งหลันพูดแล้วมองไปรอบๆ ในใจพลันตื่นตระหนก
นางยันร่างลุกตามแรงพยุงของจิ้งหลัน ระหว่างที่ล้างหน้าล้างตาก็สังเกตรอบกายไปด้วย เมื่อล้างหน้าเสร็จก็สรุปได้ว่าที่นี่คือ ‘ตำหนักฉางเล่อ’
ตำหนักฉางเล่อเป็นตำหนักที่นางอาศัยก่อนที่จะอภิเษกสมรส ส่วน ‘จิ้งหลัน’ ก็คือนางกำนัลที่คอยปรนนิบัติอยู่ข้างกายนางในขณะนั้น จิ้งหลันคอยติดตามนางตั้งแต่ตอนที่อยู่ในตำหนักฉางเล่อจนกระทั่งนางอภิเษกออกไป ต่อมาก็รั้งตำแหน่งผู้ดูแลตำหนักองค์หญิง
ตอนยังเยาว์วัยนางไม่ค่อยชอบจิ้งหลันสักเท่าไร รู้สึกว่าอีกฝ่ายขวางหูขวางตา พูดจาไม่ค่อยน่าฟัง ตรงกันข้ามนางกลับเอ็นดู ‘จิ้งเหมย’ ที่ช่างเจรจามากกว่า ทว่ามารดาของนางกลับชอบจิ้งหลัน ดังนั้นเมื่อตกแต่งตำหนักองค์หญิงเสร็จ จิ้งหลันจึงได้รับมอบหมายให้ดูแลตำหนักองค์หญิง
กระทั่งเมื่อนางถูกลอบสังหารตอนอายุสามสิบ เพื่อปกป้องนางจิ้งหลันถึงกับพุ่งตัวเข้ามารับกระบี่แทนและสิ้นใจต่อหน้าต่อตานาง ณ เวลานั้นนางเพิ่งเข้าใจว่า คนบางคนถึงไม่ใช้ปากในการทำงาน แต่มิได้หมายความว่าจะไม่มีความดีความชอบ
พอได้เห็นจิ้งหลันที่ยังคงมีลมหายใจก็รู้สึกคิดถึงชีวิตช่วงวัยเยาว์ขึ้นมา หลี่หรงสะกดกลั้นความรู้สึกของตนเอง ในที่สุดนางก็เข้าใจแล้วว่าตนได้รับโอกาสให้มีชีวิตใหม่อีกครั้ง ที่สำคัญได้หวนกลับมาตอนที่นางยังอยู่ในวัยแรกแย้ม
นางต้องรู้ให้เร็วที่สุดว่านี่คือช่วงเวลาใดในอดีต แต่ขณะเดียวกันก็ไม่อยากให้คนอื่นรู้สึกผิดสังเกต หลี่หรงล้างมือพลางคิดถึงคำพูดก่อนหน้านี้ของจิ้งหลัน หญิงสาวแสร้งถามออกไป “ไยเสด็จพ่อจึงเรียกข้าไปร่วมโต๊ะเสวยด้วย?”
บิดาของนาง มองผิวเผินเหมือนรักเอ็นดูนางอย่างยิ่ง ทว่าแท้จริงแล้วน้อยครั้งจะมีรับสั่งให้นางไปร่วมโต๊ะ ทุกครั้งที่เรียกเข้าไปล้วนเป็นเพราะมีเรื่องสำคัญ อย่างเช่นปีที่พระราชทานงานสมรสให้ ก็เรียกนางไปร่วมโต๊ะอาหารก่อนเช่นกัน
“หม่อมฉันไม่ทราบเพคะ” จิ้งหลันกล่าว แต่เมื่อครุ่นคิดครู่หนึ่งนางก็เสริมขึ้นอีกประโยค “แต่วันก่อนได้ยินมาว่า ฮ่องเต้ทรงมีรับสั่งเรียกดูภาพชายโสดที่มีความสามารถ”
อืม... เช่นนั้นก็หมายความว่า นี่ต้องเป็นมื้ออาหารก่อนพระราชทานงานสมรสให้นางอย่างแน่นอน
หลี่หรงรับผ้าเช็ดมือจากจิ้งหลัน หลังนางเช็ดมือเรียบร้อยก็กางแขนออกให้นางกำนัลช่วยแต่งตัว แต่งเสร็จจึงหยิบพัดทองคำเล่มเล็กๆ ที่วางอยู่ด้านข้าง ก้าวออกไปขึ้นเกี้ยว มุ่งหน้าไปยังพระตำหนักไท่ชิง
การพยายามรื้อฟื้นความทรงจำในอดีตนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เมื่อนั่งอยู่ในเกี้ยวที่เสียงดังครืดคราดมันกลับช่วยกระตุ้นให้ภาพเหตุการณ์ที่ผ่านมานานแล้วค่อยๆ ชัดเจนขึ้น
หลี่หรงจำได้ว่าก่อนอายุสิบแปด ความสัมพันธ์ระหว่างนางกับ ‘ฮ่องเต้หลี่หมิง’ ผู้เป็นบิดานับว่าไม่เลว นางมีศักดิ์เป็นองค์หญิงใหญ่ของราชวงศ์ เป็นบุตรคนแรกของเขา ตั้งแต่เล็กจนโตฮ่องเต้ทรงเอ็นดูนางมาก กล่าวได้ว่าเอ็นดูยิ่งกว่า ‘หลี่ชวน’ รัชทายาทผู้เป็นน้องชายด้วยซ้ำ
นางทะนุถนอมความเอ็นดูที่หลี่หมิงมอบให้อย่างยิ่ง ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะความเชื่อในวัยเยาว์ที่ไม่รู้เช่นกันว่าได้มาจากที่ใด ได้ยินว่าความเมตตาของโอรสสวรรค์นั้นเป็นสิ่งล้ำค่า หาได้ยาก ดังนั้นนางจึงพยายามเอาอกเอาใจบิดา
ว่ากันตามตรง ตัวนางมีอุปนิสัยดื้อรั้น แต่เพราะฮ่องเต้หลี่หมิงเคยเปรยว่าเด็กผู้หญิงต้องสงบเสงี่ยมเรียบร้อย นางจึงพยายามข่มนิสัยที่แท้จริงของตัวเองไว้ แสร้งเป็น ‘องค์หญิงที่แสนน่ารักเรียบร้อย’ ยิ่งนางแสร้งวางท่าทางเรียบร้อยได้มากเท่าไร บิดาก็ยิ่งรักและชื่นชมนางมากเท่านั้น หลายคนมักกล่าวว่านางเป็นสายเลือดมังกรที่มีคุณสมบัติโดดเด่นที่สุด หากมิใช่เพราะเป็นสตรี ราชบัลลังก์ย่อมตกเป็นของนางอย่างไม่ต้องสงสัย
ด้วยเหตุนี้เมื่อใดที่ฮ่องเต้มอบคำชมให้ นางก็จะยิ่งขยันมากขึ้น จนต่อมานางจึงเพิ่งกระจ่างแจ้งแก่ใจว่าอะไรคือสิ่งที่เรียกว่า ‘ข้ามแม่น้ำเสร็จรื้อสะพาน’
นางเคยเชื่อมั่นและเชื่อใจในตัวบิดาอย่างไร้ข้อแม้
องค์หญิงส่วนใหญ่เมื่ออายุสิบห้าปีก็ควรจะมีการจัดงานเลือกคู่ครองและหมั้นหมาย หลังออกเรือนก็จะเลือกสถานที่เหมาะสมสักแห่งเพื่อสร้างตำหนักองค์หญิง แต่ในปีที่นางอายุครบสิบห้า บิดากลับเอ่ยว่ายังคงอาลัยอาวรณ์ในตัวบุตรสาว ไม่พร้อมที่จะให้นางออกเรือน เขาเก็บนางไว้ในวังต่ออีกหลายปี นางก็เชื่อในคำหลอกลวงนั้นจนหมดสิ้น
นางใช้ชีวิตอย่างสงบสุขมาจนย่างเข้าสู่วัยสิบแปด มารดาเริ่มล้มป่วย ฮ่องเต้หลี่หมิงจึงตัดสินใจพระราชทานงานสมรสให้นาง ด้วยการนำภาพวาดของชายหนุ่มมาให้เลือกถึงสี่ภาพ คุณชายเหล่านั้นล้วนมีฐานะสูงส่ง เพียบพร้อมด้วยสมบัติ หน้าตาหล่อเหลา นางเลือกไปเลือกมาก็สะดุดตากับเผยเหวินเซวียนที่ดูดีกว่าใคร
แต่เมื่อนางมาสืบข้อมูลเบื้องลึกของเขาในภายหลังก็ต้องตื่นตะลึง เผยเหวินเซวียนผู้นี้ หากมองผิวเผินคุณสมบัติอาจดูไม่เลว รูปร่างหน้าตาองอาจหล่อเหลา ท่าทางอ่อนโยน เป็นบุตรชายสายตรงของตระกูลเผยซึ่งนับว่าเป็นตระกูลสูง สามารถเทียบเคียงคุณชายอันดับหนึ่งของเมืองหัวจิง ‘ซูหรงชิง’ ได้โดยง่าย
แต่ปัญหาคือ เขาไม่มีบิดาคอยค้ำจุนสนับสนุน
ตอนเขาอายุสิบเจ็ด เขาเข้าสอบจอหงวนโดยไม่คาดว่า ‘ใต้เท้าเผย’ ผู้เป็นบิดาจะมาล้มป่วยและจากโลกนี้ไปอย่างรวดเร็ว ด้วยเหตุนี้เขาจึงถูก ‘ท่านอารอง’ ส่งกลับไปบ้านเดิมที่จินหลิงเพื่อแสดงความกตัญญูด้วยการไว้ทุกข์ ระยะเวลาสามปีไม่นับว่ายาวหรือสั้น แต่หลังจากไว้ทุกข์เสร็จกลับมาก็พบว่าจวนตระกูลเผยของตนเต็มไปด้วยคนของท่านอารอง
ท่านอารองผู้นั้นจัดการเลือกตำแหน่งขุนนางเล็กๆ ขั้นแปดซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบดูแลห้องขังของกรมอาญาให้เขา คนส่วนใหญ่ต่างรู้กันดีว่าเผยเหวินเซวียนมีชีวิตที่ไม่ราบรื่นสักเท่าไร แม้จะมีฐานะเป็นทายาทสายตรงของตระกูล แต่ก็ไม่อาจช่วยให้เขามีชีวิตที่สุขสบายอย่างที่ควร
พูดไปแล้วก็มีสภาพเหมือนคุณชายตกอับคนหนึ่ง หากแต่งให้เขา นางมีแต่จะพลอยเดือดร้อนไปด้วย
เมื่อรู้เช่นนี้นางจึงรีบสืบข่าวของคุณชายอีกสามคนที่เหลือ
คุณชายอีกสามคนนั้นได้แก่ ‘หลูอวี่’ ทายาทสายตรงของหนิงกั๋วโหว ‘หยางเฉวียน’ บุตรชายคนรองของแม่ทัพหยาง และจอหงวนคนใหม่ ‘ชุยอวี้หลาง’
หากไม่สืบคงไม่รู้ แต่เมื่อได้ทราบข้อมูลของแต่ละคนแล้วก็ถึงกับตะลึงงัน
หลูอวี่ผู้นั้นลือกันว่าสติไม่สมประกอบ ทว่ามารดาของเขาปกปิดความลับนี้ไว้ไม่ให้คนนอกรู้ หากหนิงกั๋วโหวเสียชีวิตลง บรรดาศักดิ์ที่สืบทอดต่อกันมาก็คงจะจบลงเพียงเท่านี้
หยางเฉวียนก็เป็นชายหนุ่มที่มีนิสัยบ้าคลั่งชอบความรุนแรง ตั้งแต่เล็กจนโตอาศัยอยู่แต่ในกองทัพ อายุได้เจ็ดขวบก็เริ่มจับดาบสังหารคน นิสัยโมโหร้าย สาวใช้ที่ปรนนิบัติเขาไม่มีใครรอดชีวิตแม้แต่คนเดียว
ส่วนชุยอวี้หลางนั้นมีชาติกำเนิดต่ำต้อย แต่ข้อนี้ยังไม่นับว่าเป็นเรื่องใหญ่ แต่ปัญหาอยู่ที่งานอดิเรกและความชอบส่วนตัวของเขาที่ชอบเที่ยวหอคณิกาเป็นชีวิตจิตใจ ชอบเขียนบทกลอนให้บรรดานางคณิกา นิสัยอย่างอื่นถือว่าไม่เลว แต่ผู้ที่มีคุณสมบัติเช่นนี้จะก้าวหน้าในหน้าที่การงานได้อย่างไร?
รายชื่อ ‘ว่าที่ราชบุตรเขย’ ทั้งสี่ที่เตรียมไว้ให้นาง ทุกคนล้วนเป็นหมอนปักลาย ไม่รู้ว่าบิดาของนางต้องทุ่มแรงกายแรงใจไปมากเท่าไร กว่าจะรวบรวมรายชื่อบุรุษที่มีคุณสมบัติเน่าเฟะเช่นนี้ออกมาได้
เมื่อฟังเรื่องราวภูมิหลังของทั้งสี่คนจบ หลี่หรงก็ตกใจยิ่งนัก คืนนั้นนางรีบเข้าไปหามารดาเพื่อขอยกเลิกงานวิวาห์กับเผยเหวินเซวียน แต่คาดไม่ถึง หลังจากฟังจบมารดากลับบอกว่า “เจ้าต้องแต่งกับเขา”
ชั่วขณะนั้น หลี่หรงมึนงง มารดาจึงกล่าวต่อเสียงเรียบ “ตอนนี้รัชทายาทมีอำนาจในราชสำนักมากเกินไป เสด็จพ่อของเจ้าจึงเกิดความหวั่นเกรง ด้วยฐานอำนาจเดิมของตระกูลฝ่ายแม่ก็เข้มแข็งมากอยู่แล้ว หากเจ้ายังแต่งให้ผู้ที่มีอำนาจ เสด็จพ่อของเจ้าคงหวาดกลัวพวกเราจนเสียสติเข้าสักวัน”
“ดังนั้นเจ้าต้องเข้าพิธีวิวาห์กับเขา รอจนน้องชายของเจ้าขึ้นครองบัลลังก์เรียบร้อย เจ้าก็จะกลายเป็นองค์หญิงใหญ่ เมื่อถึงเวลานั้นหากต้องการหย่าก็หย่า แต่หากไม่ต้องการเพราะรู้สึกไม่เป็นมงคล การรับเลี้ยงบุรุษสักคนย่อมไม่ใช่ปัญหา”
คำพูดของมารดาทำให้หลี่หรงนิ่งงัน ตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่เพิ่งเคยได้ยินคนพูดกับนางว่าการรับเลี้ยงบุรุษสักคนไม่ใช่ปัญหา มารดายื่นมือออกมาสัมผัสใบหน้านางอย่างแผ่วเบาพลางกล่าวเสียงอ่อนโยน “ลูกรัก เกิดเป็นหญิงแท้จริงนั้นแสนลำบาก หนทางเดียวที่จะทำให้ตัวเองห่างไกลจากความเหนื่อยยาก มิใช่การเรียนรู้ที่จะเป็นหญิงสาวผู้เพียบพร้อม แต่ต้องเป็นหญิงสาวที่รู้จักกุมอำนาจในมือ”
“เจ้าต้องรู้จักแก่งแย่ง ช่วงชิง เจ้าไม่สามารถหวังพึ่งพาโชคชะตา ไม่ควรรอให้คนอื่นหยิบยื่นความเมตตาให้ ไม่ว่าจะเป็นเสด็จพ่อ สามี หรือพี่น้องของตัวเอง พวกเขาล้วนไม่ใช่ผู้ที่เจ้าจะฝากความหวังและพึ่งพาได้”
“เจ้าก็อายุไม่น้อยแล้ว สายตาแม่ก็เริ่มฝ้าฟางขึ้นทุกขณะ แม่เหลือเวลาอีกไม่มากนัก ไม่สามารถปกป้องเจ้าได้ เจ้าเฉลียวฉลาด หากออกเรือนไปกับเผยเหวินเซวียนแล้วพบว่าเขาไร้ความสามารถ... แล้วเป็นอย่างไร? เขาไม่มีแต่เจ้ามีนี่ สิ่งที่เจ้าต้องการมิใช่ชายหนุ่มผู้นี้ แต่เจ้าต้องการงานมงคลสมรสที่จะช่วยให้ตนหลุดพ้นจากหายนะต่างหาก”
“หากไม่ยินยอม เกรงว่าเสด็จพ่อคงปล่อยเจ้าไว้ไม่ได้”
เพราะคำนี้นางจึงยอมเข้าพิธีวิวาห์!
หลังจากออกเรือนไปกับเผยเหวินเซวียน นางก็เตรียมสลัดชายที่เปรียบดั่งผ้ายันต์คุ้มภัยทิ้ง เตรียมตัวขึ้นเป็นองค์หญิงใหญ่ มิคาดว่าหลังเข้าพิธีวิวาห์ ชายหนุ่มที่ผู้คนร่ำลือว่านิสัยสุภาพอ่อนโยนจะกลายเป็นพยัคฆ์ซ่อนลาย อาจเพราะเคยถูกหักหลังจากคนในครอบครัว เขาจึงเปลี่ยนเป็นคนเช่นนี้
นางเปรียบเหมือนได้พันธมิตรใหม่ ทั้งสองแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน ร่วมสร้างบัญชีบุญคุณความแค้น นางถูกแต่งตั้งเป็นองค์หญิงใหญ่ ส่วนเผยเหวินเซวียนก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งอัครเสนาบดี งานวิวาห์ครั้งนี้เป็นข้อตกลงทางการค้าที่ดีที่สุด เป็นดั่งคำสาบานของพันธมิตรในราชสำนัก
นางและเผยเหวินเซวียนร่วมกันสู้รบอย่างแข็งขัน นางมีความสุขขึ้นมาก ถึงขนาดคิดว่าบางทีพวกเขาอาจจะใช้ชีวิตร่วมกันแบบสามีภรรยาจริงๆ มีบุตรชายบุตรสาว จับมือเดินไปบนเส้นทางสายนี้จนแก่เฒ่า จนกระทั่งวันหนึ่ง นางเพิ่งพบว่าแท้จริงแล้วในหัวใจของเผยเหวินเซวียนมีเงาของสตรีนางหนึ่งซ่อนอยู่
ความจริงเรื่องนี้ก็มิอาจกล่าวโทษเผยเหวินเซวียน งานวิวาห์ระหว่างนางและเขาเดิมก็เป็นเรื่องจำยอม
แต่ใจคน... บังคับได้หรือ?
ความรู้สึกของนางที่มีต่อเผยเหวินเซวียนมิอาจพูดได้ว่าชอบ เรียกว่าคาดหวังเสียมากกว่า เมื่อถูกความจริงกระแทกใส่จึงทำให้นางรู้สึกผิดหวังอยู่ไม่น้อย
เดิมนางก็เป็นคนหยิ่ง ยอมรับไม่ได้ที่จะให้ชีวิตสมรสของตนมีบุคคลที่สามมาแทรก สำหรับนางแล้วงานสมรสเปรียบดั่งคำมั่นสัญญา ทั้งสองฝ่ายจะต้องทุ่มเทกายใจเพื่อรักษาคำสาบานที่ให้ไว้แก่กัน ไม่ว่าฝ่ายใดก็ห้ามมีความคิดแปรผันเป็นอื่น
หากว่าเขามีใจเป็นอื่น การสมรสนี้ก็ไม่สมควรถือเป็นการสมรสอีกต่อไป แต่สมควรเรียกว่าการสร้างพันธมิตรดูจะเหมาะกว่า นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา นางจึงเปลี่ยนตัวเองให้เป็นองค์หญิงใหญ่หลี่หรง ส่วนฐานะของเผยเหวินเซวียนในใจของนางนั้น ก็เป็นใต้เท้าเผย
เผยเหวินเซวียนมีแสงจันทร์นวลซุกซ่อนอยู่ในหัวใจ แสงที่เขาคอยระมัดระวัง ดูแลปกป้องมาโดยตลอด ส่วนนางก็มีวิธีหาความสำราญให้กับตัวเอง ไม่ว่าจะฟังดนตรี ชมการแสดงงิ้ว
ครั้นตระกูลซูเจอวิบากกรรม นางก็ทุ่มเทสุดชีวิตเพื่อหาทางพาซูหรงชิง ชายหนุ่มที่นางเคยชื่นชมเมื่อครั้งเยาว์วัยออกมาจากคุกหลวง ให้เขาพำนักที่ตำหนักองค์หญิงในฐานะแขกบุรุษเพียงหนึ่งเดียว
นางและเผยเหวินเซวียนต่างมีวิถีการดำเนินชีวิตของตนเอง การสมรสครั้งนั้นไม่มีความรักมาเกี่ยวข้อง มีเพียงการฟาดฟันสู้รบในราชสำนักเท่านั้น
เริ่มต้นที่ท้องพระโรงและจบลงที่ท้องพระโรง
หลี่หรงนั่งนิ่ง ครุ่นคิด ระหว่างนั้นเกี้ยวก็ถูกวางลงบนพื้น นางได้ยินเสียงของจิ้งหลัน “องค์หญิง ถึงแล้วเพคะ”
หญิงสาวกำด้ามพัดทองคำ เงยหน้ามองไปยังป้ายที่เขียนว่า ‘พระตำหนักไท่ชิง’
ณ เวลานี้ ทุกเหตุการณ์หวนคืนสู่จุดเริ่มต้น
หลี่หรงขบคิดในใจ หากมีโอกาสเลือกอีกหน นางยังคงเลือกเผยเหวินเซวียนอีกหรือไม่?
 

 

__________________________________________________________

ยามซื่อ : เวลาประมาณ 09.00-10.59 นาฬิกา
‘ข้ามแม่น้ำเสร็จรื้อสะพาน’ : เป็นสำนวน หมายถึง การกำจัดผู้ให้ความช่วยเหลือทิ้งหลังเสร็จภารกิจ
โหว : สมัยโบราณฮ่องเต้จะพระราชทานบรรดาศักดิ์ให้แก่ขุนนาง มีทั้งหมด 5 ขั้น คือ กง, โหว, ป๋อ, จื่อ และหนาน ตามลำดับ
'ทุกคนล้วนเป็นหมอนปักลาย' : เป็นสำนวน หมายถึง ดูดีแต่ภายนอกข้างในกลวง คล้ายสำนวนไทย ‘ข้างนอกสุกใส ข้างในเป็นโพรง’

หากไม่เลือกเผยเหวินเซวียน นางจะมีทางเลือกใดอีก?
คนหนึ่งโง่ คนหนึ่งบ้า อีกคนก็เสเพล เมื่อเทียบกันแล้วต่อให้เผยเหวินเซวียนป้อนยาพิษให้นางอีกถ้วย นางก็รู้สึกว่า... ไม่น่าเสียใจสักเท่าไร
อย่างน้อยเผยเหวินเซวียนก็มีข้อดีตรงที่หน้าตา
คนหน้าตาดี ไม่ว่าจะบุรุษหรือสตรีก็ทำให้ผู้มองรู้สึกสบายตา ต่อให้พวกเขาทำผิด นางก็มักจะให้อภัยเสมอ
ทว่าชาติที่แล้วตอนที่นางใช้ชีวิตร่วมกับเผยเหวินเซวียน นางนับไม่ถูกว่าอีกฝ่ายทำให้นางรู้สึกอึดอัดคับข้องใจกี่ครั้ง เรื่องสุขใจนั้นมีไม่มาก มีแต่เรื่องปะทะคารมกันนับไม่ถ้วน เกิดใหม่หนนี้หากต้องใช้ชีวิตแบบชาติก่อนก็คงน่าเบื่อ
นางไม่เคยทำความรู้จักกับบุรุษอีกสามคนที่เหลือ
หรือว่าครั้งนี้... นางควรลองทำความรู้จักกับพวกเขาดู?
หลี่หรงคิดพลางก้าวเข้าไปภายในพระตำหนักไท่ชิง เวลานี้ฮ่องเต้หลี่หมิงกำลังนั่งสนทนากับขันทีใหญ่ ‘เต๋อซง’ ระหว่างนั้นก็เช็ดมือไปด้วย ปีนี้หลี่หมิงอายุยังไม่ถึงสี่สิบ ยังอยู่ในวัยฉกรรจ์ สติสัมปชัญญะครบถ้วนสมบูรณ์ กระฉับกระเฉงและมีความกระตือรือร้นไม่เหมือนกับคนที่อยู่ในวัยชรา ขณะเดียวกันก็มีความสุขุมรอบคอบอย่างที่หาไม่ได้ในคนหนุ่ม นับว่าเป็นช่วงเวลาที่รุ่งโรจน์ที่สุดของบุรุษเลยทีเดียว
รูปร่างหน้าตาหล่อเหลา ไว้หนวดเพิ่มความสุขุม
หลี่หรงก้าวเข้าไปในห้อง เหลือบมองบิดาของตนแวบหนึ่ง แม้สีหน้ายังคงเรียบเฉยทว่าในใจกลับสับสนเล็กน้อย นางไม่ได้พบหลี่หมิงมาเกือบสามสิบปีทว่าจู่ๆ ก็ได้พบ นึกถึงชาติที่แล้วก็ได้แต่ทอดถอนใจ
หลี่หรงเดินเข้าไปทำความเคารพฮ่องเต้อย่างกระตือรือร้น หลี่หมิงหัวเราะชอบใจ เรียกให้นางไปนั่งข้างกาย หลี่หรงจับตะเกียบกล่าวด้วยน้ำเสียงสดใส “วันนี้มีเรื่องน่าสนใจอันใด เสด็จพ่อจึงเรียกลูกมาร่วมโต๊ะเสวย?”
เดิมหลี่หมิงตั้งใจจะพูดเรื่องสำคัญ แต่เมื่อได้ฟังบุตรสาวกล่าวด้วยน้ำเสียงน่าเอ็นดู ท่าทีของเขาก็พลันอ่อนลง เขามองขันทีที่กำลังทดสอบยาพิษก่อนจะเอ่ยอย่างเนิบช้า “วันนี้เหล่าขุนนางยกเรื่องงานสมรสของเจ้าขึ้นมาพูดกลางท้องพระโรง ข้าคิดว่าเจ้าก็มิใช่เด็กแล้ว จึงเรียกเข้ามาคุย”
“งานอภิเษกสมรส?” หลี่หรงแสร้งทำเป็นตกใจ ก้มหน้าลงคล้ายเขินอาย “เรื่องนี้ ไม่ต้องปรึกษาเสด็จแม่ด้วยหรือเพคะ?”
“เจ้าเป็นบุตรีของข้า” หลี่หมิงแม้ไม่พอใจ แต่แววตากลับแฝงด้วยความชื่นชมบุตรสาวที่เชื่อฟังผู้นี้อยู่หลายส่วน “งานสมรสของเจ้า เจ้าย่อมต้องเป็นผู้ตัดสินใจ จงเลือกคนที่เจ้าถูกใจเถิด”
กล่าวจบ หลี่หมิงก็หันไปสั่งการเต๋อซง “นำภาพวาดเข้ามา”
เต๋อซงรับคำแล้วสั่งให้คนนำภาพวาดเข้ามาสี่ภาพ เมื่อม้วนภาพวาดทั้งสี่ถูกคลี่ออกก็ปรากฏใบหน้าของชายหนุ่มสี่คน
หลี่หรงจ้องมองอย่างลืมตัว ก่อนจะรู้สึกว่าการกระทำเช่นนี้ดูไม่ค่อยเหมาะสม นางเป็นหญิงสาวที่ยังไม่ออกเรือน เมื่อเจอภาพวาดของบุรุษก็ควรจะหลบเลี่ยงอย่างเหนียมอาย คิดดังนั้นนางจึงตั้งใจแสดงท่าทีเขินอาย ก่อนเอ่ยว่า “ทั้งสี่ท่านนี้...”
“เป็นคนที่ข้าคัดเลือกมาให้เป็นว่าที่ราชบุตรเขย เจ้าเลือกมาสักคนเถิด”
“เพคะ” หลี่หรงตอบรับเสียงเบา หันหน้ากลับไปพิจารณาภาพวาดทั้งสี่อีกครั้ง
นางจำลักษณะ หน้าตา ของชายอีกสามคนไม่ค่อยได้ เวลาผ่านไปนานหลายปี นางจำได้เพียงรูปลักษณ์ที่มีเสน่ห์น่าดึงดูดของเผยเหวินเซวียนเท่านั้น เมื่อชาติก่อนนางไม่ได้พินิจภาพอย่างละเอียด ด้วยเขินอายจึงเพียงกวาดตามองเร็วๆ รอบหนึ่งแล้วเกิดถูกใจเผยเหวินเซวียนเข้า
แต่รอบนี้นางไม่มีอะไรที่ต้องเขิน ดังนั้นหลี่หรงจึงพิจารณาภาพทั้งสี่อย่างละเอียด
ปฏิเสธไม่ได้ว่าบิดาก็มิได้ติดค้างนางเท่าไหร่ ถึงแม้สี่คนนี้จะมีทั้งชายโง่เขลาเบาปัญญา คนที่สติไม่สมประกอบ จอมเสเพล และหนุ่มตกอับ แต่ทั้งสี่ต่างก็มีใบหน้าหล่อเหลา บางทีบิดาอาจจะคำนึงถึงปัญหาเรื่องรูปร่างหน้าตา เกรงว่าหากบุรุษที่คัดเลือกมานั้นหน้าตาขี้ริ้ว นางจะอาละวาด ดังนั้นแม้ว่าพวกเขาเหล่านี้จะมีรูปลักษณ์ภายนอกที่แตกต่างกันบ้าง แต่ก็ถือว่ามีจุดเด่นเฉพาะตัว
หลูอวี่บุตรชายของหนิงกั๋วโหวท่าทางสุภาพ หน้าตาเกลี้ยงเกลา ให้ความรู้สึกเหมือนน้องชายข้างบ้าน ดูสดใสบริสุทธิ์
หยางเฉวียนบุตรชายแม่ทัพหยาง คิ้วเรียวดั่งกระบี่ เครื่องหน้าดุดันแฝงกลิ่นอายของสนามรบ หากตัดเรื่องความบ้าระห่ำออกไป ก็นับเป็นชายหนุ่มที่ดูดีคนหนึ่ง
ชุยอวี้หลาง จอหงวนคนใหม่มีใบหน้าและรอยยิ้มที่ชวนให้ผู้คนหลงใหล แค่มองก็รู้ว่าเป็นท่าทางของหนุ่มเจ้าสำราญ ดึงดูดสตรีเพศยิ่งนัก
สำหรับเผยเหวินเซวียน ภาพวาดสามารถถ่ายทอดความเป็นตัวเขาออกมาได้เพียงหนึ่งในสิบส่วนเท่านั้น นัยน์ตาหงส์ ริมฝีปากบาง ดูสูงส่งประดุจเทพเซียน ดวงตาในภาพว่างามแล้วแต่ตัวจริงนั้นเคลือบเสน่ห์น่าดึงดูดมากกว่าหลายเท่า
หากเขาเป็นเซียนจริง ก็ย่อมเป็นเรื่องดี แต่น่าเสียดายที่ใต้ผิวหนังกลับมีเพียงอสุรกายดวงตามืดบอดตนหนึ่ง ความหล่อเหลาที่เคยมีจึงสูญสลายลงไปหลายส่วน
หลี่หรงกวาดตามองทั้งสี่ภาพอย่างช้าๆ มือลูบปลายคางอย่างใช้ความคิด หลี่หมิงเห็นบุตรสาวจ้องมองภาพอยู่พักใหญ่ก็หยิบถ้วยชาขึ้นมาแล้วเอ่ยกลั้วหัวเราะ “ไยจึงดูนานนัก ไม่มีคนที่ถูกใจหรือ? ครอบครัวของคุณชายเหล่านี้ล้วนผ่านการตรวจสอบจากข้าแล้ว แค่เลือกคนที่เจ้าถูกชะตาก็พอ สำหรับเรื่องอื่นข้าจะจัดการให้เอง”
“มิใช่ว่าไม่มีที่ถูกชะตา” หลี่หรงแสดงท่าทางเป็นกังวลออกมา “ลูกเพียงรู้สึกว่าพวกเขาล้วนดูดีจนไม่อาจตัดใจเลือก ในใจต้องการเก็บเอาไว้ทั้งหมด”
เมื่อได้ฟังคำกล่าวนี้หลี่หมิงที่กำลังดื่มชาอยู่พลันสำลัก หลี่หรงรีบลุกขึ้นมาช่วยลูบหลังระบายอาการสำลักให้ผู้เป็นบิดา “ลูกผิดไปแล้ว ลูกเพียงล้อเสด็จพ่อเล่นเท่านั้น!”
หลี่หมิงค่อยหายใจได้คล่องคอ พอได้ยินว่าหลี่หรงล้อเล่นก็สบายใจลงหลายส่วน เขาส่ายหน้าอย่างจนใจพลางหัวเราะ “เจ้านี่ช่างเกเรเสียจริง มาทำให้พ่อตกใจได้อย่างไร”
“ก็ลูกไม่รู้ว่าจะเลือกคนไหน พวกเขาต่างดูดีด้วยกันทั้งหมด” หลี่หรงกล่าวพร้อมทำท่าทางครุ่นคิด นางขยับเข้าไปยืนด้านหลังหลี่หมิงแล้วลงมือนวดบ่าให้อีกฝ่ายพลางเอ่ยปรึกษา “เสด็จพ่อ หรือจะให้โอกาสลูกได้พบพวกเขาดูสักครั้ง?”
หลี่หมิงได้ยินนางกล่าวเช่นนี้แววตาก็เปลี่ยนเป็นมืดครึ้ม หลี่หรงแสร้งทำเป็นมองไม่เห็นคล้ายหลุดปากพูดออกมาอย่างไม่มีเจตนาร้าย
นางพูดเช่นนี้มีความเสี่ยงอยู่หลายส่วน
สำหรับหลี่หมิงแล้วงานสมรสของนางก็คือบททดสอบหนึ่ง ทดสอบว่าบุตรสาวที่เขาเลี้ยงดูจนเติบใหญ่ผู้นี้ แท้จริงแล้วโตมาอย่างที่เขาต้องการหรือไม่
ชาติที่แล้วแม้แต่เศษเสี้ยวแห่งความสงสัยก็ไม่ปรากฏ ยามอยู่ต่อหน้าบิดานางไม่เคยแสดงท่าทางที่ทำให้เขาเคลือบแคลงสงสัยแม้แต่นิดเดียว อีกฝ่ายจึงวางใจ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือใจเขาอ่อนยวบลงทุกครั้งที่เห็นบุตรสาว เรื่องภายในของราชวงศ์มิได้มีเพียงการแก่งแย่งชิงดี แต่ยังมีเรื่องของการจัดการความรู้สึกอีกด้วย
มนุษย์ล้วนมีจิตใจมิใช่ต้นไม้ใบหญ้า ภายใต้อำนาจก็ยังมีความเมตตาและความจริงใจแฝงอยู่ นี่คือสิ่งที่มารดาเคยสอนนาง ขณะเดียวกันมารดาก็ไม่เคยนำเรื่องการแก่งแย่งชิงดีภายในวังหลวงมาบอกเล่าให้แก่หลี่หรงฟัง
ขอเพียงนางยังเป็นองค์หญิงที่น่ารัก บริสุทธิ์ ดูไร้เดียงสาเหมือนที่ผ่านมา หลี่หมิงก็จะยังคงเหลือความรักความเมตตาให้นางอยู่หลายส่วน เช่นเดียวกับที่นางยอมแต่งให้กับเผยเหวินเซวียนในปีนั้น หากพิจารณาคุณสมบัติของเผยเหวินเซวียนแล้ว แน่นอนว่าไม่อาจแต่งกับคนระดับองค์หญิง
แต่นางกลับเลือกเขา
อาจกล่าวได้ว่านางเลือก ‘ชีวิตที่สุขสงบราบรื่น’ และไม่ถูกเพ่งเล็ง!
เอาล่ะ หากวันนี้นางไม่ตกลงเลือกไปสักคน หรือเอ่ยปากปฏิเสธ บิดาย่อมต้องสงสัย แต่หากชาตินี้ยังเลือกที่จะออกเรือนไปกับเผยเหวินเซวียนอีกครั้ง นางกลับรู้สึกเสียใจอยู่ไม่น้อย
ในเมื่อทุกคนล้วนเป็นชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา ก็มิสู้ไปทำความรู้จักเสียหน่อยเล่า?
ไม่แน่ว่าอาจจะมีปาฏิหาริย์ก็เป็นได้
สิ่งที่ได้ยินมาล้วนเป็นเสียงร่ำลือจากปากผู้อื่น หากว่าเรื่องที่ลือกันไม่ใช่ความจริงเล่า?
หลี่หรงลอบประเมินฮ่องเต้ นางนวดบ่าให้อีกฝ่าย เอ่ยกระเซ้าว่า “ลูกรอมาจนอายุขนาดนี้ สิ่งที่มองหาจากการออกเรือนไม่ได้อยู่ที่รูปลักษณ์ภายนอกแล้ว ลูกมองตรงอุปนิสัยใจคอมากกว่า เสด็จพ่อมิสู้ให้ลูกแต่งกายเป็นหญิงสามัญชนแล้วมอบหมายให้แม่สื่อพาไปรู้จักกับพวกเขาทีละคน ค่อยๆ ศึกษา สร้างความประทับใจต่อกัน จะยิ่งดีเข้าไปใหญ่หากพวกเขาสามารถพาลูกออกไปเที่ยวเล่นนอกวังด้วย ได้ยินมาว่าเป็ดย่างของภัตตาคารหลิงหลงเก๋อมีชื่อเสียงที่สุด ดอกท้อของวัดฮู่กั๋วก็งดงามตระการตา ยังมี...”
“หยุดก่อน หยุดๆ” หลี่หมิงหลุดหัวเราะเพราะประโยคของบุตรสาว “นี่เจ้าอยากไปดูว่าที่สามีหรืออยากไปเที่ยวนอกวังหลวงกันแน่?”
“แน่นอนว่าต้องอยากดูตัวว่าที่สามีซิเพคะ” หลี่หรงทำตาปริบๆ ยื่นมือออกไปเกาะแขนบิดาไว้อย่างออดอ้อนแล้วเขย่าเบาๆ “เสด็จพ่อ ได้โปรดเถอะ ลูกเป็นบุตรสาวที่พระองค์รักมากที่สุด มีแต่เสด็จพ่อที่เอ็นดูลูก”
“ตกลงๆ” หลี่หมิงที่ถูกหลี่หรงออดอ้อน เขย่าแขนไม่หยุด เอ่ยกลั้วหัวเราะอย่างจนปัญญา “เช่นนั้นก็ไปเจอพวกเขาสักหน่อย ตอนนี้ก็ใกล้ถึงช่วงเทศกาลชมบุปผาแล้ว ข้าเคยยกตำหนักสี่ฤดูแถบชานเมืองให้เจ้าหลังหนึ่งมิใช่หรือ?”
หลี่หรงกะพริบตา อึดใจต่อมานางก็แสร้งทำเป็นได้สติ กล่าวอย่างตื่นตกใจ “เสด็จพ่อจะให้ลูกจัดเทศกาลชมบุปผาหรือเพคะ?”
“มิใช่ว่าพวกเสด็จอาของเจ้าชอบจัดงานชมบุปผาในอุทยานหลวงหรอกหรือ? เจ้าเป็นถึงองค์หญิง ไยจึงจัดงานชมบุปผาบ้างมิได้เล่า?” หลี่หมิงหัวเราะ ตบมือหลี่หรงเบาๆ “ข้าจะส่งคนไปช่วย เมื่อถึงวันงานก็เชิญคุณชายทั้งสี่นี้มา ถึงตอนนั้นก็จงหาโอกาสพูดคุยทำความรู้จักกับพวกเขาผ่านฉากบังตาเสีย... แต่” หลี่หมิงเปลี่ยนท่าทีเป็นจริงจัง กำชับหนักแน่น “เจ้าต้องรู้จักวางตัว อย่าให้ขายหน้าเชื้อพระวงศ์ได้”
“ทราบแล้วเพคะ!” หลี่หรงยินดียิ่งนัก “เสด็จพ่อดีต่อข้าที่สุด! ลูกรักเสด็จพ่อมากที่สุดเลย!”
“แล้วเสด็จแม่ของเจ้าเล่า?” หลี่หมิงถามยิ้มๆ
หลี่หรงกล่าวด้วยท่าทางจริงจัง “หากลูกอยู่ต่อหน้าพระพักตร์เสด็จแม่ ย่อมกล่าวว่าเสด็จแม่ดี แต่เสด็จแม่ชอบดุลูกนี่ จะเทียบกับความเอ็นดูที่เสด็จพ่อมีต่อลูกได้อย่างไร?”
หลังฟังประโยคนี้หลี่หมิงก็หัวเราะเสียงดัง บีบจมูกนางเบาๆ ตำหนิระคนเอ็นดู “เจ้าเด็กปากเคลือบน้ำผึ้ง”
บรรยากาศของอาหารมื้อนี้เต็มไปด้วยความสุข ถึงเวลากลับ หลี่หรงยังสั่งให้คนนำภาพวาดทั้งหมดกลับไปด้วย นางยืดหลังตรงก้าวเดินด้วยท่วงท่าหยิ่งผยองราวกับนกยูงรำแพน ทันทีที่ก้าวขึ้นเกี้ยวรอยยิ้มก็หุบฉับ ร่างกายแข็งเกร็ง
ตอนนี้นางมิใช่องค์หญิงหลี่หรงวัยสิบแปดคนเดิม เมื่อต้องแสร้งวางท่าออดอ้อนกล่าวคำหวานก็ต้องแสดงให้แนบเนียน กลัวแต่ว่านางจะแสดงจนเกินพอดี จนทำให้หลี่หมิงรู้สึกผิดสังเกต
ระหว่างหลี่หมิงและนางมิได้มาดร้ายต่อกัน ไม่ว่าอย่างไรนางก็เป็นทายาทคนแรกของเขา ซ้ำยังเป็นบุตรสาว ความเอ็นดูที่เขามีต่อนางแน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องลวง แต่เป็นเรื่องที่มี ‘อำนาจในมือ’ เข้ามาเกี่ยวข้อง เบื้องหลังของมารดานางแข็งแกร่งเกินไป สำหรับหลี่หมิงที่อายุมากขึ้น ความกระหายในอำนาจก็ย่อมมีมากตาม
ยังมีน้องชายของนางอีก รัชทายาทหลี่ชวนบัดนี้อายุสิบหกปีแล้ว
หลี่หมิงเป็นฮ่องเต้ที่เด็ดขาดและกระหายสงคราม แต่หลี่ชวนเป็นพวกยึดมั่นในคุณธรรมและหลักการ จึงได้รับการสนับสนุนจากขุนนางในราชสำนักเป็นจำนวนมาก บุตรชายมีความสามารถและได้รับความไว้วางใจจากเหล่าขุนนาง ทั้งยังมีแนวคิดในการบริหารราชการแผ่นดินที่ต่างจากตัวเองสุดขั้ว บิดาย่อมต้องกังขา
เวลานี้ขุนนางหลายคนเริ่มคิดจะสานสัมพันธ์ ทำตัวสนิทสนมกับบุตรชายของเขา ยิ่งไปกว่านั้นหลี่ชวนยังมีญาติฝั่งมารดาที่กุมอำนาจมหาศาลในมือคอยให้การสนับสนุน ในขณะที่ตัวของหลี่หมิงเอง เขาเป็นฮ่องเต้ที่ชอบควบคุมและหวาดระแวงจนทำให้สูญเสียความไว้วางใจจากขุนนางในราชสำนักไปนานแล้ว
ด้วยเหตุนี้หลี่หรงจึงถูกหนีบไว้ตรงกลาง ตลอดเวลาที่ผ่านมานางไม่เคยรับรู้ จนกระทั่งเมื่อล่วงเข้าสู่วัยสิบแปด ก็พลันตระหนักถึงสถานการณ์ตรงหน้า ดังนั้นปีที่นางอายุครบสิบแปดจึงนับว่าเป็นปีที่นางดำเนินชีวิตอย่างยากลำบากปีหนึ่ง
สถานการณ์ยากลำบากเช่นนี้ ชาติที่แล้วนับว่าเป็นเรื่องหนักหนาสาหัสสำหรับหลี่หรง แต่สำหรับชาตินี้นางรับมือได้อย่างง่ายดาย ผ่านไปพักใหญ่หญิงสาวจึงเรียกสาวใช้ที่อยู่ด้านนอก “จิ้งหลัน”
จิ้งหลันเดินเข้ามาใกล้เกี้ยว ตอบรับเสียงเบา “เพคะ องค์หญิง”
“อีกสักครู่ฝ่าบาทจะส่งคนมาช่วยเตรียมงานเทศกาลชมบุปผา เจ้าก็ไปต้อนรับเสียหน่อย”
จิ้งหลันนิ่งไปชั่วครู่ หลังจากตั้งสติได้ก็ตอบเสียงเบา “เพคะ”
คนที่ถูกส่งมา ล้วนมาเพื่อสอดแนม ในเมื่อหลี่หมิงส่งคนมาจับตาดูนาง นางก็จะส่งจิ้งหลันไปจับตาดูคนพวกนั้นเช่นเดียวกัน
นางรู้ว่าจิ้งหลันเป็นคนฉลาด ไม่ต้องพูดให้ชัดเจนก็ย่อมเข้าใจเจตนาของนาง
หลังจากตรึกตรองดีแล้วหลี่หรงก็ใช้พัดเลิกผ้าม่าน กวักมือเรียกจิ้งหลัน
จิ้งหลันเอียงศีรษะเข้ามาใกล้ ถามขึ้นอย่างสงสัย “องค์หญิง?”
“เจ้าไปหาคนมาสักหลายๆ คน” หลี่หรงกระซิบเสียงเบา “สั่งให้พวกเขาไปจับตาดูจวนของชายหนุ่มเหล่านี้ รวมถึงการเคลื่อนไหวทั้งหมด แล้วมารายงานข้าอย่าให้ตกหล่นแม้แต่คำเดียว” หลี่หรงนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนกล่าวกำชับครั้งสุดท้าย “โดยเฉพาะเผยเหวินเซวียน”

ในขณะที่หลี่หรงส่งคนเข้ามาแฝงตัวที่จวนตระกูลเผย
เผยเหวินเซวียนก็กำลังยืนอยู่เบื้องหน้าอ่างน้ำใบหนึ่ง พินิจมองเงาสะท้อนใบหน้าของตัวเองเงียบๆ
เขายังมีชีวิตอยู่
ชายหนุ่มจ้องมองตัวเองในวัยใกล้ยี่สิบราวกับไม่อยากเชื่อ แต่ประสบการณ์การใช้ชีวิตในราชสำนักบ่มเพาะให้เขารู้จักการเก็บสีหน้าอารมณ์ แม้ภายในใจจะรู้สึกปั่นป่วนประหนึ่งเผชิญเหตุการณ์พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน แต่ก็ต้องรักษาความสงบนิ่งบนใบหน้าเอาไว้
‘ถงเย่’ ที่ยืนรับใช้อยู่ด้านข้างถามอย่างระมัดระวัง “คุณชาย เป็นอะไรหรือขอรับ?”
เช้ามืดวันนี้ ทันทีที่ลืมตาตื่นขึ้นมาเขาก็ถามอีกฝ่ายว่าวันนี้เป็นวันที่เท่าไร หลังจากนั้นก็นิ่งเงียบมาจนถึงตอนนี้ แม้ปกติเผยเหวินเซวียนจะไม่ค่อยพูดแต่น้อยครั้งนักที่จะนิ่งเฉย ถงเย่เห็นแล้วก็รู้สึกหวั่นเกรง “คุณชาย หากท่านรู้สึกไม่สบาย ข้าน้อยจะไปเชิญท่านหมอมาดูอาการให้นะขอรับ”
เมื่อได้ฟังประโยคนี้เผยเหวินเซวียนก็เหลือบมองบ่าวรับใช้แล้วตอบเสียงเรียบ “ไม่ต้อง” จากนั้นจึงเริ่มล้างหน้าล้างตาแล้วเดินออกจากประตูไป
ชายหนุ่มเพิ่งก้าวเดินออกจากเรือน ถงเย่ก็เดินตามออกมา เอ่ยขึ้นอย่างอดไม่ได้ว่า “คุณชาย หากท่านมีเรื่องอะไรก็อย่าฝืนเก็บกดไว้ในใจ พูดออกมาเถอะขอรับ บางทีอาจจะช่วยให้รู้สึกดีขึ้นบ้าง เรื่องที่คุณหนูฉินขอถอนหมั้น จะกล่าวโทษนางฝ่ายเดียวก็ไม่ได้ ความรู้สึกดีที่นางมีให้ท่านเป็นเรื่องจริง ทว่า...”
“ไม่ต้องพูดแล้ว” เผยเหวินเซวียนได้ยินถงเย่พูดเสียยืดยาวแล้วก็ชะงักฝีเท้า ก่อนจะหมุนตัวกลับมาสั่งการ “หลังจากนี้ เจ้าไม่ต้องเอ่ยถึงเรื่องนี้อีก” ขณะที่พูดสองมือก็กำหมัดแน่น ชายหนุ่มยืนนิ่งอยู่หน้าเรือน หันหน้าไปมองหอสูงในวังหลวงที่อยู่ไกลออกไป
หอสูงเสียดฟ้า กระเบื้องสีทองสลับแดง มีกระดิ่งทองเหลืองห้อยระย้า ส่งเสียงก้องกังวานยามสายลมพัดผ่าน ทุกอย่างยังคงเหมือนภาพในความทรงจำของเขา ไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง
ขณะที่เขาอาศัยอยู่ในจวนอัครเสนาบดี เมื่อใดที่ประสบเรื่องยุ่งยากใจเขามักจะยืนอยู่ในลานกว้างกลางเรือนแล้วทอดตามองไปยังหอสูงที่อยู่ไกลลิบนั่น จวบจนบัดนี้ความเคยชินนั้นก็ยังคงอยู่ ยามนี้เมื่อมองไปยังหอสูงนั่นจิตใจเขาก็พลันสงบลง เริ่มใคร่ครวญถึงสถานการณ์ของตนเองในตอนนี้
เขาจำได้ว่าขณะที่ตนอายุยี่สิบ เขาเพิ่งกลับมาจากการไว้ทุกข์ที่บ้านเดิม เมื่อกลับมาถึงเมืองหัวจิงทุกสิ่งในจวนตระกูลเผยกลับถูกท่านอารองควบคุมอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด มารดาของเขาก็อ่อนแอยิ่งนัก เพียงไม่นานก็ล้มป่วยจากโลกนี้ไป ถึงเขาจะเป็นทายาทสายตรงของตระกูลเผยแต่กลับถูกคนในตระกูลเดียวกันเอาเปรียบ ท่านอารองจัดแจงทุกอย่างให้เขาเสร็จสรรพ สุดท้ายก็เป็นได้แค่ผู้คุมตำแหน่งเล็กๆ ในกรมอาญา
ณ เวลานี้ น่าจะเป็นช่วงเวลาที่เขาถูกถอนหมั้นพอดี
ตอนที่บิดายังมีชีวิตอยู่ได้ตกลงกับบิดาของ ‘ฉินเจินเจิน’ เพื่อหมั้นหมายพวกเขาทั้งสอง แต่เพราะพวกเขายังเด็กงานหมั้นจึงไม่ได้มีพิธีรีตองอะไรมากมาย เพียงแค่แลกเปลี่ยนป้ายหยกเพื่อใช้เป็นสัญญาหมั้นหมายเท่านั้น ดังนั้นเขาและฉินเจินเจินจึงรู้จักกันมาตั้งแต่เล็ก ตั้งใจไว้ว่าเมื่อถึงเวลาอันควรจะไปสู่ขอนาง มิคาดว่าเรื่องราวจะกลับตาลปัตร
หลังจากบิดาของเขาด่วนจากไป ตระกูลฉินก็มีสายสัมพันธ์อันดีกับท่านอารองของเขา ดังนั้นเรื่องที่ฉินเจินเจินขอถอนหมั้นเขาจึงไม่ใช่เรื่องแปลก
ในอดีตงานหมั้นหมายไม่ได้จัดอย่างยิ่งใหญ่ ดังนั้นการถอนหมั้นจึงกระทำอย่างเรียบง่ายเช่นเดียวกัน แค่ต่างฝ่ายต่างส่งของแทนใจกลับคืน แม้แต่จดหมายสักฉบับก็ไม่มี เพียงทิ้งเศษเงินไว้ให้นิดหน่อยแล้วก็จากไป
แน่นอนว่าเขาไม่อาจถือโทษโกรธเคืองฉินเจินเจิน เป็นเพราะเขาไร้ความสามารถจึงไม่นึกโกรธการกระทำของนาง
แล้วเหตุการณ์หลังจากนั้นเล่า?
เผยเหวินเซวียนพยายามรำลึกความทรงจำ
ต่อมาก็เป็นเรื่องฐานะอันแสนอิหลักอิเหลื่อของตัวเอง เรื่องที่บังเอิญถูกฮ่องเต้ต้องตาจนสุดท้ายได้สมรสกับองค์หญิง
ด้วยฐานะของหลี่หรงหากให้สมรสกับบุรุษที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้าก็จะเป็นการเสียหน้า คนทั่วไปคงเอาไปพูดกันสนุกปาก แต่หากให้นางแต่งกับคุณชายจากตระกูลใหญ่ที่เรืองอำนาจก็เปรียบเสมือนติดปีกให้กับพยัคฆ์ ด้วยเหตุผลประการทั้งปวง บุรุษเช่นเขาที่ชาติตระกูลดีแต่ไร้ซึ่งอนาคตและอำนาจในมือจึงกลายเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด
เมื่อเขามีฐานะว่าที่ราชบุตรเขย ตระกูลเผยจึงเริ่มกลับมาให้ความสนใจเขาอีกครั้ง ส่วนเขาก็มีที่พึ่งพิงในราชสำนัก หากนับเวลาดู ยามนี้ราชโองการสมรสพระราชทานน่าจะใกล้ถูกส่งมาแล้ว เกิดใหม่อีกครั้งเขาก็ยังต้องแต่งกับหลี่หรง
เมื่อคิดถึงตรงนี้เผยเหวินเซวียนก็หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก เขากับหลี่หรงเปรียบเสมือนคู่แค้นกันในชาติที่แล้ว ร่วมมือกันทั้งชีวิต ฟาดฟันกันจนลมหายใจสุดท้าย เดิมเขาคิดว่าแม้หลี่หรงจะไม่เห็นแก่ความเป็นสามีภรรยา แต่ก็น่าจะนับเขาเป็นมิตรแท้ที่ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน คาดไม่ถึง ยามเมื่อมีอำนาจวาสนามาวางกองตรงหน้านางกลับไม่ลังเลที่จะลงมือสังหารเขา
แต่หลังจากเขาตายแล้ว หลี่หรงก็จะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นานเช่นกัน นางส่งกระบี่แหลมให้เขา ส่วนเขาก็ส่งยาพิษถ้วยหนึ่งให้นาง ระหว่างเขาและหลี่หรงจึงไม่มีอะไรติดค้างกัน แม้กระทั่งชีวิต
หนี้แค้นของมนุษย์ย่อมต้องได้รับการสะสางอย่างเป็นธรรม สายสัมพันธ์ตลอดสามสิบปีของพวกเขาก็ไม่มีสิ่งใดอยุติธรรม ไม่มีฝ่ายใดเสียเปรียบหรือได้เปรียบ ในใจเขามีผู้อื่น ส่วนนางก็มีคนข้างกาย นางหยิบยื่นคมกระบี่ให้เขา เขาก็ตอบแทนนางด้วยพิษร้าย
พอคิดได้เช่นนี้แม้นางจะสังหารเขา แต่ความโกรธแค้นที่มีต่อนางนั้นเบาบางเหลือเกิน ในเมื่อวันนี้ได้โอกาสกลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง พอรู้ว่าต้องแต่งกับหลี่หรงเขากลับไม่รู้สึกโกรธเกลียดนางสักเท่าไร
เผยเหวินเซวียนยังอดคิดไม่ได้ว่า หลี่หรงในวัยสิบแปดยังเต็มไปด้วยความบริสุทธิ์สดใส จิตใจดีงาม ตอนที่เงยหน้าขึ้นจ้องเขา ใบหน้าของนางแดงระเรื่อ ริมฝีปากคลี่ยิ้มหวาน นางยกจอกสุราในมือขึ้นพลางกล่าวว่า “เผยเหวินเซวียน ไม่ว่าหตุผลใดที่ทำให้พวกเราต้องมาอยู่ด้วยกัน แต่ในเมื่อเป็นสามีภรรยากันแล้วข้าก็อยากจะใช้ชีวิตที่เหลือร่วมกับท่านไปตลอด”
ถ้าชาตินี้เขาไม่บอกให้หลี่หรงรู้ว่าเขามีใจให้ฉินเจินเจิน หรือไม่ไปยุ่งกับฉินเจินเจินอีก หลี่หรงก็จะไม่โกรธ ไม่คิดแยกทางกับเขาใช่หรือไม่ จะไม่ไปรู้จักสนิทสนทกับซูหรงชิงใช่หรือเปล่า พวกเขาจะสามารถเป็นเช่นสามีภรรยาทั่วไป ใช้ชีวิตร่วมกันจนแก่เฒ่าได้อยู่ใช่ไหม?
ความแค้นและการฟาดฟันกันในชาติที่แล้วทำให้เขาเหนื่อยเกินพอ หากเป็นไปได้เขาก็อยากมีครอบครัวเช่นคนธรรมดา ใช้ชีวิตเรียบง่ายสงบสุขไปชั่วชีวิต
สำหรับฉินเจินเจิน...
ชาติที่แล้วไม่สมหวังแต่เขากลับเลือกที่จะปกป้องนางทั้งชีวิต เพราะความรับผิดชอบสำหรับเขาแล้วยิ่งใหญ่กว่าความรัก ความเสียใจมีมากกว่าความคิดถึง ในเมื่อชะตาชีวิตกำหนดไม่ให้พวกเขาได้ครองคู่กันเช่นนั้นก็ช่างมันเถอะ
เมื่อคิดได้แล้วใจของเผยเหวินเซวียนก็สงบ เขาหันกลับไปสั่งถงเย่ “เจ้ากลับไปเถอะ”
วันนี้เขาไม่มีอะไรต้องทำ แค่รอรับราชโองการสมรสพระราชทานก็พอ
เผยเหวินเซวียนรออยู่หลายวัน แต่ไม่มีราชโองการสมรสพระราชทานแต่อย่างใด มีเพียงเทียบเชิญงานเทศกาลชมบุปผาจากองค์หญิงผิงเล่อมาแทน
‘ผิงเล่อ’ เป็นราชทินนามของหลี่หรง เมื่อมองไปที่เทียบเชิญใบนั้น จิตใจของเผยเหวินเซวียนก็ไม่สงบ เขาทบทวนเรื่องราวในชาติที่แล้วอีกครั้ง ชาติที่แล้วเขาได้ไปชมเทศกาลบุปผาที่หลี่หรงจัดด้วยหรือ? เป็นเพราะเขาอายุเยอะแล้วเริ่มหลงลืม หรือมีบางอย่างที่ต่างไปจากเดิม?
เผยเหวินเซวียนนั่งครุ่นคิดอยู่ในเรือนว่าเทศกาลชมบุปผานี้มีความเป็นมาอย่างไร

ในเวลาเดียวกัน หลี่หรงที่อยู่ในวังก็กำลังมีความสุขกับการเตรียมงานเทศกาลชมบุปผา
นางชอบความครึกครื้น เมื่อครั้งยังเยาว์วัยนางมักรู้สึกว่างานลักษณะนี้ช่างน่าหนวกหู แต่พออายุมากขึ้นถึงรู้ว่าพวกผู้ใหญ่ชอบดูสีหน้ารังเกียจความครื้นเครงนี้ของคนหนุ่มสาว
นี่เป็นสิ่งที่ทำให้นางมีความสุขมากจริงๆ!
นอกจากเตรียมงานเทศกาลชมบุปผาแล้ว นางยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องจัดการ
หลี่หรงเริ่มจากการเลือกอาภรณ์ใหม่ นางสั่งให้คนโยนพวกอาภรณ์สีดำและสีเรียบๆ ที่ชอบสวมในอดีตลงไปเก็บที่ก้นหีบ จากนั้นสั่งให้ตัดเย็บชุดใหม่ที่มีสีทองและแดงสดขึ้นมาแทน เมื่อสวมแล้วทำให้นางดูสะดุดตา และดูมีเสน่ห์น่าหลงใหลอย่างยิ่ง!
นางสั่งให้นางกำนัลไปหาของบำรุงและเครื่องประทินโฉมที่นางเคยใช้ในชาติก่อนมา หญิงสาวนวดน้ำมันเพื่อผ่อนคลาย บำรุงผิว แช่น้ำ และอาบเครื่องหอมทุกวันตั้งแต่เช้าจรดเย็น ไม่ยอมปล่อยให้ขาดแม้แต่รายการเดียว เพลิดเพลินกับความงามและมีความสุขกับการเป็นองค์หญิงอย่างเต็มที่
นอกจากนี้นางยังมีเวลาฟังเรื่องราวของคุณชายทั้งสี่ที่สั่งให้จิ้งหลันไปสืบมา
หลูอวี่หมกตัวอยู่แต่ในจวน ใช้เวลาในแต่ละวันหมดไปกับการนับจำนวนมด ตอนนี้นับเสร็จไปแล้วสองรัง เขาผูกไมตรีกับมดเป็นที่เรียบร้อย
หยางเฉวียนเพิ่งจะก่อเรื่องชกต่อยในค่ายทหาร เขาทำทหารบาดเจ็บจนต้องส่งเข้าโรงหมอไปสามนาย ส่วนตัวเองก็ถูกบิดาซ้อมจนล้มหมอนนอนเสื่อ นอนซมอยู่บนเตียงมาสองวันแล้ว
ส่วนชุยอวี้หลางระยะนี้ขลุกตัวอยู่ที่หอคณิกา เขาสร้างผลงานประพันธ์บทกลอนไปแล้วสามสิบบท ล้วนแต่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม
สำหรับเผยเหวินเซวียน ทุกวันเอาแต่มุ่งทำงาน คัดอักษร อายุยังน้อยแต่กลับใช้ชีวิตเหมือนขุนนางอาวุโสในราชสำนัก เรื่องที่แปลกก็คือทุกวันเขาจะไปยืนอยู่หน้าประตูจวนของตนคล้ายกำลังรอคอยอะไรบางอย่าง และสุดท้ายการรอของเขาก็สิ้นสุดลง เพราะเทียบเชิญเข้าร่วมเทศกาลชมบุปผาของนางถูกส่งถึงมือเขานั่นเอง
“เสด็จพ่อต้องใช้แรงกายแรงใจมากมาย ในการเสาะหาชายหนุ่มเหล่านี้” หลี่หรงกำลังแช่ตัวในอ่างที่เต็มไปด้วยกลีบบุปผาที่กรุ่นกลิ่นหอม หญิงสาวฟังรายงานแล้วก็อดถามไม่ได้ “ตอนที่ได้รับเทียบเชิญเขาดูประหลาดใจมากหรือไม่ ตกใจหรือเปล่า มีท่าทางไม่คาดคิดไหมว่าเหตุใดขุนนางขั้นแปดตัวเล็กๆ อย่างเขาถึงได้รับเทียบเชิญจากองค์หญิงผิงเล่อ หรือเขาดีใจจนเป็นบ้าไปเลย?”
“ไม่มีเลยเพคะ” สีหน้าจิ้งหลันเรียบเฉย “ตอนนั้นสีหน้าใต้เท้าเผยไม่สู้ดี บ่าวข้างกายของเขาที่มีนามว่าถงเย่ยังถามใต้เท้าเผยว่าเหตุใดถึงได้รับเทียบเชิญนี้ ส่งผิดจวนหรือไม่”
“แล้วเขาตอบว่าอย่างไร?”
“ใต้เท้าเผยกล่าวว่า” จิ้งหลันกล่าวต่อน้ำเสียงจริงจัง “เทียบเชิญส่งมาไม่ผิด เขารูปงามเช่นนี้ แน่นอนว่าองค์หญิงต้องส่งเทียบเชิญมาให้เขา”
เมื่อฟังคำกล่าวนี้จบหลี่หรงก็พ่นน้ำออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ นางเพิ่งจะรู้ว่าที่แท้เผยเหวินเซวียนก็เป็นคนที่มั่นใจในรูปร่างหน้าตาของตัวเองอย่างยิ่ง ขณะเดียวกันหลี่หรงก็สัมผัสได้ทันทีว่ามีบางอย่างผิดปกติ เผยเหวินเซวียนทราบได้อย่างไรว่านางชอบคนหน้าตาดี?
คำถามนี้หลี่หรงได้แต่เก็บงำไว้ในใจ
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว หลี่หรงเพิ่งคุ้นชินกับการกลับมาเป็นองค์หญิงผิงเล่อได้ไม่นานก็ถึงเทศกาลชมบุปผาแล้ว
หลี่หรงเดินทางไปยังตำหนักสี่ฤดูที่ตั้งอยู่ชานเมืองซึ่งเป็นสถานที่จัดงานในครั้งนี้ล่วงหน้าหนึ่งวัน เพื่อหลีกเลี่ยงการสัญจรที่อาจแน่นขนัดเพราะตระกูลใหญ่มากมายต่างไปร่วมงาน เช้าวันต่อมาบรรดาคุณชายและคุณหนูจากตระกูลต่างๆ ก็ทยอยมาร่วมงานไม่ขาดสาย รถม้าที่ประดับตกแต่งอย่างพิถีพิถันจอดเรียงรายอยู่ด้านนอก เสียงบ่าวรับใช้ขานรับและสั่งการเป็นระเบียบดูแล้วมีหน้ามีตาเป็นอย่างยิ่ง
ไม่นานก็มีรถม้าสีเขียวสองคันวิ่งเข้ามา คันหน้าห้อยป้ายหยกอักษร ‘ซู’ ส่วนคันหลังห้อยป้ายหยกอักษร ‘เผย’ เมื่อสองตระกูลใหญ่ของเมืองหัวจิงมาถึงทุกคนจึงพร้อมใจหลีกทางให้
พอรถม้าทั้งสองคันจอดลง แขกจากรถม้าตระกูลซูก้าวออกมาก่อน คนผู้นั้นสวมชุดผ้าฝ้ายสีขาว รวบผมเป็นมวยเหนือศีรษะและสวมทับด้วยกวาน หน้าตาหล่อเหลาสง่างาม ดึงดูสายตาผู้ที่ได้พบเห็น
เพียงเขาปรากฏกายก็มีคนเรียกเสียงดัง “คุณชายซู ท่านก็มาด้วยหรือ!”
“องค์หญิงส่งเทียบเชิญให้ข้า” ซูหรงชิงเอ่ยปากพลางหัวเราะ “จะเสียมารยาทปฏิเสธได้อย่างไร?” พูดจบเขาก็ก้าวลงจากม้า ก่อนจะสั่งให้บ่าวรีบขยับรถเพื่อเปิดทางให้รถม้าคันหลัง
ทันทีที่ซูหรงชิงปรากฏตัวผู้คนต่างเข้ามารุมล้อมสนทนากับเขา เมื่อเผยเหวินเซวียนลงมาจากรถจึงไม่ค่อยมีใครให้ความสนใจเท่าไรนัก
ขณะที่ก้าวลงจากรถม้า เผยเหวินเซวียนได้ยินเสียงของซูหรงชิง ชายหนุ่มอดหันไม่มองไม่ได้
นี่คือบุรุษที่อยู่ข้างกายหลี่หรงตลอดช่วงยี่สิบปีให้หลัง
เขาไม่ชอบซูหรงชิงผู้นี้เลย!
ความรู้สึกรังเกียจที่เขามีต่อซูหรงชิงนั้นดูเหมือนจะสลักอยู่ภายใต้จิตสำนึกของเขาไปแล้ว แม้ว่าเขาและหลี่หรงจะทำข้อตกลงกันอย่างชัดเจนว่าต่างคนต่างมีชีวิตในแบบที่ตัวเองชอบ ไม่ยุ่งเกี่ยวกัน แต่การปรากฏตัวของซูหรงชิงก็เหมือนการท้าทายเกียรติและศักดิ์ศรีของเขาอยู่กลายๆ เช่นเดียวกับความรู้สึกที่หลี่หรงมีต่อฉินเจินเจิน
ความเกลียดชังนี้ไม่เกี่ยวข้องกับความรัก แต่เกี่ยวกับศักดิ์ศรีของบุรุษ
ทว่านี่เป็นเรื่องของชาติที่แล้ว เผยเหวินเซวียนรู้สึกว่าการคิดเล็กคิดน้อยในเรื่องของชาติก่อนไม่ค่อยมีเหตุผลนัก เขารีบเบือนหน้ากลับแล้วเดินนำถงเย่เข้าไปด้านใน
แม้ซูหรงชิงจะสนทนากับผู้อื่น แต่ฝีเท้าเขาก็มิได้หยุด เขาเดินนำอยู่ด้านหน้า ในขณะที่เผยเหวินเซวียนเดินตามอยู่เบื้องหลัง

เวลานี้หลี่หรงตื่นนอนแล้วเช่นกัน
หลังจากแต่งตัวเรียบร้อยหญิงสาวก็อ้าปากหาวแล้วเดินตรงไปยังสถานที่จัดงาน ชั่วขณะที่เดินไปถึงประตูทางเข้าก็ได้ยินเสียงอันคุ้นเคย
น้ำเสียงนั้นต่างจากชาติก่อนเล็กน้อย แต่ยังสลักอยู่ในใจของนาง
หลี่หรงคุ้นเคยกับเสียงนั้นยิ่งนัก นางหมุนตัวกลับไปยังต้นเสียงอย่างลืมตัว
ภาพบุรุษทั้งสองปรากฏต่อหน้านาง
คนแรกสวมอาภรณ์สีขาว เกล้าผมแล้วรวบด้วยกวานหยก ใบหน้าประดับรอยยิ้มสบายตา ส่วนอีกคนสวมอาภรณ์สีฟ้า รวบผมด้วยกวานสีทอง และกำลังมองมาที่นางราวกับคนไร้สติ
คนหนึ่งอบอุ่นสง่างาม อีกคนสุขุมหล่อเหลา ทั้งสองยืนห่างกันไม่ไกล ดึงดูดสายตาผู้คนจนน่าตกใจ
หลี่หรงมองบุรุษทั้งสองอย่างตะลึงงัน เป็นซูหรงชิงที่ได้สติก่อน เขามองหลี่หรงแล้วประสานมือคารวะ คำทักทายที่เปล่งออกมาเหมือนกับชาติก่อน เป็นคำที่นางได้ยินนับครั้งไม่ถ้วน
“กระหม่อมซูหรงชิง ถวายบังคมองค์หญิง”

พอได้ยินเสียงซูหรงชิง หลี่หรงก็รีบดึงสติกลับมา
คนคนเดิม คำพูดประโยคเดียวกัน แต่พอเอ่ยออกมาคนละช่วงเวลากลับให้ความรู้สึกที่แตกต่าง ชาติที่แล้วยามที่ซูหรงชิงกล่าวประโยคนี้จะเต็มไปด้วยความเคารพ ระมัดระวัง นางมักคาดเดาถึงความหมายที่แท้จริงไม่ถูก แต่ประโยคที่อีกฝ่ายเอ่ยในวันนี้กลับเปิดเผย สุภาพ ชัดเจน ตรงไปตรงมา เป็นเพียงคำทักทายตามมารยาทเท่านั้น ไร้ความหมายใดแอบแฝง
นี่เป็นช่วงเวลาที่รุ่งโรจน์ที่สุดของซูหรงชิง ตระกูลซูยังคงยิ่งใหญ่ ซูหรงชิงเป็นทายาทสายตรงของตระกูลซู ทั้งยังได้รับความเมตตาจากฮ่องเต้ แม้จะเผชิญหน้ากับองค์หญิงก็ไม่จำเป็นต้องแสดงท่าทีนบนอบจนทำให้ตัวเองดูต่ำต้อย
เมื่อได้พบกับซูหรงชิงที่แสดงท่าทางแบบนี้หลี่หรงก็อดหัวเราะไม่ได้ ชาติที่แล้วนางไม่เคยพูดคุยกับซูหรงชิงในขณะที่ชีวิตอีกฝ่ายกำลังทะยานสูง จึงอดไม่ได้ที่จะกล่าวชื่นชม “ได้ยินชื่อเสียงของคุณชายซูมานานแล้ว ใครๆ ต่างพูดว่าท่านเป็นคุณชายอันดับหนึ่งของเมืองหัวจิง คำกล่าวนี้ไม่ผิด”
“องค์หญิงตรัสเกินไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ซูหรงชิงก้มศีรษะหัวเราะราวกับเกรงใจอยู่หลายส่วน “แค่คำพูดล้อกันเล่นเท่านั้น”
“ล้อเล่นที่ไหนกัน?” หลี่หรงกดเสียงต่ำลง “ข้าได้พบคุณชายครั้งแรกก็สัมผัสได้ว่าท่านไม่เหมือนคนธรรมดาทั่วไป หากคุณชายปฏิเสธว่าตัวเองมิใช่คุณชายอันดับหนึ่งของเมืองหัวจิง เช่นนั้นก็คงไม่มีผู้ใดกล้าอวดอ้างตนแล้ว”
“กระหม่อมเผยเหวินเซวียน” หลี่หรงเพิ่งพูดจบก็มีเสียงเรียบกังวานของคนผู้หนึ่งแทรกขึ้นมา “ถวายบังคมองค์หญิง”
เมื่อได้ยินเสียงเผยเหวินเซวียน หลี่หรงก็หันไปมองตามเสียง
เผยเหวินเซวียนมองหลี่หรงด้วยท่าทางสงบนิ่ง แต่หัวใจพลันเต้นรัว เขาไม่เห็นหลี่หรงขณะที่อายุสิบแปดปีมานานมากแล้ว หลี่หรงในความทรงจำของเขามักจะแต่งหน้าเข้มจัด แลดูไร้ชีวิตชีวา ร่างนางอบอวลไปด้วยกลิ่นสุรา ทุกครั้งที่เจอกันหากไม่ฟังสังคีตนางก็จะชมการร่ายรำราวกับคนว่างงาน เอาแต่ขลุกตัวอยู่กับซูหรงชิงทุกวัน
เขาไม่ชอบท่าทางและบุคลิกเช่นนั้นของนาง แต่ภาพเหล่านั้นกลับสลักลึกอยู่ในความทรงจำของเขามาช้านาน จวบจนวันนี้เมื่อได้พบนางในวัยสิบแปดอีกครั้ง วันนี้นางสวมชุดประจำตำแหน่งสีแดงปักลายหงส์สีทอง ปักปิ่นบุปผา ใบหน้าถูกแต่งแต้มด้วยแป้งชาด รูปร่างสะโอดสะอง รอยยิ้มสดใส แววตาที่หันมามองเขาช่างดูเย้ายวนยิ่งนัก
แน่นอนว่าใจของเขายังไม่ถูกดึงดูดให้ลุ่มหลงกับภาพตรงหน้า แต่ก็อดชื่นชมความงดงามของหลี่หรงไม่ได้ เขาตกอยู่ในภวังค์ความคิดชั่วครู่ แต่เมื่อได้สติก็พบว่าหลี่หรงหันไปสนทนากับซูหรงชิงแล้ว
แต่ไหนแต่ไรมาหลี่หรงก็ชื่นชมชายหนุ่มแบบซูหรงชิง เผยเหวินเซวียนรับรู้ได้ถึงสถานการณ์ที่ไม่ค่อยดี
ชาติที่แล้วไม่มีงานเทศกาลชมบุปผา ก่อนออกเรือนหลี่หรงแทบไม่ได้พบซูหรงชิง แต่ในเมื่อวันนี้นางได้พบซูหรงชิง นางจะยอมแต่งกับเขาอีกหรือ?
หากหญิงสาวตรงหน้าเป็นหลี่หรงที่มากแผนการ รู้จักวิเคราะห์สถานการณ์ เขามั่นใจว่าตนสามารถจัดการได้ แต่หลี่หรงที่อายุสิบแปดจะยอมพิจารณาเขาหรือ ชายหนุ่มไม่มั่นใจเลยจริงๆ
หากนางเขลาสักหน่อย เกิดถูกตาต้องใจซูหรงชิงตั้งแต่แรกพบ เป็นตายอย่างไรก็ไม่ยอมแต่งกับเขาแล้วจะทำอย่างไรดี?
หากเป็นเช่นนั้นหลี่หรงจะต้องตายอย่างแน่นอน
เผยเหวินเซวียนวิเคราะห์สถานการณ์ในปัจจุบันอย่างรวดเร็ว สุดท้ายจึงตัดสินใจเป็นฝ่ายดึงความสนใจจากหลี่หรงก่อน
เขารู้จักนิสัยและจดจำรสนิยมของภรรยาผู้นี้ได้ ตั้งแต่อยู่ในวัยแรกแย้มจนใกล้ตายนางมักหลงใหลในรูปโฉมภายนอก และช่างบังเอิญว่าสิ่งที่นางชื่นชอบดันตรงกับจุดเด่นของเขาพอดี หรืออาจกล่าวได้ว่าหน้าตาของเขาดูหล่อเหลาไม่เลวเลย
ชาติที่แล้วหากเขาไม่ได้แสดงให้หลี่หรงรู้ว่าภายในใจตนมีฉินเจินเจินอยู่ ซูหรงชิงก็อาจจะไม่มีโอกาสเข้าใกล้นาง ดังนั้นเขาจึงรวบรวมความกล้า ในขณะที่หลี่หรงกำลังพูดคุยกับซูหรงชิงเขาก็เอ่ยแทรก “ถวายบังคมองค์หญิง”
เดิมทีคิดว่าเมื่อหลี่หรงเห็นใบหน้าที่หล่อเหลาของตนแล้ว นางต้องหันมาพูดคุยด้วยสักสองสามคำ แต่ใครจะไปคิดว่าหลี่หรงเพียงนิ่งไปชั่วครู่แล้วเอ่ยว่า “อืม ไม่ต้องมากพิธี”
จากนั้นก็หันหน้ากลับไปฉีกยิ้มให้ซูหรงชิง น้ำเสียงอ่อนหวานลงหลายส่วน “คุณชายซู เชิญด้านใน”
ซูหรงชิงสัมผัสได้ถึงบรรยากาศแปลกๆ แต่ก็แสร้งทำเป็นไม่เห็น เขาตอบรับหลี่หรงด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เชิญองค์หญิง”
เมื่อกล่าวจบทั้งสองก็เดินเคียงข้างกันเข้าไปด้านใน เผยเหวินเซวียนเงยหน้าขึ้นมาเห็นเพียงแผ่นหลังของทั้งสอง เขาเม้มปากแน่นไม่เอ่ยสิ่งใด
ถงเย่เห็นสีหน้าคุณชายของตนก็รู้สึกกังวล “คุณชาย?”
เผยเหวินเซวียนสูดลมหายใจ ก่อนเอ่ย “ไม่เป็นไร” พูดจบชายหนุ่มก็เดินเข้าไปด้านในพร้อมคนอื่นๆ
หลี่หรงและซูหรงชิงเดินพูดคุยกันไป ซูหรงชิงเป็นสุภาพบุรุษ เมื่อหลี่หรงก้าวช้าเขาก็ลดความเร็วฝีเท้าลง ตลอดทางเพียงเดินตามหลังนางแค่ครึ่งก้าว หากเป็นชาติก่อน หลี่หรงคงยกมือคล้องแขนเขาไว้แล้วออดอ้อนพูดคุย แต่ตอนนี้นางต้องคำนึงถึงฐานะของตนเอง จึงทำได้เพียงพูดคุยเรื่องสนุกสนานกับเขาเท่านั้น
ซูหรงชิงเกิดในตระกูลขุนนาง เล่นพิณ วางหมาก ประพันธ์บทกลอน วาดภาพ ไม่มีศาสตร์ใดที่เขาไม่ชำนาญ ไม่ว่าหลี่หรงจะยกประเด็นไหนขึ้นมาพูดซูหรงชิงก็สามารถต่อบทสนทนาได้ทั้งสิ้น การพูดคุยที่ไหลลื่นนี้ทำให้หลี่หรงมีความสุขไม่น้อย ตั้งแต่ย้อนเวลากลับมานี่เป็นครั้งแรกที่นางรู้สึกผ่อนคลายเช่นนี้
เสี้ยวขณะหนึ่งนางรู้สึกเหมือนได้กลับไปอยู่ที่ตำหนักองค์หญิงใหญ่ มีซูหรงชิงอยู่ข้างกาย ค่อยๆ แก่ชราไปด้วยกัน มีคนผู้นี้คอยติดตามและอยู่เป็นเพื่อนนางไม่ห่าง ความจริงนางก็ไม่รู้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างนางและซูหรงชิงนั้นเป็นแบบใด ซูหรงชิงไม่เคยบอกชอบนาง แต่นางเคยให้คำสัญญาลับๆ กับเขาไว้ในคืนที่ฝนตกคืนหนึ่ง “หรงชิง ถ้าหากท่านไม่พอใจ ข้าขอหย่ากับเผยเหวินเซวียนได้”
ซูหรงชิงไม่กล่าวสิ่งใด หลังจากเงียบไปหลายอึดใจเขาก็ก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว คุกเข่าต่อหน้านาง เอ่ยเสียงแหบต่ำ “องค์หญิงฐานะสูงศักดิ์ กระหม่อมมิอาจเอื้อม ขอเพียงได้อยู่ข้างกายท่านชั่วชีวิต เป็นตายร่วมกันก็พอ หากกระหม่อมตาย ขอแค่พื้นที่เล็กๆ ให้ได้ฝังร่างอยู่ข้างท่าน ได้อยู่เป็นเพื่อนท่านตลอดกาลก็นับว่าเป็นความโชคดีที่สุดของกระหม่อมแล้ว นอกเหนือจากนี้กระหม่อมมิอาจเอื้อม”
“ที่สำคัญ ท่านอัครเสนาบดีเผยยังเป็นกำลังสนับสนุนที่ดีเยี่ยมขององค์หญิง อีกทั้งองค์หญิงต้องคำนึงถึงพระเกียรติของตัวเองด้วย ไม่ว่าจะด้วยหลักเหตุผลหรือผลประโยชน์ทั้งปวง องค์หญิงไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ ทรงตรึกตรองให้ถี่ถ้วนด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
หลี่หรงเข้าใจว่านี่คือคำปฏิเสธ
เมื่อถูกปฏิเสธมาแล้วครั้งหนึ่ง หลี่หรงจึงไม่กล้าทุ่มเทใจให้เขาจนหมดหน้าตักอีก ทั้งคู่อยู่เคียงข้างกันมากว่ายี่สิบปี หากบอกว่าไม่มีความรู้สึกพิเศษให้กันเลยก็คงจะเป็นเรื่องโกหก มีบางครั้งที่นางรู้สึกเคยชินที่มีซูหรงชิงอยู่ด้วย ชาตินี้คงไม่มีคนที่ทำให้นางพึงพอใจได้แบบเขาอีก แต่ก็มีบางครั้งที่นางถามตัวเองว่า ตลอดทั้งชีวิตนางเคยชอบใครบ้างหรือไม่
นางคิดไม่ออก ต่อมาจึงเลิกคิด
ในเมื่อตัวเลขอายุก็เพิ่มขึ้นทุกวัน หลายเรื่องจึงไม่สำคัญ แค่มีใครสักคนอยู่ข้างกายก็พอแล้ว
ไม่ว่านางจะชอบหรือไม่ชอบซูหรงชิง ตอนนี้ฐานะของเขาในใจนางก็ไม่เหมือนเดิม
นางเคาะพัดในมือ หัวเราะพูดคุยกับซูหรงชิง แต่ในใจลึกๆ ก็คล้ายมีความเสียใจซุกซ่อนอยู่
น่าเสียดายที่นางไม่อาจแต่งกับซูหรงชิงได้
หากนางอาจหาญไปบอกกับฮ่องเต้ว่าจะแต่งกับซูหรงชิง บางทีวันรุ่งขึ้นนางอาจจะได้รับราชโองการสมรสพระราชทาน จากนั้นฮ่องเต้อาจจะส่งนางไปยังสถานที่ลี้ลับสักแห่ง และสุดท้ายนางก็อาจจะตายอย่างไม่ทราบสาเหตุระหว่างเดินทาง
เมื่อคิดถึงตรงนี้หลี่หรงจึงรีบเก็บความคิดนี้เอาไว้ ยิ้มน้อยๆ แล้วเดินเข้าไปในอุทยานพร้อมซูหรงชิง หลังจากนั้นต่างคนก็ต่างแยกย้าย มองจากภายนอกเหมือนทั้งสองบังเอิญเดินผ่านมาเจอกันเท่านั้น
เผยเหวินเซวียนเดินตามอยู่ด้านหลัง ระหว่างนั้นก็แอบมองคนทั้งสองเงียบๆ แม้จะถึงที่นั่งของตนแล้วก็ยังไม่ละสายตาไปไหน ถงเย่คุกเข่ารินน้ำชาให้ผู้เป็นนาย กระซิบรายงานเสียงเบา “คุณชาย นั่นคือองค์หญิง ถึงจะงดงามน่ามองอย่างไรก็อย่าได้มองอีกเลย หากถูกจับได้จะโดนทำโทษนะขอรับ”
“หุบปาก” เผยเหวินเซวียนตวาดเสียงต่ำ
ถงเย่รีบหดคอ ยามนี้หลี่หรงและซูหรงชิงแยกย้ายกันไปแล้ว เผยเหวินเซวียนจึงเบนสายตาออก เขาหยิบถ้วยน้ำชา วางท่าแล้วเอ่ยอย่างไว้ตัว “ข้าไม่ได้มององค์หญิง”
“...” ถงเย่
ความกล้าของคุณชายนับวันยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ แต่สมองกลับแย่ลงทุกวัน
เผยเหวินเซวียนนั่งดื่มชาอยู่คนเดียวพักใหญ่ ส่วนหลี่หรงเมื่อเห็นว่าแขกมาถึงพอสมควรแล้วจึงประกาศเปิดงานเทศกาลชมบุปผา จากนั้นก็เดินกลับไปยังห้องพักส่วนตัว
สำหรับงานเทศกาลชมบุปผานี้ หากนางยอมออกมาร่วมสนุกสนานกับผู้คนทั่วไปในฐานะองค์หญิงนั่นเรียกว่ามีปฏิสัมพันธ์กับราษฎร ส่วนการกลับเข้าห้องพักแล้วเรียกคนมาเข้าเฝ้านั้น ถือเป็นเรื่องปกติที่เหล่าเชื้อพระวงศ์มักจะทำกัน
เมื่อเห็นว่าหลี่หรงยอมหลบออกมา ใจของเผยเหวินเซวียนก็พลันสงบ เขาพอจะเดาออกถึงจุดประสงค์ของการจัดงานเทศกาลชมบุปผาครั้งนี้ได้ แม้จะไม่ค่อยแน่ใจแต่ต้องไม่ไกลจากสิ่งที่เขาคาดการณ์ไว้อย่างแน่นอน
เผยเหวินเซวียนนั่งรออย่างใจเย็น ไม่นานก็มีขันทีคนหนึ่งเดินเข้ามาหาเขา เอ่ยเสียงเบา “คุณชายเผย องค์หญิงมีรับสั่งให้เข้าเฝ้าขอรับ เชิญท่านตามข้าน้อยมาสักครู่”
เมื่อถงเย่ได้ยินก็พลันตื่นตระหนก เขาเงยหน้ามองเผยเหวินเซวียน แต่เผยเหวินเซวียนกลับวางถ้วยชาแล้วกล่าวเสียงเรียบ “รอข้าอยู่ที่นี่ อย่าไปสร้างเรื่องล่ะ” กล่าวจบเขาก็ลุกขึ้นเดินตามขันทีผู้นั้นออกไป
เผยเหวินเซวียนไม่ถามอะไรสักคำ ขันทีผู้นั้นรู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก แต่ก็ดีเหมือนกันเขาจะได้ทำงานที่ได้รับมอบหมายอย่างราบรื่น ความรู้สึกที่มีต่อเผยเหวินเซวียนดีขึ้นมาหลายส่วน เขานำเผยเหวินเซวียนไปทางด้านหลัง เอ่ยกลั้วหัวเราะ “คุณชายเผยมิต้องกังวล การที่องค์หญิงมีรับสั่งเรียกหาท่าน หาใช่เรื่องไม่ดี”
“ได้รับคำเชิญจากองค์หญิงนับเป็นความโชคดีของข้าแล้ว” เผยเหวินเซวียนตอบเสียงเรียบ “กงกงวางใจเถอะ ข้าทราบดีว่าอะไรควรไม่ควร”
ขันทีคนเดิมคลี่ยิ้มแล้วเอ่ย “คุณชายเป็นคนฉลาด”
เผยเหวินเซวียนถูกนำมาที่เรือนด้านหลัง เมื่อก้าวเข้าไปในเขตเรือนก็รู้สึกว่าสถานที่แห่งนี้ถูกตัดขาดจากโลกภายนอกที่เต็มไปด้วยเสียงครึกครื้นของงานเลี้ยง ตำหนักสี่ฤดูของหลี่หรงอยู่ติดกับสวนท้อ ยิ่งเดินลึกเข้าไปดอกท้อก็ยิ่งหนาแน่น กลีบดอกท้อหลุดจากขั้วร่วงหล่นลงบนม้านั่งไม้ตัวยาว เป็นความงามอันเงียบสงบ
ขันทีเดินนำเผยเหวินเซวียนเข้าไปในห้องหนึ่ง เมื่อก้าวเข้าไปก็พบกับชายหนุ่มสามคนที่กำลังนั่งคุกเข่ารออยู่ พอได้ยินเสียงคนเดินเข้ามาทั้งสามก็หันกลับมามอง ทุกสายตาต่างหยุดลงบนร่างเผยเหวินเซวียน บ้างสับสน บ้างลอบประเมิน บ้างรอดูเรื่องสนุก ราวกับอีกประเดี๋ยวจะมีละครฉากใหญ่เปิดแสดง เพียงรอแขกคนสำคัญมาก็จะเริ่มตีฆ้องเพื่อเปิดม่าน
เพียงกวาดตามองแวบหนึ่งเผยเหวินเซวียนก็รู้ว่ากลุ่มคนที่นั่งคุกเข่าอยู่บนพื้นคือผู้ใด
เผยเหวินเซวียนรู้สึกไม่ค่อยพอใจสักเท่าไร ไม่แน่ใจว่าเพราะรู้สึกอึดอัดหรือรำคาญใจกันแน่ เขาคิดว่าหากไม่อยากให้ชาตินี้มีเรื่องยุ่งยากตามมา หลี่หรงควรเลือกให้เสร็จตั้งแต่ตอนที่อยู่ในวังหลวง จำเป็นต้องให้เขามาแก่งแย่งชิงดีกับคนพวกนี้จริงๆ หรือ?
ยามนี้หัวใจของเขาคุกรุ่น ทว่าสีหน้ากลับเรียบเฉยมิได้แสดงความรู้สึกภายในออกมา เขานั่งคุกเข่าลงข้างชุยอวี้หลาง
ชุยอวี้หลางสะบัดพัดไปมา เอ่ยแกมหัวเราะ “ไม่คิดว่าใต้เท้าเผยก็มาด้วย ใต้เท้าเผยทราบหรือไม่ว่าองค์หญิงเรียกพวกเรามาเพื่อการใด?
“ไม่ทราบ” เผยเหวินเซวียนตอบเสียงเย็น
ชุยอวี้หลางหัวเราะเสียงต่ำคล้ายเห็นเป็นเรื่องขำขัน “ใต้เท้าเผยไม่ทราบจริงๆ รึ?”
“ไม่ทราบ”
“ข้าได้ยินมาเรื่องหนึ่ง” ชุยอวี้หลางลดเสียงลง “ได้ข่าวว่าฝ่าบาทกำลังคัดเลือกราชบุตรเขยให้องค์หญิง พวกท่านว่าที่องค์หญิงมีรับสั่งเรียกพวกเราเข้ามา...”
ยังพูดไม่ทันจบก็มีเสียงแหลมสูงของขันทีดังมาจากภายนอก “องค์หญิงเสด็จ”
หลี่หรงถือพัดเยื้องย่างมาแต่ไกล หญิงสาวอยู่ในอาภรณ์ประจำบรรดาศักดิ์องค์หญิงซึ่งเป็นเสื้อแขนกว้างเปิดไหล่ ปักลวดลายหงส์สีทอง
เผยเหวินเซวียนปฏิบัติตามระเบียบของราชสำนักนั่นคือคุกเข่าพร้อมก้มศีรษะลงต่ำเพื่อเป็นการคารวะ เมื่อคนอื่นๆ เห็นปฏิกิริยาของเผยเหวินเซวียนแล้วก็รับก้มศีรษะตาม มีเพียงชุยอวี้หลางที่ยังยืดตัวตรงพร้อมชะเง้อมองอย่างสนใจ กล่าวเสียงเบา “องค์หญิงงดงามถึงเพียงนี้ หากไม่มองก็เท่ากับไม่ให้เกียรติ...” ยังเอ่ยไม่จบประโยคก็ถูกเผยเหวินเซวียนกดศีรษะแนบพื้น
ชุยอวี้หลางร้องเสียงเจ็บปวด ขณะนั้นหลี่หรงเดินมาถึงหน้าประตูพอดี
หญิงสาวเดินผ่านทางด้านหลังของเผยเหวินเซวียน เขามองเห็นเพียงชายกระโปรงที่ลากผ่านอยู่บนพื้น รวมถึงรองเท้าที่ปักลายหงส์เพลิงซ่อนอยู่ภายใต้กระโปรง ชั่วขณะที่นางเดินผ่านมีกลิ่นที่หอมมากโชยออกมา กลิ่นหอมนั้นให้ความรู้สึกสดชื่นหรูหราคล้ายมีมวลบุปผชาติลอยอ้อยอิ่งอยู่ที่ปลายจมูก
หลี่หรงเดินไปนั่งลงหลังฉากบังตา นางเอนกายพิงที่เท้าแทนด้านหนึ่งด้วยท่าทางเกียจคร้าน เสียงกังวานใสแฝงความอ่อนโยนเอ่ยขึ้น “ลุกขึ้นเถิด”
ทั้งสี่คนค่อยๆ เงยหน้าขึ้น หลี่หรงเท้าคางมองบุรุษทั้งสี่ตรงหน้า
หลูอวี่คุกเข่าอยู่ด้านหน้าสุด สวมอาภรณ์สีขาวดูท่าทางภูมิฐาน ก้มหน้าไม่กล้ามองนาง หน้าตาหล่อเหลาไม่เท่าสามคนที่เหลือ แต่มีความน่ารัก ทั้งยังแฝงด้วยความบริสุทธิ์จริงใจที่คนทั่วไปไม่มี
ด้านข้างของเขาคือหยางเฉวียนที่แต่งกายด้วยอาภรณ์สีดำแนบลำตัว รวมผมขึ้นสูงแล้วสวมทับด้วยกวาน สีหน้าดุดัน แค่คุกเข่าเฉยๆ ก็ดูคล้ายกระบี่คมกริบที่พร้อมจะพุ่งเข้ามาประหัตประหาร รอบกายแผ่กลิ่นอายเย็นชาที่ยากจะอธิบาย ทว่าเครื่องหน้ากลับหล่อเหลาสมชายชาตรี ท่าทางเช่นนี้ดึงดูดให้ผู้คนมากมายเหลียวมอง
ชุยอวี้หลางดูเป็นคนกระตือรือร้น เขาอยู่ในอาภรณ์ผ้าฝ้ายสีเขียวอ่อนลวดลายต้นไผ่ รวบผมด้วยกวานหยก มือหนึ่งถือพัดกระดาษ อีกมือกุมหน้าผากและขมวดคิ้วน้อยๆ มองคล้ายรูปปั้นหยกสลัก ไม่เสียชื่อฉายาคุณชายหน้าหยกแห่งเมืองหลวง
ส่วนเผยเหวินเซวียนคุกเข่าอยู่ใกล้ประตูมากที่สุด ยามนี้เขากำลังมองนางด้วยท่าทางสงบนิ่ง อาภรณ์สีฟ้าปักลายนกกระเรียน สีหน้าเรียบสงบ คล้ายนกกระเรียนผู้สันโดษ ดูหยิ่งยโสแต่แฝงด้วยความโดดเดี่ยวที่อธิบายไม่ถูก
ชายหนุ่มทั้งสี่มองนางเงียบๆ หลี่หรงเท้าคางกวาดตามองพวกเขาครั้งหนึ่ง พลางเคาะที่เท้าแขนเบาๆ
วันนี้นางสนทนากับซูหรงชิงเป็นเวลานาน หากไม่มีสัญญาณระบุเป้าหมายที่ชัดเจน เกรงว่าบิดาจะต้องหวาดระแวงนางเป็นแน่
เช่นนั้นวันนี้นางจะเลือกคุยกับใครก่อนดี ควรรั้งผู้ใดไว้?

หลี่หรงพินิจมองชายหนุ่มทั้งสี่
ไม่มีใครยอมพูดจา
ด้านหลังฉากบังตาที่มีไข่มุกห้อยระย้าคือผ้าตาข่ายผืนบาง หลี่หรงจึงมองเห็นปฏิกิริยาของแต่ละคนได้ชัดเจน ตรงกันข้ามพวกเขากลับมองเห็นหลี่หรงอย่างเลือนราง ทั้งสองฝ่ายต่างเงียบกันไปครู่ใหญ่ หลี่หรงหันไปมองจิ้งหลันที่อยู่ด้านข้างแล้วพยักหน้าส่งสัญญาณให้นางเบาๆ หนึ่งครั้ง
จิ้งหลันเข้าใจความหมายของผู้เป็นนาย นางก้าวออกไปและยอบกายคารวะชายหนุ่มที่อยู่อีกฝั่งของม่านบังตา กล่าวว่า “องค์หญิงได้ยินชื่อเสียงของคุณชายทั้งสี่มานานจึงอยากรู้จัก ที่เชิญทุกท่านมาพบในวันนี้ก็เพื่อจะได้มีโอกาสพูดคุยกัน ทุกท่านมิต้องกังวลหรือตื่นเต้น”
เดิมทีก็ไม่ค่อยตื่นเต้น แต่พอได้ฟังคำกล่าวนี้บรรยากาศพลันตึงเครียดขึ้นมาทันที
ตอนแรกก็ยังไม่รู้แน่ชัดว่าถูกเรียกมาด้วยจุดประสงค์ใด ทว่าตอนนี้เข้าใจอย่างชัดเจนแล้ว มีสตรีคนใดบ้างที่เชิญบุรุษหลายคนมาร่วมเสวนากันโดยไร้จุดประสงค์แอบแฝง แน่นอนว่าย่อมต้องเกี่ยวกับเรื่องสมรส
สีหน้าของหยางเฉวียนและชุยอวี้หลางพลันแปรเปลี่ยน แต่หลูอวี่กลับดูเหมือนไม่รู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น เพียงนั่งนิ่งเงียบๆ ในขณะที่เผยเหวินเซวียนคุ้นชินกับการไม่แสดงอารมณ์ผ่านทางสีหน้า เขาเหลือบมองชายหนุ่มอีกสามคนที่เหลือ จากสีหน้าสามารถอ่านความคิดในใจของแต่ละคนได้อย่างปรุโปร่ง
สิ่งที่เผยเหวินเซวียนมองเห็นแน่นอนว่าหลี่หรงก็ย่อมมองออก
หญิงสาวกุมถ้วยชา มองทั้งสี่คนเงียบๆ
นัยน์ตาของหยางเฉวียนสั่นไหวคล้ายอยากพูดบางอย่าง แต่ก็รู้สึกว่าไม่ถูกต้องจึงอดกลั้นไว้
เขาอยากสมรสกับองค์หญิง สำหรับเหตุผลของเรื่องนี้หลี่หรงเข้าใจดี
ชื่อเสียงของหยางเฉวียนไม่ค่อยดีนัก เขาถูกคนในตระกูลกีดกันไม่น้อย หากเขาได้สมรสกับองค์หญิงและประพฤติตนดีๆ เรื่องที่เขาเคยทำไม่ดีในอดีตก็ต้องถูกลืมเลือนไปในไม่ช้า
เดิมทีหลี่หรงคิดว่าหากหยางเฉวียนไม่มีความคิดที่จะแต่งกับนาง นางก็อยากจะคุยกับเขาต่ออีกสักหน่อย เพราะอย่างไรเสียหลังจากนี้หยางเฉวียนก็จะกลายเป็นแม่ทัพที่มีชื่อเสียงผู้หนึ่ง แม้ต่อมาจะต้องสละชีวิตในสนามรบ หากคำร่ำลือที่เกี่ยวกับความบ้าระห่ำของหยางเฉวียนเป็นเพียงเรื่องที่ถูกคนอื่นแต่งขึ้น เช่นนั้นก็นับว่าน่าเสียดายอย่างยิ่ง แต่วันนี้เมื่อนางได้เห็นความทะเยอทะยานของเขาด้วยตาของตนเอง เห็นท่าทางที่ดูคล้ายข่มขู่ของเขาก็ทำให้หลี่หรงเชื่อว่าเรื่องที่ผู้คนลือกันนั้นอย่างน้อยก็น่าจะมีความจริงอยู่สามส่วน
ชุยอวี้หลางกลับมีท่าทีสุขุมเหมือนกำลังคิดตรึกตรองบางสิ่ง มือถือพัดเคาะลงกลางฝ่ามืออีกข้างเบาๆ
หลี่หรงพอเดาได้ว่าชุยอวี้หลางกำลังคิดอะไรอยู่ คนผู้นี้นับว่าใจกล้ามากทีเดียว เกรงว่าหากเขาเห็นใบหน้านางก็อาจเกิดความรู้สึกพึงใจอยู่ไม่น้อย แต่ลึกๆ ก็นึกรังเกียจในฐานะของนาง ไม่อยากพบเจอความยุ่งยาก ชาติที่แล้วนับว่าเขาเป็นผู้ที่มากความสามารถคนหนึ่ง เป็นขุนนางรับใช้ราชสำนักอยู่ช่วงหนึ่งก็รู้สึกเบื่อจึงลาออกแล้วเดินทางกลับเมืองหยางโจว จากนั้นก็อาศัยอยู่ที่หอคณิกา และประพันธ์บทกลอนตลอดชีวิตที่เหลือ
ชุยอวี้หลางเป็นคนมีความสามารถแต่ไม่เหมาะที่จะเป็นขุนนาง มิใช่เพราะทำงานในราชสำนักนานเกินไปจนเกิดความเบื่อหน่าย แต่เป็นเพราะเดิมเขาก็เป็นคนรักอิสระจึงไม่ชอบรูปแบบการทำงานของราชสำนักที่เต็มไปด้วยกฎระเบียบก็เท่านั้น
ส่วนเผยเหวินเซวียนยังเหมือนกับภาพในความทรงจำของนาง ใบหน้าเรียบเฉย สีหน้าไร้อารมณ์ หลี่หรงคร้านจะสนใจเขาจึงเบนสายตาไปยังคนสุดท้าย ‘หลูอวี่’ นางมองประเมินชายหนุ่มชั่วครู่
ในบรรดาบุรุษทั้งสี่ หลูอวี่เป็นคนที่หน้าตาธรรมดาที่สุด
แม้จะไม่โดดเด่นแต่หน้าตาก็พอทนมองได้ แวบแรกที่มองอาจคิดว่าไม่เลว ทว่าเมื่อมองนานๆ เข้า แม้ไม่อาจพูดได้ว่ามีเสน่ห์น่าดึงดูด แต่กลับให้ความรู้สึกสดชื่นดั่งสายน้ำที่ไหลเอื่อยๆ สบายตาอย่างยิ่ง
นางจ้องมองชั่วครู่ก็เอ่ยเสียงเบา “คุณชายหนิง”
หลี่หรงกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานที่แฝงความแหบพร่าเล็กๆ อันเป็นเอกลักษณ์ของนาง ปลายเสียงลากยาว ชวนให้ผู้ที่ได้ยินรู้สึกเคลิบเคลิ้มประหนึ่งล่องลอยอยู่ในห้วงฝัน เป็นความเย้ายวนที่เหมือนสวรรค์ประทาน
บุรุษสามคนที่อยู่ด้านข้างต่างแสดงสีหน้าแตกต่างกันไป มีเพียงหลูอวี่คนเดียวที่มีท่าทางมึนงง หลี่หรงครุ่นคิดครู่หนึ่งก็เอ่ยขึ้นอีกครั้งโดยที่ครั้งนี้ตัดคำออกไปหนึ่งคำ “คุณชาย”
คราวนี้หลูอวี่ฟังเข้าใจแล้ว เขาเงยหน้ามองหลี่หรง ถามออกไปตรงๆ “องค์หญิงเรียกกระหม่อมรึ?”
ประโยคที่ตรงไปตรงมาเช่นนี้ทำให้หลี่หรงอดหัวเราะไม่ได้ นางถามต่อด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “วันนี้คุณชายทำสิ่งใดมาบ้าง?”
หลูอวี่ขมวดคิ้ว ตั้งใจคิดอย่างจริงจัง “หลายเรื่องพ่ะย่ะค่ะ ตื่นแต่เช้าลุกจากเตียงสวมเสื้อผ้า อาหลันให้ข้าเปลี่ยนเกือบสิบชุด ชุดหนึ่งสีเหลือง ชุดหนึ่งสีฟ้า ชุดหนึ่ง...” เขาเจรจาราวกับเด็กน้อยเล่าเรื่อง ไม่ว่าเรื่องเล็กหรือใหญ่ ทุกเรื่องที่เกิดขึ้นล้วนมีความหมายสำหรับเขา
หลี่หรงเคาะพัดในมือเบาๆ ตั้งใจฟังอย่างนึกสนุก อีกสามคนที่ถูกทิ้งไว้ด้านข้างก็บังเกิดความกระอักกระอ่วนใจ เผยเหวินเซวียนเงยหน้ามองหญิงสาวที่อยู่หลังม่านไข่มุก ในใจรู้สึกร้อนรนเล็กๆ
สถานการณ์ในตอนนี้ดูห่างไกลจากภาพในความทรงจำเขายิ่งนัก หลี่หรงคล้ายไม่สนใจเขาเลยสักนิด
เพราะอะไร?
เกิดอะไรขึ้นกันแน่ หรือแท้จริงแล้วเขาไม่เคยรู้จักตัวตนที่แท้จริงของหลี่หรงในวัยสิบแปด?
เมื่อคิดถึงตรงนี้ใจเขาก็หนักอึ้ง หลี่หรงพูดคุยกับหลูอวี่สักพักก็หันไปคุยกับหยางเฉวียนสองสามประโยค จากนั้นก็หันไปสนทนากับชุยอวี้หลางอีกสองสามคำ เมื่อถึงคราวของเผยเหวินเซวียนนางแค่ถามเรื่องอาหารการกินแค่สองประโยค จากนั้นก็ทำท่าหาวแล้วเอ่ย “ข้าเหนื่อยแล้ว เชิญทุกท่านตามสบายเถิด”
พูดจบก็เรียกนางกำนัลให้เข้ามาช่วยพยุงนางลุกขึ้นแล้วเดินออกจากห้องไป
หลังหลี่หลงจากไป ข้ารับใช้ของนางก็นำทางทั้งสี่คนแยกย้าย เผยเหวินเซวียนแสร้งรั้งฝีเท้าให้ช้าลง เขาสังเกตรอบกายก็พบว่าหนนี้หนึ่งในผู้นำทางคือจิ้งหลัน
จิ้งหลันเป็นคนข้างกายหลี่หรงที่มีความสำคัญขนาดไหนเขาย่อมรู้ดี สำหรับสถานการณ์ของหลี่หรงในตอนนี้เขาก็เข้าใจอย่างชัดเจนเช่นเดียวกัน
วันนี้หลี่หรงพูดคุยกับซูหรงชิงเป็นเวลานาน สำหรับนางแล้วนับว่าเสี่ยงอย่างยิ่ง หากฮ่องเต้เข้าใจว่าหลี่หรงพึงใจซูหรงชิง นั่นถือว่าเป็นเรื่องเลวร้ายที่สุดสำหรับนาง หากหลี่หรงฉลาดสักนิดนางจะต้องหาทางเบี่ยงเบนความสนใจ ทำให้ฮ่องเต้เข้าใจว่าคนที่นางพึงใจคือชายหนุ่มคนใดคนหนึ่งที่ฮ่องเต้คัดเลือกไว้
วันนี้จิ้งหลันเป็นผู้นำทางให้หลูอวี่ ดูท่าแล้วคนที่นางหมายตาไว้ก็คือหลูอวี่
ใจของเผยเหวินเซวียนพลันหนักอึ้ง ชายหนุ่มครุ่นคิด เมื่อเดินออกไปก็พบกับบ่าวรับใช้ของแต่ละตระกูล หนึ่งในนั้นคือบ่าวรับใช้ของจวนหนิงกั๋วโหวที่มีท่าทางร้อนรน เมื่อเห็นขันทีเดินออกมาบ่าวผู้นั้นก็รีบพุ่งตรงเข้าไปซักถาม “กงกง ข้าน้อยเป็นบ่าวประจำตัวของคุณชายจวนหนิงกั๋วโหวนามซูถ่ง ท่านได้พบคุณชายของข้าหรือไม่ขอรับ?”
“เจ้าคือบ่าวของคุณชายหนิงรึ” ขันทีผู้นั้นมองซูถ่งอย่างประเมินตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า แล้วเอ่ยกลั้วหัวเราะ “องค์หญิงพึงใจคุณชายของเจ้าจึงรั้งตัวไว้พูดคุย อีกสักครู่แม่นางจิ้งหลันจะส่งคนมารับเจ้าเข้าไป เจ้าไม่ต้องกังวล”
เมื่อได้ฟังซูถ่งก็อึ้งงัน ขันทีหันหลังกลับมาบอกลาเผยเหวินเซวียน “คุณชายเผย ข้าน้อยส่งท่านถึงตรงนี้ เชิญท่านตามสบาย”
“ขอบคุณกงกง” เผยเหวินเซวียนเข้าใจธรรมเนียมปฏิบัติเป็นอย่างดี ขณะที่ประสานมือคารวะเขาก็ยัดเงินก้อนหนึ่งเข้าไปในมือกงกงด้วยท่าทางคล้ายไม่ตั้งใจ
ขันทีหัวเราะแล้วรีบโค้งตัวคารวะตอบ
รอจนขันทีผู้นั้นเดินจากไปเผยเหวินเซวียนก็หันไปมองซูถ่งที่ยืนอยู่ด้านข้าง เมื่อเห็นท่าทางกระวนกระวายของซูถ่งจึงเดินเข้าไปหา กระซิบเสียงเบา “เจ้าไม่อยากให้คุณชายของตัวเองอยู่เป็นเพื่อนองค์หญิงรึ?”
ซูถ่งได้ยินคำถามของเผยเหวินเซวียนก็ตกใจ ถามกลับอย่างระแวดระวัง “ท่านคือ?”
“เผยเหวินเซวียน” ชายหนุ่มบอกนามของตัวเองแล้วรีบกล่าวต่อ “เมื่อครู่ข้าเข้าไปพบองค์หญิงพร้อมคุณชายของเจ้า เจ้ากังวลว่าคุณชายของเจ้า... อาจสร้างเรื่องให้องค์หญิงกริ้วหรือไร?”
เผยเหวินเซวียนเอ่ยเสียงเรียบ แต่ซูถ่งสามารถจับความหมายที่ซ่อนอยู่ได้ เผยเหวินเซวียนรู้ว่าคุณชายของเขาสติไม่สมประกอบ
หลูอวี่ไม่ค่อยได้ออกจากจวนนัก มารดาซ่อนเขาเอาไว้อย่างดี หากจำเป็นต้องออกมานอกจวนก็ต้องมีผู้ติดตามประกบตัวตลอดเวลา เรื่องนี้มีคนรู้ไม่มาก เมื่อซูถ่งได้ยินคำพูดของเผยเหวินเซวียนก็ถามขึ้น “ในเมื่อคุณชายเผยทราบว่าข้าน้อยกังวลเรื่องใด รบกวนถามสักหน่อยว่าท่านมีวิธีการรับมือกับเรื่องนี้หรือไม่?”
“อีกสักครู่หากเจ้าเข้าไปเจอคุณชายหนิง ก็บอกให้เขาแกล้งเป็นลมซะ”
“นั่นมิใช่เป็นการทำให้องค์หญิงกริ้วหรอกหรือ?” ซูถ่งถามเสียงร้อนรน
เผยเหวินเซวียนตอบเสียงเรียบ “คนป่วยจะมีโทษอะไรได้? หากมีสติแล้วหาเรื่องสิถึงจะสมควรได้รับโทษ” เมื่อฟังจบซูถ่งก็ไม่เอ่ยสิ่งใด เผยเหวินเซวียนหมุนตัวกลับพลางเอ่ย “ข้าพูดแค่นี้แหละ ที่เหลือเจ้าไปตรึกตรองเองเถิด”
พูดจบชายหนุ่มก็เดินกลับไปยังเรือนหน้าซึ่งเป็นสถานที่จัดงานเลี้ยง เขากวาดตามองไปรอบงาน เห็นชุยอวี้หลางอยู่กับหญิงสาวกลุ่มหนึ่ง ในนั้นยังมีคุณชายอยู่อีกคนหนึ่งที่กำลังให้เขาดูลายมือให้
เผยเหวินเซวียนไม่กังวลกับคนผู้นี้
ส่วนหยางเฉวียนกำลังสนทนาอยู่กับขันทีผู้หนึ่ง หน้าตาบึ้งตึงขมวดคิ้วคล้ายกำลังมีโทสะ
เผยเหวินเซวียนครุ่นคิดชั่วครู่ เขาถือจอกสุราอาศัยช่วงที่ทุกคนกำลังสนุกสนานกับเทศกาลชมบุปผาเดินตรงเข้าไปยังตำแหน่งที่หยางเฉวียนยืนอยู่ ระหว่างที่เดินผ่านคนกลุ่มหนึ่ง เขาแสร้งทำสุราหกแล้วใช้มือฉกป้ายหยกห้อยเอวของแขกที่กำลังมึนเมาคนหนึ่งอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเดินต่อแล้วนำไปทิ้งไว้ข้างเท้าของหยางเฉวียน
เมื่อทำทุกอย่างเสร็จแล้วเผยเหวินเซวียนก็ถอยออกมา เดินกลับไปยังประตูทางเข้าเรือนหลัง เฝ้ารออย่างเงียบๆ ไม่นานก็มีเสียงตะโกนของหยางเฉวียนดังออกมาจากกลุ่มคน “ป้ายหยกนี้เป็นของใคร?”
พอหยางเฉวียนตะโกน ทั้งงานก็วุ่นวายขึ้นมา คนที่ทำป้ายหยกหายมีฐานะไม่ธรรมดา เมื่อเห็นป้ายหยกของตัวเองอยู่ในมือหยางเฉวียนก็รู้สึกไม่พอใจ “เจ้าขโมยป้ายหยกของข้าแล้วจะตะโกนโหวกเหวกไปเพื่ออะไร?”
เมื่อได้ยินอีกฝ่ายสวนกลับเช่นนี้ก็เกิดการปะทะกันของทั้งสองฝ่าย เผยเหวินเซวียนได้ยินเสียงตะโกนโหวกเหวกก็ยิ้มหยัน เขาหันหลังกลับไป มือทั้งสองข้างที่อยู่ภายใต้แขนเสื้อกุมแน่น ยืนรออย่างสำรวม
-
ภายในเรือนด้านหลัง
หลี่หรงนั่งอยู่ริมทะเลสาบ นางให้คนเตรียมอุปกรณ์ตกปลาเอาไว้ ทั้งยังเตรียมไข่ต้มที่หลูอวี่เล่าให้ฟังว่าเป็นของโปรดของเขา หญิงสาวปอกเปลือกไข่รอระหว่างที่หลูอวี่ไปเปลี่ยนชุด
เมื่อครู่บ่าวรับใช้ของหลูอวี่ไม่ทันระวังทำสุราหกใส่เขา จึงต้องพาเขาไปเปลี่ยนชุดใหม่ ในใจหลี่หรงคิดว่าต้องมีเรื่องบางอย่างไม่ชอบมาพากลแน่ แต่นางไม่รีบร้อน เปลือกไข่ถูกนางปอกทิ้งไว้บนโต๊ะ นางพูดกับจิ้งหลันที่อยู่ด้านหลังช้าๆ “เจ้าดูสิว่าข้าดีต่อเขาขนาดไหน ข้าไม่ปอกเปลือกไข่ให้ผู้อื่นบ่อยนักหรอกนะ”
ขณะที่กำลังพูด จิ้งเหมยก็รีบร้อนพาคนเดินเข้ามา กล่าวอย่างตื่นตระหนก “องค์หญิง เกิดเรื่องแล้ว คุณชายหนิงเป็นลมไปแล้วเพคะ”
“เป็นลมก็เชิญหมอหลวงมาดูอาการซิ” หลี่หรงวางไข่ที่ปอกเปลือกจนสะอาดแล้วไว้บนปากขวดที่อยู่ด้านข้าง “มาหาข้าทำไม?”
ท่าทางไม่ยี่หระของหลี่หรงที่เหมือนไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับตนเองทำให้ผู้คนรอบข้างสงบนิ่งลง ก่อนจะเข้าใจว่าการที่หลูอวี่เป็นลมก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร จิ้งหลันเห็นเช่นนี้ก็ถามขึ้น “เช่นนั้นองค์หญิงจะตกปลา หรือว่า...”
หลี่หรงไม่ตอบคำถาม นางปัดเศษเปลือกไข่ที่ติดอยู่บนมือทั้งสองข้าง รับผ้าจากจิ้งเหมยมาเช็ดนิ้วมือแล้วเอ่ย “จิ้งเหมย เจ้าออกไปที่ประตู พาสุนัขที่ยืนรออยู่ที่หน้าประตูเรือนหลังมาหาข้า”
จิ้งเหมยชะงักไปชั่วครู่ นางเอ่ยถามเสียงตะกุกตะกัก “ถ้า... ถ้าหากที่ประตูไม่มีสุนัขเล่าเพคะ?”
“มีสิ” หลี่หรงเงยหน้า “เผยเหวินเซวียนต้องยืนอยู่ตรงนั้นแน่”
จิ้งเหมยเข้าใจแล้ว องค์หญิงต้องการพบเผยเหวินเซวียน นางรีบนำคนอื่นเดินออกไป รอจนพวกจิ้งเหมยออกไปแล้ว จิ้งหลันที่คุกเข่าอยู่ด้านหลังก็ขยับเข้ามาเทสุราให้หลี่หรงพลางเอ่ยถามอย่างสงสัย “องค์หญิงดูเหมือนไม่ค่อยชอบเผยเหวินเซวียนแล้วเหตุใดถึงยังเรียกเขาเข้ามาเล่าเพคะ?”
“หลูอวี่เป็นลมไปแล้ว” หลี่หรงหัวเราะหยัน “เจ้าคิดว่าข้าจะสามารถหาผู้ใดมาแทนได้อีก?”
จิ้งหลันรู้สึกงุนงงเล็กน้อย หลี่หรงไม่อธิบายเพิ่มเติม ไม่นานจิ้งเหมยก็เดินนำเผยเหวินเซวียนเข้ามา เขาคุกเข่าคารวะหลี่หรงโดยไร้อาการหวาดกลัว “กระหม่อมเผยเหวินเซวียน ถวายบังคมองค์หญิง”
หลี่หรงไม่เอ่ยสิ่งใด นางปอกเปลือกไข่ไปเรื่อยๆ ปล่อยให้เผยเหวินเซวียนคุกเข่าอย่างนอบน้อมต่อ
ผ่านไปพักใหญ่กว่าหลี่หรงจะเอ่ย “ข้าปอกเปลือกไข่นี้เพื่อจะใส่มันลงในขวดทั้งฟอง แต่ปากขวดช่างเล็กนัก ไม่อาจยัดไข่ต้มลงไปได้” หลี่หรงมองเผยเหวินเซวียนแล้วกล่าว “ได้ยินมาว่าคุณชายเผยมีสติปัญญาล้ำเลิศ ไม่ทราบว่าจะช่วยแก้ปัญหาให้ข้าได้หรือไม่? หากไม่สามารถทำให้ไข่ทั้งฟองลงไปอยู่ในขวดในสภาพที่สมบูรณ์ได้ คุณชายเผยก็คงไม่คู่ควรกับร่ำลือ มิสู้ท่านกระโดดลงทะเลสาบเพื่อแสดงความจริงใจเสียหน่อยเล่า?”
“ความหมายขององค์หญิงคือ หากกระหม่อมทำไม่ได้ก็ให้โดดลงทะเลสาบหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
“ถูกต้อง” หลี่หรงตอบตามตรง “ข้าหมายความเช่นนั้น”
“องค์หญิง ท่านไม่ไร้เหตุผลไปหน่อยหรือ?”
หลี่หรงเท้าคาง นึกชื่นชมเผยเหวินเซวียนที่กำลังคุกเข่าต่อล้อต่อเถียงกันนางอยู่ในใจบังเกิดความสุขเล็กๆ และอารมณ์ดีอย่างประหลาด นางรู้สึกว่าเผยเหวินเซวียนเวลานี้ น่าชื่นชมไม่น้อย
หลี่หรงรู้ดีว่าเผยเหวินเซวียนกำลังต่อปากต่อคำกับตน แต่ก็ยังคงยั่วยุกวนโทสะเขาต่อ “ใช่ แต่ข้าเป็นองค์หญิง ข้าอยากทำอะไรตามอำเภอใจสักหน่อย แล้วจะทำไม?”
“องค์หญิงเป็นผู้สูงศักดิ์ ไม่สมควรรังแกผู้น้อย”
หลี่หรงปอกเปลือกองุ่นแล้วค่อยๆ ละเลียดกินอย่างสบายอารมณ์ เริ่มแกล้งเขาต่อ “ใช่ ข้าเป็นองค์หญิง และจะรังแกขุนนางขั้นแปดอย่างท่านด้วย มีปัญหารึ?”
“องค์หญิง หากกระหม่อมสามารถทำได้ก็ไม่ต้องกระโดดทะเลสาบ และสามารถลุกขึ้นมาพูดคุยกับองค์หญิงได้อย่างปกติแล้ว ใช่หรือไม่?”
“ถูกต้อง...” หลี่หรงตอบออกไปอย่างลืมตัว แต่นางยังไม่ทันพูดจบก็เห็นเผยเหวินเซวียนลุกขึ้น เขาหยิบไข่ต้มออกจากปากขวด จากนั้นฉีกกระดาษจากตำราที่วางอยู่ด้านข้างออกมาแผ่นหนึ่ง นำไปจุดไฟจากกระถางธูปหอมแล้วโยนเข้าไปในขวด ก่อนจะนำไข่ต้มวางกลับไปบนปากขวด เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จแล้วเขาก็ถอยออกมา คุกเข่าลงอย่างนอบน้อม
การกระทำของเผยเหวินเซวียนลื่นไหลและเป็นธรรมชาติ กว่าหลี่หรงจะตั้งสติได้ชายหนุ่มก็กลับไปนั่งคุกเข่าตรงตำแหน่งเดิมเสียแล้ว หญิงสาวรู้สึกโกรธกรุ่น “ใครอนุญาตให้ท่านฉีกตำราของข้า?!”
หลี่หรงเพิ่งพูดจบ ไข่ต้มที่เดิมทีวางอยู่บนปากขวดก็พลันเกิดเสียง “สวบ!”
มันหล่นลงไปยังก้นขวด!
หลี่หรงและเหล่านางกำนัลที่อยู่ด้านข้างเมื่อภาพนี้แล้วก็พากันตกใจตาค้าง
เผยเหวินเซวียนเงยหน้าขึ้น มองไปยังหลี่หรง “เรียนถามองค์หญิง ตอนนี้กระหม่อมสามารถลุกขึ้นมานั่งคุยกับพระองค์ได้หรือยัง”

หลี่หรงมองชายหนุ่มตรงหน้าเงียบๆ
เผยเหวินเซวียนในวัยยี่สิบดูหล่อเหลากว่าคนในความทรงจำของนาง แต่ความหยิ่งยโสที่ฝังลึกอยู่ในแกนกระดูกนั้นกลับไม่เปลี่ยนไปสักนิด แค่สบตากับเผยเหวินเซวียน หลี่หรงก็รู้แล้วว่าเขากำลังโกรธ ชาติก่อนเขาเป็นถึงอัครเสนาบดี ยามมีโทสะสามารถลุกขึ้นมาตอบโต้ฟาดฟันกับนางได้ แต่วันนี้เขาเป็นเพียงขุนนางขั้นแปดตัวเล็กๆ เขาขนเอาความกล้าจากไหนมาต่อกรกับนาง?
หลี่หรงหัวเราะเบาๆ หญิงสาวลุกขึ้นและมองไปยังเผยเหวินเซวียนยังคงคุกเข่าอยู่ กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เอาเถอะ ข้าเป็นคนรักษาคำพูด แบ่งแยกบุญคุณความแค้นชัดเจน ท่านอยากพูดคุยกับข้าดีๆ ก็ย่อมได้ แต่ความผิดที่ท่านทำไว้ก่อนหน้านี้ ไม่ทราบว่าจะจัดการอย่างไร?”
“กระหม่อมไม่ทราบว่าตัวเองทำผิดตรงไหน?”
“ท่านฉีกตำราของข้า” หลี่หรงชี้ไปยังตำราที่ถูกเขาฉีกก่อนหน้านี้ “ยังมีอีก เหตุใดจู่ๆ คุณชายหนิงก็เป็นลม แล้วคนอื่นๆ ไยจึงไม่มาด้วยกัน คิดว่าคุณชายเผยคงมีคำตอบอยู่ในใจแล้ว”
เมื่อได้ฟังคำพูดนี้ ใจของเผยเหวินเซวียนพลันกระตุก เขาไม่เคยรู้ว่าหลี่หรงฉลาดถึงเพียงนี้
หรือนางแอบส่งคนมาสอดส่องการกระทำของเขา?
เผยเหวินเซวียนคาดเดาไปต่างๆ นานาแต่สีหน้ายังคงเรียบเฉย “ไม่ทราบว่าองค์หญิงจะทรงลงโทษกระหม่อมอย่างไร?”
“กระโดดลงไปในสระ” หลี่หรงกล่าวพลางเชิดหน้า เผยเหวินเซวียนเม้มปากแน่น ไม่กล่าวสิ่งใด
หลี่หรงเห็นเผยเหวินเซวียนไม่ตอบโต้ก็รู้ว่าเขากำลังโมโหอย่างหนัก หญิงสาวเอ่ยกลั้วหัวเราะ “อยากเป็นสวามีของข้า เรื่องลำบากใจแค่นี้ก็รับไม่ได้แล้วรึ?”
“องค์หญิงทรงทราบว่ากระหม่อมอยากเป็นราชบุตรเขย?” เผยเหวินเซวียนเงยหน้ามองหลี่หรง
หลี่หรงรู้สึกว่านี่เป็นเรื่องที่น่าหัวเราะ “มิเช่นนั้น ไยท่านจึงมาที่นี่?” หลี่หรงไม่อยากเสียเวลาต่อปากต่อคำกับอีกฝ่ายอีก จึงพูดออกไปตรงๆ “ถ้าไม่กระโดดก็เชิญออกไป แต่ข้าขอเตือนไว้ก่อน หากท่านก้าวออกไปแล้วคิดจะกลับมาอีกครั้งคงไม่ง่ายนัก”
เผยเหวินเซวียนกำหมัดแน่น โกรธจนใบหน้าเปลี่ยนสี
ชั่วขณะหนึ่งเขารู้สึกเหมือนได้ย้อนกลับไปในชาติที่แล้ว ยามที่เขาทะเลาะกับหลี่หรง หลี่หรงปากคอเราะรายยิ่งนัก นางมักทำให้เขาโกรธเป็นฟืนเป็นไฟไปเสียทุกครั้ง
น่าแปลก... กับคนอื่นเขาค่อนข้างควบคุมอารมณ์ได้อย่างดีเยี่ยม เคยถูกด่าอย่างสาดเสียเทเสียในท้องพระโรงก็ตั้งหลายครั้ง ถูกคนในตระกูลก่นด่าก็ตั้งหลายหน เรื่องที่ทำให้เขาโมโหมีมากมาย น้อยนักที่เขาจะเสียอาการ แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าหลี่หรง ทุกครั้งที่ทุ่มเถียงกับนางเขารู้สึกเหมือนอายุสั้นลงไปเป็นสิบปี
เมื่อมีเหตุให้ทะเลาะกัน สตรีผู้นี้มักทำตัวไร้เหตุผล ทั้งยังทำอะไรตามอำเภอใจ เขาเคยคิดว่าหลี่หรงกลายเป็นคนเช่นนี้หลังจากแต่งให้เขา ทว่าวันนี้เขาเพิ่งรับรู้ความจริงว่าการแต่งงานมิได้เปลี่ยนแปลงนาง แท้จริงแล้วนี่คือนิสัยที่ติดตัวนางมาตั้งแต่ต้น แต่นางซุกซ่อนมันไว้อย่างแนบเนียน เขาจึงไม่ทันสังเกต
ความจริงสตรีผู้นี้เป็นคนดื้อรั้นไร้เหตุผล ทำทุกอย่างตามอำเภอใจ ไม่แยแสผู้อื่น
เมื่อคิดได้เช่นนี้เผยเหวินเซวียนก็ลุกขึ้นยืนแล้วหันหลังเดินออกไปทันที
หลี่หรงคาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะเดินออกไปอย่างง่ายดายเช่นนี้ นางนิ่งงันไปชั่วครู่ “ท่านไม่อยากคุยกับข้าแล้วรึ?”
“ไม่คุยแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เผยเหวินเซวียนปฏิเสธโดยไม่หันกลับไปมอง
หลี่หรงเคาะพัดลงบนฝ่ามือเบาๆ นางหันไปส่งสัญญาณให้จิ้งหลัน จากนั้นหันกลับไปทางระเบียงทางเดินข้างทะเลสาบที่เผยเหวินเซวียนกำลังก้าวจากไปช้าๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด “แต่ตอนนี้ข้าอยากคุยกับท่าน”
“ขอ...” คำว่า ‘ขออภัย’ ยังหลุดออกจากปากไม่ครบ จู่ๆ ก็มีองครักษ์นายหนึ่งพุ่งออกมาจากด้านข้าง เผยเหวินเซวียนไม่ทันตั้งตัวก็ถูกอีกฝ่ายจับเหวี่ยงลงไปในสระน้ำ!
ในตอนนั้นเองมีเสียงหัวเราะดังมาจากรอบด้าน หลี่หรงมองจากที่ไกลๆ นางก้าวมายังจุดที่เผยเหวินเซวียนตกน้ำพร้อมหัวเราะเบาๆ
เผยเหวินเซวียนว่ายน้ำเป็น แม้จะรู้สึกตกใจที่จู่ๆ ก็ต้องตกน้ำโดยไม่ทันตั้งตัว แต่ชายหนุ่มก็ตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว เขาจัดระเบียบร่างกายก่อนจะทะลึ่งตัวโผล่ศีรษะขึ้นมาจากน้ำ เขาเห็นหลี่หรงในอาภรณ์สีแดงปักลวดลายหงส์ยืนอยู่บนระเบียงทางเดิน กำลังยิ้มตาเป็นประกายมองมาที่เขา “เอาล่ะ พวกเราก็คุยกันในสภาพนี้แหละ ตอนนี้ข้าพอใจมาก”
เผยเหวินเซวียนปิดปากไม่เอ่ยสิ่งใด จ้องหลี่หรงที่อยู่บนฝั่งอย่างเอาเป็นเอาตาย
บ่าวรับใช้ที่อยู่ด้านข้างพากันซุบซิบ นางกำนัลบางคนส่งเสียงหัวเราะเบาๆ ไม่รู้ว่าหัวเราะอะไรกัน
หลี่หรงมองเผยเหวินเซวียนที่เปียกปอนไปทั้งตัว ใบหน้ายังมีตะไคร่น้ำเกาะอยู่บางส่วน สภาพที่เปียกม่อล่อกม่อแล่กเช่นนี้กลับทำให้เขาดูน่ามองอย่างประหลาด
เผยเหวินเซวียนคล้ายเทพวารีที่เพิ่งปรากฏกายขึ้นมากลางผืนน้ำ อาศัยแค่ใบหน้าและดวงตาคู่นี้ก็สามารถขโมยหัวใจมนุษย์ได้
แต่ยามนี้ดวงตาคู่นั้นกลับไร้ความเย้ายวน มีเพียงร่องรอยของความเคียดแค้นไม่พอใจ เหมือนมีเปลวเพลิงกำลังลุกโชติช่วงอยู่ในแววตาของเขา
เมื่อถูกชายหนุ่มสาดอารมณ์เช่นนี้เข้าใส่ หลี่หรงพลันรู้สึกว่าความสนุกที่เคยมีค่อยๆ มลายหาย หญิงสาวหมดสนุก ในเมื่อเผยเหวินเซวียนที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่คนเดียวกับชาติที่แล้ว นางทำเช่นนี้ก็ไม่ต่างจากรังแกเด็กน้อยคนหนึ่ง
หลี่หรงมองเผยเหวินเซวียนจากมุมสูง สีหน้าเปลี่ยนเป็นเย็นชา หมุนตัวกลับพร้อมสั่งเสียงเรียบ “พอ... ไม่เล่นแล้ว ขึ้นมาเถิด” จากนั้นก็สั่งการจิ้งหลันที่ยืนอยู่ด้านข้าง “พาเขาไปเปลี่ยนชุด” กล่าวจบก็เดินกลับไปนั่ง ระหว่างนั้นยังหันกลับมามองเผยเหวินเซวียนที่ว่ายเข้ามาถึงฝั่งและกำลังถูกบ่าวรับใช้ดึงขึ้นมาจากน้ำ
ฤดูใบไม้ผลิน้ำยังคงเย็นอยู่ พอขึ้นฝั่งมาได้เผยเหวินเซวียนก็จามติดๆ กัน บ่าวรับใช้ที่อยู่ด้านข้างรีบส่งเสื้อคลุมให้ ชายหนุ่มกล่าวขอบคุณทุกคนที่เข้ามาช่วยเหลือ ท่าทางอ่อนน้อมและมีมารยาทที่เขาแสดงออกมาทำให้ผู้ที่พบเห็นรู้สึกเห็นใจไม่น้อย เพราะที่ผ่านมาไม่มีคุณชายตระกูลใหญ่คนใดปฏิบัติกับบ่าวไพร่อย่างพวกเขาเฉกเช่นมนุษย์ที่เท่าเทียมกันเช่นนี้
หลี่หรงจ้องมองเผยเหวินเซวียนนิ่งนานจนชายหนุ่มรู้สึกตัว เมื่อเผยเหวินเซวียนหันหน้ากลับมาก็พบว่าหลี่หรงกำลังมองตนอยู่ แววตาของเขาแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาจากนั้นก็หันหลังเดินจากไป
เมื่อเห็นเผยเหวินเซวียนจ้องนาง หลี่หรงก็ยกมุมปากยิ้มน้อยๆ อย่างอดไม่อยู่
อายุยังน้อยแต่อารมณ์ร้ายเสียจริง
หลี่หรงนั่งอยู่ริมทะเลสาบ สั่งให้นางกำนัลชงชาพลางอ่านตำรารอเผยเหวินเซวียน ไม่นานเผยเหวินเซวียนก็เดินกลับมา เวลานี้เขาเปลี่ยนไปสวมอาภรณ์สีขาวปักลวดลายเมฆมงคล รวมผมด้วยกวานหยก ชายหนุ่มก้าวเดินอย่างเชื่องช้าราวกับหลุดออกมาจากภาพวาด
หลี่หรงมองตามอย่างไม่ละสายตา รอจนเผยเหวินเซวียนมาถึงก็แสร้งเบนสายตาออกไปราวกับไม่ได้สนใจอีกฝ่าย หลังจากเผยเหวินเซวียนทำความเคารพตามธรรมเนียมแล้ว นางก็เอ่ยเสียงเรียบ “นั่งลงเถอะ”
เผยเหวินเซวียนลุกขึ้นมานั่งตามคำเชิญ ในขณะที่หลี่หรงก้มหน้าอ่านตำราต่อไปเงียบๆ ครู่ถัดมาหญิงสาวก็เอ่ยขึ้นว่า “มีอะไรก็ว่ามา”
พูดอะไรเล่า?
เดิมเขาตั้งใจว่าจะมาแจกแจงข้อดีข้อเสียให้หลี่หรงฟัง ให้นางรู้ว่าเขาเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด แต่จากการปะทะกันหลายยกก่อนหน้า เขาคิดว่าหลี่หรงน่าจะเข้าใจสถานการณ์ต่างๆ ชัดเจนดีอยู่แล้ว “ที่สมควรพูดองค์หญิงก็ทราบดีอยู่แล้ว” น้ำเสียงเผยเหวินเซวียนราบเรียบ หลังจากนิ่งไปชั่วครู่ก็กล่าวต่อ “หากมีที่ต้องเพิ่มเติม กระหม่อมก็แค่อยากจะทูลว่า ถ้าองค์หญิงอภิเษกสมรสกับกระหม่อม กระหม่อมยินดีรับใช้ด้วยใจจริง”
เมื่อหลี่หรงได้ฟังประโยคนี้ก็เงยหน้าขึ้นมองเผยเหวินเซวียน ถามด้วยน้ำเสียงหยั่งเชิง “ด้วยใจจริง?” นางเอนตัวเข้าใกล้โต๊ะ ยกมือเท้าคาง “ลองว่ามาสิ ที่บอกว่าจะรับใช้ข้าด้วยใจจริงนั้นเป็นอย่างไร?”
“ให้องค์หญิงเป็นใหญ่ในบ้าน”
“แล้วจะให้เป็นท่านรึ?”
“ทั้งชีวิต ข้างกายข้าจะมีเพียงองค์หญิงเท่านั้น”
นี่คือเรื่องจริง แต่ที่เขารักษาเนื้อรักษาตัวเช่นนี้มิใช่เพื่อนาง แต่เพื่อสตรีในดวงใจของเขาต่างหาก
สตรีที่ถอนหมั้นเขาไปคนนั้น!
รอยยิ้มหลี่หรงกว้างขึ้น “นี่เป็นเรื่องที่สมควรอยู่แล้ว มิใช่เพียง ‘ข้างกายต้องมีข้า’ เท่านั้น แต่ในใจของท่านก็ต้องมีข้าผู้เดียวเช่นกัน”
เผยเหวินเซวียนพลันตัวแข็ง
เขาไม่ใช่คนที่โกหกไม่เป็น แต่ต้องบอกว่าเขาทรยศความรู้สึกของตัวเองไม่ได้มากกว่า หากเขายอมโกหกเพียงเล็กน้อย ชาติที่แล้วนางคงไม่รู้ว่าภายในใจเขามีหญิงสาวอีกคนสถิตอยู่ และก็อาจจะหลอกนางไปได้ตลอดชีวิต นิสัยซื่อตรงเช่นนี้ไม่รู้ว่าสมควรถูกด่าหรือยกย่องดี
หลี่หรงหยิบถ้วยชาขึ้นมา คิดว่าเผยเหวินเซวียนในชาตินี้ก็คงไม่ต่างกับชาติที่แล้ว อีกประเดี๋ยวเขาจะต้องยอมรับกับนางตรงๆ ว่า การสมรสระหว่างเราสองเป็นเพียงการร่วมมือเพื่อสร้างพันธมิตรเท่านั้น หญิงสาวหัวเราะเบาๆ รอให้เขาเป็นฝ่ายเอ่ยปาก หลังจากผ่านไปพักใหญ่เผยเหวินเซวียนกลับเอ่ยเพียงว่า “องค์หญิงรับสั่งได้ถูกต้อง กระหม่อมไม่มีวันคิดถึงสตรีอื่น”
คราวนี้หลี่หรงรู้สึกงุนงงบ้างแล้ว ไม่นานนางก็หลุดเสียงหัวเราะเย้ยหยันออกมา นางเพิ่งค้นพบว่าหากเทียบกับความโกรธแล้วนางกลับรู้สึกรังเกียจการหลอกลวงมากกว่า
“ปัง!” หลี่หรงกระแทกถ้วยชาลงบนโต๊ะ กล่าวเสียงเย็น “กินไข่ต้มทั้งหมดนั่นซะ”
เผยเหวินเซวียนรู้สึกมึนงง ก่อนจะหันไปมองไข่ต้มสีขาวที่ปอกเปลือกแล้วในถาด
หลี่หรงเอ่ย “เมื่อครู่ไม่ใช่บอกว่าจะยกให้ข้าเป็นใหญ่ในบ้านหรอกหรือ? ไข่ต้มพวกนี้ข้าปอกเปลือกอย่างยากลำบาก แต่พอบอกให้กิน ท่านกลับไม่กิน!”
เผยเหวินเซวียนไม่พูดไม่จา เขาขมวดคิ้วเนิ่นนาน ก่อนจะเอ่ย “นี่มันเยอะเกินไปพ่ะย่ะค่ะ”
“ไม่ว่าอย่างไรท่านก็ต้องกินให้หมด!” หลี่หรงตวาดเสียงเบา ยามนี้นางกำนัลรอบข้างต่างถอยออกไปเฝ้ามองทั้งคู่อยู่ห่างๆ เผยเหวินเซวียนไม่รู้ว่าหลี่หรงกำลังโมโหเรื่องอะไร ชายหนุ่มไม่อยากให้คนรอบข้างเห็นภาพที่น่าขัน หลังจากลังเลชั่วครู่เขาก็ตัดสินใจกล่าวว่า “กระหม่อมเพิ่งกินอาหารมา อีกสักครู่ค่อยกินก็แล้วกัน”
หลี่หรงส่งเสียงฮึในลำคอ คิดว่าอย่างไรวันนี้ก็ต้องเล่นละครให้จิ้งจอกเฒ่าในวังหลวงดูสักเรื่อง นางหันไปโบกมือให้จิ้งหลัน “เอากระดานหมากเข้ามา”
การวางหมากเป็นวิธีเดียวที่ทั้งคู่มักยกมาใช้เมื่ออารมณ์คุกรุ่นและมีความเห็นไม่ลงรอยกัน ทั้งสองจะนำความกระหายที่อยากจะเข่นฆ่า ความอยากเอาชนะทั้งหมดมาลงที่หมากบนกระดาน
จิ้งหลันยกกระดานหมากล้อมเข้ามา หลี่หรงเรียกเผยเหวินเซวียนมานั่งฝั่งตรงข้าม “เดินหมากกับข้าสักตาก็แล้วกัน”
เผยเหวินเซวียนรู้สึกมึนงงเล็กน้อย ความจริงเขาก็คิดว่าหากต้องอยู่ในสถานการณ์น่าอึดอัดเช่นนี้มิสู้มาประชันหมากกันสักกระดานดีกว่า ทว่าเขายังไม่ทันเอ่ยปาก หลี่หรงก็เสนอวิธีนี้ขึ้นมาก่อน
คล้ายคนที่รู้จักกันมานาน ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาควรดำเนินไปในรูปแบบใดถึงจะดีที่สุด?
เผยเหวินเซวียนครุ่นคิดอย่างจริงจัง หลี่หรงหยิบเม็ดหมากสีดำขึ้นมาแล้วเริ่มเปิดกระดาน
หลี่หรงยังคงเหมือนชาติที่แล้วชอบเริ่มเปิดฉากต่อสู้ที่ตำแหน่งซิง เผยเหวินเซวียนเห็นเริ่มวางหมาก ในใจก็หมายมั่นว่าจะไม่ยอมอ่อนข้อให้นาง เขาลงหมากตามรูปแบบที่ตนถนัด นั่นคือวางหมากไว้ที่มุมหนึ่งของตำแหน่งซิงที่หลี่หรงวางไว้ก่อนหน้า
ทั้งคู่เดินหมากอย่างตั้งอกตั้งใจ
หลี่หรงคิดว่าเมื่อต้องเดินหมากกับเผยเหวินเซวียนที่อยู่ในวัยเพียงยี่สิบปี ไม่ว่าอย่างไรนางก็เหมือนได้กุมชัยชนะไว้ในมือแล้ว ตั้งใจว่าจะออมมือให้เขาเสียหน่อยเพื่อไม่ให้เขาเสียหน้ามากนัก และไม่ให้ตัวเองโดนกล่าวหาว่าเป็นผู้ใหญ่รังแกเด็ก
ส่วนเผยเหวินเซวียนก็คิดว่าเมื่อต้องเดินหมากกับหลี่หรงที่อายุสิบแปด ไม่ว่าอย่างไรก็ควรออมมือให้นางหน่อย แต่ไหนแต่ไรนางก็เป็นคนทะนงตน หากต้องแพ้เขาอย่างราบคาบเกรงว่านางจะอาละวาดขึ้นมา
ดังนั้นทั้งสองจึงอยู่ในสถานการณ์ที่จำเป็นต้องออมมือ แต่ไม่ว่าอย่างไรตนก็ต้องเป็นฝ่ายกุมชัยชนะ ทว่าเมื่อเดินหมากไปได้หนึ่งในสามของกระดานทั้งคู่ก็รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง
การวางหมากแบบนี้ รูปแบบการเล่นเช่นนี้ แตกต่างกับการวางหมากของพวกเขาในชาติที่แล้วตอนอายุห้าสิบตรงไหนกัน!

 

__________________________________________________________
ซิง (星) หรือจุดดาว เป็นจุดแต้มดำบนกระดานหมากล้อม จะมีด้วยกันทั้งสิ้น 9 จุด

เมื่อสังเกตเห็นความผิดปกตินี้ ทั้งสองก็รู้สึกตื่นตะลึง
สีหน้าเผยเหวินเซวียนไม่แสดงออก เขาก้มหน้ามองกระดานหมาก นิ้วมือลูบเม็ดหมากคล้ายกำลังใช้ความคิด ทว่าหลี่หรงกลับเงยหน้า มือหนึ่งยกถ้วยชาขึ้นดื่มพลางลอบประเมินชายหนุ่มตรงหน้า
เผยเหวินเซวียนหวนคิดถึงนิสัยของหลี่หรงที่เคยได้สัมผัสเมื่อชาติก่อน แม้ว่าภายนอกหลี่หรงจะดูหยิ่งทะนงแต่ก็มักทำอะไรตามขนมธรรมเนียมและยึดมั่นในหลักคุณธรรม นางไม่เคยหาเรื่องผู้อื่นอย่างไร้เหตุผล บางครั้งอาจดูเหมือนดื้อรั้นเอาแต่ใจ แต่ส่วนใหญ่เป็นเพราะเจตนาที่จะสั่งสอนฝ่ายตรงข้าม ทว่าในชาตินี้นี่ถือเป็นครั้งแรกที่เขาได้พบเจอนาง แล้วอะไรเป็นสาเหตุทำให้หญิงสาวไม่ถูกชะตาและหาเรื่องเล่นงานเขาเช่นนี้?
แต่หากสวรรค์กำหนดให้เขาและหลี่หรงประสบชะตากรรมเดียวกันล่ะ?
ต่างคนต่างหวนย้อนคืนสู่อดีต ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงก็ดูสมเหตุสมผลมากเลยทีเดียว
หากหลี่หรงได้กลับมาเกิดใหม่ในร่างเดิมจริงๆ ก็แสดงว่าคนของเขาทำงานได้สำเร็จลุล่วง ด้วยสติปัญญาอันล้ำเลิศของหลี่หรง ก่อนที่จะสิ้นใจนางย่อมมองออกว่าเขาเป็นคนลงมือ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับศัตรูที่สังหารตัวเอง การที่นางสามารถอดกลั้นความแค้นไม่สังหารเขาได้ก็นับว่านางมีใจเมตตาดั่งพระโพธิสัตว์แล้ว
ดังนั้นเรื่องที่นางกลั่นแกล้งเขาก็เพื่อเป็นการระบายโทสะ ส่วนเรื่องที่นางจะแต่งกับเขาหรือไม่นั้นไม่สามารถคาดเดาได้เลย
ในเมื่อชาติที่แล้ว...
ใจของเผยเหวินเซวียนพลันหนักอึ้ง หลี่หรงกับซูหรงชิงต่างมีใจให้กัน
สมองของเผยเหวินเซวียนประมวลผลอย่างบ้าคลั่งแต่สีหน้ากลับไร้อารมณ์ เขาวางหมากลงบนกระดานแสดงท่าทางคล้ายกำลังใช้ความคิด
หลี่หรงลอบสังเกตสีหน้าเผยเหวินเซวียน พอเห็นสีหน้าเขาปกติดีหญิงสาวก็เริ่มครุ่นคิด
นางจำเผยเหวินเซวียนในวัยยี่สิบได้ดี เขายังมีความสดใสของคนวัยหนุ่มสาวแต่ก็รู้ซึ้งถึงสถานการณ์ของตนเอง ควบคุมอารมณ์ได้ดี ครั้งแรกที่นางได้พบเขา แม้ใบหน้าจะสงบนิ่งแต่แววตากลับปรากฏร่องรอยของความกังวลที่ต้องเจอหน้าว่าที่ฮูหยินของตนครั้งแรก ยิ่งไปกว่านั้น อีกฝ่ายยังมีฐานะเป็นถึงองค์หญิง ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ต้องมีอารมณ์หลากหลายในใจ
แต่เผยเหวินเซวียนที่อยู่ตรงหน้านางยามนี้ กลับไร้ซึ่งคลื่นอารมณ์ใดๆ เขามองนางด้วยสายตาของคนรู้จักและสนิทสนม! อีกทั้งยังกล้าต่อปากต่อคำและกล้าเล่นลูกไม้ภายใต้สายตานาง จัดฉากให้สามคนนั้นตกลงไปในหลุมพรางที่เขาเตรียมเอาไว้!
เผยเหวินเซวียนที่เป็นแบบนี้ดูแปลกเกินไป แต่หากเขาได้กลับมาเกิดใหม่เช่นเดียวกับนางก็นับว่าสมเหตุสมผล
ชั่วขณะหนึ่งทั้งสองต่างเกิดความสงสัยขึ้นมาในใจ และข้อสงสัยนี้ก็ไม่ได้ห่างไกลจากความจริงเลย แต่เพราะเดิมทีทั้งคู่เป็นคนที่ระมัดระวังตัว เมื่อมีคำถามเกิดขึ้นในใจก็ย่อมหาทางพิสูจน์ให้กระจ่าง ที่สำคัญพวกเขาต่างคิดว่าหากฝ่ายตรงข้ามได้กลับมาเกิดใหม่จริง เช่นนั้นควรจะให้อีกฝ่ายรู้ว่าตนก็ย้อนกลับมาในอดีตเช่นเดียวกันหรือไม่ นี่เป็นประเด็นที่ต้องขบคิดและใคร่ครวญให้ถี่ถ้วน
ดังนั้นสองหนุ่มสาวจึงปิดปากเงียบไม่เอ่ยสิ่งใดออกมา แสร้งแสดงท่าทีสงบนิ่งราวกับเป็นวันที่ท้องฟ้าแจ่มใสคลื่นลมสงบ
ทั้งสองตกอยู่ในภวังค์ความคิดของตัวเอง บรรยากาศโดยรอบจึงเงียบจนเกือบจะกลายเป็นความวังเวง จิ้งเหมยที่ยืนอยู่ไกลออกไปหันไปกระซิบกับจิ้งหลัน “ไหนเจ้าบอกว่าองค์หญิงไม่ชอบคุณชายเผยอย่างไรเล่า ข้าเห็นพวกเขาพูดคุยกันราบรื่นดีออก”
“ความคิดขององค์หญิง...” จิ้งหลันถอนใจ “ยิ่งนานวันก็ยิ่งคาดเดายาก”
หลังจากวางหมากไปได้ครึ่งกระดานความตื่นตระหนกของคนทั้งสองก็ค่อยๆ บรรเทาลง ทั้งคู่ต่างตั้งสติและครุ่นคิดอย่างจริงจัง ถ้าฝ่ายตรงข้ามกลับมาเกิดใหม่เช่นเดียวกัน เช่นนั้น ควรรับมืออย่างไรดี
ด้านนอกสายฝนเริ่มโปรยสาย น้ำฝนไหลลงสู่สระน้ำจนเกิดเป็นเสียงน้ำไหล เสียงสายฝนพรำและเสียงน้ำไหลผสานเป็นหนึ่ง หลี่หรงเอ่ยอย่างเนิบช้า “คุณชายเผยคิดจะแต่งกับข้า ท่านเคยคิดหรือไม่ว่าหลังจากแต่งกันแล้วชีวิตจะดำเนินไปในทิศทางใด?”
“กระหม่อม...” เผยเหวินเซวียนลังเลชั่วครู่ ก่อนจะตัดสินใจตอบ “กระหม่อมจะดีต่อองค์หญิง”
เขาจะดีต่อนาง เพราะชาติที่แล้วเขาก็ทำเช่นนี้
เขาจะค่อยๆ เรียนรู้นิสัยใจคอและความชอบของนาง พยายามทำให้นางมีความสุข
ชาติที่แล้วหลี่หรงดูพอใจเมื่อเห็นเขาสวมอาภรณ์สีขาว ด้วยเหตุนี้หลังเข้าพิธีอภิเษกสมรสนอกจากชุดขุนนางแล้วเขาก็มักจะสวมอาภรณ์สีขาว จนกระทั่งวันหนึ่งเขาได้ยินหลี่หรงกล่าวว่ายามใดที่ซูหรงชิงสวมอาภรณ์สีขาวโลกใบนี้ก็ไม่มีเทพเซียนอีกต่อไป
อาหารที่หลี่หรงโปรดปรานเขาก็ฝึกทำให้นางลองชิม สุดท้ายเขาก็เปลี่ยนเป็นพ่อครัวประจำตัวของนาง ไม่มีใครรู้รสชาติของอาหารที่นางชื่นชอบเท่ากับเขา จนกระทั่งวันที่ซูหรงชิงเริ่มฝึกทำอาหาร
เรียวขาของหลี่หรงไม่ถูกกับความเย็น ทุกครั้งที่อากาศหนาวนางจะรู้สึกเจ็บปวด พอรู้เรื่องนี้เขาก็เรียนรู้วิธีการจับจุดเพื่อคลายอาการอักเสบของกล้ามเนื้อ ทุกครั้งที่ฝนตกหรืออากาศหนาว เขาจะช่วยนวดขาให้จนนางรู้สึกสบายและนอนหลับไป จนกระทั่งวันหนึ่งพวกเขาทะเลาะกันอย่างรุนแรง หลี่หรงตะโกนใส่หน้าเขาว่า ‘ถึงไม่มีท่านข้าก็ยังมีคนอื่น’
พอคิดถึงเรื่องในอดีตเผยเหวินเซวียนก็รู้สึกเสียใจยิ่งนัก แต่เมื่อได้ยินคำถามของหลี่หรง ชายหนุ่มก็ตอบได้เพียงว่าเขาจะยังคงทำเรื่องเหล่านี้ให้นางเป็นรอบที่สอง
แ ต่ระหว่างที่ตอบจู่ๆ เขากลับรู้สึกลังเลขึ้นมา ในเมื่อรู้บทสรุปแล้วยังอยากจะลองทำอีกครั้งหรือ?
บทสรุปของพวกเขาทั้งสองไม่นับว่าดี พึ่งพากันมาครึ่งชีวิต เจ้าอยู่ข้าม้วย กว่าครึ่งชีวิตที่ฝ่าฟันร่วมกันมาล้วนเป็นเรื่องเหลวไหล
หลี่หรงฟังออกถึงความลังเลที่เจออยู่ในน้ำเสียงของชายหนุ่ม รับรู้ได้ถึงความไม่มั่นใจ นางก้มหน้าวางหมากลงบนกระดานพลางกล่าวสียงเนิบ “ข้าเชื่อว่าท่านจะดีต่อข้า แต่ท่านจะชอบข้าได้หรือ?”
เมื่อได้ยินคำถามนี้เผยเหวินเซวียนก็หลุบตาลง
หลี่หรงช้อนสายตาขึ้นมองคนตรงหน้า จ้องเขาอย่างจริงจัง “ท่านจะให้ข้าอยู่ในฐานะฮูหยิน หรือว่าพันธมิตร?”
เผยเหวินเซวียนนิ่งเงียบ เสียงสายฝนที่กระหน่ำลงมาดังมาก เมื่อหลี่หรงพบว่าตนเดินหมากบนกระดานผิดพลาดก็รู้สึกหมดความสนใจ นางทิ้งเม็ดหมากกลับลงไปในกล่องแล้วเอนร่างพิงพนักเก้าอี้ หันไปมองใบบัวที่ชูก้านอยู่ในสระกำลังโดนสายฝนสาดใส่จนเอนไหวไปมา กล่าวเสียงเนิบ “ข้าคิดใครครวญมาอย่างดีแล้ว หากข้าอยู่กับท่านชีวิตนี้ข้าคงไม่มีสามีที่แท้จริง มีเพียงพันธมิตรคนหนึ่งเท่านั้น”
“ในราชสำนักไม่ว่าสามีหรือคนใกล้ชิด แท้จริงล้วนไม่สำคัญ สิ่งสำคัญคืออำนาจในมือที่จะทำให้คนคนหนึ่งก้าวไปสู่จุดสูงสุดได้ เมื่อต้องก้าวเดินไปบนโลกนี้อย่างโดดเดี่ยว คิดแล้วก็รู้สึกอิจฉาชีวิตที่เต็มไปด้วยสีสันของคนทั่วไปยิ่งนัก” ขณะที่เอ่ยหลี่หรงก็หันกลับมามองเขา คลี่ยิ้มบางเบา “ท่านคิดว่าคนที่ไร้ญาติขาดมิตรนั้นต่างจากวิญญาณเร่ร่อนอย่างไรบ้าง?”
เผยเหวินเซวียนนิ่งเงียบ ประโยคที่หลี่หรงเอ่ยออกมาเขาล้วนเข้าใจ ชายหนุ่มมองหลี่หรงด้วยสายตาเรียบนิ่ง หญิงสาววัยสิบแปดปีเปรียบดั่งบุปผาที่กำลังเบ่งบานอย่างงดงาม แต่ลักษณะท่าทางเกียจคร้านเอนหลังนั่งสบายๆ นั้นกลับแสดงให้เห็นถึงความเยือกเย็นและโดดเดี่ยวที่ดูเกินวัยของนาง หลี่หรงดูคล้ายวิญญาณร่อนเร่ที่มาเที่ยวเล่นบนโลกมนุษย์ ทั้งงดงามและเงียบเหงา เพียงได้มองก็รับรู้ได้ถึงความอ้างว้าง
หลี่หรงเห็นเผยเหวินเซวียนไม่พูดไม่จาก็หัวเราะออกมาเบาๆ หากชายหนุ่มตรงหน้ากลับชาติมาเกิดจริงย่อมเข้าใจความหมายที่นางต้องการจะสื่อ
เผยเหวินเซวียนเข้าใจอย่างชัดแจ้งแต่ไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร จิ้งหลันที่ยืนห่างออกไปเดินถือร่มเข้ามา กล่าวกับหลี่หรง “องค์หญิง ฝนตกหนักมาก ท่านกงกงเพิ่งมาแจ้งว่าตอนนี้ก็สมควรแก่เวลาแล้ว เขาต้องขอลากลับวังก่อนเพคะ”
“อืม” หลี่หรงพยักหน้า “เจ้าออกไปส่งเขาหน่อย บอกไปว่าข้ารู้สึกไม่ค่อยสบาย”
จิ้งหลันตอบรับแล้วล่าถอย
หลี่หรงหันหน้ากลับมามองเผยเหวินเซวียนที่นั่งอยู่ตรงข้าม กล่าวเสียงอ่อนโยน “คุณชายเผยคิดว่า ข้าควรแต่งกับท่านหรือไม่ และควรดำเนินชีวิตเช่นนั้นหรือเปล่า?”
นางอยากขอคำแนะนำจากเขาด้วยใจจริง
แม้เผยเหวินเซวียนจะสู้รบตบมือกับนางมานานหลายปี ขนาดลอบสังหารเขานางก็เคยทำมาแล้ว ทว่าเผยเหวินเซวียนกลับมีข้อดีอยู่อย่างหนึ่ง
เขาไม่เคยโกหกนาง
ไม่ว่าดีหรือร้าย ควรหรือไม่ควรใช้ชีวิตเช่นนี้ นางก็มั่นใจว่าคำตอบที่เผยเหวินเซวียนมอบให้ย่อมเป็นความจริง
หลังจากนางถามจบ เผยเหวินเซวียนทำเพียงจ้องมองนางอย่างเงียบๆ
รอยยิ้มที่นางส่งให้กลับไปไม่ถึงหัวใจของเขา
หากเทียบกับชาติก่อนในช่วงที่หลี่หรงอายุสิบแปด ท่าทางและรอยยิ้มที่เขาสลักไว้ในความทรงจำแตกต่างจากตอนนี้อย่างสิ้นเชิง
หลี่หรงในวัยสิบแปดปี ช่างดีจริงๆ
แม้ไม่อยากยอมรับแต่เผยเหวินเซวียนยังคงจดจำเหตุการณ์ช่วงเริ่มต้นชีวิตคู่ของเขากับนางได้ดี ยามที่เลิกผ้าคลุมหน้าเจ้าสาว เขาเห็นหญิงสาวนางหนึ่งค่อยๆ เงยหน้ามองมาด้วยแววตาเขินอายระคนใคร่รู้ หลังจากเกี่ยวแขนดื่มสุรามงคล นางก็กล่าวกับเขาว่า “เหวินเซวียน ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดที่ทำให้พวกเราต้องมาอยู่ด้วยกัน แต่ในเมื่อเป็นสามีภรรยากันแล้ว ข้าก็อยากใช้ชีวิตที่เหลือร่วมกับท่านตลอดไป”
เขาเองก็เคยคิดที่จะใช้ชีวิตร่วมกับหลี่หรงอย่างจริงจัง มีบุตรชายบุตรสาว อยู่เคียงคู่กันตลอดไป
จนกระทั่งหลี่หรงรู้ว่าเขาชอบฉินเจินเจิน
ความจริงเขาก็ไม่รู้ว่าความรู้สึกที่มีต่อฉินเจินเจินนั้นแท้จริงคือความชอบหรือแค่ความรับผิดชอบ พวกเขาเติบโตมาด้วยกัน ใจของเขามีนางสถิตอยู่มาแต่เด็ก เขาคาดหวังที่จะใช้ชีวิตร่วมกับฉินเจินเจิน ทว่าสุดท้ายก็ไม่อาจเป็นจริงได้
ต่อมาฉินเจินเจินก็สมรสรัชทายาทหลี่ชวน น้องชายของหลี่หรง
ในฐานะรัชทายาท นับว่าหลี่ชวนทำหน้าที่ได้ดี แต่ในฐานะสามีเขากลับล้มเหลว เพราะตำแหน่งรัชทายาทนั้นเกี่ยวข้องกับอำนาจในราชสำนัก ดังนั้นก่อนหน้านี้ ที่ตำหนักบูรพาจึงมีทั้งเจิ้งเฟยและสนมรวมทั้งสิ้นห้าคน และด้วยเหตุผลทางการเมืองฉินเจินเจินจึงเป็นอีกคนที่ต้องแต่งเข้าตำหนักบูรพา
ฉินเจินเจินมีนิสัยเถรตรง ไม่รู้จักเล่ห์เหลี่ยมในวังหลวง หากเผยเหวินเซวียนไม่ยื่นมือคอยช่วยเหลือนางก็คงตายด้วยเล่ห์กลของผู้อื่นนานแล้ว
เรื่องที่เผยเหวินเซวียนยื่นมือช่วยเหลือฉินเจินเจิน หลี่หรงย่อมรับรู้ ตอนแรกนางไม่ว่าอะไร ต่อมาในงานเลี้ยงคืนหนึ่งเขาแอบช่วยเหลือฉินเจินเจินอีกครั้ง ครั้งนั้นเขาเกือบเปิดเผยตัวตน แต่เป็นหลี่หรงที่เข้ามาช่วยคลี่คลายสถานการณ์ได้ทันท่วงที
คืนนั้นระหว่างนั่งรถม้ากลับจวนหลี่หรงเอาแต่นิ่งเงียบ ในขณะที่เขาร้อนรนกระวนกระวายอยากจะอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้น แต่ก็ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร รู้เพียงว่าไม่ว่าหลี่หรงพูดอะไรก็ล้วนถูกต้อง
เมื่อกลับถึงจวนและได้อยู่ตามลำพังในห้องนอนหลี่หรงก็เดินไปที่โต๊ะแล้วรินน้ำชาให้ตัวเอง ก่อนจะหมุนตัวกลับมาถามเขาว่า “ท่านชอบนางรึ?”
เขายืนอยู่ที่ประตูห้อง ใจหนึ่งก็อยากพูดว่าไม่ใช่ แต่ก็ไม่อยากโกหก ดังนั้นเขาจึงสารภาพความจริงออกไป “ข้าปล่อยวางนางไม่ลง”
หลังจากเป็นสามีภรรยากันเขาก็ใช้สรรพนามเยี่ยงสามัญชนกับหลี่หรง
“ท่านกับนางมีความสัมพันธ์แบบใดกัน?” หลี่หรงกุมถ้วยชา ท่าทางดูสงบยิ่ง
เผยเหวินเซวียนเล่าเรื่องราวทั้งหมดอย่างตรงไปตรงมา เขาและฉินเจินเจินหมั้นหมายกันตั้งแต่ยังเล็ก ใครๆ ต่างบอกว่าพวกเขาเป็นดั่งคู่สวรรค์สร้างดินบันดาล ต่อมาตระกูลของเขาตกที่นั่งลำบาก ตระกูลฉินจึงขอถอนหมั้น ฉินเจินเจินถูกที่บ้านบังคับให้แต่งเข้าตำหนักบูรพา
“ข้าเพียงอยากช่วยนาง” เสียงเขาแหบต่ำ “มิได้คิดเป็นอื่น นางเป็นสนมของรัชทายาท ข้าไม่บังอาจคิดเกินเลยกับนางหรอก”
หลังเขาพูดจบหลี่หรงก็ไม่พูดไม่จา ความเงียบในคืนนั้นยังสลักอยู่ในความทรงจำของเผยเหวินเซวียนอย่างชัดเจน
หลี่หรงเอาแต่ดื่มน้ำชาถ้วยแล้วถ้วยเล่า หลังจากผ่านไปพักใหญ่นางก็เหมือนตั้งสติได้ หญิงสาวหันกลับมามองเขาแล้วถาม “ท่านจะหักหลังข้าหรือไม่?”
“ไม่มีทาง” เขาตอบทันควันพร้อมจ้องนางอย่างแน่วแน่ “ท่านเป็นภรรยาของข้า”
“ข้ามิใช่ภรรยาท่าน” หลี่หรงมองเขา แววตาจริงจัง “ข้าเป็นเพียงพันธมิตรของท่านเท่านั้น”
คำพูดนี้ทำให้เผยเหวินเซวียนอึ้งงันไปพักใหญ่ หลี่หรงเบือนหน้ามองออกไปนอกหน้าต่าง เอ่ยเสียงเรียบ “การแต่งงานครั้งนี้ ความจริงข้าก็ไม่มีทางเลือก พวกเราต่างทำเพื่อแสวงหาอำนาจ พูดกันตามจริง ความสัมพันธ์ระหว่างเราไม่ใช่เชิงชู้สาวตั้งแต่ต้น ใจของท่านมีสตรีอื่นสถิตอยู่ ส่วนใจข้าก็มีผู้อื่นเช่นกัน เพียงแต่ก่อนหน้านี้ไม่ได้พูดกันให้ชัดเจนจึงเกิดความเข้าใจผิด วันนี้พอได้พูดคุยกันให้กระจ่าง ความจริงก็มิใช่เรื่องใหญ่อะไร” หลี่หรงคลี่ยิ้ม ดวงตาคู่นั้นคล้ายจะหลั่งน้ำตาได้ทุกเมื่อ “เหตุใดไม่รีบบอกให้เร็วกว่านี้?”
เผยเหวินเซวียนยืนจ้องนางนิ่ง เขาอยากปฏิเสธแต่ก็คิดว่าที่หลี่หรงพูดมาก็ไม่ผิด ความรู้สึกที่เขามีต่อนางไม่ใช่เชิงชู้สาว เพราะมนุษย์เราไม่สามารถรักใครพร้อมกันสองคนได้ ใจเขามีฉินเจินเจินอยู่แล้วจะเพิ่มหลี่หรงเข้าไปอีกคนได้อย่างไร?
หลี่หรงเห็นเผยเหวินเซวียนเอาแต่นิ่งเงียบก็ก้มหน้าลง เอ่ยด้วยเสียงอ่อนโยน “พูดกันชัดเจนก็ไม่มีอะไรแล้ว ต่อไปพวกเราก็ใช้ชีวิตไปตามปกติ แต่ข้าอยากให้ใต้เท้าเผยเข้าใจเรื่องหนึ่ง”
“ข้าไม่ใช่ภรรยาท่าน ท่านก็ไม่ใช่สามีของข้า ข้าไม่สนว่าใจท่านมีใคร แต่ท่านก็ห้ามมายุ่งหากข้าจะอยู่กับคนอื่นเช่นกัน พวกเราต่างมีชีวิตของตัวเอง ต่างคนต่างหาความสุข”
“ข้าแค่ต้องการให้ใต้เท้าเผยรับปากข้า” หลี่หรงจ้องเขา แววตาคมกริบดุจนกอินทรี “ท่านและข้าเป็นพันธมิตรกัน ห้ามหักหลังกันเด็ดขาด”
คืนนั้นฝนตกไม่ต่างกับเวลานี้
หลี่หรงก้าวมาหยุดอยู่ตรงหน้าเผยเหวินเซวียนพลางจ้องเขา “เผยเหวินเซวียน รับปากข้าซิ”
เผยเหวินเซวียนพูดไม่ออก
หลี่หรงเห็นท่าทางลังเลของเผยเหวินเซวียนก็เอ่ยกลั้วหัวเราะ “หากท่านไม่รับปาก ข้าจะถือว่าท่านมีใจให้ข้า หากพวกเราคบหากันทุกสิ่งที่ท่านทำลงไปจะกลายเป็นเรื่องที่น่ารังเกียจอย่างยิ่ง พวกเราไม่ควรอยู่ด้วยกัน ข้าจะไปทูลเสด็จพ่อเดี๋ยวนี้ ไม่ว่าอย่างไร” สายตานางเย็นเยียบ “พวกเราก็ต้องหย่า”
เสียงฟ้าร้องดังคำราม เผยเหวินเซวียนเงยหน้ามองหลี่หรง
ชั่วขณะนั้น เผยเหวินเซวียนเข้าใจอย่างชัดเจน สำหรับเรื่องความรักแล้วหญิงสาวผู้นี้ไม่มีทางยอมอ่อนข้อหรือก้าวถอย ไม่ว่าดีหรือร้าย นางก็ต้องการทั้งหมด
เมื่อเข้าใจเช่นนี้ชายหนุ่มจึงหัวเราะออกมา
“จะกังวลไปไย?” เขาเอ่ยออกมาอย่างยากลำบาก “ท่านพูดถูก พวกเราเป็นพันธมิตรกัน ในเมื่อหัวใจของข้ามีผู้อื่นก็ไม่ควรยุ่งกับท่าน การหย่าไม่เป็นผลดีสำหรับพวกเราทั้งคู่ ดังนั้นพวกเราจะเป็นสามีภรรยากันแค่ในนาม ต่างฝ่ายต่างดำเนินชีวิตของตนเอง ข้ากับท่านจะเป็นพันธมิตรที่ดีต่อกัน ไม่มีวันหักหลังอีกฝ่าย”
“หากผิดคำสาบาน” เผยเหวินเซวียนเอ่ยเสียงแหบแห้ง
หลี่หรงหัวเราะ ก่อนจะกล่าวว่า “ขอให้ไม่ตายดี”
แต่ในที่สุดพวกเขาสองคนก็ยังคงผิดคำสาบานของตนเอง สุดท้ายสวรรค์ก็ลงทัณฑ์พวกเขาอย่างที่เห็น

 

 

__________________________________________________________
เจิ้งเฟย : พระชายาเอกของรัชทายาท

เมื่อคิดถึงช่วงเวลาที่กล่าวคำสาบาน ใจของเผยเหวินเซวียนก็พลันสั่นสะท้าน
ความจริงชาติที่แล้วตอนที่ลมหายใจสุดท้ายกำลังจะปลิดปลิว ชายหนุ่มก็คิดไม่ถึงว่าหลี่หรงจะลงมือสังหารตน และเพราะเหตุนี้ ระหว่างทางที่กลับจากตำหนักองค์หญิงเขาจึงไม่ทันระวังตัว ก่อนสิ้นใจเขารู้สึกแค้นจนแทบกระอัก ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ต้องลากหลี่หรงมาเซ่นไหว้หลุมศพเขาให้จงได้!
ชาติก่อนพวกเขาเลือกที่จะเป็นพันธมิตรที่ดีต่อกัน แต่ความจริงแล้วไม่มีพันธมิตรใดที่จะสามารถให้ประโยชน์ซึ่งกันและกันได้ตลอดชีวิต
พวกเขาต่างจบชีวิตด้วยน้ำมือของฝ่ายตรงข้าม แต่วันนี้พวกเขามีสิทธิ์เลือกอีกครั้ง เผยเหวินเซวียนมองหลี่หรงที่อยู่ตรงหน้าเนิ่นนาน ก่อนจะเอ่ยออกมาช้าๆ “องค์หญิงไม่ควรสมรสกับกระหม่อม” เผยเหวินเซวียนกล่าวอย่างนอบน้อม “ที่กระหม่อมให้องค์หญิงได้มีเพียงเท่านี้ แต่สิ่งที่องค์หญิงปรารถนามิได้มีเพียงสิ่งเหล่านี้”
หลี่หรงได้ฟังประโยคนี้ก็ไม่รู้สึกประหลาดใจ นางหัวเราะเบาๆ เอ่ยเสียงเรียบ “ข้ารู้ว่าสิ่งที่ข้าต้องการท่านไม่สามารถให้ได้ แต่วันนี้ข้ามีเรื่องทุกข์ร้อน หากไม่แต่งกับท่านแล้วควรแต่งกับผู้ใด?”
คิ้วของเผยเหวินเซวียนพลันกระตุก เขาจะถือเสียว่าช่วยนางวางแผนเป็นครั้งสุดท้ายก็แล้วกัน
ชายหนุ่มครุ่นคิดชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยชื่อหนึ่งออกมา “หลูอวี่”
ความคิดนี้ตรงกับหลี่หรงพอดี หลี่หรงรู้สึกสนใจขึ้นมา “ลองว่ามาสิ”
“ตามสถานการณ์ขององค์หญิงในขณะนี้ ยากที่จะรับมือกับความหวาดระแวงของฝ่าบาท ความจริงขอเพียงรัชทายาทได้สืบราชบัลลังก์ ชีวิตในภายภาคหน้าขององค์หญิงก็ไม่มีอะไรต้องกังวลอีก ดังนั้นตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการปกป้องรัชทายาทไว้ หนิงกั๋วโหว ตระกูลหยาง ชุยอวี้หลาง ในสามคนนี้ ชุยอวี้หลางมีชาติกำเนิดต่ำต้อย แต่งกับเขาจะไร้ประโยชน์ที่สุด เมื่อรวมกับนิสัยเสเพลที่ชื่นชอบการประพันธ์บทกลอนของเขาแล้ว ไม่ว่าจะเหยียบย่างไปที่ใดก็มีแต่คนจ้องหาผลประโยชน์ หากองค์หญิงสมรสกับเขาก็กลัวว่าจะทำให้รัชทายาทพลอยเดือดร้อนไปด้วย”
หลี่หรงหุบพัดในมือลง รับคำสั้นๆ “อืม”
“ตระกูลหยางอำนาจล้นฟ้า หยางเฉวียนมีนิสัยมุทะลุ ที่ฝ่าบาทมีพระประสงค์ให้องค์หญิงสมรสกับคนตระกูลหยาง แท้จริงแล้วพระองค์มีแผนที่จะลงมือกับตระกูลหยางอยู่ก่อนหน้า หากหยางเฉวียนได้แต่งกับองค์หญิง คิดว่าไม่นานฝ่าบาทก็คงจะเริ่มหาเหตุลงมือ ถึงตอนนั้นองค์หญิงก็จะพลอยโดนลูกหลงไปด้วย รัชทายาทก็อาจถูกดึงเข้ามาร่วมจมน้ำโคลนไปด้วย ดังนั้นไม่ควรเลือกหยางเฉวียนอย่างเด็ดขาด”
“ถูกต้อง” แววตาหลี่หรงแฝงด้วยความเย็นชา “เขาทะเยอทะยานมากเกินไป”
“สำหรับคุณชายหนิง แม้จวนหนิงกั๋วโหวไม่ได้มีอำนาจล้นฟ้า แต่ถึงอย่างไรหนิงกั๋วโหวก็เคยเป็นสหายร่วมเรียนของฝ่าบาท ทั้งยังเคยรับกระบี่แทนฝ่าบาทด้วย ฝ่าบาทเป็นคนให้ความสำคัญกับมิตรภาพอย่างยิ่ง แม้ทุกวันนี้จะไม่ได้กล่าวถึงหนิงกั๋วโหวสักเท่าไร แต่มิตรภาพของสหายร่วมเป็นร่วมตายยังคงมีอยู่ สำหรับองค์หญิงแล้วนี่นับเป็นเรื่องที่ดี หนิงกั๋วโหวมีความภักดี คุณชายหนิงก็สติไม่สมประกอบแทบไม่ออกจากจวน เมื่อมองถึงเรื่องสมรสนี่อาจไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก แต่ก็ไม่มีทางสร้างความลำบากให้แก่รัชทายาทอย่างแน่นอน ที่สำคัญ” เผยเหวินเซวียนเงยหน้ามองนาง กล่าวเตือน “คุณชายหนิง สุขภาพไม่แข็งแรง”
ชาติที่แล้ว ในฤดูหนาวหลังจากนี้อีกสามปีหลูอวี่จะล้มป่วยและเสียชีวิตในที่สุด
หลี่หรงเข้าใจความหมายของเผยเหวินเซวียน นางใช้พัดเคาะที่โต๊ะเบาๆ “ความหมายของท่านคือ สุขภาพของหลูอวี่ไม่ดี อีกทั้งสติไม่สมประกอบ เมื่อข้าแต่งกับเขาก็แค่รอให้เขาเสียชีวิต พอน้องชายข้าขึ้นครองบัลลังก์ ข้าก็จะสามารถแต่งงานใหม่ได้อีกครั้งรึ?”
“พ่ะย่ะค่ะ” เผยเหวินเซวียนเอ่ยต่อ “วันนี้ฮ่องเต้ยังทรงหวาดระแวง องค์หญิงจึงจำเป็นต้องหาที่หลบภัยก่อน ยามใดที่รัชทายาทขึ้นครองบัลลังก์ ด้วยฐานะขององค์หญิงหากอยากสมรสใหม่ย่อมไม่ใช่เรื่องยาก”
หลี่หรงพยักหน้า นางก็คิดเช่นนี้เหมือนกัน พอได้ยินเผยเหวินเซวียนพูดออกมาก็ยิ่งรู้สึกสบายใจ แต่นางก็คาดไม่ถึงว่าเผยเหวินเซวียนจะกล่าวคำพูดพวกนี้ออกมาได้ คิดแล้วก็อดหัวเราะไม่ได้ หญิงสาวพินิจมองเผยเหวินเซวียน ถามอย่างใคร่รู้ “ถ้าข้าไม่แต่งกับท่าน ทั้งยังมีหนทางของตัวเอง แล้วท่านจะทำอย่างไรต่อ?”
เผยเหวินเซวียนยกถ้วยชาขึ้นจิบ “หากองค์หญิงเมตตาช่วยเหลือกระหม่อมสักหน่อยก็นับว่าเป็นเรื่องดี แต่ถ้าไม่อยากช่วยกระหม่อมก็ย่อมมีหนทางของตนเอง” เขาผงกศีรษะเบาๆ กล่าวต่อ “องค์หญิงไม่ต้องทรงกังวลแทน”
ท่าทางผงกศีรษะของชายหนุ่มคล้ายมีข้อความว่า ‘อย่ามายุ่งเรื่องของข้า’ แปะอยู่บนใบหน้าของเขา
หลี่หรงหัวเราะออกมาระคนหมั่นไส้ นางได้แต่คิดในใจว่าเผยเหวินเซวียนช่างมีความสามารถเสียจริง เขาสามารถทำให้นางโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงได้ภายในระยะเวลาสั้นๆ หญิงสาวหันไปมองท้องฟ้า “นี่ก็เย็นแล้ว คุณชายเผยกลับไปเถอะ หากกลับช้า รถม้าที่คุณชายยืมมาอาจเปื้อนดินโคลน ตอนเอากลับไปคืนเกรงว่าจะโดนเจ้าของตำหนิได้”
ตีคนต้องตีที่ใบหน้า แทงคนต้องแทงที่หัวใจ
เผยเหวินเซวียนรู้ซึ้งถึงความหมายของประโยคนี้ดี รู้สึกว่าแผนการที่เขาเพิ่งมอบให้นางเมื่อครู่ไม่ต่างจากการโยนอาหารให้สุนัข
เมื่อเผชิญหน้ากับสตรีที่ลงมือสังหารตัวเอง เขายังยอมก้มหัวให้นางขนาดนี้ คิดๆ ไปแล้วเผยเหวินเซวียนก็รู้สึกว่าตัวเองน่าจะเป็นพระโพธิสัตว์กลับชาติมาเกิดจริงๆ
ชายหนุ่มยิ้มหยันแล้วกล่าวคำลา “เช่นนั้นก็ทูลลา กระหม่อมเองก็อยากจะกลับตั้งนานแล้ว ขอบพระทัยในความเมตตาขององค์หญิง”
“รีบไปเถอะน่า”
“กระหม่อมจะไสหัวไปเดี๋ยวนี้พ่ะย่ะค่ะ” พูดจบเผยเหวินเซวียนก็ลุกขึ้นแล้วเดินจากไปทันที
ด้านนอกมีบ่าวรับใช้มารอกางร่มให้ ชายหนุ่มกล่าวขอบคุณเสียงเบาแล้วเดินตามอีกฝ่ายออกไป
หลี่หรงมองตามแผ่นหลังของเผยเหวินเซวียน รู้สึกเหมือนกำลังมองส่งเขาเป็นครั้งสุดท้าย นางมองนิ่งๆพักหนึ่ง ก่อนหันไปสั่งการจิ้งหลัน “เจ้าไปเตรียมน้ำขิงร้อนๆ และเงินอีกเล็กน้อย นำไปมอบให้เขา”
ถือเสียว่ามอบให้เป็นรางวัลครั้งสุดท้าย
จิ้งหลันไม่รู้ว่าหลี่หรงกำลังคิดอะไรอยู่ ถึงจะสงสัยแต่เพราะนางไม่ใช่พวกชอบสอดรู้เรื่องของเจ้านาย จึงได้แต่ยอบกายแล้วปลีกตัวออกไปเตรียมเงินและน้ำขิงตามคำสั่ง
-
ทางด้านเผยเหวินเซวียน เขาพยายามระงับโทสะ
ตอนที่เดินออกมายังสถานที่จัดงานเลี้ยงก็พบว่าแขกส่วนใหญ่กลับกันไปแล้ว ชายหนุ่มเดินหน้าบึ้งไปขึ้นรถม้าของตัวเอง กำลังจะออกรถก็ได้ยินเสียงจิ้งหลันร้องเรียก “คุณชายเผย!”
เผยเหวินเซวียนได้ยินเสียงเรียกก็ขมวดคิ้ว แง้มผ้าม่านขึ้นก็เห็นจิ้งหลันพร้อมนางกำนัลอีกคนกำลังถือร่มก้าวเร็วๆ ตรงมา คนของตำหนักองค์หญิงถูกอบรมมาอย่างดี แม้จะก้าวเดินท่ามกลางสายฝนก็ยังสามารถเดินได้อย่างมั่นคง ชุดไม่เลอะดินโคลนแม้แต่น้อย
จิ้งหลันถือกล่องใบหนึ่งในมือ นางเดินมาหยุดตรงหน้าเผยเหวินเซวียนแล้วยอบกายคารวะ ก่อนจะยื่นกล่องให้เขา “คุณชาย วันนี้อากาศเย็น องค์หญิงให้ข้าน้อยนำน้ำขิงมาให้ท่านดื่มระหว่างทางเจ้าค่ะ”
เผยเหวินเซวียนตะลึงงัน จ้องมองกล่องตรงหน้า กล่าวเสียงเบา “ฝากขอบพระทัยองค์หญิงแทนข้าด้วย”
จิ้งหลันยิ้มพลางส่งกล่องให้เขา “คุณชายเดินทางปลอดภัยนะเจ้าคะ”
เผยเหวินเซวียนกล่าวชอบคุณแล้วรับกล่องมา
กล่องใบนี้มีสองชั้น พอเปิดชั้นแรกออกก็พบน้ำขิงถ้วยหนึ่ง น้ำขิงยังคงร้อนอยู่ เผยเหวินเซวียนคิดถึงปีแรกที่พวกเขาใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน ทุกครั้งที่เขาออกจากจวน จิ้งหลันจะต้องส่งน้ำแกงให้เขาหนึ่งถ้วยตามสภาพอากาศ ถ้าอากาศแห้งจะเป็นน้ำแกงสาลี่ อากาศร้อนจะเป็นน้ำแกงถั่วเขียว แต่ถ้าอากาศเย็นก็จะเป็นน้ำขิง...
นี่คือความเคยชินของหลี่หรง เผยเหวินเซวียนจ้องมองถ้วยน้ำขิงเงียบๆ รู้สึกว่ารถม้าเริ่มเคลื่อนที่ ชั่วขณะนั้นเขาคิดว่าเมื่อใดที่ล้อรถม้าเริ่มหมุน ชาตินี้เขาและหลี่หรงก็จะไม่มีทางได้พบกันอีก
นับจากนี้ต่างคนต่างมีทางเดินของตนเอง บุญคุณความแค้นในชาติที่แล้วได้รับการสะสางจนหมดสิ้น
แต่ถึงอย่างนั้นชายหนุ่มก็อดเลิกผ้าม่านหน้าต่างขึ้นไม่ได้ ตะโกนเรียกจิ้งหลันที่กำลังเดินกลับไป “แม่นางจิ้งหลัน!”
จิ้งหลันหันกลับมา เห็นเผยเหวินเซวียนนั่งอยู่ในรถม้ามองตรงมา ส่วนเผยเหวินเซวียนก็มองจิ้งหลันอ้าปากเตรียมเอ่ยอะไรบางอย่าง ชั่วขณะหนึ่งเขารู้สึกเสียใจ ถามตัวเองว่าเหตุใดจึงไม่พูดคุยกับหลี่หรงอีกสักสองสามคำ
สารถีที่นั่งบังคับม้าอยู่ด้านนอกได้ยินเผยเหวินเซวียนส่งเสียงก็บังคับม้าให้หยุดเดิน จิ้งหลันมองเผยเหวินเซวียนแล้วเดินกลับมา ถามอย่างสงสัย “คุณชายเผยมีอะไรหรือเจ้าคะ?”
“เจ้าช่วยนำข้อความจากข้าไปทูลองค์หญิงหน่อยเถอะ” เผยเหวินเซวียนจับผ้าม่านแน่น จ้องมองจิ้งหลันแล้วกล่าวอย่างจริงจัง “บอกว่าหลังจากข้าไปแล้วขอให้องค์หญิงรักษาตัวให้ดี ทำอะไรต้องระมัดระวัง อย่าบุ่มบ่ามใจกล้ามากเกินไป!”
จิ้งหลันได้ยินแล้วก็งุนงงเล็กน้อย ยังไม่ทันถามให้คลายสงสัยก็เห็นเผยเหวินเซวียนปล่อยผ้าม่านลงเสียแล้ว
รถม้าเคลื่อนตัวอีกครั้ง เผยเหวินเซวียนเองร่างพิงผนังรถม้าราวกับสิ้นไร้เรี่ยวแรง รู้สึกห่อเหี่ยวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ชายนุ่มนั่งนิ่งๆ อยู่พักใหญ่ จากนั้นเปิดกล่องอาหารหยิบถ้วยน้ำขิงที่ยังคงร้อนกรุ่นออกมา ยกขึ้นจิบอึกหนึ่ง ความอบอุ่นที่ผสมผสานกับความเผ็ดร้อนไหลลงสู่กระเพาะ นอกจากนี้ยังมีความหวานปะแล่มแทรกอยู่อีกด้วย ริมฝีปากของเผยเหวินเซวียนคลี่ยิ้มน้อยๆ หวนคิดถึงเรื่องราวในอดีต
สำหรับชีวิตนี้ นี่คงจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้ดื่มน้ำขิงขององค์หญิงผิงเล่อ
หลังเผยเหวินเซวียนกลับไปแล้ว จิ้งหลันก็กลับเข้าไปด้านใน
ยามนี้หลี่หรงกำลังมองกระดานหมากบนโต๊ะ หมุนเม็ดหมากในมือเงียบๆ ราวกับกำลังใช้ความคิด
ฝีมือในการเดินหมากของเผยเหวินเซวียนนั้นไม่เลว หลายปีที่ผ่านมา ในบรรดาคนที่นางเคยพบเจอหรือรู้จัก มีเพียงเผยเหวินเซวียนเท่านั้นที่ให้อารมณ์เชือดเฉือนฟาดฟันในระหว่างที่เดินหมากด้วยกัน ช่างสนุกอย่างยิ่ง คนอื่นล้วนไม่ได้เรื่อง ส่วนซูหรงชิงก็ชอบออมมือให้นาง มีเพียงจิ้งจอกแซ่เผยเท่านั้นที่ทั้งใจกล้าและดุร้าย
นางได้ยินเสียงจิ้งหลันเดินเข้ามา จึงถามเสียงเรียบ “เขากลับไปแล้วรึ?”
“เพคะ” จิ้งหลันตอบอย่างสุภาพแล้วเสริม “ก่อนไปยังฝากคำพูดให้องค์หญิงด้วยเพคะ”
“อะไร?”
“คุณชายเผยกล่าวว่า หลังจากเขาไปแล้วขอให้องค์หญิงรักษาตัว ทำอะไรต้องระมัดระวัง อย่าบุ่มบ่ามและใจกล้ามากเกินไป”
เมื่อฟังจบหลี่หรงก็นิ่งอึ้ง ครู่หนึ่งนางก็หัวเราะอย่างฝืดฝืน “คนผู้นี้มีเรื่องกังวลเยอะจริงๆ”
ระหว่างที่พูดนางก็ลุกขึ้นยืน โยนเม็ดหมากลงไปในกล่อง เอ่ยเสียงเรียบ “คนเช่นข้า มีอะไรให้เขาต้องเป็นห่วงด้วย?” กล่าวจบก็หมุนตัวกลับไปมองใบบัวในสระที่ถูกสายฝนสาดจนเอนไหวไปมา
-
ไกลออกไป มีคนกลุ่มหนึ่งซ่อนตัวอยู่ริมถนน เตรียมวางกับดัก
“คุณชาย” บุรุษที่ถือดาบในมือถามอย่างกล้าๆ กลัวๆ “นางเป็นถึงองค์หญิงเลยนะขอรับ พวกเราลงมือเช่นนี้ จะทำให้...”
“ทำให้อะไร?” ชายหนุ่มที่ถูกเรียกว่า ‘คุณชาย’ ลองลูบดาบในมือเพื่อทดสอบความคมของมัน เขาปรายตามองลูกสมุนที่อยู่ด้านข้าง หัวเราะเย้ยหยัน “เจ้าคิดว่าถ้าเราล้มเลิกแผนที่จะลักพาตัวองค์หญิง ฝ่าบาทจะยอมปล่อยพวกเรางั้นรึ? เลิกฝันได้แล้ว”
ชายหนุ่มผู้นั้นหันกลับไปมองตำหนักสี่ฤดูที่ตั้งอยู่ไกลๆ เอ่ยเสียงเย็น “มีแต่ต้องแต่งกับองค์หญิง และผูกตัวเองไว้กับรัชทายาทเท่านั้นพวกเราจึงจะมีทางรอด”
ลูกสมุนได้ฟังประโยคนี้ก็ปิดปากเงียบ สุดท้ายก็พยักหน้า “คุณชายกล่าวได้ถูกต้อง”
-
ท้องฟ้าเริ่มมืด เสียงฟ้าร้องดังกระหึ่ม
เผยเหวินเซวียนดื่มน้ำขิงทีละอึกจนหมด เขาเลิกผ้าม่านขึ้น มองสายฝนที่ตกลงไปในแม่น้ำ ฝนที่ตกลงมาครั้งนี้เหมือนชำระล้างชีวิตใหม่ให้เขา
ในตอนนั้นเองชายหนุ่มก็ได้ยินเสียงฝีเท้าม้าพร้อมคนอีกกลุ่มหนึ่งควบทะยานสวนกับรถม้าของตนคนกลุ่มนั้นสวมเสื้อธรรมดาดูไม่ออกว่าเป็นคนตระกูลไหน แต่เผยเหวินเซวียนกลับมองออกว่าม้าเหล่านั้นไม่ใช่ม้าที่ใช้กันทั่วไปในเมืองหลวง แต่เป็นม้าศึกที่ใช้ในกองทัพแถบชายแดน ม้าศึกพวกนี้หากมองผิวเผินดูไม่ต่างอะไรจากม้าธรรมดา คนทั่วไปไม่สามารถแยกแยะได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว แต่เผยเหวินเซวียนเคยรับหน้าที่ดูแลทั้งฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ เพียงมองปราดเดียวก็สามารถแยกแยะได้ทันที
ฝนตกหนักเช่นนี้ แต่คนพวกนั้นกลับรีบร้อนเดินทางออกจากเมือง ส่วนเส้นทางที่มุ่งหน้าไปก็เป็นตำหนักสี่ฤดูของเหล่าเชื้อพระวงศ์ หากต้องการเดินทางไปชายแดนหรือไปทำธุระก็ควรใช้ประตูเมืองทิศอื่นถึงจะถูก คนพวกนั้นคิดจะทำอะไรกันแน่?
เผยเหวินเซวียนครุ่นคิดอย่างหนัก รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล
พวกนั้นมุ่งตรงไปหาหลี่หรง!

ม้าลักษณะนี้ ในเมืองหัวจิงน่าจะมีแค่ตระกูลหยางเท่านั้นครอบครอง
วันนี้คนตระกูลหยางรวมพลขี่ม้ามุ่งไปทางตำหนักสี่ฤดูของหลี่หรงอย่างรีบร้อน น่าจะมีแค่จุดประสงค์เดียวเท่านั้น
พวกเขาต้องการตัวหลี่หรง!
ด้วยนิสัยของหยางเฉวียน หากไม่ได้เข้าร่วมการดูตัวในครั้งนี้เขาคงไม่คิดอะไร แต่ในเมื่อวันนี้เขาได้เป็นหนึ่งในสี่ตัวเลือกแล้ว คนบ้าระห่ำเช่นเขาไม่ว่าเรื่องอะไรก็กล้าทำทั้งนั้น
ดูจากรูปการณ์แล้วหยางเฉวียนน่าจะส่งคนไปลักพาตัวหลี่หรง แล้วรอจังหวะแสร้งทำเป็นวีรบุรุษช่วยสาวงาม จากนั้นก็หาทางค้างแรมกับหลี่หรงสักคืน หลี่หรงอาจเกิดความรู้สึกดีๆ ต่อหยางเฉวียน
แต่ถึงแม้หลี่หรงจะไม่เกิดความรู้สึกดีๆ ด้วย ทว่าฮ่องเต้เป็นผู้ที่ให้ความสำคัญกับขนมธรรมเนียมอย่างยิ่ง หากหลี่หรงและหยางเฉวียนไม่สามารถอธิบายให้กระจ่างถึงเรื่องที่อยู่ด้วยกันตามลำพังหนึ่งคืน ไม่ว่าอย่างไรฮ่องเต้ก็ต้องพระราชทานงานสมรสแก่พวกเขา
หรือถ้าหลี่หรงยืนกรานปฏิเสธ แน่นอนว่าหยางเฉวียนจะต้องก่อเรื่องเพื่อให้ตัวเองบรรลุเป้าหมาย เมื่อถึงยามนั้นฮ่องเต้ก็ต้องบังคับให้หลี่หรงสมรสกับหยางเฉวียนเพื่อดำรงไว้ซึ่งเกียรติและศักดิ์ศรีของราชวงศ์ จากนั้นจึงค่อยหาเหตุลงมือกำจัดตระกูลหยาง ชำระบัญชีแค้นทั้งหมด
ตระกูลหยางดับสูญ หากหลี่ชวนช่วยออกหน้าแทนหลี่หรง นั่นก็ยิ่งเป็นไปตามพระประสงค์ของฮ่องเต้ นั่นคือยกเรื่องตระกูลหยางขึ้นมาหาเรื่องหลี่ชวน อาศัยโอกาสนี้เด็ดปีกรัชทายาทเสีย
แต่หากหลี่ชวนไม่ยื่นมือเข้ามาช่วยหลี่หรง ฮ่องเต้ก็จะใช้โอกาสนี้ปลดหลี่หรงเป็นสามัญชนหรือส่งนางเข้าสู่ทางธรรม มีแต่ทำเช่นนี้ฮ่องเต้จึงจะวางพระทัยได้ว่าจะไม่มีผู้ใดมาใช้ประโยชน์จากหลี่หรงได้อีก
ดังนั้นสำหรับฮ่องเต้หลี่หมิงแล้ว ไม่ว่าหลี่หรงจะพลาดท่าเสียทีหยางเฉวียนหรือไม่ นางก็ต้องสมรสกับหยางเฉวียนอยู่ดี
แล้วหยางเฉวียนเอาความกล้ามากมายขนาดนี้มาจากที่ใดกัน?
เผยเหวินเซวียนหลับตาลง คิดทบทวนเรื่องราวในชาติที่แล้ว หลังจากเขาสมรสกับหลี่หรงไม่นานคนตระกูลหยางเกือบทั้งหมดพลีชีพในสนามรบ เขาไม่เชื่อว่าเรื่องนี้จะไม่เกี่ยวข้องกับฮ่องเต้
หยางเฉวียนรีบร้อนเช่นนี้ คงจะรู้ว่ายามนี้ตระกูลหยางอยู่ในสถานการณ์อันตราย ไม่ว่าจะลักพาตัวองค์หญิงหรือไม่เขาก็ต้องตายอยู่ดี
ยามนี้ตระกูลหยางต้องการตัวหลี่หรงเพื่อใช้ต่อรองกับหลี่ชวน หากหลี่หรงสมรสกับหยางเฉวียน หลี่ชวนก็จะถูกผูกติดกับตระกูลหยางไปโดยปริยาย แม้หลี่ชวนจะไม่ได้มีใจเป็นอื่น แต่ฮ่องเต้ไม่มีทางวางใจ ดังนั้นหลี่ชวนจึงเหมือนถูกบีบให้เปิดศึกกับบิดาของตน นี่เป็นโอกาสเดียวที่จะทำให้ตระกูลหยางรอดพ้นจากภัยพิบัติครั้งนี้
ยิ่งคิดเผยเหวินเซวียนก็ยิ่งรู้สึกรังเกียจหยางเฉวียน แต่เรื่องนี้เขาควรยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือหลี่หรงหรือไม่ แล้วควรช่วยมากน้อยขนาดไหน?
ช่วยสิ อย่างน้อยก็ต้องส่งข่าวให้รัชทายาทหลี่ชวนส่งคนมาช่วยนาง
แต่ถ้าไม่เป็นไปตามที่คิดล่ะ? หากหลี่ชวนมาช่วยช้า...
เมื่อคิดถึงตรงนี้เผยเหวินเซวียนก็รู้สึกร้อนรนจนทนไม่ได้ เดิมทีหลี่หรงก็เป็นคนหยิ่งทะนง หากต้องทนรับความอัปยศและยังถูกบังคับให้แต่งกับคนเลวอย่างหยางเฉวียน นางต้องแค้นใจไปทั้งชีวิตแน่ แต่ถ้าเขาต้องการช่วยนางเล่า ต้องทำอย่างไร?
เขาไม่ใช่จอมยุทธ์ผู้เป็นหนึ่งในใต้หล้าที่จะช่วยหลี่หรงจากทะเลเพลิงได้ สิ่งเดียวที่เขาทำได้หากกลับไปคือช่วยยื้อเวลารอให้คนมาช่วย หลี่หรงจะได้รอดพ้นจากความอัปยศ แต่การทำเช่นนี้อาจต้องแลกด้วยชีวิตของเขา หากไม่ระวังหยางเฉวียนอาจสังหารเขาได้
คุ้มแล้วหรือ?
เผยเหวินเซวียนขบคิดอย่างหนัก
ในช่วงวัยหนุ่ม เขามีความรู้สึกดีๆ ให้หลี่หรงไม่น้อย แต่ต่อมาก็ค่อยๆ เลือนหายไปตามกาลเวลา พวกเขาทั้งสองต่างรังเกียจ เบื่อหน่ายซึ่งกันและกัน หากจะมีความรู้สึกอะไรหลงเหลืออยู่บ้าง ก็คงเป็นเพราะรู้จักกันมานานจนถือว่าอีกฝ่ายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตตน
สำหรับเขาแล้วหลี่หรงไม่นับว่าเป็นคนรัก ยิ่งไม่ใช่สหายที่ดี เผยเหวินเซวียนไม่ใช่คนดีขนาดที่จะยอมสละชีพเพื่อนาง แค่เขายอมเป็นธุระส่งข่าวให้หลี่ชวนไปช่วยนางก็นับเป็นบุญคุณใหญ่หลวงแล้ว
เผยเหวินเซวียนคิดถึงตรงนี้ก็หันหน้ากลับไปมองถ้วยน้ำขิงที่วางอยู่บนโต๊ะตัวเล็ก ก่อนจะหันไปมองกล่องที่อยู่ด้านข้าง กล่องใบนี้มีสองชั้น ชายหนุ่มมองไปยังชั้นล่างที่ยังไม่เปิดออก ลังเลชั่วครู่แล้วเปิดฝาออก พบก้อนเงินวางอยู่ในนั้น
ก่อนหน้านี้หลี่หรงเยาะเย้ยเรื่องที่เขาต้องยืมรถม้าในจวนมาร่วมงานเลี้ยง นางรู้ถึงสถานการณ์ภายในตระกูลเผยดี ถึงแม้นางจะหัวเราะเยาะแต่ความจริงแล้วก็คิดเผื่อเขาอยู่ไม่น้อย ถึงกับเตรียมเงินก้อนให้เขาด้วย
เงินก้อนนี้ส่องแสงแยงตาเผยเหวินเซวียนไม่หยุด สมองยังไม่ทันไตร่ตรองให้ถี่ถ้วน ปากก็ตะโกนออกไปเสียแล้ว “ถงเย่ หยุดรถ!”
ถงเย่ได้ยินเสียงตะโกนของเผยเหวินเซวียนก็รีบหยุดรถม้า ถามอย่างสงสัย “มีอะไรหรือขอรับ?”
“เจ้าจงรีบไปตำหนักบูรพา แจ้งรัชทายาทว่าองค์หญิงเกิดเรื่อง มีคนต้องการสังหารองค์หญิง ให้พวกเขารีบส่งทหารมาช่วย” ระหว่างที่พูดเผยเหวินเซวียนก็กระโดดลงจากรถม้า รีบแก้ม้าตัวหนึ่งให้ถงเย่พร้อมสั่งการ “รีบไป อย่าได้ชักช้า!”
“แล้วคุณชายเล่า?” ถงเย่ถามเสียงร้อนรน “ท่านไม่ไปด้วยกันหรือขอรับ?”
“ข้าต้องกลับไปหาองค์หญิง” เผยเหวินเซวียนเอ่ยอย่างรีบเร่ง “เจ้าอย่ากังวลเรื่องข้า รีบไป!”
ถงเย่ไม่กล้าชักช้า แม้ใจจะห่วงเผยเหวินเซวียนแต่ก็ต้องกัดฟันควบม้ามุ่งหน้าไปตำหนักบูรพา
ยามนี้เผยเหวินเซวียนเหลือม้าเพียงสามตัวที่จะช่วยลากรถ เขารีบกระโดดขึ้นรถม้า แล้วบังคับให้แล่นกลับไปทางตำหนักสี่ฤดูที่เพิ่งจากมา
รถม้าวิ่งไปได้ระยะหนึ่งชายหนุ่มก็ตระหนักว่าคงไม่ทันการณ์ กว่าเขาจะไปถึงตำหนักสี่ฤดูคงเต็มไปด้วยคนของตระกูลหยาง แม้แต่ประตูเขาก็คงจะฝ่าเข้าไปไม่ได้
ตามความเคยชินของหลี่หรง ข้างกายนางน่าจะมีองครักษ์เงาราวยี่สิบนายที่ฮองเฮาส่งมาคอยอารักขา รวมถึงทหารจากวังหลวงที่ติดตามมาอีกอย่างน้อยร้อยกว่าคน
ส่วนจำนวนคนตระกูลหยางที่ควบม้าผ่านไปเมื่อครู่มีประมาณสี่สิบคน ม้าเหล่านั้นฝีเท้าเร็วมาก ที่เอวของกลุ่มคนบนหลังม้ายังห้อยป้ายสลักสีเขียวที่เป็นสัญลักษณ์ของตระกูลหยาง ป้ายสีเขียวน่าจะหมายถึงทหารกองหนุน ปกติกองหนุนของกองทัพตระกูลหยางจะมีจำนวนครึ่งหนึ่งของทหารกองหน้า เช่นนั้นก็แสดงว่าตอนนี้ทหารตระกูลหยางที่แอบซุ่มอยู่น่าจะมีเกือบหนึ่งร้อยคน
หากหลี่หรงตกอยู่ในสถานการณ์อันตราย อย่างน้อยพวกองครักษ์เงาก็น่าจะสามารถพานางฝ่าวงล้อมออกมาได้ สิ่งที่เขาสามารถช่วยหลี่หรงได้ในยามนี้คือหาทางขัดขวางทหารของตระกูลหยางที่ตามล่านาง
เมื่อคิดถึงตรงนี้เผยเหวินเซวียนก็ชะลอความเร็วของรถม้า เขาประเมินตำแหน่งที่หลี่หรงน่าจะฝ่าวงล้อมออกมาแล้วถอยไปตั้งหลัก
ชายหนุ่มกวาดตามองสภาพภูมิศาสตร์โดยรอบ สองข้างถนนเต็มไปด้วยดงต้นกก มีต้นไม้ใหญ่กระจายอยู่ประปราย ต้นกกสูงประมาณเท่าตัวคนทำให้มองไม่เห็นการเคลื่อนไหวจากอีกฟาก
เผยเหวินเซวียนมุดเข้าไปในรถม้า ค้นหาข้าวของด้านใน เขาพบเสื้อผ้าหลายชุด ไต้จุดไฟ กระบี่ และเชือกจำนวนหนึ่ง ชายหนุ่มจัดการปลดบังเหียนม้าออกจากตัวรถม้า ก่อนจะลากเข้าไปในดงต้นกกแล้วผูกสายจูงไว้กับไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง จากนั้นวกกลับมาใช้กระบี่ฟันรถม้าและแยกแผ่นไม้กระดานออกมา
เขาใช้เชือกผูกแผ่นไม้กระดานให้ติดกัน จากนั้นวางไว้สองข้างทาง เรียบร้อยแล้วก็เก็บหินอีกหลายก้อนใส่ในห่อผ้าและเอาไปวางไว้บนปลายด้านหนึ่งของไม้กระดาน
เผยเหวินเซวียนเตรียมกับดักแบบนี้ไว้หลายชุด จากนั้นร้อยเชือกทุกเส้นให้กลายเป็นสายเดียวกัน เพียงแค่กระตุกเชือกเส้นหลัก เชือกทุกเส้นที่ผูกติดกันเป็นลูกโซ่ก็จะยกตัวสูงขึ้น สกัดม้าที่กำลังวิ่งมา และหากเชือกได้รับแรงดึงจากม้าที่ซ่อนตัวอยู่ข้างทางมันก็จะดึงให้แผ่นไม้กระดกอย่างรวดเร็ว ก้อนหินที่วางอยู่ตรงปลายแผ่นไม้ก็จะโดนขว้างออกมาอย่างแรง
หลังจากเตรียมทุกอย่างเสร็จเผยเหวินเซวียนก็รู้สึกผ่อนคลายลงหลายส่วน ขอเพียงหลี่หรงสามารถหนีออกมาได้เขาก็จะช่วยสกัดคนของหยางเฉวียนไว้ เมื่อเป็นเช่นนี้หลี่หรงย่อมหนีไปได้อย่างแน่นอน ส่วนตัวเขาจะหนีได้หรือไม่ก็สุดแต่สวรรค์จะเมตตา
ยามนี้เขาไม่อยากคิดอะไรให้มากความ เรื่องที่ตัดสินใจแล้วก็ไม่มีอะไรต้องให้ทบทวนซ้ำอีก
เผยเหวินเซวียนนอนราบกับพื้น ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางต้นกกที่ขึ้นสูง ส่วนมือพันเชือกเตรียมดึงกับดัก ศีรษะยังคลุมทับด้วยต้นกกที่เขาใช้พรางกาย
แค่รอให้หยางเฉวียนผ่านมาเท่านั้น!
ในขณะที่เผยเหวินเซวียนกำลังทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อวางกับดัก หลี่หรงกลับนั่งพักผ่อนอยู่บนเก้าอี้โยก หญิงสาวโยกเก้าอี้และกินองุ่นที่จิ้งหลันป้อนให้ “มีคนดักซุ่มอยู่ด้านนอกรึ?”
นางพริ้มตาฟังองครักษ์เงารายงาน องครักษ์เงาที่กำลังคุกเข่าอยู่บนพื้นรายงาน “ฝ่ายนั้นมีจำนวนไม่น้อย ยามนี้คนของฝ่าบาทได้ออกไปขอกำลังเสริมแล้ว องค์หญิงโปรดวางพระทัย”
“อืม...” หลี่หรงลืมตาขึ้น “ข้าย่อมวางใจ เพราะไม่ว่าอย่างไรคนพวกนั้นก็ไม่สังหารข้า” บริวารรอบข้างต่างนิ่งเงียบ หลี่หรงลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวเสียงเรียบ “แต่ถ้าพวกเรายังอยู่ที่นี่ต่อ เกรงว่าพวกนั้นคงจะบุกเข้ามาเสียก่อน กว่าองครักษ์ของเสด็จพ่อจะมาถึงพวกเราก็คงโดนจับไปหมดแล้ว”
“ความหมายขององค์หญิงคือ?” องครักษ์เงาเงยหน้ามองหลี่หรง
หลี่หรงกล่าวต่อ “พวกเราต้องออกไปตอนนี้”
“ไม่ได้นะเพคะ” จิ้งหลันรีบแย้งขึ้นมา “ออกไปตอนนี้อันตรายเกินไป”
“ข้าบอกหรือว่าจะออกไป?” หลี่หรงหันหน้ามาราวกับตั้งคำถาม
จิ้งหลันขมวดคิ้ว “องค์หญิงคิดทำประการใดหรือเพคะ?”
“อีกสักครู่ให้จิ้งเหมยปลอมตัวเป็นข้านั่งรถม้ามุ่งหน้ากลับวังหลวง หยางเฉวียนเห็นแล้วจะต้องตามขบวนรถม้าไปแน่ เมื่อถึงเวลานั้นข้าค่อยพาจิ้งหลันหนีออกไปทางประตูหลัง แค่นี้ก็จบแล้วมิใช่หรือ?”
ฟังถึงตรงนี้ทุกคนก็พลันเข้าใจแจ่มแจ้ง องครักษ์เงาพยักหน้า “องค์หญิงทรงพระปรีชา”
“รีบไปจัดการเถิด” หลี่หรงหาววอด “ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร หากโดนจับตัวก็แค่นอนพักคืนหนึ่งเท่านั้น ไม่มีอะไรเสียหายนี่”
“อีกอย่างหยางเฉวียนก็หน้าตาก็ไม่เลว” หลี่หรงมองจิ้งเหมยที่อยู่ข้างกาย เลิกคิ้วขึ้น “ใช่หรือไม่?”
จิ้งเหมยที่ถูกหลี่หรงระบุตัวก็อึ้งงัน หลังจากตั้งสติได้ก็รีบคุกเข่า กล่าวเสียงร้อนรน “องค์หญิงรับสั่งได้ถูกต้อง”
หลี่หรงเห็นนางกำนัลตัวน้อยมีท่าทางตื่นเต้นเช่นนี้ก็อดหัวเราะไม่ได้ “เหตุใดจึงต้องตื่นเต้นขนาดนี้ ข้าไม่ได้กินคนสักหน่อย” นางกล่าวเสียงเรียบ “ไปเตรียมตัวเถอะ แบ่งทหารออกเป็นสองกลุ่ม ข้าจะหลบออกทางประตูหลัง”
ขณะพูดหลี่หรงก็ยกมือข้างหนึ่งให้จิ้งหลันช่วยประคอง ก่อนจะเดินเข้าไปด้านใน
จิ้งเหมยรีบไปเตรียมตัว ไม่ถึงครึ่งชั่วยามขบวนรถม้าขององค์หญิงก็เคลื่อนออกจากตำหนักอย่างเอิกเกริก
ตอนนี้เป็นเวลาพลบค่ำแล้ว หลี่หรงยังคงนั่งอ่านตำราเล่มหนึ่ง จิ้งหลันเห็นผู้เป็นนายดูสงบนิ่งก็เอ่ย “องค์หญิง เตรียมเสด็จเถิดเพคะ”
“อืม” หลี่หรงทำเพียงขานรับ แต่กลับไม่ขยับตัว
ไม่นานองครักษ์เงาก็กระโดดเข้ามาทางหน้าต่าง คุกเข่าข้างหนึ่งแล้วรายงานเสียงเบา “องค์หญิง ผู้ที่ดักซุ่มอยู่ด้านนอกไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ เลยพ่ะย่ะค่ะ”
“เป็นไปตามคาด” หลี่หรงถอนใจ “ข้าก็ยังสงสัยอยู่ว่าหยางเฉวียนเอาความกล้ามาจากไหนมาลักพาตัวข้า ทั้งยังไม่กลัวว่าจะมีเรื่องผิดพลาด ที่แท้ก็มีคนในคอยสนับสนุนอยู่นี่เอง”
“จิ้งหลัน” หลี่หรงเงยหน้ามองคนสนิทแล้วยิ้มพลางกล่าว “เจ้าเปลี่ยนไปสวมชุดของข้า พาคนติดตามขี่ม้าออกไปทางประตูหลัง อ้อมไปทางหลังเขา หลีกเลี่ยงถนนหลวง ตอนออกไปต้องควบม้าให้เร็ว อย่าให้คนจับได้”
จิ้งหลันอึ้งนิ่ง จากนั้นก็ได้ยินหลี่หรงสั่งการองครักษ์เงา “แบ่งคนออกมาสิบห้าคนให้คอยคุ้มครองจิ้งหลันออกไป เหลือไว้ให้ข้าแค่ห้าคนก็พอ”
องครักษ์เงารับคำสั่ง จิ้งหลันที่เพิ่งตั้งสติได้ก็รับคำเช่นกัน “เพคะ” จากนั้นก็รีบไปเปลี่ยนชุดแล้วนำองครักษ์ออกไป
ไม่นานก็ได้ยินเสียงสู้รบกันดังสะเทือนฟ้า หลี่หรงลุกขึ้น นางเปลี่ยนไปสวมชุดบ่าวรับใช้ที่เตรียมไว้ตั้งแต่เช้า รวบผมขึ้นแบบบุรุษ จากนั้นนำองครักษ์เงาห้าคน อาศัยจังหวะที่จิ้งหลันเบี่ยงเบนความสนใจหลอกล่อให้คนร้ายตามไปด้านหลังภูเขารีบออกไปทางประตูหน้าอย่างรวดเร็ว จุดหมายคือวังหลวง!
ยามนี้สายลมกระโชกแรง ตัวเมืองหัวจิงอยู่ห่างออกไปไกลจนไม่เห็นแสงไฟ อาศัยเพียงแสงจันทร์นำทาง หลี่หรงรีบควบม้าทะยานไปด้านหน้าท่ามกลางราตรีที่มืดมิด
จู่ๆ หยางเฉวียนที่นำกำลังพลไล่ตามจิ้งหลันไปหันมาเห็นกลุ่มคนที่ควบม้าไปบนถนนหลวง หยางเฉวียนพลันได้สติ รีบตะโกนเสียงดัง “ตามพวกที่อยู่บนถนนหลวง!”
ยามนี้เผยเหวินเซวียนกำลังซ่อนตัวรออยู่ข้างทาง
รถม้าของหลี่หรงเพิ่งวิ่งผ่านไป ไม่นานทหารของหยางเฉวียนก็ไล่ตามมา
หัวใจของเผยเหวินเซวียนเต้นจนแทบจะทะลุอกออกมา เขาจับเชือกในมือแน่น ช่วงเวลาสำคัญมาถึงแล้ว ชายหนุ่มได้ยินเสียงม้าวิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว!
ท้องนภากลายเป็นสีหมึก กลุ่มคนบนหลังม้าถือกระบี่แหลมไล่ล่ารถม้าของหลี่หรงที่อยู่ด้านหน้า แม้จะมองใบหน้าของอีกฝ่ายไม่ชัด แต่เผยเหวินเซวียนก็มั่นใจว่าต้องเป็นหยางเฉวียนอย่างแน่นอน!
เผยเหวินเซวียนคำนวณระยะห่างของคนที่กำลังตรงมาอย่างใจจดใจจ่อ สาม สอง หนึ่ง!
ดึงเชือก!
เผยเหวินเซวียนดึงเชือกสุดแรง ม้าของหลี่หรงสะดุดเชือกที่จู่ๆ ก็โผล่ขึ้นมาบนถนน เสียงร้องตกใจของม้าดังลั่น หลี่หรงถูกสะบัดตกจากหลังมากลิ้งหลุนๆ ไปบนพื้น องครักษ์ที่ติดตามมาด้วยส่งเสียงเรียกอย่างร้อนรน “องค์หญิง!”
เวลาเดียวกันนั้น ผ้าที่ห่อก้อนหินไว้ก็พุ่งแหวกอากาศเข้าใส่ร่างหลี่หรงและกลุ่มองครักษ์ราวกับห่าฝน หลี่หรงถูกหินก้อนหนึ่งกระแทกศีรษะ ภาพเบื้องหน้าพลันเปลี่ยนเป็นสีดำ
ก่อนสลบหลี่หรงยังคิดว่านางประเมินหยางเฉวียนต่ำไปเสียแล้ว ไม่น่าเชื่อว่าคนมุทะลุอย่างเขายังคิดการรอบคอบถึงขนาดวางกับดักไว้ระหว่างทางเช่นนี้
ทางด้านเผยเหวินเซวียนพอได้ยินเสียงเรียก ‘องค์หญิง’ ก็รู้ได้ทันทีว่าสถานการณ์ไม่ดีแล้ว เขามองหลี่หรงที่สลบไปพลันใจหายวาบ ในตอนนั้นเองก็ได้ยินเสียงโกรธแค้นของหยางเฉวียนที่ไล่ตามหลังมา “องค์หญิงอย่าทรงคิดหนี!”
เมื่อได้ยินคำนี้องครักษ์เงาทั้งหมดต่างรีบดึงกระบี่ออกมา แล้วพุ่งเข้าหาหยางเฉวียนอย่างดุดัน
ช่วงเวลาแห่งความสับสนอลหม่าน เผยเหวินเซวียนรีบวิ่งออกจากที่ซ่อน เขาแบกหลี่หรงที่กำลังสลบไสลกลับเข้าไปหลบในดงต้นกกอย่างรีบร้อน
ผ่านไปครู่หนึ่งองครักษ์เงาก็ตั้งสติได้ หันกลับมาคิดจะแบกหลี่หรงหนีก็พบว่าองค์หญิงหายไปแล้ว!