ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

บ้านนี้เมียดุ!

ผู้แต่ง Feng Zhu Yue
ผู้แปล Hongsamut
ประเภท นิยายจีนโบราณ
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
ร้านค้าออนไลน์ แบบเล่ม

'เพลิงปฐพี ผลึกวารีแห่งจิ่วโยว' คือกระบี่วิเศษของตระกูลเหลิ่งที่หายสาบสูญไปนาน แต่ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียด จู่ๆ มันก็เผยโฉมออกมาพร้อมสองหมัดเด็ด! หมัดแรก มันมีจิตวิญญาณ! มีความคิดเป็นของตัวเองสุดๆ และมันเลือกม่อจื่อซินเป็นเจ้าของ หมัดที่สอง แล้วใครล่ะ ม่อจื่อซิน! อ้อ นางคือบุตรสาวอัครเสนาบดีม่อ ศัตรูตัวร้ายของตระกูลเหลิ่งไงเล่า ทั้งสองหมัดเด็ด ทำเอาเหลิ่งเอ้าเทียนอยากจะทึ้งหัวตัวเอง! สวรรค์ได้โปรดชี้แจงข้าสักหน่อยเถิด กระบี่ตระกูลเหลิ่ง ไยไม่จงรักภักดีกับคนตระกูลเหลิ่ง! ไฉนถึงวิ่งหน้ามึนเข้าหาสาวน้อยแซ่ม่อ! แท้จริงแล้วจิตวิญญาณกระบี่เป็นชายเสเพล ใช่หรือไม่! เห็นใครอวบอึ๋มเข้าหน่อยก็พุ่งเข้าหา ยอมศิโรราบทันที แบบนี้ก็ได้เรอะ! หมัดเสยสุดท้าย ทำเอาเขาหน้าหงาย… ม่อจื่อซิน ชื่อนี้คือว่าที่พระชายาที่ฮ่องเต้มอบให้แต่งกับเจิ้นเป่ยอ๋อง…หรือแม่ทัพใหญ่เหลิ่ง เหลิ่งเอ้าเทียนไงเล่า!

บทนำ

'เพลิงปฐพี ผลึกวารีแห่งจิ่วโยว' คือกระบี่วิเศษของตระกูลเหลิ่งที่หายสาบสูญไปนาน แต่ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียด จู่ๆ มันก็เผยโฉมออกมาพร้อมสองหมัดเด็ด! 

หมัดแรก มันมีจิตวิญญาณ!
มีความคิดเป็นของตัวเองสุดๆ และมันเลือกม่อจื่อซินเป็นเจ้าของ 

หมัดที่สอง แล้วใครล่ะ ม่อจื่อซิน!
อ้อ นางคือบุตรสาวอัครเสนาบดีม่อ 
ศัตรูตัวร้ายของตระกูลเหลิ่งไงเล่า

ทั้งสองหมัดเด็ด ทำเอาเหลิ่งเอ้าเทียนอยากจะทึ้งหัวตัวเอง! สวรรค์ได้โปรดชี้แจงข้าสักหน่อยเถิด กระบี่ตระกูลเหลิ่ง ไยไม่จงรักภักดีกับคนตระกูลเหลิ่ง! ไฉนถึงวิ่งหน้ามึนเข้าหาสาวน้อยแซ่ม่อ!

แท้จริงแล้วจิตวิญญาณกระบี่เป็นชายเสเพล  ใช่หรือไม่!
เห็นใครอวบอึ๋มเข้าหน่อยก็พุ่งเข้าหา ยอมศิโรราบทันที แบบนี้ก็ได้เรอะ!

หมัดเสยสุดท้าย ทำเอาเขาหน้าหงาย… 
ม่อจื่อซิน ชื่อนี้คือว่าที่พระชายาที่ฮ่องเต้มอบให้แต่งกับเจิ้นเป่ยอ๋อง…หรือแม่ทัพใหญ่เหลิ่ง เหลิ่งเอ้าเทียนไงเล่า!

 

 

สารบัญ

ม่อจื่อซิน

          ค่ำคืนมืดมิด ลมกลางคืนพัดเย็น

          หมู่ภมรในคิมหันต์ฤดูส่งเสียงร้องเบาๆ เกิดเป็นความวังเวงที่น่าขนลุกไม่น้อย

          ‘เอี๊ยดดดด’

          แม้ผู้เปิดประตูจะพยายามเบามือ แต่ค่ำคืนที่เงียบสงัดเช่นนี้ก็ยากจะเก็บซ่อนเสียง

          หญิงสาวบนเตียงลืมตาตื่นทันทีที่ได้ยินเสียงประตูเปิด แววตาสุกสกาวปรากฏเงามืดเย็นยะเยียบพาดผ่านก่อนจางหายรวดเร็ว จากนั้นก็หลับตาลงอีกครั้ง

          นางกำลังรอเพื่อดูว่าใครกล้าบุกเข้ามากลางดึกแบบนี้!

          ในห้องมีเพียงแสงจันทร์สาดส่องเข้ามา เงาดำของคนผู้หนึ่งค้อมตัวต่ำ ทุกก้าวไร้เสียงด้วยกลัวว่าจะทำให้โฉมงามบนเตียงรู้สึกตัวตื่น

          “หึๆ จื่อซิน พี่ชายมาเยี่ยมเจ้าแล้ว”

          ม่อจื่อจวิ้นยืนข้างเตียง โน้มตัวลงมองใบหน้าของโฉมงามที่หลับใหลให้ชัดๆ แววตาเต็มไปด้วยความหื่นกระหาย รอยยิ้มต่ำช้า เขายื่นมือออกไป ตั้งใจจะลูบใบหน้านวลเนียนงดงามให้สมใจอยาก แต่เพิ่งยื่นมือออกไปก็ถูกยึดจับข้อมือไว้แน่น โฉมสะคราญที่คิดว่าหลับค่อยๆ ลุกขึ้นนั่ง เอ่ยน้ำเสียงเยียบเย็น

          “ที่แท้ก็เจ้าเดรัจฉานตัวหนึ่ง แม้แต่น้องสาวตัวเองก็ไม่ละเว้น”

          ท่าทางแข็งกร้าวของม่อจื่อซินทำให้ม่อจื่อจวิ้นชะงัก แต่พอคิดว่าอีกฝ่ายเป็นหญิงเปราะบางจะทำอะไรตนได้ ม่อจื่อจวิ้นพลันฉีกยิ้มน่าเกลียด ส่งสายตาโลมเลียทั่วตัวโฉมงาม

          “เอาน่า... น้องสาวคนดี ถือเสียว่าเจิ้นเป่ยอ๋องว่าที่สามีเจ้าขาดทุนไปเล็กน้อย วันนี้พี่ชายจะสอนให้รู้ถึงความสุขในห้องหอ รับรองว่าหลังผ่านการสอนเจ้าจะกลายเป็นเทพเซียน เจิ้นเป่ยอ๋องจะต้องหลงใหล อ๊ากกก!”

          ม่อจื่อจวิ้นยังพูดไม่จบก็ต้องร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด ดวงตาเบิกกว้างอย่างตื่นตกใจ เห็นหลังมือมีปิ่นปักผมปักอยู่ เลือดแดงฉานหยดลงพื้นดูน่ากลัวยิ่งนัก ม่อจื่อจวิ้นหน้าซีดขาสั่นยืนไม่ไหว เข่าอ่อนทรุดลงกับพื้น ปากยังไม่หยุดร้องโหยหวน ยิ่งเห็นเลือดนองเป็นกองใหญ่ก็ยิ่งตกใจกลัวจนตัวสั่น

          “เป็นอย่างไรพี่ชายผู้แสนดี ยังคิดจะสอนข้าอีกหรือไม่”

          ม่อจื่อซินสะบัดผ้านวมออก ก้าวลงจากเตียง เดินไปหาผู้บุกรุกไม่เร็วไม่ช้า แสงจันทร์ตกกระทบเสื้อคลุมสีขาวทำให้รอบกายคล้ายมีแสงเรืองรอง ผมยาวสลวยแผ่สยายอยู่ด้านหลัง ใบหน้างดงามหมดจด ขับให้นางดูคล้ายเซียนหญิงผู้สูงส่ง

          “เจ้า... อย่าเข้ามานะ” ม่อจื่อจวิ้นร้องห้ามเสียงสั่น กระถดตัวหนีอย่างหวาดกลัว ความเจ็บปวดตรงฝ่ามือกระตุ้นให้เขาไม่หมดสติ โฉมงามตรงหน้ามีดวงตาดุร้าย นี่ใช่น้องสาวขี้ขลาดอ่อนแอผู้นั้นจริงหรือ? ม่อจื่อจวิ้นรู้สึกราวกับอีกฝ่ายเป็นเทพเจ้าแห่งความตายที่กำลังจะมาคร่าชีวิตตนมากกว่า

          “คนต่ำทรามเช่นเจ้าไม่สมควรมีชีวิตอยู่บนโลกนี้!”

          ร่างในชุดขาวเคลื่อนไหวรวดเร็ว เสียงตะโกนของม่อจื่อจวิ้นติดค้างอยู่ในลำคอ มือเรียวเล็กบีบลำคอผู้เป็นพี่ โน้มตัวกระซิบข้างหูเสียงเย็น

          “ชาติหน้าอย่าได้เกิดเป็นคนอีกเลย ไปเกิดเป็นพ่อพันธุ์ม้าซะ!” พูดจบมือเล็กนุ่มก็ออกแรงบีบหนักขึ้น

          ม่อจื่อจวิ้นตกใจกลัวจนวิญญาณแทบหนีออกจากร่าง แขนขาอ่อนแรง หวาดกลัวขนาดที่ไม่กล้าขัดขืน ไม่กล้าดึงมืออีกฝ่ายออก ไม่นานก็เริ่มหายใจติดขัด อ้าปากพะงาบๆ ใบหน้าไร้สีเลือด ภาพตรงหน้าเริ่มดำมืดลงทีละน้อย...

          “เอะอะโวยวายอะไรกัน ดึกดื่นค่ำคืนไม่หลับไม่นอนมัวทำอะไรกันอยู่!” เสียงตวาดดุฟังคล้ายรำคาญแต่แฝงความกระวนกระวายอยู่ในที มาพร้อมแสงจากโคมไฟหลายดวงที่ส่องลอดเข้ามาในห้อง

          ม่อจื่อซินตวัดสายตามองไปที่ประตูแวบหนึ่ง พลันประกายตาเยียบเย็นและไอสังหารรอบตัวก็สลายสิ้น นางคลายมือออก

          “ถือว่าเจ้ายังดวงแข็ง จำไว้ วันหลังอย่าได้บังอาจมาล่วงเกินข้าอีก ไม่เช่นนั้นข้าจะให้เจ้าตายแบบศพไม่สวย”

          ม่อจื่อซินปัดมือแล้วลุกขึ้นยืนราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น นางมองผ่านกระดาษบุหน้าต่างออกไป เห็นแสงโคมไฟใกล้เข้ามาแล้ว มือขวายกขึ้นฉีกแขนเสื้อซ้ายของตัวเอง เผยให้เห็นท่อนแขนขาวเนียนดุจหิมะ นางแสร้งกรีดร้อง จากนั้นก็เซถอยหลังแล้วทิ้งตัวลงนั่งกับพื้น สองแขนโอบกอดตัวเองแน่น ร่างเล็กสั่นสะท้านอย่างน่าสงสาร ท่าทางเหมือนพบเจอเรื่องตกใจอย่างแรง เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นฟังแล้วบีบหัวใจนัก

          นาง-ทำ-บ้า-อะไร!!

          ม่อจื่อจวิ้นอ้าปากค้าง ร่างแข็งทื่อเหมือนหินก้อนหนึ่ง ในหัวว่างเปล่าขาวโพลน สองตาเบิกกว้างมองจ้องโฉมสะคราญนั่งกอดตัวเองร้องไห้คร่ำครวญอย่างงุนงง

          “เจ้าลูกชั่ว!”

          ผู้ที่กระแทกประตูเปิดเข้ามาคนแรกคือ ‘หยางปี้หัว’ นางมาพร้อมกับสาวใช้ข้างกายสองคน พอเห็นภาพตรงหน้า ดวงตาพลันลุกวาบก่อนจะเดินเข้าไปตบหน้าบุตรชายสองทีติด แรงตบหนักหน่วงทำวิญญาณม่อจื่อจวิ้นเกือบหลุดจากร่างไปอีกรอบ

          ‘หลิวอวี้เม่ย’ และ ‘หลันเอ๋อร์’ ถูกร่างของฮูหยินใหญ่กับสาวใช้สองคนบังไว้จึงเข้ามาช้ากว่าหนึ่งก้าว พอเห็นร่างบุตรสาวนั่งขดตัวสั่น แขนเสื้อฉีกขาด ร้องไห้สะอึกสะอื้นไม่หยุด หลิวอวี้เม่ยรีบถอดเสื้อกันลมของตัวเองคลุมตัวม่อจื่อซิน โอบกอดบุตรสาวแน่น มือลูบหลังไหล่อย่างปลอบประโลม นางเงยหน้ามองหยางปี้หัว ดวงตาเป็นประกายวาววับ น้ำเสียงเจ็บแค้น

          “จื่อจวิ้นทำตัวไม่ต่างจากเดรัจฉาน เรื่องนี้ข้าไม่ยอมให้จบง่ายๆ แน่ ข้าจะขอความเป็นธรรมจากนายท่าน จื่อซินกำลังจะแต่งเข้าไปเป็นพระชายาของเจิ้นเป่ยอ๋อง หากนางเป็นอะไรขึ้นมา คนทั้งจวนอัครเสนาบดีก็ไม่มีทางได้อยู่อย่างสงบสุขแล้ว!”

          พื้นนิสัยหลิวอวี้เม่ยอ่อนแอ ไม่กล้าแก่งแย่งชิงดี แต่มิได้หมายความว่านางจะไม่เข้าใจถึงผลประโยชน์และความขัดแย้งของสถานการณ์ที่ตระกูลม่อกำลังเผชิญอยู่ ซ้ำทายาทหลักของตระกูลอย่างม่อจื่อจวิ้นยังมีนิสัยต่ำช้า จิตใจเลวทราม แม้แต่น้องสาวร่วมบิดายังไม่ละเว้น กล้าข่มเหงรังแก ตระกูลม่อมีทายาทเช่นนี้ถือเป็นความโชคร้ายอย่างยิ่ง

          การกระทำของม่อจื่อจวิ้นสมควรถูกโบยให้ตาย ติดที่ตระกูลม่อมีทายาทชายเพียงคนเดียว ‘ม่อสือปี้’ ไม่มีทางลงโทษบุตรชายอย่างรุนแรงแน่ แต่นางก็ไม่อาจปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น นางจึงยกเรื่องสมรสพระราชทานกับเจิ้นเป่ยอ๋องขึ้นมาข่มขู่เขา

          ตั้งแต่บ่าย หยางปี้หัวสังเกตเห็นสายตามาดร้ายของบุตรชายแล้วรู้สึกสังหรณ์ในใจว่าเขาต้องก่อเรื่อง คาดไม่ถึงว่าเขาจะขาดสติกล้าทำเรื่องใหญ่ขนาดนี้ ทำเอาหยางปี้หัวหายใจติดขัดแทบจะเป็นลม ถ้าเรื่องไปถึงหูสามี บุตรชายจะรอดโทษโบยหลายสิบไม้ไปได้อย่างไร

          “น้องสาว ประโยคนี้ไม่อาจพูดโดยไม่คิด ระวังจะย้อนกลับมาทำลายชื่อเสียงจื่อซินเอาได้” หยางปี้หัวเอ่ยเสียงอ่อนแล้วถลึงตากำราบบุตรชายไปครั้งหนึ่ง จากนั้นจึงเดินเข้าไปหาสองแม่ลูก ปากก็พยายามเกลี้ยกล่อมคลี่คลายสถานการณ์

          “เรื่องวันนี้เจ้าก็อย่าทำให้เป็นเรื่องใหญ่โตไปเลย พี่สาวรับปาก ต่อจากนี้จะกวดขันเข้มงวดเขาให้มากขึ้น”

          หลิวอวี้เม่ยสะบัดหน้าหนีอย่างไม่พอใจ นางโกรธจัด อยากให้ม่อจื่อจวิ้นถูกลงโทษหนักๆ แต่ก็รู้ว่าเป็นไปไม่ได้ ยังดีที่เห็นว่าจุดโส่วกงซา*ของม่อจื่อซินยังอยู่ ไม่เช่นนั้นต่อให้ต้องเอาชีวิตเข้าแลก นางก็จะทวงความยุติธรรมให้บุตรสาวให้จงได้

          “น้องสาว...”

          น้อยครั้งที่หยางปี้หัวจะยิ้มให้หลิวอวี้เม่ย น่าเสียดายที่รอยยิ้มนั้นกลับดูเสแสร้งอย่างชัดเจน แม้แต่ม่อจื่อซินที่แสร้งร้องไห้อยู่ในอ้อมกอดของมารดาเห็นแล้วยังแอบเบ้ปากในใจ สตรีนางนี้แสดงละครได้ห่วยแตกจริงๆ

          “ดึกดื่นค่ำมืด พวกเจ้ามาทำอะไรที่นี่”

          เสียงทรงอำนาจของบุรุษดังขึ้น ชายวัยกลางคนในชุดคลุมสีเทาก้าวเข้ามาในห้อง ใบหน้าดุเคร่งดูน่าเกรงขามยิ่งนัก ดวงตาคมกริบกวาดมองรอบห้องไปรอบหนึ่ง แววตาเปล่งประกายดุดัน เขาสะบัดแขนเสื้อ สั่งเสียงเย็น

          “ทุกคนออกไป เรื่องวันนี้ถ้าใครกล้าพูดแม้เพียงครึ่งคำ ก็ไสหัวไปจากที่นี่ทั้งครอบครัวได้เลย!”

          “ขอรับนายท่าน”

          “เจ้าค่ะนายท่าน”

 

 

 

 

____________________

* โส่วกงซา คือการแต้มจุดแดงพรหมจรรย์ที่ข้อมือนางเพื่อเป็นเครื่องหมายของการรักษาความบริสุทธิ์

กำเนิดใหม่สายลับสาว

          บ่าวรับใช้ทั้งหมดทำความเคารพแล้วค้อมตัวต่ำถอยหลังออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว หลิวอวี้เม่ยพยักหน้าให้หลันเอ๋อร์ อีกฝ่ายจึงตามบ่าวรับใช้คนอื่นออกไป เรื่องสกปรกภายในครอบครัวไม่อาจให้คนนอกร่วมรับรู้ หลักการนี้ไม่ว่าใครต่างก็เข้าใจดี

          ม่อสือปี้มองบุตรชายอย่างละเอียด ดวงตาดุดันหรี่มองฝ่ามือที่มีปิ่นปักผมปักอยู่ ไม่คาดว่าไม่เพียงบีบบังคับคนไม่สำเร็จ ยังถูกทำร้ายกลับจนบาดเจ็บหนักได้ นับเป็นเรื่องประหลาดยิ่ง

          “จื่อจวิ้น เรื่องต่ำทรามที่เจ้าทำต้องถูกโบยยี่สิบไม้ ออกไปรับโทษกับพ่อบ้านซะ!”

          “ท่านพ่อ ข้าไม่ได้ทำอะไรเลย เป็นจื่อซินต่างหากที่ทำร้ายข้า”

          ม่อจื่อจวิ้นโวยวายอย่างไม่ยินยอม คืนนี้นอกจากเขาจะขโมยไก่ไม่สำเร็จยังต้องเสียข้าวสารอีก ชีวิตเกือบต้องทิ้งไว้ที่นี่ พอคิดถึงตรงนี้ก็หันไปมองม่อจื่อซินอย่างเจ็บใจ นางแสยะยิ้มตอบกลับ เอ่ยคำขู่โดยไร้เสียง เพียงเท่านี้ก็ทำม่อจื่อจวิ้นกลัวจนตัวสั่นได้แล้ว

          “ท่านพี่ จื่อจวิ้นบาดเจ็บมากแล้ว ถ้าอย่างไรท่านละเว้นเขาสักครั้งเถิด”

          หยางปี้หัวมองมือของบุตรชายที่มีปิ่นปักผมเสียบอยู่ เลือดยังคงไหลไม่หยุด นางหลุบตาลงเพื่อปิดบังแววตาอำมหิต แม่ลูกคู่นี้น่าตายนัก! รอให้นังตัวดีแต่งออกไปก่อน คอยดูว่านางจะจัดการกับหลิวอวี้เม่ยอย่างไร

          “คำสั่งข้าให้เจ้ายกเลิกได้งั้นหรือ พวกเจ้าออกไปก่อน ข้ามีเรื่องจะพูดกับจื่อซิน”

          ม่อสือปี้หันหลังสะบัดชายแขนเสื้ออย่างแรง สองมือไพล่หลัง เขาไม่มองหยางปี้หัวกับบุตรชายสักนิด แม้เขาจะรักบุตรชายมากเพียงใดก็ไม่อาจปล่อยให้อีกฝ่ายทำเรื่องเลยเถิดถึงขั้นนี้ หากม่อจื่อซินเสียท่าขึ้นมาเขาจะกราบทูลฮ่องเต้อย่างไร รายชื่อบุตรสาวที่จะเข้ารับสมรสพระราชทานตามราชโองการเขาส่งขึ้นไปแล้ว เรื่องนี้ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้อีก

          หลิวอวี้เม่ยตบบ่าบุตรสาวเบาๆ แทนคำปลอบว่าไม่ต้องกลัว ตอนที่เดินผ่านม่อสือปี้ก็ส่งสายตาอ้อนวอนขอร้องอีกฝ่าย ทว่าม่อสือปี้กลับมองตอบด้วยสายตาเย็นชา

          ม่อจื่อซินจับเสื้อคลุมกันลมแน่นก่อนจะลุกยืนด้วยท่าทีอ่อนแรง เนื้อตัวสั่นสะท้าน ท่าทางเหมือนสาวน้อยขี้ขลาดอ่อนแอ ไม่มีท่าทีดุร้ายหมายเอาชีวิตเหมือนตอนที่อยู่กับม่อจื่อจวิ้นแม้แต่น้อย

          จังหวะที่ลุกยืน นางก็เก็บรายละเอียดของม่อสือปี้ด้วยการเหลือบตามองเพียงครั้งเดียว

          บุรุษผู้นี้รูปร่างผอมแต่รอบกายมีกลิ่นอายอันตรายชัดเจน สายตาเจ้าเล่ห์ราวกับสุนัขจิ้งจอก ต่อหน้าคนแบบนี้ต้องระวังตัวให้มาก จะมีพิรุธไม่ได้ มิเช่นนั้นหลิวอวี้เม่ยอาจต้องมารับเคราะห์แทนนาง

          “จื่อซิน เจ้าบาดเจ็บหรือไม่” ม่อสือปี้เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงห่วงใยก้าวขึ้นหน้าหนึ่งก้าว เมื่อก่อนเขาไม่เคยสนใจบุตรสาวคนนี้ ไม่คิดว่าวันนี้นางจะกลายเป็นหมากสำคัญของเขาไปได้

          เห็นม่อสือปี้ขยับเข้ามาใกล้ ม่อจื่อซินก็แสร้งตัวอย่างสั่นหวาดกลัวแล้วถอยห่าง ตอนที่เงยหน้าขึ้นมอง ดวงตาคู่สวยก็เอ่อคลอด้วยหยาดน้ำตา สีหน้าท่าทางดูรันทดเหลือเกิน ม่อสือปี้เห็นแล้วยังใจอ่อนอย่างไม่รู้ตัว

          แววตาม่อสือปี้วูบไหวด้วยความรู้สึกประหลาด บุตรสาวตรงหน้ามีส่วนคล้ายหลิวอวี้เม่ยในอดีตมากทีเดียว...

          ไม่ถูกสิ!

          ต้องบอกว่าม่อจื่อซินงามกว่าหลิวอวี้เม่ยมาก ทั้งอ่อนโยนและมีเสน่ห์จนไม่อาจละสายตา เป็นโฉมสะคราญงามล้ำที่น่าทะนุถนอม ราวกับเป็นลูกรักหนึ่งเดียวที่สวรรค์บรรจงสร้าง

          “ท่านพ่อ ท่านต้องการพูดสิ่งใดกับลูกหรือเจ้าคะ” ประกายในดวงตาม่อสือปี้ทำให้นางต้องรีบหลุบตาต่ำเพื่อปิดบังแววตารังเกียจขยะแขยงของตน

          ‘หากไม่ใช่ครอบครัวเดียวกันคงไม่เข้าประตูบ้านเดียวกัน’ คำนี้กล่าวได้ไม่ผิด สองพ่อลูกม่อสือปี้และม่อจื่อจวิ้นมีนิสัยเลวทรามเหมือนกันจริงๆ

          “อ่อ...” ม่อสือปี้ชะงักเล็กน้อยก่อนจะได้สติรวดเร็ว ดวงตาฉายแววเสียใจพลางทอดถอนใจยาว “ช่างเถิด อีกไม่กี่วันเจ้าก็จะแต่งออกไปแล้ว ข้าเพียงมีเรื่องที่จะต้องเอ่ยเตือนเจ้าสักสองสามคำ”

          “ท่านพ่อเชิญกล่าว”

          แม้เสียงของนางจะอ่อนหวานแต่ก็มีความแหบแห้งแฝงอยู่ ซึ่งเป็นสิ่งตกค้างจากการล้มป่วย ทว่าเมื่อผู้พูดเป็นโฉมงามล้ำเลิศ เสียงหวานปนแหบนี้กลับทำให้นางดูเย้ายวนยิ่งนัก หากไม่ใช่เพราะสิ่งที่กำลังจะพูดเป็นเรื่องสำคัญ เกรงว่าเจตจำนงของม่อสือปี้คงจะต้อง ‘เป็นดั่งอาชาแต่หัวใจกลับดุจวานร’*เสียแล้ว

          ม่อสือปี้เดินไปที่โต๊ะกลมกลางห้อง หลังจากรินชาดื่มไปสองสามจิบก็เอ่ยขึ้นอย่างไม่เร็วไม่ช้า “ข้าก็ไม่อยากให้เจ้าแต่งกับเจิ้นเป่ยอ๋องผู้นั้น แต่จนปัญญาจะขัดขวางเพราะนี่คือราชโองการของฝ่าบาท ในฐานะขุนนางข้าจำเป็นต้องเชื่อฟังและปฏิบัติตาม เจ้าต้องเข้าใจถึงความลำบากใจของข้า”

          “ลูกเข้าใจถึงความลำบากของท่านพ่อดีเจ้าค่ะ” ม่อจื่อซินพยักหน้าตอบรับ

          “ในราชสำนักข้ากับเจิ้นเป่ยอ๋องมีเรื่องบาดหมางกันมานาน ถึงเจ้าแต่งไปอยู่ที่ซีเป่ยก็เกรงว่าจะต้องถูกลากเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย หลังใคร่ครวญอย่างดีข้าก็คิดแผนที่แยบยลได้แผนหนึ่ง”

          ในที่สุดก็เข้าเรื่องซะที! ม่อจื่อซินหัวเราะหยันในใจ

          “เจ้าขยับเข้ามาใกล้ๆ แล้วตั้งใจฟังคำที่ข้าจะพูดให้ดี” ม่อสือปี้กวักมือเรียกม่อจื่อซินด้วยท่าทางเหมือนบิดาที่รักใคร่เอ็นดูบุตรสาว เพียงแต่รอยยิ้มจริงใจไปไม่ถึงดวงตา ม่อจื่อซินรู้ทัน นางขยับเข้าไปใกล้ตามคำสั่งแต่ก็ระวังตัวอยู่ตลอด

          ม่อสือปี้เล่าแผนการเสียงเบา หลังเห็นบุตรสาวผู้โง่เขลาพยักหน้าก็ยิ้มอย่างพอใจ ก่อนออกจากห้องยังหันมากำชับเสียงเย็น

          “พอไปถึงซีเป่ยจะมีคนของข้าติดต่อเจ้าไป เขาจะเป็นคนบอกแผนการขั้นต่อไปกับเจ้า อย่าลืมล่ะ ชีวิตแม่เจ้าอยู่ในกำมือข้า”

          “เจ้าค่ะ ลูกทราบแล้ว”

          ม่อจื่อซินพยักหน้าแรงหลายครั้ง ท่าทีหวาดกลัวบิดานัก แต่มือภายใต้เสื้อคลุมกำหมัดแน่น! รอจนไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าของอีกฝ่ายจึงค่อยเงยหน้าขึ้น ดวงตาเปล่งประกายวาววับดุดัน!

          เจ้าคนสมควรตาย กล้าข่มขู่ข้างั้นหรือ!

          ถ้าม่อสือปี้รู้ว่าวิญญาณในร่างนี้ไม่ใช่บุตรสาวตน อยากรู้นักว่ายังจะกล้าข่มขู่นางอีกไหม

 

          เธอไม่ใช่ม่อจื่อซิน

          วิญญาณในร่างนี้คือสายลับอันดับหนึ่งของกลุ่มชิงหลวน รหัส 005 เชี่ยวชาญการสอดแนม สืบข่าว ดูแลคุ้มครองบุคคลสำคัญระดับประเทศ เธอมีหน้าที่เด็ดหัวผู้ไม่ประสงค์ดีต่อประเทศชาติ

          ภารกิจครั้งล่าสุดคือลอบสังหารบุคคลสำคัญของประเทศหนึ่ง หลังทำภารกิจสำเร็จก็รีบขับรถหนี แต่ระหว่างทางกลับถูกกองกำลังของทางการล้อมจับทั้งที่วางแผนหนีไว้อย่างดีแล้ว เวลานั้น 005 ทำได้เพียงทิ้งรถแล้วรีบกระโดดลงทะเล แม้น้ำทะเลจะเย็นจัดก็ไม่เป็นอุปสรรคในการดำน้ำลึกเพื่อหลบหนีการจับกุม

          005 จำได้ว่าตัวเองพยายามดำลงใต้ทะเลให้เร็วที่สุด เสียดายที่เร็วไม่พอ พวกเขายิงระเบิดตอร์ปิโดไล่ตามหลังมา ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก เสียงระเบิดดังกึกก้อง น้ำทะเลกระเพื่อมแรง ความรู้สึกสุดท้ายคือคลื่นความร้อนที่แผดเผาอยู่รอบตัว

          จากนั้น 005 ก็หมดสติไป

          เวลานั้นเธอไม่รู้สึกเสียใจและไม่รู้สึกกลัวตายสักนิด ในฐานะสายลับ ทุกครั้งที่ออกปฏิบัติภารกิจย่อมมีความเสี่ยง ไม่มีใครรู้ว่าจะรักษาชีวิตรอดกลับมาได้หรือไม่ หากปฏิบัติภารกิจสำเร็จ ถึงตายก็ไม่เสียดายชีวิต

          ในฐานะสายลับรหัส 005 กลุ่มชิงหลวนถือว่าเธอได้ตายไปแล้ว แต่วิญญาณของเธอล่องลอยกลับมาในโลกยุคโบราณอย่างน่าอัศจรรย์ ตอนนี้เธอคือม่อจื่อซิน บุตรสาวของอัครเสนาบดีม่อสือปี้

          หยางปี้หัวคือภรรยาเอก นางมีบุตรชายหญิงสองคน บุตรสาวนามม่อชิงเหยียน บุตรชายนามม่อจื่อจวิ้น ส่วนหลิวอวี้เม่ยเป็นอนุ มีบุตรสาวคนเดียวคือม่อจื่อซิน

          ม่อจื่อซินนิสัยอ่อนแอขี้ขลาดเหมือนหลิวอวี้เม่ย จึงถูกม่อชิงเหยียนกลั่นแกล้งรังแกอยู่เสมอ ซึ่งนางก็ไม่เคยต่อสู้หรือพยายามจะปกป้องตัวเองเลยสักครั้ง เป็นเหตุให้คืนนี้ม่อจื่อจวิ้นกล้าบุกเข้ามาข่มเหงนางถึงในห้อง

          ส่วนเรื่องแต่งงานที่หลิวอวี้เม่ยกับม่อสือปี้พูดถึงคือสมรสพระราชทานจากฮ่องเต้ แม้ม่อสือปี้กับ ‘เจิ้นเป่ยอ๋อง--เหลิ่งเอ้าเทียน’ จะเป็นสองขั้วอำนาจใหญ่ในราชสำนักที่ไม่ลงรอยกัน แต่ทั้งสองไม่กล้าขัดราชโองการ ต่อให้เจิ้นเป่ยอ๋องยอมแต่งบุตรสาวของศัตรูเป็นชายา แต่เขาย่อมไม่ยินดีต้อนรับและดูแลนางอย่างดี ยิ่งต้องย้ายไปอยู่ดินแดนแร้นแค้นอย่างซีเป่ย นางคงไม่มีทางได้อยู่สุขสบายแน่

 

 

 

 

____________________

* เจตจำนงดั่งอาชา จิตใจดั่งวานร หมายถึงความคิดว้าวุ่นสับสน

รับตัวเจ้าสาว

          ม่อชิงเหยียนเป็นบุตรสาวคนโตที่เกิดจากภรรยาเอก อีกทั้งตระกูลเดิมของหยางปี้หัวก็เปี่ยมไปด้วยอำนาจ เรื่องเลวร้ายนี้จึงตกเป็นของลูกอนุผู้แสนอาภัพอย่างม่อจื่อซิน เมื่อรู้เรื่องนางจึงฆ่าตัวตายเพื่อหนีความทุกข์ทรมานที่ต้องเผชิญในวันหน้า ทำให้วิญญาณของสายลับจากโลกอนาคตอย่าง 005 ได้เข้ามาอยู่ในร่างนี้แทน

          หยางปี้หัวเป็นสตรีจิตใจโหดเหี้ยม บุตรชายหญิงก็มีนิสัยไม่ต่างจากมารดา ชีวิตของหลิวอวี้เม่ยกับบุตรสาวจึงไม่ราบรื่นนัก ดูจากเรือนพักของสองแม่ลูกก็บอกได้แล้วว่าทั้งคู่ต้องอยู่อย่างยากลำบากเพียงใด ในเรือนมีเพียงข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็น ไม่มีของประดับตกแต่งที่งดงามหรูหราสักชิ้น หากคนนอกมาเห็นคงไม่มีใครเชื่อว่านี่คือเรือนพักอนุของอัครเสนาบดี

          ถึงหลิวอวี้เม่ยจะเป็นอนุของม่อสือปี้ แต่บุรุษผู้นั้นก็มิได้ใส่ใจไยดีนางสักเท่าไหร่ ไม่เช่นนั้นสองแม่ลูกคงไม่มีชีวิตที่น่าอนาถขนาดนี้

          005 เคยคิดจะหนีไปก่อนถึงวันแต่งงาน แต่จนใจไม่รู้ว่าจะไปที่ไหนดี อีกทั้งถ้าเธอหนี หลิวอวี้เม่ยย่อมต้องถูกลงโทษ เธอจึงเปลี่ยนใจจะหาทางหนีระหว่างเดินทางไปแต่งงานที่ซีเป่ยแทน ไม่คิดว่าม่อสือปี้จะเอาชีวิตหลิวอวี้เม่ยมาข่มขู่บังคับให้เธอต้องทำตามแผนการของเขา

          ถึงเธอจะไม่ใช่ม่อจื่อซินตัวจริงแต่ก็สัมผัสได้ถึงความรักอันยิ่งใหญ่ที่หลิวอวี้เม่ยมีให้บุตรสาว แม้อีกฝ่ายจะมีนิสัยอ่อนแอแต่ก็พยายามสุดชีวิตที่จะปกป้องบุตรสาวของตน มารดาที่ประเสริฐเช่นนี้ เธอไม่อาจใจดำปล่อยให้อีกฝ่ายต้องรับเคราะห์แทนได้

          วันนี้ม่อสือปี้ใช้ชีวิตหลิวอวี้เม่ยมาบีบบังคับ เธอจดจำเป็นบัญชีแค้นในใจแล้ว!

 

          เจ็ดวันต่อมาก็ถึงวันแต่งงาน

          ตามหลักการ เมื่อเจ้าบ่าวเป็นแม่ทัพมีบรรดาศักดิ์เป็นถึงอ๋อง เจ้าสาวก็เป็นบุตรีของอัครเสนาบดีใหญ่แห่งราชสำนัก พิธีแต่งงานก็สมควรจัดอย่างเอิกเกริกยิ่งใหญ่ แต่งานแต่งกลับเป็นไปอย่างเรียบง่ายและสงบเงียบ ไร้ความครื้นเครง ไม่มีดนตรีบรรเลง ไม่มีขบวนแห่ยาวหลายสิบลี้ กระทั่งงานเลี้ยงญาติและแขกเหรื่อก็ไม่มี เจิ้นเป่ยอ๋องเพียงส่งคนกลุ่มหนึ่งมารับเจ้าสาวและส่งของหมั้นตามพิธีเท่านั้น

          เมื่อเห็นงานแต่งบุตรสาวสุดที่รักเป็นเช่นนี้ หลิวอวี้เม่ยก็ทำได้เพียงร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ในห้อง ถึงม่อจื่อซินจะไม่ใช่บุตรสาวจากภรรยาเอก แต่อย่างไรก็เป็นบุตรสาวคนหนึ่งของอัครเสนาบดีใหญ่ วันแต่งงานถือเป็นวันสำคัญในชีวิตของผู้หญิง แต่งานแต่งวันนี้กลับถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่าย งานแต่งบุตรสาวชาวบ้านยังดีกว่านี้มาก หลิวอวี้เม่ยรู้สึกเจ็บปวดใจแทนบุตรสาวเหลือเกิน

          ทว่าทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ถูกกำหนดไว้แล้ว ไม่อาจเปลี่ยนแปลงแก้ไขอะไรได้อีก หลิวอวี้เม่ยจึงได้แต่กล้ำกลืนความไม่พอใจและความน้อยเนื้อต่ำใจลงท้องไป

          ตรงข้ามกับหยางปี้หัวและม่อชิงเหยียน

          หลังส่งม่อจื่อซินไปพ้นจวนแล้ว สองแม่ลูกก็ยิ้มเบิกบานอารมณ์ดียิ่งนัก ไม่มีนางปีศาจจิ้งจอกจอมยั่วยวนอย่างม่อจื่อซิน เรื่องแต่งงานของม่อชิงเหยียนก็ไม่มีสิ่งใดให้ต้องกังวลแล้ว

 

          “ทำยังไงดี หรือฉันต้องทำตามแผนชั่วของตาแก่นั่นจริงๆ”

          005 ที่เวลานี้ก็คือ ‘ม่อจื่อซิน’ ขมวดคิ้วคิดหนักอยู่ในเกี้ยว คำพูดคืนนั้นของม่อสือปี้เป็นเหมือนเชือกที่มัดเธอไว้ จะเดินหน้าก็ไม่ได้ ถอยหลังก็ไม่ดี

          แผนหนีระหว่างเดินทางไปซีเป่ยใช้ไม่ได้แล้ว ไม่อย่างนั้นหลิวอวี้เม่ยจะต้องรับเคราะห์แทนตน ถึงจะอยู่ร่วมกันไม่นานแต่เธอใจไม่เหี้ยมพอจะทำร้ายคนที่มีจิตใจดีงามอย่างหลิวอวี้เม่ย ตอนนี้จึงทำได้เพียงยอมเดินทางไปซีเป่ยแต่โดยดี

          หลังถูกม่อสือปี้ข่มขู่ 005 เคยคิดจะพาหลิวอวี้เม่ยหลบหนีไปด้วยกัน แต่ก็ต้องล้มเลิกความคิดนี้ไปทันที นี่เป็นยุคสมัยที่เธอไม่คุ้นเคย กฎเกณฑ์และธรรมเนียมต่างๆ ก็ยังไม่เข้าใจดีนัก ลำพังชีวิตเดียวของตัวเองยังเอาไม่รอด ถ้าต้องพาผู้หญิงอีกคนไปด้วย เกรงว่าคงได้ตายคู่เสียมากกว่า

          สำคัญที่สุดคือเธอไม่มีเงิน!

          ไม่ว่ายุคใดสมัยไหน ถ้าไม่มีเงินก็ล้วนอยู่ยากทั้งนั้น อีกอย่างถึงหลิวอวี้เม่ยจะไม่ใช่อนุคนโปรด แต่อย่างไรก็ได้ชื่อว่าเป็นอนุของอัครเสนาบดี ตาแก่ชั่วนั่นไม่มีทางยอมให้อนุตัวเองหนีหายไปจากจวนง่ายๆ แน่ เขาจะต้องไล่ล่าชนิดพลิกแผ่นดินทีเดียว

          หลังไตร่ตรองอย่างละเอียด 005 ก็ทอดถอนใจยาว ตอนนี้คงทำได้เพียงสังเกตสถานการณ์ไปทีละก้าวแล้วกัน

          การเดินทางไปซีเป่ยต้องใช้เวลากว่าหนึ่งเดือน เธอจะต้องนั่งอยู่ในเกี้ยวหลังนี้ ทั้งยังต้องสวมชุดแต่งงานสีแดงไปตลอดหนึ่งเดือน เจิ้นเป่ยอ๋องช่างต้อนรับบุตรสาวของศัตรูได้แสบทรวงถึงใจดีแท้!

 

          ตกเย็น ขบวนรับเจ้าสาวก็มาถึงเมืองเวิ่งเฉิง

          เมืองเวิ่งเฉิงอยู่ห่างจากเมืองหลวงห้าสิบลี้ แม้จะเป็นเมืองเล็กๆ แต่กลับคึกคักไม่น้อยเพราะเป็นเส้นทางผ่านไปยังเมืองหลวง ในเมืองจึงมีเหลาสุรา โรงน้ำชา และโรงเตี๊ยมครบครัน

          “คุณหนูม่อ ถึงที่พักแล้ว เชิญลงจากเกี้ยว”

          หลังเกี้ยวหยุดนิ่งไม่นาน เสียงทุ้มต่ำกังวานของบุรุษผู้หนึ่งก็ดังขึ้น ม่านหน้าถูกรวบเปิด ดวงตาม่อจื่อซินเป็นประกายขึ้นวูบหนึ่ง แผ่นหลังเหยียดตรง จากนั้นจึงวางมือตนบนข้อมือของบุรุษผู้นั้น

          นางจำเสียงนี้ได้ เขาคือหัวหน้าผู้นำขบวนรับตัวเจ้าสาว นามเหลิ่งเอ้ายวี่ เป็นน้องชายคนรองของเจิ้นเป่ยอ๋อง มีตำแหน่งเป็นรองแม่ทัพเช่นเดียวกับน้องชายคนที่สาม เหลิ่งเอ้าเฉิน ส่วนคนสุดท้ายเป็นน้องสาวนามเหลิ่งเอ้าเสวี่ย

          บุรุษที่นางจะแต่งงานด้วยคือเจิ้นเป่ยอ๋อง หรือแม่ทัพใหญ่เหลิ่งเอ้าเทียนผู้ยิ่งใหญ่แห่งซีเป่ย

          นี่คือข้อมูลที่หลิวอวี้เม่ยบอกให้นางรู้คืนก่อนวันแต่งงาน

          ยามพลบค่ำของฤดูคิมหันต์อากาศเย็น ความร้อนอบอ้าวตอนกลางวันจะจางหาย สายลมเย็นช่วยขับไล่ความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางตลอดทั้งวัน แสงอาทิตย์ยามอัสดงงดงามราวผืนผ้าไหม ดวงตะวันที่กำลังจะลับขอบฟ้า ทำให้บรรยากาศยามพลบค่ำงดงามดั่งผ้าทอที่กำลังพลิ้วไหวของเทพธิดา

          ม่อจื่อซินเพียงแตะข้อมือเหลิ่งเอ้ายวี่แผ่วเบา การนั่งเกี้ยวทำให้ปวดเมื่อยไม่น้อย ดังนั้นพรุ่งนี้นางจะไม่ยอมนั่งอุดอู้อยู่ในเกี้ยวอีกเด็ดขาด

          นางยืนข้างเกี้ยว สูดหายใจลึกยาวครั้งหนึ่ง สายลมยามเย็นพัดชายกระโปรงสีแดงเพลิงของเจ้าสาวให้พลิ้วไหว ดูราวกับเปลวไฟที่กำลังลุกโชน สายลมพัดมาอีกครั้ง ผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวหลุดลอยไปตามแรงลม ท่ามกลางเสียงร้องตกใจของผู้คนรอบตัว

          ม่อจื่อซินประสานสายตาเข้ากับดวงตาคู่หนึ่ง

          เจ้าของดวงตาดำขลับแวววาวเป็นชายหนุ่มหน้าตาคมคาย จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากบางบอกให้รู้ว่าเป็นคนมุ่งมั่นเด็ดขาด เขาสวมเสื้อผ้าสีเทาอมฟ้า รอบกายปราศจากกลิ่นอายอำมหิตของสนามรบ มีเพียงความอ่อนโยนสง่างามที่แผ่กระจายจาง ๆ

          ขณะม่อจื่อซินมองประเมินอีกฝ่าย เหลิ่งเอ้ายวี่ก็พิจารณานางเช่นกัน ดวงตาคู่สวยเปล่งประกายสดใส ผิวพรรณเนียนละเอียดดุจหยกชั้นเลิศ เครื่องหน้าทั้งห้างดงาม ขับให้นางเป็นโฉมสะคราญที่ทำให้ผู้คนตกตะลึงตั้งแต่แรกเห็น ชายหนุ่มหลุบตาลง เอ่ยเสียงเรียบ

          “คุณหนูม่อ คืนนี้พวกเราจะพักที่โรงเตี๊ยมไหลอวี้ พรุ่งนี้จึงค่อยเดินทางต่อ” พูดพลางรับผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวจากลูกน้องส่งคืนให้นาง

          ม่อจื่อซินรับผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวคืนมา จากนั้นก็กวาดตามองรอบตัว ทั้งที่เจ้าสาวเปิดเผยใบหน้าให้ผู้อื่นที่ไม่ใช่เจ้าบ่าวเห็น รวมกับเจ้าของร่างนี้ยังเป็นสาวงามผู้หนึ่ง แต่คนในขบวนรับตัวเจ้าสาวของเจิ้นเป่ยอ๋องกลับสงบนิ่ง ไม่เหลือบแลมาทางนางสักนิด ขณะที่ชาวบ้านที่ผ่านไปมาต่างพากันหยุดมองด้วยความตกตะลึง ม่อจื่อซินนึกสงสัยว่ากฎเกณฑ์ของกองทัพตระกูลเหลิ่งเข้มงวดเพียงใดกัน ทั้งอยากรู้ว่าแม่ทัพใหญ่เหลิ่งเอ้าเทียนเป็นคนเช่นไร ถึงสามารถควบคุมคนใต้อาณัติให้มีระเบียบขนาดนี้ได้

          “รองแม่ทัพเหลิ่ง ในขบวนยังมีม้าเหลืออยู่หรือไม่”

          ในเมื่อเปิดเผยใบหน้าออกมาแล้ว ม่อจื่อซินก็ไม่คิดจะสวมผ้าคลุมหน้าอีก การเดินทางหนนี้ต้องใช้เวลายาวนานเป็นเดือน นางต้องการเห็นความเป็นไปของผู้คนในยุคนี้อย่างชัดเจน จะได้เตรียมทางหนีทีไล่ให้ตัวเอง

          “มี” เขาตอบพลางพยักหน้า คิ้วเข้มขมวดเล็กน้อย

          “เช่นนั้นก็ดี เกี้ยวนี่ไม่ต้องใช้แล้ว ตั้งแต่พรุ่งนี้ข้าจะขี่ม้า จะได้เดินทางเร็วขึ้น รบกวนท่านช่วยเตรียมม้าให้ข้าด้วย” พูดจบก็ยิ้มตอบสายตาประหลาดใจของเหลิ่งเอ้ายวี่ แล้วก้าวเข้าโรงเตี๊ยมไป

          เพื่อให้การเดินทางสะดวกและคล่องตัว เหล่าของหมั้นจึงถูกทิ้งไว้ที่จวนเจิ้นเป่ยอ๋องในเมืองหลวง คนที่มารับตัวเจ้าสาวล้วนเป็นทหารตระกูลเหลิ่ง หากนับรวมเหลิ่งเอ้ายวี่จะมีจำนวนห้าสิบแปดคน             ม่อจื่อซินถูกจัดให้นั่งในเกี้ยวเจ้าสาว ทหารจะผลัดเปลี่ยนกันมาแบกเกี้ยว หากเป็นแบบนี้การเดินทางจะใช้เวลายาวนาน แต่ละวันไม่สามารถเร่งรีบได้ เดิมทีเหลิ่งเอ้ายวี่พยายามคิดหาทางแก้ไขปัญหาไม่คาดว่าจู่ๆ ม่อจื่อซินจะแก้ปัญหาให้้ด้วยวิธีที่แสนจะง่ายดาย

          ดวงตาสีเข้มมองตามร่างในชุดเจ้าสาวอย่างครุ่นคิด เขาได้รับรายงานมาว่าม่อจื่อซินพยายามปลิดชีพตัวเองก่อนถึงวันแต่งงาน ชัดเจนว่านางไม่เต็มใจแต่ง แต่ตอนนี้กลับเร่งรีบจะเดินทางไปซีเป่ย เหตุใดท่าทีจึงเปลี่ยนไปราวพลิกฝ่ามือเช่นนี้?

          เดิมเข้าใจว่าคุณหนูม่อเป็นเพียงแจกันงามใบหนึ่ง คาดไม่ถึงว่านางจะมีด้านที่เข้มแข็ง ดูท่าการเดินทางต่อจากนี้คงไม่น่าเบื่ออีกแล้ว อยากรู้นักว่าพอได้เจอกับพี่ใหญ่นางจะมีปฏิกิริยาอย่างไร

          ม่อจื่อซินผู้นี้ช่างน่าสนใจจริง

ตัวจริงไม่เหมือนในรายงาน

          วันต่อมาขบวนเริ่มออกเดินทางในยามเหม่า ฟ้ายังไม่สว่างนัก

          ม่อจื่อซินเก็บชุดเจ้าสาวและเครื่องประดับต่างๆ ไว้ในห่อสัมภาระ จากนั้นก็เปลี่ยนเป็นชุดเรียบง่ายที่สะดวกในการขี่ม้า ผมยาวสลวยถูกรวบเป็นหางม้ายกสูง เมื่อปรากฏตัวต่อหน้าเหลิ่งเอ้ายวี่ ทั้งตัวก็เต็มเปี่ยมด้วยความกระฉับกระเฉง

          “คุณหนูม่อ นี่ม้าที่ขอ”

          มองตามสายตาของเหลิ่งเอ้ายวี่ไปก็เห็นม้ากำยำสีน้ำตาลแดงตัวหนึ่ง คอยาว ดวงตาสุกใส ขนสีน้ำตาลได้รับการดูแลแปรงขนอย่างดีทำให้มันยิ่งดูน่าเกรงขาม ดูองอาจแข็งแกร่งสมกับที่เป็นม้าศึก ม่อจื่อซินพยักหน้าพอใจ

          เหลิ่งเอ้ายวี่ยืนพิงหลังกับเสาไม้ ในปากคาบต้นหญ้ากัดเล่น สองแขนกอดอก มุมปากยกยิ้ม ดวงตาเป็นประกายรอดูเรื่องสนุก      ม้าของซีเป่ยมีนิสัยพยศ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงม้าศึก ต่อให้คุณหนูม่อจะขี่ม้าเป็น แต่การขึ้นขี่ม้าศึกไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งเป็นสตรีตัวเล็กอ้อนแอ้นเช่นนี้ยิ่งยากจะทำได้

          คิดว่าข้าจะทำเรื่องน่าหัวเราะให้อับอายงั้นหรือ ฝันไปเถอะ!

          ม่อจื่อซินอ่านความหมายในแววตาเหลิ่งเอ้ายวี่ออก นางเพียงยิ้ม ก้าวตรงไปหาม้าที่อีกฝ่ายจัดเตรียมไว้ให้ นางตบหลังม้าเบาๆ เขย่งปลายเท้ากระซิบถ้อยคำข้างหูม้าตัวใหญ่ ท่าทางของนางทำให้ทหารตระกูลเหลิ่งจับตามองอย่างสงสัยและประหลาดใจ

          ท่ามกลางสายตาจับจ้องของทหารตระกูลเหลิ่ง ม่อจื่อซินเหยียบโกลนม้าแล้วพลิกตัวขึ้นหลังของมันอย่างคล่องแคล่ว เพียงกระตุกบังเหียนครั้งเดียว ม้าศึกตัวใหญ่ก็วิ่งควบไปอย่างรวดเร็วเหมือนลูกธนูที่ถูกยิงออกจากคันศร

          รอยยิ้มเหลิ่งเอ้ายวี่แข็งค้างก่อนจะรีบวิ่งกระโดดขึ้นหลังม้าสีน้ำตาลอีกตัว ควบม้าไล่ตามม่อจื่อซินไปทันที

          “ทุกคนรอรับคำสั่งอยู่ที่นี่!”

          นั่นเป็นม้าศึกของกองทัพเชียวนะ! มันมีนิสัยพยศอย่างร้าย เหตุใดจึงยอมให้นางที่ไม่เคยพบหน้าขึ้นขี่ได้ง่ายๆ แบบนี้ ถ้ามันดีดม่อจื่อซินตกลงมาจนบาดเจ็บ เขาจะหาพระชายาจากที่ไหนไปให้พี่ชายเล่า!

          ม่อจื่อซินหัวเราะเสียงดัง ควบม้าอย่างมีความสุข รู้สึกว่าความอึดอัดที่กดทับมาหลายวันสลายสิ้น นางยิ้มให้กับเสียงลมที่ดังข้างหู สูดหายใจรับอากาศสดชื่นยามเช้า สัมผัสถึงอิสระขณะที่ม้าวิ่งทะยานไปข้างหน้า นางอดไม่ได้ที่จะเหยียดสองแขนแล้วลุกขึ้นยืนรับลม

          “คุณหนูม่อ! คิดจะทำบ้าอะไร!”

          เสียงตะโกนร้อนใจของเหลิ่งเอ้ายวี่ดึงม่อจื่อซินจากภวังค์ความสุข แวบแรกคิดจะเอี้ยวตัวหันไปดูด้านหลัง แต่ก็เปลี่ยนใจเป็นหยุดนิ่งแล้วนั่งลง ยังเร็วเกินไปที่จะเผยตัวตนแท้จริงให้ผู้อื่นรู้ อย่างไรอีกฝ่ายก็คือน้องชายสามี นางต้องเก็บซ่อนตัวตนเอาไว้ก่อน เผื่อวันหน้าคิดหนีจะได้ไม่ยากเกินไป เพราะคงไม่มีใครคิดระวังตัวกับคุณหนูผู้อ่อนแอและโง่เขลาแน่

          ทันใดนั้นม่อจื่อซินก็รู้สึกถึงแรงรัดแน่นที่เอว ฉับพลันร่างนางก็ถูกยกขึ้นกลางอากาศ เบื้องหน้าคือท้องฟ้ากว้าง สัมผัสด้านหลังคือแผงอกแข็งแกร่ง พริบตาเดียวท้องฟ้าสีครามกับผืนหญ้าสีเขียวก็เป็นภาพสลับหมุนวนไปมาหลายรอบ

          เมื่อทุกอย่างหยุดนิ่ง ภาพที่ปรากฏคือใบหน้าของเหลิ่งเอ้ายวี่ สองแขนของเขายันอยู่ข้างตัวนาง ดวงตาสีเข้มกำลังมองนางด้วยความโมโห

          “ม่อจื่อซิน! เจ้าไม่ต้องการมีชีวิตแล้วงั้นหรือ!” เหลิ่งเอ้ายวี่ตวาดเสียงดุ หายใจหอบแรง

          “ข้าก็ไม่ได้เป็นอะไรไม่ใช่หรือ” ม่อจื่อซินยิ้มตอบด้วยสีหน้าใสซื่อ ริมฝีปากยิ้มกว้าง ดวงตาคู่สวยเปล่งประกายระยิบระยับ บอกให้รู้ว่านางกำลังอารมณ์ดีมาก

          เหลิ่งเอ้าเทียนถูกราชโองการของฮ่องเต้บังคับให้ต้องแต่งงานกับบุตรสาวของคู่อริสำคัญในราชสำนัก แน่นอนว่าเขาย่อมต้องมีท่าทีรังเกียจนาง ม่อจื่อซินเข้าใจได้ ส่วนท่าทีดูแคลนและไม่ต้อนรับที่เหลิ่งเอ้ายวี่แสดงออกก็เป็นสิ่งที่นางคาดไว้แล้วเช่นกัน ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ต้องเผชิญเมื่อไปถึงซีเป่ย

          ดังนั้นการทำให้เหลิ่งเอ้ายวี่เสียการควบคุม เลิกวางท่าเย็นชาดูถูกนาง แม้จะแค่ชั่วครู่ชั่วยามก็สามารถทำให้นางอารมณ์ดีได้แล้ว

 

            ท้องนภาสีคราม มวลเมฆาสีขาว หญ้าสีเขียวสดโยกไหว

          โฉมงามนอนราบอยู่บนผืนหญ้า มีบุรุษสูงใหญ่เท้าแขนสองข้างคร่อมอยู่ด้านบน ดวงตาสองคู่สบประสานกัน

          “รองแม่ทัพ พวกท่าน... อ๊ะ!”

          ทหารชั้นผู้น้อยคนหนึ่งพลิกตัวลงจากหลังม้าแล้วรีบวิ่งมาหาทั้งสอง แต่พอเข้าใกล้ก็พลันชะงัก ยืนปากอ้าตาค้างทำตัวไม่ถูก ก่อนจะรีบหันหลังแล้วส่ายหน้าไปมา เหมือนพยายามบอกให้ทั้งคู่รู้ว่าเขาไม่เห็นอะไรเลย

          “ขออภัย”

          เหลิ่งเอ้ายวี่พลันได้สติ รู้ว่าท่าทางในตอนนี้ดูคลุมเครือยิ่งนัก ชายหนุ่มรีบลุกยืน ใบหน้าขึ้นสีแดงจางๆ เท้าถอยห่างจากนางหลายก้าว

          ม่อจื่อซินลุกยืน สองมือปัดฝุ่น เอ่ยเสียงเรียบ “ทักษะการขี่ม้าของข้า รองแม่ทัพเหลิ่งคงหมดข้อกังขาแล้วใช่หรือไม่”

          “อืม” เหลิ่งเอ้ายวี่พยักหน้ารับอย่างฝืนๆ แต่ความสงสัยยังไม่หมด ขณะที่นางเดินกลับไปหาม้าของตน เขาก็เอ่ยถามเสียงแข็ง

          “เมื่อครู่เจ้าพูดอะไรกับม้า” ม้าศึกแห่งซีเป่ย ต่อให้เป็นทหารกล้ารูปร่างสูงใหญ่ยังยากจะควบคุม เหตุใดนางที่เป็นสตรีตัวเล็กบอบบางจึงทำได้ง่ายดายราวพลิกฝ่ามือ

          ม่อจื่อซินชะงักฝีเท้าก่อนหมุนตัวกลับมา ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อย ยิ้มเจ้าเล่ห์แล้วเอ่ยถาม “อยากรู้จริงหรือ”

          “ใช่” เหลิ่งเอ้ายวี่พยักหน้า เหตุใดเขาจึงรู้สึกว่ารอยยิ้มของม่อจื่อซินดูแปลกประหลาดนัก

          “ข้าบอกมันว่าหากเชื่อฟังข้าจะมีเนื้อให้กิน” ม่อจื่อซินขยิบตาครั้งหนึ่งก่อนจะหัวเราะเสียงกังวานใส ไม่สนใจทหารสองคนที่ยืนตัวแข็งเป็นตุ๊กตาไก่ไม้อีก นางขึ้นหลังม้าแล้วขี่กลับโรงเตี๊ยมไป

          เมื่อเป็นม้าศึกย่อมเคยผ่านสนามรบและสถานการณ์เข่นฆ่ามาอย่างโชกโชน อีกทั้งนิสัยก็มีความพยศดื้อรั้นโดยธรรมชาติ แต่ 005 ก็เป็นสายลับที่มีความสามารถพิเศษอย่างหนึ่ง นั่นคือเธอสื่อสารกับสัตว์ได้ การจะทำให้ม้าศึกเชื่อฟังไม่ได้อาศัยแค่กำลังยังต้องอาศัยความสามารถอื่นช่วยด้วย

          “ให้กินเนื้อ” ทหารผู้น้อยเงยหน้ามองเหลิ่งเอ้ายวี่ ถามอย่างงุนงง “รองแม่ทัพ ม้าต้องกินเนื้อด้วยหรือขอรับ”

          “เจ้าคิดว่าอย่างไรเล่า” ชัดเจนว่าม่อจื่อซินกำลังล้อเล่นกับพวกเขา ใบหน้าเหลิ่งเอ้ายวี่ดำทะมึน สีหน้าขึงตึงไม่สบอารมณ์

          “เรื่องวันนี้เป็นเหตุสุดวิสัย ห้ามแพร่งพรายเด็ดขาด!”

          “ขอรับ รองแม่ทัพ” ทหารชั้นผู้น้อยตอบรับเสียงหนักแน่น สีหน้าเคร่งขรึม ถึงในใจจะรู้สึกว่าภาพที่ตนเห็นทำให้คิดไปไกลก็ตาม

          “มีเรื่องอะไรก็ว่ามา” เหลิ่งเอ้ายวี่สั่งให้ทุกคนรออยู่ที่โรงเตี๊ยม การที่ทหารผู้นี้ขี่ม้าตามมาแสดงว่าต้องมีเรื่องสำคัญมากพอให้ฝ่าฝืนคำสั่งแน่นอน

          “มีจดหมายจากแม่ทัพใหญ่ถึงท่าน” หลังยื่นกระบอกใส่จดหมายส่งให้ก็ถอยหลังไปหลายก้าว

          พออ่านข้อความจบ สีหน้าของเหลิ่งเอ้ายวี่พลันเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด กระดาษในมือถูกขยำจนยับย่น

          “ถ่ายทอดคำสั่ง เร่งเดินทางกลับซีเป่ยให้เร็วที่สุด”

          ทหารพูดหนึ่งไม่มีสอง ใช้เวลาไม่นานทหารตระกูลเหลิ่งก็ออกจากโรงเตี๊ยม มุ่งหน้าสู่ซีเป่ย

 

            เหลิ่งเอ้ายวี่พาคนเร่งรุดเดินทางไม่หยุด

            ตอนนี้ต่อให้ม่อจื่อซินคิดอยากนั่งเกี้ยวก็ไม่มีโอกาสแล้ว

          เร่งเดินทางผ่านไปสามวันก็ถึงโรงพักม้า เหลิ่งเอ้ายวี่สั่งเปลี่ยนม้า คนส่วนหนึ่งต้องอยู่ที่นี่เพื่อดูแลม้า คนที่เหลือรีบเดินทางต่อ

          เดิมเหลิ่งเอ้ายวี่คิดอยากทิ้งม่อจื่อซินไว้ที่จุดพักม้านี้ แต่ภายหลังก็เปลี่ยนใจ ด้วยกลัวว่าจะเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นมา ให้นางอยู่ในสายตาน่าจะดีกว่า สำคัญที่สุดคือม่อจื่อซินทำให้เขาตกตะลึงไม่น้อย สามวันที่ผ่านมานางสามารถเร่งขี่ม้าไปพร้อมเหล่าทหารได้ ไม่ว่าการกินอยู่หลับนอนจะลำบากเพียงใดก็ไม่ปริปากบ่น ไม่แม้แต่จะชักสีหน้าไม่พอใจ ไม่มีท่าทีอ่อนแอเปราะบางอย่างบุตรสาวขุนนางใหญ่ ในใจเหลิ่งเอ้ายวี่จึงชื่นชมในความเข้มแข็งอดทนของนางยิ่งนัก

          อันที่จริงม่อจื่อซินไม่รู้สึกลำบากอะไร มีเพียงร่างกายนี้ที่อ่อนแอเกินไป นางจึงฝืนใช้ร่างกายนี้ให้เกินขีดจำกัดอย่างไม่ปรานี การเร่งขี่ม้าไม่พักตลอดหลายวันทำให้ผิวบอบบางบริเวณต้นขาเกิดเป็นแผลตกสะเก็ด แม้ร่างกายจะอ่อนล้าแต่ยังยืนหยัดได้ ในที่สุดร่างนี้ก็ค่อยๆ แข็งแรงขึ้น ถือว่าที่ยอมทรมานหลายวันไม่เสียเปล่าแล้ว

เหลิ่งเอ้าเสวี่ยถูกจับ

          เหล่าทหารนั่งรอบกองไฟ

            พวกเขากินอาหารแห้งกันอย่างเงียบๆ อาวุธประจำตัววางอยู่ใกล้มือ รอบนอกมีทหารเดินลาดตระเวน

          “รองแม่ทัพ ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด พรุ่งนี้พวกเราก็จะถึงที่หมาย ถึงตอนนั้นพวกเราจะไปจวนแม่ทัพที่เมืองม่อก่อนหรือว่า...”

          ทหารหนุ่มน้อยผู้หนึ่งเดินมานั่งข้างเหลิ่งเอ้ายวี่แล้วถามเสียงเบา นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายวันที่ทุกคนได้พักผ่อน หลังจากนี้คืออันตรายที่รออยู่ข้างหน้า การหยุดพักผ่อนคืนนี้จึงถือเป็นเรื่องสำคัญ

          เหลิ่งเอ้ายวี่เหลือบมองม่อจื่อซินที่นั่งอยู่ตรงข้าม แสงจากเปลวเพลิงทำให้เห็นร่องรอยเหนื่อยล้าบนใบหน้างดงาม ทว่านั่นกลับยิ่งทำให้นางดูเย้ายวนชวนหลงใหล มุมปากมักยกยิ้มคล้ายไม่ตั้งใจ ทำให้นางดูคล้ายเด็กน้อยขี้เล่นแสนซุกซนคนหนึ่ง

          ใครบอกว่าในจวนอัครเสนาบดีม่อ มีเพียงม่อจื่อซินที่เป็นดั่งกระต่ายน้อยสีขาวไร้พิษสง เป็นเหมือนนกสี่เชวี่ย*ที่ชอบส่งเสียงเจี้อยแจ้ว พอได้พบเจอตัวจริง เขาคิดว่าม่อจื่อซินสมควรเป็นจิ้งจอกน้อยเจ้าเล่ห์มากกว่า เพราะนางปกปิดตัวตนที่แท้จริงได้แนบเนียนมาก

 

          “ท่านแม่ทัพ...” นายทหารส่งเสียงเรียกเมื่อเห็นเหลิ่งเอ้ายวี่ไม่ตอบ

          เหลิ่งเอ้ายวี่ได้สติ ชายหนุ่มรีบหลุบตาต่ำทำท่าเหมือนกำลังครุ่นคิดทั้งที่ในใจตื่นตระหนกกับความคิดชั่ววูบของตน

          ม่อจื่อซินคือว่าที่พระชายาของพี่ใหญ่หรือก็คือพี่สะใภ้ของเขา เหตุใดเขาจึงเกิดความคิดอันไม่สมควรกับนางเช่นนี้

          เหลิ่งเอ้ายวี่สะบัดหน้าแรงๆ เพื่อสลัดภาพเย้ายวนที่ไม่ควรเกิดขึ้นในหัวออกไป ขณะที่เขากำลังจะตอบทหารหนุ่มน้อย เสียงหวานนุ่มนวลจากฝั่งตรงข้ามก็เอ่ยขึ้นก่อน

          “พวกท่านรีบร้อนเดินทางเพราะต้องการไปช่วยคนใช่หรือไม่”

          ไม่รู้เพราะเหลิ่งเอ้ายวี่กับทหารคนอื่นเห็นนางเป็นคุณหนูผู้อ่อนแอโง่เขลาหรือพวกเขาประมาทไม่ระวังตัวกันแน่ ถึงพูดคุยกันให้นางได้ยินจนปะติดปะต่อเรื่องราวได้ เมื่อรวมกับท่าทีและสายตาร้อนใจของเหลิ่งเอ้ายวี่ ดูท่าคนที่พวกเขารีบไปช่วยต้องเป็นคนสำคัญมากแน่

          “รองแม่ทัพ นาง...”

          ทหารหนุ่มมองม่อจื่อซินอย่างตื่นตะลึงและระแวง พวกทหารเลิกมองนางอย่างดูแคลนมาหลายวันแล้ว แต่ความระแวงยังเต็มเปี่ยม

          “เจ้าถอยไปก่อน ข้ามีเรื่องจะพูดกับคุณหนูม่อ” เหลิ่งเอ้ายวี่โบกมือ รอจนทหารหนุ่มถอยไปแล้ว เขาจึงมองประเมินนางอย่างละเอียดด้วยสีหน้าดำทะมึน

          โฉมสะคราญที่งดงามบอบบางราวบุปผา แต่กลับใช้ชีวิตบนหลังม้าศึกได้ทั้งวันทั้งคืนราวกับเป็นทหาร ทั้งยังมีสายตาเฉียบคมและทักษะในการสังเกตสิ่งรอบตัว นี่เป็นคุณสมบัติสำคัญของหน่วยสอดแนม เดิมแค่นางเป็นบุตรสาวของม่อสือปี้ ศัตรูตัวร้ายของตระกูลเหลิ่ง ชายหนุ่มก็ระแวงม่อจื่อซินมากอยู่แล้ว พอเห็นความสามารถของนาง เขายิ่งไม่ไว้ใจ

          “ข้ารู้ว่าตอนนี้ท่านไม่ไว้ใจข้า” ม่อจื่อซินพูดตรงไปมา สบสายตากับเหลิ่งเอ้ายวี่ไม่หลบ

          “แต่เวลานี้สิ่งสำคัญคือการช่วยคน ส่วนตัวข้าจะมีจุดประสงค์อื่นแอบแฝงในใจหรือไม่ ท่านยังมีเวลาอีกมากที่จะตรวจสอบเรื่องนี้ ดังคำที่ว่าหนทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน พอไปถึงซีเป่ย ข้าก็เป็นแค่สตรีอ่อนแอนางหนึ่ง อยู่ในถิ่นของตระกูลเหลิ่ง ท่านยังต้องกลัวว่าข้าจะหนีได้อีกหรือ”

          เหลิ่งเอ้ายวี่ขมวดคิ้วแน่น สีหน้ายิ่งเคร่งขรึม นานครู่หนึ่งจึงพยักหน้าเห็นด้วย แต่ความเคลือบแคลงในใจยิ่งพุ่งสูง นางที่มีรูปโฉมงดงามควรอ่อนแอเหมือนกระเบื้องที่แตกหักง่ายไม่ใช่หรือ เหตุใดม่อจื่อซินจึงไม่มีลักษณะเปราะบางเช่นนั้นเลย นางไม่หวั่นไหวเมื่อเผชิญหน้ากับอันตราย ไม่ตื่นตระหนกเมื่อพบเจอเรื่องไม่คาดคิด คนเช่นนี้หากไม่เป็นมิตร พูดได้ว่าตระกูลเหลิ่งมีศัตรูที่ร้ายกาจเพิ่มมาอีกคนแล้ว

          “ท่านเร่งเดินทางไม่พักมาตลอดห้าวัน ตอนนี้คิดวิธีช่วยคนได้หรือยัง” ระหว่างทางม่อจื่อซินไม่เห็นนกพิราบส่งสารสักครั้ง สังเกตจากสีหน้าเหลิ่งเอ้ายวี่ ดูท่าว่าสถานการณ์ของคนผู้นั้นคงเลวร้ายมากทีเดียว

          “ยัง”

          เหลิ่งเอ้ายวี่ส่ายหน้า ดวงตาหลุบต่ำซ่อนประกายวาววับดุดัน คนที่ว่ายังอยู่ในมือศัตรู กระทั่งพี่ใหญ่ยังบุกเข้าไปช่วยออกมาไม่ได้ บอกให้รู้ว่าสถานการณ์ที่ซีเป่ยตึงเครียดอย่างหนัก

          “คนที่ท่านต้องไปช่วยเป็นใคร” ม่อจื่อซินถามเรื่องสำคัญ

          สีหน้าเหลิ่งเอ้ายวี่ลังเลวูบหนึ่ง แต่พอสบประสานกับแววตาจริงใจจากดวงตากระจ่างใส เขาก็เอ่ยตอบด้วยเสียงภูมิใจ

          “น้องสาวข้า เหลิ่งเอ้าเสวี่ย แม่ทัพกองหน้าของตระกูลเหลิ่ง”

          เหลิ่งเอ้าเสวี่ย แม่ทัพกองหน้าของตระกูลเหลิ่ง!

          ในหัวม่อจื่อซินพลันปรากฏภาพนางผู้สง่างามในชุดเกราะนักรบสีเงิน ผ้าผูกผมสีแดงสดพลิ้วไหวไปกับสายลม ในมือถือหอกยาวนั่งอยู่บนหลังม้าศึก ท่าทางองอาจกล้าหาญไม่แพ้บุรุษ นางนำทัพทหารนับพันนับหมื่นเข้าสู่สนามรบ เป็นผู้นำเหล่าทหารกล้าควบม้าฝ่าเปลวเพลิง สตรีเช่นนี้นับว่ายอดเยี่ยมโดยเฉพาะในยุคที่บุรุษเป็นใหญ่                ม่อจื่อซินรู้สึกนับถือเหลิ่งเอ้าเสวี่ยตั้งแต่ยังไม่พบหน้าและยิ่งรู้สึกว่าต้องช่วยคนให้สำเร็จ นางอยากเจอสตรีที่เก่งกาจผู้นี้แล้ว

          “ขอข้าดูแผนที่หน่อย” ดวงตาม่อจื่อซินเป็นประกายวาววับด้วยความมุ่งมั่นจะช่วยคน นางยื่นมือออกมา เรื่องแรกจะต้องรู้ตำแหน่งที่ตั้งและสภาพแวดล้อมรอบด้านให้ชัดเจนก่อน จากนั้นจึงค่อยวิเคราะห์สถานการณ์เพื่อวางแผนช่วยคนให้สำเร็จ

          “อยู่นี่”

          เหลิ่งเอ้ายวี่ล้วงหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งจากอกเสื้อส่งให้ ม่อจื่อซินทำให้เขาประหลาดใจมาก จนไม่รู้สึกประหลาดใจอีกแล้ว ในเมื่อเขายังคิดแผนช่วยน้องสาวไม่ได้ ก็ควรลองฟังนางสักครั้ง

          ม่อจื่อซินรับกระดาษมากางบนก้อนหินใหญ่ หลังจากดูอย่างละเอียดไปรอบ นางก็ชี้ถามจุดในแผนที่บางจุดที่สงสัย ซึ่งเหลิ่งเอ้ายวี่ก็ตอบอย่างชัดเจน ทั้งสองร่วมกันวางแผน ความคิดหลายอย่างของม่อจื่อซินทำให้เหลิ่งเอ้ายวี่อ้าปากค้างด้วยความตื่นตะลึงกับความพิสดารที่ตนไม่เคยได้ยินมาก่อน

          ทั้งสองถกเถียงหาข้อสรุปเพื่อให้ได้แผนที่รัดกุมและดีที่สุด เหลิ่งเอ้ายวี่ไม่ยอมให้ม่อจื่อซินเผชิญหน้ากับศัตรูเด็ดขาด บอกว่ารูปร่างและพละกำลังของนางไม่อาจรับมือกับศัตรูที่เป็นชายรูปร่างสูงใหญ่ได้แน่ ซึ่งม่อจื่อซินเห็นด้วย แต่เหลิ่งเอ้ายวี่ยอมรับแผนลอบเข้าช่วยคนของนาง

          ก่อนฟ้าสางทั้งสองก็ได้ข้อสรุปว่าจะใช้แผนใดช่วยคน

          ม่อจื่อซินกับเหลิ่งเอ้ายวี่สบสายตากัน นอกจากความเหนื่อยล้า ในแววตาทั้งคู่ต่างมีความชื่นชมและนับถือซึ่งกันและกัน ทั้งสองยิ้มให้กันก่อนจะแยกย้ายพักผ่อนเอาแรง

 

          เมืองม่อคือเมืองหลักของซีเป่ย

          ซีเป่ยมีแนวเขตป้องกันทางทหารยาวตั้งแต่ทิศบูรพาไปจรดประจิม มีเมืองม่อเป็นจุดศูนย์กลาง และมีเหลิ่งเอ้าเทียนแห่งตระกูลเหลิ่งเป็นแม่ทัพใหญ่รักษาเมืองนี้ ป้องกันการรุกรานจากชนเผ่านอกด่าน ปกป้องความมั่นคงให้พื้นที่ราบลุ่มภาคกลาง

          ม่อจี๋-- ข่าฮา-- และอี่ลี่ต๋า เป็นสามชนเผ่านอกด่านที่ใหญ่ที่สุดในซีเป่ย ทั้งสามร่วมมือและแบ่งแยกกันอยู่หลายต่อหลายครั้ง ทว่าพวกเขากลับมีศัตรูร่วมกัน นั่นคือตระกูลเหลิ่ง!

          ชนเผ่านอกด่านเกลียดกองทัพตระกูลเหลิ่งเข้ากระดูก! พวกนี้เป็นเหล่าคนเถื่อนที่มีนิสัยเหี้ยมโหดดุร้าย เก่งกาจเรื่องการขี่ม้ายิงธนู แต่พวกเขาไม่เคยเอาชนะกองทัพตระกูลเหลิ่งได้เลยสักครั้ง กองทัพตระกูลเหลิ่งแข็งแกร่งดุจผนังทองแดงกำแพงเหล็ก เป็นปราการแข็งแกร่งที่ขัดขวางไม่ให้ชนเผ่าเหล่านี้รุกรานพื้นที่ราบลุ่มภาคกลาง ทำหน้าที่ล้อมกักเหล่าคนเถื่อนไว้ในดินแดนสุดกันดารตลอดไป

          แม้ทั้งสองฝ่ายจะสู้รบกันมายาวนาน แต่การทำศึกส่วนมากจะเกิดขึ้นในช่วงปลายฤดูสารทจนถึงต้นฤดูเหมันต์ เพราะชนเผ่านอกด่านไม่ชำนาญการเพาะปลูก เมื่อถึงฤดูเหมันต์จะประสบปัญหาขาดแคลนอาหารอยู่เสมอ ที่พวกเขาทำสงครามก็เพื่อปล้นชิงเสบียง

          ครั้งนี้สามเผ่าร่วมมือกันบุกโจมตีเมืองม่อ โดยมีการวางแผนอย่างดี เมื่อถึงเวลาก็บุกเข้ามาพร้อมกัน เหลิ่งเอ้าเสวี่ยในฐานะแม่ทัพกองหน้านำกองทหารออกรบขับไล่ศัตรู ขณะรบไล่ให้พวกชนเผ่าถอยกลับ นางเกิดพลาดท่าตกอยู่ในวงล้อมและถูกศัตรูจับตัวไป

          สามชนเผ่าประกาศว่าหากต้องการตัวเหลิ่งเอ้าเสวี่ยกลับ ต้องนำเสบียงครึ่งหนึ่งที่เก็บไว้ในคลังออกมาแลก ซึ่งเหลิ่งเอ้าเทียนไม่มีวันตกลงกับเงื่อนไขนี้แน่

          สำหรับราษฎรอาหารเปรียบเสมือนผืนฟ้า การเปิดคลังเสบียงโดยพลการจะต้องถูกลงโทษ เหลิ่งเอ้าเทียนที่มีฐานะเป็นทั้งอ๋องและแม่ทัพใหญ่ไม่มีทางทำเรื่องผิดกฎหมาย ต่อให้อยากจะช่วยน้องสาวมากแค่ไหนก็ตาม

 

 

 

 

___________________

* นกสี่เชวี่ยเป็นนกพันธุ์หนึ่งที่มีลักษณะคล้ายนกกางเขน

วางแผนช่วยคน

          ในขณะที่สถานการณ์ไร้ซึ่งทางออก ในที่สุดเหลิ่งเอ้าเทียนก็หาวิธีช่วยน้องสาวขึ้นมาได้ นั่นคือเขาจะใช้ตัวเองไปแลกกับเหลิ่งเอ้าเสวี่ย!

          คนของสามชนเผ่าเคียดแค้นเหลิ่งเอ้าเทียนเป็นทุนเดิม หากกองทัพตระกูลเหลิ่งไม่มีเขาเป็นแม่ทัพใหญ่ การบุกเข้าเมืองม่อก็ง่ายดายเหมือนเดินไปหยิบอาหารบนโต๊ะแล้ว

          เหลิ่งเอ้าเทียนเชื่อว่าทั้งสามชนเผ่าต้องยอมรับการแลกเปลี่ยนตัวประกัน เวลานี้เพิ่งเข้าช่วงปลายฤดูคิมหันต์ หากสามชนเผ่ากำจัดเหลิ่งเอ้าเทียนได้ เท่ากับพวกเขาแก้ปัญหาเรื่องเสบียงได้แล้ว ทั้งยังมีโอกาสยึดครองเมืองม่อและขึ้นเป็นใหญ่ในดินแดนซีเป่ยอีกด้วย

          แผนแลกเปลี่ยนตัวหนนี้เขาไม่บอกเหลิ่งเอ้ายวี่ บอกเพียงว่าน้องสาวติดกับดักศัตรู ถูกจับตัวไป คำนวณเวลาแล้วตอนนี้น้องชายคงกำลังเร่งเดินทางกลับมา เหลิ่งเอ้าเทียนคิดเผื่อไว้แล้วว่าถ้าตัวเองเสียชีวิต เหลิ่งเอ้ายวี่จะขึ้นเป็นผู้นำตระกูลเหลิ่ง เป็นแม่ทัพใหญ่คนต่อไป

          เหลิ่งเอ้ายวี่เป็นคนสุขุมเยือกเย็น กล้าหาญ มีไหวพริบและรอบคอบ เหมาะที่จะเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งของเขามากกว่าใคร เขาจะยื้อเวลาไว้ให้ได้นานที่สุด เพื่อให้น้องชายกลับมาทันปกป้องเมืองม่อ

          เมื่อเตรียมการทุกอย่างพร้อม เหลิ่งเอ้าเทียนก็ขี่ม้าออกจากเมืองไปเพียงลำพัง

          “พี่ใหญ่...” เหลิ่งเอ้าเฉินกัดฟันกรอด กำหมัดต่อยกำแพงเมืองอย่างแรงเพื่อระบายความอัดอั้น สีหน้าเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและเคียดแค้น เพราะเป็นทหารจึงต้องเชื่อฟังคำสั่งผู้บังคับบัญชา ไม่เพียงเป็นแม่ทัพใหญ่แต่ยังเป็นพี่ใหญ่ที่เขานับถือที่สุด เป็นดั่งภูผาสูงตระหง่านที่ไม่มีวันพังทลาย เหลิ่งเอ้าเฉินจึงทำได้เพียงยืนส่งพี่ชายจากกำแพงเมือง

          พี่ใหญ่มีฝีมือต่อสู้เก่งกาจยิ่งกว่าใครในซีเป่ย ถึงการเดินเข้าไปหาศัตรูเพียงลำพังเช่นนี้จะเหมือนไปรนหาที่ตาย แต่เพื่อช่วยชีวิตน้องสาว เขารู้ว่าพี่ใหญ่จะไม่ยอมแพ้

          ด้านทิศบูรพาของเมืองม่อมีหุบเขาลำธารตามธรรมชาติผืนหนึ่ง สองฝั่งของหุบเขามีลำธารสายหนึ่งคั่นกลาง กว้างสิบกว่าจั้ง โขดหินในหุบเขาขรุขระและสูงชันมาก หากเป็นฤดูเหมันต์ น้ำในลำธารจะแข็งตัวพอให้เดินผ่านได้ แต่เวลานี้เป็นฤดูคิมหันต์ กระแสน้ำไหลแรงและเชี่ยวกราก การเดินข้ามไปไม่ใช่เรื่องง่าย

          ไม่ไกลจากหุบเขามีถ้ำแห่งหนึ่ง เป็นที่คุมขังเหลิ่งเอ้าเสวี่ย นับว่าสามชนเผ่าเลือกที่ซ่อนตัวได้ดี ทั้งใกล้แหล่งน้ำ ทั้งมีหุบเขากับลำธารที่กระแสน้ำไหลเชี่ยวเป็นปราการป้องกัน ทำให้ยากต่อการเข้าโจมตี ก่อนหน้าเหลิ่งเอ้าเทียนเคยส่งหน่วยสอดแนมมาสืบข้อมูลแล้วครั้งหนึ่ง พบว่าพวกสามชนเผ่าจัดคนเฝ้าถ้ำที่ขังเหลิ่งเอ้าเสวี่ยไว้อย่างแน่นหนา เขาจึงไม่กล้ารีบร้อนเข้ามาช่วยน้องสาว

 

          กลางดึก ณ หุบเขาในป่าด้านทิศบูรพาของเมืองม่อ

          ทหารที่ติดตามมาจนถึงเมืองม่อมีทั้งหมดสี่สิบคน แต่ม่อจื่อซินคัดเลือกทหารที่คล่องแคล่ว ฝีมือดีและว่ายน้ำเป็นมาเพียงสิบคน นับตัวนางกับเหลิ่งเอ้ายวี่ก็รวมเป็นสิบสอง ทั้งหมดสวมชุดพรางตัวรัดกุมสีดำ

          ทหารของสามชนเผ่าเดินลาดตระเวนไปทั่วหุบเขา ในมือถือคบเพลิง แสงจากคบเพลิงทำให้บริเวณหุบเขาสว่างราวกับกลางวัน หากมีคนข้ามลำธารย่อมไม่อาจหลุดรอดสายตาทหารที่เดินลาดตระเวนไปได้ สุดท้ายก็จะถูกห่าธนูยิงใส่จนตาย

          สามชนเผ่าใช้ทหารถึงสามร้อยคนสำหรับเฝ้าถ้ำที่ขังเหลิ่งเอ้าเสวี่ย ทุกคนล้วนเป็นยอดฝีมือ รวมกับชัยภูมิอันได้เปรียบ พวกเขาจึงมั่นใจมากว่าทัพตระกูลเหลิ่งไม่มีทางเข้ามาช่วยคนออกไปได้

          แผนของม่อจื่อซินกับเหลิ่งเอ้ายวี่คือช่วยคนได้แล้วถอยทันที หลีกเลี่ยงการปะทะซึ่งหน้า เพราะพวกตนมีแค่สิบสองคน ต่อให้เก่งกาจอย่างไรก็สู้อีกฝ่ายที่มีหลายร้อยไม่ได้ ออกไปเผชิญหน้าเท่ากับรนหาที่ตาย มีแต่คนโง่บัดซบที่จะทำเช่นนั้น

          “ทุกคนรออยู่ที่นี่ ผูกเชือกเรียบร้อยแล้วข้าจะส่งสัญญาณกลับมาเอง” ม่อจื่อซินพูดพลางผูกเชือกกับเอว มือเรียวเล็กขยับรวดเร็ว นางลองกระตุกอีกครั้งเพื่อตรวจสอบความแน่นหนา

          ทั้งหมดซุ่มซ่อนตัวอยู่ในพุ่มหญ้าข้างลำธารนานหลายชั่วยาม เพื่อคำนวณความถี่และช่วงเวลาเปลี่ยนกะของหน่วยลาดตระเวน ตอนนี้ใกล้ถึงเวลาเปลี่ยนกะอีกครั้ง จึงเหมาะที่จะลงมือ

          “ข้าตัวเล็กจะหลบซ่อนสายตาทหารได้ดีกว่า ท่านวางใจเถิด ข้าทำได้แน่” ม่อจื่อซินยิ้มให้เหลิ่งเอ้ายวี่ เพราะเห็นเขามีสีหน้าเคร่งเครียดกังวล สายตาของเขาจับจ้องกระแสน้ำที่เชี่ยวกรากสลับกับมองนางไปมาหลายครั้ง

          ทหารยุคนี้ไม่เคยฝึกดำน้ำเหมือนคนยุคใหม่ ดังนั้นในจำนวนสิบสองคนตรงนี้ มีเพียงม่อจื่อซินที่ทำได้ กระแสน้ำในลำธารเชี่ยวกราก ที่ต้องผูกเชือกไว้เพื่อความไม่ประมาท พวกเขาบอกว่าลำธารนี้กว้างกว่าสิบจั้ง ประมาณด้วยสายตาก็น่าจะไม่ต่ำกว่าห้าสิบเมตร อีกทั้งยังไม่รู้ว่าใต้น้ำมีอุปสรรคอื่นใดอีกหรือไม่ การดำน้ำด้วยการกลั้นลมหายใจเพียงอึดเดียวถือเป็นงานยากสำหรับนางไม่น้อย

          “แต่...” เหลิ่งเอ้ายวี่ขมวดคิ้วแน่น มองกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวก็ให้นึกสงสัยว่าปีศาจตนใดดลใจให้ตนยอมรับแผนนี้ของนาง

          ม่อจื่อซินไม่สนใจเหลิ่งเอ้ายวี่ พอตรวจสอบเชือกว่ามัดแน่นดีแล้ว ก็กระโดดลงน้ำไปอย่างไม่ลังเล

          กระแสน้ำด้านล่างไหลแรงกว่าที่เห็นด้านบน การว่ายทวนกระแสน้ำต้องเจอกับแรงต้านมหาศาล พอกระโดดลงมา ม่อจื่อซินก็ถูกน้ำซัดอย่างแรง โชคดีที่ผูกเชือกไว้จึงดึงตัวเองกลับมาได้ หลังจากตั้งหลักแล้วม่อจื่อซินก็รีบว่ายไปยังฝั่งตรงข้ามอย่างรวดเร็ว

          เหลิ่งเอ้ายวี่เพ่งมองร่างใต้น้ำตาไม่กะพริบ บริเวณนี้ทหารไม่มาลาดตระเวนจึงไม่มีแสงจากคบไฟ อีกทั้งวันนี้ยังเป็นคืนเดือนมืด ถ้าไม่จ้องจริง ๆ ก็ยากจะเห็นเงาใต้น้ำที่กำลังว่ายไปข้างหน้าสุดแรง รองแม่ทัพกำหมัดแน่นจนชื้นเหงื่อ ในใจสวดภาวนาต่อพระโพธิสัตว์ซ้ำไปซ้ำมา

          ม่อจื่อซิน ท่านห้ามเป็นอะไรเด็ดขาด!

          ว่ายน้ำข้ามไปผูกเชือกเป็นวิธีที่ม่อจื่อซินคิด นางจึงยืนกรานว่าจะเป็นคนลงมือทำเอง ตั้งแต่ผูกเชือกจนถึงกระโดดลงแม่น้ำ สีหน้าแววตาเต็มไปด้วยความมั่นใจและเด็ดเดี่ยว ไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย

          เดิมเขาคิดว่าม่อจื่อซินก็คงเหมือนบุตรสาวขุนนางใหญ่คนอื่นๆ ขี้ขลาด อ่อนแอ หวาดระแวงและไร้ประโยชน์ คาดไม่ถึงว่าจะเข้มแข็ง กล้าหาญ เฉลียวฉลาดและเด็ดขาดราวกับทหารกล้าผู้หนึ่ง โดยเฉพาะในยามที่ตั้งใจทำสิ่งใด แววตาที่มุ่งมั่นคู่นั้นช่างมีเสน่ห์ดึงดูดใจเหลือเกิน

          บุตรสาวของอัครเสนาบดีม่อ แท้จริงเป็นคนแบบไหนกันแน่

 

          ไม่นานม่อจื่อซินก็ว่ายไปถึงฝั่งตรงข้าม

          นางขึ้นจากน้ำช้า ๆ โดยไร้เสียง สายตาคมกริบกวาดมองรอบด้านรวดเร็ว เมื่อเห็นว่าปลอดภัยจึงก้าวขึ้นฝั่ง แกะเชือกที่เอวนำไปผูกกับต้นไม้ใหญ่ริมฝั่ง จากนั้นก็กระตุกเชือกส่งสัญญาณกลับ

          หลังได้รับสัญญาณ หินก้อนใหญ่ที่ทับอกเหลิ่งเอ้ายวี่พลันสลาย ชายหนุ่มแอบถอนหายใจโล่งอก เขาส่งสัญญาณบอกทุกคนให้เตรียมตัวข้ามฝั่ง รอจนหน่วยลาดตระเวนเปลี่ยนกะ ทหารตระกูลเหลิ่งก็จับเชือกเดินข้ามลำธารไป เพียงชั่วอึดใจ ทหารหนุ่มทั้งสิบเอ็ดคนก็ข้ามไปอีกฝั่งได้อย่างเงียบเชียบ

          หลังยืนยันจำนวนคนครบแล้ว ม่อจื่อซินก็แกะเชือกออก ม้วนเก็บซ่อนไว้ใต้ต้นไม้ ตอนที่หันกลับมาก็ถูกเหลิ่งเอ้ายวี่ดึงแขนไว้ คิ้วเข้มขมวดแน่น เอ่ยเสียงดุ

          “ท่านบาดเจ็บ” แม้ม่อจื่อซินจะสวมชุดดำและเปียกปอนทั้งตัว แต่สายตาคมกริบก็มองเห็นว่าที่แขนนางมีเลือดไหลซึม

          ม่อจื่อซินก้มมองแขนตัวเองก่อนจะตอบอย่างไม่ใส่ใจ “คงจะถูกก้อนหินบาดตอนดำน้ำ ไม่เป็นไร แผลเล็กน้อยเท่านั้น”

          ตอนปฏิบัติภารกิจในฐานะสายลับนางเคยบาดเจ็บมากกว่านี้ แค่แขนถูกหินบาดไม่นับว่าเป็นอะไร

          เหลิ่งเอ้ายวี่กัดฟันกรอด เขาฉีกชายเสื้อตัวเองมามัดปิดบาดแผลให้นาง ถึงสีหน้าชายหนุ่มจะเย็นชา แต่ม่อจื่อซินสัมผัสได้ว่าอีกฝ่ายกำลังโกรธ

          “วันหลังอย่าให้ข้าเห็นว่าท่านได้รับบาดเจ็บอีก” เหลิ่งเอ้ายวี่มองอีกฝ่ายด้วยแววตาล้ำลึกวูบหนึ่ง ก่อนจะเดินกลับไปสั่งแผนการขั้นต่อไปกับลูกน้อง

          “ผู้ชายยุคนี้ประหลาดคน” ม่อจื่อซินส่ายหน้าบ่นงึมงำอย่างไม่เข้าใจ

องครักษ์ของเหลิ่งเอ้าเสวี่ย

          ภายในถ้ำ เสียงแส้ฟาดกระทบเนื้อดังติดต่อกันหลายครั้งก่อนจะหยุด

          “รสเลือดของแม่ทัพกองหน้าตระกูลเหลิ่งช่างหอมหวานเสียจริง ฮ่าๆๆ”

          ชายร่างสูงใหญ่ในชุดหนังสีน้ำตาลเข้มตัวสั้น หัวเราะเสียงดังสะใจ เขามีผมยาวสีดำและดวงตารูปเหยี่ยว ปลายลิ้นแลบเลียเลือดที่แส้ ดวงตาที่เต็มไปด้วยตัณหาจ้องมองหญิงสาวที่ถูกมัดอยู่กับก้อนหิน ริมฝีปากแสยะยิ้มหื่นกระหาย แม้ว่าทั่วร่างอีกฝ่ายจะชุ่มโชกไปด้วยเลือดและรอยแผลยาวที่เกิดจากแส้

          “เลิกเล่นได้แล้วหม่าเค่อ พวกเรายังต้องใช้นางแลกเปลี่ยนกับเหลิ่งเอ้าเทียน อย่าทำให้นางตาย ไม่อย่างนั้นพวกเราจะเสียงานใหญ่”

          ชายในชุดคลุมสีเทาเตือนเสียงเย็นพลางปรายตามองหม่าเค่ออย่างดูแคลน พวกชนเผ่าข่าฮาดีแต่ใช้กำลัง ไม่มีหัวคิด เป็นเหมือนหมูป่าตัวหนึ่ง

          “ข้ารู้น่าอาเจี๋ย รอคู่ลาต๋าเจรจากับเจ้าเหลิ่งเอ้าเทียนเสร็จ พวกเราค่อยเอาตัวผู้หญิงคนนี้ออกไปแลก” พูดพลางเก็บมัดแส้ไว้ที่ข้างเอว หม่าเค่อแสยะยิ้มเดินไปหาหญิงสาวที่ถูกแส้ฟาดจนยับไปทั้งตัว มือใหญ่บีบสองแก้มบังคับให้นางเงยหน้าขึ้นสบสายตากับเขา

          “ถุย สวะ!”

          เหลิ่งเอ้าเสวี่ยพ่นน้ำลายปนเลือดใส่หน้าหม่าเค่อเต็มๆ แม้ใบหน้าจะมีแต่คราบเลือด ทว่าดวงตาทั้งคู่ยังคงเปล่งประกายดุดันไม่ยอมแพ้ นางถลึงตาใส่หม่าเค่ออย่างไม่หวั่น ถ้าไม่ถูกมัดอยู่แบบนี้ นางจะกรีดหน้าเจ้าสารเลวนี่ให้เละด้วยมือตัวเองเลย

          “นังบ้า!”

          หม่าเค่อปาดน้ำลายออกจากหน้าอย่างโกรธจัด! มือกระชากแส้ที่เอวออกมาอีกครั้ง

 

          “ทุกคนอย่าขยับ รอสัญญาณจากข้าก่อนค่อยลงมือ”

          ม่อจื่อซินกดมือเหลิ่งเอ้ายวี่พลางส่ายหน้า ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่ควรลงมือ ที่สำคัญนางสังเกตเห็นเงาคนซ่อนตัวอยู่ในความมืดบนต้นไม้ใหญ่ใกล้ปากถ้ำ

          “ขนาดนี้แล้ว ยังจะให้รออีกหรือ!”

          เหลิ่งเอ้ายวี่กัดฟันกรอด เห็นน้องสาวถูกทรมานอยู่ตรงหน้าก็แค้นจนแทบอยากจะพุ่งออกไปจัดการคนเถื่อนเหล่านั้นให้ตายคามือ

          “ใช่ ต้องรอ ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลา” แม้เสียงของนางจะราบเรียบแต่ก็แฝงความเด็ดขาดชัดเจน

          หลังจากทั้งหมดข้ามลำธารมาก็หาที่กักขังตัวเหลิ่งเอ้าเสวี่ยได้ไม่ยาก เพราะหน้าถ้ำมีทหารของสามชนเผ่ายืนกันอย่างหนาแน่น มีการเฝ้าระวังเข้มงวดกว่าจุดอื่น ทั้งสิบสองคนจึงเลือกซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้หนาทึบใกล้ถ้ำ เพราะรอบด้านเงียบสงัด ทำให้ได้ยินเสียงต่างๆ จากภายในถ้ำชัดเจน

          ดวงตาคมกริบของม่อจื่อซินกวาดมองรอบด้าน พวกนางมาซุ่มอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อคืน พอถึงเช้ามืดก็เห็นทหารสองในสามแยกไปตรงลำธาร แต่จำนวนทหารที่เฝ้าระวังอยู่หน้าถ้ำก็ยังมีไม่ต่ำกว่าร้อย ทั้งๆ ที่ถูกพวกนางลอบสังหารไปบ้างแล้ว แต่จำนวนคนของสามชนเผ่าก็ยังมีมากอยู่ดี หากบุ่มบ่ามออกไปช่วย เกรงว่าสุดท้ายจะถูกจับไปด้วย

          ทันใดนั้นก็มีเงาดำร่างหนึ่งพุ่งเข้าไปในถ้ำอย่างรวดเร็ว ม่อจื่อซินทันเห็นเพียงเงาสะท้อนจากคมกระบี่ในมือคนผู้นั้น

          “จิ่งซา”

          “ท่านรู้จักเขาหรือ?”

          เหลิ่งเอ้ายวี่พยักหน้า “เขาเป็นองครักษ์ข้างกายเอ้าเสวี่ย”

          ชั่วขณะที่แส้กำลังจะฟาดลงบนร่างเหลิ่งเอ้าเสวี่ยอีกหน ปลายแส้ก็ถูกกระบี่เล่มหนึ่งรั้งไว้ หม่าเค่อจะดึงแส้กลับ แต่ผู้ถือกระบี่ตวัดกระบี่รวดเร็ว พริบตาแส้เส้นยาวก็กลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ทั้งยังกระแทกพลังเข้าใส่ร่างหม่าเค่อจนเซถอยหลังไปหลายก้าว

          “เจ้าต่ำต้อยหน้าไหนกล้ามาทำลายแส้ของข้า!” หม่าเค่อตวาดเสียงดังอย่างโกรธจัด

          ผู้บุกรุกไม่ทำให้อาเจี๋ยตกใจ ตรงข้ามเขากลับยกยิ้มมุมปาก                   เขาปรบมือสองสามครั้ง พริบตาเดียวก็มีทหารจำนวนหนึ่งก้าวออกมาจากเงามืดในถ้ำ อาเจี๋ยเหยียดยิ้มมองผู้บุกรุกในชุดดำ

          “ในที่สุดก็มาสักที ปล่อยให้ข้ารอเจ้าอยู่ตั้งนาน จับตัวมันไว้!”

 

            เหลิ่งเอ้ายวี่ก่นด่าตัวเองในใจอย่างดุเดือด!

          ตอนย่ำรุ่งเขาเห็นทหารไม่ต่ำกว่าสองร้อยย้ายออกไปจากบริเวณถ้ำ ตอนนั้นเขายังขอบคุณฟ้าดินที่ช่วยให้ทหารเหลืออยู่แค่ยี่สิบกว่าคนเท่านั้น ยี่สิบต่อสิบสองไม่ใช่งานยาก ทั้งที่ความสำเร็จอยู่ใกล้แค่เอื้อม ไม่คิดเลยว่าแท้จริงจะยังมีทหารอีกส่วนซ่อนตัวอยู่ ทั้งยังซ่อนอย่างเงียบเชียบโดยที่เขาไม่เห็น ถ้าจิ่งซาไม่ปรากฏตัว คงเป็นพวกเขาที่ติดกับดักนี้แล้ว

          หันมองม่อจื่อซิน เห็นนางยังคงสงบนิ่ง สีหน้าไม่มีความหวั่นไหวให้เห็นก็นึกประหลาดใจนัก

          ม่อจื่อซินมองจ้องไปยังปากถ้ำแล้วเอ่ยเสียงเหี้ยม “ข้ารู้ว่ามันต้องไม่ง่าย เดิมคิดว่าจะลงมือเอง คาดไม่ถึงว่าชายผู้นั้นจะเข้ามาช่วย”

          “ส่งสัญญาณให้ทุกคนระดมยิงหน้าไม้ได้” พูดจบก็ดึงหน้าไม้อันเล็กที่เหน็บเอวด้านหลังออกมา นี่เป็นอาวุธของกองทัพตระกูลเหลิ่ง มีขนาดกะทัดรัดและสามารถยิงได้อย่างต่อเนื่อง วันนี้จะแพ้หรือชนะก็ขึ้นอยู่กับอาวุธชิ้นนี้แล้ว

          ดวงตาเหลิ่งเอ้ายวี่เป็นประกายวาววับดุดัน! เขาส่งสัญญาณเป็นเสียงนกร้องยาวๆ สั้นๆ

          หลังสิ้นเสียง หน้าไม้ทั้งสิบสองอันก็ยิงใส่ทหารของสามชนเผ่า     ทุกดอกเข้าเป้าแม่นยำ ทหารเหล่านั้นล้มตายราวใบไม้ร่วง

          “ข้าศึกโจมตี ข้าศึกโจมตี! ส่งสัญญาณให้คู่ลาต๋าเร็ว!”

          เสียงตะโกนลั่นของหม่าเค่อทำให้ม่อจื่อซินยิ้มเหี้ยม ยกหน้าไม้เล็งไปที่หว่างคิ้วของชายร่างใหญ่ ถ้าปล่อยให้อีกฝ่ายส่งสัญญาณเรียกทหารกว่าสองร้อยนายกลับมา ไม่เพียงช่วยคนไม่ได้ พวกนางก็อาจไม่มีชีวิตรอดกลับไปเช่นกัน

          ถึงหม่าเค่อจะรูปร่างสูงใหญ่แต่กลับเคลื่อนไหวคล่องแคล่ว เขาสามารถปัดป้องหลบหลีกหน้าไม้ได้โดยไม่ได้รับบาดเจ็บสักนิด เขามองเห็นมุมอับ เหมาะที่จะใช้หลบลูกดอกและส่งสัญญาณ จึงรีบวิ่งไปทันที

          ตอนที่กำลังจะส่งสัญญาณ หม่าเค่อพลันตัวเย็นวาบ ดวงตาเบิกกว้าง ปากอ้าค้าง ยืนตัวแข็งทื่อ พริบตาเดียวเลือดอุ่นร้อนสายหนึ่งก็ไหลอาบเต็มหน้า มือใหญ่ค่อย ๆ ยกขึ้นลูบศีรษะ สัมผัสบอกว่าตนถูกลูกศรยิงถากหัว!

          “พวกเราบุก! ช่วยแม่ทัพออกมาให้ได้!” เหลิ่งเอ้ายวี่ออกคำสั่งเสียงก้อง

          ม่อจื่อซินดึงกริชที่ซ่อนอยู่ตรงข้อเท้าออกมาแล้ววิ่งนำหน้าเข้าไปในถ้ำ โดยมีเหลิ่งเอ้ายวี่และทหารตระกูลเหลิ่งวิ่งตามหลังไปติดๆ

          อาเจี๋ยมองสถานการณ์ที่พลิกผันในชั่วพริบตาอย่างโกรธจัด! เดิมพวกเขาเป็นฝ่ายได้เปรียบ แต่จู่ ๆ กลับถูกจู่โจมเล่นงานจนตั้งตัวไม่ติด พอเห็นทหารตระกูลเหลิ่งวิ่งเข้ามา ซ้ำยังสังหารทหารของตนไปหลายคน อาเจี๋ยจึงซัดเข็มพิษเข้าใส่คนที่อยู่ด้านหน้าสุดทันที

          “ระวัง!”

          เหลิ่งเอ้ายวี่กระชากดึงม่อจื่อซินถอยหลังพร้อมกับใช้ร่างสูงใหญ่ของตนปกป้องนางจากอาวุธลับ เข็มพิษจึงพุ่งแทงเข้าที่ไหล่เขาแทน

          ในใจอาเจี๋ยอยากเข้าไปสู้กับเหลิ่งเอ้ายวี่แต่สถานการณ์บีบให้เขาต้องถอย แค่จิ่งซาคนเดียวก็สังหารคนของเขาไปไม่น้อยแล้ว การบุกเข้ามาของเหลิ่งเอ้ายวี่ยิ่งทำให้เขาตกเป็นรอง หากดึงดันสู้ต่อไม่เท่ากับรนหาที่ตายหรอกหรือ

          อาเจี๋ยกัดฟันกรอดอย่างเจ็บใจก่อนตะโกนเรียกหม่าเค่อ

          “ถอยก่อน รีบไปรวมตัวกับคู่ลาต๋า!”

          เหลิ่งเอ้ายวี่คิดจะสั่งให้ลูกน้องรีบตาม แต่เพิ่งอ้าปากก็ต้องกัดฟันแน่นเพราะความเจ็บปวดรุนแรงบริเวณไหล่ ม่อจื่อซินเห็นเขามีสีหน้าผิดปกติ มือกุมไหล่ จึงดึงมือเขาออกแล้วรั้งคอเสื้ออีกฝ่ายลง ภาพหัวไหล่สีดำทำนางขมวดคิ้วแน่น

          “ข้ามียาระงับพิษ ท่านเอาให้เขากินหนึ่งเม็ด”

          จิ่งซาล้วงขวดยาใบเล็กจากอกเสื้อโยนส่งให้ อีกมือประคองร่างที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือดของเหลิ่งเอ้าเสวี่ย ม่อจื่อซินรับขวดมา เทยาออกมาหนึ่งเม็ดแล้วจับใส่ปากเหลิ่งเอ้ายวี่ทันที

          “ไม่ต้องห่วงข้า รีบไปช่วยพี่ใหญ่ก่อน เขากำลังตกอยู่ในอันตราย”

          เหลิ่งเอ้าเสวี่ยยืนอยู่ได้ด้วยการช่วยพยุงของจิ่งซา มือหนึ่งกำเสื้อเขาแน่นเป็นหลักยึด อีกมือดันหลังให้เขารีบไป จากที่ฟังพวกนอกด่านคุยกัน พี่ใหญ่จะเอาตัวเองมาแลกเปลี่ยนกับนาง เขาจะมาเพียงลำพัง ต่อให้พี่ใหญ่เป็นนักรบที่เก่งกาจเพียงใดก็ไม่มีทางสู้ทหารกว่าสองร้อยที่จะไปล้อมจับเขาได้แน่

          “เอ้าเสวี่ย...” ดวงตาเย็นชาของจิ่งซาเกิดรอยคลื่น มือที่โอบกอดนางยิ่งกระชับแน่น เขาร่วมผ่านความเป็นความตายกับเหลิ่งเอ้าเสวี่ยมานับครั้งไม่ถ้วน ตอนนี้้นางบาดเจ็บสาหัส เขาจะตัดใจจากนางได้อย่างไร

ไปช่วยว่าที่สามี

          “ข้าไปเอง พวกท่านกลับไปเถอะ” เห็นเหลิ่งเอ้ายวี่จะเอ่ยค้าน ม่อจื่อซินพลันส่ายหน้า “ท่านถูกพิษ ไปก็ช่วยอะไรไม่ได้ ตอนนี้ควรรีบกลับไปรักษาตัวเองก่อน น้องสาวท่านก็ช่วยได้แล้ว ส่วนพี่ใหญ่ของท่าน มอบให้เป็นหน้าที่ข้าเถอะ”

          สีหน้าเหลิ่งเอ้ายวี่เขม็งตึง ดวงตาฉายแววซับซ้อน เขาขยับปากคล้ายอยากพูดแต่สุดท้ายก็มิได้เอ่ยสิ่งใดออกมา

          ในใจเหลิ่งเอ้ายวี่ชัดเจนแล้วว่าเป็นห่วงม่อจื่อซิน ต้องการเป็นคนปกป้องคุ้มครองนาง แต่ตอนนี้เขาไร้ซึ่งกำลัง ทั้งยังบาดเจ็บ สำคัญที่สุดคือพี่ใหญ่กำลังอยู่ในอันตราย จำเป็นต้องมีคนที่ไว้ใจได้และมีฝีมือไปช่วยอย่างเร็วที่สุด ฝีมือและสติปัญญาของนางเขาได้เห็นกับตาแล้ว ความระแวงใดๆ ที่เคยมีก็สลายจนหมดสิ้น

          แต่นางเป็นผู้หญิงคนเดียว จะช่วยพี่ใหญ่ได้หรือ...

          “เชื่อข้า!”

          แววตาม่อจื่อซินเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ เป็นประกายตาของผู้ที่ไม่ยอมพ่ายแพ้ เหลิ่งเอ้ายวี่ยิ้มอย่างยอมแพ้ก่อนจะพยักหน้า

          “ได้ ข้าเชื่อ”

          “ท่านวางใจเถอะ ข้าจะต้องพาพี่ใหญ่ของท่านกลับมาอย่างปลอดภัยได้แน่” ม่อจื่อซินยิ้มตอบ ก่อนจะวิ่งออกจากถ้ำไปอย่างรวดเร็ว

          เหลิ่งเอ้ายวี่ทอดถอนใจ เขายืนมองจนร่างเล็กปราดเปรียวลับสายตาไปแล้วจึงหันมองรอบตัว ภายในถ้ำมีศพเกลื่อนกระจาย

          “พี่รอง นางเป็นใครหรือ?”

          เหลิ่งเอ้าเสวี่ยขมวดคิ้วมองท่าทีของพี่ชายคนรองอย่างประหลาดใจ สตรีผู้นั้นเป็นใครถึงทำให้พี่รองที่ปกติเย็นชาทั้งยังปราดเปรื่อง กลับยืนส่งสายตามองตามอย่างอาลัยอาวรณ์ได้ เหตุใดพี่รองจึงกล้าวางชีวิตพี่ใหญ่ไว้ในมือนาง

          “นางคือ... ม่อจื่อซิน”

          เหลิ่งเอ้ายวี่ตอบเสียงขื่น เขาเพิ่งพูดว่าไม่อยากเห็นนางบาดเจ็บอีก แต่เขากลับเอาความเป็นความตายของพี่ใหญ่ใส่ไว้ในมือนาง ถ้าเขาไม่ถูกเข็มพิษ ย่อมไม่มีทางปล่อยให้นางไปคนเดียวแน่

 

          เหลิ่งเอ้าเทียนกับคู่ลาต๋าเผชิญหน้ากันโดยมีลำธารน้ำไหลเชี่ยวคั่นกลาง

          ร่างสูงใหญ่สง่างามน่าเกรงขามอยู่ในชุดรัดกุมสีเทา คิ้วกระบี่ ดวงตาสีเข้มทรงพลัง สันจมูกเด่นชัด โครงหน้าคมคาย แม่ทัพใหญ่แห่งทัพตระกูลเหลิ่งเป็นดั่งพญาเหยี่ยวที่โผบินอยู่กลางฟ้ากว้าง ที่กำลังอวดอำนาจและความหยิ่งทระนงให้ใต้หล้าต้องยอมสยบ

          คู่ลาต๋าเป็นชายร่างใหญ่ ผ้าคาดผมสีดำ ผมยาวประบ่าสีดำมัดถักเป็นเปียเล็กๆ ดวงตาหรี่ลงปิดบังความเจ้าเล่ห์ ด้านหลังคือทหารของสามชนเผ่ากว่าสองร้อยคนที่ยืนเรียงเป็นระเบียบดุจกำแพงใหญ่ แต่ละคนดูเหี้ยมโหดป่าเถื่อนนัก

          “ปล่อยนางแล้วเอาตัวข้าไปแทน” เสียงเหลิ่งเอ้าเทียนก้องกังวาน เขากางแขนออกสองข้างเพื่อแสดงให้เห็นว่าตนไร้อาวุธ

          “ดี! คำพูดแม่ทัพเหลิ่งย่อมเชื่อถือได้”

          คู่ลาต๋าหันไปพูดสองสามคำกับคนข้างกาย จากนั้นก็ยืนกอดอกรอทหารนำตัวเหลิ่งเอ้าเสวี่ยมาแลกเปลี่ยน แต่คนที่ปรากฏตัวกลับเป็นอาเจี๋ยกับหม่าเค่อ ทั้งคู่ท่าทางร้อนรนผิดปกติ

          เหลิ่งเอ้าเทียนเพ่งมองการเคลื่อนไหวจากอีกฟากฝั่งของลำธาร เขายังไม่เห็นน้องสาว แต่คนที่มาใหม่ทำให้คู่ลาต๋ามีท่าทีร้อนใจ สายตาคมกริบกวาดมองรอบด้านอย่างระวัง

          ถ้าไม่เห็นเหลิ่งเอ้าเสวี่ยข้ามฝั่งกลับมาอย่างปลอดภัย เขาไม่มีทางยอมจำนนให้พวกนอกด่านเหล่านี้จับตัวไปแน่

          หลังจากรู้ว่าตัวประกันสำคัญถูกคนตระกูลเหลิ่งช่วยกลับไปได้คู่ลาต๋าก็ให้เจ็บใจนัก! ถลึงตาใส่อาเจี๋ยกับหม่าเค่ออย่างโมโห แค่เฝ้าผู้หญิงคนเดียวยังทำไม่ได้ พวกไม่ได้ความ!

          คู่ลาต๋าหายใจลึกยาวหลายครั้ง พอสงบสติอารมณ์ได้แล้วจึงเดินไปที่ริมฝั่งลำธาร ตะโกนเสียงดังไปยังอีกฝั่ง

          “แม่ทัพเหลิ่ง เชิญท่านข้ามมาฝั่งนี้ก่อน น้องสาวของท่านใกล้จะมาถึงแล้ว ข้าอยากให้ท่านเห็นด้วยตาตัวเองว่าน้องสาวท่านปลอดภัย เช่นนั้นการแลกเปลี่ยนก็จะถือว่าสำเร็จไปกึ่งหนึ่ง”

          “สมแล้วที่เป็นจิ้งจอกทะเลทราย โกหกได้แบบไม่กะพริบตา” หม่าเค่อยกนิ้วโป้งให้คู่ลาต๋า

          “หึ!” อาเจี๋ยแค่นเสียงดูแคลน “ใช้หัวคิดบ้างเถอะ ถ้าครั้งนี้ยังปล่อยเหลิ่งเอ้าเทียนหนีไปได้ พวกเราก็ไม่ต้องคิดมีชีวิตรอดแล้ว!”

          “ข้ารู้น่า” หม่าเค่อยกมือลูบรอยแผลบนศีรษะ สีหน้าเจ็บแค้น “พวกตระกูลเหลิ่ง! ข้าจะทำให้พวกมันอยู่มิสู้ตายเลยทีเดียว”

          คำเชิญของคู่ลาต๋าทำเหลิ่งเอ้าเทียนขมวดคิ้ว หลังจากครุ่นคิดก็ไม่อาจไม่ยอมรับว่าตนตกอยู่ในสถานการณ์เป็นรอง เวลานี้เรื่องสำคัญที่สุดก็คือความปลอดภัยของเหลิ่งเอ้าเสวี่ย เขาจะอยู่ตรงนี้หรือข้ามฝั่งไปล้วนไม่สำคัญ

          ชนเผ่าทั้งสามยืนมองเหลิ่งเอ้าเทียนข้ามลำธาร พยายามรักษาท่าทีสงบนิ่ง ไม่ให้อีกฝ่ายผิดสังเกต สายตาจับจ้องแต่ละก้าวของเหลิ่งเอ้าเทียนตาไม่กะพริบ มองเขาเหยียบลงบนก้อนหินที่โผล่มาเหนือน้ำ ขอเพียงอีกฝ่ายข้ามฝั่งมา พวกเขาจะเข้ารุมทึ้ง ฉีกเหลิ่งเอ้าเทียนเป็นชิ้นๆ ให้แม่ทัพใหญ่ตระกูลเหลิ่งเหลือแค่ชื่อ!

          เมื่อเห็นเหลิ่งเอ้าเทียนเดินขึ้นฝั่งเรียบร้อย คู่ลาต๋าก็ส่งสัญญาณให้ทุกคนเตรียมเข้าเล่นงาน แต่ยังไม่ทันขยับตัว เสียงกังวานของสตรีนางหนึ่งก็ดังขึ้น

          “เหลิ่งเอ้าเสวี่ยถูกช่วยแล้ว นางปลอดภัย ที่นี่อันตราย ท่านแม่ทัพรีบถอยกลับไปเถอะ!”

          สิ้นเสียง ร่างเล็กปราดเปรียวก็พุ่งเข้าใส่ทหารของสามชนเผ่าอย่างดุดัน!

          อาเจี๋ยเห็นหญิงผู้นี้ก็จำได้ทันที นางคือคนที่วิ่งเข้าถ้ำมาคนแรก คนที่เขาสะบัดเข็มพิษใส่แต่เหลิ่งเอ้ายวี่มารับไว้แทน นางทำลายแผนการพวกเขาสองครั้ง เช่นนั้นเขาก็จะให้นางตายอย่างไร้ที่ฝังอยู่ที่นี่! อาเจี๋ยคำรามลั่นก่อนจะทะยานตัวพุ่งตรงไปหาม่อจื่อซิน โดยมีหม่าเค่อตามหลังมาติดๆ

          คู่ลาต๋าไม่สนใจม่อจื่อซิน สายตาดุดันมองจ้องไปที่ศัตรูคนสำคัญตรงหน้าแต่เพียงผู้เดียว เขาจะไม่ปล่อยให้เหลิ่งเอ้าเทียนรอดชีวิตกลับไป คู่ลาต๋าคำรามลั่นก่อนออกคำสั่งเสียงดัง

          “ฆ่าเหลิ่งเอ้าเทียน! ฆ่ามันให้ได้!”

          สายลับอย่าง 005 เชี่ยวชาญการต่อสู้ระยะประชิด กริชในมือนางพลิกตวัดไปมาอย่างคล่องแคล่ว ถึงจะเสียเปรียบเรื่องรูปร่างแต่ได้เปรียบเรื่องความว่องไว ทุกครั้งที่แทงมีดใส่ศัตรูล้วนเล็งแต่จุดสำคัญที่ทำให้เคลื่อนไหวต่อไม่ได้ เพียงไม่นานทหารจากสามชนเผ่าก็ล้มลงกับพื้นไปตาม ๆ กัน

          ม่อจื่อซินมองไปที่เหลิ่งเอ้าเทียน เห็นอีกฝ่ายต่อสู้ดุเดือดอยู่กับทหารกลุ่มใหญ่ ฝีมือเขาเหี้ยมโหดทีเดียว นางกวาดตามองรอบตัว ดูเหมือนถ้าอยากฝ่าวงล้อมทหารนับร้อยออกไป นางกับเขาคงต้องร่วมมือกันแล้ว

          นางดึงหน้าไม้ออกมาจากแผ่นหลัง ยิงลูกดอกเข้าใส่ศัตรู เพื่อเปิดทางให้ตนวิ่งไปหาเหลิ่งเอ้าเทียนได้

          เพิ่งฝ่าวงล้อมออกมาได้ไม่ไกล นางก็ต้องชะงักแล้วรีบก้มตัวหลบดาบโค้งตวัดเข้าหา ดาบแรกพลาด ดาบที่สองตามมาติด ๆ  ม่อจื่อซินเบนตัวหลบได้อีกครั้ง ยังกระโดดถอยหลังไปไกลเพื่อหลบเข็มพิษที่อาเจี๋ยลอบจู่โจมทีเผลออีกด้วย

          ม่อจื่อซินมองคราบเลือดที่ยังติดอยู่บนหน้าหม่าเค่อ นางเหยียดยิ้ม ตะโกนเสียงหยัน “ปกติข้าไม่เคยพลาดเป้า ทั้งที่เจ้าหัวโตขนาดนี้ ข้ากลับยิงถากไปเสียได้ น่าเสียดายจริง”

          “นังบ้า! เจ้านี่เอง” หม่าเค่อโกรธจัด คำรามลั่น

          อาเจี๋ยเจ้าเล่ห์ใช้เข็มพิษ หม่าเค่อโหดเหี้ยมดุดันใช้ดาบโค้งคู่ ด้านหลังทั้งสองยังมีทหารอีกหลายสิบ

          ม่อจื่อซินหรี่ตามองประเมินศัตรู ในใจหนักอึ้ง

          สถานการณ์เลวร้ายกว่าที่คาด

 

          เหลิ่งเอ้าเทียนสู้กับคู่ลาต๋าอย่างดุดัน เขาแข็งแกร่งดั่งเทพเจ้าแห่งสงครามที่ไม่มีวันพ่าย!

          ต่อให้มาลำพัง แต่ความห้าวหาญเหี้ยมโหดของเขาก็สามารถข่มขวัญทหารสามชนเผ่านับร้อยให้หวาดหวั่นได้

          ถึงไม่มีอาวุธติดตัว แต่เหลิ่งเอ้าเทียนก็ใช้กำลังแย่งดาบจากมือทหารคนหนึ่งมาใช้ แม้คู่ลาต๋าจะมีทหารในมือจำนวนมาก แต่กลับไม่สามารถล้อมจับเหลิ่งเอ้าเทียน ซ้ำร้ายยังถูกอีกฝ่ายฆ่าตายเป็นผักปลา ยิ่งเห็นลูกน้องตัวเองล้ม คู่ลาต๋าก็ยิ่งโมโห การลงมือจึงรุนแรงไร้ความปรานีขึ้นทุกขณะ

          ด้านหนึ่งรับมือกับคู่ลาต๋า ด้านหนึ่งมองสถานการณ์ของหญิงแปลกหน้า เหลิ่งเอ้าเทียนสู้พร้อมกับขยับเข้าหานางทีละน้อย ฝีมือนางยอดเยี่ยมมาก หากเป็นเช่นนี้ไม่สู้ร่วมมือกันเสียเลยเล่า เขาตัวคนเดียวไม่มีทางเอาชนะทหารนับร้อยได้ แต่ถ้าร่วมมือกับนาง โอกาสรอดของทั้งคู่ก็จะมากขึ้น

          “หม่าเค่อ โอกาสแก้แค้นของเจ้ามาถึงแล้ว อย่าปล่อยให้นางรอดไปได้ล่ะ” อาเจี๋ยหัวเราะเสียงเย็น

          “ไม่ต้องให้เจ้าบอก! นังนี่ก็ต้องตายด้วยดาบของข้าอยู่แล้ว” หม่าเค่อสบถเกรี้ยวกราด กระโดดสูงพร้อมกับเงื้อดาบโค้งในมือ ตั้งใจจะฟันร่างนังหญิงปากดีให้ขาดเป็นสองท่อนด้วยมือตัวเอง

          ม่อจื่อซินยกกริชในมือขึ้นรับดาบโค้ง แต่นางสู้พละกำลังของหม่าเค่อไม่ได้ พอเห็นมือนางสั่นหม่าเค่อยิ่งแสยะยิ้มน่าเกลียด ยิ่งออกแรงกดดาบในมือหนักขึ้น ดวงตาม่อจื่อซินวาววับก่อนจะเบี่ยงตัวเล็กน้อย จงใจเปิดช่องโหว่ให้หม่าเค่อกดดาบลงมาที่ไหล่ข้างหนึ่ง

          ม่อจื่อซินยอมเสียแขนเพื่อรักษาชีวิต!

เดิมพันสักครั้ง!

          ขณะที่หม่าเค่อออกแรงกดดาบเพื่อตัดแขนม่อจื่อซินให้ขาด ด้านฝั่งคู่ลาต๋าก็เกิดเสียงดังโกลาหล หม่าเค่อหันไปดู เห็นทหารของสามชนเผ่าล้มตายหลายคน

          จู่ๆ ร่างสูงใหญ่ของเหลิ่งเอ้าเทียนก็ลอยตัวสูงแล้วหนีออกจากวงล้อมของทหาร หม่าเค่อยังไม่ทันกะพริบตา ดาบในมืออีกฝ่ายก็ตวัดปัดดาบโค้งเขากระเด็นหลุดจากมือไปแล้ว

          ดาบสองเล่มกระทบกันก่อให้เกิดประกายไฟ หม่าเค่อถูกพลังมหาศาลกระแทกเข้าใส่จนเซถอยหลังไปหลายก้าว ดาบโค้งในมือกระเด็นลอยไปตกไกลเกินเอื้อม พอหันกลับมามองนังตัวดีก็พบว่าอีกฝ่ายวิ่งไปหาเหลิ่งเอ้าเทียนแล้ว

          ม่อจื่อซินวิ่งตรงไปหาเหลิ่งเอ้าเทียนสุดฝีเท้าอย่างไม่กล้าชักช้า ได้ยินเสียงคำรามโกรธจัดของหม่าเค่อไล่ตามหลัง กริชในมือตวัดฟันทหารคนอื่น ๆ อย่างบ้าคลั่งเพื่อเปิดทางให้ตน

          จากปลายหางตา เขาเห็นอาเจี๋ยสะบัดเข็มพิษเข้าใส่หญิงผู้นั้นแต่นางกลับดึงร่างทหารคนหนึ่งมาเป็นโล่ เขาได้ยินเสียงทหารร้องโหยหวนอย่างเจ็บปวด จากนั้นนางก็ปล่อยร่างทหารแล้ววิ่งไปหาเหลิ่งเอ้าเทียนเหมือนนกที่โผบิน

          เขารวบร่างนางไว้ข้างตัว กอดเอวนางแนบแน่น ท่าทางราวกับทั้งคู่เป็นคนรู้ใจอย่างไรอย่างนั้น

          หลังได้ยินคู่ลาต๋าสั่งทหารให้ล้อมจับเขา เหลิ่งเอ้าเทียนก็รู้ว่าคำพูดของหญิงนิรนามนางนี้เป็นความจริง เมื่อได้รู้ว่าน้องสาวปลอดภัย เขาก็ไม่ยั้งมือใดๆ อีกแล้ว

          เรื่องที่คาดไม่ถึงคือสตรีร่างเล็กข้างกายก็ไม่ยั้งมือเช่นกัน 

          หญิงผู้นี้ต่อให้เปรียบกับเหลิ่งเอ้าเสวี่ยก็ไม่ด้อยกว่าเลยสักนิด

          นางเคลื่อนไหวคล่องแคล่ว ทุกครั้งที่ลงมือล้วนแม่นยำไร้ที่ติ แม้จะไม่ทำให้ศัตรูถึงตายแต่ก็ทำให้เคลื่อนไหวลำบาก ถึงจะเป็นวิธีที่แปลกประหลาดแต่กลับทำให้เหล่าทหารพากันแตกตื่นตกใจได้

          กล้าหาญ ดุดัน รู้จักรับรู้จักถอย ลงมือเด็ดขาดไม่ลังเล ไม่ตื่นตระหนกเมื่อเผชิญหน้ากับอันตราย ไม่หวาดหวั่นเมื่อพบว่าศัตรูมีจำนวนมากกว่า

          นี่คือคุณสมบัติของคนจะเป็นแม่ทัพ!

          “แม่นาง เจ้าเป็นอะไรหรือไม่” เหลิ่งเอ้าเทียนถามตอนหันหลังชนกัน สัมผัสนี้ยิ่งตอกย้ำว่านางมีรูปร่างที่เล็กและบอบบางยิ่ง

          “ข้าไม่เป็นไร พวกเราต้องไปที่ลำธาร ข้าจะพาท่านกระโดดลงลำธารหนีเอง” ม่อจื่อซินบอกเสียงเบา จ้องมองศัตรูที่บีบวงล้อมเข้ามาอย่างระแวดระวัง

          กระโดดลงลำธาร?

          กระแสน้ำในลำธารไหลเชี่ยว ถ้าพวกมันไล่ล่าไม่ยอมรามือ พวกเขาสองคนไม่มีทางว่ายไปถึงฝั่งตรงข้ามได้ การปล่อยตัวเองไหลไปตามกระแสน้ำ เกรงว่าสุดท้ายคงได้เป็นวิญญาณเฝ้าลำธารทั้งคู่แน่

          แต่ให้อยู่บนบกต่อแล้วต้องสู้กับทหารนับร้อย สุดท้ายก็อาจหมดแรงได้เหมือนกัน

          เช่นนั้นก็ลองเดิมพันดู!

          “ไป!”

          เหลิ่งเอ้าเทียนฟันดาบใส่ทหารคนหนึ่งเพื่อเปิดทาง เขาจับมือม่อจื่อซินแน่น จูงนางวิ่งตรงไปยังลำธาร

          “พวกมันคิดกระโดดลงลำธารหนี รีบขวางไว้เร็ว!”

          คู่ลาต๋าตะโกนสั่งทหารเสียงกร้าว เดิมคิดว่าใช้ทหารหลายร้อยต้องฆ่าเหลิ่งเอ้าเทียนได้แน่ ต่อให้อีกฝ่ายเป็นเทพเจ้าแห่งสงคราม อย่างมากก็แค่ยืนระยะได้นานกว่าทหารธรรมดา แต่การหนีไปทางลำธารให้ผลลัพธ์ที่ต่างกัน

          ถึงกระแสน้ำจะเชี่ยวกราก แต่ถ้ามันโชคดีเล่า?

          ไม่ได้! เหลิ่งเอ้าเทียนจะต้องตายอยู่ที่นี่วันนี้!

          เหลิ่งเอ้าเทียนเปิดทางด้านหน้า ม่อจื่อซินคอยระวังด้านหลัง นางใช้กริชปัดป้องลูกธนูที่ระดมยิงเข้ามา ทั้งสองร่วมแรงร่วมใจกันโดยไม่ต้องเอ่ยปาก ความกดดันหนักหน่วงในใจสลายสิ้น ทั้งคู่ต่างคิดตรงกันว่าพวกเขาต้องฝ่าวงล้อมและรักษาชีวิตรอดกลับไปให้ได้

          ไม่นานเหลิ่งเอ้าเทียนก็เห็นลำธารอยู่ตรงหน้า

          แต่ทันใดนั้น ม่อจื่อซินก็ตะโกนเตือนเสียงร้อนรน

          “ระวัง! พวกมันมาแล้ว”

          หม่าเค่อกับอาเจี๋ยกระโดดทะยานร่าง ลอยตัวข้ามหัวเหลิ่งเอ้าเทียนกับม่อจื่อซินลงไปขวางทางด้านหน้า ขัดขวางไม่ให้ทั้งสองหนีลงลำธาร

          สีหน้าหม่าเค่อมืดคล้ำ ดวงตาฉายแววกระหายเลือด มือหนึ่งจับดาบโค้งแน่น เส้นเลือดที่แขนปูดนูนชัดเจน ส่วนอาเจี๋ยมีสีหน้าดุจอสรพิษที่รอคอยจังหวะ สองมือกำดาบสั้นยาวประมาณหนึ่งฉื่อ ปลายดาบโค้งงอ มีร่องกระจายเลือด ม่อจื่อซินรู้จักอาวุธชนิดนี้ดี

          ดาบเลาะกระดูก!

 

            ม่อจื่อซินมองอาวุธในมืออาเจี๋ยแล้วแค่นเสียงหยัน

          ไม่ใช้เข็มพิษก็ดาบเลาะกระดูก ช่างเป็นคนที่มีจิตใจต่ำช้าเสียจริง

          “เจ้าคนนั้นปล่อยให้เป็นหน้าที่ข้า” ม่อจื่อซินชี้ปลายกริชไปทางอาเจี๋ย กริชและดาบเลาะกระดูกเป็นอาวุธสำหรับการต่อสู้ระยะประชิด      อีกอย่าง อาเจี๋ยเป็นคนทำร้ายเหลิ่งเอ้ายวี่ นางจะเอาคืนให้เขา

          “ระวังตัวด้วย” เหลิ่งเอ้าเทียนพยักหน้าตอบ

          จากนั้น... สองฝ่ายสี่คนก็พุ่งเข้าต่อสู้กันอย่างดุเดือด!

          อาวุธของทั้งสองฝ่ายกระทบกันเสียงดัง คนทั้งสี่ลงมืออย่างไม่ปรานี คมอาวุธส่องสะท้อนแสงวาววับ ทหารที่ยืนล้อมรอบพยายามหาโอกาสเข้าแทรกแต่ไม่มีใครทำได้ เพียงก้าวเท้าเข้าไปในวงรัศมีการต่อสู้ก็จะถูกพลังกระแทกออกมาอย่างแรง บางคนถึงขั้นดาบปลิวหายสุดท้ายจึงได้เพียงล้อมวงดูอยู่ห่างๆ เท่านั้น

          ม่อจื่อซินเบี่ยงตัวหลบปลายแหลมของดาบ สองเท้าขยับทีละน้อย กริชในมือขวายกสูงก่อนจ้วงแทงออกไปอย่างรวดเร็ว นางเล็งจุดตายตรงหัวใจแต่ถูกอีกฝ่ายใช้ดาบเลาะกระดูกรับเอาไว้ได้          อาเจี๋ยแค่นเสียงหยัน “วางอาวุธแล้วยอมจำนนซะ วันนี้พวกเจ้าไม่มีทางหนีรอดไปได้แน่”        

          ม่อจื่อซินเหยียดยิ้มดูแคลน “จะสู้ก็สู้ พูดพล่ามไร้สาระอย่างกับไก่ตัวเมีย”

          “เจ้า!” อาเจี๋ยโกรธจนสีหน้าเปลี่ยนเป็นดำทะมึน มือสองข้างกำดาบเลาะดูกแน่น มองม่อจื่อซินพุ่งเข้ามาพร้อมแทงกริชเล็งที่หัวใจของตนอีกครั้ง

          มือหนึ่งของอาเจี๋ยยกดาบต้านกริช ดาบในมืออีกข้างฟันไปที่หัวไหล่ของนาง

          อาเจี๋ยทั้งตั้งรับและจู่โจมกลับอย่างรวดเร็ว ทำม่อจื่อซินเบี่ยงตัวหลบไม่ทัน นางกัดฟันแน่นตอนถูกดาบฟันเข้าตรงไหล่

          “ครั้งต่อไปข้าจะเลาะกระดูกของเจ้าออกมา” อาเจี๋ยมองเลือดสีแดงสดที่ปลายดาบแล้วแค่นเสียงหัวเราะหยัน ก่อนจะไล่ต้อนม่อจื่อซินอย่างดุดัน

          อีกด้าน หม่าเค่อกลับตกเป็นรองเหลิ่งเอ้าเทียนอย่างชัดเจน ถึงเขาจะโหดเหี้ยมแต่ทุกกระบวนท่าถูกเหลิ่งเอ้าเทียนสกัดไว้ได้หมด ซ้ำร้ายยังถูกโต้กลับจนทั้งตัวเต็มไปด้วยบาดแผล เลือดไหลซึมจนเสื้อผ้าเปลี่ยนเป็นสีแดงคล้ำหลายจุด

          จังหวะที่ม่อจื่อซินพลาดถูกฟันเข้าที่ไหล่ เหลิ่งเอ้าเทียนคิดจะทะยานตัวไปช่วยแต่ถูกหม่าเค่อขัดขวาง ยิ่งเห็นรอยเปียกคล้ำที่หัวไหล่ของนางใหญ่ขึ้น ใจแม่ทัพใหญ่ยิ่งร้อนรน ดวงตาของเขามองจ้องหม่าเค่ออย่างดุดัน ทุกกระบวนท่ายิ่งรุนแรง ดาบในมือฟาดฟันใส่อีกฝ่ายอย่างโหดเหี้ยม ไม่กี่กระบวนท่าก็ทำหม่าเค่อร้องโหยหวนพร้อมกับมือซ้ายที่ถูกฟันขาด!

          เหลิ่งเอ้าเทียนทะยานตัวพร้อมตวัดดาบเข้าใส่อาเจี๋ย

          อาเจี๋ยรู้ดีว่าสู้ไม่ได้จึงรีบถอยหนี แต่ม่อจื่อซินไม่ยอมให้อีกฝ่ายหนีง่ายๆ รีบพุ่งตามติด ทันทีที่เห็นช่องโหว่ก็ใช้กริชแทงเข้าที่ต้นขาเขาอย่างแรง

          คนละหนึ่งแผล ต่อให้ไม่รู้ผลแพ้ชนะนางก็ไม่ขาดทุน!

          “รีบไป!”

          เหลิ่งเอ้าเทียนโอบเอวม่อจื่อซินก่อนจะกระโดดพุ่งตัวหายลงไปในลำธาร

          คู่ลาต๋าคำรามลั่นอย่างโกรธจัด สั่งทหารให้ระดมยิงธนูใส่ ไม่ว่าอย่างไรวันนี้สองคนนั้นจะต้องตายอยู่ในหุบเขาแห่งนี้!

          ทันทีที่ลงน้ำ เหลิ่งเอ้าเทียนใช้ผ้ามัดข้อมือตัวเองกับข้อมือของนางเพื่อไม่ให้กระแสน้ำพัดทั้งคู่แยกจากกัน เขาจับมือม่อจื่อซินพาว่ายลงไปให้ลึกที่สุดเพื่อหลบห่าธนู

          ม่อจื่อซินว่ายหลบซ้ายหลบขวา โดยมีเหลิ่งเอ้าเทียนว่ายอยู่ด้านหลัง พยายามใช้ร่างสูงใหญ่ของตนเป็นโล่ป้องกันธนูให้นาง ม่อจื่อซินหันไปมองก็พบว่าแผ่นหลังเขามีธนูปักอยู่สี่ดอก เลือดสีแดงซึมออกมาจากบาดแผล

          พวกสามชนเผ่าสมควรตาย!

          ถึงบาดเจ็บแต่เหลิ่งเอ้าเทียนยังคงจับมือนางไม่ปล่อย เขาออกแรงดึงนางว่ายน้ำต่อ ไม่นานทั้งคู่ก็อยู่ไกลเกินระยะยิงของธนู ทั้งสองรีบว่ายขึ้นเหนือน้ำ สูดหายใจเต็มปอด แล้วปล่อยตัวลอยไปตามกระแสน้ำ พวกเขาไม่รู้ว่าตัวเองลอยคออยู่ในน้ำนานเท่าไหร่ เพราะความเหน็ดเหนื่อยและอาการบาดเจ็บทำให้หมดสติไป

ให้ไออุ่น

            ม่อจื่อซินฟื้นสติขึ้นมาก็พบว่าตัวเองนอนเกยอยู่ที่ริมชายฝั่งของทะเลสาบแห่งหนึ่ง

          น้ำในทะเลสาบช่วยล้างคราบเลือดตามร่างกายให้จนสะอาด เม็ดทรายบนชายฝั่งนี้เล็กและนุ่มละเอียด ม่อจื่อซินสูดหายใจลึกยาวหลายครั้ง

          การมีชีวิตช่างดีจริงๆ

          พลันนางก็รู้สึกว่ามีบางอย่างถ่วงมือซ้ายตนอยู่ หันไปมองก็ต้องตกใจ ตาเบิกกว้าง ผ้าที่ผูกมัดสองมือไว้ด้วยกันคงจะถูกกระแสน้ำพัดหายไปแล้ว แต่เขายังคงจับมือนางไม่ปล่อย คาดไม่ถึงว่าแม้จะหมดสติเขาก็ยังจับมือนางแน่น ตอนอยู่ในน้ำเขาก็ใช้ร่างตัวเองช่วยบังธนูให้ นางจึงรอดมาได้โดยไม่บาดเจ็บ

          สายธารแห่งความอบอุ่นสายหนึ่งกำลังไหลวนอยู่ในใจ

          ม่อจื่อซินสะบัดศีรษะแรงๆ ขับไล่ความฟุ้งซ่าน จากนั้นก็หันมาสนใจชายหนุ่มข้างตัว

          แผ่นหลังเหลิ่งเอ้าเทียนมีธนูปักอยู่สี่ดอก แต่ละดอกมีความลึกไม่เท่ากัน บาดแผลถูกแช่น้ำจนบวมแดง ดูท่าจะติดเชื้อเสียแล้ว

          ม่อจื่อซินยื่นมือออกไปแตะหน้าผากเขา พบว่ามันร้อนจัดอย่างน่ากลัว เพราะบาดแผลติดเชื้อนี้ทำให้เขามีไข้สูง ม่อจื่อซินหันมองรอบตัวแล้วก็ต้องแค่นเสียงออกมาอย่างดุเดือด

          ที่แบบนี้อย่าว่าแต่จะหาหมอ หาคนให้เจอสักคนยังยาก!

 

            ไม่ง่ายเลยกว่าจะเจอถ้ำนี้

          หลังตรวจดูจนแน่ใจว่าไม่มีสัตว์ร้าย ม่อจื่อซินจึงแบกร่างหนักอึ้งของเหลิ่งเอ้าเทียนมาที่นี่ จากนั้นก็ออกไปหาสมุนไพรในป่า โดยอาศัยความรู้จากตอนเป็นสายลับ นางใช้ใบไม้ เปลือกไม้ มาทำเป็นชามอย่างง่ายๆ แล้วออกไปตักน้ำสะอาดกลับมา

          ม่อจื่อซินเดินเข้าเดินออกถ้ำหลายรอบ ในที่สุดก็จัดเตรียมทุกอย่างได้ครบถ้วนก่อนดวงอาทิตย์ตกดิน

          สมุนไพรสำหรับพอกใส่แผลถูกบดเรียบร้อย กริชฆ่าเชื้อด้วยการลนไฟ นางคุกเข่าข้างร่างสูงที่นอนคว่ำ จัดการฉีกเสื้อผ้าเขาออก จากนั้นก็ใช้กริชผ่าเปิดแผลดึงลูกธนูออกทีละดอกจนหมด ทำความสะอาดแผล ใส่ยา ฉีกเสื้อตัวเองเป็นแถบยาวแล้วใช้พันแผลให้เขา

          หลังดูแลทำแผลให้เหลิ่งเอ้าเทียนเสร็จ ม่อจื่อซินจึงสำรวจตัวเองบ้าง พบว่ามีแผลถูกฟันที่ไหล่กับแผลเล็กๆ หลายจุด นางใส่ยาทำแผลให้ตัวเองแต่สายตากลับมองเหลิ่งเอ้าเทียนอย่างกังวล ถ้าเขาผ่านคืนนี้ไปได้ก็น่าจะรอดอยู่

          แต่ถ้าไข้ขึ้นสูงแบบไม่ลด...

          ม่อจื่อซินทอดถอนใจ นางไม่อยากให้เกิดเรื่องร้ายกับเขา ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคำสัญญาที่ตนให้ไว้กับเหลิ่งเอ้ายวี่ อีกส่วนเพราะทั้งสองผ่านความเป็นความตายมาด้วยกัน

          นึกถึงภาพเหตุการณ์ตอนต่อสู้กับชนเผ่านอกด่านในหุบเขา  ตอนที่หม่าเค่อกำลังจะตัดแขน เวลานั้นม่อจื่อซินเตรียมใจสละแขนแล้ว ไม่คิดว่าเหลิ่งเอ้าเทียนจะสลัดคู่ลาต๋ามาช่วยนางได้ทันเวลา

          เขาลงมือเด็ดขาด รวดเร็ว ไม่มีท่าทีลังเลสักนิด ร่างสูงใหญ่เหมือนดั่งขุนเขาที่ไม่มีวันพังทลาย การปรากฏตัวของเขามอบความมั่นใจและความกล้าหาญให้นางได้อย่างน่าประหลาด

          เคยได้ยินคนในจวนตระกูลม่อพูดกันว่า เหลิ่งเอ้าเทียนเป็นแม่ทัพหน้าเหล็ก เป็นเทพเจ้าแห่งสงครามผู้เย็นชา ม่อจื่อซินจึงวาดภาพในใจว่าเขาเป็นบุรุษที่แข็งแกร่ง เลือดเย็นไร้ความรู้สึก เย่อหยิ่งทระนงและกล้าหาญอย่างไร้ผู้ใดเปรียบ

          ทว่าตัวจริงกลับไม่ตรงกับภาพวาดในจินตนาการเลย

          เพื่อช่วยน้องสาว เขายินดีใช้ตัวเองเป็นตัวประกันแทนน้อง กล้าเดินมาหาศัตรูเพียงลำพัง

          เพื่อปกป้องนาง เขาต่อสู้กับศัตรูโดยไม่ห่วงชีวิตตัวเอง

          เพื่อปกป้องนาง กระทั่งหมดสติก็ยังไม่ยอมปล่อยมือ

          “เหลิ่งเอ้าเทียน ท่านเป็นผู้ชายอย่างไรกันแน่” ม่อจื่อซินนั่งกอดเข่าข้างกองไฟ มองเหลิ่งเอ้าเทียนที่ยังคงสลบไสล

          เหลิ่งเอ้าเทียนเป็นบุรุษผิวสีน้ำตาลเข้ม รูปร่างสูงใหญ่ เครื่องหน้าประกอบกันเป็นใบหน้าคมคายดุจพญาเหยี่ยว ถือเป็นบุรุษที่ผู้คนต้องแหงนหน้ามอง

          “แม่ทัพเจิ้นเป่ยอ๋อง ท่านคือสามีของข้าคนนั้นน่ะหรือ...”

          ม่อจื่อซินพึมพำอย่างขำขัน ทั้งสองตระกูลเป็นศัตรูกันในราชสำนัก หากไม่มีราชโองการจากฮ่องเต้ การแต่งงานนี้คงไม่มีวันเกิดขึ้นเหลิ่งเอ้าเทียนไม่ยินดีแต่งภรรยา ส่วนนางไม่ยินยอมแต่งออก ใครจะคิดว่าคนสองคนที่อยากจะหลีกหนีกันให้ไกลสุดโลกกลับต้องมาร่วมเป็นร่วมตายเคียงข้างกัน

          โชคชะตาก็ช่างกลั่นแกล้งเสียจริง

          “น้ำ... น้ำ...”

          เสียงครางของเหลิ่งเอ้าเทียนทำให้ม่อจื่อซินได้สติจากภวังค์ หลังก้มฟังใกล้ๆ จนชัดเจนว่าเขาพูดอะไร ม่อจื่อซินก็นำน้ำสะอาดมาป้อนให้ แต่พยายามอยู่หลายครั้งก็ป้อนไม่สำเร็จ นางขมวดคิ้ว สีหน้าเป็นกังวล ครุ่นคิดครู่หนึ่งก็โอบประคองชายหนุ่มให้อยู่ในท่านั่ง กักน้ำอึกหนึ่งไว้ในปาก แล้วแนบริมฝีปากนุ่มของตนกับริมฝีปากแห้งผากของเหลิ่งเอ้าเทียน ค่อยๆ ป้อนน้ำเข้าสู่ปากเขา

          ลมหายใจร้อนผ่าวของชายหนุ่มทำหน้านางร้อนจัด

          หลังได้ดื่มน้ำ ชายหนุ่มก็หายใจลึกยาวเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ม่อจื่อซินแตะตัวเขาพบว่าตัวไม่ร้อนก็ถอนหายใจโล่งอกที่อีกฝ่ายไม่มีไข้

          ช่วงครึ่งแรกของคืนผ่านไปอย่างสงบ นางเอนกายลงนอนข้างๆ ไม่นานก็ผล็อยหลับไป ทว่าพอถึงกลางดึก จู่ๆ เหลิ่งเอ้าเทียนก็ครางเสียงดังปลุกนางให้สะดุ้งตื่น

          ใบหน้าเหลิ่งเอ้าเทียนแดงก่ำอย่างคนมีไข้ คิ้วเข้มขมวดแน่น สีหน้าดูเจ็บปวด สองมือดึงกระชากแถบผ้าพันแผลที่อยู่บนตัวออก ทำม่อจื่อซินต้องรีบยึดมือเขาไว้แน่น พอสัมผัสตัวก็พบว่าเขาตัวร้อนจัดราวกับกองไฟ

          “เหลิ่งเอ้าเทียน อดทนไว้”

          ม่อจื่อซินพยายามใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวให้เขาเพื่อลดไข้ แต่ชายหนุ่มดิ้นกระสับกระส่าย ซ้ำสองมือก็เอาแต่จะดึงผ้าพันแผลออก นางจึงต้องจับมือเขาไว้ตลอด เช็ดตัวให้ไม่ได้ แม้จะหมดสติแต่พละกำลังเขาไม่น้อยเลย การจับมือเขาให้อยู่นิ่งจึงต้องใช้แรงมาก หากปล่อยไว้แบบนี้เกรงว่าแม่ทัพใหญ่ตระกูลเหลิ่งอาจจะอาการทรุดหนักลงไปอีก

          ม่อจื่อซินกัดริมฝีปากแน่น สีหน้าเป็นกังวล ครู่หนึ่งก็ตัดสินใจเด็ดขาด

          เป็นไงเป็นกัน ชีวิตคนสำคัญกว่า!

          ม่อจื่อซินถอดเสื้อตัวเองออก จากนั้นก็แนบร่างเปลือยลงนอนเคียงข้าง สองแขนเรียวขาวโอบกอดร่างร้อนจัดของเหลิ่งเอ้าเทียนไว้

          เนื้อตัวนุ่มเย็นทำให้เหลิ่งเอ้าเทียนค่อยๆ สงบลง มือใหญ่ร้อนจัดลูบไปทั่วร่างเย็นนุ่มก่อนจะกอดไว้แน่น ปฏิกิริยาของเหลิ่งเอ้าเทียนทำนางนอนตัวแข็งทื่อไม่กล้าขยับ ในหัวว่างเปล่าขาวโพลนไปหมด

          สัมผัสของชายหนุ่มสร้างความสั่นไหวในใจม่อจื่อซิน

          หลังได้กอดร่างนุ่มแนบอก เหลิ่งเอ้าเทียนก็ไม่กระสับกระส่ายอีก ไม่นานก็หลับลึกไปอย่างสงบ เสียงหายใจเป็นจังหวะสม่ำเสมอทำนางหายใจยาวโล่งอกได้

          ความเคร่งเครียดจากการต่อสู้อันแสนดุเดือดและความกังวลที่ต้องดูแลคนป่วยทำม่อจื่อซินเหนื่อยล้าหมดแรงแล้วจริงๆ ไม่นานนางก็ผล็อยหลับไป

          คืนนั้นเหลิ่งเอ้าเทียนฝันประหลาดนัก ในความฝันเขาอยู่ท่ามกลางคลื่นความร้อนแสนทรมาน รู้สึกร้อนผ่าวและอึดอัดไปทั้งตัว แต่จู่ๆ ก็มีคลื่นความเย็นนุ่มเข้ามาโอบล้อมเขาไว้ ชายหนุ่มกอดความเย็นสบายนั้นแน่น ไม่นานความร้อนผ่าวทรมานก็ค่อยๆ สลายหายไป ชายหนุ่มไม่รู้ว่าตัวเองนอนยิ้มทั้งคืน