ปลายฤดูหนาวเป็นช่วงที่หนาวที่สุดของเมืองหัวจิง
หิมะที่เกาะตัวเป็นก้อนเริ่มละลาย สายลมพัดพาความเย็นยะเยือกเข้าปกคลุมทั่วทั้งเมือง
ณ ตำหนักองค์หญิงใหญ่ ‘หลี่หรง’ กำลังนอนอยู่บนเตียง ร่างของนางมีผ้านวมผืนหนาที่คอยให้ความอบอุ่น นอกจากนี้ในห้องยังมีกระถางไฟหลายใบวางอยู่ ช่วยทำให้อากาศในห้องอบอุ่นขึ้นราวกับอยู่ในช่วงฤดูร้อน
แม้ว่าจะมีหลายชีวิตยืนอยู่ในห้องแต่กลับไร้สรรพสำเนียง ไม่มีใครกล้าเอื้อนเอ่ยคำใด หลี่หรงคล้ายครึ่งหลับครึ่งตื่น รู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว ทว่าเมื่อเทียบกับช่วงสองสามวันก่อนที่เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาว และกระอักไอเป็นโลหิตไม่หยุดก็นับว่าตอนนี้สบายตัวขึ้นมาก
“เปลี่ยนผ้าอีกผืนเถอะ” เสียงนุ่มทุ้มของบุรุษหนึ่งดังขึ้น
“เจ้าค่ะ” นางกำนัลที่อยู่ด้านข้างตอบรับ จากนั้นก็ได้ยินเสียงเทน้ำตามมา
ไม่นานหลี่หรงก็รู้สึกว่ามีคนช่วยซับเหงื่อที่หน้าผากให้ตน ท่าทางช่างอ่อนโยนราวกับกำลังเช็ดตุ๊กตากระเบื้องเคลือบที่แสนเปราะบางซึ่งหากไม่ระวังก็อาจทำให้แตกได้
หลี่หรงลืมตาขึ้นอย่างสะลึมสะลือ เห็นชายหนุ่มในอาภรณ์สีขาวปลอดผู้หนึ่ง
บุรุษตรงหน้าอายุประมาณสี่สิบต้นๆ กลิ่นอายสูงศักดิ์ฉายชัดออกมา คิ้วคมเข้มคู่นั้นกลับแลดูอ่อนโยน ท่วงท่าสง่างาม เพียงมองก็รู้สึกว่าเขาช่างมีใบหน้าหล่อเหลาคมคายยิ่ง
เมื่ออีกฝ่ายเห็นว่านางรู้สึกตัวแล้วก็รีบเลื่อนสายตามาสบกับนาง นัยน์ตาสองคู่สบประสานกันนิ่งนาน ครู่ต่อมาเขาก็คลี่ยิ้มแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “องค์หญิงทรงตื่นบรรทมแล้วหรือ?”
หลี่หรงได้ยินคำถามก็มึนงงไปชั่วขณะ บุรุษตรงหน้ายื่นมือเข้ามาช่วยพยุงนางให้ลุก เขาวางหมอนหนุนไว้ด้านหลัง จากนั้นก็รับถ้วยน้ำแกงสาลี่จากนางกำนัลที่ยืนอยู่ด้านข้างมาป้อนให้ถึงปาก กล่าวเสียงเบา “เสวยสักหน่อยเถิด ลำคอจะได้ชุ่มชื่น”
เขาเอ่ยพลางตักน้ำแกงป้อนนางทีละคำ เมื่อลิ้นลิ้มรสความหวานของน้ำแกงอุ่นๆ หลี่หรงก็เริ่มมีสติขึ้นมาทีละน้อย นางจำคนตรงหน้าได้แล้ว บุรุษผู้นี้เป็นคนที่ช่วยดูแลตำหนักของนางมาหลายปี ‘ซูหรงชิง’ เขาเป็นคนที่นางเชื่อใจและสนิทสนมมากที่สุด
หลี่หรงอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่จู่ๆ ก็รู้สึกระคายคอ นางผลักมือซูหรงชิงที่กำลังป้อนน้ำแกงออกแล้วหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาปิดปากตัวเอง ตามมาด้วยเสียงไอไม่หยุด
ซูหรงชิงลูบแผ่นหลังเพื่อช่วยบรรเทาอาการไอ ผ่านไปครู่หนึ่งเสียงไอจึงค่อยๆ เบาลง จากนั้นหลี่หรงจึงถามถึงสถานการณ์ในราชสำนัก “เรื่องของรัชทายาทเป็นอย่างไรบ้าง?”
“ยังไม่สำเร็จ” ซูหรงชิงตอบเรื่องที่หลี่หรงกังวล “อัครเสนาบดีเผยไม่ยอมรามือ ยังยืนยันว่าจะสนับสนุนองค์ชายใหญ่ขึ้นเป็นรัชทายาท กระหม่อมส่งทหารไปจับกุมคนขององค์ชายใหญ่เอาไว้แล้ว เรื่องชั่วช้าที่พวกมันกระทำ พรุ่งนี้จะเริ่มทำการไต่สวน”
“เขายังไม่ยอมรามือสินะ” หลี่หรงหายใจหอบ ซูหรงชิงจึงดึงตัวนางให้ขยับมาพิงร่างตน หลี่หรงสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากร่างกายเขา นางกระแอมเบาๆ แล้วเอ่ย “เขาสนับสนุนหลี่ผิงก็เพื่อนางในดวงใจอย่างฉินเจินเจินเท่านั้น แต่นางก็ตายไปหลายปีแล้ว เอาแต่คร่ำครวญหาไม่ยอมปล่อยวาง ซิ่นเอ๋อร์เป็นองค์ชายที่ฮองเฮาเป็นผู้ให้กำเนิด เขาสมควรสืบทอดบัลลังก์ จะปล่อยให้ตำแหน่งหลุดลอยไปถึงมือหลี่ผิงได้อย่างไร?”
“องค์หญิงตรัสด้วยอารมณ์โกรธแล้วกระมัง” ซูหรงชิงยิ้มบางพลางยกมือขึ้นนวดขมับให้นาง หลี่หรงรู้สึกสบายตัวขึ้น นางทิ้งน้ำหนักตัวพิงร่างซูหรงชิงฟังเขากล่าวเสียงเบา “เผยเหวินเซวียนต้องการสนับสนุนองค์ชายใหญ่ แน่นอนเขาย่อมต้องวางแผนเอาไว้แล้ว ตระกูลฝั่งมารดาขององค์ชายใหญ่ไร้ขุมอำนาจที่จะช่วยผลักดัน ดังนั้นจึงต้องสร้างสัมพันธ์อันดีกับเผยเหวินเซวียนมาตั้งแต่เยาว์วัย หากภายภาคหน้าองค์ชายใหญ่ได้ขึ้นเป็นฮ่องเต้ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องพึ่งพาอาศัยเผยเหวินเซวียน สำหรับเผยเหวินเซวียนแล้ว นั่นทำให้เขาสามารถรักษาฐานอำนาจอันยิ่งใหญ่ค้ำฟ้านี้ต่อไปได้จนแก่เฒ่าอย่างไร้ความกังวล”
หลี่หรงฟังคำพูดของซูหรงชิงแล้วจิตใจก็สงบขึ้นมาก “จริงสิ ตอนนี้อาการของฝ่าบาทเป็นอย่างไรบ้าง?”
ซูหรงชิงตอบ “ยังเหมือนเดิม สลบไสลไม่ได้สติ เกรงว่าคงจะฝืนทนได้อีกไม่กี่วัน เมื่อวานฮองเฮาทรงมีกระแสรับสั่งอย่างลับๆ ออกมา ขอให้องค์หญิงเตรียมตัวเสียแต่เนิ่นๆ เรื่องการแต่งตั้งรัชทายาท ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อยากให้ยืดเยื้อ”
หลี่หรงไม่เอ่ยสิ่งใด นางนั่งพิงร่างซูหรงชิงเงียบๆ พักใหญ่ก่อนจะเอ่ย “หรงชิง”
“อืม” ซูหรงชิงขานรับ
หลี่หรงนิ่งไปอีกพักใหญ่แล้วเอ่ยขึ้น “ข้าคิดว่าตัวเองก็อาจจะฝืนทนได้อีกไม่นานแล้ว”
ซูหรงชิงชะงักมือที่กำลังนวดขมับให้นาง
หลี่หรงนิ่งเงียบไม่กล่าวต่อ นางรู้สึกเช่นนี้จริงๆ ขณะที่นางลืมตาในเช้าวันนี้ นางรู้สึกคล้ายร่างกายกำลังอุทธรณ์ว่าไม่อาจฝืนทนต่อไปได้อีก
“ความจริง ข้าใช้ชีวิตมาจนป่านนี้ก็นับว่าคุ้มค่าแล้ว” หลี่หรงกล่าวเสียงหอบ “ข้าเป็นห่วงเพียงแค่ฮองเฮาและซิ่นเอ๋อร์ หากข้าไม่อยู่ พวกเขาคงยากจะต่อกรกับเผยเหวินเซวียนที่มีอำนาจล้นฟ้าได้”
“องค์หญิงอย่าได้กังวล” ซูหรงชิงกล่าวเสียงต่ำ “หากองค์หญิงเป็นอะไรไป เขาก็ไม่มีสิทธิ์อยู่ในโลกนี้ต่อเช่นกัน กระหม่อมจะสังหารและนำร่างเขามาเซ่นไหว้หลุมศพของท่าน”
หลี่หรงได้ยินคำพูดนี้ก็หัวเราะเบาๆ นางเงยหน้าขึ้นจ้องบุรุษที่อยู่ตรงหน้า
ว่ากันตามตรง ซูหรงชิงอายุย่างห้าสิบเอ็ดแต่กลับไม่มีส่วนใดที่บ่งบอกถึงความชรา ถ้าไม่มีผมขาวที่ขึ้นแซมเป็นหย่อมๆ บริเวณหน้าผาก ก็คงไม่สามารถบอกอายุที่แท้จริงของเขาได้ ลองให้เขาเตร็ดเตร่บนท้องถนนดูสิ อาจจะได้รับตำแหน่งบุรุษในฝันของสตรีทั้งเมืองก็เป็นได้
สามสิบปีที่แล้ว ‘ซูหรงชิง’ หนุ่มน้อยทายาทตระกูลซูผู้นี้ก็คือบุรุษในฝันของบรรดาหญิงสาวในเมืองหัวจิง แม้ตอนนี้เขาจะอายุมาก แต่ก็ยังคงเป็นบุรุษในภาพฝันสีจางของหญิงสาวหลายๆ คน
“ข้าไม่เคยรู้เลยว่า...” หลี่หรงหัวเราะพลางมองหน้า “ซูหรงชิงของพวกเราก็มีช่วงเวลาที่โมโหเช่นกัน”
“มีเรื่องมากมายที่ทำให้กระหม่อมโมโห” ซูหรงชิงหัวเราะ กำลังจะเอ่ยต่อก็ได้ยินเสียงรายงานของนางกำนัลที่อยู่ด้านนอก
“ทูลองค์หญิง ใต้เท้าเผยขอเข้าเฝ้าเพคะ”
เมื่อได้ยินหลี่หรงก็เหลือบมองซูหรงชิง นางรู้สึกประหลาดใจ “เวลาเช่นนี้ เขามาทำอะไร?”
“หากองค์หญิงไม่อยากพบ” สีหน้าซูหรงชิงเรียบเฉย “ก็ไม่ต้องพบ”
หลี่หรงครุ่นคิดชั่วครู่แล้วหัวเราะ “ช่างเถอะ คนเคยเป็นสามีภรรยาก็ควรพบหน้ากันสักหน่อย ไม่แน่ว่าพบหน้าครั้งนี้อาจเป็นครั้งสุดท้ายก็เป็นได้”
ซูหรงชิงไม่พูดอะไร เขานั่งนิ่ง หลี่หรงหันไปมองแล้วเรียกอย่างงุนงง “หรงชิง?”
ซูหรงชิงคล้ายเพิ่งรู้สึกตัว เขาลุกขึ้นกล่าวอย่างนอบน้อม “เช่นนั้น กระหม่อมจะไปเชิญใต้เท้าเผย”
ระหว่างที่พูดซูหรงชิงก็ประคองหลี่หรงให้เอนร่างพิงหมอนแล้วช่วยจัดเสื้อผ้าของนางให้เรียบร้อย จากนั้นจึงลุกขึ้นก้าวออกจากห้องไป
หลี่หรงให้นางกำนัลหยิบคันฉ่องทองแดงมาให้ นางแต่งหน้าเล็กน้อย ไม่นานซูหรงชิงก็เดินนำเผยเหวินเซวียนเข้ามา
‘เผยเหวินเซวียน’ แต่งกายด้วยเครื่องแบบสีดำของขุนนางราชสำนัก แขนเสื้อกว้างปักลายเมฆาสีชาด คาดทับด้วยสายรัดเอว เสื้อตัวในสีแดงยิ่งขับให้เขาดูสูงโปร่ง ในช่วงวัยฉกรรจ์เผยเหวินเซวียนดูดีไม่น้อย ถึงตอนนี้จะอยู่ในวัยที่ต้องตระหนักถึงคุณค่าของชีวิต ไม่หล่อเหลาเช่นเมื่อครั้งยังหนุ่ม แต่เขากลับมีความสุขุมลุ่มลึกที่หายากจากชายอายุน้อยทั้งหลาย... แฝงอยู่จางๆ
เผยเหวินเซวียนก้าวเข้ามาประสานมือคารวะหลี่หรง กลิ่นหอมอ่อนๆ ฟุ้งกำจายออกมาทุกการเคลื่อนไหว หลี่หรงเหลือบมองเขาหลายครั้ง ที่ผ่านมาคนผู้นี้มีนิสัยเก็บเนื้อเก็บตัว เขาหันมาใช้เครื่องหอมที่มีกลิ่นชัดเจนเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อไร?
หลี่หรงรู้สึกประหลาดใจแต่มิได้แสดงออกทางสีหน้า นางคลี่ยิ้ม กำลังจะบอกให้เขานั่งแต่ตัวเองกลับไอออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่
ซูหรงชิงรีบเข้ามาลูบหลังนาง เผยเหวินเซวียนมองผ่านๆ ด้วยสายตาเยือกเย็น ผ่านไปพักใหญ่กว่าหลี่หรงจะกลับมาเป็นปกติ นางเงยหน้ามองเผยเหวินเซวียน เอ่ยกลั้วหัวเราะ “หากไม่มีธุระท่านคงไม่มาที่นี่ กี่ปีแล้วที่ใต้เท้าเผยมิได้มาเยือนตำหนักของข้า วันนี้แวะมาได้แสดงว่ามีธุระสำคัญ”
เผยเหวินเซวียนไม่เอ่ยสิ่งใด เอาแต่จ้องไปที่ซูหรงชิงอย่างเงียบๆ ซูหรงชิงเองก็แสร้งทำเป็นไม่เห็นสายตาเย็นเยียบของอีกฝ่าย ยังคงยืนอยู่ข้างหลี่หรงไม่ขยับ ผ่านไปพักใหญ่กว่าเผยเหวินเซวียนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ให้เขาออกไป”
หลี่หรงได้ยินคำพูดนี้ก็ไม่รู้สึกประหลาดใจ เผยเหวินเซวียนไม่ชอบซูหรงชิง เขาไม่เอ่ยปากไล่ซูหรงชิงออกไปตรงๆ ก็นับว่าไว้หน้าแล้ว ในเมื่อวันนี้นางและเผยเหวินเซวียนยังอยู่ในฐานะสามีภรรยา แม้จะเป็นเพียงในนาม และทั้งสองก็แยกกันอยู่มานาน แต่ก็ยังถือว่าเป็นพันธมิตรกัน จึงไม่จำเป็นต้องทำให้อีกฝ่ายลำบากใจ นางเงยหน้ามองซูหรงชิงก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “หรงชิง ท่านออกไปรอข้างนอกสักครู่เถอะ”
เมื่อหลี่หรงเอ่ยปาก ซูหรงชิงจึงยอมประสานมือคารวะแล้วล่าถอย
ทันทีที่ซูหรงชิงเดินออก นางกำนัลที่อยู่ในห้องก็ตามออกไปด้วย เหลือเพียงเผยเหวินเซวียนและหลี่หรงเท่านั้น หลี่หรงไอเบาๆ เผยเหวินเซวียนนิ่งเงียบไม่เอ่ยสิ่งใด หลายอึดใจต่อมาหลี่หรงจึงเปิดประเด็น “มีอะไรก็พูดมาเถอะ”
“เกี่ยวกับเรื่องการแต่งตั้งรัชทายาท” เผยเหวินเซวียนเงยหน้ามองหลี่หรง เมื่อเปิดปากก็ตรงเข้าเรื่องในราชสำนัก “วันนี้กระหม่อมมาปรึกษาหารือกับองค์หญิง”
“เรื่องอะไร?” หลี่หรงแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องราวในราชสำนัก นางกล่าวเสียงเรียบ “ซิ่นเอ๋อร์เป็นทายาทสายตรง นิสัยอ่อนน้อม เมตตากรุณา ยังมีจุดที่ต้องพิจารณาเขาอีกหรือ?”
“พวกเราก็ร่วมมือกันมาหลายปี กระหม่อมไม่อยากอ้อมค้อมอีก” สายตาเผยเหวินเซวียนแฝงไปด้วยความเย็นชา น้ำเสียงเข้มขึ้น “องค์ชายรองถูกเลี้ยงดูอย่างตามใจจนเสียคน เขาไม่เหมาะกับตำแหน่งรัชทายาท อีกอย่าง ตระกูลเดิมของฮองเฮาก็แผ่อิทธิพลจนเกินงาม ในภายภาคหน้าหากไม่มีองค์หญิงหรือกระหม่อม เกรงว่าจะไม่มีใครควบคุมเชื้อพระวงศ์กลุ่มนี้ได้”
“กลุ่มเชื้อพระวงศ์ที่ท่านว่า แตกต่างกับท่านและข้าตรงไหนกัน?” หลี่หรงหัวเราะเยาะ “ท่านพูดเหมือนเป็นเรื่องใหญ่ ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าเป้าหมายของตนคืออะไร! เผยเหวินเซวียน ท่านบอกว่ามีเรื่องมาปรึกษาแต่ความจริงแล้วแค่มาแจ้งข่าวให้ข้ารับรู้เท่านั้น หากข้าไม่ยินยอม... ท่านจะทำเช่นไรต่อ?”
“หมายความว่าองค์หญิงยืนกรานที่จะสนับสนุนหลี่ซิ่นขึ้นครองบัลลังก์สินะ?”
“เหลวไหลสิ้นดี!” หลี่หรงตวาดเสียงสูง “ซิ่นเอ๋อร์เป็นโอรสของฮองเฮา หรือท่านต้องการให้ลูกของนางสนมขึ้นครองบัลลังก์แทน?!”
พักใหญ่เผยเหวินเซวียนถึงได้ตอบ “อาจเพราะองค์หญิงยังโกรธแค้นเจินเจินอยู่”
“ท่านเรียกนางว่า ‘ฉินกุ้ยเฟย’ ไม่ได้’ หรือ?” หลี่หรงเตือนอย่างเหลืออด “เจินเจิน เฮอะ! ชื่อนี้ท่านมีสิทธิ์เรียกงั้นรึ?”
เผยเหวินเซวียนเงียบไปนาน จากนั้นจึงกล่าว “ยังตะโกนต่อปากต่อคำได้เช่นนี้ ดูท่าพระพลามัยที่ว่าแย่คงไม่จริงกระมัง ไม่เป็นไร ในเมื่อองค์หญิงปฏิเสธ จากนี้ไปเราต่างคนต่างดำเนินตามแผนการของตัวเอง อย่าหาว่ากระหม่อมไม่เตือนก็แล้วกัน” กล่าวจบเผยเหวินเซวียนก็หมุนตัวเดินจากไป
หลี่หรงมองตามแผ่นหลังของเขา โกรธจนเลือดลมตีกลับ นางตะโกนไล่หลัง “ข้าก็อยากจะรู้ว่าท่านมีลูกไม้อะไรซ่อนอยู่”
“องค์หญิงคิดว่าอย่างไร ก็อย่างนั้นแหละ?” เผยเหวินเซวียนตอบเสียงเย็นโดยที่ไม่ได้หันมามอง
หลี่หรงหัวเราะเสียงเย็น “หรือท่านคิดจะสังหารข้า?”
“คิดว่ากระหม่อมไม่กล้ารึ?” เผยเหวินเซวียนหันกลับมาสบตานางด้วยแววอาฆาต
หัวใจหลี่หรงสั่นไหวขึ้นมาวูบหนึ่ง
สายตานั่นช่างเยือกเย็น เร่งให้สัญชาตญาณระวังภัยของนางตื่นตัว เผยเหวินเซวียนผู้นี้เพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายเขาทำได้ทุกวิถีทาง สายสัมพันธ์ระหว่างนางกับเขาแท้จริงแล้วเปราะบางและว่างเปล่า ฐานะสามีภรรยาอะไรนั่นก็เป็นเพียงในนาม เป็นการร่วมมือที่ได้ประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย
เมื่อมีผลประโยชน์ ไม่ว่าอะไรเผยเหวินเซวียนก็สามารถโอนอ่อนผ่อนตาม แต่เมื่อเดินมาถึงจุดที่ต่างฝ่ายต่างแทงปลายเข็มเข้าหากัน ก็มิใช่เรื่องแปลกที่เขาจะหาสารพัดวิธีมาตอบโต้นาง
หลี่หรงมองเผยเหวินเซวียนที่เปิดประตูอย่างกระแทกกระทั้นแล้วก้าวออกไป ในตอนนั้นเอง ลมหายใจของนางพลันหอบกระชั้น
ซูหรงชิงก้าวเข้ามา เห็นหลี่หรงกำลังโกรธจัดก็รีบเข้ามาปลอบ ลูบหลังนางเบาๆ พลางเอ่ย “ที่เขามาวันนี้ย่อมไม่ได้มาดี องค์หญิงกำลังประชวรอยู่ ไยจึงต้องดื้อพบหน้าให้ได้ด้วย?”
หลี่หรงไม่พูดอะไร นางพิงร่างซูหรงชิงแล้วไอ นางกำนัลเดินถือถ้วยยาเข้ามา ซูหรงชิงให้นางกำนัลลองทดสอบยาก่อน เมื่อแน่ใจว่าไม่มีสิ่งผิดปกติจึงส่งถ้วยยาให้หลี่หรงดื่ม
หลี่หรงดื่มไปอึกหนึ่งกำลังคิดจะพูดบางอย่าง แต่เมื่อยาไหลผ่านท้องลงไปนางกลับรู้สึกเจ็บปวดอย่างรุนแรง เลือดลมตีกลับ นางกำแขนเสื้อซูหรงชิงแน่น ทะลึ่งพรวดไปด้านหน้า กระอักโลหิตออกมาคำใหญ่
ซูหรงชิงตกตะลึงไปชั่วครู่ ตะโกนเสียงดัง “หลี่หรง!”
หลี่หรงทิ้งตัวทรุดลงข้างเตียงหายใจหอบถี่ กระเพาะของนางปั่นป่วนรุนแรง ซูหรงชิงกอดนางพลางตะโกนเรียกหมอหลวง แล้วใช้มือข้างหนึ่งจับชีพจรให้ ไม่กี่อึดใจหลังจากนั้นมือของซูหรงชิงก็เปลี่ยนเป็นสั่นเทา
“เป็น... เซียงเหม่ยเหริน”
เมื่อหลี่หรงได้ยินชื่อพิษนี้ สมองของนางก็หวนคิดถึงกลิ่นหอมบนร่างของเผยเหวินเซวียนเมื่อครู่
เซียงเหม่ยเหรินเช่นนั้นรึ ในปีนั้น... ฉินเจินเจินที่อยู่ในวังหลังก็เสียชีวิตด้วยยาพิษชนิดนี้
ปกติหากวาง ‘เซียงเหม่ยเหริน’ ไว้ในกระถางธูปหอม อาจต้องหลอกล่อเหยื่อให้สูดดมกลิ่นติดต่อกันช่วงระยะหนึ่งพิษจึงจะกำเริบ แต่ยังมีอีกวิธีที่ช่วยให้พิษกำเริบเร็วขึ้น นั่นคือการใช้ยากระตุ้นหลังจากสูดดมกลิ่นเซียงเหม่ยเหรินเข้าไป
หลี่หรงฝืนต่อสู้กับความเจ็บปวดในช่องท้องที่กำลังทรมานตน พยายามกลืนโลหิตลงคอ
เป็นแผนการของเผยเหวินเซวียนอย่างไม่ต้องสงสัย
นางกัดฟันพร้อมขบคิดอย่างรวดเร็ว สุนัขจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ตัวนี้ในที่สุดก็ลงมือแล้ว!
เผยเหวินเซวียนต้องการสนับสนุนให้หลี่ผิงขึ้นครองบัลลังก์ ทุกวันนี้ฮ่องเต้ยังคงประชวรไม่ได้สติ ฮองเฮาก็ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวเช่นเขา นางจึงกลายเป็นอุปสรรคชิ้นใหญ่ต่อแผนการของเผยเหวินเซวียน
เพราะเห็นแก่ฐานะองค์หญิงของนาง เขาจึงยอมอดทนมานานหลายปี หากวันนี้ฮ่องเต้สิ้นพระชนม์เขาก็ไม่ต้องอาศัยฐานะราชบุตรเขยเพื่อรับพระเมตตาจากพระองค์อีก แน่นอน นางก็จะกลายเป็นศัตรูที่ขวางเส้นทางสู่อำนาจทันที เขาจึงต้องหาทางกำจัด
กล้าวางยาพิษในตำหนักของนาง คงมีแต่เผยเหวินเซวียนที่นางรู้จักมาสามสิบกว่าปีเท่านั้นที่อาจหาญ ดังนั้นกลิ่นหอมแปลกประหลาดที่กรุ่นอยู่บนตัวเขาก็คือเซียงเหม่ยเหริน ส่วนยาในถ้วยนี้ก็คงเป็นยาที่คนของเขาเตรียมเอาไว้ หากเมื่อครู่นางรับปาก ยาถ้วยนี้คงไม่ถูกส่งมาถึงมือ
แต่เพราะนางปฏิเสธ เขาจึงตัดสินใจสังหาร
เขากล้าสังหารนางจริงๆ!
เมื่อหลี่หรงคิดถึงตรงนี้ก็กระอักโลหิตออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ นางคลับคล้ายว่าได้ยินเสียงฝีเท้าของหมอหลวงดังมาจากด้านนอก สมองของนางตอนนี้กระจ่างยิ่ง
นางจะปล่อยเขาไว้ไม่ได้
ความเจ็บปวดทำให้นางสงบนิ่งอย่างประหลาด ต่อให้ตายก็ต้องเอาร่างเผยเหวินเซวียนมาเซ่นไหว้หลุมศพนางให้ได้ “นำป้ายคำสั่งของข้ามา”
หมอหลวงรีบจัดการฝังเข็มให้หลี่หรง หลี่หรงจับมือซูหรงชิงอย่างยากลำบาก “จงเรียกรวมพลทหารองครักษ์ของข้าแล้วนำกำลังไปที่ตรอกไป๋อี ประกาศจับตายเผยเหวินเซวียนในข้อหาลอบปลงพระชนม์องค์หญิง”
เลือดสดๆ พุ่งออกจากปาก หลี่หรงใช้ผ้าเช็ดหน้าซับไว้แล้วสั่งการต่อด้วยสติสัมปชัญญะที่เริ่มเลือนราง “เมื่อจัดการสำเร็จต้องบอกให้ทุกคนรีบหนี รวมถึงตัวท่านด้วย เพราะคนของเผยเหวินเซวียนต้องลงมือตอบโต้อย่างบ้าคลั่ง หลังเขาตาย เรื่องที่เหลือฮองเฮาจะเป็นผู้จัดการต่อ ข้าจะไม่ยอมให้พวกท่านตกเป็นเป้าหมาย”
“องค์หญิงอย่าตรัสอีกเลย!” ซูหรงชิงกอดนางแน่น น้ำเสียงเขาสั่นสะท้าน “กระหม่อมทราบ กระหม่อมจัดการได้ ให้หมอหลวงรักษาก่อนเถอะ องค์หญิงต้องไม่เป็นอะไร ต้องไม่เป็นอะไร...”
“หากข้าตาย” ภาพเบื้องหน้าของหลี่หรงค่อยๆ มืดดับ “เผยเหวินเซวียนจะมีชีวิตต่อไปอีกไม่ได้!”